ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
พระธรรมวสิ ุทธมิ งคล
พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบวั
วดั ป่าบา้ นตาด อ�ำเภอเมือง จังหวดั อดุ รธานี
อนสุ รณ์พพิ ธิ ภัณฑฉ์ ันทกรานสุ รณ์
วัดป่าอมั พโรปัญญาวนาราม ในพระสังฆราชปู ถัมภ์
สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก
ชีวประวตั ิและพระธรรมเทศนา
พระธรรมวิสุทธิมงคล (พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบวั )
เลขมาตรฐานหนงั สือ : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๕-๕๖๑-๐
พิมพ์ครัง้ ที่ ๑ : ตุลาคม ๒๕๖๐
จำ� นวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เล่ม
จัดพิมพโ์ ดย : มูลนิธพิ ุทธสมนุ ไพรค่แู ผน่ ดนิ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
สงวนลขิ สิทธ์ิ : ห้ามคัดลอก ตัดตอน เปลยี่ นแปลง แก้ไข ปรบั ปรงุ
ขอ้ ความใดๆ ท้งั สิ้น หรือนำ� ไปพิมพจ์ �ำหน่าย
หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์เพ่อื ให้เป็นธรรมทาน
โปรดติดตอ่ ขออนญุ าตจากทางมูลนิธพิ ทุ ธสมุนไพรคูแ่ ผ่นดนิ ไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
พมิ พท์ ี่ : บริษทั ศลิ ป์สยามบรรจุภัณฑแ์ ละการพมิ พ์ จำ� กัด
๖๑ ถนนเลยี บคลองภาษเี จริญฝ่งั เหนอื ซ.เพชรเกษม๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรงุ เทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com
ค�ำปรารภ
เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี
ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา
ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ
สารบญั
พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล (พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบวั )
ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา ๑
พระธรรมวิสทุ ธิมงคล (พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบัว)
ชีวประวตั ิ พระธรรมวสิ ุทธมิ งคล (พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบัว) ๓
พระธรรมเทศนา พระธรรมวสิ ุทธมิ งคล (พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว) ๑๓
- ปัญญาอบรมสมาธิ ๑๕
- จิตเปน็ ของแปลกประหลาดและนา่ อัศจรรย ์ ๓๓
- สติปัฏฐาน ๔ ๔๒
- สมาธิหวั ตอ ๕๘
- พระจรงิ พระปลอม ๗๔
- หลกั ของพระศาสนา ๙๕
- เรียงล�ำดับอริยภูมิ ๑๐๕
- ความวา่ งของจิต ๑๑๘
- อวิชชารวมตัว ปกปดิ จติ แท้-ธรรมแท้ ๑๒๙
- ธดุ งควัตร เครื่องหา้ มลอ้ กเิ ลส ๑๔๑
- ขันธ์ ๕ ต่างหากจากจติ ๑๖๐
- ธรรมทายาท ๑๗๘
- รอู้ สุภะ รู้อยา่ งไร ๑๙๔
- ความอยากเป็นมรรคก็มี ๒๑๒
- ยึดแบบฉบบั ของผ้เู ห็นภัย ๒๓๐
- ความเพยี รเราตอ้ งฝนื ๒๕๙
- โอวาทปาฏิโมกข์ ๒๗๓
- โอชารสแห่งธรรม ๒๙๒
- พระกรรมฐานติดครอู าจารย์ ๓๑๖
- หลกั แห่งการอยูร่ ่วมกัน-ชัยชนะบนเวทีธรรม ๓๔๓
- แบบแปลนของศาสนธรรม ๓๖๗
- ภาวนามยปญั ญา กาฝากในวงพุทธศาสนาจริงหรือ? ๓๘๘
- ธรรมสถิตทีใ่ จ ๔๐๐
พระธรรมวิสทุ ธิมงคล
(ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน)
วดั ป่าบ้านตาด อ�ำ เภอเมือง จงั หวดั อดุ รธานี
ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา
พระธรรมวิสทุ ธมิ งคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบวั )
1
ทา่ นอาจารยพ์ ระมหาบวั าณสมั ปันโน หรือองคห์ ลวงตา
เปน็ พระสาวกรปู ส�ำคญั ฝา่ ยวิปสั สนาธุระ ผยู้ ังประทีปธรรม
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รุ่งเรืองอยู่สมัย
กึง่ พทุ ธกาล นสิ ยั อาชาไนย เทดิ ทนู พระศาสนา รกั ใคร่ใน
ธุดงควัตรตลอดอายุขัย เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ม่ัน
ภูริทัตตเถระ บุรพาจารย์ใหญ่ของพระฝ่ายอรัญวาสี
เม่ือท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณะล่วงไป องค์หลวงตาได้
สืบทอดอริยวงศ์อริยประเพณีออกมาเผยแผ่ผ่านสายทาง
แห่งปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน น�ำมาซ่ึงความศรัทธา
เลอื่ มใสของพทุ ธบรษิ ทั ทกุ หมเู่ หลา่ กอ่ ใหเ้ กดิ ผรู้ ตู้ ามเหน็ ตาม
สืบเน่ืองเป็นล�ำดับมา องค์ท่านจึงเป็นสรณะอันเกษมของ
พุทธบริษัท สมดังที่องค์ท่านได้กล่าวไว้ว่า “เราพูดตรงๆ
ให้พนี่ อ้ งท้งั หลายทราบว่า เราเปน็ เสาหลักของชาติ ศาสนา
กไ็ ม่ผดิ ”
ชวี ประวตั ิ
พระธรรมวิสทุ ธิมงคล
(พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบัว)
ชาติ สกุล
หลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน ถอื กำ� เนดิ ในครอบครวั ชาวนาแหง่ สกลุ “โลหติ ด”ี
เม่ือวันขน้ึ ๑๑ ค่ำ� เดือน ๙ ปีฉลู ตรงกบั วันองั คารที่ ๑๒ สิงหาคม พทุ ธศักราช
๒๔๕๖ ณ บา้ นตาด ต�ำบลบา้ นตาด อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดอุดรธานี โดยมี นายทองดี
เปน็ บดิ า นางแพง เปน็ มารดา ทา่ นเปน็ บตุ รคนท่ี ๒ ในจำ� นวนพนี่ อ้ งทง้ั หมด ๑๖ คน
ขณะคลอดไดม้ สี ายรกพนั ทคี่ อ โบราณถอื คตเิ ปน็ ๓ ทาง คอื ๑ สายกำ� ยำ� (นายพราน
ผกู้ อ้ งไพร) ๒ สายบาตร (ออกบวช) และ ๓ สายโซต่ รวน (ผรู้ า้ ยชายโจร) คณุ ตาได้
ท�ำนายเอาไวว้ า่
“นส่ี ายบาตรๆ เดก็ คนนจี้ ะไดบ้ วชเปน็ พระ แลว้ กจ็ ะไดเ้ ปน็ นกั ปราชญ์ ไอเ้ ดก็ คนนี้
ถ้ามนั ไปทางไหนแล้วขาดสะบัน้ ไปเลยนะสู”
3
บวชเรียน
คร้ังอยู่ในเพศฆราวาส หลวงตามหาบัวเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีนิสัยเด็ดเดี่ยว
อาจหาญ มสี จั จะ กตญั ญรู คู้ ณุ เปน็ ทไี่ วเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจของบดิ ามารดากวา่ บตุ รธดิ าคนอนื่
ด้วยเหตุน้ี บิดามารดาตา่ งปรารถนาอยากให้บวชสนองคุณ แตเ่ มอื่ ขอร้องหลายตอ่
หลายครัง้ ทา่ นกลับนง่ิ เฉยเสยี
เยน็ วนั หนง่ึ ขณะลอ้ มวงรบั ประทานอาหารเยน็ บดิ าไดพ้ ดู เรอ่ื งนขี้ น้ึ อกี พรอ้ มกบั
นำ้� ตารว่ งออกมา ทำ� ใหท้ า่ นสะเทอื นใจและไดน้ ำ� เรอ่ื งนไ้ี ปขบคดิ อยู่ ๓ วนั จงึ ยนิ ยอม
ทีจ่ ะอุปสมบท ท่านเลา่ ว่า
“ทบี่ วชนก่ี เ็ พราะพอ่ นำ้� ตารว่ ง บวชใหพ้ อ่ ดใี จเฉยๆ ทแี รก ครน้ั ไดอ้ า่ นตำ� รบั ตำ� รา
อา่ นไปๆ อา่ นตรงไหนๆ กม็ สี วรรค์ พรหมโลก จนกระทงั่ ถงึ นพิ พาน เรากเ็ ลยอยากจะ
ไปนิพพานในชาตนิ ี้ อยากจะเปน็ พระอรหันตใ์ นชาตินี้”
ทา่ นอปุ สมบท ณ วดั โยธานมิ ติ ร อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี เมอื่ อายุ ๒๑ ปี ตรงกบั
วนั องั คารที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๔.๔๕ น. พระธรรมเจดยี ์ (จมู พนั ธโุ ล)
เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ หลวงตาไดศ้ กึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมจบเปรยี ญธรรม ๓ ประโยค และ
นกั ธรรมชนั้ เอก ตามความตง้ั ใจ ณ วดั เจดยี ห์ ลวง อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่ จากนนั้
จึงไดอ้ อกปฏิบตั ภิ าวนา
4
พ่อแมค่ รอู าจารย์
ด้วยความสงสัยท่ีว่า มรรคผลนิพพานยังมีอยู่เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่
หลวงตามหาบวั จงึ เดนิ ทางเขา้ กราบนมสั การทา่ นพระอาจารยม์ น่ั เพอื่ ใหช้ ว่ ยแกป้ ญั หา
เร่ืองน้ี ดังนี้
“ถ้ามีท่านผู้หน่ึงผู้ใดมายืนยันเร่ืองมรรคผลนิพพานว่ามีอยู่นี้ เราจะมอบกาย
ถวายตวั ตอ่ ทา่ นองคน์ นั้ หรอื ผนู้ น้ั แลว้ เราจะเอาตายเขา้ วา่ เลย มากบ็ ง่ึ หาพอ่ แมค่ รจู ารย์
มน่ั เลย เหมอื นวา่ เรดารท์ า่ นจบั ไวห้ มดแลว้ ไปกใ็ สเ่ ปรย้ี งเลย ทา่ นมาหาอะไร ทา่ นมาหา
มรรคผลนพิ พานเหรอ หรอื มาหาอะไร ทา่ นกช็ ไ้ี ปตน้ ไมภ้ เู ขาไมใ่ ชก่ เิ ลส ไมใ่ ชม่ รรคผล
นพิ พาน ไลไ่ ปหมดจนกระทงั่ ครอบโลกธาตุ ไมใ่ ชบ่ าป ไมใ่ ชบ่ ญุ ไมใ่ ชม่ รรคผลนพิ พาน
มรรคผลนพิ พานแท้ บาปแท้ บุญแท้ อยู่ทใ่ี จ เอา้ ทำ� ใจใหไ้ ด้นะ มรรคผลนิพพาน
ไมต่ อ้ งถามละ อยทู่ ใี่ จแหง่ เดยี วนลี่ ะ ลงใจปง๋ึ เลย ทา่ นสงเคราะหเ์ ตม็ ทเี่ ลยหลวงปมู่ นั่ ”
“เรากไ็ ปพอใจตอนไดไ้ ปอยกู่ บั หลวงปมู่ นั่ พอใจทส่ี ดุ เลย ความเพยี รไมม่ คี ำ� วา่ ถอย
จากนนั้ มากเ็ อากนั ใหญเ่ ลย พดู เรอื่ งการทำ� ความเพยี รแทบลม้ แทบตายดว้ ยนสิ ยั จรงิ จงั
ของเรา ซดั กบั กเิ ลสมาตงั้ แตพ่ รรษา ๗ ถงึ พรรษา ๑๖ นเ่ี อาเตม็ เหนยี่ วอยา่ งไมม่ วี นั มคี นื
ไมม่ ีปีมเี ดือน นก่ี ค็ งจะมนี ิสัยอันหนึ่ง เพราะความมุง่ ม่นั ความมงุ่ มน่ั นี้ไมใ่ ช่มงุ่ มนั่
ธรรมดา มุ่งมั่นเพื่อความเปน็ พระอรหันต์เทา่ นั้น เราไม่เปน็ อยา่ งอนื่ เราจะขอเปน็
พระอรหนั ตอ์ ยา่ งเดยี ว ไมเ่ ปน็ พระอรหนั ตเ์ ราตอ้ งตายเทา่ นน้ั เราไมต่ าย กเิ ลสตอ้ งตาย
มีสองอย่าง”
5
ดว้ ยการปฏบิ ตั ชิ นดิ เอาเปน็ เอาตายเขา้ วา่ ความเพยี รเปน็ เลศิ ฉลาดในอบุ ายธรรม
ชน้ั ตา่ งๆ ประกอบกบั การมคี รบู าอาจารยช์ น้ั เยย่ี มคอยชแี้ นะ สง่ ผลใหก้ ารปฏบิ ตั ธิ รรม
ของทา่ นบรรลภุ มู ธิ รรมมาเปน็ ลำ� ดบั จนทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ไดพ้ ดู กบั พระเณรทว่ี ดั ปา่
บ้านหนองผอื จังหวดั สกลนคร คราวอาพาธระยะสุดทา้ ยวา่
“นเี่ วลาผมตายจะทำ� อยา่ งไร พวกทา่ นจะพง่ึ ใคร ใหพ้ งึ่ ทา่ นมหานะ ทา่ นมหาสำ� คญั
อยู่นะ ทั้งภายนอกภายใน”
ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั เรม่ิ อาพาธตงั้ แตเ่ ดอื น ๔ ถงึ เดอื น ๑๒ เปน็ เวลา ๘ เดอื นเตม็
จนถงึ วนั ท่ี ๑๐ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น. ทา่ นจงึ ไดล้ ะขนั ธน์ พิ พาน
ณ วัดป่าสทุ ธาวาส อำ� เภอเมอื ง จังหวัดสกลนคร
6
บรรลธุ รรม
หลงั จากงานถวายเพลงิ ศพทา่ นพระอาจารยม์ นั่ หลวงตามหาบวั ไดป้ ลกี ตวั ออก
จากหมคู่ ณะ หลกี เรน้ เรง่ ความเพยี รเพอื่ ปลดวางภาระทางใจอนั เปน็ กเิ ลสชน้ั ละเอยี ด
คอื อวชิ ชา แลว้ ทสี่ ดุ ในวนั ที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทมุ่ ตรง เปน็ พรรษา
ท่ี ๑๖ ของการบวช ความปรารถนาของทา่ นก็ไดบ้ รรลผุ ลโดยสมบูรณ์ ดังความวา่
“วดั ทเี่ ปน็ ทรี่ ะลกึ ไมล่ มื กค็ อื วดั ดอยธรรมเจดยี ์ บนหลงั เขา กระตอ๊ บเลก็ ๆ อยทู่ ี่
หนา้ พระยนื พระอยขู่ า้ งบน กระตอ๊ บเลก็ ๆ หนั หนา้ มาทางพระ เรามาอยทู่ น่ี น่ั กเิ ลสขาด
สะบ้นั ลงไปเป็นเวลา ๕ ทมุ่ เพราะฉะนน้ั จงึ เปน็ วัดท่ลี มื ไม่ได้เลย”
“นั่งอยู่ธรรมดานลี่ ะ ร่างกายของเราน้มี นั พุ่งข้นึ มันข้ึนไปไดอ้ ย่างไร เราเองก็
อศั จรรยเ์ องนะ พอพงุ่ ขน้ึ ไปลงมาแลว้ มนั สน่ั ไปหมดในรา่ งกาย ตวั สนั่ เหมอื นโลกธาตนุ ้ี
ควำ�่ หมดเลย สวา่ งจา้ ขนึ้ มาครอบหลงั วดั ดอยธรรมเจดยี ์ มองไปทไี่ หนวา่ งหมด ไมม่ อี ะไร
เหลอื เลย โอโ้ ห เปน็ อยา่ งนเ้ี หรอ พระพทุ ธเจา้ ตรสั รู้ ตรสั รอู้ ยา่ งนล้ี ะเหรอๆ พระธรรมแท้
เปน็ อยา่ งนล้ี ะเหรอ พระธรรมแทก้ ค็ อื ธรรมชาติ จติ กบั ธรรมเปน็ อนั เดยี วกนั แลว้ นนั่ ละ
ธรรมแทเ้ ปน็ อยา่ งนล้ี ะเหรอ พระสงฆแ์ ทเ้ ปน็ อยา่ งนล้ี ะเหรอ หอื พระพทุ ธเจา้ พระธรรม
พระสงฆ์ มาเปน็ อนั หนง่ึ อันเดียวกนั ได้อย่างไร มันเปน็ แล้วนะนน่ั นั่นละเป็นวาระ
สุดท้าย”
7
วดั นเ้ี ปน็ วัดของแผน่ ดิน ทำ� ประโยชน์ก็เพื่อแผ่นดนิ
(วดั ป่าบา้ นตาด)
เมอ่ื โยมมารดาไดบ้ วชเปน็ แมช่ ี หลวงตามหาบวั จงึ ไดก้ อ่ ตง้ั สำ� นกั วดั ปา่ บา้ นตาด
ขน้ึ ในราวปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เพอ่ื สะดวกตอ่ การสงเคราะหม์ ารดาดา้ นธรรมะ
ตงั้ แตเ่ รมิ่ สรา้ งวดั มา ทา่ นใหค้ วามสำ� คญั กบั ภาคปฏบิ ตั ภิ าวนาเปน็ หลกั ดว้ ยเหตผุ ล
ทว่ี า่ ครบู าอาจารยเ์ มอื่ มหี ลกั จติ หลกั ใจแลว้ ทา่ นสามารถทำ� ประโยชนใ์ หก้ บั โลกไดต้ าม
วาสนาฐานะของตนๆ สรา้ งความอบอุ่นร่มเยน็ แกโ่ ลกเรือ่ ยมาแตค่ รง้ั พุทธกาลจนถึง
ปจั จบุ นั เทศนาอบุ ายธรรมของหลวงตาทกี่ วา้ งขวาง ลกึ ซงึ้ แหลมคม จงึ เนน้ ลงทภี่ าค
จิตภาวนามากกวา่ ด้านอ่ืน เพ่อื ประโยชนแ์ กห่ วั ใจผู้ปฏิบตั ิ
ครูบาอาจารย์ผใู้ หญท่ ่ีเป็นเพชรนำ�้ หน่ึงในอดตี และปัจจุบนั ล้วนแลว้ แตไ่ ด้รับ
อบุ ายธรรมจากหลวงตาแทบทง้ั สน้ิ อาทิ หลวงปคู่ ำ� ดี ปภาโส หลวงปมู่ หาเขยี น ฐติ สโี ล
หลวงปบู่ ญุ จนั ทร์ กมโล หลวงปบู่ วั สริ ปิ ณุ โณ หลวงปสู่ วุ จั น์ สวุ โจ หลวงปหู่ ลา้ เขมปตั โต
หลวงป่ผู าง ปริปุณโณ เปน็ ต้น และลกู ศิษยท์ ไี่ ดร้ บั การอบรมจากท่านโดยตรง เช่น
พระอาจารยส์ งิ หท์ อง ธมั มวโร พระอาจารยบ์ ญุ มี ปรปิ ณุ โณ พระอาจารยเ์ พยี ร วริ โิ ย
พระอาจารย์ลี กสุ ลธโร พระอาจารย์ค�ำตนั ฐติ ธมั โม พระอาจารย์ปญั ญาวัฑโฒ และ
คุณแม่ชีแกว้ เสยี งล�ำ้ เปน็ ต้น
8
ธรรมสงเคราะหโ์ ลก
อปุ นสิ ัยทโี่ ดดเดน่ ประจำ� องค์หลวงตามหาบัวอีกขอ้ หนึง่ คอื ท่านเปน็ ผู้มเี มตตา
ธรรม มนี ำ�้ ใจชว่ ยเหลือผอู้ ่นื อยู่เสมอ ท้ังในด้านวัตถุภายนอกและด้านธรรมะภายใน
ดังนั้นท่านจึงเป็นสายบุญสายธรรมท่ีแผ่กระจายไปในทุกสารทิศ แต่ท่ีท่านให้ความ
สำ� คญั มากทส่ี ดุ กค็ อื ธรรมะ ดว้ ยเหตนุ ี้ เมตตาธรรมอนั บรสิ ทุ ธท์ิ ท่ี า่ นแสดงออกมาผา่ น
พระธรรมเทศนาและหนังสือธรรมะจึงปรากฏมีเป็นจ�ำนวนมากกว่าครูบาอาจารย์รูป
อนื่ ๆ ท่ีส�ำคญั ธรรมเทศนาทุกกัณฑ์ลว้ นเน้นหนกั ลงภาคจติ ภาวนา ท่านกลา่ ววา่
“ผมเทศนส์ อนหมเู่ พ่อื นเป็นหมืน่ ๆ แสนๆ องค์ พระเณรท่มี าเกีย่ วข้องกบั เรา
น่ีละเราเทศน์สอนโลกด้วยความไม่สงสัยในธรรมท้ังหลายของเรา เทศน์เต็มเม็ด
เต็มหนว่ ย ออกทางเทปก็มีตงั้ แต่ ๒๕๐๕-๒๕๐๖ มาเริม่ มเี ทป ก่อนหนา้ น้นั ไมม่ ี
หลังจากน้ันก็มีหนังสือที่ถอดจากเทปไปพิมพ์ๆ หนังสือของเราจึงมีมาก แจกท่ัว
ประเทศไทย เทปกม็ มี ากมาโดยลำ� ดบั ลำ� ดา แจกทว่ั ประเทศไทยเหมอื นกนั แตท่ ม่ี ามาก
ทสี่ ดุ กค็ อื คราวนี้ คราวนำ� ชาตบิ า้ นเมอื งของเราน้ี ขนึ้ เวทบี น้ั แกเ่ ทศนต์ ลอดเวลา คนเลย
ได้เหน็ ไดย้ นิ ออกทงั้ ทีวที ้ังวทิ ยุทั้งหนงั สือพิมพก์ ระจายไปหมด”
ส�ำหรับด้านวัตถุภายนอกท่ีท่านได้สงเคราะห์โลกนั้น หากนับรวมกันแล้วเป็น
จำ� นวนเงนิ หลายหมนื่ ลา้ นบาท
9
ช่วยชาติ ราชวงศ์
แสงแห่งพระอาทิตย์แผ่ไปในทิศทั้งส่ีฉันใด เมตตาอันไม่มีประมาณของ
พระอรยิ เจ้าท้งั หลายกแ็ ผ่ไปในใจของสรรพสัตวฉ์ นั น้ัน
ในคราวทปี่ ระเทศไทยเกดิ วกิ ฤตเศรษฐกจิ และสงั คมตกตำ�่ หลวงตามหาบวั ได้
ออกมาเปน็ ผนู้ ำ� ในโครงการผา้ ปา่ ชว่ ยชาติ เพอื่ ชว่ ยกอบกสู้ ถานภาพของประเทศไทยให้
ฟน้ื ฟผู า่ นพน้ ไปดว้ ยดี โดยเรม่ิ ตน้ เปดิ โครงการมาตงั้ แตว่ นั ท่ี ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑
นอกเหนือจากได้รับบริจาคทองค�ำและเงินสดในสกุลต่างๆ รวมมูลค่าหลายหม่ืน
ลา้ นบาทเขา้ สคู่ ลงั หลวงแลว้ องคท์ า่ นยงั ไดน้ ำ� ธรรมะเขา้ สจู่ ติ ใจประชาชนทกุ หมเู่ หลา่
สรา้ งความสขุ ตอ่ ใจทกุ ดวงอนั ถอื เปน็ คณุ ประโยชนอ์ เนกอนนั ตต์ อ่ ชาตบิ า้ นเมอื งอยา่ ง
หาทสี่ ดุ ไมไ่ ด้ โครงการผา้ ปา่ ชว่ ยชาตคิ รง้ั น้ี เปน็ การรว่ มมอื รว่ มใจจาก ๓ สถาบนั หลกั
มี ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ประเทศชาตจิ งึ พน้ วกิ ฤตในครง้ั นน้ั มาได้ ดงั ความวา่
“ในฐานะที่หลวงตาเป็นหัวหน้าได้ประกาศสอนธรรมพี่น้องท้ังหลาย หลวงตา
เนน้ หนกั ทางดา้ นจติ ใจมากกวา่ วตั ถนุ ะ เพราะนส้ี ำ� คญั มากทส่ี ดุ ยงิ่ กวา่ วตั ถตุ า่ งๆ เชน่
เรานำ� วตั ถมุ าชว่ ยชาตเิ หลา่ นก้ี เ็ ปน็ สริ มิ งคลแกช่ าตไิ ทยของเรา แตส่ ำ� คญั กค็ อื นำ� ธรรม
เข้าสูจ่ ติ ใจเพอื่ จะใหใ้ จเปน็ รากฐานสำ� คัญ แล้วรักษาชาติบา้ นเมอื งและทำ� นบุ �ำรุงชาติ
บา้ นเมอื งของเราใหส้ มบรู ณพ์ นู ผลขนึ้ เปน็ ลำ� ดบั เพราะอำ� นาจแหง่ ธรรมเกอื้ หนนุ ดว้ ย
การทำ� ท่ีถูกทดี่ ี บา้ นเมอื งของเราจะไดร้ ุง่ เรอื ง เพราะหวั ใจของชาวพุทธแตล่ ะดวงมี
หลกั ธรรมเปน็ เคร่ืองประกนั ตวั ”
10
อาพาธ - นพิ พาน
นบั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๕๐ เปน็ ตน้ มา ดว้ ยวยั ชราภาพ สขุ ภาพธาตขุ นั ธข์ องหลวงตา
มหาบวั เรม่ิ ทรดุ ลงเปน็ ลำ� ดบั จนกระทงั่ วนั จนั ทรท์ ี่ ๘ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เปน็ ตน้ มา
ธาตุขันธ์แสดงอาการอาพาธหนักมากขึ้นเรื่อยๆ อันปรากฏแก่สายตาศิษยานุศิษย์
จนกระท่งั ท่านไดเ้ ขา้ สู่นิพพานในเวลา ๓ นาฬกิ า ๕๓ นาที ของวันอาทติ ย์ที่ ๓๐
มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ กุฏวิ ดั ปา่ บา้ นตาด สริ ริ วมอายุ ๙๗ ปี ๕ เดอื น ๑๘ วัน
รวม ๗๗ พรรษา
“เราจะทำ� หนา้ ทขี่ องเราอยา่ งองอาจกลา้ หาญอาชาไนย สมกบั เราสอนโลกมาเตม็
เม็ดเตม็ หนว่ ย ๖๑ ปี และสมกับเราท่ีตง้ั ใจขึ้นเวทีฟดั กบั กเิ ลสมาเป็นเวลา ๙ ปีเตม็ ”
“...ชาตนิ ีเ้ ป็นชาติสดุ ทา้ ยของเรา ต้งั แต่บัดนีต้ อ่ ไปอกี เราจะไมก่ ลบั มาเกดิ อีก
ตลอดอนันตกาล”
11
ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าในต�ำราที่แสดงไว้ ไม่มี
สว่ นใดบกพรอ่ ง ยงั สมบรู ณบ์ รบิ รู ณอ์ ยดู่ งั ทเ่ี ราทงั้ หลาย
ไดร้ ไู้ ดเ้ หน็ อยนู่ น้ั แล แตส่ งิ่ ทบี่ กพรอ่ งกค็ อื ความสนใจ
ท่ีจะประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนธรรมน้ัน นับวัน
เสอื่ มลง เสอื่ มลง เมอ่ื ฝา่ ยหนง่ึ เสอื่ มลง ฝา่ ยหนงึ่ ยอ่ มมี
กำ� ลงั มากขน้ึ และผลติ ตวั ขน้ึ มาเพม่ิ กำ� ลงั ขนึ้ มาเรอื่ ยๆ
จนถึงกับหาขณะเวล่�ำเวลาท่ีธรรมะจะขยับตัวออก
ไมไ่ ดเ้ ลย มแี ตโ่ ลกลว้ นๆ ภายในความสมั ผสั สมั พนั ธ์
และภายในจติ ของเราโดยลำ� พังกเ็ ปน็ อยอู่ ย่างนนั้
12
พระธรรมเทศนา
พระธรรมวิสทุ ธิมงคล
(พระาณสมปฺ นโฺ น หลวงตามหาบวั )
13
ปญั ญาอบรมสมาธิ
ศลี
ศลี เปน็ รวั้ กนั้ ความคะนองทางกายวาจา มใี จเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบในงานและผลของ
งานท่กี ายวาจาท�ำขึ้น คนท่ไี มม่ ศี ีลเปน็ เคร่อื งปอ้ งกันความคะนอง เป็นผทู้ ี่สังคมผูด้ ี
รงั เกยี จ ไมเ่ ปน็ ทไี่ วว้ างใจของสงั คมทวั่ ไป แมจ้ ะเปน็ สงั คมในวงราชการหรอื สงั คมใดๆ
กต็ าม ถา้ มคี นทุศลี ไมม่ ยี างอายทางความประพฤติ แฝงอยู่ในสงั คมและวงงานนั้นๆ
แมแ้ ตค่ นเดยี วหรือสองคน แนท่ เี ดียวทีส่ งั คมและวงงานนัน้ ๆ จะตั้งอยเู่ ปน็ ปกึ แผน่
แนน่ หนาไมไ่ ดน้ าน จะตอ้ งถกู ทำ� ลายหรอื บน่ั ทอนจากคนประเภทนนั้ โดยทางใดกไ็ ด้
ตามแต่เขาจะมีโอกาสท�ำได้ในเวลาที่สังคมเผลอตัว เช่นเดียวกับอยู่ใกล้อสรพิษตัว
ร้ายกาจ คอยแต่จะขบกัดในเวลาพลงั้ เผลอ ฉะน้ัน
ศีล จึงเป็นธรรมคุ้มครองโลกให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากความระแวงสงสัย
อันเกิดแต่ความไม่ไว้ใจกันในทางท่ีจะให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย นับแต่ส่วน
เลก็ นอ้ ยไปถงึ สว่ นใหญ่ ซง่ึ เปน็ สง่ิ ทใ่ี ครๆ ไมพ่ งึ ปรารถนา ศลี มหี ลายประเภท นบั แต่
ศลี ๕ ศีล ๘ ศลี ๑๐ ถึงศีล ๒๒๗ ตามประเภทของบุคคลทีจ่ ะควรรกั ษาให้เหมาะ
แกเ่ พศและวยั ของตน เฉพาะศลี ๕ เปน็ ศลี ทจี่ ำ� เปน็ ทสี่ ดุ สำ� หรบั ฆราวาสผเู้ กย่ี วขอ้ งกบั
สงั คมหลายชนั้ จึงควรมศี ีลเปน็ เครือ่ งรบั รองความบรสิ ุทธข์ิ องตน และรบั รองความ
บรสิ ทุ ธข์ิ องกนั และกนั ตอ่ สว่ นรวมทเ่ี กยี่ วแกผ่ ลไดเ้ สยี อนั อาจเกดิ มไี ดใ้ นวงงานและ
สงั คมทว่ั ไป คนมศี ลี ๕ ประจำ� ตนคนเดยี วหรอื สองคนเขา้ ทำ� งานในวงงานทวั่ ไป จะเปน็
15
งานบรษิ ทั หา้ งรา้ นหรอื งานรฐั บาลซง่ึ เปน็ งานแผน่ ดนิ กต็ าม จะเหน็ ไดว้ า่ คนมศี ลี ๕ เพยี ง
คนเดียวหรือสองคนนั้น จะได้รบั ความนยิ มชมชอบ ความไวว้ างใจในกิจการต่างๆ
มกี ารเงนิ เปน็ ตน้ จากชมุ นมุ ชนในวงงานนน้ั ๆ เปน็ อยา่ งดยี ง่ิ ตลอดเวลาทเ่ี ขายงั อยู่ หรอื
แมเ้ ขาจะไปอยหู่ นใด กต็ อ้ งไดร้ บั ความนยิ มนบั ถอื ในทท่ี วั่ ไป เพราะคนมศี ลี กแ็ สดงวา่
ตอ้ งมธี รรมประจำ� ใจด้วย เชน่ เดยี วกบั รสของอาหารกับตวั ของอาหารจะแยกจากกัน
ไมไ่ ด้
ในขณะเดียวกัน คนมีธรรมก็แสดงว่าเปน็ ผู้มศี ลี ด้วย ขณะใดทเี่ ขาลว่ งเกนิ ศลี
ขอ้ ใดขอ้ หนงึ่ ขณะนนั้ แสดงวา่ เขาไมม่ ธี รรม เพราะธรรมอยกู่ บั ใจ ศลี อยกู่ บั กายวาจา
แล้วแต่กายวาจาจะเคลื่อนไหวไปทางถูกหรือผิด ตอ้ งส่อถึงเร่ืองของใจผู้เปน็ หัวหนา้
รับผิดชอบด้วย ถ้าใจมีธรรมประจ�ำกายวาจาต้องสะอาด ปราศจากโทษในขณะท�ำ
และพดู ฉะนน้ั ผมู้ กี ายวาจาสะอาดจงึ เปน็ เครอื่ งประกาศใหค้ นอนื่ เขาทราบวา่ เปน็ คนมี
ธรรมในใจ คนมศี ีลธรรมประจ�ำกาย วาจา ใจ จึงเปน็ คนมเี สน่ห์ เครอ่ื งดึงดดู ใจ
ประชาชนทวั่ โลกใหห้ นั มาสนใจและนยิ มรกั ชอบทกุ ยคุ ทกุ สมยั ไมม่ วี นั จดื จาง แมผ้ ไู้ ม่
สามารถกระทำ� กายวาจาใหเ้ ปน็ อยา่ งเขาได้ กย็ งั รจู้ กั นยิ มเลอ่ื มใสในคนผมู้ กี าย วาจา ใจ
อนั เปน็ ศีลธรรม เช่นเดยี วกบั ทพ่ี วกเราเคารพและเลอ่ื มใสในพระพทุ ธเจ้าและสาวก
ทง้ั หลาย ฉะนน้ั จงึ ชใี้ หเ้ หน็ วา่ ศลี ธรรมคอื ความดงี ามเปน็ สงิ่ ทโ่ี ลกตอ้ งการอยทู่ กุ เวลา
ไม่เป็นของลา้ สมยั ท้งั มคี ณุ คา่ เทา่ กับโลกเสมอไป
จะมีอยู่บ้างก็เน่ืองจากศีลธรรมได้ถูกแปรสภาพจากธรรมชาติเดิมออกมาสู่
ระเบยี บลทั ธปิ ระเพณี ซงึ่ แยกออกไปตามความนยิ มของชาติ ชนั้ วรรณะ จงึ เปน็ เหตใุ ห้
ศีลธรรมกลายเปน็ ของชาติ ชัน้ วรรณะ ไปตามความนิยมของลทั ธินัน้ ๆ อนั เป็นเหตุ
ใหโ้ ลกตชิ มตลอดมา นอกจากทว่ี า่ น้ี ศลี ธรรมยอ่ มเป็นคุณธรรมท่ีน�ำยคุ น�ำสมยั ไปสู่
ความเจรญิ ไดท้ กุ โอกาส ถา้ โลกยงั สนใจทจี่ ะนำ� เอาศลี ธรรมไปเปน็ เสน้ บรรทดั ดดั กาย
วาจา ใจ ของตนใหเ้ ป็นไปตามอยู่
จะเหน็ ไดง้ า่ ยๆ กค็ อื กาลใดทโ่ี ลกเกดิ ความยงุ่ เหยงิ ไมส่ งบ กาลนนั้ พงึ ทราบวา่
โลกเริม่ ขาดความสมบรู ณ์ทางศลี ธรรม ถ้าไมร่ ีบปรบั ปรงุ ใหต้ รงกับทางศีลธรรมแลว้
16
ไมน่ านฤทธ์ขิ องโลกลว้ นๆ จะระเบิดอย่างเต็มท่ี แมต้ ัวโลกเองผ้ทู รงฤทธิก์ ต็ อ้ งแตก
ทลายลงทนั ทที นอยไู่ ม่ได้
เฉพาะอย่างย่ิงในครอบครัวหนึ่งๆ ถ้าขาดศีลธรรมอันเป็นหลักของความ
ประพฤตแิ ลว้ แมค้ สู่ ามภี รรยากไ็ วใ้ จกนั ไมไ่ ด้ คอยแตจ่ ะเกดิ ความระแวงแคลงใจวา่
ค่คู รองของตนจะไปคบชู้กับชายอื่นหญงิ อน่ื อันเปน็ เหตุบ่อนทำ� ลายความมนั่ คงของ
ครอบครวั และทรพั ยส์ นิ เพยี งเทา่ นค้ี วามปวดรา้ วภายในใจเรม่ิ ฟกั ตวั ขน้ึ มาแลว้ ไมเ่ ปน็
อนั กนิ อันนอน แมก้ ารงานอนั เป็นหลกั อาชีพประจำ� ครอบครวั ตลอดลูกเล็กเดก็ แดง
ก็จะเรม่ิ แตกแหลกลาญไปตามๆ กัน ในขณะทค่ี รอบครวั น้นั ๆ เรม่ิ ท�ำลายศีลธรรม
ของตน ยิ่งไดแ้ ตกจากศลี ธรรมโดยความประพฤตอิ ย่างทก่ี ลา่ วแลว้ แน่ทีเดยี วสิง่ ที่
มน่ั คงทงั้ หลายจะกลายเปน็ กองเพลงิ ไปตามๆ กนั เชน่ เดยี วกบั หมอ้ นำ้� ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยนำ้�
ไดถ้ กู สง่ิ อนื่ กระทบใหต้ กลง นำ�้ ทง้ั หมดทบ่ี รรจอุ ยใู่ นหมอ้ จะตอ้ งแตกกระจายไปทนั ที
ฉะน้ัน
ดังน้ัน เมื่อโลกยังต้องการความเจริญอยู่ตราบใด ศีลธรรมจึงเป็นส่ิงจ�ำเป็น
ส�ำหรับโลกอยู่ตราบนั้น ใครจะคัดค้านหลักความจริงคือศีลธรรมอันเป็นสิ่งที่มีอยู่
ประจำ� โลกมาแต่กาลไหนๆ ไม่ได้ ค�ำว่าศีลธรรมในหลักธรรมชาติน้ัน ไม่ต้องไปขอ
รบั มาจากพระหรอื จากใคร ตามวดั หรอื ตามสถานทตี่ า่ งๆ แลว้ จงึ จะเกดิ เปน็ ศลี ธรรม
ขน้ึ มา แม้เพียงแต่ผู้รักความถูก ความดงี ามประจ�ำนิสัย แล้วประพฤติแต่ส่งิ ถูกและ
ดงี ามแก่ตนและผูอ้ ื่น เว้นการประพฤตสิ ิ่งที่เปน็ ข้าศึกตอ่ ความถกู ความดีงามของตน
เพียงเท่านน้ั ก็พอจะทราบได้แลว้ ว่า ผ้นู ้นั มีศีลธรรมขน้ึ ในตัวแล้ว
อน่ึง เหตุท่ีจะเกิดศีลธรรมข้ึนในใจและความประพฤติ เกิดข้ึนจากหลัก
ธรรมชาติที่กล่าวแล้วอย่างหนึ่ง เกิดจากการคบค้าสมาคมกับนักปราชญ์ มีสมณะ
ชพี ราหมณ์ เป็นตน้ ได้ศกึ ษาไตถ่ ามจากท่านแลว้ สมาทานนำ� มาปฏิบัติอกี อย่างหนงึ่
เพียงเท่านก้ี ็พอจะยังศลี ธรรมให้เกดิ ขนึ้ ในตน และกลายเปน็ คนมีศีลธรรมไดพ้ อแก่
การทรงตวั และครอบครวั ตลอดสงั คมทตี่ นเกยี่ วขอ้ ง ใหเ้ ปน็ ไปไดโ้ ดยปราศจากความ
ระแวงสงสัยในส่งิ ท่ไี มน่ า่ ไวใ้ จในครอบครวั และสว่ นรวม ฆราวาสปฏบิ ัตติ นได้เพียง
17
ศลี ๕ กส็ ามารถทำ� ความอนุ่ ใจใหแ้ กต่ นและครอบครวั โดยประจกั ษใ์ จตลอดเวลาทตี่ น
มีความประพฤตอิ ยู่ในกรอบของศลี ธรรม
ส่วนศีล ๘ ศลี ๑๐ ศีล ๒๒๗ นั้น แยกจากศลี ๕ ขึน้ ไปส่คู วามละเอยี ดตาม
อธั ยาศยั ของผใู้ ครป่ ระพฤตติ นในศลี ธรรมชนั้ สงู ขน้ึ ไป ทง้ั ดา้ นปฏบิ ตั ริ กั ษาและความ
เอาใจใส่ ยอ่ มมกี ฎเกณฑห์ รอื วธิ กี ารตา่ งจากศลี ๕ ขน้ึ ไปเปน็ ชนั้ ๆ เมอื่ สรปุ ความแลว้
ศีลทุกประเภทเป็นคุณสมบัติเพื่อที่จะรักษาความคะนองทางความประพฤติของกาย
และวาจา เพอื่ ความอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ สบายใจ สำ� หรบั ทา่ นผปู้ ฏบิ ตั ถิ กู และเปน็ สงิ่ จำ� เปน็
แก่ผู้เกี่ยวข้องที่ต้องการจะท�ำตนให้เป็นคนดีทุกรายไป แต่ส�ำหรับผู้เลวทรามย่อม
ไม่เหน็ วา่ เป็นของจำ� เป็น เพราะไมต่ ้องการอยากเปน็ คนดีเหมอื นโลกเขา แต่คอยจะ
ทำ� ลายความสขุ ของผอู้ น่ื กอ่ ความเดอื ดรอ้ นแกโ่ ลกทกุ เวลาทไี่ ดช้ อ่ งและโอกาส ศลี ธรรม
บางสว่ น แมแ้ ตส่ ัตวด์ ิรัจฉานเขายังพอมไี ด้ อยา่ วา่ แต่มนุษย์จะเปน็ เจ้าของศีลธรรม
โดยถา่ ยเดียวเลย เราพอจะสังเกตได้ว่าสตั วด์ ริ จั ฉานเขายังมรี ศั มีแหง่ ธรรมแทรกอยู่
ในใจและความประพฤตขิ องเขาบา้ ง เช่น สัตวเ์ ลีย้ งในบา้ นเรา
ผู้ท่ีมศี ลี ธรรมเปน็ ภาคพ้ืนประจ�ำนสิ ยั และความประพฤตติ ลอดเวลา นอกจาก
จะเป็นผใู้ หค้ วามอบอุน่ เปน็ ท่ีไวว้ างใจ และใหค้ วามนิยมแก่ประชาชนตลอดกาลแลว้
ยงั เปน็ ผมู้ คี วามอบอนุ่ ในตนเอง ทงั้ วนั นี้ วนั หนา้ ชาตนิ แ้ี ละชาตหิ นา้ อกี ดว้ ย ศลี ธรรม
จงึ เปน็ คณุ สมบัติอันจ�ำเปน็ ของโลกตลอดกาล
สมาธิ
ธรรมกรรมฐานทุกบทเปน็ รั้วกัน้ ความคะนองของใจ ใจท่ไี ม่มกี รรมฐานประจ�ำ
และควบคุม จงึ เกิดความคะนองไดท้ ุกวัย ท้ังเดก็ เล็ก หนุ่มสาว เฒ่าแก่ ชรา คนจน
คนมี คนฉลาด คนโง่ คนมีฐานะสงู ตำ่� ปานกลาง คนตาบอด หูหนวก ตาดี หูดี
งอ่ ยเปลีย้ เสียขา พิกลพกิ าร และอ่ืนๆ ไม่มปี ระมาณ ทางศาสนธรรมเรียกวา่ ผู้ยัง
ตกอยใู่ นวยั ความคะนองทางใจ หมดความสง่าราศที างใจ หาความสุขไมไ่ ด้ อาภพั
ความสขุ ทางใจตายแล้วขาดทนุ ทงั้ ข้นึ ทงั้ ล่อง เชน่ เดียวกบั ตน้ ไม้จะมีก่ิงก้านดอกผล
18
ดกหนาหรอื ไม่ ไม่เปน็ ประมาณ รากแกว้ เสียหรอื โคน่ ลงแล้ว ย่อมเสยี ความเปน็ สง่า
ราศแี ละผลประโยชน์ ฉะนน้ั แตล่ ำ� ตน้ หรอื กงิ่ กา้ นของตน้ ไมก้ ย็ งั อาจจะมาทำ� ประโยชน์
อย่างอน่ื ไดบ้ า้ ง ไม่เหมือนมนษุ ยต์ าย
โทษแห่งความคะนองของใจที่ไม่มีธรรมะเป็นเครื่องรักษา จะหาจุดความสุข
ไม่พบตลอดกาล แม้ความสุขจะเกิดเพราะความคะนองของใจเป็นผู้แสวงหามาได้
ก็เป็นความสุขชนิดเป็นบทบาทที่จะเพ่ิมความคะนองของใจให้มีความกล้าแข็งไปใน
ทางท่ีไม่ถูกมากกวา่ จะเป็นความสขุ ที่พงึ พอใจ
ฉะนน้ั สมาธิ คอื ความสงบหรอื ความตงั้ มนั่ ของใจ จงึ เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ความคะนอง
ของใจท่ไี ม่อยากรบั “ยา” คือ กรรมฐาน ผตู้ ้องการปราบปรามความคะนองของใจ
ซงึ่ เคยเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ สตั วม์ าหลายกปั นบั ไมถ่ ว้ น จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งฝนื ใจรบั “ยา” คอื กรรมฐาน
การรบั ยาหมายถงึ การอบรมใจของตนดว้ ยธรรมะ ไมป่ ลอ่ ยตามลำ� พงั ของใจ ซงึ่ ชอบ
ความคะนองเปน็ มติ รตลอดเวลา คอื นอ้ มธรรมเขา้ มากำ� กบั ใจ ธรรมกำ� กบั ใจเรยี กวา่
กรรมฐาน มี ๔๐ หอ้ ง ตามจรติ นสิ ยั ของบรรดาสตั วไ์ มเ่ หมอื นกนั มี กสณิ ๑๐ อสภุ ๑๐
อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกลู สญั ญา ๑ จตธุ าตุววตั ถาน ๑ และอรปู ๔
จะขอยกมาพอประมาณทใี่ ช้กนั โดยมากและให้ผลแก่ผ้ปู ฏิบัตเิ ป็นทพี่ งึ พอใจ คือ
อาการของกาย ๓๒ มี เกสา (ผม) โลมา (ขน) นขา (เลบ็ ) ทนฺตา (ฟนั )
ตโจ (หนงั ) น่ีทา่ นเรียกวา่ กรรมฐาน ๕ หรือ พทุ โฺ ธ ธมฺโม สงโฺ ฆ ฯลฯ หรอื
อานาปานสติ (ระลกึ ลมหายใจเขา้ ออก) บทใดก็ได้ตามแต่จริตชอบ เพราะนิสยั ไม่
เหมือนกัน จะใช้กรรมฐานอย่างเดียวกันย่อมเป็นการขัดต่อจริตไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เมอื่ ชอบบทใดกต็ กลงใจนำ� บทนนั้ มาบรกิ รรม เชน่ จะบรกิ รรมเกสา กน็ กึ วา่ เกสาซำ�้ อยู่
ในใจ ไมอ่ อกเสยี งเป็นค�ำพดู ใหไ้ ดย้ ินออกมาภายนอก (แต่ลำ� พงั นึกเอาชนะใจไม่ได้
จะบรกิ รรมทำ� นองสวดมนตเ์ พอื่ ใหเ้ สยี งผกู ใจไวจ้ ะไดส้ งบกไ็ ด้ ทำ� จนกวา่ ใจจะสงบได้
ดว้ ยค�ำบริกรรมจงึ หยุด) พรอ้ มทงั้ ใจให้ทำ� ความรสู้ กึ ไว้กับผมบนศรี ษะ จะบริกรรม
บทใดกใ็ หท้ ำ� ความรอู้ ยกู่ บั กรรมฐานบทนน้ั เชน่ เดยี วกบั บรกิ รรมบทเกสา ซงึ่ ทำ� ความรู้
อยู่ในผมบนศีรษะ ฉะนัน้
19
ส่วนการบริกรรมบท พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงฺโฆ บทใดๆ ให้ท�ำความร้ไู วจ้ �ำเพาะใจ
ไมเ่ หมอื นบทอ่นื ๆ คอื ใหค้ �ำบรกิ รรมวา่ พุทโฺ ธ เปน็ ตน้ สัมพนั ธ์กนั อยกู่ บั ใจไป
ตลอดจนกว่าจะปรากฏ พทุ โฺ ธ ในคำ� บรกิ รรมกบั ผูร้ ู้ คือใจเปน็ อนั เดียวกนั แมผ้ ูจ้ ะ
บริกรรมบท ธมฺโม สงฺโฆ ตามจริต ก็พึงบริกรรมให้สัมพันธ์กันกับใจจนกว่าจะ
ปรากฏ ธมโฺ ม หรือ สงโฺ ฆ เปน็ อนั เดยี วกันกบั ใจ ทำ� นองเดยี วกับบท พุทฺโธ เถดิ ฯ
อานาปานสติภาวนา ถอื ลมหายใจเขา้ หายใจออกเป็นอารมณ์ของใจ มีความรู้
และสติอยกู่ ับลมหายใจเขา้ ออก เบอื้ งตน้ การตัง้ ลม ควรต้ังทป่ี ลายจมกู หรือเพดาน
เพราะเป็นท่ีกระทบลมหายใจพอถือเอาเป็นเครื่องหมายได้ เมื่อท�ำจนช�ำนาญและ
ลมละเอียดเข้าไปเท่าไร จะค่อยรู้หรือเข้าใจความสัมผัสของลมเข้าไปโดยล�ำดับ
จนปรากฏลมอยทู่ ที่ า่ มกลางอกหรอื ลนิ้ ปแ่ี หง่ เดยี ว ทนี จี้ งกำ� หนดลม ณ ทน่ี นั้ ไมต่ อ้ ง
กังวลออกมาก�ำหนดหรือตามรู้ลมที่ปลายจมูกหรือเพดานอีกต่อไป การก�ำหนดลม
จะตามดว้ ย พทุ โฺ ธ เปน็ คำ� บริกรรมกำ� กบั ลมหายใจเข้า-ออกด้วยก็ได้ เพ่ือเป็นการ
พยงุ ผู้รู้ใหเ้ ดน่ จะได้ปรากฏลมชัดขึ้นกบั ใจ เมื่อช�ำนาญในลมแล้ว ตอ่ ไปทุกครง้ั ท่ี
ก�ำหนด จงก�ำหนดลงที่ลมหายใจท่ามกลางอกหรือลิ้นปโ่ี ดยเฉพาะ ทัง้ นีส้ ำ� คัญอยทู่ ี่
ตง้ั สติ จงตงั้ สตกิ ำ� กบั ใจใหม้ คี วามรสู้ กึ ในลมทกุ ขณะทล่ี มเขา้ และลมออก สน้ั หรอื ยาว
จนกวา่ จะร้ชู ดั ในลมหายใจ มีความละเอียดเข้าไปทุกที และจนปรากฏความละเอยี ด
ของลมกับใจเป็นอันเดียวกัน ทีน้ีให้ก�ำหนดลมอยู่จ�ำเพาะใจ ไม่ต้องกังวลในค�ำ
บรกิ รรมใดๆ ทง้ั สนิ้ เพราะการกำ� หนดลมเขา้ ออกและส้นั ยาวตลอดค�ำบริกรรมนั้นๆ
กเ็ พอ่ื จะใหจ้ ติ ถงึ ความละเอยี ด เมอื่ ถงึ ลมละเอยี ดทสี่ ดุ จติ จะปรากฏมคี วามสวา่ งไสว
เยือกเย็นเป็นความสงบสุข และรูอ้ ยจู่ ำ� เพาะใจ ไมเ่ กย่ี วข้องกบั อารมณใ์ ดๆ แม้ทีส่ ุด
กองลมกล็ ดละความเกยี่ วขอ้ ง ในขณะนน้ั ไมม่ คี วามกงั วล เพราะจติ วางภาระ มคี วามรู้
อยูจ่ �ำเพาะใจดวงเดยี ว คอื ความเป็นหนง่ึ (เอกคั คตารมณ์) น่ีคือผลที่ไดร้ บั จากการ
เจรญิ อานาปานสตกิ รรมฐาน ในกรรมฐานบทอื่นพงึ ทราบว่าผู้ภาวนาจะตอ้ งได้รับผล
เชน่ เดียวกันกับบทนี้
20
การบริกรรมภาวนา มีบทกรรมฐานนัน้ ๆ เปน็ เครอ่ื งก�ำกับใจด้วยสติ จะระงับ
ความคะนองของใจได้เป็นลำ� ดบั จะปรากฏความสงบสขุ ขนึ้ ทีใ่ จ มอี ารมณ์อนั เดียว
คือรู้อยู่จ�ำเพาะใจ ปราศจากความฟุ้งซ่านใดๆ ไม่มีส่ิงมากวนใจให้เอนเอียง เป็น
ความสขุ จำ� เพาะใจ ปราศจากความเสกสรรหรอื ปรงุ แตง่ ใดๆ ทง้ั สน้ิ เพยี งเทา่ นผ้ี ปู้ ฏบิ ตั ิ
จะเหน็ ความอศั จรรยใ์ นใจทไี่ มเ่ คยประสบมาแตก่ าลไหนๆ และเปน็ ความสขุ ทด่ี ดู ดม่ื
ยงิ่ กวา่ ความสุขอื่นใดทเี่ คยผ่านมา
อน่ึง พึงทราบ ผู้บริกรรมบทกรรมฐานนั้นๆ บางท่านอาจปรากฏอาการแห่ง
กรรมฐานท่ีตนก�ำลงั บริกรรมนัน้ ขึน้ ท่ใี จในขณะทีก่ ำ� ลงั บรกิ รรมอยู่ก็ได้ เชน่ ปรากฏ
ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เน้ือ เอน็ กระดูก เปน็ ตน้ อาการใดอาการหนงึ่ ประจกั ษ์
กับใจเหมือนมองเหน็ ดว้ ยตาเนือ้ เมื่อปรากฏอยา่ งน้ี พึงกำ� หนดดูอาการท่ีตนเหน็ นน้ั
ใหช้ ดั เจนตดิ ใจ และกำ� หนดใหต้ งั้ อยอู่ ยา่ งนน้ั ไดน้ านและตดิ ใจเทา่ ไรยง่ิ ดี เมอ่ื ตดิ ใจ
แนบสนิทแล้วจงท�ำความแยบคายในใจ ก�ำหนดส่วนที่เห็นน้ันโดยเป็นของปฏิกูล
โสโครกทงั้ อาการสว่ นในและอาการสว่ นนอกของกายโดยรอบ และแยกสว่ นของกาย
ออกเปน็ สว่ นๆ หรอื เป็นแผนกๆ ตามอาการนัน้ ๆ โดยเป็นกองผม กองขน กองเนอื้
กองกระดูก ฯลฯ เสร็จแล้วกำ� หนดให้เนา่ เปือ่ ยลงบ้าง ก�ำหนดไฟเผาบา้ ง ก�ำหนดให้
แรง้ กา หมา กนิ บา้ ง กำ� หนดใหแ้ ตกลงสธู่ าตเุ ดมิ ของเขา คอื ดนิ นำ้� ลม ไฟ บา้ งเปน็ ตน้
การท�ำอย่างนเี้ พ่ือความช�ำนาญคล่องแคล่วของใจในการเหน็ กาย เพื่อความเหน็ จรงิ
ในกายว่ามีอะไรอยู่ในน้ัน เพ่ือความบรรเทาและตัดขาดเสียได้ซ่ึงความหลงกาย
อนั เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ราคะตณั หา คอื ความคะนองของใจ ทำ� อยา่ งนไ้ี ดช้ ำ� นาญเทา่ ไรยง่ิ ดี
ใจจะสงบละเอยี ดเขา้ ทกุ ที ขอ้ สำ� คญั เมอ่ื ปรากฏอาการของกายขนึ้ อยา่ ปลอ่ ยใหผ้ า่ นไป
โดยไมส่ นใจ และอยา่ กลวั อาการของกายทป่ี รากฏ จงกำ� หนดไวเ้ ฉพาะหนา้ ทนั ที กายนี้
เมอ่ื ภาวนาไดเ้ หน็ จนตดิ ใจจรงิ ๆ จะเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยสลดสงั เวชตน จนเกดิ ขนพอง
สยองเกลา้ นำ้� ตาไหลลงทนั ที อนงึ่ ผทู้ ป่ี รากฏกายขน้ึ เฉพาะหนา้ ในขณะภาวนา ใจจะเปน็
สมาธไิ ด้อย่างรวดเร็ว และจะทำ� ปัญญาให้แจ้งไปพรอ้ มๆ กันกบั ความสงบของใจที่
ภาวนาเหน็ กาย
21
ผู้ที่ไม่เห็นอาการของกาย จงทราบว่าการบริกรรมภาวนาท้ังน้ีก็เป็นการภาวนา
เพ่ือจะยังจิตให้เข้าสู่ความสงบสุขเช่นเดียวกัน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยท่ีตรงไหนว่า
จิตจะไม่หยั่งลงสู่ความสงบและเห็นภัยด้วยปัญญาในวาระต่อไป จงท�ำความมั่นใจ
ในบทภาวนาและค�ำบริกรรมของตนอย่าท้อถอย ผู้ด�ำเนินไปโดยวิธีใดพึงทราบว่า
ด�ำเนินไปสู่จุดประสงค์เช่นเดียวกัน และจงทราบว่าบทธรรมท้ังหมดน้ีเป็นบทธรรม
ที่จะน�ำใจไปสู่สันติสุข คือพระนิพพาน อันเป็นจุดสุดท้ายของการภาวนาทุกบทไป
ฉะนั้น จงท�ำตามหนา้ ที่แหง่ บทภาวนาของตน อยา่ พะวักพะวนในกรรมฐานบทอนื่ ๆ
จะเป็นความลังเลสงสัยตัดสินใจลงไปสู่ความจริงไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคแก่ความ
จริงใจตลอดกาล จงต้ังใจทำ� ด้วยความมีสติจริงๆ และอย่าเรียง ศีล สมาธิ ปัญญา
ให้นอกไปจากใจ เพราะกเิ ลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ เปน็ ต้น อย่ทู ่ใี จ ใครไมไ่ ด้
เรียงรายเขา เม่ือคิดไปทางผดิ มันก็เกดิ กเิ ลสขึ้นมาทใ่ี จดวงน้นั ไม่ได้กำ� หนดหรือ
นัดกนั ว่าใครจะมากอ่ นมาหลงั มันเป็นกิเลสมาทเี ดยี ว กิเลสชนิดไหนมา มันก็ท�ำให้
เรารอ้ นไดเ้ ชน่ เดยี วกนั เรอื่ งของกเิ ลสมนั จะตอ้ งเปน็ กเิ ลสเรอ่ื ยไปอยา่ งนี้ กเิ ลสตวั ไหน
จะมากอ่ นมาหลงั เปน็ ไมเ่ สยี ผล ทำ� ใหเ้ กดิ ความรอ้ นไดท้ ง้ั นน้ั วธิ กี ารแกก้ เิ ลสกอ็ ยา่ คอย
ใหศ้ ลี ไปกอ่ น สมาธมิ าทสี่ อง ปญั ญามาทส่ี าม นเี่ รยี กวา่ ทำ� สมาธเิ รยี งแบบ เปน็ อดตี
อนาคตเสมอไป หาความสงบสุขไมไ่ ดต้ ลอดกาล
ปญั ญาอบรมสมาธิ
ความจริงการภาวนาเพื่อให้ใจสงบ ถ้าสงบด้วยวิธีปลอบโยนโดยทางบริกรรม
ไม่ได้ ต้องภาวนาด้วยวิธีปราบปรามขู่เข็ญ คือค้นคิดหาเหตุผลในส่ิงที่จิตติดข้อง
ดว้ ยปญั ญา แลว้ แตค่ วามแยบคายของปญั ญาจะหาอบุ ายทรมานจติ ดวงพยศ จนปรากฏ
ใจยอมจ�ำนนตามปัญญาว่าเป็นความจริงอย่างน้ันแล้ว ใจจะฟุ้งซ่านไปไหนไม่ได้
ต้องหยั่งเข้าสู่ความสงบ เช่นเดียวกับสัตว์พาหนะตัวคะนอง ต้องฝึกฝนทรมาน
อยา่ งหนกั จงึ จะยอมจำ� นนตอ่ เจา้ ของ ฉะนนั้ ในเรอ่ื งนจ้ี ะขอยกอปุ มาเปน็ หลกั เทยี บเคยี ง
เชน่ ตน้ ไมบ้ างประเภทตงั้ อยโู่ ดดเดย่ี วไมม่ สี ง่ิ เกย่ี วขอ้ ง ผตู้ อ้ งการตน้ ไมน้ น้ั กต็ อ้ งตดั
ดว้ ยมดี หรอื ขวาน เมอื่ ขาดแลว้ ไมต้ น้ นนั้ กล็ ม้ ลงสจู่ ดุ ทห่ี มายแลว้ นำ� ไปไดต้ ามตอ้ งการ
22
ไมม่ คี วามยากเย็นอะไรนัก แต่ไมอ้ ีกบางประเภทไมต่ ง้ั อยู่โดดเดยี่ ว ยงั เก่ียวขอ้ งอยู่
กับก่ิงแขนงของต้นอ่นื ๆ อกี มาก ยากที่จะตัดใหล้ งสู่ที่หมายได้ ตอ้ งใช้ปญั ญาหรอื
สายตาตรวจดสู ง่ิ เกย่ี วขอ้ งของตน้ ไมน้ นั้ โดยถถี่ ว้ น แลว้ จงึ ตดั ตน้ ไมน้ น้ั ใหข้ าด พรอ้ มทงั้
ตัดสง่ิ เกย่ี วขอ้ งจนหมดส้ินไป ไม้ยอ่ มตกหรอื ล้มลงสู่ทหี่ มายและน�ำไปได้ตามความ
ตอ้ งการฉันใด จริตนสิ ัยของคนเราก็ฉันน้ัน
คนบางประเภทไมค่ อ่ ยมสี ง่ิ แวดลอ้ มเปน็ ภาระกดถว่ งใจมาก เพยี งใชค้ ำ� บรกิ รรม
ภาวนา พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงโฺ ฆ เปน็ ตน้ บทใดบทหนง่ึ เขา้ เทา่ นน้ั ใจกไ็ ดร้ บั ความสงบเยอื กเยน็
เปน็ สมาธลิ งได้ กลายเปน็ ตน้ ทนุ หนนุ ปญั ญาใหก้ า้ วหนา้ ตอ่ ไปไดอ้ ยา่ งสบาย ทเ่ี รยี กวา่
สมาธิอบรมปัญญา แต่คนบางประเภทมีส่ิงแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก และ
เป็นนิสัยชอบคิดอะไรมากอย่างน้ี จะอบรมด้วยค�ำบริกรรมอย่างที่กล่าวมาแล้วน้ัน
ไมส่ ามารถทจี่ ะยงั จติ ใหห้ ยง่ั ลงสคู่ วามสงบเปน็ สมาธไิ ด้ ตอ้ งใชป้ ญั ญาไตรต่ รองเหตผุ ล
ตดั ตน้ เหตขุ องความฟงุ้ ซา่ นดว้ ยปญั ญา เมอ่ื ปญั ญาไดห้ วา่ นลอ้ มในสงิ่ ทจ่ี ติ ตดิ ขอ้ งนน้ั
ไวอ้ ยา่ งหนาแนน่ แลว้ จติ จะมคี วามรเู้ หนอื ปญั ญาไปไมไ่ ด้ และจะหยงั่ ลงสคู่ วามสงบ
เปน็ สมาธไิ ด้ ฉะนนั้ คนประเภทนจี้ ะตอ้ งฝกึ ฝนจติ ใหเ้ ปน็ สมาธไิ ดด้ ว้ ยปญั ญา ทเ่ี รยี กวา่
ปญั ญาอบรมสมาธิ ตามชอ่ื หวั เรอื่ งทใ่ี หไ้ วแ้ ลว้ ในเบอื้ งตน้ นน้ั เมอื่ สมาธเิ กดิ มขี น้ึ ดว้ ย
อ�ำนาจปัญญา อันดับต่อไปสมาธิก็กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญาให้มีก�ำลังก้าวหน้า
สดุ ทา้ ยกล็ งรอยเดยี วกันกับหลักเดมิ ทว่ี ่า สมาธอิ บรมปัญญา
ผตู้ อ้ งการอบรมใจใหเ้ ปน็ ไปเพอื่ ความฉลาด รเู้ ทา่ ทนั กลมายาของกเิ ลส อยา่ ยดึ
ปริยัติจนเกิดกิเลส แต่ก็อย่าปล่อยวางปริยัติจนเลยศาสดา ผิดพระประสงค์ของ
พระพทุ ธเจา้ ทงั้ สองนยั คอื ในขณะทท่ี ำ� สมาธภิ าวนา อยา่ สง่ ใจไปยดึ ปรยิ ตั จิ นกลายเปน็
อดตี อนาคตไป ใหต้ งั้ จติ ลงสปู่ จั จบุ นั คอื เฉพาะหนา้ มธี รรมทต่ี นเกย่ี วขอ้ งเปน็ อารมณ์
เท่าน้ัน เมื่อมีข้อข้องใจตัดสินใจลงไม่ได้ว่าถูกหรือผิด เวลาออกจากท่ีภาวนาแล้ว
จงึ ตรวจสอบกบั ปรยิ ตั ิ แตจ่ ะตรวจสอบทกุ ขณะไปกผ็ ดิ เพราะจะกลายเปน็ ความรใู้ นแบบ
ไม่ใชค่ วามรู้เกิดจากภาวนา ใชไ้ มไ่ ด้
23
สรุปความ ถ้าจิตสงบได้ด้วยอารมณ์สมถะ คือค�ำบริกรรมด้วยธรรมบทใด
กบ็ รกิ รรมบทนนั้ ถ้าจะสงบไดด้ ว้ ยปัญญาสกัดกน้ั โดยอุบายตา่ งๆ กต็ อ้ งใช้ปญั ญา
เป็นพ่เี ลย้ี งเพือ่ ความสงบเสมอไป ผลรายได้จากการอบรมทัง้ สองวิธีน้ี คอื ความสงบ
และปัญญาอันจะมีรัศมีแฝงขึ้นจากความสงบน้ันๆ
สมาธิ
สมาธิ วา่ โดยชอื่ และอาการแหง่ ความสงบ มี ๓ คือ
ขณิกสมาธิ ตงั้ มนั่ หรือสงบชัว่ คราวแล้วถอนข้นึ มา
อุปจารสมาธิ ท่านว่ารวมเฉียดๆ นานกว่าขณิกสมาธิแล้วถอนขึ้นมา จากนี้
ขอแทรกทศั นะของ “ธรรมป่า” เข้าบ้างเลก็ น้อย อปุ จารสมาธิ เม่อื จติ สงบลงไปแล้ว
ไมอ่ ยกู่ บั ท่ี ถอยออกมาเลก็ นอ้ ย แลว้ ตามรเู้ รอื่ งตา่ งๆ ตามแตจ่ ะมาสมั ผสั ใจ บางครงั้
กเ็ ป็นเร่ืองเกิดจากตนเองปรากฏเป็นนิมิตข้นึ มา ดบี า้ ง ชว่ั บา้ ง แต่เบอื้ งตน้ เป็นนิมิต
เกิดกับตนมากกว่า ถ้าไม่รอบคอบก็ท�ำให้เสียได้ เพราะนิมิตท่ีจะเกิดข้ึนจากสมาธิ
ประเภทน้ี มมี ากเอาประมาณไม่ได้ บางครงั้ กป็ รากฏเปน็ รูปรา่ งของตวั เอง นอนตาย
และเน่าพองอย่ตู อ่ หน้า เปน็ ผีตายและเน่าพองอยตู่ ่อหนา้ บ้าง มีแตโ่ ครงกระดกู บ้าง
เป็นซากศพเขาก�ำลังหามผ่านมาต่อหน้าบ้าง เป็นต้น ท่ีปรากฏลักษณะน้ี ผู้ฉลาด
ก็ถือเอาเป็นอุคคหนิมิตเพื่อเป็นปฏิภาคนิมิตได้ เพราะจะยังสมาธิให้แน่นหนาและ
จะยังปัญญาให้คมกล้าได้เป็นล�ำดับ ส�ำหรับผู้กล้าต่อเหตุผลเพื่อจะยังประโยชน์ตน
ใหส้ ำ� เรจ็ ยอ่ มไดส้ ตปิ ญั ญาจากนมิ ติ นนั้ ๆ เสมอไป แตผ่ ขู้ ข้ี ลาดหวาดกลวั อาจจะทำ� ใจ
ใหเ้ สยี เพราะสมาธปิ ระเภทนม้ี จี ำ� นวนมาก เพราะเรอ่ื งทน่ี า่ กลวั มมี าก เชน่ ปรากฏมคี น
รูปรา่ ง สีสัน วรรณะ น่ากลวั ท�ำท่าจะฆา่ ฟันหรือจะกินเป็นอาหาร อยา่ งนเี้ ปน็ ตน้
แตถ่ า้ เปน็ ผกู้ ลา้ หาญตอ่ เหตกุ ารณแ์ ลว้ กไ็ มม่ คี วามเสยี หายอะไรเกดิ ขน้ึ ยงิ่ จะไดอ้ บุ าย
เพิ่มข้นึ จากนิมติ หรือสมาธปิ ระเภทน้ีเสยี อีก สำ� หรับผู้มกั กลัว ปกติก็แสห่ าเรื่องกลวั
อยูแ่ ล้ว ย่งิ ปรากฏนมิ ติ ทน่ี า่ กลวั กย็ ิ่งไปใหญ่ ดีไม่ดีอาจจะเป็นบ้าข้นึ ในขณะนัน้ กไ็ ด้
24
ส่วนนิมิตนอกท่ีผ่านมา จะรู้หรือไม่ว่าเป็นนิมิตนอกหรือนิมิตเกิดกับตัวน้ัน
ต้องผ่านนิมิตในซ่ึงเกิดกับตัวไปจนช�ำนาญแล้วจึงจะสามารถรู้ได้ นิมิตนอกนั้น
เป็นเร่ืองท่ีเกยี่ วกบั เหตุการณ์ตา่ งๆ ของคนหรอื สัตว์ เปรต ภูตผี เทวบุตร เทวดา
อนิ ทร์ พรหม ทม่ี าเกย่ี วขอ้ งกับสมาธิในเวลานั้น เชน่ เดยี วกบั เราสนทนากนั กบั แขก
ทม่ี าเยย่ี ม เรอ่ื งปรากฏขนึ้ จะนานหรอื ไมน่ น้ั แลว้ แตเ่ หตกุ ารณจ์ ะยตุ ลิ งเมอ่ื ใด บางครง้ั
เรื่องหน่ึงจบลง เร่ืองอื่นแฝงเข้ามาต่อกันไปอีกไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เรียกว่าส้ันบ้าง
ยาวบา้ ง เมอื่ จบลงแลว้ จติ กถ็ อนขนึ้ มา บางครงั้ กก็ นิ เวลาหลายชว่ั โมง สมาธปิ ระเภทน้ี
แมร้ วมนานเทา่ ใดกต็ าม เมอ่ื ถอนขนึ้ มาแลว้ ก็ไม่มกี �ำลงั เพมิ่ สมาธใิ หแ้ นน่ หนา และ
ไมม่ กี ำ� ลงั หนนุ ปญั ญาไดด้ ว้ ย เหมอื นคนนอนหลบั แลว้ ฝนั ไป ธาตขุ นั ธย์ อ่ มไมม่ กี ำ� ลงั
เต็มที่ ส่วนสมาธิท่ีรวมลงแล้วอยู่กับท่ี พอถอนข้ึนมาปรากฏเป็นก�ำลังหนุนสมาธิ
ให้แน่นหนาเช่นเดียวกับคนนอนหลับสนิทดีไม่ฝัน พอต่ืนขึ้นธาตุขันธ์รู้สึกมีก�ำลังดี
ฉะนั้น สมาธิประเภทน้ีถ้ายังไม่ช�ำนาญและรอบคอบด้วยปัญญา ก็ท�ำให้เสียคน
เชน่ เปน็ บา้ ไปได้ โดยมากนกั ภาวนาทเ่ี ขาเลา่ ลอื กนั วา่ “ธรรมแตก” นนั้ เปน็ เพราะสมาธิ
ประเภทน้ี แต่เมื่อรอบคอบดีแล้วก็เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ได้ดี ส่วน
อุคคหนิมิตท่ีปรากฏข้ึนจากจิตตามท่ีได้อธิบายไว้ข้างต้นน้ัน เป็นนิมิตท่ีควรแก่การ
ปฏภิ าคในหลกั ภาวนาของผตู้ อ้ งการอบุ ายแยบคายดว้ ยปญั ญาโดยแท้ เพราะเปน็ นมิ ติ
ที่เกี่ยวกับอริยสัจ นิมิตอันหลังต้องน้อมเข้าหาจึงจะเป็นอริยสัจได้บ้าง แต่ท้ังนิมิต
เกิดกับตนและนิมิตผ่านมาจากภายนอก ถ้าเป็นคนขลาดก็อาจเสียได้เหมือนกัน
ส�ำคัญอยู่ท่ีปัญญาและความกล้าหาญต่อเหตุการณ์ ผู้มีปัญญาจึงไม่ประมาทสมาธิ
ประเภทนีโ้ ดยถ่ายเดยี ว เช่น งูเป็นตัวอสรพษิ เขานำ� มาเล้ียงไวเ้ พอ่ื ถือเอาประโยชน์
จากงกู ย็ งั ได้ วธิ ปี ฏบิ ตั ใิ นนมิ ิตทงั้ สองซง่ึ เกดิ จากสมาธปิ ระเภทน้ี นมิ ติ ทเี่ กิดจากจติ
ที่เรียกว่า “นิมติ ใน” จงท�ำปฏภิ าคมแี บ่งแยกเปน็ ตน้ ตามที่ได้อธบิ ายไวข้ า้ งตน้ แล้ว
นิมิตทีผ่ า่ นมาอนั เก่ยี วแกค่ นหรอื สัตว์ เปน็ ต้น ถา้ สมาธยิ งั ไม่ชำ� นาญ จงงดไวก้ ่อน
อยา่ ดว่ นสนใจ เมอ่ื สมาธชิ ำ� นาญแลว้ จงึ ปลอ่ ยจติ ออกรตู้ ามเหตกุ ารณท์ ป่ี รากฏ จะเปน็
ประโยชน์ท่ีเก่ียวกับเร่ืองราวในอดีตอนาคตไม่น้อยเลย สมาธิประเภทน้ีเป็นสมาธิที่
แปลกมาก อยา่ ด่วนเพลิดเพลนิ และเสยี ใจในสมาธิประเภทนโี้ ดยถ่ายเดียว จงท�ำใจ
25
ใหก้ ลา้ หาญขณะทนี่ มิ ติ นานาประการเกดิ ขนึ้ จากสมาธปิ ระเภทนี้ เบอ้ื งตน้ ใหน้ อ้ มลงสู่
ไตรลักษณ์ ขณะนิมิตปรากฏขึน้ จะไม่ทำ� ใหเ้ สยี
แตพ่ งึ ทราบวา่ สมาธปิ ระเภทมนี มิ ติ นไี้ มม่ ที กุ รายไป รายทไ่ี มม่ กี ค็ อื เมอ่ื จติ สงบ
แลว้ รวมอยกู่ บั ท่ี จะรวมนานเทา่ ไรกไ็ มค่ อ่ ยมนี มิ ติ มาปรากฏ หรอื จะเรยี กงา่ ยๆ กค็ อื
รายท่ีปญั ญาอบรมสมาธิ แมส้ งบรวมลงแล้วจะอยนู่ านหรือไมน่ านกต็ าม ก็ไม่มีนิมติ
เพราะเก่ยี วกับปัญญาแฝงอยูใ่ นองค์สมาธินั้น ส่วนรายทสี่ มาธอิ บรมปญั ญา มักจะ
ปรากฏนมิ ติ แทบทกุ รายไป เพราะจติ ประเภทนรี้ วมลงอยา่ งเรว็ ทสี่ ดุ เหมอื นคนตกบอ่
ตกเหวไมค่ อ่ ยระวงั ตวั ลงรวดเดยี วกถ็ งึ ทพ่ี กั ของจติ แลว้ กถ็ อนออกมารเู้ หตกุ ารณต์ า่ งๆ
จึงปรากฏเป็นนมิ ติ ขนึ้ มาในขณะนัน้ และก็เปน็ นิสัยของจิตประเภทน้ีแทบทกุ รายไป
แต่จะเป็นสมาธิประเภทใดก็ตาม ปัญญาเป็นส่ิงส�ำคัญประจ�ำสมาธิประเภทนั้นๆ
เมอ่ื ถอนออกมาแลว้ จงไตรต่ รองธาตขุ นั ธด์ ว้ ยปญั ญา เพราะปญั ญากบั สมาธเิ ปน็ ธรรม
คเู่ คยี งกนั จะแยกจากกนั ไมไ่ ด้ ถา้ สมาธไิ มก่ า้ วหนา้ ตอ้ งใชป้ ญั ญาหนนุ หลงั ขอยตุ เิ รอื่ ง
อุปจารสมาธิแต่เพยี งเทา่ น้ี
อปั ปนาสมาธิ เปน็ สมาธทิ ล่ี ะเอยี ดและแนน่ หนามนั่ คง ทงั้ รวมอยไู่ ดน้ าน จะให้
รวมอยู่หรือถอนขึ้นมาได้ตามต้องการ สมาธิทุกประเภทพึงทราบว่าเป็นเคร่ืองหนุน
ปญั ญาไดต้ ามกำ� ลงั ของตน คอื สมาธอิ ยา่ งหยาบ อยา่ งกลาง และอยา่ งละเอยี ด กห็ นนุ
ปัญญาอย่างหยาบ อย่างกลาง และอยา่ งละเอียดเปน็ ชนั้ ๆ ไป แลว้ แตผ่ ู้มปี ญั ญาจะ
นำ� ออกใช้ แตโ่ ดยมากจะเปน็ สมาธปิ ระเภทใดกต็ ามปรากฏขนึ้ ผภู้ าวนามกั จะตดิ เพราะ
เปน็ ความสงบสขุ ในขณะทจ่ี ติ รวมลงและพกั อยู่ การทจ่ี ะเรยี กวา่ จติ ตดิ สมาธิ หรอื ตดิ
ความสงบไดน้ ั้น ไมเ่ ป็นปัญหา ในขณะทีจ่ ิตพกั รวมอยู่ จะพกั อยูน่ านเท่าไรก็ได้ตาม
ขน้ั ของสมาธิ ทสี่ ำ� คญั กค็ อื เมอ่ื จติ ถอนขนึ้ มาแลว้ ยงั อาลยั ในความพกั ของจติ ทงั้ ๆ ทตี่ น
มคี วามสงบพอทจ่ี ะใชป้ ญั ญาไตรต่ รองและมคี วามสงบจนพอตวั ซงึ่ ควรจะใชป้ ญั ญา
ไดอ้ ยา่ งเตม็ ทแ่ี ลว้ แตย่ งั พยายามทจ่ี ะอยใู่ นความสงบ ไมส่ นใจในปญั ญาเลย อยา่ งน้ี
เรยี กว่าตดิ สมาธิถอนตัวไม่ขึ้น
26
ปัญญา
ทางท่ีถูกและราบร่ืนของผู้ปฏิบัติก็คือ เม่ือจิตได้รับความสงบพอเห็นทางแล้ว
ต้องฝึกหัดจิตให้คิดค้นในอาการของกาย จะเป็นอาการเดียวหรือมากอาการก็ตาม
ดว้ ยปญั ญา คลค่ี ลายดกู ายของตนเรม่ิ ตงั้ แต่ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เนอ้ื เอน็ กระดกู
เยอื่ ในกระดกู ม้าม หัวใจ ตับ พังผดื ไต ปอด ไสน้ อ้ ย ไสใ้ หญ่ อาหารใหม่
อาหารเกา่ ๆ ฯลฯ ทเี่ รยี กว่า อาการ ๓๒ ของกาย สิ่งเหลา่ น้ีตามปกตเิ ตม็ ไปดว้ ยของ
ปฏกิ ลู นา่ เกลยี ดตลอดเวลา ไม่มีอวัยวะส่วนใดจะสวยงามตามโมหนิยม ยังเปน็ อยู่
กป็ ฏกิ ลู ตายแลว้ ยง่ิ เปน็ มากขน้ึ ไมว่ า่ สตั ว์ บคุ คล หญงิ ชาย มคี วามเปน็ อยา่ งนท้ี ง้ั นน้ั
ในโลกนเี้ ตม็ ไปดว้ ยของอยา่ งนี้ หาสงิ่ ทแ่ี ปลกกวา่ นไ้ี มม่ ี ใครอยใู่ นโลกนตี้ อ้ งมอี ยา่ งน้ี
ตอ้ งเปน็ อยา่ งน้ี ตอ้ งเหน็ อยา่ งน้ี ความเปน็ อนจิ จฺ ํ ไมเ่ ทย่ี ง กก็ ายอนั นี้ ทกุ ขฺ ํ ความลำ� บาก
กก็ ายอนั น้ี อนตตฺ า ปฏเิ สธความประสงคข์ องสตั วท์ ง้ั หลาย กก็ ายอนั น้ี สง่ิ ทไี่ มส่ มหวงั
ทง้ั หมดกอ็ ยทู่ ก่ี ายอนั น้ี ความหลงสตั วห์ ลงสงั ขารกห็ ลงกายอนั น้ี ความถอื สตั วถ์ อื สงั ขาร
กถ็ อื กายอนั น้ี ความพลดั พรากจากสตั วแ์ ละสงั ขารกพ็ ลดั พรากจากกายอนั น้ี ความหลง
รักหลงชังก็หลงกายอันน้ี ความไม่อยากตายก็ห่วงกายอันนี้ ตายแล้วร้องไห้หากัน
ก็เพราะกายอันนี้ ความทุกขท์ รมานแต่วันเกดิ จนถึงวันตายกเ็ พราะกายอนั น้ี ท้ังสัตว์
และบุคคลวิ่งว่อนไปมาหาอยู่หากินไม่มีวันไม่มีคืน ก็เพราะเร่ืองของกายอันเดียวน้ี
มหาเหตมุ หาเรอื่ งใหญโ่ ตในโลกทเี่ ปน็ กงจกั รผนั มนษุ ยแ์ ละสตั วไ์ มม่ วี นั ลมื ตาเตม็ ดวง
ประหนง่ึ ไฟเผาอยตู่ ลอดเวลา กค็ อื เรอื่ งของกายเปน็ เหตุ กเิ ลสทว่ มหวั จนเอาตวั ไมร่ อด
ก็เพราะกายอนั นี้ สรปุ ความเรอ่ื งในโลก คอื เรื่องเพ่ือกายอนั เดียวนท้ี ง้ั นน้ั
เม่ือพิจารณากายพร้อมทั้งเรื่องของกายให้แจ้งประจักษ์กับใจด้วยปัญญาอยู่
อย่างนไ้ี ม่มเี วลาหยดุ ย้ัง กิเลสจะยกกองพลมาจากไหนใจจึงจะสงบลงไม่ได้ ปญั ญา
อา่ นประกาศความจรงิ ใหใ้ จฟงั อยอู่ ยา่ งนต้ี ลอดเวลา ใจจะฝนื ความจรงิ จากปญั ญาไป
ไหน เพราะกเิ ลสกเ็ กดิ จากใจ ปญั ญากเ็ กดิ จากใจ เรากค็ อื ใจ จะแกก้ เิ ลสดว้ ยปญั ญา
ของเราจะไม่ได้อย่างไร เม่ือปัญญาเป็นไปในกายอยู่อย่างน้ี จะไม่เห็นแจ้งในกาย
อยา่ งไรเลา่ ? เมอื่ เหน็ กายแจง้ ประจกั ษใ์ จดว้ ยปญั ญาอยา่ งนี้ ใจตอ้ งเบอื่ หนา่ ยในกายตน
27
และกายคนอนื่ สตั วอ์ นื่ ตอ้ งคลายความกำ� หนดั ยนิ ดใี นกาย แลว้ ถอนอปุ าทานความ
ถือมั่นในกาย โดยสมจุ เฉทปหาน พรอ้ มท้ังความรูเ้ ท่ากายทุกสว่ น ไม่หลงรักหลงชัง
ในกายใดๆ อกี ต่อไป
การทจ่ี ติ ใชก้ ลอ้ ง คอื ปญั ญา ทอ่ งเทยี่ วในเมอื ง “กายนคร” ยอ่ มเหน็ “กายนคร”
ของตน และ “กายนคร” ของคนและสตั วท์ ว่ั ไปได้ชัด ตลอดจนทางสามแพรง่ คอื
ไตรลกั ษณ์ อนจิ จฺ ํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า และทางสแ่ี พร่ง คอื ธาตสุ ี่ ดิน นำ้� ลม ไฟ ท่ัวทั้ง
ตรอกของทางสายต่างๆ คือ อาการของกายทุกสว่ น พรอ้ มทงั้ หอ้ งน้ำ� ครัวไฟ (ส่วน
ข้างในของร่างกาย) แหง่ เมืองกายนคร จดั เป็น โลกวิทู ความเห็นแจง้ ในกายนครทว่ั
ท้ังไตรโลกธาตกุ ็ไดด้ ว้ ย ยถาภตู ญาณทัสสนะ ความเห็นตามเปน็ จรงิ ในกายทกุ สว่ น
หมดความสงสยั ในเร่อื งของกายที่เรียกวา่ รูปธรรม
ตอ่ ไปน้ี จะอธบิ ายวปิ สั สนาเกยี่ วกับนามธรรม คือ เวทนา สญั ญา สังขาร และ
วญิ ญาณ นามธรรมทง้ั สนี่ เ้ี ปน็ สว่ นหนง่ึ ของขนั ธห์ า้ แตล่ ะเอยี ดไปกวา่ รปู ขนั ธ์ คอื กาย
ไมส่ ามารถมองเหน็ ดว้ ยตา แตร่ ไู้ ดท้ างใจ เวทนา คอื สง่ิ ทจี่ ะตอ้ งเสวยทางใจ สขุ บา้ ง
ทกุ ขบ์ า้ ง เฉยๆ บา้ ง สญั ญา คอื ความจำ� เชน่ จำ� ชอื่ จำ� เสยี ง จำ� วตั ถสุ งิ่ ของ จำ� บาลคี าถา
เปน็ ต้น สังขาร คือ ความคิด ความปรุง เชน่ คดิ ดี คิดชว่ั คดิ กลางๆ ไมด่ ี ไมช่ ั่ว
หรอื ปรงุ อดตี อนาคต เปน็ ตน้ และ วญิ ญาณ ความรบั รู้ คอื รบั รู้ รปู เสยี ง กลน่ิ รส
เครือ่ งสมั ผัส และธรรมารมณ์ ในขณะทส่ี ิง่ เหล่านม้ี ากระทบ ตา หู จมกู ล้นิ กาย
และใจ นามธรรมท้งั สีน่ ้ีเป็นอาการของใจ ออกมาจากใจ ร้ไู ด้ที่ใจ และเป็นมายา
ของใจด้วย ถ้าใจยังไม่รอบคอบ จึงจัดว่าเป็นเครื่องปกปิดก�ำบังความจริงได้ด้วย
การพจิ ารณานามธรรมทงั้ สี่ ตอ้ งพจิ ารณาดว้ ยปญั ญาโดยทางไตรลกั ษณล์ ว้ นๆ เพราะ
ขนั ธเ์ หลา่ นม้ี ไี ตรลกั ษณป์ ระจำ� ตนทกุ อาการทเี่ คลอ่ื นไหว แตว่ ธิ พี จิ ารณาในขนั ธท์ งั้ สน่ี ี้
ตามแต่จริตจะชอบในขันธ์ใด ไตรลกั ษณ์ใด หรือทั่วไปในขันธ์และไตรลกั ษณ์น้นั ๆ
จงพจิ ารณาตามจรติ ชอบในขนั ธแ์ ละไตรลกั ษณน์ นั้ ๆ เพราะขนั ธแ์ ละไตรลกั ษณห์ นงึ่ ๆ
เป็นธรรมเกี่ยวโยงถึงกัน จะพิจารณาเพียงขันธ์หรือไตรลักษณ์เดียวก็เป็นเหตุให้
ความเข้าใจหย่ังทราบไปในขันธ์และไตรลักษณ์อ่ืนๆ ได้โดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับ
28
พจิ ารณาไปพรอ้ มๆ กนั เพราะขนั ธแ์ ละไตรลกั ษณเ์ หลา่ นม้ี อี รยิ สจั เปน็ รวั้ กน้ั เขตแดน
รบั รองไวแ้ ลว้ เชน่ เดยี วกบั การรบั ประทานอาหารลงในทแี่ หง่ เดยี ว ยอ่ มซมึ ซาบไปทว่ั
อวยั วะนอ้ ยใหญข่ องรา่ งกายซง่ึ เปน็ สว่ นใหญร่ บั รองไวแ้ ลว้ ฉะนน้ั เพราะฉะนนั้ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
จงตั้งสติและปัญญาให้เข้าใกล้ชิดต่อนามธรรม คือขันธ์สี่น้ี ทุกขณะท่ีขันธ์นั้นๆ
เคลอื่ นไหว คอื ปรากฏขน้ึ ตง้ั อยู่ และดบั ไป และไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตาประจำ� ตน
ไมม่ เี วลาหยดุ ยง้ั ตามความจรงิ ของเขาซงึ่ แสดงหรอื ประกาศตนอยอู่ ยา่ งนี้ ไมม่ เี วลาสงบ
แม้แตข่ ณะเดยี วทงั้ ภายในทั้งภายนอก ท่ัวทัง้ โลกธาตปุ ระกาศเปน็ เสียงเดียวกนั คือ
ไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา ปฏเิ สธความหวงั ของสตั ว์ พดู งา่ ยๆ กค็ อื ธรรมทง้ั นไี้ มม่ ี
เจา้ ของ ประกาศตนอยอู่ ยา่ งอสิ ระเสรตี ลอดกาล ใครหลงไปยดึ เขา้ กพ็ บแตค่ วามทกุ ข์
ดว้ ยความเหย่ี วแหง้ ใจ ตรอมใจ หนกั เขา้ กนิ อยหู่ ลบั นอนไมไ่ ด้ นำ้� ตาไหลจนจะกลาย
เปน็ แมน่ ำ�้ ลำ� คลองไหลนองตลอดเวลา และตลอดอนนั ตกาลทส่ี ตั วย์ งั หลงขอ้ งอยู่ ชใ้ี ห้
เหน็ งา่ ยๆ ขนั ธท์ งั้ หา้ เปน็ บอ่ หลงั่ นำ�้ ตาของสตั วผ์ ลู้ มุ่ หลงนน่ั เอง การพจิ ารณาใหร้ ดู้ ว้ ย
ปญั ญาชอบในขนั ธแ์ ละสภาวธรรมทง้ั หลาย กเ็ พอื่ จะประหยดั นำ�้ ตาและตดั ภพชาตใิ ห้
นอ้ ยลง หรอื ใหข้ าดกระเดน็ ออกจากใจผเู้ ปน็ เจา้ ทกุ ข์ ให้ได้รบั ความสุขอย่างสมบรู ณ์
นั่นเอง
สภาวธรรมมขี นั ธเ์ ปน็ ตน้ น้ี จะเปน็ พษิ สำ� หรบั ผยู้ งั ลมุ่ หลง สว่ นผรู้ เู้ ทา่ ทนั ขนั ธแ์ ละ
สภาวธรรมทงั้ ปวงแลว้ สง่ิ ทง้ั นจี้ ะสามารถทำ� พษิ อะไรได้ และทา่ นยงั ถอื เอาประโยชน์
จากสงิ่ เหลา่ นไี้ ดเ้ ทา่ ทค่ี วร เชน่ เดยี วกบั ขวากหนามทม่ี อี ยทู่ วั่ ไป ใครไมร่ ไู้ ปโดนเขา้ กเ็ ปน็
อนั ตราย แตถ่ า้ รวู้ า่ เปน็ หนามแลว้ นำ� ไปทำ� รว้ั บา้ นหรอื กนั้ สงิ่ ปลกู สรา้ งกไ็ ดร้ บั ประโยชน์
เท่าที่ควรฉะน้ัน เพราะฉะน้ันผู้ปฏิบัติจงท�ำความแยบคายในขันธ์และสภาวธรรม
ด้วยดี สงิ่ ทัง้ นีเ้ กิดดบั อย่กู บั จิตทุกขณะ จงตามรคู้ วามเป็นไปของเขาด้วยปัญญาว่า
อยา่ งไรจะรอบคอบและรเู้ ทา่ ทนั จงถอื เปน็ ภาระสำ� คญั ประจำ� อริ ยิ าบถ อยา่ ไดป้ ระมาท
นอนใจ ธรรมเทศนาท่แี สดงขน้ึ จากขนั ธแ์ ละสภาวธรรมทัว่ ไปในระยะนี้ จะปรากฏ
ทางสตปิ ญั ญาไมม่ ีเวลาจบสิ้น และเทศนไ์ ม่มจี �ำนนทางส�ำนวนโวหาร ประกาศเรือ่ ง
ไตรลกั ษณป์ ระจ�ำตวั ตลอดเวลา ทั้งกลางวนั กลางคนื ยนื เดิน นัง่ นอน ทั้งเปน็
ระยะทปี่ ญั ญาของเราควรแกก่ ารฟงั แลว้ เหมอื นเราไดไ้ ตรต่ รองตามธรรมเทศนาของ
29
พระธรรมกถึกอย่างสุดซึ้งนั่นเอง ข้ันนี้นักปฏิบัติจะรู้สึกว่าเพลิดเพลินเต็มที่ในการ
ค้นคิดตามความจริงของขันธ์และสภาวธรรมที่ประกาศความจริงประจ�ำตนแทบจะ
ไม่มีเวลาหลับนอน เพราะอ�ำนาจความเพียรในหลักธรรมชาติไม่ขาดวรรคขาดตอน
โดยทางปัญญาสบื ต่อในขันธ์และสภาวธรรมซ่ึงเป็นหลักธรรมชาตเิ ชน่ เดียวกัน กจ็ ะ
พบความจรงิ จากขนั ธแ์ ละสภาวธรรมประจกั ษใ์ จขนึ้ มาดว้ ยปญั ญาวา่ แมข้ นั ธท์ งั้ มวล
และสภาวธรรมท่ัวไปตลอดไตรโลกธาตุ ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของเขาอย่างนั้น
ไม่ปรากฏว่าส่ิงเหล่านี้เป็นกิเลสตัณหาตามโมหนิยมแต่อย่างใด อุปมาเป็นหลัก
เทยี บเคยี ง เชน่ ของกลางทถี่ กู โจรลกั ไปกพ็ ลอยเปน็ เรอ่ื งราวไปตามโจร แตเ่ มอื่ เจา้ หนา้ ท่ี
ไดส้ บื สวนสอบสวนดถู ว้ นถจี่ นไดพ้ ยานหลกั ฐานเปน็ ทพ่ี อใจแลว้ ของกลางจบั ไดก้ ส็ ง่
คนื เจา้ ของเดิม หรือเกบ็ ไวใ้ นสถานทคี่ วรไมม่ ีโทษแตอ่ ยา่ งใด เจ้าหน้าทีก่ ็มิไดต้ ิดใจ
ในของกลาง ปัญหาเรื่องโทษก็ข้ึนอยู่กับโจร เจ้าหน้าที่จะต้องเก่ียวข้องกับโจรและ
จบั ตวั ไปสอบสวนตามกฎหมาย เมอ่ื ไดค้ วามตามพยานหลกั ฐานถกู ตอ้ งตามกฎหมาย
วา่ เปน็ ความจรงิ แลว้ กล็ งโทษผตู้ อ้ งหาตามกฎหมาย และปลอ่ ยตวั ผไู้ มม่ คี วามผดิ และ
ไมม่ ีสว่ นเกยี่ วข้องออกไปเป็นอิสระเสรีตามเดิมฉนั ใด เรื่องอวิชชาจติ กบั สภาวธรรม
ทัง้ หลายกฉ็ ันนน้ั ขนั ธแ์ ละสภาวธรรมทั่วทัง้ ไตรโลกธาตไุ มม่ ีความผดิ และเป็นกิเลส
บาปธรรมแตอ่ ยา่ งใด แตพ่ ลอยเปน็ เรอ่ื งไปดว้ ย เพราะจติ ผฝู้ งั อยใู่ ตอ้ ำ� นาจของอวชิ ชา
ไม่รู้ตัวว่าอวิชชาคือใคร อวิชชากับจิตจึงกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เป็นจิตหลงไป
ทั้งดวง เทีย่ วกอ่ เร่อื งรัก เรอื่ งชงั ฝงั ไวต้ ามธาตขุ นั ธ์ คอื ตามรปู เสยี ง กลน่ิ รส
เคร่ืองสัมผสั ตาม ตา หู จมูก ล้นิ กาย และใจ และฝงั รกั ฝงั ชังไวต้ าม รูป เวทนา
สญั ญา สังขาร วิญญาณ ตลอดไตรโลกธาตุ เป็นสภาวะท่ถี ูกจับจองและรักชงั ยึดถอื
จากใจดวงลุ่มหลงนท้ี ้ังสนิ้ เพราะอ�ำนาจความจบั จองยึดถอื เปน็ เหตุ ใจอวชิ ชาดวงน้ี
จึงเทยี่ วเกิด แก่ เจบ็ ตาย หมุนเวยี นไปไดท้ กุ กำ� เนดิ ไม่ว่าสูง ตำ�่ ดี ชั่ว ในภพ
ทงั้ สามนี้ แมจ้ ะแยกกำ� เนดิ ของสตั วท์ ตี่ า่ งกนั ในภพนน้ั ๆ ไวม้ ากเทา่ ไร ใจดวงอวชิ ชาน้ี
สามารถจะไปถือเอาก�ำเนิดในภพน้ันๆ ได้ตามแต่ปัจจัยเครื่องหนุนของจิตดวงน้ี
มกี ำ� ลงั มากนอ้ ย และดชี วั่ เทา่ ไร ใจดวงนตี้ อ้ งไปเกดิ ไดต้ ามโอกาสทจ่ี ะอำ� นวยตามสภาวะ
ทั้งหลายท่ีใจดวงน้ีมีความเกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นเรื่องผิดจากความจริงของตนไป
30
โดยลำ� ดบั เพราะอำ� นาจอวชิ ชาอนั เดยี วเทา่ น้ี จงึ กอ่ เหตรุ า้ ยปา้ ยสไี ปทวั่ ไตรโลกธาตใุ ห้
แปรสภาพ คอื ธาตลุ ว้ นๆ ของเดมิ ไป เปน็ สตั ว์ เปน็ บคุ คล และเปน็ ความเกดิ แก่ เจบ็
ตาย ตามโมหะ (อวิชชา) นยิ ม เมอื่ ทราบชัดด้วยปัญญาว่าขนั ธ์หา้ และสภาวธรรม
ทง้ั หลายไมใ่ ชต่ วั เรอื่ งและตวั กอ่ เรอ่ื ง เปน็ แตพ่ ลอยมเี รอ่ื ง เพราะอวชิ ชาเปน็ ผเู้ รอื งอำ� นาจ
บันดาลให้สภาวะท้ังหลายเป็นไปได้ตามอย่างน้ีแล้ว ปัญญาจึงตามค้นลงที่ต้นตอ
คือจิตดวงรู้ อันเป็นบ่อเกิดของเร่ืองทั้งหลายอย่างไม่หยุดย้ังตลอดอิริยาบถ คือ
ยนื เดนิ นงั่ นอน โดยความไมว่ างใจในความรอู้ ันน้ี เมอื่ สตปิ ญั ญาท่ไี ดฝ้ ึกซอ้ ม
เปน็ เวลานานจนมคี วามสามารถเตม็ ที่ ไดแ้ ผว่ งลอ้ มและฟาดฟนั เขา้ ไปตรงจดุ ใหญ่ คอื
ผรู้ ทู้ เ่ี ตม็ ไปดว้ ยอวชิ ชาอยา่ งไมร่ รี อ ตอ่ ยทุ ธก์ นั ทางปญั ญา เมอื่ อวชิ ชาทนตอ่ ดาบเพชร
คือสติปัญญาไม่ไหว ก็ทลายลงจากจิตที่เป็นแท่นบัลลังก์อันประเสริฐของอวิชชา
มาแต่กาลไหนๆ เม่ืออวิชชาได้ถูกท�ำลายตายลงไปแล้วด้วยอ�ำนาจ “มรรคญาณ”
ซง่ึ เปน็ อาวธุ ทนั สมยั เพยี งขณะเดยี วเทา่ นน้ั ความจรงิ ทง้ั หลายทไี่ ดถ้ กู อวชิ ชากดขบ่ี งั คบั
เอาไวน้ านเปน็ แสนกปั นบั ไมถ่ ว้ น กไ็ ดถ้ กู เปดิ เผยขนึ้ มาเปน็ ของกลาง คอื เปน็ ความจรงิ
ลว้ นๆ ทง้ั สนิ้ ธรรมทไี่ มเ่ คยรู้ ไดป้ รากฏขนึ้ มาในวาระสดุ ทา้ ยวา่ “ยถาภตู ญาณทสั สนะ”
เปน็ ความรเู้ หน็ ตามเปน็ จรงิ ในสภาวธรรมทงั้ หลายอยา่ งเปดิ เผยไมม่ อี ะไรปดิ บงั แมแ้ ต่
นอ้ ย เม่ืออวชิ ชาเจ้าผ้คู รองวัฏฏะตายไปแล้วดว้ ยอาวุธคอื ปัญญาญาณ พระนพิ พาน
จะทนต่อความเปิดเผยของผู้ท�ำจริงรู้จริงเห็นจริงไปไม่ได้ แม้สภาวธรรมทั้งหลาย
นับแตข่ ันธห์ า้ อายตนะภายใน ภายนอก ท่ัวท้งั ไตรโลกธาตุ กไ็ ดเ้ ปน็ ธรรมเปดิ เผย
ตามความจรงิ ของตน จงึ ไมป่ รากฏวา่ จะมอี ะไรทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ แกใ่ จตอ่ ไปอกี นอกจากจะ
ปฏบิ ตั ขิ นั ธห์ า้ พอใหถ้ งึ กาลอนั ควรอยคู่ วรไปของเขาเทา่ นน้ั กไ็ มเ่ หน็ มอี ะไร เรอ่ื งทงั้ หมด
กม็ อี วชิ ชา คอื ความรโู้ กหกอนั เดยี วเทา่ นน้ั เทย่ี วรงั แกและกดี ขวางตอ่ สภาวะใหเ้ ปลยี่ น
ไปจากความจรงิ ของตน อวชิ ชาดบั อนั เดยี วเทา่ นนั้ โลก คอื สภาวะทว่ั ๆ ไปกก็ ลายเปน็
ปกตธิ รรมดา ไมม่ ใี ครจะไปตำ� หนติ ชิ มใหเ้ ขาเปน็ อยา่ งไรตอ่ ไปไดอ้ กี แลว้ เชน่ เดยี วกบั
มหาโจรผลู้ อื นาม ไดถ้ กู เจา้ หนา้ ทฆ่ี า่ ตายแลว้ ชาวเมอื งพากนั อยสู่ บายหายความระวงั ภยั
จากโจรฉะนน้ั ใจทรงยถาภูตญาณทสั สนะ คือความรู้เหน็ ตามเปน็ จรงิ ในสภาวธรรม
ทง้ั หลายอยา่ งสมบรู ณ์ และเปน็ ความรทู้ ส่ี มำ�่ เสมอ ไมล่ ำ� เอยี งตลอดกาล นบั แตว่ นั อวชิ ชา
31
ได้ขาดกระเด็นไปจากใจแล้ว ใจย่อมมีอิสระเสรีในการนึกคิดไตร่ตรองรู้เห็นใน
สภาวธรรมทเี่ กย่ี วกบั ใจไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ ตา หู จมกู ฯลฯ และรปู เสยี ง กลน่ิ รส ฯลฯ
กก็ ลายเปน็ อสิ ระเสรใี นสภาพของเขาไปตามๆ กนั ไมถ่ กู กดขบ่ี งั คบั หรอื สง่ เสรมิ ใดๆ
จากใจอกี เช่นเคยเป็นมา ท้งั น้เี น่ืองจากใจเป็นธรรม มคี วามเสมอภาคและให้ความ
เสมอภาคแก่สิง่ ทง้ั ปวง จึงหมดศัตรูตอ่ กนั เพียงเท่าน้ี
เป็นอันว่าจิตกับสภาวธรรมท้ังหลายในไตรโลกธาตุได้ประกาศสันติความสงบ
ต่อกนั ลงในสัจจะความจริงดว้ ยกันอย่างสมบูรณ์ ภาระของจิตและเร่อื งวิปัสสนาของ
นามธรรมที่เกย่ี วกบั จติ จงึ ขอยุตลิ งเพียงเทา่ นี้
ฉะนน้ั จึงขออภัยโทษเผดยี งทา่ นนกั ปฏบิ ตั ทิ ้ังหลาย เพ่ือกำ� จดั กิเลสดว้ ยธรรม
ของพระพทุ ธเจา้ จงเห็นธรรมในคัมภีร์ทกุ ๆ คมั ภรี ์ช้ตี รงเขา้ มาหากเิ ลสและธรรมใน
ตวั ของเรา อย่าเห็นวา่ กิเลสและธรรมมีนอกไปจากตวั ของเรา โดยไปซุ่มซ่อนอยู่ใน
ทใ่ี ดทห่ี น่ึง ผใู้ ดมโี อปนยิกธรรมประจำ� ใจ ผนู้ ้ันจะเอาตวั รอดได้ เพราะศาสนธรรม
สอนผฟู้ ังให้เป็น โอปนยกิ ะ คือนอ้ มเข้ามาสู่ตัวทงั้ นนั้ และอย่าพงึ เห็นว่าศาสนธรรม
ของพระพทุ ธเจา้ เปน็ อดตี อนาคต โดยไปอยกู่ บั คนทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ และไปอยกู่ บั คน
ทย่ี งั ไมเ่ กดิ จงทราบวา่ พระพทุ ธเจา้ ไมไ่ ดส้ อนคนตายแลว้ และไมส่ อนคนทยี่ งั ไมเ่ กดิ
จงเหน็ วา่ พระองคส์ อนคนเปน็ คอื ยงั มชี วี ติ อยู่ เชน่ พวกเราทงั้ หลาย สมกบั พระพทุ ธศาสนา
เปน็ ปัจจบุ นั ทนั สมยั ตลอดกาล
ขอความสวสั ดีมงคล จงมีแดท่ ่านผอู้ ่านผูฟ้ ังทง้ั หลายโดยทว่ั หน้ากันเถิดฯ
32
จิตเป็นของแปลกประหลาดและน่าอศั จรรย์
วันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๐๕
ณ วดั บวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
การฝกึ หัดเบ้อื งต้นกต็ ้องมยี ากเปน็ ธรรมดา แมว้ า่ ท่านผู้ตัง้ ใจทำ� จรงิ ๆ มีหน้าที่
แกไ้ ขกเิ ลสโดยถา่ ยเดยี ว เชน่ กบั นกั บวชเปน็ ตน้ การฝกึ ฝนอบรมเบอ้ื งตน้ รสู้ กึ ลำ� บาก
บางทีถึงกับจะให้เกิดความท้อใจให้สงสัยตัวเองว่าจะไปรอดหรือไม่รอด พร้อมกับ
สงิ่ แวดลอ้ มตา่ งๆ ซงึ่ เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ นสิ ยั ของปถุ ชุ นจะพงึ ปรารถนา สถานทบี่ างแหง่ เชน่
ในป่าในเขา เวลาเราไปอยใู่ นท่ีเชน่ นนั้ สิ่งท่ที �ำความลำ� บากยอ่ มมมี าก เพราะสถานท่ี
เราอยหู่ า่ งไกลจากหมบู่ า้ น บางแหง่ ถงึ ๖-๗ กโิ ลเมตรกม็ ี ตนื่ เชา้ พอสวา่ ง ออกบณิ ฑบาต
กว่าจะกลับไปถงึ ทก่ี ็จวนเทีย่ ง จากนั้นแล้วพยายามฝึกหดั ร้คู วามเคลือ่ นไหวของใจ
ตามธรรมดาของใจยอ่ มมคี วามเคลอื่ นไหวอยตู่ ลอดเวลา มคี วามคดิ ความเหน็
มากอย่าง ต้องพยายามฝึกหัดติดตามความเคล่ือนไหวของเรา ความช�ำนาญและ
ความมีสติจะเริ่มปรากฏตัวข้ึนมา ตามธรรมดาของใจย่อมเป็นนิสัยชอบกดขี่บังคับ
เสมอ ถา้ ปลอ่ ยตามอำ� เภอใจจะเปน็ การลำ� บากทเี ดยี ว เชน่ เราอยใู่ นวดั ซงึ่ เปน็ สถานที่
ธรรมดา จิตก็ฝึกหัดจิตอบรมยาก จะหย่ังเข้าสู่ความสงบแต่ละคร้ังรู้สึกล�ำบาก
พอแยกย้ายออกจากสถานท่ีเช่นน้ัน เข้าไปอยู่ที่เปล่ียวซึ่งเป็นสถานที่น่ากลัว ใจก็
ไม่ค่อยจะได้ถูกบังคับเท่าไร ก้าวลงสู่ความสงบได้ง่าย ทั้งวันท้ังคืนเราอยู่ด้วย
ความมีสติ ใจในเม่ือมีสติเป็นเครื่องปกครองรักษาแล้ว ภัยที่จะเกิดขึ้นให้ได้รับ
33
ความเดือดร้อนหรือฟุ้งซ่านร�ำคาญก็ไม่ค่อยมี จะมีแต่ความเงียบและความเย็นใจ
ตลอดเวลา
ถา้ เราจะพจิ ารณาในทางปญั ญา ตรองดสู ภาวธรรมทม่ี อี ยรู่ อบตวั เรากจ็ ะพจิ ารณา
ไดส้ ะดวก เพราะจติ อยู่ในกรอบ มีสติเปน็ รัว้ กนั้ ความเยือกเยน็ เป็นไปท้งั กลางวนั
กลางคนื เมอื่ ใจเรามคี วามสงบมากเทา่ ไร ความแนน่ หนามนั่ คงของใจกย็ งิ่ เพมิ่ กำ� ลงั ขนึ้
การรวมสงบจติ กอ็ ยไู่ ดน้ าน ความสงบของจติ ไมม่ เี พยี งชนั้ เดยี ว ยงั มหี ลายชนั้ คอื จติ
รวมลงไปชน้ั หนงึ่ ไมส่ ู้จะละเอียดเท่าไร ถงึ ชั้นท่สี อง ละเอยี ดลงไปมาก ถงึ ชัน้ ที่สาม
กายกไ็ มเ่ หลอื อยใู่ นความรสู้ กึ นนั้ ไมป่ รากฏอนั ใดทงั้ สน้ิ เหลอื แตธ่ รรมชาตคิ วามสขุ
และมสี ตกิ บั ความรเู้ ทา่ นน้ั ขณะจติ ไดร้ วมลงเชน่ นน้ั จะวา่ เรารกั ษาจติ ดว้ ยสตกิ ไ็ มถ่ นดั
สตกิ บั ความรเู้ ลยกลายเปน็ อนั เดยี วกนั ไมท่ ราบวา่ ใครจะพยายามรกั ษาใคร รอู้ ยเู่ ทา่ นนั้
แมอ้ วยั วะจะมีอยู่กไ็ มป่ รากฏ เมือ่ รูส้ กึ ว่ากายของเราไมม่ ีแลว้ เวทนากห็ มดไป ไม่มี
อนั ใดเหลอื นเ้ี รยี กวา่ จติ ลงอยา่ งละเอยี ดเตม็ ท่ี และพกั อยไู่ ดน้ านๆ บางครง้ั ตงั้ สามสี่
ช่วั โมงกย็ งั ไมถ่ อนข้นึ มา เมอ่ื ถอนขน้ึ มาแลว้ เราจะก�ำหนดย้อนคนื ไปในอดตี และ
ความเปน็ อยขู่ องเราในขณะรวมและพกั สงบอยู่ รสู้ กึ วา่ เปน็ ของทแี่ ปลกประหลาดและ
นา่ อศั จรรยม์ าก ความเหน็ ภยั ในวฏั สงสารกม็ กี ำ� ลงั มากขนึ้ ความเหน็ คณุ ทจี่ ะยกฐานะ
คอื จติ ใจของตนใหก้ า้ วขนึ้ ระดบั สงู ขนึ้ ไปกวา่ นนั้ กม็ กี ำ� ลงั กลา้ อกี เชน่ เดยี วกนั เวลาจติ
ถอนออกมาแลว้ ถา้ จติ ควรแกก่ ารพจิ ารณาดว้ ยปญั ญา กต็ อ้ งคน้ ควา้ ในความเปน็ อยู่
ของกายจนกระท่ังว่ากายของเราทกุ สว่ นไดถ้ กู วิพากษว์ จิ ารณ์ด้วยปญั ญาจนเพียงพอ
ไมม่ สี ว่ นใดๆ จะยงั เหลอื อยใู่ หเ้ ปน็ ตวั อปุ าทาน คอื ความยดึ มน่ั ในสว่ นกาย เมอื่ ปญั ญา
ไดพ้ จิ ารณาสว่ นรา่ งกายจนเพียงพอ ถงึ กบั ไดถ้ อนอุปาทานคือถอื มั่นในกายจนไมม่ ี
อะไรเหลอื แล้ว ต่อจากน้ันจะเปน็ สภาพทว่ี ่างเปลา่ แม้จะปรุงขนึ้ มา สักแตว่ า่ ปรากฏ
ชัว่ ขณะเดียว เหมือนอยา่ งฟา้ แลบกด็ ับไป เปน็ ความว่างประจ�ำจติ ค�ำวา่ “ความว่าง
ประจ�ำจติ ” นี้ เปน็ ความวา่ งจากรา่ งกายอนั นี้ และจะเหลอื ภาพอนั หนงึ่ ขนึ้ ทจ่ี ติ แตอ่ าศยั
ภาพของกายอันหยาบนี้ไปปรากฏอยู่ภายใน ก็พิจารณาภาพน้ันให้เป็นไปลักษณะ
เช่นเดียวกับส่วนแห่งกายท้ังหลาย เมื่อปัญญาพอแล้ว ภาพภายในนี้ก็ดับไปไม่มี
อะไรเหลือ จะเหลือแต่ความว่างกับจิต แม้เราจะปรุงในส่วนรูปกาย หรือปรุงขึ้น
34
เปน็ ต้นไม้ ภเู ขา ตึกรามบา้ นชอ่ ง ก็จะปรากฏคล้ายกบั สายฟา้ แลบเทา่ น้ัน กด็ บั ไป
พรอ้ มกัน
ข้อนีจ้ ะเปน็ เพราะอำ� นาจปญั ญาหรือเพราะเหตไุ ร กส็ ันนษิ ฐานยากอยู่ แต่ก่อน
เราพิจารณาคล่องแคล่วในส่วนร่างกายน้ี จะให้ต้ังอยู่นาน หรือจะขยายแยกส่วน
แบง่ ส่วน ใหเ้ ลก็ ใหโ้ ตกไ็ ด้ เม่อื ถึงปญั ญาขัน้ นี้ ปรากฏการณ์จึงแปรรปู ไปเปน็ ล�ำดบั
เช่น รูปกายท่ีเราได้พิจารณาให้ตั้งอยู่ หรือขยายแยกส่วนแบ่งส่วนได้ตามต้องการ
หรือให้ต้งั อยนู่ านเทา่ ไรกเ็ ทา่ น้นั มนั กด็ บั ไปหมด เราจะยบั ยงั้ ไวไ้ มไ่ ด้เหมือนท่เี คย
เป็นมา พอตั้งขนึ้ กด็ บั ไปพรอ้ มๆ กนั กลายเปน็ อากาศธาตวุ ่างไปหมด ไมเ่ พยี งแตว่ า่
ส่วนแห่งกายและจิต แมส้ ภาวะทว่ั ๆ ไปทัง้ ด้านวตั ถุ เช่น ตน้ ไม้ ภูเขา เวลาเรามองดู
ดว้ ยสายตาของเรากเ็ หน็ ชดั แตเ่ มอื่ พลกิ สายตากลบั มาเทา่ นนั้ แลว้ สภาพตน้ ไม้ ภเู ขา
ปรากฏขน้ึ ในจติ แทนกบั สายตาของเราทเี่ คยเหน็ จะปรากฏในมโนภาพเพยี งขณะเดยี ว
ก็ดับ สง่ิ ท่ีคงเหลอื อยกู่ ็คอื ความว่างเท่าน้ัน ความว่างอนั นเ้ี ปน็ อารมณ์ของจติ หากว่า
ปัญญาไม่รอบคอบ จะต้องติดในความว่างอันนี้เหมือนกัน เพราะความว่างน้ีเป็น
อารมณข์ องจติ หรอื สง่ิ ที่จะท�ำให้ติดได้
ความวา่ งกบั จติ คลา้ ยกบั วา่ เปน็ อนั เดยี วกนั แตไ่ มใ่ ชอ่ นั เดยี วกนั เมอ่ื เราพจิ ารณา
ใหช้ ดั จะเหน็ ความวา่ ง และเวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ ปรากฏเดน่ อยใู่ นจติ
ส่วนร่างกายเม่ือปัญญาพอแล้ว ต้องปล่อยวางจริงๆ เราจะก�ำหนดขึ้นมาพิจารณา
แยกส่วนแบ่งส่วนเหมือนอย่างที่ท�ำมาน้ันเป็นไปไม่ได้ ยังเหลือแต่เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ ต้องพิจารณาตามสภาพของส่วนน้ันๆ เช่นเดียวกับร่างกาย
มีไตรลกั ษณะเป็นตน้ แตว่ า่ การพิจารณาในอาการท้งั ๔ คือ เวทนา สญั ญา สังขาร
และวิญญาณ เรามคี วามดดู ดื่มหรอื พอใจในสว่ นใดกต็ าม เปน็ เหตทุ ่ีจะให้เขา้ ใจใน
อาการนน้ั ๆ ชดั เจนเชน่ เดยี วกนั การทดสอบ การพสิ จู น์ ในความเกดิ ขนึ้ แหง่ ความคดิ
ความปรุง หรือความส�ำคัญใดๆ ที่เป็นข้ึนในจิต ก็จะเห็นในทุกขณะท่ีบังเกิดข้ึน
ตงั้ อยหู่ รือดบั ไป ถา้ ปญั ญาของเรารูเ้ ทา่ แลว้ น่งั อยู่ท่ีไหน ธรรมกับใจจะสัมผสั กนั อยู่
ตลอดเวลา ความสัมผัสแห่งธรรมกับใจนั้น แสดงถึงเร่ืองไตรลักษณะเป็นส่วนๆ
35
แมไ้ มต่ อ้ งนกึ คดิ ไปถงึ สว่ นภายนอกวา่ ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนตั ตา กต็ าม เพราะสว่ น
ภายนอกกบั สว่ นแห่งกายนเี้ ป็นประเภทเดียวกนั สว่ นทล่ี ะเอียด คอื เวทนา สญั ญา
สังขาร และวญิ ญาณ ซงึ่ เปน็ ภายในล้วนๆ เราพิจารณาเป็นไตรลกั ษณะเฉพาะเปน็
ความสมั ผสั ซ่งึ เกดิ ขนึ้ จากใจ พอสมั ผสั อะไรรู้ได้ในขณะนั้น เม่อื เราเห็นไตรลักษณะ
หรอื วา่ เปน็ อนิจจฺ ํ ทกุ ฺขํ อนตตฺ า เพราะผ่านมาแล้ว จงึ ยังเหลืออยูแ่ ต่ไตรลกั ษณะ
ภายใน คืออาการของจิตกบั จิตซ่ึงเปน็ ตัวอุปาทานเทา่ นนั้ ในเร่อื งของสติกบั ปญั ญา
จักก�ำหนดกต็ าม ไม่ก�ำหนดกต็ าม จะต้องไหวตัวไปตามส่งิ ท่มี าสมั ผสั จะกลายเป็น
สติอัตโนมตั ิไปในตัว คอื ไหวตวั อยตู่ ลอดเวลาในอริ ยิ าบถทง้ั หลาย
ค�ำว่า “ปัญญาอัตโนมัติ” นน้ั หมายความว่า ปัญญาเปน็ ไปโดยลำ� พังตนเอง
ไม่มใี ครบังคบั บญั ชา ไมเ่ หมือนปัญญาในเบอ้ื งตน้ ซึ่งเปน็ ไปโดยเชอื่ งชา้ ถ้าจะเทียบ
กเ็ หมอื นเมอ่ื เราเรม่ิ เรยี นหนงั สอื ทแี รกเรยี นสระ เรยี นพยญั ชนะ แลว้ กม็ าฝกึ หดั การ
ผสมสระพยญั ชนะ อ่านเป็นเนือ้ ความ เช่น เดก็ ทก่ี �ำลังฝึกใหม่ จะอ่านค�ำว่า “ท่าน”
ต้องคดิ ถึงตวั “ท” คิดถึงสระอา คิดถงึ ตัว “น” คิดถึงไมเ้ อก แลว้ น�ำมาผสมกันจงึ จะ
อา่ นวา่ “ทา่ น” ปญั ญาในเบอื้ งตน้ ตอ้ งเปน็ อยา่ งนี้ พยายามคอ่ ยฝกึ หดั คน้ ควา้ ไตรต่ รอง
อย่างนั้น เรียกว่าปัญญาท่ีอาศัยความบังคับเป็นพี่เล้ียง ถ้าไม่อาศัยความบังคับ
ปญั ญาก็เดินไมไ่ ด้ และอาศยั สัญญาหมายไว้กอ่ น ปัญญาค่อยตรองตาม ถ้าจะเทียบ
อปุ มาแลว้ สว่ นแหง่ รา่ งกายหรอื สภาวธรรมนน้ั เปน็ เหมอื นกบั แผน่ กระดาษ สญั ญาเปน็
เหมอื นเสน้ บรรทดั ซงึ่ มอี ยใู่ นกระดาษนนั้ ปญั ญาเปน็ เหมอื นผเู้ ขยี นหนงั สอื ตรองไป
ตามสญั ญาทคี่ าดเอาไว้ ถา้ ปญั ญามคี วามชำ� นาญแลว้ ในอริ ยิ าบถทงั้ ๔ จะเปน็ อริ ยิ าบถ
ที่เต็มไปด้วยความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน สิ่งท่ีมาสัมผัสก็แสดงว่า
เรม่ิ เกดิ ภมู ริ ู้ ความสมั ผสั จะตอ้ งไปสมั ผสั ทผ่ี รู้ แู้ ละกระเทอื นถงึ ผรู้ ู้ เรอื่ งสตปิ ญั ญากจ็ ะ
ตอ้ งวิ่งหรอื ไหวตัวไปตามสิ่งท่มี าสัมผัส เช่นเดยี วกับแสงสว่างทีป่ รากฏข้นึ กบั ดวงไฟ
ฉะนน้ั เพราะขณะทเี่ ราพจิ ารณาอยใู่ นสภาวธรรมหรอื ตวั ของเรา ซง่ึ เปน็ อรยิ สจั อยแู่ ลว้
มรรคคอื ข้อปฏิบตั ิ ได้แก่ สตกิ บั ปัญญา ท่จี ะพิจารณาไปตามสภาวธรรมซึ่งมาสมั ผสั
จึงเป็นไปตลอดเวลา จิตจงึ กลายเป็นปัจจุบันจิต นเ่ี รียกอยา่ งยอ่ ๆ ปัญญาเพียงพอ
ในการพจิ ารณากาย ตอ้ งปลอ่ ยในกายฉนั ใด ปญั ญาเพยี งพอในเวทนา สญั ญา สงั ขาร
36
และวญิ ญาณ กป็ ลอ่ ยไดฉ้ นั นนั้ เบอื้ งแรกใจของเราจะตอ้ งเหน็ ดเี หน็ ชวั่ นอกไปจากใจ
เขา้ ใจว่าดกี ับชวั่ น่ีอยู่ที่อ่นื เช่น เราต�ำหนติ ิชมในรปู เสยี ง เปน็ ต้น เข้าใจวา่ ดีกบั ชั่ว
มอี ยใู่ นรปู เสยี ง จงึ สำ� นกึ เลยไปวา่ ความคดิ วา่ ดวี า่ ชวั่ หรอื พอใจในความชวั่ ในสง่ิ ชว่ั นน้ั
เกดิ ข้ึนจากสงิ่ ทเี่ ราเพ่งเล็ง เมอื่ ปัญญายังไมส่ ามารถจับจดุ ความผดิ ซ่งึ เกดิ จากตวั เอง
ไปได้ จึงเหน็ สง่ิ ทม่ี าสัมผัสว่าเปน็ ของควรยึดถอื ไปหมด สว่ นรูปหรอื เสียงเปน็ ต้นนัน้
เปน็ สภาพอนั หนงึ่ ทจี่ ะเปน็ เหตใุ หค้ วามรสู้ กึ ไปสมั ผสั เขา้ ไปแลว้ กอ่ ตวั ขนึ้ มา คอื กอ่ เรอ่ื ง
ทนี่ ่ารักนา่ ชงั เปน็ ต้นให้เกิดขนึ้
การพจิ ารณาในสภาวธรรมทงั้ หลายกอ่ นทจ่ี ะปลอ่ ยวางได้ เชน่ กาย ตอ้ งเหน็ ความ
เป็นจริงของส่วนแห่งร่างกายน้ันจนหมดความต�ำหนิติชมในกายจึงจะปล่อยวางได้
ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เห็นว่าเป็นสภาพความจริงอย่างหนึ่ง
จึงจะปล่อยวางได้ ส่วนสำ� คัญทีส่ ดุ คือผ้รู ู้ ซ่ึงเป็นรากฐานแห่งอาการทั้ง ๕ รูปกายนี้
ปรากฏขึ้นมาได้เพราะเหตุแห่งใจดวงนี้ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
แตล่ ะอยา่ งกเ็ หมอื นกบั กง่ิ แขนงของตน้ ไม้ พจิ ารณาจนชำ� นาญประสานกนั กบั ความรู้
และส่ิงท่ีเกิดข้ึนจากความรู้ เมื่อพอแล้วก็จะเห็นความรู้อันนั้นว่าสังสารจักรปฏิเสธ
สงิ่ อนื่ วา่ เปน็ สงั สารจกั ร เปน็ ตวั กเิ ลส ตณั หา และอวชิ ชาใดๆ การพจิ ารณาตอ้ งรรู้ อบ
และปล่อยวางได้ เพราะถ้ายังไม่เห็นโทษในความรู้ของตนเอง ก็จะยกความรู้ข้ึน
เหยยี บยำ่� ในสง่ิ ทง้ั หลายทตี่ นเขา้ ใจวา่ ตนรู้ แทจ้ รงิ ความรชู้ นดิ นเี้ ปน็ ความรภู้ ายใตข้ อง
อวชิ ชาตา่ งหาก จนกวา่ จะรรู้ อบความรนู้ อี้ กี ครง้ั หนงึ่ เพราะความรนู้ เี้ ปน็ ตวั เหตตุ วั การ
ทจี่ ะกอ่ ความรกั ความชงั ความดคี วามชว่ั หรอื ความสขุ ความทกุ ขท์ ง้ั หมด มนั กอ่ ตวั ขนึ้
จากความร้อู นั นี้ซง่ึ เปน็ รากฐานส�ำคัญ
ลมื เรยี นใหท้ ราบตอนวา่ เมอื่ จติ ไดป้ รากฏเขา้ สคู่ วามวา่ งเปลา่ แลว้ ความรทู้ ว่ี า่ น้ี
เป็นความรู้แปลกมากเหมือนกัน คล้ายๆ กับว่าเป็นความรู้ที่มีรสชาติและอัศจรรย์
เลยเข้าใจวา่ นนั้ เปน็ นิพพาน แลว้ ตดิ ได้เหมือนกัน ที่จรงิ ควรพิจารณาความวา่ งเปลา่
และผรู้ อู้ นั นนั้ กบั อาการทเี่ กดิ ขน้ึ จากผรู้ นู้ น้ั แล เปน็ อารมณพ์ จิ ารณาทวนไปทวนมาไม่
หยดุ ยง้ั จนเหน็ โทษแหง่ ความรเู้ ชน่ เดยี วกนั กบั สภาวะสว่ นอน่ื ๆ ทงั้ หยาบ กลาง ละเอยี ด
37
แลว้ นนั่ แหละ จงึ จะมโี อกาสปลอ่ ยวางได้ แตอ่ าการปลอ่ ยวางไมใ่ ชป่ ลอ่ ยเอาเฉยๆ ตาม
ทเ่ี ราคาดกนั จะตอ้ งมสี ภาพอนั หนงึ่ ซง่ึ จะใหน้ ามกล็ ำ� บากเหมอื นกนั แตพ่ อเขา้ ใจไดว้ า่
มันตัดสินขึ้นมาเอง ขณะน้ันเรียกว่าขณะถอดถอนตนเอง หรือกลับเข้ามารู้ตนเอง
เมอื่ เรากลบั เขา้ มารตู้ นเอง และปลอ่ ยวางตนเอง จะมขี ณะอนั หนงึ่ ซงึ่ เปน็ ขณะทไี่ มเ่ คยมี
และไมเ่ หมอื นกบั ขณะจติ ทร่ี วม ขณะจติ ทสี่ งบ แตข่ ณะจติ ทต่ี ดั ภพ ตดั ชาติ ตดั สมมตุ ิ
หรอื ทำ� ลายความอศั จรรยข์ องจติ ดวงสมมตุ นิ นี้ น้ั เปน็ ขณะอนั หนง่ึ ซงึ่ เปน็ สง่ิ ทอ่ี ศั จรรย์
ทงั้ ไมเ่ คยประสบมาแตก่ าลไหนๆ ไดเ้ กดิ ขนึ้ มาเอง โดยทใ่ี ครๆ ไมไ่ ดค้ าดหมายเอาไว้
เราจะว่าจิตของเรามีความเผลอไปในส่ิงใดก็ไม่ใช่ จะว่าจดจ่ออยู่กับอะไรก็ไม่เชิง
คลา้ ยๆ กบั วา่ ขโมยมาสอยเอาสิ่งของเวลาเราเผลอฉะนนั้
ขณะจิตอันหน่ึงซ่ึงเป็นธรรมชาติที่แปลกและอัศจรรย์ย่ิงกว่าธรรมชาติใดๆ
มาปรากฏขนึ้ ในขณะเดยี วเทา่ นน้ั เพราะขณะจติ นน้ั ไดท้ ำ� งาน หรอื วา่ ลบลา้ งความหลง
ของตนเองสิ้นสุดลงไปแล้วน้ันแล เราจึงจะเห็นโทษแห่งความเป็นมาผ่านมาเอง
เราจะเหน็ โทษแหง่ ปฏปิ ทาทเี่ ปน็ มาทล่ี มุ่ ๆ ดอนๆ คอื มที ง้ั ผดิ ทง้ั ถกู สบั สนระคนกนั ไป
เหมอื นขา้ วสารกบั แกลบรำ� ฉะนน้ั และคณุ แหง่ ปฏปิ ทาของเราทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั มิ าแตต่ น้ จน
ถึงจุดนี้ว่าเป็นสวากขาตธรรมและเป็นนิยยานิกธรรมโดยแท้ ฉะนั้นเมื่อขณะจิตนั้น
ไดท้ ำ� งานสน้ิ สดุ ลงไปแลว้ ไมเ่ หน็ มเี รอื่ งอะไรทจี่ ะเปน็ ปญั หาใหข้ บคดิ ตอ่ ไปอกี นอกจาก
ใจดวงเดียวเท่าน้ันไปก่อเร่ืองราวท้ังหลาย แล้วน�ำมาเผาลนตนเองให้เดือดร้อน
เทา่ นนั้ จงึ มใี หน้ ามวา่ ปญั หาโลกแตก คอื ปญั หาหวั ใจ บาลที า่ นวา่ ยถาภตู ํ าณทสสฺ นํ
รเู้ หน็ ตามเปน็ จรงิ ตามสภาวะนนั้ ๆ จงึ หมดการตำ� หนติ ชิ มในสภาวธรรมทวั่ ๆ ไป พรอ้ มทงั้
การตำ� หนติ ชิ มในตวั เอง สมมตุ ภิ ายในและภายนอกกย็ ตุ กิ นั ลงได้ สง่ิ ทงั้ หลายภายใน
จิตก็ไม่มี จิตนน้ั เปน็ วิสุทธิจิตจึงพ้นจากสมมตุ ไิ ป ท่านเรยี กช่อื อีกวา่ วิมตุ ติ ที่ใหช้ อ่ื
เชน่ นน้ั ถา้ จะเปรยี บเทยี บแลว้ กเ็ หมอื นกบั ชอื่ ของวดั จะเปน็ วดั ใดกต็ าม ยกตวั อยา่ ง
เช่น วดั บวรนิเวศ ท่านตดิ ป้ายไว้หนา้ วดั บวรฯ วา่ วัดบวรนิเวศ การติดป้ายไว้นนั้
ตดิ ไวเ้ พอื่ ใคร พระเณรในวดั บวรฯ-รแู้ ลว้ -ไมเ่ หน็ จำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งมาอา่ นปา้ ยวดั นคี้ อื
วัดบวรฯ กอ่ นจะเข้าออกจากวดั หรอื จะหลบั นอน ทีต่ ิดไวก้ เ็ พ่อื คนที่ไม่รจู้ ักวดั บวรฯ
เขาจะอา่ นทปี่ า้ ยและรวู้ า่ ออ้ นค้ี อื วดั บวรฯ ทา่ นใหช้ อ่ื วา่ วมิ ตุ ติ กเ็ ชน่ เดยี วกนั สำ� หรบั
38
ทา่ นที่หลดุ พ้นไปแลว้ จะให้ช่ือวา่ วิมตุ ติ หรือนพิ พาน ไมเ่ หน็ จำ� เปน็ อะไร แต่ก็ต้ังชอ่ื
เปน็ กรยุ เปน็ หมายเพอ่ื ใหโ้ ลกทมี่ สี มมตุ ใิ หร้ กู้ นั และเพอื่ ทา่ นผปู้ ฏบิ ตั ทิ ง้ั หลายจะไดเ้ ปน็
เคร่อื งยดึ เหนยี่ วนำ�้ ใจ และเพิ่มก�ำลังความเพียรเพื่อนพิ พาน แต่เม่อื เขา้ ถงึ ธรรมคอื
นิพพานแล้ว มนั ก็หมดปญั หาไปตามๆ กัน ความส�ำคญั ว่าตนโง่ตนฉลาดกห็ มดไป
ความส�ำคัญว่าตนเศร้าหมองหรือผ่องใสก็หมดไป เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติท้ังน้ัน
ธรรมชาตนิ น้ั ไมใ่ ชส่ ง่ิ เหลา่ นจี้ งึ เขา้ กนั ไมไ่ ด้ สงิ่ ใดทจี่ ะมาสมั ผสั ในทางตา หู จมกู ลน้ิ
กาย ใจ กส็ กั แตว่ า่ เทา่ นน้ั เพราะจติ หมดเรอ่ื งแลว้ สง่ิ ทงั้ หลายจงึ ไมม่ เี รอ่ื ง พลอยหมด
ไปตามๆ กนั เครอ่ื งกงั วลและภาระใดๆ ทงั้ ทเ่ี ปน็ สว่ นหยาบ สว่ นกลาง และสว่ นละเอยี ด
หยดุ การรกั ษา คำ� วา่ รกั ษา หมายถงึ จติ โดยเฉพาะ ไมไ่ ดห้ มายถงึ มรรยาททางกาย วาจา
เชน่ มีแผลอยใู่ นอวัยวะของเราส่วนใดสว่ นหนึง่ ซึ่งรกั ษายังไม่หายสนทิ เราจะตอ้ ง
พยายามรกั ษาและระวงั สงิ่ ทม่ี ากระทบ และพอกยา ทายาอยเู่ สมอ-จนกวา่ จะหายสนทิ
39
บทเตอื นสติให้กำ� ลงั ใจ
ทา่ นอยา่ เกรง็ ตวั จนเกนิ ไป จงปลอ่ ยกายไวต้ ามสบายของกาย แตร่ กั ษาจติ ใหอ้ ยู่
ในกรรมฐาน คือบทธรรมท่บี ริกรรมภาวนาฯ
ความฟงุ้ ซา่ นของใจไมเ่ คยทำ� คนใหไ้ ดร้ บั ประโยชน์ แตก่ ลบั ทำ� คนใหเ้ สยี หลกั ใจ
ไปเป็นล�ำดบั ถา้ ไม่รบี รกั ษาฯ
พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เกดิ เปน็ สง่ิ ประเสรฐิ ขน้ึ มาใหโ้ ลกกราบไหวบ้ ชู า
เพราะใจสงบเยือกเย็นต่างหาก ไม่ได้เกิดข้ึนมาเพราะความฟุ้งซ่านอย่างเรา
เปน็ กนั อยใู่ นขณะนเ้ี ลย ฉะนน้ั ทา่ นจงเหน็ ภยั ในความฟงุ้ ซา่ นของใจทไี่ มส่ งบวา่
จะพาเราใหเ้ สยี หลักใจไปโดยลำ� ดับฯ
พระพทุ ธเจา้ ผเู้ ปน็ ครสู อนโลก เสดจ็ ออกบวชแลว้ ไมเ่ คยกงั วลกบั บา้ นเกดิ และ
พระญาตพิ ระวงศ์ ตลอดใครๆ ทงั้ นนั้ ซง่ึ เคยสนทิ สนมกนั มา ทรงพยายามแก้
ความกงั วลจากสง่ิ เหลา่ นเ้ี สมอ พระพทุ ธเจา้ เปน็ ศาสดาเอกของโลกขน้ึ มาดว้ ย
เหตุนีฯ้
มีความตั้งสติกับความเพียรเท่าท่ีจะสามารถสังหารความฟุ้งซ่านของใจได้
การปล่อยตามใจไมใ่ ช่ทางพน้ ทุกข์ แตก่ ลบั เป็นทางเขา้ หลุมถา่ นเพลิงฯ
คนท้ังโลกไม่ใช่เป็นผู้มีความสุขอันสมบูรณ์พอจะคิดเร่ืองของคนอื่นเพ่ือแบ่ง
สุขจากเขามาสู่ตัวเรา แท้จริงทั้งโลกเป็นป่าช้าของคนและสัตว์ผู้มีความทุกข์
เต็มตัวท้ังน้ัน ท่านอยา่ สงสัยว่าจะเปน็ เพชรเป็นพลอยเลยฯ
ถ้าท่านไม่สามารถรบชนะกิเลส แต่จะยอมเอาความแพ้มาเป็นนายครองใจ
จะคดิ หาคำ� วา่ ศษิ ยพ์ ระตถาคตในตวั เราไดท้ ไี่ หนมี ฉะนนั้ จงตง้ั ใจใหเ้ ดด็ เดย่ี ว
ตอ่ ส้ขู ้าศกึ คอื ความฟุ้งซ่านของตน จะได้ชยั ชนะไปสบู่ า้ นเหมือนพระพทุ ธเจ้า
ของเราแท้ฯ
40
การภาวนาขอใหต้ ง้ั สตลิ งทจี่ ติ จะกำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก เปน็ อารมณข์ องจติ
กไ็ ด้ จะกำ� หนดพทุ โธกไ็ ด้ แตข่ อให้มีสตอิ ยกู่ ับลมหายใจหรอื พุทโธ อย่าให้
เผลอฯ
เม่อื ท�ำอย่างขอ้ ต้น จิตจะมีความสงบและจะเป็นสขุ ขน้ึ มาที่ใจแน่นอนฯ
มรรคผลนพิ พานอยู่ทใ่ี จซึง่ ก�ำลงั ฝกึ หดั อยู่ขณะน้ี ไม่ตอ้ งสงสยั ฯ
ความสขุ ใดๆ ไมเ่ ทยี บเทา่ ความสขุ ของใจทพ่ี น้ จากกเิ ลสโดยสน้ิ เชงิ คอื พระอรหนั ต์
อันเป็นผลเกดิ จากการฝกึ ใจดว้ ยความเพียรฯ
มรรคผลนิพพานไม่เคยล้าสมัยต่อผู้มีความเพียรด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
ไมท่ อ้ ถอยฯ
เราเป็นลูกพระตถาคตเจ้าไม่ต้องไปก�ำหนดป่าช้าอันเป็นท่ีตายเอาไว้ จะเป็น
อปุ สรรคตอ่ ความเพียรใหก้ า้ วหนา้ ไปเตม็ ท่ไี มไ่ ด้ฯ
พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกไมเ่ คยกำ� หนดปา่ ชา้ เอาไว้ คอื ตายทไ่ี หน ทงิ้ รา่ งกายไว้
ทน่ี น้ั ในเวลาทำ� ความเพยี รไมย่ อ่ ทอ้ ตอ่ ทกุ ขอ์ นั จะเกดิ ขนึ้ จากทอ่ี ยู่ อาหาร ดนิ ฟา้
อากาศ เจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย และการไดร้ บั ทกุ ข์ ทกุ ขเ์ พราะความเพยี ร มคี วามฟงุ้ ซา่ น
ต่อแดนพ้นทุกข์ทกุ ลมหายใจเขา้ ออกจนพน้ ทุกข์ไปเสียจริงๆฯ
เราจงถอื เอาการปฏบิ ตั ขิ องทา่ นมาเปน็ ครขู องเราเพอื่ ความเขม้ แขง็ ในการปฏบิ ตั ิ
ไมต่ อ้ งทอ้ ถอย ศาสนาไมถ่ อื ชาติ ชนั้ วรรณะ แตถ่ อื การประพฤตเิ ปน็ สำ� คญั ฯ
41
สตปิ ฏั ฐาน ๔
พระธรรมเทศนา ณ วัดปา่ บ้านตาด อดุ รธานี
เม่ือวันที่ ๒๕ สิงหาคม พทุ ธศักราช ๒๕๐๕
การบ�ำเพ็ญเพียรที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้าและพระสัทธรรม
คือความจงใจใคร่ตอ่ การประพฤติดีจริงๆ ธุระหน้าท่ีทตี่ นจะพงึ ทำ� ทกุ อย่าง ควรทำ�
ดว้ ยความจงใจ การประกอบการงานทกุ ประเภทถา้ ขาดความจงใจแลว้ แมจ้ ะเปน็ งาน
เลก็ นอ้ ยยอ่ มไมส่ ำ� เรจ็ ลงไดด้ ว้ ยความเรยี บรอ้ ยและนา่ ดเู ลย เพราะความจงใจเปน็ เรอ่ื ง
ของสติและหลักใจท่ีจะยังงานนั้นๆ ให้ส�ำเร็จได้ขาดไปจากตัวและวงงาน ผู้มีสติ
และหลกั ใจประจำ� ตวั และงานจงึ ชอ่ื วา่ ผมู้ คี วามเพยี รไปในตวั ทง้ั กจิ นอกการใน ถา้ ขาด
ความจงใจเปน็ เครอ่ื งจดจอ่ งานแลว้ แมผ้ เู้ ปน็ นายชา่ งทำ� สง่ิ ตา่ งๆ ซง่ึ มคี วามฉลาดอยบู่ า้ ง
ท�ำอะไรมีความสวยงามและแน่นหนามั่นคง แต่ถ้าขาดความจงใจใคร่ต่องานแล้ว
แมง้ านนนั้ จะสำ� เรจ็ กย็ อ่ มลดคณุ ภาพและความสวยงาม ฉะนน้ั ความตง้ั ใจจงึ เปน็ สง่ิ
ส�ำคญั โดยผูม้ งุ่ ต่อผลของงานอันสมบรู ณ์จงึ ไมค่ วรมองขา้ มไป เราเปน็ นกั บวชและ
นกั ปฏบิ ตั คิ วรเหน็ ความตงั้ ใจจดจอ่ ตอ่ ธรุ ะหนา้ ทที่ ตี่ นจะพงึ ทำ� ทกุ ประเภท โดยมคี วาม
ร้สู ึกอยู่กบั งานนัน้ ๆ แมท้ ่ีสดุ ปัดกวาดลานวัด เช็ดถกู ุฎแี ละศาลา ปอู าสนะ ตั้งน้�ำใช้
นำ�้ ฉัน ตลอดการเคลื่อนไหวไปมา เหลอื บซ้ายแลขวา ควรมสี ติประจ�ำอย่ทู กุ ๆ ขณะ
ช่ือว่าผู้มีความเพียรประจ�ำตน การฝึกหัดนิสัยเพื่อเป็นคนมีสติอันเคยชิน จ�ำต้อง
อาศัยการงานเป็นเครื่องฝึกหัด การประกอบการงานภายนอกแต่ละประเภทเป็น
ธุระช้ินหน่ึงๆ การเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนาเป็นธุระช้ินหน่ึงๆ ท้ังนี้ถ้ามีสติ
42
จดจอ่ กบั งานทท่ี ำ� ชอื่ วา่ มคี วามเพยี รไมข่ าดวรรคขาดตอน การฝกึ หดั นสิ ยั ของผใู้ ครต่ อ่
ธรรมชนั้ สงู จึงควรเริ่มและรบี เร่งฝกึ หดั สติไปกบั งานทุกประเภทแต่ต้นมอื เพอื่ ความ
แนน่ อนและมน่ั คงในอนาคตของเรา โปรดฝกึ หดั สตนิ สิ ยั ตงั้ แตบ่ ดั นเ้ี ปน็ ตน้ ไป จนกลาย
เปน็ คนมสี ตปิ ระจำ� ตนทงั้ ขณะทท่ี ำ� และขณะอยเู่ ฉยๆ ถงึ เวลาจะทำ� ความสงบภายในใจ
สตจิ ะกลายเปน็ ธรรมตดิ แนบอยกู่ บั ใจและตงั้ ขน้ึ พรอ้ มกบั ความเพยี รไดอ้ ยา่ งใจหมาย
ทงั้ มกี ำ� ลงั พอจะบงั คบั จติ ใหห้ ยงั่ ลงสคู่ วามสงบไดต้ ามตอ้ งการ สว่ นมากทพี่ ยายามให้
จิตเข้าสู่ความสงบไม่ได้ตามใจหวังนั้น เนื่องจากขาดสติที่เป็นแม่แรงไม่มีก�ำลังพอ
จติ จงึ มีโอกาสเลด็ ลอดออกไปสอู่ ารมณ์ได้อยา่ งง่ายดาย เหมือนเด็กซนซงึ่ ปราศจาก
พเ่ี ลย้ี งผตู้ ามดแู ล เดก็ อาจไดร้ บั อนั ตรายในเวลาใดกไ็ ด้ จติ ทม่ี คี วามเพลนิ ประจำ� ตน
โดยปราศจากสตติ ามรกั ษา จงึ มสี ง่ิ รบกวนตลอดเวลาจนหาความสงบสขุ ไมไ่ ด้ พเ่ี ลย้ี ง
ของจติ คอื สตกิ บั ปญั ญา คอยใหค้ วามปลอดภยั แกจ่ ติ ตลอดสายทจ่ี ติ คดิ ไปตามอารมณ์
ตา่ งๆ คอยพยายามปลดเปลอื้ งอารมณท์ ม่ี าเกย่ี วขอ้ งกบั ใจ และพยายามแสดงเหตผุ ล
ใหจ้ ติ รับทราบเสมอ ใจที่ไดร้ บั เหตุผลจากปัญญาพร�ำ่ สอนอยูเ่ ปน็ นจิ จะฝนื คิดและ
ติดอารมณ์ที่เคยเป็นขา้ ศกึ ต่อไปอีกไม่ได้
การฝกึ หดั สตแิ ละปญั ญาเพอื่ ใหม้ กี ำ� ลงั คบื หนา้ ไมล่ า่ ถอยเสอื่ มโทรม โปรดฝกึ หดั
ตามวิธีที่กล่าวมา แต่อย่าปล่อยตัวเป็นคนสะเพร่ามักง่ายในกิจการทุกอย่างท่ีมุ่ง
ประโยชน์ แมช้ นิ้ เลก็ ๆ นสิ ยั มกั งา่ ยทเี่ คยเปน็ เจา้ เรอื นนย้ี งั จะกลายเปน็ โรคเรอ้ื รงั ฝงั ลง
ในใจอย่างลึก และจะทำ� ลายความเพยี รทุกด้านให้เสยี ไป จงพยายามฝึกหัดนสิ ยั ให้
เป็นคนแน่นอนต่อกิจการท่ีชอบท้ังภายนอกภายในเสมอ อย่ายอมปล่อยให้ความ
สะเพร่ามักงา่ ยเขา้ ฟักตัวอยใู่ นนสิ ัยได้เลย เพราะผู้เคยฝกึ หัดนสิ ัยให้เป็นคนจริงต่อ
หนา้ ทกี่ ารงานทกุ ประเภท ตอ้ งเปน็ ผสู้ ามารถจะยงั กจิ การทกุ อยา่ งไมว่ า่ ภายนอกภายใน
ใหส้ ำ� เรจ็ ไดโ้ ดยไมม่ อี ปุ สรรคใดๆ มากดี ขวาง แมจ้ ะอบรมจติ ใจซงึ่ เปน็ งานสำ� คญั ทาง
ภายใน ก็จ�ำต้องประสบความส�ำเร็จลงด้วยความรอบคอบหาทางต�ำหนิตนเองไม่ได้
เพราะกจิ การภายนอกกับภายในสอ่ ถงึ ใจผ้เู ปน็ ประธานดวงเดยี วกนั ถ้าใจเป็นนิสัย
มกั งา่ ย เมอ่ื เขา้ ไปบง่ งานภายใน ตอ้ งทำ� งานนน้ั ใหเ้ หลวไปหมดไมม่ ชี นิ้ ดเี หลอื อยพู่ อเปน็
ทอ่ี าศยั ของใจไดเ้ ลย
43