The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathip3, 2024-06-28 01:25:50

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๒ สมชีวิธรรม ฆราวาสธรรม เป็นต้น หมวดธรรมว่าด้วย ความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น พรหมวิหาร สังคหวัตถุ สาราณียธรรม เป็นต้น หมวดธรรมว่าด้วยการปกครอง เช่น ทศพิธราชธรรม และหมวดละเว้นอคติ เป็นต้น พระพุทธศาสนายังมองลึกลงไปกว่าความฉลาดทางอารมณ์ ตามหลักการของนักจิตวิทยาที่ว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นปัจจัยน าไปสู่ความสุข และ ความส าเร็จคือเป็นตัวเหตุแล้ว พระพุทธศาสนายังมองว่า ตัวความฉลาดทางอารมณ์นั่นเอง เป็นตัวผล คือ ตัวความสุข หรือ ความมีสุขภาพจิตที่ดี ๔) หลักการพัฒนาอารมณ์ และความฉลาดทางอารมณ์ พระพุทธศาสนาเริ่มต้นจากการพัฒนาพฤติกรรมทางกายและสังคมเช่นเดียวกันกับ การพัฒนาอารมณ์ทางจิตวิทยา จะเห็นได้จาก ศีลอันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเป็นฐาน ของการพัฒนาจิต (อารมณ์)คือสมาธิและสมาธิยังเป็นตัวต่อยอดให้เกิดปัญญา นอก จากนั้น พระพุทธศาสนามองว่าการพัฒนาเพื่อความฉลาดทางอารมณ์ ต้องเริ่มจากการอยู่ในสภาพ แวดล้อมหรือสังคมที่เหมาะสมดีงาม มีกัลยาณมิตร ส่วนทักษะด้านสุนทรียภาพ ด้านศิลปะ ต่างๆ พระพุทธศาสนาได้น ามามีส่วนใช้ในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วย จะเห็นได้ จากการสอนโดยการเล่านิทานชาดกโดยมุ่งให้เกิดอารมณ์เพลิดเพลิน ความซาบซึ้งใน คุณธรรมต่างๆ ที่แฝงมากับนิทานนั้นและที่กล่าวว่าศีลเป็นฐานของการพัฒนาจิต (อารมณ์) คือสมาธินั้น สมาธิยังเป็นตัวต่อยอดให้เกิดปัญญา และในบางกรณีบางบุคคล ปัญญากลับมา พัฒนาจิตและศีล (พฤติกรรมทางกายและสังคม) จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาอารมณ์ในทาง พระพุทธศาสนานั้นเป็นการพัฒนาพฤติกรรมทางกาย ทางสังคม และทางปัญญาควบคู่กันไป เช่นเดียวกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักการของนักจิตวิทยาสมัยใหม่ผลจาก การพัฒนาอารมณ์ (จิต) ในทางพระพุทธศาสนา คือ พัฒนากาย พัฒนาพฤติกรรม พัฒนา สังคม และพัฒนาปัญญา ๘.๕ แนวคิด/ทฤษฎีอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตก ๘.๕.๑ แนวคิด/ทฤษฎีอารมณ์ อารมณ์เป็นสิ่งที่มีความส าคัญต่อบุคคล สภาวะอารมณ์มีผลกระทบต่อการด าเนิน ชีวิต โดยมีผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ไว้ดังนี้๓๔ ๑) นักจิตวิทยาที่ศึกษาแนวคิด/ทฤษฎีอารมณ์ได้แก่ เจมส์แลง (James-Lange) วิลเลียม เจมส์ (William James) แคนนอน-บาร์ด (Cannon-Bard) วอลเตอร์ แคนนอน ๓๔ เสาวลักษณ์ สนธิวงศ์เวช, “ผลของการใช้กลุ่มสติบ าบัดต่อการปรับตัวทางอารมณ์ของ วัยรุ่น”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาจิตวิทยาการให้ค าปรึกษา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๔๘).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๓ (Walter Cannon) แชคเตอร์- ซิงเกอร์ (Schacter-singer) สแตนเลย์แชคเตอร์ และเจอ โรม ซิงเกอร์โดยมีสาระส าคัญของแนวคิดพอสังเขปดังนี้ (๑) เจมส์แลง (James-Lange) วิลเลียม เจมส์(William James) นักจิตวิทยา ชาวอเมริกันและ คาร์ล แลง (Carl Lange) นักสรีระวิทยา ชาวเดนมาร์ก ได้มีความเห็นพ้อง กันว่าเมื่อมีสิ่งใดมาเร้าอินทรีย์ จะมีอารมณ์ เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกายแล้ว นั่นหมายถึงว่าอารมณ์เป็นผลที่เกิดขึ้นเนื่องจากการตอบสนองเร้าของอินทรีย์ โดยสิ่งเร้ากระตุ้น อินทรีย์ที่อวัยวะรับสัมผัส แล้วส่งผ่าน Thalamus ต่อไปยังอวัยวะ แสดงออกท าให้อวัยวะแสดงออกมีปฏิกิริยาตอบสิ่งเร้าท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน ร่างกายกระแสประสาทรายงานการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านทาลามัส (Thalamus) ไปยัง คอร์ เท็กซ์(Cortex) ในสมองท าให้สมองเกิดอารมณ์ขึ้น นั่นคือ ประสบการณ์ทางอารมณ์เป็นผล มาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (๒) แคนนอน-บาร์ด (Cannon-Bard) และวอลเตอร์ แคนนอน (Walter Cannon) นักสรีระวิทยาและต่อมาฟิลลิป บาร์ด (Phillip Bard) ได้น ามาดัดแปลง โดยทั้ง สอง ปฏิเสธ ไม่เห็นด้วยกับ เจมส์แลง (James-Lange) โดยเชื่อว่า ในขณะที่บุคคลก าลัง เผชิญหน้าอยู่กับสิ่งเร้าที่สามารถก่อให้เกิดการยั่วยุ หรือกระตุ้นอารมณ์นั้นแรงกระตุ้นจาก ประสาทสัมผัสจะส่งต่อไปยังทาลามัส (Thalamus) และแยกแรงกระตุ้นนี้ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะวิ่งผ่านไปสู่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการ เปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ (๓) แชคเตอร์- ซิงเกอร์(Schacter-singer) สแตนเลย์แชคเตอร์และเจอโรม ซิงเกอร์ มีความเห็นว่า ทั้งสองทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ให้ความสนใจที่จะอธิบายถึง สถานการณ์ หรือปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติทางร่างกายและการคิดหาสาเหตุของการ ตอบสนองนั้นๆ โดยใช้กระบวนการคิดการตีความ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อรู้ว่าเมื่อเรารับรู้ สถานการณ์นั้นก่อให้เกิดการตอบสนองทางกาย ครั้งที่ ๒ เมื่อเราระบุว่าอาการตอบสนองนั้น เนื่องมาจากอารมณ์อะไร ดังนั้นการตอบสนองทางกายแบบเดียวกัน แต่อารมณ์อาจแตกต่าง ขึ้นอยู่กับการตีความสถานการณ์ที่มาเร้าให้เกิดการตอบสนอง ๒) ลักษณะของอารมณ์มี๓ ลักษณะ๓๕ คือ (๑) อารมณ์ในลักษณะที่เป็นแรงจูงใจ ความวิตกกังวล ความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ ปลอดภัยความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวลกลัวว่าจะขาดความรัก ความรู้สึกผิด (Emotion as Emotive) (๒) อารมณ์ในลักษณะที่เป็นเครื่องล่อใจ (Emotion as Incentives) ๓๕ อัจฉรา เจริญศรี, “ผลของการฝึกอบรมภาวนาเชิงพุทธตามแนวทางของติช นัท ฮันห์ต่อการปรับตัว ทางอารมณ์และการมองในแง่ดี”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, (จิตวิทยาการปรึกษา), หน้า ๑๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๔ (๓) อารมณ์ในลักษณะที่เป็นส่วนร่วมของพฤติกรรม (Emotion as Accompaniment of Motivated Behavior) ได้แก่ การหัวเราะ การหลั่งน้ าตา การแสดง ความโกรธ ๓) ลักษณะการปรับตัวทางอารมณ์การปรับตัวทางอารมณ์เป็นกระบวนการทาง จิตใจที่พยายามเรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นปัญหา พร้อม ทั้งพยายามปรับสภาพปัญหา ขจัดความตึงเครียดโดยอาศัยกลไกต่างๆ ให้สามารถรักษา สมดุลทางจิตใจ และอารมณ์ได้เหมาะสมกับเหตุการณ์ยิ่งขึ้น๓๖ ลักษณะการปรับตัวทางอารมณ์๓๗ มีดังนี้ (๑) การร้องไห้ เป็นกลไก การตอบโต้ปัญหาเมื่อบุคคลต้องเผชิญปัญหาหรือ สภาพการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น การร้องไห้เป็นการปลดปล่อย ความเครียด ความปวดร้าว ฯลฯ ภายหลังการร้องไห้ อารมณ์ของบุคคลนั้นอาจจะค่อยๆ สงบ ค่อยๆ คลายความเครียดลงและเข้าสู่สภาพปกติ (๒) การระบายออกมาเป็นค าพูด เป็นกลไกที่จะช่วยลดความเครียด และอาจช่วย ให้บุคคลลดความอัดอั้นตันใจ ความคิดใหม่ๆ หรือแง่คิด อาจเกิดขึ้นตอนที่พูด ระบายออกมา (๓) การหัวเราะ เป็นกลไก ที่จะช่วยปลดปล่อยอารมณ์ความเครียดของผู้ที่หัวเราะ แม้ว่าเป็นการหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ให้ ผ่อนคลายได้ในที่สุด (๔) การคิดอย่างรอบคอบ การที่บุคคลต้องประสบความผิดหวัง ความเจ็บปวด ความชอกช้ าใจ โดยมากบุคคลต้องการหนีจากสภาพการณ์ที่เลวร้าย แต่เมื่อสภาวะจิตสงบลง แล้วหากเขามีโอกาสได้ครุ่นคิด ทบทวน อย่างรอบคอบแล้วปัญหานั้นก็มีแนวโน้มที่จะลดลง (๕) การแสวงหาความช่วยเหลือ ในสภาวะที่บุคคลต้องเผชิญต่อสภาวะแวดล้อม ทางจิตใจบุคคลนั้นๆ จะพยายามแสวงหาแหล่งที่จะให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มชัด ยิ่งขึ้น หรือจะแสวงหาความช่วยเหลือและก าลังใจจากใครคนใดคนหนึ่งที่เขามีความมั่นใจว่า จะได้รับการอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากบุคคลนั้น (๖) การนอนหลับและฝัน บุคคลใดก็ตามเมื่อประสบปัญหาหรือสิ่งที่ท าให้เขาไม่ สบายใจหรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาก็จะครุ่นคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปัญหานั้น และมักจะท าให้เขานอนไม่หลับแต่เมื่อเขาคิดจนเพลียและผลอยหลับไปอาจช่วยให้เขา ๓๖ จิตสุภาณัฐ ประยงค์รัตน์, “ผลของการใช้โปรแกรมความฉลาดทางอารมณ์ต่อความฉลาด ทางอารมณ์ และการปรับตัวทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔”, วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต (สาขาจิตวิทยาการแนะแนว), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๔๘). ๓๗ ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์, สุขภาพจิตเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตการพิมพ์, ๒๕๓๐), หน้า ๑๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๕ ตระหนักและวิเคราะห์สภาพการณ์ต่างๆ นั้นอีกครั้ง อาจช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์นั้นดีขึ้น และ อาจจะหาหนทางที่จะใช้กลไกการปรับตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยในการปรับจิตใจ ปรับตัว และอยู่อย่างมีความสุข สรุปจากการศึกษาในทางจิตวิทยาสมัยใหม่ มองว่า “อารมณ์” (Emotion) เป็น ธรรมชาติของมนุษย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่สามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กและจะ พัฒนามากขึ้นๆ ในวัยสูงอายุช่วง ๔๕-๕๐ ปี๓๘ (ตรงข้ามกับการพัฒนาปัญญาที่ถดถอยลงเมื่อ อายุเพิ่มสูงขึ้นๆ) ซึ่งอารมณ์พื้นฐานนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบ การที่จะแสดงออกทางอารมณ์ ในด้านใดอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ว่าได้รับการพัฒนามาด้านใดมากกว่า โดยอารมณ์ที่ได้รับการ พัฒนาและแสดงออกในทางบวกทางจิตวิทยา เรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์ ๘.๕.๒ แนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตก ซึ่งจะกล่าวถึง แนวคิด ความฉลาดทางอารมณ์จุดมุ่งหมายในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และหลักการพัฒนา ความฉลาดทางอารมณ์ในทางจิตวิทยา โดยมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ ๑) แนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ ค าว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หรือเชาวน์อารมณ์นั้น นักวิชาการนักจิตวิทยา ตะวันตกให้ความสนใจศึกษาค้นคว้าวิจัยกันมากและได้บัญญัติศัพท์ออกไปต่างๆ กัน เช่น ใช้ ค าว่า Personal Intelligence, Social Intelligence, Practical Intelligence, Emotional Intelligence (EI), Emotional IQ, Emotional Ability, Emotional Competence, Emotional Knowledgg, Emotional Quotient (EQ) เป็นต้น ซึ่งล้วนมี ความหมายสอดคล้องกัน กล่าวคือ หมายถึงความสามารถในการตระหนักรู้อารมณ์ของ ตนเองและผู้อื่นได้ดี รู้กระบวนการการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของอารมณ์ สามารถประเมิน ควบคุมอารมณ์ของตนเอง รู้จักเลือกรับ และปรับตัวปรับอารมณ์ให้เข้ากับบุคคลอื่นได้อย่าง ชาญฉลาดในทางสร้างสรรค์เป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดีมั่นใจในตนเอง โน้มน้าวผู้อื่นได้เอาใจเขา มาใส่ใจเรา มักประสบผลส าเร็จทั้งในเรื่องส่วนตน และในการท างานร่วมกับผู้อื่น ในประเทศ ไทยปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยให้ความสนใจเรื่องความฉลาดทางอารมณ์กันมากเช่นกัน โดยใน ระยะแรกๆ ได้บัญญัติศัพท์ตามนักวิชาการ และนักจิตวิทยาตะวันตก เช่น ค าว่า ความสามารถทางอารมณ์เชาวน์อารมณ์ความฉลาดทางอารมณ์๓๙ นักจิตวิทยา และ นักวิชาการ ตะวันตก ทั้งหลายมีความคิดเห็นไปในแนวทาง เดียวกัน เช่น ในปี ค.ศ. ๑๙๘๓ การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) มีความคิดเห็นว่า “ความส าเร็จของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชาวน์ปัญญา หรือ IQ เพียงอย่างเดียวหากขึ้นอยู่กับ ๓๘ วีรวัฒน์ปันนิตามัย, เชาวน์อารมณ์(EQ) : ดัชนีวัดความสุข และความส าเร็จของชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ็กซเปอรเนท จ ากัด, ๒๕๔๒), หน้า ๑๓๖. ๓๙ วีรวัฒน์ปันนิตามัย, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓– ๒๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๖ ความฉลาดทางอารมณ์ด้วย” แวกเนอร์ และสเตอร์นเบอร์ก (Wagner R.K.& Sternberg R.J) มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน กล่าวคือ“พฤติกรรมของผู้ที่ชาญฉลาดด้านการปฎิบัติ (Practical Intelligence) เอื้อต่อความส าเร็จในวิชาชีพในการบริหารและในชีวิต” นอกจากนี้ การ์ดเนอร์(Gardner) ยังเสนอแนวคิดต่อไปว่า สติปัญญาในตัวบุคคล สติปัญญา ระหว่างบุคคลท าให้เกิดทักษะการวิเคราะห์ตนและสังคม สามารถที่จะรับรู้แยกแยะและ จัดการกับอารมณ์ตัวเอง และคนอื่นอย่างเหมาะสมทั้งนี้ช่วยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ของบุคคลในสังคม แสดงว่า การ์ดเนอร์(Gardner) ให้ความส าคัญที่สติปัญญา (IQ) แล้วโยง ไปหาความสัมพันธ์กับความสามารถทางอารมณ์นั่นเอง ทั้งแนวความคิดของ การ์ดเนอร์ (Gardner) และ แวกเนอร์และสเตอร์นเบอร์ก (Wagner R.K.& Sternberg R.J) ก่อให้เกิดความสนใจเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์มาก ขึ้นในสังคมตะวันตก นักจิตวิทยา และนักวิชาการ ตะวันตกทั้งหลายต่างคิดวิเคราะห์ว่า จะ ท าอย่างไรบุคคลจึงจะเกิดความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น ความฉลาดทางอารมณ์เกิดขึ้นได้ อย่างไร เกิดแล้วให้ประโยชน์อย่างไร ? ในปีค.ศ. ๑๙๙๐ ปีเตอร์ ซาโลเวย์ และเมเยอร์ (Peter Salovey & John D.Mayer) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ไว้ว่า ประกอบด้วย องค์ประกอบ ๓ ขั้นตอน คือ (๑) ขั้นการรู้จักภาวะอารมณ์ของตน (๒) ขั้นการ ควบคุมอารมณ์และ (๓) ขั้นการใช้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์หมายความว่าจะต้องสร้าง องค์ประกอบ ๓ ขั้นตอน นี้ให้ได้เพื่อที่จะสามารถการครองตน การครองคน การครองงาน ซึ่งหมายความว่า ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการตนเองการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชา และมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ทั้งนี้เพื่อสร้างผลกระทบที่ดีแก่ตนเอง สังคม องค์กร ประเทศชาติผลกระทบที่ดีแก่ตนเองคือเกิดความสุข สงบอันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ และเมื่อทุกคนอันเป็นหน่วยย่อยๆ ของสังคมเกิดความสุข สงบแล้วผลคือสังคมอันเป็นมวล รวมย่อมมีความสุขสงบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ที่ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ขั้นตอน ของปีเตอร์ซาโลเวย์และเมเยอร์ (Peter Salovey & John D.Mayer) นั้นแม้ในปีค.ศ. ๑๙๙๗ จะเสนอเป็น ๔ ขั้นตอน แต่ก็ยังเป็นไปในแนวทางเดียวกัน) นักจิตวิทยา นักวิชาการ ทั้งหลายได้เสนอแนวคิดซึ่งแจกเป็น องค์ประกอบ ออกมาได้มากมาย เช่น แนวคิดของ บาร์ ออน (BarOn) ในปีค.ศ. ๑๙๙๒ คือ การรู้จักตน การรู้จักผู้อื่น และรู้สถานการณ์(เพื่อลดและ แก้ไขปัญหาอันจะน ามาซึ่งความเครียด เพื่อผลคือความสุข) ส่วนแนวคิด ๕ องค์ประกอบของ โกลแมน (Golemanl) เป็นที่สนใจของบุคคลทั้งหลายเป็นอันมาก ได้แก่ การตระหนักรู้ อารมณ์ของตนเอง การบริหารอารมณ์ของตน การจูงใจตนเอง การรู้จักสังเกตความรู้สึกของ ผู้อื่น การด าเนินการด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น อย่างไรก็ตามเมื่อศึกษาดูแล้วทุกๆ แนวคิด มี ลักษณะใกล้เคียงกับ ปีเตอร์ซาโลเวย์และเมเยอร์ (Peter Salovey & John D. Mayer) เน้นในการใช้ปัญญา คือ การรู้จักภาวะอารมณ์ ขั้นการควบคุมอารมณ์ และการใช้ความ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๗ เฉลียวฉลาดทางอารมณ์ ให้มีทักษะในการด าเนินชีวิตทั้งของตนเอง และในการปฏิสัมพันธ์ กับผู้อื่น คือด าเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรม เพื่อให้เกิดความส าเร็จในชีวิต เกิด ความดีและความสุข เมื่อมีความสุขแล้วทั้งปัญญาและความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ก็จะ สามารถพอกพูนขึ้นได้(จากการที่มีใจจดจ่อกับหน้าที่การงาน การด าเนินชีวิต) ท าให้สามารถ แก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ดีเช่น ละอารมณ์รับอารมณ์และแก้ไขอารมณ์ของ ตนและผู้อื่นที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้ดีขึ้น ๒) จุดมุ่งหมายในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ จุดมุ่งหมายในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักการของนักจิตวิทยานั้นก็ เพื่อความสุข และประสบความส าเร็จในชีวิต และพบว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นปัจจัย น าไปสู่ความสุข และความส าเร็จในชีวิตมากเกินกว่าที่จะมีความฉลาดทางปัญญาเพียงปัจจัย เดียวบุคคลที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์จะมีลักษณะ๔๐ดังนี้ (๑) ควบคุมตนเองได้หมายถึงการเรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ออกมาให้เหมาะสมกับ สถานการณ์อย่างมีเหตุผลให้เหมาะสมกับบุคคล เวลา สถานที่ได้ (๒) ยอมรับความเป็นจริงและเข้าใจผู้อื่นตามความเป็นจริงไม่คาดหวังว่าคนดีคือ คนที่สมบูรณ์ไปทุกสิ่ง หรือคนเลวจะไม่มีอะไรดีเลย รู้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ยอมรับ ได้ว่าบุคคลแต่ละคนมีความต่างกัน (๓) สามารถตั้งความหวังชีวิตตามสภาพที่เป็นจริงได้กล่าวคือ เป็นผู้ที่มองตนเอง และยอมรับตนเองได้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง รู้จักตนเองดี (๔) อดทนต่อความอ้างว้างได้สามารถอยู่คนเดียวได้กล่าวคือคนบางคนเขาจะมี ความสบายใจกว่าการอยู่ตามกลุ่มเพื่อนอย่างไม่มีจุดหมายลักษณะเช่นนี้คือคนที่มีวุฒิภาวะ เพราะเขาต้องการอิสระแยกตัว ออกจากผู้อื่นและสังคมได้เพราะเขามีความเข้าใจตนเอง มั่นใจในตนเองความขัดแย้งในตนเองมีน้อย จึงมักมีชีวิตไม่ขึ้นกับผู้อื่น หาความสุขได้ด้วย ตนเอง ไม่ต้องการให้ความสุขของตนเองขึ้นกับผู้อื่น (๕) มีความเมตตา กรุณา รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักการแบ่งปัน การเสียสละ (๖) แสดงอารมณ์เหมาะกับสถานที่ และสามารถแสดงการตอบสนอง ต่ออารมณ์ ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพการณ์กล่าวคือ พบสิ่งน่ากลัวก็สามารถยอมรับได้ว่ากลัว ไม่เป็น ต้องหลอกตนเองว่าไม่กลัว (๗) รู้จักปรับตนเองให้เข้ากับบุคคลและสิ่งแวดล้อมอย่างมีความสุข ความสามารถ ในการปรับตัว เป็นปัจจัยส าคัญที่มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือคนที่มีสุขภาพจิตดีจะเป็นคนที่มี ๔๐ อัจฉรา เจริญศรี, “ผลของการฝึกอบรมภาวนาเชิงพุทธตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ต่อ การปรับตัวทางอารมณ์และการมองในแง่ดี”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, (จิตวิทยาการปรึกษา), หน้า ๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๘ ความสามารถในการปรับตัวสูง และคนที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง ก็เป็นคนที่มี สุขภาพจิตดีด้วยเช่นเดียวกัน ๓) หลักการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในทางจิตวิทยา ส่วนหลักการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในทางจิตวิทยานั้นเน้นในการใช้ปัญญา ให้มีทักษะความสามารถในการควบคุมอารมณ์รู้อารมณ์ในการด าเนินชีวิตทั้งของตนเอง และ ในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคมเพื่อให้เกิดความส าเร็จในชีวิต เกิดความดี และ ความสุข คือด าเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์สุจริตมีคุณธรรม และนักจิตวิทยายังเสนอให้พัฒนา ตั้งแต่วัยเด็กเล็กขึ้นไป โดยการฝึกฝนให้เกิดทักษะด้านสุนทรียะต่างๆ เช่น การฝึกศิลปะต่างๆ ดนตรีเสียงเพลง หรือ การเล่านิทาน เป็นต้น เพื่อให้จิตใจอารมณ์อ่อนโยนลงลดความรุนแรง ลงได้ฝึกทักษะทางสังคม เช่น การรู้จักวางตัว เห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมไปถึง การให้ความส าคัญต่อสังคมรอบๆ ตัว ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางครอบครัว โรงเรียน สถานศึกษา ชุมชน ที่ท างาน ฯลฯ หลักการพัฒนาอารมณ์ทางจิตวิทยานี้จึงเป็นทั้งการ พัฒนากาย และพัฒนาพฤติกรรมทางสังคม อย่างไรก็ตามการพัฒนาปัญญาก็ได้กระท าควบคู่ กันไป ผลจากการพัฒนาอารมณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้น คือ พัฒนากาย พัฒนาพฤติกรรมทาง สังคม และพัฒนาปัญญา สรุปอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนาและในทัศนะ ตะวันตกที่มองต่างกันนั้น เนื่องจาก แนวทางของนักจิตวิทยามองธรรมชาติด้านอารมณ์โดย ทางกายภาพ คือมองไปถึงโครงสร้างการท างานของสมองทั้ง ๒ ด้าน กล่าวคือสมองด้านขวา ท างานเกี่ยวกับอารมณ์ส่วนสมองด้านซ้ายท างานเกี่ยวกับเรื่องเหตุผล แต่ส าหรับ พระพุทธศาสนา มองว่า สมองเป็นเพียงองค์ประกอบทางกายภาพของชีวิตมนุษย์ มี ความส าคัญในฐานะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้จิตได้อาศัยท างานเท่านั้น อารมณ์จึงไม่ได้เกิดจาก การท างานของสมอง แต่อารมณ์เป็นคุณสมบัติฝ่ายนามธรรมที่เป็นส่วนประกอบของจิต หรือ ท างานร่วมกับจิต ที่เรียกว่า “เจตสิก” โดยจิตเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนชีวิต และอยู่ เบื้องหลังการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ทั้งหมด ๘.๖ ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และพฤติกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนา ส าหรับในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และพฤติกรรม ในทัศนะพระพุทธศาสนาพอสังเขปเท่านั้น ส่วนเนื้อหาในรายละเอียดขอให้ศึกษารายเพิ่มเติม ในบทต่อไป สภาพจิตนั้นอาศัยพฤติกรรมเป็นช่องทางการสื่อสาร (อารมณ์ คือ สภาพจิตที่ แสดงออกทางพฤติกรรม) หากว่าอารมณ์ได้รับการพัฒนาด้วยปัญญาการสื่อสารแสดงออก ย่อมได้ผลดีด้วยไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางกาย วาจา และการใช้ปัญญาที่ได้พัฒนามาเป็น อย่างดีจะเป็นคนที่สามารถรับรู้เข้าใจ และ จัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ดีรวมทั้งเข้าใจ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๙ ความรู้สึกของผู้อื่น สามารถสร้างสายสัมพันธ์เพื่อการโน้มน าผู้อื่นได้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ และการด าเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นย่อมเป็นไปในทางสร้างสรรค์ สุขภาพจิตย่อมดีไปด้วยจึงมัก ประสบความส าเร็จมีความพึงพอใจในชีวิต มีความพึงพอใจในความสุขตามสถานะที่ตนเอง ด ารงอยู่ ทั้งด้านการงาน ครอบครัว และชีวิต ในการเกิดพฤติกรรมนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์๔๑ ซึ่งมีส่วนประกอบ ๕ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งในที่นี้สภาพจิต หรืออารมณ์ความรู้สึกนั้นเกิดจากการที่แดนรับรู้ภายใน (ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ) รับรู้ต่อ แดนรับรู้ภายนอก คือสิ่งที่มากระทบ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์) ก็จะเกิด การก าหนดได้หมายรู้ว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เมื่อเกิดความพึงพอใจหรือไม่พอใจอันเนื่องมาจาก การปรุงแต่งของจิต โดยมีเจตนาเป็นต้นเหตุในการปรุงแต่งแล้วแสดงออกใน ๓ ช่องทาง (ทวาร) ได้แก่ กาย ความคิด ค าพูด ในการแสดงพฤติกรรมของคนเกิดจากเจตสิก โดยมี เจตนาหรือความตั้งจิตถ้ามีเจตนาดีก็จะท าให้เกิดพฤติกรรมดีถ้าเจตนาไม่ดีพฤติกรรมก็จะไม่ ดี ทั้งนี้เจตนาเป็นส่วนที่เกิดจากปัญญา ผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์คือผู้ที่สามารถพัฒนา เจตสิกฝ่ายดี และควบคุมเจตสิกฝ่ายไม่ดีด้วยการใช้ปัญญาก ากับเจตนาไปในทางที่ดีเพื่อ ปรุงแต่งเจตสิก แล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี๔๒ ดังสรุปได้ตามแผนภาพด้านล่างนี้ ๔๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ ครั้งที่ ๑๘, (นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), ข้อ ๒๑๖, หน้า ๑๖๒. ๔๒ วัชราภรณ์ จิตรมาศ, “การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์โดยประยุกต์แนวคิดทาง พุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา) ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา, (คณะครุศาสตร์: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๓๑-๓๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๐    ( ) ( ) ( ) ( ) :  ๘.๗ การพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะ ตะวันตกซึ่งเป็นเรื่องของวิชาการทั่วไปและทางจิตวิทยา และในทัศนะทางพระพุทธศาสนา ๘.๗.๑ การพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตก การพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตก จะเกี่ยวข้องกับ กระบวนการทางจิต และการท างานของสมอง โดยขออธิบายความไปตามล าดับ ดังนี้ ๑) กระบวนการทางจิต (Psychological Functioning) ในเรื่องการพัฒนาการ ความฉลาดทางอารมณ์นั้นนักจิตวิทยามีความสนใจศึกษาร่วมไปกับความฉลาดทางปัญญา และบุคลิกภาพโดยได้ศึกษาถึง ความฉลาดทางอารมณ์ กับสติปัญญา และบุคลิกภาพที่ เกี่ยวกับจิตลักษณะของคน (Human mentality) ซึ่งนักจิตวิทยาได้มุ่งแนวความสนใจศึกษา ออกเป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่การศึกษาเกี่ยวกับสมองจิตใจ และแรงจูงใจ ดังนี้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๑ (๑) สมอง ได้แก่ในส่วนเกี่ยวกับความจ า เหตุผล การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การวิเคราะห์ การคิดในเชิงนามธรรม ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงของความฉลาดทาง ปัญญาในเรื่องของความเก่ง (๒) จิตใจ ได้แก่บุคลิกภาพ ภาวะอารมณ์(Mood) อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความ ฉลาดทางอารมณ์โดยตรง (๓) แรงจูงใจ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านชีวะวิทยาที่มีผลต่อพฤติกรรม การมุ่งสู่ เป้าหมายต่างๆ ของมนุษย ๔๓ นับตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๕๐ เป็นต้นมา มีผู้เริ่มสนใจถึงความเกี่ยวข้องของสติปัญญากับ บุคลิกภาพ และแยกให้เห็นถึงความแตกต่างกันในระดับพื้นฐานเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กระบวนการทางจิต (Psychological Functioning) ของบุคคลนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่า ระดับพื้นฐาน การศึกษาถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของความคิด บุคลิกภาพ อุปนิสัย ประกอบร่วมกัน ก าหนดเป็นพฤติกรรมทั้งความรู้และความเชื่อ ซึ่งต่างมีผลต่อพฤติกรรมใน การแก้ไขปัญหา การปรับตัว พฤติกรรมการติดต่อสัมพันธ์ต่อการแสดงออกที่เกี่ยวกับ จริยธรรมของบุคคล พบว่ายิ่งระดับหน้าที่ของจิตที่สูงยิ่งขึ้นยิ่งต้องมีความเกี่ยวพันของ สติปัญญา (ข้อเท็จจริงชนิดถูก ผิด) และกระบวนการของจิตพิสัย ซึ่งเป็นเรื่องของควร ไม่ควร เหมาะสม ไม่เหมาะสม ดีไม่ดีในระดับที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น กระบวนการทางจิตอัน เนื่องจากความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของสติปัญญา และบุคลิกภาพนี้จะส่งผลถึงความสามารถ ในการปรับตัว (Adaptability) ของบุคคลที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ ความเก่งคิด ความเก่งคน และในเรื่องที่เกี่ยวกับ ศีลธรรมจรรยาในการด ารงชีวิตประจ าวัน ซึ่งกระบวนการของความฉลาดทางอารมณ์ นั้นมุ่งให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล สามารถที่จะ ปรับตัวได้เป็นอย่างดีคือ ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน หรือเป้าหมายต่างๆ ของตนได้ อย่างสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมคุณธรรมที่ตนยึดถือด้วย ท าให้บุคคลมีการใช้ ความรู้สติความยั้งคิดตามความเป็นจริงถูกต้องกับกาลเทศะ บุคคล สถานที่ชุมชน ๔๔ ๒) กระบวนการของสมองที่เป็นบ่อเกิดของความฉลาดทางปัญญา (IQ) และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นผลของการศึกษาอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับโครงสร้างและ หน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ โดยมีล าดับพัฒนาการดังนี้ ในช่วง ค.ศ.๑๙๖๐ โรเจอร์สเปอรรี(Roger Sperry) แห่ง California Institute of Technology (Cal Tech) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการแบ่งส่วนของสมองซีกซ้ายและซีกขวา โดยพบว่า สมองทั้งสองส่วนมีหน้าที่เป็นเอกเทศและความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน สมองซีกซ้าย ๔๓ วีรวัฒน์ ปันนิตามัย, เชาวน์อารมณ์(EQ) : ดัชนีวัดความสุข และความส าเร็จของชีวิต, หน้า ๓๗. ๔๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๗ – ๔๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๒ ท าหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายด้านขวา โดยรับผิดชอบเกี่ยวกับภาษาถ้อยค าสิ่ง ที่เป็นค าพูดตัวหนังสือ เน้นการคิดวิเคราะห์การคิดวางแผน การคิดตามความเป็นจริง คิด ตามล าดับขึ้นตอนของความเป็นเหตุเป็นผลอย่างกระตือรือร้น ส่วนสมองซีกขวานั้นควบคุม การเคลื่อนไหวของร่างกายด้านซ้าย รับผิดชอบเกี่ยวกับการคิดเป็นภาพ คิดแบบคาดคะเน โดยใช้ญาณหยั่งรู้คิดโดยประมวลสิ่งเร้าต่างๆ พร้อมๆ กัน คิดรับรู้จินตนาการในลักษณะ ความคิดสร้างสรรค์คิดแบบทันทีทันใด สมองซีกขวาจะคิดในสิ่งที่เป็นภาพรวมในเชิงของมิติ สัมพันธ์ขณะที่สมองซีกซ้ายจะคิดอะไรในลักษณะเป็นล าดับขั้นตอน๔๕ จากการศึกษาของนักจิตวิทยาดังกล่าวสรุปได้ว่า สมองซีกซ้ายจะควบคุมการ ท างานด้านขวาของร่างกาย มีหน้าที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล การคิดค านวณ การคิดวิเคราะห์ การเขียน การอ่าน การคิด การรับรู้ที่เป็นล าดับ แม้กระทั่งล าดับการเคลื่อนไหวต่างๆ ของ ร่างกาย สมองซีกขวาควบคุมการท างานด้านซ้ายของร่างกาย รับผิดชอบในเรื่องการรับรู้โดย ภาพรวม อารมณ์ สีหน้า ศิลปะ ภาพสัญลักษณ์ ญาณหยั่งรู้เรื่องของจิตในการพัฒนาให้ บุคคลมีความสุข ความส าเร็จในชีวิตได้นั้น จ าเป็นต้องพัฒนาสมองทั้งสองส่วนนี้ให้ไปด้วยกัน อย่างสมดุลไม่เพียงแต่สมองส่วนที่ท าหน้าที่คิดวิเคราะห์คิดได้เร็วถูกต้องแม่นย า แก้ปัญหาเก่ง แต่ยังต้องให้ความส าคัญกับการพัฒนาสมองในส่วนที่เกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์และจิตใจ ด้วย ขณะที่การพัฒนาความฉลาดทางปัญญา (IQ) ท าให้เห็นผลได้รวดเร็วภายใต้อิทธิพลของ กรรมพันธุ์สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ซึ่งเชื่อกันว่า ระดับความฉลาดทางปัญญา (IQ) ของแต่ ละบุคคลจะสูงสุดในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แต่การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มิใช่เพียงแค่รู้และซาบซึ้งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยเวลาความเอา จริงเอาจังจากหลายๆ ฝ่าย อาทิครอบครัว โรงเรียน สื่อมวลชนประกอบร่วมด้วย และระดับ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของแต่ละคนไม่ถูกจ ากัดโดยพันธุกรรม แต่เป็นผลมาจาก การเรียนรู้พัฒนาได้ตลอดทั้งชีวิต ตราบเท่าที่บุคคลเรียนรู้จากประสบการณ์ความฉลาดทาง อารมณ์(EQ) จึงเป็นเรื่องของการขัดเกลานิสัยภายใต้สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมมากกว่า จะถูกก าหนดโดยกรรมพันธุ์(Nurture over Nature)๔๖ เมื่อพิจารณาโครงสร้างสมอง และการท างานของสมอง จากการศึกษาของ นักจิตวิทยา สมองแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน โดยแต่ละส่วนท าหน้าที่ต่างกันดังแผนภาพต่อไปนี้ ๔๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๓. ๔๖ หน้า ๔๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๓ แผนภาพที่ ๑๘ : โครงสร้างการท างานของสมอง๔๗ จากภาพที่ ๒ ส่วน (A) ด้านซ้ายบนของสมองจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมด้านสติปัญญา โดยเฉพาะ IQ (ความฉลาดทางปัญญา) และการแก้ปัญหา ด้านซ้ายล่างของสมอง (B) จะท า หน้าที่เสมือนแม่บ้านคอยจัดระเบียบให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ [การจัดระเบียบมุ่ง รายละเอียด จึงเป็นการส่งเสริมลักษณะของ EQ] สมองด้านขวาบน (D) เป็นต้นก าเนิดของ ความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์การคิดสังเคราะห์ การคิดเห็นภาพรวมที่ควรจะเป็น และส่วนของ สมองด้านขวาล่าง (C) จะเป็น “Emotional Brain” (สมองส่วนความฉลาดรู้ทางอารมณ์) ซึ่งคือบ่อเกิดของความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ที่มีความฉลาดรู้ทาง อารมณ์ในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น หลักการพัฒนาชีวิตในทางพระพุทธศาสนาซึ่งแม้จะไม่ กล่าวไว้ว่า เป็นความฉลาดทางอารมณ์โดยตรง แต่เมื่อศึกษาดูแล้วหลักการพัฒนาความฉลาด ทางอารมณ์ตามแนวตะวันตกมีลักษณะเดียวกัน สอดคล้องกันกับ หลักการพัฒนาชีวิตในทาง พระพุทธศาสนาที่เป็นสาระส าคัญที่สุด ซึ่งมีลักษณะที่เป็นรูปแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุก มิติของชีวิต กล่าวคือเป็นการพัฒนาชีวิต ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา นั่นคือ หลักไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิปัญญา ๔๗ ที่มา : สุธรรมมา วรนาวิน, “ผลของการปฏิบัติสมาธิที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ : กรณีศึกษาผู้ปฏิบัติธรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท วัดโสมนัสวิหาร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพระพุทธศาสนา), หน้า ๔๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๔ ๘.๗.๒ การพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับความฉลาดทางอารมณ์และยังก่อให้เกิดความ ฉลาดทางปัญญาด้วยหมายความว่าเมื่อมีอารมณ์ที่ดีย่อมมีปัญญา มีสติคิดในทางสร้างสรรค์ และก่อให้เกิดความสุขตามมา ดังพุทธพจน์ใน ยมกวรรค ว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจ (จิต) เป็น หัวหน้า มีใจ (จิต) ประเสริฐที่สุด ส าเร็จแล้วดัวยใจ(จิต) หากว่าบุคคลมีใจ(จิต) ผ่องใสแล้ว กล่าวอยู่หรือกระท าอยู่ความสุขย่อมไปตามเขาดุจเงาติดตามตัว ฉะนั้น” ๔๘ และ พระพุทธศาสนายังสอนว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้จิตสามารถพัฒนาได้หลักธรรมที่สอน ในเรื่องการพัฒนาจิต สติ โดยตรงก็คือเรื่องสมาธิซึ่งเป็นหลักธรรมที่เน้นการบริหารและ ควบคุมจิตใจโดยตรงให้จิตมีคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพจิตที่ดีสามารถควบคุมจิตใจของ ตนให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมมีสติตระหนักรู้ รู้เท่าทันในทุกขณะจิต ความมีสติตระหนักรู้ก็ คือรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ดี รวมทั้งเข้าใจ ความรู้สึกของคนอื่น จิตที่ได้รับการพัฒนาฝึกอบรมด้วยสมาธิแล้วจะมีคุณสมบัติ ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาณุโสณีพราหมณ์ที่พระเชตวันวิหารในภยเภรวสูตรว่า “จิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึง ความไม่หวั่นไหวอย่างนี้” ๔๙ นักจิตวิทยาเป็นจ านวนมากที่ได้ท าการศึกษาค้นคว้า เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่า วิธีจัดการกับอารมณ์ที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดคือ ความเข้าใจ ตนเอง (self-understanding) หรือความตระหนักในตนเอง (self-awareness) ซึ่งจะน าไปสู่ การรู้จักอารมณ์ความรู้สึก ความคิดและจินตนาการของตนเอง วิธีการเช่นนี้สอดคล้อง กับหลักการในการท าสมาธิ๕๐ นั่นเอง โดยจากการศึกษา ผลของการปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐานที่มีต่อการควบคุมอารมณ์ พบว่าการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานสามารถน ามาใช้ เพื่อเพิ่มระดับของการควบคุมอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ได้๕๑ เช่น การฝึกสมาธิตาม แนวสติปัฏฐาน ๔ ๕๒ เป็นต้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลอย่างหนึ่งที่ ๔๘ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑/๒๓. ๔๙ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๕๓/๔๒. ๕๐ จ าลอง ดิษยวณิช, วิปัสสนากรรมฐานและเชาว์อารมณ์, (เชียงใหม่: โรงพิมพ์แสงศิลป), หน้า ๘๘-๑๐๒. ๕๑ พระมหาไสว คายสูงเนิน (ญาณวีโร), “ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่มีต่อการ ควบคุมอารมณ์”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗), หน้า บทคัดย่อ. ๕๒ วรินทร์ทิพย์ หมี้แสน, “ผลของการฝึกสมาธิตามแนวสติปัฎฐาน ๔ ที่มีต่อเชาวน์อารมณ์ ของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ตาก”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาการศึกษา), (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า บทคัดย่อ.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๕ สามารถน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ เป็นการพัฒนาและส่งเสริมสุขภาพจิต สติสัมปชัญญะ และท าให้บุคคลมีความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้น๕๓ หลักในการพัฒนาชีวิตในพระพุทธศาสนาพบว่า พระพุทธศาสนามีหลักการพัฒนา ชีวิตครอบคลุมและให้เกิดความสมดุลในมิติทั้ง ๔ ด้านของชีวิต คือ มิติทางกาย (ภาวิตกาย, พัฒนากาย) มิติทางสังคม (ภาวิตศีล, พัฒนาศีล) มิติทางอารมณ์(ภาวิตจิต, พัฒนาจิต) และ มิติทางปัญญา (ภาวิตปัญญา, พัฒนาปัญญา) การพัฒนาเพื่อความฉลาดทางอารมณ์เป็นมิติ หนึ่งในมิติทั้ง ๔ ด้านในหลักการพัฒนาชีวิตซึ่งจะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กันให้เกิดความสมดุล ในทุกมิติของชีวิต มิติทางกาย (ภาวิตกาย) จัดเป็นปัจจัยภายใน เช่นการรู้จักคิด คิดเป็น คิดถูกวิธีเป็นปัจจัยที่ท าให้ปฏิบัติตนต่อปัจจัยภายนอก คือ มิติทางสังคม(ภาวิตศีล) ได้ดีทั้ง สองปัจจัยนี้จะหล่อหลอมให้เกิดความคิดความเชื่อที่ถูกต้อง คิดตามความเป็นจริง มีทัศนะต่อ โลกและชีวิตที่ถูกต้อง คือ มีสัมมาทิฏฐิเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วขบวนการพัฒนาชีวิตก็จะด าเนิน ไปตามหลักการพัฒนาที่เรียกว่า อริยมรรค หรือ ไตรสิกขา คือ ศีล (มิติทางกาย + สังคม) สมาธิ(มิติทางอารมณ์) และ ปัญญา (มิติทางปัญญา) พระพุทธศาสนายังได้เน้นเสนอการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้สูงขึ้นด้วยการ ปฏิบัติธรรม โดยหยิบยกเอาองค์ประกอบของมรรคที่เกี่ยวกับการพัฒนาอารมณ์ คือ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิขึ้นมาเป็นหลักในการพัฒนา สัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนานั้น ประกอบไปด้วยทั้งสมถวิธีและวิปัสสนาวิธี ซึ่งแต่ละวิธีต่างให้ผล คือพัฒนากาย พัฒนา พฤติกรรม พัฒนาสังคม และพัฒนาปัญญาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งผลนี้ก็คือผลของการพัฒนา ความฉลาดทางอารมณ์ในทางจิตวิทยาสมัยใหม่ นั่นเอง เช่น สติปัฏฐานสูตร ซึ่งเน้นหลักการ ปฏิบัติโดยใช้สติและสัมปชัญญะท าหน้าที่ก าหนดพิจารณา หรือ ตามดูรู้ทันอารมณ์ต่างๆ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยมีองค์ประกอบด้านความเพียร(อาตาปี) เป็นพลังในการขับเคลื่อน กระบวนการปฏิบัติธรรม จากหลักการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสูตรนี้ พบว่า ทั้งสติและสัมปชัญญะเป็น องค์ประกอบร่วมในหลักการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามแนวทางของนักจิตวิทยา โดยที่สติเป็นองค์ประกอบของอารมณ์ (EQ) คือความระลึกได้ตระหนักรู้อารมณ์ของตนเอง ไหวเท่าทันความคิด ความรู้สึกและภาวะอารมณ์ของตนเอง และผู้อื่นได้ สัมปชัญญะเป็น องค์ประกอบด้านปัญญา (IQ) เป็นความสามารถของบุคคลในการที่จะรับรู้เข้าใจ ประเมิน วิเคราะห์ขบวนการอารมณ์ของตน เพื่อการแสดงออกของอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมี การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์๕๔ ๕๓ พริ้มเพรา และจ าลอง ดิษยวณิช, ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีต่อบุคลิกภาพ และเชาว์อารมณ์, วารสารสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย, ฉบับที่ ๔๖, (๒๕๔๔) : ๑๙๘-๒๐๖. ๕๔ สุธรรมมา วรนาวิน, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๓-๑๑๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๖ การปฏิบัติสมาธิ หรือการพัฒนาจิตนั้นส่งผลให้เกิด คุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาพจิตที่ดีผลของการพัฒนาจิตบนฐานแห่งสมาธินี้น าไปสู่ความฉลาดทางอารมณ์ที่ ครอบคลุมมิติทั้ง ๔ ด้านของชีวิต คือพัฒนากาย พัฒนาสังคม พัฒนาจิต (อารมณ์) และ พัฒนาปัญญาดังกล่าว ซึ่งอาจสงเคราะห์ลงได้๓ ด้าน คือ การพัฒนาด้านพฤติกรรม (กาย+ สังคม คือศีล) ด้านจิตใจ (อารมณ์) และด้านปัญญา พระพุทธศาสนามองว่า ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึงการพัฒนาชีวิตที่ครบมิติ ทั้ง ๔ ด้าน คือ มิติด้านร่างกาย มิติด้านสังคม มิติด้านจิตใจ และมิติด้านปัญญา ซึ่งความจริง แล้วก็คือการพัฒนาชีวิตตามหลักไตรสิกขานั่นเอง๕๕ โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ ๑) ภาวิตกาย (Physical growth) ความเจริญงอกงามทางกาย หมายถึง การมีกาย ที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันหมายถึงการมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง แต่ในพุทธศาสนาหมาย ครอบคลุมไปถึงการเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นไปอย่างดีเป็นคุณประโยชน์ ในการเสริมคุณภาพกายให้มีสุขภาพดีสามารถท ากิจการงานในหน้าที่ให้ได้ผลดีช่วยให้การ ด าเนินชีวิตเป็นไปอย่างดีงาม เช่น ในเรื่องการกิน การใช้ก็มองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งที่กิน ที่ใช้ว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่แท้จริง เป็นการน าเอาคุณค่าที่แท้จริงมาใช้พัฒนาชีวิต ไม่ใช่กิน หรือใช้ไปเพื่อความอร่อย มัวเมา โก้หรูสนองความอยาก ปรนเปรอตน ซึ่งเป็นการกินการใช้ที่ ไม่ใช่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ๒) ภาวิตศีล (Social growth) ความเจริญงอกงามทางศีล หมายถึง มีศีลที่เจริญ แล้ว ศีล นอกจากเป็นการพัฒนาพฤติกรรมทางอารมณ์ของตนแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับสังคม หมายความว่า การมีพฤติกรรมทางศีลของบุคคลที่พัฒนาแล้ว เช่น ความมีระเบียบวินัย ความสุจริตกาย วาจา อาชีวะ นั่นก็คือการมีพฤติกรรมทางสังคมที่พัฒนาแล้ว หรือการร่วม สร้างสังคมให้มีการพัฒนา เช่น สร้างระเบียบวินัยของสังคม สร้างความประพฤติที่ดีงาม สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ไม่เบียดเบียนกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓) ภาวิตจิต (Emotional growth) ความเจริญงอกงามทางอารมณ์หมายถึง การ มีคุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาพจิตที่ดีการมีคุณภาพจิต เช่น มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีขันติหิริโอตตัปปะ การมีสมรรถภาพจิตที่ดีคือ มีจิตที่เหมาะแก่การใช้งานได้ดี เป็นจิตที่มีความเพียร มีสติมีสมาธิเข้มแข็ง มั่นคง คล่องตัว การมีสุขภาพจิตที่ดีคือ มีความสุข มีความปลอดโปร่งเบิกบานสดชื่นผ่องใส ซึ่งพระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับการ พัฒนาจิตมากด้วยถือว่า ความสุขเป็นแกนของจริยธรรม เพราะถ้าคนในสังคมไม่มีความสุข กันแล้ว จะเป็นปัญหาทั้งแก่ตน และแก่ผู้อื่นในสังคม ๕๕ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), มองอเมริกามาแก้ปัญหาไทย, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พุทธธรรม, ๒๕๔๑), หน้า ๖๙-๗๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๗ ๔) ภาวิตปัญญา (Intellectual growth) ปัญญาที่เจริญแล้ว พัฒนาแล้ว หมายถึง มีปัญญาจากการฝึกอบรมให้เกิดขบวนการการรับรู้และเข้าใจ มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความ เป็นจริง ไม่บิดเบือน ไม่ถูกกิเลสตัณหาเข้าครอบง า เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่เกิดอคติแต่เป็นความคิดที่ปลอดโปร่ง เรียกว่า เป็นปัญญาที่เป็นอิสระ หรือปัญญาอิสระ ซึ่งพระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับการพัฒนามากด้วยเหตุที่ปัญญาเป็นตัวตัดสินชี้ขาดใน การที่จะบรรลุเป้าหมายของพุทธศาสนา คือความหลุดพ้น หรือที่เรียกว่า ความเป็นอิสรภาพ ในปัจจุบัน สรุปท้ายบท อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนาและทัศนะตะวันตกที่ มีมุมมองต่างกันนั้น เนื่องจาก นักจิตวิทยามองธรรมชาติด้านอารมณ์เป็นเรื่องทางกายภาพ คือมองไปถึงโครงสร้างการท างานของสมองทั้ง ๒ ด้าน คือสมองด้านขวาท างานเกี่ยวกับ อารมณ์สมองด้านซ้ายท างานเกี่ยวกับเรื่องเหตุผล ส่วนพระพุทธศาสนามองว่า สมองเป็น เพียงองค์ประกอบทางกายภาพของชีวิตมนุษย์ มีความส าคัญในฐานะเป็นเครื่องมือให้จิตได้ อาศัยท างานเท่านั้น อารมณ์จึงไม่ได้เกิดจากการท างานของสมอง แต่อารมณ์เป็นคุณสมบัติ ฝ่ายนามธรรมที่เป็นส่วนประกอบของจิต หรือท างานร่วมกับจิต ที่เรียกว่า “เจตสิก” โดยจิต เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนชีวิต และอยู่เบื้องหลังการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ นักจิตวิทยาที่ได้ท าการศึกษาค้นคว้า เรื่องความฉลาดทางอารมณ์ต่างมีความเห็น พ้องต้องกันว่า วิธีจัดการกับอารมณ์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือ ความเข้าใจตนเอง (selfunderstanding) หรือความตระหนักในตนเอง (self-awareness) ซึ่งจะน าไปสู่การรู้จัก อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และจินตนาการของตนเอง ในขณะที่พระพุทธศาสนามองว่า ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึงการพัฒนาชีวิตที่ครบมิติทั้ง ๔ ด้าน คือ มิติด้านร่างกาย มิติด้านสังคม มิติด้านจิตใจ และมิติด้านปัญญา หรือกล่าวโดยสรุปว่า การพัฒนาชีวิตตาม หลักไตรสิกขานั่นเอง ดังนั้น การรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาจิต ให้เกิดความฉลาดทางอารมณ์ และน าไปสู่การพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๘ ค าถามท้ายบท ๑. บอกความหมายของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะความคิดทาง พระพุทธศาสนาและตะวันตก มาพอสังเขป ๒. จงบอกความส าคัญของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะความคิด ทางพระพุทธศาสนาและตะวันตก มาพอสังเขป ๓. จงบอกสาระส าคัญของแนวคิดอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะ พุทธศาสนามา มาพอสังเขป ๔. จงบอกสาระส าคัญของแนวคิด/ทฤษฎีอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ใน ทัศนะตะวันตกมาอย่างน้อย ๒ แนวคิด ๕. จงอธิบายกระบวนการเกิดอารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลของ อารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา มาพอสังเขป ๖. จงบอกการพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา และตะวันตก มาพอสังเขป


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๑๙ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, คู่มือความฉลาดทางอารมณ์, กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิต, ๒๕๔๕. จ าลอง ดิษยวนิช, วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์, เชียงใหม่: แสงศิลป์, ๒๕๔๓, ชูทิตย์ ปานปรีชา, เอกสารการสอนชุดจิตวิทยาทั่วไปหน่วยที่ ๙, กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗. เทอดศักดิ์ เดชคง, ความฉลาดทางอารมณ์: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๔๕. ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์. สุขภาพจิตเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตการพิมพ์, ๒๕๓๐. พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต, พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธ ศาสน์ ชุด ค าวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๘, หน้า ๑๓๕๓. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, กรุงเทพมหานคร: บริษัท สื่อตะวัน จ ากัด, ๒๕๔๕. _________, มองอเมริกา มาแก้ปัญหาไทย, กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้ง ที่ ๑๘, นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓. รณรุทธิ์ บุตรแสนคม. สุขภาพจิต. กรุงเทพมหานคร: ม.ป.ท..๒๕๓๕. วีรวัฒน์ ปันนิตามัย, เชาวน์อารมณ์(EQ) ดัชนีวัดความสุข และความส าเร็จของชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๔, กรุงเทพมหานคร: บริษัท เอ็กซเปอรเนท จ ากัด, ๒๕๔๒ (๒) วิทยานิพนธ์: จิตสุภาณัฐ ประยงค์รัตน์. “ผลของการใช้โปรแกรมความฉลาดทางอารมณ์ต่อความฉลาด ทางอารมณ์และการปรับตัวทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔.” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตสาขาจิตวิทยาการแนะแนว, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๔๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๐ พระมหาไสว คายสูงเนิน (ญาณวีโร). “ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานที่มีต่อการ ควบคุมอารมณ์”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๗. วัชราภรณ์ จิตรมาศ. “การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางอารมณ์โดยประยุกต์แนวคิด ทางพุทธศาสนา”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวัดและ ประเมินผลการศึกษา ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๕๐. วรินทร์ทิพย์ หมี้แสน. “ผลของการฝึกสมาธิตามแนวสติปัฎฐาน ๔ ที่มีต่อเชาวน์อารมณ์ของ นักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ตาก”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต จิตวิทยาการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓. สุธรรมมา วรนาวิน. “ผลของการปฏิบัติสมาธิที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์: กรณีศึกษาผู้ ปฏิบัติธรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท วัดโสมนัส วิหาร”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, บัณฑิต วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. เสาวลักษณ์ สนธิวงศ์เวช. “ผลของการใช้กลุ่มสติบ าบัดต่อการปรับตัวทางอารมณ์ของ วัยรุ่น”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการให้ค าปรึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๔๘. อัจฉรา เจริญศรี. “ผลของการฝึกอบรมภาวนาเชิงพุทธตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ต่อ การปรับตัวทางอารมณ์และการมองในแง่ดี”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร มหาบัณฑิต (จิตวิทยาการปรึกษา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑. (๓) บทความทางวิชาการ : พริ้มเพรา และจ าลอง ดิษยวณิช. ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีต่อบุคลิกภาพ และ เชาว์อารมณ์. วารสารสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทย, ฉบับที่ ๔๖, (๒๕๔๔). อัจฉรา สุขารมณ์ วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี และ อรพินทร์ ชูชม (บรรณาธิการ). รวมบทความ ทางวิชาการ EQ. กรุงเทพมหานคร: เดสก์ท็อป, ๒๕๔๕. (๔) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: โกศล สนิทวงษ์. “ความฉลาดทางอารมณ์กับพุทธศาสนาสู่การพัฒนาคนและองค์การ”, [ออนไลน์] แหล่งที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id= hrdlearning&group=1&month=01-2013&date=29. [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๑ จิตและอารมณ์. [ออนไลน์]. แห่ลงที่มา : http://www.buddhism-online.org/Section 02A_04.htm. [๒๒ กันยายน ๒๕๕๗]. น.อ.วศิน บ ารุงชีพ และ น.ท.หญิง พรทิพย์ อินทรวิเชียร. “ท าอย่างไรให้ทหารเรือหญิง เก่ง ดี และมีความสุข”, เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง “ท าอย่างไรให้ทหารเรือ หญิง เก่ง ดี และมีความสุข” เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ พ.ค.๒๕๔๖ บทความในเอกสาร ประกอบการประชุมทหารเรือหญิงประจ าปี ๒๕๔๖[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.navylady.navy.mi.th/content6/article65.htm. [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗]. บทที่ ๑๖ อารมณ์และทวาร. [ออนไลน์]. แห่ลงที่มา : http://www.dharma-gateway. com/ ubasika/nina/abhidham-17.htm. [๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗]. สุวิญ รักสัตย์. “การสื่อสารกับการบริหารอารมณ์แนวพุทธ” [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.puzinnian.blogspot.com/2013/05/blog-post_24.html. [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : Danial Goleman, Emotional Intelligence, London : Bloomsbery Puplishing Plc, 1996,


บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา (Human Behavior and Personality in Buddhist’s Perspective) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความหมายของพฤติกรรมและบุคลิกภาพได้ ๒. บอกความส าคัญของพฤติกรรมและบุคลิกภาพได้ ๓. บอกแนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาได้ ๔. บอกแนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยาได้ ๕. เปรียบเทียบหลักการบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและจิตวิทยาได้ ๖. บอกวิธีการการพัฒนาพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและ จิตวิทยาได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความหมายของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ ความส าคัญของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ แนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพุทธศาสนา แนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยาตะวันตก หลักการบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและจิตวิทยา การพัฒนาพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและจิตวิทยา


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๓ ๙.๑ ความน า พฤติกรรมเป็นการกระท าของบุคคล ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏออกมาภายนอก ซึ่งเป็นไปตามเจตจ านงหรือเจตนา๑ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “...คนจะชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะชาติ ก าเนิดก็หามิได้จะชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะชาติก าเนิดก็หามิได้ แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะ กรรม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม” ๒ นั่นหมายความว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ ตระกูลก็หาไม่ หรือไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่ แต่บุคคลจะเป็นพราหมณ์ได้ก็ เพราะกรรมหรือไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม บุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นช่างศิลป์ ก็เพราะกรรม เป็นพ่อค้าก็เพราะกรรม เป็นผู้รับใช้ก็เพราะกรรม บุคคลแม้เป็นโจรก็เพราะ กรรม เป็นทหารอาชีพก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตก็เพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เป็นได้ เพราะกรรมทั้งนั้น บุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา หมายถึง บุคลิกลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของ บุคคลผู้ที่แสดงพฤติกรรมที่เป็นกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต หรือแสดงพฤติกรรมที่เป็น กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่มีอยู่ภายในจิต และที่ปรากฎออกมาทางร่างกายตามแรงจูงใจ หรือแรงผลักดันจากภายในจิต บุคลิกภาพมี ๒ อย่าง ได้แก่บุคลิกภาพภายใน หมายถึง บุคลิกลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลผู้มีมโนสุจริตและมโนทุจริต และการแสดง พฤติกรรมให้ปรากฎออกมาจะขึ้นอยู่กับจริต ๖ ประกอบด้วย และบุคลิกภาพภายนอก หมายถึง บุคลิกลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลผู้ที่มีกายทุจริต วจีทุจริต หรือกายสุจริต วจีสุจริต ที่แสดงออกมาให้บุคคลอื่นรับรู้ ความหมายของบุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา มีความสอดคล้องกับความหมาย ของบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยาที่สรุปได้เป็น ๒ ประการ คือ บุคลิกภาพภายนอก หมายถึง บุคลิกลักษณะที่แสดงออกมาทางกายและวาจา และบุคลิกภาพภายใน หมายถึง บุคลิกลักษณะ ที่มีอยู่ภายในจิตหรืออุปนิสัย การพัฒนาบุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา คือการกรับกรุง บุคลิกภาพภายในเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพภายนอกให้ดีขึ้น และเน้นปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน เพื่อน าไปสู้การบรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือพระนิพพาน การพัฒนา บุคลิกภาพทางจิตวิทยา มีความสอดคล้องกับการพัฒนาบุคลิกภาพตามแนวคิดทาง พระพุทธศาสนา คือ เป็นการปรับปรุงบุคลิกภาพและบุคลิกลักษณะที่ปรากฎภายนอกและ ภายในให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่พึงประสงค์การพัฒนาบุคลิกภาพตามช่วงวัยของชีวิต มี ส่วนส าคัญที่ท าให้การพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การมีองค์ประกอบ ภายนอกและองค์ประกอบภายในในแต่ละช่วงวัยของชีวิตเป็นสิ่งส าคัญ ที่ท าให้การพัฒนา ๑ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พุทธธรรม, ๒๕๕๑), หน้า ๓. ๒ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๑๓๖/๕๓๑-๕๓๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๔ บุคลิกภาพประสบความส าเร็จ พระพุทธศาสนาให้ความส าคัญทั้งสององค์ประกอบ องค์ประกอบภายนอกได้แก่เรื่องการมีกัลยาณมิตรคอยให้ความช่วยเหลือแนะน าตักเตือน และองค์ประกอบภายในได้แก่การมีโยนิโสมนสิการในการคิด ไตร่ตรอง หาเหตุผล เป็น สัมมาทิฏฐิและทัศนะทางจิตวิทยาเน้นความส าคัญถึงองค์ประกอบภายนอกคือ การมี กัลยาณมิตร และการได้รับการอบรมจากมารดาบิดา จะช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาในแต่ละ ระยะช่วงวัยของชีวิตมีความต่อเนื่องเป็นไปในทางที่มีประสิทธิภาพ บุคคลที่ได้รับการพัฒนา บุคลิกภาพตามหลักค าสอนในพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องนั้น จะได้รับผลใน ๓ ทาง คือ ๑ กายภาวนา (อบรมศีล) พฤติกรรมและบุคลิกภาพที่เป็นกายทุจริต วจีทุจริต ปรับเปลี่ยนมา เป็นกายสุจริต วจีสุจริต ๒ จิตตภาวนา (อบรมสมาธิ) บุคลิกลักษณะภายในที่เป็นมโนทุจริต ปรับเปลี่ยนเป็นมโนสุจริต และจิตมีความมั่นคงไม่หวั่นไหวไปกับโลกธรรมที่มากระทบ ๓ ปัญญาภาวนา (อบรมปัญญา) ปรับเปลี่ยนจากโลกียปัญญาที่ยังไม่สามารถก าจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปเป็นโลกุตตรปัญญาที่สามารถก าจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง และท าให้บรรลุถึงจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ การดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาวะ นี้เรียกว่า พระนิพพาน๓ ๙.๒ ความหมายของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ พฤติกรรมส่งผลให้เกิดบุคลิกภาพ และบุคลิกภาพก็เป็นปัจจัยห้เกิดพฤติกรรมของ บุคคล ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงความหมายของพฤติกรรมและความหมายของบุคลิกภาพใน มุมมองทางพระพระพุทธศาสนา และมุมมองทางจิตวิทยา โดยกล่าวไปตามล าดับ ดังนี้ ๙.๒.๑ ความหมายของพฤติกรรม พฤติกรรม กล่าวโดยรวมแล้ว หมายถึงการแสดงออกของบุคคลที่แสดงออกมาทาง กาย ทางวาจา และทางจิตใจ โดยการแสดงออกของบุคคลใดก็จะเป็นไปตามความนึกคิดของ นั้นๆ กล่าวคือบุคคลคิดอย่างไรก็จะพูดและกระท าอย่างนั้น การกระท าของบุคคลนั้นเองที่ เป็นการบ่มเพราะบุคลิกภาพของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อนี้จะได้กล่าวถึง ความหมาย ของพฤติกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนาและในทัศนะจิตวิทยา ไปตามล าดับ ๑) ความหมายของพฤติกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนา พฤติกรรมในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กรรม หรือ การแสดงออกของบุคคล ซึ่งการแสดงออกสามารถแยกตามทวาร ในนิทานสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดกรรม พระพุทธองค์ ได้แสดงช่องทางในการกระท าได้เป็น ๓ ทาง ใจความสรุปได้ดังนี้คือ:- ๓ พระพิรุณ วุฑฺฒิธมฺโม (ตะเนาว์), “การพัฒนาบุคคิกภาพในพระพุทธศาสนา” วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า บทคัดย่อ.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๕ (๑) กายกรรม คือการแสดงออกทางกายของบุคคล ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย การใช้ร่างกายท ากิจกรรมต่างๆ เรียกว่า กายกรรม ๓ ซึ่งหากเป็นอกุศลกรรม ได้แก่ การฆ่า สัตว์ การลักทรัพย์ และการประพฤติในกาม (๒) วจีกรรม คือการแสดงออกทางวาจาของบุคคล ผ่านการพูด การสื่อสาร เรียกว่า วจีกรรม ๔ ซึ่งหากเป็นอกุศลกรรม ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดค า หยาบ การพูดเพ้อเจ้อ (๓) มโนกรรม คือการแสดงออกทางจิตใจของบุคคล ผ่านการคิด เรียกว่า มโนกรรม ๓ ซึ่งหากเป็นอกุศลกรรม ได้แก่ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา เป็นผู้มีจิตพยาบาท และมีความเห็นวิปริตหรือเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ๔ การกระท าทางใจของบุคคล เช่น ความคิด ความเชื่อ ความเห็นการยึดถือ โดย ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า มโนกรรม มีความส าคัญมากเพราะมโนกรรมหรือการกระท า ทางใจนี้ หมายถึง กระบวนการคิดทั้งหมด ตั้งแต่ความคิดนึก การคิดปรุงแต่ง รวมทั้ง ความเชื่อถือ ความคิดเห็น ทฤษฎีลัทธิความเข้าใจตามนัยเหตุผล อุดมการณ์ทั้งหลาย หรือ รวมเรียกว่า ทิฏฐิ๕ ซึ่งเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมและความเป็นไปในชีวิตของบุคคลและคติของ สังคมทั้งหมด เมื่อบุคคลเชื่อหรือเห็น ก็คิด พูดและกระท าการต่างๆ ไปตามที่เชื่อที่เห็นนั้น ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิการคิด การพูด การท า ก็เป็นไปในทางที่ผิดเป็นมิจฉาไปด้วย แต่หากเป็น สัมมาทิฏฐิการคิด การพูด การท าของบุคคลก็เป็นไปทางที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิไปด้วย๖ ๒) ความหมายของพฤติกรรมในทัศนะจิตวิทยา พฤติกรรม (Behavior) คือ กริยาอาการที่แสดงออกหรือปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเผชิญ กับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสถานการณ์ต่างๆ อาการแสดงออกต่างๆ เหล่านั้น อาจเป็นการ เคลื่อนไหวที่สังเกตได้หรือวัดได้ เช่น การเดิน การพูด การเขียน การคิด การเต้นของหัวใจ เป็นต้น ส่วนสิ่งเร้าที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็นสิ่งเร้าภายใน (Internal Stimulus) และสิ่งเร้าภายนอก (External Stimulus) ปัจจัยพื้นฐานส าหรับพฤติกรรมมนุษย์ คือ หลักการ หรือความรู้ซึ่งช่วยให้เข้าใจ พฤติกรรมมนุษย์ได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น ปัจจัยพื้นฐาน ของพฤติกรรม ที่ส าคัญได้แก่ ปัจจัยทางชีวภาพ ซึ่งกล่าวถึง อิทธิพลของพันธุกรรม และการ ท างานของระบบประสาท สมอง ต่อมไร้ท่อ และกล้ามเนื้อที่มีต่อ พฤติกรรม ปัจจัยจิตวิทยา ซึ่งกล่าวถึง แรงจูงใจ และ การเรียนรู้ ที่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม และปัจจัยทางสังคมที่ ๔ ดูรายละเอียดใน ที.ป. (ไทย) ๑๑/๓๔๔/๓๖๒; ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕; องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/ ๓๔/๑๘๖-๑๘๘; องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๙/๓๙๐. ๕ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้ง ที่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, ๒๕๕๕), หน้า ๖๙๐. ๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๙๕-๙๖/๙๘-๑๐๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๖ กล่าวถึงระบบของสิ่งแวดล้อม กระบวนการสังคมประกิตในครอบครัว และกลุ่มที่มีอิทธิพล ต่อพฤติกรรม กระบวนการท างานของปัจจัยเหล่านี้ท าให้มนุษย์มีความแตกต่างระหว่าง บุคคล และอาจแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน๗ ๙.๒.๒ ความหมายของบุคลิกภาพ บุคลิกภาพของบุคคล เป็นผลจากการที่บุคคลมีพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างนั้น อย่างเป็นปกติ หรือแสดงอย่างสม่ าเสมอ จึงท าให้เกิดเป็นลักษณะนิสัย ซึ่งลักษณะนิสัยนี้เอง บ่งบอกถึงบุคลิกภาพที่เกิดจากภายในจิตใจแล้วแสดงออกทางกายและทางวาจา ในหัวข้อนี้ จะกล่าวถึงความหมายของบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและความหมายของ บุคลิกภาพในทัศนะทางจิตวิทยา ไปตามล าดับ ๑) ความหมายของบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาไม่ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพโดยตรงเหมือนทางจิตวิทยาแต่จ าแนก บุคคลออกเป็นหลายประเภทตามบุคลิกลักษณะของบุคคลดังปรากฎในคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ (มีเนื้อหาส าคัญอยู่ที่การบัญญัติบุคคลว่า บุคคลนั้นๆ ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างไร มีชื่อ เรียกว่าอย่างไร) ซึ่งเป็นการแสดงถึงบุคลิกภาพในพระพุทธศาสนา การศึกษาบุคลิกภาพของ บุคคลจึงมุ่งเน้นท าความเข้าใจถึงบุคลิกภาพภายใน ได้แก่ ลักษณะนิสัย อุปนิสัยที่ผลักดันให้ เกิดพฤติกรรมภายนอกและบุคลิกภาพภายในจิตของตนเป็นหลัก พุทธศาสนาแจกลักษณะ อุปนิสัยของบุคคลไว้ว่า สิ่งที่ชักจูงหรือจูงใจนั้นคือจริต ๖ ซึ่งเป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้เกิดพฤติกรรม และบุคลิกภาพของบุคคลแตกต่างกัน จริต หรือ จริยา ๖ หมายถึง ความประพฤติปกติความประพฤติซึ่งหนักไปทางใด ทางหนึ่ง อันเป็นปกติประจ าอยู่ในสันดาน พื้นเพของจิต อุปนิสัย พื้นนิสัย แบบหรือประเภท ใหญ่ๆ แห่งพฤติกรรมของคน ได้แก่ (๑) ราคจริต คือผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางรักสวย รักงาม (๒) โทสจริต คือผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางใจร้อน หงุดหงิด (๓) โมหจริต คือผู้มีโมหะเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางเขลา เหงา ซึมเงื่องงง งมงาย (๔) วิตกจริต คือผู้มีวิตกเป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติหนักไปทางนึกคิดจับ จด พึงแก้ด้วยสิ่งที่สะกดอารมณ์ เช่น เจริญอานาปานสติ หรือเพ่งกสิณ เป็นต้น๘ ๗ พฤติกรรมมนุษย์(Human Behavior) ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.novabizz.com/NovaAce/Behavior.htm. [๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๗ (๕) สัทธาจริต คือผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติประพฤติหนักไปทางมีจิต ซาบซึ้ง ชื่นบาน น้อมใจเลื่อมใสโดยง่าย (๖) พุทธิจริต หรือ ญาณจริต คือผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ, ประพฤติ หนักไปในทางใช้ความคิดพิจารณา สรุปบุคลิกภาพในพระพุทธศาสนามี ๒ ประการ คือบุคลิกภาพที่เป็นลักษณะที่ ปรากฎภายนอก ได้แก่บุคลิกลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลผู้ที่แสดงพฤติกรรมที่ เป็นกุศลกรรมบถ ๑๐ หรืออกุศกรรมบถ ๑๐ ที่ปรากฎออกมาให้บุคคลอื่นเห็น และบุคลิก ภายใน ได้แก่ บุคลิกลักษณะและพฤติกรรมภายในจิตที่ไม่สามารถเห็นได้จะเห็นได้เมื่อมี แรงจูงใจหรือแรงผลักดันมาจากจริต ๖ ให้แสดงพฤติกรรมปรากฎออกมาทางร่างกายตาม อ านาจแรงจูงใจหรือแรงผลักดันจากภายในจิต ๒) ความหมายของบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยา ค าว่า "บุคลิกภาพ" (Personality) มาจากศัพท์มาจากอังกฤษว่า Personality โดย มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Persona แปลว่า “หน้ากากที่ตัวละครสวมเล่นหรือแสดงบน เวทีในสมัยกรีกโบราณเพื่อแสดงไปตามบทบาทที่ก าหนด” ๙ สมภพ เรืองตระกูล๑๐ กล่าวว่าบุคลิกภาพ หมายถึง แบบฉบับลักษณะนิสัยของ บุคคลนั้นที่แสดงต่อผู้อื่น ทั้งลักษณะ กิริยาท่าทาง การแสดงออกทางอารมณ์ความคิด เจต คติตลอดจนพฤติกรรม และปฏิกิริยาตอบสนองทั้งทางกายและทางจิตใจ ศรีเรือน แก้วกังวาล๑๑ กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล ด้านต่างๆ ทั้งส่วนภายนอกและภายใน สถิต วงศ์สวรรค์๑๒ กล่าวว่า บุคลิกภาพหมายถึงลักษณะส่วนรวมของพฤติกรรม ของบึคคลในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพคือบุคลิกของรูปร่างหน้าตารูปลักษณะและ อุปนิสัยที่ใช้ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั่วไป ๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร: ธนธัชการพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๕๖. ๙ เดโช สวนานนท์, จิตวิทยาส าหรับครู, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติมให้ตรงตามหลักสูตร ใหม่). (พระนคร : แพร่วิทยา, ๒๕๐๖), หน้า ๒๕๗. ๑๐ สมภพ เรืองตระกูล และคณะ ต าราจิตเวชศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : คณะ แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๙), หน้า ๑๓๒. ๑๑ ศรีเรื่อน แก้วกังวาล, ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ รู้เขา รู้เรา, พิมพ์ครั้งที่ ๔ ปรับปรุง, (กรุงเทพมหานคร : หมอชาวบ้าน, ๒๕๓๙), หน้า ๑. ๑๒ สถิต วงศ์สวรรค์, การพัฒนาบุคลิกภาพ, (กรุงเทพมหานคร :อักษรวิทยา, ๒๕๔๐), หน้า ๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๘ สรุปบุคลิกภาพหมายถึงลักษณะเด่นทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และพฤติกรรม ต่างๆ ของแต่ละบุคคลที่ปรากฏออกมาให้ผู้อื่นมองเห็น โดยผู้ที่มองเห็นนั้นจะพิจารณา แยกแยะส่วนต่างๆ ตามความรู้สึกของตน แล้วสรุปเป็นภาพรวมบุคคลนั้นว่ามีลักษณะเฉพาะ อย่างไร เช่น เป็นคนสวย มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีระเบียบต่อชีวิต เป็น คนดีคนเก่ง มารยาทงาม หรือนิสัยดีเป็นต้น ๙.๓ ความส าคัญของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ การด าเนินชีวิตของบุคคลนั้น พฤติกรรมการแสดงเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพของ บุคคลแต่ละคน บุคลิกภาพก็เป็นปัจจัยส าคัญต่อความส าเร็จในการด าเนินชีวิต พฤติกรรม และบุคลิกภาพจึงอาศัยกันและกัน หัวข้อนี้ จะได้กล่าวถึงเป้าหมายและความส าคัญของ การศึกษาพฤติกรรม และเป้าหมายและความส าคัญของการศึกษาบุคลิกภาพ ไปตามล าดับ ๙.๓.๑ เป้าหมายและความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม การศึกษาพฤติกรรมของบุคคล โดยเฉพาะบุคคลผู้เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง มี ความจ าเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการท าหน้าที่การงาน หรืออื่นๆ ของเราที่เนื่องด้วยบุคคลนั้นๆ จะได้ส าเร็จประสบผลส าเร็จด้วยการพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่นๆ ที่ เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เป้าหมายและความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม มีดังนี้ ๑) เป้าหมายของการศึกษาพฤติกรรม เป้าหมายของศาสตร์ทางจิตวิทยาอันเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมว่า มีเป้าหมายเป็น ๔ ประการ คือ เพื่อการอธิบายพฤติกรรม เพื่อการเข้าใจพฤติกรรม เพื่อการ พยากรณ์พฤติกรรม และเพื่อการควบคุมพฤติกรรม๑๓ จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับ พฤติกรรมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งแก่ตนเองและสังคม เพราะช่วยให้รู้และบอกได้ถึง สาเหตุที่มาของพฤติกรรม แล้วน าความรู้เหล่านั้นมาวิเคราะห์ให้เกิดความเข้าใจตนเอง เข้าใจ ผู้อื่น ช่วยท านายแนวโน้มพฤติกรรม และได้แนวทางเสริมสร้างพัฒน าพฤติกรรมเพื่อดารง ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่าวิกฤติชีวิตได้และอยู่รวมกับผู้อื่นโดยสันติสุข๑๔ ๒) ความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม จากเป้าหมายของการศึกษาพฤติกรรมอันประกอบด้วยเป้าหมายเพื่อการอธิบาย พฤติกรรม เป้าหมายเพื่อการพยากรณ์พฤติกรรม เป้าหมายเพื่อการเข้าใจพฤติกรรม และ ๑๓ Benjamin B. Lahey, Essentials of Psychology, (London : McGraw-Hill Companies, 2001) : p. 5. ๑๔ ความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.oknation. net/blog/lrukk/2007/07/14/entry-1) (๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๒๙ เป้าหมายเพื่อการควบคุมพฤติกรรมนั้น หากการศึกษาพฤติกรรมบรรลุเป้าหมายดังกล่าวก็จะ ส่งผลดีต่อผู้ศึกษาและมีความส าคัญต่อบุคคลและสังคม ดังนี้๑๕ (๑) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง คือจาก การศึกษาธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ จะ ช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจ ตนเองไปด้วย จากความเข้าใจตนเองก็น าไปสู่การยอมรับตนเอง และได้แนวทางปรับตน พัฒนาตน เลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมแก่ตน (๒) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผู้อื่น คือความรู้ ด้านพฤติกรรมอันเป็นข้อสรุปจากคนส่วนใหญ่ ช่วยเป็นแนวทางเข้าใจบุคคลใกล้ตัว และผู้แวดล้อม ช่วยให้ยอมรับข้อดีข้อจากัดของกันและกัน ช่วยให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับ มีสัมพันธภาพที่ดีและช่วยการจัดวางตัวบุคคลได้เหมาะสม (๓) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยบรรเทาปัญหาสังคม คือเรื่องปัญหาสังคม อันมีปัจจัยหลายประการนั้น ปัจจัยของปัญหาสังคมที่ส าคัญมากส่วนหนึ่งมาจากปัญหา พฤติกรรมของบุคคลในสังคม อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาเบี่ยงเบนทางเพศ ปัญหา พฤติกรรมก้าวร้าว ลักขโมย ความเชื่อที่ผิด การลอกเลียนแบบที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมจะช่วยให้ได้แนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัด สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการปรับตัวของบุคคลต่อไป (๔) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยเสริมสร้างพัฒนาคุณภาพชีวิต คือจากความ เข้าใจในอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรม ช่วยให้ผู้ศึกษารู้จักเลือกรับ ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมเพื่อพัฒนาตนทั้งทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติภายในตน เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นแนวทางสู่ การเสริมสร้างพัฒนาตนและบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม ๙.๓.๒ เป้าหมายและความส าคัญของการศึกษาบุคลิกภาพ บุคลิกภาพมีความส าคัญต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งต้องอยู่ อาศัยร่วมกับคนอื่นและอาศัยคนอื่นๆ ในการด าเนินชีวิต การศึกษาบุคลิกภาพและพัฒนา บุคลิกภาพของตนเองให้ดี จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายหรือการประสบ ผลส าเร็จในการด าเนินชีวิตได้ วิธีการศึกษาและให้ความส าคัญ มีดังนี้ ๑) การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล การที่จะบอกว่าบุคคลใดแตกต่าง จากบุคคลอื่นนั้นก็ต้องอาศัยการสังเกตจากสิ่งที่มองเห็นก่อนซึ่งก็ต้องสังเกตจากบุคลิกภาพ ของคนๆ นั้นบุคลิกภาพช่วยให้คนเราสามารถจดจ าและเข้าใจบุคคลแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ตลอดจนรู้วิธีที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนเหล่านั้นได้ ๑๕ ภาณุวัฒน์ ศิวะสกุลราช. หน่วยที่ ๑ แนวคิดพื้นฐานพฤติกรรมมนุษย์. หน้า ๕-๖. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.ge.ssru.ac.th [๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๐ ๒) การตระหนักในเอกลักษณะของบุคคล บุคลิกภาพท าให้คนแต่ละคนมี ลักษณะเฉพาะของตนเองและจะเป็นต้นแบบของบุคลิกภาพที่จะท าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และเลียนแบบเอกลักษณ์ดังกล่าวได้ ๓) การคาดหมายพฤติกรรมบุคลิกภาพของบุคคล ท าให้คนทั่วไปมีความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับคนนั้นๆ และคนอื่นก็จะสามารถท านายได้ว่า หากมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เขาน่าจะมีการตอบสนองในลักษณะใดมากที่สุด ๔) ความมั่นใจหรือความเชื่อมั่น การมีบุคลิกภาพดีจะท าให้ตัวบุคคลมีความ มั่นใจหรือมีความเชื่อมั่นในการแสดงออกมากขึ้นนั้น จะส่งผลท าให้เขามีความกล้าที่จะ แสดงออกและรู้แนวทางของการปฏิบัติที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ ๕) การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ บุคลิกภาพส่วนส าคัญในการที่จะช่วยให้บุคคล สามารถปรับตัวตัวเข้ากับบุคคลอื่นและสถานการณ์ได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ๖) การยอมรับของกลุ่มผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี มักจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป โอกาสของการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นก็ย่อมมีมากขึ้นท าให้ได้รีบความสะดวกในการปฏิบัติ หน้าที่การงานตลอดจนท าให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจอีกด้วย ๗) ความส าเร็จในการท างานและชีวิต ผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีย่อมจะได้รับความ เชื่อมั่นและศรัทธาจากผู้พบเห็นดังนั้นการจะท างานใดๆ ให้ส าเร็จย่อมจะง่ายขึ้นและได้รับ ความร่วมมือจากทุกคนมากกว่าผู้ที่มีบุคลิกภาพไม่ดี ๙.๔ แนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา แนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์ ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจะ เรียกโดยรวมว่า จริต หรือ จริยา หมายถึงความประพฤติปกติความประพฤติซึ่งหนักไปทาง ใดทางหนึ่ง อันเป็นปกติประจ าอยู่ในสันดาน พื้นเพของจิต อุปนิสัย พื้นนิสัย แบบหรือ ประเภทใหญ่ๆ แห่งพฤติกรรมของคน๑๖ ในหัวข้อนี้ จะได้กล่าวถึงประเภทของจริต สาเหตุ ของการเกิดจริต วิธีสังเกตจริต ประโยชน์ของจริต และสาเหตุของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ของบุคคลในทัศนะพระพุทธศาสนา ไปตามล าดับ ดังนี้ ๙.๔.๑ ประเภทของจริต ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงจริตของมนุษย์ในท านองว่า พระพุทธองค์ ทรงมีพุทธจักษุ คือพระปรีชาญาณของพระพุทธองค์หยั่งรู้อุปนิสัยของเวไนยสัตว์ไว้ในพระ สูตร โดยพระผู้มีพระภาค เมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มี กิเลสดุจธุลีน้อยในปัญญาจักขุ ผู้มีกิเลสดุจธุลีมากในปัญญาจักขุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์ ๑๖ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ ครั้งที่ ๑๘, (กรุงเทพมหานคร: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๑๘๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๑ อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้ที่แนะน าให้รู้ได้ง่าย ผู้ที่แนะน าให้รู้ได้ยาก บางพวกเป็นผู้เห็น โทษและภัยในปรโลกอยู่ก็มี บางพวกเป็นผู้ไม่เห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่ก็มี ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “...บุคคลนี้มีราคจริต บุคคลนี้มีโทสจริต บุคคลนี้มีโมหจริต บุคคลนี้มี วิตกจริต บุคคลนี้มีสัทธาจริต บุคคลนี้มีญาณจริต พระผู้มีพระภาคย่อมตรัส อสุภกถาแก่บุคคลราคจริต ตรัสการเจริญเมตตาแก่บุคคลโทสจริต ย่อมทรง แนะน าบุคคล โมหจริตให้ด ารงอยู่ในการเล่าเรียน การไต่ถาม การฟังธรรมตาม กาล การสนทนาธรรมตามกาล การอยู่ร่วมกับครู ย่อมตรัสอานาปานสติแก่ บุคคลวิตกจริต ตรัสบอกนิมิตที่น่าเลื่อมใส ความตรัสรู้ชอบของพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่งพระธรรม การปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ และศีลของตนแก่ บุคคลสัทธาจริต ย่อมตรัสนิมิตแห่งวิปัสสนา มีอาการไม่เที่ยง มีอาการเป็นทุกข์ มีอาการเป็นอนัตตาแก่บุคคลญาณจริต... ๑๗ จากพุทธพจน์ดังกล่าว จะเห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจ าแนกจริตของแต่ละ บุคคลไว้เป็น ๖ ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ๑) ราคจริต (รักสวยรักงาม) ๒) โทสจริต (หงุดหงิด-รีบร้อน) ๓) โมหจริต (เขลา ซึม) ๔) วิตกจริต (กังวลมาก) ๕) สัทธาจริต (บูชาความเชื่อ) ๖) พุทธิจริต หรือ ญาณจริต (ฉลาด) โดยจริตแต่ละประเภท มีลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน และการพัฒนา ที่สามารถสรุป เป็นตารางแสดงรายละเอียดได้ต่อไปนี้๑๘ จริต ลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน การพัฒนาจริต ๑.ราคจริต ตัวอย่าง ได้แก่ ประวัติ บุคลิกดี มีมาด น้ าเสียงนุ่มนวล ไพเราะ ติดใน ความสวย ความ มีความประณีต อ่อนไหว และ ละเอียดอ่อน ช่าง สังเกต เก็บข้อมูล ไม่มีสมาธิ ท างานใหญ่ได้ ยาก ไม่มี เป้าหมายใน พิจารณาโทษ ของจิตที่ขาด สมาธิฝึกพลังจิต ให้มีสมาธิ ๑๗ ดูรายละเอียดใน ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑๕๖/๔๓๐. และใน ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/๘๕/๓๐๔. ๑๘ อนุสร จันทพันธ์และ บุญชัย โกศลธนากุล, จริต ๖ ศาสตร์ในการอ่านใจคน, (กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จ ากัด (มหาชน), ๒๕๔๖), หน้า ๑๐-๑๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๒ จริต ลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน การพัฒนาจริต พระนันท เถระ ๑๙ และ ประวัติพระ เขมาเถรี๒๐ งาม ความหอม ความไพเราะ ความอร่อย ไม่ ชอบคิด แต่ช่าง จินตนาการเพ้อ ฝัน เก่ง มีบุคลิก หน้าตาเป็นที่ชอบ และชื่นชมของทุก คนที่เห็น วาจา ไพเราะ เข้าได้กับ ทุกคน เก่งในการ ประสานงาน การ ประชาสัมพันธ์ และงานที่ต้องใช้ บุคลิกภาพ ชีวิต ไม่มีความ เป็นผู้น า ขี้ เกรงใจคน ขาด หลักการ มุ่งแต่ บ ารุงบ าเรอ ผัสสะทั้ง 5 ของ ตัวเอง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชอบพูดค า หวานหูแต่อาจไม่ จริง อารมณ์ รุนแรง ช่างอิจฉา ริษยา ชอบปรุง แต่ง เข้มแข็ง หา เป้าหมายที่แน่ ชัดในชีวิต พิจารณาสิ่ง ปฏิกูลต่างๆ ของ ร่างกายมนุษย์ เพื่อลดการติดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ๒.โทสจริต ตัวอย่าง ได้แก่ เรื่อง พระติสสะ เถระผู้เข้าถึง สกุลนายช่าง แก้ว๒๑ จิตขุ่นเคือง โกรธ ง่าย คาดหวังว่า โลกต้องเป็นอย่าง ที่ตัวเองคิด พูด ตรงไปตรงมา ชอบชี้ถูกชี้ผิด เจ้าระเบียบ เคร่ง กฎเกณฑ์ แต่งตัว ประณีต สะอาด สะอ้าน เดินเร็ว ตรงแน่ว อุทิศตัวทุ่มเท ให้กับการงาน มี ระเบียบวินัยสูง ตรงเวลา วิเคราะห์เก่ง มอง อะไร ตรงไปตรงมา มี ความจริงใจต่อ ผู้อื่น สามารถ พึ่งพาได้ พูดค า ไหนค านั้น ไม่ค่อย โลภ จิตขุ่นมัว ร้อน รุ่ม ไม่มีความ เมตตา ไม่เป็นที่ น่าคบค้าสมาคม ของคนอื่น และ ไม่มีบารมี ไม่มี ความคิด สร้างสรรค์ สร้างวจีกรรม เป็นประจ า มี โรคภัยไข้เจ็บได้ ง่าย สังเกตดูอารมณ์ ตัวเองเป็น ประจ า เจริญ เมตตาให้มากๆ คิดก่อนพูด นานๆ และพูดที ละค า ฟังทีละ เสียง อย่าไป จริงจังกับโลก มากนัก เปิดใจ กว้างรับความคิด ใหม่ๆ พิจารณา โทษของความ โกรธต่อความ ๑๙ ประวัติพระนันทเถระ ดูรายละเอียดใน องฺ.เอกก.อ. (ไทย) ๓๒/๔๗๙-๔๘๒. ๒๐ ประวัติพระเขมาเถรีดูรายละเอียดใน องฺ.เอกก.อ. (ไทย) ๓๓/๘-๑๑. ๒๑ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๒๖/๗๐. และพระติสสะเถระ ผู้เข้าถึงสกุลนายช่างแก้ว, ดูรายละเอียดใน องฺ.เอกก.อ. ๓๓/๑๖-๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๓ จริต ลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน การพัฒนาจริต เสื่อมโทรมของ ร่างกาย ๓.โมหจริต ตัวอย่าง ได้แก่ เรื่อง ป่าทัณฑกี๒๒ ง่วงๆ ซึมๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ดวงตาดู เศร้าๆ ซึ้งๆ พูดจาเบาๆ นุ่มนวลอ่อนโยน ยิ้มง่าย อารมณ์ ไม่ค่อยเสีย ไม่ ค่อยโกรธใคร ไม่ ชอบเข้าสังคม ไม่ ชอบท าตัวเป็น จุดเด่น เดินแบบ ขาดจุดหมาย ไร้ ความมุ่งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน เข้าใจ อะไรได้ง่ายและ ชัดเจน มี ความรู้สึก มัก ตัดสินใจอะไรได้ ถูกต้อง ท างาน เก่ง โดย เฉพาะงานประจ า ไม่ค่อยทุกข์หรือ เครียดมากนัก เป็นคนดี เป็น เพื่อนที่น่าคบ ไม่ ท าร้ายใคร ไม่มีความมั่นใจ มองตัวเองต่ า กว่าความเป็น จริง โทษตัวเองเสมอ หมกมุ่นแต่เรื่อง ตัวเองไม่สนใจ คนอื่น ไม่ จัดระบบ ความคิดท าให้ เสมือนไม่มี ความรู้ ไม่มี ความเป็นผู้น า ไม่ชอบเป็น จุดเด่น สมาธิอ่อน และสั้น เบื่อง่าย อารมณ์อ่อนไหว ง่าย ใจน้อย ตั้งเป้าหมายชีวิต ให้ชัดเจน ฝึก สมาธิสร้างพลัง จิตให้เข้มแข็ง ให้จิตออกจาก อารมณ์โดยจับ การเคลื่อนไหว ของร่างกายหรือ เล่นกีฬา แสวงหาความรู้ และต้อง จัดระบบความรู้ ความคิด สร้าง ความแปลกใหม่ ให้กับชีวิต อย่า ท าอะไรซ้ าซาก ๔.วิตกจริต ตัวอย่าง ได้แก่ เรื่อง นักขัตต ชาดก ๒๓ พูดเป็นน้ าไหล ไฟดับ ความคิด พวยพุ่งฟุ้งซ่าน อยู่ในโลก ความคิดไม่ใช่โลก ความจริง มอง โลกในแง่ร้ายว่า คนอื่นจะเอา เปรียบกลั่นแกล้ง เป็นนักคิดระดับ เยี่ยมยอด มอง อะไรทะลุปรุโปร่ง หลายชั้น เป็นนัก พูดที่เก่ง จูงใจคน เป็นผู้น าหลาย วงการ ละเอียด รอบคอบ เจาะลึก ในรายละเอียด มองจุดเล็กลืม ภาพใหญ่ เปลี่ยนแปลง ความคิด ตลอดเวลา จุดยืนกลับไป กลับมา ไม่ รักษาสัญญา มี แต่ความคิด ไม่ เลือกความคิด อย่าให้ความคิด ลากไป ฝึกสมาธิ แบบอานา ปานัสสติ เพื่อ สงบสติ อารมณ์ เลิกอกุศลจิต คลายจากความ ฟุ้งซ่าน สร้าง ๒๒ ดูรายละเอียดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๖๕/๖๒. ๒๓ ดูรายละเอียดใน ขุ.ชา.อ. ๕๖/๔๙-๕๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๔ จริต ลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน การพัฒนาจริต เรา หน้าจะบึ้ง ไม่ค่อยยิ้ม เจ้ากี้ เจ้าการ อัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่ง อยากรู้อยากเห็น ไปทุกเรื่อง ผัดวันประกันพรุ่ง เห็นความผิดเล็ก ความผิดน้อยที่คน อื่นไม่เห็น มีความรู้สึก ไม่มี วิจารณญาณ ลังเล มัก ตัดสินใจ ผิดพลาด มักทะ เลาวิวาท ท า ร้ายจิตใจ เอา รัดเอาเปรียบ ผู้อื่น มีความ ทุกข์เพราะเห็น แต่ปัญหาแต่ หาทางแก้ไม่ได้ วินัย ต้องสร้าง กรอบเวลา ฝึก มองภาพรวม คิดให้ครบวงจร หัดมองโลกในแง่ ดี พัฒนาสมอง ด้านขวา ๕.สัทธา จริตตัวอย่าง ได้แก่ ประวัติพระ วักกลิ เถระ ๒๔ ยึดมั่นอย่างแรง กล้าในบุคคล หลักการหรือ ความเชื่อ ย้ าคิด ย้ าพูดในสิ่งที่ ตนเองเชื่อถือ และศรัทธา คิด ว่าตัวเองเป็นคน ดี น่าศรัทธา ประเสริฐกว่าคน อื่น เป็นคน จริงจัง พูดมี หลักการ มีพลังจิตสูงและ เข้มแข็ง พร้อมที่ จะเสียสละเพื่อ ผู้อื่น ต้องการ เปลี่ยนแปลง ตัวเองและสังคม ไปสู่สภาพที่ดี กว่าเดิม มีพลัง ขับเคลื่อน มหาศาล มี ลักษณะความเป็น ผู้น า หูเบา ความเชื่อ อยู่เหนือเหตุผล ถูกหลอกได้ง่าย ยิ่งศรัทธามาก ปัญญายิ่งลด น้อยลง จิตใจ คับแคบ ไม่ยอม รับความคิดที่ แตกต่าง ไม่ ประนีประนอม มองโลกเป็นขาว และด า เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายที่ ตนคิดว่าถูกต้อง สามารถท าได้ทุก อย่างแม้แต่ใช้ ความรุนแรง นึกถึงกาลาม สูตร ใช้หลัก เหตุผลพิจารณา เหนือความเชื่อ ใช้ปัญญาน าทาง และใช้ศรัทธา เป็นพลัง ขับเคลื่อน เปิด ใจกว้างรับ ความคิดใหม่ๆ ลดความยึดมั่น ถือมั่นในตัว บุคคลหรือ อุดมการณ์ ลด ความยึดมั่นใน ตัวกูของกู ๒๔ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๒๐๘/๒๗ ; ศึกษาประวัติพระวักกลิเถระดูรายละเอียดใน องฺ.เอกก.อ. ๓๒/๓๘๙-๓๙๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๕ จริต ลักษณะ จุดแข็ง จุดอ่อน การพัฒนาจริต ๖. พุทธิจริต ตัวอย่าง ได้แก่ เรื่อง บัณฑิต สามเณร ๒๕ คิดอะไรเป็นเหตุ เป็นผล มองเรื่อง ต่างๆ ตามสภาพ ความเป็นจริงไม่ ปรุงแต่ง พร้อม รับความคิดที่ แตกต่างไปจาก ของตนเอง ใฝ่ เรียนรู้ ช่างสังเกต มีความเมตตาไม่ เอาเปรียบคน หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกาย ไม่ทุกข์ สามารถเห็นเหตุ เห็นผลได้ชัดเจน และรู้วิธีการแก้ไข ปัญหาต่างๆได้ อย่างถูกต้อง อัตตาต่ า เปิดใจ รับข้อเท็จจริง จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่จมปลักในอดีต และไม่กังวลในสิ่ง ที่จะเกิดใน อนาคต พัฒนา ปรับปรุงตัวเองอยู่ เสมอ เป็น กัลยาณมิตร มีความเฉื่อย ไม่ต้องการ พัฒนาจิต วิญญาณ ชีวิต ราบรื่นมาตลอด หากต้องเผชิญ พลังด้านลบ อาจเอาตัวไม่ รอด ไม่มีความ เป็นผู้น า จิตไม่มี พลังพอที่จะ ดึงดูดคนให้ คล้อยตาม สอนให้คิดอย่าง มีเหตุผล, ท าตัว เป็นแบบอย่าง ของคนที่มี เหตุผล, อธิบาย เรื่องราวต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล, ให้ความเชื่อมั่น เพื่อเสริมสร้าง ความมั่นใจใน ตนเองแก่บุคคล และสมาชิก ครอบครัวที่มี ความเป็นพุทธิ จริต ตารางที่ ๑๑ : ประเภทและลักษณะของจริตที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน และการพัฒนา จากข้อมูลรายละเอียดของจริตทั้ง ๖ ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น การศึกษา จะช่วยให้เราเข้าใจนิสัยของตนเองและนิสัยของผู้คนรอบข้างมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นก็ได้รู้ว่า เมื่อเข้าใจจริตของตนเองแล้ว เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาอะไรบ้างในตัวเรา เพื่อเป็น การใช้จริตไปส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพในการด าเนินชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ของตนเอง และปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ให้ประสบความส าเร็จมากยิ่งๆ ขึ้นไป และข้อที่ควร ทราบอย่างยิ่งก็คือ บุคคลแต่ละคนจะมีจริตผสมผสานกันอยู่ทุกแบบ แต่สัดส่วนของแต่ละ แบบจะมีปริมาณที่แตกต่างกันไป และมักจะมีจริตโดดเด่นสัดส่วนที่สูงอยู่ ๑-๒ แบบในคนๆ เดียวกัน ซึ่งจริตทั้งหมดสามารถจัดเข้าพวกกันได้๒๖ โดยจัดราคจริต เข้ากับสัทธาจริต โทสจริตเข้ากับพุทธิจริต และโมหจริตเข้ากับวิตกจริต รวมแล้วจริตมี๓ กลุ่มใหญ่ๆ ๒๕ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๘๐/๕๓ และดูรายเอียดเพิ่มเติมใน เรื่อง บัณฑิตสามเณร ขุ.ธ.อ. ๔๑/๓๑๘ -๓๔๐. ๒๖ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์, พุทธวิธีครองใจคน, (กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๐๒), หน้า ๓๑๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๖ ๙.๔.๒ สาเหตุของการเกิดจริต ในทางพุทธศาสนากล่าวถึงเหตุที่คนมีจริตแตกต่างกันนั้น เกิดจาก “กรรมในอดีต” ที่สั่งสมไว้ต่างกัน และเนื่องมาจากเจตนาอันเป็นเหตุให้กระท ากุศลไม่เหมือนกัน สาเหตุของ การเกิดจริต ที่มาจากกรรมที่ท าในอดีต๒๗ มีดังนี้ ๑) คนราคจริต คือ ผู้สะสมกุศลกรรมไว้ในอดีตชาติ โดยอุบายวิธีที่น่ารักน่าชอบใจ กับผู้จุติจากสวรรค์ มาปฏิสนธิในโลก ๒) คนโทสจริต คือ ผู้ในอดีตชาติ สั่งสมกรรมอันก่อเวร คือ การฆ่า ทรมาน จับกุม คุมขัง กับผู้จุติจากนรก หรือ ก าเนิดงูมาปฏิสนธิโนโลก ๓) คนโมหจริต คือ ผู้ในอดีตชาติ ดื่มน้ าเมามาก และเว้นจากการศึกษาสดับฟัง สนทนาธรรม กับ ผู้จุติจากก าเนิดดิรัจฉาน มาปฏิสนธิในโลก กล่าวโดยสรุปได้ว่า สาเหตุของการเกิดจริตแต่ละประเภทนั้นเกิดจากอกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) กุศลมูล และอาสวะกิเลสทั้งหลายที่หมักดองอยู่ในจิตใจของบุคคลตั้งแต่ กาลอดีตนั่นเอง๒๘ ผลแห่งกรรมในอดีตหรือวิบากกรรมที่ได้สั่งสมมาในอดีตชาติเป็น สาเหตุส าคัญและเป็นตัวก าหนดนิสัย บุคลิกภาพ และวิถีการด าเนินชีวิตของบุคคลใน ปัจจุบัน๒๙ นอกจากนี้ จริตยังเป็นสิ่งชุบย้อมจิตให้แปรเปลี่ยนคุณภาพไปจากเดิม กล่าวคือ ถ้า จิตเปรียบเหมือนผ้า จริตก็เปรียบเหมือนสีย้อมผ้าที่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้ามิใช่ชะโลมอยู่ ภายนอก เหตุส าคัญที่ท าให้เกิดจริตขึ้นในใจของคนมี ๒ ประการ คือ อารมณ์ที่สั่งสม หมักดองทับซ้อนในใจเป็นเวลาช้านาน (ปุพพาจิณฺณนิพพานา) เป็นส่วนใหญ่และความวิปริต ทางร่างกาย (ธาตุโทสนิทานา) ซึ่งเกิดเป็นส่วนน้อย การสั่งสมหมักดอง (อาสวะ) ของอารมณ์ ในใจนั้นเกิดขึ้นได้ จาก ๑) การอบรม (อาภาวิตา) ได้แก่ การมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหตุการณ์ หรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่เข้ามาสู่ใจ ท าให้ใจต้องคิดนึกตรองในสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่เกิดซ้ าๆ เป็นเวลานานๆ และ ๒) การเสพคุ้น (อาเสวิตา) หมายถึง การมีใจคิดถึงสิ่งใดซ้ าๆ ซากๆ เช่น ๒๗ พระเมธีวราภรณ์(ยุ้ย อุปสนฺโต ป.ธ.๙), คัมภีร์วิสุทธิมรรค ฉบับแปลรักษาแก่นธรรม, รวบรวมและเรียบเรียง, (ราชบุรี: หจก.สามลดา,๒๕๔๙), หน้า ๑๑๑. ๒๘ พินิจ สิงห์โต. “การสร้างแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพด้านจริต ๖ ตามแนวพุทธศาสนา ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย”, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๒), หน้า ๒๙. ๒๙ พระมหาประพันธ์ รักเรียน. “จริตกับการบรรลุธรรมในคัมภึร์พุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๑๖- ๑๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๗ คิดถึงพระรัตนตรัยบ่อยๆ ก็เรียกว่า เราเสพคุ้นกับพระรัตนตรัย เป็นต้น๓๐ การอบรมเสพคุ้น มีความหมายลงสู่จุดเดียวกัน คือท าให้จิตใจได้คิด ได้ค านึงถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ แล้วเกิดความ เคยชิน นานเข้าจิตจะเกิดความคุ้นเคยและพึงพอใจในสิ่งนั้นแล้วเลยเกาะเกี่ยวพัวพันอยู่กับ สิ่งนั้น การที่จิตท่องเที่ยววนเวียนไปตามอารมณ์ที่ชอบนั้นเอง เรียกว่า “จริต” ๙.๔.๓ วิธีสังเกตจริต วิธีการดูว่าใครมีจริตอย่างไรนั้นมีผู้เสนอไว้หลายท่าน เช่น พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์๓๑ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ตอน ๒ ฉบับของมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์๓๒ เกิด ธนชาติ๓๓ พระราชวิสุทธิโสภณ (วิลาส ญาณวโร) ๓๔ วศิน อินทสระ๓๕ พระพิมลธรรม (อาสภมหาเถร) ๓๖ และคัมภีร์ทางพุทธศาสนาอื่นๆ เช่น ปรมัตถ โชติกะ สมถกรรมฐานทีปนี ในปริเฉทที่ ๙ ๓๗ ได้เสนอวิธีการสังเกตจริตไว้เหมือนกันแตกต่างกันแต่การแปลความและการ ให้รายละเอียดปลีกย่อยซึ่งสามารถสรุปวิธีการสังเกตจริต ได้ ๕ ประการคือ ๑) โดยอริยาบถ คือ ลักษณะการเดิน ลักษณะการยืนและนั่ง ลักษณะการนอน ๒) โดยกิจ คือ ลักษณะการท างาน ๓) โดยอาศัยโภชนะ คือ ลักษณะการบริโภค ๔) โดยอาศัยทัสสนะ คือ ลักษณะการมองดูรูป การฟัง การดม การกิน การลูบไล้ และลักษณะการนุ่งห่ม เป็นต้น ๕) โดยอาศัยธรรมปวัตติคือ ความประพฤติเป็นไปในธรรมต่างๆ ของกิเลสที่ แสดงออกมาให้เห็น ๓๐ ปิ่น มุทุกันต์, พ.อ., ปาฐกถาเรื่องจิต, (พระนคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐), หน้า ๒๘๙-๒๙๙. ๓๑ ปิ่น มุทุกันต์, พ.อ., เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน. ๓๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ตอน ๒ ฉบับของมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, (๒๕๐๙, หน้า ๔๒. ๓๓ เกิด ธนชาติ, คู่มือคลังปริยัติธรรม, (พระนคร: เลี่ยงเซียงจงเจริญ, ๒๕๑๓). ๓๔ พระราชวิสุทธิโสภณ (วิลาศ ญาณวิโร), วิมุตติรัตนมาลี, (กรุงเทพมหานคร: กรมการ ศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๐). ๓๕ วศิน อินทะสระ, สาระส าคัญแห่งวิสุทธิมรรค, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร: บรรณา คาร, ๒๕๒๑). ๓๖ พระพิมลธรรม อาสภเถร, แปล, พระปฎิบัติศาสนา สมถทีปนีกถา จากบาลีปกรณ วิเศษ วิสุทธิมรรค, (กรุงเทพมหานคร: ประยูรวงศ์, ๒๕๒๖). ๓๗ พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนีในปริเฉท ที่ ๙ (หลักสูตรมัชฉิมอาภิธรรมิกะโท), (กรุงเทพมหานคร: ไพศาลวิทยา, ๒๕๒๑), หน้า ๒๗-๓๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๘ จากข้อ ๑-๔ นั้น คนสัทธาจริตจะคล้ายคนราคจริต คนวิตกจริตจะคล้ายคน โมหจริต และคนพุทธิจริตจะคล้ายคนโทสจริต ส่วนข้อที่ ๕ นั้นจะแตกต่างไปตามโครงสร้าง ของแต่ละจริต จริตของคนเราส่วนหนึ่งถ่ายทอดมาตั้งแต่ถือก าเนิด อีกส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพล ของสิ่งแวดล้อม ครอบครัว สังคม การศึกษาฝึกฝนต่างๆ แม้ว่าจริตมนุษย์จะยากต่อการ เปลี่ยนแปลงอยู่ก็จริง แต่ก็สามารถเปลี่ยนได้ เช่น เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ถาโถม เข้ามาในชีวิต หรือได้รับการฝึกฝนอบรมโดยอาศัยหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบกับการท าสมาธิเพื่อสร้างเสริมจิตใจให้เข้มแข็งเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ให้ มีพฤติกรรมที่จะน าพาไปตามกิเลส ตัณหา อุปาทานของแต่ละจริต แล้วให้พัฒนาจุดแข็งที่ดี ของแต่ละจริตที่ตนมีให้โดดเด่นขึ้น สามารถน ามาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งต่อ ตนเองและผู้อื่นได้ ๙.๔.๔ ประโยชน์ของการศึกษาจริต ความส าเร็จในชีวิตไม่ว่าจะด้านการศึกษา การงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ มี ปัจจัยแห่งความส าเร็จที่ส าคัญที่สุด คือ ความสามารถในการท าหน้าที่และมีปฏิสัมพันธ์กับ บุคคลอื่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องเข้าใจธรรมชาติ ของตนเองและผู้อื่นเป็นอย่างดี ว่ามีลักษณะนิสัยพื้นฐานเป็นอย่างไร รู้ข้อดีและข้อจ ากัดของ กันและกัน เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในบทบาทของแต่ละคน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กันในองค์กรและสังคมประเทศชาติ ซึ่งองค์ความรู้ด้านจริตนั้น จะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของ ตนเองและผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นบุคลิกภาพพื้นฐานตามที่เป็นจริงใน ประโยชน์ที่ส าคัญที่สุดของการรู้จริต๓๘ นั้น คือประโยชน์ด้านการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพเพื่อการประกอบอาชีพ และการพัฒนาด้านจิต (อารมณ์) และ จิตวิญญาณ (ปัญญา) ซึ่งกระบวนการพัฒนานั้น จะต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติธรรมที่เหมาะสม กับจริตถึงจะได้ผลดี การรู้จริตของตนท าให้เกิดการรับรู้ว่า จะต้องพัฒนาตนเองอย่างไร มีสิ่งใดที่เหมาะสมอยู่แล้ว มีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเอง และการอยู่ ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องจริตต่อ การท าหน้าที่กัลยาณมิตร การศึกษาเรียนรู้เรื่องจริต ช่วยท าให้เราเข้าใจว่า มนุษย์มีอุปนิสัย แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจจะมาจากสิ่งแวดล้อม ครอบครัว หรือผ่านการฝึกฝนอบรมมาต่างกัน ดังนั้น จึงท าให้มี “จริต” ต่างกัน ซึ่งการจะท าหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับบุคคลอื่น ทั้งการ ให้สิ่งของ การให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนการให้ก าลังใจนั้น จ าเป็นจะต้องเข้าใจในจริตหรือ อุปนิสัยของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะบุคคลผู้ที่จะรับความช่วยเหลือจากเราด้วย จึงจะท าให้ ๓๘ ประโยชน์ของการรู้จริต, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.jirunghealthvillage. com/jarit6/ [๒๓ นยายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๓๙ การท าหน้าที่ของเราในการเป็นกัลยาณมิตรนั้น เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มที่ เช่น รู้ว่าควรจะเลือกหัวข้อธรรมะไปแนะน า ถ่ายทอดอย่างไรให้เหมาะสมกับจริตหรือ อุปนิสัยของบุคคลนั้นๆ เป็นต้น ๙.๔.๕ สาเหตุที่บุคคลแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในทัศนะพระพุทธศาสนา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ๓๙ ได้กล่าวถึง สาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่ พึงประสงค์ของบุคคล ตามแนวพระพุทธศาสนา คือ สาเหตุเกิดจากการบงการของตัณหา โดยไม่มีความรู้ ขาดการพัฒนาเมื่อบุคคลไม่มีความ รู้ก็จะไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อสิ่งนั้น หรือ สถานการณ์นั้นอย่างไร กล่าวคือบุคคลมีอายตนะคือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทางรับรู้ ประสบการณ์และอายตนะทั้งหมดท าหน้าที่ ๒ อย่างคือ ๑) เป็นทางรับรู้ข้อมูล หรือ เป็นทางรับความรู้ คือรับรู้ประสบการณ์เข้ามาใน ลักษณะที่เป็นข้อมูล ซึ่งเป็นองค์ประกอบส าคัญในการเกิดปัญญาที่จะรู้เข้าใจแล้วปฏิบัติต่อ สิ่งทั้งหลายถูกต้อง ถ้าบุคคลรู้จักใช้ประโยชน์ของอายตนะ ในการเรียนรู้หรือหาความรู้ จะเป็นพฤติกรรมหลักในการด าเนินชีวิต ๒) เป็นทางรับรู้ความรู้สึก หรือ เวทนา คือรู้ว่ามีความรู้สึกสบายหรือไม่สบาย เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย หากบุคคลยังมีความไม่รู้หรือไม่มีปัญญา ก็จะใช้อายตนะแต่ในแง่ ความรู้สึก เพื่อใช้ในการเสพรสหรือเป็นเครื่องมือหาเสพ ปฏิกิริยายินดีหรือยินร้าย รวม เรียกว่า ตัณหา ประกอบด้วย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา๔๐ กล่าวคือการดินรนตาม แรงกระตุ้นของตัณหาทุกประเภทจะแสดงออกเป็น ๓ ลักษณะ คือดิ้นรนเพื่อให้อัตตาหรือ ตัวตนได้หรือมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือดิ้นรนเพื่อให้อัตตาหรือตัวตนเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หนือไม่ก็ดิ้น รนเพื่อให้อัตตาตัวตนพ้นไปจากการเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การดิ้นรนสองแบบแรกเป็นการดิ้นรน เพื่อให้ได้หรือเป็นในสิ่งที่ตนเองชอบใจ การดิ้นรนแบบสุดท้ายป็นการกระเสือกกระสนหนี จากสิ่งที่ตนเองไม่ชอบใจ๔๑ เป็นตัวน าการกระท าจะท าให้บุคคลท าสิ่งต่างๆ เพียงแค่ตาม ความปรารถนาที่ได้รับสุขเวทนา หรือหลีกเลี่ยงทุกขเวทนาเท่านั้น ส่งผลกระทบท าให้เกิด ปัญหาหลายประการ คือ (๑) อันตรายต่อชีวิตของตน ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ เช่น การที่กินตามความ อร่อย เมื่อยังอร่อยก็ต้องกินเรื่อยไป ก็เลยกินจนเต็มที่ แต่ปรากฏว่าการกินตามความอร่อยนี้ ท าให้กินมากเ กินไป เลยเกิดอาหารไม่ย่อย หรืออ้วนเกินไป บางคนชอบอาหารจ าพวกไขมัน ๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร, หน้า ๓–๒ . ๔๐ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๓. ๔๑ พระมหาสุพล แสนพงษ์. “ปัญหาเรื่องแรงจูงใจในพุทธปรัชญาเถรวาท”, รายงาน การศึกษาอิสระปริญญาศิปลศาสตรมหาบัณฑิต (ปรัชญา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๔), หน้า ๒๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๐ เมื่อกินสนองความอร่อยได้รับไขมันเข้าไปมาก ก็เกิดเป็นอันตรายต่อร่างกาย บางทีถึงกับ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ท าให้เสียชีวิตได้ หรือบางคนกินแต่อาหารอร่อยที่ตนชอบ แต่กลายเป็นโรคขาดอาหาร เป็นต้น (๒) อันตรายต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์หรือสังคม เมื่อหามาเสพสนองความ อยาก ไม่มีขอบเขต และไม่มีที่สิ้นสุด ก็ท าให้เกิดการเบียดเบียนกัน เกิดปัญหาสังคม เป็น อันตรายต่อการอยู่ร่วมกัน (๓) อันตรายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การที่บุคคลบริโภคสนองความอยาก อย่างไม่มีขอบเขตก็ท าให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมตามมา๔๒ สรุปได้ว่าสาเหตุพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของบุคคลเกิดจากการบงการของตัณหา โดยไม่มีความ รู้ขาดการพัฒนา เป็นตัวน าการกระท าไป ตามความปรารถนาที่ให้ได้รับสุข เวทนาหรือหลีกเลี่ยงทุกขเวทนา ท าให้บุคคลกระท าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๙.๕ แนวคิดพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะจิตวิทยา พฤติกรรมของมนุษย์เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน ยากแก่การเข้าใจ เพื่อง่ายต่อการท า ความเข้าใจให้ง่ายขึ้น จึงควรศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดพฤติกรรม ซึ่งในหัวข้อนี้จะได้ศึกษา ทัศนะทางจิตวิทยาเกี่ยวกับ แนวคิดพฤติกรรม และ บุคลิกภาพ ไปตามล าดับ ดังนี้ ๙.๕.๑ แนวคิดพฤติกรรม นิพนธ์ คันธเสวี๔๓ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ดังนี้ว่า ธรรมชาติ ของมนุษย์อีกมิติหนึ่ง คือความรู้สึกเป็นสุขไม่เป็นสุข (ทุกข์) หลายคนมักจะพูดเสมอว่า คนเราทุกวันนี้แสวงหาความสุขกันทั้งนั้น แต่บางคนก็มีความสุข บางคนก็มีความทุกข์จะมาก หรือน้อยก็แล้วแต่กรณีอะไรคือความสุขอะไรคือความทุกข์ความสุขคือภาวะของความสมหวัง สมอยากสมปรารถนา หรือได้สิ่งที่ต้องการจะได้ความทุกข์ก็คือภาวะตรงกันข้ามกับความสุข ความไม่สุข ไม่ทุกข์ก็คือภาวะกลางๆ คือไม่ผิดหวัง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครหรือสิ่งใดมา กระทบกระเทือนให้ผิดไปจาก “ปกติ” ที่บุคคลนั้นๆ คิดหรือตั้งเป็นมาตรฐานทางจิตวิทยา ได้อธิบายพฤติกรรมของคนเราไว้เป็นสูตรพื้นฐานตามแผนภูมิ ดังนี้  (Stimulus) :   (Ogranism)  (Response or Behavior) ๔๒ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), จะพัฒนาคนกันได้อย่างไร, หน้า ๒๐ – ๒๓. ๔๓ นิพนธ์ คันธเสวี, คุณภาพก าลังคน : เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม, (กรุงเทพมหานคร : นิติกุลการพิมพ์, ๒๕๒๘), หน้า ๑๓-๑๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๑ จากแผนภูมิ จะเห็นว่า ในทางจิตวิทยานั้น พฤติกรรมของบุคคลเกิดขึ้นจากสิ่งเร้า เมื่อมีสิ่งเร้าแล้วอินทรีย์หรืออวัยวะต่างๆ จึงตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรม ซึ่งนักจิตวิทยา กลุ่มพฤติกรรมนิยม มีความเชื่อว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนเรานั้นเกิดจากการเรียนรู้โดยที่ มนุษย์เราอาจจะเรียนรู้ได้ใน ๓ ลักษณะด้วยกันคือ:- ๑) การเรียนรู้อันเนื่องมาจากสิ่งเร้า การเรียนรู้เช่นนิ้มักจะเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ของพฤติกรรมที่บุคคลไม่สามารถควบคุมได้เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล เป็นต้น ซึ่งป็น การเรียนรู้เนื่องมาจากสิ่งเร้านั้นเอง เช่น เวลาใกล้สอบ (สิ่งเร้า) ท าให้เกิดความวิตกกังวลกลัว ว่าจะสอบไม่ได้เป็นต้น หรือ เห็นอาหารที่ชอบ(สิ่งเร้า) และท าให้เกิดน้ าลายไหล พฤติกรรม ดังกล่าวนี้ ยากแก่การควบคุมเพราะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติแต่ถ้าบุคคลรู้ก่อนว่า ผลดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะว่าสิ่งเร้าใดเป็นสาเหตุ ก็อาจจะสามารถแก้ปัญหาของสิ่งเร้านั้นได้โดยอาจที่จะ ตัดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้านั้นกับพฤติกรรมการตอบสนองเสีย การตอบสนองที่ไม่ สามารถควบคุมได้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ๒) การเรียนรู้จากเงื่อนไขผลกรรม นั่นคือพฤติกรรมใดที่บุคคลกระท าในสังคม ผลกรรมที่ตามมาจะเป็นตัวก าหนดการเกิดขึ้นหรือการไม่เกิดขึ้นของพฤติกรรมนั้นอีกใน สภาพที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งผลกรรมที่ท าให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นซ้ าอีกในสภาพที่คล้ายคลึงกัน เรียกว่าตัวเสริมแรง และผลกรรมที่ไม่ท าให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอีกเรียกว่า การลงโทษ เช่น การที่เด็กท าการบ้านส่งครูตรงเวลาแล้วครูชมเด็ก เป็นการให้ผลกรรมต่อพฤติกรรมการส่ง งานตรงเวลา ผลปรากฎว่าเด็กส่งงานตรงเวลาตลอดมา แสดงว่าการชมคือการให้การเสริมแรง นั่นเอง ในขณะเดียวกันถ้าเด็กกระท าผิดกฎของโรงเรียนแล้วครูตีเด็กไม่กระท าผิดระเบียบ อีกเลย การตีเด็กก็ถือว่าเป็นการลงโทษ ซึ่งเงื่อนไขการเสริมแรงจะต้องให้สิ่งที่เด็กชอบแล้ว พฤติกรรมเพิ่มขึ้นและเงื่อนไขการลงโทษเป็นการให้สิ่งที่เด็กไม่ชอบแล้วพฤติกรรมถูกระงับลง นอกจากนี้ยังมีผลกรรมอีกชนิดหนึ่งเรียนว่าการหยุดยั้ง เป็นการยุติการให้การเสริมแรงต่อ พฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรงมาแล้ว เช่น การที่เด็กท าตัวเป็นตัวตลกในชั้นเรียนแล้ว เพื่อนชอบใจ ถ้าต่อมาเด็กท าตัวตลกอีกแล้วเพื่อนไม่สนใจแสดงว่าเพื่อนได้ใช้การหยุดยั้งแล้ว การหยุดยั้งนั้นถ้าใช้อย่างเหมาะสมจะท าให้พฤติกรรมที่ถูกหยุดยั้งนั้นลดลง ๓) การเรียนรู้โดยผ่านตัวแบบ เป็นการเรียนรู้ที่บุคคลสังเกตจากพฤติกรรมของ ตัวแบบ ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ครูผู้ปกครองหรือแม้แต่เพื่อนๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเมื่อเห็นตัวแบบแสดงพฤติกรรมบางอย่างแล้วได้รับการเสริมแรง แนวโน้มที่จะ ลอกเลียนแบบพฤติกรรมของตัวแบบนั้นจะมีสูงในขณะเดียวกันถ้าตัวแบบแสดงพฤติกรรม บางอย่างแล้วได้รับการลงโทษจะเห็นได้ว่า บุคคลจะไม่เลียนแบบพฤติกรรมนั้น หลักการ เรียนรู้โดยผ่านตัวแบบนี้ได้น ามาใช้กันอย่างมากมายในสังคมของเรา ดังจะเห็นได้จากใน รายการโทรทัศน์ที่มีการจัดรายการเราไม่ท าผิดกฎจราจร ตาวิเศษ การป้องกันเอดส์การเลิก สูบบุหรี่ เป็นต้น


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๒ จากลักษณะของการเรียนรู้ทั้งสามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าต้องการจะปรับ พฤติกรรมก็จะท าได้โดยการสร้างการเรียนรู้ใหม่ให้กับบุคคล โดยที่อาจจะเปลี่ยนสิ่งเร้าใหม่ สร้างเงื่อนไขผลกรรมใหม่โดยอาจจะให้การลงโทษ เพื่อให้ยุติพฤติกรรมหรือการเสริมแรงเพื่อ เพิ่มพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือสร้างตัวแบบที่เหมาะสมเพื่อให้บุคคลลอกเลียนแบบจากตัว แบบนั้น โดยที่ตัวแบบอาจจะเป็นตัวแบบจริงหรือตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น จากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์นิยาย การ์ตูน เป็นต้น ๙.๕.๒ ทฤษฎีบุคลิกภาพ ทฤษฎีบุคลิกภาพตามแนวตะวันตกในปัจจุบัน มีการแบ่งออกเป็นหลายทฤษฎีตาม แนวคิดของนักจิตวิทยา หากแบ่งเป็นกลุ่มแนวคิดใหญ่ๆ สามารถแบ่งได้เป็น ๔ กลุ่ม โดยแต่ ละกลุ่มอธิบายความโดยสังเขป ดังนี้ ๑) กลุ่มที่เน้นเรื่องความขัดแย้งภายในตัวบุคคล ได้แก่ ทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์ เช่นฟรอยด์มองบุคลิกภาพว่ามาจากความขัดแย้งในจิตใจระหว่างพลังงานส่วนต่างๆ เช่น ระหว่างอิด (Id)และซุปเปอร์อีโก้ (Superego) พฤติกรรมของมนุษย์จะถุกก ากับและควบคุม จากพลังของความก้าวร้าว และสิ่งที่มนุษย์พยายามกระท า คือความพยามยามที่จะหาความ สมดุลระหว่างพลังต่างๆ เหล่านี้ ๒) กลุ่มที่ให้ความส าคัญเกี่ยวกับิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกบุคคล นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ แอดเลอร์ (Adler) ฟรอมม์ (Fromm) และ ฮอร์นเน (Horney) เป็นต้น ที่ส าคัญ คือ นักจิตวืทยาพฤติกรรมนิยมหรือนักจิตวิทยาการเรียนรู้ เช่น สกินเนอร์ (B.F. Skinner) วัตสัน (J.B. Watson) ที่เน้นความส าคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมภายนอกว่า สามารถก าหนดพฤติกรรมมนุษย์ได้ นอกจากนี้นักจิตวิทยาการเรียนรู้ทางสังคมก็พยายามที่ จะเสนอความคิดว่า สิ่งแวดล้อมภายนอกมีผลต่อระบบการนึกคิดของมนุษย์และพฤติกรรม เป็นอย่างยิ่ง ๓) กลุ่มที่เน้นด้านการพัฒนาตนไปสู่ยุคลิกภาพที่สมบูรณ์นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ คาร์ล โรเจอร์ส (Rogers) และมาสโลว์ (Maslow) ที่มีความเห็นว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่ แสวงหาความงอกงาม ความเจริญเติบโต และพัฒนาตนเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงภาวะที่ เรียกว่าสมบูรณ์แบบ ซึ่งความปรารถนาของบุคคลที่จะเข้าถึงความสมบูรณ์แบบดังกล่าวนี้ กลายเป็นสิ่งจูงใจให้บุคคลมีพฤติกรรมและบุคลิกภาพต่างๆ กัน ๔) กลุ่มที่เน้นคุณสมบัติที่เด่นชัดและต่อเนื่องของบุคลิกภาพ ได้แก่ นักจิตวิทยา ที่เชื่อในเรื่องลักษณะอุปนิสัยที่มีอยู่อย่างถาวรแล้วในตัวบุคคล จึงได้จัดบุคคลผู้มีอุปนิสัย เหล่านี้เป็นกลุ่มๆ เพื่อใช้รองรับในการอธิบายถึงบุคลิกภาพของแต่ละคน เนื่องจากกลุ่มนี้เชื่อ ในลักษณะของบุคลิกชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในบุคคลที่ยาวนานและต่อเนื่อง จึงจะท าให้สามารถ ยกขึ้นมาเป็นสาเหตุหรือน ามาเป็นคุณสมบัติที่เด่นชัดเพื่ออธิบายการจัดกลุ่มบุคคลที่มี บุคลิกภาพดังกล่าวเข้าพวกเดียวกันได้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๓ ๙.๕.๓ บุคลิกภาพกับการประกอบอาชีพ จอห์น แอล ฮอลแลนด์ (John L. Holland) เป็นผู้สร้าง "แบบส ารวจความพอใจ ในอาชีพ" (The Vocational Preference Inventory) ได้สร้าง "ทฤษฎีการเลือกอาชีพ"ขึ้น โดยมีความคิดพื้นฐาน ๔ ประการ ๔๔ ดังนี้ ๑) บุคลิกภาพ ของบุคคลทั่วไปแบ่งได้เป็น ๖ ลักษณะ ตามความสนใจอาชีพ ประเภทต่างๆ ต่อไปนี้คือ งานช่างฝีมือและกลางแจ้ง งานวิทยาศาสตร์และเทคนิคงานบริการ การศึกษาและสังคม งานส านักงานและเสมียน งานจัดการและค้าขาย งานศิลปะดนตรีและ วรรณกรรมบุคลิกภาพ แต่ละลักษณะเป็นผลจาก การปะทะสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ กับ แรงผลักดันส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วย ศักดิ์ตระกูล บิดามารดาระดับชั้นทางสังคม และ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ประสบการณ์เหล่านี้ จะก่อให้เกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ และ ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบนี้ จะกลายเป็น ความสนใจและจาก ความสนใจ จะน าไปสู่ ความสามารถเฉพาะ ท้ายที่สุด ความสนใจ และความสามารถเฉพาะ จะก าหนดให้บุคลิกคิด รับรู้ และแสดงเอกลักษณ์ของตน ๒) สิ่งแวดล้อมของบุคคลก็แบ่งได้เป็น ๖ อย่างตามความสนใจอาชีพประเภท ต่างๆ ข้างต้นเช่นเดียวกัน สิ่งแวดล้อมแต่ละอย่างนี้ ถูกครอบง าโดยบุคลิกภาพและเป็นสิ่งที่ แสดงให้เห็นถึงปัญหาและความกดดันบางประการและโดยเหตุที่บุคลิกภาพต่างกัน ท าให้ ความสนใจ และความถนัดต่างกันด้วยบุคคลจึงมีแนวโน้ม จะหันเข้าหาบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ที่ สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนดังนั้น บุคคลในกลุ่มเดียวกันจึงมักจะมีอะไรๆ คล้ายๆ กัน ๓) บุคคลจะค้นหาสิ่งแวดล้อม ที่เอื้ออ านวยให้เขาได้ฝึกทักษะ และใช้ ความสามารถของเขาทั้งยังเปิดโอกาส ให้เขาได้แสดงทัศนคติ ค่านิยม และบทบาทของเขา ๔) พฤติกรรมของบุคคลถูกก าหนดโดยบุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราทราบบุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อมบุคคล ก็จะท าให้เราทราบถึง ผลที่จะติดตามมาด้วย ซึ่งได้แก่การเลือกอาชีพ การเปลี่ยนงาน ความส าเร็จในอาชีพ ความสามารถเฉพาะพฤติกรรม ทางการศึกษาและสังคม ๙.๕.๔ แนวคิดบุคลิกภาพปลีกย่อย นอกจากความคิดพื้นฐาน ๔ ประการข้างต้นแล้ว ฮอลแลนด์ยังมีแนวคิดปลีกย่อย เพิ่มเติมอีก ๔ ประการ ดังนี้ ๑) ความสอดคล้องต้องการ (Consistency) บุคลิกภาพบางลักษณะมีความ สอดคล้องต้องการ เช่น บุคลิกภาพของผู้มีความสนใจอาชีพประเภทงานช่างฝีมือและ กลางแจ้งกับ บุคลิกภาพ ของผู้มีความสนใจอาชีพประเภทงานวิทยาศาสตร์และเทคนิคหรือ ๔๔ Holland J L, Making vocational choices: a theory of careers. (Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall, 1973) p 2-5..


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๔ บุคลิกภาพของผู้มีความสนใจอาชีพประเภทงานส านักงานและ เสมียน กับ บุคลิกภาพของผู้มี ความสนใจอาชีพประเภท งานศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม ๒) ความแตกต่างกัน (Differentiation) โดยปกติบุคคลจะมีบุคลิกภาพเด่นชัด อยู่ลักษณะหนึ่งแม้จะมีบุคลิกลักษณะอื่นๆ ปะปนอยู่บ้าง แต่บางคนอาจ จะมีบุคลิกภาพ ลักษณะต่างๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกันจนยากต่อการชี้ชัดลงไปว่าบุคคลนั้นมีบุคลิกภาพ ลักษณะใด ๓) ความเหมาะสมกัน (Congruence) บุคลิกภาพและสิ่งแวดล้อมต้องมีความ เหมาะสมกัน เช่น สิ่งแวล้อมของผู้มีความสนใจประเภทงานช่างฝีมือ และกลางแจ้งย่อม เหมาะสมกับบุคลิกภาพของผู้มีความสนใจอาชีพประเภทนี้มากกว่าบุคลิกภาพของผู้มีความ สนใจประเภทอื่น ๔) การคาดคะเน (Calculus) โดยเหตุที่บุคลิกภาพแต่ละลักษณะและสิ่งแวดล้อม แต่ละอย่างมิได้แยกจากกันโดยเด็ดขาดและต่างก็มีความสัมพันธ์ภายในกันอยู่ดังนั้นเมื่อ บุคคลมีบุคลิกภาพลักษณะหนึ่งก็ท าให้สามารถคาดคะเนถึงบุคลิกภาพลักษณะอื่นได้ด้วย ๙.๕.๕ ทฤษฎีการเลือกอาชีพ บุคลิกภาพนั้น นอกจากจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้บุคคลแต่ละคนมีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวและบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยส่วนตัวของแต่ละบุคคลแล้ว ยังสามารถมีส่วนช่วยใน การเลือกอาชีพ ให้เหมาะสมกับตัวคุณได้อีกด้วย ดังที่ปรากฏใน "ทฤษฎีการเลือกอาชีพ" ของ ของ John L. Holland ซึ่งเชื่อว่า บุคลิกภาพของคนจะสะท้อนผ่านการเลือกอาชีพของตน โดยเหตุผลในการเลือกอาชีพนั้น เกิดจากการผสมผสานความคิดต่อตัวเองและความเข้าใจต่อ อาชีพที่เลือก นั่นคือคนที่เลือกอาชีพได้สอดคล้องกับบุคลิกภาพของตนมากที่สุด จะมีความ พึงพอใจในอาชีพและส่งผลให้ประสบความส าเร็จในอาชีพนั้นๆ ได้ทฤษฎีนี้ก็ได้แบ่งประเภท ของบุคลิกภาพออกเป็น ๖ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของงานที่เหมาะกับคนใน บุคลิกต่างๆ ดังนี้ ๑) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบจริงจัง (Realistic) บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มที่ ๑ คือคนประเภทที่ชอบกิจกรรมเกี่ยวกับการควบคุม การปฏิบัติการกับเครื่องยนต์กลไกหรือจ าพวกเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ชอบแก้ไข ซ่อมแซมวัสดุต่างๆ ทั้งไม้และโลหะมีความถนัดทางช่าง ชอบท ากิจกรรมกลางแจ้ง ชอบงาน ประเภทใช้ก าลังกายชอบการเคลื่อนไหวและใช้ทักษะ เป็นลักษณะงานของผู้ชายชอบงาน ประเภทมองเห็นปัญหาที่จะแก้ไขได้ชัดเจน เลี่ยงกิจกรรมแบบต้องใช้วาจาอธิบายสนใจ คณิตศาสตร์ ไม่ชอบงานภาษาหรือการศึกษา หรืองานที่เกี่ยวข้องกับคนนอกจากนี้ยังเป็นคน ขี้อาย ถ่อมตน เกรงใจคน คล้อยตามระบบกฎเกณฑ์บางครั้งอาจเป็นคนขวานผ่าซาก ไม่มี พิธีรีตอง เก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใครแต่ไม่คิดมาก ไม่เพ้อฝัน หนักแน่น อดทน เอาการเอา งาน จริงจัง พากเพียรเสมอต้นเสมอปลาย บุคคลพวกนี้อาจจะขาดทักษะทางสังคม


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๕ ความสามารถ : สิ่งที่คนประเภทนี้จะสามารถท าได้ดีก็คือ อ่านพิมพ์เขียว แก้ ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ชอบท างานเกี่ยวกับเครื่องมือชนิดต่างๆ ตลอดจนวิธีการใช้งานต่างๆ มี ความรู้ทางคณิตศาสตร์ อาชีพ : อาชีพที่เหมาะสม ได้แก่ วิศวกรเจ้าหน้าที่เกษตรกรรม ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ช่างซ่อม ช่างฟิต ช่างส ารวจ ช่างไฟฟ้าช่างยนต์ ช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่อง ช่างประปา นักประมง นักเดินป่าพนักงานป่าไม้ นักกีฬา นักเดินเรือ นักประดาน้ า นัก ประดิษฐ์วัสดุครูสอนอุตสาหกรรมศิลป์ ครูสอนการเกษตร เจ้าหน้าที่เอ็กซ์เรย์ เป็นต้นถือเป็น อาชีพที่คนในกลุ่มนี้จะสามารถท าได้ดีกว่าบุคคลในกลุ่มอื่นๆ ๒) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบใช้ปัญญา และความคิดแบบนักวิชากา ร (Investigative) บุคลิกภาพ : บุคคลในกลุ่มที่ ๒ จะเป็นบุคคลประเภทที่มีลักษณะดังนี้ เป็นคนที่ ชอบการวิเคราะห์ และการประเมินเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต ช่างสงสัย ไม่เชื่อ อะไรง่ายๆ แถมยังมีเหตุผลละเอียดรอบคอบ เป็นคนค่อนข้างอนุรักษ์นิยม นิสัยชอบเก็บตัว ไม่ชอบสังคมมากชอบงานอิสระ ไม่ชอบเอาอย่างใคร พึ่งพาตนเองได้ มีความมั่นใจในตนเอง ชอบคิดชอบฝันชอบแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ชอบวิจัยในโครงงานทางวิทยาศาสตร์ ชอบ ท างานที่ซับซ้อนหรืองานทดลองแบบประเภทท้าทายความสามารถ ไม่ชอบงานการค้า หรือ การโฆษณาชักชวนยึดระเบียบกฎเกณฑ์ สนใจการจัดการและวางแผนงาน เป็นคนมุ่งงานเป็น ใหญ่และสนใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม บุคคลประเภทนี้อาจจะขาดทักษะในการเป็นผู้น า ความสามารถ : เป็นคนมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และมีความสามารถที่จะ ฝึกฝนอบรบทางช่างบางสาขาได้มีความสามารถท างานโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ท างาน เกี่ยวกับผลของกระแสคลื่นทางวิทยุความถี่ต่างๆ ได้ดี มีความสามารถทางคณิตศาสตร์และ แพทยศาสตร์รู้จักการท างานของร่างกาย สามารถแปลส่วนผสมทางเคมีและรู้จักวิธีการใช้ เครื่องมือทางเทคนิคได้ดี อาชีพ : นักเศรษฐศาสตร์ แพทย์สัตวศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักเทคนิค การแพทย์ นักพยาธิวิทยา นักวิทยาศาสตร์นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ นักชีววิทยา นักจุลชีววิทยา นักเคมี นักฟิสิกส์ นักวางแผนนักวิจัย นักวิชาการ ครูสอนคณิตศาสตร์ ครูสอนวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดีนักมานุษยวิทยา นักธรณีวิทยา นักสมุทรวิทยา นักดาราศาสตร์ นักอุตุนิยมวิทยา นักภูมิศาสตร์ นักสืบสวน ถือเป็นงานที่เหมาะกับบุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบที่ ๒ นี้ ๓) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบศิลปิน (Artistic) บุคลิกภาพ : กลุ่มนี้จะเป็นคนประเภทที่ชอบแสดงออกรักความเป็นอิสระ ไม่ชอบ อยู่ใต้บังคับบัญชาใคร ไม่ชอบพึ่งพาผู้อื่นไม่คล้อยตามบุคคลอื่น เป็นคนชอบริเริ่มไม่ชอบเอา อย่างใครไม่ชอบสัมพันธ์เป็นส่วนตัวโดยตรงกับใคร ไม่ชอบความจ าเจ หรืองานที่มี กฎระเบียบแน่นอนช่างฝัน อ่อนไหวง่าย ชอบแสดงออก บางครั้งเจ้าอารมณ์ มีอุดมคติชอบ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๖ คิดค้นเกี่ยวกับปัญหา สิ่งแวดล้อม และแสดงออกทางศิลปกรรม มีความสามารถทางดนตรี อ่านหนังสือแบบแสดงความรู้สึกได้ดี ชอบฟังเพลง ชอบดูละครเขียนหนังสือและแต่งกลอนได้ ดีบุคคลประเภทนี้อาจจะขาดทักษะทางส านักงาน ความสามารถ : สามารถเล่นดนตรีได้ร้องเพลงประสานเสียงได้ แสดงบทบาท ต่างๆ ได้ รวมทั้งสามารถอ่านแบบแสดงความรู้สึกได้นิยมการไปฟังและดูละคร เขียนรูปได้ อย่างใกล้เคียงความจริงเขียนหนังสือและแต่งกลอนได้ดี อาชีพ : ผู้ก ากับการแสดง ครูสอนภาษาผู้สื่อข่าว ครูสอนการละคร ครูสอน นาฏศิลป์ ผู้แปลภาษาต่างประเทศ นักปรัชญาครูสอนวรรณคดี ครูสอนดนตรี เต้นร า นัก ดนตรี นักโฆษณา นักแสดงต่างๆ นักประชาสัมพันธ์นางแบบ-นายแบบ นักจัดรายการวิทยุ- โทรทัศน์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย นักวิจารณ์ผู้ออกแบบเครื่องเรือน มัณฑนากร สถาปนิก จิตรกร นักแต่งเพลง นักแต่งบทละครนักเขียนบทภาพยนตร์ ปฏิมากร นักประดิษฐ์ ช่างภาพ ช่างพิมพ์ นักออกแบบ นักประพันธ์นักร้อง นักเต้นร า นักเขียนการ์ตูน ครูสอนศิลปะ นัก พากษ์ วาทยากรอาชีพพวกนี้จะเป็นอาชีพที่คนในกลุ่มนี้ประสบความส าเร็จได้มาก ๔) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบบริการสังคม และชอบสมาคม (Social) บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มนี้มักจะเป็นคนที่ชอบท างานร่วมกับผู้อื่น ชอบช่วยเหลือ ผู้อื่นช่วยคนที่มีปัญหาทางจิตใจ แต่ไม่ชอบให้ใครสั่ง ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาของใครชอบให้ ความรู้ ชอบสนทนาและสังสรรค์กับผู้คน มีความเข้าใจคนอื่นได้ดี กล้าแสดงออกเป็นกันเอง ร่าเริง มีความเมตตากรุณา ชอบมีอ านาจเหนือคนอื่น มีอุดมคติ รับผิดชอบอนุรักษ์นิยม ชอบดู กีฬา ชอบร่วมกิจกรรมบันเทิง ชอบเป็นสมาชิกองค์การหรือศูนย์ชอบดูแลเด็กๆ ที่มีกิจกรรม สนุกสนาน ชอบช่วยและรักษาพยาบาลผู้อื่นมีความสามารถในการพูด มีทักษะในการติดต่อ กับผู้อื่นชอบพัฒนาให้ความรู้หรือฝึกอบรมผู้อื่นมักจะชอบงานด้านภาษามากกว่างานที่ต้องใช้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์บุคคลแบบนี้จะขาดทักษะทางเครื่องจักรกลขาด ความสามารถในการวิเคราะห์อย่างมีกฎเกณฑ์ระเบียบวิธี ความสามารถ : มีความสามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้อย่างดีสามารถท างานร่วมกับ บุคคลที่มีอายุสูงกว่าได้ดีสามารถวางกิจกรรมหรือโครงการให้กับโรงเรียนหรือวัด มองคนได้ อย่างถูกต้อง ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและท างานให้ชุมชนโดยสมัครใจและชอบท างานกับคนหมู่มาก อาชีพ : ครู อาจารย์ นักวิชาการ พยาบาลนักสังคมสังเคราะห์ นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา นักแนะแนว ผู้ให้ค าปรึกษา ผู้จัดการบรรณารักษ์ นักโภชนาการ ล่าม มัคคุเทศก์ นักเทศน์ พนักงานต้อนรับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่งานบุคคล นักฝึกอบรม นักพัฒนากร ทูต เป็นต้นซึ่งบุคคลในกลุ่มที่ ๔ จะสามารถท าหน้าที่ในอาชีพเหล่านี้ได้ค่อนข้างดี ๕) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าท า (Enterprising) บุคลิกภาพ : คนในกลุ่มที่ ๕ นี้มักมีลักษณะเป็นคนที่ชอบกิจกรรมที่มีอิทธิพล เหนือผู้อื่น ใช้ทักษะในทางพูดจามองเห็นตนเองเป็นผู้น าเต็มตัว เชื่อมั่นในตนเอง ชอบชักจูง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๗ ผู้อื่นให้คล้อยตามหรือชอบด าเนินการให้บรรลุเป้าประสงค์ ชอบถกเถียงปัญหาทางการเมือง ชอบอภิปรายพูดจาตรงไปตรงมา กล้าแสดงออก กล้าโต้แย้ง กล้าคิดกล้าท า กล้าเสี่ยง ชอบ การแข่งขันทะเยอทะยาน ว่องไวคล่องแคล่ว มักชอบริเริ่มและด าเนินธุรกิจส่วนตัวชอบ กิจกรรมชนิดเป็นกลุ่มและองค์การ ชอบควบคุมผู้อื่น ชอบพบปะบุคคลส าคัญเป็นผู้น ากลุ่มใน การท ากิจกรรม ชอบการปาฐกถา ร่วมขบวนการในการรณรงค์หรือหาเสียงชอบการบรรยาย เรื่องราวต่างๆ ไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องเขียนด้วยส านวนภาษาแบบสละสลวยหรือเป็นค า ประพันธ์ หรือเขียนภาพ หรือปั้นแกะสลัก หรือกิจกรรมที่มีระบบระเบียบมากเป็นพวกมุ่ง งานและมุ่งความสัมพันธ์ ความสามารถ : มักเคยถูกเลือกให้ท ากิจกรรมต่างๆ สมัยอยู่ในโรงเรียนหรือ มหาวิทยาลัย สามารถควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้อื่นได้ มีความกระตือรือร้นมาก สามารถชักจูงให้คนอื่นมาท าสิ่งที่ตนต้องการได้ ขายสินค้าเก่ง ชอบจัดการรวบรวมก่อตั้งเป็น สมาคมและองค์การ เป็นผู้น าการอภิปรายที่ดีเป็นตัวแทนเจรจาตกลงให้กับกลุ่มหรือ องค์การได้ดี อาชีพ : นักธุรกิจนักการตลาด นายธนาคาร นักบริหาร ผู้ขายประกันชีวิต นายหน้าซื้อขาย ผู้จัดการนักการเมือง ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ที่ปรึกษาทางธุรกิจ โฆษก แอร์โฮเตสอาชีพเหล่านี้มักเป็นอาชีพที่อยู่ในความสนใจของคนกลุ่มนี้ในระดับต้นๆ ๖) กลุ่มที่มีบุคลิกภาพแบยึดมั่นและมีระเบียบแบบแผน (Conventional) บุคลิกภาพ : เป็นบุคคลที่ชอบท างานเกี่ยวกับตัวเลข และการนับจ านวนชอบ บทบาทที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พอใจที่จะคล้อยตาม หรือเชื่อฟังบุคคลอื่นไม่ชอบเป็นผู้น า เลี่ยงการโต้แย้ง ไม่ชอบงานที่ใช้ทักษะทางร่างกายไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เจ้าระเบียบ ไม่ ยืดหยุ่น มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขาดความคิดริเริ่มและจินตนาการ ชอบเลียนแบบ แต่เป็น คนจริงจังกับงานมากอดทนและรับผิดชอบสูง ละเอียดถี่ถ้วน มีความพากเพียร เก็บกดและ ควบคุมอารมณ์ตนได้ดีชอบท างานส านักงาน งานเสมียน งานตัวเลข งานเอกสารและสาร บรรณ เช่นการเก็บบันทึกข้อมูล การจดคัดลอกข้อมูล การจัดหมวดหมู่งาน ไม่ชอบงานด้าน ศิลปะ ดนตรีวรรณกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์ ความสามารถ : ควบคุมการท างานของเครื่องจักรธุรกิจ (เช่น คอมพิวเตอร์) ได้ดี จัดระเบียบงานเข้าหมวดหมู่ ใช้วิชาชวเลข ท างานในเวลาตามที่ก าหนด พิมพ์หนังสือได้ท า บัญชีรับจ่าย ประวัติ ข้อมูล และการนัดหมายต่างๆ ตลอดจนถึงรายจ่ายในการซื้อขายคุ้นเคย กับวัสดุครุภัณฑ์ทางธุรกิจเป็นอย่างดี อาชีพ : สมุห์บัญชี นักบัญชีเลขานุการ เจ้าหน้าที่การเงินการธนาคาร เจ้าหน้าที่ งานพัสดุ เจ้าหน้าที่สารบัญผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ช่วยบรรณารักษ์ เจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ผู้คุมสต็อคสินค้า ผู้ควบคุมเครื่องยนต์ เจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด นักสถิติ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๘ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงิน พนักงานไปรษณีย์ เป็นต้นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดังที่กล่าวมาจะ ประกอบอาชีพต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ดังที่กล่าวมาแล้วว่า บุคลิกภาพ มักมีส่วนส าคัญในการเลือกอาชีพในระดับหนึ่ง คือ เมื่อเรารู้และเข้าใจในความถนัด หรือสิ่งที่เราชื่นชอบว่า เป็นอย่างไร รูปแบบใด หรืออุปนิสัย ส่วนตัวต่างๆ ของเราแล้ว เราก็จะสามารถเข้าใจได้มากขึ้นว่า อาชีพที่เราต้องการจะเป็น หรือ ท าแล้วเหมาะสมกับความเป็นตัวเรานั้นคืออะไร เราก็จะสามารถเลือกและประกอบอาชีพ ต่างๆ เหล่านั้นได้ดี แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า บุคคลในกลุ่มต่างๆ จะต้องประกอบอาชีพ ดังที่ก าหนดไว้เสมอไป เพราะเราต้องดูองค์ประกอบแวดล้อมอีกหลายประการเช่นกัน คนที่มี บุคลิกภาพในแต่ละประเภท อาจจะสามารถประกอบอาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ ซึ่ง อาจมีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกับอาชีพของกลุ่มนั้นๆ โดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ นอกจากนี้ บางคนอาจมีบุคลิกภาพแบบสองกลุ่มรวมกันหรือมากกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัย เฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งทฤษฎีก็ไม่สามารถน ามาก าหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ ดังนั้นเราสามารถ เลือกอาชีพได้หลากหลายมาก โดยปัจจัยส าคัญขึ้นอยู่กับความพอใจ ความต้องการ ความฝัน และความจ าเป็นในด้านต่างๆ อีกมากมาย ๙.๖ เปรียบเทียบหลักการบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนาและจิตวิทยา จากแนวคิดเรื่องพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะของพระพุทธศาสนาและ จิตวิทยาสามารถเปรียบเทียบหลักการที่สอดคล้องกันและแตกต่างกันได้ดังนี้ ทัศนะทางพระพุทธศาสนา ทัศนะทางจิตวิทยา หลักการที่สอดคล้องและแตกต่างกัน ๑. ค านิยาม บุคลิกภาพคือบุคลิกลักษณะที่ เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมทางกาย วาจา และใจ ๑. ค านิยาม บุคลิกภาพ คือพฤติกรรมที่ สังเกตได้ภายนอกและพฤติกรรมที่ซ่อน เร้นอยู่ภายใน ๒. องค์ประกอบบุคลิกภาพของบุคคลมี ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ทางกาย วาจา และ ใจ ๒. องค์ประกอบบุคลิกภาพของบุคคลมี ๒ องค์ประกอบ ได้แก่ ลักษณะภาพนอก และลักษณะภายใน ๓. กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพเน้นภายใน มากกว่าภายนอก คือการพัฒนาจิตเพื่อก าจัด กิเลสเป็นส าคัญ ได้แก่ จริต ๖ โดยใช้การมี ปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยให้ เกิดสัมมาทิฎฐิ ๓. กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพเน้น ภายนอกมากกว่าภายใน คือ เน้นสร้าง สภาพแวดล้อมที่เป็นสิ่งเร้าให้เกิด บุคลิกภาพภายนอกที่พึงประสงค์


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๔๙ ทัศนะทางพระพุทธศาสนา ทัศนะทางจิตวิทยา ๔. เป้าหมายคือ การฝึกฝนอบรมตนเองให้ พร้อมใช้งานในระดับต่างๆ ๔. เป้าหมาย คือ การปรับปรุงบุคลิกภาพ ให้ปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่สังคมยอมรับ ตารางที่ ๑๒ : เปรียบเทียบหลักการที่สอดคล้องกันและแตกต่าง ของจิตวิทยาตามทัศนะของพระพุทธศาสนาและทัศนะทางจิตวิทยา ๙.๗ การพัฒนาพฤติกรรมและบุคลิกภาพ การพัฒนาตนเองของบุคคลเป็นเรื่องส าคัญส าหรับการด าเนินชีวิต ในหัวข้อนี้ ผู้ เรียบเรียงจะได้กล่าวถึง การพัฒนาตน หรือ การพัฒนาพฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะ ของพระพุทธศาสนา และ ในทัศนะทางจิตวิทยา ไปตามล าดับ ๙.๗.๑ หลักการพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะไปกล่าวถึงเรื่องหลักการพัฒนาบุคลิกภาพในทางพระพุทธศาสนานั้น เบื้องต้นนี้ ผู้เรียบเรียงขอกล่าวถึง ความส าคัญ องค์ประกอบ เป้าหมาย และหลักการพัฒนา บุคลิกภาพ ตามไปล าดับ ดังนี้ ๑) ความส าคัญของการพัฒนาตน การพัฒนาตนในพระพุทธศาสนาเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในค าสอน เพราะว่า การฝึกฝนกับการพัฒนาเป็นสิ่งเดียวกัน กล่าวคือเพื่อให้ส าเร็จบรรลุเป้าหมายใน การเข้าถึงภาวะที่สมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ จึงต้องมีการฝึกฝนพัฒนาตน หากขาดการ ฝึกฝนพัฒนาตนแล้วชีวิตก็จะไม่ประเสริฐ แต่ถ้าฝึกฝนตนเองดีแล้ว โดยเฉพาะการฝึกจิตใจจะ มีขีดความสามารถสูงสุด ดังพุทธพจน์กล่าวว่า “คนทั้งหลายน าสัตว์พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาย่อมทรง ราชพาหนะที่ฝึกแล้ว ในหมู่มนุษย์ คนที่อดกลั้นถ้อยค าล่วงเกินได้ ชื่อว่าเป็นผู้ ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐที่สุด๔๕ และ ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่ ที่ได้รับการฝึกหัดแล้ว เป็น สัตว์ประเสริฐ แต่คนที่ฝึกตนได้แล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะเหล่านั้น” ๔๖ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาบุคคล คือ การมีสัมมาทิฏฐิ๔๗ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “สัมมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นชอบ หรือ เห็นถูกต้อง ๔๕ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๓๓. ๔๖ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๒/๑๓๓. ๔๗ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๗๑/๔๒๘-๔๒๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๐ ถ้าให้ความหมายแนวโลกีย์ ก็ว่า เห็นถูกต้องตามคลองธรรม ถ้าให้ความหมายแนวโลกุตระ ก็ ว่า เห็นถูกต้องตามเป็นจริง คือเห็นตรงตามสภาวะ หรือ ตามเหตุปัจจัย” ๔๘ ๒) องค์ประกอบของการพัฒนาบุคค องค์ประกอบส าคัญในการพัฒนาบุคคลจนท าให้เป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง หรือเห็น ถูกตรงตามความเป็นจริงนั้น สัมมาทิฏฐิเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นตัวน าในทุกขั้นตอนของการ ประพฤติปฏิบัติหรือการพัฒนาตน เพราะบุคคลเมื่อเชื่อถือหรือเห็นเช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมพร้อม ที่จะพัฒนาปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เกิดความเห็นชอบหรือเห็นถูกต้องได้ ปัจจัยที่เป็น องค์ประกอบส าคัญ ๒ ประการคือ ปรโตโฆสะ และ โยนิโสมนสิการ๔๙ (๑) ปรโตโฆสะ หมายถึง เสียงจากผู้อื่น (หรือสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะ ภายนอกทั้งหมด) การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก เช่น การสั่งสอน แนะน า การถ่ายทอด การโฆษณา ค าบอกเล่า ข่าวสาร ข้อเขียน ค าชี้แจง อธิบาย การเรียนรู้จากผู้อื่น ในที่นี้หมาย เอาเฉพาะส่วนที่ดีงามถูกต้อง เฉพาะยิ่งยิ่งการรับฟัง ความรู้ หรือ ค าแนะน าจากบุคคลที่เป็น กัลยาณมิตร๕๐ ซึ่งเป็นปรโตโฆสะชนิดที่กลั่นกรองแล้วในการพัฒนา ปรโตโฆสะโดยทั่วๆ ไป เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง ครูอาจารย์สื่อมวลชน และการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่า เป็นสิ่ง ส าคัญมากในสังคม ถ้าบุคคลและสถาบันเหล่านี้เป็นปรโตโฆสะที่ดี ก็จะน าบุคคลไปสู่ สัมมาทิฏฐิ โดยในขั้นนี้บุคคลยังต้องอาศัยศรัทธา เพื่อพิสูจน์ด้วยปัญญาของตนเองให้เห็น เหตุผลชัดเจน จนมั่นใจหมดความลังเลสงสัย (๒) โยนิโสมนสิการ หมายถึง การท าใจโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้ จักคิด คิดเป็น หรือ คิดอย่างมีระเบียบ หมายถึง การรู้จักมอง รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลาย โดย มองตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน และโดยวิธีคิดหาเหตุผล สืบค้นถึงต้นเค้า สืบสาวให้ตลอด สาย แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั่นๆ ออกให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอด แห่งเหตุปัจจัย โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ๕๑ เป็นตัวหลักของ การใช้ปัญญา ท าให้บุคคลรู้จักใช้ความคิดให้ถูกต้องว่า ควรท าอย่างไร เป็นเจ้าของ ความคิด เอาความคิดมาช่วยแก้ไขปัญหาท าให้อยู่สุขสบาย สรุปได้ว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนาบุคคลตามทัศนะพระพุทธศาสนานั้น คือการมี สัมมาทิฏฐิในสิ่งที่ต้องพัฒนา ท าให้บุคคลเชื่อในสิ่งที่จะกระท าว่า สิ่งนั้นถูกต้องดีงาม และ พร้อมที่จะกระท าสิ่งนั้นได้โดยง่าย และกระท าให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ๔๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ ๓๕, (กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, ๒๕๕๕), หน้า ๕๕๗. ๔๙ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕. ๕๐ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, หน้า ๕๖๓. ๕๑ เรื่องเดียวกัน, อ้างแล้ว.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๙ พฤติกรรมและบุคลิกภาพในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๕๑ ๓) เป้าหมายของการพัฒนาบุคคล การพัฒนาบุคคลตามพระพุทธศาสนานั้น มีเป้าหมายของการพัฒนา แบ่งโดยใช้ เกณฑ์ตามประโยชน์ที่ได้รับ(อรรถ) ในทางพระพุทธศาสนามี๓ ระดับ๕๒ ดังนี้ (๑) เป้าหมายในปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) เป็นจุดหมายขั้นแรก เป็นพฤติกรรมที่ ด าเนินไปอย่างชอบธรรม เป็นการปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง พฤติกรรมการกระท า จะต้องท าให้ตนเองและผู้เกี่ยวข้องมีความสุข อยู่ร่วมกันด้วยดี ปฏิบัติหน้าที่ต่อกันอย่าง ถูกต้องในระหว่างบุคคล เพื่อความสุขร่วมกัน๕๓ (๒) เป้าหมายในอนาคต (สัมปรายิกัตถะ) เกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงออกในด้าน คุณค่าของชีวิต เป็นจุดหมายขั้นสูงขึ้นไปกว่าเป้าหมายระดับแรก เป็นเป้าหมายอันเป็น หลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไป หรือเป็นเครื่องประกันการได้คุณค่าที่สูงล้ าเลิศยิ่งกว่าสิ่งที่จะ พึงได้กันตามปกติในโลกนี้ได้แก่ความเจริญงอกงามแห่งชีวิตจิตใจ ที่ก้าวหน้าเติบใหญ่ขึ้นด้วย คุณธรรมความใฝ่ใจในทางศีลธรรม ในเรื่องบุญเรื่องกุศล ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม เป็น พฤติกรรมที่อาศัยศรัทธาความเสียสละ การมีความมั่นใจในคุณธรรม มีความสงบสุขทางจิตใจ พฤติกรรมที่รู้จักปีติสุขที่ประณีตด้านใน ตลอดจนคุณวิเศษที่เป็นผลส าเร็จทางจิต เป็นเป้าหมาย ของพฤติกรรมขั้นที่ผ่อนคลายความยึดติดผูกพันในวัตถุ ท าให้ไม่ยอมตีค่าผลประโยชน์ ด้านอามิสสูงเกินไป จนจะต้องมุ่งไขว่คว้ายอมสยบให้ หรือเป็นเหตุต้องมีพฤติกรรมไป ในทางมิชอบ หันมาให้คุณค่าแก่คุณธรรมดีงาม รู้จักท าการด้วยความใฝ่ธรรม รักความดีงาม รักคุณภาพของชีวิตและความเจริญงอกงามของจิตใจ (๓) เป้าหมายขั้นสูงสุด (ปรมัตถะ) หรือเป้าหมายที่เป็นสาระที่แท้จริงของ พฤติกรรมชีวิตมนุษย์ เป็นเป้าหมายขั้นสุดท้าย ได้แก่การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตาม ความเป็นจริง รู้เท่าทันคติธรรมดาของสังขารธรรม ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจ เป็นอิสระโปร่งโล่งผ่องใสไม่ถูกบีบคั้นคับข้องจ ากัดด้วยความยึดติดถือมั่น หวั่นหวาดของตนเอง เป็นพฤติกรรมที่ด าเนินไปเพื่อความปราศจากกิเลส ที่ท าให้เศร้าหมองขุ่นมัว อยู่อย่างไร้ทุกข์ ประจักษ์แจ้งความสุขประณีตภายในที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพร้อมด้วย ความสงบเยือกเย็น สว่างไสว เบิกบานโดยสมบูรณ์เรียกว่า วิมุติและนิพพาน๕๔ ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกนั้น จะต้องเพียรพยายาม ให้เข้าถึงเป้าหมายให้ได้๒ ระดับ คือเมื่อได้เมื่อได้บรรลุทิฏฐธัมมิกัตถะแล้ว ไม่ควรหยุดยั้งแค่ ๕๒ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์. ฉบับ ประมวลธรรม. ข้อที่ ๑๓๒ หน้า ๑๑๐. ๕๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย, (กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๒), หน้า ๑๐๙. ๕๔ ดูรายละเอียดใน นิพพานสูตร ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๓๑๔/๓๓๓.


Click to View FlipBook Version