The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-20 20:14:05

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ชีวประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

บารมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน ท่านว่ารัศมีบารมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน
สว่างไสวใสงามกว่ารัศมีของเทพเจ้าเหล่าเทวดาจนประมาณไม่ได้ หลังชื่นชมรัศมี
บารมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านก็ถอนจิตออกมา ท่านรําพึงในใจ
“เหตกุ ารณ์วนั นี้ต้องมคี วามสําคัญอะไรสักอยา่ งกับท่านอาจารยใ์ หญ่อย่างแนน่ อน”

ขา้ มอกี วนั ประมาณ ๔ โมงเยน็ ทา่ นเขา้ ไปเตรยี มนำ้� สรงองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ขณะที่
ท่านกําลังผลัดผ้าให้องค์ท่านหลวงปู่ม่ันอยู่นั้น องค์ท่านหลวงปู่มั่นถาม “ท่านชอบ
ตอนนี้การภาวนาของท่านเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่มั่นว่า
“การภาวนาของขา้ นอ้ ยตอนนปี้ รกตดิ ขี อรบั เพยี งแตเ่ มอื่ วานทผี่ า่ นมา มเี หตกุ ารณห์ นง่ึ
ทาํ ใหจ้ ติ ขา้ นอ้ ยดบั วบู เกดิ เสยี งกมั ปนาทเหมอื นระเบดิ ขนาดใหญแ่ ตกอยขู่ า้ งกายของ
ข้านอ้ ย เหตกุ ารณแ์ บบน้ขี ้านอ้ ยไม่เคยเป็นมากอ่ นขณะภาวนา”

องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ถาม “เรอื่ งนท้ี า่ นพจิ ารณาเหน็ เปน็ เชน่ ไร” ทา่ นตอบวา่ “ขา้ นอ้ ย
พจิ ารณาดภู ายในจติ กไ็ มเ่ หน็ มอี ะไรผดิ ปรกติ พอถอนออกมาดภู ายนอก เหน็ พอ่ แม-่
ครูอาจารย์รัศมีสว่างไสวใสงามมาก รัศมีธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์สว่างไสวกว่า
ทุกครัง้ ท่ขี ้านอ้ ยเคยเห็นมา มเี ทวดาจากทกุ ชน้ั ภมู ิพากนั มาหาพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ าก
ที่สุดเท่าท่ีข้าน้อยเคยเห็น แต่ข้าน้อยไม่ทราบว่าเพราะเหตุอะไรเทพเจ้าเหล่าเทวดา
จึงพากันมาหาพอ่ แม่ครอู าจารยม์ ากมายถงึ ขนาดน”้ี

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ พดู วา่ “ทที่ า่ นชอบเหน็ เทวดามาหาเราจาํ นวนมากเปน็ พเิ ศษ
กว่าทุกครั้งนั้น พวกเทพเทวดาทั้งหลายเขาพากันมาร่วมอนุโมทนายินดีท่ีเราบรรลุ
ธรรมธาตุพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารแล้ว จากนี้ต่อไปการเกิดของเราไม่มีอีกแล้ว
ทุกอยา่ งมนั ขาดสะบ้ันกันลงไปหมดแลว้ พระอรหนั ตท์ ่านผสู้ ิน้ กิเลสเป็นเชน่ ไร เราก็
สน้ิ กเิ ลสแลว้ เชน่ นน้ั เสยี งดงั เหมอื นกบั เสยี งระเบดิ ทที่ า่ นไดย้ นิ นน้ั เปน็ เสยี งอนโุ มทนา
สาธุการของเทพเจ้าเหล่าเทวดาท้ังหลาย เสียงอนุโมทนาของเทวดาเป็นเทวฤทธ์ิ
ไปกระทบกบั จติ ของทา่ นในขณะนน้ั พอดี จงึ เปน็ เหตทุ าํ ใหจ้ ติ ของทา่ นสะเทอื นจนถอน
ออกจากสมาธอิ ยา่ งกะทนั หัน”

94

หลวงปชู่ อบบอก “ตอนนน้ั เราถงึ กบั ขนลกุ ซขู่ น้ึ มาทนั ที ตวั เองไมเ่ คยคาดคดิ วา่
จะไดย้ นิ เรอ่ื งราวแบบนกี้ บั องคท์ า่ น คาํ วา่ “ธรรมธาต”ุ ตงั้ แตเ่ กดิ มาเราเพงิ่ ไดย้ นิ คาํ นี้
ในวนั นน้ั จนตวั เองเกดิ ปตี อิ ยา่ งแรงกลา้ นำ�้ ตาไหลพรากออกมาอยา่ งไมร่ ตู้ วั ตอนนนั้
เราไม่รู้ว่าจะเอ่ยคําใดออกมาเพื่อให้สมกับฐานะธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น
กราบแทบเท้าพ่อแม่ครูอาจารย์โดยห้ามการกระทําของตนเองไว้ไม่อยู่ นั่งก้มดูเท้า
ของพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ แลว้ รอ้ งไหอ้ อกมา เพราะตน้ื ตนั ใจทอี่ งคท์ า่ นบรรลธุ รรมธาตุ
เปน็ พระอรหันตอ์ ยา่ งสมภูมิ เราร้องไห้แบบไมเ่ คยเปน็ มาก่อนในชวี ติ ไมร่ ้จู ะอธบิ าย
ความรสู้ กึ ของตนเองไดอ้ ยา่ งไรในตอนนน้ั มนั เปน็ นามธรรมเกนิ จะอธบิ ายใหท้ ราบได้
ถงึ ตอนน้ันพ่อแมค่ รอู าจารยม์ ัน่ ท่านจะดดุ า่ อยา่ งไรเราก็ยอม แตท่ ่านก็ไมว่ า่ อะไรให้
ท่านปล่อยให้เราแสดงความรู้สึกออกมา พอความรู้สึกน้ันผ่อนลงแล้ว พ่อแม่-
ครอู าจารยม์ นั่ ท่านวา่ ใหเ้ รา “ฮว่ ย มันเปน็ ถึงขนาดนีห้ รอื ท่านชอบ ถกู ปีตกิ ระแทก
จิตอย่างแรงจนน้ำ� ตาแตกเลยหรอื ท่าน” กราบเรียนองค์ท่านว่า “ขา้ น้อยต้นื ตนั ใจท่ี
พ่อแม่ครูอาจารย์จบกิจในพระพุทธศาสนา พ้นทุกข์แล้ว เหลือแต่ข้าน้อยท่ียังต้อง
ปฏบิ ัติกิจในพระศาสนาอีกต่อไป ชาตนิ ี้ขา้ นอ้ ยปรารถนาขอรู้ธรรมเหน็ ธรรมเหมอื น
กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์” องค์ท่านว่า “ถ้าอยากสําเร็จมรรคผลนิพพานในชาตินี้
ทา่ นอยา่ ลดละความเพยี รทต่ี นเองเคยบาํ เพญ็ มา อยา่ ทอ้ ถอยเปน็ อนั ขาด ใหป้ ฏบิ ตั ติ าม
คาํ ทเ่ี ราอบรมสง่ั สอนมา ถา้ ทา่ นทาํ ตามคาํ ทเ่ี ราบอกนี้ อา้ ยเฒา่ รบั รองใหเ้ ลยวา่ ชาตนิ ี้
ท่านจะได้มรรคผลนิพพานสมใจตนเองอยา่ งแน่นอน”

ปรารถนาพ้นทุกข์ในชาตนิ ี้

เมอื่ ไดร้ บั กาํ ลงั ใจจากองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต หลวงปชู่ อบทา่ นตงั้ สจั จะตอ่
องค์ท่านหลวงปู่มัน่ ว่า “ชาตนิ ขี้ า้ นอ้ ยขอปฏบิ ัตเิ พ่อื ใหไ้ ด้มรรคผลนิพพานเหมอื นกับ
พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ ถงึ ตายขา้ นอ้ ยกไ็ มอ่ าลยั ในชวี ติ ” ทา่ นบอกตอนนน้ั ใจทา่ นฮกึ เหมิ
หา้ วหาญในการปฏบิ ตั อิ ยา่ งทไ่ี มเ่ คยเปน็ มากอ่ นในชวี ติ ทา่ นจงึ มน่ั ใจวา่ ในชาตนิ เี้ ราจะ
ตอ้ งสมความปรารถนาอยา่ งแนน่ อน เพราะตอนนน้ั ทา่ นสาํ เรจ็ ภมู ธิ รรม “สกทิ าคาม”ี แลว้

95

ความปรารถนาอยากจะเปน็ “พระอรหันต์” ของท่านจงึ แรงกลา้ เพราะแรงผลกั ดนั
จากภมู ิธรรม “สกิทาคาม”ี องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ว่า “ให้มันได้อย่างนซี้ ิ ถึงจะไดช้ ื่อวา่
เปน็ ลกู ศิษย์เรา ขอใหท้ ่านทําตามทีไ่ ดต้ ง้ั สัจจะไวน้ ้ี อา้ ยเฒ่ารบั รองให้เลยวา่ ทา่ นจะ
สมความปรารถนาอยา่ งแน่นอน”

องค์ท่านหลวงปู่ม่ันบอกว่า “แต่ละคนมีวาสนาและสถานที่สําคัญแตกต่างกัน
วาสนาเราคอื “ถำ้� ดอกคาํ ” วาสนาของทา่ นชอบอยฟู่ ากเมอื งเชยี งใหม”่ วา่ จบ องคท์ า่ น
ชมี้ อื ไปทางเมอื งเวยี งแหงเชยี งดาว หลวงปชู่ อบทา่ นมองไปตามทศิ ทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่
ชใ้ี ห้ดู โดยตอนนนั้ ท่านก็ยงั ไม่รู้วา่ จุดหมายปลายทางท่ีองคท์ า่ นหลวงปมู่ ั่นชบ้ี อกนัน้
คอื ที่ไหน แต่ท่านเชอื่ อย่างสนิทใจในคําพดู ขององคท์ า่ นหลวงปูม่ ่ัน ท้ังๆ ทต่ี อนน้ัน
ท่านเองก็ยังไม่เคยไปเท่ียววิเวกทางเวียงแหงเชียงดาวมาก่อน คําพูดของพ่อแม่ครู
อาจารยม์ นั่ ทา่ นวา่ เปน็ หนงึ่ ไมม่ สี อง หากองคท์ า่ นพดู หรอื กระทาํ สง่ิ ใดลงไปแลว้ จะไมม่ ี
การเปลย่ี นแปลงเปน็ อยา่ งอน่ื หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ จดจาํ คาํ พดู ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
ผู้เปน็ พ่อแมค่ รูบาอาจารยไ์ วอ้ ย่างข้นึ ใจ

คืนนั้นราวสองทมุ่ ท่านเขา้ ไปนวดเสน้ ถวายองคท์ ่านหลวงป่มู ัน่ หลงั จากนวด
ถวายองค์ท่านเสร็จแล้ว หลวงปู่ชอบกราบเรยี นถามขอ้ ธรรมการปฏิบัติทีท่ ่านสงสัย

องค์ท่านหลวงปู่มั่นบอกท่านว่า “ในชั้นน้ีให้หมุนเข้ามาพิจารณาภายในกาย
ของตนเพยี งอยา่ งเดยี ว พจิ ารณาใหเ้ หน็ จรงิ ถงึ กฎไตรลกั ษณ์ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา
พจิ ารณาใหเ้ หน็ ถงึ ความเสอ่ื มความไมง่ ามของกายะกาม พจิ ารณาใหเ้ หน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษ
ของมนั ดว้ ยปญั ญา พจิ ารณาจนแตกหกั กนั ไปขา้ งใดขา้ งหนง่ึ เมอื่ กายะกามนครแตก
พังแลว้ ประตพู ระนิพพานจะเปดิ อ้ารอ เพยี งท่านจะเดินเขา้ ไปเท่านนั้ ถงึ ตรงน้ีแล้ว
ท่านไม่ต้องถามใครว่าพระนิพพานไปทางไหน ท่านจะรู้ได้ด้วยตัวของท่านเอง
การดาํ เนนิ สตปิ ญั ญาในชน้ั นนี้ นั้ มนั หนกั หนว่ งรนุ แรงมาก กาํ ลงั กาย กาํ ลงั ใจ กาํ ลงั สติ
กาํ ลงั สมาธิ กาํ ลงั ปญั ญา มเี ทา่ ไหรท่ มุ่ ใสม่ นั ไปใหห้ มด เพยี รเขา้ ออกพจิ ารณาสมำ�่ เสมอ
ทา่ นจะรเู้ หน็ ขน้ึ มาเอง ทา่ นอยา่ ทอ้ ถอยในความเพยี รชนั้ นเ้ี ปน็ อนั ขาด เพราะภมู กิ เิ ลส
ชนั้ นม้ี นั แยบยลในกลอบุ ายมาก มนั มที งั้ หยาบทงั้ ละเอยี ด มนั มที งั้ มดื ทงั้ สวา่ งทจี่ ะมา

96

หลอกลอ่ จติ เราใหไ้ ขวเ้ ขว พอสตปิ ญั ญาออ่ นขอ้ เมอื่ ไหร่ มนั จะยอ้ นกลบั มาตตี ลบหลงั
เราทนั ที ใหร้ ะวงั มนั ไวม้ ากๆ ในชน้ั น้ี ขวากหนามดงใหญข่ องกเิ ลสมนั คอื ชน้ั นแี้ หละ
ผู้ปฏบิ ตั จิ ะพน้ ทุกข์ได้หรือไม่ได้ มนั อยู่ทดี่ า่ นน้แี หละ”

หลังจากองค์ท่านหลวงปู่ม่ันแนะนําอุบายธรรมให้แล้ว องค์ท่านน่ิงอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วพูดข้ึนมาว่า “ท่านชอบ ท่านเป็นลูกศิษย์เราอีกองค์หนึ่งท่ีเรามั่นหมายฝาก
พระศาสนาไวใ้ หท้ า่ นชว่ ยดแู ล ทา่ นเปน็ ผหู้ นงึ่ ตอ่ ไปในอนาคตจะไดเ้ ปน็ ครบู าอาจารย์
สบื ทอดพระศาสนาแทนเรา ทกุ อยา่ งทส่ี อนทา่ น เรากถ็ อดออกมาจากจติ จากใจทงั้ หมด
เหลือแต่ท่านเท่านั้นที่จะปฏิบัติเอาเอง พ่อแม่เล้ียงลูกมาก็เพื่อหวังพึ่งพาลูกในยาม
แกเ่ ฒา่ ครบู าอาจารยฝ์ กึ ฝนอบรมสงั่ สอนลกู ศษิ ยม์ า กเ็ พอ่ื ทจี่ ะหวงั ใหล้ กู ศษิ ยส์ บื หนอ่
ตอ่ แนวพระศาสนาแทนครบู าอาจารย์ ใหท้ า่ นชอบนาํ เรอ่ื งนไี้ ปพจิ ารณาดวู า่ คาํ พดู ของ
อา้ ยเฒา่ ผนู้ หี้ มายถงึ อะไร” จากนน้ั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ บอกใหท้ า่ นกลบั ไปทาํ ความเพยี ร
ของตนเองยงั ท่ีพัก

หลวงปู่ชอบท่านกราบลาองค์ท่านหลวงปู่มั่นกลับที่พักด้วยใจปีติซาบซึ้งใน
เมตตาธรรมท่ีองค์ท่านหลวงปู่ม่ันมีต่อท่าน ท่านเดินจงกรมภาวนาถวายเป็น
“อาจารยิ บชู าธรรม” แดอ่ งคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ดว้ ยศรทั ธาอนั แรงกลา้ อยา่ งทไ่ี มเ่ คยเปน็
มาก่อน คืนน้ันท่านเดินจงกรมบูชาคุณธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ม่ันจนถึงรุ่งอรุณ
วันใหม่

ระหวา่ งพกั ภาวนาทถี่ ำ้� ดอกคาํ กบั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั หลวงปตู่ อ้ื เลา่ เรอื่ งภายใน
ของทา่ นใหห้ ลวงปชู่ อบฟงั หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นนมิ ติ เหน็ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ลอยขนึ้ ไปบน
อากาศแลว้ หายลับไป ในนมิ ิตน้ัน หลวงปู่ตือ้ ท่านตะโกนถามองคท์ า่ นหลวงปู่มั่นวา่
“พอ่ แมค่ รอู าจารยจ์ ะเหาะไปสวรรคว์ มิ านชนั้ ฟา้ ไหนขอรบั ” องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ตอบวา่
“เราไมไ่ ดเ้ หาะไปสวรรคช์ น้ั วมิ านไหนๆ เราไมไ่ ดเ้ หาะไปในพรหมโลกชนั้ ไหนๆ เราไปใน
ทสี่ ตั วโ์ ลกทง้ั หลายไปไมถ่ งึ ” หลวงปตู่ อื้ ทา่ นตะโกนบอกองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ “พอ่ แม-่
ครบู าอาจารย์ ข้าน้อยขอไปดว้ ย” เสยี งองคท์ า่ นหลวงป่มู น่ั บอกท่านวา่ “ถ้าทา่ นต้อื
อยากไป กใ็ ห้ท่านทาํ ให้ได้เหมอื นกบั เราก่อน”

97

หลวงปู่ตอื้ ท่านเล่านมิ ติ เร่อื งนใี้ หห้ ลวงปูช่ อบฟังเพื่อปรึกษาธรรม หลวงปชู่ อบ
บอก “เร่ืองทุกอย่างที่อาจารย์ต้ือรู้เห็นมา มันก็บอกเหตุผลในตัวของมันอยู่แล้ว
อาจารยใ์ หญท่ า่ นพน้ ทกุ ขแ์ ลว้ เหลอื แตพ่ วกเรานแ้ี หละทย่ี งั ตอ้ งทาํ กจิ ภายในจติ ภายใน
ใจของตนเองตอ่ ไป” หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นเขา้ ใจในความหมาย ทา่ นถามวา่ “อาจารยใ์ หญข่ อง
พวกเรา ท่านสาํ เรจ็ กิจในพระศาสนาอยทู่ ีไ่ หน” หลวงปชู่ อบบอก “อาจารย์ใหญท่ า่ น
สําเร็จกิจพระศาสนาอยู่ทน่ี ่ีแหละ” หลวงป่ตู ือ้ ท่านเกิดปีติอย่างแรง ทา่ นถึงกบั เผลอ
อทุ านเสียงดงั ล่ันออกมา “อศั จรรย์ใจหลายเด้ๆ”

องค์ท่านหลวงปู่มั่นพักภาวนาอยู่ถ�้ำดอกคําเกือบสองเดือน พอเข้าเดือน ๗
ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ องค์ท่านพาลูกศิษย์กลับมาที่บ้านป่าเม่ียงแม่สายอีกคร้ัง
หลวงปชู่ อบทา่ นพกั ภาวนาอยบู่ า้ นปา่ เมยี่ งแมส่ ายระยะหนงึ่ พอมพี ระเณรเขา้ มาปฏบิ ตั ิ
กับองค์ท่านหลวงปมู่ นั่ มากขึน้ ทา่ นจงึ กราบลาพ่อแม่ครบู าอาจารย์ไปจาํ พรรษาทอี่ น่ื
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ รนู้ สิ ยั หลวงปชู่ อบ ทา่ นไมช่ อบอยใู่ นสถานทผ่ี คู้ นหมมู่ าก องคท์ า่ น
จงึ อนญุ าตใหไ้ ปจาํ พรรษายงั สถานทแ่ี หง่ อน่ื โดยทา่ นแนะนาํ หลวงปชู่ อบใหไ้ ปจาํ พรรษา
ทางอาํ เภอแม่รมิ

หลวงปู่ชอบกราบลาองค์ท่านหลวงปู่มั่น เดินทางออกจากบ้านป่าเม่ียงแม่สาย
เทยี่ ววเิ วกมาทางเขตอาํ เภอแมแ่ ตง ทา่ นมาพบกบั “ครบู าเจา้ ศรวี ชิ ยั ” นกั บญุ แหง่ ลา้ นนา
ทแ่ี มแ่ ตง ตอนนน้ั ครบู าเจา้ ศรวี ชิ ยั ทา่ นพาพระเณรญาตโิ ยมมาบรู ณะ “พระธาตมุ อ่ นขาว”
หลวงปชู่ อบพกั ภาวนาอยบู่ า้ นตนี ธาตุ ใกลพ้ ระธาตมุ อ่ นขาว ทา่ นจงึ ไปกราบครบู าเจา้ -
ศรวี ชิ ัยทพี่ ระธาตุม่อนขาว ทา่ นพักที่เชิงดอยบา้ นตนี ธาตุประมาณสามสว่ี ัน จากนนั้
ทา่ นกราบลาครบู าเจา้ ศรวี ชิ ยั เทยี่ ววเิ วกมาทางแมร่ มิ เขา้ พกั ทเี่ สนาสนะปา่ บา้ นแมส่ ะลวง
ตาํ บลขเ้ี หลก็ อาํ เภอแมร่ มิ จงั หวดั เชยี งใหม่ ทา่ นเหน็ วา่ สถานทแี่ หง่ นเ้ี งยี บสงบเหมาะ
แก่การจําพรรษา สถานทีแ่ หง่ นนี้ อกจากท่านแลว้ ไมม่ พี ระเณรองคใ์ ดรว่ มจาํ พรรษา
ทา่ นจึงอธิษฐานจาํ พรรษาท่ี ๑๑ ของทา่ น ในปพี ุทธศักราช ๒๔๗๘ ท่ี เสนาสนะปา่
บา้ นแมส่ ะลวง

98

หมายเหตุ วดั พระธาตมุ ่อนขาว บ้านตีนธาตุ ตาํ บลแม่แตง อําเภอแมแ่ ตง
จงั หวดั เชยี งใหม่ วดั แหง่ นจี้ ะอยบู่ นดอยทางฝง่ั ซา้ ยมอื กอ่ นจะถงึ ทท่ี าํ การชลประทาน
แมแ่ ตง กอ่ นจะถงึ ทางเขา้ วดั ปา่ หมใู่ หมข่ องหลวงพอ่ ประสทิ ธ์ิ ปญุ ญมากโร ประมาณ
๒ กโิ ลเมตร

กลบั มาชว่ ยงานองคท์ ่านหลวงปู่มนั่

ออกพรรษา ปพี ุทธศักราช ๒๔๗๘ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม ท่านเดินทางไปร่วม
งานกฐนิ ประชมุ สงฆท์ วี่ ดั เจดยี ห์ ลวง ท่านพบกบั หลวงปตู่ อ้ื อจลธมั โม หลวงปแู่ หวน
สจุ ณิ โณ ทวี่ ดั เจดยี ห์ ลวง หลวงปตู่ อื้ ถามทา่ น “ออกจากน้ี อาจารยช์ อบจะไปเทย่ี ววเิ วก
ท่ีไหน” ท่านบอก “ยงั ไม่รู้ว่าจะไปเทยี่ ววิเวกทไี่ หนดี ใจอยากจะกลบั ไปปฏบิ ัตอิ ยู่กบั
พอ่ แมค่ รอู าจารย์มั่นท่บี า้ นป่าเม่ยี ง อยากไปชว่ ยแบง่ เบาภาระดแู ลหมูค่ ณะพระเณร
ชว่ ยพอ่ แมค่ รบู าอาจารย”์ หลวงปตู่ อ้ื กบั หลวงปแู่ หวนเหน็ ดว้ ยในเรอ่ื งน้ี ทา่ นทง้ั สามจงึ
พากนั เดนิ ทางมาหาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ทสี่ าํ นกั สงฆป์ า่ เมยี่ ง ตาํ บลโหลง่ ขอด อาํ เภอพรา้ ว
จงั หวดั เชียงใหม่

หลวงปชู่ อบเลา่ ถงึ หนา้ ทขี่ องทา่ นตอนอยปู่ ฏบิ ตั กิ บั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต
ทเ่ี ชยี งใหมใ่ หฟ้ งั วา่ ทา่ นมหี นา้ ทชี่ ว่ ยองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ดแู ลพระเณรและดแู ลบรขิ าร
อปุ ฏั ฐากองคท์ า่ น ท่านวา่ นสิ ัยขององคท์ ่านหลวงปมู่ น่ั ท่านจะไม่ชอบใหพ้ ระเณรมา
รุมล้อมปฏิบัติกับท่านมากนัก ถ้าท่านมอบหมายภาระให้พระเณรองค์ใดดูแลแล้ว
พระเณรองคน์ น้ั จะเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั อิ งคท์ า่ นเปน็ หลกั การทาํ ขอ้ วตั รกบั องคท์ า่ น พระเณร
จะเขา้ ไปทาํ ไดไ้ มเ่ กนิ สองหรอื สามองคเ์ ทา่ นนั้ ถา้ เขา้ ไปหลายองค์ ทา่ นจะดเุ อา หลวงปมู่ น่ั
ท่านจะไมใ่ หล้ ูกศษิ ยม์ าเฝา้ องค์ทา่ นตลอดเวลา เพราะจะทาํ ให้เสียเวลาในการปฏบิ ัติ
ของพระเณรรปู นนั้ ๆ เรอ่ื งนท้ี า่ นจะสง่ั หา้ มเปน็ การเฉพาะ สมยั อยกู่ บั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
ท่ีเชยี งใหม่ หลวงป่ชู อบทา่ นจะเข้าอปุ ฏั ฐากองค์ท่านหลวงปู่มน่ั ค่กู นั กับหลวงปเู่ ทสก์
เทสรงั สี ถา้ หลวงปเู่ ทสกอ์ อกเทยี่ ววเิ วก ทา่ นจะจบั คอู่ ปุ ฏั ฐากกบั หลวงปตู่ อ้ื อจลธมั โม
หรือไมก่ ็หลวงปู่แหวน สุจณิ โณ

99

หลวงปชู่ อบพดู เรอื่ งขำ� ขนั ขององคท์ า่ นหลวงปตู่ อ้ื วา่ “ถา้ วนั ไหนอาจารยต์ อื้ ทา่ น
เข้าไปทําข้อวัตรพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น อาจารย์ตื้อท่านจะสร้างเรื่องนั้นเรื่องน้ีข้ึนมา
เพือ่ ใหพ้ อ่ แมค่ รูอาจารย์ทา่ นดุ พอตกเยน็ เวลาฟังธรรม ทา่ นอาจารย์มนั่ จะยกเรื่อง
อาจารย์ต้ือข้ึนมาแสดงธรรมอย่างดุดัน พระเณรเถรชีที่น่ังฟังด้วยกันถึงกับตัวลีบ
หายใจไมท่ ว่ั ทอ้ ง ทา่ นวา่ นค่ี อื อบุ ายการขอฟงั ธรรมจากทา่ นอาจารยใ์ หญใ่ นแบบฉบบั
ของท่านอาจารย์ต้อื ”

พอเอย่ ถงึ องคท์ า่ นหลวงปตู่ อ้ื ขน้ึ มา ทาํ ใหน้ กึ ถงึ หลวงปเู่ จย๊ี ะ จนุ โท วดั ปา่ ภรู ทิ ตั ต-
ปฏปิ ทาราม ตาํ บลคลองควาย อาํ เภอสามโคก จงั หวดั ปทมุ ธานี หลวงปชู่ อบเลา่ ใหฟ้ งั
สมัยหลวงปู่เจ๊ียะท่านเป็นพระหนุ่มมาปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่
หลวงปเู่ จย๊ี ะทา่ นเปน็ คนนสิ ยั ผาดโผนโผงผาง พดู จาภาษาขวานผา่ ซาก เหมอื นกนั กบั
หลวงปู่ต้ือ ท่านท้ังสองจะหาเหตุให้องค์ท่านหลวงปู่ม่ันแสดงธรรมดุเด็ดเผ็ดร้อน
ถงึ พริกถึงขงิ ใหห้ มคู่ ณะไดฟ้ งั ดว้ ย

ทา่ นบอก ครงั้ หนง่ึ ตอนอยทู่ ป่ี า่ แดง (วดั ปา่ อาจารยม์ นั่ บา้ นแมก่ อย ตาํ บลเวยี ง
อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่) ตอนน้ันหลวงปู่เจ๊ียะท่านมาอยู่ปฏิบัติกับองค์ท่าน
หลวงปู่มั่นยังไม่นานเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าหลวงปู่เจ๊ียะท่านไปทําอะไรมา องค์ท่าน
หลวงปู่มั่นไม่พูดกับท่านนานหลายวัน หลวงปู่เจี๊ยะท่านอึดอัดใจ จึงนําเร่ืองนี้มา
ปรกึ ษาหลวงปตู่ อื้ กบั หลวงปชู่ อบ หลวงปเู่ จยี๊ ะทา่ นวา่ “ไมร่ กู้ ระผมทาํ ผดิ อะไร พอ่ แม-่
ครบู าอาจารยม์ นั่ ทา่ นไมพ่ ดู กบั กระผมเลย ผมงอี้ ดึ อดั ใจมาก จะขก้ี ไ็ มข่ ้ี จะตดกไ็ มต่ ด
ครบู าอาจารยช์ ว่ ยแนะนาํ หนอ่ ยไดไ้ หมวา่ กระผมควรจะทำ� อยา่ งไรด”ี หลวงปตู่ อื้ บอก
“เรอื่ งนไี้ มย่ ากหรอก “เจย๊ี ะจนุ ” (ยอ่ มาจากคาํ วา่ เจย๊ี ะ จนุ โท ชอื่ ทค่ี รบู าอาจารยร์ นุ่ พี่
ใช้เรียกหลวงปูเ่ จี๊ยะ) หลวงปูต่ ื้อยื่นไม้ทอ่ นหน่ึงให้กบั หลวงปู่เจย๊ี ะ ท่านบอกหลวงปู่
เจย๊ี ะให้เอาไม้ท่อนนีไ้ ปวางขวางทางเขา้ ศาลา พอค�ำ่ ๆ แล้วค่อยไปเก็บ

หลวงปู่เจย๊ี ะสงสยั วา่ “ทําไมตอ้ งใหเ้ อาไมไ้ ปวางขวางทางเข้าศาลา” หลวงปู่ตอื้
บอก “ไมต่ อ้ งถามอะไรผมมาก บอกใหเ้ อาไปวางกเ็ อาไปวางสิ รบั รองวนั นท้ี า่ นเจยี๊ ะจนุ
จะได้สมความปรารถนาทันที” หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงเอาไม้ท่อนน้ีไปวางขวางทางเข้า

100

ศาลาตามที่หลวงปู่ตื้อท่านแนะนํา ตอนเย็นหลังองค์ท่านหลวงปู่มั่นสรงน�้ำแล้ว
ท่านออกเดินสาํ รวจดคู วามเรยี บรอ้ ยในการปฏบิ ตั ขิ องพระเณรภายในสาํ นกั องคท์ า่ น
เดนิ มาเหน็ ทอ่ นไมว้ างขวางทางเขา้ ศาลา ทา่ นถามพระเฝา้ ศาลาวา่ “ใครเปน็ คนเอาทอ่ นไม้
มาทิ้งขว้างไว้ท่ีน่ี” พระท่ีเฝ้าศาลากราบเรียนองค์ท่านว่า “ครูบาเจี๊ยะเอามาวางไว้
ท่านบอกไมใ่ หใ้ ครเกบ็ ท่านจะมาเกบ็ เอง” จากนั้น องค์ท่านหลวงป่มู ่นั กเ็ ดินกลบั
ทพ่ี กั

พอยำ�่ คำ�่ เสยี งเคาะเกราะไมไ้ ผด่ งั กอ๊ กๆ มาจากทางทพี่ กั ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่
พระเณรในสาํ นกั จะรวู้ า่ นคี่ อื สญั ญาณทอี่ งคท์ า่ นจะแสดงธรรมใหล้ กู ศษิ ยฟ์ งั พระเณร
ทุกรูปพากันมารวมยังท่ีพักขององค์ท่าน องค์ท่านหลวงปู่มั่นถามหลวงปู่เจี๊ยะว่า
“ท่านเจี๊ยะเป็นคนเอาไม้ไปทิ้งไว้ท่ีทางเข้าศาลาใช่ไหม” หลวงปู่เจี๊ยะรับว่าท่านเป็นผู้
เอาไปทงิ้ ไวจ้ รงิ จากนน้ั องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ แสดงธรรมกถา “ฟา้ ผา่ ” ขน้ึ มาอยา่ งดเุ ดด็
เผด็ ร้อนใส่หลวงปเู่ จยี๊ ะ ทําใหพ้ ระเณรองคอ์ น่ื พลอยไดร้ บั อานิสงสฟ์ งั “ธรรมฟา้ ผา่ ”
ไปกับทา่ นด้วย

หลังแสดงธรรมจบ องค์ท่านหลวงป่มู นั่ บอกหลวงปเู่ จีย๊ ะว่า “ตอ่ ไปทา่ นเจีย๊ ะ
อยา่ ทาํ แบบนอี้ กี นะ มนั เปน็ การไมเ่ คารพธรรมวนิ ยั ” หลวงปเู่ จยี๊ ะทา่ นบอก “รบั ดว้ ยเกลา้
ขอรบั กระผม” จากนนั้ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ใหพ้ ระเณรแยกยา้ ยกนั กลบั ไปทาํ ความเพยี ร
ของตนเอง พอออกจากทพี่ กั ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ หลวงปเู่ จยี๊ ะบอกกบั หลวงปตู่ อื้ วา่
“โอโ้ ห อบุ ายครบู าอาจารยต์ อื้ นสี่ ดุ ยอดไปเลย พอ่ แมค่ รบู าอาจารยท์ า่ นพดู กบั ผมแลว้
วนั นอี้ งคท์ า่ นแสดงธรรมถงึ อกถงึ ใจผมมากเลย ใสอ่ อกมาแตล่ ะดอก น่ี ผวั ะๆ กเิ ลส
นแ่ี มง่ วิ่งหางจกุ ตดู หายเข้าปา่ เข้าดอยไปหมดเลย” หมคู่ ณะพระเณรท่ีฟังพลอยข�ำขัน
ไปกบั คําพดู ของท่านหลวงปู่เจ๊ยี ะ

หลวงปู่ชอบบอกหลวงปู่ต้ือกับหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านมีคําพูดจาภาษาท่ีเป็น
“เอกลักษณ์” เฉพาะองค์ท่าน ยากท่ีพระเณรองค์ใดจะเลียนแบบองค์ท่านทั้งสอง
ออกมาไดโ้ ดยใหส้ งั คมวงกรรมฐานยอมรับ เอกลกั ษณเ์ ปน็ สง่ิ ค่บู ุคคล ยากทใ่ี ครจะ
เลยี นแบบให้ลงตัว

101

หลวงปู่ชอบว่า “ท่านเจ๊กเจ๊ียะนิสัยผาดโผนเหมือนอาจารย์ต้ือ จึงเข้ากันได้ดี
ทา่ นเจยี๊ ะอยากใหอ้ าจารยใ์ หญพ่ ดู ดว้ ย จงึ ทาํ แบบนี้ เรอื่ งปญั ญาหกั ดบิ นี้ อาจารยต์ อ้ื
ทา่ นถนดั ในอบุ ายวธิ แี บบนมี้ าก อบุ ายของทา่ นแตล่ ะอยา่ ง หมคู่ ณะคดิ ตามทาํ ดว้ ยยาก
ปญั ญาอาจารยต์ อ้ื ทา่ นพสิ ดารแหวกแนว ใครถามปญั หาอะไรมา อาจารยต์ อื้ ทา่ นไมเ่ คย
ติดขัดในคําตอบ อาจารย์ต้ือท่านช่วยพ่อแม่ครูอาจารย์ม่ันปราบมานะทิฐิพระเณรที่
ดอ้ื ดา้ นใหห้ มอบราบลงในธรรมหลายองค์ อาจารยต์ อ้ื เปน็ ลกู ศษิ ยอ์ าจารยใ์ หญม่ น่ั ท่ี
พระเณรรนุ่ น้องใหค้ วามเคารพยาํ เกรงในบารมีธรรมของทา่ นเป็นอยา่ งยง่ิ ”

นมิ ติ เห็นเพอ่ื นสหธรรมกิ

ช่วงนอกพรรษา ปีพทุ ธศักราช ๒๔๘๐ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นพกั ปฏิบัติ
อย่กู ับองคท์ ่านหลวงปูม่ ัน่ ภูรทิ ัตโต ทบ่ี ้านป่าเม่ียง ตาํ บลโหลง่ ขอด อาํ เภอพรา้ ว
จงั หวดั เชียงใหม่ คนื หนงึ่ ท่านนิมิตเห็นเพ่อื นสหธรรมกิ ของท่าน ๒ องค์เดินลดั
ทงุ่ นามาจากทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกของบา้ นปา่ เมย่ี ง เพอ่ื นสหธรรมกิ ของทา่ น ๒ องคน์ ้ี
ตงั้ ใจมาหาองค์ทา่ นหลวงปูม่ ่นั ทสี่ ํานกั สงฆป์ ่าเมย่ี งแม่สายโดยตรง เพื่อนสหธรรมิก
๒ องคท์ หี่ ลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ ในนมิ ติ นน้ั หม่ ผา้ จวี รตลาดสสี นั สะอา้ นตา ทา่ นจงึ จดจาํ
นิมติ น้ีไวเ้ พอ่ื จะพิสจู นค์ วามรูท้ ่ที ่านเห็นว่าถูกตอ้ งหรือไม่

ตอนเชา้ หลงั ฉนั ภตั ตาหารเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ พดู กบั พระเณร
วา่ “เมอ่ื คนื อา้ ยเฒา่ ฝนั เหน็ พระมหาหวั ลา้ น ๒ องคพ์ ากนั เดนิ ลดั ทงุ่ นามาหา พระเณร
เราเมอ่ื คนื ใครภาวนาเหน็ อะไรบา้ ง เลา่ ใหอ้ า้ ยเฒา่ ฟงั หนอ่ ยส”ิ พระเณรพากนั นงิ่ เงยี บ
ไม่มีใครแสดงความรู้ของตนเองออกมา องค์ท่านหลวงปู่มั่นจึงถามหลวงปู่ชอบว่า
“ท่านชอบ เม่ือคืนท่านเห็นอะไรผ่านเข้ามาในตาบ้าง เล่าให้อ้ายเฒ่าฟังหน่อยสิ”
หลวงปู่ชอบเล่าเร่ืองนิมิตท่ีท่านเห็นให้องค์ท่านหลวงปู่มั่นฟัง องค์ท่านหลวงปู่ม่ัน
พดู ขน้ึ ทา่ มกลางหมคู่ ณะวา่ “พระเณรเราภาวนาใหไ้ ดเ้ หมอื นกบั ทา่ นชอบสิ จะไดเ้ ปน็
พยานความรู้ให้เราได้ นไี่ มม่ ีใครมาเป็นพยานรบั รองความรู้ใหเ้ ราเลย เขากจ็ ะหาวา่
อ้ายเฒ่าผูน้ ี้มันบา้ ของมันอยู่แตผ่ ู้เดียว”

102

องค์ทา่ นหลวงปมู่ ่นั กําชบั หลวงปชู่ อบวา่ “วันนใ้ี หท้ า่ นชอบเฝ้าศาลานะ ให้ท่าน
สงั เกตดู ถา้ เหน็ พระมหาผ้างาม ๒ องค์น้ีมาเมอ่ื ไหร่ ใหร้ บี มาแจง้ เราทนั ที พระมหา
๒ องคน์ ้ี จะมาถงึ ทีน่ เ่ี วลาประมาณบ่ายสาม วันนเี้ ราจะกําราบกเิ ลสพระกรรมฐาน
ขุนนาง” องค์ทา่ นหลวงปู่มน่ั สง่ั กําชับเสรจ็ แล้ว ทา่ นกก็ ลับไปยงั ท่พี กั

หลวงปชู่ อบทา่ นออกมาเดนิ จงกรมอยปู่ ากทางเขา้ สาํ นกั สงฆบ์ า้ นปา่ เมย่ี ง พอเวลา
ประมาณบา่ ยสามโมง เปน็ ไปตามทอี่ งคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั บอกเอาไว้ ทา่ นเหน็ พระ ๒ องค์
เดินเข้ามาในสาํ นักสงฆ์ปา่ เมย่ี งแม่สาย พระ ๒ องคน์ ี้คือ หลวงปอู่ อ่ น ญาณสิริ กับ
หลวงปฝู่ น้ั อาจาโร สองเพอ่ื นสหธรรมกิ ของทา่ น ทงั้ ๒ องค์ ทา่ นเปน็ เพอื่ นสหธรรมกิ
ทม่ี คี วามคนุ้ เคยกนั เปน็ อยา่ งดกี บั หลวงปชู่ อบ เพราะเคยจาํ พรรษารว่ มกนั ในสาํ นกั ของ
พระคุณเจ้าหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม และพระคุณเจ้าหลวงปู่มหาปิ่น ปัญญาพโล
หลวงปู่ออ่ น หลวงปู่ชอบ หลวงปฝู่ ั้น ทา่ นทง้ั สามอายุพรรษาเท่ากัน ต่างอาวุโสกันท่ี
เดอื นบวชเทา่ นน้ั หลวงปอู่ อ่ นอาวโุ สกวา่ หลวงปชู่ อบ หลวงปชู่ อบอาวโุ สกวา่ หลวงปฝู่ น้ั

เม่ือท่านทั้งสามมาพบกันอีกครั้งโดยมิได้นัดหมาย ต่างองค์ต่างแสดงความ
เคารพกันตามอาวโุ สภนั เต หลงั ปฏสิ นั ถารโอภาปราศรยั กนั แล้ว หลวงปชู่ อบทา่ นเข้า
ไปกราบเรยี นองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั องคท์ า่ นบอกใหต้ ามหลวงปอู่ อ่ นกบั หลวงปฝู่ น้ั เขา้ มา
พบองคท์ า่ นยงั ทพ่ี กั หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ออกมาแจง้ ใหห้ ลวงปอู่ อ่ นกบั หลวงปฝู่ น้ั เขา้ ไป
พบพ่อแมค่ รอู าจารย์ หลังหลวงปอู่ อ่ นกบั หลวงปูฝ่ ้นั กราบคารวะองค์ท่านหลวงปู่มนั่
แล้ว องค์ทา่ นหลวงปมู่ น่ั กล็ น่ั อสั นไี มม่ เี คา้ เมฆข้นึ ใส่ทันที

หลวงปู่ชอบท่านถ่ายทอดคําพูดขององค์ท่านหลวงปู่ม่ันให้ฟังว่า “พวกพระ
กรรมฐานขนุ นาง ผา้ ผอ่ นทอ่ นสบงบร่ จู้ กั เยบ็ ใชก้ นั เอง พากนั ไปหาเอาผา้ ตลาดผา้ เจก๊
มาใช้ ดแู ลว้ ชา่ งงามเหลอื เกนิ หม่ แลว้ คงจะภาวนาดเี นา๊ ะ ฝาบาตรกก็ ลวั มนั จะไมส่ วยงาม
สมฐานะพระมหาขุนนาง พากันเอามุกเอาหอยมาประดับลวดลายให้วิจิตรพิสดาร
พระพทุ ธเจา้ องคไ์ หนสอนพวกทา่ นใหพ้ ากนั ทาํ แบบนห้ี อื ครบู าอาจารยอ์ งคไ์ หนสอน
ใหพ้ วกทา่ นพากนั ทาํ แบบนห้ี อื สาํ นกั เราเปน็ สาํ นกั พระกรรมฐาน ไมใ่ ชส่ าํ นกั เรยี นของ
พระมหา ๘ ประโยค ๙ ประโยค ถา้ พวกท่านอยากจะเป็นพระมหาขนุ นางขา้ หลวง

103

กใ็ หพ้ ากนั เขา้ ไปอยสู่ าํ นกั ในเมอื ง อยา่ มาอยใู่ นสาํ นกั ของเรา ถา้ จะอยกู่ บั เราทน่ี ี่ กใ็ ห้
พากนั เลกิ นสิ ยั กรรมฐานขุนนางน้ไี ปเสยี ถ้าฟงั ความเราอ้ายเฒา่ บอกกอ็ ยู่ร่วมกนั ได้
ถา้ ไมฟ่ ังคําของเราแลว้ ก็ใหพ้ วกท่านพากันไปอยู่ทีอ่ น่ื ”

หลวงปชู่ อบว่า องค์ท่านหลวงปูม่ ่นั ดุหลวงปูอ่ ่อนกบั หลวงปูฝ่ ้ันนานร่วมชัว่ โมง
หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อ่อน นั่งก้มหน้าหลับตาฟังคําตักเตือนขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน
อย่างสงบ

หลวงปชู่ อบ “วนั นนั้ อาจารยอ์ อ่ นนอ้ ยใจทถี่ กู ทา่ นอาจารยใ์ หญว่ า่ ให้ อาจารยอ์ อ่ น
กราบลาพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ นั่ ไปจาํ พรรษากบั ทา่ นอาจารยเ์ ทสกท์ เี่ มอื งพรา้ ว อาจารยฝ์ น้ั
ท่านไม่ไป ขออยู่ปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์ม่ันท่ีบ้านป่าเมื่ยง ในพรรษาปีน้ัน
อาจารย์อ่อนท่านป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรียอย่างหนัก อาจารย์เทสก์ท่านดูแลรักษา
อาจารยอ์ อ่ นทง้ั พรรษา อาจารยเ์ ทสกท์ า่ นอธบิ ายธรรมเรอื่ งการถอื มานะทฐิ ติ อ่ ครบู า-
อาจารยใ์ ห้อาจารย์อ่อนฟงั อาจารยอ์ อ่ นท่านยอมละมานะทฐิ ิ ออกพรรษา ทา่ นกม็ า
ขอขมาทา่ นอาจารยใ์ หญท่ บี่ า้ นปา่ เมยี่ ง กรรมนขี้ องทา่ นอาจารยอ์ อ่ นจงึ พน้ การภาวนา
ของทา่ นจงึ ข้ึนสูง”

พญานาคแผพ่ งั พานพ่นพษิ

หลวงปชู่ อบทา่ นบอก มคี รง้ั หนง่ึ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต พาลกู ศษิ ยเ์ ทย่ี ววเิ วก
ท่านบอกคร้ังน้ีคือคร้ังยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าท่ีองค์ท่านหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์เท่ียววิเวก
ลูกศิษย์พระเณรและฆราวาสติดตามองค์ท่านหลวงปู่ม่ันออกจากเมืองพร้าวสี่สิบ
กวา่ องค์ ระหวา่ งทางมพี ระเณรตามเขา้ มาสมทบกบั คณะองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั อกี จาํ นวน
ร่วมแปดสิบองค์ จนหลวงปู่มั่นท่านจัดกองกรรมฐานข้ึนสามกอง เพื่อไม่อยากให้
ชาวบา้ นเดือดร้อนลาํ บากดแู ลพระเณรในเรอื่ งภตั ตาหารและทพี่ กั

ตอนออกจากเมืองพร้าว หลวงปู่ชอบท่านติดตามองค์ท่านหลวงปู่ม่ัน พอมี
พระเณรตามมาสมทบกับคณะขององค์ท่านเพิ่มมากข้ึน องค์ท่านหลวงปู่มั่นจึงให้

104

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ หลวงปเู่ กตุ วณั ณาโก
เป็นกองหน้าส�ำรวจเส้นทางเท่ียววิเวก ที่องค์ท่านหลวงปู่มั่นให้เดินทางล่วงหน้านั้น
เพราะครบู าอาจารยท์ งั้ สท่ี า่ น หลวงปชู่ อบ หลวงปตู่ อื้ หลวงปแู่ หวน หลวงปเู่ กตุ พวกทา่ น
เปน็ พระกรรมฐานกองทัพธรรมผู้ไมห่ วนั่ ตอ่ ความยากลําบาก

หนา้ แล้งปพี ุทธศกั ราช ๒๔๘๐ องค์ท่านหลวงปูม่ ่นั ภรู ิทัตโต พาลูกศิษยอ์ อก
ฝึกเที่ยววิเวกแถบป่าเขาเขตอาํ เภอพร้าว อําเภอเชียงดาว จังหวดั เชยี งใหม่ คร้ังน้ันมี
พระเณรและตาผา้ ขาวตดิ ตามองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ เทยี่ ววเิ วกสสี่ บิ กวา่ องค์ หลวงปชู่ อบ
ท่านเป็นหน่ึงในจํานวนส่ีสิบกว่าองค์ท่ีติดตามองค์ท่านหลวงปู่มั่นไปเที่ยววิเวกใน
คร้ังนั้น เพ่ือนสหธรรมิกของท่านติดตามองค์ท่านหลวงปู่มั่นเท่ียววิเวกครั้งน้ันมี
หลวงปพู่ รหม จริ ปญุ โญ หลวงปขู่ าว อนาลโย หลวงป่ตู ื้อ อจลธัมโม หลวงป่แู หวน
สจุ ิณโณ ฯลฯ

องค์ท่านหลวงปู่ม่ันพาลูกศิษย์เดินทางมาถึงบึงแห่งหนึ่งระหว่างอําเภอพร้าว
มาอําเภอเชียงดาว องค์ทา่ นหลวงปู่มนั่ พาลกู ศิษยห์ ยดุ พกั ทางทิศเหนอื ของบึงแหง่ น้ี
องคท์ า่ นใหพ้ ระเณรเลอื กทพี่ กั ตามอธั ยาศยั หลวงปชู่ อบทา่ นเลอื กตน้ แหน (ตน้ สมอ
ภเิ ภก) เปน็ ทแ่ี ขวนกลด หลงั จากจดั แจงทพี่ กั ของตนเองแลว้ ทา่ นเขา้ ไปดบู รขิ ารและ
ทพี่ กั ขององค์ท่านหลวงป่มู น่ั ว่าหลวงปู่ตื้อท่านจดั การเรยี บรอ้ ยแลว้ หรอื ยัง

ทา่ นชว่ ยหลวงปตู่ อื้ จดั แตง่ ทพี่ กั ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั เสรจ็ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
บอกหลวงปชู่ อบกบั หลวงปตู่ อื้ วา่ “ทา่ นชอบ ทา่ นตอ้ื ใหพ้ วกทา่ นไปบอกหมคู่ ณะทกุ องค์
อยา่ พากนั บรโิ ภคนำ้� ทางดา้ นทศิ เหนอื ของบงึ แหง่ นเ้ี ปน็ อนั ขาด ถา้ ใชน้ ำ�้ ใหพ้ ากนั ไปใช้
ทางดา้ นทศิ ใตข้ องบงึ นำ�้ ทางดา้ นทศิ เหนอื มนั มพี ษิ ถา้ ใครไปอาบไปกนิ จะเจบ็ ปว่ ยได้
ทบ่ี งึ แหง่ นม้ี พี ญานาคแผพ่ งั พานพน่ พษิ คลมุ นำ�้ ในบงึ ไวค้ รงึ่ หนง่ึ ใหท้ า่ นชอบ ทา่ นตอ้ื
ไปบอกหมคู่ ณะทกุ องคท์ อ่ี ยทู่ นี่ ่ี อยา่ พากนั ประมาทนงิ่ นอนใจเปน็ อนั ขาด ถา้ ประมาท
แล้ว จะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของตนเองได้ พวกท่านไปบอกพระเณร
ใหพ้ ากนั อยอู่ ยา่ งสงบเหมาะสมตามสมณะวสิ ยั ผปู้ ระพฤตติ นในพระธรรมวนิ ยั ใหพ้ ระ
เณรเราพากนั แผเ่ มตตาใหก้ บั ผ้ทู เ่ี ขาเปน็ เจา้ ของหนองบึงแห่งน้ใี ห้มากๆ

105

ท่านชอบกับท่านตื้อช่วยเป็นหูเป็นตามือเท้าให้เราด้วย ท่านชอบคอยเป็นหูใน
ตาในเฝ้าระวังสอดส่องพฤติกรรมความคิดของพญานาคตนน้ีช่วยเรา ท่านตื้อคอย
กาํ กบั ดแู ลพระเณรอยา่ ใหป้ ระพฤตนิ อกลนู่ อกทางด้วยอาการคะนอง พญานาคตนน้ี
มานะทิฐิมันแรงไม่ธรรมดา เราพิจารณาดูแล้ว ถ้าเราวางเฉยไม่โปรดหรือกําหลาบ
มานะทิฐพิ ญานาคตนนี้ ตอ่ ไปพญานาคตนนจี้ ะสรา้ งบาปกรรมกบั มนุษยแ์ ละสัตว์ให้
เดอื ดรอ้ น มนั จะเปน็ กรรมหนกั ทที่ าํ ใหเ้ ขาตกนรกอบายภมู ไิ ด้ เรามวี าสนาเคยสงเคราะห์
กนั กับพญานาคตนน้มี ากอ่ น ชาติสุดทา้ ยแลว้ ท่ีเราจะได้โปรดสงเคราะห์เขา”

หลวงปู่ชอบเรยี นถามองค์ทา่ นหลวงปูม่ นั่ วา่ “พญานาคแผ่พังพานพน่ พษิ ใส่นำ้�
ในบงึ นเ้ี พอื่ ตอ้ งการอะไร” องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั วา่ “พญานาคเจา้ ของบงึ แหง่ น้ี เขาไมต่ อ้ งการ
ใหพ้ วกเรามาพกั อยทู่ นี่ ่ี เขาเกรงพวกเราจะมาขม่ เหงแยง่ ชงิ เอาสถานทแี่ หง่ นไี้ ป เขาจงึ
อวดฤทธสิ์ าํ แดงเดชพน่ พษิ ใสน่ ำ�้ ในบงึ ถา้ พวกเราไปใชน้ ำ�้ ในบงึ จะเจบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย แลว้
พากันหนีไปจากที่น่ี เพราะโทสะจริตของพญานาคตนน้ี จติ เขาจึงคดิ ไปในทางบาป”

เมื่อทราบเหตุของเรื่องแล้ว หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ตื้อจึงนําความท่ีองค์ท่าน
หลวงปมู่ นั่ สง่ั กาํ ชบั ไปแจง้ แกห่ มคู่ ณะใหท้ ราบโดยทวั่ กนั เรอื่ งใดทพี่ อ่ แมค่ รบู าอาจารย์
ท่านสั่ง อย่าพากันฝืนทําเป็นอันขาดเพราะจะเกิดอันตรายจากพิษภัยของพญานาค
ตนน้ีได้ เมื่อทราบเรื่องแล้ว พระเณรทุกรูปต่างพากันสํารวมในจริยวัตรของตน
หลวงปชู่ อบทา่ นสงั เกตดพู ระเณรองคใ์ ดทมี่ ภี มู ธิ รรม ทา่ นจะสาํ รวมนงิ่ เฉย ทา่ นใดทยี่ งั
ไมม่ ีหลักจติ หลักใจจะแสดงอาการหวาดกลวั ออกมาให้เหน็ ท่านวา่ สถานทีภ่ ายนอก
อมึ ครมึ ดบิ เถอ่ื นดนู า่ กลวั ทาํ ใหเ้ จา้ หวั จวั เณรผจู้ ติ ใจไมเ่ ขม้ แขง็ เกดิ อาการเกรงกลวั ใน
สถานท่ี

เวลาสรงน้�ำ องค์ท่านหลวงปู่มั่นจะให้พระเณรไปสรงน้�ำพร้อมกันกับองค์ท่าน
ถ้าเกดิ อะไรขน้ึ มา องคท์ า่ นจะดแู ลได้ทัน

หลวงปู่ชอบท่านว่า “อันตรายจากส่ิงลึกลับท่ีน่ีไม่ธรรมดา คร้ังนี้เราเห็นท่าน
อาจารยใ์ หญม่ น่ั ออกโรงใชฤ้ ทธป์ิ กปอ้ งลกู ศษิ ยข์ องทา่ น พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นรอู้ ะไร

106

สําคัญไมส่ าํ คญั ตอนนน้ั เราคาดเดาใจท่านไม่ได้ ทา่ นสง่ั ให้ทําอะไร เรากท็ าํ ตามท่ี
ท่านบอก ความรู้ของทา่ นอาจารยม์ นั่ เป็นหนึ่งไมม่ ีสอง ความร้ขู องทา่ นอาจารยใ์ หญ่
ลกึ ซง้ึ ละเอยี ดลออมาก

ผา่ นไปสองสามวนั อาจารย์ตือ้ ชวนเราไปขออาสาทา่ นอาจารย์ใหญ่ อาจารยต์ ือ้
ท่านจะปราบทรมานมานะทิฐิพญานาคตนนี้ เราไม่เห็นด้วยกับอาจารย์ตื้อ เราบอก
“ทา่ นตอี้ ใจเยน็ ๆ อยซู่ อ่ื ๆ (อยเู่ ฉยๆ) ใหเ้ ชอ่ื ในบญุ บารมพี อ่ แมค่ รบู าอาจารยข์ องพวกเรา
องคท์ า่ นตอ้ งมเี หตผุ ลลกึ ซง้ึ กวา่ พวกเราอยา่ งแนน่ อน พวกเราเปน็ ลกู ศษิ ย์ อยา่ หาญฤทธิ์
เทียมพอ่ แมค่ รูบาอาจารย์” อาจารย์ตือ้ ท่านฟังคาํ เรา ทา่ นเลยไมฝ่ นื

ทจ่ี รงิ แลว้ ลาํ พงั จะปราบพญานาคบงึ หนองตนนี้ อาจารยต์ อื้ ทา่ นกป็ ราบได้ เราก็
ปราบได้ ฤทธพ์ิ ญานาคมนั แคบ่ ญุ ฤทธ์ิ เกดิ จากบญุ ทต่ี นเองบาํ เพญ็ มา ฤทธพ์ิ วกนเี้ ปน็
ฤทธช์ิ ว่ั คราว ฤทธพ์ิ ระอรยิ เจา้ เปน็ ฤทธาวมิ ตุ ถาวรเหนอื โลกสงสาร กาํ ลงั ฤทธอิ์ ทิ ธวิ ธิ ี
จงึ แรงกวา่ กัน พญานาคเทวดาพอสิน้ ภพชาติ บุญฤทธนิ์ น้ั กส็ น้ิ ไปดว้ ย เหมอื นกนั กบั
ผวู้ า่ พอเกษยี ณไปแลว้ กส็ น้ิ ซงึ่ อาํ นาจในการใหค้ ณุ ใหโ้ ทษผอู้ น่ื ฤทธวิ์ าสนาส้ินแล้ว
สิ้นเลย ฤทธโิ์ ลกุตระสิ้นชาตขิ าดขันธ์ ยงั เหลอื ปาฏิหารยิ ์ไวใ้ หโ้ ลกรเู้ ห็น

วนั ตอ่ มา เรากบั อาจารยต์ อ้ื พากนั สรงนำ�้ ใหท้ า่ นอาจารยใ์ หญอ่ ยรู่ มิ บงึ ความคดิ
อาจารย์ต้ือเก่ียวกับพญานาคตนน้ีไปกระทบจิตท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านอาจารย์ใหญ่
บอกทา่ นต้อื “ถ้าเราจะใหท้ า่ นกําราบพญานาคตนน้กี ไ็ ด้ แตว่ าสนาของท่านทาํ ได้แค่
ขม่ ฤทธปิ์ ราบเขาไดแ้ คช่ ว่ั คราวเทา่ นน้ั ใชก้ าํ ลงั เอาชนะมานะบคุ คล มนั ชนะไดไ้ มถ่ าวร
ถึงท่านจะปราบเขาไดด้ ว้ ยฤทธ์ิ แต่ท่านโปรดเขาดว้ ยธรรมไม่ได้ วาสนาท่านกบั เขา
ไม่ได้สงเคราะห์กันมาทางโปรด เรารู้ในใจของเราว่าจะทําอย่างไรกับพญานาคตนน้ี
เร่ืองนเี้ ราจะจัดการเอง ขอท่านเปน็ กาํ ลงั ภายนอกให้เราก็พอ”

พอองค์ทา่ นหลวงปมู่ ่ันแจงเร่ืองวาสนาสงเคราะหใ์ หฟ้ งั หลวงปู่ตอ้ื ฟังทา่ นก็ส้นิ
สงสยั หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ เปน็ ครง้ั แรกทเี่ ราไดเ้ หน็ พญานาคพน่ พษิ พษิ ของพญานาค
ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนี้อ ท่านว่าพิษของพญานาคเป็นเหมือนดังเปลวเพลิง

107

ที่ลุกไหม้เหนือผวิ น้�ำ ไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟที่ลุกไหม้เหนอื นำ�้ มัน ท่านสังเกตดูสตั ว์
ทอี่ าศยั อยรู่ อบบรเิ วณบงึ แหง่ น้ี จะไมม่ สี ตั วต์ วั ไหนลงไปกนิ นำ�้ ในบงึ นเี้ ลย โดยเฉพาะ
พวกลิงมนั จะไม่ไปกนิ น�้ำในบึงน้ี เวลาพวกมันเขา้ ไปใกลบ้ ึง จะมอี าการตน่ื กลวั อยา่ ง
ผดิ ปรกติ ถงึ กบั รอ้ งเจยี๊ กขแี้ ตกเยย่ี วราดออกมาใหเ้ หน็ เหมอื นวา่ มนั กลวั สงิ่ ลกึ ลบั ที่
ซอ่ นอยใู่ ตบ้ ึงหนองแหง่ น้ี

พญานาคมานะทิฐิเฝ้าดูองค์ท่านหลวงปู่มั่นและพระเณรด้วยความขุ่นข้อง
หมองใจท่ีเห็นพระเณรพากันมาปฏิบัติอยู่ในเขตที่ตนเองเป็นเจ้าหนองจอมบึง
หลวงปู่ชอบท่านกําหนดดูจิตของพญานาคตนนี้อยู่เนืองๆ ท่านบอกพญานาคตนน้ี
มีโทสะเผาใจตลอดเวลา แต่ไม่กล้าทําอันตรายองค์ท่านหลวงปู่ม่ันและพระเณร
เนื่องจากเกรงในบารมอี งคท์ า่ นหลวงปูม่ ่นั จึงได้แตแ่ สดงฤทธิ์แสดงเดชพ่นพษิ ใสน่ �ำ้
ในบึงน้เี พอื่ เบยี ดเบียนพระเณรและองค์ทา่ นหลวงป่มู น่ั ในทางออ้ ม

หลวงปมู่ ่ันทา่ นทําเหมือนไมส่ นใจในพญานาคตนนี้ ทา่ นทําเหมอื นไมท่ ราบว่า
ทบี่ งึ แหง่ นม้ี พี ญานาคมาพน่ พษิ เอาไว้ ความจรงิ แลว้ องคท์ า่ นทราบดว้ ยญาณวถิ ที กุ ขณะ
จิตทพ่ี ญานาคตนนค้ี ิดอะไรอยู่

องคท์ า่ นพาพระเณรสวดมนตบ์ ท “ขนั ธปรติ ตสตู ร” หรอื ทรี่ จู้ กั กนั ในนามบทสวด
วริ ปู กั เขฯ ซงึ่ เปน็ มนตแ์ ผเ่ มตตาเจรญิ ไมตรเี ปน็ มติ รกบั พญานาคทกุ ตระกลู ตลอดจน
สัตว์อสรพิษท้ังหลาย กระแสเมตตาท่ีองค์ท่านหลวงปู่ม่ันและพระเณรแผ่ออกไป
ทาํ ใหพ้ ญานาคเจ้าทิฐจิ ติ เย็นออ่ นโยน มานะทิฐทิ คี่ รองใจพลอยอ่อนโยนตามกระแส
เมตตาธรรม แตย่ งั คงลวดลายทฐิ ทิ เี่ ปน็ ใหญใ่ นสถานที่ จอ้ งจบั ผดิ คดิ ตาํ หนอิ งคท์ า่ น
หลวงปู่ม่ันและพระเณรตามนิสัยอันธพาลที่ตนเองได้รับการเพาะบ่มจากกิเลสผู้เป็น
พอ่ แมท่ างทกุ ขาธรรมสัง่ ใหด้ าํ รงคงไว้

108

องคท์ า่ นหลวงปมู่ ัน่ โปรดพญานาคมจิ ฉาทฐิ ิ

องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต พจิ ารณาเหน็ มานะทฐิ พิ ญานาคตนนอ้ี อ่ นลงพอท่ี
จะโปรดไดแ้ ลว้ องคท์ า่ นบอกใหพ้ ญานาคตนนเี้ ผยตวั ออกมา พญานาคเจา้ ทฐิ แิ ปลกใจ
ทหี่ ลวงปมู่ ่ันรู้วา่ ตนเองแอบซุ่มซ่อนดอู งค์ท่านอยู่ ตนเปน็ กายทพิ ย์ แต่ไหนแตไ่ รมา
ไมเ่ คยมมี นษุ ยผ์ ใู้ ดรวู้ า่ ตนเองอาศยั อยใู่ นวมิ านบงึ แหง่ น้ี พญานาคเจา้ ทฐิ เิ กรงในอาํ นาจ
ธรรมฤทธขิ์ ององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ จงึ ยอมแสดงตนออกมาพบองคท์ า่ น โดยนริ มติ กาย
เปน็ มานพหน่มุ อายุราวสามสบิ ปี

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ถามพญานาค “เจา้ มชี อื่ วา่ อะไร” พญานาคตนนตี้ อบองคท์ า่ น
วา่ “ขา้ พเจา้ ชอื่ “มลนิ ทะนาคราช” องคท์ า่ นถามวา่ “ใชเ่ จา้ หรอื ไมท่ มี่ าแผพ่ งั พานพน่ พษิ
ใสน่ ำ้� ในบึงแหง่ น้ี” พญานาคมลินทะยอมรบั ว่าเขาเปน็ ผู้พ่นพิษใสน่ ำ้� ในบึงแหง่ นีจ้ ริง
องคท์ า่ นถาม “เพราะเหตใุ ดเจา้ ถงึ ทาํ เชน่ น”ี้ เขาตอบวา่ “เพราะพวกทา่ นเขา้ มาในเขต
หวงหา้ ม ขา้ พเจา้ เกรงทา่ นจะมาขม่ เหงแยง่ ชงิ เอาสถานทแี่ หง่ นไ้ี ปจากขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้
จงึ คายพิษใสน่ ้ำ� ไว้เพอื่ ขับไลพ่ วกท่านทางออ้ มให้หนีไปจากท่นี ี”่

องค์ท่านหลวงปู่มั่นจึงเทศนาแสดงธรรมอบรมพญานาคมลินทะ ผู้หลงผิดให้
สำ� นกึ ในบาป “สงิ่ ทเี่ จา้ ไดก้ ระทาํ ลงไปนน้ั มนั ไมเ่ กดิ ประโยชนอ์ ะไรในทางดงี ามแกต่ วั
ของเจา้ เลย การเบยี ดเบยี นผอู้ นื่ ใหไ้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นทงั้ กายและใจนน้ั มนั เปน็ การ
สร้างบาปกรรมให้กับตนเองเสียเปล่า ตนเองก็ใช่ว่าจะได้ดีมีงามอะไรในการกระทํา
แบบน้ี หนําซ้�ำกลับทําให้ตนเองนั้นตกต่�ำเพราะบาปกรรมท่ีตนเองได้กระทําลงไป
การท่ีเจ้ามาเบียดเบียนสมณสงฆ์องค์เณรผู้มีศีลธรรมนั้น มันเป็นบาปกรรมที่หนัก
สน้ิ ชาตขิ าดภพจากนไี้ ปแลว้ ตวั เจา้ กจ็ ะตกนรกหมกไหมไ้ มไ่ ดผ้ ดุ ไมไ่ ดเ้ กดิ กบั เขางา่ ยๆ
เพราะผลจากบาปทต่ี นเองไดเ้ บยี ดเบยี นสมณสงฆอ์ งคเ์ ณรผทู้ รงศลี ธรรม

ขนึ้ ชื่อวา่ อบายภูมิ เปน็ ภูมทิ ไี่ ม่เคยใหค้ วามสขุ กบั สัตวโ์ ลกหน้าไหนเลย ผูท้ อ่ี ยู่
ในภมู ินี้จะหาความสุขแมเ้ พยี งเสี้ยวเวลาก็หาไม่เจอ มแี ตร่ ะงมจมทกุ ขจ์ นกว่าจะสิ้น

109

เวรกรรม จะพน้ ไดเ้ มอ่ื ไรขึ้นอย่กู ับกรรมหนกั เบาทสี่ ตั ว์โลกผนู้ น้ั สรา้ งขึน้ มา อัตภาพ
ภพภูมิปจั จบุ ันของเจ้ากส็ งู ส่งกว่าสัตวน์ รกทั้งหลายอยูแ่ ล้ว แก้วทพิ ย์ คือ พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ทที่ ําใหจ้ ติ ใจของตนเองเปน็ สขุ นั้นมีอยู่แลว้ ทาํ ไมเจา้ จงึ ด้ินรน
ขนเอาแกว้ ทกุ ขค์ ือบาปกรรมเข้ามาเป็นฟนื ไฟสมุ ใจของตนเองให้ทกุ ข์ท่ัวมัวหมอง

พระสงฆเ์ ณรทมี่ าพกั ทนี่ ่ี ทา่ นกม็ ไิ ดม้ จี ติ คดิ มงุ่ รา้ ยหมายจะมาทาํ รา้ ยทาํ ลายเจา้
พระเณรแตล่ ะองคท์ ม่ี าพกั อยใู่ นสถานแหง่ นต้ี า่ งพากนั มาปฏบิ ตั ธิ รรมเพอื่ หวงั พน้ ทกุ ข์
ดว้ ยกนั ทงั้ นน้ั ไมม่ พี ระเณรองคใ์ ดหรอื แมแ้ ตอ่ าตมากไ็ มไ่ ดค้ ดิ จะมาเบยี ดเบยี นทาํ ให้
เจ้าเกิดความลําบากยากใจ พวกเรามาที่นี่เพื่อปฏิบัติธรรมและสงเคราะห์สัตว์โลก
ท้ังหลายให้ได้รับความผาสุกโดยถ้วนหน้า เจ้าก็เป็นผู้หนึ่งท่ีอาตมาและพระสงฆ์
องค์เณรพากันเดินทางมาโปรดด้วยความเมตตาธรรม เป็นวาสนาเจ้าแค่ไหนท่ีมี
พระสงฆ์องคส์ มณะท่านเดินทางมาโปรดถึงถ่นิ แทนท่เี จา้ จะรับเอาวาสนาอันดีงามนี้
มาเป็นมงคลประดับจติ ใจของตนเอง กลบั มาทาํ ลายโอกาสอันดงี ามน้ีของตนไปเสีย
เจา้ ไมม่ จี ติ คดิ ละอายใจในบาปทตี่ นเองไดก้ ระทาํ ลงไปบา้ งหรอื ใหเ้ จา้ พจิ ารณาดใู นสงิ่
ท่ีตนเองกระทําลงไปนั้นว่าดีหรือไม่ดี อย่าเอาสติปัญญากิเลสมาเป็นผู้แนะแนวทาง
ใหต้ นเอง เพราะกเิ ลสมนั ไมเ่ คยอบรมสง่ั สอนสตั วโ์ ลกตวั ไหนใหไ้ ดร้ บั ความเจรญิ ใน
ธรรมอนั ผาสุก ใหเ้ อาสตปิ ญั ญาธรรมมาเป็นผนู้ าํ ทางให้กบั จิตใจ เจา้ จะไดร้ ้วู ่าสิง่ ท่ี
ตนเองทาํ ลงไปนน้ั มันถูกหรือผดิ ”

“มลินทะนาคราช” ลงใจในธรรมทอ่ี งคท์ ่านหลวงปู่มั่นแสดง เขาสํานึกผิดคิด
ละอายใจในบาปกรรมทีต่ นเองไดก้ ระทาํ ลงไป กราบขอขมาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ด้วย
เกรงในผลกรรมทตี่ นเองไดก้ ระทาํ กบั องคท์ า่ นและพระสงฆอ์ งคเ์ ณร พญานาคมลนิ ทะ
รับปากองค์ท่านหลวงปู่มั่นจะกู้คืนถอนพิษออกจากบึงน�้ำเพื่อประโยชน์สุขของพระ
เณรและสรรพสัตว์ท้ังหลายที่อาศัยบริโภคน�้ำในบึงหนองแห่งน้ี พญานาคมลินทะ
ปวารณาตวั ขอเปน็ พทุ ธมามกะกับองคท์ า่ นหลวงปู่มั่น

กอ่ นพญานาคมลนิ ทะจะลาองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ กลบั วมิ านเมอื งของเขา องคท์ า่ น
หลวงปู่ม่ันขอให้พญานาคมลินทะแสดงร่องรอยไว้ให้พระเณรผู้ตานอกใสตาในมัว

110

ได้เห็นในฤทธานุภาพของพญานาค เพื่อเป็นหลกั ฐานยืนยันว่าภพภมู นิ มี้ ีอยู่จริงตาม
ทพ่ี ระพุทธเจ้าทา่ นทรงตรสั ไว้ มลนิ ทะนาคราชจงึ แสดงฤทธทิ์ ิ้งรอยขนาดเท่าต้นตาล
เปน็ ทางยาวกวา่ รอ้ ยเมตรจากทพี่ กั ขององคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ผา่ นทงุ่ หญา้ ไปทางทศิ เหนอื
ของบงึ น�ำ้ ตน้ หญา้ ทพี่ ญานาคมลินทะผ่านไปจะไหมเ้ กรียมเปน็ ทาง ไมต่ ่างอะไรกับ
ไฟเผาหรือเอายาฆา่ หญ้ามาพ่นฉดี

วนั ตอ่ มาองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั บอกพระเณรวา่ “เมอ่ื คนื พญานาคในบงึ แหง่ นขี้ นึ้ มา
หาทา่ น เขาถอนพษิ ในนำ�้ ออกหมดแลว้ จากนพ้ี ระเณรเราใชน้ ำ้� ในบงึ แหง่ นไ้ี ดต้ ามปรกติ
กอ่ นกลบั เขาทงิ้ รอยไวใ้ หด้ ู ใครไมเ่ คยเหน็ ฤทธขิ์ องพญานาคกไ็ ปดซู ะ” พระเณรพากนั
ไปดรู อยฤทธขิ์ องพญานาคทท่ี ง้ิ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐานยนื ยนั ในธรรมขององคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั

หลวงปชู่ อบทา่ นสงั เกตรอยฤทธข์ิ องพญานาคทที่ ง้ิ ไว้ สตั วเ์ ดรจั ฉานตา่ งๆ หรอื
แมแ้ ตก่ ระทง่ั มดแมลงเมอื่ เหน็ รอยนแ้ี ลว้ จะไมม่ ตี วั ไหนกลา้ ขา้ มผา่ น พากนั หลกี เวน้ ไป
ทางอน่ื เสยี ทา่ นสงั เกตพฤตกิ รรมของสตั ว์ เขาจะมสี ญั ชาตญาณหลบลหี้ นภี ยั ไดล้ กึ ลำ�้
กว่ามนุษยเ์ รา ทา่ นจงึ ไม่แปลกใจเลยว่า เวลามีเหตเุ ภทภยั ทางธรรมชาติ หมแู่ มลง
และสรรพสตั ว์ เขาจะมสี ญั ชาตญาณลภี้ ยั ไดด้ กี วา่ มนษุ ย์ เพราะมนษุ ยเ์ ราถอื มานะวา่
ตนเองเหนอื กวา่ สตั วอ์ นื่ จงึ ทาํ ใหป้ ระมาทชะลา่ ใจ พอเกดิ เหตเุ ภทภยั ขนึ้ มา มนษุ ยเ์ รา
จงึ ตายกนั เปน็ เบือเพราะความประมาทมวั เมา

เรียนถามหลวงปู่ชอบว่า “ได้ร่วมปราบพญานาคเจ้ามานะตนน้ีกับองค์ท่าน
หลวงปมู่ นั่ หรอื ไม”่ ทา่ นบอก “เราไม่ไดป้ ราบมานะทฐิ ิพญานาคตนน้ี เรามหี นา้ ท่ชี ว่ ย
ท่านอาจารย์ใหญ่คุมพระเณร กับคอยสังเกตดูความเคล่ือนไหวของพญานาคตนน้ี
ร่วมกับท่านเท่านั้น อาจารย์ใหญ่ท่านเป็นผู้ปราบมานะทิฐิพญานาคมลินทะด้วย
ธรรมฤทธ์ขิ ององคท์ า่ นเอง ในอดตี อาจารย์มน่ั ท่านเคยสงเคราะห์พญานาคมลนิ ทะ
มากอ่ น จงึ ปราบพยศพญานาคตนนลี้ งไปได้ อาจารยใ์ หญท่ า่ นเดนิ ทางมาพกั ทนี่ เ่ี พอื่
มาโปรดพญานาคมลนิ ทะเปน็ การเฉพาะ ชาตสิ ดุ ทา้ ยทอี่ งคท์ า่ นจะสงเคราะหส์ หายเกา่
ของท่านใหม้ ีศรทั ธาในพระพุทธศาสนา”

111

ดอยหลวงเชยี งดาว

เมอื่ มพี ระเณรตามเขา้ มาสมทบเทย่ี ววเิ วกกบั องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต มากขน้ึ
องค์ท่านจึงมอบหมายใหห้ ลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงป่ตู ้อื อจลธมั โม หลวงปู่แหวน
สจุ ณิ โณ หลวงปู่เกตุ วณั ณาโก ตาผา้ ขาวสียา คนบ้านแม่กอย ออกเดนิ ทางล่วงหน้า
ไปสํารวจสถานท่ีดอยหลวงเชียงดาว องค์ท่านบอกให้รออยู่น่ันจนกว่าท่านจะพา
หมู่คณะตามไปสมทบ หลวงปู่ชอบกับหมู่คณะพากันเดินทางล่วงหน้าไปดอยหลวง
เชยี งดาวตามบญั ชาขององค์ท่านหลวงป่มู น่ั

ระหวา่ งพกั รอคณะองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทด่ี อยหลวงเชยี งดาว หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นชวน
หมคู่ ณะไปสาํ รวจภายในถำ้� แหง่ หนง่ึ ทอี่ ยเู่ ชงิ ดอยหลวงเชยี งดาว ถำ�้ แหง่ น้ี หลวงปชู่ อบ
เขา้ ไปสาํ รวจมาก่อนแล้ว ท่านว่าถ้ำ� แหง่ นมี้ ืดมาก แสงสวา่ งสอ่ งไม่ถงึ อากาศถา่ ยเท
ไมส่ ะดวก เหมน็ ขเี้ ยย่ี วคา้ งคาว ถา้ อยนู่ านจะปวดหวั แนน่ หนา้ อก ทา่ นกบั หลวงปแู่ หวน
หลวงป่เู กตุ จงึ ปฏิเสธที่จะเข้าไปสํารวจถ้ำ� หลวงป่ตู อื้ ท่านจึงเข้าไปสํารวจถ้ำ� มืดเพียง
ลําพงั องค์เดยี ว

หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นเขา้ ไปในถำ้� นานหลายชวั่ โมง ตอนบา่ ยทา่ นออกมาจากถำ�้ ในสภาพ
เนอ้ื ตวั เปอ้ื นดนิ เปอ้ื นโคลน หลวงปตู่ อ้ื บอกถำ�้ มดื สลบั ซบั ซอ้ น ภายในถำ้� มพี ระพทุ ธรปู
ขา้ วของเครอ่ื งใชส้ มยั โบราณกระจายอยทู่ ว่ั ถำ้� ภมู ริ กั ษาสมบตั ดิ เุ อาการ หยบิ จบั อะไร
ขน้ึ มาดู กแ็ สดงกริ ยิ าไมเ่ ปน็ มติ ร ภายในถำ�้ มงี อู าศยั อยมู่ าก เวลาเดนิ ตอ้ งระวงั เพราะ
จะเหยียบงู หลวงปู่ตื้อท่านเป็นคนที่ไม่ค่อยถูกกันกับพวกงูเงี้ยวเข้ียวขอ พอเจองู
ท่านจงึ ออกจากถ�ำ้

หลวงปู่ชอบเล่าถึงอุปนิสัยโลดโผนของหลวงปตู่ ือ้ ให้ฟังวา่ หลวงปู่ตือ้ ทา่ นเปน็
พระท่ีผีสางเทวดาอันธพาลเกรงท่านมาก ผีฟ้าป่าเขาท่ีไหนว่าดุๆ เฮ้ียนๆ พอเจอ
หลวงปตู่ อ้ื แลว้ เปน็ ตอ้ งกระเจงิ หลวงปตู่ อื้ ทา่ นเปน็ พระทไี่ มก่ ลวั ในอาํ นาจมติ มิ ดื แตถ่ า้
กบั งู ทา่ นจะไมเ่ ขา้ ใกล้ หลวงปชู่ อบถามทา่ นวา่ “อาจารยต์ อื้ กลวั งหู รอื จงึ ไมก่ ลา้ จบั ง”ู

112

หลวงปตู่ อื้ บอก “ผมไมไ่ ดก้ ลวั งแู บบกลวั มนั จะฉกกดั ” ทา่ นบอกเวลาจบั หรอื สมั ผสั กบั
ตัวของงู ทา่ นจะเกดิ อาการจ๊กั กะจี๋มอื ไม่จําเปน็ ทา่ นจึงไมอ่ ยากสัมผัสกบั ตัวของงู

หลวงปชู่ อบวา่ ต่างกันกับหลวงปู่แหวน หลวงปแู่ หวนถ้าเจองู ท่านจะจับมาดู
เฉยเลย หลวงปแู่ หวนกบั หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นจงึ มกั จะเทย่ี ววเิ วกดว้ ยกนั ถา้ ทไ่ี หนมงี รู บกวน
หลวงปแู่ หวนทา่ นจะจบั งไู ปปล่อยให้ ถ้าที่ไหนมผี สี างมารบกวน หลวงปู่ตอ้ื ทา่ นจะ
กําราบให้ ทา่ นวา่ สมยั ก่อนตอนเท่ยี ววิเวกอยู่ทางภาคเหนือ ถ้าเห็นหลวงป่ตู ื้อทไ่ี หน
ก็จะเห็นหลวงปู่แหวนท่ีนั่น เว้นแต่ท่านท้ังสองจะแยกกันไปจําพรรษายังที่แห่งอ่ืน
พอออกพรรษาแลว้ ทา่ นทงั้ สองกจ็ ะกลบั มาหากนั เหมอื นเดมิ จนองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
พูดหยอกหลวงป่ตู ้อื หลวงปแู่ หวน ว่า “เงาธรรมงัวงามคู่”

หลังทําท่ีพักเสร็จประมาณสามสี่วัน องค์ท่านหลวงปู่ม่ันก็พาลูกศิษย์ตามมา
สมทบ ทา่ นถามวา่ “สถานทีแ่ หง่ นเี้ ป็นอย่างไรบ้าง” หลวงปู่ต้อื กราบเรียนองคท์ ่านว่า
“สถานทแี่ หง่ นเ้ี หมาะแกก่ ารปฏบิ ตั ิ เทพภมู ทิ นี่ เี่ ปน็ มติ รกบั พระเณรดี เวน้ แตย่ กั ษร์ กั ษา
สมบตั เิ ทา่ นนั้ ทเ่ี ขาไมเ่ ปน็ มติ รกบั พระเณรเราเทา่ ไหร่ เนอ่ื งจากเคยมพี ระเณรมาพกั ทน่ี ี่
พากันเอาสมบัติที่เขารักษาไปด้วย ภูมิยักษ์รักษาเขาจึงไม่ค่อยเป็นมิตรกับพระเณร
คอยตาํ หนเิ พง่ โทษเพราะเกรงพวกเราจะพากนั มาเอาสมบตั ทิ เ่ี ขาเฝา้ รกั ษาออกไปจาก
ทนี่ ่ี”

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ เตอื นลกู ศษิ ยใ์ หส้ าํ รวมในศลี สกิ ขาของตน อยา่ พากนั คะนอง
ลองประมาทในสถานท่ีเป็นอันขาด องค์ท่านสั่งห้ามพระเณรไม่ให้ไปแตะต้องของ
สงวนทพ่ี วกเทพภมู เิ ขารกั ษา ใหพ้ ากนั ทาํ ความเพยี ร เดนิ จงกรมภาวนา แผเ่ มตตาให้
สรรพสตั วท์ อี่ าศยั ในสถานทแี่ หง่ นใ้ี หไ้ ดร้ บั ผาสกุ ในธรรม เรอ่ื งภายนอกนนั้ ใหพ้ ระเณร
เราปฏบิ ตั ไิ ปตามหนา้ ทขี่ องตน สว่ นเรอื่ งภายในนน้ั องคท์ า่ นจะเปน็ ผพู้ จิ ารณาถงึ ความ
เหมาะสมในการปฏิบัตติ อ่ สถานทด่ี ว้ ยองคท์ ่านเอง

หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ ดอยหลวงเชยี งดาวสมยั อดตี มฤี าษชี ไี พรมาพกั บาํ เพญ็ เพยี ร
อยทู่ น่ี หี่ ลายทา่ น อดตี ชาตกิ อ่ นพทุ ธกาล ทา่ นกบั หลวงปตู่ อ้ื ผเู้ ปน็ สหายสายธรรมเคย

113

เปน็ ฤาษมี นุ ไี พรบาํ เพญ็ เพยี รทด่ี อยเชยี งดาวดว้ ยกนั มากอ่ น ผลานสิ งสข์ องการบาํ เพญ็
เพยี รพรต จงึ สง่ ผลให้ท่านทั้งสองไดม้ าเกิดในสมยั พระพทุ ธเจ้าสมณโคดม ชาตนิ ัน้
ท่านท้ังสองบวชเป็นพระภิกษุด้วยกันเมื่อสมัยต้นพระศาสนา ทันพระพุทธเจ้าองค์
ปจั จบุ นั แตด่ ว้ ยอนิ ทรยี บ์ ารมธี รรมของทา่ นทง้ั สองยงั ออ่ นอยู่ จงึ พากนั หลงผดิ ตดิ ตาม
ไปอยกู่ บั พระเทวทตั พอพระเทวทตั ผเู้ ปน็ อาจารยถ์ กู พระแมธ่ รณที ำ� กรรมสบู ตกนรก
อเวจี ทา่ นทง้ั สองกพ็ ากนั ลาสกิ ขาออกมาครองเรอื น ชาตนิ นั้ หลวงปชู่ อบทา่ นตายตอน
อายสุ ามสบิ กวา่ ปี

ตายจากชาติน้ัน ท่านมาเกิดทเี่ มืองสาวัตถี เปน็ ลูกชายพอ่ บา้ นคนรบั ใชอ้ นาถ-
ปณิ ฑกิ เศรษฐี มหาอบุ าสก พออายไุ ดส้ บิ ปใี นชาตนิ น้ั ทา่ นไดพ้ บพระมหากสั สปเถระ
ทา่ นผเู้ ปน็ เลศิ ในธดุ งควตั ร ทา่ นเกดิ ศรทั ธาในขอ้ วตั รปฏบิ ตั ขิ องทา่ นพระมหากสั สป-
เถรเจา้ จงึ ขออนญุ าตพอ่ แมอ่ อกบวชเปน็ สามเณร ตดิ ตามอปุ ฏั ฐากรบั ใชท้ า่ นพระมหา
กสั สปเถระ ชาตนิ น้ั ทา่ นปฏบิ ตั จิ นสาํ เรจ็ ฌานสมาบตั แิ ปด มอี ทิ ธวิ ธิ แี สดงฤทธนิ์ ริ มติ กาย
เหาะเหินเดินอากาศไดด้ งั ปกั ษา

หลงั สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ สมณโคดม เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พานผา่ นไปได้
๘ ปี ทา่ นเปน็ สามเณรตดิ ตามพระมหากสั สปเถรเจา้ อญั เชญิ พระอรุ งั คธาตสุ ว่ นหนา้ อก
ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มาประดิษฐานไวท้ ่ี “พระธาตุพนม” บางครัง้ เดินทาง
ดว้ ยเทา้ บางครง้ั เดนิ ทางดว้ ยอภญิ ญายน่ ระยะทาง ผา่ นบา้ นเมอื งใด ชาวบา้ น เจา้ เมอื ง
จะพากนั ออกมากราบไหวบ้ ชู าพระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจา้ ชาวบา้ น เจา้ เมอื ง
ต่างๆ จะพากันถวายทรพั ย์สมบัติเพือ่ เป็นพุทธบูชาฝากไปบรรจุทพ่ี ระธาตุพนม

องคท์ า่ นบอก พระมหากสั สปเถระพาทา่ นและคณะพระเณร มาพกั สรงนำ�้ ทล่ี าํ ธาร
หนองสองหอ้ ง ปจั จบุ นั ลาํ ธารหนองสองหอ้ งทวี่ า่ นอี้ ยเู่ ขต บา้ นกกโพธว์ิ งั กำ�่ ตาํ บลโพนสงู
อาํ เภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย ดว้ ยชาตทิ หี่ ลวงปชู่ อบทา่ นระลกึ ถงึ ตอนทา่ นมาพกั ทนี่ กี่ บั
พระมหากสั สปเถระ ผเู้ ปน็ อาจารยเ์ กา่ ทา่ นจงึ ใหส้ รา้ งวดั ขนึ้ มาเพอื่ เปน็ อนสุ รณใ์ นการ
ระลกึ ชาตขิ ององคท์ า่ น ปจั จบุ นั วดั แหง่ นมี้ ชี อ่ื วา่ วดั ปา่ กกโพธว์ิ งั กำ�่ โดยมี พระอาจารย์
แสง จริ วฒั ฑโก พระอปุ ฏั ฐากขององคท์ า่ นเปน็ ประธานสงฆว์ ดั แหง่ นี้

114

ชาตทิ ี่ทา่ นเกิดเป็นสามเณรอุปัฏฐากพระมหากสั สปเถระนนั้ หลงั กลบั จากสร้าง
พระธาตพุ นม ทา่ นเสอ่ื มฌาน แพภ้ ยั มาตคุ ามสาวเลยี้ งววั อายุ ๑๙ ปี ทา่ นลาสกิ ขาออก
มาครองเรอื นกบั สาวเลยี้ งววั สาวเลยี้ งววั ผเู้ ปน็ เนอ้ื คเู่ กา่ ของทา่ น ในชาตนิ ป้ี จั จบุ นั เกดิ เปน็
ผหู้ ญงิ อยทู่ อี่ าํ เภอหลม่ เกา่ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ชาตปิ จั จบุ นั หลวงปชู่ อบทา่ นไดพ้ บกบั
ผหู้ ญงิ คนนี้ ดว้ ยคณุ ธรรมทอ่ี งคท์ า่ นกา้ วพน้ สงสารไปไดแ้ ลว้ ทา่ นจงึ หมดจติ คดิ ปฏพิ ทั ธ์
องคท์ า่ นไดส้ งเคราะหธ์ รรมใหก้ บั ควู่ าสนาเกา่ เพอ่ื ใหเ้ ขามนี สิ ยั ธรรมตดิ ตวั ไปในภายหนา้
ค่วู าสนาเก่าขององคท์ ่านในชาตนิ ้นั ถงึ แกก่ รรมเมอ่ื ปี ๒๕๓๖ ตอนอายุ ๘๕ ปี

ฟังองค์ท่านหลวงปู่ชอบระลึกชาติตอนภาวนาอยู่ดอยเชียงดาวกับองค์ท่าน
หลวงปมู่ นั่ รสู้ กึ ตน่ื เตน้ เพลนิ ไปกบั ธรรมทอ่ี งคท์ า่ นเลา่ คนื วนั ท่ี ๒ สงิ หาคม ๒๕๓๗
ทบ่ี า้ นซำ� ทอง ตาํ บลนามาลา อาํ เภอนาแหว้ จงั หวดั เลย เรากบั เณรเมย่ี งมว่ งหกั พากนั
หายงว่ ง ยง่ิ ดกึ เทา่ ไหร่ หลวงปชู่ อบทา่ นยง่ิ เลา่ เรอื่ งธรรมลกึ ลบั พสิ ดารใหฟ้ งั โดยเฉพาะ
เรอ่ื งหลวงปตู่ อื้ หลวงปแู่ หวน หลวงปขู่ าว ทา่ นเลา่ ไปหวั เราะไปกบั เรอ่ื งราวสหายธรรม
ทงั้ สามของทา่ น เมอ่ื สมยั เปน็ พระหนมุ่ ดว้ ยกนั เรอื่ งอดตี ชาตทิ พ่ี วกทา่ นพากนั หลงผดิ
ติดตามไปอยู่กบั พระเทวทตั

เรยี นถามองคท์ า่ น “ผรู้ ะลกึ ชาตไิ ดต้ อ้ งมภี มู ธิ รรมชน้ั ไหน” ทา่ นบอก “ชนั้ โลกยี ฌาน
ก็สามารถระลึกชาติได้ เพราะจตุ ูปปาตญาณเปน็ ธรรมสาธารณะ พระอริยเจา้ หรือผ้มู ี
ฌานโลกยี ก์ ็สามารถระลึกชาติได้ แตกตา่ งมากนอ้ ยขนึ้ อยกู่ ับวาสนาบารมีของแตล่ ะ
ชั้นภมู ิเท่านั้น” องคท์ า่ นเปรยี บเทยี บกระจกมวั มองเหน็ เงาตนเองและผ้อู น่ื ไม่ชดั เจน
กระจกใสมองเหน็ เงาของตัวเองและผู้อ่ืนไดช้ ัดเจน

ถามองคท์ า่ นดว้ ยความอยากรู้ “พระอรหนั ตแ์ ตล่ ะทา่ นระลกึ ชาตไิ ดเ้ ทา่ กนั หรอื ไม”่
ท่านบอก “ระลึกไดไ้ ม่เท่ากัน ขึน้ อย่กู บั วาสนาบาํ เพญ็ มา” ท่านบอก “พระพุทธเจา้
ระลกึ ชาตปิ ระมาณมิได้ เพราะพระองคส์ ร้างบารมีมามากกวา่ สาวกทุกรูป” ท่านบอก
“พระอรหนั ตย์ คุ กงึ่ พทุ ธกาล ไมม่ ใี ครสามารถระลกึ ชาตไิ ดม้ ากเทา่ กบั พอ่ แมค่ รอู าจารย์
มนั่ ของเรา องคท์ ่านหลวงปมู่ นั่ ระลึกชาตติ นเองและสตั วโ์ ลกไดม้ ากถงึ ๑ อสงไขย
เนอ่ื งจากวาสนาบารมีองคท์ ่านสร้างมาในสายพุทธภูมิ”

115

ดอยเชียงดาวในอดีต นอกจากเป็นสถานที่บําเพ็ญพรตของฤาษีมุนีไพรแล้ว
ทแี่ หง่ นย้ี งั เปน็ สถานทน่ี พิ พานของพระปจั เจกพทุ ธเจา้ และพระอรหนั ตใ์ นอดตี หลาย
พระองค์ ดอยหลวงเชยี งดาว จึงเป็นสถานทม่ี งคลธรรมสําหรบั นกั ปฏบิ ัตผิ ้แู สวงหา
ความสงบ หลวงปู่ชอบบอกที่ดอยเชียงดาวมี “สุนทรเทพ” เป็นเทพรักษาสถานท่ี
สุนทรเทพเคารพศรัทธาองคท์ า่ นหลวงปู่ม่ันมาก เนื่องจากเขาไดร้ บั เมตตาธรรมเมอ่ื
คร้ังองคท์ ่านพาลกู ศษิ ยม์ าโปรดสรรพสตั ว์ท่ดี อยเชียงดาว

ที่ดอยหลวงเชียงดาวมีพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้า “ปัสสิขี” มาเย่ียมสนทนาธรรมกับองค์ท่านหลวงปู่มั่นทางใน
พระปัจเจกพุทธเจ้าปัสสิขีบอกองค์ท่านหลวงปู่ม่ันว่าพระองค์ได้ละขันธ์นิพพาน
ที่ถ�้ำแห่งหน่ึงบนดอยหลวงเชียงดาว องค์ท่านเล่าเรื่องน้ีให้ลูกศิษย์ฟังโดยพูดเป็น
เชงิ วา่ “อา้ ยเฒา่ นแี้ กม่ ากแลว้ ครนั้ จะมาปนี ภปู า่ ยดอยเหมอื นแตก่ อ่ นกด็ ไู มไ่ หว ธาตขุ นั ธ์
กาํ ลงั วงั ชามนั ไมเ่ ออ้ื อาํ นวยเหมอื นสมยั เปน็ พระหนมุ่ เสยี ดายวาสนาเราไมม่ โี อกาสได้
ขน้ึ ไปดูท่นี ิพพาน สถานมงคลธรรมของท่านพระปัจเจกพทุ ธเจ้าพระองค์นี้”

หลวงปตู่ อ้ื อยากพสิ จู นเ์ รอ่ื งนใี้ หห้ ายสงสยั ทา่ นจงึ ขอโอกาสองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั
ขน้ึ ไปดถู ำ�้ ปจั เจกพทุ ธเจา้ “ปสั สขิ ”ี นพิ พาน แทนองคท์ า่ น องคท์ า่ นอนญุ าตใหห้ ลวงปตู่ อื้
ขึน้ ไปดถู ำ้� พระปัจเจกนิพพาน โดยใหพ้ ระอาจารยส์ นู เขมจาโร พระเขอื่ ง อภปิ ุญโญ
และตาผา้ ขาวสยี า ขึ้นไปเปน็ เพ่อื นหลวงปูต่ ือ้ ค้นหาถ�้ำพระปจั เจกนิพพาน

ขออธบิ ายเกย่ี วกบั บคุ คลทขี่ นึ้ ไปบนดอยหลวงเชยี งดาว เพอ่ื คน้ หาถำ้� พระปจั เจก
กับหลวงป่ตู ้ือ ดงั น้ี

๑. พระอาจารยส์ นู เขมจาโร ท่านเปน็ ชาวจงั หวดั เลย เกิดที่บา้ นนาแก ตาํ บล
ทรายขาว อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย พระอาจารยส์ นู ทา่ นเปน็ ผมู้ นี สิ ยั เงยี บขรมึ พดู นอ้ ย
เป็นลูกศิษย์ขององค์ท่านหลวงปู่ม่ันรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ซามา อจุตโต ท่านเคย
จาํ พรรษากบั หลวงปเู่ ทสกแ์ ละหลวงปชู่ อบเมอ่ื ปี ๒๔๘๐ ทบี่ า้ นปง (วดั ปา่ อรญั ญวเิ วก)
ตาํ บลอินทขิล อาํ เภอแมแ่ ตง จงั หวดั เชียงใหม่ ท่านมรณภาพทปี่ ระเทศลาว

116

๒. พระเขอ่ื ง อภปิ ญุ โญ เปน็ ชาวภไู ท นครพนม เกดิ ทบี่ า้ นหาดแห่ ตาํ บลนำ�้ กำ่�
อาํ เภอธาตพุ นม จงั หวดั นครพนม หลวงปชู่ อบบอก ทา่ นเขอ่ื งเปน็ ผมู้ บี ญุ แตก่ รรมบงั
ท่านเขื่องภาวนาจนได้ฌานสมาบัติ รอู้ ดีตอนาคต มีปรจติ วชิ า ลว่ งรู้ความนึกคดิ ของ
ผอู้ น่ื ได้ ทา่ นเขอ่ื งเคยแสดงฤทธเิ์ ดนิ บนอากาศใหห้ ลวงปชู่ อบดตู อนจาํ พรรษาดว้ ยกนั
ที่บ้านปง ท่านเข่ืองมีจริตติดฤทธ์ิ องค์ท่านหลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ติดยึดส่ิงเหล่าน้ี
เพราะฤทธเ์ิ ปน็ ของเลน่ ของนกั ปฏบิ ตั ิ ไมใ่ ชว่ หิ ารธรรมเครอื่ งอยขู่ องผทู้ ตี่ อ้ งการหลดุ พน้
ทา่ นเขอื่ งเสอื่ มฌานเพราะเจอกบั ควู่ าสนาเกา่ ลาสกิ ขาเมอ่ื ปี ๒๔๘๒ ปจั จบุ นั ทดิ เขอ่ื ง
ถงึ แกก่ รรมทีบ่ า้ นเกิดอาํ เภอธาตพุ นม จงั หวดั นครพนม

หลวงปตู่ ื้อ พระอาจารย์สนู พระเขือ่ ง และตาผ้าขาวสียา พากนั ขน้ึ ไปบนยอด
ดอยหลวงเชยี งดาว สองวนั จงึ พากนั กลบั ลงมาดว้ ยสภาพผา้ ผอ่ นทอ่ นสบงแตล่ ะองคน์ น้ั
ขาดวนิ่ หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นวา่ ทบี่ นยอดดอยเชยี งดาว อากาศหนาวเยน็ ทง้ั กลางวนั กลางคนื
จนไมม่ มี ดแมลงไตต่ ามพนื้ ดนิ บนยอดดอยขดั สนเรอื่ งนำ้� บรโิ ภค นำ้� ทน่ี าํ ขนึ้ ไปฉนั หมด
ตอ้ งอาศยั ฉนั นำ้� ปสั สาวะของตนเองประทงั ความกระหาย ทา่ นกบั หมเู่ พอ่ื นพากนั คน้ หา
ถ้ำ� พระปัจเจกอยเู่ ป็นวนั กห็ าไมเ่ จอ จนหลวงปู่ต้อื ท่านตอ้ งคน้ หาทางภายใน

“สนุ ทรเทพ” ผพู้ ทิ กั ษด์ อยหลวงบอกทางเขา้ ถำ้� ใหร้ ู้ ทา่ นจงึ ปนี เขาขน้ึ ไปจนเกอื บ
สุดปลายดอยจงึ พบกบั ถำ้� แหง่ นี้ ถ้�ำแห่งนีถ้ ้าไมส่ ังเกตดดู ีๆ จะไมร่ ู้วา่ เป็นถ�้ำ เพราะ
ทางเขา้ ถำ้� มเี ถาวลั ยพ์ นั ธไ์ุ มบ้ งั ตา ทางเขา้ ถำ้� จะคบั แคบ พอเขา้ ไปแลว้ ภายในจะโอโ่ ถง
อยู่ได้เปน็ รอ้ ยคน ท่ีกลางถำ้� มีแทน่ หนิ ยาวประมาณ ๔ วา ลกั ษณะคลา้ ยเตียงนอน
เทวดารักษาสถานท่ีบอกท่านว่า แท่นหินแท่นน้ีคือท่ีบรรทมของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ปสั สขิ ี พระองคด์ บั ขนั ธน์ พิ พานทแี่ ทน่ หนิ แทน่ นี้ ทกุ อยา่ งทหี่ ลวงปตู่ อ้ื ไปเหน็ มา ตรงกบั
ที่องค์ท่านหลวงปู่มั่นบอกไว้ทุกอย่าง เพียงแต่หลวงปู่ต้ือท่านขึ้นไปดูเพื่อเป็นพยาน
ความรู้ขององคท์ า่ นหลวงป่มู ่นั เท่านนั้

หลวงปู่ชอบ “อาจารย์ใหญ่ท่านให้อาจารย์ตื้อขึ้นไปดูถ�้ำพระปัจเจกพุทธเจ้า
นพิ พาน เพราะอาจารยต์ อ้ื ทา่ นเคยปรารถนาพทุ ธภมู ิ อาจารยใ์ หญจ่ งึ ใหอ้ าจารยต์ อื้ ขน้ึ
ไปดถู ำ้� พระปจั เจกเพอ่ื ใหท้ า่ นเกดิ ธรรมสงั เวช ขนาดปรารถนาเปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้

117

กวา่ จะบรรลธุ รรมไดก้ ย็ ากยงิ่ แสนเขญ็ ยง่ิ ปรารถนาเปน็ พระพทุ ธเจา้ แลว้ ยงิ่ เปน็ ผแู้ บก
ทกุ ขห์ นาสาหสั มากมายหลายเทา่ พออาจารยต์ อื้ ทา่ นไดเ้ หน็ ธรรมสถานทน่ี พิ พานของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าปัสสิขี ใจอาจารย์ตื้อท่านก็ถอยออกจากความปรารถนาพุทธภูมิ
อาจารย์ใหญ่มั่นยกเร่ืองท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิเล่าให้อาจารย์ตื้อกับลูกศิษย์ท่าน
อน่ื ๆ ฟงั อาจารยใ์ หญม่ น่ั ทา่ นปรารถนาพทุ ธภมู มิ าตงั้ แตส่ มยั พระพทุ ธเจา้ กสั สโป จนลว่ ง
เลยมาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าสมณโคดมองค์ปัจจุบัน ขนาดท่านยังไม่ได้รับการ
พยากรณจ์ ากพระพทุ ธเจา้ องคใ์ ดองคห์ นงึ่ เพอื่ รบั รองฐานะยกภมู ขิ นึ้ เปน็ พระโพธสิ ตั ว์
ทา่ นยงั เวยี นวา่ ยตายเกดิ ในภพนอ้ ยภพใหญอ่ ยา่ งแสนสาหสั ทง้ั ตกอบาย ทงั้ ขนึ้ สวรรค์
เป็นอย่อู ยา่ งนั้นหลายภพหลายชาติ

แตล่ ะชาตทิ อ่ี าจารยใ์ หญม่ นั่ ทา่ นเกดิ ตาย ทา่ นบอกทกุ ขท์ งั้ นน้ั บางครง้ั ทา่ นเกดิ
เป็นเดรจั ฉานตดิ ตอ่ กันหลายชาติ ท่านพจิ ารณาเห็นทกุ ขใ์ นการเกดิ ตายของตนเองท่ี
ทบั ถมยาวนาน อาจารยใ์ หญม่ น่ั ทา่ นจงึ ละความปรารถนาพทุ ธภมู ทิ ห่ี ว้ ยไคร้ นครนายก
จากน้ันมา ท่านก็ภาวนาก้าวข้ามกามคุณ สําเร็จธรรมอนาคามีที่ถ�้ำสาริกา พอมา
อยู่ถ้�ำดอกคํา เชียงใหม่ อาจารย์ใหญ่มั่นท่านก็มาถึงความบริสุทธิ์ธรรมธาตุอยู่น่ี
วาสนาอาจารยใ์ หญม่ น่ั ทา่ นเป็นวาสนาพุทธะ ท่านจงึ มีลูกศษิ ยล์ กู หาบรวิ ารมากมาย
อาจารยใ์ หญม่ นั่ ท่านสอนลกู ศิษยไ์ ดส้ าํ เรจ็ มรรคผลมากมายหลายองค์ พระอรหนั ต์
กึ่งพทุ ธกาลไมม่ ีใครมีบารมีเทียบเทา่ พ่อแมค่ รอู าจารย์มน่ั

อาจารยต์ อ้ื ฟงั อาจารยใ์ หญม่ นั่ เตอื นทา่ นในเรอื่ งน้ี อาจารยต์ อ้ื พจิ ารณาเหน็ กอง
ทกุ ขข์ องตวั เองทไ่ี มม่ วี นั จบสนิ้ ทา่ นจงึ ละพทุ ธะมหาทกุ ขท์ บ่ี า้ นแมก่ อย จากนนั้ ทา่ นกเ็ รง่
ความเพียรปรารถนาพ้นทุกข์เพียงอย่างเดียว จนท่านถึงธรรมธาตุในชาติปัจจุบัน
อาจารยต์ อื้ ทา่ นเปน็ ลกู ศษิ ยอ์ าจารยใ์ หญม่ นั่ องคท์ ี่ ๕ ทรี่ ธู้ รรมตามพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั
องคแ์ รกอาจารยพ์ รหม บา้ นดงเยน็ อาจารยพ์ รหมทา่ นเปน็ ลกู ศษิ ยอ์ าจารยใ์ หญม่ น่ั ท่ี
สาํ เรจ็ ธรรมเปน็ องคแ์ รก อาจารยพ์ รหมทา่ นสาํ เรจ็ ธรรม ปี ๒๔๘๓ ปนี น้ั เราจาํ พรรษากบั
ทา่ นเหรยี ญ อยบู่ า้ นแมห่ นองหาร สนั ทราย อาจารยใ์ หญม่ น่ั บอกเรา “ทา่ นชอบ ทา่ นพรหม
ถงึ ธรรมแลว้ เดอ้ ทา่ นพรหมสวา่ งแลว้ ” เราเขา้ ใจในความหมายทอ่ี าจารยใ์ หญม่ น่ั บอก
ทนั ที

118

พออาจารยต์ ือ้ ถึงธรรมแลว้ ไล่กนั มาอาจารยแ์ หวนท่านกม็ าไดธ้ รรมอยู่บา้ นปง
แม่แตง อาจารย์แหวนถงึ ธรรมตอนท่านอายุ ๕๘ ตอนอาจารยแ์ หวนทา่ นบรรลุธรรม
เรากับอาจารยข์ าว อาจารย์เหรยี ญ หลวงพอ่ วงษ์ พากันเท่ยี ววเิ วกอยแู่ ม่ริม ตอนนน้ั
โลกธาตสุ น่ั ไหวในจติ อยา่ งแรง อาจารยข์ าวถาม “เกดิ อหี ยงั ขน้ึ ครบู า โลกธาตคุ อื สน่ั ไหว
แฮงแท้” เราบอกอาจารยข์ าว “ผู้เฒ่าแหวนทา่ นถึงธรรมอนั เปน็ มงคลแล้ว” เรากับ
อาจารยข์ าวพากนั อนโุ มทนาในธรรมกบั ผู้เฒา่ แหวนที่ทา่ นพ้นทกุ ขไ์ ดใ้ นชาตนิ ี้”

เรยี นถามองคท์ า่ นวา่ “อดตี เคยปรารถนาพทุ ธภมู บิ า้ งไหม” ทา่ นบอก “เราไมเ่ คย
ปรารถนาพุทธภูมิกบั เขา ตอนอยเู่ ชียงใหมก่ บั อาจารยม์ ั่น ทา่ นชีม้ ือข้ึนฟ้าบอกเราว่า
“ทา่ นชอบเอย้ เดอื นดาวทที่ า่ นเหน็ อยนู่ ้ี ยงั นอ้ ยกวา่ ดารารศั มพี ระโพธสิ ตั วท์ รี่ อการตรสั รู้
ท่านอยากจะเป็นมหาบุรุษผู้แบกทุกข์กับเขาอยู่บ้อ” เราบอกท่านว่า “ข้าน้อยบ่ขอ
ปรารถนาเป็นมหาบุรุษผู้แบกทุกข์ ข้าน้อยปรารถนาขอพ้นทุกข์ในชาติน้ีเท่านั้น”
อาจารย์ใหญท่ ่านวา่ “ดแี ล้วๆ เอาให้มันจบในชาตนิ ี้เด้อท่านชอบ”

“เราเรง่ ความเพียรเจ้าของอยา่ งสดุ เหยียด พอมาอยูบ่ า้ นป่าไมแ้ ดง เมืองพม่า
กามนครในจิตของเราก็มาแตกพังอยู่นี่ จิตหมดอปุ าทานสมมุตใิ นเพศหญิงเพศชาย
ใจหมดความอยากไดใ้ ครม่ ใี นกามคณุ ทงั้ หมด รตู้ วั วา่ จากนไ้ี ป เราบไ่ ดอ้ าศยั ทอ้ งผใู้ ด
เกิดอีกแล้ว จากนั้นมาอีก ๓ ปี ปี ๘๗ (๒๔๘๗) เราจําพรรษาอยู่ถ้�ำหมีเก่า
บ้านไทยใหญ่หนองยวน เราก็มาเม้ียนเม่าโคตรพ่อโคตรแม่กิเลสลงได้อยู่บ้าน
หนองยวน จติ เป็นธรรมธาตสุ ว่างไสว จบสิ้นการเกิดอยา่ งถาวร เราบรรลธุ รรมเป็น
พระอรหันต์เตวชิ โช เพราะบุญบารมีเราสร้างมาทางสายวิรยิ ะ” ฟังองค์ท่านเล่าแลว้
อศั จรรยใ์ จในธรรมขององคท์ ่าน

ทา่ นบอก “บญุ บารมที เี่ ราบําเพ็ญมาต้ังแต่อดตี ถึงปจั จบุ ัน เราสําเรจ็ เตวิชโช ๓
มอี ภญิ ญาเปน็ เครอ่ื งประดบั จติ ๖ อยา่ ง “อทิ ธวิ ธิ ”ี แสดงฤทธไิ์ ดด้ ว้ ยใจ “ทพิ โสต” รสู้ นทนา
ของสตั วโ์ ลกแมต้ า่ งภมู ิ “เจโตปรยิ ญาณ” รจู้ ติ ใจผอู้ น่ื “ปพุ เพนวิ าสานสุ ตญิ าณ” ระลกึ ชาติ
การเกดิ ของตนเองและสตั วโ์ ลก “ทพิ จกั ษ”ุ มตี าในเหน็ การกระทาํ ของผอู้ นื่ “อาสวกั ขยญาณ”
สละลา้ งกเิ ลสใหส้ ิ้นไปจากจิตใจของตนเอง”

119

ท่านบอกธรรม ๕ อยา่ งแรก เป็น “สาธารณธรรม” ผสู้ ําเร็จฌานโลกยี ก์ ็มีภูมิ
ความรนู้ ี้ได้ แต่ข้อสุดทา้ ยคือ “อาสวักขยญาณ” การทําลายกิเลสใหส้ ้ินไปจากจติ ใจ
ของตนเอง คอื คณุ สมบตั ิของ “พระอรหันต”์ ทา่ นผสู้ ้ินทกุ ขแ์ ลว้ เทา่ นนั้ ทม่ี คี ณุ สมบตั ิ
ขอ้ นีไ้ ด้

เรียนถามองค์ท่าน “พระอรหันต์กําหนดระลึกชาติได้เท่ากันไหม” องค์ท่าน
หลวงปู่ชอบตอบว่า “ได้ไม่เท่ากนั ขนึ้ อยู่กบั บญุ บารมีท่ีตนเองสั่งสมมา”

เรยี นถามองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบตามประสาผอู้ ยากรู้ “วาสนาบารมธี รรมทพี่ อ่ แม-่
ครอู าจารย์สัง่ สมมา สามารถกําหนดระลึกชาตติ นเองและผู้อืน่ ได้มากเท่าไร”

องคท์ า่ นบอก “เรากาํ หนดระลกึ ชาตติ นเองและผอู้ น่ื ยอ้ นหลงั ได้ ๙๑ กปั ระลกึ
อนาคตของผู้อ่ืนได้ ๙๑ กัป”

เรยี นถามองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “พอ่ แมค่ รอู าจารยก์ าํ หนดระลกึ ชาตใิ ชเ้ วลานาน
แคไ่ หน” ทา่ นบอก “จติ เราเปน็ วสี มคี วามชาํ นาญในการเขา้ ออก เรากาํ หนดระลกึ ชาติ
อดตี อนาคตไดเ้ รว็ กวา่ ฟา้ แลบ ๖๐ เทา่ ” ฟงั องคท์ า่ นพดู แลว้ อศั จรรยใ์ จ เกดิ มาเพงิ่ ได้
ยนิ คาํ เปรียบเทียบจากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบนแ่ี หละ “จติ เราเร็วกว่าฟา้ แลบ”

ขณะเขยี นบนั ทกึ เรอื่ งน้ี นกึ ถงึ คาํ ทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี วดั หนิ หมากเปง้
เคยพดู ใหฟ้ งั “เรอ่ื งปรจติ วชิ า ทา่ นอาจารยช์ อบเรว็ กวา่ สายฟา้ แลบ ทา่ นอาจารยใ์ หญม่ นั่
ยกใหอ้ าจารยช์ อบทา่ นเปน็ เอกในเรอื่ งนี้ คณุ อยากรเู้ รอ่ื งอะไร ใหค้ ณุ ไปถามอาจารยช์ อบ
ของคุณโน่น ขนาดพญานาคที่เฝ้าอารักขาเราช่ืออะไร อาจารย์ชอบอยู่บ้านโคกมน
ทา่ นยงั รจู้ กั ใครจะไปหลบซอ่ นบงั ภเู ขารอ้ ยลกู อาจารยช์ อบทา่ นยงั ตามไปรไู้ ปเหน็ ได้
จติ อาจารยช์ อบท่านเปน็ ทพิ ย์ ท่านมองเห็นหมดในสามแดนโลกธาตนุ ”้ี

คาํ พูดขององค์ท่านหลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี ตนเองถ้าไม่บันทึกเร่ืองนไ้ี ว้ ตอ่ ไป
ลกู หลานขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ผเู้ กดิ ทหี ลงั คงเถยี งกนั ตาดาํ ตาแดง บางครง้ั กน็ กึ ขำ�
ตัวเองเหมอื นกนั ครูบากลว้ ย คนอําเภอวานรนิวาส จังหวดั สกลนคร ต้องมาบนั ทึก

120

เรื่องราวขององค์ท่านหลวงปู่ชอบไว้ให้คนเมืองเลยและคนท่ัวไปได้ศึกษา บางคร้ัง
ตนเองกไ็ มเ่ ขา้ ใจเหมอื นกนั วา่ ทาํ ไมพอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นจงึ ใหเ้ ราเปน็ ผบู้ นั ทกึ เรอ่ื งราว
ขององคท์ า่ นไว้ ทง้ั ทลี่ กู ศษิ ยข์ องหลวงปชู่ อบกม็ ตี ง้ั มากมาย พอถามพอ่ แมค่ รอู าจารย์
ทา่ นก็บอก “จดเอาโบ้ย วนั หน้าคนกะสิได้ประโยชนจ์ ากลายมอื ของทา่ นดอก”

เทยี่ ววิเวกกบั สหายธรรม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านพักปฏิบัติอยู่กับองค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ทด่ี อยหลวงเชยี งดาว อาํ เภอเชยี งดาว จงั หวดั เชยี งใหม่ ทา่ นอยากออกเทยี่ ววเิ วกตาม
สถานทท่ี ยี่ งั ไมเ่ คยไป จงึ นาํ เรอ่ื งนกี้ ราบเรยี นองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รบู า-
อาจารย์ องค์ท่านหลวงปู่มั่นรู้นิสัยหลวงปู่ชอบไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มาก ท่านจึง
แนะนาํ ใหห้ ลวงปชู่ อบไปเทย่ี ววเิ วกทางเมอื งแหง เมอื งคอง ชายแดนไทยพมา่ องคท์ า่ น
บอกทางน้ันป่าไม้ภูเขาเงียบสงบดีเหมาะแก่การภาวนา หลวงปู่ชอบท่านจึงต้ังใจจะ
เดนิ ทางไปเท่ยี ววเิ วกชายแดนไทยพมา่ ตามทอ่ี งค์ทา่ นหลวงปมู่ ั่นแนะนํา

หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม กบั หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ พอทา่ นทงั้ สองรวู้ า่ หลวงปชู่ อบ
ลาพอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั จะออกเทย่ี ววเิ วก หลวงปตู่ อ้ื กบั หลวงปแู่ หวนทา่ นอยากจะออก
เทย่ี ววเิ วกดว้ ย จงึ พากนั เขา้ ไปกราบขออนญุ าตองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ออกเทยี่ ววเิ วกกบั
หลวงปชู่ อบ องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั อนญุ าตใหท้ า่ นทง้ั สามออกเทย่ี ววเิ วกดว้ ยกนั และสงั่
กาํ ชบั วา่ ถ้าพากันกลบั จากเท่ียววเิ วกแล้ว ใหไ้ ปเมอื งพร้าว องคท์ ่านจะรออยูท่ างนั้น

หลวงปชู่ อบ ฐานสโม หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ ทา่ นทง้ั สาม
พากนั เดนิ ทางออกจากดอยหลวงเชยี งดาว มาถำ�้ ผาปลอ่ ง ถำ�้ ปากเปยี ง มงุ่ หนา้ ขนึ้ เขา
ไปเมืองคอง ตามท่อี งค์ทา่ นหลวงปูม่ น่ั บอกทางให้ ทา่ นท้ังสามใช้เวลาเดินทางท้ังวัน
จนมาถงึ หมบู่ า้ นแหง่ หนงึ่ ชอ่ื บา้ นแมแ่ พลม ทา่ นบอกบา้ นแมแ่ พลมสมยั นนั้ มบี า้ นเรอื น
เฮือนคนสิบกว่าหลังคาเรือน คณะของท่านพากันพักอยู่ชายป่าใกล้บ้านแม่แพลม
เพือ่ อาศัยบณิ ฑบาตถามทางกับชาวบ้าน

121

พักอยู่บ้านแม่แพลมประมาณสองวัน คณะของท่านก็พากันเดินทางมาที่บ้าน
วงั มะรวิ ซง่ึ อยูไ่ มไ่ กลกันกับบ้านแม่แพลม ท่านทงั้ สามพากันขนึ้ ไปพักท่ีดอยผาหมี
หา่ งจากบา้ นวงั มะรวิ ประมาณ ๒ กโิ ลเมตร ตอนพกั ภาวนาอยดู่ อยผาหมี หลวงปชู่ อบ
ทา่ นทราบวา่ บรเิ วณบา้ นวงั มะรวิ และ เมอื งคอง ในอดตี สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ทา่ นเคยมายง้ั ทพั รวบรวมไพรพ่ ลเสบยี งกรงั กอ่ นทพ่ี ระองคจ์ ะยกทพั ไปตเี มอื งหงสาวดี

ออกจากดอยผาหมี บา้ นวังมะรวิ ท่านทง้ั สามพากันมาพกั ภาวนาทด่ี อยเลก็ ๆ
แห่งหน่ึง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองคองมากเท่าไรนัก หลวงปู่ชอบท่านพักท่ีถ�้ำน้อย
หลวงปู่ต้ือกับหลวงปู่แหวน ท่านพากันข้ึนไปพักบนดอย ท่านบอกถ้�ำแห่งน้ีมีอดีต
กับทา่ นมากอ่ น มีชาตหิ นง่ึ ทา่ นเกิดเป็นเสอื โครง่ อาศยั อยูใ่ นถ�้ำแห่งน้ี และตายอยใู่ น
ถำ�้ แหง่ นด้ี ว้ ยสนิ้ อายขุ ยั ของการเกดิ เปน็ เสอื ในชาตนิ นั้ เมอ่ื ตนเองตามรอยหลวงปชู่ อบ
ไปดูสถานที่แห่งนี้ ปัจจุบันดอยแห่งน้ีถูกสร้างขึ้นมาเป็นสํานักสงฆ์แม่เมืองคอง
สาํ นกั สงฆแ์ หง่ นไ้ี มค่ อ่ ยมพี ระเณรอยปู่ ระจาํ เนอ่ื งจากกนั ดารอตั คตั ในปจั จยั ส่ี พระเณร
ผ้ไู มม่ ีความอดทนจะอย่ทู ี่นีล่ �ำบากด้วยเหตุผลที่หลากหลาย

ออกจากแมเ่ มอื งคอง ทา่ นทงั้ สามพากนั ไปพกั ภาวนาทดี่ อยบา้ นขนุ คอง หมบู่ า้ น
ชาวเขาเผา่ ลซี อ อยใู่ นเขตอาํ เภอเชยี งดาว ทบ่ี า้ นขนุ คอง หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ อดตี ชาติ
ของทา่ นเคยมาปว่ ยตายอยทู่ ผี่ าดอยแหง่ น้ี ชาตนิ นั้ ทา่ นเกดิ เปน็ ชาวพมา่ รามญั เปน็ ทหาร
ทพั หนา้ ของพระเจา้ บเุ รงนอง มหี นา้ ทสี่ รา้ งทางใหท้ พั หลวงยกมาตกี รงุ ศรอี ยธุ ยา ชาตนิ ้ี
ท่านป่วยตายอยทู่ ขี่ นุ คองด้วยโรคเจบ็ ท้องอย่างรุนแรง ท่านเล่าแบบข�ำๆ ให้พระเณร
ลูกหลานฟังว่า “ดาบเราในชาตนิ ั้นคมมาก ฟนั ตน้ ไมข้ นาดเทา่ ขาสามสี่ครั้งก็ขาดแลว้
ชาตนิ นั้ เราไมไ่ ดฆ้ า่ ใคร จงึ เปน็ ผลดกี บั ตวั เองทไี่ มไ่ ดเ้ พมิ่ กรรมปาณาตบิ าตใหห้ นกั ขนึ้
กวา่ เดมิ กอ่ นตายในชาตนิ น้ั เราคดิ ถงึ บา้ นเกดิ เมอื งนอนทพี่ มา่ ตายจากชาตนิ น้ั ไปเกดิ
ทพี่ มา่ ตอ่ เนอ่ื งกันอีก ๔ ชาติ เกิดเป็นไทยใหญ่ ๒ ชาติ เกิดเป็นกะเหร่ยี งอกี ๒ ชาติ
๔ ชาตสิ ดุ ทา้ ยทเ่ี กดิ อยเู่ มอื งพมา่ ไดเ้ ปน็ ทหาร ๒ ชาติ คอื ชาตทิ เี่ กดิ เปน็ ชาวไทยใหญ”่

เมอ่ื บนั ทกึ ถงึ ตรงน้ี ขอเลา่ ถงึ ความชอบของหลวงปชู่ อบเรอื่ งหนง่ึ ตนเองสงั เกต
ดนู สิ ยั ของหลวงปชู่ อบ ทา่ นจะชอบมดี ดาบมากเปน็ พเิ ศษ ในหอ้ งพกั ขององคท์ า่ นจะมี

122

ดาบชนั ไวท้ ข่ี า้ งฝาเสมอ แตท่ า่ นไมใ่ หใ้ ครเอามดี ดาบไปตดั ไปฟนั อะไร ทา่ นจะใหเ้ กบ็
เอาไวท้ ห่ี อ้ งพกั เทา่ นน้ั ถามทา่ นวา่ “ทาํ ไมพอ่ แมค่ รอู าจารยถ์ งึ ชอบมดี ดาบ” ทา่ นบอก
“เราเอาไว้ดูเพ่ือเป็นธรรมเตือนใจในภพชาติของตนเอง” ท่านว่า “อาจารย์เจ๊ียะจุน
(หลวงปเู่ จย๊ี ะ จุนโท) ชอบขวาน อาจารย์ชอบ ชอบดาบ ทา่ นเจี๊ยะเคยใชข้ วานรบกับ
ทหารพมา่ มากอ่ น ความชอบของแตล่ ะคนมนั มที มี่ าจากอดตี ทงั้ นน้ั ” ฟงั องคท์ า่ นพดู แลว้
ตนเองจงึ ถึงบางอ้อ ความชอบของแตล่ ะคนมนั มีท่มี าจากอดีตน่เี อง

อยู่แตเ่ กิบ (อยูแ่ ต่รองเทา้ )

ออกจากดอยลซี อ บา้ นแมข่ นุ คอง อาํ เภอเชยี งดาว จงั หวดั เชยี งใหม่ หลวงปชู่ อบ
ฐานสโม หลวงปู่ต้ือ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เท่ียววิเวกมาเวียงแหง
พากนั ไปพกั ทว่ี ดั ไทยใหญใ่ นเมอื งเวยี งแหง พกั อยทู่ นี่ ไ่ี ดค้ นื เดยี ว หลวงปแู่ หวนทา่ น
ชวนกลับมาหาองค์ท่านหลวงปู่มั่นท่ีเมืองพร้าว ท่านทั้งสามจึงพากันเดินทางมาหา
องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ทบ่ี า้ นปา่ เมยี่ งแมส่ าย ระหวา่ งเดนิ ทางมา นำ�้ ฉนั ของพวกทา่ นหมด
หลวงปแู่ หวนทา่ นจงึ ไปขอนำ้� กบั โยมทกี่ าํ ลงั เกบ็ ใบเมย่ี ง เจา้ ของสวนเมยี่ งใหล้ กู สาวไป
ตักน�้ำมาถวายพวกท่าน พอฉนั นำ�้ ดับกระหายกนั แลว้ น้ำ� ท่เี หลอื ท่านทง้ั สามพากนั
เอามาลา้ งแขง้ ล้างขา

ระหวา่ งทที่ า่ นทงั้ สามกาํ ลงั ลา้ งแขง้ ลา้ งขาอยนู่ น้ั สาวชาวไรเ่ มยี่ งทตี่ กั นำ�้ มาถวาย
เธอส่งเสียงนำ�้ ออ้ ย “จ้อยซอ” ข้นึ มา (จอ้ ยซอ คอื เพลงลาํ ทางภาคเหนอื คล้ายกบั
ลาํ กลอนของทางภาคอสี าน ตา่ งกนั แคใ่ ชภ้ าษาถน่ิ ในการประพนั ธก์ าพยก์ ลอนเทา่ นนั้ )
สาวน้อยนางน้ีเธอจ้อยซอขึ้นมาว่า “ขาลายยาวแปงฮาวผ้าอ้อม ขาลายก้อมแปงผ้า
เจด๊ ตน๋ี ” มคี วามหมายนยั วา่ ชายคนไหนทส่ี กั ขาลายทง้ั สองขา้ ง ชายคนนนั้ เปน็ ชายชาตรี
เหมาะทจี่ ะเอามาเปน็ พอ่ ของลกู ชายคนไหนสกั ลายไมค่ รบทงั้ สองขา้ ง ชายคนนนั้ ไมใ่ ช่
ชายชาตรที แี่ ทจ้ รงิ ไมค่ วรทจี่ ะเอามาเปน็ พอ่ ของลกู คนสมยั กอ่ นเวลาสอื่ เสนห่ า เขามกั
ใชถ้ อ้ ยคำ� สำ� นวนซอ่ นความหมายในใจตนเอาไว้

123

องค์ทา่ นทง้ั สามร้ถู งึ เจตนาสาวนอ้ ยจอ้ ยซอคนนี้ว่ามจี ิตคิดอย่างไรกบั พวกทา่ น
โดยเฉพาะหลวงปแู่ หวน ท่านมีขาลายยาวทงั้ สองขา้ ง สาวนอ้ ยจอ้ ยซอคนน้ีจึงมจี ิต
คิดมองท่านไปในทางแปงฮาวผ้าอ้อม เม่ือรู้เจตนาของสาวน้อยจ้อยซอคนนี้แล้ว
ทา่ นทงั้ สามจงึ พากนั ออกจากสวนเมย่ี งแหง่ นน้ั ทนั ที ระหวา่ งทาง หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นพดู หยอก
หลวงป่แู หวนวา่ “คกั หลายนอ้ เฒา่ แหวน ขาลายยาวแปงฮาวผ้าอ้อม” เรือ่ งนจ้ี ึงเปน็
เรื่องที่ทําให้ท่านทั้งสามพากันข�ำขันกับเหตุการณ์ท่ีผ่านมา เร่ืองขาลายยาวแปงฮาว
ผา้ ออ้ ม เปน็ เรอ่ื งทหี่ ลวงปชู่ อบกบั หลวงปตู่ อื้ ทา่ นมกั จะพดู หยอก หลวงปแู่ หวน สจุ ณิ โณ
จนพอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ทา่ นเฒา่ ชะแลแกช่ รา ทาํ ใหล้ ูกศษิ ย์รุ่นหลังอยา่ งเราพลอยได้
รบั อานิสงส์ความบนั เทิงเรงิ ใจของทง้ั สามองคท์ า่ นในเร่อื งนี้

ถึงบา้ นปา่ เมี่ยง ท่านท้ังสามพากนั มารอเข้าพบองคท์ ่านหลวงปูม่ ่ันทีศ่ าลาทพ่ี ัก
ขององคท์ า่ น ทา่ นทัง้ สามพากันรออยู่นาน กไ็ มไ่ ด้ยินเสียงกระแอมไอขององคท์ ่าน
หลวงปมู่ นั่ เปน็ สญั ญาณบอกสกั ที หลวงปตู่ อื้ ทา่ นจงึ แกลง้ พดู เสยี งดงั ขน้ึ มาวา่ “สงสยั
พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นไมอ่ ยทู่ น่ี ่ี ทา่ นคงออกไปเทยี่ ววเิ วกแลว้ ละ่ มงั้ ถา้ พอ่ แมค่ รอู าจารย์
อยู่ พวกเรากต็ อ้ งเหน็ ทา่ นสิ นรี่ อตง้ั นานแลว้ ยงั ไมเ่ หน็ ทา่ นเลย เหน็ แตเ่ กบิ เพน่ิ บเ่ หน็
โตเ๋ พิ่น” (เหน็ แตร่ องเทา้ ไมเ่ ห็นตัวของท่าน)

พอหลวงปตู่ ือ้ ว่าจบ องคท์ ่านหลวงปมู่ ั่นกด็ ุเสียงดงั ข้ึนทนั ที “พวกพระขเ้ี หลา้
เมายาพากันมาแล้วหรือ มันพากันเมาเหล้าเมาโลกมาจากไหนกันถึงได้มาส่งเสียง
เอะอะโวยวายรบกวนความสงบของพระสงฆอ์ งคเ์ ณรผทู้ า่ นปฏบิ ตั อิ ยทู่ นี่ ่ี ครบู าอาจารย์
ไมเ่ คยอบรมสงั่ สอนหรอื ยงั ไงถงึ ไดพ้ ากนั มาเอะอะโวยวายยงั กบั พวกขเ้ี หลา้ เมายาแบบนี้
มนั เปน็ ลูกศษิ ยข์ องใครถงึ ได้ทําตวั กันแบบน้ี หือ”

หลวงปตู่ อ้ื ตอบองคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั วา่ “กระผมชอื่ พระตอื้ อจลธมั โม เปน็ ลกู ศษิ ย์
ของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ขอรบั กระผมพาครบู าชอบ ครบู าแหวน มากราบเยย่ี มขอฟงั
ธรรมกบั พอ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั ขอรบั ” หลวงปชู่ อบบอก “พออาจารยต์ อ้ื ตอบทา่ นอาจารย์
ใหญม่ ัน่ เสยี งดงั แบบน้ี เฮากับเฒา่ แหวนพากนั ตัวลบี เบิด ย่าน (กลัว) อาจารย์ใหญ่
เพ่ินย้องบา่ งกัณฑ์ใหญ”่ (กลัวหลวงปู่มน่ั ท่านจะเทศนย์ ำ� ด้วยธรรมกณั ฑใ์ หญ่)

124

องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ วา่ “ออกไปจากสาํ นกั เราเดย๋ี วนี้ สาํ นกั เราไมต่ อ้ นรบั พวกพระ
ขเ้ี หลา้ เมายา ออกไปเดี๋ยวน้”ี พอองคท์ ่านหลวงปมู่ นั่ พูดจบ หลวงปตู่ อ้ื ทา่ นคลานเขา่
ขึ้นบันไดเข้าไปยังห้องพักขององค์ท่านหลวงปู่ม่ัน หลวงปู่ตื้อกราบเรียนองค์ท่าน
หลวงปู่ม่ันว่า “พวกเกล้ากระผมเพ่ิงกลับมาจากเท่ียววิเวก จะพากันมากราบเรียน
ปรกึ ษาขอ้ ธรรมกับพอ่ แมค่ รูบาอาจารยข์ อรบั ”

องค์ท่านหลวงปู่มั่นว่าให้หลวงปู่ต้ือ “ท่านต้ือ ทําอะไรไปก็ควรระวังในเรื่อง
ความสงบเอาไวบ้ า้ ง ทา่ นกร็ วู้ า่ เราไมช่ อบคนพดู เสยี งดงั เหมอื นพวกขเ้ี หลา้ เมายา ทาํ ไม
ทา่ นตอ้ งพดู เสยี งดงั ทาํ ลายความสงบของพระเณรผทู้ ท่ี า่ นกาํ ลงั ปฏบิ ตั อิ ยู่ ถา้ เราไมร่ จู้ กั
จรติ นสิ ยั ของทา่ นมากอ่ นแลว้ เราจะไลท่ า่ นออกไปจากทน่ี เ่ี ลย ปากนน้ั ไมไ่ ดม้ ไี วส้ าํ หรบั
พดู เสมอไป บางครั้งก็เอาไวก้ ระแอมไอบา้ ง แคไ่ อค่อกๆ แค่กๆ ข้ึนมา เราก็ร้แู ล้ววา่
มคี นมาหา ทหี ลงั ทา่ นอยา่ ทาํ แบบนอ้ี กี นะ ใหเ้ หน็ ใจหมคู่ ณะทท่ี า่ นกาํ ลงั ปฏบิ ตั หิ าความ
สงบบา้ ง” เมือ่ ถูกองคท์ า่ นหลวงปมู่ ่นั เตอื น หลวงป่ตู ้ือท่านน้อมรบั เอาธรรมคาํ สอน
ของพ่อแม่ครูบาอาจารยม์ าปฏิบตั ิ

ขออธบิ ายเรอ่ื งนใี้ หท้ ราบพอสงั เขป หลวงปชู่ อบทา่ นสอนลกู ศษิ ยว์ า่ “การสง่ เสยี ง
กระแอมไอ” นี้เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระเณรกรรมฐานที่ถือปฏิบัติสืบทอด
กันมาตง้ั แตส่ มัยพระพทุ ธเจา้ ทา่ นยังทรงดาํ รงธาตขุ ันธอ์ ยู่ มใิ ชม่ าถือเอาในสมัยของ
องคท์ า่ นหลวงปเู่ สาร์ หลวงปมู่ นั่ ในปจั จบุ นั น้ี ทา่ นบอกพระเณรลกู ศษิ ยว์ า่ เวลาเขา้ ไปหา
ครูบาอาจารย์ ก่อนถึงที่พักของท่าน เราต้องส่งเสียงกระแอมไอออกมาโดยท้ิงช่วง
ระยะเวลาไวพ้ อสมควร เพอื่ เปน็ การสง่ สญั ญาณใหค้ รบู าอาจารยท์ า่ นทราบ ถา้ มเี สยี ง
กระแอมไอตอบจากครบู าอาจารย์แลว้ นนั่ คอื สัญญาณท่ีครบู าอาจารยท์ า่ นพร้อมให้
เขา้ พบ ถา้ ไมม่ เี สยี งกระแอมไอตอบรบั กลบั มา ใหเ้ ขา้ ใจวา่ ครบู าอาจารยท์ า่ นยงั ไมพ่ รอ้ ม
ท่ีจะใหเ้ ข้าพบ บางทีครบู าอาจารย์ท่านมีกิจภายในของทา่ นอยู่ เช่น กาํ ลงั พิจารณา
ในธรรม หรอื กาํ ลังรับแขกภายในของท่านอยู่

พดู กพ็ ดู นะ ทกุ วนั นตี้ นเองไมค่ อ่ ยเหน็ พระเณรสมยั นแ้ี สดงลกั ษณะแบบนี้ เวลา
เขา้ หาครบู าอาจารยใ์ นทพี่ กั สว่ นมากเหน็ แตแ่ สดงระเบดิ เถดิ เทงิ เอาความเมตตาของ

125

ครูบาอาจารย์มาเป็นเพ่ือนสนิทกับกิเลสของตนเอง พระเณรลูกศิษย์เราหารู้ไม่
บางเวลาน้ันครูบาอาจารย์ท่านกําลังพิจารณาในธรรมเร่ืองหนึ่งเร่ืองใดอยู่ หรือไม่
ท่านก็กําลังแสดงธรรมเพ่ือสงเคราะห์พวกเทพเทวดาอยู่ เร่ืองน้ีหลวงปู่ชอบท่านจะ
เตือนลูกศิษย์เสมอเพ่ือไม่ให้เกิดความเผลอเรอเป็นบาปกรรมกับตัวเอง (ผู้บันทึก
ครูบากล้วย)

องค์ท่านหลวงปู่ม่ันว่าให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่แหวนว่า “พวกเพ่ือนพระ
ขี้เหล้าสององค์น้ี ทําไมมันไม่พากันข้ึนมาหาเราล่ะ มันยังไม่สร่างเมากันอีกหรือ”
หลวงปชู่ อบ “เฮากับผเู้ ฒา่ แหวนพากันคลานกอ่ มก้อยข้นึ ไปตั้งแตห่ ัวบันได ย่านเพนิ่
ยอ้ งบา่ ง” ทา่ นเลา่ ไปหวั เราะไป ตนเองนกึ ขำ� กบั อดตี ของพอ่ แมค่ รบู าอาจารยท์ งั้ สามทา่ น
สมยั ยังเปน็ พระหนุ่มอย่ใู นอ้อมเมตตาธรรมขององค์ทา่ นหลวงปู่มั่น ภรู ิทตั โต

องค์ท่านหลวงปู่ม่ันถามเรื่องการไปเที่ยววิเวกและเร่ืองภาวนาของแต่ละองค์ว่า
“เปน็ อยา่ งไร ไดข้ อ้ ธรรมอะไรตดิ จติ ตดิ ใจกนั มาบา้ ง” องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ไลถ่ ามเรอ่ื ง
ภายในแตล่ ะองค์ ทา่ นทง้ั สามพากนั กราบเรยี นพอ่ แมค่ รบู าอาจารยต์ ามภมู ริ ขู้ องตนเอง
ข้อไหนถูก องค์ทา่ นก็ส่งเสรมิ ถ้าตดิ ขัดในธรรมจดุ ไหน องคท์ า่ นก็แกป้ ัญหาน้นั ให้
กระจา่ ง

ผู้บันทึกถามหลวงปู่ชอบตามประสาคนเกิดใหม่ไม่เคยได้เห็นได้สัมผัสตัวจริง
ขององคท์ ่านหลวงปมู่ ัน่ ถาม “ทมี่ ีเขาวา่ หลวงปูม่ ่นั ท่านดกุ ับพระเณรนัน้ จรงิ หรือไม่”

หลวงปชู่ อบทา่ นบอก “พอ่ แมค่ รจู ารยม์ นั่ ทา่ นจะดกุ บั พระเณรอยสู่ องประการ
หนงึ่ ท่านจะดุพระเณรองค์น้ันเพ่ือลองใจ ซึ่งเรื่องน้ีเราถูกกับตัวเองมาแล้วตอนไป
ถวายตวั เปน็ ลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นทบ่ี า้ นสามผง สอง ทา่ นจะดพุ ระเณรองคน์ น้ั ตอ่ เมอื่
ปฏบิ ตั ผิ ดิ ธรรมวนิ ยั ทาํ ตวั นอกรตี ถา้ ประพฤตติ นไมเ่ คารพในธรรมวนิ ยั ทา่ นจะไลอ่ อก
ไปจากส�ำนักของท่านทันที เร่อื งหลังน่ีเราเห็นมาแลว้ ตอนอย่เู ชยี งใหมก่ ับสกลนคร”

หลวงปู่ชอบท่านกล่าวชมหลวงปู่ตือ้ ใหฟ้ ังว่า “อาจารยต์ ้ือ ทา่ นเปน็ ผูท้ ม่ี คี วาม
เฉลยี วฉลาดมาก ปญั ญาของทา่ นฉลาดโลดโผนพสิ ดารมาก คาํ ถามสน้ั ๆ อาจารยต์ อื้

126

สามารถอธบิ ายขยายความออกมาไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง ปญั หาคาใจหมคู่ ณะเทา่ ดวงตะวนั
ท่านต้ือย่นย่อความหมายลงได้เท่าแสงสว่างลอดรูเข็ม อาจารย์ตื้อท่านเป็นลูกศิษย์
พ่อแม่ครอู าจารย์มั่นทร่ี ู้ในอรรถรูใ้ นธรรมอยา่ งลึกซ้ึง”

อาจารย์ต้ือท่านเป็นผู้ประพฤติห่ามด้วยกิริยาวาจาภายนอก สิ่งนี้เกิดจาก
วาสนาเกา่ ทที่ า่ นสงั่ สมมา แตป่ ญั ญาภายในของทา่ นนน้ั หลกั แหลมจนหมคู่ ณะคาดคดิ
ติดตามไม่ทัน อาจารย์ต้ือท่านมักจะสร้างเร่ืองให้พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านดุเพ่ือขอ
ฟังธรรมกัณฑใ์ หญห่ มายอ้ งบา่ งจากพ่อแม่ครอู าจารย์ อาจารย์ตอื้ ชอบฟงั ธรรมดเุ ดด็
เผด็ รอ้ นตามจรติ นสิ ยั ของทา่ น เหมอื นกบั ทา่ นเจก๊ เจย๊ี ะ (หลวงปเู่ จย๊ี ะ จนุ โท) ตอนอยู่
เชยี งใหม่ ถา้ สององคน์ เ้ี ขา้ มาอยพู่ รอ้ มกนั อาจารยใ์ หญท่ า่ นไดเ้ ทศนเ์ สยี งดงั อยเู่ รอื่ ย
วนั นเ้ี อาทา่ นตอื้ วนั นเ้ี อาทา่ นเจย๊ี ะ สลบั กนั อยอู่ ยา่ งนจ้ี นเฮาคดึ อยากหวั ” (จนเรานกึ ขำ� )

เวลาหลวงปชู่ อบพดู ถงึ สหธรรมกิ ของทา่ น หลวงปตู่ อื้ อจลธมั โม กบั ศษิ ยผ์ นู้ อ้ ง
หลวงปเู่ จ๊ียะ จุนโท องค์ทา่ นจะเลา่ อยา่ งสนุกสนานขบขันถงึ เรอ่ื งอุปนสิ ยั ความหา่ ม
ของครบู าอาจารยท์ ง้ั สององค์ ตนเองพลอยไดร้ บั อานสิ งสเ์ หน็ ถงึ ความสมั พนั ธใ์ นอดตี
ที่พอ่ แมค่ รูบาอาจารย์ทา่ นมตี ่อกนั มาตง้ั แต่กอ่ นสงครามอินโดจีน

จ�ำพรรษากบั หลวงปเู่ ทสก์ เทสรังสี ท่ีบา้ นปง

ก่อนเขา้ พรรษา ปพี ุทธศกั ราช ๒๔๘๐ หลวงป่เู ทสก์ เทสรังสี ท่านเขา้ มากราบ
องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตั โต ทบ่ี า้ นปา่ เมยี่ ง ทา่ นจงึ ชวนหลวงปชู่ อบ ฐานสโม ไปจาํ พรรษา
ดว้ ยกนั ที่ สาํ นกั สงฆบ์ า้ นปง (วดั ปา่ อรญั ญวเิ วก) ตาํ บลอนิ ทขลิ อาํ เภอแมแ่ ตง จงั หวดั
เชียงใหม่ องค์ท่านหลวงปู่มั่นเห็นด้วยที่จะให้หลวงปู่ชอบไปจําพรรษาท่ีสํานักสงฆ์
บ้านปง เพื่อช่วยหลวงปู่เทสก์ดูแลหมู่คณะ หลวงปู่ชอบท่านจึงกราบลาองค์ท่าน
หลวงปู่มัน่ เดนิ ทางมาพรอ้ มกับหลวงปูเ่ ทสก์ไปจําพรรษาท่บี า้ นปง

จาํ พรรษาปพี ทุ ธศักราช ๒๔๘๐ สํานกั สงฆบ์ ้านปง (วดั ปา่ อรญั ญวเิ วก) มีพระ
จาํ พรรษารว่ มกนั ทงั้ หมด ๕ รปู มรี ายนามดงั นี้ ๑. พระอาจารยบ์ ญุ ธรรม จารวุ ณั โณ

127

๒. หลวงปูเ่ ทสก์ เทสรังสี ๓. หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ๔. พระเข่อื ง อภปิ ุญโญ
๕. พระอาจารยส์ นู เขมจาโร ทกุ ทา่ นเปน็ ลกู ศษิ ย์ท่ีเคยผ่านการฝกึ ฝนอบรมมาจาก
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ดว้ ยกนั ทง้ั หมด ยกเวน้ พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมรปู เดยี ว ทที่ า่ นไมเ่ คย
อยู่ปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่มั่นมาก่อน หลวงปู่ชอบรู้จักกับพระอาจารย์บุญธรรม
สมัยท่านอยู่ปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ที่วัดป่าสาลวัน จังหวัด
นครราชสมี า

พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมทา่ นมอี ายพุ รรษามากกวา่ หมคู่ ณะทกุ รปู ทา่ นถอื มานะใน
ความอาวุโสของตน ข่มหมู่เพ่ือนทจ่ี ําพรรษารว่ มกนั จนหมคู่ ณะระอาในการปฏบิ ัติ
ของทา่ น หลวงปเู่ ทสกท์ า่ นไดร้ บั มอบหมายจากองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ใหด้ แู ลสาํ นกั สงฆ์
บา้ นปง วา่ กลา่ วตกั เตอื นพระอาจารยบ์ ญุ ธรรมไมใ่ หป้ ระพฤตติ นระรานหมเู่ พอ่ื น แทนท่ี
พระอาจารยบ์ ุญธรรมจะใสใ่ จรับฟงั ท่านกลับตอ่ ว่าหลวงปูเ่ ทสกด์ ้วยถ้อยคาํ ทถ่ี ือตัว
หลวงปู่เทสก์ท่านนําเรื่องน้ีมาปรึกษาหลวงปู่ชอบ ท่านอยากให้หลวงปู่ชอบเป็นผู้
ตักเตือนพระอาจารยบ์ ุญธรรม เนื่องจากพระอาจารยบ์ ุญธรรมท่านจะเกรงใจหลวงปู่
ชอบ เพราะเคยอยู่ด้วยกนั มาก่อนตอนสมัยอยูป่ ฏิบตั ิกับองคท์ ่านหลวงปสู่ งิ ห์

หลวงปู่ชอบว่าพระอาจารย์บุญธรรมภาวนาไม่เป็น ท่านจะถือเอาปริยัติคัมภีร์
ทตี่ นเองรำ่� เรียนมาขม่ หมคู่ ณะ ทา่ นบอกกเิ ลสอยา่ งหนึ่งของพระเรา ถา้ บวชมาหลาย
พรรษายังภาวนาไมเ่ ปน็ ใจจะไมม่ ีวิหารธรรมเครือ่ งอยู่ ใจจะไปยึดเอาพรรษา ยศถา
บรรดาศกั ดแ์ิ ทน ถา้ ใจไปถอื เอาในสงิ่ เหลา่ นแี้ ลว้ ทา่ นวา่ จะทาํ ใหพ้ ระเณรผนู้ น้ั ลาํ พอง
ในมานะ พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมทา่ นถอื ตนเองวา่ บวชมากอ่ นหมคู่ ณะ ถอื ตนวา่ ตวั เอง
จบนักธรรมเอก จึงข่มหมู่เพื่อนว่าไม่มีความรู้ เพ่งโทษหมู่คณะด้วยธรรมะปริยัติ
จนหมคู่ ณะระอา ไมค่ บหากบั ท่าน

หลวงปู่ชอบบอกพระอาจารย์บุญธรรมเป็นคนนิสัยเจ้าชู้ แอบชอบหญิงสาว
ชาวบา้ นปงคนหนง่ึ แตล่ ะวนั อาจารยบ์ ญุ ธรรมทา่ นจะคดิ ปรงุ แตง่ กบั ผหู้ ญงิ คนนใ้ี นเรอื่ ง
ทางโลก หลวงปชู่ อบทา่ นเฝา้ จบั จติ ดใู จอาจารยบ์ ญุ ธรรมอยหู่ ลายครงั้ วนั ไหนคนื ไหน
ที่อาจารย์บุญธรรมส่งจิตคิดเสน่หาไปหาหญิงสาว หลวงปู่ชอบท่านจะจําวันเวลา

128

ที่อาจารย์บุญธรรมท่านมีจิตคิดฟุ้งซ่านในเรื่องกามคุณทางโลกเอาไว้ พอวันอุโบสถ
หลวงปชู่ อบแจง้ ในทป่ี ระชมุ วา่ “อยา่ เพงิ่ ลงปาฏโิ มกข์ ทา่ นขอชาํ ระอาบตั ขิ องพระบางองค์
กอ่ น” หลวงปเู่ ทสกถ์ ามวา่ “มีพระรปู ใดติดคาในอาบัต”ิ หลวงปชู่ อบเอย่ ช่อื อาจารย์
บุญธรรมข้ึนมา และบอกวันเวลาท่ีอาจารย์บุญธรรมปล่อยใจคิดไปในกามคุณกับ
หญงิ สาวชาวบา้ น ทา่ นเตอื นพระอาจารยบ์ ญุ ธรรมใหร้ จู้ กั หา้ มใจตนเองบา้ ง ถา้ ไมเ่ ชน่ นนั้
จะทําใหล้ ะเมดิ อาบัติหนกั

พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมรอ้ งไหอ้ อกมาในทา่ มกลางทป่ี ระชมุ สงฆ์ ยอมรบั วา่ ตนเอง
มจี ติ คดิ ไปกบั หญงิ สาวในเรอื่ งนจี้ รงิ วนั เวลาทต่ี นเองคดิ ออกไปหาหญงิ สาวกต็ รงตาม
ท่ีหลวงปู่ชอบท่านบอกมาท้ังหมด พระอาจารย์บุญธรรมยอมรับในโทษที่ตนเอง
กระทาํ ผดิ ขอขมาหมคู่ ณะทกุ รปู ดว้ ยความละอายแกใ่ จ หลวงปเู่ ทสกท์ า่ นจงึ มอบหมาย
ใหห้ ลวงปชู่ อบกบั พระเขอื่ ง อภปิ ญุ โญ เปน็ ผคู้ มุ ประพฤตอิ าจารยบ์ ญุ ธรรมทง้ั ภายนอก
ภายในจนพน้ พรรษา

หลงั ออกพรรษาชว่ งเดอื นสบิ สอง องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั รบั นมิ นตช์ าวบา้ นปงมาทำ�
บญุ ยเี่ ปง็ องคท์ า่ นเขา้ มาพกั ทส่ี าํ นกั สงฆบ์ า้ นปง โดยมี หลวงปพู่ รหม จริ ปญุ โญ หลวงปู่
ขาว อนาลโย และสามเณรอกี สองรปู ตดิ ตามองคท์ า่ นมา หลวงปมู่ น่ั ทา่ นทราบถงึ ปญั หา
ของลกู ศษิ ยท์ บ่ี า้ นปง จงึ ตกั เตอื นพระอาจารยบ์ ญุ ธรรมในเรอ่ื งทฐิ ิ พระอาจารยบ์ ญุ ธรรม
ทา่ นนอ้ ยใจในคําตักเตือนของครบู าอาจารย์ จงึ กราบลาองค์ท่านหลวงปู่มนั่ ออกจาก
บ้านปง ไปเทยี่ ววเิ วกทางเขตอําเภอสนั ทราย

พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมไปเทยี่ ววเิ วกองคเ์ ดยี วในปา่ ทา่ นไปปว่ ยเปน็ ไขม้ าลาเรยี ท่ี
ดอยมอ่ นขาว เขตอาํ เภอสนั ทราย หลวงปเู่ หรยี ญ วรลาโภ ทา่ นทราบขา่ วจากชาวบา้ นวา่
พระอาจารยบ์ ญุ ธรรมป่วยอยใู่ นปา่ เพยี งลาํ พังองค์เดยี ว ไม่มผี ดู้ แู ล หลวงปูเ่ หรยี ญ
ท่านจงึ ชวนหลวงพอ่ วงษ์ วัดโรงธรรมสามัคคี พาชาวบา้ นแม่หนองหาร ไปหามพระ
อาจารยบ์ ญุ ธรรมใสเ่ สลย่ี งออกจากปา่ ดอยมอ่ นขาว มารกั ษาตวั ทโ่ี รงพยาบาลเชยี งใหม่
พระอาจารย์บญุ ธรรมรักษาตวั อย่ทู ่ีโรงพยาบาลเชยี งใหมไ่ ด้ประมาณ ๑๐ วัน ทา่ นก็
มรณภาพ

129

พระอาจารย์บุญธรรม จารุวัณโณ ท่านมรณภาพเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๑
อายุ ๕๔ ปี พรรษา ๒๑ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ทา่ นนำ� สรีระพระอาจารยบ์ ุญธรรม
มาทาํ การประชมุ เพลงิ ทว่ี ดั โรงธรรมสามคั คี อาํ เภอสนั ทราย จงั หวดั เชยี งใหม่ อฐั แิ ละ
บริขารของพระอาจารย์บุญธรรม ทางองค์ท่านหลวงปู่เทสก์ได้มอบให้หลวงปู่สาม
อกญิ จโณ นาํ ไปมอบใหญ้ าตขิ องพระอาจารยบ์ ญุ ธรรมทจี่ งั หวดั สรุ นิ ทร์ เพอ่ื ทจ่ี ะใหญ้ าติ
ของพระอาจารย์บุญธรรมทางจังหวดั สรุ นิ ทร์ได้ทาํ บุญอุทศิ ใหท้ า่ น

เสอื เทพบนั ดาล

หลงั ออกพรรษา ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๐ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นลาหลวงปเู่ ทสก์
เทสรงั สี ทส่ี าํ นกั สงฆบ์ า้ นปง ตาํ บลอนิ ทขลิ อาํ เภอแมแ่ ตง จงั หวดั เชยี งใหม่ ออกเทย่ี ว
วิเวกหาความสันโดษ หลวงปู่ชอบออกจากบ้านปง ท่านมาพักภาวนาที่บ้านปางกี๊ด
บา้ นปางชา้ ง เขตอาํ เภอแมแ่ ตง ออกจากบ้านปางชา้ ง ท่านเทีย่ ววเิ วกมาพักภาวนาท่ี
บ้านกะเหรี่ยงแม่ระงอง เขตอําเภอเชียงดาว ออกจากบ้านกะเหร่ียงแม่ระงอง
ท่านมาพักภาวนาอยู่ที่ถ�้ำแห่งหนึ่งในเขตอําเภอเชียงดาว ท่านเห็นถ�้ำแห่งน้ีอากาศ
ถา่ ยเทสะดวก สงบ เงยี บดี มคี วามเหมาะแก่การพักภาวนา ทา่ นจงึ ยดึ เอาถ�้ำแหง่ นี้
เป็นทพี่ ักบาํ เพ็ญเพียร

ราวสามทมุ่ ของคนื แรกทมี่ าพกั อยถู่ ำ�้ แหง่ น้ี หลวงปชู่ อบทา่ นออกมาเดนิ จงกรม
อยู่บริเวณหน้าถ้�ำ ขณะกําลังเดินจงกรมอย่างเพลิดเพลินในธรรม ท่านต้องสะดุ้ง
อยา่ งกะทนั หนั เพราะไดย้ นิ เสยี งเสอื รอ้ งคาํ รามอยใู่ กลต้ วั ทา่ นหนั ไปมองทางตน้ เสยี ง
สายตาทา่ นสบเขา้ กบั สายตาของเสอื ลายพาดกลอนตวั หนงึ่ ทา่ นบอก “ตอนนน้ั เราเสยี ว
สนั หลงั ขนลกุ ขนชนั ทวั่ สรรพางคก์ าย เสอื ตวั นมี้ นั อยหู่ า่ งจากเราประมาณสบิ กา้ ว มนั จอ้ ง
มาทีเ่ ราอย่างไมล่ ะสายตา เหมือนกับมันจงใจจะสะกดเราใหน้ ะจังงงั ”

ทา่ นวา่ เวลาเสอื มนั รอ้ งคาํ รามขน้ึ มา จง้ิ หรดี เรไรกลอ่ มปา่ ดงไพรพากนั เงยี บเสยี งลง
เพราะอาํ นาจเสยี งของเสอื สะกดทบั เวลาเสอื รอ้ งขน้ึ มา หวั ใจของทา่ นแทบจะหยดุ เตน้

130

ไปเลยในตอนนนั้ เสอื โครง่ ตวั นมี้ นั เดนิ เขา้ มาหาทา่ น ทา่ นวา่ “ขณะทเ่ี สอื มนั เดนิ เขา้ มา
หาเรา สายตาของมนั จะจอ้ งเราอยา่ งไมล่ ะสายตา เหมอื นกบั วา่ รอบกายขา่ ยขอบของมนั
ไมม่ อี ะไรนา่ สนใจไปกวา่ เราอกี แลว้ พอเสอื เดนิ เขา้ มาใกลท้ า่ นประมาณสองวา เสอื มนั
กน็ ง่ั ลงเอาหางแกวง่ ปดั ดนิ ไปมา ตอนเสอื มนั เดนิ เขา้ มาหาแตล่ ะกา้ วนน้ั ทา่ นคดิ ในใจวา่
วนั น้ีเราเสรจ็ มันแน่”

ทา่ นคดิ ราํ พงึ ในใจ “ถา้ เราเคยทาํ รา้ ยเสอื ตวั นใ้ี หไ้ ดร้ บั บาดเจบ็ ลม้ ตายมากอ่ นเมอื่
ในอดีต ถ้าวันน้ีเขาจะมาทําร้ายเราให้ได้รับบาดเจ็บล้มตาย เราก็ขอใช้หน้ีชีวิตคืน
ใหเ้ ขาโดยไมข่ อจองเวรจองกรรมกบั เขาอกี ตอ่ ไป ขอใหเ้ วรกรรมของเรากบั เขาจบกนั ไป
นบั ตงั้ แตช่ าตนิ ี้ หากเราไมเ่ คยมเี วรกรรมกบั เสอื ตวั นมี้ ากอ่ น ขออาํ นาจคณุ ศลี คณุ ธรรม
ทเ่ี ราไดบ้ าํ เพญ็ มา จงดลบนั ดาลใหเ้ สอื ตวั นห้ี ลกี เวน้ หนไี ปจากขา้ พเจา้ เสยี ” เมอ่ื คดิ คาํ นงึ
ราํ พงึ ธรรมในใจแลว้ หลวงปชู่ อบทา่ นกย็ นื นง่ิ ยอมรบั ในผลกรรมทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ กบั ตวั เอง

ทา่ นวา่ “เรากบั เสอื ตวั นจ้ี อ้ งกนั เหมอื นนกั มวยทส่ี กู้ นั ดว้ ยสายตบะจติ เสอื มนั คราง
ฮอื ๆ จอ้ งกนั กบั เราราวสบิ นาที มนั กไ็ มเ่ ขา้ มาหาเรา เรามคี วามกลา้ ขม่ ใจในความกลวั ของ
ตนเองได้ เราเดินเขา้ ไปหาเสอื ตัวนที้ ัง้ ๆ ท่ใี จของตนเองมีอาการเสียววาบ เพียงแต่
เราขม่ ใจไม่ให้กลวั มันไปมากกวา่ น้ีเทา่ น้ัน”

เรียนถามองคท์ ่าน “ตอนพอ่ แม่ครจู ารยเ์ ดินไปหาเสอื นัน้ ไม่กลัวมันจะตะปบ
ขบกดั เอาบา้ งหรอื ” ทา่ นวา่ “สบิ กลวั ซาวกลวั ในโลกนี้ ไมม่ อี ะไรเกนิ กลวั ตาย ธรรมชาติ
จติ ใจมนั กลวั ตายกนั ทกุ คน จติ ใจถา้ มนั กลวั จนถงึ ทสี่ ดุ แลว้ มนั จะพลกิ กลบั มากลา้ หาญ
ทนั ที ขอใหม้ สี ตกิ าํ กบั จติ เอาไวเ้ ทา่ นน้ั กจ็ ะเหน็ ความกลา้ หาญในใจของตวั เอง”

ทา่ นเดนิ เขา้ ไปหาเสอื แลว้ หยดุ ยนื อยหู่ า่ งกนั กบั มนั ประมาณหนงึ่ วาเพอื่ หยง่ั เชงิ
ดใู จ ทา่ นพดู กบั เสอื ตวั นว้ี า่ “ทแี่ หง่ นเ้ี ปน็ ทพี่ ระบ�ำเพญ็ เพยี ร ไมใ่ ชท่ เี่ ลน่ ของเจา้ อยา่ มา
รบกวนเราผมู้ าภาวนาหาความสงบ ใหเ้ จา้ หนไี ปทอี่ น่ื เสยี อยา่ มาอยทู่ นี่ เี่ พอื่ รบกวนเรา”
พูดจบ ทา่ นยน่ื มือหมายจะจบั เสือตวั นี้ เสือตัวนเ้ี มื่อมันเหน็ ท่านจะจบั มนั ตกใจเผน่
กระโจนพรวดทเี ดยี วหายวบั ไปตอ่ หนา้ ตอ่ ตา จนทา่ นมองไมท่ นั วา่ เสอื ตวั นมี้ นั กระโจน

131

หายไปทางไหนกนั แน่ ตอนเสอื กระโจนพรวดหายไปตอ่ หนา้ ตอ่ ตานแี้ หละ ทาํ ใหท้ า่ น
แปลกใจมาก ยังกบั ว่าเสือตวั น้ีมันเป็นเสอื ลอ่ งหนหายตัวได้ พอหายตะลึงลอ่ งจาก
เสอื ลอ่ งหนหายตวั ทา่ นเดนิ ไปดรู อยเทา้ เสอื รอบบรเิ วณหนา้ ถำ�้ กไ็ มพ่ บรอ่ งรอยอะไร
ของมนั ทงั้ ทสี่ ถานทเี่ ตยี นโลง่ โปรง่ สะอาด ไมม่ อี ะไรปดิ กนั้ สายตาในการมอง ทา่ นสงสยั
การไปการมาของเสอื ตวั นม้ี าก หาคาํ ตอบใหก้ บั ตนเองไมไ่ ดใ้ นขณะนนั้ เมอื่ หาคำ� ตอบ
ไม่ได้ ท่านจึงทิ้งความสนใจหนั หนา้ เข้าหาทางจงกรมต่อไป

การเผชญิ หน้ากบั เสือครง้ั น้ี เปน็ การเผชิญหน้ากันกบั เสอื ครง้ั ที่สองในชวี ิตของ
ทา่ น ครงั้ แรกทา่ นเจอเสอื สองตวั ดกั หนา้ ดกั หลงั ระหวา่ งทางบา้ นกกโพธวิ์ งั กำ่� มาบา้ น
โคกงาม อําเภอด่านซ้าย ท่านว่าการเผชิญหน้ากันกับเสือในคร้ังที่สองนี้ ท่านเห็น
ความรกั ตวั กลวั ตายทมี่ ใี นจติ ใจตนเอง ทา่ นวา่ เมอื่ ความกลวั บบี คนั้ จนสดุ ขดี ใจมนั จะ
พลกิ กลบั เปน็ ความกลา้ หาญทนั ที ขอใหม้ สี ตกิ าํ กบั เทา่ นนั้ ปญั ญามนั จะพลกิ ตามเทา่
ทนั เอง เรอ่ื งนท้ี า่ นเหน็ ประจกั ษแ์ กใ่ จมาแลว้ ทา่ นเหน็ อาํ นาจศลี ธรรมของตนเองเปน็ ที่
อศั จรรยใ์ จ ทา่ นบอก “เราเชอ่ื มน่ั ในอาํ นาจของศลี ธรรมอยา่ งสนทิ ใจ ปาฏหิ ารยิ เ์ กดิ ขน้ึ
เฉพาะผมู้ บี ุญเทา่ น้ัน บุญบม่ ี บารมีบ่เกดิ ”

ระหวา่ งพกั ภาวนาอยทู่ ถี่ ำ้� นอ้ ยเชยี งดาวประมาณหนงึ่ เดอื น ทา่ นบอก “เราเจอกนั
กับเสือตัวนี้เพียงคืนแรกเท่านั้น จากนั้นเราก็ไม่พบเสือตัวนี้หรือเสือตัวไหนอีกเลย
จนออกจากถำ�้ นอ้ ยเชยี งดาว กลบั มาหาพอ่ แมค่ รจู ารยม์ น่ั ทเ่ี มอื งพรา้ ว เรากราบเรยี น
เรื่องเสอื ตัวนี้ให้อาจารย์ใหญ่ม่ันฟัง ทา่ นชแี้ จงเรือ่ งเสือตัวนใี้ ห้ฟังว่า”

“เสอื ตวั ทท่ี า่ นชอบเหน็ นน้ั มนั ไมใ่ ชเ่ สอื จรงิ ๆ ดอก มนั เปน็ เสอื เทพแปลงจาํ แลง
มาทดสอบจิตใจความกล้าหาญของท่าน พวกเทพสถานเขาอยากรู้ว่าท่านกล้าเป็น
กล้าตายในการปฏบิ ตั แิ คไ่ หน จงึ จําแลงแปลงเป็นเสือมาพสิ จู นจ์ ติ ใจของทา่ น แสดง
กิริยาท่าทางข่มขู่เพื่อจะลองดูความกล้าหาญในจิตใจของท่าน เขาไม่มีเจตนาจะมา
ทาํ รา้ ยทา่ นจรงิ ๆ ดอก เพยี งมาทาํ ใหท้ า่ นกลัวเทา่ นนั้ ถา้ เปน็ เสอื จรงิ ๆ โดยธรรมชาติ
ถา้ มนั เขา้ มาหาทา่ นแบบนี้ แสดงวา่ มนั มเี จตนาจะมาจบั ทา่ นกนิ เปน็ อาหารของมนั เพยี ง
อยา่ งเดียว นอกจากนี้แล้วมันไม่มเี จตนาเป็นอยา่ งอ่ืน สัตว์ทกุ ชนดิ กลวั คน ถา้ มนั

132

ไมห่ วิ จดั ถงึ ขนั้ เขา้ ตาจน มนั ไมก่ ลา้ ลา่ เอาคนไปเปน็ อาหารของมนั หรอก พวกเดรจั ฉาน
มนั ถอื การเวน้ หา่ งจากคนไดม้ ากเทา่ ใด ยอ่ มเปน็ การดกี บั ตวั ของมนั เอง เพราะการหนี
ห่างจากคนได้ไกลเทา่ ไรน้ัน หมายถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองจะมมี ากข้ึน

เทพเทวดามฤี ทธเิ์ ดชมากกวา่ มนษุ ย์ เขาสามารถจาํ แลงแปลงเปน็ อะไรกไ็ ดต้ ามท่ี
ใจเขาปรารถนาอยากจะเปน็ แตก่ ารจาํ แลงนน้ั ทาํ ไดเ้ พยี งชวั่ ครง้ั ชวั่ คราว สดุ ทา้ ยตอ้ ง
กลับคืนสู่อัตภาพภูมิเดิมของตนเอง เสือที่ท่านเห็นกระโจนหายไปต่อหน้าต่อตาน้ัน
มนั เปน็ เสอื ทเี่ ทพจาํ แลงมา มนั จงึ ไปไวมาไวผดิ ธรรมชาตมิ ากกวา่ เสอื ทว่ั ไป ทา่ นชอบ
เหน็ ในบญุ ฤทธิข์ องตนเองหรือยังวา่ เป็นเชน่ ไร ธรรมย่อมรกั ษาผู้ปฏบิ ัต”ิ

องคท์ า่ นหลวงปมู่ น่ั อธบิ ายเรอ่ื งนใี้ หฟ้ งั อยา่ งแจง้ ใจ จนหลวงปชู่ อบทา่ นสนิ้ สงสยั
ในเรอื่ งเสือตวั นี้ องคท์ า่ นหลวงปู่มน่ั อธบิ ายเรอ่ื งอํานาจคุณศลี คณุ ธรรม ให้ท่านฟัง
เพม่ิ เติม จนหลวงปูช่ อบทา่ นเชื่อม่นั ในอํานาจของคณุ ศลี คณุ ธรรม อย่างสนิทใจ

จากศตั รกู ลายเป็นมิตร

เรื่องราวชีวประวัติของพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม คัดลอกจากหนังสือ
ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายทา่ นพระอาจารย์มนั่ ภรู ิทัตตเถระ เรยี บเรียงโดย
พระธรรมวสิ ทุ ธมิ งคล (หลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน) วดั ปา่ บา้ นตาด ตาํ บลบา้ นตาด
อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั อดุ รธานี องคท์ า่ นหลวงตามหาบวั เรยี นถามเรอื่ งราวการเดนิ ธดุ งค์
และการปฏิบัตขิ ององคท์ า่ นหลวงปูช่ อบ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๑๕ ที่วดั ป่า
สมั มานสุ รณ์ บา้ นโคกมน ตาํ บลผานอ้ ย อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย องคท์ า่ นหลวงตา
มหาบัว ท่านเรียบเรียงไวด้ งั น้ี

“เปน็ ทแ่ี ปลกใจทเ่ี รอ่ื งไมน่ า่ เปน็ ไปได้ แตก่ เ็ ปน็ ไปไดอ้ ยา่ งนา่ อศั จรรยอ์ กี เรอื่ งหนงึ่
คือก่อนท่ที า่ น (หลวงป่ชู อบ) จะขน้ึ ไปพักบําเพญ็ สมณธรรมในถ้�ำแห่งหนึง่ ชาวบา้ น
แถบนน้ั บอกทา่ นวา่ ทถี่ ำ�้ แหง่ นม้ี งี พู ษิ สดี าํ ตวั หนงึ่ ใหญข่ นาดเทา่ กบั ถา่ นไฟฉายชนดิ ใหญ่
ตวั ยาวประมาณเมตรเศษๆ งตู วั นม้ี นั ดรุ า้ ยมากเปน็ พเิ ศษ มนั อาศยั อยใู่ นถำ้� แหง่ นมี้ า

133

เปน็ เวลาหลายปแี ลว้ งพู ษิ ตวั นเี้ คยทาํ อนั ตรายแกค่ นมาแลว้ แตก่ ไ็ มม่ ใี ครกลา้ ทจ่ี ะไป
ทาํ อะไรมนั เพราะเขากลัวว่าอาจจะมีอะไรซ่อนอย่เู บ้ืองหลังงตู ัวนี้ จนชาวบา้ นพากนั
ขนานนามให้มันว่า “เจา้ ถ้�ำ”

ใครจะขึ้นไปพักค้างคืนท่ีถ�้ำน้ีไม่ได้ เขาบอกว่าถ้ามีคนขึ้นไปพักค้างคืนที่ถ�้ำน้ี
ตอนเยน็ ตอนกลางคนื หรอื ตอนเชา้ งตู วั นจ้ี ะออกมาแผแ่ มเ่ บย้ี ขฝู่ อ่ ๆ ถา้ พอกดั ไดก้ ก็ ดั
จรงิ ๆ ผคู้ นเคยเสยี ทใี หม้ นั หลายรายแลว้ จนไมม่ ใี ครทจ่ี ะกลา้ ขน้ึ ไปพกั คา้ งคนื ทใ่ี นถำ�้
แหง่ น้ี

ท่านอาจารย์องค์น้ีท่านคิดอยากจะไปพักท่ีถ้�ำแห่งนั้นเพื่อประกอบความเพียร
ทา่ นจงึ วานใหช้ าวบา้ นเขาไปสง่ แมเ้ ขาบอกวา่ งพู ษิ ตวั นม้ี นั ดมุ าก และอาจเปน็ อนั ตราย
ตอ่ ทา่ นได้ เขาจงึ ไมอ่ ยากใหท้ า่ นไปพกั แตท่ า่ นกข็ อใหญ้ าตโิ ยมไปสง่ จนได้ โดยทา่ นให้
เหตผุ ลวา่ “ถา้ ถงึ คราวแลว้ แมน้ อนอยใู่ นบา้ นกต็ ายได้ ไมม่ ใี ครหา้ มความตายได้ อาตมา
เคยเห็นมาแล้วจึงเช่ือในเรื่องกรรมได้อย่างสนิทใจ การอยู่ถ้�ำก็เคยอยู่มาจนเคยชิน
รา่ งกายจติ ใจของอาตมา ถา้ เปน็ วสิ ยั ทค่ี วรเปน็ ได้ กน็ า่ จะกลายเปน็ หนิ เปน็ เขาไปหมด
แลว้ ไมน่ า่ จะเหลอื รอดชวี ติ กลบั คนื มาเหมอื นเดมิ งเู ปน็ สตั ว์ เราเปน็ คนและเปน็ พระ
ซงึ่ ถอื ศลี ถอื ธรรมประจาํ ใจ มไิ ดถ้ อื ความอจิ ฉาบงั เบยี ดทาํ ลายใคร ถา้ งมู นั จะทาํ อนั ตราย
ให้เราตายลงไป เราก็จะขอยอมตายเพราะกรรมไม่ดีของตน นักปราชญ์ท่านยังจะ
ชมเชยว่าเป็นผู้เช่อื ในผลกรรมจริงๆ” ว่าเสร็จแล้ว ท่านกใ็ ห้ญาติโยมไปสง่ ทา่ นจรงิ ๆ

เม่ือท่านไปพักที่ในถ้�ำแห่งน้ัน ท่านก็ได้รับความสะดวกกายสะดวกใจเพียง
องค์เดยี ว พอตกวนั ที่สองตอนเย็นๆ ทา่ นก็เหน็ งสู ีดาํ ตัวน้ันเลอ้ื ยออกมาจากซอกหนิ
และมันกค็ อ่ ยๆ เลอื้ ยตรงดิ่งเขา้ มายงั ท่าน ซ่ึงขณะน้ันทา่ นกาํ ลังนัง่ ราํ พึงอรรถธรรม
อยูบ่ นแคร่เล็กๆ ด้วยสัญชาตญาณการถืออํานาจของผู้ท่ชี อบในการทาํ ลาย พอทา่ น
มองเห็นมันเลื้อยเข้ามาหาท่านอย่างไม่เกรงกลัว และมันก็ทําท่าทางจะเอาจริงจังกับ
ทา่ นมาก ทา่ นกร็ ะลกึ ถงึ คาํ พดู ของชาวบา้ นทเ่ี ขาเคยเลา่ ใหท้ า่ นฟงั เรอื่ งของงเู จา้ ถำ้� แหง่ น้ี
ท่านคิดวา่ “ตอ้ งเป็นงูเพชฌฆาตตวั นแ้ี นๆ่ ไมเ่ ชน่ น้ันมันจะไมแ่ สดงอาการอาจหาญ
ถึงขนาดนีเ้ ลย” ท่านกเ็ ลยนกึ ในใจของท่านวา่

134

“เรามาบำ� เพญ็ ธรรมอยทู่ นี่ ี่ กไ็ มไ่ ดค้ ดิ มาเบยี ดเบยี นทาํ ลายใคร แมแ้ ตส่ ตั วท์ ตี่ วั
เลก็ ๆ กใ็ หค้ วามเมตตาตอ่ เขาเสมอดว้ ยชวี ติ ของตน ไมเ่ คยคดิ เยอ่ หยงิ่ ในตวั ของตนเอง
ว่าตนเป็นคนเป็นพระที่มีศักดิ์สูงส่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย
ดว้ ยกนั ทว่ั ไตรภพ แมง้ ดู าํ ตวั นก้ี เ็ ปน็ สตั วท์ น่ี บั เขา้ ในจาํ นวนเพอ่ื นสขุ เพอ่ื นทกุ ข์ เพอื่ น
เกดิ แกเ่ จบ็ ตายดว้ ยกนั แตเ่ หตไุ ฉนอยเู่ ฉยๆ ไมเ่ คยมเี รอื่ งทบุ ถองตะบองตอี ะไรกนั เลย
งูตัวนี้ยงั ต้งั หน้าต้ังตาเลื้อยเข้ามาเพือ่ มาทํารา้ ยหมายปองชวี ติ ของเรา ซ่งึ เป็นเพือ่ นท่ี
เชอ่ื ถอื ในความเปน็ ความตายไดผ้ หู้ นงึ่ ไมม่ เี พอ่ื นใดในภเู ขาลกู นจี้ ะเปน็ ทเี่ ชอ่ื ถอื ไดย้ งิ่
ไปกวา่ เรา

เมอ่ื ยอ้ นมาระลกึ นกึ ถงึ ศลี ของเรากบ็ รสิ ทุ ธิ์ ความเมตตาในจติ ใจของเรากม็ อี ยา่ ง
เปยี่ มลน้ ถา้ สตั วต์ วั นยี้ งั กลา้ ทจี่ ะทาํ รา้ ยเราไดอ้ ยา่ งลงคอแลว้ กจ็ ะถอื เอาวา่ เราเองใน
อดตี ชาตนิ นั้ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ารณุ โหดรา้ ยเหลอื ประมาณ นา่ จะไมม่ นี รกขมุ ใดตา้ นทานไวไ้ ด้
ให้พ้นจากผลกรรมอันทารุณนั้นมาแล้ว จําต้องมาเจอกับความทารุณของงูพิษตัวน้ี
ตวั ทตี่ นเคยสรา้ งความทารณุ แกเ่ ขามาอยา่ งหลกี เลยี่ งไมไ่ ด้ และเรากไ็ มจ่ าํ เปน็ ทจี่ ะตอ้ ง
ไปหลกี หนผี ลกรรมของตนเอง เพราะตวั เองกลา้ ทาํ กต็ อ้ งกลา้ รบั ผลของกรรมทตี่ นเอง
เคยทำ� มา จงึ จะสมนามว่าเปน็ ผูเ้ ช่ือเร่อื งผลของกรรมจริง”

พอคดิ ตกกพ็ ดู กบั งตู วั ทเ่ี ลอื้ ยมาหยดุ หา่ งองคท์ า่ นประมาณหนง่ึ วา และกาํ ลงั แผ่
แมเ่ บยี้ คอยโอกาสอยู่ “เรามาอยทู่ น่ี มี่ ไิ ดม้ ามงุ่ รา้ ยหมายโทษใครเลย แตม่ าบาํ เพญ็ ธรรม
เพ่อื ความสขุ ของตนและเพอ่ื นร่วมชาติ โดยไมน่ ยิ มประเภทว่าเปน็ ใคร เราแผ่เมตตา
เพ่ือความสุขแก่สัตว์ทั้งปวง มีเธอด้วยผู้หน่ึงที่อยู่ในข่ายควรได้รับ ถ้าเธอยังหวัง
ความสขุ กายสบายใจเชน่ สตั วโ์ ลกทวั่ ๆ ไป กค็ วรรบั เมตตาธรรมทเี่ ยน็ ฉำ่� นไ้ี ปประดบั
ตวั ของเจา้ ดกี วา่ มาขเู่ ขญ็ ทาํ ลายผอู้ นื่ ซง่ึ ไมเ่ กดิ ประโยชนเ์ ปน็ ไหนๆ แมท้ าํ ผอู้ นื่ ใหเ้ ปน็
อนั ตรายและตายไปดว้ ยพษิ สงของเธอ สว่ นตวั เองกไ็ มเ่ หน็ ไดเ้ ลอ่ื นคณุ งามความดเี ปน็
ความสุขความเจรญิ ใหย้ ิ่งขึ้นไปอกี นอกจากจะลงไปจมอยู่ในกองทกุ ขม์ ีนรกเปน็ ต้น
เท่าน้ัน นีเ่ ปน็ ผลทีไ่ ด้รบั จากการเบยี ดเบยี นทําลายผูอ้ ่นื เราไมเ่ ห็นดว้ ย ไม่ยินดีด้วย
กบั การทำ� ของเธอ เพราะเปน็ งานสง่ เสรมิ ทกุ ขเ์ พอ่ื บบี บงั คบั ตวั เอง เราเหน็ ดว้ ยเฉพาะผู้

135

ไมเ่ บยี ดเบยี นทำ� ลายผอู้ น่ื อนั เปน็ งานไมส่ รา้ งความเดอื ดรอ้ นใหแ้ กใ่ คร ตนกเ็ ยน็ ผอู้ นื่
กเ็ ยน็ มองเหน็ กนั ราวกบั มติ รทเ่ี คยสนทิ กนั มาตง้ั แตพ่ นั กปั แสนกลั ป์ เราเปน็ เพอื่ นรว่ ม
ทกุ ขเ์ กดิ แกเ่ จบ็ ตายดว้ ยกนั ไมบ่ งั ควรทจ่ี ะทาํ ความทกุ ขร์ อ้ นแกก่ นั อนั เปน็ การเพมิ่ ทกุ ข์
ใหแ้ กต่ วั เองอกี ดว้ ย เรามาอยมู่ าทน่ี เี่ พอื่ สมานมติ รกบั เธอและสตั วท์ ว่ั ไป จงเหน็ ใจเรา
ผเู้ ปน็ มติ รดว้ ยความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ เธอรบั ความเปน็ มติ รและเมตตาธรรมจากเราแลว้
จงไปอยู่เป็นสุขๆ เม่ือไปแล้วอยากมาเยี่ยมเยียนเราอีกเป็นคร้ังคราวก็ให้มาได้ตาม
อธั ยาศยั เรายนิ ดเี ปน็ มติ รกบั เธอตลอดไป ไมไ่ ดร้ งั เกยี จวา่ เธอเปน็ สตั ว์ เราเปน็ คนและ
เปน็ พระ เราถอื วา่ เปน็ เพอ่ื นเกดิ เพอื่ นตายดว้ ยกนั จงึ ไมไ่ ดถ้ อื วา่ ใครยงิ่ หยอ่ นกวา่ ใคร
ตลอดวาสนาบารมกี ต็ า่ งคนตา่ งมตี ามกาํ ลงั ของตนทส่ี รา้ งมา หรอื เธออาจมวี าสนาบารมี
แกก่ ลา้ ยงิ่ กวา่ เรากไ็ มอ่ าจทราบได้ เพราะตา่ งคนตา่ งมกี รรมดแี ละชว่ั ตดิ แนบอยกู่ บั ตวั
มาดว้ ยกนั บางทีเธอละจากชาติน้ไี ปแล้ว เลื่อนฐานะขนึ้ มาเป็นมนษุ ย์บรรลุถงึ ความ
บริสุทธิ์หลุดพ้นไปกอ่ นเราผกู้ �ำลังกำ� ดำ� กำ� ขาวกับกเิ ลสตวั โสมมอยู่เวลานก้ี เ็ ป็นได้ ถ้า
เธอไมส่ ร้างความชัว่ ทบั ถมตัวเข้าไปอีกดังจะสร้างกรรมไมด่ ีกับเราอยู่ในขณะน”้ี

พอพดู กบั งจู บ ทา่ นนกึ อธษิ ฐานจติ ขออาํ นาจเมตตาธรรมทเ่ี คยคำ้� จนุ โลกมาประจ�ำ
แผน่ ดนิ จงดลบนั ดาลใหง้ ตู วั นกี้ ลบั ใจจากความเปน็ ศตั รกู ลายมาเปน็ มติ รสนทิ สนมกนั
โดยธรรมเถดิ ดงั น้ี เปน็ ทปี่ ระหลาดและอศั จรรยใ์ จเกนิ คาด ไมท่ ราบวา่ อะไรเปน็ ผดู้ ล
บนั ดาล กไ็ มน่ า่ จะพดู ไดถ้ กู ตอ้ ง ทาํ ใหง้ ทู ก่ี าํ ลงั จะทาํ อนั ตรายทา่ นอกี ไมก่ ว่ี นิ าทขี า้ งหนา้
กลบั เปลย่ี นอาการทเ่ี ปน็ ศตั รลู งในทนั ทที นั ใด คอื งตู วั นน้ั กลบั หมอบศรี ษะลงไปสงบนง่ิ
ประมาณ ๑๐ นาที แล้วหันศรี ษะเล้อื ยกลับไปหายไปในเวลาน้นั

วันต่อมางูตัวนี้ก็มาหาท่านอีก และมันก็มาแทบทุกวัน แต่มิได้แสดงอาการ
นา่ กลวั เหมอื นกบั วนั แรกทพี่ บกนั เลย เปน็ เพยี งเลอื้ ยเขา้ มาถงึ ทเ่ี กา่ ทม่ี นั เคยมาหยดุ อยู่
แลว้ ท�ำตวั สงบนงิ่ อยคู่ รหู่ นงึ่ ถงึ ไดเ้ ลอื้ ยจากไป ทา่ นวา่ เหน็ ความประจกั ษใ์ นเมตตาธรรม
อยา่ งถงึ ใจอกี ครง้ั หนงึ่ นบั แตว่ นั นน้ั เปน็ ตน้ มา ทา่ นกอ็ ยกู่ บั งตู วั นน้ั ดว้ ยความสงบสขุ
ไมม่ อี ะไรใหเ้ ปน็ ทร่ี ะแวงระวงั กนั เลย ถงึ เวลาทง่ี ตู วั นนั้ อยากออกมาปว้ นเปย้ี นอยแู่ ถว
หนา้ ถำ�้ ทท่ี า่ นพกั อยู่ มนั กม็ าในฐานะของสตั วท์ คี่ นุ้ เคยกบั คนเปน็ อยา่ งดี แลว้ ตา่ งกไ็ ม่

136

ระแวงซงึ่ กนั และกนั เมอื่ คดิ อยากออกมาเทย่ี วตามประสาของมนั มนั กอ็ อกมาตามสบาย
ไมม่ ีเวล�่ำเวลาเหมอื นกับแตก่ ่อนเช่นท่ชี าวบ้านเขาเล่าใหฟ้ ัง

ดงั นนั้ เรอ่ื งทท่ี า่ นอาจารยอ์ งคน์ ้ี (หลวงปชู่ อบ) ทา่ นไดเ้ ลา่ ใหฟ้ งั จงึ เปน็ ความจรงิ
ตามเหตุการณ์ที่เคยเป็นมาด้ังเดิม โดยมากพระธุดงคกรรมฐานท่ีปฏิบัติเด็ดเดี่ยว
อาจหาญ ทา่ นมกั จะไดผ้ จญภยั อยเู่ สมอ แตท่ า่ นกเ็ อาตวั รอดไปไดไ้ มเ่ ปน็ ภยั อนั ตราย
ใดๆ จงึ ท�ำใหค้ ดิ และมน่ั ใจวา่ ผทู้ ม่ี ธี รรมในใจและมงุ่ มนั่ ตอ่ ธรรมอยา่ งยง่ิ แมจ้ ะเผชญิ
กบั เหตกุ ารณต์ า่ งๆ กม็ กั จะมชี ยั ชนะโดยธรรมเสมอ ไมค่ อ่ ยจะมอี ะไรมาท�ำรา้ ยใหล้ ม่ จม
ฉบิ หายเหมอื นคนธรรมดาทวั่ ไป คลา้ ยกบั มปี าฏหิ ารยิ ล์ กึ ลบั อยใู่ นตวั แบบพดู ยาก และ
บอกใครไมไ่ ด้ แตเ่ รอื่ งก็เปน็ อย่างน้นั จรงิ ”

เทย่ี ววเิ วกเมอื งพมา่ ครงั้ แรกกบั หลวงปพู่ รหม จริ ปญุ โญ

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พักภาวนาอยู่บ้านโหล่งขอด
อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ (วัดป่าประสิทธิธรรม
บา้ นดงเย็น ตาํ บลดงเย็น อาํ เภอบา้ นดงุ จังหวัดอุดรธาน)ี ท่านมาชวนหลวงปชู่ อบ
ไปเท่ียววิเวกประเทศพม่าด้วยกัน ก่อนหน้าน้ันหลวงปู่พรหมท่านเคยไปเท่ียววิเวก
จาํ พรรษาทปี่ ระเทศพมา่ มากอ่ นแลว้ หลวงปพู่ รหมทา่ นเลา่ เรอ่ื งเทย่ี ววเิ วกจาํ พรรษาที่
ประเทศพม่าให้ฟงั หลวงปชู่ อบทา่ นสนใจอยากจะไปเทยี่ ววเิ วกประเทศพม่า ทา่ นจึง
ขอให้หลวงปู่พรหมนำ� พาไปเที่ยววิเวกประเทศพม่า

ก่อนเดินทางไปเที่ยววิเวกประเทศพม่ากับหลวงปู่พรหม หลวงปู่ชอบท่านนํา
เรอื่ งนก้ี ราบเรยี นองคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั โต ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รบู าอาจารย์ เพอื่ พจิ ารณา
องคท์ า่ นหลวงปมู่ นั่ พจิ ารณาเหน็ ควร จงึ อนญุ าตใหห้ ลวงปชู่ อบไปเทยี่ ววเิ วกประเทศ
พมา่ กบั หลวงปพู่ รหม ผเู้ ปน็ เพอื่ นตายสหายธรรมของทา่ น ทา่ นทงั้ สองพากนั กราบลา
องค์ทา่ นหลวงปมู่ ั่น ท่ีบ้านแม่กอย ออกเดนิ ทางมาอาํ เภอฝาง จนถงึ อาํ เภอแมส่ าย
ถงึ แม่สาย ท่านทง้ั สองพากันไปพกั ทถี่ �้ำผาจม บา้ งเวียงผางคำ�

137

หลวงปู่ชอบท่านบอกสมัยน้ันถ�้ำผาจมยังไม่ได้เป็นวัดวาศาสนาเหมือนกับ
ปจั จบุ นั อยา่ งทเี่ ราเหน็ ตอนทา่ นกบั หลวงปพู่ รหมพากนั มาพกั ภาวนา ถำ�้ ผาจมยงั เปน็
ปา่ เขา ไมม่ บี า้ นผเู้ รอื นคน เนอื่ งจากชาวบา้ นทนี่ สี่ มยั กอ่ นเขากลวั ผถี ำ�้ ผาจม จงึ ไมม่ ใี คร
กล้าเข้ามาอยู่อาศัย พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านว่าท่ีถ�้ำผาจมผีไม่ดุอย่างที่คนท่ัวไปเข้าใจ
หรอก ส่ิงที่ดุอยู่ถ้�ำผาจมคือพญานาคเฝ้าสมบัติพระศาสนา ท่านบอกถ้าใครไป
กา้ วกา่ ยกบั สมบตั เิ กา่ ของพระศาสนาอยทู่ น่ี ี่ มกั จะไดร้ บั อนั ตรายจากฤทธร์ิ า้ ยของนาคา
คนสมัยก่อนจึงไม่มใี ครกล้าเขา้ ไปหกั ร้างถางพงทาํ อะไรไมด่ กี บั ถ้�ำผาจม

ท่านบอกคนท่ีน่ีสมัยน้ันเขายังไม่คุ้นเคยกับพระป่ากรรมฐาน พอเห็นพระป่า
กรรมฐานนงุ่ หม่ ผา้ สแี กน่ ขนนุ หมอกหมองเดนิ บณิ ฑบาต เขาจะไมก่ ลา้ ออกมาใสบ่ าตร
ยิ่งเป็นลูกเล็กเด็กแดง พอเจอพระป่ากรรมฐานจะพากันร้องไห้วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
ไมก่ ลา้ ออกมาดู องคท์ า่ นเลา่ อยา่ งขำ� ๆ พวกเดก็ นอ้ ยเหน็ พระปา่ กรรมฐาน เขาจะเรยี ก
พวกเราวา่ “ตดุ๊ งๆ” ตดุ๊ ง คอื คาํ พดู ของคนเมอื งเหนอื สมยั นน้ั ใชเ้ รยี กพระปา่ กรรมฐาน
อีสาน ทา่ นบอกกว่าจะมคี นใส่บาตรให้ท่านท้งั สอง ตอ้ งเดินวนรอบบา้ นเวยี งผางคํา
สองสามรอบ ถึงมีคนออกมาใส่บาตรให้ หลังฉนั อาหารแลว้ ทา่ นทั้งสองแยกย้ายกนั
ทาํ ความเพยี ร หลวงปพู่ รหมทา่ นลงไปเดนิ จงกรมทรี่ มิ หาดนำ้� สาย สว่ นทา่ นเดนิ จงกรม
อยหู่ นา้ ถำ�้ ผาจม ระหวา่ งเดนิ จงกรมอยหู่ นา้ ถำ้� ผาจม ทา่ นบอก “เราไดย้ นิ เสยี งเหมอื น
หวดู รถไฟไอนำ้� ดงั ขนึ้ เปน็ ระยะๆ เวลาเสยี งนดี้ งั ขนึ้ แตล่ ะครง้ั พนื้ ดนิ ทเ่ี ราเดนิ จงกรม
อยู่นนั้ จะสั่นสะเทือน พอสอื่ ความหมายใหเ้ ทา้ รสู้ มั ผสั ”

หลงั เลกิ จากเดนิ จงกรมแลว้ หลวงปชู่ อบทา่ นมานง่ั ภาวนาบนกอ้ นหนิ ภายในถำ�้
องคท์ า่ นนง่ั แผเ่ มตตาใหส้ รรพสตั วท์ ง้ั หลาย กายทพิ ย์ กายหยาบ ทอี่ าศยั อยใู่ นถำ้� ผาจม
แหง่ น้ี ใหไ้ ดร้ บั ผลบญุ หนนุ ธรรมโดยทว่ั กนั ทา่ นวา่ ขณะแผเ่ มตตาอยนู่ นั้ กอ้ นหนิ ทเี่ รา
นงั่ อยจู่ ะสนั่ ไหวไปมา มเี สยี งครดื ๆ อยใู่ ตก้ อ้ นหนิ คลา้ ยกบั มอี ะไรบางอยา่ งเคลอ่ื นตวั
อยใู่ ต้กอ้ นหนิ ที่เรานั่งภาวนา องคท์ า่ นจงึ กำ� หนดดูทีม่ าของเสยี งแผน่ ดินส่ันไหวที่ใต้
ก้อนหิน ทา่ นวา่ สาเหตทุ แี่ ผน่ ดนิ ส่ันไหวใต้กอ้ นหนิ นั้น เกิดจากพญานาคเฝ้าสมบัติ
พระศาสนาทถ่ี ำ้� ผาจมแสดงอนโุ มทนา เวลาทอ่ี งคท์ า่ นแผเ่ มตตา พญานาคถำ้� ผาจมตนน้ี

138

เขายินดีในเมตตาธรรมท่ีองค์ท่านหลวงปู่ชอบแผ่ไพศาล พญานาคตนน้ีเป็นผู้หนึ่ง
ทไี่ ดร้ บั บญุ ธรรมฉำ่� เยน็ จากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ เขาจงึ แสดงเทพฤทธโ์ิ มทนา โดยการ
ม้วนแผ่นดินเพ่ือให้หลวงปู่ชอบท่านทราบว่าเขาเย็นจิตในมิตรไมตรีขององค์ท่าน
หลวงปู่ชอบบอกพญานาคตนนี้ในอดีตชาติเขาเคยเป็นเพื่อนตายสหายธรรมของ
หลวงปตู่ อ้ื อจลธมั โม พญานาคตนนอี้ ดตี เคยบวชเปน็ ฤาษมี นุ ไี พรดว้ ยกนั กบั หลวงปตู่ อื้
เมื่อปลายสมัยพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสะโป ในชาติน้ันหลวงปู่ตื้อท่าน
ปฏบิ ัตภิ าวนาจนไดส้ มาบตั ิ สหายธรรมของท่านปฏบิ ัติศลี พรตมุนีไพรเพื่อปรารถนา
อยากจะเกดิ เปน็ พญานาคราช หลงั หมดอายขุ ยั สนิ้ ใจจากโลกในชาตนิ น้ั หลวงปตู่ อ้ื ทา่ น
กเ็ วยี นวา่ ยตายเกดิ ในมหาสมทุ รโลกสงสารเพอื่ สงั่ สมบญุ ญาบารมขี ององคท์ า่ น บญุ บารมี
ทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปตู่ อ้ื ปฏบิ ตั สิ ง่ั สมมา จงึ ทาํ ใหอ้ งคท์ า่ นสน้ิ ทกุ ขถ์ งึ ธรรมในชาตปิ จั จบุ นั

วนั ทสี่ อง หลงั บณิ ฑบาตฉนั อาหารกนั เรยี บรอ้ ยแลว้ หลวงปพู่ รหมพาหลวงปชู่ อบ
เดนิ ข้ามแมน่ ำ้� สายไปข้นึ ฝ่งั เมอื งท่าข้ีเหล็ก ตรงขา้ มอําเภอแมส่ าย หลวงปู่พรหมท่าน
พาหลวงปู่ชอบเข้าไปพักที่วัดเจ้าระเข่ง เน่ืองจากหลวงปู่พรหมท่านคุ้นเคยกันกับ
เจา้ จองระเขง่ (เจา้ อาวาสวดั ระเขง่ ) ออกจากทา่ ขเี้ หลก็ ทา่ นทงั้ สองพากนั เทยี่ ววเิ วกตาม
สถานท่ตี ่างๆ ของเชียงตุง หลวงป่พู รหมชวนหลวงป่ชู อบไปเทยี่ ววเิ วกสบิ สองปนั นา
มณฑลยนู นาน ประเทศจนี พอเขา้ ไปเทยี่ ววเิ วกสบิ สองปนั นาแลว้ หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็
วตั รปฏบิ ตั ขิ องพระเณรทางนน้ั หยอ่ นยานในพระธรรมวนิ ยั พากนั กนิ ขา้ วเยน็ เลน่ สตรี
ไม่ต่างอะไรกับฆราวาส ผู้หญิงบางคนจะมาจับเน้ือต้องตัวท่านกับหลวงปู่พรหม
เหมอื นท่เี ขาคุ้นเคยกับพระเณรทีน่ นั่ หลวงปูช่ อบเหน็ ทา่ ไมด่ ี สีจวี รจะหมอง ท่านจงึ
ชวนหลวงปพู่ รหมเดินทางกลับมาประเทศพมา่ อกี ครงั้

หลังกลับมาประเทศพม่าแล้ว หลวงปู่พรหมชวนหลวงปู่ชอบไปเท่ียววิเวก
มณั ฑะเลยแ์ ละอนิ เดยี ทา่ นอยากไปดแู ผน่ ดนิ ถน่ิ ธรรมตน้ กาํ เนดิ ของพระพทุ ธศาสนา
หลวงปชู่ อบทา่ นไมอ่ ยากไปเมอื งมณั ฑะเลย์ ทา่ นอยากจาํ พรรษาแถวเขตเชยี งตงุ เพราะ
สถานท่ีภูเขาป่าดอยแถวน้ีถูกกับจริตนิสัยของท่าน ท่านท้ังสองจึงแยกกันออกเที่ยว
วเิ วกหาสถานทจี่ าํ พรรษา หลวงปชู่ อบบอกหลวงปพู่ รหมทา่ นเดนิ ทางไปเมอื งมณั ฑะเลย์

139

เพียงลําพังเพื่อจะไปจําพรรษาอยู่ที่นั่น ผู้เฒ่าพรหมบอกเราว่า “ครูบา ถ้าพวกเฮา
บต่ ายกอ่ น ใหก้ ลบั มาเจอกนั ทเี่ ชยี งใหมเ่ ดอ้ ผมจะไปมณั ฑะเลย์ ไปอนิ เดยี ” เอาแทๆ้
อาจารยพ์ รหมเพิน่ กะบไ่ ดไ้ ปอินเดยี มนั มเี หตุ พวกทหารอังกฤษเรม่ิ เขา้ ยึดอนิ เดยี
เลยเป็นเหตใุ ห้อาจารย์พรหมบ่ไดไ้ ปแสวงบุญอยอู่ ินเดียตามทเี่ พ่นิ ต้งั ใจเอาไว้”

หลังแยกกันกบั หลวงปู่พรหมแลว้ หลวงป่ชู อบทา่ นกอ็ อกเทีย่ ววเิ วกหาสถานท่ี
จําพรรษาในเขตเชียงตุง ท่านมาพบหมู่บ้านชาวไทยใหญ่แห่งหน่ึงช่ือ เมืองยาง
บา้ นเมืองยางแห่งนีเ้ พ่ิงต้งั เปน็ หมู่บา้ นขน้ึ มาได้ไม่กปี่ ี มีบ้านเรอื นสิบกวา่ หลังคาเรือน
บ้านเมืองยางยังไม่มีวัดวาศาสนาให้ญาติโยมได้อาศัยทําบุญ ชาวไทยใหญ่หมู่บ้าน
แห่งนี้ จึงพากันนิมนต์องค์ท่านหลวงปู่ชอบจําพรรษาอยู่ที่นี่ องค์ท่านพิจารณาเห็น
สมควรแกส่ ถานทแ่ี ละสปั ปายะศรทั ธา หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ รบั นมิ นตพ์ นี่ อ้ งชาวไทยใหญ่
จาํ พรรษาอยู่ท่ีเมืองยาง

พรรษาที่ ๑๔ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๑ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจาํ พรรษา
ทบี่ า้ นไทยใหญเ่ มอื งยาง แขวงเชยี งตงุ ประเทศพมา่ และเปน็ ปแี รกครงั้ แรกทพ่ี อ่ แม-่
ครูอาจารยช์ อบ ทา่ นจําพรรษาอยทู่ ี่ประเทศพม่า

ลูกนคั ราเลน่ น�้ำ

หลงั พน้ ฝนออกพรรษา ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๑ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
ทา่ นร�ำ่ ลาพน่ี ้องชาวบ้านไทยใหญ่ เมอื งยาง ผูม้ พี ระคณุ ในปจั จยั สี่ ออกเท่ยี ววิเวก
เขา้ ไปทางตอนกลางของประเทศพมา่ องคท์ า่ นตง้ั ใจเดนิ ทางไปดเู มอื งเจยี งตอง ซง่ึ ทา่ น
เคยเกดิ อยเู่ มอื งนี้ ถกู เกณฑเ์ ปน็ ทหารทพั หนา้ ของพระเจา้ บาเยงนอง (พระเจา้ บเุ รงนอง)
มาตีกรุงศรีอยุธยา ชาตินั้นท่านเป็นไข้ป่าตายระหว่างเดินทัพจะเข้ามาตีเอาเมือง
เชยี งใหม่

ท่านว่าระหว่างเดินทางไปเมืองเจียงตอง เราอาศัยพักภาวนาตามภูเขาป่าดอย
ใกลห้ มบู่ า้ นของชาวกะเหรย่ี งบา้ ง ชาวไทยใหญบ่ า้ ง ทา่ นวา่ การเทย่ี ววเิ วกประเทศพมา่

140

ยคุ ของทา่ นนน้ั จะมอี ปุ สรรคหลายอยา่ ง เชน่ พดู คนละภาษา เวลาไถถ่ ามกนั กไ็ มค่ อ่ ย
รู้เรื่อง บางครัง้ ก็ทําใหเ้ ขา้ ใจผดิ กนั ได้ เรอื่ งดินฟ้าอากาศทางเมืองพมา่ นัน้ จะหนาว
เย็นกว่าทางเมืองไทยเรามาก บางคร้ังท่านต้องก่อไฟผิงทั้งวันท้ังคืนเพ่ือคลายความ
เหน็บหนาว เรื่องอาหารการขบฉันก็ลําบาก บิณฑบาตได้อะไรมา ท่านก็ฉันไป
ตามมตี ามเกดิ เพอื่ ประคองธาตขุ นั ธใ์ หท้ รงไวใ้ นการปฏบิ ตั ธิ รรม บางครง้ั ทา่ นกไ็ มไ่ ด้
ฉนั ขา้ วเปน็ เวลาหลายวนั ตดิ ตอ่ กนั เพราะบางหมบู่ า้ นทเี่ ดนิ ผา่ นเขาไมใ่ สบ่ าตรใหท้ า่ น
บางหมบู่ า้ นทเี่ ขาไมน่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา เพยี งแคเ่ ดนิ เขา้ ไปถามทาง เขากพ็ ากนั ออก
มาขับไลไ่ สสง่ กม็ ี

ระหว่างเดนิ ทางมาเมอื งเจยี งตอง ท่านหลงปา่ หาทางออกไม่ได้ ต้องอาศยั นอน
ค้างแรมอยู่ในปา่ แห่งน้นั คืนหน่ึง พอเช้าวันใหม่ ท่านหาทางออกจากป่าแหง่ นจ้ี นถงึ
เทยี่ งวนั กย็ งั หาทางออกไมเ่ จอ ระหวา่ งหาทางออกจากปา่ แหง่ นอี้ ยนู่ นั้ ทา่ นพบธารนำ้�
สายหนึ่ง กว้างประมาณสิบเมตร ลกึ ประมาณหนา้ อกของทา่ น ท่านบอกธารน�ำ้ แหง่ นี้
ใสเย็นจนเหน็ ตัวปลาแหวกวา่ ยไปมา หลวงปชู่ อบทา่ นพกั กรองน�ำ้ เอาไวฉ้ ัน จากน้ัน
ท่านลงไปสรงน�้ำในลาํ ธารแหง่ นเ้ี พือ่ คลายรอ้ น

ขณะท่ีองค์ท่านกําลังสรงน้�ำอยู่นั้น ปรากฏน้�ำที่ไหลมาจากทางเบ้ืองบนเกิด
ข่นุ มัว มกี ล่นิ คาวคลงุ้ จนท่านคลน่ื เหยี นอาเจียนออกมา พ่อแมค่ รอู าจารยท์ ่านอุปมา
เปรียบเทียบกล่ินคาวน้ีให้ฟังว่า “กล่ินอีหยังคาวกะเดี้ยกะด้อ เกิดมากะบ่เคยพ้อ
คาวปคู าวปลากะบเ่ หมน็ หืนขน่ื คอปานนี้ มนั ขื่นคาวแฮงหลายจนเฮาฮากทง่ั ออกมา”

แปลความหมายว่า “กลนิ่ อะไรก็ไมร่ คู้ าวจนเกินประมาณ เกดิ มากไ็ มเ่ คยเจอ
คาวปูคาวปลาก็ไม่เหม็นหนื ขนื่ คอปานน้ี มันข่นื คาวมากจนเราอาเจียนออกมา”

ตอนแรกหลวงปชู่ อบทา่ นเขา้ ใจวา่ มสี ตั วต์ ายอยใู่ นนำ�้ ทา่ นจงึ เดนิ เลาะเลยี บลาํ ธาร
ขนึ้ ไปดตู น้ ตอทม่ี าของกลนิ่ คาวคลงุ้ นี่ องคท์ า่ นเดนิ ออกจากจดุ สรงนำ�้ ขน้ึ ไปประมาณ
รอ้ ยกวา่ เมตร ทา่ นเหน็ งดู าํ ตวั หนงึ่ ขนาดเทา่ โคนขาของทา่ น กาํ ลงั เลน่ นำ้� ดำ� ผดุ ดาํ วา่ ย
อยูห่ นา้ ซอกหินทมี่ ีน้�ำไหลออกมา ทา่ นบอกงูตวั นมี้ สี ีดาํ ทง้ั ตวั เวลากระทบแสงแดด

141

จะเกิดสีแวววาวสะท้อนตา คลา้ ยกบั สสี นั วรรณะของงูแสงอาทิตยบ์ า้ นเรา งูดาํ ตัวน้ี
มีความยาวประมาณสบิ วา ตาสเี พลิงเท่าไขไ่ ก่ ทีห่ วั ของงดู าํ ตัวน้ีเปน็ หยกั สแี ดงคลา้ ย
หงอนไก่ ทา่ นวา่ “ตง้ั แตเ่ กดิ มาเราเพง่ิ เหน็ งทู มี่ ลี กั ษณะแบบนอ้ี ยใู่ นปา่ เราเอะใจงตู วั น้ี
มนั มีอะไรนา่ ผิดสงั เกต”

องคท์ า่ นนง่ั ซมุ่ ดงู ดู ำ� ตวั นเี้ ลน่ นำ�้ อยไู่ มน่ านเทา่ ไหร่ กม็ งี ดู าํ อกี ตวั หนงึ่ ขนาดพอๆ กนั
โผล่ออกมาจากซอกหินน้�ำผุด งูดําสองตัวนี้พากันเล่นน้�ำดําผุดมุดดินหยอกล้อกัน
โดยการชหู ัวขน้ึ เหนอื น�ำ้ ลักษณะนาคาแสดงเดช หลวงปู่ชอบทา่ นก�ำหนดดูท่มี าของ
งูด�ำสองตวั นว้ี ่าเปน็ อะไรกนั แน่ ทา่ นทราบจากภายในว่า งดู าํ สองตัวน้ี ทแ่ี ท้เป็นลูก
นาคราชจําแลงขึ้นมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ พอรู้ที่มาของชาติพงษ์วงศ์ตระกูลงูดํา
สองตวั นแ้ี ล้ว องค์ท่านจงึ น่งั ดลู ูกนาคราชสองตนนเ้ี ลน่ นาคาคะนองชล จนพญานาค
น้อยสองตนนม้ี ดุ หายเข้าไปในซอกหินนำ้� ผดุ ไมโ่ ผล่ออกมาให้ทา่ นเหน็ อีก

ท่านบอกเป็นส่ิงท่ีแปลกประหลาดเหมือนกัน หลังจากนาคราชน้อยสองตนนี้
เลกิ เลน่ นำ�้ แลว้ ปรากฏนำ้� ในลาํ ธารกลบั มามกี ลน่ิ ปรกตติ ามธรรมชาติ สตั วส์ าราสงิ ในปา่
ก็อาศัยใช้อาบใช้กินได้ตามปรกติ ท่านว่าท่ีน�้ำในลําธารมีกล่ินคาวคลุ้งขึ้นมาน้ัน
เกิดจากนาคาน้อยสองตนน้ีแสดงเดชข่มสัตว์อ่ืนให้เกรงกลัวในอํานาจวาสนาของตน
ตอนนัคราน้อยสองตนน้ีเล่นน�้ำ ไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนกล้าลงไปกินน้�ำในลําธารแห่งน้ี
เพราะเกรงกลวั ในอาํ นาจของผมู้ บี ญุ หนกั ศกั ดใ์ิ หญก่ วา่ ตน หลงั องคท์ า่ นดนู าคราชนอ้ ย
สองตนนี้เล่นน�ำ้ แล้ว หลวงปชู่ อบทา่ นก็แบกบาตรสะพายกลดเดินเลียบเลาะลาํ ธารนี้
มาเร่อื ยๆ จนลว่ งเข้าถึงเมืองเจยี งตอง

พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นสอนพระกรรมฐานขนุ นางเหยยี บขไี้ กไ่ มฝ่ อ่ อยา่ งผบู้ นั ทกึ วา่
วธิ กี ารหนง่ึ เวลาหลงปา่ อยา่ ทง้ิ สายนำ้� เพราะธรรมชาตขิ องแมน่ ำ้� ลาํ ธารจะไหลจากปา่
เขา้ สู่เมือง ทา่ นบอกให้เดนิ เลียบเลาะเกาะขอบสายนำ�้ ไปเรอื่ ยๆ ก็จะพบกับหมูบ่ า้ น
ชานเมอื งเอง ทา่ นว่า “เราใชว้ ิธีการแบบนี้เอาตัวรอดในเวลาหลงปา่ ยกเว้นครง้ั ท่ีเรา
เดนิ หลงปา่ อดขา้ วสามวันไม่พบบา้ นเรือนผคู้ น เพราะกรรมเกา่ ของเราบันดาลผลใน
ปัจจุบนั ”

142

องค์ทา่ นหลวงป่ชู อบเดนิ ทางมาถึงเมืองเจยี งตองเวลาเยน็ ย่ำ� ทา่ นเข้าไปขอพกั
ทวี่ ดั ไทยใหญเ่ จยี งตอง ทา่ นบอกเจา้ จองเจยี งตอง (เจา้ อาวาสวดั เจยี งตอง) ผนู้ ้ี อธั ยาศยั
ไมตรดี ี ท่านรู้จักมักคนุ้ กับพระกรรมฐานไทย เพราะพระคุณเจา้ หลวงปู่กนิ รี จันทโิ ย
ลูกศิษย์สายมหานิกายรุ่นใหญ่ขององค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาเที่ยววิเวกท่ี
เมืองเจียงตองก่อนหน้านี้ หลวงปู่ชอบท่านเล่าแบบนอบน้อมว่า “เราได้อาศัยบารมี
ทา่ นอาจารยก์ นิ รี นครพนม มาแผเ่ มตตาไวท้ ี่นี่ ถา้ ไมม่ ที ่านอาจารย์กนิ รมี าผูกมิตร
กรรมฐานไทยไว้ทน่ี ี่ เราก็คงจะมดื ฟา้ มัวดนิ ในการหามติ รอยทู่ ่นี ี”่

หลวงปชู่ อบบอกเมอื งเจยี งตองเปน็ ชาวไทยใหญ่ ผคู้ นทน่ี นี่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา
เมอื งเจียงตองตอนนั้น (พ.ศ. ๒๔๘๒) มีบา้ นเรือนประมาณหกสบิ กวา่ หลงั คาเรอื น
สมยั น้ันหมู่บา้ นขนาดหกสิบหลังคาเรือนขน้ึ ไป ถือวา่ เปน็ หมู่บา้ นท่มี ีขนาดใหญ่มาก
พ้ืนท่ีรอบเมืองเจียงตองเป็นภูเขาป่าดอยคล้ายกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศ
ไทยเรา ทา่ นเหน็ สถานทภี่ มู ปิ ระเทศแหง่ นเ้ี หมาะแกก่ ารจาํ พรรษา ทา่ นจงึ ใหโ้ ยมทาํ ทพี่ กั
ให้บนดอยลูกหนง่ึ ทางฝั่งตะวนั ออกของเมืองเจียงตอง

ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๒ พรรษาท่ี ๑๕ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจาํ พรรษา
อยทู่ ่เี มืองเจยี งตอง ประเทศพม่า โดยลําพังองคเ์ ดยี ว

เรยี นถาม “พอ่ แมค่ รอู าจารยจ์ าํ พรรษาองคเ์ ดยี ว เปน็ พญาเดยี วดาย ไมเ่ หงา
บา้ งหรอื ”

ท่านบอก “ใจเหงา เราก็เอาธรรมปลอบ ความเหงาเศร้าหมองเป็นเคร่ืองมือ
อย่างหน่ึงของกิเลสท่ีมาปว่ นจิตใหเ้ สียใจ เราชอบอยผู่ ูเ้ ดยี วมันภาวนาม่วนดี บต่ ้อง
ไปกงั วลกบั ผใู้ ด ถา้ อยากไดม้ รรคาใหป้ ฏบิ ตั ผิ เู้ ดยี วถงึ จะเหน็ ผล เราบวชมาหาทางพน้
ทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี ว บไ่ ดบ้ วชมาเจรญิ พรขอกฐนิ ผา้ ปา่ กบั ผใู้ ด พระครพู ระคนั เรากบ็ อ่ ยาก
เปน็ กบั เขา เกดิ มาชาตนิ ไ้ี ดเ้ ปน็ พระชอบ ฐานสโม เรากพ็ อใจแลว้ คนเราถา้ รจู้ กั ความ
พอดี ใจมันกบ็ ่เป็นทกุ ข์หลาย ทด่ี นิ้ ด่าวๆ แล่นหาแตค่ วามอยากกันอยู่นั่น เพราะใจ
มนั บร่ ู้จกั ค�ำวา่ พอ”

143


Click to View FlipBook Version