The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:14:05

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

พกั ภาวนาทีห่ ้วยน�้ำรนิ อ�ำเภอแมร่ มิ

หลังออกพรรษา ปพี ุทธศักราช ๒๔๘๒ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ลาญาติโยม
ชาวเมอื งเจยี งตอง เดนิ ทางกลบั มาเมอื งไทย องคท์ า่ นกลบั เขา้ เมอื งไทยทางเขตอาํ เภอ
แมร่ ะมาด จงั หวดั ตาก ทา่ นเทย่ี ววเิ วกจากจงั หวดั ตากมาแมฮ่ อ่ งสอน สถานทอ่ี งคท์ า่ น
เขา้ ไปพกั ภาวนาในเขตจงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอนนนั้ มบี า้ นกะเหรยี่ งแมเ่ มอื งหลวง เขตอาํ เภอ
ปาย ออกจากบา้ นกะเหรยี่ งแมเ่ มอื งหลวง ทา่ นมาพกั ภาวนาอยทู่ ถี่ ำ้� แมอ่ บู มอง ออกจาก
ถ�ำ้ แม่อูบมอง ทา่ นมาพักภาวนาอยถู่ ้ำ� นำ�้ ลอด เขตอาํ เภอปางมะผ้า

จากน้ันท่านเดินทางมาเมืองเชียงใหม่ เข้าไปพักท่ีวัดเจดีย์หลวงเพื่อถามข่าว
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ จากหมคู่ ณะ ทา่ นทราบวา่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต พาลกู ศษิ ย์
พักภาวนาอยู่ทบี่ ้านปง (วดั ปา่ อรัญญวิเวก) อําเภอแมแ่ ตง ทา่ นจงึ เดินทางมาบ้านปง
เพ่อื ตามหาพอ่ แมค่ รูบาอาจารยอ์ งค์ท่านหลวงปู่ม่ัน ภูริทัตโต

ถงึ บา้ นปง หลวงปชู่ อบทา่ นทราบวา่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั พาลกู ศษิ ยไ์ ปพกั ภาวนาที่
ดอยนะโม อาํ เภอพรา้ ว ทา่ นจงึ ตามไปหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทด่ี อยนะโม หลวงปชู่ อบ
ทา่ นพกั ภาวนาอยทู่ ด่ี อยนะโมระยะหนงึ่ จากนน้ั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั พาทา่ นกบั หมคู่ ณะ
ไปเทย่ี ววเิ วกทบี่ า้ นโหลง่ ขอด ซง่ึ อยไู่ มไ่ กลกนั มากนกั กบั ดอยนะโม ตอ่ มา หลวงปเู่ ทสก์
เทสรงั สี หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม หลวงปเู่ กตุ วณั ณาโก และหมคู่ ณะอกี สบิ กวา่ รปู ตามมา
สมทบกับคณะขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน ท่ีบ้านโหล่งขอด องค์ท่านหลวงปู่มั่นจึงพา
ลกู ศษิ ยข์ า้ มไปเทยี่ ววเิ วกทบ่ี า้ นมเู ซอ หว้ ยนำ้� ขนุ่ เขตอาํ เภอแมส่ รวย จงั หวดั เชยี งราย

หลวงปู่ชอบท่านพักอยู่กับองค์ท่านหลวงปู่ม่ันที่บ้านมูเซอ ห้วยนำ้� ขุ่น อ�ำเภอ
แมส่ รวย ระยะหนงึ่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั แนะนาํ ใหท้ า่ นไปเทยี่ ววเิ วกบา้ นนำ�้ รนิ เขตอาํ เภอ
แมร่ มิ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั บอก “สถานทแี่ หง่ นวี้ เิ วกดี อาจจะถกู กบั จรติ นสิ ยั เดยี วดาย
อย่างท่านชอบ” หลวงปชู่ อบทา่ นจึงกราบลาองค์ท่านหลวงปมู่ ่ันเดินทางไปบ้านนำ้� รนิ
อําเภอแม่รมิ ตามท่อี งค์ทา่ นหลวงป่มู นั่ ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รูบาอาจารย์แนะนํา

144

ชาวบา้ นนำ้� รนิ มาทาํ ทพี่ กั ให้ โดยมพี อ่ ของพอ่ เลยี้ งชนื้ ซงึ่ เปน็ ลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ น
หลวงปมู่ น่ั พาชาวบา้ นมาทาํ ศาลาหอฉนั ชว่ั คราวหนง่ึ หลงั เพอ่ื ใหท้ า่ นใชเ้ ปน็ ทร่ี บั รอง
ญาตโิ ยมเวลามาถวายภตั ตาหาร สรา้ งทพี่ กั ชวั่ คราวไมไ้ ผส่ บั ฟากหนง่ึ หลงั เพอื่ ใหท้ า่ น
ใชเ้ ปน็ ทพ่ี กั อาศยั ในการปฏบิ ตั ธิ รรม ทาํ ทางเดนิ จงกรมใหส้ องเสน้ เสน้ หนง่ึ อยขู่ า้ งทพี่ กั
ของทา่ น อีกเสน้ หน่ึงจะอยูบ่ นเนนิ ดอย ห่างจากท่พี ักขององคท์ ่านราวสามรอ้ ยเมตร

เรียนถามองค์ท่านว่า “ทําไมพ่อแม่ครูอาจารย์จึงชอบอยู่ลําพังเพียงองค์เดียว
ไมก่ ลวั อนั ตรายจากสตั ว์สาราส่ิงคะนิงคนบา้ งหรอื ”

พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านบอก “อันตรายจากบุคคลสัตว์สาราส่ิงภายนอกนั้น
เราไม่กลัวมันหรอก สิ่งท่ีเรากลัวน้ันคืออันตรายจากกิเลสภายในใจของตนเท่านั้น
ใจฟงุ้ ซา่ นหงอยเหงานน้ั เกดิ จากกเิ ลสในใจของตนเองนน่ั แหละทบี่ น่ั ทอนจติ ใจฟงุ้ ซา่ น
ไมไ่ ดเ้ กดิ จากสตั วบ์ คุ คลกอ่ กวน จติ ฟงุ้ ซา่ นนน้ั เกดิ จากใจเราเขา้ ไปยดึ ถอื ในเรอ่ื งนน้ั ๆ
ให้เป็นธรรมารมณ์ การอย่ลู าํ พงั ผู้เดยี วมนั สะดวกใจดี ไม่ต้องมาเป็นกงั วลกบั ใคร
คนเราถา้ คนุ้ เคยในการปฏบิ ตั อิ ยา่ งเดยี วดายแลว้ จะรวู้ า่ ความสขุ ในการเปน็ เอกบรุ ษุ
เอกสตรแี ห่งธรรมน้ันเปน็ อยา่ งไร

การอยอู่ ยา่ งเดยี วดายโดยมธี รรมเปน็ เพอ่ื นใจนนั้ มนั สบายใจดี ไมต่ อ้ งไปทะเลาะ
เบาะแวง้ กบั ปากคนใจใคร การอยอู่ ยา่ งเอกบรุ ษุ เอกสตรนี น้ั ไปไหนมาไหนมนั สะดวก
ใจดี ไม่ตอ้ งมาเปน็ กงั วลทุกขก์ บั ใจเขาใจเรา เข้าเปน็ เรือพ่วง หัดอยู่ผูเ้ ดียวในธรรม
ใหเ้ ปน็ ใจกจ็ ะเปน็ สขุ กเิ ลสนถ้ี า้ ไดร้ บกวนจติ ใจใครแลว้ อยา่ งนอ้ ยคนนนั้ นอนไมห่ ลบั
หนกั เขา้ เปน็ บา้ เสยี สติ ฆา่ ตวั เองฆา่ ผอู้ น่ื ใหต้ ายไปกม็ ี เกดิ เปน็ คนอยา่ ทาํ ใหใ้ จตนเอง
เป็นกําพร้าธรรม ปฏิบัติให้ใจของตนเองมีวิหารธรรมเคร่ืองอยู่ครองจิต จิตผู้มี
วหิ ารธรรมครองใจแลว้ ผนู้ นั้ จะไมเ่ ปน็ ทกุ ข์ จติ ใจของผนู้ น้ั จะอยอู่ ยา่ งสคุ ตแิ มต้ วั ยงั
ไมต่ าย”

พอ่ แมค่ รอู าจารยบ์ อก “ปี ๒๔๘๓ เปน็ ครงั้ แรกทเี่ ราเขา้ มาพกั ภาวนาทบี่ า้ นนำ�้ รนิ
ตามคาํ แนะนาํ ของพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั ” เสนาสนะปา่ บา้ นนำ้� รนิ ทที่ า่ นพกั เมอ่ื ปี ๒๔๘๓

145

กบั วัดปา่ น้ำ� รนิ ในปัจจบุ นั นน้ั ทา่ นบอกเปน็ คนละสถานท่กี ัน เสนาสนะป่าบ้านน�ำ้ รนิ
ทอี่ งคท์ า่ นพกั นนั้ จะอยทู่ างดา้ นหลงั ของวดั ปา่ นำ้� รนิ ทา่ นวา่ วดั ปา่ นำ�้ รนิ เรม่ิ เปน็ วดั วา
ขน้ึ มาอยา่ งจรงิ จงั เมอื่ สมยั ทหี่ ลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ มาพกั จาํ พรรษา จากนนั้ วดั ปา่ นำ�้ รนิ
จงึ มีพระเณรเขา้ มาพกั ภาวนาจําพรรษาอยมู่ ไิ ด้ขาดจนตราบเทา่ ทุกวันนี้

มีเรื่องเก่ียวกับพญานาคตนหน่ึงที่พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบเล่าให้ฟังตอนท่าน
พักภาวนาอยู่บ้านน�้ำริน ท่านบอกมีนาคามานพตนหน่ึงอาศัยอยู่หนองห้วยส้ม
หนา้ วดั ปา่ นำ�้ รนิ ขน้ึ มาหาองคท์ า่ น นาคามานพหนมุ่ ตนนจี้ าํ แลงแปลงกายเปน็ มนษุ ย์
ขน้ึ มาใสบ่ าตรถวายจงั หนั ใหก้ บั องคท์ า่ น ทา่ นวา่ แตล่ ะครงั้ ทพ่ี ญานาคหนมุ่ ตนนจ้ี าํ แลง
แปลงตนมาถวายจงั หนั รว่ มกบั ผคู้ น เขาจะแยกตวั ออกมานง่ั อยเู่ ดยี วดาย โดยไมเ่ ออื้ นเอย่
เจรจาจากับผู้ใด พอท่านให้พรเสร็จแล้ว นาคามานพผู้นี้เขาก็จะกราบลากลับทันที
พฤตกิ รรมของนาคราชหนุม่ หนองห้วยสม้ ตนน้ี องคท์ ่านเฝ้าสงั เกตดูอยู่ร่วมสบิ วนั

วันหน่งึ พอผู้คนเพลาซา หลวงปชู่ อบทา่ นถามนาคราชจาํ แลงตนนว้ี า่ “โยมมา
จากไหน อาตมาไม่เคยเห็นโยมที่บ้านน�้ำรินเลย” พญานาคจําแลงตอบองค์ท่านว่า
“บา้ นโยมอยไู่ มไ่ กลจากทนี่ ม่ี ากเทา่ ไหรน่ กั ” พอตอบคาํ ถามองคท์ า่ นแคน่ ี้ เขากร็ บี ชงิ ลา
เพือ่ เลย่ี งที่จะตอบคําถามอื่นๆ จากองค์ทา่ นอกี

พอพญานาคจําแลงรีบลากลับ องค์ท่านหลวงปู่ชอบจึงเดินตามเขาออกมาทาง
หน้าวัดปา่ นำ้� ริน ตรงหนองหว้ ยส้ม นาคบรุ ุษจําแลงผูน้ ี้ พอรู้ว่าหลวงปู่ชอบตามมา
เขาพดู กบั องคท์ า่ นวา่ “ขา้ พเจา้ ไมม่ สี ง่ิ ใดทจี่ ะปดิ บงั ทา่ นอกี แลว้ ” พญานาคจาํ แลงบอก
องคท์ ่านว่า “ข้าพเจ้าเปน็ พญานาคอยหู่ นองหว้ ยส้ม รักษาพระศาสนาทนี่ ่ี ข้าพเจา้
ขนึ้ มาโลกมนษุ ยเ์ พราะอยากสง่ั สมบารมใี หก้ บั ตนเอง” หลวงปชู่ อบทา่ นถาม “พญานาค
กอ็ ยากทาํ บญุ เหมอื นกบั มนษุ ยด์ ว้ ยหรอื ” พญานาคหนองหว้ ยสม้ บอกทา่ นวา่ “พญานาค
กม็ จี ติ ใจใฝบ่ ญุ ไมต่ า่ งอะไรกนั กบั มนษุ ยผ์ ใู้ ฝธ่ รรม กอ่ นขา้ พเจา้ จะเกดิ เปน็ พญานาค
ข้าพเจ้าก็เคยเป็นมนุษย์เหมือนกันกับท่านมาก่อน บุญกุศลท่ีข้าพเจ้าได้กระทําไว้
เมื่อตอนสมัยเป็นมนุษย์ จึงส่งผลให้ข้าพเจ้าได้มาเกิดเป็นพญานาคเฝ้าพระศาสนา
จนสิน้ สมัย”

146

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถามพญานาคหนองหว้ ยสม้ “พญานาคจาํ แลงเปน็ มนษุ ยไ์ ด้
ด้วยหรือ” เขาตอบทา่ นว่า “พญานาคมีฤทธิม์ ากกว่ามนษุ ยธ์ รรมดา สามารถจาํ แลง
แปลงเปน็ อะไรกไ็ ดต้ ามทใ่ี จปรารถนา พญานาคทกุ ตนจะมแี กว้ ทพิ ยส์ ารพดั นกึ ประดบั
บญุ บารมขี องตนเอง แกว้ ทพิ ยน์ เี้ กดิ จากบญุ บารมที ต่ี นเองบาํ เพญ็ มา แกว้ ทพิ ยจติ เปน็
บุญฤทธิ์ประจําตัวของพญานาคทุกตนนับแต่ถือจุติภูมิ” พญานาคหนองห้วยส้มได้
แสดงฤทธใ์ิ หอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบดหู ลายอยา่ ง เชน่ จาํ แลงเปน็ บรุ ษุ หลายคนในวาระ
เดียวกนั จาํ แลงเปน็ สาวสวยฟ้อนรําทัดมาลาดอกไม้ จาํ แลงเป็นหญงิ แก่หงอกหง่อม
ไมม่ ฟี นั จาํ แลงเปน็ ชายแกถ่ อื ไมเ้ ทา้ จาํ แลงเปน็ นายพรานถอื หอกงา้ วทา้ วธนู จาํ แลงเปน็
ชา้ ง มา้ วัว ควาย และรปู กายนาคาราช เปน็ ตน้

ทา่ นบอกเวลาพญานาคจาํ แลงเปน็ อะไรนนั้ รวดเรว็ ดงั่ อดึ ใจ แตล่ ะครง้ั ทพี่ ญานาค
จาํ แลงแปลงรปู เปน็ อะไร ไมว่ า่ คนหรอื สตั ว์ กริ ยิ าทา่ ทางทพ่ี ญานาคจาํ แลงนน้ั จะเปน็
เหมอื นจรงิ ทกุ อยา่ ง หลงั จากพญานาคหนองหว้ ยสม้ จาํ แลงเปน็ รปู ตา่ งๆ ใหด้ แู ลว้ เขาก็
ลาองคท์ า่ นกลบั ไปยงั บาดาลวมิ านเมอื งของเขา ทา่ นวา่ เวลาพญานาคจากไป เขาจะจมลง
ในดิน ยงั กับวา่ แผน่ ปฐพีท่แี น่นหนานีไ้ ม่เป็นอปุ สรรคในการไปการมาของเขาเลย

ถามองคท์ า่ นวา่ “ทกุ วนั นี้ พญานาคหนองหว้ ยสม้ ตนนี้ เขาไปมาหาสพู่ อ่ แมค่ ร-ู
อาจารยบ์ า้ งไหม” ทา่ นบอก “เขามาเยยี่ มฟงั ธรรมกบั เราเหมอื นเดมิ บางครง้ั เขาจะมา
ทางดนิ โดยผุดขนึ้ บางครงั้ เขาจะมาทางอากาศ”

ถามองคท์ า่ นวา่ “กายทพิ ยน์ ้ี เวลาเขาไปไหนมาไหน ใชเ้ วลาเดนิ ทางนานเหมอื นกบั
มนษุ ยเ์ ราหรอื ไม”่ พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นบอก “พวกกายทพิ ย์ เวลาเขาไปไหนมาไหน
จะรวดเรว็ กวา่ มนษุ ยเ์ รา เพยี งลดั มอื เดยี วเขากไ็ ปถงึ สถานทแี่ หง่ นน้ั แลว้ พวกกายทพิ ยน์ ี้
วตั ถสุ ่งิ ของไม่สามารถปิดกน้ั ขัดขวางการไปการมาของเขาได้ การไปการมาของพวก
กายทิพย์เขาจะเป็นอิสระมากกว่ามนุษย์เราหลายเท่านัก มนุษย์เราต้องอาศัยแข้งขา
พาหนะพาไป พวกกายทพิ ยเ์ วลาไปไหนมาไหน เขาจะเรว็ รวดทนั ที ไมไ่ ดห้ อบขนั ธห์ า้
“ภาราหะเว” อันหนักหนว่ งในการเดินทางเหมือนกนั กับมนุษย์เรา”

147

จ�ำพรรษากบั หลวงปเู่ หรยี ญ วรลาโภ

กอ่ นเขา้ พรรษา ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๓ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นเทยี่ ววเิ วกมาพกั
ทส่ี าํ นกั สงฆบ์ า้ นแมห่ นองหาร อาํ เภอสนั ทราย จงั หวดั เชยี งใหม่ ทา่ นพบหลวงปเู่ หรยี ญ
วรลาโภ พักภาวนาอยู่ที่น่ีกับพระภิกษุบวชใหม่อีกสองรูป หลวงปู่เหรียญนิมนต์
หลวงปู่ชอบให้จําพรรษาด้วยกันท่ีบ้านแม่หนองหาร หลวงปู่ชอบท่านคุ้นเคยถูก
อธั ยาศัยในหลวงปเู่ หรียญอยูแ่ ล้ว ทา่ นจงึ ตกลงจาํ พรรษาด้วยกนั กบั หลวงปู่เหรียญ
ท่ีสาํ นักสงฆ์บา้ นแม่หนองหาร

ผู้บันทึกเรียนถามหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ถึงความสนิทสัมพันธ์เที่ยววิเวก
จําพรรษาด้วยกัน และเรื่องภายในท่ีองค์ท่านท้ังสองปฏิบัติมาด้วยกันมา เม่ือครั้ง
หลวงปเู่ หรยี ญทา่ นมารว่ มงานมทุ ติ าจติ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทวี่ ดั ปา่ โคกมน บา้ นโคกมน
ตําบลผาน้อย อําเภอวังสะพุง จงั หวัดเลย เมอ่ื วนั ที่ ๑๑ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖

และไดเ้ รยี นถามหลวงปเู่ หรยี ญอกี ครง้ั ที่ วดั ทา่ แขก อาํ เภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย
เม่ือวันท่ี ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๐

พระคุณเจ้าหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับ
พระคุณเจา้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ให้ผู้บนั ทกึ ฟงั ว่า

“เราเคยขอนสิ ยั จากหลวงปชู่ อบ เคยจาํ พรรษารว่ มกนั กบั ทา่ นมากอ่ น เคยเทยี่ ว
ธุดงค์กับท่านบ้างเป็นบางครั้ง หลวงปู่ชอบท่านเป็นผู้มีนิสัยไปเร็วมาเร็ว ทําอะไร
คลอ่ งแคลว่ ไปหมด ทา่ นชอบธดุ งคอ์ งคเ์ ดยี วเปน็ หลกั เปน็ บางครง้ั ทที่ า่ นจะอนญุ าตให้
หมคู่ ณะตดิ ตามไปดว้ ย หลวงปชู่ อบทา่ นชอบเทย่ี ววเิ วกแบบสมบกุ สมบนั ชนดิ เอาตาย
เข้าว่า ผู้ไม่มีความอดทนจะเท่ียววิเวกกับท่านไม่ได้ เราเคยปฏิบัติกับท่านมาก่อน
เห็นข้อวัตรปฏิบัติของท่านแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงนับถือท่านเป็นครูบาอาจารย์
ของเราอกี องค์หนึง่ หากจะนบั วา่ เราเป็นลกู ศษิ ยข์ องท่านอีกองค์หน่งึ ก็ไม่ผิด”

148

สมัยท่ีองค์ท่านท้ังสองจําพรรษาด้วยกันที่สํานักสงฆ์บ้านแม่หนองหาร อําเภอ
สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่เหรียญท่านจะรับหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่ชอบ
สว่ นเรอื่ งปฏบิ ตั ภิ าวนานนั้ ทา่ นทง้ั สองจะปฏบิ ตั ติ ามอปุ นสิ ยั ของแตล่ ะองค์ จรติ องคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบโลดโผน จรติ องคท์ า่ นหลวงปเู่ หรยี ญนนั้ จะไปในทางปญั ญา ถา้ ตดิ ขดั อะไร
องค์ท่านทั้งสองจงึ จะเลา่ ให้กันฟงั เร่ืองภายนอกภายในของภาคปฏิบัติ

พอใกลจ้ ะออกพรรษาในปนี น้ั หลวงปเู่ หรยี ญถามหลวงปชู่ อบวา่ “ทา่ นอาจารย์
ออกพรรษาแล้วจะไปเท่ยี ววเิ วกทไ่ี หน” หลวงปูช่ อบบอก ออกพรรษาแล้วท่านจะไป
เทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่ อกี ครงั้ ทา่ นเคยไปจาํ พรรษาทน่ี นั่ เหน็ วา่ สถานทที่ างเมอื งพมา่
มปี า่ เขาถ้ำ� ผาเหมาะแกก่ ารปฏิบตั ภิ าวนา หลวงปชู่ อบท่านชวนหลวงปูเ่ หรยี ญไปเที่ยว
วเิ วกดว้ ยกนั ทปี่ ระเทศพมา่ หลวงปเู่ หรยี ญไมแ่ นใ่ จวา่ จะไปเทยี่ ววเิ วกประเทศพมา่ กบั
หลวงปูช่ อบไดห้ รือไม่ ท่านขอพิจารณาในเร่อื งน้ีดูกอ่ น

หลวงปเู่ หรยี ญทา่ นนาํ เรอ่ื งนไ้ี ปพจิ ารณา ทา่ นอธษิ ฐานจติ วา่ “หากไปเทย่ี ววเิ วก
เมอื งพมา่ จะเป็นมงคลดหี รอื มเี หตขุ ดั ข้องประการใด ขอพระธรรมช้ีแนะแนวทางแก่
ขา้ พเจา้ ดว้ ยเถดิ ” เมอื่ อธษิ ฐานจติ แลว้ ทา่ นนง่ั สมาธพิ จิ ารณาในเรอ่ื งนี้ หลวงปเู่ หรยี ญ
ทา่ นเหน็ ความมดื มดิ จติ ไมโ่ ลง่ สบาย ทกุ ครง้ั ทน่ี าํ เรอื่ งนขี้ น้ึ มาพจิ ารณา ทา่ นกจ็ ะเหน็
เป็นแบบนี้ตลอด

พอท่านไปทําข้อวัตรกับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบถามหลวงปู่เหรียญถึงเรื่อง
ทจี่ ะไปเทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่ ดว้ ยกนั หลวงปเู่ หรยี ญกราบเรยี นวา่ “กระผมพจิ ารณา
เรอ่ื งทจี่ ะไปเทย่ี ววเิ วกเมอื งพมา่ กบั ทา่ นอาจารยด์ หู ลายรอบแลว้ กระผมเหน็ แตค่ วาม
มดื มนเกดิ ขน้ึ มาในจติ ทกุ ครงั้ ทพ่ี จิ ารณาในเรอ่ื งน้ี กระผมวา่ การไปเทย่ี ววเิ วกเมอื งพมา่
ของกระผมน้นั จะเกิดขดั ขอ้ ง ไม่เปน็ มงคล กระผมไมข่ อไปเท่ียววิเวกเมืองพมา่ กับ
ท่านอาจารย์ดอกขอรับ”

หลวงปชู่ อบบอก “ไมเ่ ปน็ ไร ถา้ ทา่ นเหรยี ญพจิ ารณาแลว้ มนั จะมอี ปุ สรรคขดั ขอ้ ง
สาํ หรบั ทา่ นกไ็ มต่ อ้ งไป สว่ นทางผมนนั้ พจิ ารณาดแู ลว้ ไมม่ อี ปุ สรรคอะไรมากมายจน

149

เกินวสิ ยั ทตี่ นเองจะแกไ้ ขได้ ออกพรรษาพ้นฝนแลว้ ผมก็จะเดินทางเข้าเมืองพมา่ ”
หลวงปู่ชอบยนื ยันแน่วแน่ท่ที ่านจะเดนิ ทางไปเท่ยี ววเิ วกเมอื งพม่าอกี ครัง้

เทีย่ ววเิ วกประเทศพม่าครั้งที่สอง

หลงั ออกพรรษา ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๓ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม รบั นมิ นต์
ไปรว่ มงานถวายกฐินครัวทานท่วี ดั ป่าน้�ำรนิ อาํ เภอแม่ริม จังหวดั เชยี งใหม่ พอ่ ของ
พอ่ เลย้ี งชน้ื และชาวบา้ นนำ�้ รนิ นมิ นตอ์ งคท์ า่ นอยโู่ ปรดญาตโิ ยมชาวบา้ นนำ้� รนิ เพอ่ื เปน็
ขวญั กาํ ลงั ใจในการปฏบิ ตั ิ หลวงปชู่ อบทา่ นปฏเิ สธในการรบั นมิ นต์ ทา่ นบอกญาตโิ ยม
บา้ นน�ำ้ รินวา่ “เสร็จจากงานน้ี อาตมาจะเดินทางไปเท่ยี ววเิ วกท่ีเมอื งพมา่ ”

ข่าวองค์ท่านหลวงปชู่ อบจะไปเท่ยี ววิเวกประเทศพมา่ ไปเข้าหูพระสี พระสงั ข์
(พระสี พระสังข์ บวชได้ ๕ พรรษาเท่ากนั พระสังขบ์ วชกอ่ นพระสี ๑ เดือน) พระสี
พระสงั ข์ พอทราบวา่ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบจะไปเทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่ ทา่ นทง้ั สองอยาก
จะไปเทย่ี ววเิ วกกบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ เพอ่ื หาประสบการณใ์ นภาคปฏบิ ตั ขิ องตนเอง
ตามประสาพระหนุ่มที่กําลังเหิมฮึกคึกคะนอง ท่านทั้งสองจึงพากันไปกราบเรียน
องคห์ ลวงปูช่ อบ

พระสี พระสงั ข์ กราบเรยี นเจตนาของตนใหห้ ลวงปชู่ อบทราบ อยากจะเดนิ ทาง
ไปเทย่ี ววเิ วกเมอื งพมา่ กบั องคท์ า่ น พระสี พระสงั ข์ ยงั ไมเ่ คยไปเทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่
มาก่อน จึงอยากจะขอตดิ ตามหลวงปูช่ อบไปเท่ยี ววิเวกทป่ี ระเทศพม่าด้วย

หลวงปู่ชอบถาม “พวกท่านคิดดีแล้วหรือที่จะเดินทางไปเท่ียววิเวกเมืองพม่า
พวกท่านแนใ่ จในตวั เอง มน่ั คงในพรหมจรรย์หรือไม่ ท่เี มืองพม่าน้ันลําบากกว่าทาง
เมืองไทยเรามาก ท่ีน่ันมีอุปสรรคหลายสิ่งหลายอย่างทําให้ขัดข้องไปหมดทุกเรื่อง
อากาศทนี่ นั่ หนาวเยน็ กวา่ ทางเมอื งไทยเรามาก ภเู ขาทนี่ น่ั กส็ งู กวา่ ภเู ขาทางบา้ นเรามาก
ภูเขาบางลูกขึ้นลงใช้เวลาเป็นวันสองวันก็มี อาหารการกินของคนที่นั่น เขากินแต่
ถ่ัว งา ผไู้ มเ่ คยกินอาหารแบบนั้น จะเกิดความล�ำบากทางร่างกายเอาได้ ที่สาํ คัญคอื

150

เรอื่ งผหู้ ญงิ คนทนี่ นั่ (สมยั นนั้ ) เวลาอาบนำ้� เขาจะแกผ้ า้ ลอ่ นจอ้ นจนเหลอื แตต่ วั เปลา่
เลา่ เปลอื ย เขาไมอ่ ายกนั นะ มนั เปน็ ธรรมเนยี มทเี่ ขาถอื ปฏบิ ตั กิ นั มาแบบน้ี ถงึ เราเดนิ
ผา่ นไปเหน็ เขากแ็ กผ้ า้ อาบนำ�้ กนั เฉยเลย พระเณรเรานสี่ ทิ ต่ี อ้ งอายเขาแทน ถา้ พวกทา่ น
จะไปทีน่ น่ั ใหพ้ ากันคิดเรื่องน้ใี หด้ เี สยี ก่อน ถ้าไม่มีความเชือ่ มั่นในพรหมจรรยข์ อง
ตนเองแล้ว พวกทา่ นอย่าไปเที่ยววิเวกเมอื งพมา่ เปน็ อันขาด”

หลวงปชู่ อบทา่ นพูดเตอื นพระสี พระสังข์ เพื่อดคู วามต้ังใจของทา่ นท้ังสองวา่
จะเดด็ เด่ยี วจริงจังในการปฏิบตั ิแค่ไหน ท่านสีกับทา่ นสังขย์ นื ยัน ถึงลําบากแค่ไหน
ก็จะขอตดิ ตามองค์ทา่ นหลวงปู่ชอบไปเที่ยววเิ วกทป่ี ระเทศพมา่ ให้ได้ เมื่อห้ามความ
ตง้ั ใจไมไ่ ด้ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ใหพ้ ระสี พระสงั ข์ ตงั้ สจั จะปฏญิ าณถา้ จะไปเทยี่ ววเิ วก
ประเทศพม่ากับองคท์ ่าน

หลวงปูช่ อบ “ถา้ จะไปเทย่ี ววเิ วกเมืองพม่ากับเรา พวกทา่ นต้องพากันตัง้ สัจจะ
ปฏิญาณตนกอ่ น ถ้าทําตามนี้ได้ เราจะอนุญาตให้พวกทา่ นไปเมอื งพมา่ กบั เรา แต่ถ้า
พวกท่านทําไม่ได้แม้แต่ข้อใดข้อหนึ่ง เราจะยกเลิกเรื่องเดินทางไปเมืองพม่าของ
พวกทา่ นทันท”ี

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก “สญั ญาทงั้ หมดมี ๕ ขอ้ ขอ้ ที่ ๑ จะไมข่ ดั ขอ้ งในเรอ่ื ง
อาหารการกนิ เป็นอันขาด เขาใส่บาตรอะไรใหก้ ต็ ้องฉันตามนั้น ข้อท่ี ๒ จะตอ้ งไม่
ขัดข้องในเร่ืองอากาศ เพราะอากาศทางเมืองพม่าหนาวเย็นกว่าทางเมืองไทยมาก
บางคร้ังหนาวมากจนต้องก่อไฟผิงอยู่ตลอดเวลา หนาวจนไม่สามารถเดินออกไป
บณิ ฑบาตได้ ขอ้ ท่ี ๓ คนทางนนั้ พดู คนละภาษากบั พวกเรา การสอื่ สารพดู คยุ อาจทาํ ให้
เขา้ ใจผดิ กนั ได้ ขอ้ ท่ี ๔ ทางไปเมอื งพมา่ นนั้ มนั ลาํ บากมาก ตอ้ งเดนิ ขน้ึ เขาลงเขาหลายลกู
ภเู ขาบางลกู ใชเ้ วลาเดนิ ขนึ้ เปน็ วนั กม็ ี บางลกู เดนิ ขนึ้ สองสามวนั กม็ ี บางลกู ขน้ึ วนั หนงึ่
ลงสองวนั กม็ ี ถา้ เราไมพ่ าหยดุ พกั พวกทา่ นจะหยดุ พกั กนั ไมไ่ ด้ จะมาแสดงความทอ้ แท้
อ่อนแอเพื่อมาต่อรองกับเราก็ไม่ได้ ข้อท่ี ๕ ข้อนี้สําคัญมากท่ีสุด หากไม่มีความ
เชอ่ื มัน่ ในพรหมจรรย์ของตนเองแล้ว อยา่ ไปเมืองพมา่ เป็นอันขาด เพราะคนทางน้ัน
เวลาอาบน�้ำ เขาจะถอดผา้ ลงไปอาบน�ำ้ ไมว่ ่าหญงิ ชายแกเ่ ฒ่า เขาก็ทาํ แบบน้ีเหมอื น

151

กันหมด ถึงพระเณรเราจะสรงน�้ำอยกู่ ต็ าม ถา้ เขาอยากจะอาบน้ำ� แล้ว เขาก็จะแก้ผา้
ลงไปอาบนำ้� อยูใ่ กล้ๆ กับท่พี วกเราสรงน�ำ้ นั่นแหละ ข้อน้คี อื ข้อส�ำคัญมากที่สดุ ”

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถาม “สญั ญาทง้ั ๕ ขอ้ น้ี พวกทา่ นจะขดั ขอ้ งไหม ถา้ ขดั ขอ้ ง
แมข้ อ้ ใดขอ้ หนงึ่ กไ็ ปกบั เราไมไ่ ด”้ ทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ รบั ปากไมข่ ดั ขอ้ งทกุ ขอ้ ทหี่ ลวงปชู่ อบ
ท่านให้ต้ังสัจจะ ท่านสี ท่านสังข์ รับเอาหมดทุกขอ้ เมือ่ ตกลงแล้ว หลวงปชู่ อบทา่ น
บอกพระสี พระสงั ข์ เตรยี มบรขิ ารตนเองใหพ้ รอ้ ม เมอื่ ทกุ อยา่ งเรยี บรอ้ ยแลว้ ทา่ นจะ
พาออกเดนิ ทางไปประเทศพมา่ ทนั ที พระสงั ขก์ ราบเรยี นองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบวา่ ขอเอา
ตาผา้ ขาวแหล่ ซง่ึ เปน็ โยมพอ่ ของทา่ น เดนิ ทางไปประเทศพมา่ ดว้ ย เพอ่ื ชว่ ยถอื บรขิ าร
ประเคนของ ทาํ อาหารถวาย หลวงปชู่ อบทา่ นอนญุ าตใหต้ าผา้ ขาวแหล่ พอ่ ของพระสงั ข์
ตดิ ตามไปได้

การเที่ยววิเวกประเทศพม่าคร้ังที่สองของพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
มลี กู ศษิ ยต์ ดิ ตามรว่ มเทยี่ ววเิ วกกบั องคท์ า่ นทงั้ หมด ๓ คน ดงั มรี ายนามดงั นี้ ๑. พระสี
๒. พระสงั ข์ ๓. ตาผา้ ขาวแหล่

บันทึกเทย่ี ววเิ วกประเทศพม่าครั้งท่สี อง

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ ถงึ การเดนิ ทางเขา้ ไปเทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่
คร้ังท่สี องขององค์ท่าน เมือ่ ปีพทุ ธศักราช ๒๔๘๔ ซง่ึ ตอนนนั้ สงครามโลกคร้งั ที่สอง
กาํ ลงั เริม่ ก่อตัวทัว่ ทวีปเอเชยี ความทกุ ขย์ ากลําบากที่สดุ ในชวี ิตการบวช และในชีวติ
การเที่ยววิเวกขององค์ท่านหลวงปู่ชอบทั้งหมดนั้นอยู่ท่ีเร่ืองราวการเท่ียววิเวกท่ี
ประเทศพมา่ ครง้ั ที่สอง ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ที่ท่านต้องพบเจอทง้ั สงครามภายนอก
และสงครามภายใน

องค์ทา่ นหลวงปู่ชอบ “ออกจากหว้ ยนำ�้ รนิ แม่ริม เดนิ ทางไปบ้านหนองปลามนั
ออกจากบา้ นหนองปลามนั เดนิ ทางไปท่ีบา้ นปางชา้ งแม่แตง ออกจากปางชา้ งแมแ่ ตง
ต้ังใจจะเดนิ ไปเมืองคอง (เขตอําเภอเชยี งดาว) เกิดหลงทางในปา่ หาทางออกไมไ่ ด้

152

จึงพากนั นอนพักอยใู่ นปา่ หนึ่งคืน พากนั ไปนอนพักอยปู่ างววั เก่า (คอกววั รา้ ง) ของ
ชาวบา้ น นอนกะบไ่ ด้ ถูกมดงา่ มมันรุมกัดอยู่หมดคนื หนาํ ซ้ำ� กอ่ นฟ้าสาง ฝนก็ดนั
ตกมาใสห่ ัวอีก โอ้ย ชวี ิตกนู ้อ

อยปู่ างววั เกา่ บม่ บี า้ นคนพอทอ่ี าศยั บณิ ฑบาตได้ พาหมคู่ ณะเดนิ ทางไปเวยี งแหง
ถงึ เวยี งแหงเวลาสายแลว้ ประมาณสบิ โมงเชา้ เหน็ จะได้ พากนั ไปขอพกั อยวู่ ดั เวยี งแหง
วดั น้เี ปน็ วดั ของไทยใหญ่ วดั น้มี ตี เุ๊ จา้ อยตู่ นหนง่ึ เณรนอ้ ยองค์หนง่ึ ขะโยมน้อยอกี
สองคน (เดก็ วดั อีกสองคน) เขา้ ไปกราบทา่ นตุห๊ ลวงเจา้ อาวาส บอกตุ๊หลวงเพิ่นว่า
“ไหวส้ าทา่ นซำ� บญุ (กราบนมสั การทา่ นพระคณุ เจา้ - ซำ� บญุ เปน็ ภาษาไทยใหญ่ แปลวา่
พระคณุ เจา้ ) เมอื่ คนื พวกกระผมนอนพกั อยใู่ นปา่ ปางววั เกา่ ตน่ื เชา้ ออกจากปา่ กพ็ ากนั
เดนิ ทางมาเวยี งแหงเพอื่ จะมาขออาศยั ใบบญุ ทา่ นอาจารย์ พวกกระผมยงั บไ่ ดฉ้ นั ขา้ ว
พากนั ฝง่ั (รบี ) เดนิ ทางมาหาทา่ นอาจารยอ์ ยทู่ นี่ ”่ี องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบแจง้ เจตนาของ
ทา่ นให้ทางทา่ นเจ้าอาวาสเวียงแหงทราบ

อาจารยต์ หุ๊ ลวงทา่ นบอกวา่ “ขา้ วกบั อาหารนน้ั พอมเี หลอื อยบู่ า้ ง” ทา่ นใหเ้ จา้ ฉา่ ง
(สามเณร) กบั ขะโยมเดก็ วดั ไปยกเอาขา้ วกบั อาหารมาถวาย มขี า้ วอยหู่ นงึ่ บาตรกบั แกง
ผกั กาดหมอ้ นอ้ ยอกี หมอ้ หนง่ึ แบง่ ขา้ วแบง่ อาหารกนั ครบทง้ั สค่ี นแลว้ กพ็ ากนั ลงมอื ฉนั
พากันฉันข้าวกับอาหารจนหมดแล้วกะยังบ่อ่ิมกันอีก อาจารย์ตุ๊หลวงท่านถามว่า
“พากันฉันขา้ วอม่ิ บ่” เราตอบทา่ นว่า “ยังบอ่ ม่ิ ขา้ นอ้ ย” อาจารย์ตุ๊หลวงทา่ นให้เจ้าฉา่ ง
กบั ขะโยม เขา้ ไปขอขา้ วกบั อาหารในหมบู่ า้ นมาเพม่ิ ใหฉ้ นั อกี ไดข้ า้ วมาเพม่ิ อกี บาตรหนงึ่
กบั แกงโฮะ๊ ข้าวกับอาหารรอบทสี่ องนีพ้ ากนั ฉันจนหมดเกลี้ยง มนั ยังบ่อม่ิ อกี โธๆ่
กินชา้ งกะบ่เหลือ กนิ เสือกะบ่อม่ิ มนั กะหิวโพดหวิ โพโพดเดิ๊ก (มันหวิ จนเกินพอด)ี
ไดห้ ยดุ เซาฉนั เอาซอ่ื ๆ (ไดห้ ยดุ ฉนั เอาเฉยๆ) เจา้ อาวาสทา่ นนิมนตพ์ วกเราใหพ้ ักอยู่
ที่นก่ี อ่ น ชาวบา้ นเขาจะทําบญุ ย่ีเป็ง” (ทาํ บญุ วันลอยกระทง)

หลังเสร็จงานทําบุญย่ีเป็งแล้ว หลวงปู่ชอบท่านพาคณะกราบลาท่านเจ้าอาวาส
วดั เวยี งแหง ผมู้ พี ระคณุ เดนิ ทางไปเทยี่ ววเิ วกยงั สถานทแ่ี หง่ อน่ื เจา้ อาวาสวดั เวยี งแหง
ขอใหห้ ลวงปู่ชอบและคณะอย่ดู ้วยกันกับท่านที่นี่ หลวงป่ชู อบทา่ นบอก “กระผมจะ

153

พาหมคู่ ณะออกเทย่ี ววเิ วก ถา้ หากผา่ นมาทางนอ้ี กี กระผมจะแวะเขา้ มาไหวส้ า ขอพกั
กบั ทา่ นอาจารย”์ เจา้ อาวาสวดั เวยี งแหงทา่ นไมข่ ดั ขอ้ ง อนญุ าตใหห้ ลวงปชู่ อบทา่ นออก
เทย่ี ววเิ วกตามความประสงคข์ องทา่ น

องค์ทา่ นหลวงปู่ชอบ “ออกจากเวยี งแหง กไ็ ปพกั อยู่บา้ นกะเหร่ียงแม่ลาวน้อย
สองคนื ออกจากบา้ นกะเหรยี่ งแมล่ าวนอ้ ย พากนั ไปพกั อยถู่ ำ้� นำ�้ ปาย พกั อยถู่ ำ้� นำ้� ปาย
หา้ คนื เฉพาะขา้ มนำ�้ ปายอยา่ งเดยี วกลบั ไปกลบั มาถงึ สบิ เกา้ ครงั้ เราใหท้ า่ นสกี บั ทา่ นสงั ข์
สลับผลดั เปลย่ี นกนั สะพายบาตรบริขารให้กับเรา พวกนีเ้ ขาเป็นคนหนุ่มตัวใหญก่ วา่
เราหลาย พอไดอ้ าศยั แรงพวกทา่ นสที า่ นสงั ขน์ แ้ี หละสะพายบาตรบรขิ ารให้ เจา้ ของเรม่ิ
แก่ลงไปหลายแล้ว แบกบรขิ ารหนกั เดินทางไกลบค่ อ่ ยไหว

ปาดตโิ ธ่ นำ�้ ปายลกึ กล็ กึ น�้ำกะเยน็ มหาโหด บางทน่ี ำ้� มนั ลกึ หลาย ต้องแกผ้ ้า
ออกหมด เหลอื แต่ตัวล่อนจอ้ นพากันลยุ นำ้� ข้ามฝงั่ ท่านสี ทา่ นสงั ข์ เราให้เดนิ ลุยน�ำ้
นําหน้าไปก่อน พวกน้ีพากันหันมาดู เราก็ว่าให้ มันสิหันมาเบิ่งอีหยังกันนักหนา
รีบพากันข้ามน�้ำไวๆ สิ พอข้ึนถงึ ฝั่งได้ ตัวน่สี ่นั งนั งกปานลกู นกตกนำ�้ อากาศหนาว
ก็หนาว ยง่ิ มาลยุ นำ้� เย็นๆ เขา้ ไปอีก โธ่ๆ หนาวจนมือซดี ปากเซียวเลยเฮา”

พอเลา่ ถึงตอนพระสี พระสังข์ พากันหันมาดตู อนทา่ นแก้ผา้ ลุยน�้ำ หลวงปูช่ อบ
ทา่ นจะหวั เราะขำ� ขนั ทา่ นบอก “มนั อยากอายเด้ ไมจ่ าํ เปน็ จะไมพ่ ากนั ถอดผา้ ลยุ นำ�้ หรอก
น้�ำทเี่ ดินลยุ ลึกถึงคอ เวลาเดนิ ลุยน้�ำ ตอ้ งเอาบริขารและผ้าชูไวเ้ หนือหวั เพ่อื ปอ้ งกนั
บรขิ ารกับผ้าเปยี กน�ำ้ ” ฟังองค์ท่านเลา่ แล้ว ร้สู ึกเพลินไปกบั การเท่ียววิเวกของทา่ น
บางทเี รือ่ งเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็เปน็ สีสนั อย่างหน่งึ ของการเที่ยววิเวกของพระเณร
กรรมฐานเรา บางครั้งเรื่องขบขันก็ช่วยให้สนุกสนานลืมความทุกข์ไปได้ชั่วขณะ
เหมือนกัน

พอขึ้นถึงฝั่ง หลวงปู่ชอบท่านให้ตาผ้าขาวแหล่ไปหาไม้ฟืนมาก่อไฟผิงเพ่ือให้
รา่ งกายอบอนุ่ หลงั ผงิ ไฟจนรา่ งกายอบอนุ่ พอแลว้ องคท์ า่ นพาคณะเดนิ ทางตอ่ ไป โดยมี
เป้าหมายจะไปพักภาวนาอยู่ท่ีถ�้ำน้�ำลอด ตําบลถ้�ำลอด อําเภอปางมะผ้า จังหวัด

154

แมฮ่ อ่ งสอน ระหวา่ งทางทเี่ ดนิ มาถำ้� นำ�้ ลอด คณะของทา่ นถกู โจรดกั ปลน้ พวกโจรกลมุ่ นี้
คิดว่าคณะของท่านจะมีทรัพย์สินเงินทองติดตัวมาจึงพากันปล้น หลวงปู่ชอบท่าน
เหน็ โจรแสดงทา่ ทางขม่ ขหู่ มายเอาทรพั ยส์ นิ ทา่ นบอกหมคู่ ณะไมต่ อ้ งพดู อะไร เราจะ
พูดกับเขาเอง

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “พวกโจรพากนั รอ้ื บาตรรอื้ ยา่ มทกุ องค์ กไ็ มเ่ หน็ ทรพั ยส์ นิ
ของมคี า่ ทพ่ี อจะเอาไปได้ ไมม่ อี ะไรใหเ้ อา มนั เลยเอาไมข้ ดี กบั เทยี นไขโคมไฟของพวก
เราไป เราบอกพวกโจร “บ่ตอ้ งปล้นเอาดอก อาตมายกใหเ้ อาไปใช้” ทบี่ อกพวกมัน
แบบน้ี เราไม่อยากให้เขาเป็นบาปกรรม เราจึงยกของพวกน้ีให้เขาเอาไปใช้เพ่ือ
เปน็ ทาน สมยั สงคราม อะไรๆ มนั กล็ าํ บาก เทยี นไข ไมข้ ดี ไฟ หรอื วา่ เกลอื แกง มนั กม็ คี า่
มคี วามหมายหมด”

จากหมายปลน้ เอาทรพั ยส์ นิ ในทางมจิ ฉาอาชพี องคท์ า่ นกลบั บอกเขาไมต่ อ้ งปลน้
เพราะมันจะเป็นบาปกรรมสําหรับเขา องค์ท่านยกให้เอาไปใช้เพื่อป้องกันบาปกรรม
ทจี่ ะเกดิ ขนึ้ กบั บคุ คลเหลา่ น้ี เพยี งเรอื่ งเลก็ นอ้ ยแคน่ ้ี สาํ หรบั พระอรยิ เจา้ ทา่ นคดิ ไปถงึ
โทษภยั ในสมั ปรายภพของสตั วโ์ ลก เรอ่ื งบางเรอ่ื ง พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นกส็ อนใหเ้ รา
รจู้ กั คําวา่ “เสยี สละและอภัยโทษ” เพอ่ื ไมใ่ หเ้ ปน็ กรรมจองเวรกนั อย่างไม่มีส้ินสุด

คณะของหลวงปู่ชอบมาพักอยู่ถ�้ำน้�ำลอดสองคืน หลวงปู่ชอบท่านข้ึนไปพักท่ี
ถ�้ำสองห้อง ซึ่งจะอยู่ทางด้านหลังของถ้�ำน้�ำลอด ออกจากถ้�ำน�้ำลอด ท่านพาคณะ
เดนิ ทางมาเมอื งปาย ทา่ นพบนำ้� พรุ อ้ นทโี่ ปง่ แหง่ หนงึ่ นำ้� พรุ อ้ นทโ่ี ปง่ นี้ ทา่ นวา่ ตอนนนั้
สงู เทา่ หลงั ชา้ ง องคท์ า่ นพาคณะพกั ภาวนาอยทู่ โี่ ปง่ นำ้� รอ้ น เมอื งปาย หนง่ึ เดอื น ทอ่ี งคท์ า่ น
พาคณะพักอยูท่ ีโ่ ปง่ น�้ำร้อน เมอื งปาย นานน้ัน เพราะท่านอยากจะดคู วามอดทนของ
พระสี พระสังข์ วา่ จะทนตอ่ ความยากลําบากไดไ้ หม ถา้ ทนไม่ได้ ทา่ นก็จะไมพ่ าไป
เมืองพม่าให้เสียเวลา ท่านสีกับท่านสังข์ผ่านบททดสอบสุดท้ายนี้ขององค์ท่านได้
หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ พาพระสี พระสงั ข์ กบั ตาผา้ ขาวแหล่ เดนิ ทางเขา้ ไปยงั ประเทศพมา่
โดยผ่านทางอำ� เภอปาย

155

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “ออกจากเมอื งปาย เรากเ็ ขา้ ไปพกั อยทู่ บ่ี า้ นแมง่ า ออกจาก
บ้านแม่งา พวกเราก็พกั อย่ทู ่บี ้านแม่งี ทั้งสองหม่บู า้ นนี้เป็นหมบู่ ้านของชาวกะเหร่ยี ง
เป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่อยู่ในเขตประเทศไทย ออกจากบ้านแม่งี เราก็ไปพักอยู่บ้าน
ทงุ่ กลา้ หาญ บา้ นทงุ่ กลา้ หาญนเ่ี ปน็ เขตแดนของประเทศพมา่ เปน็ บา้ นของชาวกะเหรย่ี ง
เหมือนกัน พักอยู่บ้านทุ่งกล้าหาญหนึ่งคืน ออกจากบ้านทุ่งกล้าหาญ เดินทางอีก
สองวนั กไ็ ปถงึ บา้ นกะเหรยี่ งปางไมแ้ ดง พากนั พกั อยทู่ ว่ี ดั รา้ งบา้ นกะเหรยี่ งปางไมแ้ ดง
อย่หู ลายวัน

ตอนพกั อยบู่ า้ นกะเหรย่ี งปางไมแ้ ดง ทา่ นสกี บั ทา่ นสงั ขถ์ กู ผผี หู้ ญงิ ตายทอ้ งกลม
หมายปลำ�้ ขม่ ขนื อผี แี มม่ านบา้ ตณั หาตวั นม้ี นั กะบธ่ รรมดา ทา่ นสที า่ นสงั ขพ์ ากนั นอน
กะบไ่ ด้ พอหลบั เคลม้ิ ๆ อนี างผบี า้ นมี่ นั กะมาแลว้ มนั จะมาเอาทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ เปน็ ผวั
ของมนั ใหไ้ ด้ มนั จะมาคมุ เสพกามเมถนุ ธรรมกบั ทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ ทางความฝนั แตล่ ะมอื้
แตล่ ะวนั ตอนอยบู่ า้ นปางไมแ้ ดง เฮาตอ้ งคอยปอ้ งกนั ภยั มดื จากผอี นี ใี่ หท้ า่ นสี ทา่ นสงั ข์
อผี บี า้ ทอ้ งกลมนางนบี่ ธ่ รรมดา ตณั หามนั หลายตงั้ แตย่ งั เปน็ คน ตายเปน็ ผแี ลว้ มนั ยงั
เคียวราคะอยู่คือเก่า มันบ่ได้ไปผุดไปเกิดกับเขาก็เพราะความเคียวในราคะของมัน
น่ีแหละ”

เรอ่ื งผปี ลำ้� พระทบ่ี า้ นกะเหรย่ี งปางไมแ้ ดง ประเทศพมา่ เมอื่ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔
เปน็ อกี เรอ่ื งหนง่ึ ทค่ี รบู าอาจารยร์ นุ่ เกา่ กลา่ วถงึ กนั มาก เปน็ เรอ่ื งสดุ บรรยายระหวา่ งคน
กบั ผี ในชีวประวัตกิ ารเท่ียววิเวกของพระคณุ เจา้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ทอี่ งค์ทา่ น
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เคยนํามาเขียนบางส่วนลงในหนังสือปฏิปทาพระ
ธุดงคกรรมฐาน สายทา่ นพระอาจารยม์ ่นั ภรู ทิ ัตตะเถระ ท่หี ลวงตามหาบวั ทา่ นได้
เรยี บเรียงเอาไว้

156

ผีตายท้องกลม บา้ นกะเหร่ียงปางไมแ้ ดง

ตอนหลวงปชู่ อบทา่ นพาลกู ศษิ ยม์ าพกั อยทู่ ว่ี ดั รา้ งปางไมแ้ ดง หมบู่ า้ นของชาวเขา
กะเหรยี่ งประเทศพมา่ คณะของทา่ นถกู ผผี หู้ ญงิ ตายทอ้ งกลมนางหนงึ่ มารบกวนทกุ วนั
ท่านบอกผีตายท้องกลมนางน้ี เป็นผีท่ีมีราคะจิตแรงกล้ามาก มันมักจะมารบกวน
ย่ัวยวนพระในเวลาค่�ำคืน มันจะเข้ามาทํามิดีมิร้ายกับท่านสีกับท่านสังข์ในเวลาท่ี
ทา่ นทง้ั สองพกั ผอ่ นหลบั นอน จนองคท์ า่ นตอ้ งออกมาปราบนางผรี า้ ยตนนเี้ พอื่ ปกปอ้ ง
ลกู ศษิ ย์

หนา้ หนาว ตน้ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบพาลกู ศษิ ยเ์ ทย่ี ววเิ วก
มาพกั ภาวนาทว่ี ดั รา้ งบา้ นปางไมแ้ ดง ประเทศพมา่ หมบู่ า้ นแหง่ นเ้ี ปน็ หมบู่ า้ นของชาวเขา
เผา่ กะเหรย่ี ง มบี า้ นเรอื นประมาณสามสบิ หลงั คาเรอื น ตอนทา่ นพาลกู ศษิ ยม์ าพกั ภาวนา
ที่บ้านกะเหร่ียงปางไม้แดง มีเหตุการณ์หน่ึงที่ทําให้ลูกศิษย์ติดตามองค์ท่านพากัน
ตน่ื กลวั ทหี่ มบู่ า้ นกะเหรยี่ งปางไมแ้ ดงแหง่ น้ี มผี ผี หู้ ญงิ ตายทอ้ งกลมนางหนง่ึ มนั เขา้ มา
รบกวนทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ เพอ่ื ขอเสพกาม จนทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ ไมก่ ลา้ นอนในเวลากลางคนื
นบั ต้งั แต่วนั แรกทอี่ งคท์ ่านพาลกู ศษิ ย์มาพักอยูท่ ี่นี่

คืนแรกท่ีหลวงปู่ชอบท่านพาคณะมาพักภาวนาอยู่ที่วัดร้าง บ้านกะเหร่ียง
ปางไมแ้ ดง ราวสองทมุ่ ขณะทอ่ี งคท์ า่ นกาํ ลงั นง่ั ภาวนาอยนู่ นั้ ปรากฏมผี ผี หู้ ญงิ ทอ้ งแก่
นางหนง่ึ เขา้ มาหาองคท์ า่ นในนมิ ติ ผผี หู้ ญงิ ทอ้ งแกน่ างนเ้ี ขา้ มาหาองคท์ า่ นโดยมเี จตนา
มุ่งหมายยวั่ ยวนองคท์ ่านใหม้ จี ติ คิดปฏพิ ัทธ์กับนางทางดา้ นกามคุณ ผที ้องแกน่ างนี้
พดู พรำ่� รำ� พนั วา่ รกั ใครช่ อบพอทา่ น อยากจะไดท้ า่ นมาเปน็ คผู่ วั ตวั เมยี กบั มนั ผบี า้ ตณั หา
นางน้ีได้แสดงมารยากลกามยั่วยวนเพ่ือท่ีจะให้ท่านมีจิตคิดยินดีกับมันในทางกาม
ราคะ

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเหน็ ผที อ้ งแกน่ างนม้ี าแสดงมารยากามราคะเชน่ นี้ ทา่ นเกดิ
ความสมเพชในการกระทําของมัน องค์ท่านว่าให้มัน “อีผีบ้า มึงสิไปเอาผู้ใดเป็น

157

ผวั มงึ กะไปโลด อยา่ มายงุ่ กบั กู กมู าอยนู่ เี่ พอ่ื ภาวนา บไ่ ดม้ าหาเอาเมยี เปรต เมยี ผี เมยี คน
กับผใู้ ด มงึ ไปเด๋ยี วน้ี อย่ามารบกวนกกู ับหมคู่ ณะ”

แทนทนี่ างผตี นนจ้ี ะกระดากอายในคาํ วา่ กลา่ วขององคท์ า่ น มนั กลบั แสดงความ
หน้าด้านของราคะ หมายจะเข้ามาถึงตัวขององค์ท่าน แต่นางผีนางน้ีกลับกระเด็น
กระดอนออกไปดว้ ยอาํ นาจตบะขององคท์ า่ น ผที อ้ งแกน่ างนเี้ หน็ ทา่ ไมด่ ี มนั จงึ ผละหนี
จากทา่ นไปในคาํ รบแรก นางผที อ้ งแกห่ นไี ปไดส้ กั พกั มนั กก็ ลบั มาปรากฏใหท้ า่ นเหน็ อกี
หลวงปชู่ อบทา่ นแผเ่ มตตาให้ มนั กไ็ มร่ บั เพราะจติ ของมนั ถกู ตณั หาราคะปดิ กนั้ ธรรม
ส่ิงทีม่ ันอยากจะได้จากท่านคือเรอ่ื งกามเท่าน้ัน ทา่ นว่า “ต้งั แตเ่ ราเห็นภูตผีปีศาจมา
ท้ังดุร้ายอันธพาล หรืออ่อนน้อมถ่อมตน พอแผ่เมตตาให้ หรือไล่มันก็หนีไปแล้ว
เราบเ่ คยเห็นผีตัวใดหนา้ ด้านเท่ากับอผี บี า้ ตณั หาอยูบ่ ้านปางไมแ้ ดง” ทา่ นว่าราคะจิต
ของผีนางนี้แรงมากจนเกินวิสัยท่ีใครจะโปรดได้ จิตของมันถูกปกปิดดํามืดไปด้วย
กามราคะ

องค์ท่านถาม “ทาํ ไมไม่รบั เอาบุญกศุ ลที่เราแผ่เมตตาให้” ผีบา้ กามนางนี้บอก
ทา่ นวา่ มนั รกั ทา่ น อยากไดท้ า่ นมาอยดู่ ว้ ย องคท์ า่ นเออื มระอากบั มารยาของมนั จงึ ไล่
ให้มันหนไี ปด้วยอาํ นาจของท่าน ทา่ นว่า “ข้นึ ชอื่ ว่ากาม มันไม่เคยเวน้ หนา้ ผหี นา้ คน
นอกจากผทู้ กี่ า้ วขา้ มเรอื่ งนไี้ ปแลว้ เทา่ นน้ั มนั ถงึ ไมส่ ามารถมายำ�่ ยหี วั ใจใหเ้ ปน็ ทกุ ขไ์ ด้
เรายกเอาเรอ่ื งกามราคะของผนี างนม้ี าพจิ ารณาในชน้ั วปิ สั สนา ตอ่ มาเรากถ็ อนกามตณั หา
ราชาพาทุกข์ ออกไปจากจิตใจของเราได้ จติ เราพ้นกามอย่บู า้ นกะเหรย่ี งปางไม้แดง
แหง่ นี้เอง

หลงั เลกิ จากนง่ั ภาวนา เรากอ็ อกมานงั่ ผงิ ไฟอยหู่ นา้ ศาลาวดั บา้ นปางไมแ้ ดง กบั
หมาตวั หนง่ึ ชอื่ บกั ดา่ ง เราตงั้ ชอ่ื ใหม้ นั วา่ บกั ดา่ ง เพราะขนตามตวั มนั ดาํ ปนขาวดา่ งไป
ทง้ั ตวั บักดา่ งเป็นหมาของชาวบา้ นปางไมแ้ ดง มันตามเราเข้ามาอย่วู ดั อาศัยกนิ ข้าว
กน้ บาตรของเรา อยูบ่ ้านปางไม้แดง มีหมาบกั ดา่ งเป็นลกู ศษิ ย์ก้นกฏุ ขิ องเรา บักดา่ ง
มนั เปน็ ลกู ศษิ ยก์ น้ กฏุ แิ ทๆ้ บเ่ คยขน้ึ มานอนบนกฏุ ขิ องเราเลย ฮจู้ กั ความดปี านหมา”
พอวา่ ถงึ หมาบักดา่ ง อดตี ลกู ศษิ ย์ก้นกุฏิ องค์ท่านกห็ ัวเราะอย่างมคี วามสขุ

158

องค์ท่านหลวงปู่ชอบน่ังผิงไฟไล่หนาวอยู่หน้าศาลาท่ีพัก โดยมีหมาบักด่างมา
นอนผงิ ไฟเฝา้ อยขู่ า้ งๆ องคท์ า่ น ขณะทา่ นนงั่ ผงิ ไฟอยนู่ น้ั ทา่ นไดย้ นิ เสยี งหมาในหมบู่ า้ น
พากันเห่าหอนจนเสียงดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน เสียงหมาในหมู่บ้านเห่าหอนรับกัน
เป็นทอด จนมาถึงหนา้ วดั ปางไมแ้ ดงทที่ า่ นและลกู ศษิ ย์พกั อยู่ หมาบักดา่ งพอมนั ได้
ยนิ เสียงเพือ่ นของมันเหา่ หอน มนั จึงหอนเหา่ ตามเสียงเพ่ือนหมาของมันไปดว้ ย

หลวงปชู่ อบทา่ นดหุ มาบกั ดา่ งเพอื่ ปรามใหม้ นั หยดุ เหา่ หอน ทา่ นนง่ั ฟงั เสยี งหมา
ในหมบู่ า้ นเหา่ หอนกนั ไม่ยอมหยุด จนเป็นท่นี ่าผิดสงั เกต ทา่ นจงึ กําหนดดูเร่อื งราว
ทเี่ กดิ ขน้ึ ปรากฏในนมิ ติ ทา่ นเหน็ คา้ งคาวใหญต่ วั หนง่ึ ขนาดเทา่ แมไ่ ก่ บนิ ขา้ มหวั ของ
ท่านหายเขา้ ไปในศาลาซึง่ เป็นท่ีพักของพระสี พระสงั ข์ กบั ตาผ้าขาวแหล่ พอถอนจติ
ออกมาดูขา้ งนอก ทา่ นก็ไมเ่ ห็นค้างคาวเหมือนกับทเ่ี หน็ ในนิมติ

ระหว่างองค์ท่านนั่งทบทวนพิจารณาเร่ืองราวในนิมิตท่ีเกิดข้ึนเม่ือสักครู่ จู่ๆ
หมาบกั ดา่ งมนั กห็ นั หนา้ ไปทางบนั ไดขน้ึ ศาลา เหา่ ขน้ึ มาอยา่ งดดุ นั ไมย่ อมหยดุ จนทา่ น
ต้องดุเพ่ือปรามให้มันเงียบเสียง ถึงหลวงปู่ชอบท่านจะดุอย่างไร หมาบักด่างมัน
กไ็ มย่ อมเงยี บเสยี งเหา่ ทา่ นจงึ เอามอื บบี ปากหมาบกั ดา่ งเอาไว้ มนั จงึ ไดเ้ งยี บเสยี งลง
ไปบา้ ง เมอ่ื หมาบักด่างเงยี บเสียงลง องคท์ ่านไดย้ นิ เสยี งคนคยุ กันอยู่ภายในศาลา
ทา่ นไดย้ ินพระสังข์พูดกบั ผหู้ ญิงนางหน่ึง

พระสงั ข์พูดขึ้นมาวา่ “อย่าเขา้ มาเด้อ ออกไปเดีย๋ วนี้ โยมเป็นผหู้ ญิงจะเขา้ มา
หาอาตมาบไ่ ด้ เปน็ บ้าอีหยงั จะมาชวนเราเสพกามดว้ ย” เสยี งทา่ นสงั ข์พูดดังล่ันห้อง
จนองค์ท่านหลวงปู่ชอบได้ยิน ถึงตอนนี้หลวงปู่ชอบท่านรู้แล้วว่าพระสังข์กําลังถูก
ผนี างนจี้ ะมาคมุ เสพกามกบั ทา่ นสงั ขใ์ นฝนั หลงั จากนงั่ ฟงั อยพู่ กั หนงึ่ หลวงปชู่ อบทา่ น
ได้ยินเสยี งพระสังขร์ ้องเรียกใหช้ ่วย ท่านเหน็ ท่าไมด่ ี จงึ รีบเข้าไปชว่ ยลูกศิษย์

หลวงปชู่ อบทา่ นเรยี กชอ่ื พระสงั ขเ์ พอื่ ใหท้ า่ นรสู้ กึ ตวั เมอื่ พระสงั ขร์ สู้ กึ ตวั ทา่ นกโ็ ผ
เขา้ กอดองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเอาไวแ้ นน่ ทา่ นสงั ขบ์ อกวา่ “ตอนนอนหลบั มผี หู้ ญงิ ทอ้ งแก่
จะมาคมุ เสพกาม กระผมจงึ ไลใ่ หม้ นั ออกไปจากหอ้ ง ไลเ่ ทา่ ไรมนั กไ็ มย่ อมหนี กระผม
ขัดขืนกําลังของมันไม่ได้ จึงร้องเรียกให้ท่านอาจารย์เข้ามาช่วย” พระสังข์ท่านเล่า

159

เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขนึ้ ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบฟงั เรอ่ื งทท่ี า่ นสงั ขเ์ ลา่ มานน้ั ตรงกบั ทอี่ งคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบได้ยินมาทั้งหมด

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกพระสงั ขว์ า่ “ไมต่ อ้ งกลวั มนั ทาํ อะไรทา่ นมากไปกวา่ นี้
ไม่ได้หรอก ให้ทุกคนพากันลุกขึ้นมาสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตา ให้พากันนอนแต่
พอนอ้ ย อยา่ นอนมาก ผมี นั จะไมไ่ ดม้ ารบกวน” องคท์ า่ นพดู ตดั บท เพราะไมอ่ ยากจะ
ใหท้ ่านสังข์และลกู ศษิ ย์คนอน่ื วิตกกังวลกลัวผีมากเกนิ ไป

ราวเที่ยงคืนในวันน้ัน องค์ท่านหลวงปู่ชอบพาลูกศิษย์ออกมานั่งสวดมนต์
ไหวพ้ ระอยทู่ ข่ี า้ งกองไฟ หนา้ ศาลาวดั ปางไมแ้ ดง ทา่ นพาลกู ศษิ ยส์ วดมนตบ์ ท “กรณยี -
เมตตสตู ร” ถงึ สามครงั้ องคท์ า่ นวา่ มนตบ์ ทนเี้ ปน็ มนตส์ ตู รคาถาปอ้ งปราบพวกผสี าง
เทวดาอันธพาลไมใ่ หเ้ ข้ามารบกวน

พอเอ่ยถึงมนต์บทกรณียเมตตสูตรแล้ว ขอแจงอธิบายให้ทราบสักเล็กน้อย
องค์ท่านหลวงปู่ชอบบอก หลังจากพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ประกาศศาสนาขึ้นมา
ท้าวจตุโลกบาลท้ังสี่ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวจตุโลกบาลทั้งส่ีได้กล่าวมนต์
บทกรณียเมตตสูตรให้พระพุทธเจ้าฟัง เพื่อให้พระพุทธองค์นํามนต์บทนี้ไปสอน
พระสาวก เนื่องจากบางสถานที่จะมีผีสางเทวดาอันธพาลมารบกวนพระเณรให้
หวาดกลวั เมอื่ เอย่ มนตบ์ ทกรณยี เมตตสตู รนขี้ นึ้ มาแลว้ จะเปน็ มนตท์ พิ ย์ เจรญิ ไมตรี
กบั พวกกายทิพย์และสัตวเ์ ดรจั ฉาน

ตอนเชา้ หลวงปชู่ อบทา่ นพาลกู ศษิ ยอ์ อกไปบณิ ฑบาตทบี่ า้ นปางไมแ้ ดง ชาวบา้ น
ถามทา่ นวา่ “เมอ่ื คนื ทผ่ี า่ นมามผี มี ารบกวนพวกทา่ นทว่ี ดั หรอื เปลา่ ” องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
อยากจะรทู้ มี่ าของคาํ ถามชาวบา้ น ทา่ นจงึ เลยี่ งตอบวา่ “มแี ตผ่ กี เิ ลสนแี่ หละทมี่ ารบกวน
จติ ใจอย่ทู ุกวนั ไล่เท่าไรมนั ก็ไมห่ นีไปจากใจของเราสกั ท”ี ชาวบา้ นถามทา่ นวา่ “มผี ี
ผหู้ ญงิ ตายทอ้ งกลมไปรบกวนพวกทา่ นบา้ งไหม” ทนี อ้ี งคท์ า่ นจงึ รคู้ วามหมายในคาํ ถาม
ของชาวบา้ น องค์ทา่ นวา่ “เมอื่ คนื ผผี หู้ ญิงมารบกวนลกู ศิษย์ของเรา แต่มนั ทําอะไร
เรากับลกู ศษิ ยไ์ มไ่ ด”้

160

องค์ท่านถามชาวบ้านว่า “ผู้หญิงท้องแก่ท่ีตายไปแล้ว เขามีญาติพี่น้องอยู่ใน
หมู่บ้านแห่งน้ีบ้างไหม ผัวของเขาอยู่ท่ีหมู่บ้านน้ีหรือเปล่า” ชาวบ้านบอกท่านว่า
“ผหู้ ญิงคนน้ีไม่ใชค่ นในหมบู่ า้ น ผ้หู ญงิ คนนเ้ี ปน็ คนหมบู่ า้ นอ่ืนทหี่ นตี ามผ้ชู ายมาอยู่
บา้ นปางไมแ้ ดง พอหญงิ คนนท้ี อ้ งแกใ่ กลค้ ลอด ผวั ของเขากห็ นไี ปมเี มยี ใหมท่ หี่ มบู่ า้ นอนื่
ทงิ้ ผหู้ ญงิ คนนอี้ ยเู่ พยี งลาํ พงั คนเดยี ว หญงิ คนนตี้ ายเพราะคลอดลกู ไมอ่ อก ชาวบา้ นจงึ
เอาศพของนางไปฝงั ทปี่ า่ ชา้ หลงั วดั ปางไมแ้ ดง ตง้ั แตว่ นั แรกทหี่ ญงิ คนนต้ี าย เขากเ็ ปน็ ผี
อาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านและพระเณรในวัด จนพระเณรวัดปางไม้แดงพากัน
แหกพรรษาหนผี ไี ปอยทู่ ว่ี ดั อนื่ พระเณรบางองคก์ ส็ กึ กลางพรรษา เพราะกลวั ผนี างนี้
มารบกวน มเี ณรนอ้ ยสององคเ์ ปน็ คนบา้ นปางไมแ้ ดง ถกู ผที อ้ งแกน่ างนห้ี ลอกหลอน
รบกวนจนอยู่วัดไม่ได้ พ่อแม่ของเณรต้องเอาลูกมานอนอยู่ที่บ้านเพ่ือหนีผี พอ
ออกพรรษาแลว้ พอ่ แมข่ องเณรทงั้ สองกพ็ าลกู ไปสกึ กลบั มาอยบู่ า้ น จงึ เปน็ เหตใุ หว้ ดั
ปางไม้แดงร้างพระร้างเณร จนทา่ นและคณะเดินทางมาอยู่ทีน่ ่ี” ชาวบา้ นปางไม้แดง
เลา่ ถงึ เรอื่ งราวความเปน็ มาของผผี หู้ ญงิ ตายทอ้ งกลมนางนใ้ี หอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบฟงั
เม่อื หลวงปูช่ อบทราบเรื่องราวที่มาของผตี ายท้องกลมนางนีแ้ ล้ว องค์ทา่ นก็น่ิงเฉย

พอคนื วนั ทสี่ อง พระสที า่ นถกู ผนี างนเ้ี ขา้ มารบกวนคมุ เสพกาม ทา่ นเหน็ เหตกุ ารณ์
ของท่านสีเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับท่ีท่านสังข์พบเจอมา ท่านสีร้องเรียกให้
หลวงปชู่ อบท่านเข้าไปชว่ ย พอหลวงปู่ชอบเขา้ ไปช่วย ผนี างนีม้ นั ก็จะหนีไปทันที พอ
ทา่ นกลับทพี่ กั ผนี างนมี้ นั กม็ ารบกวนท่านสี ท่านสังข์ อีกเหมอื นเดมิ เหตกุ ารณ์จะ
เปน็ อย่อู ยา่ งนี้ซ�้ำๆ จนทําใหท้ า่ นสี ทา่ นสงั ข์ นอนไม่ได้ พอท่านทั้งสองนอนเมอื่ ไหร่
กเ็ จอกบั ผนี างนเี้ มอื่ นน้ั ผที อ้ งแกน่ างนม้ี นั จะไมม่ ายงุ่ กบั หลวงปชู่ อบ เพราะมนั เกรงใน
อาํ นาจจิตอํานาจธรรมขององคท์ ่าน มันจึงไปรบกวนทา่ นสี ท่านสงั ข์ แทน

องคท์ า่ นวา่ “อยบู่ า้ นปางไมแ้ ดง เราภาวนาดมี าก แตต่ ดิ ทนี่ างผบี า้ ตณั หาตวั นม้ี นั มา
รบกวนทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ มากเกนิ ไป จนทา่ นสี ทา่ นสงั ข์ ปฏบิ ตั อิ ะไรไมไ่ ดเ้ ปน็ ชนิ้ เปน็ อนั ”
หลวงปู่ชอบท่านจึงพาลูกศิษย์ออกจากวัดบ้านปางไม้แดง เพื่อหนีนางผีบ้ากามตนน้ี
ทั้งๆ ทีใ่ จขององค์ทา่ นยังอาลยั ในสถานท่ีอันมีคณุ

161

ภายหลงั ในปเี ดยี วกนั นนั้ หลวงปชู่ อบทา่ นไดย้ อ้ นกลบั มาจาํ พรรษาทวี่ ดั รา้ งบา้ น
กะเหร่ียงปางไม้แดงเพียงลําพังองค์เดียว ท่านบอกชาวบ้านให้ขุดเอาร่างของผู้หญิง
คนน้ีข้ึนมาทําบุญฌาปนกิจเพื่อให้เขาได้ไปเกิดตามบุญบาปของตนเอง เรียนถาม
องคท์ า่ นวา่ “หลวงปโู่ ปรดผตี นนไี้ มไ่ ดห้ รอื ” ทา่ นบอก “ผนี างนโี้ ปรดไมไ่ ด้ เพราะจติ มนั
มดื บอดดว้ ยราคะ ราคะจติ ปดิ บงั ใจของมนั จนแสงธรรมสอ่ งไมถ่ งึ ” องคท์ า่ นจงึ ใชว้ ธิ ี
ปราบเพอื่ ไมใ่ หม้ นั มารบกวนชาวบา้ นปางไมแ้ ดงไดอ้ กี ตอ่ ไป หลงั จากทา่ นใหช้ าวบา้ น
ขุดเอาร่างของผ้หู ญิงตายทอ้ งกลมนขี้ น้ึ มาเผาเพ่ือทาํ บญุ จากนั้นกไ็ มป่ รากฏผีผ้หู ญิง
ตายท้องกลมนางน้ีมาอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านปางไม้แดงให้อกส่ันขวัญแขวน
อีกเลย

พอออกพรรษาแลว้ หลวงปูช่ อบท่านก็เทีย่ ววเิ วกตามสถานทต่ี ่างๆ ในประเทศ
พม่า ออกจากบ้านปางไม้แดง ทา่ นไปจาํ พรรษาอยบู่ ้านลเี ตอะ และเมืองเจยี งตอง
ทา่ นจาํ พรรษาอยทู่ บี่ า้ นลเี ตอะ และเขตเมอื งเจยี งตอง ๒ พรรษา (ปี พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๖)
บา้ นลเี ตอะเปน็ หมบู่ า้ นของชาวไทยใหญ่ ทบ่ี า้ นลเี ตอะแหง่ น้ี องคท์ า่ นเดนิ ทางไปโปรด
คบู่ ารมเี กา่ ของทา่ นทเี่ ปน็ ลกู สาวเศรษฐบี า้ นลเี ตอะ ซงึ่ ผหู้ ญงิ คนนเี้ คยเกดิ เปน็ คขู่ องทา่ น
มาในส่พี ทุ ธนั ดร มากกวา่ หนึง่ ล้านชาติ องคท์ ่านเดนิ ทางมาโปรดสอนภาวนาให้เขา
จนไดด้ วงตาเหน็ ธรรมมีศรัทธาในพระศาสนา เมอื่ อายุ ๒๘ ปี

ดว้ ยความปรารถนารว่ มกนั มา หากใครรธู้ รรมกใ็ หม้ าโปรดกนั หลวงปชู่ อบทา่ น
จงึ เดนิ ทางมาโปรดคบู่ ารมขี องทา่ น ตอ่ มาคบู่ ารมขี องทา่ นไดอ้ อกบวชเปน็ แมช่ ี ทา่ นจงึ
ไม่หว่ งในทางไปของคบู่ ารมีเกา่ ของตนเอง ทา่ นออกจากบ้านลีเตอะ เมืองเจียงตอง
เท่ียววิเวกไปยงั สถานท่ีแห่งอ่นื จนทา่ นได้มาตดั สินธรรมคว่ำ� วฏั สงสารการเวียนว่าย
ตายเกดิ อยทู่ ถี่ ำ้� หมเี กา่ บา้ นหนองยวน แขวงเชยี งตงุ ประเทศพมา่ เมอื่ เวลาประมาณ
๒๑ นาฬิกา ของวันที่ ๒๓ มิถุนายน ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๗ เป็นลูกศษิ ยอ์ งค์ท่ีสาม
ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต ทส่ี าํ เรจ็ ธรรมตามพอ่ แมค่ รบู าอาจารยอ์ ยา่ งสมภาคภมู ิ
เปน็ ลูกศิษยข์ ององค์ทา่ นหลวงปมู่ ัน่ องค์แรกที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ “เตวชิ โช”

162

เศรษฐีค�ำแดง

ตอนพกั ภาวนาอยทู่ ว่ี ดั รา้ ง บา้ นกะเหรย่ี งปางไมแ้ ดง ประเทศพมา่ นอกจากจะมี
เหตกุ ารณผ์ ผี หู้ ญงิ ตายทอ้ งกลมมารบกวนพระแลว้ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
ท่านบอกมีวิญญาณชายผู้หนึ่งช่ือ เศรษฐีคําแดง บอกอดีตชาติตอนท่านเกิดเป็น
ชาวไทยใหญ่อยู่เมืองปัน ประเทศพม่า เศรษฐีคําแดงบอกท่านว่า ชาติน้ันเขาเป็น
เพ่อื นสนิทกันกบั ทา่ น เศรษฐีคาํ แดงกับทา่ นเคยเอาสมบัตมิ าฝงั ซ่อนไวท้ น่ี ี่ หลังจาก
พากนั ตายจากไปนน้ั หลวงป่ชู อบทา่ นไดไ้ ปเกดิ ตามสถานที่ต่างๆ แตเ่ ศรษฐีคําแดง
เขายงั ไมไ่ ดไ้ ปเกดิ ทไี่ หน เพราะจติ ตดิ ยดึ ในสมบตั ทิ ต่ี นเองซกุ ซอ่ นไว้ ทาํ ใหก้ ลายเปน็
วญิ ญาณเฝ้าทรพั ย์ดัง่ ป่โู สม

วิญญาณเศรษฐีค�ำแดงบอกหลวงปู่ชอบให้ไปเอาสมบัติท่ีเขาและท่านเคยฝังไว้
ดว้ ยกนั เมอ่ื ในอดตี ชาติ เขาไมอ่ ยากเปน็ ทกุ ขเ์ ฝา้ สมบตั พิ วกนอี้ กี ตอ่ ไป เศรษฐคี าํ แดง
บอกให้ไปดูสมบัติเก่าฝังไว้ใต้ก้อนหินที่ท่านใช้เป็นท่าสรงน้�ำ สมบัติที่ฝังไว้ใต้
กอ้ นหนิ นนั้ จะมไี หเงนิ สองไห ไหทองสองไห เศรษฐคี าํ แดงยำ้� ใหไ้ ปขดุ เอาสมบตั เิ กา่
ของท่านและของเขาขึ้นมาท�ำประโยชน์ ตัวของเขาจะได้พ้นกรรมไปเกิดเสียที
วญิ ญาณเศรษฐคี าํ แดงเลา่ เรอ่ื งนใ้ี หอ้ งคท์ า่ นฟงั แลว้ เขากล็ าจากไป องคท์ า่ นยกนมิ ติ
เรือ่ งน้ีข้ึนมาพจิ ารณา ทา่ นร้ตู ามท่ีเศรษฐีคาํ แดงบอกไวท้ กุ อยา่ ง แต่ท่านไมอ่ ยากได้
สมบตั ิเหล่านี้ เพราะมนั ไม่มีค่าเท่ากับธรรมท่ใี จของทา่ นแสวงหา เบ้อื งต้นท่านจงึ ยงั
ไม่ไปพิสูจนค์ วามรู้นี้ขององค์ทา่ น

แตล่ ะวนั ทไ่ี ปสรงนำ้� ทที่ า่ หนิ กอ้ นน้ี องคท์ า่ นกไ็ มเ่ คยขดุ คยุ้ งดั แงะกอ้ นหนิ กอ้ นน้ี
ขึ้นมาดูเลย หลายวันผ่านไป เมื่อท่านไม่สนใจขุดดูสมบัติที่เศรษฐีคําแดงมาบอก
วญิ ญาณเศรษฐคี ําแดงเขามาหาองคท์ า่ นอกี คร้ัง วิญญาณเศรษฐีคําแดงมาเร่งเร้าให้
ท่านไปเอาสมบัติเก่าของท่านให้ได้ หลวงปู่ชอบท่านจึงอยากพิสูจน์นิมิตนี้ว่าจริง
หรอื หลอก เมอื่ เศรษฐคี าํ แดงเรง่ เรา้ ใหไ้ ปดสู มบตั เิ กา่ ทฝี่ งั ดนิ ไว้ ทา่ นจงึ ไปดสู มบตั เิ กา่
ตามที่วญิ ญาณของเศรษฐีคำ� แดงบอก

163

ช่วงปลอดคน หลวงปชู่ อบทา่ นเดนิ ไปที่ทา่ หนิ รมิ น้ำ� ทา่ น้ำ� แหง่ น้ีจะอยู่ห่างจาก
ท่ีพักของท่านประมาณสามร้อยกว่าเมตร ท่านออกไปดูสมบัติเพียงล�ำพังองค์เดียว
เพราะทา่ นไมอ่ ยากใหพ้ ระสี พระสงั ข์ กบั ตาผา้ ขาวแหล่ เหน็ สมบตั เิ หลา่ น้ี ทา่ นเกรงวา่
เมื่อเขาเห็นแลว้ จะเกิดความโลภในทรพั ยเ์ หลา่ น้ขี นึ้ มาได้ จะทาํ ให้เกดิ ศลี วิบตั ิเพราะ
ความโลภเปน็ เหตุ ท่านจึงปิดเร่อื งนเ้ี ปน็ ความลบั ไมบ่ อกให้ใครทราบในตอนน้ัน

หลวงปชู่ อบเดนิ ไปที่กอ้ นหินทา่ น�้ำ ท่านเอาทอ่ นไมง้ ัดหนิ ก้อนน้ีใหเ้ คลือ่ นออก
จากที่เดมิ ทา่ นงัดอยู่สามสคี่ ร้ัง หินกอ้ นน้กี เ็ คลือ่ นทีอ่ อก พอหนิ เคล่ือนออกจากท่ี
ทา่ นเหน็ ไหขนาดเทา่ กบั ไหนำ้� ปลา ๔ ไห วางเรยี งกนั อยอู่ ยา่ งเปน็ ระเบยี บ ไหทงั้ ๔ ใบนนั้
มดี นิ ปดิ อดุ ปากเอาไว้ ทา่ นจงึ เอาไมเ้ ขย่ี ดนิ ทปี่ ดิ ปากไหออก เมอ่ื ดนิ ทอี่ ดุ ปากไหหลดุ ออก
ทา่ นเหน็ วตั ถเุ ปน็ แทง่ ๆ จดั วางเรยี งกนั ไวอ้ ยา่ งดี แทง่ วตั ถใุ นไหนนั้ มขี นาดแตกตา่ งกนั
บางแทง่ ยาวประมาณคบื บางแทง่ ยาวประมาณสามสนี่ ว้ิ ทา่ นเอาหนิ ขดุ ดนิ ใหห้ ลดุ ออก
พอดนิ หลุดออกมา ท่านจงึ รู้วา่ เป็นแท่งทองคํา บางไหกบ็ รรจแุ ท่งเงินเอาไว้ บางไหก็
บรรจุสร้อย กําไล แหวนเงิน ทอง แก้วมณีสีเขียวสีแดงอยู่ภายในไห ท่านว่า
ถา้ เอาแทง่ เงนิ แทง่ ทอง เพชร พลอย มณี จากไหทง้ั ๔ มาขายทอดตลาดในปจั จบุ นั
(พ.ศ. ๒๕๓๕) ของทัง้ หมดทีม่ อี ยูใ่ นไหทัง้ ๔ ใบน้ี จะมมี ลู คา่ หลายลา้ นบาทเลย
ทเี ดยี ว

หลังจากหลวงปู่ชอบท่านพิสูจน์จนรู้แล้วว่าสมบัติที่เศรษฐีคําแดงบอกท่านน้ัน
มีอยู่จริง ไม่ใช่นิมิตหลอกจิตหลอกใจให้หลงตาม ท่านจึงจัดก้อนหินกลับเข้าที่
เหมอื นเดมิ เพอ่ื ปดิ ทบั สมบตั ทิ ง้ั หมดเอาไวอ้ ยา่ งเกา่ จากนนั้ องคท์ า่ นกส็ รงนำ้� แลว้ เดนิ
กลบั ทพี่ กั โดยไมบ่ อกใหล้ กู ศษิ ยค์ นใดรเู้ รอ่ื งในสมบตั เิ หลา่ นี้ องคท์ า่ นเกรงวา่ เขาจะ
เกิดความโลภในทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน จะเป็นเหตุทําให้ลูกศิษย์กระทําผิดต่อ
พระธรรมวนิ ยั ได้

หลงั จากหลวงปชู่ อบทา่ นไปพสิ จู นส์ มบตั เิ กา่ ในอดตี ชาตขิ องทา่ นตามทวี่ ญิ ญาณ
เศรษฐีคําแดงบอกแล้ว วิญญาณเศรษฐีคําแดงเขามาหาองค์ท่านอีกครั้ง มาครั้งนี้
เศรษฐีคําแดงบอกท่านว่ายังมีสมบัติอยู่อีกมากที่เขาน้ันได้ซ่อนเอาไว้ในถ�้ำ ถ้�ำที่เขา

164

ซ่อนสมบัติไว้จะอยู่ไม่ไกลจากท่ีน่ีเท่าไรนัก วิญญาณเศรษฐีคําแดงช้ีให้ท่านดูภูเขา
ลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่คนละฟากกันกับบ้านกะเหรี่ยงปางไม้แดง เขาบอกให้ท่านสังเกตดู
ตน้ ยางใหญต่ น้ หนง่ึ ตน้ ยางตน้ นจ้ี ะอยตู่ รงกนั กบั ปากถำ้� ทเี่ ขาซอ่ นสมบตั เิ อาไว้ ใหท้ า่ น
ปนี ตน้ ยางตน้ นขี้ นึ้ ไป พอใกลจ้ ะถงึ ยอดตน้ ยางกจ็ ะเหน็ ปากทางเขา้ ถำ�้ ทางเขา้ ถำ้� ตอนน้ี
จะมเี ถาวลั ยป์ กคลมุ เอาไว้ ใหท้ า่ นเอาเถาวลั ยอ์ อกแลว้ มดุ เขา้ ไปในถำ้� กจ็ ะพบกบั สมบตั ิ
ทเี่ ขาซอ่ นไว้อย่ใู นนนั้ ทงั้ หมด

หลวงปชู่ อบฟงั เศรษฐคี าํ แดงบอกแลว้ องคท์ า่ นปฏเิ สธทจี่ ะไปดไู ปเอาสมบตั ขิ อง
เขาทซ่ี อ่ นไวใ้ นถำ้� ทา่ นบอกเศรษฐคี าํ แดงวา่ “สมบตั เิ หลา่ นเ้ี ราไมอ่ ยากไดห้ รอก มนั เปน็
สมบตั ทิ กุ ข์ เรามาอยทู่ นี่ เี่ พอื่ ภาวนาหาทางพน้ ทกุ ข์ ไมไ่ ดม้ าหาเอาทรพั ยส์ มบตั พิ สั ถาน
ภายนอกแบบน้ี เรามาหาอรยิ ทรัพยภ์ ายในท่ีใครกไ็ มส่ ามารถแยง่ ขโมยไปจากจติ ใจ
ของเราได้ เปน็ สมบตั ทิ เ่ี ราไมต่ อ้ งกงั วลวา่ จะสญู หายตายไปจากเรา อรยิ ทรพั ยข์ องเรานนั้
ต่างจากทรัพย์สมบัติที่เจ้าบอกให้เราไปเอา สมบัติของเจ้ากับของเราน้ันมันต่างกัน
สมบตั ขิ องเจา้ เปน็ กงั วลกลวั มนั จะสญู หาย กลวั ผอู้ นื่ จะมาแยง่ ชงิ ขโมยเอาไป จงึ ทาํ ให้
ตวั เองเปน็ ทกุ ขก์ งั วล พอตายไปแลว้ จติ ยงั มาตดิ ขอ้ งกบั สมบตั อิ ยอู่ กี ทกุ ขอ์ ยใู่ นภพชาติ
ของมนษุ ยย์ งั ไมพ่ อ ตายเปน็ ผไี ปแลว้ ยงั มาเปน็ ทกุ ขอ์ ยกู่ บั สง่ิ เหลา่ นอ้ี กี เราไมข่ อกอด
สมบตั ทิ กุ ขแ์ บบนเ้ี หมอื นเจา้ หรอก สมบตั อิ รยิ ทรพั ยท์ เ่ี รามเี ปน็ สมบตั สิ งู คา่ หาประมาณ
มิได้ หากเทียบกับสมบัติที่เจ้าบอกให้เราไปเอา เรามีความสุขในการเป็นเจ้าของ
อริยทรัพย์ จึงไม่จําเป็นท่ีจะต้องไปแสวงหาสิ่งเหล่าน้ีอีก ถ้าเจ้ายังเห็นว่าการครอง
สมบัติท่ีตนถืออยู่น้ันมีความสุข เจ้าจงครองสมบัติทุกข์เหล่าน้ันแต่เพียงผู้เดียวเถิด
อยา่ มาชวนเราไปเอาสมบตั ิตามที่เจ้าบอกอกี เลย”

ถงึ ทา่ นจะเทศนาวา่ อยา่ งไร เศรษฐคี าํ แดงกย็ งั รบเรา้ ใหอ้ งคท์ า่ นไปเอาสมบตั ขิ อง
เขาอยู่อย่างนัน้ หลวงป่ชู อบทา่ นจงึ ปฏิเสธและเพกิ เฉยในเรอ่ื งนี้ เมอ่ื เศรษฐีคาํ แดง
รบเรา้ ทา่ นไมไ่ ดแ้ ลว้ เขาจงึ ลาจากทา่ นไป จากนน้ั มาเศรษฐคี าํ แดงกไ็ มม่ ารบเรา้ องคท์ า่ น
ในเรอ่ื งสมบัตอิ ีกเลย นอกจากเขาจะมาขอบญุ จากทา่ น

165

โปรดวญิ ญาณทหารฝรั่ง

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม พาลกู ศษิ ยพ์ กั ภาวนาอยวู่ ดั รา้ ง บา้ นกะเหรยี่ ง
ปางไมแ้ ดง ประเทศพมา่ พระสกี บั พระสงั ข์ (หลวงตาสงั ข์ วดั ปา่ นาเฉลยี ง อาํ เภอเมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณ์) ถูกผีตายท้องกลมรบกวนจนท่านทั้งสองอยู่ไม่ได้ องค์ท่าน
หลวงปู่ชอบจึงพาพระสี พระสงั ข์ กบั ตาผา้ ขาวแหล่ (พ่อหลวงตาสังข์) ออกจากบา้ น
กะเหรยี่ งปางไมแ้ ดง เดนิ ทางมาทห่ี มบู่ า้ นของชาวกะเหรย่ี งอกี หมบู่ า้ นหนง่ึ หมบู่ า้ นแหง่ น้ี
มชี อ่ื ว่า “บา้ นกะเปอ” อยใู่ นเขตดอยยางแดง พน้ื ทค่ี วบคุมของชาวกะเหรี่ยง

ชาวกะเหรย่ี งบา้ นกะเปอ นมิ นตอ์ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบและคณะไปพกั ทคี่ า่ ยทหาร
รา้ งแหง่ หนง่ึ ซง่ึ แตก่ อ่ นเคยเปน็ คา่ ยทหารองั กฤษมาตง้ั ทพั สกดั ทหารญปี่ นุ่ ทจ่ี ะเขา้ มา
ยดึ ประเทศพมา่ ระหวา่ งตง้ั คา่ ยอยบู่ า้ นกะเปอ ทหารองั กฤษไดป้ ว่ ยเปน็ ไขม้ าลาเรยี ตาย
ไปหลายนาย ทางการของประเทศองั กฤษจงึ สงั่ ใหถ้ อนกองกาํ ลงั ทหารออกไปจากทน่ี ่ี
พอคา่ ยทหารถกู ทง้ิ รา้ ง ชาวกะเหรย่ี งบา้ นกะเปอจงึ พากนั เขา้ มาถอื ครองใชเ้ ปน็ ทที่ าํ กนิ
แต่พอเข้ามาทํากินอยู่ที่นี่ กลับมีเหตุการณ์ทําให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านกะเปอหวาดกลัว
กล่าวคือ ถ้าใครเข้าไปที่ค่ายร้างแห่งนี้ มักจะถูกผีนายทหารฝร่ังผู้หน่ึงถือแส้ขู่ไล่
ชาวกะเหร่ียงบ้านกะเปอพากันกลัวผีนายทหารฝรั่งผู้น้ีมาก จนไม่มีใครกล้าเข้าไป
ย่งุ เกี่ยวทำ� อะไรทค่ี ่ายทหารรา้ งแห่งน้ี

ชาวกะเหรย่ี งบา้ นกะเปอ พากนั ทาํ ทพ่ี กั ชวั่ คราวใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบและคณะ
พักทีค่ า่ ยทหารรา้ ง หลงั ชาวบ้านกลบั แลว้ หลวงปูช่ อบท่านบอกลกู ศษิ ย์วา่ “เราจะพา
ไหวพ้ ระสวดมนตพ์ รอ้ มกนั ทค่ี า่ ยทหารรา้ ง” หลวงตาสงั ขบ์ อก “พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบ
ท่านกําชับทุกคนว่าสถานที่แห่งน้ีมันดุเอาการอยู่นะ อย่าพากันประมาทนิ่งนอนใจ
ใหพ้ ากนั มสี ตอิ ยกู่ บั ตวั ไดย้ นิ ไดเ้ หน็ อะไรกอ็ ยา่ พากนั ออกมานอกกลดของตนเองเปน็
อันขาด ให้พากันภาวนาอยู่ในกลดของตนเองเท่านั้น เรื่องผีดอยสะมอยดงอยู่ท่ีนี่
เราจะจดั การกบั มันเอง”

166

หลวงตาสงั ข์ วดั ปา่ นาเฉลยี ง เลา่ ใหฟ้ งั วา่ เวลาประมาณทมุ่ หนงึ่ ทา่ นไดย้ นิ เสยี ง
คนเดินกระทืบเท้าสลับกับเสียงไม้เรียวตีแหวกอากาศดังวี๊ดๆ ตรงมาทางท่ีท่านพัก
หลวงตาสังข์สงสัยในเสียงที่ได้ยิน จึงเปิดมุ้งกลดข้ึนดู ท่านก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นตัว
เปน็ ตน พอเอามุ้งกลดลง ทา่ นได้ยนิ เสียงคนเดนิ กระทบื เทา้ ตไี ม้เรยี วแหวกอากาศ
ม่งุ หน้าไปทางองคท์ า่ นหลวงปูช่ อบพักอยู่ หลวงตาสังขบ์ อกท่านทราบเรอื่ งภายนอก
ในคืนนนั้ เพียงเท่านี้

ทางองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก “เราเหน็ ทหารฝรงั่ นายหนง่ึ แตง่ เครอื่ งแบบเตม็ ยศ
เตม็ บงั้ มายืนห่างจากกลดเราประมาณหน่ึงวา ทหารฝร่งั นายนี้ยืนขึงขงั แสดงทา่ ทาง
ขม่ ขเู่ ราดว้ ยทิฐิกริ ยิ ามานะของตน” ท่านถาม “โยมมายนื ทาํ อะไรท่ีน”ี่ วญิ ญาณทหาร
ฝรงั่ นายนไี้ มต่ อบคาํ ถาม เขายนื จอ้ งหนา้ ทาํ ตาขวาง แสดงอาการไมพ่ อใจในองคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบบอก “วญิ ญาณนายทหารฝรงั่ ผนู้ ี้ ถา้ จะใหเ้ ราแผบ่ ญุ ให้ เจา้ จงถอดหมวก
ถอดรองเทา้ ออกเสยี กอ่ นเพอื่ แสดงความเคารพในธรรม” วญิ ญาณนายทหารฝรงั่ ผนู้ ี้
นิง่ เฉย ไมส่ นใจในคำ� ที่องคท์ ่านบอก

หลวงปู่ชอบพิจารณาวาสนาของท่านกับนายทหารผู้นี้สามารถสงเคราะห์ธรรม
กนั ได้ เพยี งแตต่ อนนจี้ ติ นายทหารฝรงั่ ผนู้ ยี้ งั ถอื ในมานะทฐิ ขิ องตนเองอยู่ องคท์ า่ นจงึ
ยงั ไมแ่ สดงธรรมอะไรโปรดเขาในเวลานนั้ ทา่ นกำ� หนดจติ แผเ่ มตตา “สาธารณธรรม”
ให้สรรพสตั ว์ทงั้ หลาย โดยไม่ระบุบคุ คล ภมู ฐิ าน สถานที่ อุปมาเหมือนทาํ อาหารไว้
บคุ คลผมู้ ีโอกาส (ภูมทิ ี่สามารถรับบุญได้) ใครจะกนิ อาหารน้นั ก็กนิ ไดเ้ ลย เมตตา
สาธารณธรรมที่องค์ท่านแผ่ออกไปให้สรรพสัตว์ท้ังหลายด้วยธรรมอันไมตรีน้ัน
จติ วญิ ญาณนายทหารฝรง่ั ผนู้ ไี้ ดร้ บั กระแสธรรมเมตตาจากองคท์ า่ น เขาคลายมานะทฐิ ิ
ยอมถอดหมวกถอดรองเทา้ น่งั ลงข้างกลดขององคท์ ่านหลวงปชู่ อบ

องค์ทา่ นหลวงป่ชู อบถาม “เจ้าขอ้ งคาอะไรอยู่ทีน่ ี่ จึงยังไมไ่ ดไ้ ปไหนเหมือนกับ
เพอ่ื นผอู้ น่ื ของเจา้ ” นายทหารฝรงั่ ผนู้ บี้ อกทา่ นวา่ ตนเองไดร้ บั มอบหมายใหม้ าคมุ คา่ ย
แหง่ นเี้ พอื่ ตา้ นทหารตา่ งชาติ ตนเองปว่ ยตายอยทู่ น่ี เ่ี มอ่ื สองปที แี่ ลว้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) พอ
ตายไปแลว้ มนั มดื มนหนทางไมร่ ทู้ ไี่ ปตนเอง จงึ อยใู่ นสถานทแ่ี หง่ นมี้ าโดยตลอด องค์

167

ทา่ นถาม “เจา้ อยากไปอย่ใู นสถานท่ีทีด่ ีกวา่ นไ้ี หม” นายทหารฝรงั่ ผู้น้บี อก เขาอยาก
ไปอยทู่ ่อี ื่นท่ีดีกวา่ นี้ อยู่ท่นี ม้ี แี ต่ความทุกข์กงั วล กลัวคนอ่นื จะมาแยง่ ชิงเอาสถานท่ี
องคท์ า่ นบอก “ถา้ อยากไปอยใู่ นทท่ี ดี่ กี วา่ น้ี ใหเ้ จา้ ระลกึ นกึ ถงึ คณุ งามความดที ต่ี นเอง
เคยกระทํามาเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ เราจะช่วยสงเคราะห์ธรรมให้กับเจ้า” องค์ท่าน
ให้นายทหารฝรั่งผู้น้ีสมาทานรับเอาพระไตรสรณคมน์และศีลห้าไว้ในเป็นเครื่อง
ประดบั จติ นายทหารฝรงั่ ผนู้ ตี้ ง้ั จติ นอ้ มใจรบั เอาพระไตรสรณคมนแ์ ละศลี หา้ ทอี่ งคท์ า่ น
หลวงปู่ชอบบอกทางสวา่ งบุญใหเ้ ขา

พอ่ แม่ครอู าจารยช์ อบทา่ นบอก “ผมู้ บี ญุ หนุนนาํ จะได้ยินธรรมทุกข้อ การเกิด
ของเขาก็จะสมบูรณ์พร้อมสติปัญญา ผู้มีบาปขวางจะไม่ได้ยินศีลห้าสรณธรรมครบ
เกิดเป็นคนก็จะไม่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญา สัตว์โลกจะเกิดเป็นอะไรนั้น
ขึ้นอย่กู บั กรรมของตนเองทก่ี ระทํามาเปน็ หลกั พระเจา้ ตนใดก็เนรมิตให้ไม่ได้ ผ้ทู ํา
กรรมดกี เ็ กดิ ศรมี สี ขุ ผทู้ าํ กรรมเลวกต็ กเหวสอู่ บาย อบายภมู คิ อื สถานทที่ ห่ี าสขุ ไมเ่ จอ
แมเ้ พียงเศษเสี้ยวอดึ ใจ ผู้ท่ไี ม่เช่ือบาปเช่อื บญุ ตกอบายตง้ั แตย่ งั ไม่ทันตาย พวกไม่
เชอื่ บาปเชอ่ื บญุ ตอนมชี วี ติ อยู่ พอตายไปแลว้ มมี ากทม่ี าขอสว่ นบญุ จากเรา ใจถา้ ไมม่ ี
สรณธรรมแลว้ พระพทุ ธเจา้ องคไ์ หนกโ็ ปรดไมไ่ ด้ เมอื่ ทาํ กรรมอนั ใดไว้ ตอ้ งใชก้ รรม
อย่างเดียวจนกว่าจะพน้ โทษจากกรรมทีต่ นเองได้กระทําไว้ ผู้พิพากษายุตธิ รรมท่ีสุด
คือกรรมของเราเอง”

เม่ือนายทหารฝร่ังผู้น้ีรับเอาพระไตรสรณคมน์และศีลห้าไว้เป็นเคร่ืองครอง
จติ แลว้ จติ เขาเปดิ รบั ธรรม องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบจงึ กาํ หนดจติ แผเ่ มตตาอทุ ศิ บญุ กศุ ล
ให้กบั เขา หลังองค์ทา่ นอุทศิ บุญใหแ้ ลว้ ปรากฏนายทหารฝร่งั ผู้นีม้ รี ปู พรรณผ่องใส
ข้ึนมา

พ่อแม่ครูอาจารย์บอก “ถ้าแผ่เมตตาให้ผู้ใดแล้ว ถ้าเขาเปลี่ยนอัตภาพจาก
มวั หมองเปน็ ผอ่ งใส แสดงวา่ เขาไดร้ บั ผลบญุ ทเี่ ราอทุ ศิ ให้ จะปรากฏความรขู้ นึ้ มาในจติ
ของผใู้ ห้ จะเกดิ ความอบอนุ่ หรอื ไมก่ ช็ มุ่ เยน็ ถา้ เทพเทวดาเขาพากนั อนโุ มทนาบญุ ดว้ ย
ในตอนนน้ั เราจะไดย้ นิ เสยี งสาธกุ ารสะเทอื นเลอื่ นลน่ั ขนึ้ มาในจติ ดงั่ ฟา้ รอ้ งลน่ั คาํ รณ

168

อยา่ งหลงั นจ้ี ติ ผนู้ นั้ จะตอ้ งมอี งคฌ์ านเปน็ เครอื่ งหอ่ หมุ้ อมุ้ จติ จติ ธรรมดาสามญั ทว่ั ไป
รับร้ไู ด้แคป่ ีตอิ ่นุ จติ ช่ืนใจเท่านั้น”

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกนายทหารฝรงั่ ผนู้ ใี้ หเ้ ขา้ ไปในหมบู่ า้ นกะเปอ ถา้ พอใจ
อยากจะหยดุ พกั ทบ่ี า้ นหลงั ไหน กใ็ หห้ ยดุ พกั ทบี่ า้ นหลงั นน้ั นายทหารฝรง่ั ผนู้ เี้ ดนิ เขา้
ไปในหมูบ่ า้ นกะเปอ โดยองค์ท่านหลวงปู่ชอบเป็นผฉู้ ายแสงธรรมนําทางให้ พ่อแม-่
ครอู าจารยท์ า่ นทาํ หนดดจู ตุ กิ าลของนายทหารฝรง่ั องั กฤษผนู้ ว้ี า่ เขาจะไปจตุ ใิ นอทุ รของ
คนบา้ นหลังไหน องคท์ ่านเห็นนายทหารฝรง่ั ผนู้ หี้ ายเขา้ ไปในบา้ นหลงั หนงึ่ องคท์ ่าน
จงึ กำ� หนดจดจาํ บา้ นหลงั นเี้ อาไว้ พอถอนจติ ออกมาราวสามทมุ่ พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ น
เดนิ ไปบอกหลวงตาสังขถ์ งึ เรือ่ งราวท่เี กดิ ขน้ึ จากภายในขององคท์ า่ น

องคท์ า่ นบอกหลวงตาสงั ขว์ า่ “จบแลว้ สงั ข์ มอื่ อนื่ เฮาสพิ าพวกทา่ นไปบณิ ฑบาต
ตามทางทีท่ หารฝร่งั ผ้นู ี้เขาไปถือจตุ ิ ตอนน้ีเขาไปคดอจี ู้นอนอยใู่ นทอ้ งแล้ว ใหจ้ �ำค�ำ
เฮาไว้เด้อสงั ข์ ฝร่ังผ้นู ี้อีกบ่นาน สิถือเกดิ เป็นเดก็ นอ้ ยผูช้ ายผวิ เผือกผมทอง”

ตอนเช้า องคท์ ่านหลวงปูช่ อบพาพระสี พระสงั ข์ เดนิ ไปบณิ ฑบาตตามทางที่
นายทหารฝรง่ั ผนู้ ไี้ ป ทา่ นพาพระสี พระสงั ข์ มาหยดุ อยบู่ า้ นหลงั หนง่ึ ทท่ี า่ นเหน็ นายทหาร
ฝรงั่ ผนู้ ห้ี ายเขา้ ไป ทบ่ี า้ นหลงั นี้ มผี หู้ ญงิ ชาวกะเหรยี่ งทอ้ งแกค่ นหนงึ่ ออกมาใสบ่ าตรให้
องคท์ า่ นกบั คณะ หลวงปชู่ อบทา่ นบอกพระสี พระสงั ข์ วา่ “ใหพ้ วกทา่ นพากนั จาํ เอาไว้
ทหารฝรงั่ ผนู้ ส้ี เิ กดิ เปน็ ลกู ชายผหู้ ญงิ คนทใ่ี สบ่ าตรใหพ้ วกเฮา ทหารฝรงั่ ผนู้ ่ี เกดิ มาสมิ ี
ผวิ สเี ผอื ก ผมทองคอื หวั ฝรงั่ ถา้ เขาเกดิ แลว้ เฮาสพิ าพวกทา่ นกลบั มาเบงิ่ อกี ” องคท์ า่ น
หลวงปู่ชอบพักภาวนาอยู่ค่ายทหารร้าง บ้านกะเปอ สองวัน จากนั้นองค์ท่านพา
ลูกศิษย์เดินทางไปเท่ียววิเวกเขตไทยใหญ่ พอรู้ว่านายทหารฝร่ังผู้นี้ถือกําเนิดแล้ว
องคท์ า่ นจงึ พาพระสี พระสงั ข์ เดนิ ทางกลบั มาทบ่ี า้ นกะเปออกี ครง้ั หนง่ึ องคท์ า่ นพาพระสี
พระสงั ข์ ไปบณิ ฑบาตทบี่ า้ นนายทหารองั กฤษถอื กาํ เนดิ องคท์ า่ นถามสามเี ขาวา่ “ภรรยา
ของโยมคลอดลูกแลว้ หรอื ยัง” ชายผ้เู ปน็ สามบี อกวา่ “ภรรยาของเขาคลอดลกู แลว้
เป็นเด็กผู้ชาย” องค์ท่านหลวงปู่ชอบขอดูลูกชายเจ้าของบ้านว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
ชายเจา้ ของบา้ นจงึ อมุ้ ลกู ชายของเขาออกมาใหอ้ งคท์ า่ นดู หลวงตาสงั ขบ์ อก “เดก็ คนนี้

169

มผี วิ ขาวเหมอื นฝรงั่ ตา่ งจากพอ่ แมท่ เ่ี ปน็ คนผวิ ดาํ แดง เดก็ คนนม้ี ผี มสที องเหมอื นฝรงั่
ไมเ่ หมอื นคนเอเชยี เรา ผมกบั ทดิ สอี ศั จรรยใ์ นความรขู้ องพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ าก สง่ิ ท่ี
ท่านบอกไว้กอ่ นลว่ งหนา้ ไมผ่ ิดไปจากคาํ พูดของทา่ นเลย”

องค์ท่านหลวงปู่ชอบ “ที่เขาเป็นแบบนี้เพราะกรรมตกแต่ง คนเราจะเกิดเป็น
อะไรนนั้ อยทู่ กี่ รรมของตนเองทาํ มาทงั้ นนั้ อยา่ งทหารฝรง่ั ผนู้ ้ี ชาตกิ อ่ นเกดิ เปน็ ฝรง่ั อยู่
เมอื งเจรญิ ชาตนิ เ้ี กดิ เปน็ คนกะเหรย่ี งอยปู่ า่ อยดู่ อย เหน็ หรอื ยงั กรรมมนั พาพลกิ ทวปี
เกดิ เปน็ จง่ั ใด๋ บม่ ใี ผใหญเ่ กนิ กรรม พระพทุ ธเจา้ เพนิ่ ยงั อยใู่ ตก้ รรม พระองคย์ งั ยอมรบั
ผลกรรมของตนเอง ถา้ บอ่ ยากตกทุกข์ อยา่ ไปทาํ ช่ัว ถา้ อยากเกดิ ในสกลุ สูง ใหร้ ู้จัก
อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะสมณะชีพราหมณ์ พ่อแม่ผู้มีพระคุณ ฝร่ังผู้นี้
ถา้ เขาบต่ ดิ ในมานะทฐิ ขิ องตนเอง ในตอนแรกเขาจะไดไ้ ปเกดิ ในสกลุ คนเมอื งทดี่ กี วา่ น้ี
นเ่ี พราะกเิ ลสมานะทฐิ ขิ องตนเองครอบงาํ ไวใ้ นเบอื้ งตน้ จงึ ทาํ ใหเ้ ขาไดเ้ กดิ เปน็ กะเหรย่ี ง
กเิ ลสมนั บเ่ คยพาสตั วโ์ ลกผใู้ ดใหข้ น้ึ สงู มแี ตม่ นั จะพาสตั วโ์ ลกตกตำ่� เทา่ นน้ั คนเราถา้ จติ
มนั เปดิ เหน็ การเกดิ ตายของตนเองแลว้ ใจมนั จะลงในธรรม บก่ ลา้ ทาํ ชวั่ ชา้ ทสี่ ตั วโ์ ลก
มดื บอดอยู่ทกุ วันนี้ เพราะพอ่ แมก่ เิ ลสมันกลอ่ มให้หลับอยูใ่ นอู่ มนั เลยบ่ตนื่ บ่สร่าง
ในธรรม”

ลกู ศษิ ยจ์ ติ เสอ่ื ม

หลงั จากพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม พาพระสี พระสงั ข์ กบั ตาผา้ ขาวแหล่
กลบั มาพสิ จู นค์ วามรขู้ ององคท์ า่ นทบี่ า้ นกะเปอแลว้ จากนน้ั องคท์ า่ นพาพระสี พระสงั ข์
กบั ตาผา้ ขาวแหล่ ออกจากบา้ นกะเหรยี่ งกะเปอ เดนิ ทางมาเทย่ี ววเิ วกทางเขตไทยใหญ่
ตอนพกั อยู่ “บา้ นหมแู่ จ”้ พระสกี บั พระสงั ขเ์ กดิ มใี จใหก้ บั สาวชาวไทยใหญ่ จนเปน็ เหตุ
ให้ทา่ นทัง้ สองรอ้ นผ้าเหลอื ง องคท์ ่านหลวงป่ชู อบเห็นท่าไม่ดี จึงพาลูกศษิ ยห์ นีออก
จากท่ีน่ีไปในเวลากลางคืน โดยไม่เปิดโอกาสให้ท่านสีกับท่านสังข์ได้ต้ังตัว วิธีการ
แบบน้ี องค์ท่านเคยใช้กับตนเองในคราว “หัวใจตกหลม่ ” ทอ่ี ําเภอหลม่ เก่า จังหวดั
เพชรบรู ณ์

170

ระหวา่ งองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบพาลกู ศษิ ยห์ นภี ยั มาตคุ ามสาวงามไทยใหญ่ ทา่ นสี
กับท่านสังข์จะขอลาสึกอยู่เมืองพม่า องค์ท่านหลวงปู่ชอบจึงย่ืนคําขาดกับพระสี
พระสังข์ “ถ้าอยากจะสกึ กใ็ หพ้ ากันกลบั ไปสกึ อยู่เมอื งไทย เราไม่อยากได้ชื่อเป็นผู้
สกึ พระสกึ เณรออกจากพระศาสนา” เมอ่ื องคท์ า่ นยนื ยนั แขง็ ขนั เชน่ น้ี พระสี พระสงั ข์
จงึ ขอเดนิ ทางกลบั มาเมอื งไทย หลวงปชู่ อบทา่ นไปสง่ พระสี พระสงั ข์ กบั ตาผา้ ขาวแหล่
ขา้ มแม่น้�ำสะโตง (แม่น�้ำสาละวนิ ) หลังบอกเสน้ ทางเข้าเมืองไทยทางเขตจังหวดั ตาก
ใหก้ ับทกุ คนแล้ว องค์ท่านกแ็ ยกกบั พระสี พระสังข์ ตาผ้าขาวแหล่ อยทู่ ร่ี มิ ฝัง่ แมน่ ้�ำ
สะโตง ช่วงนั้นเป็นเดือนเจด็ ใกล้จะเข้าพรรษาแลว้ องค์ทา่ นหลวงป่ชู อบเร่งเดินทาง
มาบ้านกะเหรย่ี งปางไม้แดง เพื่อจะมาจาํ พรรษาเพยี งลาํ พังองค์เดยี ว

(ภายหลงั องคท์ า่ นทราบวา่ พระสี พระสงั ข์ เมอ่ื กลบั มาเมอื งไทยไดไ้ มน่ าน ทา่ น
ทัง้ สองพากนั ลาสกิ ขาออกไปใช้ชวี ิตทางโลก พระสังข์ ท่านลาสิกขาท่บี ้านเฉลยี งลบั
อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบรู ณ์ พระสี ท่านลาสิกขาทบ่ี ้านเกดิ ของตนเอง ทีต่ ําบล
ศรเี ทพ อาํ เภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ สาํ หรบั พระสงั ข์ ตอ่ มาทา่ นไดก้ ลบั มาบวชเปน็
หลวงตาสงั ข์)

ทา้ ยสดุ ทจ่ี ะกลา่ วถงึ พระสี กบั พระสงั ข์ ทง้ั สองทา่ นทเี่ คยเดนิ ทางเขา้ ไปเทย่ี ววเิ วก
ทป่ี ระเทศพมา่ กบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบอยา่ งสมบกุ สมบนั ผบู้ นั ทกึ ขอนาํ คาํ สนทนากนั
ระหวา่ งองคห์ ลวงปชู่ อบกบั หลวงตาสงั ข์ วดั ปา่ นาเฉลยี ง อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ์
คราวท่ีหลวงตาสงั ข์ท่านมากราบคารวะพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ในพรรษา
ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ ท่วี ดั ปา่ โคกมน บ้านโคกมน ตําบลผานอ้ ย อําเภอวังสะพงุ
จงั หวดั เลย

หลวงตาสงั ข์ “พ่อแมค่ รอู าจารย์จาํ ขา้ นอ้ ยไดบ้ ่”
หลวงปชู่ อบ “จาํ บ่ได้ ผูไ้ ด๋ละ่ ”
หลวงตาสังข์ “ขา้ น้อยช่อื สงั ข์ เคยตามท่านอาจารย์ไปเท่ยี ววเิ วกพมา่ ”

171

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบมองหลวงตาสงั ขพ์ กั หนง่ึ เพอ่ื พจิ ารณาบคุ คล สกั พกั องคท์ า่ น
ยิ้มข้ึนมา แล้วพูดเสียงดังใส่หลวงตาสังข์ แสดงออกถึงความดีใจที่องค์ท่านได้พบ
กับลกู ศษิ ยเ์ ก่า หลงั จากไม่ได้พบกนั มานานหลายสิบปี

หลวงปชู่ อบ “กลับมาบวชนานหรือยัง”
หลวงตาสังข์ “ขา้ นอ้ ยกลบั มาบวชได้ ๑๑ พรรษาแลว้ ขอรับ”
หลวงปู่ชอบ “ทิดสีล่ะ”
หลวงตาสงั ข์ “ทดิ สีตายได้ ๔ ปีแลว้ ขา้ น้อย”
หลวงป่ชู อบ “ทดิ สตี ายคาผา้ ลาย บ่มวี าสนาได้บวชอีกคือทา่ นเน๊าะ”
หลวงตาสงั ข์ “ตาผ้าขาวแหล่ พอ่ ของขา้ น้อยกะตายแลว้ ขอรบั ”
หลวงปู่ชอบ “ออื ผู้เฒา่ ตาผ้าขาวแหลภ่ าวนาดี แตบ่ ม่ วี าสนาหม่ เหลอื ง”
หลวงตาสังข์ “ทา่ นอาจารยส์ บายดบี ่ ธาตุขนั ธ์เป็นอยา่ งไรบ้างขอรับ”
หลวงปชู่ อบ “บด่ เี ทา่ ไร จะแตกหลายรอบแลว้ อยู่ได้เพราะทรงฌาน”
หลวงตาสงั ข์ “หลงั จากพวกขา้ นอ้ ยกลบั มาแลว้ ทา่ นอาจารยอ์ ยพู่ ม่าดีบ”่
หลวงปู่ชอบ “ดีหลาย จนหมดกิเลสอยูน่ ั่น จบทุกอย่างอยเู่ มอื งพมา่ ”
หลวงตาสงั ข์ “ชาติน้ขี า้ น้อยสิไดร้ ธู้ รรมคอื พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์บข่ อรับ”
หลวงปชู่ อบ “ตอบบไ่ ด้ ใหไ้ ปท�ำเอง ตอบไปกเิ ลสจะกวนใจตอนปฏิบัติ”

ผู้บันทึกกับหลวงตาสังข์ร่วมกันนวดเส้นถวายองค์ท่านหลวงปู่ชอบ ระหว่าง
นวดเส้นถวายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยกัน ผู้บันทึกถามหลวงตาสังข์ในแง่มุมต่างๆ
ตอนอยเู่ มอื งพมา่ กบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ หลวงตาสงั ขท์ า่ นใหค้ วามกระจา่ งในเรอ่ื งราว
หลายแงม่ มุ มาก โดยเฉพาะเรื่อง “ผีปลำ้� พระ” ท่หี ลวงตาสงั ข์ทา่ นเปน็ เจา้ ทกุ ข์ ถูกผี
ผหู้ ญิงตายท้องกลมรบกวนทา่ น ตอนพักอยบู่ า้ นกะเหรีย่ งปางไม้แดง ประเทศพม่า
เร่ืองนี้พิลึกพิล่ันมาก แต่เม่ือนํามาเขียนลงในชีวประวัติขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ
ตนเองตอ้ งเวน้ คาํ และเหตกุ ารณบ์ างอยา่ งออกไปเพอ่ื ความเหมาะสม กราบขอบพระคณุ
ท่านหลวงตาสังข์อย่างยิ่งที่ให้ความรู้เรื่องเท่ียววิเวกพม่าครั้งที่สองขององค์ท่าน
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

172

เทวดาแตล่ ะสถานที่ชอบฟงั สูตรตา่ งกนั

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ เรอื่ งการไหวพ้ ระสวดมนตใ์ หล้ กู ศษิ ยฟ์ งั วา่

“เวลาสวดมนตไ์ หวพ้ ระนนั้ เราจะสวดออกเสยี งหรอื ไมอ่ อกเสยี งกต็ าม พวกเทพเจา้
เหลา่ เทวดาผมู้ หี ทู พิ ยต์ าทพิ ย์ เขาจะไดย้ นิ เสยี งไหวพ้ ระสวดมนตข์ องเรา เมอ่ื ไดย้ นิ แลว้
เขาจะเกดิ ความปตี ยิ นิ ดไี ปกบั เราดว้ ย พวกเทพเจา้ เหลา่ เทวดาเขาจะพากนั อนโุ มทนา
ในบุญกุศลกับเรา ถ้าจิตเราสงบขณะท่ีพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขาพากันอนุโมทนา
เราจะไดย้ นิ เสยี งเทพเทวดาเปลง่ คาํ อนโุ มทนาสาธกุ ารออกมา ปานวา่ ฟา้ จะถลม่ ลงมา
ทับแผ่นดนิ ”

องค์ท่านยกเร่ืองการไหว้พระสวดมนต์ สาธยายธรรม ข้ึนมาเล่าให้พระเณร
ลกู หลานฟงั วา่ ตอนจาํ พรรษาอยบู่ า้ นกะเหรยี่ งปางไมแ้ ดง ประเทศพมา่ ปพี ทุ ธศกั ราช
๒๔๘๔ หลวงปู่ชอบท่านบอกวัดแห่งนี้ไม่มีกุฏิ เสนาสนะทั้งวัดมีเพียงศาลาเล็กๆ
หลังหนึ่งตั้งโดดเด่ียวอยู่ภายในวัด ศาลาหลังน้ีเป็นศาลาเสาไม้ต้นเดียวซ่ึงแปลก
แตกต่างจากศาลาวัดทั่วไปท่ีท่านเคยเห็นมา ท่านให้โยมกั้นศาลาออกเป็นสองห้อง
ห้องหนง่ึ ทา่ นเอาไว้สาํ หรับพัก อกี หอ้ งหน่ึง ท่านเอาไว้ใช้ในเวลาฉันภตั ตาหาร และ
ไหวพ้ ระสวดมนต์ นงั่ ภาวนา ทกี่ ลางศาลาหลงั น้ี จะมแี ทน่ บชู าพระพทุ ธรปู ทแี่ กะสลกั
จากไม้สักสูงประมาณหน่ึงศอก องค์ท่านจะอาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่ท่ีหน้าพระ
ประธานองค์นีท้ กุ วัน

ทา่ นบอก “คนื นนั้ เรากาํ ลงั ไหวพ้ ระสวดมนตอ์ ยู่ ขณะกาํ ลงั สวดมนตบ์ ท ธมั มจกั -
กปั ปวตั ตนสตู ร พอสวดถงึ ทอ่ น จาตมุ มะหาราชกิ าเทวา สทั ทะมะนสุ สาเวสงุ ฯ ชว่ งไล่
ช่ือสวรรค์ชั้นต่างๆ อยู่น้ัน ปรากฏเสียงดังสะเทือนเลื่อนล่ันไปท่ัว มีเสียงกระหึ่ม
คาํ รามลงมาจากฟ้า จนทาํ ใหศ้ าลาที่เรานั่งสวดมนตไ์ หว้พระอยนู่ ั้นสนั่ ไหวขน้ึ มาทนั ที
ศาลาลั่นเอยี๊ ดโยกไหวไปมา เหมือนกับว่าแผน่ ดินหินผาที่นั่นมนั สั่นไหว เราจึงหยุด
ไหว้พระสวดมนต์ น่งั ฟังเสยี งสะเทอื นเลื่อนล่ันนี้วา่ มันคอื เสียงอะไรกันแน่

173

รําพึงในใจว่า โธ่ๆ เกิดอีหยังหนอบาดทีเน๊ียะ เสียงสนั่นหว่ันไหวขนาดน้ี
ศาลามันจะบ่พังลงหรือ เรารีบดับไฟหน้าพระประธานเพื่อนั่งฟังเสียงดังกระห่ึม
ปานฟ้าสิขาดน้ีอย่างเดยี ว พอเราตง้ั ใจฟงั เสยี งดงั ปานวา่ ฟา้ สขิ าดนีม้ ันก็เงียบมดิ หมี่
สซี่ อน หายไปเฉยเลย พอไมม่ อี ะไรเกดิ ขน้ึ อกี เรากจ็ ดุ ไฟเทยี น นงั่ ไหวพ้ ระสวดมนตต์ อ่
พอสวดมาถงึ ทอ่ นไลช่ อื่ สวรรคช์ นั้ ตา่ งๆ อกี เอาอกี ละ่ ทนี ี้ เกดิ เสยี งดงั กระหม่ึ ขนึ้ มาอกี
จนเราออกปากว่า ฮ่วย มนั เกดิ อหี ยังขึ้นมาอีกล่ะน้อทนี ี่

พอว่าจัง่ ซนั่ ละ่ (พอว่าอย่างนั้นล่ะ) ขนหัวขนแขนเจ้าของลกุ ขนึ้ เอามอื ลูบไว้
กะบ่อยู่ ฮว่ ย แผน่ ดนิ ไหวบอ้ นี้ เรานง่ั ฟังเสยี งนีอ้ ยู่นาน กไ็ ม่ไดย้ นิ เสยี งเหล่านี้อีก
เราจงึ ไหวพ้ ระสวดมนตต์ อ่ จนจบครบสตู ร ระหวา่ งไหวพ้ ระสวดมนตต์ อ่ ในรอบทส่ี ามนี้
กะบป่ รากฏมีเหตุการณ์ภายนอกอหี ยังเกิดขน้ึ อกี หลังสวดมนตไ์ หวพ้ ระแล้ว เราก็
กลับเขา้ หอ้ งไปน่งั ภาวนา

ตอนนงั่ ภาวนา นถี่ งึ ไดร้ วู้ า่ เสยี งดงั กระหมึ่ ปานวา่ ฟา้ จะถลม่ ลงมาทบั แผน่ ดนิ นนั้
คือเสียงอนุโมทนาสาธุการของพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดา พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดา
เขาได้ยินเสียงเราไหว้พระสวดมนต์ พวกเขาเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์
สาธยายธรรมของเรา เขาจงึ พากนั อนโุ มทนาสาธกุ ารขนึ้ มา เสยี งอนโุ มทนาสาธกุ ารของ
พวกเทพเจา้ เหลา่ เทวดานน้ั มอี านภุ าพเกดิ จากบญุ เทพฤทธิ์ คาํ อนโุ มทนาสาธกุ ารของ
เทพเจา้ เหล่าเทวดา จึงทาํ ใหแ้ ผน่ ดนิ ตรงที่เราอยนู่ ั้นเกิดส่นั สะเทือนเคลอื่ นไหวขึ้นมา
พวกเทพเทวดาเขาพากนั มาแสดงปาฏหิ าริย์ให้เรารบั รู้

เทพเทวดาแตล่ ะทที่ ่ีเราได้ไปสัมผสั มานน้ั เขาจะชอบบทสวดมนตแ์ ตกต่างกัน
บางสถานที่เขาชอบบทสวดมนตธ์ ัมมะจกั ฯ บางสถานทเี่ ขาชอบบทสวดมนตก์ รณยี -
เมตตสูตรฯ บางสถานที่เขาชอบบทสวดมนต์มาติกาสูตรฯ บางสถานท่ีเขาชอบบท
สวดมนต์เมตตานสิ ังสะสุตตะปาโฐสูตรฯ พอสวดมนตส์ าธยายธรรมบทท่ีเขาช่ืนชอบ
แลว้ พวกเขาจะพากนั อนุโมทนาสาธกุ ารจนดังสนัน่ หวัน่ ไหวไปทั่ว พวกเทพเทวดา
เขาพากนั สะออนหลาย

174

เวลาไหวพ้ ระสวดมนต์ อยา่ พากนั เหน็ เปน็ ของเลน่ คะนองปาก ธรรมพระพทุ ธเจา้
เปน็ ของสงู ควรคา่ แกก่ ารเคารพเทดิ ทนู ถา้ หากเหน็ เปน็ ของเลน่ จะเปน็ บาปเปน็ กรรมกบั
บคุ คลนนั้ นกั ปราชญท์ า่ นจะตาํ หนิ เทวดาเขากจ็ ะพากนั ตาํ หนิ เวลาไหวพ้ ระสวดมนต์
กใ็ หพ้ ากนั ตงั้ ใจสวดสาธยายธรรมอยา่ งจรงิ จงั ใหม้ สี มาธจิ ดจอ่ ลงไปในบทสวดสตู รนนั้ ๆ
มนั ถึงจะเกดิ อานิสงส์ การไหวพ้ ระสวดมนตค์ อื การทาํ สมาธไิ ปในตวั บางทีข้อธรรม
ต่างๆ จะผุดขึน้ มาในขณะทีเ่ รากําลงั สวดมนต์อยกู่ ็มี

พวกเทพเทวดาเขาเคยเปน็ มนษุ ยเ์ หมอื นกนั กบั พวกเรามากอ่ น ตอนเปน็ คน เขามี
จิตใจฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายจากโลกน้ีไปแล้ว ก็ได้ไปจุติอยู่ในสวรรค์ช้ันต่างๆ
สงู บา้ งต�่ำบ้าง ขึ้นอยู่กับบญุ กุศลทีต่ นเองสงั่ สมมาตอนทยี่ งั เปน็ มนษุ ย์ ถงึ จะเปน็ เทพ
เทวดา แต่จิตของเขายังติดยึดในบุญกุศล พอได้ยินได้เห็นผู้ใดทําคุณงามความดี
พวกเขาก็จะพากันมาอนุโมทนาบุญกับผู้น้ันๆ ถ้าเรามีจิตเป็นสมาธิ เราก็จะเห็น
พวกเทพเจา้ เหลา่ เทวดาเขาพากนั มารว่ มอนโุ มทนาบญุ กบั เรา การรบั รอู้ ยา่ งหยาบ คอื มี
อาการขนลกุ พองสยองเกลา้ เปน็ ตน้ ถา้ จติ ละเอยี ดลงไป กเ็ หน็ เขาแสดงตวั ตนออกมา
ให้เราเหน็ ทาํ ให้มนั เปน็ แล้วจะรเู้ หน็ ด้วยตัวของเราเอง”

โดยปรกติ ถา้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบไมไ่ ดร้ บั กจิ นมิ นตเ์ ดนิ ทางไปทไี่ หน แตล่ ะวนั
องคท์ า่ นจะออกมานง่ั รถเขน็ จงกรมดพู ระเณรลกู หลานไหวพ้ ระสวดมนต์ เพอ่ื เปน็ การ
ใหก้ าํ ลงั ใจพระเณรลกู หลานในการทาํ ความเพยี ร หลงั เสรจ็ จากไหวพ้ ระสวดมนตแ์ ลว้
พระเณรลูกหลานก็จะพากันมานั่งห้อมล้อมองค์ท่านเพ่ือกราบเรียนถามข้อสงสัยใน
เรอื่ งทตี่ นเองกาํ ลงั ขดั ขอ้ งอยู่ หรอื ใครอยากจะทราบเรอื่ งราวภายนอกภายในเรอ่ื งใด
องค์ทา่ นกจ็ ะเมตตาบอกเลา่ ให้พระเณรลูกหลานฟัง

ส่วนมากพระเณรลกู หลานมักจะถามองคท์ า่ นว่า “วนั นมี้ ีเทวดามาร่วมไหว้พระ
สวดมนต์กับพระเณรเราไหมขอรับ” องค์ท่านจะตอบว่ามีเทพเทวดาเขามาร่วม
อนโุ มทนาบญุ กบั พวกเราทกุ วนั วนั ไหนคนื ไหนมเี ทวดาเขามาจาํ นวนเทา่ ไหร่ องคท์ า่ น
ก็จะบอกจํานวนให้ทราบ หรือท่านจะบอกว่าเทวดาเขาชมพระองค์น้ันเณรองค์น้ีว่า
สวดมนตส์ าธยายธรรมมว่ นหลาย ไพเราะมาก เสยี งสวดมนตข์ องพระองคน์ เ้ี ณรองคน์ ้ี

175

ดังกังวานไปถึงวิมานทิพย์ของพวกเทพเทวดา เทพเจ้าเหล่าเทวดาเมื่อได้ยินเสียง
สวดมนต์สาธยายธรรมของพระเณรองค์น้ีแล้วเขามีความยินดี จึงพากันมาร่วม
อนุโมทนาบุญกบั พระเณรองค์น้นั ดว้ ย

พระเณรลกู หลานเม่อื ไดย้ นิ องคท์ ่านหลวงปชู่ อบพูดให้ฟัง ต่างปลม้ื จิตปลื้มใจ
เป็นอย่างยิ่ง พอถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์แต่ละวัน พระเณรเถรชี วัดป่าโคกมน
จะพากันต้งั ใจทอ่ งบ่นสวดมนตส์ าธยายธรรมกันอยา่ งเต็มท่ี โดยไม่มใี ครอดิ ออดใน
เวลาไหว้พระสวดมนต์ เมื่อองค์ท่านหลวงปู่ชอบรับรองให้เช่นนี้แล้ว ความฮึกเหิม
ในการท่องบ่นสวดมนต์สาธยายธรรมของพระเณรเถรชีจึงดังก้องศาลาวัดป่าโคกมน
แต่ละองค์แต่ละท่านต่างท่องบ่นไหว้พระสวดมนต์กันอย่างรื่นเริงบันเทิงธรรมใน
บทสวดทตี่ นเองกําลังสาธยาย

พระอรหนั ตส์ มยั พุทธกาลมาแสดงธรรมใหฟ้ ัง

เหตกุ ารณน์ เี้ กดิ ขน้ึ เมอ่ื ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๕ ที่ บา้ นลเี ตอะ ประเทศพมา่ เรอ่ื งน้ี
คดั ลอกจากหนงั สอื ปฏปิ ทาพระธดุ งคกรรมฐาน สายทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ
เรยี บเรยี งโดย พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (หลวงตาพระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน) วดั ปา่ บา้ นตาด
ต�ำบลบา้ นตาด อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดอุดรธานี

“ท่านพักอยูใ่ นถ�้ำแห่งหนึง่ ตอนกลางคนื ยามดึกสงดั ทา่ นก�ำลังเขา้ ทท่ี �ำสมาธิ
ภาวนาอยู่ มพี ระอรหนั ตอ์ งคห์ นง่ึ ชอื่ พระพากลุ ะ รปู รา่ งขาว สงู สวยงามมาก มองเหน็
แล้วน่าเคารพเลือ่ มใสทนั ที ทา่ นเหาะมาทางอากาศมาเยยี่ มทา่ นทางสมาธิภาวนา

ตอนกลางวันของวันนั้น บริขารชิ้นหน่ึงของท่านหาย ท่านหายังไงก็ไม่พบ
พอตกกลางคนื นงั่ ภาวนา พระอรหนั ตอ์ งคน์ กี้ เ็ หาะมาเยยี่ มทา่ นพอดี พอลงมาถงึ พนื้
นง่ั เรยี บรอ้ ยแลว้ ทา่ นกถ็ ามขน้ึ ทนั ทวี า่ “ทราบวา่ บรขิ ารชอื่ นน้ั (มดี โกน) ของทา่ นหาย
เมอื่ ตอนกลางวนั ใชไ่ หม” ทา่ นเรยี นตอบวา่ “ใช”่ พระอรหนั ตอ์ งคน์ นั้ กช็ ม้ี อื บอกทา่ นวา่
“นน่ั อยู่ทีน่ ่นั ไมไ่ ด้หาย ทา่ นลมื ทีไ่ ว้ตา่ งหาก” (พอเชา้ ขน้ึ มาวันหลัง ท่านไปดตู รงที่

176

พระพากลุ ะท่านช้บี อก กเ็ หน็ มจี รงิ ๆ ตามท่ีท่านได้บอกเอาไว)้ ท่านก็ร้สู ึกแปลกใจวา่
ทา่ นไม่ไดบ้ นบานศาลกล่าวอะไรเลย แต่ท่านท�ำไมทราบได้ บรขิ ารน้นั กไ็ ดค้ นื มาจริง
ตามทที่ ่านช้บี อก จงึ น่าอัศจรรย์อยมู่ าก ทา่ นวา่

ขณะท่ีพระอรหันต์ท่านเหาะมาเย่ียมท่านอาจารย์องค์น้ัน (หลวงปู่ชอบ)
ท่านชมเชยและสรรเสริญท่านที่ถือธุดงควัตรและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ น่าเคารพ
เลื่อมใส จึงดลบันดาลให้ท่านมาเยี่ยมถึงท่ีอยู่ จากน้ันท่านก็แสดงธรรมเพื่อความ
รืน่ เรงิ แกท่ ่าน และสอนเนน้ หนักลงในธุดงควตั รวา่

“จงพยายามรกั ษาธดุ งคไ์ วใ้ หม้ น่ั คงตอ่ ไป อยา่ ใหเ้ สอื่ มรว่ งโรยไปเสยี ธดุ งควตั ร
เสื่อม กเ็ ท่ากบั ศาสนาเสอื่ ม แม้คมั ภรี ์ธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ ก็ไม่อาจทรงคณุ ค่าแก่
ผูท้ ีไ่ ม่สนใจเท่าทค่ี วร ธดุ งควตั รเปน็ ธรรมข้นั สงู มาก ผรู้ ักษาธดุ งค์ได้ ตอ้ งเปน็ ผู้ทีม่ ี
จิตใจสงู ทา่ นควรทราบวา่ ธดุ งควัตรจึงเป็นทางเดินเพือ่ อรยิ ธรรม อรยิ บคุ คล

คนไมม่ ธี ดุ งควตั รคอื คนวดั รา้ ง เชน่ เดยี วกบั บา้ นรา้ งเมอื งรา้ ง อะไรกต็ าม ถา้ ลงได้
รา้ งแลว้ ไมเ่ ปน็ สงิ่ ทพี่ งึ ปรารถนาเลย ทา่ นจงรกั ษาธุดงคอ์ นั เปน็ เครอื่ งทำ� ลายกเิ ลสไว้
ใหด้ แี ละมน่ั คง อยา่ ใหเ้ ปน็ พระวดั รา้ ง จะเปน็ ทางรวั่ ไหลแตกซมึ แหง่ มรรคผลนพิ พาน
ที่ควรจะได้จะถึง พระพุทธเจา้ และสาวกทง้ั หลายบรรดาท่ที า่ นเลศิ แล้วน้นั ล้วนแต่
ทา่ นรกั ษาธดุ งควตั รกนั ทงั้ นนั้ ใครประมาทวา่ ธดุ งคไ์ มส่ ำ� คญั ผนู้ นั่ คอื ผหู้ มดสาระสำ� คญั
ในตนเอง ทา่ นจงรกั ษาความสำ� คญั ของตนไวด้ ว้ ยธดุ งควตั ร ผมู้ ธี ดุ งควตั รเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจ
ทั้งภายนอกและภายในอย่างลึกลับท่ีบอกใครไม่ได้ เป็นผู้เด่นในวงแห่งทวยเทพ
ชาวไตรภพทัง้ หลาย มนษุ ยแ์ ละเทวดาทกุ ชัน้ ทกุ ภูมเิ คารพรกั ผมู้ ีธุดงควัตรประจำ� ตวั
และไปทไี่ หนกไ็ มเ่ ปน็ ภยั แกต่ วั และผอู้ น่ื มแี ตค่ วามเยน็ ฉำ่� อยภู่ ายในใจทง้ั กลางวนั และ
กลางคืน

ธดุ งควตั รเปน็ ธรรมทล่ี กึ ลบั ยากทจี่ ะมองเหน็ ความสำ� คญั ทงั้ ทธ่ี ดุ งควตั รเปน็ สงิ่
สำ� คญั ในศาสนาแตด่ งั้ เดมิ ธดุ งควตั รเปน็ หลกั ใหญแ่ หง่ พระศาสนา ผมู้ ธี ดุ งคป์ ระจำ� ตวั
คอื ผทู้ เ่ี หน็ ความสำ� คญั ของตวั เอง และรกั ษาถกู จดุ แหง่ ความสำ� คญั ไดด้ ี เปน็ ทนี่ า่ ชมเชย

177

อยา่ งถงึ ใจ ผมู้ ธี ดุ งควตั รดยี อ่ มเปน็ ผทู้ มี่ เี มตตาออ่ นโยนตอ่ สตั วโ์ ลกทงั้ หลาย ถา้ ยงั มี
ผปู้ ฏบิ ตั ธิ ดุ งควตั รอยตู่ ราบใด ศาสนากย็ งั ทรงคงดอกคงผลอยตู่ ราบนน้ั เพราะธดุ งค์
เป็นทางไหลมาแห่งมรรคและผลทกุ ช้นั ไม่มีสถานที่ กาลเวลา หรอื สง่ิ ใดๆ มาเป็น
อุปสรรคกีดขวางทางเดินเพ่ือมรรคผลนิพพานได้ ถ้าธุดงควัตรเป็นไปกับผู้ปฏิบัติ
ทั้งหลาย ท่านจงจดจ�ำให้ถึงจิตคิดไตร่ตรองให้ถึงธรรมคือธุดงควัตรดังกล่าวมา
อยใู่ นทใี่ ดไปในทใ่ี ดกจ็ ะชมุ่ เยน็ อยกู่ บั ตวั ทา่ นเอง ธดุ งควตั รนแ้ี ลคอื บอ่ เกดิ แหง่ ธรรม
ทั้งหลายดงั น”้ี

พอแสดงธรรมจบลง ทา่ นกล็ าจากไปโดยทางอากาศเงียบหายไปเลย เม่ือพระ
อรหนั ตท์ า่ นจากไปแลว้ ทา่ นน�ำธรรมทพ่ี ระอรหนั ตส์ ง่ั สอนมาคดิ อา่ นไตรต่ รอง ทา่ นก็
เกดิ ความอศั จรรยใ์ จตนเองทไ่ี มค่ าดฝนั วา่ จะมพี ระอรหนั ตผ์ วู้ เิ ศษแมน้ พิ พานไปแลว้
ทา่ นยังอตุ ส่าหม์ าเมตตาอบรมสงั่ สอนเกยี่ วกับธดุ งควตั รและธรรมอน่ื ๆ อีกมากมาย
ทา่ นเกดิ ความมนั่ ใจในธรรมทง้ั หลายวา่ “ไมเ่ สยี ทที ไ่ี ดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ยท์ งั้ ชาติ ไดจ้ อม
ปราชญ์เมตตามาสง่ั สอน ซง่ึ ทา่ นเป็นพระขีณาสพทง้ั องคเ์ หาะมาทางอากาศ เราคงมี
วาสนาบารมอี ยูบ่ า้ งท่ไี ด้เหน็ สง่ิ ท่ไี ม่นา่ จะเห็น และไดฟ้ งั สิ่งทไ่ี มน่ า่ จะได้ฟังนับต้ังแต่
ทเี่ กดิ มา การดำ� เนนิ ของเราคงไมเ่ ปน็ โมฆะในวงพระศาสนา มฉิ ะนนั้ พระอรหนั ตอ์ งค์
วิเศษคงไมเ่ หาะลงมาโปรดใหเ้ สียเวลา”

คนื วันนัน้ พอทา่ นออกจากสมาธิ ท่านก็มาเดินจงกรม ราวกบั ตวั จะเหาะลอย
ขึน้ บนอากาศตามพระอรหันต์ท่านไป ไดท้ �ำความเพยี รกไ็ มร่ ูส้ กึ เหนด็ เหนื่อยเมอ่ื ยลา้
ใดๆ เลย มรรคผลนพิ พานราวกบั อยแู่ คช่ วั่ เออื้ มมอื ถงึ ทงั้ ๆ ทจ่ี ติ กย็ งั มกี เิ ลสอยใู่ นใจ
นแ้ี ล จติ ใจสงบ เยน็ กายกเ็ บา มองไปในทศิ ทางใดกร็ สู้ กึ โปรง่ โลง่ ไปหมด ไมป่ รากฏ
สิ่งและอารมณ์ใดๆ มาเก่ียวข้องพัวพันจิตใจให้ล�ำบากร�ำคาญเหมือนกับที่เคยเป็น
มารต่อกันมากอ่ น

ทา่ นเดนิ จงกรมจนสวา่ ง โดยไม่ร้สู ึกเมือ่ ยล้าใดๆ เลย ทเ่ี คยไดย้ ินธรรมทที่ า่ น
แสดงเอาไวว้ า่ ธมั มะปตี ิ สขุ งั เสติ ผมู้ ีความปตี ิในธรรม ย่อมหลบั นอนเป็นสขุ ดังน้ี
ก็มาปรากฏชัดในใจของคืนวนั นั้น ดังนี้

178

ได้ฟังทา่ นเลา่ แล้วขนลกุ ซู่ เพราะความยินดใี นประสบการณ์ของท่านที่มวี าสนา
บารมบี �ำเพญ็ ธรรมจนเหน็ มรรคเหน็ ผล อยมั ภทนั ตา ทงั้ ภายนอกทมี่ พี ระอรหนั ตอ์ งค์
วเิ ศษเหาะลงมาเมตตา ทง้ั ภายในก็ปรากฏซาบซ่านไปทง้ั กายทงั้ ใจ อนั เป็นความเย็น
ทีห่ าได้ยาก ฟากฟา้ แดนดนิ ถิ่นใกลถ้ ่ินไกล หรอื ถ่ินไหนๆ กไ็ มม่ ีให้ไดเ้ จอ ถา้ ไม่เจอ
จากความเพยี รพยายามปฏบิ ตั อิ บรมในธรรมนเ้ี ทา่ นน้ั ทา่ นทเี่ พยี รทางนยี้ อ่ มจะมวี นั เจอ
เพราะสง่ิ ทอี่ ยากใหเ้ จอนน้ั อยกู่ บั ธรรม และธรรมนน้ั กอ็ ยกู่ บั ใจ ไมแ่ ยกหรอื อยหู่ า่ งไกล
กันเลย”

พกั ภาวนากบั ฤาษที ่เี มอื งตองฉู่

ปลายปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๖ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ออกจากบา้ นไทยใหญ่
ลเี ตอะ เมอื งเจยี งตอง ประเทศพมา่ เทย่ี ววเิ วกหาสถานทจี่ าํ พรรษาแหง่ ใหม่ หลงั จาก
องค์ทา่ นจําพรรษาทบี่ า้ นไทยใหญ่ลเี ตอะ เมืองเจยี งตอง รว่ ม ๒ พรรษา ท่านเท่ยี ว
วิเวกผ่านหม่บู า้ นชาวไทยใหญ่และหมบู่ ้านของชาวกะเหรยี่ งหลายหมบู่ ้าน ท่านบอก
ชาวกะเหรย่ี งบางหมบู่ า้ นไมร่ จู้ กั พระพทุ ธศาสนา เขากไ็ มใ่ สบ่ าตรใหท้ า่ นฉนั บางครงั้
เดนิ ทางผา่ นไปสามสหี่ มบู่ า้ นกไ็ มม่ คี นใสบ่ าตรใหฉ้ นั บางครง้ั องคท์ า่ นตอ้ งอดขา้ วถงึ
สามส่วี นั กม็ ี

หมบู่ า้ นไหนท่นี ับถือผสี างคางเหลืองเป็นสรณะอยา่ งเคร่งครัด เขาก็ไมใ่ หท้ า่ น
พกั อยใู่ นเขตหมบู่ า้ น เพราะพวกเขาถอื วา่ เปน็ การผดิ ผบี รรพบรุ ษุ ถา้ มพี ระสงฆอ์ งคเ์ ณร
มาพกั อย่ภู ายในเขตหมู่บ้าน ผีบรรพบุรษุ ของพวกเขาจะเดือดร้อน นอนไมเ่ ย็นหลมุ
ฟงั พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นเลา่ แลว้ ตนเองกอ็ ดทจี่ ะคดิ สงสารอดตี ขององคท์ า่ นไมไ่ ด้
กวา่ จะไดม้ าเปน็ พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบของลกู ศษิ ยใ์ หไ้ ดก้ ราบไหวน้ ี้ องคท์ า่ นชา่ งลาํ บาก
ในภาคปฏบิ ัตจิ ริงๆ

พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นเดนิ ทางเทย่ี ววเิ วกอยา่ งทกุ ขย์ ากลาํ บาก เพราะตอนนน้ั
กาํ ลงั อยใู่ นชว่ งสงครามโลกครง้ั ทสี่ อง บางครงั้ องคท์ า่ นตอ้ งหลบซอ่ นพวกทหารตา่ งดา้ ว

179

ทา้ วตา่ งแดนเพอื่ ความปลอดภยั ทา่ นบอกระหวา่ งทางบางหมบู่ า้ นทเ่ี ดนิ ผา่ น ทา่ นเหน็
บา้ นเมอื งถกู เผาทง้ิ รา้ ง ผคู้ นถกู ฆา่ ตายเฉกเชน่ ผกั ปลากไ็ มป่ าน จนองคท์ า่ นเกดิ สลด
สังเวชใจในสิ่งท่ีตนเองเห็น ท่านว่าบ้านเมืองพม่าในตอนน้ันเกิดทุกข์ภัยไปทั่วทุก
หยอ่ มหญา้ เพราะไฟแหง่ สงคราม ตอนสงครามโลกครง้ั ทสี่ อง เมอื งไทยวา่ ทกุ ขห์ นกั หนา
แลว้ ทา่ นบอกประเทศพมา่ นน้ั เขาทกุ ขห์ นกั หนาสาหสั มากกวา่ เมอื งไทยเราหลายเทา่ นกั
เมืองไทยเรานั้นรอดพ้นพิษภัยไปได้เพราะบุญบารมีของพระศาสนา พระอริยสงฆ์
องคเ์ จา้ และทศพธิ ราชธรรมของพระราชาทแ่ี ผร่ ม่ โพธธิ รรมคมุ้ ครองใหบ้ า้ นเมอื งไทย
เราอยู่เยน็ เปน็ สขุ กนั นับตัง้ แตอ่ ดตี จนถึงปจั จุบนั

พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นเดนิ ทางมาถงึ เมอื งตองฉู่ แขวงเชยี งตงุ ประเทศพมา่
ท่านว่าเมืองตองฉู่เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนประมาณหกสิบหลังคาเรือน
หมบู่ า้ นขนาดหกสบิ หลงั คาเรอื นในสมยั นนั้ ถอื วา่ เปน็ นคิ มคามเขตทม่ี ขี นาดใหญม่ าก
ทเี ดยี ว วันแรกท่ที ่านเดนิ ทางมาถึงเมืองตองฉู่ ท่านพกั ปกั กลดอยทู่ ีช่ ายป่านอกบา้ น
ตองฉู่ พอเชา้ ไดอ้ รณุ องคท์ า่ นกเ็ ขา้ ไปบณิ ฑบาตในหมบู่ า้ น ทา่ นถามชาวบา้ นวา่ “ทเี่ ขต
หม่บู า้ นแหง่ นี้ มดี อยถำ�้ เงือ้ มผาทไ่ี หนบ้างพอท่จี ะอาศัยพักภาวนาได”้ ชาวบา้ นตองฉู่
จึงแนะนําองค์ท่านไปพักภาวนาอยู่ที่ถ�้ำตองฉู่ เพราะท่ีนี่มีฤาษีดาบสท่านหนึ่งอาศัย
พกั ภาวนาอยทู่ ่ีถำ�้ แห่งนี้มาได้สามปแี ล้ว

หลวงปู่ชอบท่านจึงเดินทางไปที่ถ้�ำตองฉู่ตามท่ีชาวบ้านแนะนํา ท่านใช้เวลา
เดนิ ทางขนึ้ เขาไปถงึ ทถ่ี ำ้� ตองฉปู่ ระมาณชว่ั โมงกวา่ ฤาษอี ยทู่ ถ่ี ำ�้ ตองฉู่ เมอื่ เหน็ มพี ระสงฆ์
องคเ์ จา้ มาหาถงึ ถน่ิ ท่ี เขากร็ บี ออกมาตอ้ นรบั ขบั สู้ ปสู าดลาดเสอื่ หานำ�้ ทา่ มาใหอ้ งคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบฉนั ฤาษตี องฉถู่ ามทา่ นดว้ ยภาษาไทลอื้ วา่ “ไหวส้ าทา่ นครบู าเจา้ ขา้ นอ้ ยบฮ่ ู้
วา่ ทา่ นครบู าเจา้ มาจากบา้ นใดเมอื งใด ขา้ นอ้ ยบเ่ คยเหน็ ทา่ นมากอ่ นเลย” หลวงปชู่ อบ
ท่านตอบฤาษีตองฉู่ว่า “อาตมาเดินทางมาจากเมืองเชียงใหม่ เลาะเที่ยววิเวกเสาะ
แสวงหาสถานทจ่ี าํ พรรษาทางเมอื งพมา่ อาตมาผา่ นมาทางเมอื งตองฉู่ ชาวบา้ นเขาบอกวา่
ท่ีนม่ี ฤี าษดี าบสพักภาวนาอยู่ อาตมาจึงเดนิ ทางมาขอพักภาวนากบั ทา่ นฤาษดี ้วยคน”
องค์ทา่ นแจง้ เจตนาใหฤ้ าษีตองฉู่ทราบ

180

ฤาษีตองฉู่มีความยินดีที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบจะมาพักภาวนาด้วยกันท่ีนี่
ฤาษีตองฉบู่ อกทา่ นว่า “ขา้ น้อยขอนิมนต์ทา่ นครูบาเจ้าพกั ภาวนาอยทู่ ่นี ี่เป็นเพ่อื นกบั
ขา้ นอ้ ย หรอื ทา่ นครบู าเจา้ จะจาํ พรรษาอยทู่ น่ี ี่ ขา้ นอ้ ยกย็ นิ ด”ี หลวงปชู่ อบบอก “อาตมา
ขอพักภาวนาอยู่ทีน่ ่สี กั ระยะหน่ึงกอ่ น สว่ นเรื่องจําพรรษานั้น อาตมาขอพิจารณาดู
อกี ครงั้ ” ฤาษตี องฉจู่ งึ นมิ นตใ์ หท้ า่ นขนึ้ ไปพกั อยทู่ ถี่ ำ้� ใหญด่ า้ นบนเขา ซง่ึ เปน็ ถำ้� ทฤี่ าษี
ตองฉเู่ คยพกั มากอ่ น สว่ นฤาษตี องฉู่ ทา่ นยา้ ยลงมาพกั อยทู่ ถ่ี ำ้� ดา้ นลา่ ง ระยะหา่ งกนั
กบั ถ�ำ้ ทอี่ งคท์ า่ นหลวงปู่ชอบพกั ประมาณร้อยเมตร

บันทึกเล่าเท้าความเรื่องนี้เพ่ือให้ลูกหลานคนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันได้ทราบ
ตอนองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบพบกนั กบั ฤษตี องฉนู่ น้ั เปน็ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๗ ทา่ นบอก
ฤาษตี องฉตู่ อนนนั้ อายุ ๒๕ ปี บวชเปน็ ฤาษมี าได้ ๑๓ ปี ฤาษตี องฉทู่ า่ นนเ้ี ปน็ คนไทลอ้ื
อยเู่ มอื งเชยี งตงุ เกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยในชวี ติ ฆราวาส จงึ ลาพอ่ แมข่ อออกบวชเปน็ ฤาษี
ดาบสต้ังแตอ่ ายุ ๑๒ ปี ฤาษีตองฉทู่ ่านนเ้ี ป็นฤาษมี นุ ไี พรอายนุ อ้ ยทส่ี ดุ เท่าท่อี งคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบเคยเหน็ มา ฤาษที า่ นนอี้ าศยั ประพฤตพิ รหมจรรยบ์ าํ เพญ็ เพยี รอยทู่ ถี่ ำ�้ ตองฉู่
เมอื งตองฉู่ แขวงเชียงตุง ประเทศพมา่ ชาวเมอื งตองฉจู่ ึงเรยี กฤาษีดาบสทา่ นน้ีวา่
“ฤาษตี องฉู่” ตามชือ่ ของเมือง

หลวงปชู่ อบบอกถำ้� ตองฉเู่ ปน็ ถำ�้ ทม่ี ขี นาดใหญ่ จผุ คู้ นไดเ้ ปน็ รอ้ ย ถำ�้ ตองฉเู่ ปน็
ถ้ำ� ไม่อบั ช้นื มลี มพดั เพถา่ ยเทสะดวกดี ภายในถ้ำ� ไมม่ ีคา้ งคาวมารบกวน เพราะฤาษี
ตองฉเู่ ขาเอาไมไ้ ผม่ าสานปดิ กนั้ เปน็ ประตกู นั คา้ งคาวและสตั วอ์ น่ื เขา้ มารบกวน ภายใน
ถำ�้ ตองฉมู่ พี ระพทุ ธรปู อยหู่ ลายองค์ พระพทุ ธรปู ทที่ าํ จากไมก้ ม็ ี พระพทุ ธรปู ทห่ี ลอ่ จาก
ทองคาํ กม็ ี พระพทุ ธรปู ขนาดเลก็ เทา่ กบั ฝา่ มอื กม็ ี พระพทุ ธรปู สงู ขนาดเทา่ กบั ศอกของ
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบกม็ ี ฤาษตี องฉเู่ อาพระพทุ ธรปู ทองคำ� ขนาดเทา่ ฝา่ มอื ศลิ ปะอยธุ ยา
มาถวายใหท้ า่ นองคห์ นงึ่ แตห่ ลวงปชู่ อบทา่ นปฏเิ สธทจ่ี ะรบั เอาพระพทุ ธรปู ทองคาํ องคน์ ้ี
มาเป็นสมบตั ิของตนเอง ท่านบอกฤาษตี องฉวู่ า่ “อาตมาไมอ่ ยากได้ส่ิงของเหลา่ น้ีมา
เปน็ สมบตั ขิ องตนเอง เพราะมนั ลาํ บากเปน็ ทกุ ขใ์ นการปกปกั รกั ษา อาตมาขอเอาธรรม
พระพทุ ธเจา้ มาเปน็ เครอื่ งยดึ ถอื ครองใจของตนเองดกี วา่ เพราะธรรมเหลา่ นไ้ี มล่ าํ บาก
ในการทอ่ี าตมาจะถือปฏบิ ตั ”ิ

181

ทา่ นไมเ่ อาพระพทุ ธรปู ทองคาํ ทฤี่ าษตี องฉถู่ วายทา่ น ฤาษตี องฉจู่ งึ ไมค่ ะยนั้ คะยอ
ท่านในเร่อื งน้ี

ยะถาสัพพฤี าษตี องฉู่

ท่านบอกฤาษีตองฉู่ไม่กินเน้ือสัตว์ ซ่ึงเหมือนกับฤาษีมุนีไพรทั้งหลายท่ีถือ
ปฏบิ ตั กิ นั ฤาษตี องฉจู่ ะกนิ พชื ผกั ถว่ั งา ทเ่ี ขาปลกู ไวร้ อบๆ บรเิ วณถำ้� ทา่ นวา่ พชื ผกั ถวั่
งา ทฤี่ าษตี องฉปู่ ลกู ไวน้ นั้ สวยงามมาก คนทช่ี อบกนิ ผกั เมอ่ื เหน็ แลว้ กจ็ ะนกึ อยากขน้ึ มา
ทนั ที ฤาษตี องฉจู่ ะปลกู ขา้ วกนิ เอง ขา้ วทฤี่ าษตี องฉปู่ ลกู นน้ั ทา่ นวา่ เปน็ ขา้ วไร่ ไมง่ อ้ ฟา้
รอฝน ลกั ษณะขา้ วจะเปน็ เมด็ ปอ้ มเรยี วมน เวลาหงุ ใสห่ มอ้ ดนิ กลน่ิ ขา้ วจะหอมหวน
ยวนจมกู มาก อาหารทฤ่ี าษตี องฉทู่ าํ ใหฉ้ นั เขาจะเอาถวั่ ฝกั ยาวมาผดั ใสน่ ำ�้ มนั งากบั เกลอื
เอาผกั แพวแถวถำ้� มาผสมใสเ่ ขา้ ไปอกี อาหารทฤ่ี าษตี องฉทู่ าํ นน้ั ทา่ นวา่ กลน่ิ หอมหวน
ชวนอยากมาก กลน่ิ ลอยมาแต่ละที น้ำ� ลายเราถงึ กบั แตกปากแตกคอ

พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นเลา่ ไปขำ� ไปถงึ เรอ่ื งความหวิ ของตนเอง เมอ่ื ตอนอยถู่ ำ�้ ตองฉู่
เวลาพอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นยมิ้ หรอื หวั เราะแลว้ รอยยม้ิ และเสยี งหวั เราะขององคท์ า่ น
จะดูอริยสดใส เหน็ ก่ีครงั้ กส็ ุขใจไม่จืดจาง รอยยมิ้ และเสียงหัวเราะของพอ่ แมค่ ร-ู
อาจารยช์ อบ เป็นรอยย้มิ และเสียงหัวเราะ “อรยิ สดใส” ท่ีผูพ้ บเหน็ ยากที่จะลืม

ฤาษตี องฉู่ เมอ่ื ทาํ อาหารเสรจ็ แลว้ นาํ มาถวายองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ทา่ นเอาอาหาร
ทฤ่ี าษตี องฉถู่ วายเทลงไปในบาตรของทา่ นทง้ั หมด เมอ่ื ทาํ ภตั กจิ อาหารเรยี บรอ้ ยแลว้
ทา่ นใหพ้ รยะถาสพั พแี กฤ่ าษตี องฉู่ ฤาษแี กนอ้ มจติ รบั พรทอ่ี งคท์ า่ นมอบให้ ฤาษตี องฉู่
อธษิ ฐานจติ เผอื่ แผบ่ ญุ กศุ ลทต่ี นเองไดก้ ระทาํ ใหก้ บั สรรพสตั วท์ ง้ั หลายทกุ ภพภมู ไิ มม่ ี
ประมาณ เมอ่ื ให้พรฤาษตี องฉ่แู ล้ว ท่านก็ลงมอื ฉันอาหาร

อาหารทฤ่ี าษตี องฉทู่ าํ นน้ั ทา่ นวา่ อรอ่ ยมาก ทา่ นฉนั หมดไปเกลย้ี งบาตรกย็ งั ไมอ่ ม่ิ
ทา่ นถามฤาษตี องฉวู่ า่ “ยงั มอี าหารเหลอื อกี ไหม ถา้ เหลอื กใ็ หเ้ อามาประเคนอาตมาอกี ”
ฤาษตี องฉเู่ หน็ หลวงปชู่ อบทา่ นฉนั อาหารทตี่ นเองทาํ มาถวายจนหมดบาตร ฤาษตี องฉู่

182

ปลม้ื ใจเปน็ อยา่ งยงิ่ รบี ไปเอาขา้ วและอาหารทเ่ี หลอื มาประเคนใหห้ ลวงปชู่ อบทา่ นฉนั
อีกครั้ง อาหารท่ีฤาษีตองฉู่นํามาถวายรอบท่ีสอง หลวงปู่ชอบท่านก็ฉันจนหมด
ไม่เหลือหลอ ทา่ นก็ยงั ไมอ่ มิ่ อีก ทา่ นถามหาอาหารกบั ฤาษีตองฉูอ่ กี ครัง้ ฤาษตี องฉู่
บอกทา่ นวา่ “อาหารหมดแลว้ ขา้ นอ้ ย” พอฤาษตี องฉบู่ อกวา่ อาหารหมดแลว้ องคท์ า่ น
จึงจาํ ตอ้ งยตุ ิจังหัน

หลงั ฉันอาหารอม่ิ อย่างเต็มที่ ทา่ นเกดิ อาการงว่ งเหงาหาวนอนขึน้ มาอยา่ งหนกั
เพราะฤทธเ์ิ จรญิ อาหาร เมอื่ เกิดอาการงว่ งเหงาหาวนอนข้ึนมาอยา่ งหนัก องค์ทา่ นจึง
ออกจากถำ้� ทพ่ี กั ไปเดนิ จงกรม เพอ่ื ปลกุ เรา้ ธาตไุ ฟใหช้ ว่ ยเผาผลาญอาหาร คลายนวิ รณ์
ความงว่ งทก่ี ำ� ลังรบกวนจติ ใจขององคท์ า่ นในขณะน้นั ทา่ นเดนิ จงกรมอยู่จนถงึ เวลา
ประมาณบา่ ยสามโมง จงึ เลกิ จากทางจงกรม เมื่อนวิ รณค์ วามง่วงที่คมุ กายหายแล้ว
ท่านจงึ เข้าไปในถ�ำ้ เพ่ือที่จะน่ังภาวนา

ขณะทอ่ี งคท์ า่ นกำ� ลงั ยดื เสน้ สายคลายเมอื่ ยกอ่ นจะนง่ั ภาวนา ทา่ นไดย้ นิ เสยี งรอ้ ง
โหห่ วิ้ โหแ่ วว่ มาแตไ่ กล เสยี งโหห่ วิ้ โหท่ วี่ า่ น้ี จะดงั สลบั กนั กบั เสยี งฆอ้ งเสยี งกลองมโหรี
ปพ่ี าทยท์ ดี่ งั มาจากทางถำ�้ ดา้ นลา่ งทฤ่ี าษตี องฉพู่ กั อยู่ ตอนแรกทา่ นเขา้ ใจวา่ มชี าวบา้ น
เอาผา้ ป่ามาทอดถวายใหก้ บั ฤาษีตองฉู่ ท่านจงึ เปดิ ประตูถ�ำ้ ทีพ่ ักออกมาดเู พ่ือจะชว่ ย
ฤาษตี องฉู่ปูลาดสาดเสอ่ื ตอ้ นรบั คณะผ้าปา่ ตามทีอ่ งค์ทา่ นเข้าใจในตอนต้น

พอทา่ นเปดิ ประตฝู ากนั้ ถำ�้ ออกมา เสยี งโหห่ วิ้ โหท่ ที่ า่ นไดย้ นิ นน้ั กเ็ งยี บหายไปเฉยๆ
ท่านสงสัย จึงเดินออกมายนื ดูอยหู่ นา้ ถำ�้ มองลงไปยังถำ�้ ขา้ งล่างที่ฤาษตี องฉู่พักอยู่
ท่านเห็นที่พักของฤาษีตองฉู่ปิดเงียบ ไม่เห็นมีใครสักคน เมื่อไม่เห็นมีใครสักคน
ท่านจึงกลบั เขา้ ไปในถ้ำ� เพอ่ื ทจี่ ะนั่งภาวนา พอกลบั เข้ามาในถำ�้ ไดส้ กั พัก ทา่ นก็ไดย้ ิน
เสยี งโหห่ ้ิวโหด่ ังแว่วเสียงขน้ึ มาอกี คร้งั แตค่ ราวน้เี สียงแหแ่ หนโหห่ ิว้ โหก่ ับเสยี งฆ้อง
กลองมโหรีปี่พาทย์ทีว่ ่าน้ี ดงั ข้นึ มาทางถ้�ำท่ีองคท์ ่านพักอยู่

เสียงฆ้องกลองมโหรีป่พี าทยท์ ่ีว่านี้มาหยุดเงียบอย่หู นา้ ถำ�้ ที่ทา่ นพกั ทา่ นนกึ วา่
ชาวบา้ นแหอ่ ะไรมา จงึ เปดิ ประตถู ำ้� ออกมาดอู กี ครง้ั หนงึ่ ปรากฏไมม่ ผี คู้ น มโหรี ปพ่ี าทย์

183

ให้เห็นดังทที่ ่านไดย้ นิ มองดรู อบถำ�้ กไ็ ม่เห็นมใี ครสกั คน จนทา่ นราํ พงึ กบั ตัวเองวา่
“หูเราก็ไม่ได้ฟั่นเฟือนเลื่อนลอยอะไรนี่นา เสียงนั้นเราก็ได้ยินอย่างชัดเจนท้ังสองหู
ไมไ่ ดฟ้ งั ผดิ เพยี้ นอะไรไปจากโสตสมั ผสั ปรกติ แตท่ ำ� ไมเราถงึ มองไมเ่ หน็ เจา้ ของผเู้ ปน็
ต้นก�ำเนดิ ของเสียงนี”้ เมื่อไม่พบผูท้ ที่ ําให้เกิดตน้ เสียง องค์ทา่ นจงึ กลบั เขา้ มาในถำ้�
เพอื่ น่งั ภาวนา

ขณะนั่งภาวนาอยู่นั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านได้ยินเสียงสาธุการกัมปนาท
สนน่ั หว่นั ไหวไปท่วั ขนุ เขาตองฉู่ แตไ่ มม่ ีภาพอะไรปรากฏขนึ้ มาใหอ้ งคท์ า่ นได้เห็นใน
นิมิต องค์ท่านจึงกําหนดจิตถามต้นกําเนิดของเสียงสาธุการกัมปนาทนั้นว่าเป็นใคร
มาจากไหน มเี สยี งตอบทา่ นวา่ “พวกขา้ พเจา้ เปน็ เทวดา มวี มิ านอาศยั อยไู่ มไ่ กลจากทนี่ ี่
เท่าใดนัก พวกข้าพเจ้าพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับท่านฤาษีตองฉู่ท่ีทําบุญถวาย
อาหารให้กับซ�ำบุญพระคณุ เจ้าเม่ือเช้าน้”ี

องค์ท่านถามเสียงทพิ ย์เทวดาวา่ “พวกท่านรู้ไดอ้ ย่างไรว่าฤาษีตองฉเู่ ขาทาํ บุญ
ถวายอาหารให้อาตมาเมื่อเชา้ น”้ี เสียงทิพย์เทวดาบอกองคท์ า่ นวา่ “พวกข้าพเจ้ารไู้ ด้
จากคาํ อธษิ ฐานในการอทุ ศิ บญุ กศุ ลของทา่ นฤาษตี องฉู่ เสยี งซำ� บญุ พระคณุ เจา้ ใหพ้ ร
ทา่ นฤาษตี องฉนู่ นั้ ดงั สะเทอื นเลอ่ื นลน่ั ไปทว่ั ภพแดนธรรม จนพวกขา้ พเจา้ อดใจทจี่ ะ
มารว่ มอนุโมทนายนิ ดกี ับบุญกุศลท่ีท่านฤาษีตองฉู่ผู้น้ีทาํ ไมไ่ ด้ พวกขา้ พเจ้าจงึ พากนั
แหแ่ หนมาร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลกับท่านฤาษตี องฉู่ด้วยจิตมติ รไมตร”ี

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถามเขาวา่ “เสยี งฆอ้ งเสยี งกลองทอ่ี าตมาไดย้ นิ นน้ั เปน็ เสยี ง
ทพ่ี วกทา่ นพากันทำ� ข้นึ มาใช่ไหม” เสยี งทิพย์เทพเทวดาตอบองคท์ า่ นว่า “เสียงฆอ้ ง
เสยี งกลอง เสียงแห่แหนที่ซ�ำบญุ พระคุณเจา้ ไดย้ ินนนั้ เกดิ จากการกระทําของพวก
ขา้ พเจ้าเอง พวกข้าพเจ้าเกดิ ความปตี ยิ นิ ดีในบญุ กศุ ล จงึ พากนั เปล่งเสยี งสมมุตเิ ทพ
ออกมาให้ท่านได้ยินแบบนี้ เสียงแห่แหนมโหรีปี่พาทย์ที่ซ�ำบุญพระคุณเจ้าได้ยินน้ี
เปน็ เสยี งสมมตุ เิ ทพทพ่ี วกเทพเจา้ เหลา่ เทวดาเขาพากนั แสดงออกในเวลาทพี่ ากนั ยนิ ดี
ในบญุ กศุ ลทม่ี นษุ ยผ์ นู้ นั้ ไดก้ ระทาํ เปน็ เสยี งเทพยนิ ดที พี่ วกเทพเทวดาเขามตี อ่ มนษุ ย”์

184

องค์ท่านหลวงปู่ชอบว่าการสนทนาของท่านกับเทพเทวดาในคร้ังน้ี เป็นการ
สนทนากนั ทางจติ ลว้ นๆ ไมไ่ ดเ้ หน็ ตวั ตนของกนั เลย มเี พยี งเสยี งโตต้ อบกนั ไปมาคลา้ ย
คนเราสนทนากนั ทางโทรศพั ทห์ รอื วทิ ยุวอ กอ่ นที่พวกเทพเทวดาจะลาจากไป เขาขอ
ให้องค์ท่านอํานวยอวยศีลให้พรแก่พวกเขา องค์ท่านจึงกําหนดจิตให้ศีลให้พรกับ
เหล่าเทพเทวดาหมนู่ ้ี พอจบคําใหศ้ ลี เจริญพรขององค์ท่าน พวกเทพเจา้ เหลา่ เทวดา
ทงั้ หลายพากนั เปลง่ เสยี งอนโุ มทนาสาธกุ ารขนึ้ มาอกี ครงั้ จนเกดิ เสยี งกมั ปนาทเลอ่ื นลน่ั
ขึน้ มาในจติ ขององค์ทา่ น

ตอนเยน็ หลวงปชู่ อบทา่ นลงมาหาฤาษตี องฉทู่ ถี่ ำ้� ดา้ นลา่ ง เพอ่ื มาฉนั นำ�้ รอ้ นนำ�้ ยาที่
ฤาษตี องฉตู่ ม้ ไวถ้ วายทา่ น ระหวา่ งฉนั นำ้� รอ้ นอยนู่ น้ั องคท์ า่ นสนทนาธรรมกบั ฤาษตี องฉู่
ไปด้วย ฤาษีตองฉู่ถามท่านว่า “ครูบาเจ้าพักภาวนาอยู่ที่นี่สะดวกสบายใจดีไหม”
ท่านตอบฤาษีตองฉู่ว่า “การปฏิบัติของอาตมาอยู่ท่ีนี่ได้รับความสะดวกสบายใน
ทุกอย่าง” ฤาษีตองฉู่จึงนิมนต์ให้ท่านจําพรรษาด้วยกันที่นี่ ฤาษีตองฉู่บอกท่านว่า
“ถา้ หากครูบาเจา้ อยูท่ นี่ ่แี ล้วสะดวกสบายดี ขา้ น้อยขอนมิ นต์ท่านครูบาเจา้ จําพรรษา
ดว้ ยกนั กบั ขา้ นอ้ ยอยทู่ น่ี ่ี หากครบู าเจา้ ขาดเหลอื อะไรในปจั จยั สี่ ขา้ นอ้ ยจะเปน็ ผหู้ ามา
ใหท้ า่ นครูบาเจ้าเอง ขอท่านอย่าได้เกรงใจในเรือ่ งน”้ี

หลวงปู่ชอบท่านบอกฤาษีตองฉู่ว่า “อาตมาอยู่ที่น่ีได้รับความสะดวกสบายดี
ทุกอย่าง ทั้งอาหาร ที่พัก อากาศ ผ้คู น ภมู ิเทพเทวดาทน่ี ่ี เขากเ็ ป็นมิตรกับอาตมาดี
สว่ นเรอื่ งจะอยทู่ นี่ อี่ กี นานเทา่ ไรนนั้ อาตมาจะขอพจิ ารณาในเรอื่ งนอี้ กี ครง้ั ” พอหลวงปู่
ชอบท่านกล่าวถึงเรื่องเทพเทวดาเท่านั้น ฤาษีตองฉู่เกิดความสนใจในเร่ืองของเทพ
เทวดามากกวา่ เรอ่ื งอนื่ ทอ่ี งคท์ า่ นเลา่ ใหฟ้ งั ฤาษตี องฉถู่ ามทา่ นวา่ “ครบู าเจา้ ทราบดว้ ย
หรอื วา่ ทน่ี ม่ี เี ทพเทวดาอาศยั อยู่ ขา้ นอ้ ยอยทู่ น่ี มี่ าสามปแี ลว้ ยงั ไมเ่ คยปรากฏเหน็ พวก
เทพเทวดาเขามาหาข้านอ้ ยเลย” หลวงปู่ชอบท่านจึงเล่าเรือ่ งพวกเทพเทวดาเขาพากนั
มาอนโุ มทนาบญุ ใหฤ้ าษตี องฉฟู่ งั แตอ่ งคท์ า่ นใชค้ าํ วา่ “ฝนั ” เพอ่ื หลกี เลย่ี งธรรมวนิ ยั
ขอ้ หา้ มภกิ ษบุ อกคณุ วเิ ศษแกอ่ นปุ สมั บนั แปลโดยอรรถกถาบาลวี า่ บคุ คลผทู้ ม่ี วี ฒุ ภิ าวะ
หย่อนกว่าพระภิกษุ แต่ถ้าเป็นภาษาธรรมภาคปฏิบัติ แปลว่า ผู้ท่ียังไม่เคยเข้าถึง
ซง่ึ ความสงบของจติ

185

หลวงปชู่ อบทา่ นบอกฤาษตี องฉวู่ า่ “เมอื่ ตอนกลางวนั อาตมานง่ั หลบั ตาฝนั เหน็
เทวดาเขามาหาอาตมา พวกเทพเทวดาเขาบอกอาตมาเร่อื งท่ที ่านฤาษีทาํ บุญใสบ่ าตร
อาตมาเมื่อเช้าวันนี้ พวกเทพเทวดาเขามีความปีติยินดีในบุญกุศลที่ท่านฤาษีได้ทํา
เมื่อเช้าน้ี เขามาเล่าเร่อื งนใ้ี ห้อาตมาฟงั ทางในฝนั อาตมากเ็ ลยเอาเร่อื งนม้ี าเลา่ ตอ่ ให้
ท่านฤาษตี องฉฟู่ ัง”

ฤาษตี องฉไู่ ดฟ้ งั เรอ่ื งทอี่ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเลา่ ใหฟ้ งั เขามคี วามปตี ยิ นิ ดี ยกมอื
พนมกรกลา่ วอนโุ มทนากบั เหลา่ ทวยเทพเทวดา ฤาษตี องฉกู่ ลา่ วยกยอ่ งในความรพู้ เิ ศษ
ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ เขาบอกท่านว่า ตัวเขาบวชเป็นฤาษีดาบสมานานหลายปี
แต่ภาวนายังไม่เป็นผล ฤาษีตองฉู่จึงขอให้องค์ท่านหลวงปู่ชอบเป็นครูบาอาจารย์
สอนภาวนาให้กับเขา องค์ท่านจงึ แนะนําวิธกี ารภาวนาเบือ้ งต้นให้กับฤาษีตองฉตู่ าม
จริตนิสัย

ท่านบอกจริตนิสัยฤาษีตองฉู่ผู้นี้ชอบไปในทางฤทธิ์เดช อยากรู้เห็นในเร่ือง
ภายนอก พวกเทพเทวดา เปรต ผี นรก สวรรค์ อดตี อนาคต เปน็ หลกั ซง่ึ ทา่ นบอก
เรอ่ื งเหลา่ นไี้ มใ่ ชส่ าระหวั ใจของแกน่ ธรรม เรอื่ งเหลา่ นเ้ี ปน็ เพยี งองคป์ ระกอบภายนอก
เคร่อื งอาศัยของผ้รู ู้ ไมใ่ ช่วิหารธรรมเคร่อื งอยู่ของจิตท่านผู้หลุดพ้น ผู้ภาวนา ถ้าสติ
ปัญญาไม่เข้มแข็งพอ ก็จะหลงใหลใคร่ติดกับสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อจิตติดหลงในเร่ือง
ลกั ษณะแบบนไี้ ปนานๆ แลว้ จติ กจ็ ะกลายเปน็ วปิ สั สนทู ห่ี ลงรใู้ นวปิ สั สนา กลายเปน็
นกั วปิ สั สนาทตี่ ดิ หลม่ หลงรอู้ ยใู่ นมานะทฐิ ิ เรอื่ งแบบนที้ า่ นบอก ถา้ ไมม่ คี รบู าอาจารย์
ท่านผู้รู้ธรรมท่ีแท้จริงคอยกํากับส่ังสอนแล้ว ท่านเคยเห็นนักวิปัสสนูผูกคอตายไป
นิพพานเถือ่ นมาหลายคนแลว้

หลวงปู่ชอบท่านจึงห้ามปรามความอยากเป็นผู้โลดโผนโจนทะยานของฤาษี
ตองฉเู่ อาไว้ ทา่ นบอกฤาษตี องฉู่ “อย่าไปสนใจในเรอ่ื งนอกมากนัก มันจะทาํ ใหจ้ ิต
ของตนเองหลงทางได้ ถา้ สตปิ ญั ญาไมเ่ ขม้ แขง็ พอ อยา่ ออกไปดขู องนอกจติ ใหม้ ากนกั
ให้เอาจิตหันจ่อเข้ามาดูภายในกายของตนเองเป็นหลัก ของภายนอกนั้นเป็นเพียง
ดอกเบย้ี ทม่ี าจากตน้ ทนุ ของการปฏบิ ตั ภิ ายใน ของในจติ ในกายนเ้ี ปน็ ตน้ ทนุ ธรรมแท้

186

ทจ่ี ะพาเราพน้ ทกุ ขไ์ ด้ ถา้ อยากจะใหด้ อกเบยี้ จติ ใจของตนเองเพม่ิ พนู มากขนึ้ ไปกวา่ นี้
ก็ให้รักษาต้นทุนภายในจิตใจของตนเองไว้ให้ดีเสียก่อน เร่ืองภายนอกนั้นจะเป็น
อานิสงส์ท่ีตามมาในภายหลัง” ฤาษีตองฉู่จึงน้อมรับธรรมโอวาทขององค์ท่าน
หลวงปู่ชอบไปประพฤติปฏิบตั ิขัดเกลาตนเอง

พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พักภาวนาอยู่ถ้�ำตองฉู่ประมาณ ๘ วัน
ท่านจงึ ลาฤาษตี องฉอู่ อกเท่ยี ววิเวกหาสถานทีจ่ �ำพรรษา ตอนนน้ั องค์ทา่ นอยากจะอยู่
เพียงล�ำพังองค์เดียว เพราะตอนนัน้ ทา่ นมี “สงั โยชน์เดียว” ท่ยี งั ค้างคาภายในจิต
ของทา่ นในขณะนน้ั ทา่ นวา่ จติ ผทู้ อี่ ยใู่ นชนั้ นี้ จะไมอ่ ยากอยกู่ บั ผคู้ นสง่ิ ของใหเ้ สยี เวลา
ทา่ นจงึ ออกจากถำ�้ ตองฉไู่ ปหาทแ่ี หง่ ใหม่ เพอื่ เพยี รละไฟสมุ ขอนกอ่ นทอี่ งคท์ า่ นจะสนิ้
เย่ือขาดใยกันกับจอมจักรพรรดิอวิชชามหาราชกิเลสท่ีเป็นเจ้าครองใจของท่านและ
สัตวโ์ ลก

หลวงปู่ชอบท่านออกจากเมืองตองฉู่เท่ียววิเวกไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อหา
สถานทีจ่ ําพรรษา ท่านเดนิ ทางผ่านหลายหมู่บา้ น อาทิเช่น บา้ นกะเหรี่ยงป่ากลว้ ย
บา้ นไทยใหญห่ ว้ ยคา่ บา้ นไทยใหญถ่ ำ�้ ตอง เปน็ ตน้ พอใกลถ้ งึ วนั เขา้ พรรษาปพี ทุ ธศกั ราช
๒๔๘๗ อกี ไมก่ วี่ นั ทา่ นเดนิ ทางมาถงึ หมบู่ า้ นของชาวไทยใหญแ่ หง่ หนงึ่ ชอ่ื บา้ นหนองยวน
ทา่ นรสู้ กึ เหนอ่ื ยลา้ จากการเดนิ ทางหาสถานทจี่ าํ พรรษา อกี ประการหนงึ่ จวนใกลจ้ ะถงึ
วันเข้าพรรษาแล้ว หลวงปู่ชอบท่านจึงคิดปลงใจหยุดพักจําพรรษาที่บ้านหนองยวน
แหง่ นี้

จำ� พรรษาท่ีบา้ นหนองยวน (บรรลุธรรมธาตุ)

ก่อนถึงวันอธิษฐานเข้าพรรษาสองสามวัน พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
ท่านเดินทางมาพบหมู่บ้านของชาวไทยใหญ่หมู่บ้านหนึ่งช่ือบ้านหนองยวน แขวง
เชียงตุง ประเทศพม่า ท่านถามชาวบ้านหนองยวนว่า “ภายในเขตหมู่บ้านแห่งนี้
มีถ้�ำผาป่าดอยท่ีไหนพอที่จะพักจําพรรษาได้บ้าง” ชาวบ้านหนองยวนบอกท่านว่า

187

“ไมไ่ กลจากหมบู่ า้ นแหง่ นม้ี ากเทา่ ไหร่ มถี ำ้� อยถู่ ำ้� หนง่ึ ชอ่ื “ถำ�้ หมเี กา่ ” ถำ�้ แหง่ นแี้ ตก่ อ่ น
เคยเปน็ ท่อี ยขู่ องหมีมากอ่ น ชาวบ้านหนองยวนจึงเรยี กชอื่ ถำ้� แหง่ นวี้ า่ “ถ�้ำหมีเกา่ ”

ชาวบา้ นหนองยวนบอกกบั หลวงปชู่ อบว่า “เมอื่ ประมาณสองปีท่ผี า่ นมา เคยมี
พระไทยองคห์ นงึ่ ชือ่ “ซำ� บุญกนิ รี” (หลวงปกู่ ินรี จนั ทิโย) มาจําพรรษาอยทู่ ห่ี มูบ่ ้าน
แหง่ นี้ ๒ พรรษา (ซ�ำบญุ ภาษาไทยใหญ่แปลวา่ นกั บุญ หรอื พระคุณเจ้า) ตงั้ แต่
ซ�ำบญุ พระคณุ เจา้ หลวงปกู่ นิ รที า่ นจากไป กไ็ มเ่ คยมพี ระสงฆอ์ งคเ์ ณรรปู ใดเขา้ มาพกั
หรือจําพรรษาทีเ่ ขตหมู่บ้านแหง่ น้อี กี เลย”

หลวงปู่ชอบท่านสนใจสถานท่ีท่ีชาวบ้านบอก ท่านจึงขอให้ชาวบ้านหนองยวน
พาไปดสู ถานทตี่ ามทชี่ าวบา้ นเลา่ ใหฟ้ งั เมอื่ เหน็ ทพี่ กั แลว้ ทา่ นพอใจในความวเิ วกของ
สถานที่ หลวงปู่ชอบท่านบอกชาวบ้านหนองยวนว่า “อาตมาจะขอจําพรรษาอยู่ท่ี
ถ�้ำแห่งนี้” ชาวบ้านหนองยวนจึงพากันมาทําท่ีพักกุฏิไม้ไผ่สับฟากให้ท่านที่หน้าถ้�ำ
หน่ึงหลัง ทําศาลาไม้ไผ่อีกหนึ่งหลังเพื่อให้ท่านใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารและรับแขก
ทาํ โรงไฟเพอ่ื ใหท้ า่ นใชเ้ ปน็ ทตี่ ม้ นำ�้ รอ้ น ยอ้ มผา้ ตม้ ยาสมนุ ไพร ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๗
พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม จาํ พรรษาที่ ๑๙ ของทา่ น ทถ่ี ำ้� หมเี กา่ บา้ นหนองยวน
แขวงเชยี งตงุ ประเทศพมา่ ซง่ึ เปน็ ปสี ดุ ทา้ ยทพี่ ระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นเทยี่ ว
วเิ วกและจําพรรษาอยูท่ ปี่ ระเทศพมา่

บา้ นหนองยวน แขวงเชยี งตงุ ประเทศพมา่ ในสมยั นน้ั หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ มบี า้ น
เรอื นเฮอื นคนประมาณหา้ สบิ หกสบิ หลงั คาเรอื น ชาวบา้ นหนองยวนเปน็ ชาวไทยใหญ่
ทง้ั หมด นับถอื ศาสนาพุทธทั้งหมบู่ ้าน ทา่ นว่า “ถ้�ำหมีเกา่ ทเ่ี ราจําพรรษานนั้ จะอยู่ไม่
ไกลกนั กบั บา้ นหนองยวนมากเทา่ ไหรน่ กั ระยะทางจากทพ่ี กั จ�ำพรรษาของเรากบั บา้ น
หนองยวน ห่างกันประมาณสองกิโลเมตร” ซึ่งท่านว่าระยะทางขนาดนี้ก�ำลังเดิน
บณิ ฑบาตดี ไม่เหนือ่ ยมาก ทา่ นวา่ “ตอนอยู่บ้านหนองยวน เราไมล่ �ำบากมากนกั
บิณฑบาตได้อะไรมาก็ฉันไปตามมีตามเกิด สถานท่ีจ�ำพรรษาถือว่าช่วยส่งเสริม
ทางดา้ นจติ ใจของเราเปน็ อยา่ งดี ชาวไทยใหญบ่ า้ นหนองยวน เขาจะกนิ พชื ผกั ถว่ั งา
เป็นอาหารหลกั อาหารประเภทเน้ือสตั วน์ ั้นนานๆ ที เขาถึงจะน�ำมาถวายให้ได้ฉนั

188

คนไทยใหญส่ มยั ก่อนเขาจะไม่คอ่ ยนิยมออกปา่ ลา่ สัตว์กันมากนกั พวกเขาถือคตวิ ่า
ถ้ากินเนื้อสัตว์ใหญ่ ฆ่าสัตว์ใหญ่มากๆ แล้วจะอายุไม่ยืน ท้ังท่ีสมัยนั้นตามป่าเขา
ล�ำเนาไพรในเมอื งพม่ามสี ตั วป์ ่านอ้ ยใหญอ่ ยู่มากมาย แตค่ นไทยใหญ่เขาจะไม่นยิ ม
ลา่ ฆา่ สตั วเ์ ปน็ อาหาร” คนไทยใหญส่ มยั กอ่ น ทา่ นวา่ มศี ลี ธรรม เขาจะทาํ ปาณาตบิ าต
เข่นฆ่าลา่ สตั วก์ ันนอ้ ยมาก

ท่านบอก “ตอนอยู่บ้านไทยใหญ่หนองยวน เรามีลูกศิษย์อุปัฏฐากสองคน
คนหนงึ่ อายุ ๑๕ ปี กาํ ลงั เปน็ หนมุ่ ทา้ วบา่ วแวง เราเรยี กมนั วา่ “บกั คนใหญ”่ เดก็ อกี คน
อายุ ๙ ปี ชอ่ื “จะสา” เราเรยี กมนั “บกั คนนอ้ ย” เดก็ สองคนนี้ เขาจะมาดแู ลความเปน็ อยู่
ของเราทกุ วนั ตอนเชา้ อา้ ยคนโตมนั จะมารบั บาตรพาเราออกไปบณิ ฑบาตในหมบู่ า้ น
อ้ายคนเล็กมันจะคอยอยู่ในหมู่บ้าน อ้ายคนเล็กมันจะเดินนําหน้าเรา ตะโกนบอก
ชาวบา้ นวา่ “ซำ� บญุ ชอบมาบณิ ฑบาตแลว้ ๆ” พอเสรจ็ จากบณิ ฑบาต อา้ ยคนโตจะรบั บาตร
มาส่งเรา อ้ายคนเล็กมันจะเก็บผักตามรายทางเอามาปรุงทําเป็นอาหาร เด็กพวกน้ี
พากนั ทาํ อาหารใหเ้ ราฉนั พวกเขาจะเอาทกุ อยา่ งทไี่ ดม้ าไมว่ า่ เปน็ เนอื้ เปน็ ผกั นาํ มาเท
รวมกนั ตม้ แกงปรงุ รสขน้ึ มาใหม่ อาหารแบบทางเหนอื เขาเรยี ก “แกงโฮะ๊ ” หลงั เราฉนั
เสร็จแล้ว เดก็ สองคนนเ้ี ขาจะเอาอาหารทเี่ หลือในบาตรมาแบง่ กนั กนิ เอาบาตรเราไป
ล้างเก็บเรียบร้อยแล้ว พวกเขาถึงจะพากันกลับบ้าน พอบ่ายโมง พวกน้ีเขาก็จะ
พากันมาตม้ นำ้� รอ้ นยาสมุนไพรให้เราฉนั เด็กสองคนนเ้ี ขาจะไมม่ ารบกวนในเวลาเรา
ทาํ ความเพียร เดินจงกรม ภาวนา พวกเขาจะรู้ในแตล่ ะเวลาวา่ เรากําลงั ทําอะไรอยู่
บางครั้งเราก็จะให้พวกเขานั่งภาวนาฝึกหัดนิสัยทางธรรมให้กับเขา เด็กสองคนน้ี
มีบุญคุณกับเราหลาย ทุกวันนี้เรายังคิดถึงพวกเขาอยู่ เราแผ่เมตตาให้พวกเขาอยู่
ทุกวนั ”

เรยี นถามองคท์ า่ น “ตอนนี้ (พ.ศ. ๒๕๓๕) เดก็ ทง้ั สองคนท่พี อ่ แม่ครูอาจารย์
กล่าวถงึ น้ี พวกเขายงั มชี ีวิตอยูห่ รอื ว่าล้มหายตายจากโลกนไ้ี ปแล้ว” ท่านว่า “ตอนนี้
ทง้ั สองคนยงั มชี วี ิตอยู่ ตอนนอ้ี ้ายคนโตมนั เป็นนายบ้าน (ผู้ใหญบ่ ้าน) อ้ายคนเล็ก
มนั เปน็ พอ่ คา้ ขายของอยบู่ า้ นหนองยวน ทงั้ สองคนมคี รอบครวั ลกู หลานกนั หมดแลว้ ”

189

ทา่ นบอก “ทกุ วนั นค้ี นสองคนนเ้ี ขายงั ระลกึ นกึ ถงึ เราอย”ู่ ทา่ นวา่ เดก็ สองคนน้ี
ในอดีตตอนทา่ นเกิดเป็นชาวไทยใหญ่ เมอื งปัน ประเทศพม่า เด็กสองคนนี้เกดิ เปน็
ลกู ของทา่ นในชาตนิ น้ั ในชาตนิ น้ั คณุ แมจ่ อ้ ย (อาจารยจ์ นั ทรน์ วล พรมมาส) เกดิ เปน็
แม่ของทา่ น และเป็นย่าของเด็กน้อยทงั้ สองคนนี้

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๗ หลวงปชู่ อบทา่ นจาํ พรรษาอยบู่ า้ นหนองยวน เมอื งเชยี งตงุ
ประเทศพม่า ท่านบอก “ปีน้ีเรานิมิตเห็นโยมแม่ของเราบ่อยมาก แต่ไหนแต่ไร
เราจะไม่ค่อยนิมิตเห็นโยมแม่ของเราบ่อยนัก แต่ปีนี้เรานิมิตเห็นโยมแม่มานิมนต์
ขอใหเ้ รากลบั บา้ น ในนมิ ติ โยมแมบ่ อก “ขอนมิ นตอ์ า้ ยหมอ่ มครบู าบอ่ กลบั บา้ นเถอะลกู ”
(หลวงปชู่ อบทา่ นบอก โยมแมช่ ปี า แกว้ สวุ รรณ โยมแมข่ องทา่ นจะเรยี กทา่ นวา่ “อา้ ย
หม่อมครบู าบ่อ” ซึ่งเป็นช่ือเดิมของท่าน ฟังพอ่ แม่ครอู าจารยพ์ ูดถงึ คําที่โยมแมเ่ รยี ก
ชือ่ ขององคท์ ่าน ฟังแล้วดูอบอุ่นใจในความรักความผูกพนั ทโี่ ยมแม่มตี ่อองคท์ า่ น)

หลวงปู่ชอบท่านยกเอานิมิตท่ีเห็นโยมแม่มานิมนต์กลับบ้านขึ้นมาพิจารณา
ท่านทราบวา่ โยมแมข่ องท่านกําลังปว่ ยหนกั ถงึ ข้ันล้มหมอนนอนเสอ่ื เมอ่ื พจิ ารณาถงึ
อายุขัยของโยมแม่ ท่านจึงปลงใจ “โยมแม่ของเราจากนี้ไปจะอยู่ได้อีกไม่นาน”
ท่านบอก “ปีนั้นโยมแม่ของเราป่วยหนักจนถึงข้ันล้มหมอนนอนเส่ือ เรานิมิตเห็น
โยมแมข่ องเราอยหู่ ลายครง้ั หลายครา บางครง้ั ขณะนอนกําหนดอยู่ กจ็ ะเห็นโยมแม่
นุ่งขาวห่มขาวถือขันข้าวตอกดอกไม้มานิมนต์ให้เรากลับบ้าน ไม่ว่าตนเองจะภาวนา
ตอนกลางวนั กลางคืน มกั จะเห็นโยมแมม่ านิมนตใ์ หเ้ รากลบั บา้ น มันเปน็ แบบนี้อยู่
เป็นเดอื น”

พอเขา้ พรรษาเดอื นทส่ี อง โยมแมม่ าหาเราในนมิ ติ อกี ครง้ั แมม่ าบอก “ลกู หมอ่ ม
ครบู าบ่อเอย้ ตอนน้แี มส่ ิ้นบญุ หมดอายขุ ัยแลว้ เด้อ” โยมแม่มาลาเราทางนมิ ติ เราก็
สคุ โตอนโุ มทนายนิ ดใี นบญุ ทโี่ ยมแมต่ ายคาผา้ ขาว เราจงึ ไมก่ งั วลในเรอ่ื งของโยมแม่
อีกแลว้ ชา้ หรือเรว็ แม่ของเรากต็ ายไปแล้ว เราจึงมุง่ มน่ั ทาํ ความเพยี รสุดท้ายของเรา
อยบู่ า้ นหนองยวนอยา่ งเตม็ เหยยี ด ชาตนิ ก้ี เิ ลสบต่ าย กกู ะตาย เอาตายมนั กบั ตายเฮา
แลกกนั ”

190

หลังจากโยมแม่ของทา่ นถงึ แกก่ รรมไปแลว้ ทา่ นบอก “โยมแม่ของเรามาหาใน
นมิ ติ อกี ครงั้ แตม่ าครงั้ น้ี โยมแมข่ องเรามาในรปู รา่ งนางเทวดา นาํ “มาลยั ดอกไมท้ พิ ย”์
มาถวายสักการะในวนั ท่ี “ท่านสน้ิ ทกุ ข์ถึงธรรม”

ย้อนอดีตไปเมื่อตอนพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านโปรดโยมแม่ปา
แก้วสวุ รรณ ของท่านให้บวชเป็นแมช่ ี โยมแม่ของทา่ นบวชเป็นแม่ชีถือศลี ๘ อยู่
สบิ กว่าปี จงึ ถึงแก่กรรม หลวงปชู่ อบทา่ นสอนภาวนาให้โยมแม่ของทา่ นอยู่ ๓ ปี
จนทา่ นเหน็ วา่ โยมแม่ของท่านนัน้ พอทจี่ ะปฏิบัตดิ ้วยตนเองได้แลว้ จึงลาโยมแม่ชปี า
ออกเทย่ี ววเิ วกไปจําพรรษายังสถานท่ีต่างๆ รวมระยะเวลานานถึง ๑๔ ปี โดยท่ีทา่ น
ไม่เคยกลับไปบา้ นหนองบัวบาน หรอื ติดตอ่ กับญาตมิ ติ รพน่ี ้องของทา่ นคนไหนเลย

ผบู้ นั ทกึ ถาม “พอ่ แมค่ รอู าจารยจ์ ากบา้ นเกดิ เมอื งนอนไปอยตู่ า่ งถน่ิ ดนิ ไกลแบบนี้
ไม่คดิ ถึงบา้ น ไม่คิดถงึ ญาตสิ นทิ มติ รพี่นอ้ งบา้ งหรอื ” ท่านบอก “คิดฮอดกะอดเอา
คนไกลบา้ น ใครบา้ งทจี่ ะไมค่ ดิ ถงึ พอ่ แมเ่ รอื นชานบา้ นชอ่ งทต่ี นเองเคยอยู่ คนมหี วั ใจ
กค็ ดิ เหมอื นกนั ทง้ั นน้ั แหละ เราคดิ ถงึ ญาตพิ น่ี อ้ งกอ็ ดทนเอา คนเราไมม่ อี ะไรดไี ปกวา่
ความอดทนหรอก เราต้ังใจตั้งแต่แบกบาตรสะพายกลดไปหาท่านอาจารย์ใหญ่ม่ัน
อยู่บ้านสามผงแล้ว ชีวิตน้ีเราขอฝากเป็นฝากตายกับพ่อแม่ครูอาจารย์ม่ัน ชาตินี้
ถา้ บไ่ ดด้ มี ธี รรมกบั เพนิ่ แลว้ เราจะบข่ อกลบั มาเบง่ิ หนา้ พห่ี นา้ นอ้ งใหเ้ จา้ ของละอายใจ
ตง้ั แตว่ นั ทเ่ี ราเดนิ ทางไปฝากตวั เปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ นอาจารยใ์ หญม่ น่ั อยบู่ า้ นสามผง เราเขยี น
ใบตายใหก้ บั เจ้าของต้งั แตม่ ือ้ นัน้ ”

พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพูดอย่างอาจหาญชาญชัยไม่สะทกสะท้านกับชีวิตของ
ตนเอง เราผเู้ ปน็ ศษิ ย์ไดแ้ ตก่ ม้ หน้ามองหายางอายให้ตนเอง ใจคนผู้ปรารถนาวิมาน
บนอากาศอยา่ งเรา กบั ใจท่านผ้มู ุ่งหวงั ความหลุดพน้ น้นั ชา่ งแตกต่างกันจริงๆ

พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่าน “บรรลุธรรมธาตุ” เป็นพระอรหันต์
ได้คณุ ลกั ษณะสาม (เตวิชโช) ขณะทา่ นอายุ ๔๓ ปี พรรษาท่ี ๑๙ ท่ถี ำ้� หมเี กา่
บ้านหนองยวน แขวงเชยี งตุง ประเทศพม่า เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ของคนื วนั ที่ ๒๓
เดอื นมิถุนายน ปีพทุ ธศกั ราช ๒๔๘๗

191

เทวดามาเยย่ี มฟงั ธรรมเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ม่ัน

คัดลอกจากหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น
ภรู ทิ ตั ตเถระ เรยี บเรยี งโดย หลวงตาพระมหาบวั ญาณสมั ปนั โน วดั ปา่ บา้ นตาด ตำ� บล
บา้ นตาด อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดอดุ รธานี องคท์ ่านหลวงตามหาบัวเรียบเรียงเอาไว้ว่า

“ท่านว่าเทวดาชอบมาเย่ียมฟังธรรมกับท่านแต่ละครั้งมีจ�ำนวนมากบ้าง
นอ้ ยบ้าง แตจ่ ะไม่มากเทา่ กับมาเยยี่ มฟังธรรมกับทา่ นอาจารย์มั่น บางครัง้ มาในราว
๕๐ - ๖๐ บา้ ง บางครง้ั กใ็ นราว ๑๐๐ - ๒๐๐ บางครง้ั ๕๐๐ - ๖๐๐ บา้ ง บางครงั้ กเ็ ปน็
จ�ำนวนพันๆ เครื่องน่งุ หม่ ของเทวดาทั้งเบอ้ื งบนเบ้อื งลา่ งทีม่ าในบางคร้งั นน้ั มสี ขี าว
ลว้ นบา้ ง สแี ดงลว้ นบา้ ง จะเปน็ แบบเดยี วกนั หมดไมก่ า้ วกา่ ยกนั และทกุ ครงั้ ทม่ี าจะไมม่ ี
เครอ่ื งประดบั ตกแตง่ ใดๆ ทงั้ สน้ิ เวลาทเ่ี ขามาหาพระผทู้ รงศลี ทรงธรรม เทวดาเขาถอื กนั
เปน็ ทเี่ คารพมาก หวั หนา้ จะประกาศหา้ มมใิ หใ้ สเ่ ครอื่ งประดบั แตง่ เขา้ ไปหาพระ ใหน้ งุ่ หม่
แบบเรยี บๆ เหมอื นพทุ ธมามกะชาวพทุ ธ มกี ริ ยิ ามารยาทสวยงามมาก เปน็ ทต่ี ดิ ตาตดิ ใจ
เหน็ แลว้ ไมจ่ ดื ไมจ่ าง มนษุ ยเ์ รานา่ จะยดึ เอาเปน็ แบบอยา่ งของเขามาใช้ เมอื่ เวลาเขา้ ไป
หาพระสงฆใ์ นวดั หรอื ทใ่ี ดๆ กต็ าม จะนา่ ดไู มอ่ จุ าดบาดตาบาดใจเกนิ ไป เหน็ แลว้ ทเุ รศ
ปลงไมต่ ก กลวั จะตกนรกมากกวา่

แต่ใครล่ะจะเป็นผู้น�ำเอาเรื่องของเทวบุตรเทวดามาเล่ามาส่ังสอนมนุษย์ให้
เชอื่ ถอื และยอมรบั ปฏบิ ตั ไิ ดบ้ า้ ง ใครจะกลา้ ยอมรบั ท�ำหนา้ ทน่ี เี้ ลา่ เพยี งแตไ่ ดย้ นิ ใคร
เลา่ เรอ่ื งเทวดาเปรตผใี หฟ้ งั บา้ ง ไมท่ ราบวา่ เลา่ เลน่ เลา่ จรงิ กจ็ ะถกู หวั เราะเยาะเยย้ เอาได้
ขืนเอากฎระเบียบของเมืองเทพเมืองผีมาใช้ในเมืองมนุษย์ เขาจะหาว่าบ้า ไม่มีสติ
โรงพยาบาลปากคลองสานกจ็ ะไมร่ บั เปน็ คนไข้ แลว้ จะไมต่ ายเปลา่ ๆ ทงั้ ทบี่ า้ ยงั ตดิ ตวั
ไปดว้ ยหรือ

ทา่ นพดู แลว้ กห็ วั เราะกนั ไปพกั หนงึ่ ผเู้ ขยี นกป็ ากไมอ่ ยเู่ ปน็ สขุ จงึ เรยี นเลน่ บา้ ง
จรงิ บา้ ง เปน็ การหยง่ั เสยี งดวู า่ ทา่ นจะวา่ อยา่ งไร “กท็ า่ นอาจารยเ์ องเอากฎระเบยี บของ

192

เมืองเทพเมืองผีมาใช้ในเมืองมนุษย์ ถึงเขาจะว่าบ้าไม่มีสติจะเป็นไรไป โลกเขาไป
เหน็ อะไรในเมอื งนอกเมอื งนา เขายงั มาเลา่ ใหก้ นั ฟงั ได้ และนำ� เอากจิ การในเมอื งนอก
มาแกไ้ ขบา้ นเมอื งของตน โดยออกกฎเกณฑ์ให้คนในประเทศเขาปฏบิ ตั ิตามได้ เชน่
เมอื งไทยเราการแตง่ เนือ้ แตง่ ตัวเวลานีก้ ก็ ำ� ลงั จะกลายเปน็ นอกไปหมดแล้ว ทัง้ หญิง
ทั้งชาย ท้ังหนุ่มสาวเฒ่าแก่ เพราะคนไทยเราสั่งสอนง่าย ไม่เป็นคนหัวแข็งด้ือร้ัน
เหมือนเมืองอ่ืนๆ ยงิ่ การแต่งเนอ้ื แตง่ ตวั ด้วยแลว้ คนไทยย่ิงชอบนกั และถอดแบบ
ของใครๆ มาปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งแมน่ ยำ� หรอื ยงิ่ กวา่ ครเู สยี อกี ทง้ั จำ� อะไรทแ่ี ปลกหู
แปลกตาไดอ้ ย่างอัศจรรย์ ยง่ิ การแตง่ กายอย่างเมืองเทพทใี่ ครๆ ไมเ่ คยเห็น แม้นกั
ทอ่ งเทยี่ วอวกาศกไ็ มม่ ที างไดเ้ จอไดเ้ หน็ การแตง่ กายของพวกเทพพอจะนำ� มาอวดโลก
ไดเ้ ลย ถา้ มนษุ ยไ์ ดร้ บั การแนะแนวทางบา้ งแลว้ เขา้ ใจวา่ จะมผี สู้ นใจไมน่ อ้ ย เพราะเปน็
แบบของคนชั้นสงู ”

พอพดู จบประโยค ตา่ งคนกต็ า่ งหวั เราะกนั พกั ใหญ่ แลว้ ทา่ นวา่ ใหผ้ เู้ ขยี น “คำ� พดู
ของทา่ นมันพสิ ดารมากเกินไป ขืนท�ำตามท่ีทา่ นบอก ผมคงไม่ต้องอย่เู มืองไทยแนๆ่
จะต้องถูกเนรเทศไปอยกู่ ับพวกเปรตพวกผีอยา่ งไมต่ ้องสงสัย เพราะเขาจะหาวา่ ผม
เปน็ เพอื่ นกบั พวกนน้ั แลว้ เขาจะขบั ไลใ่ หไ้ ปอยกู่ บั พวกนนั้ แนน่ อน สว่ นจะใหไ้ ปอยกู่ บั
พวกเทพพวกพรหม คงไมม่ หี วงั แนๆ่ เพราะภมู นิ เ้ี ปน็ ภมู ผิ ดู้ มี ศี กั ดส์ิ งู แตภ่ มู เิ ปรตนซ้ี ิ
เขาจะไล่ให้ผมไปอยู่ด้วย เพราะเป็นภูมติ ่�ำต้อยด้อยศกั ด์ิศรี ไม่มใี ครเขาปรารถนา
เพือ่ เปน็ การประณาม ถ้าเร่อื งเป็นอย่างน้ที ่านจะว่าอย่างไร”

ตอนน้ีทั้งท่านท้ังผู้เขียนต่างก็หัวเราะกันพักหนึ่ง แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า
“ทา่ นกรณุ าอยา่ หาญคดิ ใหผ้ มเอากฎระเบยี บของเทพของพรหมมาใชใ้ นเมอื งมนษุ ยเ์ ลย
แม้พวกดงั กล่าวน้ี เขายังเคารพพระศาสนา เคารพพระพุทธเจา้ อยา่ งเทดิ ทนู ธรรม
ดงั กลา่ วก็อยู่ในมนุษย์เราน้ีเอง ถ้าใครปฏบิ ัตติ ามกไ็ ม่เหน็ มอี ะไรบกพรอ่ งในบรรดา
ธรรมสอนโลกทม่ี อี ยใู่ นแดนมนษุ ยเ์ รา ถา้ เราไมโ่ งเ่ สยี จนเกนิ ไป เทา่ ทผี่ มเลา่ ใหท้ า่ นฟงั
กถ็ อื เปน็ กนั เอง มไิ ดค้ ดิ จะไปพดู ไปเลา่ ทไี่ หน แตพ่ อเลา่ ใหฟ้ งั ตามเหตกุ ารณท์ ป่ี รากฏบา้ ง
ทา่ นกลบั ขอใหผ้ มน�ำเอาขนบธรรมเนยี มของเทวดามาสอนมนษุ ย์ ซง่ึ เป็นเรือ่ งทีซ่ วย

193


Click to View FlipBook Version