The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

172 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

พระอปุ ชั ฌายจ์ งึ นำ� ไปฝากใหอ้ ยศู่ กึ ษาพระสตุ ตนั ตปฎิ กและพระอภธิ รรมปฎิ กกบั ทา่ นพระจณั ฑ
วัชชีเถระ จนเช่ยี วชาญในปิฎกทง้ั สองนัน้ เม่ือมอี ายุครบ ๒๐ ปี จึงไดอ้ ุปสมบทเป็นภกิ ษุ หลงั
จากอปุ สมบทได้ไมน่ านนกั ท่านก็บรรลเุ ป็นพระอรหนั ต์ ต่อมาท่านได้รับแต่งตัง้ จากพระเถระ
ท้ังสองให้เปน็ อาจารยส์ ่ังสอนพระธรรมวนิ ัยแทน เพราะพระเถระเหล่านน้ั ชราภาพมากแล้ว

มูลเหตุที่ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระแต่งคัมภีร์กถาวัตถุ เพราะได้มีการตีความ
พระพุทธพจน์แตกต่างกัน จนเกิดลัทธิและนิกายต่าง ๆ ขึ้นเป็นจ�ำนวนมาก ประกอบกับการ
แทรกแซงจากนกั บวชนอกพระพทุ ธศาสนา ทำ� ใหเ้ กดิ สทั ธรรมปฏริ ปู มากขนึ้ จนพระพทุ ธศาสนา
มัวหมอง ท่านจึงแต่งคัมภีร์น้ีขึ้น เพื่อช้ีแจงแสดงหลักการและเหตุผลให้เห็นว่า กถาแสดง
ลัทธินนั้ ๆ ผดิ พลาดคลาดเคลอื่ นไปจากพระพทุ ธพจน์อย่างไร

เพ่ือให้เห็นภาพรวมของการแตกแยกนิกายในพระพุทธศาสนา ขอประมวลเหตุการณ์
มาแสดงไว้ ณ ทีน่ โ้ี ดยสงั เขปดังนี้

๑. หลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน พระเถระท้ังหลายมีท่านพระมหากัสสปเถระ
ท่านพระอุบาลีเถระ ท่านพระอานนทเถระ เป็นต้น ได้ประชุมกันท�ำสังคายนาพระธรรมวินัย
เพ่ือจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบแบบแผน และถือปฏิบัติกันสืบมา โดยมีมติมิให้แก้ไข
เปล่ียนแปลง ต่อเติม หรือตัดทอนส่วนใด ๆ ทั้งส้ิน การท�ำสังคายนาคร้ังน้ีนับเป็นคร้ังท่ี ๑
ปรากฏว่า คณะสงฆ์ได้ถอื ปฏิบัตติ ามมติของทปี่ ระชมุ นี้เรื่อยมา จนถึง พ.ศ. ๑๐๐ การแตกแยก
นิกายจึงเริ่มเกิดข้นึ

๒. ผ้ทู ำ� ใหเ้ กิดการแตกแยกขึน้ ในคณะสงฆเ์ ดิม คอื ภกิ ษุชาววัชชีพวกหนง่ึ ท่รี ู้จกั กนั ว่า
“พวกวชั ชีบตุ ร” ไดป้ ระพฤตินอกธรรมนอกวินยั โดยบัญญัติขอ้ ปฏบิ ัตขิ น้ึ มา ๑๐ ขอ้ ทเ่ี รียกว่า
วตั ถุ “๑๐ ประการ” ทำ� ใหเ้ กดิ ความมวั หมองข้ึนในพระพทุ ธศาสนา พระเถระทงั้ หลายมีทา่ น
พระยสเถระ เปน็ ตน้ จงึ ไดป้ ระชมุ กนั พจิ ารณาและมมี ตใิ หข้ บั พวกภกิ ษวุ ชั ชบี ตุ รเหลา่ นนั้ ออกไป
จากคณะสงฆ์ และประชุมกันท�ำสังคายนาพระธรรมวินัยข้ึนเป็นคร้ังท่ี ๒ โดยมีพระเจ้า
กาลาโศกราช (พระราชโอรสของพระเจา้ สสุ นุ าคะ) แหง่ กรงุ ปาฏลบี ตุ ร แควน้ มคธ เปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภ์

พวกภิกษุวัชชีบุตรท่ีถูกขับออกจากคณะสงฆ์ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป หนีไป อยู่ท่ี
กรงุ โกสัมพี แคว้นวังสะ รวบรวมกำ� ลงั เพ่มิ เตมิ อีกจำ� นวนมากแลว้ ท�ำสังคายนา

แขง่ กบั ฝ่ายพระมหาเถระ (เถรวาท) เรียกการทำ� สังคายนาครงั้ น้ันวา่ มหาสงั คตี ิ หรือ
มหาสังฆกิ สงั คายนา จงึ เรียกคณะของตนว่า มหาสงั ฆกิ ะ ซงึ่ ถือว่าเป็นการแตกนกิ ายครั้งแรก
ในพระพุทธศาสนา อน่ึง เน่ืองจากภิกษุเหล่าน้ียึดถือหลักธรรมและวินัยตามที่อาจารย์ของตน
ประยกุ ต์เปลีย่ นแปลง เพิม่ เตมิ และตัดทอนให้ผิดเพ้ียนไปจากพระพุทธพจนท์ แ่ี ทจ้ รงิ จึงมชี ่อื
ว่า นิกายอาจริยวาท ส่วนคณะสงฆ์เดิมซ่ึงมีพระมหาเถระท้ังหลายเป็นผู้บริหารสืบทอด
เจตนารมณข์ องพระมหาเถระผ้ทู ำ� สังคายนา คร้งั ท่ี ๑ น้ัน มชี ื่อวา่ นกิ ายเถรวาท

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 173

ต่อมา มีนกิ ายใหมแ่ ตกแยกไปจากนกิ ายมหาสงั ฆกิ ะ คือ (๑) นกิ ายโคกลุ กิ ะ (๒) นกิ าย
เอกพโยหารกิ ะ และตอ่ มามนี กิ ายใหมแ่ ยกออกไปจากนกิ ายโคกลุ กิ ะอกี ๒ นกิ าย คอื (๑) นกิ าย
ปณั ณัตติวาท (๒) นิกายพาหลุ กิ ะ ท้ัง ๒ นิกายน้ี บางทีเรยี กรวมวา่ พหสุ สุติกะ ตอ่ มามีภกิ ษุ
พวกหนึง่ แยกออกไปจาก ๒ นกิ ายนี้ ต้งั ชื่อนิกายใหมว่ ่า เจติยวาท รวมทง้ั นกิ ายมหาสงั ฆิกะ
เป็น ๖ นกิ าย ดงั แผนภูมติ ่อไปนี้

นกิ ายอาจริยวาทท่ีแตกไปจากเถรวาท
ครง้ั ท่ี ๑ พ.ศ. ๑๐๐

โคกลุ กิ ะ เถราวาท เอกพโยหารกิ ะ
ปัณณัตติวาท มหาสงั ฆกะ พาหุลิกะ

เจตยิ วาท

๓. ตอ่ มา เมอ่ื ประมาณ พ.ศ. ๒๐๐ ได้มภี กิ ษผุ ู้นิยมฝ่ายอาจรยิ วาทอีก ๒ พวก แยกตัว
ไปจากคณะสงฆ์เดิม (เถรวาท) ตั้งนิกายใหม่ข้นึ ๒ นิกาย คือ (๑) นกิ ายมหสิ าสกะ (๒) นิกาย
วัชชีปุตตกะ และมีนิกายใหม่แตกแยกออกไปตามล�ำดับอีก ๙ นิกาย รวมนิกายอาจริยวาทที่
แตกไปจากเถรวาทครั้งท่ี ๒ นี้ มีจำ� นวน ๑๑ นิกาย ดังแผนภมู ิต่อไปน้ี

174 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

นกิ ายอาจริยวาทท่ีแตกไปจากเถรวาท
คร้งั ที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๐

เถราวาท

มหิสาสกะ (มหสิ าสกะ) วชั ชปี ตุ ตกะ (วาตสปี ตุ ริยะ)
ธมั มุตตรกิ ะ
สพั พตั ถกิ วาท ธัมมคุตติกะ
(สรวาสติวาท) (ธรรมคปุ ติยะ) ภัทรยานิกะ
ฉันนาคารกิ ะ
กัสสปกิ ะ (คณั ณจริกะ)
(กาศยปิยะ)
สมิติยะ
สังกนั ติกะ (สัมมิติยะ
(สางกรานตยิ ะ)

สุตตวาท
(เสาตรานตกิ ะ

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 175

ถ้าจัดแบ่งตามหลักธรรมโดยถือฝ่ายท่ียึดหลักการเดิมของพระมหาเถระผู้ท�ำสังคายนา
ครง้ั ท่ี ๑ คือ ไมเ่ ปลีย่ นแปลง เพ่ิมเตมิ หรือตัดทอนส่วนใด ๆ ของพระพุทธพจนเ์ ป็น ฝา่ ยธรรม
วาที และฝ่ายทีถ่ ือตรงกันขา้ มเป็น ฝา่ ยอธรรมวาที จะจดั ไดด้ ังน้ี คอื ฝา่ ยธรรมวาที (เถรวาท)
๑ นิกาย และฝา่ ยอธรรมวาที (อาจรยิ วาท) ๑๗ นิกาย ตามแผนภูมติ อ่ ไปน้ี

พระพุทธศาสนา ๑๘ นิกาย ฝ่ายอธรรมวาที
พ.ศ. ๑๐๐ - พ.ศ. ๒๐๐ อาจ(า๑ร๗ยิ )วาท

ฝา่ ยธรรมวาที
เถ(ร๑ว)าท

มหาสงั ฆิกะ มหาสาสกะ วชั ชีปุตตกะ

โคกลุ กิ ะ เอกพโยหารกิ ะ สัพพัตถกิ วาท ธมั มคุตติกะ ธัมมุตตริกะ

ปัณณตั ตวิ าท พาหุลกิ ะ กัสสปิกะ ภทั รยานกิ ะ

เจตบิ วาท สังกนั ติกะ ฉันนาคาริกะ

สตุ ตวาท สมิติยะ

ทา่ นผู้แต่งคัมภรี ท์ ีปวงศ์ ไดเ้ ปรยี บเทียบนิกายเหล่านไ้ี ว้วา่ นกิ ายเถรวาทเหมอื นลำ� ต้น
ของต้นไทรใหญ่ ส่วนนิกายอาจริยวาททั้ง ๑๗ นิกาย เหมือนเส้ียนหนามท่ีแตกออกจาก
ตน้ ไทรน้ัน (ดูตารางประกอบ)

176

A. D.400 เวตลุ ลกะ
300 อุตตราปถกะ

200 อนั ธกะ สิทธตั ถกิ ะ
ราชคิรกิ ะ
อปรเสลิยะ
ปุพพเสลยิ ะ

100 (ธมั มตุ ตริกะ) เหตุ(ววาาท ิข(ริเยหะ)มวติกะ) พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์
(ฉภันัทสนรมายิตคาะานรยกิ ิกะะะ)
0 ัก(สัสงส ัก ิปนกติะกะ)
ปัณณัตตวิ าท (สุตตวาท)

(เจติยวาท) (พาหลุ กิ ะ)

100

B. C.200 (เอกพโยหารกิ ะ) มหาสังฆิกะ ม ิหสาสกะ สพั พัตถุกะว(าธทัมมคุตติกะ)
300 นิกายทอ่ี ยใู่ นเคร่อื งหมายวงเลบ็ ไมม่ สี ่วนรว่ มในกถาวตั ถุ
พระอภิธรรมปิฎก
วชั ชปี ตุ ตกะ เถรวาท หมายเหตุ ข้อมลู จากกถาวตั ถฉุ บบั สมาคมบาลีปกรณ์ (Pali-Text Society)

400 นิกายทพ่ี มิ พด์ ้วยตัวเอนเปน็ นกิ ายเกดิ ใหมไ่ ม่รวมใน ๑๘ นกิ าย

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 177

นอกจากนิกายเหล่านี้ คัมภีร์ปญั จปกรณฏั ฐกถาได้ระบชุ ื่อนิกายทีเ่ กิดข้นึ ใหม่หลงั ๑๗
นกิ ายนั้น (หลังแต่งคัมภรี ์กถาวตั ถุ) อกี ๖ นิกาย คือ (๑) นกิ ายเหมวตกิ ะ (๒) นกิ ายราชคิริกะ
(๓) นกิ ายสิทธตั ถิกะ (๔) นกิ ายปุพพเสลิยะ (๕) นิกายอปรเสลิยะ (๖) นกิ ายวาชิริยะ (นกิ ายท่ี
๒-๕ เรยี กรวมว่า นิกายอันธกะ)
๔. ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. ๒๗๑-๓๑๒) พระพุทธศาสนาเจริญ
รุ่งเรืองสูงสุด เพราะหลังจากพระองค์ทรงเล่ือมใสในสามเณรนิโครธผู้เป็นพระราชนัดดาแล้ว
ก็ทรงท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ทรงบริจาคพระราชทรัพย์วันละจ�ำนวนมาก
อุปถัมถ์บ�ำรุงภิกษุสงฆ์ทั้ง ๑๘ นิกาย ดังกล่าวข้างต้น ส่วนพวกเดียรถีย์ที่ทรงอุปถัมภ์
บ�ำรุงมาก่อน เม่ือทรงงดอุปถัมภ์บ�ำรุง ก็ขาดลาภสักการะ จึงพากันหาอุบายเข้ามาบวชใน
พระพุทธศาสนาเพ่ือหวังลาภสักการะ เม่ือบวชแล้ว พอได้โอกาสก็น�ำเอาลัทธิของพวกตน
เข้ามาแทรกในพระธรรมวนิ ยั โดยอ้างว่า นแี่ หละคอื ธรรม น่แี หละคือวินัย
สว่ นพวกเดยี รถยี ท์ ไี่ มไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหบ้ วชในพระพทุ ธศาสนากป็ ลอมตวั เปน็ ภกิ ษเุ ขา้ ไป
ปะปนกับพวกภิกษุในวัดตา่ ง ๆ และเข้าร่วมสงั ฆกรรม ท�ำให้เกดิ ความสับสนวนุ่ วายขึ้น เพราะ
แยกไมอ่ อกวา่ รปู ไหนเปน็ พระแท้ รปู ไหนเปน็ พระปลอม นอกจากนบ้ี างพวกยงั นำ� ลทั ธบิ ชู า เชน่
การบชู าไฟ มาท�ำพิธบี ชู าในวัดกม็ ี บางพวกนำ� วธิ ีทรมานตนด้วยความรอ้ น ๕ ชนดิ มาบ�ำเพญ็
ก็มี บางพวกแสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามพระธรรมวินัยอย่างเห็นได้ชัดก็มี จนคณะสงฆ์
ทนไม่ได้ ต้องงดทำ� สังฆกรรม เช่น ในวัดอโศการามของฝา่ ยเถรวาทไมท่ ำ� อโุ บสถนานถงึ ๗ ปี
เมอ่ื พระเจา้ อโศกมหาราชทรงทราบเรอื่ งเหลา่ นเ้ี ขา้ จงึ ทรงปรกึ ษากบั พระเถระทงั้ หลาย
มที า่ นพระโมคคลั ลีบตุ รติสสเถระ เป็นตน้ ในทส่ี ุดทรงรับจะชำ� ระมลทิน
ในพระพุทธศาสนาให้หมดไป และทรงศึกษาลัทธิต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
พระพุทธศาสนา จากท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นเวลา ๗ วัน ลัทธิภายนอก
พระพทุ ธศาสนาทที่ รงศกึ ษามดี ังตอ่ ไปนี้
๑. สัสสตวาทะ (ลัทธิทถ่ี อื ว่า อัตตาและโลกเท่ยี ง)
๒. เอกจั จสสั สตวาทะ (ลทั ธิทถ่ี อื ว่า บางอย่างเท่ยี ง
๓. อนั ตานนั ติกวาทะ (ลัทธิทีถ่ อื ว่า โลกมที ่ีสุด โลกไม่มที ส่ี ุด)
๔. อมราวิกเขปิกวาทะ (ลทั ธิทีพ่ ดู หลบเลี่ยงไม่แน่นอนตายตัว)
๕. อธจิ จสมุปปนั นกิ วาทะ (ลัทธิท่ีถือวา่ อตั ตาและโลกเกิดข้ึนเอง ไม่มีเหตุปัจจัย)
๖. สญั ญวี าทะ (ลัทธิที่ถือวา่ หลงั จากตายแล้ว อัตตามสี ัญญา)
๗. อสัญญวี าทะ (ลัทธิท่ีถอื วา่ หลังจากตายแลว้ อตั ตาไมม่ ีสัญญา)
๘. เนวสญั ญีนาสัญญวี าทะ (ลทั ธทิ ี่ถอื วา่ หลงั จากตายแล้ว อตั ตามีสญั ญากม็ ใิ ช่
ไม่มีสัญญาก็มิใช่)

178 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

๙. อจุ เฉทวาทะ (ลทั ธทิ ถี่ อื วา่ หลงั จากตายแลว้ อัตตาขาดสูญ)
๑๐. ทิฏฐธมั มนิพพานวาทะ (ลทั ธทิ ถี่ อื วา่ มสี ภาวะบางอยา่ งเปน็ นพิ พานในปจั จบุ นั )
เม่ือพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเข้าพระทัยสาระส�ำคัญของลัทธิต่าง ๆ ทั้งในพระพุทธ
ศาสนาและนอกพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งดแี ลว้ ไดร้ บั สงั่ ใหป้ ระชมุ สงฆท์ อ่ี โศการาม ใหก้ น้ั มา่ น
ระหวา่ งทป่ี ระทบั กบั ทนี่ ง่ั ของพระสงฆ์ และใหจ้ ดั ทนี่ งั่ ของพระสงฆแ์ ยกเปน็ กลมุ่ ๆ กลมุ่ ละลทั ธิ
แล้วตรสั ถามให้ตอบตามลำ� ดับกลมุ่ ตรัสถามว่า สมเดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าทรงถอื วาทะอะไร
พระสงฆแ์ ตล่ ะรปู ตอบตามลทั ธขิ องตน คอื ตอบวา่ ทรงถอื สสั สตวาทะบา้ ง เอกจั จสสั สต-
วาทะบ้าง อันตานันติกวาทะบ้าง อมราวิกเขปิกวาทะบ้าง อธิจจสมุปปันนิกวาทะบ้าง
สัญญีวาทะบ้าง อสัญญีวาทะบ้าง เนวสัญญีนาสัญญีวาทะบ้าง อุจเฉทวาทะบ้าง ทิฏฐธัมม-
นพิ พานวาทะบ้าง
ผทู้ ต่ี อบดงั กลา่ วมา ทรงทราบวา่ เปน็ พวกเดยี รถยี ์ จงึ รบั สงั่ ใหส้ กึ ออกไปโดยพระราชทาน
ผา้ ขาวให้นุ่งหม่ แลว้ ตรัสถามกลุ่มอ่ืนต่อไป เมอื่ พระสงฆก์ ลมุ่ ใดตอบว่า “ทรงถอื วภิ ัชชวาทะ”
ทรงปรึกษาท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่า ใช่หรือไม่ เม่ือพระเถระถวายพระพรว่า ใช่
จึงทรงประกาศว่า บัดนี้พระศาสนาบริสุทธ์ิแล้ว ขอนิมนต์พระคุณเจ้าท�ำอุโบสถกรรมกันเถิด?
และรบั สั่งใหต้ ง้ั กองอารักขาแก่
พระสงฆ์ท่ีก�ำลังท�ำอุโบสถ แล้วเสด็จกลับพระราชวัง พระสงฆ์ท่ีรับสั่งให้สึกมีจำ� นวน
๖๐,๐๐๐ รปู ส่วนพระสงฆท์ เ่ี หลอื จ�ำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป ได้ประชมุ ทำ� อุโบสถในวันนัน้
เม่ือท�ำอุโบสถเสร็จแล้ว ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระผู้เป็นประธานท่ีประชุม
ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นว่า ร้ายแรงพอที่จะท�ำให้พระศาสนาเสื่อมสูญได้ ดังน้ัน
เพ่ือป้องกันมิให้เหตุการณ์ท�ำนองน้ีเกิดขึ้นอีกในอนาคต จึงแสดงกถาวัตถุปกรณ์ โดยน�ำสูตร
จ�ำนวน ๑,๐๐๐ สูตร คือของฝา่ ยสกวาที ๕๐๐ สูตร และของฝ่ายปรวาที ๕๐๐ สูตร มาจำ� แนก
ตามนัยและมาติกาของกถาต่าง ๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงวางไว้ เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือส�ำหรับ
โต้ตอบวาทะของลัทธิอ่ืนสืบไป จากน้ันท่านได้คัดเลือกพระเถระผู้มีความรู้แตกฉานใน
พระไตรปฎิ กจำ� นวน ๑,๐๐๐ รปู จากภิกษุ ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป ทเี่ ข้าประชุมครง้ั นน้ั เพอื่ ประชุม
ท�ำสงั คายนาพระธรรมวนิ ัยครง้ั ที่ ๓ ตอ่ ไป
กถาวตั ถปุ กรณ์ หรอื คมั ภรี ก์ ถาวตั ถุ ทท่ี า่ นพระโมคคลั ลบี ตุ รตสิ สเถระแสดงน้ี ถอื วา่ เปน็
พระพุทธพจนด์ ว้ ย เพราะทา่ นแสดงตามนัยและมาตกิ าที่ทรงวางไว้ให้ ซงึ่ ก็เหมอื นกบั พระสูตร
ท้ังหลายที่พระสาวกแสดงตามนัยมาติกาหรืออุทเทสที่พระผู้มี พระภาคทรงแสดงไว้ เช่น
มธุปิณฑิกสูตร ของท่านพระมหากัจจานะ ในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (พระไตรปิฎกเล่มท่ี
๑๒) สจั จวภิ ังคสูตร ของทา่ นพระสารบี ตุ ร ในมชั ฌมิ นิกาย อปุ ริปณั ณาสก์ (พระไตรปิฎกเลม่ ที่
๑๔)

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๗ 179

อนง่ึ วาทกถาทท่ี า่ นพระโมคคัลลบี ุตรตสิ สเถระนำ� มาจ�ำแนกในคัมภีรก์ ถาวตั ถุ น้นั เปน็
ของนกิ ายอาจรยิ วาท ๑๗ นกิ าย และลทั ธภิ ายนอกพระพทุ ธศาสนาดงั กลา่ วขา้ งตน้ แตท่ า่ นมไิ ด้
ระบไุ ว้ชดั ๆ ว่า วาทกถาไหนเป็นของนิกายใด ทา่ นใช้ชือ่ รวมว่า “ปรวาท”ี เท่าน้ัน เราทราบ
จากคมั ภรี ป์ ญั จปกรณฏั ฐกถาวา่ วาทกถา ไหนเปน็ ของนกิ ายใด เชน่ ปคุ คลกถา อรรถกถาอธบิ าย
ว่า เป็นทรรศนะของลทั ธิเดียรถีย์ ของนกิ ายวัชชีปุตตกะ และนกิ ายสมิตยิ ะ

นอกจากนั้นอรรถกถายังระบุช่อื นกิ ายที่เกดิ ใหมอ่ กี หลายนิกายไวด้ ้วยคือ
๑. นกิ ายอันธกะ (มีศนู ย์กลางอยู่ตอนใตข้ องอินเดียท่ีเป็นรัฐอนั ธรประเทศในปจั จบุ นั )
มีนิกายยอ่ ย ๔ นิกายคือ
๑.๑ นกิ ายราชคริ ิกะ
๑.๒ นกิ ายสิทธตั ถิกะ
๑.๓ นกิ ายปุพพเสลยิ ะ
๑.๔ นิกายอปรเสลิยะ
๒. นกิ ายอตุ ตราปถกะ
๓. นกิ ายเหตุวาท
๔. นกิ ายเวตุลละ หรอื เวตลุ ลกะ (มหาปญุ ญวาท)ี
พระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์ปัญจปกรณัฏฐกถาน�ำชื่อนิกายเหล่านี้มาอ้างว่า
วาทกถาบางอย่างตรงกบั ทรรศนะของนิกายใหม่ ๆ น้ีด้วย เชน่ สตปิ ฏั ฐานกถาท่ีมีทรรศนะวา่
“สติปฏั ฐานมใิ ชม่ ีเพียง ๔ ประการเทา่ นนั้ แตห่ มายถึงสภาวธรรม ทงั้ หมดที่ใช้เปน็ อารมณข์ อง
สตปิ ฏั ฐานได”้ และอา้ งว่า “บดั นี้ (สมยั ของทา่ น) วาทกถาน้ีตรงกบั ทรรศนะของนิกายอันธกะ
และนกิ ายทแี่ ยกยอ่ ยออกไปจากนกิ ายนคี้ อื นกิ ายปพุ พเสลยิ ะ นกิ ายอปรเสลยิ ะ นกิ ายราชคริ กิ ะ
และนิกายสทิ ธตั ถกิ ะ” (อภิ.ปญจฺ .อ. ๓๐๑/๑๗๙-๑๘๐ ดตู ารางแสดงทรรศนะต่าง ๆ ประกอบ
ด้วย)

โครงสรา้ งของคมั ภรี ก์ ถาวัตถุ

โครงสร้างของคัมภรี ก์ ถาวตั ถุประกอบด้วยสว่ นส�ำคัญ ๒ สว่ น คอื สว่ นเน้ือหาและส่วน
วิธีการ ส่วนเน้ือหาประกอบด้วยวาทกถา (ค�ำกล่าวแสดงลัทธิ) จ�ำนวน ๒๒๖ กถา แบ่งเป็น
๔ ปัณณาสก์ครึ่ง ๒๓ วรรค วรรคละ ๑๐ กถา โดยประมาณ ส่วนวิธีการจ�ำแนกวาทกถา
เหล่าน้ันประกอบด้วยนัยที่ส�ำคัญ ๘ นัย เรียกว่า อัฏฐมุขนัย หรือ อัฏฐกนิคคหนัย คือ
นิคคหะ ๘ แบ่งเป็นอนโุ ลมปจั จนีกะ ๔ นัย เป็นปจั จนกี านโุ ลมะ ๔ นัย เขียนเปน็ แผนภูมิได้ดงั น้ี

180 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

โครงสร้างของคมั ภรี ์กถาวัตถุ

เนอ้ื หา วธิ ีการ
วาทกถา ๒๒๖ กถา อัฏฐมขุ นยั
แบ่งเป็น ๔ ปณั ณาสกค์ รงึ่ หรอื อัฏฐกนคิ คนัย
- อนุโลมปัจจนกี ะ ๔ นัย
๒๓ วรรค - ปัจจนกี านโุ ลมะ ๔ นัย

๑. เน้อื หา

๑.๑ เน้ือหาท่ีจัดตามล�ำดับวาทกถา
พระธัมมสังคาหกาจารย์ได้จัดแบ่งหมวดหมู่เน้ือหาในคัมภีร์กถาวัตถุออกเป็น
ปณั ณาสก์ได้ ๕ ปณั ณาสก์ คอื (๑) มหาปัณณาสก์ (๒) นิยามปัณณาสก์ (๓) อนุสยปัณณาสก์
(๔) นิคคหปัณณาสก์ (๕) ขุททกอัฑฒปัณณาสก์ ๔ ปัณณาสก์แรก ปัณณาสก์ละ ๕ วรรค
ส่วนปัณณาสก์ท่ี ๕ มี ๓ วรรค รวมเป็น ๒๓ วรรค แต่ละวรรคแบ่งออกเป็นกถา วรรคละ
๑๐ กถาบ้าง น้อยกว่านีบ้ า้ ง มากกวา่ นี้บ้าง รวมกถาทง้ั หมดได้ ๒๒๖ กถาดงั นี้

๑. มหาปัณณาสก์
วรรคท่ี ๑ (มหาวรรค) มี ๙ กถา คอื
(๑) ปคุ คลกถา (๒) ปรหิ านิกถา
(๓) ก. พรหมจริยกถา
ข. โอธิโสกถา (๔) ชหติกถา
(๕) สัพพมตั ถีติกถา (๖) อตีตักขนั ธาทิกถา
(๗) เอกจั จมตั ถตี กิ ถา (๘) สตปิ ัฏฐานกถา
(๙) เหวตั ถีติกถา

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๗ 181

วรรคท่ี ๒ มี ๑๑ กถา คือ
(๑) ปรูปหารกถา (๒) อัญญาณกถา
(๓) กังขากถา (๔) ปรวิตารณกถา
(๕) วจีเภทกถา (๖) ทุกขาหารกถา
(๗) จติ ตฏั ฐติ ิกถา (๘) กกุ กฬุ กถา
(๙) อนุปุพพาภสิ มยกถา (๑๐) โวหารกถา
(๑๑) นโิ รธกถา
วรรคท่ี ๓ มี ๑๒ กถา คอื
(๑) พลกถา (๒) อริยนั ตกิ ถา
(๓) วมิ ุตติกถา (๔) วมิ จุ จมานกถา
(๕) อัฏฐมกกถา (๖) อัฏฐมกัสสอินทรยิ กถา
(๗) ทพิ พจกั ขุกถา (๘) ทิพพโสตกถา
(๙) ยถากมั มูปคตญาณกถา (๑๐) สังวรกถา
(๑๑) อสัญญกถา (๑๒) เนวสญั ญานาสญั ญายตนกถา
วรรคท่ี ๔ มี ๑๐ กถา คอื
(๑) คิหิสสอรหาตกิ ถา (๒) อุปปตั ติกถา
(๓) อนาสวกถา (๔) สมนั นาคตกถา
(๕) อเุ ปกขาสมนั นาคตกถา (๖) โพธยิ าพทุ โธติกถา
(๗) ลักขณกถา (๘) นิยาโมกกนั ติกถา
(๙) อปราปสิ มนั นาคตกถา (๑๐) สัพพสญั โญชนปั ปหานกถา
วรรคที่ ๕ มี ๑๐ กถา คือ
(๑) วมิ ตุ ติกถา (๒) อเสกขญาณกถา
(๓) วิปรีตกถา (๔) นิยามกถา
(๕) ปฏิสมั ภิทากถา (๖) สมั มตญิ าณกถา
(๗) จิตตารมั มณกถา (๘) อนาคตญาณกถา
(๙) ปัจจปุ ปนั นญาณกถา (๑๐) ผลญาณกถา

๒. นิยามปณั ณาสก์ (๒) ปฏจิ จสมุปปาทกถา
วรรคท่ี ๖ มี ๑๐ กถา คอื (๔) อารุปปกถา
(๑) นิยามกถา (๖) อากาสกถา
(๓) สัจจกถา
(๕) นิโรธสมาปัตติกถา

182 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

(๗) อากาโสสนิทัสสโนตกิ ถา (๘) ปฐวธี าตสุ นทิ สั สนาติอาทกิ ถา
(๙) จักขุนทรยิ ังสนิทัสสนนั ติอาทิกถา(๑๐) กายกมั มังสนทิ สั สนันติกถา
วรรคที่ ๗ มี ๑๐ กถา คือ
(๑) สังคหติ กถา (๒) สมั ปยุตตกถา
(๓) เจตสกิ กถา (๔) ทานกถา
(๕) ปรโิ ภคมยปุญญกถา (๖) อิโตทินนกถา
(๗) ปฐวีกัมมวปิ าโกตกิ ถา (๘) ชรามรณังวิปาโกติกถา
(๙) อรยิ ธัมมวิปากกถา (๑๐) วปิ าโกวิปากธมั มธัมโมติกถา
วรรคที่ ๘ มี ๑๑ กถา คอื
(๑) ฉคติกถา (๒) อันตราภวกถา
(๓) กามคุณกถา (๔) กามกถา
(๕) รูปธาตุกถา (๖) อรปู ธาตกุ ถา
(๗) รปู ธาตุยาอายตนกถา (๘) อรูเปรูปกถา
(๙) รูปงั กมั มนั ตกิ ถา (๑๐) ชีวิตนิ ทริยกถา
(๑๑) กัมมเหตุกถา
วรรคที่ ๙ มี ๑๑ กถา คอื
(๑) อานสิ งั สทสั สาวกี ถา (๒) อมตารมั มณกถา
(๓) รปู งั สารมั มณนั ตกิ ถา (๔) อนุสยาอนารัมมณกถา
(๕) ญาณังอนารัมมณนั ติกถา (๖) (ก) อตตี ารัมมณกถา
(ข) อนาคตารมั มณกถา
(๗) วติ ักกานปุ ติตกถา (๘) วิตักกวปิ ผารสัททกถา
(๙) นยถาจิตตัสสวาจาติกถา (๑๐) นยถาจติ ตสั สกายกัมมนั ตกิ ถา
(๑๑) อตีตานาคตปจั จุปปันนกถา
วรรคที่ ๑๐ มี ๑๑ กถา คอื
(๑) นิโรธกถา (๒) รูปังมคั โคตกิ ถา
(๓) ปญั จวิญญาณสมังคสิ สมคั คภาวนากถา
(๔) ปัญจวิญญาณากุสลาปิอกุสลาปีตกิ ถา
(๕) สาโภคาตกิ ถา (๖) ทวีหสิ เี ลหิกถา
(๗) สีลังอเจตสกิ นั ติกถา (๘) สลี ังนจิตตานปุ ริวัตตีติกถา
(๙) สมาทานเหตกุ ถา (๑๐) วิญญตั ติสีลันตกิ ถา
(๑๑) อวิญญัตตทิ สุ สีลยันตกิ ถา

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 183

๓. นสิ ยปัณณาสก์
วรรคท่ี ๑๑ มี ๑๐ กถา คือ
(๑.-๓.) ตสิ โสปิอนสุ ยกถา (๔) ญาณกถา
(๕) ญาณังจิตตวิปปยตุ ตนั ติกถา (๖) อทิ งั ทุกขันติกถา
(๗) อิทธพิ ลกถา (๘) สมาธิกถา
(๙) ธัมมฏั ฐิตตากถา (๑๐) อนิจจตากถา
วรรคที่ ๑๒ มี ๑๐ กถา คอื
(๑) สงั วโรกัมมันตกิ ถา (๒) กัมมกถา
(๓) สัทโทวปิ าโกตกิ ถา (๔) สฬายตนกถา
(๕) สัตตักขตั ตปุ รมกถา (๖) โกลงั โกลกถา
(๗) เอกพีชีกถา (๘) ชวี ิตาโวโรปนกถา
(๙) ทคุ คตกิ ถา (๑๐) สัตตมภวกิ กถา
วรรคท่ี ๑๓ มี ๑๐ กถา คอื
(๑) กปั ปฏั ฐกถา (๒) กสุ ลปฏิลาภกถา
(๓) อนนั ตราปยตุ ตกถา (๔) นิยตสั สนยิ ามกถา
(๕) นิวุตกถา (๖) สมั มขุ ภี ตู กถา
(๗) สมาปันโนอสั สาเทตกิ ถา (๘) อสาตราคกถา
(๙) ธมั มตณั หาอพั ยากตาติกถา (๑๐) ธัมมตณั หานทุกขสมทุ โยตกิ ถา
วรรคที่ ๑๔ มี ๙ กถา คือ
(๑) กุสลากสุ ลปฏิสันทหนกถา (๒) สฬายตนปุ ปตั ติกถา
(๓) อนนั ตรปจั จยกถา (๔) อรยิ รูปกถา
(๕) อญั โญอนุสโยตกิ ถา (๖) ปริยุฏฐานังจิตตวปิ ปยตุ ตันตกิ ถา
(๗) ปรยิ าปนั นกถา (๘) อัพยากตกถา
(๙) อปรยิ าปนั นกถา
วรรคที่ ๑๕ มี ๑๑ กถา คือ
(๑) ปจั จยตากถา (๒) อัญญมญั ญปัจจยกถา
(๓) อทั ธากถา (๔) ขณลยมุหตุ ตกถา
(๕) อาสวกถา (๖) ชรามรณกถา
(๗) สัญญาเวทยิตกถา (๘) ทุตยิ สัญญาเวทยติ กถา
(๙) ตตยิ สัญญาเวทยิตกถา (๑๐) อสญั ญสัตตปู กิ ากถา
(๑๑) กัมมปู จยกถา

184 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๔. นิคคหปัณณาสก์
วรรคที่ ๑๖ มี ๑๐ กถา คือ
(๑) นคิ คหกถา (๒) ปคั คหกถา
(๓) สุขานุปปทานกถา (๔) อธิคยั หมนสิการกถา
(๕) รปู ังเหตูตกิ ถา (๖) รูปงั สเหตกุ ันติกถา
(๗) รูปงั กสุ ลากสุ ลนั ตกิ ถา (๘) รปู งั วิปาโกติกถา
(๙) รปู งั รูปาวจรารูปาวจรนั ตกิ ถา
(๑๐) รปู ราโครูปธาตุปรยิ าปนั โนตอิ าทกิ ถา
วรรคที่ ๑๗ มี ๑๑ กถา คือ
(๑) อตั ถอิ รหโตปญุ ญูปจโยติกถา (๒) นัตถอิ รหโตอกาลมจั จตู กิ ถา
(๓) สพั พมทิ ังกมั มโตตกิ ถา (๔) อนิ ทรยิ พัทธกถา
(๕) ฐเปตวาอรยิ มคั คนั ตกิ ถา
(๖) นวัตตัพพังสังโฆทกั ขณิ งั ปฏคิ คณั หาตีตกิ ถา
(๗) นวัตตัพพังสงั โฆทักขณิ ังวโิ สเธตตี ิกถา
(๘) นวตั ตพั พังสังโฆภุญชตีตกิ ถา
(๙) นวัตตัพพงั สังฆัสสทินนงั มหัปผลันตกิ ถา
(๑๐) นวัตตพั พงั พุทธสั สทนิ นังมหัปผลันตกิ ถา
(๑๑) ทักขิณาวิสทุ ธกิ ถา
วรรคท่ี ๑๘ มี ๙ กถา คือ
(๑) มนุสสโลกกถา (๒) ธมั มเทสนากถา
(๓) กรุณากถา (๔) คนั ธชาติกถา
(๕) เอกมัคคกถา (๖) ฌานสังกนั ติกถา
(๗) ฌานันตรกิ กถา (๘) สมาปนั โนสัททงั สณุ าตตี กิ ถา
(๙) จกั ขนุ ารูปังปัสสตตี ิกถา
วรรคท่ี ๑๙ มี ๘ กถา คือ
(๑) กิเลสชหนกถา (๒) สญุ ญตากถา
(๓) สามัญญผลกถา (๔) ปัตตกิ ถา
(๕) ตถตากถา (๖) กุสลกถา
(๗) อจั จนั ตนยิ ามกถา (๘) อินทริยกถา
วรรคที่ ๒๐ มี ๖ กถา คอื
(๑) อสัญจิจจกถา (๒) ญาณกถา

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 185

(๓) นริ ยปาลกถา (๔) ติรจั ฉานกถา
(๕) มัคคกถา (๖) ญาณกถา

๕. ขทุ ทกอัฑฒปัณณาสก์
วรรคที่ ๒๑ มี ๘ กถา คือ
(๑) สาสนกถา (๒) อวิวิตตกถา
(๓) สญั โญชนกถา (๔) อทิ ธกิ ถา
(๕) พทุ ธกถา (๖) สพั พทสิ ากถา
(๗) ธมั มกถา (๘) กมั มกถา
วรรคที่ ๒๒ มี ๑๐ กถา คือ
(๑) ปรนิ ิพพานกถา (๒) กสุ ลจติ ตกถา
(๓) อาเนญชกถา (๔) ธมั มาภสิ มยกถา
(๕-๗) ติสโสปกิ ถา (๘) อัพยากตกถา
(๙) อาเสวนปัจจยตากถา (๑๐) ขณิกกถา
วรรคท่ี ๒๓ มี ๙ กถา คือ
(๑) เอกาธปิ ปายกถา (๒) อรหนั ตวณั ณกถา
(๓-๗) อสิ สรยิ กามการิกากถา (๘) ปฏริ ูปกถา
(๙) อปรนิ ปิ ผนั นกถา

๑.๒ เนื้อหาท่ีจดั ตามกลุม่ สาระทางธรรม
เนอ้ื หาในคัมภรี ก์ ถาวตั ถุอาจจดั แบ่งตามสาระทางธรรมไดด้ ังน้ี
๑. เรอื่ งเกยี่ วกบั พระพุทธเจา้
(๑) เรอ่ื งพระโวหารของพระพทุ ธเจ้าเปน็ โลกุตตระ
(๒) เรื่องกำ� ลังของพระตถาคต
(๓) เรื่องชอ่ื ว่าพระพทุ ธเจ้าเพราะปัญญาเปน็ เครือ่ งตรสั รู้
(๔) เรอ่ื งลกั ษณะของพระโพธสิ ตั ว์
(๕) เรื่องการเกดิ และการบ�ำเพ็ญธรรมของพระโพธิสัตว์
(๖) เรือ่ งผลของการถวายทานแดพ่ ระพุทธเจา้
(๗) เรอื่ งพระพทุ ธเจา้ ประทับอยู่ในโลกหรือไม่
(๘) เรอื่ งการแสดงธรรมของพระพทุ ธเจา้
(๙) เรื่องพระพทุ ธเจา้ มีพระกรณุ าหรอื ไม่

186 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

(๑๐) เรอ่ื งพระบังคนหนักและพระบงั คนเบาของพระพุทธเจา้
มีกล่ินหอมกวา่ คันธชาตอิ ่นื ๆ
(๑๑) เร่ืองฤทธข์ิ องพระพุทธเจ้า
(๑๒) เรื่องพระพุทธเจ้าทง้ั หลายมพี ุทธธรรมไมเ่ ทา่ กนั
(๑๓) เรอ่ื งพระพุทธเจา้ ประทับอย่ทู ัว่ ทกุ ทิศ
(๑๔) เรอ่ื งพระโพธสิ ัตวอ์ ทุ ศิ ศาสดาอน่ื ได้
๒. เรื่องเกย่ี วกบั พระอรหันต์
(๑) เรื่องพระอรหนั ตเ์ สอื่ มจากอรหัตตผลได้
(๒) เรอ่ื งความไม่รู้ของพระอรหนั ต์
(๓) เรื่องความสงสัยของพระอรหนั ต์
(๔) เร่ืองคฤหสั ถ์เปน็ พระอรหนั ตไ์ ด้
(๕) เรื่องการบรรลอุ รหัตตผลขณะปฏสิ นธหิ รอื อยูใ่ นครรภ์ได้
(๖) เรื่องธรรมทง้ั ปวงของพระอรหันตไ์ มเ่ ปน็ อารมณ์ของอาสวะ
(๗) เรอ่ื งพระอรหนั ต์บริบูรณด์ ้วยผล ๔ ประการ
(๘) เรอ่ื งพระอรหันต์บรบิ รู ณ์ด้วยอเุ บกขา ๖ ประการ
(๙) เรอ่ื งความเปน็ พระอรหนั ตเ์ กดิ ข้นึ จากการละสงั โยชน์ทง้ั ปวง
(๑๐) เรอ่ื งพระอรหันตม์ ีอเสกขญาณได้
(๑๑) เรื่องพระอรหันตเ์ สื่อมจากอรหัตตผลเพราะแห่งกรรม
(๑๒) เรอ่ื งพระอรหันต์ยงั มีการส่งั สมบุญ
(๑๓) เรื่องพระอรหันตไ์ มม่ ีอกาลมรณะ (คอื ถา้ กรรมยงั ไม่หมด จะไม ่
ปรินิพพาน)
(๑๔) เรอ่ื งจติ ของพระอรหนั ตใ์ นขณะปรินพิ พาน
(๑๕) เรอ่ื งพระอรหนั ตป์ รนิ ิพพานไดข้ ณะที่จิตอยใู่ นอรูปฌาน
(๑๖) เรื่องอมนษุ ยแ์ ปลงเพศเป็นพระอรหันต์ เสพเมถนุ ธรรม
๓. เร่ืองเกย่ี วกบั พระอรยิ บุคคลอน่ื นอกจากพระอรหันต์
(๑) เรื่องพระอริยบคุ คลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ
(๒) เรอ่ื งพระโสดาบนั ประเภทสัตตักขตั ตปุ รมะ
(๓) เร่ืองพระโสดาบนั ประเภทโกลังโกละ
(๔) เรื่องพระโสดาบันประเภทเอกพชี ี
(๕) เรือ่ งพระโสดาบนั อาจฆา่ สตั วไ์ ด้
(๖) เรอ่ื งพระโสดาบนั ละทคุ ตไิ ด้

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 187

๔. เรอื่ งเกี่ยวกับลักษณะและแนวทางการปฏิบัตธิ รรมของพระอรยิ ะ
(๑) เรอื่ งญาณท้งั หมดของพระตถาคตเปน็ อริยะ
(๒) เรื่องอเสกขญาณ
(๓) เรอ่ื งผลของอริยมรรคคือการละกิเลสเท่าน้นั
(๔) เรอ่ื งรปู เปน็ มรรค
(๕) เรื่องผพู้ รั่งพรอ้ มด้วยวญิ ญาณ ๕ ชอ่ื วา่ ผู้เจรญิ มรรค
(๖) เรอ่ื งสังขารทั้งหลายเว้นอรยิ มรรค เป็นทกุ ข์
(๗) เรื่องการเปลง่ วาจาของผเู้ จรญิ มรรค
(๘) เรอ่ื งพระอรยิ บุคคลทำ� ใหแ้ จ้งผลทัง้ ๔ ประการ ดว้ ยมรรคเดยี ว
(๙) เรอ่ื งมรรคมอี งค์ ๕
๕. เรื่องเกี่ยวกบั ปถุ ุชน
(๑) เรอ่ื งปถุ ุชนละกามราคะและพยาบาทได้
(๒) เรื่องปถุ ุชนผมู้ ีฌานบรรลุมรรคได้
(๓) เรอื่ งปถุ ชุ นมีความแน่นอนโดยสว่ นเดียว
(๔) เรอ่ื งความไม่รู้ของปถุ ชุ น
(๕) เรอื่ งปุถุชนไมส่ งัดจากสภาวธรรมทเี่ ป็นไปในธาตุ ๓
๖. เรือ่ งเกี่ยวกับเทวดา
(๑) เรื่องพรหมจรรย์ของเทพ
(๒) เรื่องความส�ำรวมของเทพ
(๓) เรือ่ งการมสี ัญญาของอสัญญสัตว์
๗. เร่อื งเก่ยี วกับคณะสงฆ์
(๑) เรื่องไม่ควรยอมรบั ว่าพระสงฆ์รับทกั ษิณาทานได้
(๒) เรื่องไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆท์ �ำทกั ษิณาใหห้ มดจดได้
(๓) เรอ่ื งไม่ควรยอมรบั วา่ พระสงฆ์ฉนั ได้
(๔) เรอ่ื งไมค่ วรยอมรบั วา่ ทานที่ถวายแดพ่ ระสงฆม์ ผี ลมาก
๘. เร่อื งเกย่ี วกบั ค�ำสอน
(๑) เรื่องหลักค�ำสอนเป็นเรอ่ื งท่ีดดั แปลงขึ้นใหม่
๙. เรือ่ งเกี่ยวกบั สภาวธรรม
(๑) เรอ่ื งความมีอยู่หรือไม่มอี ยู่ของบคุ คล
(๒) เรื่องความมีอย่ขู องสิ่งท้งั ปวง
(๓) เรือ่ งความมอี ยขู่ องสง่ิ บางอย่าง

188 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

(๔) เรอ่ื งความมอี ยขู่ องอดตี ปจั จบุ นั และอนาคต
(๕) เรื่องการตงั้ อยู่ต่อเนื่องของจติ ดวงเดียว
(๖) เรื่องจติ ทม่ี ีอดตี เปน็ อารมณ์
(๗) เรอ่ื งจติ ทีม่ อี นาคตเปน็ อารมณ์
(๘) เรื่องจติ ถกู วติ กวิจารครอบงำ�
(๙) เรอ่ื งวญิ ญาณ ๕ มีความผูกใจ
(๑๐) เรอ่ื งโสตวิญญาณเกิดขึน้ ต่อเนอื่ งจากจกั ขวุ ญิ ญาณ
(๑๑) เรื่องสภาวธรรมท้ังปวงเป็นสภาวะท่ีแน่นอน
๑๐. เรอ่ื งเกี่ยวกับอภญิ ญา
(๑) เรอ่ื งทิพยจกั ษุ
(๒) เรื่องทพิ ยโสตะ
(๓) เรื่องบคุ คลผู้มฤี ทธิส์ ามารถด�ำรงอยู่ได้ตลอดกปั
(๔) เรอ่ื งพระพุทธเจา้ และพระสาวกแสดงฤทธไิ์ ด้ตามปรารถนา
๑๑. เร่อื งเกี่ยวกับการตรสั รู้
(๑) เรอ่ื งการตรัสรธู้ รรมโดยล�ำดบั
(๒) เรอ่ื งการหลดุ พ้นของจิตทม่ี ีราคะ
(๓) เรอ่ื งการหลุดพน้ โดยลำ� ดับ
(๔) เรื่องการละสงั โยชนท์ ้งั ปวงเป็นอรหัตตผล
(๕) เรื่องวมิ ุตตญิ าณคือความหลดุ พน้
(๖) เรื่องการละกิเลสไดข้ ณะมกี ิเลส
๑๒. เรื่องเก่ียวกับอสงั ขตธรรม(นพิ พาน)
(๑) เรอ่ื งความดับ ๒ ประเภท
(๒) เรื่องผู้เห็นอานสิ งสใ์ นนพิ พานละสงั โยชนไ์ ด้
(๓) เรอ่ื งผลแหง่ ความเปน็ สมณะเปน็ อสังขตะ(ไม่ถูกปจั จยั ปรงุ แต่ง)
(๔) เรื่องความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมทง้ั ปวงเป็นอสังขตะ
(๕) เรือ่ งนยิ ามเปน็ อสังขตะ
(๖) เรอ่ื งปฏจิ จสมปุ บาทเป็นอสงั ขตะ
(๗) เรอ่ื งอรยิ สจั ๔ เป็นอสงั ขตะ
(๘) เรอ่ื งอากาสานัญจายตนะเปน็ อสงั ขตะ
(๙) เรอ่ื งนโิ รธสมาบัตเิ ป็นอสงั ขตะ
(๑๐) เรื่องอากาศเปน็ อสังขตะ

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 189

(๑๑) เร่ืองนพิ พานธาตุเปน็ กศุ ล
(๑๒) เร่ืองบคุ คลละกเิ ลสเป็นส่วน ๆ
(๑๓) เรือ่ งพระอรหันต์ปรนิ ิพพานขณะมีกศุ ลจิต
(๑๔) เรอ่ื งการบรรลธุ รรมของสัตวท์ ่ีอยูใ่ นครรภ์และผฝู้ นั
(๑๕) เรื่องการบรรลุอรหัตตผลของสัตว์ผู้อย่ใู นครรภแ์ ละผฝู้ ัน
(๑๖) เรอ่ื งสังโยชนม์ อี มตะ(นพิ พาน)เป็นอารมณ์
(๑๗) เรื่องผู้ใชใ้ หท้ ำ� อนันตรยิ กรรมบรรลุธรรมได้
๑๓. เรอื่ งเกี่ยวกบั ราคะ
(๑) เรอ่ื งราคะเทยี ม
๑๔. เร่อื งเก่ียวกับฌาน
(๑) เรอ่ื งการเปลง่ วาจาของผู้เขา้ ฌาน
(๒) เรอ่ื งผเู้ ข้าสมาบัตทิ ่มี ีปฐวีกสณิ เป็นอารมณอ์ าจร้ผู ิด ๆ ได้
(๓) เรอ่ื งสมาธคิ ืออาการต่อเน่ืองของจติ
(๔) เรื่องผเู้ ข้าฌานยงั มีความยนิ ดี (ตัณหา)
(๕) เร่อื งการเลอ่ื นจากฌานหนง่ึ ไปสู่อกี ฌานหน่ึง
(๖) เร่ืองสมาธทิ ีเ่ กดิ ระหวา่ งฌาน
(๗) เรอ่ื งการได้ยินเสียงของผู้เข้าฌาน
๑๕. เร่ืองเกี่ยวกบั โลกและจักรวาล
(๑) เรื่องคติ ๖
(๒) เรอ่ื งอันตรภพ
(๓) เรื่องการไมม่ ีนายนริ ยบาลในนรก
(๔) เรอ่ื งอากาศเป็นสภาวธรรมทีเ่ ห็นได้
๑๖. เรอ่ื งเกย่ี วกบั กรรม
(๑) เรื่องกรรมเป็นของเที่ยงแท้
(๒) เร่อื งแผ่นดินเป็นผลของกรรม
(๓) เรอ่ื งความแก่ความตายเปน็ ผลของกรรม
(๔) เร่ืองกรรมทุกอย่างตอ้ งมผี ล
(๕) เรื่องทุกอยา่ งมาจากกรรม
(๖) เรื่องผลู้ ่วงลบั ไปแลว้ ได้รับสิง่ ที่ผอู้ น่ื ในโลกอุทศิ ให้
(๗) เร่อื งบุคคลแมไ้ ม่มเี จตนาทำ� ใหม้ ารดาเสยี ชีวิตก็ชอ่ื วา่ กระทำ�
อนนั ตรยิ กรรม

190 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๑๗. เร่อื งเก่ียวกบั ทุกข์
(๑) เรือ่ งสง่ิ ทเ่ี น่ืองดว้ ยอนิ ทรยี ์เทา่ นัน้ เปน็ ทุกข์
(๒) เรอ่ื งสังขารท้งั หลายยกเวน้ อริยมรรคเปน็ ทกุ ข์
๑๘. เรื่องเกี่ยวกบั คุณธรรม
(๑) เรอ่ื งเจตสกิ ธรรมคือทาน
(๒) เร่ืองบุญทีส่ �ำเร็จด้วยการใช้สอย
(๓) เรอ่ื งผพู้ ร่ังพรอ้ มด้วยมรรคต้องประกอบด้วยศลี ๒ อย่าง
(๔) เรื่องศีลไมเ่ ปน็ เจตสิก
(๕) เรอ่ื งศลี เจริญไดด้ ว้ ยการสมาทาน
(๖) เรื่องวิญญาณ ๕ เปน็ กศุ ลและอกศุ ล
(๗) เรอ่ื งกายวญิ ญตั ิและวจวี ิญญัตเิ ป็นศีล
(๘) เรอื่ งอวิญญตั เิ ป็นความทุศลี
(๙) เรอ่ื งอนสุ ัยเปน็ อพั ยากฤต
(๑๐) เรอื่ งอนุสยั กบั ปรยิ ุฏฐานกเิ ลสเป็นคนละอย่าง
(๑๑) เรื่องปรยิ ฏุ ฐานกิเลสไมป่ ระกอบกับจิต
(๑๒) เรื่องอาสวะ ๔ ไมเ่ ปน็ อารมณข์ องอาสวะ
(๑๓) เร่อื งความส�ำรวมเป็นกรรม
(๑๔) เร่อื งกัปปฏั ฐบุคคล(ฝา่ ยชวั่ )ต้องด�ำรงอย่ตู ลอดกัป
(๑๕) เรอื่ งกปั ปฏั ฐบคุ คล(ฝา่ ยชว่ั )ไมพ่ งึ ได้กุศลจิต
(๑๖) เรอ่ื งความตอ่ เน่อื งระหวา่ งกุศลกบั อกศุ ล
(๑๗) เรอ่ื งการละกเิ ลสท่ีเปน็ อดตี
(๑๘) เร่ืองสทั ธนิ ทรีย์ไมเ่ ปน็ โลกยิ ะ
๑.๓ สรุปทรรศนะจากวาทกถาตา่ ง ๆ
เพ่ือสะดวกแก่การศึกษาข้อมูลในคัมภีร์กถาวัตถุ จึงได้น�ำวาทกถาทั้ง ๒๒๖ กถา
มาแสดงว่า วาทกถาไหนมีทรรศนะโดยสรุปว่าอย่างไร ตรงกับทรรศนะของนิกายใดบ้าง
ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 191

ตารางแสดงทรรศนะจากวาทกถาตา่ ง ๆ

ลำ�ดบั ท่ี ช่ือวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๑ ปคุ คลกถา บุคคล (อัตตา) มอี ยจู่ ริง เดยี รถยี ์,
วชั ชีปุตตกะ
และสมติ ิยะ

๒ ปริหานิกถา พระอรหนั ตม์ โี อกาสเสอ่ื มจากอรหตั ตผลได้ วชั ชปี ุตตกะ,
สมติ ิยะ และ
สัพพตั ถิกวาท

๓ ก. พรหมจริยกถา ในสวรรคไ์ มม่ กี ารประพฤตพิ รหมจรรยเ์ พอ่ื สมติ ยิ ะ เป็นตน้
ใหบ้ รรลุมรรคผลได้

ข. โอธิโสกถา พระอริยะไม่สามารถละกิเลสแต่ละชนิด
๔ ชหติกถา อยา่ งส้ินเชงิ ได้ในขณะเดียวกัน
แม้ปุถุชนก็สามารถละกามราคะและโทสะ สมิตยิ ะ
ไดเ้ ดด็ ขาด

๕ สพั พมัตถีตกิ ถา สภาวธรรมทงั้ ปวงทงั้ ทผี่ า่ นพน้ ไปแลว้ และ สพั พตั ถกิ วาท
ยงั ทไี่ มม่ าถงึ ยอ่ มมสี ภาพเหมอื นกบั สภาพท่ี
เปน็ ปจั จบุ นั คอื มตี วั ตนปรากฏไมเ่ ปลย่ี นแปลง

๖ อตตี กั ขันธาทิกถา ขันธ์ อายตนะ และธาตุท่ีเป็นอดีตและ สพั พัตถิกวาท
อนาคตย่อมมีตัวตนปรากฏเหมือนท่ีเป็น
ปจั จุบัน

๗ เอกจั จมตั ตถตี กิ ถา กรรมทเี่ ปน็ อดตี แตย่ งั ไมม่ โี อกาสใหผ้ ล และ กสั สปิกะ
กรรมที่เป็นอนาคตจะส่งผลแน่นอน ชื่อว่า
มีตัวตนปรากฏอยตู่ ลอดกาลทย่ี ังไม่ใหผ้ ล

192 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ที่ ชื่อวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
๘ สติปฏั ฐานกถา ของนกิ าย

๙ เหวตั ถีติกถา สตปิ ักฐานมิใชม่ เี พยี ง ๔ ชนิด แตห่ มายเอา อนั ธกะและกลมุ่
๑๐ ปรูปหารกถา ธรรมท้งั หมดเป็นอารมณ์ของสตปิ ฏั ฐานได้ ทแ่ี ยกจากอนั ธกะ
๑๑ อญั ญาณกถา
๑๒ กงั ขากถา คอื ปพุ พเสลยิ ะ,
๑๓ ปรวิตารณกถา อปรเสลยิ ะ,
๑๔ วจเี ภทกถา ราชคริ กิ ะและ
๑๕ ทกุ ขาหารกถา สทิ ธตั ถกิ ะ
๑๖ จติ ตฏั ฐิตกิ ถา
๑๗ กุกกุฬกถา สภาวธรรมนี้จะเปล่ียนไปเป็นสภาวธรรม อันธกะ
อื่นไมไ่ ด้

ถ้าถูกมารดลบันดาล แม้พระอรหันต์ก็ยัง ปพุ พเสลยิ ะและ
ตอ้ งหลั่งน�้ำอสจุ ิได้ อปรเสลยิ ะ

พระอรหันต์ท่ียังไม่รู้ชื่อบุคคลและสถานท่ี ปพุ พเสลยิ ะ
เปน็ ตน้ ชื่อวา่ ยังมอี วชิ ชาอยู่ เป็นตน้

เนอื่ งจากพระอรหนั ตย์ งั มคี วามสงสยั ในชอ่ื ปพุ พเสลยิ ะ
ตา่ ง ๆ จงึ เรียกได้วายงั มีวจิ กิ จิ ฉาอยู่ เป็นต้น

พระอรหันต์ต้องอาศัยผู้อื่นบอกจึงจะ ปุพพเสลิยะ
สามารถรชู้ อ่ื บุคคลและสถานทไ่ี ด้ เปน็ ต้น

ในขณะท่บี ุคคลบรรลุโสดาปัตติมรรค จะมี ปพุ พเสลยิ ะ
การเปลง่ เสียงดังวา่ ทกุ ขงั (ทกุ ขห์ นอ) เปน็ ตน้

บุคคลผู้เปลง่ เสียงวา่ ทกุ ขัง ทุกขงั คอื ปุพพเสลิยะ
ผ้เู จรณิ มรรคญาณ

จติ วิญญาณไม่มีวันเสอ่ื มสลาย อันธกะ

สังขารท้ังหลายเรา่ รอ้ นดุจถ่านเพลงิ โคกกุ ลิ ะ

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 193

ลำ�ดบั ที่ ชือ่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๑๘ อนปุ พุ พาสมยกถา มรรคญาณไมส่ ามารถรู้แจง้ อรยิ สัจ อันธกะ,สัพพัตถิ
ทง้ั ๔ ประการ ได้พรอ้ มกัน แต่จะ กะวาท สมิตยิ ะ
รไู้ ปตามลำ�ดับจนครบทั้ง ๔ ประการ และภัทรยานกิ ะ

๑๙ โวหารกถา พระโวหารที่พระพุทธองค์ทรงใช้แสดง อนั ธกะ
ธรรม ล้วนเป็นโลกตุ ตระ

๒๐ นิโรธกถา นิโรธสัจมี ๒ ประการ คือปฏิสังขานิโรธ มหิสาสกะ
และอัปปฏิสังขานิโรธ แลอันธกะ

๒๑ พลกถา เหลา่ พระสาวกกส็ ามารถมีทศพลญาณได้ อันธกะ

๒๒ อริยนั ตกิ ถา ทศพลญาณเป็นโลกตุ ตระมิใชโ่ ลกยิ ะ อนั ธกะ

๒๓ วิมุตตกิ ถา จิตที่หลุดพ้นจากกิเลสจะค่อยๆ หลุดพ้น อันธกะ
ทีละเล็กทีละน้อย หมายความว่าหลุดพ้น
จากกเิ ลสบางสว่ น แตบ่ างสว่ นกย็ งั ไมห่ ลดุ พน้

๒๔ วมิ ุจจมานกถา ก่อนท่ีโสดาปัตติมัคคจิตจะอุบัติอนุโลม อันธกะ
ญาณและโคตรภูญาณได้ละทิฏฐิและ
วจิ กิ ิจฉาไปแล้ว ดงั น้ัน ในขณะท่โี สดาปัตติ
มรรคเกิด จะบอกว่าก�ำลังละทิฏฐิและ
วิจิกิจฉาไม่ได้ แต่จะต้องบอกว่าได้ละทิฏฐิ
และวจิ ิกจิ ฉาไปแลว้

๒๕ อัฏฐมกกถา บุคคลท่ี ๘ (พระอริยบุคลผู้ตั้งอยู่ใน อนั ธกะและสมติ ยิ ะ
โสดาปตั ติมรรค) ละทฏิ ฐิปริยฎุ ฐานได้

๒๖ อัฏฐมกัสส สัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ และปัญญาท่ีมีอยู่ อันธกะ
อินทรยิ กถา ในโสดาปตั ตมิ คั คัฏฐบคุ คล ไมเ่ รยี กวา่ เป็น
อินทรยี ์

194 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ท่ี ชอ่ื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๒๗ ทพิ พจกั ขุกถา ดวงตาปกตขิ องบคุ คลผเู้ ขา้ ถงึ อภญิ ญา ทา่ น อนั ธกะและสมติ ยิ ะ
เรยี กว่าทิพยจกั ษุ การทีบ่ คุ คลผ้ไู ด้อภิญญา
เห็นรูปารมณ์ที่ละเอียดได้นั้นเป็นการเห็น
โดยปกตจิ กั ษทุ ไ่ี ดร้ บั อำ� นาจจากอภญิ ญาจติ

๒๘ ทพิ พโสตกถา ผู้ได้อภิญญาสามารถใช้หูปกติฟังเสียงอัน อนั ธกะและสมติ ยิ ะ
ละเอียดออ่ นไดด้ ้วยอำ�นาจอภิญญาจติ

๒๙ ยถากมั มูป- ทิพยจักขุญาณกับยถากัมมูปคตญาณเป็น อนั ธกะและสมติ ยิ ะ
คตญาณกถา ส่ิงเดียวกนั

๓๐ สังวรกถา ตั้งแต่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ข้ึนไปมีการรักษา อนั ธกะและสมติ ยิ ะ
ศีล ๕

๓๑ อสัญญกถา อสัญญสัตวก์ ม็ นี ามธรรมได้ใน ๒ ขณะ อนั ธกะ

๓๒ เนวสญั ญานา- ในเนวสญั ญานาสญั ญายตนภมู ไิ มค่ วรกลา่ ว อันธกะ
สัญญายตนกถา ว่าสญั ญามหี รือไม่มี

๓๓ คหิ ิสสอรหาตกิ ถา ฆราวาสก็สามารถเป็นพระอรหนั ต์ได้ อตุ ตราปถกะ

๓๔ อุปปัตติกถา บุคคลสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ใน อตุ ตราปถกะ
ขณะท่ีถือปฏิสนธิในภมู ิช้ันสุทธาวาส

๓๕ อนาสวกถา สง่ิ ของทกุ อยา่ งทเี่ นอื่ งกบั พระอรหนั ต์ ลว้ น อุตตราปถกะ
ปราศจากกเิ ลสอาสวะ

๓๖ สมนั นาคตกถา พระอรหันต์บรบิ ูรณด์ ้วยผล ๔ อตุ ตราปถกะ
พระอนาคามีบริบูรณ์ด้วยผล ๓
พระสกทาคามบี ริบูรณ์ด้วยผล ๒

๓๗ อเุ ปกขาสมนั นาคต- พระอรหนั ตม์ ีฉฬงั คุเปกขา (๖) ในทวาร ๖ อตุ ตราปถกะ
กถา อยตู่ ลอดเวลา

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 195

ลำ�ดบั ท่ี ชอ่ื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนกิ าย

๓๘ โพธยิ าพทุ โธตกิ ถา คำ�ว่าพุทธะใช้เรียกได้เฉพาะผู้ได้โพธิญาณ อุตตราปถกะ
เท่าน้นั

๓๙ ลกั ขณกถา ถ้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์จะไม่มีมหาปุริส- อุตตราปถกะ
ลกั ษณะครบ ๓๒

๔๐ นยิ าโมกกันตกิ ถา พระโคดมโพธิสัตว์เคยได้มรรคญาณ ๔ อันธกะ เปน็ ตน้
มาแลว้ เมอ่ื ตอนเสวยพระชาตเิ ปน็ โชตปิ าล-
มานพ

๔๑ อปราปิสมันนาค มัคคัฏฐบุคคลช้ันสูงยังมีโอกาสที่จะท�ำให้ อันธกะ
ตกถา ผลชน้ั ลา่ งบงั เกดิ ไดอ้ กี เชน่ อรหนั ตมคั คฏั ฐ-
บคุ คลสามารถทำ� ใหผ้ ลเบอ้ื งลา่ ง ๓ ประการ
เกิดได้อีก

๔๒ สัพพสัญโญชนัป- อรหัตตมรรคประหาณสังโยชน์ท้ัง ๑๐ อันธกะ
ปหานกถา ประการได้

๔๓ วิมตุ ติกถา วิมตุ ตญิ าณทัง้ หมดเปน็ มขุ ยวมิ ุตติ อันธกะ

๔๔ อเสกขญาณกถา อเสขญาณมีแก่เสขบคุ คลได้ อุตตราปถกะ

๔๕ วปิ รีตกถา ผู้ท่ีเจริญปฐวีกสิณรู้ได้พาะนิมิตของปฐวี- อันธกะ
กสิณเท่าน้ัน มิใช่รู้ตัวปฐวีกสิณโดยตรง
ฉะนั้น ญาณทเี่ กดิ ขึ้นจงึ ผิดพลาดได้

๔๖ นยิ ามกถา แมป้ ถุ ชุ นก็มมี รรคญาณอนั ไดช้ ือ่ ว่า นิยาม- อุตตราปถกะ
ญาณได้

๔๗ ปฏิสมั ภิทากถา ญาณทกุ อยา่ งเรยี กวา่ ปฏิสัมภิทาญาณ อนั ธกะ

๔๘ สมั มตญิ าณกถา แมญ้ าณทร่ี สู้ มมตกิ ส็ ามารถรบั รอู้ รสิ จั ๔ ได้ อันธกะ

196 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ลำ�ดบั ที่ ช่อื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนกิ าย

๔๙ จิตตารัมมณกถา เจโตปรยิ ญาณรู้ได้เฉพาะจติ แตไ่ มร่ ้เู จตสิก อนั ธกะ

๕๐ อนาคตญาณกถา ญาณทป่ี ระกอบอยใู่ นจติ ดวงกอ่ นกส็ ามารถ อันธกะ
รู้จติ ดวงท่ีเกดิ หลงั จากจติ ดวงน้นั ได้

๕๑ ปจั จปุ ปนั นญาณกถา ญาณทีก่ ำ�ลังเกดิ ขึ้นสามารถรตู้ นเองได้ อนั ธกะ

๕๒ ผลญาณกถา พระสาวกก็สามารถประกาศอริยผลได้ อันธกะ
เหมือนกบั พระบรมศาสดา

๕๓ นยิ ามกถา นยิ ามธรรมกลา่ วคอื อรยิ มรรคเปน็ อสงั ขตะ อันธกะ
(ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)

๕๔ ปฏจิ จสมปุ ปาทกถา ปฏจิ จสมปุ บาทเป็นอสงั ขตะ ปพุ พเสลยิ ะและ
มหิสาสกะ

๕๕ สจั จกถา อรยิ สัจ ๔ ก็เป็นอสังขตะ ปพุ พเสลยิ ะ

๕๖ อารปุ ปกถา อรูปฌาน ๔ กเ็ ปน็ อสงั ขตะ ปุพพเสลิยะ

๕๗ นโิ รธสมาปตั ตกิ ถา นโิ รธสมาบตั ิเป็นอสงั ขตะ อนั ธกะและ
อุตตราปถกะ

๕๘ อากาสกถา อากาศเป็นอสังขตะ อตุ ตราปถกะ
และมหสิ าสกะ

๕๙ อากาโสสนิทัสส- อากาศเปน็ สิง่ ท่พี ึงเหน็ ไดด้ ้วยตาเปล่า อนั ธกะ
โนตกิ ถา

๖๐ ปฐวีธาตุสนิทัส- มหาภูตรปู ๔ เปน็ ส่ิงท่เี หน็ ไดด้ ้วยตาเปล่า อนั ธกะ
สนาติอาทิกถา

๖๑ จักขุนทริยังสนิ- บุคคลเหน็ ปสาทรปู ๕ ไดด้ ้วยตาเปลา่ อนั ธกะ
ทสั สนนั ตอิ าทกิ ถา

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 197

ลำ�ดับที่ ชอื่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๖๒ กายกมั มงั - บคุ คลสามารถเหน็ กายกรรมไดด้ ้วย อนั ธกะ
สนิทสั สนันตกิ ถา ตาเปล่า

๖๓ สังคหิตกถา รูปนามไมค่ วรสงเคราะหเ์ ขา้ เป็นกลุ่ม ราชคิรกิ ะ
และสทิ ธัตถกิ ะ

๖๔ สัมปยุตตกถา เวทนาไม่ควรสมั ปยตุ ด้วยนามธรรมอืน่ ๆ ราชคิรกิ ะ
และสทิ ธัตถกิ ะ

๖๕ เจตสกิ กถา เมื่อธรรมท่ีสัมปยุตด้วยผัสสะพระพุทธ ราชคิรกิ ะ
องค์มิได้ทรงเรียกว่าผัสสิกะเป็นต้น ดังนั้น และสิทธตั ถกิ ะ
นามธรรมที่อาศัยจิตเกิดขึ้น จึงไม่เรียกว่า
เจตสกิ

๖๖ ทานกถา เครื่องไทยทานไม่เรยี กว่า ทาน แต่เจตนา ราชคริ กิ ะ
เทา่ นนั้ ท่ีเรยี กว่า ทาน และสทิ ธัตถิกะ

๖๗ ปรโิ ภคคมย- ทานที่ผู้รับเสวยหรือใช้สอยเท่านั้น จึงจะ ราชคริ ิกะ,
ปญุ ญกถา ถือว่าท�ำบุญให้ได้บุญ ส่วนทานท่ีผู้รับมิได้ สิทธตั ถิกะ
ใช้สอย ไมท่ �ำให้ไดบ้ ุญ และสมิตยิ ะ

๖๘ อิโตทนิ นกถา พวกเปรตสามารถรบั สง่ิ ของทีบ่ คุ คล ราชคริ ิกะ
อทุ ิศใหจ้ ากโลกนีโ้ ดยตรง และสทิ ธัตถิกะ

๖๙ ปฐวกี มั มวปิ าโกติ- แผ่นดิน มหาสมุทร เป็นต้น เป็นผลของ อนั ธกะ
กถา กรรม

๗๐ ชรามรณังวิปาก- ความแก่ความตายเป็นผลของกรรม อนั ธกะ
กถา

๗๑ อริยธัมมวิปาก- ผลของอริยมรรคเป็นเพียงการละกิเลส อันธกะ
กถา เทา่ นน้ั

198 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ท่ี ชอ่ื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนกิ าย

๗๒ วิปาโกวิปาก- วิบาก (ผลของกรรม) สามารถเปล่ยี นเป็น อันธกะ
ธัมมธัมโมตกิ ถา กรรมได้

๗๓ ฉคติกถา คติมี ๖ คือ เทวคติ มนุสสคติ เปตคติ อนั ธกะ
อสุรกายคติ ติรจั ฉานคติ และนิรยคติ และอตุ ตราปถกะ

๗๔ อันตราภวกถา หลังจากสัตว์ตายแล้ววิญญาณจะล่องลอย ปพุ พเสลยิ ะ
อย่ใู นอนั ตรภพก่อนเกดิ ใหม่ และสมิติยะ

๗๕ กามคณุ กถา วัตถุกามเหล่านั้นเป็นกามธาตุ ส่วนกิเลส ปุพพเสลิยะ
กามไมช่ ื่อวา่ กามธาตุ

๗๖ กามกถา อารมณ์ ๕ มีรปู ารมณ์เปน็ ต้นเทา่ น้ัน ชอ่ื ปุพพเสลยิ ะ
วา่ กาม สว่ นกเิ ลสกามไม่ชอื่ ว่า กาม

๗๗ รูปธาตุกถา รปู ๒๘ เท่านั้นชอื่ วา่ รปู ธาตุ อนั ธกะ

๗๘ อรปู ธาตุกถา นามธรรมท้งั หมดชอื่ วา่ อรปู ธาตุ อันธกะ

๗๙ รปู ธาตยุ าอายตนะ- ในรปู พรหม สามารถมฆี านปสาทรปู ชวิ หา- อนั ธกะ
กถา ปสาทรูป และกายปสาทรูปได้ และสมิตยิ ะ

๘๐ อรเู ปรูปกถา ในอรปู ภมู ิ แตเ่ ป็นรปู ที่ละเอียด อนั ธกะ

๘๑ รูปังกมั มนั ตกิ ถา กายวิญญัติรูปและวจีวิญญัติรูปท่ีเกิดจาก มหิสาสกะ
กุศลจิตช่ือว่ากายกรรมและวจีกรรมฝ่าย และสมติ ิยะ
กุศล ส่วนวิญญัติรูปท่ีเกิดจากอกุศลจิต
ชอื่ ว่า อกุศลกรรม

๘๒ ชวี ติ ินทรยิ กถา ชีวิตินทรีย์ท่ีเป็นรูปไม่มี มีแต่ที่เป็นนาม ปุพพเสลยิ ะ
เท่านั้น ดังน้ัน ชีวิตจึงเป็นนามธรรมอย่าง และสมิติยะ
เดียว

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 199

ลำ�ดับที่ ช่อื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนกิ าย

๘๓ กัมมเหตุกถา แมจ้ ะสำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ แตก่ ส็ ามารถ ปพุ พเสลิยะ
เสอื่ มจาความเปน็ พระอรหนั ตไ์ ด้ เพราะเคย และสมติ ิยะ
ใสร่ า้ ยพระอรหนั ตใ์ นอดีตชาติ

๘๔ อานิสังสทัสสาวี- เพียงแค่พิจารณาอานิสงส์ของนิพพานก็ อันธกะ
กถา สามารถละสงั โยชน์ได้

๘๕ อมตารัมมณภถา สงั โยชน์ ๓ ประการ คือ โลภะ โทสะ และ อตุ ตราปถกะ
โมหะ ก็สามารถรบั นิพพานมาเปน็ อารมณ์
ได้

๘๖ รูปังสารัมมณัน- รูปเปน็ สภาวธรรมทรี่ บั รู้อารมณไ์ ด้ อุตตราปถกะ
ติกถา (สารมั มณธรรม)

๘๗ อนุสยา- อนสุ ยั ทงั้ ๗ ประการไมส่ ามารถรบั รอู้ ารมณ์ อนั ธกะ
อนารัมมณกถา ได้ และอตุ ตราปถกะ

๘๘ ญาณัง- ญาณปัญญาของพระอรหนั ต์มอี ยู่ใน อุตตราปถกะ
อนารมั มณนั ตกิ ถา อเหตุกจิต แตร่ บั ร้อู ารมณไ์ ม่ได้

๘๙ อตตี านาคตา- เน่ืองจากสิ่งท่ีเป็นอดีต และอนาคตเป็น อุตตราปถกะ
รมั มณากถา ส่ิงท่ีไม่ปรากฏ ดังนั้น จิตจึงไม่สามารถรับ
สง่ิ ท่ีเป็นอดีตและอนาคตได้

๙๐ วิตกั กานุปติตกถา จิตที่ปราศจากวิตกยอ่ มไม่มี อตุ ตราปถกะ

๙๑ วิตักกวิปผารสัทท- ในขณะที่ครุ่นคิดเพื่อท่ีจะพูดอะไรสัก ปุพพเสลิยะ
กถา อยา่ งนน้ั จะมเี สยี งละเอยี ดหลดุ ออกมากอ่ น
แตเ่ ป็นเสียงทไ่ี มส่ ามารถรบั ฟงั ด้วยหู

๙๒ นยถาจิตตสั ส- ค�ำพูดทเี่ ปลง่ ออกมาไม่เกย่ี วข้องกบั จติ ใจ ปพุ พเสลิยะ
สิจาติกถา

200 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ลำ�ดับท่ี ชื่อวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๙๓ นยถาจิตตสั ส- การเคล่ือนไหวกายไมเ่ กี่ยวขอ้ งกับจติ ใจ ปุพพเสลิยะ
กายกมั มนั ตกิ ถา

๙๔ อตีตานาคต- รูปนามที่เป็นอดีตและอนาคต นอกจาก อนั ธกะ
ปจั จปุ นั นกถา จะมีอยู่ตามกาลของตน ๆ แล้วยังมีอยู่ใน
ปจั จุบันด้วย

๙๕ นิโรธกถา ขณะที่จิตดวงก่อนยังไม่ดับ จิตดวงใหม่ก็ อนั ธกะ
เบยี ดเบยี นเกดิ ข้นึ มาได้

๙๖ รูปงั มคั โคตกิ ถา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมา- มหิสาสกะ,
อาชวี ะ สภาวธรรม ๓ ประการนเ้ี ปน็ รปู มใิ ช่ สมิตยิ ะ
นาม จงึ ถอื ว่ารปู กช็ อื่ วา่ มรรคได้ และมหาสังฆิกะ

๙๗ ปัญจวิญญาสมัง- บคุ คลสามารถเจรญิ มรรคได้ ในขณะทเ่ี หน็ มหาสงั ฆกิ ะ
คิสสมัคคภาวนา- รปู ฟังเสยี ง เปน็ ต้น
กถา

๙๘ ปัญจวญิ ญาณ- วิญญาณ ๕ มีจักขุวญิ ญาณ เป็นตน้ เป็นได้ มหาสังฆิกะ
กุสลาปิอกุสลา- ทั้งกศุ ลและอกศุ ล
ปตี ิกถา

๙๙ สาโภคาติกถา วญิ ญาณ ๕ มจี กั ขวุ ญิ ญาณเปน็ ตน้ สามารถ มหาสงั ฆกิ ะ
พิจารณาแยกแยะส่ิงทดี่ ีและไมด่ ีได้

๑๐๐ ทวหี สิ เี ลหกิ ถา โลกยิ ศลี กบั โลกตุ ตรศลี สามารถบรบิ รู ณใ์ น มหาสังฆกิ ะ
ขณะเดยี วกนั ได้

๑๐๑ สลี งั อเจตสกิ นั ตกิ ถา ศลี เปน็ เจตสกิ คอื ไมม่ กี ารเกดิ ดบั ตากระแส มหาสังฆิกะ
จติ

เล่มที่ ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 201

ลำ�ดบั ที่ ชอื่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนกิ าย

๑๐๒ สงั ลงั จติ ตา- ศลี ไมเ่ ปน็ ไปตามกระแสจิต มหาสังฆิกะ
นปุ รวิ ตั ตตี กิ ถา

๑๐๓ สมาทานเหตกุ ถา ภายหลงั จากทส่ี มาทานศลี แลว้ ศลี จะเจรญิ มหาสังฆกิ ะ
ขึ้นอยา่ งต่อเน่ือง

๑๐๔ วญิ ญตั ติ สิ ลี นั ตกิ ถา กายวิญญตั แิ ละวจีญตั ิเป็นศลี มหาสงั ฆิกะ
และสมิตยิ ะ

๑๐๕ อวญิ ญตั ต-ิ อวิญญัติเช่นการไม่ท�ำชั่วทางกาย วาจา มหาสงั ฆกิ ะ
ทสุ สลี ยันตกิ ถา แต่ถา้ ตัง้ ใจกระท�ำ ก็เปน็ ความทุศีล

๑๐๖ ติสโสปิอนุสยกถา อนุสยั ไมใ่ ช่กศุ ล แตเ่ ป็นอพั ยากฤต มหาสงั ฆกิ ะ
(๑) และสมิตยิ ะ

๑๐๗ ติสโสปิอนุสยกถา อนสุ ัยเปน็ ธรรมท่ีไมม่ ีเหตุ มหาสังฆกิ ะ
(๒) และสมิตยิ ะ

๑๐๘ ติสโสปิอนุสยกถา อนุสัยเป็นธรรมท่ีไม่สัมปยตุ ดว้ ยจิต มหาสังฆิกะ
(๓) และสมิติยะ

๑๐๙ ญาณกถา ในบางขณะของพระอริยะ เช่นในเวลาท่ี มหาสงั ฆกิ ะ
อเหตุกจิตเกิด ก็จะไม่ประกอบด้วยมรรค
ญาณ ดงั น้ัน แม้พระอรยิ ะ ก็เรยี กว่าบุคคล
ผูไ้ มม่ ญี าณได้

๑๑๐ ญาณังจติ ต- มรรคญาณของพระอรหันต์เป็นธรรมที่ไม่ ปพุ พเสลยิ ะ
วปิ ปยตุ ตันตกิ ถา สัมปยุตด้วยจิตในขณะท่ีเห็นรูปหรือได้ยิน
เสียง เป็นตน้

202 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

ลำ�ดับที่ ช่อื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนกิ าย

๑๑๑ อิทงั ทุกขันติกถา ในขณะท่ีจะบรรลุอริยผลนั้น จะมีเสียงท่ี อันธกะ
เปล่งออกมาว่า “ทุกข์หนอ” แต่เสียงนั้น
เป็นเพียงถอ้ ยค�ำ มไิ ดเ้ ปน็ ญาณ

๑๑๒ อทิ ธิพลกถา ผู้มีอิทธิฤทธิ์สามารถด�ำรงชีวิตอยู่ได้ตลอด มหาสงั ฆกิ ะ
อสงไขยกัป

๑๑๓ สมาธิกถา เอกัคคตาเจตสิกดวงเดียวไม่ชื่อว่าสมาธิ สัพพัตถกิวาท
แตส่ มาธิ หมายถงึ กระแสจิตที่เกิดข้ึนอย่าง และอตุ ตราปถกะ
ต่อเนือ่ งกนั

๑๑๔ ธมั มัฏฐติ ตากถา ปฏจิ จสมปุ บาท(เหต)ุ กับการด�ำรงอยู่ อนั ธกะ
ของเหตุน้นั เป็นธรรมคนละอย่างกนั

๑๑๕ อนิจจตากถา ความไม่เท่ียงเป็นลักษณะประจ�ำของส่ิง อันธกะ
ทั้งหลายมีรูป เป็นต้น ท่ีถูกก�ำหนดไว้ล่วง
หน้าแลว้ (เปลย่ี นแปลงไม่ได้)

๑๑๖ สงั วโรกมั มนั ตกิ ถา เจตนาไม่ใช่กรรม แต่การสังวรและการไม่ มหาสงั ฆกิ ะ
สงั วรนั้นช่อื วา่ กรรม

๑๑๗ กัมมกถา ขึน้ ชอื่ ว่ากรรมแลว้ ไม่มคี �ำวา่ อโหสิกรรม มหาสงั ฆิกะ

๑๑๘ สทั โทวปิ าโกตกิ ถา เสียงเป็นวิบากโดยตรงของกรรม มหาสงั ฆิกะ

๑๑๙ สฬายตนกถา อายตนะที่เปน็ รปู กช็ อ่ื วา่ วบิ าก มหาสังฆิกะ

๑๒๐ สัตตักขัตตุปรม- ข้ึนช่ือว่าพระโสดาบันประเภทสัตตักขัตตุ- อตุ ตราปถกะ
กถา ปรมะแล้วจะต้องเกิดอีก ๗ ชาติจึงจะ
สามารถบรรลุเปน็ พระอรหนั ต์

๑๒๑ โกลังโกลกถา พระโกลงั โกลโสดาบนั จะต้องเกิดอีก ๒-๓ อตุ ตราปถกะ
ชาติ ไมห่ ย่อนไปกวา่ น้ีอยา่ งแนน่ อน

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 203

ลำ�ดบั ท่ี ชอื่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๑๒๒ เอกพีชีกถา พระเอกพชี โี สดาบนั จะตอ้ งเกดิ อกี เพยี งชาติ อุตตราปถกะ
เดยี วอยา่ งแน่นอน

๑๒๓ ชีวติ าโวโรปนกถา แมเ้ ป็นพระโสดาบนั แลว้ ก็ยงั ฆ่าสัตว์อยู่ ปพุ พเสลยิ ะ
แลอปรเสลิยะ

๑๒๔ ทคุ คติกถา พระโสดาบนั ละความรกั ใครใ่ นสตั วด์ ริ จั ฉาน อุตตราปถกะ
ได้แล้ว

๑๒๕ สตั ตมภวกิ กถา พระโสดาบันผู้จะบรรลุอรหันตตผลใน อุตตราปถกะ
ชาตทิ ี่ ๗ ย่อมไม่มีความรกั ในสัตวด์ ริ ัจฉาน

๑๒๖ กัปปัฏฐกถา บุคคลผู้ทำ�สังฆเภทจะต้องรับกรรมนานถึง ราชคิรกิ ะ
๑ กัป อยา่ งแน่นอน

๑๒๗ กสุ ลปฏิลาภกถา บุคคลผู้ทำ�สังฆเภทนอกจากจะไม่มีโอกาส อตุ ตราปถกะ
ได้บรรลุฌาน มรรค ผล แล้วแมแ้ ตก่ ศุ ลข้ัน
หยาบ เช่น ทาน ศลี กท็ ำ�ไม่ข้นึ

๑๒๘ อนนั ตราปยตุ ตกถา แมว้ ่าคนทใ่ี ชใ้ ห้คนอืน่ ทำ�อนนั ตรยิ กรรม มี อุตตราปถกะ
ฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น จะไม่ใช่ผู้ทำ�กรรม
โดยตรง แตก่ ถ็ อื วา่ ตอ้ งรบั ผลแหง่ อนนั ตรยิ -
กรรมนน้ั เหมือนกนั

๑๒๙ นยิ ตสั สนยิ ามกถา พระโพธิสัตว์ผู้ได้รับเอกังสพยากรณ์แล้ว ปพุ พเสลยิ ะ
ยอ่ มสามารถบรรลมุ รรคญาณในภพน้ันได้ แลอปรเสลยิ ะ

๑๓๐ นวิ ุตกถา การท่ีมรรคจะละนวิ รณใ์ ด ๆ ได้ จะตอ้ งละ อุตตราปถกะ
ในชว่ งทน่ี ิวรณ์น้นั ๆ ปรากฏอยู่เท่าน้ัน

๑๓๑ สัมมขุ ภี ตู กถา การท่ีอรยิ มรรคจะละสงั โยชนใ์ ด ๆ ได้ จะ อตุ ตราปถกะ
ต้องละในขณะที่สงั โยชนน์ ัน้ ๆ กำ�ลังเกิด

204 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ที่ ชอ่ื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๑๓๒ สมาปนั โน- ในขณะที่เขา้ สมาบัติ ตัณหาก็สามารถเกิด อันธกะ
อสั สาเทตกิ ถา ขึ้นได้

๑๓๓ อสาตราคกถา ตัณหาทต่ี อ้ งการความทุกขก์ ็มี อตุ ตราปถกะ

๑๓๔ ธมั มตณั หา- ตณั หาทมี่ คี วามยนิ ดใี นกศุ ลและในโลกตุ ตร- ปุพพเสลิยะ
อพั พยากตาตกิ ถา ธรรมเรียกว่า ธัมมตัณหา จัดเป็นอัพพยา-
กฤต

๑๓๕ ธมั มตณั หานทกุ ข- ธมั มตัณหาไมใ่ ชเ่ หตแุ ห่งทุกขสัจ ดงั นั้น จึง ปุพพเสลยิ ะ
สมทุ โยติกถา ไมน่ บั เข้าในสมทุ ัย

๑๓๖ กุสลากุสล- กศุ ลและอกศุ ลเป็นดจุ ทองแผน่ เดียวกนั มหาสงั ฆิกะ
ปฏิสันทหนกถา

๑๓๗ สฬายตนปุ ปตั ตกิ ถา อายตนะ ๖ มตี า เปน็ ต้น เกิดข้นึ พรอ้ มกัน ปพุ พเสลยิ ะ
ในขณะปฏสิ นธิ

๑๓๘ อนนั ตรปจั จยกถา ปญั จวญิ ญาณเกดิ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอื่ ง โดยไมม่ ี อุตตราปถกะ
จติ อ่นื มาค่ันในระหวา่ ง

๑๓๙ อรยิ รปู กถา วิญญัติรูป ได้แก่สัมมาวาจา และสัมมา- อุตตราปถกะ
กมั มนั ตะ จงึ นบั เขา้ ในองคแ์ หง่ อรมิ รรคและ
เปน็ รปู ทอ่ี าศยั มหาภตู รปู เกดิ ขน้ึ จงึ เรยี กวา่
อปุ าทายรูป

๑๔๐ อญั โญอนสุ โยตกิ ถา อนสุ ยั กเิ ลสกบั ปรยิ ฏุ ฐานกเิ ลสเปน็ สง่ิ ตา่ งกนั อันธกะ

๑๔๐ ปริยฏุ ฐานังจติ ต- ปริยุฏฐานกเิ ลสเปน็ จิตตวปิ ยุต อันธกะ
วปิ ปยุตตัติกถา

๑๔๒ ปริยาปันนกถา รูปราคะและอรูปราคะก็นับเน่ืองเข้าในรูป อนั ธกะ
ธาตุ และอรปู ธาตุ และสมติ ิยะ

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 205

ลำ�ดับที่ ชือ่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๑๔๓ อัพยากตกถา เน่ืองจากพระพุทธองค์ไม่ทรงตอบค�ำถาม อันธกะและ
ท่ีเก่ียวกับทิฏฐิ ดังนั้นทิฏฐิวาทะทั้งหลาย อตุ ตราปถกะ
จงึ ชอ่ื วา่ อพั ยากฤต

๑๔๔ อปรยิ าปนั นกถา ฌานลาภีบุคคลละกามราคะได้ แต่ไม่ ปพุ พเสลิยะ
สามารถละทิฏฐิได้ ดังน้ัน ทิฏฐิจึงไม่นับ
เน่ืองเข้าในภมู ิ ๓

๑๔๕ ปจั จยตากถา ในธรรมหน่ึง ๆ จะต้องมีปัจจัยสัตติ (แรง มหาสังฆิกะ
หรือพลังของปัจจัย) เดียวเท่าน้ันเกินนั้น
ไมม่ ี

๑๔๖ อญั ญมญั ญปจั จย- อญั ญมญั ญปจั จยั ไมม่ ี เชน่ อวชิ ชาเปน็ ปจั จยั มหาสงั ฆิกะ
กถา ใหส้ งั ขารเกดิ ได้ แตส่ งั ขารจะกลบั เปน็ ปจั จยั
ใหอ้ วชิ ชาเกิดไมไ่ ด้

๑๔๗ อทั ธากถา กาลที่เรยี กว่า อัทธา เป็นสงั ขตะ (ถกู ปัจจัย มหาสังฆกิ ะ
ปรุงแตง่ )

๑๔๘ ขณลยมุหุตตกถา กาลท่ีเรียกว่า ขณะ ลยะ มุหุตตะก็เป็น มหาสงั ฆกิ ะ
สงั ขตะ

๑๔๙ อาสวกถา อาสวะไม่อาจเป็นอารมณข์ องอาสวะได้ เหตุวาท

๑๕๐ ชรามรณกถา ชราและมรณะของโลกุตตรธรรมไม่ใช่ มหาสังฆิกะ
โลกิยะ แต่เป็นโลกุตตระ

๑๕๑ สญั ญาเวทยติ กถา นิโรธสมาบตั ไิ ม่ใช่โลกยิ ะ แตเ่ ปน็ โลกตุ ตระ เหตวุ าท

๑๕๒ ทตุ ยิ สญั ญาเวทยติ - ถา้ นโิ รธสมาบตั มิ ิใชโ่ ลกตุ ตระ ก็จะตอ้ งเป็น เหตวุ าท
กถา โลกิยะเทา่ น้ัน

๑๕๓ ตติสัญญาเวทยิต- ในขณะท่ีก�ำลังเข้านิโรธสมาบัติ ก็อาจตาย ราชคิริ
กถา ได้

206 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ท่ี ชือ่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๑๕๔ อสัญญสัตตูปิกา- อสัญญสตั วน์ นั่ แหละคือนิโรธสมาบัติ เหตุวาท
กถา

๑๕๕ กมั มูปจยกถา กรรมทสี่ งั่ สมมาไมป่ ระกอบกบั จติ รบั รอู้ ารมณ์ อนั ธกะและ
ไม่ได้ สมติ ิยะ

๑๕๖ นคิ คหกถา ผู้ที่ได้วสีในฌานอภิญญา ย่อมสามารถข่ม มหาสังฆิกะ
จติ ของบคุ คลอืน่ ได้

๑๕๗ ปคั คหกถา ผู้มีฤทธ์ิที่ได้ฌานอภิญญา ย่อมสามารถ มหาสงั ฆิกะ
ช่วยเหลือจติ ของผูอ้ ่ืนด้วยฤทธ์ขิ องตนได้

๑๕๘ สขุ านปุ ปทานกถา บคุ คลหนง่ึ ยอ่ มสามารถบนั ดาลความสขุ ให้ เหตุวาท
แกค่ นอน่ื ๆ ได้

๑๕๙ อธิคัยหมนสิการ- ในการก�ำหนดรู้ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ปพุ พเสลยิ ะ
กถา นัน้ บคุ คลสามารถรู้ความไมเ่ ทีย่ งของจติ ที่ และอปรเสลิยะ
เปน็ ตวั รใู้ นขณะเดียวกันดว้ ย

๑๖๐ รปู งั เหตตู ิกถา มหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า เป็นเหตุ อตุ ตราปถกะ

๑๖๑ รปู ังสเหตุกันติ- รูปเปน็ สเหตุกะ อุตตราปถกะ
กถา

๑๖๒ รปู งั กสุ ลากสุ ลนั ต-ิ วญิ ญตั ริ ปู เปน็ ทง้ั กศุ ลและอกุศล อนั ธกะ
กถา และสมิติยะ

๑๖๓ รูปังวิปาโกติกถา แม้กัมมชรูปก็เรียกว่าวิบากได้ อนั ธกะ
และสมติ ยิ ะ

๑๖๔ รูปังรูปาวจรา- รูปาวจรและอรูปปาวจรก็มีได้เหมือน อนั ธกะ
รูปาวจรนั ติกถา กามาวจรรปู

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๗ 207

ลำ�ดับท่ี ชื่อวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนกิ าย

๑๖๕ รปู ราโครปู ธาต-ุ รปู ราคะจดั เขา้ ในรปู ธาตุ สว่ นอรปู ราคะจดั อันธกะ
ปรยิ าปนั โนต-ิ เข้าในอรปู ธาตุ
อาทิกถา

๑๖๖ อัตถอิ รหโต- พระอรหันต์กย็ งั สั่งสมบญุ อยู่ อนั ธกะ
ปุญญูปจโยติกถา

๑๖๗ นัตถอิ รหโต- พระอรหันต์ช่ือว่าไม่มีอกาลมรณะคือถ้า ราชคิริกะ
อกาลมัจจตู ิกถา กรรมยังไมห่ มดจดจะไมป่ รนิ ิพพาน และสทิ ธตั ถกิ ะ

๑๖๘ สพั พมทิ งั กมั มโตต-ิ ทกุ ส่งิ ทุกอยา่ งลว้ นเกิดขน้ึ เพราะกรรม ราชคิรกิ ะ
กถา และสิทธตั ถกิ ะ

๑๖๙ อินทริยพทั กถา สง่ิ ท่ีเน่ืองด้วยอินทรยี เ์ ทา่ นนั้ เรียกว่า ทกุ ข์ เหตุวาท
ส่วนสิ่งที่ไม่เน่ืองด้วยอินทรีย์ ไม่เรียกว่า
ทกุ ข์

๑๗๐ ฐเปตวาอริย- อริยสจั มเี พียง ๓ เท่านั้น เหตวุ าท
มคั คนั ติกถา

๑๗๑ นวัตตพั พงั สังโฆ- ไม่ควรยอมรับว่าพระสงฆ์รับทาน เพราะ เวลตลุ ละ
ทักขณิ งั ปฏคิ คัณ- พระสงฆ์ท่ีแทจ้ รงิ คือมรรคผล (มหาปญุ ญวาที)
หาตีตกิ ถา

๑๗๒ นวัตตพั พงั สังโฆ- ไม่ควรยอมรับว่า พระสงฆ์ชำ�ระให้ทาน เวลตลุ ละ
ทักขิณังวิโสเธตี- หมดจดได้
ติกถา

๑๗๓ นวตั ตัพพังสงั โฆ- ไม่ควรยอมรับว่า พระสงฆ์ฉันของที่เขา เวลตุลละ
ภญุ ชตตี ิกถา ถวายได้

208 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

ลำ�ดบั ที่ ชื่อวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนกิ าย

๑๗๔ นวตั ตัพพัง- ไม่ควรยอมรับว่า ทานท่ีถวายแด่พระสงฆ์ เวลตุลละ
สงั ฆัสสทนิ นัง- มีผลมาก
มหัปผลนั ติกถา

๑๗๕ นวัตตพั พงั - พระพุทธองค์ท่ีแท้จริงนั้น ย่อมไม่สามารถ เวลตลุ ละ
พุทธสั สทินนงั - เสวยของทบี่ คุ คลถวาย จงึ ไมค่ วรยอมรบั วา่
มหัปผลันตกิ ถา การให้ทานแดพ่ ระพทุ ธเจ้ามผี ลมาก

๑๗๖ ทกั ขณิ าวสิ ทุ ธกิ ถา ในการใหท้ านนน้ั ฝา่ ยผ้รู ับไมจ่ ำ�เป็นต้อง อุตตราปถกะ
บรสิ ุทธิ์ ขอให้ฝ่ายผใู้ ห้บรสิ ุทธิก์ เ็ พยี งพอ

๑๗๗ มนุสสโลกกถา ที่แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่เราเห็นอยู่ เวลตลุ ละ
ในโลกน้ีเป็นเพียงพระพุทธปฏิมาเท่าน้ัน
ส่วนพระองค์จริงยังสถิตอยู่บนชั้นดุสิต
ตลอดกาล

๑๗๘ ธัมมเทสนากถา พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตพระองค์มาเพ่ือ เวลตลุ ละ
แสดงธรรมในมนุษย์โลก มใิ ชพ่ ระองคจ์ ริง

๑๗๙ กรุณากถา พระพุทธเจ้าไม่มีกรุณา เพราะกรุณาคือ อุตตราปถกะ
ราคะ

๑๘๐ คนั ธชาตกิ ถา พระบังคนหนักและพระบังคนเบาของ อนั ธกะ
พระพทุ ธเจ้ามกี ล่ินหอม และอุตตราปถกะ

๑๘๑ เอกมคั คกถา บคุ คลสามารถบรรลผุ ล ๔ ไดด้ ว้ ยอรยิ มรรค อันธกะ
เดียวเท่านั้น และอุตตราปถกะ

๑๘๒ ฌานสังกนั ตกิ ถา ทตุ ยิ ฌานสามารถเกดิ ขน้ึ สบื ตอ่ จากปฐมฌาน มหสิ าสกะ
ได้โดยไม่มีจิตอะไรมาคน่ั กลาง และอันธกะ

๑๘๓ ฌานันตรกิ กถา ในระหว่างปฐมฌานกับทุติยฌานนั้น ยังมี สมิติยะและอันธ
ฌานอกี ชนดิ นงึ เกดิ ข้นึ ได้ กะ

เล่มท่ี ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 209

ลำ�ดบั ที่ ชือ่ วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกบั ทรรศนะ
ของนิกาย

๑๘๔ สมาปันโนสทั ทงั - ในขณะท่ีเข้าฌานอยู่ บุคคลสามารถได้ยิน ปพุ พเสลยิ ะ
สุณาตตี กิ ถา เสียงด้วยหูธรรมดาได้

๑๘๕ จกั ขุนารูปัง- จักษุประสาทต่างหากเป็นผู้เห็นมิใช่จักขุ- มหาสงั ฆิกะ
ปัสสตตี กิ ถา วญิ ญาณ

๑๘๖ กิเลสชหนกถา อริยมรรคสามารถละกิเลสท่ีเป็นท้ังอดีต อตุ ตราปถกะ
อนาคต และปัจจบุ นั

๑๘๗ สุญญตากถา สุญญตานับเขา้ ในสงั ขารขันธ์ อนั ธกะ

๑๘๘ สามญั ญผลกถา ผลจติ ๔ เป็นอสังขตะ ปพุ พเสลิยะ

๑๘๙ ปตั ตกิ ถา การบรรลุฌาน มรรค ผล และการได้ ปุพพเสลยิ ะ
ทรพั ย์สนิ ก็เปน็ อสังขตะ เพราะเป็นภาวะที่
ปราศจากรูปนาม

๑๙๐ ตถตากถา ภาวะจริงท่ีไม่เปลี่ยนแปลงรูปนามเป็น อุตตราปถกะ
อสังขตะ

๑๙๑ กสุ ลกถา นิพพานชือ่ ว่ากศุ ล อนั ธกะ

๑๙๒ อจั จนั ตนยิ ามกถา บคุ คลผ้เู ป็นนยิ ตมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไม่มวี ันได้ อตุ ตราปถกะ
เกิดในสคุ ตภิ พ

๑๙๓ อนิ ทรยิ กถา สัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ และปญั ญาทเ่ี ป็น เหตุวาท
โลกิยะ ก็เรยี กว่าอนิ ทรียไ์ ด้ และมหิสาสกะ

๑๙๔ อสัญจจิ จกถา ไมไ่ ดต้ ั้งใจทำ�กเ็ ปน็ อนนั ตริกรรมได้ อุตตราปถกะ

๑๙๕ ญาณกถา ปัญญาของปุถุชนไม่เรียกว่า ญาณ ดังนั้น เหตวุ าท
ญาณจงึ ไมม่ ีในปถุ ุชน

๑๙๖ นิรยปาลกถา ในนรก ไมม่ นี ายนริ ยบาล อันธกะ

210 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

ลำ�ดับท่ี ช่อื วาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
๑๙๗ ตริ จั ฉานกถา ของนกิ าย
๑๙๘ มัคคกถา
๑๙๙ ญาณกถา ในเทวโลก ก็มสี ัตว์ดิรัจฉาน อนั ธกะ
๒๐๐ สาสนกถา
องค์มรรคมีเพียง ๕ เท่านน้ั มหสิ าสกะ
๒๐๑ อวิวิตตกถา
ในมรรคจติ แตล่ ะดวง มญี าณ ๑๒ ปพุ พเสลยิ ะ
๒๐๒ สัญโญชนกถา
การทำ�สงั คยานา คอื การปฏริ ปู หลกั คำ�สอน อตุ ตราปถกะ
๒๐๓ อทิ ธิกถา ใหม่

๒๐๔ พทุ ธกถา ปถุ ชุ นยอ่ มบรบิ รู ณด์ ว้ ยกรรม ๓ ประการ คอื อตุ ตราปถกะ
๒๐๕ สพั พทสิ ากถา กามาวจรกรรม รปู าวจรกรรม และอรปู า-
๒๐๖ ธมั มกถา วจรกรรม

๒๐๗ กมั มกถา พระอรหันต์ยังละอวิชชาและวิจิกิจฉา มหาสงั ฆิกะ
ไม่ได้
๒๐๘ ปรนิ พิ พานกถา
พระพุทธเจ้าและพระสาวกสามารถทำ� อนั ธกะ
อะไรทกุ อย่างดว้ ยอำ�นาจฤทธิ์

พระพทุ ธเจา้ ทง้ั หลายมพี ทุ ธธรรมไมเ่ ทา่ กนั อันธกะ

พระพุทธเจ้ามีอยทู่ วั่ ทกุ ทศิ มหาสงั ฆกิ ะ

สภาวธรรมทั้งปวงมีรูป เวทนา สัญญา อันธกะบางกลุม่
เปน็ ต้น ปรากฏอยูต่ ลอดเวลา และอุตตราปถกะ

กรรมทุกอย่างมีปรากฏตามสภาวะของตน อันธกะและ
ตลอดกาล อุตตราปถกะ
บางกลุ่ม

พระอรหนั ต์ดบั ขันธปรนิ พิ พานท้ัง ๆ ทย่ี ัง อันธกะ
ละสังโยชนบ์ างอยา่ งไมไ่ ด้

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๗ 211

ลำ�ดบั ท่ี ช่ือวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๒๐๙ กุสลจติ ตกถา พระอรหันต์ปรนิ ิพพานด้วยกศุ ลจติ อนั ธกะ

๒๑๐ อาเนญชกถา พระอรหนั ตป์ รินิพพานดว้ ยจตตุ ถฌานจติ อุตตราปถกะ

๒๑๑ ธัมมาภิสมยกถา บคุ คลสามารถบรรลธุ รรมได้ แมอ้ ยใู่ นครรภ์ อตุ ตราปถกะ
(๑) มารดา บางกลุ่ม

๒๑๒ ตสิ โสปกิ ถา(ธมั มา- บคุ คลสามารถบรรลุเปน็ พระอรหนั ต์ อุตตราปถกะ
ภสิ มยกถา ๒) ได้ แม้อยู่ในครรภม์ ารดา

๒๑๓ ติสโสปกิ ถา บุคคลสามารถบรรลุธรรมไดแ้ ม้ในขณะฝัน อุตตราปถกะ
(ธัมมาภิสมยกถา บางกลุ่ม
๓)

๒๑๔ ตสิ โสปกิ ถา (ธมั มา บุคคลสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ แม้ใน อุตตราปถกะ
ภสิ มยกถา ๔) ขณะฝัน

๒๑๕ อัพยากตกถา จิตท่ีฝันเป็นอพั ยากฤต อตุ ตราปถกะ
บางกลุม่

๒๑๖ อาเสวนปจั จยตา- จติ เจตสกิ เกดิ ขนึ้ แลว้ ดบั ไปทนั ที ไมส่ ามารถ อุตตราปถกะ
กถา อาเสวนปจั จัยได้ บางกลุม่

๒๑๗ ชณกิ กถา รูปทั้งหมดมอี ายุเท่ากับจิตขณะหน่งึ ความ ปพุ พเสลยิ ะ
หมายว่าจติ กบั รปู มอี ายุเทา่ กนั

๒๑๘ เอกาธิปปายกถา ถ้าภิกษุมีความเห็นพ้องต้องกันกับหญิงว่า อนั ธกะ
พวกเราจะเกิดร่วมกันในชาติหน้า อย่างน้ี และเวลตุลละ
กส็ ามารถเสพเมถุนกบั เธอได้

๒๑๙ อรหนั ตวณั ณกถา การที่พระอรหันต์เสพเมถุนน้ัน เพราะถูก อตุ ตราปถกะ
อมนุษย์ดลใจ บางกลุ่ม

212 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

ลำ�ดับที่ ช่ือวาทกถา ทรรศนะของปรวาที ตรงกับทรรศนะ
ของนิกาย

๒๒๐ อสิ สรยิ กามกา- การท่ีพระโพธิสัตว์สามารถเกิดในวินิบาต อันธกะ
รยิ ากถา (๑) ได้ เพราะทำ�ตามอำ�นาจความประสงค์

๒๒๑ อสิ สริยกามกา การท่ีพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์น้ัน อนั ธกะ
ริยากถา (๒) เพราะทำ�ตามอำ�นาจความประสงค์

๒๒๒ อสิ สริยกามกา- การท่ีพระโพธิสัตว์บำ�เพ็ญทุกกรกิริยานั้น อันธกะ
ริยากถา (๓) เพราะ ทำ�ตามอำ�นาจความประสงค์

๒๒๓ อสิ สริยกามกา- การท่ีพระโพธิสัตว์บำ�เพ็ญพรตเพื่อทรมาน อันธกะ
รยิ ากถา (๔) ตนนั้น เพราะทำ�ตามอำ�นาจความประสงค์

๒๒๔ อิสสรยิ กามกา- การที่พระโพธิสัตว์อุทศิ ศาสดาอ่ืนนน้ั อันธกะ
รยิ ากถา (๕) เพราะทำ�ตามอำ�นาจความประสงค์

๒๒๕ ปฏริ ปู กถา ราคะปลอม โทสะปลอม โมหะปลอม กเิ ลส อันธกะ
ปลอมกม็ ี

๒๒๖ อปรนิ ิปผันนกถา ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ และอินทรยี ส์ งิ่ เหล่านี้ อตุ ตราปถกะ
เรยี กวา่ อปรผิ นั ธรรม (สภาวธรรมทไ่ี มส่ ำ�เรจ็
มาจากเหตุ) เพราะตั้งอยโู่ ดยปราศจากการ
เกิดดับ


หมายเหตุ วาทกถาเหลา่ น้ี ท่านยกข้นึ แสดงเพอื่ ช้ีให้เหน็ ว่า ฝ่ายปรวาที (อาจริยวาท)

เห็นผิดไปจากฝ่ายสกวาที (เถรวาท) ซ่ึงยึดถือหลักวิภัชชวาทะ อย่างไรบ้าง ขอให้สังเกตว่า
ค�ำถามแรกของสกวาทีในแต่ละวาทกถานน้ั ถามตามทีป่ รวาทเี ชือ่ ถืออยู่ ยกมาถามเพือ่ ท�ำลาย
ความเชอ่ื ถอื นนั้

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 213

๒. วธิ ีการ

วิธีการของคัมภีร์กถาวัตถุประกอบด้วยนัย ๘ นัย ท่ีเรียกว่า อัฏฐมุขนัยหรือ
อัฏฐกนิคคหนัย แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายอนุโลมปัจจนีกะ (ตอบรับและตอบปฏิเสธ) และ
ฝ่ายปัจจนีกานุโลมะ (ตอบปฏิเสธและตอบรับ) ฝ่ายละ ๔ นัย แต่ละนัยแบ่งเป็น ๕ องค์
และแตล่ ะองค์ยงั แบ่งยอ่ ยออกไปอกี เปน็ องค์ละ ๕ ขน้ั บา้ ง ๔ ขัน้ บ้าง ดังโครงสรา้ งต่อไปน้ี

อฏั ฐมุขนัย หรอื อัฏฐกนคิ คหนยั

ฝ่ายอนุโลมปจั จนีกะ ๔ นัย ฝา่ ยปจั จนกี านโุ ลมะ ๔ นยั

องคท์ ่ี ๑ อนโุ ลมปญั จกะ องค์ที่ ๑ ปัจจนีปัญจกะ
องคท์ ี่ ๒ ปฏกิ ัมมจตกุ กะ องค์ท่ี ๒ ปฏิกมั มจตกุ กะ
องค์ที่ ๓ นิคคหจตกุ กะ องค์ท่ี ๓ นิคคหจตกุ กะ
องคท์ ่ี ๔ อปุ นยนจตกุ กะ องค์ที่ ๔ อุปนยนจตุกกะ
องคท์ ่ี ๕ นิคคมจตกุ กะ องคท์ ่ี ๕ นคิ คมจตกุ กะ

214 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

การแบ่งย่อยภายในของแต่ละนัยและแต่ละองค์ของอนุโลมปัจจนีกะ และปัจจนี-
กานุโลมะ
๑. อนโุ ลมปญั จกะ หรอื ปจั จนกี ปัญจกะ แบ่งเป็น ๕ ข้นั คือ
คำ� ถามน�ำ ๒ แบบ แบบอนุโลมปจุ ฉาและแบบปฏโิ ลมปุจฉา
๑.๑ ขน้ั ฐปนา
- อนุโลมฐปนา
- ปฏโิ ลมฐปนา
๑.๒ ขั้นอนโุ ลมปาปนา ๑.๓ ขั้นอนโุ ลมโรปนา
๑.๔ ขั้นปฏิโลมปาปนา ๑.๕ ขั้นปฏโิ ลมโรปนา
๒. ปฏกิ มั มจตกุ กะ แบ่งเป็น ๔ ขน้ั คอื
๒.๑ ขน้ั อนโุ ลมปาปนา ๒.๒ ขน้ั อนโุ ลมโรปนา
๒.๓ ขัน้ ปฏิโลมปาปนา ๒.๔ ขน้ั ปฏิโลมโรปนา
๓. นิคคหจตกุ กะ แบ่งเป็น ๔ ขั้น คอื
๓.๑ ขั้นอนุโลมปาปนา ๓.๒ ขน้ั อนุโลมโรปนา
๓.๓ ขั้นปฏโิ ลมปาปนา ๓.๔ ขน้ั ปฏิโลมโรปนา
๔. อุปนยนจตกุ กะ แบง่ เปน็ ๔ ขน้ั คือ
๔.๑ ขัน้ อนุโลมปาปนา ๔.๒ ขน้ั อนุโลมโรปนา
๔.๓ ขั้นปฏิโลมปาปนา ๔.๔ ขั้นปฏิโลมโรปนา
๕. นคิ คมจตุกกะ แบง่ เปน็ ๔ ข้นั คือ
๕.๑ ขั้นอนโุ ลมปาปนา ๕.๒ ขน้ั อนโุ ลมโรปนา
๕.๓ ขน้ั ปฏโิ ลมปาปนา ๕.๔ ขน้ั ปฏิโลมโรปนา

เลม่ ที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 215

แผนภูมิแสดงอฏั ฐมขุ นยั หรอื อัฏฐกนิคคหนยั ในปคุ คลกถา
ปุคคลกถา

๑. สทุ ธสัจฉิกฏั ฐะ

นคิ คหะท่ี ๑ นคิ คหะที่ ๒
อนโุ ลมปจั จนีกะ ปัจจนีกานโุ ลม

๑. อนุโลมปญั จกะ ๑. ปัจจนีกปญั จกะ
๒. ปฏิกมั มจตุกกะ ๒. ปฏกิ ัมมจตุกกะ
๓. นิคคหจตุกกะ ๓. นิคคหจตกุ กะ
๔. อปุ นยนจตกุ กะ ๔. อุปนยนจตุกกะ
๕. นคิ คมจตกุ กะ
๕. นคิ คมจตุกกะ
๑. โอกาสสัจฉกิ ฏั ฐะ

นิคคหะที่ ๓ นิคคหะท่ี ๖
อนุโลมปัจจนกี ะ ปจั จนกี านุโลม

๑. อนโุ ลมปัญจกะ ๑. ปัจจนีกปญั จกะ
๒. ปฏิกมั มจตกุ กะ ๒. ปฏิกมั มจตกุ กะ
๓. นิคคหจตุกกะ ๓. นิคคหจตุกกะ
๔. อปุ นยนจตกุ กะ ๔. อุปนยนจตุกกะ

๕. นคิ คมจตกุ กะ ๕. นิคคมจตกุ กะ

216 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

๓. กาลสัจฉกิ ัฏฐะ นคิ คหะท่ี ๗
ปจั จนกี านุโลม
นิคคหะที่ ๔
อนุโลมปัจจนกี ะ ๑. ปัจจนีกปัญจกะ
๒. ปฏิกัมมจตกุ กะ
๑. อนุโลมปัญจกะ ๓. นคิ คหจตกุ กะ
๒. ปฏิกมั มจตุกกะ ๔. อปุ นยนจตกุ กะ
๓. นคิ คหจตกุ กะ
๔. อุปนยนจตุกกะ ๕. นคิ คมจตุกกะ
๕. นิคคมจตกุ กะ

๔. อวัยวสจั ฉกิ ัฏฐะ

นคิ คหะท่ี ๕ นคิ คหะท่ี ๘
อนุโลมปัจจนีกะ ปจั จนีกานุโลม

๑. อนโุ ลมปัญจกะ ๑. ปจั จนีกปญั จกะ
๒. ปฏกิ ัมมจตุกกะ ๒. ปฏิกัมมจตกุ กะ
๓. นิคคหจตุกกะ ๓. นคิ คหจตุกกะ
๔. อุปนยนจตุกกะ ๔. อปุ นยนจตุกกะ

๕. นิคคมจตุกกะ ๕. นคิ คมจตกุ กะ

เล่มที่ ๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 217

คำ� อธบิ ายความหมายของคำ� และตวั อยา่ งการใช้

นคิ คหะท่ี ๑ อนโุ ลมปัจจนีกะ
นิคคหะที่ ๑ เปน็ ของฝ่ายอนุโลมปจั จนกี ะ ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ อนุโลมปัญจกะ
ปฏกิ ัมมจตกุ กะ นิคคหจตกุ กะ อปุ นยนจตกุ กะ และนิคคมจตุกกะ ดงั คำ� อธบิ ายความหมายของ
คำ� และตัวอย่างการใช้ตอ่ ไปนี้

๑. ความหมายของค�ำในอนุโลมปญั จกะ
ค�ำว่า อนุโลมปัญจกะ แปลว่า องค์ ๕ แห่งนิคคหนัย หรือ หลักนิคคหนัย ๕ ข้ัน
ท่ีเร่ิมต้นด้วยค�ำตอบรับ (อนุโลม) ก่อนค�ำตอบปฏิเสธ (ปัจจนีก) ค�ำในอนุโลมปัญจกะมีความ
หมายดงั นี้

๑. คำ� ถามน�ำ
คำ� ถามน�ำ หมายถึง ค�ำถามเปิดประเดน็ เพื่อน�ำไปสกู่ ารสนทนาโตต้ อบกัน มี ๒ แบบ
คือ แบบอนุโลมปุจฉา และ แบบปฏิโลมปุจฉา ค�ำถามแบบอนุโลม คือ ค�ำถามตามล�ำดับ
เช่น ก เป็น ข ใชไ่ หม ส่วนค�ำถามแบบปฏิโลม คือคำ� ถามยอ้ นกลับ เชน่ ข เป็น ก ใช่ไหม
หรืออีกนัยหน่ึง ค�ำถามท่ีมีค�ำตอบเป็นแบบค�ำตอบรับ เรียกว่า อนุโลมปุจฉา ส่วนค�ำถามที่มี
ค�ำตอบเปน็ แบบคำ� ตอบปฏิเสธ เรียกว่า ปฏิโลมปุจฉา
ตวั อยา่ งค�ำถามน�ำจากปคุ คลกถา
(ขอ้ ๑)
สก. : ทา่ นหยง่ั รู้บคุ คลไดโ้ ดยสัจฉิกฏั ฐปรมัตถ์ใชไ่ หม
ปร. : ใช่
สก. : สภาวธรรมใดเปน็ สัจฉกิ ฏั ฐะเปน็ ปรมตั ถะ ทา่ นหย่งั รู้
บุคคลน้ันไดโ้ ดยสัจฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์น้นั ใชไ่ หม
ปร : ไมค่ วรกล่าวอย่างน้นั

คำ� อธิบายและปรบั เปน็ ค�ำตรรก
(๑) คำ� วา่ สก. หมายถงึ สกวาที ซงึ่ ในคมั ภรี น์ หี้ มายถงึ ภกิ ษฝุ า่ ยวภิ ชั ชวาทหรอื เถรวาท
สว่ นคำ� วา่ ปร. หมายถงึ ปรวาที ซง่ึ ในปคุ คลกถา ไดแ้ ก่ ภกิ ษใุ นนกิ ายวชั ชปี ตุ ตกะ นกิ ายสมติ ยิ ะ
เป็นฝ่ายอาจริยวาท และพวกเดยี รถียผ์ ู้นบั ถอื ลทั ธสิ ัสสตวาทะ บางพวก ท้ังหมดนม้ี ชี อ่ื รวมว่า
ปุคคลวาทิน คือผู้ถือว่าบุคคลมีอยู่จริง คือมีอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวร ค�ำว่า บุคคล ในท่ีนี้
หมายถงึ อัตตา หรือ อาตมนั ชีวะ หรือวญิ ญาณ (self or soul)

218 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

(๒) ค�ำถามว่า ท่านหย่งั รูบ้ ุคคลได้โดยสัจฉกิ ฏั ฐปรมัตถ์ ใช่ไหม มใี จความว่า ทา่ นเห็น
ว่าบุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ใช่ไหม คือบุคคลเป็นเช่นใด สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ก็เป็นเช่นน้ัน
หรอื บคุ คลมอี ยู่จรงิ (นจิ จัง) เหมือนสจั ฉกิ ัฏฐปรมตั ถ์ ซึง่ เปน็ ความเหน็ ของปุคคลวาทนิ ต่างกับ
ความเหน็ ของเถรวาททเี่ หน็ วา่ บคุ คลเปน็ อนจิ จัง ทกุ ขัง และอนตั ตา

(๓) ค�ำว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ เป็นค�ำ ๒ ค�ำ คือ สัจฉิกัฏฐะ และปรมัตถะ ค�ำแรก
หมายถึง ความจรงิ ๒ อย่าง คือ สมมติสจั (ความจรงิ ขน้ั สมมต)ิ และปรมตั ถสจั (ความจรงิ ขั้น
ปรมัตถ์) ส่วนค�ำหลัง หมายถึง ปรมัตถสัจอย่างเดียว แต่พวกปุคคลวาทินใช้ค�ำท้ังสองน้ี
หมายถึง ปรมัตถสัจเท่าน้ัน ฉะน้ัน เมื่อสกวาทีถามว่า ท่านเห็นว่าบุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
ใช่ไหม ปรวาที จึงตอบว่า ใช่

(๔) แตเ่ ม่ือสกวาทียอ้ นถามว่า สภาวธรรมใดเปน็ สจั ฉิกฏั ฐะ เป็นปรมัตถะ ทา่ นหยั่งรู้
บุคคลน้ันได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์น้ันใช่ไหม (สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ท่ีเป็นสัจฉิกัฏฐะและ
ปรมัตถะ น้ันเปน็ บคุ คลใชไ่ หม) ปรวาทีรู้ทันว่า สกวาทีใชค้ �ำสัจฉิกฏั ฐปรมตั ถ์แยกเป็น ๒ ความ
หมาย จึงตอบปฏิเสธ เพราะไมย่ อมรบั วา่ บคุ คลเปน็ สมมติสัจ ขอ้ น้แี สดงว่า สกวาทกี บั ปรวาที
ใช้ค�ำสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ในความหมายต่างกัน คือ เดิมปรวาทีเห็นว่าบุคคลกับสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
เป็นอยา่ งเดยี วกันหรือเทา่ กัน ส่วนสกวาทเี ห็นว่าบุคคลเป็นเพยี งส่วนหน่งึ ของสัจฉกิ ฏั ฐปรมัตถ์
จงึ ยอ้ นถามเช่นน้นั

(๕) ขอปรบั คำ� ถามนำ� ข้างตน้ เป็นคำ� ตรรก (logical terms) ดังนี้
ค�ำถามน�ำของสกวาที
- อนโุ ลมปจุ ฉา : ท่านเห็นว่า บุคคล เป็น สัจฉกิ ัฏฐปรมตั ถ์ ใช่ไหม
(ก) (ข)
- ปรวาทตี อบ : ใช่
- ปฏโิ ลมปจุ ฉา : ท่านเห็นว่า สจั ฉิกฏั ฐปรมัตถ์ ที่เป็นสัจฉกิ ฏั ฐะและ
ปรมัตถะ เป็นบุคคลใชไ่ หม
- ปรวาทีตอบ : ไม่ควรกลา่ วอย่างนัน้

๒. ขั้นฐปนา อนุโลมฐปนาและปฏโิ ลมฐปนา
ค�ำวา่ ฐปนา แปลวา่ การตัง้ ในทน่ี ้หี มายถึงการตงั้ ประเด็นจากค�ำตอบของคำ� ถามนำ�
๒ แบบขา้ งต้น เพอื่ ซักไซ้ไลเ่ ลยี งให้ยอมรับผิด (อาชานาหิ นคิ ฺคห)ํ มี ๒ แบบ คอื อนุโลมฐปนา
และ ปฏิโลมฐปนา

เล่มท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๗ 219

อนุโลมฐปนา หมายถึง การต้ังประเด็นจากค�ำตอบของค�ำถามแบบอนุโลม
ซ่ึงตอ่ ไปขอเรยี กวา่ ค�ำตอบท่ี ๑ เชน่
ค�ำถามนำ� แบบอนโุ ลม : ก เป็น ข ใชไ่ หม
สมมติวา่ ตอบว่า : ใช่
อนโุ ลมฐปนา : หากยอมรับว่า ก เป็น ข
ปฏิโลมฐปนา หมายถึง การตัง้ ประเดน็ จากคำ� ตอบของค�ำถามนำ� แบบปฏิโลม
ซ่ึงต่อไปขอเรียกวา่ ค�ำตอบที่ ๒ เชน่
ค�ำถามนำ� แบบปฏโิ ลม : ข เป็น ก ใชไ่ หม
สมมตวิ ่า ตอบว่า : ไม่ใช่
ปฏโิ ลมฐปนา : หากไมย่ อมรับว่า ข เป็น ก

ตัวอย่างฐปนาจากปุคคลกถา(ทีป่ รบั เปน็ ค�ำตรรกแลว้ )

สกวาที : ท่านจงรบั นคิ คหะ (ความผิด) ดงั ตอ่ ไปน้ี
- อนโุ ลมฐปนา : หากท่านยอมรับวา่ บุคคล เป็น สจั ฉิกัฏฐปรมัตถ์
(ก) (ข)
- ปฏิโลมฐปนา : อนงึ่ หากท่านไม่ยอมรบั วา่ สัจฉิกัฏฐปรมตั ถท์ ่เี ป็น
สจั ฉิกัฏฐะ และปรมัตถะ เป็นบคุ คล

๓. ขนั้ ปาปนา อนโุ ลมปาปนาและปฏิโลมปาปนา
ค�ำว่า ปาปนา แปลว่า การถึง การท�ำใหถ้ งึ ในทน่ี ี้ หมายถงึ การชแี้ นะใหย้ อมรับ คำ� ว่า
อนโุ ลมปาปนา จึงหมายถงึ การชแ้ี นะให้ยอมรบั คำ� ตอบท่ี ๑ โดยแกไ้ ขคำ� ตอบท่ี ๒ ใหค้ ลอ้ ย
ตามคำ� ตอบท่ี ๑ เพื่อมใิ ห้ขัดแย้งกัน เชน่
อนุโลมฐปนา : หากยอมรบั วา่ ก เปน็ ข
อนุโลมปาปนา : กค็ วรยอมรบั ว่า ข เป็น ก ดว้ ย
คำ� วา่ ปฏิโลมปาปนา หมายถงึ การชแ้ี นะใหย้ อมรบั ค�ำตอบที่ ๒ โดยแก้ไขค�ำตอบที่ ๑
มิให้ขัดแยง้ กับคำ� ตอบที่ ๒ เช่น
ปฏโิ ลมฐปนา : อนึ่ง หากไมย่ อมรับว่า ข เป็น ก
ปฏิโลมปาปนา : กไ็ มค่ วรยอมรบั ว่า ก เปน็ ข ดว้ ย

220 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

ตวั อย่างฐปนาและปาปนาจากปุคคลกถา (ท่ีปรับเป็นคำ� ตรรกแล้ว)

อนโุ ลมฐปนา : หากท่านยอมรบั ว่า บุคคล เป็น สจั ฉกิ ัฏฐปรมัตถ์
(ก) (ข)
อนโุ ลมปาปนา : ท่านก็ควรยอมรับว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ที่เป็น
สัจฉกิ ัฏฐะและปรมัตถะเป็นบคุ คล
ปฏโิ ลมฐปนา : อนึ่ง หากท่านไม่ยอมว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ท่ีเป็น
สจั ฉิกฏั ฐะและปรมัตถะ เป็นบุคคล
ปฏโิ ลมปาปนา : ทา่ นกไ็ มค่ วรยอมรบั วา่ บคุ คล เปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์

๔. ขน้ั โรปนา อนุโลมโรปนาและปฏิโลมโรปนา

คำ� วา่ โรปนา แปลว่า ยกข้นึ ในทนี่ ห้ี มายถึงการยกความผิด (ความขัดแยง้ ในตวั เอง)
ขน้ึ แสดง หรอื การช้ผี ดิ วา่ ค�ำตอบที่ ๒ ผดิ (ขัดแย้งกบั ค�ำตอบท่ี ๑) เช่น
อนุโลมฐปนา : หากยอมรับว่า ก เปน็ ข
อนโุ ลมปาปนา : ก็ควรยอมรบั วา่ ข เป็น ก ดว้ ย
อนุโลมโรปนา : การยอมรับว่า ก เป็น ข แตไ่ ม่ยอม
รบั วา่ ข เป็น ก จงึ เป็นคำ� กล่าวที่ผดิ
คำ� ว่า ปฏิโลมโรปนา หมายถงึ การยกความผดิ ขน้ึ แสดง หรอื การชี้ผดิ วา่ ค�ำตอบท่ี ๑
ผดิ (ขัดแย้งกบั ค�ำตอบท่ี ๒) เช่น
ปฏโิ ลมฐปนา : อนึง่ หากไม่ยอมรับว่า ข เปน็ ก
ปฏโิ ลมปาปนา : ก็ไมค่ วรยอมรบั ว่า ก เปน็ ข ด้วย
ปฏิโลมโรปนา : การยอมรบั ว่า ก เป็น ขแต่ไมย่ อมรับว่า ข เป็น ก
จงึ เปน็ คำ� กลา่ วทีผ่ ิด (ขดั แย้งในตวั เอง)

ตัวอยา่ งฐปนา ปาปนาและโรปนาจากปุคคลกถา (ท่ปี รับเปน็ ค�ำตรรกแล้ว)

อนุโลมฐปนา : หากท่านยอมรบั ว่า บคุ คล เป็น สจั ฉกิ ฏั ฐปรมัตถ์
(ก) (ข)
อนุโลมปาปนา : ท่านก็ควรยอมรับว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ท่ีเป็น
สจั ฉิกฏั ฐะและปรมัตถะ เปน็ บคุ คล
อนุโลมโรปนา : การที่ท่านยอมรับว่าบุคคล เป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
แต่ไม่ยอมรับว่าสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ท่ีเป็นสัจฉิกัฏฐะ
และปรมัตถะเปน็ บคุ คล จึงเปน็ คำ� กล่าวท่ผี ดิ

เลม่ ท่ี ๔ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๗ 221

ปฏโิ ลมฐปนา : อน่ึง หากท่านไม่ยอมว่า สัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ ท่ีเป็น
สัจฉกิ ฏั ฐะและปรมตั ถะ เป็นบุคคล
ปฏโิ ลมปาปนา : ทา่ นกไ็ มค่ วรยอมรบั วา่ บคุ คล เปน็ สจั ฉกิ ฏั ฐปรมตั ถ์
ปฏิโลมโรปนา : การท่ีท่านยอมรับว่า บุคคลเป็นสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์
แตไ่ ม่ยอมรบั วา่ สัจฉกิ ัฏฐปรมัตถ์ ทเ่ี ป็นสัจฉกิ ัฏฐะ
และปรมัตถะเปน็ บุคคล จึงเป็นคำ� กลา่ วทผ่ี ดิ

เปรียบเทยี บกบั กฎทางตรรกศาสตรข์ องตะวันตก
เพ่ือให้เข้าใจว่าวิธีการของคัมภีร์กถาวัตถุ เป็นวิธีการทางตรรกศาสตร์แบบไหนของ
ปรชั ญาตะวนั ตก ขอน�ำกฎทางตรรกศาสตร์ของตะวันตก ๔ กฎ มาเสนอ เพือ่ พิจารณาเปรยี บ
เทียบ ดงั ต่อไปน้ี
๑. กฎแหง่ ความเหมอื น หรือกฎแห่งเอกลกั ษณ์ (law of identity) ซง่ึ มี ๒ ลักษณะ คือ
(๑) เหมือนกันทกุ อย่าง เชน่ ก = ก หรือ ก เป็น ก (๒) เหมือนกนั บางสว่ น เชน่ ก เป็น ข
โดยทัว่ ไปหมายถึง ก เป็นเพยี งส่วนหนึ่งของ ข ไม่ใชเ่ หมอื นกนั ท้ังหมด ปรัชญาเวทานตะของ
รามานชุ ะแหง่ อนิ เดยี เรยี กลกั ษณะเชน่ นวี้ า่ ความเหมอื นใน ความตา่ ง (identity in difference)
๒. กฎแห่งความตา่ งหรอื กฎแห่งอเนกลกั ษณ์ (law of difference) มนี ัยตรงกนั ข้าม
กับกฎที่ ๑ เช่น ก ไม่ใช่ ข หรือ ข ไม่เป็น ก ซ่ึงอาจหมายถึง ก เป็นเพียงส่วนหน่ึงของ ข
ดังกล่าวในกฎที่ ๑ กไ็ ด้ ในกรณอี ย่างน้ี ถ้าพูดว่า ก เป็น ข ก็พดู ได้ ไมถ่ อื ว่าผดิ เพราะความเปน็
ก ทง้ั หมดอย่ใู น ข ดว้ ย แตถ่ ้าพูดวา่ ข เปน็ ก ผิด เพราะความเปน็ ข บางส่วนไมม่ ีใน ก
๓. กฎแหง่ ความขัดแย้งในตัวเอง (law of self-contradiction) เชน่ พดู วา่ ก เปน็ ข
แต่ ข ไมเ่ ป็น ก? ถอื วา่ ขัดแยง้ ในตวั เอง เพราะ ก จะเป็น ข และไม่เปน็ ข ในขณะเดยี วกันไม่ได้
๔. กฎนริ มัชฌมิ (law of excluded middle) เชน่ ถ้าถามวา่ ก เป็น ข หรือไม่เปน็ ข?
คำ� ถามนเ้ี ปดิ โอกาสให้ตอบได้ ๒ ค�ำตอบเทา่ น้นั คอื (๑) ตอบว่า ก เป็น ข (๒) ตอบว่า ก ไม่เป็น
ข ถา้ ตอบอย่างอื่นผดิ คอื ไม่มคี �ำตอบกลาง ๆ วา่ ก เป็น ข และไม่เป็น ข? ถา้ ตอบอยา่ งนถ้ี อื ว่า
ผดิ กฎนริ มชั ฌมิ แต่ต้องเข้าใจว่า กฎนใ้ี ช้ได้กบั ข้อความ ๒ อยา่ งท่ีขัดแย้งกนั อยา่ งตรงกันขา้ ม
เชน่ ด�ำ? กับ ขาว? ไมม่ ีอย่างที่ ๓ จริงๆ
ข. ความหมายของคำ� ในปฏกิ มั มจตกุ กะ
ค�ำว่า ปฏิกัมมะ (ปฏิกรรม) แปลว่า การท�ำคนื การท�ำตอบ หรือการแก้ไข ในท่นี หี้ มาย
ถึงการโต้กลับของฝ่ายปรวาที เพ่ือแก้ตัวและเพ่ือชี้ความผิดของฝ่ายสกวาทีบ้าง โดยใช้เหตุผล
ลวง (ฉลวเสน) คำ� วา่ ปฏกิ มั มจตกุ กะ แปลวา่ หลกั การโตก้ ลบั ๔ ขนั้ คอื ตดั ขน้ั ฐปนาของอนโุ ลม


Click to View FlipBook Version