The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:14:05

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

เกบ็ คถู ขีห้ มาขี้แมวกินไปตามกรรมของมัน เปรตตนนี้ อดตี เคยเป็นโยมวดั น้มี ากอ่ น
ตอนเปน็ คนมนี สิ ยั ชอบลกั ขโมยของวดั ถอื วสิ าสะเอาของวดั ไปกนิ ไปใชโ้ ดยไมแ่ จง้ ให้
พระเณรทราบ อยากได้อยากกินอะไร มันก็จะเอาไปโดยไม่ขออนุญาตพระเณร
พอพระเณรถาม มนั กป็ ฏเิ สธ ดว้ ยมานะทฐิ ติ นเอง มนั ออกปากทา้ ทายไมก่ ลวั บาปไมก่ ลวั
กรรม เพราะความมดื บอดจติ ใจมนั ถึงทําแบบน้ี เข้าวัดแตต่ ัว แตใ่ จไม่มีวตั รปฏบิ ัติ
คดิ วา่ บาปบญุ ไมม่ ี มนั จงึ ไมเ่ ชอื่ ในเรอื่ งบาปกรรม ทาํ อะไรลงไปตามกเิ ลสในใจบงการ
พวกจติ มดื บอดแบบนย้ี ากแกก่ ารโปรด ไมร่ วู้ า่ พระพทุ ธเจา้ กพ่ี ระองคม์ าตรสั รู้ มนั ถงึ
จะไดร้ เู้ หน็ เปน็ ธรรมกบั เขา พอตายแลว้ มาเกดิ เปน็ เปรต มคี วามหวิ ตลอดเวลา หวิ เพราะ
บาปกรรมบีบบงั คับ อาหารการกนิ กไ็ มม่ ี หาเกบ็ ของบูดของเน่ากิน เกบ็ ขหี้ มาขแี้ มว
เลยี ดนิ กนิ เสลดคนถม่ บว้ นทง้ิ มาวดั ทา่ แขกทไี ร กเ็ หน็ มนั เดนิ เกบ็ มตู รคถู กนิ อยา่ งนนั้
เห็นแลว้ สังเวชใจ สตั ว์โลกเปน็ ไปตามกรรม ทํากรรมมาแบบนี้ ผลจึงออกมาแบบนี”้

เรยี นถามองค์ท่านวา่ “ถ้าขี้หมาขี้แมวมตู รคถู ไมม่ ี เปรตตนน้ีมันจะเอาอะไรกนิ
เปน็ อาหาร หลวงปโู่ ปรดเปรตตนนไ้ี ดไ้ หม” องคท์ า่ นบอก “เราโปรดไมไ่ ด้ เพราะเปรต
ตนนี้จติ มนั มืดบอด ไม่มดี า้ นดพี อท่จี ะรบั บญุ ได้ เป็นโมฆะบุรษุ ผบู้ กพรอ่ งในธรรม
ของบูดเน่าที่เป็นอาหารมัน เกิดจากผลกรรมของเปรตตนนี้ ของพวกน้ีไม่มีหมด
หวิ ขน้ึ มาเมอื่ ไหร่ กรรมจะบนั ดาลใหม้ ตู รคถู เหลา่ นผี้ ดุ ขน้ึ มาใหม้ นั เหน็ เอง สง่ิ เหลา่ นี้
จะหมดไปพรอ้ มกบั กรรมของมนั เทา่ นนั้ ถา้ ไมห่ มดกรรม มนั กจ็ ะเปน็ เปรตอยวู่ ดั ไปนี้
อีกนาน”

กราบลาองคท์ า่ นหลวงปูเ่ สาร์ กันตสีโล

พระคุณเจ้าหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล พาลูกศิษย์พักภาวนาท่ีวัดท่าแขก อําเภอ
เชียงคาน ประมาณครึ่งเดือน พอหลังวนั อุโบสถหนึง่ วนั องคท์ ่านพาหลวงปู่ชอบกับ
ลูกศษิ ย์ท่านอื่นๆ ออกจากวดั ทา่ แขก เดินเลาะแมน่ ้�ำโขงไปทางอาํ เภอทา่ ลี่ องคท์ า่ น
หลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่ชอบกับหมู่คณะแวะพักที่บ้านท่าดีหมี ตําบลปากตม อําเภอ
เชยี งคาน จงั หวดั เลย ตรงปากแมน่ ำ้� เหอื งไหลลงแมน่ ำ้� โขง (ทพ่ี ระใหญท่ า่ ดหี มใี นปจั จบุ นั )

44

องคท์ า่ นหลวงปเู่ สารพ์ กั อยทู่ นี่ ส่ี องคนื จากนนั้ องคท์ า่ นจะพาหลวงปชู่ อบและลกู ศษิ ย์
ทา่ นอนื่ ขา้ มแมน่ ำ�้ เหอื งไปเทยี่ ววเิ วกทางเมอื งแกน่ ทา้ ว-ไซยะบลุ ี ประเทศลาว หลวงปชู่ อบ
ท่านอยากกลับบ้านหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เพื่อโปรด
โยมแม่ท่าน จึงกราบเรยี นองค์ท่านหลวงปเู่ สาร์ผเู้ ป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหท้ ราบถึง
เจตนา องค์ท่านหลวงปู่เสาร์ยินดีอนุโมทนาในเจตนาบุญท่ีท่านจะเดินทางไปโปรด
โยมแมใ่ หพ้ บธรรม

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นกราบลาองคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล ทบ่ี า้ นทา่ ดหี มี
ตําบลปากตม อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ส่งองค์ท่านหลวงปู่เสาร์ผู้เป็นพ่อแม่
ครบู าอาจารยก์ บั หมคู่ ณะ ขน้ึ เรอื ขา้ มแมน่ ำ้� เหอื งไปเมอื งแกน่ ทา้ ว ประเทศลาว ทบ่ี า้ น
ท่าดีหมีแห่งน้ี คือสถานท่ีสุดท้ายที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับองค์ท่านหลวงปู่เสาร์
กันตสีโล ได้พบกันครั้งสุดท้าย จากนั้นมาหลวงปู่ชอบท่านก็ไม่ได้พบกับองค์ท่าน
หลวงปเู่ สาร์ ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รบู าอาจารยอ์ กี เลย จนตราบองคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล
ท่านละขันธเ์ ขา้ นพิ พาน

กลับบ้านหนองบัวบานเพือ่ โปรดโยมแม่

หลังจากหลวงปชู่ อบกราบลาสง่ องค์ท่านหลวงปูเ่ สาร์ กนั ตสีโล ทบี่ า้ นทา่ ดหี มี
อาํ เภอเชยี งคาน ข้ามไปฝั่งประเทศลาว ท่านเดินทางจากบา้ นทา่ ดหี มีมาบ้านโคกมน
เพอื่ เยยี่ มญาตพิ นี่ อ้ ง สมยั นน้ั บา้ นโคกมนยงั ไมม่ วี ดั ปา่ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ เขา้ ไปพกั ที่
ปา่ ชา้ หนิ โงน้ (ปจั จบุ นั คอื วดั ปา่ โคกมน) ทา่ นพกั ปา่ ชา้ หนิ โงน้ บา้ นโคกมน รว่ มเดอื น
จากนน้ั ทา่ นเดนิ ทางไปบา้ นหนองบวั บาน ตาํ บลหนองบวั บาน อาํ เภอหนองววั ซอ จงั หวดั
อดุ รธานี เพอื่ เยยี่ มโยมแม่ขององค์ทา่ น

ระหวา่ งหลวงปู่ชอบพักอยทู่ วี่ ัดปา่ หนองบัวบาน โยมแมข่ องทา่ นจะมาใสบ่ าตร
ถวายอาหารใหท้ า่ นทกุ วนั ไมเ่ คยขาด ทา่ นจะพดู เรอ่ื งศลี เรอ่ื งธรรมใหโ้ ยมแมฟ่ งั วนั ละ
เล็กละน้อย จนโยมแม่ของท่านเกดิ ความศรัทธา จติ ใจอ่อนนอ้ มเข้าหาธรรม โยมแม่

45

นิมนต์ท่านจําพรรษาที่วัดป่าหนองบัวบาน ท่านพิจารณาเห็นควรท่ีจะโปรดโยมแม่
จึงรับนิมนต์ อกี ประการหนึง่ นับแต่บวชมาท่านไม่เคยจาํ พรรษาท่ีบ้านหนองบวั บาน
มแี ตไ่ ปจาํ พรรษาอยทู่ บี่ า้ นอน่ื เมอื งไกล ซง่ึ ไมใ่ ชบ่ า้ นเกดิ เมอื งนอนญาตพิ น่ี อ้ งของทา่ น

วนั พระ ๘ คำ่� ๑๕ คำ่� โยมแมข่ องทา่ นจะมาจาํ ศลี ภาวนาทวี่ ดั หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ
ฝึกหดั ภาวนาให้กับโยมแมข่ องท่าน ทา่ นบอก “แม่เราเป็นผมู้ ที ุนเดิม ฝกึ หัดภาวนา
ไมน่ าน แมก่ พ็ บกบั ความสงบ” ทา่ นบอก “บญุ บาปทเี่ ราทาํ มาตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั
ภาวนาจะทําให้เราเห็นผลในบุญบาปนั้นท้ังหมด ภาวนาจะทําให้เกิดปัญญารู้ละวาง
กเิ ลสได้ พระอรยิ เจา้ ทงั้ หลาย ทา่ นกอ็ าศยั การภาวนานแี้ หละจดั การกบั กเิ ลสในจติ ใจ
ของตนเอง จนจติ ทา่ นเลื่อนลําดับชนั้ ข้นึ ไปจนถึงธรรมธาตนุ พิ พาน หลดุ พ้นจากการ
เป็นทาสของกเิ ลส”

หลงั ออกพรรษา โยมแมบ่ อกทา่ นวา่ “แมไ่ มอ่ ยากอยทู่ าํ อะไรอกี แลว้ ไรน่ าสาโท
ลูกเต้า แมก่ ไ็ ม่หว่ ง แม่อยากบวชชี ครบู ามคี วามเห็นในเรอื่ งนีอ้ ย่างไร” หลวงปชู่ อบ
ทา่ นยนิ ดใี นเจตนาโยมแมท่ จี่ ะบวชชี ญาตพิ น่ี อ้ งทกุ คนกอ็ นโุ มทนา หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ
พาโยมแม่ปา แก้วสวุ รรณ ไปบวชชีที่วัดปา่ หนองวัวซอ (วัดบญุ ญานสุ รณ)์ ต�ำบล
หนองวัวซอ อำ� เภอหนองวัวซอ จงั หวดั อุดรธานี โดยมี หลวงปู่บญุ ปญั ญาวโุ ธ เป็น
พระอุปัชฌาย์

ขออธบิ ายแทรกเรื่อง หลวงป่บู ญุ ปญั ญาวุโธ ใหท้ ราบพอสังเขป

หลวงปบู่ ญุ ทา่ นเปน็ ลกู ศษิ ยร์ นุ่ ใหญข่ ององคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์ กนั ตสโี ล องคท์ า่ น
หลวงปูม่ ั่น ภูรทิ ตั โต อายพุ รรษาของทา่ นร่นุ ราวเดียวกนั กบั หลวงปู่สิงห์ ขนั ตยาคโม
พน้ื เพเดมิ หลวงปบู่ ญุ ทา่ นเปน็ ชาวจงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นพาญาตพิ น่ี อ้ งยา้ ยครอบครวั
หนภี ยั แลง้ จากอบุ ลราชธานี มาตง้ั รกรากบา้ นเรอื นทจี่ งั หวดั อดุ รธานี ทา่ นพาญาตพิ น่ี อ้ ง
๑๒ ครอบครวั เดนิ ทางดว้ ยลอ้ เกวยี นจากอบุ ลราชธานมี าถงึ อดุ รธานี ใชเ้ วลาเดนิ ทาง
สามเดอื น ทา่ นพาญาตพิ น่ี อ้ งมาตง้ั รกรากบา้ นเรอื นขน้ึ ครง้ั แรกทบี่ า้ นหนองขาม จากนนั้
ทา่ นพาพนี่ อ้ งยา้ ยมาตง้ั หมบู่ า้ นขนึ้ ใหมช่ อ่ื บา้ นหนองววั ซอ หลวงปบู่ ญุ ปญั ญาวโุ ธ ทา่ นจงึ
ถอื วา่ เป็นผกู้ อ่ ตั้งอำ� เภอหนองววั ซอขึ้นมา

46

ลกู ศษิ ยท์ เี่ คยผ่านการฝึกฝนอบรมจากองค์ทา่ นหลวงปบู่ ญุ นนั้ มี

๑. หลวงปบู่ ญุ มา ฐติ เปโม วดั ปา่ สริ สิ าละวนั ตาํ บลโนนทนั อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั
หนองบัวลําภู

๒. หลวงปูช่ อบ ฐานสโม วดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ ตําบลผาน้อย อําเภอวงั สะพงุ
จงั หวัดเลย

๓. หลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร วดั ถำ�้ ผาบง้ิ ตาํ บลผาบง้ิ อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย
๔. หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ�้ำกลองเพล ตําบลโนนทนั อําเภอเมือง จงั หวดั
หนองบวั ลาํ ภู เป็นต้น

ครบู าอาจารยท์ ก่ี ลา่ วนามมาน้ี ลว้ นผา่ นการฝกึ ฝนอบรมจากองคท์ า่ นหลวงปบู่ ญุ
มาแล้วท้ังน้ัน เฉพาะหลวงปู่ชอบ ท่านเคยจําพรรษาร่วมกับองค์ท่านหลวงปู่บุญ
๒ พรรษา ก่อนทจ่ี ะเดินทางไปฝากตวั เปน็ ลกู ศิษย์ขององค์ทา่ นหลวงปูม่ ่ัน ภูริทตั โต
ที่บ้านสามผง อําเภอศรีสงคราม จงั หวัดนครพนม

หลังโยมแม่บวชเป็นแม่ชีแล้ว หลวงปู่ชอบท่านพาโยมแม่ของท่านกลับมาอยู่
วดั ป่าหนองบวั บาน เพ่อื ใหล้ กู หลานและทา่ นดแู ลโยมแม่ไดอ้ ย่างสะดวก ทา่ นบอก
“เราบํารุงโยมแม่ในปัจจัยส่ีตามมีตามเกิด สมัยน้ันลาภสักการะเรามีบ่หลายเหมือน
ทกุ วนั นี้ เราเหน็ ความรกั ความหว่ งใยทแ่ี มม่ ตี อ่ เรา ไปไหนมาไหนแมจ่ ะเปน็ หว่ งเราตลอด
ถา้ บม่ แี มป่ าคนนี้ เรากบ็ ม่ วี นั นค้ี อื กนั บญุ คณุ แมป่ าอบรมสง่ั สอนเลย้ี งดมู า เราบเ่ คยลมื
เราแทนพระคุณแม่ด้วยการปฏิบัติให้แม่เห็นเป็นตัวอย่าง บอกศีลสอนธรรมให้จน
โยมแม่เช่ือม่ันในพระศาสนา เชือ่ มนั่ ในคาํ สอนของพระพุทธเจ้า เราหาเงนิ ทองใส่ตีน
ใสม่ อื ให้แม่บไ่ ด้ เราหาทรพั ยภ์ ายนอกให้แม่บ่ได้ แตเ่ ราบอกสอนอรยิ ทรัพย์ให้แม่
เพอ่ื ใหแ้ มม่ ที รพั ยอ์ นั ประเสรฐิ ตดิ ตวั ไปทกุ ภพทกุ ชาติ หนา้ ทขี่ องลกู เราทำ� ถงึ ทส่ี ดุ แลว้
แหงนหนา้ บอ่ ายฟา้ กม้ หนา้ บอ่ ายดนิ หนา้ ทอี่ ภชิ าตบตุ ร เราทาํ ไดส้ มบรู ณแ์ ลว้ ในชาตนิ ”้ี

47

ฝากตวั เป็นลกู ศษิ ย์องคท์ า่ นหลวงปมู่ ่นั ภูรทิ ตั โต

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๑ หลวงปขู่ าว อนาลโย กบั หลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร เดนิ ทาง
ไปกราบพระอุปัชฌาย์ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) ที่วัดโพธิสมภรณ์
อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์แจ้งเร่ืององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน
ใหห้ ลวงปขู่ าวกบั หลวงปหู่ ลยุ ทราบ ทา่ นเจา้ คณุ ธรรมเจดยี บ์ อกหลวงปมู่ น่ั นมิ นตท์ า่ น
ไปเปน็ พระอปุ ชั ฌายบ์ วชพระเณรทบี่ า้ นสามผง หลวงปมู่ น่ั กบั หลวงปสู่ งิ หต์ อนนกี้ าํ ลงั
รวบรวมพระเณรเพอื่ จะตง้ั กองทพั ธรรมกรรมฐานออกเผยแผธ่ รรมใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชน
ภาคอีสาน

หลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ขาวท่านไม่สะดวกที่จะติดตามท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์
พระอปุ ชั ฌาย์ ไปทบ่ี า้ นสามผง ทา่ นทงั้ สองกราบลาทา่ นเจา้ คณุ ธรรมเจดยี ์ กลบั มาวดั
ปา่ หนองววั ซอ นำ� เรอ่ื งนม้ี าเลา่ ใหห้ ลวงปชู่ อบฟงั หลวงปชู่ อบทา่ นมคี วามมงุ่ มน่ั ทอ่ี ยาก
จะไปฝากตวั เปน็ ลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ทา่ นจงึ ชวนหลวงปขู่ าวกบั หลวงปหู่ ลยุ
เดนิ ทางไปฝากตวั เป็นลูกศษิ ย์ขององคท์ ่านหลวงปู่มัน่ ทบี่ า้ นสามผงดว้ ยกนั

หลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ขาว ท่านเกรงว่าถ้าไปหาองค์ท่านหลวงปู่มั่นพร้อมกัน
หลายองคเ์ ชน่ น้ี เกรงทา่ นจะไมร่ บั กลวั ทา่ นจะไลห่ นี เพราะกติ ตศิ พั ทช์ อ่ื เสยี งในเรอ่ื งดุ
ลกู ศษิ ยน์ ี้ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ เปน็ ทขี่ น้ึ ชอื่ ลอื ชามาก เมอื่ หมคู่ ณะไมส่ ะดวกทจี่ ะไปกราบ
ฝากตัวเป็นลกู ศษิ ย์ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ ่นั พรอ้ มกัน หลวงปู่ชอบทา่ นบอกหมเู่ พื่อน
“ผมจะเขา้ ไปกราบทา่ นอาจารยม์ น่ั กอ่ นหมเู่ พอ่ื น ใหท้ า่ นขาว ทา่ นหลยุ ตามผมเขา้ ไป
ในภายหลงั ” หลวงปชู่ อบท่านจงึ อาสาเป็นกองหนา้ ให้หลวงปู่หลยุ หลวงปขู่ าว

ทา่ นเดนิ ทางจากบา้ นหนองบวั บาน ไปพกั ทวี่ ดั โพธสิ มภรณ์ อดุ รธานี เพอื่ สอบถาม
ข่าวคราวขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน และถนนทางท่ีจะไปบ้านสามผงกับท่านเจ้าคุณ
ธรรมเจดีย์ เมื่อทราบเสน้ ทางทีจ่ ะไปบ้านสามผงแล้ว หลวงปชู่ อบทา่ นกราบลาทา่ น
เจ้าคุณธรรมเจดีย์ เดินทางไปหาองค์ท่านหลวงปมู่ ั่นท่ีบา้ นสามผง ท่านเดนิ ทางจาก
อดุ รธานี มาทางอ�ำเภอบา้ นดุง บา้ นมว่ ง คําตากลา้ อาศยั ถามทางจากพระเณรบา้ ง

48

ชาวบ้านบ้าง ท่านบอกบางครงั้ เราก็หลงทางเพราะไมค่ ้นุ เคยกับเส้นทางแถวน้มี ากอ่ น
ผา่ นบ้านไหนถา้ มีวดั กข็ ออาศัยพักทว่ี ัดหมู่บ้านน้ันๆ ถ้าบ้านไหนไม่มีวดั กจ็ ะอาศัย
นอนพกั แรมค้างคนื อยูป่ า่ ใกลห้ ม่บู ้าน เพื่อสะดวกในการบิณฑบาต

ระหว่างเดนิ ทาง ทา่ นพบพระรูปหนงึ่ เพ่งิ ออกมาจากบ้านสามผง พระรปู น้บี อก
ทา่ นวา่ “ถา้ จะไปบา้ นสามผง ใหไ้ ปทางอาํ เภอบา้ นแพง เพราะทางนจ้ี ะลดั เขา้ เขตอาํ เภอ
ศรสี งครามไดส้ ะดวกกวา่ ” หลวงปชู่ อบทา่ นเดนิ ทางมาอาํ เภอบา้ นแพง เขา้ ไปพกั ทภ่ี ลู งั กา
ออกจากภลู งั กา ทา่ นเดนิ ทางไปบา้ นสามผง อาํ เภอศรสี งคราม ทา่ นบอก “เพยี งรวู้ า่ ตนเอง
เข้าเขตศรีสงคราม ใจเราเกิดอาการกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ย่ิงรู้ว่าเข้าไปใกล้
ท่านอาจารย์ม่ัน ความประหม่าความกลัวก่อตัวขึ้นมาในใจตนเองอย่างบอกไม่ถูก
กลวั อาจารยม์ น่ั ทา่ นจะไมร่ บั เปน็ ศษิ ยป์ ฏบิ ตั ใิ นสาํ นกั ของทา่ น เราวางชวี ติ บวชเราเอาไว้
ถ้าท่านอาจารยม์ น่ั ไม่รบั เป็นลูกศษิ ย์ เราจะกลับมาสึกท่อี ุดรธานี เราเอาชวี ิตบวชของ
ตนเองมาฝากเป็นฝากตายกับท่าน ชีวิตบวชของเราจะอยู่ได้ไปเป็นในพระศาสนา
ทกุ อยา่ งขึน้ อย่กู บั คําประกาศติ ของท่านอาจารยม์ น่ั เพียงผู้เดยี ว เรามนั่ ใจในพอ่ แม-่
ครูอาจารยม์ ่ัน ไมเ่ ปน็ อ่นื ”

หลวงปชู่ อบเดนิ ทางมาถงึ บา้ นสามผงเวลาบา่ ยแกๆ่ ทา่ นวา่ “พอมาถงึ บา้ นสามผง
เราหยุดอยู่ใกล้ทางเข้าเสนาสนะป่าสามผง เพื่อทําใจเวลาเข้าหาพ่อแม่ครูจารย์ม่ัน
ตอนเรามาสามผงครงั้ แรก สถานทแี่ หง่ นเ้ี งยี บสงบมากจนรสู้ กึ ใจวงั เวง นอกจากเสยี ง
นกกาหมแู่ มลงแลว้ เราไมไ่ ดย้ นิ เสยี งคนพดู คยุ กนั ทงั้ ๆ ทแ่ี หง่ นม้ี พี ระเณรอยหู่ ลายองค”์

หลวงป่ชู อบท่านเดินเข้าไปถงึ ศาลาบา้ นสามผง มพี ระรปู หน่ึงเดินเขา้ มาต้อนรบั
สอบถามความประสงคข์ องทา่ น ทา่ นถามพระรปู นว้ี า่ “พระอาจารยม์ น่ั ทา่ นพกั อยทู่ น่ี ี่
ไหมขอรบั ” พระรปู นต้ี อบทา่ นวา่ “อาจารยใ์ หญม่ นั่ ทา่ นพกั อยทู่ ส่ี มิ นำ�้ ขอรบั ” จากนน้ั
พระรูปนี้จะรับเอาบรขิ ารทา่ นเพ่ือแสดงถึงอาคันตุกวตั ร คือวตั รปฏิบตั ติ อ่ ผมู้ าเยอื น
หลวงปชู่ อบทา่ นไมใ่ หพ้ ระภกิ ษรุ ปู นถ้ี อื บรขิ ารให้ ทา่ นบอก “กระผมขอถอื บรขิ ารเขา้ ไป
หาทา่ นอาจารยม์ นั่ ดว้ ยตวั เอง” พระภกิ ษรุ ปู นจี้ งึ พาทา่ นเขา้ ไปทพ่ี กั สมิ นำ้� ขององคท์ า่ น
หลวงปู่มนั่

49

พอหลวงปู่ชอบท่านเล่าถึงตรงน้ี ผบู้ ันทกึ เกิดความสงสัยว่า พระองค์ทพ่ี าทา่ น
เข้าไปกราบองค์ท่านหลวงปู่ม่ันนั้นคือใคร เรียนถาม “พ่อแม่ครูอาจารย์จําได้ไหม
พระองค์ทีพ่ าเขา้ ไปหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ ั่นนนั้ ทา่ นมีชอื่ วา่ อะไร” หลวงปชู่ อบทา่ นบอก
“เราจาํ พระองค์นีไ้ ดบ้ ่เคยลืมทา่ น พระที่พาเราเขา้ ไปหาพ่อแมค่ รูอาจารย์มนั่ ตอนนัน้
เพ่นิ ช่ือครูบาเทสก์”

ถามหลวงปชู่ อบ “ครบู าเทสก”์ ทว่ี า่ น้ี ใชอ่ งคเ์ ดยี วกนั กบั หลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี
วดั หนิ หมากเปง้ หรอื ไม”่ ทา่ นวา่ “ครบู าเทสก์ กค็ อื ทา่ นอาจารยเ์ ทสก์ วดั หนิ หมากเปง้
น่ีแหละ อาจารย์เทสก์เพิ่นอยู่ปฏิบัติกับท่านอาจารย์ใหญ่ม่ันก่อนเรา เรากับเพ่ิน
พบกนั ครงั้ แรกทบี่ า้ นสามผง เรากบั ทา่ นอาจารยเ์ ทสกม์ กั คนุ้ กนั มาตงั้ แตอ่ ยบู่ า้ นสามผง”
พอหลวงปชู่ อบท่านอธิบายความใหฟ้ ัง ผบู้ ันทึกจงึ กระจา่ งในช่ือของ “ครูบาเทสก”์
กค็ ือ พระคณุ เจา้ หลวงปู่เทสก์ เทสรงั สี วัดหนิ หมากเปง้ อําเภอศรเี ชยี งใหม่ จังหวัด
หนองคาย นเี่ อง

ฟ้าผา่ แลง้

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม พอเขา้ มาถงึ ทพี่ กั ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต ทา่ นวาง
บรขิ ารลงเพอ่ื จะหม่ ผา้ จวี รเขา้ ไปกราบองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทา่ นยงั ไมท่ นั หม่ จวี ร องคท์ า่ น
หลวงปมู่ นั กต็ วาดใสโ่ ดยไมม่ เี คา้ ลางบอกเหตุ ไมต่ า่ งอะไรกบั ฝนตกโดยทไี่ มม่ เี มฆเคา้
ครมึ้ ฟา้ ทา่ นงนุ งงตกใจทจ่ี ๆู่ โดนองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ วา่ ให้ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ไลท่ า่ น
ใหอ้ อกไปจากเสนาสนะปา่ สามผง ทา่ นงงวา่ ตนเองทาํ อะไรผดิ มา องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
ถงึ ไมต่ อ้ นรบั หน�ำซ้�ำยงั ขบั ไล่ไสสง่ ให้ออกไปจากสํานักของท่านทนั ที

หลวงปชู่ อบ “เราจาํ บเ่ คยลมื คาํ ทอ่ี าจารยใ์ หญท่ า่ นวา่ ให้ ทา่ นวา่ “ไปเดยี๋ วนี้ พระผบี า้
มาทาํ อะไรอยู่นี่ ครบู าอาจารยบ์ ม่ หี รอื ไงถึงไดม้ าหาเราถงึ สามผง พระเคาขาดแบบน้ี
เราบร่ บั เอาไวเ้ ปน็ ลกู ศษิ ยด์ อก ไปเดยี๋ วน้ี อยา่ มาอยกู่ บั เรา มาทางไหนกใ็ หก้ ลบั ไปทางนนั้
บ่ตอ้ งเข้ามากราบไอ้เฒ่าอยา่ งเราดอก ไปเดี๋ยวน่ี ไป๊”

50

ตอนนน้ั เราประหมา่ กลวั ทา่ นอาจารยม์ น่ั มาก จนพดู อะไรบอ่ อก บอกอะไรบถ่ กู
มนั สนั่ เบดิ่ ทง้ั ตวั ทง้ั หวั ใจ เสยี งอาจารยม์ นั่ เพน่ิ มอี าํ นาจมาก เสยี งเพนิ่ ดงั กงั วานชดั ถอ้ ย
ชดั คาํ เราไมร่ วู้ า่ ตนเองทาํ ผดิ อะไรถงึ ไดถ้ กู ทา่ นขบั ไลไ่ สสง่ ตอนนน้ั เราบต่ า่ งอะไรกบั
ถกู ฟา้ ผา่ แลง้ ลงกลางใจ เราบร่ จู้ ะทาํ อยา่ งไร ไดแ้ ตก่ ม้ ลงกราบครบู าอาจารย์ อยากเหน็
หนา้ เพน่ิ ใกลๆ้ พอสบตาอาจารยใ์ หญ่ เราสะดงุ้ ตกใจ มนั เกดิ อาการกลวั เพนิ่ ขน้ึ มาอยา่ ง
จบั จติ จับใจ”

หลวงปู่ชอบบอกแววตาขององค์ท่านหลวงปู่ม่ันในตอนน้ัน ไม่ต่างอะไรกับ
แววตาเสอื จอ้ งเหยอื่ ใหจ้ งั งงั แตกตา่ งกนั ทแี่ ววตาเสอื เปน็ แววตาเพชฌฆาตนกั ฆา่ แววตา
ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั นน้ั ซอ่ นความเมตตาเอาไวล้ กึ ๆ จนทา่ นสามารถสมั ผสั ไดด้ ว้ ย
จิตตนเองในตอนนั้น เมื่อองค์ท่านหลวงปู่มั่นขับไล่ไสส่งไม่ให้อยู่ร่วมสํานักแล้ว
หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ กราบลาองคท์ า่ นออกจากเสนาสนะปา่ บา้ นสามผง เดนิ ทางมาพกั อยู่
ชายปา่ แห่งหนง่ึ ซ่ึงอยู่ไมไ่ กลจากแม่น้ำ� สงครามมากเทา่ ไรนัก ท่านบอกสถานท่แี ห่งน้ี
จะอยู่หา่ งจากบ้านสามผงประมาณส่ีห้ากโิ ลเมตร

ระหว่างพักอยู่ท่ีชายป่าใกล้กับแม่น้�ำสงคราม ท่านรําพึงถึงวาสนาของตนเอง
ทา่ นรสู้ กึ นอ้ ยใจในวาสนา อตุ สา่ หเ์ ดนิ ทางคา้ งแรมในปา่ ในเขามาหลายคนื ดว้ ยใจมงุ่ มน่ั
ที่จะมาฝากฝังชีวิตบวชของตนเองเพื่อให้ท่านพระอาจารย์ม่ันอบรมบ่มนิสัยชี้แนะ
แนวทางในการปฏบิ ตั ิให้ กลบั มาถกู ทา่ นดดุ ่าไลห่ นีไมใ่ หอ้ ยรู่ ว่ มสำ� นัก “พอเรานึกถึง
เรอื่ งนี้ขึ้นมา นำ�้ ตาเราเอ่อออกมาต้ังแต่เมอ่ื ไหร่ไม่รู้ บอกกับเจ้าของว่า เมอ่ื อยปู่ ฏิบตั ิ
รว่ มส�ำนกั กบั ทา่ นอาจารยม์ น่ั ไมไ่ ดแ้ ลว้ จะขอทาํ ความเพยี รอยใู่ กลก้ บั ทา่ นเพยี งแคช่ วั่
ขา้ มคนื เราก็พอใจแล้ว”

พอตงั้ หลกั ตง้ั ใจของตนเองได้ ทา่ นกท็ าํ ความเพยี รเดนิ จงกรมภาวนานอ้ มถวาย
บชู าองค์ท่านหลวงปู่ม่นั ภูริทัตโต จนเลยเทย่ี งคนื จึงพักผ่อน

51

องคท์ า่ นหลวงปูม่ นั่ ใหพ้ ระเณรมาตาม

เชา้ วันรงุ่ ข้ึน หลวงปู่ชอบออกไปบิณฑบาตกบั ชาวบ้านที่เขาทําไร่อยู่ใกลบ้ ริเวณ
ปา่ ท่ที ่านพัก หลงั จากฉนั ภตั ตาหารเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแล้ว ทา่ นจดั เตรยี มบรขิ ารเพือ่ ทีจ่ ะ
เดินทางกลบั มาบ้านหนองบวั บาน ขณะกาํ ลงั จดั บาตรบรขิ ารอยนู่ ้ัน ทา่ นได้ยินเสยี ง
คนร้องเรยี กวา่ “ครูบาๆ พกั อยู่ทีน่ หี่ รอื ไม่”

พอเห็นหน้าค่าตากันแล้ว ท่านจําได้ว่าเป็นพระครูบาองค์ท่ีพาท่านเข้าไปกราบ
ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ เมอื่ วนั วาน พระทมี่ าตามบอกทา่ นวา่ “พระอาจารยใ์ หญใ่ หผ้ มรบี มา
ตามครูบากลับไปพบองค์ท่านเด๋ียวนี้ อาจารย์ใหญ่บอกผมกับเณรให้มาหาครูบาที่
ปา่ แกง่ สงคราม ดีที่ผมกบั เณรมาพบท่านอยู่ท่นี ี่ ถา้ ไมพ่ บทา่ นอย่ทู นี่ ี่ ผมกไ็ มร่ ้จู ะไป
ตามหาครบู าไดท้ ่ไี หน อาจารยใ์ หญท่ า่ นสงั่ กําชบั ผมมาตอ้ งตามหาครูบาจนพบ และ
ให้พาครูบากลบั ไปหาองคท์ า่ นให้ได้”

หลวงปชู่ อบพอทา่ นไดย้ นิ วา่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ สง่ั ใหไ้ ปพบ ทา่ นถงึ กบั อศั จรรยใ์ จ
ในความรู้ขององค์ท่านหลวงปู่ม่ันเป็นอย่างมาก ท่านจึงรีบจัดบริขารของตนเองเพื่อ
ที่จะเดินทางไปพบองค์ท่านหลวงปู่มั่นท่ีบ้านสามผง ระหว่างเดินทางมาบ้านสามผง
ทา่ นถามชอื่ พระเณรทไี่ ปตามทา่ นมาพบองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ทา่ นถาม “ขอโอกาส ครบู า
ชื่อว่าอหี ยงั บวชได้จั๊กพรรษาแล้วข้านอ้ ย”

ครบู ารปู นตี้ อบทา่ นวา่ “กระผมชอื่ เทสก์ บวชได้ ๖ พรรษาแลว้ ขอรบั ” ครบู าเทสก์
ถามทา่ นว่า “ครูบาชอ่ื วา่ อีหยงั บวชไดจ้ กั พรรษาแลว้ ขอรบั ” ท่านตอบครบู าเทสก์วา่
“ขา้ นอ้ ยชอ่ื ชอบ บวชได้ ๔ พรรษาแลว้ ขอรบั ” ทา่ นถามสามเณรทมี่ ากบั ครบู าเทสกว์ า่
ช่อื อะไร สามเณรรูปนี้ตอบทา่ นว่า “ข้านอ้ ยช่ือสมิ ขอรบั ”

ครบู าเทสก์ และ สามเณรสมิ ทไ่ี ปตามครบู าชอบใหก้ ลบั มาหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่
ทบ่ี า้ นสามผงในครงั้ นนั้ ตอ่ มาทา่ นทง้ั สองไดเ้ ปน็ พอ่ แมค่ รบู าอาจารยว์ งกรรมฐานของ
เมอื งไทย “ครบู าเทสก”์ ตอ่ มาทา่ นคอื พระคณุ เจา้ หลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี วดั หนิ หมากเปง้

52

ต�ำบลพระพทุ ธบาท อ�ำเภอศรเี ชยี งใหม่ จังหวัดหนองคาย “สามเณรสิม วงษ์เขม็ มา”
ตอ่ มาทา่ นคอื พระคณุ เจา้ หลวงปสู่ มิ พทุ ธาจาโร วดั ถำ้� ผาปลอ่ ง ตำ� บลบา้ นถำ�้ อำ� เภอ
เชียงดาว จังหวดั เชียงใหม่

ต่างจากวันวาน

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นกลบั มาพบองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต ทบ่ี า้ นสามผง
อีกครั้ง หลังจากเมื่อวานท่านถูกองค์ท่านหลวงปู่ม่ันฟ้าผ่าแล้งไล่ออกจากเสนาสนะ
ป่าบ้านสามผง

การพบกันคร้ังนี้ เบ้ืองต้นท่านก็ไม่รู้ว่าจะโดนองค์ท่านหลวงปู่ม่ันดุด่าว่าอะไร
ใหอ้ กี ทา่ นนกึ วติ กในใจของตนเอง ถา้ อาจารยม์ นั่ ดเุ ราอกี ครง้ั เราคงจะเสยี สตเิ ปน็ บา้
ไดท้ นั ที ความคดิ ของเราตอนนนั้ สบั สนคาดเดาอะไรไมถ่ กู เลย แตพ่ อมาพบองคท์ า่ น
หลวงปมู่ น่ั ครง้ั นี้ ทา่ นนกึ แปลกใจ หลวงปมู่ นั่ ทา่ นใหพ้ ระเณรปสู าดลาดเสอ่ื วางกระโถน
ไมไ้ ผ่ กานำ�้ ไวอ้ ยา่ งเรยี บรอ้ ยเพอ่ื ตอ้ นรบั อาคนั ตกุ ะ องคท์ า่ นครองจวี รนงั่ อยใู่ นสมิ นำ้�
เมื่อเห็นหลวงปู่ชอบเข้ามาหา องคท์ ่านย้ิมให้เปน็ เชงิ แสดงออกถึงการตอ้ นรบั

หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ “รอยยมิ้ แววตาของพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ ทแี่ สดงใหเ้ หน็ วนั นนั้
เราประทับใจไม่เคยลืมจากความทรงจ�ำเลย” ท่านพูดเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้เพ่ิง
เกดิ ขน้ึ เมอ่ื วนั วาน หลวงปชู่ อบทา่ นยมิ้ “เปดิ โลก” ออกมาใหเ้ หน็ จนผบู้ นั ทกึ นกึ คดิ เอาวา่
รอยยม้ิ และแววตาขององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ในวนั นนั้ คงไมต่ า่ งอะไรกบั รอยยมิ้ แววตา
ท่พี อ่ แม่ครูอาจารย์ชอบทา่ นแสดงออกใหล้ กู ศิษย์เห็นในวนั นี้

หลวงปชู่ อบเขา้ ไปในทพี่ กั ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทา่ นคกุ เขา่ พนมมอื กลา่ วคำ�
ขอโอกาสเพอ่ื จะแสดงความเคารพกราบไหวค้ รบู าอาจารย์ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั พนมมอื
รบั การกราบคารวะจากทา่ น ทา่ นสงั เกตกริ ยิ าขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั วนั นี้ ชา่ งแตกตา่ ง
จากวนั วานมาก เมอ่ื วานจะขอกราบ กลบั ถกู องคท์ า่ นดดุ า่ ไลห่ นอี อกจากเสนาสนะปา่
บา้ นสามผง วันน้ที ่านกลับแสดงกิรยิ าต่างจากวนั วานอย่างสิ้นเชิง

53

หลงั กราบองคท์ ่านหลวงป่มู น่ั แลว้ หลวงปู่ชอบท่านน่งั ในทีจ่ ัดไว้ให้ องคท์ ่าน
หลวงป่มู ั่นถาม “ช่อื ว่าอะไร” ท่านวา่ “กระผมชอื่ ชอบขอรับ”

หลวงปู่ม่ันถามท่าน “เป็นลูกศิษย์ของใคร” ท่านตอบ “กระผมเป็นลูกศิษย์
พระอาจารยพ์ าขอรบั ”

หลวงปมู่ ัน่ ว่า “ทา่ นพาเป็นลูกศษิ ยเ์ คยปฏบิ ตั อิ ย่กู ับเรา”

หลวงปมู่ น่ั ถาม “บวชนานหรอื ยงั ” หลวงปชู่ อบบอก “กระผมบวชได้ ๔ พรรษา
แล้วขอรบั ”

ทา่ นวา่ หลงั จากทา่ นอาจารยใ์ หญม่ นั่ ถามคาํ ถามน้ี องคท์ า่ นกน็ งิ่ หลบั ตาเหมอื น
พิจารณาอะไรในตัวของเรา ตอนหลวงปู่มั่นพิจารณาอยู่นั้น ทา่ นบอกใจเราประหมา่
ต่นื เต้น เราจงึ คุมสติตนเองโดยการกําหนดจิตรอฟังองคท์ ่านจะกล่าวอะไร

องคท์ ่านหลวงปมู่ ่นั ถาม “ทา่ นชอบมาหาเราที่น่ีด้วยประสงคอ์ นั ใด”

ทา่ นตอบองคท์ า่ นหลวงปู่มัน่ ว่า “กระผมมาทีน่ เ่ี พื่อจะมาขอฝากตวั เป็นศษิ ย์ให้
ครบู าอาจารยช์ แ้ี นะแนวทางการปฏบิ ตั ขิ องกระผมใหถ้ กู ตอ้ งขอรบั ” องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่
พจิ ารณา ระหวา่ งหลวงปมู่ น่ั พจิ ารณาอยนู่ นั้ ทา่ นบอกเปน็ ชว่ งทเี่ ราอดึ อดั ใจ เกรงทา่ นจะ
ไมร่ ับเราเปน็ ศษิ ย์

องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั พดู กบั ทา่ นวา่ “พอบอกสอนกนั ไดอ้ ยู่ เดย๋ี วเราจะใหพ้ ระเณร
พาท่านไปหาทพ่ี กั ”

พอไดย้ ินองคท์ ่านหลวงปมู่ นั่ กล่าวเชน่ น้ี ท่านบอกใจเราเบาหววิ ขึน้ ทันที เกดิ
ปีตใิ นใจจนบอกไมถ่ กู จากน้นั ทา่ นขอโอกาสกราบองค์ทา่ นหลวงปู่ม่นั เพื่อขอนสิ ัย
กับองค์ทา่ นในฐานะ “ศิษยก์ ับอาจารย์”

หมายเหตุ ค�ำวา่ “ขอนสิ ยั ” คือ การขอรับการอบรมสัง่ สอนจากผ้ทู ี่ตนเองขอ
ถอื นิสยั ในการปฏิบตั ิ การขอนิสัยนน้ั จะขอกบั ๑. อปุ ชั ฌาย์ ๒. ครูบาอาจารย์

54

โอวาทธรรมครงั้ แรกทอี่ งค์ทา่ นหลวงปู่มัน่ สั่งสอน

หลงั จากหลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นขอนสิ ยั กบั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต แลว้
องคท์ ่านหลวงปมู่ ั่นได้ให้โอวาทธรรมคร้งั แรกกบั ทา่ นว่า

“ทา่ นชอบเคยปฏบิ ัติมาเช่นไรกใ็ ห้ปฏิบัติไปตามน้ัน อยา่ หยุด แปดหมน่ื สพ่ี ัน
พระธรรมขนั ธท์ พ่ี ระพทุ ธเจา้ ทา่ นทรงแสดงไวน้ นั้ ทกุ อยา่ งมนั รวมลงมาอยทู่ ใ่ี จของเรา
ทง้ั หมดนแี่ หละ ถา้ ทา่ นอยากจะรเู้ หน็ ธรรม กใ็ หท้ า่ นคน้ หาเอาทใี่ จของตนเอง หากการ
ปฏบิ ตั ขิ องทา่ นขดั ขอ้ งมปี ญั หาอะไร กใ็ หม้ าถามเราไดท้ กุ เมอื่ อา้ ยเฒา่ ผนู้ จ้ี ะเปน็ ผตู้ อบ
ขอ้ สงสัยในการปฏบิ ตั ใิ หก้ ับท่านเอง”

ถึงจะเป็นโอวาทธรรมส้ันๆ ท่ีองค์ท่านหลวงปู่มั่นเมตตาแสดงให้ฟังในวันน้ัน
เป็นโอวาทธรรมท่ีหลวงปู่ชอบท่านประทับใจมาก เพราะน้ีคือโอวาทธรรมคร้ังแรกท่ี
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ แสดงใหท้ า่ นฟงั ในฐานะ “ศษิ ยก์ บั อาจารย”์ หลงั จากหลวงปมู่ น่ั ให้
โอวาทธรรมจบแลว้ ทา่ นให้ “ครบู าเทสก”์ กบั “สามเณรสมิ ” พาทา่ นไปทพี่ กั ทา่ นบอก
“ท่ีพกั ของเราเป็นนงั่ รา้ น พน้ื ปฟู ากไมไ้ ผ่มุงหญา้ คา ท่ีพกั ของเราจะอยใู่ ต้ต้นตะโกนา
หา่ งจากทีพ่ กั สมิ น�้ำทา่ นอาจารย์ใหญ่ม่ันประมาณ ๑๐๐ เมตร”

อนง่ึ เดอื นมนี าคม ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๓๕ หลวงปชู่ อบทา่ นพาผบู้ นั ทกึ กบั ครบู า
จำ� เนยี ร สามเณรบงิ่ ไปบา้ นสามผง หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ สภาพวดั ปา่ บา้ นสามผงเปลยี่ น
ไปจากเดิมมาก จนไมเ่ หลือสภาพเก่าเคา้ เดิมสมยั ทท่ี า่ นเคยมาพักปฏบิ ัติกบั องค์ทา่ น
หลวงปูม่ ัน่ หลวงปชู่ อบท่านถามหาต้นตะโกนาที่ท่านเคยอาศยั ร่มเงา พระเณรในวัด
ตอบทา่ นไมไ่ ด้ เพราะแตล่ ะองคไ์ มม่ ใี ครเกดิ ทนั สมยั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั มาพกั ภาวนา
ท่ีบา้ นสามผง

หลวงปชู่ อบทา่ นนงั่ นงิ่ อยบู่ นรถเขน็ ไมพ่ ดู จากบั ใครประมาณสามนาที จากนน้ั
องคท์ า่ นไดช้ ม้ี อื ไปทางศาลาวดั สามผง ทา่ นบอกวา่ “ทพ่ี กั เกา่ ของเราอยหู่ า่ งจากศาลาน้ี
ประมาณสบิ เมตร ทต่ี รงนค้ี อื สถานทต่ี อนเรามาพกั อยบู่ า้ นสามผงกบั ทา่ นอาจารยม์ น่ั ”

55

ผบู้ นั ทกึ เขน็ รถพาหลวงปชู่ อบไปดสู ถานที่ พอถงึ จดุ ทท่ี า่ นเคยพกั ทา่ นชม้ี อื ลงพน้ื ดนิ
ตรงน้ันแลว้ บอกว่า “ทตี่ รงนคี้ ือท่ีพกั เก่าของเรา” ผู้บันทกึ หยดุ รถเขน็ อยนู่ ี่ระยะหนึ่ง
วนั น้นั อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดแรงมาก ผ้บู ันทึกจึงพาหลวงปูช่ อบเข้าไปพักผอ่ น
ภายในอโุ บสถวดั บา้ นสามผง เพอ่ื ความสะดวกใหพ้ ระเณรวดั สามผงไดก้ ราบไหวส้ นทนา
กบั องคท์ า่ น

พอพูดถึงอุโบสถวดั บา้ นสามผงแลว้ ผู้บนั ทึกแปลกใจในศลิ ปะของการสรา้ ง
อุโบสถวดั สามผง เป็นศิลปะทแ่ี ปลกตา ตนเองไมเ่ คยเหน็ ศิลปะในการสร้างอุโบสถ
แบบน้ีในทีใ่ ดมาก่อน ถามเจ้าอาวาสองคป์ ัจจุบัน ทา่ นบอก “อโุ บสถหลังนีเ้ ปน็ ศิลปะ
อสี านผสมศลิ ปะเวยี ดนาม อโุ บสถหลงั นสี้ รา้ งขนึ้ โดยศรทั ธาชา่ งชาวเวยี ดนามจงั หวดั
นครพนม อุโบสถหลังน้ีสรา้ งข้นึ ในสมัยหลวงปู่วัง ฐติ ิสาโร เปน็ เจา้ อาวาส ปัจจบุ ัน
องคท์ ่านมรณภาพไปนานหลายปีแลว้ ”

หลวงปู่ชอบท่านถามพระวดั สามผงวา่ “สมิ น�้ำ” ทีอ่ าจารย์ใหญ่ม่ันทา่ นเคยพัก
ยงั อยหู่ รอื ไม”่ พระตอบทา่ นวา่ “สมิ นำ�้ ตอนนเ้ี หลอื แตต่ น้ เสา เนอ่ื งจากถกู นำ�้ แกง่ สงคราม
หลากข้นึ มาท่วมทุกปี จึงท�ำให้สมิ นำ้� หลงั นที้ รดุ โทรมผุพัง” หลวงปชู่ อบทา่ นอยากดู
สมิ นำ�้ เกา่ ทอี่ งคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ เคยพกั ภาวนา เจา้ อาวาสวดั สามผง จงึ พาทา่ นออกมาดู
สมิ น�ำ้ เก่า ซงึ่ อยตู่ รงข้ามกันกับประตูทางเขา้ วดั สามผงในปจั จุบนั

หลวงปู่ชอบท่านดูสิมน�้ำเก่า ซ่ึงอดีตสถานที่แห่งน้ีเคยเป็นที่พักขององค์ท่าน
หลวงปมู่ น่ั เปน็ สถานทค่ี รงั้ แรกทที่ า่ นไดก้ ราบฝากตวั เปน็ ลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นหลวงปู่
มั่น และเป็นสถานที่แห่งแรกท่ที ่านไดฟ้ งั ธรรมโอวาทจากองค์ท่านหลวงปูม่ ั่น ผเู้ ปน็
พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ ระหวา่ งมองดสู มิ นำ�้ เกา่ ทพี่ กั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ หลวงปชู่ อบทา่ น
จะนง่ิ ไมพ่ ดู ไมจ่ า จนผบู้ นั ทกึ กบั ใครกไ็ มก่ ลา้ ทจ่ี ะสอบถามอะไรจากองคท์ า่ นในเวลานน้ั

หลงั นงั่ มองตน้ เสาสมิ นำ้� เปน็ เวลานาน หลวงปชู่ อบทา่ นถามผบู้ นั ทกึ ถงึ บอ่ นำ�้ เกา่
ใกลส้ มิ น�้ำท่อี งค์ท่านหลวงปูม่ ัน่ เคยใชส้ รงนำ้� ตนเองไมใ่ ช่คนพนื้ ท่ี จึงไมท่ ราบเรอ่ื ง
บอ่ นำ�้ แหง่ น้ี ผบู้ นั ทกึ ถามเจา้ อาวาสวดั สามผงวา่ “ทนี่ มี่ บี อ่ นำ้� เกา่ ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั

56

หรอื ไม”่ ทา่ นเจา้ อาวาสวดั สามผงชใี้ หด้ บู อ่ นำ�้ เกา่ ซงึ่ อยหู่ า่ งจากสมิ นำ้� ประมาณยสี่ บิ เมตร
บอ่ นำ้� เกา่ บอ่ นถี้ กู ตน้ หญา้ ปกคลมุ ไปหมด หากไมส่ งั เกตดดู ๆี กจ็ ะไมร่ วู้ า่ เปน็ บอ่ นำ�้ เกา่

หลวงปู่ชอบท่านใช้เวลาอยู่วัดบ้านสามผงประมาณช่ัวโมงคร่ึง จึงลาพระเณร
วัดบา้ นสามผง เดนิ ทางมาดสู ถานที่อีกแหง่ หนึง่ ซงึ่ อยไู่ ม่ไกลกนั นกั กบั แม่น้�ำสงคราม
ที่ตรงน้ีคือสถานท่ีท่านเข้ามาพักตอนถูกองค์ท่านหลวงปู่มั่นไล่ออกจากเสนาสนะ
บ้านสามผง ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คือ วัดป่าศรีวิชัย มีท่านพระครูอดุลธรรมภาร
(หลวงพอ่ คาํ พนั ธ์ จนั ทปู โม) เปน็ เจา้ อาวาส และเปน็ เจา้ คณะอาํ เภอบา้ นแพง-ศรสี งคราม
ฝ่ายธรรมยุต วดั ปา่ ศรีวิชยั แหง่ นีจ้ ะอยู่ห่างจากวดั บ้านสามผงประมาณ ๔ กิโลเมตร

องค์ทา่ นหลวงปชู่ อบสนทนากับท่านพระครอู ดลุ ธรรมภาร ประมาณ ๓๐ นาที
องคท์ า่ นบอกให้ผ้บู ันทกึ จดชอ่ื ฉายา พรรษา ของทา่ นพระครูอดลุ ธรรมภารเอาไว้
องคท์ า่ นจะใหผ้ บู้ นั ทกึ สง่ ฎกี ามานมิ นตพ์ ระครอู ดลุ ธรรมภารไปรว่ มงานมทุ ติ าจติ ของ
องคท์ า่ น จากนน้ั หลวงปชู่ อบลาทา่ นพระครอู ดลุ ธรรมภาร และพระเณรวดั ปา่ ศรวี ชิ ยั
เดินทางมาพกั ที่วดั ถำ้� ยาภลู ังกา อาํ เภอบ้านแพง จงั หวัดนครพนม เพื่อโปรดลูกศษิ ย์
ชาวอำ� เภอบา้ นแพง

ครบู าชอบตายแล้ว

ปพี ุทธศักราช ๒๔๗๒ พรรษาที่ ๕ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม ทา่ นจ�ำพรรษากับ
พระคณุ เจา้ หลวงปบู่ ญุ ปญั ญาวโุ ธ ที่ วดั ปา่ หนองววั ซอ (วดั ปา่ บญุ ญานสุ รณ)์ ตาํ บล
หนองวัวซอ อําเภอหนองวัวซอ จังหวดั อุดรธานี ท่านบอกในปนี มี้ ีพระเณรจําพรรษา
ดว้ ยกนั ท้ังหมด ๘ รปู พระภิกษุ ๖ รปู สามเณร ๒ รปู เพอื่ นสหธรรมิกท่ีจาํ พรรษา
รว่ มกันกบั ทา่ นในปนี ้ีมีหลวงปู่หลยุ จันทสาโร หลวงปขู่ าว อนาลโย

ในพรรษาน้ี ทา่ นบอกเราเกอื บตายเพราะตน้ ไมโ้ คน่ ทบั กฏุ ิ จนทพี่ กั ของเราพงั ยบั
ไปหมดท้ังหลงั องคท์ ่านหลวงปู่ชอบเล่าเร่ืองน้ีให้พระเณรลกู หลานฟงั ว่า

57

“กอ่ นตน้ ยางใหญส่ ลิ ม้ ทบั กฏุ เิ ฮานน้ั ฝนตกหลายวนั กลางคนื กะตก กลางวนั กะตก
จนนำ้� หว้ ยหลวงนองทว่ มนาไทบา้ น เฮานอนพกั ในกฏุ ิ กาํ ลงั หลบั พอเคลมิ้ ๆ ไดย้ นิ เสยี ง
แมช่ ปี าเอนิ้ เรยี ก “ครบู าๆ ตนื่ เรว็ พระนางมทั รเี พน่ิ มาถวายผา้ อาบนำ�้ ฝน ตอนนเี้ พน่ิ รอ
อย่ศู าลาฯ ครบู าตนื่ เรว็ พระนางมัทรีเพ่นิ สิกลับแล้ว”

เฮางัวเงียต่ืนขึ้นมาแบบผีบ้าฟางนอน บ่ฮู้ตัวเองว่าเดินออกจากกุฏิเม่ือไหร่
เดินออกมาแบบคนนอนละเมอฮู้ตัวบ้างบ่ฮู้ตัวบ้าง มารู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียง
ตน้ ยางลม้ ทบั กฏุ ดิ งั โครม เสยี งไมล้ ม้ ทบั กฏุ ดิ งั กอ้ งทปี กอ้ งแดน จนเฮาสะดงุ้ หนั ไปเบงิ่
ทางกฏุ ิ เหน็ กฏุ พิ งั ตอ่ หนา้ ตอ่ ตา เฮาขนลกุ ซคู่ ดิ ในใจ โฮ้ ถา้ ยงั อยใู่ นกฏุ ิ ปา่ นนถี้ กู ตน้ ไม้
ล้มทบั ตายไปแลว้ ขนาดกุฏยิ งั พงั ปานนี้ แลว้ ตัวเฮาจะเหลือแค่ไหน

ขณะนน้ั ฉกุ คดิ ขึ้นมาวา่ กอ่ นเฮาออกจากกฏุ ิ ได้ยินเสียงโยมแม่เรยี กใหไ้ ปหา
พระนางมทั รที ศ่ี าลาฯ ตอนออกมาจากกฏุ ิ ยงั เหน็ โยมแมช่ ปี าเดนิ นาํ หนา้ ตวั เองอยหู่ ลดั ๆ
เฮาสงสยั เรอื่ งน้ี รบี ไปศาลาฯ เพอื่ จะดวู า่ พระนางมทั รมี าแทบ้ ่ บเ่ หน็ อหี ยงั เลย มแี ตศ่ าลาฯ
เปลา่ แปลน อยา่ ว่าแต่พระนางมทั รีเลย ผสี กั ตวั เฝา้ ศาลาฯ กะบเ่ หน็

เฮาเลยกลบั มาเบงิ่ กฏุ เิ หน็ กฏุ พิ งั แลว้ ยอ้ นคดิ ไปวา่ ถา้ เฮายงั นอนอยใู่ นกฏุ ติ อน
ตน้ ไมล้ ม้ ทบั ปา่ นนกี้ ไู ดเ้ ปน็ มะลางครบู าชอบไปแลว้ (มะลาง คอื คนทต่ี ายไปแลว้ ) คน้ หา
บรขิ ารเบง่ิ วา่ มอี หี ยงั พอเหลอื ใชไ้ ดบ้ า้ ง กลด บาตร พงั เบดิ่ จนไดเ้ ปลยี่ นใหม่ บรขิ าร
สว่ นมากได้เปลี่ยนใหมเ่ กอื บหมด มันใชบ้ ไ่ ด้

กาํ ลงั คน้ หาของอยู่ ครบู าหลยุ ไดย้ นิ เสยี งไมล้ ม้ เลยออกมาเบงิ่ ทา่ นหลยุ เหน็ ตน้ ไม้
ลม้ ทบั กฏุ พิ งั เพนิ่ บเ่ หน็ เฮา ทา่ นหลยุ เขา้ ใจวา่ เฮาถกู ตน้ ไมท้ บั ตายอยใู่ นกฏุ ิ ครบู าหลยุ
ฮอ้ งเอน้ิ พระเณรใหพ้ ากนั มาชว่ ยเฮา ทา่ นหลยุ ฮอ้ งเสยี งหลงเสยี งหลอดลนั่ วดั เฮาแอบ
ในซากกุฏิ นึกข�ำทา่ นหลยุ กลนั้ เสียงหัวเราะเอาไว้

ทา่ นหลยุ วา่ “ครบู าชอบตายแลว้ ๆ หมคู่ ณะเอย้ มาเบงิ่ ครบู าชอบเรว็ ๆ ครบู าชอบ
ถูกต้นไม้ทับตายแล้ว โอ้ยหนอ ครูบาชอบเอ้ย คือสิมาตายไวตายวาแต่หนุ่มแต่
น้อยแท”้ ท่านหลุยพอเห็นเฮาหลบอยใู่ นซากกฏุ ิ ฮอ้ งเสียงดังใส่เฮาเลย “โอ๊ย คึดว่า

58

ตายดบั แนวครบู าชอบแลว้ บไ่ ดย้ นิ คนเอน่ิ หาบอ้ มานงั่ หลบนงั่ ลบี้ ป่ ากบจ่ าอหี ยงั อยนู่ ่ี
สิตายแล้วซั่นบ้อจ่ังบต่ อบ” (จะตายแล้วหรือถึงไม่ตอบ)

หลวงปู่ชอบท่านแสดงท่าทางน้�ำเสียงตอนหลวงปู่หลุยตะโกนใส่ท่าน พ่อแม่-
ครอู าจารยเ์ ลา่ ไปหวั เราะไป พระเณรพากนั หวั เราะเมอ่ื ฟงั องคท์ า่ นเลา่ นกึ ถงึ ความรสู้ กึ
ของหลวงปู่หลุยตอนน้ัน ท่านจริงจังกับเหตุการณ์มาก องค์ท่านเป็นห่วงในชีวิต
ความปลอดภัยของหลวงปู่ชอบ ท่านคิดว่าหลวงปู่ชอบคงถูกต้นไม้ทับตายไปแล้ว
จึงร้องเรียกหมคู่ ณะพระเณรใหพ้ ากนั ออกมาชว่ ยดหู ลวงปู่ชอบ

แต่ตอนนั้นหลวงปู่ชอบท่านนึกสนุกอยากหยอกล้อหลวงปู่หลุยในเวลาที่
คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่หลุยท่านว่าหลวงปู่ชอบ
หลวงปชู่ อบบอกวา่ “เราเขา้ ใจความรสู้ กึ ของอาจารยห์ ลยุ จงึ ไมข่ นุ่ เคอื งโตต้ อบหมเู่ พอ่ื น
ให้เสียน้�ำใจ ตอนนน้ั อาจารยห์ ลยุ เสยี ใจคิดว่าเราถกู ต้นไมท้ บั ตายไปแลว้ เราเองผดิ
ท่ีหยอกหมู่เพื่อนผิดเวลา เหตกุ ารณฝ์ นั ดิบเหน็ โยมแม่ชปี า แกว้ สวุ รรณ มาเรียกให้
เราออกจากกุฏิไปรับถวายผ้าอาบน้�ำฝนจากพระนางมัทรีน้ัน วันน้ันโยมแม่ชีปา
พกั อย่ใู นกุฏิ ไม่ได้ไปเรยี กให้เราออกมาหาพระนางมทั รีเลย เทพเทวดาทรี่ กั ษาวดั ปา่
หนองวัวซอ จําแลงเป็นโยมแม่มาเรียกให้ออกจากกุฏิเพ่ือช่วยชีวิตเราเอาไว้ ถ้าเรา
ไมม่ บี ญุ บวชบญุ ทจ่ี ะรเู้ หน็ ธรรมในชาตนิ แ้ี ลว้ ปา่ นนเี้ ราตายดบั แนวครบู าชอบไปตง้ั แต่
ตอนต้นไมท้ บั กุฏแิ ล้ว”

ทา่ นวา่ ในปพี รรษาเดยี วกนั นนั้ ขณะหลวงปขู่ าว อนาลโย ทา่ นนงั่ ภาวนาอยใู่ นกฏุ ิ
ไดเ้ กดิ ลมหมนุ พดั ตน้ ไมร้ อบกฏุ ขิ องทา่ นลม้ ลงพรอ้ มกนั ทง้ั สที่ ศิ แตไ่ มม่ ตี น้ ไมต้ น้ ไหน
ล้มลงมาทับกุฏิขององค์ท่านเลย ทั้งๆ ท่ีแนวของต้นไม้แต่ละต้น ถ้าหักโค่นลงมา
ก็จะล้มลงทบั กุฏขิ องท่านทันที หลวงปู่ชอบทา่ นว่า อํานาจศลี ธรรมท่ีหลวงป่ขู าวทา่ น
ปฏิบตั ิบําเพญ็ มาชว่ ยปกปอ้ งคมุ้ ภัย จงึ ทําให้หลวงปู่ขาวทา่ นพน้ จากภยั นีไ้ ปได้

เร่ืองบุญบารมีของแต่ละผู้คนน้ัน องค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า เป็นเรื่องอัศจรรย์
ยากที่จะคาดเดาได้ ถ้าบุญบารมีแสดงออกเม่ือไหร่ “ปาฏิหาริย์” ความอัศจรรย์
กจ็ ะบังเกิดแกผ่ นู้ ้นั เอง ด่งั องค์ท่านผ่านภัยรา้ ยมาได้เพราะปาฏิหาริย์จากบญุ บารมี

59

อันน่บี อ้ เขาเอิ้นว่ารถ

พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าเร่ืองตลกของท่านเกี่ยวกับรถยนต์ให้
พระลกู เณรหลานฟงั ทา่ นบอก “สมยั เปน็ เดก็ เราไมเ่ คยเหน็ รถยนตม์ ากอ่ น สมยั เรา
เปน็ เด็ก รถยนต์กลไกในประเทศไทยยังมีไมม่ ากอยา่ งทุกวนั นี้ สมยั ก่อน กรงุ เทพฯ
เมอื งหลวง รถรามา้ เหลก็ มแี ทบจะนบั คนั ได้ สมยั เราเปน็ เดก็ พาหนะทใ่ี ชใ้ นการเดนิ ทาง
ดีท่ีสุด คือล้อเกวียนหรอื ไมก่ ม็ ้ากะจ้อนพ้ืนเมือง ถ้าไมม่ ีเครื่องอํานวยความสะดวก
ในการเดนิ ทางเหลา่ นแี้ ลว้ คนสมยั กอ่ นเขาจะเดนิ ทางดว้ ยออ๊ ตสะตนี ” (เดนิ ตนี เปลา่ )

พอย้ายมาอยูบ่ ้านหนองบัวบาน ท่านได้ยนิ คนเฒ่าคนแกเ่ ล่าเร่ืองรถยนตใ์ หฟ้ งั
คนเฒ่าคนแก่บอกท่านว่า ท่ีเมืองอุดรฯ มีรถคันหน่ึง เป็นรถประจําตําแหน่งของ
เจา้ เมอื งอดุ รฯ ถา้ อยากเหน็ รถยนตก์ บั แสงไฟฟา้ ใหไ้ ปดทู เ่ี มอื งอดุ รฯ สมยั กอ่ นทา่ นวา่
ไมม่ แี สงสใี หเ้ หน็ เหมอื นอยา่ งทกุ วนั นี้ ตอนไปขายของทอี่ ดุ รฯ พอตกเยน็ ทา่ นกบั เพอ่ื น
จะไปยนื คยุ กนั ใตแ้ สงไฟฟ้า พอไดย้ นิ เสยี งยามเคาะระฆงั บอกเวลาสามทมุ่ ทา่ นกับ
เพอ่ื นกจ็ ะพากนั กลับท่ีพัก เพราะเขาจะดับไฟตามถนนหนทาง สมัยนน้ั เมอื งอุดรฯ
พอส่ที ่มุ เขากจ็ ะดับไฟตามถนนหนทาง

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “ไปขายของเมอื งอดุ รฯ เทอี่ ได๋ กะบไ่ ดเ้ หน็ รถกบั เขาจกั เทอ่ี
รถแทๆ้ เปน็ จงั๋ ไดก๋ ะบไ่ ดเ้ หน็ กบั เขา เหน็ ฮอยลอ้ กะคดิ วา่ เปน็ ฮอยเกวยี น ฮอยเกวยี น
ทางนมี่ นั คอื ใหญแ่ ท้ หมไู่ ปนาํ กนั มนั วา่ ให้ “บกั หา่ มงึ ฮอยใหญๆ่ จง๋ั ซี่ เขาเอนิ้ ฮอยรถ
บแ่ มน่ ฮอยเกวยี น บกั ปึกหลวง” พอเลา่ จบ พ่อแม่ครูอาจารยห์ วั เราะจนนำ้� ตาเล็ด
พวกกองหนนุ ยทุ ธการบนั เทิงอยา่ งพวกเรา ก็ขำ� ล่นั ไปตามๆ กนั องคท์ า่ นขำ� ตัวเอง
ในตอนนนั้ ทไ่ี มร่ จู้ กั รถยนตจ์ นถกู เพอื่ นวา่ ให้ ทา่ นวา่ “ตอนเปน็ ฆราวาส เราไมเ่ คยเหน็
รถยนตข์ องจรงิ สกั ครง้ั เลย จนเราบวชมาแลว้ ถงึ ไดเ้ หน็ รถยนตข์ องจรงิ เราเหน็ รถยนต์
ของจรงิ ตอนอายุ ๒๘ พรรษา ๕ ”

ทา่ นวา่ “ตอนนน้ั เรามาเทยี่ ววเิ วกทางเมอื งเลย หลม่ สกั สมยั นนั้ เมอื งเลย หลม่ สกั
ยงั ไมม่ ที างรถยนตว์ ง่ิ หากนั เหมอื นทกุ วนั นี้ สมยั นนั้ จะมแี ตท่ างลอ้ เกวยี นของพวกพอ่ คา้

60

นายฮอ้ ยเขาเทยี วปา่ เอาของไปขายทางรถยนตเ์ มอื งเลย หลม่ สกั สมยั นนั้ จะมแี ตท่ าง
รถลากซงุ เทา่ นน้ั วนั ทเ่ี หน็ รถยนต์ เราเดนิ ออกจากปา่ ไปหลม่ สกั ระหวา่ งเดนิ ตามทาง
รถลากไมม้ า ไดย้ นิ เสยี งดงั กระหม่ึ มาจากทางดา้ นหลงั เราสงสยั วา่ มนั เปน็ เสยี งอะไรกนั แน่
จงึ หยดุ ฟงั ฟงั ไปฟงั มา กแ็ ยกไมอ่ อกวา่ เปน็ เสยี งอะไร เพราะไมเ่ คยไดย้ นิ เสยี งนจี้ าก
ทไ่ี หนมากอ่ น เสยี งนมี้ งุ่ มาทางเรายนื อยู่ ฝนุ่ นฟ้ี งุ้ กระจายไปทว่ั เหน็ ฝนุ่ ฟงุ้ เราเขา้ ใจวา่
พวกสตั วป์ า่ หม่ใู หญม่ นั คงตกใจวิ่งหนีอะไรมาทางน”ี้

หลวงปชู่ อบ “เฮาหลบอยพู่ มุ่ ไมจ้ อบ เบงิ่ วา่ มนั คอื อหี ยงั เสยี งดงั ออื้ ออื้ ๆ มาทางเฮา
ฝนุ่ ไหง่งอ่ งกุบทีป (ฝนุ่ กระจายไปทั่ว) พอเหน็ ตวั ตนตน้ เสยี งแล้ว ท่ีคิดวา่ มันเปน็
สตั วใ์ หญอ่ ยา่ งชา้ ง อยา่ งควายปา่ งวั ปา่ มนั บแ่ มน่ ตี้ คดึ แวบขน้ึ มา เอ อนั นบี่ อ้ เขาเอน้ิ วา่ รถ
(เอ สง่ิ นหี้ รอื ทเี่ ขาเรยี กวา่ รถ) พอคดึ วา่ เปน็ รถ เฮายา่ งออกไปเบง่ิ มนั ใกลๆ้ อยากเหน็
มานานแล้ว รถยนตค์ นั แทๆ้ มนั เป็นจง่ั ใดว๋ ่ะ

คนขบั รถซงุ เหน็ พระ เขาถาม “อาจารยส์ ไิ ปทางใด๋ ถา้ สไิ ปหลม่ กะนมิ นตข์ นึ้ รถ
ไปน�ำกนั ” เฮาบอก “อาตมาสไิ ปหลม่ ” คนขบั กะไหแ้ อด๊ รถ (เดก็ ทา้ ยรถ) เอาบรขิ ารเฮา
ขน้ึ รถ รถยนตค์ นั นบี้ ม่ ปี ระตเู ด้ เวลาขนึ้ กะมดุ หวั เขา้ ไปโลด บต่ อ้ งมาเสยี เวลาเปดิ ปดิ
ประตใู หย้ งุ่ ยาก บอ่ นนงั่ (ทนี่ ง่ั ) กะเปน็ ไมก้ ระดานแขง็ โปก๊ บน่ มุ่ ดากคอื จงั บอ่ นนง่ั รถ
สมัยนี้ โห ได้ข่ีส�ำ่ นกี่ ะถือว่าสุดสบายแล้ว”

น่เี ปน็ ครง้ั แรกท่ีหลวงปู่ชอบทา่ นไดเ้ หน็ รถยนต์และได้น่ังรถยนต์ องคท์ ่านเห็น
รถยนตค์ รง้ั แรกเมอ่ื อายุ ๒๘ ปี ตอนองคท์ า่ นเลา่ ไปหวั เราะไป พวกพระหนมุ่ เณรนอ้ ย
พลอยพยกั พากนั กลนั้ ไมอ่ ยู่ หวั เราะขำ� ขนั กบั เรอ่ื งเลา่ ขององคท์ า่ น พอ่ แมค่ รอู าจารย์
ทา่ นไดย้ นิ เสยี งหวั เราะของพระลกู เณรหลาน องคท์ า่ นยงิ่ ขำ� หนกั ขนึ้ กวา่ เกา่ จนปลอ่ ยฮา
ชุดใหญอ่ อกมา

ท่านว่าคนเราเกิดต่างยุคต่างสมัย ความเจริญทางด้านวัตถุของแต่ละยุคสมัย
มนั ตา่ งกนั สมยั ทา่ นเปน็ ฆราวาสอยบู่ า้ นโคกมน บา้ นหนองบวั บาน ยงั ไมม่ รี ถยนตส์ กั คนั
ทบ่ี า้ นหนองบวั บาน สมยั นนั้ มเี พยี งจกั รยานคานคผู่ ใู้ หญบ่ า้ นคนั เดยี วเทา่ นนั้ ทบ่ี ง่ บอก

61

ความเจรญิ ของหมบู่ า้ น เรยี นถามองคท์ า่ น “รถคนั ทพ่ี อ่ แมค่ รอู าจารยน์ ง่ั นน้ั ยห่ี อ้ อะไร”
ทา่ นบอก “เราไมร่ ้วู า่ เขาเรียกรถอะไร รแู้ ตว่ ่ารถคันนม้ี นั เป็นรถลากไมซ้ ุง” ผ้บู นั ทึก
เรยี นถาม “รถลากซงุ คนั น้ี นงั่ สบายดบี ข่ อรบั ” พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นบอก “นงั่ สบายฮา้ ย
หมอ่ งน่งั (ท่นี งั่ ) กะเอาไมแ้ ปน้ มาปนู งั่ ทางกะเปน็ หลุมเปน็ บอ่ เวลารถแลน่ กะเต้น
ดอ่ งๆ ไป คอื กบน่ี เฮานงั่ หวั ฟดั หวั เหวยี่ งไปตลอดทาง ฝนุ่ กะไหงง่ อ่ งจกั๊ หวั พระหวั โยม
แดงจ่ึงคง่ึ ปานหัวฝร่งั ” องค์ทา่ นเลา่ ไปหวั เราะไปอยา่ งอารมณด์ ี

สว่ นตวั แลว้ ตนเองชอบเวลาทพี่ อ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นยม้ิ หรอื หวั เราะ เพราะรอยยม้ิ
เสยี งหวั เราะองคท์ า่ นเป็นธรรมชาติ เหมือนเด็กไรเ้ ดียงสา รอยยิม้ เสียงหัวเราะของ
พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบเปน็ รอยยม้ิ และเสยี งหวั เราะทส่ี ดใส เปดิ ใจเปดิ โลกใหผ้ ทู้ พี่ บเหน็
สมั ผัสได้ดว้ ยใจตน จนองคท์ า่ นหลวงปู่เทสก์ เทสรงั สี เรียกรอยยม้ิ ขององคท์ า่ น
หลวงปู่ชอบวา่ “ยิม้ เปิดโลก”

บรรยากาศการสนทนากันระหว่างองค์ท่านหลวงปู่ชอบกับพระลูกเณรหลาน
ในเรอื่ งน้ี สนกุ สนานมากเปน็ พเิ ศษ นานทปี หี นจะไดเ้ หน็ พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นปลอ่ ยฮา
ชดุ ใหญอ่ อกมา ฮาชดุ ใหญข่ ององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบขนานแทน้ น้ั จะตอ้ งเหน็ ฟนั ทง้ั สซ่ี ี่
ขององค์ท่าน (ที่ยังเหลืออยู่) ถ้าพ่อแม่ครูอาจารย์หัวเราะจนมองเห็นฟันท้ังส่ีซ่ีของ
องค์ทา่ นเมอื่ ไหรน่ ้ัน นคี่ ือฮาชดุ ใหญข่ องพอ่ แม่ครูบาอาจารยห์ ลวงปู่ชอบขนานแท้

ปรกติหลวงปูช่ อบทา่ นจะไม่ให้ความสนใจอะไรเกีย่ วกับเรื่องรถยนต์ มที ี่ทา่ น
ถามหาบอ่ ยกค็ ือรถเขน็ ขององคท์ า่ นเท่านน้ั เวลาจะเดนิ ทางไปไหน ใครเอารถอะไร
มารบั สง่ ทา่ นกไ็ มเ่ คยถามถงึ เรอ่ื งรถยนตค์ นั นน้ั ๆ เลย ถงึ จะเอารถญปี่ นุ่ รถยโุ รปอยา่ งหรู
มารบั สง่ ทา่ นกไ็ มใ่ หค้ วามสนใจแสดงออกใหเ้ หน็ มรี ถลากซงุ คนั นแ้ี หละทท่ี า่ นบอกวา่
ข่ีดีที่สุดกว่ารถทุกคันท่ีองค์ท่านเคยน่ังมา พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านว่า รถคันน้ีบุกป่า
ลยุ เขาดี พระกรรมฐานเราถา้ ไดน้ งั่ รถคนั นแ้ี ลว้ มน่ั ใจไดเ้ ลยวา่ เสอื ชา้ งจะไมก่ ลา้ เขา้ มา
รบกวน เสอื ชา้ ง จะกลวั เสยี งรถคนั นี้ เพราะเสยี งมนั ดงั ขม่ ปา่ จนแสบหู ทา่ นวา่ “รถคนั นี้
เสียงมนั ดังหลาย จนเฮาหดู บั ตับไหมไ้ ปหลายมื้อ”

62

หวั ใจตกหล่ม

ผู้บันทึกเรียนถามองค์ท่านหลวงปู่ชอบ “ในชีวิตบวชของพ่อแม่ครูอาจารย์
มบี า้ งไหมทค่ี ดิ อยากจะสกึ ” พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นบอก “เรอื่ งคดิ อยากจะสกึ เรานบั ไมไ่ ด้
ว่ามีก่ีครั้งกันแน่ท่ีตนเองคิดในเร่ืองนี้” ท่านบอกส่วนมากเรื่องสึกของพระเณรเรา
เกดิ จาก “กามคุณ” เปน็ เรื่องหลกั เรอ่ื งอืน่ ๆ น้ันเปน็ เรือ่ งรองลงมา

ทา่ นว่ามีครั้งหนงึ่ ท่ีเราคิดอยากจะสกึ เพราะไปชอบผ้หู ญงิ คนหน่ึง ผูห้ ญงิ ทเ่ี รา
ชอบเปน็ คนอาํ เภอหลม่ เกา่ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ องคท์ า่ นเลา่ เรอื่ งนใ้ี หพ้ ระลกู เณรหลาน
ฟงั วา่

“ตอนเราบวชได้ ๕ พรรษา มาเทยี่ ววเิ วกทางเพชรบรู ณค์ รงั้ แรก เราพบผหู้ ญงิ คนนี้
ทบ่ี า้ นหนิ ฮาว อาํ เภอหลม่ เกา่ วนั นนั้ หลงั ตกั อาหารใสบ่ าตร กาํ ลงั จะใหพ้ รโยม พอมอง
คนมาวดั ในวนั นนั้ สายตาเราสบกบั สายตานางนี้ พอสบตากบั เขาแลว้ เหมอื นมอี ะไรพงุ่
เขา้ มาชนหวั ใจ (องคท์ า่ นมารทู้ ีหลงั ตอนอยถู่ ำ้� นายม เกดิ จากบพุ เพสนั นวิ าส ภพชาติ
คู่ครองท่เี คยปรารถนาร่วมกนั มา)

พอไดส้ ติ เรานกึ อายโยมทม่ี าวดั ในวนั นน้ั ตง้ั แตน่ นั้ มาไมร่ เู้ ปน็ อะไร ใจเปน็ หววิ ๆ
หวอดๆ คดึ ฮอดเขา พอรวู้ า่ ใจตนเองเอนเอยี งไปทางชอบผู้หญงิ คนน้ีแลว้ เรากท็ าํ
ความเพยี รสเู้ พอ่ื จะเอาชนะกเิ ลสความ “คดึ ฮอด” ตวั นใ้ี หไ้ ด้ แรกๆ ความเพยี รมนั กส็ ู้
กบั จติ ใจของตนเองไดอ้ ยดู่ อก พอเพลาเบาความเพยี รลง ใจมนั กส็ าํ ออย ขยนั ปรงุ แตง่
เอาวมิ านเชอื กผกู คอปอผกู ศอกตนี ใสป่ ลอก เราเคยคดิ ปรงุ แตง่ เรอื่ งสกึ ขา้ มวนั ขา้ มคนื
กเ็ คยเปน็ มาแลว้ ค�ำบรกิ รรมภาวนา “พทุ โธ” ทต่ี นเองเคยฝกึ ฝนอบรมมา ไมร่ วู้ า่ ลม้ หาย
ตายไปจากใจของตนเองตงั้ แตเ่ มอ่ื ไหร่ พอเผลอสตเิ มอ่ื ไหร่ ใจมนั กเ็ ปลย่ี นจากพทุ โธมา
เปน็ “พดุ ทอง” แทนที่ จนเรารสู้ กึ ร�ำคาญใจ สจั จะทตี่ นเองตงั้ ไวจ้ ะบวชจนตาย ขา้ งฝา่ ยมาร
กช็ วนใหส้ กึ ขา้ งฝา่ ยธรรมบอกถา้ สกึ ออกมาครองเรอื นมนั เปน็ ทกุ ข์ ความคดิ เราตอนนนั้
เป็นสองฝกั สองฝ่าย ฝา่ ยกเิ ลสก็ยุยงใหค้ รองเรือน ฝา่ ยธรรมกบ็ อกใหไ้ ปจากน่ี

63

ตอนนนั้ เรามคี วามคดิ วา่ เหตเุ กดิ ทใ่ี ดกต็ อ้ งแกท้ น่ี น่ั จงึ ปกั หลกั สกู้ บั ใจของตนเอง
อย่างเต็มที่ โดยอาศัยความเพียรที่ตนเองเคยฝึกฝนอบรมมาเป็นเคร่ืองมือ เราท�ำ
ความเพียร อดนอน ผ่อนอาหาร เดนิ จงกรมภาวนาสู้กบั จติ ใจของตนเองวันยันรงุ่
พอรา่ งกายเหนอ่ื ยล้าจากการอดนอน ผอ่ นอาหาร จติ ใจทเ่ี คยคดิ ปรงุ แต่งในเรอ่ื งน้ี
ก็อ่อนแรงตามไปด้วย ตอนนั้นเหมือนว่าตนเองจะหักหาญด่านนี้ไปได้ พอกลับมา
เจริญอาหาร อาการจิตที่ปรุงแต่งในกามคุณมันก็กําเริบเสิบสานข้ึนมา เราจึงรู้ว่า
“กามกบั กายมนั ไปดว้ ยกนั ทคี่ วามสมบรู ณข์ องธาตขุ นั ธ”์ เราจงึ เรง่ ความเพยี ร อดนอน
ผ่อนอาหารแรมเดือน จนรา่ งกายทนตอ่ การเคยี่ วเข็ญไม่ไหว”

คืนหนึง่ ทบี่ ้านหินฮาว พอ่ แมค่ รอู าจารย์ชอบทา่ นอธิษฐานจติ ว่า “หากข้าพเจา้
มบี ญุ วาสนาทีจ่ ะรูเ้ หน็ ธรรมในชาตนิ ี้ ขอให้ขา้ พเจา้ พบอุบายท่ีจะแกไ้ ขจติ ของตนเอง
ให้พ้นจากเรื่องน้ีไปได้ หากข้าพเจ้าไม่มีบุญวาสนาท่ีจะรู้เห็นเป็นธรรมในชาติน้ีแล้ว
ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนทางที่จะแก้ไขในปัญหาเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะขอลาสิกขาออกไป
ครองเรือน”

ทา่ นบอก “พออธษิ ฐานจติ แลว้ เรานง่ั ภาวนาทบทวนถงึ สาเหตทุ เี่ กดิ ขน้ึ ในจติ ใจ
ของตนเอง จนมาเจอตัว “ความคิด” ท่พี าจติ คิดปรงุ แตง่ ไปตามอารมณ์ของกิเลส
เพราะความคิดน้แี หละที่มนั เป็นสะพาน “เช่อื ม” กเิ ลสในใจของตนเองใหแ้ ผลงฤทธ์ิ
ไดอ้ ยา่ งสะดวกโยธนิ เหตเุ กดิ ทใ่ี จ มนั ตอ้ งแกท้ ใี่ จ เมอื่ พจิ ารณาเหน็ ตน้ สายปลายเหตุ
ของเร่ืองแลว้ เราตัดสนิ ใจออกจากบา้ นหนิ ฮาวในคนื น้นั มันเป็นอุบายวิธเี ดยี วทจ่ี ะ
ช่วยแก้ไขจิตใจของตนเองได้ในเบื้องต้น หลังออกจากบ้านหินฮาวไปไม่ถึงเดือน
เรากต็ ดั ใจลงปลงใจวางเรอ่ื งนไี้ ด้ท่ถี �ำ้ นายม”

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “เราตดั สนิ ใจถกู แลว้ ทห่ี นไี ปในคนื นนั้ ถา้ ยงั อยนู่ นั่ อกี ปา่ นน้ี
เราได้เป็นทิดชอบ เขยไทยหลม่ ไปแลว้ พระเณรเราอยูไ่ หนก็ตาม ถา้ เกดิ มใี จไปรกั
ผหู้ ญงิ ขน้ึ มา เมอ่ื มสี ตริ ะลกึ ไดเ้ วลาใด กใ็ หร้ บี หนจี ากนนั่ ทนั ที อยา่ รรี อ นกึ ไดก้ ลางวนั
กใ็ หห้ นไี ปกลางวนั นกึ ไดก้ ลางคนื กใ็ หห้ นไี ปกลางคนื ใหอ้ อกจากทนี่ น่ั ไปกอ่ น แลว้ คอ่ ย
ไปแกจ้ ิตแกใ้ จของตนเองทีอ่ ่นื ถา้ บ่หนีแลว้ รับรองเลยวา่ ไดเ้ ปน็ เขยเขาแน่นอน”

64

พอ่ แมค่ รอู าจารยเ์ ลา่ เรอ่ื งทา่ นเคยคดิ รกั ผหู้ ญงิ คนหนงึ่ สมยั ทท่ี า่ นเปน็ พระหนมุ่
เพอ่ื สอนลกู ศษิ ย์ เนอ่ื งจาก “ครบู าจ�ำเนยี ร” พระอปุ ฏั ฐาก ลกู ศษิ ยร์ นุ่ สดุ ทา้ ยมาขอลาสกึ
พ่อแม่ครูอาจารย์จึงยกเร่ืองนี้ขององค์ท่านขึ้นมาสอนพระลูกเณรหลานเพื่อเป็น
อุทาหรณ์

จดหมายจากหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

ปี ๒๔๗๓ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจําพรรษาอยวู่ ัดปา่ หนองววั ซอ (วดั ป่า
บุญญานุสรณ)์ เพอ่ื เปน็ กําลงั ใจในการปฏิบตั ใิ ห้กบั แม่ชปี า แก้วสุวรรณ โยมมารดา
ของท่าน หลังออกพรรษาในปีน้ี ท่านได้รับจดหมายจากพระคุณเจ้าหลวงปู่สิงห์
ขันตยาคโม ฝากหมู่คณะมามอบให้ท่าน

ในจดหมายนัน้ หลวงปสู่ ิงห์บอกใหท้ ่านเดินทางไปพบที่วัดบา้ นพระลบั อําเภอ
เมอื ง จังหวัดขอนแกน่ หลวงปชู่ อบทา่ นจึงเดนิ ทางจากอําเภอหนองวัวซอ มาหาองค์
ทา่ นหลวงปสู่ ิงหท์ ี่วดั พระลบั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หบ์ อกวา่ เราอยากใหท้ า่ นชอบเขา้ มา
ชว่ ยงานครบู าอาจารย์ หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นจะตงั้ “กองทพั ธรรม” ขน้ึ มาเพอื่ เผยแผค่ าํ สอน
ของศาสนาใหถ้ กู ตอ้ ง หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นรวบรวมพระเณรกรรมฐานตง้ั เปน็ กองทพั ธรรม
ขน้ึ มาครง้ั แรกทจี่ งั หวดั ขอนแกน่ โดยองคท์ า่ นจดั พระเณรเปน็ หมคู่ ณะออกเทย่ี ววเิ วก
เผยแผค่ าํ สอนพระพทุ ธศาสนาใหแ้ ก่ญาตโิ ยมพุทธบรษิ ัททางภาคอีสานใหร้ ูห้ ลกั ของ
พระศาสนา

ย้อนหลงั ไปกอ่ นหนา้ เมอ่ื ปีพุทธศกั ราช ๒๔๗๑ หลวงป่ชู อบทา่ นเดนิ ทางมาหา
องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หท์ จ่ี งั หวดั ขอนแกน่ กอ่ นหนา้ นค้ี รงั้ หนงึ่ ครงั้ นนั้ ทา่ นไดพ้ บสหธรรมกิ
รนุ่ นอ้ งทา่ นหนง่ึ ชอื่ พระคาํ ดี ปภาโส (หลวงปคู่ าํ ดี ปภาโส วดั ถำ้� ผาปู่ จ.เลย) หลวงปชู่ อบ
ทา่ นรจู้ กั กนั กบั หลวงปคู่ าํ ดเี มอ่ื สมยั ทหี่ ลวงปคู่ าํ ดที า่ นยงั เปน็ พระภกิ ษใุ นฝา่ ยมหานกิ าย
หลวงปู่คําดที า่ นเลอ่ื มใสในวตั รปฏิบตั ิคาํ สอนขององคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ทา่ นจึงกราบ
ขออนญุ าตองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ญตั ตเิ ปน็ พระภกิ ษใุ นฝา่ ยธรรมยตุ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์

65

จงึ มอบหมายใหห้ ลวงปชู่ อบเปน็ พระพเ่ี ลยี้ งสอนขอ้ วตั รปฏบิ ตั ติ า่ งๆ ใหก้ บั หลวงปคู่ าํ ดี
ครบู าอาจารยท์ ง้ั สององคท์ า่ นจงึ มคี วามสนทิ สนมกนั มาตง้ั แตน่ น้ั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์
มอบหมายใหห้ ลวงปชู่ อบเปน็ ผตู้ ดั เยบ็ จดั บรขิ ารตา่ งๆ ใหห้ ลวงปคู่ ำ� ดี เพอ่ื ใชเ้ ปน็ บรขิ าร
ถือครอง วันที่หลวงปู่ค�ำดีญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตท่ีวัดศรีจันทร์ ต�ำบล
ในเมอื ง อ�ำเภอเมือง จงั หวดั ขอนแกน่ หลวงปู่ชอบทา่ นบอก “เราไม่ไดไ้ ปร่วมในพธิ ี
ท่านอาจารยส์ งิ ห์บอกใหเ้ ราเฝ้าวัด”

กอ่ นเขา้ พรรษาปี ๒๔๗๔ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม ไดร้ บั จดหมายจาก
ทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ จิ นั โท) ใหท้ า่ นลงมาวดั บรมนวิ าส กรงุ เทพฯ
เพอื่ ปรกึ ษางานเผยแผพ่ ระศาสนา องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ จงึ ใหห้ ลวงปชู่ อบกบั หลวงปฝู่ น้ั
ตดิ ตามลงมากรงุ เทพฯ โดยนง่ั รถไฟจากจงั หวดั ขอนแกน่ มาลงทห่ี วั ลาํ โพง หลวงปชู่ อบ
บอก “นเ่ี ป็นคร้ังแรกท่เี ราไดม้ ากรุงเทพฯ”

หลงั กลบั จากกรงุ เทพฯ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หพ์ าหลวงปชู่ อบไปพกั ทบ่ี า้ นสาวตั ถี
อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่ ระหวา่ งพกั อยทู่ นี่ ี่ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หไ์ ดร้ บั จดหมายจาก
หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ บอกวา่ ทบ่ี า้ นเหลา่ งา ตาํ บลเหลา่ งา อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่
พระเณรกรรมฐานอยู่ที่นี่ถูกรบกวนจากพวกมิจฉาทิฐิ องค์ท่านหลวงปู่สิงห์เป็นห่วง
ลูกศิษย์ท่าน จึงชวนหลวงปู่ชอบเดินทางไปสมทบกับคณะของหลวงปู่อ่อนที่บ้าน
เหลา่ งา

องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หเ์ หน็ วา่ เพอื่ ความเปน็ ปกึี แผน่ แนน่ หนาของศรทั ธาประชาชน
ทา่ นจะสรา้ งวดั ปา่ ขนึ้ มาทบ่ี า้ นเหลา่ งา เพอ่ื ใชเ้ ปน็ สถานทอี่ บรมธรรมะใหก้ บั ญาตโิ ยม
ชาวบ้านเหล่างา หลวงปู่สิงห์ท่านจึงสร้างวัดขึ้นที่ป่าช้าบ้านเหล่างา ปีพุทธศักราช
๒๔๗๔

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านจําพรรษาที่ ๗ กับองค์ท่านหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
ที่ วดั ปา่ วิเวกธรรม บา้ นเหลา่ งา ตําบลเหลา่ งา อําเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น

66

ถกู ต่อตา้ นจากพวกมิจฉาทิฐิ

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๔ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม จาํ พรรษากบั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์
ขันตยาคโม ท่ี วดั ป่าวิเวกธรรม ตําบลเหล่างา อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน่ ร่วมกบั
หลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ หลวงปคู่ าํ ดี ปภาโส หลวงปซู่ ามา อจตุ โต หลวงปกู่ งมา จริ ปญุ โญ
ฯลฯ ปนี เี้ ปน็ ปแี รกทมี่ กี ารสรา้ งวดั ปา่ วเิ วกธรรม โดยองคห์ ลวงปสู่ งิ หเ์ ปน็ ผสู้ รา้ ง ปแี รก
ทส่ี รา้ งวัดป่าวเิ วกธรรมหรือวดั ป่าบา้ นเหล่างาข้นึ มา คณะพระป่ากรรมฐานจาํ พรรษา
อย่ทู ่ีนี่ จะถกู พวก “จำ้� ผ”ี (คนทรงผ)ี รบกวนกลนั่ แกลง้

มีหมอผีผู้หน่ึงรักษาคนด้วยมนต์คาถา ชาวบ้านเหล่างาและชาวบ้านใกล้เคียง
ให้ความนับถือหมอผีคนนี้มาก หมอผีผู้น้ีกับบริวารไม่พอใจพระกรรมฐานที่เข้ามา
พักที่บ้านเหล่างา ทําให้ชาวบ้านท่ีเคยนับถือตนหันมานับถือพระกรรมฐานเกือบท้ัง
หมบู่ า้ น เปน็ เหตใุ หต้ นเองและบรวิ ารขาดลาภสกั การะจากทเี่ คยไดใ้ นการทรงเจา้ เขา้ ผี
รักษาผคู้ น

เม่ือหลวงปู่สิงห์มาสร้างวัดป่าข้ึนท่ีน่ี องค์ท่านสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี
ให้นับถือพระรัตนตรัย ชาวบ้านส่วนมากเห็นตามองค์ท่าน จึงพากันรับเอาพระ
ไตรสรณคมนจ์ ากองคท์ า่ นไปปฏิบตั ิ

หัวหน้าจ�้ำผีกับบริวารพากันกล่าวร้ายพระป่ากรรมฐานว่า เป็นผีปอบมาอยู่ที่นี่
เพื่อจะมาสิงสู่กนิ ผคู้ น บา้ งก็ว่าเปน็ พระเถื่อนเลือ่ นลอย ไมม่ ีสงั กดั วัดวาอาราม จำ้� ผี
กบั บรวิ ารหา้ มชาวบา้ นใสบ่ าตรใหพ้ ระปา่ ถา้ ใครไมเ่ ชอ่ื ตามคาํ ทบี่ อก ผปี ตู่ าจะมาเลน่ งาน
ใหพ้ บกบั ภยั พบิ ตั ิ ชาวบา้ นทไ่ี มเ่ ชอื่ กพ็ ากนั เขา้ วดั ไปปฏบิ ตั ธิ รรมกบั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์
หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นกาํ ชบั พระเณรอยา่ ไปโตต้ อบกบั พวกหมอผี ถงึ จะถกู กลน่ั แกลง้ ยงั ไง
กใ็ หพ้ ระเณรเราอดทนเอา แผเ่ มตตาใหผ้ ทู้ ห่ี ลงผดิ ถา้ ใครมวี าสนาทางธรรม จติ ใจเขา
กจ็ ะออ่ นนอ้ มลงเอง หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นจะยำ�้ เรอื่ งนก้ี บั พระเณรเสมอเพอ่ื ปอ้ งปรามไมใ่ ห้
พระหนุม่ เณรน้อยมีอารมณไ์ ปโต้ตอบกบั พวกจ้ำ� ผี

67

พวกจำ�้ ผกี ลน่ั แกลง้ หลวงปสู่ งิ หแ์ ละพระเณรตา่ งๆ นานา เชน่ เวลาทา่ นพาพระเณร
ออกรบั บณิ ฑบาต พวกจำ�้ ผกี จ็ ะดา่ ทอหลวงปสู่ งิ หแ์ ละพระเณรดว้ ยถอ้ ยคำ� ทห่ี ยาบคาย
บางคร้ังก็แกล้งเอาท่อนไม้ก้อนหินขว้างปาเข้ามาใกล้ๆ เพ่ือให้พระเณรตกใจกลัว
หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นเตอื นลูกศษิ ยใ์ หท้ �ำตัวเหมอื นคนใบ้ อย่าไปโตต้ อบ ท�ำตวั เหมอื นคน
หหู นวก ไมต่ อ้ งใสใ่ จในคาํ พดู ของคนเหลา่ นี้ พระเณรทกุ องคจ์ งึ ปฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของ
องคท์ ่านหลวงปูส่ งิ ห์ดว้ ยความอดทน

เมอ่ื เลน่ งานนอกวดั ไมส่ าํ เรจ็ พวกจำ�้ ผจี งึ พากนั เขา้ ไปรบกวนพระเณรในวดั เชน่
ตีเกราะเคาะไม้ให้เกิดเสียงดังรบกวนพระเณรในเวลาทําความเพียร เผาป่าเพ่ือให้
ไฟลามไปไหมก้ ฏุ ทิ พี่ กั ยงิ ปนื ขน้ึ ฟา้ หรอื ยงิ ปนื ในวดั ขม่ ขพู่ ระเณรใหห้ วาดกลวั ทกุ อยา่ ง
ท่ีพวกจ�้ำผีทําลงไป องค์ทา่ นหลวงปู่สงิ ห์และพระเณรไมเ่ คยโตต้ อบสกั คร้ัง ชาวบ้าน
ผูใ้ จมีธรรมรับการกระทําพวกนไี้ มไ่ ด้ จึงพากนั เขา้ วัดปฏิบัตกิ บั องคท์ า่ นหลวงปู่สงิ ห์
มากข้ึนกว่าเก่า หมอผีกับบริวารยิ่งแค้นองค์ท่านหลวงปู่สิงห์กับพระเณรกรรมฐาน
มากขน้ึ ถงึ ข้นั ขจู่ ะเอาปืนมายิง

คนื หนงึ่ หัวหนา้ จำ�้ ผีถือปนื เขา้ ไปในวดั เพื่อจะยงิ ข่มขพู่ ระเณร หัวหน้าจ้�ำผีเหน็
หลวงปชู่ อบเดนิ จงกรมอยขู่ า้ งทพ่ี กั จงึ ถอื ปนื เดนิ ตรงเขา้ มาขทู่ า่ นวา่ “ไอห้ วั โลน้ มงึ กลวั
ตายไหม” ทา่ นตอบหมอผี “จะกลวั ตายหรอื ไมก่ ลวั ตาย สดุ ทา้ ยมนั กต็ ายอยดู่ ี โยมมาหา
อาตมามปี ระสงคอ์ ะไร” หมอผบี อกทา่ นวา่ “กจู ะมายงิ พวกมงึ ” พดู จบ หมอผกี ย็ กปนื
ประทบั จะยงิ ทา่ น ทา่ นบอกตอนนน้ั เรารสู้ กึ โกรธ อยากจะโตต้ อบ พอคมุ สตไิ ด้ นกึ ถงึ
คาํ พดู ทา่ นอาจารยส์ งิ หใ์ หแ้ ผเ่ มตตากบั ผมู้ าเบยี ดเบยี นเรา จงเชอ่ื ในกรรมของตนเอง
เมอ่ื มสี ตริ ะลกึ ไดเ้ ชน่ นี้ เรากป็ ลงในกรรม เดนิ จงกรมแผเ่ มตตาใหห้ วั หนา้ จำ้� ผี ไมส่ นใจ
ว่าเขาจะยงิ เราหรอื ไม่

หลวงปชู่ อบเดนิ จงกรมอยนู่ าน จำ�้ ผกี ไ็ มย่ งิ ทา่ นสกั ที จนเวลาตสี ามกวา่ ทา่ นจงึ เลกิ
จากทางจงกรมขนึ้ ทพี่ กั เพอ่ื ไหวพ้ ระสวดมนต์ ทา่ นตะโกนถามจำ�้ ผี “โยมยนื อยนู่ านแลว้
ไม่เมือ่ ยบา้ งหรือ” พอทา่ นวา่ จบ จ�ำ้ ผรี ้องไหโ้ ฮ วางปืนเดนิ เข้ามาหาทา่ น จำ้� ผีเข้ามา
กราบทา่ น นง่ั กม้ หนา้ รอ้ งไหโ้ ดยไมพ่ ดู จาคาํ ใดกบั ทา่ นเลย จากนน้ั จำ�้ ผหี ยบิ เอาปนื แลว้

68

เดนิ ออกจากวดั ปา่ บา้ นเหลา่ งาไป ทา่ นงงในการกระทาํ ของจำ้� ผคี นนม้ี าก หาคาํ ตอบให้
กับตัวเองไม่ได้ ท่านนําเรื่องนี้กราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่สิงห์ ผู้เป็นอาจารย์ทราบ
หลวงปสู่ ิงหบ์ อกวา่ “ทา่ นชอบกับหมอผีคนนไี้ ม่เคยมีกรรมเขน่ ฆา่ กันมาก่อน เขาจึง
ทำ� รา้ ยทา่ นไมไ่ ด”้ ท่านถามองค์ท่านหลวงปู่สงิ ห์ “ทเี่ ขาไม่ยิงเกลา้ กระผมน้นั เพราะ
เหตอุ ะไร” หลวงปสู่ งิ หบ์ อก “เพราะอาํ นาจศลี ธรรมทที่ า่ นบาํ เพญ็ มาปกปกั รกั ษา จงึ ทำ� ให้
หมอผผี นู้ ลี้ นั่ ไกไมอ่ อก ทงั้ ๆ ทเี่ จตนาเขาตง้ั ใจจะลนั่ ไกฆา่ ทา่ น” พอองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์
อธิบายให้ฟังเช่นน้ี หลวงปู่ชอบทา่ นจงึ ส้นิ สงสยั

ชว่ งระหวา่ งปนี นั้ เขตจงั หวดั ขอนแกน่ และจงั หวดั ใกลเ้ คยี งเกดิ โรคระบาด ทาํ ให้
มผี คู้ นลม้ ตายเปน็ จาํ นวนมาก ทา่ นบอกมคี นตายเกอื บทกุ วนั จนฝงั เผากนั แทบไมท่ นั
เช้าศพนเ้ี ข้าวัด เย็นศพนั้นเขา้ วดั พระเณรกุสลาฯ มาติกา ไมเ่ ว้นวัน หลวงปสู่ งิ ห์
ทา่ นอาศยั เหตกุ ารณน์ สี้ อนลกู ศษิ ยใ์ หพ้ จิ ารณาศพคนตายเพอ่ื ใหเ้ หน็ เปน็ อสภุ ะ จติ จะ
ไดค้ ลายความกาํ หนดั ความหลงในรปู ในกาย ในบรรดาคนทต่ี ายเพราะโรคหา่ ระบาด
ในคร้ังน้ัน มีหัวหน้าจ�้ำผีคนนี้ตายกับเขาด้วย หัวหน้าจ�้ำผีล้มป่วยได้ไม่ก่ีวันก็ตาย
ญาติพี่น้องจึงนําศพเขามาป่าช้าเพ่ือจะทําการฌาปนกิจ ขณะจะเผาศพจ�้ำผีผู้น้ีน้ัน
กม็ ฝี นตกลงมาอยา่ งหนกั จนทาํ ใหฟ้ นื หลวั เปยี กชนื้ จดุ ไฟไมต่ ดิ ฝนตกนานหลายชว่ั โมง
กไ็ มม่ ที า่ ทวี า่ จะหยดุ ญาตพิ น่ี อ้ งของหมอผจี งึ เลอื่ นกาํ หนดการเผาศพของเขาไปเผาใน
วนั อื่น

พายุฝนตกต่อเน่ืองกันหลายวันจนไม่สามารถฝังหรือเผาศพของใครได้
ศพหมอผีและศพของคนอ่ืนๆ ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า จนเป็นท่ีน่าสังเวชแก่ผู้พบเห็น
ฝนคร้ังนั้นตกติดต่อกันหลายวัน จนทําให้เกิดน�้ำหลากท่วมบ้านเรือนไร่นาผู้คน
ทา่ นวา่ นำ�้ ปา่ หลากเขา้ ตอนเวลากลางคนื เราหอบของหนขี น้ึ ไปพกั ศาลา นำ้� ปา่ หลากมาเรว็
แคช่ วั่ โมงเดยี วนำ�้ สงู ถงึ หนา้ อก ศพคนตายทง้ิ ไวท้ ป่ี า่ ชา้ รวมทงั้ ศพหมอผผี นู้ ี้ ถกู นำ้� ปา่
พดั ไปกบั สายนำ้� นำ�้ ทว่ มสห่ี า้ วนั จงึ ลดลง หลงั นำ�้ ลดแลว้ ชาวบา้ นพากนั ตามหาศพญาติ
ของตนเองทไี่ หลไปกบั นำ้� ศพสว่ นมากจะหาไมเ่ จอ จาํ นวนศพคนตายทหี่ าไมเ่ จอมศี พ
หมอผีผนู้ ี้รวมอยดู่ ว้ ย

69

หลังเหตุการณ์ฝนตกจนเกิดน�้ำท่วม ปรากฏโรคห่าระบาดก็หายไปกับสายนำ้�
โรคหา่ ทแี่ พรร่ ะบาดอยา่ งหนกั จนทาํ ใหม้ คี นลม้ ตายเปน็ จาํ นวนมากกอ่ นหนา้ น้ี พอฝน
หยุดตก ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปรกติเหมือนเดิม ท่านว่าเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง
คนทตี่ ายสว่ นมากจะเปน็ พวกมจิ ฉาทฐิ ทิ เี่ บยี ดเบยี นพระเณร คนเขา้ วดั ปฏบิ ตั ธิ รรมกบั
องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ จะลม้ หายตายจากเสยี สว่ นนอ้ ย ทา่ นวา่ เปน็ เรอ่ื งอศั จรรย์ ธรรม
รักษาผ้ปู ระพฤติธรรม

หลังเหตุการณ์โรคห่าสงบแล้ว ชาวบ้านพระเณรมักได้ยินเสียงร้องไห้ทุกวัน
พอตกกลางคนื ราวสองสามทุ่ม จะได้ยินเสียงคนร้องไห้ออกจากวัดเข้าไปในหมบู่ า้ น
จนชาวบ้านเหล่างาผวาผีไปตามๆ กัน เหตุการณ์ในลักษณะน้ีเกิดข้ึนร่วมเดือน
ชาวบ้านเหล่างาจึงขอเมตตาองค์หลวงปู่สิงห์ให้ช่วยเหลือ หลวงปู่สิงห์ท่านแนะนํา
ชาวบ้านเหล่างาให้พากันถือศีลปฏิบัติธรรม ท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้อง
ที่ล่วงลับ หลังชาวบ้านเหล่างาพากันท�ำบุญเปตพลีแล้ว เสียงร้องไห้กลางคืนที่บ้าน
เหลา่ งากไ็ ม่ปรากฏให้ใครได้ยนิ อกี เลย

ตดิ ตามหลวงปสู่ ิงห์ ขนั ตยาคโม ไปสร้างวดั ป่าสาลวนั

สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (อว้ น ตสิ โส) มาตรวจราชการสงฆท์ จ่ี งั หวดั นครราชสมี า
ทา่ นเหน็ วา่ เขตจงั หวดั นครราชสมี ายงั ไมม่ วี ดั ปา่ กรรมฐาน ทา่ นจงึ ดาํ รทิ จี่ ะสรา้ งวดั ปา่ ขน้ึ
ทจ่ี งั หวดั นครราชสีมา เพ่อื ใช้เป็นศนู ยก์ ลางของพระเณรกรรมฐานภาคอสี าน และใช้
เป็นสถานท่อี บรมศีลธรรมใหแ้ ก่พุทธศาสนกิ ชนบรษิ ทั ในเขตจังหวัดนครราชสีมา

หลวงชาญนคิ ม (ทอง จนั ทศร) ข้าหลวง (ผวู้ า่ ราชการ) จังหวดั นครราชสมี า
ในสมยั นนั้ ทราบถงึ ดาํ รนิ ข้ี องทา่ นเจา้ คณุ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ จงึ มศี รทั ธาถวายทดี่ นิ
สรา้ งวดั ปา่ ประจาํ จงั หวดั นครราชสมี า สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ ทา่ นจงึ มหี นงั สอื แจง้ ไปหา
หลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม ใหพ้ าลกู ศษิ ยพ์ ระเณรกรรมฐาน จงั หวดั ขอนแกน่ มาเผยแผ่
ศาสนาท่ีจังหวัดนครราชสมี า องคท์ า่ นหลวงปูส่ ิงห์ กับหลวงปู่มหาปิ่น ปัญญาพโล

70

พาพระเณรสิบกว่ารูป เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นน่ังรถไฟมาจังหวัดนครราชสีมา
ตามบญั ชาของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวรี วงศ์ หลวงปู่ชอบทา่ นจงึ ได้ตดิ ตาม
องคท์ ่านหลวงปสู่ งิ หไ์ ปจงั หวดั นครราชสีมา ในฐานะลกู ศษิ ยพ์ ระอปุ ฏั ฐาก

คณะองค์ท่านหลวงปู่สิงห์เดินทางมาถึงนครราชสีมา หลวงชาญนิคมได้กราบ
นิมนต์คณะขององค์ท่านมาพักอยู่ท่ีสวนของหลวงชาญนิคม เม่ือถึงวันนัดหมาย
สมเดจ็ พระมหาวีรวงศ์ ท่านเดนิ ทางจากกรุงเทพมหานคร มารบั มอบถวายทดี่ นิ สร้าง
วดั ปา่ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ท่านใหอ้ งค์ทา่ นหลวงปู่สงิ หเ์ ป็นประธานสงฆใ์ นการรบั
มอบท่ีดินจากหลวงชาญนิคมเพ่ือสร้างวัดป่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์มอบหมายให้
หลวงปสู่ งิ หเ์ ปน็ ผสู้ รา้ งวดั โดยทา่ นเปน็ ผสู้ นบั สนนุ ตง้ั ชอ่ื วดั แหง่ นว้ี า่ “วดั ปา่ สาลวนั ”

หลังจากรบั มอบทด่ี นิ สร้างวดั แลว้ หลวงปสู่ ิงหท์ ่านทราบข่าวจากสมเดจ็ มหา-
วรี วงศ์วา่ ท่านเจ้าคุณพระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (จนั ทร์ สริ ิจนั โท) ตอนนท้ี ่านกำ� ลงั
อาพาธหนกั องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หจ์ งึ ชวนหลวงปมู่ หาปน่ิ พระนอ้ งชาย เดนิ ทางไปเยย่ี ม
อาพาธของท่านเจา้ คุณอุบาลฯี ท่ีวดั บรมนวิ าสฯ กรุงเทพมหานคร หลวงปูช่ อบกบั
หลวงปูฝ่ ั้น (อาจาโร) ไดเ้ ดนิ ทางไปกรงุ เทพมหานคร พรอ้ มกับองคท์ ่านหลวงปู่สิงห์
หลวงปมู่ หาปนิ่ ในฐานะพระอุปัฏฐาก

(สมัยน้ัน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็นพระอุปัฏฐากองค์ท่านหลวงปู่สิงห์
ขันตยาคโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านเป็นพระอุปัฏฐากองค์ท่านหลวงปู่มหาปิ่น
ปญั ญาพโล)

บันทึกถึงเรื่องหลวงปู่ชอบท่านติดตามองค์ท่านหลวงปู่สิงห์ลงมาเยี่ยมอาการ
อาพาธของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) ท่ีวัดบรมนิวาส
กรุงเทพมหานคร ขณะท่ีหลวงปู่ชอบพักอยู่วัดบรมนิวาส ท่านได้รู้จักกับพระมหา
เมืองเลยรปู หนึ่ง พระมหารูปน้ที ่านมชี ่อื วา่ พระมหาศรีจันทร์ วณั ณาโภ (หลวงปู่
ศรีจันทร์ วัณณาโภ วัดศรสี ทุ ธาวาส ตาํ บลกดุ ปอ่ ง อําเภอเมอื ง จงั หวดั เลย) หลวงปู่
ศรจี นั ทรม์ าดเู จา้ คณุ อบุ าลฯี ในฐานะทา่ นเปน็ ลกู ศษิ ยศ์ กึ ษาปรยิ ตั ธิ รรมและการปฏบิ ตั ิ

71

จากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ศรีจันทร์จึงรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่
สมยั ท่ีทา่ นท้ังสองรว่ มกันดูแลทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลีฯ ตอนองค์ท่านอาพาธ

ภายหลังจากหลวงปู่สิงห์เดินทางมาเยี่ยมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ แล้ว ผ่านไปไม่
กเี่ ดอื น ทา่ นเจา้ คณุ อบุ าลฯี กล็ ะขนั ธม์ รณภาพลง เมอ่ื วนั ท่ี ๑๙ กรกฎาคม ปพี ทุ ธศกั ราช
๒๔๗๕ องค์ท่านหลวงปู่สิงห์ได้ลงไปงานท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ตอนครบรอบเจ็ดวัน
จากนน้ั หลวงปสู่ งิ หท์ า่ นพาหลวงปชู่ อบเดนิ ทางกลบั จงั หวดั นครราชสมี า ปพี ทุ ธศกั ราช
๒๔๗๕ พรรษาที่ ๘ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ทา่ นจําพรรษากบั องค์ทา่ นหลวงปู่สิงห์
ขนั ตยาคโม ทว่ี ดั ป่าสาลวนั อําเภอเมอื ง จังหวดั นครราชสีมา

ออกพรรษาหลังงานกฐินปี ๒๔๗๕ หลวงชาญนิคมเขตไดถ้ วายท่ีดินและกราบ
นมิ นตอ์ งคท์ า่ นหลวงปมู่ หาปน่ิ ปญั ญาพโล ไปสรา้ งวดั ปา่ ขน้ึ อกี วดั หนง่ึ ทบี่ า้ นหวั ทะเล
เขตอำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครราชสมี า องคท์ า่ นหลวงปมู่ หาปน่ิ จงึ ชวนหลวงปอู่ อ่ น ญาณสริ ิ
หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร หลวงปกู่ งมา จริ ปญุ โญ หลวงปซู่ ามา อจตุ โต
ตดิ ตามไปสรา้ งวดั ปา่ ทบี่ า้ นหวั ทะเล พอสรา้ งวดั ขน้ึ มาแลว้ องคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ไดต้ งั้ ชอื่
วดั แหง่ นวี้ า่ “วดั ปา่ ศรทั ธารวม” ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖ พรรษาท่ี ๙ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
ทา่ นจาํ พรรษากบั องคท์ า่ นหลวงปมู่ หาปน่ิ ปญั ญาพโล ท่ี วดั ปา่ ศรทั ธารวม บา้ นหวั ทะเล
อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั นครราชสมี า

กราบลาองค์ท่านหลวงปู่สงิ ห์ออกเทยี่ ววเิ วก

หลงั ออกพรรษา ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นกราบลาองคท์ า่ น
หลวงปมู่ หาปน่ิ ปญั ญาพโล และองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม ผเู้ ปน็ ครบู าอาจารย์
ออกเท่ยี ววิเวกแสวงหาสถานท่จี าํ พรรษาแห่งอ่นื หลวงปู่ชอบแจง้ เจตนาของท่านกบั
ครูบาอาจารย์ท้ังสองว่า “กระผมอยากจะเท่ียววิเวกขึ้นเหนือเพ่ือตามหาพ่อแม่-
ครูอาจารย์ม่ัน” หลวงปู่สิงห์ถาม “ท่านชอบจะไปเที่ยววิเวกเมืองเหนือกับหมู่คณะ
ทา่ นใด” ทา่ นตอบหลวงปสู่ งิ หว์ า่ “กระผมจะเดนิ ทางขน้ึ เหนอื ลาํ พงั องคเ์ ดยี ว ถา้ ไปกบั

72

หมคู่ ณะแลว้ กระผมจะไมส่ ะดวกในการปฏบิ ตั ิ เพราะจะพะวงกบั หมเู่ พอื่ น” องคท์ า่ น
หลวงปสู่ งิ หจ์ งึ อนญุ าตใหห้ ลวงปชู่ อบทา่ นเทยี่ ววเิ วกขนึ้ เหนอื ตามหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่
ภรู ิทัตโต โดยลาํ พังผ้เู ดียว

หลวงปชู่ อบท่านเดนิ ทางออกจากเขตจงั หวดั นครราชสีมา เทีย่ ววเิ วกมาทางเขต
จังหวัดชัยภูมิ ทา่ นเท่ยี ววเิ วกเขตจงั หวัดชัยภูมิ เชน่ ท่ีถ�้ำววั แดง อําเภอภักดีชุมพล
ถ�้ำพญาชา้ งเผอื ก อาํ เภอคอนสาร จากนน้ั ท่านเดนิ ทางมาเทีย่ ววิเวกทางเขตจงั หวดั
เพชรบรู ณท์ อี่ าํ เภอนำ้� หนาว อาํ เภอหลม่ สกั อาํ เภอหลม่ เกา่ ทเ่ี ขตอาํ เภอหลม่ สกั ทา่ นมา
แวะพกั ภาวนาทว่ี ดั รา้ ง บา้ นหนองบวั ตาํ บลสกั หลง อาํ เภอหลม่ สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ์
(ต่อมาวดั รา้ งแหง่ นี้ไดร้ บั การบูรณะข้ึนมาใหม่โดยใชช้ ือ่ วา่ วัดสันติวฒั นา ปจั จบุ ันมี
หลวงปู่เปรื่อง ฐานังกโร ลูกศิษย์องค์ท่านหลวงปู่ชอบเป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๓๕)

ทา่ นถามชาวบา้ นหนองบวั วา่ “วดั แหง่ นถ้ี กู ทง้ิ รา้ งนานหรอื ยงั ” ชาวบา้ นบอกทา่ นวา่
“วดั แหง่ นถ้ี กู ทง้ิ รา้ งมานานแลว้ และไมม่ ใี ครทราบวา่ วดั แหง่ นสี้ รา้ งขนึ้ มาตง้ั แตเ่ มอ่ื ไหร่
ไดแ้ ตส่ นั นษิ ฐานกนั วา่ นา่ จะสรา้ งขน้ึ มาในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา” ชาวบา้ นบอกทว่ี ดั แหง่ นผี้ ดี ุ
เคยมคี นมาขดุ หาของเกา่ แลว้ ถกู อาํ นาจลกึ ลบั อยทู่ นี่ ที่ าํ รา้ ยจนตาย หรอื เปน็ บา้ เสยี สติ
ไปกม็ ี ชาวบ้านท่ีนี่จงึ ไมม่ ีใครกลา้ มายุ่งกับวดั ร้างแหง่ น้ีเพราะกลวั ภัยอาํ นาจลกึ ลบั

หลวงป่ชู อบบอกทีว่ ัดร้างบา้ นหนองบวั (วดั สันติวัฒนา) สมยั น้นั มงี ูมาก มที ้ัง
งูขนาดตวั เท่านิว้ กอ้ ยจนถงึ ใหญ่เทา่ แขนเทา่ ขาของทา่ น พวกงูจะพากันอาศัยอย่ตู าม
ซอกอฐิ ซอกหนิ ของโบสถเ์ กา่ พอกลางคนื อากาศเยน็ สบาย งพู วกนกี้ จ็ ะพากนั ออกมา
ยั้วเย้ียรอบบรเิ วณวดั ท่านวา่ งูบางตวั มันยังเลอื้ ยข้ึนมานอนเล่นบนตกั ท่านขณะน่งั
ภาวนา ถา้ เปน็ คนทว่ั ไปอยา่ งเราๆ มงี เู ลอ้ื ยขน้ึ มานอนบนตกั คงตกใจสะเดดิ ลนลานกนั
ไปแลว้ หลวงปู่ชอบทา่ นเป็นคนไม่กลวั งู เพราะท่านคุน้ เคยกับนิสัยอสรพิษพวกน้ีดี
ท่านบอกอันดับต้นๆ ที่งูมันกัดคนเพราะมันตกใจ จึงฉกกัดเพ่ือป้องกันตัวเอง
ทา่ นว่าถ้าเจองพู ษิ อยใู่ กล้ตัว ให้ต้งั สตใิ หม้ ั่นคง ทาํ ตัวน่ิงๆ อย่าลนลาน งูมันจะหนี
ไปเอง เพราะมันก็กลวั คนจะทําร้ายมนั เหมือนกัน

73

หลวงปชู่ อบพักภาวนาอยู่ที่วดั รา้ งบา้ นหนองบวั อาํ เภอหล่มสกั ประมาณสอง
สามคืน จากนัน้ ท่านเที่ยววเิ วกไปทางเขตอาํ เภอเมืองเพชรบูรณ์ เดิมทที ่านตงั้ ใจจะ
เดนิ ทางไปเมอื งเก่า อําเภอศรเี ทพ ท่านเปลย่ี นใจไม่ไปเมืองเกา่ ศรีเทพ เพราะพบกับ
หลวงปพู่ รหม จริ ปญุ โญ หลวงปพู่ รหมทา่ นกาํ ลงั จะเดนิ ทางขนึ้ ไปเมอื งเหนอื เพอ่ื ตามหา
องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั หลวงปพู่ รหมทา่ นชวนหลวงปชู่ อบใหเ้ ดนิ ทางไปเชยี งใหมต่ ามหา
พอ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ ดว้ ยกนั หลวงปชู่ อบอยากจะเทย่ี ววเิ วกในเขตจงั หวดั เพชรบรู ณ์
ทา่ นจงึ บอกให้หลวงปูพ่ รหมขน้ึ ไปกอ่ น ทา่ นจะตามไปในภายหลงั

ทา่ นถามหลวงปพู่ รหม “มถี ำ้� ภดู อยทไ่ี หนบา้ งเหมาะแกก่ ารภาวนา” หลวงปพู่ รหม
แนะนาํ ใหห้ ลวงปชู่ อบไปภาวนาทถ่ี ำ้� นำ�้ บงั ตำ� บลถำ�้ นายม อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ์
หลวงปพู่ รหมทา่ นวา่ “เจา้ ทที่ นี่ มี่ นั ดดุ ี พระเณรเถรชผี ทู้ ศุ ลี จะอยถู่ ำ้� นล้ี ำ� บาก พวกเทพภมู ิ
ท่ีนี่เขาชอบพระเณรปฏิบัติตนในทํานองคลองธรรม” หลวงปู่ชอบสนใจอยากจะไป
ภาวนา ท่านจึงถามทางไปถำ้� น้�ำบังจากหลวงปพู่ รหม

ทา่ นวา่ ถ้ำ� น�้ำบังสมยั น้ันลกึ ลับอาถรรพม์ าก เวลาเดินจงกรมภาวนา สวดมนต์
สาธยายธรรม มกั มเี สยี งมโหรปี พ่ี าทยห์ รอื เสยี งไชโยโหร่ อ้ งอกึ ทกึ ทว่ั ถำ�้ ผา เรอื่ งลกึ ลบั
แบบน้ี ทา่ นวา่ เปน็ เรอื่ งปรกตสิ ำ� หรบั ผปู้ ฏบิ ตั ธิ รรมมกั จะพบเจอ ทา่ นบอกเมอื่ ไดย้ นิ เสยี ง
แบบนใ้ี นทว่ี งั เวง อยา่ ไปกลวั นคี่ อื การแสดงอนโุ มทนาของพวกเทพเทวดาทเี่ ขาอาศยั
อยใู่ นสถานทแ่ี หง่ นน้ั เมอื่ ไดย้ นิ เสยี งแบบนแ้ี ลว้ ใหเ้ ราแผเ่ มตตาใหผ้ กู้ ำ� เนดิ เสยี งนนั้
เสยี งเหลา่ นก้ี จ็ ะหายไปเอง เสยี งมโหรปี แ่ี คนดงั ขนึ้ ในสถานทล่ี กึ ซง้ึ คอื การแสดงออก
ของกายทิพย์ท่ีเขาส่ือให้เรารู้ บางทีเขาแสดงความยินดีกระทบกายท�ำให้เราขนลุก
ขนพองก็มี

หลวงปชู่ อบพกั ภาวนาอยทู่ ถี่ ำ้� นำ�้ บงั ประมาณครง่ึ เดอื น พอคนุ้ เคยกบั สถานทแี่ ลว้
ทา่ นกอ็ อกจากถำ้� นำ�้ บงั แสวงหาทภ่ี าวนาแหง่ ใหม่ ทา่ นถามชาวบา้ นนำ้� บงั วา่ “มที ไ่ี หนบา้ ง
เหมาะทจ่ี ะพกั จาํ พรรษา” ชาวบา้ นนำ�้ บงั บอก “ไมไ่ กลจากทนี่ ม่ี ากเทา่ ไรนกั มถี ำ�้ อยถู่ ำ�้ หนง่ึ
ช่ือถ้�ำนายม ที่ถ�้ำนายมตอนน้ีมีตาผ้าขาวคนหน่ึงชื่อ “พ่อสง่า” พักจ�ำศีลอยู่ที่นั่น”
หลวงปู่ชอบสนใจในสถานที่ ท่านจงึ เดนิ ทางไป “ถำ�้ นายม” ตามทช่ี าวบ้านน้�ำบงั บอก

74

จำ� พรรษาทีถ่ ำ้� นายม จงั หวดั เพชรบูรณ์

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เดนิ ทางจากถำ้� นำ�้ บงั ไปถำ�้ นายม ตาํ บลถำ�้ นายม อาํ เภอเมอื ง
จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้เวลาเดินทางครึ่งวัน ท่านบอก สมัยน้ันทางจากบ้านถำ้� น�้ำบัง
ไปบ้านถ้�ำนายมไม่มีถนนหนทางเหมือนสมัยนี้ ต้องอาศัยเดินตามทางล้อเกวียน
ผา่ นปา่ ใหญ่ กวา่ จะมาถงึ ถำ้� นายมกเ็ ป็นเวลาราวบ่ายสามโมง

ตาผา้ ขาวถำ้� นายมเหน็ หลวงปชู่ อบ เขาออกมาตอ้ นรบั นมิ นตท์ า่ นพกั ฉนั นำ้� คลาย
ความเมอื่ ยลา้ ตาผา้ ขาวนายมบอก “ขา้ นอ้ ยตม้ นำ้� ยาสมนุ ไพรไวร้ ออาจารยต์ ง้ั แตเ่ ทยี่ ง
จนน�้ำเดือดไปหลายเที่ยวแล้ว ข้าน้อยคอยดูทางว่าเม่ือไหร่อาจารย์จะมาถึงสักที”
หลวงปู่ชอบแปลกใจที่ตาผ้าขาวผู้น้ีรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะเดินทางมาถ�้ำนายม ทั้งท่ี
ทา่ นเองกไ็ มไ่ ดไ้ หวว้ านใหใ้ ครมาแจง้ เรอื่ งนกี้ บั ตาผา้ ขาว ทา่ นถามตาผา้ ขาว “โยมรไู้ ด้
อยา่ งไรวา่ อาตมาจะมาทนี่ ”่ี ตาผา้ ขาวบอก “ขา้ นอ้ ยรจู้ ากเทวดาถำ้� นำ้� บงั มาบอกวา่ จะมี
พระเข้ามาพกั ทนี่ ่ี”

ทา่ นวา่ “พอ่ สงา่ ตาผา้ ขาว” คนน้ี มคี วามรภู้ ายในพสิ ดารมาก เขารเู้ รอ่ื งลล้ี บั ภายนอก
ธรรมภายในลกึ ซ้ึง จนองค์ทา่ นยอมรบั ในความรู้ของตาผา้ ขาวนายมท่านน้ี

ตาผา้ ขาวถ�ำ้ นายมบอก “นก่ี จ็ วนจะเข้าพรรษาแล้ว ข้าน้อยนมิ นต์ทา่ นอาจารย์
จำ� พรรษาดว้ ยกนั กบั ขา้ นอ้ ยอยทู่ น่ี เ่ี ถดิ เรอื่ งปจั จยั สน่ี นั้ ขา้ นอ้ ยขอปวารณาเปน็ ผดู้ แู ล
ทา่ นอาจารยท์ งั้ หมด ขอทา่ นอยา่ ไดเ้ กรงใจขา้ นอ้ ยในเร่อื งปจั จัยส่”ี หลวงปู่ชอบบอก
ตาผ้าขาวนายมว่า “อาตมาขอพิจารณาดูก่อนว่าจะจ�ำพรรษาอยทู่ ี่น่หี รอื ไม่ เบ้ืองตน้
อาตมาขอพกั ภาวนาอยทู่ นี่ ส่ี กั ระยะหนงึ่ กอ่ น สว่ นเรอื่ งจะจำ� พรรษาหรอื ไมน่ นั้ อาตมา
จะแจง้ ใหโ้ ยมผา้ ขาวทราบภายหลงั ” ตาผา้ ขาวนมิ นตห์ ลวงปชู่ อบพกั ทก่ี ระทอ่ มหนา้ ถำ้�
ซงึ่ เป็นกระท่อมเกา่ ของเขา สว่ นตาผา้ ขาวทา่ นเขา้ ไปพกั ในถำ้� นายม

หลงั พกั ภาวนาทถ่ี ำ้� นายมไดส้ ามสว่ี นั หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ วา่ สถานทแ่ี หง่ นเี้ งยี บ
สงบ เหมาะแกก่ ารพกั จำ� พรรษา ทา่ นบอกพอ่ สงา่ ตาผา้ ขาววา่ “อาตมาขอจำ� พรรษาอยทู่ นี่ ”ี่

75

ตาผ้าขาวสง่าเข้าไปหมู่บ้านบอกลูกชายกับลูกเขยให้มาท�ำที่พักจ�ำพรรษาให้
หลวงปชู่ อบ ตาผ้าขาวสงา่ กบั ลกู เขย ลกู ชาย พากนั ทำ� ทพี่ กั ให้องคท์ ่านหลวงปู่ชอบ
หา่ งจากถำ้� นายมประมาณร้อยเมตร ทำ� ทางจงกรมไวใ้ หท้ ่านสองเส้น เส้นหนง่ึ อย่ขู า้ ง
ทพ่ี ัก อกี เส้นท�ำไวภ้ ายในถ�้ำ เวลาฝนตกทา่ นจะไดม้ ที ี่จงกรมบงั ฟา้ บงั ฝน

ทา่ นวา่ ถำ้� นายมเปน็ ถำ�้ ใหญแ่ ละลกึ มาก ภายในถำ้� มซี อกซอยเงอ้ื มหนิ สลบั ซบั ซอ้ น
ไปมา ถำ�้ นายมเปน็ ถำ�้ ทมี่ อี าถรรพ์ เปน็ ทอ่ี าศยั ของพวกภมู บิ งั ตา ภายในถำ�้ จะมถี ว้ ยโถ
โอชาม พระพทุ ธรูป ของเก่าโบราณ กระจดั กระจายอยูต่ ามถ�ำ้

ท่านถามตาผ้าขาวว่า “สิง่ ของภายในถ้�ำเปน็ ของใครนํามาเก็บไว้” ตาผา้ ขาวสง่า
บอก “เปน็ ของโบราณ เกดิ มาขา้ นอ้ ยกเ็ หน็ ของพวกนมี้ อี ยใู่ นถำ�้ คนทน่ี ไี่ มม่ ใี ครกลา้ เอา
ของในถำ้� ไปเปน็ สมบตั สิ ว่ นตวั เพราะเขากลวั ภยั มดื สง่ิ ลล้ี บั จะไปตามทวงคนื ของในถำ้�
จึงถกู ท้งิ ไว้ไร้ผูค้ นเปน็ เจา้ ของอย่างทท่ี ่านอาจารย์ไดเ้ ห็น” หลวงปชู่ อบบอกสมบตั ิใน
ถำ้� นายม คอื สมบตั ขิ องชาวเมอื งศรเี ทพนคร (เมอื งศรเี ทพนคร ปจั จบุ นั คอื อาํ เภอศรเี ทพ
จังหวัดเพชรบูรณ์) นำ� มาซุกซอ่ นหนีภยั สงคราม

ตอนจําพรรษาที่ถ้�ำนายม ท่านว่าแต่ละวันจะมีเทพเทวดาจากสวรรค์ชั้นต่างๆ
มาหาตาผ้าขาวสง่าทุกวันมิได้ขาด เทวดาบางกลุ่มก็มาขอฟังธรรมกับตาผ้าขาวสง่า
เทวดาบางกล่มุ ก็มาอนุโมทนายินดีในการปฏิบตั ขิ องตาผา้ ขาว หลวงปูช่ อบทา่ นบอก
ตาผา้ ขาวสง่า ถำ้� นายม ผ้นู ้ีเป็น “พระอนาคาม”ี ผ้พู น้ กามคณุ

หลวงปชู่ อบ “บใ่ หเ้ รามคี วามมมุ านะไดย้ งั ไง ตาผา้ ขาวเขาเปน็ พระอนาคามี มาทาํ
อาหารใหเ้ ราฉนั ทงั้ พรรษา มนั ละอายใจตนเอง กลวั เปน็ บาปกรรม เราจงึ เรง่ ความเพยี ร
เอาแบบแขน่ ๆ (ทาํ ความเพยี รแบบอกุ ฤษฏ)์ ทาํ ความเพยี รอยา่ งหนกั หนว่ ง จนลมื วนั
ลมื คนื ผลทไ่ี ดจ้ ากการทาํ ความเพยี รอยา่ งหนกั นน้ั จติ เราตง้ั มนั่ ตอ่ พระนพิ พานเพียง
อยา่ งเดยี วในชาตนิ ้ี จติ ยกภมู อิ รยิ ะเบอื้ งตน้ (พระโสดาบนั ) ตอนจาํ พรรษาอยถู่ ำ้� นายม
นแี้ หละ”

76

“ตาผาขา้ วสงา่ ผนู้ ้ี เขามจี รติ คลา้ ยกบั เรา เปน็ พวกจรติ โลดโผนชอบออกรู้ บางครงั้
เราขอใหเ้ ขาอธบิ ายธรรมภาคปฏบิ ตั ใิ หฟ้ งั แตล่ ะขน้ั ตอนนนั้ ผา่ นมาไดอ้ ยา่ งไร ตาผา้ ขาว
สงา่ เลา่ ใหเ้ ราฟังหมดเรอื่ งภายนอกภายใน ตาผ้าขาวพอ่ สงา่ ผนู้ ภี้ าวนาเกง่ จนสามารถ
ทําลายกามคุณในจิตใจของตนเองลงได้ กามราคะน่ีเป็นกิเลสตัวหยาบหนาท่ีสุด
ถอดถอนยากทสี่ ดุ ถา้ ผใู้ ดละกามกเิ ลสออกไปจากจติ ใจของตนเองไดแ้ ลว้ พระนพิ พาน
ธรรมธาตุก็จะปรากฏใหผ้ นู้ น่ั ได้เหน็ ต่อหน้า คือจ่ังว่าสิควา้ เอาได้เลย”

เกือบตาบอดเพราะความเพยี ร

ตอนจาํ พรรษาอยู่ “ถำ�้ นายม” จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ปี ๒๔๗๗ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
ทา่ นเรง่ ความเพยี รอยา่ งอกุ ฤษฏ์ หามรงุ่ หามคำ�่ โดยไมค่ าํ นงึ ถงึ วนั คนื ทา่ นบอก “เรานงั่
ภาวนาข้ามวันข้ามคืนติดต่อกันหลายวันจนก้นแตกนั่งภาวนาไม่ได้ เราก็หันมาเดิน
จงกรมแทน เดินจงกรมชนิดเอาเป็นเอาตายจนฝ่าเท้าท้ังสองข้างเปิดออก ฝ่าเท้า
ท้ังสองข้างเจ็บแสบไมต่ ่างอะไรกับถกู คมมดี กรีด เวลาเดินต้องเอาผา้ พนั ฝ่าเท้าเอาไว้
เพอ่ื บรรเทาความเจบ็ ปวด พจิ ารณาความเพยี รตนเอง ถา้ เราเรง่ เอาแบบไมพ่ อดอี ยา่ งน้ี
รา่ งกายเราจะสกู้ บั ความเพยี รในใจไมไ่ หว กเิ ลสยงั ไมท่ นั ตาย กายของเรามนั จะแตก
กอ่ น” ท่านจึงผอ่ นความเพยี รของตนเองลงเพอ่ื รกั ษาธาตขุ ันธ์

ช่วงผ่อนความเพียรลงมานัน้ ท่านบอกพอฉนั ข้าวแลว้ เราจะมอี าการงว่ งเหงา
หาวนอน เวลาสวดมนต์ไหว้พระภาวนาจะหลับนกหลับในอย่ปู ระจาํ อาการหลับใน
แบบน้ไี มเ่ คยเกิดกับทา่ นมาก่อน ท่านจึงหาอบุ ายแก้ไขตนเองเรอ่ื งนดี้ ว้ ยการฉันพริก
ฉนั เกลอื เวลาเกดิ อาการงว่ งนอน ตอนเผด็ พรกิ เคม็ เกลอื อาการงว่ งเหงาหาวนอนเหลา่ นี้
ก็หายไปชว่ั ขณะ แต่พอฤทธ์ิพริกฤทธิ์เกลือหมด อาการงว่ งงึมซมึ กะทอื มันก็กลบั มา
เป็นเพ่ือนเยือนกายทา่ นเหมือนเดิม

องค์ทา่ นจึงตง้ั สจั จะ “เนสชั ชิก” ไมน่ อน เพ่อื เป็นการดดั สันดานทรมานกเิ ลส
ความงว่ งเหงาหาวนอนที่มารบกวนธาตุขนั ธใ์ นการปฏบิ ตั ิของทา่ น พ่อแม่ครอู าจารย์

77

ทา่ นตง้ั สจั จะวา่ “ถา้ หากขา้ พเจา้ เผลอสตหิ ลบั ไปในเวลาใด ขอใหข้ า้ พเจา้ ขาดใจตายไป
ในเวลานัน้ ”

ทา่ นเรมิ่ อดนอนในการปฏบิ ตั คิ รง้ั ละ ๓ วนั ถงึ จะพกั คนื หนงึ่ ตอ่ มาเพม่ิ เปน็ ๗ วนั
ถงึ นอนครง้ั หนงึ่ พอเหน็ วา่ รา่ งกายกบั สตขิ องตนเองมคี วามเขม้ แขง็ จงึ เพม่ิ วนั ในการ
อดนอนข้ึนเป็นลาํ ดบั โดยอดนอนทําความเพียรต่อเน่อื ง ๑๕ วนั ถงึ พักคร้งั หน่งึ

ทา่ นวา่ ตอนอดนอน ๑๕ วนั น้ี ทรมานมาก ตาทงั้ สองขา้ งจะปวดจนมนี ำ�้ ตาไหล
ออกมา มองแสงสวา่ งกไ็ มไ่ ดเ้ พราะจะปวดนยั นต์ ามาก จนตอ้ งเขา้ ไปอยใู่ นถำ้� เพอ่ื อาศยั
ความมดื ชว่ ยประคองสายตา ทา่ นวา่ ถา้ ไมท่ าํ เชน่ นี้ เสน้ เลอื ดนยั นต์ าจะแตก แกว้ ตาจะ
บอดได้

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “ธดุ งค์ ๑๓ ขอ้ เราทาํ มาแลว้ ทง้ั หมด ไมม่ ขี อ้ ไหนหนกั เทา่
“เนสชั ชกิ ” ขอ้ นห้ี นกั ทส่ี ดุ ทรมานทส่ี ดุ อดขา้ วเปน็ เดอื นยงั ไมห่ นกั เทา่ อดนอนอาทติ ย์
เดียว อดขา้ วยงั ไดน้ อนพักสายตา อดนอนได้พักสายตาต่อเมื่อหลบั ตาภาวนาเทา่ น้ัน
อดนอนหลายวนั ตามนั จะปวดมนี ำ้� ตาไหลออกมาตลอด หนกั เขา้ เหมอื นมไี ฟมาสมุ อยู่
ในตา เราจงึ ไมแ่ ปลกใจเลยวา่ ทาํ ไมพระจกั ขบุ าลทา่ นถงึ ตาบอดเพราะความเพยี รใน
การอดนอน

อดนอนนม่ี หาโหดที่สดุ ในธดุ งค์ ๑๓ ขอ้ ถ้าถอื ธุดงค์ข้อน้แี ล้วแอบไปหลบั ใน
ทา่ น่งั กเิ ลสมนั กข็ ่ีหวั ไดเ้ หมือนเดมิ ถ้าทาํ แบบนี้อย่ามาตง้ั สัจจะหลอกตนเองให้อาย
พระพทุ ธรูป สุดทา้ ยก็ถกู กเิ ลสมันสบั กะโหลกใหห้ ลบั ในคือเก่า

เราบเ่ อานะแบบนนั้ ตงั้ สจั จะไมน่ อน แตม่ านอนในทา่ นง่ั เปน็ การหลอกตนเอง ไมม่ ี
ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั ทิ างดา้ นสติ ขนั ติ เราตง้ั สจั จะเอาขนาดวา่ “ถา้ ขา้ พเจา้ เผลอสติ
หลบั ไปเมอื่ ไหร่ กใ็ หข้ าดใจตายในตอนนน้ั เลย” ปที จ่ี าํ พรรษาอยถู่ ำ้� นายม เราเอาหนกั ถงึ
ขัน้ ตาจะบอดตวั จะตายเพราะความเพียร เรายอมแลกหมดเพือ่ จะเอาธรรม”

78

โอสถทพิ ย์เทวดา

ด้วยความปรารถนาอยากรู้อยากเห็นธรรมในชาตินี้ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ
ฐานสโม ทา่ นจงึ เรง่ ความเพยี รอยา่ งหนกั ชนดิ เอาตายเขา้ แลก องคท์ า่ นทาํ ความเพยี ร
เดนิ จงกรมภาวนา อดนอน ผอ่ นอาหาร ต่อเน่อื งกนั หลายวัน จนทาํ ให้รา่ งกายทา่ น
ออ่ นแรง สคู้ วามเพยี รไมไ่ หว จนเปน็ เหตใุ หท้ า่ นปว่ ยเปน็ ไขป้ า่ ขน้ึ มา ทแี รกทา่ นเขา้ ใจวา่
เปน็ ไขห้ วดั ธรรมดา ฉนั ยาสมนุ ไพรทม่ี กี ค็ งจะหาย ฉนั ยาหมดไปหลายหมอ้ อาการไข้
ของทา่ นกไ็ มม่ ที า่ ทวี า่ จะเบาบางสรา่ งซาลง หนาํ ซำ�้ ยาบางอยา่ งกลบั ทาํ ใหอ้ าการไขข้ อง
ท่านหนักขึ้นจนนอนซมหนาวสนั่

ทา่ นวา่ ถา้ อยใู่ นรม่ จะมอี าการหนาวสนั่ เหมอื นกบั รา่ งกายไมม่ ธี าตไุ ฟไออนุ่ เวลา
หนาวสน่ั ขน้ึ มาแตล่ ะครง้ั หวั ใจแทบจะหยดุ เตน้ ไปเลยในตอนนนั้ ทา่ นตอ้ งอาศยั นอน
ตากแดดน่ังตากแดดบนก้อนหินหน้าถ�้ำเพื่อบรรเทาความหนาวใน พอตากแดดไป
นานๆ จะมอี าการรอ้ นภายในเหงอื่ ซมึ ออกมา ทา่ นตอ้ งคอยสลบั แดดสลบั รม่ อยอู่ ยา่ งนี้
เพอ่ื รกั ษาอาการไมพ่ อดขี องธาตขุ นั ธต์ นเอง อาการหนาวสนั่ ทวี่ า่ นี้ ทา่ นวา่ ไมห่ นกั เทา่ กบั
ปวดหวั เพราะพษิ ไข้ เวลาพษิ ไขก้ าํ เรบิ ขน้ึ มา เหมอื นกบั วา่ หวั มนั จะแตกออกเปน็ เสย่ี งๆ
นัยน์ตาเหมือนจะกระเด็นหลุดออกมาจากเบ้าตา เวลาปวดหัวมากๆ ท่านต้องเอา
สายรดั ประคดเอวมามดั พนั รอบหวั เพอื่ บรรเทาเวทนา พอเหน็ วา่ อาการของตนเองหนกั
มากแลว้ ท่านจึงเล่าเร่อื งอาพาธใหต้ าผา้ ขาวฟงั ตาผ้าขาวสง่าบอก “อาการท่อี าจารย์
กําลังเป็นอย่นู ค้ี อื ไข้ป้าง” (ไขม้ าลาเรยี )

ตาผา้ ขาวสงา่ ไปหายาสมนุ ไพรมาตม้ ถวายใหท้ า่ นฉนั เพอื่ บรรเทาพษิ ไข้ ทา่ นฉนั
ยาสมุนไพรท่ีตาผา้ ขาวต้มถวายหมดไปหลายหม้อ อาการไข้ก็ไม่ทุเลาเซาซา เวทนา
อาการกย็ งั รมุ เรา้ อยเู่ หมอื นเดมิ จนทา่ นราํ พงึ ในใจ “เรอ่ื งตายนเ้ี ราไมอ่ าลยั ในชวี ติ เลย
เกดิ มากต็ อ้ งตายกนั ทกุ คนอยแู่ ลว้ เสยี ดายแตเ่ รายงั ไมพ่ น้ ทกุ ขเ์ ทา่ นน้ั ” ทา่ นจงึ ตดั สนิ ใจ
จากนไ้ี ปเราจะไมฉ่ นั ยาใดๆ อกี แลว้ เราจะเอาธรรมเขา้ รกั ษา ถา้ หายกห็ าย ถา้ ไมห่ าย
กใ็ หม้ ันตายไปเลย

79

ท่านตัง้ จติ อธษิ ฐานวา่ “ถ้าขา้ พเจ้ามวี าสนาทจี่ ะร้ธู รรมเบอื้ งสูงในชาตนิ ี้ ขอให้
ขา้ พเจ้าหายจากปว่ ยไข้ หากขา้ พเจา้ ไม่มวี าสนาทจ่ี ะรู้ธรรมเบ้ืองสงู ในชาติน้แี ล้ว กใ็ ห้
ตนเองสน้ิ อายขุ ัยตายไปเพราะไขน้ ”ี้

เม่ือตงั้ จิตอธษิ ฐานแล้ว ทา่ นน่ังภาวนาดูจิตดใู จของตนเอง ปลอ่ ยให้ธาตุขนั ธ์
ทาํ หนา้ ทข่ี องมนั ไปตามโลก พอเวทนาขาดกนั กบั จติ แลว้ จติ ทา่ นเกดิ ความสวา่ งอยา่ ง
ประมาณไมไ่ ด้ พอจติ พกั ฟกั ตวั จนอม่ิ จงึ ถอนออกมาดขู า้ งนอก ทา่ นเหน็ เทวดานางหนง่ึ
นง่ั อย่นู อกระเบียงชานทพ่ี ัก เทวดาตนนแ้ี สดงความเคารพทา่ นด้วยการพนมกรไหว้
นางเทวดาตนนบี้ อก“ขา้ นอ้ ยทราบวา่ ทา่ นไมส่ บาย จงึ เอา “โอสถทพิ ย”์ มาถวายรกั ษา
พระคณุ ทา่ น” ทา่ นถาม “จะรกั ษาอาตมาอยา่ งไร” นางเทพเทวดาบอก “จะเอา “ยาทพิ ย”์
ทาตามตวั ของทา่ น อาการไขข้ องทา่ นกจ็ ะหายไปเอง” ทา่ นถาม “จะใหอ้ าตมาทาํ อยา่ งไร”
นางเทวดาบอก “ใหท้ า่ นทรงจติ ไว้ ทกุ อยา่ งขา้ พเจา้ จะเปน็ ผรู้ กั ษาเอง” นางเทวดาเอายา
เปน็ แทง่ ความยาวขนาดหนงึ่ คบื ทาทหี่ ลงั ของทา่ น ทา่ นวา่ พอเทวดาเขาเอายาทาทหี่ ลงั
เทา่ นน้ั ธาตขุ นั ธท์ ห่ี นกั หนว่ งเพราะพษิ ไขพ้ ลนั ทเุ ลาเบาโลง่ ขน้ึ มาทนั ที จนจติ ของทา่ น
สามารถสัมผสั ร้ไู ด้

พอท่านถอนจิตออกจากสมาธิ พิษไข้ที่เคยรุมเร้ามาหลายวันก็พลันหายเป็น
ปลิดท้ิง ร่างกายมีกําลังวังชาข้ึนมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกับว่าตนเองไม่เคยป่วย
มากอ่ น กายเอบิ จติ อม่ิ อยา่ งอศั จรรย์ ทา่ นวา่ เปน็ ครง้ั แรกทเ่ี ราไดร้ บั “โอสถทพิ ยเ์ ทวดา”
เปน็ ครงั้ แรกท่เี ราไดเ้ หน็ ปาฏหิ าริยโ์ อสถทิพย์เทวดาตอนจาํ พรรษาทีถ่ �้ำนายม

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถามนางเทวดาผมู้ ารกั ษาวา่ “โยมมวี าสนาสงเคราะหก์ นั กบั
อาตมามากอ่ นหรอื ถงึ ไดม้ ารกั ษาอาตมา” นางเทพเทวดาบอก “เมอื่ สมยั พระพทุ ธเจา้
สมณโคดม พระองคย์ งั ทรงพระชนมช์ พี อยู่ ขา้ พเจา้ เคยเกดิ เปน็ “แม”่ ของทา่ นมากอ่ น
เมือ่ ขา้ พเจ้าทราบว่าทา่ นไมส่ บายจึงมาดแู ลรักษาท่าน”

องคท์ ่านหลวงปชู่ อบพจิ ารณาอดตี ของท่านกับเทวดานางน้ี ชาติน้นั ทา่ นเกดิ ใน
สกุลพราหมณ์ เมอื งราชคฤห์ เป็นบุตรคนเดยี วของตระกลู มีนสิ ัยเอาแตใ่ จตนเอง

80

คบคนชวั่ เปน็ มติ ร พอ่ แมก่ ลวั ทา่ นจะดาํ รงวงศต์ ระกลู ไมไ่ ด้ จงึ พาทา่ นไปบวชในสาํ นกั
ของพระโสณะกฏุ ิกณั ณะ เพ่ือทีจ่ ะให้พระมหาเถระเจ้าทา่ นอบรมบ่มนสิ ัยใฝด่ ีให้

ดว้ ยเปน็ คนมนี สิ ยั เอาแตใ่ จตวั เอง ไมเ่ ชอ่ื ในคำ� สงั่ สอนของครบู าอาจารย์ หลงคาํ
ยยุ งอลชั ชี หนอี อกจากครบู าอาจารยไ์ ปอยกู่ บั พระเทวทตั หลงั จากเทวทตั ถกู ธรณสี บู
ในชาติน้ัน ท่านลาสิกขาออกมาครองเรือน อายุสามสิบกว่าก็ส้ินอายุขัยในชาติน้ัน
ตายจากชาตนิ น้ั ทา่ นไดไ้ ปเกดิ ในตระกลู ตำ�่ เพราะผลกรรมจากความดอื้ ดา้ นไมเ่ คารพ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ทรงศีล ส่วนแม่ของท่านได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ชั้น
ดาวดงึ ส์ เพราะผลบญุ ท่ตี นเองไดท้ ําไว้

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “เรอ่ื งเวยี นวา่ ยตายเกดิ นี่ ถา้ บห่ มดกเิ ลสแลว้ บม่ ที สี่ นิ้ สดุ
เปน็ ดอก มนั จะหมนุ เวยี นเปลย่ี นภพชาติ เกดิ ตำ�่ เกดิ สงู เพราะบญุ บาปหนนุ นาํ เกดิ ใน
ทต่ี ำ�่ เพราะผลบาปของตนเอง เกดิ ในทส่ี งู เพราะผลบญุ ของตนเอง เรอ่ื งบญุ บาปภพชาติ
นป่ี ระมาทบไ่ ด้ อยา่ งเรานอี่ ดตี เคยเกดิ เปน็ ลกู มหาเศรษฐกี ฎมุ พี กนิ นอนในหอปราสาท
เพราะมานะทฐิ ไิ รศ้ ลี ธรรม บร่ จู้ กั ออ่ นนอ้ มถอ่ มตนตอ่ พอ่ แม่ ครบู าอาจารยส์ มณะทรงศลี
ผมู้ ีคณุ บาปกรรมจึงสง่ ผลใหต้ นเองมาเกดิ ในตระกลู ทต่ี ำ่� กวา่ เดมิ

ชาตนิ นั้ เกดิ อยหู่ อปราสาท นอนอเู่ ตยี งทองคาํ ชาตนิ เ้ี กดิ ในกระทอ่ ม นอนกระดง้
ฟดั ขา้ ว นแ่ี หละ ผลของบาปบเ่ คารพพอ่ แม่ ครบู าอาจารย์ สมณะชพี ราหมณผ์ ทู้ รงศลี
โบราณทา่ นวา่ ลกู บฟ่ งั ความพอ่ แม่ ผลี ากลงหมอ้ นรก ศษิ ยบ์ ฟ่ งั คาํ ครู สเิ สอ่ื มพงั เพมา้ ง
เหน็ หรอื ยงั บาปกรรมเปน็ อยา่ งไร ทาํ อะไรไปกจ็ ะไดร้ บั ผลนน้ั มใี ครหนพี น้ ถา้ บอ่ ยาก
ตกต�่ำ อย่าประมาทในธรรมเป็นอันขาด บ่อยากให้ไฟไหม้หัวใจ ก็ให้มีธรรมเป็น
เครือ่ งอยู่ เรือ่ งบุญบาปน้ี เราเชอ่ื สนทิ ใจตั้งแต่อยถู่ �้ำนายม”

เรยี นถามองคท์ า่ น “ทาํ ไมแมเ่ ทวดาถงึ จาํ ไดว้ า่ พอ่ แมค่ รอู าจารยเ์ ปน็ ลกู เขา ทง้ั ที่
ตายจากชาตนิ น้ั ไปแลว้ ตา่ งฝา่ ยตา่ งเวยี นวา่ ยตายเกดิ อกี หลายชาต”ิ ทา่ นวา่ “เพราะจติ
ผกู พนั เทวดาเขามจี ติ ทล่ี ะเอยี ดกวา่ มนษุ ย์ ถงึ จะเปลย่ี นรปู รา่ งไปตามภมู เิ กดิ แตจ่ ติ
ผูกพันมนั ไมเ่ ปล่ยี นรูปรา่ งไปดว้ ย ทกุ อยา่ งที่ผ่านมา จิตมันบนั ทึกเอาไว้หมด เพราะ

81

กเิ ลสปดิ กน้ั ปญั ญา จติ คนเราจงึ ไมร่ ทู้ ม่ี าทไ่ี ปของตนเอง พอธรรมเปดิ จติ ออกมาแลว้
ทกุ อย่างจะเปดิ ใจใหเ้ รารู้หมด ก่ภี พกช่ี าตทิ ี่ผา่ นมามนั จะหล่งั ไหลพร่ังพรูออกมาจน
นบั ไมถ่ ว้ น ตาเนอ้ื เหน็ กนั จาํ ผดิ จาํ ถกู ตาจติ ตาใจเปดิ ออกมาเหน็ อดตี ปจั จบุ นั ทง้ั หมด
อดีตผูกพนั กนั มาอยา่ งไร ปัจจบุ นั มันจะแสดงใหร้ ้ทู ันที เร่ืองจิตน้ีพสิ ดารมาก สงู สุด
ต่�ำสุดก็อยู่ท่ีจิตดวงเดียวน้ีแหละ เวียนว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติก็อยู่ที่จิต
ดวงเดยี วน่ีแหละ ไมใ่ ชอ่ ย่ใู นทแ่ี ห่งใดไหนอนื่ ”

ทา่ นบอก ตอนจาํ พรรษาอยถู่ ำ้� นายม เทวดาผเู้ คยเกดิ เปน็ แมจ่ ะมาเยย่ี มเราเสมอ
บางครงั้ มาขอฟงั ธรรม บางครงั้ มาอนโุ มทนาในเวลาเราทาํ ความเพยี ร แมเ่ ทวดาเขาจะไม่
มารบกวนในเวลาเราทํา “อริยกจิ ” พวกเทพเทวดาเขาถอื ในเร่อื งอรยิ กจิ ต่างกันกับ
มนษุ ยเ์ ราผถู้ อื สนทิ ศษิ ยใ์ กลช้ ดิ ครบู าอาจารยร์ าวฟา้ กบั เหว ไมต่ า่ งอะไรกบั ลงิ คา่ งบา่ ง
ชะนี เมอื่ เทยี บกบั ผดู้ ที ผ่ี า่ นการอบรม พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นเปรยี บความประพฤตใิ ห้
ฟังเพ่ือเตือนใจในเร่ืองประพฤติพอดีระหว่างศิษย์กับอาจารย์ ท่านบอก “ถากบาป
กับอปุ ัฏฐากบญุ มนั ตา่ งกนั ทําเพ่อื ใหโ้ ลกเหน็ ได้รบั สรรเสรญิ ในเบ้ืองต้น สุดทา้ ย
พอโลกรกู้ ็ถูกตาํ หนินนิ ทา ทําเพ่อื ธรรม ธรรมจารึกในจิตใจของตนเองจนถงึ วันเขา้
พระนพิ พาน ทาํ อะไรลงไป ใจผกู้ ระทาํ รสู้ าแกใ่ จของตนเอง บญุ แสดงผลชา้ แตค่ มุ้ คา่
เมอ่ื แสดงผล เมอ่ื บญุ ใหผ้ ลแลว้ ใจผนู้ น้ั จะอมิ่ สขุ ในทพิ ยธรรม บาปเมอ่ื ทาํ ลงไปแลว้
จะแสดงผลเรว็ “อะยมั ภะทนั ตา” ใหผ้ นู้ นั้ ไดร้ บั ทกุ ขเวทนาเดอื ดรอ้ น ไฟนรกตกอบาย
เปน็ ยงั ไง ใจผนู้ น้ั จะรเู้ อง นกั ปราชญร์ าชเมธที า่ นจงึ กลา่ วไวว้ า่ “สวรรคใ์ นอก นรกในใจ”
ตนเองเห็นตามคําสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างสนิทใจ ไม่มีส่ิงใดจะมาโต้แย้ง
ดาบสองคมระหว่าง “บุญบาป” เป็นเชน่ ไร ใจผู้ “อุปฏั ฐาก” ยอ่ มรเู้ อง

เทวดาอยากรู้

อกี เรอื่ งหนง่ึ เกยี่ วกบั เทวดาตอนพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจำ� พรรษา
อย่ทู ถี่ ำ้� นายม จังหวัดเพชรบูรณ์ องคท์ า่ นเลา่ ให้ฟงั ว่า วนั หน่ึงทา่ นเดินจงกรมอยู่ใน
ถำ้� นายม มเี ทวดาผชู้ ายตนหนง่ึ นงั่ อยโู่ ขดหนิ ดเู ราเดนิ จงกรม กริ ยิ าเขาไมต่ า่ งอะไรกบั

82

คนมาน่งั ดูพระเดินจงกรม ท่านจึงก�ำหนดจติ แผ่เมตตาใหก้ ับเทวดาผนู้ ี้ เวลาท่ีทา่ น
แผเ่ มตตาใหก้ บั เทวดาผูน้ ้ี เขาจะพนมมืออนโุ มทนาสาธทุ ุกคร้งั เทพบุตรผนู้ ้จี ะนงั่ ดู
ท่านเดินจงกรมอยู่อย่างน้ันโดยไม่ไปไหนเลย จนท่านแปลกใจในกิริยาของเทวดา
ตนนี้

ท่านเคยเห็นเทพเทวดามาหลายองค์ แต่เทพเทวดาผู้นี้จะดูแปลกกว่าเทวดา
ตนอนื่ ท่ที ่านเคยเหน็ มา เทวดาทวั่ ไปเม่อื แผ่เมตตาให้ เขากจ็ ะอนุโมทนาสาธแุ ล้วลา
จากไป หรอื ไม่ก็จะเข้าสนทนาเรยี นถามธรรมะกบั ท่าน แต่เทวดาถำ�้ นายมผนู้ ้ี เขาจะ
ไมเ่ ขา้ มาหาทา่ น เขาจะนงั่ ดทู า่ นเดนิ จงกรมอยอู่ ยา่ งนนั้ โดยไมไ่ ปไหน ทา่ นกำ� หนดถาม
เทวดาผนู้ วี้ า่ “เพราะอะไรโยมจงึ มาเฝา้ ดอู าตมาเดนิ จงกรม” เทวดาผนู้ ไี้ มต่ อบคำ� ถาม
ของท่าน เขาลอยไปทางที่พกั ของตาผ้าขาวสงา่ อนาคามี แลว้ แสดงกริ ยิ าช้ีมอื มาทางท่ี
ทา่ นเดนิ จงกรม จากนน้ั เทวดาตนนเี้ ขาลาตาผา้ ขาวสงา่ อนาคามลี อยขนึ้ ไปบนอากาศ

หลงั เลิกจากจงกรม หลวงปชู่ อบท่านเดินมาทพี่ ักตาผ้าขาวสงา่ เพอ่ื ฉนั นำ�้ รอ้ น
ระหวา่ งฉนั นำ�้ รอ้ น หลวงปชู่ อบทา่ นถามตาผา้ ขาวสงา่ วา่ “เทวดาทมี่ าดอู าตมาเดนิ จงกรมนน้ั
เขาพดู อะไรกับตาผา้ ขาวหรือ” ตาผา้ ขาวสง่าเรยี นท่านว่า “เทวดาผ้นู ้ีเขามีความสงสัย
ถามข้านอ้ ยว่า “พระองค์นีท้ า่ นภาวนาได้ภูมิธรรมชนั้ ไหนแลว้ ” ขา้ นอ้ ยบอกว่าเร่อื งน้ี
ข้าพเจ้าไม่สามารถตอบค�ำถามของท่านได้ ถ้าท่านอยากจะรู้ ก็ให้ไปเรียนถามท่าน
อาจารยช์ อบเอาเอง เทวดาเขาไมก่ ลา้ ไปถามดว้ ยตนเอง เพราะเกรงในบารมธี รรมของ
ท่านอาจารย”์

หลวงปชู่ อบ “ตาผา้ ขาวรวู้ า่ เราไดภ้ ูมิธรรมชน้ั ไหนแลว้ แต่เขาไม่บอกเทวดา
ผสู้ งสัยทราบ เพราะมนั ผิดมารยาททางธรรม เทวดาเขากม็ าจากคน บางสิง่ บางอย่าง
เขากม็ คี วามสงสยั เหมอื นกบั คนเรานแ่ี หละ ตอนอยกู่ บั ทา่ นอาจารยใ์ หญม่ นั่ กเ็ หมอื นกนั
เทวดามกั พากนั มาถามองคท์ า่ นเรอ่ื งนน้ั เรอื่ งนอ้ี ยเู่ สมอ บางครงั้ กม็ าถามเรอื่ งการปฏบิ ตั ิ
ของพระเณรองคน์ ้ันองคน์ วี้ า่ เป็นอย่างไร ท่านอาจารยม์ น่ั จะไมค่ ่อยตอบข้อสงสยั ใน
เรอ่ื งแบบนก้ี บั มนษุ ยห์ รอื เทวดา ทา่ นวา่ ถา้ ตอบไปแลว้ จะท�ำใหม้ นษุ ยห์ รอื เทวดาผนู้ นั้
ถือเป็นมานะทิฐิได้ ต่อไปเขาจะประมาทในการปฏิบัติของพระสงฆ์องค์เณรรูปนั้นๆ

83

จะท�ำใหเ้ ขาเปน็ บาปกรรมเพราะไปประมาทผทู้ รงศลี ทรงธรรม เรอ่ื งหลงในทฐิ นิ ้ี อยา่ วา่
แตม่ นษุ ยเ์ ราเลย ถงึ จะเปน็ เทวดาอยบู่ นสวรรคช์ นั้ ฟา้ ถา้ ไดห้ ลงในทฐิ แิ ลว้ กส็ ามารถ
ท�ำผดิ ไดท้ ุกเมอื่ เรอ่ื งแบบน้ีครูบาอาจารย์ทา่ นจะไมค่ ่อยพดู ให้ฟัง นอกจากทา่ นจะ
พิจารณาเห็นในทิฐิของผู้นั้นแลว้ ทา่ นจึงจะบอกเล่าเพอ่ื เปน็ ธรรมทาน”

ตาผา้ ขาวสงา่ อนาคามี

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ ประวตั ติ าผา้ ขาว ถำ�้ นายม จงั หวดั เพชรบรู ณ์
ผู้บรรลุธรรม “พระอนาคาม”ี ว่า

ตาผา้ ขาวถำ�้ นายมทา่ นน้ี มชี อ่ื วา่ “พอ่ สงา่ ” อายุ ๖๓ ปี พอ่ ตาผา้ ขาวสงา่ ทา่ นเปน็
คนบา้ นนายม ตาํ บลนายม อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ์ มลี กู สาวลกู ชายทง้ั หมด ๔ คน
พอภรรยาตาย อยากจะบวชเพอื่ อทุ ศิ บญุ ใหก้ บั ภรรยาคชู่ วี ติ แตพ่ วกลกู ๆ ไมอ่ ยากให้
ทา่ นบวชเพราะเปน็ หว่ งเกรงวา่ พอ่ จะลาํ บาก เน่ืองจากอายุมากแลว้ เมอ่ื ลกู ไม่ใหบ้ วช
พอ่ สงา่ จงึ ประพฤติพรหมจรรย์ โดยการถอื ศีล ๘ ฝึกฝนอบรมสมาธิทกุ วันอยทู่ บี่ ้าน
พอ่ สงา่ จะปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ไปมาระหวา่ งบา้ นกบั วดั วนั ธรรมดากจ็ ะปฏบิ ตั อิ ยทู่ บ่ี า้ นของ
ตนเอง วันพระก็จะไปปฏบิ ตั อิ ยู่ทวี่ ัดในหมบู่ ้าน

พ่อสง่าเป็นผู้มีวาสนา รูธ้ รรมไดเ้ รว็ ท่านปฏิบตั ิภาวนาอยู่ท่บี ้านจนบรรลุธรรม
เบ้ืองต้นเปน็ “พระโสดาบัน” จากน้ัน ทา่ นเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ยในการใช้ชีวิตอยูก่ ับ
ครอบครัว อยากออกไปปฏบิ ตั ติ ามป่าเขาเพียงลาํ พงั จงึ บอกลูกหลานว่าจะไปถือศีล
ภาวนาอยทู่ ่ี “ถำ้� นายม”

แรกๆ เมอ่ื มาปฏบิ ตั จิ าํ ศลี ภาวนาอยทู่ ถี่ ำ้� นายม ตาผา้ ขาวสงา่ จะพกั เพยี งคนื สองคนื
กจ็ ะกลบั มาบา้ นครงั้ หนงึ่ ตอ่ มาพอเขา้ พรรษา ทา่ นกข็ อลกู หลานมาจาํ พรรษาอยถู่ ำ�้ นายม
เพยี งผเู้ ดยี ว เบอ้ื งตน้ ลกู หลานคดั คา้ นเพราะเปน็ หว่ งพอ่ อยากใหพ้ อ่ จาํ พรรษาทวี่ ดั ใน
หมบู่ า้ น ตาผา้ ขาวสงา่ ไมอ่ ยากจาํ พรรษาทว่ี ดั ในหมบู่ า้ น เพราะมเี หตบุ างอยา่ งทมี่ นั ตดิ ขดั
กบั ธรรมในใจของทา่ น สดุ ทา้ ยลกู หลานกย็ อมใหพ้ อ่ ไปถอื ศลี ภาวนาจาํ พรรษาอยทู่ ถ่ี ำ้� นายม

84

ตาผา้ ขาวสงา่ จาํ พรรษาอย่ถู ้�ำนายมไดไ้ มถ่ ึงเดือน ลกู หลานก็พากนั มาออ้ นวอน
ให้กลับไปอยู่บ้านเพราะเป็นห่วงพ่อ ตาผ้าขาวสง่าบอกลูกหลานว่า ออกพรรษา
พ่อถึงจะกลับบ้าน ขอจําศีลภาวนาอยู่น่ีให้พ้นพรรษาตามท่ีตนเองได้ต้ังสัจจะเอาไว้
ลกู หลานจะพากันมาเยี่ยม นาํ เสบียงขา้ วปลาอาหารมาสง่ ให้พอ่ ทกุ สามสวี่ นั คร้ังหนง่ึ
พอออกพรรษา ตาผา้ ขาวสงา่ ไมย่ อมกลบั บา้ น ลกู หลานพากนั มาออ้ นวอนอยา่ งไรกไ็ ม่
ยอมกลบั เมอ่ื รบเรา้ ออ้ นวอนเทา่ ไหร่ พอ่ กไ็ มย่ อมกลบั บา้ น ลกู ชายกบั ลกู เขยจงึ พากนั
จบั ตาผ้าขาวสง่ามดั มือมัดเทา้ แบกกลบั บ้าน

หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ ถงึ กบั สลดใจ ตา่ งคนตา่ งภมู ิ จงึ ไมร่ ขู้ า้ งในจติ ใจกนั ทา่ นวา่
ที่ตาผ้าขาวสงา่ ไม่อยากอย่บู ้าน เพราะท่านไมอ่ ยากให้ลูกหลานญาตพิ ีน่ ้องเปน็ กรรม
เพราะบางครงั้ อาจเผลอสตปิ ระมาทพลาดพล้งั ตามประสากิเลสบงการ ตาผ้าขาวสง่า
บอกหลวงปชู่ อบไวว้ ่า “ถ้าลูกหลานข้าน้อยพากันมาเอาตัวข้านอ้ ยกลบั บ้าน อายขุ ยั
ข้าน้อยก็จะส้ันลง” ตาผ้าขาวสง่ากลับไปอยู่บ้านได้สองสามวัน พอลูกหลานเผลอ
กแ็ อบกลบั มาถำ้� นายม เพอื่ มากราบลาองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ตาผา้ ขาวสงา่ บอกองคท์ า่ น
วา่ “ขา้ นอ้ ยบม่ วี าสนาไดบ้ วชเหมอื นอาจารย์ เพราะขา้ นอ้ ยไมไ่ ดส้ รา้ งบารมเี นกขมั มะมา
จากนี้ไปไม่นาน อายุขัยของข้าน้อยก็จะส้ินแล้ว ข้าน้อยจะตายด้วยโรคลมปัจจุบัน
เปน็ เหตุใหต้ นเองตกจากบ้านถูกไมค้ �ำ้ เกวียนเสียบอกตาย”

ตาผา้ ขาวสงา่ เลา่ อดตี กรรมของทา่ นใหห้ ลวงปชู่ อบฟงั วา่ เหตทุ ต่ี นเองไมไ่ ดบ้ วช
เพราะในอดีตชาติครั้งหนึ่ง ท่านเป็นมิจฉาทิฐิตําหนิพระสงฆ์องค์เณรว่าเป็นคน
เกียจคร้าน ไม่อยากทํางานจงึ หนไี ปบวช ลกู ชายของตนเองในชาตนิ นั้ มีศรทั ธาอยาก
จะบวช ตนเองหา้ มลกู ไมใ่ หบ้ วช กรรมนจี้ งึ สง่ ผลมาในชาตปิ จั จบุ นั เปน็ เหตใุ หต้ นเอง
ถกู ขัดขวางไมใ่ ห้บวชจากลกู หลาน

อกี ชาตขิ องตาผ้าขาวสงา่ ท่านเกดิ เปน็ นายเพชฌฆาต มหี น้าท่ปี ระหารนกั โทษ
โดยการโยนลงเหว กรรมน้ีจะเป็นเหตใุ หต้ นเองตกจากที่สูงตายในชาติปจั จุบนั

ตาผ้าขาวสง่าบอกวันเวลาท่ีตนเองจะตายให้องค์ท่านหลวงปู่ชอบฟังท้ังหมด
ตาผ้าขาวสง่ามาพักอยู่กับหลวงปู่ชอบที่ถ้�ำนายมหน่ึงคืน วันต่อมาลูกหลานก็พากัน

85

มาตามตาผ้าขาวสง่ากลับบ้าน ตาผ้าขาวสง่ากราบลาองค์ท่านหลวงปู่ชอบกลับบ้าน
พร้อมกับลูกหลาน น่ันคือครั้งสุดท้ายท่ีหลวงปู่ชอบท่านได้เห็นตาผ้าขาวสง่าตอนที่
ยังมชี ีวิตอยู่

ตาผ้าขาวสง่ากลับไปอยู่ที่บ้านได้ไม่กี่วัน ท่านก็ตายตามวันเวลาที่ได้บอก
หลวงปู่ชอบไว้ไม่มีผิด วันท่ีตาผ้าขาวสง่าตายนั้น ท่านเดินจงกรมอยู่ที่ระเบียงบ้าน
ของตวั เอง เวลาประมาณสบิ เอด็ โมงกว่าๆ ท่านเกดิ เปน็ ลมหนา้ มืดพลัดตกจากบา้ น
ถูกไม้ค้�ำเกวียนเสียบอกตาย วันเวลาการตายตรงกับท่ีท่านได้บอกหลวงปู่ชอบไว้ว่า
จะตายตอนพระเณรฉนั เพล

หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ ผทู้ สี่ าํ เรจ็ คณุ ธรรมเปน็ “พระอรยิ บคุ คล” ไมว่ า่ ชนั้ ไหนๆ กต็ าม
จะอยรู่ ว่ มครองเรอื นกบั ฆราวาสทว่ั ไปลาํ บาก การอยคู่ รองเรอื นรว่ มกนั นน้ั ยอ่ มมกี าร
กระทบกระท่ังกันทางอารมณ์เป็นธรรมดา ผู้ท่ีมีธรรมท่านก็ปล่อยวาง เป็นปุถุชน
คนธรรมดาละวางไมเ่ ปน็ เมอ่ื มเี หตกุ ระทบกระทง่ั กนั จะทาํ ใหเ้ ปน็ บาปกรรมตอ่ กนั ได้
ดว้ ยวสิ ยั ของทา่ นผมู้ ภี มู ธิ รรมจะพจิ ารณาถงึ อนาคตของตนเอง หากมวี าสนาเนกขมั มะ
บารมี ทา่ นกจ็ ะออกบวชเพอื่ โปรดสตั วโ์ ลก หากพจิ ารณาเหน็ วา่ ตนเองไมม่ วี าสนาบารมี
ในทางน้ี ท่านก็จะพิจารณาปลงสังขารละขันธ์ไปในทีส่ ดุ

หลงั จาก “ตาผา้ ขาวสงา่ อนาคาม”ี ผเู้ ปน็ สหายธรรม ทง้ิ ขนั ธล์ าจากไป หลวงปชู่ อบ
ทา่ นจงึ ตดั สนิ ใจเทยี่ ววเิ วกมงุ่ หนา้ สภู่ าคเหนอื เพอื่ ตามหาพอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ องคท์ า่ น
หลวงปูม่ นั่ ภรู ทิ ตั โต โดยจุดหมายปลายทางของท่านคือเมอื งเชียงใหม่

เสือดักทาง

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นออกจากบา้ นถำ้� นายม ตาํ บลนายม อาํ เภอ
เมอื ง จงั หวดั เพชรบรู ณ์ เดนิ ทางมงุ่ หนา้ มาอาํ เภอหลม่ สกั -หลม่ เกา่ แวะพกั ตามสถานที่
ตา่ งๆ ทท่ี า่ นเคยมาพกั เชน่ บา้ นสกั หลง บา้ นหนิ ฮาว บา้ นซำ� ขน้ี าค เปน็ ตน้ พอออกจาก
เขตอาํ เภอหลม่ เกา่ ทา่ นเดนิ ทางมาเขตอาํ เภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย ทา่ นเขา้ มาพกั ภาวนา

86

อยบู่ า้ นกกโพธว์ิ งั กำ่� เขตอาํ เภอดา่ นซา้ ย ประมาณหนง่ึ อาทติ ย์ จากนนั้ ทา่ นจะเดนิ ทาง
ไปอาํ เภอด่านซา้ ย ชาวบา้ นกกโพธิไ์ มอ่ ยากใหท้ า่ นไปดา่ นซ้าย เพราะจะตอ้ งเดนิ ผ่าน
ป่าใหญด่ งเสือ เกรงวา่ ทา่ นจะไดร้ ับอันตรายจากสัตวเ์ สือเหล่านีไ้ ด้

แต่หลวงปู่ชอบท่านอยากจะไปทางด่านซ้าย เพราะเป็นทางเดียวที่จะลัดข้ึน
ภาคเหนอื ไดส้ ะดวกกวา่ เสน้ ทางอน่ื ทา่ นจงึ เดนิ ลดั ตดั เขาจากบา้ นกกโพธว์ิ งั กำ่� มาอาํ เภอ
ด่านซ้าย แต่เพราะความท่ีไม่คุ้นเคยกับเส้นทางน้ีมาก่อน ท่านจึงหลงทางอยู่ในป่า
จนตะวนั ตกดนิ กย็ งั หาทางออกไมเ่ จอ ราวสองทมุ่ ขณะทก่ี าํ ลงั กรองนำ�้ ในลาํ หว้ ยเพอื่ ฉนั
ทา่ นไดย้ นิ เสยี งเสอื รอ้ งคาํ รามทางเสน้ ทางทที่ า่ นคดิ จะเดนิ ไป เสอื ตวั นรี้ อ้ งคาํ รามขม่ ปา่
เป็นระยะๆ ฟังจากเสียงดูเหมือนมนั จะอยูไ่ ม่ไกลจากจุดท่ที า่ นอยู่มากนกั

ตอนเสอื คาํ ราม ทา่ นมอี าการหวนั่ ในอาํ นาจของเสอื แตม่ สี ตบิ งั คบั จติ ใจตนเอง
ไมใ่ หล้ นลานพานกลวั จนไมเ่ ป็นกระบวนท่า ระหวา่ งทีท่ า่ นเดินยอ้ นกลับหลงั เพ่ือจะ
เลยี่ งการพบกนั กบั เสอื ตวั นี้ ทา่ นกลบั มาพบกบั เสอื อกี ตวั หนงึ่ โดยบงั เอญิ พอประจนั
หน้ากนั กบั เสอื โคร่งตัวนี้ ทา่ นบอก “เรามีอาการขาสัน่ จนก้าวขาไม่ออก เกิดมาเปน็ ผู้
เป็นคนเราเพ่ิงได้เห็นเสือจังๆ คร้ังแรกก็ตอนน้ีแหละ เสือลายพาดกลอนตัวน้ีมันขู่
คํารามพร้อมจะกระโจนใสเ่ ราไดท้ กุ เมอื่ ”

ท่านบอกไม่นานเทา่ ไร เสืออกี ตวั มนั ก็เดนิ คาํ รามมาทางดา้ นหลังของท่าน เสอื
สองตวั มนั ดกั หนา้ ดกั หลงั จนทา่ นมองไมเ่ หน็ หนทางวา่ ตวั เองจะรอดจากภยั อนั ตรายน้ี
ไปได้ ทา่ นปลงใจในกรรมของตนเอง นอ้ มระลกึ นึกถงึ ศีลธรรมที่ตนเองบําเพญ็ มา
ทาํ ให้จติ ใจเกดิ ความกลา้ หาญชาญชยั ในธรรม

องคท์ า่ นอธษิ ฐานในใจวา่ “ถา้ ขา้ พเจา้ เคยมกี รรมเคยทาํ รา้ ยเสอื สองตวั นม้ี ากอ่ น
หากเขาจะทาํ รา้ ยเขน่ ฆา่ ขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ ขอรบั ผลกรรมทต่ี นเองไดเ้ คยกระทาํ ไว้ ไมถ่ อื
โทษโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทกับเสือสองตัวนี้ ขอให้พ้นเวรกรรมกันนับแต่ชาตินี้
เปน็ ตน้ ไป หากขา้ พเจา้ จะตายในวนั น้ี ขอตายพรอ้ มสรณะทงั้ สาม พระพทุ ธ พระธรรม
พระสงฆ์ เทา่ นัน้ ”

87

หลงั ปลงใจในกรรมแลว้ พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นยนื หลบั ตาภาวนา โดยทมี่ อื
ยงั ถอื โคมไฟอยู่ ทา่ นวา่ พอเรากาํ หนดจติ ไมถ่ งึ นาที จติ เราดงิ่ พรวดเขา้ สอู่ ปั ปนาสมาธิ
ทนั ที จติ ตง้ั มน่ั แน่วแนอ่ ยกู่ บั ความสว่างไสวรวมเปน็ หน่งึ ทา่ นยนื นิ่งอยู่ในสมาธิเปน็
เวลานาน จนเลย ๒ ยาม จติ จงึ ถอนออกจากสมาธิ พอถอนออกจากสมาธิ ทา่ นไมพ่ บเสอื
๒ ตวั นเ้ี ลย และไมท่ ราบวา่ เสอื ๒ ตวั นมี้ นั หนไี ปทางไหน หลงั จติ ถอนออกจากสมาธิ
ทา่ นกไ็ มม่ คี วามรสู้ กึ กลวั เสอื ซง่ึ ตา่ งจากกอ่ นหนา้ นนั้ ทต่ี นเองกลวั มนั จนขาสนั่ ทา่ นได้
เหน็ อาํ นาจคณุ ศลี คณุ ธรรมเวลาทแ่ี สดง “ปาฏหิ ารยิ ”์ ออกมา จนทา่ นเชอ่ื มนั่ ในอ�ำนาจ
ของคุณศีลธรรมอย่างสนิทใจ

หลวงปชู่ อบทา่ นจดุ เทยี นไขขน้ึ อกี เลม่ เพอื่ สอ่ งแสงในการเดนิ ทาง ทา่ นรบี เดนิ ทาง
ออกจากปา่ ใหญด่ งเสอื ไปอาํ เภอดา่ นซา้ ย เวลาสาย ทา่ นเดนิ ทะลปุ า่ มาถงึ บา้ นโคกงาม
อําเภอดา่ นซ้าย ท่านเข้าบิณฑบาตท่บี ้านโคกงาม หลังฉนั อาหารแล้ว ทา่ นเดินทางมา
อาํ เภอดา่ นซา้ ย ถงึ ดา่ นซา้ ยเวลาบา่ ย ทา่ นเขา้ ไปขอพกั ทว่ี ดั พระธาตศุ รสี องรกั สมยั นนั้
วัดพระธาตศุ รสี องรักเป็นวัดท่ีมีพระเณรจาํ พรรษาอยู่ ปัจจบุ ันวดั พระธาตศุ รีสองรัก
ไมม่ พี ระเณรจาํ พรรษามานานหลายปแี ลว้ ทางราชการและชาวบา้ นจงึ ยกวดั พระธาต-ุ
ศรสี องรกั ขน้ึ เปน็ โบราณสถานศนู ยร์ วมจติ ใจของประชาชนคนทอ้ งถน่ิ และชาวจงั หวดั เลย
จนตราบถึงปัจจบุ นั

มุ่งสภู่ าคเหนอื
ตามหาองคท์ ่านหลวงป่มู ่นั ภรู ิทัตโต

พระคุณเจ้าหลวงปูช่ อบ ฐานสโม เดินทางออกจากอําเภอดา่ นซ้าย มาทางเขต
จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ทา่ นบอก “เรารบี เดนิ ทางขนึ้ เหนอื ไปอยา่ งเรง่ รบี ใหท้ นั กอ่ นหนา้ ฝน
เพราะเราไม่รู้ว่าเชียงใหม่น้ันไกลแค่ไหน” เนื่องจากตอนนั้นท่านยังไม่เคยขึ้นมา
เที่ยววิเวกทางภาคเหนอื ท่านเดินทางจากอําเภอด่านซ้ายมาถึงจังหวัดลาํ พูน ใชเ้ วลา
๑๓ วัน ท่านพบหลวงปพู่ รหม จิรปญุ โญ ที่เขตอาํ เภอแมท่ า จังหวัดลําพนู ทา่ นถาม
หลวงปู่พรหมว่า “พบทา่ นอาจารยใ์ หญ่มัน่ หรอื ยัง” หลวงป่พู รหมบอก “ยังไมไ่ ดพ้ บ

88

กบั ท่านอาจารย์ใหญม่ น่ั เลย เน่อื งจากแวะจาํ พรรษาทเ่ี ขตลําพนู ” หลวงปชู่ อบทา่ นจึง
ชวนหลวงปพู่ รหมเดนิ ทางไปเชยี งใหมเ่ พอ่ื ตามหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ดว้ ยกนั ทา่ นเลา่
แบบขำ� ๆ “เรากบั อาจารยพ์ รหม ตา่ งไมเ่ คยมาเชยี งใหมเ่ หมอื นกนั กลวั หลงทาง พากนั
เดนิ เลาะเลยี บทางรถไฟ นบั ไมห้ มอน ใชเ้ วลา ๒ วนั จงึ มาถงึ เชยี งใหม”่ ถงึ เชยี งใหม่
พอ่ แม่ครูอาจารยท์ ้งั สองพากนั เข้าไปพักทว่ี ดั เจดยี ห์ ลวง

วดั เจดยี ห์ ลวง สมยั นน้ั เปน็ วดั ศนู ยก์ ลางการปกครองของคณะสงฆฝ์ า่ ยธรรมยตุ
ภาคเหนอื สมยั นน้ั พระกรรมฐานทกุ องคท์ เ่ี ดนิ ทางขน้ึ มาเทย่ี ววเิ วกทางเมอื งเชยี งใหม่
จะเข้าไปพักที่วัดเจดีย์หลวงก่อนเป็นแห่งแรก เพราะวัดเจดีย์หลวงเป็นท้ังที่พักและ
แหลง่ ขา่ วของพระปา่ กรรมฐานในสมยั นนั้ ทา่ นทงั้ สองมาพกั ทนี่ เ่ี พอื่ ถามขา่ วคราวของ
องค์ท่านหลวงปู่มั่น เม่ือทราบว่าองค์ท่านหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์พักภาวนาอยู่ท่ีบ้าน
ปา่ เม่ียงแมส่ าย ท่านทั้งสองจงึ พากนั เดนิ ทางมากราบองคท์ า่ นหลวงปู่มั่นทีน่ ่ี

องค์ท่านหลวงปู่ม่ันให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่พรหมพักอยู่ท่ีป่าเมี่ยงแม่สาย
เพ่ือชว่ ยดูแลพระเณรแบ่งเบาภาระของครูบาอาจารย์ ตอ่ มา หลวงปูเ่ ทสก์ เทสรังสี
ท่านเที่ยววิเวกเข้ามาพักท่ีบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย องค์ท่านหลวงปู่ม่ันจึงมอบหมายให้
หลวงปเู่ ทสกด์ ูแลหมู่คณะพระเณร องค์ท่านจะออกไปภาวนาท่ี “ถ�้ำดอกค�ำ”

องคท์ า่ นหลวงปมู่ ั่น ภรู ิทตั โต เดินทางจากบ้านป่าเม่ยี งแม่สายไปพักภาวนาท่ี
ถำ�้ ดอกคาํ มพี ระเณรและตาผา้ ขาวตดิ ตามทา่ นไป ๖ องค์ พระเณรทตี่ ดิ ตามองคท์ า่ น
หลวงปมู่ ั่นไปถ้ำ� ดอกคําในครั้งนน้ั มี หลวงปูช่ อบ ฐานสโม หลวงป่ตู อ้ื อจลธมั โม
พระเขอ่ื ง (ชาวนครพนม) พระอนิ ตา (ชาวเชยี งใหม)่ สว่ นสามเณรนนั้ หลวงปชู่ อบบอก
เราจําไม่ได้ว่าชื่ออะไร ตาผ้าขาวท่ีตามไปด้วย ชื่อ วงษ์ เป็นคนอําเภอสันกําแพง
จงั หวดั เชยี งใหม่ ตอ่ มา ตาผา้ ขาววงษท์ า่ นนไ้ี ดบ้ วชเปน็ พระภกิ ษทุ วี่ ดั โรงธรรมสามคั คี
หลวงปชู่ อบเลา่ เรอ่ื งตอนตดิ ตามองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ไปภาวนาที่ “ถำ้� ดอกคาํ ” ใหฟ้ งั วา่

“เราไปถำ�้ ดอกคาํ ครง้ั แรก เพราะทา่ นอาจารยใ์ หญใ่ หต้ ดิ ตามไป ถำ้� ดอกคาํ สมยั นนั้
เป็นท่ีสับปายะเหมาะแก่การภาวนามาก ภาวนาอยู่ที่น่ีท้ังวันทั้งคืนก็ไม่เหน็ดเหน่ือย
จติ จะดมื่ ดำ่� กบั การภาวนาเปน็ อยา่ งยง่ิ พระเณรองคใ์ ดตดิ ขดั ในการปฏบิ ตั ิ อาจารยใ์ หญ่

89

ทา่ นจะชแ้ี จงใหฟ้ งั ทนั ที องคท์ า่ นจะไมท่ งิ้ ปญั หาลกู ศษิ ยไ์ วน้ านใหเ้ สยี เวลา การภาวนา
ของเราจึงรุดหน้าตอนอยู่ถ้�ำดอกคํา ถ�้ำดอกคําเป็นอีกสถานที่หน่ึงท่ีมีบุญคุณกับเรา
ทางดา้ นภาวนา

ตอนอย่ถู ำ�้ ดอกคํา อาจารยใ์ หญ่มน่ั ท่านจะใหพ้ ระเณรนอนแตห่ วั คำ�่ พอตกดกึ
ท่านจะให้ลุกข้ึนมาเดินจงกรมภาวนา ท่านจะไม่ให้พระเณรนอนขี้เซาเหมือนหมู
เหมอื นหมา องคท์ า่ นจะยำ�้ พระเณรเสมอวา่ “ดกึ ๆ พวกเทพเทวดาเขาจะพากนั มาฟงั ธรรม
กบั ทา่ น เวลาเทวดามาเหน็ พระเณรนอนเรยี่ ราด เขาจะตาํ หนติ เิ อา ดไู มน่ า่ เลอ่ื มใสใน
วงศเ์ ทพเทวดา คนเราเวลาหลบั สตมิ นั จะไมม่ ี บางองคน์ อนหลบั กรนเสยี งดงั ผา้ ผอ่ น
ทอ่ นสบงหลดุ ลยุ่ ไปกองอยทู่ เี่ ทา้ กม็ ี ดไู มเ่ รยี บรอ้ ยในสมณเพศ มนั เปน็ เรอื่ งยากทคี่ น
เราจะมาแกไ้ ขตนเองในเวลาหลบั ได้ เพราะเวลาคนเราหลบั จะไมม่ สี ติ ทา่ ทางการนอน
จงึ ออกมาในทางทไี่ มง่ าม” ทา่ นอาจารยใ์ หญจ่ งึ แกไ้ ขเรอื่ งนโี้ ดยใหพ้ ระเณรพากนั นอน
แตห่ วั คำ่� ตกดกึ ทา่ นจะใหล้ กุ ขนึ้ มาเดนิ จงกรมภาวนาตามแตใ่ ครจะสะดวกในการทาํ
ความเพยี รแบบไหน

เรานอนแตห่ วั คำ�่ ตามทา่ นอาจารยใ์ หญบ่ อก สามสท่ี มุ่ เรากล็ กุ ขนึ้ มาลา้ งหนา้ ลา้ งตา
สวดมนตไ์ หวพ้ ระ เดินจงกรมภาวนาจนเช้า ถ้าไม่ทําเชน่ นี้ เวลาเทวดาผ่านมาเหน็
เขาจะเอาเร่ืองนี้ไปฟ้องท่านอาจารย์ใหญ่ เราปฏิบัติของเราแบบน้ีมาตลอดตามที่
อาจารยใ์ หญท่ า่ นสอนจนตดิ เปน็ นสิ ยั สง่ ผลมาถงึ ปจั จบุ นั นี้ เฒา่ สติ ายทกุ วนั นก้ี ย็ งั พา
ลกู หลานเดนิ จงกรมภาวนาอยู่ นสิ ยั ถา้ ฝกึ ฝนเปน็ ประจ�ำ จะกลายเปน็ นสิ ยั วตั รตดิ ตวั
ไปจนตาย

อยกู่ บั อาจารยใ์ หญ่ เราไมเ่ คยถกู เทวดาฟอ้ งองคท์ า่ นในเรอื่ งนี้ หมคู่ ณะบางองค์
เอาแตน่ อนหลาย เทวดาเหน็ เขาไปบอก อาจารยใ์ หญจ่ ะเรยี กพระเณรองคน์ น้ั ไปถาม
ถ้าเป็นไปตามที่เทวดาเขาบอก ท่านก็จะให้ปรับปรุงตัวเองใหม่ ท�ำให้พระเณรเกิด
ความละอายใจ ไมก่ ลา้ นอนมาก ต้องตนื่ ขึ้นท�ำความเพยี ร จึงเป็นผลดตี อ่ การปฏิบตั ิ
ของพระเณรองคน์ น้ั ไป อาจารยใ์ หญท่ า่ นกไ็ มต่ อ้ งเคยี่ วเขญ็ อะไรมาก เพราะมเี ทวดา
ช่วยเปน็ หูเป็นตาแทนองคท์ ่าน

90

อยถู่ ำ้� ดอกค�ำ มเี ทพเทวดาพากนั มาขอฟงั ธรรมกบั ทา่ นอาจารยใ์ หญม่ น่ั ทกุ วนั
ส่วนมากพวกเทพเทวดาเขาจะพากันมาตอนกลางคืน บางคืนก็พากันมาหลายพัน
บางคืนก็พากันมาหลายหมื่น บางครง้ั กพ็ ากันมาหลายแสน จนมืดฟา้ มวั ดนิ ไปหมด
ท้ังผืนดินแผ่นฟ้าอากาศเต็มไปด้วยเทพเทวดาที่เขามากราบเยี่ยมฟังธรรมกับท่าน
อาจารยม์ ่ันทถ่ี ้ำ� ดอกค�ำ เวลาเทวดามาฟังธรรม บางครงั้ เขาจะแตง่ ตวั เหมือนกบั ราชา
สมยั โบราณ เวลามาหาพระ เทวดาเขาจะไม่แตง่ ตัวประดบั เพชรนิลจนิ ดา ถา้ ผ้เู ป็น
หัวหนา้ แตง่ ชดุ ขาว พวกบริวารกจ็ ะแตง่ ชุดขาวเหมือนกัน ถา้ หัวหน้านงุ่ ห่มผา้ สอี ะไร
พวกบรวิ ารกจ็ ะนงุ่ หม่ ผา้ สนี นั้ เหมอื นกนั เวลาเทวดามาหาทา่ นอาจารยม์ นั่ จะเกดิ ความ
สว่างไสวไปทวั่ บริเวณถำ�้ ดอกค�ำ แสงสว่างน้นี วลใสเหมอื นเอาเทยี นไขเป็นหมืน่ เปน็
แสนเล่มมาจดุ รอบบริเวณถ้�ำดอกค�ำ

ทา้ วจตโุ ลกบาลทง้ั สกี่ เ็ คยมาขอฟงั ธรรมกบั ทา่ นอาจารยม์ น่ั ทถี่ ำ�้ ดอกค�ำ พวกทา้ ว
จตโุ ลกบาลทง้ั สพี่ ากนั มาจากเขาจมุ พต ครงั้ นน้ั เทวดาพากนั มาหาทา่ นอาจารยม์ นั่ มาก
เปน็ พิเศษ พากนั มาหลายแสนองค์ จนเต็มพืน้ ดินพน้ื ฟ้าไปหมด เขามาขอใหท้ ่าน
อาจารย์มัน่ แสดงธรรมเรื่อง “นะรกั กนั ตัง” ตอนนั้นเราก็ไม่รวู้ า่ “นะรักกันตงั ” คือ
เร่ืองอะไร วันต่อมาเข้าไปท�ำข้อวัตรท่านอาจารย์มั่น เรียนถามท่านว่า “ธรรมบท
“นะรักกันตงั ” น้ีเป็นเทศนาทก่ี ลา่ วถึงเรื่องอะไรขอรบั ”

พอ่ แมค่ รจู ารยม์ น่ั ทา่ นบอก “นะรกั กนั ตงั ” คอื เรอ่ื งทกี่ ลา่ วถงึ กศุ ลมลู อกศุ ลมลู
เรอื่ งราวเกยี่ วกบั บาป บญุ นรก สวรรค์ ทา่ นวา่ เรอื่ งนเ้ี ปน็ เรอ่ื งเฉพาะ ไมม่ กี ลา่ วในต�ำรา
เปน็ คุณสมบัตพิ เิ ศษเฉพาะพอ่ แม่ครจู ารย์มั่นเท่านั้น ยากทจี่ ะหาผใู้ ดมาเสมอเหมอื น
องค์ท่านได้ ไม่มลี ูกศษิ ยอ์ งค์ใดของท่านทีม่ ีความรู้ละเอยี ดลกึ ซึ้งเทา่ กบั ทา่ นอาจารย์
ใหญ่มน่ั ทา่ นเป็นเอกอริยบุรษุ ยุคก่ึงพุทธกาล พระอรยิ สงฆเ์ มืองไทยไม่มีองคใ์ ดท่มี ี
บารมีมากเท่ากับทา่ นอาจารยใ์ หญม่ นั่ พระกรรมฐานเมอื งไทยสว่ นมากล้วนสบื หนอ่
ตอ่ แนวจากพอ่ แมค่ รจู ารยม์ น่ั มาท้ังนนั้ ผทู้ ส่ี �ำเรจ็ ธรรมเปน็ พระอรหนั ต์ เกดิ จากทา่ น
อาจารย์ม่ันฝึกฝนมา ท่ีเรารู้มีมากกว่าร้อยองค์ ผู้ท่ีส�ำเร็จภูมิธรรมต่�ำกว่าน้ีก็มีมาก
ลกู ศิษยข์ ององค์ท่านท่สี กึ ไปกม็ มี าก

91

ทา่ นอาจารยม์ นั่ บอกเราตอนอยบู่ า้ นหนองผอื “ทา่ นชอบ ถา้ เราตาย ทา่ นอยา่ มา
งานของเราเดอ้ ท่านไม่ตอ้ งมากินขา้ วต้มขนมหวานกบั ใคร ถงึ รวู้ า่ อ้ายเฒ่านต้ี ายแล้ว
อยา่ มาเป็นอนั ขาด อยูท่ ไี่ หนก็ให้อยทู่ ่นี ่นั ”

ตอนพอ่ แมค่ รจู ารยม์ นั่ ทา่ นละขนั ธน์ พิ พาน เราอยบู่ า้ นผาแดน่ จงั หวดั เชยี งใหม่
สามทมุ่ กวา่ เราเดนิ จงกรมอยู่ อาจารยม์ นั่ ทา่ นมาปรากฏใหเ้ ราเหน็ บนอากาศ ทา่ นบอก
“ท่านชอบ เฮาไปแล้วเด้อ พญาขันธมารมานมิ นตใ์ ห้เราทิ้งขันธแ์ ล้ว ภาระพระศาสนา
ตอ่ จากนไี้ ป ทา่ นเปน็ ผหู้ นงึ่ ทเี่ ราไวใ้ จฝากใหด้ แู ล” ทา่ นยำ�้ เราวา่ “อยา่ ไปงานของเฮาเปน็
อนั ขาด” เราลงจากผาแดน่ มากบั ผเู้ ฒา่ เสาร์ (พระภกิ ษชุ าวกะเหรย่ี ง) มาหาอาจารยต์ อื้
อยแู่ มแ่ ตง (วดั ปา่ อาจารยต์ อื้ ) คยุ กบั อาจารยต์ อื้ เรอื่ งอาจารยม์ นั่ ทา่ นละขนั ธ์ บอกทา่ น
ถงึ ความจ�ำเปน็ ทเี่ ราจะบไ่ ปงานของพอ่ แมค่ รจู ารย์ อาจารยต์ อื้ บอก “บต่ อ้ งหว่ ง ผมจะ
ลงไปจดั การเอง” อาจารยต์ อ้ื ชวนอาจารยเ์ กตุ เชยี งใหม่ (วดั เจดยี ห์ ลวง) ลงไปงานทา่ น
อาจารย์มนั่ ท่ีสกลนคร

ข้ามปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๙๔) เรามอบหมายให้ทา่ นบุญฤทธิ์ (หลวงปูบ่ ญุ ฤทธิ์
ปัณฑิโต) เฝ้าวัดผาแด่น เรากลบั มาเมืองเลย ท่านลายซามา (หลวงปู่ซามา อจตุ โต)
เอาพระธาตพุ อ่ แมค่ รจู ารยม์ นั่ มาใหเ้ ราดู เราบอกทา่ นซามาใหเ้ อาไปบรรจไุ วใ้ นทอ่ี นั ควร
ท่านซามาเอาพระธาตุท่านอาจารย์ม่ันไปมอบให้ท่านเจ้าคุณศรีจันทร์ วัดเลยหลง
(หลวงปศู่ รจี นั ทร์ วณั ณาโภ) เจา้ คณุ ศรจี นั ทร์ ทา่ นเอาพระธาตทุ า่ นอาจารยม์ น่ั บรรจไุ ว้
ใตฐ้ านพระประธานโบสถว์ ดั เลยหลง วนั บรรจุ เรากบั อาจารยห์ ลยุ (หลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร)
อาจารยอ์ อ่ น (หลวงปู่ออ่ น ญาณสิร)ิ กพ็ ากนั ไปรว่ มงาน”

หลวงปชู่ อบกลา่ วยกยอ่ งคณุ ธรรมขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทา่ นวา่ ทถ่ี ำ�้ ดอกคำ�
และบา้ นปา่ เมยี่ งแมส่ าย จะมีเทวดามาหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ ่นั มาก ท่านว่าท่เี ชยี งใหม่
มเี ทวดามากทส่ี ดุ เทา่ ทที่ า่ นเคยเหน็ มา ถงึ ปจั จบุ นั ทา่ นกลบั มาอยเู่ มอื งเลย บางครง้ั กม็ ี
เทวดาจากเมอื งเชยี งใหมม่ าเยย่ี มขอฟงั ธรรมกบั องคท์ า่ น บางครงั้ เทวดาเขาจะพากนั
มาทางอากาศ บางครงั้ เขาจะผดุ ขน้ึ จากดิน (พญานาค) เทพเทวดาเป็นผ้ทู ม่ี ีบญุ ฤทธิ์
การไปการมาของพวกเขาเป็นเร่ืองที่มนุษย์มนาทั่วไปยากจะคาดเดาได้ แค่ชั่วอึดใจ
ของคนเรา พวกเทวดาเขากไ็ ปถึงไหนแล้ว

92

หลวงปู่มัน่ ภรู ิทตั โต “บรรลธุ รรมธาต”ุ

ตอนทหี่ ลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นพกั ภาวนาอยกู่ บั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต
ทถี่ ำ้� ดอกคาํ บา้ นสหกรณ์ ตาํ บลนำ�้ แพร่ อาํ เภอพรา้ ว จงั หวดั เชยี งใหม่ มเี หตกุ ารณส์ าํ คญั
บางอยา่ งเกดิ ขน้ึ ถงึ เหตกุ ารณน์ จี้ ะไมใ่ ชเ่ รอ่ื งของทา่ นโดยตรง แตท่ า่ นเปน็ ผหู้ นงึ่ ทอ่ี ยู่
ในเหตกุ ารณว์ นั สาํ คญั ที่ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต “บรรลธุ รรมธาต”ุ สาํ เรจ็ มรรคผล
เป็น “พระอรหันต์” ในพระพุทธศาสนา

เวลาประมาณบา่ ยสามกวา่ วนั หน่งึ ของเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ขณะ
หลวงปชู่ อบทา่ นนงั่ ภาวนาอยใู่ นทพี่ กั จติ ทา่ นเวลานน้ั สวา่ งไสวใสงาม แตแ่ ลว้ จๆู่ ความ
สวา่ งไสวของจติ ทา่ นเกดิ ดบั วบู ลงไปอยา่ งกะทนั หนั พรอ้ มกบั มเี สยี งกกึ กอ้ งกมั ปนาท
สะเทอื นเลอื่ นลนั่ ขนึ้ มา ทา่ นเปรยี บเสยี งนว้ี า่ ไมต่ า่ งอะไรกบั ระเบดิ ปรมาณมู าระเบดิ อยู่
ขา้ งตวั จนจติ ทา่ นสน่ั ไหวคลา้ ยกบั แผน่ พน้ื พสธุ าหนา้ แผน่ ดนิ จะแตกสลายกลายเปน็
จลุ วจิ ุล อาการเหล่านี้เกิดขึน้ เฉพาะภายในจิตของทา่ นเทา่ นั้น สิ่งต่างๆ ภายนอกเปน็
ปรกตทิ ุกอย่าง

ต้ังแต่ภาวนามา ท่านไม่เคยประสบพบเจอกับลักษณะอาการที่จิตเป็นแบบนี้
หลวงปู่ชอบท่านพิจารณาดูภายในว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิตของตน ท่านก็ไม่เห็นว่าจิต
ของตนเองผิดปรกติตรงไหน ท่านจึงพิจารณาออกมาดูภายนอกว่ามีอะไรเกิดขึ้น
พอทา่ นสง่ จติ ออกมาดขู า้ งนอก จติ ทา่ นพงุ่ ตรงไปทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ทนั ที ทา่ นเหน็ หมู่
ทวยเทพเทวดาพากนั มาหอ้ มลอ้ มรอบตวั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต มากกวา่ ทกุ ครงั้
ท่ีท่านเคยเห็นมา เหล่าทวยเทพเทวดาพากันมาจากสวรรค์ทุกชั้นภูมิจนเต็มพ้ืนดิน
แผ่นฟ้านภากาศ ท่านว่าคร้ังน้ันเทพเทวดาพากันมาหาองค์ท่านหลวงปู่ม่ันมากถึง
สบิ โกฏิจกั รวาล (หนึง่ โกฏิเทา่ กบั สบิ ล้าน)

รศั มบี ารมเี ทพเทวดาเปลง่ ประกายเจดิ จา้ จนทาํ ใหร้ อบบรเิ วณถำ้� ดอกคาํ สวา่ งไสว
ไปดว้ ยรศั มศี รเี ทพ แตร่ ศั มขี องเทพเจา้ เหลา่ เทวดาทง้ั หลาย ยงั ไมส่ วา่ งไสวเทา่ กบั รศั มี

93


Click to View FlipBook Version