The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:14:05

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ทส่ี ดุ สำ� หรบั ผจู้ ะเรม่ิ คดิ นำ� ธรรมเนยี มลกึ ลบั มาสอนโลก ผมทำ� ไมไ่ ด้ แมแ้ ตค่ ดิ กย็ งั ไม่
เคยคิด” ผู้เขยี นเรยี นทา่ นวา่ “กระผมกเ็ รยี นไปตามภาษาเท่านัน้ เอง ถ้าท่านอาจารย์
ไมส่ ะดวก กไ็ ม่ควรฝนื เราคยุ กันสนกุ ๆ ตามแบบพระโดยล�ำพงั ที่ถือเปน็ กนั เอง”

บรรดาเทวดาทง้ั หลาย พวกทมี่ าเยยี่ มทา่ นในวาระตา่ งๆ กนั นน้ั มคี วามคดิ เหน็
รกั ชอบธรรมตา่ งกนั บางพวกชอบรบั ศลี กอ่ นฟงั ธรรม บางพวกขอฟงั ธรรมเลยทเี ดยี ว
บางพวกชอบธรรมสังโยชน์เบ้ืองต้น บางพวกชอบธรรมสังโยชน์เบื้องต�่ำ แต่ท่ีชอบ
ฟงั กนั มากคอื ธรรมสงั โยชนเ์ บอ้ื งตำ่� บางพวกชอบฟงั ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร บางพวก
ชอบฟังกรณียเมตตาสตู ร บางพวกกช็ อบฟังสงั คหธรรม คอื ธรรมท่ีว่าด้วยเรอื่ งการ
สงเคราะหก์ นั ชอบแปลกแตกตา่ งกนั ตามจ�ำนวนเทพทมี่ าฟงั นนั้ ตา่ งมคี วามรกั ชอบ
ธรรมไปตามนสิ ยั เหมอื นกบั มนษุ ยเ์ รา บางพวกชอบฟงั สตู รเมตตาพรหมวหิ าร บางพวก
ชอบฟังพระสูตรที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยก็มี เราจนใจต้องบอกกับเขาว่า
ไมเ่ คยรูไ้ มเ่ คยเรียนมาก่อน เขากข็ อฟงั สตู รอนื่ ๆ ทีเ่ ขาชอบต่อไป

เทวดารกั และเคารพทา่ นมาก ไมอ่ ยากใหท้ า่ นหนไี ปทไี่ หนเลย อยากใหท้ า่ นพกั
อยกู่ บั เขานานๆ ขณะทที่ า่ นพกั อยใู่ นสถานทนี่ น้ั ๆ เทวดาวา่ เขามคี วามสงบเยน็ ใจมาก
กลางคืนก็ได้ยินธรรมท่ีท่านสวดมนต์เจริญเมตตา เขามีความซาบซ้ึงในธรรมท่ีท่าน
สวดมาก ไมอ่ ยากใหจ้ บลงงา่ ยๆ ทา่ นบอกวา่ การสวดกเ็ พยี งแตน่ กึ อยใู่ นใจเทา่ นนั้ มไิ ด้
สวดเสียงดังพอทจ่ี ะได้ยินถึงใครๆ แตเ่ วลาเทวดามาเยยี่ ม เขาขอให้ทา่ นสวดมนต์
สตู รนนั้ ๆ ใหม้ ากกวา่ สตู รอน่ื ๆ เขาเปน็ สขุ ใจและชอบฟงั มากกวา่ สตู รอนื่ ๆ ขณะทท่ี า่ น
สวดมนต์ เขาสนใจฟงั อยา่ งเพลิดเพลนิ ดงั นี้

ท่านถามเขาว่า “รู้ได้อย่างไรว่าอาตมาสวดมนต์สูตรนั้นๆ” เขาตอบทันทีว่า
“เสยี งสวดมนตข์ องท่านสะเทือนไปท่ัวพิภพ จะไมใ่ ห้ได้ยินอย่างไรได้ ธรรมเป็นของ
ละเอยี ดออ่ นอยูแ่ ล้ว เมื่อประกาศสวดหรอื สังวธั ยาย ก็ต้องดังกังวาลไปท่วั พิภพใหร้ ู้
ทว่ั ถงึ กนั ท่ัวโลกธาตุแกบ่ รรดาผูค้ วรจะทราบได”้

194

น้ำ� ตาอาลัย

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านบอกในช่วงปีพุทธศักราช
๒๔๘๖-๒๔๘๗ ในประเทศพม่ามีการรบราฆ่าฟันกันอย่างหนัก วิกฤติสงครามใน
ประเทศพมา่ นั้น ทา่ นว่ารุนแรงกว่าประเทศไทยเราหลายเทา่ นัก ทปี่ ระเทศพม่ามกี าร
ปล้นฆ่าเผาบ้านเผาเมือง ผู้คนล้มตายเป็นจํานวนมาก ประชาชนพลเมือง สมณะ
ชีพราหมณ์ ต่างได้รบั ความเดอื ดร้อนเพราะไฟสงคราม จนมีพระเณรเถรชบี างกลุ่ม
พากนั จับอาวธุ ขน้ึ มาตอ่ สกู้ ับอรริ าชเพ่อื ปกปอ้ งแผน่ ดนิ ของตนเอง

ตอนสงครามโลกครงั้ ทสี่ องภายในประเทศพมา่ ทา่ นวา่ เกดิ ความวนุ่ วายไมต่ า่ ง
อะไรกับตอนประเทศไทยเราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งท่ีสอง ท่านจึงไม่แปลกใจเลยว่า
ทําไมพระเณรเถรชใี นสมยั กรุงศรอี ยุธยา จงึ พาลกู ศิษย์ถอื ดาบขน้ึ มาต่อสกู้ ับศัตรู

หลวงปชู่ อบทา่ นเปน็ ผหู้ นง่ึ ทไี่ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นจากภยั สงคราม ชว่ งปี ๒๔๘๗
ทหารองั กฤษ ทหารญปี่ นุ่ ทหารจนี สง่ กาํ ลงั เขา้ ยดึ เขตเมอื งเชยี งตงุ ชาวบา้ นหนองยวน
เกรงว่าถ้าทหารต่างชาติมาเห็นท่าน เขาจะทําร้ายท่านได้ ชาวบ้านหนองยวนจึงพา
องคท์ า่ นไปหลบตามปา่ ตามถำ�้ หรอื ไมก่ ย็ งุ้ ขา้ วหลมุ ดนิ แลว้ แตเ่ หตกุ ารณใ์ นแตล่ ะครงั้
ทา่ นวา่ “ตอนเราหลบลห้ี นภี ยั ทหาร เราตอ้ งนอนในนน้ั ฉนั ในนนั้ ขบั ถา่ ยหนกั เบาใช้
กระบอกไม้ไผ่แทนกระโถน ขา้ วน้ำ� จะมลี กู ศิษย์น้อยชาวไทยใหญส่ องคนเป็นผแู้ อบ
นํามาถวาย”

องค์ท่านพิจารณาว่า ถ้าพวกทหารต่างด้าวท้าวต่างแดนเหล่านี้มาพบเห็นเรา
เขาจะทําอันตรายเด็กน้อยสองคนนี้และชาวบ้านหนองยวนได้ ท่านจึงบอกชาวบ้าน
หนองยวนว่า “เราจะขอกลับเมืองไทยก่อนเพื่อความปลอดภัยของทุกๆ คน”
ชาวไทยใหญบ่ า้ นหนองยวนไมอ่ ยากใหท้ า่ นจากไป พวกเขาทง้ั หมบู่ า้ นจะพากนั ปกปอ้ ง
คมุ้ ครองท่านทกุ วถิ ีทาง

195

ทา่ นบอก “เฮาเกดิ มากะเพง่ิ เหน็ ทง้ั คนหนมุ่ สาวเฒา่ แกพ่ ากนั มาปกปอ้ งรกั ษาเฮา
คนเดยี ว พ่นี อ้ งกนั กะบ่แมน่ แตเ่ ขาเคารพศรทั ธาเฮาด้วยน้�ำใจ เป็นจัง๋ ใด๋เฮากะบ่ลืม
บญุ คณุ ของคนไทยใหญบ่ า้ นหนองยวน บม่ คี นบา้ นนรี่ กั ษาเฮาไว้ ผใู้ ดก๋ ะบไ่ ดเ้ หน็ เฮา”

ท่านบอกว่ามีวันหนึ่งทหารจีนแดงมาพบท่านหลบอยู่ในยุ้งข้าว นายทหารจีน
ทคี่ มุ กำ� ลงั มาถามทา่ นวา่ “เปน็ พระชาวพมา่ หรอื ไม”่ หลวงปชู่ อบทา่ นบอกนายทหารจนี วา่
“อาตมาเป็นพระชาวไทย” ทหารจีนแดงเขาจะจับท่านไปสอบสวน เพราะสงสัยว่า
ท่านจะเป็นฝ่ายตรงข้ามแอบมาสบื ขา่ ว ชาวบา้ นหนองยวนพากนั ขอร้องนายทหารจีน
อยา่ ทําร้ายพระองค์นเ้ี ลย ถ้าทาํ ร้ายพระองคน์ ี้แลว้ เท่ากบั ทาํ รา้ ยจติ ใจใสศรัทธาของ
คนทงั้ หมบู่ า้ น นายทหารจนี ทคี่ มุ กาํ ลงั มาจงึ ปลอ่ ยตวั และบอกใหห้ ลวงปชู่ อบเดนิ ทาง
กลับเมืองไทยซ่ึงเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ถ้าหากมีทหารชาติอ่ืนมาพบเข้า
เขาจะทํารา้ ยทา่ นและชาวบา้ นได้

หลวงปู่ชอบท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ชาวบ้าน
หนองยวนเดือดร้อนเพราะท่านเปน็ เหตุ ทา่ นบอกชาวบ้านหนองยวนวา่ “อาตมาจะ
เดินทางกลบั เมอื งไทย” ชาวบ้านหนองยวน เม่ือรู้วา่ หลวงปชู่ อบท่านจะจากพวกเขา
ไปแลว้ ทง้ั คนหนมุ่ คนเฒา่ พากนั รอ้ งไหอ้ าลยั ในองคท์ า่ น ทา่ นบอกชาวบา้ นหนองยวนวา่
“อีกสามวนั จากน้ีไป อาตมาจะเดนิ ทางกลับเมอื งเชยี งใหม่”

สามวนั สดุ ทา้ ยทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบอยบู่ า้ นหนองยวน ชาวบา้ นหนองยวนเขาจะ
ผลัดเปล่ียนหมุนเวียนกันมาอารักขารักษาท่านทุกวัน ลูกศิษย์น้อยท้ังสองเขาจะมา
อยู่กับองค์ท่านตลอดทั้งสามวันสามคืน โดยไม่ยอมกลับไปนอนที่บ้านของตนเอง
เด็กน้อยท้ังสองคนจะพากันมาเฝ้ารักษาท่านอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะท�ำความเพียร
เดนิ จงกรมภาวนา เดก็ นอ้ ยทง้ั สองคนนก้ี จ็ ะพากนั เฝา้ องคท์ า่ นโดยไมย่ อมคลาดสายตา
องคท์ ่านเห็นความรกั ความผกู พันของเดก็ นอ้ ยทง้ั สองทม่ี ีต่อทา่ นแลว้ ทา่ นกอ็ ดทจ่ี ะ
คดิ สงสารพวกเขาไมไ่ ด้ ทา่ นวา่ ถา้ เดก็ นอ้ ยสองคนนบี้ วชในตอนนนั้ ทา่ นจะขอพอ่ แม่
ของเขาพามาอยู่เมืองไทย ท่านบอกเด็กน้อยท้ังสองคนนี้ อดีตเคยเกิดเป็นลูกท่าน
ตอนเกดิ อยเู่ มอื งปนั ประเทศพมา่ เขาทงั้ สองจงึ มสี ญั ญาอดตี ความรกั ผกู พนั กบั ทา่ น

196

พอถงึ วนั หลวงปชู่ อบทา่ นเดนิ ทางกลบั เมอื งไทย ลกู ศษิ ยเ์ ดก็ นอ้ ยทง้ั สองคนพากนั
จัดบริขารให้องค์ท่าน ทั้งสองพากันจัดบริขารไปร้องไห้ไปด้วย จนท่านรู้สึกสงสาร
พวกเขา ทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั วา่ “บกั จะสาคนนอ้ ยรอ้ งไหบ้ เ่ ซา (รอ้ งไหไ้ มห่ ยดุ ) บกั คนใหญ่
รอ้ งไหน้ ำ�้ ตาไหลบม่ เี สยี ง พอพวกมนั จดั ของเสรจ็ แลว้ เราบอกใหพ้ ากนั กลบั ไปบา้ นซะ
พอ่ แมส่ เิ ปน็ หว่ ง พวกมนั สองคนกะบย่ อมกลบั บา้ น บอกจะถอื ของมาสง่ ทางใหอ้ าจารย์
เราใหพ้ วกมันถอื ของออกมาสง่ เราท่ีทา้ ยบ้าน

พอมาสง่ นอกหม่บู า้ น เราบอกใหเ้ อาของมาประเคน เราจะถอื ไปเอง ใหพ้ ากนั
กลับบ้านไปซะ พวกมันกะบย่ อมกลับบา้ น บอกจะเดินไปส่งทางให้เราอกี พอเดิน
ออกจากหมบู่ า้ นมาไดป้ ระมาณสรี่ อ้ ยวา (๘๐๐ เมตร) เราบอกใหห้ ยดุ เราหยดุ นงั่ พกั
สบู บหุ รี่ ฉนั นำ�้ อยบู่ นหนิ กอ้ นหนงึ่ บกั คนใหญม่ นั ไปยนื รอ้ งไหอ้ ยใู่ ตต้ น้ ไมใ้ หญต่ น้ หนงึ่
บักจะสาคนนอ้ ย มันไปยนื เกาะไม้อีกต้นหนึง่ รอ้ งไห้ เราเห็นภาพนแี้ ลว้ กะนกึ เวทนา
สงสารพวกมนั ทงั้ สองคน คดิ ในใจเจา้ ของ ลูกเอ้ย ถ้าบ่มีสงคราม พ่อกะบอ่ ยากจาก
พวกเจ้าไปดอก

บกั จะสาคนนอ้ ยถามวา่ “อาจารยจ์ ะกลบั มาอกี ไหม” เราบอก “ถา้ มโี อกาสกะสกิ ลบั
มาหาเอง็ ทง้ั สองคนอกี ตอนนเี้ รายงั รบั ปากบไ่ ด้ เหตกุ ารณบ์ า้ นเมอื งมนั บป่ รกต”ิ พวกมนั
ไดย้ นิ เราวา่ แบบนกี้ ะพากนั รอ้ งไหโ้ ฮ จนเราวา่ “หยดุ ๆ อยา่ พากนั รอ้ งไห้ เอาบาตรเอายา่ ม
มาประเคนเราได้แลว้ ใหพ้ ากนั กลับบา้ นไดแ้ ล้ว พ่อแมจ่ ะคอย” เราทาํ ท่าดพุ วกมัน
เพื่อตดั บท ทัง้ ท่ใี จตนเองน่นั สงสารเขา เราขพู่ วกมันวา่ “ถ้าพวกมงึ บ่พากนั กลับบา้ น
เราบอกเราสอนบไ่ ดแ้ บบนแี้ ลว้ เราจะบก่ ลบั มาหาอกี เดอ้ ” เดก็ นอ้ ยสองคนนมี้ นั ถงึ ยอม
กลับบ้าน

พวกมนั เดนิ จากไป เรากช็ ําเลืองมองพวกมันอยูข่ า้ งหลงั ทง้ั สองคนพากนั หยุด
หันมามองดูเราอยู่อย่างน้ัน เราจึงลุกหนีออกไปจากที่นั่น เราเดินมาได้สักหน่อย
หนั กลบั ไปมองพวกมนั ทง้ั สองคนมนั ยงั พากนั ยนื มองดเู ราอยอู่ ยา่ งนนั้ จนเราสงสาร
พวกมนั หลาย วา่ มาถงึ ตอนน้ีเรากย็ ังคึดฮอดพวกมันอยคู่ ือเกา่ ”

197

การมาส่งทางกันคร้ังน้ี เป็นการมาส่งทางกันคร้ังสุดท้ายระหว่างองค์ท่าน
หลวงปชู่ อบกับสองลกู ศษิ ยน์ อ้ ยชาวไทยใหญ่ บา้ นหนองยวน หลังจากนัน้ องคท์ ่าน
ก็ไม่ไดก้ ลบั ไปที่บา้ นหนองยวน แขวงเชยี งตงุ ประเทศพม่า อกี เลย

หลวงปชู่ อบทา่ นบอก “เราไปพมา่ อกี ครงั้ ตอนอาจารยห์ ลยุ (หลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร)
ชวนเราไปไปโปรดสตั วผ์ เู้ กย่ี วขอ้ งอยพู่ มา่ อาจารยห์ ลยุ ทา่ นอยากไปดอู ดตี ของตนเอง
ตอนเกดิ เปน็ คนวเิ ศษไชยชาญ ถกู ทหารพมา่ ตอ้ นไปเปน็ เชลย เราไปโปรดผเู้ กย่ี วขอ้ ง
ของเรา อาจารยห์ ลุยท่านไปโปรดผูเ้ ก่ียวขอ้ งของทา่ น”

ทา่ นบอก “ทกุ วนั นเี้ ราแผเ่ มตตาใหช้ าวบา้ นหนองยวนทกุ วนั เรายงั ระลกึ นกึ ถงึ
บญุ คญุ ของพวกเขาอยคู่ อื เกา่ ถา้ บม่ เี หตสุ งครามในตอนนนั้ เราจะบก่ ลบั มาอยเู่ มอื งไทย
เรากะจะตายอยู่ท่ีน่ัน ท้ิงธรรมท้ิงขันธ์อยู่น่ัน ถ้าบ่มีเหตุจากสงครามที่จะทําให้คน
บ้านหนองยวนมาเดอื ดร้อนเพราะเฮา บว่ ่าพวกทา่ นหรือผูใ้ ด๋กะสบิ ่ไดเ้ ห็นหนา้ เฮา”

กรรมทำ� ให้หลงทาง

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ออกจากบา้ นหนองยวน แขวงเชยี งตงุ ประเทศ
พมา่ เดมิ ทที า่ นตงั้ ใจจะกลบั เขา้ ไทยทางเขตจงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน ปรากฏวา่ เสน้ ทางนท้ี ่ี
ทา่ นจะเดนิ ทางมา มกี ารรบกันอยา่ งหนักระหว่างทหารอังกฤษกบั ทหารญ่ปี ุ่น ท่านจงึ
เปล่ยี นเสน้ ทางกลบั เมืองไทยไปเส้นทางอ่ืน หลวงป่ชู อบเล่าเรื่องการเดนิ ทางกลับมา
เมอื งไทยของท่านใหฟ้ ังดงั นี้

“ออกจากบา้ นหนองยวนมา เราพบกับบกั บง้ั บกั บ้ังเป็นคนลาว หลวงพระบาง
ไปท�ำงานรับจา้ งตัดไมใ้ ห้บริษทั คนองั กฤษอยู่พม่า ตอนเหน็ กนั บักบงั้ มนั กําลงั หลบ
ทหารตา่ งชาติ ทหารฝา่ ยตา่ งๆ ถา้ มนั บไ่ วใ้ จใครแลว้ มนั ฆา่ หมกปา่ หมดละ่ เราพบกบั
ทหารจนี เขากป็ ลอ่ ยเรา ทหารจนี เขาบท่ าํ รา้ ยพระ ทหารองั กฤษ ทหารญป่ี นุ่ นถี่ า้ บเ่ ชอื่ ใจ
แลว้ มนั ทาํ รา้ ยหมด บว่ า่ คนบว่ า่ พระ คนพมา่ สมยั กอ่ นเขาเลยชงั ทหารพวกนหี้ ลาย

198

“บกั บงั้ เหน็ เราดใี จหลาย มนั วา่ “ขา้ นอ้ ยเหน็ สาธเุ จา้ ขา้ นอ้ ยบต่ ายแลว้ ” มนั กอดแขง้
กอดขาเรารอ้ งไห้ เรากส็ งสารมนั บกั บงั้ ชวนเราไปหลวงพระบาง เราบอก “บไ่ ปดอก
เราจะไปเชยี งใหม”่ บกั บง้ั บอก “ขา้ นอ้ ยหลงทาง กลบั หลวงพระบางบถ่ กู ” เราสงสารบกั บง้ั
กลัวมนั ถูกเขาฆา่ เราเลยไปสง่ ทางใหม้ ัน นอนป่าด้วยกันสองคนื พอขา้ มนำ้� โคงแลว้
เราบอกทางไปหลวงพระบางใหบ้ กั บงั้ แยกกบั บกั บง้ั แลว้ เรากห็ าทางมาเมอื งเชยี งใหม”่

(อธบิ าย แมน่ ำ�้ โคง เปน็ ชอ่ื ทช่ี าวไทยใหญเ่ รยี ก คนพมา่ รามญั สมยั กอ่ นเรยี กชอื่
แมน่ ้ำ� แหง่ น้ีวา่ แมน่ ำ�้ สะโตง พออังกฤษเขา้ ปกครองประเทศพม่า จึงเปล่ียนช่ือแม่น�้ำ
สายนี้ว่า แม่น้�ำสาละวิน ซ่ึงเป็นแม่น้�ำสายหลักของประเทศพม่า ดังท่ีทราบกันใน
ปัจจบุ นั )

ผบู้ นั ทกึ เรยี นถามองคท์ า่ นวา่ “ระหวา่ งอยปู่ า่ กบั คนชอื่ บง้ั พากนั กนิ กนั ฉนั อะไร
เป็นอาหาร” พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านบอก “บักบ้ังเอาข้าวแห้งกรอกไม้ไผ่เผาไฟ
แบบขา้ วหลาม เอาหยวกกลว้ ยขย�ำเกลอื หอ่ ใบตองหมกไฟ แตล่ ะวนั พากนั กนิ แบบนแี้ หละ
ภาวะสงครามไดก้ นิ แคน่ กี้ ถ็ อื วา่ ดแี ลว้ กนิ กนั หวิ กนั ตายไปวนั ๆ พอเอาตวั รอด บไ่ ดส้ รา้ ง
สวรรค์สรรหาอีหยังไปหลายกว่าน้ี เกิดเป็นคนอย่าเลี้ยงยาก คนเล้ียงยากตายง่าย
ก่อนโต”

ระหวา่ งสนทนากนั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเลา่ อดตี ชาตขิ องทา่ นใหฟ้ งั ถงึ บพุ กรรม
ทที่ าํ ใหท้ า่ นตอ้ งมาผจญภยั สงครามในชาตนิ ี้ ทา่ นบอก “ชาตสิ ดุ ทา้ ย เราเปน็ ทหารพมา่
ถูกทหารพระเจา้ ตากล้อมอยู่ทงุ่ ลาดหญ้า กาญจนบรุ ี ทหารพระเจา้ ตากมีข้าวแหง้ กนิ
สไู้ ดเ้ ปน็ เดอื น พวกเราไมม่ อี ะไรกนิ พากนั ฆา่ ชา้ งฆา่ มา้ กนิ หมดชา้ งหมดมา้ พวกเรากแ็ พ้
ชาติน้ันเราตายเพราะอดขา้ วอดนำ�้ บ่ได้ตายด้วยคมหอกคมดาบของผใู้ ด ก่อนตาย
ตง้ั จติ เอาไว้ “ผขู้ า้ ขอเกดิ อยบู่ า้ นเมอื งผาสกุ ในพระศาสนา” ตายจากชาตนิ นั้ มาเกดิ อยู่
เมืองลาว เกิดอยเู่ วยี งจนั ทนช์ าตหิ นงึ่ เกดิ อยู่ท่าแขกคาํ มว่ นอกี หนงึ่ ชาติ ชาติปจั จุบัน
เกดิ อย่โู คกมน จากน้ีไปบ่ไดเ้ กดิ เปน็ ลกู ผูใ้ ดอีกแล้ว ชาตสิ ดุ ทา้ ยจบท่ีการเกิดเป็นลูก
ของพอ่ ไมล์ แม่ปา เทา่ น้ัน

199

กรรมทเี่ ราเคยเปน็ ทหารพมา่ มารกุ รานเมอื งไทย กรรมนจี้ งึ สง่ ผลใหเ้ ราไดร้ บั ทกุ ข์
ภยั จากสงคราม เหน็ กรรมเกา่ ของตนเองแตล่ ะชาตแิ ลว้ สงั เวชใจ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นตรสั ไว้
ไมม่ ผี ดิ ชาตปิ ทิ กุ ขา เปน็ บอ่ เกดิ ของทกุ ขท์ งั้ มวล ถงึ ปานนนั้ สตั วโ์ ลกทงั้ หลายยงั ยนิ ดี
ในอทุ รของกเิ ลส สตั ว์โลกทั้งหลายจงึ ถกู แมก่ ิเลสไกวเปลเอล้ าํ ใหน้ อนเนื่อง จิตผู้ตน่ื
ในธรรมแลว้ ถึงจะรู้ว่า กิเลสนคี้ อื แม่เนรคุณธรรม”

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “พอแยกกบั บกั บง้ั เรากเ็ รมิ่ หลงปา่ หลงปา่ สามวนั สามคนื
บ่ได้ฉันขา้ ว คืนสาม ฝนตกเกอื บทัง้ คนื หนาวกะหนาว นง่ั ส่นั หงกๆ เป็นลกู นกอยู่
ทง้ั คนื วนั ทส่ี ่ี เราเมอื่ ยหลาย แบกบาตรพายกลดบไ่ หว บน่ ในใจตนเองวา่ “เทวดาผรู้ กั ษา
ศาสนา บเ่ หน็ ใจลกู ศษิ ยพ์ ระตถาคตผลู้ าํ บากบา้ งหรอื อาตมาหลงปา่ มาหลายมอ้ื แลว้
ลำ� บากหลาย ถา้ ผขู้ า้ เปน็ คนบาปหยาบหนา กข็ อใหต้ ายอยใู่ นปา่ แหง่ นเี้ สยี เพอื่ ใหส้ ม
กบั บาปกรรมของตนเองทไ่ี ดก้ ระทาํ มา ถา้ หากผขู้ า้ มบี ญุ วาสนาทจี่ ะสบื ศาสนา กข็ อให้
ผูข้ า้ หาทางออกจากปา่ เขาแห่งนไี้ ปไดด้ ว้ ยอํานาจบุญบารมที ีผ่ ้ขู ้าบําเพญ็ มา”

องค์ท่านจึงกําหนดพิจารณาหาเหตุของกรรมท่ีทําให้ตนเองต้องมาหลงป่า
ทา่ นบอก “มชี าตหิ นงึ่ เราเอาลกู แมวไปปลอ่ ยปา่ เพราะรงั เกยี จมนั ลกู แมวตวั นอี้ ดขา้ ว
ปลาอาหารอยใู่ นป่าหลายวนั จงึ มคี นใจดมี าพบเอาไปเล้ยี ง กรรมนจ้ี งึ มาสนองเราใน
ชาตปิ จั จุบนั เปน็ เหตุใหต้ นเองหลงปา่ อดอาหาร ขนาดเช่ียวชาญช�ำนาญปา่ อย่างเรา
ยงั หลงทางเพราะกรรมของตนเอง ให้จาํ ไว้ บุญบาปแม้เพยี งเลก็ นอ้ ยประมาทไมไ่ ด้
กรรมเมอื่ ตามมาถงึ แลว้ มนั แสดงผลทนั ที ชา้ หรอื เรว็ ทกุ คนตอ้ งไดร้ บั ผลของกรรมนน้ั
ไมม่ ีใครปดั เคราะห์สะเดาะกรรมใหก้ นั ได้ คนเราถ้าเห็นกรรมเกา่ ของตนเองเหมอื น
ดูหนงั ดลู ะคร มนั จะบ่กลา้ ทําบาปใหมใ่ ห้เผาผลาญใจของตนเองหรอก เพราะพ่อแม่
กเิ ลสปดิ จติ บงั ใจเอาไว้ พวกลกู กำ� พรา้ ธรรม มนั ถงึ บฮ่ คู้ วามจรงิ ของบาปบญุ คณุ โทษ”

200

บรุ ษุ ลึกลับใส่บาตรบอกทาง

ราวเกา้ โมงเชา้ วนั ทสี่ ่ี ทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบหลงทางอยใู่ นปา่ ทา่ นเหน็ บรุ ษุ หนมุ่
ผู้หนึ่งอายุราวย่ีสิบกว่าปี แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องนิยมแบบชาวไทยใหญ่
เมอื่ สบตากนั บรุ ษุ หนมุ่ ผนู้ ย้ี มิ้ ใหอ้ งคท์ า่ นแสดงออกถงึ นำ้� ใจไมตรี แรกเหน็ บรุ ษุ หนมุ่
ลึกลับผู้นี้ หลวงปู่ชอบท่านนึกแปลกใจสงสัยในตัวของบุคคล ท่านคิดในใจว่า
ทา่ มกลางปา่ เขาลาํ เนาไพรแบบนี้ ยงั มคี นแตง่ กายดว้ ยเสอ้ื ผา้ อาภรณเ์ รยี บรอ้ ยอยหู่ รอื
ผิวพรรณวรรณะก็ดูหมดจดงดงามยังกับผู้ดีมีชาติตระกูล กิริยาท่าทางก็สํารวม
เรียบร้อยเหมือนกับคนได้รับการอบรมมาจากเขตรั้ววังหลวง ซ่ึงต่างจากกิริยา
คนบ้านนาปา่ ดอนทีเ่ ราเคยพบเหน็ มา

องค์ท่านมองไปรอบบริเวณท่ีบรุ ษุ หนุม่ ผนู้ ีย้ ืนอยู่ ก็ไม่เห็นมเี รือนชานบ้านชอ่ ง
หอ้ งหอของผคู้ นแมแ้ ตห่ ลงั เดยี ว มแี ตไ่ มย้ างหลวงหา้ หกตน้ และไมเ้ บญจพรรณอนื่ ๆ
เรยี งรายรอบตวั ของเขา องคท์ า่ นบอกบรุ ษุ หนมุ่ ลกึ ลบั ผนู้ ี้ ในมอื ถอื ขนั สะหลงุ เหมอื น
คนมารอใสบ่ าตร ทา่ นจงึ เดนิ เขา้ ไปหาบรุ ษุ หนมุ่ ผนู้ เ้ี พอื่ สอบถาม องคท์ า่ นถามบรุ ษุ ผนู้ ้ี
ด้วยภาษาไทยใหญ่วา่ “โยมมาทําอะไรอยู่ท่นี ”่ี บุรุษหนุ่มลกึ ลบั ผูน้ ต้ี อบองค์ท่านเปน็
ภาษาไทยใหญ่วา่ “ข้าพเจ้ามารอใสบ่ าตรให้ซำ� บญุ พระคุณเจ้า” เมอื่ ทราบเจตนาของ
บรุ ษุ หนมุ่ ลกึ ลบั ผนู้ แ้ี ลว้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบจงึ แกม้ ดั บรขิ ารเพอื่ รบั บณิ ฑบาตจากเขา

องค์ท่านหลวงปชู่ อบ “อาหารท่เี ขาใสบ่ าตรให้เรานน้ั เป็นปลาขาวป้ิงตัวขนาด
สองน้วิ มอื ตวั หนึง่ กบั ขา้ วซ้อมมอื อกี หนึง่ ทัพพี ขา้ วที่เขาใสบ่ าตรใหไ้ อร้อนยังฟงุ้ อยู่
พอใสบ่ าตรแลว้ เขากข็ อพรกบั เราเหมอื นกบั ขะโยมเมอื งเหนอื ใหพ้ รเขาแลว้ เรากถ็ าม
ทางไปเมอื งเชยี งใหมก่ บั เขา เขาบอกใหเ้ ราเดนิ ไปตามทางทศิ ตะวนั ออกของภดู อยลกู นี้
เขาบอก “ถ้าเดนิ ไปตามทางนี้ ไม่เกนิ บ่ายสาม ทา่ นกจ็ ะเหน็ เมอื งหาง เมืองสุดท้าย
ของพมา่ ใหซ้ ำ� บญุ ไปถามคนอยเู่ มอื งหางวา่ เมอื งฝาง (อาํ เภอฝาง) ไปทางไหน ถา้ เดนิ
ไปตามทางท่ขี ้าพเจ้าบอกน้ี รบั รองว่าซำ� บุญพระคณุ ทา่ นจะไมห่ ลงทาง”

201

หลังจากบุรุษหนุ่มลึกลับผู้น้ีบอกทางแล้ว องค์ท่านหลวงปู่ชอบถามเขาว่า
“บ้านโยมอยู่ท่ีไหน อาตมาเดินทางมาสามส่ีวันยังไม่พบบ้านเรือนเฮือนหอของผู้คน
สักหลังเลย” บุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้แสดงกิริยาอึกอักใจที่จะตอบคําถามขององค์ท่าน
เขาตอบองคท์ า่ นแตเ่ พยี งวา่ “บา้ นขา้ พเจา้ นนั้ อยไู่ กลจากทนี่ ”่ี องคท์ า่ นถาม “บา้ นโยม
ไปทางไหน” บรุ ษุ หนมุ่ ลกึ ลบั ผนู้ ช้ี มี้ อื ไปทางทวิ ปา่ ไมย้ างหลวงใหอ้ งคท์ า่ นดู องคท์ า่ น
หลวงปู่ชอบมองตามมือท่ีบุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้ชี้ให้ดู ท่านก็ไม่เห็นเรือนชานบ้านช่อง
ของใครสักหลัง ท่านเห็นบุรุษหนุ่มลึกลับผู้น้ีแสดงกิริยาลําบากใจ ไม่สู้ในคําถาม
ทา่ นจึงไมร่ บเร้าเซา้ ถามเขาต่อไปอีก

บรุ ษุ หนมุ่ ลกึ ลบั ผนู้ แี้ สดงความเคารพโดยการไหวส้ าลาจากไป หลวงปชู่ อบทา่ น
ทําเหมือนไม่มองในเวลาที่เขาลาจาก ท่านชำ� เลืองดบู ุรุษหนุ่มลกึ ลับผนู้ ีเ้ ดนิ เข้าไปข้าง
ทางแนวปา่ ไมย้ างหลวง พอบงั ตน้ ยางหลวงแลว้ บุรุษหนุม่ ลกึ ลับผู้น้เี ขาก็หายลับไป
ทนั ที ท่านบอก “การไปการมาของบรุ ุษหน่มุ ผูน้ ้รี วดเร็วมาก แมแ้ ต่รอยเทา้ คนื ฝน
กไ็ ม่ทงิ้ ไวใ้ หเ้ ราได้เหน็ แคไ่ มก่ ี่อึดใจท่ีเราเดินตามเขามา เรากม็ องไม่เห็นเขาได้ดว้ ย
ตาเนอ้ื เราเลยกาํ หนดหาเขาดว้ ยภายใน” องคท์ า่ นถงึ รวู้ า่ บรุ ษุ หนมุ่ ลกึ ลบั ผทู้ มี่ าใสบ่ าตร
บอกทางใหน้ ค้ี อื “ทา้ วสกั กเทวราช” ราชาแหง่ ทวยเทพเทวดา นริ มติ กายลงมาใสบ่ าตร
บอกทางใหก้ บั องคท์ า่ น ทา้ วสกั กเทวราชเคยไดร้ บั เมตตาจากทา่ นมากอ่ น เมอ่ื ถงึ คราว
ท่านตกทุกข์ได้ยาก พญาอินทร์จึงมาแสดงเทวาสงเคราะห์ต่อองค์ท่าน ท่านบอก
“ระหวา่ งเรากบั ทา้ วสกั กะพญาอนิ ทรส์ นทนากนั ในครงั้ น้ี ไมม่ ภี าพนมิ ติ การสนทนากนั
ทกุ อยา่ งเปน็ “ทพิ ยจ์ ติ ” อปุ มาคลา้ ยคนเราสนทนากนั ทางโทรศพั ท์ เมอื่ ทราบทมี่ าทงั้ หมด
แล้ว พ่อแมค่ รอู าจารย์ทา่ นจึงวางสงสัยในเรือ่ งนลี้ ง

พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นบอก “ขา้ วทเ่ี ราฉนั ในวนั นนั้ มกี ลนิ่ หอม รสชาตกิ ลมกลอ่ ม
มาก เราไมเ่ คยฉนั ขา้ วปลาอาหารทไี่ หนทมี่ รี สชาตแิ บบนม้ี ากอ่ น เพยี งคาํ แรกทไ่ี ดฉ้ นั
เรากม็ กี าํ ลงั วงั ชาขนึ้ มาทนั ที ความเหนด็ เหนอ่ื ยเมอ่ื ยลา้ ทม่ี อี ยกู่ ห็ ายไปเหมอื นปลดิ ทง้ิ
ทิพยภัตเทวดาสง่ ผลให้ธาตขุ ันธ์ของเราซ่านจนขนลุกพองในขณะที่ฉนั ขา้ ว ข้าวหนึ่ง
ทพั พกี ับปลาขาวน้อยหนึ่งตัว เราฉนั หมดพร้อมกันเม่อื อม่ิ คาํ สุดท้ายพอดี”

202

เรียนถามองค์ท่าน “โอสถทิพย์เทวดา” ท่ีพ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยได้รับจาก
แมเ่ ทวดาทถี่ ำ�้ นายม เพชรบรู ณ์ กบั “ทพิ ยภตั เทวา” ทไี่ ดร้ บั จากทา้ วสกั กะพญาอนิ ทรน์ ี้
แตกตา่ งกนั ไหมในจิตและธาตขุ นั ธ์”

องคท์ ่านบอก “จิตเป็นผรู้ ้สู ุขรทู้ ุกข์ทัง้ หมด จิตรูใ้ นอาการของธาตุ ขณะบริโภค
ในสง่ิ นน้ั ๆ โอสถทพิ ยเ์ ทวดารกั ษาอาการปว่ ยของธาตขุ นั ธ์ จติ กร็ ู้ ทพิ ยภตั เทวดารกั ษา
ธาตขุ นั ธท์ อี่ อ่ นลา้ หวิ โหย จติ กร็ ู้ ความรใู้ นจติ แยกเรอ่ื งออกใหเ้ หน็ ทง้ั หมด จติ นบั จาก
อนาคามี จะแยกรูปนาม สญั ญา ความจาํ ได้หมายรอู้ อกได้ว่าอะไรเป็นอะไร จิตตำ�่
กวา่ นยี้ งั แยกเรอ่ื งรปู นามไมล่ ะเอยี ด ภมู โิ ลกยี วสิ ยั จะมาแยกรปู แยกนามกไ็ ด้ แตค่ ดิ
เอาว่าน่าจะเป็นอนิยตา ความไม่แน่นอนที่จะลงความรู้ว่าอันใดผิดอันใดถูกกันแน่
ความร้ทู ไี่ ม่ลงเป็นอันหนึง่ อันเดยี วแล้ว คอื ความรไู้ ม่จรงิ เอกงั ธมั มงั อรยิ สจั จงั
ธรรมเปน็ อันเดียวไม่มีสอง เราไม่เคยเหน็ ท่านผูร้ เู้ ถยี งกนั เรื่องธรรม เหน็ แตผ่ อู้ วดรู้
เถียงกนั เรอ่ื งธรรม ผู้ปฏิบัตไิ ด้แท้ เพิน่ บ่เถยี งกนั เร่อื งธรรม”

หลังฉันอาหารเสร็จแลว้ หลวงปู่ชอบทา่ นกเ็ ดนิ ไปทางทศิ ตะวนั ออกตามที่บุรุษ
หนมุ่ ลกึ ลบั ไดบ้ อกเอาไว้ ราวบา่ ยสาม ทา่ นไดย้ นิ เสยี งหมาเหา่ ไกข่ นั จงึ หยดุ ฟงั ทศิ ทาง
ของเสยี งอยบู่ น “ดอยแมแ่ มบ” องคท์ า่ นเหน็ หมบู่ า้ นแหง่ หนง่ึ จงึ เดนิ ลงจากดอยแมแ่ มบ
เข้าไปท่ีหมู่บ้านเพ่ือจะสอบถามทางจากชาวบ้าน หมู่บ้านสุดท้ายของประเทศพม่า
ท่ีองค์ท่านหลวงปู่ชอบเห็นคือ “เมืองหาง” เมืองหางแห่งน้ีจะอยู่ติดเขตอําเภอฝาง
จงั หวดั เชียงใหม่ องคท์ ่านหลวงปชู่ อบเดินลงจากดอยแม่แมบ เข้าไปเมอื งหาง เวลา
ประมาณบ่ายสามโมงกว่า ซ่ึงเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่บุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้ได้บอก
องค์ทา่ นเอาไว้

เมื่อถามทางจากชาวบ้านเมืองหางแล้ว องค์ท่านหลวงปู่ชอบจึงเดินข้ามเขาอีก
ลกู หนงึ่ เข้ามายงั เขตอาํ เภอฝาง จงั หวดั เชียงใหม่ ท่านพบกบั กองทพั ทหารไทยทม่ี า
ตงั้ ดา่ นประชดิ ชายแดนประเทศพมา่ ทางเมอื งหาง องคท์ า่ นจงึ เดนิ ไปทดี่ า่ นทหารไทย
ดว้ ยใจซื่อเพอื่ แสดงตนกลับเขา้ ประเทศ

203

ทา่ นบอกทด่ี า่ นทหารไทยแหง่ น้ี มนี ายทหารยศพนั ตรคี นหนง่ึ เปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชา
ทา่ นบอกนายพนั ทหารท่านนีเ้ ป็นชาวจงั หวดั อุตรดติ ถ์ มาประจาํ การอยู่ทคี่ า่ ยกาวิละ
จังหวัดเชียงใหม่ นายทหารพันตรีผู้น้ีถามท่านว่า “พระคุณเจ้ามาจากไหน”
หลวงปชู่ อบทา่ นบอก “อาตมาเดนิ ทางกลบั มาจากไปจาํ พรรษาอยเู่ มอื งพมา่ ” นายทหาร
ผู้น้ีถามท่านว่า “ท่านเป็นพระสงฆไ์ ทยหรอื พระสงฆ์พม่า” องคท์ ่านหลวงปชู่ อบบอก
“อาตมาเป็นพระสงฆ์ไทย” นายทหารพันตรที ่คี มุ ด่านจงึ ขอดูหนงั สือใบสุทธขิ องท่าน

(หมายเหตุ หนงั สอื ใบสทุ ธิ คอื บตั รประจาํ ตวั ของพระภกิ ษสุ ามเณร ซง่ึ รบั รองโดย
มหาเถรสมาคมภายใต้กฎหมายของราชอาณาจักรไทย)

หลวงปชู่ อบเอาหนังสอื ใบสทุ ธิขององค์ท่านใหน้ ายทหารพนั ตรผี ู้นดี้ ู นายทหาร
พนั ตรผี นู้ ถ้ี ามวา่ “ทา่ นเปน็ คนเมอื งอดุ รธานี ทาํ ไมถงึ ไปอยทู่ ปี่ ระเทศพมา่ ” หลวงปชู่ อบ
ท่านบอก “อาตมาไปอยู่ท่ีประเทศพม่าเพ่ือเท่ียววิเวกจําพรรษาอยู่ทางน้ัน พอเกิด
สงคราม อาตมาจงึ เดินทางกลับมาเมอื งไทย”

(หมายเหตุ หนังสือใบสุทธฉิ บบั แรกของหลวงปูช่ อบ ฐานสโม ระบุท่อี ยู่ บ้าน
หนองบัวบาน ตาํ บลเชยี งพณิ อาํ เภอหมากแข้ง จงั หวัดอดุ รธานี สังกัดวดั บรมนวิ าส
กรงุ เทพมหานคร ลงนามรับรองโดย พระอุบาลคี ุณูปมาจารย์ จันทร์ สิรจิ ันโท)

นายทหารพนั ตรที ค่ี มุ ดา่ นบอกทา่ นวา่ “ทป่ี ระเทศพมา่ ตอนนม้ี กี ารรบกนั อยา่ งหนกั
กระผมขอนมิ นตท์ า่ นกลบั มาอยบู่ า้ นเมอื งของเราจะดกี วา่ ถา้ อยทู่ พ่ี มา่ ทหารไทยของเรา
จะคมุ้ ครองความปลอดภยั ใหก้ บั ทา่ นไมไ่ ด”้ จากนนั้ นายทหารยศพนั ตรี ชาวอตุ รดติ ถ์
ทา่ นน้ี จงึ อนญุ าตใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบกลบั เขา้ ประเทศ และนมิ นตอ์ งคท์ า่ นพกั ฉนั นำ�้
อยทู่ ค่ี า่ ยดา่ นทหาร หลงั หลวงปชู่ อบทา่ นพกั ฉนั นำ้� แลว้ นายทหารพนั ตรชี าวอตุ รดติ ถ์
ไดใ้ หพ้ ลทหารสองนายมาสง่ องคท์ า่ นทบ่ี า้ นมว่ งชมุ ตาํ บลมอ่ นปน่ิ อาํ เภอฝาง จงั หวดั
เชยี งใหม่

วนั แรกทพี่ ระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เดนิ ทางกลบั มาถงึ เมอื งไทย องคท์ า่ น
เข้าไปพักท่ปี ่าชา้ บา้ นม่วงชุม ตาํ บลมอ่ นปนิ่ อาํ เภอฝาง จังหวดั เชยี งใหม่

204

พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นบอก “เราเดนิ ทางมาถงึ เมอื งไทย เมอ่ื วนั ขนึ้ ๑๑ คำ่� เดอื น ๑๒
ปี ๘๗ (พ.ศ. ๒๔๘๗) เราพกั ภาวนาอยปู่ า่ ชา้ บา้ นมว่ งชมุ สองคนื ชาวบา้ นบอก อยดู่ อย
อีกลูกมีพระ ๒ องค์พักอยู่ท่ีนั่น เราออกจากป่าช้าบ้านม่วงชุมขึ้นดอยไปหาตุ๊เจ้า
๒ ตนนี้ เพอ่ื จะขอพกั ปฏบิ ตั ริ ว่ มกบั เขา พอขน้ึ ไปแลว้ เราถกู ไลล่ งดอยหาวา่ เราจะไป
แยง่ ลาภสกั การะของเขา ใจเรานนั้ ตง้ั แตบ่ วชมา บเ่ คยหวงั อยากมชี อ่ื เสยี งสกั การะใสต่ น
นับแต่บวชมาเราหวังปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นเท่าน้ัน ลาภสักการะช่ือเสียงสําหรับ
ผู้บ่ถงึ ธรรมคือยาเบ่อื ใหใ้ จมัวหมอง โยมท�ำบญุ กเ็ ปน็ บุญของโยม ไม่ใชบ่ ุญของเรา
บญุ พระเณรเราคอื รกั ษาศลี เดนิ จงกรม ภาวนา อยา่ หลงไปจากนี้ ผหู้ ลงบารมตี ายใน
ธรรมไปหลายรายแลว้ อยา่ ไปหลงกบั สาธสุ บิ นว้ิ ทเ่ี ขาสรรเสรญิ ใหม้ น่ั คงในใจเรอ่ื งนไี้ ว้
อยา่ หว่นั ไหว”

หมปู ่าผีแปลงดอยมน

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม พกั อยปู่ า่ ชา้ บา้ นมว่ งชมุ ตาํ บลมอ่ นปน่ิ อาํ เภอฝาง
จงั หวดั เชยี งใหม่ โยมบา้ นม่วงชมุ บอกท่านว่ามีพระ ๒ รปู พกั อยู่อีกฟากดอยของ
หมบู่ า้ น เมือ่ ทราบวา่ มีพระพักอยู่บนดอยไม่ไกลจากบ้านม่วงชมุ หลวงปชู่ อบทา่ นจึง
ข้นึ ไปดูพระ ๒ รูปน้ีวา่ เป็นหมคู่ ณะทีท่ า่ นรจู้ กั หรือไม่ เม่อื ขึ้นไปบนดอย ท่านพบ
พระ ๒ รูปน้ตี ามที่โยมบอก แตท่ ่านไมร่ จู้ ักพระ ๒ รปู นี้ พอถามอายพุ รรษากนั แลว้
พระทง้ั ๒ รปู มพี รรษาออ่ นกวา่ ทา่ น พระ ๒ รปู นี้ เมอื่ ทราบอายพุ รรษาหลวงปชู่ อบแลว้
พวกเขาไมอ่ นุญาตให้ทา่ นพักดว้ ย ทา่ นบอก “ที่พระ ๒ รูปน้ีไม่ใหพ้ กั ด้วย เพราะเรา
พรรษามากกวา่ เขาคดิ วา่ เราจะมาแยง่ ลาภสกั การะของพวกเขา” ทา่ นบอก “พระเณรเรา
ประสาลาภสักการะ ยศถาบรรดาศกั ด์ขิ องนอกกายท่ีเขาอุปโลกนส์ วมหวั ให้ มันยงั
พากนั ตดิ ปานตงั เม กเิ ลสหยาบๆ แคน่ ี้ มนั ยงั ละบไ่ ด้ แลว้ กเิ ลสละเอยี ดกวา่ น้ี มนั จะ
ละได้จัง่ ได๋ พระเณรเรานนั้ ถ้าพจิ ารณาบริขารของตนอยเู่ นืองๆ ใจมันจะลดความ
อยากไปไดเ้ อง พระเณรเราย่งิ เป็นผูม้ กั นอ้ ยสนั โดษในธรรมวนิ ยั มากเทา่ ไร ยิ่งเปน็
ผู้งามตาเย็นใจแก่ท่านผู้พบเห็น พระเณรเราถ้าเป็นผู้มักได้โลภโล โลกเขาติเตียน
นักปราชญร์ าชเมธเี พิน่ กะบ่สรรเสรญิ ”

205

หลวงปชู่ อบทา่ นลงจากดอยกลบั มาบา้ นมว่ งชมุ อกี ครง้ั เพอื่ ใหโ้ ยมพาทา่ นไปหา
ทพ่ี กั แหง่ ใหม่ ชาวบา้ นมว่ งชมุ แนะนาํ องคท์ า่ นใหข้ นึ้ ไปพกั ท่ี “ดอยมน” ชาวบา้ นมว่ งชมุ
บอก “ดอยมนแห่งนี้อาถรรพม์ าก ใครจะขนึ้ ไปตดั ไมบ้ นดอยแห่งนี้ไม่ได้ ถา้ ไปพกั
หรอื ไปตดั ไมท้ าํ ลายปา่ บนดอยมนแหง่ น้ี จะไดร้ บั อนั ตรายจากสงิ่ ลกึ ลบั ทม่ี องไมเ่ หน็ ”

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบสนใจ “อาถรรพด์ อยมน” ทา่ นบอกชาวบา้ นมว่ งชมุ ใหพ้ าขนึ้
ไปพกั ทีน่ ่ัน เบือ้ งต้นชาวบ้านม่วงชุมไมก่ ล้าพาหลวงปู่ชอบขน้ึ ไปพักทีด่ อยมน เพราะ
เขากลัวอํานาจลกึ ลบั จากเจา้ ของสถานที่ ผไู้ ม่มีโฉนดเลน่ งาน หลวงปู่ชอบทา่ นบอก
“ไมเ่ ปน็ อะไรหรอก เกดิ อะไรขน้ึ อาตมาจะรบั ผดิ ชอบเอง” พอหลวงปชู่ อบทา่ นรบั รอง
ความปลอดภยั จากอาํ นาจลกึ ลบั ให้ ชาวบา้ นมว่ งชมุ จงึ ยอมพาทา่ นขน้ึ ไปพกั ทดี่ อยมน

โยมบ้านม่วงชุมพากันทําที่พักให้ท่านหน่ึงหลัง ท�ำท่าสรงน�้ำท่ีบึงล่างเชิงดอย
ให้ท่านหน่ึงท่า ทําทางเดินจงกรมข้างท่ีพักให้ท่านหน่ึงเส้น เมื่อท�ำท่ีพักเสร็จแล้ว
ญาตโิ ยมชาวบ้านม่วงชุมก็ลาองค์ทา่ นกลบั บ้านก่อนตะวันตกดิน

ตอนเยน็ หลงั สรงนำ�้ แลว้ พอ่ แมค่ รอู าจารยบ์ อก ทา่ นออกมาเดนิ จงกรมอยขู่ า้ งทพี่ กั
ทา่ นเดนิ จงกรมจนถงึ เวลาประมาณสท่ี มุ่ จงึ ขน้ึ ทพี่ กั เพอ่ื ไหวพ้ ระสวดมนต์ ขณะทก่ี าํ ลงั
ไหว้พระสวดมนตอ์ ยู่ ทา่ นไดย้ ินเสียงสัตว์ป่าสู้กัน หา่ งจากทพ่ี กั ประมาณยี่สิบเมตร
เสยี งทไ่ี ดย้ นิ นน้ั ทา่ นบอกคลา้ ยเสยี งหมปู า่ ตอ่ สกู้ นั เพอื่ แยง่ อาณาเขต ทา่ นฟงั อยพู่ กั หนง่ึ
เสียงเหมือนหมูป่าต่อสู้กันน้ีก็เงียบลง ท่านจึงสวดมนต์สาธยายธรรมต่อไปจนจบ
ครบสตู ร

หลังไหว้พระสวดมนต์ทําวัตรจบแล้ว ขณะองค์ท่านกําลังยืดเส้นยืดสายเพ่ือ
เตรียมตัวจะน่ังภาวนา ท่านได้ยินเสียงฝีเท้าสัตว์ใหญ่ว่ิงมาทางท่ีพัก องค์ท่านเห็น
หมูป่าใหญ่ตัวหน่ึงว่ิงมาหยุดยืนจังก้าหน้าที่พัก สะบัดหัวเสยเข้ียวไปมาแสดงกิริยา
ไมพ่ อใจ พ่อแมค่ รูอาจารย์ท่านว่า “หมูป่าห่าอหี ยังโตใหญ่ปานควายตนู้ ่ี เฮาว่าคอื
ใหญแ่ ทบ้ กั ท้าว มงึ เปน็ โคตรพ่อโคตรแมห่ มูปา่ ดอยมนบอ้ ” พ่อแมค่ รจู ารยช์ อบทา่ น
เปรียบเทียบขนาดหมูป่าผีแปลงที่เห็นอยู่ดอยมนให้พระเณรลูกหลานฟัง พร้อมกับ

206

หัวเราะอยา่ งสะอกุ สะอยุ จนหนา้ องค์ท่านขนึ้ ฝาดตาํ ลึง พระเณรลูกหลานคณะบุญสง่
ยชู้ ูค้ำ� กนั อย่างพวกเรา อดข�ำกับคาํ พูดของพอ่ แมค่ รอู าจารย์ไม่ได้ พากันหวั เราะล่นั
ศาลาเมรุ วัดป่าโคกมน

ทา่ นบอก “คืนนน้ั ขน้ึ ๑๓ ค่�ำ เดือนแจง้ หมปู ่าโตนีม่ ันต้ังทา่ ขูเ่ ฮา เอาเขย้ี วเสย
ตน้ หมากกอกปา่ จนลอกออกเปน็ แผน่ เฮาเอะใจ หมปู า่ โตนม่ี นั คอื ตา่ งจากหมปู า่ ทเ่ี คย
เหน็ มาแท้ นสิ ยั ใจคอกะดรุ า้ ย บเ่ กรงกลวั มนษุ ยซ์ ง่ึ ตา่ งจากสตั วท์ ว่ั ไป เฮาพจิ ารณาเบงิ่
จั่งฮู้ว่าหมูป่าโตน่ีมันเป็นผีดอยมนจําแลงมาขู่ให้เฮาย่าน เฮาจุดโคมส่องเบิ่งมัน
เทือ่ แรกเข้าใจว่าโตมนั ใหญเ่ ท่าควาย พอเห็นมนั คักๆ แล้ว ห่าน่โี ตมันใหญ่เทา่ ช้างน่ี
เกิดมากะหาพ้อหมูป่าห่าอีหยังโตใหญ่กะเดี้ยกะด้อ เฮาเอาไม้ค�้ำฝาห้างพักฟาดเจิด
ใสม่ นั ไมบ้ ถ่ กื มนั จกั๊ ทอ่ น หมปู า่ ผดี อยมนมนั กดั ไมแ้ ตกเบดิ่ เฮาวา่ บะ๊ มงึ อยากลอง
กับพ่อแกม่ งึ ตี๊ เฮาลงจากท่พี กั ยา่ ง (เดนิ ) ไปหามัน หมูป่าผีแปลงดอยมนเหน็ เฮา
เอาแท้ มนั ฟา้ วแล่นหน”ี

หลงั หมปู า่ ผแี ปลงดอยมนหนไี ปแลว้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเดนิ ไปดไู มไ้ ผค่ ำ�้ ฝาท่ี
ท่านขวา้ งใส่หมผู ีดอยมน ทา่ นบอกไมไ้ ผท่ ้ังสองท่อนแตกหกั จนไม่สามารถน�ำมาค้�ำ
ผนงั ทพี่ กั ไดอ้ กี ทา่ นยกโคมไฟสอ่ งดรู อยเขย้ี วหมปู า่ ทา่ นบอก “เปลอื กตน้ มะกอกปา่
หนา้ ท่พี ักของเราฉกี เปน็ แผ่นยาวประมาณสองวาจนสุดมือเอ้อื มถึง”

หลวงปชู่ อบทา่ นสงู ๑๕๕ เซนตเิ มตร เออ้ื มมอื ไมถ่ งึ ปลายเปลอื กตน้ มะกอกปา่
ที่ฉกี ลอก คิดดูเอาวา่ หมูป่าผีแปลงดอยมนตวั นม้ี นั จะสงู ใหญข่ นาดไหน

พาเพื่อนมาสู้

หลงั จากหมปู า่ ผแี ปลงดอยมนตนนห้ี นไี ปแลว้ หลวงปชู่ อบทา่ นเตรยี มตวั จะเขา้ ที่
ภาวนา ทา่ นวา่ “ขณะเรากาํ ลงั จะนง่ั ภาวนาอยนู่ นั้ หมปู า่ ผแี ปลงดอยมน มนั ยอ้ นกลบั
มาหาเราอีกครง้ั ” ท่านวา่ มาครั้งนห้ี มูป่าผีแปลงดอยมนมันมเี พอ่ื นของมนั มาด้วย

207

ทา่ นวา่ “หมปู า่ ผแี ปลงสองตวั นมี้ นั ใหญพ่ อๆ กนั จนเราแยกดว้ ยตาเปลา่ ไมอ่ อกวา่
ตวั ไหนมนั มากอ่ นมาหลงั ” เมอ่ื มเี พอ่ื นมาดว้ ย หมปู า่ ผแี ปลงยง่ิ แสดงความดรุ า้ ยกวา่ เกา่
ท่านว่า “หมปู ่าผแี ปลงสองตัวนีพ้ ากนั ว่งิ วนรอบที่พักเรา เราแผเ่ มตตาใหม้ นั ก็ไม่รับ
เพราะจิตมันมืดบอดในธรรม เราพิจารณาดูหมูป่าท้ังสองตัวนี้ เบื้องหลังมันคือ
“อมนุษย”์ สองตน รา่ งกายกาํ ยาํ สงู สามเมตร อมนุษย์สองตนนจ้ี ะข้นึ มาทีพ่ กั เรา
พอพวกมนั แตะขอบทีพ่ กั เรา พวกมนั กก็ ระเดน็ กระดอนออกไปทกุ คร้งั เราไมไ่ ดใ้ ช้
อํานาจพิเศษอะไรขับไล่ภัยพาลพวกมันหรอก ที่อมนุษย์ทั้งสองกระเด็นออกไปน้ัน
เกดิ จาก “อาํ นาจศลี ธรรม” ทเ่ี ราบําเพ็ญมา อาํ นาจคุณศีลคณุ ธรรมเปน็ กําแพงก้ัน
“พทุ โธเพิก ธัมโมเพิก สงั โฆเพิก” ปอ้ งปดั สิง่ ช่วั รา้ ยไม่ให้เขา้ มาใกล้ตัวเรา

ทา่ นบอก “คนเราหากปฏบิ ตั มิ นั่ คงในศลี ธรรม ถา้ บม่ กี รรมหนกั เขา้ แทรก เมอ่ื ถงึ
คราวคับขัน อํานาจศีลธรรมจะแสดงปาฏิหาริย์ออกมาให้เห็น ปาฏิหาริย์ธรรมบ่ได้
เกดิ ขนึ้ ทกุ เวลา ธรรมปาฏหิ ารยิ จ์ ะเกดิ ขนึ้ กบั ผมู้ บี ญุ ทย่ี งั บถ่ งึ ฆาตเทา่ นนั้ ถา้ อยากรวู้ า่
ตนเองมบี ญุ บารมีแค่ไหน ให้ดใู นเวลาทีต่ นเองตกอยใู่ นภาวะคบั ขนั เม่อื นั้นจะเหน็
ปาฏิหาริยแ์ สดงออก”

องค์ท่านบอกอมนุษย์ท้ังสองน้ีมืดบอดในธรรมมาก จนหาทางสว่างจิตไม่เจอ
จงึ ไมส่ ามารถรบั บญุ กศุ ลทอี่ งคท์ า่ นแผใ่ ห้ เมอ่ื แผเ่ มตตาใหแ้ ลว้ อมนษุ ยท์ ง้ั สองไมร่ บั เอา
องคท์ า่ นจงึ นง่ั ดูท่าทอี มนษุ ย์ท้งั สองอย่บู นทพ่ี ัก ทา่ นนง่ั ดหู มูปา่ ผีแปลงสองตัวขดุ คุย้
ทางเดนิ จงกรมของทา่ นจนเปน็ หลมุ เปน็ รอ่ งทงั้ สาย ทา่ นนง่ั ดอู ยพู่ กั หนง่ึ จงึ เดนิ ลงจาก
ท่ีพักไปหยิบเอาก้อนหินสองลูกขว้างใส่หมูป่าผีแปลงท้ังสองตัวนี้เพ่ือขับไล่พวกมัน
หมปู า่ ผแี ปลงทง้ั สองตวั เมอื่ ถกู หลวงปชู่ อบทา่ นเอาหนิ ขวา้ งใส่ พวกมนั พากนั หนลี งจาก
ดอยมนเขา้ ไปในบา้ นม่วงชุม

รุ่งเช้าก่อนจะลงไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงชุม หลวงปู่ชอบท่านเดินไปดูร่องรอย
ท่ีหมูป่าผีแปลงดอยมนมันท้ิงหลักฐานเอาไว้ ท่านบอกร่องรอยทุกอย่างมีครบหมด
ไมว่ า่ จะเปน็ รอยกดั ทอ่ นไมไ้ ผท่ ที่ า่ นขวา้ งใส่ รอยฉกี ขาดของเปลอื กตน้ มะกอกปา่ ทเ่ี กดิ
จากเขีย้ วโงง้ ของมันเสย รอยขุดคยุ้ ดันดินทางเดนิ จงกรมของทา่ น พ่อแม่ครอู าจารย์

208

ทา่ นว่า “ผีป่าดอยมนนี้มันแฮงแทๆ้ มันทงิ้ ฮอยเฮีย้ นของมันเอาไว้ใหเ้ ฮาเบิง่ ตา่ งหนา้
เฮาว่าผีตายทอ้ งกลม บ้านกะเหรย่ี งปางไมแ้ ดง ประเทศพม่า ปล้ำ� ทา่ นสี ท่านสงั ข์ วา่
คกั แลว้ ผดี อยมนคกั กวา่ อกี มนั ยอก (มนั ซดั ) ซะตน้ หมากกอกปา่ ทางจงกรมพอ่ แก่
มนั พังเบ่ดิ ”

หลวงปชู่ อบทา่ นลงจากดอยมนมาบณิ ฑบาตในหมบู่ า้ นมว่ งชมุ ชาวบา้ นถามทา่ น
วา่ “ตเุ๊ จา้ เมอ่ื คนื ตบ้ี นดอยมอี ะหยงั กอ่ ” (พระคณุ เจา้ เมอื่ คนื ทบี่ นดอยมอี ะไรหรอื ไม)่
หลวงปชู่ อบทา่ นตอบชาวบา้ นวา่ “เมอ่ื คนื มหี มปู า่ ใหญส่ องตวั มาคเี ฮา (มารบกวนเรา)
เฮาเลยเอาบะหินขว้างใส่ไล่เห้อมันหนีไปตี้อื่น” (ภาษาคําเมือง เป็นอีกภาษาหนึ่งท่ี
องคท์ ่านหลวงป่ชู อบอูจ้ าได้อยา่ งคล่องแคลว่ ยงั กับว่าท่านเปน็ คนเมืองเหนอื สําเนียง
อูค้ ําเมอื งขององค์ทา่ นจะออกสาํ เนียงคาํ เมอื งเชยี งใหม่)

ชาวบา้ นมว่ งชมุ บอกทา่ นวา่ “เมอ่ื คนื ผดี อยมนมนั มาเขา้ ทรงบอกชาวบา้ นวา่ ตเุ๊ จา้
เอาบะหินดุ้นหลัวขว้างไล่ฮาลงดอย” (พระเอาก้อนหินท่อนฟืนขว้างไล่กูลงดอย)
ชาวบา้ นมว่ งชมุ บอก ผดี อยมนไมพ่ อใจทช่ี าวบา้ นพาทา่ นขนึ้ ไปพกั บนดอยมน ผดี อยมน
บอกชาวบา้ นวา่ “ถา้ ไมอ่ ยากให้เราโกรธ ตอ้ งเอาของไปไหวส้ าขอสมุ า” (ขอสุมา คือ
การขอขมาลาโทษ) ผีดอยมนบอกชาวบ้านให้เอาข้าวต้มสองมัดกับกล้วยสองหวีไป
ขอสมุ าเซน่ สรวง จงึ จะใหอ้ ภยั ชาวบา้ นมว่ งชมุ บอกทา่ นวา่ วนั นพ้ี วกเขาจะพากนั ขนึ้ ไป
เลย้ี งขอสมุ าลาโทษผปี ่าทด่ี อยมน

ทา่ นวา่ คนทไ่ี มม่ หี ลกั ใจในธรรมมกั จะไขวค่ วา้ หาสงิ่ ภายนอกมาเปน็ ทพี่ งึ่ พงิ องิ ใจ
สว่ นมากแลว้ มกั จะเอาสงิ่ ทไี่ มม่ ปี ระโยชนใ์ นธรรมมาเปน็ เครอื่ งยดึ เหนยี่ วจติ ใจ จงึ เปน็
เหตทุ ำ� ใหจ้ ติ ใจของตนกาํ ดาํ กาํ ขาว สรณะภายนอก สงิ่ ทย่ี ดึ ถอื กนั นน้ั สว่ นมากมกั เปน็
ของผิดหลักศลี หลักธรรมเสียมากกว่า

ท่านบอก “ท่ีพ่ึงอันประเสริฐของจิตใจคือพระรัตนตรัยเท่านั้น ยามทุกข์ใจ
พระรัตนตรัยชว่ ยคลายทุกข์ให้จติ ใจได้ ขอให้ใจเรามั่นคงในสรณธรรม เช่ือม่นั ใน
การปฏบิ ตั ธิ รรม ธรรมจะรกั ษาจติ ใจของผปู้ ระพฤตธิ รรมเอง คนเรานน้ั กวา่ จะหาทพ่ี ง่ึ

209

ใหก้ ับจติ ใจของตนเองได้นั้น มันยากเอาการอยู่เหมอื นกัน แตส่ ่งิ เหล่านี้มนั ก็ไมเ่ กนิ
วาสนาของผแู้ สวงบญุ จะตัง้ ใจ”

เม่ือชาวบ้านมว่ งชมุ มาไหว้สาขอสมุ าผีเจา้ ทด่ี อยมนแล้ว ทา่ นบอก ก็ไมป่ รากฏ
มีอะไรมารบกวนชาวบ้านม่วงชุมและท่านอีกเลย ท่านว่า “มีเพียงคืนแรกเท่านั้นท่ี
เราเจอเหตกุ ารณผ์ เี จา้ ทดี่ อยมนมารบกวน” หลวงปชู่ อบทา่ นพกั ภาวนาอยทู่ ี่ “ดอยมน”
บา้ นม่วงชุม ตาํ บลม่อนปิน่ อําเภอฝาง จงั หวดั เชียงใหม่ ๑๔ วนั

จากนนั้ หลวงปชู่ อบทา่ นเดนิ ทางมาเทยี่ ววเิ วกทางเขตอำ� เภอเชยี งดาว ทา่ นบอก
เรามาพกั ภาวนาอยถู่ ำ้� เชยี งดาว ถำ�้ ปากเปยี ง บา้ นกะเหรย่ี งแมร่ ะงอง จากนน้ั เทยี่ ววเิ วก
มาเขตอ�ำเภอพร้าว พักภาวนาอยู่ที่ถ้�ำดอกค�ำ บ้านน้�ำแพร่ เพื่อภาวนาปฏิบัติบูชา
พระคณุ ธรรมของพอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ทท่ี า่ นมาปลงธรรม
บรรลุ “ธรรมธาตุ” อย่ทู ีน่ ่ี

บังบดอพยพ

ออกจากดอยมน บ้านม่วงชุม ตําบลม่อนปิ่น อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นเดนิ ทางมาพกั ภาวนาทเี่ ขตอาํ เภอเชยี งดาว เชน่
ท่ีถ�้ำเชียงดาว ถ้�ำปากเปียง สถานท่ีแห่งหน่ึงที่องค์ท่านเข้าไปพักภาวนาคือบ้าน
กะเหรยี่ งแมร่ ะงอง บา้ นกะเหรีย่ งแมร่ ะงอง สมัยหลวงปูช่ อบแวะเข้าไปพกั ท่านบอก
บ้านแม่ระงองแห่งน้ี มเี พยี ง ๔ - ๕ หลังคาเรอื นเท่านนั้

(บ้านกะเหรี่ยงแม่ระงองแห่งน้ี จะว่าเป็นหมู่บ้านก็ไม่เชิง เพราะมีเพียงสี่ห้า
หลงั คาเรอื นเทา่ นนั้ นา่ จะเปน็ บา้ นไรป่ ลายดอยของชาวกะเหรยี่ งทมี่ าอาศยั ปลกู พชื ไร่
เสยี มากกวา่ ผบู้ นั ทกึ เรยี นถามหลวงพอ่ ประสทิ ธ์ิ ปญุ ญมากโร วา่ เคยเหน็ บา้ นกะเหรย่ี ง
แม่ระงองแห่งนห้ี รือไม่” หลวงพอ่ ประสิทธิ์ทา่ นบอก “เราไดย้ ินแตช่ ่ือหมูบ่ า้ นแห่งน้ี
ตามทหี่ ลวงปชู่ อบทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั ทา่ นวา่ บา้ นกะเหรยี่ งแมร่ ะงองแหง่ นน้ี า่ จะยา้ ยไปรวม
กบั กะเหรย่ี งหมู่บา้ นอน่ื ท่อี ยูใ่ นเขตอาํ เภอเชยี งดาวแลว้ ”...ผูบ้ ันทกึ ครูบากลว้ ย)

210

ตอนต้นปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ หลวงปู่ชอบท่านไปพักกับชาวกะเหรี่ยงบ้าน
แม่ระงองแห่งน้ี ท่านบอก ชาวกะเหร่ียงแม่ระงองพากันทําน่ังร้านไม้ไผ่ให้ท่านพัก
หนง่ึ หลัง ทาํ นัง่ ร้านไม้ไผ่สาํ หรบั ใชฉ้ ันอาหารอีกหน่ึงหลงั ทําทางเดนิ จงกรมให้ท่าน
สองเสน้ ทางจงกรมเสน้ ทีอ่ ย่ไู กล ท่านเอาไวเ้ ดนิ จงกรมในเวลากลางวัน ทางจงกรม
เส้นอยู่ใกล้ทพี่ กั ท่านเอาไว้เดนิ ในเวลากลางคืน ชาวกะเหรีย่ งแม่ระงองถามทา่ นว่า
“ตเุ๊ จา้ ทาํ ไมถงึ ตอ้ งทาํ ทางเดนิ ถงึ สองเสน้ ” องคห์ ลวงปชู่ อบทา่ นพดู หยอกเขาวา่ “เวลา
เฮาคดิ ถงึ พวกสตู อนกลางวนั เฮากจ็ ะเดนิ เสน้ ไกล เวลาเฮาคดิ ถงึ พวกสตู อนกลางคนื
เฮาก็จะเดินเสน้ ใกล”้

ฟงั หลวงปชู่ อบพดู แลว้ นกึ ขำ� ในคาํ พดู ของทา่ น องคท์ า่ นชา่ งพดู ใหก้ าํ ลงั ใจพน่ี อ้ ง
ชาวกะเหรยี่ งแมร่ ะงองดจี งั ทา่ นวา่ “การทเี่ ราจะไปอธบิ ายอะไรใหเ้ ขาเขา้ ใจไปมากกวา่ น้ี
กไ็ มไ่ ด้ เพราะการสอ่ื สารในเรอ่ื งศาสนาจะทาํ ใหค้ นปา่ คนดอยเขา้ ใจลาํ บาก หรอื บางที
สอ่ื สารกันผิดความหมายก็เป็นเรื่องเปน็ ราวใหห้ มางใจกนั เปล่าๆ” ทา่ นบอก “เราจึง
ส่ือสารให้เขาเข้าใจออกมาในทํานองนี้เพื่อความสบายใจและความเข้าใจตรงกันท้ัง
สองฝา่ ย”

ทา่ นบอก “เรานกึ ข�ำในความซอื่ ของกะเหรย่ี งบา้ นแมร่ ะงองอยเู่ รอ่ื งหนงึ่ วนั แรก
ทเี่ รามาพกั อยทู่ นี่ ่ี เชา้ มดื ยงั ไมท่ นั สวา่ งดี มผี ชู้ ายชาวกะเหรย่ี งสหี่ า้ คนพากนั มาปลกุ ให้
เราตน่ื ตงั้ แตไ่ กป่ า่ ยงั ไมข่ นั ลาคอน เขาบอก “ตเุ๊ จา้ ๆ ตง่ึ ๆ เฮาเอาขา้ วมาเหอ้ กน๋ิ ” (พระ ตน่ื ๆ
เราเอาขา้ วมาใหฉ้ ัน) พวกกะเหรีย่ งเขาพดู ภาษาคาํ เมอื ง แตส่ าํ เนียงเอยี งไปทางดอย”
ฟงั ทา่ นพดู สาํ เนยี งเอยี งดอยแลว้ กด็ นู า่ รกั ไปอกี แบบหนงึ่ อดทจี่ ะขำ� ขนั ไปกบั ทา่ นไมไ่ ด้

หลวงปชู่ อบ “เราถามกะเหรย่ี งแมร่ ะงองวา่ “มาอะไรแตเ่ ชา้ มดื อยา่ งน”ี้ เขาบอกเรา
ว่า “หมูเ่ ฮาเอาขา้ วมาส่งเหอ้ ตเุ๊ จา้ ก๋ิน เฮาก๋วั ตุ๊เจา้ หิว กะเลยฟ่งั เอาเขา้ มาส่ง” เราบอก
“ให้มันแจ้งก่อนถึงค่อยเอาข้าวมาส่งให้เรากิน พากันมาแต่เช้ามืดอย่างนี้ไม่กลัวเสือ
มันกดั หรอื ” ท่านพูดกบั ชาวกะเหรย่ี งแมร่ ะงอง เพราะทา่ นตอ้ งการถว่ งเวลาใหส้ วา่ ง
ถ้าจะอธิบายให้เขาฟังว่าพระรับประเคนอาหารในเวลาวิกาลไม่ได้ มันเป็นอาบัติ
พวกชาวเขาบ้านป่าดอยเขาไม่เข้าใจในเร่ืองธรรมวินัยของพระ เพราะพวกเขายังไม่

211

คนุ้ เคยในการปฏบิ ตั กิ บั พระสงฆอ์ งคเ์ ณร มนั เปน็ เรอ่ื งยาวทจ่ี ะอธบิ ายใหฟ้ งั เพอ่ื ความ
เขา้ ใจ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ชวนพวกเขาพดู คยุ เพอ่ื ถว่ งเวลาไปจนไดอ้ รณุ วนั ใหม่ พอได้
อรณุ วนั ใหม่แล้ว ท่านให้โยมชาวกะเหรีย่ งเอาอาหารมาใส่บาตรใหท้ ่าน

ตอนพกั อยบู่ า้ นกะเหรยี่ งแมร่ ะงอง อาํ เภอเชยี งดาว จงั หวดั เชยี งใหม่ หลวงปชู่ อบ
ทา่ นเลา่ เรอ่ื ง “ผ”ี ที่มีอะไรคลา้ ยกบั มนุษย์ใหฟ้ ังเรื่องหนง่ึ เป็นเรอื่ ง “บังบดอพยพ”
ผบู้ นั ทกึ เหน็ เรอื่ งนเี้ ปน็ เรอ่ื งประหลาดทพ่ี วกผเี ขากม็ กี ารอพยพยา้ ยถนิ่ ฐานเหมอื นกบั
คนเรา จงึ สนใจบนั ทกึ เรอ่ื งนเี้ อาไวใ้ หล้ กู หลานคนรนุ่ หลงั ไดร้ ใู้ นชวี ประวตั กิ ารปฏบิ ตั ิ
ธรรม เทย่ี ววิเวกทีส่ ดุ พสิ ดารอกี เรืองหนง่ึ ของพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม

พอ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นบอกเรอ่ื งนเี้ กดิ ขนึ้ เมอื่ เดอื น ๓ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๘
ที่บา้ นไรช่ าวกะเหร่ยี งแม่ระงอง อาํ เภอเชยี งดาว จังหวดั เชียงใหม่

หลวงปชู่ อบทา่ นพกั ภาวนาอยทู่ บ่ี า้ นแมร่ ะงอง อาํ เภอเชยี งดาว จงั หวดั เชยี งใหม่
ทา่ นวา่ คืนหนงึ่ หลงั จากทา่ นไหว้พระสวดมนตเ์ สรจ็ แล้ว ท่านกน็ อนกําหนดสติตนเอง
ใหอ้ ยใู่ นอารมณภ์ าวนา พอจติ ทา่ นสงบลง กแ็ สดงโลกวทิ อู อกมาดภู ายนอกตามจรติ
ทรงฤทธผิ์ าดโผนขององคท์ า่ น ทา่ นเหน็ “จติ วญิ ญาณ” ทแ่ี สดงตวั ตนใน “รปู มนษุ ย”์
จํานวนนับเป็นพันๆ มีทั้งเฒ่าแก่แลหนุ่มสาว ลูกเล็กเด็กแดง พากันหอบข้าวของ
พะรุงพะรงั มาจากทางด้านทศิ ตะวันออกที่ท่านพักอยู่

ทา่ นวา่ “บา้ งกะพากนั หาบกระบงุ กะตา่ กะมี บา้ งกะขมี่ า้ ขเ่ี กวยี นกะมี บา้ งกะหอบลกู
จูงหลานเดินมากะมี หมู่บังบดอพยพพวกน้ีพากันส่งเสียงอึงคะนึงตึงตัง ดูวุ่นวาย
ไม่ต่างอะไรกบั มนษุ ยเ์ ราที่อพยพหนีภยั สงคราม”

ทา่ นกาํ หนดจติ ถามบงั บดผหู้ ญงิ นางหนงึ่ ทเ่ี ปน็ หวั หนา้ วา่ “แมอ่ อก (โยมผหู้ ญงิ )
พากนั มาจากบา้ นไหนเมอื งไหน ถงึ ไดห้ อบขา้ วของพะรงุ พะรงั กนั มามากแบบน”ี้ บงั บด
นางนีต้ อบทา่ นว่า “ญาคทู า่ น เอย้ (ทา่ นพระคณุ เจ้า เอ้ย) พวกขา้ น้อยพากันมาจาก
หลายบ้านหลายเมือง พวกข้าน้อยพากันมาจากเมอื งขอนแก่น” แม่หญงิ บังบดนางนี้
กล่าวตอบองคท์ ่านหลวงปู่ชอบ

212

หลวงปู่ชอบท่านถามนางบังบดว่า “อยู่เมืองขอนแก่นน้ัน พวกโยมพากันอยู่
บา้ นไหนเมืองไหน”

บงั บดนางนต้ี อบองคท์ า่ นวา่ “พวกขา้ นอ้ ยพากนั มาจากบา้ นเพยี้ ฟานกะมี พากนั
มาจากบา้ นสําราญกะมี พากันมาจากบ้านกงหกั กะม”ี (หมู่บ้านทีแ่ มห่ ญิงบงั บดนางนี้
กลา่ วถงึ ปจั จบุ นั อย่ใู นเขตอาํ เภอเมือง จงั หวัดขอนแกน่ )

หลวงปชู่ อบทา่ นถาม “พวกโยมจะไปทไ่ี หนกนั ถงึ ไดพ้ ากนั มาตง้ั มากมายแบบน”ี้
บงั บดหญงิ นางนตี้ อบองคท์ า่ นวา่ “พวกขา้ นอ้ ยจะพากนั ไปอยทู่ าง “ถำ�้ เชยี งดาว” กะมี
จะพากนั ไปอยู่ทาง “ถ้ำ� ตบั เตา่ ” กะม”ี เขาบอกองคท์ ่านถงึ สถานทีท่ ่พี วกเขาจะพากนั
ไปอาศัยอยู่

หลวงปู่ชอบท่านถามเหตุผลในการอพยพย้ายถ่ินฐาน “ท่ีจะพากันมาอยู่ท่ีนี่
เพราะเหตอุ ะไร” บงั บดนางนตี้ อบทา่ นวา่ “อยทู่ างขอนแกน่ นน้ั มนั ลำ� บากหลายอยา่ ง
หลายประการ อยู่ทางนน้ั มันแห้งแล้ง ผ้คู นพากนั ตัดไม้ ถางป่า ทาํ ไร่ ทาํ นากนั หลาย
พวกขา้ นอ้ ยบม่ ตี น้ ไมพ้ อไดอ้ าศยั พกั พงิ องิ อยู่ ผคู้ นพากนั ตดั ตน้ ไมท้ พ่ี วกขา้ นอ้ ยอาศยั
อยู่จนหมด ข้าน้อยบ่มีที่อยู่ จึงพากันย้ายมาอยู่ทางเชียงใหม่ มันอุดมสมบูรณ์ดี”
บังบดเขาบอกเหตุผลที่พวกเขาต้องพากันอพยพจากเมืองขอนแก่นมาเมืองเชียงใหม่
ให้องค์ทา่ นทราบ

องค์ท่านหลวงป่ชู อบถาม “ผีกย็ า้ ยครัวเปน็ เหมือนกนั กับมนษุ ยห์ รอื ”

นางบงั บดตอบทา่ นวา่ “ผคู้ นแสวงหาความสขุ สงบแบบไหน พวกบงั บดกแ็ สวงหา
ถน่ิ ฐานความสขุ สงบเหมอื นกนั กบั มนษุ ย์ พวกขา้ นอ้ ยเคยเกดิ เปน็ มนษุ ยเ์ หมอื นกนั กบั
ทา่ นมากอ่ น พวกมนษุ ยต์ ิดยึดในกามสขุ ัลฯ ยังไง พวกบงั บดกต็ ิดยดึ ในกามสขุ ัลฯ
อยา่ งน้ัน ตา่ งแตภ่ มู ิบังบดของพวกขา้ น้อยเป็นภพภมู ติ �ำ่ กว่ามนษุ ย์ ไมส่ ามารถสร้าง
เสรมิ บญุ บารมขี องตนเองใหส้ งู สง่ เหมอื นกบั มนษุ ยไ์ ด้ พวกขา้ นอ้ ยมคี วามเปน็ อยดู่ ว้ ย
บุญบาปที่ตนเองได้กระทําไว้เม่ือสมัยเป็นมนุษย์ พวกข้าน้อยจึงอาศัยบุญบาปของ
ตนเองเป็นเคร่ืองอาศยั ในการดํารงอย่”ู

213

พอ่ แมค่ รอู าจารยห์ ลวงปชู่ อบทา่ นวา่ พวกบงั บดเขามอี ะไรหลายอยา่ งทค่ี ลา้ ยกนั
กบั มนษุ ยเ์ รา ตา่ งกนั ทก่ี ายหยาบ กายละเอยี ด เทา่ นน้ั ภมู บิ งั บดเขาจะตำ่� กวา่ ภมู มิ นษุ ยเ์ รา
พวกนเี้ ขาจะมภี พภมู ทิ อ่ี ยซู่ อ้ นกนั กบั มนษุ ยเ์ รา บงั บดไมใ่ ชพ่ วกเปรต พวกผี ทมี่ าขอ
สว่ นบญุ จากมนษุ ย์ พวกบงั บดจะเนรมติ บา้ นเรอื นอาศยั อยตู่ ามตน้ ไม้ ภเู ขา เถอื่ นถำ้�
พวกบังบดเขาจะมีความสุขทุกขอ์ าทรเหมือนกันกับมนุษยเ์ รา

พวกบงั บดอยูใ่ นภมู ิ “โอปปาตกิ ะ” ประเภทหนึง่ คนโบราณจะเรียกพวกน้ีวา่
“บงั บด” หรอื บางทกี่ เ็ รยี กพวกนว้ี า่ “ภมู ลิ บั แล” คาํ วา่ “ลบั แล” ทา่ นวา่ เปน็ ภาษาไทยโบราณ
ความหมายของคำ� วา่ “ลบั แล” กค็ อื คำ� วา่ “ลกึ ลบั ” บางคนกค็ ดิ เหมาเอาวา่ พวกบงั บด
คอื พวกเดยี วกนั กบั รกุ ขเทวดา ทา่ นบอกสองภมู นิ ไ้ี มใ่ ชพ่ วกเดยี วกนั พวกรกุ ขเทวดา
เขามคี วามเปน็ อยทู่ ดี่ กี วา่ พวกบงั บดมากมายหลายเทา่ ผทู้ ไี่ มร่ จู้ รงิ จงึ เหมาเอาทงั้ สองภมู ิ
นวี้ า่ เปน็ ภมู เิ ดยี วกนั ทง้ั ๆ ทสี่ องภมู นิ ม้ี คี วามเปน็ อยแู่ ตกตา่ งกนั มาก เปรยี บดง่ั คนจน
กบั คนรวย

หลวงปชู่ อบพกั อยบู่ า้ นกะเหรยี่ งแมร่ ะงอง ๔ วนั จากนนั้ องคท์ า่ นรำ�่ ลาชาวบา้ น
กะเหรี่ยงแม่ระงอง ออกเที่ยววิเวกมาทางเขตอําเภอพร้าว เข้าไปพักภาวนาอยู่ที่
ถำ�้ ดอกคาํ ตาํ บลนำ้� แพร่ อาํ เภอพรา้ ว จงั หวดั เชยี งใหม่ ทา่ นบอก “เราพกั อยทู่ น่ี ห่ี นง่ึ คนื ”
ท่านรําพึงในใจเม่ืออยู่ในสถานท่ี “ที่แห่งน้ีเราเคยมาอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น
ตอนทา่ นพน้ ทกุ ข์ เมอื่ พอ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ ทา่ นไมอ่ ยทู่ นี่ แี่ ลว้ ทกุ อยา่ งดมู นั จดื จางไป
ตามกาลเวลา”

ทา่ นบอก “หลงั เราจากไป ๕ ปี พอกลบั มาภาวนาอยถู่ ำ้� ดอกคาํ อกี ครง้ั ใจเรากไ็ ม่
จูบจ้าวดูดด่ืมในสถานที่เหมือนแต่ก่อน แค่เวลาที่ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นออกไปจาก
ถ้�ำดอกคําไปไม่ก่ีปี รอบๆ ข้างสถานที่ถ้�ำดอกคําก็กลายเป็นสวนเป็นไร่ของคนไป
หมดแลว้ เราพักอยทู่ น่ี ่ี ๑ คนื ใจตนเองรู้สึกจืดจางกับสถานท่ีแห่งน้ี จึงออกจาก
ถ้�ำดอกคํามาพักอยูบ่ ้านปางชา้ ง ปางกดื ออกจากน้ันเราก็มาพกั อยู่บา้ นปง แม่แตง
(วัดปา่ อรญั ญวิเวก)

214

ออกจากบ้านปง แมแ่ ตง เราเที่ยววิเวกมาแม่รมิ อาจารยแ์ หวน (หลวงปแู่ หวน
สุจณิ โณ) พกั อยบู่ า้ นน้ำ� รินองคเ์ ดียว เราจึงแวะเข้าไปเยีย่ มอาจารย์แหวน ท่านขอให้
เราอยู่จําพรรษารว่ มกนั กบั ท่าน เราวา่ กด็ คี อื กัน ตอนน้ันร่างกายของเราไม่สมบูรณ์
มันบอบช้�ำจากการเดินทางออกมาจากพม่า ออกจากพม่ามา เรากม็ าจําพรรษาอยกู่ บั
ผเู้ ฒา่ แหวนอยบู่ า้ นนำ�้ รนิ ปนี น้ั อาจารยแ์ หวนเพน่ิ ปว่ ยเปน็ โรคคนั เราตดิ ไขป้ า่ มาจาก
พม่า ปนี ้ันจําพรรษาด้วยกนั สองเฒา่ เฒา่ แหวน เฒา่ ชอบ ปว่ ยซากันปานงัวงามค”ู่

พอ่ แมค่ รูอาจารย์ทา่ นเล่าไปหัวเราะไป เมื่อพดู ถงึ เร่ืองท่อี งคท์ า่ นปว่ ยพรอ้ มกัน
กบั องค์ท่านหลวงปู่แหวน สุจณิ โณ ท่บี ้านน�ำ้ ริน ต�ำบลขเ้ี หล็ก อำ� เภอแม่ริม จงั หวดั
เชยี งใหม่

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านจําพรรษากับ
พระคุณเจ้าหลวงปแู่ หวน สุจณิ โณ ทีว่ ดั ป่าน�้ำริน ตาํ บลขเ้ี หล็ก อําเภอแม่ริม จงั หวัด
เชยี งใหม่ เป็นการจาํ พรรษาคร้ังแรกและคร้งั เดยี วของทั้งสององค์ทา่ น “พระอรหนั ต์
ลกู ไทเลย” นบั ตงั้ แตพ่ อ่ แมค่ รบู าอาจารยท์ ง้ั สองรจู้ กั กนั มา ตง้ั แตเ่ มอ่ื สมยั ทท่ี า่ นทง้ั สอง
ยงั เปน็ พระหนุม่ ครบู าชอบ ครบู าแหวน ลกู ศิษยข์ องพอ่ แม่ครูอาจารย์มัน่ ภรู ทิ ตั โต

จำ� พรรษากบั หลวงป่แู หวน สุจิณโณ ท่ีบา้ นน�้ำรนิ

พระคุณเจา้ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม บอกตอนนัน้ องคท์ ่านไม่คอ่ ยสบาย รา่ งกาย
เกิดอาการอ่อนล้าเจ็บปว่ ยเขา้ มารบกวนธาตขุ ันธอ์ ยเู่ ร่ือยๆ ร่างกายของท่านตอนนัน้
จงึ ไมเ่ ออ้ื ในการอยใู่ นสถานทที่ กี่ นั ดาร หลวงปแู่ หวนทา่ นจงึ นมิ นตห์ ลวงปชู่ อบใหพ้ กั
จำ� พรรษาอยดู่ ว้ ยกนั ทบ่ี า้ นนำ�้ รนิ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๘ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ จาํ พรรษา
กับหลวงปู่แหวนที่วัดป่าน�้ำริน หลวงปู่ชอบเล่าเร่ืองตอนจําพรรษากับหลวงปู่แหวน
ท่บี ้านน้ำ� รนิ ให้ฟังว่า

“ออกจากเมอื งพมา่ เรากม็ าจาํ พรรษาอยทู่ ห่ี ว้ ยนำ้� รนิ เปน็ วดั แรก เนอ่ื งจากรา่ งกาย
ของเราตอนนั้นมันบอบช�้ำจากการเดินทางออกมาจากเมืองพม่า เรารักษาตัวเองมา

215

โดยตลอด แตม่ นั กไ็ มห่ ายขาดสกั ที จะหนกั หนาถงึ ขนั้ ลม้ หมอนนอนเสอื่ มนั กไ็ มเ่ ปน็
ถึงขนาดนน้ั มนั จะปว่ ยพอรําคาญ ไปไหนมาไหนไมส่ ะดวก ทาํ อะไรหนักๆ รา่ งกาย
มนั ก็จะฟอ้ งเร่อื งเจ็บปว่ ยข้นึ มาใหเ้ หน็ ถา้ เป็นลกู เขยเขา พ่อตาแมย่ ายก็ไลห่ นอี อก
จากบ้านไปนานแล้ว เขาจะหาว่ามนั แกลง้ ป่วยเพราะข้เี กยี จทาํ งาน ปนี ้ันเราผูกปว่ ย
ทง้ั พรรษา จนรําพงึ กบั ตนเองว่า “ตัวเราน้เี ร่มิ แก่มากแล้วหนอ จะมาสมบุกสมบนั
เหมือนกบั แตก่ อ่ นรา่ งกายเราก็เริ่มลาํ บากแลว้

บา้ นนำ้� รนิ แตก่ อ่ นเราเคยมาเทย่ี ววเิ วกจ�ำพรรษามาแลว้ ครง้ั หนง่ึ ทหี่ นา้ วดั นำ้� รนิ
จะมบี งึ อยบู่ งึ หนง่ึ ชอื่ บงึ หว้ ยสม้ ทบี่ งึ หว้ ยสม้ จะมใี บเสมาเกา่ จมอยใู่ ตบ้ งึ บงึ หว้ ยสม้
แตเ่ ดมิ เคยเปน็ วดั มากอ่ น ในสมยั อาณาจกั รโยนก เราไดอ้ าศยั นำ้� จากบงึ หว้ ยสม้ แหง่ น้ี
ใช้อาบใชส้ รงเป็นบางครง้ั โยมบ้านน�ำ้ รนิ เขาดูแลเรากับผู้เฒ่าแหวนอยา่ งดี มีพอ่ ของ
พอ่ เลยี้ งชนื่ เปน็ หลกั ทด่ี แู ลเราและผเู้ ฒา่ แหวน ออกจากเมอื งพมา่ เรากม็ าจาํ พรรษาทนี่ ่ี
เป็นแห่งแรก ช่วงน้ันจะออกเท่ียววิเวกตามป่าเขาก็ลําบาก บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะ
สงครามโลกครั้งท่สี อง

อยูก่ บั ผเู้ ฒา่ แหวนสององค์ไมว่ ่นุ วาย ต่างองค์ตา่ งภาวนาตามอธั ยาศยั ของใคร
ของมัน ส่วนมากเราจะให้อาจารย์แหวนท่านเป็นผู้เทศน์สอนโยมในวันศีลวันพระ
ผเู้ ฒา่ แหวนสอนโยมไปดว้ ย ภาวนาไปดว้ ย ทง้ั ปว่ ยไปดว้ ย ผเู้ ฒา่ แหวนทา่ นปว่ ยเปน็
โรคผื่นคนั ตามตัว ตา่ งฝา่ ยต่างรักษากันตามมตี ามเกดิ ปีนัน้ เรากับผู้เฒ่าแหวนปว่ ย
ซากันปานงัวงามค่”ู

หลวงปูช่ อบท่านเลา่ เรอื่ ง “พญานาคหนองหว้ ยส้ม” วัดปา่ นำ�้ ริน ใหฟ้ งั วา่

“ใกลว้ นั ออกพรรษา วนั นน้ั เป็นวนั ขึน้ ๘ ค่�ำํ เดอื น ๑๑ คนื น้ันฝนตกเกือบ
ตลอดคนื พอใกล้สวา่ ง ฝนจึงหยุดตก หลังจากเราไหว้พระสวดมนตต์ อนเช้าแลว้
กอ็ อกมาลา้ งหนา้ แปรงฟนั เหน็ ผชู้ ายวยั กลางคนนงุ่ ขาวหม่ ขาว คลา้ ยคนถอื ศลี อโุ บสถ
ทมี่ อื ของเขาถอื ดอกบวั ขาว ๗ ดอก เดนิ พนมมอื ไปรอบๆ ศาลาหอฉนั ๓ รอบ เขาเดนิ
ในลกั ษณะเวยี นประทักษิณ

216

กฏุ เิ ราอยใู่ กลศ้ าลาหอฉนั จงึ มองเหน็ ชายผนู้ ถ้ี นดั ตา ชายผนู้ เี้ ขาไมส่ นใจหนั มา
มองดูเรา เขาเดนิ พนมมอื ถอื ดอกบัวเดนิ รอบศาลาครบ ๓ รอบแล้ว ก็เขา้ ไปในศาลา
พอเราลา้ งหนา้ บว้ นปากเสรจ็ แลว้ กเ็ อาบรขิ ารลงไปศาลาเพอื่ จะรอผเู้ ฒา่ แหวนออกไป
บณิ ฑบาตพร้อมกัน เราเข้าไปในศาลา มองหาผู้ชายคนนี้กไ็ มเ่ หน็ ไม่รู้ว่าเขาหายไป
ทางไหน มองดูรอบๆ ศาลาก็ไม่พบเขา คิดว่าเขาคงจะออกจากศาลาไปแล้วละมั้ง
พอฉกุ คดิ ขน้ึ มาอีกที เรากเ็ ดินตามหลงั เขามาตดิ ๆ เขาจะออกจากศาลาไปตอนไหน
กันแน่ ศาลากม็ ีประตูเขา้ ออกเพียงทางเดยี วเทา่ นัน้ ถ้าเขาออกมากต็ อ้ งเจอกันกบั เรา
อยา่ งเลยี่ งกนั ไมไ่ ด้ แตน่ เี่ ราไมเ่ หน็ แมเ้ งา เราสงสยั จงึ เดนิ ไปดทู แ่ี ทน่ วางดอกไมธ้ ปู เทยี น
หน้าพระประธาน ก็ไมเ่ หน็ ดอกบวั ๗ ดอก อยา่ งท่เี ราเหน็ เขาถือมาในมอื ธปู เทยี น
กไ็ ม่มีแสงมีควันพอทีจ่ ะบง่ บอกว่ามีคนมาจุดธปู จดุ เทยี นท้งิ เอาไว้

เราเดนิ ออกไปดนู อกศาลาตามทางทช่ี ายผนู้ เี้ ขาเดนิ เวยี นประทกั ษณิ กไ็ มเ่ หน็ มี
รอยเทา้ ของคน ทง้ั ทเี่ มอ่ื คนื ทผ่ี า่ นมามฝี นตกเกอื บจะทงั้ คนื บรเิ วณรอบๆ ศาลากเ็ ปน็
ดนิ ปนทราย น่าจะมรี อยเทา้ ของคนปรากฏให้เหน็ บา้ ง แตน่ ่ีไมม่ ีรอยเทา้ ของใครเลย
มแี ตร่ อยเทา้ ของเราเทา่ นน้ั ทปี่ รากฏใหเ้ หน็ เมอ่ื ไมพ่ บรอยเทา้ ของเขา เราจงึ เดนิ กลบั เขา้
มาศาลานงั่ รอผเู้ ฒา่ แหวน พอผเู้ ฒา่ แหวนเอาบาตรลงมาศาลา เรากพ็ ดู กบั ทา่ นเรอ่ื งอน่ื
ไปเสยี ไดเ้ วลากพ็ ากนั ออกไปบณิ ฑบาตบา้ นนำ้� รนิ ฉนั อาหาร ลา้ งบาตร เสรจ็ กก็ ลบั กฏุ ิ
ไปเดนิ จงกรมภาวนาของเรา อาจารยแ์ หวนทา่ นกไ็ ปเดนิ จงกรมภาวนาของทา่ น เราเดนิ
จงกรมเสรจ็ กม็ านงั่ ภาวนาอยทู่ ก่ี ฏุ ิ ยกเอาเรอ่ื งอบุ าสกชดุ ขาวเมอ่ื เชา้ นขี้ นึ้ มาพจิ ารณาดู
เราจึงทราบว่าชายนุ่งขาวห่มขาวท่ีเราเห็นเม่ือเช้านี้น้ัน เป็นพญานาคอาศัยอยู่ในบึง
ห้วยส้ม บ้านนำ�้ ริน เขาขึน้ มารกั ษาศลี อุโบสถบนโลกมนุษย์ เพราะอยากจะสรา้ งบญุ
บารมีของตนเองใหส้ ูงย่ิงๆ ข้ึนไป พอทราบเร่อื งนีแ้ ลว้ เราจึงวางเรอื่ งนี้ไปเสีย

ตอนค่�ำหลังสรงน้�ำเสร็จ เรากับอาจารย์แหวนพากันมาน่ังรอโยมอยู่ศาลา
เพอื่ พาโยมไหวพ้ ระสวดมนต์ นง่ั ภาวนา ตอนนง่ั รอโยมอยทู่ น่ี น้ั ผเู้ ฒา่ แหวนเลา่ เรอ่ื ง
ของท่านใหเ้ ราฟัง อาจารยแ์ หวนทา่ นเล่าใหฟ้ ังวา่ ตอนเยน็ วนั น้ี ท่านเดนิ ไปสรงน้ำ� ที่
บอ่ นำ�้ ในวดั บอ่ นำ�้ นโี้ ยมเขาขดุ เอาไวใ้ หพ้ ระเณรใชส้ รงอาบ บรโิ ภค ขอบบอ่ เขาจะเอา
ปูนมากอ่ กน้ั เพ่ือกันคนกนั สตั วต์ กบอ่ นำ�้

217

อาจารย์แหวนท่านเดินมาสรงน�้ำท่ีบ่อ ท่านเห็นชายวัยกลางคนนุ่งขาวห่มขาว
เหมือนกับท่ีเราเห็นในตอนเช้า ชายผู้น้ีนั่งเล่นอยู่บนขอบกั้นบ่อน�้ำ หันหลังให้กับ
อาจารย์แหวน ตอนแรกอาจารย์แหวนท่านเข้าใจว่าโยมที่มาจําศีลมาน่ังเล่นท่ีบ่อน้�ำ
พอเดินเข้าไปใกลๆ้ อาจารยแ์ หวนท่านร้องทักเขาขึน้ มา “อ้าว โยมมานง่ั เล่นอะไรท่ี
ขอบบอ่ ไมก่ ลวั ตกบอ่ นำ�้ หรอื ” พอชายผนู้ ไี้ ดย้ นิ เสยี งอาจารยแ์ หวนทา่ นรอ้ งทกั ขน้ึ มา
เขาหนั มามองอาจารยแ์ หวน แสดงอาการตกใจกระโดดลงไปในบอ่ นำ�้ ทนั ที อาจารยแ์ หวน
ตกใจ ท่านเขา้ ใจวา่ โยมตกใจเสียงทา่ นร้องทักจงึ พลัดตกลงไปในบอ่ น้ำ�

อาจารยแ์ หวนท่านจำ้� อ้าวไปทีบ่ ่อน�ำ้ เพ่ือที่จะช่วยเหลอื โยม ท่านก้มลงไปมองที่
บอ่ นำ้� กไ็ มเ่ หน็ มใี ครสกั คน นำ�้ ในบอ่ กไ็ มก่ ระเพอ่ื มสนั่ ไหวใหเ้ หน็ แตเ่ สยี งคนตกนำ�้ นน้ั
ดงั ซมุ่ เหมอื นกบั เสยี งคนเราตกนำ�้ ดๆี นเี่ อง อาจารยแ์ หวนทา่ นเอาไมไ้ ผท่ ใี่ ชเ้ ปน็ ตะขอ
ตักนำ�้ ควานลงไปในบ่อเพื่อควานหาคน ไมต้ ะขอกไ็ ม่สะดุดอะไรพอท่ีจะให้ร้วู ่ามีคน
มสี ิง่ ของจมอยทู่ ี่ก้นบ่อ มแี ตค่ วานถูกดินทอ่ี ยู่กันบ่อ อย่างอน่ื กไ็ มส่ ะดุดมอื ของทา่ น

อาจารย์แหวนแปลกใจในความไมช่ อบมาพากลของเร่อื งนี้ จึงกาํ หนดพจิ ารณา
ดูว่ามันเป็นอะไรกันแน่ อาจารย์แหวนท่านจึงทราบว่าผู้ชายท่ีตกลงไปในบ่อน�้ำนั้น
ไมใ่ ช่มนษุ ย์เหมือนพวกเรา เขาเป็นพญานาคทข่ี ้นึ มาเท่ียวบนโลกมนษุ ย์ พอเขารู้ว่า
อาจารยแ์ หวนทา่ นมองเห็น เขาตกใจ รบี กระโดดหนีลงไปในเมอื งบาดาลทันที เมื่อ
อาจารยแ์ หวนทราบเร่ืองนีแ้ ลว้ ท่านก็สรงน้�ำตามปรกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดข้นึ

หลงั สรงน�ำ้ แล้ว อาจารยแ์ หวนท่านก็ลงมาศาลา อาจารย์แหวนเลา่ เรือ่ งที่ทา่ น
พบเจอเมื่อตอนเยน็ ให้เราฟัง ท่านให้เราพิจารณาดูวา่ มนั เปน็ อะไรกนั แน่ เราเลา่ เร่อื ง
ทเ่ี ราเหน็ ตอนเมอ่ื เชา้ วนั นใี้ หอ้ าจารยแ์ หวนฟงั อาจารยแ์ หวนทา่ นกร็ อ้ ง ออ๋ ขนึ้ มาทนั ที
เพราะเปน็ ชายผู้เดยี วกันกบั ท่เี ราเห็นในตอนเชา้

อาจารยแ์ หวนทา่ นถามเราว่า “พญานาคเขาขึน้ มาเมอื งมนุษยเ์ พราะอะไร”

เราตอบทา่ นวา่ “ทพ่ี ญานาคเขาขนึ้ มาโลกมนษุ ยน์ น้ั เพราะเขาอยากจะขนึ้ มาทาํ บญุ
ถือศีลอุโบสถ ถงึ เขาจะเป็นพญานาค แต่เขาก็มีจติ คดิ อยากสร้างบญุ กุศลเหมือนกบั

218

มนุษย์เรา เดิมทีพญานาคเขาก็เป็นมนุษย์พุทธบริษัทเหมือนกันกับพวกเรานี้แหละ
เขามจี ติ ใจฝกั ใฝใ่ นบญุ กศุ ลตงั้ แตเ่ ขาเปน็ มนษุ ย์ ถงึ ชาตนิ เ้ี ขาจะเกดิ เปน็ พญานาคอยู่
บาดาล แตจ่ ติ ใจทฝี่ กั ใฝใ่ นบญุ กศุ ลนน้ั ยงั มอี ยใู่ นใจของเขาเหมอื นเดมิ พอถงึ วนั ศลี
วนั พระ เขาจงึ ขน้ึ มาสมาทานศลี อโุ บสถบนโลกมนษุ ย์ ทบ่ี าดาลไมม่ วี ดั วาศาสนาอาศยั
เป็นแหล่งบุญแหล่งธรรม พญานาคเขาจึงขึ้นมาอาศัยทําบุญสุนทานยังเมืองมนุษย์
ของเรา

โลกมนษุ ยเ์ ปน็ แหลง่ ดนิ นาธรรมทอี่ ดุ มสมบรู ณด์ ว้ ยสวรรคม์ รรคผล เปน็ ภมู ภิ พ
สถานที่เหมาะแก่การเพาะปลูกต้นทุนบุญกุศลกว่าภพอื่นภูมิใด พญานาคเขาเห็น
อาจารยแ์ หวนแลว้ กระโดดลงไปในบอ่ นำ�้ เพราะเขาตกใจทอี่ าจารยแ์ หวนสามารถมอง
เห็นตัวตนของเขาได้ แม้พญานาคเขาจะเป็นพวกกายทิพย์ พญานาคเขาก็เกรงใน
อาํ นาจธรรมของอาจารย์แหวน เขาจงึ เกิดอาการประหม่าตกใจ ไมต่ า่ งอะไรกบั คนที่
ไมค่ นุ้ เคยกบั พระสงฆอ์ งคเ์ ณร จงึ ไมก่ ลา้ เขา้ ใกลเ้ พราะประหมา่ ยาํ เกรง พญานาคตนน้ี
ทที่ ่านอาจารยแ์ หวนเห็นเม่ือตอนหวั คำ�่ เขาก็ไม่ตา่ งอะไรจากผู้คนทผี่ มวา่ มาน่ีแหละ”

เปดิ ธรรมธาตุ

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๙ กอ่ นทห่ี ลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจะเดนิ ทางกลบั มาทำ� บญุ
แจกขา้ วอทุ ศิ ใหก้ บั คณุ แมช่ ปี า แกว้ สวุ รรณ โยมมารดาผใู้ หก้ าํ เนดิ องคท์ า่ นทถี่ งึ แกก่ รรม
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๗ ตอนท่านจําพรรษาอยู่บ้านหนองยวน แขวงเชียงตุง
ประเทศพมา่ ซง่ึ ปนี นั้ เปน็ ปที ห่ี ลวงปชู่ อบทา่ นเสยี “แมโ่ ลก” และสนิ้ “แมธ่ รรม” ไปใน
เวลาไลเ่ ลยี่ กนั แมโ่ ลกผใู้ หก้ าํ เนดิ องคท์ า่ น คณุ แมช่ ปี า แกว้ สวุ รรณ ไดม้ รณกรรมไป
กอ่ นหน้า สว่ นแมเ่ นรคณุ ธรรมจอมจกั รพรรดริ าชามหากิเลส ไดต้ ายสิ้นไปจากจิตใจ
ขององคท์ า่ นในเวลาทีห่ า่ งกันไมก่ ่วี ัน

ตอนนนั้ หลวงปขู่ าว อนาลโย ทา่ นพกั อยทู่ บ่ี า้ นโหลง่ ขอด ตาํ บลนำ้� แพร่ อาํ เภอ
พรา้ ว จงั หวดั เชยี งใหม่ ทราบขา่ ววา่ หลวงปแู่ หวนกบั หลวงปชู่ อบ เพอ่ื นสนทิ มติ รธรรม

219

ของทา่ นพกั อยทู่ บี่ า้ นนำ�้ รนิ อาํ เภอแมร่ มิ หลวงปขู่ าวทา่ นจงึ เดนิ ทางจากบา้ นโหลง่ ขอด
มาหาสหธรรมิกเพ่ือนสนิทมิตรธรรมของท่านท่ีบ้านน�้ำริน หลวงปู่ขาวท่านเอ่ยชวน
หลวงปชู่ อบกบั หลวงปแู่ หวนกลบั อสี าน เพอื่ มากราบเยยี่ มพอ่ แมค่ รบู าอาจารยอ์ งคท์ า่ น
หลวงป่มู ่ัน ภูรทิ ัตโต

เหตกุ ารณท์ พ่ี อ่ แมค่ รบู าอาจารยท์ งั้ สามทา่ นพบกนั ในครง้ั น้ี เปน็ เหตกุ ารณท์ ที่ รง
คุณค่าควรแก่การจดจารึกเอาไว้เป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุการณ์ที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบ
ฐานสโม และ องคท์ า่ นหลวงปูข่ าว อนาลโย ได้เปิด “ภูมิธรรม” ของทา่ นทง้ั สอง
ออกมา โดยมอี งคท์ า่ นหลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ รว่ มฟงั และรบั ทราบถงึ ภมู ธิ รรมทท่ี า่ น
ทงั้ สองเปดิ ใจให้กันฟงั

หลวงปขู่ าวทา่ นถามหลวงปชู่ อบวา่ “อาจารยช์ อบไปเทยี่ ววเิ วกทางเมอื งพมา่ นน้ั
เปน็ อย่างไรบ้าง”

หลวงปู่ชอบท่านตอบหลวงปู่ขาวว่า “การภาวนาของผมอยู่เมืองพม่าน้ันมีแต่
กา้ วหนา้ จนสดุ หนทางทผี่ มจะเดนิ ตอ่ ไปอกี แลว้ ทกุ วนั นผี้ มอยกู่ บั ธรรมทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั
ไม่มีธรรมอันใดท่ีผมจะสงสัยอีกต่อไป ไม่มีภาระภายในเร่ืองใดท่ีผมจะต้องทําอีก
ตอ่ ไป ทกุ อยา่ งผมไดว้ างลงจนหมดแลว้ ไมม่ กี เิ ลสอะไรเหลอื ไวใ้ หต้ นเองไดแ้ บกหาม
อกี ตอ่ ไป ผมมปี ญั ญาเป็นของตนเองแลว้ การเกดิ ของผมไดย้ ตุ ิลงแล้วท่ีชาติน”ี้

หลวงปขู่ าว อนาลโย กบั หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ เมอ่ื ไดฟ้ งั หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
“เปดิ ธรรมธาต”ุ ภายในของท่านออกมา หลวงปู่ขาวกับหลวงปูแ่ หวน ท่านท้งั สอง
กเ็ ขา้ ใจในความหมายนน้ั ทนั ที ทา่ นทงั้ สองพากนั อนโุ มทนายนิ ดกี บั หลวงปชู่ อบทท่ี า่ น
ก้าวขา้ ม “โอฆสงสาร” ของกเิ ลสไดแ้ ลว้

หลวงปูข่ าว อนาลโย ทา่ นจงึ “เปดิ ธรรมธาต”ุ ภายในของท่านใหห้ ลวงป่ชู อบ
กบั หลวงปแู่ หวนฟงั วา่ “พนั ธเ์ุ มด็ ขา้ วของผมนนั้ สกุ หมดแลว้ ไมเ่ หลอื เชอ้ื เกดิ ทผ่ี มจะ
นาํ มาเพาะปลกู เพอื่ ใหเ้ กดิ ภพชาตไิ ดอ้ กี ตอ่ ไป แตก่ อ่ นนน้ั ผมกนิ แตข่ า้ วสขุ ปนขา้ วทกุ ข์
ทกุ วันนี้ผมกินแต่ขา้ วสุก (สุข) แต่เพียงอย่างเดยี วเทา่ นั้น”

220

หลวงปชู่ อบกบั หลวงปขู่ าว ทา่ นเปดิ “ธรรมธาต”ุ ซงึ่ เปน็ “ธาตธุ รรมอนั บรสิ ทุ ธ”์ิ
ท่ีผู้พ้นจากกิเลสเท่าน้ันถึงจะเข้าถึงได้ หลวงปู่แหวนท่านนั่งฟังหลวงปู่ชอบกับ
หลวงปขู่ าวเปดิ ใจใหก้ นั ฟงั ทา่ นแสดงความยนิ ดอี นโุ มทนากบั หมคู่ ณะทงั้ สองทพี่ ากนั
กา้ วพน้ หว้ งมหนั ตทกุ ขไ์ ปไดแ้ ลว้ ตา่ งองคต์ า่ งจบกจิ เสรจ็ สน้ิ ภาระกนั หมดแลว้ ตอนนน้ั
คงเหลอื แต่ทา่ นท่ยี ังมีงานภายในอีก “สองกา้ ว” ใหค้ ่อยสะสาง

ในครั้งน้ัน หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวท่านพากันชวนหลวงปู่แหวนไปเท่ียว
วเิ วกด้วยกัน แตห่ ลวงปแู่ หวนท่านยงั ไมอ่ ยากจะไปเทีย่ ววิเวกในตอนน้ี ท่านบอกว่า
ยังอยากอยู่ที่หว้ ยน้ำ� รนิ ก่อน ถา้ ออกจากห้วยน้�ำริน ทา่ นจะไปพกั ภาวนาอยทู่ ่บี า้ นปง
(วดั ปา่ อรัญญวเิ วก ตําบลอนิ ทขิล อําเภอแมแ่ ตง จังหวดั เชียงใหม)่

หลวงปู่ชอบท่านชวนหลวงปู่แหวนให้กลับเมืองเลยด้วยกัน เพราะต่างองค์
ต่างจากบา้ นเกดิ เมืองนอนมานานแล้ว สมควรท่ีจะต้องกลับมาโปรดญาตพิ นี่ อ้ งทาง
เมอื งเลยบา้ ง หลวงปแู่ หวนทา่ นปฏเิ สธทจี่ ะกลบั มาเมอื งเลยกบั หลวงปชู่ อบ ทา่ นบอก
กบั หลวงปูช่ อบวา่ ตราบใดท่ยี งั ไม่ไดเ้ ป็น “พระอรหันต์” ทา่ นจะไม่กลับมาเมืองเลย
หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวได้ยินคําพูดจากปากของหลวงปู่แหวนเช่นน้ี ท่านทั้งสอง
จงึ ไม่คะย้ันคะยอให้หลวงปแู่ หวนท่านกลับมาเมืองเลยดว้ ยกนั

ในเรอื่ งน้ี หลวงปชู่ อบทา่ นกลา่ วถงึ หลวงปแู่ หวนวา่ “ตอนนน้ั อาจารยแ์ หวนทา่ นเรง่
ของทา่ น เราชวนทา่ นกลบั มาเมอื งเลยดว้ ยกนั แตท่ า่ นปฏเิ สธ เราจงึ ไมเ่ รง่ เรา้ อะไรทา่ น
อาจารยแ์ หวนทา่ นเปน็ คนจติ ใจเดด็ เดยี่ วกลา้ หาญ ถา้ เอย่ วา่ ไมเ่ อาแลว้ ใครจะมาเปลย่ี น
ใจทา่ นเปน็ อย่างอนื่ ไม่ได้ พอมาอยูบ่ ้านปง ทา่ นก็เร่งความเพียรของทา่ นอย่างเอกอุ
จนปว่ ยเกอื บตาย ผเู้ ฒา่ แหวนทา่ นมาบรรลธุ รรมอยบู่ า้ นปง ตอนอายุ ๕๘ ปี ภายหลงั
เราไปเยย่ี มทา่ นอยแู่ มป่ ง๋ั เราชวนอาจารยแ์ หวนใหก้ ลบั มาอยเู่ มอื งเลยดว้ ยกนั เราจะยก
วดั เหนอื (วดั ปา่ สมั มานสุ รณ)์ ใหท้ า่ นอยู่ อาจารยแ์ หวนทา่ นกไ็ มย่ อมกลบั มาเมอื งเลย
ทา่ นบอกวา่ “ทางอีสานมพี ระอรยิ ะพระอรหันต์หลายแลว้ ทางเมืองเหนอื เชียงใหม่มี
พระอริยะพระอรหันต์น้อยกว่า ผมจะอยู่เมืองเชียงใหม่จนกว่าจะตายคาแผ่นดินนี้
แผ่นดินเมอื งเชยี งใหมม่ ีบญุ คุณในทางธรรมกับผมหลาย” จนอาจารย์แหวนท่านได้
ละขันธ์นพิ พานอยเู่ มืองเชียงใหมส่ มกบั คาํ ทที่ ่านได้ล่ันวาจาเอาไว”้

221

เท่ียววิเวกเขตแม่รมิ

หลวงปเู่ หรยี ญ วรลาโภ กบั หลวงพอ่ วงษ์ (ไมท่ ราบฉายา) ทา่ นทงั้ สองพกั อยทู่ ี่
สาํ นกั สงฆแ์ มส่ ะลวง ตาํ บลขเ้ี หลก็ อาํ เภอแมร่ มิ จงั หวดั เชยี งใหม่ ทราบขา่ วหลวงปชู่ อบ
ฐานสโม ท่านจาํ พรรษาอยู่กับหลวงปแู่ หวน สจุ ิณโณ ท่บี า้ นน้ำ� รนิ หลวงปเู่ หรยี ญกบั
หลวงพอ่ วงษ์ จงึ พากนั เดนิ ทางมากราบหลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย
หลวงปู่แหวน สุจณิ โณ ทีว่ ัดป่าน�้ำริน หลงั จากทห่ี ลวงปเู่ หรยี ญทา่ นไมไ่ ดเ้ จอกนั กับ
หลวงปชู่ อบนานหลายปี

หลวงปเู่ หรยี ญกบั หลวงพอ่ วงษพ์ กั อยทู่ ว่ี ดั ปา่ นำ�้ รนิ สองคนื หลวงปชู่ อบทา่ นจะ
ออกเท่ียววิเวกกับหลวงปู่ขาว และจะเดินทางกลับอีสานเพ่ือมากราบเยี่ยมองค์ท่าน
หลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ชวนหลวงปเู่ หรยี ญ
และหลวงพอ่ วงษไ์ ปเทยี่ ววเิ วกดว้ ยกนั แถวเขตแมร่ มิ หลวงปเู่ หรยี ญกบั หลวงพอ่ วงษ์
ทา่ นทง้ั สองยินดที จ่ี ะออกเท่ียววเิ วกกับหลวงปชู่ อบและหลวงป่ขู าว

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงป่เู หรยี ญ วรลาโภ และ
หลวงพอ่ วงษ์ พากนั ลาหลวงปแู่ หวน สุจิณโณ เดินทางออกจากวดั ป่าน�้ำรนิ ไปเท่ยี ว
วเิ วกเขตอำ� เภอแมร่ มิ คณะของทา่ นเทย่ี ววเิ วกตามปา่ ภเู ขาในเขตอาํ เภอแมร่ มิ เพราะ
ภูมิประเทศสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติเป็นอย่างย่ิง คณะของท่านพากันไปพักอยู่
หมู่บ้านแห่งหน่งึ ซง่ึ อย่เู ชงิ ดอยทางขึน้ พระพุทธบาทสร่ี อย

ชาวบา้ นเม่ือทราบว่ามพี ระกรรมฐานมาพกั ภาวนาอยทู่ ี่น่ี พากนั ออกมาตอ้ นรับ
ทําที่พักให้ ทํารางน�้ำประปาภูเขาเพ่ือให้คณะขององค์ท่านหลวงปู่ชอบได้ใช้สอย
อาบ ฉนั อยา่ งสะดวกสบาย องค์ท่านหลวงปูช่ อบกับองค์ทา่ นหลวงปู่ขาว พกั ภาวนา
อยดู่ า้ นลา่ งเชงิ เขา เพราะอาศยั เดนิ บณิ ฑบาตไดส้ ะดวก เนอ่ื งจากองคท์ า่ นทง้ั สองเรมิ่ มี
อายมุ ากแลว้ การขน้ึ ไปอยใู่ นทกี่ นั ดารจะเปน็ อปุ สรรคในการปฏบิ ตั กิ จิ ของทา่ นทงั้ สอง
หลวงปเู่ หรยี ญกบั หลวงพอ่ วงษ์ ทา่ นทงั้ สองพกั อยบู่ นภเู ขาหา่ งกนั พอสมควรกบั ทพี่ กั

222

ของหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว เวลาบิณฑบาตแต่ละวันเทา่ นั้น ทา่ นท้ังสจ่ี งึ จะได้พบกนั
หรือไม่ท่านใดติดขัดปัญหาในเร่ืองภาวนา จึงจะลงมาพบกันเพ่ือเรียนถามปัญหาท่ี
ตนเองกำ� ลงั ตดิ ขัด

คณะขององค์ท่านหลวงปู่ชอบพักอยู่ที่นี่ได้ระยะหน่ึง มีเหตุการณ์พระเจ้าถ่ิน
อ้างว่ามีพระป่ากรรมฐานมาพักอยู่ท่ีนี่ จึงพากันสึกเพื่อประท้วงโยมจนหมดวัด
ชาวบา้ นบางกลมุ่ ทไ่ี มช่ อบพระปา่ กรรมฐานเปน็ ทนุ จงึ ถอื โอกาสยยุ งชาวบา้ นทไ่ี มร่ จู้ กั
วตั รปฏบิ ตั ิ ใหพ้ ากนั รงั เกยี จพระปา่ กรรมฐาน หา้ มไมใ่ หใ้ สบ่ าตรพระกรรมฐาน เพราะ
จะทําใหผ้ ีบรรพบุรุษโกรธเคอื ง ชาวบา้ นมจิ ฉาทิฐกิ ลุม่ นก้ี ล่าวหาพระป่ากรรมฐานว่า
พากันมารบกวนผีป่าเจ้าเขา ทําให้ผีป่าเจ้าเขาไม่พอใจ จึงมารบกวนจนเป็นเหตุให้
พระเณรวดั บา้ นสึกหมดวดั ชาวบ้านผูเ้ ชอ่ื ถือไม่พอใจคณะพระปา่ กรรมฐาน พากนั
ไปรบกวนคณะของพวกทา่ นเพอ่ื จะขบั ไลใ่ หพ้ วกทา่ นหนอี อกไปจากหมบู่ า้ นของตนเอง

การต่อต้านคณะพระป่ากรรมฐานของผู้หลงผิด เร่ิมด้วยการไม่ใส่บาตรให้
หลวงปู่ชอบท่านจึงพาหมู่คณะไปบิณฑบาตท่ีหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อแก้ปัญหานี้ใน
เบอื้ งตน้ เมอื่ เหน็ วา่ พระปา่ กรรมฐานคณะนย้ี งั ไมย่ อมหนไี ปจากทน่ี อี่ กี พวกมจิ ฉาทฐิ ิ
กลมุ่ นจ้ี งึ พากนั มาสง่ เสยี งรบกวนในเวลาพวกทา่ นทาํ ความเพยี ร พวกมจิ ฉาทฐิ พิ ากนั
ไปตัดรางน้�ำที่ต่อมาจากภูเขาโดยหวังว่าถ้าไม่มีน�้ำใช้ พวกท่านก็จะพากันหนีไปจาก
ทนี่ เี่ อง หลวงปชู่ อบทา่ นสงั เวชใจในความเหน็ ผดิ ของคนกลมุ่ นอ้ ยทท่ี าํ ใหค้ นกลมุ่ ใหญ่
เสยี ประโยชน์ องคท์ า่ นแจง้ เรอ่ื งนก้ี บั หมคู่ ณะวา่ “พวกเราจะไมห่ นไี ปจากทนี่ ี่ เพราะเหตุ
กลมุ่ คนเหน็ ผดิ มาขบั ไล่ พวกเราจะออกจากทน่ี ไ่ี ปกต็ อ่ เมอ่ื เรอื่ งราวทกุ อยา่ งมนั กระจา่ ง
แลว้ เทา่ นน้ั ” หมคู่ ณะทกุ ทา่ นเหน็ ดว้ ยกบั องคท์ า่ น จงึ พากนั พกั ภาวนาอยทู่ นี่ อ่ี กี ตอ่ ไป

เมอ่ื ความจรงิ ปรากฏ ผทู้ มี่ ปี ญั ญามองเหน็ วา่ อะไรผดิ อะไรถกู จงึ พากนั มาใสบ่ าตร
พระปา่ กรรมฐาน พากนั มาตอ่ นำ�้ ประปาภเู ขาเพอื่ ทจี่ ะใหค้ ณะขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
ไดใ้ ชส้ อยอยา่ งสะดวกเหมอื นเดมิ ชาวบา้ นทส่ี าํ นกึ ผดิ เกดิ ละอายตอ่ บาปกรรมทต่ี นเอง
ไดก้ ระทาํ ตอ่ พระปา่ กรรมฐาน พวกเขาจงึ พากนั มาขอขมาตอ่ ครบู าอาจารยท์ กุ รปู ชาวบา้ น
ทเ่ี คารพศรทั ธานมิ นตอ์ งคท์ า่ นหลวงปชู อบใหอ้ ยโู่ ปรดทนี่ ่ี พวกเขายนิ ดที จี่ ะสรา้ งวดั ให้

223

องคท์ า่ นจาํ พรรษา หลวงปชู่ อบยนิ ดใี นเจตนาของชาวบา้ น แตท่ า่ นไมอ่ ยากผกู มดั ตนเอง
ให้อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงตอบรับในไมตรีของชาวบ้านแบบบัวไม่ให้ช้�ำน้�ำไม่ให้ขุ่นว่า
“อาตมาจะอยู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันท่ีอาตมาและหมู่คณะจะออกไปจากท่ีน่ี”
หลวงปชู่ อบทา่ นรบั นมิ นตแ์ ละปฏเิ สธในตวั ทา่ นใชว้ ธิ จี บั เสน้ ดา้ ยตอ่ สายไหม วธิ แี บบน้ี
องค์ทา่ นใชบ้ อ่ ยครั้ง

ท่านบอกเหตุท่พี ระเณรวัดบา้ นพากันสึกหมดวัดน้นั ไม่เก่ียวกับผีเจา้ ป่าเจา้ เขา
มาทำ� อะไรหรอก และไมเ่ กย่ี วกบั คณะขององคท์ า่ นมารบกวน เหตพุ ระเณรทวี่ ดั บา้ นน้ี
พากนั สกึ ทง้ั หมดวดั นน้ั อยทู่ ก่ี ารปฏบิ ตั ขิ องพวกเขาเอง เหตทุ พ่ี ากนั สกึ หมดทง้ั วดั นน้ั
เพราะรอ้ นผา้ เหลอื ง เนอ่ื งจากการปฏบิ ตั นิ อกรตี นอกรอยของตนเอง พระเณรวดั บา้ น
กลุ่มน้ีพากันด่ืมเหลา้ กนิ ข้าวแลงแกงร้อนเยย่ี งฆราวาส เมือ่ มพี ระป่ากรรมฐานเข้ามา
พกั ปฏบิ ตั ธิ รรมกนั อยทู่ น่ี ี่ พระปา่ กรรมฐานทา่ นปฏบิ ตั ติ ามธรรมวนิ ยั ทสี่ มณสารปู พงึ
ถอื ปฏบิ ัติ จึงเกิดความแตกตา่ งในสายตาของชาวบ้านท่ีพบเห็น

ชาวบ้านที่เอือมระอาพระเณรนอกรีตกลุ่มน้ี จึงพากันมาทําบุญกับพระป่า
กรรมฐานเปน็ จาํ นวนมาก ทาํ ใหอ้ ลชั ชกี ลมุ่ นไ้ี มพ่ อใจ จงึ ยยุ งชาวบา้ นทน่ี บั ถอื พวกตน
ใหม้ าขบั ไลพ่ ระปา่ กรรมฐาน เมอื่ ขบั ไลอ่ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบและคณะไมเ่ ปน็ ผล จงึ พากนั
สึกหมดวัดเพ่ือเป็นการประท้วงบีบบังคับจิตใจชาวบ้าน หวังเพื่อให้สงสารพวกตน
เปน็ จติ วทิ ยาวชิ ามารเพอื่ ใหช้ าวบา้ นโกรธเคอื ง จะไดช้ ว่ ยขบั พระปา่ กรรมฐานใหพ้ วกตน
สุดทา้ ยชาวบ้านเขา้ ใจในเรอ่ื งท่เี กิดขึน้ จึงเหน็ ใจองค์ท่านหลวงปู่ชอบและคณะ

ขนึ้ เขาไปภาวนากับหลวงป่เู หรียญ วรลาโภ

หลงั เหตกุ ารณช์ าวบา้ นเขา้ ใจผดิ คณะพระปา่ กรรมฐานผา่ นพน้ ไปแลว้ หลวงปขู่ าว
กบั หลวงปเู่ หรยี ญ ทา่ นบอกหลวงปชู่ อบจะขอขนึ้ ไปภาวนาทบ่ี นยอดดอย หลวงพอ่ วงษ์
ท่านขออยู่ปฏิบัติเป็นเพื่อนกับหลวงปู่ชอบท่ีด้านล่าง หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่เหรียญ
ข้ึนไปพักอยู่บนเขาได้ไม่นานก็กลับลงมา เน่ืองจากหลวงปู่ขาวท่านแพ้อากาศหนาว

224

บนดอยสงู หลวงปขู่ าวทา่ นบอกหลวงปชู่ อบวา่ ทยี่ อดดอยอากาศหนาวเยน็ มากจนไมม่ ี
มดแมลงอาศยั อยู่ หลวงปขู่ าวทา่ นแพน้ ำ้� บนภเู ขา เวลาสรงนำ�้ จะเกดิ ผน่ื คนั ขน้ึ มาทง้ั ตวั
ทา่ นจึงพาหลวงปเู่ หรียญกลับลงมาหาหลวงป่ชู อบท่ดี า้ นลา่ ง

หลวงปู่ชอบถามหลวงปู่ขาวว่า “สถานท่ีบนน้ันเป็นอย่างไรบ้าง เหมาะแก่การ
ภาวนาไหม” หลวงปู่ขาวบอก “สถานท่ีแหง่ นเี้ หมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่ง บนเขา
เป็นปา่ ดง คนอยู่บนนน้ั เปน็ ชาวเขา ถา้ อาจารยช์ อบสนใจอยากจะขน้ึ ไปภาวนาทนี่ ั่น
กล็ องไปด”ู หลวงปชู่ อบทา่ นสนใจอยากจะขน้ึ ไปภาวนาบนเขา ทา่ นถามหลวงปเู่ หรยี ญ
วา่ “อยบู่ นนนั้ มนั เปน็ อยา่ งไรบา้ ง” หลวงปเู่ หรยี ญบอกวา่ “อยบู่ นดอยลกู น้ี กระผมภาวนา
ม่วนใจดี” หลวงปู่ชอบท่านถามหลวงปู่เหรียญว่า “อยากจะขึ้นไปท่ีน่ันอีกไหม”
หลวงปู่เหรียญท่านอยากข้ึนไปภาวนาที่บนดอยน้ีอีกครั้ง หลวงปู่ชอบท่านจึงให้
หลวงปู่เหรยี ญนาํ ทางพาท่านขึ้นไปภาวนาที่บนยอดดอย

หลวงปู่เหรียญพาหลวงปู่ชอบขึ้นไปยังสถานท่ีที่ท่านกับหลวงปู่ขาวข้ึนไปพัก
ภาวนา หลวงปเู่ หรยี ญบอก “การแบกบรขิ ารขน้ึ ไปบนเขามนั ลาํ บากมาก เพราะดอยผา
สูงชัน ถ้ามีโยมช่วยถือบริขารขึ้นไปส่ง ก็จะไม่เป็นการลําบากแก่พวกเรามากนัก”
หลวงปูช่ อบท่านจงึ ว่าจ้างชาวบา้ นสองคนให้ถือบรขิ ารขึ้นไปสง่ การเดนิ ทางขน้ึ ไปบน
ยอดดอยน้ันเป็นไปอย่างทุลักทุเล ต้องปีนป่ายก่ายเกาะต้นไม้เถาวัลย์ไปเกือบ
ตลอดทาง กวา่ ท่านทงั้ สองจะขึ้นไปถึงบนยอดดอยลกู นี้ กต็ กเวลาบา่ ยแกๆ่

เมอ่ื ทา่ นทง้ั สองกบั ลกู หาบขน้ึ ไปถงึ บนยอดดอย เหน็ กระทอ่ มหลงั หนงึ่ เจา้ ของ
เปน็ ชายชาวเขาเผา่ มง้ หลวงปชู่ อบกบั หลวงปเู่ หรยี ญเขา้ ไปสอบถามแจง้ ความประสงค์
วา่ ทา่ นทงั้ สองจะพากนั มาพกั ภาวนาอยทู่ นี่ ่ี ชายชาวเขาเจา้ ของกระทอ่ มบอกกบั ทา่ นวา่
“ตเุ๊ จา้ อยา่ มาอยทู่ น่ี เี่ ลย ผที ดี่ อยนม้ี นั ฮา้ ยขนาด เมอ่ื ไมก่ วี่ นั มานี้ มผี ชู้ ายสามคนพากนั
งดั กอ้ นหนิ กลง้ิ ตกเขา พอกลบั ไปบา้ นแคช่ ว่ั คนื เดยี ว ผชู้ ายสองคนกต็ ายไปโดยไมท่ ราบ
สาเหตุ ชายอกี คนเกดิ ความกลวั ในอาํ นาจผปี า่ มาขอเหอ้ เฮาไปอกู้ บั ผเี พอื่ ขอสมุ าบเ่ หอ้
ผมี นั โขด (ใหเ้ ราไปพดู กบั ผเี พอื่ ขอขมาไมใ่ หผ้ มี นั โกรธ) ตเุ๊ จา้ บต่ อ้ งขนึ้ ไปหรอก เดยี๋ วผี
มันจะโกรธ”

225

หลวงปู่ชอบท่านเฉย ไม่เกรงกลัวในอํานาจมิติมืดของภูตผีปีศาจเจ้าป่าเจ้าเขา
ตามทช่ี ายชาวมง้ เลา่ ใหฟ้ งั ทา่ นบอก “อาตมามไิ ดม้ เี จตนามารบกวนพวกทอ่ี ยบู่ นภดู อย
แหง่ นี้ อาตมาไม่ไดม้ าเบียดเบียนผูห้ นงึ่ ผใู้ ดท่ีอาศยั อยู่ในสถานที่แหง่ น้ี พวกอาตมา
พากันมาพักภาวนาเพื่อหาความสงบเท่าน้ัน มันไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงไปกว่า
นี้หรอก อาตมาขอให้โยมพาพวกอาตมาไปส่งยังสถานที่ท่ีว่าน้ีได้ไหม” ชายชาวเขา
หมอผีบอกว่า “ถ้าพวกตุ๊เจ้าบ่กลัวผี เฮาก็จะพาไปส่ง” ชายชาวเขาหมอผีเผ่าม้ง
พาหลวงปู่ชอบกับหลวงปเู่ หรียญขน้ึ ไปยังสถานทท่ี ี่ทา่ นท้งั สองอยากจะไปพกั กวา่ จะ
ขนึ้ ไปถงึ บนยอดดอยกเ็ ปน็ เวลายำ่� คำ่� ตะวนั จวนตกดนิ หมอผชี าวเขามาสง่ ทา่ นทง้ั สอง
ถงึ ทแี่ ลว้ เขากข็ อลาทา่ นกลบั ไปยงั กระทอ่ มของเขา ชาวบา้ นทท่ี า่ นวา่ จา้ งหาบบรขิ ารขน้ึ
มาให้ เขาอยทู่ ําท่พี กั และทางเดนิ จงกรมให้ท่านทัง้ สอง ประมาณสามวันจงึ แลว้ เสร็จ
พอเสรจ็ เรียบร้อยแล้ว ลกู หาบทัง้ สองคนจึงลาท่านท้ังสองกลบั บ้านของพวกเขา

เทวดาบอกเสือจะมา

พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม กบั พระคณุ เจา้ หลวงปเู่ หรยี ญ วรลาโภ พกั ภาวนา
ด้วยกันบนเขา (เทอื กเขาดอยเดยี วกันกบั ดอยพระพุทธบาทส่ีรอย) ทา่ นบอกสถานท่ี
แหง่ นสี้ ปั ปายะเหมาะแกก่ ารปฏบิ ตั มิ าก เพยี งแตอ่ ากาศบนดอยจะหนาวมาก จนบางวนั
เกิดน�้ำค้างแข็งเหมยขาบแม่คะน้ิง ผู้ไม่มีความอดทนต่อดินฟ้าอากาศท่ีหนาวเหน็บ
จะอยูบ่ นดอยลกู นล้ี �ำบากมาก

องค์ท่านท้ังสองอาศัยบิณฑบาตกับชาวเขาท่ีหมู่บ้านเชิงดอย ท่านทั้งสองเดิน
ลงเขามาบณิ ฑบาต ใชเ้ วลาขนึ้ ลงถงึ สามชว่ั โมง กวา่ จะกลบั ถงึ ทพ่ี กั ฉนั อาหารแตล่ ะวนั
ทา่ นบอกประมาณเกา้ โมงเปน็ อยา่ งนอ้ ย อยทู่ น่ี น่ั ทา่ นทงั้ สองจะแยกกนั ทาํ ความเพยี ร
จะพบกนั อีกทีกเ็ วลาประมาณบ่ายสองเปน็ อย่างนอ้ ย หลงั บา่ ยสองเป็นต้นไป หลวงปู่
เหรียญท่านจะมาทําข้อวัตรปฏิบัติต่อหลวงปู่ชอบ เพราะหลวงปู่เหรียญท่านเคารพ
นบั ถือหลวงป่ชู อบเปน็ ครูบาอาจารยข์ องท่าน หลงั เสร็จจากทาํ ขอ้ วัตรแลว้ ท่านจงึ จะ
แยกไปทําความเพียร

226

หลวงปชู่ อบทา่ นบอก คนื หนง่ึ มชี ายวยั กลางคนนงุ่ ขาวหม่ ขาวเขา้ มาหาองคท์ า่ น
ในข่ายความรู้ ชายนุ่งขาวหม่ ขาวผ้นู ี้บอกหลวงปู่ชอบวา่ “คืนน้ใี ห้พระคณุ ทา่ นระวัง
จะมเี สอื ใหญเ่ ขา้ มาหา ขอพระคณุ ทา่ นอยา่ ประมาทนง่ิ นอนใจเปน็ อนั ขาด” พอแจง้ เรอ่ื ง
ใหท้ ราบแลว้ ชายนุง่ ขาวห่มขาวผ้นู ้เี ขาก็หายวบั ไปต่อหน้าตอ่ ตาในนิมิตขององคท์ ่าน
ทันที

หลวงปชู่ อบทา่ นยกเรอ่ื งชายผา้ ขาวผนู้ มี้ าบอกเพอ่ื พจิ ารณา ทา่ นทราบดว้ ยความรู้
วา่ คนื นจ้ี ะมเี สอื พาดกลอนมาหาทา่ นตามทช่ี ายนงุ่ ขาวมาบอกในนมิ ติ ทา่ นวา่ ชายนงุ่ ขาว
หม่ ขาวมาบอกในนมิ ติ นน้ั เขาเปน็ เทวดารกั ษาพระบาทสร่ี อย เทวดาผนู้ จ้ี าํ แลงมาแจง้
เตอื นให้องคท์ า่ นระวงั ภยั จากเสือใหญล่ ายพาดกลอนตวั น้ี

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “เฮาคอยวา่ เสอื มนั จะมาหาตอนใด๋ คอยอยนู่ านกะบเ่ หน็ เสอื
มนั มาตามเทวดามาบอกในนมิ ติ คอยถงึ ตสี ยี่ งั บเ่ หน็ เสอื มา เฮาเลยไหวพ้ ระสวดมนต์
น่ังภาวนาจนไดอ้ รุณ ออกมาลา้ งหนา้ แปรงปากคอยท่านเหรียญ”

ช่วงเวลาที่รอหลวงปู่เหรียญน้ัน หลวงปู่ชอบท่านเดินสํารวจรอบบริเวณที่พัก
เพอ่ื จะดรู อ่ งรอยของเสอื วา่ มันมาจรงิ หรือเปลา่ เบอื้ งต้นทา่ นไม่เห็นรอ่ งรอยเสือตวั น้ี
ทา่ นราํ พงึ ในใจ “นมิ ติ นจี้ ะหลอกจติ คนอยา่ งเราไดอ้ ยหู่ รอื ตอนยกเรอื่ งนขี้ นึ้ มาพจิ ารณา
ดทู กุ อยา่ ง มนั กป็ รากฏชดั ในความรขู้ องเราอยนู่ น่ี า แตท่ �ำไมเราไมเ่ หน็ เสอื ตวั นมี้ าหาตาม
ท่เี ทวดาเขาบอก” องค์ท่านร�ำพึงถงึ เรือ่ งนี้

พออรุณแจ้งแสงส่อง หลวงปู่เหรียญท่านมารับเอาบาตรองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
เพื่อจะไปบณิ ฑบาตดว้ ยกัน ก่อนจะไปบณิ ฑบาต หลวงปูเ่ หรียญถามหลวงปชู่ อบว่า
“เมอื่ คนื ปรากฏเหน็ อะไรเขา้ มาในขา่ ยความรขู้ องทา่ นอาจารยบ์ า้ งไหมขอรบั ” หลวงปชู่ อบ
บอกหลวงปู่เหรียญ “เม่ือคืนเราปรากฏเห็นผู้ชายนุ่งขาวห่มขาวมาบอก คืนน้ีให้
พระคณุ ทา่ นระวัง จะมีเสือใหญม่ าหาท่าน อย่าประมาทเปน็ อนั ขาด เราคอยดเู รอื่ งน้ี
อยู่จนสว่าง ก็ไม่เห็นมีเสือมาหาเราตามที่เทวดามาบอกในนิมิต นิมิตเร่ืองนี้มันจะ
หลอกจิตคนอย่างเราไดอ้ ยหู่ รือ เรื่องน้ีเรายกขน้ึ มาพจิ ารณาดู มนั กช็ ดั เจนทกุ อย่าง
ในตัวของมันอยู่น”ี่

227

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถาม “ทา่ นเหรยี ญ เมอ่ื คนื นมี้ อี ะไรเกดิ ขน้ึ กบั ทา่ นบา้ งไหม
เลา่ ใหเ้ ราฟงั หนอ่ ยซ”ิ หลวงปเู่ หรยี ญเลา่ ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบฟงั วา่ “เมอ่ื คนื ขณะผม
ภาวนาอยู่ ปรากฏมคี วามรหู้ นง่ึ ผดุ ขนึ้ มาวา่ คนื นจ้ี ะมเี สอื มาหา กระผมกค็ อยดอู ยวู่ า่
จะมีเสือมาหาจรงิ หรือไม่ รอดอู ยู่ทั้งคืนก็ไมเ่ หน็ เสอื สักตัว กระผมสงสัยในความรู้น้ี
จงึ ตั้งใจมาเรียนถามทา่ นอาจารย์ขอรับ”

องค์ท่านท้ังสองเล่าความรู้สู่กันฟังดังถอดด้ามเรื่องราวกันมา ต่างแต่ว่าท่าน
ทั้งสองยังไม่เหน็ พระเอกของเรื่องทจี่ ะมาเปดิ ผา้ มา่ นกั้นแจ้งสว่างกระจ่างตา หลวงปู่
เหรยี ญทา่ นบอกหลวงปชู่ อบวา่ “เอาแบบนท้ี า่ นอาจารย์ ความรทู้ ที่ า่ นอาจารยก์ บั ผมรู้
มาดว้ ยกนั ในเรอ่ื งนี้ มนั จะจรงิ หรอื เทจ็ พวกเราพากนั พสิ จู นใ์ หแ้ นช่ ดั เลยวา่ มนั มเี สอื
มาหาพวกเราจรงิ หรือไม่ กระผมขอเป็นผู้ออกหารอ่ งรอยของเสือตัวน้ีเอง” องค์ท่าน
หลวงปชู่ อบเหน็ ด้วย ท่านจึงยกหน้าที่พสิ จู นห์ ลักฐานให้หลวงปเู่ หรียญรบั ไปปฏบิ ตั ิ

หลวงปู่เหรียญท่านค้นหารอยเท้าเสือรอบบริเวณท่ีพักของหลวงปู่ชอบ
หลวงปเู่ หรยี ญทา่ นพบรอยเทา้ เสอื ทพ่ี งหญา้ ใกลท้ พ่ี กั หลวงปชู่ อบ ทา่ นเรยี กหลวงปชู่ อบ
ใหม้ าดรู อยเทา้ เสือคุ้ยดินท้ิงหลกั ฐานเอาไว้ พอหลวงป่ชู อบเหน็ รอยเทา้ เสอื ทา่ นพดู
หยอกหลวงปเู่ หรยี ญเชงิ สนกุ สนานวา่ “เสอื ตวั นมี้ นั มาแอบดเู ฮากบั ทา่ นเหรยี ญภาวนา
มนั อยากเห็นคนดบิ คนดที ําความเพยี รเป็นจั๋งได”๋

เมอ่ื ความจรงิ กระจา่ งแลว้ พอ่ แมค่ รบู าอาจารยท์ งั้ สองพากนั เดนิ ลงไปบณิ ฑบาต
ทห่ี ม่บู า้ นชาวเขาเชงิ ดอย ระหว่างลงจากเขา ทา่ นทงั้ สองพบรอยเทา้ เสอื มาตลอดทาง
พอเดินมาถึงลําธารสายหนึ่ง ท่านทั้งสองพบรอยเท้าเสือเพิ่งเกิดใหม่มีน้�ำขุ่นขัง
หลวงปเู่ หรยี ญทา่ นถามหลวงปชู่ อบวา่ “เสอื ตวั นม้ี นั ยงั ไปไหนไมไ่ กลใชไ่ หมทา่ นอาจารย”์
หลวงปู่ชอบบอก “ทา่ นเหรยี ญไมต่ ้องไปสนใจมนั ดอก แผเ่ มตตาๆ”

พอขา้ มลาํ ธารมาไดอ้ กี ระยะหนง่ึ หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ เสอื ลายพาดกลอนตวั หนง่ึ
นอนหมอบซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ข้างทาง ท่านว่า “ทางไผ๋ทางมันเด้อ อย่ามา
เบยี ดเบียนกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างผู้ตา่ งหากินตามประสา” ทา่ นพาหลวงปเู่ หรียญ

228

เดินผา่ นพมุ่ ไมท้ ่ีเสอื ตวั นี้ซุ่มซอ่ นอย่เู หมอื นกับวา่ ไมม่ ีอะไร ตงั้ แต่วันนัน้ มา ท่านกับ
หลวงปู่เหรียญก็ไม่เห็นเสือตัวน้ีหรือตัวไหนมาหาท่านท้ังสองอีกเลยจนถึงวันท่าน
ท้งั สองลงจากภดู อย

ข้าพเจ้าชื่อเทพนาคา

นอกจากเหตกุ ารณเ์ สอื มาซมุ่ ดหู ลวงปชู่ อบ ฐานสโม กบั หลวงปเู่ หรยี ญ วรลาโภ
ทาํ ความเพยี รแลว้ ทดี่ อยพระพทุ ธบาทสรี่ อยยงั มเี รอ่ื งเกยี่ วกบั พญานาคบนภดู อยลกู นี้
หลวงปู่ชอบท่านบอกพญานาคตนน้ีข้ึนมาแสดงรูปกายนาคานาคราชให้ท่านเห็น
ทา่ นบอก “คนื หนง่ึ ขณะภาวนา จติ เราแสดงโลกวทิ อู อกไปดขู า้ งนอก มพี ญานาคตนหนง่ึ
ผดุ ขน้ึ บนทางจงกรมเรา เราถามพญานาคตนนว้ี า่ “ทา่ นเปน็ ใครมาจากไหน” พญานาค
ตนนบ้ี อกเราวา่ “ขา้ พเจา้ ชอ่ื “เทพนาคา” เปน็ ราชาพญานาคอยภู่ ดู อยลกู น”้ี ขณะเทพนาคา
สนทนากบั องคท์ า่ น เขาจะแสดงตวั ตนในรปู นาคาตลอด ไมไ่ ดแ้ สดงตนเปน็ รปู มนษุ ย์
อย่างนาคาท่ัวไปท่ีองค์ทา่ นเคยเหน็ มา

หลวงปชู่ อบบอกพญานาคมี ๔ ตระกลู ไลต่ ามลำ� ดบั ชนั้ ดงั น้ี ๑. พญานาคตระกลู
วริ ปู กั ษ์ มสี ณั ฐานสที อง ๒. พญานาคตระกลู เอราปถะ มสี ณั ฐานสเี ขยี ว ๓. พญานาค
ตระกลู ฉพั พยาปตุ ตะ มสี ณั ฐานสรี งุ้ ๔. พนานาคตระกลู กณั หาโคตมะ มสี ณั ฐานสดี ำ�
ทา่ นบอกเฉพาะแมน่ ำ้� โขงแหง่ เดยี ว มพี ญานาคอาศยั อยถู่ งึ ๓ ตระกลู คอื พญานาคตระกลู
วริ ูปักษ์ เอราปถะ กัณหาโคตมะ

องคท์ า่ นบอกลกั ษณะของ “พญานาคเทพนาคา” ใหฟ้ งั ดงั นี้ พญานาคเทพนาคามี
หงอนแดงดง่ั เปลวเพลงิ เปน็ หยกั คลา้ ยหงอนไก่ แผงหลงั คลา้ ยแผงคอมา้ ตอ่ จากหงอน
ไล่ลงไปจนถงึ โคนหาง ลักษณะหางของเขาเรียวรูปคลา้ ยดงั หอก ดวงตากลมโตด่ัง
ลูกแก้วสีเพลิงดูน่าเกรงขาม ล้ินแดงด่ังเพลิงคล้ายกริช ไม่เป็นแฉกเหมือนลิ้นงู
มีเขี้ยวแหลมใหญ่สี่เขี้ยวบนล่างอย่างละสองเข้ียว ใต้คางมีเคราคล้ายกับเคราแพะ
ลาํ ตวั หยกั คลา้ ยเกลด็ งู เทพนาคาเปน็ พญานาค “ตระกลู กณั หาโคตมะ” มสี ณั ฐานดาํ
ดงั่ ตาลโตนด

229

พญานาคเทพนาคาแสดงตัวให้องค์ท่านดู โดยเอาหัวพาดไว้ท่ีทางเดินจงกรม
ของทา่ น สว่ นลาํ ตัวทอดยาวไปตามสันเขาดอยพระพทุ ธบาทส่ีรอย

ผบู้ นั ทกึ ถาม “เทพนาคาตวั ใหญข่ นาดไหน” หลวงปชู่ อบทา่ นเทยี บขนาดพญานาค
เทพนาคาวา่ “ใหญก่ วา่ ศาลาวดั ปา่ สมั มานสุ รณ”์ ทา่ นบอก “เทพนาคามคี วามยาวของ
ลาํ ตัวประมาณห้ากโิ ลเมตร” ท่านบอก “เทพนาคาเปน็ พญานาคตนหน่ึงท่ีมีฤทธม์ิ าก
ดงั่ ทเ่ี ราเคยเหน็ มา”

(พญานาคทีแ่ สดงความยิง่ ใหญใ่ หอ้ งค์ทา่ นเห็นอกี ตนหนง่ึ คอื “สุทธะนาคราช”
หรอื “พญาศรสี ทุ โธนาคราช” ราชาพญานาคผยู้ ่ิงใหญแ่ ห่งสามประเทศ หลวงปูช่ อบ
ทา่ นบอก “พญาศรสี ุทโธนาคราช” เปน็ พญานาคตระกูล “วิรปู ักษ”์ ทด่ี แู ลพญานาค
ตระกูลวริ ูปักษ์สามประเทศ ไทย ลาว กัมพชู า พญาศรสี ุทโธนาคราชเป็นโพธสิ ัตว์
อีกทา่ นหนงึ่ ที่สรา้ งบารมีในการตรัสร้ธู รรมเป็นพระพทุ ธเจ้าในปลายภัทรกปั หน้า)

(เรอื่ งผจี า้ งหนงั ไปฉายท่ี คาํ ชะโนด อาํ เภอบา้ นดงุ จงั หวดั อดุ รธานี ทเี่ คยเปน็ ขา่ ว
ออกหนงั สอื พมิ พ์ หลงั ออกขา่ วไปไมน่ าน เจา้ ของบรกิ ารหนงั กลางแปลง “แจม่ จนั ทร์
ภาพยนตร์” ไปรับองค์ท่านหลวงปู่ชอบท่ีสนามบินอุดรฯ มาฉันภัตตาหารท่ีบ้าน
แจม่ จนั ทรภ์ าพยนตร์ ลกู ศษิ ยห์ ลวงปชู่ อบ เจา้ ของแจม่ จนั ทรภ์ าพยนตร์ เลา่ เหตกุ ารณ์
ที่ตนเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้ประสบมาให้องค์ท่านฟัง หลวงปู่ชอบบอก ไม่ใช่ผีจ้างหนัง
พญานาคคําชะโนดเขาอยากส่ือบางอย่างออกมาให้มนุษย์เรารู้ จึงมีเหตุนี้เกิดข้ึน
เรอ่ื งผจี า้ งหนงั นก้ี ลบั ตาลปตั รความเขา้ ใจกนั ทนั ที องคท์ า่ นใหบ้ นั ทกึ เรอ่ื งนไี้ ว้ ตนเอง
จงึ สมั ภาษณเ์ จา้ ของแจม่ จนั ทรภ์ าพยนตรถ์ งึ เรอ่ื งนี้ บนั ทกึ นจ้ี ะอยใู่ นบนั ทกึ แจม่ จนั ทร์
ผจี ้างหนงั )

เข้าสเู่ รื่อง “พญานาคเทพนาคา” เม่อื เทพนาคาแสดงรปู รา่ งใหอ้ งค์ท่านดแู ล้ว
เขาก็ลาท่านกลับไปยงั บ้านเมอื งของเขา ทา่ นว่าเวลาเทพนาคาลาจากไป รา่ งของเขา
จะคอ่ ยๆ จมลงไปในดิน คล้ายเรือดํานำ�้ จมลงไปในนำ�้ การไปมาของเทพนาคานน้ั
ท่านว่าง่ายดาย เหมือนกับแผ่นดินหินผาพระบาทสี่รอยน้ีไม่เป็นอุปสรรคในการไป
การมาของเขาเลย

230

คืนต่อมา พญานาคเทพนาคาพาบริวารมาฟังธรรมกับองค์ท่าน แต่การมา
ของพญานาคเทพนาคาคร้งั น้ี เขามาในลักษณะมนษุ ย์จาํ แลง แตง่ องคท์ รงอาภรณ์
เหมอื นกบั เจ้านายลา้ นนาสมยั โบราณ พญานาคเทพนาคานิมนต์องคท์ ่านแสดงธรรม
“มงคลสตู ร” วา่ ดว้ ยมงคลธรรม ๓๘ ประการ เพอื่ ใหต้ นเองและบรวิ ารฟงั หลงั แสดง
ธรรมจบ องคท์ า่ นประทานศลี พรใหแ้ กเ่ ขา พญานาคเทพนาคากบั บรวิ ารรบั ศลี พรแลว้
กล็ าองคท์ า่ นกลบั เวยี งวงั เวลาพญานาคเทพนาคาและบรวิ ารลาจากไป ทา่ นบอกพวกเขา
จะจมลงไปในภูเขาพระบาทส่ีรอยด้วยรปู ร่างมนุษย์ ด่ังคนดิ่งพสธุ าลงน�ำ้

ตามประสาความซอกแซกแหง่ นสิ ยั สนั ดานของครบู ากลว้ ย ตนเองถามองคท์ า่ น
วา่ “เวลาใหพ้ รพวกเทพเทวดา พอ่ แมค่ รอู าจารยใ์ หพ้ รเขาบทไหน” พอ่ แมค่ รอู าจารย์
ท่านบอก “เรากใ็ หพ้ รยะถาสัพพฯี เหมอื นกับให้พรคนน่ีแหละ ต่างแตก่ ารให้พรคน
ต้องออกเสยี งทางปาก เพราะมนุษย์เปน็ พวกกายหยาบ ต้องอาศยั ฟังเสยี งทางโสต
เทพเทวดาเขาเปน็ กายทพิ ยล์ ะเอยี ด การใหพ้ รพวกเทพเทวดาแสดงออกทางจติ เพยี ง
อยา่ งเดยี ว เวลาเทศนาใหพ้ รคน ธาตขุ นั ธม์ นั เหนอื่ ย เทศนาวา่ การใหพ้ รพวกกายทพิ ยน์ ้ี
ธาตขุ นั ธม์ นั ไมเ่ หนอ่ื ยมาก ใชเ้ วลาอดึ ใจ ความหมายของเทศนาธรรมนนั้ ๆ กจ็ บกณั ฑ์
ผแู้ สดง แสดงดว้ ยจติ ผฟู้ งั ฟงั ดว้ ยจติ จติ ถงึ จติ ฟา้ แลบเดยี วกร็ คู้ วามหมาย ไมต่ อ้ ง
อธิบายขยายความยากเหมอื นกับพูดให้มนษุ ย์ฟงั ”

ข้ามมาอีกวัน หลวงปู่เหรียญท่านเรียนถามองค์ท่านหลวงปู่ชอบถึงการปฏิบัติ
ของท่านเม่ือคืนที่ผ่านมา หลวงปู่เหรียญท่านบอก “กระผมกําหนดจิตอยู่ในความ
สวา่ งไสว จๆู่ เหมอื นมเี มฆมาบดบงั จนสง่ ผลใหก้ ายของกระผมไมส่ ามารถเคลอ่ื นไหว
ตวั เองได้ พอความมดื นเ้ี คลอ่ื นออกไปจากจติ อาการทางกายผมกก็ ลบั มาเปน็ เหมอื น
ดังปรกติ อาการจิตอาการกายของกระผมเป็นเช่นนี้ มันเกิดจากอะไรขอรับท่าน
อาจารย์”

องคท์ า่ นหลวงปู่ชอบตอบข้อสงสยั หลวงปเู่ หรยี ญว่า “บ่เปน็ อหี ยงั ดอกเหรยี ญ
เมอื่ คนื นพ้ี ญานาคเทพนาคาเขาพาบรวิ ารมาฟงั ธรรมกบั ผม กอ่ นมาหาผม เขาพากนั ไป
ไหวส้ าธุอนุโมทนายนิ ดใี นความเพยี รภาวนาของทา่ น พวกกายทพิ ยเ์ ขามอี าํ นาจมาก

231

ถ้าจิตของเราไมเ่ ข้มแข็งพอ กจ็ ะเกดิ อาการตา้ นกนั ข้นึ มาระหว่างจติ ของเรากับอาํ นาจ
เทวฤทธิ์ ดว้ ยเหตนุ มี้ นั จงึ สง่ ผลมาทกี่ ายของทา่ น ทาํ ใหท้ า่ นเกดิ อาการมนึ ชาไปชว่ั ขณะ”
หลวงปู่ชอบท่านอธบิ ายเรอ่ื งนใี้ หห้ ลวงปู่เหรยี ญฟงั ถงึ ทีม่ า หลวงปเู่ หรยี ญทา่ นจึงสิน้
สงสัยในเรอ่ื งน้ี

หลวงปชู่ อบพกั ภาวนาอยดู่ อยพระบาทสรี่ อยกบั หลวงปเู่ หรยี ญ ๑๒ วนั ทา่ นเกดิ
อาพาธอาหารเปน็ พษิ ถา่ ยทอ้ งอยา่ งรนุ แรง ทา่ นจงึ ชวนหลวงปเู่ หรยี ญลงจากดอยมาหา
หลวงปขู่ าว อนาลโย กบั หลวงพอ่ วงษ์ (วดั โรงธรรมสามคั ค)ี ทบี่ า้ นสะลวง ตาํ บลขเี้ หลก็
อาํ เภอแม่รมิ จังหวัดเชียงใหม่ เพ่อื พกั รกั ษาตัว

พออาการหลวงปชู่ อบดขี นึ้ หลวงปเู่ หรยี ญกบั หลวงพอ่ วงษ์ ขออนญุ าตหลวงปชู่ อบ
ออกเทยี่ ววเิ วกมาอาํ เภอสันทราย หลวงปูข่ าวชวนหลวงปูช่ อบมาพกั ทว่ี ดั เจดยี ์หลวง
จังหวดั เชยี งใหม่ เพื่อเตรียมเดินทางกลบั อสี านตามหาองค์ท่านหลวงปมู่ นั่ ภรู ิทัตโต
หลังจากทอี่ งค์ทา่ นทัง้ สองถือธงชยั พระอรหนั ต์ “อปุ ลมณี มงกฎุ เพชรยอดภูหลวง”
อย่างสมภาคภูมใิ นนามลกู ศิษย์ของพระคณุ เจ้าหลวงป่มู ัน่ ภูริทัตโต

สนทนาธรรมกบั ศิษยผ์ นู้ ้อง

กอ่ นหลวงปูช่ อบ ฐานสโม ทา่ นจะเดินทางกลับอสี านกบั หลวงป่ขู าว อนาลโย
ระหวา่ งทที่ า่ นพกั อยวู่ ดั เจดยี ห์ ลวงกบั หลวงปขู่ าว เพอื่ เตรยี มจะเดนิ ทางกลบั ลงมาอสี าน
หลวงป่สู มิ พทุ ธาจาโร กบั หลวงปู่จาม มหาปญุ โญ ทราบข่าวว่าหลวงป่ชู อบท่านพกั
อย่ทู ี่วัดเจดีย์หลวงกับหลวงปขู่ าว หลวงปู่สมิ กับหลวงปูจ่ าม จึงพากันมาเยยี่ มเยยี น
ถามไถ่สารทุกขส์ ุกดิบของหลวงปู่ชอบกบั หลวงป่ขู าว

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก “ทา่ นสมิ กบั มหาจาม ภไู ทผเิ ลอ้ มาหาเราอยวู่ ดั เจดยี ห์ ลวง”
(หลวงปชู่ อบทา่ นจะเรยี กหลวงปจู่ าม มหาปญุ โญ วา่ มหาจาม คาํ วา่ “มหาจาม” มาจาก
ฉายา “มหาปุญโญ” ของหลวงปู่จาม ครบู าอาจารย์รุ่นพจ่ี งึ พากนั เรยี กหลวงปจู่ ามว่า
มหาจาม องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั จะเรยี กหลวงปจู่ ามวา่ จามผเิ ลอ้ คาํ วา่ “ผเิ ลอ้ ” เปน็ ภาษา

232

ภไู ท แปลวา่ อะไรหรอื คาํ วา่ “จามผเิ ลอ้ ” น้ี มาจากเวลาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ บอกอะไรไป
หลวงปจู่ ามทา่ นไมเ่ ขา้ ใจ จะถามองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั วา่ “แมน่ ผเิ ลอ้ พอ่ แมค่ รบู าอาจารย”์
หลวงปชู่ อบทา่ นบอก “พอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั เลยเรยี กชอื่ ทา่ นมหาจามวา่ “จามผเิ ลอ้ ” หรอื
อกี ชอื่ หนง่ึ คอื “จามภไู ท” ตนเองฟงั แลว้ กน็ กึ ขำ� ครบู าอาจารยร์ นุ่ เกา่ ทา่ นตง้ั ฉายาใหก้ นั
อย่างเอ็นดู)

องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “ทา่ นสมิ กบั มหาจามอยากทราบเรอ่ื งการปฏบิ ตั ขิ องเราตอน
อยพู่ มา่ เราเลา่ ใหท้ า่ นสมิ กบั มหาจามฟงั จนคอ่ นคนื ไกข่ นั ระหวา่ งคยุ กนั นนั้ ทา่ นสมิ
ถามเราถงึ เรอื่ งภมู ธิ รรมของพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั ทา่ นสมิ ถามวา่ “ทา่ นอาจารยใ์ หญข่ อง
พวกเราเปน็ ยงั ไงบา้ ง เพนิ่ สาํ เรจ็ กจิ ในพระศาสนาแลว้ หรอื ยงั เพน่ิ บไ่ ดก้ ลบั มาเกดิ อกี
แลว้ ละ่ มง้ั อาจารยช์ อบมคี วามเหน็ ในเรอ่ื งนอี้ ยา่ งไรบา้ ง”

เรานนั้ รแู้ ลว้ วา่ อาจารยใ์ หญม่ นั่ เพน่ิ เสรจ็ กจิ ในพระศาสนาแลว้ เราตอบทา่ นสมิ วา่
“เรอื่ งนี้ผมบ่ขอกลา่ วถึง ใหท้ า่ นสิมไปพิจารณาเป็นประจักษ์แก่ใจของตนเองกอ่ นใน
เรอื่ งน้ี อาจารยใ์ หญเ่ พนิ่ ขนาดใดแลว้ เพนิ่ ทาํ ความเพยี รกาํ จดั กเิ ลสมากอ่ นพวกเราเกดิ
เสยี อกี ถา้ พอ่ แมค่ รอู าจารยเ์ พน่ิ บพ่ น้ กเิ ลสแลว้ พวกเราลกู ศษิ ยจ์ ะพน้ กเิ ลสไดอ้ ยา่ งไร
พวกเราเปน็ ลกู ศษิ ยเ์ กดิ จากพมิ พพ์ อ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ เพน่ิ สรา้ งมา พวกเราเปน็ ลกู ศษิ ย์
ปฏบิ ตั ติ ามคาํ สอนของเพน่ิ ยอ่ มสามารถพน้ กเิ ลสไดเ้ หมอื นกนั ขอใหป้ ฏบิ ตั จิ รงิ จงั เถอะ
เรารบั รองไดว้ า่ ทา่ นจะพน้ ทกุ ขไ์ ดเ้ หมอื นกบั ทา่ นอาจารยใ์ หญอ่ ยา่ งแนน่ อน” พอเราวา่
แบบนี้ ท่านสมิ จงึ ส้นิ สงสัยในเร่อื งของท่านอาจารย์ใหญ่

ทา่ นสิมไปจําพรรษาอยูว่ ัดอโศฯ (วดั อโศการาม) หลงั อาจารยล์ ีเพ่ินมรณภาพ
ออกจากวัดอโศฯ ท่านสิมกะไปเมี้ยนเม่าโคตรพ่อโคตรแม่กิเลสตายอยู่ถ้�ำผาป่อง
ทา่ นสิมจบกจิ ในศาสนาปี ๒๕๑๑ ปี ๒๕๑๒

เราขน้ึ ไปจาํ พรรษาบา้ นน�้ำรนิ แม่รมิ ท่านสิมมาคารวะเราในพรรษา เราถาม
“เปน็ จง๋ั ไดส๋ ิม ภาวนาอยู่ถ้ำ� ผาป่องดีบ่”

ท่านสมิ บอก “ภาวนาดีหลายจนดอกบวั บานขา้ น้อย”

233

เราถาม “ดอกบวั มนั บานจงั๋ ใดส๋ มิ วา่ ใหเ้ ราฟงั แน”้ ทา่ นสมิ บอกทางในใหเ้ ราฟงั
ทง้ั หมด ทา่ นสมิ วา่ “บาดสดุ ทา้ ยขางไมห้ กั สะเทอื นเลอ่ื นลนั่ ไปหมดแมอ๋ าจารย์ พอขางไม้
หกั แลว้ จิตจ้าปานตะเวน็ (ตะวนั ) ดับมดื บเ่ ปน็ ”

(คำ� ที่หลวงปู่สมิ พุทธาจาโร ทา่ นว่า ขางไม้หกั สน่ั สะเทือน ความหมายธรรมที่
องค์ท่านหลวงปชู่ อบบอก คือตอนอวชิ ชาปัจจยาการขาดสะบั้นกับจิต)

กลับอีสานกบั หลวงปูข่ าว อนาลโย
(สายนำ้� ผดุ จากบาดาล)

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๙ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม กบั หลวงป่ขู าว อนาลโย พักอยู่
วดั เจดยี ห์ ลวง อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่ ระยะหนงึ่ จากนน้ั องคท์ า่ นทงั้ สองชวนกนั
เดินทางกลับอีสานเพื่อมากราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
การเดนิ ทางกลบั อสี านของทา่ นทงั้ สอง ไดร้ บั ความสะดวกจากอบุ าสกิ า เจา้ นายฝา่ ยเหนอื
ท่านหนึ่งซื้อตั๋วรถไฟถวาย การเดินทางของท่านทั้งสองเดินทางจากเชียงใหม่มาลง
พิษณโุ ลก

หลวงปู่ชอบท่านบอกว่าท่านกับหลวงปู่ขาวพากันเดินเท้าจากพิษณุโลกมาถึง
บ้านหนองบัวบาน ตําบลหนองบัวบาน อาํ เภอหนองววั ซอ จังหวดั อุดรธานี ใชเ้ วลา
๑๒ วนั ทา่ นทง้ั สองพกั อยบู่ า้ นหนองบวั บานเพอื่ ทาํ บญุ อทุ ศิ ใหโ้ ยมแมช่ ปี า แกว้ สวุ รรณ
โยมแม่ของทา่ น หลังเสรจ็ งานทาํ บุญแจกขา้ วให้โยมแมแ่ ล้ว ท่านลาญาตพิ ี่น้องบา้ น
หนองบัวบาน เดนิ ทางกับหลวงปู่ขาวไปกราบองค์ทา่ นหลวงปู่มน่ั ภูรทิ ตั โต ที่บ้าน
หนองผอื ตําบลนาใน อําเภอพรรณานคิ ม จงั หวัดสกลนคร

ท่านบอกระหว่างเดินทางข้ามป่าดงเขาจากวังสามหมอ อุดรธานี มาวาริชภูมิ
สกลนคร น�ำ้ ฉันของพวกท่านหมด ท่านทัง้ สองพากันเดินหาห้วย หนอง คลอง บึง
ในป่า เพือ่ จะอาศยั กรองนำ้� เอาไวฉ้ นั พากันหาแหล่งนำ�้ หาเทา่ ไหร่กไ็ มเ่ จอ ท่านบอก

234

“อากาศฮอ้ นกะฮอ้ น พากนั เลาะหานำ�้ ตามหว้ ยตามหนองกะบม่ ี อาจารยข์ าวจม่ มนั คอื
แหง้ คอื แลง้ แท้ ทางนห่ี าหว้ ยหาหนองกะบม่ ี เฒา่ ขาวจม่ ปดู๊ ๆ ไปนาํ ทาง พากนั เลาะหาหว้ ย
หาหนอง หาจงั่ ใดก๋ ะบพ่ อ้ เฮาคดึ ในใจ เทวดาพญานาคผรู้ กั ษาพระศาสนา บอ่ ยากเมตตา
สงเคราะหพ์ ระสงฆอ์ งคเ์ จา้ ผกู้ ระหายนำ้� แนบ้ อ้ พวกอาตมาพากนั หวิ นำ�้ หลาย หานำ�้ สฉิ นั
กะบ่มี”

ทา่ นวา่ “หลงั เราราํ พงึ ในใจไมน่ านเทา่ ไหร่ เรากบั อาจารยข์ าวไดย้ นิ เสยี งนำ�้ ไหล
อยูข่ า้ งหนา้ พวกเราพากันเดนิ ไปหาสายน้ำ� ตามเสยี งที่ได้ยนิ พวกเราเห็นน�้ำไหลออก
มาจากรูหินยังกับประปาแตก พากันกรองน้�ำฉันแล้ว ก็สรงน�้ำอยู่บ่อนี้” น้�ำสายน้ี
ทา่ นวา่ เหมอื นกบั นำ้� ทวั่ ไป รสชาตจิ ดื ชดื ไมม่ อี ะไรพเิ ศษ แตม่ นั มานา่ สนใจเอาตอนท่ี
หลงั จากทา่ นทงั้ สองสรงนำ้� เสรจ็ แลว้ นำ�้ ผดุ สายนกี้ ห็ ยดุ ไหลไปเอง เหมอื นกบั มคี นมา
ปดิ กอ๊ กใหน้ ำ้� หยดุ ไหล หลวงปขู่ าวถามวา่ “นำ�้ ผดุ นมี้ นั มาจากไหน” หลวงปชู่ อบทา่ นวา่
“พญานาคเขาเหน็ ใจพระจะอดน�ำ้ ตาย เขาเลยเอาน�ำ้ มาถวายให้พระฉนั แก้กระหาย”

ภายหลงั องคท์ า่ นหลวงปขู่ าวเลา่ เรอื่ งนใ้ี หห้ ลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต และพระเณร
วดั ถำ�้ กลองเพล ฟัง องค์ทา่ นหลวงป่ขู าวบอกหลวงปบู่ ญุ เพง็ ว่า “เร่อื งน้ีอาจารยช์ อบ
ทา่ นไมไ่ ดแ้ สดงฤทธอิ์ ะไรหรอก นำ้� ผดุ จากบาดาลนน้ั เกดิ จากบญุ ฤทธข์ิ องอาจารยช์ อบ
พญานาคเขาศรทั ธาอาจารยช์ อบ จงึ เนรมติ นำ�้ ผดุ ขนึ้ มาถวายทา่ น เราพลอยไดร้ บั อานสิ งส์
ฉนั นำ�้ พญานาคแกก้ ระหายจากบญุ ฤทธอิ์ าจารยช์ อบ เรอ่ื งเทวดาพญานาคนี้ อาจารยช์ อบ
ทา่ นชาํ นาญ รคู้ วามเปน็ อยขู่ องพวกนดี้ ี อดตี ทา่ นเคยเปน็ หวั หนา้ ปกครองเทวดาพญานาค
มาก่อน อาจารยช์ อบทา่ นจงึ ชํานาญในเรื่องนี้มากกว่าหมเู่ พอ่ื นด้วยกัน”

หลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต ทา่ นนาํ เรอ่ื งองคท์ า่ นหลวงปขู่ าว อนาลโย พดู มา เลา่ ให้
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบฟงั ทบ่ี า้ นโคกมน องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก “บอ่ หินนเี้ ปน็ บอ่ หนิ
ธรรมชาติ ปากบ่อกวา้ งประมาณถงั นำ้� ลึกประมาณเมตรหน่ึง พอน�ำ้ หยดุ ไหลแล้ว
นำ�้ ในบอ่ กแ็ หง้ ไปเอง อาจารยข์ าววา่ “อหี ยงั ครบู า มนั คอื เปน็ จงั่ ซ”่ี เฮาวา่ “พญานาคเขา
อยากทำ� บญุ กบั พระหวิ นำ้� เขาเลยเอานำ�้ มาถวายใหพ้ วกเฮาฉนั ” อาจารยข์ าวเพนิ่ กะฮวู้ า่
สุทธะนาคราชเปน็ ผูเ้ อาน้ำ� มาถวาย เฒา่ ขาวทําทา่ ถามเฮาซ่ือๆ”

235

แวะเยยี่ มสหธรรมกิ หลวงปู่หลยุ จันทสาโร

ก่อนหลวงป่ชู อบ ฐานสโม กับ หลวงปขู่ าว อนาลโย จะเขา้ ไปกราบองค์ทา่ น
หลวงปมู่ ั่น ภรู ทิ ตั โต ท่บี ้านหนองผือ (วดั ปา่ ภูริทัตตถิราวาส) ตาํ บลนาใน อําเภอ
พรรณานิคม จงั หวัดสกลนคร ทา่ นท้งั สองทราบวา่ หลวงปูห่ ลยุ จันทสาโร เพอื่ น
สหธรรมิกพักภาวนาอย่ทู ่ี บ้านดงคําโพธิ์ (วดั โพธ์ศิ รวี ารรี าม) ตําบลปลาโหล อาํ เภอ
วารชิ ภมู ิ จงั หวดั สกลนคร ทา่ นทง้ั สองจงึ แวะเขา้ ไปเยย่ี มหลวงปหู่ ลยุ ทบี่ า้ นดงคาํ โพธิ์
หลวงปู่หลุยเห็นเพื่อนสหธรรมิกมาเย่ียมเยียนถึงถ่ินที่ ท่านให้การต้อนรับหมู่เพื่อน
สหธรรมกิ ของท่านเปน็ อยา่ งดี

หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นถามสารทกุ ขส์ กุ ดบิ ในเรอื่ งปฏบิ ตั ทิ างดา้ นจติ ภาวนาของหมเู่ พอื่ น
วา่ “เปน็ อยา่ งไรกนั บา้ ง” หลวงปขู่ าวกบั หลวงปชู่ อบไดเ้ ปดิ ใจเลา่ เรอ่ื งการปฏบิ ตั ขิ องทา่ น
ทั้งสองใหห้ ลวงปู่หลยุ ฟังทัง้ หมด หลวงป่หู ลุยจงึ ร้วู า่ หม่คู ณะของท่านน้นั ถงึ หลักชัย
ท่หี มายแลว้ ท้ังสององค์

หลวงปู่หลุยว่า “เร่ืองอาจารย์ชอบกับอาจารย์ขาวเข้าถึงธรรมแล้วน้ัน พ่อแม่
ครอู าจารย์ม่นั ท่านเลา่ ให้ผมฟงั แลว้ เพียงแต่ผมอยากไดย้ นิ จากปากของท่านท้ังสอง
เทา่ นนั้ วา่ เปน็ อยา่ งไรกนั แน่ บดั นผี้ มแจง้ แกใ่ จแลว้ วา่ หมคู่ ณะเปน็ อะไร จากนไี้ ปกเ็ หลอื
แต่ผมเท่าน้นั ทย่ี ังจะตอ้ งปฏิบัตติ อ่ ไปเพอ่ื ใหต้ นเองไดถ้ ึงซง่ึ หลักชยั เหมอื นหมูค่ ณะ”

หลงั จากครบู าอาจารยท์ ง้ั สามทา่ นโอภาปราศรยั ธรรมกนั จนถงึ เวลาพลบคำ่� จงึ ได้
แยกยา้ ยกนั กลบั ท่พี กั เพื่อปฏบิ ัติกิจวตั รส่วนตวั ของตนเอง

คนื นนั้ หลวงปชู่ อบทา่ นกาํ ลงั ไหวพ้ ระสวดมนตอ์ ยทู่ พ่ี กั ทา่ นไดย้ นิ เสยี งคนเดนิ
ข้ึนบนกฏุ ิ จงึ หยดุ สวดมนต์ เปิดประตูออกมาดู ทา่ นเหน็ หลวงปหู่ ลยุ นงั่ รออยหู่ นา้
หอ้ งพกั ทา่ นถาม “อาจารยห์ ลยุ มอี ะไรถงึ ไดม้ าหาผมดกึ ดน่ื คำ่� คนื ปา่ นน”ี้ หลวงปหู่ ลยุ
บอกหลวงปู่ชอบว่า “ผมจะมาขอคําปรึกษาเร่ืองธรรมจากอาจารย์ชอบ” ตอนแรก
หลวงปู่ชอบฟงั หลวงปหู่ ลยุ พูด ท่านนึกแปลกใจในคําพดู หลวงปู่หลุย

236

หลวงปูห่ ลยุ เล่าเรอื่ งภาวนาของทา่ นให้หลวงปชู่ อบฟัง หลวงปู่ชอบทา่ นแนะนำ�
หลวงปหู่ ลยุ ในเรอื่ งทที่ า่ นกาํ ลงั ดาํ เนนิ อยู่ หลวงปชู่ อบบอกหลวงปหู่ ลยุ ใหพ้ กั ภาระงาน
ภายนอกเอาไว้ ให้มงุ่ ม่นั แตเ่ รอ่ื งงานภายในเพยี งอยา่ งเดยี ว แตต่ อนนน้ั หลวงปู่หลยุ
ท่านเป็นห่วงองค์ท่านหลวงปู่ม่ันเร่ืองดูแลพระเณรที่บ้านหนองผือ ท่านบอกกับ
หลวงปู่ชอบว่า ให้เสร็จภาระดูแลหมู่คณะช่วยท่านอาจารย์ใหญ่ก่อน เมื่อพ้นภาระ
ดแู ลหม่คู ณะช่วยครบู าอาจารยแ์ ลว้ ท่านจะมุ่งทาํ ความเพยี รเพียงอย่างเดยี ว

อนึ่ง เม่ือไดก้ ล่าวถึงพระคุณเจ้าหลวงปูห่ ลยุ จันทสาโร ผูเ้ ปน็ เพ่ือนสหธรรมิก
คบู่ ารมธี รรมของพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ผบู้ นั ทกึ ขอกลา่ วเรอื่ งขององคท์ า่ น
หลวงปหู่ ลยุ พอสงั เขปดงั นี้

หลงั จากองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ทา่ นละขนั ธส์ น้ิ แลว้ หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นวาง
ภาระภายนอกออกทง้ั หมด หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นออกเทยี่ ววเิ วกบาํ เพญ็ ตนเปน็ “อนาคารกิ ”
ผไู้ มต่ ิดยดึ ในสถานที่ องคท์ ่านแยกตัวออกจากหมูค่ ณะ ปลกี วิเวกไปพกั ภาวนาอยทู่ ่ี
เขตบึงกาฬ หนองคาย เชน่ ภูทอก ภสู ิงห์ ภูลงั กา ภวู ัว เปน็ ต้น

หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นไปสาํ เรจ็ “วชิ ามา้ งกาย” ทาํ ลายกามที่ “ถำ�้ บชู าภลู งั กา” จากนน้ั
ท่านทราบข่าวว่าองค์ท่านหลวงปู่ชอบกลับมาอยู่เมืองเลยแล้ว ท่านจึงเดินทางมาหา
องค์ท่านหลวงปู่ชอบท่ี วัดป่าท่าสวย บ้านวังม่วง ตําบลเอราวัณ อําเภอเอราวัณ
จงั หวดั เลย หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นเทย่ี ววเิ วกมาจาํ พรรษาอยทู่ างเมอื งเลย บา้ นเกดิ เมอื งนอน
ของทา่ นอยูห่ ลายปี ทา่ นไปจาํ พรรษาทภี่ บู ่อบิด เขตอําเภอเมืองเลย และจาํ พรรษา
ทถ่ี ำ�้ ผาบง้ิ เขตอาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย เปน็ ตน้ กอ่ นหลวงปหู่ ลยุ จะสนิ้ สดุ ในธรรม
ทา่ นไดม้ าพกั ภาวนาจาํ พรรษาอยทู่ วี่ ดั ถำ�้ แกง้ ยาว บา้ นโคกแฝก ตาํ บลผานอ้ ย อาํ เภอ
วังสะพุง จังหวัดเลย

พระคณุ เจ้าหลวงป่หู ลยุ จันทสาโร ทา่ นมาถึง “วิมุตตธิ รรม” ท่ี ถ�ำ้ แกง้ ยาว
บ้านโคกแฝก ตําบลผาน้อย อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมื่อเดือนพฤศจิกายน
ปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านเป็นพระลูกหลาน

237

ชาวเมืองเลย ท่ไี ดบ้ รรลธุ รรมตามพ่อแม่ครูบาอาจารยอ์ งค์ท่านหลวงป่มู ั่น ภรู ทิ ัตโต
เปน็ องค์ที่สามในลําดบั ศษิ ย์สายเมืองเลยขององคท์ า่ นหลวงปูม่ ่นั ภูริทตั โต

ลูกศิษย์องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่ีเป็นเลือดเน้ือเช้ือไขชาวเมืองเลย
โดยกาํ เนดิ ทไี่ ดส้ าํ เรจ็ ธรรมเปน็ “พระอรหนั ต”์ ตามองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั องคแ์ รกคอื
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม องค์ทส่ี อง หลวงปู่แหวน สุจณิ โณ องค์ทีส่ าม หลวงปู่หลยุ
จันทสาโร

อย่างน้ีสิถึงจะสมกับเปน็ ลกู ของเรา

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม กบั หลวงปขู่ าว อนาลโย พากนั เดนิ ทางจาก บา้ นดงคาํ โพธ์ิ
ตาํ บลปลาโหล อาํ เภอวารชิ ภูมิ จงั หวัดสกลนคร ลัดปา่ ขา้ ม “ห้วยนําอนู ” ไปกราบ
องคท์ ่านหลวงปู่มั่น ภูริทตั โต ที่บ้านหนองผอื (วัดป่าภรู ทิ ัตตถริ าวาส) ตําบลนาใน
อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร สมัยน้ัน ท่านบอกทางจากบ้านดงคําโพธ์ิไป
บ้านหนองผือ ยังไมไ่ ด้มสี ร้าง “เขื่อนน้ำ� อูน” ขนึ้ มากนั้ การเดนิ ทางไปมาระหวา่ ง
สองหมบู่ ้านน้ี สมยั น้นั ใชเ้ ส้นทางน้ีถือวา่ ลัดใกลม้ ากทส่ี ุด

(ตอนหลวงปชู่ อบพาผ้บู ันทึกไปพกั วัดป่าโพธ์ศิ รวี ารรี าม บา้ นดงคาํ โพธ์ิ ท่านชี้
ให้ดูเส้นทางที่ท่านกับหลวงปู่ขาวพากันเดินลัดป่าข้ามห้วยน้�ำอูนไปกราบองค์ท่าน
หลวงปู่มั่น ที่บ้านหนองผือ เส้นทางท่ีหลวงปู่ชอบท่านชี้ให้ดูนี้ ปัจจุบันถูกน้�ำท่วม
เพราะสรา้ งเขอ่ื นนำ้� อนู ตนเองมองจากทางฝง่ั บา้ นดงค�ำโพธไิ์ ปยงั บา้ นหนองผอื กะดว้ ย
สายตาระยะทางของสองหมบู่ า้ นนจี้ ะหา่ งกนั ประมาณไมน่ า่ เกนิ สบิ กโิ ลเมตร ผบู้ นั ทกึ ..
ครบู ากล้วย)

หลวงปชู่ อบกบั หลวงปขู่ าว เดนิ ทางมาถงึ บา้ นหนองผอื เวลาประมาณคลอ้ ยบา่ ย
มีพระรูปหนึ่งกับสามเณรรูปหนึ่งมารับเอาบาตรบริขารพาท่านกับหลวงปู่ขาวเข้าไป
กราบองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่ศาลาพักขององค์ท่านหลวงปู่มั่น พระเณรที่มารับบริขาร
พาทา่ นเขา้ ไปกราบองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ครงั้ นนั้ คอื ครบู าหลา้ (หลวงปหู่ ลา้ เขมปตั โต

238

วดั ภูจ้อก้อ อาํ เภอคําชะอี จงั หวดั มุกดาหาร) กบั สามเณรบุญเพ็ง (หลวงปูบ่ ญุ เพ็ง
เขมาภริ โต วดั ถำ้� กลองเพล อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดหนองบัวลาํ ภ)ู

หลวงปชู่ อบเลา่ ตอนทา่ นกบั หลวงปขู่ าวพบกบั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ทบ่ี า้ นหนองผอื
ใหฟ้ งั ว่า

“พออาจารยใ์ หญม่ ั่นท่านเหน็ หนา้ พวกเรา ท่านทักข้ึนมาวา่ “ให้มนั ได้จงั่ ซี่แหม๋
ถงึ จะสมกับเป็นลกู ศษิ ย์พระพทุ ธเจา้ มนั ถงึ จะสมกบั เปน็ ลกู ศษิ ย์ของเฮา การปฏิบตั ิ
ของพวกทา่ นภายนอกภายในเปน็ จง๋ั ได๋ เล่าให้อ้ายเฒา่ ฟังซิ อ้ายเฒา่ ผ้นู อี้ ยากฟัง”

เรากับอาจารย์ขาวเล่าเรื่องการปฏิบัติของตนเองให้พ่อแม่ครูอาจารย์เพ่ินฟัง
จนหมดตบั ไตไสพ้ งุ อาจารยใ์ หญเ่ พน่ิ กะวา่ “เออ ใหม้ นั ไดจ้ ง่ั ซต่ี ”้ี อาจารยใ์ หญท่ า่ นถาม
“พวกทา่ นยงั มอี ะไรสงสยั ในธรรมอกี ไหม” เรากบั อาจารยข์ าวตอบเพนิ่ วา่ “พวกขา้ นอ้ ย
บ่มีความสงสัยอะไรในธรรมอีกแลว้ ขอรับ”

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ถามเรอ่ื งภายนอกทท่ี า่ นทงั้ สองไปเทยี่ ววเิ วกมา ทา่ นทงั้ สอง
กราบเรียนเรอื่ งราวต่างๆ ทตี่ นเองไดพ้ บเจอใหอ้ งค์ทา่ นฟงั องคท์ ่านหลวงปู่มนั่ เลา่
เรื่องภายนอกภายในของแต่ละสถานที่ให้ท่านท้ังสองฟังในเชิงลึกละเอียด พ่อแม่-
ครบู าอาจารยท์ งั้ สามสนทนา “เปดิ ธรรม” รว่ ม ๓ ชว่ั โมง จึงยตุ ิ

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ บอกใหท้ า่ นทง้ั สองเอาบรขิ ารไปเกบ็ ยงั ทพี่ กั ทอ่ี งคท์ า่ นไดใ้ ห้
พระเณรจดั เตรยี มเอาไวใ้ ห้ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั พดู กบั ทา่ นทง้ั สองวา่ “ทา่ นชอบ ทา่ นขาว
ตอ่ ไปนพ้ี วกทา่ นบต่ อ้ งมาขอนสิ ยั กบั เราอกี นะ อา้ ยเฒา่ ผนู้ บ้ี ม่ นี สิ ยั ทจี่ ะมาอบรมสง่ั สอน
อหี ยงั ใหพ้ วกทา่ นอกี แลว้ พวกทา่ นพน้ นสิ ยั วมิ ตุ ตธิ รรม เปน็ ครบู าอาจารยส์ อนโลกสอน
ธรรมแทนเราไดแ้ ลว้ ตอ่ ไปนเี้ รอื่ งการขอนสิ ยั ใหเ้ ปน็ เรอ่ื งของพระหนมุ่ เณรนอ้ ยพวก
นอ้ งๆ ไปเสยี พวกทา่ นนนั้ เปน็ พใี่ หญพ่ น้ นสิ ยั กนั แลว้ เรอ่ื งสอนธรรมในศาสนาตอ่ ไป
พวกทา่ นกใ็ หเ้ ปน็ แขนขาแทนเรา เรอ่ื งนเ้ี ราขอฝากพวกทา่ นเอาไว้ พอ่ แมเ่ ลย้ี งลกู มาจน
ใหญก่ ลา้ หนา้ บาน กห็ วงั ไดอ้ าศยั กนิ เหงอื่ กนิ แรงจากลกู ใหพ้ วกทา่ นพากนั พจิ ารณาใน
เร่ืองนี้ดู”

239

ย้อนความก่อนหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว ท่านจะเดินทางไปกราบองค์ท่าน
หลวงปมู่ นั่ ทบี่ า้ นหนองผอื หลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต วดั ถำ�้ กลองเพล ตาํ บลโนนทนั
อําเภอเมอื ง จังหวัดหนองบวั ลาํ ภู ท่านเลา่ เร่อื งนีเ้ พ่มิ เตมิ ใหผ้ ูบ้ นั ทกึ ฟังว่า

“องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั บอกพระเณรบา้ นหนองผอื วา่ “ทา่ นขาวกบั ทา่ นชอบ ลกู ชายเรา
จะพากนั มาที่น่ี สองธรรมใหญ่จะมาพร้อมกัน ลูกศษิ ย์เราสององคน์ ้ผี ่านหมดแล้ว
พระเณรเราถา่ เบง่ิ เดอ้ พระธรรมใหญส่ ององคน์ จ้ี ะพากนั มาหาเราทน่ี สี่ มกบั คาํ เวา่ ของ
อา้ ยเฒา่ บ่”

หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นวา่ สมยั นนั้ การตดิ ตอ่ สอื่ สารทบ่ี า้ นหนองผอื จะตดิ ตอ่ กนั โดย
ฝากคําพูดหรือเขียนจดหมายให้คนเข้ามาส่งเท่านั้น หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวท่าน
ไมไ่ ดเ้ ขยี นจดหมายหรอื ฝากคาํ กบั ใครมาวา่ ทา่ นทง้ั สองจะเขา้ มาทน่ี ่ี เรอ่ื งนไ้ี มม่ ใี ครรู้
มากอ่ นวา่ ทา่ นทงั้ สองจะเขา้ มา แตห่ ลวงปมู่ นั่ ทา่ นรเู้ รอื่ งนี้ จงึ บอกพระเณรใหร้ บั ทราบ
เรอื่ งนจ้ี งึ เปน็ เรอื่ งภายในทค่ี รบู าอาจารยท์ งั้ สามทา่ นมกี ารตดิ ตอ่ กนั ทางในโดยเฉพาะ

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ บอกพระเณรจดั ทพ่ี กั ใหก้ บั หลวงปชู่ อบ หลวงปขู่ าว เพอ่ื ให้
ถูกอัธยาศัยของท่านท้ังสอง องค์ท่านหลวงปู่ม่ันมอบหมายให้หลวงตามหาบัว
ญาณสมั ปนั โน พาพระเณรทาํ ทพี่ กั ใหห้ ลวงปชู่ อบกบั หลวงปขู่ าว โดยหลวงปมู่ นั่ ทา่ น
เปน็ ผู้ชจ้ี ดุ ใหท้ ําท่ีพกั ด้วยองค์ท่านเอง ท่ีพกั หลวงปขู่ าว องค์ท่านหลวงปู่มั่นให้ทําไว้
ทใ่ี ตต้ น้ หวา้ ทพี่ กั ของหลวงปชู่ อบ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ใหท้ าํ ไวท้ ใี่ ตต้ น้ มะไฟ พระเณร
บา้ นหนองผือพากันทาํ ที่พกั ให้หลวงปชู่ อบกบั หลวงปูข่ าว สองวันจึงแล้วเสร็จ

หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นวา่ “กริ ยิ าแบบน้ี องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั จะแสดงออกกบั ลกู ศษิ ย์
ของทา่ นเพยี งไมก่ อ่ี งคเ์ ทา่ นั้น ระหว่างท่ีพระเณรทําทีพ่ กั ให้หลวงปู่ขาว หลวงปชู่ อบ
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ จะมาบอกใหท้ าํ แบบนถี้ งึ จะถกู จรติ ทา่ นขาว ทาํ แบบนถี้ งึ จะถกู จรติ
ท่านชอบ ทางเดินจงกรมทําเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นท่านจะลองเดินดูความเรียบร้อย
กิริยาที่องค์ท่านหลวงปู่มั่นแสดงออกมาให้เห็น พระเณรรุ่นน้องจึงพากันย�ำเกรง
หลวงปูช่ อบกบั หลวงปู่ขาวตัง้ แตย่ งั ไมเ่ ห็นหน้าค่าตาตัวตนท่แี ทจ้ ริงของท่านทัง้ สอง”

240

วนั ทห่ี ลวงปชู่ อบกบั หลวงปขู่ าวเดนิ ทางมาถงึ บา้ นหนองผอื หลวงปบู่ ญุ เพง็ บอก
“วันนน้ั เราเปน็ เณรเฝา้ ศาลาโรงนำ้� รอ้ น พอเหน็ หลวงป่ชู อบ หลวงปูข่ าว มาถึง เรากับ
อาจารยห์ ลา้ (หลวงปู่หล้า เขมปตั โต) พากนั ไปรับบรขิ ารทา่ นท้ังสอง

เราถาม “ครูบาอาจารยช์ ื่อวา่ จั๋งได๋ข้านอ้ ย พากนั มาแตท่ างใด๋น้อข้านอ้ ย”

หลวงปขู่ าวทา่ นวา่ “เฮาชอ่ื ขาว อาจารยอ์ งคน์ เี่ พน่ิ ชอื่ ชอบ พวกเฮามาแตท่ างเมอื ง
เชยี งใหม”่

พอทราบช่ือว่าเป็นใคร เรากับอาจารย์หล้าพาท่านทั้งสองไปท่ีพักหลวงปู่มั่น
ตอนน้ันกะว่าจะได้ฟังครูบาอาจารย์สนทนาธรรมกันอยู่ใกล้ๆ หลวงปู่ม่ันขึงตาใส่
จงึ รีบลงจากกุฏมิ าน่งั ฟงั ทา่ นคุยกนั อยู่ใต้ถุนทีพ่ กั หลวงปูม่ นั่

พระเณรพอรวู้ า่ หลวงปชู่ อบ หลวงปขู่ าว มาแลว้ พากนั มาฟงั ทา่ นทง้ั สามคยุ กนั
อยใู่ ตถ้ นุ ทพ่ี กั หลวงปมู่ นั่ ยงั กบั พากนั มานงั่ ฟงั ลาํ พระเณรพากนั เงยี บไมต่ อ้ งบอกกนั ยาก
ผมนั่งอยูก่ ับอาจารยห์ ลา้

อาจารยม์ หาบวั (หลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน) ถาม “เพง็ ๆ อาจารยใ์ หญค่ ยุ กบั
ผ้ใู ดค๋ ือเสียงดังแท”้

เราบอก “อาจารย์ใหญเ่ พิ่นคุยกบั อาจารยข์ าว อาจารยช์ อบ”

อาจารยม์ หาฯ บอก “อยา่ ปากๆ ฟังเพ่นิ ๆ”
พระเณรพากนั เงยี บ ฟงั ครบู าอาจารยส์ นทนากนั เวลาหลวงปขู่ าว หลวงปชู่ อบพดู
อะไรออกมาถกู ธรรม หลวงปมู่ นั่ ทา่ นจะเสยี งดงั ขนึ้ ทนั ที “เออๆ แมน่ แลว้ ๆ ใหม้ นั ได้
จั่งซี้แหม๋ๆ” พระเณรฟงั อยใู่ ตถ้ ุนศาลาฯ พากนั ตนื่ เตน้ ไปกับเพน่ิ พระเณรหนองผือ
ถึงได้รู้วา่ พ่อแมค่ รูอาจารย์มน่ั หลวงปู่ชอบ หลวงป่ขู าว เพิน่ สาํ เรจ็ ธรรมกันอยูท่ ไ่ี หน
วนั นน้ั พระเณรพากนั ฟงั ธรรมเพลนิ จนลมื ปดั ตาด ฉนั นำ�้ ฮอ้ น แตล่ ะองคไ์ มม่ ใี คร
อยากลุกออกจากท่ี ฟังครบู าอาจารยพ์ ดู ถึงธรรมเรอ่ื งไหน มันเพลินไปในธรรมของ
ทา่ นหมด”

241

ความทรงจ�ำของศษิ ย์ผู้นอ้ ง

การสนทนาธรรมขององคท์ ่านหลวงป่มู ั่น ภูริทตั โต กับ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
และหลวงปขู่ าว อนาลโย เมอ่ื ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๙ ผบู้ นั ทกึ เรยี นถามหลวงปบู่ ญุ เพง็
เขมาภริ โต วดั ถำ�้ กลองเพล จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู ซง่ึ ตอนนนั้ ทา่ นเปน็ สามเณรอปุ ฏั ฐาก
องค์ทา่ นหลวงปมู่ นั่ อยู่ทีบ่ า้ นหนองผอื หลวงปูบ่ ญุ เพ็งทา่ นเลา่ ให้ผู้บนั ทึกฟังดงั น้ี

หลวงปู่บุญเพ็ง “หลวงปู่ม่ันท่านบอกพระเณรบ้านหนองผือว่า “ลูกศิษย์เรา
สององค์ ทา่ นชอบ ทา่ นขาว นผี้ า่ นธรรมแลว้ ” คาํ วา่ “ผา่ น” หลวงปมู่ น่ั คอื เปน็ พระอรหนั ต์
แล้ว ค�ำพูดของหลวงปมู่ ัน่ จงึ เปน็ เหตใุ ห้พระเณรบ้านหนองผืออยากเห็นพระอรหันต์
คงู่ ามตามทที่ า่ นบอก ตอนหลวงปขู่ าว หลวงปชู่ อบ มาบา้ นหนองผอื พระเณรพอรวู้ า่
ท่านมาถึงแล้ว พากันออกมาดูท่านท้ังสองยังกับมาดูดารา หลวงปู่ขาวท่านย้ิมง่าย
พระเณรจึงพากันพดู คุยกบั ท่านไม่เสยี วใจ”

หลวงปชู่ อบทา่ นเปน็ คนพดู นอ้ ย หนา้ ตาเอาจรงิ พระเณรจะไมก่ ลา้ พดู หยอกลอ้ กนั
เวลาอยใู่ กลท้ า่ น อยหู่ นองผอื สว่ นมากหลวงปชู่ อบทา่ นจะพดู กบั หลวงปมู่ นั่ อาจารย์
มหาบวั กบั พระเณรองคอ์ น่ื ทา่ นจะพดู ดว้ ยนอ้ ยมาก กบั เณรทา่ นจะคยุ กบั ผมมากกวา่
เณรองค์อื่น ส่วนมากผมจะได้คุยกับหลวงปู่ชอบตอนเข้าไปทําข้อวัตรหลวงปู่ม่ัน
ด้วยกันกบั ท่าน หรอื เวลาไปซ่อมทางจงกรม ดายหญ้าทพี่ ักใหท้ ่าน หลวงป่มู นั่ บอก
พระเณร “อยใู่ กลท้ า่ นชอบใหร้ ะวงั ความคดิ ของตนเองเดอ้ เสอื เดอ้ นน่ั ” พระเณรนอ้ งๆ
พากันระวังตัว กลัวหลวงปชู่ อบดกั จิตดักใจใหข้ ายหน้า”

ผู้บันทึกเรียนถามหลวงปู่บุญเพ็ง “ตอนอยู่หนองผือกับหลวงปู่ชอบสมัยนั้น
นอกจากนบั ถอื กนั ในธรรมแลว้ มเี รอ่ื งอะไรภายนอกบา้ งไหมทคี่ รบู าอาจารยป์ ระทบั ใจ
ถึงได้สนิทสนมกนั กับหลวงป่ชู อบจนถงึ ทุกวันน้”ี

หลวงปบู่ ญุ เพง็ “ครงั้ หนง่ึ เราเปน็ ไข้ ปว่ ย เงยี บไมบ่ อกใคร ไมไ่ ดล้ งมาบณิ ฑบาต
สามสว่ี นั หมคู่ ณะเขา้ ใจวา่ เราอดอาหารทาํ ความเพยี ร หลวงปชู่ อบรวู้ า่ เราปว่ ย ทา่ นเอา

242

น�ำ้ ออ้ ยสองก้อนมาใหฉ้ ัน ทา่ นบอก “เพง็ น่ยี าดี” พอไดฉ้ นั นำ้� ออ้ ยหลวงปู่ชอบเอา
ใหแ้ ลว้ อาการไขห้ ายเลยในวนั นนั้ รอดตายเพราะนำ�้ ออ้ ยสองกอ้ นหลวงปชู่ อบเอาให้
เราต้ังใจว่า ถ้าสิ้นพ่อแม่ครูอาจารย์ม่ันแล้ว จะขอติดตามไปปฏิบัติกับอาจารย์ขาว
อาจารยช์ อบ

ประชุมเพลงิ อาจารย์ใหญ่ม่นั หลวงปู่ชอบท่านไมม่ าร่วมงาน ท่านอยเู่ ชียงใหม่
หลงั เสรจ็ งานหลวงปมู่ น่ั เรากต็ ามหลวงปตู่ อ้ื (อจลธมั โม) เทย่ี ววเิ วก หลวงปตู่ อื้ พาไป
ภาวนาอยู่พระบาทบัวบก บ้านผอื หลวงปตู่ ื้อไปปราบเปรตตนี เดียวหลอกพระเณร
พระบาทบวั บก ปราบเปรตตนี เดยี วแลว้ หลวงปตู่ อ้ื พามาหาหลวงปขู่ าวอยหู่ นองววั ซอ
ผมขอให้หลวงปขู่ าวพาข้ึนไปหาหลวงป่ชู อบอยเู่ ชียงใหม่ หลวงปู่ขาวบอก “ตามหา
อาจารย์นีต่ ามหายากแทๆ้ อยู่กบั เฮานี่ เพิน่ สิมาหาเอง” หลวงปชู่ อบมาหาหลวงปขู่ าว
ผมถงึ ไดอ้ อกปฏบิ ตั กิ บั ทา่ น สรา้ งวดั ปา่ สมั มานสุ รณข์ นึ้ มา ผมกไ็ ปปฏบิ ตั กิ บั ทา่ นอยนู่ น่ั
หลวงปู่ชอบพาข้ามโขงไปเทยี่ ววเิ วกสานะคาม เวียงจนั ทน์ เท่ียววิเวกกบั หลวงปูช่ อบ
นมี่ ว่ นหลาย ทกุ ขย์ ากลาํ บากกอ็ ยนู่ นั่ บนั เทงิ เรงิ ธรรมกอ็ ยนู่ นั่ อะไรไมเ่ คยเหน็ อะไร
แปลกๆ หลวงป่ชู อบทา่ นก็ทําใหเ้ หน็ หลวงปู่ชอบท่านเดน่ ในเรือ่ งโลดโผน”

องค์ทา่ นหลวงปมู่ ่ัน ภรู ิทตั โต ฝากพระศาสนา

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๙ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปขู่ าว อนาลโย พกั ปฏบิ ตั กิ บั
องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่ีบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม
จงั หวดั สกลนคร

หลวงปู่ชอบบอก “มีวันหน่ึง เรากับอาจารย์ขาว ท่านมหาบัว (หลวงตามหาบวั
ญาณสัมปันโน) พากันทําข้อวัตรสรงน้�ำท่านอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ใหญ่ท่านพูดกับ
พวกเราขณะสรงนำ�้

“ทา่ นชอบ ทา่ นขาว ทา่ นมหาฯ (บวั ) พวกทา่ นทงั้ สาม อนาคตจะไดเ้ ปน็ ครบู าอาจารย์
หมู่คณะ ประชาชน เป็นที่พึ่งของบริษัทบริวาร อ้ายเฒ่านับม้ือแก่เฒ่าไปเร่ือยๆ

243


Click to View FlipBook Version