The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mcu pali, 2021-04-24 05:33:40

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

Keywords: พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 34-45 ebook

22 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

อตั ตา”ยง่ิ เมอ่ื ไดก้ ำ� หนดพจิ ารณามาก เพยี งใด กจ็ ะทำ� ใหเ้ กดิ ความสวา่ งยงิ่ ๆขน้ึ โดยเฉพาะอยา่ ง
ย่ิงจะท�ำให้เข้าใจรูปนามได้ทะลุปรุโปร่งว่า ไม่มีผู้ใดสามารถเนรมิตให้ความสุขที่แท้จริงได้
เพราะ ธรรมชาตหิ รอื สภาวะของขนั ธน์ กี้ ค็ อื ทกุ ขแ์ ท้ ๆ นน่ั เอง นเ้ี ปน็ การทำ� กจิ ของ สมั มาทฏิ ฐ-ิ
มรรคญาณ ซงึ่ ทนั ทีท่ญี าณนี้เกิดข้นึ ความหลงติดในรปู นาม ในชั้นทหี่ น่งึ ก็ถูกปลดออก ก็การ
ปลดเปลอื้ งความหลงตดิ ในรปู นามนี้ ทา่ นเรยี กวา่ การละสกั กายทฏิ ฐิ ซงึ่ ตามความเปน็ จรงิ แลว้
ไม่ใช่เฉพาะทิฏฐิเจตสิกเท่านั้นท่ีถูกปลดออกแม้แต่อกุศลธรรมท้ังปวงท่ีเป็นเหตุน�ำไปสู่อบาย
ก็ถูกปลดออกเช่นเดียวกนั

ท่ีกล่าวมานี้เป็นเพียงการปูทางไปสู่พระบาลีธัมมสังคณี ซ่ึงได้หยิบยกการละทิฏฐิมา
แสดงไวแ้ ถวหน้า แต่แท้ทจี่ รงิ แล้ว ธรรมท่ีปฏบิ ตั ิหน้าทปี่ ลดเปลอื้ งทิฏฐนิ ้นั เปน็ ธรรมท่คี วรจะ
ตอ้ งนำ� มาอธิบายขยายความจากพระสตู รต่าง ๆ ซงึ่ กระจายอยใู่ นนิกายท้งั ๕ นน่ั เอง

ในช้นั ทตุ ิยภมู ิ หรอื ท่เี รยี กว่า สกทาคามมิ รรค น้ัน ได้เบนเข็มม่งุ ไปประหาณโทสะกับ
กามราคะ แต่ก็ท�ำได้เพียงให้เบาบางลงเท่านั้น และนอกจากจะท�ำให้โทสะและกามราคะ
เบาบางลงแลว้ ยงั สามารถทำ� ให้กิเลสต่างๆที่เหลือเบาบางลงไปดว้ ย

ในชั้นตติยภูมิ หรือท่ีเรียกว่า อนาคามิมรรค นั้น ได้ลงมือปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดกับ
กามราคะและโทสะ ถงึ ขนั้ ถอนรากถอนโคนกนั ทีเดยี ว พรอ้ มกนั นนั้ ก็ไดป้ ฏิบัตกิ ารทำ� ลายลา้ ง
กิเลสทีเ่ ปน็ เหตุใหเ้ กดิ ข้ึนในกามภูมิ เชน่ โลภะ จนหมดสิ้น

ส่วนในชั้นจตุตถภูมิ หรือที่เรียกว่า อรหัตตมรรค น้ัน ได้ท�ำการบดขย้ีกิเลสทั้งหลาย
เช่น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ซ่ึงเป็นกิเลสท่ียังไม่หมดฤทธ์ิเดชให้
หมดสนิ้ ไปจากจติ สันดานตลอดไป

เมือ่ รากเหงา้ ของกิเลสถกู ตัดขาดแล้ว รปู นามก็ถอื วา่ ไม่มีทางทีจ่ ะเกิดขน้ึ ไดอ้ กี ดุจไฟท่ี
หมดเช้อื ฉันนั้น น่ันย่อมหมายความวา่ สงั ขารทง้ั ปวงได้ถงึ ซ่งึ การดับแลว้ นนั่ เอง

อนึ่ง ในมรรคญาณทงั้ ๔ ดงั กล่าวน้ัน มีอริยสัจ ๔ เกดิ ข้ึนอยา่ งละ ๔ ครง้ั (คือ ทกุ ขสัจ
สมุทยสจั มรรคสัจ และนิโรธสัจ)

ความหมายของธรรมอ่ืน ๆ ในจิตตุปปาทกัณฑ์น้ี เช่น อกุสลา ธมฺมา, อพฺยากตา
ธมมฺ า ก็พึงศึกษาโดยอาศัยนยั ของ กสุ ลา ธมมฺ า ทไ่ี ดแ้ สดงมาแลว้ ขา้ งต้น

๒. รูปกณั ฑ์

ในจติ ตปุ ปาทกณั ฑท์ ผี่ า่ นมาทรงจำ� แนก กศุ ลจติ อกศุ ลจติ อพั ยากตจติ พรอ้ มทง้ั เจตสกิ
ทปี่ ระกอบในจิตน้ันๆ ไว้แล้วโดยละเอียด โดยวิธีการอนวุ ตั ไหลไปตามหัวข้อเทศนา แตย่ งั มไิ ด้
ทรงกลา่ วถึง รูป และ นิพพาน ซ่งึ ทัง้ ๒ ประการนี้ ก็จัดเข้าในอพั ยากตธรรมเหมือนกนั ดังนัน้
เมอื่ ทรงประสงคจ์ ะแสดง “รปู ” โดยละเอยี ด จงึ ไดต้ รสั รปู กณั ฑน์ ข้ี นึ้ มา (สว่ น นพิ พาน นนั้ เปน็

เล่มที่ ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๔ 23

ธรรมที่ไม่มีประเภท จึงมิทรงแสดงรวมไว้ในรูปกัณฑ์) โดยทรงจ�ำแนกรูปเป็น ๑๑ นัย อันมี
เอกกนัย รูป มีอย่างเดยี ว ทกุ นัย รูปมี ๒ อย่าง ฯลฯ เอกาทสกนยั รูปมี ๑๑ อย่าง

แม้ว่ารปู จะมีหลายนยั ก็ตาม แตเ่ ม่อื รวมเฉพาะรปู ซึ่งมีสภาพเดยี วกันมาสงเคราะหเ์ ข้า
เป็นกลุ่มเป็นประเภทแล้ว ก็จะได้เพียง ๒๗ ประเภทเท่านั้น (เพราะไม่นับหทัยวัตถุ ดังที่ใน
คัมภีร์ธัมมสังคณีมูลฎีกา (หน้า ๑๙๓) และอนุฏีกา (หน้า ๑๗๕,๒๐๓) ได้อธิบายถึงเหตุท่ี
พระพุทธองค์มิทรงแสดงหทัยวัตถุไว้ในคัมภีร์ธัมมสังคณีน้ี ผู้ปรารถนาพึงศึกษาค้นคว้าได้จาก
คมั ภีรเ์ หลา่ น้ัน)

๓. นกิ เขปกณั ฑ์

ในธมั มสงั คณมี ตี กิ ะทงั้ หมด ๒๒ มที กุ ะ ๑๔๒ แตใ่ น ๒ กณั ฑแ์ รกทผี่ า่ นมานนั้ พระพทุ ธองค์
ไดท้ รงจำ� แนกเฉพาะกสุ ลตกิ ะ เทา่ นนั้ สว่ นตกิ ะและทกุ ะทเี่ หลอื ยงั มไิ ดท้ รงแสดงไว้ ซงึ่ ความเปน็
จริงแล้วติกะและทุกะที่เหลือนั้นเป็นธรรมท่ีพระพุทธองค์ จะต้องน�ำมาแสดงโดยพิสดาร
เช่นกัน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงกระท�ำเช่นนั้น แต่ทรงประสงค์ให้ข้อความของธรรมท่ีเหลือ
เหล่านน้ั มเี นื้อหาไมย่ อ่ หรือพิสดารจนเกินไป จึงไดต้ รัสนิกเขปกณั ฑน์ ี้ไวเ้ พียงพอเหมาะพอควร

ค�ำว่า นกิ เขปกณั ฑ์ น้ี เปน็ กณั ฑ์ทแี่ สดงตกิ ะและทกุ ะทั้งหมดไว้อย่างสมบรู ณ์ (รวมทั้ง
ตกิ ะทท่ี รงแสดงไปแลว้ ในจติ ตปุ ปาทกณั ฑแ์ ละรปู กณั ฑด์ ว้ ย) ถงึ แมว้ า่ ขอ้ ปลกี ยอ่ ยจะแตกตา่ งกนั
ออกไปตามหัวข้อของแต่ละเรื่องก็ตาม แต่โดยส่วนมากแล้ว ธรรมในกัณฑ์น้ีต่างก็ต้ังอยู่บน
โครงสรา้ งพ้นื ฐานทเ่ี หมอื นกนั ๘ ประการ คอื

๑. โดยมูล (เหต,ุ รากเหงา้ )
๒. โดยขันธ์ (หม,ู่ กอง)
๓. โดยทวาร (ประตรู บั อารมณ์)
๔. โดยภูมิ (สถานทอี่ ุบตั ิ)
๕. โดยอรรถ (ความหมาย)
๖. โดยธรรม (องคธ์ รรม)
๗. โดยนาม (ช่ือ)
๘. โดยลงิ ค์ (ศัพท์, ลงิ ค์)
ใน ๔ ข้อแรกนั้น มไิ ดม้ ีความเกีย่ วข้องกับตกิ ะและทุกะทง้ั หมด สว่ น ๔ ข้อสดุ ทา้ ยล้วน
มคี วามเกีย่ วขอ้ งกับตกิ ะและทุกะท้ังสนิ้ ผ้ใู ดปรารถนาอยากจะรู้ ๔ ขอ้ แรก อันได้แก่ มลู , ขันธ์,
ทวาร และภูมิ ขอเพียงแต่ศึกษากุสลติกะและเวทนาติกะเท่าน้ัน ก็สามารถมองเห็นได้อย่าง
ชดั เจน

24 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

๔. อฏั ฐกถากัณฑ์

อน่ึง ส�ำหรับมาติกาหรือสารบัญของคัมภีร์ธัมมสังคณีนี้ ประกอบด้วยติกะ ๒๒ และ
ทกุ ะ ๑๔๒ หวั ขอ้ ด้วยกนั ซึง่ ท้ังหมดนี้พระพทุ ธองค์ได้ทรงแสดงอธิบายไว้หมดแลว้ ใน ๓ กัณฑ์
ทผี่ า่ นมา จงึ ถอื ไดว้ า่ การอธบิ ายหวั ขอ้ มาตกิ านน้ั ไดจ้ บลงแลว้ แตถ่ งึ จะเปน็ เชน่ นนั้ กต็ าม สำ� หรบั
นักศึกษาพระอภิธรรมบางท่านแล้วยังเป็นการ ยากที่จะสามารถนับหรืออธิบายองค์ธรรม
ใหถ้ กู ตอ้ งได้ ดว้ ยวา่ ในจติ ตปุ ปาทกณั ฑแ์ ละ รปู กณั ฑน์ นั้ พระพทุ ธองคท์ รงแสดงจติ เจตสกิ และ
รูปไวโ้ ดยกระจายไปท่วั ซง่ึ เป็นการยากทเี่ ราจะเก็บองค์ธรรมใหถ้ ว้ นถี่ได้ ดงั นัน้ พระพทุ ธองค์
จงึ มพี ระประสงคท์ ่ีจะอธิบายขยายความของจติ เจตสิก และรูปเหล่านนั้ ใหค้ รบถ้วน จึงไดต้ รสั
อฏั ฐกถากณั ฑ์ ซ่ึงเป็นกัณฑ์สุดทา้ ยในคัมภรี ์ธัมมสงั คณีน้ี

อนึ่ง ที่พระอรรถกถาจารย์ท้ังหลายได้กล่าวไว้ในอรรถกถาอัฏฐสาลินี หน้า ๔๐๓ ว่า
“นิกเขปกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่อธิบายเนื้อหาของติกะและทุกะโดยไม่ย่อ และไม่พิสดาร ส่วน
อฏั ฐกถากณั ฑน์ ้ี เปน็ กณั ฑท์ อี่ ธบิ ายเนอ้ื หาเดยี วกนั แตเ่ ปน็ การแสดงโดยยอ่ ” ดงั นนี้ นั้ เปน็ คำ� ที่
ท่านกล่าวโดยอ้างความมากน้อยของหน้าหนังสือพระบาลี และอ้างการท่ีในอัฏฐกถากัณฑ์น้ัน
ไม่ได้แสดงสุตตันติกมาติกาไว้ แต่จริง ๆ แล้ว ในเรื่องที่เก่ียวกับการประกาศสภาวธรรม
ของจิต เจตสกิ น้นั อฏั ฐกถากัณฑถ์ ือได้วา่ เปน็ กณั ฑท์ พี่ สิ ดารกวา่ นิกเขปกัณฑม์ ากทเี ดยี ว

ตวั อย่างเชน่ ในการอธบิ ายเวทนาตกิ ะ ในนกิ เขปกัณฑ์ พระองคท์ รงแสดงจิต เจตสกิ ที่
เปน็ ไปได้มาไว้รวมกนั เปน็ ภมู ิ ขันธ์ สว่ นในอัฏฐกถากณั ฑน์ ัน้ ทรงแสดง จิต เจตสกิ ทสี่ หรคตดว้ ย
สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอเุ บกขาเวทนา พร้อมจำ� นวนองคธ์ รรมดว้ ย

นอกจากน้ีในการที่ทรงแสดงวิตักกติกะในนิกเขปกัณฑ์น้ัน ทรงแสดงโดยแบ่งเป็นภูมิ
เปน็ ขนั ธ์ แตม่ ไิ ดก้ ลา่ วองคธ์ รรมโดยละเอยี ด เหมอื นในอฏั ฐกถากณั ฑน์ ี้ ซง่ึ ทรงแสดงโดยระบชุ อื่
จิต เจตสิกไว้อย่างละเอยี ด แม้ในกรณีของปีตติ กิ ะเปน็ ต้น กเ็ ปน็ เช่นนี้เหมอื นกัน แต่ถึงอย่างไร
ก็ตาม ในบางทขี่ องนกิ เขปกัณฑ์ เช่นตอนท่ี ว่าดว้ ยอาสวะ นิวรณ์ สงั โยชน์ ฯลฯ น้ัน จะเหน็ ว่า
มีความยาวพสิ ดารกวา่ อฏั ฐกถากัณฑอ์ ยบู่ า้ งเล็กนอ้ ย แตถ่ ึงกระน้ันกไ็ ม่ไดแ้ สดงจติ เจตสกิ ไว้
โดยละเอยี ดแตป่ ระการใด ยง่ิ ถา้ ไดศ้ กึ ษาอารมั มณตกิ ะในอฏั ฐกถากณั ฑแ์ ลว้ จะสามารถรไู้ ดเ้ ลย
ว่านกิ เขปกณั ฑ์นนั้ แสดงไว้ย่อกว่าอฏั ฐกถากณั ฑ์มาก ยกตัวอยา่ งเชน่ ในข้อธรรมวา่ “ธรรมทีม่ ี
กามเป็นอารมณ์” ในนิกเขปกัณฑ์มิได้ทรงแสดงโดยระบุจิต เจตสิกไว้เลย แต่ตรงกันข้าม
ในอฏั ฐกถากัณฑ์น้ันได้แสดงโดยระบจุ ิต เจตสกิ ไว้โดยละเอยี ด

สรปุ แลว้ ทง้ั นกิ เขปกณั ฑแ์ ละอฏั ฐกถากณั ฑน์ ี้ ลว้ นแตเ่ ปน็ กณั ฑท์ แ่ี สดงอธบิ ายองคธ์ รรม
ของติกะและทุกะด้วยกันทั้งน้ัน เพียงแต่มีในบางส่วนบางตอน แห่งอัฏฐกถากัณฑ์ซึ่งมีความ
ลึกซงึ้ กนิ ความกว้างขวางกวา่ นกิ เขปกณั ฑม์ าก อกี ทัง้ ทางดา้ นนิกเขปกณั ฑ์เองก็แสดงไวโ้ ดยย่อ

เล่มท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 25

จนเกนิ ไป ดงั น้ัน ดว้ ยเหตผุ ลดังกลา่ ว พระพทุ ธองคจ์ ึงตอ้ งนำ� องคธ์ รรมของติกะและทกุ ะจาก
นิกเขปกัณฑ์กลับมาแสดงในอัฏฐกถากัณฑ์อีก ส่วนเหตุผลที่ไม่ทรงน�ำสุตตันติกมาติกา จาก
นกิ เขปกณั ฑม์ าแสดงในกณั ฑน์ อี้ กี นน้ั เปน็ เพราะวา่ ในอฏั ฐกถากณั ฑน์ พี้ ระองคม์ พี ระประสงค์
ทจ่ี ะแสดงเฉพาะนยั แหง่ พระอภิธรรมเท่านนั้ ถ้าเราศกึ ษาสภาวะแหง่ พระอภิธรรม จนเข้าใจ
ดีแล้ว จะท�ำให้เราสามารถมองเห็น ภาพแห่งความลุ่มลึกของอัฏฐกถากัณฑ์ น้ีได้ว่า
เป็นศูนย์รวมเนื้อหาสาระแห่งพระอภิธรรมจากปิฎกทั้ง ๓ เป็นสายเลือดส�ำคัญของ
พระอภธิ รรม ๗ คมั ภีร์ เป็นนิสสยั (ทพี่ งึ่ พงิ ) ของพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคมั ภีร์วณั ณนา
แห่งพระอภิธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงมีพระอรรถกถาจารย์บางท่านได้เขียนสรรเสริญ
อัฏฐกถากัณฑ์ ยกย่องประหนึง่ เป็นปิฎกทัง้ ๓

โครงสรา้ งธัมมสังคณี 26

๑. ธมั มสงั คณี ๑.
๑. ๑. ๔. อัฏฐกถากณั ฑ์

๑. จติ ตปุ ปาทกณั ฑ์ ๒. รปู กณั ฑ ์ ๓. นกิ เขปกัณฑ ์ ๒.
ทตุกกิ ะะ๑๒๐๒๐
๒. ๒. ๒.
๓. กุสติก๓ะ . ๓. กสุ ลติกะ ๓. สุตตทันตุกกิตะะกิ ๑ท๒๐ุก๒ะ๐ ๔๒
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
กสุ ลบท อกสุ ลบท อพั ยากตบท อพั ยากตบท

กามาวจร รปู าวจร อรปู าวจร เตภูมิกะ โลกุตตระ

๕. ๕. ๕. ๕. ๕. ๕. ๕. ๕.
กุศลจติ ดวงที่ ๑ กุศลจติ ดวงท่ี ๒ กศุ ลจติ ดวงที่ ๓ กศุ ลจติ ดวงท่ี ๔ กุศลจิตดวงที่ ๕ กุศลจติ ดวงที่ ๖ กุศลจิตดวงท่ี ๗ กุศลจติ ดวงที่ ๘

๖. ๖. ๖.
ปทภาชนีย ์ โกฏฐาสวาระ สญุ ญตวาร

๗. ๗. พระอภิธรรมปฎิ ก
อทุ เทส นทิ เทส

๘.
ผัสสาท ิ ฌาน อินทรยี ์ มรรค พละ มลู ะ กรรมบท โลกปาละ ปัสสทั ธ ิ ลหุตา มทุ ุตา กัมมญั ญตา ปาคญุ ญตา อุชกุ ตา สติ,สมั ปชญั ญะ สมถวปิ ัสสนา ปคั คาหาทิ เยวาปนกะ

adf

ผสั สปัญจมกะ

๖ เลม่ ท่ี ๑
โกฏฐาสวาระ

อุทเทส นทิ เทส asssผsสั สปdัญจsมกsะ sssf

ขันธ ์ อายตนะ ธาต ุ อาหาร อินทรยี ์ ฌาน มคั คะ พละ เหต ุ ผัสสะ เทวนา สัญญา เจตนา จิต

assssdขันธs์ ssssf assssมนdะ-จsติ ssssf ๒๔ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔
เวทนาขนั ธ์ สัญญาขันธ์ สงั ขารขนั ธ ์ วิญญาณขันธ์ มนายตนะ มนินทรีย ์ มโนวิญญาณธาต ุ ธมั มายตนะ ธมั มาธาตุ เยวาปนกะ

อายตนะ ธาตุ อายตนะ ธาตุ
fda fda fdafda


สญุ ญตวาระ

อุทเทส นทิ เทส

ธัมมะ ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ อาหาร อินทรยี ์ ฌาน มัคคะ พละ เหตุ ผัสสะ เทวนา สัญญา เจตนา จติ เวทนาขนั ธ์ 27
สัญญาขนั ธ์ สังขารขันธ ์ วิญญาณขนั ธ ์ มนายตนะ มนนิ ทรยี ์ มโนวญิ ญาณธาต ุ ธมั มายตนะ ธัมมาธาต ุ เยวาปนกะ ๒๕

๑ 28
รปู าวจรกศุ ลฌาน

๒ ๓ ๔ ๕ ๖
วโิ มกขฌาน ๓ พรหมวหิ ารฌาน ๔ อสุภฌาน ๕ ประเภท
กสณิ ฌาน ๘ อภิภายตนฌาน ๘

กสณิ ฌาน ๘ พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์

ปฐิวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นลี กสิณ ปีตกสณิ โลหิตกสณิ โอทาตกสิณ ๕ ประเภท

จตุกกนยั ปัญจกนยั

ปฐมฌาน ทตุ ิยฌาน ตตยิ ฌาน จตตุ ถฌาน ปฐมฌาน ทุตยิ ฌาน ตตยิ ฌาน จตุตถฌาน ปญั จมฌาน รูปฌาน ๙

สทุ ธะ ปฏปิ ทา ๔ อารมณ์ ๔ ปฏปิ ทาและอารมณร์ วม ๑๖ (โสฬสกั ขตั ตกุ ะ)

๑. ฌานแตล่ ะประเภท.........๙ พระอภิธรรมปฎิ ก
๒. ปฏิปทาของแต่ละฌาน ๙ x ๔ = ๓๖+
๓. อารมณข์ องแตล่ ะฌาน ๙ x ๔ = ๓๖+
๔. ปฏิปทาและอารมณ์ ๙ x ๑๖ = ๑๔๔+
รวมเป็นปฐมฌานโดยพสิ ดาร ๒๑๕

๓ เลม่ ท่ี ๑
อภภิ ายตนะ ๘

๑. ปรติ ตรูป (อารมณ์) ๒. ปริตตสุวรรณะ- ๓. อัปปมาณรปู ๔. อปั ปมาณสุวรรณะ- ๕.นลี ะ ๖.ปตี ะ ๗. โลหิตกะ ๘. โอทาตะ
ทุพพรรณะ ทพุ พรรณะ

สทุ ธะ ปฏปิ ทา ๔ อารมณ์ ๒ ปฏปิ ทาและอารมณ์ สุทธะ ปฏปิ ทา ๔ อารมณ์ ๒ ปฏิปทาและอารมณ์ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔
อฏั ฐกั ขัตตกุ ะ อฏั ฐักขัตตุกะ

ฌานจตุกกนัย ฌานปัญจกนยั

29

๔ 30
วิโมกขฌาน ๓

๑. รปู ี รูปานิ ปสสฺ ติ ๒. อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺี สุภนฺติ
พหิทธฺ านิ รปู านิ ปสสฺ ติ
พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์
สทุ ธะ ปฏปิ ทา ๔ อารมณ์ ๔ ปฏปิ ทาและอารมณ์
ฌราูปนฌจตากุนก๔นยั โสฬสกั ขตั ตุกะ

ฌารนูปปฌัญานจก๕นัย พระอภิธรรมปฎิ ก

เล่มท่ี ๑ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 31


พรหมวหิ ารฌาน ๔

๑. เมตตา ๒. กรณุ า ๓. มทุ ติ า ๔. อเุ บกขา

จตุกกนัย ปญั จกนัย
(จตตุ ถฌาน) (ปญั จมฌาน)

จตกุ กนยั ปญั จกนัย
(ฌาน ๓) (ฌาน ๔)

สุทธะ ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ ปฏิปทาและอารมณ์
โสฬสักขัตตกุ ะ

32 พระไตรปิฎกปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก


อสภุ ฌาน ๑๐

อสภุ กสิณ ๑๐

ฌานปญั จกนัย
(ปฐมฌาน)

สทุ ธะ ปฏปิ ทา ๔ อารมณ์ ๔ ปฏิปทาและอารมณ์
โสฬสกั ขัตตกุ ะ

โลกตุ ตรกศุ ล เลม่ ท่ี ๑
ปฐมภมู ิ ทตุ ยิ ภูมิ ตตยิ ภมู ิ จตตุ ถภมู ิ

ฌาน มคั คะ สตปิ ฏั ฐาน สัมมปั ปธาน อทิ ธบิ าท อินทรยี ์ พละ โพชฌงค ์ สจั จะ สมถะ ธมั มะ ขันธ ์ อายตนะ ธาตุ อาหาร ผสั สะ เวทนา สญั ญา เจตนา จิตตะ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔

ปฐมภมู ิ จตุกกนยั จตตุ ถภมู ิ ปฐมภูมิ ปัญจกนัย จตุตถภมู ิ ปญั จมฌาน

ทุตยิ ภูม ิ ตตยิ ภูม ิ ทตุ ิยภูมิ ตตยิ ภูมิ

ปฏิปทา ๔ ของตนๆ สญุ ญตะของตนๆ ๑ สุญญตะและปฏิปทา ๔ อปั ปณหิ ิตะ ๑ ของตนๆ อัปปณหิ ิตะและปฏิปทา ๔ อธบิ ดแี ละปฏิปทา ๑๖

33

34 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

เลม่ ท่ี ๑ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๔ 35

36 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 37

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕

พระอภธิ รรมปิฎก เลม่ ที่ ๒
(วภิ งั ค์)

วิภังค์ เป็นคัมภีร์ที่ ๒ ของพระอภิธรรมปิฎก แปลตามศัพท์ว่า การจ�ำแนก หรือ
การแบ่ง หมายถึงคัมภีร์จ�ำแนกสภาวธรรมให้กว้างขวางพิสดารย่ิงข้ึน แม้คัมภีร์พระอภิธรรม
อ่ืน ๆ ก็จ�ำแนกสภาวธรรมเหมือนกัน แต่พระธรรมสังคาหกาจารย์ไม่เรียกคัมภีร์เหล่านั้นว่า
“วภิ งั ค”์ เพราะวา่ คมั ภรี เ์ หลา่ นนั้ ไดจ้ ำ� แนกเฉพาะนยั แหง่ พระอภธิ รรมเทา่ นน้ั สว่ นคมั ภรี ว์ ภิ งั คน์ ้ี
จำ� แนกทง้ั นยั แหง่ พระสตู ร พระอภธิ รรม และนยั แหง่ การถามปญั หา ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ วธิ กี ารจำ� แนก
ท่ีสมบูรณ์ทีส่ ุด

วิภัชวาที

พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสดงคัมภีร์วิภังค์น้ี ทรงได้รับการยกย่องว่า วิภัชวาทีบุคคล
(บคุ คลผกู้ ลา่ วจำ� แนก) เพราะทรงแสดงธรรมแยกแยะแจกแจงออกไปใหเ้ หน็ วา่ สง่ิ ทง้ั หลายเกดิ
จากส่วนประกอบย่อย ๆ มาประชุมกัน เช่น แยกแยะกระจายนามรูป ออกเป็นขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ เป็นต้น มีท้ังด้านท่ีเป็นคุณและด้านที่เป็นโทษ ครั้งหนึ่ง อภัยราชกุมาร ผู้เป็น
พระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารทรงได้รับการยุยงจากนิครนถ์นาฏบุตรให้มาทูลถาม
พระผ้มู ีพระภาควา่ “พระองค์เคยตรัสคำ� ทีน่ �ำมาซ่ึงความไมพ่ อใจแก่ผูอ้ ่ืนบ้างหรอื ไม่”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พระองค์ไม่เคยตรัสค�ำอย่างคลุมเครือ หรือตรัสแต่ด้าน
เดยี วแลว้ ยดึ ตดิ ในทฏิ ฐติ า่ ง ๆ อนั ทำ� ใหไ้ มเ่ ขา้ ถงึ ความจรงิ แทต้ ามสภาวะได้ (เอกงั สกิ วาทะ ม.ม.
๑๓/๘๓-๘๗/๖๑-๖๕) นอกจากนยี้ งั ไดท้ รงแสดงไวใ้ นสภุ สตู ร วา่ พระองคท์ รงเปน็ วภิ ชั วาที (ม.ม.
๑๓/๔๖๓/๔๕๔) แม้ในสมยั พระเจ้าอโศกมหาราช พระราชาผูท้ รงอุปถัมภ์ในการท�ำสงั คายนา
ครงั้ ท่ี ๓ ในคราวทท่ี ำ� การคดั เลอื กภกิ ษจุ รงิ และภกิ ษปุ ลอม กท็ รงใชค้ ำ� ถามวภิ ชั วาทนี แี้ หละเปน็
เครอื่ งตดั สนิ โดยถอื ว่า ถ้าผ้ใู ดตอบวา่ พระผู้มพี ระภาคเป็นวิภัชวาที ผ้นู ้ันก็จะไดร้ บั การยอมรับ
วา่ เป็นภิกษจุ รงิ ถา้ ตอบอย่างอ่ืน ถือวา่ เปน็ ภิกษุปลอม

อนึ่ง ในพุทธคุณ ๙ ประการซ่ึงเป็นพระด�ำรัส ก็มีค�ำว่า ภควา ซ่ึงแปลตามศัพท์ว่า
พระผู้ทรงจ�ำแนก ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า พระผู้มีพระภาคทรงเป็นวิภัชวาทีบุคคล มิใช่
เอกังสวาทบี คุ คล คอื บุคคลผู้กล่าวยนื ยันเพียงประเดน็ เดียว

เพราะฉะนั้น พระธรรมเทศนาจากพระโอษฐ์จึงเป็นธรรมะท่ีเปี่ยมไปด้วยมาตรฐานใน
ระดับ สุวิภัตตธรรม คือเป็นธรรมท่ีได้รับการจ�ำแนกแยกแยะมาเป็นอย่างดี ดังที่ทรงแสดง

38 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ไว้ในฉัตตมาณววัตถุ (ขุ.วิ. ๒๖/๘๘๗/๙๑) จึงถือได้ว่าธรรมะของพระพุทธองค์น้ันล้วนเป็น
วภิ งั คธรรม ทงั้ สิน้

ช่อื ท่พี ้องกบั วภิ ังค์

แม้ว่าพระธรรมค�ำสอนทั้งปวงจะเรียกได้ว่าเป็น วิภังค์ ก็จริง แต่ยังมีบางแห่งท่ีใช้
คำ� เรยี กไมเ่ หมอื นกนั เชน่ ในบางแหง่ ใช้ “นทิ เทส” (ขยายใหก้ ระจา่ งกวา่ เดมิ ) บางแหง่ ใช้ “วติ ถาร”
(ขยายรายละเอยี ด) บางแหง่ ใช้ “ปทภาชนยี ”์ (การจำ� แนกแตล่ ะบท) ทง้ั นมี้ กั นยิ มใชค้ ำ� วา่ วภิ งั ค์
หอ้ ยทา้ ยคกู่ บั คำ� แมบ่ ทหรือหวั ขอ้ ซึง่ ในภาษาบาลีมใี ชห้ ลายค�ำ เช่น อุทเทส มาติกา สงั เขป

การใชว้ ภิ ังคศัพทค์ ู่กับศัพทอ์ ่นื

๑. การใช้ อุทเทส - วิภงั ค์
ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ภัทเทกรัตตสูตร (ม.อุ. ๑๔/
๒๗๒/๒๔๑,๓๑๓/๒๘๖) เรียกข้อความแม่บทว่า อุทเทส และเรียกข้อความขยายว่า วิภังค์
ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ ว่า คำ� เรยี กอย่างน้พี ระผู้มพี ระภาคไดต้ รัสไวด้ ว้ ยพระองค์เอง
๒. การใช้มาตกิ า - วิภังค์
สว่ นในพระวนิ ยั ปฎิ ก เรยี กหวั ขอ้ ใหญแ่ หง่ สกิ ขาบทของภกิ ษแุ ละภกิ ษณุ วี า่ มาตกิ า และ
เรียกข้อความท่ีขยายสิกขาบทเหล่าน้ันว่า วิภังค์ ถ้าเป็นการกล่าวเฉพาะท่ีเกี่ยวกับสิกขาบท
ส�ำหรับภกิ ษกุ ็ใชค้ ำ� ว่า ภิกขุ นำ� หน้าเปน็ ภิกขวุ ิภงั ค์ หรอื ใชค้ �ำวา่ มหา นำ� หนา้ เป็น มหาวิภังค์
ถ้าเก่ียวกับภิกษุณีโดยเฉพาะใช้ค�ำว่า ภิกขุนี น�ำหน้าเป็น ภิกขุนีวิภังค์ (วิ.อ. ๒/๓๑๗)
ถ้าพูดรวมกันทั้งภิกษุและภิกษุณีใช้ค�ำว่า เทฺว เติมข้างหน้า มาติกา เป็น เทฺวมาติกา และ
เติม อุภโต ศพั ท์ขา้ งหน้าวิภังคเ์ ป็น อภุ โตวภิ ังค์
ดังที่ได้กล่าวมานี้จะเห็นว่า ค�ำวา่ วภิ ังค์ สามารถนำ� มาใช้คกู่ ับ อุทเทส หรือ มาติกา ได้
ตามความเหมาะสม
๓. การใชอ้ ุทเทส - นิทเทส
โดยนยั เดียวกนั นี้ ค�ำว่า นทิ เทส ก็สามารถใชค้ กู่ ับ อุทเทส (อุทเทส-นิทเทส) และคู่กับ
มาติกา (มาตกิ า-นิทเทส) ได้ เชน่ ในพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสงั คณี จติ ตปุ ปาทกณั ฑ์ เรยี กหวั ขอ้
ปรมัตถธรรม เช่น ผัสสะ เวทนาเป็นต้น ซ่ึงเป็นการยกข้ึนมาแสดงไว้เพียงสังเขปว่า อุทเทส
แล้วเรียกข้อความท่ีขยายปรมัตถธรรมเหล่านั้นว่า นิทเทส ดูค�ำอธิบายการใช้ค�ำว่านิทเทส
ในอฏั ฐสาลนิ ี (อภ.ิ สง.ฺ อ. ๑/๑๐๑)
๔. การใชค้ ำ� มาตกิ า - นทิ เทส
ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภทิ ามรรค ตอนทว่ี ่าด้วยญาณกถา มีการกล่าว
แม่บทหรือมาติกาของล�ำดับญาณ ๗๓ ไว้ ซ่ึงพระอรรถกถาจารย์ได้เรียกหัวข้อดังกล่าวว่า

เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๕ 39

อุทเทส ส่วนข้อ ความขยายล�ำดบั ญาณแต่ละญาณนั้นเรยี กว่า นทิ เทส (ปฏิ.ส.ํ อ. ๑/๓) แมใ้ น
คมั ภรี ์ปฏั ฐานกเ็ รียกแบบเดียวกันนี้ ส่วนในคัมภรี ว์ ิภงั คน์ ้ที ่านใช้ มาตกิ า คู่กบั นิทเทส

๕. การใชค้ �ำสังเขปะ - วติ ถาระ และสังขติ ตะ - วติ ถาระ
ส่วนค�ำว่า วิตถาระ หรือ วิตถาร (ซ่ึงมีความหมายเหมือนกับนิทเทส) นิยมใช้คู่กับ
สงั ขติ ตะ (สงั ขติ ตะ-วติ ถาระ) และคกู่ บั สงั เขปะ (สงั เขปะ-วติ ถาระ) ตวั อยา่ งเชน่ ในมชั ฌมิ นกิ าย
มูลปัณณาสก์ พระพุทธองค์ทรงเรียกแม่บทหรือมาติกาว่า สังขิตตะ แล้วทรงเรียกข้อความที่
อธิบายขยายหัวขอ้ นั้นว่า วิตถาระ (ม.มู. ๑๒/๔๓๙/๓๘๘)
ค�ำทั้งสองคือ สังขิตตะ และ สังเขปะ มีความหมายเหมือนกัน สมัยโบราณนิยม
ใช้สังขิตตะ ส่วนสังเขปะเพ่ิงนิยมใช้ในยุคหลัง จึงเห็นได้ว่า สมัยโบราณใช้ค�ำว่า วิตถาระ
คู่กับสังขิตตะ (เป็น สังขิตตะ-วิตถาระ) ส่วนในยุคหลังใช้ค�ำว่า วิตถาระ คู่กับ สังเขปะ (เป็น
สงั เขปะ-วิตถาระ หรอื สังเขป-วิตถาร)
๖. การใชม้ าตกิ า - ปทภาชนยี ์
ค�ำว่า ปทภาชนีย์ นิยมใช้คู่กับ มาติกา (มาติกา-ปทภาชนีย์) เช่นในพระวินัยปิฎก
เรียกสิกขาบทในพระปาติโมกข์ว่า มาติกา และเรียกค�ำอธิบายแต่ละสิกขาบทว่า ปทภาชนีย์
หรือ บทภาชนีย์ (วิ.อ. ๑/๒๔๙) โดยท�ำนองเดียวกันในพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี
ก็เรียกหัวข้อติกะ ๒๒ หัวข้อและทุกะ ๑๐๐ หัวข้อว่า มาติกา และเรียกข้อความอธิบาย
รายละเอยี ดของมาติกาวา่ ปทภาชนยี ์

จ�ำนวนวิภังคสูตร

ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า พระธรรมค�ำสอนของพระพุทธองค์ล้วนแต่เป็น วิภังคธรรม
โดยเฉพาะในพระสุตตันตปิฎกมีหลายสูตรท่ีต้ังชื่อสูตรว่า วิภังคสูตร เช่น ในมัชฌิมนิกาย
อุปริปัณณาสก์มี ๘ สูตร คือ จูฬกัมมวิภังคสูตร มหากัมมวิภังคสูตร สฬายตนวิภังคสูตร
อุทเทสวิภังคสูตร อรณวิภังคสูตร ธาตุวิภังคสูตร สัจจวิภังคสูตร และทักขิณาวิภังคสูตร
ในสังยุตตนิกายมี ๗ สูตร อยู่ในนิทานวรรคมี ๑ สูตร คือ วิภังคสูตร และในมหาวารวรรค
มี ๖ สตู ร คือวภิ ังคสตู รในอวชิ ชาวรรค วิภงั คสูตรในอนนุสสตุ วรรค วภิ งั คสูตรที่ ๑ ท่ี ๒ และ
ท่ี ๓ ในสุขินทรยิ วัตถุ และ วิภังคสูตรในปาสาทกมั ปนวรรค

ในพระวินัยปิฎก ข้อความที่อธิบายขยายสิกขาบททั้งหมดเรียกว่า วิภังค์ ส่วนใน
พระอภธิ รรมปฎิ กเรยี กคมั ภรี ท์ ่ี ๒ นวี้ า่ วภิ งั ค์ ซง่ึ เปน็ คมั ภรี ท์ มี่ เี นอ้ื หากวา้ งพสิ ดารทสี่ ดุ ในบรรดา
พระธรรมเทศนาที่มชี อื่ วา่ วิภังค์

ท่ไี ด้ชื่อว่า คัมภรี ์วิภังค์

ในการตั้งช่ือคัมภีร์ของพระอภิธรรมปิฎกนั้น คัมภีร์ที่ ๑ ช่ือว่า ธัมมสังคณี หรือ

40 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ธมั มสังคหะ ซ่ึงมคี วามหมายวา่ เปน็ คมั ภรี ท์ ่ีประมวลปรมตั ถธรรมไว้โดยย่อ และ
คมั ภรี ท์ ่ี ๒ ช่ือว่า วิภงั ค์ ซงึ่ มีความหมายว่า เปน็ คมั ภรี อ์ ธบิ ายขยายความหรอื จ�ำแนก
หวั ขอ้ ธรรมนน้ั นบั วา่ เปน็ ชอ่ื ทเ่ี หมาะสมและถกู ตอ้ งตามรปู กระบวนการอธบิ ายธรรมทกุ ประการ
เพียงแต่เราได้ยินช่ือคัมภีร์ทั้งสองนี้ก็พอจะทราบได้ว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองกัน คือคัมภีร์
วิภังค์น้ีเป็นคัมภีร์ท่ีจ�ำแนกอธิบายขยายปรมัตถธรรมท่ีได้แสดงมาแล้วในคัมภีร์ธัมมสังคณี
โดยไดน้ ำ� เอาตกิ มาตกิ า ๒๒ หวั ขอ้ และทกุ มาตกิ า ๑๐๐ หวั ขอ้ จากคมั ภรี ธ์ มั มสงั คณซี งึ่ ไดร้ วบรวม
ธรรมต่าง ๆ จากพระสูตร โดยแยกเป็นประเภทมีขันธ์ อายตนะ ธาตุ และสัจจะเป็นต้น
และจัดรูปเป็นแม่แบบแห่งพระอภิธรรมแล้วนั้นมาจ�ำแนกเป็นสุตตันตภาชนียนัยและปัญหา-
ปจุ ฉกนัยตอ่ ไป
ด้วยเหตนุ ี้ จงึ พอสรุปไดว้ า่ คมั ภรี ์ธัมมสังคณีเปน็ มาติกา เปน็ อทุ เทส เปน็ สงั ขติ ตะ และ
เปน็ สังคหะของคมั ภีรว์ ิภังค์นี้ ในทางตรงกนั ขา้ คัมภรี ์วภิ ังคเ์ องกเ็ ป็นวิตถาระ เป็นนทิ เทส และ
เปน็ วภิ งั คข์ องคมั ภรี ธ์ มั มสงั คณเี ชน่ กนั เพราะฉะนน้ั ในฐานะทเ่ี ปน็ คมั ภรี อ์ ธบิ ายจำ� แนกขอ้ ความ
ในคัมภรี ์ธมั มสงั คณี คมั ภรี ์ที่ ๒ นจี้ งึ ช่อื วา่ วิภงั ค์ ดงั กลา่ วมา

การแบ่งวภิ งั ค์
พระผมู้ พี ระภาคทรงแสดงวภิ ังค์ไว้ ๑๘ วภิ งั ค์ ดังนี้
๑. ขนั ธวภิ ังค์ การจ�ำแนกขันธ ์
๒. อายตนวิภงั ค ์ การจำ� แนกอายตนะ
๓. ธาตุวภิ ังค ์ การจ�ำแนกธาตุ
๔. สจั จวภิ งั ค ์ การจ�ำแนกสจั จะ
๕. อนิ ทริยวิภงั ค ์ การจำ� แนกอนิ ทรีย์
๖. ปฏิจจสมปุ ปาทวภิ งั ค ์ การจำ� แนกปฏิจจสมปุ บาท
๗. สติปฏั ฐานวภิ ังค ์ การจ�ำแนกสตปิ ัฏฐาน
๘. สัมมัปปธานวิภงั ค์ การจำ� แนกสมั มปั ปธาน
๙. อทิ ธิปาทวิภังค ์ การจ�ำแนกอิทธิบาท
๑๐. โพชฌงั ควิภังค ์ การจำ� แนกโพชฌงค์
๑๑. มคั คังควภิ ังค ์ การจ�ำแนกองคม์ รรค
๑๒. ฌานวภิ งั ค ์ การจ�ำแนกฌาน
๑๓. อัปปมญั ญาวภิ ังค์ การจ�ำแนกอัปปมัญญา
๑๔. สกิ ขาปทวภิ ังค ์ การจำ� แนกสิกขาบท
๑๕. ปฏิสัมภิทาวภิ งั ค์ การจ�ำแนกปฏิสัมภิทา
๑๖. ญาณวิภังค ์ การจ�ำแนกญาณ

เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 41

๑๗. ขุททกวัตถุวิภงั ค ์ การจ�ำแนกอกุศลธรรมตา่ ง ๆ
๑๘. ธมั มหทยวิภงั ค์ การจำ� แนกธรรมอันเปรยี บเสมอื น ดวงใจ

สาเหตทุ ีท่ รงแสดงวิภังค์ไว้ ๑๘ วภิ ังค์
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธัมมสังคณี หรือท่ีเรียกอีกช่ือว่าคัมภีร์ธัมมสังคหะไว้เป็น
๔ กัณฑ์ เพ่ือให้สอดคล้องกับอริยสัจ ๔ และแสดงวภิ งั ค์ไว้ ๑๘ วภิ งั ค์ เพือ่ ให้ สอดคล้องกับ
อาเวณิกธรรม ๑๘ (อภิ.มูลฏีกา ๒/๒) ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของพระพุทธเจ้า ท่ีมีอยู่โดย
ครบถว้ นในพระพุทธองค์ คือ
๑. พระญาณท่ีหยั่งร้สู รรพสิ่งในอดีตได้ ๑. อตตี เํ ส อปฺปฏหิ ตํ ญาณํ
โดยตลอดปลอดจากสง่ิ กีดกนั
๒. พระญาณทีห่ ย่ังร้สู รรพส่ิงในอนาคตได ้ ๒. อนาคตํเส อปฺปฏหิ ตํ ญาณํ
โดยตลอดปลอดจากสิ่งกีดกนั
๓. พระญาณทห่ี ยง่ั รู้สรรพสง่ิ ในปัจจบุ นั ได ้ ๓. ปจฺจุปปฺ นนฺ ํเส อปปฺ ฏหิ ตํ ญาณํ
โดยตลอดปลอดจากส่งิ กีดกัน
๔. ทรงมพี ระกริ ยิ าอาการทางกายทกุ อย่าง ๔. สพฺพํ กายกมฺมํ ญาณํ
อย่ภู ายใตก้ ารควบคุมของพระญาณ ปุพฺพงคฺ มํ ญาณานุปรวิ ตตฺ ํ
๕. ทรงมพี ระกิรยิ าอาการทางวาจาทุกอย่าง ๕. สพพฺ ํ วจีกมมฺ ํ ญาณปุพ-ฺ
อยู่ภายใต้การควบคมุ ของพระญาณ พงคฺ มํ ญาณานปุ รวิ ตตฺ ํ
๖. ทรงมีมโนกรรมทุกอย่างอยู่ภายใต ้ ๖. สพพฺ ํ มโนกมฺมํ ญาณปุพพฺ งคฺ มํ
การควบคมุ ของพระญาณ าณานปุ รวิ ตฺตํ
๗. มิทรงมคี วามท้อพระทัยในการท ี่ ๗. นตถฺ ิ ฉนฺทสสฺ หานิ
จะบ�ำเพ็ญประโยชนแ์ ก่สัตว์โลก
๘. มิทรงหมดพระปรีชาสามารถ ๘. นตถฺ ิ ธมฺมเทสนาย หานิ
ในการแสดงธรรม
๙. มิทรงหมดความเพียรในการท่ ี ๙. นตถฺ ิ วรี ยิ สฺส หานิ
จะบำ� เพญ็ ประโยชนแ์ กส่ ตั วโ์ ลก
๑๐. มทิ รงเสือ่ มจากสมาธิ ๑๐. นตถฺ ิ สมาธิสฺส หานิ
๑๑. มิทรงเสื่อมจากวิปสั สนาปญั ญา ๑๑. นตฺถิ วิปสสฺ นาปญฺญาย หานิ
๑๒. มทิ รงเสื่อมจากวิมุตตคิ ืออรหตั ตผล ๑๒. นตฺถิ วิมตุ ตฺ ิยา หานิ
๑๓. มิทรงมกี ารละเลน่ สนกุ สนาน ๑๓. นตถฺ ิ ทวา
๑๔. มิทรงมกี ารกระท�ำท่ีพลาดพลงั้ ๑๔. นตถฺ ิ รวา
เพราะขาดสติ

42 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภิธรรมปิฎก

๑๕. มิทรงปราศจากพระปัญญาความคิด ๑๕. นตถฺ ิ อผุฏํ
๑๖. มทิ รงมพี ระอาการลุกล้ีลกุ ลน ๑๖. นตฺถิ เวคายติ ตฺตํ
๑๗. มทิ รงมคี วามคิดอนั ปราศจากประโยชน ์ ๑๗. นตถฺ ิ อพยฺ าวฏมโน
๑๘. มิทรงมีความวางเฉยอันปราศจาก ๑๘. นตถฺ ิ อปปฺ ฏสิ งฺขานเุ ปกขฺ า
พระวจิ ารณญาณ

กฏเกณฑก์ ารจัดล�ำดบั วิภงั ค์

ในการแสดงวิภังค์ท้ัง ๑๘ นั้น ท่านวางล�ำดับไว้อย่างมีระเบียบแบบแผน ไม่มีความ
ลักลั่น ไม่มีความเกลื่อนกล่นกระจัดกระจาย มีระบบ และเหมาะสมกับบุคคลที่ทรงจ�ำแนกไว้
๓ ประเภท คอื

๑. ตกิ ขินทริยบคุ คล บุคคลผมู้ ีปัญญาเฉยี บแหลม
๒. มชั ฌมิ ินทริยบุคคล บุคคลผ้มู ปี ัญญาปานกลาง
๓. มุทนิ ทรยิ บคุ คล บคุ คลผูม้ ปี ัญญาเช่อื งชา้
การแบง่ วภิ งั คน์ ้ี ทรงแบง่ ไวต้ ามภมู ปิ ญั ญาของบคุ คล ๓ ประเภท และทรงจำ� แนกไวต้ าม
ทที่ รงเห็นวา่ เหมาะสมดงั น้ี

๑. ขันธวภิ ังค์
ขันธวิภังค์เหมาะส�ำหรับบุคคลผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลม เนื่องจากว่าบุคคลผู้มีปัญญา
เฉียบแหลมน้ันเป็นประเภทบุคคลที่มีเชาว์ปัญญารวดเร็วต่อการรับรู้ เพียงแต่หัวข้อธรรมมา
กระทบโสตก็สามารถเข้าใจเน้ือหาของธรรมนั้นโดยทะลุปรุโปร่งจึงเป็นวิภังค์ที่เหมาะส�ำหรับ
การฟังธรรมโดยย่อ ๆ และบคุ คลเหลา่ นี้มกั เปน็ ผ้ทู ่ีนยิ มธรรมะส้นั ๆ เป็นส่วนมาก
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการแสดงธรรมโดยย่อน้ี เหมาะส�ำหรับบุคคลประเภทนี้
โดยแท้ ดังนั้นจึงทรงน�ำขันธวิภังค์ซึ่งเป็นวิภังค์ท่ีประมวลปรมัตถธรรมท้ังหมดมาแสดงไว้
โดยย่อก่อนวิภังค์อื่น ๆ การท่ีทรงแสดงขันธ์ ๕ ไว้อย่างย่อในขันธวิภังค์น้ี เป็นการแสดงตาม
ธรรมเนียมของชาวโลกที่เมื่อเห็นว่าสิ่งไหนท่ีจะสามารถท�ำให้เสร็จเร็วกว่า ก็มักจะลงมือท�ำ
ส่งิ น้ันก่อน แลว้ จึงคอ่ ยทำ� ส่ิงทีเ่ สร็จช้าภายหลัง

๒. อายตนวภิ ังค์
อายตนวภิ ังคเ์ หมาะสำ� หรับบคุ คลผู้มีปญั ญาปานกลาง ทรงแสดงอายตนวภิ งั ค์ ถดั จาก
ขันธวิภังค์ เพราะอายตนวภิ ังค์เป็นวิภังคร์ ะดับปานกลาง คอื ไมส่ ัน้ และไม่ยาวเกินไป เป็นการ
แบง่ ธรรมออกเปน็ อายตนะ ๑๒ ใหพ้ อเหมาะกับผู้มีภูมิปัญญา ระดับปานกลาง

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มที่ ๓๕ 43

๓. ธาตวุ ภิ งั ค์
ธาตุวิภังค์เหมาะส�ำหรับบุคคลท่ีมีปัญญาเชื่องช้า เนื่องจากธาตุวิภังค์เป็นการแบ่ง
สภาวธรรมออกตามความสามารถแห่งภูมิปัญญาของผู้มีปัญญาเชื่องช้า จึงต้องแบ่งให้
ละเอียดกว่าวิภงั คก์ อ่ น ๆ
๔. สจั จวภิ ังค์
สัจจวิภังค์เป็นวิภังค์ท่ีทรงแสดงถัดจากธาตุวิภังค์ เป็นการแบ่งธรรมโดยสัจจะ ๔
เพราะทรงมเี หตผุ ลวา่ เมอ่ื บคุ คลสามารถแทงตลอดถงึ ความเกดิ ดบั และสาเหตขุ องความเกดิ ดบั
แห่งขันธ์ อายตนะ และธาตุทั้งหลายแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถรู้ธรรมตามสภาพที่เป็นจริงได้
โดยถกู ต้อง ดังนัน้ จึงทรงแสดงต่อจากขนั ธ์ อายตนะและธาตุ
๕. อนิ ทรยิ วภิ ังค์
การท่ีจะสามารถแทงตลอดสัจจธรรมท้ังหลายได้ จะต้องอาศัยอินทรีย์เป็นกรณีพิเศษ
จงึ จะสามารถท�ำได้ ดงั น้นั จงึ ทรงแสดงอนิ ทริยวภิ ังค์ถัดจากสัจจวิภงั ค์
๖. ปฏิจจสมปุ ปาทวภิ งั ค์
ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ หมายถึงวิภังค์ที่ทรงจ�ำแนกธรรมที่เป็นเหตุและธรรมท่ีเป็นผล
(ปจั จัยกับปัจจยุปบนั ) ธรรมชาตขิ องสภาวธรรมที่ท่านเรยี กว่าอินทรีย์นั้น เป็นธรรมท่เี น่อื งด้วย
เหตุและผล คือเป็นธรรมที่เกิดขึ้นอาศัยซ่ึงกันและกัน จึงทรงวางปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ไว้ท้าย
อนิ ทรยิ วิภงั ค์
๗-๑๑. สติปฏั ฐานวิภังค์ - มคั คงั ควภิ งั ค์
เน่ืองจากต้ังแต่สติปัฏฐานวิภังค์ถึงมัคคังควิภังค์เป็นธรรมท่ีนับเข้าในโพธิปักขิยธรรม
ธรรมดาการท่ีจะบรรลุธรรมได้น้ันจะขาดโพธิปักขิยธรรมไม่ได้เลย บุคคลจะต้องเจริญ
โพธิปักขิยธรรมเป็นหลักจึงจะสามารถบรรลุมรรคผลได้ ด้วยเหตุที่หมวดธรรมดังกล่าวมีความ
ส�ำคญั ต่อการบรรลุ จงึ ทรงแสดงธรรมเหลา่ น้ไี วถ้ ัดจากปฏจิ จสมปุ ปาทวิภงั ค์
๑๒-๑๓. ฌานวภิ ังค์ - อปั ปมัญญาวภิ งั ค์
ฌานในฌานวิภังค์นั้น โดยองค์ธรรมหมายถึงสมาธิขันธ์ อัปปมัญญาในอัปป-
มญั ญาวิภังคน์ ้นั หมายถึงจติ ตวิสุทธิ ธรรมทัง้ สองน้ีมีความเกอ้ื กลู แก่การเจริญโพธิปักขิยธรรม
อย่างมาก ดว้ ยเหตนุ นั้ จงึ ทรงแสดงไวท้ ้ายโพธปิ กั ขิยธรรม

44 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

๑๔. สิกขาปทวภิ งั ค์
สกิ ขาปทวภิ งั คเ์ ปน็ วภิ งั คท์ จี่ ำ� แนกศลี สกิ ขาบท มปี าณาตปิ าตาเวรมณสี กิ ขาบท เปน็ ตน้
เพราะการท่ีจะเจริญสมาธิและจิตตวิสุทธิให้ได้อย่างบริบูรณ์น้ัน จะต้องมีศีลบริสุทธ์ิเสียก่อน
ดังนั้น ด้วยเหตุท่ีศีลมีความส�ำคัญต่อสมาธิและจิตตวิสุทธิอย่าง ท่ีกล่าวมานี้ พระพุทธองค์จึง
ตรัสไวถ้ ดั จากฌานวิภงั คแ์ ละอัปปมัญญาวภิ ังค์
๑๕-๑๖. ปฏิสมั ภิทาวิภงั ค์ - ญาณวิภงั ค์
เน่ืองจากปฏิสัมภิทาญาณท้ัง ๔ ประการ อันได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมม-
ปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณนั้น โดยส่วนมากนิยม
เรียกว่า ปฏิสัมภิทา ๔ ไม่มีค�ำว่า “ญาณ” แต่ท่ีใส่ญาณเข้ามา ณ ท่ีนี้ก็เพ่ือให้รู้ว่าองค์ธรรม
แท้ ๆ ของคำ� วา่ ปฏสิ มั ภทิ านน้ั ไดแ้ กญ่ าณหรอื ปญั ญา เปน็ เพยี งผลวบิ ากของฌานและอปั ปมญั ญา
ทบี่ คุ คลผมู้ ศี ลี บรสิ ทุ ธเิ์ พยี รพยายามเจรญิ จนไดม้ า ดงั นนั้ เหตทุ ธ่ี รรมเหลา่ นม้ี คี วามเกย่ี วขอ้ งกนั
โดยตรง จงึ ทรงแสดงปฏสิ มั ภทิ าวิภงั คไ์ ว้ต่อจากสิกขาปทวิภังค์
๑๗. ขุททกวัตถวุ ิภงั ค์
ขุททกวัตถุวิภังค์เป็นวิภังค์ท่ีกล่าวถึงหมวดธรรมที่ควรละ ควรขจัดให้ออกไปจาก
ทางด�ำเนินเพื่อไปสู่การบรรลุปฏิสัมภิทาญาณท้ัง ๔ ประการ ด้วยเหตุน้ันจึงแสดงไว้ท้าย
ปฏิสัมภิทาวิภังค์ อนึ่ง ขุททกศัพท์ในที่น้ีมีความหมายว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ เลวทราม คือ
วภิ ังคน์ ้ีเป็นวภิ งั คท์ ีพ่ ระพุทธองคท์ รงจ�ำแนกอกศุ ลธรรมอันตำ�่ ทราม ไวโ้ ดยประการตา่ ง ๆ
๑๘. ธมั มหทยวิภังค์
ธัมมหทยวิภังค์เป็นวิภังค์สุดท้ายแห่งวิภังค์ทั้งปวง ได้ตรัสแสดงไว้เพราะทรง เห็นว่า
เมอ่ื เวไนยสตั วไ์ ดส้ ดบั วภิ งั คต์ า่ ง ๆ โดยละเอยี ดพสิ ดารมาตามลำ� ดบั แลว้ ตอ่ ไปนกี้ น็ า่ จะสามารถ
เข้าใจธรรมแม้โดยย่อ ๆ ได้ จึงได้ตรัสจ�ำแนกธรรมมีขันธ์เป็นต้นไว้ โดยภูมิของสัตว์และ
ชนิดของสตั วท์ อี่ าศยั อย่ใู นภูมนิ ้นั ๆ
ค�ำว่า ธัมมหทยวิภังค์ แปลว่า กัณฑ์ที่จ�ำแนกหัวใจธรรมจริงอยู่ วิภังค์ทั้ง ๑๗ ท่ีได้
อธิบายไปแล้วน้ัน แม้พระอริยสาวกก็สามารถแสดงได้ตามภูมิปัญญาของตน แต่ส�ำหรับเรื่อง
ภพภมู ิ ๓๑ กด็ ี เร่ืองสัตว์ผบู้ งั เกดิ ในภพภมู นิ ้นั ๆ กด็ ี เรอ่ื งของกรรมซ่ึงเป็นเหตุให้ไปบังเกิดใน
ภพภูมิน้ัน ๆ ก็ดี เป็นวิสยั ของพระสพั พญั ญูพุทธเจา้ เทา่ นัน้ พระสาวกทวั่ ไปไมส่ ามารถแสดงให้
ครบบริบูรณ์ได้ จึงถือว่าธรรมเหล่าน้ีมีความส�ำคัญยิ่งดุจหัวใจในร่างกายของเหล่าสัตว์ และ
ดว้ ยอปุ มาอนั นี้เองทีท่ �ำใหท้ ่าน เรียกธรรมเหล่านี้วา่ ธมั มหทยั และเรียกกัณฑ์ทแี่ สดงธมั มหทัย
ดังกล่าวน้นั วา่ ธมั มหทยวภิ งั ค์

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 45

พระสัพพัญญูพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนัยแห่งวิภังค์ ๑๘ ในวิภังคปกรณ์ ตามลำ� ดับที่ได้
กลา่ วมาแลว้

วธิ ีการจ�ำแนกวิภงั ค์

๑. นยั ๓ ประการ
ในเบอื้ งตน้ ทรงจำ� แนกขนั ธวภิ งั คก์ อ่ น คอื ทรงจำ� แนกสภาวธรรมขนั ธ์ ๕ ดว้ ย นยั ๓ ประการ

คือ สุตตนั ตภาชนยี นยั อภธิ รรมภาชนยี นัย และปัญหาปุจฉกนัย
๑.๑ สุตตันตภาชนยี นยั
หมายถึงนัยที่จ�ำแนกธรรมตามที่ทรงแสดงไว้แล้วในพระสุตตันตปิฎก โดยอนุโลม

ตามอัธยาศัยหรือจริตของเวไนยสัตว์แต่ละบุคคล เป็นการแสดงตามสถานการณ์ท่ีก�ำลัง
เปน็ ไปอยู่ ณ สถานท่ีหรือเวลานัน้ ๆ โดยเลือกเฟ้นเฉพาะประเดน็ ทีจ่ ะท�ำให้ผฟู้ ังบรรลุมรรคผล
ในขณะน้ัน ๆ

ด้วยเหตุน้ี พระสูตรจึงเป็นเทศนาที่มีเน้ือความชัดเจน ง่ายต่อความเข้าใจ แต่ยังไม่
สมบรู ณ์ เพราะองค์ธรรมกย็ ังไม่สมบรู ณ์ และนัยต่าง ๆ ยังไม่สมบรู ณ์

เพราะฉะนั้นจึงเรียกนัยท่ีทรงแสดงไว้โดยการจ�ำแนกขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้น
ดว้ ยวิธีการทงี่ า่ ย ๆ เหมอื นกบั ทท่ี รงแสดงในพระสุตตันตปฎิ กวา่ สตุ ตนั ตภาชนยี นยั

๑.๒ อภธิ รรมภาชนยี นยั
หมายถงึ นยั ทท่ี รงจำ� แนกธรรมตามกระบวนการแหง่ พระอภธิ รรมปฎิ ก ซง่ึ ไมไ่ ดค้ ำ� นงึ ถงึ
เวลา สถานที่ หรอื บคุ คล แตเ่ ปน็ การมุ่งแสดงองค์ธรรมใหส้ มบูรณ์ดว้ ยนัย ตา่ ง ๆ อยา่ งเดียว
เป็นนัยท่ีทรงแสดงโดยการประมวลเอาสภาวธรรมที่มีอยู่ทั่วท้ังอนันตจักรวาลมารวมไว้ เป็น
การแสดงตามอ�ำนาจของพระสัพพญั ญุตญาณ
เพราะฉะน้ันจะเห็นได้ว่า นัยแห่งพระอภิธรรมเป็นนัยท่ียาว กว้างขวาง ลุ่มลึก สุขุม
คัมภรี ภาพ
อภิรรมภาชนียนยั นเ้ี ปน็ การแสดงโดยยกเอาติกะและทุกะจากคัมภรี ธ์ ัมมสงั คณี หรอื ท่ี
พระอรรถกถาจารย์นิยมเรียกว่า ธัมมสังคหปกรณ์ (อภิ.สงฺ.อ. ๒๕๗๗/๔๘๖) มาจ�ำแนกโดย
ขันธ์ อายตนะ และธาตุ เป็นต้น ดังนั้นพึงทราบว่า นัยที่ทรงแสดงตามกระบวนการแห่ง
อภธิ รรมเทศนา ท่านเรยี กว่า อภธิ รรมภาชนยี นยั
๑.๓ ปญั หาปุจฉกนยั
หมายถึงนัยที่แสดงโดยน�ำเอาติกะและทุกะจากคัมภีร์ธัมมสังคณีมาต้ังเป็น ค�ำถาม-
คำ� ตอบ ทงั้ นโ้ี ดยน�ำเอาบทติกะทงั้ หมด ๖๖ บท และทุกะท้งั หมด ๒๐๐ บท มาจ�ำแนกตามดว้ ย
ขนั ธ์ อายตนะ และธาตุ เป็นตน้ ท่ียง่ิ ไปกว่าน้ี คอื บรรดานัย ทัง้ ๓ นยั แห่งคมั ภรี ว์ ิภังคน์ ้ี ปัญหา

46 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ปจุ ฉกนัยเปน็ นัยที่กวา้ งขวาง พิสดาร และสมบูรณ์ทส่ี ุด
สตุ ตันตภาชนยี นยั ทรงจำ� แนกวภิ งั ค์ตั้งแต่ขันธวิภังค์ถึงปฏสิ มั ภทิ าวภิ งั ค์
ยกเว้นอนิ ทริยวิภังคแ์ ละสกิ ขาปทวิภังค์ (รวม ๑๓ วภิ ังค์)
อภธิ รรมภาชนยี นัย ทรงจำ� แนกวิภังคต์ ้งั แต่ขันธวิภงั คถ์ งึ ปฏิสัมภิทาวิภงั ค์
(รวม ๑๕ วภิ ังค)์
ปัญหาปุจฉกนัย ทรงจ�ำแนกวภิ งั คด์ งั กลา่ ว ยกเวน้ ปฏิจจสมุปปาทวภิ ังค์
(รวม ๑๔ วภิ ังค์)
วิภังคท์ ี่ ๑๖ และที่ ๑๗ คือญาณวภิ งั คแ์ ละขุททกวตั ถวุ ิภงั ค์ มไิ ดท้ รงจำ� แนกไวโ้ ดยนยั

ทั้งสาม เพยี งแต่แสดงจ�ำแนกด้วยบทมาตกิ าและบทนทิ เทส ตง้ั แต่
หมวด ๑ ถงึ ๑๐ เทา่ นน้ั สว่ นวภิ งั คส์ ดุ ทา้ ยคอื ธมั มหทยวภิ งั คน์ น้ั จำ� แนกไวโ้ ดยแบง่ เปน็

๑๐ วาระหรือวาร เรม่ิ จากสัพพสังคาหกิ วารเป็นต้นไป
๒. วิธีการจำ� แนกขันธวภิ ังค์

ในขันธวิภังค์ ทรงจ�ำแนกขนั ธ์ ๕ ด้วยนัย ๓ ประการ คอื สุตตนั ตภาชนยี นัย อภิธรรม-
ภาชนียนัย และปัญหาปจุ ฉกนยั ดงั น้ี

สตุ ตนั ตภาชนยี นยั
สุตตันตภาชนียนัยเป็นนัยที่ทรงแสดงขันธ์ ๕ ด้วยโวหารภาษาท่ีเข้าใจง่าย (ส�ำหรับ
บุคคลในยุคน้ัน) มีเนื้อความชัดเจนไม่ก�ำกวม โดยได้ทรงจ�ำแนกแยกขันธ์เป็น ๑๑ ประเภท
แบ่งเปน็ กล่มุ ได้ ๕ กลมุ่ คือ
๑. อดีต - อนาคต - ปัจจบุ ัน
๒. อัชฌัตตะ - พหิทธะ
๓. โอฬารกิ ะ - สขุ ุมะ
๔. หีนะ - ปณีตะ
๕. ทูเร - สันติเก
วธิ กี ารแบง่ ขนั ธ์ ๕ นเี้ ปน็ ไปในลกั ษณะการจดั ขนั ธ์ ๕ ตามอำ� นาจการเกดิ -ดบั นนั่ คอื จดั
ขันธ์ที่เกิดและดับไปแล้วไว้ในฝ่ายอดีตธรรม จัดขันธ์ท่ียังไม่เกิดขึ้นและที่ก�ำลังจะเกิดข้ึนไว้ใน
ฝา่ ยอนาคตธรรม และจดั ขนั ธ์ท่ีก�ำลังเกดิ -ดบั อยูใ่ นปัจจบุ นั ไวใ้ นฝา่ ยปจั จุบนั ธรรม
ทรงจัดขันธ์ ๕ ท่ีบังเกิดขึ้นภายในจิตสันดานของแต่ละบุคคลไว้ในฝ่ายอัชฌัตตธรรม
และท่ีบังเกิดในภายนอกตนคือในจิตสันดานของบุคคลอ่ืนไว้ในฝ่ายพหิทธธรรม ส่วนในการ
จ�ำแนกโดยโอฬาริกะและสุขุมะน้ัน ได้ทรงจ�ำแนกรูปและนามออกเป็นอย่างละส่วน คือ
ทรงจ�ำแนกรูป ๑๒ นนั่ คอื ปสาทรปู ๕ โคจรรูป ๗ ไว้ในฝ่าย โอฬารกิ ะ และรูป ๑๘ ซ่งึ เรียกวา่
ธัมมายตนรูป ไวใ้ นฝา่ ยสุขมุ ะ

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕ 47

ทรงจำ� แนกนามขันธ์ ๔ โดยโอฬาริกะและสุขุมะ ดังน้ี

ฝ่ายโอฬาริกะ ฝา่ ยสุขุมะ
(ก) อกุศลธรรม กศุ ลธรรมและอัพยากตธรรม
(ข) ทกุ ขเวทนา สุขเวทนา และอเุ บกขาเวทนา
(ค) ธรรมทส่ี มั ปยุตดว้ ยทุกขเวทนา ธรรมที่สัมปยตุ ดว้ ยสขุ เวทนาและ
อุเบกขาเวทนา
(ฆ) นามขนั ธข์ องบคุ คลผูไ้ มไ่ ดเ้ ขา้ สมาบัติ นามขนั ธ์ของบคุ คลผเู้ ข้าสมาบัติและ
นามขนั ธ์ฝา่ ยโลกุตตระ
ในการจ�ำแนกรูปขันธ์โดยหีนะ-ปณีตะ ทรงจ�ำแนกรูปที่เป็นอารมณ์อันน่าใคร่
นา่ ปรารถนา ไว้ในฝา่ ยหนี ธรรม ส่วนอารมณท์ ต่ี รงกันข้ามไว้ในฝ่ายปณตี ธรรม สว่ นในนามขนั ธ์
ทรงจดั นามขนั ธ์ฝ่ายโอฬารกิ ะไวใ้ นฝา่ ยหนี ธรรม นามขนั ธ์ฝา่ ยสุขมุ ะไว้ในฝ่ายปณตี ธรรม
ในการจำ� แนกเปน็ ทเู ร-สนั ตเิ ก ไดท้ รงจำ� แนกสขุ มุ รปู ๑๖ ไวใ้ นฝา่ ยทเู รธรรม เพราะทรง
เห็นว่าเป็นรูปท่ีก�ำหนดรู้ได้ยาก เป็นส่ิงที่ห่างไกลจากญาณ ทรงจัดโอฬาริกรูป ๑๒ ไว้ในฝ่าย
สันติเกธรรม เพราะทรงเหน็ ว่าเปน็ รปู ทหี่ ยาบงา่ ยต่อการสัมผัส สว่ นในนามขนั ธท์ รงจำ� แนกไว้
อยา่ งเดียวกันกับกลมุ่ หีนะ-ปณตี ะ ทุกประการ

อภธิ รรมภาชนยี นยั
ในอภธิ รรมภาชนยี นยั นที้ รงแสดงขนั ธ์ ๕ โดยนำ� เอาตกิ ะและทกุ ะมาตง้ั สบั เปลย่ี นไปมา
เป็นวาระเวียนไปจนบรรจบรอบ เช่น ทรงจ�ำแนกรูปขันธ์ตั้งแต่เอกกนัย (นัยท่ีมีหมวดธรรม
๑ อย่าง) จนถึงเอกาทสกนัย (นัยท่ีมีหมวดธรรม ๑๑ อย่าง) เหมือนกับรูปกัณฑ์ในคัมภีร์
ธมั มสงั คณที กุ ประการ เมอื่ นบั รปู ธรรมตงั้ แตเ่ อกกนยั ถงึ เอกาทสกนยั แลว้ จะไดร้ ปู ธรรมทง้ั หมด
เป็น ๗๐๔ อย่าง
ในการจ�ำแนกนามขันธ์ ๔ ตามอภธิ รรมภาชนียนัยนี้ ทรงแสดงด้วยวาระ ๔ คอื
๑. ทกุ มลู กวาร วาระทที่ รงเอาทกุ ะเปน็ บทตง้ั แลว้ เวยี นดว้ ยตกิ ะไปจนครบ
๒. ตกิ มลู กวาร วาระทที่ รงเอาตกิ ะเปน็ บทตง้ั แลว้ เวยี นดว้ ยทกุ ะไปจนครบ
๓. อภุ โตวฑั ฒกวาร วาระที่ทรงแสดงโดยจบั เอาติกะกบั ทุกะมาเป็นบทต้งั คู่
กันแล้วทรงจ�ำแนกใหพ้ ิสดาร
๔. พหวุ ธิ วาร วาระสดุ ท้ายทรงแสดงตง้ั แตส่ ตั ตวิธนัยถึงพหุวธิ นัย

จำ� แนกเวทนาขันธด์ ว้ ยวาระ ๔ ดังน้ี
ในทุกมูลกวาร ทรงเอาทุกะเฉพาะท่ีเวทนาประกอบ ๕๐ ทุกะ (จากท่ีมีอยู่ ท้ังหมด
๑๐๐ ทุกะ) มาต้งั แลว้ เอาติกะที่มีเวทนาประกอบ ๑๙ ตกิ ะ มาเวยี นสลับจนครบวาระ รวมแลว้

48 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

ไดน้ ยั แห่งทกุ มูลกวารท้งั หมดเป็น (๕๐ x ๑๙) ๙๕๐ นยั ในแต่ละนยั เม่ือน�ำเวทนาซึง่ มที ง้ั หมด
๕๕ (เวทนาเจตสิกประกอบในจติ ๕๕ ดวง จึงเรียกวา่ เวทนา ๕๕) มาจำ� แนก รวมแลว้ กจ็ ะได้
เวทนาทั้งหมด (๙๕๐ x ๕๕) ๕๒,๒๕๐
ในตกิ มลู กวาร ทรงนำ� ตกิ ะ ๑๙ มาตัง้ แลว้ เวียนด้วยทกุ ะ ๕๐ ไปจนจบครบรอบ รวมนยั
ท้ังหมดได้ (๑๙ x ๕๐) ๙๕๐ นัย แลว้ น�ำเวทนา ๕๕ มาจำ� แนก รวมแล้วก็จะไดเ้ วทนาทั้งหมด
๕๒,๒๕๐ เหมือนกบั ในทกุ มูลกวารทกุ ประการ
ในอุภโตวฑั ฒกวาร ทรงน�ำเอาติกะและทกุ ะมาประกอบกันเป็นคู่ได้ ๑๙ คู่หรือ ๑๙ นยั
แล้วแบ่งแต่ละนัยด้วยเวทนา ๕๕ เริ่มต้ังแต่เอกกะไปจนถึงทสกะ รวมแล้วได้เวทนาท้ังหมด
(๑๙ x ๕๕) ๑,๐๔๕
ในพหุวิธวาร แบ่งเป็น ๔ นัย คอื
๑. สตั ตกนัย ทรงจ�ำแนกตกิ ะ ๑๙ ด้วยภมู ิ ๔ ได้ตกิ ะ ๗ นัย
รวมเวทนาท้ังส้นิ ได้ (๑๙ x ๗) ๑๓๓
๒. จตุวสี ตวิ ธิ นยั ทรงจำ� แนกติกะ ๑๙ ดว้ ยผสั สะ ๖ ได้ตกิ ะละ ๒๔ นยั
รวมเวทนาทงั้ ส้ินได้ (๑๙ x ๒๔) ๔๕๖
๓. ติงสวธิ นัย ทรงจำ� แนกผสั สะ ๖ ด้วยภมู ิ ๔ รวมเวทนาท้งั สน้ิ ได้ ๓๐
๔. พหุวิธนัย ทรงจ�ำแนกติกะ ๑๙ ด้วยภมู ิ ๔ ผัสสะ ๖ และในนัยทัง้ ๑๙ นยั น้ัน
เน่ืองจากแตล่ ะนัย จ�ำแนกออกมาเปน็ เวทนา ๔๘ เมอ่ื รวมแลว้ จงึ
ไดเ้ วทนาทัง้ หมด (๑๙ x ๔๘) ๙๑๒
เมื่อรวมเวทนาจากทง้ั ๔ นยั ดังท่ีกล่าวมาแล้ว จงึ ไดเ้ วทนาทง้ั หมดในพหวุ ิธวาร (๑๓๓
+ ๔๕๖ + ๓๐ + ๙๑๒) = ๑,๕๓๑
ดังน้นั เมอ่ื น�ำเวทนาจาก ๔ วารมารวมกันกจ็ ะไดด้ งั น้ี
นำ� เวทนามาจากทกุ มูลกวาร ๕๒,๒๕๐
“ ตกิ มลู กวาร ๕๒,๒๕๐
“ อุภโตวัฑฒกวาร ๑,๐๔๕
“ พหุวิธวาร ๑,๕๓๑
รวมเวทนาท้งั หมดได้ ๑๐๗,๐๗๖

จ�ำแนกสญั ญาขันธด์ ว้ ยวาระ ๔ ดังน้ี
ในทกุ มลู กวาร ทรงนำ� เอาทกุ ะเฉพาะทสี่ ญั ญาประกอบมี ๕๒ (จากทมี่ อี ยทู่ ง้ั หมด ๑๐๐)
มาตงั้ แลว้ เวยี นดว้ ยติกะเฉพาะทีส่ ัญญาประกอบ ๒๑ ติกะ มาเวียน สลับจนครบวาระ รวมแล้ว
ได้นัยแห่งทุกมูลกวารท้งั หมด (๕๒ x ๒๑) = ๑,๐๙๒ และในแตล่ ะนัยเหลา่ นย้ี ังจำ� แนกออกเปน็
สญั ญา ๕๕ เม่ือรวมสัญญาท้ังหมดแล้วจะไดส้ ัญญา (๑,๐๙๒ x ๕๕) = ๖๐,๐๖๐

เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕ 49

ในติกมูลกวารก็พึงทราบโดยนัยน้ี (เพียงแต่แตกต่างตรงที่เอาติกะตั้งแล้วเวียนด้วย
ทุกะเท่านน้ั )
ในอุภโตวัฑฒกวาร ทรงน�ำเอาติกะ ๒๑ กับทุกะ ๒๑ มาประสมกันให้เป็น คู่ ๆ ได้
๒๑ คู่ หรือ ๒๑ นัย แล้วแบ่งแต่ละนัยด้วยสัญญาขันธ์ ๕๕ เม่ือรวมสัญญาขันธ์ท้ังหมดแล้ว
จะได้ ๑,๑๕๕
ในพหุวิธวาร ทรงแบ่งเป็น ๔ นัยเหมือนกับเวทนาทุกอย่าง เพียงแต่เปล่ียนจากติกะ
๑๙ เป็นติกะ ๒๑ เท่านั้น เมื่อรวมทั้ง ๔ นัย ในพหุวิธวารจะได้ สัญญาขันธ์ทั้งหมด
จ�ำนวน (๔๗ + ๕๐๔ + ๓๐ + ๑,๐๐๘) ๑,๕๘๙
ดงั น้นั เมื่อนำ� สัญญาขนั ธ์จาก ๔ วาระมารวมกันก็จะไดด้ ังน้ี
สญั ญาขันธ์จาก ทุกมูลกวาร ๖๐,๐๖๐
” ติกมูลกวาร ๖๐,๐๖๐
” อุภโตวัฑฒกวาร ๑,๑๕๕
” พหุวธิ วาร ๑,๕๘๙
รวมสญั ญาขนั ธท์ ง้ั หมด ๑๒๒,๘๖๔

จ�ำแนกสงั ขารขนั ธ์ดว้ ยวาระ ๔ ดังนี้
การจ�ำแนกสังขารขันธ์ คือ ในทุกมูลกวาร ทรงน�ำเอาทุกะเฉพาะท่ีเก่ียวกับสังขาร
ซึง่ มี ๘๒ ทุกะ มาเป็นบทตั้งแลว้ เวยี นดว้ ยตกิ ะทเี่ ก่ียวกับสังขารขันธ์มี ๒๑ ทกุ ะ มาเวยี นสลบั
แทนกนั จนครบวาระ รวมแล้วได้นัย (๘๒ x ๒๑) = ๑,๗๒๒ และในแต่ละนัยนน้ั ประกอบดว้ ย
สงั ขาร ๕๕ ดังนนั้ ในทกุ มูลกวารจึงรวมสงั ขารขันธ์ ท้ังสิน้ ได้ (๘๒ x ๒๑ x ๕๕) = ๙๔,๗๑๐
ในติกมูลกวาร ก็ได้สังขารขันธ์เท่ากับทุกมูลกวารทุกประการ เพียงแต่สลับบทตั้งและ
บทเวยี นเทา่ นน้ั
ในอุภโตวฑั ฒกวารนั้น ทรงนำ� เอาตกิ ะ ๒๑ กบั ทกุ ะ ๒๑ มาแสดงประสมกนั เปน็ คู่ ๆ
ได้ ๒๑ คู่ หรือ ๒๑ นัย แล้วแบ่งแต่ละนัยด้วยสังขารขันธ์ ๕๕ ฉะนั้น สังขารในวาระน้ีจึงมี
จ�ำนวน ๑,๑๕๕
ในพหุวิธวาร กเ็ หมือนกับพหุวธิ วารสัญญาขนั ธ์ทกุ ประการ
ดงั น้นั เม่ือน�ำสังขารขันธท์ ัง้ หมดมารวมกนั ก็จะไดจ้ �ำนวนสงั ขารขนั ธ์ดงั น้ี
สงั ขารขันธจ์ ากทกุ มูลกวาร ๙๔,๗๑๐
” ตกิ มลู กวาร ๙๔,๗๑๐
” อภุ โตวัฑฒกวาร ๑,๑๕๕
” พหวุ ิธวาร ๑,๕๘๙
รวมสงั ขารขนั ธท์ ้ังหมด ๑๙๒,๒๖๔

50 พระไตรปิฎกปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

สว่ นการจ�ำแนกวญิ ญาณขนั ธด์ ว้ ยวาระ ๔ มีวิธีการเหมอื นกบั สญั ญาขนั ธท์ กุ ประการ
ปัญหาปจุ ฉกนยั
ปัญหาปุจฉกนัยเป็นนัยท่ีตั้งค�ำถามในติกบท ๖๖ และทุกบท ๒๐๐ และใน การต้ัง
ค�ำถามน้ี ธรรมเหล่าใดที่ไม่ถูกจัดเข้าในติกบทและทุกบท ธรรมเหล่าน้ันถูกจัดเป็นพวก
ตกิ วิมุต (ธรรมที่พน้ จากติกะ) และ ทุกวิมตุ (ธรรมท่ีพน้ จากทกุ ะ)
พระผู้มีพระภาคได้ทรงจ�ำแนกขันธวิภังค์ด้วยนัย ๓ ประการ ดังท่ีได้กล่าวมาแล้ว
โดยย่อด้วยประการฉะน้ี
๓. วธิ กี ารจำ� แนกอายตนวภิ ังค์
ทรงจำ� แนกอายตนวิภงั ค์กท็ รงจ�ำแนกดว้ ยนยั ๓ ประการ ดังนี้
สตุ ตันตภาชนียนยั
ในอายตนวิภังค์ทรงจ�ำแนกสุตตันตภาชนียนัยต่างจากขันธวิภังค์ คือในขันธวิภังค์น้ัน
ทรงจ�ำแนกโดยแบง่ เปน็ ๑๑ ประเภทโดยสงั เขป แต่ในอายตนวภิ งั ค์ทรงจำ� แนกโดยใสข่ อ้ ของ
อายตนะทั้ง ๑๒ อย่าง ระบุลงไปแล้วต่อด้วยการน�ำอายตนะท้ัง ๑๒ อย่างมาพิจารณาด้วย
อาการของไตรลักษณ์ คืออนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา
อภิธรรมภาชนยี นยั
อภธิ รรมภาชนยี นยั แหง่ อายตนวภิ งั คน์ ี้ บางสว่ นจำ� แนกเหมอื นกบั ทจี่ ำ� แนกในขนั ธวภิ งั ค์
เช่น ในการจำ� แนกโอฬาริกอายตนะ ๑๐ อยา่ ง คือจกั ขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กายะ รูปะ สทั ทะ
คนั ธะ รสะ และโผฏฐพั พะนน้ั จะเหน็ วา่ เหมอื นกบั ทท่ี รงจำ� แนกสตุ ตนั ตภาชนยี นยั ในขนั ธวภิ งั ค์
ไม่มีผิด นอกจากนี้ มิได้ทรงจ�ำแนกอายตนะโดยตั้งเป็นหมวดธรรม ๑ หมวดธรรม ๒ ดังนี้
เป็นตน้ แต่อยา่ งใด
การจ�ำแนกมนายตนะเหมือนกับการจ�ำแนกวิญญาณขันธ์ในขันธวิภังค์ทุกประการ
ส่วนในการจ�ำแนกธัมมายตนะ ทรงแสดงจ�ำแนกเหมือนกับขันธวิภังค์ คือทรงจ�ำแนก เจตสิก
โดยแบง่ เป็นขันธ์ ๓ คอื เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขันธ์ และสังขารขันธ์ และทรงจำ� แนกสุขุมรูป ๑๖
ซึ่งเป็นรูปท่ีนบั เข้าในธมั มายตนะเหมอื นกบั ท่ีทรงจ�ำแนกด้วยสุตตนั ตภาชนียนัยไวใ้ นขันธวภิ งั ค์
ปญั หาปุจฉกนัย
ลกั ษณะการตงั้ ปญั หาปจุ ฉกนยั ของอายตนวภิ งั ค์ มลี กั ษณะเหมอื นกบั ปญั หา-ปจุ ฉกนยั
ของขันธวิภงั ค์ คอื ทรงน�ำอายตนะท้งั ๑๒ มาตง้ั แลว้ ถามด้วยตกิ ะ ๒๒ และทุกะ ๑๐๐ หรอื
ด้วยติกบท ๖๖ และทุกบท ๒๐๐ ทรงระบุอายตนะท่ีไม่จัดเข้าในติกะและทุกะนั้น ๆ ไว้ด้วย
โดยทรงเรียกอายตนะเหล่าน้นั วา่ ตกิ วิมุต และ ทุกวิมุต

เล่มท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕ 51

๔. การจำ� แนกธาตุวภิ ังค์
ทรงจำ� แนกธาตวุ ิภังค์ด้วยนยั ๓ ประการ ดังน้ี
สตุ ตันตภาชนยี นยั
การจ�ำแนกขันธ์ ๕ ด้วยสุตตันตภาชนียนัย ในขันธวิภังค์ข้างต้น มีลักษณะเหมือน

อภิธรรมภาชนยี นัย จะแตกต่างกต็ รงทน่ี ยั หน่ึงทรงแสดงโดยสงั เขป สว่ นอีกนัยหน่งึ ทรงแสดง
โดยพสิ ดาร และในอายตนวภิ งั ค์ สุตตันตภาชนียนัย อภธิ รรมภาชนียนยั มคี วามเหมอื นกนั จะ
แตกตา่ งกันบ้างก็ตรงท่นี ัยหนงึ่ แสดงโดยสงั เขป อีกนัยหน่ึงแสดงโดยพิสดาร แต่ในธาตุวิภงั ค์น้ี
การจำ� แนกธาตุ ๑๘ โดยสตุ ตนั ตภาชนยี นยั กบั อภธิ รรมภาชนยี นยั นน้ั แตกตา่ งกนั โดยสน้ิ เชงิ คอื
ในอภธิ รรมภาชนยี นยั นนั้ ทรงจำ� แนกธาตุ ๑๘ มจี กั ขธุ าตเุ ปน็ ตน้ สว่ นในสตุ ตนั ตภาชนยี นยั ทรง
จำ� แนกธาตุ ๑๘ เหมือนกัน แตช่ อ่ื ของธาตุไมต่ รงกนั และยังจ�ำแนกออกเปน็ ๓ กลมุ่ คอื กลุ่ม
ปฐวีธาตเุ ป็นตน้ ๖ สุขธาตุเปน็ ต้น ๖ และกามธาตเุ ปน็ ตน้ ๖ รวมไดธ้ าตทุ ้ังหมด ๑๘ ส่วนสาเหตุ
ท่ีทรงจ�ำแนกต่างกันเช่นน้ี เพราะว่าธาตุ ๑๘ ในอภิธรรมภาชนียนัยนั้นต่างก็สงเคราะห์เข้าใน
ธาตหุ มวดละ ๖ ในสุตตนั ตภาชนยี นยั แลว้ น้ันเอง

ธาตุกลุ่มแรก ๖ ชนดิ ในเบื้องตน้ ของสตุ ตนั ตภาชนยี นัย ทรงแสดงกลมุ่ ธาตุ ๖ ชนดิ
คอื ปฐวี อาโป เตโช วาโย อากาส และวญิ ญาณ ทรงแบ่งธาตเุ หล่าน้ี ยกเวน้ วญิ ญาณธาตุ ไวใ้ น
ฝา่ ยอชั ฌตั ตกิ ธาตุ (ธาตภุ ายใน) และพาหริ ธาตุ (ธาตภุ ายนอก) สว่ นวญิ ญาณธาตนุ นั้ ทรงจำ� แนก
โดยทวาร ๖

การจ�ำแนกธาตเุ ปน็ อชั ฌตั ตกิ ธาตแุ ละพาหริ ธาตนุ ้นั มลี ักษณะดงั ต่อไปนี้
ลักษณะการจ�ำแนกปฐวีธาตุนั้น ทรงจัดโกฏฐาสะ (อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่าง กาย)
๑๙ ส่วน โดยเร่ิมตง้ั แต่ เกสา (ผม) ไปจนถึง กรีสะ (อาหารเกา่ หรอื อจุ จาระ) ซ่ึงมีอยู่ภายใน
ร่างกายของสัตว์เป็นอัชฌัตติกปฐวีธาตุ และทรงจัดสรรพส่ิงที่ไม่มีชีวิต (วิญญาณ) เช่น เหล็ก
ทองแดง หิน ดนิ เป็นต้น ซึ่งมลี ักษณะเปน็ กักขฬะ (แข็ง กระดา้ ง) เปน็ พหทิ ธปฐวธี าตุ
ลกั ษณะการจำ� แนกอาโปธาตุ ทรงจดั โกฏฐาสะ ๑๒ สว่ น โดยนบั ลำ� ดบั ตงั้ แต่ นำ้� ดจี นถงึ
นำ�้ ปสั สาวะ ซงึ่ มลี กั ษณะเปน็ ธาตเุ หลว เปน็ อชั ฌตั ตกิ อาโปธาตุ แลว้ ทรงจดั วตั ถสุ ง่ิ ของภายนอก
ซ่ึงมลี ักษณะเปน็ ของเหลว หรอื เหนยี วเหนอะหนะ เป็น พหทิ ธอาโปธาตุ
อนง่ึ ในการแบง่ โกฏฐาสะนนั้ มไิ ดท้ รงนบั “มตั ถลงุ คะ (สมอง)” เขา้ ในอาการ ๓๒ นเี้ ลย
ดังน้ัน ในเวลานับจะได้อัชฌัตติกปฐวีธาตุ ๑๙ และพหิทธปฐวีธาตุ ๑๒ รวมทั้งหมดได้
อาการ ๓๑ เทา่ น้นั สาเหตกุ เ็ พราะมไิ ดท้ รงนับมตั ถลงุ คะคอื สมองเขา้ ด้วยนัน่ เอง
เกยี่ วกบั มตั ถลงุ คะน้ี มใิ ชจ่ ะขาดเฉพาะแตใ่ นธาตวุ ภิ งั คอ์ ยา่ งเดยี ว แมแ้ ตใ่ นทอ่ี น่ื เชน่ ใน
พระสตุ ตนั ตปฎิ ก ทฆี นิกาย มหาวรรค (ท.ี ม. ๑๐/๓๗๗/๒๕๑) และมชั ฌิมนกิ าย มูลปณั ณาสก์
(ม.มู. ๑๒/๑๑๐/๗๙) กไ็ ม่นบั มัตถลุงคะเข้าในอาการ ๓๒ เชน่ กัน

52 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

คัมภรี ท์ ่ีนับมตั ถลงุ คะเขา้ ในอาการ ๓๒ น้ันมีอยู่ ๓ คัมภีร์ คือ ขุททกปาฐะ ปฏสิ ัมภิทา
มรรค และมลิ นิ ทปญั หา

ดว้ ยเหตนุ ้ี ทวตั ตงิ สกมั มฏั ฐาน หรอื โกฏฐาสกมั มฏั ฐาน ๓๒ ซง่ึ เปน็ คำ� ทพ่ี ระอรรถกถา-
จารย์ท้ังหลายนิยมใช้กัน เม่ือว่าตามคัมภีร์วิภังค์แล้ว ก็มีเพียง เอกัตติงสกัมมัฏฐาน หรือ
โกฏฐาส กัมมฏั ฐาน ๓๑ เทา่ นน้ั

อย่างไรก็ตาม พระอรรถกถาจารย์ท่านช้ีแนะว่า แม้ว่าในพระอภิธรรมปิฎกเช่น
คมั ภรี ์วภิ ังคจ์ ะมิไดน้ ับมัตถลงุ คะคืออวยั วะสว่ นสมองเข้าในอาการ ๓๒ กต็ าม แต่ เรากต็ อ้ งนับ
เขา้ ไปใหค้ รบอาการ ๓๒ ด้วย สว่ นพระมูลฏกี าจารยท์ า่ นไดอ้ ธิบายถึง

เหตุผลท่ีไม่ทรงแสดงมัตถลุงคะไว้ในวิภังค์ว่า เป็นเพราะมัตถลุงคะนี้มีสภาพเป็น
อฏั ฐมิ ิญชะ คือเปน็ เยอ่ื เรียกว่า เยือ่ สมอง เพราะฉะนั้นจงึ ไดท้ รงแสดงสงเคราะห์เขา้ ในคำ� วา่
อฏั ฐิมญิ ชะ มไิ ดแ้ สดงมตั ถลุงคะไว้ในอาการ ๓๒ ซึง่ ปรากฏในหลายคมั ภีร์

กลา่ วถงึ การจำ� แนกเตโชธาตุ ทรงจดั เตโชธาตอุ นั เปน็ สว่ นภายในรา่ งกายของสตั วม์ ชี วี ติ
ได้แก่ อุสมาเตโช สันตปั ปนเตโช ชีรณเตโช ทหนเตโช และปาจกเตโช เปน็ อชั ฌตั ติกเตโชธาตุ
และทรงจัดธาตภุ ายนอกทั้งหมดที่ใหค้ วามร้อน ความเยน็ เชน่ ความร้อนจากไฟ แดด ความ
อบอุ่นจากกองหญา้ กองฟาง เปน็ ต้น เป็น พหทิ ธเตโชธาตุ

วาโยธาตุทรงจ�ำแนกไว้ดังต่อไปนี้ คือ ทรงจัดลมภายในร่างกาย ๖ ชนิด อันได้แก่
อุทธังคมวาตะ (ลมตีขึ้นเบื้องบน) อโธคมวาตะ (ลมตีลงเบ้ืองล่าง) กุจฉิสยวาตะ (ลมต้ังอยู่
ในท้อง) โกฏฐาสยวาตะ (ลมในล�ำใส้) อังคมังคานุสารีวาตะ (ลมแล่นไปตามส่วนต่าง ๆ ของ
อวยั วะ) อสั สาสปสั สาสวาตะ (ลมหายใจเขา้ -ออก) ไว้ในฝ่ายอัชฌตั ติกวาโยธาตุ และทรงจดั ลม
ภายนอกทุกประเภทนับต้ังแต่ลมพัดไปมาในทิศทั้ง ๔ จนกระท่ังลมที่เกิดจากการกระพือปีก
ของหมนู่ กกา หรือลมทเี่ กิดจากสิง่ ประดษิ ฐต์ ่าง ๆ เชน่ พัด เป็นต้น ไว้ในฝ่ายพหิทธวาโยธาตุ

ในการจำ� แนกธาตุสดุ ทา้ ยคอื อากาสธาตุ ทรงจดั ช่องวา่ งและหรอื อวยั วะสว่ นต่าง ๆ ท่ี
มีลักษณะเป็นช่องเป็นโพรง ที่มีอยู่ในร่างกายของสัตว์มีชีวิต เช่น ช่องหู โพรงจมูก ช่องปาก
ช่องท้อง ช่องล�ำใส้ ฯลฯ ไว้ในฝ่าย อัชฌัตติกอากาสธาตุ ทรงจัดช่อง รู โพรง หลุม บ่อ
สถานทีเ่ ว้งิ ว้างกลางแจ้ง เปน็ ต้น ทเี่ ป็นสว่ นภายนอกร่างกายของสตั ว์มชี ีวติ ซ่งึ ไม่มกี ลุ่มธาตุ ๔
บรรจบกนั อยู่ ไวใ้ นฝา่ ย พหทิ ธอากาสธาตุ

ธาตกุ ลุ่มที่ ๒ มี ๖ ชนดิ คือ สุขธาตุ ทกุ ขธาตุ โสมนสั สธาตุ โทมนสั สธาตุ อเุ ปกขาธาตุ
และโมหธาตุ ซ่ึงเปน็ ธาตุพนื้ ฐาน โดยมีเวทนาเจตสิก และโมหเจตสกิ เปน็ องค์ธรรม

ธาตุกลุ่มที่ ๓ มี ๖ ชนิด คือ กามธาตุ พยาปาทธาตุ วิหิงสาธาตุ เนกขัมมธาตุ
อัพยาปาทธาตุ และอวิหิงสาธาตุ โดยมรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี

ขนั ธ์ อายตนะทง้ั หมดนบั แตอ่ เวจมี หานรกขนึ้ ไปถงึ ชนั้ ปรนมิ มติ วสวตั ตี จดั เปน็ กามธาตุ

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕ 53

โทสะความโหดรา้ ยของสภาวจติ ซงึ่ เกดิ ขน้ึ เพราะอาฆาตวตั ถุ ๑๐ ประการ จดั เปน็ พยาปาทธาตุ
การเบียดเบียนหรือทรมานชีวิตสัตว์ต่าง ๆ จัดเป็น วิหิงสาธาตุ ธรรมท้ังปวงอันเป็นกุศล
ซึ่งเป็นธรรมท่ีน�ำออกจากวัฏฏทุกข์ จัดเป็น เนกขัมมธาตุ เมตตา จัดเป็นอัพยาปาทธาตุ
กรุณา จดั เป็นอวหิ งิ สาธาตุ

อน่ึง ในกลุ่มธาตทุ ่ี ๓ นี้ กามธาตุสามารถรับอารมณ์ ๒ ประเภทได้ คือ อารมณ์ท่เี ปน็
สตั ว์และอารมณ์ส่วนที่เปน็ สงั ขาร ส่วนพยาปาทธาตแุ ละวหิ ิงสาธาตุ แม้วา่ จะรับสงั ขารมาเป็น
อารมณ์ได้ แต่การกระท�ำน้ันจะไม่ส�ำเร็จถึงขั้นกรรมบถ นอกจากว่าจะรับสัตว์เป็นอารมณ์
การกระท�ำจึงจะสำ� เร็จถงึ ขั้นกรรมบถได้

อภธิ รรมภาชนียนยั
ทรงแสดง(ธาตุ ๑๘)โดยลักษณะความเปน็ ทวาร อารมณ์ และวิญญาณ หมายความว่า
ทรงจำ� แนกธาตุ ๑๘ ออกเปน็ ๓ แขนง คอื ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ และวญิ ญาณ ๖ ตามอำ� นาจ
ความเปน็ ไปได้
ในบรรดากลมุ่ ธาตุ ๑๘ นี้ คอื ตงั้ แตจ่ กั ขธุ าตถุ งึ โผฏฐพั พธาตุ มวี ธิ กี ารจำ� แนก เหมอื นกบั
โอฬาริกายตนะ ๑๐ ในอายตนวภิ งั ค์ทกุ ประการ
ในปัญจวิญญาณธาตุ ๕ ทรงแสดงว่า เป็นกลุ่มธาตุที่เกิดขึ้นโดยมีทวาร ๕ และ
อารมณ์ ๕ เปน็ เหตุปจั จัย ดเู ผิน ๆ แล้วอาจจะทำ� ใหเ้ ข้าใจวา่ ทวาร ๕ และอารมณ์ ๕ เทา่ นัน้ ที่
สามารถเป็นเหตุปัจจัยของปัญจวิญญาณธาตุได้ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว การอุบัติของ
ปัญจวิญญาณธาตุน้ันนอกจากจะอาศัยทวารและอารมณ์ดังกล่าวแล้วยังต้องพ่ึงปัญจทวารา-
วชั ชนจติ ซงึ่ เปรยี บเหมอื นเปน็ จติ ทค่ี อยเปดิ ประตใู หอ้ ารมณไ์ หลเขา้ สปู่ ญั จวญิ ญาณ จงึ ถอื ไดว้ า่
ปัญจทวาราวัชชนจิตกเ็ ปน็ เหตุ ปจั จยั อย่างหน่งึ ใหแ้ ก่ปญั จวญิ ญาณเหมือนกนั นอกจากน้ี ก็ยงั
มเี หตปุ จั จยั อนื่ ๆ ทเี่ ปน็ กำ� ลงั คอยหนนุ อยู่ เชน่ กลมุ่ เจตสกิ ทเ่ี ปน็ สมั ปยตุ ตธรรมกบั ปญั จวญิ ญาณ
ธาตนุ นั้ จงึ ถอื ได้วา่ เจตสกิ ธรรมดงั กลา่ วก็เปน็ เหตุปจั จยั ให้แกป่ ัญจวญิ ญาณธาตุเชน่ กนั
ดว้ ยเหตนุ ี้ เมอ่ื พระองคท์ รงมพี ระประสงคจ์ ะแสดงทง้ั เหตปุ จั จยั ทเ่ี ปน็ ทวาร (ปสาทรปู )
และอารมณ์รวมทงั้ เหตุปัจจัยอ่นื ๆ ที่ไม่ไดต้ รสั ระบุชอ่ื ไว้โดยตรงเขา้ มา
เพอ่ื ทรงเนน้ ใหท้ ราบวา่ ปญั จวญิ ญาณนมี้ ไิ ดเ้ กดิ ขน้ึ โดยเพยี งแตอ่ าศยั ทวารและอารมณ์
(เชน่ รูปและจกั ษ)ุ อย่างเดยี วเท่าน้ัน แต่ไดอ้ าศยั เหตปุ ัจจัยเหลา่ อน่ื ด้วย เหตุปัจจัยท่วี ่านถ้ี งึ จะ
ไมไ่ ดต้ รสั ไว้โดยตรง แตก่ พ็ งึ ทราบวา่ ไดท้ รงประมวลไว้ด้วย จ ศัพท์ ซึง่ เป็นนบิ าตอันมีอรรถวา่
อวตุ ตสมุจจยะ (รวบรวมเนื้อความทม่ี ไิ ด้กลา่ วไว้โดยตรง) เสรจ็ เรียบรอ้ ยแลว้
ทรงจ�ำแนกมโนธาตุ โดยจิต ๓ ดวงที่อุบัติในปัญจทวารวิถี คือปัญจทวาราวัชชนจิต
ซึ่งเป็นจิตที่อุบัติข้ึนก่อนปัญจวิญญาณ ๑ ดวง และสัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง ซ่ึงอุบัติต่อจาก
ปัญจวญิ ญาณจิตน้นั

54 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภธิ รรมปิฎก

ส่วนในการจำ� แนกธมั มธาตุ เบื้องตน้ ทรงจำ� แนกโดยความเป็นเวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์
สังขารขนั ธ์ สุขุมรปู และนพิ พาน เสรจ็ แล้วทรงจ�ำแนกตามนัยแหง่ ธมั มายตนวิภังค์

ทรงจำ� แนกมโนวญิ ญาณธาตุไวด้ ว้ ยอำ� นาจแห่งวิถีจิต ดงั น้ี
๑. สันตรี ณจติ ซ่ึงอบุ ัติต่อจากมโนธาตกุ ็ชอ่ื วา่ มโนวญิ ญาณธาตุ
๒. โวฏฐัพพนจิต ชวนจิต ตทารัมมณจติ ซงึ่ อุบัตติ อ่ จากสนั ตรี ณจติ
กช็ ่ือวา่ มโนวญิ ญาณธาตุ
๓. ชวนจติ ตทารัมมณจติ รวมท้งั มโนทวาราวัชชนจติ ทีเ่ กิดในมโนทวารวิถี
กช็ ่อื ว่า มโนวญิ ญาณธาตุ

ปัญหาปุจฉกนัย
ปัญหาปุจฉกนัยของธาตุวิภังค์น้ี มีลักษณะคล้ายกับปัญหาปุจฉกนัยของอายตนวิภังค์
คือทรงนำ� ธาตุ ๑๘ มาเป็นบทตงั้ แลว้ เวียนด้วยติกะ ๒๒ และตอ่ ดว้ ยทกุ ะ ๑๐๐ ยง่ิ ไปกว่าน้นั
ยงั ทรงระบุธาตทุ ไี่ ม่จดั เข้าในติกะ และทกุ ะนัน้ ๆ ไว้ด้วย โดยทรงเรยี กว่า ติกวมิ ุต และ ทุกวมิ ุต

๕. การจำ� แนกสจั จวภิ ังค์
ทรงจำ� แนกสจั จวิภงั คด์ ้วยนยั ๓ ประการไว้ ดังน้ี
สตุ ตันตภาชนยี นัย
ทรงจ�ำแนกอริยสัจ ๔ คือ ทกุ ขสัจ สมทุ ยสัจ นิโรธสจั และมัคคสัจ อย่างพสิ ดารตามนยั
แห่งพระสุตตันตปิฎก
ทกุ ขสจั - ทรงแบ่งทกุ ขสจั ไว้ ๑๑ อย่าง คือ
๑. ชาติ การถือปฏิสนธิ
๒. ชรา ความแก่ชรา
๓. มรณะ ความตาย
๔. โสกะ ความเสียใจ
๕. ปริเทวะ การร้องไหค้ ร่�ำครวญ
๖. ทกุ ขะ ความทุกขก์ าย
๗. โทมนสั ความทุกข์ใจ
๘. อุปายาส ความคับแค้นใจ
๙. อัปปเิ ยหิ สมั ปโยคะ การอยูร่ ่วมกบั บคุ คลหรือส่งิ อนั ไมเ่ ป็นทร่ี ัก
๑๐. ปิเยหิ วิปปโยคะ การพลัดพรากจากบคุ คลหรอื สงิ่ อนั เป็นที่รัก
๑๑. อิจฉติ าลาภะ การไม่ไดต้ ามทีต่ นต้องการ
ต่อจากนนั้ ทรงแสดงทุกขท์ ั้งปวงโดยรวบยอดว่า อปุ าทานขนั ธ์ ๕ ชอื่ วา่ ทุกขสัจ

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๕ 55

อนง่ึ ในคมั ภรี ว์ ภิ งั คน์ ้ี ทรงจำ� แนกอปั ปยิ สมั ปโยคทกุ ขก์ บั ปยิ วปิ ปโยคทกุ ขไ์ วล้ ะเอยี ดกวา่
ในพระวนิ ัยปิฎกและพระสตุ ตนั ตปิฎก คอื ทรงจำ� แนกความหมายของ “อปั ปิยะ” และ “ปิยะ”
ไว้ ๒ แง่ คือ โดยแงข่ องบคุ คล และโดยแงข่ องสภาวธรรม ซึง่ คอ่ นข้างละเอยี ดพอสมควร
สมุทยสัจ - ทรงแสดงสมุทยสัจไว้โดยระบุตัวสภาวธรรมโดยตรง คือ กามตัณหา
ภวตัณหา และวภิ วตณั หา นอกจากน้นั ยังทรงแสดงฐานอนั เป็นทีอ่ บุ ตั ิแหง่ ตัณหาดังกล่าวไว้ถึง
๖๐ ฐาน ๑๐ กลุม่ ดังนี้
๑. อัชฌตั ตกิ ายตนะ ๖ ฐานะ
๒. วญิ ญาณ ๖ ฐานะ
๓. พาหิรายตนะ ๖ ฐานะ
๔. ผสั สะ ๖ ฐานะ
๕. เวทนา ๖ ฐานะ
๖. สญั ญา ๖ ฐานะ
๗. เจตนา ๖ ฐานะ
๘. ตณั หา ๖ ฐานะ
๙. วิตก ๖ ฐานะ
๑๐. วิจาร ๖ ฐานะ
ทรงจัดธรรมทง้ั ๖๐ ฐานน้ี เปน็ ฝ่ายปิยรปู คือรูปอันน่าพงึ พอใจ และเปน็ ฝา่ ยสาตรูป
คอื รปู อนั นา่ ยินดี
นิโรธสัจ - ทรงแสดงนิโรธสัจกลา่ วคือนิพพานพร้อมดว้ ยฐานอันเปน็ ทีด่ ับแหง่ ตณั หาไว้
๖๐ ฐานเช่นกัน
มัคคสจั - พระองค์ไดท้ รงจ�ำแนกมรรคมอี งค์ ๘ ซง่ึ ได้แก่
๑. สมั มาทิฏฐ ิ เหน็ ชอบ ไดแ้ ก่ ปัญญาหยง่ั ร้อู รยิ สัจ ๔
๒. สัมมาสังกัปปะ ด�ำริชอบ ได้แก ่ เนกขมั มวติ ก อพั ยาปาทวติ ก อวหิ งิ สาวติ ก
๓. สมั มาวาจา เจรจาชอบ ไดแ้ ก่ การงดเว้นจากวจีทุจรติ ๔
๔. สัมมากัมมันตะ กระทำ� ชอบ ได้แก่ การงดเวน้ จากกายทจุ ริต ๓
๕. สมั มาอาชีวะ เล้ียงชพี ชอบ ไดแ้ ก่ การงดเวน้ จากอาชีพทไ่ี มส่ จุ ริต
๖. สมั มาวายามะ พยายามชอบ ได้แก่ ความถงึ พรอ้ มด้วยสมั มัปปธาน ๔
๗. สัมมาสต ิ ระลึกชอบ ได้แก่ ความถงึ พร้อมดว้ ยสติปฏั ฐาน ๔
๘. สัมมาสมาธ ิ ต้ังใจมน่ั ชอบ ได้แก่ ความถงึ พร้อมดว้ ยฌาน ๔

56 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

อภธิ รรมภาชนยี นยั
ค�ำว่า อริยสจฺจานิ ทรงตัดค�ำ อริย ออกแล้วใช้แต่เพียงค�ำ สจฺจานิ ในลักษณะเป็น
ค�ำกลาง ๆ เทา่ นนั้ สว่ นสาเหตุท่ีทรงใช้อย่างน้ี เปน็ เพราะว่าทรงมี พระประสงคท์ ่จี ะสงเคราะห์
ตณั หาซง่ึ เปน็ ปหาตพั พธรรม (ธรรมทค่ี วรละ) พรอ้ มกบั สมั ปยตุ ตธรรมของตณั หาและโลกยิ กศุ ล
พร้อมกับกุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ซึ่งเป็นธรรมท่ีควรเจริญเข้าในสมุทยสัจ
ด้วยเหตุนนั้ จงึ ทรงแสดงสัจจะโดยใช้ค�ำสามัญเป็นกลาง ๆ ว่า จตตฺ าริ สจจฺ านิ
ในการจ�ำแนกสจั จะ ๔ ตามอภิธรรมภาชนียนยั ดงั กล่าวนั้น ทรงจำ� แนกเปน็ ๒ จำ� พวก
คือ
๑. ธรรมจ�ำพวกสมุทยสจั ได้แก่ จำ� พวกท่ีแบ่งโดยม่งุ ตรงไปท่ี สมทุ ยสจั เปน็ บทตัง้
๒. ธรรมจำ� พวกมัคคสจั ไดแ้ ก่ จำ� พวกท่แี บง่ โดยมุ่งตรงไปท่ี มัคคสัจ เปน็ บทตั้ง
ธรรมจ�ำพวกสมุทยสัจ คือ ปฐมโกฏฐาสะ ทุติยโกฏฐาสะ ตติยโกฏฐาสะ จตุตถ-
โกฏฐาสะ ปัญจมโกฏฐาสะ
ปฐมโกฏฐาสะ - ในชั้นต้นทรงจัดตัณหาเป็นสมุทยสัจแล้วสงเคราะห์อุปาทานขันธ์ที่
เหลือจากตณั หาเข้าในทกุ ขสัจ
ทุติยโกฏฐาสะ - ในชั้นที่ ๒ ทรงจัดกิเลส ๑๐ ชนิด ซึ่งมีตัณหารวมอยู่ด้วย เป็น
สมุทยสจั แล้วจึงสงเคราะห์อปุ าทานขันธ์ท้งั หมด ยกเวน้ กิเลส ๑๐ เข้าในทกุ ขสัจ
ตติยโกฏฐาสะ - ในชั้นที่ ๓ ทรงจัดอกศุ ลจิตและอกศุ ลเจตสิกซง่ึ มกี เิ ลส ๑๐ ชนดิ รวม
อยู่ด้วยเป็นสมุทยสัจหลังจากน้ันจึงสงเคราะห์นามขันธ์ท่ีเหลือซ่ึงได้แก่โลกิยกุศล โลกิยวิบาก
โลกิยกริ ยิ า พรอ้ มทงั้ รูปขนั ธเ์ ข้าในทกุ ขสัจ
จตุตถโกฏฐาสะ - ในช้ันท่ี ๔ ทรงจัดอกุศลธรรม (ท่ีระบุไว้ในตติยโกฏฐาสะ) และ
โลกยิ กศุ ลเหตุ ๓ คอื อโลภะ อโทสะ และอโมหะ เปน็ สมทุ ยสจั และทรงสงเคราะหน์ ามขนั ธ์
อันได้แก่ กุศล วิบาก กิริยาฝ่ายโลกิยะ เจตสิกที่สัมปยุต กับธรรมเหล่าน้ัน พร้อมทั้งรูปขันธ์
ทัง้ หมด เขา้ ในทุกขสจั
ปัญจมโกฏฐาสะ – ในชั้นสุดท้ายทรงจัดจิตและเจตสิกฝ่ายอกุศลและฝ่ายโลกิยกุศล
ทง้ั หมดเปน็ สมทุ ยสจั แลว้ สงเคราะหส์ ภาวธรรมทงั้ หมดทเี่ หลอื กลา่ วคอื นามขนั ธ์ ฝา่ ยโลกยิ วบิ าก
กิรยิ าจิต และสัมปยตุ ตเจตสิก พร้อมท้ังรปู ขันธ์เข้าในทกุ ขสจั
ธรรมจำ� พวกมคั คสจั ทรงแสดงโดยแบง่ เปน็ มหาวาระ ๓ คอื อฏั ฐงั คกิ วาร ปญั จงั คกิ วาร
และสพั พสังคาหกิ วาร
อฏั ฐังคิกวาร - ทรงแสดงธรรมทีจ่ ดั เป็นมัคคสจั ไว้ครบทัง้ ๘ องคบ์ ริบรู ณ์
ปัญจงั คิกวาร - ทรงแสดงองค์แหง่ มรรคไวเ้ พยี ง ๕ เท่านน้ั เพราะวา่ องคม์ รรค ๓ คือ
สมั มาวาจา สัมมากมั มันตะ และสมั มาอาชวี ะ ซึง่ เปน็ องค์ฝ่ายศีล หรอื ท่รี ูจ้ ักในนามของวิรติ ๓

เลม่ ท่ี ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๕ 57

ไมไ่ ดป้ ระกอบในขณะทมี่ รรคจติ เกดิ ขน้ึ (สาเหตทุ ไ่ี มป่ ระกอบนน้ั เปน็ เพราะมรรคจติ นน้ั ตดั กเิ ลส
ไดโ้ ดยเดด็ ขาด จงึ ไมจ่ ำ� เปน็ ทว่ี ริ ติ ๓ จะ ตอ้ งประกอบ ซง่ึ ทจ่ี รงิ แลว้ วริ ตศิ ลี นน้ั ไดถ้ งึ ความสมบรู ณ์
เต็มที่แล้วก่อนหน้าที่ มรรคจิตจะเกิดขึ้น คือหมายความว่าผู้ท่ีจะบรรลุมรรคได้จะต้องมีศีล
บริสุทธิ์มาก่อน ฉะนั้นพอมาถึงวาระแห่งการอุบัติข้ึนแห่งมรรคจิต วิรติจึงหมดความจ�ำเป็น)
ด้วยเหตนุ น้ั จึงตรสั องคแ์ หง่ มรรคไว้เพยี ง ๕ เทา่ นนั้
สพั พสังคาหกิ วาร - ทรงประมวลเอาเจตสกิ ๒๘ ซง่ึ เป็นเจตสิกท่ีสัมปยุตกับมรรคจิต
และองค์มรรค ๘ เข้าในมัคคสัจ ทั้งนี้ด้วยเหตุว่าองค์มรรค ๘ น้ันจะเกิดข้ึนตามล�ำพังเฉพาะ
พวกตนไมไ่ ด้ คอื จะต้องมีสหายธรรมอนั ไดแ้ ก่เจตสกิ ๒๘ ดังกล่าวรว่ มเกดิ อยดู่ ว้ ย ดงั น้นั จึงทรง
สงเคราะห์เจตสกิ ๒๘ (ซง่ึ ท่ีจริงไมใ่ ช่มรรค) เขา้ ในมคั คสจั ดว้ ย
ในการจ�ำแนกสัจจวิภังค์ด้วยอภิธรรมภาชนียนัยนี้ เมื่อรวมแล้วจะได้นัยทั้งหมด
๖๐,๐๐๐ นยั ดังต่อไปนี้
สทุ ธกิ ปฏปิ ทาเปน็ ต้น ๕ วาระ = ๕ นยั
คณู ดว้ ยจตุกกนยั และปญั จกนัย = x ๒ นัย
รวม = ๑๐ นัย
คูณดว้ ยอภินเิ วสะ ๒๐ = x ๒๐ นยั
ไดส้ ทุ ธิกนยั = ๒๐๐ นัย
คูณดว้ ยอธิบดี ๔ = x ๔ นยั
ได้สาธิบดีนยั (นัยทีผ่ สมกับอธิบดี) = ๘๐๐ นยั
แลว้ น�ำมารวมกับสทุ ธิกนัย = + ๒๐๐ นยั
ไดน้ ยั ทงั้ หมดในโสดาปตั ติมรรค = ๑๐๐๐ นยั
คูณด้วยมรรค ๔ = x ๔ นัย
ไดน้ ยั ทงั้ หมด ในโกฏฐาสะหน่งึ ๆ = ๔๐๐๐ นยั
คณู ดว้ ยโกฏฐาสะ ๕ = x ๕ นัย
รวมอภิธรรมภาชนียนยั ทัง้ หมดในสัจจวภิ ังค์ ๒๐,๐๐๐ นัย

ปญั หาปุจฉกนยั
ในการจ�ำแนกสัจจะ ๔ ด้วยปัญหาปุจฉกนัยน้ีทรงกระท�ำโดยน�ำติกะ ๒๒ และ ทุกะ
๑๐๐ มาจำ� แนกแยกตง้ั เปน็ คำ� ถามวา่ สจั จะไหน จดั เขา้ ในตกิ ะหรอื ทกุ ะไหนบา้ ง สว่ นองคธ์ รรม
ที่เหลือหมายถึงองค์ธรรมที่ไม่สามารถจะจัดเข้าในติกะหรือทุกะท่ีกล่าวถึงได้ ก็ทรงแสดงเป็น
ติกวิมตุ หรอื ทกุ วิมุต

58 พระไตรปฎิ กปริทรรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

๖. การจ�ำแนกอินทริยวภิ ังค์
ในอินทริยวิภังค์ ทรงจำ� แนกดว้ ยนัย ๒ ประการ คือ อภิธรรมภาชนียนยั และปญั หา

ปจุ ฉกนยั สว่ นสตุ ตนั ตภาชนยี นยั นน้ั มไิ ดท้ รงแสดงไว้ เพราะวา่ ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก พระองคม์ ไิ ด้
ทรงแสดงอนิ ทรยี ์ไว้ครบทัง้ ๒๒ อินทรยี ์ เชน่ ในบางสตู ร ก็ทรงแสดงไวเ้ พยี ง ๒ - ๓ อินทรีย์
เท่านั้น ตัวอยา่ งเช่นในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

อินทริยสังยุต อรหันตสูตร พระองค์ทรงแสดงเฉพาะอัชฌัตติกอินทรีย์ ๖ (อินทรีย์
ภายใน ๖ มจี ักขุนทรีย์เปน็ ต้น) เท่านัน้ นอกจากน้ี ในเอกพิชีสูตรก็ทรงแสดงเพยี งอนิ ทรยี ฝ์ ่าย
โพธิปักขิยธรรม ๕ ประการซึ่งมีสัทธินทรีย์เป็นต้น และในอัญญินทริยสูตรก็ทรงแสดงเพียง
อินทรียฝ์ ่ายโลกุตตระเทา่ น้นั ยิ่งไปกวา่ น้ี ในพระสตุ ตนั ตปิฎกน้นั เวทนนิ ทรีย์ ๕ เท่านัน้ ทไ่ี ด้รบั
การจำ� แนกอย่างพสิ ดาร อินทรยี อ์ ยา่ งอนื่ มิได้ทรงจ�ำแนกให้พิสดารแตอ่ ยา่ งใด

จากข้อความท่ยี กมาน้ี แสดงใหเ้ ห็นว่า ในพระสตุ ตนั ตปฎิ ก มไิ ดม้ ีการแสดงอินทรยี ไ์ ว้
อยา่ งเปน็ ระบบเท่าไรนัก ฉะนัน้ จงึ มไิ ดท้ รงแสดงสุตตันตภาชนียนยั ไวใ้ นอินทรยิ วิภงั คน์ ้ี

อภธิ รรมภาชนยี นัย
ในการจำ� แนกอนิ ทรีย์ด้วยอภธิ รรมภาชนียนัยน้ี ทรงจ�ำแนกอนิ ทรีย์ภายใน ๖ เหมือน
กบั ทที่ รงจำ� แนกอายตนะภายใน ๖ ไวใ้ นอายตนวภิ งั ค์ ทรงนำ� อติ ถภี าวรปู มา แสดงเปน็ องคธ์ รรม
ของอติ ถนิ ทรยี ์ และปุมภาวรูปเป็นองคธ์ รรมของปรุ สิ ินทรยี ์ ทรง แบง่ ชีวิตนิ ทรียอ์ อกเปน็ ๒ คือ
รปู ชวี ิตนิ ทรยี ์ และนามชวี ิตินทรีย์ นอกจากน้ี ยัง ทรงแสดงอินทรีย์ ๑๓ อย่าง ซึง่ ไดแ้ ก่อนิ ทรยี ์
ฝา่ ยเวทนา ๕ อินทรียฝ์ ่ายโพธิปกั ขยิ ธรรม ๕ และอินทรีย์ฝ่ายโลกุตตระ ๓ ด้วยการน�ำคำ� ท่เี ปน็
ไวพจน์ต่าง ๆ มาใช้ ท้ังนี้เพื่อให้ความหมายของธรรมปรากฏชัดเจนและง่ายต่อการท�ำความ
เข้าใจ
ปญั หาปุจฉกนัย
การจำ� แนกอินทริยวภิ งั คด์ ้วยปัญหาปจุ ฉกนัยเหมอื นกับขนั ธวภิ งั คท์ กุ ประการ
๗. การจำ� แนกปฏจิ จสมปุ ปาทวภิ ังค์
ในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ ทรงจ�ำแนกด้วยนัย ๒ ประการ คือ สุตตันตภาชนียนัยและ
อภธิ รรมภาชนียนยั
สตุ ตนั ตภาชนียนยั
ทรงแสดงองค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทชึ่งมีองค์ประกอบ ๑๒ ประการ พร้อมท้ัง
ค�ำอธิบายองค์น้ัน ๆ ด้วย
อภิธรรมภาชนียนัย
ทรงแสดงองคป์ ระกอบ ๑๒ ประการของปฏจิ จสมปุ บาทดว้ ยนยั ๔ นยั คอื ปจั จยจตกุ กะ

เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 59

เหตุจตุกกะ สัมปยุตตจตุกกะ อัญญมัญญจตุกกะ โดยหมุนเวียนสลับกันไปตามล�ำดับแห่ง
การอุบัติ และทรงจ�ำแนกสังขารทั้งหลายทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลซ่ึงเกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็น
มูล โดยวธิ ีสลับเปล่ยี นหมนุ เวียนไปตามล�ำดับแห่งปฏิจจสมปุ บาท
๘. การจ�ำแนกสติปัฏฐานวภิ ังค์

ในสติปฏั ฐานวภิ งั ค์ ทรงจ�ำแนกด้วยนยั ทงั้ ๓ ประการ ดงั นี้
สตุ ตันตภาชนยี นยั
ทรงจ�ำแนกกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไว้โดยโกฏฐาสะได้ ๓๑ จ�ำแนกเวทนานุปัสสนา
สติปัฏฐานไว้โดยเวทนาได้ ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา ทรงจ�ำแนก
จติ ตานปุ ัสสนาสติปฏั ฐานดว้ ยจิตต่าง ๆ เชน่ จติ ท่ปี ระกอบกบั ราคะ โทสะ และโมหะ จิตท่ไี ม่
ประกอบกับราคะ โทสะ และโมหะ ดังนี้เป็นต้น ทรงจ�ำแนกธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ไว้โดยนวิ รณ์ ๕ และโพชฌงค์ ๗
อภิธรรมภาชนยี นัย
ทรงตั้งช่ือสติท่ีประกอบกับโลกุตตรมรรคว่า สติปัฏฐาน เสร็จแล้วจ�ำแนกด้วยนัย
๘๐,๐๐๐ นัย
ปญั หาปจุ ฉกนยั
ทรงนำ� สติปัฏฐานมาตงั้ แลว้ ถามว่า สติปฏั ฐานเปน็ ติกะหรือทกุ ะอะไรบ้าง
๙. การจำ� แนกสมั มปั ปธานวภิ งั ค์
ทรงจำ� แนกสัมมปั ปธานวิภังคไ์ ว้ดว้ ยนยั ๓ ประการ ดงั นี้
สตุ ตนั ตภาชนยี นยั
ทรงจ�ำแนกสมั มัปปธาน ๔ พร้อมคำ� อธบิ ายความค่กู นั ไป ดงั นี้
๑. ความพยายามโดยชอบ เพือ่ ที่จะหา้ มอกศุ ลธรรมทย่ี ังไม่เกดิ มิใหเ้ กิด
๒. ความพยายามโดยชอบ เพ่อื ที่จะละอกุศลธรรมท่ีเกิดข้นึ แลว้ ใหห้ มดไป
๓. ความพยายามโดยชอบ เพื่อที่จะเจริญกุศลธรรมที่ยังไม่เกดิ ใหเ้ กดิ
๔. ความพยายามโดยชอบ เพอ่ื ทจ่ี ะรกั ษากศุ ลธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ แลว้ ใหเ้ จรญิ ยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป
อภิธรรมภาชนียนยั
ทรงจ�ำแนกโดยฌานาภินิเวสสุทธิกปฏิปทา เป็นต้น ซ่ึงเมื่อรวมแล้วได้นัยแห่ง
อภิธรรมภาชนียนยั ทงั้ หมด ๒๐,๐๐๐ นยั
ปัญหาปุจฉกนัย
ทรงน�ำสัมมัปปธาน ๔ มาต้ังแล้วถามด้วยติกะ ๒๒ และทุกะ ๑๐๐ โดยนัยว่า
สัมมัปปธานไหนเป็นติกะหรือทกุ ะอะไรบ้าง

60 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๑๐. การจำ� แนกอทิ ธปิ าทวิภงั ค์
ทรงจ�ำแนกอทิ ธปิ าทวภิ งั ค์ ไวด้ ว้ ยนัย ๓ ประการ ดงั นี้
สุตตนั ตภาชนียนัย
ทรงอธิบายอิทธิบาท ๔ ไว้ว่า อิทธิ คือ ความส�ำเร็จ ความบริบูรณ์ หรือการบรรลุ

ดงั น้นั อทิ ธบิ าท จึงหมายถงึ ธรรมอันเปน็ รากฐานแห่งความสำ� เรจ็ ได้แก่ ฉันทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ
และวิมังสา ซึ่งปฏิบัตหิ นา้ ทเี่ ป็นอธิบดขี องธรรมทั้งปวง

อภิธรรมภาชนียนยั
ทรงแสดงอทิ ธบิ าทท่ีเปน็ ฝ่ายโลกตุ ตระไว้ ๓๒,๐๐๐ นยั
ปัญหาปจุ ฉกนยั
ทรงน�ำอิทธิบาท ๔ มาต้ัง แล้วถามด้วยติกะ ๒๒ และทุกะ ๑๐๐ ว่า อิทธิบาทไหน
เป็นติกะหรอื ทุกะอะไรบ้าง
๑๑. การจำ� แนกโพชฌังควภิ งั ค์
ทรงจ�ำแนกโพชฌังควภิ ังคไ์ ว้ดว้ ยนยั ๓ ประการ ดังน้ี
สตุ ตนั ตภาชนียนยั
ทรงจ�ำแนกโพชฌงค์ ๗ พรอ้ มทง้ั ค�ำอธบิ าย
อภิธรรมภาชนยี นยั
ทรงจ�ำแนกอริยมรรค ๔ ด้วยนัย ๓๒,๐๐๐ นัย ส่วนอริยผล ทรงจ�ำแนกคล้ายกับ
อรยิ มรรคเพียงแตเ่ พม่ิ นยั ขึ้นไปอกี ๓ เทา่
ปัญหาปุจฉกนยั
ทรงน�ำโพชฌงค์ ๗ มาต้ัง แล้วถามด้วยติกะ ๒๒ และทุกะ ๑๐๐ ว่า โพชฌงคเป็น
ติกะหรือทุกะอะไรบา้ ง
๑๒. การจำ� แนกมคั คงั ควภิ ังค์
ทรงจ�ำแนกองคม์ รรคไว้ด้วยนยั ๓ ประการ ดงั น้ี
สุตตนั ตภาชนียนยั
ทรงจำ� แนกองค์มรรค ๘ ทั้งฝ่ายโลกิยะและฝ่ายโลกุตตระ
อภธิ รรมภาชนียนยั
ทรงจ�ำแนกโลกุตตรมรรคไว้ด้วยนัย ๒๘,๐๐๐ นัย อันประกอบด้วยอัฏฐังคิกนัย
ปญั จังคิกนยั เปน็ ต้น และทรงจำ� แนกโลกตุ ตระไวด้ ว้ ยนัยซ่งึ มีจำ� นวนมากเปน็ ๓ เทา่ ของนยั ท่ี
จำ� แนกโลกุตตรมรรค

เล่มที่ ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 61

ปัญหาปุจฉกนัย
ทรงจ�ำแนกองค์มรรคในลักษณะที่น�ำมาต้ังเป็นค�ำถาม โดยเอาองค์มรรคตั้งแล้วเวียน
ถามด้วยติกะ ๒๒ และทกุ ะ ๑๐๐ จนครบทงั้ หมด
๑๓. การจำ� แนกฌานวิภงั ค์
ทรงจำ� แนกองค์ฌานไวด้ ้วยนัย ๓ ประการ ดังน้ี
สตุ ตันตภาชนยี นยั
ทรงแสดงกระบวนการเขา้ รปู ฌานและอรปู ฌานไวโ้ ดยพสิ ดาร และทรงแสดงเหตปุ จั จยั
ท่ีจะท�ำใหไ้ ด้ฌาน เป็นตน้ ว่า ผู้ท่ีตอ้ งการจะได้ฌานจะต้องถงึ พร้อมดว้ ยศลี ๔ ประเภทเหลา่ น้ี
คอื ปาติโมกขสงั วรศีล อาชีวปาริสุทธศิ ีล อินทรยิ สงั วรศลี และ ปจั จยสันนิสสิตศีล พร้อมทงั้ จะ
ตอ้ งถงึ พรอ้ มดว้ ยสตสิ มั ปชญั ญะ อาศยั อยใู่ นทเ่ี งยี บสงดั แลว้ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ละนวี รณธรรมอนั
เป็นปฏปิ กั ข์กบั ฌาน
อภิธรรมภาชนียนัย
ทรงจ�ำแนกฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทตุ ิยฌาน ตตยิ ฌาน และจตุตถฌาน เปน็ ๗ นยั คอื
รูปาวจรกุศล อรปู าวจรกุศล โลกตุ ตรกุศล รูปาวจรวบิ าก อรูปาวจรวิบาก โลกุตตรวิบาก และ
รปู ารูปาวจรกริ ิยา
ปัญหาปุจฉกนยั
ทรงจ�ำแนกฌานทั้ง ๔ ในลักษณะที่น�ำมาตั้งเป็นค�ำถาม โดยเอาองค์มรรคตั้งแล้ว
เวยี นถามด้วยตกิ ะ ๒๒ และทกุ ะ ๑๐๐ จนครบทงั้ หมด
๑๔. การจ�ำแนกอปั ปมญั ญาวิภังค์
ทรงจำ� แนกอปั ปมญั ญา ๔ ดว้ ยนัย ๓ ประการ ดงั น้ี
สตุ ตนั ตภาชนยี นัย
ทรงอธบิ ายกระบวนการเจรญิ อปั ปมญั ญา ๔ กลา่ วคอื เมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอเุ บกขา
ไวโ้ ดยลำ� ดบั
อภิธรรมภาชนียนัย
ทรงจำ� แนกอัปปมัญญา ๔ โดยประเภทแหง่ ฌาน ๔ และประเภทแห่ง รูปาวจรกุศล -
วบิ าก - กริ ิยา
ปัญหาปุจฉกนยั
ทรงจำ� แนกอปั ปมญั ญา ๔ โดยการตงั้ คำ� ถามวา่ อปั ปมญั ญาไหนเปน็ ตกิ ะหรอื ทกุ ะอะไร
ได้บ้าง

62 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน์ พระอภธิ รรมปิฎก

๑๕. การจ�ำแนกสกิ ขาปทวิภงั ค์
ทรงจำ� แนกสิกขาบทไว้ดว้ ยนัยเพียง ๒ ประการ คอื อภธิ รรมภาชนยี นยั และ ปญั หา

ปจุ ฉกนัย ดังน้ี
อภธิ รรมภาชนยี นยั
ทรงจ�ำแนกสิกขาบท ๕ มีปาณาติปาตา เวรมณี เป็นต้น ด้วยการจัดเข้าเป็น

กามาวจรกุศลจิต ๔ แล้วทรงอธิบายองค์ธรรม (ความหมายในทางปรมัตถ์) ของสิกขาบทว่า
ได้แก่ วริ ตเี จตสกิ เจตนาเจตสกิ และธรรมทส่ี ัมปยตุ กบั เจตสิกดงั กล่าว

นอกจากน้ี ยงั ทรงแสดงวา่ ความทกี่ ศุ ลท้งั หมดประกอบดว้ ยกามาวจรกศุ ล รูปาวจร-
กศุ ล อรูปาวจรกุศล และโลกตุ ตรกุศล ได้ชื่อว่า สกิ ขา เพราะเปน็ คุณธรรมทีพ่ งึ ปฏบิ ตั ิ

ปัญหาปจุ ฉกนัย
ทรงจ�ำแนกสิกขาบท ๕ โดยการตั้งค�ำถามว่า สิกขาบท เหล่าไหนเป็นติกะหรือ
ทกุ ะอะไรได้บา้ ง

๑๖. การจ�ำแนกปฏสิ ัมภทิ าวภิ ังค์
ทรงจำ� แนกปฏสิ ัมภิทา ๔ ไว้ด้วยนัย ๓ ประการ ดงั นี้
สุตตนั ตภาชนยี นัย
ทรงจ�ำแนกปฏสิ ัมภิทาทั้ง ๔ ไว้ ๖ นยั คือ
๑. สงั คหวาร นยั ทีน่ ับสงเคราะห์ปฏิสมั ภทิ า ๔
๒. สัจจวาร นยั แหง่ สัจจะ ๔
๓. เหตุวาร นัยท่แี สดงโดยยกเอาเหตเุ ปน็ หลัก
๔. ธัมมวาร นยั ท่ีแสดงโดยยกเอาธรรมะเปน็ หลัก
๕. ปฏจิ จสมปุ ปาทนัย นยั ทีแ่ สดงโดยยกเอาปฏจิ จสมปุ บาทเปน็ หลกั
๖. ปริยตั ตนิ ัย นัยท่ีแสดงโดยยกเอาพระบาลีพร้อมท้ังอรรถเปน็ หลกั
อภิธรรมภาชนียนัย
ทรงจำ� แนกวิธีการก�ำหนดรธู้ รรมต่าง ๆ กุศล อกศุ ล วิบาก กริ ยิ า จิต เจตสิก รปู และ
นพิ พาน ด้วยปฏสิ มั ภทิ าญาณ ๔
นอกจากน้ี ยังทรงแสดงการประกอบกันระหวา่ งปฏิสัมภทิ าญาณกับจติ เจตสกิ เช่นใน
กรณีของอัตถปฏิสัมภิทาญาณน้ันทรงแสดงว่า อัตถปฏิสัมภิทาญาณ สามารถประกอบกับ
กามาวจรกุสลญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง กามาวจรกิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง และ
โลกตุ ตรจติ ๘ ดวง รวมทงั้ หมด ๑๖ ดวง สว่ นปฏสิ มั ภทิ าญาณทเ่ี หลอื สามารถประกอบไดเ้ ฉพาะ
ในกามาวจรกุสลญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง และกามาวจรกิริยาญาณสัมปยุตตจิต ๔ ดวง
เทา่ น้ัน

เลม่ ที่ ๒ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๕ 63

ปัญหาปจุ ฉกนยั
ทรงจ�ำแนกปฏิสัมภิทา ๔ ไว้โดยการตั้งค�ำถามว่า สิกขาบทไหนเป็นติกะหรือ ทุกะ
อะไรได้บา้ ง

๑๗. การจ�ำแนกญาณวภิ งั ค์
ตั้งแต่ญาณวิภังค์เป็นต้นไป จนถึงวิภังค์สุดท้ายทรงจ�ำแนกไว้ด้วยนัย ๓ ประการ

ในเบื้องต้นทรงวางหัวข้อมาติกาไว้เป็น ๑๐ นัยตั้งแต่ เอกกนัย (นัยหมวดหนึ่ง) ทุกนัย
(นยั หมวดสอง) ฯลฯ ทสกนยั (นยั หมวดสบิ ) เสร็จแล้วทรงจ�ำแนกหวั ขอ้ มาติกานน้ั โดยพิสดาร
เรียกวา่ จ�ำแนกโดยนทิ เทส

๑๘. การจำ� แนกขทุ ทกวตั ถุวภิ ังค์
ความหมายของคำ� ว่า ขทุ ทก หมายถึงเล็กนอ้ ย หรอื เลวทราม เหมอื นกับท่ีไดแ้ บง่ ไวใ้ น

ญาณวิภังค์ หลังจากนั้นก็ทรงแสดงพิสดารซึ่งเรียกว่านิทเทส โดยยึดตามแนวหัวข้อมาติกา
ดงั กลา่ ว และทพี่ เิ ศษสำ� หรบั วภิ งั คน์ กี้ ค็ อื ทรงประมวลขทุ ทกธรรม ทง้ั หลายอนั ไดแ้ ก่ มานะ มจิ ฉา
วิตก มิจฉาทิฏฐิ อาสวะ โอฆะ โยคะ คันถะ นิวรณ์ สังโยชน์ กิเลส เป็นต้น พร้อมกับ
ขุททกวัตถุธรรมกล่าวคือธรรมอันเป็นเหตุท�ำให้ธรรมเหล่าอื่นเลวทราม ท่ีมีจ�ำนวนเท่า ๆ กัน
ใหอ้ ยู่ในกลุม่ เดียวกัน

๑๙. การจำ� แนกธัมมหทยวภิ ังค์
ทรงจ�ำแนกธัมมหทัยไว้ทั้งหมด ๑๐ วาระ คอื
๑. สัพพสงั คาหิกวาร ๒. อปุ ปัตตานปุ ปัตติวาร
๓. ปริยาปนั นาปรยิ าปนั นวาร ๔. ธมั มทัสสนวาร
๕. ภมู นั ตรทัสสนวาร ๖. อุปปาทกกัมมายปุ ปมาณวาร
๗. อภิญเญยยาทิวาร ๘. สารมั มณานารัมมณวาร
๙. ทฏิ ฐสตุ าททิ สั สนวาร ๑๐. ตกิ าททิ ัสสนวาร
สัพพสงั คาหิกวาร - ทรงจ�ำแนกธรรม ๑๒ ประเภทไว้พร้อมทง้ั จำ� นวนตวั เลข ดงั นี้ คอื
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สจั จะ ๔ อนิ ทรีย์ ๒๒ เหตุ ๙ อาหาร ๔ ผัสสะ ๗ เวทนา ๗
สัญญา ๗ เจตนา ๗ จติ หรือวิญญาณ ๗
อุปปัตตานุปปัตติวาร - ทรงจ�ำแนกธรรม ๑๒ ประเภทเหล่านั้น โดยธาตุ ๔ คือ
กามธาตุ รปู ธาตุ อรปู ธาตุ และอปรยิ าปันนธาตุ (โลกตุ ตรธาต)ุ
ปริยาปันนาปริยาปันนวาร - ทรงวิเคราะห์ธรรม ๑๒ ประเภทดังกล่าว โดยวิธีการ
นับเขา้ และไม่นบั เข้าในกามธาตุ เปน็ ต้น

64 พระไตรปฎิ กปริทรรศน์ พระอภธิ รรมปฎิ ก

ธัมมทัสสนวาร - ทรงแสดงขันธ์ อายตนะ และธาตุ เป็นต้นที่อุบัติได้ตามสมควร
ในขณะแหง่ การถือปฏิสนธิ ๔ ประเภท คือ กามปฏิสนธิ รูปปฏสิ นธิ อสัญญสัตตปฏิสนธิ และ
อรปู ปฏสิ นธิ
ภมู ันตรทัสสนวาร - ทรงก�ำหนดปรมตั ถธรรม ๔ คอื จติ เจตสกิ รูป และนพิ พานดว้ ย
ภมู ิ ๔ แลว้ ทรงสงเคราะหเ์ ข้าในภูมิ ๔ เหล่าน้นั ดว้ ย
อุปปาทกกัมมายุปปมาณวาร - ทรงแสดงถึงการบังเกิดในโลกมนุษย์และสวรรค์
๖ ชนั้ ดว้ ยอำ� นาจของกศุ ลกรรมมกี ารใหท้ าน รกั ษาศลี เปน็ ตน้ และทรงแสดงอายุ นบั ตงั้ แตอ่ ายุ
ของมนุษยไ์ ปจนถงึ อายุของอสัญญีสตั ตพรหม
อภิญเญยยาทิวาร - ทรงจ�ำแนกธรรม ๑๒ ประเภทมีขันธ์เป็นต้นด้วยลักษณะ
๕ อย่าง คอื อภิญเญยยะ ปริญเญยยะ ปหาตพั พะ ภาเวตพั พะ และสจั ฉิกาตพั พะ
สารมั มณานารัมมณวาร - ทรงจ�ำแนกธรรม ๑๒ ประเภทดังกล่าวออกเปน็ ๒ ชนดิ
คือ ชนิดท่รี ับรอู้ ารมณ์ได้ และชนิดทร่ี บั รอู้ ารมณ์ไม่ได้
ทฏิ ฐสตุ าททิ สั สนวาร - ทรงจำ� แนกธรรม ๑๒ ประเภทดงั กลา่ ว ใหล้ ะเอยี ดลงไปอกี เปน็
อยา่ งละ ๔ มี
ทิฏฐะ ธรรมที่สามารถมองเห็นดว้ ยจักษปุ ระสาทได้
สตุ ะ ธรรมท่ีสามารถฟงั ดว้ ยโสตประสาทได้
มุตะ ธรรมที่สามารถสมั ผสั ดว้ ยฆาน-ชิวหา-กายประสาทได้
วิญญาตะ ธรรมที่สามารถรับรูไ้ ดด้ ว้ ยใจ
โดยทรงแสดงดังน้ี
รูปขันธ์จ�ำแนกเป็นทิฏฐะ (รูปารมณ์) สุตะ (สัททารมณ์) มุตะ (คันธารมณ์ รสารมณ์
และโผฏฐพั พารมณ)์ และวิญญาตะ (สง่ิ ท่พี งึ รไู้ ด้ ไดแ้ กร่ ูปท่ีเหลือ)
ส่วนนามขันธ์และธรรม ๑๑ ประการท่ีเหลือ ก็จ�ำแนกตามความเป็นไปได้แห่งธรรม
ประเภทน้นั ๆ เช่น นามขนั ธ์จำ� แนกเปน็ ทฏิ ฐะ สุตะ และมุตะไมไ่ ด้ แต่จำ� แนก เป็นวิญญาตะได้
อย่างเดยี ว ดงั นเี้ ป็นตน้
ตกิ าททิ สั สนวาร - ทรงจำ� แนกธรรม ๑๒ ประเภทดังกล่าวดว้ ยติกะและทกุ ะ
ปรมิ าณของคมั ภีรว์ ภิ งั ค์
ในคราวท�ำสังคายนา พระธัมมสังคาหกาจารย์ได้มีมติพร้อมใจกันให้สวดพระบาลีได้
ครงั้ ละประมาณ ๒๕๐ คาถาแล้วให้หยุด ๑ คร้ัง โดยให้เรียกวา่ ๑ ภาณวาร (ภาณ = การสวด
วาร = ช่วง) ส่วนคัมภีร์วิภังค์นี้เน่ืองจากท่านได้สวดโดยมีการหยุดพักประมาณ ๓๕ ครั้ง
จึงมีประมาณ ๓๕ ภาณวาร (ถ้านับเป็นร้อยกรองจะได้ประมาณ ๘,๙๕๐ โศลก) นับว่า
เปน็ คัมภีรห์ นึ่งท่ีได้รับการสืบทอดใหด้ �ำรงมน่ั มาตลอดจนถงึ ทุกวนั น้ี

เล่มท่ี ๒ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๕ 65

ขอ้ สังเกต

จะเหน็ ไดว้ า่ ในคมั ภรี ว์ ิภังคน์ ี้ พระผูม้ ีพระภาคได้ทรงวางลำ� ดบั การแยกแยะสภาวธรรม
อย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่มีความลักลั่น ไม่มีความเกลื่อนกล่นกระจัดกระจาย ท้ังน้ีเพื่อให้
เหมาะสมกับภูมิปญั ญาของบคุ คล ๓ ประเภท

อน่ึง การทีท่ รงแสดงโดยแยกเปน็ สุตตนั ตภาชนียนัยและอภิธรรมภาชนียนัยน้นั เพราะ
ทรงเห็นว่า การแสดงโดยสัตตันตภาชนียนัยจะส่งผลให้เวไนยสัตว์ผู้ฟังพระอภิธรรมเกิดความ
เขา้ ใจไดโ้ ดยงา่ ยจนสามารถบรรลมุ รรคผลได้ สว่ นการแสดงโดยอภธิ รรมภาชนยี นยั เปน็ การแสดง
ตามสภาวะนน้ั ลว้ น ๆ ไมม่ กี ารอนโุ ลมตามเวไนยสตั ว์ จงึ เปน็ การยากทเี่ วไนยสตั วจ์ ะสามารถฟงั
เข้าใจได้ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดง กล่าวกันว่า หากทรงแสดงอภิธรรมภาชนียนัยเพียง
อยา่ งเดยี วแลว้ จะไมม่ ผี ใู้ ดสามารถบรรลธุ รรมในขณะทฟี่ งั พระอภธิ รรมเลย ฉะนน้ั จงึ ทรงนำ� เอา
นัยของพระสตู รมาสอดแทรกอยเู่ สมอ

ไม่เพียงแต่เท่านี้ ในแต่ละวิภังค์น้ัน จะพบว่ามีข้อที่น่าสนใจเก่ียวกับการจ�ำแนกธรรม
ประเภทต่าง ๆ ไว้โดยละเอียด ซ่ึงเป็นเหตุให้ผู้ศึกษาพระอภิธรรมเกิดธรรมโกศลญาณ รู้จัก
สภาวะทแ่ี ท้จริงของส่ิงตา่ ง ๆ ในโลก และปฏิบัตอิ ย่างถกู ตอ้ ง จนสามารถพฒั นาไปถงึ ขน้ั บรรลุ
พระนิพพาน

66 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปฎิ ก

เลม่ ท่ี ๓ พระไตรปฎิ กภาษาไทย เล่มท่ี ๓๖ 67

พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๓๖

พระอภิธรรมปิฎก เลม่ ท่ี ๓
(ธาตกุ ถา และ ปคุ คลบญั ญตั )ิ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๖ คือ ธาตุกถาและปุคคลบัญญัติ ซ่ึงเป็นคัมภีร์ท่ี ๓ และท่ี ๔
แห่งพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือสัตตปกรณ์ คือ (๑) ธัมมสังคณี (๒) วิภังค์ (๓) ธาตุกถา
(๔) ปุคคลบัญญตั ิ (๕) กถาวตั ถุ (๖) ยมก (๗) ปฏั ฐาน พระอภธิ รรมทง้ั ๗ คัมภีร์นี้เองท่ีเรียกวา่
พระอภิธรรมปฎิ ก

พระอภธิ รรมปฎิ กวา่ ดว้ ยเรือ่ งจิต เจตสกิ รปู นิพพาน และบัญญัติ ในจ�ำนวนนี้ ๔ เรอ่ื ง
แรกจัดเป็นปรมัตถสัจคือความจริงข้ันสูงสุด เป็นความจริงสากล ส่วนเร่ืองที่ ๕ คือบัญญัติ
ท่ีทรงแสดงไว้ในคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ จัดเป็นสมมติสัจ คือ ความจริงที่สมมติขึ้นใช้เพ่ือ
เรยี กขานกนั เปน็ ความจรงิ เฉพาะ พระอภธิ รรมปฎิ ก ในสว่ นทเ่ี ปน็ ปรมตั ถสจั จงึ เปน็ ธรรมอนั ยงิ่
ธรรมอันพิเศษ ธรรมอันละเอียด ลุ่มลึก ประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวงท่ีสามารถน�ำสัตว์ให้พ้น
จากทุกข์ บรรลุถึงนิพพานได้ พระอภิธรรมปิฎกจึงเป็นเหมือนฉัตรใหญ่ที่ประเสริฐกว่า
ฉตั รท้ังปวง

ประวตั พิ ระอภธิ รรมปฎิ ก
พระอรรถกถาจารย์เล่าความเป็นมาของพระอภิธรรมปิฎกไว้มีใจความว่า หลังจาก
พระผมู้ พี ระภาคตรสั รพู้ ระอนตุ รสมั มาสมั โพธญิ าณแลว้ ๓ สปั ดาห์ ในสปั ดาหท์ ี่ ๔ ทรงพจิ ารณา
พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี น์ ต้ี ดิ ตอ่ กนั ตลอด ๗ วนั ณ รตั นฆรเจดยี ์ บรเิ วณตน้ พระศรมี หาโพธทิ์ ตี่ รสั รู้
หลังจากตรัสรู้แล้ว ๗ พรรษา ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ณ ควงไม้คัณฑามพฤกษ์
เขตกรงุ สาวตั ถี แลว้ เสดจ็ ไปจำ� พรรษาในสวรรคช์ น้ั ดาวดงึ ส์ ประทบั ณ บณั ฑกุ มั พลศลิ าอาสนข์ อง
ท้าวสกั กะ ซง่ึ อยู่ภายใต้ต้นปาริชาต ได้ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คมั ภรี ์ โปรดพระพทุ ธมารดา
ท่ีไปอุบัติเป็นสันตุสิตเทพบุตรในสวรรค์ช้ันดุสิตและทวยเทพจากหมื่นจักรวาล ตลอดไตรมาส
คอื
ทรงแสดงธมั มสังคณี ๑๒ วนั ทรงแสดงวิภังค์ ๑๒ วัน
ทรงแสดงธาตุกถา ๖ วนั ทรงแสดงปคุ คลบญั ญตั ิ ๗ วัน
ทรงแสดงกถาวัตถุ ๑๐ วนั ทรงแสดงยมก ๑๒ วนั
ทรงแสดงปฏั ฐาน ๒๕ วัน

68 พระไตรปิฎกปรทิ รรศน ์ พระอภิธรรมปิฎก

พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ ทที่ รงแสดงโปรดพระพทุ ธมารดานี้ เรยี กวา่ พระอภธิ รรม
วติ ถารนยั คอื พระอภธิ รรมทท่ี รงแสดงโดยละเอยี ดพสิ ดาร อนงึ่ ในขณะทรงแสดงพระอภธิ รรม
๗ คมั ภรี ์ อย่ใู นสวรรคช์ ั้นดาวดงึ ส์นน้ั พระผู้มีพระภาคเสดจ็ ลงมาเสวยพระกระยาหารและทรง
พักผอ่ น ณ ป่าไม้จนั ทนแ์ ดง บริเวณสระอโนดาด บนภูเขาหิมพานต์เป็นประจำ� ทุกวนั โดยทรง
เนรมิตพระพุทธเนรมิตให้ทรงแสดงพระอภิธรรมแทนต่อไป ในช่วงที่เสด็จลงมา ณ บริเวณ
สระอโนดาดนี้เอง ท่านพระสารีบุตรได้เข้าเฝ้าปรนนิบัติ และพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง
พระอภธิ รรมใหท้ า่ นพระสารบี ตุ รฟงั ตดิ ตอ่ กนั ทกุ วนั ดว้ ย พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ ทที่ รงแสดงครง้ั
น้ี ทรงแสดงโดยยอ่ จงึ เรียกว่า พระอภธิ รรมสงั เขปนัย

ตอ่ มา ท่านพระสารบี ุตรไดแ้ สดงแกภ่ กิ ษจุ ำ� นวน ๕๐๐ รูป โดยขยายความให้
ละเอียดข้ึนพอสมควร คือไม่สังเขปนักและไม่พิสดารนัก จึงเรียกว่าพระอภิธรรมนาติวิตถาร-
นาตสิ ังเขปนัย

ธาตุกถาและปุคคลบัญญัติท่ีปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๓๖ น้ี คงเป็น
เพียงฉบับสังเขปนัยเท่านั้น เมื่อเทียบกับฉบับวิตถารนัยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง ๖ วัน
และ ๗ วนั ตามล�ำดบั

แนะนำ� ธาตุกถา ธาตุกถา

๑. ความหมาย
ค�ำว่า ธาตุ แปลวา่ สภาวะท่ที รงลักษณะเฉพาะของตัวเองไว้ หมายถึงสิง่ ท่ดี �ำรงอยู่ตาม
สภาพของตนหรือตามธรรมดาของเหตุปัจจยั ส่ิงทเ่ี ป็นมูลเดิม หรอื ส่ิงทถี่ อื ว่าเป็นสว่ นส�ำคญั ท่ี
คุมกันเป็นร่างของคน สตั ว์ และสิง่ ทั้งหลาย ไดแ้ ก่ ธาตุ ๔ ธาตุ ๖ และธาตุ ๑๘
ธาตุ ๔ คอื
๑. ปฐวีธาตุ ได้แก่ สภาวะทแ่ี ผ่ไปหรอื กนิ เน้อื ท่ี เรียกกันเปน็ สามัญว่าธาตุดนิ
๒. อาโปธาตุ ได้แก่ สภาวะท่เี อิบอาบดูดซึม เรยี กกนั เป็นสามัญวา่ ธาตุนำ้�
๓. เตโชธาตุ ไดแ้ ก่ สภาวะทที่ ำ� ใหร้ ้อน เรียกกันเป็นสามญั วา่ ธาตไุ ฟ
๔. วาโยธาตุ ไดแ้ ก่ สภาวะทท่ี ำ� ใหเ้ คล่อื นไหว เรียกกนั เป็นสามญั ว่าธาตุลม
ธาตุ ๖ คือ ธาตุท่ี ๑-๔ เหมือนธาตุ ๔ ขา้ งตน้ เพ่มิ อากาสธาตแุ ละวญิ ญาณธาตุเขา้ ไป
อากาสธาตุ ไดแ้ กส่ ภาวะทว่ี ่าง วญิ ญาณธาตุ ได้แก่ สภาวะทร่ี แู้ จง้ อารมณห์ รือธาตรุ ู้
ธาตุ ๑๘ คือ
๑. จักขุธาต ุ ธาตุคอื จักขุ (ตา) ๒. โสตธาตุ ธาตุคือโสตะ (หู)
๓. ฆานธาต ุ ธาตุคือฆานะ (จมูก) ๔. ชวิ หาธาตุ ธาตคุ ือชวิ หา (ลน้ิ )

เลม่ ที่ ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๓๖ 69

๕. กายธาต ุ ธาตคุ ือกาย ๖. รปู ธาตุ ธาตุคือรูป
๗. สทั ทธาตุ ธาตคุ ือสทั ทะ (เสยี ง) ๘. คนั ธธาตุ ธาตคุ ือคันธะ (กลน่ิ )
๙. รสธาต ุ ธาตคุ อื รส
๑๐. โผฏฐพั พธาตุ ธาตคุ อื สงิ่ ที่สมั ผัส (เย็น ร้อน ออ่ น แข็ง)
๑๑. จกั ขวุ ิญญาณธาตุ ธาตุคือจกั ขวุ ิญญาณ
๑๒. โสตวญิ ญาณธาตุ ธาตุคอื โสตวิญญาณ
๑๓. ฆานวญิ ญาณธาต ุ ธาตคุ อื ฆานวญิ ญาณ
๑๔. ชิวหาวิญญาณธาตุ ธาตุคือชวิ หาวิญญาณ
๑๕. กายวิญญาณธาต ุ ธาตคุ ือกายวิญญาณ
๑๖. มโนธาตุ ธาตคุ อื มโน
๑๗. มโนวญิ ญาณธาตุ ธาตคุ ือมโนวญิ ญาณ
๑๘. ธัมมธาตุ ธาตุคือธรรมารมณ์

ค�ำว่า ธาตุกถา แปลวา่ คำ� อธบิ ายเรื่องธาตุ ในท่ีนีเ้ ป็นชือ่ ปกรณ์หรอื คมั ภีรท์ ี่ ๓ ของ
พระอภธิ รรมปฎิ ก เปน็ คมั ภรี ท์ พี่ ระผมู้ พี ระภาคทรงนำ� สภาวธรรมแมบ่ ททเี่ รยี กวา่ มาตกิ า จำ� นวน
๓๗๑ บท คืออัพภันตรมาติกา (สภาวธรรมแม่บทของคัมภีร์นี้เอง) จ�ำนวน ๑๐๕ บท และ
พาหิรมาติกา (สภาวธรรมแมบ่ ทจากคัมภีร์ธัมมสงั คณี) จำ� นวน ๒๖๖ บท มาแสดงด้วยวิธีการ
หรอื นยั ตา่ ง ๆ ๑๔ นยั เชน่ ทรงแสดงดว้ ยนยั ที่ ๑ วา่ สภาวธรรมแมบ่ ทเหลา่ น้ี บทไหนสงเคราะห์
เขา้ ไดก้ ับขนั ธเ์ ทา่ ไร เขา้ ได้กับอายตนะเท่าไร และเขา้ ได้กับธาตุเทา่ ไร และสงเคราะห์เข้าไมไ่ ด้
กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร กล่าวคือ ทรงก�ำหนดให้ธรรม ๓ หมวด คือ ขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ เปน็ บทยนื ส�ำหรับเทยี บวา่ สภาวธรรมแมบ่ ท ๓๗๑ บทน้นั บทไหน
สงเคราะห์หรือประกอบเข้าได้กับธรรม ๓ หมวดนี้ หมวดละเท่าไร สงเคราะห์หรือประกอบ
เข้าไม่ได้เท่าไร คัมภีร์น้ีจึงไม่ใช่ว่าด้วยธาตุเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วว่าด้วยขันธ์และอายตนะ
ด้วย แต่ที่ต้ังช่ือว่าธาตุกถา เพราะเน้นเรื่องธาตุมากกว่าธรรมอีก ๒ หมวด วิธีตั้งชื่อแบบนี้
เรยี กวา่ ตัง้ ตามสาติสยนยั คือนยั ที่ยิง่ กวา่ (มูล. ฏีกา ๓/๑-๒)

เนอ่ื งจากขันธ์ อายตนะ และธาตุ เป็นบทยนื ของคมั ภีรน์ จ้ี งึ ควรแนะนำ� ไวก้ อ่ น เพอื่ ให้
ก�ำหนดจ�ำไว้ให้แม่นย�ำ มิฉะนั้นจะไม่เข้าใจเร่ืองได้ดีพอ ธาตุ ๑๘ ได้แนะน�ำไว้แล้ว ต่อไปขอ
แนะนำ� ขันธ์ ๕ และอายตนะ ๑๒

ขนั ธ์ ๕ ได้แก่
๑. รปู ขนั ธ์ กองรูป ๒. เวทนาขันธ์ กองเวทนา
๓. สญั ญาขันธ์ กองสญั ญา ๔. สังขารขันธ์ กองสงั ขาร
๕. วิญญาณขนั ธ์ กองวิญญาณ

70 พระไตรปฎิ กปรทิ รรศน์ พระอภิธรรมปฎิ ก

แต่ละขันธ์หรือแต่ละกองมีองค์ธรรมอะไรบ้าง ขอให้ศึกษาโดยละเอียดจะเป็น
ประโยชน์อยา่ งยง่ิ

อายตนะ ๑๒ ได้แก่
๑. จกั ขายตนะ อายตนะคือตา ๒. โสตายตนะ อายตนะคือหู
๓. ฆานายตนะ อายตนะคอื จมูก ๔. ชิวหายตนะ อายตนะคือลนิ้
๕. กายายตนะ อายตนะคอื กาย ๖. มนายตนะ อายตนะคอื ใจ
๗. รปู ายตนะ อายตนะคือรูป ๘. สทั ทายตนะ อายตนะคือเสยี ง
๙. คันธายตนะ อายตนะคอื กลน่ิ ๑๐. รสายตนะ อายตนะคอื รส
๑๑. โผฏฐพั พายตนะ อายตนะ ๑๒. ธมั มายตนะ อายตนคอื ธรรมารมณ์ (สง่ิ ทใี่ จคดิ )
คือสิง่ ท่ีสมั ผสั (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง)
อายตนะแตล่ ะอยา่ งมอี งคธ์ รรมอะไรบา้ ง ควรศกึ ษาไวก้ อ่ นเพราะมรี ายละเอยี ดมาก เชน่
ธัมมายตนะมอี งคธ์ รรม ๒ กลุม่ กลุ่มหนง่ึ ได้แก่ สุขมุ รูป ๑๖ และนิพพาน อีกกลมุ่ หน่งึ ได้แก่
เจตสิก ๕๒ ท้งั ๒ กลมุ่ นวี้ ปิ ปยตุ จากกนั
อนึ่ง สภาวธรรม ๓ หมวดนี้ นอกจากเป็นบทยืนส�ำหรับเทียบกับสภาวธรรมแม่บท
อืน่ ๆ แล้ว ยงั เป็นสภาวธรรมแม่บทสำ� หรับยกเปน็ มลู บทหรือบทตั้งในการจำ� แนกสภาวธรรม
ตามวธิ ีการของแต่ละนัยด้วย
๒. เนื้อหาของธาตกุ ถา
ธาตุกถา แบ่งเปน็ ๒ ภาค คือภาคอุทเทสและภาคนิทเทส
ก. ภาคอุทเทส ได้แก่ ภาคทที่ รงแสดงสภาวธรรมแม่บท หรอื มาตกิ า พร้อมทง้ั
วธิ กี ารจ�ำแนกสภาวธรรมโดยยอ่ ใหเ้ หน็ โครงสรา้ งของคมั ภรี น์ ้ี
ข. ภาคนิทเทส ได้แกภ่ าคท่ีทรงแสดงการจำ� แนกโดยละเอยี ดด้วยวิธีการ
ตา่ ง ๆ ทีเ่ รียกวา่ นยั ถงึ ๑๔ นัย ท�ำให้มีเนอ้ื หา ๑๔ บท

ก. ภาคอุทเทส

ภาคอทุ เทส แบ่งเป็น ๕ มาตกิ า คอื
๑. นยมาตกิ า แปลวา่ สภาวธรรมแม่บททเ่ี ปน็ นยั หรือวธิ กี าร หมายถึงวธิ กี ารจ�ำแนก
หรือจัดหมวดหมสู่ ภาวธรรมแมบ่ ทจำ� นวน ๓๗๑ บท (อพั ภันตร มาตกิ า ๑๐๕ บท พาหิรมาติ
กา ๒๖๖ บท) เรียกอกี อยา่ งหนงึ่ ว่า มลู มาตกิ า คือสภาวธรรมแม่บทท่ีเป็นเค้าโครงของธาตุกถา
มี ๑๔ นัย คอื
๑. สงคฺ โห อสงฺคโห ได้แก่ สภาวธรรมทส่ี งเคราะหเ์ ข้าได้ (และ) สภาวธรรมท่ี
สงเคราะห์เข้าไม่ได้ เรยี กวา่ สังคหาสงั คหนัย

เล่มท่ี ๓ พระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ท่ี ๓๖ 71

๒. สงคฺ หิเตน อสงคฺ หิตํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมทส่ี งเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ บั สภาวธรรม
ที่สงเคราะห์เข้าได้ เรียกว่า สังคหเิ ตนอสังคหิตนยั

๓. อสงคฺ หิเตน สงคฺ หติ ํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมทสี่ งเคราะห์เข้าไดก้ ับสภาวธรรมที่
สงเคราะหเ์ ขา้ ไม่ได้ เรยี กวา่ อสังคหเิ ตนสังคหิตนัย

๔. สงฺคหิเตน สงคฺ หติ ํ ได้แก่ สภาวธรรมท่สี งเคราะหเ์ ขา้ ไดก้ บั สภาวธรรมที่
สงเคราะหเ์ ขา้ ได้ เรียกว่า สงั คหิเตนสังคหิตนัย

๕. อสงคฺ หเิ ตน อสงคฺ หิตํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมทีส่ งเคราะห์เขา้ ไมไ่ ดก้ บั
สภาวธรรมทส่ี งเคราะห์เขา้ ไมไ่ ด้ เรียกวา่ อสังคหเิ ตนอสังคหติ นยั

๖. สมฺปโยโค วปิ ฺปโยโค ไดแ้ ก่ สภาวธรรมที่ประกอบเข้าได้ (และ) สภาวธรรม
ที่ประกอบเข้าไม่ได้ เรียกว่า สัมปโยควปิ ปโยคนยั

๗. สมฺปยุตเฺ ตน วปิ ปฺ ยุตฺตํ ได้แก่ สภาวธรรมทีป่ ระกอบเข้าไม่ได้กับสภาวธรรม
ทีป่ ระกอบเข้าได้ เรียกวา่ สัมปยุตเตนวิปปยุตตนัย

๘. วิปปฺ ยตุ ฺเตน สมปฺ ยุตตฺ ํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมที่ประกอบเข้าไดก้ บั สภาวธรรมที ่
ประกอบเขา้ ไมไ่ ด้ เรยี กวา่ วปิ ปยุตตสัมปยุตตนัย

๙. สมปฺ ยุตฺเตน สมฺปยตุ ตฺ ํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมที่ประกอบเขา้ ได้กบั สภาวธรรมที่
ประกอบเขา้ ได้ เรียกว่า สัมปยตุ ตสมั ปยุตตนัย

๑๐. วปิ ฺปยุตฺเตน วิปปฺ ยตุ ตฺ ํ ได้แก่ สภาวธรรมที่ประกอบเข้าไมไ่ ด้กบั สภาวธรรม
ที่ประกอบเขา้ ไมไ่ ด้ เรยี กวา่ วปิ ปยุตตวิปปยตุ ตนยั

๑๑. สงคฺ หเิ ตน สมฺปยตุ ตฺ ํ วปิ ฺปยตุ ฺตํ ได้แก่ สภาวธรรมทปี่ ระกอบเขา้ ได(้ และ)
สภาวธรรมที่ประกอบเขา้ ไม่ได้ กับสภาวธรรมทสี่ งเคราะห์เขา้ ได้ เรยี กว่า
สงั คหเิ ตนสัมปยตุ ตวปิ ปยุตตนัย

๑๒. สมปฺ ยุตฺเตน สงฺคหิตํ อสงฺคหิตํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมท่สี งเคราะห์ เข้าได้(และ)
สภาวธรรมท่ีสงเคราะห์เขา้ ไม่ได้ กับสภาวธรรมทป่ี ระกอบเข้าได้ เรยี กว่า
สัมปยตุ เตนสังคหิตาสงั คหิตนยั

๑๓. อสงฺคหิเตน สมฺปยุตฺตํ วปิ ปฺ ยตุ ตํ ไดแ้ ก่ สภาวธรรมทีป่ ระกอบเข้าได้ (และ)
สภาวธรรมท่ปี ระกอบเข้าไมไ่ ด้ กับสภาวธรรมท่ีสงเคราะหเ์ ข้า
ไม่ได้ เรียกว่า อสังคหเิ ตนสัมปยตุ ตวปิ ปยตุ ตนยั

๑๔. วปิ ฺปยตุ ฺเตน สงคฺ หติ ํ อสงฺคหติ ํ ได้แก่ สภาวธรรมท่ีสงเคราะห์ เขา้ ได้(และ)
สภาวธรรมทส่ี งเคราะหเ์ ขา้ ไม่ได้ กับสภาวธรรมทีป่ ระกอบเขา้ ไมไ่ ด้
เรยี กวา่ วิปปยตุ เตนสงั คหติ าสังคหติ นัย

ค�ำว่า สงฺคโห หรอื ท่แี ปลวา่ สงเคราะห์ หมายถงึ การรวมเข้า เปน็ วิธีการจดั หมวด
หมูส่ ภาวธรรม ซ่ึงคัมภีรอ์ รรถกถาช่อื ปญั จปกรณ์ อธิบายไวว้ ่า มี ๔ แบบ คอื


Click to View FlipBook Version