The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathip3, 2024-06-28 01:25:50

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒ ๑.๑ ความหมายของจิตวิทยา จิตวิทยา (Psychology) มาจากรากศัพท์ภาษากรีก ๒ ค า คือ ไซคี(Psyche) และ โลโกส (Logos) ไซคี“psyche” หมายถึง จิต (Mind) หรือ วิญญาณ (Soul) ส่วนโลโกส “logos” หมายถึง ศาสตร์หรือการศึกษา๑ ดังนั้น ค าว่า จิตวิทยา ถ้าแปลตามความหมาย ของรากศัพท์เดิมคือค า Psychology จึงหมายถึง “การศึกษาเกี่ยวกับจิตหรือวิญญาณ” ๒ ผู้ที่ น าค าว่า Psychology มาใช้ครั้งแรก คือ เมแลงตัน (Melanchthon) เป็นนักปราชญ์ชาว เยอรมัน ต่อมามีผู้เห็นว่าจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการการสัมผัสใดๆ มองไม่เห็น พิสูจน์ไม่ได้ นักจิตวิทยาจึงไม่พยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในรูปของจิตวิญญาณ จึงเปลี่ยนมาสนใจพฤติกรรมซึ่งสามารถเห็นได้ และสามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ในการศึกษาได้ ซึ่งการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาท าให้ จิตวิทยาเป็นที่ยอมรับว่า เป็นวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันมีผู้ให้ความหมายของจิตวิทยาไว้ดังนี้ จิตวิทยา หมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรม กระบวนการทางสรีระ ร่างกายและจิตใจของมนุษย์๓ โดยศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรม กระบวนการ ทางร่างกายและทางจิตใจเป็นส าคัญ๔ จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาทั้งพฤติกรรมและกระบวนการทางจิตด้วยระเบียบวิธี เชิงวิทยาศาสตร์ (Psychology is the scientific study of behavior and mental processes)๕ โดยขออธิบายนิยามศัพท์จากความหมายดังกล่าวเพิ่มเติมพอสังเขป ดังนี้ ระเบียบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific study) หมายถึง การใช้วิธีการสังเกต การพรรณนาและการทดลองเพื่อที่จะรวบรวมความรู้แล้วจัดความรู้นี้ให้เป็นระบบ (systematic) ๑ Weiten, W., Psychology Themes and Variation, 6 thed. (The United States of America : Thomson Wadsworth., 2005 : p.2) อ้างใน ณัฐภร อินทุยศ, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๑. ๒ ไพบูลย์ เทวรักษ์, จิตวิทยาศึกษาพฤติกรรมภายนอกและภายใน, (กรุงเทพมหานคร : เอส. ดี.เพรส, ๒๕๓๗), หน้า ๒. ๓ Weiten,W.and Lloyd,M.A, Psychology Applied to Modern Life, Canada : Thomson Wadswarth. (2006) : p.11. ๔ Sternberg, R. J., Psychology, 4 thed, (The United States of America : Thomson Wadsworth., 2004) : p.2. ๕ Feldman. R. S, Understanding Psychology, 4 thed, (New York : McGraw Hill, Inc, 1996) : p.5.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓ กระบวนการทางจิต (Mental Process) หมายถึง การคิดความรู้สึกแรงจูงใจ เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรง๖ นักจิตวิทยาบางคนถือว่า กระบวนการทางจิตก็คือพฤติกรรมภายใน พฤติกรรม (behavior) หมายถึง การกระท าที่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงจึง นิยามจิตวิทยาว่า เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทั้งหมดทั้งพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) และพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) กล่าวคือ ๑) พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นการกระท าที่ผู้อื่นสามารถ สังเกตได้ เช่น การเดิน การพูด การหัวเราะ การกิน เป็นต้น ซึ่งแบ่งได้๒ ลักษณะคือ (๑) พฤติกรรมแบบรวม (Molar Behavior) เป็นพฤติกรรมภายนอกที่สามารถ สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ฯลฯ (๒) พฤติกรรมแบบย่อย (Molecular Behavior) เป็นพฤติกรรมภายนอกที่จะรับรู้ ได้โดยอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว เช่น ความดันเลือด คลื่นสมอง คลื่นหัวใจ การเต้นของชีพจร ๒) พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) ในปัจจุบันเรียกว่า กระบวนการทางจิต (mental process) เป็นการกระท าที่บุคคลอื่นไม่สามารถมองเห็นด้วยตา เช่น การคิด การฝัน การวิเคราะห์หาเหตุผล ซึ่งต้องสังเกตโดยใช้เครื่องมือเข้าช่วย เช่น เครื่องมือจับเท็จ เครื่องมือวัดอัตราการหายใจ อย่างไรก็ตาม ทั้งพฤติกรรมภายนอก และพฤติกรรมภายใน มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกัน โดยที่พฤติกรรมภายในเป็นตัวก าหนดการแสดงออกของพฤติกรรมภายนอก เช่น ถ้าพฤติกรรมภายในไม่มีความสุข มีแต่ความเศร้าหมอง ก็จะแสดงออกทางสีหน้าแววตา ท่าทาง หรือ ในด้านสรีรวิทยา หากการท างานของระบบภายในร่างกายไม่ปกติ ก็จะแสดงออก ทางพฤติกรรมภายนอก เช่น ท่าทางอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นต้น ดังนั้น การที่จะเข้าใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จ าต้องท าความเข้าใจทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ฯลฯ พร้อมทั้งสังเกตพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาด้วยเช่นกัน นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมทุกๆ อย่างนั้น ย่อมมีเหตุแห่งพฤติกรรมและสาเหตุแค่เพียง ประการเดียวก็สามารถจ าแนกออกมาเป็นพฤติกรรมได้หลากหลายรูปแบบ เช่นเดียวกับ พฤติกรรมรูปแบบเดียว ก็อาจจะมาจากหลากหลายสาเหตุได้เช่นกัน การวัดพฤติกรรม ด้านจิตวิทยาจะวัดโดยพิจารณาพฤติกรรมของมนุษย์โดยรวมทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว จะไม่วัด พฤติกรรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ๖ Halonen. J. S. and Santrock. J. W, Psychology, 2 nded, (Boston : The McGrawHill Companies,Inc.,1996) : 5.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔ ๑.๒. จุดมุ่งหมายของจิตวิทยา จิตวิทยาเป็นวิชาที่จัดอยู่ในกลุ่มพฤติกรรมศาสตร์โดยมีจุดมุ่งหมายดังต่อไปนี้๗ ๑) เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของบุคคล (Understanding Behavior) ไม่ว่าจะ เป็นพฤติกรรมภายนอก กระบวนการทางจิต (Mental Process) ที่เกิดขึ้นภายในอันจะท าให้ สามารถเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้อย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น ๒) เพื่ออธิบายพฤติกรรม (Explanation Behavior) ทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้ พฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นต่างมีเหตุจูงใจในการแสดงพฤติกรรมทั้งสิ้น ดังนั้น นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาค าตอบเพื่ออธิบายถึงปัจจัยที่เป็นสาเหตุ ส าคัญแห่งพฤติกรรมที่แสดงออกนั้นๆ ๓) เพื่อท านายพฤติกรรม (Prediction Behavior) ซึ่งการท านายนั้นหมายถึง การคาดคะเนผลที่ควรจะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ๔) เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์(Control Behavior) ให้ลดลงหรือ หมดไปโดยในขณะเดียวกันก็จะต้องเสริมสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นใหม่ด้วย ๕) เพื่อน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ (Application to solve problem) โดยไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือสังคมได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการของจิตโดย อาศัยระเบียบวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะบรรยายอธิบายท านายและเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมและกระบวนการทางจิตของมนุษย์ให้มีลักษณะที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ๑.๓. ความส าคัญของจิตวิทยา จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ดังนั้น ผู้ศึกษาวิชาจิตวิทยา จึงสามารถน าความรู้ไปใช้ได้อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นครอบครัวและสถานที่ท างาน ตลอดจนการประกอบอาชีพต่างๆ ทั้งนี้เพราะหลักการทางจิตวิทยาสามารถน าไปประยุกต์ใช้ ได้กับงานต่างๆ มากมายความส าคัญและคุณค่าของวิชาจิตวิทยา เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ใน ด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้๘ ๑) ช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักให้ความ สนใจตนเองมากกว่าผู้อื่น และอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตนเองการศึกษาจิตวิทยา ซึ่งให้ ค าตอบเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ จึงช่วยให้ผู้ศึกษาน าไปเปรียบเทียบกับ ๗ Matlin. M. W, Psychology, 2 nded., Holt Rinehartand Winston, Inc., 1995) : 2 ๘ ปราณี รามสูต, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สถาบันราชภัฏธนบุรี, ๒๕๔๒), หน้า ๔-๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕ ตนเองและเกิดความเข้าใจตนเองไปด้วยนอกจากนี้ยังช่วยให้มนุษย์รู้จักยอมรับตนเองและได้ แนวทางในการจัดการกับตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การปรับตัว การพัฒนา ตน หรือการเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง เป็นต้น ๒) ช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผู้อื่น ศาสตร์ทางจิตวิทยาซึ่งเป็นข้อสรุป ธรรมชาติพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่นอกจากช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจพฤติกรรมของ บุคคลทั่วไปแล้วยังเป็นแนวทางให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ที่อยู่แวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใน ครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มบุคคลภายนอก ความเข้าใจดังกล่าวส่งผลให้เกิดการยอมรับใน ข้อดีข้อจ ากัดของกันและกันช่วยให้มีการปรับตัวเข้าหากันและยังช่วยในการจัดวางตัวบุคคล ให้เหมาะสมกับงานหรือการเรียนหรือกิจกรรมต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ๓) ช่วยให้ได้แนวทางในการวางกฎเกณฑ์ทางสังคม เช่น กฎหมายบ้านเมือง ระเบียบปฏิบัติบางประการมักเกิดขึ้นหรือถูกยกร่างขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ ธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์ตัวอย่างเช่น จิตวิทยาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความ ต้องการการยอมรับ ความต้องการสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของคนส่งผลให้เกิด กฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือการจัดให้มีวันเด็กแห่งชาติปีสากล ส าหรับผู้สูงอายุหรือ เกิดองค์กรบางลักษณะที่ท างานในด้านการให้โอกาสที่เท่าเทียมกันส าหรับบุคคลบางกลุ่มหรือ ส าหรับผู้ด้อยโอกาสบางประเภทหรือแม้แต่การจัดให้มีการแข่งขันกีฬานานาชาติส าหรับคน พิการก็จัดเป็นส่วนหนึ่งของการน าความรู้เรื่องจิตวิทยาส าหรับผู้มีลักษณะพิเศษมาเป็น แนวทางปฏิบัติบางประการทางสังคมนอกจากนั้นจิตวิทยายังมีผลต่อกฎหมายว่าด้วยการ พิจารณาความผิดทางกฎหมายบางลักษณะ โดยมีการน าสามัญส านึกมาร่วมพิจารณา ความผิดของบุคคล เช่น กฎหมายว่าด้วยการกระท าความผิดของผู้เยาว์หรือผู้ที่มีสุขภาพจิต บกพร่องที่กระท าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือโดยเพราะความผิดปกติทางจิตใจซึ่งจิตวิทยาจะ ช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจความผิดปกติต่างๆ เหล่านั้นได้มากกว่าศาสตร์สาขาอื่นช่วยให้ การพิจารณาบุคคลหรือการวางเกณฑ์ทางสังคมเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น ๔) ช่วยบรรเทาปัญหาพฤติกรรม และปัญหาสังคม ความรู้ทางจิตวิทยาในบาง แง่มุมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจในอิทธิพลของสิ่งเร้าและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการหล่อ หลอมบุคลิกภาพบางลักษณะ เช่น ลักษณะความเป็นผู้หญิง ลักษณะความเป็นผู้ชาย ลักษณะผิดเพศบางประการ รวมไปถึงอิทธิพลของสื่อมวลชนบางประเภท รายการโทรทัศน์ บางลักษณะที่ส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวอยากท าลายหรือเกิดความเชื่อที่ผิด หรือเกิด การลอกเลียนแบบอันไม่เหมาะสมซึ่งมีผลกระทบต่อการกระท าในเชิงลบ ฯลฯ เป็นต้น จาก ความเข้าใจดังกล่าวนี้น าไปสู่การคัดเลือกเนื้อหาสิ่งที่น าเสนอทางสื่อมวลชนให้เป็นไปทาง สร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมของเด็กและผู้ใหญ่ในสังคมที่เหมาะสม ปรับเจตคติบาง ประการของบิดามารดาที่ส่งผลให้เด็กมีลักษณะลักเพศ ให้แนวคิด มุมมองแก่บิดามารดาใน


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖ การปรับพฤติกรรมการเลี้ยงดูบุตรเพื่อให้เด็กเจริญเติบโตได้อย่างสมวัย เป็นการบรรเทา ปัญหาพฤติกรรมและปัญหาสังคมในอนาคตได้ ๕) จิตวิทยาช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต ความรู้ทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยการ เลี้ยงดูในวัยเด็กที่ส่งผลต่อบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ท าให้เกิดความพยายามใน การสร้างรูปแบบการเลี้ยงดูที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างพัฒนาคนทั้งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อให้ได้คนดีมีประสิทธิภาพหรือคนที่มีคุณลักษณะอันพึงปรารถนาของ สังคมนั้นๆ ๑.๔ ประวัติความเป็นมาของจิตวิทยา การศึกษาทางด้านจิตวิทยามีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณหรือประมาณสองพันกว่าปีที่ ผ่านมาโดยศึกษาในรูปของปรัชญาซึ่งศึกษากันในสถาบันการศึกษาชั้นสูงของกรีกในสมัยนั้น นักปราชญ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงผู้ได้กระท าการศึกษาได้แก่เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) การศึกษายุคนั้นเป็นแบบนั่งศึกษาอยู่กับโต๊ะท างาน (Arm Chair Method) โดยใช้การคิดเห็นของตนอย่างเดียวไม่มีการทดลอง ความคิดเห็นของคนในสมัยกรีกโบราณเป็นไปในด้านที่เชื่อว่าวิญญาณเป็นตัวการ ให้เกิดมนุษย์จึงมีอิทธิพลเหนือมนุษย์สามารถสั่งการให้ร่างกายของคนท าสิ่งต่างๆ และเชื่อว่า ในขณะที่คนเรายังมีชีวิตอยู่ตราบใดก็จะมีวิญญาณสิงอยู่ในร่างของคนตราบนั้นแต่เมื่อสิ้นชีวิต บุคคลไปแล้ววิญญาณก็จะออกจากร่างทั้งยังเชื่อต่อไปอีกว่าวิญญาณที่ล่องลอยไประยะหนึ่ง อาจมีโอกาสกลับเข้าสู่ร่างเดิมและท าให้คนตายกลับฟื้นคืนชีวิตอีกได้ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ พยายามค้นหาวิธีป้องกันไม่ให้ศพของผู้ตายเน่าเปื่อยเพื่อจะได้สามารถรอคอยวิญญาณที่จะ กลับมาเข้าสู่ร่างนั้นได้อีกอย่างไรก็ตามเนื่องจากการศึกษาเรื่องวิญญาณเป็นเรื่องที่ไม่อาจ พิสูจน์ให้เห็นได้ว่าวิญญาณคืออะไร อยู่ที่ไหน มีตัวตนลักษณะอย่างไร ความสนใจในเรื่อง วิญญาณจึงค่อยๆ ห่างหายกลายมาสนใจเรื่องจิตเพราะพูดถึงจิตดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่าบางคน เข้าใจว่าจิตอยู่ที่ใจ (ทั้งๆ ที่จิตไม่ใช่ใจ) จึงมักพูดสองค าคู่กันไปว่าจิตใจและยังเห็นว่า การศึกษาเรื่องจิตเป็นการศึกษาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและพอจะเข้าใจได้มากกว่า วิญญาณ บุคคลส าคัญที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ได้แก่ ๑) เพลโต (Plato: ๔๒๗-๓๔๗ ก่อนคริสตกาล) กล่าวว่า มนุษย์เกิดมาพร้อม พื้นฐานด้านความคิดและการหาเหตุผล ท าให้สามารถค้นพบความจริงอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับ ตนเอง และสรรพสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ได้จากการที่มนุษย์เป็นผู้ที่สามารถจะชี้แนวทางให้กับ ตนเอง ให้มุ่งไปสู่ความสมบูรณ์แห่งตนอย่างมีประสิทธิภาพได้ มนุษย์จึงไม่จ าเป็นต้องเรียนรู้ จากประสบการณ์ใด


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗ ๒) อริสโตเติล (Aristotle : ๓๘๔ – ๓๒๒ ก่อนคริสตกาล) ได้ท าการศึกษาโดย การสังเกตความคิดตนเองและได้ข้อสรุปว่า มนุษย์มีความจ าซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิดที่เชื่อมโยงกับวัตถุสิ่งของรวมทั้งสถานการณ์และผู้คน อินทรีย์ของมนุษย์เป็นชีวภาพ ที่เป็นวัตถุธาตุขึ้นอยู่กับกฎของธรรมชาติและอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ จิตของมนุษย์เป็นเพียงระบบท างานส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น ๓) เรอเน เดสคาร์ต (Rene Descartes) ค.ศ.๑๕๙๖–๑๖๕๐ เป็นนักปรัชญา ชาวฝรั่งเศส ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า มนุษย์ประกอบด้วยลักษณะสองส่วน คือ ร่างกายและจิต ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ร่างกายของมนุษย์และสัตว์จะมีการเคลื่อนไหวในรูปของ ปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่มนุษย์จะต่างกับสัตว์ตรงที่มีจิตควบคุมการกระท าของ ร่างกาย ทั้งนี้ร่างกายเปรียบเสมือนเครื่องจักร และให้ข้อคิดว่าถ้าศึกษาร่างกายมนุษย์ และ ระบบสมองอย่างลึกซึ้งพอ ก็อาจจะสร้างหุ่นยนต์ให้มีความคิดอ่านเหมือนมนุษย์ได้ต่อมา ภายหลังได้เกิดวิชาวิทยาสรีรศาสตร์ (Physiological Psychology) โดยศึกษาว่า พฤติกรรม ที่แสดงออกเกี่ยวข้องกับสมองและระบบประสาทอย่างไร ๔) จอห์น ล๊อค (John Locke) ค.ศ.๑๖๓๒–๑๗๐๔ เป็นนักปรัชญาและ นักการเมืองชาวอังกฤษ ให้ข้อคิดอันเป็นรากฐานของจิตวิทยาสมัยใหม่ เช่น เชื่อว่าจิตมนุษย์ แรกเกิดมีความว่างเปล่าเหมือนกระดาษที่ไร้รอยขีดข่วนเมื่อโตขึ้นจดจ าประสบการณ์ต่างๆ ไว้ในจิต และเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับมนุษย์พร้อมทั้งยังเชื่อว่าความคิดเห็น และการเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และจะจารึกไว้ในดวงจิตของมนุษย์ ๕) โจแฮน มุลเลอร์ (Johannes Muller) ค.ศ.๑๘๐๑–๑๘๕๘ นักสรีรวิทยา ชาวเยอรมัน เป็นบิดาของการทดลองทางสรีรวิทยาและวางหลักการต่างๆ ทางสรีรวิทยาที่ น ามาใช้กับวิชาจิตวิทยา และแต่งหนังสือชื่อ “Handbook of Human Psychology” กล่าวถึงระบบประสาท การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และปัจจัยทางด้านสรีรวิทยา เกี่ยวข้อง กับการฟัง การมองเห็น และประสาทสัมผัสอื่นๆ เป็นต้น และยังได้พยายามอธิบายถึง กระบวนการทางจิตวิทยาที่สลับซับซ้อน เช่น ความจ า (Memory) จินตนาการ (Imagination) และความรู้สึก (Feeling) เป็นต้น ๖) กุสตาฟ เฟชเนอร์(Gustav T. Fechner) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษา ปัญหาในเรื่องความรู้สึกของมนุษย์ และได้ท าการทดลองเกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์ใน การแยกความแตกต่างของสิ่งเร้าที่มาเร้าร่างกาย เรียกว่า วิชาจิตวิทยาฟิสิกส์ (Psychophysics) ซึ่งนักจิตวิทยารุ่นหลังได้น ามาใช้ในการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการ ตอบสนอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาวิธีการวัดสติปัญญา ทัศนคติ (Attitudes) บุคลิกภาพ (Personality) เป็นต้น ๗) เซอร์ชาร์ลส์ดาร์วิน (Charles Darwin) ค.ศ.๑๘๐๙-๑๘๘๒ ตั้งทฤษฎี วิวัฒนาการขึ้น กล่าวถึงก าเนิดของสิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอย่างชนิดเป็นไปทีละน้อย


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘ จากสัตว์ชั้นต่ ามาสู่ชั้นสูง และขึ้นมาสู่มนุษย์ ตามล าดับ จากทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์นี้ เองท าให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องวิญญาณความเชื่อถือเรื่องวิญญาณหรือจิตเริ่มลดน้อยลง และ ทฤษฏีวิวัฒนาการนี้ท าให้เกิดสาขาจิตวิทยาเปรียบเทียบ (Comparative Psychology) ขึ้น โดยศึกษาในสัตว์ เช่น ลิง และ หนู ๘) เซอร์ฟรานซิน แกลตัน (Francis Galton) ค.ศ.๑๘๒๒-๑๙๑๑ สนใจเรื่อง พันธุศาสตร์ (genetic) และได้ตั้งกฎขึ้นมาว่าความโง่ ความฉลาดของคนเราเป็นสิ่งที่ถ่ายทอด กันได้จากพ่อแม่และบรรพบุรุษและแกลตันได้ให้แนวคิดเรื่องกรรมพันธุ์แก่จิตวิทยาแผนใหม่ และเป็นผู้คิดสูตรสถิติการหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) เพื่อวัดความ แตกต่างระหว่างบุคคล ๙) วิลเฮลม์วุ้นท์ (Wilhelm Wundt) ค.ศ.๑๘๓๒-๑๙๒๐ นักสรีรวิทยาและ ปราชญ์ชาวเยอรมัน เปิดห้องทดลองทางจิตวิทยาเป็นแห่งแรกในโลกที่เมือง ไลป์ซิก (Leipzig) ประเทศเยอรมัน ค.ศ.๑๘๗๙ และได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งจิตวิทยาแผน ใหม่” หรือ “บิดาแห่งจิตวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์” การศึกษาของวุ้นท์ เป็นการวิเคราะห์ จิตส านึก (Conscious Experiences) คือ เหตุการณ์ซึ่งบุคคลรู้สึกตัวและส่วนใหญ่วุ้นท์จะ ศึกษาด้านประสาทสัมผัส โดยเฉพาะด้านการเห็นและทดลองในห้องทดลองให้ผลว่า กายและ จิตนั้นไม่แยกจากกัน การที่จิตรับรู้ เนื่องมาจากการรับสัมผัสอันเกิดจากกระบวนการทาง ประสาทตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และกล่าวว่ามนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ คือ มนุษย์มี จิต (mind) และจิตยังแยกเป็นส่วนๆ ได้คือ ความรู้สึก (Feeling) และจินตนาการ (Imagination) ๑๐) เจมส์แมคคีนแคทเทลล์(James McKeen Cattell) ค.ศ.๑๘๖๐-๑๙๔๔ ชาวอเมริกัน ได้ศึกษาจิตวิทยาร่วมกับวุ้นท์ในประเทศเยอรมัน โดยศึกษาถึงจิตส านึกของ บุคคลที่มีต่อภาพที่มาเร้าทันที่ทันใด แต่แคทเทลล์มีความเห็นแตกต่างว่า ควรจะท าการวัด ระยะเวลาที่ผู้เข้ารับการทดลองได้แสดงการตอบสนองแก่ภาพที่มาเร้า เรียกว่า การทดลอง ปฏิกิริยากับเวลา (Reaction–Time-Experiment) ซึ่งในชีวิตประจ าวันของมนุษย์จะมี บ่อยครั้งที่ต้องเผชิญกับเวลาที่ต้องแสดงปฏิกิริยาออกมาทันที เช่น เวลาที่ผู้ขับรถยนต์ต้อง เหยียบห้ามล้อ เมื่อเห็นสัญญาณไฟสีแดงปรากฏขึ้น หรือเวลาที่นักวิ่งออกวิ่งเมื่อกรรมการ ให้สัญญาณ และพยายามที่จะค้นคว้าว่า บุคคลจะมีอัตราความเร็วของการตอบสนองต่อภาพ ของสิ่งเร้าที่ปรากฏแตกต่างกันและภายหลัง แคทเทลล์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ ทางจิตวิทยาคนแรกของสหรัฐอเมริกา ๑๑) เฮอร์แมน เอบบิงเฮาส์ (Hermann Ebbinghaus) ค.ศ.๑๘๕๐-๑๙๐๙ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ค้นคว้าเรื่องความจ า (Memory) โดยได้แนวคิดมาจากเฟชเนอร์ที่ เขียนเรื่องเกี่ยวกับความจ า และน ามาปรับปรุงการทดลองในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการ เรียนรู้และความจ าของมนุษย์


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙ จากประวัติความเป็นมาของวิชาจิตวิทยาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจนถึงปัจจุบันนั้นจะ เห็นได้ว่าจิตวิทยามีการพัฒนาการเพิ่มขึ้นตามล าดับซึ่งสามารถสรุปพัฒนาการของวงการ จิตวิทยาได้เป็น ๔ ระยะ ๙ ได้แก่ ระยะที่ ๑ เป็นการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ (Science of Soul) เป็นระยะที่มนุษย์มี ความเชื่อเรื่องวิญญาณ การศึกษาจะมุ่งไปทางวิญญาณแต่เพียงประการเดียว โดยมีความเชื่อ ว่าวิญญาณมีอ านาจเหนือกว่าร่างกายสามารถสั่งการให้ร่างกายกระท าสิ่งต่างๆ ระยะที่ ๒ เป็นการศึกษาในเรื่องของจิต (Science of Mind) ระยะนี้นักปรัชญาได้ หันมาศึกษาจิตวิทยาโดยเน้นไปทางจิตแต่ยังใช้แนวคิดทางปรัชญาเป็นหลักในการอธิบาย ระยะที่ ๓ เป็นการเริ่มศึกษาจิตวิทยาในรูปแบบวิทยาศาสตร์แต่ยังไม่เป็น วิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์นัก (Science of Consciousness) เป็นระยะที่อยู่ในราวศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งได้น าวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาอธิบายแต่ยังเน้นที่พฤติกรรมภายในโดย ปัญหาของการศึกษาอยู่ที่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่น ามาศึกษายังไม่เป็นที่ยอมรับกัน ระยะที่ ๔ เป็นการศึกษาจิตวิทยาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงโดยเน้น ศึกษาพฤติกรรม (Science of Behavior) ระยะของพัฒนาการในขั้นนี้ถือว่าเป็นการศึกษา จิตวิทยาโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงเพราะเน้นการศึกษาไปที่พฤติกรรม ภายนอกที่สามารถสังเกตเห็นและพิสูจน์ได้และได้รับการยอมรับว่าจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ ประยุกต์แขนงหนึ่ง ๑.๕ แนวคิดจิตวิทยาพื้นฐาน จิตวิทยา เป็นวิชาที่มีการศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยุคสมัยกรีกโบราณ เมื่อราว ๓๒๒– ๓๘๔ ก่อนคริสตกาล โดยนักปรัชญาคนส าคัญ อาทิ เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ได้พยายามท าความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติการแสดงออกของมนุษย์ ซึ่งแม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันบ้างแต่โดยส่วนใหญ่แล้วมีความเชื่อที่ตรงกันนั่นคือ มนุษย์มีองค์ประกอบส าคัญสองส่วน ได้แก่ ร่างกาย (Body) และวิญญาณ (Soul) โดยที่ องค์ประกอบทางวิญญาณจะมีอิทธิพลควบคุมองค์ประกอบทางร่างกาย ดังนั้น การที่จะ เข้าใจในมนุษย์ได้นั้น จะต้องท าความเข้าใจกับวิญญาณหรือสามารถอธิบายวิญญาณได้ ชัดเจนเสียก่อน แต่ถึงกระนั้นในยุคกรีกโบราณได้มีการอธิบายถึงวิญญาณในแนวทาง ของปรัชญามากกว่าในแง่ของวิทยาศาสตร์โดยค าตอบที่ปรากฏออกมาเกี่ยวกับวิญญาณนั้น มีการประสานระหว่างเหตุผลทางความคิดกับความเชื่อทางศาสนาในขณะนั้นด้วย วิธีการ เช่นนี้เองท าให้ค าอธิบายที่ออกมานั้นมีความไม่แน่นอนและเกิดความหลากหลายไม่ชัดเจน ๙ วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : ทริปเพิ้ลกรุ๊บ, ๒๕๔๙), หน้า ๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐ ซึ่งในปัจจุบันวิธีการเช่นนี้ถูก เรียกว่า อาร์มแชร์(Armchair method) เพราะเป็นวิธีการหา ค าตอบแบบนั่งอยู่กับที่ไม่มีการค้นคว้าทดลองหรือพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ให้สามารถเห็นได้ จริงแต่จากแนวคิดทางปรัชญาดังกล่าวท าให้ในระยะหลังเกิดแนวคิดทางจิตวิทยาซึ่งสามารถ แบ่งได้เป็น สองลักษณะได้แก่ ๑) แนวคิดที่มีรากฐานเน้นทางปรัชญา เมื่อยุคสมัยได้เข้ามาสู่ความเจริญแห่งวิทยาศาสตร์วิธีการค้นคว้าหาค าอธิบาย เกี่ยวกับวิญญาณจึงได้น ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ก็ไม่สามารถหา ค าอธิบายได้กระจ่างชัด ดังนั้น ในยุคหลังนี้นักจิตวิทยาจึงหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับจิต (Mind) แทนและทฤษฎีที่เชื่อว่าจิตเป็นส่วนส าคัญในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์เรียกว่า Animism ดังเช่น จอห์น ล็อค (John Lock) นักปรัชญาชาวอังกฤษที่ได้พยายามศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับจิต โดยอธิบายว่าจิต คือความรู้ตัว (Conscious) จิตของมนุษย์แต่แรกเริ่ม บริสุทธิ์เหมือนผ้าขาวแต่สิ่งแวดล้อมเป็นผลให้จิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับการ แต้มสีลงบนผ้าขาวนั้น ค าอธิบายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จอห์น ล็อค (John Lock) ให้ ความส าคัญกับประสบการณ์ของบุคคลที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมว่ามีบทบาทต่อพฤติกรรมของ บุคคล แต่อย่างไรก็ตาม ค าอธิบายดังกล่าวก็ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ตามกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ๒) แนวคิดที่มีรากฐานเน้นทางวิทยาศาสตร์ กระทั่งในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา วงการทางวิทยาศาสตร์ได้มีความ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีผลให้นักจิตวิทยาในยุคใหม่เปลี่ยนแนวทางการศึกษาจาก จิตใจ (Mind) มาเป็นการศึกษาพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้จริง นอกจากนี้ยังสามารถน าวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องในการอธิบายได้ชัดเจนด้วย โดยบุคคลที่มีบทบาทความส าคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือ วิลเลล์ม แมกซ์วุ้นต์ (Wilhelm Max Wundt) นักจิตวิทยาชาวเยอรมันผู้ก่อตั้งกลุ่มจิตวิทยาแนวทฤษฎีโครงสร้าง ของจิต (Structuralism) โดยได้จัดตั้งห้องทดลองทางจิตวิทยาเมื่อ ปีค.ศ.๑๘๗๙ ในประเทศ เยอรมนี ท าให้วงการจิตวิทยาเริ่มมีการทดลองตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกใน โลกแต่วุ้นต์มุ่งเน้นที่จะศึกษาพฤติกรรมภายในตลอดจนวิธีการที่น ามาศึกษาค้นคว้ายังมี ข้อบกพร่องจึงยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร วงการจิตวิทยาได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เมื่อ จอห์น บี.วัตสัน (John B. Watson) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันผู้ตั้งกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ได้มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้หรือพฤติกรรมภายนอก ผลงานการศึกษาของวัตสันนี้เองท าให้จิตวิทยาได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ว่า เป็นวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรมหรือพฤติกรรมศาสตร์ (Behavior Science) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนักวิจัยพยายามที่จะศึกษาค้นคว้า และวิจัย โดยอาศัยข้อสมมุติ (Assumption) และ วิธีการเฉพาะอย่างบนพื้นฐานของแนวคิดต่างๆ ดังนี้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑ (๑) แนวคิดด้านสรีรจิตวิทยา (The Psycho-physiological Perspective) เน้น ความสัมพันธ์ระหว่างการท าหน้าที่ของสมองและระบบประสาทกับพฤติกรรม สมองส่วน ต่างๆ ควบคุมพฤติกรรมแตกต่างกัน ดังนั้นความผิดปกติของสมองจึงมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย (๒) แนวคิดทางจิตวิเคราะห์ (The Psychodynamic Perspective) เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นเนื่องจากแรงขับ แรงจูงใจ หรือพลังงานภายใน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในระดับจิตใต้ส านึก (Unconsciousness) นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น ซิกมันด์ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักประสาทวิทยา กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย แนวคิดของกลุ่มนี้ เชื่อว่า แรงขับที่ท าให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมที่แท้จริงอยู่ในระดับจิตใต้ส านึก ความขัดแย้ง ระหว่างความต้องการของตนเองกับการควบคุมทางสังคมจะถูกเก็บกดไว้ในจิตใต้ส านึก การ วิเคราะห์ปัญหาพฤติกรรมจึงต้องศึกษาลึกถึงระดับจิตใต้ส านึกไม่ใช่แค่ระดับที่รู้ตัว (๓) แนวคิดด้านพฤติกรรมนิยม (The Behavioral Perspective) เชื่อเรื่อง พฤติกรรมภายนอกที่สังเกตเห็นและเชื่อว่า พฤติกรรมมีสาเหตุมาจากเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อม นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ สกินเนอร์(B.F. Skinner) วัตสัน (J.B. Watson) พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) (๔) แนวคิดด้านความคิดนิยม (The Cognitive Perspective) เน้นที่การคิด และการรู้ พฤติกรรมต่างๆ เกิดจากกระบวนการคิดของบุคคล ดังนั้น การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมจึงต้องเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ วุ้นต์ (Wilhelm Wundt) และเจมส์ (William James) เป็นต้น ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มความคิดนิยม เชื่อว่า เหตุการณ์ภายในหรือเหตุการณ์ส่วนตัว ซึ่งได้แก่ ความคิด จินตนาการ ความจ า ความรู้สึก การตัดสินใจ และอารมณ์ การรับรู้เป็นส่วนส าคัญของการแสดงพฤติกรรม (๕) แนวคิดกลุ่มมนุษย์นิยม (The Humanistic Perspective) เชื่อว่า มนุษย์มี อิสระทางความคิดที่สามารถเลือกแสดงพฤติกรรมได้ การแสดงพฤติกรรมใดๆ จึงเป็น ทางเลือกของบุคคล ซึ่งทุกคนมีศักยภาพในการเจริญงอกงาม หรือพัฒนา นักจิตวิทยากลุ่มนี้ ได้แก่ มาสโลว์(Abraham Maslow) และ คาร์ล โรเจอร์(Carl Rogers) ซึ่งมาสโลว์ อธิบาย แรงจูงใจของมนุษย์ในลักษณะของล าดับขั้น เริ่มตั้งแต่ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Need) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Need) ความต้องการความ รักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Need) ความต้องการศักดิ์ศรีในตนเอง (Selfesteem Need) และความต้องการแสดงตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ (Self-actualization) ส าหรับโรเจอร์มีแนวคิดด้านจิตบ าบัด โดยเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (Client centered Therapy) ทฤษฎีเกี่ยวกับตนเอง (Self-Theory) อธิบายตัวตนในลักษณะของตัวตนใน อุดมคติ ตัวตนตามการรับรู้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๒ นอกจากแนวคิดจิตวิทยาแนวตะวันตกที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย เพื่อท าความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีแนวคิดจิตวิทยาแนว ตะวันออก ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักความเชื่อทางศาสนาที่อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ อย่างครอบคลุม ซึ่งจะได้กล่าวรายละเอียดในเนื้อหาบทที่ ๓ ต่อไป ๑.๖ ความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยา และศาสตร์แขนงอื่นๆ จิตวิทยามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับศาสตร์แขนงต่างๆ ดังนี้ ๑) จิตวิทยาและมนุษยวิทยา โดยที่มนุษยวิทยาเป็นการศึกษามนุษย์ ซึ่งเป็น ความหมายที่กว้าง การศึกษามนุษยวิทยามีหลายกลุ่ม เช่น มนุษยวิทยาสาขากายภาพ (Physical Anthropology) ศึกษาลักษณะทางกายภาพของประชากรเผ่าต่างๆ รวมถึง สติปัญญา และลักษณะอารมณ์ของมนุษย์เชื้อชาติต่างๆ และมีแขนงย่อยที่ศึกษาด้าน วัฒนธรรม การด ารงชีวิตของชนกลุ่มต่างๆ จึงเห็นได้ว่า ทั้งจิตวิทยา และมนุษยวิทยาต่างก็ ศึกษาด้านพฤติกรรมมนุษย์ ๒) จิตวิทยาและสังคมวิทยา สังคมวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มชนใน สังคมหรือวัฒนธรรมเฉพาะ มุ่งเน้นการศึกษาปัญหาสังคม เช่น อาชญากรรม การหย่าร้าง การพัฒนาครอบครัว สงครามและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น จิตวิทยาและสังคมวิทยาจึงเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ และเกิดสาขาวิชา จิตวิทยาสังคมขึ้น ๓) จิตวิทยาและสรีรวิทยา เป็นการศึกษาถึงหน้าที่และโครงสร้างของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น หัวใจ กระเพาะอาหาร และระบบที่ส าคัญในการด ารงชีวิตของร่างกาย เช่น ระบบการย่อยอาหาร การหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น ซึ่งจิตวิทยาได้ให้ความสนใจกับความ ผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย อันเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางจิตใจ ๔) จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ทั้งสองส่วนนี้มุ่งศึกษาด้านพฤติกรรม มนุษย์โดยที่เศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาด้านการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จ ากัดของมนุษย์ ส่วนรัฐศาสตร์เป็นด้านการบริหารการปกครอง ซึ่งสัมพันธ์กับจิตวิทยาที่ศึกษาบุคคล จะเห็นได้ว่า จิตวิทยานั้นเป็นศาสตร์ที่ผสมกลมกลืนกับศาสตร์อื่นๆ ทั้งภายใน ตัวตนของบุคคลและภายนอกตัวบุคคล ทั้งในวงแคบและวงกว้างล้วนเกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ดังนั้น ในการศึกษาจิตวิทยาจึงต้องค านึงถึงความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ต่างๆ ดังกล่าวด้วย ๑.๗ ขอบข่ายของจิตวิทยา ปัจจุบันจิตวิทยาได้แตกแขนงออกไปเป็นหลากหลายสาขาโดยจะเน้นศึกษา พฤติกรรมในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละสาขานั้นเป็นไป ในทิศทางใดซึ่งสามารถจ าแนกขอบข่ายของจิตวิทยาได้ สองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๓ ๑) ขอบข่ายพื้นฐาน (Basic Fields) เช่น จิตวิทยาทั่วไป (General or Pure Psychology) จิตวิทยาการทดลอง (Experimental Psychology) จิตวิทยาเชิงสรีรวิทยา (Physiological Psychology) จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology or Genetic Psychology) ฯลฯ เป็นต้น ๒) ขอบข่ายประยุกต์ (Applied Fields) เช่น จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) จิตวิทยาการให้ ค าปรึกษา (Counseling Psychology) จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) จิตวิทยาเปรียบเทียบ (Comparative Psychology) จิตวิทยาชุมชน (Community Psychology) จิตวิทยาบุคลิกภาพ (Personality Psychology) จิตวิทยาบ าบัด (Therapy Psychology) จิตวิทยาวิศวกรรม (Engineering Psychology) จิตวิทยาการกีฬา (Sport Psychology) ฯลฯ เป็นต้น ๑.๘ สาขาต่างๆ ของจิตวิทยา จิตวิทยาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยเหตุนี้การศึกษาทาง จิตวิทยาในบางครั้งจึงต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับความเป็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา เช่น สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Psychological Association) ได้ตระหนักถึงความส าคัญของสวัสดิภาพของผู้รับการทดลอง จึงได้มีการ ก าหนดจรรยาบรรณของนักจิตวิทยาไว้คือผู้ท าการศึกษาจะต้องเคารพในความเป็นส่วนตัว (Privacy) มีความซื่อสัตย์ (Honesty) และค านึงถึงความปลอดภัย (Safe) ของผู้รับการ ทดลอง ดังนั้น ในการศึกษาทดลองแต่ละครั้งนั้น ผู้ที่ท าการศึกษาจะต้องอธิบายให้ผู้รับการ ทดลองทราบถึงจุดมุ่งหมายตลอดถึงวิธีการที่ใช้ในการศึกษาและที่ส าคัญคือ ควรจะต้องได้รับ ความยินยอมในการที่จะให้ความร่วมมือจากผู้รับการทดลอง๑๐ สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Psychological Association : APA) (2009)๑๑ ได้แบ่งสาขาของจิตวิทยาออกเป็น ๒๐ สาขา ดังต่อไปนี้ ๑) จิตชีววิทยา (biopsychology) ๒) จิตวิทยาเด็ก (child psychology) ๓) จิตวิทยาคลินิกเด็ก (child clinical psychology) ๔) จิตวิทยาคลินิก (clinical psychology) ๑๐ สงคราม เชาวน์ศิลป์, จิตวิทยาทั่วไป, (เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๕), หน้า ๒๒. ๑๑ American Psychological Association (APA), (2009). An introduction to the fields of psychology, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://maxweber.hunter.cuny.edu/~bseegmil /hdbk/ fields.htm Retrieved [August 10, 2009].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๔ ๕) จิตวิทยาการคิด (cognitive psychology) ๖) จิตวิทยาชุมชน (community psychology) ๗) จิตวิทยาให้ค าปรึกษา (counseling psychology) ๘) จิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychology) ๙) จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) ๑๐) จิตวิทยาวิศวกรรม (engineering psychology) ๑๑) จิตวิทยาทดลอง (experimental psychology) ๑๒) จิตวิทยาสุขภาพ (health psychology) ๑๓) จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร (industrial/organization psychology) ๑๔) จิตวิทยาบุคคล (personnel psychology) ๑๕) ภาษาศาสตร์จิตวิทยา (linguistic psychology) ๑๖) จิตวิทยาเชิงปริมาณ (psychometric (quantitative) psychology) ๑๗) จิตวิทยาบ าบัด (psychotherapy) ๑๘) จิตวิทยาโรงเรียน (school psychology) ๑๙) จิตวิทยาสังคม (social psychology) ๒๐) นักสังคมสงเคราะห์ (social workers) วิทยากร เชียงกูล๑๒ ได้แบ่งสาขาของจิตวิทยาและบอกขอบเขตการศึกษาของแต่ ละสาขาไว้อย่างละเอียด ดังนี้ ๑) จิตวิทยาอปกติ (Abnormal psychology) จิตวิทยาที่เน้นศึกษาเรื่องสาเหตุ และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องความผิดปกติของพฤติกรรม เช่น ความคิดแรงจูงใจที่ไม่เป็นไป ตามปกติอาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อม กระบวนการคิดปัจจัยทางพันธุกรรมหรือทาง ประสาท การศึกษาดังกล่าวเป็นเป้าหมายเพื่อควบคุมคาดการณ์และป้องกันพฤติกรรมแบบนี้ บางครั้งใช้ค าว่าจิตวิทยาคลินิก (Clinical psychology) หรือ พยาธิสภาพทางจิต (Psycho pathology) ๒) จิตวิทยาประยุกต์(Applied psychology) เป็นการน าความรู้จากวิชาจิตวิทยา ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงซึ่งรวมทั้งจิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาแนะแนว จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยานิติเวชจิตวิทยาสุขภาพและจิตวิทยาอุตสาหกรรม (หรือจิตวิทยาการอาชีพ) ๑๒ วิทยากร เชียงกูล, อธิบายศัพท์จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง, (กรุงเทพมหานคร : สาย ธาร, แหล่งที่มา : http://www.novabizz.com/NovaAce/psychology.htm, ๒๕๕๒), อ้างใน นิภาภัทร อยู่พุ่ม และคณะ, เอกสารประกอบการสอนรายวิชา SN 1103 จิตวิทยาและพัฒนาการมนุษย์ (Psychology and Human Development), คณะพยาบาลศาสตร์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น, (ขอนแก่น : เอ็มมี่ ก๊อปปี้ เซนเตอร์, ๒๕๕๖), หน้า ๑๑- ๑๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๕ ๓) จิตชีววิทยา (Bio-psychology) สาขาจิตวิทยาที่ศึกษาถึงผลกระทบของ ชีววิทยาต่อพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลโดยเฉพาะเรื่องสมองทั้งทางกายภาพและระบบ ท างานของประสาท ศึกษาเรื่อง เช่น ผลกระทบของความบาดเจ็บของสมอง การท างานของ ยาการนอนหลับและการฝัน การเข้าใจเรื่องความเครียด ๔) จิตวิทยาเด็ก (Child psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับ พัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ อารมณ์พฤติกรรม การปรับตัวเข้ากับสังคมของเด็ก รวมทั้งสติปัญญาบุคลิกภาพและจริยธรรม ๕) จิตวิทยาคลินิก (Clinical psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยา ศึกษา เกี่ยวกับการจ าแนกแยกแยะ การวิเคราะห์ธรรมชาติการรักษาและการป้องกันการใช้ ความสามารถ และเรื่องความผิดปกติทางจิต ๖) จิตวิทยาการชี้แนะ (Coaching psychology) จิตวิทยาสาขาใหม่ที่เน้นการ ให้ค าปรึกษาแนะน า เพื่อเพิ่มภาวะอยู่ดีมีสุข (Well -being) และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต และการท างาน ๗) จิตวิทยาการรู้คิด (Cognitive psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับ การรับรู้การเก็บและการน าข้อมูลข่าวสารมาใช้เช่น รูปแบบของกระบวนการรับรู้ ความจ า การตีความ การคิด การให้เหตุผล การแก้ปัญหา การตัดสินใจ การใช้ภาษา การประมวลผล ข้อมูล เพื ่อที ่จะค้นหาและเข้าใจว ่า กระบวนการรู้คิดท างานอย ่างไร และมีผลต ่อ พฤติกรรมของคนเราอย่างไร ๘) จิตวิทยาชุมชน (Community psychology) ศึกษาลักษณะทางจิตใจและ พฤติกรรมบุคคลในชุมชนส ารวจและทดลองใช้วิธีการต่างๆ เพื่อช่วยป้องกันและจัดการกับ ปัญหาด้านสุขภาพจิตของชุมชน ๙) จิตวิทยาเปรียบเทียบ (Comparative psychology) จิตวิทยาสาขาหนึ่งที่ ศึกษาในเชิงเปรียบเทียบระหว่างจิตวิทยาของสัตว์ชนิดต่างๆ และมนุษย์เพื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของลักษณะทางสติปัญญาและพฤติกรรมระหว่างสัตว์ อื่นกับมนุษย์ เนื่องจากในแง่ของวิวัฒนาการแล้วมนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งแม้ว่าจะมีลักษณะ พิเศษมากก็ตาม การศึกษาจิตวิทยาของสัตว์นอกจากเพื่อเข้าใจว่าสัตว์มีปฏิสัมพันธ์กัน อย่างไรแล้ว การศึกษาเชิงเปรียบเทียบมีส่วนให้เราเข้าใจจิตวิทยาของมนุษย์มากขึ้น ๑๐) จิตวิทยาให้ค าปรึกษา (Counseling psychology) เป็นการให้ค าแนะน า ช่วยเหลือนักเรียนหรือผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจและความสัมพันธ์กับคนอื่นได้เข้าใจปัญหาของ ตนเองอย่างชัดเจนและสามารถคิดหาหนทางแก้ปัญหาทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์กับ ผู้อื่นเพื่อน าไปสู่ชีวิตที่มีความส าเร็จและความสุข ๑๑) จิตวิทยาอาชญากร (Criminal psychology) วิชาจิตวิทยาที่ศึกษา เกี่ยวกับความตั้งใจความคิด ความตั้งใจและปฏิกิริยาของอาชญากร


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖ ๑๒) จิตวิทยาวิพากษ์ (Critical psychology) นักจิตวิทยาหัวก้าวหน้าใน เยอรมันในคริสตวรรษ ๑๙๗๐ ที่เห็นว่า จะต้องศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมืองสังคม วัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อความคิดจิตใจของคนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างเชื่อมโยงเป็น ระบบองค์รวมและมองไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่ระบบสังคมด้วยไม่ใช่มุ่งเปลี่ยนแปลงที่ ความคิดจิตใจของปัจเจกชนด้านเดียว ๑๓) จิตวิทยาสังคมแนววิพากษ์ (Critical social psychology) จิตวิทยา สังคมที่มองว่า ความเป็นจริงและความเข้าใจเรื่องโลกเกิดขึ้นโดยการตีความหมายและ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันรวมหมู่ที่ต่างจาก Experimental Social Psychology ที่ใช้วิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์มองว่า โลกมีความเป็นจริงที่อยู่แยก จากความคิด จิตใจ ประสบการณ์ของมนุษย์ ๑๔) จิตวิทยากลุ่มชน (Crowd psychology) การศึกษาลักษณะพฤติกรรมและ จิตใจของกลุ่มชน ๑๕) จิตวิทยาเชิงลึก (Depth psychology) จิตวิทยาที่ว่าด้วยบทบาทของจิตไร้ ส านึกที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ๑๖) จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental psychology) การศึกษาเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงทางความคิดจิตใจ พฤติกรรมตามช่วงวัยต่างๆ ของมนุษย์พร้อมกับการ วิเคราะห์ถึงสาเหตุของพฤติกรรมเหล่านั้นในช่วงแรกๆ วิชานี้เน้นศึกษาจิตวิทยาเด็กแต่ช่วง หลังเริ่มสนใจพัฒนาของมนุษย์ในทุกช่วงวัย ๑๗) จิตวิทยาความแตกต่าง (Differential psychology) วิชาจิตวิทยาสาขา หนึ่งศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างทางพฤติกรรมของปัจเจกชน กลุ่มหรือเผ่าพันธุ์ ๑๘) จิตวิทยาพลวัต (Dynamic psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาการกระตุ้นจาก ภายในและแรงขับ และสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องแรงขับ อารมณ์ความต้องการ ความมุ่งหมาย ความปรารถนาที่จูงใจพฤติกรรม ๑๙) จิตวิทยาการศึกษา (Education psychology) แขนงหนึ่งของวิชา จิตวิทยาประยุกต์การน าเอาวิชาจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษาและการศึกษา ปัญหาทางด้านการศึกษาในแง่ของจิตวิทยา เน้นเรื่องกระบวนการเรียนรู้การสอนหรือการจัด การศึกษาอบรม ซึ่งรวมทั้งจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก จิตวิทยาบุคลิกภาพ จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาของการรู้และการคิด จิตวิทยาความแตกต่างระหว่างบุคคล จิตวิทยาการวัดและ ประเมินผล จิตวิทยาสังคม ๒๐) จิตวิทยาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering psychology) การศึกษาเรื่อง การออกแบบอุปกรณ์ เครื่องมือ สภาพแวดล้อมวิธีการท างานและการด าเนินชีวิตให้เข้ากับ ลักษณะนิสัย พฤติกรรมความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ เพื่อช่วยให้มนุษย์


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗ ท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น (ความหมายท านองเดียวกับ Ergonomics) ๒๑) จิตวิทยาสภาพแวดล้อม (Environmental psychology) จิตวิทยาสาขา หนึ่งที่เน้นผลของอิทธิพลภายนอกที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ๒๒) จิตวิทยาการด ารงอยู่ (Existential psychology) จิตวิทยาแนวหนึ่งที่ถือ ว่าวิชาจิตวิทยา คือการท าความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ส านึกและสาระของจิต วิธีการพื้นฐาน ของจิตวิทยากลุ่มนี้คือการใช้การสังเกตและการวิเคราะห์พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๒๓) จิตวิทยาการทดลอง (Experimental psychology) จิตวิทยาที่ศึกษา กระบวนการทางด้านความคิดจิตใจ โดยใช้วิธีการทดลองการปฏิบัติและการตรวจสอบอย่าง เป็นวิทยาศาสตร์ ๒๔) จิตวิทยาสมรรถพล (Faculty psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเรื่อง ปรากฏการณ์พลังทางสมองและพลังจิตใจที่เกี่ยวโยงกับความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ความจ าจินตนาการความตั้งใจและอื่นๆ ๒๕) จิตวิทยาสตรี (Feminist psychology) จิตวิทยาที่สนใจการให้คุณค่าและ ตรวจสอบประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงที่มีลักษณะถูกกีดกันถูกเอาเปรียบมีอคติจากระบบ สังคมชนชั้นที่มีวิวัฒนาการมาแบบส่งเสริมให้ผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง ๒๖) จิตวิทยาชาวบ้าน (Folk psychology) การศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและจารีตประเพณีของชนในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ๒๗) จิตวิทยานิติเวช (Forensic psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยา ประยุกต์ใช้หลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมโดยเฉพาะ ทางด้านการช่วยหาข้อมูลการสอบสวนในคดีต่างๆ ๒๘) จิตวิทยาทั่วไป (General psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษา เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ทฤษฎีและหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา ๒๙) จิตวิทยาทางพันธุกรรม (Genetic psychology) จิตวิทยาที่ว่าด้วย การศึกษาปรากฏการณ์ทางจิต และพฤติกรรม โดยวิธีการศึกษาถึงการเกิดและพัฒนาการ ของปรากฏการณ์ทางจิต ๓๐) จิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt psychology) แนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาของกลุ่ม นักจิตวิทยาชาวเยอรมันในต้นศตวรรษที่ ๒๐ เสนอว่าเราต้องพิจารณาว่าปรากฏการณ์ทาง จิตมาจากประสบการณ์ในรูปขององค์รวมทั้งหมด (the whole) ไม่ใช่เป็นส่วนประกอบ ย่อยๆ (part) อย่างแนวคิดของพวกพฤติกรรมศาสตร์นิยม (behaviorism) ที่มักมองว่าปัจจัย อย่างหนึ่งก่อให้เกิดผลกระทบอีกอย่างหนึ่งการทดลองของจิตวิทยาแบบ Gestalt แสดงให้ เห็นว่าสมองของคนเราไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับข้อมูลเงียบๆ แต่เป็นผู้วางโครงสร้างข้อมูลทั้งหมด


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘ เพื่อจะตีความหมายออกมา (Gestalt เป็นภาษาเยอรมัน หมายถึง รูปแบบบางอย่าง โครงสร้างหรือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภาพรวมทั้งหมด) ๓๑) จิตวิทยากลุ่มชน (Group psychology) จิตวิทยาสังคมที่ศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องการก่อตัวและการผนึกก าลังของกลุ่มชนการแข่งขันและความขัดแย้งระหว่างสมาชิกใน กลุ่มและระหว่างกลุ่มอิทธิพลของกลุ่มต่อปัจเจกชนและในทางกลับกัน การสื่อสารภายใน กลุ่มและระหว่างกลุ่มและมิติต่างๆ ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ๓๒) จิตวิทยาสุขภาพ (Health psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ใช้ หลักการของวิชาจิตวิทยาโดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล พยาธิสภาพทางจิต และจิตบ าบัดไปส่งเสริมทัศนคติ พฤติกรรมการรู้จักป้องกันดูแลสุขภาพของบุคคลและ สาธารณชน ๓๓) จิตวิทยามนุษยนิยม (Humanistic psychology) ส านักจิตวิทยาที่สนใจ ศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีจิตส านึกของมนุษย์ เช่น อารมณ์ลักษณะเฉพาะ ศักยภาพ ของบุคคล ระบบคุณค่าของแต่ละบุคคลสนใจเรื่องเจตจ านงเสรีและความส าคัญของศักยภาพ ของมนุษย์ เน้นการมองธรรมชาติมนุษย์ในแง่บวกและเชื่อว่าจิตใจมนุษย์พยายามปรับสู่ความ สมดุลด้วยตัวเองเน้นการวิจัยด้านคุณภาพแบบองค์รวมค้านกับส านักจิตวิทยาแบบดั้งเดิมที่ เน้นเรื่องการวิจัยเชิงเชิงปริมาณอย่างเป็นภววิสัย เช่น Behaviorism และ Psychoanalysis ๓๔) จิตวิทยารายบุคคล (Individual psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องว่ามี ปัจจัยอะไรบ้างที่จูงใจคน คนแต่ละคนแตกต่างจากคนอื่นด้านบุคลิกนิสัย ความฉลาด การคิด สร้างสรรค์ ฯลฯ อย่างไร ๓๕) จิตวิทยาอุตสาหกรรม จิตวิทยาองค์กร จิตวิทยาการอาชีพ (Industrial psychology, organization psychology, occupational psychology) การศึกษา เกี่ยวกับเรื่องความถนัด ความเหมาะสมของคนในการเลือกงานพฤติกรรมมนุษย์ในการ ท างาน โดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับการพนักงาน การคัดคน การฝึกคนการปรึกษาหารือ สภาพแวดล้อมการท างาน ความสัมพันธ์แรงงาน ความพอใจในงาน แรงจูงใจการออกแบบ เครื่องมือเครื่องใช้ และการศึกษาเกี่ยวกับตลาดแรงงาน เพื่อใช้หลักการของวิชาจิตวิทยาให้ เป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านอาชีพการงานและการท างานในองค์กร ๓๖) จิตวิทยาทารก (Infant psychology) จิตวิทยาช่วงแรกของเด็กตั้งแต่แรก เกิดจนถึงอายุประมาณ ๕ ขวบ ๓๗) จิตวิทยาการพินิจภายในจิตใจ (Introspective psychology) แนวทาง จิตวิทยาที่ยึดการสังเกตภายในจิตใจตนเองเป็นหลัก ๓๘) จิตวิทยาการจัดการ (Managerial psychology) การศึกษาอย่างเป็น ระบบเกี่ยวกับบทบาทของผู้จัดการในองค์กรความสัมพันธ์ระหว่างผู้ควบคุมงานกับผู้อยู่ใต้ การควบคุมเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม (industrial psychology)


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙ ๓๙) จิตวิทยามวลชน (Mass psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยา ศึกษาเรื่อง ความรู้สึกนึกคิดพฤติกรรมและปฏิกิริยาของกลุ่มคนจ านวนมากที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ ทางสังคม ๔๐) จิตวิทยาเวชศาสตร์ (Medical psychology) สาขาจิตวิทยาที่ศึกษา ปัญหาทางจิตของผู้ป่วยโดยใช้ความรู้ทางการแพทย์ เช่น ภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยที่มีอาการ เจ็บป่วยต่อเนื่อง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายผู้ป่วยซึมเศร้าที่เกิดจากการตายจากของผู้ใกล้ชิด ผู้ป่วย ที่เบื่อหน่ายไม่มีความหวังหรือไม่มีศรัทธาในการรักษาของแพทย์ ๔๑) จิตวิทยาการทหาร (Military psychology) การน าความรู้ทางจิตวิทยามา ประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกบุคลากรการออกแบบเครื่องมือ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อการ ประยุกต์ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาคลินิก เพื่อรักษาขวัญก าลังใจและสุขภาพจิตของบุคลากรทาง การทหาร ๔๒) จิตวิทยาระบบประสาท (Neuropsychology) การศึกษาเกี่ยวกับการ ท างานของสมองและระบบประสาทว่าส่วนไหนท าหน้าที่อย่างไร เช่น ควบคุมการท างานของ กล้ามเนื้อความรู้สึก การดมกลิ่น ความจ า และเชื่อมโยงกันอย่างไร Clinical Neuropsychology ศึกษาว่า หากสมองได้รับบาดเจ็บหรือเป็นโรคจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ความจ าภาษา และพฤติกรรมของคนๆ นั้นอย่างไร และจะช่วยเหลือบ าบัดพวกเขาได้อย่างไร ๔๓) จิตวิทยาแสดงออกในเชิงพฤติกรรม (Objective psychology) วิชา จิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการแสดงออกและผลการ ท างานจิตใจโดยทั่วไป ๔๔) จิตวิทยาการอาชีพ (Occupational psychology) การศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมของมนุษย์ในที่ท างาน เช่น องค์กรด าเนินไปอย่างไรปัจเจกชนและกลุ่มเล็กมี พฤติกรรมอย่างไรและคนท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร เพื่อที่จะหาทางเพิ่ม ประสิทธิภาพประสิทธิผลขององค์กร และเพิ่มความพอใจในการท างานของคน (Industrial organization psychology) ๔๕) จิตวิทยาอินทรีย์ (Organic psychology) แนวคิดการศึกษาทางจิตวิทยา ที่เน้นองค์รวมของอินทรีย์ (สิ่งมีชีวิต) ปฏิเสธการแยกความแตกต่างระหว่างจิตกับกาย ๔๖) จิตวิทยาองค์กร (Organization psychology) จิตวิทยาว่าด้วยการ ประยุกต์ทฤษฎีและวิธีการทางจิตวิทยาในการแก้ปัญหาภายในองค์กรศึกษาพฤติกรรมของ คนในองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรการทดสอบและการคัดสรรบุคลากร การจ่ายค่าตอบแทน ประสิทธิผลขององค์กรการบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหาร ความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดี ในการท างานและเพิ่มพูนผลิตภาพขององค์กร (industrial psychology, occupational psychology)


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐ ๔๗) จิตวิทยาบุคคล (Personality psychology) การศึกษาที่ถือเอาโลกของ บุคคล (ความคิดเห็น ทัศนะ ฯลฯ) เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาถึงประสบการณ์และพฤติกรรม ของเขา ๔๘) จิตสรีรวิทยา (Physiological psychology) สาขาจิตวิทยาที่น าหลักการ ของสาขาวิชาต่างๆ เช่น สรีรวิทยา เภสัชศาสตร์ ชีววิทยา กายวิภาค ประสาทวิทยามา บูรณาการศึกษาเรื่องระบบประสาทและลอร์โมนที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น เรื่อง ผลกระทบจากการที่สมองบางส่วนถูกท าลาย ยาท างานอย่างไร การนอนหลับและการฝัน การเข้าใจเรื่องความเครียด ๔๙) การแก้ปัญหาทางจิตวิทยาโดยใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง (Pop psychology) การอธิบายและให้ค าแนะน าเพื่อแก้ปัญหาทางจิตวิทยาของคนผ่านทางรายการวิทยุสิ่งตีพิมพ์ หรือเว็บไซต์ที่เป็นค าแนะน าแบบง่ายๆ เป็นการทั่วไปไม่ใช่วิชาการที่ลึกซึ้งและอาจจะไม่ได้ เหมาะสมในทุกกรณี ๕๐) จิตวิทยาแนวบวก (Positive psychology) จิตวิทยาที่เปลี่ยนทิศทางของ วิชาจิตวิทยาก่อนหน้าที่เน้นการตามแก้ปัญหาความป่วยไข้ทางจิตหันมาเน้นการศึกษาถึง ปัจจัยและกระบวนการที่น าไปสู่แนวคิด และอารมณ์ในทางบวกมองโลกในแง่ดี มีความคิด สร้างสรรค์เพื่อน าไปสู่พฤติกรรมที่ดีและการด าเนินชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ สูงสุดของเอกชนและกลุ่มรู้ว่าจะรับมือกับความทุกข์และสร้างความสุขได้อย่างไร ส านัก จิตวิทยาทางบวกเห็นว่าทั้งความคิดและอารมณ์ต่างมีอิทธิพลต่อกันและเน้นความสามารถ ของมนุษย์ในการเป็นฝ่ายเลือกด้วยตัวเขาเองถ้าเขาเรียนรู้ที่จะคิดในทางบวกได้ ๕๑. จิตวิทยาความสัมพันธ์ (Relation psychology) ส านักจิตวิทยาของกลุ่ม นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้หญิงในเมืองบอสตันสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องมิติของความสัมพันธ์ของ มนุษย์ในครอบครัว และสังคมแบบองค์รวม (โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิง) มากกว่าการเน้น เรื่องปัจเจกชนแบบแยกส่วนตามแนวจิตวิทยากระแสหลักที่ครอบง าด้วยกรอบความคิดแบบ ผู้ชายเป็นใหญ่และระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นการแข่งขันเอาชนะแบบมือใคร ยาวสาวได้สาวเอา ๕๒) จิตวิทยาแห่งตน (Self-psychology) ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เน้นในด้านการ พัฒนาการเป็นของตนเอง การเห็นคุณค่าแห่งตน (self-esteem) และความสามารถที่จะ ควบคุมความรู้สึกมีคุณค่าของตนเองสามารถจ าแนกแยกแยะตนเองจากผู้อื่น ๕๓) จิตวิทยาสังคม (Social psychology) สาขาของจิตวิทยาซึ่งศึกษาเรื่อง บุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและพฤติกรรมของกลุ่มคนในสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสังคม ๕๔) จิตวิทยาการกีฬา (Sport psychology) จิตวิทยาที่เน้นให้ความส าคัญกับ เรื่องแรงจูงใจแนวคิดเกี่ยวกับตนเองและพลวัตของกลุ่มไปประยุกต์ใช้และส่งเสริมให้นักกีฬา


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑ ท าผลงานให้ดีที่สุดและสุขภาพกายและจิตที่ดีเพราะเรื่องความเข้มแข็งทางจิตใจมี ความส าคัญไม่น้อยไปกว่าความเข้มแข็งและทักษะทางร่างกาย ๑.๙ ระเบียบวิธีการศึกษาทางจิตวิทยา (The Methods of Psychology) จิตวิทยานั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรมหรือที่เรียกกันว่า พฤติกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในทางวิทยาศาสตร์ด้วยเหตุผลที่จิตวิทยานั้นได้น า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อค้นคว้าหาค าตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ซึ่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมานั้นประกอบไปด้วยขั้นตอน ๑) การก าหนดปัญหา (Formulating Problem) ๒) การตั้งสมมติฐาน (Stating Hypothesis) ๓) การรวบรวม ข้อมูล (Collecting Data) ๔) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis and Testing Data) ๕) การ ประเมินผลและสรุป (Conclusion) และ ๖) การน าไปใช้(Applied Finding) นักจิตวิทยา มีวิธีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลทางจิตวิทยาหลายวิธีดังนี้๑๓ ๑) วิธีพิจารณาตนเอง (Introspection Method) การพิจารณาตนเอง เป็นวิธีการให้บุคคลแสดงความรู้สึกภายในใจออกมาเอง โดย การบรรยายความรู้สึกต่างๆ ที่ตนมีอยู่ ดังนั้น ความในใจที่คนบอกออกมานั้นเป็นข้อมูลที่ถูก น ามาพิจารณาข้อสรุป แต่จะเชื่อถือได้หรือไม่ เชื่อได้แค่ไหน อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบบางประการ วิธีนี้มีข้อจ ากัดส าหรับคนที่พูดไม่ได้นอกจากนั้นการบรรยาย ความรู้สึกของคนมักจะมีการบิดเบือนยากแก่การสรุปข้อมูลได้อย่างถูกต้อง แต่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ เราพอจะศึกษาความในใจได้ ๒) วิธีการสังเกต (Observational Method) จุดเริ่มต้นของจิตวิทยานั้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของสัตว์และมนุษย์วิธีการ สังเกตนั้นมักจะใช้กับพฤติกรรมภายนอก(Overt Behavior) เช่น การกระท าอากัปกิริยา ท่าทางค าพูด ฯลฯ การสังเกตเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยนั้นต่างกับการสังเกตโดยทั่วไปที่ เราใช้อยู่ในชีวิตประจ าวันในแง่ที่การสังเกตเพื่อการศึกษาต้องมีระเบียบหลักเกณฑ์มี เป้าหมายดังนั้นผู้ท าการศึกษาจะต้องได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการใช้การสังเกตการบันทึก พฤติกรรมตามสภาพความเป็นจริงที่ได้สังเกตเห็นและการตีความข้อมูลนั้นจะต้องไม่มีความ ล าเอียงหรือน าความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องอุปสรรคที่ส าคัญของการใช้วิธีการนี้คือ หากผู้ถูกสังเกตทราบว่าตนก าลังถูกสังเกตอาจจะแสร้งท าพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ท าให้ข้อมูลที่ได้ผิดพลาดไปจากความเป็นจริงปัจจุบันจึงใช้การลอบสังเกตจากกระจกที่มอง เพียงด้านเดียว (One-Way mirror) เพื่อไม่ให้ผู้ถูกสังเกตทราบ ๑๓ หน่วยที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา - ตรัง เขต ๑. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : www.trg1.obec. go.th /news_file/p66940112048.doc. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒ ๓) วิธีการทดลอง (Experimental Method) เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้มี การควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีท าให้ข้อสรุปเป็นที่น่าเชื่อถือคือลักษณะของการทดลอง นั้นจะมีตัวแปร (สิ่งที่มีค่าแปรผันได้) สองลักษณะคือตัวแปรอิสระกับตัวแปรตามตัวแปร อิสระเป็นตัวแปรที่ผู้ทดลองสามารถควบคุมได้โดยตรงทั้งนี้เพื่อการศึกษาผลของการทดลอง อันเป็นตัวแปรตามค่าของตัวแปรตามนี้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรอิสระนั่นเอง นอกจากจะต้องมีตัวแปรในการทดลองแล้วในการทดลองจะต้องมีการควบคุมสภาพการณ์ และกลุ่มตัวอย่างซึ่งมี๒ ชนิดคือกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองโดยที่กลุ่มทั้งสองนี้จะต้องมีสิ่ง ต่างๆ เหมือนกัน เช่น คุณสมบัติของคนที่อยู่ในกลุ่มสภาพแวดล้อมที่กลุ่มได้รับ ฯลฯ แต่กลุ่ม ทดลองจะมีตัวแปรอิสระที่จัดกระท า (manipulation variables) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มี ตัวอย่างเช่นการที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าการท าซ้ าๆ หรือมีการทบทวนอยู่เสมอจะช่วยให้จ าได้ดี ท าได้โดยการจัดการทดลองโดยแบ่งนักเรียนที่มีจ านวนและคุณสมบัติต่างๆ เหมือนกัน ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้อ่านโครงเพียงหนึ่งเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งให้อ่านซ้ าๆ หลายๆ สิบ เที่ยวปรากฏว่าพวกหลังจ าได้ดีกว่าพวกแรกจะทดลองที่ไหนเมื่อไรสักกี่กลุ่มกี่ครั้งก็ได้ผล เหมือนเดิมจึงสรุปการทดลองได้ว่าการท าซ้ าๆ หรือการทบทวนมีผลต่อความจ าโดยตรง ๔) วิธีส ารวจ (Survey Method) วิธีนี้เป็นวิธีศึกษาพฤติกรรมอย่างมีระบบแบบแผนอีกวิธีหนึ่งซึ่งคล้ายกับวิธีทดลอง คือมีการศึกษาตัวแปรต่างๆ แต่ตัวแปรเหล่านี้อาจไม่สามารถควบคุมโดยตรงทั้งหมดได้เช่น การส ารวจประชามติทัศนคติและการโฆษณาชวนเชื่อ เป็นต้น วิธีการส ารวจอาจแบ่งออกได้ เป็นสองประเภทตามระยะเวลาในการศึกษาคือ (๑) แบบส ารวจในระยะสั้น (Cross- Section Approach) เช่น อยากทราบว่า ส่วนสูงของเด็กไทยทุกอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบหลายๆ คนมาวัดส่วนสูงทีละคนแล้ว เฉลี่ยดูท าอย่างนี้ทุกระดับอายุก็จะทราบส่วนสูงของเด็กไทยทุกอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบ ตามที่ต้องการ (๒) แบบส ารวจระยะยาว (Longitudinal Approach) เช่น อยากทราบว่า ส่วนสูงของเด็กไทยในช่วงอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบท าได้โดยการวัดส่วนสูงของเด็กคน เดิมทุกปีตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบใช้เวลาติดตามส ารวจ ๕ ปี ๕) วิธีการทางคลินิก (Clinical Method) เป็นวิธีการทางจิตวิทยาที่ต้องการช่วยให้คนมีสุขภาพจิตดีขึ้นโดยการค้นหาสาเหตุ เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหาวิธีนี้ค่อนข้างจะจ ากัดเป็นรายบุคคลการศึกษา เพื่อค้นหา เหตุของปัญหานั้น นักจิตวิทยาคลินิกใช้วิธีการหลายอย่าง เช่น การทดสอบ (Testing) การศึกษารายกรณี(Case Study) การศึกษาประวัติ(Case History Method) การสังเกต


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓ (Observation) การสัมภาษณ์ (Interview) ประกอบเรื่องราวตามที่คนไข่เล่าให้ฟังเพื่อ วิเคราะห์หาเหตุของปัญหาและหาทางในการบ าบัดรักษาต่อไป ๖) วิธีการศึกษาชีวประวัติของบุคคล (Case History) เป็นวิธีการที่ใช้กันมากตามสถานพยาบาลโรคจิต แม้กระทั่งตามโรงเรียนที่มีเด็กที่มี พฤติกรรมที่เป็นปัญหา นักจิตวิทยาสนใจศึกษาชีวประวัติของบุคคลด้วยเหตุผลที่ว่า ชีวประวัติบุคคลจะเป็นข้อมูลส าคัญที่ท าให้เรารู้จักบุคคลคนนั้นอย่างลึกซึ้งเพราะได้ทราบ เบื้องหลังความเป็นมาของชีวิต แหล่งที่จะได้ข้อมูลในการศึกษาชีวประวัติของบุคคล ได้แก่ (๑) การสอบถามบุคคลผู้เป็นเจ้าของประวัติ (๒) บันทึกของโรงเรียน (๓) จากการสอบถามบิดา มารดา ครู เพื่อน พี่น้องและบุคคลอื่นๆ ในบ้าน (๔) จากการสังเกตที่บ้าน ในโรงเรียน ในสนามเล่น ในถนน ในงานสังคมต่างๆ (๕) จากบันทึกประจ าวันที่เจ้าของประวัติบันทึกไว้ (๖) จากแบบทดสอบที่ใช้วัดบุคลิกภาพ ความสนใจ ทัศนคติ อารมณ์และอื่นๆ ๗) วิธีการสัมภาษณ์ (Interview) ปัจจุบันการสัมภาษณ์ถูกน ามาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในด้านการศึกษาการแสดง ความคิดเห็นในเรื่องสาธารณะการวิจัยตลาดและอื่นๆ ด้วยเทคนิคอันก้าวหน้าของการ สัมภาษณ์การเลือกตัวอย่างการหาข้อมูล ดังนั้น การสัมภาษณ์จึงกลายเป็นเครื่องมือส าคัญใน การศึกษาด้านจิตวิทยาการสัมภาษณ์มีส่วนคล้ายกับแบบสอบถามคือใช้วิธีถามตอบเพื่อให้ ได้รับความรู้หรือข้อมูลที่ต้องการแต่ต่างกับแบบสอบถามตรงที่การสัมภาษณ์เป็นการพูดคุย โดยตรงระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์ ส่วนแบบสอบถามเป็นลักษณะที่ผู้ตอบเขียน บรรยายความคิดเห็นของตนเองหลังค าถามไม่ต้องมีการพบปะกันโดยตรงระหว่างผู้ตอบ กับผู้ถามการสัมภาษณ์อาจท าได้ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นหมู่ มีวิธีด าเนินการ ดังนี้ (๑) ขั้นเตรียม ได้แก่การเตรียมสถานที่ ค าถาม นัดเวลา และสร้างความค้นเคยกับ ผู้ที่เราจะสัมภาษณ์ (๒) ขั้นสัมภาษณ์ ได้แก่ การเริ่มต้นสัมภาษณ์ตามที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า พยายาม ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้พูดและแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด (๓) ขั้นปิดสัมภาษณ์ ได้แก่การตัดสินใจยุติการสัมภาษณ์ เมื่อเห็นว ่าได้เรื ่อง ครบตามที่ต้องการแล้ว ควรจะใช้เทคนิคต่างๆ ให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกอยากจะสนทนาอีกในโอกาส ต่อไป การสัมภาษณ์ท าให้ได้ข้อมูลที่เที่ยงตรงดีกว่าการใช้แบบสอบถาม เพราะในระหว่างการ สัมภาษณ์ถ้ามีประเด็นใดที่ผู้ตอบยังตอบไม่ชัดเจน ผู้สัมภาษณ์สามารถที่จะถามเพิ่มเติมได้ ทันที


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔ ๑.๑๐ การประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาในทางพระพุทธศาสนา จิตวิทยาเป็นความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตและพฤติกรรมพร้อมทั้งการแก้ปัญหา ของมนุษย์ดังนั้น พุทธศาสนาก็คือจิตวิทยานั่นเอง เพราะเรื่องใหญ่ ๒ เรื่องในพระพุทธศาสนา คือเรื่องกรรม หรือเรื่องพฤติกรรมที่เป็นการแสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางจิตใจของ มนุษย์ที่พระพุทธศาสนาให้ความส าคัญในระดับที่บุคคลจะต้องรู้ เห็น เข้าใจ จนแสดงออก หรือกระท าให้ถูกต้อง ที่ท่านเรียกว่า สิกขา หรือ การศึกษา ซึ่งเป็นการพัฒนาพฤติกรรมของ มนุษย์ให้เว้นจากแสดงพฤติกรรมที่เป็นอกุศล (อกุศลกรรม) ให้เป็นการแสดงพฤติกรรมที่เป็น กุศล (กุศลกรรม) โดยการศึกษาในทางพระพุทธศาสนา ก็คือกระบวนการถ่ายทอด และ กระบวนการถ่ายทอดทางพระพุทธศาสนาก็เป็นกระบวนการทางจิตวิทยานั่นเองการที่นักจิตวิทยา จะพัฒนาและแก้ปัญหาพฤติกรรมของมนุษย์ได้ต้องมีความเข้าใจ ๒ ระดับ คือเข้าใจความ เป็นจริง หรือ ศาสตร์ของจิต และความเข้าใจในการจัดองค์ประกอบ ในกระบวนการพัฒนาให้สอดคล้องกับความเป็นจริง พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวว่า “ผู้ที่จะจัดตั้งวินัยต้องมีปัญญา ๒ ขั้น คือปัญญาที่รู้เข้าใจความจริงทั้งหลาย(ธรรม) และปัญญาที่สามารถจัดตั้งวางระเบียบระบบในสังคมมนุษย์ ให้สอดคล้องกับความจริงนั้น (วินัย)” ๑๔ ลักษณะของผู้น าต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดแตกต่างจากลูกน้อง กลุ่มต้องเน้น การลงมือปฏิบัติด้วยความรวดเร็ว ไม่กลัวผิด ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง รู้จักบริหาร ความเปลี่ยนแปลง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นกับ ผู้อื่น ต้องหนักแน่น ไม่หูเบา ต้องไม่ตัดสินใครถูกผิดตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ ไม่ท าให้ลูกน้องกลัว ต้องเข้าใจลูกน้องรู้จักลูกน้องแต่ละคน มีน้ าใจกับลูกน้องมีจิตวิทยา พร้อมให้ค าแนะน า ชี้แนะลูกน้อง ให้อภัย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เห็นคุณค่าของคน ให้ โอกาสคน ต้องรู้จักตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง รู้จักแก้ไขข้อบกพร่องตนเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนเปลี่ยนแปลงคนอื่น๑๕ เช่น การใช้หลักพรหมวิหารธรรม ๔ และ จริต ๖ ในการบริหารงาน ขององค์กร เป็นต้น พระพุทธศาสนามีองค์ความรู้และกระบวนการพัฒนาที่เป็นจิตวิทยาสากล ในการท าความเข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานความเป็นมาและเป็นไปของชีวิต ตลอดจนค าอธิบายผลแห่งการกระท าทั้งทางบวกและลบของบุคคล สามารถท านายเหตุแห่ง อนาคตที่เกิดจากเหตุในอดีตและปัจจุบันด้วยหลักแห่งพุทธิปัญญา จนท าให้เกิดพฤติกรรม ที่พึงประสงค์และด าเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าสู่จุดหมายปลายทางได้ ๑๔ ชัยสิทธิ์ ทองบริสุทธิ์, พุทธศาสนากับจิตวิทยา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://kengkkoo.blogspot.com/2013/03/blog-post_2528.html. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗]. ๑๕ นพพร เทพสิทธา, ธรรมเสวนา พุทธจิตวิทยา กับ การศึกษาและการแนะแนวยุคใหม่, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.slideshare.net/Taweedham_Dhamtawee/2013-0819-v1. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕ สรุปท้ายบท การศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยา จะท าให้มนุษย์เข้าใจพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น มากยิ่งขึ้น การเข้าใจตนเองและผู้อื่นจะท าให้มนุษย์สามารถบริหารจัดการชีวิตของตนเองได้ ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทสภาพแวดล้อมในสังคมซึ่งจะท าให้มนุษย์เกิดความเจริญงอกงาม จากการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองให้มีคุณค่า สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และสามารถ ปรับตัว ปรับใจ ต่อสิ่งที่เข้ามากระทบอารมณ์ความรู้สึก โดยไม่ทุกข์ไปกับการเปลี่ยนแปลง นั้นจนสูญเสียความสมดุลแห ่งชีวิต ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของโลกด้วย และมีความสุขตามอัตภาพของตนเอง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖ ค าถามท้ายบท ๑. จงบอกความหมายของจิตวิทยามาพอสังเขป ๒. จงบอกจุดมุ่งหมายและความส าคัญของจิตวิทยามาพอสังเขป ๓. จงบอกระเบียบวิธีการศึกษาทางจิตวิทยามาอย่างน้อย ๓ วิธีการ ๔. จงบอกแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ มาอย่างน้อย ๓ กลุ่ม ๕. จงบอกความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยากับศาสตร์อื่นๆ อย่างน้อย ๒ สาขาวิชา ๖. จงบอกขอบข่ายและสาขาต่างๆ ของจิตวิทยาประยุกต์มาอย่างละ ๕ ประเภท ๗. จงยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักจิตวิทยาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของ พระพุทธเจ้าสมัยพุทธกาล หรือในยุคปัจจุบัน จ านวน ๑ ตัวอย่าง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : ณัฐภร อินทุยศ. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย,๒๕๕๖. ไพบูลย์ เทวรักษ์. จิตวิทยาศึกษาพฤติกรรมภายนอกและภายใน. กรุงเทพมหานคร : เอส.ดี. เพรส, ๒๕๓๗ นิภาภัทร อยู่พุ่ม และคณะ. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา SN ๑๑๐๓ จิตวิทยาและ พัฒนาการมนุษย์ (Psychology and Human Development). คณะ พยาบาลศาสตร์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น. ขอนแก่น : เอ็มมี่ ก๊อปปี้ เซนเตอร์, ๒๕๕๖. ปราณี รามสูต. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์สถาบันราชภัฏธนบุรี, ๒๕๔๒ มุกดา ศรียงค์. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๒. วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร : ทริปเพิ้ลกรุ๊บ, ๒๕๔๙. วิทยากร เชียงกูล. อธิบายศัพท์จิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง. กรุงเทพมหานคร: สายธาร, ๒๕๕๒. สงคราม เชาวน์ศิลป์. จิตวิทยาทั่วไป. เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๓๕. (๒) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: หน่วยที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา-ตรัง เขต ๑ .[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http:/www.trg1.obec.go.th/news_file/p66940112048.doc. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗] ชัยสิทธิ์ ทองบริสุทธิ์. พุทธศาสนากับจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://kengkkoo. blogspot.com/2013/03/blog-post_2528.html. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗]. นพพร เทพสิทธา. ธรรมเสวนา พุทธจิตวิทยา กับ การศึกษาและการแนะแนวยุคใหม่. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.slideshare.net/Taweedham_ Dhamtawee/2013-0819-v1. [๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘ American Psychological Association (APA).An introduction to the fields of psychology. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://maxweber.hunter.cuny.edu/ ~bseegmil/hdbk/fields.htm. [March 10, 2014]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : Feldman. R. S. Understanding Psychology. 4 thed, New York: McGraw Hill,Inc.,1996. Halonen. J. S. and Santrock. J. W. Psychology. 2nded, Boston: The McGraw-Hill Companies,Inc.,1996. Matlin. M. W. Psychology. 2 nded, Holt Rinehartand Winston, Inc.,1995. Roediger. Psychology. 2 nded, Little, Brown And Company.,1987. Sternberg,R. J. Psychology. 4thed, (The United States of America : Thomson Wadsworth.,2004. Weiten,W.and Lloyd,M.A. Psychology Applied to Modern Life. Canada: Thomson Wadswarth., 2006.


บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก (Western Psychology Theory) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธิบายโลกทัศน์จิตวิทยาแนวตะวันตกได้ ๒. อธิบายความเป็นมาของทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตกกลุ่มต่างๆ ได้ ๓. อธิบายสาระส าคัญของทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตกกลุ่มต่างๆ ได้ ๔. บอกวิธีการประยุกต์ใช้แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตกของกลุ่ม ต่างๆได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท โลกทัศน์จิตวิทยาแนวตะวันตก ความเป็นมาและแนวคิดส าคัญของกลุ่มแนวคิดจิตวิทยาตะวันตก ได้แก่ - กลุ่มโครงสร้างนิยม (Structuralism) - กลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) - กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) - กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) - กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) - กลุ่มการรู้คิด (Cognitive Psychology)


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐ ๒.๑ โลกทัศน์จิตวิทยาแนวตะวันตก ปัจจุบันกระบวนทัศน์หรือกระบวนความคิดของชาวตะวันตกในการเข้าถึงความ จริงแท้ของชีวิต ธรรมชาติ และจักรวาล อยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของกลุ่มนักปราชญ์สาม ท่านคือ อริสโตเติล เพลโต และโสเครตีส ดังนั้น การท าความเข้าใจระบบความคิดของ ชาวตะวันตกรวมทั้งคนในโลก จึงจ าเป็นที่จะต้องท าความเข้าใจกระบวนความคิดของ นักปราชญ์กลุ่มดังกล่าว ที่เรียกว่า “กระบวนความคิดแบบวิเคราะห์และตัดสินค่า” หมายถึงวิธีการศึกษาและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นชิ้นๆ จนกระทั่งถึงจุดย่อย หรืออณูซึ่งไม่สามารถแยกออกได้อีกแล้วท าการตัดสินว่าอณูนั้นคือความจริงแท้ของโลกและ จักรวาล วิธีการศึกษาและวิเคราะห์เช่นนี้คือการพยายามเค้นหาส่วนเสียด้วยหวังว่าเมื่อพบ ส่วนเสียแล้วมันจะถูกก าจัดออกไปส่วนที่เหลือคือแก่นแท้ของปรากฏการณ์เช่น ศึกษานาย ก. ว่ามีจุดเสียหรือไม่ดีตรงไหน/อย่างไรเมื่อก าจัดจุดเสียของนาย ก. ออกไปก็จะเหลือเป็น ส่วนที่ดีของ นาย ก. แต่เมื่อรู้จุดเสียแล้ว แต่ไม่สามารถบอกวิธีการปรับปรุงตัวว่าควรท า อย่างไร ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า กระบวนความคิดแบบวิเคราะห์และตัดสินค่าไม่อาจท าให้ คนเข้าถึงความจริงได้๑ โลกทัศน์ตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อกระบวนความคิดและพฤติกรรม ของชาวตะวันตก๒ มีสองประการ ได้แก่ ๑.โลกทัศน์ว่าโลกเที่ยง (Essentialism) และ ๒.โลก ทัศน์ว่าตายแล้วสูญ (Nihilism) โดยมีสาระส าคัญพอสังเขป ดังนี้ ๑) โลกทัศน์ว่าโลกเที่ยง (Essentialism) หรือความเชื่อที่ว่า การเกิดขึ้นของ มนุษย์ สรรพสัตว์ สภาพแวดล้อม โลก และจักรวาล เกิดจากการสร้างหรือบันดาลของ พระเจ้าซึ่งเป็นปฐมเหตุของสรรพสิ่งและเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน โลกทัศน์นี้เชื่อว่าผู้ที่เชื่อ พระเจ้าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็จะไปเกิดกับพระเจ้าชั่วนิรันดร์หลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิดอย่างสิ้นเชิง หากมองในแง่หนึ่งแล้วจะเห็นว่าโลกทัศน์นี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนายิว และคริสเตียน (Judeo-Christian Tradition) นั่นคือศาสนายิวและคริสเตียนมีความเชื่อว่า พระเจ้าเป็นปฐมเหตุของโลก มีชีวิตที่เป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร์และหลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิดจากวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง โลกทัศน์นี้ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชาวตะวันตก ส ่วนใหญ ่ แม้ปัจจุบันกระแสความนิยมในศาสนจักรของคนในตะวันตกจะซบเซาลง อย่างเห็นได้ชัดแต่โลกทัศน์เช่นนี้ก็ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใต้ส านึกของบรรดาชาวตะวันตกเป็น จ านวนมาก ๒) โลกทัศน์ว่าตายแล้วสูญ (Nihilism) ชาวตะวันตกกลุ่มนี้ มีความเชื่อว่า เมื่อ คนเราสิ้นชีวิตและสมองหยุดท างาน ทุกอย่างก็จะสิ้นสุด ไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป มีข้อสังเกต ๑ พระมหาสุภา ชิโนรโส, กระบวนความคิดตะวันตก, ใน “มองตะวันตกจากสายตาคน ตะวันออก”, (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๔๘), หน้า ๑๓๑ -๑๓๒. ๒ พระมหาสุภา ชิโนรโส. โลกทัศน์ของคนตะวันตก, หน้า ๔๓-๔๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑ ว่า โลกทัศน์เช่นนี้ มีอิทธิพลอย่างสูงต่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมอง จะมีความเชื่อในโลกทัศน์นี้อย่างแรง มีข้อสังเกตว่าการที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกกระแสหลัก มีความเชื่อเรื่องโลกสูญเพราะ ได้รับอิทธิพลแนวคิดจากปรมาจารย์ของตนเอง คือ ท่านเดคาร์ท (Descartes) ๓ ท่านเป็น นักวิทยาศาสตร์และปรัชญามีชื่อของตะวันตก ซึ่งมีความเชื่อว่า “โลกและจักรวาลรวมทั้ง มนุษย์เป็นเพียงกระบวนการท างานของวัตถุ ส่วนเรื่องจิตใจเป็นเพียงปฏิกิริยาที่สะท้อน ออกมาจากการท างานของสมองเท่านั้น” ความเชื่อเช่นนี้ถูกฝังลึกในจิตใต้ส านึกของกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักชาวตะวันตกยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาโลกทัศน์ทั้งสองประการของชาวตะวันตกแล้วจะเห็นว่า โลกทัศน์ เหล่านี้ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกัน คือ กลุ่มที่มีความเชื่อในศาสนจักรเชื่อว่า “โลกและ จักรวาล ไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อมนุษย์ตายทุกอย่างก็สูญ” ปัจจุบันโลกทัศน์ของกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์จะได้รับความนิยมจากบรรดากลุ่มชาวตะวันตกและคนทั่วโลกมากกว่าโลก ทัศน์ของกลุ่มศาสนจักร อย่างไรก็ตามไม่ว่าโลกทัศน์ทั้งสองประการจะมีความแตกต่างกัน หรือไม่ หรือโลกทัศน์ใดโลกทัศน์หนึ่งจะถูกต้องมากกว่ากันก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ กลุ่มที่ เชื่อว่า “โลกเที่ยง” และกลุ่มที่เชื่อว่า “โลกสูญ” ต่างก็ยึดมั่นถือมั่นว่า โลกทัศน์และความเชื่อ ของตนเองเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเที่ยงแท้ และวิเศษกว่าโลกทัศน์อื่นๆ (ทิฎฐุปาทาน) เมื่อ ชาวตะวันตกเหล่านี้ ต่างก็มีความยึดมั่นผูกพันในโลกทัศน์ของตนเอง กลุ่มคนเหล่านั้นจึงไม่ สามารถหลุดรอดจากวงจรของความทุกข์ไปได้ นั่นคือ เมื่อคนเกิดความยึดมั่นถือมั่นต่อโลก ทัศน์ใดโลกทัศน์หนึ่ง ก็จะคิดว่าตนเองกลายเป็นส่วนเดียวกันกับสิ่งที่ตนเองยึดมั่นผูกพัน เมื่อ กลายเป็นสิ่งนั้นเสียแล้ว ก็จะต้องพยายามรักษาให้เป็นตลอดรอดฝั่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว คนเราจะเป็นอะไรตลอดไปไม่ได้เพราะสรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (อนิจจัง) ก็เพราะ การเปลี่ยนเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งนี่เอง ผู้ที่ยึดมั่นผูกพันในโลกทัศน์เหล่านั้นจึงไม่อาจหนี ความทุกข์ไปได้ ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเทียบว่า กลุ่มคนที่ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิ หรือ โลกทัศน์ทั้งปวงจึงเป็นเหมือนกับปลาที่ติดอยู่ในข่ายอันกว้างใหญ่แม้จะโผล่จากน้ าขึ้นมา หายใจบ้างแต่ก็โผล่ขึ้นภายในกรอบแห่งข่ายอันกว้างใหญ่นั่นเองไม่สามารถหลุดรอดไปได้ ๓ เดสคาร์ท (Descartes) เป็นปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่เป็นปรมาจารย์ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ วัตถุนิยม มีความเชื่อว่าจิตวิญญาณและร่างกายเป็นอิสระแยกจากกัน ท่านมีความเชื่อว่าร่างกายหรือวัตถุ เท่านั้นเป็นสิ่งมีอยู่จริง ส่วนเรื่องจิตวิญญาณเป็นเพียงความเชื่อที่เลื่อนลอยไม่อ้างพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ ดังนั้น พวกกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกจึงไม่สนใจการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณอย่าง จริงจัง ดูรายละเอียดใน พระมหาสุภา ชิโนรโส .ชาวตะวันตกกับการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ. ใน “มอง ตะวันตกจากสายตาคนตะวันออก”, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒ พระพุทธองค์จึงเสนอวิธีการเอาตัวรอดจากความยึดมั่นผูกพันต่อโลกทัศน์เหล่านั้น คือ ให้เกิด ความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า โลกทัศน์เหล่านี้เป็นเพียงกรอบในการเข้าใจโลกด้านหนึ่ง เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโลกทัศน์เหล่านั้น เมื่อเกิดความเข้าใจตามจริงเช่นนี้แล้ว ความยึด มั่นถือมั่นในโลกทัศน์เหล่านี้จะผ่อนคลายลง ส่งผลให้ลดความทุกข์ลงได้หรือพ้นทุกข์ได้ใน ที่สุด แต่ความเข้าใจตามเป็นจริงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เห็นยากและเข้าใจยาก เพราะไม่อาจ คาดการณ์หรือหยั่งเห็นได้ด้วยความคิดแต่เกิดจากการปฏิบัติเท่านั้น จากประวัติศาสตร์แนวคิดของชาวตะวันตกดังกล่าวมาข้างต้น จึงน ามาสู่การท า ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตใจ จิตวิญญาณ และพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีมุมมองแตกต่างกันไปของ นักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ และเป็นจุดก าเนิดของแนวคิดทางจิตวิทยาในโลกตะวันตก ซึ่งจะได้ น าเสนอไปตามล าดับ ดังนี้ ๒.๒ ความเป็นมาของกลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยาตะวันตก กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา (Schools of Psychology) หมายถึง แนวคิด ทฤษฎีที่ ส าคัญและระเบียบวิธีการทางจิตวิทยาเพื่อสะดวกในการท าความเข้าใจและเปรียบเทียบ ความแตกต่างและความคล้ายคลึงของกลุ่มเป็นการจัดระเบียบแนวคิดให้เป็นหมวดหมู่ตาม ความเชื่อและวิธีการศึกษา โดยจัดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้๔ ๑) กลุ่มโครงของจิต หรือ กลุ่มโครงสร้างนิยม (Structuralism) ๒) กลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) ๓) กลุ่ม พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ๔) กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ๕) กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ๖) กลุ่มการรู้คิด (Cognitive Psychology) โดยในแต่ละกลุ่มแนวคิด จะได้ อธิบายความพอสังเขป เพื่อเป็นพื้นฐานในการท าความเข้าใจต่อไป ดังนี้ ๑) กลุ่มโครงสร้างของจิต หรือ กลุ่มโครงสร้างนิยม (Structuralism) กลุ่มโครงสร้างของจิต (Introspective Psychology) หรือบางทีเรียกกลุ่ม โครงสร้างนิยม หรือ กลุ่มแนวความคิดโครงสร้าง หรือ แนวทัศนะโครงสร้างแห่งจิต มีชื่อ เรียกหลายชื่อ แต่ในที่นี้จะเรียกชื่อว่า กลุ่มโครงสร้างของจิต เกิดขึ้นในประเทศเยอรมัน เมื่อ ค.ศ.๑๘๗๙ มีรากฐานแนวความคิดพื้นฐานเบื้องต้นจากแนวความคิดของนักปรัชญาคน ส าคัญๆ หลายท่าน เช่น พลาโต และอริสโตเติล เป็นต้น จิตวิทยาในกลุ่มนี้นับว่าเป็นกลุ่ม บุกเบิกวงการจิตวิทยาให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งคือ วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นต์(Wilhelm Wundt,๑๘๓๒- ๑๙๒๐) ๔ บทที่ ๒ กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http//www.educbkkthon.com/.../บทที่ ๒ กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓ กลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) ได้พยายามแยกองค์ประกอบของจิตหรือ จิตธาตุออกมาพิจารณาเป็นส่วนย่อยๆ นักจิตวิทยาทั่วๆ ไป จึงเรียกชื่อกลุ่มนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “จิตวิทยาที่ว่าด้วยองค์ประกอบของจิต” (Faculty Psychology) แผนภาพที่ ๑ : วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นต์(Wilhelm Wundt,๑๘๓๒- ๑๙๒๐) ๕ ความเชื่อที่ส าคัญเบื้องต้น (Basic assumption) ที่เป็นมูลเหตุให้นักจิตวิทยากลุ่ม โครงสร้างของจิต (Structuralism) มีความสนใจมุ่งศึกษาเรื่องจิตธาตุ คือ เชื่อว่ามนุษย์ ประกอบด้วยสองส่วนคือ ร่างกาย (body) และจิตใจ (mind) ซึ่งทั้งร่างกายและจิตใจต่างก็ เป็นอิสระแก่กัน ต่างก็ท างานสัมพันธ์กัน ดังนั้นพฤติกรรม (Behavior) ของบุคคลจึงเกิดจาก การกระท าของร่างกาย ซึ่งการกระท าของร่างกายนั้นย่อมเกิดจากการควบคุมและสั่งการของ จิตใจนั่นเอง แนวความคิดนี้เกิดจากเรื่องจิตธาตุนั่นเอง แต่เนื่องจากจิตวิทยากลุ่มโครงสร้าง ของจิตเชื่อว่าโครงสร้างของจิตประกอบด้วย จิตธาตุ (Mental Elements) ซึ่งจิตธาตุ ประกอบด้วยธาตุสามชนิด คือ ๑) การรับสัมผัส (Sensation) ๒) ความรู้สึก (Feeling) และ ๓) จินตนาการหรือมโนภาพ (Image) เมื่อจิตธาตุทั้งสามชนิดนี้มาสัมพันธ์กันภายใต้ สถานการณ์แวดล้อมที่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดรูปจิตผสมขึ้นและจิตผสมนี้เองท าให้บุคคลเกิด ความคิด (Thinking) อารมณ์ (Emotion) ความจ า (Memory) และการหาเหตุผลหรือ สาเหตุ (Reasoning) และอื่นๆ เป็นต้น หากเปรียบเทียบกับสูตรทางเคมีคงคล้ายกับสูตรเคมี ของน้ าที่เกิดจากโฮโดรเจนรวมตัวกับออกซิเจนภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสมและความกดดันที่ พอดีก็จะได้เป็นน้ านั่นเอง อิทธิพลและบทบาทที่ส าคัญของแนวคิดจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) คือ ๕ ที่มาของภาพ วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นต์ (Wilhelm Wundt, ๑๘๓๒-๑๙๒๐). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?q=Wilhelm+Max+Wundt&tbm. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔ (๑) ความเชื่อในเรื่ององค์ประกอบของบุคคลซึ่งนักจิตวิทยายอมรับว่าบุคคล ประกอบ ด้วยร่างกายและจิตใจ โดยจิตใจยังแบ่งย่อยๆ ได้เช่น ส่วนที่เกี่ยวกับการคิด ส่วนที่ เกี่ยวกับความจ าส่วนที่เกี่ยวกับความรักสวยรักงาม เป็นต้น (๒) การยอมรับเอาระเบียบวิธีการที่ว่าด้วย การแยกจิตออกฝึกเป็นส่วนๆ (Method of Mental of Formal Discipline) สามารถน ามาใช้ในการจัดการศึกษากล่าวคือ นัก การศึกษาเชื่อว่าบุคคลมีลักษณะอย่างเดียวกับวัตถุ (Material) หรือเครื่องจักรกลหาก ต้องการฝึกจิตธาตุส่วนใดให้มีความสามารถต้องฝึกฝนเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะเช่น การฝึกทักษะ ด้านความจ าบุคคลก็ต้องฝึกให้ท่องจ า ด้านการคิดต้องให้เรียนวิชาที่ส่งเสริมการคิดต่างๆ ได้แก่คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์เป็นต้น ทั้งนี้เพราะความเชื่อที่ว่าจิตของคนเราแยกออกเป็น ส่วนๆ ดังนั้นถ้าต้องการให้ส่วนไหนมีความสามารถ มีทักษะทางใดก็ต้องมุ่งฝึกส่วนนั้นมาก เป็นพิเศษบุคคลก็จะมีความช านาญด้านนั้นๆ ตามที่ต้องการ เช่นปัจจุบันมีการฝึกคณิตคิดเร็ว ใช้ชื่อเรียกต่างกันเช่น จินตคณิต เป็นต้น๖ ๒) กลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) ผู้น าของกลุ่มนี้ คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) และ วิลเลียม เจมส์ (William James) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๐ ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความสนใจที่จะศึกษา เกี่ยวกับพฤติกรรมภายในเช่นเดียวกับกลุ่มทฤษฏีโครงสร้างของจิตส่วนที่แตกต่างกันคือกลุ่ม โครงสร้างของจิต (Structuralism) มีความสนใจมุ่งศึกษาให้เข้าใจส่วนประกอบของจิตหรือ จิตธาตุ ส่วนกลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) มุ่งศึกษาให้เข้าใจหน้าที่ของจิต กระบวนการทางสมอง เช่น การนึก การคิด เป็นหน้าที่ของจิตที่บัญชาให้บุคคลปรับตัวให้เข้า กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า บุคคลสวมเสื้อผ้าเพราะจิตสั่งให้สวมเพื่อความอบอุ่นและเข้ากับ สภาพสังคม นั่นคือ เป็นหน้าที่ (Function) ของมนุษย์ที่จะต้องท า สิ่งที่บังคับให้ท าก็คือ ความต้องการที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม หรือปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตน จึงพอ สรุปหน้าที่ของจิตได้ว่า “จิตมีหน้าที่ในการควบคุมกระบวนการกระท ากิจกรรมต่างๆ ของ ร่างกายในอันที่จะปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ๖ แนวคิดจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.juthateppitschool.blogspot.com/2013/08/structuralism-introspective-psycho logy.html. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕ แผนภาพที่ ๒ : จอห์น ดิวอี้ (John Dewey ,๑๘๕๙ – ๑๙๕๒) ๗ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ให้ความส าคัญกับหน้าที่ของจิตและกระบวนการที่ส่งผลต่อการ แสดงออกของบุคคลโดยทฤษฏีของกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution) ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) ที่อธิบายถึงความสามารถในการปรับ สภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้สามารถด ารงอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่คงอยู่ หรือ เปลี่ยนไปดังนั้นมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งก็ย่อมที่จะพยายามปรับตัวเข้าหาสิ่งแวดล้อมซึ่ง เป็นผลจากกระบวนการท างานของจิตนั่นเอง วิลเลียม เจมส์ (William James, ๑๘๔๒– ๑๙๑๐) เชื่อว่า สัญชาตญาณ (Instinct) เป็นลักษณะหรือสาเหตุส าคัญที่ท าให้คนเราปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้นักจิตวิทยาชื่อจอห์น ดิวอี้ (John Dewey , ๑๘๕๙–๑๙๕๒) เชื่อว่าประสบการณ์ (Experience) เป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้คนปรับตัวต่อ สิ่งแวดล้อม นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงมุ่งศึกษาวิธีการเรียนรู้ การจูงใจ การแก้ปัญหา ตลอดจน ความจ าของคนเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้โดยสามารถสรุปแนวความคิด ของกลุ่มหน้าที่นิยม (Functionalism) ได้เป็น ๒ ประการคือ (๑) การแสดงออกของคนเราเป็นภาพรวมการแสดงออก (Thetotal activities) เพื่อ ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในการศึกษาจิตใจคน ก็ต้องศึกษาการแสดงออกของ บุคคลในสถานการณ์นั้นๆ (๒) การกระท าหรือการแสดงออกทั้งหมดขึ้นอยู่หรือเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของ แต่ละคน (The experience individual) พฤติกรรมของคนจึงแตกต่างกัน แนวคิดของกลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) มีอิทธิพลมากต่อวงการศึกษา ปัจจุบัน เนื่องจากความมุ่งหมายของการศึกษาประการหนึ่งก็คือ เพื่อให้มนุษย์ด ารงชีวิตอยู่ ๗ ที่มาของภาพ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey, ๑๘๕๙-๑๙๕๒) [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖ ในสังคมได้ด้วยความผาสุกและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งได้กลายมาเป็น จุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ส าคัญว่า “การศึกษาคือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม” วิธีการเรียนการสอนต้องให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์มากที่สุดจึงจะท าให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และเข้าใจ ๓) กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) แยกตัวมาจากกลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) แนวโน้มแนวความคิดของกลุ่มนี้เปลี่ยนจากเรื่องจิตมาเป็นเรื่องของ พฤติกรรมล้วนๆ โดยเห็นว่าพฤติกรรมที่ปรากฏและสามารถสังเกตได้เท่านั้นเป็นเรื่องส าคัญ ที่ควรศึกษาในจิตวิทยา ทิศนา แขมมณี๘ กล่าวไว้ว่า นักจิตวิทยาในกลุ่มพฤติกรรมนิยมมองธรรมชาติของ มนุษย์ในลักษณะเป็นกลาง คือ ไม่ดี ไม่เลว (neutral-passive) การกระท าต่างๆ เกิดจาก อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus-response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความส าคัญกับ “พฤติกรรม” มาก เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ สังเกตเห็นได้ สามารถวัดและทดสอบได้ ผู้น าของกลุ่มคือ จอห์น บี.วัตสัน (John B. Watson, ๑๘๗๘–๑๙๕๘) ที่มีความคิด ว่า พฤติกรรมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของสิ่งเร้าและการตอบสนอง การศึกษาสิ่งเร้า และ การตอบสนองจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมได้ แผนภาพที่ ๓ : จอห์น บี.วิตสัน (John B. Watson, ๑๘๗๘–๑๙๕๘) ๙ ๘ ทิศนา แขมมณี, “องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ”, ศาสตร์การ สอน, (ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๘), หน้า ๕๐. ๙ จอห์น บี.วิตสัน (John B. Watson, ๑๘๗๘–๑๙๕๘), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?q. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗ สิ่งเร้า (Stimulus) คือสิ่งที่มากระตุ้นให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองเกิดเป็น พฤติกรรมขึ้นหรือ หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น เห็นคนก าลังกินส้มต า หรือ มะม่วงน้ าปลาหวาน หรือกินส้ม แล้ว น้ าลายไหลในที่นี้ ส้มต า หรือ มะม่วงน้ าปลาหวาน หรือ ส้ม กระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาน้ าลายไหลเป็น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้ เห็น เรียกได้ว่า ส้มต า หรือ มะม่วงน้ าปลาหวาน หรือ ส้มเป็น สิ่งเร้า (Stimulus) การตอบสนอง (Response) คือ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยสิ่งกระตุ้น ตัวอย่างเช่น กรณีข้างต้น น้ าลายไหลเกิดขึ้น จากการที่ได้เห็น ตัวกระตุ้น หรือสิ่งเร้า คือ ส้มต า หรือ มะม่วงน้ าปลาหวาน หรือ ส้ม เพราะฉะนั้น เรียกได้ว่าน้ าลายไหล เป็น การตอบสนอง (Response) แนวคิดจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ประกอบด้วยแนวคิดส าคัญๆ ๓ แนว ด้วยกัน๑๐ คือ (๑) ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Classical Connectionism) ของธอร์นไดค์ (Thorndike) มีความเชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรูปแบบ การตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรู้แล้ว บุคคลจะใช้รูปแบบ การตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูปแบบและจะพยายามใช้รูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าใน การเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึงเน้นที่การเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้เรียนแบบลองผิดลองถูกบ้าง มีการส ารวจความพร้อมของผู้เรียนซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็นที่ ต้องกระท าก่อนการสอนบทเรียน เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วครูควรฝึกให้ผู้เรียนฝึกการน า การเรียนรู้นั้นไปใช้บ่อยๆ การศึกษาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าหรือรางวัลที่ผู้เรียนพึงพอใจจึงเป็นสิ่ง ส าคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (๒) ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) ประกอบด้วยทฤษฏีย่อย ๔ ทฤษฏีดังนี้ (๒.๑) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติของพาฟลอฟ (Pavlov’s Classical Conditioning) เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข สรุปแนวคิดตามทฤษฏีนี้ได้ว่า การ เรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (๒.๒) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติของวัตสัน (Watson’s Classical Conditioning) เน้นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเช่นกัน สรุปแนวคิดได้ว่า การ เรียนรู้จะคงทนถาวรหากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ าเสมอ ๑๐ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.2woothinan081.blogspot.com/2011/07/behaviorism.htm. [๒ กันยายน ๒๕๕๖]


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘ (๒.๓) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบต่อเนื่องของกัทธรี (Guthrie’s Contiguous Conditioning) เน้นหลักการจูงใจ สรุปแนวคิดนี้ได้ว่า การเรียนรู้เมื่อเกิดขึ้นแล้วแม้เพียงครั้ง เดียว ก็นับว่าได้เรียนรู้แล้วไม่จ าเป็นต้องท าซ้ าอีก (๒.๔) ทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์ของสกินเนอร์ (Skinner’s Operant Conditioning) เน้นการเสริมแรงหรือให้รางวัล สรุปแนวคิดนี้ได้ว่า การกระท าใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรงจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนท าให้การ ตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึงเน้นที่ การเสนอสิ่งเร้าในการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการแสริมแรงหรือให้ รางวัลเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจที่จะเรียนรู้ (๓) ทฤษฏีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory) มี ความเชื่อว่าถ้าร่างกายเมื่อยล้า การเรียนรู้จะลดลง การตอบสนองต่อการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ ดีที่สุดเมื่อได้รับแรงเสริมในเวลาใกล้บรรลุเป้าหมาย หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏี นี้จึงมักค านึงถึงความพร้อม ความสามารถและเวลาที่ผู้เรียนจะเรียนได้ดีที่สุด การจัดการ เรียนการสอนควรให้ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบสนองระดับความสามารถของผู้เรียน การน าแนวคิดจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา เช่น การน าไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน๑๑ โดยค านึงถึงสิ่งต่อไปนี้ (๓.๑) ในการสอน การให้การเสริมแรงหลังการตอบสนองที่เหมาะสมของเด็กจะ ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองที่เหมาะสมนั้น (๓.๒) การเว้นระยะการเสริมแรงอย่างไม่เป็นระบบ หรือเปลี่ยนรูปแบบการ เสริมแรงจะช่วยให้การตอบสนองของผู้เรียนคงทนถาวร (๓.๓) การลงโทษที่รุนแรงเกินไป มีผลเสียมาก ผู้เรียนอาจไม่ได้เรียนรู้หรือจ าสิ่งที่ เรียนรู้ไม่ได้ ควรใช้วิธีการงดการเสริมแรงเมื่อผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ (๓.๔) หากต้องการเปลี่ยนพฤติกรรม หรือปลูกฝังนิสัยให้แก่ผู้เรียน ควรแยกแยะ ขั้นตอนของปฏิกิริยาตอบสนองออกเป็นล าดับขั้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถ ของผู้เรียน และจึงพิจารณาแรงเสริมที่จะให้แก่ผู้เรียน นอกจากนี้ การตั้งจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมจะต้องตั้งจุดมุ่งหมายไปในรูปของ พฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนส าหรับในห้องเรียนนั้น และตัวเสริมแรงที่มีความส าคัญ อย่างยิ่งก็ คือ ตัวเสริมแรงทุติยภูมิ ซึ่งได้แก่ การแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม การชมเชยจากผู้สอน คะแนนความรู้สึกที่ได้รับ ความส าเร็จและโอกาสที่ได้ท าในสิ่งที่ต้องการ เป็นต้น ในการเรียน การสอนผู้สอนจะต้องให้ตัวเสริมแรงเหล่านี้อย่างเหมาะสมการจัดสถานการณ์เพื่อให้ผู้เรียน ๑๑ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. 2woothinan081.blogspot.com/2011/07/behaviorism.htm. [๒ กันยายน ๒๕๕๖].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙ ได้ผลตอบแทนที่พึงประสงค์ เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่งแทนการติดบุหรี่ การจัดโปรแกรมการ เรียนการสอนแบบส าเร็จรูป สกินเนอร์เชื่อว่า ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของแต่ละบุคคล โอกาสในการฝึกฝนของแต่ละคน แรงจูงใจ (รางวัล หรือสิ่งสนับสนุนรวมทั้งก าลังใจ) ซึ่งจ าเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้ ส่วนการ ลงโทษจะให้ผลตรงข้าม การมีประสบการณ์ในการเผชิญกับปัญหาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน มาก่อนก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย กว่าการแก้ปัญหาใหม่ และ การถ่ายทอดการเรียนรู้ที่ดี จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจสิ่งที่ต้องเรียนรู้ได้ดี ๔) กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เป็นกลุ่มจิตวิทยาที่มีบทบาทและความส าคัญต่อวงการจิตวิทยาผู้ก่อตั้งกลุ่มนี้ คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวเวียนนา ซึ่งได้ศึกษาวิเคราะห์จิต ของ มนุษย์ และอธิบายว่าพลังงานจิตท าหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์๑๒ แผนภาพที่ ๔ : ระดับของจิตใจตามแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)๑๓ ฟรอยด์แบ่งจิตใจเป็น ๓ ระดับ (Three Levels of Consciousness) โดยอุปมา เปรียบเทียบเสมือนก้อนน้ าแข็งลอยอยู่ในทะเล ดังนี้ (๑) จิตส านึก หรือจิตรู้ส านึก (Conscious mind) หมายถึงภาวะจิตที่รู้ตัวอยู่ ได้แก่ การแสดงพฤติกรรม เพื่อให้ สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริงคือ สภาวะที่มีสติ รู้ตัว รู้ว่าก าลังท าอะไรอยู่หรือก าลังจะท าอะไรรู้จักตัวเองว่าเป็นใคร ต้องการอะไร ท าอะไร ๑๒ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://forum.plus.in.th/ index.php?topic=91.0. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗] ๑๓ ระดับของจิตใจตามแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๐ อยู่ที่ไหน ก าลังรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งใด การแสดงอะไรออกไปที่แสดงไปตามหลักเหตุผลเปรียบ ได้กับส่วนของก้อนน้ าแข็งที่โผล่ผิวน้ าขึ้นมามีจ านวนน้อยมาก (๒) จิตใต้ส านึกหรือ จิตกึ่งส านึก(Subconscious mind) หรือ จิตก่อนส านึก (Preconscious) หมายถึง ว่าหมายถึงส่วนของจิตใจ ที่มิได้แสดงออกเป็นพฤติกรรม ในขณะ นั้น แต่ เป็นส่วนที่รู้ตัว สามารถดึงออกมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เป็นสภาพที่ไม่รู้ตัวใน บางขณะ เช่น กระดิกเท้า ผิวปาก ฮัมเพลงโดยไม่รู้ตัว ยิ้มคนเดียวโดยไม่รู้ตัว พูดอะไรออกมา โดยไม่ได้ตั้งใจ และประสบการณ์ต่างๆ ที่เก็บไว้ในรูปของความทรงจ า เช่น ความประทับใจ ในอดีต ถ้าไม่นึกถึงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าทบทวนเหตุการณ์ทีไรก็ท าให้เกิดปลื้มใจทุกที เปรียบ ได้กับส่วนของก้อนน้ าแข็งที่อยู่ใต้น้ า เช่น นางสาว ก. มีน้องสาวคือนางสาว ข. ซึ่งก าลังตก หลุมรัก นาย ค. แต่นางสาว ข. เกรงว่ามารดาจะทราบความจริงจึงบอกพี่สาว มิให้เล่าให้ มารดาฟัง นางสาว ก. เก็บเรื่องนี้ไว้เป็น ความลับ มิได้แพร่งพรายให้ผู้ใดทราบโดยเฉพาะ มารดาแต่ ในขณะเดียวกันก็ทราบอยู่ตลอดเวลาว่า นางสาว ข. รักนาย ค. ถ้าต้องการเปิดเผย ก็จะบอกได้ทันที๑๔ (๓) จิตไร้ส านึก (Unconscious) เป็นส่วนของจิตที่ใหญ่ที่สุด และมีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมของมนุษย์ และเป็นส่วนที่ไม่รู้สึกตัวเลย อาจมาจากเจ้าตัวพยายามเก็บกดเอาไว้ เช่น เกลียดครู หรือพยายามที่จะลืม แล้วในที่สุดก็ลืมๆ ไป ดูเหมือนไปจริงๆ แต่ที่จริงไม่ได้ หายไปไหน ยังอยู่ในตัวลักษณะจิตไร้ส านึก และจะแสดงออกมาในรูปความฝัน การละเมอ เปรียบได้ส่วนของน้ าแข็งที่อยู่ใต้น้ า จิตไร้ส านึกเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจ มีการเก็บกด (Repression) เอาไว้อาจเป็นเพราะ ถูกบังคับ หรือไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบได้ใน ขณะนั้นในที่สุดก็จะฝังแน่นเข้าไป จนเจ้าตัวลืมไปชั่วขณะจะแสดงออกมาในลักษณะการ พลั้งเผลอ เช่น พลั้งปากเอ่ยชื่อ คนรักเก่าต่อหน้า คนรักใหม่ เป็นต้น๑๕ นอกจากนี้ ฟรอยด์ ยังได้ศึกษาถึงโครงสร้างของจิตใจ (The Components of Mind) พบว่าประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ ๑) อิด (Id) หมายถึง ตัณหา หรือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ที่ยังไม่ขัด เกลา ซึ่งท าให้มนุษย์ท างานตามความพอใจ หรือท าทุกอย่างเพื่อความพึงพอใจ โดยไม่ ค านึงถึงสิ่งใด เปรียบเสมือนสันดานดิบของมนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็นสัญชาตญาณแห่งการมี ชีวิต (Life Instinct) เป็นความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศ ความต้องการหลีกหนี ๑๔ กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์, จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology), (กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๒๘), หน้า ๓๕. ๑๕ กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์, จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๒๔), หน้า ๑๒๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๑ จากอันตราย และสัญชาตญาณแห่งการตาย (Death Instinct) เช่น ความต้องการก้าวร้าว หรือการท าอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น เป็นต้น ๒) อีโก้ (Ego) หมายถึง ส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการของอิด (Id) โดยอาศัยกฎเกณฑ์ทางสังคม และหลักแห่งความเจริญมาช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่แสดง ออกมาความ พึงพอใจของตนเองเพียงอย่างเดียวแต่ต้องคิดและแสดงออกอย่างมีเหตุผล ๓) ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) หมายถึง มโนธรรมหรือจิต ส่วนที่ได้รับการพัฒนา มาจากประสบการณ์ การอบรมสั่งสอน หรือ กระบวนการทางสังคมประกิต โดยอาศัยหลัก ของศีลธรรม จรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมต่างๆ ในสังคมนั้น ซุปเปอร์อีโก้ จะเป็นตัวบังคับและควบคุมความคิดให้แสดงออกในลักษณะที่เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แนวความคิดกลุ่มนี้เน้น จิตไร้ส านึก (Unconscious mind) โดยมีความคิดว่าจิตไร้ ส านึกจะรวบรวมความคิด ความต้องการ และประสบการณ์ที่ผู้เป็นเจ้าของจิตไม่ต้องการจะ จดจ า จึงเก็บกดความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ไว้อยู่ในจิตส่วนนี้ และหากความคิด ความต้องการ หรือ เกิดพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว๑๖ ตามทฤษฎีของฟรอยด์ เชื่อว่าพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่แสดงออกมานั้นสืบเนื่องมาจาก การท างานของพลังงานทางจิตที่อยู่ภายในจิตทั้ง สามระดับ กล่าวคือสิ่งที่มีอิทธิพล จูงใจพฤติกรรมและการด าเนินชีวิตของคนเรามากที่สุดก็ คือ ส่วนที่เป็นจิตใต้ส านึกและสิ่งที่คนเรามักจะเก็บกดลงไปที่จิตใต้ส านึก๑๗ ถ้าพลังงานทั้ง สามสามารถท างานประสานกันได้อย่างกลมกลืนแล้ว พฤติกรรมที่บุคคลผู้นั้นแสดงออกจะ เป็นปกติ เป็นผู้มีสุขภาพจิตดีแต่ในทางตรงกันข้าม หากพลังงานทางจิตทั้งสามไม่สอด ประสานกันบุคคลผู้นั้นจะเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพจิตได้ แนวคิดจิตวิทยากลุ่มนี้สามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้คือการท าความเข้าใจ เกี่ยวกับกลไกการป้องกันทางจิตของตนเองและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อลดและคลี่คลายปม ความขัดแย้งภายในใจที่แสดงออกมาทางอารมณ์ และพฤติกรรม ที่อาจส่งผลกระทบต่อ สุขภาพจิตของตนเองและผู้อื่น น าไปปรับใช้เพื่อการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นในการท างาน ร่วมกันภายในองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ๕) กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ทฤษฎีกลุ่มมนุษยนิยม ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตและเป้าหมายส าคัญของความเป็นมนุษย์ แบ่งเป็น ๒ กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มปรัชญาฮิวแมนนิสติก (Humanistic Philosophy) และ ๑๖ อารี รังสินันท์, จิตวิทยาการศึกษา, เอกสารค าสอนวิชา จิตศึกษา ๓๐๑ จิตวิทยา การศึกษา (ภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๐), หน้า ๑๕-๑๖. ๑๗ คณาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง. จิตวิทยาทั่วไป (General psychology). พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นนทบุรี: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๓๐), หน้า ๑๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๒ กลุ่มปรัชญาเอกซิสเทนเชียสลิสท์ (Existentialist Philosophy) มีความเชื่อว่า เป้าหมาย สูงสุดของมนุษย์ คือความมีสุขภาพดี และความสงบสุขในขอบเขตแห่งชีวิตของตน มนุษย์มี ความเป็นเอกัตบุคคล มีศักยภาพที่พัฒนาตนเองได้ และมีเสรีภาพในการตัดสินใจ พฤติกรรม ที่ผิดปกติมาจากการที่บุคคลขาดการตระหนักในคุณค่าของความเป็นตนเองและสิ่งแวดล้อม รอบตัว๑๘ นักจิตวิทยาที่ส าคัญของกลุ่มปรัชญาฮิวแมนนิสติก (Humanistic Philosophy) เช่น อัมบราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และ คาร์ล อาร์. โรเจอร์ (Carl R. Rogers) เป็นต้น และกลุ่มปรัชญาเอกซิสเทนเชียสลิสท์ (Existentialist Philosophy) เช่น จีน พอล ซาร์ต (Jean –Paul Sartre) อาร์ ดี เลียง (R. D. Laing) เป็นต้น แผนภาพที่ ๕ : อัมบราฮัมเอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow ) ๑๙ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวคิดของอัมบราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยอัมบราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) กล่าวถึงความปรารถนาของมนุษย์ว่า มีติดตัวมาแต่ก าเนิด และความปรารถนา เหล่านี้จะเรียงล าดับขั้นของความปรารถนา ตั้งแต่ขั้นแรกไปสู่ ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไป เป็นล าดับๆ ขั้น ซึ่งความต้องการของมนุษย์ เรียงล าดับจากต่ าขึ้นไปสูง คือ ๑) ความต้องการ ทางด้านร่างกาย ( Physiological needs ) ๒) ความต้องการ ความปลอดภัย (Safety ๑๘ ทัศนา บุญทอง และยาใจ สิทธิมงคล. หน่วยที่ ๒ ทฤษฎีพื้นฐานทางการพยาบาลจิตเวช. ใน เอกสารการสอนชุดวิชา ๕๑๑๐๒ การส่งเสริมสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช, หน่วยที่ ๑-๗, สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๔), หน้า ๕๒ และ ๘๐. ๑๙ อัมบราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. google.co.th/search?. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๓ needs) ๓) ความต้องการ ความรัก และการเป็นเจ้าของ (Belongingness and love needs) ๔) ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Esteem needs ) และ ๕) ความ ต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization needs) โดยล าดับ ซึ่งความ ต้องการที่อยู่ในขั้นต่ าสุดจะต้องได้รับความพึงพอใจเสียก่อนบุคคลจึงจะสามารถผ่าน พ้นไปสู่ความต้องการที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นตามล าดับ ดังแผนภาพต่อไปนี้  (Basic Psysiological and Biological Needs)     (Safety Security Needs)      (Social, Affiliation, And Belonging Needs)   (Esteem, Relonsing Needs)   (Self-Actualization, Self Fulfillment Needs) แผนภาพที่ ๖ : ล าดับชั้นความต้องการตามทฤษฎีของอับราฮัม เอช มาสโลว์๒๐ การน าแนวคิดจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยมมาใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น การค านึงถึง ความต้องการพื้นฐานของบุคคลในการด าเนินชีวิต การส่งเสริมศักยภาพพื้นฐานของบุคคลให้ สามารถพึ่งพาตนเอง และการปรับทัศนคติการด าเนินชีวิตให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่ หรือ การน าไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่น จัดประสบการณ์โดยเน้นการเรียนรู้ของ บุคคลมากกว่าการถ่ายทอดข้อมูล และองค์ความรู้ให้ความสำคัญของการเรียนรู้ด้านเจตพิสัย (Affective Domain) และการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) การเรียนการสอน เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจัดประสบการณ์ให้มีความท้าท้ายสติปัญญาของนักเรียน ๒๐ ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://courseware. rmutl.ac.th/courses/44/unit1405.htm. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๔ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สำรวจและค้นพบและเรียนรู้ มีความสนุกในการเรียนรู้ ซึ่งเป็น แรงเสริมภายในที่จะทำให้นักเรียนใฝ่หาความรู้ไปตลอดชีวิต๒๑ คาร์ล โรเจอร์ (Carl Rogers) กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า มนุษย์โดยพื้นฐาน เป็นผู้มีเหตุผลสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้มนุษย์มีศักดิ์ศรีมีคุณค่า มีความดีเชื่อถือ และไว้วางใจได้ มนุษย์ยังมีความเฉลียวฉลาดในการปรับตัว และต้องการความเป็นอิสระใน การที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า และได้เสนอวิธีการสอนที่คำนึงถึงผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง (Student Centered Approach) ที่นำมาเป็นหลักการสอนผู้ใหญ่เป็นวิธีการ เปลี่ยนจากอำนาจของครูแบบเก่า มาสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับผู้เรียนในฐานะเพื่อนร่วม เรียน ครูเป็นผู้สร้างบรรยากาศของการยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น๒๒ ๖) กลุ่มการรู้คิด (Cognitive Psychology) นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ บรูเนอร์ (Bruner) เลวิน (Lewin) จีน เพียเจย์ (Jean Piaget ) และ ลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberh) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นผลิตผลของ การปรับตนในสภาพแวดล้อม จีน เพียเจย์ ( Jean Piaget ) นักจิตวิทยาผู้น าของกลุ่มนี้ได้ อธิบายถึงเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาอันเป็นรากฐานของการแสดงพฤติกรรมของ มนุษย์ว่า ประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ท าให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา ขึ้น การพัฒนาด้านสติปัญญา และความคิดจะเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่าง บุคคลและสิ่งแวดล้อม แต่บุคคลมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ฉะนั้น พัฒนาการ ทางสติปัญญาจึงแตกต่างกัน บรูเนอร์ (Bruner) มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทาง ความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้และปรับโครงสร้างทางสติปัญญานั้น ก็โดยผ่านกระบวนการ ที่เรียกว่า การกระท า (Acting) การสร้างภาพในใจ (Imagine) และการใช้สัญลักษณ์ (Symbolizing) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต๒๓ ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ส าคัญของกลุ่มการรู้คิด มีดังต่อไปนี้ (๑) ทฤษฏีการเรียนรู้ของกลุ่ม เกสตัลท์ ( Gestalt Theory) ค าว่า เกสตัลท์ (Gestalt) เป็นภาษาเยอรมัน วงการจิตวิทยาได้แปลความหมายไว้ เดิมแปลว่า แบบหรือ รูปร่าง (Gestalt = form or Pattern) ปัจจุบัน เกสตัลท์แปลว่าเป็นส่วนรวม หรือ ส่วนประกอบทั้งหมด (Gestalt =the wholeness) ๒๑ สุรางค์ โคว้ตระกูล, จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๓๓๗. ๒๒ สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน, จิตวิทยาเพื่อการศึกษาผู้ใหญ่, (เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์, ๒๕๒๖), หน้า ๑๓๗-๑๓๘. ๒๓ พรรณี ช.เจนจิต, จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : อัมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘), หน้า ๑๑๗ -๑๑๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๕ Kurt Koffka Max Wertheimer Kurt Lewin Wolfgang Kohler (Gestalt Psychology) แผนภาพที่ ๗ : นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Psychology)๒๔ นักจิตวิทยาคนส าคัญของทฤษฎีนี้ คือ แมกซ์ เวอร์ไทม์เมอร์ (Max Wertheimer) วุล์ฟแกงค์ โคห์เลอร์ (Wolfgang Kohler) เคิร์ท คอฟฟ์กา (Kurt Koffka) ความคิดหลักของ กลุ่มนี้เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดีย่อมเกิดจากการจัดสิ่งเร้าต่างๆ มารวมกัน ให้เกิดการรับรู้โดย ส่วนรวมก่อนและจึงแยกวิเคราะห์เพื่อเรียนรู้ ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป ถ้ามนุษย์หรือสัตว์มอง ภาพพจน์ของสิ่งเร้าไม่เห็นโดย ส่วนรวมแล้ว จะไม่เข้าใจหรือเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง (๒) ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) ของทอลแมน (Taolman) เอ็ดเวิร์ด ซี. ทอลแมน (Edward C. Taolman) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้เสนอถึงทฤษฎี เครื่องหมาย หรือ ทฤษฎีความคาดหมาย (Expectancy Theory) ซึ่งปรับปรุงมาจากทฤษฎี การแสดงพฤติกรรมสู่จุดหมาย (Purposive behaviorism) โดย ทอลแมน กล่าวว่า “การ เรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้ทางให้แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง” ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) ของทอลแมน สรุปได้ดังนี้ (๒.๑) ในการเรียนรู้ต่างๆ ผู้เรียนมีการคาดหมายรางวัล (reward expectancy) หากรางวัลที่คาดว่าจะได้รับไม่ตรงตามความพอใจและความต้องการ ผู้เรียนจะพยายาม แสวงหารางวัลหรือสิ่งที่ต้องการต่อไป (๒.๒) ขณะที่ผู้เรียนจะพยายามไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ผู้เรียนจะเกิด การเรียนรู้เครื ่องหมาย สัญลักษณ์ สถานที่ (place learning) และสิ่งอื่นๆ ที่เป็น เครื่องชี้ตามไปด้วย ๒๔ นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt psychology), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. google.co.th/search?q=651. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๖ (๒.๓) ผู้เรียนมีความสามารถที่จะปรับการเรียนรู้ของตนไปตามสถานการณ์ที่ เปลี่ยนไป จะไม่กระท าซ้ าๆ ในทางที่ไม่สามารถสนองความต้องการ หรือวัตถุประสงค์ของตน (๒.๔) การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น บางครั้งจะไม่แสดงออก ในทันที อาจจะแฝงอยู่ในตัวผู้เรียนไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมหรือจ าเป็นจึงจะ แสดงออก (latent learning (๓) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Intellectual Development Theory) นักจิตวิทยาคนส าคัญคือ เพียเจต์ (Piaget) และ บรูเนอร์ (Bruner) Jean Piaget : . . - (Intellectual Development Theory) แผนภาพที่ ๘ : จีน เพียเจต์ (Jean Piaget : ค.ศ. ๑๘๙๖ – ๑๙๘๐) ๒๕ จีน เพียเจต์ ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือ กระบวนการ อย่างไร เขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่างๆ เป็นล าดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะท าให้เกิดผลเสีย แก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กก าลังพัฒนาไปสู่ ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความส าคัญ ของการเข้าใจธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็ว ๒๕ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. wisitdevilsoul.wordpress.com/ [๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๗ (๔) ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal Learning) ของ ออซูเบล (Ausubel) เน้นความส าคัญของการเรียนรู้อย่างมีความเข้าใจ และมีความหมายการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้เรียนรวมหรือเชื่อมโยง (Subsumme) สิ่งที่ เรียนรู้ใหม่หรือข้อมูลใหม่ซึ่งอาจจะเป็นความคิดรวบยอด(Concept) หรือความรู้ที่ได้รับใหม่ ในโครงสร้างสติปัญญากับความรู้เดิมที่อยู่ในสมอง ของผู้เรียนอยู่แล้ว ทฤษฎีของออซูเบล บางครั้งเรียกว่า "Subsumption Theory"๒๖ (๕) ทฤษฎีสนาม (Field Theory) นักจิตวิทยาคนส าคัญคือ เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มทฤษฎีของเกสตัลท์ และได้แยกตัวออกมาในภายหลังสรุปได้ดังนี้ พฤติกรรมของคนมีพลังและทิศทาง สิ่งใดที่อยู่ในความสนใจและความต้องการของตน จะมี พลังเป็นบวก สิ่งที่นอกเหนือจากความสนใจจะมีพลังงานเป็นลบในขณะใดขณะหนึ่งทุกคนจะ มี โลก หรือ อวกาศชีวิต (life space) ของตน ซึ่งจะประกอบไปด้วยสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) อันได้แก่ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่งแวดล้อมอื่นๆ และ สิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยา เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) เสนอแนวคิดทฤษฎีสนามว่า หมายถึง ความสามารถที่จะวิเคราะห์แรงต่างๆ ที่มีอยู่ในสภาวะการที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง เป็น ความพยายามที่จะให้กลุ่มเกิดการเปลี่ยน โดยแรงต่างๆ มีอิทธิพลต่อกันและกันจาก แนวความคิดของ Lewin เชื่อว่า พฤติกรรมเป็นผลของแรง ๒ ประเภท ซึ่งมีบทบาทตรงข้าง กัน คือ แรงต้าน และ แรงเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การน าทฤษฎีสนามไปประยุกต์ใช้ อย่างถูกต้องจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมมากขึ้น การจะท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ใช้ ๓ กลวิธีคือ การเพิ่มขนาดของแรงเสริม การลดขนาดของแรง ต้าน และการ เพิ่มขนาดของแรงเสริม ขณะเดียวกันก็ลดขนาดของแรงต้าน๒๗ (๖) ทฤษฎีความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility Theory) เป็น แนวคิดที่เชื่อว่าความรู้แต่ละองค์ความรู้นั้นมีโครงสร้างที่แน่นอน และสลับซับซ้อนแตกต่าง กันไป โดยองค์ความรู้ประเภทสาขาวิชา เช่น คณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์กายภาพนั้น ถือ ว่าเป็นองค์ความรู้ประเภทที่มีโครงสร้างตายตัว ไม่สลับซับซ้อน ในขณะเดียวกันองค์ความรู้ บางประเภทสาขาวิชา เช่น จิตวิทยา ถือว่าเป็นองค์ความรู้ประเภทที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว และสลับซับซ้อน เพราะความไม่เป็นเหตุผลของธรรมชาติขององค์ความรู้ แนวคิดในเรื่อง ความยืดหยุ่นทางปัญญานั้นส่งผลให้เกิดความคิดในการออกแบบบทเรียนเพื่อตอบสนองต่อ โครงสร้างขององค์ความรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งได้แก่ แนวคิดในเรื่องการออกแบบสื่อหลายมิติ ๒๖ ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ส าคัญของกลุ่มปัญญานิยม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://blog. mundeenee.com/surangkanang/2589/. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ๒๗ ณัฐภร อินทุยศ, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า ๒๔๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๘ (Hypermedia) โดยได้มีการวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนว่าการจัดระเบียบโครงสร้างการ น าเสนอเนื้อหาบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติจะตอบสนองต่อวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ ใน ความพยายามที่จะเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี๒๘ (๗) ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ (Schema Theory) มีนักจิตวิทยาที่ส าคัญ คือ รูเมลฮาร์ท และ ออโทนี่ (Rumelhart and Ortony) เป็นแนวคิดที่เชื่อว่าโครงสร้างภายใน ของความรู้ที่มนุษย์มีอยู่นั้นจะมีลักษณะเป็นโหนด หรือกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่ ในการที่ มนุษย์เรียนรู้อะไรใหม่ๆ นั้นมนุษย์จะน าความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับนั้นไปเชื่อมโยงกับกลุ่มความรู้ที่มี อยู่เดิม (Preexisting Knowledge) รูเมลอาร์ทและออโทนี่ (Rumelhart & Ortony,1997)๒๙ ได้ให้นิยามของค าว่า โครงสร้างความรู้ไว้ว่า เป็นโครงสร้างข้อมูลภายในสมองของมนุษย์ซึ่ง รวบรวมความรู้เกี่ยวกับวัตถุ ล าดับเหตุการณ์ รายการกิจกรรมต่างๆ เอาไว้ หน้าที่ของ โครงสร้างความรู้นี้ ก็คือการน าไปสู่การรับรู้ของข้อมูล (Perception) การรับรู้ข้อมูลจะ เกิดขึ้นไม่ได้หากขาดโครงสร้างความรู้ (Schema) ทั้งนี้ก็เพราะการรับรู้ข้อมูลนั้นเป็นการ สร้างความหมายโดยการถ่ายโอนความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมภายในกรอบความรู้เดิมที่มีอยู่ และจากการกระตุ้นโดยเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้นั้นๆ เข้ากันด้วย การรับรู้เป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้เกิดการเรียนรู้ เนื่องจากไม่มีการเรียนรู้ใดเกิดขึ้นได้โดย ปราศจากการรับรู้ นอกจากโครงสร้างความรู้จะช่วยในการรับรู้และการเรียนรู้แล้วนั้น โครงสร้างความรู้ยังช่วยในการระลึก (Recall) ถึงสิ่งต่างๆ ที่เราเคย เรียนรู้มา๓๐ สรุปแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มการเรียนรู้ สนใจที่จะศึกษาเพื่อท าความเข้าใจ เกี่ยวกับกระบวนการคิด และการรับรู้ของบุคคลในช่วงที่ก าลังเรียนรู้ว่า กระบวนการรับรู้มี การจัดเรียบเรียงความรู้ความจ า หรือประสบการณ์ที่ผ่านมาให้เป็นระบบระเบียบหรือเป็น โครงสร้างเพื่อการพัฒนาด้านการเรียนรู้(cognitive development) และสติปัญญาอย่างไร รวมทั้งได้น าเอาความรู้ความเข้าใจ และความจ าที่เก็บมาใช้กับการแก้ไขปัญหาใหม่อย่างไร บ้าง ซึ่งจุดสนใจของนักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งซึ่งสังเกตได้หากแต่มุ่งไปยังกระบวนการ คิดที่ซับซ้อน และยังให้ความสนใจกับความรู้สึกนึกคิด ความตั้งใจและเป้าหมายของบุคคล โดยมีความเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นต้องอาศัยทั้งสิ่งแวดล้อมและตัวผู้เรียนประสานสัมพันธ์ กัน คือส่วนหนึ่งต้องมาจากความต้องการ ความตั้งใจ และเป้าหมายของผู้เรียน ไม่ได้ขึ้นอยู่ ๒๘ ถนอมพร เลาหจรัสแสง, อินเตอร์เน็ตเครือข่ายเพื่อการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : อรุณ การพิมพ์, ๒๕๔๑), หน้า ๕๑–๕๖. ๒๙ ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://edtech.edu.ku.ac.th/ edtech/wbi/index.php?module=study&chapter=1&sub1=4&sub2=2#2 [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ๓๐ Anderson, M. J. (1970), Effects of Classroom Social Climate on individual Aiming, American Education Research Journal, 7. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๙ กับสิ่งเร้าภายนอกอย่างเดียว และจะเน้นให้ตัวผู้เรียนมีบทบาทและส่วนร่วมมาก โดยที่ผู้เรียน จะต้องมีความมุ่งหมายและก าหนดวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายของตัวเองไว้๓๑ สรุปท้ายบท จิตวิทยาตะวันตก ศึกษาสิ่งที่แสดงออกมาซึ่งเป็นผลของจิตใจ ทั้งในแง่ความรู้สึก การสัมผัส มโนภาพ กิจกรรม หรือพฤติกรรมที่แสดงออก บุคลิกภาพ ความสามารถ ความจ า การเกิดพฤติกรรมของคนและสัตว์ เบื้องหลังหรือสาเหตุแห่งพฤติกรรมนั้นๆ เพื่อหาทาง ป้องกัน หรือแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น นาย ก. มีพฤติกรรมก้าวร้าว นักจิตวิทยา ตะวันตกแต่ละกลุ่มก็จะมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องสาเหตุของปัญหาข้างต้น แต่ละกลุ่มก็ จะน าทฤษฎีของตนมาอธิบายสาเหตุ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นๆ ซึ่งแนวคิดของ นักจิตวิทยาตะวันตกที่แตกกลุ่มกันออกไปนี้ มีแนวคิดที่ต่างกันสามประการ คือ ปัญหาที่ สนใจ วิธีการที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า และทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่ออธิบายพฤติกรรม วิธีการของนักจิตวิทยาตะวันตกอาจใช้เครื่องมือต่างๆ สังเกต ทดลอง สรุปผลเป็นทฤษฎี บางครั้งทฤษฎีก็ขัดแย้งกันหรือเน้นไปแต่ละด้านต่างกันแต่ใช้วิธีตรวจสอบ สรุปผลชัดเจนเป็น วัตถุธรรม ความแตกต่างที่แทบตรงกันข้ามกันในบางครั้งนี้ ท าให้เราไม่อาจยึดกลุ่มใดกลุ่ม หนึ่งได้โดยเฉพาะ เพราะไม่มีกลุ่มใดที่กล่าวถึงพฤติกรรมหรือจิตใจของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ จุดมุ่งหมายและประโยชน์ของการศึกษาจิตวิทยาตะวันตกจึงเป็นการให้เข้าใจ ธรรมชาติของคน เช่น อะไรเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ให้รู้ว่า คนมีวิธีแก้ปัญหา และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร คนรู้สึกอย่างไรเมื่อสามารถและไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการได้อะไรเป็นสาเหตุให้คนมีพฤติกรรมต่างกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นศาสตร์ ที่ช่วยแก้ปัญหาจิตใจของตนเอง รักษาสุขภาพจิตของตนเองให้เข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับ ผู้อื่นได้มีมนุษย์สัมพันธ์กับคนทุกประเภท เป็นคนมีสุขภาพจิตดี๓๒ จากทฤษฎีจิตวิทยาของนักจิตวิทยาแนวตะวันตกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็น ถึงวิวัฒนาการการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ว่า มีความเป็นมา ต้นก าเนิดของแนวคิด มุมมองในแต่ละกลุ่มอย่างไร ท าไมจึงอธิบายความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ที่มีทั้งความ คล้ายคลึงและความแตกต่างกัน ดังนั้น ผู้ศึกษาจิตวิทยา จึงไม่ควรที่จะยึดแนวคิดใดแนวคิด หนึ่งเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ควรที่จะท าการศึกษาถึงแนวคิดทฤษฎีต่างๆ เพื่อน าไป ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทในการด าเนินชีวิตของตนเอง และการท างานร่วมกับผู้อื่น ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและบรรลุผลส าเร็จในชีวิต ๓๑ สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน, จิตวิทยาเพื่อการศึกษาผู้ใหญ่, (เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์, ๒๕๒๖). ๓๒ บทที่ ๑ บทน า จิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา. - ram elearning e-book.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-1.pdf. หน้า ๑–๓, [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๐ ค าถามท้ายบท ๑. โลกทัศน์ตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อกระบวนความคิดและพฤติกรรมต่างๆ ของ ชาวตะวันตกมีอะไรบ้าง ๒. กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา (Schools of Psychology) แบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสาระส าคัญออย่างไรบ้าง ๓. อิทธิพลและบทบาทที่ส าคัญของแนวคิดจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) ที่มีผลต่อสภาพการณ์ปัจจุบันคืออะไร ๔. แนวคิดจิตวิทยากลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) มีอิทธิพลต่อวงการศึกษา ปัจจุบันอย่างไรบ้าง ๕. นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมมองธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร ๖. ทฤษฎีกลุ่มมนุษยนิยม มีจุดเน้นที่ส าคัญอย่างไร ๗. ทฤษฎีที่ส าคัญของกลุ่มการรู้คิดประกอบด้วยทฤษฎีอะไรบ้าง และมีสาระส าคัญ ของแต่ละกลุ่มอย่างไร ๘. จงน าทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตกมาอธิบายพฤติกรรมของวัยรุ่นไทยใน สถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาเช่น ครอบครัวแตกแยก การใช้ก าลังยกพวกตีกัน การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การติดยาและสารเสพติด การขายบริการทางเพศ ค่านิยมการเลียนแบบดารายอดนิยม ฯลฯ เป็นต้น


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๑ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์. จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology). กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๒๘. คณาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง. จิตวิทยาทั่วไป (General psychology). พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัย รามค าแหง, ๒๕๓๐. ณัฐภร อินทุยศ. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖. ด ารง ศักดิ์ชัยสนิท. จิตวิทยาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร : มปท., ๒๕๔๒ นิภาภัทร อยู่พุ่ม และคณะ.เอกสารประกอบการสอนรายวิชา SN ๑๑๐๓ จิตวิทยาและ พัฒนาการมนุษย์ (Psychology and Human Development). คณะ พยาบาลศาสตร์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น. ขอนแก่น : เอ็มมี่ ก๊อปปี้ เซนเตอร์, ๒๕๕๖. ทิศนา แขมมณี. “องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ”, ศาสตร์การ สอน. ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๘. ทัศนา บุญทอง และยาใจ สิทธิมงคล. หน่วยที่ ๒ ทฤษฎีพื้นฐานทางการพยาบาลจิตเวช. เอกสารการสอนชุดวิชา ๕๑๑๐๒ การส่งเสริมสุขภาพจิตและการพยาบาลจิต เวช. หน่วยที่ ๑-๗. สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๔. ถนอมพร เลาหจรัสแสง. อินเตอร์เน็ตเครือข่ายเพื่อการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : อรุณการ พิมพ์., ๒๕๔๑. พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์). พุทธวิธีการบริหารงาน (Buddha’s Administration Methods). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, ๒๕๕๖


Click to View FlipBook Version