เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๒ - ค าว่า มานสะ หมายถึง ใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มนัส ได้แก่ กิจกรรมด้าน ปัญญา ความรู้และเหตุผล นั่นหมายความว่า “ธรรมชาติใดที่มีฉันทะไว้ภายใน ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มนัส” - ค าว่า มนายตนะ หมายถึง อายตนะคือมนะ (มโน, ใจ) กล่าวคือ มนะหรือใจ เป็น อายตนะหนึ่งหรือเป็นเครื่องติดต่อเพื่อการรับรู้อารมณ์อย่างหนึ่ง ในบรรดาอายตนะ ๖ นั่น หมายความว่า “ธรรมชาติใดที่ต้องอาศัยอายตนะเป็นเครื่องติดต่ออารมณ์ที่มากระทบ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มนายตนะ” - ค าว่า มนินทรียะ หมายถึง อินทรีย์คือ มนะ กล่าวคือ มนะหรือใจ เป็นอินทรีย์ อย่างหนึ่ง นั่นหมายความว่า “ธรรมชาติใดที่ต้องอาศัยอายตนะเป็นอินทรีย์ที่ครองความเป็น ใหญ่ในกิจทั้งปวง ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มนินทรีย์” (๓) วิญญาณ หมายถึงอาการที่จิตเข้าไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ หรือผลที่เกิดจากการ กระทบระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก เป็นรากเหง้าของศัพท์ ๓ อย่างคือ วิญญาณขันธ์มโนธาตุ และตัชชา มโนวิญญาณธาตุ - ค าว่า วิญญาณขันธ์แปลว่า กองแห่งวิญญาณ เป็นศัพท์ที่ใช้ในขันธ์ ๕ อันเป็น เครื่องแสดงว่าวิญญาณมีอยู่หลายอย่าง เช่น จักขุวิญญาณ เป็นกองหนึ่ง โสตวิญญาณ เป็น กองหนึ่ง เป็นต้น นั่นหมายความว่า “ธรรมชาติใดที่มีจิตวิญญาณเป็นเหตุปัจจัยมาประกอบ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาณขันธ์” - ค าว่า มโนธาตุแปลว่าธาตุคือมโน ธาตุที่ท าหน้าที่รับรู้หมายถึงวิญญาณในวิถีที่ เรียกว่าวิถีวิญญาณ นั่นหมายความว่า “ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโนธาตุ” ได้แก่อาวัชชนจิต และ สัมปฏิจฉนจิต - ค าว่า ตัชชา มโนวิญญาณธาตุ เกิดขึ้นต่อจากมโนธาตุ ได้แก่ วิญญาณในวิถี ประเภทสันตีรณจิต และโวฏฐัพพนจิต (๔) หทยะ (ธรรมชาติใด ที่รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน ธรรมชาตินั้นชื่อว่า หทัย) มี ความหมาย ดังนี้ - หมายถึง หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อ ซึ่งท าหน้าที่สูบฉีดโลหิตเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย อยู่ที่ทรวงอกด้านซ้าย มีหลักฐานปรากฏอยู่ในอาการ ๓๒ - หมายถึง มันสมอง ตามหลักฐานทางสรีรวิทยา แพทย์พบว่า สมองเป็นต้นก าเนิด แห่งการคิด ส่วนหลักฐานทางอภิธรรมอธิบายว่า มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ อาศัยรูปใด เป็นไป รูปนั้นเรียกว่า หทัยวัตถุ - หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด (๕) ปัณฑระ แปลว่า ธรรมชาติที่ผ่องใส เหตุที่ท่านใช้ค าว่า ปัณฑระ เป็นชื่อของ จิต เพราะจิตสามารถท าให้ผ่องใสได้ นั่นหมายความว่า “ธรรมชาติใดที่มีลักษณะผ่องใส ธรรมชาตินั้นชื่อว่า ปัณฑระ"
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๓ ๒) ความหมายของจิตในทัศนะพระพุทธศาสนา จิตฺต แปลว่า ธรรมชาติของปรมัตถ์ส่วนหนึ่ง ที่มีลักษณะรู้ในเมื่อได้กระทบอารมณ์ ทั้ง ๖ เช่น เมื่อเห็นรูป ก็รู้ว่าเห็นรูปารมณ์คือ สีต่างๆ หูได้ยินเสียง ก็รู้ว่าได้ยิน สัทธารมณ์ “จิต” คือ ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ธรรมชาตินั้นคือ จิต อารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้” ๓๐ ปกติการรู้ มี๓ ชนิด คือ (๑) รู้โดยสัญญาเจตสิก เหมือนเด็กเห็นเหรียญเงิน รู้ว่าเป็นของกลมๆ แต่ไม่รู้ว่าเงิน (๒) รู้โดยวิญญาณ เหมือนผู้ใหญ่เห็นเหรียญเงิน รู้ว่าเป็นของกลมๆ และเป็นเงิน (๓) รู้โดยปัญญา เหมือนผู้เชี่ยวชาญดูเหรียญเงิน รู้ว่าเป็นเหรียญจริงหรือเหรียญ ปลอม และประกอบด้วยธาตุอะไรด้วย ดังนั้น การรู้โดยจิตเป็นการรู้มากกว่าการรู้โดยสัญญา แต่ไม่รู้ชัดแจ้งเหมือนการรู้โดยปัญญา ความหมายในรูปวิเคราะห์ของค าว่า จิต ได้รูปวิเคราะห์ว่า “อารมฺมณ จินฺเตตีติ จิตฺต (ธรรมที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่า คิดซึ่งอารมณ์) เมื่อว่าโดยลักษณะจิตมีการรู้แจ้ง อารมณ์เป็นลักษณะ (วิชานนลกฺขณ) มีการเป็นหัวหน้าเป็นกิจ (ปุพฺพงฺคมรส) มีการเกี่ยวข้อง กันเป็นปัจจุปัฏฐาน (สนฺธานปจฺจุปฎฺฐาน) มีนามรูปเป็นปทัฎฐาน (นามรูปปทฎฺฐาน)” ๓๑ จิตคือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีลักษณะรู้อารมณ์ คือรู้ในอารมณ์ทั้ง ๖ และรู้ตาม ประตูคือทาง เช่น เมื่อรูป อันได้แก่ คลื่นแสงมากระทบตาก็เห็น สัททะ ได้แก่ คลื่นเสียงมา กระทบหูก็ได้ยิน จมูกกระทบกลิ่น ก็ได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส ก็รู้รส กายสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็รู้ว่าได้สัมผัส คือรู้ในลักษณะของเย็น ร้อน อ่อน แข็งนั้น ส่วนทวารที่เรียกกันว่า มโนทวาร คือจิตหรือใจนั้น จิตที่เกิดขึ้นทางทวารนี้ ก็มีความรู้จักถึงการคิดนึกอารมณ์ที่เป็นเรื่องราว ต่างๆ มีดีบ้าง ชั่วบ้าง พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง และคิดนึก เหล่านี้เรียกว่า ธรรมชาติรู้คือ จิต” ๓๒ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่อง จิต ผ่านพุทธพจน์ว่า “ตถาคตเรียกสิ่งนี้ว่า จิต บ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนและวัน เปรียบเหมือนลิงเมื่อเที่ยวไปในป่าเล็กและป่าใหญ่จับกิ่งไม้ปล่อยกิ่งไม้นั้นแล้ว ย่อมจับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วย่อมจับ กิ่งอื่นต่อไป ฉะนั้น ตถาคตจึงเรียกสิ่งนี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณ บ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนและวัน” ๓๓ ๓๐ วินัย อ.ศิวะกุล, ทฤษฎีพุทธจิตวิทยา, (สถาบันพุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์อภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนฯ, ๒๕๒๓), หน้า ๒๔. ๓๑ มหามกุฎราชวิทยาลัย, พระอภิธรรมปิฏก เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑ ธรรมสังคณีและอรรถกถา, (๒๕๒๕), หน้า ๓๑๕. ๓๒ บุณมีเมธางกูร, ความมหัศจรรย์ของจิต, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๕), หน้า ๒๔. ๓๓ ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๔ สรุปความได้ว่า จิตคือสภาวะที่คิดซึ่งอารมณ์ ที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะภายในกับ อายตนะภายนอกมากระทบกันท าให้เกิดความรู้แจ้งในอารมณ์นั้นๆ ขึ้น โดยที่พระพุทธเจ้า ทรงให้ค านิยามสภาวะที่คิดหรือรู้ซึ่งอารมณ์นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ๖.๓ ธรรมชาติของจิต ค าว่า จิต๓๔ คือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในรูปร่าง ของสัตว์ทั้งหลายเป็นธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์ เมื่อจิตยังมีกิเลสอยู่ ย่อมท่องเที่ยวไปใน สังสารวัฏตามอ านาจของกิเลสและกรรมของตน มักตกไปในอารมณ์ที่ตนปรารถนา เกิดเร็ว ดับเร็ว เที่ยวไปไกล และเที่ยวไปดวงเดียว แต่เป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ พุทธปรัชญาให้ ความส าคัญแก่จิตมาก เพราะจิตมีบทบาทส าคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์จิต คือธรรมชาติที่ท า หน้าที่เห็น, ได้ยิน, รับกลิ่น, รับรส, รู้สัมผัส ถูกต้อง ตลอดจนธรรมชาติที่ท าให้เกิดการคิด นึก สภาวะของจิตมีทั้งหมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ อย่าง (โดยพิสดาร) แต่เมื่อกล่าวโดยลักษณะแล้วมี เพียง ๑ เท่านั้น คือรู้อารมณ์ อารมณ์ในที่นี้หมายถึง รูป เสียง, กลิ่น, รส, สิ่งต่างๆ และ เรื่องราวต่างๆ ที่จิตไปรับรู้จิตเป็นนามธรรมและมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วิญญาณ, มโน, มนัส, มนินทรีย์, มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุและ มนายตนะ ความเร็วของจิต อย่างพวก ระเบิดไฮโดรเจน บางอย่างวับเดียวหายไปทั้งตัวเลย แม้แต่ขี้เถ้าก็ยังมองไม่เห็นอันนี้ความเร็ว ของวัตถุแต่จิตยังเร็วว่าวัตถุ ๑๗ เท่า แค่นี้ก็หมดปัญหาไปเลย ๑๗ ขณะจิตเป็น ๑ ขณะรูป ฝ่ายอภิธรรมกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งเกิดดับตลอดเวลาเรามองไม่เห็นมันเองมีการเกิดดับเร็วมากเร็ว ชนิดที่ว่าเราไม่มีเครื่องวัดได้วัตถุเกิดดับเร็วมากอย่างนี้จิตยังเกิดดับเร็วกว่า๓๕ ในทางพุทธปรัชญาได้ให้ความส าคัญกับจิตมากเพราะถือว่า จิตเป็นกลไกในการ ก าหนดระบบแบบแผนในการด ารงชีวิต จึงให้ความส าคัญกับจิตด้วยพุทธพจนน์ว่า “ธรรม ทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ส าเร็จด้วยใจ๓๖ ใจคือจิต หรือ จิตคือผู้ที่กระท าการคิด จิตจึงท างานหรือมีหน้าที่ต่างๆ ที่เรียกว่า กิจลักษณะของจิต ที่สั่งสมกรรมกิเลสและสันดาน ของตน จิตมีลักษณะสั่งสมไว้ซึ่งการสืบต่อของตนเพื่อการมีตัวตนต่อไป คือเมื่อดับแล้ว ต้องเกิดทันทีเมื่อจิต (ความคิด) เกิด นาม รูป ก็เกิด เมื่อนามรูปเกิด จิตนั้นจะมีการยึดถือ (อุปาทาน) เกิดร่วมด้วย และจะเป็นอย่างนี้ตลอดการตราบเท่าที่ตัณหาอุปาทานอันเป็น ๓๔ ค าว่า “จิต” ในทางพุทธปรัชญามีค าที่เป็นไวพจน์ที่ใช้แทนจิตหลายค าด้วยกันได้แก่ มโน มนัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุแต่มีการน าเอาไปใช้ใน บริบทต่างกันตามความเหมาะสม ดูรายละเอียดใน อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๖/๒๘. ๓๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), นรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ บริษัทพิมพ์สวยจ ากัด, ๒๕๔๗), หน้า ๔๒. ๓๖ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๑/๒๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๕ ต้นตอแห่งวัฏฏ์ยังไม่ถูกขจัดไปจากจิตของเรา๓๗ ซึ่งการศึกษาธรรมชาติของจิตในหัวข้อนี้ ผู้ เรียบเรียงจะได้ศึกษาธรรมชาติของจิตตามแนวคิดของทางตะวันตก และศึกษาธรรมชาติของ จิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ไปตามล าดับ ๖.๓.๑ ธรรมชาติของจิตตามแนวคิดตะวันตก การศึกษาธรรมชาติของจิตในทัศนะของปรัชญาตะวันตก โดยภาพรวมแล้ว สามารถประมวลผลการศึกษาโดยจัดกลุ่มทัศนะได้เป็น ๕ กลุ่ม๓๘ ดังต่อไปนี้ ๑) กลุ่มสสารนิยม (Materialism) : “จิตคือสสาร” (Mind is Matter) นักปรัชญากลุ่มสสารนิยม ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ความแท้จริงของสรรพสิ่งมี เพียงสสารอย่างเดียวเท่านั้น จิตเป็นรูปแบบการท างานของสสาร สสารที่มีโครงสร้างซับซ้อน สามารถท างานได้มากกว่าสสารที่มีโครงสร้างง่ายๆ โดยเฉพาะร่างกายมนุษย์มีระบบประสาท ซึ่งเป็นสสารเชื่อมโยงกับสมองซึ่งก็เป็นสสารเช่นกัน ระบบประสาทและสมองท างานร่วมกัน จนสามารถคิดหรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งเร้าได้ เหตุการณ์ทางจิตและเหตุการณ์ทางกายมี ลักษณะอย่างเดียวกัน คือเกิดจากประสานสัมพันธ์ของมวลสารที่เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหว ทางกายภาพที่เกิดขึ้นในสมองเรียกว่า การคิด และนี่เป็นผลของเหตุการณ์อื่นในโลก ของสสารไม่ว่าในร่างกายเราหรือนอกร่างกาย ดังนั้น การเกิดการเคลื่อนไหวทางกายภาพในตัวเราและนอกตัวเรา ความรู้สึก ทุกอย่าง ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากกระบวนการทางภายภาพในระบบประสาทและสมองของเรา เมื่อจิตคือการท างานของระบบประสาทและสมอง เมื่อร่างกายแตกสลาย จิตก็ดับสูญไปด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้นักสสารนิยมจึงตอบค าถามว่า “จิตคือสสาร” (Mind is Matter) ๒) กลุ่มจิตนิยม (Idealism) : “จิตคือสาระ” (Mind is Substance) นักปรัชญากลุ่มจิตนิยม ซึ่งมีความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ความแท้จริงของสรรพสิ่งมีเพียง จิตดวงเดียว เป็นอสสาร แบ่งแยกไม่ได้ และเป็นอมตะ ดังนั้น นักจิตนิยมจึงให้ตอบว่า “จิตคือสาระ” (Mind is Substance) ค าว่า สาระ หมายถึง แก่นแท้ หรือ ความเป็นจริง เบื้องหลัง หรือสิ่งที่ท าให้คุณภาพต่างๆ มีอยู่ได้ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องไม่ได้ ๓) กลุ่มแนวความคิดของค้านท์ (Immanuel Kant) : จิตคือตัวการจัดระเบียบ “จิตเป็นตัวกระท า” (Mind is Action) เป็นศูนย์กลางของการจัดระบบความรู้โดยถือว่าจิต เป็นตัวการกระท า หรือตัวจัดการที่จัดการสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาสู่ตัวเราทางประสาทสัมผัสให้เป็น ระบบความรู้เป็นตัวการหรือกลไกในการรับรู้สิ่งต่างๆ นั่นแสดงให้เห็นว่า เราจะรู้ว่าสิ่งต่างๆ ๓๗ บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญาณ, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ ไร่ เรือนสมาธิ, ๒๕๓๓), หน้า ๒๑-๒๕. ๓๘ ธรรมชาติของจิต มโน หรือวิญญาณ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/36.html.[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๖ เป็นอย่างไรก็ต้องผ่านการจัดการของจิต จิตมีกลไกการถ่ายแบบสิ่งภายนอกให้เราเข้าใจได้ จิตไม่ใช่สิ่งหรือสาระที่เป็นเอกเทศต่างหาก แต่เป็นการจัดระบบและจัดเอกภาพของ ประสบการณ์ของมนุษย์ให้เป็นความรู้ ๔) กลุ่มแนวคิดของฮิวม์ (David Hume) : จิตคือผลรวมทั้งหมดของ ประสบการณ์: “จิตคือภาพพิมพ์ใจและมโนคติ (Mind is Impression and Idea)” โดยกลุ่มนี้ กล่าวคัดค้านแนวความคิดของกลุ่มจิตนิยมที่บอกว่า จิตคือสาระ แยก ต่างหากจากร่างกาย ฮิวม์ถือว่า ความรู้ทุกอย่างมาจากประสบการณ์และสิ่งที่มีในจิตหรือ ความคิดคือภาพพิมพ์ใจ (Impression) และมโนคติ(Idea) ภาพพิมพ์ใจ หรือรอยประทับ คือ สิ่งที่เรารับรู้ขณะมีประสบการณ์ ส่วนมโนคติคือภาพที่เลือนลางในความทรงจ าหลังจาก ประสบการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อเราส ารวจดูความคิดของเรา เราจะพบแต่ประสบการณ์ที่ ผ่านไปแต่ละครั้ง และภาพในความทรงจ าของประสบการณ์สิ่งเหล่านี้ไม่คงที่และเราไม่ พบหลักฐานอะไรที่จะเรียกว่าสาระที่คงที่ตลอดไป เมื่อเป็นเช่นนี้จิตรวมทั้งสมรรถนะ และคุณลักษณะของความเป็นจริงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการประสมประสานหรือผลรวมของ การรับรู้ทางประสาทสัมผัส ๕) กลุ่มปฏิบัตินิยม (Pragmatism) : จิตคือรูปแบบของพฤติกรรม (Mind is Behavior) กลุ่มนักปรัชญากลุ่มนี้โดยการน า จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) นักปรัชญาชาว อเมริกัน ถือว่าจิตและการคิดเป็นลักษณะของการท างานหรือการมีปฏิกิริยาต่อกันของ เหตุการณ์ในธรรมชาติ จิตเป็นกิจกรรมแก้ปัญหา เมื่อเราเผชิญกับปัญหา เราก็ก าหนด ลักษณะของปัญหานั้นและคิดว่าจะแก้ไขอย่างไร ดังนั้น จิตคือพฤติกรรมที่มีการปรับปรุงตัว เมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าในธรรมชาติ หรือปัญหาข้อขัดแย้งเพื่อให้สามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ จิตจึง เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ในการด ารงชีพ ๖.๓.๒ ธรรมชาติของจิตตามแนวพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม พระอาจารย์ทั้งหลายได้ให้ค าจ ากัดความธรรมชาติของจิตไว้ โดยสรุปแล้วมี๓ อย่างคือ ๑) มีการคิดคือรับรู้อารมณ์(จินฺเตตีติจิตต อารมฺมณ วิชานาตีนิอตฺโถ) ธรรมชาติ ที่ชื่อว่าจิต เพราะอรรถว่า คิด คือรู้อารมณ์ ๒) เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์(จินฺเตสิเอเตน กรณภูเตน สมฺปยุตฺตธมฺมาติ จิตฺต) ธรรมชาติที่ชื่อว่าจิต เพราะเป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรม คือ เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๗ ๓) ทำให้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร (จิตฺตึกโรตีติจิตฺต) ธรรมชาติที่ชื่อ ว่าจิตเพราะท าสัตว์และสิ่งของทั้งหลายให้วิจิตร๓๙ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวเปรียบเทียบเรื่องจิตไว้ว่า “เมื่อจิตคิดถึงสิ่งใดก็ตาม จะประกาศเปิดเผยสิ่งนั้นให้ปรากฏในโลก ถ้าโลกนี้ไม่มีจิต สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ก็ไม่ถูกรับรู้ สิ่งเหล่านั้นมีก็เหมือนไม่มี เช่น ทุ่งหญ้า ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่บนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่รู้ว่า มีภูเขา ภูเขาก็ไม่รู้ว่ามีล าธารอยู่ข้างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความลับด ามืด เพราะไม่มีการรับรู้ซึ่งกันและกัน แต่เพราะโลกนี้มีจิต ความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ จึงถูกประกาศ เปิดเผยออกมา จิตจึงเหมือนกับแสงไฟซึ่งส่องสว่างโลกนี้” ๔๐ ดังนั้น เมื่อพูดถึงลักษณะของ จิตตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ก็แบ่งได้เป็น ๒ อย่างคือ ๑) สามัญญลักษณะ หมายถึงลักษณะที่ทั่วไปของจิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับสภาวธรรมอื่นๆ คือลักษณะที่ถูกครอบง าด้วยไตรลักษณ์อันได้แก่ (๑) อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ตั้งอยู่ไม่ได้ตลอดกาล ภาวะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสลายไป (๒) ทุกขัง ไม่สามารถทนอยู่ได้ตลอดไป เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน มีอาการเกิดดับอยู่ ตลอดเวลา หรือเป็นภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและ ขัดแย้งอยู่ในตัว (๓) อนัตตา เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาให้ ยั่งยืน หรือให้คงทนอยู่ไม่ได้บังคับให้เกิดและดับไม่ได้เพราะความไม่มีตัวตน ๒) วิเสสลักษณะ หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวที่ท าให้เกิดเป็นจิต ๔ ประเภทคือ (๑) ลักษณะ คือลักษณะธรรมชาติของจิต ได้แก่การรู้แจ้งในอารมณ์ (๒) รสะ คือหน้าที่ที่ด าเนินไปตามลักษณะเฉพาะตัวของมัน ได้แก่ เป็นประธานใน การรู้ทั้งปวง (โดยอาศัยอายตนะทั้ง ๖) (๓) ปัจจุปัฏฐาน คืออาการที่ปรากฏอันเกิดจากการท างานของจิต ได้แก่ การดับ ขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย (๔) ปัฏฐาน คือเหตุใกล้ที่ท าให้เกิดของจิต เช่น วัตถุรูป อายตนะ และมนสิการ การกระทบกันของเหตุใกล้ทั้งสามนี้ท าให้เกิดการท างานของจิตที่ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ๓๙ ธีรวัส บ าเพ็ญบุญบารมี, จิตมนุษย์ : สภาวธรรม, หน้า ๓. ในบทที่ ๒ ลักษณะและ ความหมายของจิตและเจตสิก, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : www.sriprawat.net/22p.pdf. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๔๐ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธศาสนากับพุทธปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊ฟ, ๒๕๓๓), หน้า ๓๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๘ เมื่อกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของจิตที่เป็นไปบุคคลทั่วไป หรือเกิดขึ้นแก่ปุถุชน อาจมี ลักษณะที่พอสรุปได้ดังนี้ ผนฺทน ดิ้นรน คือดิ้นรนออกไปรับอารมณ์ที่มากระทบตามทวารต่างๆ จปล กวัดแกว่ง คือขาดความมั่นคง เมื่อมีอารมณ์มากระทบเข้าก็อดที่จะหวั่นไหว ไปตามอารมณ์นั้นไม่ได้ ทุรกฺข รักษาได้ยาก คือการที่จะระวังรักษาจิตให้คิดอยู่แต่ในสิ่งที่ดีตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่ท าได้ยากมาก ทุนฺนิวารย ห้ามไว้ได้ยาก คือพยายามระวังจิตไม่ให้คิดในสิ่งที่ไม่ดีนั้น ก็ท าได้ยาก ทุนฺนิคฺคห ข่มได้ยาก คือเมื่อจิตคิดแต่สิ่งที่เป็นความชั่วแล้ว การที่จะบีบบังคับให้ จิตถอยห่างจากความชั่ว ก็เป็นสิ่งที่ท าได้ยาก กามนิปาตน มักตกไปสู่กามารมณ์เสมอ สุณิปุน เป็นสภาวะที่ละเอียดอ่อน ลหุเกิดและดับเร็ว พระพุทธศาสนาถือว่า จิต๔๑ มโน๔๒ วิญญาณ๔๓ เป็นอย่างเดียวกันในด้านสภาวะ เพียงแต่ชื่อที่ใช้เรียกต่างกันเท่านั้น ดังพระพุทธด ารัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลธรรมชาติ ใดที่เรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ธรรมชาตินั้น ขณะที่ดวงเก่าก าลังดับ ดวงใหม่ก็ ก าลังเกิดขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยไปตลอดวันและคืน” ๔๔ จากพระพุทธพจน์บทนี้จะเห็นว่า ค าว่า จิต มโน วิญญาณ เป็นธรรมชาติอย่าง เดียวกัน มีการเกิดดับอยู่เสมอ ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน และการเกิดดับของจิต มโน วิญญาณ เป็นไปในลักษณะสืบต่อ กล่าวคือเมื่อดวงเก่าก าลังจะดับ ดวงใหม่ก็อาศัย พลังงานจากดวงเก่าเกิดขึ้น พระพุทธองค์ทรงใช้ค าเหล่านี้ในหลายๆ แห่ง ซึ่งหมายถึง ธรรมชาติของจิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนานั่นเอง ดังปรากฏเป็นหลักฐาน ดังนี้ ๑) พระพุทธองค์ทรงใช้ค าว่า วิญญาณ อันหมายถึงธรรมชาติที่เป็นวิญญาณ โดยตรง ในปฏิจจสมุปบาท โดยตรัสค าว่า “วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํซึ่งแปลว่า นามรูป ย่อม มีเพราะอาศัยวิญญาณเป็นปัจจัย” ๔๑ ค าว่า “จิต” วิเคราะห์ว่า จินฺเตตีติจิตฺต แปลว่า ที่ชื่อว่า จิต เพราะมีความหมายว่า ย่อมคิด ย่อมนึกถึงอารมณ์(อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใด ย่อมคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต). ๔๒ ค าว่า “มโน” วิเคราะห์ว่า มุนเต พุชฺฌตีติมโน แปลว่า ที่ชื่อว่า มโน เพราะมีความว่า รู้ (อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมน้อมไปหาอารมณ์ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มโน). ๔๓ ค าว่า “วิญญาณ” วิเคราะห์ว่า วิชานาตีติ วิญฺ าณ แปลว่า ที่ชื่อว่าวิญญาณ เพราะมี ความหมายว่า รู้แจ้ง รู้วิเศษ รู้ต่างๆ (อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดที่รู้แจ้งอารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาณ). ๔๔ ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๒๓๑/๑๑๕.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๐๙ ๒) พระพุทธองค์ตรัสถึงการเกิดใหม่ของสัตว์ว่า วิญฺาณพีช แปลว่า สัตว์ไปเกิดได้ เพราะมีวิญญาณเป็นเสมือนเมล็ดพืช ๓) พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า มโน เช่น มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเน ภาสติวา กโรติวา ฯ - มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา แปลว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า - มโนเสฏฺา แปลว่า มีใจประเสริฐที่สุด - มโนมยา แปลว่า ส าเร็จแล้วด้วยใจ - มโนกรรม หมายถึงการกระท าทางใจ กล่าวคือการคิด ๔) ในคาถาพระธรรมบท พระพุทธองค์ได้ตรัสลักษณะของจิตไว้ว่า - ทูรงฺคม แปลว่า รับอารมณ์แม้อยู่ในที่ไกล - เอกจร แปลว่า เที่ยวไปดวงเดียว - อสรีร แปลว่า ไม่มีร่างกาย - คูหาสย แปลว่า มีถ้ าคือร่างกายเป็นที่อาศัย๔๕ ๖.๔ ลักษณะและประเภทของจิต จิตโดยธรรมชาติแล้วแม้จะเป็นเพียงธาตุอย่างหนึ่ง ไม่มีรูป ไม่มีตัวตน แต่ก็มีการ แสดงออกของจิตผ่านความคิด ผ่านการกระท า และผ่านค าพูดของบุคคล ซึ่งเราสามารถ แยกแยะให้เห็นได้ว่า จิตมีลักษณะและมีประเภท เป็นอย่างไร ซึ่งจะได้กล่าวถึงลักษณะของ จิต และประเภทของจิต ไปตามล าดับ ดังนี้ ๖.๔.๑ ลักษณะของจิต ค าว่า จิต มีอรรถอยู่ ๖ ประการคือ ๑) ชื่อว่าจิต เพราะสร้างสิ่งวิจิตร หรือท าให้ วิจิตร ๒)ชื่อว่าจิตเพราะความที่จิตเองเป็นธรรมชาติวิจิตร ๓)ชื่อว่าจิตเพราะถูกกรรมกิเลสสั่งสม ไว้๔) ชื่อว่าจิตเพราะรักษาไว้ซึ่งวิบากอันวิจิตร ๕)ชื่อว่าจิตเพราะสะสมไว้ซึ่งสันดานของตนเอง ๖) ชื่อว่าจิต เพราะมีอารมณ์อันวิจิตร จิตมีดวงเดียวหรือหลายดวง ตามสภาวลักษณะ จิตมี ดวงเดียว ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในขุททกนิกาย ธรรมบท จิตตวรรคว่า “คนเหล่าใดส ารวม จิตที่เที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ า คนเหล่านั้นจักพ้นจากเครื่อง ผูกแห่งมาร” ๔๖ อาจารย์แสง จันทร์งาม นักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวไว้ว่า “จิตในทาง พุทธศาสนาเกิดขึ้นเป็นดวงๆ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบกระท าหน้าที่เสร็จแล้วก็ดับไป แต่ แล้วก็เกิดขึ้นอีก เกิดดับสลับกันไปอย่างรวดเร็วจนดูเป็นจิตดวงเดียวอยู่ตลอดเวลา เปรียบ ๔๕ ดูรายละเอียดใน ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๓๒-๓๗/๓๔-๓๗. ๔๖ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๗/๑๙.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๐ เหมือนดวงไฟฟ้าที่เราเห็นเป็นไฟดวงเดียวตลอดเวลานั้น ความจริงสว่างแล้วดับติดต่อกันไป อย่างรวดเร็ววินาทีละ ๕๐ ครั้ง” ๔๗ ที่ว่า จิตดวงเดียว หมายถึงว่า เกิดขึ้นดวงเดียว (หรือขณะเดียว) แล้วดับเพราะดวง แรกดับ ดวงต่อมาจึงเกิดติดต่อกันไป ดังค าอธิบายในอรรถกถาว่า “อนึ่ง ไม่มีจิตที่สามารถเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน ๗–๘ ดวง เหมือนช่อกัณณิการ์ ในขณะเกิดขึ้นจิตก็เกิดทีละดวง เมื่อจิตดวง (แรก) นั้นดับแล้ว จิต (ดวงต่อมา) ก็เกิดขึ้นทีละ ดวงอีก เหตุนั้น จึงชื่อว่า เที่ยวไปดวงเดียว๔๘ ในขุททกนิกาย มหานิเทส มีพระพุทธพจน์ว่า “ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งปวงเป็นธรรมที่ประกอบกันขึ้นชั่วขณะจิต เดียว ขณะย่อมหมุนไปอย่างรวดเร็ว เทวดาผู้ด ารงอยู่ได้ตั้ง ๘๔,๐๐๐ กัป ก็มิได้ ประกอบด้วยจิต ๒ ดวง(ในขณะจิตเดียว) เป็นอยู่ได้ ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ที่ตาย ไป หรือยังด ารงอยู่ในโลกนี้ ดับไปแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งหมด เป็นอย่างเดียวกัน ดับไปแล้วก็มิได้สืบต่อกัน ขันธ์ที่แตกไปในอดีตอันหาล าดับมิได้ และขันธ์ที่จะ แตกไปในอนาคต มีลักษณะไม่ต่างกับขันธ์ที่ดับในปัจจุบัน สัตว์ไม่เกิดด้วย อนาคตขันธ์ ย่อมด ารงอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ เพราะจิตแตกดับไป สัตว์โลกชื่อว่า ตายแล้ว นี้เป็นปรมัตถบัญญัติ เพราะมีอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายที่แปรไปตามฉันทะ ย่อม เป็นไปไม่ขาดสาย เหมือนน้ าไหลไปตามที่ลุ่ม ฉะนั้น ขันธ์ทั้งหลายถึงการทรงตัวอยู่ไม่ได้แตกไปแล้ว กองขันธ์ในอนาคตก็ไม่มี ส่วนขันธ์ที่เกิดแล้วในปัจจุบันก็ด ารงอยู่ เหมือนเมล็ดผักกาดบนปลายเหล็ก แหลม ฉะนั้น ความแตกท าลายแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ปรากฏอยู่ข้างหน้า ขันธ์ทั้งหลายที่มีการแตกเป็นธรรมดา ด ารงอยู่ มิได้รวมกับขันธ์เก่า ขันธ์ทั้งหลายมาโดยสภาวะที่ไม่ปรากฏ แตกท าลายไปแล้ว ก็ไปสู่สภาวะ ที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและดับไปเหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ ฉะนั้น” ๔๙ ๔๗ แสง จันทร์งาม, ปรากฏการณ์ทางจิต, (กรุงเทพมหานคร : บรรณาคาร, ๒๕๒๔), หน้า ๒. ๔๘ สตฺตฏฺจิตฺตานิปน เอกโต กณฺณิกพทฺธานิ เอกกฺขเณ อุปฺปชฺชิสมตฺถานิ นาม นตฺถิ อุปฺปตฺติ กาเล เอเกกเมว จิตฺต อุปฺปชฺชติ ตสฺมึนิรุทฺเธ ปุน เอเกกเมว อุปฺปชฺชตีติ เอกจร นาม ชาต ฯ (สฺยามรฏฺสฺส เตปิฎกฏฺกถา. ธมฺมปทฏฺกถา. ปฐโม ภาโค ๑๗/๓๑๗. ๔๙ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๐/๕๒.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๑ อธิบายความได้ว่า “ข้อความว่า ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรม ประกอบกันเสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปรวดเร็ว” หมายความว่า ชีวิต ร่างกาย สุขและทุกข์ที่บุคคลมี ก็มีอยู่ที่จิตซึ่งเกิดขึ้นทีละดวงหรือขณะละดวง ช่วงเวลาที่ ธรรมชาติมีสุข เป็นต้น ด ารงอยู่จึงเป็นช่วงสั้นเท่ากับขณะของจิตที่ด ารงอยู่เพียงขณะเดียว แล้วดับไปเท่านั้น” ๕๐ จิตมีหลายดวงตามพระอภิธรรมปิฎกจ าแนกจิตเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ตามหน้าที่ หรือกิจในแต่ละขณะเวลา จิตเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ใน ร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย มักดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก มักตกไปในอารมณ์ที่ตน ปรารถนา เกิดเร็ว ดับเร็ว เที่ยวไปไกล และเที่ยวไปดวงเดียว แต่เป็นธรรมชาติที่ฝึกได้จิตนี้ เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือรับอารมณ์อยู่เสมอ จึงเรียกว่า “รู้อารมณ์” ดังพระบาลีว่า “จินฺเตตีติ จิตฺต , อารมฺมณ วิชานาตีติอตฺโถ. ธรรมชาติที่ชื่อว่า จิต เพราะคิด คือรู้อารมณ์” จิตนี้ มีชื่อต่างๆ ที่เรียกขานกันถึง ๑๐ ชื่อ ดังพระบาลีในธัมมสังคณีว่า “ย ตสฺมึ สมเย จิตฺต มโน มานส หทย ปณฺฑร มนายตน มนินฺทฺริย วิญฺญาณ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺณธาตุ อิท ตสฺมึ สมเย มนินฺทฺริย โหติ” ๕๑ แปลว่า “ธรรมชาติใด ที่มีในสมัยนั้น คือ จิต มโน หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาต ุอัน สมควรแก่ธรรมทั้งหลาย มีผัสสะ เป็นต้น เหล่านั้น ธรรมชาตินั้นก็คือ มนินทรีย์” ๕๒ ดังนั้น ชื่อของจิตทั้ง ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็เป็นอย่างเดียวกัน นั่นเอง แต่ที่เรียกชื่อไปต่างๆ กันนั้น ก็เพราะท าหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับคนคนเดียวท าหน้าที่ หลายอย่าง เช่น เป็นผู้ชาย ซึ่งเป็นพ่อของลูกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ท าหน้าที่เป็นครูบ้าง เป็น ผู้อ านวยการบ้าง เป็นประธานบ้าง เป็นลุงบ้าง เป็นตาบ้าง เป็นต้น ตามหน้าที่และภาวะของตน ดังค าอธิบายในคัมภีร์อัฏฐสาลินี๕๓ อันเป็นอรรถกถาธัมมสังคณีว่า ๕๐ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๒๓๔-๒๓๖. ๕๑ อภิ.สงฺ. (บาลี) ๓๔/๖/๑๕. ๕๒ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๒๑/๑๐-๓๒/๑๒. ๕๓ อัฏฐสาลินีหรือ อรรถสาลินี เป็นคัมภีร์อรรถกถาอธิบายความในธัมมสังคณีแห่ง พระอภิธรรมปิฎก ผลงานของพระพุทธโฆสะ แต่งขึ้นโดยอาศัยอรรถกถาภาษาสิงหล ชื่อมหาปัจจรีย์ ซึ่งนอกจากจะอธิบายค าและศัพท์เทคนิคทางจิตวิทยา เจตสิก รูป นิพพาน ทางพระพุทธศาสนาใน ธัมมสังคณีแล้ว ยังให้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์อีกด้วย ดูรายละเอียดใน คณาจารย์
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๒ (๑) ธรรมชาติใดย่อมคิด ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า จิต (๒) ธรรมชาติใดเมื่อน้อมไปสู่อารมณ์ก็รู้อยู่ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มโน (๓) ใจนั้นเอง ชื่อว่า มนัส (๔) จิตนั่นเอง ชื่อว่า หทัย เพราะอยู่ในภายใน (๕) จิตเป็นธรรมชาติผ่องใส จึงชื่อว่า ปัณฑระ (๖) อายตนะ คือ ใจนั่นเอง ชื่อว่า มนายตนะ (๗) มนะที่เป็นอินทรีย์ชื่อว่า มนินทรีย์ (๘) ธรรมชาติใดรู้ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาณ (๙) ขันธ์คือ วิญญาณนั่นเอง ชื่อว่า วิญญาณขันธ์ (๑๐) มนะที่เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งรู้อารมณ์ ชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุขออธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ อายตนะ และจิต ด้วยภาพ ในตารางด้านล่างนี้ แผนภาพที่ ๑๒ : ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ อายตนะ และจิต๕๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, วรรณคดีบาลี, (กรุงเทพมหานคร : กองวิชาการ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๗๘. ๕๔ แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/imgres?imgurl; http://www.google.co.th /imgres?imgurl=http%3A%2F%2Fwww.buddhism-online.org%2FImages%2FSect02B% 2FPatsaJatasit.gif&imgrefurl. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๓ ลักษณะพิเศษประจ าตัวของจิตมี ๔ ประการ ที่เรียกว่า ลักขณาทิจตุกกะของจิต คือ ๑. วิสยวิชานนลกฺขณ มีการรับอารมณ์เป็นลักษณะ ๒. ปุพฺพงฺคมรส มีการเป็นประธานในธรรมทั้งปวงเป็นหน้าที่ ๓. สนฺทหนปจฺจุปฏฺฐาน มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสายเป็นอาการปรากฏ ๔. นามรูปปทฏฺฐาน มีนามรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด ในการให้ความจ ากัดค าศัพท์ทางพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์นั้น ท่านจะบอก ลักษณะพิเศษประจ าตัวโดยเฉพาะของศัพท์นั้นๆ เช่นนี้เสมอ เพราะเป็นการบอกถึงลักษณะ หน้าที่อาการที่ปรากฏ และเหตุเกิดของธรรมนั้นๆ อย่างชัดเจนที่สุด ๖.๔.๒ ประเภทและระดับของจิต เมื่อกล่าวตามสภาวลักษณะของจิตแล้วก็มีเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ เป็น ธรรมชาติที่รู้อารมณ์แต่เมื่อจ าแนกออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะของตนแล้ว จิต อย่างย่อมี ๘๙ ดวง อย่างพิศดารมี ๑๒๑ ดวง ขอแสดงประเภทและระดับของจิต ดัง ตารางด้านล่างนี้ แผนภาพที่ ๑๓ : ประเภทและระดับของจิต๕๕ จากตรารางจะเห็นว่า จิตทั้ง ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น จ าแนกเป็นนัยต่างๆ ได้ ๖ นัย เท่าที่จ าเป็นควรจะทราบในที่นี้คือ ๕๕ ที่มา: แนวคิดเกี่ยวกับจิต: จิต: พลังจิต: วิถีจิต: วิญญาณ: ใจ: ความคิด: [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.abhidhamonline.org/thesis/thesis2.files/thesis2.htm. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๔ ๑) ชาติเภทนัย คือ การแยกประเภทของจิตออกเป็นชาติสกุล คือ จิตนี้เมื่อจ าแนก โดยชาติสกุลแล้วก็มี๔ ชาติ คือ (๑) กุศลชาติ(จิตฝ่ายกุศล) หมายถึง จิตที่ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข จะพบค าว่า มหากุศลจิต คือ กุศลจิต สามารถให้ผลเกิดขึ้นมากกว่าตน เพราะเป็นพื้นฐานไปสู่การบรรลุ ฌาน อภิญญา มรรค ผล แม้ตนเองเป็นเพียงกุศลจิตหรือมหากุศลจิต ๘ เท่านั้น (๒) อกุศลชาติ(จิตฝ่ายอกุศล) หมายถึง จิตที่มีโทษ ให้ผลตรงข้ามกับกุศลจิต ให้ผล เป็นความทุกข์ เป็นจิตที่ ประกอบกับอกุศลเจตสิก มี๑๒ ดวง คือ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และ โมหมูลจิต ๒ คือ จิตโลภ โกรธ และหลงนั่นเอง (๓) วิบากชาติ(จิตที่เป็นวิบาก) หมายถึง จิตที่เป็นผล ถ้าเป็นผลของกุศล เรียกว่า มหาวิปากจิต เป็นผลของมหา กุศล ถ้าเป็นผลของอกุศล เรียกว่า อกุศลวิปากจิต นั่นคือผล หรือวิบากที่เราต้องรับจากสิ่ง ที่เราได้เราท าไปแล้วนั่นเอง เช่น ได้เห็นภาพดีภาพไม่ดีได้ยิน เสียงดีๆ ไม่ดีได้กลิ่น ดีๆ ม่ดีเป็นต้น วิบากจิตเป็นผลของกรรม จึงไม่ใช่การท ากรรม ไม่ใช่ ฝ่ายกระท า (action) แต่ เป็นผล (result) เมื่อเกิดทุกข์เป็นผล จึงแก้ที่ผลไม่ได้นอกจากท า เหตุที่ดีใหม่ (๔) กิริยาชาติ(จิตที่เป็นกิริยา) หมายถึง จิตที่ท าหน้าที่รับอารมณ์ผ่านมาทางทวาร ๖ (ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นจิตที่ท าหน้าที่ให้ส าเร็จ การพูด คิด ท า เป็นกิริยาที่เกิดกับ พระอรหันต์ไม่ใช่จิตที่เป็น กุศล อกุศล และไม่ใช่วิบาก กิริยาจิต มี๒ ประเภท ได้แก่ มหา กิริยาจิต และ อเหตุกกิริยาจิต โดย (๔.๑) มหากิริยาจิต เป็นจิตที่เกิดกับพระอรหันต์ ซึ่งก็คือมหากุศลจิตนั่นเอง เพียงแต่พระ อรหันต์อยู่เหนือกรรม เหนือบาป–บุญ จิตนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สเหตุกกามาวจร กิริยาจิต เป็นจิตที่ท าให้ส าเร็จการพูด คิด ท า ของพระอรหันต์ ไม่เป็นเหตุของตัณหา อุปาทาน จึง ไม่ท าให้เกิดผลในอนาคต (๔.๒) อเหตุกกิริยาจิต เป็นจิตที่ท าหน้าที่รับอารมณ์ที่ผ่านมาทางทวาร ๖ เป็นจิตที่ เกิดขึ้น โดยล าพังตามธรรมชาติไม่ได้อาศัยกรรม ไม่เป็นบุญบาป จะเกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์มา กระทบทาง ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ (โลภะ โทสะ โมหะ อโล ภะ อโทสะ และ อโมหะ) รวมทั้งจิตยิ้มของพระอรหันต์ด้วย ซึ่งชาติสกุลของจิตทั้ง ๔ ประเภทนี้ นิยมเรียกกันแต่เพียงโดยย่อว่า กุศล อกุศล วิบากและกิริยา ๒) ภูมิเภทนัย คือ การแยกประเภทของจิตโดยภูมิ จิตที่แยกโดยภูมินี้มี๔ ภูมิ คือ (๑) กามภูมิหรือ กามาวจรภูมิ หมายถึง จิตที่เกิดหรือท่องเที่ยวไปหรืออาศัยอยู่ ในกามภูมิหรือกามคุณ อารมณ์ทั้งหลาย ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์เรื่อง นึกคิด เป็นที่เกิดของ วัตถุกามและกิเลสกาม คือสิ่งที่ชอบใจ อารมณ์ที่ชอบใจ ก าหนัดยินดี เช่น มนุษย์ปุถุชน เทวดา สัตว์ในอบายภูมิทั้งหลาย มี๕๔ ดวง
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๕ (๒) รูปภูมิ หรือ รูปาวจรภูมิเป็นจิตที ่เกิดจากการเจริญสมถกัมมัฏฐาน หรือที่เรียกว่า เจริญสมาธิจนจิต สงบเข้าถึงรูปฌาน๕๖ ตั้งแต่ฌาน ๑–๔ (ตามนัยพระสูตร) หรือ ฌาน ๑–๕ (นับตามนัยพระอภิธรรม) อันได้แก่ ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) องค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติสุข เอกัคคตา ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) องค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร ปีติสุข ตติยฌาน (ฌานที่ ๓) องค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติสุข เอกัคคตา จตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) องค์ฌาน ๒ คือ สุข เอกัคคตา ปัญจมฌาน (ฌานที่ ๕) องค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา จัดเป็นกุศลจิตได้ด้วย เป็นวิบาก (ผล) และเป็นกิริยาได้ด้วย อย่างละ ๕ รวม เป็น ๑๕ รูปาวจรภูมิ เป็นระดับจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภพ หรือระดับจิตของบุคคลผู้ได้ รูปฌานแล้ว (๓) อรูปภูมิ หรือ อรูปาวจรภูมิระดับจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปภพ หรือ ระดับจิต ของผู้ได้อรูปฌาน เป็นจิตที่เกิดจากการเจริญสมถกัมมัฏฐานจนเข้าถึงอรูปฌานที่ ๑–๔ ทั้งนี้ ต้องผ่านรูปฌาน ๑–๕ มาแล้ว รูปาวจรและอรูปาวจรจิต มีชื่อว่า “มหัคคตจิต” ซึ่งหมายถึงจิตที่เข้าถึง ความเป็นใหญ่ มีก าลังแก่กล้า สามารถข่มกิเลสที่เรียกว่า นิวรณ์๕ ให้ได้พรหมสมบัติใน พรหมโลก และผู้ได้รูปฌาน อรูปฌาน เมื่อไปปฏิสนธิเป็นรูปพรหม และอรูปพรหม จะมีอายุ ยืนยาวกว่าสัตว์อื่น (๔) โลกุตตรภูมิเป็นจิตที่รับอารมณ์พระนิพพาน หรือเป็นจิตเหนือโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก และอรูปโลก (กามภูมิรูปภูมิและอรูปภูมิ) โลกุตตรจิต ได้แก่ มัคคจิต ๔ ผลจิต ๔ รวมเป็น ๘ ได้แก่ (๑) โสดาปัตติมัคคจิต (๒) โสดาปัตติผลจิต (๓) สกทาคามิมัคคจิต (๔)สกทาคามิผลจิต(๕) อนาคามิมัคคจิต(๖) อนาคามิผลจิต(๗) อรหัตตมัคคจิต(๘)อรหัตตผลจิต จิตเหล่านี้เกิดแก่พระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันบุคคลจนถึงพระอรหันตบุคคล มัคคจิต หรือมรรคจิตทั้ง ๔ เมื่อเกิดแล้วจะเกิดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วดับลงทันที การจ าแนกจิตโดยภูมิตามแนวที่พระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงไว้ในอภิธัมมัตถสังคหะ เป็นการแสดงถึงความเป็นไปของจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในภูมิต่างๆ มีกามภูมิ เป็นต้น อย่างที่เรา ทั้งหลายประสบอยู่นี้ เพราะจะท าให้เข้าใจได้ง่ายกว่าการอธิบายประเภทอื่นๆ ก่อน ทั้ง เป็นเหตุให้เข้าใจจิตประเภทอื่นๆ ไปในตัวด้วย ในจ านวนจิต ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น เมื่อจ าแนกโดยภูมิแล้ว สรุปได้ดังนี้ ๕๖ ฌานจิต หมายถึง จิตที่ประกอบกับองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติสุข เอกัคคตา มี ๖๗ ดวง.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๖ จิตโดยย่อ จิตโดยพิสดาร ๑. กามาวจรจิต๕๗ จ านวน ๕๔ ดวง ๑. กามาวจรจิต จ านวน ๕๔ ดวง ๒. รูปาวจรจิต๕๘ จ านวน ๑๕ ดวง ๒. รูปาวจรจิต จ านวน ๑๕ ดวง ๓. อรูปาวจรจิต๕๙ จ านวน ๑๒ ดวง ๓. อรูปาวจรจิต จ านวน ๑๒ ดวง ๔. โลกุตตรจิต๖๐ จ านวน ๘ ดวง ๔. โลกุตตรจิต จ านวน ๔๐ ดวง รวมทั้งสิ้น จ านวน ๘๙ ดวง รวมทั้งสิ้น จ านวน ๑๒๑ ดวง ตารางที่ ๖ : การจ าแนกจิตโดยย่อและโดยพิสดารในอภิธัมมัตถสังคหะลงในภูมิ ๓ จิต ๘๙ ดวง ที่ขยายเป็น ๑๒๑ ดวงนั้น ก็เพราะนับโลกุตตรจิต ๘ ของท่านผู้ได้ ฌาน ๕ เข้าไปด้วย คือเอา ๕ คูณ ๘ เป็น ๔๐ คือ จิต ๘๙ ดวง ชักออกเสีย ๘ คงเหลือ ๘๑ ดวง แล้วเอา ๔๐ ที่กระจายออกไปแล้วนั้นมานับรวมเข้าจึงเป็น ๑๒๑ ดวง ๓) โสภณเภทนัย คือ การแยกจิตเป็นประเภทโสภณและอโสภณมี๒ อย่าง คือ (๑) โสภณจิต (จิตที่ดีงาม) หมายถึง จิตที่เกิดพร้อมกับโสภณเจตสิก หรือเป็นจิตที่ นอกเหนือจากอกุศลจิต และอเหตุกจิต มี๙๑ ดวง (๒) อโสภณจิต (จิตที่นอกจากโสภณจิต) หมายถึง จิตที่นอกเหนือจากโสภณจิต มี ๓๐ ดวง ๔) โลกเภทนัย คือ การแยกประเภทของจิตที่เป็นอยู่ในโลกทั้ง ๓ และที่พ้นจาก โลกมี ๒ ประเภท คือ (๑) โลกิยจิต คือ จิตที่เป็นไปในโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก และอรูปโลกโลกียจิต เป็นจิตที่ยังเกิดอยู่ในโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก และอรูปโลก โลกียจิต มี๘๑ ดวง (๒) โลกุตตรจิต คือ จิตที่พ้นจากความเป็นไปในโลกทั้ง ๓ หรือจิตที่เหนือโลก มี๔๐ ดวง ๕) เหตุเภทนัย คือ การแยกประเภทของจิต ที่ประกอบด้วยเหตุและไม่ ประกอบด้วยเหตุมี ๒ ประเภท คือ (๑) สเหตุกจิต สเหตุกจิต หมายถึง จิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ มี๑๐๓ ดวง ๕๗ กามาวจรจิต คือจิตที่เกี่ยวข้องกับกามตัณหา. ๕๘ รูปาวจรจิต คือจิตที่เข้าถึงอารมณ์ของรูปฌาน. ๕๙ อรูปวจรจิต คือจิตที่เข้าถึงอารมณ์ของอรูปฌาน. ๖๐ โลกุตตรจิต คือจิตที่พ้นจากโลกทั้ง ๓ คือ จิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๗ (๒) อเหตุกจิต จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ คือไม่ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ คือมี๑๘ ดวง ได้แก่อกุศลวิปากจิต ๗ ดวง อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ ดวง และ อเหตุกกริยาจิต ๓ ดวง ๖) เวทนาเภทนัย คือ การแยกจิตออกโดยการเสวยอารมณ์ตามเวทนาทั้ง ๕ มี ๕ ประเภท คือ (๑) สุขเวทนา (การเสวยความสุขทางกาย) (๒) ทุกขเวทนา (การเสวยความทุกข์ทางกาย) (๓) โสมนัสสเวทนา (การเสวยความสุขทางใจ) (๔) โทมนัสสเวทนา (การเสวยความทุกข์ทางใจ) (๕) อุเบกขาเวทนา (การเสวยอารมณ์ที่เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) การที่จะเข้าใจจิตทางพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนนั้น ผู้ศึกษาจะตัองเข้าใจนัยต่างๆ ของจิตแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง ในบรรดาจิตหลายประเภท รวม ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น อกุศลจิตและมหากุศลจิต เป็นจิต ที่เกิดขึ้นบ่อย มีผลต่อชีวิตของบุคคลเป็นอย่างยิ่ง จิตอื่นๆ แม้มีความส าคัญ เช่น มรรคจิตและ ผลจิต ซึ่งเป็นจิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็น เป้าหมายของพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่จิตที่เกิดได้ทั่วไปกับบุคคล ต้องเป็นกรณีพิเศษ ในที่นี้จึง จะกล่าวถึงจิตที่เกิดเป็นประจ า เพื่อระมัดระวัง อกุศลจิต และเพิ่มพูนมหากุศลจิต ตามหลัก สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) ๖๑ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของจิต๖๒ ที่ควรท าความรู้จัก ให้เข้าใจ พอสังเขป ดังต่อไปนี้ ๑) มหากุศลจิต ๘ มหากุศลจิต เป็นจิตที่ดีงามให้ผลเป็นความสุข เป็นจิตที่เกิดได้ทั้ง ๓๐ ภูมิคือ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์เทวดา และพรหม (เว้นอสัญญสัตว์เพราะจิตดับ และพระ อรหันต์ เพราะบรรลุมรรคผลแล้วพ้นจากกุศล อกุศล) มหากุศลจิตมี๘ ดวง เช่นเดียวกับ โลภมูลจิต ๘ ต่างกันที่โลภมูลจิต ประกอบด้วย ความเห็นผิด และไม่ประกอบด้วยความเห็น ผิด แต่มหากุศลจิตประกอบด้วยปัญญา และไม่ประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุต = ประกอบด้วยปัญญา ญาณวิปยุตไม่ประกอบด้วยปัญญา) มหากุศลจิต ๘ ดวง ได้แก่ ดวงที่ ๑ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยปัญญาไม่มีการชักชวน เช่น ขาวท าบุญด้วยความโสมนัสยินดีรู้ว่าบุญให้ผลเป็นความสุข จึงท าเองโดยไม่ถูกชักชวน ๖๑ ได้แก่ สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้นในใจ) ปหานปธาน (เพียรละบาป อกุศล เช่น โลภ โกรธ หลง ให้หมดไป) ภาวนาปธาน (เพียรเพิ่มพูนกุศล คุณความดีให้เกิดขึ้นในจิตใจ) อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศล ความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ด ารงอยู่ไม่เสื่อมไป). ๖๒ บทที่ ๔ ประเภทของจิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.- ram e-learning ebook.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-4.pd.[๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๘ ดวงที่ ๒ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีประกอบด้วยปัญญา มีการชักชวน เช่น ทับทิม ท าบุญด้วยความยินดีรู้ว่าบุญให้ผลเป็นความสุข แต่ท าเพราะเพื่อนชวน ดวงที่ ๓ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน เช่น บุษราคัม ท าบุญด้วยใจโสมนัสยินดีแต่ท าตามประเพณีไม่มีใครชวน ดวงที่ ๔ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักชวน เช่น โกเมน ท าบุญด้วยความปิติยินดีเพราะเพื่อนชวน ไม่รู้ว่าท าแล้วได้บุญหรือไม่ หรือท าดี ได้ดีแต่ท าแล้วยินดีเพราะสนุกไปกับเพื่อนด้วย ดวงที่ ๕ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน เช่น ดีรู้ว่าบุญให้ผลเป็นความสุข จึงท าบุญแต่ไม่ได้ยินดีมากมาย และท าเองไม่มีใครชักชวน ดวงที่ ๖ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเฉยๆ (อุเบกขา) ประกอบด้วยปัญญา มีการ ชักชวน เช่น มุกเพื่อนชวนให้ไปทอดผ้าป่าก็ไปด้วยรู้ว่าบุญให้ผลเป็นความสุขแต่ก็ไม่ได้ยินดีมาก ดวงที่ ๗ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักชวน เช่น เพทาย ใส่บาตรตามประเพณีไม่มีใครชวน เวลาใส่ก็ไม่ได้ปิติโสมนัส ดวงที่ ๘ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักชวน เช่น ไพฑูรย์ไม่ใช่ชาวพุทธ เพื่อนชวนไปใส่บาตรก็ไปด้วย ไม่รู้เรื่องบุญใจก็ไม่ได้ยินดีอะไรนัก ๒) อกุศลจิต ๑๒ อกุศลจิต เป็นจิตที่ไม่ดีไม่งาม เป็นจิตที่หยาบ ต่ าทราม คือ เป็นจิตที่ประกอบด้วย อกุศลเจตสิก ซึ่งเป็นบาป มีโทษและให้ผลเป็นทุกข์การเกิดขึ้นของอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงนี้ จะ มีขึ้นได้ก็เพราะไม่ใช้ปัญญาใส่ใจพิจารณาด้วยอุบายที่รอบคอบแยบคายที่เรียกว่า “อโยนิ โสมนสิการ” หรือคิดไม่รอบคอบ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ผู้ที่ไม่มีโยนิโสมนสิการ (ผู้ที่ไม่ใช้ ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย) อกุศลจิตที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีมากยิ่งขึ้น ที่ ก าลังจะเกิดขึ้นก็ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้น ส่วนกุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมพลันสิ้นลง ฉะนั้น ท่าน จึงให้ระวังไม่ให้อกุศลมูลนี้เกิดขึ้นในสันดาน (จิต ) อกุศลจิต เป็นจิตที่ประกอบด้วยอกุศล เจตสิก เป็นจิตไม่ดีงาม ให้ผลเป็นทุกข์โทษ จ าแนกเป็น ๓ ชนิด คือ (๑) โลภมูลจิต ๘ คือ จิตที่เกิดโดยมีอกุศลเจตสิกเข้าประกอบ มีโลภะเป็นประธาน (๒) โทสมูลจิต ๒ คือจิตที่เกิดโดยมีอกุศลเจตสิกเข้าประกอบ มีโทสะเป็นประธาน (๓) โมหมูลจิต ๒ คือจิตที่เกิดโดยมีอกุศลเจตสิกเข้าประกอบ มีโมหะเป็นประธาน โดยแต่ละชนิด มีสาระส าคัญสรุปได้ดังนี้ โลภมูลจิต ๘ ดวง เป็นจิตที่เกิดเพราะความโลภเป็นเหตุ ได้แก่ (๑) จิตที่เกิดพร้อมด้วยความยินดี มีความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน เช่น นายมด อยาก ได้มะม่วงของข้างบ้าน คิดว่าขโมยมะม่วงไม่บาป ลงมือขโมยสอยอย่างมั่นใจ ไม่มีใคร ชวน และ มีความยินดีในการขโมย ในการได้มะม่วงมาด้วย โลภมูลจิตดวงที่ ๑ นี้สามารถท า ผิดได้อย่าง ไม่สะทกสะท้าน ด้วยอ านาจความเห็นผิด ไม่ตระหนักในบุญบาป
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๑๙ (๒) จิตที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีประกอบด้วยความเห็นผิด มีการชักชวน เช่น นาย หมู อยากได้มะม่วง คิดว่าขโมยไม่บาป เพื่อนมาชวนกันไปขโมย ก็ไปด้วยความยินดี (สิ่งแวดล้อมชวนท าผิด) (๓) จิตที่เกิดพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการชักชวน เช่น นายหมี อยากได้มะม่วง ใจก็รู้อยู่ว่าผิดถ้าจะขโมย แต่ก็ยังท า (ไม่ประกอบด้วยความเห็น ผิด ไม่ได้หมายความว่า เห็นถูกต้อง) รู้ว่าผิดแต่ก็อยากท า ลงมือท าเอง และมีความยินดี (๔)จิตที่เกิดพร้อมด้วยความยินดีไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดโดยมีการชักชวน เช่น นายแมว อยากได้มะม่วง ทั้งรู้ว่าผิดถ้าจะขโมย เพื่อนมาชวนเลยพากันไปขโมยด้วยความยินดี (๕) จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการ ชักชวน เช่น นาย มา อยากได้มะม่วง เห็นว่าการขโมยไม่ผิด ไปสอยเอาเองทีเดียว ไม่ได้มี อาการยินดี (๖) จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยมีการ ชักชวน เช่น นาย มีอยากได้มะม่วง เห็นว่าการขโมยไม่ผิด เพื่อนชวนเลยพากันไปขโมย เพื่อนชวนก็ไปตามเพื่อน ไม่ได้ยินดีมาก (๗) จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด ไม่มีการ ชักชวน เช่น นาย เหมา อยากได้มะม่วง ทั้งที่รู้ว่าผิด ไปขโมยเอง ไม่ได้รู้สึกยินดี(จิตดวงนี้ ผู้ท ารู้แก่ใจว่าผิด ก็ยังท า โดยไม่ต้องมีสิ่งใดปลุกเร้าชักชวน) (๘) จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยมีการ ชักชวน เช่น นาย ไหม ถูกเพื่อนสั่งให้ไปขโมยมะม่วง ชวนกันไป ไม่ได้ยินดีมาก (พร้อมด้วย ความรู้สึกเฉยๆ เป็นลักษณะการเก็บอาการไว้ไม่แสดงออก มีอาการนิ่งๆ ไม่ได้ดีใจออกนอก หน้า เหมือนจิตที่พร้อมด้วยความยินดี) โทสะมูลจิต ๒ เป็นจิตที่เกิดเพราะโทสะเป็นเหตุ ได้แก่ (๑) จิตที่เกิดโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความเสียใจประกอบด้วยความโกรธ (๒) จิตที่เกิดโดยมีการชักชวน พร้อมด้วยความเสียใจประกอบด้วยความโกรธ จิตที่ ถูกโทสะเจตสิกครอบง า เป็นจิตที่ประทุษร้ายอารมณ์ เพราะจิตที่มีโทสะ จะดุร้าย หยาบ กระด้าง ท าร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น โทสะไม่ได้หมายถึงเพียงจิตที่โกรธเท่านั้น ยังหมาย รวมถึงจิตที่เสียใจ เกลียด กลัว เช่น คนที่ร้องไห้จิตนั้นเป็นโทสะ จิตที่กลัวขณะนั้นก็เป็น โทสะเช่นกัน โทสะให้โทษมาก จะรู้สึกได้ว่า ขณะที่โทสะเกิดขึ้น จิตใจก็ดุร้าย เร่าร้อน สามารถท าสิ่ง ที่รุนแรงต่างๆ ได้ก็เพราะโทสะเป็นเหตุ อีกทั้งสามารถน าไปปฏิสนธิในนรก ภูมิเมื่อเกิดมาจะ ท าให้มีผิวพรรณทราม หน้าตาไม่งดงาม เป็นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงคนโกรธไว้ในจุฬธัมมปาลชาดก เมื่อพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นธรรมปาลกุมาร ถูกพระ เจ้ามหาปตาปะผู้เป็นพระราชบิดา สั่งให้ราชบุรุษ ตัดพระบาททั้ง ๒ พระหัตถ์ทั้ง ๔ ของธรรมปาลกุมาร ราวกับตัดหน่อไม้พระราชมารดาทรง
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๐ คร่ าครวญร าพันต่อพระเจ้ามหาปตาปะว่า “หม่อมฉันจะหาชีวิตมิได้อยู่แล้ว (ที่เห็นพระราช โอรสถูกตัดพระหัตถ์และพระบาทเช่นนั้น)” แต่ พระเจ้ามหาปตาปะยังไม่สมพระทัย ทรงสั่ง ให้ตัดศีรษะธรรมปาลกุมารออกเสียอีก ธรรมปาลกุมารซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงทารกน้อย ไม่ได้มี ความโกรธในพระราชบิดา คิดเตือนพระองค์เองใน ใจว่า ต้องรักษาจิตให้ดีต้องท าใจให้เสมอ กันในบุคคลทั้ง ๔ คือพระราชบิดา ราชบุรุษ พระราชมารดา และตัวของพระองค์เอง หมายถึง รัก เมตตาตนเองอย่างไร ก็ให้รู้สึกเช่นนั้นกับบุคคลทั้ง ๓ นั้นด้วย๖๓ เมื่อความโกรธมีโทษมากมาย การจะละความโกรธได้โดยเด็ดขาด ก็ต่อเมื่อเป็น พระ อนาคามีปุถุชนย่อมมีความโกรธอยู่ จึงต้องมีอุบายวิธีระงับความโกรธ เมื่อความโกรธ เกิดขึ้น ต้องให้ระงับได้โดยเร็วที่สุด อุบายส าหรับระงับความโกรธมีดังต่อไปนี้ (๑) แบ่งปันให้ทานสิ่งของหรือผลประโยชน์ให้คนที่เราโกรธเกลียด ถ้าเขาขอเราก็ ควรให้หรือเขาให้เราก็ควรรับไว้การพูดควรใช้ค าพูดที่ดีต่อกัน เหมือนพูดกับคนที่ไม่ได้โกรธกัน ไม่ควรแสดงอาการตัดไมตรี (๒) พยายามมองหาความดีของเขา เพราะคนเรามีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ไม่มีใครดี พร้อม (๓) ตั้งความเมตตา ปรารถนาดีหรือแผ่เมตตาไปยังบุคคลที่เราโกรธ ท าให้เขามี ความสุข มีความอ่อนโยน อย่ามีความทุกข์เป็นต้น (๔) พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง ถ้าเราโกรธเขาเท่ากับเราท า กรรมชั่ว เราจะต้องได้รับผลกรรมของความโกรธ เช่น ตกนรก หรือชาติหน้าเกิดมามี ผิวพรรณทราม เป็นต้น (๕) ให้คิดว่าเป็นการใช้หนี้กรรมหนี้เวร ที่เขาโกรธหรือท าไม่ดีต่อเราให้ถือว่า เรา เคยท าไม่ดีกับเขามาในอดีต จึงควรชดใช้เสีย (๖) ให้ระลึกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมา ล้วนเป็นญาติกันมาทั้งสิ้น เพราะ สังสารวัฏนี้ยาวนาน ไม่มีใครไม่เคยเกิดเป็นสามีภรรยา บิดา มารดา พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือ เครือ ญาติกัน การที่เราโกรธผู้อื่นก็เท่ากับเราโกรธญาติของเราเอง (๗) ให้มองตนเอง หาความผิดของตนเองว่าที่เขาโกรธเราอาจเป็นความผิดของเรา เอง แทนที่จะไปโกรธหรือเพ่งโทษเขา (๘) ให้พิจารณาว่า ความโกรธเป็นกิเลส หากเราโกรธเท่ากับปล่อยให้กิเลสครอบง า (๙) ให้พิจารณาว่า การประสบกับสิ่งที่ชอบใจ หรือสิ่งที่ไม่ชอบใจเป็นโลกธรรม เป็นธรรมดาของอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกสัมผัสกัน เป็นเรื่องของอินทรีย์ถ้าเรา โกรธ เท่ากับเราขาดสติ ๖๓ วิสุทธิมรรค พรหมวิหารนิเทศ, หน้า ๕๐๑–๕๐๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๑ (๑๐) พิจารณาว่า จิตของเขาก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราโกรธเขา เราโกรธจิต ดวงใด ของเขา เพราะจิตดวงที่เราโกรธของเขาอาจดับไปแล้ว (๑๑) ร่างกายขันธ์๕ เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เราโกรธขันธ์๕ ท าไม โกรธส่วนใด ของขันธ์๕ (๑๒) เราไม่อาจกล่าวได้ว่า เราโกรธเขา เพราะที่จริงแล้วไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ให้โกรธเลย ไม่มีนาย ก. นาย ข. ทั้งสิ้น นอกจากระลึกถึงโทษของความโกรธแล้ว ให้ระลึกถึงคุณหรืออานิสงส์ของขันติว่า ขันติ เป็นธรรมที่พระอรหันต์ทั้งหลายปฏิบัติ เราจะไม่ยอมให้ความโกรธหลงเหลืออยู่ในใจ ของเรา ขันติจะเป็นยาแก้พิษหรือแก้ความโกรธในใจเราได้ ขันติในที่นี้ก็คือการอดทน การ ยอมรับ ไม่ขัดเคือง ไม่โกรธในอารมณ์ที่มากระทบ โมหมูลจิต ๒ ดวง เป็นจิตที่ลุ่มหลง ไม่สามารถรู้เหตุผลตามความเป็นจริง ไม่รู้ อริยสัจ ๔ มีความมืดมน ได้แก่ วิจิกิจฉา ๑ (สงสัย) อุเบกขา (จิตที่เกิดพร้อมความเฉยๆ) อุทธัจจะ ๑ (ฟุ้งซ่าน) โมหมูลจิต ๒ ดวงนี้ไม่มีอสังขาริกหรือสสังขาริก ไม่เกี่ยวข้องกับ การชักชวน เพราะ ความไม่รู้ความโง่งม เกิดขึ้นที่ตัวของตัวเอง ไม่ต้องมีใครชวนให้โง่ ถ้า จะสงเคราะห์ว่าเป็น อสังขาริก ก็ย่อมได้ (๑) โมหมูลจิตดวงที่ ๑ ประกอบด้วยความสงสัย (วิจิกิจฉา) ความสงสัยนี้ ได้แก่ วิจิกิจฉา เจตสิก มี๘ ประการ เป็นความสงสัยที่เกี่ยวกับพระ รัตนตรัย ไตรสิกขา เป็นต้น เป็นความสงสัยที่ปิดกั้นไม่ให้บรรลุมรรคผล นิพพาน (๒) โมหะมูลจิตดวงที่ ๒ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) หมายถึง อารมณ์ที่ ซัดส่าย เลื่อนลอย ปรวนแปรไปเรื่อยๆ ไม่มีความมั่นคง โมหะสามารถท าให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้เพราะความหลงงมงาย ต้องอาศัย ปัญญาเพื่อขจัดโมหะ หรือความหลงงมงายนี้ให้เจือจาง เหือดหาย จนกระทั่งหมดไปในที่สุด โดยอาศัยทั้งการฟัง การศึกษา (สุตมยปัญญา) การคิดพิจารณาทบทวนไตร่ตรอง (จินตามย ปัญญา) และการเจริญภาวนา (ภาวนามยปัญญา) แต่การจะละโมหะจนไม่ให้เหลือ ละอย่าง เด็ดขาด ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น อกุศลจิตเป็นจิตที่ควรละ เพราะท าให้พูดและประพฤติในสิ่งที่เป็นบาป อกุศล เพราะพฤติกรรมทางกายและวาจา ย่อมมาจากใจก่อน ทุจริต ๓ คือ กายทุจริต (อกุศลกรรม ทางกาย) วจีทุจริต (อกุศลกรรมทางวาจา) และมโนทุจริต (อกุศลกรรมทางใจ) รวมเรียกว่า อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งการกระท าบาป มี๑๐ ประการ โดยแยกแยะให้เห็นทุจริต ทางกาย หรือเรียกว่า กายทุจริต ๓ ประการ ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ และการ ประพฤติในกาม ทุจริตทางวาจา หรือ วจีทุจริต ๔ ประการ ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดค าหยาบ และการพูดเพื้อเจ้อ และมโนกรรม ๓ ประการ ได้แก่ การเพ่งเล็งอยากได้ ของเขา การพยาบาท และการเห็นผิด รวมเป็น ๑๐ ประการ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๒ ๖.๕ ระบบโครงสร้างการท างานของจิต ในหัวข้อนี้ จะได้กล่าวถึง โครงสร้างการท างานของจิต ผ่านมุมมองของจักจิตวิทยา และนักการศาสนา ที่กล่าวถึงสภาพจิตตามการแบ่งของนักจิตวิทยาและศาสนา, กิจของจิต ๑๔ กิจ, ขณะจิตทั้ง ๑๗ ขณะ, และสภาพแวดล้อมที่จิตท างานอยู่ ไปตามล าดับ ดังนี้ ๖.๕.๑ สภาพจิตตามการแบ่งของนักจิตวิทยาและศาสนา ในที่นี้จะขอกล่าวถึงสภาพจิต๖๔ ตามแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ และแนวคิดทาง พระพุทธศาสนา ไปพร้อมๆ กัน ดังนี้ ๑) จิตไร้ส านึก (Unconscious mind) ตรงกับ จิตหลับหรือภวังคจิต จิตไร้ส านึก (Unconscious mind) ท างานลึกลงไปในฐานสมอง ขณะที่จิตส านึกท างานบริเวณสมองค่อน ไปด้านหน้า (Cerebral cortex) จิตไร้ส านึกจะท างานเกี่ยวกับข้อมูลความทรงจ าและ พลังงานการนอนหลับ ส่วนของสมองที่ชื่อ Hypothalamus มีศูนย์ควบคุมการตื่นและการ หลับ ในขณะหลับ สมองจะปล่อยคลื่นความถี่ต่ าขนาด ๐-๓ ไซเคิลต่อวินาที เรียก คลื่น เดลต้า (Delta) หากมีความวิตกกังวล ความถี่สูงขึ้นไประหว่าง ๑๔-๒๘ ไซเคิ้ลต่อวินาที ซึ่ง เรียกว่า คลื่นเบต้า (Beta) ในภาวะนี้จิตไม่ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ภายนอก รับเฉพาะอารมณ์ ภายใน คือ กรรม (การกระท าทั้งดีและไม่ดี) กรรมนิมิต (เครื่องมือที่ใช้กระท ากรรม) คตินิมิต (ภาพของภพภูมิที่จิตจะไปปฏิสนธิ อาจจะเป็นสุคติ หรือ ทุคติ) ๒) จิตกึ่งส านึก หรือ จิตใต้ส านึก (Subconscious mind) ตรงกับจิตฝัน๖๕ (Dreaming mind), จิตที่ถูกสะกด, และจิตที่อยู่ในสมาธิขั้นสูง ๓) จิตส านึก (Conscious mind) ตรงกับ จิตตื่นหรือวิถีจิต, จิตลอย (Drifting mind), จิตคิด (Thinking mind)๖๖ , และ จิตนิ่ง (Concentrating mind)๖๗ เป็นจิตที่เคลื่อน ๖๔ สภาพจิตตามการแบ่งของนักจิตวิทยาและศาสนา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. tteen.net/view.php?time=20040601151541.[๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๖๕ จิตฝัน (Dreaming mind) อยู่ในระหว่างระดับจิตไร้ส านึกและกึ่งส านึก มีสิ่งเร้าเล็ดลอด มากระตุ้นจิตไร้ส านึกผ่านทวารต่างๆได้ แล้วจิตเกิดตื่นขึ้นในแดนไร้ส านึก แต่ร่างกายยังอยู่ในสภาวะหลับ จิตจะเล่นไปตามมโนภาพของความทรงจ าที่ฝังอยู่ ซึ่งบางครั้งจะกระตุ้นให้สมองท างานและสั่งอวัยวะอื่น ท างานโดยที่ยังไม่รู้สึกตัว เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "การละเมอ" แต่ถ้าสิ่งเร้ากระตุ้นแรงขึ้น จิตก็อาจจะ เคลื่อนไปสู่แดนส านึก ท าให้คนเราตื่นจากภาวะหลับ ในบางครั้งจิตเป็นอิสระจากมิติแห่งกาลเวลา เราก็จะ สามารถฝันถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้. ๖๖ จิตคิด (Thinking mind) จิตจะรับรู้อารมณ์จ านวนจ ากัดเท่าที่จ าเป็นชุดหนึ่งอย่างตั้งใจ และมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน มีการควบคุมให้จิตด าเนินไปตามทางที่แน่นอน มีการเลือกสรรและ จ ากัดจ านวนอารมณ์ มีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า การคิดมีแบบต่างๆเช่น คิดตาม คิดค้น คิดสร้าง คิดหา เหตุผล คิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์ คิดเปรียบเทียบ คิดตัดสิน.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๓ มาอยู่บริเวณทวารทั้งห้า (ปัญจทวาร) และ มโนทวารจิตจะอยู่ในวิถีที่รับอารมณ์ภายนอกผ่าน ปัญจทวารบ้าง ถ้าไม่มีอารมณ์เหล่านั้นมากระทบ จิตก็จะหันไปรับธรรมารมณ์เก่าๆ จากมโน ทวารบ้าง แต่ถ้าจิตเพลินกับธรรมารมณ์ต่างๆจนไม่ยอมรับอารมณ์ที่ผ่านทางปัญจทวาร ก็จะ เกิดอาการ "ใจลอย" หรือ "ฝันกลางวัน" เป็นลักษณะจิตลอย๖๘ ๔) จิตเหนือส านึก (Superconscious mind) ตรงกับ จิตท างานหรือมโนมยิทธิ (Psychokinetic mind)๖๙ และจิตอภิญญา (Extrasensorily Perceiving) นามธรรม คือจิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นก่อนๆ นั้น ย่อมเป็นปัจจัยอุดหนุนให้จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นภายหลังให้ สืบต่อกันไปโดยไม่มีระหว่างคั่น และเกิดขึ้นโดยล าดับตามกฏเกณฑ์ของมันคือตามเหตุปัจจัย ของมัน เมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ก็ยังมีอ านาจช่วยหนุนให้จิตดวงหลังเกิดขึ้นแทน สืบต่อกันอยู่เช่นนี้ตลอดไป ไม่มีเวลาว่างเว้นเลยจนกว่าจะปรินิพพาน จิตที่เกิดดับเป็นกระแส ติดต่อกันอยู่อย่างนี้จ าแนกออกเป็นวาระใหญ่ๆ ได้ ๒ ประการคือ (๑) วิถีมุตตจิต คือจิตที่พ้นวิถีเป็นจิตที่เกิดขึ้นเพื่อท าหน้าที่ปฏิสนธิภวังค์และจุติ โดยรับอารมณ์ที่เป็นกรรมารมณ์ กรรมนิมิตตารมณ์ และคตินิมิตตารมณ์ ซึ่งจะได้กล่าว รายละเอียดข้างหน้าในขณะที่จิตท ากิจ ๓ อย่าง และรับอารมณ์ ๓ อย่าง ดังกล่าวมาแล้ว ข้างต้นนี้ ไม่ต้องอาศัยทวารเป็นทางออกเพื่อรู้อารมณ์นั้นๆ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทวารวิมุตตจิต จิตที่พ้นจากการท างานทางทวาร ได้แก่ จิต ๑๙ ดวง คือ อุเบกขาสันตีรณจิต ๒ ดวง มหาวิบากจิต ๘ ดวง มหัคคตวิบากจิต ๙ ดวง (๒) วิถีจิต คือจิตที่ท ากิจ ๑๑ อย่าง (นอกจากปฏิสนธิกิจ ภวังคกิจ และจุติกิจ) รับอารมณ์ทั้ง ๖ มีรูปารมณ์ เป็นต้น และเป็นไปทางทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารและโสตทวาร เป็นต้น ได้แก่ จิต ๘๐ ดวง (เว้นมหัคคตวิบากจิต ๙ ดวง) ๖.๕.๒ กิจของจิต ๑๔ กิจ การรวบรวมจิตและเจตสิก โดยประเภทแห่งกิจเรียกว่า กิจจสังคหะ อธิบายว่าการ ท าทุกอย่างที่เกิดขึ้นทาง กาย วาจา และทางใจ ต้องอาศัยจิตและเจตสิกท าหน้าที่ของตนๆ ๖๗ จิตนิ่ง (Concentrating mind) เป็นจิตที่อยู่ในแดนส านึก เน้นมากกว่าจิตคิด เนื่องจาก บังคับให้รับรู้เพียงอารมณ์เดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ จิตจะอยู่ในสถานะจิตลอย ซึ่งบังคับให้อยู่ในสถานะจิตนิ่ง ได้ยาก การบังคับให้จิตอยู่ในสถานะนี้จึงต้องท าสมาธิ หรือท าสมถะ. ๖๘ จิตลอย (Drifting mind) จิตลอยอยู่ในแดนส านึก รับรู้อารมณ์ที่ผ่านมาทางปัญจทวาร อย่างไม่เลือก ไม่มีระเบียบ ไม่ตั้งใจ ไม่มีจุดหมาย อารมณ์ใดปรากฏทางทวารใด ก็รับรู้ เมื่อมีอารมณ์อื่น กระทบทวารอื่นหรือทวารเดิม ก็หันไปรับรู้อารมณ์ทางทวารนั้นต่อไป ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ เมื่อมีการควบคุม จิตจะเปลี่ยนไปอยู่ในสถานะ จิตคิด. ๖๙ จิตกระท าการ (Psychokinetic mind) หมายถึง การใช้พลังจิตท างานโดยตรง ทาง พุทธศาสนาคือ มโนมยิทธิ.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๔ จิตจึงเกิดขึ้นและดับไปรวดเร็ว ดุจแล่นไปในอารมณ์อยู่ตลอดเวลา และสามารถท ากิจต่างๆ ให้ส าเร็จไปได้อีกด้วย หน้าที่การงานของจิตจึงมี ๑๔ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑) ปฏิสนธิกิจ ท าหน้าที่สืบต่อภพใหม่ เป็นขณะจิตแรกที่ปรากฏขึ้นในภพใหม่ มี เพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น ในภพชาติหนึ่งๆ จิตที่ท าหน้าที่นี้มี ๑๙ ดวง ๗๐ ๒) ภวังคกิจ หน้าที่ รักษาองค์แห่งภพ คือรักษากรรมวิบากของรูปนามสืบต่อจาก ปฏิสนธิวิบากจิต และปฏิสนธิกรรมชรูปให้ด ารงอยู่ในภพนั้นๆ ตราบเท่าอ านาจของชนก กรรมจะส่งผลให้เป็นไปเท่าอายุสังขารที่จะด ารงอยู่ได้ จิต ๑๙ ดวงที่เรียกว่า ภวังคจิต ต้อง ท าภวังคกิจอยู่เสมอ รักษาการเกิดเป็นบุคคลหรือสัตว์นั้นๆ เอาไว้ เช่น ปฏิสนธิส่งมาเกิดเป็น นก (ภวังค์) ก็รักษาความเป็นนกเอาไว้ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ก็รักษาสภาพความเป็น มนุษย์หรือเทวดาเอาไว้ต่อกันตั้งแต่เกิดจนตายไป ภวังคจิตจะหยุดกิจนี้ก็ต่อเมื่อมีอารมณ์ใหม่ ในปัจจุบันมาคั่นตอนให้จิตนี้ขึ้นรับอารมณ์ใหม่ ในปัจจุบันเสียเท่านั้น เมื่อพ้นจากการขึ้นสู่วิถี แล้ว ภวังคจิตท าหน้าที่รักษาองค์แห่งภพต่อไปตลอดเวลา จิตที่ท าหน้าที่มี ๑๙ ดวง เหมือน ปฏิสนธิกิจ ๓) อาวัชชนกิจ หน้าที่พิจารณาน้อมนึกอารมณ์ที่ปรากฏใหม่ในปัจจุบันชาติ คือ อารมณ์ ๕ ทางปัญจทวาร อารมณ์ที่ ๖ ทางมโนทวาร เรียกจิตว่าปัญจทวาราวัชชนจิต และ มโนทวาราวัชชนจิต เป็นจิตดวงแรกที่ทิ้งภวังคกิจ ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ทันที(๒ ดวง) ๔) ทัสสนกิจ หน้าที่เห็นรูปทางประสาทตา ในวิถีจิตหนึ่ง ทัสสนกิจมีได้เพียงหนึ่ง ขณะจิตเท่านั้น จิตที่ท าหน้าที่นี้มี ๒ ดวง คือจักขุวิญญาณจิต ๕) สวนกิจ ท าหน้าที่ได้ยินสัททารมณ์ มีคติเหมือนจักขุวิญญาณจิต จิตที่ท าหน้าที่ นี้คือ โสตวิญญาณจิต ๒ ๖) ฆายนกิจ ท าหน้าที่รู้กลิ่น คือคันธารมณ์ จิตที่ท าหน้าที่ฆายนกิจ คือ ฆาน วิญญาณจิต ๒ ๗) สายนกิจ ท าหน้าที่รู้รส คือ รสารมณ์ จิตที่ท าหน้าที่นี้คือ ชิวหาวิญญาณจิต ๒ ๘) ผุสนกิจ หน้าที่รับสัมผัสโผฏฐัพพารมณ์ จิตที่ท าหน้าที่ คือ กายวิญญาณจิต ๒ ๙) สัมปฏิจฉันนกิจ หน้าที่รับปัญจารมณ์ ต่อจากทวิปัญจวิญญาณจิต (ข้อ ๔-๘) เกิดขึ้นเพียงขณะจิตเดียวในปัญจทวารวิถีหนึ่งๆ จิตที่ท าหน้าที่นี้ คือ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ๑๐) สันตีรณกิจ การท าหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ต่อจากสัมปฏิจฉันนจิต จิตที่ ท าหน้าที่นี้คือ อุเปกขาสันตีรณจิต (ฝ่ายอกุศลวิบาก) อุเปกขาสันตีรณจิต (ฝ่ายกุศลวิบาก) และ โสมนัสสันตีรณจิต (ฝ่ายกุศลวิบาก) ๗๐ คือ ๑. อุเปกขาสันตีรณจิต ๒ ดวง (๑.๑ ฝ่ายอกุศลวิบาก ท าให้สัตว์เกิดในภูมิแห่งอบาย และ ๑.๒ ฝ่ายกุศลวิบาก ท าให้เกิดเป็นมนุษย์พิการตาบอด เป็นต้น ภุมมเทวดา และวินิปาติอสูร) ๒. มหาวิบากจิต ๘ ท าให้เกิดในกามสุคติภูมิ ๗ และ ๓. มหัคคตวิบากจิต ๙ ให้เกิดในพรหมภูมิ ๒๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๕ ๑๑) โวฏฐัพพนกิจ การตัดสินก าหนดปัญจารมณ์ โดยความเป็นกุศล อกุศล ในวิถี หนึ่งเกิดได้๑ ขณะ แต่ในโวฏฐัพพนวาระวิถีจิตไม่สมบูรณ์ เกิดได้ ๒ - ๓ ขณะ จิตที่ท าหน้าที่ นี้คือ มโนทวาราวัชชนจิต ๑๒) ชวนกิจ การเสพอารมณ์ ๖ ด้วยกุศล อกุศล กิริยาจิต และโลกุตตรวิบากจิต บุญหรือบาปย่อมเกิดในขณะแห่งชวนกิจนี้ ส าหรับผู้มิใช่พระอรหันต์ กุศลจิตและอกุศลจิต ท าหน้าที่นี้ส าหรับพระอรหันต์ กิริยาจิตและอรหัตผลจิตท าหน้าที่นี้ทั้ง ๒ ประเภทนี้ เรียกรวมว่า ชวนจิต ในกามวิถีส่วนมากเกิดได้ ๗ ขณะ แต่ในอัปปนาวิถี อาจเกิดมากมาย ประมาณมิได้ ๑๓) ตทาลัมพนกิจ ท าหน้าที่เก็บอารมณ์ที่เหลือจากชวนเสพแล้วในอติมหันตา รมณ์หรือวิภูตารมณ์มี ๒ ขณะจิต จิตที่ท าหน้าที่นี้ คือ สันตีรณจิต ๓ ดวง และมหาวิบากจิต ๘ ดวง ๑๔) จุติกิจ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน (ตาย) เป็นจิตดวงสุดท้ายในภพชาติ หนึ่งๆ เรียกว่า จุติจิตหรือจุติวิญญาณมีการเก็บกรรมกิเลสไว้ และส่งผลต่อปฏิสนธิในภพชาติ ต่อไปจุติจิตแบ่งออกเป็น ๑๙ ดวง เหมือนในขณะปฏิสนธิ ในกิจทั้ง ๑๔ ประการนี้ถ้าเป็นวิถีจิต หรือจิตขึ้นวิถีจะท ากิจ ๑๑ ประการ ยกเว้น ปฏิสนธิกิจ ภวังคกิจ และจุติกิจ ซึ่งเป็นจิตที่อยู่นอกวิถี ๖.๕.๓ ขณะจิตทั้ง ๑๗ ขณะ ขณะจิตทั้ง ๑๗ ขณะ เป็นค าสอนที่ละเอียดสุขุมมากอย่างหนึ่งในพระอภิธรรม อัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ซึ่งในที่นี้จะน ามาอธิบายแต่โดยย่อ ดังนี้ ๑) ขณะจิตที่ ๑ อตีตภวังค์ เป็นภวังคจิตที่กระทบกับอารมณ์ทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ในปัจจุบันเป็นครั้งแรก การที่จะเข้าใจอตีตภวังค์ก็จ าต้องเข้าใจ ลักษณะของภวังคจิตเสียก่อน คือ ภวังคจิตหมายถึงจิตที่ท าหน้าที่รักษาภพชาติ คือรักษาผล ของกรรมที่ถือก าเนิดมาในภพชาตินั้นๆ และรักษารูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานให้ด ารงอยู่ใน อาการปกติ เช่น รูปที่เกิดจากการหายใจเข้าออก เป็นต้น ภวังคจิตมีอารมณ์อย่างใดอย่าง หนึ่งที่รักษาสืบเนื่องมาแต่ภพก่อน ซึ่งเรียกว่าอารมณ์เก่าหรืออดีตอารมณ์ ได้แก่ กรรม อารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์และคตินิมิตอารมณ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่ากรรม กรรมนิมิต และคติ นิมิต อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ซึ่งจิตเริ่มรับมาแต่ปฏิสนธิวิญญาณปรากฏขึ้นแล้วดับลงไป ต่อจากนั้น คือในทันใดนั้น ปฐมภวังค์ คือ ภวังคจิตดวงแรกที่เกิดขึ้นในภพใหม่ก็จะเกิดขึ้นรับ อารมณ์นั้นสืบต่อจากปฏิสนธิวิญญาณ แล้วภวังคจิตดวงอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นรับอารมณ์ เช่นเดียวกันนี้เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต ในช่วงระหว่างปฏิสนธิกับจุติในภพชาติหนี่งๆ ภวังคจิตจะท าหน้าที่รับอตีตารมณ์(คือกรรมนิมิต หรือ คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง) เรื่อยๆ ไป ถ้าไม่มีอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันชาติมากระทบภวังคจิตให้ไหวเปลี่ยนไปรับอารมณ์ใหม่ที่มา กระทบนั้นแล้ว จิตจะคงรับอารมณ์เก่าเป็นภวังคจิตรักษาภพชาติของตนอยู่สืบไป ภวังคจิต
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๖ เช่นนี้เองที่เรียกว่า อตีตภวังค์ จิตในขณะนี้ยังไม่ขึ้นสู่วิถี ยังเป็นวิถีมุตตจิต คือจิตที่พ้นจากวิถี อยู่ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถี ๒) ขณะจิตที่ ๒ ภวังคจลนะ มีความเคลื่อนไหวของภวังคจิต หรืออาการที่ ภวังคจิตเคลื่อนไหว เป็นภวังคจิตที่เกิดต่อจากอตีตภวังค์ มีอาการไหวคลายจากอารมณ์เก่า แต่ยังคงเป็นภวังคจิตอยู่นั่นเอง แต่ต่างกับอตีตภวังค์มีอาการไหวคลายจากอารมณ์เก่า แต่ ยังคงเป็นภวังคจิตอยู่นั่นเอง แต่ต่างกับอตีตภวังค์ตรงที่มีการกระทบกับอารมณ์ใหม่แล้วเกิด ความไหวขึ้นจิตดวงนี้ก็จัดเป็น วิถีมุตตจิต คือจิตที่ยังไม่ขึ้นสู่วิถีเช่นกัน ๓) ขณะจิตที่ ๓ ภวังคุปัจเฉทะ เป็นภวังคจิตที่เริ่มตัดขาดอารมณ์เก่า ก าลังจะ เตรียมตัวขึ้นสู่วิถีจิต คือภวังคจิตที่เริ่มปล่อยอารมณ์เก่าจนขาดจากอารมณ์เก่าที่ตรงกับภวัง คขณะ (ขณะดับของจิต แต่จิตในขณะนั้นยังมีอารมณ์เก่าอยู่ จึงยังไม่เป็นจิตที่ขึ้นสู่วิถี ๔) ขณะจิตที่ ๔ ปัญจทวาราวัชชนะ เป็นอเหตุกจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่ที่มา กระทบไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ให้รู้ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้น เป็นอารมณ์ ที่มาจากทวารไหน เพื่อเป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณทางทวารนั้นๆ ปัญจทวาราวัชชนจิต นี้เป็นจิตที่รับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในวิถีหนึ่งๆ จึงนับเป็นจิตดวงแรกที่ขึ้นสู่วิถี รับอารมรณ์ใหม่ เป็นปัจจัย (เหตุหนุน) แก่จิตดวงต่อๆ ไปให้รับปัญจารมณ์นั้นไปจนสุดวิถี ๕) ขณะจิตที่ ๕ ปัญจวิญญาณ คือ จิต ๕ ดวงที่เกิดขึ้นรับปัญจารมณ์ดวงใดดวง หนึ่งตามสมควรแก่อารมณ์ที่มากระทบในขณะนั้นคือ (๑) จักขุวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับรูปารมณ์คือเห็นรูป (๒) โสตวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับสัททารมณ์คือฟังเสียง (๓) ฆานวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับคันธารมณ์คือสูดกลิ่น (๔) ชิวหาวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับรสารมณ์คือรู้รส (๕) กายวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับโผฏฐัพพารมณ์คือรู้สัมผัสทางกาย เมื่อภวังคจลนะดับลงแล้ว ก็เป็นเหตุให้ภวังคจิตดวงที่ ๓ เกิดขึ้น ท าหน้าที่ ปล่อยจากอารมณ์เก่า คือทิ้งจากอารมณ์เก่าที่เป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือ คตินิมิตอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอารมณ์ของภวังคจิตนั้น จิตดวงที่ ๓ นี้ เรียกว่า “ภวังคุปัจเฉทะ” เป็นจิตที่ตัดขาดจากกระแสภวังค์ เมื่อจิตดวงที่ ๓ ดับลง ปัญจทวาราวัชชนะ อันเป็นขณะจิตดวงที่ ๔ ก็เกิดขึ้นรับ อารมณ์ใหม่ที่มากระทบนั้นโดยตรง และรู้อารมณ์ที่มากระทบนั้นว่าเป็นอารมณ์อะไร และมา จากทวารไหน เพื่อเป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณทางทวารนั้นๆ จิตดวงนี้นับว่าเป็นดวงแรก ที่ขึ้นสู่วิถีเพราะท าหน้าที่เป็นอาวัชชนกิจ คือมีหน้าที่ค านึงหรือค้นคว้าอารมณ์ เมื่อขณะจิตดวงที่ ๔ นี้ดับลงไป ก็เป็นปัจจัยแก่ ปัญจวิญญาณ ให้เกิดขึ้นเป็น ขณะที่ ๕ คือ เป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ หรือกายวิญญาณ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๗ ดวงใดดวงหนึ่งใน ๕ ดวงนี้เกิดขึ้น ตามสมควรแก่ทวารและอารมณ์ เพื่อท ากิจในการเห็น หรือการได้ยิน เป็นต้น ๖) ขณะจิตที่ ๖ สัมปฏิจฉันนะ เมื่อปัญจวิญญาณ อันเป็นขณะจิตดวงที่ ๕ ดับลง ขณะจิตที่ ๖ คือ สัมปฏิจฉันนะ ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ ที่ได้เห็นหรือได้ยิน เป็นต้น และส่งมอบอารมณ์นั้นต่อไปให้กับสันตีรณะ เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับลง ๗) ขณะจิตที่ ๗ สันตีรณะ ก็เกิดขึ้นเพื่อไต่สวนอารมณ์ที่ได้รับมาจากสัมปฏิจฉัน นะ เพื่อให้รู้ว่าอารมณ์ที่ได้รับนี้ดีหรือไม่ดีประการใด ถ้าเป็นอติอิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ดียิ่ง โสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจิตก็เกิดขึ้นท าหน้าที่พิจารณาไต่สวนอารมณ์นั้น ถ้าเป็นอิฏฐมัชฌัต ตารมณ์คืออารมณ์ดีปานกลาง อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิตก็เกิดขึ้นท าหน้าที่รับอารมณ์นั้น แต่ถ้าเป็นอนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ไม่ดี อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิตก็ท าหน้าที่เป็นผู้ พิจารณาอารมณ์นั้น แล้วดับไปพร้อมกับส่งมอบให้กับโวฏฐัพพนจิต เมื่อสันตีรณจิตดับลง โวฏฐัพพนกิจก็เกิดขึ้นท าหน้าที่ ๘) ขณะจิตที่ ๘ โวฏฐัพพนจิต โวฏฐัพพนกิจ คือ ตัดสินอารมณ์ว่าจะให้เป็นกุศล หรืออกุศลต่อไปเมื่อโวฏฐัพพนจิตดับลงแล้วชวนะ ก็เกิดขึ้นท าหน้าที่ ๙) ขณะจิตที่ ๙ ชวนะ ท าหน้าที่ชวนกิจ คือเสวยหรือเสพรสของอารมณ์ที่โวฏฐัพ พนจิต ได้ตัดสินแล้วนั้น โดยความเป็นกุศลชวนะหรืออกุศล ชวนะจิตดวงนี้เรียกชวนจิต เพราะท าหน้าที่เสพรสแห่งอารมณ์ที่เป็นกุศลอกุศล หรือบุญบาป ที่ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ ทั้งหลาย ข้อนี้หมายความว่า บุญหรือบาปจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องเข้าถึงชวนจิตเสียก่อน เว้น ไว้แต่ชวนจิตของพระอรหันต์ที่จัดเป็นกิริยาชวนะ เพราะเป็นจิตที่พ้นจากอารมณ์ที่พ้นจาก กรรมอันเป็นกุศลหรืออกุศลแล้ว นับตั้งแต่ขณะจิตที่ ๙ ถึงขณะจิตที่ ๑๕ ทั้ง ๗ ขณะจิตนี้จิตท าหน้าที่เพื่อเสวย รสของอารมณ์เป็นชวนกิจอย่างเดียว ในกามชวนะนี้มีขณะจิตเกิดได้ทั้ง ๗ ขณะ เมื่อชวน จิตท าหน้าที่เสวยรสแห่งอารมณ์ไปแล้ว ๗ ขณะ ก็ดับลง ต่อจากนั้นขณะจิตที่ ๑๖ และที่ ๑๗ ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนะ เพื่อ หน่วงอารมณ์นั้นลงสู่ภวังค์ตามเดิม เรียกจิตทั้ง ๒ ดวงนี้ว่า ตทาลัมพนจิต ได้แก่จิต ๑๑ ดวง คือสันตีรณจิต ๓ และมหาวิบากจิต ๘ ตทาลัมพนจิตนี้ย่อมเกิดรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนะ ตามสมควรแก่อารมณ์และ จะต้องเกิดขึ้น ๒ ครั้ง หรือ ๒ ขณะเสมอไป เท่ากับอายุของอารมณ์ที่ด ารงอยู่ได้เมื่อถึงขณะ จิตที่ ๑๗ พอดี ก็เป็นอันสุดวิถีจิตในวิถีหนึ่งๆ ต่อจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของภวังคจิตเกิดขึ้นตาม ธรรมชาติต่อไป
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๘ ๖.๕.๔ สภาพแวดล้อมที่จิตท างานอยู่ ในการท างานของจิตแต่ละขณะจิต มีสิ่งที่เป็นสภาพแวดล้อมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ จิต หรือที่จิตเข้าไปเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ ๑) ปัญจทวาร ๗๑ จิตจะตื่นจากภวังค์ขึ้นสู่วิถีและรับอารมณ์จากภายนอกที่ผ่านเข้า มาทางทวาร จิตในภาวะตื่นตัว เรียกว่า วิถีจิต ๒) มโนทวาร จิตจะตื่นจากภวังค์แต่ไม่รับอารมณ์จากภายนอกเหมือนข้อ๑ แต่จะ รับอารมณ์จากภายใน (ธรรมารมณ์) ได้แก่ มโนภาพและจินตภาพที่เก็บไว้ ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราคิดถึงเรื่องในอดีต การคิดอย่างลึกซึ้งอย่างมีสมาธิ เป็นต้น ๓) ภวังค์จิตจะนิ่งอยู่ในฐานเดิม ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกใดๆ แต่รับและดับ อารมณ์ภายในเป็นปกติ (จิตอยู่โดยไม่มีอารมณ์ใดๆ ไม่ได้) อารมณ์ภายใน ได้แก่ พลังกรรมที่ ก่อนิมิตและคตินิมิต ตัวอย่างเช่น ตอนที่เรานอนหลับโดยไม่ฝัน หรือตอนสลบ เป็นต้น อนึ่ง กลไกของจิตตามหลักอภิธรรม และตัวอย่างการท างานของจิตขณะกินมะม่วง เมื่อมีสิ่งมากระทบกับทวารทั้งห้า อารมณ์ที่เป็นพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นภวังคจิต ตามล าดับ๗๒ ๑) อดีตภวังคะ คือตอนที่ภวังคจิตถูกอารมณ์กระทบครั้งแรก (ตอนตื่นจากหลับ) ๒) ภวังคจลนะ คือตอนที่ภวังคจิตเริ่มเคลื่อนไหว (ตอนงัวเงียหลังจากตื่น) ๓) ภวังคปัจเฉทะ คืออาการไหวตัวของภวังคจิตสิ้นสุด (ตอนตาสว่างหายงัวเงีย) ๔) อาวัชชนะ คือตอนที่จิตพุ่งไปรับอารมณ์ (ตอนหันไปมองทางเสียงมะม่วงตก) ๕) ปัญจวิญญาณ คือตอนที่จิตรับรู้ชนิดและลักษณะของอารมณ์ (ตอนที่รู้ว่าเป็น มะม่วง) ๖) สัมปฏิจฉันนะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากเข้ารับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ (ตอนลุกไปเก็บมะม่วง) ๗) สันตีรณะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากตรวจตราอารมณ์ (ตอนที่ตรวจดูและรู้ว่า มะม่วงสุก) ๘) โวฏฐัพพนะ คือตอนที่จิตตัดสินอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดี (ตอนที่หยิบมะม่วงมากิน) ๙) ชวนะ คือตอนที่จิตเสวยผลการตัดสินเจ็ดขณะ (ตอนที่เคี้ยวมะม่วงให้แหลก) ๗๑ ปัญจทวารวิถีคือกามวิถีจิตที่ปรากฏขึ้นรับปัญจารมณ์ ทางปัญจทวาร (ทวารทั้ง ๕) ได้แก่ ๑ จักขุทวารวิถี(วิถีจิตที่รับรู้ทางตา) ๒ .โสตทวารวิถี(วิถีจิตที่รับเสียงทางหู) ๓ .ฆานทวารวิถี(วิถีจิตที่รับ กลิ่นทางจมูก) ๔.ชิวหาทวารวิถี(วิถีจิตที่รับรสทางลิ้น) และ ๕.กายทวารวิถี(วิถีจิตที่รับสัมผัสทางกาย). ๗๒ แสง จันทร์งาม, ปรากฏการณ์ทางจิต, (กรุงเทพมหานคร : สร้างสรรค์บุ๊คค์, ๒๕๒๔), หน้า ๕.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๒๙ ๑๐) ตทาลัมพณะ คือตอนที่จิตรับเอาผลการตัดสินมาเสวยต่อจากชวนะอีกสอง ขณะ (ตอนที่กลืนมะม่วงที่เคี้ยวแหลกแล้ว หลังจากนั้นจิตจะกลับเข้าสู่ภวังค์ตามเดิมรออารมณ์อื่นมากระทบแล้วจะขึ้นสู่วิถี รับอารมณ์เช่นนี้อีกวนเวียนไปเรื่อยๆ ๖.๖ ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต เป็นเรื่องที่นักปรัชญาทุกยุคทุกสมัย ได้มีการถกเถียงกันเป็นเวลายาวนานมาแล้ว นักปรัชญาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบันได้ พยายามแสดงแนวความคิดของตนเอาไว้ในแง่มุมต่างๆ ต่างคนก็ต่างให้เหตุผลสนับสนุน ความเห็นของตนเอง เพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิตนี้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหาค าตอบอย ่างจริงจังในปรัชญาตะวันตก สมัยใหม่ หรือในคริสตศตวรรษที่ ๑๗ ในประเด็นที่ว่า กายกับจิตมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ๖.๖.๑ แนวคิดปรัชญาตะวันตก ในทัศนะนักปรัชญาตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต มีค าอธิบายจาก ทฤษฎี๗ ทฤษฎีคือ (๑) ทฤษฎีปฏิอันตรกิริยานิยม หรืออันตรกริยานิยม (Interactionism) (๒) ทฤษฎีโอกาสนิยม (Occasionalism) (๓) ทฤษฎีขนานนิยม (Parallelism) (๔) ทฤษฎี ปรากฏการณ์นิยม (Epiphenomenalism) (๕) ทฤษฎีสรรพัตถจิต (Pan- Psychism) (๖) ทฤษฎีความกลมกลืนล่วงหน้า (Pre–established Harmony) (๗) ทฤษฎีปรับปรุงตัว (Emergent Theory)๗๓ โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ ๑) ทฤษฎีปฏิอันตรกิริยานิยม หรือ อันตรกริยานิยม (Interactionism) ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้คือ เดส์การ์ตส์(Descartes) เขาได้แยกระหว่างความคิด (Thought) และสิ่งกินที่ (Extension) หรือกายกับจิตออกจากกันโดยเด็ดขาด กายและจิตเป็นสาระคน ละประเภทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเขาได้อธิบายว่า จิต เป็นสิ่งที่ไม่กินแค่คิดได้ส่วน กายเป็นสิ่งที่กินที่แต่คิดไม่ได้ เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ เหตุการณ์ทางจิตก็อยู่ในขอบเขต ของจิตต่างหาก เหตุการณ์ทางกายก็อยู่ในขอบเขตของกายต่างหาก คือเป็นเหตุการณ์คนละ ระบบ แต่เหตุการณ์ทั้งสองอย่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หรือเป็นสื่อสัมพันธ์ต่อกัน มีปฏิกิริยาอาการต่อกันได้นั่นคือเหตุการณ์ทางกายเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์ทางจิต และเหตุการณ์ทางจิตก็เป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์ทางกาย เช่น เราถูกตีที่ศีรษะ ซึ่งเป็น เหตุการณ์ทางกาย จะท าให้เรารู้สึกเจ็บ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางจิต เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวนี้ ๗๓ ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต (Relation between Body and Mind). [ออนไลน์]. แห ล่งที่ ม า : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy /39.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๐ เรียกว่า “อันตรกิริยานิยม” (Interactionism) ทฤษฎีนี้จึงแยกกายกับจิตออกจากกันโดย เด็ดขาด เป็นอิสระต่อกัน แต่อาการของทั้งสองอย่างมีปฏิกิริยาต่อกัน กล่าวคือสาเหตุของ กาย มีอิทธิพลต่อสาเหตุของจิต และสาเหตุของจิตมีอิทธิพลต่อสาเหตุของกาย ๒) ทฤษฎีโอกาสนิยม (Occasionalism) ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้คือ นิโคลาส มัลบรังซ์ (Nicolas Malebranche) เขาไม่เห็นด้วย กับแนวความคิดของเดส์การ์ตส์ที่ใช้ทฤษฎีปฏิกิริยานิยมมาตอบปัญหาเกี่ยวกับกายกับจิต เขา จึงเสนอทฤษฎีใหม่เรียกว่า “ทฤษฎีโอกาสนิยม” โดยกล่าวว่า “กายกับจิตไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน แต่การกระท าของฝ่ายหนึ่งเป็นโอกาสให้พระเจ้าท าการเปลี่ยนแปลงให้อีกฝ่ายหนึ่ง” เช่น เมื่อเราตั้งใจจะก้าวขาออกหนึ่งก้าว ทันใดนั้นพระเจ้าก็ยกขาข้างหนึ่งก้าวออกไป โดย เปรียบเทียบการท างานของจิตกับกายด้วยเครื่องจักรกล มนุษย์ปรับเครื่องกลไกให้มันท างาน เช่นเดียวกับพระเจ้าที่อยู่ภายนอกจิตกับกาย และถือโอกาสเป็นสาเหตุให้จิตกับกายท างาน ประสานกันได้ แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีแห่งความกลมกลืนล่วงหน้าแห่งโมนาด ของไลบ์นิซ แต่ก็ยังมีข้อที่เป็นปัญหาอีกคือ (๒.๑) ทฤษฎีนี้จ ากัดอ านาจของพระเจ้า และ จ ากัดพระเจ้าให้เป็นลักษณะปาฏิหาริย์มากู้สถานการณ์พระเจ้าเป็นเจ้าของเครื่องจักร (๒.๒) พระเจ้าถูกรวมเข้ามาอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนสาเหตุที่ไม่จ าเป็นในการท างานของจิตและกาย เพราะทฤษฎีโอกาสนิยมนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตว่าไม่มีอะไรใหม่ขึ้นมา หรือไม่มีอะไรบกพร่องมากไปกว่าสภาพอย่างที่มันเป็นอยู่ หรือมีอยู่แล้ว ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงถือ ว่า มีอ านาจจากเทวะ ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในกายกับจิต และตั้งกิจกรรม ของกายและจิตเหล่านั้นไว้อย่างเป็นระเบียบตามจังหวะ ๓) ทฤษฎีขนานนิยม (Parallelism) ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้คือ สปิโนซ่า (Spinoza) ที่ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิต เป็นที่รู้กันในนามทฤษฎีเส้นขนานต่อกัน โดยที่สปิโนซ่าเชื่อว่า ความจริงไม่มีอยู่ ในการควบคุมของร่างกายที่จะเร้าให้จิตท าการคิดและก็ไม่ใช่อิทธิพลของจิตที่จะมาควบคุม ร่างกายในสภาพใดๆ ของร่างกาย เช่น การนอนหลับ การตื่น เป็นต้น มนุษย์ไม่สามารถจะ ผลักดันหรือท ากิจกรรมอะไรโดยการน าของจิตได้จะต้องมีสาเหตุบางอย่างก าหนดล่วงหน้า ทุกกิจกรรมของจิต ดังนั้น สปิโนซ่าจึงสรุปว่า “ทุกๆ การกระท าของมนุษย์ถูกก าหนด ล่วงหน้า” ในการอธิบายธรรมชาติที่ถูกก าหนดล่วงหน้าแห่งความคิดและการกระท า ของมนุษย์ สปิโนซ่า กล่าวว่า จิตเป็นสภาพที่ถูกก าหนดอย่างหนึ่ง และเป็นรูปแบบพื้นฐาน ของความคิด เพราะเหตุนี้ จิตจึงไม่สามารถที่จะเป็นสาเหตุแห่งการกระท าของตัวมันเองได้ และจิตก็ไม่มีอ านาจในการเลือกหรือเจตจ านงเสรีแต่อย่างใด เพราะจิตถูกก าหนดโดยเหตุ อย่างหนึ่ง และเหตุอย่างหนึ่งนั้นก็ถูกก าหนดด้วยเหตุอื่นๆ อีก ในท านองเดียวกันนี้ต่อๆ ไป ดังนั้น ทฤษฎีนี้ถือว่า ทั้งกายและจิต เป็นลักษณะสองอย่างของสารัตถะอันเดียวกัน ได้แก่
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๑ พระเจ้า ทั้งสองอย่างเป็นรูปแบบของการคิด กับการกินที่๗๔ ของสารัตถะเดียวกัน เมื่อเป็น เช่นนี้จึงหมายความว่า เหตุการณ์ทั้ง ๒ ประเภทไม่ได้เกี่ยวเนื่องถึงกัน หรือเป็นสาเหตุต่อกัน กระบวนการทางจิตและกระบวนการทางกายมีความเป็นจริงเท่าๆ กัน แต่ไม่ได้มี ความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็นสาเหตุแก่กัน เพียงแต่ทั้งสองกระบวนการเป็นไปด้วยกันและ พร้อมกัน โดยที่เหตุการณ์ทางกายไม่ได้กระทบหรือเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทางจิต หรือ เหตุการณ์ทางจิตก็ไม่ได้กระทบหรือเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ทางกาย แต่เป็นไปเหมือนกับ รถไฟ ๒ ขบวนวิ่งคู่กันไปบนทางรถไฟคู่ ๔) ทฤษฎีปรากฏการณ์นิยม (Epiphenomenalism) ทฤษฎีนี้ บางแห่ง แปลว่า อนุปรากฏการณ์นิยม ซึ่งความเห็นของทฤษฎีนี้จะ เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต ได้แก่ จิตคือผลผลิตอย่างที่สองของกิจกรรม ทั้งหลายของสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่หนึ่งของร่างกาย จิตมีสถานภาพเหมือนกันกับสมอง ซึ่งถือ ว่าเป็นร่างกาย ทฤษฎีนี้ ลดจิตลงสู่ภาวะที่ไม่ใช่จิต ไร้ซึ่งอ านาจที่จะท าตามต้องการ และ ยอมรับอะตอมและการเคลื่อนไหวของอะตอมว่า เป็นความจริงพื้นฐานของจักรวาล อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะต้นตอของทฤษฎีนี้จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุ นิยม เป็นการยากที่จะเข้าใจว่า จิตเป็นสิ่งส าคัญกว่าสมองในกิจกรรมการแสดงออกใน ชีวิตประจ าวันของเรา แต่เรารู้เพียงว่า มีกิจกรรมของจิตอยู่ในจิตของเราอยู่ตลอดเวลา ประสบการณ์ของชีวิตเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นความล้มเหลวของทฤษฎีนี้ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงเห็น ว่า จิตคือผลผลิตขั้นที่สองของกิจกรรมทางสมอง ซึ่งสองกลายเป็นส่วนที่หนึ่งของร่างกายที่มี ความส าคัญมากกว่าจิต นั่นคือปรากฏการณ์ทางจิตเป็นเพียงผลที่เนื่องมาจากปรากฏการณ์ ทางสมองเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์ทางจิตไม่สามารถแสดงออกจนกลายเป็นสาเหตุให้เกิด ปรากฏการณ์ทางสมองได้ ถือได้ว่า ปรากฏการณ์ทางจิตกับปรากฏการณ์ทางสมองมิใช่สิ่ง เดียวกัน ๕) ทฤษฎีสรรพัตถจิต (Pan - Psychism) ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยจิตมีอยู่มากมายในสรรพสิ ่ง และทุกๆ อย่าง นั่นหมายถึงกิจกรรมทางกายทุกๆ อย่าง ประกอบไปด้วยกิจกรรมทางจิตที่เป็นขนานอันหนึ่ง นั่นคือเบื้องหลังของกิจกรรมทางร่างกายจะต้องมีกิจกรรมทางจิตที่เป็นขนานกันอยู่ ไม่ว่า กิจกรรมทางร่างกายจะขึ้นอยู่กับอินทรียภาพของมนุษย์หรือไม่ก็ตาม แสดงให้เห็นว่ามีจิตอยู่ ในทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง ๗๔ สปิโนซา เห็นว่า จิตและร่างกายต่างก็เป็นผลของการแสดงออกของสารสูงสุดอันเดียว สาร สูงสุดหรือพระเจ้าจะแสดงตัวออกเป็นจิตทางหนึ่งและแสดงออกเป็นร่างกายอีกทางหนึ่ง มนุษย์เป็นอัญรูป อย่างหนึ่งของพระเจ้า พระองค์แสดงคุณลักษณ์ออกมาเป็นมนุษย์ที่มีสองลักษณะ คือ ความคิด เรียกว่า จิต และ การกินที่ ซึ่งเรียกว่าร่างกาย ไม่สามารถแยกจิตกับร่างกายออกจากกันได้.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๒ ๖) ทฤษฎีความกลมกลืนล่วงหน้า (Pre–established Harmony) ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้คือไลบ์นิซ (Leibniz) ซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกาย กับจิตว่า ร่างกายอันใดเป็นฟิสิกส์นี้เป็นอิสระคงทนต่ออิทธิพลของสิ่งที่ไม่ใช่ฟิสิกส์ใดๆ เขา เห็นด้วยกับทฤษฎีทวินิยมของเดส์การ์ตส์ แต่อธิบายเพิ่มเติมว่า หน้าที่ต่างๆ ทางร่างกาย เกิดขึ้นอย่างอิสระและเดินตามกฏต่างๆ ของมันเอง กฎต่างๆ เหล่านั้นก็คือกฎแห่งกลศาสตร์ จากการอธิบายนี้ไลบ์นิซได้พิสูจน์ว่า เมื่อหน้าที่ต่างๆ ทางร่างกายเดินตามกฎต่างๆ ของมัน หน้าที่ต่างๆ ของจิตก็ปฏิบัติงานตามกฎของมัน ซึ่งไม่สามารถน าไปประยุกต์เข้ากับการ ท างานของร่างกายได้ ในสภาพนี้กายกับจิตมีวิถีทางที่แตกต่างกันของมันเองโดยปราศจาก อิทธิพลของกันและกัน ไลบ์นิซได้ยกตัวอย่างนาฬิกาสองเรือนที่แตกต่างกันเพื่อบอกเวลา เหมือนกัน แต่มันไม่ได้สร้างอิทธิพลต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นวิถีทางใดๆ ในลักษณะเดียวกัน กาย กับจิตก็ท าหน้าที่ของตนอย่างอิสระ สิ่งที่ปรากฏเป็นปฏิกิริยาต่อกันระหว่างกายกับจิตนั้น คือ สิ่งที่ถูกท าให้เป็นสาเหตุโดยการกลมกลืนล่วงหน้า เพียงแต่ถ้าเรารู้การเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นก่อน เราก็สามารถรู้สิ่งที่จิตเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงถือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตมีอยู่บนพื้นฐานทางเหตุผลที่พระเจ้ากระท าไว้ล่วงหน้า ๗) ทฤษฎีปรับปรุงตัว (Emergent Theory) ทฤษฎีนี้แสดงเหตุผลว่า จิตคือการปรับปรุงตัว และก าลังเกิดขึ้นในร่างกาย ธรรมชาติสร้างจิตโดยผ่านตัวกลางคือร่างกาย ในระยะขึ้นแห่งการวิวัฒนาการนั้น เป็นเพียงแต่ขั้นใหม่ ได้ลดความส าคัญของขั้นที่มีมาก่อนของมัน จิตได้รับอ านาจเหนือ ร่างกาย ซึ่งแสดงบทบาทระดับรอง ดังนั้น จิตจึงเป็นธาตุใหม่อย่างหนึ่งที่มีรูปใหม่ของมันเอง ในร่างกาย ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงถือว่า จิตคือการปรากฏตัวที่มีก าเนิดในร่างกาย สรุป จากแนวคิดปรัชญาทางตะวันตกทั้ง ๗ ทฤษฎีดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า กายกับจิต ท าหน้าที่เป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นสัญลักษณ์ แทนอ านาจเหนือธรรมชาติที่เป็นตัวก าหนดพฤติกรรมการแสดงออกและความคิดของมนุษย์ ส่งผลท าให้ตะวันตกมองชีวิตแบบแยกส่วน ไม่เป็นองค์รวม แต่เมื่อตั้งค าถามต่อไปว่า เมื่อมี ร่างกายแต่ไม่มีจิตใจ มนุษย์ถือจะถือว่าถึงจุดสิ้นสุดความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่อย่างไร หรือ หากมีแต่จิตใจไม่มีร่างกายแล้วจิตใจจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน ค าถามเหล่านี้นั้น ยังไม่ปรากฎ ค าตอบที่ชัดเจนแต่ประการใด ๖.๖.๒ แนวคิดทางพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ได้แสดงความสัมพันธ์หรือความเป็นเหตุเป็นผล หรือการเป็น ปัจจัยของกันและกันของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งที่มนุษย์สัมผัสได้หรือไม่ได้ก็ตาม ซึ่ง สรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทั้งปวงนั้น ล้วนแต่เป็นอาการที่เป็นเหตุเป็นผลของกัน และกันทั้งสิ้น รูปธรรมทั้งหมดเรียกว่า กายภาพ แทนด้วยร่างกายของมนุษย์ และนามธรรม ทั้งหมดเรียกว่า จิตภาพ แทนด้วยจิตของมนุษย์ ซึ่งทั้งสองเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยส าคัญ ดังนี้
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๓ ๑) ธรรมชาติของกายตามนัยแห่งพระสูตร กายของชีวิตมนุษย์ประกอบขึ้นจาก “ธาตุ ๔” หรือ “มหาภูตรูป ๔” ๗๕ ส่วน เหตุปัจจัยให้เกิดมหาภูต ๔ หรือรูปกายของมนุษย์นั้นตามนัยพระสูตรถ้ามองในแง่ชีววิทยา เกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์ของบิดามารดาเจริญเติบโตด้วยข้าว น ้า และอาหาร เป็นต้น ต้องอบ ต้องนวดต้องเฟ้น๗๖ มองในแง่กระบวนการตามธรรมชาติตามหลักปฏิจจสมุปบาท กายของ มนุษย์เกิดจากวิญญาณ๗๗ มองในแง่วัฏฏะ ๓ กายของมนุษย์เกิดจากกิเลส กรรมและวิบาก๗๘ มองในแง่ของปฏิสัมภิทามรรคและคัมภีร์วิสุทธิมรรค กายของมนุษย์เกิดจากเหตุ ๕ ประการ คือ อวิชชา ตัณหา อุปทาน กรรม และอาหาร ๗๙ ถ้ากล่าวตามนัยพระอภิธรรม กายหรือรูปของมนุษย์มีสมุฏฐาน ๔ ประการเป็น ปัจจัยให้เกิดขึ้น คือ กรรม จิต อุตุและอาหาร มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานที่รวมตัว เกาะกลุ่มกันอย่างถูกส่วนตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติจนกระทั่งปรากฏเป็นรูปขันธ์ของ มนุษย์๘๐ ธาตุ ๔ หรือ มหาภูตรูป ๔ ได้แก่ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน ้า) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ)วาโยธาตุ (ธาตุลม) นอกจากนี้มีธาตุอีก ๒ ประเภท คือ อากาศธาตุและ วิญญาณธาตุ รวมกับธาตุ ๔ ดังกล่าวแล้ว เรียกว่า ธาตุ ๖ ๘๑ อากาศธาตุคือ ช่องว่าง สภาวะที่ว่าง โปร่ง เป็นช่อง ส่วนวิญญาณธาตุคือ ธาตุรู้อารมณ์๘๒ ธาตุทั้งสองนี้ตามนัยที่ท่านได้แสดงไว้ถือเป็น องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์เช่นกัน แต่วิญญาณธาตุเป็นธาตุที่เป็นส่วนนามขันธ์ในส่วนของ องค์ประกอบที่เรียกว่าจิต ในพระอภิธรรมปิฎกที่ได้แบ่งธาตุเป็น ๑๘ ประการ๘๓ แต่เป็นธาตุ ในอีกความหมายหนึ่ง ส่วนในวิสุทธิมรรคได้แสดงธาตุ ๔ ไว้อย่างละเอียด ทั้งความหมาย คุณสมบัติ ลักษณะ และการเกิดขึ้นของธาตุทั้ง ๔ รวมถึงส่วนต่างๆ ของมนุษย์ที่จัดเป็นธาตุ ๔ ด้วย ๗๕ ดูรายละเอียดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๐๕/๒๔๒. ๗๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๕๒/๓๐๐. ๗๗ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๓/๑-๖. ๗๘ โสภณ ศรีกฤษดาพร, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องกายและจิตในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗), หน้า ๗๒–๗๙. ๗๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๙. ๘๐ ระวี ภาวิไล, อภิธรรมส าหรับคนรุ่นใหม่, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ดอกหญ้า, ๒๕๓๖), หน้า ๓๐๘-๓๐๙. ๘๑ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๐๐/๑๑๘-๑๑๙. ๘๒ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ ครั้งที่ ๑๘, (นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), ข้อ ๑๔๘, หน้า ๑๑๘. ๘๓ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๘๓-๑๘๔/๑๐๒-๑๐๕.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๔ แนวคิดเรื่องธาตุนี้ ท่านจัดเป็นปรมัตถสภาวธรรมซึ่งทุกนัยล้วนมีขอบข่ายและความหมาย เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์ทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า ขันธ์ ๕ เป็นกองแห่งธาตุ ชีวิตมนุษย์ เกี่ยวข้องกับธาตุอยู่ตลอดเวลา๘๔ ธาตุทั้ง ๔ นี้ท างานประสานกัน อิงอาศัยกันและกัน ไม่แยก จากกัน คุมกันและกันอยู่ เพราะการรักษากันและกันของธาตุทั้ง ๔ จึงท าให้มนุษย์ได้รับ การแยกภาวะ และลักษณะต่างๆ ทางรูปร่างโดยธรรมชาติเช่น ภาวะหญิง ภาวะชาย ภาวะ สูง ต ่า ด า ขาว อ้วน ผอม ล ่าสัน เป็นต้น ธาตุที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของกายนี้นอกจาก แยกแยะเอาไว้เพื่อให้ทราบว่า กายมีส่วนประกอบพื้นฐานคืออะไรบ้าง มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย บ้าง๘๕ ท่านยังใช้เพื่อการเจริญกัมมัฏฐาน และเพื่อสอนให้เข้าใจถึงความเป็นอนัตตาของรูป ชีวิตเพื่อคลายอัตตา โดยเรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน ธาตุมนสิกา จตุธาตุววัฏฐาน เราจะเห็นว่า การวิเคราะห์เรื่องธาตุในพุทธศาสนาไม่เหมือนกับกระบวนการของวิทยาศาสตร์ทั้งใ น การแยกชื่อและการน าไปใช้ประโยชน์ว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีเหตุปัจจัย๘๖ กล่าวโดยสรุป ธาตุหรือมหาภูตรูป ๔ นี้ถือเป็นหน่วยมูลฐานของการก่อเกิดรูป ขันธ์ของมนุษย์แต่ทั้ง ๔ อย่างนี้ล้วนไม่สามารถด ารงอยู่ได้เพียงล าพัง ต้องอิงอาศัยกันและ กันด ารงอยู่ เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งหมดสิ้นไปที่เหลือก็ไม่สามารถด ารงอยู่ได้ทั้งนี้เพราะ รูปขันธ์ของมนุษย์ตกอยู่ภายใต้กฎของปฏิจจสมุปบาท หรือ กฎอิทัปปัจจยตานั่นเอง นอกจาก มีธาตุ ๔ เป็นธรรมชาติพื้นฐานแล้ว กายยังมีธรรมชาติอาศัยอื่นอีก เรียกว่า “อายตนะ” บ้าง “ทวาร” บ้าง รวมทั้งอวัยวะอื่นๆ อีก ๓๒ ประการที่ท่านเรียกว่า อาการ ๘๗ ซึ่งอวัยวะทั้งหมด นั้น มีระบบการท างาน ต าแหน่ง หน้าที่และรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนและสอดประสาน กันอย่างดี เป็นการยากที่จะบอกว่าอาศัยอะไรเป็นตัวจัดการให้อยู่ในต าแหน่งนี้มีหน้าที่อย่างนี้มีระบบ การท างานอย่างนี้และมีรูปลักษณ์อย่างนี้เรื่องนี้ในพระไตรปิฎกมีอธิบายไว้เพียงว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มีเพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ จึงดับไป๘๘ ๘๔ แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม, “วิเคราะห์ความหมายและขอบเขตเรื่องธาตุในพระไตรปิฎก”, สารนิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๓๘. ๘๕ โสภณ ศรีกฤษดาพร, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องกายและจิตในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗), หน้า ๓๒–๖๖. ๘๖ วิจิตร เกิดวิศิษฐ์, คนในทรรศนะของพุทธศาสนา อิสลาม และคริสตศาสนา, โดย เสรี พงศ์พิศ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, ๒๕๒๔), หน้า ๓๐–๓๓. ๘๗ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๓/๔. ๘๘ ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๓๗-๖๑/๗๙-๑๑๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๕ กายมีลักษณะเป็นอิทัปปัจจยตาภาวะ กล่าวคือ ความเป็นภาวะของการอาศัยเหตุ ปัจจัยเกิดขึ้น และเหตุปัจจัยที่ว่า ได้แก่ วิญญาณ๘๙ มีลักษณะเป็นอนิจจตาภาวะ คือ ความ เป็นของไม่เที่ยง ต้องทรุดโทรมลงไป ร่างกายที่เน่าเปื่อยผุพังไปและแตกสลายไปใน ที่สุด๙๐ เมื่อปราศจากวิญญาณ ก็เหมือนท่อนไม้ที่ถูกทิ้งไว้ไร้ประโยชน์ไม่มีใครสนใจ๙๑ มีลักษณะเป็นทุกขตาภาวะคือความเป็นของทนอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ถูกบีบคั้น ภายในให้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์เป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝีเป็นดุจลูกศร เป็นสิ่ง คอยก่อความเดือดร้อน๙๒ มีลักษณะเป็นอนัตตาภาวะ คือ ความเป็นของไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ ควรเรียกว่าเป็นของๆ ตน นอกจากนั้น ก็ยังมีลักษณะเป็นสังขตธรรมภาวะ คือความเป็นของที่ปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้นมา ไม่ได้มีอยู่เองโดยล าพัง หมายความว่า กายถูกปัจจัยคือมหาภูต ๔ ปรุงแต่งขึ้นมา และ กายมีลักษณะเป็นไปตามเครื่องหมายก าหนดรู้ความเป็นสังขตธรรม ๓ ประการ คือ (๑) ปรากฏการณ์เกิดขึ้น (อุปปาทะ) (๒) ปรากฏความเสื่อม (วยะ) (๓) เมื่อด ารงอยู่ก็ปรากฏ ความผันแปร (อัญญถัตตะ) และมีลักษณะเป็นอัพยากฤตภาวะ คือ ความเป็นกลางๆ หมายความว่า กายของ มนุษย์ตามปกติแล้ว กายไม่สามารถที่จะท าบุญหรือท าบาปได้ด้วยตัวของกายเอง (๔) กายมี หน้าที่ของตนตามธรรมชาติแม้มนุษย์จะใส่ใจหรือไม่ก็ตาม มันก็ท างานของมันอย่างนั้น ถ้า เรามองหน้าที่ของกายแบบไม่แยกส่วน กายมีหน้าที่ใหญ่ๆ ๒ ประการ คือ (๑) ท าหน้าที่รับรู้และ เสพเสวยโลก หรือ ท าหน้าที่เป็นทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอก โดยอาศัยทวาร (Sense–door) คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นช่องเพื่อรับรู้อารมณ์๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ (๒) ท าหน้าที่แสดงออก หรือ กระท าต่อโลก โดยอาศัยทวาร (Channels of action) ๓ คือ กายทวาร วจีทวาร และ มโนทวาร แสดงออกหรือกระท าต่อโลก โดยการกระท า (กายกรรม) การพูด (วจีกรรม) และ การคิด (มโนกรรม) ในหน้าที่ทั้ง ๒ ประการดังกล่าว ข้างต้นนั้น มีข้อสังเกตว่า อายตนะที่ท าหน้าที่รับรู้ทั้ง ๖ กับอารมณ์ทั้ง ๖ เป็นของคู่กันอยู่ แล้วโดยธรรมชาติทั้งนี้เพราะโลกนั้นปรากฏลักษณะอาการแก่มนุษย์เป็นส่วนๆ เป็นด้านๆ ไป เท่าที่มนุษย์จะมีแดนหรือเครื่องมือเชื่อมต่อส าหรับการรับรู้ซึ่งสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ ได้ด้วยช่องทางการเชื่อมต่อทั้ง ๖ ทางก็ยังคง(จะ)มีอยู่อีกมาก ส่วนการแสดงออกต่อโลกนั้น ๘๙ ดูรายละเอียดใน อุปยันติสูตร ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๖๙/๑๔๒. ๙๐ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๔๘-๑๕๑/๗๘-๗๙. ๙๑ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๔๑/๓๘. ๙๒ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๓๓-๒๐๕-๒๑๘/๑๔๗-๒๔๒-๒๕๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๖ มีตัวแปรอยู่ที่ขันธ์ในล าดับที่ ๔ (ของขันธ์ทั้ง ๕) คือ สังขารขันธ์ จะแสดงตัวออกมาโดยมี เจตนาที่เป็นหัวหน้าในทวารทั้ง ๓ เป็นตัวคอยผลักดัน ๒) หลักการท างานร่วมกันระหว่างกายกับจิต ในคัมภีร์พุทธปรัชญา กล่าวถึงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ เชิง ปฏิกิริยาพฤติกรรมของมนุษย์เป็นกระบวนการทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลมาจากการ ท างานของรูปขันธ์ทั้ง ๕ หลักปรมัตถธรรม ๕ กล่าว เน้นในเรื่องจิตใจ ร่างกาย และวัฏจักร ของชีวิต ตลอดจนภาวะสิ้นทุกข์ เนื้อหาสารัตถะ เหล่านี้คือการวิเคราะห์มนุษย์ทั้งในส่วนที่ เป็นร่างกายและจิตใจ จ าแนกให้เห็นถึงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจในเชิง ปฏิกิริยา ถ้าไม่มีร่างกายจิตใจก็ไม่ปรากฏขึ้น ร่างกายจึงเป็นจุดก าเนิดของกระบวนการทาง จิตใจร่างกายจึงถือได้ว่าเป็นฐานแรกของชีวิต เป็นที่พักอาศัยของจิต ชีวิตมนุษย์นั้นประกอบ ไปด้วยธาตุหลักๆ ๔ ชนิดคือ ธาตุดิน ธาตุน ้า ธาตุลม และธาตุไฟ ธาตุเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ ในส่วนหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์และเป็นโครงสร้างที่สามารถจับต้องได้ หรือจะเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า มหาภูตรูป ส่วนจิตหรือจิตใจนั้นเป็นองค์ประกอบของร่างกาย ให้มีความรู้สึกนึกคิดการรับรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นประสาททั้ง ๕ มีตา หูจมูกลิ้น กาย ในส่วน ประสาททั้ง ๕ ประการนี้เป็นสื่อที่น าการรับรู้ไปสู่จิตใจดังกล่าวซึ่งในส่วนนี้เรียกว่า อุปาทายรูป หรืออรูป ที่อาศัยมหาภูตรูปอยู่ การสัมพันธ์กันระหว่างรูปกับนามมีความต่อเนื่องไม่สามารถ แยกออกจากกันได้จึงท าให้เป็นชีวิตตามหลักพุทธปรัชญา๙๓ ดังปรากฎในคัมภีร์มิลินท ปัญหา๙๔ ในตอนหนึ่งที่พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามพระนาคเสน ความว่า พระเจ้ามิลินท์ตรัสถาม “ข้อที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่านามและรูป ดังนั้นอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป” พระเถระเจ้าทูลตอบว่า “สิ่งใดหยาบ สิ่งนั้นเป็นรูปธรรมทั้งหลาย คือจิตและ อารมณ์ที่เกิดกับจิตอันใดซึ่งเป็นของละเอียด สิ่งนั้นเป็นนาม” พระเจ้ามิลินท์ตรัสถาม“เพราะเหตุไร นามอย่างเดียวก็ไม่ปฏิสนธิหรือรูปอย่างเดียว ก็ไม่ปฏิสนธิ” พระเถระเจ้าทูลตอบว่า “เพราะธรรมเหล่านั้น อาศัยกันและกัน เกิดขึ้นด้วยกัน” พระเจ้ามิลินท์ตรัสถาม “ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง” พระเถระเจ้าทูลตอบ “เหมือนอย่างว่า ถ้ากลละของแม่ไก่ไม่มีฟองของแม่ไก่ก็ไม่มี สิ่งใดเป็นกลละ สิ่งใดเป็นฟอง แม้สิ่งทั้งสองนั้นอาศัยกันและกัน เกิดขึ้นด้วยกัน ข้อนั้นฉันใด ๙๓ วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, จิตวิทยาพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ชีวาภิวัฒน์, ๒๕๔๔, หน้า ๒๑. ๙๔ มิลินทปัญหา–ธรรมะไทย, ปัญหาที่ ๘ ถามเรื่องนามรูป, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.dhammathai.org/milin/milin07.php?#8. [๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๗ ถ้าว่า ในนามและรูปนั้น นามไม่มีแม้รูปก็ไม่มีฉันนั้น สิ่งใดเป็นนาม สิ่งใดเป็นรูป สิ่งทั้งสองนั้น อาศัยกันและกัน เกิดขึ้นด้วยกัน ข้อนี้ได้เป็นมาแล้ว สิ้นกาลยืดยาว เป็นหลักฐานที่ยืนยันถึง ความสัมพันธ์ของรูปกับนามอย่างแนบแน่น” สรุปความสัมพันธ์ระหว่างกายและจิตทางพุทธปรัชญาถือว่า “กายนี้เป็นที่อยู่อาศัย ของจิต” กายกับจิตก็มีนัยเป็นอย่างเดียวกัน คือทั้งสองต่างก็เป็นธรรมที่อาศัยกันและกัน พฤติกรรมต่างๆ ของชีวิต เช่น การยืน การเดิน การนอน การนั่ง การเคลื่อนไหว การหยุด การกระท าความเพียรพยายาม และการคิดได้เป็นต้น เกิดขึ้นได้เมื่อกายและจิตประกอบเข้า ด้วยกัน ชีวิตเป็นกระบวนการหนึ่งในธรรมชาติ ด าเนินสืบเนื่องไปในรูปของกระบวนการ นอกจากจะประกอบด้วยกระบวนการใหญ่ๆ แล้ว ยังประกอบด้วยกระบวนการย่อยต่างๆ อีก มากมาย เช่น กระบวนการท างานของกาย กายไม่ได้ท าหน้าที่รับรูป กระทบเสียง ลิ้มรส ดม กลิ่นหรือถูกต้องสิ่งที่มาต้องกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระบวนการอื่นๆ อยู่อีกมากมาย เช่นการหมุนเวียนโลหิต การย่อยอาหาร การขับถ่าย การหายใจ การท างานของระบบ ประสาท ฯลฯ เป็นต้น จะเห็นว่าเพราะการท างานขององค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงประสาน เข้าด้วยกัน จึงท าให้เกิดกระบวนการที่เรียกกันว่าชีวิตขึ้น ดังนั้น“ชีวิต” ตามนัยของ พุทธปรัชญาก็คือผลที่เกิดจากการท างานร่วมกันของกายและจิตที่อิงอาศัยกัน ก่อให้เกิด อ านาจหรือประสิทธิภาพในการท างาน เพื่อประโยชน์ของชีวิต คือ การหลุดพ้นทุกข์ได้ ๖.๗ กระบวนการการท างานของจิตทางปัญจทวาร ปัญจทวารวิถีคือกามวิถีจิตที่ปรากฏขึ้นรับปัญจารมณ์ (อารมณ์ทั้ง ๕ ) ได้แก่ ๑)จักขุทวารวิถีคือวิถีจิตที่รับรู้ทางตา ๒) โสตทวารวิถีคือวิถีจิตที่รับเสียงทางหู๓) ฆานทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับกลิ่นทางจมูก ๔) ชิวหาทวารวิถีคือวิถีจิตที่รับรสทางลิ้น และ ๕) กายทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับสัมผัสทางกายในปัญจทวารวิถีนี้มีวิสยัปปวัตติอยู่ ๔ ประการ คือ ๑) อติมหันตารมณ์ (คือปัญจารมณ์ที่มีก าลังแรงมากที่สุด) ๒) มหันตารมณ์ (คือปัญจารมณ์ที่มีก าลังแรง) ๓) ปริตตารมณ์(คือปัญจารมณ์ที่มีก าลังอ่อน) และ ๔) อติปริตตารมณ์ (คือปัญจารมณ์ที่มี ก าลังอ่อนที่สุด) โดยอธิบายความได้พอสังเขป ดังนี้ ๖.๗.๑ อติมหันตารมณ์ เป็นปัญจารมณ์ที่มีวิถีจิตเกิดมากที่สุดได้ถึง ๗ วิถี เมื่อกล่าวถึง จิตตุปบาทคือ ขณะที่จิตขึ้นสู่วิถี จะตั้งอยู่ในอารมณ์ได้มากถึง ๑๔ ขณะจิต และเมื่อว่าถึงประเภทของจิตที่ ปรากฏขึ้นรับอารมณ์นี้มีถึง ๕๔ ประเภท คือกามาวจรจิต ๕๔ ดวงนั่นเอง วิถีจิตในอติมหัน ตารมณ์มีขณะจิตขึ้นรับอารมณ์ได้ ๑๔ ขณะจิต โดยเป็นจิตที่พ้นวิถีเสีย ๓ ขณะ รวมเป็นขณะจิต ๑๗ ขณะขณะจิต ๑๗ ขณะนั้นคือจิตที่ ๑๗ ขณะดังกล่าวแล้วข้างต้น เท่ากับอายุของรูป ๒๒ รูปใดรูปหนึ่ง (เว้นวิญญัติรูป ๒ และลักขณรูป ๔) หมายความว่า รูป ๒๒ นี้ รูปใดรูปหนึ่งเมื่อ เกิดขึ้น จะมีอายุยืนอยู่เท่ากับอายุของจิต ๑๗ ดวง จิต ๑๗ ดวงนี้ จ าแนกเป็นขณะเล็กได้
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๘ (๑๗ x ๓) ๕๑ ขณะ ฉะนั้นอายุของรูปรูปหนึ่ง จึงเท่ากับอายุของจิต ๕๑ ขณะเล็ก สภาพ ของรูปก็มีอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะเช่นเดียวกับจิต คือขณะแรกที่รูปเกิดขึ้นชื่อ ว่า อุปปาทขณะ ขณะสุดท้ายที่รูปดับไปชื่อว่า ภังคขณะ ขณะระหว่างอุปปาทขณะและ ภวังคขณะชื่อว่า ฐิติขณะ แต่เมื่อเทียบกับขณะเล็กของจิต อุปปาทขณะและภังคขณะทั้ง ของจิตและรูปเท่ากัน แต่ฐิติขณะของรูป ๑ ขณะ เท่ากับขณะเล็กของจิต ๔๙ ขณะ ๖.๗.๒ มหันตารมณ์ คือ ปัญจาารมณ์ทั้ง ๕ มีรูป เป็นต้น เป็นอารมณ์ที่ก าลังเด่นชัดน้อยกว่าอติมหันตารมณ์ เพราะความสมบูรณ์แห่งปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งบกพร่องไป ฉะนั้น ในมหันตารมณ์วิถี จึงมีวิถีจิตเกิดได้เพียง ๖ วิถี มีขณะจิตใหญ่ได้ ๑๔ หรือ ๑๕ ขณะเท่านั้น ตทาลัมพนะไม่เกิด หมายความว่า เมื่อปัญจารมณ์มีรูป เป็นต้น เกิดขึ้นผ่านภวังคจิตไปได้๒ หรือ ๓ ขณะจิต จึงปรากฏแก่จักขุประสาท เป็นต้น อารมณ์นี้มีอายุเพียง ๑๔ หรือ ๑๕ ขณะจิตเท่านั้น จึงไม่สามารถตั้งอยู่ได้นานถึงการเกิดขึ้นของตทาลัมพนจิต ภวังคบาต (จิตตกลงสู่ภวังค์) ย่อม เกิดขึ้นเมื่อสุดชวนจิตที่ ๗ ความเกิดขึ้นแห่งตทาลัมพนจิต ไม่มีเลยในมหันตารมณ์นี้ ๖.๗.๓ ปริตตารมณ์ คือ ปัญจารมณ์ (อารมณ์ ๕ มีรูป เป็นต้น) มีก าลังอ่อนกว่ามหันตารมณ์มีวิถีจิตเกิด ได้เพียง ๕ วิถีเท่านั้น และสิ้นสุดวิถีที่โวฏฐัพพนะ ไม่ทันเข้าถึงชวนะ คือไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน เป็นต้น ได้ชัดเจน เช่น ผู้ที่อยู่ในสภาพที่มืด ขมุกขมัวหรืออยู่ที่ไกลจากอารมณ์ที่ปรากฏนั้น มาก ก็ย่อมจะเห็นหรือได้ยินอารมณ์นั้นไม่ชัดเจน จึงไม่อาจท าให้รู้สึกยินดียินร้ายในอารมณ์ นั้นๆ แต่ประการใดได้ ทั้งนี้เพราะจิตไม่เข้าถึงชวนะคือไม่อาจจะเสวยรสแห่งอารมณ์นั้นโดย ความเป็นบุญหรือเป็นบาปได้ แม้โวฏฐัพพนะเองก็พยายามเกิดอยู่หลายขณะ แต่ก็ไม่อาจ ตัดสินอารมณ์ที่ไม่ชัดเจนนั้นได้ปริตตารมณ์จึงสิ้นสุดลงที่โวฏฐัพพนะ และปริตตารมณ์วิถี นี้ท่านเรียกว่า “โวฏฐัพพนวาระ” คือ วิถีจิตที่สิ้นสุดลงแค่โวฏฐัพพนะ ๖.๗.๔ อติปริตตารมณ์ คือปัญจารมณ์ที่มีก าลังอ่อนที่สุด แม้กระทบกับภวังคจิตตั้งหลายๆ ครั้ง ภวังคจิต เป็นเพียงไหวตัวเล็กน้อย เป็นภวังคจลนะ ๒ ขณะ ยังไม่ทันเห็นหรือยังไม่ทันได้ยิน อารมณ์ นั้นก็ดับไปเสียแล้ว ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อารมณ์ก็หมดอายุดับไปเสียแล้ว ภวังคจิตก็กลับ ท าหน้าที่ ภวังคกิจตามเดิมต่อไปอีก เปรียบเทียบเหมือนคนที่นอนหลับสนิทเมื่อถูกปลุกเขย่า ตัวหรือร้องเรียก อารมณ์ที่กระทบกับประสาทรูปก็สะเทือนถึงภวังคจิตท าให้ภวังคจิตเกิด อาการไหวขึ้น ๒ ครั้ง เป็น ภวังคจลนะ แล้วก็กลับเป็นภวังค์ตามเดิม คือหลับต่อไปอีก ไม่ทัน รู้สึกตัวว่าถูกปลุกให้ตื่น จิตตุปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต) จึงเป็นภวังค์ทั้งหมด ไม่มีวิถีจิตเลย แต่ก็อนุโลมว่าเป็นวิถี เพราะมีอารมณ์ใหม่มากระทบกับภวังคจิตเข้าแล้ว แต่อารมณ์ใหม่นั้น มีก าลังอ่อนแอมาก ไม่มีอ านาจพอที่จะให้จิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ใหม่ได้เลย อติปริตตารมณ์นี้ จึงชื่อว่า “โมฆวาระ” เพราะเหตุที่อารมณ์นี้ไม่มีวิถีจิตเกิดได้เลย
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๓๙ ๖.๘ กระบวนการท างานของจิตทางมโนทวาร ในปัญจทวารวิถีที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น มีอารมณ์ ๕ ได้แก่ รูปารมณ์ (ปัญจารมณ์ ) สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ทั้ง ๕ นี้ เมื่อกล่าวโดย สภาวธรรมแล้ว ได้แก่ วิสัยรูป ๗ คือ วัณณะ ปฐวี (รส ) รสะ (กลิ่น ) คันธะ (เสียง) สัททะ (สี) (ธาตุดิน ) เตโช รูปเหล่านี้จะเป็นอารมณ์แก่วิถีจิตได้ (มธาตุล ) วาโย (ธาตุไฟ ) ต้องเป็นไปใน ปัจจุบันอย่างเดียว คือ รูปเหล่านี้ต้องก าลังปรากฏอยู่ จึงจะเป็นอารมณ์แก่ปัญจทวารวิถีได้ ส่วนในมโนทวารวิถีนั้น จิตสามารถรับอารมณ์ทั้ง ๖ ได้หมด ไม่จ ากัดว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต แม้แต่ในกาลวิมุตตารมณ์ ในมโนทวารวิถีก็รับได้ (คือพระนิพพานและบัญญัติ ) มโนทวารวิถีมีอารมณ์ได้ ๖ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธัมมารมณ์ ทั้งที่เป็นปรมัตถ์และบัญญัติ (อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ) ธัมมารมณ์ จึงไม่จ ากัด ว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต หรือ กาลวิมุต ก็เป็นอารมณ์แก่มโนทวารวิถีได้ทั้งสิ้น ในมโนทวารวิถีนี้มีความเป็นไปของอารมณ์ได้ ๒ คือ วิภูตารมณ์และ อวิภูตารมณ์กล่าวคือ ๖.๘.๑ วิภูตารมณ์ วิภูตารมณ์ คืออารมณ์ ๖ ที่ปรากฏทางใจชัดเจนมากที่สุด ท าให้วิถีจิตเกิดได้มาก ที่สุด จนถึงตทาลัมพนวาระ เป็นอารมณ์ที่ชัดเจน อันปรากฏทางมโนทวารในขณะนั้น ภวัง คจลนะมโนทวาราวัชชนะ ชวนะ และวิบากจิตที่ท าหน้าที่ตทาลัมพนะ ย่อมเกิดขึ้นในที่สุด แห่งชวนะต่อจากนั้นก็เป็นภวังคบาต (จิตตกลงสู่ภวังค์) วิภูตารมณ์วิถีมี ๒ ประเภท คือ (๑) สุทธมโทวารวิถีคือ วิถีที่เกิดทางมโนทวารโดยตรง และ (๒) ตทนุวัตติกมโนทวารวิถีคือวิถีที่ ต่อเนื่องมาจากปัญจทวาร มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ วิภูตารมณ์ที่ต่อเนื่องมาจากปัญจทวารวิถีนั้น เป็นตทาลัมพนวาระ (มีตทาลัมพนะ เป็นที่สุด) มี ๑๒ ขณะจิต ๓ วิถี คือ วิภูตารมณ์วิถีเป็นวิถีจิตที่มีอารมณ์ทางใจปรากฏชัดเจน ที่สุด มีขณะจิตเกิด ดังนี้ภวังคจิตที่ไหวรับอารมณ์ใหม่ เรียกว่า ภวังคจลนะ ภวังคจิตดวง ต่อมาที่ปล่อยจากอารมณ์เก่าเพื่อรับอารมณ์ใหม่นั้น เรียกว่า ภวังค์คุปัจเฉทะ ต่อจากนั้น มโนทวาราวัชชนจิต ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่นั้น ๑ ขณะ พร้อมกับท าหน้าที่ก าหนดอารมณ์ นั้นโดยความเป็นกุศลหรืออกุศล เมื่อมโนทวาราชัชนจิตดับลง ชวนจิตก็เกิดขึ้นเพื่อเสวยรส ของอารมณ์ทางจิตติดต่อกันไป ๗ ขณะ เพราะอารมณ์ที่เป็นวิภูตารมณ์นี้ชัดเจนมาก จึงมีก าลัง มาก ท าให้ตทาลัมพนะเกิดต่อจากชวนจิตดวงที่ ๗ อีก ๒ ขณะ เพื่อรับรู้อารมณ์ต่อจากชวน จิตนั้นแล้วจึงสุดวิถี แต่เมื่อกล่าวโดยวิถีจิตแล้ว มีวิถีจิตในมโนทวารวิถีนี้เพียง ๓ วิถีเท่านั้นคือ มโนทวาราวัชชนะ ชวนะและตทาลัมพนะ แต่เมื่อกล่าวโดยขณะจิตแล้ว มีขณะจิต ๑๒ ขณะ มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ว่า ในมโนทวารวิถี ไม่มีอตีตภวังค์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า อารมณ์ที่ปรากฏทาง มโนทวารวิถีนี้ไม่มีการกระทบกับภวังคจิตก่อนเหมือนในปัญจทวารวิถีหากแต่จิตเกิดขึ้นโดย ร าพึงถึงอารมณ์ก่อนแล้ว จึงน้อมไปในอารมณ์นั้น ส่วนในปัญจทวารวิถีนั้น อารมณ์เป็นปัจจัย มากระทบกับทวารโดยตรง แล้วภวังค์จึงไหวตัวขึ้นรับอารมณ์จึงมีอตีตภวังค์ได้
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๐ ๖.๘.๒ อวิภูตารมณ์วิถี อวิภูตารมณ์วิถี ได้แก่อารมณ์ ๖ ที่ปรากฏทางใจชัดเจนน้อยกว่าวิภูตารมณ์ท าให้ วิถีจิตเกิดได้เพียงแต่ชวนะแล้วก็สิ้นสุดวิถี ไม่ถึงตทาลัมพนวาระสามารถจะรับอารมณ์อันต่อ เนื่องมาจากปัญจทวารวิถีได้ และสามารถรับอารมณ์ทางมโนทวารวิถีที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุตได้อวิภูตารมณ์วิถีเป็นวิถีจิตที่มีอารมณ์ไม่ปรากฏชัดทางใจ คือ วิถีจิต นี้รับอารมณ์ทาง มโนทวารแต่ไม่เข้าถึงการเสวยรสแห่งอารมณ์นั้น จิตเพียงขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ ที่มโนทวาราวัชชนจิตเท่านั้นแล้วก็ตกลงสู่วังค์อวิภูตารมณ์ย่อมเกิดในขณะที่คิดถึงอารมณ์ ๖ ที่ละเอียดสุขุม ทั้งที่เป็นปรมัตถ์และบัญญัติแต่ขณะคิดไม่ออก จ าไม่ได้ หรือบางครั้งก็เกิดขึ้น ขณะฝันเลือนลางไม่ชัดเจนคล้ายอาการของคนที่นอนหลับไม่สนิท ความแตกต่างระหว่างปัญจทวารวิถีและมโนทวารวิถี กามวิถี เป็นจิตที่มีกามธรรมเป็นอารมณ์ มี ๒ คือ ๑) ปัญจทวารวิถี คือกามวิถีที่ เกิดทางปัญจทวาร และ ๒) มโนทวารวิถี คือกามวิถีที่เกิดทางมโนทวาร วิถีจิตทั้ง ๒ ประเภทนี้ มีความแตกต่างกัน ดังนี้๙๕ ปัญจทวารวิถี มโนทวารวิถี ๑. ต้องมีอตีตภวังค์เสมอ ๑. ส่วนมากไม่มี ๒. มีวิสยัปปวัตติ ๔ คือ อติมหันตารมณ์ มหันตารมณ์ ปริตตารมณ์ และอติปริต ตารมณ์ ๒. มีวิสยัปปวัตติ ๒ คือ วิภูตารมณ์ และอวิ ภูตารมณ์ ๓. อาศัยเกิดได้ใน ๕ ทวาร ๓. อาศัยเกิดได้ทางมโนทวารอย่างเดียว ๔. อาศัยวัตถุ ๕ เกิด คืออาศัย จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา และกายวัตถุ ๔. อาศัยหทัยวัตถุในปัญจโวการภูมิ (ภูมิที่มี ขันธ์ ๕) แต่ในจตุโวการภูมิ (ภูมิมีขันธ์ ๔ คืออรูปภูมิ) ไม่อาศัยวัตถุเลย ๕. มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ๕. มีทั้งรูปธรรม นามธรรม และบัญญัติเป็น อารมณ์ ๖. มีอารมณ์ ๕ เช่น รูป เป็นต้น ๖. มีอารมณ์ ๖ ทั้งหมด ๗. เกิดแก่กามบุคคล และรูปบุคคล ตาม สมควรแก่ทวาร ๗. เกิดได้ทั้งกามบุคคล รูปบุคคล และอรูป บุคคล ๘. มีอารมณ์เป็นปัจจุบันอย่างเดียว ๘. มีอารมณ์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต และ กาลวิมุต ๙๕ บทที่ ๙ – มโนทวารวิถี, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://prapitum.mbu.ac.th/ phrarpitum/apitum9-1-2-2.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๑ ปัญจทวารวิถี มโนทวารวิถี ๙. มีวิถีจิตเกิดได้มากถึง ๗ อย่าง คือ ๑) อาวัชชนะ ๒) ปัญจวิญญาณ ๓) สัมปฏิจฉันนะ ๔) สันตีรณะ ๕) โวฏฐัพพนะ ๖) ชวนะ ๗) ตทาลัมพนะ ๙. มีวิถีจิตเกิดได้ ๓ อย่างคือ ๑) อาวัชชนะ ๒) ชวนะ ๓) ตทาลัมพนะ ๑๐. มีเฉพาะรูปปรมัตถ์เท่านั้นเป็นอารมณ์ ๑๐. มีทั้งปรมัตถธรรมทั้ง ๔ และบัญญัติ เป็นอารมณ์ ๑๑. มีขณะจิตเกิดได้ ๑๔ ขณะ ถ้านับ ภวังคจิต ๓ เข้าด้วยก็ได้ ๑๗ ขณะ ๑๑. มีขณะจิตเกิด ๑๐ ขณะ ถ้านับภวังคจิต ด้วยก็ได้ ๑๒ ขณะ ๑๒. มีเวทนา ๕ คือ ๑) สุขเวทนา ๒) ทุกขเวทนา ๓) โสมนัสสเวทนา ๔) โทมนัสสเวทนา ๕) อุเบกขาเวทนา ๑๒. มีเวทนาเพียง ๓ คือ ๑) โสมนัสเวทนา ๒) โทมนัสสเวทนา ๓) อุเบกขาเวทนา ตารางที่ ๗ : ความแตกต่างระหว่างปัญจทวารวิถีและมโนทวารวิถี ๖.๙ เจตสิก ๖.๙.๑ ความหมายของเจตสิก เจตสิก เป็นนามธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เกิดร่วมกับจิตแล้วก็ดับพร้อมกับจิต เจตสิก ได้แก่ โลภะ โทสะ เป็นต้น โทสะ คือความโกรธก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง โลภะ เป็นสภาพที่ติดข้องต้องการ ก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง แต่ทั้งโลภะและโทสะ...ไม่ใช่จิต จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้อารมณ์ (สิ่งที่ถูกจิตรู้) เช่น การได้ยิน เป็นต้น แต่เจตสิกทั้งหลายนั้น บางเจตสิกก็เกิดกับจิตทุกประเภท บางเจตสิกก็เกิดกับจิต ประเภทหนึ่ง ไม่เกิดกับจิตอีกประเภทหนึ่ง เช่น โลภเจตสิกไม่เกิดร่วมกับโทสะมูลจิต จิตที่ มีโลภะเจตสิกเกิดร่วมด้วยจะพอใจติดข้องในอารมณ์จิตที่มีโทสะเจตสิกเกิดร่วมด้วยจะหยาบ กระด้าง ขุ่นเคือง ไม่แช่มชื่น จิตที่มีโลภะเจตสิกเกิดร่วมด้วย และจิตที่มีโทสะเจตสิกเกิดร่วม ด้วย เป็นจิตต่างขณะและต่างประเภท เพราะประกอบด้วยเจตสิกที่ต่างกัน
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๒ ๖.๙.๒ ลักษณะของจิตสิก เจตสิก คือ เครื่องประกอบจิต เป็นสิ่งที่ประกอบจิต ท าให้คิดดีคิดชั่ว เป็นบุญ เป็นบาป เป็นธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด มีอยู่ และเป็นไปเนื่องกับจิต มีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑) เกิดพร้อมกับจิต เมื่อจิตเกิด เจตสิกก็เกิด ไม่มีอะไรเกิดก่อน เกิดหลัง ๒) ดับพร้อมกับจิต เมื่อจิตดับ เจตสิกก็ดับ ไม่มีอะไรดับก่อนดับหลัง ๓) มีอารมณ์เดียวกับจิต อารมณ์ที่จิตเข้าไปรับรู้ในขณะนั้น เป็นอารมณ์เดียวกับที่ เจตสิกไปรับในขณะนั้น เช่น ถ้าจิตรับอารมณ์สีขาว เจตสิกก็รับอารมณ์สีขาวด้วย ถ้าจิตรับ อารมณ์สีเขียว เจตสิกก็รับอารมณ์สีเขียว หรือในขณะเห็นรูปมีโทสเจตสิกเข้าประกอบก็มี ความไม่พอใจในรูปนั้น เกิดความโกรธขึ้นมา หรือขณะได้ยินเสียง มีโลภเจตสิกเข้าประกอบ ก็รักใคร่พอใจใน เสียงนั้น เจตสิกที่ประกอบจิตย่อมปรุงแต่งให้รู้อารมณ์ตามสภาพนั้นๆ ๔) มีวัตถุที่อาศัยเกิดที่เดียวกันกับจิต ที่อาศัยของเจตสิกเป็นชนิดเดียวกัน กับที่อาศัยเกิดของจิต เช่น จิตอาศัยตาเกิด เจตสิกก็อาศัยตาเกิดด้วย จิตอาศัยหูเกิด เจตสิกก็อาศัยหูเกิด๙๖ ๖.๙.๓ ประเภทของเจตสิก ในพุทธปรัชญาเถรวาทกล่าวถึงจิตไว้ ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง (โดยพิสดาร) ถ้าแบ่งเป็นหมวดได้๖ หมวดคือ(๑) อกุศลจิต ๑๒ ดวง (๒) อเหตุกจิต ๑๘ ดวง (๓) กามาวจร โสภณจิต ๒๔ ดวง (๔) รูปจรจิต ๑๕ ดวง (๕) อรูปปาวจรจิต ๑๒ ดวง และ (๖) โลกุตตรจิต ๘ ดวง จิตเหล่านี้ท าหน้าที่ในการปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต เนื่องจากจิตมี องค์ประกอบของเจตสิกอยู่ด้วยเพื่อการรับรู้ภาวะต่างๆ หรือมีการปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์ ต่างๆ จากภายนอกเข้าสู่จิต เจตสิกนี้มีอยู่ ๕๒ ดวง ๙๗ และมีเจตสิกอยู่ ๗ ดวงที่เรียกว่า สสัพพจิตตสาธารณเจตสิก หมายถึง เจตสิกที่ประกอบได้ทั่วไปแก่จิตทั้งหมดหรือเกิดกับจิต ทุกดวง มีอยู่ ๗ ดวง ดังต่อไปนี้ ๑) ผัสสะ มีการถูกต้องอารมณ์เป็นลักษณะ พึงเห็นตัวอย่าง เช่น คนมองดูคนอื่น รับประทานของเปรี้ยวเกิดน้ าลายสอขึ้น ๙๖ บทที่ ๓ เจตสิก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://- ram e-learning e-book.ram.edu /ebook/p/PY/5(50)212PY.3-212pdf. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๙๗ เจตสิกมี๕๒ ดวง แบ่งเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ๑. อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง (คือ เจตสิกที่เสมอกับเจตสิกประเภทอื่นที่ตนเองประกอบร่วมด้วย แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือสัพพจิตตสาธารณ เจตสิก ๗ ดวง และปกิณณกเจตสิก ๖ ดวง) ๒. อกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง (คือ เจตสิกที่ไม่ดีงาม เกิดกับจิต ดวงใด จิตนั้นก็เป็นอกุศล) และ ๓. โสภณเจตสิก ๒๕ ดวง (คือ เจตสิกที่ดีงาม เมื่อเกิดร่วมกับจิตใด จิตนั้นก็เป็นจิตที่ดีงาม) ดูใน พระสัทธัมโชติกะ สัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฏีกา, (กรุงเทพมหานคร : ทิพย์วิสุทธิ์, ๒๕๓๔), หน้า ๒๓๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๓ ๒) เวทนา คือการเสวยรสอารมณ์ มีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะ เจตสิกอื่นก็เสวย อารมณ์เหมือนกัน แต่ไม่ยืนนานเหมือนเวทนา เหมือนพระราชาเสวยรสโภชนะที่ดี นอกนั้น เหมือนพ่อครัวซึ่งดื่มบ้าง ชิมบ้าง เท่านั้นเอง หามีสิทธิ์เสวยทั้งหมดไม่ ๓) สัญญา คือธรรมชาติที่จ าอารมณ์ โดยอารมณ์มีเขียว แดง สั้นยาว กลม เป็นต้น ใน วิสุทธิมรรคท่านเปรียบว่า รู้แบบสัญญาเหมือนเด็กรู้ว่าเหรียญกษาปณ์ มีลักษณะสัณฐาน กลมรู้แบบวิญญาณรู้เหมือนบุรุษชาวบ้านรู้ว่า เหรียญใช้จับจ่ายซื้อของได้ รู้แบบปัญญา เหมือนนายช่างกษาปณ์รู้ละเอียดว่ารุ่นไหนท าจากอะไร ๔) เจตนา ธรรมชาติที่มุ่งหวัง จัดสรรให้สัมปยุตธรรม ขวนขวายในกิจของตน ท่านเปรียบว่า เหมือนลูกมือผู้เป็นหัวหน้าและช่วยเร่งกิจของคนอื่นให้ส าเร็จ ฉะนั้น เจตนา เป็นสังขารขันธ์ ๕) เอกัคคตา เป็นธรรมชาติที่สงบและท าสัมปยุตธรรมให้ตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว ๖) ชีวิตินทรีย์เป็นเครื่องด ารงอยู่แห่งสัมปยุตธรรมทั้งหมดเป็นใหญ่ในการอนุบาล รักษาธรรมที่เกิดร่วมกัน จึงว่ามีการอนุบาลเป็นลักษณะเหมือนน้ าหล่อเลี้ยงดอกบัว ฉะนั้น ๗) มนสิการ คือการท าไว้ในใจ มีการเหนี่ยวใจไว้ในอารมณ์ วิตก เจตนา และ มนสิการมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือวิตกเหมือนบรรจุสัมปยุตไว้ในอารมณ์ เจตนาประกอบ ธรรมตามที่เกิดในอารมณ์นั้นๆ กับตัวเจตนาเอง เหมือนเป็นแม่ทัพ มนสิการประคับประคอง สัมปยุตธรรมให้มุ่งต่ออารมณ์ เหมือนนายสารถีคุมม้าให้วิ่งตรงไป พอมีข้อเปรียบเทียบว่า เหมือนเห็นหนังสือแล้วเกิดความคิดเรื่องการอ่าน เจตนา คือต้องการที่จะอ่าน มนสิการ คือ ต้องตั้งใจอ่านจึงส าเร็จประโยชน์เพียงแต่เจตนาอย่างเดียวไม่ได้๙๘ ๖.๙.๔ เจตสิกกับขันธ์๕ จากเจตสิกทั้ง ๗ ดวงนี้จะมีคุณสมบัติ๔ ประการคือ (๑) เกิดพร้อมกับจิต (๒) ดับ พร้อมกับจิต (๓) รับอารมณ์อย่างเดียวกับจิต และ (๔) อาศัยอยู่ที่เดียวกับจิต และเจตสิก ทั้ง ๗ ดวงสามารถย่อลงได้๓ กองคือ ๑) เวทนาขันธ์คือกองเวทนา เป็นส่วนที่เจตสิกรับความรู้สึกมาจากเสวยอารมณ์ แบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ (๑) สุขเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข (๒) ทุกขเวทนา คือความรู้สึก ทุกข์(๓) อุเบกขาเวทนา คือความรู้สึกเฉยๆ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ๒) สัญญาขันธ์ คือการสัญญาเป็นเจตสิกที่ก าหนดรู้และจ าได้หมายรู้ คือ หมายรู้อารมณ์ทั้ง ๖ คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การสัมผัส และการนึก คิดหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในทางอภิธรรมมีสัญญา ๖ อย่าง เช่นกันคือ (๑) จ ารูป (๒) จ าเสียง (๓) จ ากลิ่น (๔) จ ารส (๕) สัมผัสทางกาย (๖) ใจนึกคิด ๙๘ มหาจุฬาฯ วิชาการ, ปรัชญาบูรพทิศ, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๒), หน้า ๙.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๔ ๓) สังขารขันธ์ คือกองสังขารเป็นส่วนที่เจตสิกปรุงแต่งหรือสภาพที่ปรุงแต่ง คุณภาพของจิตให้เป็นกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา สังขารยังหมายถึง ความดี (กุศล) ความชั่ว (อกุศล) หรือเรียกว่า บุญและบาปได้เช่นกัน ๖.๙.๕ เจตสิกกับตัณหา ๓ เจตสิกที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เมื่อวิเคราะห์ให้ลึกลงไป จะพบว่า เป็นความทะยานอยาก หรือ ตัณหาของบุคคลและสัตว์ที่มีจิตรับรู้อารมณ์เข้า มาแล้วท าให้เกิดความหลงในความเพลิดเพลินในตัณหาซึ่งแบ่งได้๓ อย่าง ๑) กามตัณหา คือความทะยานอยากในกามคุณ ๕ ได้แก่ อยากในรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสทางร่างกายที่พอใจ เช่น อยากเห็นรูปสวย เสียงไพเราะ อาหารอร่อย เป็นต้น ๒) ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความทะยานอยากในความดีหรือความ เป็น ความอยากเป็นเจ้าของ เช่น อยากในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยากเกิดเป็นเทวดา อยาก เกิดเป็นพรหม ไม่อยากสูญสลาย ฯลฯ ๓) วิภวตัณหา คือ ความทะยานในความไม่มีหรือ ความไม่เป็นอยากดับสูญ อยาก ท าลาย เช่น ไม่อยากสูญสิ้นวาสนา เป็นต้น จะเห็นได้ว่าจิตนี้มีทั้งกุศล อกุศล และอุเบกขา เมื่อวิถีจิตรับรู้อารมณ์ต่างๆ จากภายนอกและจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตของบุคคลไว้ หลังจากวิถีจิตเสวยอารมณ์เรียกว่า อนุสัย๙๙ ๖.๙.๖ เจตสิกกับภวังคจิต ภาวะในการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิต จะเกิดจากอ านาจของเจตสิกที่ปรุงแต่งเกิด ขึ้นกับกระแสของวิถีจิตในการรับรู้อารมณ์ของอกุศล อกุศล และอุเบกขา ซึ่งทางพุทธ ปรัชญาเถรวาท ได้กล่าวถึงกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา ไว้๒ ประเภท คือ ๑) ทางปัญจทวาร (ทวารทั้ง ๕) เกิดจากวิถีจิตในปัญจทวาร คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ การที่จะเกิดอารมณ์ทางทวาร ทั้ง ๕ นี้ จะขึ้นอยู่กับเจตนาแรงหรือไม่แรงของอ านาจอารมณ์ที่ปรากฏชัดของกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอัพยากฤต (ไม่สุขไม่ทุกข์) ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนหนึ่งเกิดมาด้วยอ านาจกุศลกรรม (กรรมดี) วันหนึ่งได้มองเห็นสตรีผู้หนึ่ง รูปร่างหน้าตาสวยงาม ท าให้ชายคนนั้นเกิดความพอใจและคิดว่า สตรีคนนี้น่ารักอยากได้มา เป็นภรรยา เพียงคิดเท่านี้ก็จัดว่าเป็นอกุศลเกิดขึ้นในจิตของชายคนนั้น วิถีจิตจะเกิดเป็น ล าดับตามหน้าที่ของจิต จากนั้นวิถีจิตดับลงก็จะเกิดภวังคจิตต่อเนื่องกันเรียกว่าภวังคจิตนี้ว่า อดีตภวังค์ดับลงไปมีแต่รูปารมณ์(สตรีสวย) แต่ยังไม่ดับลง (อารมณ์ยังคงอยู่ภายใน) หลังจาก ๙๙ จ าลอง ดิษยวณิช, จิตวิทยาของความดับทุกข์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (เชียงใหม่ : กลางเวียงการ พิมพ์, ๒๕๔๔), หน้า ๒๕-๒๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๕ นั้นไปกระทบกับจักขุทวาร (การมองเห็น) ท าให้เกิดการสั่นสะเทือนในภวังคจลนะเกิดขึ้น เพราะท าให้อารมณ์เก่าไม่มั่นคง เรียกว่าภวังคจลนะ จากนั้นดับลงภวังค์อีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมา รับอารมณ์เก่าเป็นครั้งสุดท้ายเรียกว่า ภวังคุปัจเฉทะ แล้วดับลงและพร้อมที่จะขึ้นสู่วิถีจิต จากที่กล่าวมานี้หมายความว่าชายคนนั้นมีเจตนาที่เป็นอกุศล คือมีโลภะและโมหะอยู่ในจิต โดยมีเจตสิกเกิดร่วมอยู่ด้วย เมื่อวิถีจิตเสวยอารมณ์อกุศลกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากวิถีจิต แล้วจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิตจนกระทั่งถึงเวลาอันเหมาะสมหรือจังหวะเหมาะที่จะท าให้ ภวังคจิตแสดงพฤติกรรมออกมากับสตรีที่ชายคนนั้นต้องการเป็นภรรยาทันทีแต่ทางตรงกัน ข้ามถ้าชายคนนั้นเกิดการเปลี่ยนใจเห็นสตรีผู้นั้นเกิดความไม่พอใจหรือรังเกียจขึ้นมาก็จะท า ให้ชายคนนั้นเห็นสตรีคนนั้นก็จะเกิดขึ้นในวิถีจิตของชายคนนั้นแล้วเสวยอารมณ์ไม่พอใจ (โทสะ) ท าให้อารมณ์ที่ไม่พอใจของชายคนนั้นในวิถีจิตจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในภวังคจิต เช่นเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น ๒) ทางมโนทวาร (ทางใจ) วิถีจิตที่เกิดทางมโนทวารมีมากมาย เพื่อให้เกิดความ ชัดเจนจึงขอยกตัวอย่าง ดังนี้ เมื่อชายคนหนึ่งที่กระท ากรรมบางอย่างไว้คือ การฆ่าสุกรเพื่อน าไปขายขณะที่ ชายคนนั้นมองดูสุกรที่จะฆ่าก็เกิดความโลภอยากจะกินเนื้อสุกร โดยขณะนั้นปัญจทวาร คือ ตา หูจมูก ลิ้น และกาย ท าให้เกิดวิถีจิตเกิดขึ้น ด าเนินไปตามล าดับของจิตจนกระทั่งถึง ชวนจิต (เสวยอารมณ์) ที่เป็นอกุศลจิต (กรรมไม่ดี) ต่อไปยังตทาสัมพนจิต (ยึดหน่วงอารมณ์) ก็จะมารับอารมณ์จากนั้นตทาลัมพนจิตดับลงก็เข้าสู่กระแสภวังคจิต ท าให้เกิดการเก็บสั่งสม อารมณ์ของชายคนนั้นที่กระท าการฆ่าสุกรด้วยเจตนาทางมโนทวาร และเมื่อภวังคจิตได้ เก็บสั ่งสมอารมณ์เหล่านี้ไว้แล้วก็พร้อมที ่ให้ผลทุกขณะเมื่อมีโอกาสหรือจังหวะที่เหมาะ เป็นต้น จะเห็นว่า ภาวะการรับรู้อารมณ์ของภวังคจิตจะเกี่ยวข้องกับวิถีจิตและเจตจิต จากนั้น ภวังคจิตจะเป็นจิตที่เก็บสั่งสมเอาไว้เพื่อรอจังหวะที่แสดงพฤติกรรมออกมาทั้ง ในทางกุศล (สุข) อกุศล (ทุกข์) และอุเบกขา ซึ่งจะเกิดอย่างนี้สืบต่อเลยๆ ไปจนกว่าอายุขัย หมดหรือเข้าสูภพใหม่ ๖.๙.๗ ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิก เจตสิกทั้ง ๕๒ ดวงนี้ตกแต่งประกอบกับจิต ให้จิตเป็นไปตามเจตสิกนั้นๆ ทั้งดีทั้ง ชั่ว จิตดวงหนึ่งๆ มีเจตสิกเข้าประกอบได้หลายดวง อย่างน้อยจะต้องมีสัพพจิตตสาธารณ เจตสิกประกอบแน่นอน ที่จิตผันแปร และมีจ านวนถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง ก็เพราะมีเจตสิก ต่างๆ เข้าประกอบนี้เอง เบญจขันธ์หรือ ขันธ์๕ ได้แก่ รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์และ สังขารขันธ์นั้น มีเจตสิก ๕๐ ดวง เป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งจิต เวทนาขันธ์๑ และสัญญาขันธ์ ๑ รวมเป็น เจตสิก ๕๒ ดวง เจตสิกหรือเจตสิกธรรม เป็นสภาวธรรมที่ประกอบกับจิตเกิดพร้อมกับจิตมีหน้าที่ ปรุงแต่งจิต ท าให้จิตมีความแตกต่างกัน เจตสิก ได้แก่ ความรัก ความโกรธ ความจ า
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๖ ความรู้สึกสุข ทุกข์ เป็นต้น เจตสิกเป็นหนึ่งในปรมัตถธรรม ประการ ๔ (สภาวะที่มีอยู่จริง ) จักกันเฉพาะในกลุ่มผู้ที่คือ จิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน เป็นสภาวธรรมที่ส่วนใหญ่รู้ ศึกษาพระอภิธรรมไม่ค่อยจะรู้จักแพร่หลายในผู้ที่ศึกษาเฉพาะพระสูตรหรือพระวินัย เนื่องจากพระพุทธองค์ได้ทรงรวบรวมเจตสิกทั้งหมดแสดงไว้ในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎกเล่ม แรก คือธัมมสังคณี ส่วนในพระสูตรและพระวินัยนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงเจตสิก คือ สภาวธรรมที่ปรุงแต่งจิตไว้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป จากการศึกษา “เปรียบเทียบเจตสิกธรรมในพระอภิธรรมปิกฎกับพระสุต ตันตปิกฎ” ของนัตติมา ชูดวงแก้ว (๒๕๔๕)๑๐๐ พบว่า มีความหมายคล้ายกัน คือ เป็น ธรรมที่ประกอบกับจิต มีลักษณะทั่วไปเหมือนกัน มีขอบข่ายและการแสดงแตกต่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิกคล้ายกัน ความส าคัญของเจตสิกในพระสูตรและ พระอภิธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงเน้นความส าคัญที่แตกต่างกัน มีการจ าแนกประเภท และการจัดกลุ ่มคล้ายกัน และการประกอบของจิตกับเจตสิกในปิฎกทั้ง ๒ ทรงแสดงไว้ คล้ายกัน โดยเจตสิกในพระอภิธรรมท าให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับจิตและเจตสิก ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ มีการจ าแนกเป็นประเภทใหญ่และแยกย่อยให้เห็นลักษณะของจิต และเจตสิกที่ประกอบอย่างชัดเจน เป็นความรู้ในเชิงทฤษฎีมากกว่าที่จะน ามาปฏิบัติ ส่วนเจตสิกธรรมในพระสูตร ท าให้มีความรู้เกี่ยวกับเจตสิกที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะทรงแสดงถึงสภาวธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สาเหตุการเกิดของเจตสิก การน าเจตสิก แต่ละดวงมาจ าแนกเป็นประเภทต่างๆ การปฏิบัติเพื่อละอกุศลเจตสิกและการปฏิบัติเพื่อให้ กุศลเจตสิกเกิดขึ้น เป็นต้น การแสดงในพระสูตร ทรงมุ่งเน้นการน าความรู้ไปปฏิบัติมากกว่า การแสดงทฤษฎี อย่างไรก็ตาม การแสดงเจตสิกในพระอภิธรรมและในพระสูตรมีเนื้อหาที่คล้ายคลึง กัน ไม่ขัดแย้งกัน เจตสิกมีอิทธิพลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของบุคคล ดังจะเห็นได้ว่า ความสุขและความทุกข์ของคนเรานั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับเจตสิกทั้งสิ้น เจตสิกที่มีอิทธิพลท าให้ สุขภาพจิตไม่ดีเป็นจิตที่เศร้าหมองคือ อกุศลเจตสิก ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ ที่ตรัสว่า เป็นรากเหง้าของอกุศลและจิตที่มีสุขภาพดี คือจิตที่ประกอบด้วยกุศลเจตสิก ได้แก่ ปัญญา สติ ศรัทธา เมตตา กรุณา เป็นต้น เป็นจิตที่ผ่องแผ้ว เหมาะแก่การท าการงานทั้งทางโลกและ การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายในพระพุทธศาสนา การปฏิบัติเพื่อการพัฒนาจิตให้มีสุขภาพดี ๑๐๐ นัตติมา ชูดวงแก้ว, “การศึกษาเปรียบเทียบเจตสิกธรรมในพระอภิธรรมปิกฎกับ พระสุตตันตปิฎก”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า บทคัดย่อ.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๗ จึงหมายถึงการปฏิบัติเพื่อให้กุศลเจตสิกเกิดขึ้น การปฏิบัตินี้ ทรงแสดงไว้เป็นจ านวนมาก เมื่อกล่าวโดยรวมแล้วก็คือการปฏิบัติตามหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง๑๐๑ จะเห็นว่า จิตมีเจตสิกเป็นเงาตามจิตอยู่ตลอดเวลา และเจตสิกที่เกิดขึ้นกับจิตแต่ ละดวงนั้นก็มีคุณสมบัติทั้งที่เป็นอกุศล และกุศล จิตเป็นหนึ่งหรือเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงที่ แตกตัวออกไปก็เพราะการอาศัยของเจตสิกเป็นสาเหตุให้จิตคุณลักษณะต่างๆ เกิดขึ้น ๖.๑๐ หลักการและวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องจิตเพื่อการประกาศ พระศาสนา แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยานั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตและกระบวนการท างาน ของจิตที่พระพุทธศาสนาถือว่าจิตนั้นมีพลังในการควบคุมกาย แต่ถึงอย่างนั้นจิตก็ไม่ได้เป็น เอกเทศจากกายเพราะจิตกับกายจะต้องท างานแบบอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ในแง่อภิธรรมจิต มนุษย์หรือสัตว์มีความละเอียดอ่อนสามารถจ าแนกประเภทได้อย่างหลากหลาย เมื่อน า แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยามาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่องจิตวิทยาตะวันตกก็จะ พบว่า จิตวิทยาตะวันตกศึกษาจิตและกระบวนการท างานของจิตในแง่ของพฤติกรรม ภายนอกด้วยการพิสูจน์ทดลองโดยหลักวิทยาศาสตร์ แต่พุทธจิตวิทยานั้นศึกษาจิตและ กระบวนการท างานของจิตในแง่ของการปฏิบัติเพื่อฝึกฝนจิตด้วยการปฏิบัติธรรมทั้งในด้าน สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมุ่งท าให้จิตมีศักยภาพที่จะสามารถเอาชนะหรือควบคุม กิเลสได้จากการวิเคราะห์แนวคิดเรื่องพุทธจิตวิทยาในพระไตรปิฎกของพระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล พบว่า แนวคิดเรื่องจิตในทางพระพุทธศาสนานั้นสามารถที่จะน าไปปรับประยุกต์ใช้ ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและสังคมได้หลายประการทั้งในเรื่องของการเรียนรู้ การเรียนการ สอน การพัฒนาตนเองและการแก้ไขปัญหาเรื่องทุกข์ด้วยการให้ค าปรึกษาเชิงพุทธ ซึ่งเป็น วิธีการที่พระพุทธองค์ทรงน าไปใช้ได้ผลมาแล้ว๑๐๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงเป็น “พระบรมครู” คือ ครูที่สอนให้คนอื่นเข้าใจและ รับทราบข้อมูลได้เป็นอย่างดี เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นยอดของครู จนได้ขนานพระนาม อย่างนั้น และทรงคุณลักษณะ ๙ อย่าง หรือที่เราเรียกกันว่า “พระนวหรคุณ ๙” คือ เป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค” ๑๐๓ ๑๐๑ นัตติมา ชูดวงแก้ว, อ้างแล้ว. ๑๐๒ พระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล, ผศ.ดร, (๒๕๕๖) บทความวิจัย ''การศึกษาวิเคราะห์พุทธจิตวิทยา ในพระไตรปิฎก'', ใน วารสารวิจัยพุทธศาสตร์, ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๕๗) : ๓๓. ๑๐๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๗๔/๖๕-๖๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๘ นอกจากนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็ยังทรงแตกฉานในทศพลญาณ ๑๐ ประการ ได้แก่ (๑) ฐานาฐานญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้ฐานะ อฐานะ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขต และ วิสัยทัศน์ของบุคคลที่แตกต่างกัน (๒) กัมมวิปากญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้ผลของกรรมดีผล กรรมชั่ว (๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนาไปสู่สุคติ(๔) นานาธาตุญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้ภาวะของโลกตามธรรมดาที่ ประกอบด้วยธาตุ เช่น ขันธ์๕ อายตนะ ๑๒ เป็นต้น (๕) นานาธิมุตติกญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้หรือ ความสนใจของสัตว์นั้น (๖) อินทริยปโรปริยัตติญาณ คือญาณที่หยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ ทั้งหลาย ในการตรัสรู้ธรรม (๗) ฌานทิสังกิเลสาทิญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้เหตุที่จะทำให้ ญาณวิโมกข์สมาบัติเสื่อม หรือเจริญคล่องแล้วชัดเจนหรือก้าวหน้าขึ้น (๘) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้ชาติภาพแต่หนหลังได้(๙) จุตูปปาตญาณ คือ ญาณที่หยั่งรู้จุติและ อุบัติของสรรพสัตว์อันเป็นไปตามกรรม (๑๐) อาสวักขยญาณคือ ญาณที่หยั่งรู้ความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย๑๐๔ ซึ่งภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตน แล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น จึงจะได้ชื่อว่า ด ารงตนอยู่ในองค์คุณของนักเผยแผ่ที่ดี เพื่อยังศรัทธาความเลื่อมใสและให้การเผยแผ่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการดังกล่าว มีใจความสรุปคือ ๑) แสดงธรรมด้วยตั้งใจ หรือตั้งปณิธานไว้ในใจของตนก่อนแสดงว่า จักกล่าว ชี้แจงไปตามลำดับเหตุการณ์พร้อมยกเหตุผลให้สมจริงมาประกอบ แสดงด้วยเมตตาจิตหวัง อนุเคราะห์ไม่ใช่เพื่อหวังลาภสักการะ และไม่แสดงธรรมไปกระทบต่อใครให้เสียหายหรือ ตำหนิตรงๆ ทำให้ผู้ฟังคนนั้นเกิดความไม่พอใจ ๒) แสดงอ้างเหตุ หรือ ปฏิสัมภิทา มีความเข้าใจ มีปัญญาที่แตกฉานในอรรถ (เนื้อหาสาระ) เข้าใจในธรรม (อธิบายย่อหรือพิสดารได้) เข้าใจในหลักนิรุกติ(การช่ าชองใน ภาษา) และเข้าใจในหลักปฏิภาณ คือไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ๓) แสดงด้วยการอาศัยความเอ็นดูโดยมีความมุ่งหวังให้ผู้ฟังได้ศึกษาเรียนรู้จนเกิด ความเข้าใจในความจริงของชีวิตและสรรพสิ่ง เป็นผู้มีส่วนได้รับประโยชน์จากธรรม ๔) แสดงด้วยการไม่ได้มุ่งหวังอามิสรางวัล แต่มุ่งที่จะให้การสงเคราะห์ การ อนุเคราะห์ต่อผู้ฟังจริงๆ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาหรือธรรมบูชา ไม่ได้มุ่ง ต่ออามิสบูชา ๕) แสดงธรรมไม่กระทบคนอื่น สอนตามหลักตามเนื้อหา มุ่งแสดงธรรม แสดง ธรรมโดยไม่ยกตน ไม่เสียดสีข่มขี่ผู้อื่น๑๐๕ ๑๐๔ ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๔๘/๑๔๔-๑๔๘. ๑๐๕ ดูรายละเอียดใน องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๔๙ การรู้จักแสดงธรรมไปตามหลักการที่เริ่มจากการแสดงไปตามขั้นตอน แสดงธรรม ไปโดยค านึงถึงภาวะของผู้ฟังเป็นหลัก โดยเริ่มจากสิ่งที่มองเห็นด้วยตาไปจนถึงพิจารณาเห็น ด้วยปัญญาภายในของตน ได้แก่ เล่าเรื่องทานกถาให้ฟังก่อน ชี้แจงผลดีของการเป็นคนมีศีล มีความประพฤติที่เรียบร้อยดีงาม จากนั้น ก็เล่าเรื่องสวรรค์คือความสุขใจให้ฟังถัดมา และ โยงไปเรื่องโทษของกามที่ท าให้มนุษย์ต้องทุกข์กายทุกข์ใจอยู่นี้ ข้อสุดท้ายก็ชี้แจงทางออก จากกามหรือทางออกจากทุกข์นั้นโดยวิธีการสลัดทิ้งกาม๑๐๖ วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ทรงวิเคราะห์ความแตกต่าง ระหว่างบุคคลโดยจริตนิสัย บุคคลย่อมมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เนื่องจากสาเหตุภายใน คือ จริตนิสัย มี๖ ประการ ได้แก่ บางคนชอบสวยงาม (ราคจริต) บางคนก็ชอบใช้อารมณ์หุนหัน พลันแล่น มักโกรธ (โทสจริต) บางคนก็มีปกติลุ่มหลงเร็ว (โมหจริต) บางคนก็มีความเชื่อ ศรัทธาโดยขาดปัญญา (ศรัทธาจริต) บางคนก็มีปกติใช้วิจารณญาณก่อนรับฟัง (พุทธิจริต) บางคนก็จัดอยู่พวกคิดมาก กังวลมากหาข้อยุติในจิตใจได้ยาก๑๐๗ อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ผู้แสดงธรรมจะต้องพิจารณาจริตนิสัยประกอบการสอนนั้น เนื่องจากว่า เวไนยสัตว์บางคนก็พอมีอุปนิสัยอยู่บ้าง เมื่อได้เหตุปัจจัยแรงกระตุ้นที่ดี ย่อมสามารถจะบรรลุธรรมได้เลย ส่วนพวกที่สอนยากก็ต้องปล่อยไปตามกรรม เหมือน ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ ารอคอยแสงอาทิตย์ส่องไปถึงก็พร้อมจะบานในวันถัดไปได้เลยเช่นกัน๑๐๘ ความแตกต่างของบุคคล ๔ ประเภท หมายถึง บุคคลที่จะฟังธรรมและได้รับผลดีจากการฟังนั้น พระองค์ทรงยกเอาบัว ๓ ระดับขึ้นแสดง และน ามาเปรียบกับบุคคล ๔ กลุ่ม ได้แก่ (๑) บุคคลผู้รู้เข้าใจได้รวดเร็วฉับพลัน เมื่อยกหัวข้อขึ้นแสดง เหมือนบัวพ้นน้ า แต่พอรับสัมผัส รัศมีตะวันในวันพรุ่งนี้ (อุฆคติตัญญู) (๒) บุคคลผู้สามารถเข้าใจเมื่อได้ฟังเหตุผลประกอบ หัวข้อนั้นแล้ว (วิปจิตัญญู) เหมือนบัวปริ่มน้ าซึ่งจักบานในวันรุ่ง (๓) บุคคลที่ต้องคอยให้ความ ช่วยเหลือทั้งการสอน และสาธิตให้ดูน าปฏิบัติด้วย (เนยยะ) เหมือนบัวใต้น้ าที่รอแสงตะวัน และจะบานในวันต่อไป (๔) บุคคลผู้อับปัญญาหรือมีปัญญาแต่ไม่ศรัทธาหลักพุทธธรรม (ปทปรมะ) เช่น พวกสัญชัยเสฏฐบุตร เจ้าลัทธิสมัยพุทธกาล ก็ถือว่าเป็นบุคคลประเภทนี้ด้วย หรือแม้กระทั่ง พระเทวทัตต์ ก็สอนไม่ได้ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ท่านเปรียบเหมือนบัวใต้น้ า คอยเป็นภักษาเต่า ปลา เป็นต้น ๑๐๖ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๖/๓๒. ๑๐๗ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๕๖/๔๓๐, และ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๘, (นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), ข้อ ๒๖๒, หน้า ๑๘๙-๑๙๐. ๑๐๘ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๙/๑๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๐ จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับหลักการและวิธีการที่พระพุทธเจ้า ทรงประยุกต์แนวคิดเรื่องจิตเพื่อการประกาศพระศาสนานับจากสมัยพุทธกาลที่สืบทอดผ่าน พุทธบริษัท ๔ ในปัจจุบัน โดยหลักการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนานั้น ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัย ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตาม ก็ยังมีการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการพ้นทุกข์ไว้เหมือนเดิม แต่วิธีการในการอธิบายความให้เห็นความจริงเกี่ยวกับเรื่องจิตนั้น ได้มีการปรับวิธีให้ เหมาะสมกับยุคสมัย มีการใช้สื่อเทคโนโลยีเป็นอุปกรณ์ประกอบการเผยแผ่ธรรมอย่าง หลากหลายเพื่อชี้น าให้เกิดความรู้ เข้าใจ และน าไปปรับใช้ในการด าเนินชีวิตของพุทธบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องเป็นผู้มีส่วนที่ได้รับประโยชน์จากธรรมหรือความจริงนี้ สรุปท้ายบท จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎกเป็นหลักธรรมขั้นสูงทางพระพุทธศาสนาที่ต้องอาศัย ปัญญาของผู้ที่เป็นบัณฑิตในการศึกษาท าความเข้าใจ หากบุคคลเริ่มต้นศึกษาด้วยสัมมาทิฏฐิ และมีกัลยาณมิตรช่วยเหลือชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ผู้นั้นย่อมเจริญในธรรมและสามารถ เข้าใจกระบวนการของชีวิต ธรรมชาติของสรรพสิ่ง วงจรความเป็นพลวัตรของสังสารวัฎได้ การเรียนรู้รากเหง้าความเป็นมาและเป็นไปของมนุษย์นั้นมีพร้อมอยู่แล้วภายในร่างกายของ มนุษย์เรานี้เอง ดังนั้น โลกภายในและโลกภายนอก ตามความเข้าใจของปุถุชนนั้น จึงมี ความสัมพันธ์สอดคล้องกัน ความเป็นองค์รวมและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจึงเป็นบทเรียน เอกที่มนุษย์เราควรท าความเข้าใจตั้งแต่เบื้องต้นและพัฒนาตนเองให้บรรลุผลส าเร็จแห่งการ เรียนรู้สู่ความเป็นพุทธะที่มีอยู่แล้วในตนเอง
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๑ ค าถามท้ายบท ๑. จิตปุถุชนจัดไว้ในประเภทใดได้บ้าง ๒. มหากุศลจิตคืออะไร ท าอย่างไร มหากุศลจิตจึงจะเกิดขึ้น ๓. เด็กชายกินเจ สงสัยว่า วันนี้คุณแม่จะพาไปเที่ยวสวนสนุกหรือไม่ความสงสัย ของเด้กชายกินเจ เป็นวิจิกิจฉา ในโมหะมูลจิตหรือไม่ เพราะเหตุใด ๔. โทสะมูลจิต มีโทษอย่างไรบ้าง ๕. แม่จับมือลูกไหว้พระ ลูกยิ้มร่าเริงและไหว้พระ จิตดวงใดเกิดแก่เด็กคนนี้ ๖. เด้กหญิงกุ้งจ่อมตื่นแต่เช้า เตรียมของใส่บาตรอย่างประณีต เดินออกไปใส่บาตร ด้วยความปลื้มใจ เมื่อเห็นพระมาบิณฑบาตจ านวนหลายรูปในวันนี้ เด็กหญิงกุ้งจ่อมมีจิตประเภทใด ๗. เจตสิก คืออะไร ส าคัญอย่างไร ๘. มิจฉาชีพ เห็นร้านทองไม่มีต ารวจคุ้มกัน จึงชวนเพื่อนเข้าไปปล้นได้ทองไปเป็น จ านวนมาก มีเจตสิกใดเกิดกับมิจฉาชีพคนนี้บ้าง อธิบายพอสังเขป ๙. เจตสิกใดที่ต้องเกิดกับจิตทุกดวง ๑๐.พระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัติจิตดับ จะมีเจตสิกใดหรือไม่ เพราะเหตุใด ๑๑. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตพอสังเขป ๑๒. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับเจตสิกพอสังเขป