The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathip3, 2024-06-28 01:25:50

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๒ สังคมดังกล่าวข้างต้น ย่อมมีผลต่อสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคม เปิด ผลกระทบก็ย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในทางสังคมวิทยา การเปลี่ยนแปลงทาง สังคมกับปัญหาทางสังคมจะอยู่คู่กันจนกว่าสมาชิกในสังคมจะปรับตัวให้ทันกับการ เปลี่ยนแปลง๕๔ ในทางพุทธศาสนา จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรม (ความเป็นจริงที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือกฎของไตรลักษณ์) และมองการพัฒนาด้านวัตถุ (ที่ไม่ตอบสนองต่อ ความจําเป็นขั้นพื้นฐาน) เป็นเรื่องของกิเลสเป็นที่มาแห่งความทุกข์ ถ้าจะให้หลุดพ้นจาก ความทุกข์ต้องลดละการกระทํา(กรรม)สิ่งเหล่านี้ลง ในขณะเดียวกันพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ ปฏิเสธการพัฒนาทางด้านวัตถุของมนุษย์เพราะถือว่า เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์และวัตถุ ก็มีความจําเป็นต่อการดํารงชีพของมนุษย์ในด้านพื้นฐาน หลักธรรมของพระพุทธศาสนาจึง แตกต่างจากศาสนาอื่นที่สอนเฉพาะหลักของศีลธรรม แต่พระพุทธศาสนาได้แบ่งหลักธรรมให้ มนุษย์ได้ศึกษาไว้ ๒ ระดับ คือ (๑) ระดับโลกียะธรรม (หลักธรรมสําหรับคนทั่วไป เน้นการ สอนศีลธรรมเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข) และ (๒) ระดับโลกุตระธรรม คือ หลักธรรม ที่ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากทุกข์ เมื่อพระพุทธศาสนามองว่า ทุกสรรพสิ่งเป็นไปตาม กฎของกรรมซึ่งอยู่ภายใต้สภาวะธรรม จึงมีหลักธรรมในระดับโลกียะให้ผู้นับถือได้นําไป ปฏิบัติให้บังเกิดความสุขในระดับที่ควรจะเป็นในโลกียวิสัย การแก้ปัญหาแบบพุทธนั้นเน้น เหตุและปัจจัย เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ต้องรู้เท่าทันปัญหานั้น (หลักอริยสัจ ๔) ค้นหา สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง(สมุทัย)โดยนําหลักธรรมที่มีอยู่มากมายของพระพุทธศาสนามา ประยุกต์ใช้ปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตเป็นปัญหาที่ซับซ้อน สาเหตุของปัญหาก็ ซับซ้อนเช่นกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยเหตุและปัจจัยที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แก้ปัญหาเช่นกัน อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่าการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องรู้สาเหตุ ของปัญหาอย่างแท้จริงหรือรู้เท่าทันปัญหา(ปัญญาในการแก้ปัญหา)๕๕ วิธีการที่เป็นสูตรสําเร็จของทุกประเทศที่ต้องการให้ประเทศหรือสังคมของประเทศ ตนเองเป็นประเทศพัฒนานั้น ล้วนแต่ใช้วิธีการให้การศึกษาแก่ประชาชนภายในประเทศของตน ทั้งสิ้น เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือของการรู้เท่าทันปัญหา ศาสตร์หรือวิชาการที่มนุษย์เรา ศึกษาอยู่นั้นมีอยู่มากมายหลายสาขา พระพุทธศาสนาก็ถือว่า เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเช่นกัน กระบวนการศึกษาศาสนาพุทธนั้นเรียกว่า “ไตรสิกขา” หรือเรียกกันทั่วไปว่า ศีล สมาธิ ปัญญา กระบวนการศึกษาของพุทธศาสนานั้น เป็นกระบวนการพัฒนาตนเอง และพัฒนา ๕๔ โสภา (ชูพิกุลชัย) ชปีลมันน์, พัฒนาตนเอง ทางเลือกที่คุ้มค่าในยุคสังคมวิกฤต, (กรุงเทพมหานคร : มูลมิธิโสภาธารน้ําใจเพื่อพัฒนาสังคมไทย, ๒๕๔๒), หน้า ๑๗. ๕๕ ยุทธ์(นพพร) พยัฆวิเชียร, จริตวิทยาเส้นทางสู่ความเป็นเลิศของนักบริหารศิลปะการ ถ่ายทอด, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๒), หน้า ๒๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๓ สังคม ตั้งแต่ขั้นต่ําสุดจนถึงขั้นสูงสุดคืออริยบุคคล หรือ สู่อิสรภาพให้ปลอดภัยจากกิเลส ตัณหาต่างๆ๕๖ หลักธรรมของพระพุทธศาสนามีอยู่มากมาย ปัญหามีอยู่ว่า จะนําหลักธรรมมาปรับ ใช้ในการดําเนินชีวิตและให้ตรงกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ให้มี ความสุขตามระดับกระบวนการพัฒนาตนเองได้อย่างไร จะทําอย่างไรที่หลักธรรมส่วนใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรม จะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วไป เข้าใจและนําไปใช้อย่างเป็นระบบได้ สรุปท้ายบท จิตวิทยาแนวพุทธ หรือพุทธจิตวิทยาเป็นการบูรณาการศาสตร์ทางตะวันตกและ ศาสตร์ทางตะวันออก คือหลักพุทธธรรมของพระพุทธศาสนามาอธิบายปรากฎการณ์ทางจิต และกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ตื่นรู้ต่อความเป็นจริงหรือสัจธรรมของ โลกและจักรวาล โดยไม่ติดกับวังวนแห่งอวิชชาที่ถาโถมพัดกระหน่ําเข้ามาในชีวิตหลายครั้ง หลายคราจนสุดจะคาดคะเนได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มอบมรดกธรรมอันทรงคุณค่า ให้สรรพสัตว์ในมนุษยโลก ได้ใช้เป็นแผนที่การเดินทางสู่จุดหมายของชีวิตอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง ความแตกต่างของการบรรลุผลสําเร็จ คือเหตุปัจจัยแห่งปัญญาของบุคคลผู้ใช้แผนที่ การเดินทางนั้นว่า จะเข้าใจความหมายและสาระสําคัญที่จดจารจารึกบันทึกแก่นธรรมจน สามารถอ่านแผนที่ออก บอกความจริงแก่ตนเองได้มากน้อย แค่ไหน เพียงไร พุทธจิตวิทยา จึงเป็นแก่นธรรมของกลุ่มใบไม้หนึ่งกํามือที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนสรรพสัตว์สู่ความพ้น ทุกข์นั่นเอง ๕๖ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, วิธีวิทยาการประเมินทางการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑) หน้า ๓๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๔ ค าถามท้ายบท ๑. จิตวิทยาตะวันตก และพุทธจิตวิทยาต่างกันในประเด็นใดบ้าง ๒. การศึกษาพุทธจิตวิทยา จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ๓. พระพุทธศาสนา เห็นว่าการแสดงออกด้านใดของมนุษย์สําคัญที่สุด เพราะเหตุใด ๔. แนวคิดพุทธจิตวิทยามีรากฐานมาจากหลักธรรมใดบ้าง ๕. จงบอกหลักการของจิตวิทยาแนวพุทธหรือพุทธจิตวิทยาที่พระพุทธเจ้าและ อริยสงฆ์ใช้ในการเผยแผ่ศาสนามาพอสังเขป ๖. จงอธิบายการนําพุทธจิตวิทยาไปใช้ในครอบครัว องค์กร สถาบันการศึกษาและ การเผยแผ่ธรรมในชีวิตประจําวัน มาพอสังเขปจํานวน ๓ ตัวอย่าง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๕ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ปยุตฺโต). จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙.) หน้า ๒๔-๒๕. พระไพโรจน์อตุโล (สมหมาย). “วิเคราะห์บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรม โกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖. พุทธทาสภิกขุ. แก่นพุทธศาสน์. กรุงเทพมหานคร: อรุณวิทยา, ๒๕๒๙. พุทธทาสภิกขุ. เรื่องส าคัญที่สุดส าหรับพุทธบริษัท: ปฏิจจสมุปบาท หลักปฏิบัติอริยสัจจ์ที่ สมบูรณ์แบบ. กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา,๒๕๔๐. ภาณุวังโส และ มิน ชอง ซิน. เกินกว่าฟรอยด์จะจินตนาการ. กรุงเทพมหานคร : เคล็ดไทย, ๒๕๔๙. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา). กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐. ยุทธ์(นพพร) พยัฆวิเชียร. จริตวิทยาวิทยาเส้นทางสู่ความเป็นเลิศของนักบริหารศิลปะการ ถ่ายทอด. กรุงเทพมหานคร.สํานักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๒. ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์. คู่มือการพัฒนาตนเองแนวพุทธส าหรับผู้ให้การปรึกษา. ฉบับที่ ๒, นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต. วารีญา ภวภูตานนท์ณ มหาสารคาม. จิตวิทยาพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพมหานคร: ชีวาภิวัฒน์, ๒๕๔๔. โสภา (ชูพิกุลชัย) ชปีลมันน์. พัฒนาตนเอง ทางเลือกที่คุ้มค่าในยุคสังคมวิกฤต. กรุงเทพมหานคร: มูลมิธิโสภาธารน้ําใจเพื่อพัฒนาสังคมไทย, ๒๕๔๒. โสรีช์ โพธิแก้ว. “การปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแนวพุทธธรรม.” ใน เอกสารการสอนการ ปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามหลักพระพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๖ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. วิธีวิทยาการประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑. (๒) บทความทางวิชาการ : ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล. จิตวิทยาแนวพุทธ : แนวทางเพื่อการเยียวยาและพัฒนาจิตใจ มนุษย์. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ เดือน ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๒. พระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล ''การศึกษาวิเคราะห์พุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎก'' ใน วารสาร วิจัยพุทธศาสตร์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ (มกราคม – มิถุนายน ๒๕๕๗). (๓) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: บทที่ ๑ บทนํา – จิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา. หน้า ๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.e-book.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-1.pd. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. พุทธศาสนากับจิตวิทยาสังคมไทย. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. kiddee49- 001.blogspot.com/2006/10/blog-post.html.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ศรีสารภี. พุทธจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www//www.vcharkarn.com/ vblog/55196/6. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ดร. ริชาร์ด เจ เดวิดสัน. จิตวิทยาและพระพุทธศาสนาในสังคมปัจจุบัน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.helium.com/items/551900-psychology-andbuddhism-in-todays-society.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. สุริวัตร จันทร์โสภา. หลักการสอนตามแนวพุทธจริยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.chalburi.mbu.ac.th/content/0002.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์. จิตวิทยาแนวพุทธ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.dmh. go.th/news/view.asp?id=1159.[๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. บทที่ ๑๐ ปฏิจจสมุปบาท. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.book.dou.us/doku. php?id=md408:10.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. หลักมนุษยสัมพันธ์ตามแนวคิดจิตวิทยาตะวันออก [พระพุทธศาสนา). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.watcharina.com/board/index.php?topic=1014.msg5053. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๗ ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : De Silva, Padmasiri. An Introduction to Buddhist Psychology. 4th ed. Basingstoke : Palgrave Macmillan, 2005. Ken Wilber, A Brief History of Everything, Dublin : Gill & Macmillan Ltd., 1996.


บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา (Life and Elements of Life in Buddhism) วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความเป็นมาของชีวิตได้ ๒. บอกความหมายของชีวิตได้ ๓. บอกแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตได้ ๔. ระบุองค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างของชีวิตได้ ๔. อธิบายความหมายของเบญจขันธ์ได้ ๕. บอกถึงความส าคัญของเบญจขันธ์ได้ ๖. บอกประเภทของอายตนะทั้งภายในและภายนอกได้ ๗. ระบุประโยชน์และโทษของการไม่เข้าใจในอายตนะได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความน า ความหมาย แนวคิดเรื่องชีวิต องค์ประกอบของชีวิต เบญจขันธ์ ธาตุ ๖ อายตนะ ประโยชน์และโทษของการไม่เข้าใจในอายตนะ - สรุปท้ายบท - ค าถามท้ายบท - บรรณานุกรม


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๕๙ ๕.๑ ความน า/ความเป็นมา ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนักปรัชญา ทั้งหลายทั้งของตะวันตกและตะวันออก ต่างพยายามค้นหาค าตอบเกี่ยวกับความจริงของชีวิต ความหมาย ธาตุแท้ และสาระส าคัญของชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยมี ความมุ่งหวังจะไขปริศนาความจริงแท้แห่งชีวิตมนุษย์ ปัจจุบันชีวิตมนุษย์ถูกครอบง าสภาวะ ความเป็นตัวตนดั้งเดิม สุขภาพทางร่างกาย และจิตใจ ถูกลดทอนลงจากอ านาจของกระแส วัตถุนิยมและวิทยาศาสตร์ บริโภคนิยมสมัยใหม่ ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ ถูกก าหนดอยู่ภายใต้กรอบของลัทธิความเชื่อทางศาสนาและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เท่านั้น เช่น นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับสิ่งใดต้องมีข้อพิสูจน์เป็นประจักษ์อย่างสมเหตุสมผล เสียก่อน เป็นต้น๑ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพ แต่มีคุณค่าเหนือกว่าสัตว์ประเภทอื่นในโลก เพราะ ไม่ได้ด ารงชีวิตด้วยสัญชาตญาณเท่านั้น มุมมองของพุทธศาสนาและแนวคิดของโลกตะวันตก ต่างเสนอว่า ความเป็นมนุษย์จะมีคุณค่าอย่างสมบูรณ์ เมื่อเป็นคนดีมีคุณธรรม๒ สมเด็จ พระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตรัสไว้ว่า “คุณค่าของความเป็นคน หรือเป็นมนุษย์คือความไม่เป็นสัตว์การรักษาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไว้ให้สมบูรณ์ไม่ใช่ การรักษาชีวิตให้ยืนยาวเท่านั้น แต่ต้องรักษาความเป็นคนไว้ไม่ให้สูญเสียไปด้วย” ๓ ชีวิตตามหลักพุทธปรัชญานั้น เป็นวิถีชีวิตที่มุ่งเน้นการพิจารณาถึงกระบวนการ ความเป็นจริงของชีวิตตนเองเป็นส าคัญ มากกว่าการสนใจในชีวิตของคนอื่น เพราะการ พิจารณาความเป็นจริงในชีวิตของตนเองนั้น จะท าให้ทราบถึงหลักความเป็นจริงของชีวิต๔ พุทธปรัชญามองชีวิตว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนที่มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงการรวมตัวกัน ของธาตุขันธ์ที่เป็นองค์ประกอบจากหลายส่วนมาประชุมกัน สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงไม่มีเมื่อ เราแจกแจง แยกแยะส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันนั้นออกให้หมดแล้วก็จะไม่พบตัวตนของสิ่งนั้น ๑ จูเลียน ฮักซ์ลีย์, วิวัฒนาการแห่งความคิดภาคมนุษย์และมนุษยชาติ, แปลโดย จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐), หน้า ๑๐๔. ๒ กิ่งแก้ว ทรัพย์พระวงศ์, การสร้างความเป็นมนุษย์: สมบูรณ์แล้วหรือ (Humanization: Is It Absolute?), วารสารนักบริหาร (Executive Journal) ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๒ เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๖ หน้า ๒๖-๓๓. ๓ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, (ม.ป.ป.), คุณค่าของ ความเป็นมนุษย์, (ธรรมศึกษา มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http//mahamakuta.inet.co.th/study/study64/mk6412.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๔ วิธาน สุชีวคุปต์, อภิปรัชญา, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๖), หน้า ๖-๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๐ เหลืออยู่เลย๕ ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถามพระภิกษุปัญจวัคคีย์ เรื่องขันธ์ ๕ ดังปรากฎ ในอนัตตลักขณะสูตร ซึ่งพระภิกขุปัญจวัคคีย์ได้ทูลตอบว่า “…. สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ควรจะยึดว่าเป็นเรา เป็นอัตตาของเรา…”๖ ค าสอนของพุทธปรัชญา เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์โดยตรง เพื่อที่จะให้ ได้ค าตอบว่า ชีวิตนี้เป็นอย่างไรและจะท าอย่างไรที่จะท าให้มวลมนุษย์มีชีวิตที่สมบูรณ์ หรือ ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด พุทธปรัชญาได้วิเคราะห์ชีวิตเป็น ๒ ส่วน คือ กาย และ จิต พร้อมทั้ง ชี้ให้เห็นถึงธรรมชาติของกายและจิตว่า ทั้งกายและจิตเป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริง คือ กายเป็น ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ส่วนจิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ได้ แต่ต้องอาศัยกายที่ เป็นธรรมชาติไม่รู้อารมณ์เป็นมูลฐาน การรับรู้โลกก็ตามและการกระท าโลกก็ตามของมนุษย์ นั้น พุทธปรัชญาถือว่า เป็นผลที่เกิดจากการท างานร่วมประสานสัมพันธ์ของกายและจิต๗ หากกายกับจิตท างานประสานสอดคล้องสัมพันธ์กัน ชีวิตก็ด าเนินไปได้อย่างสมดุล ถ้ากายกับจิตท าหน้าที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็น เนื่องจากสูญเสีย ความสมดุล ท าให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ได้๘ มนุษย์มีส่วนประกอบของ ขันธ์๕ ได้แก่ ๑) รูป (corporeality) หมายถึง ร่างกายรวมทั้งลักษณะการ เคลื่อนไหวของ ร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้ า ลม ไฟ เป็นสสารและพลังงานที่เป็นรูปหลัก (มหาภูตรูป) และรูปอาศัย (อุปาทายรูป) แสดงถึงลักษณะและพฤติกรรมของ ร่างกาย ทั้งหลาย ๒) เวทนา (sensation) ได้แก่ อารมณ์ความรู้สึกสุขทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดจาก ประสาทสัมผัส ๓) สัญญา (perception) เป็นการรับรู้และแปลความหมายสิ่งที่สัมผัสได้ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง เพราะการรู้จักและจดจ าได้เช่น การรับรู้สีที่ต่างกัน เป็นต้น ๔) สังขาร (mental or volitional activities) เป็นลักษณะบุคลิกภาพและคุณภาพของจิตที่ สามารถ ฝึกฝน อบรม พัฒนาให้รู้จักคิดเป็นและมีคุณธรรม โดยผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้ทาง สังคม มีเจตนาเป็นตัวน า อันมีผลต่อการกระท าของมนุษย์และ ๕) วิญญาณ (consciousness) คือความรู้หรือธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์และเป็นที่สะสมความรู้สึกความคิดและกรรมที่ท าไว้๙ ๕ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๘, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), ข้อ ๒๑๖, หน้า ๑๖๒. ๖ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๓๐. ๗ โสภณ ศรีกฤษดาพร, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องกายและจิตในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗), บทคัดย่อ. ๘ พระมหาบุญไทย ปุญญมโน, ไซเบอร์วนาราม : พระพุทธศาสนาในโลกไซเบอร์, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.cybervanaram.net/index.php?option=com_content& view=article &id. [๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๖๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๑ พระพุทธเจ้าได้อุบัติพร้อมกับแสงสว่างแห่งปัญญา ตอบปัญหาเรื่องของชีวิต ได้อย่างสิ้น ความสงสัย ซึ่งเมื่อผู้ใดเข้าถึงการศึกษาจะพบและเห็นความจริงและประจักษ์ด้วยความรู้ว่า ชีวิต คืออะไร เราจะหาความรู้ให้ลึกซึ้งว่า ชีวิตที่แท้จริงคืออะไรไม่ได้เลยถ้าไม่ศึกษาหาทาง เข้าถึงค าสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะรู้แต่เพียงผิวเผินเหมือน เช่น นักคิดปรัชญา ทั่วไปที่มองชีวิตในแง่พฤติกรรมหรือมองความเป็นอยู่ มีกายและจิต (ใจ) มีความรู้สึก ความจ า ความคิด การเรียนรู้จากศาสตร์ใดๆ ที่ปรากฏในโลกนั้น ไม่สามารถเข้าถึงลักษณะ ธรรมชาติ เหมือนอย่างผู้ศึกษาสัจธรรม ๑๐ ในบทนี้จะใช้แนวคิดทางพุทธศาสนาเป็นกรอบอธิบายประเด็นที่ว่า ชีวิตคืออะไร ชีวิตมีก าเนิดและมีวิวัฒนาการไปอย่างไร ชีวิตมีความส าคัญอย่างไร องค์ประกอบของชีวิตมี อะไรบ้าง ชีวิตมีความเป็นไปอย่างไร จุดหมายปลายทางของชีวิตอยู่ที่ไหนและควรจะพัฒนา ชีวิตของเราอย่างไร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องส าคัญที่ทุกคนควรจะได้ศึกษา ถึงแม้ว่า เรา จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างมากมาย แต่ถ้าไม่รู้ในเรื่องชีวิตตนเองก็นับว่าเป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง เพราะการเรียนรู้ตนเองจะท าให้เข้าใจข้อเท็จจริง คุณค่า ความส าคัญ ความเป็นไปและสิ่งที่ ควรเป็นได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อน าความรู้ที่ได้ศึกษาไปเป็นแนวคิดและข้อปฏิบัติให้เกิดผลดี ต่อการด ารงชีวิตในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิสัยทัศน์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้าน สุขภาพอนามัย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม และด้านความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์ก็เป็นส่วนย่อยเล็กๆ ในสากลจักรวาล ศาสนาและความ เชื่อทางตะวันออกสอนให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติอย่างสัมมาคารวะ ไม่อวดตนว่าปราดเปรื่อง เหนือธรรมชาติและมุ่งให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล กลมกลืน ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันแบบองค์ รวม ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะท าให้โลกยังเป็นที่พักพิงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปอีกนานเท่านาน๑๑ ๕.๒ ความหมายของชีวิต ความหมายของชีวิต มีการผันแผรไปตามกาลเวลาที่จะถูกก าหนดขึ้นมาอธิบายใน แต่ละกรณีโดยถือเอาทัศนะเป็นเกณฑ์ในการให้นิยามความหมายของชีวิต ในเอกสาร ประกอบการสอนเล่มนี้ผู้เรียบเรียงจะขออธิบายเป็น ๖ ทัศนะได้แก่ ๑) ทัศนะนักวิชาการทั่วไป ๒) ทัศนะทางวิทยาศาสตร์๓) ทัศนะทางสังคมศาสตร์๔) ทัศนะทางศาสนา ๕) ทัศนะทางปรัชญา และ ๖) ทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท ดังนี้ ๑๐ ธีรวัส บ าเพ็ญบุญบารมี, ชีวิตตามทรรศนะพระพุทธศาสนา : ศึกษาจากคัมภีร์ พระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.sriprawat.net/7.28.htm [๑๑ กันยายน ๒๕๕๗]. ๑๑ สัญญา สะสอง, ความจริงของชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (เชียงใหม่ : เวียงบัวการพิมพ์, ๒๕๕๔).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๒ ๕.๒.๑ ทัศนะของนักวิชาการทั่วไป มีนักปราชญ์จากหลากหลายสาขาวิชาชีพทั่วทุกมุมโลกต่างก็พยายามอธิบาย ความหมายของชีวิต ที่มีความแตกต่างกันบนพื้นฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่สร้าง สีสันก่อให้เกิดความเข้าใจความหมายของชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๕ ให้ความหมายของชีวิต แปลว่า ความเป็น ตรงข้ามกับ ความตาย ๑๒ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีให้ความหมายของชีวิตว่า เป็นค าถามปรัชญาว่าด้วย ความส าคัญของชีวิตหรือการด ารงอยู่โดยทั่วไป เป็นหัวข้อการคาดคะเนทางปรัชญา วิทยาศาสตร์ เทววิทยาและประวัติศาสตร์จากภูมิหลังทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์ ต่างๆ ๑๓ ฟริตจ็อฟ คาปร้า นิยามความหมายของชีวิต ด้วยการอธิบายคุณลักษณะว่า “ชีวิต เป็นเช่นไร” ซึ่งสรุปได้ว่า ชีวิตมีคุณลักษณะสร้างตนเอง จัดระเบียบตัวเอง และมี ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในลักษณะเป็นเครือข่าย ชีวิตมีจุดมุ่งหมายของตัวเอง แต่อยู่ภายใต้เหตุปัจจัยเกื้อหนุน จากสิ่งแวดล้อม หรือกฎธรรมชาติและให้คุณค่ากับ การถนอมรักษา การประสานความร่วมมือ๑๔ สรุปความหมายของชีวิตของนักวิชาการทั่วไป ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เป็นวิทยาการ สมัยใหม่ มุ่งแสวงหาความจริงที่เป็นข้อเท็จจริงของชีวิตโดยอาศัยบรรทัดฐานความเชื่อต่อข้อ พิสูจน์ที่สามารถเข้าถึงและสัมผัสได้จากประสาทสัมผัสที่ท าเป็นความรู้สึกเท่านั้น ไม่สามารถ เข้าถึงกระบวนทัศน์ความเป็นจริงของธาตุแท้แห่งชีวิตได้ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีที่อธิบาย การก าเนิดของสิ ่งมีชีวิต แต ่ทฤษฎีเหล ่านั้นยังคงไม่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของ สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ได้อย่างชัดเจน โดยถือเอาว่า ชีวิตเป็นองค์ประกอบหนึ่งของโลกเท่านั้น ไม่ได้ให้ความส าคัญทางจิตวิญญาณมากมายนัก เช่น นักการแพทย์จะให้ความส าคัญลง ลึกทางด้านกายภาพของร่างกายมากกว่า ส่วนนักไสยศาสตร์ก็มีจุดมุ่งหมายที่เฉพาะเจาะจงไปใน ส่วนจิตวิญญาณของชีวิตที่เรียกว่า ด้านจิตภาพมากกว่าด้านอื่นๆ ของร่างกาย เป็นต้น๑๕ ความหมายของตามทัศนะของนักวิชาการทั่วไปจึงยังไม่มีข้อสรุป ๑๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔, พิมพ์ที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖), หน้า ๓๘๓. ๑๓ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, ความหมายของชีวิต, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.th. wikipedia.org/wiki/%.[๑๑ กันยายน ๒๕๕๗]. ๑๔ ศศิกร ลิขิตวงศ์ตรีศรี, “แนวคิดเรื่องชีวิตของฟริตจ็อฟ คาปร้า”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑), หน้า บทคัดย่อ. ๑๕ ญาณโชติ, คัมภีร์ไสยศาสตร์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร : โสภณการพิมพ์, ๒๕๕๐), หน้า ๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๓ ๕.๒.๒ ทัศนะทางวิทยาศาสตร์ ความหมายของชีวิตตามทัศนะทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตคือเซลล์ที่ประกอบด้วยกรด นิวคลิอิก และคุณสมบัติของสิ่งที่มีชีวิต คือ สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ สามารถสืบพันธุ์ได้ เจริญเติบโตได้ และสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ชีวิตคือรูปแบบหนึ่งของ ธรรมชาติซึ่งได้เปิดเผยความสมบูรณ์พร้อมเป็นหนึ่งเดียวของเอกภพให้เป็นที่สัมผัสได้ชีวิต เปรียบเสมือนสายธารแห่งการไร้จุดเริ่มต้นหรือจุดจบ อันประกอบด้วยความบริสุทธิ์ และ ความสมบูรณ์พูนสุข ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึงด ารงตัวอยู่ได้ภายใต้กฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติในเอกภพ ในสภาวะที่เหมาะสม สเปิร์มจากบิดาและมารดาซึ่งบรรจุรหัสข้อมูลไว้ ภายในจ านวนมหาศาลได้ร่วมปฏิสนธิกัน ก่อให้เกิดเป็นเซลล์ๆ เดียวนับเป็นแรกเริ่มของชีวิต และมีการสืบต่อรหัสข้อมูลที่บรรจุไว้จ านวนมากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด องค์รวมที่เกิดขึ้นนั้น คือชีวิตมนุษย์เรานี้เอง ลักษณะส าคัญที่นักวิทยาศาสตร์น ามาประกอบในการให้ความหมาย ของสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่๑๖ ๑) สิ่งมีชีวิตสามารถรับความรู้สึกต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ ๒) สิ่งที่มีชีวิตต้องมีการสืบพันธุ์ ๓) สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีการเจริญเติบโต ๔) สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ๕.๒.๓ ทัศนะทางสังคมศาสตร์ ความหมายของชีวิตทางสังคมศาสตร์ หมายถึง ความเป็นไปในระบบสังคมที่มี การเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลง และมีการตายได้และมีมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลางของสิ่งที่มีชีวิต ทั้งหลาย สังคมศาสตร์ได้กล่าวถึงชีวิตไว้๒ นัยด้วยกัน คือ นัยของความเป็นจริงกับนัยของ การเปรียบเทียบ ดังนี้ ๑) นัยของความเป็นจริง คือมนุษย์สัตว์และพืช ที่มีโครงสร้างทางชีวภาพ ที่แน่นอนทางธรรมชาติมีวิวัฒนาการทางร่างกายและพฤติกรรมการด ารงชีวิตที่มักจะได้ยิน ค าพูดที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ซึ่งจัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่จะต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นกลุ่ม มีการติดต่อสัมพันธ์กันเป็นกลุ่ม มีภาษาพูดเหมือนกัน เพื่อด าเนินกิจกรรมของชีวิต ไปสู่ความเจริญ มีการสร้างวัฒนธรรมเพื่อการด ารงชีวิต การถ่ายทอดความรู้ภายในเผ่าพันธุ์ และระหว่างเผ่าพันธุ์ มีการแลกเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานในการด าเนินชีวิตแก่กันและกัน ซึ่งใน ภายหลังได้พัฒนามาสู่ระบบธุรกิจและการเมืองนั่นเอง ส่วนสัตว์และพืชพรรณต่างๆ จัดเป็น ชีวิตระดับรอง ถือเป็นองค์ประกอบแวดล้อมของชีวิตมนุษย์ ทางสังคมศาสตร์ให้คุณค่า ทางด้าน ความรู้สติปัญญาและความมีเหตุผลของชีวิตมนุษย์เป็นส าคัญ ๑๖ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ธรรมนามัย, พิมพ์ที่ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : ห้าง หุ้นส่วนน้ ากังการพิมพ์, ๒๕๕๒), หน้า ๑๖๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๔ ๒) นัยของการเปรียบเทียบ คือความเป็นไปของระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และอารยธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีโครงสร้างทางชีวภาพ เกิดขึ้นได้จากการวางแผน โดยมีมนุษย์ เป็นแกนกลางในการด าเนินชีวิตและเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้แล้วก็มีนักมนุษยวิทยาที่ ยังเชื่อว่า มนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ย่อมมีพฤติกรรมแตกต่างกันออกไป๑๗ ๕.๒.๔ ทัศนะทางศาสนา ศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาชีวิต ธรรมะในแต่ละศาสนาคือกฎธรรมชาติของ ชีวิตทุกๆ ศาสนายังได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นของชีวิตมนุษย์ หลักธรรมของแต่ละศาสนานั้นได้ จัดวางเป็นระบบให้มนุษย์ได้เดินตามกรอบของศาสนา เพื่อก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางแห่ง ศาสนาตน สิ่งที่ส าคัญนั้นศาสนาเองได้อธิบายการถือก าเนิดของชีวิตมนุษย์ พร้อมกันนั้น ยัง ได้ก าหนดความหมายของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ ๑) ศาสนาเทวนิยม (ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า) ซึ่งเป็นศาสนาประเภท “เทวนิยม” ที่มีความเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้ทรงอ านาจยิ่งใหญ่พระองค์เดียวเท่านั้น พระเจ้านั้นทรงอ านาจ ครอบครองโลก เชื่อว่าผู้สร้างหรือจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งใดๆล้วนเกิดมาจาก พระผู้เป็นเจ้า หรือพระเจ้า “God” หรืออัลลาะห์“Allal” หรือพรหมมัน “Brahman” พระเป็นเจ้าเหล่านี้ เองเป็นผู้สร้างมนุษย์สร้างจักรวาลและสรรพสิ่ง๑๘ เช่น ๑.๑) ศาสนาคริสต์ ศาสนายิว นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน คือพระยะโฮวาห์ ต่างเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างโลกและสร้างมนุษย์ เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกและสิ่งต่างๆ ในโลกเสร็จแล้วจึงด าริที่จะสร้างมนุษย์ตามแบบแผนของพระองค์โดยพระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต มนุษย์คือผู้ที่พระเจ้าสร้าง๑๙ ๑.๒) ศาสนาพราหมณ์ถือว่ามนุษย์แต่ละคนที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เป็นชิ้นส่วนของ พระพรหมส่วนใดส่วนหนึ่งตามวรรณะของตน กล่าวคือกษัตริย์เกิดจากพาหา (แขน) ของ พระพรหม พราหมณ์เกิดจากโอษฐ์ (ปาก) ของพระพรหม แพศย์เกิดจากส่วนท้องของ พระพรหม และศูทรเกิดจากเท้าของพระพรหม ทุกวรรณะที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เกิดจากพระ พรหม และเมื่อเกิดมาแล้วต้องท าตามหน้าที่ตามวรรณะของตน เมื่อเกิดความบริสุทธิ์เพราะ การปฏิบัติหน้าที่และการท าความดีอย่างอื่นควบคู่กันไปจนเกิดความบริสุทธิ์ ทั้งทางกาย ๑๗ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ธรรมนามัย, หน้า ๑๖๕. ๑๘ ส านวน แสงเพ็ง, พบความจริงได้หวังไม่เกินเอื้อม, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช จ ากัด, ๒๕๕๑), หน้า ๑๔. ๑๙ พระคริสตธรรมคัมภีร์, สมาคมพระคริสตธรรมไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๒๘, (กรุงเทพมหานคร : สมาคมพระคริสตธรรมไทย, ๒๐๑๐), หน้า ๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๕ และใจก็จะกลับไปอยู่ในร่างของพระพรหม เป็นชีวิตอมตะ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน วัฏสงสาร๒๐ อีกต่อไป ๑.๓) ศาสนาอิสลาม ถือว่า ก าเนิดชีวิตคนมีมาจากการสร้างของพระอัลเลาะห์ ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์อัลกุรอานว่า “พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ด้วย ความจริง และทรงท าให้สูเจ้าเป็นรูปร่างและทรงท ารูปร่างสูเจ้าให้ดียิ่งขึ้น และพระองค์คือ การกลับไปในบั้นปลาย ดังนั้น พระเจ้าคือผู้ทรงสร้าง ทรงอภิบาลชีวิตของมนุษย์ทั้งมวล” ๒๑ ๒) ศาสนาอเทวนิยม (ศาสนาที่ไม่เชื่อในพระเจ้า) ในศาสนาประเภทอเทวนิยมมี ความเชื่อในกฎธรรมชาติเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื้อ เป็นต้น บางศาสนาหรือบางลัทธิไม่ได้ก าหนดหลักใหญ่ใจความการก าเนิดของชีวิตและกระบวนการ อธิบายถึงชีวิตของมนุษย์ มีเพียงการก าหนดกฎเกณฑ์ในการด าเนินชีวิตเพื่อความอยู่รอด ในรูปแบบที่มีความสุข ความสงบในแบบแผนแห่งคุณธรรมความดีงาม ดังนี้ ๒.๑) ลัทธิเต๋า เห็นว่า ก าเนิดสรรพสิ่งตามทัศนะของเต๋าเชื่อในเรื่อง หยางและหยิน เป็นปรัชญาพื้นฐานของจีนโบราณที่ถือว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เกิดมาจากห ยางและหยิน สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนเกิดมาจากส่วนประกอบของหยินและห ยางทั้งสิ้น เมื่อหยินและหยางมีความสมดุล ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดและมีสันติสุข แต่เมื่อหยิน และหยางไม่สมดุลกัน ทุกสิ่งก็แปรเปลี่ยน๒๒ ๒.๒) ลัทธิขงจื้อ เห็นว่า ก าเนิดสรรพสิ่งตามทัศนะของขงจื้อ ธรรมชาติของ มนุษย์คือซิง (Sing) ซึ่งมีแนวคิดเรื่องซิงต่อความเชื่ออยู่ว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างสองคนขึ้นไป จุดเริ่มต้นของมนุษย์คือครอบครัว โดยความสัมพันธ์ต่อสังคมของมนุษย์แบ่งเป็น ๕ ระดับ คือ (๑) บิดา มารดา บุตรธิดา (๒) สามีกับภรรยา (๓) พี่กับน้อง (๔) กษัตริย์ขุนนางกับปวง ประชา และ (๕) มิตรสหาย ซึ่งทุกระดับจะต้องมีจริยธรรมต่อกัน โดยจริยธรรมที่ส าคัญ และเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของชีวิตมนุษย์ คือความกตัญูกตเวที ความรัก ความซื่อตรง ความสมานสามัคคีความจงรักภักดีและความเมตตากรุณา มนุษย์ทุกคนต้องท าหน้าที่ ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด ที่เรียกว่า เจี้ยเมี้ย ที่เป็นความสุขสูงสุดของชีวิต ๒๐ เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล, มหาเทพองค์ส าคัญ, (กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป์, ๒๕๕๐), หน้า ๓๐. ๒๑ อิมรอน บิยูซุฟ และ อลีย์ บิน อิบรอฮีม, คู่มือศาสนาอิสลาม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ออฟเซ็ท เพรส จากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๐๘-๑๐๙. ๒๒ สุวรรณา สถาอานันท์, มนุษย์ในทัศนะปรัชญาตะวันออก, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๓), หน้า ๑๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๖ จะเห็นว่า ความหมายของชีวิตตามทัศนะของศาสนาเป็นเรื่องที่กายภาพและจิต ภาพ ที่มีความสัมพันธ์กันทั้งในระดับมนุษย์ต่อมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ เป็นต้น อาจกล่าว ได้ว่า ชีวิตคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง ๕.๒.๕ ทัศนะทางปรัชญา นักปรัชญาคือผู้มีใจรักในการแสวงหาความรู้ ด้วยการอาศัยเหตุและผลในการ อธิบายความเชื่อของตนเอง แต่พร้อมที่จะรับฟังและยอมรับความรู้ที่มีเหตุและผลรองรับ ค าอธิบายที่ดีกว่าเสมอ ปัญหาต่างๆ ที่นักปรัชญาตั้งขึ้นและพยายามหาค าตอบก็คือปัญหาว่า ด้วยโลกและชีวิต ถือเป็นหัวใจทางความคิดของเหล่านักปรัชญา เมื ่อกล ่าวถึงปัญหา เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ นักปรัชญาได้ให้ความหมายของชีวิตที่มีความหลากหลายบน พื้นฐานทางความคิดของกลุ่มตนเท่านั้น สามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือวัตถุนิยม (Materialism) และจิตนิยม (Idealism) โสกราตีส (๔๖๙ -๓๙๙ B.C.) นักปราชญ์ชาวกรีกได้ กล่าวว่า จงรู้จักตนเอง (Know Thyself) เพราะชีวิตที่ไม่รู้จักตนเองนั้น เป็นชีวิตที่ปราศจาก คุณค่า (An Unexamined Life is not Worth Living) คุณค่าของชีวิตอยู่ที่การส ารวจตนเอง คือ ตระหนักรู้ว่าชีวิตคืออะไร ก าลังท าอะไรอยู่ และด ารงอยู่เพื่ออะไร๒๓ ๑) ปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยม หรือสสารนิยม (Materailism) ที่ให้ความส าคัญและ มองว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์นั้น มีเพียงแต่สสารหรือร่างกายเท่านั้น การรับรู้ของ มนุษย์จึงขึ้นอยู่กับประสาทสัมผัสที่รับรู้ได้ สิ่งใดที่มนุษย์รับรู้ไม่ได้แม้สิ่งนั้นจะมีอยู่จริงแต่พวก สสารนิยมก็ไม่ยอมรับ เช่น นักคิดชาวอังกฤษ ฮอบส์(๑๕๘๘ -๑๖๗๙) มีความเห็นว่า มนุษย์ มีลักษณะคล้ายจักรกล ถึงแม้มนุษย์จะมีสมองที่ซับซ้อนแต่มันสมองก็คือสสารส่วนหนึ่งของ ร่างกายทั้งสิ้น สมองสั่งงาน มนุษย์เป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้เหมือนตุ๊กตากล๒๔ ๒) นักปรัชญาฝ่ายจิตนิยม (Idealism) เพลโตได้เสนอแนวความคิดของมนุษย์ ว่า เป็นสิ่งทวิลักษณะ (the dualist view of man) คือชีวิตประกอบด้วยกาย (Body) กับ จิต (Mind) กายที่เป็นสสารนั้น (Material) เป็นสิ่งบกพร่องไม่สมบูรณ์เป็นบ่อเกิดแห่ง ความชั่วร้าย และสูญสลายได้ภาคส่วนจิตวิญญาณ (Mind) นั้นเป็นอสสารที่อยู่เหนือเหตุผล ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมและเป็นตัวตนภายในของมนุษย์ มีการ แยกตัวอยู่ต่างหากจากร่างกาย มีอิทธิพลเหนือร่างกาย จิตเป็นตัวก าหนดให้มนุษย์มี ความคิด มีวิธีการคิด มีวิธีการปฏิบัติในการด าเนินชีวิตด้วยเหตุผล๒๕ ๒๓ จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี, ชีวิตและการรู้จักตนเอง, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ธรรมศาสตร์, ๒๔๓๙), หน้า ๒. ๒๔ จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี, ชีวิตและการรู้จักตนเอง, หน้า ๔. ๒๕ จารุณีวงศ์ละคร, ปรัชญาเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (เชียงใหม่ : สันติธรรมการพิมพ์, ๒๔๓๙), หน้า ๑๐๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๗ ๕.๒.๖ ทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท ค าว่า “ชีวิต” เป็นค านามตามความหมายทางภาษาศาสตร์ ส่วนในพุทธปรัชญา ค าศัพท์ส าคัญที่หมายถึงชีวิต คือ ค าว่า “ชีวิตะ” โดยที่คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง ศัพท์ที่หมายถึงชีวิตไว้ดังนี้ ค าว่า “ชีวะ” หมายถึงปาณะ คือชีวิต ความเป็นอยู่ จิต สัตว์๒๖ และสิ่งที่มีชีวิต อาตมัน อัตตา หรือ ชีวะ และอีกนัยหนึ่งหมายถึง ชีวะ คือสัตว์โลก ส่วนค าว่า “ชีวิตะ” วิเคราะห์ความหมายไว้ว่า “ชีวนฺติเยนาติชีว , ตสฺมสฺสตฺถีติชีโว” แปลว่า ผู้มีชีวะ (ชีว ธาตุอ ปัจจัย) ๒๗ จะเห็นว่าในความหมายนี้ค าว่า “ชีวะ” หรือ “ชีวิต” หมายถึง ชีวิต หรือความ เป็นอยู่อันเป็นคุณสมบัติของสัตว์เท่านั้น (ส่วนพืชไม่มีชีวะ) สิ่งที่มีชีวิตในทางพุทธปรัชญาจึง หมายถึง สัตว์โลกเท่านั้น ค าจ ากัดความของ “ชีวิต” ตามรูปศัพท์หมายถึง ความเป็นอยู่ ใน รูปค าบาลีว่า อาชีโว, อาชีวะ แปลความว่า การด ารงชีวิต๒๘ ความหมายของชีวิตในทัศนะ พุทธปรัชญา หมายถึง ชีวิตหรือการด าเนินอยู่ของสัตว์โลกหรือของมนุษย์และสัตว์ จึงถือได้ ว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ตรงตามความหมายของศัพท์ทางพระไตรปิฏกที่ว่า “สปฺปาณก” ๒๙ ค านิยามและความหมายของ “ชีวิต” ตามทัศนะทางพุทธปรัชญา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ทางพุทธปรัชญาเองต้องอาศัยคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักที่มีความเชื่อว่า ชีวิตมี ความหมายใน ๒ ระดับคือ ชีวิตในระดับที่เป็นสมมติสัจจะ คือความจริงโดยการสมมติและ ชีวิตในระดับที่เป็นปรมัตถสัจจะ ๓๐ ในที่นี้ขอน าเสนอความหมายของชีวิตในแง่พระอภิธรรม และความหมายตามทัศนะของนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ดังนี้ ๑) ความหมายของชีวิตในแง่ของพระอภิธรรม ในพระอภิธรรมนั้น ให้ค าจ ากัด ความของชีวิตไว้ว่า ชีวิต คือความเป็นอยู่ของร่างกาย จิตและเจตสิก โดยอาศัยกรรมเป็นผู้น า เกิด และตามรักษาด ารงชีวิตและกระท าการต่างๆ ได้โดยอาศัยจิต และเจตสิกเป็นผู้ก ากับ๓๑ ๒) ความหมายของชีวิตตามทัศนะของนักปราชญ์ชาวพุทธ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวว่า เรื่องของชีวิตคืออะไรนี้มันก็มีหลายแง่หลายมุม ถ้ามองในแง่วัตถุชีวิตก็มีความหมายอย่างหนึ่ง ถ้ามองในแง่จิตใจก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ๒๖ พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระค า) และ รศ.ดร.จ าลอง สารพัดนึก, พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับนักศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐), หน้า ๔๐๘. ๒๗ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ชุดศัพท์ วิเคราะห์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๐), หน้า ๒๗๐. ๒๘ พุทธทาสภิกขุ, วิถีแห่งชีวิต, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๕), หน้า ๕๕. ๒๙ ดูรายละเอียด สัปปาณกสิกขบท ว่าด้วยสิ่งมีชีวิต ใน วิ.มหา. (ไทย) ๒/๑๓๙/๓๑๓. ๓๐ อภิ.ก.อ. (ไทย) ๘๐/๒๑๙-๒๒๑. ๓๑ ชีวิตคืออะไร, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.buddhism-online.org/ Section02 A_01.htm [๑๑ กันยายน ๒๕๕๗]


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๘ ถ้ามองในแง่ธรรมะสูงสุด มันก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง แต่เราก็เอาความหมายธรรมดาๆ ว่า ชีวิตคือความที่ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่๓๒ โดยชีวิตมีจุดหมายปลายทางคือ ความอยู่รอดซึ่ง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติหรือเดินตามกฎธรรมชาติความอยู่รอดดังกล่าว หมายถึง การรักษาชีวิตของตนเองและรวมไปถึงการอยู่รอดของผู้อื่นในแวดวงเดียวกันด้วย ดังจะเห็น ได้จากพฤติกรรมของหมู่สัตว์ที่มีสัญชาตญาณในการดูแลรักษาเผ่าพันธุ์ของตนให้อยู่รอดด้วย อาหารและป้องกันภัยให้แก่ลูกน้อยและบริวารของตน ดังนั้น ความอยู่รอดจึงเป็นเป้าหมาย ของชีวิตในระดับสากลทั้งในคน สัตว์และพืช๓๓ สรุปความหมายของชีวิตในทัศนะพุทธปรัชญานั้น พุทธปรัชญามองความหมาย ของชีวิตอย่างมีคุณค่ายิ่ง บนพื้นฐานของความไม่ประมาท ด าเนินชีวิตในแบบแผนแห่ง ความดีงาม มีสติสัมปชัญญะ ละเว้นความชั่ว กระท าแต่สิ่งที่ดีงาม และท าจิตใจให้บริสุทธิ์ ขาวรอบ ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส อาสวะ ตัณหา หากบุคคลใดด าเนินชีวิตด้วยความประมาท ขาดสติ บุคคลนั้นเปรียบได้กับบุคลที่ไม่มีชีวิตแล้ว “ภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ประมาทแล้ว คนเหล่านั้นแม้เป็นอยู่ตั้งร้อยปีก็ชื่อว่าตายแล้วโดยแท้คนเหล่าใดไม่ประมาท คนเหล่านั้นแม้ตายแล้ว ก็ชื่อว่ายังเป็นอยู่” ๓๔ ๕.๓ แนวคิดเรื่องชีวิตมนุษย์ หลังจากศึกษาความหมายของชีวิตมนุษย์ตามศาสตร์ด้านต่างๆ แล้วจะเห็นว่ามี การอธิบายแนวคิดเรื่องชีวิตมนุษย์แต่ละศาสตร์อย่างหลากหลายความเห็น แต่ในที่นี้ผู้ เรียบเรียงขออธิบายแนวคิดเรื่องชีวิตมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนาชั้นหลังๆ โดยจะ ได้กล ่าวถึงทัศนะชีวิตมนุษย์ในคัมภีร์ปฐมมูลมูลี๓๕ และในทัศนะของนักปราชญ์ทาง พระพุทธศาสนา พอสังเขป ดังนี้ ๓๒ พุทธทาสภิกขุ, ชีวิตคืออะไร ชุดธรรมะจากท่านพุทธทาสภิกขุ, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ไพลินบุ๊คเน็ต จ ากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๙. ๓๓ พระเทพวิสุทธิเมธี, ธรรมส าหรับครู, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๗), หน้า ๑๘๒. ๓๔ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๑/๓๑. ๓๕ จากการสันนิษฐานของอนาโตลโรเจอร์เป็ลติเยร์ (๒๕๓๔) ได้กล่าวว่า คัมภีร์ปฐมมูลมูลีนี้ อาจจะถ่ายทอดจากนิทานมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อๆ กันมา จนได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ดังเห็นได้จาก แนวคิดเรื่องราวเกี่ยวกับ ปู่-ย่า ที่ร่วมกันแต่งสร้างโลก สร้างมนุษย์ขึ้นมา ซึ่งเรื่องรายเหล่านี้ ล้วนเป็นความ เชื่อทั่วไปที่มีอยู่แล้วในหมู่ของชนชาติไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในแถบเชียงตุง สิบสองปันนา ล้านนา และอีสาน จากงานวิจัยของศิราพร ณ ถลาง (๒๕๔๘) ได้พบว่า ความเชื่อในเรื่อง ปู่-ย่า ที่ร่วมกัน แต่งสร้างโลก สร้างมนุษย์ เป็นความเชื่อเดิมของชนชาติไทย กลุ่มชาติพันธุ์ไท โดยเฉพาะไทลื้อ ไทเขิน ไทยวน ที่มีมาก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนา ต่อมานักปราชญ์รุ่นหลังได้สอดแทรกค าสอนทางพระพุทธศาสนาเข้า


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๖๙ ๕.๓.๑ แนวคิดเรื่องมนุษย์ในคัมภีร์ปฐมมูลมูลีที่มีการศึกษามนุษย์ในปฐมมูลมูลี ในประเด็นส าคัญ ๔ ประการคือ ปฐมก าเนิดมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์ ความหมายของ มนุษย์และหลักการเป้าหมายการด าเนินชีวิตของมนุษย์ พบว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ประกอบด้วยส่วนส าคัญ ๒ ประการ คือ กายกับจิต ชีวิตมนุษย์เป็นการท างานร่วมกันของทั้ง ๒ สิ่งนี้จะแยกออกจากกันไม่ได้ นอกจากนี้มนุษย์ยังต้องประกอบด้วยมโนธาตุ หรือ ความ ส านึกในบุญและบาป อันเป็นสิ่งที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับมนุษย์ ท าให้มนุษย์มีความ แตกต่างจากสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ จากโครงสร้างนี้ท าให้มนุษย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ ความสุขทั้งในโลกียสุข และโลกุตตรสุข ซึ่งโลกุตตรสุขนี้ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุก ชีวิต การที่มนุษย์จะไปถึงเป้าหมายนี้ได้มนุษย์จะต้องสั่งสมบุญบารมีด้วยการด าเนินชีวิตตาม หลักบุญกิริยาวัตถุ ๓ คือการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ด้วยความดีเหล่านี้ จะติดตัวมนุษย์และสั่งสมไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงพร้อมแล้วเมื่อใดมนุษย์ก็จะรู้เหตุรู้ผลของ การบรรลุถึงนิพพานหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุด๓๖ ๕.๓.๒ แนวคิดเรื่องมนุษย์ในทัศนะของพุทธทาสภิกขุ จากการศึกษาพบว่า มนุษย์ในทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ หมายถึง สภาวะที่ใช้ความรู้ของตนมาพัฒนาตนได้ ทางด้านร่างกายและจิตใจเกิดเป็นสภาวะที่เป็นผลจากการพัฒนาคุณภาพใหม่จนสามารถ ก าจัดกิเลสได้โดยสิ้นเชิง สารัตถะของมนุษย์ในทัศนะของท่านพุทธทาส หมายเอาศักยภาพ ของมนุษย์ที่สามารถจะพัฒนาตนเพื่อความหลุดพ้นโดยความรู้กฎแห่งธรรมชาติและ ความสามารถก าหนดเป้าหมายที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง นั่นคือมนุษย์มีความสามารถในการ เรียนรู้มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้าด้วยกัน หากบุคคลพัฒนาสารัตถะดังกล่าวด้วยสัมมาทิฐิ จุดหมายปลายทางของชีวิตก็จะมีความสะอาด สว่าง สงบ ท่านพุทธทาสภิกขุเห็นว่า ด้วย ความสามารถรู้ของมนุษย์ท าให้บุคคลมีศักยภาพพัฒนาตนเองได้จุดหมายสูงสุดของความเป็น มนุษย์ที่แท้คือ ความเข้าใจสภาพชีวิตและสรรพสิ่งที่เป็นไป แล้วด าเนินชีวิตโดยความไม่ยึด มั่นถือมั่นตัวกู-ของกูการรู้จักพัฒนาโดยการถอนตนจากความยึดมั่นถือมั่น๓๗ ๕.๔ แนวคิดเรื่องการก าเนิดชีวิตมนุษย์ การก าเนิดชีวิตมนุษย์แม้จะเป็นเรื่องของธรรมชาติที่มีค าอธิบายของศาสตร์ต่างๆ ในแต่ละแง่มุมไว้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องพัฒนาการของชีวิตมุษย์ขณะที่อยู่ในครรภ์ ไปในเนื้อเรื่อง และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ปฐมมูลมูลี ดูรายละเอียดใน [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://archive. lib.cmu.ac.th/full/T/2551/phil0251wk_ch2.pdf [๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗]. ๓๖ วิสิฎ คิดค าส่วน, “แนวคิดเรื่องมนุษย์ในคัมภีร์ปฐมมูลมูลี”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา บัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑). ๓๗ ดรีภรณ์ บัณฑิตชน, “ แนวคิดเรื่องมนุษย์ในทัศนะของพุทธทาสภิกขุ”, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๐).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๐ จนกระทั่งการคลอดจากครรภ์ของมารดา แต่นอกจากปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ที่ปรากฎให้ เห็นกันอยู่ทั่วไปนี้แล้ว สิ่งที่ต้องการค าอธิบายมากไปกว่านี้ว่า ท าไมชีวิตมนุษย์จึงมีบริบทของ ชีวิตที่แตกต่างกัน เพื่อท าความเข้าใจจึงได้น าเสนอ ๒ ทัศนะคือ การก าเนิดชีวิตตามทัศนะ ของวิทยาศาสตร์ และ การก าเนิดชีวิตที่ปรากฏตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท ดังนี้ ๕.๔.๑ การก าเนิดชีวิตตามทัศนะทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ถือว่า สรรพชีวิตเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของสรรพสิ่ง โลกมีอายุ ประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีเมื่อเริ่มแรกไม่มีสิ่งที่มีชีวิต ด้วยการเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการ ของสสารต่างๆ กินเวลาประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านปีชีวิตเริ่มแรกเป็นเซลล์เดียว ไม่มีนิวเคลียส และเป็นชีวิตเซลล์เดียวอยู่เป็นเวลาประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านปีในมหายุคพรีแคมเบรียนแล้วจึง เกิดพรวดพราด เกิดสรรพชีวิตนานาชนิดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในยุคแคมเบรียนเมื่อ ๖๐๐ ล้านปี นี้เอง เพราะความถึงพร้อมของเหตุปัจจัยทั้งทางพันธุ์กรรมและสิ่งแวดล้อม สรรพชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มที่แตกต่างกันถึงประมาณ ๑.๕ ล้านสปีชีส์ และยังมีการคาดการณ์กันว่า น่าจะมีอีกประมาณ ๑๐-๓๐ ล้านสปีชีส์ชีวิตจึงมีความหลากหลายสุดประมาณ ๓,๖๐๐ ล้านปี ของประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมบนโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งก็รุนแรง ท าให้เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็เปิดทางให้ชีวิตชนิดใหม่ๆเกิดขึ้นและ เพิ่มพูน มนุษย์อย่างที่เป็นโฮโมสปีชีส์ (Homo Sapiens) ก็เพิ่มมีอายุประมาณสองแสนปีนี้ เอง แม้จะมีมนุษย์ในชื่อต่างๆก็ย้อนไปไม่นานเมื่อเทียบกับช่วงเวลาของสรรพชีวิต๓๘ ก าเนิดชีวิตตามทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ชีวิตเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยพ่อแม่ (สิ่งที่มี ชีวิตอยู่ก่อนแล้ว) ท าให้เกิดชีวิตใหม่ การสร้างหน่วยใหม่ของชีวิต เรียกว่า การสืบพันธุ์ซึ่งมี ๒ แบบคือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น การใช้กิ่งปักช า การแตกหน่อของกล้วย การ แบ่งเซลล์ของบักเตรีและการสืบพันธุ์แบบใช้เพศ เช่น มนุษย์ต้องอาศัยพ่อแม่ให้ก าเนิดชีวิต โดยฝ่ายพ่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่าอสุจิส่วนฝ่ายแม่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ เรียกว่า ไข่ ไข่ที่ ถูกผสมโดยอสุจิเรียกว่า ไซโกทไซโกทนี้จะฝังตัวไว้กับเยื่อหุ้มหนังมดลูก และเจริญเติบโตขึ้น เป็นตัวอ่อนตามล าดับ เมื่อครบ ๙ เดือนก็คลอดออกมาเป็นทารกและเจริญเติบโตขึ้น เป็น เด็ก เป็นหนุ่มสาว พร้อมที่จะสร้างชีวิตใหม่ต่อไปชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ หลาย ชนิด และอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ อีกมากมายหลายชนิด แต่ละ ชนิดประกอบด้วยเซลล์ของแต่ละชนิดเป็นจ านวนมากมีการค านวนพบว่า เซลล์ในร่างกาย มนุษย์มีจ านวนถึง ๕ หมื่นล้านเซลล์ความยาวของเส้นโลหิตในร่างกายมนุษย์ถ้าจับมาเรียง ต่อกันจะมีความยาวถึง ๕๐,๐๐๐ กิโลเมตรความยาวของเส้นปราสาทเมื่อน ามาเรียงต่อกัน เข้ายาวถึง ๒๕,๐๐๐ กิโลเมตร โครงสร้างของร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย สิ่งเหล่านี้คือ ๓๘ ประเวศ วะสี, ธรรมชาติของสรรพสิ่งการเข้าถึงความจริงทั้งหมด, (นนทบุรี: ส านักพิมพ์ กรีน-ปัญญาญาน, ๒๕๕๓), หน้า ๒๓๓ – ๒๓๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๑ ๑) กระดูก ๒๐๖ ท่อน ๒) กล้ามเนื้อ ๗๙๒ มัด ๓) สมองผู้ชายหนักประมาณ ๑,๒๘๐ กรัม ๔) สมองผู้หญิงหนักประมาณ ๑,๑๕๐ กรัม ๕) เลือดจะมีประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ของน ้าหนักร่างกายหรือประมาณ ๕-๖ ลิตร ๖) น ้ามีประมาณ ๒/๓ ของน ้าหนักร่างกาย ๗) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน ฯลฯ ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้ ประกอบขึ้นเป็นเรือนร่างกายของมนุษย์ ๕.๔.๒ การก าเนิดชีวิตตามทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท การถือก าเนิดสิ่งที่มีชีวิตตามแนวพุทธปรัชญาที่มีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีที่ผ่านมาว่าด้วยระเบียบ กฎของความแน่นอนที่ เรียกว่า “นิยาม” หรืออีกประการหนึ่งเรียกว่า พีชนิยามคือกฎธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับ การสืบพันธุ์การด ารงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์โดยระบบของรหัสพันธุกรรม เป็นต้น ที่มีความใกล้เคียง กับกฎของวิทยาศาสตร์สายชีววิทยาที่ศึกษากลไกของความซับซ้อนของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า “Physicalorganicorder หรือ Biological Laos” และในทีฆนิกาย อรรถกถา มีการกล่าวถึง การสร้างภพและการสร้างชาติที่เกี่ยวกับพัฒนาการการก าเนิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า นิยาม ๕ ประการ๓๙ ที่เป็น กฎ หรือ เกณฑ์ธรรมชาติ อันเป็นสาเหตุท าให้เกิดสิ่งที่มีชีวิตบนพื้นพิภพนี้ อันประกอบด้วย ๑) อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดิน น้ า อากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมต่างๆ ส าหรับมนุษย์ ๒) พีชนิยาม กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์มีพันธุกรรม เป็นต้น ๓) จิตตนิยาม กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการท างานของจิตใจ หรือกระบวนการรับรู้ ๔) กรรมนิยาม กฏธรรมชาติเกี่ยวกับการกระท าของมนุษย์กระบวนการให้ผล ๕) ธรรมนิยาม กฏธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลกับของสรรพสิ่ง การเริ่มต้นชีวิตในทัศนะพุทธปรัชญา เกิดโดยอาศัยกระบวนการเนื่องด้วยเหตุ ปัจจัยเชื่อมโยงกัน ดังมีหลักฐานปรากฏในพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์ทีฆนิกาย คัมภีร์สังยุตตนิกาย คัมภีร์มัชฌิมนิกาย เป็นต้น โดยมีสาระส าคัญพอสังเขป ดังนี้ ๑) คัมภีร์ ทีฆนิกาย ปัจจัยทั้ง ๕ ประการ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสิ่งมีชีวิตสมดังที่ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิวรรค สังคีติสูตร๔๐ มี๔ ประการ ๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ ครั้งที่ ๑๘, (นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), ข้อ ๒๒๓, หน้า ๑๖๖. ๔๐ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๒/๓๙๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๒ คือ ๑) อัณฑชโยนิก าเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ คือ ออกเป็นฟอง มีการไข่ก่อนแล้วจึงฟักเป็น ตัว เช่น เป็ด ไก่ นก เป็นต้น ๒) ชลาพุชโยนิก าเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์คือ ออกมาเป็นตัว เช่น คน โค แมว เป็นต้น ๓) สังเสทชโยนิก าเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล คือ เกิดในที่ชื้น แฉะหมักหมม เน่าเปื่อย ขยายพันธุ์แพร่ไปเอง เช่น หนอนบางชนิด เชื้อโรค สัตว์เซลล์เดียว ได้แก่ อะบามีบา พารามีเชียม และ ๔) โอปปติกโยนิ ก าเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น ได้แก่ เทวดา สัตว์นรก เป็นต้น ด้วยเทวดาก็ดีสัตว์นรกก็ตาม เกิดผุดขึ้นมาทันทีทันใดโตใหญ่เป็น วิญญูชนทีเดียวหาได้เป็นทารกก่อนไม่ เมื่อตายก็หายวับไปมิได้ทิ้งร่างหรือซากไว้ให้เห็น ๒) คัมภีร์สังยุตตนิกาย สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์เพื่อแก้ปัญหา อินทกยักข์ไว้ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตร๔๑ ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่บนภูเขาอินทกูฏ ซึ่งมีอินทกยักข์ ครอบครองอยู่ใกล้กรุงราชคฤห์ครั้งนั้นอินทกยักข์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับและได้กราบทูลถามว่า “ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้กล่าวว่า รูปไม่ใช่เป็น ชีวะ สัตว์นี้จะมีร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อมาจากไหน สัตว์ นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ อินทกยักข์นั้นว่า...รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้น ขน ผม และเล็บ จึงเกิดขึ้น และมารดา ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น บริโภคข้าว น ้า โภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้ถืออยู่ใน ครรภ์มารดานั้น ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปในครรภ์ด้วยข้าวน้ าโภชนาหารอย่างนั้น” ๓) คัมภีร์มัชฌิมนิกาย พระพุทธองค์ยังตรัสก าเนิดและพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตใน มัชฌิมนิกาย มหาตัณหาสังขยสูตร๔๒ ที่มีใจความยืนยันว่า จุดก าเนิดสิ่งมีชีวิตนั้นต้อง ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่ ๑) มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน (สมสู่กัน) หรือผ่าน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คือเอาน ้าเชื้อฝ่ายชายผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงภายในหลอดแก้ว และอุณหภูมิที่เหมาะสม ๒) มารดามีไข่สุกพร้อมที่จะผสม (มารดามีระดู) ที่เป็นปกติและสม ่าเสมอ และ ๓) คันธัพพะปรากฏในขณะนั้นทันทีนอกจากนี้คันธัพพะ ยังมีปัจจัยประกอบอีกด้วย ๓ ประการ คือ (๑) กรรมที่สัตว์ท าไว้เปรียบเสมือนที่นา (๒) วิญญาณ เปรียบเมล็ดพืช (๓) ตัณหา เปรียบเสมือนยางเหนียวในพืช (ในตัณหาสังขยสูตรว่าด้วยการสิ้นไปแห่งตัณหา) ๔๑ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๒๓๕/๓๓๗-๓๓๘. ๔๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๘/๔๔๓-๔๔๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๓ การก าเนิดชีวิตมนุษย์ เริ่มแรกทีเดียวนั้นหลังจากมารดาบิดาอยู่ร่วมกันจะให้ ก าเนิด กลละ ๔๓ เมื่อล่วงไปได้๗ วัน ก็มีสีเหมือนน ้าล้างเนื้อ จึงชื่อว่าอัพพุทะ อัพพุทะนั้นล่วง ไปได้๗ วัน ก็เกิดเป็นเปสิ(คล้ายดีบุกเหลวขนาดเท่าน ้าตาล เม็ดพริกไทย) เปสิครั้นแก่ขึ้นมี ขนาดชิ้นเนื้อหลังจากเป็นเปสิอยู่ ๗ วัน ก็เปลี่ยนภาวะเป็นฆานะ (ฆานะมีลักษณะเป็นก้อน เนื้อ ขนาดไข่ไก่ มีลักษณะกลม) เป็นฆานะอยู่ ๗ วัน ก็เกิดมีปุ่ม ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) หลังจาก มีปุ่ม ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขางอกขึ้น) เพื่อเป็นมือทั้งสอง และศรีษะอีก ๑ ในสัปดาห์ที่ ๕ สัปดาห์ ที่ ๖ ก็เกิดมีผม ขน เล็บ เกิดขึ้นหลังจากนั้นการพัฒนาชีวิตของสัตว์ในครรภ์นั้นก็มีชีวิตอยู่ได้ ด้วยอาหารและน ้า คือ มีหลอดลมตั้งขึ้นจากสะดือแห่งสัตว์ที่อยู่ในท้องมารดานั้นติดเนื่อง เป็นอันเดียวกันกับพื้นท้องของมารดาหลอดนั้นเป็นรูเหมือนกับก้านบัว รสอาหารเข้าไป ตามรูหลอดนั้นไปเลี้ยงรูปกายของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น จนกระทั่งสัตว์ผู้อยู่ในท้องได้คลอด ออกมา ๔๔ สรุปการก าเนิดชีวิตในพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้ดังตารางด้านล่างนี้ สัปดาห์ พระพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ ๑ กลละ (น ้าใส) Zygote (ไข่ผสมเชื้อ) ๒ อัพพุทะ (น ้าขุ่นข้น) Zygote (ไข่ผสมเชื้อ) ๓ เปสิ(ชิ้นเนื้อ) Embryo (ตัวอ่อน) เริ่มมีทางเดินอาหาร,หัวใจ,ตุ่มแขนตุ่มขา ๔ ฆนะ (ก้อนเนื้อ) Embryo (ตัวอ่อน) เริ่มตุ่มตา หูจมูก แก้ม เริ่มเป็นเค้า ๕ ปัญจสาขา (ปุ่ม ๕ ปุ่ม) Embryo (ตัวอ่อน) มีศรีษะ ร่างกาย มือ ๒ ข้าง เริ่มมีนิ้วมือ ๒ ข้างเป็นเค้า ๖ จักขุทสกะ (เค้าโครงตา) Embryo (ตัวอ่อน) นิ้วมือก าลังวิวัฒนาการ ๗ โสตทสกะ (เค้าโครงหู) Embryo (ตัวอ่อน) ช่วงที่จะเป็นแขนสั้นมาก ๘ ฆานทสกะ (เค้าโครงลิ้น) Fetus (ทารก) ศรีษะใหญ่กว่าตัว สมองเริ่มเจริญ ๙ ชิวหาทสกะ Fetus (ทารก) อวัยวะเพศเริ่มพัฒนาการ ๑๐-๔๐ มีอวัยวะอื่นๆ เกิดขึ้น อาทิผม ขน Fetus (ทารก) มีอวัยวะอื่นๆเกิดขึ้นตามล าดับหัวใจ มีรูปร่างสมบูรณ์ ตารางที่ ๕ : เปรียบเทียบการก าเนิดชีวิตในพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ ๔๓ ค าว่า กลละ หมายถึง รูปละเอียดมีลักษณะกลมใส ขนาดเท่าหยดน้ ามันที่ติดอยู่บนขนแกะ ซึ่งเหลือจากจากการสบัด ๓ ครั้ง (ส .ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๔, ส .ฎีกา. ๑/๒๓๕/๓๒๖). ๔๔ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๒๓๕/๓๓๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๔ สรุปกระบวนการวิวัฒนาการของชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธปรัชญาจะเห็นว่า ชีวิต มนุษย์มีจุดก าเนิดมาจากเหตุปัจจัยสืบเนื่องกันหลายองค์ประกอบ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุปัจจัย ในอดีตและเป็นผลมาจากกรรมเป็นสมุฏฐาน การถือก าเนิดมนุษย์ตามทัศนะของพุทธศาสนา นั้นอาจตอบได้ทั้งในแง่ของความจริงขั้นสมมุติหรือสมมติสัจจะ และทั้งในขั้นปรมัตถ์หรือ ปรมัตถ์สัจจะ ในแง่ความจริงขั้นสมมตินั้นซึ่งเกิดขึ้นมาได้ด้วยอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ๕.๕ องค์ประกอบของชีวิต วงจรชีวิตของสรรพสัตว์ตามกฎปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ ชีวิต โลกและจักรวาล มีปรากฏตามหลักค าสอนทางพระพุทธศาสนาโดยกล่าวถึงชีวิต และสรรพสิ่ง มีกฏหรือกลไก ที่เป็นสากลหรือหลักการแม่บท โดยครอบคลุมความจริงของปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น สามารถที่จะอธิบายกระบวนการต่างๆ ของชีวิต โลก และจักรวาล การที่สัตว์ทั้งหลายด ารง อยู่ในฐานะภาวะสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สถานะของมนุษย์จึงเป็นไปตามกฏปฏิจจสมุปบาท จะเห็นได้จากพุทธพจน์ที่แสดงหลักปฏิจจสมุปบาทไว้ในรูปของกฏธรรมชาติที่เป็น กระบวนการของชีวิตอันเป็นธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ว่า “…เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี พระตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้บรรลุธาตุนั้น ครั้นรู้ บรรลุแล้ว จึงบอก แสดง บัญญัติก าหนด เปิดเผย จ าแนก ท าให้ง่าย และกล่าวว่า ‘เธอทั้งหลายจงดูเถิด’ ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี... นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท๔๕ จากพุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นวงจรแห่งชีวิตตามหลักปฏิจจสมุปบาทซึ่งในฐานะเป็น หลักส าคัญ แสดงให้เห็นว่า การด ารงของสรรพสิ่งทั้งหลาย (ธัมมฐิติ) มีลักษณะเฉพาะของ สรรพสิ่งทั้งหลาย (ธัมมนิยาม) และความเป็นปัจจัยของกันและกัน (อิทัปปัจจัยตา) จึงกล่าว ได้ว่า สถานะความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งหลายในกระแสของภาวะสัมพันธ์จะเป็นส่วนส าคัญ ในการอธิบายสถานะความเป็นมนุษย์ พุทธปรัชญายังได้ให้ความส าคัญต่อองค์ประกอบของมนุษย์ไว้เป็น ๒ ส่วน คือ รูป กับ นาม ๔๖ หรือ กาย กับ จิต หรือ ขันธ์๕ ๔๗ ในทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท ธรรมชาติทั้ง สองส่วนนี้ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตมนุษย์ ทั้งสองอาศัยซึ่งกันและกันด าเนินอยู่ จิตอาศัยกาย และกายอาศัยจิต ลักษณะที่เป็นปัจจัยแก่กันและกันอย่างนี้ท่านบัญญัติเรียกว่า “สังขตธรรม” ๔๕ ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐/๓๔-๓๕. ๔๖ ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๐/๙๕. ๔๗ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๔๘/๖๖-๖๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๕ ส่วนในการให้ความส าคัญจะเน้นความส าคัญของจิตมากกว่ากาย ดังคัมภีร์วิสุทธิมรรคจารึก ไว้ว่า อุโภ นิสฺสย คจฺฉนฺติมนุสฺเสว นาวา จ อณฺเณว เอว นาม จ รูป จ อุโภ อญฺนิสฺสิตา๔๘ มนุษย์และเรือทั้งสองต่างอาศัยกันจึงเดินทางไปในห้วงน ้าได้นามและรูปก็ฉันนั้น ทั้งสอง ต่างอาศัยกันและกันด้วยประการฉะนี้ในการศึกษาชีวิตมนุษย์พบว่า ชีวิตมนุษย์มีองค์ประกอบ ตามธรรมชาติที่แตกต่างกัน ๒ ส่วน คือร่างกายกับจิต ซึ่งเป็นสิ่งอาศัยซึ่งกันและกันเป็น สมุฏฐานล้วนมีธรรมชาติเป็นสังขตธรรม เป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดชีวิตขึ้น๔๙ หลักธรรมที่พบบ่อยๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของชีวิตหรือตัวชีวิตเองนั้น มีดังนี้ ๑) ขันธ์๕ เป็นองค์ประกอบของชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย รูปขันธ์เวทนา ขันธ์สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์เป็นตัวที่ก าหนดว่าชีวิตอยู่ได้หรือด าเนินต่อไปได้ อย่างไร ถ้าขันธ์ทั้ง ๕ นี้แตกดับ ตัวชีวิตก็แตกดับไปด้วย ๒) ธาตุทั้ง ๖ ๕๐ ซึ่งประกอบด้วย ปฐมวีธาตุอาโปธาตุวาโยธาตุ เตโชธาตุอากาศธาตุ วิญญาณธาตุธาตุทั้ง ๖ นี้ก็เป็นองค์ประกอบของชีวิต ที่ค ้าจุนชีวิต ท าให้ชีวิตไม่แตกดับ ท าให้ชีวิตด ารงอยู่ได้เช่นเดียวกันกับขันธ์๕ ๓) อายตนะทั้ง ๖ ซึ่งประกอบด้วย ตา (จักขุ) หู(โสตะ) จมูก (ฆานะ) ลิ้น (ชีวหา) กาย(กาย) ใจ (มโน) อายตนะทั้ง ๖ นี้เป็นองค์ประกอบของชีวิตที่ส าคัญอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่ ท าให้ชีวิตมีความหมาย พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ หรือติดต่อกับสิ่งข้างนอกได้ ถ้าขาด อายตนะทั้ง ๖ นี้ชีวิตก็จะไม่มีความหมาย แม้แต่ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๖ อย่าง ก็ยังท า ความล าบากให้เกิดขึ้นในชีวิตได้หลักธรรมทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นองค์ประกอบของชีวิตหรือ ตัวของชีวิต ถ้าขาดหลักธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งใน ๓ หมวดนี้ชีวิตก็ย่อมมีขึ้นไม่ได้หรือ ถ้ามีขึ้นมาแล้วก็จะสลายไป เพราะหลักธรรมทั้ง ๓ หมวดนี้เป็นตัวการที่ค ้าจุนชีวิตให้เกิดขึ้น ด ารงอยู่และด าเนินไป ถ้าหลักธรรมเหล่านี้แตกสลาย ชีวิตก็จะแตกดับไป ๕.๕.๑ การศึกษาองค์ประกอบของชีวิตตามนัยเบญจขันธ์ ค าว่า “ ขันธ์” หมายความว่า สิ่งที่เป็นกลุ่ม เป็นกอง หรือเป็นพวกๆ ขันธ์ ๕ จึงหมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด ขันธ์ ๕ หรือ รูปและนาม เป็น องค์ประกอบที่ให้สัตว์เวียนว่ายอยู่ในภพ ๓ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือแม้ละจากโลกนี้ไป เป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม ก็ล้วนประกอบด้วยขันธ์ ๕ แม้แต่ไปเกิดในอบายภูมิ เป็นสัตว์ ๔๘ พระพุทธโฆสเถร,วิสุทธิมรรค,แปลและเรียบเรียงสมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจอาสภมหาเถร), พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ธนาเพรส, ๒๔๕๘), หน้า ๙๙๔. ๔๙ พระมหาทองสุข สุจจิตฺโต (ไกรพงษ์), “การศึกษาวิเคราะห์วิถีชีวิตมนุษย์ในทัศนะ พุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า บทคัดย่อ. ๕๐ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๔๔/๔๐๓., อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๗๒/๑๓๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๖ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือ แม้แต่สัตว์นรกในโลกันต์ ก็ประกอบด้วยขันธ์ ๕ สัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารล้วนประกอบด้วยขันธ์ทั้งสิ้น แต่แตกต่างกันที่ความ ละเอียดและความประณีตของรูปและนามเท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของขันธ์ ๕ มีดังนี้ ๑) มีการเกิด ดับ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากรูปและนามนี้ มีการเกิดและดับอยู่ ตลอดเวลา ท าให้ขันธ์ ๕ มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ ตลอดเวลา มี ความเสื่อมอยู่ ดังนั้น แม้แต่รูปเอง ก็มีธรรมชาติเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ส่วนนามขันธ์ทั้ง ๔ ก็มี การเกิดดับตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ๒) มีสภาวะเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเนื่องจาก ขันธ์ ๕ มีลักษณะเปลี่ยนแปลงตลอดจากเหตุปัจจัยที่เข้ามา ท าให้มีสภาวะที่ไม่เที่ยง และ เพราะเหตุที่ขันธ์ ๕ มีความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา ท าให้เป็นทุกข์ ทั้งทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ สลับไปมาตลอด ซึ่งเราไม่สามารถบังคับบัญชาให้ขันธ์ ๕ ไม่เสื่อม หรือให้ขันธ์ ๕ นี้คงสภาวะ เดิมได้ ดังนั้น จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา องค์ประกอบของขันธ์๕ ส่วน ซึ่งเรียกชื่อตามภาษาทางพุทธธรรมว่า เบญจขันธ์๕๑ คือรูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์๕๒ แต่ละขันธ์มีลักษณะที่เป็น รายละเอียดดังต่อไปนี้ ๑) รูปขันธ์แปลว่า กองแห่งรูป หมายถึงส่วนที่เป็นร่างกายของมนุษย์ซึ่งเกิดจาก การรวมตัวของธาตุ ๔ ที่เรียกว่า มหาภูตรูป๕๓ คือ (๑) ธาตุดิน (มีลักษณะ แข็ง) (๒) ธาตุน้ า (มีลักษณะ ไหลหรือเกาะกุม) (๓) ธาตุลม (มีลักษณะ เคร่งตึงและเคลื่อนไหว มี ๖ อย่าง ได้แก่ อุทฺธงฺคมวาโย (ลมที่พัดขึ้นสู่เบื้องบน) อโธคมวาโย (ลมที่พัดลงสู่เบื้องล่าง) กุจฺฉิฏฺฐวาโย (ลมที่พัดอยู่ในช่อง ท้อง) โกฏฺฐาสยวาโย (ลมที่พัดอยู่ในล าไส้ใหญ่) องฺคมงฺคานุสารีวาโย (ลมที่พัดอยู่ทั่วร่างกาย) และ อสฺสาสปสฺสาสวาโย (ลมหายใจเข้าออก) (๔) ธาตุไฟ มีลักษณะ ร้อนและเย็น มี ๕ อย่าง ได้แก่ อุสฺมาเตโช (มีประจ าอยู่ใน ร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย) สนฺตปฺปนเตโช (มีความร้อนมาก) ทหนเตโช (มีความร้อนสูงจัด สามารถเผาผลาญร่างกายให้วิปริตได้) ชิรณเตโช (ท าให้ร่างกายทรุดโทรมแก่ลง) และ ปาจก เตโช (ท าหน้าที่ย่อยอาหาร)๕๔ ๕๑ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑/๑. ๕๒ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๙๕/๔๗. ๕๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๘/๓๐๗. ๕๔ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๗ และรวมกับคุณสมบัติพร้อมด้วยคุณลักษณะของธาตุทั้ง ๔ ที่เรียกว่า อุปาทายรูป คือรูปซึ่งอาศัยมหาภูตรูปด้วย ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับรูปไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไปจึงเรียกว่า รูป สลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง กระหายบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง เพราะสลายไปจึงเรียกว่า รูป๕๕ ๒) เวทนาขันธ์๕๖ แปลว่า กองแห่งเวทนา ได้แก่ ความรู้สึกทางอารมณ์ว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ค าว ่า อารมณ์ในที ่นี้หมายถึง สิ ่งที ่จิตรับรู้โดยผ ่านทางอายตนะ ภายในทั้ง ๖ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย เกี่ยวกับเวทนาไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย... เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเวทนา เพราะเสวยจึงเรียกว่า เวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง เพราะเสวยจึง เรียกว่า เวทนา” ๕๗ ๓) สัญญาขันธ์แปลว่า “กองแห่งสัญญา ได้แก่ ความจ าได้หมายรู้เป็นการ ก าหนดรู้เครื่องหมายหรือลักษณะของสภาวะธรรมทั้งหลาย สัญญามี ๖” ๕๘ คือ สัญญา อัน หมายถึง ความจ าได้หมายรู้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จดจ าทางใจ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคท่านพุทธ โฆษาจารย์ได้อธิบายเกี่ยวกับเหตุผลในเรื่องสัญญาขันธ์ไว้ว่า “สัญญาขันธ์ พึงทราบว่า เพราะ รวมธรรมชาติที่มีความจ าได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน” ๕๙ ๔) สังขารขันธ์แปลว่า กองแห่งสังขาร ได้แก่ เจตสิกธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดกับจิต และมีเจตนาเป็นตัวน าส าคัญในการแต่งจิตให้ดีให้ชั่ว หรือเป็นกลางๆ แล้วส่งไปถึงพฤติกรรม ของมนุษย์ทั้งทางกายและวาจาด้วย ในสังยุตตนิกายได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ “เจตนา โดยแบ่งออกเป็น ๖ เจตนา” ๖๐ คือ เจตนาในการเห็น รูป ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และรู้อารมณ์ทางใจ ในวิสุทธิมรรค ท่านพุทธโฆษาจารย์ได้ให้อธิบายเกี่ยวกับสังขารไว้ว่า “สังขารทั้งหลาย แม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะ (แต่) ว่าโดยชาติก็เป็น ๓ คือ กุศล อกุศล อัพยากฤต ในสังขาร ๓ นั้น สังขารที ่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณจัดเป็นกุศล สังขาร ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ จัดเป็นอกุศลสังขาร ที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณ จัดเป็นอัพยากฤตสังขาร” ๖๑ ๕๕ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๗๙/๑๒๑. ๕๖ ส .สฬา. (ไทย) ๑๘/๔๓๔/๒๖๖ ๕๗ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๗๙/๑๒๑. ๕๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๗/๒๗๒ ๕๙ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๒), หน้า ๑๙. ๖๐ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๑๑๖/๕๙. ๖๑ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๑, หน้า ๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๘ ๕) วิญญาณขันธ์แปลว่า กองแห่งวิญญาณ ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ทางทวาร ทั้ง ๖ คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากอายตนะภายนอกมากระทบ กับอายตนะภายใน แล้วท าให้เกิดผลคือ ความรู้หรือวิญญาณ ในที่นี้วิญญาณแบ่งเป็น ๖ ๖๒ คือ ๑) รู้อารมณ์ทาง ตา ได้แก่ รูป ๒) รู้อารมณ์ทาง หู ได้แก่ เสียง ๓) รู้อารมณ์ทาง จมูก ได้แก่ กลิ่น ๔) รู้อารมณ์ทาง ลิ้น ได้แก่ รส ๕) รู้อารมณ์ทาง กาย ได้แก่ โผฏฐัพพะ ๖) รู้อารมณ์ทาง ใจ ได้แก่ ธรรมารมณ์ ในสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณไว้ว่า “เพราะอะไรจึง เรียกว่าวิญญาณ เพราะรู้แจ้งจึงเรียกว่า วิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง เพราะรู้แจ้งจึง เรียกว่า วิญญาณ” ๖๓ จึงสรุปได้ว่า การวิเคราะห์และให้ความหมายชีวิต โดยแยกองค์ประกอบออกเป็น ขันธ์ ๕ อันมีรูปขันธ์ เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์ซึ่งเรียกว่า เบญจขันธ์นั้น เมื่อย่อลงแล้วก็คือ รูปกับนาม หรือกายกับจิตนั่นเองตามทัศนะพระพุทธศาสนา มองมนุษย์ในฐานะที่มีศักยภาพที่สามารถฝึกฝนอบรมได้และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ต้องพัฒนาทั้งทางกายและทางจิตไปพร้อมๆ กัน ๕.๕.๒ การศึกษาชีวิตตามนัยแห่งธรรมชาติที่ทรงไว้ ธรรมชาติที่ทรงไว้ในความเป็นสภาวธรรมทางธรรมะเรียกว่า ธาตุ ซึ่งในพระพุทธศาสนา มองชีวิตในฐานะเป็นสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันเข้าของธาตุทั้ง ๖ หรือ ธาตุ๑๘ ดังนี้ ๑) ธาตุ๖ ประกอบด้วย ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) อาโปธาตุ(ธาตุน้ า) เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) วาโยธาตุ(ธาตุลม) อากาสธาตุ(ธาตุคืออากาศ) และ วิญญาณธาตุ(ธาตุคือวิญญาณ) ๖๔ ๒) ธาตุ ๑๘ ประกอบด้วย ๑.จักขุธาตุ (ธาตุคือจักขุประสาท) ๒. รูปธาตุ (ธาตุ คือรูปารมณ์) ๓. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ) ๔. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตประสาท) ๕.สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์) ๖. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ) ๗. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานประสาท) ๘. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์) ๙. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆาน วิญญาณ) ๑๐. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาประสาท) ๑๑.รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์) ๑๒. ชิวหา วิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ) ๑๓.กายธาตุ (ธาตุคือกายประสาท) ๑๔. โผฏฐัพพธาตุ ๖๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๗/๒๗๒. ๖๓ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๗๙/๑๒๑. ๖๔ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๐๐/๑๑๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๗๙ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์) ๑๕.กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ) ๑๖. มโนธาตุ (ธาตุคือ มโน) ๑๗. ธัมมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์) ๑๘.มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ) ๖๕ โดยธาตุทั้ง ๑๘ นี้ เป็นการขยายธรรมชาติของธาตุทั้ง ๖ ออกเป็นธาตุละ ๓ ประเภท คือประสาทสัมผัสหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการสัมผัส และตัวรู้อารมณ์ที่เกิดจาก การสัมผัสแต่ละธาตุนั้นๆ จึงรวมกันได้ทั้งหมด ๑๘ ธาตุ ๕.๕.๓ การศึกษาชีวิตตามธรรมชาติกระทบ : อายตนะ ธรรมชาติอารมณ์ที่จะกระทบกับจิตนั้นจะมีธรรมชาติที่เป็นเครื่องเชื่อมต่อระหว่าง จิตกับอารมณ์ ธรรมชาติที่เป็นดครื่องเชื่อมตื่อนี้ในทางธรรมะเรียกชื่อว่า อายตนะ โดยมี ความหมาย ๓ นัย๖๖ คือนัยที่ ๑ อายตนะ มีความหมายว่า ธรรมใดที่มีสภาพคล้ายกับยังผล ของตนให้เกิดขึ้น ธรรมนั้นชื่อว่า อายตนะ (อายตนะภายในมี ๖ และอายตนะภายนอกมี ๖) นัยที่ ๒ ความหมายคือ กระท าซึ่งจิตและเจตสิก๖๗ และนัยที่ ๓ อายตนะ เป็นแดนติดต่อให้ จิตหรือวิญญาณกับอารมณ์๖๘ ในบทอธิบายเรื่องอายตนะ ๑๒ พระธรรมเสนาบดีหรือ พระสารีบุตรได้กล่าวไว้หลายนัย๖๙ ดังนี้ ๑) อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า อายตนะเพราะสืบต่อ คือสืบต่อแห่งการมา หรือเพราะ น าไปซึ่งการสืบต่อ ในเรื่องนี้พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า จริงอยู่ ธรรมคือจิต และเจตสิก ในบรรดาจักขุและรูป เป็นต้น เป็นทวารและอารมณ์นั้นๆ ย่อมมา ย่อมตั้งขึ้น ย่อมสืบต่อคือย่อมพยายามโดยกิจของตนๆ มีการเสวยอารมณ์ เป็นต้น ธรรมคือจิตและ เจตสิกเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปสู่ธรรมเหล่านั้น ในธรรมอันเป็นทางมาและสังสารทุกข์สืบต่อกันไป อย่างมากมาย เป็นไปในสงสารอันยืดยาวนานหาที่สุดมิได้นี้ยังไม่หมุนกลับตราบใด ธรรมคือ จิตและเจตสิกเหล่านั้นก็ย่อมน าไป คือย่อมให้เป็นไปอยู่ตราบนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า เป็นที่สืบต่อ คือเป็นที่ต่อแห่งขันธ์ที่ก่อก าเนิด ยังธรรมเหล่านั้นให้กว้างออกไปเหมือน สังสารวัฏที่ยังเป็นไปอยู่ฉันใด อายตนะก็ยังน าธรรมเหล่านั้นให้เป็นอยู่ฉันนั้น และเป็นที่น า อารมณ์มากระทบ จิตและเจตสิก มีทวารนั้นๆ เป็นอารมณ์ อายตนะคือตาและรูป เป็นต้น ย่อมก่อตั้งขึ้นพยายามท ากิจของตนๆ มีการกิน เป็นต้น ในทวารนั้นๆ อายตนะเป็นที่เกิดแห่ง วิถีจิตอยู่เสมอ จะเกิดในชาติใดภพใดก็ตาม วิถีจิตไม่เกิดที่อื่น ต้องเกิดตามอายตนะเหล่านี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖๕ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๒๕/๑๖๑-๑๖๒; อภิ.ย. (ไทย) ๓๘/๒๕๔/๓๓๓. ๖๖ พันเอกปิ่น มุทุกันต์, ประมวลศัพท์ศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา), หน้า ๗๐๓. ๖๗ เจตสิก หมายถึง อารมณ์ที่เกิดกับจิต. ๖๘ บรรจบ บรรณรุจิ, กระบวนธรรมเพื่อความเข้าใจชีวิตในปฏิจจสมุปบาท, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๓๕) หน้า ๔๙. ๖๙ ขุ.ปฏิ.อ. ๖๘/๒๒๙-๒๓๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๐ ๒) อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า อายตนะ เพราะว่าเป็นที่อยู่ จริงอย่างนั้น ในทางโลก ที่เป็นที่อยู่ ท่านเรียกว ่า อายตนะได้ ในค าเป็นต้นว่า อิสฺสรายตน ที่อยู่ของพระอิศวร วาสุเทวายตน แปลว่า ที่อยู่ของวาสุเทพ จิต เจตสิกเป็นไปติดต่อกัน ดวงตา เป็นต้น จึงเป็นที่ พักของอารมณ์ มีรูป เป็นต้น เหล่านั้น อายตนะเป็นที่อยู่ของวิถีจิต เหมือนพิณเมื่อมีผู้ดีดก็จะ มีเสียงดังขึ้น คล้ายกับว่าเสียงอยู่ในสายพิณ วิถีจิตก็เช่นเดียวกัน เมื่ออายตนะกระทบกันขึ้น วิถีจิตจึงเกิด ๓) อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่า เป็นบ่อเกิด บ่อเกิดท่านเรียกว่า อายตนะได้ ในค าเป็นต้นว่า สุวรรณายตนะ บ่อทอง รชตายตนะ บ่อเงิน รัตนายตนะ บ่อแก้ว ธรรมเหล่านั้น ปรากฏเกลื่อนกล่นอยู่ในดวงตา เป็นต้น จึงชื่อว่า เป็นบ่อเกิด ๔)อายตนะ ๑๒ ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมลง เช่น ค าว่า มโนรเม อายตเน เสวนฺติ น วิหงฺคมา-เหล่าวิหค ย่อมอาศัยต้นไม้นั้น ประชุมกันในที่เป็นที่รื่นรมย์ใจ ๕) อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่า เป็นถิ่นที่เกิด ถิ่นเป็นที่เกิด ท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในค าเป็นต้นว่า ทกฺขิณาปโถ คุนฺน อายตน แปลว่า ทักษิณาบถ ถิ่น เป็นที่เกิดแห่งโคทั้งหลาย เป็นที่ประชุม เช่น เป็นที่รวมกันของพวกนก เป็นที่สโมสร เป็นถิ่น เกิด เช่นค าว่า ทักขิณาปถะ เป็นอายตนะหรือถิ่นเกิดของโคทั้งหลาย อารมณ์ต้องแอบอิง อายตนะจึงจะเกิดขึ้นได้ อายตนะภายในเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ในสัตว์ทั่วไป ไม่เลือกชั้นสูง ต่ า สัตว์เล็ก ใหญ่ คือไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องมี ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ด้วยกันทั้งสิ้น อายตนะเหล่านั้น เป็นที่ประชุมของอารมณ์ทั้งหลาย อายตนะเป็นที่ประชุม ของวิถีจิตทั้งหลาย คือวิถีจิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องมีการรับอารมณ์เสมอ การรับอารมณ์ คล้ายกับว่าเข้าไปประชุมอยู่ในอายตนะภายนอกเหล่านั้น ๖) อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็น การณะ การณะ ท่าน เรียกว่า อายตนะได้ ในค าเป็นต้นว่า ตตฺรตเตรฺว สกฺขิภพฺพต ปาปุณาติสติ อายตเน เมื่อ อายตนะ คือเหตุเป็นเครื่องระลึกมีอยู่ เธอก็จะบรรลุผลในธรรม คืออภิญญานั้นๆ แน่นอน เป็นเหตุ เช่น ถึงความเป็น ผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่ออายตนะ หรือเหตุมีอยู่ เมื่อ อายตนะมีอารมณ์ จึงมีอายตนะไม่มีอารมณ์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ในพระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ได้ถือเอาอายตนะธรรมชาติเชื่อมต่อของชีวิตเป็น หลักในการศึกษา มองชีวิตในฐานะที่เป็นการรวมหรือประชุมกันเข้าของอายตนะ ๑๒ ๗๐ ในอายตนะเหล่านั้น สามารถจัดได้เป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน (อัชฌัตติกายตนะ) และ อายตนะภายนอก (พาหิรายตนะ) ดังนี้ ๑) อายตนะภายใน ได้แก่ จักขายตนะ (แดนติดต่อคือตา หมายถึง ประสาทที่รับ รูปต่างๆ ได้ อยู่ในลูกนัยน์ตา บางทีเรียกว่า จักขุประสาท) โสตายตนะ (แดนติดต่อคือหู ๗๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๒/๒๖๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๑ หมายถึงประสาทที่รับฟังเสียงได้ อยู่ในช่องหู) ฆานายตนะ (แดนติดต่อคือจมูก หมายถึง ประสาทที่สูดกลิ่นได้ อยู่ในช่องจมูก) ชิวหายตนะ (แดนติดต่อคือลิ้น หมายถึงประสาทที่ลิ้มรสได้ อยู่ที่แผ่นลิ้น) กายายตนะ (แดนติดต่อคือกาย หมายถึงประสาทที่ได้รับสัมผัส) มนายตนะ (หมายถึงแดนติดต่อคือมน หรือใจ ใจหมายถึงจิต) ลักษณะของอายตนะภายในมีรายละเอียด พอสังเขปดังนี้ ๑.๑) ประสาทตา มีดวงตาเป็นโครงสร้างใหญ่ ที่เปลือกตามีขนเล็กสีด า (ขนตา) ส่วนดวงตาประกอบด้วยตาด าตาขาว ลักษณะคล้ายกลีบอุบลเขียว ประสาทตาอยู่ตรงกลาง ตาด า ซึ่งแวดล้อมด้วยตาขาว ซึมซาบเยื่อตา ๗ ชั้น เหมือนน้ ามันซึมซาบส าลี ๗ ชั้น ธาตุ ๔ เกื้อหนุน โดยปฐวีคอยทรงไว้ อาโปคอยเชื่อมประสาน เตโชคอยอบให้อบอุ่น และวาโยคอย ท าให้เคลื่อนไหว อุตุ จิต อาหารคอยค้ าจุน ชีวิตคอยตามเลี้ยง แวดล้อมด้วยสี กลิ่น รส โอชา มีขนาดโตเท่าหัวเล็น เป็นที่ตั้งและเป็นทางเดินของการรับรู้ทางตา (จักขุวิญญาณ) ๑.๒) ประสาทหูมีใบหูเป็นโครงสร้างใหญ่ ในใบหูตรงที่ประสาทหูตั้งอยู่ คือแก้วหู มีลักษณะคล้ายวงแหวน มีขนอ่อนสีแดงเข้ม มีอาการอย่างเดียวกับประสาทตา คือธาตุ ๔ เกื้อหนุนโดยปฐวีคอยทรงไว้ อาโปคอยเชื่อมประสาน เตโชคอยอบให้อบอุ่น และวาโยคอย พัดให้เคลื่อนไหว อุตุ จิต อาหารคอยค้ าจุน ชีวิตคอยตามเลี้ยง แวดล้อมด้วย สี กลิ่น รส โอชา เป็นที่ตั้งและเป็นทางเดินของการรับรู้ทางหู (โสตวิญญาณ) ๑.๓) ประสาทจมูก มีจมูกเป็นโครงสร้างใหญ่ ในโพรงจมูก ตรงที่ประสาทจมูก ตั้งอยู่คือเยื่อจมูก มีลักษณะคล้ายกีบเท้าแพะ มีอาการอย่างเดียวกับประสาทตา และ ประสาทหู คือธาตุ ๔ เกื้อหนุน โดยปฐวีคอยทรงไว้ อาโปคอยเชื่อมประสาน เตโชคอยอบให้ อบอุ่น และวาโยคอยพัดให้เคลื่อนไหว อุตุ จิต อาหารคอยค้ าจุน ชีวิตคอยตามเลี้ยง แวดล้อม ด้วย สี กลิ่น รส โอชา เป็นที่ตั้งและเป็นทางเดินของการรับรู้ทางจมูก (ฆานวิญญาณธาตุ) ๑.๔) ประสาทลิ้น มีลิ้นเป็นโครงสร้างใหญ่ บริเวณลิ้นตรงที่ประสาทลิ้นตั้งอยู่มี ลักษณะคล้ายกลีบอุบล (บัวสาย) อยู่ตรงกลางลิ้น มีอาการอย่างเดียวกับประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก คือ ธาตุ ๔ เกื้อหนุน โดยปฐวีคอยทรงไว้ อาโปคอยเชื่อมประสาน เตโชคอยอบให้อบอุ่น และวาโยคอยพัดให้เคลื่อนไหว อุตุ จิต อาหารคอยค้ าจุน ชีวิตคอยตาม เลี้ยง แวดล้อมด้วย สี กลิ่น รส โอชา เป็นที่ตั้งและทางเดินของการรับรู้ทางลิ้น (ชิวหา วิญญาณ) ๑.๕) ประสาทกาย มีร่างกายเป็นโครงสร้างใหญ่ มีอยู่ทั่วร่างกาย เหมือนน้ ามัน ซึมซับเนื้อส าลี มีอาการอย่างเดียวกับประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น คือ ธาตุ ๔ เกื้อหนุน โดยปฐวีคอยทรงไว้ อาโปคอยเชื่อมประสาน เตโชคอยอบให้อบอุ่น และ วาโยคอยพัดให้เคลื่อนไหว อุตุ จิต อาหารคอยค้ าจุน ชีวิตคอยตามเลี้ยง แวดล้อมด้วย สี กลิ่น รส โอชา เป็นที่ตั้งและเป็นทางเดินของการรับรู้ทางกาย (กายวิญญาณ)


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๒ ๑.๖) รูปเป็นปัจจัย ให้เกิดการติดต่อทางใจ คือการนึกคิด รูปในที่นี้หมายเอา ปสาทรูป ๕ คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย ซึ่งได้สัมผัส กับสิ่งเร้า คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย แล้วเป็นปัจจัยให้เกิดการนึกคิดไปตามที่ได้ สัมผัสมานั้น การนึกคิดนั้นเองเรียกว่า รูปเป็นปัจจัย ๒) อายตนะภายนอก (พาหิรายตนะ) คือ แดนติดต่อภายนอก มีอยู่ ๖ อย่าง ได้แก่ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ และธัมมายตนะ๗๑ โดยมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ ๒.๑) รูปายตนะ : รูป (แดนติดต่อคือรูป) ได้แก่ สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาประกอบ หมายถึง เปิดเผยให้รู้ถึงความรู้ลึกที่มีอยู่ในใจ เปิดเผยให้รู้ถึงความคิด หรือมีความหมาย ว ่า ผันแปร แตกสลาย หมายถึง ไม ่เที ่ยง ไม ่ยั ่งยืน เกิดแล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ๗๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม” มีค าอธิบายในอรรถ กถาว่า เมื่อคนเราผ่านชีวิต อายุที่เพิ่มขึ้น ย่อมน ามาสู่ความเสื่อมโทรมทางร่างกาย ปรากฏ ความแก่ชรามากขึ้นตามล าดับ จากผมด าเป็นผมขาว จากผิวเต่งตึงเป็นผิวที่เหี่ยวย่น เป็นต้น และตายไปในที่สุด เป็นไปตามสภาวะ ท่านจึงกล่าวว่า รูปทั้งหลายย่อมทรุดโทรมไป ๒.๒) สัททายตนะ : เสียง (แดนติดต่อคือ เสียง) ได้แก่ สิ่งที่ได้ยินได้ด้วยหู วิเคราะห์ตามศัพท์ได้ว่า ภาวะใด ย่อมก้อง เหตุนั้น ภาวะนั้น จึงชื่อว่า สัททะ (เสียง) หมายถึง ภาวะที่เปล่งขึ้น ๒.๓) คันธายตนะ : กลิ่น (แดนติดต่อคือ กลิ่น) ได้แก่ สิ่งที่สูดได้ด้วยจมูก ภาวะอัน ใดย่อมฟุ้งตลบ เหตุนั้น ภาวะนั้น จึงชื่อว่า คันธะ หมายถึง ภาวะที่ส่อที่ตั้งของคน ๒.๔) รสายตนะ : รส (แดนติดต่อคือ รส) ได้แก่ สิ่งที่ลิ้มได้ด้วยลิ้น วิเคราะห์ว่า สัตว์ ทั้งหลาย ย่อมชอบลิ้มลอง ความว่า ย่อมชอบใจธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า รส ๒.๕) โผฏฐัพพายตนะ : สิ่งที่สัมผัสทางกาย (แดนติดต่อคือ โผฏฐัพพะ) ได้แก่ สิ่งที่ แตะได้ด้วยกาย ประเทศเป็นที่เกิด ชื่อว่า อายะ (บ่อเกิด) ธรรมชาติใดอันสัตว์ย่อมถูกต้อง ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า โผฏฐัพพะ ๒.๖) ธัมมายตนะ : สิ่งที่ได้ยินมา (แดนติดต่อคือ จิตใจ) ได้แก่ สิ่งที่ได้ทราบมาแล้ว ทางประสาทสัมผัส แล้วจิตหรือวิญญาณเก็บสะสมๆ ไว้ สภาพเหล่าใดย่อมทรงไว้ซึ่งลักษณะ ของตน เหตุนั้น สภาพเหล่านั้น จึงชื่อว่า ธรรม อายตนะท าให้เกิดความรู้ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างอายตนะภายนอกกับ อายตนะภายใน เมื่ออายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอก ๗๑ อภิ.สงฺ.อ. ๗๖/๕๐๕. ๗๒ บรรจบ บรรณรุจิ, กระบวนธรรมเพื่อความเข้าใจชีวิตในปฏิจจสมุปบาท, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๓๕), หน้า ๓๑, ๓๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๓ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ก็จะเกิดความรู้จ าเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิดความรู้ เรียกว่า เห็น หูกระทบเสียง เกิดความรู้ เรียกว่า ได้ยิน เป็นต้น ความรู้จ าเพาะแต่ ละด้านนี้เรียกว่า วิญญาณ แปลว่า ความรู้แจ้ง คือรู้อารมณ์ ดังนั้น จึงมีวิญญาณ ๖ อย่าง เท่ากับอายตนะ และอารมณ์ ๖ คู่ คือ วิญญาณทางตา ได้แก่ เห็น วิญญาณทางหู ได้แก่ ได้ยิน วิญญาณทางจมูก ได้แก ่ ได้กลิ ่น วิญญาณทางลิ้น ได้แก ่ รู้รส วิญญาณทางกาย ได้แก่ รู้สิ่งต้องกาย วิญญาณทางใจ ได้แก่ รู้อารมณ์ทางใจ หรือรู้เรื่องในใจ สรุปได้ว่า อายตนะ ๖ อารมณ์ ๖ และวิญญาณ ๖ มีความเกี่ยวเนื่องกัน ดังนี้ ๑) จักขุ: ตา เป็นแดนรับรู้รูป เกิดความรู้คือ จักขุวิญญาณ-เห็น ๒) โสตะ: หู เป็นแดนรับรู้ เสียง เกิดความรู้คือ โสตวิญญาณ-ได้ยิน ๓) ฆานะ: จมูก เป็นแดนรับรู้กลิ่น เกิดความรู้คือ ฆานวิญญาณ-ได้กลิ่น ๔) ชิวหา: ลิ้น เป็นแดนรับรู้รส เกิดความรู้คือ ชิวหาวิญญาณ-รู้รส ๕) กาย: กาย เป็นแดนรับรู้โผฏฐัพพะ เกิดความรู้คือ กายวิญญาณ-รู้สิ่งต้องกาย และ ๖) มโน: ใจ เป็นแดนรับรู้ธรรมารมณ์ เกิดความรู้คือ มโนวิญญาณ-รู้เรื่องในใจ การรับรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อวิญญาณเกิดขึ้น ซึ่งโดยปกติวิญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อเกิด การกระทบกันระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน แต่ในบางกรณีก็ไม่เกิดการรับรู้ เช่น ถูกสัมผัสขณะหลับ หรือมองสิ่งต่างๆ ขณะเหม่อลอย จะไม่เกิดการรับรู้ใดๆ การรับรู้จะ เกิดขึ้นต่อเมื่อมีองค์ประกอบเกิดขึ้นครบทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ อายตนะ อารมณ์ และวิญญาณ เรียกว่าผัสสะ หรือสัมผัส แปลว่า การกระทบ หรือหมายความว่า การบรรจบพร้อมกันแห่ง อายตนะ อารมณ์ และวิญญาณ เมื่อผัสสะเกิดขึ้น กระบวนการรับรู้ก็ด าเนินต่อไป เริ่มตั้งแต่ ความรู้สึกต่ออารมณ์ที่รับรู้เข้ามานั้น การจ าหมาย การคิดปรุงแต่ง ตลอดจนการแสดงออก ต่างๆ ที่สืบเนื่องไปตามล าดับ ความรู้สึกต่ออารมณ์ที่รับรู้นี้เรียกว่า เวทนา แปลว่า การเสวย อารมณ์ หรือการเสพรสอารมณ์ คือ ความรู้สึกต่ออารมณ์ที่รับรู้เข้ามานั้นโดยเป็นสุขสบาย ไม่ สบาย หรือเฉยๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเวทนามีการเกิดตามช่องทางของอายตนะที่เกิดขึ้น เช่น เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางตา เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางหู เป็นต้น ซึ่งสามารถจัด ระดับเวทนาออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข หรือ ถ้าจัดให้ละเอียดลงไปอีกก็ จะได้๕ ระดับ ได้แก่ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ซึ่งสามารถสรุปกระบวนการ รับรู้ได้ตามแผนภาพด้านล่างนี้ :


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๔ ๕.๖ ประโยชน์และโทษของการไม่เข้าใจอายตนะ พระมงคลเทพมุนีได้กล่าวว่าอายตนะ คือ“บ่อเกิดของตาดึงดูดรูป บ่อเกิดของหู ดึงดูดเสียง บ่อเกิดของจมูกดึงดูดกลิ่น บ่อเกิดของลิ้นดึงดูดรส บ่อเกิดของกายดึงดูดสัมผัส บ่อเกิดของใจดึงดูดธรรมารมณ์” ๗๓ อายตนะจึงมีความหมายในลักษณะที่ว่าเป็นธรรมที่มี สภาพคล้ายๆ กับพยายามเพื่อให้เกิดผลตามคุณสมบัติของตน เช่น อายตนะที่เรียกว่าตา กระทบหรือเชื่อมต่อกับอายตนะที่เรียกว่าสี จึงมีการเห็นสีอายตนะที่เรียกว่าหู เชื่อมต่อกับ อายตนะที่เรียกว่าเสียง จึงมีการได้ยินเกิดขึ้น อายตนะที่เรียกว่าจมูก เชื่อมต่อกับอายตนะที่ เรียกว่ากลิ่น จึงมีการรู้กลิ่นเกิดขึ้น ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า อายตนะภายในและอายตนะ ภายนอก เป็นเหตุให้มีผลเกิดขึ้น เช่น จักขายตนะกับรูปายตนะ (เป็นเหตุ) การเห็น (เป็นผล) โสตายตนะกับสัททายตนะ (เป็นเหตุ) การได้ยิน (เป็นผล) ฆานายตนะกับคันธายตนะ (เป็นเหตุ) การได้กลิ่น (เป็นผล) ชิวหายตนะกับรสายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้รส (เป็นผล) กายายตนะกับโผฏฐัพพายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้สัมผัส (เป็นผล) มนายตนะกับธัมมายตนะ (เป็นเหตุ) การรู้เรื่องราวต่างๆ (เป็นผล) เหตุกับผลที่กล่าวมานี้ เป็นไปตามสภาวะ อายตนะต่างๆ เหล่านี้ มีการขวนขวาย พยายาม เพื่อให้ผลของตนเกิด สิ่งที่เชื่อมต่อเหล่านี้ ท าให้จิตและเจตสิกธรรมกว้างขวาง เจริญขึ้น คือเมื่ออายตนะภายในและภายนอกมากระทบกันเข้า เกิดการรู้อารมณ์ทางทวาร นั้นๆ วิถีจิตต่างๆ มีจักขุทวาร วิถียอมเกิดขึ้น วิถีจิตนั้นเมื่อเกิด มิใช่เกิดเพียงวิถีเดียว แต่จะ เกิดจ านวนนับไม่ถ้วน ในวิถีจิต หนึ่งๆ นั้น มีจิตหลายชนิดเกิดขึ้น ทั้งกุศลและอกุศล ทั้งวิบาก ทั้งกิริยา อาการที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้เรียกว่า จิต เจตสิก เจริญกว้างขึ้น นอกจากนี้ กุศลธรรม มีศรัทธา สติ ปัญญา อกุศลธรรม มีโลภะ โทสะ เป็นต้น เมื่อเกิดในระยะแรกยังมีก าลังอ่อน แต่เมื่อวิถีจิตเกิดวนเวียนซ้ าหลายรอบเข้า ก าลังแห่งกุศล และอกุศลเหล่านี้ก็เพิ่มมากขึ้น ตามล าดับ กระทั่งส าเร็จเป็นสุจริต ทุจริต ลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่าจิต เจตสิกมีความเจริญ กว้างขวางเพราะอาศัยการกระทบเชื่อมต่อของอายตนะภายในภายนอกนี้เอง ซึ่งรายละเอียด ในเรื่องของจิตและเจตสิกจะขอน าไปพูดในบทต่อไป เนื้อหาตอนหนึ่งในพระไตรปิฎกก็ได้เน้นย้ าว่า “พระพุทธเจ้าทรงให้ความส าคัญเฉพาะความรู้ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการ ดับทุกข์เท่านั้น เรื่องดังกล่าวมีใจความว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปา วัน เขตกรุงโกสัมพีครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหยิบใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบ ๗๓ เอกสารรวบรวมพระธรรมเทศนา (พระเทพมงคลมุนี), (กรุงเทพมหานคร : อาคารทวีสิน คอมเพล็กซ์, ๒๕๓๙), หน้า ๗๗๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๕ ขึ้นมา แล้วรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะ เข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่เราหยิบขึ้นมากับใบที่อยู่ บนต้น อย่างไหนจะมากกว่ากัน ล าดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ใบที่อยู่บน ต้นไม้นั้นแลมากกว่า ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระองค์ทรงหยิบขึ้นมามีเพียง เล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้าภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วแต่มิได้บอกเธอทั้งหลายก็ มีมากเหมือนกัน เพราะเหตุไร เราจึงมิได้บอก เพราะสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ไม่ใช่จุดเริ่มต้นแห่ง พรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย …เพื่อคลายก าหนัด …เพื่อดับ … เพื่อสงบระงับ …เพื่อรู้ยิ่ง …เพื่อตรัสรู้ …เพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึง มิได้บอก สิ่งอะไรเล่าที่เราบอกแล้ว คือ เราได้บอกว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เพราะเหตุไร เราจึงบอก เพราะสิ่งนี้มี ประโยชน์เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพรหมจรรย์เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลาย ก าหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพิ่อตรัสรู้เพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้น เราจึงบอก ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงท าความเพียรเพื่อรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ๗๔ พระพุทธเจ้า ยังได้ทรงเน้นอีกว่า นอกจากจะเน้นการแสวงหาความรู้เฉพาะในส่วน ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพ้นทุกข์แล้ว การศึกษาธรรมเพื่อประดับสติปัญญาแต่เพียงอย่าง เดียวโดยไม่ลงมือปฏิบัตินั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรู้ (ปริยัติ) จะต้อง น าไปสู่การลงมือท า (ปฏิบัติ) เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งและหลุดพ้นจากกิเลส (ปฏิเวธ) ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องจิตตนิยามและกรรมนิยามเป็นหลัก เพราะเป็นความรู้ที่จะช่วยใน การพ้นทุกข์ได้ โดยในเรื่ององค์ประกอบของชีวิตนั้น อธิบายในเรื่องของเบญจขันธ์ และ อายตนะ กล่าวคือสิ่งทั้งปวงในโลก หรือโลกทั้งหมด สรุปรวมอยู่ในค าว่า “เบญจขันธ์” คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่ละส่วนเป็นมายา ไร้ตัวตน แต่ก็มีเหยื่อล่อให้เกิด อุปาทานการยึดถือ จนเป็นที่ตั้งของความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่จะท าให้เกิดทุกข์ ไม่อย่างเปิดเผยก็อย่างเร้นลับ ทุกคนจะต้องอาศัยข้อปฏิบัติที่ เรียกว่า ไตรสิกขา ท าการถอนอุปาทานในเบญจขันธ์เสียให้สิ้นเชิง จึงจะไม่ตกเป็นทาสของ เบญจขันธ์ และไม่มีทุกข์อีกต่อไป โลกหรือสิ่งต่างๆ จะอยู่ในลักษณะที่อ านวยความผาสุก สะดวกสบายให้แก่ผู้นั้น ไม่มีเรื่องต้องร้อนใจเพราะสิ่งใดๆ เป็นผู้มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งทั้งปวงไป จนตลอดชีวิต นี้เป็นผลของการรู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องของเบญจขันธ์๗๕ ๗๔ ส .ม. (ไทย) ๑๙/๑๑๐๑/๖๑๓ . ๗๕ พุทธทาส อินทปัญโญ, ค าบรยายหลักพระพุทธศาสนาอบรมผู้ที่จะรับแต่งตั้งเป็นตุลา การชุดที่ ๑ ประจ าปี ๒๔๙๙, (กองต าราคณะธรรมทาน : สุราษฎร์ธานี, ๒๕๑๑), หน้า ๑๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๖ ถ้าเราน าเอาอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาจับคู่กันก็จะได้ ๖ คู่ หรือได้ อายตนะ ๑๒ และอาจย่อลงได้เป็น ๒ ส่วน๗๖ คือกายและจิต อายตนะมีคุณสมบัติส าคัญคือ อายตนะภายใน เป็นที่เกิดแห่งวิถีจิตอยู่เสมอ จะเกิดในชาติใดภพใดก็ตาม วิถีจิตไม่เกิดที่อื่น ต้องเกิดตามอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายในเหล่านี้มีลักษณะเหมือนเป็น ที่อยู่ของวิถีจิต เหมือนพิณเมื่อมีผู้ดีดก็จะมีเสียงดังขึ้น คล้ายกับว่า เสียงอยู่ในสายพิณ วิถีจิต ก็เช่นเดียวกันเมื่ออายตนะกระทบกันขึ้นวิถีจิตจึงเกิด อายตนะภายในเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ในสัตว์ ทั่วไป ไม่เลือกชั้นสูง ต่ า สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ไม่ว่ามนุษย์ เทวดา สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย และมีใจด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนอายตนะภายนอก เป็นที่ประชุมของวิถีจิต ทั้งหลาย คือวิถีจิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องมีการรับอารมณ์เสมอ การรับอารมณ์คล้ายกับว่า เข้าไปประชุมอยู่ในอายตนะภายนอกเหล่านั้น โดยอายตนะทั้งภายในและภายนอกจ านวน อย่างละ ๖ นี้ เป็นเหตุให้วิถีจิตเกิด ถ้าไม่มีอายตนะเหล่านี้เสียแล้ว วิถีจิตย่อมเกิดไม่ได้ สรุปท้ายบท วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉาน มีความ เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน มาจากแหล่งเดียวกัน สถานภาพทางด้านการเกิด ความเป็นอยู่บนโลกนี้ เท่าเทียมกัน โดยมีกรรม และวิบากกรรม เป็นสิ่งที่ก าหนดวงจรชีวิต ดังที่พุทธพจน์บทหนึ่ง กล่าวไว้ “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นก าเนิด มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจ าแนกสัตว์ให้เลวและประณีต” ดังนั้น การศึกษาเรื่องชีวิตของพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายที่ส าคัญคือ วิมุตติ หรือความหลุดพ้น นั่นคือการให้มนุษย์ไปสู่อิสรภาพ หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์๗๗ ดังนั้น การศึกษาเรื่องชีวิตและองค์ประกอบของชีวิตในแนวทางพุทธศาสนา จึงต้องการให้เรารู้จักความจริงของชีวิตว่า ชีวิตเป็นทุกข์ ไม่เที่ยงแท้ ไม่มีตัวตน ให้เราคลาย ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราอยากลง ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง ด าเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติด้วยสติที่รู้เท่าทันนั่นเอง ๗๖ มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๑, หน้า ๑๓๒. ๗๗ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๕), หน้า ๑๑๓


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๗ ค าถามท้ายบท ๑. จงอธิบายความหมายของชีวิตตามทัศนะทางวิทยาศาสตร์และตามทัศนะทาง พุทธปรัชญาเถรวาท ๒. จงอธิบายแนวคิดเรื่องชีวิตมนุษย์ในทัศนะคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและทัศนะ ของนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ๓. จงอธิบายองค์ประกอบของชีวิตในทัศนะทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ เบญจขันธ์ ธาตุ ๖ และอายตนะ ๑๒ พอสังเขป ๔. จงระบุประเภท และบทบาทหน้าที่ ของอายตนะแต่ละประเภทที่มีผลต่อการ ด าเนินชีวิต พอสังเขป ๕. จงบอกประโยชน์และโทษของการไม่เข้าใจในอายตนะ พอสังเขป


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๘ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : จารุณีวงศ์ละคร. ปรัชญาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ ๓, เชียงใหม่: สันติธรรมการพิมพ์, ๒๔๓๙. จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี. ชีวิตและการรู้จักตนเอง. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ ธรรมศาสตร์, ๒๔๓๙. จูเลียน ฮักซ์ลีย์. วิวัฒนาการแห่งความคิดภาคมนุษย์และมนุษยชาติ. แปลโดย จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี, กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐. ญาณโชติ. คัมภีร์ไสยศาสตร์ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร : โสภณการพิมพ์, ๒๕๕๐. พุทธทาสภิกขุ. ชีวิตคืออะไร ชุดธรรมะจากท่านพุทธทาสภิกขุ. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์ไพลินบุ๊คเน็ต จ ากัด, ๒๕๔๖. _________. วิถีแห่งชีวิต. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๕, พระเทพวิสุทธิเมธี. ธรรมส าหรับครู. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๗. ดรีภรณ์ บัณฑิตชน. “แนวคิดเรื่องมนุษย์ในทัศนะของพุทธทาสภิกขุ”, วิทยานิพนธ์ศิลปศา สตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๐. ประเวศ วะสี. ธรรมชาติของสรรพสิ่งการเข้าถึงความจริงทั้งหมด. นนทบุรี: ส านักพิมพ์ กรีน-ปัญญาญาน, ๒๕๕๓. พระคริสตธรรมคัมภีร์. สมาคมพระคริสตธรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒๘, กรุงเทพมหานคร : สมาคมพระคริสตธรรมไทย, ๒๐๑๐. พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ชุดศัพท์ วิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร: เลี่ยงเชียง, ๒๕๕๐. พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์. ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พริ้นติ้ง, ๒๕๕๑. _________. พุทธธรรมฉบับปรับปรุงขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, กรุงเทพมหานคร : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒. พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์ สระค า) และ รศ.ดร.จ าลอง สารพัดนึก. พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับนักศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๘๙ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธรรมนามัย. พิมพ์ที่ครั้งที่ ๕, กรุงเทพมหานคร : ห้าง หุ้นส่วนน้ ากังการพิมพ์, ๒๕๕๒. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๕. พิมพ์ที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖. วิธาน สุชีวคุปต์. อภิปรัชญา. พิมพ์ครั้งที่ ๖, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๖. ส านวน แสงเพ็ง. พบความจริงได้หวังไม่เกินเอื้อม, กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่โรงพิมพ์ วัฒนาพานิช จ ากัด, ๒๕๕๑. สุวรรณา สถาอานันท์. มนุษย์ในทัศนะปรัชญาตะวันออก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๓. สัญญา สะสอง. ความจริงของชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ ๕, เชียงใหม่ : เวียงบัวการพิมพ์, ๒๕๕๔. เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. มหาเทพองค์ส าคัญ. กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป์, ๒๕๕๐ . อิมรอน บิยูซุฟ และ อลีย์บิน อิบรอฮีม. คู่มือศาสนาอิสลาม. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ออฟเซ็ท เพรส จากัด, ๒๕๔๖. (๒) วิทยานิพนธ์/บทความทางวิชาการ : กิ่งแก้ว ทรัพย์พระวงศ์. การสร้างความเป็นมนุษย์: สมบูรณ์แล้วหรือ (Humanization: Is It Absolute?). วารสารนักบริหาร (Executive Journal) ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๒ เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๖. วิสิฎ คิดค าส่วน. “แนวคิดเรื่องมนุษย์ในคัมภีร์ปฐมมูลมูลี”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา บัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑. โสภณ ศรีกฤษดาพร. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องกายและจิตในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗. ศศิกร ลิขิตวงศ์ตรีศรี. “แนวคิดเรื่องชีวิตของฟริตจ็อฟ คาปร้า”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑. (๓) สื่ออิเล็คทรอนิกส์: ชีวิตคืออะไร.[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.buddhism-online.org/Section 02A_01.htm [๑๑ กันยายน ๒๕๕๗]. ธีรวัส บ าเพ็ญบุญบารมี. ชีวิตตามทรรศนะพระพุทธศาสนา: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.sriprawat.net/7.28.htm [๑๑ กันยายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๕ ชีวิตและโครงสร้างชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๐ พระมหาบุญไทย ปุญญมโน. ไซเบอร์วนาราม: พระพุทธศาสนาในโลกไซเบอร์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.cybervanaram.net/index.php?option=com_ content&view=article&id. (๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗). วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ความหมายของชีวิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.th. wikipedia.org/wiki/%. [๑๑ กันยายน ๒๕๕๗]. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก. (ม.ป.ป.). คุณค่าของ ความเป็นมนุษย์. (ธรรมศึกษา มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.mahamakuta.inet.co.th/ study/study64/ mk6412.html. [๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก (Consciousness and Cetasika in Tipitaka) วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธิบายความหมาย ธรรมชาติของจิตได้ ๒. บอกประเภทและระดับของจิตได้ ๓. อธิบายระบบโครงสร้างการท างานของจิตได้ ๔. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตได้ ๕. อธิบายความหมายของเจตสิกและบอกประเภทของเจตสิกได้ ๖. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิกได้ ๗. วิเคราะห์หลักการและวิธีการตามพุทธวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงประยุกต์แนวคิด เรื่องจิตเพื่อการประกาศพระศาสนาได้ ขอบข่ายของเนื้อหา ความหมายของจิต ธรรมชาติของจิต ประเภทและระดับของจิต ระบบโครงสร้างการท างานของจิต ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต ความหมายของเจตสิก ประเภทของเจตสิก ความสัมพันธ์ของจิตและเจตสิก หลักการและวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงประยุกต์แนวคิดเรื่องจิตเพื่อการประกาศ พระศาสนา


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๒ ๖.๑ ความน า พุทธศาสนาสามารถจัดเป็นปรัชญาได้แม้ว่าทัศนะของตะวันตกจะเห็นว่า ปรัชญา ต้องไม่ใช่ความรู้ที่พิสูจน์ทดลองจนกลายเป็นศาสตร์ตายตัวอย่างวิทยาศาสตร์และไม่ใช่ ความรู้ที่มุ่งให้น าไปปฏิบัติพุทธศาสนาเป็นเรื่องการเป็นความรู้ที่แท้จริงและตายตัว แต่เป็น เรื่องที่พิสูจน์ให้ทุกคนยอมรับไม่ได้ และการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของผู้ศึกษาว่า จะน าไปปฏิบัติ หรือไม่อีกทั้งค าสอนของพุทธศาสนาก็มีส่วนที่ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติโดยตรง แต่เป็นความจริง เกี่ยวกับโลกและชีวิต เช่น ปฏิจจสมุปบาท พุทธศาสนาจึงจัดว่า เป็นการศึกษาเชิง พุทธปรัชญาได้๑ ค าว่า นิพพาน (nibbana) หรือจิตสูงสุด (eternal spirit/Brahman) หรือ ชีวิตนิรันดร์ (eternal life) และพระเจ้า (God) เป็นค าเรียกที่แตกต่างกัน แต่แท้ที่จริงแล้ว คือความจริงเดียวกัน และไม่ได้เป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้าเลยที่จะกล่าวว่า มีนักบุญหลายคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ได้พบความจริงสูงสุดเช่นกัน แต่เรียกชื่อต่างกัน๒ เช่น ดร. แรดมิลา เมาคานิน (Dr. Radmila Moacanin) กล่าวไว้ในหนังสือ “Jung’s Psychology and Tibetan Buddhism : Western and Eastern Paths to the heart”๓ ว่า แนวคิดของ จุงและของพุทธศาสนาแบบทิเบต มีความเหมือนกันในเรื่องเป้าหมายสุดท้าย นั่นคือ สิ่งที่จุง เรียกว่า การตระหนักรู้ในตนเอง (self-realization) หรือรู้อย่างองค์รวม (wholeness) ในขณะที่พุทธศาสนาแบบทิเบต เรียกว่า พุทธภาวะ หรือ การรู้แจ้งเห็นจริง และทุกคนมี ศักยภาพที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้หรือการได้พบการเปลี่ยนแปลงขั้นสูงสุดตามค าสอนของ พุทธศาสนาแบบตันตระ การตรัสรู้หรือการปลดปล่อยสามารถเกิดขึ้นได้ในชาติปัจจุบัน เพียง แค่เปลี่ยนความคิดว่า มีตัวตนให้กลายเป็นจิตสากล ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีสอง นอกจากนี้จิตก็ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างจิตของเรากับจิตจักรวาล พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในหนังสือ “สถานการณ์พุทธศาสนา: พลิกหายนะเป็นพัฒนา” ๔ “พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์” ๕ สรุปความ ๑ วัชระ งามจิตรเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), สรุปสาระส าคัญ. ๒ Jess Peter Koffman, “Non-Self from the Perspectives of Eckhart Tolle and Buddhadasa Bhikkhu”, Thesis for Master of Arts (Buddhist Studies), (Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press, 2009). ๓ Radmila Moacanin, Jung’s Psychology and Tibetan Buddhism : Western and Eastern Paths to the Heart, (London : Wisdom Publications, 1986). ๔ พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), สถานการณ์พุทธศาสนา : พลิกสถานะเป็นพัฒนา, พิมพ์ ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๘), สรุปสาระส าคัญ. ๕ พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์, พิมพ์ ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑), สรุปสาระส าคัญ.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๓ ว่า พระพุทธศาสนาเน้นการปฏิบัติจริงและการลงมือท า การบรรลุนิพพานนั้น มีภาวะทางจิต คือความเป็นอิสระหรือหลุดพ้นปราศจากกิเลสทั้งปวง ภาวะนี้กล่าวว่าเป็นลักษณะแห่งการ พัฒนาของชีวิตจิตใจ ซึ่งท าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพตลอดจนท่าทีต่อสิ่งต่างๆ หรือต่อโลกและชีวิตโดยส่วนรวม นอกจากนี้ยังกล่าวว่าการพัฒนาที่ผิดพลาดของตะวันตก ทั้งหมดนั้น เริ่มจากแนวคิดที่ผิดพลาด เริ่มตั้งแต่ท่าทีต่อธรรมชาติ ที่มองว่าต่างจากมนุษย์ และมองแยกต่างหากมองว่าเป็นสิ่งที่มีไว้ส าหรับเอามารับใช้สนองความต้องการของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้ที่จะครอบครองธรรมชาติและจัดการกับธรรมชาติตามพอใจ เพื่อสนองจุดหมาย ของตน ๖ มนุษย์มีความสามารถที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิต แต่ความรู้ที่มี ความหมายที่แท้จริง ก็เฉพาะส่วนที่มนุษย์สามารถน ามาใช้ประโยชน์เกื้อกูลต่อการด ารงชีวิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม อภิธรรมเป็นระบบความรู้เรื่องธรรมชาติทั้งหมดที่เป็น ปรากฏการณ์อันมนุษย์ล่วงรู้ด้วยสติปัญญา ซึ่งคนสามารถพัฒนาให้บรรลุถึงได้ ธรรมชาติ ประการแรกที่อภิธรรมเสนอว่าเป็นสิ่งที่มีลักษณะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือจิต และต้องเน้น การปฏิบัติที่เรียกว่าการท าสติปัฏฐานเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องจิตมากขึ้น๗ พุทธทาสภิกขุ กล่าวถึงเรื่องพระพุทธศาสนากับจิตวิทยาในหนังสือ “จิตวิทยากับ พระพุทธศาสตร์และจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา” ๘ และในหนังสือเรื่อง “ศิลปะการด าเนิน ชีวิต(เกี่ยวกับปฏิบัติธรรม)”๙ สรุปความว่า การศึกษาเรื่องจิตเป็นการศึกษาที่เรียกว่า จิตวิทยาแนวพุทธ โดยการศึกษาเรื่องจิตนี้จะครอบคลุมถึงลักษณะ อ านาจ อิทธิพล หน้าที่ เหตุเกิดและดับของจิต ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากการรู้จักจิตในด้านต่างๆ และเพื่อการ ดับทุกข์ การปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิวัติของดวงจิต ปฏิวัติจากธรรมฝ่ายต่ าของใจทุกๆ ประการ ดวงจิตที่เคยถูกอวิชชาห่อหุ้ม กลับกลายเป็นจิตที่ผ่องใสแหลมคมต่อการท าลาย รากเหง้าของความทุกข์หรือสิ่งที่ตนไม่พึงประสงค์ปฏิบัติจากดวงจิตหยาบไปหาละเอียดเป็น ล าดับ ในที่สุดก็สามารถปลดเปลื้องชีวิตให้หลุดพ้นจากกิเลสและเป็นอิสระ๑๐ จิตนั้นเป็น สมมติสัจจะ ความเป็นตถตาของใจหรือศูนยตาที่แสดงความไม่มีตัวตนของใจคือปรมัตถสัจจะ ๖ อรทัย มีแสง, “ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๑๓. ๗ ระวีภาวิไล, อภิธรรมส าหรับคนรุ่นใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๘), สรุปสาระส าคัญ. ๘ พุทธทาสภิกขุ, จิตวิทยากับพระพุทธศาสตร์และจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ์, ๒๕๓๑). ๙ พุทธทาสภิกขุ, ศิลปะการด าเนินชีวิต (เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม), พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๔๓). ๑๐ อรทัย มีแสง, “ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, หน้า ๑๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๔ ตถตาหรือสัจภาวะขั้นสุดท้าย อาจหาเหตุผลได้จากอิทัปปัจจยตาหรือความอิงอาศัยซึ่งกัน และกัน ธรรมชาติของจิตใจคือแสงอันกระจ่าง อันได้แก่ศูนยตา ๑๑ ดังนั้น การศึกษาเรื่องจิตและเจตสิกจึงถือเป็นเรื่องที่มีความส าคัญทาง พระพุทธศาสนาเพราะเป็นรากเหง้าแห่งความรู้ความเข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์และการ เวียนว่ายตายเกิด ความติดขัดในบทเรียนที่จิตยังไม่รู้แจ้งในธรรมชาติของสรรพสิ่งและ ธรรมชาติความเป็นจริงแห่งชีวิตท าให้มนุษย์สอบตกซ้ าชั้นต้องกลับมาเรียนรู้ใหม่ครั้งแล้วครั้ง เล่าในสังสารวัฏแห่งนี้ โดยผู้เรียบเรียงจะขอน าเสนอเนื้อหาประเด็นเกี่ยวกับจิตและเจตสิก จากง่ายสู่ความซ้ าซ้อนไปตามล าดับ ๖.๒ ความหมายของจิต การนิยามความหมายของค าว่า “จิต” “มโน” หรือ “วิญญาณ” มีนักปรัชญา หลายคน หลายส านักที่พยายามให้ค าจ ากัดความเอาไว้ตามลักษณะหรือตามสิ่งที่ตนได้ศึกษา ค้นพบมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปรัชญาจิต เพราะเรื่องของจิตนั้นอยู่ในส่วนของปรัชญาจิต (Philosophy of Mind) นักปรัชญาต่างคนก็ต่างใช้ศัพท์ที่แตกต่างกัน และกล่าวถึงลักษณะ ของสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง ด้วยเหตุที่ใช้ศัพท์ที่แตกต่างกัน และอธิบาย ความหมายหรือให้ค าจ ากัดความที่แตกต่างกันเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดกลุ่มนักปรัชญาหรือลัทธิ เกี่ยวกับวิญญาณเป็นจ านวนมาก ในการนิยามความหมาย หรือให้ค าจ ากัดความเกี่ยวกับจิต มโน หรือ วิญญาณนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายคือ การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันตก และ การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันออก เน้นพระพุทธศาสนา๑๒ ๖.๒.๑ ความหมายในศาสตร์ทางตะวันตกแขนงต่างๆ นักปรัชญาฝ่ายตะวันตกได้ศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องของจิต มโน หรือวิญญาณใน ลักษณะที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเป็นอันเดียวกันคือเพื่อต้องการท าตัวเองให้เป็นอิสระ หรือเพื่อต้องการเข้าถึงตนเองอย่างแท้จริง อันเป็นการศึกษาถึงสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อให้รู้จักตัวตนมากยิ่งขึ้น โดยไวพจน์หรือค าที่ใช้เรียกจิต มโน หรือวิญญาณในภาษา ตะวันตกนั้น มีอยู่ ๗ ค า คือ ไซคี (Psyche) ไมนด์ (Mind) โซล (Soul) สปิริต (Spirit) เนาส์ (Nous) คอนเซียสเนส (Consciousness) และ ฮาร์ท (Heart) ๑๓ โดยมีความหมาย พอสังเขป ดังนี้ ๑๑ ทะไลลามะ, มรรควิธีแห่งการฝึกตน : หนทางเข้าถึงชีวิตที่เปี่ยมความหมาย (How to Practice : The Way to a Meaningful Life), (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สวนเงินมีมา, ๒๕๔๕). ๑๒ ความหมายของจิต มโน หรือวิญญาณ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/33.html[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๑๓ การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันตก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/34.html[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๕ ๑) ค าว่า “ไซคี” (Psyche) มีความหมายหลายอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ ศึกษากล่าวคือ ตามความหมายเดิมในภาษากรีก ค าว่า “Psyche” หมายถึง ลมหายใจ ที่มี ความหมายอย่างนั้นเพราะเกิดจากการสังเกตเห็นว่าลมหายใจเป็นลักษณะเด่นของการมีชีวิต สิ่งที่มีชีวิตย่อมจะต้องมีลมหายใจ หากยังมีลมหายใจแสดงว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงเรียกลมหายใจที่ เป็นเครื่องหมายของชีวิตว่า ไซคีต่อมา ค าว่า “ไซคี (Psyche)” ได้ถูกใช้เรียกชีวิต (Life) ใน นิยายกรีกโบราณถือว่า ค าว่า “ไซคี (Psyche) ” เป็นจิตหรือวิญญาณที่มีวิวัฒนาการหรือ เปลี่ยนสภาพมาจากโซล (Soul) โดยถือว่าจิตหรือวิญญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพ ของนกหรือแมลง แล้วต่อมาวิญญาณนกหรือแมลงนั้นก็วิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง กลายมาเป็นมนุษย์และวิญญาณในร่างมนุษย์ที่วิวัฒนาการมานั้นก็เรียกว่า “ไซคี(Psyche)” เกี่ยวกับลักษณะความเป็นไปนี้อริสโตเติ้ล (Aristotle) นักปรัชญากรีกโบราณก็ให้ การสนับสนุน เพราะเชื่อว่า สิ่งที่มีชีวิตเกิดมาจากสารไม่มีชีวิต เมื่อประกอบกันเข้าเป็นรูปร่าง แล้วจะมีวิญญาณเข้ามาสิงอยู่ วิญญาณนั้นประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ า ธาตุ ลม และธาตุไฟ จากนั้นสิ่งที่มีชีวิตนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีรูปร่างสลับซับซ้อน ยิ่งขึ้น เช่น ไส้เดือนเกิดจากของบูดของเน่าในดิน หิ่งห้อยและแมลงเกิดจากหยดน้ าค้าง ยุง และลูกน้ าเกิดจากน้ า กุ้ง หอย กบเกิดจากโคลน หนูเกิดจากดินชื้น เป็นต้น ส่วนมนุษย์นั้น เดิมมีรูปร่างเป็นตัวหนอนแล้วเปลี่ยนรูปร่างมาจนกลายเป็นมนุษย์ ...” ในสมัยของปรัชญา เมธีเพลโต้(Plato) ค าว่า “ไซคี (Psyche)” ได้ถูกใช้ในความหมายว่า “ความรักอันสูงส่ง” การที่เพลโต้ได้ใช้ค าว่า “ไซคี (Psyche)” ในลักษณะดังกล่าว เพราะได้รับอิทธิพลมาจากเรื่อง การวิวัฒนาการของโซล (Soul) มาใช้เป็น ไซคี (Psyche) ตามนิยายของกรีกโบราณ๑๔ ใน ฐานะสิ่งที่วิวัฒนาการมานั้นหมายถึงสิ่งที่ถูกท าให้ดีขึ้นหรือให้เจริญขึ้น ความรักอันสูงส่งของ เพลโต้ก็คือความรักที่ผ่านการพิสูจน์จนกลายเป็นรักแท้ และเต็มไปด้วยความเสียสละมั่นคง ๒) ไมนด์ (Mind) ค าว่า “Mind” เป็นไวพจน์ของจิตที่นักปรัชญาตะวันตก สมัยปัจจุบันได้ใช้อธิบายลักษณะหรือธรรมชาติของจิต โดยมากแล้วจะใช้ค าว่า “Mind” คู่กับค าว่า “Body” เพราะในสมัยนี้ได้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์ประกอบด้วย ๒ ส่วนคือ ร่างกาย (Body) และ จิตใจ (Mind) ซึ่งหมายถึง รูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง ลักษณะที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ สิ่งที่ปรากฏออกมาภายนอก ซึ่งสามารถเห็นได้ และมี ๑๔ ในเทพนิยายกรีกชื่อ The Metamor Phosses of Apuleius เป็นเทพนิยายว่าด้วยความ รัก เทพนิยายเรื่องนี้มีความย่อว่า “ไซคีเป็นพระราชธิดาองค์เล็กของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ต่อมาได้เกิดรัก ใคร่กับคิวพิด (Cupid) ชายหนุ่มรูปงามถึงขั้นได้เสียกัน ครั้นแล้วคิวพิดก็หายตัวไป พระราชธิดาได้ออก ติดตามหาคนรัก ได้ผ่านอุปสรรคนานัปการ คิวพิดได้มาพบพระนางขณะที่นอนสลบไสลอยู่กลางทาง จึงได้ ไปขอร้องเทพจูปิเตอร์ให้ช่วยให้นางฟื้น ท่านเทพได้ช่วยตามค าขอร้องของคิวพิด และในที่สุดก็ได้ช่วยให้ คนทั้งสองได้สมรักด้วยการแต่งงานกัน”.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๖ ความสัมพันธ์อยู่กับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การนอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับลักษณะที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือลักษณะที่เป็น นามธรรม เช่น ความคิด ความต้องการ ความอยาก หรือความรู้สึกต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็น กระบวนการที่เกิดขึ้นภายใน ไม่สามารถมองเห็นได้สิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้แหละ เรียกว่า “Mind” ๓) โซล (Soul) ค าว่า “โซล (Soul)” เป็นมีการให้ความหมายดังนี้ความหมาย ตามนิทานดั้งเดิมของกรีก ค าว่า “โซล (Soul)” หมายถึงวิญญาณดั้งเดิมของมนุษย์ที่อยู่ใน สภาพเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น นกและแมลง และต่อมานกหรือแมลงนั้นได้วิวัฒนาการขึ้นมา เป็นมนุษย์ดังนั้น ค าว่า “โซล(Soul)” ก็คือวิญญาณที่มีตัวตนเป็นสัตว์เดรัจฉาน ความหมายทางด้านศาสนา ค าว่า “โซล (Soul)” หมายถึง วิญญาณที่มีตัวตน หลังจากตาย (ผีเทวดา) นักวิญญาณนิยมเชื่อว่า หลังจากที่มนุษย์ตายแล้ว ยังจะต้องมีชีวิต ตัวตน มีรูปร่างเหมือนกันกับขณะที่ยังมีชีวิต สภาพของชีวิตตัวตนรูปร่างที่มีอยู่หลังจากตาย ไปแล้วนี้เองเรียกว่า “โซล (Soul)” ตามทัศนะของอริสโตเติ้ล (Aristotle) ค าว่า “โซล (Soul)” แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง และมีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้น กล่าวคือ (๑) วิญญาณในพืช (Vegetative Soul) หรือ ที่เราเรียกว่า ชีววิญญาณ วิญญาณในพืชเป็นวิญญาณระดับต่ าสุด เราจะสังเกตลักษณะความเป็นไปได้จากการ เจริญเติบโตและการผลิตหรือการสืบพันธุ์อ านาจที่ท าให้พืชเจริญเติบโตและสืบพันธุ์นั่นก็คือ “โซล (Soul)” (๒) วิญญาณในสัตว์ (Animal Soul) หรือที่เราเรียกว่าผัสสวิญญาณ (Sensitive Soul) วิญญาณระดับนี้เป็นระดับกลาง เราจะสังเกตลักษณะความเป็นไปได้จาก การเคลื่อนไหว ซึ่งแสดงออกมาตามความรู้สึก หรือความต้องการ (๓) วิญญาณในมนุษย์ หรือมนัสวิญญาณ หรือพุทธิวิญญาณ (Intellective Soul) วิญญาณระดับนี้เป็นวิญญาณระดับสูงสุด เราจะสังเกตได้จากการใช้สติปัญญา พิจารณาเหตุผล จะสังเกตได้ว่า ค าว่า โซล (Soul) เป็นค าที่นักปรัชญาสมัยโบราณใช้อธิบาย ลักษณะความเป็นของธาตุที่มีความเคลื่อนไหว แสดงออกมาเป็นความรู้สึก นึกคิด และ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ๔) สปิริต (Spirit) ค าว่า “สปิริต (Spirit)” มีการให้ความหมายหลายอย่าง ดังนี้ ใน Advanced Lerner’s Dictionary๑๕ ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ (๑) หมายถึงวิญญาณ (Soul) และนามธรรมส่วนอื่นๆ เช่น สติปัญญา (๒) สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติที่มีอยู่ในมนุษย์ ๑๕ Download Oxford Advanced Learner's Dictionary 8th Editi. [Online]. http://kickass.to/oxford-advanced-learner-s-dictionary-8th-edition-crack-chilloutdudet6423885.html. [17 september, 2014].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๗ สามารถแยกออกจากร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตาย (๓) ผี(Spirit, Goblin) นางพรายน้ า (Elf) (๔) พระเจ้า (God) วิญญาณที่ไม่มีรูปร่าง (๕) ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และความมี ชีวิตชีวาในการท างาน (๖) ทัศนคติหรือเจตนคติทางศีลธรรม (Mental or Moral Attitude) (๗) สภาพของจิตใจ เช่น ความรู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ ความสมหวังหรือ ความผิดหวัง เป็นต้น และ (๘) อิทธิพล หรือความโน้มเอียง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดพัฒนาการ ใน Heritage Illustrated Dictionary๑๖ ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ (๑) หมายถึง อ านาจที่เป็นตัวการให้เกิดมีชีวิตขึ้นในสิ่งที่มี ชีวิต (Animal Force) (๒) พระเจ้าหรือผีที่มี อ านาจศักดิ์สิทธิ์ (๓) สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติทั่วไป (๔) ตัวการที่ก่อให้เกิดชีวิตที่มองไม่เห็น สัมผัส ไม่ได้(๕) เจตจ านงหรือธาตุแท้ของคน (Will) (๖) ลักษณะทั่วไปของคน เช่น ความ หยิ่ง เป็นต้น (๗) ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง (๘) ความภักดีอย่างมั่นคง ค าว่า “Spirit” ใน อังกฤษสมัยกลาง หมายถึง ลมหายใจ (Breath) ลมหายใจของเทวดา (Breath of God) แรงกระตุ้น (Inspiration) เพื่อให้เกิดการ หายใจ ซึ่งเป็นค าที่มาจากภาษาลาตินว่า Spiritus ค าว่า “Spirit” เป็นค าที่นักปรัชญาสมัยใหม่นิยมใช้กัน ซึ่งลักษณะของความรู้สึกหรือ ท าหน้าที่รู้ ๕) เนาส์(Nous) ค าว่า “Nous” เห็นมีปรากฏครั้งแรกอยู่ในปรัชญาของอแนกซา กอรัส (Anaxagoras) ซึ่งท่านได้ให้ความหมายของค านี้ไว้ว่า เนาส์(Nous) หมายถึง ความนึก คิด ความมีเหตุผล โดยที่ท่านอธิบายไว้ว่าเนาส์(Nous) เป็นพลังงานซึ่งท าให้สิ่งต่างๆ เคลื่อนไหว ท าให้เกิดโลกขึ้น เป็นพลังงานที่มีความนึกคิด มีเหตุผล ความมีระเบียบ ความ งามและความกลมกลืนของจักรวาฬ ล้วนแสดงให้เห็นว่า เกิดมาจากพลังงานที่มีเหตุผล ๖) คอนเซียสเนส (Consciousness) ใน Heritage Illustrated Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้หมายถึงความรู้สึกตัว เจตนคติเบ็ดเสร็จ ค าว่า “Consciousness” ใช้อธิบายความหมายของศาสตร์ต่างๆ กล่าวคือ เพทนาการ (Sensation) มโนภาพ (Mental Image) จินตนาการ (Thought) ความปรารถนา (Desire) อารมณ์ (Emotion) เจตนา (Volition) และ ความชอบ (Like) ค าว่า “Consciousness” ได้มีการน ามาใช้ใน ลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละยุคแต่ละสมัย ทั้งที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญา ในปัจจุบันได้น ามาใช้กันอย่างกว้างขวางในชีวิตประจ าวัน เพราะได้น ามาเป็นเครื่องก าหนด ความแตกต่างระหว่างการหลับและการตื่น การหลับไม่ว่าจะเป็นการหลับตามธรรมชาติ หรือการหลับเพราะสลบก็ตาม ก็มีอาการเหมือนกันคือไม่รู้สึกตัว (Unconsciousness) ในทางตรงกันข้ามหากคนไม่หลับก็แสดงว่าเป็นคนมีความรู้สึก (Consciousness) ๑๖ William Morris (Editor). Heritage Illustrated Dictionary of the English Language (2 Volume Set) Hardcover–International Edition, January 2, 1980.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๘ ๗) ฮาร์ต (Heart) ใน Advanced Lerner’s Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่ท าหน้าที่สูบฉีดโลหิตต่อไปตามระบบต่างๆ ของร่างกาย ศูนย์กลางของอารมณ์ทั้งหลาย เช่น ความรัก ความเกลียด เป็นต้น ส่วนกลาง ใจกลาง เนื้อหาสาระ แก่นแท้เช่น เนื้อหาสาระของวิชา ถิ่นที่อุดมสมบูรณ์สิ่งที่มีรูปร่างคล้ายหัวใจ และ ใช้เรียกคนที่มีรูปร่างน่ารัก นอกจากนี้ยังมีความหมายของจิตจากศาสตร์หลายๆ สาขา สรุปได้ดังนี้๑๗ ๑) จิตในความหมายของศาสตร์แห่งการรู้คิด (Cognitive Science) คือจิตในแง่ ความสามารถในการคิดซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องสมอง หรือ หมายถึงการปรากฏขึ้นของระบบ เครือข่ายประสาท (หรือสมอง) ตามล าดับชั้น (consciousness as an emergent of hierarchicallyintegrated network) ๒) จิตในความหมายของศาสตร์แห่งการใคร่ครวญ (Introspectionism) คือ จิตในความหมายที่เกี่ยวกับเจตนา (intentionality) การพินิจพิเคราะห์ (inspection) และ การความ (interpretation) ของการตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ และจากประสบการณ์จริง ซึ่งจิตในแง่นี้ยังรวมถึงความรู้ด้านปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)๑๘ และด้าน ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology)๑๙ ๑๗ อรทัย มีแสง, “ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชาพระพุทธศาสนา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๓๗-๔๐. ๑๘ ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) หมายถึง แนวคิดทางปรัชญาที่ว่าด้วยปัจเจก ตัวตนประสบการณ์ของปัจเจกแต่ละคน และความเชื่อในอิสรภาพ การยอมรับในผลสืบเนื่องจากการ กระท าของปัจเจกและยังเชื่อว่าปัจเจกจะต้องรับผิดชอบกับทางเลือกที่ได้เลือกไว้ด้วย เป็นการค้นคว้าหา สารัตถะ ความเป็นจริงที่แท้ก็คือ อัตถิภาวะ ของแต่ละบุคคลซึ่งมีสิ่งแวดล้อมและสภาพซึ่งตนเองได้สะสม ไว้โดยการตัดสินใจเลือก ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน นักปรัชญาที่ส าคัญของลัทธินี้เช่น คีร์เคกอร์ด (Kierkegaard), ยัสเปิร์ส (Jaspers), ไฮเด็กเกอร์(Heidegger), ชาร์ตร์(Sartre), และ มาร์เซ็ล (Marcel) เป็นต้น จากวิกิพีเดีย, อัตถิภาวนิยม, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/อัตถิภาว นิยม [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๑๙ ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) เป็นปรัชญาว่าด้วยความพยายามค้นหาความจริง ซึ่งความจริงนั้นคือ “โลกที่ปรากฏตรงหน้า” เป็นการศึกษาส านึกจากมนุษย์แบบบุรุษที่หนึ่งไม่ใช่บุรุษที่ สาม “ประสบการณ์” ของมนุษย์หมายรวมจินตนาการ ความฝัน อารมณ์ความรู้สึกร่วม ไว้กับความหมาย ของประสบการณ์ด้วย จาก สารานุกรมปรัชญาออนไลน์ฉบับสังเขป, ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.philospedia.net/phenomenology. html [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๙๙ ๓) จิตในความหมายของศาสตร์ประสาทจิตวิทยา (Neuropsychology) คือจิตใน แง่ของระบบประสาท (neural systems) สารสื่อประสาท(neurotransmitters) และกลไก ของสมองอินทรีย์(organic brain mechanism) ๔) จิตในความหมายของศาสตร์แห่งการบ าบัด (Psychotherapy) คือ การ ศึกษาศาสตร์ของจิตที่ใช้ในการบ าบัดรักษาโรคทางอารมณ์ เช่น ความกังวลใจ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแนวคิดเรื่องจิตไร้ส านึกของคาร์ล จี. จุง (Carl G. Jung) และการศึกษา เรื่องจิตพยาธิวิทยา (Psychopathology)๒๐ ๕) จิตในความหมายของจิตวิทยาสังคม (Social Psychology) คือ การพิจารณา เรื่องจิตที่ฝังลึกลงในความหมายเชิงวัฒนธรรมหรือเป็นผลจากระบบสังคม เช่น เรื่อง นิเวศวิทยา ระบบสังคมแบบมาร์กซิสต์ (Marxist) ทฤษฎีที่ว่าด้วยการสร้างความรู้ (Constructivist) และการตีความด้านวัฒนธรรม (Cultural Hermeneutics) แนวคิดเรื่อง จิตระดับนี้เป็นการศึกษาการเชื่อมโยงของจิตที่ไม่ได้จ ากัดขอบเขตเฉพาะเรื่องภายในหรือ ปัจเจกเท่านั้น ๖) จิตในความหมายทางจิตเวชคลินิก (Clinical Psychiatry) ศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ของจิตพยาธิวิทยา รูปแบบของพฤติกรรม จิตเภสัชวิทยา(การศึกษาผลของยาที่ มีต่อพฤติกรรม) (Psychopharmacology) ๗) จิตในความหมายของจิตวิทยาพัฒนาการ (Development Psychology) คือ ศึกษาจิตในแง่ของขบวนการรับรู้ไม่ใช่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง คือ มีขบวนการ เปิดเผย มีพัฒนาการ มีการเจริญเติบโตในแต่ละระดับ ท าให้เข้าใจเรื่องสภาวะของมนุษย์ที่สามารถ พัฒนาได้ ๘) จิตในความหมายด้านจิตเวชศาสตร์ที่เกี่ยวกับอาการทางกายมาจากปัญหา ทางจิตใจ (Psychosomatic Medicine) เช่น การศึกษาเรื่องการสวดมนต์ท าให้อาการดีขึ้น การรักษาด้วยเสียงเพลงในการภาวนา เป็นต้น ๙)จิตในความหมายของจิตในสภาวะที่ไม่ปกติ(Non-ordinary state ofconsciousness) จิตในความฝัน เรื่องประสาทหลอน หรือการหลอนเนื่องจากยา (psychedelic) ๒๐ จิตพยาธิวิทยา (Psychopathology) หมายถึง ความแปรปรวนชนิดต่างๆ นอกเหนือจาก ความเจ็บป่วยทางจิตใจ (mental illness) เช่น การติดเหล้า การติดสารเสพติด การพูดเท็จซ้ าแล้วซ้ าอีก และอาการทางร่างกายที่มีสาเหตุมาจากปัญหาทางอารมณ์ โดยรวมเป็นเรื่องพฤติกรรมอปรกติ (abnormal behavior) ของคน จาก พริ้มเพรา ดิษยวณิช, จิตพยาธิวิทยาและภาวะปกติ (Psychopathology and Normality), [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.chamlongclinicpsych.com/powerpoint/psychopatho.files/frame.htm [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๐ ๑๐) จิตในความหมายจากแนวคิดตะวันออกและการคิดที่ใคร่ครวญ (Eastern and contemplative traditions) โดยเคน วิลเบอร์๒๑ เห็นว่าแนวคิดเรื่องจิตเดิมนั้นเป็น แนวคิดที่แคบเกินไป เพราะเจาะจงเฉพาะการพิจารณาในด้านลึกของการตระหนักรู้เพียง อย่างเดียว เช่น การปฏิบัติโยคะหรือการเจริญสมาธิภาวนา ซึ่งการจะมีสติและเห็นจิตตนเอง ได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติภาวนาในระดับสูงหรือในภาวะเป็นหนึ่งเท่านั้น (Non-dual) ๑๑) จิตในแง่ของจิตระดับควอนตัม (Quantum consciousness) ศึกษาเรื่องจิต ในแง่กายภาพ (Physical world) และความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ทั้งในระดับร่างกายมนุษย์ ระดับเซลล์จนถึงระดับโลกหรือวัตถุขนาดใหญ่ ๑๒) จิตในแง่พลังงานขั้นละเอียด (Subtle energies) ซึ่งตรงกับความหมายว่า ปราณ (Prana) ในภาษาอินเดีย หรือ คี่ (Ki) ในภาษาญี่ปุ่น หรือ ชี่ (Chi) ในภาษาจีน และ เชื่อว่าพลังนี้คือเส้นเชื่อมต่อของจิตกับกาย ๑๓) จิตวิทยาวิวัฒนาการ (Evolutionary psychology) และที่เกี่ยวกับชีววิทยา ทางสังคม (sociobiology) โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมในสัตว์ต่างๆ พฤติกรรมต่อสังคม และ จิตในนิยามที่เกี่ยวกับการกดดันเพื่อความอยู่รอดท าให้เกิดวิวัฒนาการ ๑๔) จิตในแนวคิดทางศาสนา (Religion) หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอยู่นอกเหนือ ความคิด เหตุผล ตรรกะ จิตสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคิด กับปัญญาญาณ๒๒ เดวิด ฟอนตานา (David Fontana) กล่าวไว้ในหนังสือ “Psychology,Religion, and Spirituality”๒๓ ว่าการศึกษาจิตวิทยาในเชิงศาสนานั้นไม่เพียงศึกษาพฤติกรรมทางศาสนา เท่านั้น แต่รวมถึงประสบการณ์ภายในตนเอง (inner experience) และอิทธิพลด้านความ เชื่อ ความจงรักภักดีและแนวคิดที่เป็นทั้งด้านนามธรรมและรูปธรรมด้วย สรุปความหมายของจิตจากแนวคิดของศาสตร์ต่างๆ พบว่า มีความหมายทั้งส่วนที่ เป็นนามธรรม เช่น การคิด การใคร่ครวญ การภาวนา และ ส่วนที่เป็นรูปธรรม หรือ กายภาพ เช่น ระบบประสาท สมอง ส่วนที่เป็นผลกระทบเนื่องจากอารมณ์เช่นความกังวลใจ และส่วนที่เป็นเรื่องจิตส านึกทางสังคม และวัฒนธรรม จิตในทางวิทยาศาสตร์ เช่น จิตเป็น พลังงานขั้นละเอียดและจิตระดับควอนตัม รวมถึงการพัฒนาของจิตหรือจิตที่สามารถพัฒนา ในระดับที่สูงขึ้นได้ ๒๑ Ken Wilber, The Eye of Spirit : An Integral Vision For A World Gone Slightly Mad, third Edition Expanded, (Boston: Shambhala, 2001), p. 41. ๒๒ จิต (ศาสนาพุทธ)-วิกิพีเดีย. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.th.wikipedia.org /wiki/% [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗). ๒๓ David Fontana, Psychology, Religion, and Spirituality, (Oxford: A BPS Blackwell book, 2003), pp. 27-29.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๑ ๖.๒.๒ ความหมายของจิตในทัศนะตะวันออกและพระพุทธศาสนา ค าว่า จิต ในทัศนะของทางตะวันออกได้มีการให้ความส าคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจิตในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นศูนย์รวมของโลก ทรงตรัสว่า “โลกถูกจิตน าไป ถูกจิตผลักไสไป จิตเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่โลกทั้งหมดตกอยู่ในอ านาจ” ๒๔ แต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น การศึกษาเรื่องจิตมีมาก่อนแล้ว ซึ่งจะได้น าเสนอต่อไป ๑) ความหมายของจิตในทัศนะฝ่ายตะวันออก ค าว่า “จิต มโน หรือ วิญญาณ” ในทัศนะฝ่ายตะวันออก๒๕ นั้น มีการให้ ความหมายแตกต่างกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ค าเหล่านี้ได้มีใช้มาก่อนสมัยพุทธกาล แต่จะใช้ค า ว่า “มโน” ก่อนค าอื่น ดังจะเห็นได้จากมีค ากล่าวเปรียบเทียบในปรัชญาโยคะ๒๖ ปรัชญา ส านักพระเวท๒๗ ในคัมภีร์อุปนิษัท๒๘ ในคัมภีร์ภควัทคีตา๒๙ ดังนั้น เราอาจจะเห็นได้ว่า มโน ถือว่าเป็นแม่บท เป็นสภาพดั้งเดิมของจิตและ วิญญาณ ในทางพระพุทธศาสนา ได้มีค าที่เป็นไวพจน์ หรือค าเหมือนของสิ่งเหล่านี้หลายค า ซึ่งใช้แทนกันได้ดังต่อไปนี้ (๑) จิต ค าว่า “จิต” แปลว่า คิด เป็นธรรมชาติที่ซับซ้อน มีความอยากเป็นพื้นฐาน สามารถพัฒนาได้คนจะดีหรือชั่วเพราะอาศัยจิตเป็นมูลฐาน จิต เป็นตัวที่ท าหน้าที่คิด หรือรู้ อารมณ์ จิตจะเกิดขึ้นได้ก็อาศัยอารมณ์เว้นอารมณ์เสียแล้วย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ (๒) มโน แปลเป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่ายว่า ใจ ซึ่งเป็นรากเหง้าของศัพท์ ๓ อย่าง คือ มานสะ มนายตนะ และมนินทรียะ แต่ละค ามีความหมายหมาย ดังนี้ ๒๔ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๖๒/๗๓. ๒๕ การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันออก [ออนไลน์], แหล่งที่มา: http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/35.html.[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๒๖ สมัยก่อนพุทธกาล ค าว่า มโน นับว่าเป็นบทในเรื่องจิต โดยยึดถือเอามโนเป็นมูลเค้า ท่าน แบ่งหลักพฤติการของมโนไว้๔ ประเภทคือ ๑). พุทธิ(ความแน่ใจ) ๒) จิตต์ (ความตริตรอง) ๓) สมฤติ (ความระลึกทรงจ า) และ ๔) อหังการ (ความถือตัว) ๒๗ ท่านสปตพราหมณ์อรรถกถาจารย์ได้นิยามความหมายเอาไว้ว่า “มโน คือที่สุดแห่งชีวิตทั้ง ปวง มโนรับมาซึ่งอารมณ์กามทั้งปวง มโนอิสระจากกาม แต่ก็มีอารมณ์กามเป็นสมบัติเพราะไม่ปรารถนา อะไร” ๒๘ มีข้อความตอนหนึ่งอธิบายความหมายของมโนไว้ว่า “มโนคืออายตนะแห่งความรู้ทั้งมวล ของเราทั้งหลาย” นักปราชญ์ศาสนาฮินดูท่านหนึ่งคือ ท่านศิวานันทะ ได้กล่าวเกี่ยวกับมโนเอาไว้ว่า “มโน คือสิ่งที่แยกออกจากพระเจ้า มโนคือก าแพงกั้นกลางระหว่างเรากับพระเจ้า ดังนั้น เราจงรื้อก าแพงลงเสีย โดยวิธี“โอมจินตนะ” การระลึกถึงค าว่า โอม แล้วเราจะได้ไปพบพระองค์”. ๒๙ เป็นคัมภีร์ที่แยกออกมาจากคัมภีร์อุปนิษัท ก็ได้จัดมโนเข้าเป็นประกฤติหนึ่งในจ านวน ประกฤติ๘ อย่าง ดังข้อความที่ว่า “ดิน น้ า ไฟ ลม อากาศ ธาตุสุขุม มโน และอหังการ เหล่านี้รวมกันเป็น ลักษณะของเรา ซึ่งมีส่วนประกอบ ๘ ส่วน”


Click to View FlipBook Version