The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:16:46

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เพอ่ื อนาคตอันแจม่ ใสของผ้มู ีงานเปน็ อาชพี และอ�ำนวยความสุข จงึ ควรฝกึ หัด
นิสัยให้เป็นคนแน่นอนและจริงต่อธุระหน้าท่ีที่ตนจะพึงท�ำ จงท�ำจนสุดวิสัยใน
กจิ การนน้ั ๆ ใหส้ ำ� เรจ็ ลงดว้ ยหมดความสามารถทกุ กรณี เมอ่ื เขา้ ไปดำ� เนนิ งานภายใน
เพ่ือความสงบก็ดี เพ่ือทางปัญญาการค้นคว้าก็ดี จะเป็นไปด้วยความละเอียดและ
รอบคอบท้ังสองทาง เพราะหลักนิสัยซ่ึงเคยอบรมเป็นคนจริงและรอบคอบมีมาเป็น
ประจำ� การดำ� เนินปฏิปทานับแต่ตน้ จนถงึ ชั้นสงู สุดยอดยอ่ มข้นึ อยกู่ บั หลกั นสิ ยั เป็น
สำ� คญั คำ� วา่ ตน้ หรอื ปลาย กห็ มายถงึ ใจดวงเดยี วนแี้ ล ซงึ่ จะเปลย่ี นสภาพความรสู้ กึ ไป
ตามธรรมเครอ่ื งดดั แปลง ทงั้ ฝา่ ยเหตคุ อื การบำ� เพญ็ และผลคอื ความสขุ เชน่ เดยี วกบั
เด็กคอ่ ยเปลยี่ นแปลงตัวเองจากเด็กขึ้นเป็นผ้ใู หญด่ ว้ ยอาหารเครื่องบ�ำรงุ นานาชนดิ

ดงั นนั้ ต้นทางจึงหมายถึงการอบรมจิตใจขัน้ แรกๆ เพอ่ื เปลีย่ นนสิ ัยและความ
รสู้ กึ ใหเ้ ปน็ ไปในทางทด่ี แี ละมเี หตผุ ล จนมคี วามรแู้ ละทรงตวั อยกู่ บั ความดแี ละเหตผุ ล
ทคี่ วรแก่ตนเอง ไม่ยอมฝา่ ฝนื แตเ่ มื่อสรุปความแล้ว ต้นกบั ปลายกเ็ ปรียบเหมอื น
ผลไมล้ ูกหน่ึงๆ ซ่งึ เราไม่อาจเรียกไดว้ ่าตน้ กบั ปลายของมันอยทู่ ีไ่ หน มองดแู ล้วก็คือ
ผลไมน้ น่ั เอง

ใจกท็ ำ� นองเดยี วกนั ทเี่ รยี กกนั วา่ ตน้ ทางหรอื ปลายทางนนั้ เนอื่ งจากใจทม่ี อี ารมณ์
ชนดิ ตา่ งๆ ทง้ั หยาบทงั้ ละเอยี ดเคลอื บแฝงอยู่ ตลอดการดดั แปลงแกไ้ ขจำ� ตอ้ งเปลยี่ น
อบุ ายวิธีแปลกตา่ งจากความเปน็ อยเู่ ดมิ ขนึ้ สคู่ วามละเอยี ดเปน็ ข้ันๆ ไป ซง่ึ ควรจะให้
นามไปตามความเหมาะสมวา่ ตน้ ทางหรอื ปลายทาง ท่านผู้ฟงั โปรดท�ำความเข้าใจกับ
กเิ ลสและบาปธรรมทม่ี อี ยภู่ ายในใจ ถงึ กบั ไดใ้ หช้ อ่ื ใหน้ ามตา่ งๆ นานา จนอาจจะเลย
ขอบเขตของการตามรแู้ ละแกไ้ ขในสมมตุ นิ ยิ มของใจดวงเดยี ว ไมเ่ ชน่ นนั้ จะไมร่ อู้ บุ าย
วิธีแก้ไขตนเองซ่งึ กำ� ลังตกอย่ใู นฐานะท่กี ลา่ วมา

หลักประกันผลอันแน่นอนจึงขอย้�ำอีกครั้งว่า โปรดฝึกหัดนิสัยให้เป็นคนจริง
และเขม้ แขง็ ตอ่ หนา้ ทกี่ ารงานของตนเสมอ อยา่ เปน็ คนงอ่ นแงน่ คลอนแคลน อยา่ เปน็
คนจับจด อย่าเปน็ คนเขา้ ๆ ออกๆ ข้ึนๆ ลงๆ หาความแน่นอนไม่ได้ วา่ จะไปต้อง
ไป วา่ จะอยตู่ อ้ งอยู่ วา่ จะทำ� ตอ้ งทำ� กำ� หนดเวลำ�่ เวลาหรอื กจิ การอนั ใดไวแ้ ลว้ อยา่ ทำ�

44

ให้เคล่ือนคลาดจากท่ีกำ� หนดไว้ เราเขียนด้วยมือจงลบด้วยมือ อย่าท�ำท�ำนองท่ีว่า
เขยี นด้วยมือแต่กลับลบดว้ ยฝา่ เทา้ คอื เราตงั้ ค�ำสัตยใ์ ส่ตัวเอง ไม่มใี ครอาจเอ้ือมมา
ทำ� ลายคำ� สตั ยน์ น้ั แตเ่ ปน็ เราเสยี เองทำ� ลายคำ� สตั ยข์ องตน เชน่ นเ้ี รยี กวา่ เขยี นดว้ ยมอื
แตก่ ลบั ลบดว้ ยฝา่ เทา้ เปน็ การไมส่ มควรอยา่ งยงิ่ เราตอ้ งเปน็ คนแนน่ อนตอ่ ความดำ� ริ
และต้องตัดสินใจเสมอ ลงได้ตัดสินใจกับงานใดหรือส่ิงใดที่เห็นว่าเป็นการถูกต้อง
และเปน็ ประโยชนแ์ ลว้ จงพลชี พี ลงไปเพอื่ คำ� สตั ยแ์ ละเพอ่ื งานนนั้ ๆ จะเปน็ คนมนี สิ ยั
แน่นอนและเช่ือใจตัวเองได้ ศีลทกี่ �ำลงั รักษาอย่กู ็จะเปน็ ศีลที่แน่นอน ไมก่ ลับกลาย
เป็นศีลลอยลม การท�ำสมาธิก็เป็นสมาธิที่แน่นอนทุกข้ันของสมาธิ จะไม่เป็นสมาธิ
ลอยลม คอื ไดแ้ ตช่ อ่ื แตห่ าความจรงิ ของสมาธไิ มม่ ใี นใจ แมก้ ารบำ� เพญ็ ปญั ญาทกุ ขนั้
ก็จะเป็นปัญญาท่ีแน่นอนตามหลักนิสัยคนจริง ไม่กลับกลายไปเป็นปัญญาลอยลม
คอื ไดแ้ ตช่ อื่ แตห่ าความเฉลยี วฉลาดปลดเปลอ้ื งตนไมม่ ี ทกี่ ลา่ วทงั้ นเี้ พอ่ื ใหเ้ หน็ โทษ
แห่งความเป็นคนหลักลอยท�ำอะไรไม่เป็นช้ินเป็นอัน หาความจริงภายในตัวไม่ได้
เพอ่ื ผมู้ งุ่ ความเจรญิ ทางโลกและทางธรรมอยา่ งแทจ้ รงิ จะไดห้ าทางหลกี เวน้ ใหห้ า่ งไกล

อนั ดบั ตอ่ ไป กลา่ วถงึ สตปิ ญั ญา เครอ่ื งรกั ษานสิ ยั ใหม้ นั่ คงและใหม้ คี วามรอบคอบ
ยงิ่ ขน้ึ โปรดทราบเสมอวา่ ปญั ญาจะทำ� การหุงตม้ แกงกนิ เหมอื นอาหารหวานคาวยอ่ ม
ไม่ได้ แต่ปัญญาชอบเกิดจากการคิดอ่านไตร่ตรอง คนไม่มีปัญญาความฉลาดจะ
ประกอบการงานทุกชิ้นให้สำ� เร็จลงด้วยความเรียบรอ้ ยยอ่ มไม่ได้ และไมส่ ามารถจะ
รักษาสมบัติอันมีค่าให้ปลอดจากโจรจากมารได้ไม่ว่าทางโลกและทางธรรม ฉะน้ัน
การรกั ษาและปฏบิ ตั พิ ระศาสนาจงึ สำ� คญั อยทู่ ส่ี ตแิ ละปญั ญา เมอื่ มเี หตมุ ากระทบ ไมว่ า่
เหตุดีหรอื ชัว่ สติกับปัญญาควรรบั ชว่ งเสมอ จะมที างทราบสาเหตดุ แี ละชวั่ ได้ทันกบั
เหตุการณ์ และมีทางหกั ห้ามใจไม่ใหร้ วนเรไปตามเหตทุ จี่ ะท�ำให้เสยี โดยมากเมอ่ื มี
เหตเุ กดิ ขน้ึ จะเปน็ เรอื่ งกะทนั หนั หรอื เรอ่ื งธรรมดากต็ าม แตส่ ามารถทำ� ใจใหเ้ อนเอยี ง
หรอื เสียไปตามอารมณ์น้ันๆ ได้ เนอื่ งจากขาดสตกิ ับปัญญาคอยสังเกตตรวจตราให้
ละเอยี ดถี่ถ้วนก่อน จึงเข้าใจวา่ เป็นสง่ิ ทค่ี วรไปเสยี ทงั้ นนั้ แล้วปล่อยใจให้คลอ้ ยไป
ตามโดยเจ้าตัวไม่รู้สึก กว่าจะรู้ทันเวลาจึงเสียไปแล้ว ไม่สามารถจะหักห้ามไว้ได้
จงึ ปลอ่ ยเลยตามเลย เรอื่ งจงึ กา้ วไปถงึ ความเปน็ เถา้ ถา่ นหมดทางแกไ้ ข ทงั้ นอ้ี ยา่ เขา้ ใจวา่

45

เปน็ ไปเพราะเหตใุ ด แต่เปน็ เพราะขาดสติกบั ปญั ญาเคร่อื งนำ� ออกทงั้ นั้น ไม่เชน่ นัน้
ใครจะยอมสละตัวอันมีคุณค่าเหนือส่ิงใดในโลกไปแลกเปลี่ยนกับความเหลวแหลก
เชน่ นน้ั แตม่ นั สดุ วสิ ยั จำ� ตอ้ งยอมจำ� นนไมว่ า่ ทา่ นวา่ เรา เมอื่ ถงึ คราวจวนตวั ยอ่ มมกี าร
พลั้งเผลอเป็นธรรมดา หยิบฉวยอะไรไม่ทันก็จ�ำต้องเป็นไปตามเหตุอันรุนแรงกว่า
กำ� ลงั ของจติ ท่จี ะต้านทาน ฉะนัน้ การเตรียมพรอ้ มเพอื่ เผชิญกับเหตุการณ์อนั มีอยู่
รอบตัวทั้งภายในภายนอก และพร้อมที่จะเข้ามาเผชิญกับทุกคนโดยไม่มีก�ำหนด
เขตแดนและเวล�่ำเวลา จึงเปน็ การสมควรอยา่ งยง่ิ ที่จะเตรียมตวั ไว้แต่บดั น้ี อย่าให้
สายเกินไปทั้งๆ ตะวันยังเช้าอยู่ (ขณะยังมีชีวิตอยู่) การเตรียมพร้อมท้ังนี้คือการ
บ�ำเพ็ญตวั ใหม้ ีหลกั ฐานท้งั ภายในภายนอกเพอ่ื การอยู่การไป ไมว่ ่าจะอยทู่ น่ี ี่หรอื อยู่
ทไ่ี หน ไมว่ า่ จะเปน็ ทนี่ น่ั หรอื จะเปน็ ทโ่ี นน้ ไมว่ า่ จะอยโู่ ลกนหี้ รอื อยโู่ ลกหนา้ และไมว่ า่
จะไปโลกน้หี รอื จะไปโลกหน้า ควรเตรียมตัวไวแ้ ตบ่ ดั นี้ คือปจั จุบันซ่งึ ๆ หนา้ น้แี ล
หากชวี ติ หาไมแ่ ลว้ จะเตรยี มอะไรไมท่ นั เพราะไมเ่ คยเหน็ ในธรรมของศาสดาพระองคใ์ ด
สงั่ สอนวา่ จงไปเตรยี มตวั วนั หนา้ เดอื นหนา้ ปหี นา้ ชาตหิ นา้ และโลกหนา้ โนน้ ซง่ึ เปน็
การส่งเสรมิ คนใหง้ มงาย เหน็ มบี อกไว้ว่า จงทำ� ตนให้มที ่ีพง่ึ ทงั้ ภายนอกและภายใน
ในขณะทมี่ ชี วี ติ อยนู่ ท้ี งั้ นนั้ แมว้ นั คนื เดอื น ปี และโลกนโ้ี ลกหนา้ เปน็ ของมอี ยปู่ ระจำ� โลก
ก็มิได้มีไว้เพื่อโมฆบุรุษผู้เกิดและตายเปล่าๆ โดยไม่ได้ท�ำประโยชน์ไว้แก่โลกและ
ธรรมเลย

เฉพาะนกั บวชและนกั ปฏบิ ตั ผิ มู้ เี พศทเ่ี ยน็ และเปน็ เพศทโ่ี ลกเคารพเลอ่ื มใสและ
ไวว้ างใจ ท้งั เปน็ เพศที่มโี อกาสในการบ�ำเพญ็ ประโยชนต์ นและประโยชน์ทา่ นไดม้ าก
กวา่ ใครๆ ในโลก เราทกุ ทา่ นทท่ี รงไวซ้ งึ่ เพศดงั กลา่ วนนั้ จงึ ควรเตรยี มพรอ้ มในหนา้ ท่ี
ของพระอยา่ ใหบ้ กพร่อง ความประพฤตขิ องพระจะสามารถทรงความสวยงามเปน็ ท่ี
นา่ ยนิ ดแี ละเลอื่ มใสไวไ้ ด้ ตอ้ งอาศยั สตกิ บั ปญั ญาเปน็ พเี่ ลย้ี งตามรกั ษาทกุ ระยะความ
เคลอื่ นไหว ผมู้ สี ตปิ ญั ญาตามรกั ษาความประพฤติ ยอ่ มงามทง้ั ภายนอกงามทงั้ ภายใน
และเป็นผูท้ รงความงามไวไ้ ดไ้ มจ่ ดื จางตลอดกาล เม่ือน�ำสตกิ ับปญั ญาเขา้ ไปแก้ทาง
ภายใน คือใจกบั อารมณ์ทท่ี ำ� ให้รกรุงรังก็กลายเป็นใจทีใ่ สสะอาดและมคี ุณคา่ ข้ึนมา
ทนั ที อนง่ึ ความจำ� ไดจ้ ากการศกึ ษาเลา่ เรยี นมากบั ความจำ� ไดจ้ ากการฟงั จงนอ้ มเขา้ มา

46

เป็นเครื่องสนับสนุนให้กลมกลืนกับการปฏิบัติ สติกับปัญญาให้แนบสนิทอยู่กับใจ
และความเคลอื่ นไหว ตามองไปถงึ ไหน หไู ดย้ นิ ถงึ ไหน สตกิ บั ปญั ญาจงตดิ ตามถงึ ทน่ี นั้
จมูก ล้ิน กาย สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ดี-ชั่ว-หยาบ-ละเอียดแค่ไหน สติปัญญา
จงตามรู้และค้นดูสาเหตุของสิ่งที่มากระทบโดยแยบคาย และทุกครั้งท่ีได้สัมผัสกัน
แม้อารมณท์ ่เี กิดขนึ้ เฉพาะภายในใจต้องตามร้แู ละพจิ ารณาไมข่ าดตอน เพราะทา่ นที่
หลุดพ้นไปจากโลกแห่งความยุ่งเหยิง ภายในใจท่านทำ� อย่างน้ีทั้งนั้น ท่านไม่ได้ทำ�
แบบไมซ้ งุ ทงั้ ทอ่ นทท่ี งิ้ อยบู่ นพน้ื ดนิ ใหเ้ ดก็ ๆ ปนี ขน้ึ แลว้ ถา่ ยอจุ จาระปสั สาวะรดทง้ั วนั
ท้ังคืน ผู้ท�ำตัวให้เป็นเช่นไม้ซุงท้ังท่อน กิเลสตัณหามาจากทิศต่างๆ คือมาจากรูป
จากเสยี ง จากกลน่ิ จากรส และจากเครอื่ งสมั ผสั ลว่ งไหลเขา้ มาชอ่ งภายใน คอื ตา หู
จมกู ลนิ้ กาย และจะถา่ ยอจุ จาระปสั สาวะรดลงไปทหี่ วั ใจดวงทท่ี ำ� ตวั เปน็ เหมอื นไมซ้ งุ
ทง้ั ทอ่ นนนั้ เพราะไมม่ คี วามฉลาดแยบคาย ไมม่ คี วามรอบคอบตอ่ ตวั เองและอารมณ์
ท้ังภายนอกและภายใน ยอมตัวให้กิเลสตัณหาถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดท้ังวันทั้งคืน
นไี่ มส่ มควรเลยสำ� หรบั ผมู้ งุ่ ดำ� เนนิ เพอ่ื ววิ ฏั ฏะ คอื พระนพิ พาน เพราะพระนพิ พานของ
พระพุทธเจ้าและพระสาวกไม่ใชพ่ ระนพิ พานเกยี จคร้าน และไม่ใช่พระนิพพานแบบ
ไมซ้ งุ ทงั้ ทอ่ น ผหู้ วงั ธรรมเชน่ นน้ั ครองดวงใจกจ็ ำ� ตอ้ งพยายามปรบั ปรงุ ตวั เองใหเ้ ขา้ กบั
ร่องรอยปฏิปทาของพระองค์และพระสาวกท่านด�ำเนิน คือพยายามฝึกหัดอบรมสติ
ปญั ญา ศรทั ธา ความเพยี ร ใหท้ นั กบั เหตกุ ารณท์ เี่ ปน็ ไปอยทู่ ง้ั ภายในภายนอกตลอดเวลา
อยา่ ทำ� ตวั เหมอื นซงุ ทง้ั ทอ่ น คอื เดนิ กส็ กั แตว่ า่ เดนิ นง่ั กส็ กั วา่ นงั่ ภาวนากส็ กั วา่ ภาวนา
เทา่ น้นั แต่แลว้ นง่ั อยู่เหมือนหวั ตอกลางไร่กลางนา หาความร้สู ึกรอบคอบประจ�ำใจ
ไมม่ เี ลย การสกั แต่วา่ ท�ำนี้จงึ ไมผ่ ดิ อะไรกบั เขาน่งั นอนธรรมดา

เพอ่ื ความเปน็ ลกู ศษิ ยพ์ ระตถาคต ผมู้ พี ระนามกระเดอ่ื งทว่ั ไตรภพ จงพยายาม
รอื้ ฟน้ื สตริ อ้ื ฟน้ื ปญั ญาทนี่ อนจมอยกู่ บั ใจขน้ึ มา เพอื่ เปน็ เครอ่ื งมอื สนบั สนนุ ความเพยี ร
ถอดถอนกิเลสตัณหาทุกประเภทที่เกิดจากใจซ่ึงก�ำลังเป็นไม้ซุงท้ังท่อนอยู่ในขณะน้ี
ท่ีทา่ นให้นามว่า ขโ้ี ลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ข้ีเกยี จ ขี้ครา้ น ขบี้ ่น ข้โี มโห ขห้ี งึ ขี้หวง
เหลา่ นล้ี ว้ นแตข่ แ้ี ละกองเตม็ อยบู่ นหวั ใจทงั้ นน้ั เมอื่ ไดร้ บั การฝกึ ฝนอบรมดงั ทกี่ ลา่ วมา
สตปิ ญั ญานบั วนั จะมกี ำ� ลงั และเคยชนิ ตอ่ ตนเอง เชน่ เดยี วกบั การงานดา้ นอน่ื ๆ เวลานำ�

47

มาประกอบกับความเพียรภายในใจโดยเฉพาะ จะสามารถทราบเร่ืองของหวั ใจได้ใน
เวลาอนั ควรไมเ่ นิน่ นาน และเพือ่ ความมหี ลกั เกณฑใ์ นการอบรม โปรดบงั คับใจไว้
ภายในกาย ใชส้ ตจิ ดจอ่ และปญั ญาทอ่ งเทย่ี วขดุ คน้ อยใู่ นวงของกาย ชอื่ วา่ ไดด้ ำ� เนนิ
ตามหลักสตปิ ัฏฐานและอริยสจั ซงึ่ เปน็ ทางเดนิ ของพระอรยิ เจ้าทุกๆ ประเภท

สตปิ ฏั ฐานมสี ่ี คอื กาย เวทนา จติ ธรรม กาย ไดแ้ กอ่ วยั วะทกุ สว่ นของรา่ งกาย
เรยี กวา่ กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน เวทนา ไดแ้ ก่ ความสขุ ความทกุ ข์ เฉยๆ ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์
เรยี กวา่ เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน จติ ไดแ้ ก่ สง่ิ ทสี่ มั ปยตุ ดว้ ยเจตสกิ ธรรมทป่ี รงุ ขนึ้
จากจติ และยอ้ มจติ ใหเ้ ปน็ ตา่ งๆ เรยี กวา่ จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน ธรรม ไดแ้ ก่ อารมณ์
ที่เป็นเป้าหมายหรอื เครอื่ งเพง่ พิจารณาของใจ เป็นไดท้ ้งั วัตถแุ ละนามธรรม เรียกว่า
ธรรมานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน

การพจิ ารณาสตปิ ฏั ฐานสี่ โปรดทำ� ความเขา้ ใจไวด้ ว้ ยดกี อ่ นพจิ ารณาโดยทำ� ความ
เขา้ ใจวา่ กาย เวทนา จติ ธรรม เปน็ แผนกหนง่ึ จากจติ ผเู้ ปน็ เจา้ ของสตปิ ฏั ฐาน ไมเ่ ชน่ นนั้
จะเกดิ ความทอ้ ใจและทกุ ขใ์ จในเวลา กาย เวทนา จติ ธรรม แสดงอาการเปลย่ี นแปลง
ตวั เองไปตามธรรมดา หรอื ถกู เปลยี่ นแปลงไปดว้ ยอำ� นาจการพจิ ารณา ซง่ึ อาจปรากฏใน
วงปฏบิ ตั ิ คอื เวลาปกติ อาการทงั้ สนี่ กี้ แ็ สดงอาการเปลยี่ นแปลงใหเ้ กดิ ความดใี จ และ
เสียใจ ขณะพิจารณาก็แสดงอาการเปลยี่ นแปลงให้ผ้ปู ฏิบตั เิ กิดความดีใจและเสียใจ
บางขณะเกิดความท้อใจและระอาต่อการจะทนพิจารณาไป ที่กล่าวทั้งน้ีเพ่ือท่าน
นกั ปฏบิ ตั ทิ ราบและทำ� ความเขา้ ใจไวโ้ ดยรอบคอบวา่ ไมใ่ ชต่ วั จติ ซง่ึ เปน็ เจา้ ของสตปิ ฏั ฐาน
ไดถ้ กู เปลย่ี นแปลงไปดว้ ย พอจะใหเ้ กดิ ความเสยี ใจวา่ ตน (ใจ) ไดส้ ญู เสยี ไปดว้ ย เมอื่ ทำ�
ความเขา้ ใจดว้ ยดแี ลว้ จะเกดิ ความมนั่ ใจในการพจิ ารณาสตปิ ฏั ฐาน ไมใ่ ชว่ า่ สตปิ ฏั ฐานส่ี
คอื กาย เวทนา จติ ธรรม จะถกู เปลยี่ นแปลงหรอื หายไปไหน ใจซง่ึ เปน็ ธรรมไมต่ าย
และเปลยี่ นแปลง จะมโี อกาสพจิ ารณาเตม็ กำ� ลงั และสามารถจะรเู้ รอื่ งธรรมทง้ั สน่ี น้ั อยา่ ง
ชัดเจนตามล�ำดับโดยไม่มีความสะท้านหว่ันเกรงต่อสุขและทุกข์ท้ังภายในกายและ
ภายในใจ อนั เปน็ อาการของสติปฏั ฐานแสดงตัว

48

การพิจารณากาย จะเป็นภายนอกหรือภายในก็ได้ ตามแต่ถนัดใจในโอกาส
อนั ควรจะพจิ ารณากายไหน คำ� วา่ กายใน คือ กายของเราทกุ ส่วน กายนอก ได้แก่
กายของคนและสัตว์อืน่ กายในกาย ไดแ้ ก่ ส่วนหน่งึ ๆ ของอาการแหง่ กายทกุ สว่ น
สงิ่ ทง้ั นปี้ รากฏตวั เปน็ ของนา่ เบอื่ หนา่ ยและสลดสงั เวชแกผ่ ใู้ ชป้ ญั ญาพจิ ารณารเู้ หน็ ตาม
เป็นจริง ทงั้ ข้างนอกขา้ งในและภายนอกภายใน มคี วามเป็นเช่นเดียวกนั ตอ้ งช�ำระ
ขัดสีเป็นประจ�ำ ฉะนั้น ท่ัวโลกจ�ำต้องปฏิบัติต่อร่างกายและถือเป็นภาระประจ�ำ
ตลอดเวลา สงิ่ ตา่ งๆ ทจี่ ะน�ำปฏิบัตติ ่อร่างกายใหพ้ ออย่ไู ด้และพอดูไดน้ ัน้ ปรากฏว่า
ทั่วโลกต้องถือเป็นสินค้าอันใหญ่โตและขายดิบขายดีย่ิงกว่าวัตถุอื่นใดในโลก
การพจิ ารณาให้รู้ฐานทเี่ กิด ทอ่ี ยู่ พร้อมทั้งความเป็นและจ�ำเป็นไปของรา่ งกายดว้ ย
ปญั ญาจนเห็นชดั จงึ เปน็ การตัดบอ่ แห่งความกังวลและกองทุกข์ออกจากใจ เพราะ
ภูเขาหินแท่งทึบแม้จะใหญ่และสูงจดเมฆ ก็ไม่เคยทับถมตัวเราให้ได้รับความทุกข์
ลำ� บากตอ่ ขนั ธ์ มรี ปู ขนั ธค์ อื กายเปน็ ตน้ รสู้ กึ เบยี ดเบยี นและทบั ถมตวั เราอยตู่ ลอดเวลา
จนหาโอกาสปลงลงไมไ่ ดเ้ ลย เรอื่ งความทกุ ขท์ งั้ มวลทเ่ี กยี่ วกบั ขนั ธจ์ งึ มารวมอยกู่ บั เรา
ผรู้ บั ผดิ ชอบในขนั ธ์ ดงั นน้ั ผเู้ ปน็ เจา้ ของขนั ธจ์ งึ ควรมคี วามรอบรใู้ นขนั ธท์ งั้ แงด่ แี งร่ า้ ย
จงึ จะอยคู่ รองขนั ธไ์ ปดว้ ยความราบรน่ื ไมเ่ สยี เปรยี บแกข่ นั ธโ์ ดยถา่ ยเดยี ว ตามธรรมดา
ขนั ธเ์ อาเปรียบเอารดั เราวันยังคำ�่ ขยบั ตวั ทุกระยะเปน็ เรื่องเพื่อขันธ์เสียทงั้ นั้น ถา้ จติ
หาทางออกดว้ ยความฉลาดรอบคอบตอ่ ขนั ธข์ องตน ทง้ั ๆ ทม่ี คี วามรบั ผดิ ชอบในขนั ธอ์ ยู่
ชอื่ วา่ มที างแบง่ รบั แบง่ สกู้ นั บา้ ง ไมท่ ำ� การรบั เหมาทกุ ขใ์ นขนั ธท์ า่ เดยี ว แมท้ กุ ขใ์ นขนั ธ์
กค็ งไมต่ ง้ั หา้ งรา้ นขายสง่ ทกุ ขใ์ หเ้ รารบั เหมาโดยถา่ ยเดยี ว ผพู้ จิ ารณาขนั ธใ์ หเ้ หน็ ทงั้ คณุ
ทง้ั โทษด้วยปัญญา จงึ ไมม่ ีแต่ทางรบั เหมาทกุ ขจ์ ากขันธต์ ลอดไป ยังมที างลดหย่อน
ผอ่ นความตงึ เครยี ดในทางใจไดบ้ ้าง การพจิ ารณากายตอ้ งพิจารณาซ้ำ� ๆ ซากๆ โดย
ถอื เอาความเขา้ ใจเปน็ ประมาณ แตม่ ไิ ดถ้ อื เอาความขเี้ กยี จเปน็ บรรทดั ฐาน จนเหน็ ชดั
จรงิ ๆ วา่ กายนเ้ี พยี งสกั วา่ หาเปน็ สตั ว์ บคุ คล เรา เขา ทไ่ี หนไม่ เรยี กวา่ กายานปุ สั สนา-
สตปิ ฏั ฐาน

เวทนา จิต ธรรม โปรดทราบว่ามีอยูใ่ นกายอนั เดยี วกัน เปน็ แตม่ อี าการแปลก
ตา่ งกนั ไปบา้ ง ทา่ นจงึ ใหน้ ามไมซ่ ำ้� กนั ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ โปรดทำ� ความเขา้ ใจดว้ ยดี ไมเ่ ชน่ นน้ั

49

สตปิ ฏั ฐานสี่กบั อริยสัจสจ่ี ะกลายเป็นสมุทัย คือบ่อแหง่ ความสงสัยและกงั วลในขณะ
บ�ำเพญ็ เพราะความสับสนไม่ร้เู งื่อนต้นเงอ่ื นปลายของอาการแห่งธรรมเหลา่ นี้

เวทนา มสี าม คอื สขุ บา้ ง ทกุ ขบ์ า้ ง เฉยๆ ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ขบ์ า้ ง ทงั้ เกดิ ขน้ึ จากกายและ
เกดิ ขนึ้ จากใจ จะมลี กั ษณะสามเชน่ เดยี วกนั การพจิ ารณาโปรดแยกเวทนาออก และ
พิจารณาไปตามลกั ษณะของเขา แตอ่ ย่าไปคว้าเอากายมาเป็นเวทนา กายให้เป็นกาย
เวทนาใหเ้ ปน็ เวทนา ทำ� นองเหน็ เสอื เปน็ เสอื และเหน็ ชา้ งเปน็ ชา้ ง แตอ่ ยา่ ไปควา้ เอาเสอื
มาเปน็ ชา้ ง จะเป็นการอ้างพยานไม่ตรงความจริง เรอ่ื งจะลุกลามและลงเอยกันไมไ่ ด้
ตลอดกาล คอื แยกเวทนาทแ่ี สดงอยใู่ นขณะนนั้ ออกพจิ ารณา ใหร้ ทู้ เ่ี กดิ ทต่ี ง้ั อยู่ และ
ท่ีดับไป ฐานที่เกิดของเวทนาท้ังสามเกิดข้ึนและต้ังอยู่ที่กายและท่ีใจ แต่ไม่ใช่กาย
ไมใ่ ชใ่ จ คงเปน็ เวทนาอยเู่ ชน่ นนั้ ทงั้ การเกดิ และการดบั ไปของเขา อยา่ ทำ� ความเขา้ ใจวา่
เปน็ อน่ื จะเปน็ ความเหน็ ผดิ สมทุ ยั จะแสดงตวั ออกมาในขณะนน้ั จะหาทางแกไ้ ขและ
หาทางออกไมไ่ ด้ แทนทจี่ ะพจิ ารณาใหเ้ ปน็ ปญั ญาถอดถอนตวั จากทกุ ข์ สมทุ ยั เลยจะ
กลายเป็นโรงงานผลิตทุกข์และสมุทัยขึ้นมาในขณะนั้นโดยไม่รู้สึกตัว ทางเดินของ
เวทนาทง้ั สาม คอื ความเกิดขนึ้ ต้ังอยู่ และดบั ไป มีอย่เู พียงเท่านีท้ ุกระยะกาล และ
ไมม่ สี ตั ว์ บคุ คล เรา เขา แฝงอยเู่ ลย ถา้ นำ� สตั ว์ บคุ คล เปน็ ตน้ ไปแฝงเขา้ ในขณะใด
เวทนาทง้ั สามจะแสดงสตั วบ์ คุ คลอนั เปน็ อำ� นาจกอ่ ตวั สมทุ ยั ขนึ้ มาในขณะนน้ั และเปน็
การเสริมทุกข์ให้มีก�ำลังข้ึนมาทันที ผู้ปฏิบัติจึงควรท�ำความรอบคอบต่อเวทนาด้วย
ปญั ญา คอื ไมค่ วา้ เวทนามาเปน็ ตนในขณะทำ� การพจิ ารณา เวทนาทงั้ สามจะปรากฏเปน็
ความจรงิ ตามหลกั สติปัฏฐานและอรยิ สัจขนึ้ มาประจักษ์ใจ แม้เวทนาจะแสดงอาการ
เปลยี่ นแปลงขน้ึ ๆ ลงๆ ประการใด จะเปน็ ทางเสรมิ สตปิ ญั ญาของผบู้ ำ� เพญ็ ได้ ทกุ ขณะ
ที่เวทนาแสดงอาการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลง ความเป็นสัตว์-บุคคล-เรา-เขา
จะไมม่ โี อกาสแทรกเวทนาทง้ั สามไดเ้ ลย นอกจากจะมเี ทา่ ทป่ี รากฏอยเู่ พยี งสกั วา่ เวทนา
เทา่ น้นั ความเศรา้ ใจ ทุกขใ์ จ และทอ้ ใจ หรือความเห่อเหิมเพลิดเพลินในขณะท่ี
เวทนาทั้งสามแสดงตัว จะไม่มีโอกาสเกิดขน้ึ ไดเ้ พราะการท�ำความเขา้ ใจกับเวทนาได้
โดยถูกต้อง และทุกๆ เวลาท่ีผบู้ ำ� เพญ็ ท�ำความเหน็ กับเวทนาโดยถูกต้อง ชอื่ ว่าผมู้ ี
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน ประจ�ำใจ

50

จติ คำ� วา่ จติ ในสตปิ ฏั ฐาน มใิ ชจ่ ติ พเิ ศษและแปลกตา่ งไปจากสตปิ ฏั ฐานทงั้ สาม
ทา่ นจงึ ใหน้ ามวา่ จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน เสมอกบั กาย เวทนา ธรรม ถา้ เทยี บกบั ไม้
กเ็ ป็นไมท้ ั้งตน้ ซ่ึงเต็มไปดว้ ยก่งิ ก้าน เปลอื ก กระพ้ี รากแก้ว รากฝอย ซึ่งผดิ กับไม้
ที่น�ำมาท�ำประโยชน์จนปรากฏเป็นบ้านเป็นเรือนแล้ว ผู้พิจารณาจิตตานุปัสสนา-
สติปัฏฐาน จึงเป็นเหมือนน�ำไม้ทั้งต้นมาแปรรูปให้เป็นต่างๆ ตามความต้องการ
การพิจารณาจิตประเภทนคี้ วรถือเอานิมติ คือความปรุงของจิตเป็นเครอ่ื งพสิ จู นแ์ ละ
พจิ ารณา เพราะการจะรคู้ วามเศรา้ หมองหรอื ผอ่ งใสของจติ ได้ ตอ้ งรเู้ ครอื่ งปรงุ จติ เปน็
สำ� คญั ไมเ่ ชน่ นน้ั แมจ้ ติ จะไดร้ บั ความเศรา้ หมองและกองทกุ ขต์ ลอดทง้ั วนั จะไมม่ ที าง
ทราบได้ ถา้ ไมท่ ราบสงิ่ ปรงุ จติ ใหเ้ ปน็ ไปตา่ งๆ กอ่ น เราตอ้ งการทราบจติ จำ� ตอ้ งพจิ ารณา
สังขารเครื่องปรงุ จิต ซ่งึ เหมือนเครอื่ งปรงุ แกงใหม้ รี สชาติต่างๆ จติ ท่แี สดงความเป็น
ตา่ งๆ ไมม่ สี นิ้ สดุ และทำ� ใหผ้ ดิ จากสภาพเดมิ ถงึ กบั เจา้ ตวั เกดิ ความพศิ วงงงงนั ไมท่ ราบ
สาเหตแุ ละวธิ แี กไ้ ข จำ� ตอ้ งยอมจำ� นนไปตามเหตกุ ารณจ์ นลมื สำ� นกึ ในทางผดิ ชอบชวั่ ดี
กเ็ พราะเรอื่ งของสังขารเครอ่ื งปรุงจิตนนั่ เอง ฉะนนั้ ค�ำว่า จิตในสตปิ ฏั ฐาน จงึ เป็น
จติ ท่ีคลกุ เคลา้ กบั อารมณโ์ ดยสงั ขารเปน็ ผปู้ รงุ แต่ง การพจิ ารณาสงั ขารจงึ เกย่ี วถงึ จติ
เพราะเปน็ สง่ิ ทเ่ี กยี่ วเนอื่ งกนั ถา้ รเู้ รอื่ งของสงั ขารกเ็ รม่ิ รเู้ รอ่ื งจติ และถา้ รเู้ รอ่ื งจติ กย็ อ่ ม
รเู้ รอ่ื งของสงั ขารไดอ้ กี นบั แตส่ งั ขารขน้ั หยาบ ขน้ั กลาง และขน้ั ละเอยี ด และจติ ขน้ั หยาบ
ขนั้ กลาง และขนั้ ละเอยี ด คำ� วา่ สงั ขารหยาบละเอยี ด และจติ หยาบละเอยี ด ทง้ั นเี้ นอื่ งจาก
ความเก่ียวข้องของจิตกับอารมณ์มีทั้งหยาบและละเอียด ผู้พิจารณาจิตตานุปัสสนา
ควรท�ำความเข้าใจไว้แต่ต้นมอื วา่ จติ กบั เครื่องปรุงจิตคอื สงั ขาร เป็นคนละประเภท
ไมใ่ ชอ่ นั เดยี วกนั ไมเ่ ชน่ นน้ั จติ กบั สงั ขารจะคละเคลา้ กนั ซงึ่ จะทำ� ความลำ� บากแกก่ าร
พจิ ารณาตามทอี่ ธบิ ายมาแลว้ โดยกำ� หนดความเกดิ ขนึ้ และความเกย่ี วขอ้ งของสงั ขาร
สัมผัสกับอารมณ์อะไร พรอ้ มท้ังความดบั ไปของสงั ขารกบั อารมณ์ พยายามสังเกต
และสอดรคู้ วามเคลอ่ื นไหวของสงั ขาร ซง่ึ จะเคลอ่ื นจากใจออกสอู่ ารมณท์ เี่ ปน็ อดตี บา้ ง
อนาคตบ้าง ท้งั หยาบและละเอียด และโปรดทราบเสมอวา่ ทกุ ๆ ประเภทของสังขาร
และอารมณท์ เี่ กย่ี วขอ้ งกนั ตอ้ งเกดิ และดบั พรอ้ มกนั จะใหเ้ ปน็ อน่ื ไปไมไ่ ด้ คำ� วา่ สตั ว์
บคุ คล เรา เขา เปน็ ต้น จงึ ไมค่ วรน�ำเข้าไปแทรกในจิต เพราะจะแปรรปู เปน็ สมุทัย

51

ขน้ึ มาทนั ที จงพยายามสงั เกตใหท้ ราบวา่ มนั เปน็ เพยี งจติ สงั ขารอยเู่ ทา่ นนั้ ทกุ ๆ ขณะ
ทปี่ รงุ แตง่ ขน้ึ มา ปญั ญาตอ้ งมที างทราบไดต้ ามลำ� ดบั แหง่ การพจิ ารณา และตอ้ งทราบ
ตามนยั ทที่ า่ นบอกไวว้ า่ สกั วา่ จติ เทา่ นนั้ ไมใ่ ชส่ ตั ว์ บคุ คล เรา เขา อะไรเลย ผพู้ จิ ารณา
เห็นตามจิตตานุปัสสนา ใจจะไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจและเพลิดเพลินไปตาม
ความปรงุ แต่งและสภาพความเปน็ อยู่ สุข-ทุกขข์ องจิต และชื่อว่าผูม้ ีจติ ตานุปสั สนา
ประจ�ำตน

ธรรม คำ� วา่ ธรรม คอื เปา้ หมายทเ่ี พง่ เลง็ ของใจ ถา้ เปน็ ธรรมสว่ นละเอยี ดกห็ มายถงึ
ใจเสยี เอง ธรรมภายนอกมมี ากมาย สว่ นภายในถอื เอากายทกุ สว่ น เวทนาทงั้ สาม และ
จิตในจิตตานุปัสสนา มาเป็นธรรมในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณากาย
เวทนา จิต เขา้ ประสานกันครบองคส์ ติปัฏฐานสี่ ตามความเหน็ ของธรรมป่าวา่ เปน็
ธรรมานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน หากจะเปน็ ความผดิ พลาดเพราะความฉลาดไมเ่ พยี งพอใน
ความเข้าใจและการอธบิ าย กข็ ออภัยจากทา่ นผู้ฟังและท่านผู้อา่ นทุกท่านด้วย เพราะ
คำ� วา่ ธรรมปา่ เปน็ เรอ่ื งจนใจสำ� หรบั ผแู้ สดงทกุ ๆ ครงั้ ทแ่ี สดงและนำ� มาลงในหนงั สอื
ดังนนั้ การฟังและการอ่านหนังสอื ธรรมปา่ โปรดเจริญธรรมคือความไมส่ สี าไวบ้ า้ ง
ทกุ วรรคทุกตอนจะไมม่ คี วามหนักใจเกิดข้ึนในขณะฟงั และอ่าน

การพิจารณาสติปัฏฐานสี่ ให้เชื่อมกันเข้าในองค์ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จนกลายเปน็ ธรรมแท่งเดยี ว ร้สู กึ เปน็ ความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ เปน็ ระยะ
ซง่ึ ไมเ่ คยปรากฏมากอ่ น ทง้ั นเ้ี นอื่ งจากการพจิ ารณาเบอ้ื งตน้ กายกเ็ ทยี บกบั ไมท้ งั้ ดนุ้
เวทนาท้ังดนุ้ จิตท้งั ดนุ้ แม้ธรรมกท็ งั้ ดุ้น เพราะการพจิ ารณากเ็ ปน็ ลกั ษณะไม้ทงั้ ดุ้น
สิ่งที่ถูกพิจารณาจึงกลายเป็นเช่นเดียวกันไปหมด แต่เพราะความถูไปไสมาด้วย
ความเพยี ร ทกุ สงิ่ ทอี่ ยใู่ นวงความเพยี รกค็ อ่ ยเปลย่ี นสภาพขน้ึ มาเปน็ ลำ� ดบั ทกี่ ลา่ วใน
บทธรรมานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน คอ่ นขา้ งเปน็ ธรรมละเอยี ดไปบา้ งในความรสู้ กึ จงึ อดจะ
ลมื บญุ คณุ ของการพจิ ารณาในลกั ษณะไมท้ งั้ ดนุ้ ในตอนแรกไมไ่ ด้ เมอ่ื พจิ ารณา “ธรรม”
ในตอนปลายกับตอนตน้ รสู้ ึกแปลกตา่ งกนั มาก แมจ้ ะเป็นสติปฏั ฐานส่อี ันเดียวกนั
พอมาถึงตอนปลาย จิตปรากฏวา่ กาย เวทนา จติ และ ธรรม ทัง้ สี่ในองคส์ ติปัฏฐาน

52

ไดเ้ ชอ่ื มกนั เขา้ จนกลายเปน็ ธรรมานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานไปเสยี สนิ้ และประสานกนั ได้
อยา่ งสนทิ โดยไมน่ ยิ มวา่ นนั่ เปน็ กาย นเี่ ปน็ เวทนา นน่ั เปน็ จติ นเี่ ปน็ ธรรม ในความรสู้ กึ
ตา่ งก็รวมลงเป็นธรรมด้วยกนั

ในบท กาย เวทนา จติ ไดอ้ ธบิ ายวธิ พี จิ ารณาเพอื่ ความปลดเปลอ้ื งแกไ้ ขใหท้ า่ น
ผฟู้ ังทราบพอสมควร แตพ่ อมาถงึ บทธรรม เลยกลายเป็นเรอ่ื งของผู้แสดงไปเสียส้นิ
แม้เช่นน้ันก็กรุณาถือเอาตามวิธีที่กล่าวมา และน�ำไปปฏิบัติตามจริตนิสัยของตนๆ
ผลประโยชนค์ งจะไดร้ บั เท่ากบั ท่อี ธบิ ายใหท้ า่ นผูฟ้ งั ทราบโดยตรง

สรปุ ความในสตปิ ฏั ฐาน คอื กาย มกี ายใน กายนอก และกายในกาย เวทนาใน
เวทนานอก และเวทนาในเวทนาทง้ั หลาย สว่ นเวทนารสู้ กึ ซบั ซอ้ นอยบู่ า้ ง จงึ ขอแทรก
ความเหน็ ลงบา้ งเล็กนอ้ ย คือ เวทนาใน หมายถึงจติ เวทนา เวทนานอก หมายถึง
กายเวทนา จิตใน จิตนอก และ จติ ในจิต จิตใน หมายถึงจติ กบั อารมณ์ทีป่ รากฏอยู่
ด้วยกันโดยเฉพาะ จิตนอก หมายถงึ จติ ท่ีก�ำลงั เกีย่ วกบั อารมณ์ภายนอก จิตในจติ
หมายถงึ กระแสของจติ อนั หนง่ึ ๆ ในกระแสจติ ทงั้ หลายทค่ี ดิ ออกมาจากใจ และธรรมใน
ธรรมนอก และธรรมในธรรมทงั้ หลาย ธรรมใน ไดแ้ ก่ อารมณห์ รอื สภาวะทเ่ี ปน็ สว่ น
ละเอยี ด ซง่ึ เปน็ อารมณข์ องจติ หรอื เปา้ หมายเครอื่ งเพง่ เลง็ ของจติ ดว้ ย ไดแ้ ก่ จติ ซงึ่
เปน็ ทชี่ มุ นมุ ของธรรมทงั้ หลายดว้ ย ธรรมนอก ไดแ้ ก่ สภาวะทเ่ี ปน็ สว่ นภายนอกทคี่ วร
เป็นอารมณข์ องใจได้ทกุ ๆ ประเภท เรยี กว่าธรรมนอกทง้ั นั้น ธรรมในธรรมทั้งหลาย
หมายถงึ สภาวะอันหนงึ่ ๆ ในสภาวะทงั้ หลายซ่ึงเป็นเปา้ หมายท่ีเพ่งเล็งของใจ

อนง่ึ คำ� วา่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จติ ในจติ ธรรมในธรรม ไดแ้ ก่ สว่ นยอ่ ย
หรอื สว่ นหนง่ึ ของสว่ นทง้ั หลาย เชน่ ผมเสน้ หนงึ่ ในผมทงั้ หลาย ฟนั ซหี่ นง่ึ ในบรรดาฟนั
ทม่ี อี ยทู่ ง้ั หลาย เหลา่ นเ้ี รยี กวา่ กายในกาย ผพู้ จิ ารณาสว่ นหนงึ่ ของกายทวั่ ไป เรยี กวา่
พจิ ารณากายในกาย สว่ นเวทนา จติ ธรรม กม็ นี ยั เชน่ เดยี วกนั จงึ มไิ ดอ้ ธบิ ายไวม้ าก
เกรงเวลาจะไมพ่ อ ขอไวใ้ นโอกาสตอ่ ไป

53

สตปิ ฏั ฐานทง้ั สนี่ ี้ ตามความรสู้ กึ ของธรรมปา่ เขา้ ใจวา่ มสี มบรู ณอ์ ยใู่ นกายในใจ
อยา่ งสมบรู ณ์ แตม่ ไิ ดห้ มายความวา่ ภายนอกไมจ่ ำ� เปน็ จะทราบไดช้ ดั ตอ่ เมอ่ื ผบู้ ำ� เพญ็
สตปิ ฏั ฐานจนสามารถทำ� การประสานสงเคราะหก์ นั ลงได้ ในธรรมานปุ สั สนาลว้ นๆ แลว้
จติ ไมม่ คี วามตดิ ใจทจี่ ะไปเสาะแสวงหาสงิ่ ภายนอกมาสนบั สนนุ เลย เพยี งพจิ ารณาอยู่
เฉพาะในวงกาย วงจติ กค็ วรแก่การแก้ไขตนเองได้ดว้ ยสติปฏั ฐานส่ีซ่ึงมีอยใู่ นกาย
ในจติ อยา่ งสมบรู ณ์

แตก่ ารพจิ ารณาเบอ้ื งตน้ ทกุ ๆ สงิ่ ไมว่ า่ ภายนอกภายในจะกลายเปน็ ของจำ� เปน็
ไปเสียสนิ้ เพราะความตดิ ขอ้ งของจติ พาให้จ�ำเป็น ต่อเมอื่ ถึงขนั้ ปลอ่ ยวางเขา้ มาเป็น
ลำ� ดบั แลว้ สภาวะนน้ั ๆ กค็ อ่ ยหมดความจำ� เปน็ เขา้ มาเชน่ เดยี วกนั แมก้ าย เวทนา จติ
ธรรม ซง่ึ เปน็ ธรรมจำ� เปน็ ในองค์สติปัฏฐาน จิตจ�ำต้องปลอ่ ยวาง ไม่ควรยึดถอื หรือ
แบกหามเอาไวใ้ หเ้ ปน็ ภาระของใจ กลบั กลายเปน็ สง่ิ ทคี่ วรปลอ่ ยวางทง้ั สน้ิ เมอ่ื พจิ ารณา
ถงึ ขน้ั ธมั มา อนตั ตา เตม็ ทแ่ี ลว้ แลว้ คอ่ ยยอ้ นกลบั มาพจิ ารณาประสานกนั ในวาระตอ่ ไป
เพอ่ื เปน็ วหิ ารธรรมในทฏิ ฐธรรมปจั จบุ นั ขณะทจี่ ติ กา้ วผา่ นไปแลว้ แตย่ งั ครองขนั ธอ์ ยู่

ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ ถา้ หนกั ในสตปิ ฏั ฐานไมถ่ อยหลงั นบั วนั จะรเู้ หน็ สง่ิ ตา่ งๆ ทแี่ ปลก
ประหลาดและอศั จรรยข์ นึ้ ภายในใจเปน็ ระยะๆ ไป ถงึ กาลอนั ควรจะไดร้ บั “ผล” ในธรรม
ขนั้ ใดทเี่ คยรบั สนอง “เหต”ุ ทผี่ บู้ ำ� เพญ็ บำ� เพญ็ โดยถกู ตอ้ งแลว้ จำ� ตอ้ งปรากฏผลขนึ้ มา
เปน็ ขน้ั ๆ โดยเปน็ พระโสดาบา้ ง พระสกทิ าคาบา้ ง พระอนาคาบา้ ง และพระอรหนั ตบ์ า้ ง
โดยไม่ต้องสงสยั

ฉะน้ัน การพิจารณาสตปิ ฏั ฐานส่ีก็ดี อรยิ สัจสกี่ ด็ ี โปรดทราบว่าเป็นเสน้ ทาง
เพอ่ื ความพน้ ทกุ ขอ์ นั เดยี วกนั แมจ้ ะตา่ งกนั อยบู่ า้ งกเ็ พยี งสกั วา่ ชอ่ื เทา่ นนั้ แตใ่ นหลกั
ธรรมชาติแล้วเป็นอันเดียวกัน ผบู้ �ำเพ็ญสตปิ ัฏฐานกับผู้บ�ำเพญ็ ในอริยสัจสี่กเ็ ทา่ กบั
ประกอบการงานแขนงเดยี วกนั เพราะทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค กบั กาย เวทนา จติ ธรรม
เปน็ สัจธรรมของจริงอันเดยี วกนั เช่นเดียวกับผู้ท�ำงานตา่ งๆ ในโรงงานอนั เดียวกัน
ผลรายได้ย่อมเปน็ ของโรงงานท้ังส้ินฉะน้ัน

54

สรุปผลงานตอนสุดท้ายของผู้บ�ำเพ็ญสติปัฏฐานและอริยสัจมาโดยล�ำดับจาก
ขน้ั ต้น คอื กาย เวทนา จิต ธรรม ทง้ั ดุน้ ทกุ ข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค ทั้งด้นุ ด้วยการ
ปฏบิ ตั แิ บบถไู ปไสมาทง้ั ดนุ้ ไมท่ ราบความหนกั เบา ลกึ ตนื้ กวา้ งแคบในแงแ่ หง่ ธรรม
และความผดิ -ถูก-ช่วั -ดี ในการปฏบิ ตั ิ เพราะไมเ่ คยท�ำมา นบั แต่ปู่ ยา่ ตา ทวด
ลงมาถงึ พอ่ แม่ และวงศาคณาญาติ กไ็ มเ่ คยมใี ครมาบอกเลา่ กลา่ วสงั่ สอนวา่ สตปิ ฏั ฐาน
และอริยธรรมเป็นลักษณะอย่างน้ันๆ ต้องปฏิบัติอย่างนั้นจะได้รับผลอย่างน้ันๆ
แมแ้ ตท่ า่ นเหล่านัน้ ก็ยังไมม่ โี อกาสทราบได้ มิหน�ำยงั พาสตปิ ฏั ฐานและอรยิ ธรรมอนั
ประเสรฐิ ทงั้ น้ี ไปทงิ้ จมนำ�้ จมดนิ และเผาไฟทงิ้ นบั จำ� นวนมากมาย เพยี งเราเปน็ เดก็
รนุ่ ลกู หลานเหลนของทา่ น จะอวดตวั วา่ เกง่ กลา้ สามารถฉลาดรไู้ ดอ้ ยา่ งไร จำ� ตอ้ งยอมโง่
อยู่โดยดี แม้สติปัฏฐานและอริยสัจธรรมจะเคยเป็นธรรมอันประเสริฐมาแต่ด้ังเดิม
กจ็ รงิ แตพ่ อตกมาถงึ มอื เรา จำ� ตอ้ งกลายเปน็ ธรรมทง้ั ดนุ้ ไปกอ่ น เพราะเรากำ� ลงั ตกอยู่
ในภาวะความเปน็ คนทงั้ ดนุ้ แมก้ ารปฏบิ ตั กิ ป็ ฏบิ ตั แิ บบทง้ั ดนุ้ ตอ่ เมอื่ ปฏบิ ตั บิ ำ� เพญ็ ไป
ด้วยความพากเพียรไม่ถอยหลัง ความเข้าใจในแง่อรรถธรรมและการปฏิบัติก็ค่อย
ปรากฏไปวนั ละเลก็ ละนอ้ ย และคอ่ ยๆ กลายเปน็ รปู เปน็ รา่ งขน้ึ มา ศรทั ธาความเชอ่ื มนั่
ก็นับวันมีก�ำลังและฝังลึกลงในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า สิ่งท่ีเคยล้ีลับมาเป็น
เวลานานกค็ อ่ ยๆ เปดิ เผยความจรงิ ออกมา เปน็ ต้นว่า สติปฏั ฐานสี่ และอรยิ สัจส่ี
ซง่ึ แตก่ อ่ นแมจ้ ะมตี ดิ อยกู่ บั ตวั เรา กม็ อี ยแู่ บบฝงั จมมดิ โดยเจา้ ตวั ไมร่ ู้ นงั่ ฟงั พระทา่ น
เทศนก์ ฟ็ งั ไปจนเลยขอบเขตและสดุ สายหสู ายตา ไมเ่ คยนกึ นอ้ มเขา้ มาสตู่ วั เราซง่ึ เปน็
ท่ีประชุมแห่งธรรมเลย เม่ือพระเทศน์จบแล้ว สรุปผลท่ีได้รับจากการฟังก็เพียงว่า
เราไมม่ วี าสนาเออื้ มไมถ่ งึ ธรรมทท่ี า่ นแสดงเพราะลกึ แสนลกึ ละเอยี ดสดุ ละเอยี ด ธรรมท่ี
ทา่ นแสดงกบั เราผฟู้ งั อยหู่ า่ งไกลกนั คนละมมุ โลก แตห่ าไดน้ กึ ไมว่ า่ มนั โลกสตปิ ฏั ฐาน
และอริยสัจส่ีอันเดียวกันทั้งท่านผู้แสดงกับเราผู้นั่งฟัง และแสดงเร่ืองของเราท้ังนั้น
หาได้ผิดเพยี้ นจากเรือ่ งของเราไปแม้แต่น้อยไม่ นีเ่ รอ่ื งความคดิ ผดิ มที างมไี ด้อย่างนี้
ไมว่ ่าทา่ นวา่ เรา แตเ่ มอื่ ความจรงิ มีสตปิ ัฏฐานเป็นตน้ ได้เร่ิมเผยตัวออกมาสู่วงความ
เพยี รแลว้ ธรรมเหลา่ นก้ี ก็ ลายเปน็ แผนทที่ างเดนิ ของจติ ไปเปน็ ลำ� ดบั มองดกู าย เวทนา
จติ ธรรม แตล่ ะประเภทคลา้ ยกบั เปน็ แผน่ กระดาษทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยตวั อกั ษรชบี้ อกทางเดนิ

55

เพ่ือความพ้นทกุ ข์ท้งั น้ัน สติปฏั ฐานนอก สตปิ ัฏฐานใน และอริยสจั นอก อรยิ สจั ใน
กก็ ลบั กลายมาเปน็ ตวั อกั ษรชบ้ี อกทางเดนิ แกจ่ ติ อยรู่ อบดา้ น ประหนงึ่ วา่ ทา่ นจงรบี เดนิ
ไปตามเข็มท่ีชี้บอกให้จะพ้นภัยโดยเร็ว เวลาน้ีพวกข้าศึกก�ำลังตามหาท่านว่ิงวุ่น
ไปมาอยู่ตามแถวนี้ และซมุ่ ซอ่ นเรยี งรายกันอยูท่ กุ หนทุกแห่ง ทา่ นไม่ควรนอนใจใน
สถานทใี่ ดๆ วา่ จะเปน็ ทปี่ ลอดภยั นอกจากทา่ นจะรบี เดนิ ผา่ นดงหนาปา่ ทบึ เหลา่ นไี้ ปเสยี
เทา่ นนั้ ทา่ นจะปลอดภยั ความพากเพยี รกย็ งิ่ มคี วามเขม้ แขง็ พรอ้ มดว้ ยสตปิ ญั ญาซง่ึ
ไดส้ ง่ั สมมา เพราะอาศยั สตปิ ฏั ฐานและอรยิ สจั เปน็ หนิ ลบั และทางเดนิ คำ� วา่ กาย เวทนา
จิต ธรรม ท่ไี ด้เคยพจิ ารณามาแบบลุ่มๆ ดอนๆ กป็ รากฏวา่ เปน็ ธรรมเสมอภาคกนั
และสามารถพิจารณาประสานและสงเคราะห์กนั ลงในธรรมานุปสั สนาทัง้ สิน้

เมื่อจิตพิจารณาธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นอารมณ์จนมีความช�ำนาญและ
แนใ่ จเตม็ ทแี่ ลว้ ธรรมานปุ สั สนากเ็ ชอื่ มโยงเขา้ มาหาเรอื่ งของจติ โดยเฉพาะ ตอนนจ้ี ะวา่
ธรรมกลายเปน็ จติ หรอื จติ กลายเปน็ ธรรมกพ็ อเรยี กได้ พอจติ ไดก้ า้ วเขา้ สธู่ รรมานปุ สั สนา
ลว้ นๆ แลว้ สภาวธรรมภายนอก คอื รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอื่ งสมั ผสั ธรรมารมณ์ กบั ตา หู
จมูก ลิน้ กาย ใจ อนั เปน็ ส่วนภายในทั้งสองภาค ซึง่ เปน็ เหมอื นภูเขาหินอันแท่งทึบ
ปกปดิ ใจจนหาทางออกมไิ ด้ กไ็ ดจ้ างหายไปจากมโนภาพ และรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร
และวญิ ญาณ ซงึ่ เปน็ เหมอื นเมฆหมอกปกปดิ ใจ กไ็ ดถ้ กู พายุ คอื สติ ปญั ญา ศรทั ธา
ความเพียร พดั ผนั ใหแ้ ตกจากความเป็นกลุ่มเปน็ ก้อน คอื ตวั สมมตุ ินยิ มไปทีละเลก็
ละนอ้ ยจนจางหายไปแทบจะไมม่ อี ะไรเหลอื จะยงั เหลอื อยบู่ า้ งกเ็ พยี งเปน็ ไอระเหยออก
มาจากใจทเี่ รยี กวา่ ธรรม ซง่ึ ยงั ไมถ่ กู ทำ� ลาย แตไ่ มส่ ามารถจะแสดงออกมาอยา่ งออกหนา้
ออกตา เพราะถูกสติปัญญาอันมีก�ำลังครอบเอาไว้ และตามขุดค้นเพ่ือท�ำลายอยู่
ตลอดเวลา สดุ ทา้ ยคำ� วา่ ธรรม หรอื จติ อวชิ ชา กไ็ ดถ้ กู สตปิ ญั ญาทำ� ลายลงไดโ้ ดยสน้ิ เชงิ
ดว้ ย ธมั มา อนตั ตา และดว้ ยธรรมบทวา่ ธรรมทงั้ ปวงไมค่ วรถอื มนั่ คำ� วา่ สตั ว์ บคุ คล
ตวั ตน เรา เขา เม่ือไม่มีจุดสมมตุ เิ ปน็ ท่อี าศยั กจ็ ำ� ตอ้ งหลุดลอยไปเอง

ขณะที่สติปัญญาได้ท�ำหน้าที่ต่อสติปัฏฐานที่ส้ินสุดลงแล้ว ธรรมชาติท่ีแปลก
ประหลาดและอัศจรรย์ไดป้ รากฏขนึ้ อย่างเตม็ ท่ีในขณะน้ัน ปัญหาทง้ั มวลก็สิ้นสุดลง

56

ไมม่ ีทางสบื ตอ่ เพราะเหตกุ บั ผลได้ลงเอยกันอย่างสนิทและตายตวั แลว้ ระหวา่ งขันธ์
กับจติ แม้จะครองกันอย่กู ็ไมม่ ีทางทะเลาะกันเหมอื นทีเ่ คยเปน็ มา ตา่ งก็เป็นอยโู่ ดย
อสิ ระตามความเปน็ จรงิ ของตน คำ� วา่ ยถาภตู ํ าณทสสฺ นํ ในความเขา้ ใจของธรรมปา่ วา่
อยดู่ ว้ ยความไมร่ ะแวงกนั ระหวา่ งขนั ธก์ บั จติ โลกกบั ธรรม ภายนอกกบั ภายใน ใจกบั
สง่ิ ทงั้ ปวงทว่ั ดนิ แดนไมเ่ ปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ กนั ดงั ทเี่ คยเปน็ มา และสามารถนอ้ มนำ� สงิ่ ตา่ งๆ
มาท�ำประโยชน์ได้เทา่ ทค่ี วร

ท่านนักบวชและนักปฏิบัติธรรมโปรดฟังให้ถึงใจ หยั่งความเพียรให้ถึงใจ
ธรรมทั้งน้ีจะปรากฏเป็นสมบัติอันล�้ำค่าของท่านผู้สนใจโดยไม่มีอะไรจะสามารถมา
แยกทางกนั ได้ ความเพยี รเพอ่ื ชยั ชนะอนั มเี กยี รตดิ งั พระองคท์ า่ น และเปน็ ชยั ชนะซงึ่
ไมม่ อี ะไรเสมอในโลก คอื ความเพยี รเพอื่ ชนะตน ตามพระบาลวี า่ อตตฺ า หเว ชติ ํ เสยโฺ ย
ความชนะตนเองนนั่ แลประเสรฐิ สดุ

การแสดงธรรมกเ็ หน็ สมควรแกเ่ วลา ดงั นนั้ ในอวสานแหง่ ธรรมนี้ ขออำ� นาจแหง่
พระรัตนตรยั จงตามคุ้มครอง จงรกั ษา ใหท้ ุกท่านมีความสขุ กายสบายใจ และเจริญ
งอกงามดว้ ยศีล สมาธิ ปญั ญา สามารถผา่ นอปุ สรรคถงึ แดนแหง่ ความเกษมส�ำราญ
กล่าวคือ พระนิพพานโดยท่วั หนา้ กนั เทอญฯ

57

สมาธหิ ัวตอ

เทศนใ์ นทีป่ ระชมุ สงฆ์ ณ วัดปา่ บ้านตาด อุดรธานี
เมอื่ วันท่ี ๑๘ กนั ยายน พุทธศักราช ๒๕๐๕

การฟงั เทศนพ์ งึ ตงั้ ใจไวเ้ ฉพาะหนา้ ไมต่ อ้ งไปสนใจขา้ งนอกใหย้ งิ่ กวา่ การกำ� หนด
ไวภ้ ายในใจของตน เพอ่ื ใหร้ รู้ สของพระธรรมอยา่ งแทจ้ รงิ ภายในใจ เพราะการฟงั เทศน์
ท่านก็กล่าวไว้แล้วว่าได้รับอานิสงส์ ๕ ประการ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะฟังเทศน์ ส่วน
ผลประโยชนข์ า้ งหนา้ นน้ั เปน็ ผลพลอยไดส้ ว่ นหนง่ึ ตา่ งหาก เพราะเหตนุ นั้ ครงั้ สมเดจ็
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงธรรม จงึ ปรากฏวา่ พทุ ธบรษิ ทั ผสู้ ดบั ธรรมจากพระองค์
แลว้ ไดต้ รสั รตู้ อ่ พระพกั ตรข์ องพระองคท์ า่ นมจี ำ� นวนมาก เนอื่ งจากการฟงั เทศนโ์ ดยจติ
ตงั้ ไวอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ไมไ่ ดม้ งุ่ อดตี อนาคตไปจากความรปู้ จั จบุ นั ซงึ่ ตง้ั อยเู่ ฉพาะหนา้ เพอ่ื
สดับรับรสพระธรรมท่ีพระองค์ทรงแสดงในขณะน้ันเท่านั้น ครั้งพระองค์เสด็จออก
ทรงผนวช ได้เสด็จออกด้วยความสนพระทัยในธรรมอย่างย่ิง และก่อนหน้าจะ
เสด็จออกก็ทรงสนพระทัยอยู่ก่อนแล้ว เริ่มแต่ทอดพระเนตรเทวทูตท้ังสี่เป็นล�ำดับ
มาจนถึงวันเสด็จออกไปเสียจริงๆ และทรงประกอบสมณกิจด้วยความเพียร และ
สนพระทัยต่อหน้าที่ของพระองค์ นับแต่วันเสด็จออกครั้งแรกจนวันตรัสรู้ ไม่ทรง
ทอดธรุ ะใหข้ าดวรรคขาดตอนในทางความเพยี ร ความเกยี จครา้ นความทอ้ แทอ้ อ่ นแอ
ไมม่ โี อกาสทำ� หนา้ ทบ่ี นพระทยั ของพระพทุ ธเจา้ อกี ตอ่ ไปเหมอื นทเ่ี คยทำ� ตอ่ บรรดาสตั ว์
ทั่วๆ ไป แม้สาวกท้ังหลายออกบวชตามเสด็จพระองคด์ ว้ ยความสนใจใครต่ ่อความ

58

พน้ ทกุ ข์ ไดส้ ดบั ธรรมจากพระองคท์ กุ บททกุ บาท ลว้ นแตส่ ดบั ดว้ ยความสนใจ นำ� ไป
ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความสนใจ อยดู่ ว้ ยความสนใจ ไปดว้ ยความสนใจ ความเพยี รทกุ ประโยค
เปน็ ไปดว้ ยความสนใจใครต่ อ่ เหตุตอ่ ผลจริงๆ ผลจะพึงได้รับเครอ่ื งตอบแทนความ
สนใจของสาวกในครั้งน้ัน จึงรู้สึกแปลกต่างกันกับพวกเราท้ังหลายในสมัยน้ี ท้ังนี้
เนอ่ื งจากความรสู้ กึ ในแงธ่ รรมและการปฏบิ ตั มิ คี วามหนกั เบาตา่ งกนั อยมู่ าก เมอ่ื เปน็
เช่นน้ี ผลจะให้เหมอื นกนั ไดอ้ ยา่ งไร พระพทุ ธเจ้านับแตว่ นั เรมิ่ ประกอบความเพียร
จนวนั ตรสั รู้ ไมท่ รงทอ้ ถอยในธรุ กจิ ทพ่ี ระองคท์ รงบำ� เพญ็ จนปรากฏเปน็ ผลประจกั ษ์
พระทัย คือความเป็นศาสดาข้ึนมาในโลก อันดับต่อไปก็ทรงน�ำธรรมท่ีออกมาจาก
ศาสดามาประทานพุทธบริษัทโดยการแนะน�ำส่ังสอนไปตามแนวแห่งธรรมท่ีทรง
ได้รับผลมาแลว้ บรรดาสตั ว์ทไ่ี ดร้ ับการถา่ ยทอดพระธรรมจากพระองค์แล้ว ต่างก็มี
ความชนื่ บานหรรษาตอ่ รสพระธรรม นำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ด้รับผลจนกลายเปน็ สาวกสาวกิ า
ขน้ึ มาเปน็ ลำ� ดบั ทง้ั ภมู แิ หง่ ธรรมของผบู้ รรลแุ ละจำ� นวนของพระพทุ ธบรษิ ทั ผมู้ ดี วงตา
เหน็ ธรรมตามพระองค์ทา่ น

พระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับของพุทธบริษัทแต่ต้นมา ดังจะเห็นได้แต่เบื้องแรก
พระองคเ์ สดจ็ ออกบวชในปา่ บวชแลว้ เทยี่ วอยใู่ นปา่ ในเขา ไมเ่ คยสนพระทยั กบั สงิ่ ใด
และใครๆ ทัง้ น้ัน แม้แผ่นดินทีเ่ คยปกครองให้บรรดาไพร่ฟ้าประชาชนไดร้ ับความ
รม่ เยน็ ในรม่ เงาแหง่ พระบารมขี องพระองค์ และไมท่ รงเปน็ อารมณห์ ว่ งใยในความเปน็
กษัตริย์ของประชากรทั่วท้ังแผ่นดิน ทรงบ�ำเพ็ญพระองค์ด้วยความอาจหาญและ
อดทนตอ่ ความเพยี ร ไมม่ ใี ครจะทำ� ใหย้ ง่ิ กวา่ พระศาสดาของเราไปได้ การกระทำ� ทกุ ๆ
กรณยี ่งิ กว่าโลก การเสดจ็ ออกบวชก็ผดิ แปลกจากโลก เวลาผลปรากฏจงึ แปลกตา่ ง
จากโลกจนกลายเป็นคนละโลกไป เพราะใจกลายเป็นใจของพระพุทธเจ้าท่ีบริสุทธิ์
ขึน้ มาท้งั ดวง ผลท่ีปรากฏจงึ ต่างจากโลกทว่ั ๆ ไปอย่างน้ี แม้พระสาวกทั้งหลายท่ไี ด้
ออกบวชตามเสดจ็ พระองคท์ า่ น พอไดส้ ดบั อนศุ าสนจ์ ากพระองคว์ า่ รกุ ขฺ มลู เสนาสนํ
นสิ ฺสาย ปพพฺ ชฺชา ตตฺถ โว ยาวชวี ํ อุสฺสาโหกรณโี ย เทา่ น้ัน บรรดาสาวกรสู้ ึกมีความ
พออกพอใจยมิ้ แย้มแจ่มใสในพระโอวาททที่ รงประทานให้ พูดตามภาษาของเรากว็ ่า
โนน้ ภเู ขา โนน้ ปา่ รกชฏั โนน้ ชายเขา โนน้ ซอกเขา โนน้ ซอกหว้ ย โนน้ ลำ� ธาร โนน้ เงอื้ มผา

59

โนน้ หลังเขา โนน้ ไหลเ่ ขา โนน้ ทา่ นำ�้ ล�ำคลองติดชายเขา แสนสบายไม่มเี คร่ืองกงั วล
จงพากนั ไปอยใู่ นสถานทเี่ ชน่ นนั้ เราตถาคตตรสั รขู้ นึ้ มาเปน็ พระพทุ ธเจา้ เพราะทเ่ี ชน่ นนั้
ไมไ่ ดต้ รสั รดู้ ว้ ยความคลกุ คลี ไมไ่ ดต้ รสั รดู้ ว้ ยความรนื่ เรงิ บนั เทงิ ตามกระแสแหง่ ตณั หา
คือความทะเยอทะยานหรือความเสือกคลานของตนเอง ซ่ึงเป็นเพราะอ�ำนาจแห่ง
กเิ ลสตณั หาเปน็ เครอ่ื งฉดุ ลากไป เราตถาคตไดต้ รสั รอู้ ยใู่ นทส่ี งดั เชน่ นน้ั ไดป้ ระกอบ
ความเพียรอยใู่ นทเ่ี ชน่ น้นั ไดป้ ลีกจากฝูงชนทกุ ชัน้ ปลกี จากปราสาทและบา้ นเมือง
มาสสู่ ถานทเี่ ชน่ นน้ั ตถาคตทกุ ขก์ ท็ กุ ขเ์ พอ่ื ความเพยี รอยใู่ นทเี่ งยี บสงดั เชน่ นนั้ ตถาคต
ไมไ่ ดต้ รสั รอู้ ยใู่ นหอ้ งหอปราสาท ตถาคตไมไ่ ดต้ รสั รใู้ นทางสามแพรง่ สแ่ี พรง่ ตถาคต
ไม่ได้ตรัสรใู้ นตลาด ตถาคตไม่ไดต้ รัสรใู้ นทา่ มกลางฝูงชน แตต่ ถาคตได้ตรสั รใู้ นที่
อนั เงยี บสงดั วเิ วกวงั เวงปราศจากสง่ิ รบกวนใดๆ ตถาคตไดถ้ งึ ความบรสิ ทุ ธพ์ิ ทุ ธ เพราะ
สถานทส่ี งดั เชน่ นนั้ เพราะเหตนุ นั้ ขอใหพ้ วกทา่ นทง้ั หลายจงไปในสถานทที่ เี่ ราตถาคต
ชบ้ี อกเถดิ วา่ นนั้ ภเู ขา นน้ั ชายเขา นนั้ ถำ�้ นนั้ รม่ ไมใ้ บหนา นนั้ ปา่ ทบึ นน้ั ทแี่ จง้ อากาศ
โปรง่ โลง่ สบาย นนั้ เปน็ ทว่ี เิ วกสงดั นน้ั เปน็ ทไี่ มว่ นุ่ วายไมก่ งั วลกบั สงิ่ กอ่ กวนทงั้ หลาย
ทจ่ี ะเออ้ื มเขา้ ไปถงึ สถานทเี่ ชน่ นนั้ ใครๆ เขาไมต่ อ้ งการ ขอใหพ้ วกทา่ นทงั้ หลายจงไป
อยใู่ นสถานทเ่ี ชน่ นน้ั เพราะเราตถาคตไดเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ ขนึ้ มาเพราะทเี่ ชน่ นน้ั ถา้ ทา่ น
ทงั้ หลายตอ้ งการเปน็ ผหู้ มดจนพน้ ทกุ ขไ์ ปตามเราตถาคตแลว้ ไซร้ จงพากนั ไปอยตู่ าม
สถานทท่ี เ่ี ราตถาคตชบี้ อก จะเปน็ ผสู้ น้ิ ภพสน้ิ ชาติ เกดิ ๆ ตายๆ อนั เทยี บกบั หลมุ ถา่ นเพลงิ
ไปตามเราตถาคตได้ในวันน้ีวันหน้า ไม่ตอ้ งสงสัย

ทอ่ี ธบิ ายผา่ นมาแลว้ อนศุ าสนข์ อ้ ท่ี ๒ ขอ้ ตน้ วา่ ปสํ กุ ลู จวี รํ เปน็ ตน้ ทา่ นทง้ั หลาย
บวชมาแลว้ พงึ แสวงหาผา้ บงั สกุ ลุ ทเี่ ขาทอดทงิ้ ตามปา่ ชา้ ตามถนนหนทาง นำ� มาปะตดิ
ปะตอ่ ปะชุนกันเข้าเปน็ ผืน สบง จีวร สังฆาฏิ พอไดค้ รองรา่ งและชีวิตสบื ต่อเพศ
พรหมจรรยใ์ หเ้ ปน็ ไปในวนั หนงึ่ ๆ สมกบั เพศสมณะซงึ่ ไมใ่ ชน่ กั ฟมุ่ เฟอื ยโกเ้ ก๋ ครองตวั
ในปจั จยั สดี่ ว้ ยความเปน็ ผมู้ ธี รรม คอื ความมกั นอ้ ยและสนั โดษในปจั จยั ส่ี ไมฟ่ งุ้ เฟอ้
เหอ่ เหมิ ในบรขิ ารของพระเครอื่ งอาศยั ชว่ั คราว สว่ นคหบดจี วี รทศี่ รทั ธาถวายดว้ ยมอื
กพ็ งึ รบั เพอื่ ความเปน็ คนเลย้ี งงา่ ย ทง้ั เปน็ ความเบาใจของศรทั ธาผอู้ ปุ ฏั ฐากดแู ล ขอ้ ที่ ๓
ปณิ ฑฺ ยิ าโลปโภชนํ เปน็ ตน้ เราบวชในพระศาสนาแลว้ อยา่ เปน็ ผเู้ กยี จครา้ น จงบณิ ฑบาต

60

มาฉนั ดว้ ยกำ� ลงั ปลแี ขง้ ของตวั โดยความบรสิ ทุ ธใ์ิ จ บรรดาศรทั ธาญาตโิ ยมทงั้ หลายให้
ดว้ ยความเตม็ อกเตม็ ใจ ใสบ่ าตรใหเ้ รามาฉนั ตามสมประเพณซี งึ่ ปราศจากการซอื้ ขาย
จากการทำ� ไรท่ �ำนาเหมือนอยา่ งประชาชน การบณิ ฑบาตมาฉนั เป็นกิจวตั ร ชอื่ ว่าเป็น
ทางแหง่ อาชพี ทบี่ รสิ ทุ ธขิ์ องนกั บวช พงึ อตุ สา่ หท์ ำ� อยา่ งนนั้ ตลอดชวี ติ เถดิ ลาภเหลอื เฟอื
คือของพิเศษอันอาจเกิดมีข้ึนในบางกาล พึงเห็นว่าเป็นคราวสมัยจะพึงสงเคราะห์
อนุเคราะห์ประชาชน แต่อย่าท�ำตนให้มีความประมาทนอนใจและถือเป็นเกียรติใน
ความเกดิ ขน้ึ แหง่ ลาภสกั การะทงั้ หลายนนั้ จะกลายเปน็ วา่ สกกฺ าโร ปรุ สิ ํ หนตฺ ิ ลาภสกั การะ
สงั หารโมฆบรุ ุษให้ตาย (ปลาตายเพราะเหย่อื ล่อ) ขอ้ ๔ คลิ านเภสชั คอื ยารักษาโรค
คำ� วา่ โรคหรือไข้ เป็นไดท้ งั้ พระและฆราวาสไม่เลอื กหน้า เมอ่ื ความจ�ำเป็นเกดิ ขึ้น
เรอ่ื งจำ� เปน็ จะตอ้ งแกไ้ ขกต็ อ้ งมขี นึ้ เปน็ เงาเทยี มตวั แตพ่ งึ รจู้ กั ประมาณในการขอจาก
ญาตใิ นพระศาสนา หรอื คนใหโ้ อกาสแกก่ ารขอใหเ้ ปน็ ความดที ส่ี ดุ ความรจู้ กั ประมาณ
เปน็ ธรรมจ�ำเป็น นักบวชควรมปี ระจำ� ตนตลอดเวลา แลว้ จะเป็น สงฺฆโสภณา คอื
นักบวชผู้งามและประดับเกียรติพระศาสนาให้เป็นสง่าราศี และเป็นท่ีนิยมยินดีของ
พทุ ธบรษิ ทั และพาหริ ชนทวั่ ๆ ไป ขอ้ สำ� คญั ของนกั บวช จงระวงั ความเลยเถดิ ทกุ กรณี
คอื กรณขี อทกุ ประเภท (เวน้ บณิ ฑบาตอนั เปน็ กจิ วตั รประจำ� วนั ของพระเณร) กรณไี ปมา
หาสู่ กรณขี อความรว่ มมอื จากประชาชน อยา่ ใหเ้ ปน็ นสิ ยั ไปทเี ดยี ว พงึ บรกิ รรมความรจู้ กั
ประมาณไวใ้ หพ้ รอ้ มมลู เวลาความจำ� เปน็ เกดิ ขน้ึ ทกุ กรณี บรรดาพระสาวกเมอ่ื ไดส้ ดบั
อนุศาสนธรรมจากพระองค์แล้วน้อมรับไปปฏิบัติด้วยความยินดีและสนใจอย่างย่ิง
ตา่ งปลกี ออกหาท่ีวเิ วกสงัด อยู่ในปา่ ในเขาอนั เปน็ ทีเ่ ปล่ียว จะเป็นหรือตายไมค่ ำ� นงึ
ในชวี ติ แมจ้ ะออกจากตระกลู ตา่ งๆ มตี ระกลู พระยามหากษตั รยิ เ์ ปน็ ตน้ กไ็ มน่ ำ� เรอื่ งของ
ตระกลู และยศศกั ดเ์ิ ขา้ มาแทรกสงิ หวั ใจใหเ้ กดิ ทฐิ มิ านะพอทจี่ ะตำ� หนติ เิ ตยี นในสถาน
ทอี่ ยหู่ รอื อาหารปจั จยั ซงึ่ บรรดาศรทั ธาญาตโิ ยมทงั้ หลายใหด้ ว้ ยศรทั ธาตามกำ� ลงั ความ
สามารถของเขาซึ่งหามาได้แล้วให้ทานไป สาวกท่านมีความยินดีในอาหารปัจจัย
ทกุ ประเภท เวน้ แตจ่ ะผดิ วนิ ยั บรโิ ภคใชส้ อยไมไ่ ด้ นอกนน้ั สาวกทง้ั หลายเปน็ ทพ่ี งึ พอใจรบั
เพือ่ ยงั ชีวิตและความเพียรใหเ้ ปน็ ไปโดยสมำ�่ เสมอ มคี วามสนใจต่อความเพยี รและ
ขอ้ ปฏบิ ตั ิ มคี วามสนใจตอ่ สถานทท่ี วี่ เิ วกสงดั ซงึ่ ไมพ่ ลกุ พลา่ นดว้ ยสง่ิ รบกวนทง้ั หลาย

61

มีความเพียรตดิ ต่อทงั้ วันทั้งคนื ยืน เดนิ น่งั นอน ไม่เหน็ สง่ิ ใดทมี่ ีคณุ ค่ายิง่ กวา่ การ
บำ� เพญ็ ตนใหพ้ น้ จากทกุ ข์ บรรดาสาวกทง้ั หลายเหน็ ความพน้ ทกุ ขเ์ ทา่ นน้ั วา่ เปน็ ธรรม
อนั ลน้ เหลอื คา่ ยง่ิ กวา่ การเวยี นเกดิ เวยี นตาย ซง่ึ เปน็ ผลมาจากการถกู หลอกของอวชิ ชา
อันเปน็ โรงงานผลติ ทกุ ข์แก่สัตวท์ ง้ั โลกธาตุไมม่ ีวนั จบส้ิน เมอ่ื สาวกมคี วามมงุ่ ม่นั ต่อ
แดนหลดุ พน้ เต็มที่แลว้ เรือ่ งทิฐมิ านะทถ่ี ือว่าออกมาจากตระกูลกษัตริย์กด็ ี ทฐิ ิมานะ
อนั เกิดจากความมง่ั คงั่ สมบรู ณก์ ด็ ี และทฐิ มิ านะอนั เกิดจากความเฉลียวฉลาดเพราะ
การศึกษาเล่าเรียนมามากกด็ ี สาวกทั้งหลายไมย่ อมให้ส่งิ เหลา่ นี้เขา้ ไปเคลือบแฝงใน
จติ ใจได้ นอกจากความสนใจใครต่ อ่ ปฏปิ ทาเครอื่ งดำ� เนนิ เพอ่ื ยกจติ ของตนใหพ้ น้ จาก
ทกุ ขเ์ ทา่ นนั้ ถงึ กบั ไดต้ รสั รตู้ ามพระองคท์ า่ นนบั แตอ่ งคแ์ รกจนถงึ องคส์ ดุ ทา้ ยแหง่ สาวก
อรหนั ต์

เพราะฉะนั้น ขอใหท้ ่านนักปฏิบัตทิ งั้ หลายนำ� เรือ่ งของพระพทุ ธเจ้าและประวตั ิ
ของสาวกอรหนั ตม์ าสนใจวา่ ทา่ นปฏบิ ตั อิ ยา่ งใดจงึ ไดร้ บั ผลเปน็ ทพี่ อใจ จนปรากฏเดน่
แก่โลกท้ังหลายให้ได้สักการบูชา นับแต่เทวดาลงมาถึงมนุษย์ทุกชั้น ไม่มีใครรู้
และฉลาดสามารถอย่างประเสริฐเหนือพระพุทธเจ้ากับพระธรรมและพระสงฆ์ไปได้
ขอใหเ้ ราทุกท่านโปรดทราบไว้อยา่ งน้ี ความทอ้ แทอ้ ่อนแอ ความเหน็ แก่ปากแกท่ ้อง
ความเห็นแก่หลับนอนเหลา่ น้ี ไมใ่ ชท่ างประเสรฐิ และพ้นทกุ ข์พอจะสามารถยังธรรม
อนั ประเสรฐิ ใหป้ รากฏในมโนทวาร คอื หวั ใจของเราได้ ความเคลื่อนไหวไปมาทกุ ๆ
อาการในอริ ยิ าบถทง้ั สี่ พงึ เปน็ ผสู้ นใจตอ่ เหตผุ ลและสนใจในความเคลอื่ นไหวของตน
ตลอดเวลา อยา่ ใหข้ อ้ งแวะกบั ส่ิงใดๆ ท่ีจะเปน็ ไปเพื่อความเนิ่นชา้ และเปน็ มลทนิ แก่
กาย วาจา ใจ ของตน จงเปน็ ผยู้ นิ ดตี อ่ ความวเิ วก ยนิ ดตี อ่ การอยคู่ นเดยี ว ทง้ั เรอื่ งของ
กายและจติ ใจกบั ความเพยี รเทา่ นนั้ จงมเี ขม็ ทศิ คอื ความมงุ่ มน่ั ตง้ั ไวเ้ พอื่ ความพน้ ทกุ ข์
ทุกๆ อริ ิยาบถหรอื ทุกๆ ขณะจิตท่เี คลือ่ นไหว ผลจะพงึ ได้รับจะเป็นเช่นพระพทุ ธเจ้า
และสาวก โดยไมม่ อี ะไรจะสามารถแยกออกไดเ้ พราะเปน็ ทางสายเดยี วกนั สมั มาทฏิ ฐิ
สมั มาสงั กปั โป เปน็ ตน้ พระพทุ ธเจา้ ไมป่ ระทานไวเ้ พอ่ื ใคร นอกจากจะเพอื่ พวกเราผมู้ ี
ขอ้ ปฏบิ ตั ิ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา ประจำ� ตนเทา่ นนั้ เมอ่ื ดำ� เนนิ ตามรอ่ งรอยทปี่ ระทานไว้
ตลอดสถานที่และวิธีประกอบตามท่ีอธิบายแล้วว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น

62

ผลท่ีได้รับจะไม่เป็นอย่างอื่นนอกจากความพ้นทุกข์และจากความเป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้าข้ึนในหลักธรรมชาติ คือความบริสุทธิ์ภายในใจ ขอให้ส�ำนึกตัวเสมอ
ยนื เดนิ นัง่ นอน เว้นแตห่ ลบั ซ่ึงเป็นของเหลอื วิสยั จงใครต่ อ่ สติปัญญาและ
ความเพยี รของตนเสมอไป เรอ่ื งความหลดุ พน้ จะปรากฏขน้ึ ทใ่ี จของตน การฟงั ธรรม
ในครง้ั พทุ ธกาล ฟงั ดว้ ยความสนใจจรงิ ๆ ฟงั แลว้ กฝ็ งั ลงทจ่ี ติ ไมไ่ ดป้ ลอ่ ยใหเ้ รยี่ ราด
หรอื สกั แตว่ า่ ฟงั พอเปน็ พธิ ี ตกมาสมยั ทกุ วนั นไี้ มว่ า่ ใครๆ แมเ้ ราผเู้ ปน็ นกั บวชอยขู่ ณะน้ี
การกระทำ� ทกุ ๆ อยา่ งกย็ งั จะกลายเป็นพธิ ี ถ้าไมไ่ ดส้ นใจและมีความมุ่งมั่นต่อความ
พน้ ทกุ ขอ์ ยา่ งเตม็ ทแี่ ลว้ อาการทกุ อยา่ งมนั จะกลายเปน็ พธิ โี ดยไมร่ สู้ กึ ตวั เชน่ เดนิ จงกรม
กพ็ อเปน็ พธิ ตี ามเวลำ่� เวลาทก่ี ำ� หนดไวเ้ ทา่ นน้ั แตจ่ ติ กบั สตจิ ะสมั ปยตุ ดว้ ยความเพยี ร
หรอื เปล่า ขอ้ น้เี ปน็ ปญั หาท่นี ่าสงสยั เม่ือเป็นเชน่ นี้ผลที่ปรากฏขึ้นมาให้เราได้รับกจ็ ะ
กลายเป็นอื่นไปได้ เพราะเหตใุ ด เพราะทั้งๆ ที่เราวา่ เราเดนิ จงกรม แต่จติ กลายเป็น
อ่นื ไปนอกจากหลักธรรม กห็ ลกั ธรรมเป็นอย่างไร หลกั ธรรมแสดงวา่ เปน็ ผมู้ ีสติรบั รู้
ในประโยคความเพยี รของตน เราจะกำ� หนดหรอื พจิ ารณาในธรรมบทใด อาการใด ถา้ จติ
และสติไม่ได้ติดต่อสืบเนื่องกันโดยล�ำดับในบทธรรมหรืออาการนั้นๆ ปล่อยให้จิต
เพน่ พา่ นหรอื เรร่ อ่ นไปสสู่ ถานทแี่ ละอารมณต์ า่ งๆ ตามอำ� นาจของสงิ่ ยว่ั ยวน นนั่ แสดงวา่
กระแสของใจและใจไปสู่ความเป็นอื่นแล้ว ผลทจ่ี ะพงึ ได้รบั ก็ผิดจากความเปน็ ธรรม
กลายเป็นอ่ืนไปได้ ถ้าไม่ได้สนใจในความเคล่ือนไหวของเราแล้วโดยถือเอาเพียง
ประโยคเบอื้ งตน้ วา่ “เราท�ำความเพยี ร” เทา่ น้ี เราอาจจะมคี วามเหน็ ผดิ ไปตำ� หนติ โิ ทษ
พระศาสนาวา่ พระธรรมคำ� สงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ ไมเ่ ปน็ นยิ ยานกิ ธรรม พอทจ่ี ะนำ�
ผู้ปฏิบัติธรรมให้พ้นจากทุกข์ไปได้จริง สมกับท่ีพระองค์ตรัสไว้ว่าสวากขาตธรรม
ทตี่ รสั ไวช้ อบแลว้ แทจ้ รงิ ทงั้ วนั ทงั้ คนื กระแสแหง่ ใจของเราเอนเอยี งไปสโู่ ลกตลอดเวลา
คำ� วา่ โลก ทั้งโลกในท้งั โลกนอก พงึ ทราบวา่ เปน็ สภาพหนึง่ จากธรรมทีพ่ ระองค์ทรง
มงุ่ หวงั การปฏบิ ตั ขิ องพระพทุ ธเจา้ และสาวกทงั้ หลายมงุ่ ในหลกั ธรรมเพอ่ื ความพน้ ทกุ ข์
เพราะเหตนุ ้ันประโยคแห่งความเพียรทุกๆ ประโยค จึงเป็นไปเพอ่ื ความแก้ไขมลทิน
จนหมดสิน้ โดยตลอดไมม่ ีอะไรเหลอื อยู่ จากน้นั ก็กลายเปน็ พทุ ฺโธ ขนึ้ มาใหโ้ ลกได้
กราบไหวบ้ ชู า ทท่ี า่ นเปน็ ธรรมทง้ั องคเ์ พราะทา่ นปฏบิ ตั ถิ กู ธรรม เหตกุ บั ผลจงึ ลงกนั ได้

63

อยา่ งน้ี สว่ นเราทง้ั หลายเดนิ จงกรมนง่ั สมาธจิ รงิ แตก่ ลายเปน็ สมาธหิ วั ตอ นง่ั หลบั ใน
สมาธิไม่รู้กีค่ รงั้ ก่หี น หรอื กลายเป็นเรื่องประจำ� ก็อาจเป็นไปไดใ้ นบางราย นผี่ ูเ้ ทศน์
ไมร่ บั รองแทนได้ แตเ่ รอ่ื งคงเปน็ ความจรงิ อยา่ งนน้ั ผลจงึ กลายเปน็ อนื่ เสมอไป ถา้ เหตุ
เปน็ เรอ่ื งของธรรมแลว้ ผลจะกลายเปน็ อน่ื ไปไมไ่ ด้ เพราะเหตกุ บั ผลตอ้ งสวมรอยกนั ไป
เพราะเราทำ� ไมถ่ กู ตอ้ งตามหลกั ธรรม แทนทจี่ ะเดนิ จงกรมนง่ั สมาธใิ หส้ ตสิ มั ปยตุ ดว้ ย
ความเพียรติดต่อกันกับบทธรรมหรือสภาวธรรมที่เราพิจารณา แต่จิตกลายเป็นอื่น
ไปเสยี โดยสง่ กระแสใจไปตามรปู เสยี ง กลน่ิ รส เครอื่ งสมั ผสั แมธ้ รรมารมณท์ ป่ี รงุ ขนึ้
กับใจ กป็ รงุ ไปเพื่อ รปู เสยี ง กล่ิน รส เครื่องสมั ผสั ทงั้ ทเี่ ปน็ อดตี และอนาคต
ไมป่ รากฏจติ เปน็ ปัจจุบันแม้แตข่ ณะเดียว อยา่ งน้ผี ลก็ตอ้ งเปน็ โลกเสมอไป เพราะ
กระแสของจติ กลายเปน็ โลกอยตู่ ลอดเวลา สว่ นจติ กต็ อ้ งเปน็ โลกขนึ้ มา ไดแ้ กเ่ รอ่ื งของ
สมทุ ยั แดนเกดิ ขนึ้ แหง่ ทกุ ข์ ทำ� หวั ใจของเราใหเ้ ดอื ดรอ้ นแลว้ กม็ าตำ� หนผิ ลวา่ ทำ� ไมจงึ
เกดิ ความรมุ่ รอ้ น วนั นไ้ี มส่ บาย แตต่ นกอ่ เหตคุ วามไมส่ บายไวท้ งั้ วนั ทงั้ คนื เพอ่ื ความ
เปน็ อ่นื จากธรรมโดยไม่รูส้ ึกตวั ไมไ่ ดค้ �ำนงึ ถงึ เลย เร่ืองจงึ เปน็ อย่างนั้น

เพราะเหตุนนั้ เราทกุ ท่านซึ่งเปน็ นักปฏิบตั จิ งมีเขม็ ทิศคือความม่นั ใจตอ่ ความ
พน้ ทกุ ขต์ งั้ ไวเ้ สมอกบั ความเคลอ่ื นไหวแหง่ กาย วาจา ใจ ของตน อยา่ ใหค้ ลาดเคลอื่ น
พระพุทธเจ้าสอนอย่างไร โน้น ป่ารกชัฏอันเป็นท่ีสงัดวิเวกควรแก่การประกอบ
ความเพยี ร ทา่ นไมส่ อนวา่ นน้ั ตลาด นนั้ ถนนสามแพรง่ สแ่ี พรง่ นนั้ ชมุ นมุ ชนคนหนาแนน่
พวกทา่ นจงไปกางกลดกางมงุ้ อยใู่ นทช่ี มุ นมุ ชนเชน่ นน้ั พวกทา่ นทงั้ หลายจะปลอดภยั
และถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์ได้โดยพลัน อย่างนี้พระองค์ไม่ได้สอน เราต้อง
พจิ ารณาถงึ เหตผุ ลวา่ รกุ ขฺ มลู เสนาสนํ มคี วามหมายอยา่ งไร บรรดาพระพทุ ธเจา้ ทกุ ๆ
พระองค์ทรงประทานธรรมข้อไหนไว้ ต้องมีเหตุผลและเป็นหลักความจริงซ่ึงจะยัง
ประโยชนใ์ หเ้ กดิ ขนึ้ แกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ติ ามเสมอไป ฉะนนั้ ประวตั ขิ องพระพทุ ธเจา้ กบั สาวก
จงึ เปน็ เรอ่ื งทแี่ ปลกและอศั จรรย์ ทงั้ การบำ� เพญ็ เหตทุ ง้ั ผลสดุ ยอดคอื ความเปน็ ศาสดา
ของโลกทั่วๆ ไป

64

ศาสดาคอื ครขู องโลกกด็ ี ครอู าจารยข์ องศษิ ยท์ ว่ั ๆ ไปกด็ ี จะสงั่ สอนเราในบางสมยั
ส�ำคัญท่ีสุดเราต้องน้อมเอาธรรมคือหลักเหตุผลอันเป็นองค์ของศาสดาแท้มาเป็นครู
สอนตนเสมอไป การเหลือบซา้ ยแลขวาตลอดความเคลือ่ นไหวทกุ ๆ อาการ จะต้อง
กระเทอื นถงึ ครคู อื หวั ใจเสมอ เราตอ้ งส�ำนึกตัวอย่างน้ี อย่าเปน็ คนลืมตน ไม่เช่นน้นั
จะพาตัวไปไม่รอด และจะเสยี วันเสียคืนไปเปล่า อย่าพงึ เข้าใจว่ามดื กับแจ้งทีผ่ า่ นมา
เม่ือวานนี้กับวันน้ีและวันพรุ่งน้ีจะเป็นของแปลกประหลาด เป็นมืดแจ้งอันเดียวกัน
กิเลสอาสวะไมไ่ ด้เกีย่ วกบั มอื้ วัน ปี เดือน แต่เก่ียวกับหวั ใจของเราและส่ิงแวดลอ้ ม
ทเี่ คยเกี่ยวข้องกันอยเู่ ท่าน้นั ส�ำคญั กวา่ ส่งิ อ่ืนใด จงพิจารณา จะไปไหนมาไหนให้มี
ศาสดาสอนตนเสมอไป นง่ั กด็ ี นอนกด็ ี ยนื กด็ ี เดนิ กด็ ี จงเปน็ ผมู้ สี ตริ ะลกึ ในอาการ
ของตัว ความสงบใจก็ดี ความรอบคอบของใจกด็ ี จะพ้นจากหลักของสติกับปญั ญา
ไปไม่ได้ เพราะสติกับปัญญาและความเพยี รเป็นร้วั กน้ั หรือเปน็ ธรรมประกนั ไวแ้ ล้ว
ขอแต่ดำ� เนนิ ในกรอบแหง่ ศีล สมาธิ ปัญญา ดว้ ยความเพียร จะเห็นแดนพ้นทกุ ข์
ปรากฏขน้ึ กบั ใจของเราโดยไมต่ อ้ งไปถามใคร ไมว่ า่ สมยั โนน้ กบั สมยั นหี้ รอื สมยั ใดๆ
เมอ่ื สวากขาตธรรมมเี ปน็ คเู่ คยี งกบั โลกดว้ ย ผสู้ ดบั และศกึ ษาเลา่ เรยี นจากสวากขาตธรรม
นำ� มาปฏิบัตดิ ้วยความสนใจและถูกทางด้วย ผลจะถงึ ความเปน็ อืน่ ไปไม่ได้ ต้องถึง
ความพ้นทุกข์ประจักษ์กับใจของตนอย่างแน่นอน โปรดทราบไว้และแก้ปัญหาท่ีใจ
ของเรา ไมเ่ ช่นนน้ั จะเหลวไปทกุ วันและหาอะไรมาปรากฏผลไมม่ ี

ถา้ เปน็ นกั ตงั้ สตคิ น้ ควา้ ดว้ ยปญั ญาในสภาวธรรม มกี ายเปน็ ตน้ เสมอ ความรทู้ ่ี
แปลกประหลาดจะปรากฏขึ้นเรอื่ ยๆ แต่ถา้ ความเพยี รไดข้ าดวรรคขาดตอน ผลทจ่ี ะ
ปรากฏก็ล่าช้าเช่นเดียวกัน ดังน้ันจงอุตส่าห์บ�ำรุงสติและปัญญาให้มีความรอบรู้
อยเู่ สมอ อยา่ งไรเสยี ตอ้ งเปน็ ไปเพอ่ื สมาธคิ อื ความมน่ั คงของใจ และเปน็ ไปเพอ่ื ความ
เฉลยี วฉลาดในทางปัญญา เพราะเหตแุ ห่งการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม หรือ
อริยสัจส่ี คอื ทกุ ข์ สมุทยั นโิ รธ มรรค โดยแท้ และค�ำว่าสตปิ ฏั ฐานกด็ ี อริยสัจก็ดี
เปน็ ปจั จุบันธรรมซึง่ ปรากฏอยูก่ ับกายกบั ใจของเราตลอดเวลา

65

ในมชั ฌมิ าปฏปิ ทาทรงตรสั ไวว้ า่ สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ คำ� วา่ เหน็ ชอบทวั่ ๆ ไปกม็ ี
เห็นชอบในวงจ�ำกัดก็มี และเหน็ ชอบในธรรมส่วนละเอยี ดยงิ่ ก็มี ความเห็นชอบของ
ผู้ถือพระพทุ ธศาสนาทั่วๆ ไปโดยมวี งจ�ำกัด เชน่ เหน็ วา่ บาปมจี รงิ บญุ มีจริง ผทู้ ำ� ดี
ได้รบั ผลดี ผทู้ ำ� ชั่วได้รบั ผลชว่ั เป็นต้น นีก่ ็เรียกว่าสัมมาทิฏฐิข้ันหนงึ่ ความเห็นใน
วงจ�ำกัดของนักปฏิบัติผู้ประกอบการพิจารณาสติปัฏฐานหรืออริยสัจสี่ โดยก�ำหนด
กาย เวทนา จติ ธรรม เหน็ วา่ เปน็ ไตรลกั ษณ์ คอื อนจิ ฺจํ ทุกฺขํ อนตตฺ า ประจ�ำตน
ทกุ อาการ ดว้ ยปญั ญาปลกู ศรทั ธาความเชอ่ื มนั่ ลงในพระสจั ธรรม เพราะการพจิ ารณา
ไตรลกั ษณ์เปน็ ตน้ เหตแุ ละถอื ไตรลักษณ์ท่ีมีอยูใ่ นสภาวธรรมนั้นๆ เปน็ ทางเดนิ ของ
ปญั ญา และพจิ ารณาในอรยิ สจั เหน็ ทกุ ขท์ เี่ กดิ ขน้ึ จากกายและจากใจทง้ั ของตนและของ
คนอน่ื สตั วอ์ นื่ วา่ เปน็ สงิ่ ไมค่ วรประมาทนอนใจ พรอ้ มทง้ั ความเหน็ โทษในสมทุ ยั คอื
แหลง่ ผลติ ทกุ ขใ์ หเ้ กดิ ขนึ้ แกส่ ตั วเ์ สวยผลไมม่ ปี ระมาณตลอดกาล และเตรยี มรอ้ื ถอน
สมทุ ยั ดว้ ยปญั ญาเพอื่ กา้ วขน้ึ สนู่ โิ รธ คอื แดนสงั หารทกุ ขโ์ ดยสน้ิ เชงิ นก่ี เ็ รยี กวา่ สมั มาทฏิ ฐิ
ขนั้ หนึ่ง

สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบในธรรมสว่ นละเอยี ดนนั้ ไดแ้ กค่ วามเหน็ ชอบในทกุ ขว์ า่
เปน็ ของจรงิ อยา่ งหนงึ่ ความเหน็ ชอบในสมทุ ยั วา่ เปน็ ของจรงิ อยา่ งหนงึ่ ความเหน็ ชอบ
ในนิโรธว่าเป็นของจรงิ อย่างหน่ึง และความเห็นชอบในมรรค คอื ศลี สมาธิ ปัญญา
วา่ เปน็ ของจรงิ อยา่ งหนงึ่ ซง่ึ เปน็ ความเหน็ ชอบโดยปราศจากการตำ� หนติ ชิ มในอรยิ สจั
และสภาวธรรมท่วั ๆ ไป จัดเป็นสัมมาทฏิ ฐขิ นั้ หนึง่

สมั มาทฏิ ฐมิ หี ลายขน้ั ตามภมู ขิ องผปู้ ฏบิ ตั ใิ นธรรมขน้ั นนั้ ๆ ถา้ สมั มาทฏิ ฐมิ เี พยี ง
ขนั้ เดยี ว ปญั ญาจะมหี ลายขน้ั ไปไมไ่ ด้ เพราะกเิ ลสความเศรา้ หมองมหี ลายขน้ั ปญั ญา
จงึ ตอ้ งมหี ลายขน้ั เพราะเหตนุ เี้ องสมั มาทฏิ ฐจิ งึ มหี ลายขน้ั ตามทไี่ ดอ้ ธบิ ายผา่ นมาแลว้

ในปฏปิ ทาขอ้ ๒ ตรสั วา่ สมั มาสงั กปั โป ความดำ� รชิ อบ มี ๓ ประการ คอื ดำ� รใิ น
ทางไมเ่ บียดเบียน ด�ำริในทางไม่พยาบาทปองรา้ ย ด�ำริเพอ่ื ออกจากเคร่อื งผูกพนั ๑

66

ดำ� รใิ นทางไมเ่ บยี ดเบยี น นนั้ คอื ไมค่ ดิ เบยี ดเบยี นคนและสตั ว์ ไมค่ ดิ เบยี ดเบยี น
ตนเองด้วย ไม่คิดใหเ้ ขาไดร้ ับความทรมานลำ� บากเพราะความคดิ ของเราเป็นตน้ เหตุ
และไมค่ ดิ หาเรอ่ื งลำ� บากฉบิ หายใสต่ นเอง เชน่ ไมค่ ดิ จะกนิ ยาเสพตดิ มสี รุ า ฝน่ิ และ
เฮโรอนี เปน็ ตน้

ดำ� รใิ นทางไมพ่ ยาบาท คอื ไมค่ ดิ ปองรา้ ยหมายฆา่ ใครๆ ทงั้ สตั วแ์ ละมนษุ ย์ ไมค่ ดิ
เพื่อความชอกช้�ำและฉิบหายแก่ใคร ไม่คิดให้เขาได้รับความเจ็บปวดบอบช�้ำหรือ
ลม้ ตายลงไป เพราะความคดิ ของเราเปน็ ตน้ เหตุ และไมค่ ดิ ปองรา้ ยหมายฆา่ ตวั เอง เชน่
คดิ ฆา่ ตวั เองดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ ดงั ปรากฏในหนา้ หนงั สอื พมิ พเ์ สมอ นคี่ อื ผลเกดิ จากความ
คดิ ผดิ ตวั เองเคยมคี ุณแก่ตัวและเปน็ สมบัตอิ นั ลน้ คา่ แกต่ วั เอง เพราะความคิดผิด
จึงปรากฏว่าตัวกลบั เป็นขา้ ศกึ แกต่ วั เอง เร่อื งเชน่ น้ีเคยมีบอ่ ย พงึ ทราบวา่ เปน็ ผลเกดิ
จากความดำ� รผิ ดิ ทาง ผรู้ กั ษาตวั และสงวนตวั แท้ เพยี งแตจ่ ติ คดิ เรอ่ื งไมส่ บายขนึ้ ภายใน
ใจเท่านนั้ กร็ ีบระงับดบั ความคิดผิดน้ันทันทดี ้วย เนกขมั มอบุ าย ไหนจะยอมปล่อย
ความคดิ ทผ่ี ดิ ใหร้ ุนแรงขน้ึ ถึงกับฆา่ ตัวตาย เป็นตัวอย่างแหง่ คนรกั ตัวท่ีไหนมี

ความดำ� รเิ พอ่ื ออกจากเครอ่ื งผกู มดั นถ่ี า้ เปน็ ความดำ� รทิ วั่ ๆ ไป ตนคดิ อา่ นการงาน
เพ่ือเปลื้องตนออกจากความยากจนข้นแค้น เพื่อความสมบูรณ์พูนผลในสมบัติ
ไมอ่ ดอยากขาดแคลน กจ็ ัดเขา้ ในเนกขมั มสังกปั โปของโลกประการหนงึ่

ผดู้ ำ� รใิ หท้ านรกั ษาศลี ภาวนา คดิ สรา้ งถนนหนทาง ขดุ บอ่ นำ�้ กอ่ พระเจดยี ท์ ะนบุ ำ� รงุ
ปชู นยี สถานทชี่ ำ� รดุ ทรดุ โทรม สรา้ งกฏุ ิ วหิ าร ศาลา เรอื นโรงตา่ งๆ โดยมงุ่ กศุ ลเพอ่ื ยกตน
ใหพ้ น้ จากกองทกุ ข์ กจ็ ัดเปน็ เนกขัมมสงั กัปโปประการหน่งึ

ผดู้ ำ� รเิ หน็ ภยั ในความ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ซง่ึ เกดิ ในสตั วแ์ ละสงั ขารทวั่ ๆ ไป ทง้ั เขา
ทั้งเราไมม่ ีเวลาว่างเว้น เหน็ เป็นโอกาสอนั ว่างส�ำหรับเพศนกั บวชจะบ�ำเพ็ญศลี สมาธิ
ปญั ญา ใหเ้ ปน็ ไปไดต้ ามความหวงั ดำ� รจิ ะบวชเปน็ ชปี ะขาว เปน็ พระ เปน็ เณร นก่ี จ็ ดั
เป็นเนกขัมมสังกปั โปประการหน่งึ

67

นักปฏิบัติมีความด�ำริพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานของตนเพื่อความ
ปลดเปลอ้ื งจติ ออกจากนวิ รณธ์ รรมทง้ั หลาย โดยอบุ ายตา่ งๆ จากความดำ� รคิ ดิ คน้ ไมม่ ี
เวลาหยุดยั้งเพื่อเปลื้องกิเลสทุกประเภทด้วยสัมมาสังกัปโปเป็นข้ันๆ จนกลายเป็น
สมั มาสงั กปั โปอตั โนมตั ิ กำ� จดั กเิ ลสเปน็ ขน้ั ๆ ดว้ ยความดำ� รคิ ดิ คน้ ตลอดเวลาจนกเิ ลส
ทกุ ประเภทหมดสน้ิ ไป เพราะความดำ� รนิ นั้ ๆ นก่ี จ็ ดั เปน็ สมั มาสงั กปั โปประการสดุ ทา้ ย
แห่งการอธิบายปฏปิ ทาข้อทส่ี อง

ปฏปิ ทาขอ้ ที่ ๓ ตรัสไว้ว่า สมั มาวาจา กล่าววาจาชอบ นก่ี ลา่ วชอบทัว่ ๆ ไปก็มี
กลา่ วชอบยงิ่ ในวงแหง่ ธรรมโดยจำ� เพาะกม็ ี กลา่ วชอบตามสภุ าษติ ไมเ่ ปน็ พษิ เปน็ ภยั แก่
ผฟู้ งั กลา่ วมเี หตผุ ลนา่ ฟงั จบั ใจไพเราะเสนาะโสต กลา่ วสภุ าพออ่ นโยน กลา่ วถอ่ มตน
เจยี มตวั กลา่ วขอบบญุ ขอบคณุ ตอ่ ผมู้ คี ณุ ทกุ ชนั้ เหลา่ นจี้ ดั เปน็ สมั มาวาจาประการหนง่ึ

สัมมาวาจาที่ชอบยิ่งในวงแห่งธรรมโดยจ�ำเพาะนั้น คือกล่าวในสัลเลขธรรม
เครอ่ื งขดั เกลากเิ ลสโดยถา่ ยเดยี ว ไดแ้ กก่ ลา่ วเรอื่ งความมกั นอ้ ยในปจั จยั สเี่ ครอื่ งอาศยั
ของพระ กลา่ วเรอ่ื งความสนั โดษ ยนิ ดตี ามมตี ามไดแ้ หง่ ปจั จยั ทเี่ กดิ ขนึ้ โดยชอบธรรม
กลา่ วเรอื่ ง อสงั สคั คณกิ า ความไมค่ ลกุ คลมี วั่ สมุ กบั ใครๆ ทงั้ นนั้ วเิ วกตา กลา่ วความสงดั
วเิ วกทางกายและทางใจ วริ ยิ ารมั ภา กลา่ วเรอื่ งการประกอบความเพยี ร กลา่ วเรอ่ื งการ
รักษาศีลใหบ้ รสิ ุทธิ์ กล่าวเร่อื งทำ� สมาธิให้เกิด กลา่ วเร่ืองการอบรมปัญญาใหเ้ ฉลยี ว
ฉลาด กลา่ วเรอ่ื งวมิ ตุ ตคิ อื ความหลดุ พน้ และกลา่ วเรอ่ื งวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ความรเู้ หน็
อนั แจง้ ชดั ในความหลดุ พน้ นจ่ี ดั เปน็ สมั มาวาจาสว่ นละเอยี ด การกลา่ วนน้ั ไมใ่ ชก่ ลา่ ว
เฉยๆ กลา่ วรำ� พนั กลา่ วรำ� พงึ กลา่ วดว้ ยความสนใจและความพออกพอใจใครต่ อ่ การ
ปฏิบตั ใิ นสัลเลขธรรมจรงิ ๆ

ในปฏปิ ทาขอ้ ๔ ตรัสไว้วา่ สัมมากมั มันโต การงานชอบ การงานชอบท่วั ๆ ไป
ประการ ๑ การงานชอบในธรรมประการ ๑ การงานทำ� โดยชอบธรรมไมผ่ ดิ กฎหมาย
บ้านเมือง เช่น การท�ำนา ท�ำสวน การซอื้ ขายแลกเปลีย่ น เหลา่ นี้จัดเป็นการงานชอบ
การปลูกสรา้ งวัดวาอาราม และการให้ทาน รกั ษาศลี เจรญิ เมตตาภาวนา กจ็ ดั เปน็
การงานชอบแต่ละอยา่ งๆ เปน็ สัมมากมั มันโตประการ ๑ การเดินจงกรม นั่งสมาธิ

68

กจ็ ดั เปน็ การงานชอบ ความเคลอ่ื นไหวของกาย วาจา ใจ ทกุ อาการ พงึ ทราบวา่ เปน็ กรรม
คอื การกระท�ำ การทำ� ด้วยกาย พูดดว้ ยวาจา และคดิ ดว้ ยใจ เรยี กว่าเปน็ กรรม คอื
การกระท�ำ ท�ำถูก พดู คดิ ถกู เรยี กว่า สัมมากัมมันตะ การงานชอบ

คำ� วา่ การงานชอบ มคี วามหมายกวา้ งขวางมาก แลว้ แตท่ า่ นผฟู้ งั จะนอ้ มไปใชใ้ น
ทางใด เพราะโลกกบั ธรรมเปน็ คเู่ คยี งกนั มา เหมอื นแขนซา้ ยแขนขวาของคนคนเดยี ว
จะแยกโลกกบั ธรรมจากกนั ไปไมไ่ ด้ และโลกกม็ งี านทำ� ธรรมกม็ งี านทำ� ดว้ ยกนั ทงั้ น้ี
เน่ืองจากภาวะของคนและการประกอบไม่เหมือนกัน การงานจะให้ถูกรอยพิมพ์
อนั เดยี วกนั ยอ่ มเปน็ ไปไมไ่ ด้ ฉะนนั้ ผอู้ ยใู่ นฆราวาสกข็ อใหป้ ระกอบการงานถกู กบั ภาวะ
ของตน ผอู้ ยู่ในธรรมคือนกั บวชเปน็ ตน้ ก็ขอให้ประกอบการงานถกู กับภาวะของตน
อย่าให้การงานและความเห็นก้าวก่ายไขว้เขวกัน ก็จัดว่าต่างคนต่างสัมมากัมมันตะ
การงานชอบดว้ ยกนั โลกและธรรมกน็ บั วนั จะเจรญิ รงุ่ เรอื งขน้ึ โดยลำ� ดบั เพราะตา่ งทา่ น
ต่างช่วยกันพยุง

ปฏปิ ทาขอ้ ๕ ตรสั ไวว้ า่ สมั มาอาชโี ว เลย้ี งชพี ชอบ การเลยี้ งชพี ดว้ ยการรบั ประทาน
ธรรมดาของมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ว่ั ๆ ไป ประการหนง่ึ การหลอ่ เลยี้ งจติ ใจดว้ ยอารมณอ์ นั
เกดิ จากเครอ่ื งสมั ผสั ประการหนงึ่ การหลอ่ เลยี้ งจติ ใจดว้ ยธรรมเปน็ ขน้ั ๆ ประการหนง่ึ

การแสวงหาอาชพี โดยชอบธรรม ปราศจากการปล้นสะดมฉกลักของใครๆ มา
เลย้ี งชพี หาได้มาอยา่ งไรก็บรโิ ภคเทา่ ท่ีมีพอเล้ยี งอัตภาพไปเป็นวนั ๆ หรอื จะมมี าก
ด้วยความชอบธรรมกจ็ ดั เปน็ สัมมาอาชีโว ประการหน่ึง

ใจไดร้ บั ความสมั ผสั จากสง่ิ ภายนอก คอื รปู หญงิ ชาย เสยี ง กลน่ิ รส ความสมั ผสั
ของหญงิ ชาย และสง่ิ ของทถ่ี กู กบั จรติ ชอบ เกดิ เปน็ อารมณเ์ ขา้ ไปหลอ่ เลยี้ งจติ ใจใหม้ ี
ความแชม่ ชน่ื เบกิ บานหายความโศกเศรา้ กนั แสง มแี ตค่ วามรน่ื เรงิ บนั เทงิ ใจ กลายเปน็
อายวุ ฒั นะขน้ึ มา แตถ่ า้ แสวงผดิ ทางกก็ ลายเปน็ พษิ เครอ่ื งสงั หารใจ นกี่ จ็ ดั เปน็ สมั มาอาชพี
ส�ำหรับโลกผ้มู ีมัตตัญญตุ า รู้จักประมาณและขอบเขตท่คี วรหรือไม่ควร

69

การบำ� รงุ จติ ใจดว้ ยธรรมะ คอื ไมน่ ำ� โลกทเี่ ปน็ ยาพษิ เขา้ มารงั ควานใจ ตา หู จมกู
ลนิ้ กาย ใจ กระทบ รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอ่ื งสมั ผสั ธรรมารมณ์ ใหพ้ งึ พจิ ารณาเปน็
ธรรมเสมอไป อย่าให้เกิดความยินดยี นิ รา้ ย จะกลายเปน็ ความฝืดเคืองข้ึนภายในใจ
การพิจารณาเป็นธรรมจะน�ำอาหารคือโอชารสแห่งธรรมเข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจให้มี
ความชน่ื บานดว้ ยธรรมภายในใจ ให้มคี วามช่มุ ชื่นด้วยความสงบแห่งใจ ใหม้ ีความ
ช่มุ ชืน่ ดว้ ยความเฉลยี วฉลาดแหง่ ปัญญา ไมแ่ สวงหาอารมณ์อันเป็นพิษเข้ามาสังหาร
ใจของตน พยายามน�ำธรรมเขา้ มาหล่อเลี้ยงเสมอ อายตนะภายในมี ตา หู เป็นต้น
กระทบกบั อายตนะภายนอก มี รปู เสยี ง เปน็ ตน้ ทกุ ขณะทส่ี มั ผสั จงพจิ ารณาเปน็ ธรรม
คือความรู้เท่าและปลดเปล้ืองด้วยอุบายเสมอไป อย่าพิจารณาให้เป็นเรื่องของโลก
แบบจบั ไฟเผาตัวเอง จะกลายเป็นความรอ้ นขน้ึ ทใ่ี จ จงพยายามกลน่ั กรองอารมณท์ ่ี
เปน็ ธรรมเขา้ ไปหลอ่ เลยี้ งจติ ใจอยตู่ ลอดเวลา อาหารคอื โอชารสแหง่ ธรรมจะหลอ่ เลย้ี ง
และรกั ษาใจให้ปลอดภยั เปน็ ลำ� ดบั ทอี่ ธิบายมานีจ้ ัดเป็นสมั มาอาชีวะประการหนง่ึ

ปฏปิ ทาขอ้ ๖ ตรสั ไวว้ า่ สมั มาวายาโม ความเพยี รชอบ ทา่ นวา่ เพยี รในทสี่ สี่ ถาน
คอื เพียรระวงั อยา่ ใหบ้ าปเกดิ ขน้ึ ในสนั ดานหนงึ่ เพียรละบาปที่เกดิ ขนึ้ แลว้ ใหห้ มดไป
หนงึ่ เพยี รยงั กศุ ลใหเ้ กดิ ขนึ้ หนง่ึ และเพยี รรกั ษากศุ ลทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ อยา่ ใหเ้ สอ่ื มสญู ไป
หนงึ่ โอปนยโิ ก นอ้ มเขา้ ในหลกั ธรรมทตี่ นกำ� ลงั ปฏบิ ตั ไิ ดท้ กุ ขนั้ แตท่ นี่ จี่ ะนอ้ มเขา้ ใน
หลักสมาธิกับปัญญาตามโอกาสอันควร พยายามระวังรักษาจิตท่ีเคยฟุ้งซ่านไปตาม
กระแสแหง่ ตณั หาเพราะความโงเ่ ขลาฉุดลากไป หน่ึง ความดิ้นรนกวัดแกว่งของจิต
ทเี่ คยเป็นมา จงพยายามทรมานใหห้ ายพยศดว้ ยอ�ำนาจสติและปัญญาเปน็ เครื่องฝึก
ทรมาน หนงึ่ ศลี สมาธิ ปญั ญา เป็นธรรมแกก้ เิ ลสทกุ ประเภท จงพยายามอบรมให้
เกดิ ขนึ้ กบั ใจของตน ถา้ ตอ้ งการไปนพิ พาน ดบั ไฟกงั วลใหส้ น้ิ ซาก จงอยา่ เหน็ ศลี สมาธิ
ปญั ญา เปน็ กรวดเปน็ ทราย ศลี สมาธิ ปญั ญา ทกุ ๆ ขนั้ ไดป้ รากฏขนึ้ กบั ตนแลว้ อยา่ ยอม
ใหห้ ลดุ มอื ไปดว้ ยความประมาท จงพยายามบำ� รงุ ศลี สมาธิ ปญั ญา ทกุ ๆ ขนั้ ทเ่ี กดิ ขน้ึ
แลว้ ใหเ้ จรญิ เตม็ ทจ่ี นสามารถแปรรปู เปน็ มรรคญาณประหารกเิ ลสแมอ้ นสุ ยั ใหส้ น้ิ ซาก
ลงเสยี ที แดนแหง่ วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พานทเ่ี คยเหน็ วา่ เปน็ ธรรมเหลอื วสิ ยั จะกลายเปน็ ธรรม
ประดับใจทนั ทีทีก่ ิเลสสิน้ ซากลงไป

70

ในปฏปิ ทาขอ้ ๗ ตรสั ไวว้ า่ สมั มาสติ ความระลกึ ชอบ ไดแ้ ก่ การตงั้ สตริ ะลกึ ตาม
ประโยคความเพยี รของตน ตนกำ� หนดธรรมบทใดเปน็ อารมณข์ องใจ เชน่ พทุ โธ หรอื
อานาปานสติ เป็นต้น ให้มีสตริ ะลึกธรรมบทน้ันๆ หรือตงั้ สตกิ �ำหนดในสติปัฏฐานส่ี
คือ กาย เวทนา จติ ธรรม ท้ังกำ� หนดเพอื่ สมาธิ ทงั้ การพิจารณาเพื่อปัญญา ใหม้ สี ติ
ความระลึกในประโยคความเพียรของตนทุกๆ ประโยค จัดเป็นสัมมาสติท่ีชอบ
ข้อหนง่ึ

ปฏปิ ทาขอ้ ๘ ตรสั ไวว้ า่ สมั มาสมาธิ คอื สมาธทิ ช่ี อบ ไดแ้ ก่ สมาธทิ สี่ มั ปยตุ ปญั ญา
ไมใ่ ชส่ มาธแิ บบหวั ตอ และไมใ่ ชส่ มาธทิ ตี่ ดิ แนน่ ทง้ั วนั ทง้ั คนื ไมย่ อมพจิ ารณาทางดา้ น
ปญั ญาเลย โดยเหน็ วา่ สมาธเิ ปน็ ธรรมประเสรฐิ พอตวั จนเกดิ ความตำ� หนติ โิ ทษปญั ญา
หาว่าเป็นของเกไ๊ ปเสยี สมาธปิ ระเภทน้เี รียกว่า มิจฉาสมาธิ ไมจ่ ดั เปน็ สมาธิที่จะทำ�
บุคคลให้พ้นจากทุกข์ไปโดยชอบธรรม ส่วนสมาธิท่ีจะเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์นั้น
ตอ้ งกำ� หนดลงไปในหลกั ธรรมหรอื บทธรรมตามจรติ ชอบ ดว้ ยความมสี ตกิ ำ� กบั รกั ษา
จนจติ รวมลงเปน็ สมาธไิ ด้ และจะเปน็ สมาธปิ ระเภทใดกต็ าม เมอ่ื รสู้ กึ จติ ของตนสงบ
หรือหยุดจากการคิดปรุงต่างๆ รวมอยู่เป็นเอกเทศอันหนึ่งจากส่ิงแวดล้อมท้ังหลาย
จนกวา่ จะถอนขน้ึ มา จดั เปน็ สมาธทิ ชี่ อบ และไมเ่ หมอื นสมาธซิ งึ่ รวมลงไปแลว้ ไมท่ ราบ
กลางวนั กลางคนื เปน็ ตายไมท่ ราบทง้ั นนั้ เหมอื นคนตายแลว้ พอถอนขนึ้ มาจงึ ระลกึ
ยอ้ นหลงั วา่ จติ รวมหรอื จติ ไปอยทู่ ไี่ หนไมท่ ราบ นเี่ รยี กวา่ สมาธหิ วั ตอ เพราะรวมลงแลว้
เหมือนหวั ตอไมม่ คี วามรู้สึก สมาธิประเภทนีจ้ งพยายามละเวน้ แมท้ ีเ่ กดิ ขึ้นแลว้ รบี
ดัดแปลงเสียใหม่ สมาธทิ ก่ี ล่าวนเี้ คยมใี นวงนักปฏิบัติดว้ ยกนั วิธแี ก้ไข คือหกั ห้าม
อยา่ ใหร้ วมลงตามทเี่ คยเปน็ มา จะเคยตวั ตลอดกาล จงบงั คบั ใหท้ อ่ งเทย่ี วในสกลกาย
โดยมสี ตบิ งั คบั เขม้ แขง็ บงั คบั ใหท้ อ่ งเทย่ี วกลบั ไปกลบั มาและขน้ึ ลงเบอื้ งบนเบอ้ื งลา่ ง
จนควรแกป่ ญั ญาและมรรคผลตอ่ ไป

สว่ นสมั มาสมาธิ เมอ่ื จติ รวมลงไปแลว้ มสี ตริ ปู้ ระจำ� อยใู่ นองคส์ มาธนิ น้ั เมอ่ื ถอน
ขึ้นมาแลว้ ควรจะพจิ ารณาทางปญั ญาในสภาวธรรมส่วนต่างๆ ทมี่ อี ยู่ในกาย ในจติ
ก็พิจารณาในโอกาสอันควร สมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมเก่ียวเน่ืองกันเสมอไป
อยา่ ปลอ่ ยใหส้ มาธเิ ดนิ เหนิ ไปแบบไมม่ องหนา้ มองหลงั โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ เรอื่ งอะไรทง้ั นน้ั

71

สรปุ ความแลว้ สติ สมาธิ ปญั ญา ทง้ั สามนเ้ี ปน็ ธรรมเกย่ี วเนอื่ งกนั โดยจะแยก
จากกันให้เดินแต่อย่างใดอย่างหน่ึงไม่ได้ สมาธิกับปัญญาต้องผลัดเปล่ียนกันเดิน
โดยมสี ตเิ ป็นเครอ่ื งตามรกั ษาทัง้ สมาธแิ ละปญั ญา

นแ่ี ลปฏปิ ทาทง้ั ๘ ทไี่ ดอ้ ธบิ ายมา โดยองิ หลกั ธรรมบา้ ง โดยอตั โนมตั บิ า้ ง ตงั้ แต่
สมั มาทฏิ ฐิ ถงึ สมั มาสมาธิ พงึ ทราบวา่ เปน็ ธรรมหลายชนั้ แลว้ แตท่ า่ นผฟู้ งั จะนำ� ไปปฏบิ ตั ิ
ตามภูมิแหง่ ธรรมและความสามารถของตน

ในปฏปิ ทาทง้ั ๘ ประการน้ี ไมเ่ ลอื กวา่ นกั บวชหรอื ฆราวาส ใครสนใจปฏบิ ตั ใิ ห้
บรบิ รู ณไ์ ด้ ผลคอื วมิ ตุ ติ และวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ เปน็ สมบตั อิ นั ลำ�้ คา่ ของผนู้ นั้ เพราะ
ศลี สมาธิ ปญั ญา รวมอยใู่ นมรรคน้ี และเปน็ เหมอื นกญุ แจไขวมิ ตุ ตทิ ง้ั สองใหป้ ระจกั ษ์
กับใจอยา่ งเปิดเผย

อนง่ึ ทา่ นนกั ปฏบิ ตั อิ ยา่ พงึ เขา้ ใจวา่ วมิ ตุ ตกิ บั วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ ทงั้ สองนแี้ ยกกนั
ไปอยใู่ นทตี่ า่ งแดนหรอื แยกกนั ทำ� หนา้ ทค่ี นละขณะ ทถี่ กู ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ เขาตดั ไมใ้ หข้ าด
ด้วยขวาน ขณะไม้ขาดจากกัน ตาก็มองเห็น ใจก็รู้ว่าไม้ท่อนนี้ขาดแล้วด้วยขวาน
เหน็ ดว้ ยตากบั รดู้ ว้ ยใจ เกดิ ขน้ึ ในขณะเดยี วกนั ฉนั ใด วมิ ตุ ตแิ ละวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ
ก็ท�ำหน้าที่รู้เห็นกิเลสขาดจากใจด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ในขณะเดียวกันฉันน้ัน
จากนนั้ แลว้ กไ็ มม่ ปี ญั หาอะไรใหย้ งุ่ ยากอกี ตอ่ ไป เพราะปญั หายงุ่ ยากกค็ อื ปญั หากเิ ลส
กบั ใจเทา่ นน้ั ทใี่ หญย่ งิ่ ในไตรภพ เมอื่ ปลอ่ ยใจอนั เปน็ ปญั หาใหญท่ ส่ี ดุ แลว้ กเิ ลสซงึ่ เปน็
สง่ิ อาศยั อยกู่ บั ใจกห็ ลดุ ลอยไปเอง ศลี สมาธิ ปญั ญา และวมิ ตุ ติ วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ
กป็ ลอ่ ยวางไวต้ ามเปน็ จรงิ เรยี กวา่ ตา่ งฝา่ ยตา่ งจรงิ แลว้ กห็ มดคดคี คู่ วามลงเพยี งเทา่ นี้

วันน้ีได้อธิบายธรรมให้แก่นักปฏิบัติทั้งหลาย โดยยกสมเด็จพระผู้มีพระภาค
และพระสาวกทง้ั หลายมาเปน็ แนวทางใหท้ า่ นทงั้ หลายฟงั จะไดต้ ง้ั เขม็ ทศิ คอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ของตนๆ ใหเ้ ปน็ ไปตามพระองคท์ า่ นโดยไมล่ ดละ เมอ่ื ศลี สมาธิ ปญั ญา เปน็ ธรรม
ท่ีท่านท้ังหลายบ�ำเพ็ญได้บริบูรณ์แล้ว วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นองค์
พระนพิ พานกจ็ ะเปน็ ของทา่ นท้งั หลายอยา่ งไมม่ ปี ัญหา

72

เพราะเหตนุ น้ั ธรรมทั้งหมดทไี่ ด้กล่าวในวนั นี้ ทา่ นผูฟ้ งั ทุกๆ ทา่ นจงเข้าใจว่า
มอี ยใู่ นกายในใจของเราทกุ ทา่ น ขอใหน้ อ้ มธรรมเหลา่ นเ้ี ขา้ มาเปน็ สมบตั ขิ องตน ทง้ั การ
ดำ� เนนิ เหตทุ ง้ั ผลทปี่ รากฏขนึ้ จากเหตอุ นั ดคี อื วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พาน จะเปน็ ของทา่ นทง้ั หลาย
ในวนั น้วี นั หนา้ โดยนยั ท่ไี ดแ้ สดงมา

ขอยุติลงด้วยเวลาเพยี งเท่านี้ เอวํ กม็ ดี ว้ ยประการฉะน้ี

73

พระจรงิ พระปลอม

เทศนอ์ บรมพระ ณ วดั ป่าบ้านตาด
เมื่อวนั ที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศกั ราช ๒๕๐๕

พระในครัง้ พุทธกาล เปน็ พระพุทธเจ้าก็มี พระของพระพุทธเจ้าเปน็ พระสาวก
อรหนั ตก์ ม็ ี แตต่ อ่ มาในสมยั พระของพวกเรานจ้ี ะเปน็ พระอะไรกย็ งั เรยี กตายตวั ไมไ่ ด้
ถ้าเป็นพระชอบบอกบัตรบอกเบอร์ก็ต้องเรียกตามช่ือว่า พระบัตรพระเบอร์ พระ
สะเดาะเคราะหส์ ะเดาะกรรม พระดฤู กษง์ ามยามดี พระลงเลขลงยนั ต์ พระตะกรดุ คาถา
เหลา่ น้ีก็ล้วนแต่พระทง้ั น้ัน ไม่ทราบวา่ พระองคไ์ หนเปน็ พระของเขาและพระรูปไหน
เปน็ พระของเรา เพราะพระคละเคลา้ กนั ดว้ ยพระ ไมส่ ามารถจะแยกพระออกจากพระได้
ส่วนพระของพระพทุ ธเจ้าก็ดี พระสาวกของพระพุทธเจา้ ก็ดี ท่านปฏบิ ตั ติ นของท่าน
อยา่ งใดจงึ กลายเปน็ พระพทุ ธเจา้ ขนึ้ มา และกลายเปน็ พระสาวกอรหนั ตข์ นึ้ มา พระของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ อยา่ งนี้

มาถงึ พระของพวกเรานก้ี ลายเปน็ พระทนั สมยั เรยี กวา่ พระสมยั ใหม่ มที กุ อยา่ ง
ไมแ่ พโ้ ลกเขาเลย ตนกไ็ วใ้ จตนเองไมไ่ ดท้ งั้ ๆ ทต่ี นกเ็ ปน็ นกั บวช นงุ่ หม่ ผา้ กาสาวพสั ตร์
โกนผมโกนคว้ิ ปฏญิ าณตนเปน็ พระเชน่ เดยี วกนั กบั พระสมยั พทุ ธกาล การงานของพระ
ทกุ ๆ อยา่ งโดยมากออกจากความรสู้ ึกและความชอบใจ สว่ นจะเปน็ ไปตามแถวแนว
แหง่ หลกั ธรรมนนั้ ยงั เปน็ ปญั หาทต่ี ไี มแ่ ตก เพราะเหตนุ นั้ พระในสมยั พทุ ธกาลกบั พระ
สมยั ปจั จบุ นั จงึ ตา่ งกนั ในปฏปิ ทาเครอื่ งดำ� เนนิ แมจ้ ะอยใู่ นวงนกั บวชและพระโอวาท

74

ของพระพุทธเจา้ อันเดียวกนั กต็ าม แต่โอวาทส�ำคัญคือโอวาทของกเิ ลสตณั หาอาสวะ
มนั ครอบอยทู่ หี่ วั ใจของเราทกุ ๆ ทา่ น เมอื่ เรามคี วามใครใ่ ฝใ่ จตอ่ โอวาทอนั จอมปลอม
ซง่ึ ฝังอย่กู ับใจของเราแลว้ ความเคล่อื นไหวทางกาย วาจา ใจ ทกุ ๆ อาการ จะตอ้ ง
กลายเปน็ ของปลอมจากพระโอวาทของพระพทุ ธเจา้ ไปหมด ไมม่ อี นั ใดจะปรากฏเปน็
ความจรงิ ขน้ึ มาทางกาย วาจา ใจ ของพวกเรา ผลอนั จะพงึ ไดร้ บั ตอ้ งเดนิ ตามรอยแหง่
เหตทุ ต่ี นไดด้ ำ� เนนิ ไปแลว้ การดำ� เนนิ เหตขุ องพระพทุ ธเจา้ กด็ ี ของพระสาวกกด็ ี จนได้
มาเป็นสรณะของพวกเราทุกวันน้ี กับพวกเราทั้งหลายที่ได้เปล่งวาจาเป็นพระของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ พระศากยบตุ ร จะเหมอื นกนั หรอื ไมน่ นั้ ตอ้ งขน้ึ อยกู่ บั พระโอวาทของ
พระพทุ ธเจา้ มาปกครองจติ ใจของเรา และโอวาทอนั จอมปลอมซง่ึ ฝงั อยใู่ นหวั ใจของเรา
ทัง้ วนั ทง้ั คนื นั้น นข่ี อให้เราท้งั หลายพจิ ารณา ถ้าเราเหน็ วา่ พระพุทธเจา้ ประเสริฐกวา่
เทวทตั ทฝี่ งั อยใู่ นหวั ใจของเราแลว้ เรากจ็ ะกลายเปน็ พระสาวกของพระพทุ ธเจา้ ขนึ้ มา
ด้วยความบริสทุ ธิเ์ ปน็ ขน้ั ๆ ขึ้นไป จนถงึ ความบรสิ ทุ ธิโ์ ดยสิน้ เชิงคอื สาวกอรหันต์

การทพี่ ระพทุ ธเจา้ จะปรนิ พิ พานนานหรอื ไมน่ าน จะไมเ่ ปน็ ปญั หาอนั ใดกบั ทา่ น
ผบู้ ำ� เพญ็ ตนอยกู่ บั ธรรมของทา่ น จะปรากฏผลขนึ้ มาตามลำ� ดบั แหง่ เหตเุ สมอไป เหตทุ ่ี
เราบ�ำเพ็ญถูกต้องแล้วกับผลอันชอบธรรมซึ่งผู้ปฏิบัติจะควรได้รับ จะไม่ข้ึนอยู่กับ
พระพทุ ธเจา้ ยงั ทรงพระชนมอ์ ยหู่ รอื นพิ พานไปแลว้ แตข่ น้ึ อยกู่ บั หลกั สวากขาตธรรม
และนิยยานิกธรรมโดยถ่ายเดียว เราทุกท่านจงตัดสินใจวา่ จะน้อมตนไปสูโ่ อวาทใด
โอวาทอันส�ำคัญที่พร่�ำสอนตนอยู่ตลอดเวลาคือโอวาทท่ีเกิดจากวัฏฏะเป็นครูสอน
ใครจะสอนหรอื ไมก่ ต็ าม ธรรมชาตนิ เ้ี ปน็ ครสู อนโดยลำ� พงั ตนเอง เพราะความชำ� นาญ
และเชยี่ วชาญในทางสายนมี้ านาน จนไมส่ ามารถจะนบั อา่ นไดว้ า่ กก่ี ปั กก่ี ลั ป์ การเกดิ ๆ
ตายๆ ซง่ึ มปี ระจ�ำอยใู่ นสตั ว์และสังขารท่ัวๆ ไป ไม่มใี ครจะสามารถคัดคา้ นกนั ไดว้ ่า
มมี ากนอ้ ยตา่ งกนั เทา่ ไร ไมเ่ หมอื นกบั สมบตั ภิ ายนอกซงึ่ มองเหน็ ดว้ ยตาเนอื้ วา่ คนนนั้
มีมาก คนนี้มีน้อย พอจะมาเทียบเคยี งหรอื วดั เหว่ยี งกนั ได้

ถ้าเราเปน็ ผมู้ ่งุ หวงั ความเปน็ สาวกท่แี ท้จรงิ ของพระพุทธเจา้ แล้ว จงเปน็ ผู้หนกั
ในพระโอวาท ซง่ึ เปน็ ธรรมทบี่ รสิ ทุ ธห์ิ ลดุ จากพระโอษฐข์ องพระองคอ์ อกมาเปน็ ธรรม

75

ทง้ั แทง่ แลว้ นอ้ มมาปฏบิ ตั ดิ ดั กาย วาจา ใจ ของตนใหเ้ ปน็ ไปตาม อยา่ งนจี้ งึ จะเปน็ ไปได้
ในแถวแห่งธรรมท่ีพระองค์และสาวกได้ผ่านไปแล้ว ถ้าเรายังจะเห็นเร่ืองความเห็น
ของเราซงึ่ เปน็ ตวั หลอกลวงอยตู่ ลอดเวลาวา่ เปน็ ของดดี ว้ ยแลว้ แมเ้ ราจะเปลง่ วาจาวา่
เปน็ ศษิ ยข์ องพระตถาคต กส็ กั แตค่ ำ� พดู เทา่ นน้ั ไมป่ รากฏผลอนั ใดใหเ้ ปน็ ความสมหวงั
ตามค�ำกล่าวอ้างนน่ั เลย

ยง่ิ สมยั ทกุ วนั นี้ ไปและอยทู่ ไ่ี หนๆ เตม็ ไปดว้ ยสงิ่ แวดลอ้ มทเี่ ปน็ ภยั ผหู้ นกั ในธรรม
ปลีกตนล�ำบากเน่ืองจากภาวะต่างๆ เป็นเครื่องบังคับไปในตัว แทบจะกล่าวได้ว่า
“ตกภาวะคับขัน” แตต่ ามธรรมดา ส่งิ แวดล้อมเป็นของเคยมี ต่างกันทม่ี มี ากมนี ้อย
และน่าสะดุดตาสะดุดใจต่างกันมากน้อยเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่าน้ัน
เปน็ ไปอยตู่ ลอดเวลา ถา้ เราจะเหน็ สงิ่ แวดลอ้ มซง่ึ เปลย่ี นแปลงตวั เองอยตู่ ลอดเวลาวา่
เป็นของแปลกและอศั จรรยแ์ ลว้ จติ ใจจะมคี วามคึกคะนองความรักใครส่ นใจฝกั ใฝ่
ต่อสง่ิ เหล่านั้น แล้วยดึ ถือมาเปน็ อารมณ์เครอ่ื งกดขจ่ี ิตใจใหเ้ พิ่มความกังวลมากข้ึน
หนกั เขา้ ไมเ่ ป็นอนั หลับนอน และยงิ่ ตัดทอนการศกึ ษาปฏิบัติธรรมให้น้อยลงจนไมม่ ี
ความฝกั ใฝใ่ นธรรมเหลอื อยเู่ ลย จนลมื พระโอวาทของพระพทุ ธเจา้ และกลบั เหน็ โอวาท
ทงั้ หมดกลายเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ตนเอง กลายเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ สว่ นรวม และกลายเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่
โลกทว่ั ดนิ แดน แทท้ จ่ี รงิ โอวาทของพระพทุ ธเจา้ ไมเ่ คยเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ผใู้ ด แตก่ ลบั เปน็
พระโอวาทที่ระงับดับไฟคือความรุ่มร้อนภายในใจของสัตว์ให้ระงับดับไปตามก�ำลัง
ความสามารถของผปู้ ฏบิ ตั ติ ามพระโอวาทดว้ ยความสนใจ ตอ้ งระงบั ดบั ไดซ้ ง่ึ กองเพลงิ
อันเผาผลาญอยู่ภายในใจอย่างแนน่ อน

สง่ิ ของบางอยา่ งเปน็ คณุ สำ� หรบั โลก แตก่ ลบั เปน็ ภยั สำ� หรบั นกั บวช ฉะนนั้ ขอให้
ค�ำนึงถึงตัวของเรากับสิ่งที่กล่าวมา และพึงค�ำนึงเสมอว่าพระมีความหมายแค่ไหน
ค�ำว่า พระ แปลว่า ประเสรฐิ ถา้ เป็นเรื่องของคน ก็แปลว่า คนประเสรฐิ ถา้ แยกออก
ไปสกู่ ารงานกแ็ ปลวา่ การงานประเสรฐิ ทจ่ี ะเปน็ ไปเพอ่ื ความประเสรฐิ หรอื ใหถ้ งึ แดน
แหง่ ความประเสรฐิ เราตอ้ งพจิ ารณาเสมอ

76

พระของพระพทุ ธเจา้ เปน็ พระมาโดยลำ� ดบั ดว้ ยปฏปิ ทาทดี่ ำ� เนนิ ตามสวากขาตธรรม
ซงึ่ ตรสั ไวช้ อบแลว้ การดำ� เนนิ ทกุ ๆ อาการทเ่ี คลอ่ื นไหวของศษิ ยพ์ ระตถาคตในครง้ั นน้ั
ปรากฏวา่ ดำ� เนนิ ไปโดยชอบ สมกบั คำ� วา่ สวากขาตธรรมทปี่ ระทานไว้ ผลทไี่ ดร้ บั จงึ ปรากฏ
แตต่ น้ วา่ ทา่ นองคน์ น้ั สำ� เรจ็ เปน็ โสดา ทา่ นองคน์ นั้ สำ� เรจ็ เปน็ พระสกทิ าคา ทา่ นองคน์ นั้
สำ� เรจ็ เปน็ พระอนาคา และทา่ นองคน์ น้ั สำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ตอ์ ยใู่ นทนี่ นั้ ๆ นคี่ อื ผลท่ี
สบื เนอื่ งมาจากสวากขาตธรรมกลายเปน็ นยิ ยานกิ ธรรมตอ่ ตนเอง คอื ยงั ผปู้ ฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ
ความพน้ ทกุ ขไ์ ดด้ ว้ ยเหตนุ ี้ กธ็ รรมทปี่ ระทานไว้ สาวกทง้ั หลายดำ� เนนิ ตามปรากฏผล
อยา่ งนี้ มาสมยั ทกุ วันนีเ้ ป็นพระของใคร

เราทกุ ทา่ นกอ่ นบวชตา่ งกเ็ ปลง่ วาจาถงึ พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ ดว้ ยกนั
ทงั้ นน้ั คำ� วา่ พทุ ธฺ ํ ธมมฺ ํ สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ แมแ้ ตส่ ามเณร เถร ชกี ไ็ มเ่ คยละเวน้ แต่
เหตุใดเราจึงกลายเป็นเหมือนพระอิฐพระปูนซ่ึงไม่มีความส�ำคัญในมรรคผลนิพพาน
ไปเสยี หมด โดยกลายเปน็ พระหนงั สอื พมิ พ์ กลายเปน็ พระวทิ ยุ กลายเปน็ พระโทรทศั น์
กลายเปน็ พระบตั รพระเบอร์ พระสะเดาะเคราะหส์ ะเดาะกรรม ลา้ งบาปลา้ งเวรไปเสยี
อยา่ งนนั้ พระทก่ี ลา่ วมานเ้ี ปน็ พระของพระพทุ ธเจา้ หรอื เปน็ พระของใคร ถา้ ปลอมดว้ ย
ความประพฤติ ปลอมด้วยความรู้ความเห็นและความเข้าใจไม่ถูกหลักธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ แลว้ จะจดั วา่ เราเปน็ พระทชี่ อบธรรมหรอื ไม่ และผลทพี่ งึ ไดร้ บั จะชอบธรรม
หรือไม่อกี เหมือนกัน สมัยทกุ วนั น้ีเราเปน็ พระอยา่ งน้กี นั เสียมาก

ขอให้เราทั้งหลายส�ำนึกตัวเสมอว่าเราเป็นพระของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนาม
กระเดอ่ื งเลื่องลอื ทวั่ ท้ังไตรภพ ดว้ ยพระเกยี รตแิ ละขอ้ ปฏบิ ตั พิ รอ้ มท้ังพระวิสทุ ธคิ ณุ
ควรทพ่ี วกเราจะเทดิ ทนู พระองคท์ า่ นดว้ ยความประพฤตดิ แี ละขอ้ ปฏบิ ตั ชิ อบ สง่ิ เหลา่ น้ี
โลกเขามหี รอื นำ� ไปใชไ้ มม่ โี ทษและกลบั เปน็ ประโยชนส์ ำ� หรบั โลก แตท่ างพระ เมอ่ื นำ�
สิ่งเหล่านี้มาประกอบหรือสนใจใช้สอยแบบโลกเขา ย่อมเป็นไปเพ่ือความเส่ือมเสีย
เปน็ ไปเพอื่ ความฟงุ้ เฟอ้ เหอ่ เหมิ เปน็ ไปเพอื่ ความกงั วล เปน็ ไปเพอ่ื อารมณข์ องโลก และ
เผาลนจติ ใจไมม่ วี นั สรา่ งยง่ิ กวา่ นกั ดม่ื สรุ าเสยี อกี ศลี กด็ ี สมาธกิ ด็ ี ปญั ญากด็ ี จะขาด
จากความสนใจตอ่ การรกั ษา และกลายเปน็ ความมนั่ คงและฉลาดไปในทางเสอ่ื มเสยี
โดยไมร่ ู้สึกตวั

77

ยกตวั อยา่ งเชน่ วทิ ยุ ไดฟ้ งั แลว้ ตอ้ งตดิ ใจ ยง่ิ โทรทศั น์ ทง้ั ไดเ้ หน็ ทงั้ ไดย้ นิ ดว้ ย
จะตอ้ งเพมิ่ กเิ ลสขนึ้ ในขณะไดเ้ หน็ ไดย้ นิ โดยไมต่ อ้ งสงสยั สง่ิ เหลา่ นโี้ ลกเขาดเู ขาฟงั ไมม่ ี
ความเสยี หายเพราะเขาเปน็ โลก มใิ ชเ่ ปน็ พระเปน็ นกั บวช แตเ่ รอื่ งของธรรมทเ่ี กย่ี วกบั
นกั บวชแลว้ ตอ้ งมคี วามเสอ่ื มเสยี ทางดา้ นจติ ใจลงเปน็ ลำ� ดบั และกอ่ นทเ่ี ขาจะปดิ สถานี
ทกุ ๆ แหง่ เขาตอ้ งประกาศรายการวา่ เวลาเทา่ นนั้ ประกาศเรอื่ งนนั้ เวลาเทา่ นนั้ จะออก
เรอื่ งนนั้ อยา่ งนที้ กุ ๆ วนั ไป เราผคู้ อยเงยี่ หฟู งั และดดู ว้ ยความสนใจใครต่ อ่ รายการนนั้ ๆ
ยง่ิ กว่าพระโอวาทคำ� สอนของพระพุทธเจ้า จะตอ้ งฝงั ลงที่จิตใจแบบถอนไม่ขน้ึ หรือ
แบบไมย่ อมถอยเอาเลย พอจวนถงึ เวลาเขาประกาศและออกตามรายการเทา่ นน้ั แมจ้ ะ
มธี รุ ะจำ� เป็นในหน้าท่ขี องสมณะ เชน่ ถงึ เวลาท�ำวตั รเชา้ ท�ำวตั รเยน็ ศึกษาเลา่ เรียน
ทอ่ งจ�ำ เดินจงกรม นง่ั สมาธิภาวนาอบรมจิตใจ และฟังโอวาทจากครอู าจารย์ ตา่ งก็
ปลอ่ ยวางเสยี สน้ิ ไมม่ อี นั ใดเหลอื กลายเปน็ เรอื่ งของรายการตา่ งๆ ทำ� หนา้ ทแี่ ทนเปน็
ประจำ� ไปเสยี หมด เพราะฉะนน้ั จติ จงึ กลายเปน็ โลกโดยตลอด แมอ้ าการของกาย วาจา
ใจ ทกุ สว่ นกเ็ คลอื่ นไหวไปตามเรอื่ งเหลา่ นน้ั เสยี สน้ิ แลว้ เราจะหาพระ ความประเสรฐิ
ความสงบเยอื กเยน็ ใจจากธรรมของพระพทุ ธเจา้ ไดท้ ตี่ รงไหน เมอื่ เรอ่ื งเปน็ อยา่ งนแ้ี ลว้
เราจะหามรรคผลนพิ พานที่ไหนมา เพราะมรรคผลนิพพานไมไ่ ด้เกิดจากสง่ิ เหล่านั้น

การบวชหรอื การปฏบิ ตั ธิ รรมมงุ่ เพอื่ จะแกส้ ง่ิ กงั วลและมวั หมองจากจติ ใจของตน
ให้ได้รับความสงบเยือกเย็นเพราะเหตุแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องอบรม
เทา่ นนั้ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เรอื่ งวทิ ยุ โทรทศั น์ และหนงั สอื พมิ พห์ นงั สอื เพลนิ จะสามารถทำ� จติ ใจ
ของนักบวชเราให้ได้รับความสงบเยือกเย็น และกลายเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด
สามารถส่งั สอนประชาชนใหม้ ศี ลี ธรรมอย่างถงึ จิตถึงใจ ได้ความเชือ่ ความเล่ือมใส
ฉลาด และเคารพพระศาสนา มาจากสิ่งเหล่าน้ีไม่มีเลย นอกจากจะเป็นที่ดูถูก
เหยียดหยามของประชาชนพทุ ธบริษัทและคนต่างชาตถิ อื ศาสนาอ่ืนเท่าน้ัน

ฉะนนั้ เราทกุ ทา่ นผเู้ ปน็ นกั บวชและนกั ปฏบิ ตั ิ จงเทดิ ทนู ตนเองและพระศาสนา
ด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักธรรม จะเป็นความเจริญแก่ตนและชาติบ้านเมือง
ถ้าไม่เช่นน้ันก็จะกลายไปว่าพระกับฆราวาสไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกกัน เพราะล�ำพัง

78

ผา้ เหลอื งอยใู่ นรา้ นคา้ ตา่ งๆ มถี มเถไป เพยี งผา้ เหลอื งเทา่ นนั้ เปน็ สงิ่ อำ� นวยประโยชน์
ได้แล้ว รา้ นค้าไตรจวี รมีท่วั ไปจะเอาสักเทา่ ใดก็ได้ เขาไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งเข้ามาในวัด
การท่ีเขาเข้ามาในวัดเนื่องจากเขามีความเช่ือความเลื่อมใสในพระสงฆ์องค์น้ันๆ
ในวดั นน้ั ๆ เขาไมม่ คี วามเชอ่ื ความเลอ่ื มใสและกา้ วเขา้ มาในวดั เพราะพระมวี ทิ ยุ เพราะ
พระมโี ทรทศั น์ และเพราะพระมีหนังสอื พมิ พห์ นังสือเพลิน และเพราะพระมีโรงลเิ ก
ละครโรงระบำ� ทเ่ี ตน้ รำ� ตา่ งๆ และโรงหมดั โรงมวยอยบู่ นกฏุ ิ คอื อยใู่ นโทรทศั น์ มเี ครอื่ ง
ประกาศโฆษณาอยู่ในกุฏิคือวิทยุ และมีข่าวอยู่บนกุฏิคือหนังสือพิมพ์ สิ่งเหล่าน้ี
มถี มไปในรา้ นคา้ เอาเงนิ ใสร่ ถยนตไ์ ปซอื้ บรรทกุ รถไฟไปกไ็ มห่ มด ไมเ่ ปน็ สง่ิ ทจี่ ะให้
ประชาชนเปน็ ทเี่ คารพเลอ่ื มใสไดจ้ ากกจิ การของพระทที่ ำ� ไปโดยวธิ นี ี้ และจะใหเ้ ปน็ ท่ี
ไว้วางพระทยั ของพระพทุ ธเจา้ ได้ท่ีตรงไหน

เมอ่ื เราปฏญิ าณตนวา่ เปน็ ศษิ ยพ์ ระตถาคต แตท่ ำ� กาย วาจา ใจ ของตนใหล้ ม้ ละลาย
ไปตามกระแสแหง่ โลกอยา่ งเตม็ ทเี่ ชน่ นแี้ ลว้ จะใหเ้ ขากราบสนทิ ไดอ้ ยา่ งไร วทิ ยุ โทรทศั น์
หนงั สอื พมิ พ์ โรงลเิ ก ระบำ� โรงหมดั โรงมวย และการละเลน่ ตา่ งๆ ฆราวาสเขามไี มอ่ ด
ไม่จ�ำเป็นท่ีเขาจะพยายามแบกร่างเข้ามาสู่วัด โดยสละเวล�่ำเวลาและกิจการต่างๆ
ทั้งเงินทองของมีค่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในวัด การท่ีเขาเข้ามาในวัดก็เพ่ือจะกราบ
ไหว้พระซ่ึงเป็นเพศท่ีเย็นและความประพฤติปฏิบัติเป็นท่ีจับจิตจับใจเป็นท่ีเคารพ
เล่ือมใส เปน็ ทไี่ วว้ างใจ เปน็ ท่ดี ับทุกขด์ ับรอ้ นส�ำหรับผูม้ ีความทุกขร์ อ้ นภายในใจให้
จดื จางหายไปได้ เพราะอำ� นาจแหง่ เพศของพระ ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องพระ และโอวาทของพระ
ทกี่ ลา่ วออกดว้ ยหลกั ธรรมอนั เยอื กเยน็ ซง่ึ เกดิ จากขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องพระจรงิ ๆ ขอใหท้ กุ ทา่ น
จงตระหนกั ใจในเรอื่ งทีก่ ลา่ วมา

เวลานี้ศาสนาก�ำลังจะล้มเหลวในตัวของเราเอง ส่วนในคัมภีร์ที่ท่านจารึกหรือ
พมิ พเ์ ก็บรักษาไวใ้ นตูห้ รอื ที่ต่างๆ ยงั มีอยู่อย่างสมบูรณ์ ไมบ่ กพร่องหรอื สูญหายไป
แม้แต่น้อย แต่มันบกพร่องส�ำหรับผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของพระธรรมวินัย
แมต้ นเองกไ็ วใ้ จตนเองยงั ไมไ่ ด้ แลว้ จะใหค้ นอน่ื มาไวใ้ จตนไดท้ ไ่ี หน โลกรอ้ นวง่ิ เขา้ มา
พงึ่ เรา เรากก็ ลายเปน็ เพลงิ ทงั้ กองไปเสยี จงึ ไมท่ ราบวา่ ใครจะเปน็ ทพ่ี ง่ึ พงิ ของใครได้

79

พระพทุ ธเจา้ ปรากฏวา่ เปน็ ทพี่ ง่ึ ของโลก และพระสงฆส์ าวกปรากฏวา่ เปน็ สรณะ
ของโลก เปน็ ที่ร่มเยน็ ของโลก แม้โลกเขายังละกเิ ลสไม่ได้ก็ตาม ขณะทเ่ี ขาเข้ามาเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ และมากราบไหวพ้ ระสงฆ์ เขายงั ไดร้ บั ความแชม่ ชนื่ เบกิ บานจติ ใจ โดยมี
ความรสู้ กึ วา่ ไดเ้ ขา้ เฝา้ พระพทุ ธเจา้ ผบู้ รสิ ทุ ธิ์ ทง้ั สว่ นพระกาย พระวาจา และสว่ นแหง่
พระทยั และไดเ้ ขา้ กราบไหวพ้ ระสงฆส์ าวกผมู้ ศี ลี บรสิ ทุ ธิ์ ทรงไวซ้ งึ่ ศลี สมาธิ ปญั ญา
วมิ ตุ ติ และวมิ ตุ ตญิ าณทสั สนะ แมเ้ ขาจะไมไ่ ดส้ มบตั อิ นั ลน้ คา่ อยา่ งพระพทุ ธเจา้ แลสาวก
ไดก้ ต็ าม เพียงเขาก้าวเขา้ มาพงึ่ พิงรม่ เงาของพระเทา่ นั้น กไ็ ดร้ ับความรม่ เยน็ เปน็ สขุ
อบอ่นุ ใจไปนาน

แตเ่ มอ่ื เขากา้ วเขา้ มาสวู่ ดั ของพวกเราแลว้ เหน็ แตว่ ทิ ยุ เหน็ แตโ่ ทรทศั น์ และเหน็ แต่
หนังสือพิมพ์หนังสือเพลินเกล่ือนอยู่ในวัด ในกุฏิพระ พูดออกค�ำใดเป็นการบ้าน
การเมอื ง พดู เปน็ โลกเปน็ สงสารไปหมด กริ ยิ าทท่ี ำ� ทงั้ หมดเปน็ อาการของฆราวาส จติ ท่ี
คิดออกมา ทกุ ๆ อาการทีเ่ คลือ่ นไหว ล้วนแต่เปน็ การบ้านและการเมอื งท้ังน้ัน ไมม่ ี
มารยาทอนั สงบพอเปน็ เครอ่ื งหมายแหง่ สมณะเหลอื อยบู่ า้ งเลย แลว้ จะใหโ้ ลกไวใ้ จและ
กราบไหวใ้ ครลงไดอ้ ยา่ งสนทิ ใจ และจะใหเ้ ขาฝากจติ ฝากใจ ฝากเปน็ ฝากตายไวก้ บั ใคร
เม่ือนักบวชผู้รักษาศาสนาอันเป็นบ่อแห่งความร่มเย็นได้กลายเป็นกองเพลิงไปหมด
ทวั่ ทุกหนทกุ แหง่ อยา่ งนี้ แล้วเราจะหาวา่ โลกไม่ดมี นั ไม่ได้ โลกเขายงั ดเี พราะยงั รจู้ ัก
แสวงหาทพ่ี ง่ึ ไมเ่ หมอื นพระเราซงึ่ กำ� ลงั เหอ่ กนั ทำ� ลายทพ่ี งึ่ ของตน คอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิ ไดแ้ ก่
ศลี สมาธิ ปญั ญา มรรคผลนพิ พาน

โลกเคยเปน็ โลกมาแตก่ ปั ไหนกลั ปใ์ ด แมพ้ ระพทุ ธเจา้ กอ็ บุ ตั ขิ นึ้ ในโลกและอาศยั
โลกเปน็ อยตู่ ลอดวนั พระองคป์ รนิ พิ พาน ไมเ่ คยไดย้ นิ วา่ พระองคอ์ ดอยากขาดแคลน
เพราะโลกเขาไมส่ นใจ พระสงฆส์ าวกกเ็ ชน่ เดยี วกนั ตา่ งกม็ คี วามเปน็ อยโู่ ดยสมบรู ณ์
บรบิ รู ณ์ ชวี ติ จติ ใจเปน็ อยดู่ ว้ ยอาหารปจั จยั ซง่ึ ออกมาจากโลก คอื ญาตโิ ยมทงั้ นน้ั เปน็
ผอู้ ปุ ถมั ภด์ แู ลดว้ ยความสนอกสนใจใครต่ อ่ บญุ กศุ ลจรงิ ๆ พระพทุ ธเจา้ และสาวกทา่ น
เปน็ ปญุ ฺกฺเขตฺ คือเน้ือนาบญุ ของทา่ นดว้ ย เปน็ เนื้อนาบุญของโลกให้ไดร้ ับความ
ร่มเย็นอย่างทา่ นด้วย

80

สว่ นพวกเราจะเป็นเนอ้ื นาอะไร และจะทำ� ความร่มเย็นใหโ้ ลกอาศยั ไดแ้ ค่ไหน
เมื่อตนก็ก�ำลังร้อนเพราะการแสวงหาไฟมาเผาตนเองอยู่ตลอดเวลา นี่แลเรื่อง
พระศาสนาลม่ จมในนกั บวชของพวกเราผไู้ มส่ นใจในขอ้ ปฏบิ ตั ิ เมอ่ื โลกเขาจะวา่ กลา่ ว
ตกั เตอื นกล็ ำ� บาก เพราะเหน็ แกผ่ า้ เหลอื งอนั เปน็ องคแ์ ทนพระพทุ ธเจา้ ผทู้ รงพระเกยี รติ
อันสูงสุด เป็นแต่มองดูพระด้วยความสลดสังเวชใจในลูกศิษย์ของพระตถาคต
เมอ่ื เลยตามเลยทำ� ไปๆ จนเคยชนิ ติดสนั ดานถึงข้นั ไร้ความสำ� นึกแลว้ เลยกลายเปน็
ผหู้ มดยางอายตอ่ การตำ� หนติ เิ ตยี นไปเสยี สนิ้ ใจจงึ กลายเปน็ โลกไปเสยี ทง้ั ดวงในรม่ ผา้
แห่งกาสาวพสั ตร์

ทถี่ กู เราควรจะคดิ ถงึ ใจของเรา เพยี งเราจะกา้ วเขา้ สวู่ ดั หาครอู าจารยอ์ งคน์ นั้ ๆ
ในวดั ใดกต็ าม กอ่ นจะกา้ วเขา้ ไป เราตอ้ งคดิ จนเตม็ ใจเหมอื นกนั วา่ ควรจะกา้ วเขา้ ไปหา
อาจารยอ์ งคไ์ หน อยวู่ ดั อะไร เมอ่ื กา้ วเขา้ ไปหาทา่ นแลว้ อาจารยอ์ งคน์ นั้ ๆ เปน็ อยา่ งไร
พอจะให้ความร่มเย็นและอุบายต่างๆ เป็นก�ำลังใจให้ได้รับความเช่ือความเลื่อมใส
มากนอ้ ยเพยี งไรหรือไม่ เราตอ้ งค�ำนึงเหตุผลดี-ช่ัวด้วยกนั ทุกคน คดิ อ่านไตร่ตรอง
ดูอย่างละเอียดถ่ีถ้วนจนแน่วแน่ในใจแล้ว จึงตัดสินใจเข้าไปหาอาจารย์องค์นั้นๆ
นเี่ พียงเราเองกย็ ังคิดอย่างนี้

โลกยอ่ มมคี วามรสู้ กึ คอื หวั ใจอนั เดยี วกนั รอ้ น ใครๆ ตอ้ งทราบ เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี
สถานทีเ่ ย็นและบคุ คลเยน็ จะไมท่ ราบอยา่ งไร และในขณะเดยี วกนั สถานที่ร้อนและ
บุคคลรอ้ น เขาก็ต้องทราบเช่นเดยี วกัน หวั ใจของเราร้อนเรายงั ทราบได้ หวั ใจของ
ประชาชนตอ้ งทราบในความรสู้ กึ ของตวั เองดว้ ยกนั ทง้ั นน้ั และพยายามเสาะแสวงหาสงิ่
ทจ่ี ะเปน็ คณุ แกต่ นเอง แตค่ วามสขุ ทเ่ี กดิ จากโภคทรพั ยส์ ว่ นนนั้ เขาแสวงหาของเขาเอง
โดยไมม่ าเกยี่ วขอ้ งกบั พระ แตก่ ารปกครองจติ ใจ ปกครองบา้ นเรอื นครอบครวั สถานท่ี
การงานและวงสงั คมนนั้ ๆ ตอ้ งอาศยั ธรรมเปน็ เครอื่ งปกครอง ยง่ิ เปน็ ผมู้ งุ่ ความสขุ ทาง
ด้านจติ ใจโดยเฉพาะด้วยแลว้ กย็ ่งิ เหน็ วดั และพระสงฆ์เป็นของสำ� คญั และจ�ำเป็นยิง่
กวา่ สงิ่ เหลา่ นน้ั แลว้ ใครจะสามารถใหค้ วามรม่ เยน็ แกต่ วั เองและแกโ่ ลกซง่ึ เปน็ อนั ดบั
ที่สอง นอกจากท�ำตัวให้มีความร่มเย็นภายในใจแล้วให้ความร่มเย็นแก่คนอ่ืนได้

81

เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ท�ำความร่มเย็นในพระทัยก่อน แล้วจึงท�ำความร่มเย็น
แก่โลกด้วยพระเมตตาตลอดวันเสด็จปรินิพพาน สาวกทั้งหลายก็ท�ำหน้าท่ีให้ความ
รม่ เยน็ แกโ่ ลกโดยถา่ ยทอดกนั มาเปน็ ลำ� ดบั นบั แตว่ นั สำ� เรจ็ มรรคผลตรสั รธู้ รรมจาก
พระพทุ ธเจา้ ดว้ ยขอ้ ปฏิบัติของตน

ส่วนพวกเราจะให้ความร่มเย็นแก่ใจตนเองด้วยอะไร นอกจากหลักธรรมท่ี
กลา่ วมานเ้ี ทา่ นน้ั จะไมม่ อี ะไรเปน็ เครอื่ งรม่ เยน็ สำ� หรบั หวั ใจของพระเรา และไมม่ อี ะไร
จะใหค้ วามร่มเยน็ แกโ่ ลกนอกจากธรรม คอื ความร่มเยน็ ท่มี ีอยูภ่ ายในใจอนั เกิดจาก
ข้อปฏิบัตขิ องเรา แลว้ ถ่ายทอดแกท่ า่ นผู้ประสงค์ความร่มเยน็ มาอาศยั พ่ึงพงิ กับพระ
จะเป็นกาลเปน็ คราวหรือชวั่ ระยะหนึ่งกต็ าม จะให้นอกไปจากพระโอวาทคำ� สอนของ
พระพุทธเจ้านีไ้ ม่มี

คำ� วา่ มชั ฌมิ า มคี วามหมายแคไ่ หน ธรรมคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ธรรม
ทต่ี ายตวั อยเู่ สมอ ไมม่ กี ารยกั ยา้ ยผนั แปรไปจากมชั ฌมิ าถงึ ความเปน็ อน่ื แมแ้ ตบ่ ทเดยี ว
บาทเดยี วคาถาเดยี ว ในบรรดาพระโอวาททปี่ ระทานไวแ้ ลว้ เหตใุ ดผลจงึ ไมป่ รากฏเปน็
ทีพ่ งึ พอใจสำ� หรบั พวกเราเหมอื นครงั้ พทุ ธกาลเลา่ หรอื จะอวดฉลาดหาวา่ พระศาสนา
เรยี วแหลม อะไรเรยี วแหลมบา้ ง ถา้ จะพดู ถงึ เรอื่ งอรยิ สจั ธรรมทงั้ ส่ี มอี ยใู่ นกายในใจ
ของพวกเราหรือไม่ หรือมีอะไรบกพร่องไปบ้าง พระพุทธเจ้าสอนให้ก�ำหนดรู้ทุกข์
พิจารณาเรื่องทุกข์ จะเป็นหินลับปัญญาให้คมกล้าสามารถตัดกิเลสตัวลุ่มหลงอัน
สบื เนอื่ งมาจากอวชิ ชาเสยี ไดด้ ว้ ยอำ� นาจของมรรคคอื ปญั ญา จะปรากฏเปน็ นโิ รธขน้ึ มา
ทีใ่ จดวงน้ี

นี่ธรรมที่กล่าวน้ีก็มีอยู่ในกายในจิตนี้ท้ังนั้น ถ้าเราสนใจตามหลักธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ แลว้ ผลเปน็ เครอ่ื งตอบแทนจากขอ้ ปฏบิ ตั ชิ อบ ใครจะมาบงั คบั หรอื กดี กนั
ไมไ่ ด้ เพราะคำ� วา่ มชั ฌมิ านนั้ ไมไ่ ดข้ นึ้ อยกู่ บั ใครๆ เปน็ ศนู ยก์ ลางแหง่ ธรรมอยเู่ สมอ
ศนู ยก์ ลางทงั้ ขอ้ ปฏบิ ตั แิ ละศนู ยก์ ลางทงั้ ผลจะพงึ ไดร้ บั ไมเ่ ขา้ ใครออกใครทงั้ นน้ั เมอ่ื เรา
ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสวากขาตธรรมท่ีพระองค์ประทานไว้แล้วอย่างตายตัว ฉะน้ัน
ขอใหท้ กุ ทา่ นจงอยา่ ประมาทนง่ิ นอนใจ จะเสยี วนั เสยี เวลาและชวี ติ จติ ใจไปวนั ละเลก็

82

ละนอ้ ย ตายแลว้ ไดป้ ระโยชนอ์ ะไร ประโยชนจ์ ะไดใ้ นขณะทมี่ ชี วี ติ อยเู่ ทา่ นนั้ ตายแลว้
หมดราคา แม้อวยั วะยังมอี ยู่ยังไม่สลายจากกันกต็ าม พอความร้สู กึ ออกจากร่างแลว้
เขาเรียกว่าคนตายกันท้ังนั้น และจะท�ำประโยชน์อะไรได้เล่า เพราะศีล สมาธิ
ปญั ญา พระนพิ พาน ไม่เคยปรากฏมใี นคนตาย ตลอดปฏิปทาทุกขอ้ พระองค์ไมไ่ ด้
ทรงประทานใหแ้ กค่ นตาย แตป่ ระทานใหไ้ วส้ ำ� หรบั คนเปน็ ทม่ี คี วามรสู้ กึ ด-ี ชว่ั , สขุ -ทกุ ข์
อยเู่ ทา่ นน้ั

วันน้ีไดอ้ ธบิ ายเร่อื งพระของพระพุทธเจา้ และพระในสมัยของพระพุทธเจ้ากับ
พระของพวกเราอยู่ ณ บดั น้ีว่าเปน็ พระที่ตา่ งกันอย่างไรบ้าง เพ่อื ให้ทา่ นผ้ฟู ังซง่ึ เป็น
นักปฏิบัติด้วยกันได้วินิจฉัยและสนใจแก้ไขตนเอง เม่ือพระของเราได้บกพร่องไป
ในสว่ นไหน แลว้ จะไดป้ รบั ปรงุ พระของตนใหส้ มบรู ณข์ นึ้ มาตามพระโอวาทคำ� สง่ั สอน
ของพระพุทธเจ้า ผลตอบแทนจะกลายเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าขึ้นมาโดยหลัก
ธรรมชาติ คอื ความบรสิ ทุ ธภิ์ ายในใจของตน จดั เปน็ พระทแ่ี ทจ้ รงิ และเปน็ พระไมเ่ สยี ที
ที่ได้ครองผ้ากาสาวพสั ตร์ปฏิบตั ติ ามพระโอวาทของพระพุทธเจา้ ไดร้ บั ทง้ั เหตุท่ชี อบ
และผลเป็นที่พงึ พอใจ

พระของพระพทุ ธเจา้ กด็ ี พระของสาวกกด็ ี ไดป้ รากฏขน้ึ จากการทวนกระแสโลก
ไมใ่ ชเ่ กดิ ขน้ึ จากการวงิ่ ตามกระแสโลกเหมอื นอยา่ งพวกเรา ซงึ่ กำ� ลงั วงิ่ ตามกระแสของ
โลกอยใู่ นขณะน้ี กระแสของโลกนนั้ พงึ ทราบดงั นี้ สงิ่ ใดทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ใจ แตใ่ จชอบคดิ
ชอบใฝฝ่ นั พงึ ทราบวา่ นนั่ คอื การวงิ่ ตามกระแสของโลก คำ� วา่ โลก ไมไ่ ดห้ มายถงึ ใคร
แต่หมายถึงหัวใจของเราโดยเฉพาะ หัวใจย่อมหมุนเวียนต่อตนเองและหลอกลวง
ตนเองเสมอ โดยยดึ ส่งิ แวดลอ้ มภายนอกมาเปน็ ตัวเหตุ แล้วท�ำความหมนุ ตัวเองให้
เปน็ ไฟเผาตวั อยตู่ ลอดเวลา ทเี่ รยี กวา่ ใจหมนุ ไปตามกระแสของโลก แลว้ เกดิ ความรอ้ น
ขน้ึ มาภายในใจของตน แตเ่ ราอยา่ ไปเขา้ ใจเอาเองวา่ โลกไดเ้ ปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ เรา แทจ้ รงิ อะไร
ทงั้ หมดในโลกไมเ่ คยเปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ใครทง้ั นน้ั นอกจากตวั เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ตวั เองทกุ ความ
เคลอ่ื นของกาย วาจา ใจ ทหี่ มนุ ไปตามกระแสของโลกโดยไมห่ ยดุ ยงั้ เทา่ นน้ั ไมม่ อี นั ใด
เปน็ ขา้ ศึกตอ่ เราได้เลย

83

เพราะเหตนุ น้ั การบวชในพระศาสนานบั วา่ เปน็ ผมู้ โี อกาสเตม็ ทก่ี วา่ ใครๆ แมท้ าง
รฐั บาลกใ็ ห้สิทธิพิเศษแกผ่ บู้ วชเปน็ พระเปน็ เณรในพระพทุ ธศาสนา โดยไมห่ วังอะไร
เปน็ ผลตอบแทนจากการใชส้ ทิ ธพิ เิ ศษ นอกจากการหวงั บญุ กศุ ลตอ่ ผบู้ วช และหวงั ให้
ชว่ ยเปน็ กำ� ลงั สงั่ สอนศลี ธรรมแกป่ ระชาชนเพอื่ ความสงบสขุ ของประเทศชาตบิ า้ นเมอื ง
ทางด้านจิตใจ อันเป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่งในการประกอบ
คุณงามความดเี พอ่ื ตนและสว่ นรวม

ถ้าเราทั้งหลายซ่ึงเป็นนักบวชไม่สามารถเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าได้แล้ว
กไ็ มท่ ราบวา่ ใครจะเดนิ ไดใ้ นโลกมนษุ ยน์ ้ี คำ� วา่ รกุ ขฺ มลู เสนาสนํ เปน็ ตน้ บรรดาฆราวาส
ผู้ครองเรือนทั่วๆ ไปจะท�ำอย่างนักบวชไม่ได้ ค�ำน้ีพระพุทธเจ้าพระองค์สอนพระ
ของท่านเพอ่ื ให้เข้าถึงแกน่ ของพระทีแ่ ทจ้ รงิ ทา่ นสอนอย่างน้ี ท่ีไหนเป็นทสี่ งดั วเิ วก
เป็นป่าเป็นเขา เป็นท่ีควรแก่การเพาะสันติธรรมภายในใจของพระท่านเพ่ือเป็น
ประโยชนม์ หาศาลแกผ่ บู้ ำ� เพญ็ และแกโ่ ลกทวั่ ๆ ไป พระองคท์ า่ นสอนพระของทา่ นให้
ไปอย่ใู หไ้ ปบำ� เพญ็ ในสถานทเ่ี ช่นนั้น ทา่ นสอนใหไ้ ป สอนให้อยู่ด้วยความกลา้ หาญ
ไมอ่ าลยั ในชวี ติ จติ ใจ เปน็ กม็ อบไวก้ บั พระธรรมคอื คตธิ รรมดา ตายกม็ อบไวก้ บั หลกั
แหง่ สวากขาตธรรม ดำ� เนนิ ตามธรรมทพ่ี ระองคต์ รสั ชอบแลว้ เสมอไป เพอ่ื นยิ ยานกิ ธรรม
น�ำตนให้พ้นจากทกุ ขโ์ ดยถ่ายเดียวเท่าน้นั

บรรดาสาวกในครงั้ พทุ ธกาล ทา่ นเดนิ กา้ วหนา้ ดว้ ย สปุ ฏปิ นโฺ น เสมอไปอยา่ งน้ี
ไมไ่ ดเ้ ดนิ แบบถอยหลงั เหมอื นอยา่ งพวกเราเดนิ อยใู่ นขณะน้ี การเดนิ ถอยหลงั เปน็ อยา่ งไร
ตากบั รูป หูกบั เสียง จมกู กบั กลน่ิ ลนิ้ กบั รส กายกับเครอื่ งสัมผสั ใจกบั ธรรมารมณ์
เหลา่ น้ี แม้จะเพียงอย่างใดอย่างหน่ึงกระทบกันเขา้ กพ็ รอ้ มที่จะถอยหลงั เข้าสู่ความ
ยินดียินร้ายและติดพันในทางใจ ซ่ึงเป็นลักษณะแห่งการยอมจ�ำนนต่อสิ่งแวดล้อม
อยา่ งราบคาบตลอดกาล ไมม่ กี ารตอ่ สพู้ อหวงั มชี ยั ชนะตดิ มอื ขนึ้ มาบา้ ง ทกุ ขณะทอ่ี ารมณ์
มาเฉยี ดๆ เทา่ นนั้ จติ วงิ่ ถอยหลงั อยา่ งสน้ิ ทา่ ทกุ ที แลว้ จะหวงั ววิ ฏั ฏะคอื พระนพิ พาน
จากการก้าวหนา้ ของนักถอยหลงั มาแต่ที่ไหน เพราะสงิ่ ใดที่จะเปน็ ภัยตอ่ ตนเองแลว้
ชอบคดิ ชอบปรงุ และชอบเกยี่ วขอ้ งกบั สง่ิ เหลา่ นนั้ ทงั้ นพ้ี งึ ทราบวา่ เดนิ ถอยหลงั ทง้ั นนั้

84

พระธรรมแปดหมนื่ สพ่ี นั พระธรรมขนั ธท์ พี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงรทู้ รงเหน็ และประทาน
ใหพ้ วกเราทง้ั หลายไดส้ ดับรับรสอยู่ทุกวันนี้ ไมไ่ ด้เกดิ ขึ้นมาจากการถอยหลงั ไม่ได้
เกดิ ขน้ึ มาจากการทอ้ แทอ้ อ่ นแอ ไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ มาจากความเหน็ แกล่ นิ้ แกป่ ากความอยาก
หวิ โหย ไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ มาจากความเหน็ แกห่ ลบั แกน่ อน ไมไ่ ดเ้ กดิ ขนึ้ มาจากการหงึ หวง
ในชวี ติ จนเลยขอบเขต แตธ่ รรมเกดิ ขน้ึ จากความอาจหาญรา่ เรงิ ตอ่ ความเพยี ร เกดิ ขน้ึ
จากการสละเป็นสละตายต่อหลักความจริงคือพระธรรมเสมอไป จนกลายเป็น
พระพุทธเจ้าข้ึนมาด้วยความรอดตายให้เราทั้งหลายได้กราบไหว้พระองค์ท่านผู้
รอดตาย และพระธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ จากความรอดตายของพระพทุ ธเจา้ พรอ้ มทง้ั พระสาวก
อรหนั ต์ ลกู ศษิ ยพ์ ระตถาคตผรู้ อดตาย ซง่ึ กต็ อ้ งสวมรอยพระบาทของพระองคท์ า่ นมา
ด้วยความรอดตายเหมอื นกนั กอ่ นจะปรากฏองคเ์ ปน็ สาวกผลู้ อื นามแต่ละท่านๆ

ฉะนนั้ ขอใหพ้ วกเราทกุ ทา่ นจำ� แนวทางของพระพทุ ธเจา้ ไวว้ า่ ทา่ นดำ� เนนิ อยา่ งไร
เราตอ้ งดำ� เนนิ ตามอยา่ งถงึ จติ ถงึ ใจ จะสมคำ� วา่ ธมมฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ เราขอถงึ พระธรรม
เป็นทพ่ี ึ่งจริง และพระสาวกท่านด�ำเนนิ การอย่างไรจงึ เป็นไปเพ่ือความบริสทุ ธ์ิวิมุตติ
พระนพิ พาน พน้ จากแกง่ กนั ดารนไี้ ปได้ ไมห่ มนุ เวยี นเกดิ เวยี นตายเหมอื นอยา่ งสตั วโ์ ลก
ทวั่ ๆ ไป เราตอ้ งนอ้ มมาเปน็ คตขิ อ้ เตอื นใจตลอดกาล จะสมคำ� วา่ สงฆฺ ํ สรณํ คจฉฺ ามิ
เราขอถงึ พระสงฆอ์ งคเ์ ลศิ เปน็ ทพี่ งึ่ จรงิ ไมเ่ ชน่ นน้ั จะเปน็ โมฆบรุ ษุ ถอื เพศนกั บวชทำ� ตน
เปน็ พระอาศยั ชาวบา้ นเขากนิ แลว้ กลายเปน็ กาฝากขนึ้ ในวงแหง่ พระศาสนาโดยอาศยั
ผ้ากาสาวพัสตรเ์ ป็นโลบ่ ังหนา้ เกาะชาวบ้านเขากนิ

เชน่ บางคนเขาวา่ นกั บวชเปน็ กาฝากเกาะชาวบา้ นกนิ นไ้ี มใ่ ชเ่ ปน็ การตำ� หนผิ ดิ
เสยี ทีเดยี ว ยงั มถี กู ซงึ่ ควรรบั ไปพจิ ารณาสำ� หรบั ทา่ นผมู้ ธี รรมในใจไมล่ �ำเอยี ง เพราะ
นกั บวชอาศยั เกาะชาวบา้ นเขากนิ โดยไมไ่ ดร้ บั ผลประโยชนอ์ ะไรจากตวั เอง และไมไ่ ด้
ทำ� โลกใหเ้ จรญิ ดว้ ยอบุ ายใดๆ ทจี่ ะใหเ้ ขาเกดิ ความเฉลยี วฉลาดและเกดิ ความรม่ เยน็
เพราะเหตแุ หง่ การมาคบคา้ สมาคมกบั พระไดเ้ ลยนั้นมีจำ� นวนไม่นอ้ ย พระประเภทน้ี
เรยี กวา่ พระกาฝาก เพราะเกาะชาวบ้านเขากินเปลา่ ๆ

85

เรยี นวชิ าทางโลกดว้ ยเพศของพระ ความประพฤตทิ างกาย วาจา ใจ กลายเปน็ โลก
ไปเสียสิ้น ไม่มีความสนใจใคร่ต่ออรรถธรรมคำ� สั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่อาศัย
ชาวบ้านเขากนิ โดยไมต่ ้องซอ้ื ต้องหา ศาลาในวดั ก็เขาสละทรพั ย์สร้างขน้ึ ให้อยู่ กฏุ ิ
ทกุ หลงั กเ็ ปน็ ภาระของประชาชนชว่ ยกนั สละทรพั ยป์ ลกู สรา้ งขน้ึ ใหอ้ ยู่ ถาด กระโถน
ถว้ ย จาน ฯลฯ เคร่ืองใชภ้ ายในวัดในกุฏิ ก็เป็นของประชาชนมีศรทั ธาน�ำมาถวายไว้
เพอื่ ใหค้ วามสะดวกของพระเณรในวดั แตแ่ ลว้ กท็ ำ� งานในหนา้ ทขี่ องโลกไปเสยี ใหผ้ ดิ
จากหลักธรรมของสมณะซึ่งควรจะท�ำตามหน้าที่ของตนผู้เป็นนักบวชตามแนวทางที่
องคส์ มเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ประทานไว้ กลบั กลายเปน็ อยา่ งอน่ื ไปเสยี เชน่ นเ้ี รยี กวา่
พระกาฝาก ทำ� บา้ นเมอื งใหล้ ม่ จมไปได้ และทำ� พระศาสนาวดั วาอาราม ตลอดเพอื่ นฝงู
ซ่ึงเป็นเพศอันเดียวกันให้ล่มจมไปด้วยโดยไม่มีความผิด แต่อาศัยเพศอันเดียวกัน
ทำ� ใหเ้ ปอ้ื น

ถา้ เปน็ พระประเภทน้ี แมเ้ ขาจะตเิ ตยี นวา่ เปน็ พระกาฝาก พระเกาะชาวบา้ นกนิ นนั้
จดั เปน็ การตำ� หนทิ ชี่ อบธรรม เพราะเปน็ การตำ� หนเิ พอ่ื ใหผ้ ผู้ ดิ แกไ้ ขสว่ นบกพรอ่ งของตน
ไมใ่ ชต่ ำ� หนเิ พอ่ื เปน็ การลา้ งผลาญพระศาสนาและนกั บวชทดี่ ที ว่ั ๆ ไปใหล้ ม่ จมไปดว้ ย
เพราะพระพทุ ธเจา้ และพระสาวกทงั้ หลายไมไ่ ดท้ ำ� อยา่ งน้ี ทา่ นอาศยั ชาวบา้ นเขามาเสวย
และมาฉนั นบั แตว่ นั เสดจ็ ออกทรงผนวชดว้ ยกนั ทงั้ นน้ั แตพ่ อยงั ธาตขุ นั ธแ์ ละชวี ติ ให้
เปน็ ไปวนั หน่ึงๆ เพ่อื ความเพยี รและความอยู่สบายในทิฏฐธรรมเท่านน้ั

อยทู่ ไ่ี หนกเ็ พยี ร ไปทไ่ี หนกเ็ พยี ร อดกเ็ พยี ร อม่ิ กเ็ พยี ร ในอริ ยิ าบถทง้ั สเ่ี ตม็ ไป
ดว้ ยความเพยี ร ไม่ทรงละความเปน็ ศาสดาของโลกด้วยพระอริ ยิ าบถใดๆ ทรงเป็น
ศาสดาอยตู่ ลอดเวลาและทกุ ๆ พระอาการทเี่ คลอื่ นไหว แมพ้ ระสาวกกท็ ำ� หนา้ ทใี่ นความ
เปน็ สาวกอยา่ งสมบรู ณ์ ไมม่ บี กพรอ่ งในอริ ยิ าบถใดๆ เพอ่ื ผใู้ ครต่ อ่ การศกึ ษาในความ
เคลื่อนไหวของท่านให้ได้รับประโยชน์ทุกเวลา เพราะพระพุทธเจ้าแลสาวกต้องเป็น
ครสู อนโลกทุกๆ ความเคลือ่ นไหว ไม่เพยี งกา้ วขนึ้ บนธรรมาสน์อาสนะแล้วจึงจะจัด
เปน็ ศาสดาสอนโลก ทรงเปน็ ศาสดาและสาวกอยตู่ ลอดเวลา เปน็ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของทา่ น
และของโลกอยตู่ ลอดกาล

86

พระทก่ี ลา่ วนไ้ี มใ่ ชพ่ ระกาฝาก เปน็ พระปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของโลกใหไ้ ดร้ บั ความรม่ เยน็
เปน็ สขุ ใครมขี ้อขอ้ งใจไปปรึกษาอรรถธรรม จะเป็นขอ้ ลี้ลบั หรือจะเป็นทางโลก คือ
ทางบา้ นเรอื นครอบครวั กต็ าม เกดิ การทะเลาะเบาะแวง้ ไมล่ งกนั ได้ เมอ่ื นำ� เรอื่ งขอ้ งใจ
ทตี่ นไมส่ ามารถแกไ้ ขไดไ้ ปกราบทลู หรอื เรยี นศกึ ษากบั ทา่ น ทา่ นอาจจะใหอ้ บุ ายตา่ งๆ
มาเปน็ เครอ่ื งพยงุ นำ้� ใจ แลว้ ปฏบิ ตั ติ ามพระโอวาทของทา่ น สามารถจะยงั สง่ิ รา้ วรานให้
กลบั กลายเปน็ ของดขี นึ้ มาและกลบั ใชไ้ ดอ้ กี ตอ่ ไป ฉะนน้ั จงึ ควรจะเทดิ ทนู วา่ พระโอวาท
นัน้ เปน็ คณุ แกโ่ ลก

ผเู้ ปน็ นกั บวชประพฤตติ นตามพระโอวาท กก็ ลายเปน็ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ขน้ึ มาใหโ้ ลก
ไดก้ ราบไหวบ้ ชู า ใหเ้ ปน็ เนอ้ื นาบญุ ของโลก ใหโ้ ลกไดร้ บั ความสขุ ความเจรญิ ใหโ้ ลก
ไดบ้ ญุ ไดค้ ณุ ใหโ้ ลกไดร้ บั ความเฉลยี วฉลาดและมคี วามอบอนุ่ เพราะมพี ระปฏบิ ตั เิ ปน็
ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ไวเ้ ปน็ หลกั ใจในวดั หรอื นอกวดั วดั มมี ากเทา่ ไร โลกกม็ คี วามรม่ เยน็ มาก
และพระมีมากเทา่ ไร โลกย่งิ มคี วามอบอุ่นและรม่ เยน็ มาก เพราะเหตุใด เหมือนวัตถุ
เครอ่ื งใชส้ อยและอาหารการบรโิ ภคมมี าก ยอ่ มทำ� ความสะดวกสบายใหแ้ กป่ ระชาชน
และบรรดาสตั ว์ทัว่ ๆ ไปไมใ่ หอ้ ดอยากขาดแคลน มีความสขุ ความเจริญท่ัวหน้ากัน
ความเบียดเบียนกนั และกนั ก็น้อยลง

แตถ่ า้ ตรงกนั ขา้ ม วดั และพระมมี ากเทา่ ไรกย็ ง่ิ เปน็ ภยั ตอ่ โลกมากขน้ึ ไมใ่ ชค่ ำ� วา่
พระคือนักบวชจะเป็นคุณต่อโลกโดยถ่ายเดียวตามที่เข้าใจกันก็หาไม่ พระท่ีกลาย
เปน็ พษิ เป็นภยั เปน็ ข้าศึกตอ่ โลกกย็ งั มี ดังทเ่ี ห็นๆ กันอยูใ่ นสมยั ปจั จบุ ันทุกๆ วนั น้ี
ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้ด้วยหูด้วยตาของตนเอง จากการประกาศในหน้า
หนังสือพิมพ์บ้าง ท้ังทางวิทยุบ้าง (จนถึงกับรัฐบาลก็ยังหว่ันวิตก ไม่ไว้ใจในพระ
ประเภทน)้ี นค่ี อื พระทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ โลก อาศยั ขา้ วของเขามากนิ แลว้ ยงั กลบั เปน็ ศตั รู
ตอ่ ชาติ ตอ่ พระศาสนา ตอ่ พระมหากษตั รยิ ์ และตอ่ รฐั ธรรมนญู นคี่ อื พระทเี่ ปน็ ขา้ ศกึ
ไม่ใช่เปน็ พระปุญฺ กเฺ ขตฺ ของตน และ ปุญฺกฺเขตฺ ของโลก

บัดนี้เราทั้งหลายได้มีโอกาสวาสนาอ�ำนวยมาบวชในพระพุทธศาสนา มุ่งหน้า
จะเปน็ ปญุ ฺกฺเขตฺ ของตน เพอื่ อันดับต่อไปจะได้เป็น ปญุ ฺญกเฺ ขตฺ ของพระศาสนา

87

และของชาติบา้ นเมือง ตลอดกลุ บตุ รสุดท้ายภายหลงั ให้เป็นความร่งุ เรืองได้แล้วไซร้
จงเปน็ ผู้มีความสนใจใคร่ต่อขอ้ ปฏิบตั ิ อย่ามคี วามเกียจครา้ นและสะเพร่ามกั งา่ ยซ่ึง
ไมใ่ ชท่ างเดนิ ของนกั ปราชญ์ พระพทุ ธเจา้ ไมท่ รงพาเดนิ และอยา่ เหน็ สงิ่ ทจ่ี ะเปน็ ขา้ ศกึ
แกต่ นและสว่ นรวมวา่ เปน็ ของดี การอนั ใดถา้ ผดิ จากความเปน็ สมณะ จงงดเวน้ ทนั ที
จงดำ� เนนิ ตนอยใู่ นกรอบแหง่ ศลี สมาธิ ปญั ญา อนั เปน็ ทางเดนิ ของนกั บวชผมู้ งุ่ แดน
แหง่ ความพน้ ทกุ ข์ แมโ้ ลกเขาไมไ่ ดบ้ วช กจ็ ะพลอยไดร้ บั ความรม่ เยน็ เหมอื นอยา่ งเรา
ได้รับความสะดวกและร่มเย็นจากโลกอยทู่ กุ วนั น้ี เชน่ กุฎี ศาลา ทพ่ี กั อาศยั เป็นมา
จากโลกให้ความอนเุ คราะห์ เครือ่ งอาศัยทกุ อย่างท่ไี ด้ครองตวั มชี วี ติ เปน็ มาลว้ นแลว้
แต่โลก คือศรัทธาญาติโยมช่วยกันทะนุบ�ำรุง น่ีโลกให้ความร่มเย็นแก่พวกเราได้
อยา่ งน้ี

สว่ นเราจะสามารถให้ความรม่ เย็นแกโ่ ลกด้วยวธิ ใี ด เพราะเราไม่ได้ท�ำไร่ท�ำนา
ซอ้ื ขาย แตน่ าของเราคอื ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ อันเกดิ จากประพฤตดิ ปี ฏิบตั ิชอบในตัวเราเอง
โลกเขาไมไ่ ดบ้ วชในพระศาสนากค็ วรจะอาศยั เราได้ เมอื่ เรามี ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ เชน่ เดยี วกบั
เราอาศยั เขาฉะนน้ั จงเทยี บเคยี งดคู ณุ ของโลกกบั คณุ ของพวกเราจะควรปฏบิ ตั ติ อ่ กนั
ให้สม่ำ� เสมอ อยา่ มองดูโลกตวั เท่าหนู มองดูเราตวั เท่าพระ แต่จงมองดูพระกบั โลก
คือคนตาดำ� ๆ ดว้ ยกนั มคี วามรสู้ ึกอนั เดียวกัน ตา่ งฝา่ ยตา่ งมีบญุ คณุ ตอ่ กัน

คนเราโดยมากมักมีนิสัยชอบดูถูกเหยียดหยามต่ออีกฝ่ายหน่ึง เนื่องจากมอง
ขา้ มตวั โดยเหน็ คนอน่ื ตวั เทา่ หนู เหน็ ตวั เราเทา่ ตวั ชา้ ง จงึ เหน็ ชา้ งมรี าคา เหน็ หมหู มา
เปน็ สัตว์ต�่ำ ที่ถกู ควรใหอ้ ภยั ต่อสตั วโ์ ลกด้วยกนั ยอ้ นเขา้ มาหาพระกบั ญาติโยมออก
จากคนๆ เดยี วกัน ต่างฝา่ ยก็มีคุณคา่ ด้วยกัน ตา่ งกอ็ าศยั กัน โปรดพากนั ส�ำนกึ ใน
ตวั เรากบั โลกสม่ำ� เสมอกนั อย่างนี้

ศลี อยา่ พงึ เขา้ ใจวา่ จะเปน็ หนา้ ทขี่ องใครรกั ษาใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ นอกจากเราผมู้ หี นา้ ที่
พรอ้ มอย่แู ล้ว สมาธิ คือความม่ันคงของใจ ก็ใจเราเปน็ อะไรจึงไมม่ ่ันคง เพราะใจ
เปน็ โลกจงึ หาความมน่ั คงไมไ่ ด้ ถา้ ใจเปน็ ธรรมแลว้ จะหนคี วามมนั่ คงไปไมไ่ ด้ คำ� วา่ ใจ
เปน็ โลกนน้ั เพราะใจกระเพอื่ มอยตู่ ลอดเวลา ความกระเพอื่ มของใจเพราะความเขยา่

88

ตนเอง เชน่ นำ้� แมจ้ ะใสสะอาด แตถ่ กู เขยา่ อยเู่ สมอ ยอ่ มจะขนุ่ อยโู่ ดยดี นใี่ จของเรา
ตามธรรมดากข็ นุ่ มวั อยแู่ ลว้ ยงิ่ ถกู เขยา่ ดว้ ยตากบั รปู หกู บั เสยี ง จมกู กบั กลน่ิ ลนิ้ กบั รส
กายกบั เครอื่ งสมั ผสั ธรรมารมณก์ บั ใจ คลกุ เคลา้ กนั เขา้ แลว้ กลายเปน็ จติ ขนุ่ มวั ขน้ึ มา
เมอ่ื ใจขนุ่ มวั เพราะเรือ่ งของโลกลว้ นๆ จะใหเ้ ปน็ ธรรมคอื ความใสสะอาด ความสงบ
เยอื กเย็น และความสุขความเจรญิ ได้อยา่ งไร

ถา้ ใจเปน็ ธรรม ทำ� ตามพระโอวาททพ่ี ระองคท์ รงสงั่ สอน เชน่ ทา่ นสอนวา่ จงฝกึ จติ
ดว้ ยความเพยี ร เรากท็ ำ� ตามทา่ นดว้ ยความเพยี ร บงั คบั จติ ดว้ ยสตเิ ปน็ พเ่ี ลย้ี งพาดำ� เนนิ
มปี ญั ญาเปน็ เครอื่ งสอ่ งทาง จติ ดำ� เนนิ ตามแถวแหง่ ธรรมแลว้ จะเปน็ ไปเพอ่ื ความสงบ
โดยถา่ ยเดยี ว จะไมเ่ ปน็ โลกขนึ้ มาในใจดวงนน้ั พระพทุ ธเจา้ และสาวกทา่ นเปน็ ธรรม
เพราะทา่ นดำ� เนนิ ตามธรรม เรามงุ่ เปน็ ธรรม ธรรมนน้ั เปน็ ธรรมของพระพทุ ธเจา้ และ
เคยไดป้ รากฏผลในพระองคแ์ ละสาวกมาแลว้ เมอื่ เรานำ� มาปฏบิ ตั กิ ลบั กลายเปน็ โทษ
ตอ่ เรา มอี ยา่ งทไ่ี หน ไมเ่ คยมใี นทไี่ หนๆ และไมเ่ คยมใี นคมั ภรี ใ์ ดดว้ ย และจะไมม่ ใี นกาล
ตอ่ ไปดว้ ย

ถ้าเราได้ปฏิบัติตามพระโอวาทซึ่งเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว เราจะกลายเป็นธรรม
ขนึ้ มาภายในใจ เรมิ่ แตค่ วามสงบในสมาธเิ ปน็ ขน้ั ๆ ตามอำ� นาจแหง่ การฝกึ ฝนทรมาน
ของตน แล้วกลายเป็นสมาธิที่ละเอียด และปัญญาท่ีพิจารณาไตร่ตรองในความ
เคลือ่ นไหวของใจตลอดอวยั วะทุกสว่ นแห่งรา่ งกาย คอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร
วญิ ญาณ แยกสว่ นแบง่ สว่ นดใู หช้ ดั เจน ดทู งั้ ภายในภายนอกในสว่ นแหง่ กายนี้ สว่ นใด
ทเี่ ปน็ อตตฺ า แฝงขน้ึ มาคดิ คา้ นธรรมของพระพทุ ธเจา้ ทต่ี รสั ไวว้ า่ อนตตฺ า มไี หม สว่ นใด
ทเ่ี ปน็ ความสขุ ฝืนธรรมท่ตี รสั ไว้ว่า ทกุ ขฺ ํ มีไหม และมีธรรมชาตใิ ดท่ีเทยี่ งทนถาวร
สามารถขดั ฝนื ธรรมทตี่ รสั ไวว้ า่ อนจิ จฺ ํ มไี หม ในอวยั วะของเราทกุ ๆ สว่ น เมอ่ื คน้ ดแู ลว้
ก็เต็มไปด้วยไตรลกั ษณค์ อื อนจิ ฺจํ ทกุ ขฺ ํ อนตตฺ า ซ่งึ เปน็ ธรรมลว้ นๆ ท้งั นัน้

ใจทเ่ี ปน็ ไปในธรรมขนั้ สงู ไมไ่ ด้ กเ็ พราะฝนื ธรรมลว้ นๆ จงึ กลายเปน็ โลกลว้ นๆ
ขน้ึ มา ผลอนั ไดร้ บั คอื ไฟเผาตวั เองใหร้ มุ่ รอ้ นทงั้ วนั ทงั้ คนื ไปทไ่ี หนกร็ อ้ น อยทู่ ใี่ ดกร็ อ้ น
อยใู่ นบา้ นกร็ อ้ น อยใู่ นวดั กร็ อ้ น อยใู่ นปา่ กร็ อ้ น ขน้ึ ไปอยบู่ นภเู ขากร็ อ้ น อยรู่ ม่ ไมก้ ร็ อ้ น

89

อยใู่ นทก่ี ลางแจง้ กร็ อ้ น หาความเยน็ ไมม่ ี แมท้ สี่ ดุ อมิ่ กร็ อ้ น หวิ กระหายกร็ อ้ น หนาวกร็ อ้ น
รอ้ นกย็ งิ่ ร้อนเพ่ิมทง้ั กายทงั้ ใจ รอ้ นท้ังวนั ทั้งคืนภายในใจไม่มีเวลาสรา่ งและบรรเทา
เบาลงได้ เพราะไม่มีน�้ำที่ไหนมาดับไฟกองน้ีได้ นอกจากน้�ำคือธรรมโอสถเท่านั้น
ท่ีเกิดจากข้อปฏิบัติอันถูกทางจึงจะสามารถดับไฟได้ กลายเป็นความร่มเย็นข้ึนมาที่
ใจดวงนน้ั

การพจิ ารณาขนั ธท์ กุ ๆ ขนั ธ์ จงถอื ไตรลกั ษณเ์ ปน็ ทางเดนิ ของปญั ญา พจิ ารณาลง
จดุ นน้ั เสมอ จะเปน็ ไตรลกั ษณใ์ ดไมผ่ ดิ ทาง ขอใหช้ ดั เจนดว้ ยปญั ญาเปน็ สำ� คญั กวา่ อน่ื
จะดทู กุ ขก์ ใ็ หช้ ดั เจน เพราะทกุ ขม์ อี ยภู่ ายในกายในใจตลอดเวลา ทำ� ไมจะไมเ่ หน็ ทกุ ข์
กเ็ ราเปน็ คนทกุ ขเ์ อง เราพจิ ารณาทกุ ขท์ เี่ กดิ ขน้ึ กบั เราทำ� ไมจะไมเ่ หน็ พระพทุ ธเจา้ และ
สาวกดทู กุ ขข์ องทา่ นและทกุ ขท์ ว่ั ๆ ไป ทำ� ไมทา่ นจงึ เหน็ เราดทู ำ� ไมจะไมเ่ หน็ ความรสู้ กึ
คือใจเป็นอนั เดยี วกัน ความแปรสภาพแห่งสว่ นต่างๆ ในรา่ งกายและจติ ใจของเรา
กระเทอื นถงึ กนั อยูต่ ลอดเวลา ท�ำไมจงึ ไม่รู้

จงดูสงิ่ เหล่าน้ดี ว้ ยปัญญา เวทนาก็เกิดแลว้ ดับ ดบั แล้วเกดิ ทง้ั ดีทั้งชั่ว ท้งั สขุ
ทง้ั ทกุ ข์ มนั เกดิ ดบั กลบั ไปกลบั มาอยเู่ ชน่ นี้ จะถอื เอาตวั จรงิ จากสงิ่ เหลา่ นไ้ี ดท้ ไี่ หน เพราะ
ขนั ธท์ ง้ั หา้ คอื ไตรลกั ษณ์ ทง้ั รปู ธรรมและนามธรรมแตล่ ะอยา่ งๆ เปน็ ไตรลกั ษณอ์ ยา่ ง
สมบูรณ์ จึงไมอ่ ธิบายไปมาก เมอื่ ปญั ญาได้สอดสอ่ งคน้ ควา้ อยตู่ ลอดเวลา มีสตเิ ปน็
เคร่ืองก�ำกับรักษา ปัญญาเปน็ เครอ่ื งฟาดฟันขุดค้นส่ิงที่มอี ยใู่ นกายในจิตทงั้ ภายใน
ภายนอก ความรแู้ จง้ เหน็ ชดั จะตอ้ งเปดิ เผยขน้ึ มาทใี่ จทนั ที อะไรจะมาปดิ บงั ลลี้ บั ปญั ญา
ไม่ได้ เพราะอ�ำนาจของปัญญาแทงทะลุปรุโปร่งไปหมดท่ัวท้ังโลกธาตุ ไม่มีอันใด
จะอาจเออื้ มปดิ บงั ปญั ญานไ้ี ด้ และสามารถแทงตลอดไปหมดทกุ หนทกุ แหง่ โดยไมม่ ี
ขอบเขตจนเหน็ แจง้ ขน้ึ ในตนเอง ฉะนนั้ จงสนใจในปญั ญา แมจ้ ะเปน็ ความราบรนื่ ตอ่
การด�ำเนินเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าและสาวก ท่านก็ด�ำเนินด้วยสติปัญญาอย่างนี้
เหมือนกัน อย่าเข้าใจว่าท่านแหวกแนวไปคว้าเอาอะไรมาด�ำเนินให้นอกเหนือจาก
สติปญั ญาและธรรมที่ท่านสอนไว้นี่เลย

90

เราด�ำเนินตามพระโอวาทท่ีประทานไว้แล้วโดยถูกต้อง จะผิดพลาดจากหลัก
ความจรงิ และผลทม่ี งุ่ หวงั ไปไมไ่ ด้ ถา้ ไดด้ ำ� เนนิ ตาม สวฺ ากขฺ าตธรรม แลว้ ผลยงั จะกลาย
เปน็ อยา่ งอื่น พระธรรมจะเรียกว่า สฺวากขฺ าตธรรม และเปน็ นิยยานกิ ธรรม ไปไม่ได้
ทเ่ี ป็นไดอ้ ยา่ งน้ีเพราะธรรมของพระองค์ยนื หลกั ตายตัวตอ่ เหตผุ ล ทนต่อการพสิ จู น์
ตลอดกาล เพราะฉะนนั้ ปญั หาขอ้ นจี้ งึ ไมข่ น้ึ อยกู่ บั ธรรมวา่ จะลำ� เอยี งไปมา แตข่ นึ้ อยกู่ บั
เราจะตอ้ งพสิ จู นต์ วั เองเป็นลำ� ดบั ไป

จงเป็นผมู้ สี ติรตู้ วั เอง และมปี ัญญาวพิ ากษ์วจิ ารณเ์ รอ่ื งของตัวเสมอไป เพราะ
หน้าท่ขี องเราซึง่ เปน็ นักบวชมเี ท่าน้ี กิจการของโลก เรื่องของโลก ต้องยกใหโ้ ลกเขา
เราอย่าไปเกี่ยวข้องเสียดาย แต่การปฏิบัติถูกต้องตามพระโอวาทเพื่อความหลุดพ้น
จากทกุ ขโ์ ดยชอบแล้ว จงถือเปน็ กจิ จ�ำเป็นและหนา้ ท่ขี องเราโดยเฉพาะ กเิ ลสตวั ใด
อาจเออ้ื มเข้ามา จงบงั คับก�ำจดั ออกใหห้ มดด้วยนำ้� ใจกล้าหาญของนกั บวช อย่ายอม
ใหเ้ ขา้ มาเกี่ยวข้องพัวพันกับจติ ได้ จงพิจารณาตามทีก่ ล่าวมานี้ กายทงั้ ท่อนมีเตม็ อยู่
ในตวั ของเราจะไมร่ อู้ ยา่ งไรเลา่ ความรเู้ หน็ ทางกายนช้ี ดั เจนดว้ ยปญั ญาฉนั ใด สภาพ
ภายนอกทว่ั ๆ ไปซง่ึ มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกนั ตอ้ งรเู้ หน็ ชดั เจนดว้ ยปญั ญาฉนั นน้ั เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ประกาศตวั อยูต่ ลอดเวลา อกาลโิ ก ถ้าปัญญาไดห้ ยง่ั ลง
สู่กองขันธ์ซ่ึงเป็นคลังแห่งไตรลักษณ์แล้วต้องรู้ เม่ือรู้จริงแล้วต้องปล่อยวางทันที
จะยอมทนทกุ ข์ ถือรปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ วา่ เป็นตนต่อไปอีกอยา่ งไร
และจะไมเ่ หน็ กระแสของใจซง่ึ เทยี่ วพลกุ พลา่ นในอาการทง้ั หลายเหลา่ นน้ั ตลอดทงั้ วนั
ทั้งคนื ได้อย่างไร

ก็อะไรเล่าเป็นตัวโจรผู้ก่อเหตุแห่งความไม่สงบอยู่ทุกขณะ และเป็นข้าศึก
ตวั ลอื นามแหง่ ไตรภพ เรม่ิ พจิ ารณาเบอื้ งตน้ กเ็ หน็ วา่ รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอื่ งสมั ผสั วา่
เป็นข้าศึก เมื่อรู้แจ้งชัดด้วยปัญญาแล้ว สภาพนั้นก็เป็นสัจจะของจริงตามสภาพ
ของตนๆ ไม่ปรากฏว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ใด น้อมปัญญาย้อนหลังเข้ามาพิจารณารูป
เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ วา่ เปน็ ขา้ ศึกแก่ตน แตแ่ ลว้ สง่ิ เหล่านก้ี ็มีลกั ษณะ
เช่นเดียวกับสภาวะท่ีพิจารณาผ่านมาแล้วโดยเป็นสัจจะของจริงอันเดียวกัน ไม่เคย

91

ตง้ั ตวั เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ผใู้ ด แลว้ อะไรเลา่ เปน็ กงจกั รหมนุ ตวั เองอยขู่ ณะน้ี อะไรเปน็ ผคู้ วา้
นำ�้ เหลวอยตู่ ลอดเวลา อะไรเปน็ ผฉู้ ลาดแตก่ ลบั โงต่ อ่ ตวั เอง อะไรเปน็ ผชู้ นะเขาแตก่ ลบั
แพ้ตัวเอง อะไรเป็นผหู้ มุนไปตามสภาวะทง้ั หลาย และถอื ส่งิ เหลา่ นัน้ วา่ เปน็ ตนเปน็
สมบตั ิของตน แตต่ นกลบั เปน็ ทาสของสิ่งเหล่าน้นั โดยไม่รสู้ ึกตวั

เมอ่ื ปญั ญาไดพ้ จิ ารณายอกยอ้ นจนรวมตวั แลว้ ไมเ่ หน็ มอี ะไรแมแ้ ตส่ งิ่ เดยี วจะ
ประกาศตนออกมาว่าเปน็ ตวั กิเลสตัณหา วฏั ฏะพาหมุนเวียนเปล่ียนตวั เองให้เปน็ ไป
ตา่ งๆ ภายใตว้ งลอ้ ของจกั รตวั ใด มสี งิ่ เดยี วคอื วฏั จติ ทท่ี า่ นใหน้ ามวา่ อวชิ ชา เปน็ นกั
ทอ่ งเที่ยว นกั ล่าภพล่าชาติความเกดิ ๆ ตายๆ จนเจา้ ตวั หลงความเปน็ มาผ่านมาของ
ตวั เอง ไมท่ ราบวา่ ได้เที่ยวล่าภพล่าชาติไปทไี่ หนบ้าง รแู้ ละจำ� ไม่ไดเ้ ลย นค่ี ือวัฏจติ
จิตดวงท่องเท่ียว และธรรมชาติน้ีไม่มีเคร่ืองมือใดๆ จะสามารถพิสูจน์ขุดค้นและ
ทำ� ลายได้ นอกจากสตกิ บั ปญั ญาประกอบกบั องคค์ วามเพยี รพจิ ารณาไมห่ ยดุ ยงั้ เทา่ นนั้
จงึ จะสามารถท�ำลายธรรมชาติน้ีได้

ปญั ญาทำ� การถากถางสง่ิ ปกคลมุ ทงั้ ภายนอกคอื รปู เสยี ง กลนิ่ รส เครอ่ื งสมั ผสั
ทงั้ ภายในคอื รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ออกจนหมดสนิ้ ยง่ิ เหน็ กระแสของ
อวชิ ชาและตวั อวชิ ชาปรากฏตวั อยา่ งเตม็ ที่ และจะไดป้ ฏเิ สธสภาวะทงั้ หลายวา่ มนั ไมใ่ ช่
ตวั กเิ ลสตณั หาและไมใ่ ชว่ ฏั จกั รแตอ่ ยา่ งใด นอกจากความรรู้ ทู้ แี่ สดงตวั อยตู่ ลอดเวลา
ผเู้ ดยี วเทา่ นน้ั ปญั ญาขดุ คน้ ลงไปวา่ ผรู้ นู้ เี้ ปน็ อะไรอกี พจิ ารณาลงไปกเ็ หน็ แตไ่ ตรลกั ษณ์
เตม็ ตัวในวัฏจติ ดวงนั้น ฉะนั้น ธรรมชาติน้จี ึงเปน็ กงจกั รและเป็นโลกอย่างเต็มดวง
เพราะถ้าไม่เป็นไตรลักษณ์ จะเป็นโลกและเป็นสมมุติไปไม่ได้ ต้องเป็นวิมุตติไป
ความดี ความชว่ั สขุ -ทกุ ข์ ซง่ึ เปน็ สมมตุ เิ กดิ มาจากไหน นอกจากจะเกดิ จากจติ อวชิ ชา
ซงึ่ เปน็ ตวั สมมตุ ดิ ว้ ยกนั นเี่ รอื่ งของปญั ญา มาถงึ ขน้ั นแี้ ลว้ กลายเปน็ ปญั ญาอตั โนมตั ิ
หมนุ รอบตวั อยตู่ ลอดเวลาไมม่ ใี ครมาบงั คบั เรอ่ื งของตนมมี ากมนี อ้ ย ผดิ -ถกู ด-ี ชวั่
หยาบ-ละเอียด จะรูเ้ ท่าทันและปล่อยวางไปเปน็ ล�ำดับไม่รรี อ จะทนทานและปดิ บงั
ปญั ญาไว้ไม่ได้

92

เรื่องดี-ช่วั , สขุ -ทุกข์ เปน็ ต้น จะปรากฏขน้ึ จากจติ อวชิ ชาน้นั ท้งั หมด และเหน็
จติ อวชิ ชานนั้ เปน็ ตวั กเิ ลสตณั หา ตวั กงจกั รและตวั สมมตุ อิ ยา่ งเตม็ ดวง ธรรมชาตนิ ไ้ี ด้
ถูกปัญญาสกัดฟาดฟันลงโดยไม่หยุดย้ัง ถึงกับต้ังตัวอยู่ไม่ได้ ที่ม่ันของวัฏจิตคือ
อวชิ ชา กแ็ ตกกระจายลงในขณะนน้ั ปญั หาโลกแตกซงึ่ เคยครองหวั ใจมาเปน็ เวลานาน
แสนกปั นบั ไมถ่ ว้ น กไ็ ดแ้ ตกกระจายหายสญู ไปพรอ้ มๆ กนั กบั อวชิ ชาไดด้ บั ไป ธรรม
อศั จรรยซ์ ง่ึ มอี ยใู่ นทแ่ี หง่ เดยี วกนั แตไ่ มเ่ คยปรากฏตวั เพราะอำ� นาจของอวชิ ชาปดิ บงั ไว้
อยา่ งมดิ ชดิ กไ็ ดป้ รากฏขนึ้ อยา่ งเตม็ ทใี่ นขณะเดยี วกนั กบั อวชิ ชาดบั ไป ธรรมชาตทิ ร่ี วู้ า่
วัฏจกั รหรอื อวิชชาดบั ไปนั่นแล ท่านใหน้ ามว่า วิวฏั ฏะ หรอื สอปุ าทิเสสนพิ พาน คอื
นิพพานของพระอรหนั ต์ผู้ยังครองขนั ธอ์ ยู่

เมอ่ื ถงึ ธรรมชาตนิ แ้ี ลว้ จะวา่ เปน็ ศษิ ยพ์ ระตถาคตหรอื ไมว่ า่ กต็ าม เพราะไมข่ นึ้ อยู่
กบั คำ� พดู จาหรอื ดำ� รคิ ดิ เอาเฉยๆ แตข่ น้ึ อยกู่ บั หลกั ธรรมชาติ เชน่ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวว้ า่
“ผใู้ ดเหน็ ธรรม ผนู้ นั้ ชอื่ วา่ เหน็ เราตถาคต” ตอ้ งเหน็ ทางขอ้ ปฏบิ ตั ดิ ว้ ย เหน็ ทางความรู้
ความฉลาดด้วย ปัญญาดว้ ย เหน็ ในหลักธรรมชาติน้ดี ้วย เป็นสกั ขพี ยาน ฉะน้ัน
จงพากนั ดำ� เนนิ ตามอธบิ ายมานี้ คำ� วา่ วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พาน ทกุ ทา่ นจะไดถ้ ามใครทไี่ หน
เพราะเป็นธรรมตายตัวอยู่กบั ขอ้ ปฏิบตั ิท่พี ระองค์ประทานไวอ้ ยา่ งตายตัวแล้ว ขอให้
ดำ� เนนิ แบบตายตวั สละเปน็ สละตายเพอื่ ปฏบิ ตั ิ สมบตั อิ นั ลำ้� คา่ นน้ั จะเปน็ ของเรา เพราะ
พระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาดเฉพาะพระองค์เดียว เป็นส่วนของใครของเราทุกท่าน
ขอแต่ใหด้ �ำเนนิ ตาม สวฺ ากฺขาตธรรม คำ� ว่า นยิ ยานิกธรรม การรอ้ื ถอนตนออกจาก
สังสารจักร จะเปน็ เรอื่ งของเราไดร้ ับผลอย่างแนน่ อน

การแสดงธรรมเพ่ือบรรดาท่านผู้ฟังท้ังหลายท่ีได้มารวมกันหลายท่าน และได้
โยกย้ายมาจากสถานท่วี เิ วกตา่ งๆ ได้มารวมกนั วันนี้ เห็นว่าเปน็ โอกาสอันควร จึงได้
แสดงธรรมในฐานะเปน็ กนั เองใหฟ้ งั จงนำ� ไปไตรต่ รองแลว้ ปฏบิ ตั ติ อ่ ตนเองเพอ่ื ความ
เปน็ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของตน และเปน็ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของโลกใหไ้ ดร้ บั ความรม่ เยน็ เปน็ ทพ่ี งึ่ จติ
พง่ึ ใจ พงึ่ เปน็ พงึ่ ตายแกป่ ระชาชนทงั้ หลาย จงระลกึ ถงึ คำ� วา่ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของตนเปน็
ขอ้ ทห่ี นงึ่ และ ปญุ ฺ กเฺ ขตฺ ของโลกขอ้ ทสี่ องจะตามมาเอง เพราะเปน็ ธรรมเกยี่ วโยงกนั
จงอยา่ พากนั หลงลืม ปญุ ฺกฺเขตฺ ดังกล่าวมา

93


Click to View FlipBook Version