เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๒ นั้น แต่จะต้องกระท าพฤติกรรมของตนเองให้ด าเนินไปสู่เป้าหมายขั้นสัมปรายิกัตถะ ด้วย บุคคลใดสามารถปรับพฤติกรรมของตนเองให้เข้าถึงเป้าหมายถึงสองขั้นนี้แล้ว ถือว่าเป็นบัณฑิต กล่าวคือการท าเพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่น ย่อมให้คุณค่า ให้ความดีมากกกว่าการท า เพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว และด าเนินไปสู่เป้าหมายขั้นสูงสุด(ปรมัตถะ) เพื่อให้เข้าถึงสาระที่ แท้จริงของพฤติกรรมชีวิตมนุษย์ ๔) หลักการพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ๕๕ ได้เสนอหลักการในการพัฒนามนุษย์ตาม แนวพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักไตรสิกขาซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ศีล สมาธิและ ปัญญา ที่เป็นหลักของการพัฒนามนุษย์ที่มีการเชื่อมโยงส่งผลต่อกันและเป็นองค์รวม ซึ่งเป็น การพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ๕๖ ดังนี้ (๑) ศีล เป็นเรื่องของการฝึกในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมเคยชิน เครื่องมือที่ใช้ในการฝึกศีล ก็คือวินัย วินัยเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการศึกษาและการพัฒนา มนุษย์ เพราะว่าวินัยเป็นตัวการจัดเตรียมชีวิตให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยจัด ระเบียบความเป็นอยู่การด าเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม ให้เหมาะกับการพัฒนาและ ให้เอื้อโอกาสในการที่จะพัฒนาเมื่อฝึกได้ผลจนคนมีพฤติกรรมเคยชินที่ดีตามวินัยนั้นแล้วก็ เกิดเป็นศีล ดังนั้น โดยสรุปวินัยจะมาในรูปของการฝึกพฤติกรรมเคยชินที่ดี และการจัด สภาพแวดล้อม ที่จะป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่ดี และเอื้อต่อการมีพฤติกรรมที่ดีที่พึง ประสงค์การฝึกคนให้คุ้นกับพฤติกรรมที่ดีตลอดจนการจัดระเบียบระบบทั้งหลายทั้งปวงใน สังคมมนุษย์๕๗ (๒) สมาธิ เป็นเรื่องของการฝึกในด้านจิต หรือระดับจิตใจ ได้แก่ การพัฒนา คุณสมบัติต่างๆ ของจิต ทั้งในด้านคุณธรรมเช่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใน ด้านความสามารถของจิต เช่น ความเข้มแข็งมั่นคง ความเพียรพยายาม ความรับผิดชอบ ความแน่วแน่มั่นคง ความมีสติสมาธิและในด้านความสุข เช่นความอิ่มใจ ความร่าเริงเบิก บานใจ ความสดชื่นผ่องใสความรู้สึกพอใจ พูดสั้นๆ ว่า พัฒนาคุณภาพ สมรรถภาพและ สุขภาพของจิต๕๘ ๕๕ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร, หน้า ๕๕ – ๖๑ . ๕๖ สมสุข นิธิอุทัย. “การพัฒนาเยาวชนตามแนวพุทธในสังคมไทย” วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๑๖-๒๑. ๕๗ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, หน้า ๙๑๔-๙๒๒. ๕๘ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๗๙-๗๘๒.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๓ (๓) ปัญญา เป็นเรื่องของการฝึกหรือพัฒนาในด้านการรู้ความจริง เริ่มตั้งแต่ความ เชื่อ ความเห็น ความรู้ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล การรู้จักวินิจฉัย ไตร่ตรอง ตรวจสอบ คิดการต่างๆ สร้างสรรค์เฉพาะอย่างยิ่งเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริง หรือรู้เห็นตามที่มัน เป็นตลอดจนรู้แจ้งความจริงที่เป็นสากลของสิ่งทั้งปวง จนถึงขั้นรู้เท่าทันธรรมดาของโลกและ ชีวิต ที่ท าให้มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดปัญหา ไร้ทุกข์เข้าถึงอิสรภาพโดยสมบูรณ์๕๙ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า จิต (หรือใจ) มีความส าคัญ ถ้าสภาพจิตใจดีงาม การ กระท าหรือพฤติกรรมทางกายและทางวาจาก็ดีงามไปด้วย เนื่องจากเจตนาจะเป็นตัวก าหนด พฤติกรรม๖๐ ดังนั้น ในการพัฒนาอารมณ์ในทางพระพุทธศาสนา คือการพัฒนาอารมณ์ ฝ่ายกุศลและควบคุมฝ่ายอกุศล(กิเกส) โดยอาศัยพลังของฝ่ายกลาง เนื่องจากอารมณ์ ฝ่ายกุศลเป็นคุณประโยชน์และประกอบด้วยปัญญาที่น าไปสู่พฤติกรรมที่เกื้อกูลและ สร้างสรรค์ส่วนอารมณ์เป็นฝ่ายอกุศลไม่ประกอบด้วยพฤติกรรมที่เป็นปัญหา๖๑ การพัฒนาอารมณ์ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของจิตเพื่อดูคุณสมบัติของจิตที่พึง ประสงค์แล้วเลือก พัฒนาตัวที่เด่นๆ เช่น เจตสิก ฝ่ายที่เป็นกลางได้แก่ มนสิการ (การคิด) หรือเอกัคตา (สมาธิ) หรือ วิริยะ (ความขยัน) เจตสิกเหล่านี้ใช้ไปในส่วนที่เป็นสัมมา (ชอบ) หรือ มิจฉา (ผิด) ก็ได้ส าหรับในส่วนของอารมณ์นั้นฝ่ายอกุศล เจตสิก ได้แก่ ความโกธร ความโลภ ความมีโทสะ ความอิจฉา ริษยา เป็นตัวดึงเราออกจากการท าความดีเราก็ต้อง พัฒนาฝ่ายดี คือฝ่ายกุศลเจตสิกเพื่อท าให้เกิดความสมบูรณ์หรือเกิดพลังมากขึ้น อาทิ เป็นอโลภะ (ความไม่โลภ) อโทสะ (ความไม่โกรธ) อโมหะ (ความไม่หลง) แผนภูมิของจิตที่ท า ให้เกิดการพัฒนาบุคคลที่พึงประสงค์แท้จริงคือการพัฒนาในส่วนที่เป็นกุศลเจตสิกไปควบคุม อกุศลเจตสิก โดยอาศัยพลังของฝ่ายกลางท าให้ชีวิตมีความสมดุลส าหรับการจัดการกับ ฝ่ายอกุศลนั้น โดยอาศัยหลักธรรมคือปธาน ๔ ๖๒ เป็นวิธีการปกป้องและส่งเสริม ได้แก่ (๑) สังวรปธาน คือความเพียรพยายามที่จะควบคุมตนเอง ควบคุมพลังฝ่ายไม่ดี ทั้งหลาย ควบคุมตนเองไม่ให้ท าชั่ว ไม่ให้พลังอกุศลทั้งหลายมีพลังเหนือพฤติกรรมของเรา ไม่ ตกเป็นทาสมัน (๒) ปหานปธาน คือการก าจัดขุดรากถอนโคนฝ่ายไม่ดีออกไป คือ ตีให้อ่อนลง ควบคุมให้อยู่ในเขตที่จัดการได้เป็นการท าให้ฝ่ายอกุศลหมดพลังไปในที่สุด ๕๙ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๖๘-๘๖๙. ๖๐ พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต),การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙), หน้า ๗. ๖๑ พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต), “เจตโกศลหรือปรีชาเชิงอารมณ์”, บทความทางวิชาการ เรื่องอีคิว, (กรุงเทพมหานคร: ชมรมผู้สนใจอีคิว, ๒๕๔๓), หน้า ๓๗ ๖๒ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๔/๒๔-๒๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๔ (๓) ภาวนาปธาน คือการพัฒนาในฝ่ายที่เป็นกุศลให้แข็งแรงขึ้น ให้มีพลัง ให้มี อ านาจเข้ามาควบคุมฝ่ายอกุศล (๔) อนุรักขณาปธาน คือการรักษาความดีหรือฝ่ายดีที่ได้ท ามา เพิ่มพลังยิ่งขึ้น เรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่จะท าให้เกิดความสมดุล สรุปการฝึกฝนพัฒนามนุษย์หรือการศึกษานั้นจะต้องให้องค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ ด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจ และด้านปัญญา สอดประสานและบูรณาการไปด้วยกัน โดยอาศัย ปธานคือความเพียรเริ่มจากสังวรหรือส ารวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นได้ ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ ปหานพยายามละ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดก็พยายามภาวนาหรือท าให้เกิดขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ตามรักษาไว้ และพัฒนาไปจนท าให้บริบูรณ์ฉะนั้น เมื่อฝึกวินัยจึงต้องดูทั้ง ๓ ด้าน คือ (๑) ด้านพฤติกรรม เมื่อมีพฤติกรรมที่ดีด้วยความเคยชินดีแล้ว (๒) ด้านจิตใจ เมื่อเกิดความพึง พอใจ หรือมีความสุขในการท าพฤติกรรมนั้น พฤติกรรมก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น และ (๓) ด้าน ปัญญา ถ้าบุคคลมีความรู้ความเข้าใจเหตุผล มองเห็นคุณค่าและเห็นประโยชน์ของการ กระท าหรือพฤติกรรมนั้น ความรู้ความเข้าใจนั้นก็จะมาหนุนองค์ประกอบฝ่ายจิตใจ ท าให้ เกิดความพึงพอใจและความสุขในการปฏิบัติตามพฤติกรรมนั้นยิ่งๆ ขึ้นต่อไปอีก ๙.๗.๒ หลักการพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยา บุคลิกภาพเกิดมาจากการบูรณาการ (Integration) ของสิ่งต่างๆ หลายสิ่งที่ท าให้ เกิดเป็นลักษณะเฉพาะตัว ถ้าพิจารณาความหมายตามแนวคิดของอัลพอร์ต (Allport) บุคลิกภาพคือลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ของบุคคล ซึ่งเป็นลักษณะเป็นเอกภาพ ประกอบขึ้น ด้วยระบบทางกาย และจิตใจ ที่ก าหนดให้บุคคลนั้นมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างจาก ผู้อื่น “ข้อความที่กล่าวว่า” ลักษณะรวมที่เปลี่ยนแปลงได้ (Dynamic Organization) นั้น ตีความหมายค าว่า เปลี่ยนแปลงได้ หมายถึง ความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่มี การเปลี่ยนแปลง โดยมีความหมายส่วนรวมของค านี้ให้แนวคิดว่า บุคลิกภาพค่อนข้างคงที่ เปลี่ยนแปลงได้แต่น้อยมาก ในทัศนะของนักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่า บุคลิกภาพ คือ ลักษณะของบุคคลและวิธีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมท าให้เกิดลักษณะเฉพาะของบุคคลขึ้น ข้อความนี้แสดงว่า ลักษณะการปรับตัวต่ออุปสรรค ความคับข้องใจ และความขัดแย้งใจ คือ การแสดงบุคลิกภาพของบุคคลนั้น๖๓ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะทางจิตวิทยา เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้รับ ประโยชน์และประสบผลส าเร็จในการด าเนินชีวิตนั้น มีแนวปฏิบัติ๖๔ ดังนี้ ๖๓ เพราพรรณ เปลียนภู่, จิตวิทยาการศึกษา, (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ๒๕๔๐), หน้า ๕๓. ๖๔ การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความส าเร็จ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.kmaritc. pcru. ac. th/.../article/.../[๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๕ ๑) ตระหนักถึงความส าคัญของบุคลิกภาพ คือผู้ที่มีบุคลิกภาพดีจะมีโอกาสดีใน อาชีพปัจจุบันและอนาคต ความเจริญก้าวหน้าของเลขานุการขึ้นอยู่ที่การปรุงแต่งบุคลิกภาพ ให้เข้ากับสถานการณ์ที่แวดล้อมตนได้อย่างเหมาะสม เช่น บุคลิกภาพของเลขานุการเป็น ภาพลักษณ์ขององค์การเมื่อภาพลักษณ์องค์การดีธุรกิจย่อมอยู่รอด เจริญเติบโต มีก าไร และ รับผิดชอบต่อสังคมได้ดี ๒) ส ารวจบุคลิกภาพของตนเอง คือการส ารวจลักษณะเฉพาะของตัวเราเอง เพื่อให้รู้จักตัวเองก่อนว่ามีจุดเด่น จุดด้อย ข้อดี ข้อเสีย และข้อบกพร่องอะไร โดยการ วิเคราะห์ดูตัวเองด้วยตัวเอง และรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นด้วย ดังนี้ (๑) การวิเคราะห์ตนเอง บุคลิกภาพของเราหากมองรวมๆ เราจะเห็นได้ไม่ชัดนัก บางครั้งก็ทึกทักเอาเองว่าเราดีหรือเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้โดยธรรมชาติมนุษย์เรามักจะเข้าข้าง ตนเองเสมอเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาและพัฒนาอย่างถูกวิธีจึงควรท าการวิเคราะห์ตนเองก่อน โดยการแยกส่วนประกอบออกมาพิจารณาทีละอย่าง แล้วน าแต่ละอย่างนั้นมาเปรียบเทียบ และประเมินผล ด้วยวิธีการ ๒ วิธีคือ ประเมินตามความคิดเห็นของตนว่ามีความพอใจ ในลักษณะนั้นๆ มากน้อยเพียงใด และประเมินโดยเปรียบเทียบกับผู้อื่นที่มีลักษณะดีเด่น ในเรื่องนั้น (๒) การรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น ผู้อื่นสามารถเป็นกระจกส่องให้เราเห็นภาพ เงาตัวเราเองได้อย่างชัดเจน จึงควรเปิดใจกว้างในการรับฟังค าวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่น แล้ว น าข้อคิดเห็นนั้นมาประเมินจาก ๒ วิธีดังนี้ (๒.๑) ประเมินตามความคิดเห็นของผู้ใกล้ชิดและผู้อื่นที่หวังดี ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี ภรรยา ครู อาจารย์ เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร และหยุดการชอบปฏิเสธ ว่า “ไม่จริง” ให้ได้เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ยอมรับและไม่ชอบค าวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง จากผู้อื่น แต่ในทางตรงกันข้ามมักจะมีความรู้สึกดีใจและพอใจที่มีคนอื่นชม จึงควรเปิดใจกว้าง ในการรับฟังค าวิพากษ์วิจารณ์และฉกฉวยวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อเป็นกุญแจส าคัญในการไข ประตูสู่การพัฒนาบุคลิกภาพด้วยตนเอง (๒.๒) ประเมินจากเครื่องมือควบคุมบุคลิกภาพตามแนวทางจิตวิทยาและ ผู้เชี่ยวชาญนักจิตวิทยาเชื่อว่าบุคลิกภาพอาจแสดงออกมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่ง ลักษณะบุคลิกภาพจะแสดงออกมาถ้าบุคคลนั้นรู้สึกอิสระ ๓) ลงมือปฏิบัติปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาบุคลิกภาพอย่างมุ่งมั่น คือการสร้าง ความส าเร็จในการพัฒนาบุคลิกภาพ ต้องอาศัยเงื่อนไขส าคัญ ๕ ประการดังนี้ (๑) ก าหนดเป้าหมาย คือการสร้างเจตนารมณ์จากบุคลิกภาพที่เป็นอยู่ให้มีการ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเจริญขึ้น เข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการจะท า หรือต้องการให้เกิดขึ้นด้วยการ สร้างภาพตัวเองว่า จะเป็นอย่างไรเมื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๖ (๒) ค้นหาแบบที่ดีคือการก้าวสู่บันไดแห่งความส าเร็จและเป็นการเดินทางลัดที่ ประหยัดเวลาที่สุด คือ การหาบุคคลที่มีบุคลิกภาพดีและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาเป็น แบบอย่างในการพัฒนาบุคลิกภาพแม้ว่าเป้าหมายของเราจะเป็นอะไรก็ตามก็สามารถ เชื่อมโยงเข้าหาบุคคลผู้เป็นแบบอย่างได้จึงท าให้เกิดการสร้างแบบบุคลิกภาพใหม่ๆ จากผู้อื่น และควรหมั่นปรับปรุงตนเองในขณะที่ก้าวไปยังเป้าหมายนั้น (๓) ด าเนินการตามเป้าหมายอย่างไม่หยุดยั้ง คือการที่จะท าให้เป้าหมายเป็นจริง ขึ้นมาได้จะต้องคิดและกระท าให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ก าหนดไว้อย่างไม่หยุดยั้ง เช่น ไม่ อยากให้งานเอกสารคั่งค้างในแต่ละวันก็ต้องให้เวลากับการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และไม่ใช้ เวลาให้หมดไปวันๆ กับการพูดคุยเรื่องไร้สาระ ฯลฯ สิ่งที่ส าคัญยิ่งในการสร้างความส าเร็จ ไม่ใช่เป็นเรื่องความสามารถอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ด้วยความ เพียรพยายามอย่างสม่ าเสมอ (๔) สร้างจิตส านึกในความรับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ก าหนด คือการย้ าเตือนให้ เกิดความเพียรพยายามเพื่อกระท าให้เกิดผลตามเป้าหมายที่ก าหนด ถ้าบุคคลขาดความรู้สึก รับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตนก็ย่อมจะประสบความล้มเหลวได้ (๕) ทบทวนและสร้างเป้าหมายใหม่คือท าการใคร่ครวญหรือทบทวนวิธีการไปสู่ เป้าหมายอยู่เสมอ เพื่อคงไว้ซึ่งหลักการของเป้าหมายที่ก าหนดไว้เมื่อการพัฒนาบุคลิกภาพ บรรลุเป้าหมายแล้วก็ควรชื่นชมและให้ก าลังใจตนเอง เพื่อตอกย้ าความรู้สึกและปลุกเร้า ให้เกิดความต้องการที่จะพัฒนาบุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น และพึงระลึกเสมอว่า จงอย่าหยุดเพียง แค่ความส าเร็จในเป้าหมายแรกเท่านั้น ความส าเร็จในอาชีพการงานใดจะต้องตามมา ด้วยความท้าทายใหม่ๆ เสมอ เพื่อเปลี่ยนขีดระดับความหวังของเราที่จะก้าวให้สูงกว่านั้น สรุปกระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยา ขั้นแรกให้ท าการส ารวจ บุคลิกภาพด้วยตนเอง แล้วสรุปข้อบกพร่องไว้ จากนั้น ให้บุคคลรอบข้างส ารวจว่า มีส่วน ใดบ้างที่บกพร่อง แล้วรีบปรับปรุงแก้ไข ไม่ปล่อยให้ส่วนที่เสียหรือบกพร่องนั้นเจริญเติบโต ขึ้นจนท าให้เกิดความเสียหายแก่บุคลิกภาพ บุคลิกภาพจะมีการปรับเปลี่ยนตาม สภาพแวดล้อม กาลเวลา สถานการณ์ โอกาส และบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในการด าเนิน ชีวิตประจ าวัน ผู้ที่จัดการตนเองได้โดยไม่ปล่อยให้บุคลิกภาพของตนเป็นไปอย่างไร้จุดหมาย ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีต าแหน่งส าคัญในทางสังคมและองค์การต่างๆ ที่เราสามารถน ามา เป็นแบบอย่างได้และควรมีการตั้งเป้าหมายชีวิตให้สูงขึ้นกว่าเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเป้าหมาย เดิมประสบผลส าเร็จแล้ว เพื่อให้ชีวิตได้รับการพัฒนาต่อไปอย่างไม่สิ้นจนกระทั่งบรรลุ จุดหมายสูงสุดในทางจิตวิทยา
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๗ สรุปท้ายบท พฤติกรรมและบุคลิกภาพ เป็นองค์ประกอบส าคัญของมนุษย์ทุกคน พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการกระท า (กรรมวาทและกิริยาวาท) เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม (วิริยวาท) ซึ่งเน้นการปฎิบัติและการบ าเพ็ญเพียร ในทัศนะพระพุทธศาสนาถือว่า จิตใจมี ความส าคัญกว่าร่างกาย หลักค าสอนของพระพุทธศาสนามุ่งเน้นให้ฝีกฝนอบรมจิตใจตนเอง ให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากโลกธรรม ๘ ส าหรับทัศนะทางจิตวิทยานั้น มุ่งเน้นให้เป็นที่ยอมรับ นับถือในที่ท างานและในสังคม ส่วนใหญ่มักได้รับรับการยกย่องว่า เป็นคนมีบุคลิกภาพดี ใน การศึกษาเรื่องบุคลิกภาพ จึงควรศึกษาความหมาย ความส าคัญ ชนิดของบุคลิกภาพ และ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการท าความเข้าใจเรื่องของ บุคลิกภาพให้ดียิ่งขึ้น ทฤษฎีบุคลิกภาพเป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจและท าการศึกษา กันเป็นจ านวนมาก เพราะเห็นความส าคัญของบุคลิกภาพที่มีต่อการด าเนินชีวิตของมนุษย์ ซึ่งทฤษฏีต่างๆ นั้น ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันตามพื้นฐานความรู้และประสบการณ์ แม้ว่าจะมี การแบ่งบุคลิกภาพออกได้หลายประเภทก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลหนึ่งจะต้องมีบุคลิกภาพ ตรงตามทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเท่านั้น บุคคลแต่ละคนอาจจะมีบุคลิกภาพสอดคล้องกับ ความคิดในทฤษฎีหลายๆ ทฤษฎีก็เป็นได้ เพราะบุคลิกภาพเป็นการรวมลักษณะหลายอย่าง เข้ามาเป็นลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลแต่ละคน
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๘ ค าถามท้ายบท ๑. บอกความหมายของพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและ ทัศนะจิตวิทยา มาพอสังเขป ๒. จงบอกความส าคัญของพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและ ทัศนะจิตวิทยามาพอสังเขป ๓. จงบอกสาระส าคัญแนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพุทธศาสนามาพอ สังเขป ๔. จงบอกสาระส าคัญของแนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะตะวันตกมา อย่างน้อย ๒ แนวคิด ๕. จงอธิบายกระบวนการเกิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์มาพอสังเขป ๖. จงบอกวิธีการพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา มาพอสังเขป
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๙ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : เกิด ธนชาติ. คู่มือคลังปริยัติธรรม. พระนคร : เลี่ยงเซียงจงเจริญ, ๒๕๑๓. เดโช สวนานนท์. จิตวิทยาส าหรับครู. พิมพ์ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติมให้ตรงตามหลักสูตรใหม่). พระนคร : แพร่วิทยา, ๒๕๐๖. นิพนธ์ คันธเสวี. คุณภาพก าลังคน : เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม. (กรุงเทพมหานคร : นิติกุลการพิมพ์, ๒๕๒๘. ปิ่น มุทุกันต์, พ.อ. ปาฐกถาเรื่องจิต. พระนคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐. พระธรรมปิฎก (ปอ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). การศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙. ________. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. ________. การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์ พริ้นติ้ง, ๒๕๓๒. พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต). จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิ พุทธธรรม, ๒๕๕๑. ________. พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร : ผลิธัมม์, ๒๕๕๕), พระพิมลธรรม (อาสภเถร), แปล. พระปฎิบัติศาสนา สมถทีนีกถา จากบาลีปกรณวิเศษ วิสุทธิมรรค. กรุงเทพมหานคร : ประยูรวงศ์, ๒๕๒๖. พระเมธีวราภรณ์(ยุ้ย อุปสนฺโต ป.ธ.๙). คัมภีร์วิสุทธิมรรค ฉบับแปลรักษาแก่นธรรม, รวบรวมและเรียบเรียง, ราชบุรี: หจก.สามลดา, ๒๕๔๙. พระราชวิสุทธิโสภณ (วิลาศ ญาณวิโร). วิมุตติรัตนมาลี. กรุงเทพมหานคร : กรมการ ศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๐ พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ. ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนีในปริเฉท ที่ ๙ (หลักสูตรมัชฉิมอาภิธรรมิกะโท). กรุงเทพมหานคร : ไพศาลวิทยา, ๒๕๒๑. พันเอก ปิ่น มุทุกันต์, พุทธวิธีครองใจคน, กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๐๒. เพราพรรณ เปลียนภู่, จิตวิทยาการศึกษา, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ๒๕๔๐. วศิน อินทะสระ. สาระส าคัญแห่งวิสุทธิมรรค. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : บรรณาคาร, ๒๕๒๑. ศรีเรือน แก้วกังวาล. ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ รู้เขา รู้เรา. พิมพ์ครั้งที่ ๔ ปรับปรุง. กรุงเทพมหานคร : หมอชาวบ้าน, ๒๕๓๙. สมภพ เรืองตระกูล และคณะ ต าราจิตเวชศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล., ๒๕๓๙. สถิต วงศ์สวรรค์. การพัฒนาบุคลิกภาพ. กรุงเทพมหานคร : อักษรวิทยา, ๒๕๔๐. อนุสร จันทพันธ์และ บุญชัย โกศลธนากุล. จริต ๖ ศาสตร์ในการอ่านใจคน. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จ ากัด (มหาชน), ๒๕๔๖. (๒) วิทยานิพนธ์/วารสารวิชาการ : พระพิรุณ วุฑฺฒิธมฺโม (ตะเนาว์). “การพัฒนาบุคคิกภาพในพระพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕. พระมหาประพันธ์ รักเรียน. “จริตกับการบรรลุธรรมในคัมภึร์พุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑. พระมหาสุพล แสนพงษ์. “ปัญหาเรื่องแรงจูงใจในพุทธปรัชญาเถรวาท”, รายงานการศึกษา อิสระปริญญาศิปลศาสตรมหาบัณฑิต (ปรัชญา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๔), พินิจ สิงห์โต. “การสร้างแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพด้านจริต ๖ ตามแนวพุทธศาสนา ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย”, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๓๒. สมสุข นิธิอุทัย. “การพัฒนาเยาวชนตามแนวพุทธในสังคมไทย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔. พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). “เจตโกศลหรือปรีชาเชิงอารมณ์”, บทความทางวิชาการ เรื่องอีคิว, กรุงเทพมหานคร : ชมรมผู้สนใจอีคิว, ๒๕๔๓.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๑ (๓) สื่ออิเล็คทรอนิกส์: พฤติกรรมมนุษย์ (Human Behavior) ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.novabizz.com/NovaAce/Behavior.htm. [๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. oknation.net/ blog/lrukk/2007/ 07/14/entry-1) [๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ภาณุวัฒน์ศิวะสกุลราช.หน่วยที่ ๑ แนวคิดพื้นฐานพฤติกรรมมนุษย์. หน้า ๕-๖. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.ge.ssru.ac.th [๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ประโยชน์ของการรู้จริต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.jirunghealthvillage.com/ jarit6/ [๒๓ นยายน ๒๕๕๗]. การพัฒนาบุคลิกภาพสู่ความส าเร็จ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.kmaritc. pcru.ac.th/.../article/.../[๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books Benjamin B. Lahey. Essentials of Psychology. (London : McGraw-Hill Companies, 2001) : p. 5 Holland J L. Making vocational choices : a theory of careers. (Englewood Cliffs, NJ : Prentice-Hall, 1973) p 2-5.
บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา (Mental Development of Tranquility and Insight Meditation in Buddhism) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความหมายและความส าคัญของการพัฒนาจิตได้ ๒. บอกแนวคิดการพัฒนาจิตในทัศนะพุทธศาสนาได้ ๓. บอกหลักการของสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาได้ ๔. เปรียบเทียบหลักของสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาได้ ๕. บอกวิธีการประยุกต์ใช้หลักสมถะและวิปัสสนาในชีวิตประจ าวันได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความหมายของการพัฒนาจิต ความส าคัญของการพัฒนาจิต แนวคิดการพัฒนาจิตในพระพุทธศาสนา สมาธิและวิปัสสนาตามธรรมชาติ สมาธิและวิปัสสนาตามหลักวิชา ความแตกต่างของหลักสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา การประยุกต์ใช้หลักสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาในชีวิตประจ าวัน
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๓ ๑๐.๑ ความน า โลกในยุคปัจจุบันนี้แคบลงทุกทีๆ ดังจะเห็นว่า การติดต่อสื่อสารจากที่หนึ่งไปยังอีก ที่หนึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ความเจริญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ก้าวไปอย่างพุ่งพรวด วัฒนธรรมจากแหล่งหนึ่งไหลไปสู่อีกแหล่งหนึ่งเร็วมาก สิ่งบ ารุงบ าเรอความสุขของคนเรา ไม่ ว่าจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนเรากลับดูเหมือนจะมี ความทุกข์มากขึ้น และไม่อาจจัดการกับความทุกข์ได้และโดนเจ้าตัวความทุกข์เล่นงาน เรา จัดการกับวัตถุภายนอกได้แต่ไม่สามารถจัดการกับตัวเราเองได้และไม่สามารถควบคุมจิตใจ และอารมณ์ให้อยู่ในระเบียบ วินัย ได้ตามที่ต้องการ เพราะเราไม่ได้ฝึกจิตใจของเราซึ่งเกาะ เกี่ยวกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ด้วยความอดทน เราจึงตกเป็นทาส ของกิเลส ตัณหาจนกระทั่งโงหัวไม่ขึ้น มีแต่อารมณ์ที่เร่าร้อน ตกเป็นทาสของวัตถุ อยากนั่น อยากนี่ ระงับดับความอยากของตนเองไม่ได้ อดไม่ได้ รอไม่ได้ คิดขึ้นมาปุ๊บจะต้องให้ได้ปั๊บ อะไรท านองนี้ จิตใจจึงอ่อนแอไม่สามารถเอาชนะกิเลสที่เกิดขึ้นมาได้กิเลสเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่สูญหายไปไหน แต่กลับจะรวมตัวและตกตะกอนนอนก้น กลายเป็นกลายเป็นกิเลส อย่างละเอียดซึ่งทางธรรมะเรียกว่า อนุสัยกิเลส (Latent disposition)หรือ อาสวะ (Mental defilement) อยู่ในภวังคจิตหรือจิตไร้ส านึก (Unconscious) โดยไม่รู้ตัวทางพุทธศาสนามี วิธีที่จะขจัดกิเลสที่เป็นอนุสัย อาสวะ หรืออกุศลมูลเหล่านี้ได้คือ การปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐาน (insight meditation) ซึ่งเป็นวิธีเจริญภาวนาอย่างหนึ่งในพุทธศาสนาที่ก่อให้เกิด การเห็นแจ้งในอาการที่เรียกว่า พระไตรลักษณ์ หรือปัญญาอันน าไปสู่ความพ้นทุกข์๑ หลวง พ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ได้กล่าวไว้ว่า "ใครเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานโดยต่อเนื่อง สร้างความดีให้ ติดต่อกัน สร้างความดีถูกตัวบุคคล ต่อเนื่องกันเสมอต้นเสมอปลายแล้ว คนนั้นจะได้รับผลดี ร้อยเปอร์เซนต์ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า๒ พระไตรปิฎก เป็นหลักธรรมค าสอนของพระพุทธศาสนาซึ่งได้รวบรวมไว้เป็น หมวดหมู่ประกอบด้วย พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ข้อความและ ค าสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก มุ่งสอนให้พุทธศาสนิกชนได้น าหลักธรรมที่ ดีมาใช้ในการด ารงชีวิตให้เกิดความสุข ความเจริญทั้งตนเองและสังคม๓ พระธรรมค าสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะในหมวดพระสุตตันตปิฎก มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าใจ ๑ วิปัสสนากรรมฐานกับสุขภาพจิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.chamlongclinic - psych.com/meditation.html. [๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗] ๒ ผลจากการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน.[ออนไลน์] แหล่งที่มา blog2505-dhamma. blogspot.com/2012/11/blog-post_8.html. [๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗]. ๓ Guide to Tipitika. [online]. From: http://www.buddhanet.net/pdf_file/ tipitaka.pdf [2008 July 30]. [๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๔ ความหมายของชีวิตและการมีจิตใจที่บริสุทธิ์ โดยการอธิบายข้อเท็จจริงในการพัฒนาจิตใจ ผ่านทางการประพฤติและปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ นอกจากนั้น ยังมีวิธี ปฏิบัติเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของจิตใจ ให้ประชาชนที่ปฏิบัติมีสติรู้เท่าทันอารมณ์และ ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ดังนั้น ค าสอนของพระพุทธเจ้า จึง เป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาจิตใจ ให้มีสติ เข้าใจ ตนเอง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความมั่นคงทางอารมณ์และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี๔ ความต้องการของมนุษย์ล าดับขั้นสุดท้ายตามหลักทฤษฎีจิตวิทยาของมาสโลว์๕ คือ สัจจการแห่งตน (Self-Actualization) ซึ่งมีแนวคิดที่ส าคัญเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองและ ศักยภาพของมนุษย์โดยเน้นการให้ความส าคัญในพัฒนาตนเองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ๖ ซึ่ง สอดคล้องกับค าสอนทางพุทธศาสนาที่เน้นการปฏิบัติเพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ และควบคุม พฤติกรรมมีการเข้าใจและยอมรับตนเอง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น๗ ในการพัฒนาจิตใจ ในทางพุทธศาสนามีได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมคือการปฏิบัติสมาธิและการปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐาน๘ ศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ท างานวิจัยทดสอบเรื่องของการท า สมาธิ คือทดสอบสมองของชาวพุทธที่สวดมนต์ภาวนา หรือท าสมาธิแบบลึกๆ ที่เรียกกันว่า วิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่เป็นประจ า ปรากฏว่า ศูนย์ของสมองที่เกี่ยวกับอารมณ์ดีและ ความรู้สึกที่ดีของชาวพุทธ จะมีความว่องไวกว่าบริเวณอื่นๆ ในขณะที่การศึกษาอีกแห่งหนึ่ง บอกท านองว่า การท าวิปัสสนากัมมัฏฐานจะท าให้ใจสงบได้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักวิจัย ชาวตะวันตกอยากรู้ว่า วิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนาจะมีผลอะไรบ้าง แล้วก็ได้รู้ในระดับ หนึ่ง แต่ในความเป็นจริงทางตะวันออกไม่นิยมจับอะไรเข้าสู่ระบบของการวิจัย แต่รับรู้ได้ด้วย ๔ Disayavanish C, Disayavanish P. A Buddhist approach to suicide Prevention. J Med Assoc Thai 2007; 90(8): 936-431680-8. ๕ Maslow AH.Motivation and personality.3rd. (New york:Harper & Row Publishers, Inc, 1970). ๖ Afroz N, Mittra R. “Does being handicapped affect self-actualisation of blind school children?” .Journal of the Indian Academy of Applied Psychology,2005 June; 31(1): 12-17 ๗ Susan D, Julia E. Emotional intelligence-its part in the curriculum.Available from : http://www.canterberry.ac.th/education/cisdp/docs/esrea/d%20 evans.pdf [2014 July15]. ๘ Disayavanich C. Insight meditation and emotional quotient. (Chaing Mai: Sangsilpa Printing press, 2006).
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๕ ใจของเราเอง๙ จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การปฏิบัติสมาธิและการปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐานในทางพุทธศาสนา มีผลต่อการลดความเครียด๑๐ ความวิตกกังวล๑๑ เพิ่มระดับ ความมั่นคงทางอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์๑๒ ผลต่อการยอมรับตนเอง๑๓ และส่งต่อ ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจิตใจในด้านการยอมรับตนเอง ความรู้สึกเห็นใจผู้อื่น และ ความละเอียดอ่อนทางอารมณ์๑๔ ดังนั้น เนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงการพัฒนาจิตด้วยหลักสมถกัมมัฏฐานและ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งถือเป็นเพชรเม็ดยอดแห่งมงกุฎของวิธีการพัฒนาจิตในทาง พระพุทธศาสนาที่สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางและมีคุณค่า เป็นอเนกอนันต์ต่อชีวิตของบุคคลและสังคม ๑๐.๒ ความหมายของการพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา ๑๐.๒.๑ ความหมายของการพัฒนาจิต ยุคต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ค าว่า “ภาวนา” ในความหมายของการฝึกสมาธิ เพราะการฝึกสมาธิมีมาก่อนพระพุทธศาสนา ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงภาวนาจึงหมายถึง การเจริญ การท าให้เกิดให้มีขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาด้วย ๙ เล่าเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน จากงานวิจัยของฝรั่ง.[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.familynetwork.or.th/node/15421.[๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗] ๑๐ Krisanaprakornkit T, Maneekanond S, Rongbudsri S. Effectiveness of consciousness transformation program for stress management. J Psychiatr Assoc Thailand 2001; 46(1) :13-24 ๑๑ Kabat-Zinn J, Massion AO, Krisletter J, et al. “Effectiveness of a meditationbased stressreduction program in the treatment of anxiety disorder”. Am J Psychiatry 1992; 149. ๑๒ Asabha AB. The practice of vipassana meditation for mindfulness Development. (Bangkok:Sahadhamma Co, 2001). ๑๓ Emarvardhana T, Tori CD. “Changes in self-concept, ego defense mechanisms followingseven-day vipassana meditation retreats”. The journal for Scientific Study of Religion.1997 June; 36(2): 194-206. And Alexander CN, Rainforth MV, Gelderloos P. Transcendental meditation, self-actualization and psychological health: A conceptual overviewand statistical meta-analysis. Journal of Social Behavior and Personality 1991; 6(5): 189-247 ๑๔ ผลของโครงการศึกษา “การพัฒนาจิตตามหลักพระไตรปิฎก” ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลง ด้านการยอมรับตนเอง ความรู้สึกเห็นใจผู้อื่น และความละเอียดอ่อนทางอารมณ์.[ออนไลน์] แหล่งที่มา www.hpu.chula.ac.th/download/doc_download/28. [๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๖ การใช้สมาธิเป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการฝึกอบรมจิต ในพระไตรปิฎกที่ตรัสไว้ในทสุตตรสูตร ว่า ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญคือ คือ สมถะ และ วิปัสสนา๑๕ ค าว่า “ภาวนา” ที่ปรากฏในสังคีติสูตร แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ กายภาวนา (การอบรมกาย) จิตตภาวนา (การอบรมจิต) และปัญญาภาวนา (การอบรมปัญญา)๑๖ ส าหรับค า ว่า “ภาวนา” ในคัมภีร์สมัยหลังพุทธกาล ได้บัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ใหม่โดยใช้ค าว่า “กัมมัฏฐาน” ส าหรับค าว่า “กัมมัฏฐาน” เป็นค าที่มาจากรากศัพท์ ๒ ค า คือ “กมฺม + ฐาน” แปลความหมายตามที่อธิบายไว้ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสาและตามหลักการปฏิบัติธรรมทาง พระพุทธศาสนาว่า “ที่ตั้ง” คือเหตุบังเกิดขึ้นของกรรมอันผู้ปฏิบัติธรรมพึงกระท า หมายถึง อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญภาวนา ที่ตั้งแห่งการท าความเพียรฝึกอบรมจิต สมาธิที่เกิด จากการอบรมหรือฝึกจิตเพื่อให้พ้นจากอกุศลธรรมน าไปสู่การบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌานฯ จนถึงการสิ้นอาสวะทั้งปวง๑๗ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมาย กรรมฐาน ไว้ว่า ที่ตั้งแห่งการงานหมายเอาอุบายทางใจมี ๒ ประการ คือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายสงบใจ และวิปัสสนากรรมฐานเป็นอุบายเรื่องปัญญา๑๘ การปฏิบัติกัมมัฏฐานในทางพระพุทธศาสนานั้น แบ่งออกได้ ๒ ระบบใหญ่ๆ คือ สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยกัมมัฏฐานแต่ละประเภทนั้น มีความหมาย ดังนี้ ๑๐.๒.๒ ความหมายของสมถกัมมัฏฐาน สมถภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน หมายถึง อุบายเครื่องสงบระงับของจิตให้เกิดขึ้น หรือการปฏิบัติธรรมที่ท าให้จิตสงบจากกิเลสทั้งหลาย ดังนั้น การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน คือ การปฏิบัติอยู่ในจิตตสิกขาหรือการท าสมาธิเพื่อก าจัดกิเลสอย่างกลางๆ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ การได้มาซึ่งสมาธิโดยตรง๑๙ สมถภาวนา หรือ สมถกัมมัฏฐาน คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ ได้แก่ หลัก หรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการท าใจให้เป็นสมาธิความมั่นคง๒๐ ๑๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕๒/๓๖๙. ๑๖ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๒. ๑๗ พระปัญญา ธนปญฺโญ (บัวทอง) “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องสมถกัมมัฏฐานใน พระพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา (บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๑๑-๑๔. ๑๘ ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖), หน้า ๑๖. ๑๙ พระปัญญา ธนปญฺโญ (บัวทอง) “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องสมถกัมมัฏฐานใน พระพุทธศาสนา”, หน้า ๑๕. ๒๐ อง.ฉกฺก.อ. (บาลี) ๓/๒๗/๑๑๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๗ ๑๐.๒.๓ ความหมายของวิปัสสนากัมมัฏฐาน บทวิเคราะห์ศัพท์ภาษาบาลีว่า วิเสเสน ปสฺสตีติธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้ง เป็นพิเศษ เพราะเหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา ความเห็นแจ้งเป็นพิเศษ วิปัสสนา กัมมัฏฐาน จึงหมายถึง ที่ตั้งแห่งการงาน หรืออารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานเพื่อให้จิตเกิด ปัญญาเข้าไปเห็นแจ้งในรูปนาม พระไตรลักษณ์อริยสัจ และมรรค ผล นิพพาน ปัญญาให้ เกิดความรู้แจ้งชัด สิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของมัน คือ ความเข้าใจตามความเป็นจริง การ เห็นแจ้ง หรือ วิธีที่ท าให้เกิดการเห็นแจ้ง หรือ ปัญญา จึงชื่อว่า วิปัสสนา ค าว่า “วิปัสสนา” หมายถึง ความเห็นแจ้ง, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็น แจ้งในสังขารทั้งหลายว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ๒๑ คือเห็นตรงต่อความเป็น จริงของสภาวธรรม ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ อันให้ถอนความหลงผิดในสังขารเสียได้ การ ฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น” ๒๒ วิปัสสนาภาวนา หรือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้ แจ้งตามความเป็นจริง ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง ในขันธ์ ๕ ว่าเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ ทนได้ยาก (ทุกขัง) เป็นสภาวะที่ไม่ใช่ บุคคล ตัวตนเราเขา บังคับบัญชาไม่ได้ดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)... ๒๓ สรุปวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นกรรมฐานที่ใช้ปัญญาพิจารณาหยั่งรู้เบญจขันธ์ให้เห็น ตามสภาพความเป็นจริง เป็นค าสอนเพื่อพัฒนาจิตหรือยกระดับจิตของปุถุชนและกัลยาณชน ให้ขึ้นสู่ระดับจิตความเป็นอริยบุคคล ซึ่งกรรมฐานนี้เป็นจุดมุ่งหมายส าคัญในทาง พระพุทธศาสนา การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแท้จริงมุ่งที่จะถ่ายถอนความหลงผิด รู้ผิด และ ยึดติดในสิ่งทั้งหลาย ที่เรียกว่า อวิชชา ออกเสียจากจิต มีการเปลี่ยนท่าทีต่อชีวิตใหม่ ทั้งท่าที แห่งการมอง การรับรู้ การวางจิต และความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย จนถึงขั้นสูงสุดคือ นิพพานหรือวิมุตติ การปฏิบัติกรรมฐานจึงเป็นการพัฒนาที่เปลี่ยนสภาวะจากบุคคล ธรรมดาโดยพัฒนากาย วาจา และจิตใจจนกลายเป็นอริยบุคคลได้ดังแผนภาพแสดงเส้นทาง การพัฒนาชีวิตด้วยอาศัยการภาวนา หรือ อาศัยกรรมฐานในทางพระพุทธศาสนา ๒๑ ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖), หน้า ๑๑๒๒. ๒๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ ครั้งที่ ๑๔, (กรุงเทพมหานคร: ธนธัชการพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๒๗๓. ๒๓ อง.ทุก. (ไทย) ๒๐/๒๓๑/๑๓๗.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๘ : ๑๐.๓ ความส าคัญของการพัฒนาจิต การพัฒนาจิตตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นวิชาการทางด้านจิต(จิตใจ)ที่ เรียบง่าย ตรงไปตรงมา ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้โดยง่าย ไม่เกี่ยวข้องกับความหลงเชื่อ. เมื่อ นิสิตได้ศึกษาและทดลองฝึกปฏิบัติดู จะได้รับผล ภายในวินาทีที่ลงมือฝึกปฏิบัติ คือ จะมี ความเบาสบาย สงบ ไม่มีความทุกข์ภายในจิตใจ และจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส โดยไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะเป็นเรื่องของการใช้สติปัญญาของตนเอง ความทุกข์ทางจิตใจของมนุษย์ที่น่าจะพบได้บ่อยเมื่อเกิด "ความเกินความ พอเหมาะพอควร(นอกทางสายกลาง)" ในเรื่องต่างๆ เช่น ความวิตกกังวล ความเครียด ความ เหนื่อยอ่อน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพ การเจ็บป่วย การเดินทาง ค่าใช้จ่าย ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น ความรัก ความหลงเชื่อ ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่ อยากเป็น ความโกรธ ความไม่เท่าเทียม ความเซง ความเบื่อหน่าย ความท้อแท้ ความพ่าย แพ้ ความไม่สมหวัง ความเสียใจ ความไม่สบายใจที่เกินความพอเหมาะพอควร เป็นต้น ความ ทุกข์ทางจิตใจที่เกิดจากความเกินพอดีในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว สามารถป้องกันและดับได้ โดยง่าย ด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจ าวัน การมีสติในการใช้ข้อมูลด้าน
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๖๙ สติปัญญาทางธรรมในความจ า ท าการรู้เห็นและควบคุมความคิดให้เป็นไปตามหลักธรรม จึง มีประโยชน์อย่างมากมายทั้งด้านการศึกษาและการด าเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้๒๔ ๑๐.๓.๑ ประโยชน์ด้านการศึกษา การฝึกพัฒนาจิตใจของตนเองในด้านสติ ด้วยการศึกษาเรื่องสติและฝึกเจริญสติ เป็นประจ า จะท าให้บุคคลมีสติตั้งมั่น(มีความตั้งใจแน่วแน่)ในการฟังค าบรรยาย ไม่เผลอสติ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่คิดและท ากิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จึงท าให้มีการคิด พิจารณา ท า ความเข้าใจ จดจ า และบันทึกเนื้อหาที่ส าคัญของค าบรรยายไว้ได้เป็นอย่างดี เป็นเหตุให้ผล ของการศึกษาดีขึ้น ตามก าลังความสามารถของข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกและข้อมูลด้าน สติปัญญาทางธรรมที่มีอยู่ในความจ าขณะนั้น ถ้าไม่มีสติในการฟัง หรือมีสติน้อย ความคิด ฟุ้งซ่านก็มักจะมากขึ้น อาจมีการใช้เวลาไปคิดและท าเรื่องอื่นบ่อยขึ้น ท าให้ความสามารถ ของสมองในการคิดและการจดจ าลดลง และผลการเรียนก็จะต่ าลงด้วย การฝึกฝนตนเองให้มี สติอยู่ตลอดเวลาในการฟังค าบรรยาย จะท าให้สมองของบุคคลมีข้อมูลด้านสติมากขึ้น พอ นานเข้า สติในการฟังค าบรรยายก็จะมีมากขึ้น ความฟุ้งซ่านก็จะลดลง เป็นผลให้เกิดการ พัฒนาความสามารถของการมีสติในการศึกษาดีขึ้นตามล าดับ และผลของการศึกษาก็จะดีขึ้น ด้วยเมื่อมีสติมากขึ้น มีข้อมูลสติปัญญาทางวิชาการมากขึ้น การศึกษาในเวลาต่อมาจะง่ายขึ้น เพราะมีข้อมูลในความจ ามาใช้ประกอบการท าความเข้าใจได้มากขึ้น เป็นผลให้ความทุกข์ ต่างๆ ในเรื่องของการศึกษาและเรื่องที่เกี่ยวข้องลดลง การพัฒนาจิตโดยการเพิ่มพูนข้อมูล ด้านสติปัญญาทางธรรมอย่างง่ายๆ และมีคุณค่าไว้ในความจ า พร้อมทั้งมีสติในการใช้ข้อมูล ดังกล่าวในการด าเนินชีวิต จะท าให้มีสติในการรู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ว่าอะไรควรคิดและควรท า รู้ว่าอะไรไม่ควรคิดและไม่ควรท า ถ้ามีสติในการไม่คิดชั่ว(ไม่คิดอกุศล)และไม่ท าชั่ว คงมุ่งแต่ การคิดดี(คิดแต่กุศล)และท าแต่ความดี จะเป็นผลให้มุ่งหน้าไปในด้านของการศึกษาตาม หน้าที่ความรับผิดชอบ แทนที่จะเสียเวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่าน การคิดและท ากิจที่เป็นอกุศล ซึ่งเป็นผลร้ายต่อการศึกษาโดยตรง ๑๐.๓.๒ ประโยชน์ด้านการด าเนินชีวิต การพัฒนาจิตใจของตนเอง ด้วยการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดการ เพิ่มพูนข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจ า และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการด าเนิน ชีวิตประจ าวัน จะเป็นผลดีต่อจิตใจ ๑) ส่งเสริมสุขภาพจิต ให้มีความเข้มแข็ง และอดทนต่อความยากล าบากต่างๆ ที่ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในขณะด าเนินชีวิต รวมทั้งในยามเจ็บป่วย โดยไม่มีความทุกข์ทางจิตใจ ๒๔ เอกชัย จุละจาริตต์. การพัฒนาจิตเพื่อการศึกษาและด าเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา. www.thai60.com/2lect_notes_stu.doc.(๒๖ กันยายน ๒๕๕๗).
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๐ เช่นเดียวกันกับการมีสุขภาพกายที่ดี ท าให้สามารถต่อสู้กับภาระกิจทางกาย และความ เจ็บป่วยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ๒) ป้องกันความทุกข์ทางจิตใจได้ทุกขณะ เพราะเมื่อสมองมีข้อมูลด้านสติปัญญา ทางธรรมในความจ า สมองก็จะท าหน้าที่ในการใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิด ความทุกข์ทางจิตใจคล้ายอัตโนมัติถ้ามีการศึกษาและฝึกฝนจนช านาญ เช่นเดียวกันกับการที่ สมองมีข้อมูลด้านสติปัญญาทางโลกในเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุซึ่งสมองก็จะท าหน้าที่ได้เอง คล้ายอัตโนมัติถ้าได้ศึกษาและฝึกซ้อมมาก่อน ๓) รักษาความทุกข์ทางจิตใจได้ทุกขณะ เพราะเมื่อสมองมีข้อมูลด้านสติปัญญา ทางธรรมในความจ า สมองก็จะสามารถท าหน้าที่ในการใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อการรักษาความ ทุกข์ทางจิตใจที่ก าลังมีอยู่ได้ทุกขณะที่ต้องการ เช่นเดียวกันกับการที่สมองมีข้อมูลด้าน สติปัญญาทางโลกและใช้ข้อมูลดังกล่าวในการรักษาความทุกข์ทางกายที่เกิดขึ้นเมื่อต้องการ รักษา ซึ่งเป็นการพึ่งพาข้อมูลสติปัญญาของตนเอง ๔) ฟื้นฟูจิตใจภายหลังการเจ็บป่วยและหลังจากมีความทุกข์เพราะเมื่อสมองมี ข้อมูลด้านสติปัญญาทางธรรมในความจ า สมองก็จะท าหน้าที่ในการใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อท า การฟื้นฟูจิตใจได้อย่างรวดเร็วตามเจตนาของเจ้าของ ๑๐.๓.๓ เป้าหมายของการพัฒนาจิต เมื่อบุคคลสามารถฝึกฝนอบรมตนด้วยการพัฒนาด้านศีล สมาธิ และปัญญาที่มี ความพร้อมความสมบูรณ์ในตนแล้ว ย่อมให้คุณค่าในเชิงจริยธรรม ในแต่ละล าดับ ดังต่อไปนี้ ๑) ความหลุดพ้นด้วยการข่ม (วิกขัมภนวิมุตติ) หมายถึง การข่มกิเลสเอาไว้คือ ระงับนิวรณ์ธรรมเป็นต้น ด้วยอ านาจแห่งจิตภาวนาหรือสมาธิได้แก่ สมาธิในระดับ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แต่บางทีอาจผ่อนลงมาถึงระดับอุปจารสมาธิด้วยก็ได้ ๒) ความหลุดพ้นด้วยองค์ธรรมจ าเพาะ (ตทังควิมุตติ) หมายถึง การพ้นอกุศล อย่างหนึ่งๆ ด้วยธรรมที่เป็นคู่ปฏิปักษ์กัน ว่าตามความหมาย ได้แก่ พ้นความเห็นผิด ยึดถือ ผิดด้วยอาศัยญาณ คือ ความรู้ฝ่ายวิปัสสนาที่ตรงข้ามเป็นคู่ปรับกัน เช่น อนิจจัง เป็นคู่ปรับ นิจจัง (ความเที่ยง) ทุกขังเป็นคู่ปรับสุขัง (ความสุข) อนัตตา เป็นคู่ปรับอัตตา (ตน) เมตตา คู่ปรับพยาบาท เป็นต้น โดยวิมุตติทั้งสองอย่างแรกนี้เป็นโลกียวิมุตติและหลุดพ้นด้วยใจ (เจ โตวิมุตติ) ด้วยผลแห่งการเจริญจิตภาวนานั่นเอง ๓) ความหลุดพ้นด้วยเด็ดขาดหรือตัดขาด (สมุจเฉทวิมุตติ) หมายถึง การ ท าลายกิเลสที่ผูกรัดไว้หลุดพ้นเป็นอิสระออกไปได้ด้วยญาณ หรือ วิชชาขั้นสุดท้าย ได้แก่ วิมุตติในความหมายที่เป็นมรรค ๔) ความหลุดพ้นด้วยความสงบระงับสนิทราบคาบ (ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ) หมายถึง ความเป็นผู้หลุดพ้นออกไปได้แล้ว มีความเป็นอยู่อิสระ เพราะกิเลสที่เคย ผูกรัด หรือครอบง าถูกก าจัดราบคาบไปแล้ว ได้แก่วิมุตติในความหมายที่เป็นผล
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๑ ๕) ความหลุดพ้นที่เป็นภาวะหลุดรอดปลอดโปร่ง (นิสสรณวิมุตติ) หมายถึง ภาวะแห่งความเป็นอิสระที่ผู้หลุดพ้นเป็นอิสระแล้วประสบอยู่ ชื่นชมหรือเสวยอยู่ และซึ่งท า ให้ผู้นั้นปฏิบัติกิจอื่นๆ ได้ด้วยดีต่อไป ได้แก่ วิมุตติในความหมายที่เป็นนิพพาน๒๕ วิมุตติทั้ง ๓ อย่างสุดท้ายนี้เป็นโลกุตตรวิมุตติเมื่อกล่าวโดยสาระแท้ๆ วิมุตติ๕ นี้ ก็คือ สมถะ วิปัสสนา มรรค ผล และนิพพาน ตามล าดับ ๑๐.๔ แนวคิดการพัฒนาจิตในทัศนะพระพุทธศาสนา ชีวิตมนุษย์ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นรูป คือร่างกาย หรืออวัยวะน้อยใหญ่ทุกอย่าง และส่วนที่เป็นนามคือจิตใจ หรือมโน วิญญาณ แล้วแต่จะเรียก โดยทั้งรูปและนามอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การพัฒนา กายและจิตใจ จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา ในหัวข้อนี้ ผู้เรียบเรียงจะได้ กล่าวถึง การพัฒนากาย และ การพัฒนาจิตในทัศนะพระพุทธศาสนา ไปตามล าดับดับ ดังนี้ ๑๐.๔.๑ การพัฒนากายตามหลักพระพุทธศาสนา การพัฒนาชีวิตของมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นองค์รวม มีความสัมพันธ์ระหว่างกายกับ จิต ดังนั้น ก่อนจะกล่าวถึงการพัฒนาจิตขอกล่าวถึงการพัฒนากายในทัศนะพระพุทธศาสนา เสียก่อน โดยจะกล่าวถึง ความหมาย และ กระบวนการพัฒนา พอสังเขปดังนี้ ๑) ความหมายการพัฒนากาย การพัฒนากายคือการพัฒนาอินทรีย์๖ การพัฒนากายในความหมายที่แท้จริงแล้ว เป็นการพัฒนาการใช้อินทรีย์๖ ภายใน คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้สัมพันธ์หรือ เป็นทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอก (คือ อินทรีย์ภายนอก ๖) ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ที่ใจรับรู้ เปิดช่องทางเพื่อสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางวัตถุและทางธรรมชาติ ทั้งหมด การพัฒนากายจึงเป็นการการพัฒนาอินทรีย์โดยการฝึกให้มีอินทรีย์สังวร ได้แก่ ความส ารวมอินทรีย์ ๖ เพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดความแข็งแกร่งของศีล ความประพฤติ เพื่อสนับสนุนจิตให้มีพลังงานที่มั่นคงและเป็นทางให้เจริญปัญญาอีกด้วย ในมหาอัสสปุรสูตร พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เป็นกิจที่ควรท าให้ยิ่งขึ้นไป ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “เธอทั้งหลายควรส าเหนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวาร แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เห็นรูปทางตาแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือ จักปฏิบัติ เพื่อความส ารวมจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่ส ารวมแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศล ธรรม คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบง าได้จักรักษาจักขุนทรีย์ถึงความส ารวม ในจักขุนทรีย์…ฟังเสียงทางหู..ฯลฯ รู้ธรรมทางใจ..”๒๖ ๒๕ ที.ม.อ. (บาลี) ๒/๒๖ ๒๖ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๒๑/๔๕๕
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๒ ๒) กระบวนการส าหรับพัฒนากาย คือ กระบวนการที่สามารถจะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ถึงดับความทุกข์ได้ตามล าดับ โดยมีขั้นตอนการดับทุกข์ตามล าดับ ดังนี้ ขั้นที่ ๑ อินทรีย์ภายใน + อินทรีย์ภายนอก + วิญญาณ = ผัสสะ ขั้นที่ ๒ เวทนา (การเสวยอารมณ์) ขั้นที่ ๓ ปัญญา (โยนิโสมนสิการ) กระบวนการพัฒนากาย อธิบายล าดับขั้นตอนได้ว่า เมื่อบุคคลเสพอารมณ์ภายนอก ผ่านประสาทสัมผัสภายใน เช่น ตาเห็นรูป จะปรากฏวิญญาณ คือสภาพรับรู้ข้อมูลทันที หลังจากนั้น ก็จะเกิดการสัมผัส คือถูกต้องกัน แล้วเกิดเวทนาคือการเสพหรือเสวยอารมณ์ที่ ได้รับมานั้น ต่อจากนั้นปัญญาหรือโยนิโสมนสิการก็จะท าการตัดตัณหา คือความอยากใน ขณะนั้นเช่นกันเพื่อป้องกันไม่ให้สภาพจิตใจหลงไหลไปตามกระแสแห่งตัณหา ซึ่งเป็น กระบวนการของสายดับทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง กล่าวคือขณะที่บุคคลเสพอารมณ์ที่มา กระทบอินทรีย์ภายในด้วยปัญญา ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความดับทุกข์ได้ โดยเป็นการใช้ โยนิโสมนสิการควบคุมอินทรีย์ให้ท างานอย่างไม่ตกเป็นทาสแห่งตัณหา ก็จะเป็นการน าสู่การ ดับทุกข์ตามล าดับ คือสามารถจะสกัดกั้นตัณหาไว้ได้ด้วยปัญญา กระบวนการสายดับทุกข์ ดังกล่าวนี้เมื่อพิจารณาจากจุดเริ่มต้น คือการคบสัตบุรุษคนดีเป็นกัลยาณมิตร การฟังธรรม แล้วท าให้เกิดความเชื่อหรือมีศรัทธา จึงเป็นเหตุให้เกิดโยนิโสมนสิการคือการพิจารณา ไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบ เมื่อไตร่ตรองแล้วก็ท าให้เข้าใจชัดเจนในเรื่องนั้นๆ จึง กลายเป็นผู้มีความระลึก รู้ตัว รู้สิ่งนั้นทั้งที่เป็นคุณและทั้งที่เป็นโทษ เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ ประโยชน์ เรียกว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีสติสัมปชัญญะแล้วก็ท าให้มีการส ารวม ระมัดระวังไม่ให้โอกาสแก่โทษภัยอันเป็นบาปหรืออกุศลทั้งหลายเกิดขึ้นกับตนเองได้จึงมีการ สร้างเหตุแห่งกุศลทั้งหลาย ได้แก่ การประพฤติสุจริตกาย วาจา และจิตใจอยู่อย่างเนืองนิตย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ คือการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม และเท่ากับเป็น การเจริญโพชฌงค์ ๗ อันเป็นองค์ธรรมที่น าไปสู่การดับทุกข์ และด าเนินไปจนสุดสายดับทุกข์ คือเข้าถึงวิชชาความรู้แจ้งและหรือถึงพ้นทุกข์ที่เรียกว่า วิมุตติกระบวนการทั้งหมดนี้ ก็เป็น ผลสืบเนื่องจาก การส ารวมอินทรีย์ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งขององค์ประกอบเหล่านั้นด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงวิชชาและวิมุตติซึ่งเป็นผลสูงสุดในการพัฒนากาย โดยมีความสัมพันธ์กับหลักธรรมที่เกี่ยวข้อง คือวิชชาและวิมุตตินั้น เกิดขึ้นมาได้ด้วยอาศัย โพชฌงค์สติปัฏฐาน สุจริต ความส ารวมอินทรีย์ความมีสติสัมปชัญญะ การมนสิการโดย แยบคาย ความมีศรัทธา การฟังธรรม และการคบสัตบุรุษเป็นเหตุเริ่มต้นของวิชชาและวิมุตติ นั่นเอง โดยพิจารณาจากเหตุไปหาผล ดังปรากฏตามแผนภูมิ๒๗ ดังนี้ ๒๗ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๑/๑๓๕-๑๓๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๓ : ๑๐.๔.๒ การพัฒนาจิตในทัศนะพระพุทธศาสนา การพัฒนาจิต หมายถึง อธิจิตตสิกขาในไตรสิกขานั่นเอง ซึ่งหมายถึง การฝึกปรือ ในด้านคุณภาพและสมรรถภาพของจิต ได้แก่ รวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิเข้ามา ว่าโดยสาระก็คือ การฝึกให้มีจิตใจเข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่ ควบคุมตน ได้ดีมีสมาธิมีก าลังใจสูง ให้เป็นจิตที่สงบ ผ่องใส เป็นสุข บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งรบกวน หรือ ท าให้เศร้าหมอง อยู่ในสภาพเหมาะแก่การใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะการใช้ปัญญาอย่าง ลึกซึ้ง และตรงตามความเป็นจริง๒๘ กล่าวโดยย่อ อธิจิตตสิกขา ก็คือ หลักสมาธิความแน่ว แน่แห่งจิตใจ โดยใช้หลักสมถะและวิปัสสนาเป็นส าคัญ ในการพัฒนาจิตเพื่อให้มีคุณภาพที่ดี จนสามารถละอวิชชาได้ตามล าดับ ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า “สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้จิตเจริญ จิตที่เจริญแล้ว ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมให้ปัญญาเจริญ ปัญญาที่เจริญแล้ว ย่อมละ อวิชชาได้” ๒๙ การจะพัฒนาจิตใจให้เกิดความส าเร็จในด้านต่างๆ เช่น ให้มีก าลังที่เข้มแข็ง มี สุขภาพจิตที่ดีเป็นต้น ควรทราบถึง คุณสมบัติของจิตโดยสังเขป จากนั้น พึงทราบเป้าหมาย ในการพัฒนาจิต ดังต่อไปนี้ ๒๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้ง ที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๙๑๕. ๒๙ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๓๒/๗๖.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๔ ๑) คุณสมบัติของจิต เมื่อกล่าวถึงคุณสมบัติของจิต ย่อมมีลักษณะที่พิเศษหลาย ประการ ได้แก่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ดิ้นรนไปมา เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก เที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ า๓๐ ๒) เป้าหมายในการพัฒนาจิต คือ ท าให้บุคคลที่ฝึกฝนพัฒนาจิตดีแล้ว ย่อมได้ถึง เป้าหมายได้ใน ๓ ลักษณะ (๑) ด้านคุณภาพของจิต คือ ให้มีคุณธรรมต่าง ที่เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม เป็น จิตใจที่สูง ประณีต เช่น มีเมตตา มีความรัก ความเป็นมิตร มีกรุณา อยากช่วยเหลือ ปลด เปลื้องทุกข์ของผู้อื่น มีจาคะ คือ มีน้ าใจเผื่อแผ่ มีคารวะ มีความกตัญญูเป็นต้น (๒) ด้านสมรรถภาพของจิต คือ ให้เป็นจิตที่มีความสามารถ เช่น มีสติดีมีวิริยะ คือ ความเพียร มีขันติคือ อดทน มีสมาธิคือ จิตตั้งมั่นแน่วแน่ มีสัจจะ คือ จริงจัง มีอธิษฐาน คือ เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่อจุดหมายที่ท าเป็นจิตใจที่พร้อมและเหมาะที่จะใช้งานโดยเฉพาะงาน ทางปัญญา คือ การคิดพิจารณาให้เห็นความจริงชัดเจนถูกต้อง (๓) ด้านสุขภาพของจิต คือ ให้เป็นจิตที่มีสุขภาพที่ดีมีความสุข สดชื่น ร่าเริงเบิก บานปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส พร้อมที่จะยิ้มแย้มได้ มีปีติปราโมทย์ ไม่เครียด ไม่กระวน กระวาย ไม่คับข้องใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ไม่หดหู่โศกเศร้า เป็นต้น๓๑ จิตใจที่มิได้ฝึก ดื้อด้านดุดัน เถื่อน ค่อยสงบระงับอ่อนลงเหมือนใจของสัตว์ป่า อยู่ที่ฝึกมากฝึกน้อย ใช้ประโยชน์ไม่ได้มากนัก ฝึกผิด ฝึกถูก…ตั้งใจมิตั้งใจ แผนภาพที่ ๒๒ : เปรียบเทียบการฝึกจิตของมนุษย์๓๒ ๓๐ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๓-๓๗/๓๕-๓๗ ๓๑ พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ความส าคัญของพระพุทธศาสนา ในฐานะศาสนาประจ าชาติ, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๐), หน้า ๘๐-๘๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๕ ๓) หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการพัฒนาจิต พระพุทธศาสนา มีหลักค าสอนที่เหมาะแก่จริตนิสัยของบุคคลในการฝึกฝน พัฒนา ตนเองในหลายระดับ คือตั้งแต่ในระดับศีลธรรม กุศลกรรมบถ และในระดับสัจธรรมชั้นสูง อันหมายถึง มรรคมีองค์ ๘ ในอริยสัจ ๔ ประการ๓๓ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาฝึกฝนอบรมปุถุชน มีชีวิตที่ระคนอยู่ด้วยความอยากได้อยากดีอยากมีอยากเป็น ให้มีความสามารถด ารงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มีสัมมาชีพ รู้จักการด าเนินชีวิตตามมรรควิธีก็ด้วยการพัฒนา คุณภาพชีวิตของตนตามแนวทางพระพุทธศาสนา ๔ ประการ ได้แก่ (๑) กายภาวนา คือ การพัฒนาฝึกฝนอบรมกาย หมายถึง พัฒนาอินทรีย์ทั้งห้า ได้แก่ตา หูจมูก ลิ้น กาย ให้มีอินทรีย์สังวร ความส ารวมในอินทรีย์รู้จักระมัดระวังรักษาตน ไม่ให้ก่อโทษทางกาย และต้องรู้จักปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสม (๒) สีลภาวนา คือ การพัฒนาด้านศีล ความประพฤติเรียบร้อยดีงาม มีระเบียบ วินัย มีกติกาทางสังคมร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดในระดับชาวบ้านก็คือศีลห้าข้อ เพื่อป้องกัน ความเดือดร้อนเสียหายแก่คนอื่น การไม่ล่วงละเมิดในสิทธิของคนอื่น และให้สามารถอยู่ ร่วมกันอย่างเกื้อกูล รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศชาติไว้ (๓) จิตตภาวนา คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีความมั่นคง เข้มแข็ง มีความเจริญ ไพบูลย์ด้วยคุณธรรมทั้งปวง เช่น ฝึกฝนตนให้มีความรัก ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ พัฒนา จิตใจของตนให้มีความสงสารอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ล าบาก ก าลังประสบกับความ ทุกข์นานาประการอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน และฝึกฝนจิตใจของตนให้มีความผ่องใส เบิกบาน ด าเนินชีวิตด้วยความสุขใจ (๔) ปัญญาภาวนา คือ การพัฒนาฝึกฝนอบรมตน จากการได้ศึกษา เล่าเรียน การ สดับตรับฟังมามาก และการลงมือปฏิบัติตามทฤษฎีที่ศึกษามาแล้วนั้น ให้เกิดประโยชน์ต่อ ตน และคนอื่น๓๔ ส่วนปัญญาในระดับสูง หมายถึง การรู้ตามสภาพตามความเป็นจริงของสังขาร ทั้งหลายที่มาปรุงแต่งกันเข้า แล้วรู้จักละปล่อยวางสังขารเหล่านั้นเสียด้วยปัญญาคือ สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความด าริชอบ) โดยมีเหตุปัจจัยให้เกิด ๒ ทางคือ ปัญญาที่เกิดจากผู้อื่นชักจูง การรับฟังจากสื่อต่างๆ บุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร และ การพิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญาของตนเอง ๓๒ พล แสงสว่าง. “จิตวิทยาการปรึกษาตามหลักพระพุทธศาสนา” .ภาควิชาจิตวิทยาและการ แนะแนว คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. [ออนไลน์] แหล่งที่มา educms.pn.psu.ac.th/edujn/include/getdoc.php?id=29&article=13.[๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗] ๓๓ ส .ม. (บาลี) ๑๙/๑๖๕/๕๒๘. ๓๔ อง.ปญฺจก. (บาลี) ๒๒/๗๙/๑๒๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๖ ๑๐.๔.๓ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ช่วยพัฒนาจิต ความต้องการทางกายและจิตใจ เป็นเหตุปัจจัยท าให้มีการพัฒนามนุษย์ให้ดีขึ้น หรือเลวลงได้ เนื่องจากความต้องการนั้นเข้าไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทั้งภายใน และภายนอก กล่าวคือ ๑) ความต้องการทางร่างกาย ได้แก่ ความต้องการปัจจัย ๔ คือ ความต้องการ ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เครื่องนุ่มห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ๒) ความต้องการทางสังคม ได้แก่ ความปรารถนาสร้างหลักฐานทางครอบครัว หลักฐานในหมู่คณะ ในชาติ และกว้างออกไปถึงความต้องการผูกพันระหว่างชาติ เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันชาติเป็นต้น ๓) ความต้องการทางจิตใจหรือทางศาสนา ได้แก่ ความจ าเป็นต้องมีศีลคือการ ละเว้นจากความชั่ว และมีธรรมคือการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม อันเป็นรากฐานของกิจการทั้ง ปวง และต้องการให้หลักธรรมทางศาสนาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน เพื่อควบคุมคนให้มีความ ประพฤติที่ดีงามแก่สังคมของตน ความกลัวเป็นพื้นฐาน เช่น ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง ที่อธิบาย ไม่ได้ก็ให้ความส าคัญ เคารพ นับถือ บูชา เช่น บูชาต้นไม้ภูเขา เทพเจ้าต่างๆ เป็นต้น ความต้องการรู้แจ้งเห็นจริง หมายถึงการใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจชีวิต ความต้องการรักษา ผลประโยชน์ของหมู่คณะ สังคม ให้ปลอดภัย ความต้องการเสรีภาพในการด าเนินชีวิตไม่ตก เป็นเหยื่อของสิ่งใดและความต้องการให้ผู้มีความสามารถท าคุณประโยชน์แก่สังคม๓๕ สรุปการพัฒนาชีวิตมนุษย์ควรพัฒนาที่จิตใจก่อนจึงจะได้ผลดี ดังพระพุทธด ารัส ว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ส าเร็จด้วยใจ คนจะท าดีพูดดีหรือท าชั่ว พูดชั่วก็ล้วนมาจากใจทั้งสิ้น” ๓๖ ต่อจากนั้น การแสดงออกภายนอกที่เป็นพฤติกรรมทางกาย และวาจา ก็จะเป็นผลติดต่อกันไปประดุจดังลูกโซ่ ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีข้อน่า สังเกตอยู่ว่า พฤติกรรมที่ถูกอ านาจของจิตใจถ่ายทอดออกมานั้นมีผล ๒ อย่าง คือ พฤติกรรม ฝ่ายดีให้คุณต่อชีวิต อันประกอบไปด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เรียกว่า กุศลกรรม และ พฤติกรรมฝ่ายชั่ว ให้โทษทุกข์ต่อชีวิต อันประกอบไปด้วย อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เรียกว่า อกุศลกรรม ๓๗ ซึ่งเป็นหลักการพัฒนาพื้นฐานและเป็นเกณฑ์ชี้วัดพื้นฐานในการ พัฒนาชีวิตมนุษย์เพื่อประเมินว่า เป็นผู้มีมีการพัฒนาแล้วอย่างไร ๓๕ พระมหาสมชาย เกิดแก้ว, “พระพุทธศาสนาในสังคมที่เปลี่ยนแปลง : ศึกษาเปรียบเทียบ การตักบาตรของพุทธศาสนิกชนในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และอ าเภอศรีประจันต์ จังหวัด สุพรรณบุรี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๗), หน้า ๓๐-๓๕. ๓๖ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑-๒/๒๓–๒๔. ๓๗ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๔๗/๓๖๒.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๗ ๑๐.๕ หลักการของสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ค าว่า ภาวนา (mental development) เป็นการพัฒนาชีวิตของบุคคลให้ไป พร้อมๆ กันทั้งด้านกายภาพและด้านจิตภาพของบุคคลแต่ละคน ซึ่งการภาวนาในใน พระพุทธศาสนาจึงเทียบเคียงได้กับค าว่า พัฒนา (development) ที่บุคคลทั่วไปเข้าใจและ ใช้กันอยู่ปัจจุบัน วิธีภาวนาในพระพุทธศาสนามี ๒ อย่าง คือ สมถภาวนา (Tranquility development) การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิและ วิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา (Insight development) ซึ่งในสมัยหลังพุทธกาล ได้มีการบัญญัติค าว่า กรรมฐาน มาใช้แทนค าว่า ภาวนา การปฏิบัติสมถภาวนา หรือการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ที่ปรากฏในไตรปิฎก มีวิธี ปฏิบัติหลากหลายวิธี ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในอปรอัจฉราสังฆาตวรรค หมวดว่าด้วยผลแห่งจิต ชั่วลัดนิ้วมือเดียวว่า “...ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้เรา เรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ท าตามค าสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จ าเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ท าให้ มากซึ่งปฐมฌานนั้น... ภิกษุเจริญปฐวีกสิณ... เจริญอาโปกสิณ... เจริญเตโชกสิณ... เจริญวาโย กสิณ... เจริญนีลกสิณ... เจริญปีตกสิณ... เจริญโลหิตกสิณ... เจริญโอทาต กสิณ ... เจริญอากาสกสิณ ... เจริญวิญญาณกสิณ ... ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ท าตาม ค า สอน ของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย ่างไม่ สูญเปล ่า ไม่จ าเป็นต้องพูดถึงภิกษุผู้ท าให้มากซึ่งปัญญาพละที่ประกอบด้วย อุเบกขา...ฯลฯ ๓๘ จากเนื้อความในพระไตรปิฎกอปรอัจฉราสังฆาตวรรค ที่ยกมาแสดงไว้ข้างต้น โดยย่นย่อนี้ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงอารมณ์ของสมถภาวนาหรือสมถกัมมัฏฐาน ไว้หลากหลายวิธีมาก ซึ่งแต่ละวิธีก็ล้วนแต่เป็นวิธีการที่จะท าให้ผู้ปฏิบัติเมื่อด าเนินตามด้วย ความเพียรพยายาม ก็ย่อมจะท าให้บรรลุถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือนิพพาน หรือ วิมุตติ ทั้งสิ้น แต่วิธีการที่หลากหลายนั้นเป็นการเอื้อให้ผู้ปฏิบัติได้เลือกวิธีการปฏิบัติที่ให้ เหมาะแก่จริตหรืออุปนิสัยของตนเอง ซึ่งบุคคลแต่ละคนย่อมมีพื้นฐานและบริบทของชีวิต แตกต่างกัน หรือได้รับการอบรมตนมาไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ในหัวข้อนี้ผู้เรียบเรียง จะได้กล่าวถึง การพัฒนาจิต ๒ วิธีการ คือ การพัฒนาจิตตามหลักอริยมรรค และ การพัฒนา จิตด้วยสมถะกรรมฐาน ๔๐ ไปตามล าดับพอสังเขป ดังนี้ ๓๘ องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๓๘๒-๕๖๒/๔๖-๕๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๘ ๑๐.๕.๑ การพัฒนาจิตตามหลักอริยมรรค อริยมรรค หรือ มัชฌิมาปฏิปทา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้แสดงให้ เห็นหลักการความส าคัญในชั้น จริยะ ไว้ว่า “พุทธศาสนามองจริยธรรมในแง่ของการถือเอา ประโยชน์จากกฎธรรมชาติ หรือการน าเอา(ความรู้ใน)กฎธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ มนุษย์ จึงได้ให้ความหมายของจริยะอันประเสริฐคือจริยธรรมที่ถูกต้องแท้จริงไว้ว่า เป็นการ ด าเนินชีวิต โดยวิถีทางที่จะท าให้ความเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยของธรรมชาติ บังเกิดเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ให้มากที่สุด หรือการด าเนินชีวิตด้วยความรู้เท่าทันธรรมดาของ ธรรมชาติ...โดยนัยนี้ ถ้าใช้ศัพท์เฉพาะทางธรรมก็เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ ปฏิปทาที่ น าเอามัชเฌนธรรมเทศนา มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์” ๓๙ มัชเฌนธรรมเทศนา หมายถึง หลักความจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ หรือ ธรรมที่เป็นกลาง เรียกอีกอย่างว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง ซึ่งในพระพุทธศาสนาก็หมายถึง อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ นั่นเอง ๑) ประเภทและความหมายอริยมรรคมีองค์ ๘ (๑) สัมมาทิฏฐิแปลว่า ความเห็นชอบ ได้แก่ความรู้ในอริยสัจ ๔ คือ ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ความรู้ในความดับทุกข์และความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (๒) สัมมาสังกัปปะ แปลว่า ด าริชอบ ได้แก่ ความด าริในการออกจากกาม (เนกขัมมสังกัปป) ความด าริในความไม่พยาบาท (อพยาบาทสังกัปป) และความด าริในอันไม่ เบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปป) (๓) สัมมาวาจา แปลว่า เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ คือ การงดเว้นจากการพูด เท็จ งดเว้นจาก การพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดค าหยาบและงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ (๔) สัมมากัมมันตะ แปลว่า กระท าชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ คือ การงดเว้นจาก การฆ่าสัตว์งดเว้นจากการลักทรัพย์และงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม (๕) สัมมาอาชีวะ แปลว่า เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาอาชีพ (๖) สัมมาวายามะ แปลว่า เพียรชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ คือ ความเพียรระวังไม่ให้ อกุศลธรรมเกิดขึ้น (สังวรปธาน) เพียรละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ปหานปธาน) เพียรเจริญ กุศลธรรมให้เกิดมีขึ้น(ภาวนาปธาน) และเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (อนุรักขนาปธาน) (๗) สัมมาสติแปลว่า ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณาเห็นกายในกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) พิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) และพิจารณาเห็นธรรมในธรรม (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, ๒๕๕๕), หน้า ๖๘๗.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๗๙ (๘) สัมมาสมาธิแปลว่า ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน ๔๐ ๒) องค์มรรคที่ใช้ในการพัฒนาจิต การพัฒนาจิตตามหลักอริยมรรค หมายถึง การพัฒนาตามหลักไตรสิกขาส่วนที่ เป็น อธิจิตสิกขา คือ องค์มรรค ๘ ข้อที่ว่าด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ โดยแบ่งเป็น ๓ องค์มรรค ดังต่อไปนี้ (๑) สัมมาวายามะ หมายถึง ความเพียรถูกต้อง สมบูรณ์ซึ่งเรียกว่า สัมมัปปธาน โดยแบ่งเป็น ๔ ประการ ได้แก่ สังวรปธาน คือ เพียรป้องกัน หรือ เพียรระวัง (อกุศลที่ยังไม่ เกิด) หมายถึง กระท าโดยการส ารวมอินทรีย์๖ มีส ารวมตา หูจมูก เป็นต้น ปหานปธาน คือ เพียรละ หรือเพียรก าจัด (อกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว) หมายถึง ไม่ปล่อยจิตใจไปตามกามวิตก ความคิดในกาม พยาบาทวิตก ความคิดในพยาบาท วิหิงสาวิตก ความคิดเบียดเบียนคนอื่น เป็นต้น อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตอย่างยิ่ง ภาวนาปธาน คือ เพียรเจริญ หรือ เพียร สร้าง (กุศลที่ยังไม่เกิด) หมายถึง การเจริญโพชฌงค์๗ ให้เกิดขึ้น เป็นต้น และอนุรักขนาปธาน คือ เพียรอนุรักษ์หรือ เพียรรักษาและส่งเสริม (กุศล ที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อมถอยลง) ได้แก่ การรักษาสมาธินิมิตที่ตนได้แล้วให้มั่นคงต่อเนื่อง และยังมีข้อปลีกย่อยส าหรับการบ าเพ็ญ ความเพียร๔๑ (๒)สัมมาสติหมายถึงการคอยระวังถึงอยู่เนืองๆการหวนระลึกสติคือการระลึกได้ ภาวะที่ทรงจ าไว้ภาวะที่ไม่เลือนหาย ภาวะที่ไม่ลืม สติที่เป็นอินทรีย์สติที่เป็นพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ที่เป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค๔๒สัมมาสติมี๔ ความหมาย ดังนี้ (๒.๑) สัมมาสติในพระสูตร เรียกว่า สติปัฏฐาน มี๔ ประการ คือ กายานุปัสสนา (พิจารณากาย หรือ การตามดูรู้ทันกาย) เวทนานุปัสสนา (พิจารณากาย หรือการตามดูรู้ทัน เวทนา) จิตตานุปัสสนา (พิจารณาจิต หรือ การตามดูรู้ทันจิต) และ ธัมมานุปัสสนา (พิจารณา ธรรมต่างๆ หรือ การตามดูรู้ทันธรรม) ๖๕ (๒.๒) สติในฐานะอัปปมาทธรรม คือ ในการด าเนินชีวิตหรือ การประพฤติปฏิบัติ โดยมีสติก ากับอยู่เสมอนั้นเรียกว่ามีอัปปมาท หรือความไม่ประมาท และจัดเป็นองค์ประกอบ ภายใน เพื่อเร่งรัดพัฒนาสมาธิ(ส่วนโยนิโสมนสิการพัฒนาด้านปัญญา) ๖๖ (๒.๓) สติมีคุณค่าทางสังคม คือเมื่อท างานหรือกิจกรรมร่วมคนอื่น และสตินั้นมี ความจ าเป็นอย่างยิ่ง ที่จะอ านวยให้บุคคลสมปรารถนาในกาลทั้งปวง เช่น ตัวอย่างนัก ๔๐ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕-๓๓๗. ๔๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗. ๔๒ อภิ.วิ. (บาลี) ๓๕/๑๘๒/๑๔๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๐ กายกรรม ๒ คน ที่ต้องอาศัยกันและกันโดยขณะเล่นกายกรรม คนหนึ่งขี่บนคออีกคน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังไม่ให้คนที่อยู่บนบ่าของตนตกสู่พื้น๖๗ (๒.๔) บทบาทของสติในการพัฒนาปัญญาคือเมื่อบุคคลมีสติแล้วย่อมจะระมัดระวัง อินทรีย์ในการใช้งานอย่างพินิจพิเคราะห์ให้เหมาะสมแก่กิจกรรม โดยไม่ละทิ้งสติ หรือไม่ ประมาทในเรื่องนั้น เมื่อส ารวมอินทรีย์ดีแล้ว คุณธรรมอื่นๆ ที่พึงเจริญ เช่น เมตตา กรุณา เป็นต้นย่อมเกิดขึ้นตามล าดับ เพราะอาศัยสตินั่นเองเป็นเบื้องต้น (๓) สัมมาสมาธิหมายถึง การฝึกพัฒนาจิตในระดับนี้ มุ่งสัมมาสมาธิเป็นหลักใน การปฏิบัติตามนัยแห่งมรรคข้อสุดท้ายในบรรดามรรคมีองค์ ๘ เหล่านั้น เป็นการฝึกที่ลึกซึ้ง ละเอียดประณีตยิ่ง ทั้งในเรื่องของจิตอันเป็นของละเอียดอยู่แล้ว๔๓ ระดับของการฝึกฝนสมาธิ ระดับของการฝึกฝนสมาธิแบ่งได้ถึง ๓ ระดับ ตามล าดับการปฏิบัติขั้นเบื้องต้น ขั้นเฉียดๆ และขั้นแน่วแน่ถึงอัปปนาสมาธิดังนี้ ๑) ขณิกสมาธิคือสมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิในขั้นต้นโดยจะอ านวย ประโยชน์แก่ผู้ ฝึกฝนแล้ว เพื่อใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างผลดีและยังใช้เป็นเหตุให้เจริญวิปัสสนาได้อีกด้วย ๒) อุปจารสมาธิคือสมาธิเฉียดๆ หรือ สมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นระดับ สมาธิในขั้น สามารถจะระงับนิวรณ์ได้ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะแห่งฌานหรือสมาธิในบุรพภาคแห่งอัปปนาสมาธิ ๓) อัปปนาสมาธิคือสมาธิแน่วแน่ หรือสมาธิที่แนบแน่น จัดเป็นสมาธิขั้นสูงสุด ซึ่งมีฌานทั้งหลาย ถือว่าเป็นผลส าเร็จที่ต้องการ ในการฝึกฝนพัฒนาจิตภาวนานี้ ประโยชน์ของสมาธิคือ ผลอันเกิดจากการพัฒนาจิตไปตามล าดับ เมื่อจิตมีสมาธิ แน่วแน่แล้ว สามารถจะมีพลังมหาศาล มีก าลังมากพอที่จะเอาชนะกิเลสฝ่ายต่ าได้ซึ่งเรียกว่า บรรลุเจโตวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยใจ และพิจารณาด้วยปัญญาที่สมบูรณ์แล้ว ย่อมบรรลุ ปัญญาวิมุตติคือหลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบ (สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ) กล่าวโดยสรุป สมาธิให้ประโยชน์๔ ประการ ดังนี้ ๑) ประโยชน์ที่เป็นจุดหมาย หมายถึง ประโยชน์ที่เป็นความมุ่งหมายแท้จริงของ สมาธิตามหลักพระพุทธศาสนาคือเป็นส่วนส าคัญอย่างหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมาย สูงสุด ได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นบาทแห่งวิปัสสนาเพื่อท าให้เกิด ยถาภูตญาณทัศนะ อันจะน าไปสู่วิชชาและวิมุตติในเบื้องปลาย และท าจิตให้เกิดเจโตวิมุตติ วิขัมภนวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยการข่มกิเลสไว้ด้วยอ านาจของปฐมฌานข่มนิวรณ์ไว้ได้ตลอด ระยะเวลาที่อยู่ในฌานนั้น ๒) ประโยชน์ของสมาธิในด้านความสามารถพิเศษ เหนือสามัญวิสัยของมนุษย์ ธรรมดาที่เป็นผลส าเร็จอย่างสูงในทางจิตเรียกว่า ประโยชน์ด้านอภิญญา ได้แก่ การใช้สมาธิ ๔๓ มรรคมีองค์๘ ได้แก่สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ สัมมาสติสัมมาสมาธิดู ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๒๙/๒๕๘.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๑ ในระดับฌานสมาบัติเป็นฐาน ท าให้เกิดฤทธิ์และอภิญญาในขั้นโลกีย์อย่างอื่นๆ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ทายใจคนอื่นได้ระลึกชาติได้๔๔ ๓) ประโยชน์ของสมาธิในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ท าให้เป็น คนร่าเริงแจ่มใส มีใจคอหนักแน่น เข้มแข็ง สงบ ใจเย็น สดชื่น เป็นต้น เรียกอย่างในปัจจุบัน ว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีภูมิคุ้มกันโรคทางจิต ๔) ประโยชน์ของสมาธิในชีวิตประจ าวัน มี๓ อย่าง คือ (๔.๑) ท าให้เกิดการผ่อนคลายทางจิตส าหรับปุถุชน และส าหรับพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ สมาธิแบบนี้ถือว่า เจริญเพื่อเป็นการผักผ่อนในขณะว่างจากการบ าเพ็ญกิจ เรียกว่า มีทิฏฐธรรมสุข (๔.๒) ท าให้การท างาน กิจกรรมต่างๆ ประจ าวัน สามารถด าเนินไปได้อย่างน่า อัศจรรย์และมีความแน่วแน่ในการท างาน ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะถ้าขาดสติแล้วก็ท างานให้ ประสบความส าเร็จได้ยากขึ้น (๔.๓) มีประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพ และรักษาโรคบางชนิดได้ ร่างกายกับ จิตใจสัมพันธ์กัน ท างานร่วมกันเป็นสิ่งต่อเนื่องกัน ดังนั้น เมื่อจิตใจดี มีสมาธิย่อมระงับ เวทนาบางอย่างได้ดีเช่น คนธรรมดามีเรื่องดีใจ ปลาบปลื้มอิ่มใจ ไม่หิวข้าว หรือ พระที่บรรลุ ธรรมแล้ว มีปีติเป็นภักษา ฉันอาหารวันละมื้อเดียวก็อยู่ได้ไม่ล าบากเรื่องสุขภาพทางกาย๔๕ อานิสงส์จากการฝึกสมาธิ เมื่อสมาธิมีหลายประเภท อานิสงส์จึงมีหลายอย่างหลายประเภทไปตามประเภท ของสมาธิซึ่งสามารถจ าแนกเป็น ๕ ประการ ได้แก่ ๑) ทิฏฐธรรมสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นทันใดของบุคคลที่ก าลังอยู่ในสมาธิและ ในกรณีของพระอรหันต์ที่ก าลังอยู่ในสมาธิจัดเป็นการพักผ่อน ๒) วิปัสสนา สมาธินั้นๆ เป็นบาทฐานให้เกิดวิปัสสนาต่อไป คืออาการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจนถึงขนาดที่จิตหลุดพ้นและปล่อยวาง ๓) อภิญญา ข้อนี้เป็นอานิสงค์ขั้นอัปปนาสมาธิส าหรับผู้ได้สมาบัติ๘ ๔) ภพอันวิเศษ ข้อนี้เน้นถึงพรหมโลกเป็นส่วนใหญ่ ภพที่ต่ ากว่านั้นไม่เรียกว่า ภพอันวิเศษ สมาธิทั้งปวงย่อมเป็นปัจจัยน าไปสู่ภพที่สูงกว่ากามภพด้วยกันทั้งนั้น ๕) นิโรธสมาบัติซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสมาบัติสูงสุดในบรรดาอุตตริมนุษยธรรม ที่แสดงออกให้ผู้อื่นทราบได้ในฐานะเป็นอาการของการเสวยวิมุตติสุขที่ตนได้รับ และเป็น ๔๔ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๗๐/๕๙๑-๕๙๒. ๔๕ พระธรรมปิฎก, (ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๘๓๓-๘๔๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๒ คุณสมบัติที่จัดไว้เฉพาะพระอนาคามีและพระอรหันต์บางประเภทเท่านั้น ไม่อยู่ในฐานะเป็น วัตถุประสงค์ทั่วไป เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สาธารณะแก่คนทั่วไป๔๖ ๑๐.๕.๒ การพัฒนาจิตด้วยสมถะกรรมฐาน ๔๐ ในสมัยครั้งพุทธกาล กัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐาน ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธเจ้าเอง หรือ พระอรหันต์สาวก ถ้ารองลงมาก็เป็นพระปุถุชนผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบ และเป็นผู้ศึกษามาก เล่าเรียนมาก เป็นพหูสูต เมื่อได้พระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรแล้ว พึงเข้าไปอุปัฏฐากสนทนา ธรรมพอสมควร และหาโอกาสขอเรียนกรรมฐานจากท่าน โดยเริ่มจากกิจเบื้องต้น ตามแบบ แผน คือ วิธีฝึกอบรมเจริญสมาธิอย่างที่ได้ปฏิบัติสืบๆ กันมา ในพระพุทธศาสนาเถรวาท มี วิธีปฏิบัติโดยสังเขป ได้แก่การตัดปลิโพธ คือ เหตุให้กังวลใจ ที่เรียกว่า ตัดปลิโพธ๔๗ เข้าไป หาพระอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน รับเอากรรมฐานข้อใดข้อหนึ่งจากกรรมฐาน ๔๐ นั้น แล้วเข้า ไปสู่ที่สงัดหรือที่พอเหมาะแก่อารมณ์กรรมฐานปัจจุบัน มีสถานที่ปฏิบัติธรรมประจ าวัดที่มี ความสะดวก จึงไม่ต้องไปสู่ป่าเหมือนครั้งพุทธกาลก็ได้ ปฏิบัติตามขั้นตอนของการเจริญ กรรมฐานที่รับมาแล้วนั้น ส่วนในด้านค าแปลของกรรมฐานนั้น แปลว่า ที่ตั้งแห่งการท างานของจิต หรือ ที่ให้ จิตท างาน กรรมฐาน หมายถึงสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา หรือ อุปกรณ์ในการฝึกจิต อบรมจิต หรือ อุบายหรือกลวิธีเหนี่ยวน าสมาธินั่นคือ สิ่งที่เอามาให้จิตก าหนด จิตจะได้มี งานท าเป็นกิจลักษณะ สงบอยู่กับที่ได้ไม่เที่ยงวิ่งเล่นเตลิด หรือ เลื่อนลอยฟุ้งซ่านไปอย่างไร้ จุดหมาย เฉพาะในการฝึกนี้ หมายถึง สิ่งที่เอามาให้จิตก าหนดเพื่อชักน าให้เกิดสมาธิหรือ อะไรก็ได้ที่พอจิตก าหนดจับเข้าแล้ว จะชักน าให้แน่วแน่อยู่กับมันจนเป็นสมาธิได้เร็วและ มั่นคงที่สุด ดังนั้น กรรมฐาน ก็คือ สิ่งที่ใช้ฝึกให้มีสมาธิโดยกรรมฐานนั้น มีอารมณ์เพื่อฝึกหัด พัฒนาจิต แบ่งเป็น ๔๐ ประการ ได้แก่ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ และ อรูปฌาน ๔ มีรายละเอียด ดังนี้ ๑) การฝึกจิตโดยใช้กสิณเป็นอารมณ์ กสิณ คือ การเพ่งดูวัตถุ อาจจะใช้กสิณที่ท าขึ้นเอง ในการเพ่งดูก็ได้ หรือ จะใช้ แบบธรรมชาติก็ได้เช่นกัน เพราะสาระของกสิณอยู่ที่ท าให้จิตแน่วแน่อยู่กับวัตถุที่น ามาเพ่ง ๔๖ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม, คู่มือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ สาย, (นครปฐม : พิมพ์ที่ บริษัท เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุ๊ป จ ากัด, ๒๕๕๓), หน้า ๒-๒๘. ๔๗ ปลิโพธ มี๑๐ ได้แก่ (๑) ที่อยู่อาศัย คือ วัดหรือบ้าน (๒) ตระกูล คือกังวลตระกูลอุปัฏฐาก (๓) ลาภ คือกิจนิมนต์ถ้าเป็นคฤหัสถ์คือมีงานพิเศษท า (๔) คณะ คือกังวลเกี่ยวกับบริวารคนใกล้ชิด (๕) กรรม คือโดยเฉพาะนวกรรม การก่อสร้าง (๖) อัทธานะ คือการเดินทางไกล (๗) ญาติคือ กังวลเรื่องญาติ (๘) อาพาธ คือ เรื่องสุขภาพ ความเจ็บป่วยไข้(๙) คันถะ คือการศึกษาเล่าเรียน ปริยัติ(๑๐) อิทธิคือฤทธิ์ ของปุถุชน ส าหรับผู้จะเจริญวิปัสสนา.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๓ นั้น กสิณ แปลว่า วัตถุอันจูงใจ หรือ วัตถุส าหรับเพ่ง คือ จูงจิตให้เป็นสมาธิเป็นวิธีใช้วัตถุ ภายนอกเข้ามาช่วยในการฝึกจิต โดยให้เพ่งเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง กสิณมี ๑๐ ประการ ได้แก่ (๑) กลุ่มภูตกสิณ ได้แก่การเพ่งกสิณ ๔ ต่อไปนี้ ๑) ปฐวีกสิณ เพ่งดินเป็นอารมณ์ ๒) อาโปกสิน เพ่งน้ าเป็นอารมณ์ ๓) เตโชกสิณ เพ่งไฟเป็นอารมณ์ ๔) วาโยกสิณ เพ่งลมเป็นอารมณ์ (๒) กลุ่มวรรณกสิณ ได้แก่การเพ่งกสิณ ๔ ต่อไปนี้ ๑) นีลกสิณ เพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์ ๒) ปีตกสิณ เพ่งสีเหลืองเป็นอารมณ์ ๓) โลหิตกสิณ เพ่งสีแดงเป็นอารมณ์ ๔) โอทาตกสิณ เพ่งสีขาวเป็นอารมณ์ (๓) กสิณอื่นๆ อีก ๒ อย่าง คือ ๑) อากาสกสิณ เพ่งอากาศเป็นอารมณ์ ๒) อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่างเป็นอารมณ์ ๒) การฝึกจิตโดยใช้อสุภะเป็นอารมณ์ อสุภกรรมฐานนี้มีประโยชน์แก่ผู้มีราคะเป็นเจ้าเรือน หรือคนประพฤติราคะ เป็นปกติสารประโยชน์เพื่อบรรเทาความมัวเมาหลงใหลในรูปที่สวยงาม ในเสียงที่ไพเราะ เป็นต้น โดยมองเป็นของน่าปฏิกูล มี๑๐ ประการ ดังนี้ (๑) อุทธุมาตกะ เอาซากศพที่ขึ้นอืดเป็นอารมณ์ (๒) วินีลกะ เอาซากศพที่มีสีเขียวเป็นอารมณ์ (๓) วิปุพพกะ เอาซากศพที่มีน้ าเหลืองไหออกเป็นอารมณ์ (๔) วิจฉิททกะ เอาซากศพที่ขาเป็นท่อนเป็นอารมณ์ (๕) วิกขายิตกะ เอาซากศพที่ถูกสัตว์กัดขาดวิ่นไปเป็นอารมณ์ (๖) วิกขิตตกะ เอาซากศพที่ที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายในที่นั้นๆ เป็นอารมณ์ (๗) หตวิกขิตตกะ เอาซากศพที่ถูกฆ่าตายเป็นอารมณ์ (๘) โลหิตกะ เอาซากศพที่มีโลหิตไหลออกอยู่เป็นอารมณ์ (๙) ปุฬุวกะ เอาซากศพที่มีหมู่หนอนไหลออกมาอยู่เป็นอารมณ์ (๑๐) อัฏฐิกะ เอาซากศพที่เป็นโครงกระดูกเป็นอารมณ์๔๘ ๔๘ ขุ.ป. (บาลี) ๓๑/๒๑๓/๑๔๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๔ ๓) การฝึกจิตโดยใช้อนุสติเป็นอารมณ์มี๑๐ อย่าง ดังนี้ (๑) พุทธานุสติระลึกพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ (๒) ธัมมานุสติระลึกพระธรรมเป็นอารมณ์ (๓) สังฆานุสติระลึกถึงพระสังฆคุณเป็นอารมณ์ (๔) สีลานุสติระลึกถึงศีลของตน (๕) จาคานุสติระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว (๖) เทวตานุสติระลึกถึงคุณที่ท าบุคคลให้เป็น (๗) มรณัสสติระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตนพิจารณาให้เกิดความไม่ประมาท (๘) กายคตาสติคือ การตั้งสติไว้ในกาย หรือ ระลึกถึงเกี่ยวกับร่างกาย คือ ก าหนด พิจารณากายนี้ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ อาการ ๓๒ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่าเกลียด เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ไม่ให้หลงใหลมัวเมาอยู่ (๙) อานาปานสติคือ การตั้งสติก าหนดลมหายใจเข้าออก (๑๐) อุปสมานุสติคือ การระลึกถึงคุณพระนิพพานซึ่งเป็นที่ระงับกิเลส และกอง ทุกข์ทั้งปวงเสียได้๔๙ ๔) การฝึกจิตโดยใช้หลักอัปปมัญญา หรือ พรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ กล่าวคือ การเจริญจิตภาวนาโดยธรรมที่พึงแผ่ออกไปในสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยมีจิตใจสม่ าเสมอทั่วกัน ไม่มีประมาณ ไม่จ ากัดขอบเขต โดยมากเรียกกันว่าพรหมวิหาร ๔ อย่าง (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ อย่างประเสริฐ หรือคุณธรรมประจ าตัวของท่านผู้มีจิตใจกว้างขวางยิ่งใหญ่) ดังนี้ เมตตา ความรัก คือ ปรารถนาดี มีไมตรีอยากให้สรรพสัตว์มีสุขทั่วหน้า กรุณา ความสงสารคือ อยากช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา ความพลอยยินดีคือ เมื่อผู้อื่นได้ดีก็มีจิตใจ แช่มชื่นเบิกบานอุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง คือ วางเฉยในอิฏฐารมณ์และ อนิฏฐารมณ์แล้ว ปราศจากอคติคือ มีรัก มีเกลียด๕๐ ๕) การฝึกจิตโดยพิจารณาอาหารเป็นอารมณ์ การเจริญจิตภาวนาที่เกี่ยวกับ อาหารหมายถึง อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ การพิจารณาอาหารโดยความเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด ไม่น่าหลงใหล เป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ให้ความส าคัญเป็นอย่างมากในเรื่อง โภชนาการ หรืออาหารนี้จนกระทั่งปรับปรุงตกแต่งให้มีรสชาติที่แปลกๆ กันไปตามลักษณะ ของตามอยาก และแรงกระตุ้น คือ ตัณหา ฉะนั้น การพิจารณาอาหารโดยวิธีนี้นอกจากจะ ช่วยบรรเทาความเมาในอาหารแล้ว ยังช่วยประหยัดในด้านเศรษฐกิจอีกด้วย๕๑ ๔๙ องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๔๗๓–๔๘๒/๕๐. ๕๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๖๒/๑๙๔ ; ๓๒๗/๒๕๖. ๕๑ องฺ.เอก. (ไทย) ๒๐/๔๖๓-๔๗๒/๕๐.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๕ ๖) วิธีเจริญจิตภาวนาโดยใช้ธาตุเป็นอารมณ์ คือ การพิจารณาในธาตุ คือ จตุธาตุวัตถาน การก าหนดพิจารณาธาตุ ๔ คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตน โดยสักว่าเป็น ธาตุ ๔ แต่ละอย่างๆ เท่านั้น ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เพื่อไม่ให้หลงใหลมัวเมาในร่างกาย นี้ละความถือตัวถือตนด้วยมานะให้เบาบางลง ๗) การเจริญจิตภาวนาที่เป็นรูปฌานและอรูปฌาน การพัฒนาจิตตามหลักของ พระพุทธศาสนาขั้นสมถะนี้ เมื่อจิตเป็นสมาธิโดยอาศัยองค์ธรรมต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้น และสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิเป็นสมาธิในองค์ฌาน เมื่อปฏิบัติจิตภาวนาถึงอัปปนาสมาธินี้ แล้ว ย่อมท าให้นิวรณ์สงบราบคาบไปโดยอัตโนมัติและได้องค์ฌาน ๕ ขึ้นมาแทนที่ ฌานนี้ เป็นผลของการเจริญจิตภาวนาในขั้นสูงของสมถะภาวนา ซึ่งเป็นธรรมที่เกิดแก่ผู้เจริญจิต ภาวนา ด้วยความเพียรอย่างยิ่ง และควรที่จะท าความเข้าใจ ดังนี้ ๗.๑) ความหมายของฌาน คือ ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์อันแน่วแน่ และฌานนั้นยัง สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ รวมเป็น ๘ อย่าง เรียกว่า ฌาน ๘ หรือ สมาบัติ๘ ประการ ได้แก่ (๑) รูปฌาน ๔ คือ ฌานที่มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ดังนี้ ก. ปฐมฌาน ประกอบด้วยองค์๕ คือ วิตก วิจาร ปีติสุข และ เอกัคคตา ข. ทุติยฌาน ประกอบด้วยองค์๓ คือ ปีติสุข และ เอกัคคตา ค. ตติยฌาน ประกอบด้วยองค์๒ คือ สุข และ เอกัคคตา ง. จตุตถฌาน ประกอบด้วยองค์๒ คือ อุเบกขา และ เอกัคคตา๕๒ (๒) อรูปฌาน ๔ คือ ฌานที่มีอรูปเป็นอารมณ์ ก. อากาสานัญจายตนะ เพ่งความว่างเปล่าไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ข. วิญญาญัญจายตนะ เพ่งวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ ค. อากิญจัญญายตนะ เพ่งความไม่มีอะไร ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ง. เนวสัญญานาสัญญายตนะเพ่งความมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เป็นอารมณ์ ๗.๒) ความหมายของรูปฌาน ๔ ในรูปฌาน เมื่อนับคุณสมบัติของฌานแล้วมี๖ อย่าง คือ วิตก วิจารณ์ปีติสุข อุเบกขา และเอกัคคตา ผู้เจริญจิตภาวนาจะต้องก าหนดให้ดี จะได้ไม่เกิดความสับสน หรือ ลังเลในการเจริญจิตภาวนานี้เพราะเมื่อไม่เข้าใจถึงคุณสมบัติ พิเศษต่างๆ เหล่านี้แล้ว จะท าให้การเจริญภาวนาต้องช้าลงไป หรือหยุดกลางคัน ด้วยขาด หลักการที่จ าเป็นในการปฏิบัติจึงควรใส่ใจพิเศษให้มากในเรื่องฌาน เพราะจะหลีกเลี่ยงไป ไม่ได้เลย เมื่อมีความเพียรมาก ฌานก็จะเกิดโดยธรรมชาติของผู้ฝึกฝนเป็น ล าดับๆ ไป ดังนั้น ควรรู้ความหมายขององค์ฌานทั้ง ๕ พอสังเขปดังนี้ ๕๒ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๘.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๖ (๑) วิตก แปลว่า ความตริหมายถึง การจรดจิต หรือ การปักจิตลงไปในอารมณ์ หรือยกจิตสู่อารมณ์(อารมณ์หมายถึงกรรมฐาน ๔๐ ประการ) (๒) วิจาร แปลว่า ความตรอง หมายถึง การประคองจิตไว้ในอารมณ์หรือ เอาจิต ผูกพันอยู่กับอารมณ์นั้นๆ องค์ฌาน ๒ ข้อนี้ต่อเนื่องกัน โดยวิตกท าหน้าที่ยกจิตสู่อารมณ์ และวิจารเข้ามาประคองช่วยไว้ไม่ให้จิตตกไป (เหมือนมารดารักษาบุตรไม่ให้อันตราย) (๓) ปีติแปลว่า ความอิ่มใจ หรือ อิ่มเอม หมายถึงเอาเฉพาะปีติชนิดเอิบอาบ ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ปีตินี้จะเกิดแก่ทุกคนที่ได้เจริญจิตภาวนา เมื่อจิตเริ่มสงบ ปีติ อย่างนี้ก็จะบังเกิดขึ้น เช่น มีอาการเหมือนมด หรือไร มาไต่บนใบหน้า หรือตามล าตัว เป็นต้น ลักษณะอาการของปีติมีมาก ซึ่งเกิดแก่ผู้เจริญจิตภาวนาเหมือนกันก็มีไม่เหมือนกันก็มีปีติ๕ ข้อ คือ (๑) ขุททกาปีติปีติเล็กน้อย เช่น เกิดขนชูชัน เกิดน้ าตาไหล (๒) ขณิกาปีติปีติ ชั่วขณะ เช่น รู้สึกเสียวแปลบขึ้นตามร่างกาย เหมือนฟ้าแลบ หรือ บางคราวคันตามใบหน้า เหมือนมีมดไรมาไต่ บางทีเนื้อกระตุก (๓) โอกกันติกาปีติปีติเป็นพักๆ (๔) อุเพงคาปีติปีติ โลดลอย เป็นอย่างแรงให้ใจรู้สึกว่า อาการบางอย่าง โดยมิได้ตั้งใจ เช่น เปล่งอุทาน หรือ รู้สึกตัวเบาลอยขึ้นไป (๕) ผรณาปีติปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่าแผ่เอิบอาบไปทั่ว (๔) สุข แปลว่า ความสุข หมายถึง ความช านาญ ชื่นฉ่ า ปราศจากความบีบคั้นหรือ รบกวนใดๆ มีในฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ ความแตกต่างระหว่างปีติและสุข ได้แก่ ปีติหมายถึง ความยินดีในทางได้อารมณ์ที่ ต้องการ สุข หมายถึง ความยินดีในการเสวยอารมณ์ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น คนผู้หนึ่ง เดินทางในทะเลทราย เหนื่อยอ่อน แสนจะร้อนและหิวกระหาย ต่อมาเห็นหมู่ไม้และแอ่งน้ า หรือพบคนอีกคนหนึ่ง เขาบอกว่ามีหมู่ไม้และแอ่งน้ าอยู่ใกล้ที่นั้น หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปถึง ได้พักผ่อนและดื่มน้ าที่หมู่ไม้และแอ่งน้ าสมใจ อาการเมื่อเห็นหรือได้ยินข่าวหมู่ไม้และแอ่งน้ า นั้น เรียกว่า ปีติอาการชื่นใจ เมื่อได้เข้าพักที่ใต้ร่มไม้ดื่มน้ า เรียกว่า สุข ๕๓ (๕) เอกัคคตา หมายถึง ความมีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง ในขณะเจริญจิตภาวนา และยังหมายถึง อุเบกขาในระดับองค์ฌานที่ ๕ อีกด้วย คือแน่วแน่และอุเบกขาต่ออิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์นั่นเอง โดยสกัดกั้นระงับนิวรณ์๕ ได้อย่างสงบราบคาบขณะจิตมีสมาธิ มีฌาน ๗.๓) นิมิต ได้แก่ เครื่องหมายส าหรับให้จิตก าหนด หรือสภาพที่เห็นในใจขณะ เจริญสมาธิซึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ของกรรมฐานมี๓ ระดับ ดังนี้ ๕๓ อรทัย ท้าวสัน, “การศึกษาเปรียบเทียบวิธีปฏิบัติกรรมฐานแบบวัดอโศการามกับวัด พระธรรมกาย”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหิดล, ๒๕๓๑), หน้า ๒๔.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๗ (๑) บริกรรมนิมิต แปลว่า นิมิตขั้นเตรียม หรือ เริ่มต้น ได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่ก าหนด เป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน เช่น ดวงกสิณที่เพ่งดูอยู่นั้นเป็นนิมิตของผู้เจริญ และนิมิต ขั้นนี้สามารถเกิดได้ในกรรมฐานทุกอย่าง (๒) อุคคหนิมิต แปลว่านิมิตที่ใจเรียนหรือนิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั่นเองที่ เพ่ง หรือ นึกก าหนดจนเห็นแม่นย ากลายเป็นภาพติดตาติดใจ เช่น ดวงกสิณที่เพ่งจนติดตา หลับตาลงยังมองเห็นอยู่เหมือนลืมตา เป็นต้น และสามารถเกิดในกรรมฐานทุกอย่าง (๓) ปฏิภาคนิมิต แปลว่านิมิตเสมือน นิมิตคู่เปรียบ หรือนิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั่นเอง แต่ติดลึกเข้าไปอีกจนเป็นภาพที่เกิดจากสัญญา ของผู้ที่ได้สมาธิจึงบริสุทธิ์ปราศจากสีเป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยาย หรือ ย่อให้มาก ให้น้อย ได้ตามที่ใจปรารถนา นิมิตนี้จะเกิดในกรรมฐาน ๒๒ อย่าง คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ๑ อานาปานสติ๑ ๗.๔) ประเภทของภาวนา ๓ ในการเจริญจิตภาวนา แบ่งเป็น ๓ ประเภท ดังนี้ (๑) บริกรรมภาวนา เกิดได้ในกรรมฐานทุกๆ อย่าง (๒) อุปจารภาวนาเกิดในกรรมฐาน ๑๐ อย่าง คืออนุสสติ ๘ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ (๓) อัปปนาภาวนา เกิดในกรรมฐาน ๓๐ อย่างนี้คือ กสิณ ๑๐ อานาปานสติ๑ ให้ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ๑ ให้ได้ฌานเพียงปฐมฌาน พรหมวิหาร ๓ (เมตตา กรุณา มุทิตา) ให้ได้ฌานที่ ๑ ถึง ๔ อุเบกขาพรหมวิหาร ให้ได้ฌานที่ ๔ และอรูป กรรมฐาน ๔ ให้ได้อรูปฌาน ๔ ๘) การพัฒนาจิตตามจริตของคน การพิจารณาความเหมาะสมของจริต หรือ ความประพฤติปกติหมายถึง พื้นเพของจิต พื้นนิสัยเดิม ลักษณะความประพฤติที่หนักไปทาง ใดทางหนึ่ง ตามสภาพจิตที่เป็นปกติของแต่ละคนนั้น ท่านเรียกว่า เป็นจริยาของเขา คือ เขา จะประพฤติอยู่อย่างนั้นเสมอๆ จึงเรียกคนผู้ประพฤตินั้นว่า จริต เช่นคนประพฤติมีราคะ เรียกว่า คนราคะจริต เป็นต้น จริตมี๖ ลักษณะ ดังนี้ (๑) คนมีราคะจริต ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติมีลักษณะหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ละมุนละไม ควรเจริญกรรมฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภะ ๑๐ และ กายคตาสติ๑ (๒) คนมีโทสะจริต ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติมีลักษณะนิสัยหนักไปในทางโทสะ ประพฤติไปทางใจร้อนหงุดหงิดรุนแรง ควรเจริญกรรมฐาน ๘ อย่าง คือ อัปปมัญญา ๔ และ วรรณกสิณ ๔ (๓) คนมีโมหะจริต คือ ผู้มีโมหะเป็นความประพฤติ มีลักษณะนิสัยหลักไปทาง โมหะ ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงาซึม งมงาย ใครว่าอะไรก็คล้อยตาม พึงแก้ด้วยการเรียน ไต่ถามฟังธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรืออยู่กับครูควรเจริญอานาปานสติกรรมฐานด้วย
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๘ (๔) คนมีสัทธาจริต คือ ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติมีลักษณะนิสัยมากด้วย ศรัทธา ประพฤติหนักไปทางมีจิตซาบซึ้ง ชื่นบาน น้อมใจ เลื่อมใสง่าย พึงชักน าไปในสิ่งที่ควร แก่ความเลื่อมใส และความเชื่อที่มีเหตุผล ควรเจริญอนุสสติมีพุทธานุสติเป็นต้น (๕) คนมีพุทธิจริต คือ ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ มีลักษณะนิสัย ความ ประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณา และมองไปตามความจริง พึงส่งเสริมในการใช้ ปัญญา เช่นพิจารณาไตรลักษณ์และ ควรเจริญกรรมฐาน ๔ อย่าง คือมรณานุสติอุปสมานุสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน (๖) คนมีวิตกจริต คือ ผู้มีวิตกเป็นความประพฤติ มีลักษณะนิสัยความประพฤติ หนักไปทางคิดวกวน สับสน นึกคิดจับจดฟุ้งซ่าน พึงแก้ด้วยสิ่งที่สะกดอารมณ์เช่น เจริญ อานาปานสติ(หรือ เพ่งกสิณ เป็นต้น) กรรมฐานที่เหลือนอกจากนี้๑๐ อย่าง คือ ปฐวีอาโป เตโช วาโย อากาสะ อาโลกะ อรูปกรรมฐาน ๔ เป็นที่สบายแก่จริตทั้งปวง ๑๐.๖ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี ได้ศึกษาวิเคราะห์หลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ๗ เดือน ในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท มีหลักการที่แตกต่างกันของภาวนาทั้งสองประเภท๕๔ สรุปได้ดังนี้ ประเด็นความแตกต่าง สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา ๑. สภาวะอาการของจิต เป็นไปด้วยอ านาจของสมาธิ (จิตอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือมี อารมณ์เป็นอันเดียว(เอกัตคตา) เป็นไปด้วยอ านาจของ ปัญญา (รู้รูปนามขันธ์ ๕ รู้กฎอันเป็นไปตามธรรมดา ของไตรลักษณ์) ๒. ลักษณะ มีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว หรือความฟุ้งซ่าน มีปัญญารู้แจ้งความจริง ในสภาวธรรมทั้งปวง ๓. กิจ สามารถข่มนิวรณ์ ๕ ได้ สามารถก าจัดความไม่รู้ (อวิชชา) ที่ปิดบังความจริง ของสภาวธรรมทั้งปวงได้ ๔. สมาธิ ใช้สมาธิระดับอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ใช้สมาธิระดับขณิกสมาธิ ๕๔ พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี. ศึกษาวิเคราะห์หลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ๗ เดือน ใน คัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท. (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), เอกสารอัดส าเนา หน้า ๓๔-๓๕.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๘๙ ประเด็นความแตกต่าง สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา ๕. องค์ธรรม ใช้เอกัคคตาเจตสิก ใช้ปัญญาเจตสิก ๖. ประเภทของธรรม จัดอยู่ในประเภทโลกียธรรมเมื่อ ไม่ได้เจริญบ่อยๆ หรือไม่ได้ท า จนเป็นวสี๕๕ ย่อมเสื่อมได้ จัดอยู่ในประเภทโลกุตตร ธรรมเมื่อได้เจริญจนถึง วิปัสสนาขั้นสูงคือ มัคคจิต ย่อมไม่เสื่อม ๗. จิต จัดเป็นมหัคคตจิต (จิตที่ฌานลาภีบุคคลผู้ประเสริฐ เข้าถึงได้) จัดเป็นโลกุตตรจิต (จิตที่พ้น จากกามภูมิและอรูปภูมิ) มีนิพพานเป็นอารมณ์ ๘. นิมิต นิมิต ๓ คือบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และปฏิภาคนิมิต ไม่มีนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ตารางที่ ๑๓ : สรุปประเด็นที่แตกต่างกันระหว่างสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ๑๐.๗ การประยุกต์ใช้หลักสมถะและวิปัสสนาภาวนาในชีวิตประจ าวัน สมถะและวิปัสสนา แม้จะเครื่องมือพัฒนาชีวิตที่มีคุณูปการต่อการด าเนินชีวิตของ บุคคลมากอย่างไรก็ตาม ถ้าหากบุคคลแต่ละคนไม่ได้น ามาประยุกต์ใช้ในการด าเนินชีวิตแล้ว ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด การประยุกต์ใช้หลักสมถะและวิปัสสนาในชีวิตประจ าวันใน ที่นี้จะขออธิบายในประเด็นของการประยุกต์ใช้ในระดับบุคคล ระดับองค์การ/หน่วยงาน และระดับชาติ ไปตามล าดับ ดังนี้ ๑๐.๗.๑ การประยุกต์ใช้ในระดับบุคคล วิธีเจริญสติในกิจวัตรประจ าวันสามารถปฏิบัติได้ดังเรื่องต่อไปนี้๕๖ ซึ่งผู้บอกเล่า เรื่องนี้เป็นพยาบาลหัวหน้างาน ดูแลลูกน้องหลายคน เป็นคนเก่ง ขยันท างาน แต่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ลูกน้องท าอะไรมักจะไม่ค่อยถูกใจ ถูกเธอดุว่าอยู่เรื่อย เธอเล่าว่า "ดิฉันเคยไป เข้าค่ายฝึกสมาธิภาวนาที่สถานปฏิบัติธรรม ครั้งละ ๕ วัน ๗ วันมาหลายรอบแล้ว ตอนอยู่ใน ค่ายจิตใจก็สงบดี ตอนกลับจากค่ายใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมีอารมณ์ปะทุมากนัก แต่อยู่ไปๆ ก็กลับมี อารมณ์ร้อน หงุดหงิด งุ่นง่าน โมโหผู้คนไปทั่วเหมือนเดิม เมื่อมีความทุกข์ใจมากๆ ก็เข้าไป ฝึกในค่ายปฏิบัติธรรมรอบใหม่ วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายรอบแล้ว..." ๕๕ การปฏิบัติสมาธิจนถึงระดับฌานนั้น จ าเป็นต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์หรือเครื่องช่วย ได้แก่ “วสี” หมายถึง ความคล่องแคล่วในการเข้าและออกจากสมาธิ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่ อาวัชชนา วสี สมาปัชชนาวสี อธิษฐานวสี วุฎฐานวสี และปัจจเวกขณวสี. ๕๖ การฝึกสติแบบธรรมชาติได้ทุกที่ทุกเวลา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.doctor.or. th/ article/detail/7871. (๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗).
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๐ เมื่อมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้รู้ท่านหนึ่งได้แนะน าให้เธอลองฝึกสติใน ชีวิตประจ าวัน โดยเปรียบเปรยการฝึกสติ (ฝึกจิต/บริหารจิต) เหมือนกับการฝึกกาย (ออก ก าลังกาย/บริหารกาย) ที่ต้องท าอย่างสม่ าเสมอท าต่อเนื่องทุกวัน การไปฝึกหนักนานๆ ที ก็จะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเว้นช่วงไป ความฟิต (ไม่ว่าทางกายหรือจิต) ก็จะจาง หายไปเป็นธรรมดา โดยแนะน าวิธีฝึกสติ๒ แบบใหญ่ๆ คือ ๑) การฝึกสติตามรูปแบบนิยม การฝึกตามรูปแบบนิยม หรือที่เป็นกระแสของแฟชั่น เช่น ฝึกสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ฝึกโยคะ ร ามวยจีน (๒ ชนิดหลังนี้ฝึกได้ทั้งกาย และจิตพร้อมกัน) แบบนี้ต้องใช้ เวลาต่อเนื่องกันอย่างน้อย ๓๐-๖๐ นาที หรือทั้งวันหรือหลายๆ วัน (เช่น เข้าค่ายปฏิบัติ ธรรม) คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่า ไม่มีเวลาท าเป็นประจ าทุกวัน หรือต้องพึ่งครูฝึก จึงท านานๆ ที ซึ่งไม่อาจท าให้สติแก่กล้า (ฟิต) ได้อย่างต่อเนื่อง ๒) การฝึกสติแบบธรรมชาติ การฝึกสติแบบธรรมชาตินี้ (มีช่วงเวลาในการฝึกอยู่ในกิจวัตรประจ าวัน ตั้งแต่ตื่น เช้าจนเข้านอน) ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน อาบน้ า แปรงฟัน กินข้าว ดื่มน้ า กวาดบ้าน ล้าง จาน ซักผ้า รีดผ้า ขับรถ นั่งรอคน (หมอ) ฉีดยา เป็นต้น วิธีนี้สามารถท าได้ทุกวันๆ ละ หลายๆ ครั้ง สามารถด ารงความแก่กล้า (ฟิต) ของสติได้อย่างต่อเนื่อง จะท าแบบนี้เดี่ยวๆ หรือ ท าร่วมกับแบบแรกก็ได้ไม่ว่าจะเลือกท าแบบไหน ข้อส าคัญจะต้องท าอย่างสม่ าเสมอทุกวัน บังเอิญในวันที่ผู้รู้ท่านนั้นได้พูดคุยกับพยาบาลหัวหน้างานคนดังกล่าว ระหว่างกิน ข้าวกัน ก็เลยสอนเธอให้ฝึกเคี้ยวอาหารอย่างมีสติ อาหารแต่ละค าให้เคี้ยวเอื้อง ช้าๆ และนับ ดูว่า เคี้ยวกี่ครั้งจึงจะละเอียด พบว่า ถ้าเคี้ยวผักมักจะเคี้ยวถึง ๔๐-๖๐ ครั้ง (ปกติเรามักจะ เคี้ยวลวกๆ ไม่กี่ครั้งก็กลืนเสียแล้ว ไม่เคยใจจดจ่ออยู่กับการเคี้ยว เพราะต้องเร่งรีบกินให้ หมดเร็วๆ) นอกจากนี้ก็ยังแนะวิธีอาบน้ า กวาดบ้าน ล้างจาน อย่างมีสติให้เธอลองไปท าดู เมื่อผู้รู้ท่านนั้นพบเธออีกครั้งใน ๒-๓ สัปดาห์ต่อมา เธอบอกว่า ได้ลองฝึกดู พบว่า มีสติแก่ กล้าขึ้น ใจเย็นลง แม้แต่สามีก็สังเกตเห็นว่า เธอนิ่งและเย็นลงกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีสติในกิจวัตร ประจ าวัน (เช่น อาบน้ า) มากขึ้นกว่าเดิม แต่ ก็ยังเผลอสติปล่อยให้ใจลอยจากปัจจุบันขณะอยู่บ่อยๆ หากแต่สามารถดึงกลับมาได้เร็วขึ้น ผู้รู้ท่านนั้นก็ได้ให้ก าลังใจเธอให้ยืนหยัดฝึกต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยๆ เก่งขึ้น เช่นเดียวกับ การฝึกว่ายน้ า ขี่จักรยาน จากตัวอย่างดังกล่าวมาข้างต้น เป็นการประยุกต์ใช้หลักสมถกัมมัฏฐานในระดับ บุคคล เพื่อให้มองเห็นวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น จึงขออธิบายด้วยบทประพันธ์วิธีเจริญสติใน กิจวัตรประจ าวัน ดังนี้
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๑ . . . . . . . - . . / - - . . . ( )
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๒ ๑๐.๗.๒ การประยุกต์ใช้ในระดับองค์การ/หน่วยงาน ในสังคมไทย แม้จะเป็นสังคมของพุทธบริษัทที่มีวิถีชีวิตใกล้ชิดพระพุทธศาสนา กล่าวคือศาสนสถาน ศาสนบุคคล เป็นต้น มากกว่าสังคมอื่นๆ แต่การน าหลักสมถะและ วิปัสสนาไปปรับใช้ในการด าเนินชีวิตยังมีน้อยมาก จึงเป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากยิ่งที่ในระดับ องค์การหรือหน่วยงานจะได้น าหลักการพัฒนาชีวิตนี้ไปใช้ในหน่วยงาน แต่ก็พอมีบ้างที่ หลักการส าคัญทางพระพุทธศาสนาได้ถูกน าไปใช้เป็นทางออกสุดท้ายของชีวิต ๑) การประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ๑.๑) นายแพทย์เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี กล่าวถึง หลักการของการดูแลผู้ป่วยระยะ สุดท้าย (Palliative Care) ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น คงไม่ต้องรอให้หมดหนทางรักษาเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย สามารถให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative care) ที่ดีแก่ผู้ป่วยได้ตั้งแต่ในระยะแรกของโรคพร้อมไปกับการรักษาหลักอื่นๆ ซึ่งหลักการ ส าคัญสามารถสรุปสั้นๆ ได้เป็น“๔ C” ดังนี้ (๑) Centered at patient and family: ให้ความส าคัญกับตัวผู้ป่วยและ ครอบครัวเป็นหลัก (๒) Comprehensive : ครอบคลุมความต้องการทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ (๓) Coordinated : เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันของบุคลากรทางแพทย์ครอบครัว และสังคม (๔) Continuous : มีความต่อเนื่องและการประเมินผลอย่างสม่ าเสมอ๕๗ ๑.๒ ณรงศักดิ์ ถีระวงษ์และคณะ ศึกษาถึงผลการบ าบัดดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง ของ อโรคยศาล วัดค าประมงจังหวัดสกลนคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบอัตราการ เสียชีวิต ความสงบขณะเสียชีวิต ความพึงพอใจ ความไม่กลัวต่อการเจ็บป่วย และค่าใช้จ่าย ของผู้ป่วย โดยท าการศึกษาใน ๑๗๗ คน เฉพาะผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษานานกว่า ๑๐ วัน พบว่าผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่อยู่ในระยะสุดท้าย มีอัตราการเสียชีวิตโดยสงบสูง ผู้ป่วยลดความ กลัวต่อการเจ็บป่วย มีความพึงพอใจต่อการบ าบัดดูแลสูง ประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็น ทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีจิตวิญาณดีขึ้น๕๘ ๕๗ เติมศักดิ์ พึ่งรัศมี, รศ.นพ., “การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยวิธีแบบพุทธ”, ใน การดูแล ผู้ป่วยระยะสุดท้าย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์(๑๙๘๗), ๒๕๕๐) :๑๕-๑๙. ๕๘ ณรงศักดิ์ ถีระวงษ์และคณะ งานประชุมวิชาการร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาลและคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,”การรักษาโรคมะเร็งของอโรคยศาล”, วันที่ ๒๒-๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๓ ๑.๓) จรัสแสง ผิวอ่อน ศึกษาการจัดการเพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบ องค์รวม วัดค าประมง จังหวัดสกลนคร๕๙ พบว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่วัดค าประมง การดูแลผู้ป่วยทางด้านกายมีความสอดคล้องกับหลักธรรมสัปปายะ ๗ ประกอบด้วย (๑) อาวาสสัปปายะ ที่เงียบสงบ มีสิ่งอ านวยความสะดวกให้กับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย (๒) โคจรสัปปายะ ที่ไม่ไกลจากชุมชนในการหาสิ่งที่จ าเป็นมาใช้ในชีวิตประจ าวัน (๓) ภัสสสัปปายะ พูดคุย ท าสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่กัน (๔) ปุคคลสัปปายะ บุคคลที่เหมาะกัน คือ อยู่กับผู้ป่วยและญาติที่เป็นมะเร็ง เหมือนกัน ท าให้รู้สึกว่า ไม่อ้างว้างโดดเดี่ยว (๕) โภชนสัปปายะ มีอาหารและยาสมนุ ไพรรักษาที่เหมาะกับสุขภาพของผู้ป่วย มะเร็ง (๖) อุตสุปัปายะ อากาศที่บริสุทธิ์กับการฟื้นตัวของคนไข้ (๗) อิริยาปถสัปปายะ มีกิจกรรม การเคลื่อนไหวที่ผ่อนคลายวิธีการดูแลทางจิตใจ ของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ๒) การประยุกต์หลักธรรมที่ใช้ส่งเสริมการปฏิบัติ การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ก็ต้องอาศัยความเข้าใจพื้นฐาน โดยเฉพาะ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาหมวดใหญ่ๆ ๕ ที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา คือ ๑) ไตรลักษณ์ ๒) โยนิโสมนสิการ ๓) การพิจารณามรณานุสติ๔) การภาวนาโดยใช้อานาปานสติ๕) การอยู่กับ โลกธรรม ๘ โดยผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ตามสภาพพื้นฐานของคนไข้และญาติคนไข้ที่มี พื้นฐาน ความคิดความเชื่อ และทัศนคติที่แตกต่างกันการจัดการผู้ดูแลหลัก (๑) พระจิรธัมโม ภิกขุ (ภิบาลพักตร์นิธี) ใช้วิธีการดูแลผู้ป่วยโดยสอนเริ่มตั้งแต่การ ปฏิบัติตนที่ถูกต้องของผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย ปรับสภาพจิตใจที่เศร้าหมอง ให้มีความสุขผ่าน กิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรีบ าบัด สวดมนต์ร่วมกัน สร้างมิตรภาพและก าลังใจร่วมกัน ผ่าน ความเป็นอยู่ในชีวิตประจ าวันอย่างเกื้อกูลภายในวัดค าประมง หลักธรรมที่มีเทคนิคในการ สอนท าให้ผู้ฟังผ่อนคลายทุกข์จากความเจ็บป่วยทางกายและใจ พิธีกรรมต้มยาสมุนไพร การ ฝึกสมาธิโดยใช้มรณานุสติรวมถึงการเรียนรู้ความจริงเชิงประจักษ์คือการร่วมสวดมนต์ให้กับ คนไข้หนักที่ใกล้เสียชีวิต ท าให้เห็นสัจธรรมของชีวิตและเกิดความปล่อยวาง เกิดปัญญาใน การด าเนินชีวิตที่เหลือของตนเองอย่างมีความสุข ผลลัพธ์ต่อสุขภาพทางกายและใจ สรุปได้ ว่า ความรับรู้ต่อการเจ็บป่วยทางกายของผู้ป่วยเป็นไปในทางที่ดีขึ้น รับประทานอาหาร ได้มากขึ้น หน้าตายิ้มแย้ม ร่างกายสดชื่นก้อนเนื้อมะเร็งนิ่มลง ส่วนผลลัพธ์ความทุกข์ทางใจ ๕๙ จรัสแสง ผิวอ่อน “การจัดการเพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายแบบองค์รวม :กรณีศึกษา วัดค าประมง จังหวัดสกลนคร” วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่ง ชีวิต (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า บทคัดย่อ.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๔ ทุกข์น้อยลง เกิดความปล่อยวาง มีความตั้งใจที่จะต่อสู้กับโรคร้ายแต่ในขณะเดียวกันถ้ามี อาการลุกลามมากขึ้น ก็สามารถยอมรับและพร้อมที่จะจากไปอย่างสุข (๒) พระไพศาล วิสาโล๖๐ กล่าวถึง การช่วยเหลือ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยวิธีแบบ พุทธศาสนา หลักการที่สามารถน ามาประยุกต์ใช้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยระยะ สุดท้ายได้อย่างเหมาะสม โดยสรุปได้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้ (๒.๑) ให้ความรักและความเห็นอกเห็นใจ เพราะผู้ป่วยระยะสุดท้ายมีสภาพจิตใจที่ เปราะบางอ่อนแอมาก เขาต้องการใครสักคนที่พร้อมจะให้ความรักแก่เขาได้อย่างเต็มเปี่ยม หรืออย่างไม่มีเงื่อนไข จากสภาพจิตใจที่เปราะบาง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายมักแสดงความ หงุดหงิด กราดเกรี้ยว ออกมาได้ง่าย ผู้ดูแลสามารถช่วยได้ด้วยความอดทนอดกลั้นพยายาม ให้อภัยและเห็นอกเห็นใจเขา ดังนั้นสิ่งที่ญาติหรือผู้ดูแลขาดไม่ได้คือสติอยู่เสมอสติช่วยให้ไม่ ลืมตัว และประคองใจให้มีเมตตา ความรัก และความอดกลั้นอย่างเต็มเปี่ยม (๒.๒) ช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับความตายที่จะมาถึง การรู้วาระสุดท้ายของตนใกล้จะ มาถึงย่อมช่วยให้ผู้ป่วยมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจในขณะที่สังขารยังเอื้ออ านวยอยู่ การปกปิด ความจริงย่อมท าให้เขามีเวลาเตรียมตัวได้น้อยลง ดังนั้น ในการบอกข่าวร้ายสิ่งที่ควรท า ควบคู่ไปด้วยก็คือ การให้ก าลังใจแก่เขาว่า เรา (ญาติมิตร) และแพทย์พยาบาลจะไม่ทอดทิ้ง เขา จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่และจนถึงที่สุด ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง ในการบอกความจริงแก่ผู้ป่วยก็คือ ช่วยให้ผู้ป่วยตัดสินใจล่วงหน้าว่า เมื่อตนมีอาการเพียบ หนักไม่มีความรู้สึกตัวแล้วจะให้แพทย์เยียวยารักษาไปถึงขั้นไหน บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่ได้ ตัดสินใจในเรื่องนี้ล่วงหน้าเพราะไม่รู้สภาพที่แท้จริงของตัว ผลก็คือเมื่อเข้าสู่ภาวะโคม่า ญาติไม่มีทางเลือกจงขอให้แพทย์แทรกแซงอาการอย่างถึงที่สุด ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน แก่ผู้ป่วยโดยมีผลเพียงแต่ยืดกระบวนการตายให้ยาวออกไป ไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นเลย ซ้ ายังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นจ านวนมาก (๒.๓) ช่วยให้จิตใจจดจ่อกับสิ่งดีงาม การนึกถึงสิ่งดีงามช่วยให้จิตใจเป็นกุศลและ บังเกิดความสงบ สามารถเผชิญกับความเจ็บปวดได้ดีขึ้น เราสามารถน้อมใจผู้ป่วยให้เกิดกุศล ด้วยการชักชวนให้ผู้ป่วยระลึกความดีที่ตนเองได้บ าเพ็ญในอดีต ซึ่งไม่จ าเป็นต้องหมายถึงการ ท าบุญกับพระหรือศาสนาเท่านั้น แม้แต่การเลี้ยงดูลูกๆ ให้เป็นคนดีเสียสละ ดูแลพ่อแม่ ด้วยความรัก ซื่อตรงต่อคู่ครอง เอื้อเฟ้อ ต่อมิตรสหาย หรือสอนศิษย์อย่างไม่เห็นแก่ความ เหนื่อยยาก เหล่านี้ล้วนเป็นบุญกุศลหรือความดีที่ช่วยให้เกิดความปีติปลาบปลื้มแก่ผู้ป่วย และบังเกิดความมั่นใจว่าตนจะได้ไปสุคติ ๖๐ พระไพศาล วิสาโล, “การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยวิธีแบบพุทธ”, ใน การดูแลผู้ป่วย ระยะสุดท้าย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์(๑๙๘๗), ๒๕๕๐) :๒๓๙-๒๕๑.
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๕ (๒.๔) ช่วยปลดเปลื้องสิ่งค้างคาใจ เมื่อผู้ป่วยรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้มาแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งจะท าความทุกข์แก่จิตใจ และท าให้ไม่อาจตายอย่างสงบ ก็คือความรู้สึกค้างคาใจใน บางสิ่งบางอย่างเช่นภารกิจการงานที่ยังคั่งค้าง ความโกรธแค้นใครบางคน ความรู้สึกผิด บางอย่างที่เกาะกุมจิตใจมานาน ความปรารถนาที่จะพบคนบางคนเป็นครั้งสุดท้าย คนที่ตน ปรารถนาจะขออโหสิกรรม ความห่วงกังวลหรือความรู้สึกค้างคาใจเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการ ปลดเปลื้องอย่างเร่งด่วน หาไม่แล้วจะท าให้ผู้ป่วยทุรนทุราย หักอกหนักใจ พยายามปฏิเสธ ผลักไสความตายและตายไม่สงบ ซึ่งนอกจากจะหมายถึงความทุกข์อย่างมากแล้วในทางพุทธ ศาสนาเชื่อว่าจะส่งผลให้ผู้ตายไปสู่ทุคติด้วย แทนที่จะสุคติวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการแนะน าให้ ผู้ป่วยเขียนค าขอโทษหรือความในใจลงในกระดาษ เขียนทุกอย่างที่อยากจะบอกแก่บุคคลผู้ นั้น แม้จะยังไม่มีการสื่อสารให้บุคคลผู้นั้นได้รับรู้แต่ก็ได้มีการปลดเปลื้องความรู้สึกในระดับ หนึ่ง หากผู้ป่วยมีความพร้อมมากขึ้นก็อาจตัดสินใจพูดกับบุคคลผู้นั้นโดยตรงในโอกาสต่อไป (๒.๕) ช่วยให้ผู้ป่วยปล่อยวางสิ่งต่างๆ การขัดขืนไม่ยอมรับความจริงที่อยู่เบื้องหน้า เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เหตุที่เราขัดขืนดิ้นรนก็เพราะยังติดยึดกับบาง สิ่งบางอย่างไม่สามารถพรากจากสิ่งนั้นได้ได้แก่ลูกหลาน คนรัก พ่อแม่ทรัพย์สมบัติหรือโลก ทั้งโลกที่ตนคุ้นเคย การละความส าคัญมั่นหมายดังกล่าวจะท าได้ต้องอาศัยการฝึกฝนจิตใจ พอสมควร แต่ไม่เกินวิสัยที่ผู้ป่วยธรรมดาจะท าได้โดยเฉพาะหากเริ่มฝึกฝนขณะที่เริ่มป่วย มี หลายกรณีที่ผู้ป่วยโรคร้าย สามารถเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้โดยไม่ต้องใช้ยาแก้ ปวดเลย หรือใช้แต่เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะสามารถละวางความส าคัญมั่นหมายในความ เจ็บปวดได้กลายอีกนัยหนึ่งคือใช้ธรรมโอสถเยียวยาจิตใจ (๒.๖) สร้างบรรยากาศแห่งความสงบ การงดพูดคุยที่รบกวนผู้ป่วย งดการถกเถียง ในหมู่ญาติพี่น้อง หรือร้องห่มร้องไห้ หากญาติมิตรพยายามรักษาจิตใจของตนให้ดีไม่เศร้า หมอง สลดหดหู่ก็สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มาก เพราะสภาวะจิตของคนรอบตัวนั้นสามาร ส่งผลต่อบรรยากาศและต่อจิตใจของผู้ป่วยได้ จิตของคนเรานั้นละเอียดอ่อน สามารถรับรู้ ความรู้สึกของผู้อื่นได้แม่จะไม่พูดออกมาก็ตาม ความละเอียดอ่อนดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะ ในยามปกติหรือยามรู้ตัวเท่านั้นแม้กระทั่งผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะโคม่าก็อาจสัมผัสกับกระแสจิต ของผู้คนรอบข้างได้ (๒.๗) กล่าวค าอ าลา แม้ว่าจะได้กล่าวค าอ าลาผู้ป่วยไปแล้วขณะที่เขายังมีสติรู้ตัว อยู่แต่การกล่าวค าอ าลาอีกครั้งก่อนที่เขาจะสิ้นลมก็ยังมีประโยชน์อยู่ ข้อที่พึงตระหนักก็คือ การกล่าวอ าลาและน้อมจิตผู้ป่วยต่อสิ่งดีงามนั้นจะเป็นไปได้ดีก็ต่อเมื่อบรรยากาศรอบตัวของ ผู้ป่วยในความสงบ ไม่มีการพยายามเข้าไปแทรกแซงใดๆ กับร่างกายผู้ป่วย ในภาวะใกล้ตาย สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการมากที่สุดได้แก่การช่วยเหลือทางจิตใจ ดังนั้นหากผู้ป่วยมากกว่าซึ่ง หมายความว่า อาจต้องขอให้ระงับการกลุ้มรุมผู้ป่วย ปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานญาติมิตรที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศอันเป็นกุศลส าหรับผู้ป่วยเพื่อไปสุคติ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๖ ๑๐.๗.๓ การประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรทั้งในและต่างประเทศ องค์กรทั้งไทยและเทศที่ทันสมัยและมีระบบเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูงได้น าวิถีพุทธ ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการการประสานผลก าไร กับความสุขของคนท างาน การขับเคลื่อน องค์กรสมัยใหม่ให้ความส าคัญกับ “จิตใจ” ของพนักงานเป็นกลเม็ดสร้างองค์กรให้อยู่นาน เป็นร้อยปี๖๑ หลายกิจการในประเทศไทยให้ความส าคัญกับการบริหารวิถีพุทธมากขึ้น เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จ ากัด (มหาชน) จัดโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ที่จัดขึ้นทุก เที่ยงวันศุกร์ที่อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ เป็นกว่า ๑๕ ปีแล้ว เช่นกันกับบริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ จ ากัด ของดนัย จันทร์เจ้าฉาย ส าหรับการน าสื่อมวลชน และญาติธรรมไปร่วมปฏิบัติธรรมที่ ท ามาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว ในขณะที่หลายองค์กรก็เริ่มน า “ธรรม” ทางพุทธศาสนาเข้า มาปรับใช้ในด าเนินงานของตนเองเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แลนด์แอนด์เฮาส์, ดีแทค, เอ็มเค, เบนซ์ทองหล่อ, ซีเอ็ด ยูเคชั่น, อมรินทร์ พรินต์ติ้ง, ธนาคารกสิกรไทย รวมถึงองค์กรข้ามชาติ หลายต่อหลายแห่ง หากมองพุทธศาสนาเป็นองค์กร ก็จะเป็นองค์กรที่อยู่ยั่งยืนมากว่า ๒,๖๐๐ ปีโดยมี พระพุทธเจ้าทรงเป็นซีอีโอเอกของโลก และมีเป้าหมายชัดเจนที่สุด คือให้ออกจากวัฏสังสาร ด้วยกลยุทธ์และแนวการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นล าดับ เป็นขั้นเป็นตอน สามารถจับต้อง และ วัดผลได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า แทบไม่แตกต่างกับองค์กรธุรกิจสมัยนี้ที่มีการก าหนดเป้าหมายด้วย กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ จ ากัด กล่าวว่า “บางคนอาจบอกว่า ศาสนากับธุรกิจมันคนละเรื่องไม่ใช่หรือ แต่จริงๆ แล้วมันเป็น เรื่องเดียวกัน” ทว่าสิ่งที่แตกต่างระหว่างความเป็นองค์กรพุทธกับองค์กรธุรกิจก็คือการวัดผล ความส าเร็จขององค์กรจะวัดจากสิ่งที่จับต้องได้ คือตัวเลขผลก าไร ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น เท่าไร ความมั่นคงผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นรูปธรรมเพียงอย่างเดียว หากเป็น วิสัยทัศน์เชิงพุทธ จะต้องมีองค์ประกอบทั้งรูปธรรมและนามธรรมครบถ้วนบริบูรณ์ อันจะ เป็นแนวทางที่จะท าให้องค์กรยั่งยืนและมีสมรรถนะเหนือกว่า ซีอีโอ ที่ใช้ “ธรรม” ในการบริหารงานอธิบายว่าเหตุผลประการส าคัญที่หลาย องค์กรเริ่มน าหลักพุทธเข้าไปใช้มากขึ้นก็คือ เริ่มตระหนักแล้วว่า สินทรัพย์ขององค์กรที่ ส าคัญจริงๆ หาใช่ตัวเลขผลก าไรที่สวยหรู ออฟฟิศหรูหรา หรือคอมพิวเตอร์สุดยอดไฮเทค โนโลยีที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ แต่คือ “คน” ที่เป็นหัวใจส าคัญขององค์กร ซึ่งหากหัวใจขององค์กร ไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ องค์กรก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือไปแข่งขันกับใครได้ ๖๑ ขับเคลื่อน “วิถีพุทธ” ใส่องค์กรสมัยใหม่ทั้งไทย-เทศ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000012393. (๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗).
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๗ “ซอฟต์แวร์ขององค์กรคือคน แล้วซอฟต์แวร์ของคนก็คือใจ นั่นคือเราพูดในเรื่องนามธรรม และนามธรรมในเรื่องพุทธให้ความส าคัญสูงมาก เพราะกาย เวทนา จิต ธรรม ฐานทั้ง ๓ คือ เวทนา จิต ธรรม เป็นเรื่องของนามธรรมทั้งหมด เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราต้องหันกลับเข้า มาพัฒนาดูแลตนเอง ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของคน ถ้าคนเข้ามาในองค์กรมีแต่กายเข้ามา ไม่มีใจมาด้วยก็ท างานไม่ได้ บางครั้งเอากายเอาใจมาแต่สติปัญญาไม่มี ก็ไม่มีทักษะพอที่จะ ท างานได้อีก หรือมีกายใจและสติปัญญา แต่ขัดกับหลักการหรือคุณธรรมประจ าใจของ พนักงานนั้นๆ ถามว่าเขาจะท าได้หรือไม่ ดังนั้น จึงควรอย่างยิ่งที่องค์กรจะให้ความส าคัญกับจิตใจของพนักงานมากกว่า ด้วยการเข้าไปพิจารณาในแต่ละส่วนว่า จิตใจของเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร มีความสุขหรือ ทุกข์ตรงไหน เป็นการมองด้วยความรู้สึกที่เข้าใจ และเห็นใจในความเป็นคน เข้าใจในผู้อื่น ซึ่งจะท าให้ช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานจะลดลง ในหนังสืออุปนิสัยที่ ๘ (The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness) ที่เขียนโดย สตีเฟน โคเวย์ (Stephen R. Covey) บุคคลที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ไทมส์ว่าเป็นหนึ่ง ในยี่สิบห้าบุคคลที่ทรงอิทธิพลในรอบ ๑๐๐ ปี อันเนื่องมาจากมีความคิดที่ เฉียบคมถึงขนาดที่ช็อกสังคมอเมริกัน ก็เป็นผู้หนึ่งที่หยิบหลักธรรมของพระพุทธองค์บางส่วน มาน าเสนอในหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง โคเวย์ (Covey) เองก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า สิ่งที่เขาน าเสนอไม่ใช่ สิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีมาอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเป็นคนน าเสนอต่างหาก หลายคนที่ได้อ่าน หนังสือเล่มนี้แล้ว กล่าวตรงกันว่า เป็นหนังสือธรรมะของพุทธเล่มหนึ่ง เพียงแต่เป็นหนังสือ พุทธที่เขียนตามความเข้าใจของฝรั่งเท่านั้น ประเด็นส าคัญที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง คือคนทุกคนเกิดมามีศักยภาพเท่ากัน บาง คนมีความรู้ความสามารถพอเพียงกัน แล้วอะไรที่ท าให้บางคนจึงกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของ โลก หรือในสังคมนั้นๆ ขณะที่อีกหลายคนไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ เกิดมาอย่างไรก็อยู่อย่าง นั้น เรื่องนี้ โคเวย์ (Covey) อธิบายไว้ว่า คนที่จะก้าวมาเป็นผู้น าที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น คือคนที่เปิด กล่องของขวัญทั้ง ๓ ชิ้นเจอ ของขวัญที่ว่านี้ ได้แก่ ๑) มนุษย์มีอิสรภาพในการเลือกท าหรือไม่ท าอะไร การตัดสินใจในการเลือก เดินทางไหน หรือท าอย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อม แต่เราเป็น ผู้ก าหนดการกระท า หรือ กรรมของเราเอง กรรมเป็นผู้สร้างและเราเป็นผู้รับผลของกรรม ๒) สิ่งที่เป็นสัจธรรมเหมือนกันหมดในทุกชาติ ศาสนา ภาษา กล่าวคือ ความดีก็คือ ความดี ความชั่วก็คือความชั่ว เหล่านี้คือสัจธรรมที่เป็นกฎของธรรมชาติ ซึ่งเหนือกาลเวลา (อกาลิโก) เป็นเรื่องปรากฏชัดในตนเอง รู้ได้ด้วยตนเอง (ปัจจตัง) รู้ได้โดยสามัญส านึกว่า อะไรดี อะไรไม่ดี ซึ่งคุณธรรมหรือหลักการเหล่านี้ถ้าใครเข้าใจชัดเจนจะเป็นแรงส่งผลักดัน ให้คน หรือองค์กรนั้นๆ ก้าวเดินไปในหลักการที่ถูกต้อง สามารถทนต่อความเย้ายวนเฉพาะ หน้า ที่อาจน ามาซึ่งการปิดบังข้อมูล ความไม่ถูกต้อง หรือคอรัปชั่น
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๘ ๓) การที่คนๆ หนึ่งจะสามารถดึงศักยภาพอันเต็มเปี่ยมที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เกิดมาใช้ได้ นั้น จะต้องมีความฉลาด ๔ ประการ คือ ร่างกาย (Body) จิตใจ( Heart) จิต (Mind) และ จิตวิญญาณ (Spirit) ซึ่งทั้ง ๔ องค์ประกอบที่ โคเวย์ (Covey) กล่าวถึงนี้คือหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่ว่าด้วยเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม นั่นเอง ในหนังสืออุปนิสัยที่ ๘ ยังได้น าเรื่อง “มัชฉิมปฏิปทามา” กล่าวไว้เป็นบทๆ หนึ่ง เพื่อเป็นทางเลือกที่สาม เป็นทางเลือกที่ไม่มีอัตตา ตัวตน ไม่มีค าว่า ตัวเราของเรา เมื่อ ปราศจากค าว่าตัวเราของเราก็จะท าให้คนๆ นั้นเกิดปัญญาที่จะเห็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด ที่เหนือกว่าทางเลือกอื่นใด เพราะไม่มีอัตตาเข้าไปปรุงแต่งการตัดสินใจนั้นๆ อีกสิ่งน่าสนใจที่ โคเวย์ (Covey) เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็คือ เมื่อผ่านยุคของสังคมที่มีความรู้เป็นฐาน (Knowledge Base Society) ไปแล้ว ยุคต่อไปก็คือ ยุคแห่งปัญญา และคนที่จะอยู่รอดใน ยุคนี้จะต้องต้องเป็นคนที่มีปัญญา โคเวย์(Covey) จึงแนะให้ทุกคนหันกลับมาดู และพัฒนา ตนเองโดยกล่าวว่า “หลักวิปัสสนาคือความสามารถพิเศษหรือปัญญาที่จะเห็นทุกอย่างตาม ความเป็นจริง การที่เราจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นเพียงพนักงานในองค์กรก็จะต้องเห็นทุกอย่าง ตามความเป็นจริง เพราะนี่คือปัญญาอันยอดเยี่ยมในการบริหารองค์กรให้อยู่รอด เพราะถ้า เราไม่ได้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเห็นด้วยอัตตาตัวตน ซึ่งท าให้ บิดพริ้ว หรือเพี้ยนจากความจริงออกไป” อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงหนังสืออุปนิสัยที่ ๘ ของโคเวย์ (Covey) เท่านั้น ที่น า หลักธรรมทางพุทธเข้ามาใช้เป็นหลักส าคัญในการเขียน แต่หนังสือเล่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลา ใหญ่กินปลาเล็ก ที่กล่าวถึง ๘ กลยุทธ์ของแบรนด์ผู้ท้าชิงว่า จะอยู่รอดอย่างไรท่ามกลางการ แข่งขัน เพื่อไม่ให้ถูกแบรนด์ใหญ่กลืน และท าอย่างไรจึงจะเป็นปลาเล็กที่ว่องไวสามารถกิน ปลาใหญ่ได้นั้น ข้อแรกของกลยุทธ์ที่ว่าก็คือ ต้องลืมเรื่อง อัตตา (ego) หรือตัวตนนั่นเอง ถึงแม้จะมีหนังสือหลักการบริหารหลายต่อหลายเล่มที่น าแนวพุทธมาน าเสนอ เผยแพร่ออกไปยังสาธารณชน แต่ใช่ว่า ทุกองค์กรโดยเฉพาะในชาติตะวันตกจะรับแนวคิด ที่ว่านี้มาใช้กัน เพราะจริงๆ แล้วสังคมตะวันตกยังไม่ลึกซึ้งกับพระธรรมค าสั่งสอนเท่าที่ควร แต่สิ่งที่พวกเขาเริ่มตื่นตัวและรับเข้ามาใช้อย่างมากก็คือเรื่องสมาธิเหตุผลที่ต่างประเทศให้ ความสนใจเรื่องสมาธิมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคิดค้น เครื่องสแกนคลื่นสมองได้คือ เมื่อน าคลื่นสมองของคนที่เจริญสติสัมปชัญญะ ปฏิบัติธรรม ท า สมาธิ มาเปรียบเทียบกันกับคนที่ไม่ได้ท า ผลสรุปออกมาว่า คนที่ไม่ปฏิบัติคลื่นสมองที่ ส่งออกมาไม่เป็นระเบียบ ต่างจากคนปฏิบัติธรรมคลื่นสมองที่ส่งออกมาจะเป็นระเบียบ มากกว่า บางคนกล่าวว่า มีหลายต่อหลายสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ไม่ว่าจะเป็น อัลเบอร์ต ไอน์สไตน์ หลุยส์ ปาสเตอร์ และคนอื่นๆ สามารถคิดผลงานชิ้นเอกออกมาได้นั้น เกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขาเหล่านั้นมีจิตที่เป็นสมาธิ
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๙๙ สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรสมัยใหม่จ าเป็นต้องมีอย่างยิ่งหากต้องการจะเป็นเหมือนบริษัท ที่มีอายุเกิน ๑ ศตวรรษเช่น ฮาร์เลย์ เดวิดสัน ยีนส์ลีวายส์ และ รถยนต์ฟอร์ด ฯลฯ เป็นต้น คือ การท าการตลาดเพื่อสังคม หรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR: Corporate Social Responsibility) เพื่อให้เป็นเกราะ หรือก าแพงป้องกันองค์กร ในเรื่องนี้ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่อยู่มาหลายสิบปี หรือร้อยปีล้วนท ากิจกรรมประเภทนี้มาตลอด เป็นเรื่อง ของการสร้างแบรนด์ขององค์กรไว้“หากน าเรื่องต่างๆ เหล่านี้มาโยงใยกับเรื่องพุทธศาสนา จะเห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นเรื่องของจิตที่ต้องมีเมตตา และให้โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น ไม่หวังผลระยะสั้น มองการณ์ไกล ไม่ค้าก าไรเกินควร ไม่ท าอะไรที่เสื่อมเสีย ชื่อเสียงและศีลธรรม” ไม่เพียงแต่แบรนด์ที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เพราะยังมีหลายแบรนด์ดังของโลก เช่น โรลลอยซ์ อเมริกัน เอ็กซเพรส โคคา-โคล่า ก็ล้วนอยู่กันมานานเช่นเดียวกัน แม้ว่าแต่ละ องค์กรจะขายสินค้าแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกันก็คือการมีวิสัยทัศน์ หรือมี กรอบในการเดินทางเหมือนกัน คือทุกองค์กรต้องมีเป้าหมาย หรือหลักชัยในการเดินทาง ซึ่งอาจเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด หรือการเป็นบริษัทที่ เด่นในเรื่องการช่วยเหลือสังคม ส่วนหลักชัยในทางพุทธศาสนาก็คือการดับทุกข์ให้สนิท แม้ว่าหลักธรรมาภิบาล (Good Corporate Governance) จะเพิ่งได้รับความ สนใจในบ้านเราหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งจะว่าไปแล้วในต่างประเทศ ก็ไม่ได้เกิดเร็วกว่าเรามากนัก โดยกรณีที่ท าให้ต่างประเทศให้ความสนใจเรื่องธรรมาธิบาลกัน มากก็เพราะกรณีการล่มสลายของอาณาจักรเอนรอน บริษัทพลังงานชั้นน าของสหรัฐอเมริกา แต่มีปัญหาทุจริตเรื่องปลอมแปลงเอกสารเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ละเมิดกฎหมายค้าหุ้น ฉ้อโกงการเงิน และอื่นๆ อีกหลายกระทงจนถึงขั้นล้มละลาย ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเอนรอนเป็น เพราะผู้บริหารไม่มีความตรงไปตรงมา ไม่มีความซื่อสัตย์ในตนเอง ท าให้องค์กรที่เคยเป็น อดีตบริษัทพลังงานใหญ่อันดับ ๗ ของโลก เจ้าของสินทรัพย์อุตสาหกรรมพลังงานใน ๑๔ ประเทศ ต้องถูกฟ้องร้อง และพังครืนลงมา ถึงขั้นชื่อบริษัทต้องเปลี่ยนไม่ให้ปรากฏชื่อ “เอน รอน” ตลอดไป แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจและใส่ใจในเรื่อง “ศีลธรรม” และ “ทางสาย กลาง” ที่เน้นการใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะลงตัว ไม่โลภมากเกินไป ไม่ผิดศีลธรรมที่เป็นการ ฉ้อโกงทั้งในที่ลับและที่แจ้ง “ถ้าองค์กรใดขาดส่วนประสมทั้งรูปและนามจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะเท่ากับเรามองเรื่องเฉพาะหน้า เป็นผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น หากผู้บริหารเข้าใจ ว่า ความส าเร็จขององค์กรไม่ได้อยู่ตรงผลก าไร แต่ยังมีเรื่องของการดูแลจิตใจที่เป็นเรื่อง นามธรรมที่จับต้องไม่ได้อีกหลายสิ่ง องค์กรที่ยั่งยืนอยู่ได้เป็น ๑๐๐ ปี ถ้าเข้าไปดูลึกๆ เขา ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องที่จับต้องได้เท่านั้น แต่สิ่งที่จับต้องไม่ได้เขาก็ให้ความส าคัญสูงมาก” จากกรณีศึกษาที่ยกมากล่าวถึงนี้ แสดงให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้หลักสมถะและ วิปัสสนาระดับหน่วยงาน/องค์กรทั้งในและต่างประเทศนี้ ท าให้พระพุทธศาสนามีส่วนท าให้
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๐๐ องค์กร/หน่วยงานมองเห็นผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริโภค มีจิตวิญญาณ มีความเป็นมนุษย์จนประกอบ ธุรกิจเพื่อเป็นการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุดจนมองเห็นว่า ผู้บริโภคคือเป็นบุคคลที่ส าคัญที่สุด ๑๐.๗.๔ การประยุกต์ใช้หลักสมถะและวิปัสสนาระดับชาติ ขอยกตัวอย่างการพัฒนาประเทศไทยตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้ปาฐกถาธรรมเรื่อง “ พระพุทธศาสนา กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ๖๒ สรุปสาระส าคัญ ได้ดังนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็น หลักการด ารงชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานแก่พสกนิกร ชาวไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ ดังความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในพิธี พระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า “การพัฒนาประเทศจ าเป็นต้อง ท าตามล าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็น เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐาน มั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจ ขั้นที่สูงขึ้นโดยล าดับต่อไป” ในปี ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายความหมายของปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไว้ว่า “Self-sufficiency นั้นหมายความว่า ผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ไม่ต้อง ไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง) แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้ อีกคือค าว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอ ดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภ น้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศ...มีความคิดว่า ท าอะไรต้อง พอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียง นี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นต้องให้พอประมาณ ตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียงท าอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง” “เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการด ารงอยู่และปฏิบัติตนของ ประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดาเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าว ทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเสนอให้ควบคุมตัณหาคือจำกัดความต้องการ ของมนุษย์ด้วยการรู้จักพอหรือสันโดษ เมื่อรู้จักพอก็โลภน้อย “เมื่อมีความโลภน้อยก็ ๖๒ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พระพุทธศาสนากับปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง.[ออนไลน์] แหล่งที่มา www.mcu.ac.th/site/theme/rector21042557.pdf. [๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗].
เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๑๐ การพัฒนาจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๔๐๑ เบียดเบียนคนอื่นน้อย” ดังที่มหาตมะ คานธีกล่าวไว้ว่า “โลกมีทรัพยากรเพียงพอต่อความ ต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน แต่ไม่เพียงพอต่อความโลภของมนุษย์ทุกคน” การพัฒนาทางวัตถุควบคู่ไปกับการพัฒนาทางจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนา ที่รักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นปฏิรูปเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องไม่ท าลายสิ่งแวดล้อม นั่นคือ ต้องค านึงถึงมิติแห่งการพัฒนาให้ครบภาวนาทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) กายภาวนา พัฒนาทางกายซึ่งรวมถึงกายภาพทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อมบุคคลและ วัตถุสิ่งของและธรรมชาติทั้งปวง (๒) ศีลภาวนา พัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม รวมไปถึงการมีวิถีชีวิตร่วมกันของ บุคคลในสังคม (๓) จิตภาวนา พัฒนาด้านจิตใจให้มีคุณธรรมจริยธรรมและสิ่งที่เรียกว่า ความ ฉลาดในอารมณ์ (๔) ปัญญาพัฒนา พัฒนาปัญญาสองด้าน คือปัญญาในทางโลกเพื่อความส าเร็จใน การประกอบอาชีพ และปัญญาในทางธรรม เพื่อจะได้ช่วยให้ตนเองเอาชีวิตรอดจากความ ทุกข์หรือปัญหาของชีวิต และช่วยเหลือบุคคลอื่นๆ พระพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์เป็นส่วนผสมของนามรูป คือประกอบด้วยร่างกาย (รูป) และจิตใจ (นาม) ความสุขจึงมีสองอย่าง ได้แก่ กายิกสุข คือ สุขทางกาย กับเจตสิกสุข คือ สุขทางใจ การรู้จักพอเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความสุขทางกายกับความสุขทางใจ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตรงกับหลักการด ารงชีวิตใน พระพุทธศาสนาที่เรียกว่าสัมมาอาชีวะซึ่งเน้นมัชฌิมาปฏิปทาคือทางสายกลางระหว่างการ พัฒนาทางวัตถุกับการพัฒนาทางจิตใจ ตามหลักภาวนา ๔ ซึ่งไม่มุ่งการสนองตัณหาที่ไม่มีวัน เต็มอิ่ม แต่มุ่งสร้างความรู้จักพอหรือสันโดษที่สัมพันธ์กับความสุขทั้งสี่ประการ เช่น การรู้จัก พอประมาณในการบริโภค โดยมีความสุขมวลรวมของประเทศเป็นดรรชนีชี้วัดการพัฒนา สังคมที่พัฒนาตามแนวปรัชญานี้จะเป็นสังคมพอเพียงเพราะสามารถพึ่งตนเองได้ไม่เป็น หนี้สิน สมาชิกของสังคมนี้เป็นผู้ร่ ารวยด้วยทรัพย์ภายในหรืออริยทรัพย์๖๓ จึงไม่มีการแก่งแย่ง แข่งขัน เบียดเบียนกัน มีแต่ความรัก สมัครสมาน สามัคคีจึงเป็นสังคมแห่งสันติสุข ดังพุทธ ภาษิตที่ว่า “สุขา สังฆัสสะ สามัคคีความสามัคคีของหมู่คณะนาความสุขมาให้” ๖๓ พระพุทธศาสนาเรียกทรัพย์ภายในว่า อริยทรัพย์หรือทรัพย์อันประเสริฐมี ๗ ประการ ดังต่อไปนี้๑. ศรัทธา มีความเชื่อในศาสนา ๒. ศีล มีความประพฤติถูกต้องดีงาม ๓. หิริมีความละอายใจ ต่อการทาความชั่ว ๔. โอตตัปปะ มีความเกรงกลัวต่อผลของความชั่ว ๕. พาหุสัจจะ มีศึกษาเล่าเรียนมาก ๖. จาคะ มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ๗. ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องบาปคุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์มีความรอบรู้สาหรับรักษาตนให้พ้นจากปัญหาทั้งปวง.