ลงไปในแมน่ ำ�้ โขงเพอ่ื ใหป้ ลาขาวนางฝงู นกี้ นิ โดยตอนนน้ั ทา่ นบอก “เรากล็ มื ในคาํ สง่ั
เด็ดขาดของพ่อแม่ครูอาจารย์ชอบที่ท่านเคยสั่งห้ามไว้ในเรื่องน้ี” ทางพระคล้าย
หลานชายองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ เหน็ หลวงพอ่ บญุ พนิ เทขา้ วกน้ บาตรลงไปในแมน่ �้ำโขงให้
ปลาขาวนางกนิ ถามหลวงพอ่ บญุ พนิ ว่า “ครูบา ถ้าเราเทขา้ วกน้ บาตรลงไปในน�ำ้ โขง
มันจะเป็นอะไรมัย้ ” หลวงพ่อบญุ พินท่านว่า “มนั บเ่ ป็นอหี ยังดอกวา้ ลองเบง่ิ ๆ”
พ่อคลา้ ย (อดีตพระคล้าย) พดู ใหฟ้ ังภายหลงั วา่ “ตอนนั้นตนเองนกึ คะนอง
อยากจะรู้ว่าสถานท่ีแห่งนี้มีเจ้ามีจอมตามท่ีพ่อแม่ครูอาจารย์ชอบท่านบอกไว้หรือไม่
อยากรวู้ า่ เจา้ จอมผาหม่ พรา้ วทพี่ อ่ แมค่ รอู าจารยช์ อบทา่ นวา่ นเ้ี กยี่ วขอ้ งอะไรกบั การเท
ข้าวก้นบาตรลงไปในแม่น้�ำโขง” ท่านจึงเอาเศษอาหารในบาตรของตนเทลงไปให้ฝูง
ปลาขาวนางกนิ พอเทเศษอาหารขา้ วกน้ บาตรลงไปในนำ�้ โขงแลว้ กไ็ มป่ รากฏวา่ มอี ะไร
ลกึ ลบั เกดิ ขนึ้ ตามทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกเอาไว้ เหน็ แตฝ่ งู ปลาขาวนางพากนั รมุ กนิ
เศษอาหาร ไม่มีอะไรอย่างอนื่ เกดิ ขนึ้ ในแม่น้ำ� โขง น�ำ้ กไ็ หลล่องตามปรกติ ไมม่ อี ะไร
ผิดแผกแปลกธรรมชาติ
เหตุการณ์หลวงพ่อบุญพินกับพระคล้ายและพ่อเกลี้ยง พากันฝืนคําสั่งเทเศษ
อาหารขา้ วกน้ บาตรลงไปในแมน่ ำ้� โขงครงั้ นี้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทราบจากภายในแลว้
วา่ ลกู ศษิ ยเ์ ราพากนั คกึ คะนองฝนื คาํ สงั่ กากะละนาคราช เจา้ จอมผาหม่ พรา้ ว ไมพ่ อใจ
จงึ ขนึ้ มาแสดงตนแจง้ ใหอ้ งคท์ า่ นทราบถงึ เรอ่ื งน้ี กากะละนาคราช เจา้ จอมผาหม่ พรา้ ว
ขอโอกาสองค์ท่านหลวงปู่ชอบแสดงอะไรบางอย่างให้ทุกคนเห็นว่าเขาคือเจ้าจอม
ผู้พิทักษ์รักษาสถานท่ีแห่งนี้ องค์ท่านหลวงปู่ชอบให้โอกาสกากะละนาคราชแสดง
อาํ นาจให้พระเณรไดด้ ู
หลงั ลา้ งบาตรแตง่ บรขิ ารกนั เสรจ็ แลว้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกลกู ศษิ ยใ์ หพ้ ากนั
ลงไปรอเรอื ท่ีรมิ ตลง่ิ หนา้ ผาหม่ พร้าว ทา่ นส่ังวา่ “ถ้าเหน็ เรือมาแล้ว กใ็ หพ้ ากนั เอาผ้า
ผกู ไมโ้ บกเรยี กเจา้ ของเรอื เพอื่ จะใหเ้ ขาเขา้ มารบั ถกู จดุ ถา้ เรอื มาถงึ แลว้ กใ็ หข้ น้ึ มาบอก
เราจะคอยอยทู่ ศี่ าลาหนา้ ถำ้� ” หลวงพอ่ บญุ พนิ พระคลา้ ย สามเณรทองรตั น์ สามเณร
บุญเพ็ง พอ่ ไข พอ่ ยัง พากันลงไปรอเรอื อยู่ที่ริมตล่ิงหนา้ ผาหม่ พรา้ ว หลวงปูห่ ลยุ
294
จันทสาโร หลวงปู่ซามา อจุตโต พ่อเกลี้ยง พากันน่ังเป็นเพือ่ นองค์ทา่ นหลวงปชู่ อบ
อยู่ที่ศาลาไมไ้ ผ่ หน้าถ้�ำผาหม่ พร้าว
เวลาประมาณสิบโมงกว่า ขณะพระเณรกําลังคอยเรือมารับอยู่ท่ีริมตล่ิงน้�ำโขง
หนา้ ผาหม่ พรา้ วนนั้ จๆู่ นำ�้ ทแ่ี มน่ ำ�้ โขงเกดิ หมนุ วนเปน็ วงั หนั ตาไก่ ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง
ประมาณ ๑๐ วา ทาํ ใหน้ ้ำ� โขงตรงบรเิ วณนัน้ เกดิ ข่นุ เขม้ ข้นึ มาทันที พระเณรและ
โยมทคี่ อยเรอื อยู่รมิ ตลง่ิ พากันดูปรากฏการณ์ผดิ แผกธรรมชาตินดี้ ว้ ยความตื่นเต้น
สนใจ เพราะทกุ คนไมเ่ คยเหน็ เหตกุ ารณน์ ำ้� วนหนั ตาไกใ่ หญข่ นาดนม้ี ากอ่ น พระคลา้ ย
พดู กบั หมคู่ ณะวา่ “สงสยั จะเปน็ ปลาฝาไร (ปลากระเบนนำ�้ จดื หรอื ปลาราห)ู มนั เลน่ นำ้�
อยขู่ า้ งลา่ ง” พอสน้ิ คาํ ของพระคลา้ ยไมน่ าน เกดิ มลี าํ นำ้� ลกั ษณะสนั นนู ขนาดใหญเ่ ทา่
ลาํ ตาลผดุ ขน้ึ ในแมน่ ำ้� โขง พงุ่ ออกมาจากทางฝง่ั ผาหม่ พรา้ ว ประเทศลาว เขา้ ไปชนตลง่ิ
ทางฝง่ั ไทย เยอื้ งบา้ นคกไผ่ จนทาํ ใหต้ ลง่ิ ทางฝง่ั บา้ นคกไผพ่ งั ทลายลงไปในแมน่ ำ้� โขง
กวา้ งประมาณ ๑๐ เมตร หลงั ตลง่ิ แมน่ ำ้� โขงทางบา้ นคกไผพ่ งั ทลายลง เหตกุ ารณท์ กุ อยา่ ง
ในแม่น้�ำโขงเปน็ ปรกติ
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ หลวงปหู่ ลยุ หลวงปซู่ ามา พากนั นงั่ เคยี้ วหมากดเู หตกุ ารณ์
ทเ่ี กดิ ขนึ้ อยทู่ ศี่ าลาไมไ้ ผห่ นา้ ถำ�้ ผาหม่ พรา้ ว ตอนเกดิ เหตกุ ารณน์ ำ้� วน องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
ช้มี ือใหพ้ อ่ เกล้ยี งดูวา่ เกดิ อะไรข้ึนท่ีแมน่ �้ำโขง พอ่ เกลยี้ ง บา้ นวังมว่ ง เหน็ เหตุการณ์
เกดิ ขน้ึ แบบนี้ แกรบี วง่ิ ลงไปชายหาดเกบ็ เสอ้ื ผา้ ทตี่ นเองซกั ตากผงึ่ โขดหนิ เอาไว้ ตอน
พอ่ เกลยี้ งกาํ ลงั เกบ็ เสอ้ื ผา้ อยนู่ นั้ ปรากฏลาํ นำ�้ พงุ่ ออกจากทางฝง่ั ลาวเขา้ ไปชนทางฝง่ั ไทย
พอ่ เกลยี้ งตกใจรอ้ งแรกแหกกะเชอ ตะโกนบอกใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบลงมาดลู กู ศษิ ย์
พระเณรอกสัน่ ขวัญแขวนกันไปหมดแล้ว
หลวงปู่ชอบเดินลงไปดูลูกศิษย์ องค์ท่านว่า “เราบอกแล้วว่าอย่าพากันทํา
มนั กไ็ มเ่ ชอื่ ในคาํ พดู ของเรา เหน็ หรอื ยงั ละ่ วา่ มนั เปน็ ยงั ไง ดแี ลว้ ทเ่ี ขาแสดงออกใหเ้ หน็
แคน่ ้ี ถ้าพ่อแก่มันไม่อยดู่ ้วยแลว้ ป่านนี้พวกท่านจะเปน็ อะไรบ้างกไ็ ม่ร”ู้ องคท์ ่าน
ปกั สายตาใสจ่ นลกู ศษิ ยแ์ ตล่ ะคนใจฝอ่ ตามกนั ทา่ นบอกใหเ้ ปลย่ี นสถานทคี่ อยเรอื ใหม่
ใหท้ กุ คนพากนั ยา้ ยทรี่ อเรอื ไปอกี ประมาณ ๗๐ วา และอยา่ พากนั ดอื้ ทาํ อะไรพเิ รนทร์
ขนึ้ มาอกี คาํ วา่ “ดอื้ ” ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ คอื อยา่ พากนั เลน่ กบั สงิ่ ทมี่ องไมเ่ หน็ ตวั
295
หลงั เปลยี่ นสถานทคี่ อยเรอื ไมน่ าน กม็ เี รอื สองลาํ ของโยมบา้ นสะหงาว มารบั คณะ
ขององค์ท่านหลวงป่ชู อบ พอ่ เกล้ียงบ้านวงั ม่วง แกกลวั มิตมิ ดื มากกว่าคนอ่ืน จึงขอ
นง่ั เรอื ลาํ เดยี วกนั กบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ตลอดทางทนี่ ง่ั เรอื มาดว้ ยกนั พอ่ เกลยี้ งจะ
กอดเอวองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบไวต้ ลอดทาง จนทา่ นดพุ อ่ เกลยี้ งวา่ “กลวั ตายอะไรเกนิ เหตุ
สวดมนตบ์ ทขนั ธะปรติ วริ ปู กั ฯ ยำ�้ ๆ เขา้ ไปสิ อยา่ มากอดแอวเฮาหลาย มนั จกั๊ กะเดยี ม
เข้าใจบ่”
ถงึ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบจะดอุ ยา่ งไร พ่อเกลย้ี งแกก็ไมย่ อมปลอ่ ยมอื ไปจากเอว
ขององคท์ า่ น หลวงปชู่ อบวา่ วนั นนั้ พอ่ เกลยี้ งกลวั จนเกลยี้ งใจ นกั เลงหยาบเจอนกั เลง
ละเอยี ด ใจไมอ่ ยกู่ บั เนอ้ื กบั ตวั เลย พอ่ เกลย้ี งกอดเอวหลวงปชู่ อบไวต้ ลอดทาง จนเรอื
มาสง่ ขน้ึ ฝง่ั ทบี่ า้ นผาแบน่ เชยี งคาน พอขนึ้ ฝง่ั แลว้ พอ่ เกลยี้ งสารภาพบาปกบั องคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบวา่ ตนเองเปน็ ผหู้ นงึ่ ทเี่ ทเศษอาหารขา้ วกน้ บาตรลงไปในแมน่ ำ้� โขง พอเกดิ
เรอ่ื งแบบนข้ี น้ึ มา ตนเองกลวั เรอื จะลม่ เพราะฤทธน์ิ าคาเจา้ จอมผาหม่ พรา้ ว หลวงปชู่ อบ
เตือนพ่อเกล้ียงว่า “ถ้าเร่ืองไหนเราบอกไม่ให้ทําแล้ว อย่าพากันทําเป็นอันขาด
ถา้ ทําแบบนี้อกี เราเองก็จะช่วยอะไรไมไ่ ด้” พอ่ เกลีย้ งจงึ ขอขมาองคท์ ่านหลวงปู่ชอบ
ทบ่ี า้ นผาแบน่
องค์ท่านหลวงปู่ชอบพาคณะเดินทางมาพักที่วัดศรีพนมมาศ ตําบลเชียงคาน
อาํ เภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย วนั ทคี่ ณะของทา่ นมาพกั ทว่ี ดั ศรพี นมมาศนนั้ เปน็ วนั เพญ็
เดอื น ๓ มาฆบชู า ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ วนั นนั้ มโี ยมมาจาํ ศลี ทวี่ ดั ศรพี นมมาศจาํ นวนมาก
โยมทรี่ ู้จักมักคุน้ เมอ่ื ทราบวา่ องค์ท่านหลวงปชู่ อบมาพกั ทวี่ ัดศรีพนมมาศ พากันมา
กราบสนทนาธรรมกบั องคท์ า่ นจาํ นวนมาก องคท์ า่ นเลา่ ใหน้ ายฮอ้ ยวิ พอ่ ออกสงา่ และ
โยมท่ีมาจ�ำศีลวัดศรีพนมมาศฟังถึงเหตุการณ์เกิดข้ึนท่ีผาห่มพร้าวเมื่อตอนกลางวัน
แตล่ ะคนตนื่ เตน้ กบั เรอื่ งราว เพราะไมเ่ คยเหน็ ปรากฏการณแ์ บบนม้ี ากอ่ นในแมน่ ำ�้ โขง
นอกจากนานทบี างปีถึงจะมบี ั้งไฟผปี รากฏขน้ึ มาใหเ้ หน็ เปน็ ครัง้ คราวเท่านัน้
องค์ท่านหลวงปู่ชอบพักอยู่ที่วัดศรีพนมมาศ อําเภอเชียงคาน ประมาณหนึ่ง
อาทติ ย์ จากนน้ั ทา่ นเดนิ ทางมาพกั กบั หลวงปซู่ ามา อจตุ โต ทวี่ ดั ปา่ อมั พวนั ตำ� บลนำ้� หมาน
296
อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั เลย องคท์ า่ นบอกหลวงพอ่ บญุ พนิ กตปญุ โญ ใหพ้ าพระเณรไปพกั
รอทา่ นอยู่ท่ภี ูดนิ (ผาขาช้)ี ใกล้บา้ นโคกมน ซ่ึงตอนนนั้ หลวงปูเ่ พยี ร วริ ิโย หลวงปลู่ ี
กสุ ลธโร พกั ภาวนารอองคท์ า่ นอยทู่ น่ี ี่ หลวงปชู่ อบบอก “เราจะเดนิ ทางไปโคราชเยย่ี ม
ท่านพระอาจารย์สิงห์” (ขันตยาคโม)
หลวงปู่ชอบท่านไดร้ บั แจง้ จากหลวงปู่คําดีว่าองค์ทา่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม
วดั ปา่ สาลวนั ท่านอาพาธ หลวงปชู่ อบท่านจงึ พาหลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร หลวงปคู่ ําดี
ปภาโส หลวงปซู่ ามา อจตุ โต หลวงพอ่ บวั คาํ มหาวโี ร พอ่ ยงั นง่ั รถซงุ จากเมอื งเลยไป
ลงทจี่ งั หวดั ขอนแกน่ จากนนั้ ทา่ นและคณะเดนิ ทางโดยรถไฟจากจงั หวดั ขอนแกน่ ไป
จงั หวดั นครราชสมี า เพอื่ กราบเยยี่ มองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ ขนั ตยาคโม ทว่ี ดั ปา่ สาลวนั
หลวงปชู่ อบทา่ นอยรู่ ว่ มดแู ลองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หก์ วา่ ๑ เดอื น กอ่ นเดนิ ทางกลบั
มาเมอื งเลย ทา่ นเรยี กพระเณรทดี่ แู ลองคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ หป์ ระชมุ เตรยี มการงานใหญ่
ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปสู่ งิ ห์ หลวงปชู่ อบบอก “หมคู่ ณะทกุ ทา่ นใหเ้ ตรยี มใจ พอ่ แมค่ รอู าจารย์
สิงห์ ท่านจะไมอ่ ยกู่ ับพวกเราแลว้ ใหห้ มคู่ ณะทกุ ทา่ นเตรียมการในเร่ืองนี้ไว้ ผมจะ
กลบั ไปเมอื งเลยกอ่ น ถา้ มอี ะไรเกดิ ขน้ึ ผมจะตามมาสมทบภายหลงั ” (พอในระหวา่ ง
เข้าพรรษาปี ๒๕๐๔ พระคุณเจา้ หลวงปสู่ ิงห์ ขนั ตยาคโม องค์ทา่ นกล็ ะขันธ์)
หลังกลับจากดูแลองค์ท่านหลวงปู่สิงห์ที่วัดป่าสาลวันแล้ว หลวงปู่ชอบท่าน
เขา้ ไปพกั ทภ่ี ผู าดนิ หรอื อกี ชอื่ หนงึ่ คอื ผาขาช้ี สถานทแ่ี หง่ นจ้ี ะอยหู่ า่ งจากบา้ นโคกมน
ประมาณ ๔ กโิ ลเมตร หลวงปู่ชอบท่านพักอยทู่ น่ี ี่ เพราะตอนนน้ั บา้ นโคกมนยงั ไมม่ ี
วดั ปา่ กรรมฐาน การมาพกั ทภ่ี ผู าดนิ ครงั้ นี้ องคท์ า่ นตดั สนิ ใจจะสรา้ งวดั ปา่ ขนึ้ มาทบ่ี า้ น
โคกมน เพอ่ื โปรดเอาญาตพิ นี่ อ้ งใหเ้ ลกิ นบั ถอื ผี หนั มานบั ถอื พระไตรสรณคมน์ มลู เหตนุ ี้
จึงเป็นทมี่ าของการสรา้ ง “วดั ปา่ สัมมานสุ รณ”์ ขึน้ มาทีบ่ ้านโคกมน
เมอ่ื บนั ทกึ มาถงึ ตรงนี้ ขอเขยี นเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั “บา้ นโคกมน” เพอ่ื ใหล้ กู หลาน
บ้านโคกมนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงท่ีมาของบ้านเมืองบรรพบุรุษของตนเอง องค์ท่าน
หลวงปชู่ อบบอกบา้ นโคกมนสมยั นน้ั มวี ดั มหานกิ ายอยวู่ ดั เดยี ว โดยมหี ลวงปแู่ ซ หรอื
297
ญาคูแซ เปน็ เจา้ อาวาสวัดบ้านโคกมนในสมัยนั้น มกี ารเข้าใจผดิ เขยี นในชีวประวัติ
องค์ท่านหลวงปู่ชอบว่าวัดตระคูแซ วัดตระคูแซ จริงๆ แล้วไม่มีที่บ้านโคกมน
เกิดจากความเข้าใจผิดที่คนเขียนไม่เข้าใจในภาษาท้องถ่ิน จึงเขียนว่าวัดตระคูแซ
คนบ้านโคกมนสมัยก่อนเรียกวัดบ้านโคกมนว่า “วัดญาคูแซ” หรือ “วัดญาปู่แซ”
องค์ทา่ นหลวงปชู่ อบจึงใหผ้ ู้บันทกึ ครบู ากล้วย พระวีระศกั ด์ิ ธีรภทั โท แก้ไขบนั ทึก
เรือ่ งน้ีเอาไว้
หลงั จากหลวงปแู่ ซทา่ นมรณภาพแลว้ วดั บา้ นโคกมนกร็ า้ งพระเณรมา เมอื่ ไมม่ ี
พระเณรอยปู่ ระจาํ วดั กถ็ กู ทงิ้ รา้ งมานานหลายปี ทางคณะกรรมการหมบู่ า้ นจงึ ยกพน้ื ที่
ส่วนหน่ึงของวัดบ้านโคกมนสร้างเป็นสถานีอนามัยประจําหมู่บ้าน ด้านศาลาวัด
ทางคณะกรรมการหมบู่ า้ นกาํ หนดใหเ้ ปน็ ศาลาประชาคม ใชเ้ ปน็ สถานทท่ี าํ บญุ “ซ�ำฮะ”
ประจําหมู่บา้ นยามเทศกาลบุญเดือน ๖
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกผตู้ ง้ั บา้ นโคกมนขนึ้ มาครงั้ แรกคอื นายวง กบั นายพมิ
ทา่ นทงั้ สองไดพ้ าญาตพิ น่ี อ้ งยา้ ยถนิ่ ฐานจากอาํ เภอดา่ นซา้ ย มาตงั้ รกรากอยบู่ า้ นโคกมน
ผานอ้ ย เม่ือสมัยปลายรัชกาลท่ี ๕
ทา่ นบอกสมยั กอ่ นปา่ ทน่ี ี่ เมอ่ื ใครเขา้ ไปแลว้ จะเดนิ วนกลบั มาสทู่ เี่ ดมิ พอตง้ั เปน็
หมู่บ้านข้นึ มา จงึ เรียกชือ่ วา่ “บ้านโคกมน” นายวง นายพมิ พากนั ตัง้ หมู่บา้ นโคกมน
ขน้ึ มาครงั้ แรกทรี่ มิ ฝัง่ แม่น�้ำสวย ทางวดั เกา่ ของหลวงปู่แซ หลงั จากบ้านโคกมนเปน็
หมบู่ า้ นแนน่ หนาถาวรแลว้ ทางขา้ หลวงเมอื งเลยจงึ แตง่ ตง้ั ให้ “นายวง” เปน็ ผใู้ หญบ่ า้ น
โคกมนคนแรก และตง้ั นามสกลุ “วงษา” ให้ สว่ น “นายพมิ ” ทางราชการไดต้ งั้ นามสกลุ
ใหว้ า่ “พมิ ครี ”ี นายวงกบั นายพมิ จงึ เปน็ ตน้ ตระกลู “วงษา” และ “พมิ ครี ”ี นามสกลุ ของ
คนบ้านโคกมนมานับแต่น้ัน
298
สรา้ งวัดปา่ สมั มานสุ รณ์
พระคณุ เจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พาลกู ศิษย์พักภาวนาท่ี “ภผู าดิน” ตอนน้ัน
มพี ระเณรพักปฏิบัตอิ ยกู่ บั องคท์ ่าน ๖ รูป พระเณรท้ัง ๖ รูป นั้นมี ๑. หลวงปเู่ พียร
วริ โิ ย ๒. หลวงปลู่ ี กสุ ลธโร ๓. หลวงพอ่ บวั คาํ มหาวโี ร ๔. หลวงพอ่ บญุ พนิ กตปญุ โญ
๕. พระคล้าย สวุ ัณณมาโจ ๖. สามเณรทองรตั น์
การกลับมาพักอยู่ใกล้บ้านโคกมนอันเป็นแผ่นดินถ่ินกําเนิดขององค์ท่านใน
ครงั้ น้ี หลวงปชู่ อบทา่ นมเี จตนาแนว่ แนจ่ ะสรา้ งวดั ปา่ ขนึ้ ทบ่ี า้ นโคกมน เพอื่ ใชเ้ ปน็ สถานท่ี
อบรมศีลธรรมให้แก่ญาติพี่น้องขององค์ท่าน เวลาชาวบ้านโคกมนขึ้นไปทําบุญกับ
องคท์ า่ นทภ่ี ผู าดนิ หลวงปชู่ อบทา่ นจะปรารภกบั ผคู้ นทข่ี น้ึ ไปหาวา่ “ตราบใดญาตพิ น่ี อ้ ง
ของเรายงั พากนั นบั ถอื ผสี างคางเหลอื ง ไมพ่ ากนั นบั ถอื พระรตั นตรยั แลว้ เราคงนอนตาย
ตาไมห่ ลบั ” ชาวบา้ นโคกมนเมอ่ื ไดย้ นิ องคท์ า่ นปรารภเชน่ นี้ จงึ ปรกึ ษากนั ถงึ เรอ่ื งสรา้ ง
วดั ปา่ ขน้ึ มาทบ่ี า้ นโคกมน ชาวบา้ นสว่ นมากเหน็ ดว้ ยวา่ ควรสรา้ งวดั ปา่ ขน้ึ มา เนอ่ื งจาก
หลวงป่ชู อบท่านเรมิ่ มอี ายมุ ากแล้ว พวกเราควรจะนมิ นต์ทา่ นให้อยจู่ าํ พรรษาที่นเ่ี พอื่
โปรดญาตพิ ีน่ ้องบา้ นเกิดเมืองนอนของท่าน เมอ่ื ชาวบ้านโคกมนหารอื ไดข้ ้อสรุปแลว้
จึงพากันข้ึนมานิมนต์หลวงปู่ชอบท่ีภูผาดิน เพ่ือให้องค์ท่านลงมาเลือกสถานท่ีใน
การสร้างวัดป่า บุคคลผู้เป็นแรงสําคัญที่พาชาวบ้านโคกมนขึ้นไปนิมนต์องค์ท่าน
หลวงปชู่ อบใหล้ งจากภผู าดนิ มาสรา้ งวดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ คอื ผใู้ หญถ่ นั วงษา ซง่ึ ทา่ นเปน็
ผใู้ หญ่บา้ นโคกมนในสมัยนน้ั
พระเณรทต่ี ดิ ตามองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบลงมาสรา้ งวดั ปา่ สมั มานสุ รณค์ รง้ั แรกนน้ั
มที งั้ หมด ๔ รปู คอื ๑. หลวงปเู่ พยี ร วริ โิ ย ๒. หลวงพอ่ บญุ พนิ กตปญุ โญ ๓. พระคลา้ ย
สวุ ณั ณมาโจ ๔. สามเณรทองรตั น์ สว่ นหลวงปลู่ ี กลุ สธโร กบั หลวงพอ่ บวั คาํ มหาวโี ร
ไปเทยี่ ววเิ วกทางวงั สะพงุ ภเู รอื พระเณรทเ่ี หลอื ตามรายชอื่ ทก่ี ลา่ วมานี้ จงึ พากนั ตดิ ตาม
องคท์ า่ นหลวงปูช่ อบลงมาสร้างวดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ ท่ีบ้านโคกมน
299
ผูใ้ หญ่ถนั วงษา พาองค์ทา่ นหลวงปู่ชอบออกสํารวจสถานท่ใี นการสรา้ งวดั ป่า
องค์ท่านหลวงปู่ชอบดูสถานที่รอบบริเวณบ้านโคกมน ท่านมาสะดุดใจกับสถานท่ี
แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับแม่น้�ำสวย สถานท่ีแห่งน้ีอยู่ทางด้านทิศเหนือของบ้านโคกมน
ชาวบา้ นไดแ้ ผว้ ถางเพอ่ื จะทาํ ไร่ แตย่ งั ไมไ่ ดเ้ พาะปลกู อะไรในตอนนนั้ ทแี่ หง่ นม้ี เี นอ้ื ที่
ทงั้ หมดประมาณ ๘ ไร่ ผใู้ หญ่ถนั จงึ ขอซอื้ ท่แี หง่ นีก้ ับเจา้ ของที่ เจ้าของทีไ่ ดข้ ายทีด่ นิ
แหง่ นใี้ หใ้ นราคา ๘๐๐ บาท การสรา้ งวดั ปา่ แหง่ แรกทบ่ี า้ นโคกมน เรมิ่ ตน้ สรา้ งขนึ้ มา
บนเน้อื ท่ี ๘ ไร่ ดว้ ยราคา ๘๐๐ บาท หลวงปูช่ อบทา่ นจึงตั้งชื่อวดั แห่งนี้วา่ “วัดป่า
สมั มานสุ รณ”์ คาํ วา่ “สมั มา” มคี วามหมายแปลวา่ “ชอบ” ซงึ่ ตรงกบั ชอื่ ของพระคณุ เจา้
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม น่นั เอง
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอกพระเณรและชาวบา้ นใหร้ อื้ หอผที ปี่ ลกู เปน็ ศาลอยตู่ าม
รมิ ฝั่งแมน่ ำ้� สวย เอามาสรา้ งกฏุ ิศาลา พ่อถัน วงษา บอกองค์ท่านวา่ “ถ้าพวกเราไป
ร้ือหอผอี อกหมด ผมี ันจะไม่มารบกวนชาวบ้านหรือ” องค์ทา่ นหลวงปู่บอก “รอ้ื เลย
ไมต่ อ้ งกลวั เกดิ เหตอุ ะไรขน้ึ มา เราจะรบั ผดิ ชอบเอง” เมอ่ื องคท์ า่ นรบั รองใหแ้ บบนแ้ี ลว้
ชาวบ้านโคกมนจึงมีความกลา้ ร้อื หอผปี ตู่ า
เรอ่ื งนอ้ี ย่าว่าแตโ่ ยมเลยที่กลวั ผี พระเณรบางองค์ยงั เกรงใจผีเหมอื นกนั จาก
คําบอกเล่าของหลวงปู่เพียร วริ โิ ย ท่านเปน็ ผ้หู น่งึ ที่ร้ือหอผีกบั องค์ทา่ นหลวงปูช่ อบ
ตอนสรา้ งวัดปา่ สมั มานุสรณ์ หลวงปเู่ พยี รทา่ นบอก “หลวงป่ชู อบท่านบอกให้ขึน้ ไป
รอื้ หลังคาหอผี ก็มีแต่คนอิดออดไมก่ ล้าขึ้น ท่านจงึ ใหผ้ มเป็นผู้ขนึ้ ไปรอ้ื หลังคาหอผี
ทา่ นบอก “คำ� เพยี ร ทา่ นขน้ึ ไปรอ้ื หลงั คาหอปตู่ าไป”๊ พอวา่ จบ หลวงปชู่ อบทา่ นกย็ น่ื ขวาน
ใหเ้ ลย พอ่ แมค่ รจู ารยเ์ พนิ่ สง่ั แลว้ กต็ อ้ งเอาตามเพน่ิ ” หลวงปเู่ พยี รทา่ นขนึ้ ไปรอ้ื หลงั คา
หอผีตามท่ีองค์ท่านหลวงปู่ชอบบอก หลวงปู่เพียรท่านบอก “ไม้ที่ได้จากรื้อหอผี
นาํ มาสรา้ งกฏุ แิ ละศาลาหอฉนั ไมบ้ างสว่ น หลวงปชู่ อบใหเ้ อามาสรา้ งหอ้ งนำ้� และโรงไฟ
ต้มน้ำ� รอ้ น”
องค์ท่านหลวงปู่ชอบพาพระเณรชาวบ้านร้ือหอผีมาสร้างวัดป่าสัมมานุสรณ์
คร้ังนั้น ทําให้ผู้เสียประโยชน์จากการทรงเจ้าเข้าผีไม่พอใจที่พวกตนเสียประโยชน์
300
คนทรงเจา้ จำ�้ ผกี ลมุ่ น้ี จงึ ยชุ าวบา้ นไมใ่ หม้ าชว่ ยองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบสรา้ งวดั ชาวบา้ น
ส่วนมากอยากมีวัดประจ�ำหมู่บ้าน จึงพากันออกมาช่วยองค์หลวงปู่ชอบสร้างวัดป่า
สัมมานุสรณ์ โดยไมส่ นใจในคำ� ยุยงของพวกหมอผี อย่าว่าแต่กลุ่มผเู้ สยี ประโยชน์
จากการรอ้ื หอผเี ลย แมแ้ ตผ่ เี องกไ็ มพ่ อใจที่เคหสถานของพวกตนเคยอาศยั ไดถ้ กู รอ้ื
ท�ำลาย
พอ่ คลา้ ย แกว้ สวุ รรณ หลานชายองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเลา่ ใหฟ้ งั วา่ มโี ยมผหู้ ญงิ
คนหน่งึ ช่ือ แม่ช่วง แกว้ สุวรรณ เป็นญาตขิ ององคท์ า่ นหลวงปู่ชอบ ถกู ผฟี ้าเข้าสิง
ตอนยงั ไมร่ อ้ื หอผี แมช่ ว่ งไมเ่ คยถกู ผเี ขา้ สงิ แตพ่ อรอ้ื หอผมี าสรา้ งวดั ปา่ สมั มานสุ รณ์
เทา่ นนั้ แมช่ ว่ งถกู ผเี ขา้ สงิ ทกุ วนั เวลาอยบู่ า้ น แมช่ ว่ งมกั จะถกู ผฟี า้ เขา้ สงิ เวลาถกู ผฟี า้
เขา้ สงิ แม่ชว่ งจะมีอาการปากบดิ ปากเบย้ี ว ตาขวาง ไมพ่ ูดจากบั ใคร พวกญาติจงึ พา
แมช่ ว่ งเขา้ มาวดั เพอื่ ทจี่ ะใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบไลผ่ ใี ห้ พอ่ คลา้ ยบอก “ตนเองกไ็ มเ่ คย
เห็นองค์ท่านหลวงปู่ชอบไล่ผีให้เห็นสักคร้ัง เวลาชาวบ้านพาคนถูกผีเข้าสิงมาหา
หลวงปชู่ อบ ทา่ นกจ็ ะมองดเู ฉยๆ แตค่ นถกู ผเี ขา้ เมอ่ื มาอยตู่ อ่ หนา้ หลวงปชู่ อบ ผที เี่ ขา้ สงิ
กจ็ ะออกไปเอง” พอ่ คล้ายบอก “เรือ่ งนต้ี นเองก็แปลกใจเหมือนกนั แตไ่ ม่กลา้ ถาม
หลวงปชู่ อบ เพราะกลวั ท่านจะวา่ ให”้
หลวงปชู่ อบทา่ นแนะนาํ แมช่ ว่ งใหไ้ หวพ้ ระสวดมนต์ รกั ษาศลี หา้ ใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ เมอื่
ศลี หา้ บรสิ ทุ ธแิ์ ลว้ ผมี นั กจ็ ะไมม่ ารบกวน แมช่ ว่ งนาํ เอาคาํ สอนของหลวงปชู่ อบไปปฏบิ ตั ิ
ทบี่ า้ น ปรากฏวา่ ผไี มเ่ ขา้ สงิ แมช่ ว่ งอกี เลย ชาวบา้ นทเี่ หน็ คณุ ของการไหวพ้ ระสวดมนต์
รักษาศีล ผีจะไมม่ ารบกวน จงึ พากันมารักษาศีลภาวนาในวันศลี วันพระกับองค์ทา่ น
หลวงปชู่ อบทวี่ ดั ปา่ สมั มานสุ รณเ์ ปน็ จาํ นวนมาก หลวงพอ่ บญุ พนิ กตปญุ โญ ทา่ นเลา่
ให้ฟังว่า “คร้ังสุดท้ายท่ีผีฟ้าเข้าสิงแม่ช่วง ผีฟ้าออกปากพูดข้ึนมาว่า “กูบ่อยู่ดอก
บ้านโคกมน อยู่น่ีมีแต่อดแต่อยาก บ่ได้กินอีหยัง กูสิไปอยู่กับพ่ีน้องอยู่ภูเขียว
(อาํ เภอภูเขียว จังหวัดชยั ภมู ิ) กอู ยู่นบ้ี ่ได้ อายอาจารยช์ อบเพ่ิน กูไปล้ีอย่ไู มต้ น้ ได๋
อาจารยช์ อบเพน่ิ กะตามหากจู นพอ้ กยู า่ นเพนิ่ ” พอผที ส่ี งิ แมช่ ว่ งพดู จบ แมช่ ว่ งกล็ ม้ ตงึ
ทนั ท”ี หลวงพอ่ บญุ พนิ วา่ นค่ี อื ครงั้ สดุ ทา้ ยทท่ี า่ นเหน็ ผสี งิ คนทบ่ี า้ นโคกมน จากนนั้ มา
ก็ไม่มีผที ่ไี หนมาสิงแม่ชว่ งหรอื ชาวบา้ นโคกมนอีกเลย
301
หลวงปู่ชอบท่านสอนชาวบ้านโคกมนโดยเน้นหนกั ในเรือ่ งรกั ษาศลี ห้า และให้
พากนั ไหวพ้ ระสวดมนตแ์ ผเ่ มตตาอยเู่ สมอ เพราะสง่ิ เหลา่ นจี้ ะทาํ ใหช้ วี ติ ของเราเปน็ สขุ
ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ชาวบ้านโคกมนจึงพากันปฏิบตั ิตามคาํ สอนขององค์ท่าน
บ้านโคกมนสมัยก่อน พอเวลาเย็นย�่ำค่�ำลงจะได้ยินเสียงไหว้พระสวดมนต์
เล็ดลอดออกมาจากบ้านหลังน้ันหลังน้ีอยู่เสมอ สมัยก่อนหนังสือสวดมนต์ที่บ้าน
โคกมนไมม่ ี หลวงปู่ชอบทา่ นจึงใหพ้ ระเณรคัดลอกบทสวดมนตจ์ ากหนงั สือมนตพ์ ธิ ี
ให้กับชาวบ้าน พระผู้ท่ีทําการคัดลอกบทสวดมนต์น้ัน หลวงปู่ชอบมอบหมายให้
หลวงพ่อบญุ พิน กบั พระคล้าย ซึ่งเป็นหลานชายขององค์ทา่ น เปน็ ผูค้ ดั ลอกหนงั สือ
สวดมนต์ให้กบั ชาวบ้าน
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๔ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม สรา้ งวดั ปา่ สมั มานสุ รณ์
ขนึ้ มา และเปน็ ปแี รกทอี่ งคท์ า่ นจาํ พรรษาทวี่ ดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ ปนี มี้ พี ระเณรจาํ พรรษา
ทง้ั หมด ๕ รปู มรี ายนามดงั นี้ ๑. หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ๒. หลวงพอ่ บญุ พนิ กตปญุ โญ
๓. พระคลา้ ย สุวณั ณมาโจ ๔. พระม่อย ๕. สามเณรทองรัตน์
สร้างวัดป่ามว่ งไข่ โปรดอดีตสหายเกา่
สตั วโ์ ลกแตล่ ะตนตา่ งเวยี นวา่ ยตายเกดิ ดว้ ยกนั มาจนนบั ไมถ่ ว้ น ทคุ ติ สคุ ติ แตล่ ะ
ดวงจติ ตา่ งเทย่ี วทอ่ งลอ่ งขนึ้ ลงมาดว้ ยกนั ทง้ั หมด หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ หากนบั รอยเทา้
ของเราผเู้ ดยี วในโลกเกดิ ตายนี้ นบั ยงั ไงกน็ บั ไมห่ มด แคร่ อยเทา้ เราผเู้ ดยี วกเ็ ตม็ โลก
แลว้ น่ียังไมน่ บั รอยเทา้ ของผ้อู น่ื เขา้ ไปอกี ทา่ นบอก “เรากเ็ ปน็ ผ้หู น่งึ ที่เทยี วเกิดตาย
ในวัฏสงสารเหมือนกบั สตั ว์โลกท่วั ไป แคก่ ระดูกเราผู้เดียวเทียวเกดิ เทียวตายกเ็ ตม็
ลน้ เมืองไทยแล้ว การเกดิ แตล่ ะภพชาตขิ องเรา ไมว่ ่าเปน็ คนหรือสตั ว์ ล้วนมคี วาม
เก่ียวข้องกับบุคคลอ่ืนตามมาด้วยท้ังนั้น” ท่านยกบุพกรรมเกี่ยวข้องกับสหายเก่า
ในอดตี ชาติทผ่ี ่านมาก่อนทีท่ ่านจะมาเกดิ เปน็ หลวงปูช่ อบ ฐานสโม ในชาตปิ ัจจุบัน
ให้ทราบ
302
ทา่ นบอกชาตทิ ผ่ี า่ นมาทา่ นเกดิ เปน็ ชาวลาวอยเู่ มอื งทา่ แขก แขวงคาํ มว่ น ประเทศ
ลาว เมืองท่าแขกที่ท่านว่านี้ จะอยู่ตรงข้ามกับอําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
สหายเก่าท่ีท่านเล่าให้ฟังนี้ ปัจจุบันเกิดท่ีบ้านม่วงไข่ ตําบลสานตม อําเภอภูเรือ
จังหวดั เลย มีชอ่ื ในชาตปิ ัจจบุ ันว่า พ่อเซยี งหมุน
องคท์ า่ นเลา่ ใหฟ้ งั วา่ “ชาตนิ น้ั เราเกดิ เปน็ พอ่ คา้ ขายผา้ อยเู่ มอื งทา่ แขก เปน็ ผมู้ ฐี านะ
ชาตนิ นั้ เรามพี อ่ เซยี งหมนุ เปน็ เพอื่ นสนทิ เหมอื นญาตพิ น่ี อ้ ง บญุ เดอื น ๓ งานธาตพุ นม
เราชวนพ่อเซียงหมุนกับชวนลูกเมียของตนเองให้มาถวายผ้าพุทธบูชาพระธาตุพนม
พอ่ เซียงหมุนปฏิเสธ เพราะติดพันเป่าแคนเกยี้ วสาว ชาตนิ ้นั นางเสริม (คณุ เสรมิ ศิริ
ผสมพงษ)์ เกดิ เปน็ ลกู สาวเรา เราบอกใหล้ กู มาถวายดว้ ยกนั นางเสรมิ มนั มว่ นกบั หมู่
บอกพอ่ ถวายผเู้ ดยี วโลด เราจงึ ถวายผา้ กบั ธาตพุ นมเปน็ พทุ ธบชู าลาํ พงั ผเู้ ดยี ว เราเอา
ผ้าขาววาหน่ึงกับเงินห้าสิบสตางค์ ถวายเป็นพุทธบูชากับธาตุพนม เราอธิษฐานว่า
“ชาตหิ นา้ ขอใหผ้ ู้ขา้ ได้บวชในพระศาสนาปฏิบตั ธิ รรมจนพ้นทุกข์”
ในชาตนิ น้ั และครง้ั นั้นมา ท่านหมน่ั ทาํ บุญ จาํ ศลี ภาวนา เพื่อเป็นการรบั รอง
ตนเองในอนาคต พอมาเกดิ ในชาตปิ จั จบุ นั ทา่ นไดบ้ วชปฏบิ ตั จิ นรแู้ จง้ เหน็ จรงิ ในธรรม
เม่ือประโยชน์ตนสําเร็จผลแล้ว ท่านพิจารณาถึงบุคคลที่มีวาสนาร่วมกันมาแต่อดีต
ทา่ นจงึ เดนิ ทางไปโปรดบคุ คลเหลา่ นน้ั ตามสถานทตี่ า่ งๆ เพอื่ สงเคราะหธ์ รรมใหก้ บั เขา
พอ่ เซยี งหมนุ เปน็ อกี ผหู้ นง่ึ ทอ่ี งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเดนิ ทางมาโปรดทบี่ า้ นมว่ งไข่
ทา่ นบอก สมยั เราเขา้ มาบา้ นมว่ งไข่ ทน่ี ยี่ งั ไมม่ วี ดั วาอยา่ งทเ่ี หน็ ในปจั จบุ นั บา้ นมว่ งไข่
ตอนนั้นมีบ้านเรือนเพียง ๑๓ หลังคาเรือนเท่านั้น ก่อนหลวงปู่ชอบจะมาโปรด
พ่อเซียงหมนุ ท่านพกั อยกู่ บั หลวงป่หู ลุย จันทสาโร หลวงปูซ่ ามา อจตุ โต หลวงพ่อ
บัวคาํ มหาวีโร ท่บี า้ นสานตม
ท่านบอกหลวงป่หู ลุย หลวงป่ซู ามา หลวงพ่อบัวคํา บณิ ฑบาตทีบ่ ้านสานตม
ท่านบอกหมู่คณะว่า “จะไปบิณฑบาตโปรดคนบ้านม่วงไข่ เพราะที่น่ีไม่มีวัดวาให้
ญาตโิ ยมได้ใสบ่ าตร ผมจะไปบณิ ฑบาตทบ่ี ้านม่วงไข่ เพื่อคนทางน้ันจะไดท้ าํ บญุ กบั
ผมบ้าง”
303
หลวงปู่หลุยบอก “บ้านม่วงไข่ไกลจากท่ีนี่มาก อาจารย์ชอบจะกลับมาทัน
ฉันอาหารหรอื ” องค์ทา่ นบอกหลวงปหู่ ลุย “ผมกลับมาทนั อยา่ งแน่นอน”
ขอเลา่ แทรกเรอื่ งหลวงปชู่ อบ ทา่ นอยบู่ า้ นสานตม แตไ่ ปบณิ ฑบาตทบ่ี า้ นมว่ งไข่
ใหท้ ราบพอสงั เขป ระยะทางจากบ้านสานตมไปบ้านมว่ งไข่ ประมาณ ๑๐ กโิ ลเมตร
ไปกลับประมาณ ๒๐ กโิ ลเมตร พอ่ เซยี งหมุนบอก “แตล่ ะวนั หลวงปชู่ อบทา่ นจะ
มาถงึ กอ่ นหลวงปหู่ ลยุ หลวงปซู่ ามา หลวงพอ่ บวั คาํ กลบั จากบณิ ฑบาตทบี่ า้ นสานตม
ทกุ วนั ”
พอพ่อเซียงหมุนมากราบหลวงปู่ชอบท่ีบ้านสานตม หลวงพ่อบัวค�ำถาม
พ่อเซียงหมุนว่า “เห็นพอ่ แมค่ รอู าจารย์ชอบ ท่านไปบิณฑบาตทบี่ ้านม่วงไข่หรอื ไม่”
พ่อเซียงหมุนบอก “อาจารย์ชอบทา่ นไปบณิ ฑบาตท่ีบ้านม่วงไขท่ ุกวัน ชาวบ้านพากนั
ใสบ่ าตรใหท้ ่านทุกวัน”
หลวงพ่อบัวคําท่านสงสัย จึงนําเร่ืองนี้มาปรึกษาหลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ซามา
หลวงปู่หลุยบอกหลวงพ่อบัวคําว่า “ถ้าอยากหายสงสัย ผมจะพาท่านพิสูจน์เอง”
หลวงปหู่ ลยุ กบั หลวงปซู่ ามารแู้ ลว้ วา่ เปน็ อะไร เพยี งแตห่ ลวงพอ่ บวั คาํ เทา่ นนั้ ทท่ี า่ นยงั
ไมร่ ู้ในเร่อื งนี้
วนั ตอ่ มา หลวงปู่หลยุ พาหลวงปูซ่ ามากับหลวงพ่อบัวคาํ ออกไปบณิ ฑบาตกอ่ น
หลวงปชู่ อบทา่ นจะออกไปบณิ ฑบาตทบี่ า้ นมว่ งไข่ หลวงปหู่ ลยุ พาหลวงปซู่ ามา หลวงพอ่
บัวคํา ไปดกั องคท์ ่านหลวงปชู่ อบทท่ี างเขา้ เสนาสนะป่าบา้ นสานตม ทา่ นทัง้ สามเหน็
องค์ท่านหลวงปู่ชอบเดินลงจากศาลาแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา หลวงปู่หลุย
ทา่ นบอก “เหน็ หรอื ยงั บวั คาํ อาจารยช์ อบทา่ นไปบณิ ฑบาตบา้ นมว่ งไขแ่ ลว้ กลบั มากอ่ น
พวกเราไดย้ งั ไง แตล่ ะวนั อาจารยช์ อบทา่ นกไ็ ปของทา่ นแบบนแ้ี หละ บางวนั ทา่ นกไ็ ป
แบบอภญิ ญาย่นทาง บางวนั ทา่ นกไ็ ปทางอากาศเหมอื นนก” พอไดเ้ หน็ ประจักษแ์ ก่
สายตาตนเองแลว้ หลวงพอ่ บวั คาํ ทา่ นจงึ สนิ้ สงสยั ในเรอื่ งองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบกลบั มา
กอ่ นทกุ วันได้ยงั ไง
304
หลวงปู่ชอบมาบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่คร้ังแรก มีคนใส่บาตรให้องค์ท่าน
สองสามคน ในจาํ นวนคนทมี่ าใสบ่ าตรใหอ้ งคท์ า่ นนน้ั มแี มเ่ ซยี งหมนุ เมยี พอ่ เซยี งหมนุ
รวมอยดู่ ว้ ย พอ่ เซยี งหมนุ ตอนนน้ั ยงั ทาํ ตวั อยหู่ า่ งองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ เพราะตอนนน้ั
พอ่ เซยี งหมนุ มอี าชพี เปน็ นายพรานลา่ สตั ว์ พวกพรานเขามเี หตผุ ลของเขาวา่ การเหน็
พระเณรขณะจะออกลา่ สตั ว์ มนั จะซวย ถา้ วนั ไหนเหน็ พระเณร วนั นนั้ จะลา่ สตั วไ์ มไ่ ด้
น่คี อื เหตผุ ลท่ีพ่อเซียงหมนุ เลา่ ใหผ้ ู้บนั ทกึ ฟงั ทว่ี ัดปา่ ม่วงไข่
แตล่ ะวนั หลวงปชู่ อบทา่ นไปบณิ ฑบาตบา้ นมว่ งไข่ องคท์ า่ นจะพดู คยุ กบั ทกุ คน
ทมี่ าใสบ่ าตร จนชาวบา้ นมว่ งไขม่ คี วามคนุ้ เคยกบั ทา่ นมากขนึ้ ระหวา่ งพดู คยุ กบั ชาวบา้ น
หลวงปชู่ อบทา่ นจะสอนศลี ธรรมใหช้ าวบา้ นฟงั วนั ละเลก็ ละนอ้ ยพอใหจ้ าํ ได้ อบุ ายการ
สอนแบบนขี้ ององคท์ า่ น เพอื่ ทจ่ี ะใหแ้ มเ่ ซยี งหมนุ เอาไปเลา่ ใหพ้ อ่ เซยี งหมนุ ฟงั ความเปน็
ผวั เมยี การพดู คยุ บอกเลา่ อะไรใหก้ นั ฟงั นน้ั ยอ่ มมเี ปน็ ธรรมดา องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเอา
เรอ่ื งธรรมดามาเปน็ อบุ ายโปรดพอ่ เซยี งหมนุ ถา้ พจิ ารณาในเชงิ ลกึ แลว้ อบุ ายธรรมน้ี
ขององคท์ า่ นหลวงป่ชู อบไมธ่ รรมดาเลย
พอ่ เซยี งหมนุ เหน็ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบมาบณิ ฑบาตทบ่ี า้ นมว่ งไขท่ กุ วนั พอ่ เซยี งหมนุ
จงึ เรม่ิ มคี วามคนุ้ เคยกบั องคท์ า่ น บางวนั พอ่ เซยี งหมนุ กจ็ ะออกมาใสบ่ าตรใหห้ ลวงปชู่ อบ
หลวงปู่ชอบท่านจะคุยกบั พอ่ เซียงหมนุ วันละเลก็ ละน้อย โดยแทรกคาํ สอนศีลธรรม
ให้ฟัง พ่อเซียงหมุนเกิดความเคารพเลื่อมใสในคําสอนขององค์ท่าน แต่ตอนน้ัน
พอ่ เซยี งหมนุ ยงั ไมไ่ ดท้ งิ้ อาชพี นายพรานลา่ สตั ว์ พอ่ เซยี งหมนุ บอกผบู้ นั ทกึ วา่ “ตอนนน้ั
ผมเอาทง้ั บญุ ทง้ั บาป บาตรกใ็ ส่ ไกปนื กล็ น่ั ตอนเชา้ ทาํ บญุ ใสบ่ าตร ตอนสายกส็ ะพายปนื
ออกปา่ ลา่ สัตว”์ เข้ากับความหมายท่วี ่า บาปก็ทาํ กรรมกก็ อ่
ชาวบา้ นมว่ งไขแ่ ละพอ่ เซยี งหมนุ มาเยยี่ มองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทวี่ ดั ปา่ บา้ นสานตม
องค์ท่านปรารภเรื่องสร้างวัดป่าท่ีบ้านม่วงไข่ให้ฟัง ชาวบ้านม่วงไข่จึงนําเร่ืองนี้มา
หารอื กนั มคี วามเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั วา่ หมบู่ า้ นของเราควรจะมวี ดั วาศาสนาไวค้ บู่ า้ นคเู่ มอื ง
เพราะที่บ้านม่วงไข่ตอนน้ันไม่มีวัดเพ่ือที่จะให้ชาวบ้านใช้เป็นสถานท่ีประกอบการทํา
บญุ กุศลเลย เม่ือชาวบ้านมว่ งไข่ตกลงกนั เรยี บรอ้ ยแลว้ จงึ พากันมานมิ นต์องค์ทา่ น
หลวงปูช่ อบเข้าไปพักภาวนาโปรดญาติโยมบ้านมว่ งไข่
305
ชาวบา้ นพากนั ทาํ ทพ่ี กั ใหอ้ งคท์ า่ นหนงึ่ หลงั ทพ่ี กั นเ้ี ปน็ ทง้ั ศาลาและกฏุ ทิ พี่ กั ของ
ท่านไปในตวั ทพ่ี กั ของหลวงปทู่ ําดว้ ยฟากไมไ้ ผ่ หลงั คามงุ ดว้ ยหญ้าคา ยกพ้ืนขน้ึ สงู
เพยี งแคเ่ อว พอไมใ่ หอ้ บั ชน้ื เพราะอากาศทางเขตภเู รอื นนั้ จะชน้ื และหนาวเยน็ ตลอด
ทงั้ ปี การยกพ้ืนทพ่ี ักขนึ้ ก็เพ่ือเอาไว้กอ่ ไฟผิงไลค่ วามชนื้ หนาวเยน็ พอ่ เซยี งหมุนชใ้ี ห้
ผู้บันทึกดูท่ีพักเก่าหลวงปู่ชอบตอนองค์ท่านมาพักอยู่ท่ีน่ีในคร้ังแรก ที่พักเก่าของ
หลวงปู่จะอยู่ทางด้านหลังของศาลาวดั ปา่ บ้านมว่ งไข่ปัจจุบันนี้
แต่ละวันท่ีหลวงปู่ชอบไปบิณฑบาตโปรดชาวบ้านม่วงไข่ ท่านจะคุยกับ
พ่อเซียงหมุนทุกวัน องค์ท่านจะใช้พ่อเซียงหมุนเข้ามาทําโน่นทํานี่ให้อยู่เสมอ เช่น
บอกให้หาฟืนมาให้ ใช้ผ่าฟืนเอาไว้ต้มน�้ำร้อน ใช้ให้ดายหญ้าในวัด หรือให้ทํา
ทางเดนิ จงกรมขององคท์ า่ น เวลาพอ่ เซยี งหมนุ มาทาํ งานใหห้ ลวงปชู่ อบ ทา่ นจะพดู คยุ
อบรมสงั่ สอนพอ่ เซยี งหมนุ ไปในตวั ทาํ ใหพ้ อ่ เซยี งหมนุ มคี วามคนุ้ เคยศรทั ธาองคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบเพิ่มขึ้นเปน็ ลําดับ การออกปา่ ลา่ สตั ว์ของพ่อเซียงหมุนจงึ เริม่ เพลามอื
พอ่ เซยี งหมนุ เลา่ ใหฟ้ งั บางครงั้ ตนเองกาํ ลงั เตรยี มตวั จะออกปา่ ลา่ สตั ว์ หลวงปชู่ อบ
ท่านจะใช้ให้ไปทําธุระให้ท่านก่อน พ่อเซียงหมุนเวลาเข้าไปหาองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
จะเอาปืนไปซ่อนไว้ในป่าทางเข้าวัดแล้วค่อยมาหาองค์ท่าน หลวงปู่ชอบท่านถาม
พอ่ เซยี งหมนุ “วนั นจ้ี ะไปฆา่ ใครอกี ละ่ ทาํ บญุ ใสบ่ าตรแลว้ ยงั จะออกปา่ ไปทาํ บาปอยู่
อกี หรอื วันนพ้ี ่อเซียงหมุนทําบาปไมข่ ้นึ หรอก บญุ ที่ทํามนั จะมาขวางบาปเอาไว”้
พอ่ เซยี งหมนุ บอกวา่ “มนั แปลกนะครบู า ถา้ วนั ไหนหลวงปชู่ อบทา่ นบอกใหเ้ ขา้ ไปหา
วนั นนั้ ทงั้ วนั จะลา่ สตั วอ์ ะไรไมไ่ ดเ้ ลย ถงึ จะเดนิ ไปทวั่ ปา่ ทวั่ เขาแถวนน้ั หรอื เดนิ ไปไกล
ถงึ ภหู ลวง กไ็ มม่ สี ตั วต์ วั ไหนทจ่ี ะใหย้ งิ ไดเ้ ลย หรอื ถา้ เหน็ กจ็ ะยงิ ไมแ่ มน่ คลา้ ยกบั วา่
สตั วพ์ วกนมี้ อี ะไรมาบอกใหม้ นั รตู้ วั ลว่ งหนา้ พวกมนั ถงึ ไดห้ ลบซอ่ นกนั ” พอ่ เซยี งหมนุ
เลา่ ย้อนเหตุการณอ์ ดีตพรานไพรให้ฟัง
ผบู้ นั ทกึ ถามพอ่ เซยี งหมนุ “คดิ ยงั ไงถงึ ไดว้ างปนื จากการเปน็ นายพราน” พอ่ เซยี งหมนุ
เล่าเรื่องการเลกิ เป็นพรานของแกให้ฟังวา่
306
หลวงปู่ชอบบอกว่า “พ่อเซียงหมุนรู้ไหม ผู้ที่ตัวเองเข่นฆ่าล่ายิงอยู่ทุกวันนี้
ถงึ เขาจะเปน็ สตั วเ์ ดรจั ฉาน มวี าสนาตำ�่ ตอ้ ยกวา่ เรา ขน้ึ ชอื่ วา่ ความตายแลว้ ใครๆ กไ็ ม่
อยากตายกนั ท้งั นนั้ ทุกชีวิตหวงแหนชีวิตของตนเองดว้ ยกนั ทง้ั นนั้ ไมว่ า่ คนหรอื สตั ว์
เราฆา่ เขา เขากก็ ลวั ตาย เขาฆา่ เรา เรากก็ ลวั ตายเหมอื นกนั การเบยี ดเบยี นเขน่ ฆา่ กนั นน้ั
พระพุทธเจ้าท่านว่ามันเป็นบาปกรรมท่ีจะจองเวรล้างผลาญกันไปไม่มีวันจบส้ิน
ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนภพชาติเข่นฆ่ากันไปมาอยู่อย่างน้ัน เป็นการสร้างบาปเวรให้
ตดิ ตามตนเองหาวันยุตไิ มไ่ ด้
ถงึ สตั วท์ เี่ ราไปฆา่ เขานน้ั จะเปน็ เดรจั ฉานผมู้ ภี มู ติ ำ่� ศกั ดนิ์ อ้ ยวาสนากวา่ มนษุ ยเ์ รา
ก็ตาม ฆา่ เขาแล้วมนั กเ็ ป็นบาปเหมอื นกนั สัตวบ์ างตวั ทเี่ ราฆา่ เขาน้ัน พ่อเซยี งหมนุ
รไู้ หมวา่ สตั วบ์ างตวั เขาเคยเกดิ เปน็ ญาตพิ นี่ อ้ งของเรามากอ่ น สตั วบ์ างตวั เคยเกดิ เปน็
พ่อแม่ของเรามาก่อน สัตว์บางตัวเคยเกิดเป็นลูกหลานญาติมิตรของพ่อเซียงหมุน
มาก่อนก็มี การท่ีพ่อเซียงหมุนไปฆ่าเขานั้นเท่ากับว่าตัวเองได้ไปฆ่าผู้ท่ีเคยเกิดเป็น
พีน่ อ้ งพ่อแมล่ ูกหลานของตนเองแตใ่ นอดีต สตั วบ์ างตัวนั้น ถงึ ตอนนเ้ี ขาจะเกดิ เป็น
เดรัจฉานก็ตาม พอ่ เซียงหมนุ ร้ไู หมว่า สัตวเ์ ดรจั ฉานบางตวั นน้ั เขาเปน็ “โพธสิ ตั ว”์
ทก่ี าํ ลงั บาํ เพญ็ บญุ บารมอี ยู่ ถา้ เราไปเบยี ดเบยี นฆา่ “โพธสิ ตั ว”์ บาปกรรมมนั จะหนกั กวา่
ฆา่ สตั วเ์ ดรจั ฉานธรรมดาเสยี อกี ตายไปแลว้ ตอ้ งตกนรกหมกไหม้ ไมร่ นู้ านเทา่ ไรถงึ จะ
พ้นจากนรกขมุ น้นั ๆ ได้
ถา้ พอ่ เซยี งหมนุ พอทจ่ี ะเลกิ อาชพี นไี้ ด้ กใ็ หเ้ ลกิ เสยี ตงั้ แตต่ อนน้ี หนั มาทาํ ไรท่ าํ นา
ก็พออยู่พอกินอยหู่ รอก หมนั่ ทาํ บุญกศุ ลเอาไวใ้ ห้มาก เพราะสิ่งนีจ้ ะเป็นท่ีพ่ึงพงิ ให้
ตนเองได้ไปสสู่ คุ ตภิ พ ถงึ แม้วา่ ชาตนิ ี้ตนเองจะไม่ไดส้ าํ เรจ็ มรรคผลกต็ าม บุญกุศล
เหลา่ นกี้ จ็ ะเปน็ เสาหลกั คำ้� ประกนั เราใหไ้ ดไ้ ปเสวยสขุ อยสู่ วรรค์ หรอื อยา่ งนอ้ ยเรากจ็ ะ
ได้กลบั มาเกดิ เปน็ มนุษย์พบพระพทุ ธศาสนากับเขาบา้ ง”
พ่อเซียงหมุนเม่ือฟังองค์ท่านหลวงปู่ชอบอบรมส่ังสอน จิตใจพ่อเซียงหมุน
ก็ซึมซับเอาธรรมคําสอนของหลวงปู่ชอบ พ่อเซียงหมุนปฏิญาณตนกับองค์ท่าน
หลวงปชู่ อบว่า “ต่อน้ไี ปตนเองจะเลิกอาชีพเปน็ พรานลา่ สตั ว์ จากนไ้ี ปขา้ นอ้ ยจะไม่
307
เขน่ ฆา่ ลา่ เอาชวี ติ ของผใู้ ดอกี แลว้ ” องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบอนโุ มทนาในการตงั้ ใจจรงิ ของ
พอ่ เซยี งหมนุ จากนนั้ มา พอ่ เซยี งหมนุ กห็ นั มาเขา้ วดั ปฏบิ ตั ธิ รรมกบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
พอ่ เซยี งหมนุ เลกิ อาชพี นายพรานตอนอายปุ ระมาณ ๔๐ ปี ทง้ิ ตาํ นานชวี ติ พรานไพรของ
ตนเองเอาไว้เลา่ ใหล้ ูกหลานฟงั เท่านัน้
นบั แตอ่ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบสรา้ งวดั ปา่ บา้ นมว่ งไขข่ นึ้ มา จากนนั้ มาสถานทแี่ หง่ น้ี
จะมพี ระปา่ กรรมฐานทา่ นเขา้ ไปพกั ภาวนาอยเู่ สมอไมเ่ คยขาด พระเณรทกุ องคท์ เี่ ขา้ ไป
พักภาวนาอยู่ที่น่ีจะรู้จักพ่อเซียงหมุนเป็นอย่างดี เพราะพ่อเซียงหมุนเป็นเสาหลัก
ในการอุปัฏฐากดูแลพระเณรท่ีเข้ามาพักที่วัดป่าบ้านม่วงไข่ ครูบาอาจารย์ที่ท่านมี
ช่ือเสียงโด่งดังในวงกรรมฐานปัจจุบันหลายท่านท่ีเข้ามาพักวัดป่าม่วงไข่ ต่างได้รับ
การอปุ ฏั ฐากจากพอ่ เซยี งหมนุ แทบจะทกุ องค์ ถา้ จะยกคาํ วา่ “ยอดโยมอปุ ฏั ฐากวดั ปา่
ม่วงไข่” ให้กับพ่อเซียงหมุนน้ัน ก็ไม่เกินเลยหากจะใช้คําน้ี ช่ือเสียงพ่อเซียงหมุน
กลายเป็นยี่ห้อติดอันดับยอดโยมอุปัฏฐากของวัดป่าบ้านม่วงไข่ พ่อเซียงหมุนเป็น
บุคคลท่ีอยู่คู่กับตํานานการสร้าง “วัดป่าม่วงไข่” พ่อเซียงหมุนเป็นบุคคลที่มีความ
สําคัญกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบท่ีจะเว้นเขียนลงในหนังสือชีวประวัติของพระคุณเจ้า
หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ไมไ่ ด้เลย
หมายเหตุ พ่อเซยี งหมนุ ถงึ แก่กรรมเม่อื ปี ๒๕๔๙ งานฌาปนกิจพ่อเซยี งหมุน
มพี ระภกิ ษสุ ามเณรครบู าอาจารยท์ ท่ี า่ นเปน็ ลกู ศษิ ยข์ องพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม
มาร่วมงานฌาปนกิจของพ่อเซียงหมุนเป็นจํานวนมาก หลวงพ่อขันตี ญาณวโร
ประธานสงฆ์วัดปา่ มว่ งไข่ และหลวงพ่อทิวา อาภากโร ทา่ นทั้งสองรับเปน็ เจา้ ภาพใน
การจดั งานฌาปนกจิ ใหก้ บั พอ่ เซยี งหมนุ ทง้ั หมด ดว้ ยครบู าอาจารยร์ ะลกึ ถงึ บญุ คณุ ที่
“พอ่ เซยี งหมุน” เคยอุปัฏฐากดแู ลทา่ นท้ังสองเมือ่ คราวยงั เปน็ พระหนมุ่ นวกะมาอยู่ที่
บา้ นมว่ งไข่
308
ยทุ ธนาคา สงครามพญานาค
มเี รอื่ งพญานาคเรอ่ื งหนงึ่ ทพี่ ระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เลา่ ใหฟ้ งั เปน็ เรอ่ื ง
พญานาคที่แปลกกว่าทุกเร่ืองที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง ส่วนมากถ้าเป็นเรื่องท่ีเกี่ยวกับ
พญานาค หลวงปชู่ อบทา่ นจะบอกพญานาคอยทู่ น่ี นั่ ทนี่ ม่ี าขอฟงั ธรรมกบั องคท์ า่ น หรอื
พญานาคอันธพาลมาแสดงเดชฤทธใิ์ สอ่ งค์ทา่ น เปน็ ต้น แต่พญานาคทีอ่ งค์ท่านเล่า
ให้ฟังเรอ่ื งนี้ เป็นเรอ่ื งพญานาคทํานาคายทุ ธสงครามกัน
องค์ท่านบอกเหตุการณ์น้ีเกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ซึ่งเป็นปีแรกที่
หลวงปชู่ อบทา่ นสรา้ งวดั ปา่ มว่ งไข่ บา้ นมว่ งไข่ ตาํ บลสานตม อาํ เภอภเู รอื จงั หวดั เลย
ท่านว่าสมัยสร้างวัดป่ามว่ งไข่ พระเณรเวลาสรงนำ้� ตกั น�้ำ จะต้องพากนั เดนิ ลงเขาจาก
ทางด้านหลังศาลาหลังเก่าของวัดป่าม่วงไข่ ทางลงไปตักน้�ำนั้นลาดชัน เวลาขึ้นลง
แต่ละครง้ั พระเณรต้องอาศัยเกาะกิง่ ไผ่ลงไป องค์ท่านเหน็ ลกู ศิษยล์ ําบากเวลาลงไป
ตักน้ำ� จงึ บอกพ่อเซียงหมนุ ใหพ้ าเพ่ือนมาทาํ ทางลงไปสรงนำ้� ให้กับพระเณร
ราวสองทุ่มคืนนั้น ขณะที่หลวงปู่ชอบท่านกําลังจะไหว้พระสวดมนต์อยู่กุฏิ
ท่านได้ยินเสียงคล้ายผู้คนพูดคุยกันผ่านกุฏิท่ีพักของท่านไปทางหน้าวัด เบ้ืองแรก
ทา่ นคดิ ในใจวา่ คำ�่ มดื ตดื ตาปา่ นนแ้ี ลว้ ยงั จะมผี คู้ นญาตโิ ยมมาทวี่ ดั อกี หรอื เสยี งพดู
เสียงจากันก็ดังอึงคะนึงคึกคะนองแบบหนุ่มไทบ้าน องค์ท่านจึงกําหนดดูท่ีมาของ
เสยี งนนั้ ทา่ นเหน็ ชายหนมุ่ อายรุ าวยสี่ บิ ปตี น้ ๆ ๖ คน เดนิ คยุ กนั ไปทางหนา้ วดั ปา่ มว่ งไข่
ชาย ๖ คนน้ี คยุ กนั วา่ จะไปเทย่ี วจบี สาวนาคที เี่ มอื งเชยี งคาน องคท์ า่ นจงึ รวู้ า่ ชายหนมุ่
กลมุ่ นเ้ี ปน็ ลกู หลานของพญานาคภผู าหมาน ทจ่ี าํ แลงขนึ้ มาเทย่ี วเลน่ จบี สาวนาคแี มน่ ำ�้ โขง
หลงั นาคาหนมุ่ กลมุ่ นลี้ บั ไปแลว้ องคท์ า่ นกไ็ หวพ้ ระสวดมนตอ์ ยกู่ ฏุ ทิ พ่ี กั ขณะที่
กําลังสวดมนต์อยู่นั้น ท่านได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่ทะเลาะกันมาจากทางหน้าวัดป่า
มว่ งไข่ องคท์ า่ นจงึ พกั สวดมนต์ กาํ หนดดเู รอ่ื งราวทเี่ กดิ ขนึ้ ทา่ นเหน็ ชายหนมุ่ กลมุ่ ใหญ่
ไลต่ ชี ายหนมุ่ ๖ คน ทท่ี า่ นเหน็ เมอื่ ตอนหวั คนื ชายหนมุ่ ทงั้ ๖ คน วง่ิ หนผี า่ นมาทางกฏุ ิ
309
ทพ่ี กั ของทา่ นแลว้ กระโดดลง เขาหายไปในบอ่ นำ�้ ซบั หลงั ศาลาวดั ปา่ มว่ งไข่ ฝา่ ยชายหนมุ่
กลมุ่ ใหญท่ ไี่ ลม่ า พอเหน็ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบแลว้ พวกเขาพากนั หยดุ รอ้ งบอกกนั วา่
“พระๆ” ทุกอยา่ งทีพ่ ญานาคแสดงออกในขณะน้นั ทา่ นบอกเหมอื นกนั กบั มนุษย์เรา
ทุกอย่างเลย
องค์ท่านกําหนดถามพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ว่า “เพราะอะไรถึงต้องไล่ทําร้ายกัน
เข้ามาในวัด ซ่ึงเป็นเขตธรณีอภัยทาน” นาคาหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าบอกองค์ท่านว่า
“พญานาคทนี่ ไี่ ปเทย่ี วเลน่ ทบี่ า้ นเมอื งของพวกตนแลว้ มเี รอื่ งผดิ ใจกนั จงึ ตอ้ งไลท่ ำ� รา้ ย
กนั มาถงึ ท่ีน”ี่ องคท์ า่ นบอกพญานาคหนุ่มกลุม่ นใ้ี ห้กลบั ไปบ้านเมืองของตนเองเสยี
อยา่ มาเบยี ดเบยี นกนั ในวดั วาศาสนาเลย พวกพญานาคหนมุ่ กลมุ่ นจี้ งึ พากนั ลาองคท์ า่ น
กลับบา้ นเมอื งของตน ทา่ นว่าเวลาพญานาคกลุม่ นี้ไป พวกเขาจะพากนั จมหายลงไป
ในธรณี เหมอื นกบั วา่ แผน่ ดนิ หนิ ผาหนา้ ภขู องวดั ปา่ มว่ งไข่ ไมไ่ ดเ้ ปน็ อปุ สรรคในการไป
การมาของพวกเขา
ผบู้ นั ทกึ กบั หมเู่ พอ่ื นฟงั องคท์ า่ นเลา่ พากนั แปลกใจวา่ “ทาํ ไมพญานาคซงึ่ ถอื เปน็
เทพเทวดาประเภทหนง่ึ จงึ มกี ารประพฤตบิ างอยา่ งทคี่ ลา้ ยกนั กบั มนษุ ยเ์ รา” องคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบอธบิ ายใหฟ้ ังวา่ “พญานาคถงึ จะเป็นเทพเทวดา แต่เขากเ็ คยเปน็ มนษุ ย์
เหมือนกับเรามาก่อน พญานาคเทพเทวดาเขามีกิเลสรักโลภโกรธหลงเหมือนกันกับ
มนษุ ยเ์ รา ถา้ เกดิ ไมพ่ อใจกนั ขน้ึ มา กโ็ กรธาทาํ รา้ ยกนั เหมอื นกบั มนษุ ย์ ตา่ งแตพ่ วกเทพ
เทวดาพญานาคเขาจะไมท่ าํ รา้ ยกนั ถงึ ขน้ั เอาชวี ติ เหมอื นกบั มนษุ ยเ์ รา พวกเทพเทวดา
พญานาคเขาจะสู้กันพอรู้ฤทธ์ิก็เลิกรา พวกเทพเทวดาเขาจะให้อภัยกันง่ายกว่า
มนุษยเ์ รา เพราะพวกเขามหี ิรธิ รรม ความละอายแกใ่ จ พวกเทพเทวดาเขาจะมีความ
เกรงกลวั ในบาปกรรมสงู กวา่ มนษุ ยเ์ รา ถา้ จติ ใจของใครไมม่ เี ทวธรรมสองอยา่ งนเ้ี ปน็
เครอื่ งถอื ครองแลว้ บคุ คลนน้ั จะเกดิ เปน็ เทพเทวดาไมไ่ ดเ้ ลย แมเ้ กดิ เปน็ มนษุ ย์ กจ็ ะ
เป็นมนุษยผ์ ู้บกพร่อง”
ท่านว่าหลงั จากพญานาคหนุม่ กลุม่ นีจ้ ากไปไม่นาน ท่านได้ยนิ เสยี งโหวกเหวก
อึงคะนึงไปท่ัวบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ท่านเห็นพญานาคภูผาหมานพากันจัดทัพช้างม้า
310
ไพรพ่ ลทหารอาวธุ ครบมอื เหมอื นกบั คนสมยั โบราณจะออกรบทพั จบั ศกึ องคท์ า่ นถาม
พญานาคผเู้ ปน็ แม่ทัพนายกองวา่ “จะพากนั ไปออกศกึ ออกเสือท่ไี หนกัน ถึงไดแ้ ต่ง
ทพั หลวงใหญโ่ ตมโหฬารปานน”้ี แมท่ พั นาคาใหญภ่ ผู าหมานบอกองคท์ า่ นวา่ “ขา้ พเจา้
จะพากนั ไปรบกบั พญานาคแมน่ ำ�้ โขง พวกขา้ พเจา้ ไมพ่ อใจทพ่ี ญานาคแมน่ ำ�้ โขงพากนั
มาหมน่ิ ศกั ดศิ์ รรี งั แกลกู หลานของพวกขา้ พเจา้ ” พญานาคใหญภ่ ผู าหมานบอกเรอ่ื งราว
ใหอ้ งค์ท่านทราบ
องคท์ า่ นบอก “อยา่ ไปเบยี ดเบยี นกนั เลย มนั จะเปน็ การจองเวรกนั ” พญานาคใหญ่
ภผู าหมาน ผเู้ ปน็ แมท่ พั ไมฟ่ งั คาํ ทท่ี า่ นทดั ทาน เขายนื กรานทจ่ี ะรบตามมานะศกั ดศ์ิ รี
ทเี่ ขาถอื องคท์ า่ นบอกพญานาคใหญภ่ ผู าหมานวา่ “ถา้ หากพวกทา่ นจะไปรบกนั จรงิ ๆ
แลว้ อาตมาขอใหท้ าํ ทางลงไปสรงนำ�้ ใหพ้ ระเณรไดไ้ หม จะไดเ้ ปน็ การถวายความสะดวก
ใหก้ บั พระเณรผทู้ ที่ า่ นอาศยั อยใู่ นอาวาสนี้ อาตมาอยากใหพ้ ญานาคแสดงฤทธไ์ิ วเ้ ปน็
หลักฐานให้พระเณรที่อยใู่ นอารามนไี้ ดร้ ูว้ ่าทีว่ ดั ป่าม่วงไข่มพี ญานาคอาศัยอยู่”
องค์ท่านบอกพญานาคจอมทัพดันภูเขาทีเดียว ดินที่อยู่บนเขาไหลลงไปเป็น
ร่องทางทันที ระหว่างทางท่ีพญานาคดันลงไป ต้นไผ่เป็นกอพังทลายลงไปกองกัน
อยใู่ ตภ้ เู ขายง่ิ กวา่ รถเกรดรถไถดนั ลงไปกไ็ มป่ าน ทา่ นวา่ พญานาคมฤี ทธเ์ิ กนิ ประมาณ
การกระทาํ ของเขาจงึ งา่ ยดาย ไมต่ า่ งอะไรกบั พลกิ ฝา่ มอื เมอื่ พญานาคใหญภ่ ผู าหมาน
พงั ภเู ขาทาํ ทางลงไปตกั นำ�้ ใหพ้ ระเณรแลว้ เขากล็ าทา่ นไปรบกบั พวกพญานาคแมน่ ำ�้ โขง
เมอื งเชยี งคาน
องคท์ า่ นเฝ้าดเู หตกุ ารณ์พญานาคทํานาคายทุ ธ์กนั จนถงึ ตีสอง จงึ ยตุ ิ ทา่ นเห็น
ไพร่พลทหารพญานาคภูผาหมานแตกทัพหนีเข้ามาทางวัดป่าม่วงไข่อย่างอลหม่าน
พอมาถึงบ่อน้�ำซับ หลังศาลาวัดป่าม่วงไข่ ทหารพญานาคทั้งหลายพากันหายลงไป
ในบอ่ นำ�้ ซบั แหง่ น้ี พวกพญานาคฝา่ ยเมอื งเชยี งคานไลต่ ามมา ผเู้ ปน็ หวั หนา้ ทพั ใหญเ่ หน็
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ จงึ บอกไพรพ่ ลใหห้ ยดุ ทพั องคท์ า่ นถาม “เพราะเหตไุ ร พวกทา่ นถงึ
ตอ้ งรบทพั จบั ศกึ กนั ” พญานาคแมน่ ำ�้ โขง เมอื งเชยี งคาน บอกองคท์ า่ นวา่ “พวกลกู หลาน
พญานาคเมืองนี้ไปมีเหตุวิวาทกับลูกหลานของพวกข้าพเจ้า เจ้าเมืองพญานาคท่ีน่ี
311
ไมพ่ อใจ จงึ ยกทพั ไปทา้ รบลองฤทธก์ิ บั พวกขา้ พเจา้ ถงึ บา้ นเมอื ง พวกขา้ พเจา้ จงึ ออกมา
ลองฤทธ์ิกัน”
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถามพญานาคแมน่ ำ�้ โขง เมอื งเชยี งคาน วา่ “พวกพญานาค
เขากม็ กี ารรบทพั จบั ศกึ กนั เหมอื นกบั มนษุ ยอ์ ยหู่ รอื ” พญานาคแมน่ ำ้� โขง เมอื งเชยี งคาน
ตอบองคท์ า่ นวา่ “พญานาคกเ็ หมอื นกบั มนษุ ย์ เมอ่ื เจรจาความกนั ไมไ่ ด้ กต็ อ้ งใชก้ าํ ลงั
ตอ่ สกู้ นั เพอื่ ใหร้ แู้ พช้ นะ แตไ่ มถ่ งึ ขน้ั ทาํ ลายลา้ งกนั เหมอื นกบั พวกมนษุ ย์ พวกขา้ พเจา้
จะสู้กันพอรู้แพ้ชนะเท่านั้น จะไม่ทําอะไรกันเกินเลยมากไปกว่านี้” องค์ท่านบอก
“เมอื่ รแู้ พช้ นะกนั แลว้ กไ็ มต่ อ้ งมาสอู้ ะไรกนั อกี พวกทา่ นเปน็ เทวฤทธมิ์ เี ดชมาก การตอ่ สู้
ของพวกทา่ นจะทาํ ใหม้ นษุ ยแ์ ละสตั วท์ อ่ี าศยั อยทู่ นี่ ไี่ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นจากการสรู้ บ
ของพวกท่านได้ อาตมาขอให้ท่านทั้งสองจงเว้นวางกันไปเสียในเร่ืองน้ี” พญานาค
แมน่ ำ้� โขง เมอื งเชยี งคาน ออ่ นยอมในคาํ ขอขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ พวกเขาจงึ ถอนทพั
ลาองคท์ า่ นกลับไปยังบ้านเมอื ง
รงุ่ เชา้ กอ่ นทหี่ ลวงปชู่ อบจะออกไปบณิ ฑบาต ทา่ นเดนิ ไปดทู างพญานาคดนั ภเู ขา
เมอื่ คนื ทผ่ี า่ นมา ทา่ นเหน็ ทางทพี่ ญานาคดนั ภเู ขา ดนิ พงั เปน็ ทางกวา้ งประมาณหนง่ึ วา
ต้นไม้ต้นไผ่ตามสายทางพงั ระนาวกราวรดู ไมต่ า่ งอะไรกบั เอารถไถว่งิ ดันลงไป เม่อื
ตรวจดโู ดยทวั่ แลว้ องคท์ า่ นจงึ เดนิ มาศาลาพาพระเณรออกไปบณิ ฑบาตทบี่ า้ นมว่ งไข่
ผบู้ นั ทกึ เรยี นถามหลวงปคู่ าํ ผอง กสุ ลธโร สาํ นกั สงฆผ์ าแดน่ ตาํ บลสนั ปา่ ยาง อาํ เภอ
แมแ่ ตง จงั หวดั เชียงใหม่ ทปี่ ฏิบตั ิกบั องค์ทา่ นหลวงปชู่ อบอยูบ่ ้านมว่ งไขใ่ นตอนนัน้
องค์ท่านหลวงปู่ชอบบอกกับหลวงปู่ค�ำผองว่า “คําผอง ต่อไปพวกท่านลงไปตักน้�ำ
สบายขน้ึ กวา่ เกา่ แลว้ พญานาคเขาทาํ ทางใหพ้ วกทา่ นแลว้ เมอื่ คนื พวกพญานาคอยนู่ ี่
เขาไปออกสงครามกันกับพญานาคน�้ำโขง เมืองเชียงคาน” พ่อแม่ครูอาจารย์ชอบ
ท่านบอกใหผ้ มกบั ทดิ ม่อยบ้านวงั มว่ ง ไปดูทางพญานาคพงั ดินลงภ”ู
หลวงปคู่ าํ ผองทา่ นบอก “พวกผมไดอ้ าศยั ทางพญานาคดนั ภนู แี่ หละลงไปตกั นำ�้
พระเณรอยนู่ นั่ ลงไปตกั นำ�้ สบายขนึ้ เพราะทางสงครามพญานาค เรอื่ งแบบนี้ ตาบอด
312
อย่างพวกเรามองไม่เห็นเหมือนหลวงปู่ชอบท่านดอก หลวงปู่ชอบจิตท่านเป็นทิพย์
มองเหน็ ทกุ เรอ่ื ง ทา่ นใหพ้ ญานาคทาํ ทาง เพราะอยากใหพ้ ระเณรไดเ้ หน็ หลกั ฐานของ
เร่อื งน้ี ถ้าไมเ่ ช่นนนั้ ลกู ศิษยอ์ ยา่ งพวกพวกเรากจ็ ะไม่รู้ทีม่ าของเรื่องนี้เลย”
หลวงปู่คําผองเล่าเรื่องท่านไปอยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์มาแต่ละองค์ ทา่ นวา่
“ครบู าอาจารยแ์ ตล่ ะองคก์ ม็ บี ารมภี ายนอกภายในแตกตา่ งกนั ไป” ทา่ นบอก “หลวงปชู่ อบ
บารมขี ององค์ทา่ นเก่ียวกบั ฤทธิอ์ ภิญญาเทพเทวดาพญานาคนี้โดดเดน่ มาก” หลวงปู่
คาํ ผองทา่ นถามคนื วา่ “ทา่ นอยกู่ บั หลวงปชู่ อบ เคยเหน็ พอ่ แมค่ รอู าจารยท์ า่ นแสดงฤทธ์ิ
อะไรใหเ้ หน็ ไหม” ผบู้ นั ทกึ กราบเรยี นหลวงปคู่ าํ ผองวา่ “เหน็ หลายครงั้ เอาแคเ่ รอื่ งทา่ น
แยกรปู ร่างเป็นหลายคน หรือลอ่ งหนหายตวั ไปตอ่ หนา้ ตอ่ ตาลูกศษิ ยท์ ่ีนัง่ เฝา้ นก่ี ็สดุ
เกินจะบรรยายแล้ว” หลวงปคู่ าํ ผองท่านกห็ ัวเราะ ท่านบอก “นน่ั แหละปาฏิหารยิ ์ใน
พระศาสนา ถา้ ปฏบิ ตั ถิ งึ แลว้ เรากจ็ ะรแู้ จง้ แกใ่ จของตนเอง ความรจู้ รงิ มนั ไมห่ นไี ปจาก
ความจรงิ หรอก”
บต่ อ้ งรอ้ื เผามนั โลด
พระอาจารย์จันทรเ์ รยี น คณุ วโร วดั ถำ�้ สหายจันทร์นิมิต บา้ นผาสิงห์ ตําบล
หมากหญา้ อาํ เภอหนองววั ซอ จงั หวดั อดุ รธานี ทา่ นเลา่ ใหฟ้ งั เดอื นมกราคม-กมุ ภาพนั ธ์
ปีพทุ ธศักราช ๒๕๐๘ อากาศเมอื งเลยในปนี น้ั หนาวมาก จนเหมอื นเทา้ เป็นตะคริว
หลวงปชู่ อบทา่ นพาพระเณร ตาผา้ ขาว ออกไปหาฟนื บรเิ วณปา่ รอบๆ หมบู่ า้ นโคกมน
และใกลเ้ คียง
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นบอก “หลวงปชู่ อบทา่ นเปน็ ผทู้ มี่ คี วามละเอยี ด รคู้ ณุ คา่
เคร่อื งใชไ้ มส้ อยทุกอย่าง ไมฟ้ นื หากนํามาก่อไฟหงุ ตม้ แลว้ หากฟนื ท่อนนนั้ ยงั เหลือ
ท่านจะเอาน้�ำมาดับไฟให้มอดสนิท และจัดเก็บท่อนฟืนน้ันไว้ใช้หุงต้มในครั้งต่อไป
หลวงปู่ชอบท่านจะไม่ทิ้งฟืนให้ไหม้ไฟไปโดยเสียประโยชน์ ถึงอากาศจะหนาวเย็น
แคไ่ หน หลวงปู่ชอบทา่ นกจ็ ะไม่ใหพ้ ระเณรเถรชใี นวดั กอ่ ไฟผงิ แกห้ นาว ทา่ นจะให้
313
ลูกศิษย์แก้หนาวโดยการเดินจงกรมให้มากๆ เพ่ือปลุกเร้าธาตุไฟให้ร่างกายอบอุ่น
เวน้ แตพ่ ระเณรเถรชรี ปู นนั้ ๆ มอี าการอาพาธรบกวนธาตขุ นั ธ์ ทา่ นจงึ จะอนญุ าตใหก้ อ่ ไฟ
ผิงได้
หลวงปชู่ อบทา่ นเทศนส์ อนลกู ศษิ ยว์ า่ “ถา้ มวั แตพ่ ากนั มานง่ั สมุ หวั ผงิ ไฟ มนั กจ็ ะ
สุมหัวคุยกันตามประสากิเลสกิโลมันจะพาคุย เรื่องท่ีคุยกันก็มีแต่เรื่องกิเลส
ตัณหาลามก คุยกันไปหลายก็ไม่พากันทําความเพียรเดินจงกรมภาวนา พอดึก
แล้วก็ง่วงเหงาหาวนอน พากันคลานเข้ามุ้งไปกอดอีสาดอีหมอนท้ิงวันท้ิงคืนไป
เฉยๆ เอะอะข้นึ มา พออากาศหนาวนิดๆ หนอ่ ยๆ มนั ก็จะพากันเตรยี มกอ่ ไฟผงิ
อย่างเดียว มัวแต่ห่วงร้อนห่วงหนาวอยู่อย่างนี้ เวลาไปอยู่ในป่าในเขาเจออากาศที่
หนาวเยน็ มหาโหด มนั จะไมพ่ ากนั แขง็ กระดา้ งคา้ งตายกนั หรอื ฝกึ ฝนตนเองใหอ้ ยไู่ ด้
กับทุกสภาพอากาศ ฝกึ ตนเองใหอ้ ยู่กบั ร้อนกเ็ ปน็ ให้อย่กู ับเยน็ กไ็ ด้ ถา้ อยากสบาย
ต้องอยกู่ บั ทกุ ขใ์ หเ้ ป็น เอาทกุ ขเวทนานนั้ แหละฝกึ ฝนจติ ใจของตนเองใหเ้ ข้มแขง็ ”
เวลาพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นเลา่ เรอ่ื งราวองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ สหี นา้ แววตา
ของทา่ นจะดฮู กึ เหมิ หา้ วหาญ ฟงั ทา่ นเลา่ แลว้ ตนเองกพ็ ลอยสนกุ สนานไปกบั ทา่ น ถงึ แม้
จะอยู่ต่างยุคตา่ งสมัยกนั ก็ตาม
พระเณรเถรชที อี่ ยฝู่ กึ ฝนปฏบิ ตั กิ บั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบในสมยั กอ่ น ครบู าอาจารย์
แต่ละท่านจะมีความอดทนตอ่ ดนิ ฟ้าอากาศ ความหิวโหย มากเปน็ พิเศษ เร่ืองใดที่
องค์ท่านหลวงป่ชู อบสั่งหา้ มแลว้ พระเณรเถรชีจะตอ้ งถอื ปฏบิ ัตกิ ันใหไ้ ด้ หากผู้ใด
ปฏิบตั ติ ามคําส่ังสอนของท่านไม่ได้ กจ็ ะอยู่ปฏบิ ัตริ ว่ มสํานกั กบั ทา่ นไมไ่ ด้ พระเณร
ในสมัยนั้นจึงไม่มใี ครกลา้ ดื้อด้านฝืนคําของพ่อแมค่ รบู าอาจารย์
พระอาจารยจ์ นั ทร์เรียนบอก ปี ๒๕๐๘ อากาศเมอื งเลยปีน้นั หนาวมาก แม่ชี
จึงพากันเอาฟนื ทห่ี ลวงปูช่ อบกบั พระเณรหามาเอาไปก่อไฟผงิ โดยละเมิดคําสั่งห้าม
ของหลวงปู่ชอบท่ีท่านสั่งไว้ห้ามพระเณรแม่ชีเอาฟืนไปก่อไฟผิง แม่ชีพากันผิงไฟ
คยุ กันจนดกึ ดื่นจึงพากนั กลับทพี่ ัก โดยทง้ิ ท่อนฟืนไหมไ้ ฟเอาไว้ การพดู คยุ กันของ
314
กลุ่มแม่ชีในคืนนั้น ท่านอาจารย์จันทร์เรียนว่าคงจะมีเรื่องอะไรที่ไม่ดีไปกระทบกับ
ความรูข้ องหลวงปู่ชอบ
รุ่งเช้าก่อนจะออกไปบิณฑบาต หลวงปู่ชอบพาพระอาจารย์จันทร์เรียนไปดูท่ี
โรงครัววัดป่าสัมมานุสรณ์ หลวงปู่ชอบท่านพาพระอาจารย์จันทร์เรียนเดินตรง
มาท่ีกองไฟข้างโรงครัว หลวงปู่ชอบเห็นท่อนฟืนไหม้ไฟทิ้งไว้อย่างเสียประโยชน์
ท่านถึงกบั พูดขึน้ มาวา่ “ปาดตโิ ธ่ หมนู่ กกระยางขาวซุมน่มี ันคือพากันมักงา่ ย ใช้ของ
บ่เปน็ แท้ มนั บค่ ดิ เหน็ อกเหน็ ใจพ่อแกม่ ันบ่ มนั บ่คดิ เหน็ อกเห็นใจหมูพ่ ระเณรเถร
เฒ่าแน่บ้อ มันบ่ฮู้หรือว่าพ่อแก่ของมันกับพระเณรพากันไปลากฟืนจากป่ามาเมื่อย
ขนาดไหน มันพากันเอาฟืนมาสุมไฟคุยกันเล่นจนดึกด่ืน ทิ้งให้ไหม้ไปโดยบ่เกิด
ประโยชน์อหี ยงั ”
พอวา่ จบ หลวงปชู่ อบทา่ นกเ็ ดนิ เขา้ ไปดแุ มช่ ที กี่ าํ ลงั จดั เตรยี มอาหารอยใู่ นโรงครวั
เลน่ เอาแมช่ กี ลมุ่ นโ้ี ขลกพรกิ ไมแ่ หลก สบั มะละกอไมเ่ ปน็ เสน้ เพราะสนั่ กลวั องคท์ า่ น
หลวงปชู่ อบดแุ มช่ ที ง้ั วดั และไลแ่ มช่ ที งั้ หมดในวดั ใหห้ นไี ปอยทู่ อี่ น่ื เลน่ เอาแมช่ ที ง้ั วดั
นงั่ คอพบั นำ�้ ตารว่ งตอ่ หนา้ องคท์ า่ น หลงั จากหลวงปชู่ อบดแุ มช่ แี ลว้ องคท์ า่ นกอ็ อกไป
บณิ ฑบาตในหมู่บา้ นโคกมน
หลังฉันภัตตาหารแล้ว หลวงปู่ชอบบอกพระอาจารย์จันทร์เรียนกับพระเณร
ในวัดวา่ “ใหท้ ่านจันทร์เรียนกบั พระเณรเอาบรขิ ารไปเกบ็ ไวท้ ่กี ฏุ ิ แลว้ พากันออกมา
รวมตวั กนั ทศี่ าลา เรามอบหมายใหท้ า่ นจนั ทรเ์ รยี นเปน็ หวั หนา้ พาพระเณรไปรอื้ กฏุ แิ มช่ ี
ออกจากวดั ใหห้ มด อยา่ ใหเ้ หลอื แมแ้ ตห่ ลงั เดยี ว พวกนกกระยางขาวหมนู่ ี้ เราจะไมใ่ ห้
อยู่ทน่ี ีอ่ กี ตอ่ ไป พวกว่ายากสอนยากแบบน้ี เราจะไม่เอาไวใ้ ห้หนักวดั ”
คาํ สง่ั องคท์ า่ นดดุ นั เดด็ ขาด เลน่ เอาพระเณรในวดั งงไปตามๆ กนั แตไ่ หนแตไ่ ร
เหน็ แตห่ ลวงปชู่ อบทา่ นไลพ่ ระเณรเถรชที ว่ี า่ ยากสอนยากใหอ้ อกไปจากวดั เทา่ นนั้ แต่
ครั้งนที้ ่านถึงกบั สั่งใหร้ อื้ กฏุ แิ มช่ อี อกจากวดั ทง้ั หมด พระเณรไดแ้ ตส่ งสยั แตไ่ มม่ ใี คร
กลา้ ทจี่ ะถามองคท์ า่ น
315
พระเณรเอาบริขารไปเก็บที่พักแล้วพากันมารวมตัวกันที่ศาลา พระอาจารย์
จันทรเ์ รียนท่านบอกกบั หมู่เพ่อื นวา่ “พวกท่านไมต่ อ้ งทาํ หรอก ใหพ้ ากนั กลบั กฏุ ิไป
เดินจงกรมภาวนาซะ เรื่องนผ้ี มจะทําคนเดียวเอง” หมเู่ พอ่ื นถามท่านว่า “ครบู าจะทํา
องค์เดียวได้หรือ กุฏิแม่ชีมีตั้งหลายหลัง กว่าจะร้ือถอนหมดก็กินเวลาไปหลายวัน
ถงึ จะเสรจ็ ” พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นบอกหมคู่ ณะวา่ “ไมเ่ ปน็ ไรหรอก ผมทาํ องคเ์ ดยี ว
วนั เดยี วเสรจ็ ” ทา่ นบอกหมเู่ พอ่ื นใหก้ ลบั ไปกฏุ เิ ดนิ จงกรมภาวนาเถอะ เรอ่ื งนที้ า่ นจะเปน็
ธุระจัดการเอง หมู่เพ่ือนจึงพากันแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตน พอคล้อยหลังที่
หมเู่ พอ่ื นไปแลว้ พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นเดนิ ไปยงั ทพ่ี กั ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
ทร่ี มิ ปากแมน่ ำ�้ สวย พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นกราบเรยี นหลวงปชู่ อบวา่ “ขอโอกาส
ข้าน้อยมเี รอ่ื งกราบเรยี นครูบาอาจารย์ ข้านอ้ ยวา่ การรอื้ กุฏิแมช่ ที ง้ั หมดน้ัน มนั เป็น
เรื่องไม่ยากหรอก ใช้เวลาวันเดียวก็เรียบร้อยแล้ว เพ่ือเป็นการตัดปัญหาท้ังหมด
ขา้ นอ้ ยวา่ บต่ อ้ งรอื้ มนั ดอกกฏุ แิ มช่ นี ี่ เอาไฟตาํ ไฟเผามนั ทงิ้ ไปทง้ั หมดเลยขอรบั เผามนั
ทงิ้ ทัง้ หมด บต่ อ้ งให้มันเหลือซากเหลอื ตอพอท่จี ะเอากลับมาสรา้ งใหม่ไดอ้ ีก”
สนิ้ คาํ แนะนาํ ของทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น หลวงปชู่ อบทา่ นถงึ กบั อทุ านขน้ึ มา
ว่า “บ๊ะ ทา่ นเรยี นน่ี ท่านสิเอาไฟไปเผากุฏิทิง้ แบบนนั่ ได้จ่ังได๋ กุฏิพวกนีม้ ันเปน็ ของ
สงฆ์เด้ ถา้ เฮ็ดจงั่ ซน่ั มันกะผิดธรรมผิดวนิ ยั ตี้ ทา่ นเรยี นนกี่ ะเวา่ ไปทั่วทีปทว่ั แดน
(ทา่ นเรยี นนกี่ พ็ ดู ไปเรอื่ ยเปอ่ื ย) เฮาบอกทา่ นใหไ้ ปรอื้ บา้ นแมข่ าว เฮาบไ่ ดบ้ อกใหท้ า่ นไป
เผาบ้านแมข่ าวเด้ ทา่ นเขา้ ใจในคําเวา่ ของเฮาบ”่
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นวา่ “เอา้ ในเมอ่ื พอ่ แมค่ รบู าอาจารยบ์ อ่ ยากใหพ้ วกแมช่ ี
แมข่ าวอยนู่ แี่ ลว้ กะเผามนั ทมิ่ เลยตี้ ฮอื้ ออกมนั กะยงั เหลอื ไมอ้ ยคู่ อื เกา่ เวลาพอ่ แม-่
ครจู ารยบ์ อ่ ยวู่ ดั ไปเทยี่ ววเิ วกมอ่ งอนื่ เขากะสเิ อาไมพ้ วกนมี่ าสรา้ งกฏุ ขิ น้ึ มาอกี มนั กะวน
กลบั ไปกลบั มาจงั ซค้ี อื เกา่ ขา้ นอ้ ยวา่ บต่ อ้ งฮอื้ มนั ดอก เผามนั ทมิ่ เบดิ่ โลด ตดั ปญั หาเขาสิ
เอาไมก้ ลบั มาสรา้ งกฏุ ิอกี ” หลวงปชู่ อบทา่ นว่า “เอ้า ถ้าม้ือหนา้ วันหน้ามีผ้มู าขออาศยั
ใบบุญวัดน้ีล่ะ เฮาสิไปหาเอาไม้อยู่ไสมาสร้างกุฏิให้เขาอยู่ล่ะ ท่านเรียนน่ีกะว่าไป
เอะอะมะเทิ่งอหี ยงั กะสิเผาท่ิมอย่างเดียว มนั บ่ถกู ธรรมวนิ ยั เด้”
316
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น “ถา้ พอ่ แมค่ รบู าอาจารยย์ งั สใิ หโ้ อกาสผอู้ นื่ เขา้ มาพกั อยู่
วดั นอี้ กี ขา้ นอ้ ยวา่ บต่ อ้ งฮอ้ื ถอนมนั ดอก เมอื่ ยซอื่ ๆ (เหนอ่ื ยเสยี เปลา่ ) ฮอ้ื ออกแลว้ กะยงั
สเิ อากลับมาสรา้ งใหม่อีกแบบน้อี กี คือเก่า หมูค่ ณะเขากะสเิ มอื่ ยฮ้ือเมอื่ ยถอนซื่อๆ”
พระอาจารย์จนั ทรเ์ รยี นวา่ “หลวงป่ชู อบเพ่นิ กะฟงั เฮาเว่า ยิ้มหยว้ ยๆ เพ่นิ บอก
“ถา้ จง่ั ซน่ั ทา่ นเรยี นกะไปบอกหมคู่ ณะวา่ บต่ อ้ งฮอ้ื บต่ อ้ งถอนกฏุ แิ มข่ าวแลว้ บอกหมู่
คณะให้พากันกลับไปเดินจงกรมภาวนาทําความเพียรของไผของมัน” เฮาบอกเพ่ิน
“เรอ่ื งนีบ้ ่ตอ้ งบอกหมู่คณะใหย้ ากดอกขอรับ ข้าน้อยบอกหมูค่ ณะแลว้ ข้านอ้ ยบอก
หมคู่ ณะก่อนที่จะเข้ามากราบเรียนพอ่ แม่ครูบาอาจารยต์ ้งั แต่ก่อนหน้านีแ้ ล้ว”
ทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นวา่ ตอ่ มาแมช่ ที งั้ วดั ไดพ้ ากนั เขา้ ไปกราบขอขมา
ตอ่ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบในเรอื่ งทพี่ วกตนไดล้ ว่ งละเมดิ คำ� สงั่ ขององคท์ า่ น เพราะความ
เหน็ แกต่ วั ของตนเอง หลวงปชู่ อบทา่ นไดภ้ าคทณั ฑเ์ รอ่ื งนไ้ี ว้ และอนญุ าตใหแ้ มช่ ที งั้ หมด
อยปู่ ฏิบัติทว่ี ัดของท่านตอ่ ไป
ในบรรดาลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบน้ี เรอ่ื งปฏภิ าณไหวพรบิ น้ี ทา่ นพระ
อาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นปฏภิ าณไหวพรบิ ของทา่ นจะรวดเรว็ มาก ในเรอื่ งแบบนอ้ี ยา่ งเราๆ
ทา่ นๆ จะคดิ แกส้ ถานการณแ์ บบนไ้ี ดย้ าก หากเปน็ ผบู้ นั ทกึ แลว้ ถา้ หลวงปชู่ อบทา่ นสงั่
ใหไ้ ปรอ้ื ถอนกฏุ เิ ชน่ นี้ เรากต็ อ้ งไปรอื้ ถอนตามคาํ สงั่ ขององคท์ า่ น เพราะเราไหวการณ์
ไมเ่ ปน็ อยา่ งทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นเปน็ พระทมี่ ปี ญั ญา
หลกั แหลมเฉยี บไว ซ่ึงเป็นบคุ ลิกลกั ษณะสว่ นตัวของทา่ นโดยเฉพาะ
หลวงพอ่ ประสทิ ธ์ิ ปญุ ญมากโร วดั ปา่ หมใู่ หม่ ทา่ นสรรเสรญิ พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น
ให้ผู้บันทึกฟังว่า “อาจารย์จันทร์เรียนท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม ท่านเป็นชาย
อาชาไนยเข้มแข็ง อาจารย์จนั ทรเ์ รียนทา่ นเปน็ คนใจรอ้ นใจเรว็ เหมอื นกันกบั หลวงปู่
ชอบ ทา่ นจงึ เที่ยววิเวกกบั หลวงปชู่ อบไปได้ทกุ ที่ ถ้าเป็นคนไม่อดทนแล้ว จะอยกู่ ับ
หลวงปชู่ อบไมไ่ ด้ อาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นเปน็ พระใจเดด็ หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ เจยี ระไน
เพชรเมด็ นไี้ วใ้ นพระศาสนา เปน็ ผ้สู ืบศาสนาทายาทแทนหลวงป่ชู อบทา่ นตอ่ ไป”
317
ผอู้ าสามาเลื่อยไม้
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๐๙ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นพาหลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร หลวงปู่
ซามา อจตุ โต หลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต หลวงพอ่ บวั คาํ มหาวโี ร หลวงพอ่ สอน อนสุ าสโก
พระมอ่ ย (ทดิ มอ่ ย) ตาผา้ ขาวเกตุ (หลวงปเู่ กต)ุ เทย่ี ววเิ วกแถบลมุ่ แมน่ ำ�้ โขง เขตอาํ เภอ
เชยี งคาน จงั หวดั เลย หลวงปชู่ อบทา่ นพาหมคู่ ณะลกู ศษิ ยแ์ วะเขา้ ไปพกั วดั ศรโี พนแทน่
บา้ นนาซ่าว ตําบลนาซา่ ว อาํ เภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย เพื่อชวนทา่ นเจ้าคณุ นาซ่าว
(พระราชสีลสังวร (โสภณ สทุ ธจนั โท) แต่ตอนน้ันเจ้าคุณนาซ่าวท่านตดิ ธุระในการ
ก่อสรา้ งศาลาวัดศรโี พนแท่นอยู่ จงึ ไม่ไดไ้ ปเทย่ี วกับหลวงป่ชู อบ ทา่ นเจา้ คณุ นาซา่ ว
จงึ ใหโ้ ยมผูช้ ายชาวบา้ นนาซ่าวสองคน ตดิ ตามไปปฏิบัติหลวงปู่ชอบกบั คณะ
หลวงปู่ชอบท่านพาคณะเดินทางจากบ้านนาซ่าวมาแวะพักภาวนาท่ีอําเภอ
เชียงคาน ออกจากภูชา้ งนอ้ ย ท่านพาหมคู่ ณะลกู ศิษย์เดินเที่ยววิเวกเลยี บแมน่ ำ�้ โขง
มาตามเสน้ ทางสายเชียงคาน ท่าล่ี แวะเขา้ พกั วดั บ้านคกมาด ตําบลเชียงคาน อําเภอ
เชยี งคาน จงั หวดั เลย ทา่ นบอก “ตอนเราไปพกั วดั บา้ นคกมาด วดั บา้ นคกมาดตอนนน้ั
ไม่มีพระเณรอยู่ในวัดสักองค์ วัดคกมาดตอนน้ันกลายเป็นวัดร้างริมโขงได้สอง
สามปแี ลว้ เราพาหมคู่ ณะเขา้ ไปพกั ทน่ี เ่ี พอ่ื รอเดนิ ทางขา้ มนำ้� โขงไปเทย่ี ววเิ วกทางบา้ น
ปากพาง บ้านนาเจริญ บ้านนาบัว ฝ่ังประเทศลาว”
ตอนพกั อยวู่ ดั บา้ นคกมาด หลวงปชู่ อบทา่ นเหน็ กฏุ ิ ศาลา เสนาสนะ วดั คกมาด
ทรดุ โทรม ทา่ นจงึ มดี าํ รทิ จี่ ะซอ่ มแซมเสนาสนะตา่ งๆ ของวดั คกมาด เพอื่ ประโยชนแ์ ก่
พระโยคาวจรเจ้าท่ีจะเดินทางมาพักยังวัดแห่งน้ี เพื่อประโยชน์ญาติโยมจะได้อาศัย
เปน็ ทป่ี ระกอบการบญุ องคท์ า่ นปรารภเรอ่ื งทจี่ ะซอ่ มแซมศาลา เสนาสนะ วดั คกมาด
กบั หมคู่ ณะ แตต่ ดิ ทไี่ มร่ จู้ ะไปหาไมท้ ไี่ หนมาซอ่ มแซมศาลา เงนิ ปจั จยั ทตี่ าผา้ ขาวเกตุ
ถือมาจากบา้ นโคกมน ก็มเี พียง ๔๕๐ บาท เกรงวา่ เงนิ เหล่านี้จะไมพ่ อสําหรบั ซื้อไม้
และว่าจ้างชา่ งเลือ่ ยไม้
318
หลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต ทา่ นบอก “ตอนฉนั นำ้� รอ้ นดว้ ยกนั หลวงปชู่ อบเพนิ่
เปรยกบั หมคู่ ณะวา่ “ถา้ มผี มู้ าฮว่ มบญุ นาํ เฮากะสเิ บาภาระไปไดห้ ลาย หมมู่ นษุ ยเ์ ทวดา
กะบอ่ ยากฮ่วมบุญทาํ นบุ าํ รุงวัดวาศาสนากบั พระเณรแน่บ้อ” ว่าจบ หลวงปูช่ อบทา่ น
กะยิม้ ๆ ทกุ คนกะคิดเพยี งว่าหลวงปชู่ อบเพิน่ เวา่ เปรยใหห้ มคู่ ณะฟังเทา่ น้ัน”
หลังหลวงปู่ชอบท่านพูดเรื่องซ่อมแซมเสนาสนะวัดคกมาดผ่านไปสองวัน
ทา่ นบอกพญานาคปากน้ำ� เลยท่ีเคยได้รบั เมตตาธรรมจากทา่ น พาบริวารมาฟงั ธรรม
กบั ทา่ น ทา่ นบอก “พญานาคใหญก่ บั บรวิ ารนมิ นตเ์ ฮาจาํ พรรษาโปรดพวกเขาอยคู่ กมาด
เฮาบอก “อาตมาซอ่ มกฏุ ศิ าลาแลว้ กะสอิ อกเทย่ี ววเิ วกไปโปรดทางฝง่ั ลาว อาตมากาํ ลงั
หาไม้มาซ่อมแซมศาลาอยู่” พญานาคปากน�้ำเลยปวารณาเฮาว่า “เรื่องไม้น่ันบ่ต้อง
เป็นกังวล ข้าน้อยกับบริวารมีศรัทธาอยากฮ่วมบุญบ�ำรุงพระศาสนากับท่านอาจารย์
หมขู่ า้ นอ้ ยสพิ ากนั เอาไมม้ าถวายทา่ นอาจารยเ์ อง มอ่ื อน่ื (พรงุ่ น)้ี ใหท้ า่ นอาจารยไ์ ปเอา
ไมอ้ ยหู่ าดหลงั วดั ไดเ้ ลย หมขู่ า้ นอ้ ยสเิ อามาถวาย” ทา่ นบอกหลงั จากพญานาคปากนำ�้
ปวารณาเร่อื งไม้แลว้ เขากพ็ าบริวารกลบั เวียงวงั บาดาลของพวกเขา
ท่านวา่ พญานาคตนนมี้ ีวมิ านอยู่ปากแม่น�ำ้ เลย ปากทางเข้าวมิ านบา้ นเมืองของ
พวกเขาจะอยหู่ า่ งจากปากแมน่ ำ้� เลยไหลลงแมน่ ำ�้ โขง ๔๐๐ เมตร เมอื งพญานาคตนน้ี
ทา่ นบอกใหญ่กวา่ อําเภอเชียงคานมาก มีอาณาเขตไปไกลถึงอาํ เภอนำ้� ปาด จงั หวดั
อุตรดติ ถ์
กลางดกึ ของคนื นนั้ เกดิ ฝนฟา้ ตกลงมาอยา่ งหนกั จวนสวา่ งฝนฟา้ พายจุ งึ เซาซา
ท่านบอกน�้ำโขงได้พัดเอาไม้ซุงต้นขนาดสองคนโอบมาเกยที่ชายหาดหลังวัดคกมาด
จาํ นวน ๕ ทอ่ น หลวงปชู่ อบทา่ นจะเอาไมซ้ งุ ๕ ทอ่ นนี้ มาเลอ่ื ยทาํ เปน็ ไมซ้ อ่ มแซมศาลา
ท่ีพกั วัดคกมาด ท่านจงึ บอกว่าจา้ งชาวบ้านคกมาดใหม้ าเลอื่ ยไม้ มชี าวบา้ นคกมาด
กลุ่มหนึ่งทราบว่าหลวงปู่ชอบจะจ้างคนเล่ือยไม้ พวกเขาจึงพากันมาขอรับจ้างจาก
องค์ท่าน ช่างเลื่อยไม้บ้านคกมาดกลุ่มน้ี เขาเรียกค่าแรงเลื่อยไม้จากองค์ท่าน
๕๐๐ บาท หลวงปู่ชอบต่อรองค่าแรงเลือ่ ยไม้จาก ๕๐๐ บาท เหลอื ๔๕๐ บาท
เพราะตอนนนั้ ทา่ นมเี งนิ อยเู่ พยี งแคน่ ี้ คนทมี่ ารบั จา้ งเลอื่ ยไมไ้ มล่ ดคา่ จา้ งให้ พวกเขา
319
ยืนกรานต้องการคา่ แรงเลือ่ ยไมจ้ ากทา่ น ๕๐๐ บาท เหมือนเดมิ ทา่ นบอกเขาวา่ ให้
รว่ มทาํ บญุ ดว้ ยกนั แตช่ า่ งเลอ่ื ยไมไ้ มเ่ อากบั ทา่ นดว้ ย เมอ่ื ตอ่ รองราคาคา่ แรงกนั ไมไ่ ด้
หลวงปชู่ อบท่านจึงไม่จ้างช่างเลอื่ ยไม้กลุม่ นี้
ทา่ นวา่ “ตอนสายวนั ตอ่ มา ขณะเรานง่ั อยศู่ าลากบั เฒา่ หลยุ เฒา่ ลาย (หลวงปหู่ ลยุ
จนั ทสาโร และ หลวงปู่ซามา อจตุ โต) มีผ้ชู าย ๒ คน อายสุ ามสบิ ต้นๆ พากนั ขนึ้ มา
จากหาดหลงั วดั คกมาด” ผชู้ ายทงั้ สองถามองคท์ า่ นเปน็ ภาษาลาววา่ “ขา้ นอ้ ยไดย้ นิ วา่
อาจารยส์ จิ า้ งคนเลอื่ ยไม้ ตอนนม้ี คี นมารบั จา้ งเลอื่ ยไมใ้ หอ้ าจารยแ์ ลว้ หรอื ยงั ถา้ ยงั บม่ ี
ผู้ใดมารบั จา้ งเลอื่ ยไม้ พวกข้าน้อยสขิ อรับจ้างเลอ่ื ยไม้กับอาจารย์เอง”
หลวงปชู่ อบทา่ นถามผชู้ ายสองคนนว้ี า่ “พอ่ ออก (โยมผชู้ าย) สมิ าฮบั จา้ งเลอ่ื ยไม้
กะใหบ้ อกมาวา่ สเิ อาคา่ แฮงเลอื่ ยไมท้ อ่ ใด” (จะเอาคา่ แรงเลอ่ื ยไมเ้ ทา่ ไหร)่ ผหู้ นงึ่ ถาม
ท่านว่า “เพ่ินอาจารย์มีเงินท่อใด๋” (ท่านอาจารย์มีเงินเท่าไหร่) หลวงปู่ชอบบอก
“อาตมามเี งนิ อยู่ ๔๕๐ บาท อาตมามใี หพ้ วกโยมไดเ้ ทา่ น”ี้
ชายทงั้ สองตอบตกลงจะเอาคา่ แรงเลอ่ื ยไม้ ๔๕๐ บาท เทา่ ทห่ี ลวงปชู่ อบมีให้
พวกเขา ชายผหู้ นงึ่ บอกทา่ นวา่ “มอื่ อนื่ พวกขา้ นอ้ ยสพิ ากนั มาเลอ่ื ยไมใ้ ห้ ตอนหมผู่ ขู้ า้
เลื่อยไมน้ น่ั ขออาจารย์อย่าให้ผไู้ ด๋ไปกวนพวกข้านอ้ ยเปน็ อนั ขาด”
จากนนั้ ชายทง้ั สองกล็ าองคท์ า่ นเดนิ กลบั ลงไปทางหาดหลงั วดั คกมาด หลวงปชู่ อบ
ทา่ นรวู้ า่ ชายทงั้ สองทมี่ ารบั จา้ งเลอ่ื ยไมใ้ หน้ ้ี พวกเขาเปน็ ใครมาจากไหน องคท์ า่ นจงึ บอก
หลวงปหู่ ลยุ หลวงปซู่ ามา ใหเ้ ปน็ หเู ปน็ ตาดแู ลหมคู่ ณะไมใ่ หใ้ ครไปพดู คยุ กบั พวกเขา
หรือเขา้ ไปชว่ ยพวกเขาเลอื่ ยไม้เป็นเด็ดขาด
หลวงปชู่ อบท่านแจง้ กับลูกศษิ ยว์ ่า “โยมเขาจะมาเล่อื ยไม้อย่หู าด พระเณรเรา
ไม่ต้องไปดูเวลาท่ีเขากําลังเลื่อยไม้ จะเป็นการรบกวนพวกช่างในเวลาเขาทํางาน
ใหพ้ ากนั เดนิ จงกรมภาวนา ทาํ ความเพยี รของตน เราสง่ั หา้ มโดยเดด็ ขาดในเรอื่ งทจี่ ะไป
ชว่ ยโยมเขาเลอ่ื ยไม”้
320
หลวงป่บู ญุ เพง็ วัดถ้ำ� กลองเพล ท่านวา่ “ไมม่ ีใครกล้าเดนิ ลงไปดชู ่างเลื่อยไม้
เพราะเกรงจะถูกหลวงปู่ชอบท่านดุเอา เราเดินผ่านมาทางลงหาด เห็นหลวงปู่ชอบ
ทา่ นยนื อยู่ เรายงั ตอ้ งเดนิ เลย่ี งหนไี ปทางอน่ื เราไดย้ นิ เสยี งเลอื่ ยไม้ แตม่ องไมเ่ หน็ คน
เลอ่ื ยไม้
ตอนเย็นหลังปัดกวาดลานวัดแล้ว หลวงปู่ชอบท่านลงมาฉันน้�ำร้อนร่วมกับ
ลกู ศษิ ย์ องคท์ า่ นถามตาผา้ ขาวเกตุ (หลวงปเู่ กต)ุ “พอ่ เกตุ พอ่ ออกมาฮบั จา้ งเลอ่ื ยไม้
เขามาเบิกเอาค่าแฮงหรือยัง” ตาผ้าขาวเกตุบอก “ข้าน้อยบ่เห็นพวกรับจ้างเล่ือยไม้
พากันมาเบิกคา่ แรงเลย ไมท้ เ่ี ลื่อยแล้ว เขาก็เอาขึ้นมาเรียงไว้ที่ข้างศาลาท้งั หมดแลว้
ข้านอ้ ยรอพวกช่างเลอื่ ยไม้อยจู่ นถงึ บดั น้ี กย็ งั ไมเ่ ห็นมใี ครมาเบกิ เงนิ คา่ จ้างเลย”
หลวงปู่ชอบท่านให้ตาผ้าขาวเกตุไปดูว่าช่างเลื่อยไม้เขายังอยู่ที่ชายหาดหรือไม่
ตาผา้ ขาวเกตลุ งไปดทู ชี่ ายหาดหลงั วดั คกมาด กไ็ มพ่ บชา่ งเลอ่ื ยไม้ จงึ กลบั ขน้ึ มารายงาน
ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทราบ หลวงปชู่ อบทา่ นเอย่ กบั ตาผา้ ขาวเกตวุ า่ “พอ่ ออกพวกน้ี
ไปไวมาไวแท้ พวกเขาคงพากันกลบั บา้ นแล้ว เงินค่าจา้ งกะบ่เอา สงสัยพวกเขามา
เล่อื ยไม้เอาบญุ กบั พวกเฮา”
หลวงปู่ซามาท่านถามหลวงปู่ชอบว่า “บ้านโยมท่ีเขามาเล่ือยไม้ให้น้ีอยู่ท่ีไหน”
หลวงปู่ชอบท่านบอกหลวงปู่ซามาว่า “อยู่ทางพุ่นหว่า” (อยู่ทางน้ันมัง้ ) แล้วองค์ท่าน
ก็ช้มี ือไปทางบ้านปากพาง ฝ่ังประเทศลาว ให้หลวงป่ซู ามาและลูกศิษยท์ ่านอื่นๆ ดู
เมื่อได้ไม้มาตามต้องการแล้ว หลวงปู่ชอบท่านพาพระเณรและญาติโยมบ้าน
คกมาด รอื้ ถอนศาลาหลงั เกา่ เพอ่ื ทจ่ี ะซอ่ มแซมขนึ้ มาใหม่ หลงั ซอ่ มแซมศาลาเสรจ็ แลว้
ยังมีไม้เหลืออยู่อีกจํานวนมาก หลวงปู่ชอบท่านจึงเอาไม้ท่ีเหลือสร้างกุฏิขึ้นมาอีก
สองหลงั เพือ่ ใหพ้ ระเณรท่ที ่านเดนิ ทางผา่ นมาทางนี้ได้พักอาศยั หลบฟ้าบงั ฝน
ระยะเวลาเกอื บเดอื นทห่ี ลวงปู่ชอบทา่ นพักอยวู่ ดั บ้านคกมาด ชายสองคนทีม่ า
ขอรับจา้ งเลือ่ ยไมใ้ ห้ ก็ไมก่ ลับมาปรากฏตวั ใหใ้ ครไดเ้ ห็นอกี เลย เงินคา่ จา้ งเลอ่ื ยไม้
๔๕๐ บาท พวกเขาก็ไม่มาเบิกเอาค่าแรง หลังหลวงปู่ชอบท่านข้ามไปเท่ียววิเวกที่
321
บา้ นนาบวั ฝ่งั ประเทศลาว องค์ทา่ นบอกกบั หมู่คณะลูกศิษย์วา่ “ผูท้ ่ีมาเลอื่ ยไมใ้ ห้
พวกเรานั้น เป็นพญานาคจําแลงมา พวกเขามีศรัทธาอยากร่วมทําบุญกับพวกเรา
จงึ พากนั จาํ แลงเปน็ มนษุ ยม์ ารบั อาสาเลอ่ื ยไมใ้ ห้ คนธรรมดาสองคนไมส่ ามารถเลอื่ ย
ไม้ ๕ ขอน ใหเ้ สร็จไดภ้ ายในวันเดียวดอก พญานาคเขามีฤทธ์ิ จึงสามารถทําไดใ้ น
วันเดียว”
หลวงปู่บญุ เพ็ง วัดถ้ำ� กลองเพล ท่านวา่ “เหมอื นอยา่ งท่ีหลวงปูช่ อบทา่ นพดู
นัน่ แหละ คนปรกติเราสองคนจะมายกทอ่ นไม้ที่มขี นาดเท่าสองคนโอบข้ึนแท่นเลื่อย
ไดย้ งั ไง ไมแ้ ตล่ ะทอ่ นมคี วามยาวรว่ มสบิ เมตร คนสองคนจะยกทอ่ นไมใ้ หญย่ าวขนาดน้ี
ขน้ึ มาวางบนแทน่ เลอ่ื ยทสี่ งู กวา่ หนง่ึ เมตรไมไ่ ด้ โดยเฉพาะการเลอ่ื ยไม้ ๕ ทอ่ น ใหเ้ สรจ็
ภายในวนั เดยี วนน้ั เปน็ เรอ่ื งทที่ าํ ไดย้ ากมาก สมยั นนั้ ไมม่ เี ลอ่ื ยยนต์ มแี ตเ่ ลอื่ ยชกั มอื
เท่าน้นั คนธรรมดาทาํ ไมไ่ ด้หรอก นอกจากคนมฤี ทธเิ์ ท่านนั้ ที่จะทาํ ได้”
ถามองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “ทาํ ไมถงึ หา้ มไมใ่ หใ้ ครไปชว่ ยเขาเลอ่ื ยไม”้
ทา่ นวา่ “พระเณรเราจะไปซกั ไซรท้ าํ ใหเ้ ขาลาํ บากใจทจ่ี ะตอบคาํ ถาม ภพภมู พิ วกน้ี
เขามคี วามลบั ในตวั ของเขา ยากทค่ี นเราทวั่ ไปจะเขา้ ใจพวกเขาได้ ภพภมู พิ วกนล้ี กึ ลบั
ในสายตามนษุ ย์ จนคนตาบอดในตาใสนอกนาํ มาเถยี งกนั วา่ พญานาคมอี ยจู่ รงิ หรอื ไม่
ถา้ ส่ิงเหลา่ น้ีไมม่ อี ยู่จรงิ พระพุทธเจา้ ทา่ นจะไม่ตรสั ถงึ หรอก พระพุทธเจา้ ทา่ นตรัส
สง่ิ ไหนออกมาแลว้ สงิ่ นนั้ คอื ของทมี่ อี ยจู่ รงิ ถา้ เทวดาพญานาคไมม่ อี ยจู่ รงิ พระพทุ ธเจา้
ท่านจะไม่แสดงบอกไว้
ผมู้ หี ทู พิ ยต์ าทพิ ย์ ทา่ นสามารถมองเหน็ สมั ผสั รบั รสู้ ง่ิ เหลา่ นไ้ี ด้ สาวกทงั้ หลายของ
พระพทุ ธเจา้ เปน็ พยานความรขู้ องพระองค์ มแี ตพ่ วกตาบอดอวดรเู้ ถยี งคาํ พระพทุ ธเจา้
เรอ่ื งแบบนว้ี ชิ าศาสตรใ์ ดๆ ในโลกกพ็ สิ จู นไ์ มไ่ ด้ มแี ตว่ ชิ าศาสตรธ์ รรมเทา่ นนั้ ถงึ จะรเู้ หน็
ส่งิ เหล่านไี้ ด้ จิตท่ีมืดมดิ เข้าถึงธรรมพระพุทธเจ้าไมไ่ ด้ จิตทีเ่ ปดิ ออกมาแลว้ ทุกอย่าง
จะกระจ่างทั้งหมด ธรรมก็กระจ่าง ใจกก็ ระจ่าง”
322
พญานาคจำ� แลงเปน็ เรือพาขา้ มแมน่ �้ำโขง
หลงั จากซ่อมแซมศาลาหอฉันและกุฏิ วัดบ้านคกมาด ตาํ บลเชยี งคาน อาํ เภอ
เชยี งคาน จังหวัดเลย ผ่านไปไดไ้ มก่ วี่ นั หลวงปู่ชอบทา่ นบอกกับหมูค่ ณะลูกศษิ ย์ว่า
“พรุง่ นี้หลังจากฉันอาหารเสรจ็ แลว้ จะมโี ยมเอาเรอื มารบั ข้ามน�้ำโขงไปฝ่งั ลาว พรงุ่ นี้
ตอนสายๆ ใครเหน็ เรอื มารบั กใ็ ห้ไปบอกเราทีก่ ุฏ”ิ ตาผ้าขาวเกตุถามหลวงปชู่ อบว่า
“เรอื ทจี่ ะมารบั เปน็ เรอื ฝง่ั ไทยหรอื เรอื ฝง่ั ลาว” หลวงปชู่ อบบอก “จะเปน็ เรอื ฝง่ั ไหนกต็ าม
ถา้ เขามารบั แลว้ กไ็ ปกบั เขาเลย อยา่ มาถามมาก เราบอกยงั ไงกใ็ หเ้ อาตามนน้ั ” ทา่ นสง่ั
กาํ ชบั วา่ “ถา้ โยมเขาเอาเรอื มารบั แลว้ ระหวา่ งนงั่ เรอื ไป ใหพ้ ากนั สาํ รวมกริ ยิ าวาจาของ
ตนเองเอาไว้ ไมต่ อ้ งไปซกั ถามพูดคุยกับเขา เรือ่ งพูดจา เราจะเป็นคนพดู กบั เขาเอง”
ขา้ มมาอกี วนั ตอนสายราวสบิ โมง มชี ายคนหนง่ึ อายปุ ระมาณ ๔๐ ปี แจวเรอื มาจาก
ทางฝง่ั บา้ นปากพาง ประเทศลาว มาขนึ้ ฝง่ั บา้ นคกมาด อาํ เภอเชยี งคาน ชายผนู้ พี้ ดู จา
ภาษาลาวถามตาผา้ ขาวเกตวุ า่ “ขา้ นอ้ ยเอาเฮอื มาฮบั อาจารยช์ อบกบั คณะขา้ มไปเมอื งลาว”
ตาผา้ ขาวเกตจุ ะไปบอกองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทกี่ ฏุ ิ พอใกลจ้ ะถงึ ทพ่ี กั เหน็ หลวงปชู่ อบ
ทา่ นเดนิ คลมุ ผา้ จวี รเดนิ ออกมาจากกฏุ ิ หลวงปชู่ อบทา่ นถามตาผา้ ขาวเกตวุ า่ “โยมเขา
เอาเรอื มารบั แลว้ ใชไ่ หม” ตาผา้ ขาวเกตบุ อกวา่ “มารบั แลว้ ขา้ นอ้ ย” หลวงปชู่ อบทา่ นบอก
ตาผา้ ขาวเกตุ “ไปบอกหมคู่ ณะทกุ องค์ ใหเ้ ตรยี มตวั เดนิ ทางตอนนเ้ี ลย จะไดไ้ มเ่ สยี เวลา
โยมทเี่ ขามารบั ”
หลวงป่ชู อบท่านให้หลวงปูห่ ลยุ หลวงป่ซู ามา หลวงปู่บญุ เพ็ง นง่ั อยู่ทางหัวเรือ
ให้หลวงพอ่ บวั คํา กับหลวงพอ่ สอน และตาผา้ ขาวเกตุ นัง่ ตรงกลางเรือ หลวงปู่ชอบ
ทา่ นจะนง่ั ใกลก้ บั คนพายเรอื ระหวา่ งเรอื ออกจากบา้ นคกมาด มาขน้ึ ฝง่ั ทบ่ี า้ นปากพาง
ไมม่ ใี ครพดู จากนั สกั คาํ เนอ่ื งจากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบสงั่ หา้ มเอาไว้ หลวงปหู่ ลยุ นงั่ อยู่
ทางหวั เรอื ทา่ นกน็ งั่ หลบั ตานงิ่ ไมพ่ ดู จากบั ใคร หลวงปชู่ อบนงั่ อยใู่ กลก้ บั คนพายเรอื
ท่านกไ็ มพ่ ดู อะไรออกมา มแี ตย่ มิ้ ให้กับคนพายเรอื เทา่ นนั้
323
พอเรอื มาสง่ ถงึ ฝง่ั บา้ นปากพาง ทกุ ๆ ทา่ นกพ็ ากนั ขนึ้ ฝง่ั โดยหลวงปชู่ อบทา่ นบอก
ใหพ้ ากันเดินไปรอท่านทางไปบ้านนาบวั หลวงปหู่ ลยุ หลวงป่ซู ามา หลวงปบู่ ญุ เพง็
ตาผ้าขาวเกตุ พากนั เดนิ นําหน้าไปก่อน หลวงพ่อบวั คํากบั หลวงพ่อสอน พากันถอื
บรขิ ารของหลวงปชู่ อบมายนื รอองคท์ า่ นหา่ งระยะพอควร หลวงปชู่ อบขนึ้ จากเรอื แลว้
ทา่ นหนั หนา้ ไปทางแมน่ ำ้� โขงตรงจดุ ทเ่ี รอื พาขนึ้ ฝง่ั ทา่ นยกมอื กลา่ วออกมาวา่ “เปน็ สขุ ๆ”
(คาํ อวยพรท่เี ป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะขององคท์ ่านหลวงปู่ชอบ)
หลังให้พรผู้พายเรือมาส่งแล้ว หลวงปู่ชอบท่านเดินมาหาหลวงพ่อบัวคํากับ
หลวงพ่อสอน หลวงปู่ชอบบอกกับท่านท้ังสองว่า “พวกท่านเคยเห็นพญานาคบ่”
ทั้งหลวงพ่อบัวคํากับหลวงพ่อสอนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่เคยเห็นขอรับ”
หลวงปชู่ อบทา่ นวา่ “ใหพ้ วกตาหมากขามข้ี มนั บฮ่ ขู้ หี้ มาตาตดอหี ยงั เลยพวกนี้ พากนั
ข่ีพญานาคข้ามน้�ำโขงมา มันยังบ่ฮู้ตัวอีก” หลวงปู่ชอบท่านบอกหลวงพ่อบัวคํากับ
หลวงพอ่ สอนวา่ “ถา้ บเ่ คยเหน็ พญานาค กใ็ หไ้ ปดทู นี่ ำ้� โขงซะ่ เดยี๋ วเขากจ็ ะกลบั บา้ นเมอื ง
ของเขาแล้ว” จากนั้นท่านเดนิ ไปสมทบกบั หลวงปหู่ ลุยท่ยี นื รออยู่
หลวงพ่อบัวคํากับหลวงพ่อสอนพากันปลงบริขาร รีบจ�้ำมาที่ริมฝั่งแม่น้�ำโขง
ภาพทที่ ่านทั้งสองเห็นนนั้ ไม่มเี รอื ทพ่ี วกท่านนัง่ มาจอดเทยี บฝ่งั เลย ทา่ นทง้ั สองเห็น
จระเขต้ วั ใหญ่ ขนาดความยาวประมาณ ๘ เมตร ลอยตวั ขวางกบั แมน่ ำ�้ โขง โดยหนั หนา้
มาทางฝง่ั ทพี่ วกทา่ นทงั้ สองยนื ดอู ยู่ จระเขใ้ หญต่ วั นลี้ อยอยเู่ หนอื นำ้� ประมาณ ๕ นาที
จงึ ค่อยๆ จมลงไปในน้ำ� หลวงพอ่ บัวคํากบั หลวงพอ่ สอนพากนั ยนื รอที่ให้จระเข้โผล่
ขนึ้ มาเหนอื นำ้� อกี ครง้ั แตก่ ไ็ รว้ แ่ี วว หลวงปชู่ อบทา่ นรอ้ งเรยี ก “พากนั ยนื เซอ่ อยนู่ น้ั ละ่
รบี พากนั มาเอาบรขิ ารเราเดนิ ทางไดแ้ ลว้ รอไปจนหมดฟา้ หมดปี เขากไ็ มโ่ ผลข่ นึ้ มาให้
เหน็ อกี แลว้ ละ่ ” พอถกู หลวงปชู่ อบวา่ ให้ ทา่ นทง้ั สองจงึ รบี พากนั มาเอาบรขิ ารโดยทยี่ งั
เสยี ดายอยากจะดูภูมิลกึ ลับน้อี ีก
วันน้ันทหารลาว กองร้อยบ้านนาบวั เข้ามาทําธรุ ะท่ีเมืองสานะคาม ทหารลาว
เขาเห็นคณะของหลวงปู่ชอบกําลังเดินทางไปบ้านนาบัว นายทหารลาวจึงนิมนต์
หลวงปู่ชอบกับคณะผู้ติดตามนั่งรถจีเอ็มซีไปกับพวกเขาด้วย หลวงปู่ชอบกับ
324
หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นทัง้ สองนงั่ หน้าค่กู บั คนขับ สว่ นครบู าอาจารยท์ า่ นอืน่ ๆ พากันน่ังที่
กระบะทา้ ยรถ
ระยะทางจากบา้ นปากพางไปบา้ นนาบวั นน้ั ไมไ่ กลเทา่ ไหร่ ประมาณสบิ กโิ ลเมตร
แต่ใช้เวลาในการเดนิ ทางโดยรถนานถึงหนึ่งช่วั โมง เนื่องจากสภาพถนนหนทางไมด่ ี
ตอ้ งขบั รถลดั เลาะไปตามถนนหนทางตนี เขาทเ่ี ปน็ หลมุ เปน็ บอ่ รถยนตว์ งิ่ ลอดไปตาม
ทางทีป่ กคลมุ ด้วยป่าไมป้ า่ ไผ่
หลวงปู่บญุ เพง็ ท่านเล่าใหฟ้ ัง “ทางไปลาํ บาก หลวงป่ชู อบ หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นได้
นงั่ หนา้ เลยสบายหนอ่ ย ผมกบั หลวงปซู่ ามา อาจารยบ์ วั คาํ พรอ้ มหมเู่ พอื่ น นง่ั ดา้ นหลงั
หวั ฟดั หวั คอนกนั ไปตลอดทาง รถเตน้ โดง่ ๆ ยงั กบั กบกระโดดนี่ พากนั เจบ็ กน้ เจบ็ ดาก
ไปเบด่ิ รถวง่ิ เฉยี่ วเอาใบไมไ้ ปสดุ ทาง กวา่ จะถงึ บา้ นนาบวั ใบไมห้ ลน่ จนเตม็ ตกั พวกผม
ผมกบั หลวงปูซ่ ามาถกู แตนต่อยหวั จนบวมจนไข้แตก”
หลวงปู่บุญเพ็งท่านเล่าเร่ืองในอดีตตอนไปเท่ียววิเวกกับหลวงปู่ชอบท่ีฝั่งลาว
หลวงปบู่ ุญเพ็งท่านเล่าเรือ่ งไปพร้อมกับแสดงทา่ ทางไปด้วย จนองคท์ า่ นหลวงปู่ชอบ
ฟังไปหัวเราะไปกับเรือ่ งราวทีห่ ลวงปู่บญุ เพง็ เล่าใหฟ้ ัง
ชาวบา้ นนาบวั จะพากนั มาทาํ บญุ ใสบ่ าตรรว่ มสวดมนตก์ บั คณะของหลวงปชู่ อบ
ทุกวันมิได้ขาด หลวงปู่ชอบท่านจะให้หลวงปู่หลุยเป็นผู้แสดงธรรมให้ญาติโยมฟัง
จนหลวงปหู่ ลุยทา่ นบอกกบั หลวงปู่ชอบวา่ “มาด้วยกนั ก็ช่วยกันเทศน์บา้ ง มีแตผ่ ม
ผเู้ ดยี วเทศนอ์ ยทู่ กุ วนั จนโยมบา้ นนาบวั เขาเบอ่ื ฟงั เทศนอ์ าจารยห์ ลยุ แลว้ ทา่ นอาจารยช์ อบ
กเ็ ปน็ ผมู้ ธี รรม คอื บแ่ สดงธรรมใหโ้ ยมเขาฟงั บา้ งแหน่ อยา่ หวงธรรมหลาย วนั นผี้ มขอ
นิมนตท์ า่ นอาจารย์ชอบเทศนโ์ ปรดโยมเดอ้ ”
หลวงปู่หลุยท่านพูดเป็นเชิงหยอกล้อหลวงปู่ชอบตามประสาเพื่อนสหธรรมิก
ทีส่ นิทสนมกนั ถึงหลวงป่หู ลุยท่านจะนมิ นต์อย่างไร หลวงป่ชู อบท่านก็ไมย่ อมแสดง
ธรรมตามที่หลวงปู่หลุยท่านนิมนต์ ภาระในการแสดงธรรมให้ญาติโยมชาวบ้าน
นาบัวฟงั จงึ เปน็ หน้าท่หี ลกั ของหลวงปูห่ ลยุ แตเ่ พยี งผ้เู ดียว หลวงปหู่ ลุยทา่ นพดู กับ
325
หลวงปชู่ อบวา่ “คอยดกู แ็ ลว้ กนั พอถงึ เวลานนั้ อาจารยช์ อบจะหนไี มอ่ อก” หลวงปหู่ ลยุ
ท่านมธี งในใจแล้ววา่ จะทาํ อย่างไรกบั หลวงปู่ชอบในเรอ่ื งน้ี
อุบายธรรมหลวงป่หู ลยุ จันทสาโร
อกี หนง่ึ วนั กอ่ นทห่ี ลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นจะพาคณะขา้ มโขงกลบั มาเชยี งคาน
หลวงปู่หลยุ จนั ทสาโร ท่านบอกญาตโิ ยมชาวบา้ นนาบวั ที่มาถวายจงั หันในวนั นัน้ ให้
ทราบวา่ “มอื้ แลงน้ี ใหญ้ าตโิ ยมพากนั มาฟงั เทศนห์ ลายๆ เดอ้ ผไู้ ดม๋ ลี กู หลานญาตมิ ติ ร
กะใหช้ วนกนั มาฟงั เทศนพ์ ระเถระ ถา้ ผไู้ ดบ๋ ม่ าฟงั ธรรมในมอื้ นี้ โอกาสทจี่ ะไดฟ้ งั ธรรม
กับพระเถระทา่ นนบ้ี ม่ อี กี แล้วเด้อ”
พอตกเยน็ หลงั วา่ งเวน้ จากการงาน ชาวบา้ นนาบวั พากนั หอบลกู จงู หลานมารว่ ม
ท�ำวัตรสวดมนต์กับคณะขององค์ท่านหลวงปู่ชอบเป็นจํานวนมาก ชาวบ้านนาบัว
พรอ้ มใจกันมาฟังธรรมตามทห่ี ลวงปหู่ ลุยท่านประกาศแจ้งไว้เม่อื ตอนเชา้
หลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต ทา่ นวา่ “คืนวนั น้ัน ญาตโิ ยมบ้านนาบวั พากันมารอ
ฟงั ธรรมกนั มากเปน็ พเิ ศษ ยงั กบั วา่ มาจะมาดหู มอลาํ กไ็ มป่ าน ชาวบา้ นนาบวั พากนั มา
ฟงั ธรรมเกือบจะทงั้ หม่บู า้ นกว็ ่าได”้
วนั นนั้ เปน็ วนั พระขนึ้ ๑๕ คำ�่ หลวงปชู่ อบและคณะลงมาทาํ วตั รสวดมนตท์ งั้ หมด
ยกเว้นหลวงปู่หลุยเพียงองค์เดียวเท่านั้นท่ีท่านไม่ลงมาร่วมสวดมนต์ทําวัตรกับ
หมู่คณะ หลวงปู่ชอบน่ังรอหลวงปู่หลุยอยู่นานก็ไม่เห็นมาสักที ท่านจึงพาหมู่คณะ
ญาติโยมชาวบ้านนาบัวไหว้พระสวดมนตร์ อหลวงปหู่ ลุย หลงั ไหว้พระสวดมนตเ์ สร็จ
แลว้ กย็ งั ไมเ่ หน็ หลวงปหู่ ลยุ ทา่ นลงมาเทศนใ์ หช้ าวบา้ นฟงั หลวงปชู่ อบทา่ นใหห้ ลวงพอ่
บัวคํา มหาวีโร ไปตามหลวงปู่หลุยมาเทศน์ให้โยมฟัง หลวงพ่อบัวคําท่านไม่พบ
หลวงปหู่ ลยุ จงึ กลบั มาแจง้ ใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทราบ หลวงปชู่ อบทา่ นพดู ถว่ งเวลา
กบั โยมบา้ นนาบวั อยนู่ าน กย็ งั ไมเ่ หน็ หลวงปหู่ ลยุ ลงมาอกี ทา่ นจงึ บอกใหห้ ลวงปบู่ ญุ เพง็
เขมาภิรโต ไปตามหลวงปู่หลุยยังที่พัก หลวงปู่บุญเพ็งไปตามก็ไม่พบหลวงปู่หลุย
326
จงึ กลบั มารายงานใหอ้ งคท์ า่ นหลวงปชู่ อบทราบ ถงึ ตอนนห้ี ลวงปชู่ อบทา่ นรแู้ ลว้ วา่ ถกู
หลวงปู่หลุยต้งั ธรรมาสน์เทศนไ์ วใ้ หท้ ่าน
ชาวบา้ นนาบวั ทมี่ ารอฟงั เทศนถ์ ามหลวงปชู่ อบวา่ “เพนิ่ จารย์ ยามใดพ๋ วกขา้ นอ้ ย
จงั สิได้ฟงั เทศน์ พวกขา้ น้อยถ่าโดนนานแล้วเดอ้ ขอนิมนตเ์ พ่ินจารย์ชอบเทศน์เถาะ
มันเด๊ิกแลว้ ขา้ นอ้ ย”
หลวงปชู่ อบทา่ นบอกใหห้ ลวงป่ซู ามา อจตุ โต เทศน์ หลวงปู่ซามาทา่ นปฏเิ สธที่
จะเปน็ องคแ์ สดงธรรม หลวงปซู่ ามาทา่ นใหห้ ลวงปบู่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต เปน็ องคแ์ สดง
ธรรม หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นปฏเิ สธออกตวั วา่ “กระผมเปน็ ผนู้ อ้ ยดอ้ ยความรู้ ยงั เทศนา
ว่าการให้ใครฟังไม่ได้” หลวงปู่บุญเพ็งท่านยกหน้าที่ข้ึนธรรมาสน์เทศน์ให้หลวงพ่อ
บวั คาํ มหาวโี ร หลวงพอ่ บวั คาํ ทา่ นกป็ ฏเิ สธบอก “ผขู้ า้ เปน็ พระผนู้ อ้ ย เทศนบ์ ไ่ ดไ้ อบเ่ ปน็ ”
เม่ือทกุ องค์ปฏิเสธทีจ่ ะแสดงธรรม หลวงปชู่ อบท่านวา่ “เฮานี่อาศยั พ่งึ หมคู่ ณะผไู้ ด๋
บไ่ ดเ้ ลย เฒา่ หลยุ เอย้ มาผกู ปมมดั เงอื่ นไวใ้ หผ้ อู้ น่ื แกแ้ ท้ ประกาศบอกโยมมาฟงั เทศน์
อยา่ งดี กะหนจี อ้ ยเจดิ จเิ ลย เฮาคอื มาเสยี ทา่ เฒา่ หลยุ คกั แทม้ อ่ื น”ี่ หลงั จากตดั พอ้ ตอ่ วา่
ใหห้ ลวงปหู่ ลุยแล้ว หลวงป่ชู อบท่านก็แสดงธรรมให้ญาติโยมชาวบ้านนาบัวฟงั
หลวงปูบ่ ญุ เพง็ เขมาภริ โต ทา่ นว่า คนื น้นั หลวงปู่ชอบทา่ นเทศนาเรื่องอานิสงส์
การนับถือพระไตรสรณคมน์ให้ญาติโยมชาวบ้านนาบัวฟัง คืนน้ันหลวงปู่ชอบท่าน
เทศนานานประมาณครงึ่ ชว่ั โมง หลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นวา่ “นเ่ี ปน็ ครง้ั แรกและครงั้ เดยี วท่ี
ท่านได้เห็นหลวงปู่ชอบเทศน์นานที่สุด นับตั้งแต่รู้จักกับองค์ท่านมาต้ังแต่สมัยเป็น
สามเณรอยบู่ า้ นหนองผอื นาใน” หลวงปบู่ ญุ เพง็ วา่ “คนื นน้ั ถอื เปน็ คนื ทพ่ี เิ ศษสมกบั ที่
หลวงป่หู ลยุ ทา่ นบอกให้ญาตโิ ยมบ้านนาบัวพากันมาฟังเทศน์กบั พระเถระจริงๆ”
ตอนเชา้ กอ่ นบณิ ฑบาต หลวงปชู่ อบท่านพูดกับหลวงปหู่ ลยุ ว่า “อาจารยห์ ลยุ
มื่อคืนน้ีไปหลบลี้อยมู่ ่องใด๋ ใหผ้ ู้ใด๋ไปตามกะบพ่ อ้ บอกโยมมาฟังเทศนเ์ สยี อยา่ งดี
เจา้ ของกลบั บม่ าเทศนใ์ หเ้ ขาฟงั บอกเขาแลว้ กะบม่ าเทศน์ จกั สไิ ปประกาศบอกเขามา
อหี ยัง”
327
ฝา่ ยหลวงปหู่ ลยุ ทา่ นวา่ “ผมบไ่ ดป้ ระกาศบอกโยมวา่ ผมสเิ ปน็ ผเู้ ทศนเ์ ด้ ผมบอก
โยมใหพ้ ากนั มาฟงั เทศนพ์ ระเถระ ทกุ องคก์ ะเปน็ พระเถระ พรรษาเกนิ สบิ ทงั้ นนั้ ผไู้ ด๋
สเิ ทศนก์ ะได้ อาจารยช์ อบเปน็ พระเถระอาวโุ สกวา่ หมคู่ ณะ สมควรแลว้ ทเ่ี ปน็ ผแู้ สดง
ธรรมใหญ้ าติโยมฟงั ขอรบั ” พอหลวงปู่หลุยท่านว่ามาแบบนี้ หลวงป่ชู อบท่านกแ็ ยง้
ไม่ออก
หลวงปชู่ อบทา่ นพดู ถงึ หลวงปหู่ ลยุ วา่ “อาจารยห์ ลยุ เพน่ิ เปน็ ผมู้ ปี ญั ญาหลาย เพน่ิ
สามารถนมิ นตพ์ อ่ แมค่ รอู าจารยม์ น่ั ไปจาํ พรรษาบา้ นหนองผอื ได้ ถอื วา่ ปญั ญาของเพนิ่
บ่ธรรมดา อาจารยห์ ลยุ เพ่นิ เป็นเจ้าปญั ญาในบรรดาลกู ศิษยข์ องพอ่ แมค่ รจู ารย์ม่นั ”
นอกจากหลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร ทา่ นใชอ้ บุ ายธรรมใหห้ ลวงปชู่ อบ ฐานสโม เปน็
ผแู้ สดงธรรมใหโ้ ยมบา้ นนาบวั เมอื งสานะคาม แขวงเวยี งจนั ทน์ ประเทศลาว ฟงั แลว้
ยงั มเี รอื่ งของครบู าอาจารยท์ งั้ สององคท์ า่ นทบี่ า้ นนาบวั เมอื งสานะคาม แขวงเวยี งจนั ทน์
ประเทศลาว อกี เรื่องหนง่ึ คือเรือ่ ง “ปลาแดก”
วันท่ีหลวงปู่ชอบท่านจะพาคณะเดินทางกลับมาฝั่งไทยทางอําเภอเชียงคาน
จงั หวดั เลย ญาตโิ ยมบา้ นนาบวั และหมบู่ า้ นใกลเ้ คยี ง ไดน้ าํ ปลาแหง้ ปลาแดกนำ้� ของขนุ่
(นำ�้ โขงขนุ่ ) มาถวายครบู าอาจารย์ โดยแบง่ ปลาแดกออกเปน็ ๔ สว่ น สว่ นละ ๑ คถุ งั
ดงั น้ี
ส่วนท่ี ๑ ถวายหลวงปชู่ อบ ฐานสโม เพ่ือให้ท่านนํามาทว่ี ดั ปา่ สมั มานสุ รณ์
บา้ นโคกมน ตาํ บลผานอ้ ย อาํ เภอวงั สะพุง จงั หวดั เลย ส่วนที่ ๒ ถวายหลวงปู่หลยุ
จนั ทสาโร เพ่อื ใหท้ า่ นนาํ มาทว่ี ดั ถ้ำ� ผาบิ้ง ตําบลทรายขาว อาํ เภอวังสะพุง จงั หวัดเลย
สว่ นที่ ๓ ถวายหลวงปู่ซามา อจตุ โต เพ่ือใหท้ ่านนาํ มาที่วดั ปา่ อัมพวนั บา้ นไร่มว่ ง
ต�ำบลนำ้� หมาน อ�ำเภอเมือง จงั หวัดเลย ส่วนที่ ๔ ถวายหลวงปบู่ ุญเพ็ง เขมาภิรโต
วัดถ้ำ� กลองเพล บา้ นนอ้ ย ตาํ บลโนนทนั อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั หนองบัวลําภู
ในสว่ นของหลวงปบู่ ญุ เพง็ ทา่ นบอก “เราสละสทิ ธิ์ เนอ่ื งจากเราลาํ บาก ไมม่ โี ยมถอื
ปลาแดกแตกไหมาสง่ วดั ถ้�ำกลองเพล”
328
หลวงปชู่ อบ “อาจารยห์ ลยุ บอกเฮา ปลาแดกโยมถวายอาจารยช์ อบน่ี ยกใหผ้ มเดอ้
ผมสเิ อาไปถำ�้ ผาบง้ิ โคกมนมอ่ นำ้� สวย (โคกมนอยใู่ กลน้ ำ้� สวย) ประสาปลาแดกซอื่ ๆ
เอามื้อไดก๋ ะได้ ถ้ำ� ผาบ้งิ บม่ ่อน้�ำคือบ้านโคกมน หาปลาแดกใสต่ าํ บกั หงุ่ กะยาก ผมสิ
เอาไปใหแ้ มอ่ อกใสต่ าํ บกั หงุ่ จงั หนั พระเณรถำ�้ ผาบง้ิ ” หลวงปชู่ อบทา่ นจงึ ยกปลาแดกนวั
บ้านนาบวั ส่วนแบง่ ของท่านให้หลวงปหู่ ลยุ เอาไปวดั ถ�ำ้ ผาบ้งิ
องค์ท่านหลวงปู่ชอบ “ปลาแดกนัวบ้านนาบัว อาจารย์หลุยเอาไปถ้�ำผาบ้ิงนั่น
ยังบ่ทันไดใ้ สต่ าํ หมากหุ่งจ๊กั ครก ถืกเขาลกั เอาไปเบด่ิ เฒา่ หลยุ จ่มใหฟ้ งั (บน่ ให้ฟงั )
“ขขี้ โมยมนั ลกั เอาเบ่ดิ สูอ่ ย่าง (ข้ขี โมยมันลกั เอาไปหมดทุกอยา่ ง) ลกั ฮอดหมอ้ แหก
แตกไห ซามถว้ ยกาละมงั ปานสไิ ปออกเฮอื นใหม”่ ฟงั เฒา่ หลยุ จม่ เฮาละ่ คดึ อยากหวั ”
องคท์ า่ นพูดถงึ หลวงป่หู ลุยวา่ “อยภู่ บู ่อบดิ อาจารย์หลุยเพ่ินถืกพญานาครดั
เพน่ิ วา่ ตอนพญานาครดั นปี่ านใจสขิ าด ธาตขุ นั ธส์ ะเทอื นไปเบด่ิ เพน่ิ เขา้ ฌานกนั เจา้ ของ
เอาไว้ พญานาคจงั่ คลายขนดยอมเพน่ิ พญานาคภบู อ่ บดิ นดี่ อ้ื หลาย ปใี ดหา่ วฟา้ หา่ วฝน
ดันภูดันผาพังพาบเป็นแถบ วาสนาอาจารย์หลุยเพิ่นมีกับพญานาคภูบ่อบิด เพ่ิน
สงเคราะหธ์ รรมจนพญานาคภบู อ่ บดิ ละมานะลงในธรรมเพนิ่ อาจารยห์ ลยุ เพน่ิ ชาํ นาญ
วาโยกสิณ จิตเพ่นิ เป็นวสีธรรม เพ่นิ ได้ธรรมสุดทา้ ยอยถู่ �้ำแกง้ ยาว บา้ นโคกแฝก”
อาจารย์ชอบ อาจารยช์ า้ ง
เรอ่ื งนเ้ี ปน็ เหตกุ ารณเ์ กดิ ขน้ึ ในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๐ ทบ่ี า้ นกลาง ตาํ บลทา่ ศาลา
อาํ เภอภเู รอื จงั หวดั เลย สถานทแี่ หง่ นตี้ อ่ มาพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นได้
สร้างเป็นสํานักสงฆ์ขึ้นมาในภายหลัง ปัจจุบันสํานักสงฆ์บ้านกลางแห่งนี้ไม่มีแล้ว
เนอื่ งจากไมม่ พี ระเณรอาศยั อยเู่ ปน็ ประจาํ สถานทแี่ หง่ นจี้ งึ กลายเปน็ สาํ นกั สงฆร์ า้ งไป
ในทีส่ ุด ส่วนตวั ผูบ้ นั ทกึ เองก็ไม่ไดเ้ รียนถามองค์ทา่ นหลวงปชู่ อบถงึ เร่ืองการรา้ งของ
สํานกั สงฆ์บา้ นกลาง และกไ็ ม่เคยเรยี นถามทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น คณุ วโร ถึง
เร่ืองนด้ี ้วย
329
เคยเรยี นถามเรอ่ื งสาํ นกั สงฆบ์ า้ นกลางกบั ทา่ นพระอาจารยส์ มศรี อตั ตสริ ิ เพราะ
ท่านเคยมาพักภาวนาท่ีสํานักสงฆ์บ้านกลางแห่งนี้กับองค์ท่านหลวงปู่ชอบมาก่อน
พระอาจารยส์ มศรที า่ นพดู ถงึ สถานทแ่ี หง่ นว้ี า่ “ภมู เิ จา้ ทอี่ ยทู่ น่ี ด่ี มุ าก กลางคนื กลางวนั
พวกนก้ี ส็ ามารถแสดงตวั ตนออกมาใหค้ นเหน็ ได้ พระเณรองคไ์ หนทมี่ ศี ลี อนั มวั หมอง
มักจะได้เจอดีกับเจ้าของสถานท่ีแห่งน้ีเป็นประจํา ในสมัยก่อนองค์ท่านหลวงปู่ชอบ
จึงมกั จะพาลูกศิษยไ์ ปฝึกวชิ าให้หายจากโรค “กลัวผ”ี ข้นึ สมองอยทู่ ่ีนี่”
หนา้ แลง้ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๐ องคท์ า่ นหลวงชอบ ฐานสโม ทา่ นพาพระอาจารย์
จนั ทรเ์ รยี น คณุ วโร กบั สามเณรอกี หนงึ่ รปู มาพกั ภาวนาอยทู่ เี่ สนาสนะปา่ บา้ นกลาง
ตําบลท่าศาลา อําเภอภูเรือ จังหวัดเลย องค์ท่านหลวงปู่ชอบพาท่านพระอาจารย์
จนั ทรเ์ รยี นพกั ปฏบิ ตั อิ ยทู่ นี่ หี่ ลายวนั จนพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นคนุ้ ชนิ สถานที่ ทา่ นจงึ
เลน่ หัวตามประสาพระหนมุ่ เหตกุ ารณ์ทพ่ี ระอาจารย์จันทร์เรยี นท่านเจอกับตวั เองท่ี
บ้านกลางนน้ั ไมเ่ กยี่ วกับเรือ่ งเจ้าทีเ่ จ้าทาง แต่เป็นเหตกุ ารณท์ ่เี กยี่ วกับช้างป่าภูหลวง
พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านเล่าให้ฟังว่า “มีวันหนึ่งเราทําข้อวัตรสรงน้�ำให้
หลวงปชู่ อบ หลงั จากทาํ กจิ อาจารยิ วตั รสรงนำ�้ ใหห้ ลวงปชู่ อบแลว้ หลวงปชู่ อบทา่ นบอก
“อยา่ พากนั มวั เลน่ มวั หวั มากนกั ใหพ้ ากนั รบี สรงนำ�้ แลว้ ไปเดนิ จงกรมภาวนา ไหวพ้ ระ
สวดมนตเ์ สยี คำ่� มดื มาหตู าพรา่ มวั จะมองไมเ่ หน็ ทาง คำ่� มาแลงมา พวกสตั วป์ า่ มนั จะ
ออกหากนิ ในเวลาคำ่� คนื เมอื่ เหน็ กนั แลว้ สตั วก์ จ็ ะกลวั คน คนกจ็ ะกลวั สตั ว”์ หลวงปชู่ อบ
บอกเราแลว้ ท่านก็กลบั ทีพ่ ักไปเดินจงกรมของทา่ น”
ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนว่า วันน้ันท่านนึกอยากจะพูดจะคุยเป็นพิเศษ
หลงั สรงน้ำ� องคท์ ่านหลวงปชู่ อบแล้ว ทา่ นมานั่งมวนยาสูบคยุ กันกับเณร ท่านคุยกัน
กับเณรอย่างเพลิดเพลินสนุกสนานจนลืมเวลานาที ท่านน่ังคุยกันกับเณรจนค่�ำ
โพลเ้ พลเ้ ยต้ า มารสู้ กึ ตวั อกี ทเี มอื่ ไดย้ นิ เสยี งไมไ้ ผห่ กั ดงั โพละ๊ เพละๆ เสยี งไมไ้ ผห่ กั ดงั
โพล๊ะเพละ เพราะช้างจากภูหลวงมันพากันลงมาหากินใบไผ่ใบไม้ภายในสํานักสงฆ์
บ้านกลาง
330
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นไดย้ นิ เสยี งชา้ งหกั ไมไ้ ผ่ ทา่ นบอกเณรใหร้ บี กลบั ไปทพ่ี กั
ของใครของมัน ตัวท่านเองก็รีบกลับไปยังที่พักน่ังร้านแคร่ไม้ไผ่ของตนเอง ไปถึง
ท่ีพักท่าน บอกเราเอามุ้งกลดลงน่ังซุ่มดูช้างอยู่ในมุ้งกลด ท่านเห็นช้างป่าประมาณ
หกเจ็ดตัวพากนั หักกนิ ใบไผใ่ บไม้ และบังเอิญซะเหลือเกนิ ช้างโขลงน้ีมันดันพากนั
เดนิ ผา่ นมาทางนัง่ ร้านท่ีพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นพักอยู่
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นเลา่ ไปหวั เราะไป ทา่ นบอก “เฮายา่ นซา้ ง (เรากลวั ชา้ ง)
เปน็ ทนุ อยแู่ ลว้ นกึ ในใจเจา้ ของ ซา้ งเอย้ มงึ อยา่ มาทางนเ้ี ดอ้ สพิ ากนั ไปทางไดก๋ ะไปซะ
อย่ามาทางนเี้ ด้อ กยู า่ น” (มงึ อยา่ มาทางนน้ี ะ กกู ลัว)
ช้างป่าภูหลวงมันไม่รู้ว่าพระอาจารย์จันทร์เรียนท่านคิดแบบนี้ มีช้างใหญ่
เชอื กหนง่ึ ทา่ นเขา้ ใจวา่ นา่ จะเปน็ ชา้ งปา่ จา่ โขลงเดนิ เขา้ มาทางทท่ี า่ นพกั ชา้ งปา่ จา่ โขลง
เชอื กนม้ี นั คงสงสยั มงุ้ กลดวา่ คอื อะไร ชา้ งปา่ จา่ โขลงเชอื กนมี้ นั เดนิ ตรงทลี่ เ่ี ขา้ มายงั ทพี่ กั
ของทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นวา่ นงั่ รา้ นไมไ้ ผท่ พ่ี กั ของทา่ น
เปน็ นง่ั รา้ นแบบโลง่ โจงโปง ไมม่ หี ลงั คาฝารอบบงั ฟา้ บงั ฝน ทพี่ กั ของทา่ นนนั้ ไมต่ า่ งอะไร
กบั แครไ่ มธ้ รรมดานนั่ เอง พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นเหน็ ชา้ งเดนิ เขา้ มาใกลท้ พี่ กั ของทา่ น
ทา่ นบอกตอนน้ัน “หัวใจเราเต้นตมุ่ ๆ ตอ่ มๆ เรากลัวชา้ งมาก แต่เราก็ไม่ยอมลุกวงิ่
หนมี ัน”
ทา่ นนง่ั ดชู า้ งอยใู่ นกลด เหน็ ชา้ งมนั ยนื่ งวงเขา้ มาดมมงุ้ กลดของตนเอง ถงึ ตอนนี้
พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นบอก “เรากลวั ชา้ งจนหวั ใจแทบจะหยดุ เตน้ ไปในตอนนนั้ ”
ชา้ งดมมงุ้ กลด มนั ไดก้ ลนิ่ คน จงึ ยน่ื งวงเขา้ มาดมสง่ิ ทอี่ ยภู่ ายในกลดเพอ่ื ใหห้ ายสงสยั
ตอนช้างย่ืนงวงเข้ามาดมมุ้งกลดแบบแนบชดิ นี้ งวงช้างแตะถกู หนา้ ท่านพระอาจารย์
จนั ทรเ์ รยี น พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นบอก “ทอ่ นน่ั แหละ (เทา่ นน้ั แหละ) เฮาฮอ้ ง พทุ โธ ดงั ๆ
เท่อื เดยี วในใจ (ครั้งเดยี วในใจ) จติ เฮารวมพร่บึ เขา้ สอู่ ัปปนาสมาธทิ นั ที จติ สวา่ งจ้า
ขึน้ มาในเสีย้ วเวลานาทนี ั่น ซ้างกะบฮ่ ้ไู ปไส กลัวกะบฮ่ ูว้ ่ามนั หายไปไส ภูเขาเลากา
ทิวาราตรีกะบฮ่ ู้วา่ มันหายไปไสเบิ่ด มีแตค่ วามสว่างไสวภายในจิตอย่างเดยี วเท่านั้น
จนซอดแจ้งมือ่ ใหม่” (จนถงึ เวลารงุ่ สางของวนั ใหม่)
331
รุ่งเช้า พระอาจารย์จันทร์เรียนถอนออกมาจากสมาธิลืมตาขึ้นดูว่าช้างมันยัง
อยหู่ รือไม่ ทา่ นไม่เหน็ ช้างสกั ตัว ไม่รู้ว่ามันพากนั ไปตง้ั แต่เมือ่ ไหร่ ขณะน่ังทบทวน
ขบวนความอยนู่ นั้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบเดนิ มายงั ทพ่ี กั ของทา่ นพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น
หลวงปู่ชอบท่านพูดกับพระอาจารย์จันทร์เรียนว่า “เรียน ท่านนั่งทําอะไรอยู่น่ี
รบี ลา้ งหนา้ ลา้ งตาไปเอาบาตรเราลงมาศาลาซะ นใ่ี กลจ้ ะไดเ้ วลาออกไปบณิ ฑบาตแลว้ ”
พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านรีบเก็บมุ้งกลด ขณะท่ีท่านกําลังเก็บมุ้งกลดของ
ตนเองอยู่นนั้ องค์ทา่ นหลวงปู่ชอบพูดใหท้ า่ นว่า
“มนั เปน็ แบบนแ่ี หละคนเฮา ครบู าอาจารยบ์ อกสอนใหเ้ ดนิ จงกรมภาวนา มนั กะ
บท่ าํ เอาแตค่ ยุ สนกุ สนานกนั ตามประสาลมๆ แลง้ ๆ พออาจารยซ์ า้ งมาบอกทอ่ นนั่ แหละ
ภาวนาดจี งั เนา๊ ะ ตอ่ ไปนใ้ี หท้ า่ นเอาซา้ งเปน็ อาจารยเ์ ดอ้ อาจารยช์ อบนสี้ อนลกู ศษิ ยใ์ ห้
ภาวนาบเ่ กง่ คอื อาจารยซ์ า้ ง เฮานอี้ ยากใหอ้ าจารยซ์ า้ ง อาจารยเ์ สอื มาหาพวกทา่ นทกุ วนั
มนั ถงึ จะไดต้ ัง้ ใจภาวนากนั เฮากะสิบไ่ ดเ้ ม่อื ยอบรมสัง่ สอนลกู ศษิ ย์”
พอพดู จบ หลวงปชู่ อบทา่ นยมิ้ แลว้ เดนิ ไปรอพระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทศี่ าลาหอฉนั
ระหว่างเดินบิณฑบาต หลวงปู่ชอบท่านก็ไม่ว่าอะไรให้พระอาจารย์จันทร์เรียนอีก
องคท์ า่ นเฉย ไมเ่ อย่ ถงึ เรอื่ งนข้ี น้ึ มาอกี เลย
ตงั้ แตว่ นั นน้ั เปน็ ตน้ มา พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นบอก “เราเขด็ เขยี้ วไมอ่ ยากเจอ
กบั อาจารยช์ า้ งอกี พอสรงนำ้� หลวงปชู่ อบเสรจ็ แลว้ เรากร็ บี สรงนำ�้ ตนเองทนั ที รบี เขา้ ท่ี
เขา้ ทางเดนิ จงกรมภาวนาของตนเอง โดยทห่ี ลวงปชู่ อบทา่ นไมต่ อ้ งมาบอกยำ้� ซำ้� เตอื นอกี
ในเรือ่ งน”ี้
ผูบ้ ันทกึ เรียนถามพระอาจารย์จนั ทร์เรยี นว่า “ทา่ นอาจารย์กด็ ูอาจหาญชาญชัย
กวา่ พระเณรทกุ องคใ์ นบรรดาลกู ศษิ ยข์ ององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ทา่ นอาจารยย์ งั กลวั ชา้ ง
อยหู่ รอื ” พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี นทา่ นวา่ “เอา้ สบิ ใ่ หเ้ ฮายา่ นมนั จง่ั ได๋ (เอา้ จะไมใ่ หเ้ รา
กลวั มนั ได้ยงั ไง) ชา้ งมนั โตใหญก่ วา่ เฮาน่ี ลองไปหือกบั มนั เบงิ่ ตี้ มนั สไิ ดเ้ หยยี บเอา
ข้แี ตกตาย”
332
วา่ จบ พระอาจารยจ์ นั ทร์เรยี นท่านกห็ วั เราะออกมา เราเองอดข�ำกบั ทา่ นไมไ่ ด้
ฟังครูบาอาจารย์รุ่นพ่ีเล่าประสบการณ์สมัยท่านเป็นพระหนุ่มอยู่ปฏิบัติกับพ่อแม่-
ครูบาอาจารย์องคท์ า่ นหลวงปู่ชอบแล้วเพลินดี ได้ท้ังความรู้ ความสนุกสนาน ขอ้ คดิ
แงธ่ รรมหลายๆ อยา่ งท่เี ราไมเ่ คยไดย้ ินได้ฟังจากที่ไหน
นมิ ติ เหน็ ถาดเลือดตกใส่
เดอื นเมษายน ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๑ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นรบั
นมิ นตม์ ารว่ มงานบรู พาจารยท์ า่ นพอ่ ลี ธมั มธโร วดั อโศการาม ตาํ บลทา้ ยบา้ น อาํ เภอ
เมอื ง จงั หวดั สมทุ รปราการ หลงั เสรจ็ งานทวี่ ดั อโศการามแลว้ องคท์ า่ นพาหลวงปซู่ ามา
อจตุ โต หลวงพอ่ บวั คํา มหาวโี ร พระม่อย พระเพง็ สามเณรพัง พอ่ เกลี้ยง พอ่ ไข
มาพักที่วดั พระศรีมหาธาตุ บางเขน เพอ่ื รอขน้ึ รถไฟเดินทางไปจงั หวดั เชยี งใหม่
ระหว่างพักอยู่วัดพระศรีมหาธาตุน้ัน องค์ท่านบอก “เรานิมิตเห็นถาดเลือด
ตกลงมาใสห่ วั ” ทา่ นบอกในนมิ ติ นน้ั เลอื ดในถาดไดร้ าดตามตวั จนจวี รของทา่ นเปอ้ื น
เลอื ดไปหมด องคท์ า่ นยกนมิ ติ นขี้ นึ้ มาพจิ ารณา “นมิ ติ นจ้ี ะเปน็ ลางบอกเหตอุ นั ใดใน
การเดนิ ทางของขา้ พเจา้ กบั หมคู่ ณะหรอื ไม่ ขอพระธรรมจงบอกเหตนุ แี้ กข่ า้ พเจา้ ดว้ ย”
องคท์ า่ นทราบวา่ การเดนิ ทางไปเชยี งใหมค่ รง้ั นไี้ มม่ เี ภทภยั แกท่ า่ นและหมคู่ ณะ แตจ่ ะ
มีคนตายในขบวนรถไฟท่ีท่านและหมู่คณะเดนิ ทางไปด้วย องค์ท่านบอกลกู ศิษยใ์ ห้
ทราบถึงนิมิตนเ้ี พ่อื เปน็ การเตือนลกู ศิษย์ไมใ่ ห้ประมาท
วันเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ หลวงปู่ชอบท่านเปล่ียนท่ีนั่งกันกับ
พระมอ่ ย ทา่ นบอกลกู ศษิ ยว์ า่ “ผไู้ ดบ๋ เ่ คยนง่ั รถไฟ กะใหเ้ บงิ่ หลงั คงหลงั คามนั แนเ่ ดอ้
เผอ่ื ฝนสาดใสห่ วั ” ลกู ศษิ ยท์ ตี่ ดิ ตามในตอนนนั้ ทกุ คนพากนั เขา้ ใจวา่ หลวงปชู่ อบทา่ น
พูดหยอก
พอรถไฟแลน่ ออกจากชานชาลาไปไดไ้ มน่ าน หลวงปชู่ อบทา่ นนง่ั หลบั ตาภาวนา
โดยไมพ่ ดู คุยอะไรกบั ใคร พอรถไฟแลน่ เขา้ เขตจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา มเี ลือด
333
หยดลงมาจากหลงั คารถไฟตรงจุดท่อี งค์ทา่ นน่งั อยู่ ทา่ นบอก “เลอื ดย้อยใสห่ ัวปาน
นำ้� หมากเหย่ี ใส่ (เลอื ดหยดใสห่ วั ปานนำ้� หมากหกใส)่ ยอ้ ยถกื จวี รจนซมุ่ จนดา่ ง จวี รผนื น้ี
เฒ่าลายซามาไร่ม่วง (หลวงปซู่ ามา อจตุ โต วดั ปา่ อมั พวนั บ้านไร่ม่วง จังหวัดเลย)
ตดั ถวายเฮากอ่ นพากนั ไปงานอาจารยล์ ี วดั อโศฯ” (ทา่ นพอ่ ลี ธมั มธโร วดั อโศการาม
จงั หวดั สมทุ รปราการ)
หลวงปู่ชอบท่านเดินไปบอกเจ้าหน้าที่รถไฟว่ามีเลือดหยดลงมาจากหลังคา
ให้ข้ึนไปดูด้วย เจ้าหน้าทีร่ ถไฟขนึ้ ไปดู เห็นชายคนหน่งึ นอนตายอยู่บนหลงั คารถไฟ
ตรงจุดทหี่ ลวงปู่ชอบท่านน่ังพอดี
องคท์ ่านบอกการตายของผู้ชายคนน้เี กิดจากหัวฟาดกับสะพาน พอรถไฟจอด
ชานชาลาบ้านภาชี เจ้าหน้าท่ีตํารวจและพนักงานรถไฟพากันเอาศพผู้ชายคนน้ีลงที่
ชานชาลาบา้ นภาชี จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
องค์ท่านหลวงปู่ชอบ “เหน็ คนน้ขี ้นึ ไปหลังคารถไฟ เฮาเอาด้ามกลดทัง่ (เราเอา
ดา้ มกลดกระทงุ้ ) เตอื นใหม้ นั ลงมาจากหลงั คา มนั กะบล่ ง กรรมเจบ็ กรรมตายมนั มาถงึ
เล่ียงบไ่ ด้ ผไู้ ด๋กะซอ่ ยบ่ได้ (ผ้ใู ดก็ช่วยไมไ่ ด)้ กรรมเจ็บกรรมตายน่ี ถ่ามันมาถึง
อีหยงั กะเอาบอ่ ยู”่ (อะไรกเ็ อาไมอ่ ยู่)
นมิ ิตเหน็ กระดกู ซีกซา้ ยแตก
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๔ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ระหวา่ งองคท์ า่ นพกั ภาวนา
อยู่ที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตําบลผาน้อย อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ท่านบอก “เรานิมิตเห็นกระดูกซีกซ้ายแขนขาของตนเองแตกละเอียดเป็นผุยผง
เรากาํ หนดกระดกู แขนขาซกี ซา้ ยของตนเองขนึ้ มาตง้ั ใหม่ กระดกู แขนขาของเราตง้ั อยู่
ไดพ้ ักหน่ึง ก็แตกละเอียดลงเป็นผุยผงเหมือนเดมิ เรายกนมิ ิตนขี้ ้นึ มาพิจารณาดูว่า
เป็นเพราะเหตุอะไรกันแน่ เราจึงทราบว่าต่อไปแขนขาซีกซ้ายของเราจะใช้งานไม่ได้
ตามปรกติ”
334
องคท์ า่ นพจิ ารณาถงึ “กรรม” ทจี่ ะเปน็ สาเหตทุ าํ ใหต้ นเองเดนิ ไมไ่ ด้ บพุ กรรมเกา่
ขององคท์ า่ นปรากฏขน้ึ มาให้ร้คู อื
๑. ในอดีตชาตหิ น่ึง ท่านเอาไฟไปสุมโพรงไมเ้ พื่อจะจบั บ่าง บ่างสําลกั ควนั ไฟ
พากันหนีออกจากโพรงไม้มาให้ท่านจับ ท่านว่ามีบ่างตัวหน่ึงสําลักควันไฟตายคา
โพรงไม้ ก่อนสนิ้ ใจ บ่างตวั นี้ได้ผกู พยาบาทจองเวรทา่ นเอาไว้
๒. ในชาติปัจจบุ ัน สมัยเปน็ เด็กท่านหกั ขากบเขยี ด ดงึ ขาปูขาด เพอ่ื ไม่ให้มนั
ไตเ่ ตน้ หนี กรรมหกั ขากบเขยี ดและดงึ ขาปนู ี้ เป็นกรรมท่ีมนั ตามมาชาํ ระในปจั จบุ ัน
ทําให้องคท์ า่ นเดินไม่ได้
ท่านว่าเมื่อเราทราบที่มากรรมของตนเองแล้ว เราก็ปลงใจยอมรับกรรมที่จะ
เกิดขน้ึ กบั ตนเอง
เชา้ วนั ทหี่ ลวงปชู่ อบทา่ นจะเรม่ิ เดนิ ลาํ บาก วนั นน้ั “ทา่ นดม” พระอปุ ฏั ฐากหลวงปู่
ในสมยั นนั้ ไดน้ าํ นำ้� อนุ่ เขา้ ไปถวายเพอ่ื ใหห้ ลวงปชู่ อบทา่ นลา้ งหนา้ หลวงปชู่ อบพดู ให้
ทา่ นดมฟงั วา่ “โบย้ เมอ่ื คนื เรานมิ ติ เหน็ กระดกู แขนขาขา้ งซา้ ยของเราแตกปน่ ละเอยี ด
ไปหมด กําหนดก่อรูปข้ึนมาใหม่ มันก็ทรงได้ช่ัวคราวแล้วก็แตกละเอียดลงไปอีก
เราไมเ่ คยมนี มิ ติ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั รา่ งกายของตนเองแบบนมี้ ากอ่ น นเ่ี พง่ิ ปรากฏขนึ้ มาให้
เราได้เห็นเปน็ คร้งั แรก พญาขนั ธมารมาเตือนเราแล้วในเร่ืองน้ี ตอนนีแ้ ขนขาซีกซา้ ย
ของเรามอี าการมึนชา ขยับจบั ถอื อะไรกล็ ําบาก”
หลวงปชู่ อบบอกทา่ นดมวา่ “วนั นท้ี า่ นดมไมต่ อ้ งเอาบาตรของทา่ นไปบณิ ฑบาต
ใหท้ ่านทําหนา้ ท่ปี ระคองเราเวลาเดินบิณฑบาตก็พอ”
พอไดเ้ วลาบณิ ฑบาต หลวงปชู่ อบทา่ นเดนิ ถอื ไมเ้ ทา้ พาพระเณรออกไปบณิ ฑบาต
ทบ่ี า้ นโคกมน ทา่ นดมเปน็ ผปู้ ระคององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบในเวลาบณิ ฑบาต พอถงึ จดุ
ทจ่ี ะเลยี้ ว ทา่ นดมจะเปน็ ผจู้ บั ตวั ขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบใหเ้ ลยี้ วไปตามทาง พระเณร
พากันสงสัยว่า “วันน้ีหลวงปู่ชอบท่านเป็นอะไร” ชาวบ้านถามอาการหลวงปู่ชอบ
ท่านจะตอบว่าแขนขาซกี ซา้ ยมึนชาอ่อนแรง ควบคมุ ตนเองไมค่ ่อยได้ จงึ ต้องใหพ้ ระ
335
คอยประคอง หลังฉันอาหารแล้ว พระเณรพากันไปล้างบาตร ขณะนั่งรอพระเณร
ล้างบาตรอยู่ทศี่ าลา จๆู่ หลวงปู่ชอบท่านกล็ ้มควำ�่ หน้าลงไปทางดา้ นซา้ ย โยมท่เี ห็น
เหตุการณ์พากนั ตกใจ รอ้ งเรยี กพระเณรให้รีบขึน้ มาดูอาการขององค์ท่าน พระเณร
พากนั วางธรุ ะ รบี ขน้ึ มาดอู าการขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ หนง่ึ ในพระทเ่ี ขา้ มาดอู าการ
ของหลวงปู่ชอบในวันน้นั คือ หลวงพอ่ ประสทิ ธิ์ ปญุ ญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ จงั หวดั
เชียงใหม่
หลวงพอ่ ประสิทธิ์ ปุญญมากโร ท่านเลา่ เหตุการณต์ อนนั้นใหฟ้ งั ว่า “แม่ออก
พากนั ตกใจรอ้ งลน่ั ศาลา รอ้ งบอกพระเณรใหม้ าดหู ลวงปชู่ อบวา่ ทา่ นเปน็ อะไร เราวาง
บาตรขึ้นมาดูอาการของท่านพร้อมพระเณร เห็นหลวงปู่ชอบนั่งตัวเอียงไปทางซ้าย
ท่านเอามอื ขวาของทา่ นคำ้� พื้นศาลาเอาไว้ ปากท่านเบีย้ วน้ำ� ลายไหล เรากบั หมู่เพอ่ื น
พากันประคองให้ท่านนั่งตรงๆ เอากระโถนให้ท่านบ้วนน้ํ�ำลาย เช็ดปาก เช็ดหน้า
ใหท้ ่าน
เราถามหลวงป่ชู อบว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นอีหยังขอรบั ” ท่านไมพ่ ูดอะไร
ในตอนนนั้ ทา่ นนง่ั จอ้ งหนา้ เราแลว้ ยม้ิ สกั พกั ทา่ นบอกวา่ “ประสทิ ธิ์ พาเฮากลบั กฏุ แิ หน”่
เสยี งพดู ทา่ นตอนนน้ั แปรง่ ๆ ไมค่ อ่ ยชดั เราเขา้ ใจความหมายหลวงปชู่ อบบอก พวกเรา
จึงพากันประคองท่านกลับท่ีพัก แต่น้ันมาอาการท่านก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ประคองกันไว้
ไมใ่ หท้ า่ นเปน็ มากไปกวา่ น้ี สดุ ทา้ ยหลวงปชู่ อบทา่ นกเ็ ดนิ ไมไ่ ดอ้ ยา่ งทพ่ี วกเราเหน็ กนั
นแี่ หละ เราถามทา่ นวา่ “พอ่ แมค่ รบู าอาจารยป์ ว่ ยเปน็ อะไรถงึ ไดเ้ ปน็ แบบน”้ี ทา่ นบอก
“เป็นกรรมของเรา โรคกรรมรักษาบ่ได้” ทา่ นไมอ่ ยากใหล้ ูกศิษยเ์ ปน็ กงั วล”
แรกๆ ตอนทหี่ ลวงปชู่ อบท่านมีอาการมึนชาแขนขาทางซกี ซา้ ย องค์ท่านบอก
พระเณรนวดให้ พระเณรองค์ไหนทีม่ ีความรู้ในเร่ืองการนวด กพ็ ากนั มานวดถวาย
ให้ทา่ น องค์ทา่ นจะบอกพระเณรนวดตามจดุ ทีม่ ีอาการมึนชา พอกดถกู จดุ ที่ท่านมี
อาการมนึ ชา ทา่ นจะบอกใหก้ ดลงไปตรงนน้ั แรงๆ โดยไมต่ อ้ งออมมอื ตรงไหนถกู จดุ
ท่ีมนึ ชา ทา่ นจะเอย่ ปากรอ้ งออกมาว่า “หมึนจา้ วๆ แทเ้ ว้ย”
336
พระเณรท่านใดที่มีฝีมือในการนวด หรือหมอนวดพ้ืนบ้านท่ีฝีมือดีมารักษา
โดยการนวดประคบให้องค์ท่าน อาการขององค์ท่านหลวงปู่ชอบก็ไม่มีท่าทีว่าจะดี
ขนึ้ เลย หนาํ ซำ�้ กลบั ทรดุ หนกั ลงไปเรอ่ื ยๆ จนแขนขาทางซกี ซา้ ยทา่ นไมส่ ามารถใชง้ าน
ได้ตามปรกติ ปากทา่ นบดิ เบย้ี ว พูดไม่ชัดถ้อยชัดคาํ เหมอื นเกา่ ถ้าใครไม่ตั้งใจฟัง
ขณะทา่ นพดู กจ็ ะฟังคาํ ขององค์ทา่ นไมร่ ู้เรื่อง
การรักษาอมั พฤกษอ์ ัมพาตสมยั นน้ั การแพทยไ์ มเ่ จรญิ เทา่ สมยั น้ี ถงึ แม้จะเป็น
สมยั น้กี ใ็ ชว่ ่าจะรกั ษาโรคแนวนกี้ ันไดง้ า่ ยๆ ผ้เู ป็นอมั พฤกษอ์ ัมพาต ถา้ ไมร่ ีบรกั ษา
ตงั้ แตต่ อนเรมิ่ เปน็ ใหมๆ่ โอกาสทจ่ี ะหายเปน็ ปรกตนิ น้ั จะยากมาก ลกู ศษิ ยท์ ง้ั พระและ
ฆราวาสนมิ นต์องคท์ า่ นหลวงปู่ชอบมารักษาทีโ่ รงพยาบาลศริ ริ าช กรุงเทพฯ
ตอนพกั รกั ษาอยทู่ โี่ รงพยาบาลศริ ริ าช กรงุ เทพฯ อาการขององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
กด็ ขี น้ึ ในระดบั หนงึ่ ปากทา่ นทเี่ บย้ี ว หายเปน็ ปรกติ พดู จาไดช้ ดั ถอ้ ยชดั คาํ ทางแพทย์
ทที่ าํ การรกั ษาจงึ อนญุ าตใหอ้ งคท์ า่ นออกจากโรงพยาบาลได้ แตต่ อ้ งมาพบแพทยต์ าม
นดั หมายเพอื่ ทาํ การตรวจองคท์ ่านเปน็ ระยะ
เพอื่ ความสะดวกในการมาพบแพทยต์ ามนดั หมาย หลวงปซู่ ามา อจตุ โต หลวงพอ่
บัวคํา มหาวีโร ได้นิมนต์องค์ท่านหลวงปู่ชอบมาพักรักษาตัวอยู่ท่ีวัดอโศการาม
ตาํ บลทา้ ยบา้ น อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั สมทุ รปราการ โดยมอี งคท์ า่ นหลวงปหู่ ลยุ จนั ทสาโร
ตามมาสมทบดแู ลรกั ษาองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบอกี แรงหนงึ่ ระหวา่ งพกั อยวู่ ดั อโศการาม
หลวงปชู่ อบทา่ นปรารภอยากจะกลบั มารกั ษาตวั อยเู่ มอื งเลย องคท์ า่ นบอกกบั ลกู ศษิ ย์
วา่ “โรคทเี่ ราเปน็ อยนู่ มี้ นั รกั ษาไมห่ ายหรอก อยา่ งดกี แ็ คป่ ระคองไมใ่ หต้ ายไวเ้ ทา่ นนั้ ”
ท่านว่า “โรคกรรมของเรานีม้ นั จะหายได้กต็ ่อเม่ือตายจากกันไปแลว้ เท่านั้น”
พรรษาปี ๒๕๑๔ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม ทา่ นมาจาํ พรรษาทวี่ ดั ปา่ สานตม
ตําบลสานตม อาํ เภอภูเรือ จงั หวัดเลย ในพรรษาปนี ี้ มหี ลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร
หลวงพ่อขันตี ญาณวโร หลวงพอ่ สมศรี อตั ตสริ ิ หลวงตาสามารถ (ไม่ทราบฉายา)
สามเณรเหลา (พระอาจารยเ์ ฉลา วดั ป่าสานตม) สามเณรนงคาญ (พระอาจารย์คาญ
337
วัดป่าหว้ ยเดอ่ื ) สามเณรทวี (พระอาจารย์ทวี วัดปา่ หว้ ยเดอ่ื ) จําพรรษารว่ มกันดูแล
อปุ ฏั ฐากองคท์ ่านหลวงปชู่ อบ
หลังออกพรรษาปนี ้ี องคท์ ่านหลวงตามหาบัว ญาณสมั ปันโน วดั ปา่ บ้านตาด
ต�ำบลบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พาลูกศิษย์มาทอดกฐินให้องค์ท่าน
หลวงปู่ชอบท่ีวัดป่าสานตม หลังทอดกฐินผ่านไปไม่กี่วัน หลวงปู่ชอบท่านเป็นไข้
มีอาการปอดชน้ื เนื่องจากอากาศหนาวเยน็ ทางคณะอปุ ัฏฐากนมิ นตอ์ งค์ท่านลงมา
รักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์ และโรงพยาบาลศริ ริ าช อกี ครั้งหนึ่ง
ระหว่างพักรักษาอยู่โรงพยาบาลศิริราช ดึกคืนหนึ่ง หลวงปู่ชอบท่านต่ืนมา
บว้ นนำ้� ลาย ขณะเออ้ื มมอื จะหยบิ กระโถน ทา่ นเกดิ อาการหนา้ มดื ตกเตยี ง หวั กระแทก
พนื้ จนสลบ ทา่ นวา่ “ตอนเฮาตกเตยี ง กรรมปดิ บงั บใ่ หพ้ ระเณรเฝา้ เหน็ เฮาตอนตกเตยี ง
พอกรรมแสดงผลเตม็ ทแ่ี ลว้ จงั เปดิ ใหค้ นอนื่ เหน็ เฮาตกเตยี ง เวลากรรมมนั มาถงึ แลว้
บ่มไี ผหลีกลห้ี นพี น้ ได้ ต่อให้บินเหาะหนไี ปอยูฟ่ ้า กะตอ้ งรว่ งลงสกู่ รรม”
องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ “เฮาพจิ ารณาอายขุ ยั ตนเอง พจิ ารณาวาสนาเก่ียวข้องกับ
ผู้อน่ื มสี ตั วโ์ ลกกายทิพยก์ ายหยาบรอเฮาโปรดอีกหลาย เฮาจั่งทรงธาตุขนั ธต์ นเอง
อยู่โปรดสตั วโ์ ลก ทําหนา้ ทีส่ ุดท้ายใหส้ มบูรณ์ ถึงรา่ งกายของตนเองจะอยู่ทุกขขนั ธ์
เฮาเอาจติ ตนเองอยโู่ ปรดสตั วโ์ ลกกายทพิ ยก์ ายหยาบใหไ้ ดห้ ลายทสี่ ดุ ถงึ บม่ ไี ผพาไป
โปรดสัตวผ์ ู้ตกทกุ ข์ไดย้ าก เฮาสกิ ลงิ้ ไปกบั ดินโปรดเขา บ่มีแฮงกลงิ้ ไป กะสเิ อาคาง
เกาะไป สตั วโ์ ลกบว่ า่ หยาบละเอยี ด ถา้ มวี าสนากบั เฮาแลว้ อยมู่ อ่ งใดเ๋ ฮากะสไิ ปโปรดเขา
จติ เฮาบม่ ีอุปสรรคไปมา มแี ตก่ ายท่อนนั้ ทีเ่ ฮาอาศยั ผู้อื่นพาไป
ประโยชนค์ นทาํ บญุ กบั เฮานน่ั มหี ลาย คนกราบไหวเ้ ฮาดว้ ยใจเลอ่ื มใส เกดิ ชาติ
ใดๆ กะสไิ ดพ้ บเหน็ สมณะสงฆผ์ ทู้ รงธรรม การไดเ้ หน็ สมณะสงฆผ์ ทู้ รงธรรม จะทาํ ให้
บคุ คลนน้ั ไดต้ อ่ ยอดบญุ ของตนเองไปเรอ่ื ยๆ จนประมาณบไ่ ด้ คนใสบ่ าตรถวายทาน
ใหเ้ ฮาไดอ้ านสิ งสห์ ลาย ถา้ ผนู้ น้ั บม่ กี รรมหนกั มาเบยี ดเบยี น เกดิ ชาตใิ ดๆ กะสบิ อ่ ตั คดั
ขดั สน หาอยหู่ ากนิ คมุ้ ปากคุม้ ทอ้ งตนเอง
338
ผอู้ ปุ ฏั ฐากเฮาไดบ้ ญุ หลายกวา่ พวกนหี่ ลายเทา่ บญุ ผดู้ แู ลพยาบาลภกิ ษสุ ามเณร
ผอู้ าพาธ เทา่ กบั บญุ ไดอ้ ปุ ฏั ฐากพระพทุ ธเจา้ เรอื่ งนเี้ ฮาบไ่ ดก้ ลา่ วเอง พระพทุ ธเจา้ ทา่ น
ตรสั อานสิ งสเ์ รอื่ งนไี้ วแ้ ลว้ บญุ กศุ ลผอู้ ปุ ฏั ฐากภกิ ษสุ ามเณรอาพาธนมี้ มี าก มากขนาด
ท่ีว่าจะติดตามบุคคลนั่นไปทุกภพชาติจนถึงวันเข้าพระนิพพาน บุญกุศลอุปัฏฐาก
พยาบาลภกิ ษุสามเณรผู้อาพาธนีห่ ลายขนาดไหน ใหพ้ จิ ารณาเอา”
ตนเองเรียนถามหลวงปู่ชอบเพ่ือให้หมู่คณะพระเณรท่ีอุปัฏฐากองค์ท่านได้ฟัง
เพ่ือเป็นข้อธรรมเตือนใจหมู่เพื่อนว่า “บุญบาปที่ทํากับสมณะชีพราหมณ์ผู้ทรงศีล
ทรงธรรม ตลอดจนบญุ บาปทีท่ าํ กับผู้มีพระคุณนี้ หนักมากขนาดไหนขอรับ”
องค์ทา่ นหลวงปูช่ อบบอก “บญุ ที่ทํากบั ผ้ทู รงศีลทรงธรรม ผู้มพี ระคณุ พอ่ แม่
ญาติพ่ีน้อง ครูบาอาจารย์ บุญน้ีจะติดตามบุคคลนั่นไปจนถึงวันเข้าสู่พระนิพพาน
ตรงกนั ขา้ ม บาปอกศุ ลทที่ าํ ตอ่ ผทู้ รงศลี ทรงธรรม ผมู้ พี ระคณุ บาปเหลา่ นจี้ ะตามผนู้ น้ั
ให้ไดร้ ับผลชัว่ จากกรรมของตนเองจนถึงวันเข้าสู่พระนิพพาน
ขณะมีชวี ิตอยูใ่ ห้ทาํ บญุ ไวห้ ลายๆ ตายแลว้ บ่มีโอกาสได้ทาํ บุญ ตายแล้วกะได้
เสวยบญุ เสวยบาปทตี่ นเองไดท้ าํ เอาไวต้ อนสมยั มชี วี ติ อยู่ คนทาํ ดไี ดเ้ สวยบญุ มสี คุ ติ
เปน็ ทตี่ งั้ มสี วรรคพ์ รหมโลกเปน็ ทอี่ ยู่ สงู สดุ มพี ระนพิ พานเปน็ ทหี่ มาย ถา้ ยงั เวยี นวา่ ย
อยา่ งนอ้ ยกะไดเ้ กดิ เปน็ มนษุ ยพ์ บพระพทุ ธศาสนา คนทาํ ชว่ั เสวยบาป มที คุ ตเิ ปน็ ทตี่ ง้ั
มอี บายภูมิ นรก เปรต อสรู กาย เดรัจฉาน เปน็ ทีอ่ ยู่ หนักเบาอยกู่ บั กรรมกระทํามา”
เรยี นถามองคท์ า่ นวา่ “บญุ บาป นรก สวรรค์ นี้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นบญั ญตั เิ อาไว้
หรอื ขอรับ” องค์ท่านหลวงปู่ชอบ “บญุ บาป นรก สวรรค์ ไมม่ ีใครบัญญตั ิตง้ั ข้ึนมา
สิ่งเหล่าน้ีเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติเพื่อเป็นสถานท่ีรองรับบุญบาปสัตว์โลก
พระพทุ ธเจา้ แตล่ ะพระองค์ พอตรสั รเู้ หน็ ธรรมเหลา่ นแ้ี ลว้ พระพทุ ธเจา้ แตล่ ะพระองค์
ท่านจึงนําธรรมเหล่านี้มาส่ังสอนสัตว์โลกให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ สิ่งไหนท่ีเป็นคุณ
ประโยชน์ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองคก์ ็จะสอนให้ทํา ส่ิงไหนที่เปน็ โทษเป็นท่ีมาของ
การกระทาํ บาป พระพทุ ธเจา้ แตล่ ะพระองคท์ ่านกจ็ ะสอนให้งดเวน้ ”
339
ธรรมสากัจฉาท่อี งค์ท่านหลวงป่ชู อบแสดงใหพ้ ระเณรลูกหลานฟงั วันน้ี ลึกซ้ึง
พิสดารมาก ดึกดื่นค่อนคืน พระเณรท่ีน่ังฟังตาใสแจ๋วเหมือนนกเค้าแมวก็ไม่ปาน
ใครถามเรอ่ื งอะไร องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบตอบใหฟ้ งั ทกุ เรอื่ งโดยไมป่ ดิ บงั เรอื่ งอดตี ชาติ
แต่ละคนท่ีองค์ท่านเล่าให้ฟัง แต่ละคนต่ืนเต้นในเรื่องราวอดีตชาติของตนเองท่ี
หลวงปู่ชอบเล่าให้ฟัง องค์ท่านบอกย้อนหลังจากชาติปัจจุบันไปก่ีชาติๆ คนนี้เกิด
เปน็ อะไร อยทู่ ไี่ หน มคี วามเกย่ี วขอ้ งอะไรกนั กบั ทา่ น ถงึ ไดม้ าเกดิ รว่ มกนั ในชาตปิ จั จบุ นั
องคท์ า่ นบอกเลา่ ใหท้ ุกคนฟงั หมด
ธรรมสากจั ฉากบั องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบคนื นี้ เปน็ คนื พเิ ศษสาํ หรบั พระเณรวดั ปา่
โคกมน ทอ่ี ยอู่ ุปฏั ฐากองค์ท่านในคืนวนั ที่ ๑๐ ตลุ าคม ๒๕๓๖
ผขู้ ้าสิบส่ อนผูใ้ ด
การอาพาธของพระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เรมิ่ ตงั้ แตป่ พี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๔
ทอี่ งคท์ า่ นเรม่ิ เดนิ ลาํ บาก จนตอ้ งอาศยั พระเณรเปน็ ผปู้ ระคองในเวลาเดนิ พอลว่ งเขา้ ปี
พทุ ธศักราช ๒๕๑๕ หลวงป่ชู อบทา่ นกเ็ ดินไมไ่ ดอ้ ย่างถาวร
กิจวัตรในการอบรมส่ังสอนพระเณรฆราวาสขององค์ท่านจึงเพลาลงไปตาม
ธาตขุ นั ธ์ โดยนสิ ยั สว่ นตวั ของหลวงปชู่ อบ ทา่ นจะไมค่ อ่ ยสอนลกู ศษิ ยโ์ ดยการเทศนา
เป็นหลัก ทา่ นจะเน้นการปฏิบตั ิของตนเองให้ลูกศษิ ย์เห็นเปน็ ตัวอยา่ ง เรือ่ งเทศนา
วา่ การนน้ั จะเปน็ เรอ่ื งรองลงมา เรอื่ งการปฏบิ ตั ิ หลวงปชู่ อบทา่ นจะไมพ่ ดู มาก ทา่ นจะ
ลงมอื ปฏบิ ตั ริ ว่ มกบั พระเณร วธิ กี ารปฏบิ ตั แิ บบนขี้ ององคท์ า่ น พระอาจารยจ์ นั ทรเ์ รยี น
คณุ วโร วดั ถำ้� สหายธรรมจนั ทรน์ มิ ติ จงั หวดั อดุ รธานี ทา่ นถอื เปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ิ
สืบมาจนถึงปัจจบุ ัน
เรยี นถามครบู าอาจารยท์ ายาทธรรม ถงึ เรอ่ื งการปฏบิ ตั ขิ ององคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
เม่ือสมัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์ยังธาตุขันธ์แข็งแรง หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร
ทา่ นบอก “นิสยั หลวงปชู่ อบ ท่านไมช่ อบใหใ้ ครมารุมลอ้ ม ท่านไม่อยากให้พระเณร
340
เสยี เวลาในการปฏบิ ตั ิ ทา่ นบอก เวลา วารี ความแก่ ความตาย มนั ไมเ่ คยผอ่ นปรนใหผ้ ใู้ ด
อยา่ ประมาท ใหเ้ รง่ ความเพยี รของตนเอง ทา่ นจะใหพ้ ระเณรปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองเปน็ หลกั
ถ้าใครติดขัดอะไรในเรื่องข้อธรรม ก็ให้มาเรียนถามท่าน ท่านจะแก้ข้อสงสัยใน
ธรรมนั้นให้”
ทดิ อดุ ม อดตี พระอปุ ฏั ฐากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก “หลงั จากหลวงปชู่ อบทา่ น
เดนิ ไมไ่ ดม้ าสองปี คนื หนง่ึ ในปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ หลวงปชู่ อบบอกพระเณรอปุ ฏั ฐาก
ใหพ้ าทา่ นออกไปตรวจดคู วามเรยี บรอ้ ยของพระเณรภายในวดั ซง่ึ กจิ วตั รนเี้ ปน็ กจิ วตั ร
ทห่ี ลวงปชู่ อบทา่ นถอื ปฏบิ ตั มิ าตงั้ แตส่ มยั ทท่ี า่ นยงั เดนิ ไดต้ ามปรกติ พระเณรอปุ ฏั ฐาก
ในวัดพากันเข็นรถพาหลวงปชู่ อบสํารวจรอบบรเิ วณวดั ป่าสมั มานสุ รณ”์
ทดิ อดุ มบอก “คนื นนั้ หลวงปชู่ อบทา่ นไปไลพ่ ระเณรทส่ี มุ หวั คยุ กนั ใหก้ ลบั กฏุ ไิ ป
เดนิ จงกรมภาวนา พระเณรพอเหน็ หลวงปชู่ อบ กพ็ ากนั แตกหนกี ลบั กฏุ ิ พอทา่ นกลบั มา
กฏุ ทิ พี่ กั พระเณรกลมุ่ นกี้ แ็ อบมาสมุ หวั คยุ กนั อกี หลวงปชู่ อบทา่ นรู้ กอ็ อกมาไลพ่ ระ
เณรอกี คนื นน้ั หลวงปชู่ อบทา่ นออกมาเตอื นพระเณรถงึ ๓ ครงั้ ครง้ั ท่ี ๓ หลวงปชู่ อบ
ทา่ นผา่ นมาทางโบสถก์ ลางนำ�้ ทา่ นหนั ไปมองโบสถ์ บอกพระเณรใหห้ ยดุ รถเขน็ องคท์ า่ น
ยกมือขวาขึ้นแล้วพดู วา่ “จากนี้ไป ผขู้ า้ สิบส่ อนผ้ใู ดอีกแล้ว คนทุกวันนี้มันสอนยาก
เหลอื เกนิ ” พระเณรทอ่ี ปุ ฏั ฐากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบในวนั นน้ั พากนั งนุ งงกบั เหตกุ ารณ์
แต่ไม่มีใครกล้าท่ีจะถามในตอนนั้นเพราะเกรงในกิริยาขององค์ท่าน” ทิดอุดมบอก
“พระเณรอุปัฏฐากตอนนั้นต่างรู้สึกร้อนหนาวขึ้นมาในใจของตนเอง คําพูดของ
หลวงปชู่ อบคาํ นี้ พระเณรผมู้ งุ่ หวงั ฝากชวี ติ การปฏบิ ตั ไิ วก้ บั องคท์ า่ น ไมต่ า่ งอะไรกบั ถกู
ฟา้ ผา่ กลางใจ”
ทดิ อดุ ม อดตี พระอปุ ฏั ฐากองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบบอก ตอ่ มาปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘
ขณะนนั้ กาํ ลงั เรม่ิ สรา้ งเจดยี ว์ ดั ปา่ สมั มานสุ รณ์ คนื นนั้ เปน็ วนั เพญ็ เดอื น ๖ หลวงปชู่ อบ
บอกพระเณรอปุ ฏั ฐากวา่ ทา่ นจะออกมาดสู ถานทส่ี รา้ งเจดยี ์ พอมาถงึ สถานทส่ี รา้ งเจดยี ์
หลวงปชู่ อบทา่ นนง่ั หลบั ตาอยบู่ นรถเขน็ นานรว่ มครง่ึ ชวั่ โมง ตอนนนั้ พระเณรอปุ ฏั ฐาก
กไ็ มม่ ีใครกล้าถามท่าน ไดแ้ ต่พากนั น่งั ลงข้างๆ รถเข็นของทา่ น หลงั จากพจิ ารณา
341
ภายในแล้ว หลวงปู่ชอบทา่ นยกมือขวากลา่ วที่ฐานเจดีย์วดั ปา่ สัมมานุสรณ์ว่า “ผขู้ า้
สิบ่สอนผูใ้ ด เว้นแต่ผนู้ ัน้ มีวาสนากับข้าพเจา้ ในทางธรรม”
ผบู้ นั ทกึ เรยี นถามองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบถงึ เรอื่ งนว้ี า่ “เพราะเหตอุ ะไร พอ่ แมค่ รบู า-
อาจารยถ์ งึ วางภาระเรอื่ งเทศนาวา่ การ” องคท์ า่ นบอก “เฮาผอ่ นภาระสอนคนลงเพราะ
มที ายาทมาสอนธรรมแทนเฮาแลว้ ทกุ วนั นเ้ี ฮาสอนพวกเทพเทวดาเปน็ หลกั สอนคน
เวา่ เปน็ ชว่ั โมงมนั ยงั บเ่ ขา้ ใจ สอนเทพเทวดาหา้ นาทสี บิ นาที ธรรมทเี่ ฮาแสดงกะสอ่ งเขา้
ไปถงึ จติ พวกเขาแลว้ ครบู าอาจารยส์ อนมนษุ ยน์ ม้ี หี ลาย ครบู าอาจารยส์ อนโลกทพิ ยน์ ้ี
มนี อ้ ย เฮาเนน้ สอนพวกโลกทิพย์เปน็ หลกั ”
พอพอ่ แมค่ รบู าอาจารยห์ ลวงปชู่ อบทา่ นพดู เหตผุ ลใหฟ้ งั ตนเองจงึ กระจา่ งใจใน
เรอื่ งน้ี องคท์ า่ นหลวงปเู่ ทสก์ เทสรงั สี บอกผบู้ นั ทกึ วา่ “อาจารยช์ อบทา่ นแสดงธรรมให้
มนษุ ยฟ์ งั ไมเ่ กง่ แตถ่ า้ แสดงธรรมใหพ้ วกเทพเทวดาฟงั แลว้ อาจารยช์ อบทา่ นเปน็ รอง
แคท่ า่ นอาจารยม์ นั่ เพยี งองคเ์ ดยี ว วนั หนง่ึ ๆ อาจารยช์ อบทา่ นแสดงธรรมใหเ้ ทพเทวดา
ฟังวันละเป็นพันเป็นหมื่น อาจารย์ชอบท่านเป็นพระอรหันต์ที่เทพเทวดารักเคารพ
ทา่ นมาก ทา่ นเดนิ ทางไปสถานทแี่ หง่ ใด มนษุ ยแ์ ละเทวดาในสถานทแ่ี หง่ นน้ั ไดร้ บั ความ
ช่มุ เยน็ จากเมตตาธรรมของทา่ น อาจารย์ชอบท่านมีบารมีทางนโ้ี ดยเฉพาะ”
ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ พระคณุ เจา้ หลวงปชู่ อบ ฐานสโม เดนิ ทางไปวดั เจตยิ าครี -ี
วหิ าร (ภทู อก) บา้ นคำ� แคน ตำ� บลนาสะแบง จงั หวดั หนองคาย (ปจั จบุ นั ขนึ้ กบั จงั หวดั
บงึ กาฬ) เพอ่ื นาํ ตาผา้ ขาวเกตุ (หลวงปเู่ กตุ ภมู ะโรง ตาํ บลคาํ เขอื่ นแกว้ อาํ เภอชานมุ าน
จงั หวดั อาํ นาจเจรญิ ) มอบใหห้ ลวงปจู่ วน กลุ เชฏโฐ เปน็ ผจู้ ดั บรขิ ารยกบวช ผตู้ ดิ ตาม
องคท์ า่ นไปภูทอกครัง้ น้ัน มหี ลวงปูซ่ ามา อจุตโต หลวงพอ่ บัวคํา มหาวีโร พระอดุ ม
พอ่ ถิน วงษา
(อธบิ ายเรอื่ งหลวงปู่เกตุ ภูมะโรง หรอื อดตี เสอื เกตุ บา้ นโคกมน หลานชาย
หลวงปู่ชอบท่ีองค์ท่านโปรดจากเสือร้ายเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่เกตุท่านเป็นคน
บ้านโคกมนคนเดียวที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบสอนธรรมให้จนเป็น “พระอรหันต์”
342
หลวงปเู่ กตถุ ูกองคท์ ่านหลวงปชู่ อบทรมานทฐิ ิ ใหบ้ วชเป็นตาผ้าขาวนานถึง ๑๐ ปี
พอหลวงป่เู กตทุ า่ นบรรลุธรรม “โสดาบัน” องคท์ า่ นหลวงปูช่ อบจึงน�ำทา่ นไปใหท้ า่ น
พระอาจารย์จวน กลุ เชฏโฐ หน่ึงในพระลูกชายขององคท์ า่ น ยกบวชใหห้ ลวงปเู่ กตุ
หลวงปชู่ อบบอกอดตี หลวงปเู่ กตเุ คยเกดิ เปน็ พชี่ ายของทา่ นพระอาจารยจ์ วน หลวงปเู่ กตุ
ทา่ นเคยจดั บรขิ ารใหน้ อ้ งชาย คอื พระอาจารยจ์ วนในชาตนิ น้ั ไดบ้ วช ชาตทิ ห่ี ลวงปเู่ กตุ
กบั ทา่ นพระอาจารยจ์ วนเปน็ พนี่ อ้ งกนั นนั้ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ ฐานสโม เกดิ เปน็ “พอ่ ”
ของทา่ นทงั้ สอง คาํ ทค่ี รบู าอาจารยอ์ งคท์ า่ นหลวงปขู่ าว อนาลโย องคท์ า่ นหลวงปหู่ ลยุ
จนั ทสาโร ว่า “ท่านจวน ลูกอาจารยช์ อบ” มีอดีตมาจากเร่อื งน้)ี
เข้าส่เู รื่องท่านพระอาจารย์จวน กลุ เชฏโฐ จดั ท่พี กั ใหอ้ งคท์ ่านหลวงป่ชู อบกับ
พระอุดม พกั อยู่ศาลาชน้ั ๕ ของภทู อก ชว่ งนัน้ เป็นหนา้ แล้ง รอบๆ บริเวณภทู อก
ชาวบ้านได้มาจดุ ป่าทาํ ไร่ ควนั ไฟไดฟ้ ้งุ กระจายขึน้ ไปบนภทู อก จนหลวงป่ชู อบทา่ น
แสบตา หายใจติดขัด ท่านพระอาจารย์จวนจึงข้ึนไปนิมนต์หลวงปู่ชอบลงมาพักที่
ถำ้� ดา้ นลา่ ง เพ่อื ความสบายในธาตขุ นั ธ์ของครูบาอาจารย์
คนื นนั้ ทา่ นอดุ มเหนอ่ื ยมาก อยากจะนอน จงึ บอกหลวงปชู่ อบวา่ “คนื นขี้ า้ นอ้ ย
ขอไหว้พระสวดมนตแ์ ล้วจะนอนเลย” หลวงปู่ชอบบอกพระอุดมใหน้ อนอยูใ่ ตเ้ ตยี ง
มอี ะไรเรยี กใช้ องคท์ า่ นจะบอก ทา่ นอดุ มนอนอยใู่ ตเ้ ตยี งหลวงปชู่ อบไดพ้ กั หนงึ่ ปรากฏ
ถำ�้ ทอ่ี งคท์ า่ นพกั นนั้ สวา่ งจา้ ไปทวั่ แสงสวา่ งทวี่ า่ น้ี สง่ ผลใหบ้ รเิ วณหนา้ ถำ�้ กระจา่ งแจง้
เหมอื นกบั มใี ครมาจดุ ตะเกยี งเจา้ พายเุ อาไว้ ทา่ นอดุ มสงสยั ในแสงสวา่ ง จงึ คลานออก
จากใตเ้ ตยี งมาดทู กี่ ลดของหลวงปชู่ อบ ทา่ นอดุ มเหน็ หลวงปชู่ อบทา่ นนง่ั ยม้ิ อยภู่ ายใน
กลด แตไ่ มท่ ราบว่าองคท์ ่านนน้ั ยิม้ ให้ใคร
ทา่ นอดุ มประหลาดใจ จงึ ไปบอกหลวงปซู่ ามา อจตุ โต ใหม้ าดแู สงสวา่ งนด้ี ว้ ยกนั
หลวงปซู่ ามาพาทา่ นอุดมคลานเขา้ ไปดวู ่าหลวงปชู่ อบท่านทําอะไรอยู่ พอทา่ นทั้งสอง
เขา้ ไปใกลม้ งุ้ กลดองคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ แสงสวา่ งสดใสทที่ า่ นทงั้ สองเหน็ นก้ี ห็ รจ่ี างลง
เหมอื นมผี มู้ ารบิ แสง หลวงปซู่ ามากบั ทา่ นอดุ มเปดิ มงุ้ กลดขน้ึ ดู เหน็ องคท์ า่ นหลวงปชู่ อบ
นอนนง่ิ อยเู่ ฉยๆ ไม่เห็นองค์ทา่ นนัง่ ย้ิมภายในกลดอย่างท่เี หน็ กนั ในตอนแรก
343