เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๒ เป็นมุสลิม ศาสนาซิกข์ถือก าเนิดขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๑๒ โดยมีพระศาสดา คุรุนานักเทพ เป็นองค์ปฐมบรมศาสดา คุรุนานักก็ได้ตั้งศาสนาซิกข์ขึ้น โดยท่านไม่ยอมรับ พระเจ้าที่มีจำนวนมากมาย และระบบวรรณะตามทัศนะของศาสนาฮินดูการให้ความสำคัญ อย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตตามทัศนะของศาสนาเชน และ การปฏิเสธโลกตามทัศนะของพุทธ ศาสนา รวมทั้งปฏิเสธหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การรับผิดชอบต่อการกล้าปฏิเสธหลัก คำสอนต่างๆ ของคุรุนานักนี้ยังเป็นข้อที่ยังสับสนอยู่ว่าท่านได้รับการโต้ตอบจากศาสนาที่ ท่านไปขัดแย้งอย่างไรบ้าง แต่ความสำเร็จในการประดิษฐานศาสนาซิกข์ทำให้สร้างศัตรู มากมาย โดยเฉพาะจากผู้นำของราชวงศ์โมกุล ซึ่งก็ได้มีการโจมตีสาวกของคุรุนานัก๙๐ ค าว่า ซิกข์เป็นภาษาปัญจาบีตรงกับภาษาสันสกฤตว่า ศิษยะ และตรงกับภาษา บาลีว่า สิกขะ แปลว่า ศิษย์หรือผู้ศึกษาเล่าเรียน ดังนั้น ชาวซิกข์จึงมีฐานะเป็นศิษย์ของคุรุ หรือศาสดาของศาสนาซิกข์ทุกองค์ ความคิดเห็นเรื่องพัฒนาของศาสนาซิกข์จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้มี ๒ ทัศนะ คือ ทัศนะของนักการศาสนาสมัยก่อนเห็นว่า ศาสนาซิกข์เกิดจากความพยายามของคุรุนานักที่ พยายามพัฒนาศาสนาที่รวมจิตวิญญาณของศาสนาฮินดูและอิสลามเข้ามาไว้ด้วยกัน ดังนั้น ศาสนาซิกข์จึงเป็นศาสนาที่ประนีประนอมศาสนาต่างๆ ในอินเดีย โดยเฉพาะศาสนาฮินดูกับ ศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพหรือความเป็นอันเดียวกัน อันจะน ามาซึ่ง สันติภาพที่แท้จริง ส่วนนักการศาสนาซิกข์ในปัจจุบันเห็นว่า ศาสนาซิกข์มีประวัติศาสตร์ของ ตนเองโดยเฉพาะ ศาสนาซิกข์ไม่ใช่ศาสนาที่รวมเอาหลักการของศาสนาฮินดูและอิสลามเข้า มาไว้ด้วยกัน แต่เป็นการเปิดเผยขึ้นใหม่ของคุรุนานักต่างหาก ดังนั้น ศาสนาซิกข์จึงเป็น ศาสนาที่พระเจ้าเปิดเผยต่อศาสดาคุรุนานัก ชาวซิกข์เป็นบุคคลที่กล้าหาญและทรหดอดทน ดังนั้น รัฐปัญจาบจึงเป็นรัฐที่ ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่อื่น แต่เนื่องจากศาสนาซิกข์เกิดขึ้น เพื่อจะเชื่อม สะพานระหว่างศาสนฮินดูกับมุสลิม คนที่มานับถือส่วนมากมาจากศาสนาฮินดูและน าเอา ลักษณะการปฏิบัติทางศาสนาและสังคมแบบฮินดูมาด้วย ศาสนาซิกข์จึงเผชิญปัญหาการ ด ารงเอกลักษณ์ของตนไว้คนหนุ่มเป็นจ านวนมากเลิกปฏิบัติธรรมเนียม (ขาลสา) ของการไว้ ผมและหนวด แต่ก็มีบางพวกที่ยังคงไว้ผมและหนวด จึงท าให้ยากที่จะแสดงความแตกต่าง ระหว่างชาวซิกข์กับฮินดูนอกจากนี้ยังมีบทบาทของนักการเมืองที่มีชื่อว่ากลุ่มอกาลี(Akali) ได้เรียกร้องรัฐบาลกลางให้มีรัฐของชาวซิกข์ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อจะได้ช่วยให้พ้นจากอิทธิพล ของศาสนาฮินดู และเยาวชนจะหันมาปฏิบัติตามธรรมเนียมดั้งเดิมของศาสนาซิกข์ยิ่งขึ้น ดังนั้น ตอนนี้จึงมีแนวโน้มอยู่ ๒ แนวทางด้วยกัน คือ ๑) ความพยายามที่จะรักษาเอกลักษณ์ ๙๐ Warren Matthews, World Religions (USA : Wadsworth Cengage Learning, 2010), p. 156.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๓ ของศาสนาซิกข์ไว้ และ ๒) ความพยายามที่จะให้ค าสอนและการปฏิบัติในศาสนาซิกข์มา ใกล้เคียงกับค าสอนและการปฏิบัติในศาสนาฮินดูปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่อง ดังกล่าว๙๑ ๓.๖.๑ สาระส าคัญของหลักความเชื่อและหลักค าสอนของศาสนา๙๒ ศาสนาซิกข์เชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้า (วาเฮ่คุรุ) ที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียว ไม่เชื่อว่า การทรมานตนจะท าให้บรรลุถึงสัจธรรมได้ แต่ถือว่าการครองเรือนอยู่ในคฤหัสถ์เพศก็ สามารถจะหลุดพ้นจากห้วงแห่งกรรมได้โดยการประกอบกิจกรรมในชีวิตประจ าวันโดยมีขันติ และมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ บ าเพ็ญภาวนาช าระล้างจิตใจ ให้สะอาดอยู่เสมอ ดังนั้นศาสนา ซิกข์จึงไม่สนับสนุนการบ าเพ็ญพรตหรือการสละครอบครัว พระศาสดาของศาสนาซิกข์ทุก พระองค์ทรงครองเรือนและมีครอบครัวตามปกติศาสนาซิกข์มีพระศาสดาในร่างของมนุษย์ ๑๐ พระองค์ มีพระศาสดาคุรุนานักเทพ เป็นองค์ปฐมบรมศาสดา ทรงประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๒ ณ หมู่บ้านตัลวันดีซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ปัจจุบันเรียกว่า “นันกาน่าซาฮิบ”ทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลาโฮร์ บนฝั่งแม่น้ าราวี ปัจจุบันอยู่ในรัฐปัญจาบ ตะวันตกใน ประเทศปากีสถาน จากนั้นได้มีพระศาสดาสืบทอดศาสนาอีก ๙ พระองค์คือ พระศาสดา คุรุ อังคัตเดว พระศาสดา คุรุอามัรดาส พระศาสดา คุรุรามดาส พระศาสดา คุรุอรยันเดวพระ ศาสดา คุรุฮัรโควินท์ พระศาสดา คุรุฮัรราย พระศาสดา คุรุฮัรกฤษณ พระศาสดา คุรุเตคบ ฮาดัรฺ และ พระศาสดา คุรุโควินท์สิงห์โดยการสืบต าแหน่งโดย “ธรรมะ” ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๒๕๑ พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์ได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ยึดถือในพระธรรมค าสั่งสอน (คุรุซา บัด-พระวัจนะ ของพระศาสดา) แต่เพียงอย่างเดียว เป็นการยุติการสืบทอดศาสนาโดยบุคคล ในขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ได้สังคายนา “พระมหาคัมภีร์ อาทิครันถ์” ซึ่งรวบรวมบทสวดของพระศาสดา ๕ พระองค์แรก และบทสวดของนักบุญ นักบวช จาก ศาสนาฮินดูและอิสลามที่มีแนวความคิดเดียวกันโดยพระศาสดาคุรุอรยันเดว (พระศาสดา พระองค์ที่ ๕) และได้ผนวกบทสวดของพระศาสดาพระองค์ที่ ๙ แล้วสถาปนาเป็น พระศาสดานิรันดร์กาลของซิกข์ ทรงให้พระนามว่า “พระศาสดาศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ” จาก เวลานั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้๙๓ ๑) หลักธรรมแห่งศาสนาซิกข์: ศาสนาสิกข์ หรือซิกข์ค าว่า สิกข์(ภาษาบาลี) หรือ ค าว่าซิกซ์ (ภาษาปัญจาบ) มา จากศัพท์ว่า ศิกฺษา ในภาษาสันสกฤต และสิกฺขา ในภาษาบาลี อันหมายถึงผู้ศึกษา หรือ ๙๑ จินดา จันทร์แก้ว, ศาสนาปัจจุบัน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หน้า ๘๙-๙๐ ๙๒ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๘-๑๔๒. ๙๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๙-๑๔๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๔ ศิษย์ ผู้ศึกษาตามค าสอนของศาสดาทุกคน องค์ศาสดาเป็นคุรุ หรือ ครู ผู้สั่งสอนศิษย์สาวกผู้ นับถือศาสนาทุกคนล้วนเป็นศิษย์ ศาสนาสิกข์จัดเป็นศาสนาเทวนิยม เช่นเดียวกับศาสนา พราหมณ์-ฮินดูแต่เป็นศาสนาเทวนิยมประเภทเอกเทวนิยม (Monotheism)๙๔ ศาสนาซิกข์มีหลักค าสอนที ่เป็นทั้งทัศนะที ่เกี ่ยวกับมุมมองที ่มีต ่อโลกและ หลักปฏิบัติที่ส าคัญ๙๕ ดังนี้ (๑) พระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด ทรงอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์เป็นความจริงแท้สูงสุด มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าใจพระเจ้าได้โดยการมีประสบการณ์ตรงต่อ พระเจ้าที่อยู่ในหัวใจ หรือจิตวิญญาณของมนุษย์ พระเจ้ามีลักษณะเป็นทั้งไม่มีตัวตนและมีตัวตน (ธรรมาธิษฐาน และบุคลาธิษฐาน) (๒) โลกและมนุษย์ตามทรรศนะของศาสนาซิกข์โลกเป็นได้ทั้งสิ่งที่ดีหรือชั่วก็ได้ ตามจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน บุคคลผู้มุ่งสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าก็จะพบว่า โลกคือสถานที่ที่สวยงาม ในขณะที่บุคคลผู้รักแต่ตนเองก็จะพบว่าโลกคือศัตรู จิตวิญญาณ ของมนุษย์มีศักยภาพพอที่มีความสงบเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็มักจะ ปรารถนาสมบัติภายนอกมากกว่าพระเจ้า (๓) ความหลุดพ้นของมนุษย์การกระทำส่งผลต่อชีวิตของมวลมนุษย์แต่พระเจ้า สามารถให้อภัยแก่บุคคลผู้มีบาปหนาได้ เมื่อบุคคลหันหน้าเข้ามาหาพระเจ้า พระองค์ก็จะ อภัยให้แก่บุคคลนั้น บุคคลจะต้องพยายามเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าภายในจิตใจของเขาเอง การหลุดพ้นจึงจะเป็นไปได้โดยการล้างบาป คือ การนับถือศาสนาซิกข์นั่นเอง เป้าหมายสูงสุด ของศาสนาซิกข์ก็คือการเป็น หนึ่งเดียวกับพระเจ้า ซึ่งจะทำให้มนุษย์พบสันติภาพ และ ความสุขที่เป็นนิรันดร๙๖ (๔) ศีล ๕ ประการ คุรุโควินทสิงห์ตั้งกฎข้อปฏิบัติส าหรับกุล่มนักรบชาวซิกข์ซึ่ง ขึ้นต้นด้วยอักษร ก. ๕ ประการ๙๗ คือ เกศ ๙๘ กังฆา๙๙ กรา ๑๐๐ กิรปาน๑๐๑ และ กฉา ๑๐๒ การ ๙๔ สุชีพ ปุญญานุภาพ. ประวัติศาสตร์ศาสนา. (กรุงเทพมหานคร : รวมสาส์น, ๒๕๒๖), หน้า ๒๗๙. ๙๕ ธรรมกาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๘ -๑๙๐. ๙๖ Warren Matthews, World Religions, p. 163. ๙๗ Lewis M. Hopfe, Mark R.Woodward, Religions of the World, (New Jersey : Upper Saddle river, 2007), p.154. ๙๘ คือ การไว้ผม หนวด และเครา จะโกนไม่ได้โดยเฉพาะผมเพื่อใช้เป็นเกราะกันศีรษะ ให้ มองดูน่าเกรงขาม และเพื่อท าลายขวัญข้าศึก ๙๙ คือ ต้องมีหวีเสียบหรือปักไว้ที่ผมเสมอ ขาดไม่ได้เพราะเป็นของคู่กันกับผม ๑๐๐ คือ จะต้องมีมีดพกประจ าตัว (บางทีใช้ก าไลเหล็กสวมข้อมือ) เพื่อเป็นข้อเตือนใจทหาร ชาวซิกข์ว่าเหล็กเป็นโลหะที่มีค่าทั้งทางการค้าและอาวุธ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๕ คุรุโควินทสิงห์ได้บัญญัติศีลทั้ง ๕ ข้อ นี้ขึ้นเนื่องจากการท าสงคราม เช่น การสวมก าไลเหล็ก หรือมีดพกประจ าตัว ก็ให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกันหรือจะต้องมีอาวุธไว้เพื่อป้องกันตนเอง และ เป็นเครื่องเตือนใจให้เข้มแข็งเหมือนเหล็ก เป็นต้น (๕) ค าสอนเกี่ยวกับชีวิตและสังคม ศาสนาซิกข์ ส่งเสริมให้ศาสนิกมีความกล้า หาญอย่างมีเหตุผลไม ่กลัวความชั่วร้ายใดๆ สอนให้เชื่อในชัยชนะของธรรมต ่ออธรรม ให้ท าตามหน้าที่รับผิดชอบโดยปราศจากความหวาดกลัวหรือหวังสิ่งใดเป็นเครื่องตอบแทน เน้นความเป็นเอกภาพและเอกลักษณ์ของบุคคล มีความก้าวหน้าโดยวิธีการแห่งความรู้จัก ตนเองและควบคุมตนเอง โดยปฏิบัติวินัยทางกาย คือช่วยเหลือผู้อื่นทางกายและวาจา วินัย ทางศีลธรรม คือ การเลี้ยงชีพโดยชอบธรรมและวินัยทางจิตใจ คือ เชื่อในพระเจ้าเพียง พระองค์เดียว ศาสนาซิกข์เชื่อว่าโลกนี้มีความหวัง แม้บุคคลที่ท าผิดไปแล้วแก้ไขเสียใหม่ก็จะ เป็นคนดีได้โดยจะต้องด าเนินตามค าสอนของพระเจ้าด้วย ให้ด ารงชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ โลก ให้ยึดมั่นในหน้าที่การงาน เคารพในค าสอนของคุรุนานักและพระเจ้าซึ่งจะท าให้รู้แจ้งสัจ ธรรมได้สนับสนุนชีวิตฆราวาสอย่างเดียว ให้เสียสละเพื่อความเจริญของสังคม ควรท างานหา เลี้ยงชีพโดยไม่ตกเป็นภาระของสังคม ท าตนเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้อื่น ยอมรับว่า สตรีมีฐานะ เท่าเทียมกับบุรุษ ให้สิทธิทางศาสนา สตรีทุกคนมีส่วนร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาและถือว่า เป็นสติของบุรุษ๑๐๓ ๒) คัมภีร์ทางศาสนา คัมภีร์ส าคัญของศาสนาซิกข์ เรียกว่า คัมภีร์ครันถะ สาหิบ แปลว่า พระคัมภีร์มีจ านวน ๒ ฉบับ คือ อาทิครันถ์๑๐๔ โดยศาสดาองค์ที่ ๕ คือ คุรุอรชุน ได้จัดท าขึ้น และทสมครันถ์๑๐๕ โดยศาสดาองค์ที่ ๑๐ คือ คุรุโควินทสิงห์เป็นผู้จัดท า ในศาสนาซิกข์เดิมมีพระมหาคัมภีร์ที่รวบรวมโดยพระศาสดาคุรุอรยันเดว พระ ศาสดาพระองค์ที่ ๕ ทรงปฐมประกาศในสุวรรณวิหารในปี พ.ศ. ๒๑๔๗ ทรงพระนามว่า “อาทิครันถ์”และทรงประกาศให้ชาวซิกข์ทั้งมวลเข้าใจ“พระธรรมคือพระศาสดา พระศาสดาคือพระธรรม ในพระธรรมเปี่ยมด้วยอมฤตแห่งสัจธรรมสาวกของศาสดาศรัทธา ๑๐๑ คือ จะต้องมีดาบประจ าตัวส าหรับนักรบ ๑๐๒ คือ จะต้องมีกางเกงขาสั้นโดยนุ่งไว้ข้างในประจ า เพราะกางเกงขายาวไม่เหมาะในการรบ จึงต้องใช้กางเกงขาสั้นแทน ๑๐๓ จินดา จันทร์แก้ว, ศาสนาปัจจุบัน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หน้า ๘๕ -๘๖. ๑๐๔ แปลว่า พระคัมภีร์แรก โดยศาสดาองค์ที่ ๕ คือ คุรุอรชุน ได้จัดทำขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๔ เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำสอนของศาสดาองค์ก่อนๆ ตั้งแต่ศาสดาคุรุนานักจนถึงตัวท่านเอง. ๑๐๕ แปลว่า พระคัมภีร์ที่ ๑๐ ลักษณะโดยส่วนใหญ่จะเป็นความเรียงแบบร้อยแก้วซึ่งไม่ค่อยจะ ปรากฏในคัมภีร์อาทิครันถ์ศาสดาองค์ที่ ๑๐ คือ คุรุโควินทสิงห์ เป็นผู้จัดทำขึ้นโดยการรวบรวมคำสอน ของศาสดาองค์ก่อนๆ บางองค์แต่ส่วนใหญ่เป็นคำสอนของตัวท่านเอง.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๖ เชื่อมั่น ปฏิบัติตามพระธรรม พระองค์ประจักษ์ชัดน าทางพ้นบ่วงกรรมทั้งปวงแน่แท้” (คุรุครันถ์ซาฮิบ-๙๘๒) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๕๑ พระศาสดาคุรุโควินท์สิงห์ พระศาสดา พระองค์ที่ ๑๐ ได้ทรงผนวกพระศาสโนวาทของพระศาสดาพระองค์ที่ ๙ เข้าในพระคัมภีร์ อาทิครันถ์และทรงสถาปนาเป็นองค์พระศาสดานิรันดร์กาล“ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ” พระมหาคัมภีร์ของซิกข์จึงมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากพระคัมภีร์ของศาสนาอื่นๆ อย่างเด่นชัด คือพระองค์ทรงเป็นรูปจิตวิญญาณของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ของซิกข์ ในศาสนสถานของซิกข์ทุกแห่งจะมีการอัญเชิญพระศาสดามาประทับบนบัลลังก์เป็นองค์ ประธานของการชุมนุมเจริญธรรม ศาสนสถานของซิกข์จึงมีนามว่า “คุรุดวารา” คือหนทาง หรือประตูที่ทอดไปสู่พระศาสดาพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ คือ พระศาสดานิรันดร์กาล ของซิกข์ ซิกข์ศาสนิกชนจึงถือปฏิบัติต่อพระมหาคัมภีร์ดุจพระศาสดาที่แท้จริงในปัจจุบัน ศาสนสถานของซิกข์ซึ่งเดิมเรียกว่า “ธรรมศาลา” ได้รับการขนานนามเป็น “คุรุดวารา” เมื่อ ได้มีการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์มาประทับเป็นองค์ประธานบนบัลลังก์ในศาสนสถาน ทุกเช้า เวลา ๐๔.๓๐ น. ศาสนาจารย์จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์มาประทับเป็นองค์ประธานในห้อง โถงชุมนุมเจริญธรรม แล้วเวลาเย็น ๑๘.๐๐ น หลังจากมีการสวดภาวนาบทสวด“แร่ห์ราส” เสร็จสิ้นลง ศาสนาจารย์จะอัญเชิญพระมหาคัมภีร์ไปประทับชั้นบนสุดของอาคารในห้อง “สุข อาศฺนะ” การสวดเจริญธรรมพระมหาคัมภีร์มี๒ ลักษณะ คือ ๑) การสวดภาวนาเจริญธรรม พระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบโดยต่อเนื่องจนจบสมบูรณ์และ ๒) การสวดภาวนาเจริญ ธรรมพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบโดยไม่ต่อเนื่องตามแต่โอกาสอ านวย “อคันด์ปาธ” คือ การอ่านเจริญธรรมพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบโดยต่อเนื่อง จนสมบูรณ์การเจริญธรรมอย่างต่อเนื่องจะใช้เวลาประมาณ ๔๘ ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพัก เพื่อไม่เป็นการลบหลู่ต่อพระมหาคัมภีร์การเจริญธรรมจะต้องสวดอย่างชัดถ้อยชัดค าถูกต้อง ไม่รวดเร็วจนเกินไป แม้ว่าในการสวดจะใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก็ตาม “ซาดารันปาธ” คือ การสวดภาวนาเจริญธรรมพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบ โดยไม่ต่อเนื่องตามแต่โอกาสอ านวย จะเป็นการสวดเจริญธรรมในเคหะสถานของตนหรือ ในศาสนสถานก็ได้ ชาวซิกข์ไม่ว่าชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ควรศึกษาภาษาปัญจาบี (คุรุมุขคี) เพื่อที่จะสามารถอ่านและเข้าใจในพระธรรมของพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบได้ ใน ศาสนาซิกข์ไม่มีพระหรือนักบวช นักบุญ เนื่องจากพระศาสดาทรงเล็งเห็นว่า ศาสนิกชน โดยทั่วไปมักจะไม่สนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรม จะมอบหน้าที่การผดุงรักษา ศาสนาไว้แก่พระหรือนักบวชของตนการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จ าต้องพึ่งนักบวช ท าให้มี วรรณะ และฐานะทางสังคมต่างกัน เมื่อมีภัยมาถึงไม่มีศาสนิกชนใดจะออกมาปกป้องศาสนา และความเชื่อถือของตน พระศาสดาจึงมอบหมายให้ศาสนิกชนแม้ว่าจะด ารงชีวิตในรูปของ ฆราวาส ให้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมท าหน้าที่เผยแพร่ศาสนาและความเชื่อถือของตน ใน
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๗ ปัจจุบันเนื่องจากศาสนิกชนมีจ านวนมาก มีภารกิจหน้าที่มากมาย จึงมอบหน้าที่การอบรม สอนพระธรรมศาสนวินัยแก่ผู้ที่ได้ร่ าเรียนศาสนกิจมาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเรียกว่า “ศาสนา จารย์-ครันธี” เป็นผู้ท าหน้าที่นี้แทนเขาจะคงด ารงชีวิตในรูปของฆราวาสทั่วไป ด้วยเหตุผลนี้ ชาวซิกข์ทุกคนจะเรียนภาษา“ปัญจาบี-คุรุมุขคี” เพื่อที่จะสามารถอ่านและเข้าใจพระธรรม ในพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบได้๑๐๖ ๓) การปฏิบัติธรรม : ชาวซิกข์จะปฏิบัติตามสัจธรรมในพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ ซาฮิบ พระศาสดานิรันดร์กาล และตามศาสนวินัยของซิกข์ซึ่งมีมาตรฐานให้ชาวซิกข์ทั้งมวล ถือปฏิบัติคือ (๑) สวดภาวนา “นาม-วาเฮ่คุรุ” ทุกขณะจิต (๒) ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมในพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันถ์ซาฮิบและศาสนวินัย ของซิกข์ (ประกาศใช้โดยสภาศาสนธรรมสูงสุดของซิกข์ณ นครอมฤตสระ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕) (๓) ประกอบสัมมาอาชีวะโดยสุจริตธรรมในรูปของฆราวาส (๔) รับใช้บริการสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกาย วาจา ใจ และทรัพย์โดยไม่หวัง ผลตอบแทน (๕) ด ารงชีวิตในรูปของฆราวาส ไม่ล่วงเกินสามีภรรยาหรือหญิงผู้อื่น (๖) นับถือและเคารพในสิทธิของสตรีอื่นเสมือนมารดา พี่สาว น้องสาว บุตรีของตน (๗) ฝึกอบรมจิตใจ น าพระธรรมมาปฏิบัติยึดเหนี่ยวในการที่จะเอาชนะมาร (ความ ชั่วร้าย) ที่จะมาครอบง าจิตใจและการด ารงชีวิต (๘) มารทั้งห้าในศาสนาซิกข์คือ ตัณหา (กาม) ความโกรธ ความโลภ ความหลง (โมหะ) และความอหังการ ๓.๖.๒ การน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา ศาสนาซิกข์ถึงแม้จะเกิดมาไม่นานนักแต่จ านวนศาสนิกของศาสนานี้ก็มีมากกว่า ศาสนิกของศาสนาโซโรอัสเตอร์และศาสนาเชนรวมกัน กล่าวคือ ชาวซิกข์มีชาวซิกข์กระจัด กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษสิงคโปร์ และฮ่องกง เป็น ต้น แต่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอินเดีย๑๐๗ ศาสนาซิกข์ได้ช่วยหล่อหลอมจิตใจชาวซิกข์ไม่ว่าอยู่ ในประเทศอินเดียหรือต่างประเทศ ให้มีลักษณะอย่างเดียวกัน คือ ขยันหมั่นเพียร ประหยัด ซื่อสัตย์กล้าหาญ อดทน และเป็นนักรบ อย่างเช่น ในประเทศอินเดียประชาชนที่เป็นซิกข์มี ๑๐๖ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๔-๑๕๗. ๑๐๗ Chairman, Board of Directors, Peter B. Norton, President Robert P. Gwinn (Author) The New Encyclopaedia Britannica, 15th Edition (32 Volume Set) Hardcover – January 1, 1992) : 269.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๘ น้อยนิด คือประมาณร้อยละ ๒ แต่ชาวซิกข์ก็ได้ท าชื่อเสียงให้แก่ประเทศอินเดียยิ่งกว่า ประชากรส่วนใหญ่เสียอีก เช่น ชาวซิกข์เป็นเกษตรกรชั้นน าของประเทศสามารถผลิตผลทาง เกษตรกรรมได้อย่างมากมาย เพราะฉลาดในการน าวิทยาการใหม่ๆ มาใช้ ชาวซิกข์มีความ อดทน ซื่อสัตย์สุจริตจะประกอบอาชีพอะไรก็สามารถท าให้เจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นเป็นที่ น่าเชื่อถือ ชาวซิกข์เป็นนักรบชั้น ๑ ของประเทศอินเดียจนได้นามว่า แขนแขวนดาบการ ป้องกันประเทศอินเดียไม่ว่าจะรบกับจีน หรือปากีสถานหรือชาติอื่นๆ ก็อาศัยทหารซิกข์เป็น หลัก ชาวซิกข์เป็นนักกีฬาที่ดีเด่นของอินเดีย นักกีฬาอินเดียที่ประสบความส าเร็จได้เหรียญ ต่างๆ ในการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวซิกข์นอกจากนี้ชาวซิกข์ยังเป็น นักธนาคารพ่อค้าที่ประสบความส าเร็จเป็นอย่างมากทั้งในและนอกประเทศอีกด้วย๑๐๘ ขอ ยกตัวอย่างการน าหลักค าสอนของศาสนามาสู่การประพฤติปฎิบัติของบุคคลในชีวิตประจ าวัน ผ่านกระบวนการคิด การพัฒนาจิตใจ สู่พฤติกรรมที่แสดงออก ดังแผนภาพด้านล่างนี้ แผนภาพที่ ๑๐ : เสาหลักสามเสาแห่งข้อปฏิบัติของซิกซ์ศาสนิกชน ที่มา : กรมการศาสนา. ความรู้ศาสนาเบื้องต้น๑๐๙ ๑๐๘ ศาสนาซิกข์, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://group.wunjun.com/leavesofeden/ topic/136389-3307.[๕ เมษายน ๒๕๕๗]. ๑๐๙ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๒.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๙ จากภาพแสดงเสาหลักสามเสาแห่งข้อปฏิบัติของซิกข์ที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งการสวด ภาวนา การเสียสละ การรับใช้ที่ไร้ขอบเขต และไม่หวังผลตอบแทน วงกลมเล็กที่ห้อมล้อม คือ มารร้ายทั้งห้าในชีวิตมนุษย์ภายในวงกลม คือ คุณธรรมที่ซิกข์จะถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้มาร ร้ายทั้งห้ามาชนะความคิดและการกระท าของเรา ตัณหา : คือความอยาก อันเป็นกิเลสเนื่องในสันดานของมนุษย์ยากที่จะละเว้นได้ เว้นแต่ผู้ที่มีคุณธรรมในจิตใจจึงจะละเว้นได้ พระศาสดาของซิกข์จึงบัญญัติให้ชาวซิกข์ ด ารงชีวิตในรูปของฆราวาส ครองเรือนอยู่ร่วมสามีภรรยา มีครอบครัว ในขณะเดียวกันห้าม ประพฤติผิดในกาม ไม่ล่วงชายหรือหญิงที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาตน ยกย่องให้เกียรติสตรีอื่น ดุจมารดาพี่สาว น้องสาว และบุตรี ความโกรธ : เป็นบ่อเกิดพื้นฐานแห่งการทะเลาะวิวาท ดังนั้นให้เราทุกคนจะต้องมี ขันติมาควบคุมและรู้จักการให้อภัย ไม่จองเวรหรืออาฆาตผู้ใด ความโลภ : คือความอยากได้เงินทอง ทรัพย์สมบัติผลก าไรที่เกินขอบเขต เงิน ทอง ทรัพย์สมบัติที่หามาด้วยแรงงานอันบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องในศาสนา ความเพียงพอ ความพอใจ และความสันโดษจึงจะสามารถควบคุมกิเลสตัวนี้ได้ ความหลง : คือความไม่รู้จริงและเชื่อในสิ่งที่ผิด ยึดมั่น ถือมั่นจนเกินไป เพราะไม่ มีปัญญาใคร่ครวญ จึงตัดสินใจผิดพลาดท าให้เกิดทุกข์ต้องเข้าใจในสัจธรรม ให้ยกเลิกการ ยึดถือความเป็นของกูตัวกู อหังการ : เป็นกิเลสที่ชั่วร้ายที่สุด เพราะท าให้เกิดความอิจฉาริษยา จองหอง อวดดี ยกตนข่มท่าน จะท าลายความดีที่เราสะสมมา จนหมดสิ้น ชาวซิกข์จะต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัยและมีความเมตตากรุณาร าลึกถึงคุณพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงประทานทุกสรรพสิ่งให้เรา วิถีชีวิตประจ าวัน : ชาวซิกข์ทุกคนควรจะตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากอาบน้ าท าความ สะอาดร่างกาย แล้วสรรเสริญร าลึกถึงคุณพระผู้เป็นเจ้าถ้ามีโอกาสให้เข้าร่วมชุมนุมเจริญ ธรรมในศาสนสถานที่ใกล้บ้านตน ดังค ากล่าวที่ว่า “จงตื่นแต่เช้า ร าลึกนามของพระเจ้า ภาวนา ร าลึกถึงพระองค์ทั้งเช้า เย็น และค่ า เจ้าจะไร้ซึ่งความทุกข์เศร้า และศัตรู ทั้งปวง” (คุรุครันถ์ซาฮิบ-๒๕๕) สรุปแนวคิดจิตวิทยาแนวศาสนาซิกข์มุ่งที่จะบรรลุเป้าหมายทางธรรมเป็นหลักเมื่อ ศาสนานี้เติบโตจนมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีลักษณะเป็นทั้งการผสานและการก้าว พ้นความแตกต่างระหว่างศาสนาฮินดูและศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์เห็นว่าชีวิตของมนุษย์ นั้นถูกพันธนาการด้วยสิ่งที่เรียกว่า มายา ซึ่งมีอยู่ห้าชนิดด้วยกันคือ ทิฐิ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ท าให้มนุษย์ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ส่งผลให้ต้องติดข้องอยู่ในวัฏฏะสงสารอยู่ชั่วกัปชั่ว กัลป์จนกว่าจะบรรลุธรรม (มุกติ) โดยการบรรลุดังกล่าวสามารถท าได้โดยการหมั่นบริกรรม ค าว่า “คุรุ” ซึ่งกล่าวกันว่ามาจากรากศัพท์สองค าคือ คุ (ความมืด) และ รุ (ความสว่าง) โดยรวมกันแล้วแปลว่าแสงสว่างที่ขับไล่ความมืด ค านี้ท่านคุรุนานักก าหนดขึ้นเพื่อใช้อ้างอิง
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๐ ถึงพระเป็นเจ้าในฐานะที่พระองค์เป็นแสงสว่างที่ปัดเป่าความมืดมิดของจิตใจมนุษย์ ทั้งนี้ ชาวซิกข์ยังจะต้องท าบุญด้วยการบริจาคทาน ช่วยเหลือผู้อื่น และประกอบอาชีพสุจริต๑๑๐ สิ่งที่ศาสนาซิกข์มักเน้นย้ าอยู่เสมอก็คือคุณค่าของการมีชีวิตทางโลก ซึ่งแสดงออกมาใน ลักษณะของการเน้นคุณค่าของการท างานหนักและความซื่อสัตย์ในการท างาน ดังจะเห็นได้ จากที่ในปัจจุบัน ชาวซิกข์มักจะประกอบธุรกิจส่วนตัว เกษตรกร หรือทหาร ที่ประสบ ความส าเร็จ ซึ่งเห็นได้จากที่รัฐปัญจาบ ซึ่งเป็นรัฐที่มีชาวซิกข์มากที่สุดในอินเดีย ได้รับการจัด อันดับให้เป็นรัฐที่มีลักษณะโดยรวมดีที่สุดตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๓ เป็นต้นมา และยังคงเป็นรัฐที่ ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดของอินเดียอีกด้วย ๓.๗ เปรียบเทียบจุดแข็ง/จุดอ่อนของทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตกและแนวตะวันออก โลกตะวันออกและโลกตะวันตก มีวิธีการมอง “จิตวิทยา” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จิตวิทยาใคร่ครวญภายในแบบตะวันออก ตั้งอยู่บนพื้นฐานการปฏิบัติภาวนา การเรียนรู้ตัวเอง การปล่อยวางอดีต และการยึดมั่นทางความคิด การสื่อสารค าสอนเป็นไปเพื่อความรู้แจ้งใน ธรรมชาติอันสัมบูรณ์ของสัจธรรม (โลกุตรธรรม) ซึ่งจะพบได้ก็ต่อเมื่อไปพ้นจากขอบเขตของ จิตปรุงแต่ง ทว่าในจิตวิทยาบ าบัดแบบตะวันตกนั้น พื้นฐานตั้งอยู่บนวิธีปฏิบัติทางคลินิค การ สนทนา การถามตอบ และการวิเคราะห์เชิงหลักการ ซึ่งช่วยให้เราสามารถสืบหาต้นเหตุและ ปัจจัยแวดล้อมเฉพาะอันส่งผลต่อพฤติกรรม สภาวะจิตใจ และโครงสร้างของตัวตนในภาพรวม จะเห็นได้ว่า การรู้แจ้งแบบโลกตะวันออกมุ่งเน้นไปที่สัจธรรมข้ามพ้นตัวตน อันไป พ้นหลักการและความคิดเชิงเหตุและผล ส่วนการรู้แจ้งแบบโลกตะวันตกมุ่งเน้นไปที่การเข้าใจ ประสบการณ์ในปัจเจกสภาวะ อันสัมพันธ์อยู่กับหลักการและความเป็นเหตุเป็นผลของ พฤติกรรมต่างๆ อย่างไม่อาจมองข้ามได้แม้ทั้งสองแนวทางดูจะขัดแย้งกันในที ทว่าการ ประกอบกันของคุณค่าทั้งสองนี้เองที่จะท าให้การรู้แจ้งในศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์สมบูรณ์ อย่างแท้จริง โลกตะวันตก ได้ให้ก าเนิดแนวคิดอันก้าวหน้ามากมายแก่โลกใบนี้ อาจเรียกได้ว่า เป็นแนวคิดปฏิวัติ แนวคิดแบบกลมกลืนไปกับความเป็นจริงแบบโลก ซึ่งมีพลังพลิกเปลี่ยน โลกใบนี้ราวกับพายุแสดงออกถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งปัจเจกบุคคล นั่นคือคนแต่ละคนเกิดมา บนโลกนี้ไม่ได้เพียงเพื่อประพฤติปฏิบัติตนตามประเพณี วัฒนธรรม ที่ถูกสืบทอดต่อๆ กันมา ตามครอบครัว ตามสังคม และตามความเชื่อศาสนาเพียงเท่านั้น แต่ปัจเจกบุคคลมีภารกิจใน การค้นพบศักยภาพ พรสวรรค์ ที่เป็นพลังการสร้างสรรค์ ที่เรียกว่า “ความเป็นตัวของ ตัวเอง” อันเปรียบได้กับของขวัญที่แต่ละคนอาจมอบไว้ให้แก่โลกใบนี้นี่คือหลักการพื้นฐาน ๑๑๐ ศาสนาซิกข์- เอเชียใต้ - กระทรวงการต่างประเทศ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http:// sameaf.mfa.go.th/th/country/south-asia/tips_detail.php?ID=2292.[๕ เมษายน ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๑ ของแนวทางปลดปล่อยความเป็นตัวเอง (individuation) ซึ่งไม่ถือเป็นหลักส าคัญในคุณค่า แบบโลกตะวันออก ในโลกตะวันตก คุณค่าที่มีต่อความเป็นปัจเจกบุคคลได้ช่วยปลดปล่อย ศักยภาพในการตั้งค าถาม และส ารวจตรวจสอบธรรมชาติของสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ โดย ปราศจากการสยบยอมต่ออ านาจและความเชื่อทางศาสนาอันตายตัว สติปัญญาอันโพยพุ่งใน แนวราบได้ก่อก าเนิดเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และรากฐานแห่งการใช้เหตุผลนี้เองที่ น าไปสู่พัฒนาการของวิชาการด้านจิตใจ ในรูปของ “จิตวิทยาตะวันตก” จิตวิทยาตะวันตก จะมุ่งเน้นไปที่ "จิตปรุงแต่ง" และการเข้าไปท าความเข้าใจทุกๆ แง่มุมของจิตปรุงแต่งนั้นด้วยความสนใจใคร่รู้ ไม่ต่างกับที่โลกตะวันออกท าความเข้าใจ ธรรมชาติของจิตอันไม่ปรุงแต่ง จิตวิทยาตะวันตกช่วยให้เราเข้าใจสภาวะจิตใจของปัจเจก บุคคลอันสลับซับซ้อน หนทางที่จิตปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ จนเกิดเป็นปมขัดแย้งและภาวะไม่ เป็นปกติ ทั้งยังสามารถฉายซ้ าภาพความปั่นป่วนภายใน และแบบแผนการปกป้องตัวเอง เกิดเป็นพลวัตของความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม และต่อโลกใบนี้ตั้งแต่วัยเด็กจนเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ จากมุมมองดังกล่าว การเยียวยาทางจิตจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความเข้าใจ การยอมรับ การได้รับความกระจ่าง และการสัมพันธ์กับพัฒนาการของพลวัตเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา พ้นไปจากความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาแห่งโลกตะวันออก และโลกตะวันตก ได้แสดงให้เห็นถึงสองแง่มุมที่แตกต่างในตัวเราเอง อุปมาอุปไมยเหมือนกับ การหายใจออกและหายใจเข้า ในการเน้นย้ าแบบโลกตะวันออกที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยวาง การยึดมั่นในโลกเชิงกายภาพ รูป วัตถุ ความเป็นปัจเจกบุคคล และประวัติศาสตร์ที่ผ่านไป แล้วนั้น เปรียบได้กับการหายใจออก ขณะที่การเน้นย้ าแบบตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับการ ปรากฏขึ้นของรูป ปรากฏการณ์ ประสบการณ์ส่วนบุคคล ความเป็นตัวของตัวเอง การมีส่วน ร่วมทางประวัติศาสตร์ และพลังการสร้างสรรค์ในตัวบุคคล เปรียบเหมือนกับการหายใจเข้า เมื่อการหายใจเข้าจ าเป็นต้องสัมพันธ์อยู่กับการหายใจออก เช่นเดียวกันกับที่การหายใจออก ก็ต้องสอดคล้องไปกับการหายใจเข้า เป้าหมายหรือความสูงส่งทางจิตวิญญาณก็ต้องตั้งอยู่บน ประสบการณ์ชีวิตและเส้นทางการลองผิดลองถูกเฉพาะตนของปัจเจกบุคคลอย่างไม่อาจแยก ขาดจากกันได้การจะค้นพบศักยภาพที่แท้จริงในตัวมนุษย์แต่ละคน จ าเป็นจะต้องน าทั้งสอง ด้านมาผนวกกัน ทั้งความจริงสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ข้ามพ้นบุคคลและในระดับบุคคล ฟ้าและ ดิน โลกุตตระและโลกียะ ตะวันออกและตะวันตกจะปะทะกัน เรียนรู้จากกัน และ ประสานกันในท้ายที่สุด และนี่คือจิตวิญญาณการตื่นรู้ของมนุษยชาติในโลกสมัยใหม่ การรู้ แจ้งที่จะงอกงามอยู่บนดิน และสัมพันธ์อยู่กับสุขทุกข์ตามที่เป็นจริง เติบโตเป็นความเคารพ ในความเป็นมนุษย์และศักยภาพอันแตกต่างหลากหลายของปัจเจกบุคคล และเมื่อพลังของ ปัจเจกบุคคลได้ถูกปลดปล่อยอยู่ในพื้นที่แห่งเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ พลวัตแห่ง
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๒ ความเป็นธรรมและมนุษยธรรมอันดีงามอยู่แล้วโดยพื้นฐาน ก็จะรังสรรค์สังคมแห่งการรู้แจ้ง ขึ้นเองตามธรรมชาติ๑๑๑ สรุปท้ายบท ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน มนุษย์มีความจ าเป็นต้องมีเกณฑ์ตัดสินว่า ดีชั่ว ถูก ผิด ควร ไม่ควร เช่นเดียวกับการที่มนุษย์จ าเป็นต้องมีมาตราชั่งตวงวัดในการด าเนินชีวิต ซึ่ง มาตรฐานดังกล่าวนี้จะถูกก าหนดขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเป็นมาตรฐานสากลที่ถูก ยอมรับกันโดยทั่วไป ในเรื่องของคุณธรรมความดีความชั่วก็เช่นกัน มนุษย์ต้องมี มาตรฐานสากลที่ทุกคนยอมรับได้ และมาตรฐานที่จะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณธรรม หรือ จ าแนกความดี ความชั่วนั้น ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาตรฐานของศาสนา ศาสนามีความส าคัญต่อ การด าเนินชีวิตของบุคคลในสังคม เพราะทุกศาสนามีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ท าความดีละเว้น ความชั่ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อคนในสังคมโดยสรุปหลักการ หลักปฏิบัติของแต่ละศาสนา เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น ความสอดคล้องของหลักค าสอนทั้ง ๕ ศาสนา ๑๑๒ ได้แก่ การท าความดีละเว้นความชั่ว การแสดงความรักความเมตตา และการ เสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ขยันหมั่นเพียร และการสอนให้อยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนกันและกัน ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ประชาชนได้น าหลักธรรมทาง ศาสนาไปประพฤติปฏิบัติพัฒนาตนเป็นคนดีของสังคม ปัจจุบัน สังคมก าลังมีปัญหาวิกฤตหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านคุณธรรม จริยธรรม จะต้องช่วยกันรื้อฟื้นให้กลับคืนมาโดยเร็วดังค าของท่านพุทธทาสนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะพินาศ” นักวิชาการศาสนาต่างเชื่อว่า ภัยที่จะท าลาย ล้างมวลมนุษยชาติได้อย่างมากมายมหาศาลก็คือ ภัยอันเกิดจากฝีมือของมนุษย์นั่นเอง แม้ว่า หลายครั้งหลายเหตุการณ์จะเกิดภัยธรรมชาติลงโทษ เช่น แผ่นดินไหว น้ าท่วม ความแห้งแล้ง และอื่นๆ แต่ถ้ามองให้ลึกแล้วจะพบว่า มนุษย์มีส่วนท าให้เกิดภัยเหล่านั้น ถ้าจะเปรียบโลกใบ นี้เหมือนบ้านที่ให้ความร่มเย็น เป็นที่อาศัย กินอยู่หลับนอน มนุษย์ก็คือผู้อาศัยอยู่ในบ้านหลัง นี้ถ้ามนุษย์ไม่กตัญญูต่อบ้านที่อาศัยอยู่ ไม่ช่วยดูแลรักษา แถมยังกลับมาท าลายขุด เจาะ รื้อ ๑๑๑ วิจักขณ์ พานิช เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก บทสะท้อนว่าด้วย “จิตส านึกแบบ ปัจเจกบุคคล” ในพุทธศาสนา บันทึกและเก็บความจากแรงบันดาลใจที่ได้จากงานของ John Welwood ที่ชื่อ "Toward a Psychology of Awakening : Buddhism, Psychotherapy, and the Path of Personal and Spiritual Transformation". [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.tilopahouse. com/node/435 [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. ๑๑๒ เยาวลักษณ์ แสนดวงดี, หลักการศาสนา พราหมณ์ - ฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา.www.aecnews.co.th/buddhism/read/51[๕ เมษายน ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๓ ถอน เอาส่วนต่างๆ ของบ้านไปขายหรือไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว บ้านหลังนี้จะอยู่ได้ อย่างไร นี้เป็นภัยธรรมชาติที่มีมนุษย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ยังมีภัยที่น่ากลัวกว่านี้คือภัยอัน เกิดจากมนุษย์ด้วยกันเอง ที่ส าคัญ คือมนุษย์ที่ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม พวกเขาพร้อมที่จะ ท าลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งตัวเขาเอง นี้เป็นเหตุผลว่า ท าไมท่านพุทธทาสจึงกล่าวว่า “ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะพินาศ” ศีลธรรม หรือคุณธรรม จริยธรรม จะหาได้จากที่ไหน ค าตอบคือจากหลักธรรมทางศาสนา แม้ว่าคุณธรรม จริยธรรมจะมีอยู่ในกฎกติกาสากลทั่วไป ที่เรียกว่า จริยธรรมสากล แต่ไม่ศักดิ์สิทธิ์และไม่เป็นอมตะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมนุษย์พอใจในเรื่องใดก็ก าหนดให้เป็นกติกาหรือเป็นหลักจริยธรรมส าหรับใช้ ในการประพฤติปฏิบัติเมื่อกาลเวลาผ่านไป เห็นว่า เรื่องนั้นไม่เหมาะสมแล้ว มนุษย์ก็พากัน ยกเลิกไม่ได้ให้ความส าคัญเพราะไม่ประพฤติปฏิบัติตามข้อก าหนดนั้นๆ ก็ไม่เห็นจะเสียหาย อะไร ผิดกับจริยธรรมทางศาสนา เป็นศาสนบัญญัติจะมีความเป็นอมตะอยู่ในตัว มนุษย์จะ สนใจหรือไม่ กาลเวลาจะล่วงเลยไปนานสักเท่าไร จริยธรรมก็ยังคงความเป็นจริยธรรม มี ความศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอดเวลา ใครประพฤติปฏิบัติย่อมเกิดผลดีคนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติย่อม ประสบกับความตกต่ าหายนะ๑๑๓ ค าสอนของทุกศาสนา ล้วนเป็นของพระศาสดา เป็นของพระผู้เป็นเจ้าผู้บริสุทธิ์ทั้ง กาย วาจา ใจ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อมวลมนุษย์จึงได้ประทานค าสอนเหล่านั้นมาให้ ดังนั้น เราในฐานะเป็นศาสนิกชน นอกจากมุ่งปฏิบัติตนให้เป็นคนมีความสะอาดกาย วาจา ใจแล้ว ยังจะต้องมีใจกว้าง มองเพื่อนศาสนิกที่นับถือศาสนาต่างกันเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ภัยพิบัติเวลาท าลายล้างมนุษย์ไม่เลือกศาสนาไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกยากดีมีจน ทุกคนต้องประสบเหมือนกันหมดถ้าอยู่ในรัศมีหรือพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ จึงสมควรที่ศาสนิกชนทุกศาสนาจะมีความรัก ความเมตตาต ่อกัน รู้จักให้อภัยเมื ่อ เพื่อนศาสนิกอื่นกระท าการใดๆ ลงไปโดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้อง ควรช่วยแนะน าให้ เขาเข้าใจด้วยความปรารถนาดี สรุปแนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก มีรากฐานมาจากหลักธรรม หรือหลัก ค าสอนทางศาสนา ที่มีองค์ความรู้ครอบคลุมทั้งจิตและพฤติกรรม แยกจิตกับพฤติกรรมของ จิตไว้อย่างชัดเจน มีจุดหมาย พัฒนาจิตที่สมบูรณ์ เพื่อแก้ไขพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจ เพื่อพัฒนามนุษย์ด้านจริยธรรม ศีลธรรมให้สามารถด ารงตนให้อยู่รอดปลอดภัย มีคุณค่าและ บรรลุเป้าหมายชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีสันติภาพสันติสุข เสน่ห์หรือความ งดงามของแนวคิดตะวันออกคือการคืนธรรมชาติของความสะอาด สว่าง และสงบ ให้กับ จิตใจของมนุษย์นั่นเอง ๑๑๓ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๙-๑๕๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๔ ค าถามท้ายบท ๑. จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูคืออะไร ๒. จงอธิบายหลักค าสอนเรื่อง อาศรม ๔ มาพอสังเขป นิสิตเห็นด้วยกับหลักค า สอน ดังกล่าวหรือไม่ เพราะเหตุใด ๓. พระพุทธศาสนามีหลักความเชื่อที่ส าคัญ ๔ ประการได้แก่อะไรบ้าง ๔. จงอธิบายวิธีการน าหลักไตรสิกขาตามแนวทางของพระพุทธศาสนามาพัฒนา จิตใจมนุษย์ในสังคมปัจจุบันมาพอสังเขป ๕. จงยกตัวอย่างหลักค าสอนของศาสนาคริสต์มา ๓ ข้อ และนิสิตเห็นด้วยกับหลัก ค าสอนข้อใดมากที่สุด เพราะเหตุใด ๖. นิสิตมีความคิดเห็นอย่างไรกับการยึดถือคัมภีร์อัลกุรอานเป็นธรรมนูญสูงสุดใน การด าเนินชีวิตของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ๗. จงยกตัวอย่างหลักค าสอนที่สาคัญของศาสนาอิสลามมา ๒ ประเด็น พร้อมทั้ง แสดงความคิดเห็นว่านิสิตเห็นด้วยกับหลักค าสอนใด เพราะเหตุใด ๘. จงอธิบายค าสอนที่สาคัญของศาสนาซิกข์มา ๒ ประเด็น และท่านเห็นด้วยกับ หลักค าสอนใดมากที่สุด เพราะเหตุใด ๙. แนวคิดจิตวิทยาตะวันออกมีรากฐานมาจากอะไร และมีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๕ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, ความรู้ศาสนาเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, ๒๕๕๔. จินดา จันทร์แก้ว, ศาสนาปัจจุบัน, พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬา ลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๓๒. จ านงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล. บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย เล่ม ๑. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์, ๒๕๔๐. ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์, เอกสารการสอนชุดวิชาความเชื่อและศาสนาในสังคมไทย หน่วยที่ ๑๑. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๙. ทองหล่อ วงษ์ธรรม. ปรัชญาตะวันออก. กรุงเทพมหานคร : โอ. เอส. พรินติ้ง เฮ้าส์, ๒๕๔๑. ธรรมกาย, ศาสนศึกษา. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๐. พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์). พุทธวิธีการบริหารงาน (Buddha’s Administration Methods). ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, ๒๕๕๖. พระมหาสุภา ชิโนรโส. มองตะวันตกจากสายตาคนตะวันออก. กรุงเทพมหานคร: สุขภาพใจ, ๒๕๔๘. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต : พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๕. ฟื้น ดอกบัว. ศาสนาเปรียบเทียบ. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๔๙. ภัทรพร สิริกาญจน, ความรู้พื้นฐานทางศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖. มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย. สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก. กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๖ สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์ รวมสาส์น, ๒๕๔๑. เสริมสกุล โทณะวณิก. รวมนิทานพื้นบ้านไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๔๔. เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ, ๒๕๔๖. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. ค าบรรยายพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : หอรัตนชัยการพิมพ์, ๒๕๔๐. เสรี พงศ์พิศ, ศาสนาคริสต์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เอดิสัน, ๒๕๒๙. โสรีช์โพธิแก้ว. การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทบรรยาย (อัดส าเนา), ๒๕๕๐. เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐. ________. Personal growth and counseling group: A Buddhist perspective. คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทสัมภาษณ์(อัดส าเนา), ๒๕๔๗ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗. เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. มหาเทพองค์ส าคัญ. กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป์.,๒๕๕๐. วุฒิชัย อ่องนาวา. สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ การศึกษาความคิดเรื่อง มนุษย์ของพระองค์. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘. หลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล เล่มที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : อุษาการพิมพ์, ๒๕๔๖. อะหมัด อิบรอฮิม อบูซิน. การบริหารจัดการในอิสลาม. แปลโดย ฮาเร๊ะ เจ๊ะโด. สงขลา : ไอ คิวมีเดีย, ๒๕๕๓. อิมรอน บิยูซุฟ และ อลีย์ บิน อิบรอฮีม, คู่มือศาสนาอิสลาม, พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ออฟเซ็ท เพรส จากัด, ๒๕๔๖. (๒) งานวิจัย : สุภาพร ประดับสมุทร โสรีช์ โพธิแก้ว และ สุภางค์ จันทวานิช, การเกิดปัญญาใน กระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ : กรณีศึกษา, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Volume 9. 2010.–Proceedings of the East-West Psychological Science Research Center. (๓) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ค าสอนทางการของศาสนาคริสต์ นิกายโรมัน คาทอลิก (Catechism of the Catholic Church (CCC), ๑๙๙๔) ใน “บทที่ ๔ วิถีปฏิบัติของชาวคริสต์” คริสตชนปฏิบัติ ตนอย่างไร?” [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://franciswut02-4.blogspot.com/
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๗ 2008/11/4-catechism-of-catholic-church-ccc-1994.html. [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikisource.org/wiki/.[๗ เมษายน ๒๕๕๗]. ญิน - วิกิพีเดีย [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%. [๗ เมษายน ๒๕๕๗]. บทที่ ๓ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http// www.book.dou.us/ doku. php?id=df404.[๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ธนิษฐา แดนศิลป์. ห้องเรียนชีวิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.ranthong.com /smf/index.php?topic=8223.0;wap2 [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. เยาวลักษณ์ แสนดวงดี. หลักการศาสนา พราหมณ์ - ฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.aecnews.co.th/buddhism/read/51. [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. วิจักขณ์ พานิช. เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก บทสะท้อนว่าด้วย “จิตส านึกแบบ ปัจเจกบุคคล”, ในพุทธศาสนา บันทึกและเก็บความจากแรงบันดาลใจที่ได้จากงาน ของ John Welwood ที่ชื่อ "Toward a Psychology of Awakening : Buddhism, Psychotherapy, and the Path of Personal and Spiritual Transformation" [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.tilopahouse.com/ node/435.[๕ เมษายน ๒๕๕๗]. สุขภาพจิตสมบูรณ์ของครอบครัว. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.taqrib.info/thai/ index.php?option=com_content&view=article&id=83%3A1388-08-11- 21-21-26&catid=34%3A1388-07-04-07-30-30&Itemid=154. [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. สาระความจริงของชีวิตตามแนวศาสนาพราหมณ์-ฮินดู. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library2/chivit/11.html. [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ศาสนาซิกข์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา:http://www.group.wunjun.com/leavesofeden/ topic/136389-3307. [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. ศาสนาซิกข์ - เอเชียใต้ - กระทรวงการต่างประเทศ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. sameaf.mfa.go.th/th/country/south-asia/tips_detail.php?ID=2292.[๕ เมษายน ๒๕๕๗]. อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน. ศาสนาฮินดู. วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.crs.mahidol.ac.th/. [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๑๘ ๒. ภาษาอังกฤษ (๑) Books : Hopfe, Lewis M, Religions of the World. 6th Ed.; New York: Macmillan College Publishing, 1994. Lewis M. Hopfe, Mark R.Woodward, Religions of the World. New Jersey : Upper Saddle river, 2007 Warren Matthews, World Religions. USA: Wadsworth Cengage Learning, 2010. (II) Articles : Chairman, Board of Directors, Peter B. Norton, President Robert P. Gwinn (Author) The New Encyclopadia Britannica, 15th Edition (32 Volume Set). Hardcover – January 1, 1992.
บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา (Buddhist Psychology) วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความเป็นมาของพุทธจิตวิทยาได้ ๒. บอกความหมายของพุทธจิตวิทยาได้ ๓. บอกแนวคิดจิตวิทยาในพระไตรปิฎกได้ ๔. บอกประโยชน์ของพุทธจิตวิทยาได้ ๕. บอกพุทธจิตวิทยาการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าและอริยสงฆ์ได้ ๖. บอกคุณค่าของพุทธจิตวิทยาในการยกระดับจิตใจมนุษย์และการพัฒนาชีวิต และสังคมได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความเป็นมา ความหมายของพุทธจิตวิทยา แนวคิดจิตวิทยาในพระไตรปิฎก ประโยชน์ของพุทธจิตวิทยา พุทธจิตวิทยาการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ คุณค่าของพุทธจิตวิทยาในการยกระดับจิตใจมนุษย์และการพัฒนาชีวิตและ สังคม
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๐ ๔.๑ ความเป็นมา จากที่กล่าวมาแล้วใน บทที่ ๒ และบทที่ ๓ พบจุดแข็งจุดอ่อนของแนวคิดจิตวิทยา ตะวันตกและตะวันออกหลายประการ จนนํามาสู่การศึกษาพุทธจิตวิทยาในบทที่ ๔ นี้ ซึ่งผู้ เรียบเรียงขอสรุปสาระสําคัญเพื่อเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจเบื้องต้น ดังนี้คือ แนวคิด จิตวิทยาตะวันตกนั้นมีลักษณะของการศึกษาพฤติกรรมและจิตใจของมนุษย์แบบแยกส่วนกัน กล่าวคือ แต่ละกลุ่มแนวคิดมักมีความโน้มเอียงในการศึกษาเรื่องของจิตใจและพฤติกรรมมนุษย์ โดยมุ่งเฉพาะเจาะจงไปในทางใดทางหนึ่ง โดยละเลยการพิจารณาสาเหตุ หรือปัจจัยอื่นๆ อย่าง รอบด้าน ซึ่งการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการเช่นนี้ก็มีความน่าสนใจและมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย ในแง่ของการนําไปอธิบายหรือทําความเข้าใจจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ในประเด็น เฉพาะเรื่อง แต่ไม่อาจทําให้ผู้ศึกษาสามารถเข้าใจกระบวนการทางจิตใจและพฤติกรรมของ มนุษย์ได้อย่างชัดเจนเพียงพอ การศึกษาเรื่องจิตและพฤติกรรมตามแนวคิดจิตวิทยาตะวันตก ไม่ได้กล่าวถึงชาติหน้า ภพภูมิหรือการเวียนว่ายตายเกิด แต่จะมุ่งกล่าวถึงพฤติกรรมของจิต ที่แสดงออกมาเป็น บุคลิกภาพ อุปนิสัย ฯลฯ ไม่กล่าวถึงจิตโดยตรง และพยายามศึกษา สาเหตุแห่งอุปนิสัย บุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์และพึงประสงค์ว่า มีปัจจัยใดที่สามารถควบคุม หรือแก้ไขให้ได้ พฤติกรรม หรือบุคลิกภาพที่ประสงค์เป็นที่พึงพอใจนั้น จึงศึกษาทั้งเรื่อง สิ่งแวดล้อม สมอง ฯลฯ ซึ่งคิดว่า มีผลต่ออุปนิสัย พฤติกรรม ฯลฯ ของมนุษย์แต่พุทธศาสนา ไม่ได้เห็นจิตเป็นเพียงสมอง หรือกล้ามเนื้อหัวใจ จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้แต่มีอํานาจ สามารถควบคุม หรือพลิกผันชีวิตมนุษย์ได้๑ ดังนั้น แนวคิดจิตวิทยาตะวันออก จึงมาเติมเต็มโดยอธิบายธรรมชาติของมนุษย์ แบบองค์รวม อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของสภาวะทางจิตและพฤติกรรมของมนุษย์ให้ลึกซึ้ง และกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดจิตวิทยาของพระพุทธศาสนา ที่มีรากฐานมา จากหลักพุทธธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ด้วยความเพียรอย่างยิ่งยวดจนได้ค้นพบความจริง สูงสุดเกี่ยวกับกฎของธรรมชาติและความเป็นไปตามกฎของธรรมชาติซึ่งในแต่ละหลักธรรม คําสอนมุ่งอธิบายถึงกระบวนการต่างๆ ของชีวิตและจิตใจมนุษย์อย่างละเอียด โดยอธิบายถึง สาเหตุและวิธีการในการแก้ไขปัญหาสภาพจิตใจของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผู้ศึกษาสามารถ ประจักษ์ชัดถึงความเป็นจริงตามหลักพุทธธรรมได้ด้วยตนเอง ชีวิตในทางพุทธศาสนา ประกอบด้วยรูปขันธ์และนามขันธ์คือกาย และใจ (จิต) ธรรมะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้กว่า ๒,๖๐๐ ปีมาแล้วนั้น ล้วนเกี่ยวกับกาย และ จิตของมนุษย์การศึกษาพุทธจิตวิทยาคือศึกษาเกี่ยวกับจิตและความสําคัญของจิตที่มีต่อกาย ๑ ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล, จิตวิทยาแนวพุทธ : แนวทางเพื่อการเยียวยาและพัฒนาจิตใจมนุษย์, วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ เดือนตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๒, หน้า ๑๘๘-๒๐๗.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๑ ต่อการเป็นสิ่งมีชีวิต ในทางพุทธศาสนา จิตสําคัญกว่ากาย มีบทบาทมาก เพราะจิตเป็นต้น กําเนิดของการประพฤติดี–ชั่ว ทางกาย วาจา ความเศร้าหมองหรือผ่องใสของจิตมีผลต่อ สุขภาพกายและสุขภาพใจ จิตยังสามารถทําให้เราไปเกิดในที่ดี(สุคติ) หรือไม่ดี(ทุคติ) ได้อีก ด้วย๒ หลักธรรมของพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องราวของจิตวิทยาแทบทั้งสิ้น เพราะพระพุทธองค์ นั้นทรงสอนหลักธรรมเพื่อรักษาโรคจิต เพื่อให้เหล่าสาวกสามารถฝึกฝนจิต เพื่อให้บรรลุ ธรรมได้นั่นเอง ความที่พระพุทธศาสนาเน้นย้ําในเรื่องจิตนั้นก็มีปรากฏในพระพุทธพจน์ที่ว่า “โลกถูกจิตนําไป ถูกจิตผลักไสไป จิตเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่โลกทั้งหมด ตกอยู่ในอํานาจ” ๓ “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สําเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทําชั่วตามไปด้วย เหมือนล้อที่หมุนไปตามรอยโคที่ ลากเกวียน” ๔ “ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่าย อกุศลทั้งหมดมีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเกิดขึ้นที หลัง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายกุศล ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้นกุศลธรรมเกิดขึ้นทีหลัง” ๕ “ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจะเศร้าหมอง เพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์ ทั้งหลายจะบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว” ๖ “ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ําขุ่นมัวเป็นตม บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ บนฝั่ง ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง ฝูง ปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้างตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ํานั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ํา ขุ่น ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง จักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทําให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ คือ อุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วยจิตที่ขุ่นมัว ข้อนี้ ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตขุ่นมัว” ๗ คําว่า “จิต” เป็นสภาวะธรรมที่เป็นนามธรรม มีสภาพที่นึกคิด เป็นธรรมชาติที่รู้ อารมณ์๘ บางครั้งเรียกว่า “มโน” บ้าง หรือ “วิญญาณ” บ้าง แต่ก็ใช้ในความหมายเดียวกัน ๒ บทที่ ๑ บทน า–จิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา, หน้า ๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.e-book.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-1.pd. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๓ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๖๒/๗๓. ๔ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑/๒๓. ๕ องฺ.เอกก. (ไทย) ๓๒/๕๗-๕๘/๑๐๗. ๖ สํ.ข. (ไทย) ๒๗/๒๕๙/๓๔๓. ๗ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๖. ๘ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๒ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติที่เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณ บ้าง ขณะที่ดวงหนึ่งกําลังดับ ดวงใหม่กําลังเกิดขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยไปตลอดวันและคืน” ๙ หลักธรรมคําสอนในทางพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นดูจะมีหลักต่างๆ มากมายจนอาจจะมีหลายคนรู้สึกว่ายากที่จะเข้าใจและนําไปปฏิบัติได้ ดังที่ท่านพุทธทาส ภิกขุ๑๐ กล่าวว่า “เรื่องที่ตรัสรู้และรู้นั้นมาก เท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่เรื่องจําเป็นที่ควรรู้ควร นํามาสอนและนํามาปฏิบัตินั้นเท่ากับใบไม้กํามือเดียว” นั่นก็คือ โดยเนื้อแท้แล้วใจความ สําคัญทั้งหมดของพุทธธรรมนั้นมีหลักสําคัญอยู่ที่การมุ่งพิจารณาถึงสาเหตุของทุกข์และ วิถีทางในการดับทุกข์ และใจความสําคัญนั้นก็เป็นหลักที่มีเหตุผลที่ทุกคนสามารถขัดเกลา ตนเองให้เห็นแจ้งได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพุทธศาสนาเน้นศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปัญหาภายใน จิตใจของมนุษย์ทุกคนที่ยังไม่ไร้ทุกข์ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ๑๑ เรียกปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ ว่าโรคทางวิญญาณ (Spiritual Disease) อันเป็นโรคที่เกิดจากการเห็นผิด ซึ่งการเห็นผิดเป็น เหตุให้คิดผิด พูดผิดและทําผิด แล้วก็เกิดโรคตรงที่คิดผิด พูดผิด ทําผิดซึ่งโรคทางวิญญาณนี้ เป็นโรคที่เป็นกันทุกคน ต่างจากโรคทางกาย (Physical Disease) และโรคทางจิต (Mental Disease) ที่เป็นเฉพาะในบางคน และในบางเวลา และโดยเหตุที่คนทุกคนเป็นโรคทาง วิญญาณ ทุกคนจึงต้องรักษาเยียวยาในทางวิญญาณโดยใช้ธรรมะหรือพุทธศาสนากํามือเดียว ที่จะต้องเข้าถึงให้ได้ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนําแก่นธรรมที่เกี่ยวข้องมาอธิบายและ พัฒนาจิตใจของมนุษย์ในรูปแบบของจิตวิทยาแนวพุทธ หรือพุทธจิตวิทยานั่นเอง ๔.๒ ความหมายของจิตวิทยาแนวพุทธ หรือ พุทธจิตวิทยา พุทธจิตวิทยา มาจากคําว่า พุทธ+จิต+วิทยา พุทธ(Buddhist) แปลว่า รู้ตื่น คือ รู้ตามหลักแห่งพุทธธรรม ได้แก่ รู้ในแก่นแท้ของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่ ซึ่งเน้นการใช้ สติปัญญาในการแก้ทุกข์หรือปัญหา ตั้งแต่ขั้นต่ํา กลาง และขั้นสูงสุด โดยมีผู้รู้หรือนักวิชาการ ได้ให้ความหมายของจิตวิทยาแนวพุทธ หรือพุทธจิตวิทยา(Buddhist Psychology) เอาไว้หลายท่าน ดังนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑๒ พุทธจิตวิทยา คือความเข้าใจ เบื้องต้นในหลักความเป็นจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ ได้แก่ ชีวิตและความเป็นไปของชีวิต ระบบพัฒนามนุษย์ด้วยไตรสิกขา สาระสําคัญของพุทธจริยาใน เรื่องจิตและกรรม ศึกษาหลัก ๙ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๓๑/๑๑๕. ๑๐ พุทธทาสภิกขุ, แก่นพุทธศาสน์, (กรุงเทพมหานคร: อรุณวิทยา, ๒๕๒๙), หน้า ๕. ๑๑ พุทธทาสภิกขุ, แก่นพุทธศาสน์, หน้า ๙-๑๐. ๑๒ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต (พุทธจิตวิทยา), (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), คําอธิบายรายวิชา.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๓ ปฏิบัติธรรมเพื่อการดํารงชีวิตที่เป็นสุขและสงบเย็น ฝึกพัฒนาตนเองตามแนวพุทธธรรม เน้นการเรียนรู้ปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันเพื่อให้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติคือปฏิเวธ ภานุวังโส๑๓ กล่าวว่า พุทธจิตวิทยา คือ การศึกษาวิเคราะห์จิตซึ่งมีความสัมพันธ์ กับปัญหา คือทุกข์ เพื่อให้เข้าใจสภาพที่แท้จริงของชีวิต เข้าถึงสาเหตุของปัญหา เข้าใจถึง เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต รู้วิธีการและรู้วิธีปฏิบัติเพื่อเผชิญปัญหา ไม่ถูกบีบคั้นโดยปัญหา ไม่ ทําให้เกิดความหดหู่ ท้อแท้ แต่กระตุ้นให้สู้และเผชิญกับปัญหาคือทุกข์ อย่างองอาจและทรนง ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์๑๔ กล่าวว่า จิตวิทยาแนวพุทธ คือการนําศาสตร์ที่ศึกษา ถึงจิตใจ และกระบวนการทางจิตใจคือจิตวิทยา มาอธิบายกระบวนการการเกิดทุกข์และ การพ้นทุกข์อันเป็นสาระสําคัญของพุทธศาสนานั่นเอง ศรีสารภี๑๕ กล่าวว่า พุทธจิตวิทยา(Buddhist Psychology) หมายถึง การศึกษา วิเคราะห์จิตที่สัมพันธ์กันกับทุกข์(ปัญหา) อันเป็นสภาพที่แท้จริงของชีวิต เข้าใจสาเหตุของ ทุกข์(ปัญหา) เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคือนิโรธ(ความดับทุกข์ ดับปัญหา) รู้วิธีการ ปฏิบัติเพื่อเผชิญปัญหา โดยไม่ถูกบีบคั้นจากทุกข์(ปัญหา) ไม่เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง ให้สู้ และเผชิญกับทุกข์(ปัญหา) อย่างมั่นคงตามหลักพุทธ ความแตกต่างระหว่างจิตวิทยาแนวพุทธ จิตวิทยาทั่วไป และพุทธศาสนา มีดังนี้ จิตวิทยาทั่วไป หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และ สังเกตเห็นได้โดยทางอ้อม ตลอดจนการศึกษากระบวนการทํางานของจิตเพื่อการปรับตัวใน สถานการณ์ต่างๆแต่ไม่ได้มีเป้าหมายให้พ้นทุกข์อย่างถาวร ซึ่งเป็นส่วนสําคัญของจิตวิทยาแนวพุทธ พุทธศาสนา รวมความถึงคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างขวาง ทั้งยังรวมไปถึงความเชื่อถือ และการประพฤติปฏิบัติของชาวพุทธด้วย ขณะที่จิตวิทยาแนวพุทธ จะนําบางส่วนของพุทธศาสนา โดยเฉพาะส่วนแก่นกลางที่กล่าวถึงความทุกข์ทางใจ กระบวนการเกิดและดับของความทุกข์ทางใจ โดยอาศัยคําอธิบายของกระบวนการทางจิตใจ ที่ใช้กันอยู่ในจิตวิทยามาประยุกต์เพื่อให้เกิดความเข้าใจสําหรับคนในยุคปัจจุบันที่คุ้นเคยกับ จิตวิทยา๑๖ โดยสรุปได้ดังตารางด้านล่างนี้ ๑๓ ภาณุวังโส และ มิน ชอง ซิน, เกินกว่าฟรอยด์จะจินตนาการ, (กรุงเทพมหานคร : เคล็ด ไทย, ๒๕๔๙) หน้า ๔๓–๔๔. ๑๔ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, คู่มือการพัฒนาตนเองแนวพุทธส าหรับผู้ให้การปรึกษา, ฉบับที่ ๒, (นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต), หน้า ๑-๙. ๑๕ ศรีสารภี, พุทธจิตวิทยา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/ 55196/6. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๑๖ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, จิตวิทยาแนวพุทธ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : www.dmh.go.th/ news/view.asp?id=1159. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๔ จิตวิทยา จิตวิทยาแนวพุทธ ทุกข์ ทุกข์ทางใจจากสาเหตุต่างๆ ทุกข์ทางใจ เช่นเดียวกับจิตวิทยา แต่จัด ความสุขทางโลกว่าเป็นความทุกข์ด้วย สาเหตุ ทั้งเหตุภายนอกและภายใน แต่สรุปรวมที่ความคิดทางลบ และความรู้สึกเครียดในจิตใจ ความคิดที่ปรุงแต่งด้วยความโลภ โกรธ หลง จนกลายเป็นความทะยานอยาก การแก้ไข แก้เฉพาะทุกข์ทางใจ โดยเน้น การผ่อนคลายความรู้สึก การ คิดทางบวกและอื่นๆ ให้หลุดจากทั้งทุกข์และสุขทางโลกโดย เน้นสมาธิให้เกิดความสงบสุขและการ เจริญสติให้เกิดการปล่อยวาง ตารางที่ ๔ : เปรียบเทียบจิตวิทยาและจิตวิทยาแนวพุทธ๑๗ พระพุทธศาสนาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ทําได้ถึงระดับรากฐานของจิตสํานึก จะเป็นไปได้ เมื่อคนๆนั้นเข้าถึงความสุขภายใน (ความสุขยั่งยืน) โดยผ่านการฝึกใจอย่าง ต่อเนื่องในเรื่องการสร้างความตั้งใจ ความสมดุลย์ทางอารมณ์ และสติ เพราะการฝึกใจใน เรื่องดังกล่าว จะทําให้คนเราเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ที่คนเรารับทราบได้โดยระบบประสาทสัมผัสกับความเป็นจริงที่เกิดจากการปรุงแต่งของ ความเห็นที่เราสร้างขึ้นให้กับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ผลของการฝึกใจ ทําให้คนเรามองเห็นสิ่ง ต่างๆ ตามที่ประสาทสัมผัสได้รับ รวมถึงการรับทราบทางใจด้วย ซึ่งเป็นการรับรู้ที่ใกล้เคียง กับความเป็นจริงตามธรรมชาติ โดยปราศจากความคิดที่ปรุงแต่งบิดเบือนที่คนเรามักจะมี ต่อสิ่งต่างๆ โดยเป็นนิสัย โดยคิดว่านั่นคือความจริง๑๘ สรุปจิตวิทยาและพระพุทธศาสนามีเป้าหมายร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ทั้งสองศาสตร์ ต้องการเข้าใจในเรื่องของทุกข์และวิธีการปฏิบัติเพื่อลดระดับความทุกข์ให้ได้อย่าง แท้จริง อย่างไรก็ตามศาสตร์ทั้งสองก็มีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่แตกต่าง กันอย่างมาก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีสะพานเชื่อมความแตกต่างนั้นเข้าด้วยกันได้กล่าวคือ หากเปรียบจิตวิทยาเป็นวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆ ในการสร้างตึก พระพุทธศาสนาคือ กลยุทธ์เคล็ดลับของสูตรการผสมผสานให้ปูน อิฐ หิน ดินทรายเชื่อมต่อและคงอยู่ในสัดส่วน ๑๗ ที่มา :ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์.จิตวิทยาแนวพุทธ. [ออนไลน์].แหล่งที่มา : www.dmh.go.th /news/view.asp?id=1159. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๑๘ ดร. ริชาร์ด เจ เดวิดสัน. จิตวิทยาและพระพุทธศาสนาในสังคมปัจจุบัน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.helium.com/items/551900-psychology-and-buddhism-in-todayssociety.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๕ และตําแหน่งที่เหมาะสมต่อความแข็งแรงมั่นคงของตึกภายใต้ข้อจํากัดของสภาพแวดล้อม และกาลเวลา เมื่อกล่าวถึงจิตวิทยาแนวพุทธจะเป็นคําที่นิยมใช้ในหมู่นักวิชาการตะวันตก หรือนักวิชาการไทยในสมัยปัจจุบัน ซึ่งมีขอบเขตการศึกษากระบวนการทางจิตและพฤติกรรม ของมนุษย์ตามโครงสร้างตะวันตกแต่เน้นการนําหลักพุทธธรรมของพระพุทธศาสนามาเป็น กรอบอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งผู้เรียบเรียงขออุปมาจิตวิทยาแนวพุทธเป็นขนมชั้นหรือ วุ้นกะทิที่ยังแบ่งความรู้เป็นสัดเป็นส่วนที่เฉพาะเจาะจง แต่เมื่อพูดถึงพุทธจิตวิทยาซึ่งเป็นคํา ที่นักการศึกษาและนักปราชญ์ทางศาสนาหลายท่านนิยมใช้ ทําให้อุปมาดั่งขนมเปียกปูนหรือ ขนมดอกดินที่มีขอบเขตอธิบายปรากฎการณ์กระบวนการทางจิตและพฤติกรรมของมนุษย์ที่ แสดงให้เห็นความเป็นองค์รวมของความรู้และเป็นการบูรณาการในเชิงสังเคราะห์ที่โครงร่าง และเนื้อเรื่องเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ทั้งนี้ในเอกสารฉบับนี้จะมีการใช้คํานิยามทั้งจิตวิทยาแนว พุทธและพุทธจิตวิทยาด้วยมีความประสงค์ที่จะเป็นสะพานเชื่อมประสานจิตวิทยาและ พระพุทธศาสนาให้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้เกิดความกระจ่างและสว่างแจ้ง แห่งจิตใจในชีวิต และความเป็นไปของโลกนั่นเอง ๔.๓ แนวคิดจิตวิทยาในพระไตรปิฎก พระธรรมปิฎก๑๙ เห็นว่าสาเหตุที่จิตวิทยากับพระพุทธศาสนามาบรรจบกัน กลายเป็นจิตวิทยาแนวพุทธ (Buddhist Psychology) อันเป็นแนวคิดที่นําแก่นคําสอนของ พุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องทุกข์และวิถีทางในการเข้าถึงความดับทุกข์ มาประยุกต์ใช้ใน กระบวนการทางจิตวิทยานั้น เป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพชีวิตและสังคม พร้อมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตและสังคมมนุษย์ในยุคพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญ ในยุคอุตสาหกรรมนั้นได้ทําให้คนมีความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุมากขึ้น แต่ปรากฏว่าชีวิตของ มนุษย์ที่พรั่งพร้อมด้วยวัตถุกลับทําให้มีปัญหามากขึ้นในด้านจิตใจ เช่น ความเครียด ความ วิตกกังวล ความรู้สึกแปลกแยก ความว้าเหว่เดียวดาย ความรู้สึกว่างเปล่า ไร้ความหมาย มี ความกดดันและบีบคั้น ซึ่งในทางพุทธศาสนารวมเรียกว่า “ทุกข์” ความเป็นไปเช่นนี้เป็นจุด หนึ่งที่มากระตุ้นให้วงการจิตวิทยาขยายความสนใจจากความเจ็บป่วยทางจิตของคนไข้ใน คลินิก ออกมาสู่ปัญหาจิตใจของคนทั่วไป หรือที่เรียกว่าขยายความสนใจจากบุคคลที่ป่วย (Sick Person) มาสู่คนที่เรียกกันว่าเป็นคนปกติ(Social Normal Person) นอกจากนี้ ในการมองปัญหาของมนุษย์ พระพุทธศาสนาไม่ได้มองแบบแยกส่วน แต่มองเรื่องจิตใจ ของมนุษย์และปัญหาในจิตใจของมนุษย์นั้นว่าสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดคือการ ดําเนินชีวิตทุกด้านและพฤติกรรมทุกอย่าง ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงมองจิตวิทยาในแง่ของ ๑๙ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙), หน้า ๒๔-๒๕.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๖ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนามนุษย์จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นมีระบบจิตวิทยาที่มี ความสมบูรณ์ในตัวเอง๒๐ การศึกษาวิเคราะห์พุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎก๒๑ พบว่า รูปแบบของแนวคิด เชิงจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา ได้มาจากความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์มีความขัดแย้งในใจที่ทํา ให้ส่งผลออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมที่ไม่เป็นสุข ด้วยความปรารถนาที่ขัดกับกฎ ความจริงของธรรมชาติคือ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา (กฎไตรลักษณ์) ถ้าความทุกข์ในใจนี้ ไม่สามารถทําความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถพบกับความสงบสุขในชีวิต ซึ่งมนุษย์ทุกคน ต่างปรารถนาที่จะได้ความสุข หนทางที่จะพบความสงบสุขได้จึงต้องหันกลับมาตรวจสอบ ปัญหาในใจเพื่อทําให้เกิดปัญญาที่จะนําไปสู่ความสุขที่แท้จริง ดังนั้น แนวคิดพุทธจิตวิทยาจึง มีกรอบสําคัญของกระบวนการทางจิตคือ ๑) ข้อมูลจากภายนอก การรับรู้จากประสาทสัมผัส คือ อายตนะภายในและ ภายนอกทั้งหมด ๒) ข้อมูลจากภายใน หรือ อารมณ์การคิด การจํา และความรู้สึกตัว คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๓) การเรียนรู้คือ ระเบียบของความสัมพันธ์ตามเหตุ-ปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท ๔) การมีอิสระทางจิต หรือ ชีวิตที่ดีคือหนทางนําความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือ สัมมาทิฏฐิและปัญญา เพื่อนําไปสู่นิพพาน ส่วนมโนทัศน์รอง เรื่อง สติปัญญา และ บุคลิกภาพนั้นเป็นมโนทัศน์ที่ซับซ้อน และเจือไปด้วยความเป็นตัวตน จึงไม่ควรนํามาศึกษา เป็นมโนทัศน์หลัก เพราะมโนทัศน์หลักต้องการนําออกจากความซับซ้อนของระบบความคิด มนุษย์เพื่อประจักษ์แจ้งกับรูปแบบที่ธรรมดาของความไม่มีตัวตน การศึกษาแนวคิดเชิงจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา จึงต้องใช้วิธีการ ๓ แบบ คือ:- ๑) ความรู้ระดับประสาทสัมผัส หรือ ทิฏฐิซึ่งสามารถทดสอบหาความรู้ได้ด้วยวิธี อุปนัย ๒) ความรู้ระดับประสบการณ์จิต หรือญาณ ซึ่งเป็นความรู้เชิงเหตุผล ระดับ วิชาการของศาสตร์ต่างๆ ในโลกการศึกษาจึงใช้หลักตรรกศาสตร์นิรนัย การวิจัยเชิงคุณภาพ อรรถปริวรรตศาสตร์หรือการตีความ ๓) ความรู้ระดับเหนือประสบการณ์หรือ โพธิญาณ เป็นความรู้ที่จะประจักษ์ชัด ด้วยตนเอง ฉะนั้น การตรวจสอบจึงต้องมาจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาเท่านั้น ๒๐ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา, หน้า ๑๒. ๒๑ พระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล, ''การศึกษาวิเคราะห์พุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎก”, ใน วารสารวิจัยพุทธศาสตร์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๕๗), หน้า ๓๘- ๔๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๗ แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยานั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตและกระบวนการทํางาน ของจิตที่พระพุทธศาสนาถือว่า จิตนั้นมีพลังในการควบคุมกาย แต่ถึงอย่างนั้นจิตก็ไม่ได้เป็น เอกเทศจากกายเพราะจิตกับกายจะต้องทํางานแบบอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ในแง่อภิธรรม จิตมนุษย์หรือสัตว์มีความละเอียดอ่อนสามารถจําแนกประเภทได้อย่างหลากหลาย เมื่อนํา แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยามาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่องจิตวิทยาตะวันตกก็จะ พบว่า จิตวิทยาตะวันตกศึกษาจิตและกระบวนการทํางานของจิตในแง่ของพฤติกรรม ภายนอกด้วยการพิสูจน์ทดลองโดยหลักวิทยาศาสตร์ แต่พุทธจิตวิทยานั้นศึกษาจิตและ กระบวนการทํางานของจิตในแง่ของการปฏิบัติเพื่อฝึกฝนจิตด้วยการปฏิบัติธรรมทั้งในด้าน สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมุ่งทําให้จิตมีศักยภาพที่จะสามารถเอาชนะ หรือควบคุม กิเลสได้ เมื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎกแล้วจะพบว่า แนวคิดเรื่องจิต ในทางพระพุทธศาสนานั้น สามารถที่จะนําไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและสังคมได้ หลายประการ ทั้งในเรื่องของการเรียนรู้ การเรียนการสอน การพัฒนาตนเอง และการแก้ไข ปัญหาเรื่องทุกข์ด้วยการให้คําปรึกษาเชิงพุทธ ซึ่งเป็นภาวะการที่พระพุทธเจ้านําไปใช้ได้ผล มาแล้ว๒๒ ทุกๆ พระองค์ การนําแนวคิดจิตวิทยาแนวพุทธไปใช้ในกระบวนการทางจิตวิทยายังคงมีอยู่ ไม่มากนัก อันอาจเนื่องมาจากจํานวนนักจิตวิทยาหรือผู้ที่อยู่ในสายงานด้านสุขภาพจิต ที่ให้ความสนใจศึกษาและนําแนวคิดดังกล่าวไปใช้ยังมีอยู่ในวงจํากัด เหมือนดังที่ เด ซิลวา (De Silva) ได้กล่าวไว้ว่า “ถึงแม้ว่าหลักพุทธธรรมจะมีคุณค่ามากสําหรับการศึกษาทางด้าน จิตใจ แต่ดูเหมือนว่า สิ่งที่มีคุณค่านี้จะยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร”แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้มีนักจิตวิทยาตะวันตก ที่ได้ทําการศึกษาจิตวิทยาแนวพุทธกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่มีความรู้ด้านจิตวิทยาดีแค่ไหน หากได้อ่านพุทธธรรมจะต้องเห็นความจริง ที่ว่าพุทธธรรมได้ให้ความรู้เกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ พร้อมทั้งมีคําอธิบาย และการวิเคราะห์ เกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ไว้อย่างละเอียดมากกว่าวรรณกรรมใดๆ” ๒๓ ๔.๓.๑ แก่นธรรมที่ส าคัญของจิตวิทยาแนวพุทธ รากฐานของพุทธจิตวิทยาคือสิ่งที่เป็นเค้ามูล หรือเป็นหลักของพุทธจิตวิทยา ได้แก่ ธรรมที่มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว และพระพุทธองค์ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้ทรงค้นพบแล้ว นํามาเผยแพร่ให้เหล่าผู้สนใจได้ศึกษานั่นเอง ซึ่งรากฐานของจิตวิทยาพระพุทธศาสนานั้น วารีญา ภวภูตานนท์ณ มหาสารคาม ได้รวบรวมและกล่าวไว้ว่า สมเด็จพระบรมศาสดาทรง ๒๒ พระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล ''การศึกษาวิเคราะห์พุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎก'' ใน วารสารวิจัยพุทธศาสตร์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๕๗), หน้า ๓๓. ๒๓ De Silva, Padmasiri, An Introduction to Buddhist Psychology, 4th ed, (Basingstoke : Palgrave Macmillan, 2005) : 1
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๘ ตรัสไว้ว่า “ปราศจากปัญญาก็ย่อมไม่มีฌาน ปราศจากฌานก็ย่อมไม่มีปัญญา ผู้ใดมีทั้งปัญญา และฌานย่อมอยู่ใกล้พระนิพพาน” พุทธวจนะข้อนี้ระบุชัดทีเดียวว่า การแสวงหาปัญญาพึง กระทําก่อนการปฏิบัติใดๆ เพื่อทําใจตามแนวทางของพุทธศาสนา ทั้งนี้แม้ว่าศีล, สมาธิ, ปัญญา สามประการนี้จะเป็นอุปกรณ์ของซึ่งกันและกันก็ตาม และปัญญาในที่นี้คือ การศึกษา คําสอนว่า จิตของพระพุทธศาสนา หรือเรียกว่า จิตวิทยาของพุทธศาสนานั่นเอง หลักธรรมที่ เป็นรากฐานของจิตวิทยา คือ ๑) ธรรมนิยาม ๓ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๒) ปรมัตถ ธรรม ๔ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ๓) หลักบัญญัติธรรม ได้แก่ สังขตธรรม และอสังขต ธรรม ๔) ปฏิจจสมุปปบาท ๑๒ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติชรามรณะ ๒๔ และ ๕) ไตรลักษณ์ ใจความละเอียด มีดังนี้ ๑) ธัมมนิยาม คือ กฏธรรมชาติที่มีความเป็นสากลที่ครอบงํารูป (ร่างกาย) และ นาม (จิตใจ) ให้มีสภาพเป็นไปตามกฎของธรรมชาตินั้น ได้แก่ สามัญลักษณะหรือ ไตรลักษณ์ และกฏวิเสสลักษณะ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๑) สามัญลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นไปเหมือนๆ กันของสิ่งทั้งหลายที่ย่อมมีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่หรือดํารงสภาพหนึ่งอยู่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็แปรเปลี่ยนไปหรือสลายไป ตามกาลเวลาภายใต้ลักษณะสากล ๓ ประการ เรียกว่า “ไตรลักษณะ” คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ซึ่งทุกชีวิตที่มีร่างกาย และจิตใจต่างก็ตกอยู่ในกฏธรรมชาติ นี้ส่วนนิพพานมีลักษณะเดียว คือ อนัตตลักษณะ (๒) วิเสสลักษณะ หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวที่ทําให้สังขตธรรมนั้นมีเอกลักษณ์ที่ ปรากฎและกิจกรรมที่แสดงออกเป็นลักษณะของสิ่งนั้นเอง ประกอบด้วย ลักษณะ หมายถึง ลักษณะประจําตัวหรือธรรมชาติของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น อวัยวะส่วนที่เรียกว่า ลิ้นก็มีลักษณะ ประจําตัวแบบหนึ่ง จิตก็เช่นกันมีลักษณะอาการที่แสดงออกแตกต่างกันส่วนที่เป็นกายภาพ ของชีวิต ลักษณะเฉพาะตัวที่เรียกว่า รสะ คือ หน้าที่หรือกิจการของสิ่งหนึ่งที่ดําเนินไปตาม ลักษณะเฉพาะตัวของสิ่งนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ กิจรส (Functional property) หมายถึง กิจกรรมที่เป็นกิริยาล้วนๆ ที่ทําให้สิ่งนั้นเคลื่อนหรือดํารงอยู่ตามลักษณะเฉพาะตัว อันนั้น เช่น หูมีกิจกรรมในการกระทบเสียงทําให้เกิดกิริยาอาการได้ยิน จมูกกระทบกลิ่นทํา ให้เกิดการได้กลิ่น วิเสสลักษณะที่ คือ ปัจจุปัฎฐาน (Reappearance as phenomenon and as effect) คือ อาการที่ปรากฎของสังขตธรรมนั้นที่เกิดจากการดําเนินกิจกรรมตาม หน้าที่หรืออาการที่ปรากฎเป็นผลจากกิจกรรมอาการทํางานที่กล่าวมา เช่น อารมณ์เป็นผล มาจากการทํางานของอายตนะทั้ง ๖ จนเกิดการคิด ความจํา ที่เป็นปรากฎการณ์ทางจิต (Mental phenomena) เป็นต้น วิเสสลักษณะต่อมาคือ ปทัฎฐาน (Proximate property) ๒๔ วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, จิตวิทยาพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: ชีวาภิวัฒน์, ๒๕๔๔), หน้า ๒๕-๓๗.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๒๙ คือเหตุใกล้ที่ให้เกิดการประชุมพร้อมกันของเหตุปัจจัยที่เหมาะสมจนเกิดสิ่งนั้นขึ้น เช่น ความ ร้อน ความอบอุ่น ความเย็น อันเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลความเป็นอยู่ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ สิ่งมีชีวิตเมื่อตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมก็ย่อมมีการขยายพันธุ์สืบทอดวัฏจักร ของชีวิตขึ้นตามกระบวนการทางธรรมชาติของมัน การที่สิ่งต่างๆ มีกิจกรรมหรือพฤติกรรม ซ้ําแล้วซ้ําเล่าก็ยังผลให้มีสภาพต่างๆ ที่เป็นผลจากอาการกระทํานั้นทําให้มีกระบวนการชีวิต ต่อเนื่องกันไปตามกระแสของการกระทํา จะขอยกตัวอย่างของจิตซึ่งค่อนข้างจะสังเกตได้ยาก เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาจิตวิทยาพุทธศาสนาไว้ในเบื้องต้นว่า จิตเกิดจากเหตุใกล้ได้แก่ วัตถุอายตนะ และมนสิการ (mind concentration, attention) การกระทบกันของเหตุ ใกล้ทั้งสามนี้ทําให้เกิดอาการทํางานและการปรากฏของจิต หรือวิญญาณที่มีความเป็นไป ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ๒) ปรมัตถธรรม ๔ พระอภิธรรมกล่าวถึงธรรมะ ๒ ประการ คือ ปรมัตถธรรม และบัญญัติธรรม ปรมัตถธรรม คือ หลักความจริงที่ไม่มีการผันแปรเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่สิ่งที่ สมมติขึ้นหรือ ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกขานไปตามความนิยมเฉพาะหมู่เหล่า แต่เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ แล้ว เช่นนั้น ปรมัตถธรรมมี ๔ ประการคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน อันเป็นเนื้อหาสารัตถะ สําคัญของจิตวิทยาพุทธศาสนา จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์เจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบจิต รูปคือธรรมชาติที่ตั้งอยู่ไม่ได้นานต้องแตกสลายไป และนิพพานคือธรรมชาติที่สิ้นทุกข์แล้ว ปรมัตถธรรมจึงเป็นการให้ความกระจ่าง โดยการวิเคราห์ให้ผู้ที่ศึกษาเท่าทันและหยั่งรู้ความ เป็นจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ทั้งในเรื่องชีวิตภายใน (จิตและเจตสิก) และภาวะภายนอกที่ แสดงออกให้เห็นทางร่างกาย (รูป) ตลอดจนสภาวะแห่งการสิ้นทุกข์ (นิพพาน) ที่มนุษย์อาจ บรรลุได้ถ้าหากมีจิตบริสุทธิ์ดังนั้น การศึกษาเรื่องจิตและกายจึงเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดของ มนุษย์เป็นที่น่าสังเกตว่า พุทธศาสนาให้ความสําคัญแก่จิตมาก เพราะจิตมีบทบาทสําคัญต่อ วิถีชีวิตของมนุษย์เมื่อมีการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก การกระทําต่างๆ ของ มนุษย์เป็นผลสะท้อนของการกระทํางานร่วมกันระหว่างจิตและร่างกาย หากมองในแง่กฏ แห่งกรรมแล้ว อาจกล่าวได้ว่า จิตมีบทบาทในการสืบต่อวัฏจักรแห่งกรรมหรือพฤติกรรมของ มนุษย์มากที่สุด เพราะเป็นหน่วยชีวิตที่เป็นฝ่ายสามารถกําหนดวัตถุประสงค์ประเภทของการ กระทําของมนุษย์เรา ด้วยเหตุนี้เอง ปรมัตถธรรมจึงเป็นความรู้เรื่องธรรมชาติของจิตที่ช่วยให้ เราเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ดีขึ้น เนื่องจากจิตมีปัญญาเป็นส่วนประกอบที่สําคัญยิ่งที่ สามารถพัฒนาพร้อมกับจิตจนสามารถนําชีวิตไปสู่ภาวะที่ดีและการพ้นทุกข์ตามแนว อริยมรรคได้ดังนั้น ความรู้ดังกล่าวย่อมนําไปสู่การรู้แจ้งเรื่องนิพพานด้วย ๓) หลักบัญญัติธรรม จิตวิทยาพุทธศาสนามีหลักคําสอนเชิงปรัชญาจิตวิทยาที่ ลึกซึ้ง เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของวิทยาการชั้นสูงในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจอย่าง ยิ่งที่ผู้ศึกษาจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจในภาษาพุทธศาสนาพร้อมๆ ไปกับการศึกษาธรรม
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๐ บัญญัติธรรม คือ หลักในการกําหนดสัญลักษณ์สื่อความหมาย เพื่อใช้ชี้เฉพาะถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่สอดคล้องกัน หรือเพื่อให้คําจํากัดความอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามลักษณะของสิ่งนั้นๆ อาจจะใช้ในรูปของคําที่เป็นชื่อเฉพาะ สัญลักษณ์แบบต่างๆ หรือคํา จํากัดความคิดที่แตกต่างจากสังกัป (concept) ของคําว่า “พระเจ้า” หรือชื่อเรียกของ “จิต” ในภาวะการทํางานที่แตกต่างกันออกไป พระพุทธองค์ก็ทรงเลือกใช้คําที่แสดงให้ทราบถึง ความแตกต่างนั้นอย่างชัดเจน ในการบัญญัติชื่อเรียกสามารถกระทําได้ทั้งในหมู่สิ่งที่เป็น รูปธรรม คือเป็นสิ่งที่มีรูปร่างทางวัตถุ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม อันเป็นสิ่งที่มีอาการ หรือ ปรากฎการณ์สําแดงออกพอสังเกตหรือศึกษาได้แต่ไม่มีรูปกายทางวัตถุที่จะนํามาสัมผัส แยกแยะจับต้องได้ด้วยอายตนะภายนอก ผู้ที่จะหยั่งรู้ความจริงได้จึงจําเป็นต้องทําความ เข้าใจให้ถูกต้องถึงความแตกต่างและความไม่ใช่สิ่งแท้จริงของชื่อเรียกที่เป็นบัญญัติธรรมกับ รูปธรรมหรือนามธรรมนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นเพียงสัญญลักษณ์สื่อ ความหมายที่มนุษย์เรานํามาใช้ว่าเป็น “ตัวตน” ของรูปและนามนั้น หรือแม้แต่สิ่งที่เป็น บัญญัติธรรมเองก็เป็นเพียงสิ่งที่เป็น อสภาวะ ไม่มีสภาวะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสมมติขึ้น ตั้งขึ้น เพื่อการสื่อภาษาให้เข้าใจกัน ซึ่งวิธีการบัญญัติชื่อทั้งในรูปคํา สัญลักษณ์ และสังกัป มีหลักกว้างๆ คือ ถ้าเราสังเกตสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราและสภาวะธรรมชาติแล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมนั้นแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ (๑) สังขตธรรม หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากหลายสิ่งมาเป็นองค์ประกอบ (compounded thing) เช่น ชีวิตของเรามีโครงสร้างเป็นองค์ประกอบทั้งรูปร่างกายและ จิตใจ ที่เจริญอยู่ได้ก็ต้องอาศัยอาหารเกลือแร่จากธรรมชาติหลายชนิดมาบํารุงหล่อเลี้ยง (๒) อสังขตธรรม หมายถึง สิ่งหรือสภาวะที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจากหลายสิ่งมาเป็น องค์ประกอบ จึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาล (time) และเทศะ (space) ซึ่งมีเพียงสิ่งเดียวที่กล่าว ได้ในพุทธศาสนาเท่านั้น คือ นิพพาน บัญญัติธรรม มีบทบาทสําคัญต่อการรับรู้และการหยั่งรู้ความเป็นไปเกี่ยวกับโลก และชีวิตที่เกี่ยวข้องแวดล้อมมนุษย์อยู่ การที่เรามีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ เป็นปรมัตถธรรมกับสิ่งที่เป็นบัญญัติธรรม ทั้งในฝ่ายที่ปรากฏเป็นรูปวัตถุ (รูปขันธ์) และ นามธรรม (นามขันธ์) ย่อมทําให้เราสามารถวิเคราะห์ถึงความเป็นจริงของโลกและชีวิตได้ และไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสมมติขึ้น หรือ บัญญัติขึ้นเป็นเพียงชื่อเรียก สิ่งเหล่านี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง และเกิดคําหรือสัญลักษณ์ขึ้น ใช้ใหม่อยู่เรื่อยๆ ตามกาลสมัยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ นอกจากนี้ความเข้าใจในเรื่องบัญญัติธรรม ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาหลักคํา สอนทางพุทธศาสนา เพราะหลักการบัญญัติธรรมนี้คือ วิธีการในการอธิบายจําแนก และ วิเคราะห์ธรรมที่ใช้เป็นระบบภาษาเดียวกันในพระไตรปิฎก ถ้าผู้ศึกษาไม่ทราบถึงโครงสร้าง ทางภาษาศาสนาดังที่อธิบายมานี้แล้ว ย่อมเป็นการยากที่จะเข้าใจถึงความหมาย และระบบ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๑ การอธิบายธรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระอภิธรรมปิฎก การเข้าใจในเรื่องนี้เหมาะ สําหรับผู้ที่มีพื้นฐานทางภาษาบาลีไม่มากนักที่จะสามารถศึกษาโดยไม่ให้ปัญหาเรื่องภาษา เป็นอุปสรรคขัดขวางการศึกษาพุทธธรรม และยังเป็นการเปิดโลกแห่งการศึกษาปรมัตถธรรม ไม่ให้จํากัดอยู่ในสํานักหรือแวดวงของผู้ที่รู้ภาษาบาลีเท่านั้น ๔) ปฏิจจสมุปบาท หลักแห่งเหตุและผลที่เป็นปัจจัยที่ทําให้ชีวิตต้องดิ้นรน หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ จนกลายเป็นวงจรชีวิตที่เกิดดับอยู่ไม่ขาดสาย คือวงจักร แห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีความหมายว่า ปฏิจจ แปลว่า อาศัย สํแปลว่า พร้อม และอุปาท แปลว่า เกิด รวมความหมาย คือธรรมหรือปราฏการณ์ที่อาศัยกันให้เกิดเป็นเหตุและผล ต่อเนื่องกันไม่ขาดสายเป็นสังสารวัฏ สภาวะนี้ไม่มีใครมาบันดาลให้เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มา ปรุงแต่ง เช่น สังสารของขันธ์ ๕ ธาตุและอายตนะ ที่มีกระแสการเกิดดับอยู่ไม่ขาดสายตราบ เท่าที่ยังมีร่างกายและนามขันธ์ภาวะดังกล่าวทําให้ทุกชีวิตต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน เป็นทุกข์มีความเสื่อม ความตาย ปฏิจจสมุปบาท อธิบายได้เป็นหลายนัย เช่น จําแนกได้ตามกาล คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต จําแนกตามองค์๑๒ ได้แก่อธิบายตามลําดับของเหตุปัจจัยตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติชรามรณะ จําแนก ตามอาการของผลที่บังเกิดขึ้น เช่น อดีตผล ปัจจุบันผล อนาคตผล เป็นต้น จําแนกตาม ความสัมพันธ์ที่เป็นเงื่อนไปโดยตรงต่อกัน เช่น สังขารกับวิญญาณ เวทนากับตัณหา ภพกับ ชาติที่ร่วมเป็นเหตุผลสัมพันธ์ต่อกัน อธิบายโดยย่อเข้าใจความที่เรียกว่า จตุสังเขป เช่น อดีต สังเขปมี๒ คือ อวิชชา และ สังขาร ปัจจุบันผลสังเขปมี ๕ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ปัจจุบันเหตุสังเขป มี ตัณหา อุปาทาน ภพ อนาคตผล มีชาติและชรามรณะ อธิบายจําแนกตามวัฎฎะ ได้แก่ กิเลสวัฎฎ์กัมมวัฎฎ์และวิบากวัฏฏ์จําแนกตามมูล คือ จําแนกตามที่ตั้งหรือต้นเหตุที่ทําให้เกิดวัฏฏทุกข์ขึ้น ได้แก่ อวิชชา และตัณหา ที่เป็นต้นเหตุ ให้ชีวิตมีอาการเป็นไปตามสภาพต่างๆ เช่น ทําให้เกิดความโศกเศร้า โทมนัส ปริเทวนาการ ความปวดทุกข์ระทม และความสิ้นหวัง เป็นต้น๒๕ รายละเอียดดังกล่าวมาข้างต้น เป็นการรวบรวมของวารีญา ภวภูตานนท์ณ มหาสารคาม ที่นําเสนอรากฐานจิตวิทยาพุทธศาสนาในเชิงปรัชญาของศาสนา สําหรับ เอกสารฉบับนี้จะขอเสนอรากฐานจิตวิทยาแนวพุทธที่นําแก่นของพุทธธรรม อันได้แก่ อริยสัจสี่ ปฏิจจสมุปบาท และ ไตรลักษณ์ มาประยุกต์และผสมผสานกับกระบวนการ ทางจิตวิทยา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเยียวยาและยกระดับคุณภาพจิตใจของมนุษย์โดยขอ เสนอมุมมองที่สามารถนําไปสู่การประยุกต์ใช้พอสังเขป ดังนี้ ๒๕ รากฐานของจิตวิทยาพุทธศาสนา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://board.yimwhan.com /show.php?user=lifedeath&topic=5&Cate=2. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๒ ๑) อริยสัจ ๔ : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงคุณค่าที่โดดเด่นของอริยสัจไว้ว่า นอกจากจะเป็นคําสอนที่ครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ทั้งภาคทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติแล้ว ยังมีคุณค่าเด่นที่น่าสังเกตอีกหลายประการ๒๖ สรุปได้ดังนี้ (๑) เป็นวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งดําเนินการแก้ไขปัญหาตามระบบแห่งเหตุผล เป็น ระบบวิธีแบบอย่างซึ่ง วิธีการแก้ปัญหาใดๆ ก็ตามที่จะมีคุณค่าและสมเหตุสมผลจะต้อง ดําเนินไปในแนวเดียวกันเช่นนี้ (๒) เป็นการแก้ปัญหาและจัดการกับชีวิตของตนด้วยปัญญาของมนุษย์เอง โดย นําเอาหลักความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ไม่ต้องอ้างอํานาจดลบันดาลของสิ่ง ที่เหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ (๓) เป็นความจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน ไม่ว่ามนุษย์จะไปเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวมากมายเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเขายังจะต้องใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกด้วยดี เขาจะต้องเกี่ยวข้องและใช้ประโยชน์จากหลักความจริงนี้ ตลอดไป (๔) เป็นหลักความจริงกลางๆ ที่ติดเนื่องอยู่กับชีวิต หรือเป็นเรื่องของชีวิตแท้ๆ ไม่ ว่ามนุษย์จะสร้างสรรค์ศิลปะวิทยาการ หรือดําเนินการใดๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา ความเป็นอยู่ของตนและไม่ว่าศิลปะวิทยาการ หรือกิจการต่างๆ นั้นจะเจริญขึ้น เสื่อมลง หรือสูญสลายไป หรือเกิดมีใหม่มาแทน อย่างไรก็ตาม หลักความจริงที่เรียกว่าอริยสัจนี้ก็จะ คงยืนยง ใหม่และใช้เป็นประโยชน์ได้ตลอดทุกกาล อริยสัจ ๔ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค ดังนี้ ๑) ทุกข์ คําว่า ทุกข์ในพุทธธรรมแบ่งความทุกข์เป็น ๓ ลักษณะ คือ (๑) ทุกข์ที่ เป็นความรู้สึกทุกข์คือความทุกข์กาย ทุกข์ใจ เจ็บปวด โศกเศร้า เป็นต้น (๒) ทุกข์เนื่องด้วย ความผันแปร คือความสุขที่กลายเป็นความทุกข์เมื่อมีความสุขกับบางอย่าง พอนึกว่าสุขนั้น จะต้องสิ้นสุดลง จิตใจเป็นทุกข์ด้วยความกังวลและหวั่นไหวและพอสุขนั้นจืดจางหรือหายไป หรือผ่านพ้นไปแล้ว ก็หวนระลึกถึงด้วยความโหยหาอาลัย ซึ่งยิ่งสุขมากขึ้นเท่าใดก็จะกลับ กลายเป็นทุกข์ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และ (๓) ทุกข์ตามสภาพสังขาร คือ สภาวะของ ร่างกายที่มีความเปลี่ยนแปลง มีการเสื่อมลง และดับไป จึงเป็นสภาพที่พร้อมจะก่อให้เกิด ทุกข์แก่ผู้ที่ไม่รู้เท่าทันและเข้าไปฝืนกระแสด้วยความยึดมั่นถือมั่น สิ่งที่บุคคลมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติในอริยสัจข้อที่ ๑ คือ การยอมรับความจริงเกี่ยวกับทุกข์ตามที่มันเป็นอยู่ เพื่อที่จะได้ ๒๖ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌน ธรรมเทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าส าหรับชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๙๒๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๓ รู้จักทุกข์หรือรู้จักปัญหาของตนเองตามที่มันเป็นจริง ด้วยการยอมรับรู้และเผชิญหน้าทํา ความรู้จักกับทุกข์ซึ่งถือว่า เป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณาแก้ปัญหาต่อไป ๒) สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์หรือสาเหตุของปัญหา กล่าวคือ เมื่อกําหนดรู้แล้วว่า ทุกข์หรือปัญหาของตนคืออะไร สิ่งที่จะต้องกระทําต่อไปคือการหาเหตุแห่งความทุกข์และ ละเหตุนั้นเสีย ๓) นิโรธ คือ ความดับทุกข์หรือภาวะหมดปัญหา เป็นภาวะที่สุขสงบ ไม่เป็นทุกข์ ไม่บีบคั้น ไม่ปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นสภาวะของจิตใจที่สงบอันเป็นผลมาจากเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ถึงต้นเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นในวงจรปฏิจจสมุปบาท และดับที่เหตุแห่งทุกข์นั้นๆ ด้วยความมี สติระลึกรู้ในทุกขณะ ๔) มรรค คือ วิธีการที่นําไปสู่ความดับทุกข์หรือข้อปฏิบัติเพื่อกําจัดสาเหตุแห่ง ปัญหา กล่าวคือ เมื่อรู้ทั้งปัญหา ทั้งสาเหตุแห่งปัญหา ทั้งจุดหมายที่เป็นภาวะหมดสิ้นปัญหา ก็ถึงเวลาที่จะต้องลงมือปฏิบัติซึ่งการที่พระพุทธเจ้าจัดนิโรธไว้ก่อนมรรคก็เนื่องด้วยเหตุผล ให้ผู้ฟังเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งที่เป็นจุดหมายก่อน จนเกิดความสนใจ มีกําลังใจ และ ยินดีที่จะเรียนรู้วิธีปฏิบัติและลงมือปฏิบัติต่อไป สรุปได้ว่า หน้าที่ของบุคคลที่จะต้องกระทําต่ออริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควร กําหนดรู้สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรละหรือกําจัด นิโรธ เป็นสิ่งที่ควรทําให้แจ้งหรือควรบรรลุ และ มรรค เป็นสิ่งที่ควรดําเนินการหรือปฏิบัติ๒๗ จากที่กล่าวมาข้างต้น ได้แสดงให้เห็นถึง คํานิยาม และสิ่งที่บุคคลมีหน้าที่จะต้อง ปฏิบัติในอริยสัจแต่ละข้อ ต่อจากนี้จะได้ขยายความให้เห็นถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาใน จิตใจของมนุษย์ซึ่งอยู่ในอริยสัจข้อที่ ๒ คือสมุทัย และวิธีปฏิบัติเพื่อกําจัดสาเหตุแห่งปัญหา ซึ่งอยู่ในอริยสัจข้อที่ ๔ คือ มรรค ดังต่อไปนี้ ๒) ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมที่มุ่งให้มนุษย์ได้เห็นถึงต้นเหตุของความทุกข์ที่ แท้จริงที่เกิดขึ้นภายในตัวมนุษย์โดยแสดงให้เห็นว่า ทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร และจะดับลงไป อย่างไรโดยละเอียด รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า การที่ทุกข์จะเกิดขึ้นและดับไปนั้น มีลักษณะเป็น เรื่องของธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่หลายๆ ชั้น และอาศัยกันแล้วทําให้ความทุกข์เกิดขึ้น หรือทําให้ความทุกข์ดับไป ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ๒๘ กล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่ แสดงให้รู้เรื่องความทุกข์ที่เกิดขึ้นแบบสายฟ้าแลบในจิตใจของคนเป็นประจําวัน เพราะสิ่งที่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทนั้น มีอยู่ในคนเราแทบจะตลอดเวลา ๒๗ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌน ธรรมเทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าส าหรับชีวิต, หน้า ๙๐๔-๙๐๕. ๒๘ พุทธทาสภิกขุ, เรื่องส าคัญที่สุดส าหรับพุทธบริษัท: ปฏิจจสมุปบาท หลักปฏิบัติอริยสัจจ์ ที่สมบูรณ์แบบ, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๐), หน้า ๙.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๔ คําว่า “ปฏิจฺจ” หมายถึง “อาศัย” คําว่า“สมุปฺบาท” หมายถึง “เกิดขึ้นพร้อม” แปลความได้ว่าสิ่งที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม๒๙ ซึ่งตัวบทที่แสดงหลักปฏิจจสมุปบาท นั้นแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ หลักทั่วไปที่แสดงโดยไม่ระบุรายละเอียด และ หลักประยุกต์ หรือ หลักแจงหัวข้อที่แสดงโดยการขยายความให้เห็นรายละเอียด๓๐ ดังต่อไปนี้ (๑) หลักทั่วไป หรือที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา เป็นหลักที่แสดงถึงความเป็นสาเหตุ และผล (Causality) ในธรรมชาติที่มีหลักการว่า สรรพสิ่งในธรรมชาติอิงอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่และก็ดับไป ตรงกับข้อความที่แสดงหลักการทั่วไปในหลักของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับหลักปฏิจจสมุปบาท ในนตุมหสูตรว่า “เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มีเพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป คือ เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมีฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้อนึ่ง เพราะอวิชชา ดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้มีได้ด้วยประการฉะนี้” ๓๑ (๒) หลักประยุกต์ หรือหลักแจงหัวข้อ ปฏิจจสมุปบาทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้แล้วนั้นก็ทรงมุ่งหมายที่จะทรงแสดงถึง ภาวะที่ต่างฝ่ายต่างเป็นปัจจัยให้กันและ กันเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ใน ปฏิจจสมุปปาทสูตร” ๓๒ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงฟัง เราจักกล่าว... คือเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ๒๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔. ๓๐ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌน ธรรมเทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าส าหรับชีวิต, หน้า ๘๑-๘๒. ๓๑ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๓๗/๗๙; ๖๑/๑๑๕; ๖๒/๑๑๘. ๓๒ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑/๑-๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๕ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ความโศก ความคร่ําครวญ ทุกข์โทมนัส ความคับแค้นใจจึงมีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้จึงมีได้ด้วยประการฉะนี้…..” อธิบายความตามวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ดังนี้ (๑) อวิชชา (Ignorance, Lack of Knowledge) คือ ความไม่รู้เท่าทันตาม สภาวะความเป็นจริงของชีวิตและของสรรพสิ่งทั้งหลาย เช่น หลงผิดคิดว่ามีตัวตน ก็ย่อมมี ความอยากเพื่อตัวตน สรุปแล้ว อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร หมายถึง ความไม่รู้ทําให้คน ทําดีทําชั่ว การทําดีทําชั่วนั้นย่อมต้องมีวิบาก เพราะฉะนั้น สังขาร คือ เจตนา จึงเป็นทั้งกรรม และวิบาก แล้วสังขารฝ่ายวิบาก(เจตนาฝ่ายวิบาก) นี้เองที่เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณต่อไป (๒) สังขาร (Volitional Activities)คือ ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ความไม่รู้ไม่เข้าใจในเหตุปัจจัยที่เป็นจริง (อวิชชา) จึงคิดปรุงแต่งไปตามความเชื่อทางสังคม บ้าง วัฒนธรรมบ้าง หรือตามแนวทางที่สอดคล้องกับความเข้าใจตามปัญญาของตนใน ขณะนั้นๆสําหรับสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดปวัตติวิญญาณ คือ สังขารฝ่ายวิบากที่ดีเป็นปัจจัยให้ เกิดการรับรู้ที่ดี คือ เจตนาฝ่ายวิบากที่ดีทําให้เกิดการรับรู้ผ่านทวารต่างๆ เป็นการรับรู้ที่ดี สังขารฝ่ายวิบากที่ชั่วเป็นปัจจัยให้เกิดการรับรู้ที่ไม่ดี คือ เจตนาฝ่ายวิบากที่ชั่ว ทําให้เกิดการ รับผ่านทวารต่างๆ ที่ไม่ดี (๓) วิญญาณ (Consciousness) คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจในขณะนั้นๆ ตลอดจนสภาพของจิตใจในขณะนั้นๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมา วิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป คือ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ในภพใหม่ นั่นคือส่วนของรูป ซึ่งจะค่อยๆ มีการพัฒนาไปตามลําดับ จนกระทั่งเติบโตดังที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ในอินทกสูตรว่า “รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ (ชิ้นเนื้อเล็ก) จากเปสิเกิดเป็นฆนะ (เป็นก้อน) จากฆนะเกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้น ผม ขนและเล็บ จึงเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น บริโภค ข้าวน้ําโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปใน ครรภ์ด้วยข้าวน้ําโภชนาหารอย่างนั้น” ๓๓ (๔) นามรูป (Animated Organism) คือ ภาวะของร่างกายและจิตใจทุกส่วนที่ อยู่ในสภาพที่สอดคล้องและปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตอบสนองในแนวทางของวิญญาณที่เกิดขึ้น ๓๓ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๒๓๕/๓๓๗-๓๓๘.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๖ ตามความคิดปรุงแต่งนั้น ส่วนต่างๆ ของร่างกายและจิตใจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของ จิตในขณะนั้นๆ นามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เมื่อมีนามรูปครบองค์ของชีวิต คือ ทํา หน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ย่อมทําให้สฬายตนะ คือ อวัยวะส่วนต่างๆ ของนามรูป ที่ใช้สื่อ กับสิ่งต่างๆ ซึ่งมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ หรือเรียกว่า อายตนะภายใน อันเกิดร่วมมา ด้วยโดยธรรมชาติ มีการเริ่มทําหน้าที่ของตน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า นามรูปเป็นปัจจัยให้ เกิดหรือมีสฬายตนะ หรือก็คืออายตนะ ๖ นี้มีอยู่แล้ว แต่เริ่มทํางานตามหน้าที่คือ กระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ร่วมกับวิญญาณ ทําให้เกิดการรับรู้ (๕) สฬายตนะ (The Six Sense-based) คือ อายตนะ ๖ อันได้แก่ ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ การที่นามรูปจะทําหน้าที่ต่อไปได้ก็ต้องอาศัย อายตนะที่ปฏิบัติหน้าที่ สอดคล้องกับสภาวการณ์นั้นๆ อายตนะเกี่ยวข้องกับกรณีนั้นๆ จึงตื่นตัวถูกเร่งเร้าให้ทํางาน เช่น เมื่อคิดโกรธ เกลียด หูก็เพ่งไปที่เสียงที่ไม่ชอบใจ หรือเมื่อคิดถึงรูปร่างผู้หญิง ตาก็จ้องไป ที่รูปผู้หญิงที่ฝันใฝ่อายตนะจึงถูกเร้าทั้งทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ สฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมี ผัสสะ เมื่อมีสฬายตนะแล้ว ย่อมต้องมีการผัสสะ คือ การประจวบกระทบกันกับสิ่งที่ถูกรู้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ทั้ง ๖ หรือเรียกว่า อายตนะภายนอก และมีการ รับรู้ (วิญญาณ) เกิดขึ้น เช่น ตา + รูป + จักขุวิญญาณ กระทบกัน »> ผัสสะ สังเกตให้ดีว่า เป็นขบวนการธรรมชาติ เป็นธรรมดาที่เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรสสัมผัส กายกระทบสัมผัส ย่อมเกิดวิญญาณการรู้แจ้งในสิ่งที่สัมผัส หรือกระทบ นั้นเป็นอาการธรรมดา แต่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดทุกข์ขึ้น (๖) ผัสสะ (Contact) คือ การรับรู้อารมณ์ต่างๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากอายตนะ หรือช่องทางในการถูกเร้าให้ทําหน้าที่ผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น คือมี การกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก และมีการรับรู้ คือ วิญญาณ ก็จะบังเกิด เป็นเวทนา คือการเสวยอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (โผฏฐัพพะ) ธรรมารมณ์ ที่มากระทบ โดยมีความจํา (สัญญา) มาจําแนกการรับรู้นั้นว่าเป็นถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือเฉยๆ จึงแยกเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข หรือเฉยๆ ตามมาเป็นธรรมชาติ ผัสสะเป็น ปัจจัยจึงมีเวทนา (๗) เวทนา (Feeling) คือ ความรู้สึกที่เรียกว่า การเสวยอารมณ์ก็เกิดขึ้นในภาวะ ใดภาวะหนึ่ง คือ สุข สบาย หรือทุกข์ไม่สบาย เจ็บปวด หรือเฉยๆ จากวิญญาณถึงเวทนานี้ เป็นช่วงที่รับผลกรรมมาจากสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ซึ่งจะสร้างเหตุต่อไปเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาแล้ว จิตย่อมบังเกิดความรู้สึกภายในที่เป็นตัณหา คือความ ทะยานอยาก อันจําแนกให้เห็นได้ชัดๆ ง่ายๆ เป็นความอยากได้ในอารมณ์ ความอยากมี (ภวตัณหา) หรือไม่อยาก (วิภวตัณหา) หรือเฉยๆ ในเวทนานั้น เกิดขึ้นในขณะจิตนั้นเอง ต้อง มีโยนิโสมนสิการถึงจักมองเห็นด้วยตาปัญญาหรือญาณ คือ เข้าใจ ถ้าเวทนานั้นเป็นเวทนาที่ เป็นสุขก็อยากจะได้ อยากให้เกิด อยากให้เป็นไปตามสุขเวทนานั้นนานๆหรือตลอดไป
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๗ พยายามยึดไว้ ถ้าเวทนานั้นเป็นเวทนาที่รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้มี จะเกิดอาการผลักไสขึ้นในจิตทันที พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เวทนาเป็นปัจจัย ให้เกิดตัณหา อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ (๘) ตัณหา (Craving) คือ ความอยาก โดยเมื่อแยกให้ชัดมีอาการ ๓ อย่าง คือ ๑)กามตัณหา (Craving for Sense-Pleasure) คือ ความอยากอันเกิดจากความต้องการ สนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือความพึงพอใจรัก ใคร่ หรือความอยากอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อสนองต่อร่างกาย ๒) ภวตัณหา (Craving for Selfexistence) คือ ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เมื่อไม่มีเมื่อไม่ได้ เมื่อไม่เป็นเช่นที่ ปรารถนา ความทุกข์ก็เกิด และ ๓) วิภวตัณหา (Craving for Non-existence) คือ ความ อยากที่จะไม่มีไม่ได้ไม่เป็น ในสิ่งที่ตนไม่พึงใจ เช่น ความอยากที่จะไม่แก่ ความอยากที่จะไม่ เจ็บ ความอยากที่จะไม่ตาย ความอยากที่จะไม่ให้สิ่งต่างๆ ที่เคยมีที่เคยเป็นที่ตนพึงใจรักใคร่ เปลี่ยนแปลงไป ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน หมายความว่า ความยึดมั่นถือมั่นนั้นมี ความอยากเป็นมูลฐาน เมื่ออยากจึงยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่อยากก็ไม่ยึด ทํานองเดียวกันเพราะ หิวจึงกิน ถ้าไม่หิวก็ไม่กิน ตัณหากับอุปาทานนั้น แม้จะเป็นพวกโลภะด้วยกัน แต่ก็มีความ แตกต่างกันอยู่บ้าง โดยที่ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเป็นผลของตัณหา คือ ตัณหานั้นเป็นความ อยาก ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่ได้ ยังมาไม่ถึง อุปาทานเป็นความยึดอารมณ์ที่ได้แล้ว ที่ มาถึงแล้ว เช่น อยากเป็น นายพล เป็นตัณหา ครั้นได้รับยศเป็นนายพลแล้ว ก็ถือยศนายพล ว่า ข้าคือนายพล นี่เป็นอุปาทาน พระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่า ตัณหาเหมือนอาการที่ขโมย เหยียดมือออกไปควานหาในที่มืด อุปาทานเปรียบเหมือนอาการที่ขโมยเอามือจับของนั้นไว้ ไม่ยอมปล่อย อีกอย่างหนึ่ง ตัณหาอย่างอ่อนจัดเป็นตัณหาความอยาก ตัณหาอย่างแรง จัดเป็นกามุปาทาน ตัณหาตรงข้ามกับความปรารถนาน้อย อุปาทานตรงข้ามกับความสันโดษ อุปาทานนี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดภพ๓๔ (๙) อุปาทาน (Attachment, Clinging) คือ ความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาที่ชอบ หรือไม่ชอบ จนเกิดท่าทีหรือให้คุณค่าต่อสิ่งต่างๆ ใน แนวทางที่สนองตัณหาของตน กล่าวคือ เมื่ออยากได้สิ่งใด ก็เกาะเกี่ยวยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น นั่นคือยิ่งอยากได้มากเท่าใดก็ยิ่งยึดมั่น แรงขึ้นเท่านั้น ส่วนในกรณีที่ประสบกับทุกขเวทนา ก็อยากไปให้พ้นจากสิ่งนั้นก็มีความยึดมั่น ชิงชังต่อสิ่งนั้นอย่างรุนแรงพร้อมกับที่มีความยึดมั่นในสิ่งอื่นที่จะดิ้นรนไปหารุนแรงขึ้นใน อัตราที่เท่าๆ กัน นั่นก็คือ เกิดความยึดมั่นในสิ่งที่มาตอบสนองความต้องการต่างๆ ที่จะทําให้ ตนสมดังที่ใจปรารถนา อุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เมื่อมีอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในความ พึงพอใจของตนเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่น ก็ย่อมจะมีกรรมภพ คือ การทําบุญทําบาปได้ เช่น ๓๔ บทที่ ๑๐ ปฏิจจสมุปบาท. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://book.dou.us/doku.php? id=md408:10. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๘ เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตน เป็นของตน หรือเป็นของเนื่องด้วยตน โดยความรัก ความ หวงแหน ความเห็นผิด จึงมีการกระทําเพื่อสิ่งที่ตนยึดมั่นถือมั่นนั้น ถ้าไม่มีการยึดมั่นถือมั่นก็ ไม่มีการกระทําที่เป็นบุญและบาป ด้วยเหตุนี้ อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมภพ จึงกล่าวโดย รวบยอดว่า อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ และกรรมภพนี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ (๑๐) ภพ (Process of Becoming) คือ พฤติกรรมทั้งหมดที่แสดงออก เพื่อ สนองตัณหาและอุปาทานนั้น กล่าวคือ เมื่อยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดแล้ว จึงคิดมุ่งหมายหรือมี เจตจํานงให้เป็นอย่างนั้นๆ หรือเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงความเป็นอย่างนั้นๆ ก็จะแสวงหา วิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้ต้องเผชิญกับสิ่งนั้นๆ โดยที่ความคิดและการกระทําทั้งหมดถูกผลักดัน ให้ดําเนินไปในทิศทางที่อุปาทานกําหนดยึดถือไว้ แล้วจึงแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ โดย สอดคล้องกับอุปาทานนั้น กรรมภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติหมายความว่า กรรมทําให้เกิดชาติ คือ ให้ขันธ์ปรากฏขึ้นอย่างเดียวกับไร่นาที่ทําให้พืชงอกงามเป็นลําต้นขึ้นได้ ฉะนั้น ถ้าไร่ดี นาดี พืชก็งาม ถ้าไร่นาไม่ดี พืชก็ไม่งาม กรรมภพเปรียบเหมือนไร่นา ปฏิสนธิวิญญาณที่ยึด กรรมเป็นอารมณ์เปรียบเหมือนพืชที่หว่านลงในไร่นา ตัณหาเปรียบเหมือนน้ําหล่อเลี้ยงพืช เมื่อวิญญาณยึดกรรมเป็นอารมณ์ กรรมที่ทําให้วิญญาณปฏิสนธิ คือ ให้เกิดขึ้นในภพใหม่ ต่อไป ถ้ากรรมดีก็ทําให้ไปเกิดในสุคติ กรรมชั่วก็ทําให้ชั่วให้ไปเกิดในทุคติ พึงเห็นได้จากความ แตกต่างกันของสรรพสัตว์ เช่น คนเราเกิดมา แม้จะมีบิดามารดาเดียวกัน อยู่ในสถานที่ เดียวกัน มีความเป็นอยู่เสมอกัน แต่มีความแตกต่าง บางคนใจดี บางคนใจร้าย บางคนสวย บางคนไม่สวย เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคนเราทํากรรมมาต่างกัน จึงมีรูปร่าง หน้าตา อัธยาศัยและฐานะแตกต่างกัน อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของสรรรพสัตว์นั้นเป็นไปตามกรรมลิขิต หรือกรรมนิมิต ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยการจําแนกกรรมว่า “มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกําเนิด มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจําแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน” ๓๕ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมด้วยเหตุนั้น จึงว่ากรรมภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ (๑๑) ชาติ(Birth) การเกิดความตระหนักถึงความมีตัวตนว่ามี“ตัวเรา” เช่น ตัวเราที่เป็นคนเก่ง ตัวเราที่เป็นผู้มีศักดิ์ศรีตัวเราที่เป็นคนไม่มีเกียรติตัวเราที่เป็นคน ไม่มีคุณค่า ฯลฯ ชาติเป็นปัจจัยให้มีชรามรณะ หมายความว่า เมื่อมีเกิดจึงมีแก่และมีตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีความแก่และไม่ตาย ฉะนั้น ชรามรณะจึงนับเป็นองค์อันหนึ่งในปฏิจจสมุปบาท ส่วนความโศกเศร้า ความร่ําไรรําพัน ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ แม้จะเป็น ผลของชาติสืบเนื่องมาจากอวิชชา เพราะมีอาสวะเป็นเหตุให้เกิด แต่ก็มิได้นับเป็นองค์ ในปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่อาจมีได้เสมอไป เช่น พระพรหม เป็นต้น แม้จะมีอาสวะ แต่มิได้ มีธรรมเหล่านี้เสมอไป ๓๕ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙/๓๕๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๓๙ (๑๒) ชรามรณะ (Decay and Death) เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น ก็อยากจะเป็นอย่าง ที่ต้องการและปรารถนาให้ดํารงอยู่ตลอดไป แต่เมื่อตัวตนเกิดมีขึ้นได้ตัวตนก็ย่อมเกิดความ เสื่อมความพร่อง ความขาด หรือการจากพราก การสูญสลายจากภาวะชีวิตอันนั้น ความรู้สึก ว่าตัวตนถูกคุกคามด้วยการเสื่อมสูญ หรือการพลัดพรากจากการได้การมีหรือจากภาวะชีวิต นั้นๆ จึงก่อให้เกิดความโศก ความคร่ําครวญ ทุกข์โทมนัส ความคับแค้นใจ และทุกขเวทนา ต่างๆ เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจในกระแสเหตุปัจจัยของความจริง อาการเหล่านี้ก็จะวนเวียนเป็นวังวน อยู่เช่นนั้น ชรามรณะและอาสวกิเลส เป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา วงจรย้อนกลับมาสู่ที่เดิม เพราะความทุกข์และอาสวะกิเลสที่นอนเนื่องหมักหมม ซึมซาบ ย้อมอยู่ในจิต ซึ่งทําให้จิต ขุ่นมัว และเศร้าหมอง และจะไปกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดอวิชชาขึ้นใหม่ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อกุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนมีอวิชชา เป็นมูล มีอวิชชาเป็นแหล่งรวม เมื่ออวิชชาถูก ถอน อกุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมดย่อมถึงการเพิกถอน” ๓๖ ตัวอย่างวงจรปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจ าวัน น.ส.เอ กับ นาย บีเป็นคู่รักที่คบหาดูใจกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ต่อมา น.ส.เอ ได้ทําตัวห่างเหินและมาบอกเลิกความสัมพันธ์นาย บี ได้ตามง้องอนขอคืนดีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าอย่างไร น.ส.เอ ไม่ขอสานสัมพันธ์ดังเดิม นาย บี จึงรู้สึกคับแค้นใจและเป็นทุกข์ใจ อย่างยิ่ง ในกรณีนี้อธิบายตามวงจรปฏิจจสมุปบาทได้ดังต่อไปนี้ ๑) อวิชชา : เมื่อได้ยินและเห็นว่า น.ส. เอ ไม่ยินดีที่จะคบหากันดังเดิม นาย บี ไม่ ตระหนักถึงความเป็นจริงตามธรรมชาติของชีวิตและไม่ใช้ปัญญาพิจารณาความเป็นจริงว่าสิ่ง ต่างๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถยื้อยุดให้ทุกอย่างเป็นดังที่ใจต้องการได้ทั้งหมด ๒) สังขาร : นาย บี จึงคิดปรุงแต่งสร้างภาพในใจไปต่างๆ นานา เช่น ถ้าไม่มีน.ส. เอ แล้วชีวิตตนคงจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือ น.ส. เอ ต้องไปมีความสุขกับชายคนใหม่แน่ๆ ๓) วิญญาณ : สภาวะจิตใจของนาย บี จึงขุ่นมัวและฟุ้งซ่านไปตามความคิดที่ปรุง แต่งเหล่านั้น ๔) นามรูป : ทั้งภาพที่คิด ความรู้สึก สีหน้าและกิริยาท่าทางของนายชายก็เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ เมื่อจิตใจของนาย บี ขุ่นมัวจากความคิดที่ปรุงแต่ง สีหน้าท่าทางของ นาย บี ก็จะบูดบึ้ง ครุ่นคิด เคร่งเครียด หน้าตาที่บูดบึ้ง เคร่งเครียด ๕) สฬายตนะ : การที่นามรูปจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ต้องอาศัยอายตนะหรือ ช่องทางรับรู้อารมณ์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะดําเนินพฤติกรรมใดต่อไปในทิศทาง ใด ในกรณีนี้เมื่อ นาย บี มีจิตที่ขุ่นมัวจากการเพ่งไปที่ผลเสียจากการที่จะไม่ได้คบหากับ น.ส. เอ ส่งผลให้อายตนะต่างๆ ของนาย บีเช่น ประสาทตา ประสาทหูหรือจิตใจก็จะอยู่ในสภาพ ที่ตื่นตัวที่จะรับรู้อารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ น.ส. เอ ด้วยความไวเป็นพิเศษ ๓๖ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๒๓/๓๑๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๐ ๖) ผัสสะ : เมื่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายและ จิตใจจดจ่อไปที่ น.ส.เอ นาย บี ก็จะ เกิดการรับรู้ถึงลักษณะท่าทางต่างๆ ของ น.ส.เอ เช่น ความกระด้าง ความเฉยชา การไม่เห็น คุณค่า ท่าทางที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นต้น ๗) เวทนา : เมื่อรับรู้ถึงการกระทําต่างๆ ที่ไม่ดีที่ น.ส. เอ ได้แสดงกับตน ความรู้สึก บีบคั้น เจ็บปวดรวดร้าว คับแค้นใจจึงเกิดขึ้น ๘) ตัณหา : เมื่อรู้สึกเจ็บปวดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นวิภวตัณหา คือ อยากให้ สภาพที่บีบคั้นใจทําให้ต้องเจ็บปวดใจนั้นพ้นไปหรือถูกทําลายให้หมดสิ้นไป ๙) อุปาทาน : เมื่ออยากให้ตนพ้นจากสภาพเหตุการณ์เช่นนี้นาย บี จึงเกิดความยึด มั่นผูกใจต่อพฤติกรรมของ น.ส.เอ ว่ามีผลกระทบต่อตน ซึ่งจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑๐) ภพ : เมื่อนาย บี ยึดมั่นว่าจะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้พ้นไปจากสภาพ ที่เกิดขึ้น นาย บี จึงคิดมุ่งหมายและลงมือกระทําการต่างๆ ตามอุปาทานที่ยึดถือไว้คือ เมื่อ ยึดมั่นว่า น.ส.เอ จะต้องไม่เลิกคบหากับตน จะต้องกลับไปมีสัมพันธภาพดังเดิม นาย บีจึงมุ่ง หมายและแสวงหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่ตนจะได้สิ่งนั้นมา โดยไม่ได้คํานึงถึงเหตุผลหรือความ เป็นจริง มุ่งทําตามความเคยชินหรือวิธีการที่ยึดไว้เช่น มุ่งหาวิธีการไปงอนง้อ น.ส. เอ ด้วย สารพัดวิธีการ ๑๑) ชาติ: นาย บีมองเห็นความเป็นเรา-เขาระหว่างตนและ น.ส.เอ ชัดเจนมาก ยิ่งขึ้น เช่นฉันเป็นเจ้าของเธอ ฉันเป็นคนที่มีคุณค่า ฉันเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีเป็นต้น โดยมีตัวตน ที่จะเข้าไปกระทําและถูกกระทบกระแทกกับ น.ส.เอ ๑๒) ชรามรณะ : เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น ก็อยากจะเป็นอย่างที่ต้องการและปรารถนา ให้ดํารงอยู่ตลอดไป แต่เมื่อนาย บี ถูกปฏิเสธจาก น.ส.เอจึงทําให้รู้สึกว่าตัวตนถูกคุกคามจาก การพลัดพรากจากสิ่งที่เคยมีหรือสิ่งที่เคยได้ความทุกข์ในรูปต่างๆจึงเกิดขึ้น เช่น เจ็บปวด รวดร้าว โศกเศร้าเสียใจโหยหาอาลัย หรือแม้กระทั่งคับแค้นใจ มุ่งอาฆาตพยาบาท อันเป็น การขยายความทุกข์ในตนเองไปสู่การก่อให้เกิดทุกข์และปัญหาให้แก่ผู้อื่นในวงกว้างอีกด้วย ซึ่งเมื่อความทุกข์เหล่านี้ปกคลุมจิตใจให้มืดมัวหม่นหมอง และมิได้ถูกทําให้สิ้นไปด้วยการใช้ ปัญญา อวิชชาก็จะยิ่งก่อตัวเพิ่มพูน อันจะส่งผลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมตามวงจร ของปฏิจจสมุปบาทต่อไป หากนาย บี มีความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นวงจรความทุกข์และปัญหาก็จะไม่ เกิดขึ้น คือ เมื่อนาย บี ประสบกับความผิดหวังในเรื่องของความรัก แม้เมื่อปรับความเข้าใจ กันแล้วก็ยังไม่เป็นผลหากนาย บี ใช้ปัญญาพิจารณาก็จะเห็นความจริงที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่เที่ยง แท้คงทนที่จะยึดให้มีกับตัวตนไว้ได้ตลอดไป เมื่อคิดได้เช่นนี้จิตใจก็จะเป็นอิสระ และพร้อมที่ จะเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจหรือแม้เมื่อวงจรปฏิจจสมุปบาทเริ่มต้นขึ้นแล้ว เช่น วงจรหมุนไปถึงเวทนา เมื่อความเจ็บปวดใจเกิดขึ้นแล้วจากการรับรู้ถึงการกระทําที่ไม่ดีต่างๆ ของน.ส.เอ แต่เมื่อมีสติเกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์มากระทบ แทนที่จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๑ วิภวตัณหาที่จะตามมา ก็ตัดวงจรเสียโดยมองดูปัญหาด้วยจิตใจที่เป็นกลาง และใช้ปัญญา พิจารณาความเป็นจริงจิตใจที่บีบคั้นขุ่นมัวก็จะคลี่คลายลง ปลอดโปร่งและเป็นอิสระมากขึ้น ซึ่งเมื่อกําจัดอวิชชาตัณหาที่เป็นต้นตอของปัญหา และสาเหตุของความทุกข์ได้แล้ว มนุษย์ก็ จะสามารถปฏิบัติต่อชีวิตของตนเองและต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้วยปัญญาที่เข้าใจสภาวะ ของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ซึ่งทําให้แก้ปัญหาได้จริงอย่างเต็มความสามารถและ สติปัญญาของมนุษย์แม้ความทุกข์จะมีเหลืออยู่ ก็เป็นเพียงทุกข์ตามสภาวะธรรมดา แต่ไม่มี อิทธิพลครอบงําจิตใจได้๓๗ กล่าวโดยสรุปได้ว่า สิ่งสําคัญที่จะต้องรู้และเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็เพื่อให้ เข้าใจกฎธรรมชาติที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยต่างๆ ที่จะนําไปสู่ความทุกข์และ ความดับทุกข์เพื่อให้มองเห็นสาเหตุแห่งทุกข์และจุดที่จะต้องแก้ไข ปฏิจจสมุปบาท ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นคําสอนในภาคทฤษฎีที่มุ่งให้บุคคล เข้าใจถึงกระบวนการของการเกิดทุกข์หรือเหตุปัจจัยต่างๆ ที่จะนําไปสู่ความทุกข์และความ ดับทุกข์ส่วนมรรคเป็นคําสอนภาคปฏิบัติในหลักพุทธธรรมที่จะช่วยให้การดําเนินสู่จุดหมาย ตามแนวทางของกระบวนธรรมที่รู้เข้าใจแล้วนั้นเป็นผลสําเร็จขึ้นมาในชีวิตจริง หรือกล่าวอีก นัยหนึ่ง คือเป็นวิธีการที่นําเอากฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดําเนิน ชีวิต โดยมรรคหรือข้อปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เหตุปัจจัยแห่งความ ทุกข์นั้นเกิดมาจากอวิชชาตามวงจรปฏิจจสมุปบาท ซึ่งการจะละเหตุแห่งทุกข์ได้ก็ด้วย การดับอวิชชาอวิชชาจึงเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งมวลอันเป็นภาวะที่จิตใจของเราถูกปิดกั้น ไม่เข้าถึงสัจธรรมและความจริงของโลกและชีวิตที่แท้จริง โดยเฉพาะความเป็นอนัตตา จึงนําไปสู่ความยึดมั่นถือมั่นว่า มีตัวตน เมื่อมีความเชื่อว่ามีตัวตน จึงมีความปรารถนาที่จะ รักษาตน จึงมีความปรารถนาที่จะตอบสนองแรงปรารถนาของตน ตนจึงเหมือนเป็นศูนย์กลางที่ จะดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้ามาตอบสนอง สิ่งใดที่ตอบสนองตนแล้ว ตนพึงพอใจก็นําไปสู่ความยึด มั่นถือมั่นในสิ่งนั้น หากสิ่งใดที่ตอบสนองตนไม่ได้หรือไม่เป็นที่พอใจของตน ก็นําไปสู่ความ อยากที่จะหลีกหนีอยากที่จะทําลายสิ่งนั้น จิตใจของบุคคลจึงถูกทับถมด้วยความยึดมั่นถือ มั่นของตน คว้าสิ่งที่ไม่มีด้วยความอยากให้มีคว้าสิ่งที่ไม่คงที่ด้วยความอยากให้คงที่ ทุกข์จึง ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งสิ่งที่จะมาขจัดอวิชชาอันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงได้นั้นก็คือ การทํา ให้บุคคลรู้แจ้งตามความเป็นจริง ซึ่งมีชื่อเรียกในพุทธศาสนาว่า “สัมมาทิฏฐิ” แปลว่า ความ ๓๗ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌน ธรรมเทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าส าหรับชีวิต, หน้า ๙๐๓-๙๐๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๒ เห็นชอบ หรือ เห็นถูกต้อง อันเป็นภาวะและหนทางของความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องของ ชีวิตและของโลก๓๘ ๕) ไตรลักษณ์ หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณะ แปลว่า ลักษณะที่ ทั่วไปหรือความเสมอเหมือนกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งหลักไตรลักษณ์แสดงให้เห็นถึง ลักษณะทั่วไปของสรรพสิ่งว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) อนิจจตา (Impermanance) ความไม่เที่ยงความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป (๒) ทุกขตา (Stress and Conflict) ความเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการ เกิดขึ้นและสลายตัวภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพ เป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทําให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความ บกพร่องอยู่ในตัว ไม่สนองความต้องการหรือความพึงพอใจอย่างเต็มที่แก่ผู้ที่มีความอยาก ด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ที่เข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน (๓) อนัตตา (Soullessness หรือ Non-Self) ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง๓๙ ขยายความได้ว่า ลักษณะทั้งสามคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นภาวะที่สัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องกัน เป็นอาการสามด้านหรือสามอย่างของเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผลของกัน และกัน กล่าวคือสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันด้วยปัจจัยต่างๆ ที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยกัน มีการเกิดดับ สืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นภาวะของความไม่เที่ยง เมื่อต้องเกิดดับไม่คงที่ และเป็นไป ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ก็ย่อมมีความหน่วงเหนี่ยวบีบคั้น กดดัน อันก่อให้เกิดทุกข์และเมื่อทุก ส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่ขึ้นต่อเหตุปัจจัยต่างๆ และเกิดดับอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ก็ย่อมไม่มี ตัวตนที่แท้จริง ที่ว่าไม่ใช่ตัวตน ก็เพราะแต่ละอย่างๆ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยอิงอาศัยซึ่ง กันและกัน และคนเราก็ไม่มีอํานาจไปบังคับ หรือกําหนดให้เป็นไปตามความต้องการได้มัน จึงไม่มีตัวตน และไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริงไตรลักษณ์ช่วยให้รู้เท่าทันความจริงว่าสิ่งทั้งหลาย ล้วนไม่ยั่งยืน และไม่สามารถไปกําหนดให้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาได้ผู้ที่ไม่รู้เท่าทัน หลงยึดมั่น อย่างจริงจัง จะปล่อยให้กิเลสเหล่านี้เป็นตัวบงการการดําเนินชีวิตและพฤติกรรมของตนทํา ๓๘ โสรีช์ โพธิแก้ว, “การปรึกษาเชิงจิตวิทยาในแนวพุทธธรรม”, ใน เอกสารการสอนการ ปรึกษาเชิงจิตวิทยาตามหลักพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑-๒๕. ๓๙ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ: มัชเฌน ธรรมเทศนา/มัชฌิมาปฏิปทา หรือ กฎธรรมชาติและคุณค่าส าหรับชีวิต, หน้า ๖๘.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๓ ให้ความทุกข์แพร่ขยายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้ที่รู้เท่าทัน ย่อมสามารถ ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญา๔๐ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งหลักปฏิจจสมุปบาท และไตรลักษณ์นั้นเป็นกฎเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน และซ่อนซ้อนกันอยู่ ซึ่งหลักธรรมทั้ง ๒ หมวดใหญ่นี้ล้วนแสดง ถึงกฎความจริงอันสูงสุดของธรรมชาติตามหลักพุทธธรรมที่ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนต่างๆ มาประชุมกันเข้า โดยที่ส่วนประกอบแต่ละอย่างๆ ล้วนประกอบกันขึ้นมาจากองค์ประกอบ อื่นๆ ย่อยๆ ลงไป จึงไม่มีตัวตนที่แท้เป็นของมันเองล้วนเปลี่ยนแปลงเกิดดับต่อกันไปเรื่อย ไม่เที่ยง ไม่คงที่ อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อิงอาศัยและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ๔.๔ ประโยชน์ของพุทธจิตวิทยา จิตวิทยาแนวพุทธเป็นแนวคิดที่มีความลุ่มลึกและมีประโยชน์อย่างยิ่งที่สามารถ ช่วยเยียวยาจิตใจมนุษย์ที่ตกอยู่ในทุกข์ให้พ้นทุกข์ได้รวมทั้งสามารถช่วยพัฒนาจิตใจมนุษย์ ให้สามารถ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงและเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้อย่างเข้าใจ ซึ่งประโยชน์ในการศึกษาพุทธจิตวิทยา๔๑ มีดังนี้ ๑) ทําให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่ประกอบด้วยกาย และจิต ๒) ทําให้ทราบความสําคัญของจิตที่มีผลต่อชีวิต บุคลิกภาพ อุปนิสัย เป็นต้น ๓) ทําให้เข้าใจการทํางานของจิต ๔) ทําให้ทราบความแตกต่างของจิตประเภทต่างๆ ๕) ทําให้ทราบวิธีควบคุมดูแลจิต ไม่ให้จมปักหรือยึดติดอยู่กับความเศร้าหมองหรือ ทุกข์เกินควร ซึ่งเป็นธรรมชาติของปุถุชนย่อมมีทุกข์ และเศร้าหมองเพราะยังละกิเลสไม่ได้ แต่การศึกษาพุทธจิตวิทยา จักทําให้ได้ทราบถึงพุทธวิธีที่จะกําจัดอารมณ์ ความรู้สึก ที่เป็น ตัวตนจนทําให้เกิดทุกข์ เพื่อไม่ให้ความทุกข์ความเศร้าหมองอยู่กับเรานานเกินไป ๖) ทําให้ทราบวิธีที่จะพัฒนาจิตของตนให้มีคุณภาพ มีสติ สัมปชัญญะ บริสุทธิ์ ชั่วขณะ และวิธีทําให้จิตบริสุทธิ์ตลอดไป คือพระนิพพาน เพราะปุถุชนไม่อาจพูดได้ว่าไม่เป็น โรคใจ ทุกคน มีปัญหาสุขภาพใจ เพราะกิเลสครอบงํา การศึกษาพุทธจิตวิทยา ทําให้ทราบ วิธีการ แต่ผลของการปฏิบัติต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ๗) ทําให้เข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องจริต ๖ อันเป็นผลของการ สะสมในจิต ทําให้คนต่างกัน ผู้ศึกษาจะเข้าใจความแตกต่างของอัธยาศัยของมนุษย์ก่อให้เกิด ความเมตตา เห็นใจและให้อภัยผู้อื่นมากขึ้น ๔๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๐/๒๔. ๔๑ บทที่ ๑ บทน า–จิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา, หน้า ๔-๗. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http:// www. e-book.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-1.pd. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๔ ๔.๕ พุทธจิตวิทยาการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าและอริยสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงได้พระนามว่า บรมครูของโลก อันแสดงถึงพระอัจฉริยภาพ ในการสอนของพระพุทธองค์ เป้าหมายการสอนของพระพุทธเจ้า คือความสะอาด สว่าง สงบ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้เรียน เกิดปัญญาคือแสงสว่างที่นําไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ ทั้งปวง พระพุทธองค์ทรงใช้ผืนโลกเป็นห้องเรียน สรรพสัตว์ทั้งมวลคือผู้เรียน ตลอดพระชนม์ ชีพภายหลังจากการตรัสรู้ ทรงทําหน้าที่เป็นบรมครูสั่งสอนเวไนยบุคคลให้เกิดความรู้ความ เข้าใจในชีวิต เกิดปัญญาและดวงตาเห็นแจ้ง ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานต์ บอกทาง แห่งพระนิพพานแก่เหล่าเวไนยสัตว์หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้มีอยู่เป็นจํานวนมาก และมีระดับยาก ง่าย ลึก ตื้น แตกต่างกันออกไปตามสภาพธรรม ดังนั้น หลักธรรมที่นํามา ทรงสอนหรือถ่ายทอด จึงได้ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาให้เข้ากับสภาพผู้เรียนและสภาพการ เรียนการสอนในขณะนั้นเป็นเรื่องๆ ไป จึงมีผลเกิดขึ้นทุกครั้งที่ทรงสอน ทําให้ประสบ ความสําเร็จในการสอน ทําให้ผู้ฟังได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นพุทธะ หลักการและวิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนตามแนวพุทธจริยามีหลายประการ โดยยึดผู้เรียนและเนื้อหาเป็นสําคัญว่า จะใช้วิธีการสอนแบบใดให้เหมาะสมกับผู้เรียนและ เนื้อหาที่จะสอน โลกของการเรียนรู้ตามโลกทัศน์พระพุทธศาสนา จึงเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มี ขอบเขตจํากัด ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้เรียนและการพัฒนาตนเอง แต่หากให้ กําหนดขอบเขตการเรียนรู้ตามแนวคิดพระพุทธศาสนา ก็อาจกําหนดขอบเขตได้ว่า เป็นการ เรียนรู้ภายในตัวเรา โดยเอาจิตมนุษย์เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เมื่อใดเราสามารถเข้าใจ ตนเองได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อนั้นเราก็จะเกิดความเข้าใจโลกอย่างทะลุปรุโปร่งด้วยเช่นกัน๔๒ การทําหน้าที่ในฐานะที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้า เป็นภารกิจในฐานะศาสดาของ พระพุทธศาสนาที่จะต้องทําต่อพระสาวก ผู้ประกาศตนถึงพระองค์ว่าเป็นสรณะ งานส่วน ใหญ่ออกมาในรูปขององค์กรพุทธศาสนาที่สามารถสืบสานงานพระพุทธศาสนา นําให้เป็น ประโยชน์แก่พระประยูรญาติและแก่ชาวโลก กล่าวโดยสรุป การดําเนินงานพัฒนาปัญญา ปลุกชาวประชาให้ตื่นตัว ตื่นตามนั้น ทรงดําเนินไปตามหลักของพุทธจริยา ๓ ประการ คือ (๑) ในฐานะที่ทรงเป็นประชากรคนหนึ่งของโลก พระองค์ได้เสด็จพุทธดําเนินไป ประกาศหลักคําสอนตามที่ต่างๆ เท่าที่สามารถจะขยายออกไปได้ในขณะนั้น ทั้งนี้ก็ด้วย พระมหากรุณาต่อชาวโลกทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในถิ่นนั้นๆ (๒) ในฐานะของลูกหลานแห่งราชสกุลทั้งสอง ทรงบําเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ ของพระองค์ด้วยวิธีการต่างๆ ทําให้พระญาติเหล่านั้นได้รับประโยชน์จากธรรมปฏิบัติ อย่างน้อยที่สุดสามารถรักษาศีล ๕ ประการได้ จนถึงบรรลุมรรคผลในชั้นนั้นๆ ๔๒ สุริวัตร จันทร์โสภา, หลักการสอนตามแนวพุทธจริยา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : www.chalburi.mbu.ac.th/content/0002. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๕ (๓) ในฐานะของความเป็นพระพุทธเจ้า ภารกิจอันใดที่ศาสดาผู้เอ็นดูจะต้องการทํา ต่อสาวก พระองค์ทรงบําเพ็ญพุทธจริยาข้อนี้อย่างสมบูรณ์ ทรงยืนยันพระองค์ว่าไม่ได้ปกปิด อะไรไว้ สําหรับเรื่องของความทุกข์ สาเหตุแห่งความทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึง ซึ่งความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีพัฒนาปัญญา ปลุกชาวประชาด้วยวิธีการต่างๆ จะเห็นได้ว่า พุทธจิตวิทยาของพระพุทธเจ้ามีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การวิเคราะห์ แยกแยะประเภทของบุคคลที่มีความแตกต่างกัน การคัดสรรพุทธวิธีในการอบรมสั่งสอน เวไนยสัตว์ตามปัญญาบารมี และการโน้มน้าวจูงใจให้เกิดความศรัทธาตัดสินใจประพฤติ ปฎิบัติจนบรรลุผลสําเร็จ สิ่งต่างๆ เหล่านั้นล้วนเป็นพุทธจิตวิทยาทั้งสิ้น จากสมัยพุทธกาลสู่ยุคปัจจุบัน การเผยแผ่ธรรมเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ๔ ที่ สืบสานเจตนารมณ์ของพระพุทธองค์ในการธํารงรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ซึ่งได้เดินตาม รอยบาทของพระศาสดาเช่นเดียวกัน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างอริยสงฆ์ร่วมสมัย คือพระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ) โดยบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านพบว่า ท่านได้ มีการปฏิบัติตนเป็นต้นแบบในการปฏิบัติธรรมด้วยการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง และ สอนให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง และเป็นต้นแบบในการศึกษา มีการศึกษาทาง คดีโลกและคดีทางธรรม มีความอุตสาหะอดทนศึกษาค้นคว้าหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา อย่างลุ่มลึก แล้วออกมาเผยแผ่ให้พุทธบริษัทศึกษา เรียนรู้ประพฤติปฏิบัติและมีการเผยแผ่ ด้วยเทคนิควิธีการ สื่อ เอกสารและสิ่งพิมพ์ที่หลากหลาย เช่น วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ใช้สื่อศิลปะ สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ เป็นต้น ผลกระทบด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของท่านต่อสังคมไทย พบว่า มีผลกระทบต่อสังคมไทยหลายด้าน คือ ๑) ผลกระทบด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยมีผลกระทบด้านศาสนบุคคล ด้านศาสนธรรม ด้านศาสนวัตถุและ ด้านศาสนพิธี ๒) ผลกระทบด้านการศึกษาโดยรณรงค์ให้นําหลักคุณธรรม ศีลธรรม หลัก จริยธรรมกลับเข้าสู่สถาบันการศึกษาให้ได้เรียนรู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง ๓) ผลกระทบ ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสําคัญกับสิ่งแวดล้อม การสร้าง ถาวรวัตถุให้กลมกลืนกับธรรมชาติการอนุรักษ์ต้นไม้และอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิดในบริเวณ สวนโมกขพลารามและกําหนดให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมต้องให้ความสําคัญกับการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมด้วย๔๓ ซึ่งจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันถึง คุณค่าและผลสําเร็จของจิตวิทยาแนวพุทธ หรือ พุทธจิตวิทยา ได้เป็นอย่างดี ๔๓ พระไพโรจน์ อตุโล (สมหมาย), “วิเคราะห์บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), (บัณฑิต วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า บทคัดย่อ.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๖ ๔.๖ คุณค่าของพุทธจิตวิทยาในการยกระดับจิตใจมนุษย์และการพัฒนาชีวิตและสังคม พุทธจิตวิทยา เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงตั้ง ปณิธานที่จะช่วยเหลือเวไนยสัตว์ด้วยพระกรุณา ปัญญาการตรัสรู้ของพระองค์จึงส่งผลต่อ การพัฒนาชีวิตมนุษย์และสังคม ในหัวข้อนี้จะได้ศึกษาคุณค่าพุทธจิตวิทยาในการยกระดับ คุณภาพและการเยียวยาจิตใจมนุษย์ และคุณค่าพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาชีวิตและสังคม ๔.๖.๑ คุณค่าพุทธจิตวิทยาในการยกระดับคุณภาพและเยียวยาจิตใจมนุษย์ มนุษย์ชอบและปรารถนาการรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และคิดว่านั่นคือธรรมชาติ อย่างที่ เคน วิลเบอร์ กล่าวว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องหรือขับเคลื่อนในมณฑลทัศน์ทั้ง ๔ ด้าน คือ จิต (consciousness) ที่กระจายไปทุกภาคส่วน “ทั้งหมดได้ผ่านพ้นและรวมไว้” (transcend and include)๔๔ คือกลายเป็นความรู้เป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกันของชีวิต รวมทั้งสิ่งที่ไม่มีชีวิต หรือธรรมชาติทั้งหมด พุทธศาสนาบอกว่า จิตมาก่อนเพื่อน มาก่อนจักรวาลอันมีจํานวนไม่ สิ้นสุด เรียกว่า จิตปฐมภูมิซึ่งแยกจากพลังงานปฐมภูมิไม่ได้ ส่วนวัตถุที่มองเห็นนั้นมาทีหลัง แต่เพราะว่ามันมองเห็นและส่วนมากสัมผัสได้ พวกกรีกโดยเฉพาะอริสโตเติลจึงคิดว่ามันมา ก่อน และที่สําคัญที่สุด จึงถือว่ามันคือความจริงชนิดเดียวที่เราเห็นได้ ได้ยินได้ สัมผัสได้ ฯลฯ แต่พุทธศาสนาบอกว่า มันเป็นมายาหรือความเป็นสองที่อาจทําให้เรามีอุปาทาน “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” จึงไม่ใช่ความจริงที่แท้จริง จึงเรียกความจริงแบบนี้ว่า ความจริงทางโลก เพื่อจะให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่รอดได้ในโลกนี้จักรวาลนี้เท่านั้น ตรงกันข้ามกับความ จริงทางธรรมซึ่งเป็นความจริงที่แท้จริง และความรู้ที่สําคัญที่สุด คือจิตวิทยา ที่จะต้อง ขยายไปให้ครอบคลุมเรื่องของจิตทั้งหมด๔๕ การมองโลกของจิตวิทยาพุทธศาสนา เช่น กรณีคนที่นัดกับแฟน แล้วแฟนไม่มา ถ้ามาหาเรา เราก็จะชวนให้เขาค่อยๆ เข้าใจว่า เขาอยากจะให้ต้นไม้ตรงตามใจเขาเป็นไปได้ ไหม แต่ถึงต้นไม้ไม่ตรง ถ้าเราอยู่กับมันได้นะ เราได้ประโยชน์อะไรจากต้นไม้ต้นนี้ไหม เพราะ อย่างไรต้นไม้ก็ตรงตามใจเราไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการให้ต้นไม้ตรงตามใจเรา เราจะ รู้สึกขัดเคืองขัดแย้ง ไม่เป็นสุข เพราะฉะนั้น หลักพระพุทธศาสนาที่เราจะนําเอามาใช้ก็คือ ๔๔ Ken Wilber, A Brief History of Everything, (Dublin: Gill & Macmillan Ltd., 1996), p. 86. ๔๕ ประสาน ต่างใจ, ความจริงทางโลก-แยกส่วน ความจริงทางธรรม-เชื่อมโยง, หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจําวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.jitwiwat.blogspot.com/2011/07/blog-post_15.html. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๗ อริยสัจสี่ หรือ ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งถือว่าเป็นหลักของความจริงทั้งปวงของการดําเนิน ชีวิตของทุกคนในโลก๔๖ หลุมพรางของโลกมีอยู่เป็นอันมาก คอยดึงดูดให้คนตกลงไป ผู้ไม่มีแว่นธรรม หรือกล้องส่องทางไกล คือ ธรรม (ธรรมาทาสะ) ย่อมเป็นการยาก ที่จะมองเห็น เมื่อตกลงไปแล้วบางทีก็ชื่นชมยินดีอยู่ในหลุมพรางนั้น ไม่คิดจะดึงตัวขึ้นมาชีวิต ที่ไม่มีอุปาทาน จึงเป็นชีวิตที่ปลอดโปร่งสบาย ปล่อยสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย (ยถาปจฺจยํปวตฺตนฺติ) เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ด้วยรู้เท่าทัน ด้วยปัญญาอันชอบ มิใช่เข้า ไปเกี่ยวข้องอย่างมืดบอด ซึ่งจะก่อโทษให้นานัปการ๔๗ จิตวิทยาแนวพุทธ มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะสําหรับนักจิตวิทยาการปรึกษา และผู้ที่อยู่ในสายงานด้านสุขภาพจิตในฐานะที่มีบทบาทโดยตรงในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์ในมิติทางด้านจิตใจ โดยสามารถนําจิตวิทยาแนวพุทธไปใช้ในกระบวนการทาง จิตวิทยาได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การให้การปรึกษาทางจิตวิทยาแบบรายบุคคล และ แบบกลุ่ม จิตวิทยาแนวพุทธเป็นเครื่องนําทางที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการ ให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทางด้านจิตใจในหลากหลายมิติตั้งแต่การเยียวยาจิตใจผู้คนที่ มีปัญหาทางจิตใจในระดับที่รุนแรง เช่น บุคคลที่ประสบความสูญเสียจากภัยพิบัติเช่น สึนามิ รูปแบบกิจกรรมเชิงพุทธจิตวิทยาโดยมีรูปแบบที่ผสานพิธีกรรมและการปฏิบัติทาง พระพุทธศาสนา เช่น การรักษาศีลสวดมนต์แปลเจริญเมตตากรรมฐาน สนทนาธรรม อุทิศกุศล ร่วมกับการให้การปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา๔๘ แบบกลุ่ม สามารถนํามาประยุกต์ร่วมกับ การปฏิบัติตามหลักพทุธศาสนา เพื่อช่วยลดความเศร้าโศกเนื่องจากการสญูเสียผู้เป็นที่รักได้ ๔๖ ประกาศอิสรภาพแห่งดวงใจ, ห้องสนทนา : โสรีช์ โพธิแก้ว คนหัวแถวแห่ง “จิตวิทยา พุทธศาสนา”, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=enlighten &date =.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๔๗ วศิน อินทสระ, “ความสุขจากความไม่เห็นแก่ตัว และความสุขจากความไม่ยึดมั่นถือ มั่น”, การแสดงปาฐกถาที่ตึกสรีรวิทยาแก่นายแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑. ๔๘ การปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา คือกระบวนการส่งเสริมความเจริญงอกงามของบุคคล (Personal growth) และการคลายจากภาวะแห่งความยึดมั่นที่ฝืนกระแสความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแก้ไขประเด็นที่ค้างคาในใจของบุคคลโดยอาศัยกระบวนการทั้งในกระแสกลุ่ม และกระแส บุคคลตามแนวอริยสัจ ๔ คือการสร้างปฏิสัมพันธ์สํารวจความทุกข์คือปัญหาในใจ การสํารวจเห็น สาเหตุ แห่งทกุข์คือตัณหา ได้แก่ความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงของชีวิตกับความคาดหวังในใจของตนที่ไม่ อาจเป็นจริงได้ เพื่อให้เกิดกระบวนการเข้าใจเห็นจริง คลายความยึดมั่นถือมั่นในความคาดหวังในใจตนเอง และนําไปสู่การหาทางออกในทางปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยตนเองต่อไป
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๘ อย่างมีประสิทธิภาพ๔๙ เช่น จากการศึกษาผลของการบําบัดพฤติกรรมเสพติดด้วยหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา อันได้แก่ การทําสมาธิเพื่อฝึกสติทางสายกลาง หลักไตรลักษณ์และ มรรคมีองค์ ๘ เพื่อให้ผู้รับการบําบัดได้ตรวจสอบการทํางานของจิตใจให้รู้เท่าทันความคิด และความรู้สึกของตนเอง ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และพัฒนาทัศนคติที่ถูกต้อง ต่อประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิต เพื่อให้ผู้รับการบําบัดสามารถควบคุมตนเองไม่ให้ตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าหรือความอยากเหมือนที่ผ่านมา ผลจากประสบการณ์ในการบําบัดพฤติกรรมเสพติด พบว่าต้นเหตุของพฤติกรรมเสพติดเกิดจากจิตใจซึ่งการปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สามารถช่วยลดพฤติกรรมการเสพติดได้๕๐ นอกจากนี้การนําไปใช้เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพจิตใจให้แก่คนทั่วไป เช่น ผู้บริหาร พนักงานในองค์กร นักศึกษา และนักเรียน เป็นต้น เนื่องจากในการทํางาน โดยส่วน ใหญ่เป้าหมายสุดท้ายของความพยายามเหล่านี้ก็เพื่อการสร้างผลงานที่มากขึ้นหรือมี ประสิทธิภาพงานดีขึ้น เพราะองค์กรโดยมาก ไม่ว่าจะเป็นราชการหรือธุรกิจหรือแม้แต่ องค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทําให้คนในองค์กรมีความสุข แต่มีเป้าหมายจําเพาะที่ ต้องบรรลุ ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เป็นไปเพื่อนําไปผลักดันองค์กรให้บรรลุ เป้าหมายอีกทีหนึ่ง ไม่แปลกที่หลายองค์กรได้พัฒนาความรู้และทักษะในการทํางาน หรือ แม้แต่ปรับปรุงคุณภาพและระบบงานได้อย่างครบถ้วนก้าวหน้า แต่ยังขาดสิ่งที่จะขับเคลื่อน ระบบ หรือความรู้เหล่านี้ คือระบบสัมพันธ์ของผู้คนในองค์กรที่ยังง่อนแง่นพิกลพิการ วิธีการหนึ่งที่เห็นกันอย่างแพร่หลาย คือการนําเอาทีมบริหารมาร่วมกันปรับแนวทางการ บริหารแบบ “ดูแลหล่อเลี้ยง” ให้มากขึ้น เช่น พูดจาดีๆ และรับฟังพนักงานมากขึ้น แทนที่ จะด่า ติ ตรวจสอบ หรือเร่งรัดเอาแต่ผลงานเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยจิตวิทยาแนว พุทธเข้ามาจัดการโดยการใช้ น้ําคํา น้ําใจ น้ํามือ เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งสิ้น๕๑ การที่จะสามารถนําแนวคิดจิตวิทยาแนวพุทธไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นักจิตวิทยาหรือผู้ที่จะนําแนวคิดไปใช้จะต้องฝึกฝนและพัฒนาตนเองให้เกิดความเข้าใจสิ่ง ทั้งหลายตามที่เป็นจริง รู้จักวางใจ วางท่าทีและปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คือนักจิตวิทยาจะต้องมีสัมมาทิฏฐิในตนเองนั่นเอง โดยสัมมาทิฏฐิ ๔๙ พระปณต คุณวฑฺโฒ (อิสรสกุล) และ สาระ มุขดี,ผลของการเยียวยาความเศร้าโศกของผู้ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักด้วยกิจกรรมทางพุทธศาสนา และการปรึกษาเชิงพุทธจิตวิทยา, วารสารสมาคม จิตแพทย์แห่งประเทศไทย ๒๕๕๔; ๕๖(๔) : ๔๐๓–๔๑๒. ๕๐ Marlatt, Alan G, 2002, “Buddhist Philosophy and the Treatment of Addictive Behavior.” Cognitive and BehavioralPractice 9: 44-50. ๕๑ หลักมนุษยสัมพันธ์ตามแนวคิดจิตวิทยาตะวันออก (พระพุทธศาสนา), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.watcharina.com/board/index.php?topic=1014.msg5053.[๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๔๙ ของนักจิตวิทยานี้จะเป็นเสมือนแสงสว่างส่องทางที่จะช่วยให้นักจิตวิทยาเห็นถึงสาเหตุที่ แท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการ และรู้ว่า ควรจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มารับ บริการด้วยวิธีใด เพื่อช่วยลดความทุกข์อันเกิดจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง และส่งเสริมการ ดําเนินชีวิตด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเผชิญปัญหา หรือจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างสอดคล้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น๕๒ ๔.๖.๒ คุณค่าของพุทธจิตวิทยาในการพัฒนาชีวิตและสังคม การพัฒนาด้านจิตวิญญาณของสังคมไทย วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ คือรากเหง้า แห่งปัญหาความเจ็บป่วยที่ปรากฎออกมา ขณะที่ทรัพยากรทางจิตวิญญาณ มีอยู่จํากัด มิติ ด้านวัตถุและจิตวิญญาณไม่อาจแยกขาดจากกันได้และการผสมผสานกันในสัดส่วนที่ เหมาะสม การแสวงหาความสุขด้านวัตถุโดยละเลยความสุขทางจิตวิญญาณ จะนําไปสู่ความ ต้องการในการตอบสนองทางวัตถุอันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความพอใจต่อการสนองความ ต้องการทางวัตถุในระดับหนึ่งจะอิ่มตัวอย่างรวดเร็วและจะเป็นต้นตอของความอยากยิ่งขึ้นไป อีก ในทางตรงกันข้าม ความสุขทางจิตวิญญาณจะทําให้ความต้องการทางวัตถุลดลง อิทธิพลพระพุทธศาสนาต่อจิตวิญญาณสังคมไทย เนื่องจากประเทศไทย ก็ตกอยู่ใน ภายใต้อิทธิพลของวัตถุนิยม เมื่อจะพิจารณาถึงพระพุทธศาสนา และความคิดเรื่องจิต วิญญาณของสังคมไทย พระพุทธศาสนายังมีบทบาทสําคัญในสังคมไทย โครงสร้างทาง สังคม ยังเป็นชุมชนเกษตรกรรมเสียเป็นส่วนมาก วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนทั้งในด้าน การศึกษา การรักษาพยาบาล วัฒนธรรมและความคิดทางจิตวิญญาณ ถึงแม้ว่าฆราวาสชน จะไม่ค่อยมีการศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งนัก พวกเขาก็ยังได้รับอิทธิพล ผ่านวัฒนธรรมทางวัตถุต่างๆ ที่เนื่องด้วยความคิดทางจิตวิญญาณ อันปรากฎอยู่ทุกๆ ที่ ทั้งที่ เป็นวัด พระพุทธรูปและพระเจดีย์ การทําบุญตักบาตรทุกเช้าและประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ที่ เกี่ยวกับพระสงฆ์และวัดในชีวิตประจําวัน ล้วนมีความหมายในด้านการยกระดับทางจิต วิญญาณ การปฏิบัติสัมมาสมาธิได้ช่วยให้ปัจเจกบุคคลหลุดพ้นมามากแล้วและได้บรรลุซึ่ง อุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนา ในด้านจิตวิญญาณพระพุทธศาสนาที่เข้มข้นรวมทั้ง วัฒนธรรมท้องถิ่นได้มีอิทธิพลต่อการก่อร่างบุคลิกของคนไทย แม้ว่าบุคลิกภาพของคนไทยจะ มีลักษณะผสมผสาน มีบุคลิกภาพที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บุคลิกภาพของ คนไทยโดยทั่วๆ ไปจะประกอบด้วยความเมตตา ความเป็นมิตร และความไม่ยึดติดหรือ ความปรับตัวยืดหยุ่น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เกียรติศัพท์เรื่องการมีไมตรีจิตมิตรภาพและความ เปิดเผยในด้านวัฒนธรรมก็เป็นที่รู้จักกันดีของคนทั่วไป ศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาฮินดู อิสลาม ๕๒ ชมพูนุท ศรีจันทร์นิล, จิตวิทยาแนวพุทธ : แนวทางเพื่อการเยียวยาและพัฒนาจิตใจมนุษย์, วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๔ เดือนตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๒. หน้า ๒๐๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๐ ซิกซ์และ คริสต์ สามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติในสังคมไทยประเทศไทยสามารถผ่านพ้น วิกฤตการณ์สําคัญ ๒ ประการ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะโชคช่วย หากเป็นเพราะคุณูปการจาก บุคลิกภาพของคนไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดทางจิตวิญญาณของพระพุทธศาสนา ประการแรก คือ ลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตก ซึ่งได้ครอบงําประเทศเพื่อนบ้านทุก ประเทศ ยกเว้นประเทศไทย ประการต่อมา คือการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค นี้ ตามทฤษฎีโดมิโน ประเทศไทยไม่น่าจะรอดพ้นไปได้แต่เราก็สามารถผ่านพ้นมาได้และทํา ได้อย่างงดงามด้วยความปรับตัวยืดหยุ่นซึ่งได้รับอิทธิพลจากความคิดทางจิตวิญญาณของ พระพุทธศาสนา การเปลี่ยนแปลงทางสังคมกับผลกระทบต่อจิตวิญญาณสังคมไทยนั้น ประเทศไทย กําลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระบวนการทําให้ทันสมัยส่งผลให้ช่องว่างทางสังคม แผ่กว้างออกไปทุกขณะ สังคมชนบทกําลังล่มสลาย ขณะที่ในเมืองเกิดการกระจุกตัว เกิด อาชญากรรม การฉ้อราษฎร์บังหลวง การค้าประเวณี การละเมิดสิทธิเด็ก โรคเอดส์ วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม กระแสการพัฒนาด้านจิตวิญญาณในอนาคต ท่ามกลางความ มืดมนก็พอมีแสงสว่างอยู่บ้าง ดังรายละเอียด ๕ ประการ๕๓ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ๑) การอุบัติขึ้นของนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นในสังคม ร่วมสมัย ๒ ท่านคือ พุทธทาสภิกขุและ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ได้อธิบายคําสอน ทางพระพุทธศาสนา ด้วยปัญญาญาณ และความกล้าหาญอันสูงส่ง บทบาทของท่านมีความสําคัญเทียบเท่า บทบาทของพระพุทธโฆษาจารย์นักปราชญ์ชาว อินเดียผู้มีชื่อเสียงเมื่อพันปีที่แล้ว อีกท่านหนึ่งคือ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) ผู้ซึ่งได้ จัดแจงเรียบเรียงหลักพุทธธรรมอย่างเป็นระบบ ใน ลักษณะที่คนร่วมสมัยจะเข้าใจได้ง่าย ผลงานของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่านได้กระตุ้นให้เกิดกระแสการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งในระดับ ท้องถิ่นและนานาชาติ ๒) ความสนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบพุทธมีมากขึ้น สมาธิภาวนาเป็น องค์ประกอบสําคัญประการหนึ่ง ใน การศึกษาพระพุทธศาสนา การศึกษาแต่เพียงทฤษฎี อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการที่จะทําให้เกิดความเข้าใจและการพัฒนาได้ ขณะนี้มีแนวโน้ม เกี่ยวกับความสนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบพุทธเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทยและ ต่างประเทศ เช่น ในทวีป ยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย เป็นต้น ๓) การน าหลักพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูพัฒนาชุมชน และการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการขจัดปัญหาทางสังคม และการทําลายสิ่งแวดล้อมในชนบท อันเป็นผลมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นําจุดประกายความคิดและ ๕๓ พุทธศาสนากับจิตวิทยาสังคมไทย, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. kiddee49- 001.blogspot.com/2006/10/blog-post.html. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎ บทที่ ๔ จิตวิทยาแนวพุทธ : พุทธจิตวิทยา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมวํโส แสนพงษ์) ๑๕๑ การปฎิบัติร่วมกับนักวิชาการ ผู้นําชุมชน องค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งพยายามประยุกต์หลัก พระพุทธศาสนาในการฟื้นฟูพัฒนาชนบทและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนปรากฎผลดีหลาย ประการ ประกอบด้วยการปฏิบัติธรรม การจัดตั้งองค์กรชุมชน การส่งเสริมเกษตรกรรม ธรรมชาติ และการรักษาป่าชุมชน รูปแบบการฟื้นฟูพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยอาศัยหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนานี้มีความสําคัญมาก เพราะเป็นการพัฒนาที่ ผสมผสานองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกัน ๗ ประการ กล่าวคือ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและการศึกษา และกําลังมีการดําเนินการให้เกิดการโยงใย เป็นเครือข่ายและแพร่ขยายรูปแบบการพัฒนานี้ออกไปอีก ทั้งหมดที่กล่าวมาเหล่านี้ได้นําไปสู่การกินอยู่ที่ดีขึ้นและการฟื้นคืนมาของ วัฒนธรรมชุมชนและสภาพนิเวศวิทยา ลดปัญหาอาชญากรรม และคืนความสุขให้กับ ประชาชนและสังคม ๔) การปรับปรุงระบบศึกษาของพระสงฆ์ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่ง ใน กรุงเทพมหานคร คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฎราชวิทยาลัย เพื่อยกระดับ การศึกษาพระพุทธศาสนาให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ มีการวิจัยและการ ส่งเสริมศักยภาพบุคลากรองค์กรทางพระพุทธศาสนาให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ ภาวะวิกฤตของโลก นอกจากนี้ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยของฆราวาสหลายแห่งยังส่งเสริมให้มี การจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาขึ้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการสร้างภูมิคุ้มกัน ทางจิตใจ และจิตวิญญาณให้กับเยาวชนรุ่นใหม่อีกด้วย ๕) การสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาระดับชาติและสากล มีการวิจัย เชิงบูรณาการ การจัดกิจกรรมทางวิชาการ การปฏิบัติสมาธิภาวนาและการพัฒนาชุมชน ระดับนานาชาติการแลกเปลี่ยนและการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติจะช่วยเปิดทัศนะของ ชาวพุทธเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มพูนศักยภาพของพระพุทธศาสนาใน การเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือแก้ไขวิกฤตการณ์ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับโลก ซึ่งศูนย์กลางการ พัฒนาด้านเศรษฐกิจของโลก กําลังเคลื่อนผ่านน่านน้ํามหาสมุทรแปซิฟิก มาสู่ทวีปเอเซีย โดยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนได้รับการคาดหมายว่า จะเป็นประเทศ มหาอํานาจภายในศตวรรษหน้านี้ ดังนั้น จึงมีความพยายามร่วมมือกันที่จะผสมผสาน ญาณ ปัญญาแบบชาวเอเซียซึ่งมีรากฐานจากพระพุทธศาสนา เข้าสู่กระบวนการแห่งพัฒนาการ (ทางเศรษฐกิจ) เพื่อจะนําไปสู่ความยั่งยืนของโลก โดยไม่ทําให้เกิดภาวะวิกฤตดังเช่นการ พัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างที่แล้วๆ มา ภาพของสังคมโลกในอนาคต พอจะสรุปได้ดังนี้ จะมีระบบเศรษฐกิจและการค้า แบบไร้พรมแดน มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารเป็นอย่างมาก สังคมโลก แคบลง (ยุคโลกาภิวัตน์) มีการลื่นไหลระหว่างวัฒนธรรมมากขึ้น และการเมืองแบบเสรี ประชาธิปไตยจะได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทาง