ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา
พระานสโม หลวงป่ชู อบ
วดั ป่าสมั มานุสรณ์ อ�ำเภอวงั สะพุง จงั หวัดเลย
อนสุ รณ์พพิ ธิ ภัณฑฉ์ ันทกรานุสรณ์
วดั ป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ในพระสงั ฆราชูปถัมภ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมพฺ รมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก
ชวี ประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา
พระานสโม หลวงปชู่ อบ
เลขมาตรฐานหนงั สอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๐-๘๐๐-๕
พมิ พ์คร้ังที่ ๑ : สิงหาคม ๒๕๖๐
จ�ำนวนพิมพ์ : ๕,๐๐๐ เลม่
จดั พิมพ์โดย : มูลนิธพิ ุทธสมุนไพรค่แู ผน่ ดินไทย ในพระบรมราชูปถมั ภ์
สงวนลิขสทิ ธ์ิ : ห้ามคดั ลอก ตดั ตอน เปลีย่ นแปลง แก้ไข ปรับปรงุ
ข้อความใดๆ ท้งั สิ้น หรือนำ� ไปพิมพ์จ�ำหนา่ ย
หากทา่ นใดประสงค์จะพมิ พเ์ พ่ือให้เปน็ ธรรมทาน
โปรดตดิ ต่อขออนุญาตจากทางมลู นิธิพทุ ธสมนุ ไพรค่แู ผ่นดินไทย
ในพระบรมราชูปถมั ภ์ โทร. ๐๘๙-๑๗๒-๔๔๒๘
พิมพ์ท่ี : บรษิ ทั ศิลป์สยามบรรจุภณั ฑ์และการพมิ พ์ จ�ำกัด
๖๑ ถนนเลียบคลองภาษีเจรญิ ฝงั่ เหนือ ซ.เพชรเกษม๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรงุ เทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐-๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com
คำ� ปรารภ
เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธ์ิ
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตงั้ ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรัทธาเห็นควรจัดท�ำขึ้นสงวนรักษาไว้เพื่อกุลบุตร
สุดท้ายภายหลังท่ี พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ตำ� บลคลองกว่ิ อ�ำเภอบ้านบึง จังหวดั ชลบรุ ี ผู้สนใจกรณุ าเข้าไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาสเวลาพอดี
ผู้ฉลาดยดึ หลกั นกั ปราชญ์เปน็ แบบฉบบั พาด�ำเนินปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา
ห้ามพมิ พ์เพ่อื จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ
สารบญั
พระ€านสโม หลวงป่ชู อบ ๑
๓
ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา พระ€านสโม หลวงปชู่ อบ
ชีวประวตั ิ พระ€านสโม หลวงปู่ชอบ ๔๑๕
พระธรรมเทศนาเน่ืองในงานฉลองเจดยี บ์ รรจุอัฐิธาตุและบรขิ าร ๔๓๘
หลวงป่ชู อบ €านสโม โดย หลวงตามหาบัว าณสมปฺ นโฺ น
สถานทีจ่ ำ� พรรษา พระคณุ เจา้ หลวงปูช่ อบ €านสโม
หลวงปู่แหวน สจุ ณิ ฺโณ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
วัดป่าสัมมานสุ รณ์ (วัดเหนอื ) อำ�เภอวังสะพงุ จังหวดั เลย
ฐานสโม หลวงปู่ชอบ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช รัชกาลท่ี ๙
ชีวประวัตแิ ละพระธรรมเทศนา
พระานสโม หลวงปู่ชอบ
1
ชวี ประวัติ
พระานสโม หลวงปูช่ อบ
บ่อ แกว้ สุวรรณ
พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม นามเดิมของท่านคือ บ่อ แก้วสุวรรณ
ทา่ นเกดิ เมอ่ื วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๔๔ ตรงกบั วันพธุ ข้ึน ๕ คำ่�
เดอื น ๓ ปีฉลู ณ บ้านโคกมน ต�ำบลผาน้อย อ�ำเภอวังสะพงุ จังหวดั เลย โยมบดิ า
ชอ่ื นายไมล์ แก้วสุวรรณ โยมมารดาชือ่ นางปา แกว้ สุวรรณ ท่านมีพีน่ ้องรวมกัน
ท้ังหมด ๔ คน เปน็ ชาย ๒ คน หญงิ ๒ คน
ชวี ติ เมอ่ื วัยเยาว์
หลวงปชู่ อบเปน็ พชี่ ายคนโตของครอบครวั ทา่ นจงึ เปน็ แรงงานหลกั ชว่ ยแบง่ เบา
ภาระของพอ่ แม่ ทา่ นบอกสว่ นมากเราจะชว่ ยพ่อแม่ดูแลน้อง เลย้ี งวัวควาย เกบ็ ผกั
หกั ฟนื หากบหาเขยี ดปปู ลานาํ มาทาํ อาหาร เรานง่ึ ขา้ วทาํ อาหารเปน็ ตง้ั แตอ่ ายหุ กปี เวลา
พอ่ แม่ปกั ดาํ ทาํ นา เราจะดูแลนอ้ งอยู่เถยี งนา ทาํ อาหารไวใ้ ห้พ่อแมก่ นิ ตอนกลางวนั
แตล่ ะวันเราจะปอ้ นขา้ วนอ้ งทกุ คนใหอ้ ิ่มก่อน ไมเ่ ช่นนน้ั พวกนอ้ งๆ จะพากันงอแง
3
กวนพ่อแมเ่ วลากินข้าว ทา่ นว่าพวกนอ้ งๆ ของท่านมกั จะพากันทำ� นิสยั แบบนี้เสมอ
เวลาที่พอ่ แม่กินข้าว ทา่ นพูดถงึ พวกนอ้ งๆ ให้ฟงั วา่
“วนั นนั้ เราหากบหาเขยี ดอยคู่ รง่ึ วนั ไดเ้ ขยี ดอโี มใ่ หญม่ าสองตวั ตอนปง้ิ เขยี ดอยู่
อพี าอแี ดงพากนั งอแงอยากกนิ ปง้ิ เขยี ด เราบอกใหม้ นั สกุ กอ่ นคอ่ ยกนิ กนั อยา่ ใจรอ้ น
กอ่ นไฟ นอ้ งมนั ไมฟ่ งั ความ พากนั งอแงอยอู่ ยา่ งนนั้ จนเราราํ คาญ เราแบง่ เขยี ดตวั หนง่ึ
ออกเป็นสามส่วน หัวกับขาหน้าเป็นของเรา ทางตัวกับขาหลังเป็นของอีพาอีแดง
สองคนมันกินปิ้งเขียดหมดแล้วก็ยังบ่อ่ิม มาขอส่วนของเราอีก พวกน้องมันงอแง
จนเราใจออ่ น ยกสว่ นแบง่ ของเราใหม้ นั กนิ อพี าอแี ดงกนิ ปง้ิ เขยี ดหมดแลว้ กย็ งั บอ่ ม่ิ
อยากกนิ ของพ่อแมอ่ ีก เราวา่ มันเป็นของพอ่ ของแม่ พวกมงึ กนิ บไ่ ด้ ถ้ากนิ หมดแลว้
พอ่ แมจ่ ะกนิ อหี ยงั ละ่ พวกมนั บฟ่ งั คาํ เรา หา้ มพากนั งอแง เราดา่ พวกมงึ คอื กนิ หลายแท้
กินบ่เลกิ บ่แลว้ กินลา้ งกนิ ผลาญกันแท้”
“เราสงสารนอ้ งอยแู่ ตต่ อ้ งทาํ ทา่ ขงึ ขงั ขมู่ นั เอาไว้ พอ่ กบั แมล่ งนาตงั้ แตเ่ ชา้ ขา้ วยงั
บ่ทนั กนิ เหลือปิง้ เขียดตัวเดยี วยังถือวา่ น้อยอย่แู ลว้ พวกมนั ยงั จะมาเอาของพ่อแม่
ไปกินอกี เราจงึ ดพุ วกมันเพือ่ เป็นการเตอื น พ่อแมข่ ้ึนจากนามากนิ ข้าว อพี าอแี ดง
มนั แอว่ ขอกินขา้ วกบั พอ่ แม่อีก พ่อแม่เสยี สละปง้ิ เขียดให้พวกมนั กนิ พ่อแม่พากนั
กนิ ขา้ วบา่ ยแจว่ นำ�้ พรกิ ใสเ่ กลอื ความเสยี สละของพอ่ แมน่ ย้ี ง่ิ ใหญห่ ลาย ถงึ ตนเองจะ
หิวปานใดก็ทนเอา ขอให้ลกู ได้อมิ่ เปน็ พอ พวกลกู จะคิดถึงความเสียสละของพอ่ แม่
ไดแ้ คไ่ หน เรานจ้ี าํ บญุ คุณพอ่ แมไ่ วบ้ ่เคยลืมในเรือ่ งน”้ี
หลงั จากย้ายมาอยู่บ้านหนองบัวบาน ประมาณสามปี ครอบครัวของท่านตอ้ ง
พบกับการสูญเสยี ครั้งยงิ่ ใหญ่ น่นั คือบดิ า โยมพ่อไมล์ แก้วสุวรรณ ผู้เปน็ เสาหลกั
ของครอบครวั ไดถ้ งึ แกก่ รรมดว้ ยโรคฝใี นทอ้ งเมอ่ื อายสุ ามสบิ ตน้ ๆ ตอนโยมพอ่ ไมล์
ถึงแกก่ รรม หลวงปชู่ อบทา่ นอายสุ ิบเอ็ดปี ทา่ นจงึ รบั ร้เู ขา้ ใจในเรอื่ งการจากไปของ
โยมพอ่ ทา่ น ทา่ นบอกโยมแมร่ อ้ งไหเ้ ปน็ ลมเปน็ แลง้ ไปหลายครง้ั เราเองกอ็ ดกลน้ั นำ้� ตา
ไวไ้ มไ่ ด้ ตงั้ แตจ่ ำ� ความได้ เรารอ้ งไหก้ บั การสญู เสยี บคุ คลอนั เปน็ ทร่ี กั คอื วนั ทโี่ ยมพอ่
4
ของเราตาย ทา่ นวา่ นค่ี อื นำ�้ ตาเดยี วทเี่ รามใี หก้ บั การสญู เสยี บคุ คลอนั เปน็ ทร่ี กั จากนนั้ มา
เรากไ็ ม่เคยรอ้ งไห้กบั การจากไปของใครอกี เลย
ทา่ นบอก “เรากบั พอ่ มคี วามใกลช้ ดิ สนทิ สนมกนั มาก พอ่ ไปทไ่ี หน มกั จะใหเ้ รา
ติดตามไปดว้ ย โยมพอ่ เราเป็นคนพูดน้อย มักสอนลูกๆ โดยการกระทําใหเ้ หน็ เปน็
ตวั อยา่ ง นสิ ยั ของเราจงึ ตดิ มาจากพอ่ ” นสิ ยั ทเี่ หน็ เดน่ ชดั ทส่ี ดุ ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
คือเครง่ ขรมึ พูดนอ้ ย ทาํ อะไรจรงิ จัง เดด็ เดี่ยว อดทนไม่ย่อทอ้ ทา่ นบอก “พอ่ เรา
เป็นคนแบบนี้ เราจงึ มีนิสยั แบบน”้ี
โบราณเปรยี บไวว้ า่ สน้ิ พอ่ เหมอื นถอ่ หกั สนิ้ แมเ่ หมอื นแพแตก เมอื่ สน้ิ โยมพอ่ ไมล์
ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวไปแล้ว ภาระต่างๆ ของครอบครัวจึงตกหนักอยู่ที่
โยมแม่ปาเพียงผ้เู ดยี ว ไหนจะปากท้องตนเอง ไหนจะปากทอ้ งของลกู อกี หลายคนที่
กําลงั อยใู่ นวัยกินวยั นอน ท่านว่าตอนนัน้ ครอบครวั ของเราอยู่ในสภาพที่ลาํ บากมาก
ทา่ นเปน็ ลกู คนโต จงึ เปน็ กาํ ลงั หลกั ชว่ ยแบง่ เบาภาระการงานตา่ งๆ ในบา้ นชว่ ยโยมแม่
เชน่ ดแู ลนอ้ ง เลยี้ งววั ควาย ทาํ ไรไ่ ถนา ตกั นำ�้ ตกั ทา่ หงุ หาขา้ วปลาอาหาร ทก่ี ลา่ วมานี้
ทา่ นบอกเราทำ� มาหมดแล้ว
หลวงปู่ชอบ “ตั้งแต่พ่อตาย ภาระก็ตกอยู่กับโยมแม่คนเดียว เราสงสารแม่
จงึ ชว่ ยแบง่ เบาภาระจากแมเ่ ทา่ ทเี่ ราจะสามารถทำ� ไดต้ อนนน้ั เกดิ เปน็ คนชาตนิ ้ี เราบเ่ คย
โต้เถียงด่าทอพ่อแม่เลย เรื่องใดทีพ่ อ่ แมส่ ่ังสอน การใดทพ่ี อ่ แมเ่ รียกใช้ เราบ่เคย
ขเี้ กยี จกน้ หนกั พอ่ แมส่ อนเรา ถา้ มกั สบายแตน่ อ้ ย โตมาจะลำ� บาก ยอมลำ� บากตง้ั แตน่ อ้ ย
สบายจอ้ ยเม่อื แก่เฒ่า คำ� สอนพอ่ แมเ่ รานำ� มาใชใ้ นการปฏบิ ัติจนเราได้ดเี ท่าทุกวนั น้ี”
5
พระอาจารย์พาผู้เปิดทางธรรม
พออายทุ า่ นไดส้ บิ สองปี หลวงปชู่ อบทา่ นมคี วามคดิ หนงึ่ ขนึ้ มาในใจวา่ ชวี ติ คนเรา
มเี พยี งแคน่ ห้ี รอื ทาํ มาหากนิ เลย้ี งชพี ตนเองไปวนั ๆ พอเปน็ หนมุ่ กแ็ ตง่ งานมเี มยี มลี กู
เลยี้ งลกู เลย้ี งหลานไปจนแกเ่ ฒา่ พอเฒา่ ชะแลแกช่ รากเ็ จบ็ ปว่ ยลม้ ตายไปจากทรพั ยส์ นิ
ศฤงคารลูกเมียญาติพี่น้อง พอตายไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ท่ีไหนอีก ความคิดใน
ลกั ษณะแบบนจ้ี ะเวยี นวนอยใู่ นใจ จนทา่ นหาขอ้ ยตุ คิ วามคดิ นขี้ องทา่ นไมไ่ ด้ ความคดิ น้ี
จะวนเวยี นอยใู่ นใจของทา่ น จนถงึ อายสุ บิ สป่ี ี ทา่ นไดพ้ บกบั พระรปู หนง่ึ ชอ่ื พระอาจารยพ์ า
พระอาจารยพ์ าไดอ้ ธบิ ายเรอื่ งนใี้ หท้ า่ นทราบ จากนน้ั มา หลวงปชู่ อบทา่ นเรม่ิ เหน็ แสง
สวา่ งทางธรรมในใจของทา่ นหลงั จากวนั ทที่ า่ นไดส้ นทนากบั พระอาจารยพ์ า ความคดิ
อยากจะออกบวชจงึ ผุดข้ึนมาในใจของท่าน
หลวงปู่ชอบท่านว่า ชีวิตทางธรรมของท่าน เบ้ืองต้นมีพระอาจารย์พาเป็นผู้ช้ี
แนวทางให้ ถ้าไม่มีพระอาจารย์พาแล้ว ท่านก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดมาเป็นครูบาอาจารย์
แนะแนวทางการปฏบิ ตั ใิ ห้ พระอาจารยพ์ าจงึ เปน็ ผู้มีพระคุณกบั เราในทางปฐมธรรม
ท่านบอกพระอาจารย์พาเป็นญาติกับโยมแม่ของเรา พระอาจารย์พาท่านเป็นลูกผู้พี่
ของโยมแม่ของเรา ทา่ นจงึ มีศักดิเ์ ป็นลุงของเราตามฐานะศกั ด์สิ ายญาติ
หลวงปชู่ อบ “เราพบกบั พระอาจารยพ์ าตอนเราอายสุ บิ สป่ี ี พระอาจารยพ์ าทา่ นกลบั
มาเยยี่ มโยมแมข่ องทา่ นทีบ่ า้ นหนองบวั บาน เราตามแมไ่ ปจังหนั ฟงั พระอาจารยพ์ า
สอนธรรมะ จติ ใจตนเองกร็ นื่ เรงิ ในธรรมทที่ า่ นแสดง คดิ ในใจของตนเองวา่ เราอยาก
บวชเปน็ พระเหมอื นกบั พระอาจารยพ์ า ถา้ พระอาจารยพ์ าชวนบวชเมอื่ ไหร่ เราจะรบั ปาก
ท่านทันที
วนั ไหนถา้ ไมไ่ ดไ้ ปไรไ่ ปนา เราจะมาอยปู่ ฏบิ ตั ริ บั ใชพ้ ระอาจารยพ์ าทงั้ วนั เราอยู่
รบั ใชพ้ ระอาจารยพ์ าเกอื บสองเดอื น ทา่ นจงึ ชวนเราบวช ทา่ นถาม “บกั บอ่ มงึ อยากบวช
อยู่บอ้ ” พอไดย้ นิ พระอาจารย์พาถามว่ามงึ อยากบวชมยั๊ เท่าน้นั ล่ะ ตนเองดีใจหลาย
ปานว่าสิลอยขน้ึ เมืองฟ้าพระยาแถน” (สวรรค์ชน้ั ดาวดึงส์ท่อี ยู่ของพระอินทร)์
6
ไม่ว่าท่านหรือใครก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา เม่ือมีผู้ให้โอกาสในสิ่งท่ีตนก�ำลัง
ไขว่ควา้ ทา่ นวา่ ความปรารถนาของเราในชีวติ มีอยเู่ รอ่ื งเดียวคือบวชเท่าน้ัน ชวี ิตคิด
อยากมั่งมีเปน็ เศรษฐีกฎมุ พกี บั เขา เราไม่เคยปรารถนาในเรือ่ งแบบนี้ เกดิ มาชาติน้ี
เราตงั้ ความปรารถนาเรอื่ งเดยี วคอื บวชปฏบิ ตั ธิ รรมเทา่ นนั้ พอบวชมาแลว้ เราตง้ั ปณธิ าน
ในใจกบั ตนเองวา่ “ขา้ พเจา้ จะขอปฏบิ ตั จิ นพน้ ทกุ ขใ์ หไ้ ดใ้ นชาตนิ ้ี ขา้ พเจา้ บอ่ ยากเกดิ
อกี แลว้ มนั ทกุ ข์หลาย”
คนเรามีอุปนิสัยวาสนาจากท่ีมาของอดีตแตกต่างกัน ท่านว่าถ้าวาสนาในอดีต
เคยสั่งสมมาในทางด้านใดแล้ว มันจะแสดงออกเป็นอุปนิสัยในชาติปัจจุบัน
สว่ นตวั ทา่ นนนั้ ทา่ นบอกเราเคยฝกึ ฝนอบรมสง่ั สมบญุ บารมขี องตนเองมาในทางธรรม
ยาวนานหลายภพหลายชาติ เราจงึ มคี วามฝงั จติ ตดิ ใจในเรอ่ื งบวชเปน็ อยา่ งมาก พอมา
ชาติปัจจบุ ัน เราต้งั ใจวา่ ชาติน้ีจะขอบวชปฏิบัติจนเห็นธรรม อดีตเราเคยบวชมาแล้ว
หลายชาติ ทัง้ ฤๅษชี ีไพร พระสงฆ์องค์เณรสมัยพระพทุ ธเจา้ แต่ละพระองค์ท่ผี า่ นมา
แต่ละชาติที่บวชเราหาทางพ้นทุกข์ทุกชาติ แต่ด้วยบุญบารมีของตนเองยังอ่อนอยู่
จึงไม่สําเร็จมรรคผลในสมัยของพระพุทธเจ้าที่ผ่านมา พอมาสมัยพระพุทธเจ้า
สมณโคดม บญุ บารมขี องเราทสี่ งั่ สมมาถงึ วาระสมบรู ณ์ ชาตนิ เี้ ราจงึ ปฏบิ ตั จิ นไดเ้ หน็
มรรคผลนิพพาน
ตอนหลวงปชู่ อบอายสุ บิ สปี่ ี พระอาจารยพ์ าถามทา่ นวา่ “บอ่ แกอยากบวชไหม”
(บอ่ คือชอื่ เดมิ ของหลวงปูช่ อบ) ท่านตอบพระอาจารยพ์ าว่า “อยากบวชอยูข่ า้ น้อย”
พระอาจารย์พาถาม “ถ้าเราพาไปบวช แกจะชอบไหม” ทา่ นตอบพระอาจารยพ์ าวา่
“ชอบขา้ น้อย” พระอาจารยพ์ าถาม “แกชอบจริงๆ หรอื วา่ ชอบแบบเล่นๆ” ท่านตอบ
พระอาจารย์พาวา่ “ชอบอีหลีขา้ น้อย”
พระอาจารยพ์ าถามความชอบใจในชวี ติ นกั บวชกบั ทา่ นหลายครง้ั เพอ่ื อยากเหน็
ศรัทธาในชีวิตนักบวชของหลานชายว่ามีมากเท่าไร ทุกครั้งท่ีพระอาจารย์พาถามว่า
ชอบหรอื ไมช่ อบ ทา่ นจะไดย้ นิ คาํ ตอบยนื ยนั จากหลานชายของทา่ นวา่ “ชอบ” ทกุ ครงั้
พระอาจารยพ์ าจงึ พดู หยอกวา่ “แกน่ีชอบไปหมดทกุ เรื่องเลยนะ อ้ายชอบหลวง”
7
จากนน้ั มา พระอาจารยพ์ าจงึ ตง้ั ชอื่ ใหท้ า่ นวา่ “ชอบหลวง” พอนานวนั เขา้ คำ� วา่
“หลวง” ลงทา้ ยทพี่ ระอาจารยพ์ าทา่ นเรยี ก กส็ น้ั ลงเหลอื แตค่ าํ วา่ “ชอบ” เพยี งคำ� เดยี ว
สน้ั ๆ ชอื่ เกา่ ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทค่ี นทงั้ หลายเรยี กกนั วา่ “บอ่ ” ผคู้ นกล็ มื เลอื นไป
กบั กาลเวลา ช่อื ใหมข่ องทา่ นช่ือว่า “ชอบ” จึงกลายเปน็ ชอ่ื ทพี่ ุทธศาสนิกชนทง้ั หลาย
รจู้ กั ท่านในนาม พระคณุ เจา้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม จนตราบเท่าทกุ วันน้ี
ตาผ้าขาวชอบ แกว้ สวุ รรณ
หลังถามความสมัครใจในเรอ่ื งบวชกบั ท่านแล้ว พระอาจารย์พาจึงบอกใหท้ ่าน
นาํ เรอื่ งนไ้ี ปปรกึ ษากบั โยมแมเ่ พื่อขออนุญาตโยมแม่ออกบวชติดตามพระอาจารยพ์ า
โยมแม่ปาเมื่อทราบเร่ือง ก็นึกแปลกใจที่จู่ๆ ลูกชายของตนเองอยากจะออกบวช
โดยไม่มีป่ีมขี ล่ยุ ให้ทราบเงาเสยี งมากอ่ น ตอนน้นั โยมแมข่ องท่านยงั ไม่อยากให้บวช
เพราะเห็นว่าท่านยังเด็กอายุสิบส่ีปี เกรงว่าท่านจะไม่มีความอดทนดํารงตนอยู่ใน
พระศาสนาได้นาน และท่านเป็นลูกคนโตซ่ึงเป็นกําลังหลักช่วยเหลือการงาน
ครอบครัว หากทา่ นไปบวชในตอนนี้ ก็จะไมม่ ใี ครชว่ ยเหลืองานไรง่ านนา โยมแมจ่ ึง
พูดหว่านล้อมขอให้ท่านรอจนถึงอายุครบบวชพระก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีใน
เร่ืองนี้ โยมแม่กับญาติพ่นี ้องพากนั ยกเหตุผลต่างๆ นานา มาอ้างเพื่อทจี่ ะยบั ยงั้ ทา่ น
ในเรอ่ื งนี้ แตเ่ หตผุ ลทโ่ี ยมแมก่ บั ญาตพิ นี่ อ้ งยกมากลา่ วอา้ งนน้ั ไมส่ ามารถลบลา้ งความ
ต้ังใจของท่านได้ หลวงปู่ชอบท่านยืนกรานที่จะบวชให้ได้ ท่านบอกกับโยมแม่ว่า
“เกิดเป็นคนกับเขาแล้วชาตินี้ ถ้าบ่ได้บวชก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เกิดมาตายเปล่า”
โยมแมจ่ ึงยอมในความต้ังใจของทา่ น
โยมแม่ปาพาท่านมาฝากตัวเป็นตาผ้าขาวถือศีลแปดอยู่กับพระอาจารย์พา
ทวี่ ดั หนองบวั บาน เพอ่ื ใหพ้ ระอาจารยพ์ าฝกึ ทอ่ งขานนาค สอนขอ้ วตั รธรรมวนิ ยั ของ
นักบวชให้ท่าน โยมแม่ของท่านบอกพระอาจารย์พาว่า “ถ้าลูกชายข้าน้อยด้ือด้าน
ครูบาอาจารย์บอกสอนไม่เอาความแล้ว ขอให้พระอาจารย์น�ำลูกชายข้าน้อยกลับมา
สง่ บา้ นด้วย” พระอาจารยพ์ ารบั ปากกบั โยมแมข่ องท่านในเรือ่ งนี้
8
หลงั บวชเปน็ ตาผา้ ขาวถอื ศลี แปดแลว้ ทา่ นไดอ้ ยรู่ บั ใชพ้ ระอาจารยพ์ าในทกุ เรอ่ื ง
ที่ศิษย์พึงจะปฏิบัติต่อผู้เป็นอาจารย์ เช่น จัดเตรียมบริขาร รับบาตร ล้างบริขาร
ต้มนำ�้ ร้อน นำ้� ยาซกั ย้อมผ้า เตรียมนำ้� ใช้นำ้� สรง ปดั กวาดเชด็ ถูทีพ่ ัก เม่อื ว่างจากงาน
ภายนอก ทา่ นกจ็ ะทาํ ความเพยี รเดนิ จงกรมภาวนาตามทพ่ี ระอาจารยพ์ าทา่ นบอกสอน
ทา่ นบอก “จติ เราสงบลงครงั้ แรกตงั้ แตเ่ ปน็ ตาผา้ ขาวอายสุ บิ สป่ี ี เพราะบญุ เกา่ หนนุ นำ�
ธรรมจงึ เกิดเร็วในปจั จุบัน”
ตอนบวชเป็นผ้าขาว หลวงปู่ชอบท่านติดตามพระอาจารย์พาไปจ�ำพรรษาท่ี
จังหวัดอุบลราชธานีและยโสธร พระอาจารย์พาพาท่านไปจ�ำพรรษาตามวัดต่างๆ
ในเขตจงั หวดั อบุ ลราชธานีและยโสธรอยู่สามปี ทา่ นบอกเราไดเ้ ห็นไดก้ ราบท่านพระ
อาจารยเ์ สาร์ กนั ตสโี ล ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ภรู ทิ ตั โต ครงั้ แรกทวี่ ดั เลยี บ อบุ ลราชธานี
ตอนเป็นตาผ้าขาวอายุสิบหกปี เป็นคร้ังแรกท่ีท่านได้เห็นครูบาอาจารย์ใหญ่ของ
วงกรรมฐานประเทศไทยทง้ั สององค์ในวาระเดียวกัน
หลวงปชู่ อบบวชเปน็ ตาผา้ ขาวตดิ ตามพระอาจารยพ์ าอยสู่ ามปี พออายสุ บิ เจด็ ปี
ท่านจึงขออนุญาตพระอาจารย์พาลาสิกขาตาผ้าขาว ออกมาช่วยงานทางบ้านด้วย
เหตผุ ลความจาํ เปน็ ของครอบครวั พระอาจารยพ์ าเขา้ ใจถงึ ความจาํ เปน็ ของครอบครวั
ท่านจงึ อนญุ าตให้ท่านลาสิกขาออกมาใชช้ วี ติ ฆราวาส
พระอาจารยพ์ าถามวา่ “ถา้ มโี อกาสบวช จะบวชอกี ไหม” ทา่ นรบั ปากพระอาจารยพ์ า
วา่ “ถา้ มโี อกาสบวชขา้ นอ้ ยจะบวชใหไ้ ด้ ชาตนิ ถี้ า้ ตนเองบไ่ ดบ้ วช เรอ่ื งนจี้ ะเปน็ เรอื่ งที่
คาใจขา้ นอ้ ยมากทส่ี ดุ ” พระอาจารยพ์ าเหน็ ความตง้ั ใจจรงิ ของหลานชาย จงึ อนโุ มทนา
ในกศุ ลเจตนาของท่าน
หลังสึกจากตาผ้าขาวแล้ว หลวงปู่ชอบท่านกลับมาช่วยงานทางบ้านทําไร่ไถนา
นอกจากทาํ ไร่ไถนาเปน็ อาชพี หลักแลว้ ท่านยงั เป็นพอ่ คา้ วานชิ อกี อาชีพหนงึ่ ซ่งึ เปน็
อาชีพที่ท่านชอบและมีความถนัด ท่านบอกเราจะไปหาของป่าหรือรับซื้อของป่าที่มี
อยู่ตามทอ้ งถน่ิ แถวบา้ น เชน่ สมนุ ไพร น�้ำมันยาง ขี้คร่งั เมอื่ ไดข้ องเหล่านีม้ าแล้ว
9
ท่านจะเก็บสะสมเอาไว้ พอของเหลา่ นม้ี มี ากพอแล้ว ทา่ นก็จะหาบเอาไปขายทตี่ ลาด
เมอื งหนองบวั ลาํ ภู หรอื ทีต่ ลาดในเมอื งอดุ รธานี ทา่ นวา่ ตลาดซอื้ ขายทใี่ หญ่ที่สุดใน
ภาคอีสานตอนบน คือตลาดของเมืองอุดรธานี ท่านว่าตลาดแรกของอุดรธานีคือ
ตลาดไทยอสี าน ตลาดไทยอสี านคอื ตลาดเกา่ แกท่ ่สี ดุ ของจงั หวัดอดุ รธานี
ของปา่ ทกุ อย่างที่หามาได้ ท่านจะนําไปขายทง้ั หมด ยกเว้นพวกสตั ว์เทา่ นน้ั ท่ี
ทา่ นจะไมจ่ บั เขามาฆา่ เนอื้ เถอื หนงั เพอ่ื เอาชวี ติ เขามาเรข่ าย เพราะทา่ นสงสาร ทา่ นบอก
“เราไม่อยากเป็นบาปเป็นกรรมจองเวรต่อกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด” ท่านให้เหตุผลว่า
“เราเกิดมาไมก่ ่ปี ีกเ็ ปน็ ลูกกาํ พร้าพอ่ ตายตงั้ แตเ่ ด็ก เราจึงไม่อยากให้ผอู้ น่ื เป็นกําพร้า
เพราะเราเป็นเหตุ” ฟังองคท์ า่ นพดู แลว้ ก็นึกถงึ กรรมทตี่ นเองเคยพรากลูกพรากแม่
ขอสัตวอ์ ื่น
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “หาบของไปขายอดุ รธานบี า้ ง หนองบวั ลาํ ภบู า้ ง แลว้ แตท่ ไี่ หน
เขาอยากได้อะไร เราก็จะเอาไปขายท่ีนั่น ขายใกล้บ้านหน่อยก็ที่ตลาดหนองวัวซอ
หนองบวั ล�ำภู ถา้ เทยี่ วไหนหาบของไปขายเมอื งอดุ รฯ นี้ เม่อื ยหลาย ต้องหาบของ
บุกป่าฝ่าดงไปกว่าจะถึงอุดรฯ ใช้เวลาเดินทางเป็นวันเป็นคืน จนบ่าแตกปานดิน
หน้าแล้ง ตอนเป็นผ้าขาวแบกบริขารให้พระอาจารย์พาจนบ่าแตก เป็นพ่อค้าก็หาบ
ของขายจนบา่ แตก บวชมาแลว้ กแ็ บกบรขิ ารจนบา่ สองขา้ งแตกแลว้ แตกอกี พอกเิ ลส
แตกสลายตายไปจากใจแลว้ นบั แตน่ น้ั มา ใจเรากบ็ ไ่ ดแ้ บกหามความทกุ ขอ์ ะไรไวอ้ กี เลย
มันจบทุกอยา่ งแลว้ ในชาตนิ ี้”
คาํ พดู คาํ จาของทา่ นผเู้ อาชนะกเิ ลสนเ้ี ดด็ ขาดถงึ ใจมาก ขณะทา่ นพดู สหี นา้ แววตา
ขององคท์ า่ นอาจหาญชาญชยั มาก เหมอื นกบั วา่ ทา่ นสะใจทต่ี นเองเอาชนะกเิ ลสทง้ั หมด
ลงได้อย่างราบคาบ ผู้มีธรรมอันถึงแล้วนี้ คําพูดคําจากิริยาท่าขององค์ท่านช่างดู
อาจหาญชาญชัยสมกบั ธรรมขององค์ท่านจรงิ ๆ
10
ชีวติ ฆราวาส
สมัยหนุ่ม หลวงปู่ชอบท่านก็เหมือนกับหนุ่มห้าวบ่าวภูธรทั่วไป ในสมัยนั้น
เขานิยมชมชอบในเรือ่ งอะไร ท่านก็จะเอาตามทุกเรื่อง ไมว่ า่ ดีดพณิ เปา่ แคน สักลาย
คดิ แลว้ กไ็ มต่ า่ งอะไรกบั วยั รนุ่ หนมุ่ สาวสมยั นที้ นี่ ยิ มชมชอบแฟชนั่ ตามสมยั ทา่ นบอก
เราดดี พณิ เปา่ แคนพอเปน็ กบั เขาบา้ ง ฝมี อื เลน่ พณิ เปา่ แคนของเราพอเลน่ ใหเ้ พอ่ื นกบั
ผ้สู าวฟังเท่านนั้ ไม่ถึงขน้ั เก่งพอทีจ่ ะเป็นอาชพี หมอร้องหมอลํากบั เขาหรอก
เร่ืองสักลาย เป็นอีกเรื่องหนึ่งท่ีหลวงปู่ชอบท่านชื่นชอบ หลวงปู่ชอบท่านจะ
สักลายไว้ที่ขาข้างซ้ายนับตั้งแต่ต้นขาจนถึงข้อพับหัวเข่า ขาข้างขวาท่านสักรูปลาย
เอาไว้เพียงเล็กน้อยตรงข้อพับหัวเข่า ท่านบอก เราทนเจ็บไม่ไหว จึงสักขาลายได้
ขา้ งเดยี ว เสยี คา่ ยกครขู า้ งละหา้ สบิ สตางค์ เงนิ หา้ สบิ สตางคส์ มยั นน้ั ทา่ นวา่ ซอื้ ควายนอ้ ย
ได้ตวั หนึ่ง เพราะคา่ เงนิ สมยั นน้ั มีค่ามากกว่าสมยั น้ี
องคท์ า่ นเลา่ เรอื่ งสกั ลายใหฟ้ งั วา่ “เจบ็ เกอื บตาย จนขาออกรอ้ นหมด เจบ็ หลาย
จนไขแ้ ตกคาเข็ม กะว่าจะสกั เอามอมกับเขาสักสองตัวกเ็ อาบ่ได้ มันอดเจบ็ บไ่ ด้นต่ี ้ี
พวกเพอ่ื นมนั พากนั กนิ ฝน่ิ จงึ ทนเจบ็ ได้ เราบไ่ ดก้ นิ ฝน่ิ กบั เขาเลยทนเจบ็ บไ่ ด้ ไดข้ าลาย
กบั เขาแคน่ กี้ เ็ อาแลว้ ละ่ เขด็ จนตาย บส่ กั ลายกบั เขาอกี แลว้ ชาติน”้ี พอ่ แมค่ รอู าจารย์
ทา่ นเลา่ ไปหวั เราะไป จนทาํ ใหล้ กู หลานพระเณรทฟี่ งั พลอยขำ� ขนั ไปกบั เรอ่ื งเลา่ ของทา่ น
ขออธบิ าย “ลายตัวมอม” ให้ทราบพอสังเขปดงั นี้ ลายตวั มอม ทางภาคอสี าน
จะมีลักษณะคล้ายกับละม่ังผสมราชสีห์ ตัวมอมจะมีลักษณะหน้าและเท้าเหมือน
ราชสีห์ สว่ นลําตวั และหางจะอ่อนชอ้ ยเหมือนกวางละมั่ง คนอสี านสมัยโบราณเขาจะ
นิยมสักลายตัวมอมกันมากเปน็ พเิ ศษ คนหนุ่มสมัยองค์ท่านหลวงปู่ชอบจะนิยมสัก
ขาลายและตัวมอมเอาไวอ้ วดสาวๆ ย่งิ คนไหนสักลายตวั มอมมากเทา่ ไหร่ สาวนอ้ ย
สาวใหญ่มักชะม้ายชายตาให้ความสนใจพ่อหนุ่มคนนั้นเป็นพิเศษ ลายสักตัวมอม
จงึ เปน็ ลายสักมหาเสน่หข์ องคนหนุ่มสาวในสมัยนนั้ ก็วา่ ได้
11
มกี ลอนอสี านกล่าวถึงเร่ืองขาลายเอาไวว้ า่ ขาบล่ ายบ่ไดก้ า่ ยลูกสาวเพิ่น ขาลาย
แลว้ แอวบล่ ายกะบ่คอ่ ง งามคักแทใ้ หส้ กั นกเตน็ น้อยงอยแกม้ ตอดขต้ี า
ชายหนมุ่ สมยั นน้ั ถา้ ไมส่ กั ลาย ผหู้ ญงิ เขาจะไมค่ อ่ ยใหค้ วามสนใจเทา่ ไร คนอสี าน
สมยั นน้ั เขาถอื กนั วา่ ถา้ เปน็ ชายชาตรตี อ้ งมรี อยสกั ตามตวั ชายใดไมม่ รี อยสกั ตามตวั
ถอื วา่ ไมใ่ ชช่ ายชาตรแี ท้ ถอื วา่ ชายคนนนั้ เปน็ ผแู้ หมห่ รอื กะเทยนน่ั เอง ลายมหาเสนห่ ์
อีกลายหน่ึงที่หนุ่มสาวสมัยนั้นนิยมสักกันคือ ลายนกเต็นน้อย ลายนกเต็นน้อยนี้
คนสมยั กอ่ นเขาจะนยิ มสกั ไวใ้ กลข้ อบหางตาขา้ งใดขา้ งหนง่ึ หรอื ทง้ั สองขา้ ง ชายคนไหน
สกั ลายนกเตน็ นอ้ ยไวท้ ขี่ อบหางตาแลว้ จะทาํ ใหค้ นนนั้ ดดู มี เี สนห่ ใ์ นสายตาของสาวๆ
ลายนกกระเต็นยามเยน็ หยอกเยา้ โพระดกนี้ เรยี กอกี อย่างหนงึ่ ว่า ลายนกเจา้ ชู้
หลวงปู่ชอบท่านสักเลขห้าไทยไว้ที่หัวไหล่ขวา รอยสักเลขห้าไทยท่ีไหล่ขวา
ของทา่ น ตอ่ มากลายเปน็ รอยสกั เอกลกั ษณป์ ระจำ� ตวั ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบจนตราบ
เทา่ ปจั จบุ นั น้ี ทา่ นบอกรอยสกั เลขหา้ ไทยทไ่ี หลข่ วา หมายถงึ พระพทุ ธเจา้ หา้ พระองค์
ทอ่ นแขนขวาทา่ นจะมรี อยสกั อกั ขระยนั ตย์ อดธรรม ทา่ นบอก “ยนั ตย์ อดธรรมเราสกั
พร้อมกันกับยันต์พระพุทธเจ้าห้าพระองค์” สักยันต์ยอดธรรมกับยันต์พระพุทธเจ้า
หา้ พระองค์ ทา่ นบอกเสยี คา่ ยกครหู นงึ่ บาท แพงกวา่ สกั ขาลายเทา่ ตวั สกั ขาลาย อาจารย์
ทส่ี กั ใหเ้ ขาไมไ่ ดล้ งคาถาอาคม แตย่ นั ตย์ อดธรรมมกี ารลงคาถาอาคม อาจารยท์ สี่ กั ให้
จงึ คิดค่ายกครูหนงึ่ บาท
การสักลายสมัยนั้น ท่านว่าสักเพราะค่านิยมของสมัยเพื่อแสดงว่าตนเองเป็น
ชายชาตรี หรือสักไว้เพื่อให้ตัวเองอยู่ยงคงกระพัน ป้องกันศาสตราอาวุธของมีคม
อุบตั ิเหตเุ ภทภยั พอบวชแลว้ ท่านยกเรือ่ งน้มี าพิจารณา ทา่ นว่า ไมว่ า่ จะสักเหนียว
สกั ทนแคไ่ หน สดุ ทา้ ยกห็ นคี วามตายไมพ่ น้ เพราะความงมงายหาสรณะใหก้ บั ใจของ
ตนเองไมไ่ ด้ คนเราจงึ หนั ไปพง่ึ พงิ อาศยั สง่ิ ภายนอกทไ่ี มใ่ ชธ่ รรมพน้ ทกุ ข์ ทา่ นวา่ ยนั ต์
ทั้งหลายนั้นไม่สามารถพาใครพ้นทุกข์แคล้วคลาดจากภัยของกิเลสได้ สุดท้ายก็ถูก
ไฟเผาทิง้ หมด
12
อกี เรอื่ งทหี่ ลวงปชู่ อบทา่ นชอบมากเปน็ พเิ ศษคอื “มวยคาดเชอื ก” ทา่ นวา่ ผชู้ าย
สมัยน้ันจะต้องมีวิชามวยเพ่ือเอาไว้ป้องกันตัวและคนที่ตนรัก ท่านกับเพื่อนพากัน
ไปฝึกมวยคาดเชือกกับครูมวยบ้านหนองบัวบาน ท่านฝึกมวยจนชำ� นาญ อยากจะ
พิสูจนว์ ชิ ามวยทต่ี นเองร�ำ่ เรยี นมาวา่ เก่งกาจสามารถแค่ไหน พอมีงานประจ�ำปเี ขาจัด
ใหม้ กี ารแขง่ ขนั ชกมวยคาดเชอื กขนึ้ มา ทา่ นจงึ ไปเปรยี บมวยไดค้ ชู่ กเปน็ นกั มวยบา้ น
หนองววั ซอ
ท่านบอกการชกมวยสมยั นั้น เขาไมม่ ีการชงั่ น�้ำหนกั เหมือนทกุ วนั น้ี สมยั ก่อน
เขาจะใชว้ ธิ เี ปรยี บเทยี บสดั สว่ นรา่ งกายแทนการชง่ั นำ้� หนกั โดยใหน้ กั มวยทงั้ สองคน
มายนื ประกบคกู่ นั เพอื่ เปรยี บเทยี บรปู รา่ งวา่ เหมาะสมทจี่ ะชกกนั ไดห้ รอื ไม่ ถา้ ทงั้ คมู่ ี
รปู ร่างใกลเ้ คียงกนั ทางผู้จดั ก็จะให้ชกกนั ถ้าคไู่ หนมรี ูปร่างต่างกนั มาก หากทัง้ คูม่ ี
ความประสงคอ์ ยากจะชกกนั โดยไมเ่ กย่ี งงอนในเรอ่ื งรปู รา่ ง ทางผจู้ ดั กจ็ ะใหช้ กกนั ได้
นักมวยสมัยนั้นเขาจะไม่สวมนวมชกกันเหมือนนักมวยสมัยนี้ สมัยนั้นเขาจะเอา
ผ้าฝ้ายด้ายดิบมาพันรอบหมัดเพ่ือป้องกันไม่ให้มือหักแตกซ้น เมื่อพันผ้าเสร็จแล้ว
เขาจะใช้เชือกปอพันทับรอบสันหมัดอีกทีหนึ่งเพื่อให้หมัดหนักข้ึนกว่าเดิม น่ีจึงเป็น
ทีม่ าของค�ำวา่ มวยคาดเชอื ก
ก่อนการชก จะเอาผ้าฝ้ายด้ายดิบไปแช่น้�ำซาวข้าวอย่างน้อยหน่ึงคืนเพื่อให้
เนอ้ื ผา้ มคี วามเหนยี ว จากนน้ั จะเอาไปตากแดดเพอ่ื ใหเ้ นอื้ ผา้ หยาบกระดา้ ง เวลาชกโดน
หนา้ คตู่ อ่ สู้ จะทำ� ใหค้ ตู่ อ่ สหู้ นา้ ตาบวมปดู หรอื แตกไดเ้ รว็ ขน้ึ กตกิ าชกมวยคาดเชอื กนน้ั
มสี ขี่ อ้ คอื ๑. ชกกนั จนตาย ๒. ชกกนั จนสลบไปขา้ งหนง่ึ ๓. ชกกนั จนฝา่ ยใดฝา่ ยหนงึ่
ยอมแพ้ ๔. เมอื่ ไมม่ ใี ครแพช้ นะในระยะเวลาทกี่ ำ� หนด กรรมการกจ็ ะตดั สนิ ใหน้ กั มวย
ทั้งคู่เสมอกนั ท่านวา่ พอถึงวันชก ค่ชู กของท่านไม่มาตามนดั หมาย ท่านจึงไมไ่ ด้ขึ้น
ชกมวยตามที่ตนเองต้ังใจเอาไว้ ทา่ นบอก “เราไมม่ กี รรมกับใครในทางนี้ จงึ ไมไ่ ด้
ไปต่อยตีกับใคร หดั มวยมากไ็ มไ่ ด้ชกกับใคร ไดแ้ ตเ่ ตะตน้ กล้วยกบั ขคี้ วายแห้งอยู่
ทุ่งนา จนเพอ่ื นพากนั ลอ้ เลียนว่า “อ้ายบอ่ นกั มวยข้ีควายแห้ง” องคท์ ่านหวั เราะ
ขำ� ขนั กับฉายามวยทเ่ี พอื่ นตง้ั ให้
13
อีกเรื่องท่ีท่านเล่าให้ฟังเมื่อสมัยหนุ่มคือเรื่อง “ซุมสาว” หรือเรื่องจีบสาวของ
คนหนมุ่ ในสมยั ทา่ น ทา่ นวา่ หนมุ่ สาวสมยั นนั้ เขาไมม่ ที พี่ บปะกนั หลายสถานทเ่ี หมอื น
หนุ่มสาวสมยั น้ี หนุม่ สาวสมัยท่าน การคบหากันจะอยใู่ นสายตาของพ่อแมฝ่ า่ ยหญิง
เปน็ สาํ คญั สถานทพ่ี บปะกนั ของหนมุ่ สาวสมยั นน้ั จะเปน็ ลานกลางบา้ น สมยั นเี้ รยี กวา่
ศาลาประชาคมหม่บู า้ น
หลงั เสรจ็ จากฤดกู าลเกบ็ เกย่ี ว ผคู้ นจะวา่ งจากงานไรง่ านนา พอหมดฝนเขา้ สหู่ นาว
จะเป็นช่วงฤดูเก็บดอกฝ้ายมาถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ช่วงน้ีแหละท่านบอกเป็นช่วง
ท่ีสาวน้อยสาวใหญ่ในแต่ละหมู่บ้านจะมารวมกลุ่มกัน “ลงข่วงเข็นฝ้าย” คําว่า
ลงขว่ งเขน็ ฝา้ ย คอื หญงิ สาวในหมบู่ า้ นนน้ั ๆ จะพากนั มารวมกลมุ่ เขน็ ฝา้ ยทลี่ านกลาง
หมบู่ ้าน เมอื่ มสี าวๆ พากันมารวมกลุ่มเข็นฝา้ ยแลว้ พวกหนมุ่ ๆ ก็จะพากนั มาชว่ ย
หญิงสาวทีต่ นเองหมายปองเข็นฝ้าย เพื่อถือโอกาสพูดคุยเรียนรอู้ ุปนสิ ัยใจคอซ่งึ กนั
และกนั พอสมั พนั ธข์ องหนมุ่ สาวคนู่ นั้ ไปกนั ดว้ ยดแี ลว้ ผบู้ า่ วคนนนั้ กจ็ ะไดเ้ ขา้ ไปพดู
คุยท่ีบ้านของฝ่ายหญงิ แต่ทง้ั นท้ี ง้ั น้ันต้องขึน้ อยู่กบั การไดร้ ับอนญุ าตจากพ่อแม่ทาง
ฝา่ ยหญงิ เสยี กอ่ น ผชู้ ายพายเรอื จะเขา้ ไปบา้ นฝา่ ยหญงิ สมุ่ สสี่ มุ่ หา้ ไมไ่ ด้ คนสมยั กอ่ น
เขาถือกันมากในเรือ่ งน้ี
วธิ กี ารซมุ สาวอกี แบบหนง่ึ ของคนสมยั นนั้ ถา้ เพอ่ื นคนไหนในกลมุ่ สนใจสาวหนงึ่
นางใดขึ้นมา ถ้าเพื่อนคนน้ันอายไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวที่หมายปองด้วย
ตัวเอง เขาจะไหว้วานเพื่อนในกลุ่มที่มีความกล้าอาสาทําหน้าที่เป็นคนข้ึนสาวให้
“คนข้ึนสาว” สมยั นั้นก็คือคนทำ� หนา้ ที่เป็น “พ่อสอ่ื ” น่นั เอง คนขึน้ สาวมหี นา้ ทเี่ ปน็
พอ่ สอื่ พอ่ ชกั พาเพอื่ นคนทแี่ อบชอบหญงิ สาวคนนน้ั ไปบา้ นของฝา่ ยหญงิ เพอ่ื ใหเ้ ขาได้
พูดคุยทาํ ความรูจ้ ักมกั คุน้ กัน พอความสัมพนั ธ์ของคู่นไ้ี ปไดด้ แี ล้ว คนขน้ึ สาวกจ็ ะ
ถอนตัวออกมาโดยปล่อยให้หนุ่มสาวคู่นี้ว่าความกันเอง ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงเห็นดี
เห็นงามด้วยแล้ว ก็จะให้ทางฝ่ายชายส่งพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เถ้าแก่มาสู่ขอตกแต่งกัน
ใหถ้ กู ต้องตามประเพณี
14
ทา่ นวา่ สมยั นน้ั มบี า้ งทบ่ี างครู่ กั ใครช่ อบพอกนั แตถ่ กู ทางพอ่ แมฝ่ า่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ
กีดกนั เขาก็จะพากนั หนไี ปอยทู่ ีอ่ น่ื กอ่ น พอโทสาอารมณข์ องผูใ้ หญเ่ บาบางลงแล้ว
กจ็ ะพากนั กลบั มาขอขมาลาโทษตอ่ พอ่ แมข่ องทางฝา่ ยหญงิ ครู่ กั แบบนส้ี มยั กอ่ นทา่ นวา่
จะมีนอ้ ยมาก นานทีถึงจะเกิดเร่ืองลักษณะแบบนข้ี ้นึ มา ทา่ นว่าคนสมยั กอ่ นเขาจะ
ถอื จารีตประเพณดี งี ามกันมาก การกระทําอันใดที่ไม่ถกู ตอ้ งตามจารีตประเพณแี ลว้
คนสมัยนั้นเขาจะไม่ค่อยท�ำกัน สมัยท่านจึงไม่ค่อยมีเร่ืองชิงสุกก่อนห่ามให้พ่อแม่
ไดง้ ามหน้าผูค้ นทัง้ หมูบ่ า้ นยา่ นตำ� บล
ผู้หญิงสมัยก่อนเขาจะรักนวลสงวนนางเป็นอย่างมาก โอกาสท่ีฝ่ายชายจะได้
สัมผัสจับต้องเน้ือตัวของฝ่ายหญิงน้ันยากมาก ผู้หญิงสมัยก่อนจะมาเดินเก่ียวก้อย
ควงแขนกบั ผชู้ ายใหค้ นเหน็ ไมม่ เี ลย แมห่ ญงิ สมยั นน้ั เขาจะไมก่ ลา้ ทำ� แบบน้ี เพราะเกรง
คนอน่ื จะนนิ ทาว่าร้ายทําให้เสือ่ มเสียไปถงึ ชาตพิ งศ์วงศต์ ระกูล แม้ผวั เมยี ที่แต่งงาน
อยกู่ นิ กนั อยา่ งถกู ตอ้ งตามประเพณตี อ่ หนา้ สาธารณชน เขากจ็ ะไมก่ ลา้ เกย่ี วกอ้ ยเกาะ
แขนแฟนฉนั ใหค้ นเหน็ คนสมยั ทา่ นไมว่ า่ หญงิ หรอื ชาย ยางละอายแกใ่ จสดอยเู่ สมอ
ไม่เหือดแหง้ เหมอื นคนยคุ ใหมส่ มยั ไอทีศรีบนั เทงิ ที่มักจะทาํ อะไรไปในทางใหพ้ อ่ แม่
ไดง้ ามหน้างามตา
เรื่องการแต่งงานมีเหย้าเรือนของคนสมัยน้ัน ท่านบอกส่วนมากพ่อแม่จะเป็น
ผู้เลอื กหาคคู่ รองให้ ท่านว่า บางคบู่ างคนไม่เคยเห็นหน้าค่าตากนั มากอ่ นกม็ ี พอมา
เจอกนั อกี ทกี ค็ อื วนั หมน้ั วนั แตง่ คแู่ ตง่ งานในลกั ษณะแบบนี้ ทา่ นเรยี กวา่ “คลมุ ถงุ ชน”
การแตง่ งานกนั ในลกั ษณะคลมุ ถงุ ชนแบบน้ี ทา่ นวา่ สมยั นน้ั มมี ากมายหลายคจู่ นแทบ
จะถอื วา่ เปน็ เรอื่ งปรกตขิ องการแตง่ งานของคนในสมยั นนั้ กว็ า่ ได้ การหยา่ รา้ งแยกทางกนั
ในสมยั นน้ั จะมนี อ้ ยคมู่ าก เพราะคผู่ วั ตวั เมยี สมยั กอ่ นเขาจะมคี วามอดทนอดกลน้ั ตอ่
กนั สูง หนักนดิ เบาหน่อยกจ็ ะอภยั ให้กัน คนโบราณอีสานท่านจึงวา่ ผวั เมียน้มี งึ กู
อยา่ ไดว้ า่ ผวั เมยี นหี้ าบคซู่ ากนั หนกั ไหส้ อ่ ยกนั หาบ หยาบไหส้ อ่ ยกนั ดงึ มนั ถงึ จะเปน็
มงคลในชวี ติ ของผัวเมยี คนู่ นั้ ๆ
15
ชายหนมุ่ สมยั นน้ั ถา้ วา่ ถงึ เรอ่ื งเอาเปรยี บผหู้ ญงิ ทา่ นวา่ อยา่ งมากกแ็ ค่ “จกสาว”
เทา่ นนั้ คำ� วา่ จกสาว หมายถงึ การจบั เนอื้ ตอ้ งตวั ของทางฝา่ ยหญงิ บา้ นเรอื นเฮอื นชาน
ของคนสมยั กอ่ น ทา่ นวา่ ไมม่ นั่ คงถาวร ฝาบา้ นกเ็ อาใบไมใ้ บตองมาสานเปน็ กระแตะ
พอกนั ลมกนั ฝนเทา่ นนั้ พวกลกั จกสาวตอนกลางวนั เขาจะไปดวู า่ ผหู้ ญงิ นอนอยมู่ มุ ไหน
ของบา้ น พอรวู้ า่ หญงิ สาวทต่ี นเองหมายจะไปจกนอนอยมู่ มุ ไหนของบา้ นแลว้ กจ็ ะจำ�
ตำ� แหนง่ มุมนอนของหญงิ สาวผู้นเี้ อาไว้ ตอนเปน็ หนุ่ม ท่านกบั เพอื่ นเคยพากันแอบ
จกสาว ท่านวา่ พอตกดกึ คนในบ้านของผ้สู าวดับไฟขี้ใตเ้ ขา้ นอน ท่านกับเพอ่ื นกจ็ ะ
พากันย่องเข้ามาเจาะฝาบ้านเขาให้เป็นช่องพอมือย่ืนไปสัมผัสจับเน้ือต้องตัวของ
ผูห้ ญงิ ได้ ถา้ สาวเจา้ ไมร่ ู้สกึ ตวั กจ็ ะไดจ้ ับหลายคร้ัง แตถ่ า้ เขารู้สกึ ตัวโวยวายข้นึ มา
กจ็ ะพากนั วงิ่ หนี ทา่ นวา่ มนั มว่ นหลายก็ตอนพากนั วงิ่ หนพี อ่ ผหู้ ญงิ เอามดี พร้าไล่ฟัน
น้แี หละ ฟังองคท์ า่ นเล่าแล้วก็ขำ� กับความดอ้ื ของคนหนมุ่ สมยั น้ัน
ถ้าพ่อแม่ของผูห้ ญิงรู้ตวั คนทีแ่ อบมาลักจกลกู สาวเขา หรอื จับตวั คนท่ีมาลกั จก
ลกู สาวเขาได้ หนมุ่ คนนน้ั กจ็ ะถกู ปรบั ไหมเสยี ผตี ามทพี่ อ่ แมข่ องทางฝา่ ยหญงิ เรยี กรอ้ ง
ท่านว่า ส่วนมากแล้วเขาจะปรับไหมกันเป็นเงินทองเสียมากกว่า แต่ถ้าผู้ชายไม่มี
เงนิ ทองให้ เขากจ็ ะปรบั เอาเปน็ สง่ิ ของแทน เชน่ ววั ควาย ไรน่ า เปน็ ตน้ หรอื ไมก่ จ็ ะให้
ทั้งคู่ผูกข้อต่อแขนแต่งงานกันก็มี แต่กรณีอย่างหลังน้ี ท่านว่าจะต้องขึ้นอยู่กับทาง
ฝา่ ยหญงิ วา่ เขาชอบพอมใี จใหก้ บั ทางฝา่ ยชายหรอื ไม่ ถา้ ฝา่ ยหญงิ เขาชอบพอ กจ็ ะให้
ทงั้ คแู่ ตง่ งานกนั
เพอ่ื นทา่ นบางคนไปลกั จกสาว ถกู พอ่ ของผหู้ ญงิ เอาไมต้ ขี อ้ มอื หกั กม็ ี แตถ่ งึ ขนั้
ถูกอาวุธรุนแรงมากกวา่ นี้ เพื่อนของทา่ นไม่เคยโดน ทา่ นว่า เคยมีผบู้ ่าวกลมุ่ อ่นื โดน
มดี ฟนั ขอ้ มอื แลว้ ถกู ผใู้ หญบ่ า้ นจบั ตวั ไปขงั คกุ ขไ้ี กป่ ระจานใหอ้ ายกเ็ คยมี เรยี นทา่ นวา่
“เคยถกู จบั ไดข้ ณะไปจกสาวบา้ งไหม” ทา่ นวา่ “เราไมเ่ คยถกู จบั หรอื โดนตเี หมอื นเพอ่ื น
คนอ่ืน เคยแต่ขายขห้ี นา้ ตัวเองในเรอ่ื งน้ี เราจะไปจกสาวผ้เู ดยี ว ไม่ให้เพ่อื นไปด้วย
วนั นน้ั ทบี่ า้ นสาวเขาพากนั นอนดกึ ซมุ่ อยนู่ าน บา้ นผสู้ าวกย็ งั ไมด่ บั ไฟนอนสกั ที เราเผลอ
นอนหลบั อยขู่ า้ งเลา้ ตงั้ แตเ่ มอื่ ไหรไ่ มร่ ู้ มารสู้ กึ ตวั อกี ทมี คี นปลกุ ใหต้ นื่ คนปลกุ คอื พอ่
16
หญงิ สาวคนทเ่ี ราจะไปลกั จกนน่ั เอง” พอ่ ผหู้ ญงิ ถามวา่ “บา้ นเรอื นเฮอื นหอไมม่ หี รอื ยงั ไง
ถงึ ไดม้ านอนอยนู่ ”่ี เราบอก “จะมาคยุ สาว เหน็ คนอยบู่ า้ นหลายคน จงึ นอนรออยนู่ จ่ี น
เผลอหลับ” ทจี่ รงิ จะมาลกั จกลกู สาวเขา แต่ตัวเองมาพลาดเพราะความงว่ งเป็นเหตุ
แผนเราจึงไม่ส�ำเร็จ ท่านเล่าให้พระเณรลูกหลานฟังอย่างข�ำขันถึงอดีตองค์ท่านใน
เรอื่ งนี้
หลวงปชู่ อบทา่ นไมเ่ คยแตง่ งานมคี รอบครวั มากอ่ น สมยั ทา่ นเปน็ ฆราวาสทา่ นเคย
ชอบพอกบั ผหู้ ญงิ คนหนึ่งชอื่ สาวพา ฝ่ายหญงิ เขากม็ ใี จใหท้ า่ น พอ่ แม่ของทางฝา่ ย
หญิงก็ยอมรับในตัวของท่าน จนเป็นท่ีทราบของคนบ้านหนองบัวบานว่าคู่นี้จะต้อง
ลงเอยดว้ ยการแตง่ งานกันอย่างแนน่ อน แตม่ ีเหตุการณท์ �ำให้ทา่ นกับสาวพาพลิกผัน
ไม่ได้แต่งงานกัน ท่านว่ามีวันหน่ึงเราถือโอกาสจับเนื้อต้องตัวสาวพาตามประสาคน
รกั กนั บงั เอญิ เพอ่ื นสาวพาเหน็ เขา้ จงึ ทกั ทว้ งขน้ึ มา สาวพาเลยแกเ้ ขนิ โดยการตอ่ วา่ ทา่ น
ดว้ ยถอ้ ยคาํ หยาบคาย ตอนถกู สาวพาวา่ ให้ ทา่ นเคอื งใจมากแตต่ อ้ งระงบั อารมณเ์ อาไว้
เพราะตนเองเปน็ คนผดิ กอ่ นหนา้ นั้นไม่ว่าจะถูกเนอ้ื ต้องตวั กนั อยา่ งไร ทา่ นก็ไม่เคย
ถกู สาวพาวา่ ให้ แตพ่ อมคี นทกั ทว้ งขนึ้ เทา่ นน้ั สาวเจา้ ถงึ กบั ตอ่ วา่ ดว้ ยถอ้ ยคาํ ทหี่ ยาบคาย
เพราะเหตจุ ากถกู ฝา่ ยหญงิ ตอ่ วา่ ดว้ ยถอ้ ยคำ� หยาบคายนแ้ี หละ ทา่ นจงึ หมดใจรกั ทเ่ี คย
มีต่อสาวพา
เมอ่ื เรอื่ งแดงขนึ้ มาอยา่ งนี้ พอ่ แมส่ าวพาจงึ เรยี กแมท่ า่ นมาคยุ ทบี่ า้ นผใู้ หญบ่ า้ น
หนองบัวบาน พอ่ แมท่ างฝ่ายหญงิ ยน่ื ขอ้ เสนอให้ทา่ นเลอื กสามข้อ ขอ้ หนึ่ง ให้ท้ังคู่
แต่งงานกันโดยเรียกค่าสินสอดเป็นเงินจํานวนห้าบาท ข้อสอง ถ้าไม่แต่งงานกัน
ทางฝา่ ยหญงิ เขาจะปรบั เปน็ เงนิ จาํ นวนสบิ สองบาท ขอ้ สาม หากไมร่ บั ผดิ ชอบตอ่ การ
กระทาํ ทา่ นจะตอ้ งตดิ ตะรางแทนคา่ ปรบั ทางโยมแมอ่ ยากใหท้ า่ นเลอื กเอาขอ้ แตง่ งานกนั
ตอนนน้ั ทา่ นเคอื งในคาํ ดา่ ของสาวพา จงึ ปฏเิ สธการแตง่ งาน โดยยอมเสยี เงนิ คา่ ปรบั จาํ
นวนสบิ สองบาทแทนตามทที่ างพอ่ แมฝ่ า่ ยหญงิ เรยี กรอ้ ง โยมแมข่ ายควายหา้ ตวั เพอ่ื นำ�
เงนิ มาเสยี คา่ ปรบั ใหก้ บั ทา่ น เงนิ คา่ ปรบั สบิ สองบาทสมยั นน้ั หากนำ� มาเทยี บกบั คา่ เงนิ
สมัยน้ี ทา่ นว่าเป็นแสนเลยทเี ดยี ว
17
ทา่ นบอก “ถา้ ไมม่ เี หตกุ ารณเ์ รอื่ งนเี้ กดิ ขนึ้ เราคงไมไ่ ดบ้ วชงา่ ยๆ ดอก เรอื่ งรา้ ย
ในตอนนน้ั กลายเปน็ เรอ่ื งดกี บั ตนเองในภายหลงั ” เรอ่ื งนเี้ ปน็ อกี เหตกุ ารณห์ นงึ่ ทท่ี าํ ให้
ทา่ นเบอื่ หนา่ ยชวี ติ ครองเรอื นแบบฆราวาส ทา่ นจงึ ตดั สนิ ใจบวชประพฤตพิ รหมจรรย์
ในพระศาสนา จนไดม้ าเปน็ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ใหล้ กู ศษิ ยอ์ ยา่ งพวกเรา
ไดก้ ราบไหว้
ส่รู ม่ กาสาวพัสตร์
หลงั ผา่ นเรอื่ งนไี้ ปไมน่ าน ญาตพิ น่ี อ้ งของทา่ นทาํ บญุ อทุ ศิ ใหบ้ รรพบรุ ษุ ทางญาติ
ของทา่ นไดน้ มิ นตพ์ ระอาจารยพ์ ามารว่ มในงาน พระอาจารยพ์ าเดนิ ทางจากอบุ ลราชธานี
มาพกั ทีว่ ดั ป่าหนองบวั บาน (ปจั จบุ นั วดั แหง่ นจ้ี มน�้ำ เนอ่ื งจากสร้างเข่ือนห้วยหลวง)
พระอาจารยพ์ าถามทา่ นวา่ “ชอบ ยงั คดิ อยากจะบวชอยหู่ รอื ไม”่ ทา่ นตอบพระอาจารยพ์ า
ว่า “ใจข้าน้อยยังคิดอยากจะบวชอยู่เหมือนเดิมขอรับ” พระอาจารย์พาบอกว่า
“น่ีเป็นโอกาสดีแล้วที่เจ้าจะได้บวชเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับพ่อและบรรพบุรุษ” เมื่อ
พระอาจารย์พาชชี้ อ่ งทางให้เช่นนี้ ท่านจึงเห็นหนทางทต่ี นเองจะได้บวช
พระอาจารยพ์ ายกเรอ่ื งการทำ� บญุ ใหญ้ าตพิ นี่ อ้ งฟงั วา่ “การทำ� บญุ ใดทไ่ี มข่ ดั ตอ่
ศลี ธรรมแลว้ บุญน้ันจักส่งผลอยา่ งสมบรู ณ์ ถา้ จะให้ได้บุญมากกว่าน้ี ลูกหลานต้อง
พากันบวชเพือ่ อุทศิ บญุ ใหก้ ับพ่อแมญ่ าตพิ ่นี ้องบรรพบุรุษ” พระอาจารยพ์ ายกเรอ่ื งน้ี
ขนึ้ มากลา่ วทา่ มกลางญาตพิ นี่ อ้ ง และถามความสมคั รใจวา่ มใี ครจะบวชบา้ ง แตล่ ะคน
ทพี่ ระอาจารยพ์ าถาม ตา่ งอา้ งเรอ่ื งตดิ ขดั ของตน พระอาจารยพ์ าถามทา่ นตอ่ หนา้ ญาติ
พนี่ อ้ งวา่ “ชอบ เจา้ พรอ้ มทจี่ ะบวชไหม” ทา่ นตอบพระอาจารยพ์ าวา่ “ขา้ นอ้ ยยนิ ดที จ่ี ะบวช”
พระอาจารยพ์ าถามโยมแมท่ า่ นวา่ “ปา เจา้ ยนิ ดที จ่ี ะใหล้ กู ชายของตนเองบวชหรอื ไม”่
โยมแมท่ ่านว่า “ขา้ น้อยยนิ ดที ่ลี ูกชายของขา้ นอ้ ยจะบวช” ทา่ นว่าอาจารย์พาเปน็ คน
มีปัญญา อาศัยเรื่องการท�ำบุญเป็นอุบายท�ำให้ท่านได้บวชจนได้ ท่านว่า “ถ้าไม่มี
พระอาจารยพ์ าเปน็ ผชู้ ที้ างให้ เราคงจะหาโอกาสบวชได้ยากมาก”
18
ท่านเข้าไปถือศีลแปดเป็นตาผ้าขาวอยู่วัดป่าหนองบัวบานประมาณสองเดือน
พระอาจารยพ์ าจงึ อนญุ าตใหบ้ รรพชาเปน็ สามเณร โยมแมก่ บั โยมยายของทา่ นพากนั
ทอผ้าเพือ่ นํามาใหพ้ ระอาจารยพ์ าตัดเย็บสบงจีวรใหก้ ับท่าน บริขารส่วนมากโยมแม่
กบั โยมยายของทา่ นเปน็ ผจู้ ดั หามาใหเ้ กอื บทงั้ หมด มเี พยี งบาตรและบรขิ ารบางอยา่ ง
เท่าน้ันที่พระอาจารยพ์ าทา่ นเป็นผ้จู ัดหามาให้
พระอาจารย์พา พาตาผ้าขาวชอบเดินทางมาเมืองเลยเพื่อบรรพชาสามเณร
สมยั นน้ั จงั หวดั อดุ รธานกี บั จงั หวดั เลยมพี ระอปุ ชั ฌายฝ์ า่ ยธรรมยตุ เพยี งองคเ์ ดยี ว คอื
พระครอู ดสิ ยั คณุ าธาร (คาํ อรโก) วดั ศรสี ะอาด ตาํ บลกดุ ปอ่ ง อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เลย
สมยั นน้ั พระครอู ดสิ ยั คณุ าธาร ทา่ นเปน็ เจา้ คณะปกครองสงฆจ์ งั หวดั เลยและจงั หวดั
อดุ รธานี ทง้ั สองนกิ ายคอื ฝา่ ยธรรมยตุ และฝา่ ยมหานกิ าย พระอาจารยพ์ า พาผา้ ขาวชอบ
มาแวะพกั ทว่ี ดั บา้ นนาแก ตาํ บลนากลาง อาํ เภอหนองบวั ลาํ ภู จงั หวดั อดุ รธานี บงั เอญิ
พระอาจารยพ์ าทา่ นมาพบทา่ นพระครอู ดสิ ยั คณุ าธารทว่ี ดั บา้ นนาแก พระอาจารยพ์ าจงึ
นมิ นตท์ า่ นพระครอู ดสิ ยั คณุ าธารเปน็ พระอปุ ชั ฌายบ์ รรพชาสามเณรใหก้ บั ผา้ ขาวชอบ
หลานชาย
นายชอบ แกว้ สวุ รรณ (พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม) บรรพชาเปน็ สามเณร
เม่ืออายุ ๑๙ ปี ที่ วัดบา้ นนาแก ตําบลนากลาง อาํ เภอหนองบัวลาํ ภู จังหวัดอุดรธานี
วนั พฤหสั บดี ขนึ้ ๘ คำ่� เดอื น ๔ ปวี อก ตรงกบั วนั ท่ี ๒๖ กมุ ภาพนั ธ์ พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๓
โดยมี พระครอู ดิสัยคณุ าธาร (คํา อรโก) เป็นพระอปุ ัชฌาย์
หลังบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว พระอาจารย์พากับท่านพักอยู่ท่ีวัดบ้านนาแก
หนงึ่ คนื จากนนั้ พระอาจารยพ์ า พาสามเณรชอบ กราบลาทา่ นพระครอู ดสิ ยั คณุ าธาร
พระอปุ ชั ฌาย์ เดนิ ทางมาพกั ที่ วดั พศิ าลรญั ญาวาส อ�ำเภอหนองบวั ล�ำภู จงั หวดั อดุ รธานี
(ในสมยั นนั้ ) พกั อยู่ทีน่ ่ีประมาณสีค่ ืน จากนัน้ พระอาจารยพ์ าไดพ้ าสามเณรชอบ
เดนิ ทางกลบั มาบา้ นหนองบวั บาน เพอื่ ใหโ้ ยมแมป่ าและญาตพิ นี่ อ้ งบา้ นหนองบวั บาน
ไดเ้ หน็ ชายผา้ เหลอื งของทา่ น พระอาจารยพ์ าและสามเณรชอบพกั อยวู่ ดั ปา่ หนองบวั บาน
ระยะหน่ึง จากน้ัน พระอาจารย์พาได้พาท่านเดินทางไปจําพรรษาท่ีอ�ำเภอบ้านผือ
19
จังหวัดอุดรธานี พรรษาแรกของ สามเณรชอบ แก้วสุวรรณ ท่านจ�ำพรรษาอยู่ท่ี
พระพทุ ธบาทบัวบก อําเภอบ้านผือ จังหวัดอดุ รธานี
พรรษาทสี่ อง ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๖๔ ทา่ นพระอาจารยพ์ า พาสามเณรชอบมาจำ� พรรษา
ที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ (วดั ปา่ สาระวารีในปจั จบุ นั ) อาํ เภอบา้ นผือ จังหวดั อดุ รธานี
หลงั ออกพรรษาแลว้ พระอาจารยพ์ าทราบขา่ ววา่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต พาลกู ศษิ ย์
เทย่ี ววเิ วกอยทู่ างเขตจงั หวดั สกลนคร พระอาจารยพ์ าจงึ ชวนสามเณรชอบ หลานชาย
เดนิ ทางมาจงั หวดั สกลนคร เพอื่ จะฝากสามเณรชอบเปน็ ลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นหลวงปู่
มน่ั ภรู ทิ ตั โต ระหวา่ งเดนิ ทางมาถงึ เขตอาํ เภอสวา่ งแดนดนิ พระอาจารยพ์ าทราบขา่ ว
จากพระว่าองค์ท่านหลวงปู่ม่ันเดินทางมาเที่ยววิเวกทางเขตจังหวัดอุดรธานี
พระอาจารยพ์ าจงึ เปลยี่ นใจพาสามเณรชอบเดนิ ทางไปจาํ พรรษาท่ี บา้ นหนองนาทราย
ตําบลคําชะอี อําเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันคือจังหวัดมุกดาหาร)
หลงั ออกพรรษา ปีพทุ ธศกั ราช ๒๔๖๕ พระอาจารย์พาได้พาสามเณรชอบเดนิ ทางมา
จงั หวัดอุบลราชธานี เพ่อื ฝากให้เรยี นหนงั สือท่ี วัดสุทศั นาราม อําเภอเมือง จงั หวดั
อุบลราชธานี
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๖๖ พระคณุ เจา้ หลวงปมู่ หาปน่ิ ปญั ญาพโล ทา่ นมาจาํ พรรษา
ทวี่ ดั สุทัศนาราม เพ่อื ดแู ลโยมแม่ขององค์ทา่ นที่ปว่ ย ในปนี ้ี สามเณรชอบทา่ นจงึ ได้
จ�ำพรรษาร่วมกันกับองค์ท่านหลวงปู่มหาปิ่นที่วัดสุทัศนารามเป็นครั้งแรก หลังออก
พรรษาไปไมน่ าน โยมแมข่ ององคท์ า่ นหลวงปมู่ หาปน่ิ ไดถ้ งึ แกก่ รรม พระคณุ เจา้ หลวงปู่
สิงห์ ขันตยาคโม พี่ชายขององค์ท่านหลวงปู่มหาปิ่นตามเข้ามาพักท่ีวัดสุทัศนาราม
สามเณรชอบท่านจึงได้พบกับองค์ท่านหลวงปู่สิงห์เป็นครั้งแรกที่วัดสุทัศนาราม
พระอาจารย์พาท่านจึงถือโอกาสนี้ฝากสามเณรชอบให้องค์ท่านหลวงปู่สิงห์ดูแล
แนะแนวทางในการปฏิบัติให้กับสามเณรชอบ
สามเณรชอบทา่ นเปน็ คนพดู นอ้ ย นสิ ยั ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ขยนั หมนั่ เพยี รในการ
ทำ� ขอ้ วตั ร องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หจ์ งึ มอบหมายใหส้ ามเณรชอบเปน็ เณรอปุ ฏั ฐากองคท์ า่ น
หลวงปสู่ งิ ห์ ทา่ นสอนเรอ่ื งภาวนาใหส้ ามเณรชอบ โดยทา่ นจะเนน้ ทางดา้ นสมถภาวนา
20
ให้หลวงปู่ชอบ ท่านบอกสมถภาวนาเป็นรากฐานที่สําคัญของการภาวนาทั้งหมด
หากฐานสมถะไม่ม่ันคงแล้ว การจะยกจิตขึ้นสู่ชั้นวิปัสสนาภูมินั้น จะทําไม่ได้เลย
หลวงปชู่ อบบอก จรติ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หเ์ ปน็ ผเู้ รยี บงา่ ย แตจ่ รติ ของทา่ นจะโลดโผน
ทา่ นวา่ “เราเปน็ คนจรติ โลดโผน มกั ออกรู้ มนั เปน็ นสิ ยั ของจติ ทเ่ี ราสง่ั สมบาํ เพญ็ มา
จติ ประเภทซกุ ซนน้ี ถา้ เปน็ คนกต็ อ้ งเจบ็ ตวั เสยี กอ่ น ปญั ญาจงึ จะเกดิ ตามมาภายหลงั
พอจติ เราสงบลงแตล่ ะครง้ั มนั จะออกไปดขู า้ งนอกกอ่ น หา้ มกไ็ มไ่ ด้ เพราะนสิ ยั ของจติ
มันเปน็ แบบน้ี พอดูอะไรภายนอกจนพอใจแลว้ จิตถึงจะหมนุ เข้ามาพจิ ารณาธรรม
ภายใน เรอื่ งภาวนานี้ เราไมค่ อ่ ยขดั ขอ้ งเหมอื นคนอนื่ เขา ตา่ งแตเ่ ราเปน็ คนจรติ โลดโผน
เท่านั้น”
พระอาจารย์สิงห์ทา่ นว่าให้ “เณรชอบนี่ จิตเจา้ โลดโผนเน๊าะ พวกโลดโผนโจน
ทะยานแบบน้ี ตอ้ งใหอ้ าจารยใ์ หญม่ น่ั ทา่ นเอาไมต้ หี วั มนั ถงึ จะไดห้ ายพยศยอมความ”
หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นบวชเปน็ สามเณรสพี่ รรษา ระหวา่ งทท่ี า่ นเปน็ สามเณร
อยู่นั้น ท่านได้พบครูบาอาจารย์ลูกศิษย์รุ่นใหญ่ขององค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
หลายองค์ อาทเิ ชน่ หลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม หลวงปมู่ หาปน่ิ ปญั ญาพโล หลวงปสู่ วุ รรณ
สุจิณโณ หลวงป่ทู องรัตน์ กันตสโี ล เป็นตน้ บรรดาครูบาอาจารยท์ ก่ี ล่าวนามมานี้
หลวงปู่ชอบท่านได้อยู่ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม มากกว่าครูบาอาจารย์
ทุกองค์ รองลงมาคือ หลวงปู่มหาปิ่น ปัญญาพโล ซึ่งท่านเคยได้อยู่ปฏิบัติรับใช้
อปุ ัฏฐาก
วนั หนงึ่ สามเณรชอบเขา้ ไปทาํ ขอ้ วตั รสรงนำ้� ใหก้ บั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ องคท์ า่ น
ถามเณรชอบ “ตอนนเ้ี จา้ อายเุ ทา่ ไรแลว้ ” ทา่ นตอบองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หว์ า่ “ตอนนข้ี า้ นอ้ ย
อายไุ ด้ ๒๓ ปแี ลว้ ขอรบั ” องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หบ์ อก “เจา้ สมควรทจี่ ะอปุ สมบทเปน็ พระ
ได้แล้ว” หลวงปู่สิงห์ท่านจึงเขียนจดหมายบอกให้พระอาจารย์พามาพบองค์ท่าน
หลวงปู่สิงห์บอกให้พระอาจารย์พา พาสามเณรชอบไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่
วัดสร่างโศก (วัดศรีธรรมาราม) อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ
อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดยโสธร)
21
สามเณรชอบ แกว้ สวุ รรณ อปุ สมบทเมอ่ื วนั ท่ี ๒๑ มนี าคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๗
ณ วดั สรา่ งโศก (วดั ศรธี รรมาราม) อาํ เภอยโสธร จงั หวดั อบุ ลราชธานี โดยมี พระครู
วจิ ติ รวโิ สธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง ขันติธัมโม เปน็ พระกรรม-
วาจาจารย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ฐานสโม” ซ่ึงมีความหมายว่า
“ผู้ตัง้ ใจมนั่ ”
หลงั อปุ สมบทเปน็ พระภกิ ษแุ ลว้ หลวงปสู่ งิ หช์ วนหลวงปชู่ อบไปตามหาองคท์ า่ น
หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ทจ่ี งั หวดั อดุ รธานี พระครวู จิ ติ ร-
วโิ สธนาจารย์ พระอปุ ชั ฌาย์ อยากจะใหห้ ลวงปชู่ อบเรยี นหนงั สอื กอ่ น เมอ่ื สอบนกั ธรรม
ไดแ้ ลว้ จะไปปฏบิ ตั อิ ยทู่ ไ่ี หน พระอปุ ชั ฌายก์ จ็ ะไมว่ า่ อะไร หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ไดอ้ ยกู่ บั
พระอปุ ชั ฌายข์ องทา่ นทวี่ ดั สรา่ งโศกระยะหนงึ่ พอใกลเ้ ขา้ พรรษา องคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์
เดินทางมาวัดสร่างโศก ชวนหลวงปู่ชอบไปจําพรรษาด้วยกันที่วัดเลียบ จังหวัด
อบุ ลราชธานี หลวงปู่ชอบท่านจึงติดตามองค์ทา่ นหลวงปเู่ สารไ์ ปจำ� พรรษาท่ีวัดเลยี บ
พรรษาที่ ๑ ปพี ุทธศกั ราช ๒๔๖๘ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม จ�ำพรรษาที่วัดเลียบ
ตาํ บลในเมอื ง อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี กบั พระคณุ เจา้ หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล
หลวงปชู่ อบพดู ถงึ ตอนทา่ นจำ� พรรษากบั องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารใ์ หฟ้ งั วา่ “ในพรรษา
อาจารย์เสาร์เพิ่นพาพระเณรน่ังภาวนาถึงเท่ียงคืนถึงเลิก ถ้ามื่อใด๋บ่ได้ทํางานโยธา
อาจารย์เสาร์เพ่ินกะไห้พระเณรท่ีบ่ฮู้หนังสือมาหัดเรียนเขียนอ่านกับเพ่ิน เฮาเขียน
หนังสอื ได้ย้อนอาจารยเ์ สารเ์ พิ่นสอน พออา่ นหนังสอื ออกแล้ว เพิ่นไหท้ อ่ งนวโกวาท
จนจบเลม่ ออกพรรษาแลว้ เพนิ่ พาไปสอบธรรมตรอี ยวู่ ดั สทุ ศั อบุ ลฯ เฮาสอบธรรมตรี
ไดป้ ีหกแปด (พ.ศ. ๒๔๖๘)
เฮากราบเรยี นพอ่ อปุ ชั ฌาย์ (พระครวู จิ ติ รวโิ สธนาจารย)์ วา่ ขา้ นอ้ ยบเ่ อาอกี เดอ้
เรอ่ื งรำ�่ เรยี นเขยี นอา่ น ขา้ นอ้ ยอยากปฏบิ ตั ภิ าวนา พอ่ อปุ ชั ฌายเ์ พนิ่ ยนิ ดที เ่ี ฮาจะปฏบิ ตั ิ
พรรษาสอง เฮาไปจ�ำพรรษากับอาจารย์แดง วัดศรมี งคล มกุ ดาหาร”
22
พรรษาที่สอง ปพี ุทธศกั ราช ๒๔๖๙ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม จำ� พรรษาท่ี วดั ศรี-
มงคลเหนือ ต�ำบลค�ำชะอี อ�ำเภอมุกดาหาร จังหวดั นครพนม กบั พระอาจารย์แดง
ขนั ตธิ มั โม พระกรรมวาจาจารยข์ องทา่ น หลงั ออกพรรษาในปนี แี้ ลว้ องคท์ า่ นหลวงปู่
เสาร์ กันตสีโล ท่านชวนหลวงปู่ชอบออกเที่ยววิเวกแถบลุ่มแม่น้�ำโขง ตอนน้ัน
หลวงปู่ชอบท่านยังไม่เคยเท่ียววิเวกที่ไหนอย่างจริงจังมาก่อน ท่านจึงขอติดตาม
องคท์ ่านหลวงปูเ่ สาร์ผูเ้ ป็นครบู าอาจารย์ออกเทยี่ ววเิ วก
จากนไี้ ปจะเปน็ เรอ่ื งราวประสบการณก์ ารเทย่ี ววเิ วกอยา่ งสมบกุ สมบนั สดุ ลกึ ลบั
พิสดารของ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์ผู้ได้รับสมญานามจาก
พระอรยิ สงฆว์ งกรรมฐานวา่ “พระอรหนั ต์ผทู้ รงฤทธิแ์ หง่ ยุค”
เที่ยววิเวกกบั องคท์ ่านหลวงปเู่ สาร์ กันตสีโล
องค์ท่านหลวงป่เู สาร์ กันตสโี ล พาหลวงปชู่ อบและคณะศษิ ย์ตดิ ตาม เดินทาง
ออกจากวัดศรีมงคลเหนือ เที่ยววิเวกแถบลุ่มแม่น�้ำโขง พระเณรติดตามองค์ท่าน
หลวงปู่เสาร์เท่ียววิเวกคร้ังน้ันมีสี่รูป มีรายนามดังนี้ ๑. หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
๒. หลวงปู่หล้า ขันติธโร ๓. พระอ้าย ๔. สามเณรหล้า องค์ท่านหลวงปู่เสาร์
พาลกู ศษิ ย์เที่ยววเิ วกในแถวเขตน�้ำโขงมกุ ดาหาร จากน้ัน ทา่ นพาลกู ศิษย์น่ังเรือขา้ ม
แมน่ ำ�้ โขงไปเทย่ี ววิเวกท่แี ขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว
หลวงปู่เสาร์พาคณะเดินหลงเข้าไปในเขตประเทศเวียดนาม เจ้าหน้าที่ทหาร
เวยี ดนาม แจง้ ใหท้ ราบวา่ คณะของทา่ นลว่ งลำ้� เขา้ มาในเขตประเทศของเขา เจา้ หนา้ ท่ี
ทหารเวยี ดนาม จงึ ขอใหค้ ณะของพวกทา่ นเดนิ ทางกลบั ไปยงั ประเทศลาว หลวงปชู่ อบ
ทา่ นวา่ วนั นน้ั สายมากแลว้ พระเณรแตล่ ะองคย์ งั ไมม่ ใี ครไดฉ้ นั ขา้ ว องคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์
จงึ ขอบณิ ฑบาตกบั เจา้ หนา้ ทท่ี หารเวยี ดนาม หลวงปชู่ อบทา่ นพดู แบบตลกวา่ “วนั นนั้
พวกเราพากนั องั เกมิ (กนิ ขา้ ว) อยเู่ มอื งญวน” หลงั ฉนั อาหารแลว้ หลวงปเู่ สารท์ า่ นพา
ลูกศษิ ย์เดนิ ทางกลับประเทศลาว
23
องค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่ชอบและคณะ เดินทางออกจากสะหวันนะเขต
ไปเมืองเวียงจันทร์ โดยอาศัยน่ังเรือไฟขนสินค้าสลับกับการเดินเท้า หลวงปู่เสาร์
ท่านพาไปพกั ภาวนาท่ี “ภเู ขาควาย” ซึ่งเปน็ เทือกเขาใหญไ่ พศาลกนิ อาณาเขตต้ังแต่
ตอนกลางประเทศลาวลากยาวไปจนถึงพรมแดนประเทศจีน ภูเขาควายสมัยน้ัน
เป็นสถานที่เหมาะแก่การภาวนามากที่สุดอีกแห่งหนึ่งที่หลวงปู่ชอบท่านเคยไปพักมา
ทา่ นบอกภเู ขาควายอดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยปา่ ไมพ้ นั ธไ์ุ มส้ ตั วป์ า่ นานาชนดิ จนนบั ไมถ่ ว้ น
ภูเขาควายเปน็ ทีล่ กึ ลับของภพภมู ิตา่ งๆ ทงั้ เบือ้ งบนเบอื้ งล่าง สิง่ เหล่าน้ีทภ่ี เู ขาควาย
สมยั กอ่ น หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ มหี มด แตส่ ง่ิ ลกึ ลบั ทขี่ นึ้ ชอื่ ลอื ชามากทสี่ ดุ ของภเู ขาควาย
ในสมัยนนั้ คอื “กองกอย”
หลวงปู่เสาร์ท่านจะพาลูกศิษย์ข้ึนไปภาวนาท่ีภูเขาควาย ชาวบ้านไม่อยากให้
คณะของทา่ นขนึ้ ไปทนี่ น่ั เพราะจะเกดิ อนั ตรายจากสตั วใ์ หญ่ ไขป้ า่ รวมทง้ั ภยั มดื จาก
สงิ่ ลลี้ บั หลวงปเู่ สารท์ า่ นไมส่ นวา่ จะมผี สี างคางเหลอื งอะไรมารบกวน ทา่ นบอกชาวบา้ น
วา่ “อาตมาจะพาลกู ศษิ ยข์ น้ึ ไปพกั ภาวนาบนเขา ไมไ่ ดม้ เี จตนาจะขนึ้ ไปรบกวนผทู้ เ่ี ขา
อาศยั อยใู่ นนน่ั ” ทา่ นถามลกู ศษิ ยว์ า่ “พวกทา่ นกลวั ผกี ลวั เสอื ไหม ถา้ ใครกลวั กไ็ มต่ อ้ ง
ขึน้ ไปกับเรา” ลกู ศษิ ย์ทกุ องคข์ อตดิ ตามองคท์ า่ นข้นึ ไปภาวนาที่ภูเขาควาย
หลวงปชู่ อบบอก “คนื แรกทพ่ี กั อยภู่ เู ขาควาย เราเดนิ จงกรมอยไู่ ดย้ นิ เสยี งสตั ว์
มนั รอ้ งทกั กนั เปน็ ทอดๆ เสยี งมนั จะแหลมเหมอื นกบั เสยี งเดก็ ทารกรอ้ งไห้ ทแี รกเรา
ไมไ่ ดส้ นใจอะไรมากนกั คดิ วา่ เปน็ เสยี งสตั วอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ มนั ทกั ทายกนั ตามประสา
เดนิ จงกรมอยอู่ กี ราวชวั่ โมง เรากเ็ ขา้ กลดไปไหวพ้ ระสวดมนตน์ ง่ั ภาวนา นง่ั ภาวนา
ไดพ้ กั หนง่ึ รสู้ กึ เหมอื นมอี ะไรอยใู่ กลก้ ลด ลมื ตาขน้ึ มาดู เหน็ เงาตะคมุ่ คลา้ ยลงิ หรอื
ชะนียนื อยนู่ อกกลด พอเราขยบั ตวั พวกมันกพ็ ากนั ว่งิ หนีหายเข้าไปในปา่ เราคิดว่า
นห่ี รอื ท่เี ขาเรยี กว่า ผีกองกอย
พอพวกนหี้ นไี ปแลว้ เราคดิ ว่ามนั คงไม่กลา้ กลบั มาอีก ท่ไี หนได้ พอคล้อยหลัง
ไมน่ าน พวกน้ีมนั ก็พากนั กลบั มาอีกครง้ั เราจดุ โคมไฟขนึ้ พอพวกมนั เห็นแสงไฟ
เทา่ นน้ั แหละ พากนั แตกฮอื หนอี อกไปยนื อยหู่ า่ งๆ เราถงึ รวู้ า่ พวกนม้ี นั กลวั ไฟ ลกั ษณะ
24
สตั วพ์ วกนตี้ ัวมนั จะเล็กๆ เหมอื นลงิ แตข่ นตามตัวมนั จะยาวกว่าลงิ สขี นมันจะออก
น้ำ� ตาลเข้ม มนี ้ิวมอื ห้านิว้ เลบ็ แหลมยาวทุกนวิ้ เขี้ยวมันยาวประมาณนิว้ ชขี้ องเรา”
หลวงปูช่ อบทา่ นมนี สิ ยั ท้าพสิ ูจนใ์ นสงิ่ ทส่ี งสัย ทา่ นจงึ ออกจากกลดเพ่ือจะดใู ห้
แนช่ ดั วา่ สตั วพ์ วกนม้ี นั คอื ตวั อะไรกนั แน่ ทา่ นบอก แตไ่ หนแตไ่ รเราไมก่ ลวั ในสง่ิ ลกึ ลบั
ใจขม่ ใจอะไรกส็ ไู้ ดห้ มดทกุ อยา่ ง ทา่ นพดู กบั พวกนวี้ า่ “หากจะมาเอาสว่ นบญุ กใ็ หต้ ง้ั ใจ
อย่าพากันเสียงดงั ” ทา่ นแผ่เมตตาใหพ้ วกนี้ ปรากฏขณะทา่ นแผ่เมตตาใหพ้ วกนนี้ นั้
จติ ทา่ นเกดิ ตนั ตอ้ื ขนึ้ มาเฉยๆ ทา่ นบอกถา้ จติ เปน็ เชน่ นขี้ ณะแผเ่ มตตา ผนู้ น้ั ไมม่ วี าสนา
ทจี่ ะสงเคราะหก์ นั ได้ หรอื ผนู้ นั้ ทม่ี กี รรมหนกั จนแสงธรรมสอ่ งไมถ่ งึ เปน็ ผอู้ าภพั โปรด
ไมไ่ ด้
หลวงปชู่ อบทา่ นพดู ถงึ ผกี องกอยในเมอื งไทยวา่ “เราเคยเหน็ ทภ่ี หู ลวง ภกู ระดงึ
เขาใหญ่ ห้วยขาแข้ง และทงุ่ ใหญน่ เรศวร” ทกุ ทตี่ ามท่ีทา่ นกลา่ วมานี้ ทุกวนั น้ี (พ.ศ.
๒๕๓๖) มนั จางหายไปเกอื บหมดแลว้ เทา่ ทท่ี า่ นรู้ ปจั จบุ นั พวกสตั วภ์ มู นิ ย้ี งั มเี หลอื อยทู่ ่ี
ห้วยขาแขง้ กับภเู ขาควาย ประเทศลาว
พระพทุ ธเจา้ แสดงนมิ ติ ธรรม
จากบันทกึ สนทนาธรรม พระคณุ เจ้าหลวงปชู่ อบ ฐานสโม กับ หลวงปบู่ ุญเพ็ง
เขมาภิรโต วดั ถ�้ำกลองเพล บ.น้อย ต.โนนทัน อ.เมอื ง จ.หนองบัวล�ำภู เม่อื วันท่ี ๓
พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๕๓๖ ทห่ี อ้ งพักศาลาบำ� เพ็ญกศุ ล วดั ป่าโคกมน
หลวงปบู่ ุญเพง็ พระพุทธเจ้าท่านเคยเสด็จมาหาหลวงปูบ่ า้ งไหมครบั
หลวงป่ชู อบ เคยเสด็จมาเยยี่ มแสดงธรรมในนมิ ติ หลายคร้งั
หลวงปบู่ ุญเพ็ง หลวงป่เู หน็ พระพทุ ธเจ้าเสด็จมาในนมิ ติ ครัง้ แรกทไี่ หน
หลวงปูช่ อบ ภูเขาควาย ประเทศลาว ตอนเราพรรษาสอง
หลวงป่บู ุญเพ็ง หลวงปู่ไปท�ำอะไรที่ภูเขาควาย ไปเทีย่ ววิเวกบ่
หลวงปชู่ อบ อือ ไปเทีย่ ววิเวกกับท่านอาจารย์เสาร์อยู่ภเู ขาควาย
25
หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทุกวันน้ีพระพทุ ธเจ้ายงั เสด็จมาหาอย่เู หมอื นเดมิ หรือไม่
หลวงป่ชู อบ ยงั เสด็จมาคอื เก่า (ยังเสดจ็ มาเหมอื นเดิม)
หลวงปูบ่ ญุ เพง็ พระพุทธเจ้ามีหลายพระองค์ องค์ที่ท่านเสด็จมาหานี้คือ
พระพุทธเจ้าสมณโคดม องคป์ จั จบุ นั หรือวา่ พระพทุ ธเจา้ องค์ก่อนๆ
หลวงปู่ชอบ ส่วนมากจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระสมณโคดม
องค์ในอดตี ก็เคยเสดจ็ มา แตจ่ ะมาหา่ งๆ ไมม่ าบอ่ ยเท่ากบั พระพุทธเจา้ สมณโคดม
หลวงปู่บญุ เพง็ นานเท่าไรพระพทุ ธเจ้าทา่ นจะเสดจ็ มาหาในแตล่ ะครัง้ หนง่ึ
หลวงป่ชู อบ บางครั้งกเ็ ดอื นหน่งึ บางครั้งกส็ องเดือน แตบ่ เ่ กนิ สามเดือน
หลวงปู่บุญเพ็ง พระพทุ ธเจา้ ทา่ นสนทนากบั หลวงปู่ ทา่ นพดู ภาษาอะไร ภาษา
แขกอินเดียหรือภาษาอีสาน
หลวงปชู่ อบ ท่านเวา่ (ทา่ นพูด) ภาษาอีสานเฮานล่ี ่ะ
หลวงปู่บุญเพง็ อา้ ว พระพทุ ธเจ้าท่านเว่าลาวเปน็ อย่บู ่หลวงปู่
หลวงปู่ชอบ เป็น พระพุทธเจา้ ทา่ นเว่า (ท่านพูด) ไดท้ ุกภาษา ท่านเป็น
ผู้รู้แจ้งในภาษามนุษย์และอมนุษย์ ตลอดจนกระทั่งภาษาสัตว์ที่อยู่ในภพภูมิต่างๆ
พระองคร์ แู้ จง้ หมดทกุ ภาษา ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทา่ นสนทนากบั เราเปน็ ภาษาอสี านกเ็ พราะวา่
ชาติปัจจุบันเราเกิดเป็นคนอีสาน ภาษาสมมุติในการพูดของเราจึงเป็นภาษาอีสาน
พระพุทธเจา้ ทา่ นจึงแสดงธรรมเปน็ ภาษาอีสาน ทา่ นแสดงด้วยจิต ผูฟ้ ังกฟ็ งั ด้วยจิต
นีแ่ หละความอัศจรรย์ของจิต ความอศั จรรย์ของธรรม ท่านผู้รแู้ จง้
หลวงปบู่ ญุ เพง็ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นแสดงธรรมใหฟ้ งั ครงั้ แรกนนั้ ทา่ นแสดงธรรม
เรื่องอะไร ขอนมิ นต์หลวงปูย่ กเอาธรรมท่พี ระพทุ ธเจา้ แสดงในวนั น้ันมาถ่ายทอดให้
พระเณรลกู หลานผมู้ ตี ามดื บอดไดฟ้ งั ดว้ ยเถดิ นมิ นตห์ ลวงปแู่ สดงใหล้ กู หลานฟงั ดว้ ย
ขอรบั
องค์ท่านหลวงปู่ชอบนิ่งอยู่สักพักหนึ่ง กิริยาขององค์ท่านเหมือนระลึกนึกถึง
ธรรมบทนน้ั ๆ อยู่ จากนั้นประมาณสองนาที องค์ท่านจึงยกมือขวาของท่านขึน้ มา
เหนือหวั กล่าวค�ำว่า “สาธุ” ออกมา หลวงป่บู ญุ เพ็งและพระเณรทน่ี ั่งฟงั พากนั ยกมือ
ข้ึนเหนือหวั กล่าวค�ำ “สาธ”ุ เหมือนกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
26
องค์ท่านหลวงปู่ชอบ “ภิกษุผู้ปรารถนาดีให้กับตนเองนั้น ต้องเป็นผู้มักน้อย
สนั โดษ ใหห้ ลกี เรน้ จากสงั คมทรี่ ะคนดว้ ยคนหมมู่ าก เพราะสงั คมของคนหมมู่ ากเปน็
สงั คมที่หมกมนุ่ วนุ่ วาย เป็นสงั คมของคนทีป่ ระมาทมวั เมา เป็นไปซงึ่ การสั่งสมกิเลส
ตณั หา อนั จะท�ำให้จติ ใจของตนเองนั้นขุน่ ข้องหมองมวั สังคมแห่งความประมาทน้ี
เราตถาคตไม่สรรเสรญิ วา่ เป็นสงั คมของผปู้ รารถนาดี
การท่ีท่านหลีกหนีผู้คนหมู่มากออกมาปฏิบัติอยู่ตามป่าเขาเช่นน้ี เราตถาคต
สรรเสรญิ ในวตั รปฏบิ ตั ขิ องทา่ น ทา่ นจงเปน็ ผทู้ ต่ี นื่ อยเู่ สมอเถดิ เพราะการเปน็ ผทู้ ต่ี นื่
อยเู่ สมอนน้ั หมายถึงผทู้ ม่ี ีสตอิ ยู่กบั ตวั ตลอดเวลา เมอ่ื ท่านเป็นผทู้ ่มี สี ตติ ดิ อยู่กบั ตัว
ตลอดเวลาแลว้ กเิ ลสมารทงั้ หลายก็จะไม่สามารถช�ำแรกแทรกตัวเขา้ มาท�ำลายจิตใจ
ของท่านได้
ขอท่านจ�ำเอาไว้ สติ นแ่ี หละที่จะเปน็ ประตูสู่มรรคาลยั หนทางที่จะน�ำท่านไปสู่
มรรคผลนพิ พาน พระพทุ ธเจา้ ทงั้ หลายและพระอรหนั ตสาวกทง้ั หลาย ทที่ า่ นรแู้ จง้ ใน
ธรรมพน้ ทกุ ขไ์ ด้ เพราะท่านมสี ตเิ ปน็ บาทฐานของการปฏิบัติ การปฏิบตั ิอนั ใดก็ตาม
หากไมม่ สี มั มาสตมิ าก�ำกบั แลว้ เราตถาคตเรยี กการปฏบิ ตั นิ น้ั วา่ โมฆะ เปน็ การปฏบิ ตั ิ
ท่ีไม่กอ่ ประโยชน์ใหก้ บั ตนเอง หาความเจรญิ ในธรรมไม่ได้
ทา่ นจงจ�ำค�ำสอนของเราตถาคตไวใ้ หด้ ี ธรรมทงั้ หมดทง้ั มวลนน้ั เรม่ิ ตน้ ทส่ี ติ เมอื่ มี
สตแิ ลว้ ปญั ญากจ็ ะมตี ามกนั มา ความรแู้ จง้ ในธรรมกจ็ ะมขี นึ้ ไปตามล�ำดบั ค�ำเราตถาคต
ทีว่ ่า ผใู้ ดเหน็ เรา ผู้น้นั ย่อมเห็นธรรม คือธรรมอนั ใดท่เี ราตถาคตไดต้ รสั รแู้ ล้วนน้ั
ผใู้ ดปฏบิ ตั ติ ามค�ำสอนของเราอยา่ งถกู ตอ้ ง ผนู้ นั้ กจ็ ะไดเ้ หน็ เราตถาคต คอื เหน็ ธรรม
ทเ่ี ราตถาคตไดต้ รสั รแู้ ลว้ นนั่ เอง ตราบใดทที่ า่ นยงั มคี วามเพยี รพยายามปฏบิ ตั เิ พอื่ หา
ทางพน้ ทกุ ขอ์ ยนู่ ้ี การปฏบิ ตั ขิ องทา่ นจะไมเ่ ปน็ การปฏบิ ตั ทิ ส่ี ญู เปลา่ สกั วนั หนง่ึ ทา่ นกจ็ ะ
ไดจ้ ะเหน็ หนทางพ้นทุกข์ด้วยตวั ของทา่ นเอง”
หลวงปู่ชอบท่านเล่าถ่ายทอดเทศนาท่ีพระพุทธเจ้าแสดงให้ท่านฟังในนิมิต
พอองค์หลวงปู่ชอบพดู จบ หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นกลา่ วยกย่องชน่ื ชมในความรู้ขององค์
27
ทา่ นหลวงปชู่ อบ หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นพดู กบั พระเณรวา่ “พวกเราเปน็ พวกขเ้ี กยี จขคี้ รา้ น
ภาวนา จงึ ไมไ่ ดฟ้ งั เทศนพ์ ระพทุ ธเจา้ เหมอื นกบั หลวงปชู่ อบ” ยงั ไมท่ นั ทพี่ ระเณรองคใ์ ด
จะตอบคำ� ของหลวงปบู่ ุญเพ็ง องคท์ า่ นหลวงป่ชู อบกลา่ วข้ึนมาวา่
“ลงมอื ปฏบิ ตั ติ อนนย้ี งั บถ่ อื วา่ สายดอก ถา้ อยากเปน็ พระอรหนั ต์ ตอ้ งตดั ความ
เกียจคร้านออกไปจากจิตใจเสียก่อน ให้เพ่ิมขันติ วริ ิยะ เขา้ ไปหลายๆ ถงึ ชาตนิ บี้ ไ่ ด้
เปน็ พระอรหนั ตเ์ หมอื นผทู้ ท่ี า่ นสำ� เรจ็ ไปแลว้ แตย่ งั ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ ผเู้ ขา้ ใกลพ้ ระนพิ พาน”
ขา่ ตองเหลอื ง
หลังจากองค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่ชอบและลูกศิษย์ติดตามพักภาวนาอยู่
บนภูเขาควายระยะหน่ึง องค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่ชอบและลูกศิษย์ ลงจาก
ภเู ขาควาย เทยี่ ววเิ วกตามสถานทต่ี า่ งๆ รอบภเู ขาควาย หลวงปเู่ สารท์ า่ นพาหลวงปชู่ อบ
และลูกศิษยม์ าพักภาวนาท่ภี เู ขาลกู หนง่ึ ซึง่ อยู่ในเขตเทอื กเขาเดยี วกันกบั ภเู ขาควาย
ภูเขาลูกน้ีเป็นถ่ินท่ีอยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ที่มีวิถีชีวิตลึกลับแปลก
ประหลาด ชาวลาวในสมัยน้นั เรียกชนเผา่ กล่มุ น้ีว่า “ข่าตองเหลือง”
ขา่ ตองเหลอื ง ประเทศลาว หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ คอื พวกเดยี วกนั กบั ผตี องเหลอื ง
ทีอ่ าศัยอยใู่ นเขตจังหวดั นา่ นของประเทศไทย
พวกข่าตองเหลืองหรือพวกผีตองเหลือง เขาจะไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง
พวกชนกลมุ่ นจี้ ะอาศยั อยใู่ นปา่ ใหญไ่ พรหนาเปน็ หลกั ไมน่ งุ่ หม่ เสอ้ื ผา้ อาภรณเ์ หมอื น
คนชาวเมือง เขาจะเอาใบไม้มาร้อยเข้ากบั เถาวัลย์นำ� มาปกปดิ อวยั วะสว่ นลา่ งของตน
เท่านน้ั ท่ีพักอาศยั กจ็ ะเอาใบไม้มามงุ บงั พอคุ้มแดดกันฝนน้ำ� ค้างนำ�้ หมอก พอใบไม้
ใบตองที่ใช้ไม้มุงหลงั คาเปล่ยี นเป็นสีเหลอื ง พวกนี้กจ็ ะพากันยา้ ยทีอ่ าศยั ไปยงั ทีอ่ ืน่
คนชาวเมืองจึงเรียกชนกล่มุ น้ีวา่ ขา่ ตองเหลือง หรือ ผตี องเหลือง ตามแต่คนเมือง
ทอ้ งถนิ่ ทีน่ นั่ จะเรยี กขาน
28
หลวงปชู่ อบวา่ พวกขา่ ตองเหลอื งมภี าษาพดู เฉพาะตนเอง ภาษาทเ่ี ขาพดู นนั้ ทา่ นวา่
เราฟงั ไมร่ เู้ รอ่ื งเลยสกั คำ� เลย พวกนเ้ี ขาจะไมพ่ ดู ภาษาอน่ื นอกจากภาษาของพวกเขาเอง
พวกข่าตองเหลืองจะนับถือผีป่า ภูเขา แมน่ �ำ้ เขาจะหลกี เรน้ ซ่อนตวั ไมค่ บหากับ
ชนกลุ่มอ่ืน เมื่อเห็นชาวเมือง พวกเขาจะกลัววิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึก แต่ถ้าหนี
ไม่ทันหลบกันไม่พ้น พวกเขาจึงจะออกมาสู้เพื่อปกป้องตัวเองและคนในครอบครัว
การไปการมาของพวกขา่ ตองเหลอื งจะไปเรว็ มาเรว็ มาก จงึ ทำ� ใหด้ เู รน้ ลบั สำ� หรบั ผทู้ ไี่ ม่
คุ้นเคยในวิถีชีวิตพวกเขา คนเมืองจงึ พากันเรยี กชอ่ื นำ� หนา้ ชนกลุม่ นว้ี ่า “ผ”ี จึงเป็น
ทม่ี าของการเรียกชอื่ ชนกลุม่ นีว้ า่ ผีขา่ ตองเหลือง หรอื ผีตองเหลือง ตามที่ทราบกนั
ในปัจจบุ ัน
ตอนคณะของหลวงป่เู สาร์ไปพบพวกขา่ ตองเหลืองน้ัน พวกขา่ ตองเหลืองกำ� ลงั
พากนั ขุดหามันปา่ รากไม้เพื่อนำ� มาเป็นอาหาร หลวงปเู่ สารท์ า่ นไดย้ นิ เสยี งคนคยุ กัน
ไมไ่ กลจากจดุ ทที่ า่ นและลกู ศษิ ยน์ งั่ พกั อยู่ องคท์ า่ นเขา้ ใจวา่ เปน็ ชาวบา้ นมาหาของปา่
จึงบอกให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่หล้า (วัดป่านาเก็น) ไปถามทาง หลวงปู่ชอบกับ
หลวงปหู่ ลา้ จงึ พากนั เดนิ ไปหาพวกขา่ ตองเหลอื ง พอพบพวกขา่ ตองเหลอื ง ทา่ นทงั้ สอง
ตกใจ เพราะไม่มีใครนุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ปกปิดร่างกายเลย ทุกคนเปลือยกาย
ล่อนจ้อนเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย พวกข่าตองเหลืองพอเห็นพระ
เขาตกใจพากนั วงิ่ หนเี ขา้ ไปในปา่ ลกึ โดยทง้ิ เผอื กทง้ิ มนั เอาไวใ้ หท้ า่ นทงั้ สองดตู า่ งหนา้
หลวงปหู่ ลา้ ทา่ นหวั เราะขน้ึ มา หลวงปชู่ อบกอ็ ดขำ� ไปดว้ ยไมไ่ ด้ ทา่ นทง้ั สองพากนั
หัวเราะเพราะตลกขบขันกับเหตุการณ์ที่ท่านทั้งสองพบเจอ พอหายจากข�ำขันกัน
แล้ว หลวงปู่หลา้ บอกกบั หลวงปชู่ อบว่า “พวกทวี่ ิ่งหนเี ราไปนัน้ คนชาวลาวเรยี กวา่
ขา่ ตองเหลอื ง พวกนไ้ี มม่ พี ษิ ภยั กบั ผใู้ ดดอก ถา้ เหน็ คนเมอื ง พวกนจี้ ะพากนั หนเี พราะ
กลวั จะถูกท�ำรา้ ย การเห็นคนเมอื งเขาถือว่าเปน็ การผิดผอี ยา่ งรา้ ยแรง จะท�ำให้ผปี ่า
ผีบรรพบรุ ุษโกรธเคืองท�ำอนั ตราย ความเชอื่ ของพวกข่าตองเหลอื งเขาเปน็ แบบนี”้
หลวงปชู่ อบกบั หลวงปหู่ ลา้ พากนั กลบั มารายงานองคท์ า่ นหลวงปเู่ สารว์ า่ เสยี งที่
ได้ยินน้ันไม่ใช่เสียงชาวบ้านเขามาหาของป่า เป็นเสียงของพวกข่าตองเหลืองท่ีมา
หาของป่าอยู่แถวนี้เขาคุยกัน ตอนนี้พวกเขาพากันว่ิงหนีเข้าไปในป่าลึกหมดแล้ว
29
ไมเ่ หลือใครพอทจี่ ะอาศยั ถามไถ่ได้สกั คน องคท์ ่านหลวงปู่เสาร์ว่า พวกนน้ี า่ สงสาร
ไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยบ์ นแผน่ ดนิ สมบรู ณธ์ รรม กไ็ มร่ จู้ กั พระศาสนา สรณะทน่ี บั ถอื กไ็ มใ่ ช่
สรณะทจ่ี ะทำ� ใหม้ ปี ญั ญารแู้ จง้ อรยิ สจั ได้ ทำ� อะไรกท็ ำ� ไปตามความเชอื่ ทมี่ ดื บอด เมอื่ คน
เราปญั ญาตาในมดื บอดแลว้ การกระทำ� ใดๆ กจ็ ะเปน็ ไปในทางทผี่ ดิ ทำ� นองคลองธรรม
คนฆา่ เสอื เสอื ฆ่าคน
กวา่ คณะองคท์ า่ นหลวงปเู่ สารล์ งจากเขาได้ กเ็ ปน็ เวลามดื คำ่� องคท์ า่ นพาลกู ศษิ ย์
เดนิ เขา้ ไปในหมบู่ า้ นแหง่ หนง่ึ ทอ่ี ยตู่ ดิ เชงิ เขา หมบู่ า้ นแหง่ นมี้ ชี อื่ วา่ บา้ นหวั นา องคท์ า่ น
หลวงปู่เสาร์ถามหาตาสีของหมู่บ้าน องค์ท่านจะแจ้งตาสีบ้านหัวนาเพ่ือจะขอพักท่ีนี่
(คนลาวสมยั กอ่ นเรยี กผูใ้ หญบ่ า้ นว่าตาสี เรียกกำ� นนั วา่ ตาแสง)
หลวงปเู่ สารท์ า่ นแจง้ ตาสพี อ่ บา้ นประธานเมอื งทราบถงึ เจตนาของทา่ นและคณะ
จะมาขอพกั ทบี่ า้ นหวั นา ทางตาสบี า้ นหวั นา ให้ลกู บ้านน�ำคณะองค์ท่านหลวงปู่เสาร์
ไปพกั ทว่ี ดั บา้ นหวั นา ซงึ่ เปน็ วดั ประจาํ หมบู่ า้ น ตอนคณะองคท์ า่ นหลวงปเู่ สารไ์ ปพกั ท่ี
วดั บา้ นหวั นานน้ั ไมม่ พี ระเณรอยปู่ ระจาํ วดั ชาวบา้ นบอกพระเณรลาสกิ ขาไปหมด จงึ ทาํ
ให้วัดบา้ นหัวนากลายเป็นวัดรา้ งพระเณร
คนื แรกทคี่ ณะองคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ กั อยบู่ า้ นหวั นา มเี สอื โครง่ สองตวั ลงจากเขา
มากดั ววั ชาวบา้ น แตย่ งั ไมท่ นั คาบเอาไปกนิ เจา้ ของววั ตน่ื ขน้ึ มาเหน็ เหตกุ ารณ์ จงึ จดุ ไฟ
ตีเกราะเคาะไม้ปลุกเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันขับไล่เสือ เหตุการณ์คืนนั้นจึงดูวุ่นวาย
โกลาหล เหตเุ พราะเสอื เขา้ มากดั วัวในหมู่บา้ น
ตอนเชา้ องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าลกู ศษิ ยอ์ อกไปบณิ ฑบาตทบี่ า้ นหวั นา พอผา่ น
บา้ นเจา้ ของววั หลวงปเู่ สาร์ทา่ นถามเจ้าของววั ว่า “เมือ่ คืนทีห่ มบู่ า้ นมีเหตอุ ะไรถงึ ได้
ตเี กราะเคาะไมเ้ สยี งดังอกึ ทกึ ครึกโครมไปจนถงึ วัด” เจา้ ของววั บอกทา่ นว่า “เมอ่ื คนื
มเี สอื มากดั ววั ขา้ นอ้ ยตายตวั หนงึ่ ตอนนซ้ี ากววั ทเ่ี สอื กดั ตายยงั คาอยใู่ นคอก” เจา้ ของววั
จึงนิมนต์องค์ท่านหลวงปู่เสาร์และคณะเข้าไปดูซากวัวท่ีถูกเสือกัดตาย หลวงปู่เสาร์
30
ท่านบอกเจ้าของวัวว่า “ควรจะเอาซากวัวไปทําประโยชนอ์ ยา่ งอ่นื เสีย หรอื ไมก่ ็เอาไป
ฝงั กลบดนิ ถา้ ไมเ่ ชน่ นนั้ เสอื มนั จะยอ้ นกลบั มาเอาซากววั ทมี่ นั กดั ตายอกี มนั จะเปน็ เหตุ
ใหเ้ สอื เขา้ มารบกวนชาวบา้ นอกี สญั ชาตญาณเสอื เมอ่ื มนั กดั สตั วต์ วั ไหนตายแลว้ ถา้ ยงั
ไมไ่ ด้กินเนอื้ สตั ว์ตวั นั้น มันจะยอ้ นกลบั มากนิ ซากสัตว์นน้ั อกี ครง้ั จะเปน็ เหตุทําให้
เกิดเร่อื งข้ึนมาอกี ได”้
เจา้ ของววั บอก “เมอื่ เดอื นกอ่ นเสอื สองตวั นเี้ คยมาคาบววั ในหมบู่ า้ นไปกนิ มาแลว้
ตวั หนง่ึ ครงั้ นพ้ี วกมนั มากดั ววั ขา้ นอ้ ยตาย ชาวบา้ นจงึ ลงความเหน็ กนั จะเกบ็ ซากววั ไว้
เพ่ือเป็นเหยื่อล่อเสือให้มันกลับมาอีก ข้าน้อยกับหมู่เพ่ือนจะจัดการเสือสองตัวน้ี
ใหเ้ ดด็ ขาด ถา้ ไมเ่ ชน่ นนั้ แลว้ ชาวบา้ นจะอยกู่ นั อยา่ งระแวง คนทนี่ จี่ ะเปน็ อนั ตรายได”้
องค์ทา่ นหลวงปูเ่ สาร์หา้ มชาวบา้ นไมใ่ ห้ก่อเวรต่อกัน แต่ชาวบ้านไม่ฟังความองค์ท่าน
หลังบิณฑบาตเดินกลับที่พัก องค์ท่านพูดให้ลูกศิษย์ฟัง เพราะความหิวบีบบังคับ
เสือมนั จึงพากันมากัดววั เพ่อื จะเอาไปกินเปน็ อาหารยังชพี ของตน โดยทีม่ ันไม่รวู้ ่าวัว
มีเจ้าของ องค์ท่านบอกเรื่องนี้จะเป็นเหตุน�ำไปสู่ความตายของสัตว์อ่ืนอีกแน่นอน
คอยดกู แ็ ล้วกนั
คนื ตอ่ มา เสอื หวิ ทงั้ สองตวั นไ้ี ดพ้ ากนั ยอ้ นกลบั มาบา้ นหวั นาอกี ครงั้ เพอื่ จะกลบั
มากนิ ซากวัวท่ีพวกมนั กัดไวเ้ มือ่ คืนกอ่ น แตก่ ารมาของเสอื สองตวั นี้ ตกอยู่ภายใต้
สายตาของชาวบา้ นโดยตลอด ขณะเสอื สองตวั นก้ี าํ ลงั กนิ ซากววั อยนู่ นั้ พวกพรานทน่ี ง่ั
อย่บู นหา้ ง ไดร้ ะดมยงิ ลกู ธนหู น้าไม้อาบพษิ ยางน่องเขา้ ใสเ่ สือทั้งสองตวั น้ี เมือ่ ถกู ยงิ
เสือสองตัวนม้ี นั กผ็ ละจากซากววั หนหี ายไปในความมืด ค�ำ่ มดื ชาวบา้ นก็ไมก่ ล้าทจี่ ะ
ตามเสือในเวลากลางคนื เพราะกลัวจะได้รับอันตรายจากเสือสองตวั นไี้ ด้
ตอนเชา้ พวกพรานพากนั ขนึ้ เขาเขา้ ปา่ พบเสอื ตวั หนง่ึ นอนตายอยใู่ นปา่ มพี ราน
คนหนง่ึ อยากไดห้ นงั เสอื เขยี้ วเสอื มาทาํ เครอื่ งราง ขณะทนี่ ายพรานคนนก้ี าํ ลงั ชำ� แหละ
ซากเสืออยู่นน้ั เสอื อกี ตวั หนง่ึ กระโจนมากดั ท้ายทอยจนทำ� ใหน้ ายพรานคนนคี้ อหกั
เพ่ือนๆ เม่ือเหน็ เสอื กระโจนกัดคน ตา่ งพากนั กระโดดหลบเขีย้ วเลบ็ เสือไปคนละทศิ
ละทาง พอตั้งหลักได้ ต่างคนต่างใช้อาวุธท่ีมีอยู่ในมือรุมยิงรุมรันฟันแทงเสือตัวน้ี
31
จนมนั ตาย พอเสอื ตายแลว้ พวกเพอ่ื นๆ เขา้ มาชว่ ยคนทถ่ี กู เสอื กดั เพอ่ื นาํ กลบั มารกั ษา
ทบ่ี า้ น แตค่ นทถี่ กู เสอื กดั ทนพษิ จากคมเขยี้ วเสอื ไมไ่ ด้ สน้ิ ใจตายระหวา่ งนาํ ออกจากปา่
ทา่ นวา่ “เราเทย่ี ววเิ วกสามประเทศ ไทย ลาว พมา่ เสอื ดถุ งึ ขน้ั ท�ำรา้ ยคนจนถงึ ตาย
เรากเ็ หน็ เสอื ทเ่ี มอื งลาวนแ่ี หละ เสอื พมา่ เสอื ไทย เหน็ แคม่ นั ท�ำรา้ ยคนไดบ้ าดเจบ็ เทา่ นน้ั
สตั วส์ เ่ี ทา้ ทม่ี คี วามพยาบาทสงู คอื เสอื สตั วเ์ ลอื้ ยคลานทมี่ โี ทสะสงู คอื งจู งอาง ไมว่ า่ สตั ว์
มเี ทา้ หรอื ไมม่ เี ทา้ มนษุ ยเ์ ราเปน็ สตั วท์ ม่ี โี ทสะพยาบาทมากกวา่ สตั วท์ กุ ชนดิ มนษุ ยม์ ี
ปญั ญามากกวา่ สตั วช์ นดิ อน่ื การคดิ อา่ นวางแผนโทสะพยาบาทจงึ เหนอื กวา่ สตั วช์ นดิ
อน่ื ๆ” ทา่ นวา่ “มนษุ ยเ์ ราถา้ น�ำปญั ญาไปใชใ้ นทางทถี่ กู ตอ้ งดงี าม จะท�ำใหต้ นเองและ
ผู้อื่นได้ประโยชน์อย่างย่ิง ถ้ามนุษย์เราน�ำปัญญาไปใช้ในทางท่ีผิดแล้ว โลกทั้งใบ
กบ็ รรลยั กลั ป”์
กลับมาเที่ยววเิ วกทางฝั่งไทย
กบั องค์ท่านหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าหลวงปชู่ อบและคณะ เดนิ ทางมาเวยี งจนั ทนเ์ พอ่ื ไปกราบ
“ธาตุหลวง” หลวงปชู่ อบท่านบอก ธาตหุ ลวง หรือ พระธาตหุ ลวง แหง่ น้ี เปน็ ทบ่ี รรจุ
พระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้ ธาตหุ ลวงจงึ เปน็ พระธาตคุ บู่ า้ นคเู่ มอื งเวยี งจนั ทน์
และประเทศลาวมาตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าหลวงปชู่ อบและ
คณะพกั อยเู่ วยี งจนั ทนไ์ มก่ วี่ นั จากนนั้ องคท์ า่ นพาหลวงปชู่ อบนงั่ เรอื ขา้ มฟากมาขน้ึ ฝง่ั
ที่ บ้านพรานพร้าว อาํ เภอศรีเชียงใหม่ จังหวดั หนองคาย
องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าหลวงปชู่ อบและหมเู่ พอ่ื นเทย่ี ววเิ วกฝง่ั แมน่ ำ้� โขงทวนขนึ้
มาทางเขตเมอื งเลย ถา้ สถานทแี่ หง่ ไหนเหมาะแกก่ ารพกั ภาวนา องคท์ า่ นกจ็ ะพาลกู ศษิ ย์
แวะพกั พอพระเณรเรม่ิ คนุ้ เคยผคู้ นสถานทแ่ี ลว้ องคท์ า่ นกจ็ ะพาเดนิ ทางไปเทย่ี ววเิ วก
ยังท่ีแห่งอื่น องค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่ชอบพักภาวนาตามฝั่งแม่นำ�้ โขงหลาย
สถานท่ี อาทเิ ช่น บ้านสงาว บ้านปากชม บ้านคกไผ่ เปน็ ตน้ จากนัน้ หลวงปเู่ สารท์ า่ น
32
พาลกู ศษิ ยเ์ ดนิ ทางมาเทย่ี ววเิ วกเขตอาํ เภอเชยี งคาน องคท์ า่ นพาหลวงปชู่ อบผา่ นมาถงึ
บา้ นผาแบน่ ชาวบา้ นบอกวา่ ทภ่ี คู วายเงนิ มรี อยพระพทุ ธบาทอยทู่ น่ี น่ั ชาวบา้ นทอ้ งถนิ่
เรยี กสถานทีแ่ หง่ นวี้ า่ “พระพทุ ธบาทภคู วายเงิน”
พระพุทธบาทภคู วายเงนิ บา้ นผาแบ่น ตําบลบุฮม อําเภอเชยี งคาน จงั หวัดเลย
สรา้ งขนึ้ มาในสมยั ใดไมป่ รากฏหลกั ฐานระบวุ นั เดอื นปี หรอื บคุ คลทสี่ รา้ งขน้ึ มา ชาวบา้ น
เขาก็ไม่ทราบประวัติท่ีมาของรอยพระพุทธบาทแห่งน้ี ต่างคนก็ได้แต่พูดกันไปตาม
คาํ บอกเลา่ ของคนเฒา่ คนแกท่ ตี่ นเองไดย้ นิ มาเทา่ นน้ั แตล่ ะคนทห่ี ลวงปชู่ อบทา่ นถาม
เขาก็จะพูดเหมอื นกันวา่ เกิดมากเ็ หน็ รอยพระพุทธบาทแห่งนี้แล้ว
องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารอ์ ยากจะพาลกู ศษิ ยข์ นึ้ ไปภาวนาทภี่ คู วายเงนิ ทา่ นจงึ ขอให้
ชาวบ้านพาท่านและคณะข้ึนไปพักที่นั่น ชาวบ้านจึงช่วยกันแบกบริขารของท่านและ
คณะขน้ึ ไปบนภคู วายเงนิ กวา่ เดนิ ทางจะขนึ้ ไปจนถงึ รอยพระพทุ ธบาทภคู วายเงนิ ไดน้ น้ั
ตอ้ งใชเ้ วลานานพอควร เพราะสมยั กอ่ นนนั้ รอยพระพทุ ธบาทภคู วายเงนิ ยงั ไมม่ ถี นน
หนทางขึ้นไปบนเขาอย่างท่ีเห็นกันในปัจจุบัน สมัยนั้นเวลาท่ีจะเดินข้ึนไปนมัสการ
รอยพระบาท ต้องอาศัยเกาะเก่ียวเหนี่ยวเถาวัลย์ยันต้นไม้ข้ึนไป กว่าจะขึ้นไปถึงท่ี
ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทภูควายเงินได้ กเ็ ลน่ เอาเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน
เมอ่ื ขนึ้ ถงึ รอยพระพทุ ธบาท องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารท์ า่ นเหน็ วา่ ทรี่ อยพระพทุ ธบาท
ภูควายเงินมีเถาวัลย์พันธุ์ไม้ปกคลุมหนาแน่นไปหมดจนดูไม่งามตา ก่อนท่ีชาวบ้าน
จะลาทา่ นกลบั หลวงปเู่ สารท์ า่ นบอกกบั ชาวบา้ นวา่ พรงุ่ นใ้ี หพ้ ากนั มาทนี่ อ่ี กี ใหช้ วนกนั
มาหลายๆ คน ท่านและพระเณรจะพาชาวบ้านทําความสะอาดรอยพระพุทธบาท
ชาวบา้ นรับปากทา่ นแล้วก็ลาท่านกลับ
ในคนื นน้ั ทา่ นหลวงปเู่ สารท์ า่ นพกั อยทู่ พี่ ระพทุ ธบาทภคู วายเงนิ ทา่ นนมิ ติ เหน็
เทวดานางหนง่ึ เธอมรี ศั มเี ปลง่ ประกายงดงาม ผวิ พรรณของนางดง่ั ฉาบทาดว้ ยทองคาํ
กริ ยิ าทา่ ทางดเู รยี บรอ้ ยงามตาแกผ่ ทู้ ไี่ ดท้ ศั นาเปน็ ยง่ิ นกั เทวดานางนเ้ี ธอไดเ้ ขา้ มากราบ
หลวงปู่เสาร์เพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน ท่านจึงกําหนดจิตถามเทวดานางน้ีว่า
33
“เธอเปน็ ใคร มาทาํ อะไรที่น”ี่ เธอตอบทา่ นว่า “ขา้ พเจ้าชอื่ ว่านางสวุ รรณเทวา มวี มิ าน
อยู่ช้ันดาวดึงส์ ข้าพเจ้ามาที่น่ีเพ่ือพาบริวารมากราบรอยพระพุทธบาท” ท่านถาม
นางสวุ รรณเทวาวา่ “เธอมาหาอาตมาดว้ ยประสงคอ์ นั ใด” นางสวุ รรณเทวาตอบทา่ นวา่
“ขา้ พเจา้ ประสงคแ์ คเ่ ขา้ มากราบทา่ นพระอาจารยเ์ ทา่ นนั้ ขา้ พเจา้ ไดย้ นิ ทา่ นบอกชาวบา้ น
ให้พากันมาทําความสะอาดรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีและขอ
อนุโมทนาบุญกับท่านและชาวบา้ นดว้ ย”
หลวงปู่เสารท์ า่ นถามนางสวุ รรณาเทวาว่า “เมื่อเธอมาไหว้พระพุทธบาทแห่งน้ี
อยู่เสมอ เธอรหู้ รือไมว่ า่ พระพทุ ธบาทแหง่ นีใ้ ครเปน็ ผ้สู รา้ ง” นางสุวรรณาเทวาตอบ
ท่านว่า “รอยพระพุทธบาทภูควายเงินแห่งนี้ เจ้ามหาชีวิตผู้ครองนครเชียงทอง
(หลวงพระบาง) ไดเ้ ปน็ ผสู้ ง่ั ใหเ้ จา้ ผคู้ รองนครจนั ทบรู (เวยี งจนั ทน)์ สรา้ งขนึ้ มาเมอื่ คราว
พระพทุ ธศาสนาผา่ นลว่ งหา้ รอ้ ยวสั สา (๕๐๐ ป)ี เจา้ ผคู้ รองนครจนั ทบรู (เวยี งจนั ทน)์
อยากจะสร้างอนุสรณ์สถานพระพุทธศาสนาขึ้นมาในบริเวณโขงเขตน้ี (อาณาเขตน้ี)
เจา้ นครจนั ทบรู (เวยี งจนั ทน)์ จงึ มดี ำ� รใิ หส้ รา้ งพระพทุ ธบาทจำ� ลองขน้ึ มาประดษิ ฐาน
ไวบ้ นยอดภคู วายเงนิ แหง่ น้ี เพอื่ ใหม้ นษุ ยแ์ ละเทวดาทง้ั หลายไดก้ ราบไหวบ้ ชู า เพอื่ เปน็
การระลึกนกึ ถึงพระมหากรณุ าธคิ ุณของพุทธเจา้ ซ่ึงพระองค์เปน็ จอมเจา้ ศาสดาของ
ศาสนาพุทธ โดยมีนยั ปรศิ นาธรรมวา่
พทุ ธศาสนกิ ชนทงั้ หลาย หากอยากจะบรรลมุ รรคผลนพิ พานเพอ่ื กา้ วพน้ จากกอง
ทกุ ขน์ นั้ ขอใหท้ า่ นทง้ั หลายจงพากนั เดนิ ตามรอยพระบาทของพระพทุ ธเจา้ ใหพ้ ากนั
เดนิ ตามรอยวตั รปฏบิ ตั ทิ พี่ ระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงสงั่ สอนเอาไวเ้ ถดิ แลว้ ทา่ นทง้ั หลายกจ็ กั
ก้าวลว่ งพ้นจากกองทุกข์ท้ังมวลได้
กาลเวลาลว่ งเลยผา่ นไป พระบาทแหง่ นจี้ งึ ชำ� รดุ ทรดุ โทรมไปตามกาลเวลา ไมม่ ี
ผู้มีจิตศรทั ธามาท�ำการฟน้ื ฟูบูรณะรอยพระพทุ ธบาทแห่งนเี้ ลย และไม่มีผู้ใดมาดูแล
จนกระทั่งคณะท่านพระอาจารย์ได้ขึ้นมาพักภาวนาอยู่ในสถานท่ีแห่งนี้เพื่อโปรด
สตั วโ์ ลกใหไ้ ดพ้ ง่ึ พาอาศยั บารมธี รรมจากทา่ น จะเปน็ ความเมตตาอยา่ งยงิ่ หากทา่ นรบั
นมิ นต์อยู่ปฏิบัตธิ รรมทพี่ ระพทุ ธบาทภคู วายเงินแหง่ น้ี”
34
นางสวุ รรณเทวาไดก้ ราบนมิ นตห์ ลวงปเู่ สารเ์ พอื่ ใหท้ า่ นจำ� พรรษาในทแี่ หง่ นี้ แต่
หลวงปเู่ สารท์ า่ นปฏเิ สธเรอื่ งทจ่ี ะรบั นมิ นตจ์ ากทา้ วเธอ ทา่ นบอกกบั นางวา่ “กาลขา้ งหนา้
จะมผี ทู้ เี่ ขามวี าสนาผกู พนั กบั สถานทแ่ี หง่ นี้ เขาจะเขา้ มาดแู ลสถานทแี่ หง่ นเี้ อง อาตมา
เป็นเพยี งผู้ที่เดนิ ทางผ่านมาพกั ภาวนาเท่าน้ัน อาตมายงั มีสง่ิ ท่จี ะตอ้ งทำ� ใหก้ บั ตนเอง
อยู่หลายอยา่ ง จึงไมส่ ามารถรับหนา้ ท่ดี แู ลสถานที่แห่งนต้ี ามท่โี ยมขออาตมาได้”
ตอนนัน้ หลวงปเู่ สารท์ ่านไม่อยากอยทู่ ี่ใดเป็นการถาวร ท่านจึงไม่รบั นมิ นต์จาก
นางสวุ รรณเทวา นางสุวรรณเทวากไ็ ม่ฝนื ท่าน เมอื่ สมควรแก่กาลเวลาแล้ว เธอและ
บรวิ ารจงึ กราบลาทา่ นเพอื่ กลบั วมิ านของนาง หลวงปเู่ สารท์ า่ นไดน้ ำ� เรอื่ งนมี้ าพจิ ารณา
ถงึ อนาคตของสถานท่แี หง่ น้ี ท่านทราบดว้ ยความรู้ทา่ นว่า กาลข้างหนา้ สถานท่แี ห่งน้ี
จกั มีผู้เกยี่ วข้องเขา้ มาดแู ลบูรณปฏิสังขรณพ์ ฒั นาให้เจริญรุ่งเรอื งตอ่ ไป
หลวงปู่เสาร์พาชาวบ้านบูรณะพระพุทธบาทภูควายเงินจนดูสะอาดงามตาแล้ว
ทา่ นพาลกู ศษิ ยพ์ กั อยทู่ พี่ ระพทุ ธบาทภคู วายเงนิ ๕ วนั จากนน้ั ทา่ นกพ็ าหลวงปชู่ อบ
และลกู ศษิ ย์ ลงจากพระพทุ ธบาทภคู วายเงนิ เพอ่ื ไปพกั ภาวนาทว่ี ดั รา้ งแหง่ หนง่ึ ตามท่ี
ชาวบา้ นผาแบน่ บอกกบั ทา่ นวา่ วดั รา้ งแหง่ นจ้ี ะอยตู่ ดิ รมิ ฝง่ั แมน่ ำ�้ โขง ซง่ึ อยไู่ มไ่ กลจาก
พระบาทภคู วายเงนิ มากนกั วดั รา้ งแหง่ นมี้ ชี อื่ วา่ “วดั ทา่ แข”้ (ชอ่ื เกา่ ในอดตี ) แตป่ จั จบุ นั
คนท้องถิน่ เรียกวดั แหง่ นี้ว่า “วัดทา่ แขก”
วัดร้างริมโขง
หลวงปชู่ อบทา่ นบอกแต่เดิมที่ชาวบ้านเรียกวัดแห่งนวี้ า่ “วัดท่าแข้” นน้ั เพราะ
สมยั กอ่ นทล่ี านหนิ รมิ แมน่ ำ้� โขง หนา้ วดั แหง่ นจี้ ะมจี ระเขอ้ าศยั อยอู่ ยา่ งชกุ ชมุ พอสรา้ ง
วัดข้ึนมาแล้ว คนสมัยก่อนจึงเรียกวัดแห่งน้ีว่า วัดท่าแข้ ปัจจุบันช่ือวัดแห่งนี้ได้
เรียกเพ้ยี นกลายมาเป็น วัดท่าแขก ดงั ที่ทราบกันทว่ั ไป
หลวงปชู่ อบเลา่ ตอนองคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าทา่ นมาพกั ภาวนาทวี่ ดั ทา่ แขกใหฟ้ งั
วา่ “ตอนทา่ นอาจารยเ์ สารพ์ าเรากบั หมคู่ ณะมาพกั อยนู่ ี่ วดั ทา่ แขก ตอนนนั้ เปน็ วดั รา้ ง
35
โบสถ์ เจดีย์ มีเถาวัลย์พันปกคลุมไปหมด สมัยนั้นอยู่น่ีป่าไม้ยังหนาแน่น มอง
เห็นแสงเดือนแสงตะวันพอร�ำไร เราจัดท่ีพักให้ท่านอาจารย์เสาร์อยู่ทางปากห้วยตก
โขง ทางเดียวกับตน้ โพธิใ์ หญ่ทกุ วนั นล้ี ่ะ เราพกั อยู่ทางไปบา้ นน้อย” (ตรงรูปเหมือน
หลวงป่ชู อบยนื ถือไมเ้ ทา้ ข้างอาคารเรยี นอยวู่ ิทยานุสรณใ์ นปัจจุบัน)
“ตอนอาจารยเ์ สารเ์ พน่ิ พามาวดั ท่าแขก บา้ นนอ้ ย ยงั บ่เปน็ บา้ น มแี ตก่ ระท่อม
เถยี งนา บม่ ผี อู้ าศยั เวลาบณิ ฑบาต อาจารยเ์ สารเ์ พนิ่ พาไปบณิ ฑบาตทเี่ มอื งเชยี งคาน
อาจารยเ์ สารเ์ พนิ่ บอกบญุ ญาตโิ ยม “ใครมจี อบ เสยี ม มดี พรา้ กใ็ หม้ าชว่ ยกนั ตดั เครอื ไม้
คลุมโบสถ์คลุมเจดีย์วัดท่าแข้ให้แหน่เด้อ” อาจารย์เสาร์เพ่ินพาพวกเรากับชาวบ้าน
ทาํ ความสะอาดเสนาสนะวตั ถใุ นวดั ทา่ แขก ไทเชยี งคานพากนั มาชว่ ยทา่ นอาจารยเ์ สาร์
บูรณะทําความสะอาดหลายวันถึงแล้วเสร็จ ตัดเครือไม้คลุมโบสถ์คลุมเจดีย์ออก
จนเกลีย้ ง อาจารยเ์ สารเ์ พน่ิ พาพระเณรชาวบา้ นเกบ็ ซากอฐิ ขึน้ มาเรียงใหม่เท่าทที่ าํ ได้
ตอนรอื้ อฐิ พบพระพุทธรูปโบราณ เครอ่ื งใช้ไมส้ อย ถว้ ยชาม ของลาวหลวงพระบาง
สมยั กอ่ นหลายอยา่ ง มพี ระพทุ ธรปู ทองคาํ สาํ รดิ ทาํ จากเงนิ จากไมจ้ ากหนิ กม็ ี สว่ นมาก
จะเป็นพระพุทธรูปทาํ จากไม้ พระพุทธรูปเหลา่ นถ้ี กู อิฐถูกดินทบั ไว้
ไทบา้ นบางคนเหน็ พระทองคาํ พระเงนิ อยากเอาไป อาจารยเ์ สารเ์ พนิ่ หา้ มบใ่ หใ้ คร
เอาพระหรอื ของเกา่ อยทู่ นี่ ไี่ ป ของเหลา่ นเ้ี ปน็ สมบตั พิ ระศาสนา เปน็ ทรพั ยข์ องแผน่ ดนิ
ถา้ ใครเอาไปครอบครองโดยมชิ อบแลว้ จะเกดิ วบิ ตั กิ บั ตวั เองและครอบครวั ชาวบา้ น
กลวั จะเกิดความวบิ ัติตามที่อาจารยเ์ สารเ์ พิ่นบอก เลยบ่กลา้ เอาของพวกนไ้ี ป”
องค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาพระเณรกับชาวเมืองเชียงคานบูรณะวัดร้างท่าแขก
จนเปน็ ทพี่ อใจแลว้ องคท์ า่ นจงึ สง่ั ใหห้ ยดุ ทาํ การบรู ณะ องคท์ า่ นบอกหลวงปชู่ อบและ
หมู่คณะให้พากันทําความเพียรเดินจงกรมภาวนา หลวงปู่ชอบเล่าเร่ืองตอนท่านพัก
ภาวนาอยวู่ ัดท่าแขกกับองคท์ า่ นหลวงปูเ่ สาร์ให้ฟัง ท่านวา่ “มคี นื หน่ึงเราภาวนาอยู่
ปรากฏมีแสงสีขาวพุ่งออกมาจากทางโบสถ์เก่าวัดท่าแขก แสงสีขาวนี้ลอยวนเวียน
รอบกลดของเราแลว้ หายไป เรายกนิมิตเรอ่ื งที่เหน็ ข้ึนมาพจิ ารณา จงึ ทราบว่าสถานท่ี
แห่งนี้มีความผูกพันกับเรามาก่อน อดีตเราเคยได้มาร่วมสร้างวัดแห่งนี้เมื่อชาติที่
36
เราเกดิ เปน็ ชาวลาว เมืองแก่นทา้ วไซยะบุลี แสงสีขาวทีเ่ หน็ นัน้ คือดวงจิตเทพเทวดา
พญานาคท่พี ทิ กั ษ์รกั ษาสมบัตพิ ระศาสนาของวัดท่าแขกมาแสดงใหเ้ ราเห็น”
พญานาคเมอื งเชียงคาน
ตอ่ จากเรอื่ งพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ เรอื่ งวดั ทา่ แขก เรยี นถามองคท์ า่ น
ว่า “หลวงปูเ่ หน็ พญานาคครัง้ แรกอยู่ทีไ่ หน” ท่านบอก “เราเห็นพญานาคครั้งแรกท่ี
นำ้� โขงเมืองเชียงคาน ตรงปากห้วยตกโขงวัดทา่ แขก” พญานาคตนนี้มาแสดงตนให้
ท่านเห็นดว้ ยตาเนอื้ ตอนกาํ ลังสรงนำ้� อย่ทู ี่ทา่ น้�ำวัดท่าแขก เวลาประมาณสโ่ี มงเย็น
เห็นทีแรกท่านเข้าใจว่าเป็นท่อนไม้ลอยมากับน�้ำโขง แต่เม่ือมองดูอย่างถ่ีถ้วนแล้ว
มันไม่ใช่ขอนไม้ตามท่ีเข้าใจในเบื้องต้น เพราะสิ่งที่ท่านเห็นนั้นมีลักษณะดําเลื่อม
คลา้ ยงูใหญย่ าวประมาณร้อยเมตร ถึงนำ�้ โขงจะไหลเชย่ี ว แต่สง่ิ ท่ที า่ นเหน็ น้กี ลับไม่
เคล่ือนไหวไหลไปตามสายน้ำ� มันจะหยุดนิ่งอยู่กบั ท่ีคลา้ ยกบั เรือจอดทอดสมอแล้ว
เคลอื่ นตวั ไปในลกั ษณะขวางกบั ลาํ นำ้� โขงมงุ่ ตรงเขา้ มายงั ทา่ นำ�้ ทท่ี า่ นสรงนำ�้ อยู่ พอสง่ิ น้ี
เคลอื่ นตวั เขา้ มาใกลป้ ระมาณยส่ี บิ กวา่ วากห็ ยดุ นงิ่ อยกู่ บั ท่ี ไมเ่ คลอื่ นไหวไปไหน ทา่ นวา่
บางครงั้ มนั กจ็ มลงไปในนำ�้ แลว้ ลอยตวั ขนึ้ มาบนผวิ นำ�้ สลบั ไปมาแบบนอี้ ยหู่ ลายครง้ั
ทา่ นฉกุ คดิ ขนึ้ มาในใจวา่ นหี่ รอื คอื พญานาค เหมอื นกบั วา่ สง่ิ ทที่ า่ นกาํ ลงั ดอู ยนู่ รี้ คู้ วามคดิ
จติ ใจทา่ น หลงั จากทา่ นคดิ วา่ นห่ี รอื คอื พญานาค ปรากฏมนี ำ้� พงุ่ ขนึ้ บนอากาศคลา้ ยกบั
นำ้� พุ เหมอื นกบั วา่ ทใ่ี ตน้ ำ้� โขงมอี ะไรบางอยา่ งทาํ ใหเ้ กดิ นำ�้ พงุ่ ขน้ึ มา หลงั จากนำ�้ พงุ่ ขน้ึ ไป
บนฟา้ แลว้ ตวั ดาํ ๆ ลกั ษณะคลา้ ยกับงูใหญ่นก้ี ค็ ่อยๆ จมหายลงไปในแมน่ ำ�้ โขงหนา้
วัดท่าแขก
กลางคืนขณะภาวนาอยู่ มีบุรุษผู้หน่ึงแต่งกายภูมิฐานเหมือนเจ้านายเมืองลาว
สมัยโบราณมาปรากฏให้องค์ท่านเห็นในนิมิต บุรุษผู้นี้บอกกับองค์ท่านว่าเขาเป็น
พญานาคเฝา้ สมบัตพิ ระศาสนาอยู่วัดท่าแขกแห่งน้ี พญานาคตนนเี้ ขามาแสดงความ
ยินดีท่ีองค์ท่านหลวงปู่เสาร์พาพระเณรและชาวบ้านมาบูรณะสมบัติพระศาสนาที่วัด
แหง่ น้ี พญานาคตนนบ้ี อกทา่ นวา่ หลงั จากวดั แหง่ นร้ี า้ งกไ็ มม่ พี ระเณรองคใ์ ดมาปฏบิ ตั ิ
37
อยทู่ นี่ ี่ จนเขาไดม้ าเหน็ องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ าพระเณรมาปฏบิ ตั อิ ยทู่ น่ี ่ี เขาและบรวิ าร
ญาตมิ ติ รปตี ยิ นิ ดที ไ่ี ดเ้ หน็ สมณะมาปฏบิ ตั ธิ รรมทน่ี ี่ จงึ ขนึ้ มาแสดงอนโุ มทนากบั พวกทา่ น
หลวงปู่ชอบท่านถามพญานาคตนน้ีว่า “ใช่ท่านหรือไม่ท่ีมาแสดงตนให้อาตมา
เหน็ เมอ่ื ตอนบา่ ย” พญานาคตนนบ้ี อกองคท์ า่ นวา่ “ขา้ พเจา้ เองทข่ี น้ึ มาแสดงตนใหท้ า่ น
เหน็ ดว้ ยตาเนอ้ื เมอื่ ตอนบา่ ย เหตทุ ขี่ า้ พเจา้ ขนึ้ มาแสดงตนใหท้ า่ นเหน็ นน้ั เพราะอยาก
ใหท้ า่ นรวู้ า่ ภพภมู นิ ม้ี อี ยจู่ รงิ ตามทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั ไว้ ขา้ พเจา้ มาแสดงอนโุ มทนา
ใหท้ า่ นเหน็ โดยการพน่ นำ�้ ขนึ้ อากาศ การพน่ นำ้� ขนึ้ อากาศนนั้ เปน็ กริ ยิ าอยา่ งหนง่ึ ของ
พวกพญานาคเวลาอนโุ มทนาบญุ ”
หลวงปชู่ อบถาม “ทา่ นชอื่ อะไร บา้ นเมอื งของทา่ นอยทู่ ไ่ี หน” พญานาคตนนตี้ อบ
ทา่ นวา่ “ขา้ พเจา้ ชอื่ อสิ โรนาคราช มวี มิ านบาดาลอยปู่ ากนำ้� เลยไหลตกโขง บา้ นเมอื ง
ข้าพเจ้าอยทู่ ่ีนี่”
หลวงปชู่ อบบอกเมอื ง “อสิ โรนาคราช” นน้ั ใหญก่ วา่ อาํ เภอเชยี งคานมาก เมอื งของ
อสิ โรนาคราชเรมิ่ จากเขตอาํ เภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย ไปจนถงึ เขตอาํ เภอนำ้� ปาด จงั หวดั
อตุ รดติ ถ์ คดิ ดเู อาวา่ เขตการปกครองของอสิ โรนาคราชกวา้ งใหญข่ นาดไหน ทา่ นบอก
อสิ โรนาคราชพญานาคตนนมี้ อี ายหุ นงึ่ หมน่ื สองพนั ปี บรรดาศกั ดกิ์ ารปกครองของเขา
หากเปรียบกับข้าราชการเมืองมนุษย์ อิสโรนาคราชมีตําแหน่งเทียบกับนายอําเภอ
เรื่องอาํ นาจฤทธเ์ิ ดชน้นั มนษุ ยเ์ ราเทียบชน้ั กับอิสโรนาคราชไม่ได้
วดั ทา่ แขก
วดั ทา่ แขก ตงั้ อยทู่ ่ี บา้ นนอ้ ย ต�ำบลเชยี งคาน อ�ำเภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย ทางเขา้ วดั
เปน็ ถนนเสน้ เดยี วกนั กบั ทางเขา้ “แกง่ คดุ ค”ู้ ซง่ึ เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วทส่ี ำ� คญั อกี แหง่ หนงึ่
ของอ�ำเภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย วดั ท่าแขกเป็นวดั โบราณเก่าแก่ ตามหลกั ศิลาจารกึ
ท่ีค้นพบภายในอุโบสถของวัดท่าแขกที่เขียนจารึกด้วยอักษรภาษาลาวโบราณ
นกั โบราณคดกี รมศลิ ปากรไดแ้ ปลภาษาลาวจากหลักศลิ าจารึกเป็นภาษาไทยว่า
38
วดั ทา่ แข้ (วดั ทา่ แขก) สรา้ งขน้ึ เมอื่ วนั เสาร์ ขน้ึ ๙ คำ่� เดอื น ๕ ปกี าบสนั (ปวี อก)
พทุ ธศกั ราช ๒๒๐๙ จลุ ศกั ราช ๑๐๒๘ ตรงกบั รชั สมยั ของ สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
แห่งกรุงศรีอโยธยาศรีรามเทพนคร วัดท่าแขกสร้างข้ึนจากศรัทธาของท้าวสุวรรณ-
แผ้วพา่ ย พระราชโอรสของ พระเจ้าสรุ ิยะวงศาธรรมิกราช กษตั ริยผ์ ูค้ รองอาณาจักร
ล้านชา้ งหลวงพระบาง
ท้าวสุวรรณแผ้วพา่ ย สร้างวดั ท่าแขกขน้ึ เพอื่ อทุ ศิ สว่ นกุศลใหก้ ับพระชายาและ
พระราชธดิ าของพระองคท์ ไ่ี ดส้ วรรคตพรอ้ มกนั เนอ่ื งจากเรอื ลม่ ในแมน่ ำ�้ โขง เขตเมอื ง
เชยี งคาน คราวที่ทา้ วสุวรรณแผว้ พ่ายพาพระชายาและพระราชธดิ าเสดจ็ ทางเรือไปยัง
เมืองสีสัตตนาคนหตุ (เมอื งเวียงจันทน์)
วัดท่าแขก ช่ือเดิมสมัยก่อนชาวบ้านคนท้องถ่ินเรียกชื่อวัดแห่งน้ีว่า วัดท่าแข้
คำ� วา่ “แข”้ เปน็ ภาษาอสี านแปลวา่ “จระเข”้ ชาวบา้ นสมยั กอ่ นเรยี กวา่ วดั ทา่ แข้ เพราะ
บรเิ วณทา่ นำ้� ของวดั ตดิ กบั แมน่ ำ�้ โขงสมยั นนั้ จะมจี ระเขอ้ าศยั อยชู่ กุ ชมุ จระเขม้ กั จะมา
นอนผง่ึ แดดอยู่ทีท่ า่ น้ำ� ลานหนิ ของวดั เมื่อสรา้ งวัดขึน้ มาแล้ว ชาวบ้านจึงพากันเรยี ก
ชื่อวัดว่า “วัดท่าแข”้ ปจั จุบนั ไดม้ ีการเรยี กช่อื วัดแห่งนี้เพยี้ นเป็น วดั ทา่ แขก ดงั่ ท่ี
ทราบกันในปจั จบุ ัน
ปีพทุ ธศักราช ๒๔๖๙ หลวงปูม่ นั่ ภูริทตั โต หลวงปู่สงิ ห์ ขนั ตยาคโม หลวงปู่
มหาปน่ิ ปญั ญาพโล หลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี หลวงปพู่ รหม จริ ปญุ โญ หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร
หลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม และพระภกิ ษสุ ามเณรตดิ ตามอกี จาํ นวน
๒๐ กวา่ รปู ไดเ้ ดนิ ธดุ งคผ์ า่ นมาเมอื งเชยี งคาน หลวงปมู่ นั่ พาคณะศษิ ยม์ าพกั ภาวนา
ท่ีวัดทา่ แขก ซง่ึ ตอนน้ันยังเป็นวดั รา้ งอยู่
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๐ หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปหู่ ลา้
ขนั ตธิ โร พระอา้ ย และสามเณรหลา้ เดนิ ทางมาพกั ภาวนาทวี่ ดั ทา่ แขก หลวงปเู่ สารพ์ า
หลวงปู่ชอบรว่ มกับชาวเมืองเชียงคาน ทาํ การบรู ณะซากปรักหกั พังของอุโบสถเจดีย์
ขน้ึ มาใหม่ หลวงปเู่ สารท์ า่ นใหล้ กู ศษิ ยข์ นเอาเศษอฐิ มากอ่ เปน็ แทน่ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ฐานทต่ี งั้
39
ของพระพทุ ธรปู โบราณ ๓ องค์ ทพี่ บอยภู่ ายในอโุ บสถเกา่ วดั ทา่ แขก หลวงปเู่ สารพ์ า
หลวงปชู่ อบพกั ภาวนาอยทู่ วี่ ดั ทา่ แขกประมาณ ๑๕ วนั จากนนั้ องคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์
จึงเดินทางไปเท่ยี ววเิ วกทางเมืองแก่นทา้ ว ประเทศลาว
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙ พระคณุ เจ้าหลวงปชู่ อบ ฐานสโม มีดําริฟนื้ ฟูวดั ทา่ แขก
จากวดั รา้ งใหเ้ ปน็ วดั ทม่ี พี ระสงฆข์ นึ้ ในพระพทุ ธศาสนาอกี ครง้ั หนงึ่ เนอ่ื งจากวดั ทา่ แขก
มพี ระพทุ ธรปู โบราณสามองคซ์ ง่ึ เปน็ สมบตั พิ ระพทุ ธศาสนาทอี่ ยใู่ นวดั แหง่ น้ี องคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบไดม้ อบหมายให้ พระราชศลี สงั วร (เจา้ คณุ นาซา่ ว) หลวงพอ่ บวั คาํ มหาวโี ร
หลวงพอ่ ก้อนทอง ปยิ ธมั โม หลวงพ่อบุญเรือง และ พระพงั เข้ามาบรู ณะวัดทา่ แขก
พระราชศีลสงั วร กับ หลวงพอ่ บัวคาํ พาชาวบา้ นร้อื ซากปรักหกั พังของอโุ บสถ
และซากเจดยี เ์ กา่ ของวดั ทา่ แขก รอ้ื อโุ บสถเกา่ เพอื่ จดั สรา้ งขน้ึ มาใหม่ สรา้ งศาลาชวั่ คราว
มุงสังกะสีเพ่ือครอบพระพุทธรูปโบราณทั้งสามองค์เอาไว้ ก่อนจะเข้าพรรษา
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ องค์ท่านหลวงปู่ชอบเข้ามาพักที่วัดท่าแขกสองคืน ในปีน้ัน
หลวงปูช่ อบท่านจะมาจาํ พรรษาทีว่ ดั ทา่ แขก แต่พอถงึ วนั อธษิ ฐานเข้าพรรษา มเี หตุ
จาํ เปน็ บางอยา่ งเกดิ ขน้ึ ทบี่ า้ นโคกมน องคท์ า่ นจงึ กลบั ไปจาํ พรรษาทวี่ ดั ปา่ สมั มานสุ รณ์
บา้ นโคกมน ตําบลผานอ้ ย อ�ำเภอวงั สะพุง จงั หวดั เลย
กอ่ นเดนิ ทางไปจาํ พรรษาทว่ี ดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบไดม้ อบหมาย
ใหห้ ลวงพอ่ บวั คำ� มหาวโี ร หลวงพอ่ กอ้ นทอง ปยิ ธมั โม และหลวงพอ่ สอน จำ� พรรษาท่ี
วดั ทา่ แขก เพอ่ื อบรมศลี ธรรมใหก้ บั ชาวบา้ นทอ้ งถน่ิ ทน่ี ี่ นบั จากปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙
เป็นต้นมา วัดท่าแขกจึงมีพระภิกษุสามเณรที่เป็นลูกศิษย์ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ
ฐานสโม เดนิ ทางเขา้ มาพกั จําพรรษาที่วัดท่าแขกทกุ ปจี นถงึ ปจั จุบนั
ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๒๓ พระอาจารย์แดง จนั ทวงั โส มาจําพรรษาท่วี ดั ท่าแขก
องค์ทา่ นหลวงปชู่ อบจงึ มอบหมายใหพ้ ระอาจารย์แดงเป็นเจ้าอาวาส ดูแลวัดทา่ แขก
สืบแทนองค์ท่าน หลวงปู่ชอบท่านรับเอาวัดท่าแขกไว้ในความอุปถัมภ์ จากนั้นมา
วดั ทา่ แขกจึงอยใู่ นความอปุ ถมั ภข์ องพระคุณเจ้าหลวงป่ชู อบ ฐานสโม จนถึงปัจจบุ นั
40
พระสามพ่นี ้อง
พระพทุ ธรูปคู่บารมอี งคท์ า่ นหลวงป่ชู อบ
พระพทุ ธรปู โบราณทง้ั สามองคน์ ี้ พระคณุ เจา้ หลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล กบั หลวงปชู่ อบ
ฐานสโม พบในคราวทม่ี าพกั ภาวนาอยทู่ วี่ ดั ทา่ แขก เมอื่ สมยั เปน็ วดั รา้ ง หลวงปชู่ อบบอก
พระพทุ ธรปู โบราณสามองคน์ ถ้ี กู ซากอฐิ ทบั เอาไว้ โดยมจี อมปลวกโอบทบั ไวอ้ กี ชน้ั หนงึ่
ทา่ นว่า พวกเทพเทวดาพญานาคทร่ี กั ษาสมบัติพระศาสนาอยวู่ ัดทา่ แขก ปกปดิ รกั ษา
พระพทุ ธรปู สามองคน์ ไ้ี วจ้ ากคนใจมาร พระพทุ ธรปู ทงั้ สามองคน์ จี้ งึ รอดพน้ จากสายตา
ของพวกมิจฉาชีพที่มาขุดค้นเอาสมบตั โิ บราณของวัดทา่ แขก
ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๑๙ พระคณุ เจา้ หลวงป่ชู อบ ฐานสโม กบั ลกู ศิษย์ ได้เข้ามา
บูรณะวัดท่าแขกข้ึนมาใหม่อีกครั้งหน่ึง องค์ท่านส่ังให้สร้างศาลาชั่วคราวมุงสังกะสี
เพอื่ ใชบ้ งั แดดบงั ฝนใหพ้ ระพทุ ธรปู ทง้ั สามองคน์ ี้ ตอ่ มาจงึ มกี ารตงั้ ชอื่ พระพทุ ธรปู ทง้ั
สามองคน์ วี้ า่ หลวงพอ่ โชคมงคล หลวงพ่อชัยมงคล หลวงพ่อแสนมงคล ตามลําดบั
หลวงพ่อแสนมงคล เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ เนื้อหินทราย ศิลปะทวาราวดี
ตอนปลาย หน้าตักกว้าง ๙๒ เซนตเิ มตร สูง ๑๕๓ เซนตเิ มตร
หลวงพอ่ โชคมงคล เป็นพระพทุ ธรปู ปางสมาธิ เนื้อหินทราย ศลิ ปะทวาราวดี
ตอนปลาย หนา้ ตักกว้าง ๖๖ เซนติเมตร สงู ๑๒๘ เซนติเมตร
หลวงพ่อชัยมงคล เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะทวาราวดีตอนปลาย
หนา้ ตักกวา้ ง ๖๑ เซนติเมตร สูง ๑๒๓ เซนติเมตร
ทางเจ้าหน้าท่ีกรมศิลปากรได้ทําการตรวจพิสูจน์พระพุทธรูปท้ังสามองค์ตาม
หลักวิชาการ สรุปความเห็นว่า พระพุทธรูปท้ังสามองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลปะ
สมยั ทวาราวดี สนั นษิ ฐานวา่ สรา้ งขน้ึ มาในปลายสมยั ทข่ี อมยงั เรอื งอาํ นาจ ทางเจา้ หนา้ ที่
กรมศลิ ปากรสนั นษิ ฐานวา่ พระพทุ ธรปู ทง้ั สามองคน์ ม้ี อี ายใุ นการสรา้ งประมาณ ๗๐๐ ปี
41
ถึง ๑,๐๐๐ ปี พระพุทธรูปทงั้ สามองค์น้ี มีอายุในการสรา้ งมากกวา่ อายุของการสรา้ ง
วดั ทา่ แขก
ทางเจ้าหน้าท่ีกรมศิลปากรไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้นําพระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้
มาประดิษฐานไว้ท่ีวัดท่าแขก เพราะไม่มีหลักฐานปรากฏให้ทราบว่าพระพุทธรูป
ทั้งสามองค์น้ีมาอยู่วัดท่าแขกได้อย่างไร เพราะอาณาจักรขอมไม่ได้แผ่อํานาจมาถึง
เขตน้ี อาณาเขตลุ่มน�้ำโขงเขตนี้ ในอดตี ข้ึนอยู่กบั การปกครองของอาณาจักรลา้ นชา้ ง
หลวงพระบางมากอ่ น เจา้ หนา้ ทก่ี รมศลิ ปากรจงึ สนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะมผี นู้ าํ พระพทุ ธรปู
ท้งั สามองคน์ มี้ าจากท่ีอนื่ นํามาประดิษฐานไวท้ ว่ี ัดท่าแขก
องค์ท่านหลวงปู่ชอบเล่าเรื่องพระพุทธรูปโบราณ “สามพี่น้อง” วัดท่าแขก
ใหล้ กู ศษิ ยท์ ม่ี ารว่ มในงานทอดกฐนิ วดั ทา่ แขกฟงั เมอ่ื วนั ที่ ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๖
“พระพุทธรูปสามองค์น้ี สร้างข้ึนจากศรัทธาพราหมณ์สามพี่น้องเมืองนาดูน
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สร้างขึ้นจากอธิษฐานสัญญาว่า “เกิดชาติไหนก็ขอให้เรา
สามพ่ีน้องได้พบกันในศาสนาของพระพุทธเจ้า” พราหมณ์ผู้พี่สร้างพระพุทธรูปปาง
นาคปรก (หลวงพอ่ ชยั มงคล) พราหมณเ์ ขาถอื วา่ พระพทุ ธรปู ปางนาคปรกคอื นามแหง่
อ�ำนาจ พราหมณผ์ นู้ อ้ งอกี สองคนสรา้ งพระพทุ ธรปู ปางสมาธิ (หลวงพอ่ โชคมงคล และ
หลวงพอ่ แสนมงคล)
พระพทุ ธรปู สามองคน์ อ้ี ยวู่ ดั ทา่ แขกสามรอ้ ยกวา่ ปแี ลว้ สมยั กอ่ นมพี อ่ คา้ เกวยี น
น�ำพระพทุ ธรปู สามองคน์ มี้ าจากเมอื งนาดนู ใสม่ ากบั เกวยี นสนิ คา้ พวกพอ่ คา้ เอาสนิ คา้
มาขายทางเมอื งเชยี งคาน จะขา้ มไปขายของเมอื งสานะคามและเมอื งแกน่ ทา้ ว ตอนนนั้
โขงเขตนี้เกิดโรคระบาด มีคนตายเพราะโรคน้ีมาก พวกพ่อค้าก็ตายไปหลายคน
พวกรอดชีวติ กลัวเภทภยั จงึ พากันทงิ้ พระพทุ ธรปู สามองค์น้ไี วใ้ นปา่ ทางบ้านนาบอน
บา้ นนาบอนสมยั น้นั ยงั เป็นป่าชา้ งดงเสอื บ่ไดเ้ ปน็ บา้ นเปน็ เมืองเหมือนทกุ วันน้ี
ไทเมืองเชียงคานพากันอาราธนาพระสามองค์นี้ใส่เกวียนเพื่อจะนําไปไว้ในวัด
เมืองเชยี งคาน ววั ลากเกวยี นมนั บ่เดนิ ไปตามทางทีเ่ จ้าของต้องการใหไ้ ป ววั มันลาก
42
พระพทุ ธรปู บกุ ปา่ บกุ ดงไปทางอน่ื เจา้ ของตอี ยา่ งไร ววั มนั กะบย่ อมไปตามทางทไี่ ทบา้ น
ต้องการ ไทบา้ นจงึ เสี่ยงทายกนั วา่ “ถ้าววั มนั ไปหยดุ พกั กินหญา้ กินน�้ำท่ีไหน ถือวา่
พระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้อยากอยู่ท่ีน่ัน” เขาเลยปล่อยวัวลากเกวียนบรรทุกพระไป
โดยไมม่ คี นบังคบั
พวกไทบา้ นพากนั ตฆี อ้ งรอ้ งปา่ วบอกขา่ วกนั ตามทาง ผคู้ นพากนั ออกมานมิ นต์
พระพุทธรูปสามองค์นี้ให้อยู่คู่วัดบ้านเมืองของตน วัวลากเกวียนผ่านไปทางไหน
พระเณรชาวบ้านก็จะเอาน้�ำเอาหญ้ามาล่อให้วัวหยุดพักเพ่ือจะอาราธนาพระพุทธรูป
สามพน่ี อ้ งนใี้ ห้อยู่วดั คุม้ บา้ นของตน
ววั ลากเกวยี นพระพทุ ธรูปผา่ นไปหลายท่ี ไมย่ อมหยุดกินน�ำ้ กินหญา้ ทีไ่ หนเลย
พอถึงวัดท่าแขกก็มาหยุดอยู่ที่นี่ ตอนน้ันวัดท่าแขกเป็นวัดร้าง พระเณรพากันหนี
โรคระบาดขา้ มโขงไปอยเู่ มอื งสานะคาม วัวมาหยุดพักกินน้�ำซบั อยนู่ ่ี (น�้ำซับ คอื น้�ำ
ผดุ ขน้ึ เองโดยธรรมชาต)ิ หยดุ กนิ นำ�้ แลว้ ววั กบ็ ไ่ ปทไี่ หน คนทต่ี ามมาจงึ เหน็ พอ้ งกนั วา่
พระพทุ ธรปู สามองคน์ อ้ี ยากอยวู่ ดั ทา่ แขก ชาวบา้ นจงึ อาราธนาพระพทุ ธรปู ทง้ั สามองคน์ ี้
มาประดษิ ฐานไวท้ โี่ บสถเ์ กา่ วดั ทา่ แขก พระพทุ ธรปู สามพนี่ อ้ งนจี่ งึ อยคู่ กู่ บั วดั ทา่ แขก
มาตั้งแต่นน้ั
พระสามพนี่ อ้ งนจี้ ะอยดู่ ว้ ยกนั ตลอดไป อยา่ แยกองคห์ นง่ึ องคใ์ ดใหพ้ รากจากกนั
มนั บด่ ี พระสามองคน์ ศี้ กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ มเี ทวดาพญานาคมากราบไหวท้ กุ วนั พญานาคมารกั ษา
พระสามพนี่ อ้ งนท้ี กุ วนั ขา้ งขนึ้ พญานาคฝา่ ยอสิ โรนาคราชมาดแู ล ขา้ งแรม พญานาค
ฝา่ ยกากะละนาคราชมารักษา พระพุทธรูปสามองค์เป็นพระคบู่ ารมีเรากับวดั ท่าแขก”
เปรตลกั ของสงฆ์
พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ ถงึ เปรตทว่ี ดั ทา่ แขกใหฟ้ งั วา่ “ตอนอาจารยเ์ สาร์
พามาพกั วัดท่าแขก ทา่ นบอกวา่ ท่านชอบอยู่วดั นี้ มีเปรตผู้ชายตนหน่งึ สงู ผอม ดํา
เหมือนถูกไฟไหมท้ ัง้ ตวั ตัวสูงเทา่ หลังคาโบสถ์ หาเก็บของบดู เน่าในวดั กนิ เก็บมูตร
43