The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathip3, 2024-06-28 01:25:50

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๒ พระมหาสุภา ชิโนรโส. มองตะวันตกจากสายตาคนตะวันออก. กรุงเทพมหานคร : สุขภาพ ใจ, ๒๕๔๘. พรรณีช.เจนจิต. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : อัมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘. มานพ สวามีชัย. จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : พัฒนาวิชาการ, ๒๕๓๖. วาสนา ปวีณบ าเพ็ญ. (มปป.). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร : มปท. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. ค าบรรยายพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : หอรัตนชัยการพิมพ์, ๒๕๔๐. สมบูรณ์ ศาลยาชีวิน. จิตวิทยาเพื่อการศึกษาผู้ใหญ่. เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์, ๒๕๒๖. สุรางค์ โคว้ตระกูล . จิตวิทยาการศึกษา . กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๔. สุรีรัตน์ โบจรัส. ทฤษฏีทางจิตวิทยากลุ่มต่างๆ. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา SN ๑๑๐๓ จิตวิทยาและพัฒนาการมนุษย์. ส าหรับนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต ชั้นปีที่ ๑ ประจ าปีการศึกษา ๒๕๕๕. คณะพยาบาลศาสตร์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น. อัดส าเนา อารีรังสินันท์. จิตวิทยาการศึกษา. เอกสารค าสอนวิชา จิตศึกษา ๓๐๑ จิตวิทยาการศึกษา ภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๐. (๒) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: บทที่ 1 บทน า จิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.- rame-learninge-book.ram.edu/e-book/p/PY212(50)5/PY212-1.pdf. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. บทที่ ๒ กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.educ-bkkthon. com/.../บทที่ ๒ กลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยา..[๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.edtech.edu.ku.ac.th/ edtech/wbi/index.php?module=study&chapter=1&sub1=4&sub2=2#2 [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ส าคัญของกลุ่มปัญญานิยม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.blog. mundeenee.com/surangkanang/2589/ [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://wisitdevilsoul. wordpress.com/ [๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๒ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๓ วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นต์(Wilhelm Wundt, ๑๘๓๒-๑๙๒๐). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?q=Wilhelm+Max+Wundt&tbm. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. แนวคิดจิตวิทยากลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.juthateppitschool.blogspot.com/2013/08/structuralismintrospective-psychology.html. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. จอห์น ดิวอี้ (John Dewey, ๑๘๕๙-๑๙๕๒). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. google.co.th/search? [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. จอห์น บี. วิตสัน (John B. Watson, ๑๘๗๘–๑๙๕๘). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.google.co.th/search?q. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.2 woothinan081.blogspot.com/2011/07/behaviorism.htm. [๒ กันยายน ๒๕๕๖]. ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.forum.plus. in.th/index.php?topic=91.0 [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. อัมบราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. google.co.th/search?. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt psychology). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. google.co.th/search?q=651. [๒๙ มีนาคม ๒๕๕๗]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : Fontaine, K.L. Mental Health Nursing. (5thed.). New Jersey : Prentice Hall., 2003. Womble, D.M. Introductory Mental Health Nursing. (1st ed.). Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins, 2005.


บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก (Eastern Psychology Theory) วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธิบายแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออกกลุ่มต่างๆ ได้ ๒. บอกวิธีการน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา แนวตะวันออกจากกลุ่มต่างๆ ได้ ๓. เปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอ่อนของทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตกและ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออกได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความน า แนวคิดจิตวิทยาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แนวคิดจิตวิทยาของพระพุทธศาสนา แนวคิดจิตวิทยาของคริสตศาสนา แนวคิดจิตวิทยาของศาสนาอิสลาม แนวคิดจิตวิทยาของศาสนาซิกข์ วิธีการน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา แนวตะวันออกกลุ่มต่างๆ เปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอ่อนของทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก และแนวตะวันออก


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๕ ๓.๑ ความน า จิตวิทยาแนวตะวันออก เป็นการศึกษาหลักความเชื่อหรือหลักค าสอนของศาสนา ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับบริบทการด าเนินชีวิตของมนุษย์ และน ามาประยุกต์ใช้ทาง จิตวิทยา เพื่อท าความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรม และจิตใจของบุคคลภายใต้หลักความเชื่อที่ ยึดโยงกับหลักการทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดูศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์และศาสนาซิกข์ซึ่งมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างไปจากทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันตก ประเทศไทยมีหลายศาสนา แม้ว่าค าสอนแต่ละศาสนาจะเน้นให้คนละชั่ว ท าความดี มีไมตรีจิตต่อกัน แต่ก็เชื่อว่า มีจ านวนคนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจในหลักค าสอนของศาสนาอื่น ส่วน ใหญ่จะศึกษาหาความรู้เฉพาะในศาสนาของตน จึงท าให้ไม่ทราบว่า เพื่อนศาสนิกในศาสนา อื่นมีข้อวัตรปฏิบัติในชีวิตประจ าวันอย่างไร เมื่อไม่ทราบก็อาจจะคิด พูด ท า ในสิ่งที่อาจจะ ท าให้กระทบกระเทือนจิตใจของคนอื่นโดยไม่มีเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าท านองที่ว่า น้ าผึ้งหยดเดียว๑ ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตได้ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ภายใต้ความแตกต่างนี้จะช่วยหล่อหลอมและเยียวยาความโดดเดี่ยวอ้างว้างทางจิตใจของ มนุษย์ในยุคโลกไร้พรมแดนที่นับวันจะขาดแคลน ขัดสน ทรัพยากรในการด ารงชีวิตจนน ามา สู่การต่อสู้ดิ้นรน น าพาชีวิตให้รอดพ้นจากความอดอยาก หิวโหย อย่างไร้เข็มทิศชีวิตและ หลงลืมไปว่า คุณค่าของชีวิตที่แท้จริงนั้นคืออะไร ในท่ามกลางการต่อสู้ดิ้นรนนั้นมีเสบียงหล่อ ๑ หมายถึง : เรื่องที่เล็กน้อยแต่ท าให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตไปได้ดูรายละเอียดใน เสริมสกุล โทณะวณิก, รวมนิทานพื้นบ้านไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔). “….ยังมีชายผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในป่า ทุกๆ วันเขาจะเข้าป่าไปหาน้ าผึ้งมาขายหรือแลกเปลี่ยนกับ ของอื่นๆ ที่ภายในหมู่บ้าน วันนี้เขาโชคดีเขาสามารถหาน้ าผึ้งจากในป่าได้มากจึงคิดจะน าน้ าผึ้ง เข้าไป ขายในเมืองใหญ่ ครั้นเมื่อชายชาวป่าคนนี้เข้าไปถึงในตัวเมือง เขาแลเห็นพระราชวังมีความสวยงามมาก สิ่งก่อสร้างทั้งหลายล้วนสีทองอร่ามตา และ ประดับประดาด้วยกระจกแก้วสีต่างๆ จึงเดิน เข้าไปดูใกล้ๆ ทันใดนั้นเอง ทหารก็ออกมาตีฆ้องตีกลองร้องป่าวประกาศ ชายชาวป่าได้ยินเสียงดังก็ตกใจรีบวิ่งหนีกลับ บ้าน ระหว่างที่วิ่งหนีกลับบ้านนั้นเขาได้ท าน้ าผึ้งหยดลงบนพื้นทางเดินหนึ่งหยด แมลงวันตัวหนึ่งได้กลิ่น หอมหวานของน้ าผึ้งก็บินมาตอม แมงมุมตัวหนึ่งเห็นแมลงวันก็ย่องเข้าไปจะจับกิน จิ้งจกตัวหนึ่งมาเห็น แมงมุมก็ย่องเข้าไปจะจับแมงมุม แมวตัวหนึ่งเห็นจิ้งจกก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปหมายจะจับจิ้งจกกิน พอดี ขณะนั้นสุนัขของพระราชาผ่านมาเห็นแมว สุนัขก็กระโจนเข้ากัดแมว เจ้าของแมวเห็นแมวของตนโดนสุนัข กัดก็โกรธ คว้าไม้มาตีสุนัขของพระราชาจนตาย ด้วยไม่รู้ว่าเป็นสุนัขของใคร มหาดเล็กผู้ดูแลสุนัขของ พระราชาก็โกรธ ตรงเข้าตีเจ้าของแมว พ่อค้าและชาวบ้านเห็นเจ้าของแมวโดนมหาดเล็กตีก็เข้าไปห้าม แต่พวกมหาดเล็กเข้าใจผิดคิดว่าพวกชาวบ้านจะรุมท าร้ายตนจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น แล้วการต่อสู้ก็ ขยายวงกว้างออกไป ทั้งพ่อค้า มหาดเล็ก และชาวบ้านเข้าต่อสู้กันเป็นจ านวนมาก เสียงการต่อสู้ดังสนั่น จนพระราชาออกมาดูเมื่อชาวบ้านเห็นพระราชาออกมาก็จะเข้าไปร้องทุกข์แต่พระราชาเข้าใจผิดคิดว่า ชาวบ้านถืออาวุธจะมาท าร้ายตนด้วย จึงสั่งให้ทหารออกสู้ท าให้บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากก่อนที่ทุกฝ่าย จะรู้ความจริง….”


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๖ เลี้ยงจิตใจของตนเองอย่างเพียงพอหรือไม่ อย่างไร แสงสว่างปลายทางอุโมงค์ชีวิตนั้นต้องใช้ เวลายาวนานเพียงไรจึงจะเดินไปถึง การช่วยเหลือเยียวยาตนเองและผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ มีหลักคิด มุมมอง ต่อปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเป็นคลื่นชีวิตเข้ามา เป็นระลอกๆ อย่างไรบ้าง กัลยาณมิตรที่มีความเมตตาเอื้ออาทรมีอยู่มากน้อยแค่ไหนเพียงไร หากจะช่วยเหลือตนและเพื่อนมนุษย์ให้มีชีวิตรอดปลอดภัยและด าเนินชีวิตสู่จุดหมาย ปลายทางจะท าได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงความคิดค านึงของมนุษย์ทุกคน คุณค่าและประโยชน์ของจิตวิทยามีมากมายดังที่กล่าวมาแล้วในบทที่ ๑ จิตวิทยา ท าให้มนุษย์มีค าตอบเกี่ยวกับจิตใจและพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น สามารถพัฒนาชีวิต ของตนเองและผู้อื่นด้วยความเข้าใจและเข้าถึง ดังพระราชด ารัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ความว่า “...การเข้าถึงสถานการณ์และสภาพการณ์ของผู้ที่เรา จะช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งที่ส าคัญที่สุด การช่วยเหลือให้เขาได้รับในสิ่งที่เขาควรจะได้รับตาม ความจ าเป็นอย่างเหมาะสม จะเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุด...”๒ แสดงให้เห็นว่า การจะ ช่วยเหลือใครให้ได้ผลดีที่สุดนั้น จะต้องช่วยให้เขาได้รับในสิ่งที่ควรจะได้รับได้เป็นอย่างดี๓ การศึกษาทางจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน องค์ความรู้ที่อธิบายกระบวนการทางจิตใจ และ พฤติกรรมของมนุษย์จ าเป็นที่จะต้องมีทางเลือกอย่างหลากหลายต่อการอธิบายปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะสามารถท าได้ เพราะไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง สามารถอธิบายความเป็นมา การด ารงอยู่และการสิ้นสุดของมนุษย์ในโลกและจักรวาลนี้ได้ อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดตะวันตกหรือตะวันออกก็ตาม ความสมดุลแห่งความเป็น องค์รวมนี้เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันจึงจะเกิดประสิทธิผลได้ การศึกษาเรื่องจิตใจของชาวตะวันตก ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องจิตใจอยู่ ในระดับที่ตื้นเขิน ไม่อาจให้ค าตอบที่กระจ่างชัดเกี่ยวกับจิตใจได้เนื่องจากทฤษฎีต่างๆ ทาง จิตวิทยาของตะวันตก ต่างก็อธิบายเรื่องจิตใจที่แตกต่างกันไปจนไม่อาจน ามาสู่ข้อสรุปได้ เช่น หากถามความหมายของจิตกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทางสมอง ค าตอบที่ได้คือ จิตคือ สมอง สมองคือจิตเมื่อสมองตาย จิตก็ตาย ชีวิตก็เป็นอันจบสิ้น หากถามพวกเทววิทยาของ ตะวันตก ค าตอบที่ได้คือจิตคือวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า (soul) ซึ่งเป็นวิญญาณที่อยู่นอก ตัวมนุษย์ เป็นต้น ความเชื่อเรื่องการควบคุมสรรพสิ่งให้อยู่ในอ านาจของตนเองตกผลึกอยู่ใน จิตใต้ส านึกของชาวตะวันตกส่วนใหญ่ การแสดงออกถึงความคิด และพฤติกรรมต่างๆ ของ คนตะวันตกจึงมีเป้าหมายเพื่อการควบคุมและจัดการทั้งสิ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ๒ พระราชด ารัสตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพิธีเปิดการประชุมการสังคม สงเคราะห์แห่งชาติครั้งที่ ๕ ณ ห้องประชุม ศาลาสันติธรรม วันอาทิตย์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๒. ๓ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, ความรู้ศาสนาเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด, ๒๕๕๔), หน้า ๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๗ ของชีวิต ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา๔ นอกจากนี้ในการศึกษาเรื่องจิตวิญญาณ ของชาวตะวันตกของนักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ ไม่ประสบผลส าเร็จและถูกวิจารณ์ว่า เป็น “ยุค มืดของจิตวิญญาณ”ความเชื่อที่ว่า เรื่องจิตวิญญาณเป็นเพียงความเชื่อที่เลื่อนลอยไม่อาจ พิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบกับวิธีการศึกษาที่เป็นการศึกษาพฤติกรรมของ สัตว์ที่แสดงออกต่อแรงกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมภายนอก และน ามาสู่การศึกษาพฤติกรรม ของมนุษย์ ก็สามารถบอกได้แค่พฤติกรรมภายนอกที่มนุษย์แสดงออกเท่านั้น ไม่สามารถ ล่วงรู้ความคิดและความรู้สึกภายในของมนุษย์ จึงไม่อาจเกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับจิต วิญญาณของมนุษย์อย่างแท้จริงได้๕ การพยายามน าทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆ เพื่ออธิบายความหมายของจิต จึง ล้มเหลว องค์ดาไล ลามะ เคยถามกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกกระแสหลักว่า “พวกคุณ มีความรู้เรื่องจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร” นักจิตวิทยาเหล่านั้นตอบว่า “จากการวิจัยกับสัตว์ ต่างๆ” ด้วยเหตุดังกล่าว ผลการศึกษาจึงเป็นที่น่าเคลือบแคลงว่าความรู้ที่ได้จากการศึกษา จิตใจของสัตว์ จะใช้ได้กับมนุษย์หรือไม่ หรือท าให้เกิดความรู้เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ได้ ลึกซึ้งเพียงใด ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การน าทฤษฎีต่างๆ ทางจิตวิทยามาศึกษาเกี่ยวกับจิตใจของ มนุษย์ ไม่อาจน าไปสู่ข้อสรุปว่า “จิตใจคืออะไร”อีกทั้งการน าวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์แบบ วางตัวเป็นกลาง (Objectivity) มาศึกษาเรื่องจิตใจ ก็ไม่อาจประสบความส าเร็จได้ เพราะ การศึกษาเรื่องจิตใจ ไม่อาจแยกสิ่งที่ศึกษาและตัวผู้ศึกษาออกจากกันอย่างอิสระได้๖ พัฒนาการของมนุษยชาติในด้านอารยธรรมในซีกโลกตะวันออก (Easts World) จะยึดโยงอยู่กับด้านจิตวิญญาณมากกว่า เห็นได้จากศาสนาทั้งหลายที่เกิดขึ้น และด าเนินไป อยู่ในปัจจุบัน เกิดในภูมิภาคของซีกโลกตะวันออกมากกว่า แม้ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดปัจจุบัน คือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็เกิดในภูมิภาคโลกตะวันออก แตกต่างจากโลกตะวันตก (Wests World) ที่ให้ความส าคัญในเรื่องวัตถุนิยมก่อนโลกตะวันออก ซึ่งการพัฒนาตนเองส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องจิตใจที่ต้องได้รับการยินยอม หรือเชื่อถือ ไม่ว่าจะคุณธรรม ความศรัทธา เป็นต้น ที่ ต้องมีให้แก่กันนั้น เป็นคุณลักษณะที่ล้วนเกิดจากอิทธิพลศาสนาที่มีต่อองค์ความรู้ในการท า ความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้นทฤษฎีจิตวิทยาแนวคิดตะวันออก เป็นการปรับใช้หลัก ค าสอนของศาสนามาใช้ในการพัฒนามนุษย์ ในที่นี้จะกล่าวถึง แนวคิดศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แนวคิดพระพุทธศาสนา แนวคิดศาสนาคริสต์ แนวคิดศาสนาอิสลาม และ แนวคิดศาสนา ซิกข์ดังนี้ ๔ พระมหาสุภา ชิโนรโส, มองตะวันตกจากสายตาคนตะวันออก, (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๔๘), หน้า ๑๘๑-๑๘๓. ๕ พระมหาสุภา ชิโนรโส, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๔-๑๑๗. ๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๓-๘๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๘ ๓.๒ แนวคิดจิตวิทยาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต่ ชนชาติอารยันเริ่มถิ่นฐานในประเทศอินเดีย จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ท าให้มีชื่อนับตั้งแต่เริ่มแรก เรียกว่า ศาสนาสนาตนะ แปลว่า ศาสนาที่ด ารงอยู่นิจนิรันดร์ ไม่มีวันเสื่อม ต่อมาเกิดคัมภีร์ พระเวท เรียกว่า ไวทิกธรรม แปลว่า ธรรมที่ได้จากพระเวท ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นอารย ธรรม แปลว่า ธรรมอันดีงาม เมื่อพวกพราหมณ์มีอิทธิพลทางศาสนาจึงได้ชื่อว่า ศาสนา พราหมณ์ธรรม แปลว่า ค าสอนของพราหมณาจารย์ จนกระทั่งได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง ศาสนา จึงได้ชื่อใหม่ว่า หินทูธรรม หรือฮินดูธรรม แปลว่า ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสา ค าว่า อหิงสา แปลว่า การไม่เบียดเบียน๗ ๓.๒.๑ สาระส าคัญของหลักความเชื่อและหลักค าสอน หลักความเชื่อและจุดหมายสูงสุดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าพระพรหมเป็น เทพเจ้าสูงสุด ทรงเป็นผู้สร้างโลก และสรรพสิ่งตลอดทั้งก าหนดโชคชะตาของคน และสัตว์ เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตของแต่ละคนจึงเป็นไปตามพรหมลิขิต แต่คนก็อาจเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ หาก ท าให้พระพรหมเห็นใจและโปรดปราน โดยการบวงสรวงอ้อนวอนและกระท าความดีต่อ พระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงโปรดหากตายไปก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ และถ้าหากโปรดเป็นที่สุด ก็จะได้ไปอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร แต่ถ้าไม่ทรงโปรดก็จะไปเกิดในทุคติภูมิ ได้รับทุกข์เวทนา แสนสาหัส ชาวฮินดูเชื่อว่าวิญญาณเป็นอมตะจึงไม่ตายตามร่างกาย ที่ว่าตายนั้นเป็นเพียง วิญญาณออกจากร่างกาย เพราะร่างกายทรุดโทรมจนอาศัยอยู่ไม่ได้เท่านั้น วิญญาณก็จะไป ถือเอาร่างใหม่ หรือที่เรียกว่า เกิดใหม่ ดุจคนสวมเสื้อผ้าเมื่อใช้นานไปก็เก่าคร่ าคร่า ก็ไปหา ชุดใหม่สวมก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นวิญญาณจึงไม่มีเกิดมีตาย การเกิดตายเป็นเพียงเรื่องร่างกาย เท่านั้นเอง วิญญาณจะไปถือเอาร่างใหม่หรือที่เรียกว่าสังสารวัฏ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ าไป ตราบที่ยังไม่บรรลุโมกษะ ชาวฮินดูเชื่อว่า โมกษะเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต ผู้เข้าถึงโมกษะ จะไปอยู่กับพระพรหมชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่าย ตายเกิดอีกต่อไป๘ เมื่อมองให้ลึกในระดับปรัชญา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้ามีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า พฺรหฺม (อ่านว่า บฺร า-หฺมะ) เมื่อพูดอย่างกว้างๆ พรหมมี๒ ลักษณะ คือ นิรคุณพรหม คือพรหมที่ไม่อาจจะใช้ค าพูดอธิบายได้ และสคุณพรหม คือ พรหมที่สามารถใช้ค าพูดอธิบายได้ความคิดเรื่องพรหมที่เป็นพระเจ้าสูงสุดมีมาแล้วตั้งแต่ ยุคพระเวทที่ยึดถือคัมภีร์อุปนิษัท ความรู้ที่ส าคัญยิ่งที่คัมภีร์อุปนิษัทสอนไว้อยู่ตรงที่เรา ๗ บทที่ ๓ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา www.http//book.dou.us/doku.php?id=df404: [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ๘ ฟื้น ดอกบัว, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๔๙), หน้า ๓๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๕๙ ไม่เพียงจะต้องรู้ว่า มีพรหมเท่านั้น เราจะต้องคิดอย่างมีสติที่ไม่ขาดสายถึงพรหมนั้น เพราะว่า พรหมอยู่ในจิตวิญญาณอมตะของมนุษย์ แท้จริงแล้วพรหมก็คือตัวจิตวิญญาณ อมตะของมนุษย์ที่เรียกว่า อาตมัน (อัตตาในภาษาบาลี) คือ ตนอมตะ (Self) เมื่อเรารู้ความ จริงข้อนี้อย่างแท้จริง การตายการเกิดก็ไม่มีจิตวิญญาณอมตะของเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับ พรหม เราก็อยู่เหนือความสุขความทุกข์เหนือการเกิดการตาย เมื่อเรานอนหลับจิตวิญญาณ อมตะของเราเป็นอิสระ มันจะท่องเที่ยวไปทั่วจักรวาลเหมือนนกหรือเหมือนเทพ เหมือน ราชาหรือเหมือนพราหมณ์เลย “ความฝัน” คือการหลับสนิท ซึ ่งในตอนหลับสนิทจิต วิญญาณอมตะจะรู้สิ่งซึ่งไม่อาจจะใช้ค าพูดใดๆ อธิบายได้และ เลยจากการหลับสนิทไปอีก คือ “พรหม” เมื่อเราไปถึงจุดที่เป็นพรหมเราก็เป็นอิสระ เนื่องจากพรหมเป็นสิ่งที่จะใช้ค าพูด อธิบายไม่ได้บรมครูในอุปนิษัทจึงใช้จินตนาการแบบต่างๆ อธิบาย เช่น อธิบายว่า จิต วิญญาณอมตะ คือ มนุษย์ขนาดจิ๋วในหัวใจก็ว่า คือลมหายใจก็ว่า หรือของเหลวชนิดหนึ่ง ที่น่าอัศจรรย์ในเส้นเลือด แต่บางครั้งตัวจิตวิญญาณอมตะนั้นก็ถูกนึกถึงแบบไม่มีตัวตน แบบวัดไม่ได้ดังข้อความใน ฉานโทคยะ อุปนิษัท๙ ต่อไปนี้ “ไปเก็บเอาผลไม้ของต้นไทรมาสิ” “นี่ครับ พ่อ” “บิมันออกสิ” “ผมบิมันออกแล้วครับพ่อ” “เจ้าเห็นอะไร” “เห็นเมล็ดเล็กๆ ครับพ่อ” “บิเมล็ดเล็กๆ นั้น เมล็ดหนึ่งสิ” “ผมบิเมล็ดหนึ่งแล้วครับพ่อ “ทีนี้เจ้าเห็นอะไร” “ไม่มีอะไรเลย ครับพ่อ” พ่อจึงพูดกับลูกว่า “สิ่งที่เจ้าเห็นว่าไม่มีอะไร นั่นแหล่ะคือแก่นแท้ของเมล็ดนั้น และในแก่นแท้นั่นแหละมีต้นไทรใหญ่ จงเชื่อพ่อเถอะลูก ในแก่นแท้นั้นคืออาตมันของ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ นั่นคือสิ่งที่จริงแท้ นั่นคืออาตมัน และเจ้าเองก็คืออาตมันนั่นแหละ เศวตเกตุ” ๑) หลักธรรมค าสอน/หลักปฏิบัติพื้นฐาน จุดมุ่งหมายของชีวิตตามแนวทางของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมี๔ ประการ คือ ๙ ฉานโทคยะ อุปนิษัท "บทเพลงและการสังเวย" (สามเวท), อ้างใน จ านงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล, บ่อเกิดลัทธิประเพณีอินเดีย เล่ม ๑, (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๓๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๐ (๑) อรถะ หรืออรรถะ การแสวงหาทรัพย์เพื่อการด ารงชีวิตภายใต้กรอบค าสอน ทางศาสนา (๒) ธรมะ หรือธรรมะ การด ารงชีวิตภายใต้กรอบค าสอนทางศาสนา (๓) กามะ การแสวงหาความสุขทางโลก ภายใต้กรอบค าสอนทางศาสนา (๔) โมกษะ ในที่สุดต้องแสวงหาความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จะเห็นว่าจุดมุ่งหมาย ๓ ข้อแรกต้องการให้ศาสนิกด ารงชีวิตทางโลกเต็มศักยภาพ ของแต่ละบุคคล แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบค าสอนทางศาสนาของตน แต่เมื่อมีความสุขอย่างมี ศีลธรรมในระดับโลกแล้ว ศาสนิกจะต้องแสวงหาเป้าหมายอันสุดของชีวิตคือโมกษะ กล่าวคือ ความพ้นไปจากการตายแล้วเกิดๆ ซึ่งเป็นผลของกรรมหรือการกระท าทุกอย่างในโลก ต้องค านึงอยู่เสมอว่าทุกอย่างในโลกเป็นสิ่งไม่คงอยู่ชั่วนิรันดร อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า เกิดขึ้นคงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ในที่สุดก็สูญสลายไป สิ่งที่เป็นนิรันดร คือความจริงสูงสุด หรือ พระเป็นเจ้า ซึ่งเราจะรู้ได้เมื่อเข้าถึงโมกษะ๑๐ ๒) หลักค าสอนที่ส าคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีอยู่ ๔ ข้อ คือ (๑) หลัก อาศรม ๔ (๒) หลักการปฏิบัติระหว่างบุคคล (๓) หลักปรมาตมัน และ (๔) หลักโมกษะ๑๑ โดยแต่ละอย่างมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ (๑) หลักอาศรม ๔ หมายถึง ขั้นตอนการด าเนินชีวิตของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็น พราหมณ์วัยต่างๆ โดยก าหนดเกณฑ์อายุคนไว้ ๑๐๐ ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ ๔ ช่วง ช่วงละ ๒๕ ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม (วัย) อาศรมทั้ง ๔ ช่วง คือ อาศรมที่ ๑ พรหมจรรย์อาศรม เริ่มตั้งแต่อายุ ๘-๒๕ ปี ผู้เข้าสู่อาศรมนี้ เรียกว่า พรหมจารี ภายในช่วงระยะเวลา ๒๕ ปีแรกนี้ พรหมจารีผู้อยู่ในพรหมจรรย์อาศรม มีหน้าที่ ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน เชื่อฟังและปฏิบัติตามค าสั่งสอนของครูอาจารย์ ไม่ ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่คบกับเพศตรงกันข้าม เมื่อส าเร็จการศึกษาแล้วต้องท าพิธีเกศนตสัน สกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณา (มอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์) ผู้ท าหน้าที่ครบทั้ง ๕ ข้อนี้ แล้วถือว่า เป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์จากฐานะพรหมจารีจะมีสิทธิพิเศษ ๕ ประการ คือ ศึกษาคัมภีร์พระเวทได้สอนพระเวทแก ่คนอื ่นได้ท าพิธียัคนัม (เกี ่ยวกับการบริจาค) ได้รับทานจากผู้ศรัทธาได้บริจาคทานแก่คนยากจน (ผู้อยู่ในวรรณะต่ า) ได้ อาศรมที่ ๒ คฤหัสถาศรม เป็นช่วงมัชณิมวัย อยู่ในช่วงอายุ ๒๕-๕๐ ปี มีหน้าที่ ดังนี้ ช่วยพ่อแม่ท างาน แต่งงานมีครอบครัว ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ๑๐ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, ความรู้ศาสนาเบื้องต้น, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๓-๑๑๕. ๑๑ Hopfe, Lewis M, Religions of the World, 6th Ed.; (New York : Macmillan College Publishing, 1994), p. 90-94.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๑ อาศรมที่ ๓ วานปรัสถาศรม เป็นช่วงปัจฉิมวัย อยู่ในช่วงอายุ ๕๐-๗๕ ปี มีหน้าที่ จะต้องปฏิบัติดังนี้ มอบสมบัติให้บุตรธิดา บ าเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม ออกบวชปฏิบัติ ธรรมที่เรียกว่า วานปรัสถ์ ท าประโยชน์แก่สังคมด้วยการเป็นครูอาจารย์ อาศรมที่ ๔ สันยัสตาศรม เป็นช่วงอายุตั้งแต่ ๗๕ ปีขึ้นไป ส าหรับผู้ปรารถนา ความหลุดพ้น (โมกษะ) จะออกบวชเป็นสันยาสี เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้ บ าเพ็ญสมาธิ แสวงหาความหลุดพ้นตามหลักกรรมโยคะต่อไป๑๒ (๒) หลักการปฏิบัติระหว่างบุคคล ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีหลักค าสอนที่คล้ายคลึงกับค าสอนเรื่องทิศ ๖ ในศาสนา พุทธเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นหลักค าสอนที่ว่าด้วยการปฏิบัติระหว่างบุคคล๑๓ เช่น ปิตฤธรรม, มาตฤธรรม, อาจารยธรรม, บุตรธรรมและศิษยธรรม, ภราตฤธรรม, ปติธรรม, ปตนีธรรม, สามีเสวกธรรม, ราชธรรม และ มานวธรรม มีรายละเอียด ดังนี้๑๔ ปิตฤธรรม คือ การปฏิบัติตามหน้าที่ของบิดาต่อบุตร โดยบิดาต้องมีหน้าที่ รับเลี้ยง ดูบุตรจนบุตรมีอายุบรรลุนิติภาวะ ในการเลี้ยงดูบุตร บิดาจะต้องปฏิบัติดังนี้เมื่อบุตรมีอายุ ตั้งแต่เกิดจนถึง ๕ ขวบ จงเลี้ยงดูด้วยความเมตตากรุณาและด้วย ความรัก ตั้งแต่บุตรบรรลุ นิติภาวะแล้วถือว่าเป็นมิตรเป็นสหายคือเป็นเพื่อนกัน โดยให้บุตรท าหน้าที่เป็นผู้น าบิดาบ้าง ส่วนบิดาควรท าหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควรหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่บุตรในเวลาอันควร มาตฤธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของมารดาต่อบุตร มารดาจะต้องรับหน้าที่ เหมือนบิดาแต่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อสร้างอนาคตให้กับบุตรและต้องเป็นครูคนแรกของ บุตร ดังนั้นมารดาจึงต้องระมัดระวังในการสร้างอุปนิสัยให้แก่บุตรในทางที่ดี อาจารยธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของครูอาจารย์ต่อศิษย์ ครูอาจารย์จะต้องรับ หน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างถูกต้องและเป็นธรรม เลี้ยงดูศิษย์เหมือนบิดา มารดาเลี้ยงดูบุตร พยายามสร้างและแก้ไขความประพฤติอุปนิสัยของศิษย์ร่วมกับบิดามารดา ของศิษย์ บุตรธรรมและศิษยธรรม คือ การปฏิบัติของบุตรต่อบิดามารดาและการปฏิบัติ หน้าที่ของศิษย์ต่อครูอาจารย์ ซึ่งในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูบัญญัติไว้ว่า ๑๒ เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ, ๒๕๔๖), หน้า ๖๘-๗๐. ๑๓ บทที่ ๓ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.http//book. dou.us/doku.php?id=df404 : [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ๑๔ อาชว์ภูริชญ์น้อมเนียน, ศาสนาฮินดู, วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.crs.mahidol.ac.th/.[๒๙ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๒ “บุคคลที่ได้กระท าการเคารพบิดามารดาและครูอาจารย์ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้ปฏิบัติ ธรรม ทุกประการแล้ว แต่ผู้กระท าการดูถูกบุคคลดังกล่าว ผู้นั้นย่อมไม่ถึงซึ่งความส าเร็จ ไม่ ว่าจะกระท ากิจการมากมายเพียงใดก็ตาม จะเป็นด้วยเรี่ยวแรงหรือด้วยก าลัง ด้วยประการ ฉะนี้ ผู้ที่จะต้องการความส าเร็จและมีความสุขยิ่งในชีวิต หรือชีวิตก้าวหน้าก็ตามที จะต้อง เคารพนับถือบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างจริงใจ ต้องอยู่ในโอวาทเชื่อถ้อยฟังค าของท่าน ทั้งปวง และปฏิบัติตามค าสั่งสอนของท่าน” “บุคคลที่จงรักภักดีต่อบิดามารดาเป็นผู้ชนะแล้วในโลกนี้ จึงต้องจงรักภักดีต่อบิดา มารดา บุคคล เช่นนี้ย่อมชนะโลกสวรรค์ และบุคคลที่จงรักภักดีต่อครูอาจารย์ ผู้นั้นจะชนะ โลกพระพรหมด้วย” ภราตฤธรรม คือ การปฏิบัติของพี่ที่มีต่อน้องและน้องต่อพี่ น้องต้องปฏิบัตินับถือพี่ เหมือนพ่อเหมือนแม่ ครูอาจารย์จึงมีบัญญัติไว้ว่า “จงถือว่าครูอาจารย์เป็นรูปปรมาตมัน บิดาเป็นรูปพระประชาบดี มารดาเป็นรูปพระแม่ธรณี และพี่เป็นรูปพระครู จงอย่าดูถูก ทั้งบิดามารดา ครูอาจารย์และพี่ ไม่ว่าตัวเองจะอยู่ในฐานะอันใดก็ตาม” หากเป็นพราหมณ์ก็ ขอให้ปฏิบัติพิเศษขึ้นไปอีก เช่นเดียวกันพี่ก็ต้องเลี้ยงดูน้องแบบแม่เลี้ยงดูบุตร พี่ต้องอบรม สั่งสอนน้องเหมือนบิดามารดาสั่งสอนบุตร ปติธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยา ผู้ชายต้องเลือกเจ้าสาว ที่เหมาะสมแก่ตระกูลของตน เหมาะสมกับสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ฉะนั้น เมื่อจะเลือกเจ้าสาว ต้องได้รับการเห็นชอบจากผู้ใหญ่ก่อน เมื่อผ่านผู้ใหญ่หรือผู้ใหญ่ยินยอมแล้วจึงยอมรับเจ้าสาว นั้นมาเป็นภรรยา เมื่อเป็นภรรยาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูกันไปตลอดชีวิต เอาใจใส่ต่อภรรยา อย่างจริงจัง อย่าริเป็นคนเจ้าชู้กับผู้หญิงอื่น ถือว่าผู้หญิงอื่นๆ เปรียบเสมือนพี่น้องหรือ ลูกหลานหรือมารดาของตน ปัตนีธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของภรรยาต่อสามี ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อสามีอย่าง บริสุทธิ์ใจ ต้องเอาใจใส่สามีอย่างจริงจัง ต้องถืออยู่ในตัวเองเสมอว่า ผู้ชายทั้งหลายเว้นสามี ของตนเป็นเหมือนบิดา พี่น้อง บุตร หลาน เท่านั้น อย่าเป็นชู้กับชายอื่น ให้อยู่ในโอวาทและ ในความควบคุมของสามีเสมอ เพราะภรรยาเป็นคนส าคัญในครอบครัว จึงมีค ากล่าวไว้ว่า การคลอดบุตร การกุศล การรอรับใช้อย่างยอดเยี่ยม สวรรค์ของบุรุษ สิ่งเหล่านี้ย่อมอยู่ ในก ามือ ของสตรีทั้งนั้น ผู้เป็นสตรีต้องระมัดระวังในการรักษาความประพฤติ ความบริสุทธิ์ ความสาว ความงาม เมื่อเป็นเมียจงเป็นเมียของชายที่เป็นสามีของตนเท่านั้น ต ารามานวศาสตร์ บัญญัติไว้ว่า สตรีใดเป็นชู้กับชายอื่น สตรีผู้นี้จะถูกติเตียนนินทาในสังคมโลกนี้และโลกหน้า เกิดมาเป็นหมาป่า นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับความเจ็บปวดต่อโรคน่าเกลียดทั้งในชาตินี้และ ชาติหน้า เมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว จงอยู่อย่างเป็นสามีภรรยากันตลอดชีพ เพื่อรักษา ชื่อเสียง วงศ์ตระกูล และเพื่ออนาคตของลูกหลานด้วย ดังค าที่ได้กล่าวไว้ว่า อย่าให้มีการ หย่าร้างกันในระหว่างสามีภรรยา นี้เป็นจุดมุ่งหมายของการแต่งงานในศาสนานี้


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๓ สวามี-เสวกธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของสวามี (นายจ้าง) ต่อเสวก (ลูกจ้าง) และการปฏิบัติหน้าที่ของเสวกต่อสวามี กล่าวคือ ผู้เป็นนายจ้างมีหน้าที่เลี้ยงดูลูกจ้างและ ครอบครัวของเขา จ่ายเงินเดือนหรือให้ค่าตอบแทนประการใดก็ควรพิจารณาก่อนว่า ปัจจุบัน ที่มอบให้แก่ลูกจ้างนั้นมีเพียงพอต่อการครองชีพหรือไม่ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ต้องเอาใจ จดจ่อต่อความทุกข์สุขของเขา ใน มานวศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เป็นนายจ้างต้องสังเกตดูว่า ลูกจ้างนั้นมีภาระประการใดหรืออย่างไร แล้วต้องจ่ายให้เพื่อให้เขาสามารถครองชีพอยู่ได้ไม่ ล าบากหรือฝืดเคืองมากนัก ท านองเดียวกัน ผู้เป็นลูกจ้างก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติงานอย่าง ซื่อสัตย์ต่อนายจ้างเสมอและท าทุกอย่างที่จะให้นายจ้างได้รับผลประโยชน์ให้มากที่สุดด้วย การกระท าของตัวเอง อย่ากระท าให้เสียประโยชน์ของนายจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อม ใน คัมภีร์ได้บัญญัติไว้ว่า การกระท าที่ให้นายจ้างได้รับความดูถูกเสียหายทั้งกายและใจ ผู้เป็น ลูกจ้างอย่าได้กระท า ราชธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ของพระราชาต่อประชาชน หรือการปฏิบัติของ ประชาชนต่อพระราชาผู้เป็นองค์ประมุขของชาติจงถือว่า ประชาชนเป็นเสมือนบุตรหลาน และเอาใจใส่ต่อความสุขความทุกข์ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สอนไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ยึดธรรมสูงสุด คือดูแลประชาชน อารักขาประชาชน ให้ความอบอุ่นแก่ประชาชน โดยถือหลักแห่งการอารักขาของพระมหากษัตริย์ ประชาชนที่ อาศัยอยู่ในภายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระบรมโพธิสมภารนั้นก็จะต้องปฏิบัติทางธรรม ท่านกล่าวไว้ว่า พระราชาเป็นผู้ถือทัณฑ์คือกฎหมายไว้ หมายถึงผู้ใดไม่ปฏิบัติทางธรรมผู้นั้น ย่อมจะได้รับโทษจากพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประชาชนก็ต้องปฏิบัติธรรมโดยอาศัย พระราชบารมีธรรมจึงมีแต่เจริญก้าวหน้าในประเทศชาติ ประชาชนมีแต่ความสุข พระราชา พระองค์นั้นก็มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ในด้านประชาชนมีหน้าที่คือ ต้องถวายความเคารพ นับถือพระราชาอย่างสูงสุด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์มิใช่บุคคลธรรมดา พระราชาธิราชเจ้านั้นทรงเป็นเสมือนเทพเจ้า ๘ องค์ คือ พระอินทร์ พระยมราช พระวายุ พระสุริยะ พระอัคนี พระวรุณ พระจันทร์ และ พระกุเวร ๑๕ ตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ทาง ศาสนา ด้วยเหตุนี้ทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงถวายความเคารพนับถือพระราชาเหมือนองค์ พระนารายณ์ด้วย มานวธรรม คือ การปฏิบัติหน้าที่ระหว่างบุคคลต่อบุคคล โดยมีการแสดงไว้เป็น ข้อๆ เช่น - บุคคลที่ได้กระท าโดยการพูด โดยกาย โดยใจแล้ว ผลแห่งการกระท านั้นก็จัก อ านวยให้แก่บุคคลนั้น ๑๕ เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล, มหาเทพองค์ส าคัญ, (กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป์, ๒๕๕๐), หน้า ๓๒, ๓๘, ๔๒, ๘๗, ๘๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๔ - ทรัพย์สมบัติเงินทองมีคติ๓ ประการ คือ จ่ายไปเพื่อบ าเพ็ญกุศลทาน ๑ จ่ายไป เพื่อการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ๑ หากไม่จ าเป็นทั้ง ๒ ประการดังกล่าวข้างต้นนี้แล้ว ทรัพย์นั้นก็วินาศไป - จงฟังสาระส าคัญแห่งธรรม คือสิ่งใดที่ตัวเองไม่ชอบ อย่าพึงอ านวยสิ่งนั้นให้แก่ ผู้อื่น การกระท าของผู้อื่นประการใดที่เราไม่ชอบ อย่ากระท าการนั้นแก่ผู้อื่น สารธรรมนี้จง ถือไว้ตลอดไป ก็มีแต่ความสุขสันต์เป็นนิตย์ (๓) หลักค าสอนเรื่องปรมาตมันหรือพรหมันและชีวาตมัน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่า ปรมาตมัน บางครั้งเรียกว่า พรหมัน ปรมาตมันกับ พรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน มีฐานะเป็นวิญญาณดั้งเดิม หรือความจริงสูงสุดของโลกและสรรพสิ่ง ในโลก เพราะสรรพสิ่งมาจากปรมาตมันหรือพรหมัน ดำรงอยู่ และในที่สุดก็จะกลับคืนสู่ ความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมันหรือพรหมัน ปรมาตมันหรือพรหมัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ไม่มีรูปร่างปรากฏ มีอยู่ในสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวงเป็นความจริงแท้หรือสัจธรรมเพียงสิ่งเดียว ส่วน โลกและสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตาที่มีอยู่เพียงชั่วครั้ง คราวเท่านั้น ส่วนชีวาตมัน หรือบางครั้งเรียกว่า อาตมัน เป็นตัวตนย่อย หรือวิญญาณที่มีอยู่ใน สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ วิญญาณของมนุษย์และสรรพสัตว์ย่อมเกิดมาจาก วิญญาณสากลคือปรมาตมันหรือพรหมัน เมื่อวิญญาณที่ออกมาจากปรมาตมันหรือพรหมัน แล้วต้องเข้าไปสิงสถิตอยู่ในรูปแบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตนับชาติไม่ถ้วน และต้องมีลักษณะ สภาวะที่ไม่เหมือนกันจนกว่าจะเข้าถึงความหลุดพ้น กระบวนการนี้เรียกว่า การเวียนว่ายตาย เกิดหรือสังสารวัฏ ดังนั้น การที่อาตมันหรือชีวาตมันย่อยนี้เข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือ พรหมัน จึงจะเรียกว่า การพ้นจากทุกข์ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป (๔) หลักโมกษะ หลักโมกษะ เป็นหลักความดีสูงสุด ดังค าสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สอนว่า “ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดและจะไม่ปฏิสนธิอีก” หลักโมกษะประกอบด้วยสาระส าคัญ ๒ ประการคือ การน าอาตมันเข้าสู่ปรมาตมัน ด้วยการปฏิบัติธรรมใดๆ เพื่อให้วิญญาณของตน เข้ารวมกับปฐมวิญญาณ เรียกว่า ”เข้าถึงโมกษะ” คือความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงโมกษะ ได้เสนอแนะหลักปฏิบัติที่ส าคัญไว้ ๓ ประการ คือ กรรมมรรค (กรรมโยคะ) ชยานมรรค (ชยานโยคะ) และภักติมรรค (ภักติโยคะ) ดังนี้ - กรรมมรรค (กรรมโยคะ) คือ การปฏิบัติด้วยการประกอบการงานตามหน้าที่ด้วย ความขยันขันแข็ง แต่ท างานด้วยจิตใจสงบ ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ผู้ปฏิบัติเรียก กรรมโยคิน


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๕ - ชยานมรรค (ชยานโยคะ) คือ การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงว่า ปรมาตมันเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ วิญญาณที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล (ชีวาตมัน) เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน กับปรมาตมันหรือวิญญาณสากล - ภักติมรรค (ภักติโยคะ) คือ ความจงรักภักดีต่อเทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ภักติโยคิน - ราชมรรค (ราชโยคะ) คือ การปฏิบัติเกี่ยวกับการฝึกทางใจ บังคับใจให้อยู่ใน อ านาจด้วยการบ าเพ็ญโยคะ ผู้ปฏิบัติเรียกว่า ราชโยคิน๑๖ ข้อควรปฏิบัติของศาสนิกชน ข้อควรปฏิบัติของศาสนิกพราหมณ์-ฮินดูเรียกรวมว่า นิยมะ มี๑๐ ประการ๑๗คือ ๑. หรีความละอายต่อการท าความชั่ว ๒. สันโตษะ ความสันโดษ ด าเนินชีวิตด้วยความพึงพอใจด ารงชีวิตที่ราบเรียบ ด ารงชีวิตอย่างมีความสุข ๓. ทาน การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถือว่าเงิน ๑ ใน ๑๐ ส่วนของเงินได้ทั้งหมด เป็นเงินของพระเป็นเจ้า จงบริจาคเงินส่วนนี้ให้แก่วัดอาศรม และองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อ จุดประสงค์ในการพัฒนาจิตใจ ๔. อัสติกยะ มีศรัทธาแนบแน่น เชื่อในพระเป็นเจ้าอย่างไม่มีความเคลือบแคลง สงสัย เชื่อมั่นในอาจารย์(ทางศาสนา) เชื่อในเส้นทางที่จะด าเนินไปสู่โมกษะหรือความพ้นไป จากการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อในค าสอนของอาจารย์ (ทางศาสนา) เชื่อในคัมภีร์ทางศาสนา เชื่อในประเพณีทางศาสนาที่สืบทอดกันต่อๆ มา ๕. อีศวรปูชนะ ปลูกฝังความภักดีต่อพระเป็นเจ้าด้วยการบูชาและท าสมาธิทุกวัน ๖. สิทธานตศรวณะ ฟังค าสอนจากคัมภีร์ทางศาสนาศึกษาค าสอนและรับฟังจาก อาจารย์(ทางศาสนา) ที่วงศ์ตระกูลของตนเคารพนับถือ ๗. มติพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นโดยพึ่งอาจารย์(ทางศาสนา) ให้เป็นผู้น าทาง แสวงหา ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าจนกระทั่งเกิดความสว่างขึ้นในภายใน ๘. วรตะ ปฏิบัติพรตทางศาสนาโดยไม่พยายามหลีกเลี่ยง ๙. ชปะ ท่องมนตร์เป็นประจ าทุกวันสวดบทสวดที่อาจารย์ให้ไว้เป็นประจ าทุกวัน ๑๐. ตปัส บ าเพ็ญตบะตามค าแนะน าของอาจารย์ เพื่อขจัดความชั่วหรือกิเลส ออกไปจากใจ ข้อห้ามในการปฏิบัติของศาสนิกชน๑๘ มี ๑๐ ประการ ได้แก่ ๑๖ Warren Matthews, World religions, (USA : Wadsworth Cengage Learning, 2010), p. 80-83. ๑๗ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๖-๑๑๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๖ ๑. อหิงสา การไม่ท าร้าย คือ การไม่ท าร้ายผู้อื่น ทั้งทางกายทางวาจา และทางใจ ด าเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความกรุณา ให้ความเคารพสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ๒. สัตยะ ความสัตย์ยึดมั่นในความสัตย์งดเว้นการพูดเท็จ ยึดมั่นในค ามั่นสัญญา พูดเฉพาะความจริงและใช้ค าที่เป็นความหวังดีต่อผู้อื่น ๓. อัสเตยะ ไม่ลักทรัพย์รักษาคุณธรรมแห่งการไม่ลักทรัพย์คือ ไม่ลักไม่อยากได้ ของที่เขาไม่ได้ให้ ๔. พรหมจรยะ หรือพรหมจรรย์ประพฤติตัวเช่นพรหม คือควบคุมกามารมณ์ ๕. กษมา ความอดทน อดกลั้นอดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่อ านวยและอดกลั้นต่อ บุคคลที่สร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ตน ๖. ธฤติความมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง พยายามเอาชนะความท้อแท้มีความกล้า ไม่ โลเล ไม่มีใจที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ๗. ทยา ความกรุณา พยายามเอาชนะความมีใจโหดเหี้ยม โหดร้ายความรู้สึกโกรธ ง่ายเจ้าอารมณ์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ๘. อารชวะ ความซื่อตรง ละทิ้งการหลอกลวง และท าสิ่งที่ไม่ชอบ ท าตัว ตรงไปตรงมาแม้ในยามยาก ๙. มิตาหาระ ควบคุมการบริโภคอาหาร รับประทานอาหารพอประมาณไม่มาก เกินไป ไม่รับประทานอาหารที่มีเนื้อ ๑๐. เศาจะ ความสะอาดบริสุทธิ์รักษาความบริสุทธิ์ทั้งทางกายและภายในใจ ๓.๒.๒ การน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนมาใช้ทางจิตวิทยา จากหลักความเชื่อของศาสนาที่ว่าพระเจ้าแท้จริงมีพระพรหมเพียงองค์เดียว การที่ มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสภาพต่างๆ นั้น เป็นเพราะผลของ(กรรมเก่า) พระพรหมเป็น ศูนย์รวมและเป็นต้นก าเนิดแห่งวิญญาณทั้งปวง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดถือก าเนิดมาจากพรหม การ จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ผู้นั้นต้องยุติการกระท า๑๙ มนุษย์แต่ละคนซึ่งมีชีวิต อยู่ในขณะนี้เป็นชิ้นส่วนของพระพรหมส่วนใดส่วนหนึ่ง ตามวรรณะของตน กล่าวคือ วรรณะ กษัตริย์เกิดจากพาหาของพระพรหม วรรณะพราหมณ์เกิดจากพระเศียรของพระพรหม วรรณะแพศย์เกิดจากพระนาภีของพระพรหม และวรรณะศูทรเกิดจากพระบาทของ พระพรหม ๒๐ ทุกวรรณะที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เกิดจากพระพรหมและเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องท า ๑๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๙-๑๒๓. ๑๙ ทองหล่อ วงษ์ธรรม, ปรัชญาตะวันออก, (กรุงเทพมหานคร : โอ. เอส. พรินติ้ง เฮ้าส์, ๒๕๔๑), หน้า ๕๔. ๒๐ เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล, มหาเทพองค์ส าคัญ, (กรุงเทพมหานคร : เศรษฐศิลป์, ๒๕๕๐), หน้า ๓๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๗ ตามหน้าที่ตามวรรณะของตน เมื่อเกิดความบริสุทธิ์เพราะการปฏิบัติหน้าที่ และการท า ความดีอย่างอื่นควบคู่กันไปจนเกิดความบริสุทธิ์ ทั้งทางกายและใจก็จะกลับไปอยู่ในร่างของ พระพรหม เป็นชีวิตอมตะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไปอีก๒๑ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างของศาสนาที่นับถือ ศาสนา พราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่มุ่งเน้นให้เราเห็นความมีหนึ่งเดียวในความแตกต่าง หรือความ เป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย เช่น ค าสอนที่ว่าเทพจ านวนมากมายนับไม่ถ้วนนั้นแท้จริง เป็นเพียงรูปต่างๆ ของพระเป็นเจ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียว ดังนั้นใครจะเคารพบูชาเทพองค์หนึ่ง องค์ใดก็เท่ากับเคารพบูชาพระเป็นเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวนั่นเอง ดังนั้นใครชอบใจเทพองค์ ใดก็บูชาเทพองค์นั้น และค าสอนอีกมุมหนึ่งของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่ว่า พระเป็นเจ้าอยู่ใน มนุษย์ทุกผู้ทุกคน รวมทั้งสัตว์ในรูปของอาตมันหรือจิตวิญญาณอมตะตามค าสอนนี้แสดงว่า ในความแตกต่างหลากหลายที่เราพบในมนุษย์และสัตว์มีสิ่งที่เป็นแก่นแท้คืออาตมัน เหมือนกันหมด ดังนั้นเมื่อเรา รู้ซึ้ง รู้จริงถึงสาระของค าสอนนี้ความเกลียดชังกันอย่างไม่มี เหตุผลเพียงเพราะเห็นความแตกต่างและความหลากหลายที่ปรากฏภายนอกก็คงไม่มีเพราะ เรารู้ว่าตัวตนแท้ๆ มีอยู่ในตัวเรา และตัวตนแท้ๆ อันเดียวกันนั้นก็มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์อื่นๆ เช่นกัน เมื่อคิดได้อย่างนี้จนสามารถท าให้ความคิดนั้นตกผลึกจนไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความคิดที่จะท าร้ายผู้อื่นและสัตว์อื่นย่อมไม่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ นั่นแหละคือ ความหมายของอหิงสาที่แท้จริง เมื่อไม่มีหิงสา ความสุขสันติในหมู่มนุษย์ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ ต้องสงสัย สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างหนึ่งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูก็คือการมุ่งเน้นให้ทุกคนมี ความปลอดภัย มีศานติคือความสงบทางกาย วาจา และใจ และมีความสุขไม่มีความเจ็บป่วย ให้พบแต่สิ่งที่ดีงาม มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุ และมีสิ่งที่เป็นมงคล และมีความสงบอยู่ รอบด้าน ที่สะท้อนให้เห็นในบทสวดที่มีชื่อว่า ศานฺติปาฐ๒๒ ต่อไปนี้ “…….. โอมฺสรฺเวษ า สฺวสฺติภวตุ (สะ รฺเว ฉาม สฺวัส ติบะห์วะ ตุ) ขอให้ทุกคนจงมีความปลอดภัย สรฺเวษ า ศานฺติรฺ ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม ชาน ติรฺ บะห์วะ ตุ) ขอให้ทุกคนจงมีความสงบศานติ สรฺเวษ า ปูรฺณ ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม ปูรฺ นัม บะห์วะ ตุ) ขอให้ทุกคนมีความอุดมสมบูรณ์ด้านวัตถุ สรฺเวษ า มงฺคล ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม มัง กะ ลัม บะห์วะ ตุ) ขอให้ทุกคนมีสิ่งที่เป็นมงคล สิ่งที่ดีงาม ๒๑ สาระความจริงของชีวิตตามแนวศาสนาพราหมณ์-ฮินดู, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา. http://www.baanjomyut.com/library_2/chivit/11.html. [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ๒๒ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๔-๑๓๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๘ สรฺเว ภวนฺตุสุขินะ (สะ รฺเว บะห์วัน ตุสุขินะ หะ) ขอให้ทุกคนมีความสุข สรฺเว สนฺตุ นิรามยะ (สะ รฺเว สัน ตุ นิรา มะ ยะ หะ) ขอให้ทุกคนอย่ามีความเจ็บป่วย สรฺเว ภทฺราณิปศฺยนฺตุ (สะ รฺเว บัด รา นิปัส ยัน ตุ) ขอให้ทุกคนพบแต่สิ่งที่ดีงาม พบโชคลาภ มา กศฺจิทฺ ทุะขภาคฺ ภเวตฺ (มา กัส จิด ดุก ขะ บาค บะห์เวด) ขออย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีความทุกข์เลย โอมฺศานฺติะ ศานฺติะ ศานฺติะ (โอม ฉาน ติหิฉาน ติหิฉาน ติหิ สงบ สงบ สงบ…..” ฐานะของศาสนาในปัจจุบัน นับตั้งแต่อินเดียถูกจักรพรรดิอิสลามปกครอง ตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงไม่ได้รับการอุปถัมภ์ และขาดการปรับปรุง พัฒนา จนเกือบจะล่มสลาย สาเหตุหลักเนื่องจากคนวรรณะพราหมณ์ ลุ่มหลงในอ านาจและ ผลประโยชน์ และต่อมาอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี ค.ศ. ๑๘๕๗ เป็นเวลา ๒๐๐ ปี ยิ่งท าให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูขาดเอกภาพ เพราะถูกผู้ปกครองกดขี่ ดูไปแล้ว ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแทบจะไม่มีบทบาทเหมือนเดิม ท าการปรับปรุงจุดบกพร่องต่างๆ จน เกิดมีขบวนการปฏิรูปศาสนาขึ้นมา โดยประยุกต์ค าสอนในคัมภีร์พระเวทให้ใช้ได้กับ ชีวิตประจ าวันอย่างกลมกลืน ขบวนการต่อสู้น าไปสู่ทางการเมือง เพื่อเรียกร้องเอกราชจาก อังกฤษ ขบวนการปฏิรูปศาสนาเหล่านี้๒๓ ได้แก่ ขบวนการพรหมสมาช ๒๔ ขบวนการอารย สมาช ๒๕ขบวนการกฤษณะมิชชั่น๒๖ และ ขบวนการสรโวทัย๒๗ ๒๓ Lewis M. Hopfe, Mark R.Woodward, Religions of the World, (New Jersey : Upper Saddle river, 2007), p. 98-101. ๒๔ หลักการใหญ่ของสมาคมพรหมสมาช คือ ๑) เป็นเอกเทวนิยม ถือว่าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มีองค์ เดียวคือ พระพรหม พระองค์ทรงมีตัวตนและไม่เคยอวตารลงมาเป็นอะไรเลย ๒) เชื่อว่า อาตมัน ไม่ตาย ๓) เชื่อว่าในความหลุดพ้น โดยการส านึกผิดและท าความดี ๔) ปฏิเสธค าสอนเรื่องสังสาร ประเพณีกุมาร สมรสและระบบวรรณะ ๕) สนับสนุนให้หญิงหม้ายแต่งงานได้ และออกกฎหมายห้ามชายมีภรรยาหลาย คน และห้ามท าพิธีสตี (พิธีหญิงหม้ายต้องกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี) ดูรายละเอียดใน สุชีพ ปุญญานุ ภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์รวมสาส์น, ๒๕๔๑), หน้า ๓๐๘-๓๐๙. ๒๕ หลักการใหญ่ของสมาคมนี้ ถือค าสอนในคัมภีร์พระเวทเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ ได้น าเอา พระเวทขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง และได้น าศาสนาขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ของชาติ เทพเจ้ามีลักษณะเป็นเอก นิยม ให้ความเคารพพระพรหม ปฏิเสธระบบวรรณะ ทฤษฎีอวตาร และกุมารสมรส อนุญาตให้หญิงหม้าย แต่งงานใหม่ได้ ดูรายละเอียดใน สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, หน้า ๓๐๙-๓๑๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๖๙ ปัจจุบัน ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีศาสนิกอยู่ประมาณ ๗๙๐ ล้านคน ประชากร อินเดียมากกว่าร้อยละ ๘๐ นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และยังมีชาวฮินดูในประเทศอื่นๆ เช่น ปากีสถาน บังกลาเทศ เป็นต้น บทบาทของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูต่อสังคม ได้แก่ ๑) การสอนให้ฝึกจิต ท าให้มีวินัยและอยู่กันอย่างสงบ ๒) การแสดงหลักอาศรม ท าให้ทุกคนมุ่ง ท าความดีในช่วงต่างๆ ของชีวิต และท าให้สมาชิกของสังคมไม่ประมาทในชีวิต ๓) การระบุ วรรณะในการอยู่ร่วมกัน ท าให้เกิดการแบ่งกลุ่มของบุคคลตามหน้าที่ในสังคม ท าให้ทุกคน ส านึกในหน้าที่และความรับผิดชอบ ๔) พิธีกรรมต่างๆ ที่ระบุให้ปฏิบัติโดยเคร่งครัด จะท า ให้สังคมมีความเป็นระเบียบ และมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ๕) การบ าเพ็ญโยคะท าให้มี ความสันโดษมักน้อย ท าให้สังคมไม่เกิดการฟุ้งเฟ้อ และ ๖) การพัฒนาของศาสนาฮินดูมา จากการปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ ท าให้เกิดขนบธรรมเนียมใหม่ๆ ที่ดีงามของสังคม๒๘ สรุป แนวคิดจิตวิทยาแนวศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นการอธิบายและท าความ เข้าใจมนุษย์ในลักษณะของการปฎิบัติตามความเชื่อของหลักศาสนาในการท าหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายจากพระพรหมให้บรรลุผลส าเร็จ และคืนจิตวิญญาณสู่ผู้สร้างเป็นวัฎจักรจนกว่าจะ สิ้นสุดหลุดพ้น ด้วยการสืบทอดความเชื่อกันมาอย่างยาวนาน มีจุดเน้นที่พิธีกรรมในการสร้าง ความเลื่อมใสศรัทธาและจูงใจให้บุคคลเข้ามาเรียนรู้ ทดลองฝึกปฎิบัติจนบรรลุเป้าหมาย มี ๒๖ ยึดหลักการประนีประนอม ยอมรับค าสอนของทุกศาสนาที่มีผู้นับถือในอินเดียว่าไม่มีความ ขัดแย้งกัน เป็นศาสนาแห่งความนิรันดร เน้นการเข้าถึงคัมภีร์อุปนิษัท หรือเวทานตะ และเน้นหลักอธิบาย พระเวท โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีในชาติ ความเสมอภาคทางสังคม เศรษฐกิจ การบริการ สังคม และเพื่อเข้าถึงพระเจ้าเรื่อง ดูรายละเอียดใน สุชีพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา, หน้า ๓๑๑-๓๑๒. ๒๗ น าโดย มหาตมะ คานธี ได้น าหลักอหิงสามาเป็นอุดมการณ์ ให้ปรากฏในบุคคลและสังคม ขบวนการเหล่านี้นอกจากปฏิรูปศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแล้ว ยังได้น าการต่อสู้เพื่อเรียกร้อง เอกราชกลับคืน มาจนส าเร็จ ท าให้ประเทศอินเดียได้รัฐบาลที่มาจากคนในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นผู้บริหารประเทศ แต่ เนื่องจากค าสอนอุดมคติและรูปแบบการด าเนินชีวิต รวมทั้งความเชื่อถือแตกต่างกันของศาสนาต่างๆ ที่มี อยู่ในอินเดีย เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ เป็นต้น จึงเกิดปัญหาความขัดแย้ง ลุกลามเป็นการปะทะกันอย่างกว้างขวางอยู่เสมอ เช่น กรณีมัสยิดปาปรี ระหว่างอิสลามกับพราหมณ์-ฮินดู กรณีการบุกรุกวิหารทองค า เมืองอมฤตสระ ระหว่างซิกข์กับพราหมณ์-ฮินดู เป็นต้น. ดูรายละเอียดใน มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, DF ๔๐๔ ศาสนศึกษา, (ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๐), หน้า ๙๒. ๒๘ พลเรือตรี รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร, จุดเด่นและความเป็นมาโดยสังเขปของศาสนา พราหมณ์หรือฮินดู, วิชาศาสนศึกษา (Religious Studies) ชั้นปีที่ ๑ คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชา รัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ห้องเรียนวัดโกเมศรัตนาราม ภาค การศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา. http://religious-studies-mbu.blog spot.com/[๕ กันยายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๐ แนวทางและกลยุทธ์ที่น าหลักความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวิถีชีวิตแต่ละช่วงวัยอย่าง เป็นล าดับขั้นตอน ซึ่งในแต่ละล าดับขั้นตอนที่เคลื่อนผ่านนั้น ใช้หลักจิตวิทยาผ่านพิธีกรรม การสืบทอดทายาทผู้ปฎิบัติหรือประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ในการพัฒนา จิตใจตนเอง และผู้อื่นสู่เป้าหมายสูงสุดตามแนวทางที่คัมภีร์ศาสนาก าหนดไว้ แนวคิดจิตวิทยา แนวศาสนาพราหมณ์–ฮินดูมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นอย่างยิ่ง จากอดีตจวบจนปัจจุบันซึ่งจะเห็นได้จากระบบการปกครองบ้านเมือง พิธีกรรมทางศาสนาและ ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ เช่น พิธีกรรมของพราหมณ์ในการตั้งศาลพระภูมิ การขึ้นบ้านใหม่ พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การถือน้ าพิพัฒน์สัตยา โหราศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น ๓.๓ แนวคิดจิตวิทยาของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ถือก าเนิดขึ้นโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประกาศ พระองค์มีพระ ชนม์อยู่ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปีการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการเริ่มต้นของ การประกาศศักยภาพของมนุษย์ให้ชาวโลกได้รู้ว่า มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ และเป็นไปได้ด้วยก าลังความสามารถแห่งสติปัญญาและความเพียรพยายามของตนเอง ไม่ มีใครมาก าหนดชี้ชะตาดลบันดาลหรือใช้อิทธิพลให้กลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ดัง ปรากฏในประวัติพระพุทธศาสนาว่า พระองค์ลงมือทดลองค้นคว้าด้วยประสบการณ์ตรงด้วย พระองค์เองทุกวิธีและวิถีทาง (เช่น ท าทุกรกิริยา) ที่จะบรรลุถึงความดับทุกข์ที่มีอยู่ประจ า ในร่างกายและจิตใจมวลมนุษยชาติ ด้วยศักยภาพทางสมองที่ฉลาดสูงส่ง ทรงมีจิตใจที่แน่ว แน่มั่นคง ทรงอดทนและมีความพยายามอย่างยิ่งยวด จึงส่งผลให้พระองค์ทรงเป็นมนุษย์คน แรกที่ประสบความส าเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยการตรัสรู้ความจริงของสิ่งมีชีวิตครอบคลุมถึงสรรพ สิ่งที่ไม่มีชีวิต นั่นคือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ การรู้แจ้งชัดด้วยปัญญาญาณ ในความจริงที่ว่าด้วย ทุกข์(ทุกข์) สาเหตุของทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ) และข้อปฏิบัติที่จะระงับดับทุกข์ (มรรค) เป็นต้นแบบของการบริหารพัฒนาตนเองได้อย่างสูงสุด๒๙ ๓.๓.๑ สาระส าคัญของหลักความเชื่อและหลักค าสอน ศาสนาทุกศาสนา ย่อมมีคัมภีร์ศาสนาที่ใช้เป็นหลักในการสั่งสอน แม้ในการเริ่ม ก่อตั้งจะไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน แต่เมื่อโลกมีความเจริญและ พัฒนาขึ้น มนุษย์เริ่มที่จะรู้จักใช้ตัวหนังสือเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารก็ได้มีการเขียนบันทึก จารึกค าสอนของศาสนานั้นๆ ไว้ จนปัจจุบัน คัมภีร์ทางศาสนาได้มีการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ต าราในรูปแบบต่างๆ มากมาย พระไตรปิฎก หรือเรียกภาษาบาลีว่า “ติปิฎก” หรือ “เตปิฎก” ๒๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต : พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๕), หน้า ๙๒-๙๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๑ นั้น เป็นคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ๓๐ เช่นเดียวกับคัมภีร์ไตรเพทของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์และคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ๑) คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา : พระไตรปิฎก องค์ความรู้ในพระไตรปิฎกนั้น มีความลึกซึ้งและกว้างขวาง มีองค์ความรู้หลาย อย่างที่นักวิชาการทางโลกพึ่งจะค้นพบ แต่ไม่น่าเชื่อว่า องค์ความรู้เหล่านั้นมีอยู่ใน พระไตรปิฎกมานานกว่าสองพันหกร้อยปีแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้ที่กล่าวไว้ใน พระไตรปิฎกได้มาจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้อันเกิดมาจากภาวนามย ปัญญาจึงมีความถูกต้องสมบูรณ์ลึกซึ้งกว้างไกลกว่าความรู้ในทางโลกซึ่งเกิดจากสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา ค าสอนในพระไตรปิฎกนอกจากจะมีหลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว ยังมีค าสอนที่ครอบคลุมสรรพศาสตร์ทางโลกหมวดวิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ซึ่งศาสตร์ทั้งปวงในทางโลกจะสรุปรวมได้ ๓ หมวดวิชานี้๓๑ กล่าวคือ หมวดวิชา มนุษยศาสตร์จะกล่าวถึงตัวมนุษย์โดยเน้นโลกภายในของมนุษย์ได้แก่ เรื่อง จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด คุณค่าความเป็นมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งมีสาขาย่อยดังนี้ เช่น วิชา ศาสนา วิชาปรัชญา วิชาภาษาศาสตร์ อารยธรรม และวิชาประวัติศาสตร์เป็นต้น หมวดวิชา สังคมศาสตร์ เป็นการกล่าวถึงมนุษย์กับความสัมพันธ์ของมนุษย์ ด้วยกันเป็นเรื่องโลกภายนอกของมนุษย์ทางด้านสังคม ซึ่งมีสาขาย่อยดังนี้ เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วาทศาสตร์ การจัดการ และสังคมวิทยา เป็นต้น วิหมวดวิชา วิทยาศาสตร์ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” เป็นหมวดวิชา ที่ว่าด้วยเรื่องมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางกายภาพซึ่งเป็นโลกภายนอกของมนุษย์เช่นกันมี สาขาวิชาย่อยดังนี้ เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา แพทย์ศาสตร์ ดาราศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ เป็นต้น ดังนั้น พระไตรปิฎก จึงหมายถึง คัมภีร์ หรือ ต ารา ที่รวบรวมค าสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจายคล้ายกระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะ ส าหรับใส่ของ ซึ่งค าสอนในพระพุทธศาสนาได้รับการสืบทอดมาเป็นล าดับผ่านทางคัมภีร์ พระไตรปิฎก โดยถือเป็นคัมภีร์หลัก เป็นต าราที่บรรจุค าสั่งสอนและพุทธวิธีของพระพุทธเจ้า รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ มีทั้งหมด ๓ ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรม ปิฎก๓๒ โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ ๓๐ เสฐียรพงษ์ วรรณปก, ค าบรรยายพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : หอรัตนชัยการพิมพ์, ๒๕๔๐), หน้า ๗. ๓๑ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก, (กองวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๑), หน้า ๓-๙. ๓๒ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙-๑๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๒ (๑) พระวินัยปิฎก เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมข้อห้าม และข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรง บัญญัติขึ้นส าหรับภิกษุ ภิกษุณี จึงเป็นประมวลกฎหมายของภิกษุ ภิกษุณี นอกจาก กล ่าวถึงข้อบัญญัติที ่เป็นข้อห้ามกระท าและข้อที ่ควรกระท าเพื ่อความเป็นระเบียบ เรียบร้อยส่งเสริมให้เกิดสมาธิและปัญญาตามล าดับจนถึงเป้าหมายสุดท้ายคือความพ้น ทุกข์แล้ว พระวินัยปิฎกยังได้จ าแนกระดับความผิด ยกคดีซึ่งเป็นที่มาของบทบัญญัติคดี ตัวอย่างอื่นๆ แนะน าวิธีปฏิบัติเมื่อได้ท าความผิดแล้ว รวมทั้งสรุปข้อบัญญัติ วิเคราะห์ข้อ สงสัยว่า ความผิดที่ภิกษุ ภิกษุณีได้ท าลงไปนั้นเข้าข่ายผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร พระวินัยเป็น กฎหมายของพระภิกษุ เป็นเครื่องควบคุมความประพฤติตนของภิกษุให้เป็นนักบวชที่น่า เคารพเสื่อมใสท าให้ผู้พบเห็นเกิดความศรัทธาชื่นชม และมีใจโน้มเข้าหาเพื่อฟังธรรมต่อไป (๒) พระสุตตันตปิฎก บางทีเรียกสั้นๆ ว่า พระสูตร เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมขึ้นจาก ความทรงจ าของพระอานนท์ผู้ซึ่งมีหน้าที่คอยเฝ้าปรนนิบัติพระพุทธเจ้า พระอานนท์เป็นผู้ที่ มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้ามากกว่าใครๆ ประกอบกับมีความทรงจ าเป็นเลิศ เมื่อ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอานนท์เป็นผู้ตอบค าถามเกี่ยวกับพระธรรมในที่ประชุมพระ อรหันต์ในคราวปฐมสังคายนา คัมภีร์นี้เป็นที่รวบรวมธรรมะของพระพุทธเจ้าที่พระอานนท์ จดจ าไว้ได้รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาที่รวบรวมได้จาก ที่ต่างๆ และเรื่องราวที่แต่งขึ้นในสมัยหลัง (๓) พระอภิธรรมปิฎก เป็นชื่อคัมภีร์หมวดสุดท้ายของพระไตรปิฎก ค าว ่า อภิธรรม แปลว ่า ธรรมะขั้นพิเศษ หมายถึง ธรรมะขั้นสูงซึ ่งเป็นปรัชญาอันลึกซึ้งใน พระพุทธศาสนา จะกล่าวถึงธรรมะล้วนๆ ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่เข้ามาประกอบ เป็นการแจกแจงธรรมะออกไปอย่างละเอียด และมีการใช้ศัพท์เฉพาะมากจึงท าให้เนื้อหา ของคัมภีร์นี้ค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก พระอภิธรรมปิฎกจะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึง บุคคลโดยตรงเพราะพระพุทธศาสนาไม่เชื่อว่าบุคคลมีตัวตนจริง จึงกล่าวถึงแต่องค์ประกอบ ซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ๆ ของมนุษย์ได้แก่กาย จิต สิ่งที่อาศัยจิตกับอยู่ และพระนิพพาน๓๓ ๒) หลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา : กฎแห่งกรรม พระพุทธศาสนามีหลักความเชื่อที่ส าคัญ ๔ ประการ คือ ๑) เชื่อเรื่องกรรม ๒) เชื่อ ผลแห่งกรรม ๓) เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง และ ๔) เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง๓๔ โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ ๓๓ พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์), พุทธวิธีการบริหารงาน (Buddha’s Administration Methods), (ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต ขอนแก่น, ๒๕๕๖), หน้า ๓-๔. ๓๔ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐-๑๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๓ (๑) เชื่อเรื่องกรรม พระพุทธศาสนาเน้นให้เชื่อเรื่อง “กรรม” คือการกระท า กรรม เป็นค ากลางๆ ท าดีเรียกว่า กุศลกรรม ท าไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรมแบ่งเป็น ๓ ทาง คือ ทาง กาย ทางวาจา และทางใจ การกระท าทางกาย เรียกว่า กายกรรม ที่เป็นอกุศล เช่นไปฆ่าคน อื่นหรือสัตว์อื่นให้ตายหรือทรมาน การลักทรัพย์ คือถือเอาสิ่งของที่ไม่มีใครอนุญาตให้โดย พลการ ประพฤติผิดในกาม เช่น ประพฤติผิดในคู่ครองผู้อื่น การกระท าทางวาจาหรือค าพูด เรียกว่า วจีกรรม ที่เป็นอกุศล เช่น พูดเท็จหรือพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย และพูด เพ้อเจ้อไร้ประโยชน์การกระท าทางใจหรือคิดอยู่ในใจ เรียกว่า มโนกรรม ที่เป็นอกุศล เช่น คิดอยากจะได้ของคนอื่น คิดพยาบาท และคิดผิดไปจากหลักพระธรรมค าสั่งสอน ในทาง ตรงกันข้ามถ้าท าดีพูดดีคิดดีก็จะเป็นกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมฝ่ายกุศล เรียกว่า กุศลกรรม กุศลกรรมให้ผลเป็นสุข ส่วนอกุศลกรรมให้ผลเป็นทุกข์ (๒) เชื่อผลแห่งกรรม พระพุทธศาสนาสอนว่า การกระท าทุกอย่างไม่ว่าทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ย่อมมีผลติดตามมา ท าดีได้ผลดีท าชั่วได้ผลชั่วคนจะได้ดีหรือได้ชั่ว เป็นเพราะตัวเป็นผู้กระท า คนจะมีเกียรติสูงต่ าก็เป็นเพราะเราท าตัว กรรมดีให้ผลดีกรรมชั่ว ให้ผลชั่ว กรรมใหญ่ให้ผลใหญ่กรรมเล็กน้อยให้ผลเล็กน้อย การให้ผลแห่งกรรม จะมี ความเที่ยงธรรมที่สุด ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เกรงกลัวอ านาจต่อใครๆ ให้กับคนต่ าต้อย อย่างไร ก็จะให้กับคนที่มีอ านาจวาสนาเช่นนั้น ถ้าคนทั้งสองกระท ากรรมไว้เหมือนกัน (๓) เชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง พระพุทธศาสนาสอนว่า ผลแห่งกรรม เป็นสมบัติเฉพาะตัว ใครท าคนนั้นได้จะแบ่งปันเผื่อแผ่กันไม่ได้ผลแห่งกรรมไม่ใช่มรดกจะ ยกให้กันได้บุคคลไม่มีสถานที่ปลอดภัยส าหรับผลแห่งกรรม จะเหาะไปในอากาศ จะมุดไปในถ้ า หรือจะด าน้ าหนีลงไปใต้มหาสมุทร ก็ไม่สามารถจะซ่อนตัวหรือหนีไปจากผลแห่งกรรมได้ เพราะผลแห่งกรรมจะอยู่ติดตัวผู้กระท าไปทุกหนทุกแห่ง เหมือนเงาติดตามตัวไปฉะนั้น ผลแห่งกรรมไม่หมดอายุความ ท าไว้นานเท่าไรผู้กระท าจ าได้หรือไม่ก็ตาม ผลแห่งกรรมก็ จะยังคงด ารงอยู่ ข้ามภพข้ามชาติจนกว่าจะให้ผลเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นอโหสิกรรมแล้ว จึงจะยุติ (๔) เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ชาวพุทธที่แท้จริงจะต้องมีศรัทธามั่นคงใน พระธรรมค าสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระธรรมค าสั่งสอนของพระองค์ล้วนเป็นเรื่อง จริงไม่ได้แต่งขึ้นมา หรือได้รับค าบอกเล่าจากใคร แต่พระองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญูตรัสรู้ทุก สิ่งทุกอย่างด้วยพระปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระองค์เอง ตรัสไว้อย่างไรย่อมเป็นจริงอย่างนั้น ๓) ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าสร้างขึ้น แต่เป็นกฎที่มีอยู่แล้วชีวิตของเราทุกคน ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎแห่งกรรม ไม่มีใครมาควบคุมชีวิตของเรา ชีวิตจะเสื่อม จะเจริญ จะสุข จะทุกข์จะก้าวหน้าจะถอยหลัง จะอายุสั้น จะอายุยืนขึ้นอยู่กับกรรม คือการกระท าของเราทั้งสิ้นไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอ านาจ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๔ ดวงดาว หรืออ านาจสิ่งภายนอกอื่นๆ ใดที่จะมาดลบันดาลชีวิตของเราให้เป็นอย่างโน้นอย่าง นี้ นอกจากกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนา ตรงกับกฎของนิวตัน คือกฎกิริยา (Action) และปฏิกิริยา (Reaction) ซึ่งเป็นกฎทางด้านวัตถุกรรมที่เราท าก็เหมือนกัน ถ้าท ากรรมดี ผลตอบสนองก็เป็นกรรมดีถ้าท ากรรมไม่ดีผลตอบสนองก็ไม่ดีนี้เป็นกฎทางด้านจิตใจ ถ้ามีใครตั้งค าถามว่า “ท าไมคนเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน” ค าตอบนี้พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร๓๕ ว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มี กรรมเป็นก าเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจ าแนกสัตว์ทั้งหลาย ให้เลวและดีต่างกัน" ในข้อนี้มีเรื่องปรากฏอยู่ในปัญหาที่สุภมานพทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ท าไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน” ปัญหานั้นมี๑๔ ข้อ จัดเป็น ๗ คู่๓๖ ดังนี้ คู่ที่ ๑ ถามว่า ท าไมบางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน เฉลยว่า คนที่ชอบฆ่าสัตว์ตัด ชีวิต ไม่มีศีล ๕ จะมีอายุสั้นส่วนคนที่มีศีล ๕ มีเมตตากรุณาต่อสัตว์จะมีอายุยืน คู่ที่ ๒ ถามว่า ท าไมบางคนมีโรคภัยไข้เจ็บมาก บางคนมีโรคภัยไข้เจ็บน้อยเฉลยว่า คนที่ชอบเบียดเบียนสัตว์ทรมานสัตว์กักขังสัตว์อื่นให้เดือดร้อน ให้ทรมาน ให้เจ็บป่วย จะมี โรคภัยไข้เจ็บมาก ส่วนคนที่มีเมตตา ไม่เบียดเบียนสัตว์ เอ็นดูสัตว์และมนุษย์จะมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ คู่ที่ ๓ ถามว่า ท าไมบางคนเกิดมารูปไม่สวย ขี้เหร่ พิกลพิการบางคนเกิดมารูปสวย รูปหล่อ ทรวดทรงดีเฉลยว่า คนที่ขี้โกรธ อารมณ์บูดตอนเช้า เน่าตอนเพลเหม็นตอนค่ า เกิดมาหน้าตาไม่สวยงาม เป็นคนขี้เหร่ พิกลพิการไม่สมประกอบ ส่วนคนที่มีน้ าใจดีมีเมตตา กรุณา ไม่ขี้โกรธ ไม่อาฆาตพยาบาท เกิดมาจะมีหน้าตาสวยงาม รูปหล่อ รูปสวย คู่ที่ ๔ ถามว่า ท าไมคนบางคนเกิดมามีวาสนาน้อย ไม่มียศต าแหน่งกับเขา เป็นคน ต่ าต้อย แต่คนบางคนเกิดมามีวาสนาดีมียศมีต าแหน่ง มีบริวารมากเฉลยว่า คนที่ชอบริษยา คนอื่น เมื่อใครได้ดีทนอยู่ไม่ได้หาทางท าลาย เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมาจึงเป็นคนศักดิ์ต่ า ไม่มียศ ไม่มีต าแหน่ง ไม่มีบริวาร ส่วนคนที่ไม่ริษยามีมุทิตาจิตต่อคนอื่นที่ประสบความส าเร็จ จะมียศมีต าแหน่งสูง เป็นหัวหน้าคน มีบริวารรักใคร่นับถือ คู่ที่ ๕ ถามว่า ท าไมบางคนเกิดมายากจน บางคนเกิดมาในสกุลร่ ารวยเฉลยว่า คนที่ตระหนี่ ขี้เหนียว เห็นแต่ได้ ไม่บริจาคทานไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใคร เกิดมาจะยากจน ส่วนคนที่ยินดีเต็มใจในการบริจาคทาน ไม่เห็นแก่ตัวจัด ไม่หวงไว้กินไว้ใช้คนเดียว จะเกิดมา ในสกุลที่มั่งคั่งร่ ารวย คู่ที่ ๖ ถามว่า ท าไมบางคนเกิดในสกุลต่ า บางคนเกิดในสกุลสูงเฉลยว่า คนที่ไม่ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ เป็นคนแข็งกระด้างต่อคนที่ควรเคารพบูชาที่ควรยกย่อง จะเกิดใน ๓๕ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙/๓๕๐. ๓๖ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙-๒๙๗/๓๔๙-๓๕๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๕ สกุลต่ า ส่วนคนที่มีปกติอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยน อ่อนหวาน ต่อผู้ใหญ่ ต่อสมณชีพราหมณ์ ต่อผู้ประพฤติดีจะเกิดในสกุลสูง คู่ที่ ๗ ถามว่า ท าไมบางคนเกิดมาโง่ สมองทึบ ปัญญาอ่อนแต่บางคนเกิดมา มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีไอคิวสูงเฉลยว่า คนที่ไม่ตั้งใจฟัง ไม่ตั้งใจคิด ไม่ตั้งใจถามไม่ตั้งใจจ า ไม่น าไปปฏิบัติไม่เข้าไปไต่ถามจากท่านผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ผู้มีคุณธรรม ผู้นั้นจะเกิดมา เป็นคนโง่ ปัญญาทึบ ส่วนคนที่ตั้งใจฟัง คิดถามเขียน สนใจใฝ่เรียนรู้จะเกิดมาเป็นคนฉลาด มีไอคิวสูง สมองดี ๔) พระธรรมค าสั่งสอน : หัวใจของพระพุทธศาสนา พระธรรมค าสั่งสอนในพระพุทธศาสนาแม้จะมีเป็นจ านวนมากแต่เพื่อจะให้ง่ายต่อ ความเข้าใจและความจ า ท่านจึงสรุปได้๓ หลักการ หรือเรียกว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ "โอวาทปาฎิโมกข์"๓๗ หลักที่ถือว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มีรายละเอียดพอ สังเขปดังนี้ (๑) พระพุทธพจน์คาถาแรก มีใจความว่า “ขนฺตี ปรม ตโป ตีติกฺขา นิพฺพาน ปรม วทนฺติ พุทฺธา น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปร วิเหฐยนฺโตฯ” แปลความได้ว่า “… ขันติคือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าวว่า นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ท าร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ” สาระส าคัญทรงกล่าวถึงอุดมการณ์อันสูงสุดของพระภิกษุและบรรพชิตใน พระพุทธศาสนานี้ อันมีลักษณะที่แตกต่างจากศาสนาอื่น อันอาจเรียกได้ว่า อุดมการณ์ ๔ ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ ความอดทน อดกลั้น เป็นสิ่งที่นักบวชในศาสนานี้พึงยึดถือและเป็นสิ่งที่ต้องใช้เมื่อ ประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจทุกอย่างที่ต้องเจอในชีวิตนักบวช เช่น ประสงค์ร้อนได้เย็น ประสงค์ เย็นได้ร้อน การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระ นิพพาน พระภิกษุและบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้ ไม่พึงท าผู้อื่นให้ล าบากด้วยการ เบียดเบียนท าความทุกข์กายหรือทุกข์ทางใจไม่ว่าจะในกรณีใดๆ พึงเป็นผู้มีจิตใจสงบจากอกุศลวิตกทั้งหลายมีความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น ๓๗ โอวาทปาติโมกข์มักถูกกล่าวถึงในแง่หลักธรรม ๓ อย่างเดียวว่าเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามพระพุทธพจน์ ๓ คาถา ซึ่งอาจสรุปใจความได้เป็นสามส่วน คือ หลักการ ๓ อุดมการณ์๔ และ วิธีการ ๖ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๕๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๖ (๒) พระพุทธพจน์คาถาที่สอง มีใจความว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปน เอต พุทฺธานสาสน ” แปลความได้ว่า “….การไม่ท าความชั่วทั้งปวง ๑ การบ าเพ็ญแต่ความดี ๑ การท าจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นค าสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย…...” มีผู้อธิบายว่าทั้ง สามข้อนี้อาจอนุมานเข้ากับ ศีล สมาธิและปัญญา๓๘ (๓) พระพุทธพจน์คาถาที่สาม มีใจความว่า “…..อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ ส วโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสน อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอต พุทฺธาน สาสน ฯ…..” แปลความได้ว่า “…การไม่กล่าวร้าย การไม่ท าร้าย ความส ารวมในปาติโมกข์ความ เป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ที่นั่งนอนอันสงัด ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นค าสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย….” หมายถึงวิธีการที่ธรรมทูตผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นกลยุทธ์พระภิกษุที่ออก เผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีเป็นจ านวนมากให้ใช้วิธีการเหมือนกันเพื่อจะได้เป็นไปใน แนวทางเดียวกันและถูกต้องเป็นธรรม ได้แก่ วิธีการทั้ง ๖ การไม่กล่าวร้าย (เผยแผ่ศาสนาด้วยการไม่กล่าวร้ายโจมตีดูถูกความเชื่อผู้อื่น) การไม่ท าร้าย (เผยแผ่ศาสนาด้วยการไม่ใช้ก าลังบังคับข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ) ความส ารวมในปาติโมกข์ (รักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส) ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร (เสพปัจจัยสี่อย่างรู้ประมาณพอเพียง) ที่นั่งนอนอันสงัด (สันโดษไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ) ความเพียรในอธิจิต (พัฒนาจิตใจเสมอมิใช่ว่าเอาแต่สอนแต่ตนเองไม่กระท าตามที่สอน) ๕) หลักคุณธรรม เป็นความดีงามที่เกิดจากการประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลัก พระธรรมค าสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ท าให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความเห็นที่ถูกต้อง มีความ ละอายใจและความเกรงกลัวต่อผลชั่วที่จะตามมา นอกจากนี้คนที่มีคุณธรรมจะมีความขยัน ความอดทน ความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ ความกตัญญูความเมตตา เป็นต้น ๖) หลักจริยธรรม เป็นหลักปฏิบัติเพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข เช่น ความไม่ เบียดเบียนกัน การช่วยเหลือเผื่อแผ่ต่อกัน ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม มีความแตกต่างกัน ดังนี้ คุณธรรม หรือ มโนธรรม เป็นความดีทางใจ เป็นพื้นฐานรองรับจริยธรรม เรียกว่า มโนสุจริต ๓๘ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ), คัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระรจนา, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ธนาเพรส, ๒๕๕๑).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๗ จริยธรรม เป็นการแสดงออกทางกาย วาจา เรียกว่า กายสุจริต และวจีสุจริต ซึ่งหลักจริยธรรมในพุทธศาสนา มี๓ ขั้น ได้แก่ จริยธรรมขั้นมูลฐาน จริยธรรมขั้นกลาง หรือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ และจริยธรรมขั้นสูง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา๓๙ สรุปพอสังเขปได้ ดังนี้ (๑) จริยธรรมขั้นมูลฐาน คือ การปฏิบัติตามเบญจศีล และเบญจธรรม ซึ่งมี รายละเอียด ตามตารางต่อไปนี้ เบญจศีล ๕ เบญจธรรม ๕ - ไม่ฆ่าสัตว์ - มีเมตตากรุณา - ไม่ลักทรัพย์ - ซื่อสัตย์สุจริต - ไม่ประพฤติผิดในกาม - ยินดีพอใจในคู่ครองของตน - ไม่พูดปด - พูดค าจริง อ่อนหวาน ประสานประโยชน์ - ไม่ดื่มของมึนเมา - มีสติสัมปชัญญะ รู้คิดรู้ ท า รู้จ า รู้พูด ตารางที่ ๑ : จริยธรรมขั้นพื้นฐานคือเบญจศีลและเบญจธรรม (๒) จริยธรรมขั้นกลาง หรือ กุศลกรรมบถ ๑๐ แปลว่า ทางแห่งการท าความดี ๑๐ ประการ โดยแบ่งเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และ มโนกรรม ๕ รายละเอียด ตาม ตารางต่อไปนี้ ทางกาย ๓ ทางวาจา ๔ ทางใจ ๓ - ไม่ฆ่าสัตว์ - ไม่ลักทรัพย์ - ไม่ประพฤติผิดในกาม - พูดค าจริง - พูดไพเราะอ่อนหวาน - พูดประสานสามัคคี - พูดมีประโยชน์ - ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น - ไม่โกรธ ไม่อาฆาต พยาบาท - ไม่เห็นผิดจากท านองคลอง ท า คือ เห็นถูกว่าท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว เชื่อกรรม ตารางที่ ๒ : จัดกุศลกรรมบถ ๑๐ เข้าทวารในการกระท ากรรม (๓) จริยธรรมขั้นสูง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา คือการปฏิบัติตามทางสายกลาง ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยมีข้อปฏิบัติ ๘ ประการที่มีความสัมพันธ์กันและกันที่ใช้เป็น ข้อศึกษาในการฝึกกายและวาจา เรียกว่า ศีล จ านวน ๓ ข้อ ส าหรับฝึกจิตให้ตั้งมั่นเรียกว่า สมาธิ จ านวน ๓ ข้อ และส าหรับฝึกคิดฝึกมองให้ตรงตามความจริง ที่เรียกว่า ปัญญา อีก ๒ ข้อ จึงรวมเป็น ๘ ประการ ซึ่งแต่ละข้อจัดเข้าใน ไตรสิกขา ตามรายละเอียดตารางต่อไปนี้ ๓๙ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖-๑๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๘ อริยมรรค หลักแห่งไตรสิกขา (๑) สัมมาทิฏฐิคือ ความเห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ คือ ความด าริชอบ ปัญญา (๓) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ คือ การงานชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีวิตชอบ ศีล (๖) สัมมาวายามะ คือ ความเพียรพยายามชอบ (๗) สัมมาสติคือ ตั้งสติชอบ (๘) สัมมาสมาธิคือ ตั้งใจชอบ สมาธิ ตารางที่ ๓ : จัดอริยมรรคมีองค์ ๘ เข้าในสิกขา ๓ แนวคิดจิตวิทยาแนวพระพุทธศาสนา คือการน าศาสตร์ทางพระพุทธศาสนามา ศึกษาเรื่องจิตใจและกระบวนการทางจิตตามแนวพระพุทธศาสนาที่ว่า สรรพสิ่งอิงอาศัยกัน และกัน อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์และพ้นวัฎสังสารได้ด้วยหลักการและกระบวนการของ อริยสัจ ๔ ๔๐ ซึ่งหลักความจริงนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานการพัฒนาบุคคลและสังคมในเชิงพุทธว่า เมื่อบุคคลพัฒนาตนดีจนถึงพร้อมแล้ว จึงสามารถไปพัฒนาบุคคลอื่นและสังคมได้ กล่าวคือ การพัฒนาตนให้ดีนั้น บุคคลผู้นั้นต้องเป็นผู้มีจิตใจมั่นคง เสียสละ กล้าแกร่ง มีขันติธรรม สมบูรณ์ ซึ่งคุณลักษณะนี้เป็นคุณธรรมของบุคคลผู้ประสบผลส าเร็จ ตามพระพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลพึงยังตนให้มีคุณความดีก่อน จึงควรสอนผู้อื่นภายหลัง” พระพุทธศาสนาถือว่า ผู้ท าความดีเป็นผู้มีบุญ ผู้มีบุญเป็นผู้มีบารมี และผู้มีบารมีเรียกว่าเป็นผู้มี “อิทธิ” คือ ความส าเร็จ เมื่อมีอ านาจแห่งความดีคือหิริและโอตตัปปะแล้ว ก็สามารถปกครองรักษา ตนและคนอื่นได้ซึ่งในการปกครองตนนั้น มีเครื่องมือในการบริหารตามหลักไตรสิกขาสาม วิธี คือศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้ ๑) ศีล คือกฎระเบียบที่ควบคุมปกครองรักษาพฤติกรรมทางกายและวาจา ให้ แสดงออกด้วยการกระท าและค าพูดเพื่อเป็นประโยชน์ถูกต้อง ดีงาม ควบคุมตนให้มี บุคลิกภาพที่ดีงาม น่าเคารพนับถือ ทั้งแก่ตัวเองและคนอื่น ไม่ท าลายตัวเองโดยกิริยาวาจาที่ ไม่เหมาะสม ไม่ท าร้ายหรือเบียดเบียนคนอื่นด้วยค าพูดหรือการกระท าที่กักขฬะ หยาบคาย มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขในการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม ใจความสรุปของศีลคือการควบคุมกาย วาจา ของตนให้เป็นปกติเรียบร้อย โดยไม่ท าให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน ๒) สมาธิ คือการปกครอง ควบคุม รักษาจิตใจของตนไว้ให้ปกติ ไม่ให้จิตตกไปใน บาปอกุศลคือสิ่งที่ไม่ดี ที่เรียกว่า กิเลส ความเศร้าหมองที่มีอยู่ภายในอันเป็นต้นเหตุให้แสดง ๔๐ ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๓๗/๗๙ ; ๖๑/๑๑๕ ; ๖๒/๑๑๘


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๗๙ พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่ พยายามให้จิตอยู่ในความดีงาม ตกอยู่ในกุศลจิต ได้แก่ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่ หลง เป็นจิตที่สะอาด ผ่องใส ซึ่งจะเป็นต้นเหตุแห่งการท าความดีด้วยกาย วาจา ด้วยพลัง แห่งศีลเป็นความดีระดับต้นที่ยังไม่ถาวรหากจิตใจยังไม่มีสมาธิ กล่าวโดยสรุป สมาธิคือการ รักษาคุ้มครองจิตให้ตั้งมั่นในความดีงาม ๓) ปัญญา คือความรอบรู้ถึงสิ่งที่มีอิทธิพลที่เป็นต้นเหตุแห่งพฤติกรรมทางกาย วาจา และจิตใจที่ไม่พึงประสงค์ คือกิเลสหรืออกุศลมูล ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ แล้ว พยายามขจัดขัดเกลาจิตใจทีละน้อยจนหมดไปในที่สุด แต่ละขณะจิตเกิดปัญญารู้เท่าทันกิเลส สามารถลดละได้ทีละน้อยนั้น เป็นการปกป้อง คุ้มครอง รักษาตนให้เข้าถึงความดีที่สูงขึ้น ตามล าดับ จนถึงขั้นเป็นบุคคลชั้นสูงสุดในความเป็นมนุษย์ คือพระอริยบุคคล ไม่มีพฤติกรรม ใดแม้แต่เพียงมโนกรรมที่ชั่วร้าย ซึ่งในพระพุทธศาสนาได้จัดพระอริยบุคคลไว้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่ พระโสดาบันบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระอนาคามีบุคคล และพระอรหันต์กล่าว โดยสรุป ปัญญาคือการขัดเกลาจิตใจให้เข้าถึงความดีในขั้นที่ละเอียด เพื่อสร้างพลังความคิด ให้ฉลาดรอบรู้๔๑ พื้นฐานของการพัฒนาตนจากหลักดังกล่าว เมื่อมนุษย์แต่ละคนได้พัฒนาตนดี พร้อมทั้งกาย วาจา และจิตใจแล้ว อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มหรือสังคม สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่ดี เป็นสังคมต้นแบบ โดยพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักความจริงของชีวิต คืออริยสัจ ๔ สรุปความพอสังเขปได้ดังนี้๔๒ ๑) ทุกข์ หมายถึง ปัญหาต่างๆ ของมนุษย์ เป็นเรื่องบีบคั้นชีวิตจิตใจ มีอยู่ทั่วไปแก่ สัตว์มนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใดก็เป็นจุดสนใจ เป็นของเด่นชัดแก่ผู้นั้นเมื่อนั้น แต่ว่าที่ จริงมองกว้างๆ ชีวิตมีปัญหาและเป็นปัญหากันอยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดา ทุกข์เป็นจุดสนใจ ปรากฎเด่นชัดอยู่ในชีวิตของทุกๆ คน พระพุทธองค์ทรงสอนปรารภเรื่องทุกข์เพื่อกระตุ้น เตือนให้ฉุกใจได้คิดเป็นแนวทางที่จะเริ่มต้นพิจารณาแก้ปัญหาด้วยความทุกข์กันต่อไป การ แสดงอริยสัจโดยเริ่มต้นที่ทุกข์ เป็นการสอนที่เริ่มต้นจากปัญหาเริ่มจากสิ่งที่เห็นง่ายเข้าใจง่าย เริ่มจากเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะเป็นการสอนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทรงสอนเรื่องทุกข์ มิใช่เพื่อให้เป็นทุกข์ แต่เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะดับทุกข์ เพราะทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นสิ่งที่จะแก้ไขได้ดับได้ มิใช่เป็นของแท้แน่นอน หรือจะต้องคงอยู่ ตลอดไป ถ้าดับทุกข์หรือแก้ปัญหาแล้ว หรือได้สร้างความสามารถในการดับทุกข์แก้ปัญหาไว้ ๔๑ พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส/แสนพงษ์), พุทธวิธีการบริหารงาน (Buddha’s Administration Methods), หน้า ๓๕. ๔๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (พิมพ์ครั้งที่ ๒ แก้ไขเพิ่มเติม), (กรุงเทพมหานคร : อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๘), หน้า ๖๕–๖๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๐ พร้อมแล้ว ชีวิตก็จะปลอดโปร่งโล่งเบา การดับทุกข์หรือแก้ไขปัญหานั้นมิใช่ท าได้ด้วยการ หลบเลี่ยงปัญหาหรือปิดตาไม่มองทุกข์ ต้องใช้วิธีรับรู้สู้หน้าเข้าเผชิญดู การรับรู้สู้หน้ามิใช่ หมายความว่าจะเข้าไปแบกทุกข์ไว้หรือจะให้ตนเป็นทุกข์ แต่เพื่อรู้เท่านั้น จะได้แก้ไขก าจัด ทุกข์หรือปัญหาได้ การรู้เท่าทันนี้ คือการท าหน้าที่ต่อทุกข์หรือปัญหาให้ถูกต้องคือก าหนดรู้ ท าความเข้าใจสภาวะของทุกข์หรือปัญหานั้นให้รู้ว่าทุกข์หรือปัญหานั้นคืออะไรแน่ อยู่ที่ไหน มีขอบเขตแค่ไหน ดังนั้นสาระส าคัญของอริยสัจข้อที่๑ คือยอมรับความจริงเกี่ยวกับทุกข์หรือ ปัญหาตามที่เป็นอยู่ แล้วมองดูรู้จักชีวิตและโลกตามที่เป็นจริง ๒) สมุทัย หมายถึง เหตุแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา อันได้แก่ ตัณหา ๓ อย่าง คือ ๑) กามตัณหา ได้แก่ ความอยากได้ อยากเอา อยากเสพเสวย ๒) ภวตัณหา คือ ความ อยากเป็นอยากอยู่ตลอดไป อยากมีชีวิตนิรันดร์ และ ๓) วิภวตัณหา คือความอยากสิ้นภพ ปรารถนาภาวะสูญสิ้น ในมุมลึกไปกว่านั้น อวิชชา ความไม่รู้ ความโง่เขลา เป็นมูลหรือต้น รากเหง้าของตัณหาเป็นที่ไหลเนื่องมาแห่งปัญหาความทุกข์ การดับทุกข์ หรือปัญหานั้น ท าได้ด้วยการก าจัดสาเหตุของมัน ดังนั้น เมื่อก าหนดจับได้แล้วว่า ทุกข์หรือปัญหาคืออะไร เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน แล้วสืบสาวหาสาเหตุต่อไปเพื่อที่จะได้ละหรือก าจัดเสีย ๓) นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข์ หรือภาวะหมดปัญหาแก้ปัญหาได้แล้ว แสดงให้ เห็นว่าทุกข์หรือปัญหาที่บีบคั้นนั้นดับได้ หรือแก้ไขได้ ทางออกที่น่าพึงใจมีอยู่ ทั้งนี้ เพราะ สาเหตุแห่งปัญหา หรือความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ก าจัดหรือท าให้หมดสิ้นไปได้ ทุกข์หรือปัญหา ตั้งอยู่ได้ด้วยอาศัยเหตุ เมื่อก าจัดเหตุแล้ว ทุกข์ที่เป็นผลพลอยดับสิ้นไปด้วย เมื่อทุกข์ดับไป ปัญหาหมดไป ก็จะมีภาวะหมดปัญหาหรือภาวะไร้ทุกข์ปรากฏขึ้นอย่างเป็นไปเอง ๔) มรรค หมายถึง ทางดับทุกข์หรือวิธีปฏิบัติเพื่อก าจัดสาเหตุแห่งปัญหา ข้อ ปฏิบัติเพื่อก าจัดเหตุแห่งทุกข์ หรือวิธีแก้ไขปัญหานี้ เรียกว่า มรรค เพราะเป็นหนทางที่น าไปสู่ จุดหมาย ชื่อว่ามีองค์ ๘ เพราะเป็นทางสายเดียวแต่มีองค์ประกอบ ๘ อย่าง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่าทางสายกลาง การเดินทางสู่จุดหมายจะส าเร็จได้ต้องอาศัยองค์ประกอบ ทั้ง ๘ อย่างนั้นท าหน้าที่คอยเสริมกันและประสานสอดคล้องพอเหมาะพอดี มรรคมี ความหมายครอบคลุมธรรมภาคปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ครอบคลุมค าว่าจริยธรรม ทั้งหมดหรือเป็นระบบจริยธรรมทั้งหมด ครอบคลุมการด าเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงามทั้งหมด ๓.๓.๒ การน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา พุทธธรรมเป็นเรื่องของความเข้าใจ เรื่องของโลกและชีวิตที่ลึกซึ้งที่สุด ชาวตะวันออก จะตั้งค าถามว่า ธรรมชาติคืออะไร ชีวิตคืออะไร เมื่อเข้าใจลึกซึ้งแล้ว ยกระดับจิตใจของ ตัวเองจนอยู่กับความจริงได้ ความปั่นป่วนทางด้านจิตใจของเราก็แทบจะไม่มีเลย ปัญหาในใจ นั้น ชาวตะวันตกมองถึงอาการและเหตุอย่างหนึ่ง ส่วนชาวตะวันออกหรือพุทธศาสนามองอีก


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๑ อย่าง เมื่อเอามาเทียบกัน บางอย่างมันซ้อนกัน แต่พุทธศาสนากว้างขวาง ครบถ้วน ลึกซึ้ง มากกว่า สามารถน ามาแก้ไขปัญหาของตนเอง และเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเข้าใจมากขึ้น๔๓ จากหลักการดังกล่าวข้างต้น น ามาสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ เช่น รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว ผู้อ านวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้น าพุทธศาสตร์จากตะวันออกมาประยุกต์ในสาขา จิตวิทยาตะวันตก จนเกิดเป็นวิชาจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธ และสร้างลูกศิษย์ออกไป ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้คนในสังคมไทยมาตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้โดยอาศัยหลักอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อสองพันกว่าปีก่อนมาเป็น หัวใจในการให้ค าปรึกษา นักจิตวิทยา การปรึกษาแนวพุทธอาศัยอริยสัจ ๔ เป็นแผนที่น าทางในการพาคนจากความไม่เข้าใจสู่ ความเข้าใจและดำรงตนอย่างสงบ และมีความสุขด้วยกระบวนการทางปัญญา เพราะปัญญา เป็นภาวะที่ส าคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คนเราอยู่อย่างเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต ปัญญาจะช่วยขจัด ความไม่เข้าใจโลกและชีวิต ขจัดความทุกข์ในใจ และเอื้อให้คนอยู่ร่วมกับความเป็นจริงได้ อย่างกลมกลืน๔๔ การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ (Buddhist Counseling) อาศัยหลักพุทธธรรมที่ เรียกว่า อริยสัจ ๔ ซึ่งครอบคลุมสัจธรรมพื้นฐานของธรรมชาติทั้งปวงเป็นฐานในการทำงาน โดยมีแนวคิดหลักว่า ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหรือมิจฉาทิฏฐิทำให้มีชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิด ความทุกข์ตามมา ส่วนความเข้าใจที่ถูกต้องหรือ สัมมาทิฏฐิจะทำให้มีการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ก่อให้เกิดความสงบสุขตามมา ๔๕ ซึ่งปัญญาในกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธเกิด จากปัจจัย ๒ ประการคือจากกัลยาณมิตรคือนักจิตวิทยาการและโยนิโสมนสิการคือการพิจารณา ด้วยใจอันสงบนิ่งของผู้รับการปรึกษา โดยเริ่มจากปัญญาของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่บ่ม เพาะมาดีแล้ว ในระดับที่ใช้ทำงานได้ เป็นสิ่งสำคัญในการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ ปัญญาที่แหลมคมมากพอของนักจิตวิทยาการปรึกษา หรือกัลยาณมิตร จึงจะสามารถชี้ชวน ให้ผู้รับการปรึกษามองเห็นในสิ่งที่เห็นได้ยากด้วยตนเองได้๔๖ ๔๓ ธนิษฐา แดนศิลป์, ห้องเรียนชีวิต, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.ranthong.com /smf/index.php?topic=8223.0;wap2 [๒๙ เมษายน ๒๕๕๗]. ๔๔ สุภาพร ประดับสมุทร โสรีช์ โพธิแก้ว และ สุภางค์ จันทวานิช, การเกิดปัญญาใน กระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ : กรณีศึกษา, Volume 9. 2010. – Proceedings of the East-West Psychological Science Research Center, 2553) : p.54. ๔๕ โสรีช์ โพธิแก้ว, Personal growth and counseling group : A Buddhist perspective, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทสัมภาษณ์(อัดส าเนา), ๒๕๔๗ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗. ๔๖ สุภาพร ประดับสมุทร โสรีช์ โพธิแก้ว และ สุภางค์ จันทวานิช, การเกิดปัญญาใน กระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ : กรณีศึกษา, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๒ ดังภาพที่แสดงรูปแบบพลวัตและการผสมผสานของกระบวนการจิตวิทยาการ ปรึกษาแนวพุทธรายบุคคล (Dynamic and integrated model of Buddhist counseling for individual) ด้านล่างนี้ (Dynamic and intergrated model of Buddist counseling for individual) (Personal Process) . (Realization) . (Identify Spirit) . (Turning In) ( ) (Suffering) ( ) (Realization) (Problem Solving) (Growth) (Examination) (Exploration) (Awareness) แผนภาพที่ ๙ : รูปแบบพลวัตและการผสมผสานของกระบวนการจิตวิทยาการปรึกษา แนวพุทธรายบุคคล (Dynamic and integrated model of Buddhist Counseling for individual)๔๗ Volume 9. 2010. – Proceedings of the East-West Psychological Science Research Center. p.61. ๔๗ โสรีช์ โพธิแก้ว, การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย บทบรรยาย (อัดส าเนา), ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๓ สรุปแนวคิดจิตวิทยาตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นการอธิบายพฤติกรรมของ มนุษย์ที่เป็นผลมาจากจิตใจที่ติดบ่วงอวิชชาจนท าให้เกิดทุกข์ การค้นหาสาเหตุของทุกข์ วิธีการดับทุกข์ และหนทางปฏิบัติสู่การดับทุกข์และความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง แนวค าสอน ของพระพุทธศาสนามีหลักในการมองปัญหาในจิตใจของมนุษย์สามารถอธิบายจิตใจ และ พฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง โดยการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในบริบทที่สอดคล้องกับวิถี ชีวิตของมนุษย์ในภูมิภาคต่างๆ ในสังคมไทยและสังคมโลกนั่นเอง ๓.๔ แนวคิดจิตวิทยาของคริสต์ศาสนา ค าว่า คริสต์หรือไครสต์(Christ) มาจากภาษาโรมันว่า คริสตุส (Christus) ซึ่งค านี้ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Christos ซึ่งแปลมาจากค าว่า เมสสิอาห์หรือเมสไซอา (Messiah) ในภาษาฮิบรู ค าว่า เมสสิอาห์หรือเมสไซอา แปลว่า พระผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัย หรือพระผู้ช่วย ให้รอดพ้น ไม่ตกนรกจากค าพิพากษาในวันตัดสินโลก ซึ่งพระเจ้าจะส่งบุคคลนั้นลงมารับทุกข์ ทรมานแทนมนุษย์ทั้งหลาย เมสสิอาห์จะเป็นผู้ช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ทรมาน ๔๘ ศาสนาคริสต์เกิดในประเทศปาเลสไตน์ เมื่อประมาณ พ.ศ.๕๔๓ โดยคิดตามปี เกิดของพระเยซูผู้เป็นศาสดา เป็นศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว เพราะทั้งสองศาสนา ต่างนับถือพระเจ้าองค์เดียวคือพระเยโฮวาห์ (Yehowah) และยอมรับนับถือคัมภีร์พันธ สัญญาเดิม (Old testament) ของศาสนายิว แม้พระเยซูเองก็ไม่เคยประกาศตั้งศาสนาคริสต์ มีแต่บอกว่าท่านนับถือศาสนายิว การที่ท่านเที่ยวสั่งสอนธรรมต่างๆ ก็เพื่อท าให้ศาสนายิวมี ความสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ค าว่า ศาสนาคริสต์ พึ่งเกิดขึ้นและน ามาใช้หลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว มีสาเหตุ เนื่องจากความโกรธแค้นของเหล่าพระสาวกที่ศรัทธาในพระเยซูที่เห็นท่านถูกใส่ร้ายจากพวก หัวเก่าที่นับถือศาสนายิว จนเสียชีวิตทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด รวมกับความศรัทธาที่เกิดมาจาก การได้ฟังข่าวการฟื้นคืนชีพของพระเยซูจึงพากันแยกตัวออกจากศาสนายิว โดยตั้งชื่อศาสนา ใหม่ว่า ศาสนาคริสต์โดยนักบวชเซนต์ปอล เป็นผู้ตั้งขึ้น๔๙ ในสมัยที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ ศาสนาคริสต์เจริญเติบโตแพร่หลายไปได้น้อยมาก เพราะมีผู้คอยขัดขวางทำลายล้าง พระเยซูเองก็มีเวลาเป็นศาสดาเพียง ๓ ปีเท่านั้นก็สิ้นชีพ ๔๘ หลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล เล่มที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : อุษาการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๑๐๔. ๔๙ ธรรมกาย, ศาสนศึกษา, (ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมกาย แคลิฟอร์เนีย, ๒๕๕๐), หน้า ๓๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๔ โดยการถูกตรึงไม้กางเขน ศาสนาคริสต์มีการเจริญเติบโตหลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว โดยการ เผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังของเหล่าพระสาวกและผู้นับถือ ศาสนาคริสต์มีความเจริญ แพร่หลายมากที่สุดในสมัยของพระเจ้าคอนสแตนตินที่ทรงเลื่อมใสและอุปถัมภ์ค้ าชูศาสนา คริสต์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างศาสนสถาน การออกกฎหมายมิลานในปีค.ศ.๓๑๓ ให้สำนักวาติกัน เป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง ไม่ต้องขึ้นกับการปกครองของฝ่ายอาณาจักร ฝ่ายอาณาจักรจะเข้าไปแทรกแซงกิจการในศาสนจักรไม่ได้ให้สันตะปาปามีอำนาจเท่าราชา มีอำนาจปกครองศาสนจักรทั้งปวง ทรงนำไม้กางเขนมาเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์และ สิ่งที่ทำให้ศาสนาคริสต์ได้รับความนับถือมากที่สุด คือ ในปีค.ศ. ๓๒๕ ทรงออกกฎหมาย ให้ทุกคนนับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ที่เรียกว่า ศรัทธาทางการ๕๐ ดังนั้น ตั้งแต่ ค.ศ. ๓๒๕- ๑๐๕๔ ศาสนาคริสต์จึงได้เจริญเติบโตเป็นอย่างมาก จากศาสนาประจำชาติของประเทศ อิตาลีกลายมาเป็นศาสนาประจำชาติของทุกประเทศในทวีปยุโรป และต่อมาได้ขยายไปยัง ประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้และทวีปออสเตรเลียด้วย ๕๑ ศาสนาคริสต์ในปัจจุบันมีผู้นับถือมากที่สุดในโลก๕๒ มีคริสตศาสนิกชนกระจายไป ทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ทั้งนี้ก็เพราะศาสนาคริสต์ มีวิธีการเผยแพร่ดีพรั่งพร้อมด้วยบุคลากร ทุนทรัพย์และอำนาจ ศาสนาคริสต์ได้ชื่อว่าเป็น ศาสนาแห่งความรัก พระเยซูเน้นถึงความรักว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีความรักอย่างเดียวก็ เพียงพอแล้ว รักพระเจ้า รักเพื่อนมนุษย์รักเพื่อนบ้าน รักครอบครัว ก็จะท าให้ได้รับความรัก ตอบแทน ซึ่งมีค่ากว่าสมบัติใดๆ ให้รักโลก ทำตนเป็นคนของโลก และก็ด้วยอิทธิพลคำสอน ดังกล่าว จึงมีหมอสอนศาสนาคริสต์ออกไปเผยแผ่ศาสนาทั่วโลก ทั้งช่วยจัดตั้งโรงเรียนและ โรงพยาบาลควบคู่ไปด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะดำเนินรอยตามพระเยซูซึ่งเป็นทั้งหมอกาย หมอใจ ช่วยเหลือคนเจ็บป่วยทั้งโรคกายโรคใจ ดังนั้น การช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆ จึงมีอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวคริสต์สะท้อนถึง อิทธิพลของศาสนาคริสต์ดังกล่าวมาแล้ว แต่ภายในศาสนาคริสต์เอง ก็ยังมีความแตกแยก เกิดขึ้นโดยมีการแบ่งเป็นนิกายใหญ่น้อยมากมาย และแต่ละนิกายต่างก็ยึดมั่นในปรัชญา ของตน ไม่ปรองดองเข้าหากัน ทั้งยังไม่มีองค์การใดที่คอยประสานรอยร้าวได้ดังนั้น ศาสนา ๕๐ ธรรมกาย, ศาสนศึกษา, อ้างแล้ว, หน้า ๓๒๐. ๕๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓๓. ๕๒ ส านักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการจัยในชื่อ “ภูมิทัศน์ในการนับถือศาสนาของคนทั่วโลก” โดย “พิว” (The Pew Forum on Religion & Public Life) รวบรวมข้อมูลจากสถิติในปี พ.ศ.๒๕๕๓ พบว่า ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดคือศาสนาคริสต์ โดยมีประชากรผู้นับถือกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของ โลก ดูรายละเอียดใน "เผยคนไร้ศาสนา" เพิ่มมากขึ้น ครองอันดับ ๓ ของโลก "คริสต์" ครองแชมป์คนนับ ถือมากที่สุด, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://.matichon.co.th%2Fnews_detail.php%3Fnewsid% [๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๕ คริสต์ถึงแม้จะเป็นศาสนาใหญ่ แต่ก็อยู่ในฐานะที่รวมกันได้แค่เพียงหลวมๆ หรือรูปลักษณ์ ภายนอกเท่านั้น ตลอดทั้งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน ก็มี การขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาคริสต์ จึงทำให้ชาวคริสต์รุ่นใหม่ไม่สนใจศาสนาถึงกับ ประกาศตัวไม่มีศาสนาและหันไปนับถือศาสนาอื่น ก็มีมากขึ้นตามลำดับ แต่ศาสนาคริสต์ก็ยัง มีบทบาทส าคัญในการชี้น าสังคมโลกตะวันตกอยู่ไม่น้อย เพราะกรุงวาติกันเป็นรัฐของ พระเจ้าและเป็นศูนย์กลางของการบริหารองค์กรคริสต์ศาสนาครอบคลุมทั่วโลก ๓.๔.๑ สาระส าคัญของหลักความเชื่อและหลักค าสอน ค าสอนของพระเยซูเจ้าจากอุปมา หรือการเล่านิทานเปรียบเทียบในพระคัมภีร์ภาค พระธรรมใหม่๕๓ โดยเฉพาะในพระวรสาร๕๔ เราจะพบว่า พระเยซูเจ้าทรงสอนพระธรรมค า สอนของพระองค์ด้วยค าอุปมาอยู่บ่อยๆ นี้เป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของพระเยซูเจ้า ที่ทรง แปลงเรื่องยากๆ ในพระธรรมค าสอนที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นเรื่องที่ฟังได้แบบสบายๆ เป็นรูปธรรมด้วยการผูกเรื่องขึ้นเป็นค าอุปมาเปรียบเทียบ เนื้อหาสาระที่พระองค์ทรงเทศน์ สอนเพื่อเป็นการสอนแก่มนุษย์โดยเฉพาะผู้ที่มีความเชื่อ ความรัก และความศรัทธาในพระ วาจาของพระองค์ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา และตลอดไปจนสิ้นโลกพิภพ เรื่อง “ความสุข แท้จริง” หรือเรื่อง “บุญลาภ ๘ ประการ” ต่อไปนี้คือ ค าเทศน์สอนเรื่องแรก หรือปฐม เทศนาของพระเยซูเจ้า ๑) ค าเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า เรื่อง ความสุขแท้จริง๕๕ พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมาย จึงเสด็จขึ้นบนภูเขาเมื่อประทับ แล้วบรรดาศิษย์เข้ามาห้อมล้อมพระองค์พระองค์ทรงเริ่มตรัสสอนว่า ๕๓ คัมภีร์ของศาสนาคริสต์คือ คัมภีร์ไบเบิล (Holy Bible) แบ่งออกเป็น ๒ ตอนใหญ่ๆ คือ พระคัมภีร์เก่า หรือ พันธสัญญาเดิม (Old Testament) และพระคัมภีร์ใหม่ หรือพันธสัญญาใหม่ (New Testament) ๕๔ พระวรสาร (The Gospels) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเทศน์สอนของเหล่าพระสาวกเพื่อยืนยัน สิ่งที่พวกเขาได้ประสบมาในขณะมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระเยซูและยืนยัน ว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิอาห์และ เป็นบุตรของพระเจ้า ดังนั้น พระวรสารจึงเป็นหนังสือ ที่เกี่ยวกับชีวิต และคำสอนของพระเยซูเป็นหนังสือ ที่เป็นหลักฐานยืนยันและพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า แบ่งออกเป็น ๔ คัมภีร์คือ พระวรสารของ นักบุญมัทธิว (มธ.) มีจำนวน ๒๘ บท พระวรสารของนักบุญมาระโก (มก.) หรือมาร์ค (Mark) มีจำนวน ๑๖ บท พระวรสารของนักบุญลูกา (ลก.) หรือลูค (Luke) มีจำนวน ๒๔ บทพระวรสารของนักบุญยอห์น (ยน.) มีจำนวน ๒๑ บท พระวรสารทั้ง ๓ เล่มข้างต้น มีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันมาก แตกต่างจากพระวรสาร ของนักบุญยอห์นซึ ่งเนื้อหาบางส ่วนที ่มีลักษณะเฉพาะตนและไม ่ปรากฏในพระวรสารเล ่มอื ่นๆ เพราะท่านผู้ที่ใกล้ชิดและใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูมากที่สุด จึงรู้หลักคำสอนต่างๆ มากมาย ดูรายละเอียดใน เสรีพงศ์พิศ, ศาสนาคริสต์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เอดิสัน, ๒๕๒๙), หน้า ๑๕๓ -๑๕๖. ๕๕ จากพระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบทที่ ๕ ข้อที่ ๑-๑๒ (มธ ๕ : ๑-๑๒).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๖ “ ..ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุขเพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ผู้เป็น ทุกข์โศกเศร้าย่อมเป็นสุขเพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน ผู้มีใจอ่อนโยนย่อม เป็นสุขเพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก ผู้หิวกระหายความชอบธรรมย่อม เป็นสุขเพราะเขาจะอิ่ม ผู้มีใจเมตตาย่อมเป็นสุขเพราะเขาจะได้รับพระเมตตา ผู้มีใจบริสุทธิ์ย่อมเป็นสุขเพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า ผู้สร้างสันติย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะ ความชอบธรรมย่อมเป็นสุขเพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ท่านทั้งหลาย ย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมิ่นข่มเหง และใส่ร้ายต่างๆ นานาเพราะเราจงชื่นชมยินดี เถิดเพราะบ าเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียน บรรดาประกาศกที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นเดียวกัน...” จากค าเทศน์สอนดังกล่าวมีบทอธิบายขยายความหมายของความสุขแท้จริงหรือ บุญลาภ ๘ ประการ๕๖ ดังนี้ (๑) ความสุขแก่…ผู้มีใจยากจน คือ ผู้ที่มีใจสุภาพถ่อมตน มีความเป็นเด็กทาง จิตใจเป็นจิตใจที่พึ่งพาพระเจ้าเสมอตรงข้ามกับ ผู้มีใจหยิ่งผยอง พึ่งพาอาศัยความร่ ารวย แสวงหาอ านาจ ไม่ต้องการพึ่งพระพร/พระหรรษทานของพระ รางวัล คือ ได้แผ่นดินสวรรค์ (ใจที่มีพระเจ้าครอบครองใจที่มีความสุข สันติและชื่นชมยินดี) (๒) ความสุขแก่…ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า คือ ผู้ที่เป็นทุกข์เศร้าโศก เพราะความบาป การถูกกดขี่จากกฎของศาสนา สังคม และการเมือง ตรงข้ามกับ ผู้ที่ท าอะไรตามใจตัวเอง ไหลไปตามกระแสของโลก จึงไม่รู้สึกว่าถูกกดขี่รางวัล คือ ได้รับการบรรเทาใจจากพระเจ้า (ใจที่เป็นอิสระจากสภาพบาป ไม่ยึดติดกับสิ่งของของโลก) (๓) ความสุขแก่…ผู้มีใจอ่อนโยน คือ ผู้ที่มีใจสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช้ความรุนแรง ปฏิรูปความไม่ถูกต้องของสังคม แต่อุทิศตนเพื่องานของพระเจ้าตรงข้ามกับ ผู้ที่ชอบใช้ความ รุนแรง และการบีบบังคับในการด าเนินชีวิต และปฏิรูปสังคม รางวัล คือ ได้แผ่นดินโลกเป็น มรดก (การเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น ใครๆ ก็อยากมาพึ่งพิง) (๔) ความสุขแก่…ผู้มีใจกระหายความชอบธรรม คือ เปรียบเหมือนคนจนที่ ปรารถนาจะเห็นความยุติธรรมในสังคม ต้องการให้เกิดความดีในสังคมตรงข้ามกับ ผู้ที่อยาก มีอยากได้อยากครอบครองสิ่งต่างๆ มากมาย โดยเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดถึงความรู้สึกของ คนอื่น คิดถึงแต่ความสุขของตนเอง มีจิตใจที่เห็นแก่ตัวรางวัล คือ ความอิ่มเอมใจที่แท้จริง (โลกนี้ไม่อาจให้ความอิ่มใจที่แท้จริง แต่ความอิ่มใจที่แท้จริงเกิดจากพระเจ้าเท่านั้น) (๕) ความสุขแก่…ผู้มีใจเมตตากรุณาคือ ผู้ที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น รู้จักให้อภัย อยากให้ผู้อื่นได้ดีมีความสุข เช่น คิดหาทางช่วย/อยากให้คนจน คนเจ็บป่วย คนชรา คน ๕๖ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๗-๙๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๗ พิการ มีความสุข/พ้นทุกข์ตรงข้ามกับ ผู้มีใจอิจฉาริษยา ใจที่โกรธเกลียดแค้นเคืองเจตนาร้าย ใจที่ไร้ความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นรางวัล คือ พระกรุณาของพระเจ้าตอบแทน (อยากให้พระ เจ้าเมตตา ต้องรู้จักเมตตาต่อผู้อื่น) (๖) ความสุขแก่…ผู้มีใจบริสุทธิ์คือ ผู้ที่มีใจสะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้ง ทางกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกนึกคิดและจิตใจตรงข้ามกับ ผู้ที่มีความคิด ลามก มีความคิดไม่ดีในจิตใจ ใจที่มักตัดสิน คิดร้าย เจตนาร้ายต่อผู้อื่นเสมอรางวัล คือ พบ พระเจ้า (ความสุขจากการประทับอยู่ของพระเจ้าในใจ เพราะพระเจ้าอยู่ในใจที่บริสุทธิ์) (๗) ความสุขแก่…ผู้ที่สร้างสันติคือ ผู้ที่สร้างสันติ ความปรองดอง ผู้น าการ ประสานกลมกลืน การคืนดีและการให้อภัยตรงข้ามกับ ผู้ที่มีใจพยาบาท ไม่ให้อภัย ผู้ที่สร้าง ความแตกแยกขัดแย้ง สร้างสงครามแก่สังคมรางวัล คือ การเป็นบุตรของพระเจ้า (พระเจ้า เรียกเราเป็นบุตร เพราะพระเจ้าเป็นความรักและสันติ) (๘) ความสุขแก่…ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรม คือ ผู้ที่มีใจยึดมั่นในความดี เห็นคุณค่าแห่งความดียึดมั่นในจิตตารมณ์แห่งความรัก ตามแบบพระวรสาร ให้อภัยแก่ ผู้เบียดเบียนข่มเหงตรงข้ามกับ ผู้ที่มีใจอยุติธรรม ผู้ที่ชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่นโดยเฉพาะแก่ผู้ที่ ยากจน ผู้ด้อยโอกาส ในสังคมรางวัล คือ แผ่นดินสวรรค์(พระเจ้าจะประทานความยุติธรรมที่ สมบูรณ์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า) ๒) หลักปฏิบัติของคริสต์ศาสนาที่ส าคัญ หลักปฏิบัติของคริสต์ศาสนาที่ส าคัญ ได้แก่ บัญญัติรัก๕๗คุณธรรมพื้นฐานหลัก ๔ ประการ หลักปฏิบัติที่คริสต์ศาสนาก าหนด มีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ (๑) บัญญัติรัก ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า ได้ฟังการโต้เถียงเรื่องนี้ และเห็นว่าพระองค์ทรงตอบได้ดีจึงทูลถามพระองค์ว่า “บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกกว่า บทบัญญัติข้ออื่นๆ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดก าลังของท่าน บทบัญญัติ ประการที่สองก็คือ ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ไม่มีบทบัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่ กว่าบทบัญญัติสองประการนี้” ทรงสรุปเหลือเพียงสองข้อเท่านั้นพระบัญญัติทั้ง ๑๐ ประการ แบ่งออกเป็น ๒ ข้อ ด้วยกัน คือ ข้อที่ ๑ “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาและสุดก าลังของท่าน” ซึ่งถือว่า เป็นข้อส าคัญที่สุด คือ ความหมายของค าว่า ๕๗ ในพระวรสารมาระโกบทที่ ๑๒ ข้อ ๒๘-๓๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๘ “รักพระเจ้า” ในที่นี้หมายถึง จงเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความเคารพ นบนอบต่อพระองค์คือถ้า เราท าตามค าสอนของพระเจ้าในพระคัมภีร์ด้วยสุดจิตสุดใจ สุดความคิด คือได้ผ่าน กระบวนการศึกษามาอย่างถ่องแท้แล้วน ามาปฏิบัติอย่างสุดก าลัง ไม่ท้อถอย ผลลัพธ์ก็คือ เรา จะมีทัศนคติที่ดีมีท่าทีที่ดีต่อผู้อื่น เราจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ จึงน ามาสู่บัญญัติ ข้อที่ ๒ “ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” การรักเพื่อนบ้านเหมือนรัก ตนเอง” นั้นคงยึดหลัก ๒ ประการ ประการแรก คือ ต้องน าสุภาษิตของคนไทยมาใช้คือ“จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา” คือ จะท าอะไรก็ตามต้องนึกถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง โดยคิดเสมอว่าการที่ เราจะท าอะไร จะละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไม่ หรือไปรบกวนคนอื่นหรือเปล่า เช่น เราทิ้ง ขยะในบ้านของเรา แต่ปล่อยให้เน่าเหม็นจนส่งกลิ่นไปรบกวนผู้อื่น นี่ถือว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น ประการที่สอง คือ ต้องน าค าสอนในพระคัมภีร์มาใช้ในชีวิตประจ าวันกับผู้อื่น เช่น พระคัมภีร์สอนให้เราอภัยกันและกัน หรือช่วยเหลือกันและกัน หรือเห็นอกเห็นใจกัน หรือจง ยอมฟังกันและกัน เป็นต้น ถ้าเราน าเอามาปฏิบัติอย่างจริงจัง จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า เรา รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง อย่างแท้จริง สรุปได้ว่า “บัญญัติรัก” นี้ เป็นคุณธรรมค้ าจุนโลกเฉก เช่น ธรรมบัญญัติของทุก ศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า บัญญัติรักนี้มีอยู่ในทุกศาสนา ถ้าเรารักที่จะศึกษาและท า ความเข้าใจในธรรมบัญญัติหรือค าสอนในศาสนานั้นๆ และน าเอามาใช้อย่างจริงจัง แต่ที่ ส าคัญ คือต้องมีความรักเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติเพราะว่าถ้าปราศจากความรักแล้วทุกสิ่งที่ ท าก็ไร้คุณค่า หรือไม่บังเกิดผลดีเหตุนี้องค์พระเยซูคริสตเจ้าจึงใช้ค าว่า “รัก” เป็นค าหลัก ของบัญญัติทั้งสองข้อ ถ้าเราอยากเห็น เสรีภาพและสันติภาพเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างแท้จริง จงยึด “บัญญัติรัก”ขององค์พระเยซูคริสตเจ้าตามที่กล่าวมาแล้ว คือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดก าลังของท่าน” และ “จงรัก เพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง” ๕๘ (๒) คุณธรรมพื้นฐานหลัก ๔ ประการ ได้แก่ ๑. ความรอบคอบ ๒. ความ ยุติธรรม ๓. ความกล้าหาญ ๔. ความมัธยัสถ์หรือความพอเพียง คุณธรรมพื้นฐานส าคัญทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมหลักที่เราทุกคนควร ตระหนักถึงคุณค่า ความส าคัญ และน ามาปฏิบัติในชีวิตประจ าวันเสมอ คุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่ เกิดขึ้นเอง หรือมีมาแต่ก าเนิด แต่เกิดจากการฝึกฝน หรือการปฏิบัติอยู่เสมอเป็นนิสัย จน กลายเป็นลักษณะประจ าตัว หรือเป็นธรรมชาติของนิสัย เป็นแรงผลักดันให้เราท าดีอยู่เสมอ และเมื่อเราท าแต่สิ่งที่ดีๆ โดยใช้คุณธรรมพื้นฐานเป็นหลัก สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นในชีวิตเราเสมอ ๕๘ ภัทรพร สิริกาญจน, ความรู้พื้นฐานทางศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๗๐-๗๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๘๙ (๓) หลักปฏิบัติที่คริสต์ศาสนาก าหนด พระศาสนจักรคาทอลิกก าหนดบทบัญญัติ ไว้เป็นหลักปฏิบัติส าหรับคริสตชนทั่วไปไว้๔ ประการรวมเรียกว่า “พระบัญญัติของพระศา สนจักร” พระบัญญัติของพระศาสนจักรคือ แนวทางปฏิบัติศาสนกิจขั้นพื้นฐานของคริสตชน โดยมีลักษณะเป็นข้อก าหนดทางด้านบวก เพื่อช่วยให้คริสตชนเติบโต และมั่นคงอยู่ในหลัก คุณธรรม ความเชื่อ ความหวัง ความไว้ใจ และความรักต่อพระเจ้าพระบัญญัติของพระศาสน จักรมี๔ ประการ ได้แก่ ๑) จงร่วมมิสซาในวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับ ๒) จงอดอาหาร และอดเนื้อในวันบังคับ ๓) จงไปสารภาพบาปหรือจงรับศีลอภัยบาปอย่างน้อยปีละครั้ง และ จงรับศีลมหาสนิทอย่างน้อยปีละครั้งในก าหนดปัสกา และ ๔) จงบ ารุงพระศาสนาตาม ความสามารถ โดยพระศาสนจักรก าหนดข้อปฏิบัติเหล่านี้เพื่อความดีของคริสตชน เพื่อให้มี ชีวิตที่เข้มแข็งในความเชื่อในศาสนา การอดอาหารก็ช่วยให้คริสตชนรู้จักอดทนต่อความ ยากล าบาก และสอนให้คริสตชนรู้จักการช่วยกันดูแลพระศาสนา กล่าวคือ (๓.๑) จงร่วมบูชาขอบพระคุณและอย่าท างานวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับเป็น การให้ความส าคัญแก่การเฉลิมฉลองวันพระเจ้า (วันอาทิตย์) โดยให้ไปร่วมพิธีบูชา ขอบพระคุณในวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับ เพื่อคริสตชนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันในการ สรรเสริญพระเจ้าและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างคริสตชนด้วยกัน (๓.๒) จงอดอาหารและอดเนื้อในวันบังคับ เป็นการส่งเสริมให้คริสตชนเอาชนะ ตนเอง เพื่อร่วมส่วนในพระทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า โดยเฉพาะในวันพุธรับเถ้า (วัน เริ่มต้นเทศกาลมหาพรต) และวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (ระลึกถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์) การอดอาหารและอดเนื้อครอบคลุมถึงการลดละกิจการบันเทิงต่างๆ เพื่อจะได้ช่วยเหลือคนที่ เดือดร้อน (๓.๓) จงรับศีลอภัยบาปอย่างน้อยปีละครั้ง และรับศีลมหาสนิทอย่างน้อยปีละครั้ง ในก าหนดปัสกาเป็นการก าหนด “เกณฑ์ขั้นต่ า” เพื่อให้พระเจ้าได้เข้ามาในจิตใจคริสตชน โดยทางศีลอภัยบาปและการรับพระเยซูคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท (๓.๔) จงบ ารุงพระศาสนจักรตามความสามารถเป็นการสนับสนุนกิจการของ พระศาสนจักร รวมทั้งชุมชนคริสตชนที่ตนสังกัดอยู่ เพื่อความต้องการของชุมชนและการ ประกาศเผยแผ่ศาสนา พระบัญญัติ๑๐ ประการนี้มุขนายกยอด พิมพิสาร ได้แปลและเรียบเรียงเอกสาร ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการอธิบายความหมายของพระบัญญัติประการต่างๆ สรุปได้ดังนี้๕๙ ๕๙ มุขนายก ยอด พิมพิสาร, ๑๙๙๘ : ๑๒๑ – ๑๒๓) อ้างใน “บทที่ 4 วิถีปฏิบัติของชาวคริสต์ “คริสตชนปฏิบัติตนอย่างไร?” [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://franciswut02-4.blogspot.com/2008/ 11/4-catechism-of-catholic-church-ccc-1994.html. [๕ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๐ พระบัญญัติประการที่หนึ่ง : จงนมัสการพระเป็นเจ้าผู้เดียวของเจ้าหมายความว่า ไม่ควรมีสิ่งใดและบุคคลใดที่มีความหมายต่อชีวิตของเรามากกว่าพระเจ้า ต้องไม่ไว้วางใจสิ่ง ใดหรือผู้ใดมากกว่าพระองค์ต้องเชื่อมั่นในพระองค์ในทุกสิ่ง และนมัสการสรรเสริญพระเจ้า แต่เพียงผู้เดียว รวมถึงการห้ามไปบนบาน การไปเข้าเจ้า เข้าทรงและการหาหมอดูเพื่ออยาก รู้อนาคต (สะท้อนถึงการไม่ไว้วางใจในพระเจ้า) พระบัญญัติประการที่สอง : อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ หมายถึงการเทิด เกียรติพระนามของพระเจ้า ต้องท าตนให้เป็นประจักษ์พยานแด่พระนามพระเจ้าและป่าว ประกาศพระนามของพระองค์อย่างสมเกียรติต้องไม่กล่าวถึงพระเจ้าในแบบปราศจากความ เคารพนับถือ หรือน าไปใช้โดยไร้เหตุผล (เช่น น ามาสาบานว่า สิ่งทีพูดเป็นความจริง ทั้งที่เป็น ความเท็จ) พระบัญญัติประการที่สาม : วันพระเจ้าอย่าลืมฉลองเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง การให้ความส าคัญแก่วันพระเจ้า (วันอาทิตย์) ส าหรับการหยุดการท างานเพื่อพักผ่อน หรือ จัดสรรเวลาและบรรยากาศอย่างเหมาะสม เพื่อจะได้มีเวลาส าหรับการนมัสการสรรเสริญ พระเจ้า โดยเฉพาะการไปร่วมฉลองพิธีบูชาขอบพระคุณวันอาทิตย์ที่วัด ร่วมกับกลุ่มคริสตชน พระบัญญัติประการที่สี่ : จงนับถือบิดามารดาหมายความว่า ให้เคารพรักบิดา มารดา (รวมถึงญาติผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ) และอยู่กับพวกท่านอย่างสันติโดยไม่ลืมว่าพวก ท่านได้เลี้ยงดูอบรมและเป็นหนี้บุญคุณพวกท่าน ให้ความเคารพนบนอบในสิ่งที่พวกท่านพูด อยู่เคียงข้าง อย่าทอดทิ้งพวกท่านโดยเฉพาะในยามแก่ชราและเจ็บป่วย พระบัญญัติประการที่ห้า : อย่าฆ่าคนหมายความว่า อย่าปล่อยให้ตัวเราอยู่ภายใต้ ความครอบง าของความโกรธ หรืออิจฉา อย่าท าตนเป็นศัตรูกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้รักษา สุขภาพของตนอย่างดี ไม่เสพสิ่งไม่ดีและบ่อนท าลายสุขภาพของตน ยืนหยัด เพื่อสิทธิขั้น พื้นฐานของชีวิตแต่ละคน รวมทั้งทารกที่ยังไม่เกิด ปกป้องสิทธิของทุกคน (แม้แต่ทารกใน ครรภ์มารดา ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์แล้ว) ช่วยชีวิตผู้อื่นที่ก าลังได้รับอันตราย ผู้หิวโหย ผู้ที่ตก เป็นเหยื่อของความหายนะ ผู้เจ็บป่วยและอ่อนแอ ให้ต่อต้านสงครามและพยายามสร้างสันติ สุขในแผ่นดิน พระบัญญัติประการที่หกและเก้า : อย่าท าอุลามก และอย่าปลงใจในความอุลามก พระบัญญัติประการที่หกและเก้า มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวเนื่องกันเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ด าเนินชีวิตครอบครัวอย่างถูกต้อง หมายความว่า ให้ยอมรับว่าความรักระหว่างชายหญิง จะต้องแสดงออกด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ในการอยู่ร่วมกันตลอดชีวิต ภายใต้พันธะของ การแต่งงานที่ถูกต้อง (แบบคริสตชนโดยผ่านการรับรองและพิธีแต่งงานที่ถูกต้อง) ความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องมีพื้นฐานอยู่บนความรัก การเห็นอกเห็นใจ ไม่พยายามใช้ อ านาจขมขู่หรือท าร้ายคู่ชีวิต ไม่ล่อลวงให้ผู้อื่นกระท าผิดต่อคู่สมรสของเขาหรือตัวเองเป็น


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๑ ผู้กระท าผิดเสียเอง ปฏิบัติต่อคนอื่นในแบบให้เกียรติ ให้ความเคารพในตัวบุคคลในฐานะที่ เป็นมนุษย์ พระบัญญัติประการที่เจ็ดและสิบ : อย่าลักขโมยและอย่ามักได้ทรัพย์ของเขาพระ บัญญัติประการที่เจ็ดและสิบมีความหมายสืบเนื่องกัน หมายความว่า ต้องเคารพในสิทธิของ มนุษย์ที่จะเป็นเจ้าของครอบครองกรรมสิทธิ์ พยายามบังคับตนเองไม่ให้ตกเป็นทาสของ ความโลภ ความอยากได้ ความไม่พอใจหรือท าลายทรัพย์สินของคนอื่น ไม่คดโกง ไม่คิด ดอกเบี้ยที่สูงเกินควร ไม่เก็บสิ่งที่เก็บได้ไว้เป็นของตนเอง ให้คืนสิ่งที่ยืมเขามา ไม่ท าลาย ทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่คดโกงค่าแรงงาน ไม่หัวเราะเยาะเย้ยเมื่อเขาประสบเหตุที่ไม่ดี ให้ แบ่งปันกับผู้อื่น ให้ช่วยคนยากจน พระบัญญัติประการที่แปด : อย่าใส่ความนินทาหมายความว่า ต้องพูดความจริง ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองพูด ไม่โอ้อวดหรือพยายามท าตัวว่าตนเองมีความส าคัญ อย่า บิดเบือนความจริง อย่าท าผิดต่อเกียรติยศของผู้อื่น อย่าท าลายชื่อเสียงของผู้อื่นด้วยการ ครหานินทา อย่าปล่อยให้ตัวเราถูกใช้ในการใส่ร้ายผู้อื่น ให้เก็บรักษาความลับตาม จรรยาบรรณและเก็บเรื่องความลับไว้กับตัวเอง ไม่เป็นพยานเท็จในศาล ขอให้เป็นประจักษ์ พยานตามความจริง นอกจากพระบัญญัติสิบประการ ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานการด าเนินชีวิตของ คริสตชนแล้ว พระศาสนจักรยังได้ก าหนดให้มี “บัญญัติของพระศาสนจักร” รวมทั้งแนว ปฏิบัติปลีกย่อยอื่นๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างให้คริสตชนมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อการ ด าเนินชีวิตเป็น “หมู่คณะคริสตชน” ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ๓.๔.๒ การน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการน าหลักค าสอนของศาสนาคริสต์มาใช้ในการพัฒนาจิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์โดยการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ ชาวคริสเตียนมีความเชื่อว่า ดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงรับสั่งให้มีในการสรรเสริญพระเจ้าด้วยดนตรีสอดคล้องกับพระ วจนะตอนหนึ่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ (ภาคพันธสัญญาเก่าและพันธสัญญาใหม่)๖๐ ที่กล่าวว่า “สรรเสริญพระเดชา ในบรรดาสิ่งสร้างสรรค์ สรรเสริญฤทธิ์มหันต์ ด้วย เสียงปี่และเสียงกลอง ทั้งเสียงฉาบและเสียงฉิ่ง อย่าหยุดนิ่งร่ายร าฉลอง ขลุ่ย พิณเปล่งท านอง สรรเสริญซ้องสาธุการ ชโยโห่ระคึก ให้ก้องกึกจักรวาล สรรพ สิ่งมีวิญญาณ สาธุการพระเจ้าเทอญฯ” และพบว่า “เหตุผลที่ท าให้ศาสนาคริสต์น าดนตรีมาใช้ในพิธีกรรม เพราะดนตรีนั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าก าหนดมาว่า ต้องมีดนตรีในการประกอบพิธีกรรม ต้องมีดนตรีในการ ๖๐ พระคัมภีร์ไบเบิล - Thai Bible - Wordplanet, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. wordplanet.org/ti. [๕ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๒ นมัสการและสรรเสริญพระเจ้า” ดนตรีในศาสนาคริสต์นั้นมีส่วนช่วยในการเผยแพร่คริสต์ ศาสนาได้มาก การน าดนตรีมาใช้ในการสอนศาสนาท าให้ศาสนาเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เพราะว่าดนตรีนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์ ดังเช่น ดนตรีในทรรศนะของปราชญ์ ค ากล่าวของขงจื๊อ ที่ว่า “บทเพลง ความไพเราะของดนตรี จะมีอิทธิพลต่อจิตใจและ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ดนตรีมีส่วนท าให้คนมีความสุขที่แท้จริง มิใช่ความสุขบันเทิงชั่ว ครั้งคราว” และดนตรีนั้นสามารถช่วยขัดเกลาจิตใจมนุษย์ให้เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนได้ ดังเช่น นักค้นคว้าด้านวิวัฒนาการชาวญี่ปุ่น ฮาจิเมะ ฟูกุย วิเคราะห์ว่า "การร้องร าท าเพลง ร่วมกันในกลุ่มสุภาพบุรุษท าให้ความเข้มข้นในฮอร์โมนก้าวร้าว (Testosterone) ลดลง และ ถ้าร้องร่วมกันทั้งสองเพศจะลดการหลั่งสารคอร์ติซอน (Cortisone) ซึ่งเป็นการลด ความเครียด"ได้ดนตรีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างจินตนาการและพัฒนาสมอง "การมีเพลง เปรียบเสมือนมีสนามที่เล่นในจิตใต้ส านึก เพราะหัวใจของดนตรีนั้น ให้อิสระในการไปตีความ ท าให้เกิดการสร้างสรรค์ไปตามความนึกคิด และฝึกด้านจินตนาการ นั่นคือเรื่องจ าเป็นที่ขาด ไม่ได้ในการจะพัฒนาสมอง" ดนตรีในศาสนาคริสต์จัดว่าเป็นสิ่งที่ส าคัญกับศาสนาคริสต์ เพราะดนตรีในศาสนาคริสต์นั้นเป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานาน โดยเริ่มจากการขับร้อง ประสานเสียงในกลุ่มของนักบวชและก็มีการพัฒนาเรื่อยมาจนกลายมาเป็นดนตรีศักดิ์สิทธิ์ใน ศาสนาคริสต์ เหตุผลในการน าดนตรีมาใช้ในศาสนาคริสต์ เป็นเพราะว่าดนตรีนั้นเป็นสื่อที่ดี ในการสื่อสารกับพระเจ้า และชาวคริสต์เตียนยังมีความเชื่อว่าจิตวิญญาณนั้นสามารถสัมผัส กับพระเจ้าโดยอาศัยเสียงดนตรี อีกทั้งดนตรียังเป็นสื่อที่ได้อารมณ์มากกว่าการพูด และดนตรี นั้นเป็นสื่อที่สามารถท าให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่น่าสนใจ เพราะดนตรีมีอิทธิพลต่อจิตใจ ของมนุษย์และสามารถช่วยขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ ให้มนุษย์นั้นมีจิตใจที่อ่อนโยนได้๖๑ สรุปแนวคิดจิตวิทยาแนวคริสตศาสนามีพื้นฐานมาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ว่า มนุษย์เป็นผู้มีศักดิ์ศรีในฐานะเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ประทานศักยภาพให้ มนุษย์สามารถบรรลุถึงชีวิตที่สมบูรณ์ (ความรอดพ้น) ในพระองค์ได้ โดยร่วมมือกับพระเจ้า ในการพัฒนาคุณค่าชีวิต อาศัยสติปัญญา ความส านึกทางมโนธรรมและเสรีภาพ โดยด าเนิน ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม แม้ในประวัติศาสตร์ มนุษย์จะบกพร่องด้วยการเลือกที่จะตัด ความสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังทรงเมตตาประทานความช่วยเหลือให้มนุษย์กลับสู่ สภาวะที่สามารถบรรลุถึงชีวิตที่สมบูรณ์ในพระองค์ อาศัยการช่วยให้รอดของพระเจ้าทาง พระเยซูคริสตเจ้า และพระองค์ทรงโปรดประทานแนวทาง (กฎเกณฑ์) และทรงประทานพระพร (พระหรรษาทาน) คอยช่วยเหลือมนุษย์เสมอ มนุษย์ได้กลับกลายเป็นมนุษย์ใหม่ทาง พระเยซูคริสตเจ้า กลับสู่การมีความสัมพันธ์ที่ดี จนสามารถบรรลุถึงพระเจ้าได้ มนุษย์ ๖๑ สุทัตตา รักกลาง, การใช้ดนตรีในการช่วยเผยแผ่พระคริสตธรรม : บทคัดย่อ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.crs.mahidol.ac.th/news/minithesis/2551/038.doc [๕ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๓ สามารถรอดพ้นจากบาปและความตาย ความสามารถในการบรรลุถึงพระเจ้าที่มนุษย์ได้รับ ผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้านี้ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากมนุษย์ กล่าวคือ ไม่ได้มาจากการที่มนุษย์ ปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของธรรมบัญญัติตามตัวอักษร ไม่มีมนุษย์คนใดจะได้รับความรอดพ้น พ้นเพียงแค่การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ ความรอดพ้นพ้นไม่ได้มาจากความสามารถของ มนุษย์ แต่เป็นพระกรุณาที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์ผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า มนุษย์มีหน้าที่ ตอบรับด้วยความเชื่อในพระเจ้าและในพระเยซูคริสตเจ้า โดยการทุ่มเทชีวิตของตน ด้วย เสรีภาพที่พระเจ้าประทานให้มุ่งสู่การเปิดตนเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าพร้อมกับ เพื่อนมนุษย์อื่นๆ ๖๒ แม้คริสตชนจะมีแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าและ เพื่อนมนุษย์ในรูปแบบของพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่คริสตชนส านึกว่าวิถีชีวิตคริสตชน ในการปฏิบัติคารวกิจพิธีกรรมและการน้อมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้เป็น “คู่มือ/เครื่องมือ” ที่พระเจ้าประทานให้เพื่อเป็นแนวปฏิบัติสู่ความรอดพ้น พิธีกรรมและ กฎเกณฑ์ต่างๆ จึงเป็น “บัญญัติแห่งความรัก” ที่พระเจ้าประทานให้เพราะความรักที่ทรงมี ต่อมนุษย์ โดยมีพระหรรษทาน (พระพร) ของพระเจ้าช่วยให้มนุษย์เห็นคุณค่าและ ความหมายของชีวิต พยายามด าเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อแนวทางของพระเจ้า ด้วยการตอบ รับในการด าเนินชีวิตตามแนวทางของพระองค์และอาศัยพระพรจากพระเจ้าจะช่วยให้ มนุษย์บรรลุถึงชีวิตที่สมบูรณ์ในพระองค์ พระบัญญัติสิบประการนี้ยืนยันถึงการปฏิบัติความ รักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์โดยพระบัญญัติสามประการแรกเกี่ยวกับความรักต่อพระ เจ้าเป็นส าคัญ และพระบัญญัติอีกเจ็ดประการอื่นๆ เกี่ยวข้องกับความรักต่อเพื่อนมนุษย์๖๓ ถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ หรือเป็นหลักการพื้นฐาน หรือ “กฎธรรมชาติ” ที่มนุษย์พึงปฏิบัติในวิถีชีวิตของตน ๓.๕ แนวคิดจิตวิทยาของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม เกิดในประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อ ค.ศ. ๕๙๐ หรือ พ.ศ. ๑๑๓๓ โดยคิดตามปีเกิดของศาสดา นะบีมูฮัมมัด ผู้เป็นศาสดาของศาสนานี้คำว่า อิสลาม มาจาก รากศัพท์ว่า อัสลมะ แปลว่า การเข้าไปในสันติหรือ การยอมนอบน้อมตัว การแสวงหาสันติ กับพระผู้เป็นเจ้า คือ การมอบตนเองโดยสิ้นเชิง หรือการนอบน้อมถ่อมตนต่อพระประสงค์ ๖๒ วุฒิชัย อ่องนาวา, สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ การศึกษาความคิดเรื่อง มนุษย์ของพระองค์, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘), หน้า ๓๑. ๖๓ ค าสอนทางการของศาสนาคริสต์ นิกายโรมัน คาทอลิก (Catechism of the Catholic Church (CCC), ๑๙๙๔) ใน “บทที่ ๔ วิถีปฏิบัติของชาวคริสต์“คริสตชนปฏิบัติตนอย่างไร?”[ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://franciswut02-4.blogspot.com/2008/11/4-catechism-of-catholic-churchccc-1994.html. [๕ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๔ ของพระผู้เป็นเจ้า โดยการปฏิบัติตามในสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญญัติและงดการกระทำ ในสิ่งที่ทรงห้าม ทั้งนี้เพื่อความสันติสุขในสังคม๖๔ อิสลามเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม ถือว่ามีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวคือ พระอัลลอฮ์(อัลลอฮฺ) พระองค์ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่ง ทรงก าหนดชะตากรรมของมนุษย์ และสรรพสัตว์ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงเป็นสรรพเดช มีมหิทธิฤทธิ์เหนือกว่าสิ่งใด ไม่มี อะไรอยู่นอกเหนือพระองค์ ศาสนาอิสลามมาจากพระเจ้าและมิได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมนุษย์ มุสลิมทั่วไปถือว่าศาสนาอิสลามได้ปรากฏขึ้นในโลกตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกคือ อาดัม และได้มี วิวัฒนาการทางค าสอนตามวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์โดยผ่านทางศาสดาประกาศต่างๆ จนกระทั่งมาเป็นค าสอนที่สมบูรณ์แบบในสมัยของศาสดานบีมูฮัมมัด ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม หมายถึง ผู้ที่ยอมรับอ านาจสูงสุดของ พระ เจ้าด้วยความสมัครใจ และด าเนินชีวิตตามค าสั่งสอนของพระองค์ส่วนค าว่า นบีหรือ รสูล หมายถึง ผู้ที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้เผยแพร่ค าสั่งสอนของพระองค์ในศาสนาอิสลามไม่มี การบวชเป็นพระหรือสงฆ์ ไม่มีศาสนาจารย์ มีแต่ผู้น าทางศาสนาและมุสลิมทุกคนมีหน้าที่ ศึกษาและเผยแพร่ศาสนาอิสลามตามคัมภีร์หลักของศาสนาอิสลาม คือ คัมภีร์อัลกุรอาน (AlQuran) ซึ่งให้ความรู้ทั้งที่เป็นวิชาการ การด ารงชีวิต และกฏเกณฑ์ความประพฤติ และ บทบัญญัติในศาสนาอิสลามที่มุสลิมทุกคนต้องถือปฏิบัติตาม ประกอบด้วยภาคทฤษฎี คือ หลักศรัทธา ๖ ประการและภาคปฏิบัติคือหลักปฏิบัติ๕ ประการ๖๕ ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในคาบสมุทรอาหรับซึ่งมีสภาพเป็นทะเลทราย ผู้ที่อาศัยอยู่ ในคาบสมุทรนี้คือพวกอาหรับ (เบดูอิน) ที่มีอาชีพเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ชาวอาหรับเหล่านี้พากัน เคารพบูชาภูตผีปีศาจและเทพต่างๆ การด ารงชีวิตของคนเหล่านี้เป็นไปอย่างหยาบช้า มีการ ทะเลาะวิวาทฆ่าฟันและเสพกามารมณ์กันอย่างฟุ่มเฟือย ต่อมาเมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปี มาแล้ว ท่านศาสดานบี มูฮัมมัดซึ่งเป็นชนชาติอาหรับเผ่ากุเรซ ได้ประการค าสอนอันเป็น โองการของพระเจ้าเพื่อให้มนุษย์ได้ด าเนินชีวิตอย่างถูกต้องดีงามที่เรียกว่า ศาสนาอิสลาม๖๖ ศาสนาอิสลามในปัจจุบัน มีผู้นับถือมากเป็นอันดับ ๒ รองจากศาสนาคริสต์ โดย มีศาสนิกกว่า ๙๐๐ ล้านคน ผู้นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศต่างๆ แถบ ตะวันออกกลาง และในทวีปแอฟริกา ส่วนทวีปเอเชียก็มีมากในประเทศปากีสถาน บังคลา เทศ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จ านวนมุสลิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเข้มงวดในสังคม มุสลิมที่ไม่ยอมให้คนในออกแต่ให้คนนอกเข้า อย่างเช่น ห้ามแต่งงานกับคนต่างศาสนา ส่วน ๖๔ ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์, เอกสารการสอนชุดวิชาความเชื่อและศาสนาในสังคมไทย หน่วยที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๙), หน้า ๔๖๘. ๖๕ ภัทรพร สิริกาญจน, ความรู้พื้นฐานทางศาสนา, อ้างแล้ว, หน้า ๘๖. ๖๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๑-๘๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๕ คนต่างศาสนาสามารถแต่งงานกับมุสลิมได้แต่ต้องเปลี่ยนเป็นมุสลิมเสียก่อน ประเทศมุสลิม เหล่านี้จะคอยช่วยเหลือร่วมมือกันในด้านต่างๆ ในเมื่อมีปัญหากับประเทศต่างศาสนา ตลอด ทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติมาก เช่น น้ ามัน แก๊ส และ แร่ธาตุต่างๆ เป็นต้น จนกลายเป็นฐาน เสียงส าคัญบนเวทีโลก แต่ทว่าภายในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเอง ยังขาดความเป็น เอกภาพ ทะเลาะกัน แบ่งแยกเป็นค่าย เป็นนิกายต่างๆ มากมายยิ่งกว่านิกายในศาสนาใด และยังไม่มีองค์กรใดสามารถประสานรอยร้าวนี้ได้ แม้ศาสนาอิสลามจะมีศาสนิกมาก แต่ก็ เป็นการรวมตัวอย่างหลวมๆ เท่านั้น ปัจจุบันโลกก าลังเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและ เทคโนโลยีอีกทั้งอารยธรรมตะวันตกก าลังไหลบ่ามาสู่ประเทศต่างๆ อย่างรุนแรง มีอิทธิพล ส่งผลให้มุสลิมไม่น้อยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนใหม่ คลายความเข้มงวดจากมุสลิม ดั้งเดิม กลายเป็นมุสลิมใหม่มากขึ้นทุกที๖๗ ๓.๕.๑ สาระส าคัญของหลักความเชื่อ/หลักค าสอน ศาสนาอิสลาม ให้ความเคารพในพระเจ้าเหมือนกับคริสต์ศาสนา มีค าสอนส าคัญคือ ๑) คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม : คัมภีร์อัลกุรอาน (Al-Quran) คัมภีร์อัลกุรอานเกิดจากการบันทึกขึ้นมาจากคำบอกเล่าของท่านนบีมูฮัมมัด ซึ่งกล่าวกันว่าได้รับทราบโองการของพระอัลลอฮ์โดยตรงในลักษณะเปิดเผยโองการ (วะฮีย์) หรือโดยผ่านเทวทูตคือท่านญิบรีลบ้าง เพื่อให้ใช้เป็นธรรมนูญในการดำเนินชีวิตของมุสลิม ทั่วโลก มุสลิมทุกคนถือว่า คัมภีร์อัลกุรอานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องแสดงความเคารพ อย่าง เคร่งครัด เพราะทุกตัวอักษรทุกคาเกิดจากการเปิดเผยของพระเจ้า เป็นเทวบัญชาของ พระ เจ้า และเป็นพระวจนะที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ไม่มีใครจะสงสัยดัดแปลงแก้ไขได้ แบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงก่อนการอพยพเป็นเวลา ๑๓ ปีเรียกว่า “มักกียะห์” และช่วงหลังการอพยพเป็นเวลา ๑๐ ปีเรียกว่า “มะดะนียะห์” เมื่อได้รับโองการมาท่านจะ อ่านให้สาวกฟังและให้จดบันทึก ลงบนแผ่นหิน หนังสัตว์กระดาษ กาบอินทผาลัม และวัสดุ อื่นๆ เก็บไว้คัมภีร์อัลกุรอาน มีความหมายทางภาษาว่า “คัมภีร์ที่ถูกอ่าน” มี๓๐ ภาค (ญุซอ์) ๑๑๔ บท (ซูเราะห์) และ ๖,๒๓๖ วรรค (อายะห์) เป็นแนวทางการปฏิบัติส าหรับบุคคลและ สังคม มีค าสอนเกี่ยวกับการท าความดีการด าเนินชีวิตร่วมกัน การแต่งงาน ความตาย อาชีพ การท ามาหากิน รวมทั้งมีเรื่องวิทยาศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคมไว้อย่าง ครบถ้วน ภาษาที่ใช้บันทึกคัมภีร์อัลกุรอาน คือภาษาอาหรับ ข้อความในคัมภีร์เป็นภาษาที่ ไพเราะ มิใช่ร้อยแก้ว และมิใช่ร้อยกรอง แต่ก็มีสัมผัส ในแบบของตัวเอง ปัจจุบันได้มีการแปล คัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก มุสลิมถือว่าทุกค าและทุกตัวอักษรของคัมภีร์อัลกุรอาน มาจากอัลลอฮ์และเป็นความจริงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมนูญส าหรับชีวิต๖๘ ๖๗ ธรรมกาย, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๓๗. ๖๘ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๘-๕๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๖ ๒) หลักการพื้นฐานอิสลาม หลักการพื้นฐานของอิสลามคือ หลักทางด้านศาสนา อันประกอบด้วย ๑) หลัก ศรัทธา (อัรกานุลอีมาน) ๒) หลักปฏิบัติศาสนกิจ (อัรกานุลอิสลาม) และ๓) หลักศีลธรรม (เอี๊ยะห์ซาน) กล่าวคือ (๑) ความศรัทธา (อัลอีมาน) ความศรัทธาในความหมายทั่วไปคือ การที่จิตใจยึด มั่น โดยไม่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกล่าวค ายืนยันในเอกภาพของอัลลอฮ์ และลงมือปฏิบัติในข้อปฏิบัติต่างๆ จึงจะเป็นศรัทธาที่สมบูรณ์ศรัทธานั้นจะต้องเกิดขึ้นด้วย หลักฐานประกอบ จะศรัทธาโดยความงมงายเชื่อตามผู้อื่นบอกไม่ได้หลักฐานประกอบศรัทธา สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือ หลักฐานจากบทบัญญัติ(ดะลีลนักลี) และหลักฐานจาก สติปัญญา (ดะลีลอักลี) (๑.๑) หลักฐานจากบทบัญญัติ(ดะลีลนักลี) คือ โองการจากอัลกุรอาน หรือวจนะ ของท่านศาสดา ซึ่งถือเป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาดที่จะโต้แย้งไม่ได้เป็นบรรทัดฐานอันส าคัญ ส าหรับก าหนดโครงสร้างแห่งศรัทธา การศรัทธาต่อสิ่งอื่นๆ หรือสิ่งต่างๆ อันมีอยู่ นอกเหนือไปจากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึง จ าเป็นต้องยกเลิกความศรัทธาดั้งเดิมก่อนรับอิสลามโดยสิ้นเชิง และสร้างศรัทธาขึ้นมาตาม หลักศรัทธาอิสลามอันตรงกับบทบัญญัติ ระหว่างความศรัทธาทั้งสองจะน ามาผสมผสานให้ กลมกลืนกันไม่ได้ (๑.๒) หลักฐานจากสติปัญญา (ดะลีลอักลี) การเชื่อถือศรัทธา จะต้องมาจากการ ยอมรับของสติปัญญาอีกส่วนหนึ่งด้วย เป็นส่วนประกอบและหลักฐานจากสติปัญญานี้ จะต้องด าเนินสอดคล้องกับหลักฐานจากบทบัญญัติ จะค้านกันหรือขัดแย้งกันไม่ได้เด็ดขาด อาทิเมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงอ านาจสติปัญญาก็จะแสวงหา เหตุผลตามพื้นฐานของปัญญามาประกอบ จนเป็นที่ยอมรับอย่างไม่คลอนแคลนว่าพระองค์ ทรงอ านาจเมื่อหลักฐานจากบทบัญญัติระบุว่าพระผู้เป็นเจ้า ทรงสัพพัญญูสติปัญญาก็จะ แสวงหาเหตุผลจนเป็นที่ยอมรับว่าพระองค์สัพพัญญูโองการจากอัลกุรอานได้บัญญัติให้มนุษย์ ใช้สติปัญญาตรึกตรองและพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลายมากกว่า ๓๐๐ แห่ง ซึ่งสรรพสิ่ง เหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงถึงความมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้า การศรัทธาเป็นเงื่อนไขแรกในการประกอบความดีงาม หากกระท าความดีโดยไม่มี ศรัทธาเป็นพื้นฐาน ความดีนั้นก็จักไร้ผล ความดีที่แสดงออกมาจึงถือเป็นสาขาแห่งศรัทธา แท้จริงแล้วการท าความดีทั้งมวล อิสลามถือเป็นรูปธรรมแห่งศรัทธานั่นเอง ดังนั้น ศรัทธาจึง แตกแขนงออกไปเป็นจ านวนมาก ดังท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ กล่าวไว้ว่า “ความศรัทธามีประมาณ ๖๐ หรือ ๗๐ กว่าสาขา และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการ กล่าว ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ และที่ต่ าที่สุดคือการขจัดสิ่งเดือดร้อนออกจากทางเดิน และ ความละอายเป็นสาขาหนึ่งของความศรัทธา”


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๗ หลักศรัทธา (อัรกานุลอีมาน) มี๖ ประการ ดังต่อไปนี้ ศรัทธาในอัลลอฮ์(ซุบฮานะฮูวะต้าอาลา) ศรัทธาในมะลาอิกะฮ์ ศรัทธาในคัมภีร์ ศรัทธาต่อศาสนทูตหรือศาสดา ศรัทธาในวันสิ้นโลก ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์ (๒) หลักปฏิบัติศาสนกิจ (อัรกานุลอิสลาม)หลักปฏิบัติศาสนกิจ หมายถึง หลัก ศาสนกิจที่อิสลามได้บัญญัติเป็นพื้นฐานแรกส าหรับมุสลิมทุกคนที่จะต้องน ามาปฏิบัติ เป็น องค์ประกอบส าคัญที่สุดของอิสลาม ซึ่งเราเรียกว่า “อัรกานุลอิสลาม” มีประกอบกัน ๕ ประการ คือ ๑) การปฏิญาณตน (ชะฮาดะฮฺ) ๖๙ ๒) การละหมาด ๗๐ ๓) การจ่ายซะกาต๗๑ ๔) การถือศีลอด-ถือบวช๗๒ และ ๕) การประกอบพิธีฮัจย์๗๓ (๓) หลักศีลธรรม (เอี๊ยะห์ซาน) หมายความถึง ความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่ เสมอ อันได้แก่หน้าที่และมารยาทที่ต้องแสดงออก และคุณสมบัติที่ดีทางจิตใจ๗๔ เช่น หน้าที่ ๖๙ ผู้ประสงค์จะเข้าสู่อิสลาม จะต้องกล่าวค าปฏิญาณตนอย่างเปิดเผยและชัดเจน พร้อมทั้ง เลื่อมใสศรัทธาตามที่ตนปฏิญาณและจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติอย่างจริงใจการเป็นมุสลิม มิใช่เพียงการ กล่าวค าปฏิญาณ หรือเพียงแต่ประพฤติตามแบบมุสลิมเท่านั้น หากจะต้องประกอบด้วย ความเลื่อมใส ศรัทธาอย่างแท้จริงด้วย องค์ประกอบแห่งการปฏิญาณจะต้องมีพร้อมทั้ง ๓ ประการ คือ ๑) กล่าว ปฏิญาณด้วยวาจา ๒) เลื่อมใสด้วยจิตใจ และ ๓) ปฏิบัติด้วยร่างกาย ๗๐ คือ การแสดงความเคารพนมัสการต่ออัลลอฮ์ตะอาลา ประกอบด้วย จิตใจ วาจา และ ร่างกายพร้อมกัน มุสลิมจ าเป็นต้องปฏิบัติละหมาดวันละห้าครั้ง คือ ละหมาดดุห์ริในช่วงบ่าย ละหมาดอัศ ริในช่วงเย็นละหมาดมัฆริบ ในช่วงตะวันลับขอบฟ้า ละหมาดอิชาอ์ในช่วงหัวค่ าและละหมาดศุบฮิในช่วง แสงอรุณขึ้น ๗๑ ซะกาต คือ ทรัพย์จ านวนหนึ่งที่ได้ก าหนดไว้เป็นอัตราส่วนจากจ านวนทรัพย์ที่เจ้าของทรัพย์ ได้มาจนครบพิกัดที่ศาสนาได้บัญญัติไว้และน าทรัพย์จ านวนนั้นจ่ายออกไปแก่ผู้มีสิทธิค าว่า “ซะกาต” แปลว่า ความเจริญก้าวหน้า และการขัดเกลาให้สะอาดเนื่องเพราะเมื่อเจ้าของทรัพย์ได้จ่ายซะกาตออกไป เท่ากับเป็นการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดปราศจากกิเลสนานาประการ ๗๒ การถือศีลอดหรือการถือบวช ภาษาอาหรับใช้ค าว่า“อัศเซาม์” หรือ “อัศศิยาม” ความหมาย เดิมหมายถึงการงดเว้น การระงับการหักห้ามตัวเอง ในนิยามศาสนบัญญัติหมายถึง“การงดเว้นสิ่งที่จะท า ให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ ตามศาสนบัญญัติโดยเริ่มตั้งแต่เวลาแสงอรุณขึ้นจวบถึงตะวันตกดิน” ๗๓ การประกอบพิธีฮัจย์ครั้งหนึ่งในชีวิตของมุสลิมที่มีความสามารถพร้อมทั้งทางร่างกายและ ทางการเงินที่จะเดินทางไปท าพิธีที่บัยตุ้ลลอฮ์ได้พิธีฮัจย์เป็นศาสนกิจที่สรุปไว้ซึ่งอุดมการณ์ทางสังคมอย่าง ครบบริบูรณ์ ๗๔ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๕-๖๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๘ ของบุคคลต่อพระเจ้า ๗๕ หน้าที่ของผู้รู้๗๖ หน้าที่ของผู้ไม่รู้๗๗ หน้าที่ของลูก๗๘ หน้าที่ของพ่อแม่๗๙ หน้าที่ของเพื่อน๘๐ หน้าที่ของสามี ๘๑หน้าที่ของภริยา๘๒ หน้าที่ของผู้น า๘๓ หน้าที่ของ ประชาชน๘๔ ๗๕ ต้องระลึกอยู่เสมอว่าตัวเองอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมองเห็นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องท าแต่ความดีมีมารยาท และละเว้นการกระท าที่ผิดต่อบทบัญญัติของพระองค์ ๗๖ ครูและผู้รู้โดยทั่วไปจะต้องส านึกอยู่เสมอว่าความรู้ที่ตนได้มานั้นเป็นไปโดยความเมตตาของ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงประทานให้ดังนั้นจึงต้องเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่นได้รับความรู้นั้นโดยไม่มุ่งหวังอามิส สินจ้างใดๆ ทั้งสิ้น และแนะน าความรู้ไปสร้างสมอ านาจบารมีหรือน าความรู้ไปแข่งขันกับใคร หรือทับถม ผู้รู้อื่นๆ หรือหาประโยชน์อันมิชอบ ๗๗ ผู้ไม่รู้จะต้องศึกษาเพื่อจะได้มีความรู้ความรู้มิได้จ ากัดแต่เฉพาะความรู้ทางด้านสามัญหรือ ศาสนาด้านใดด้านหนึ่งมุสลิมจะต้องเรียนรู้ทั้งสองด้าน จนสามารถน าความรู้ความสามารถไปประพฤติ ทางด้านศาสนาอย่างดีและน าความรู้สามัญหรือวิชาชีพไปประกอบสัมมาอาชีพต่อไป และผู้เรียนรู้ทุกคน จะต้องให้ความเคารพต่อผู้สอนมีความนอบน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ อ่อนโยน และคอยอุปถัมภ์ผู้สอนของ ตนอยู่เสมอ ๗๘ ลูกทุกคนมีหน้าที่ต้องระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ต้องมีความกตัญญูกตเวทิคุณ ต่อท่านทั้งสอง ต้องคิดอุปการะท่านทั้งสอง ไม่ปล่อยให้ท่านทั้งสองต้องเดียวดาย อยู่กับความเหงา และ ต้องปรนนิบัติท่านทั้งสองเป็นอย่างดีที่สุด ๗๙ เมื่อพ่อแม่มีลูกก็ต้องเลี้ยงดูลูกอย่างดีให้การดูแล ให้ความสุข ให้การศึกษา คอยอบรมบ่ม นิสัยให้เป็นคนดีมีมารยาทไม่ปล่อยปละละเลยต่อลูกจนขาดความอบอุ่นทางจิตใจ เตลิดออกไปหาความ สนุกสนานนอกครอบครัว พ่อแม่ต้องสร้างสถาบันครอบครัวให้เป็นความหวังของลูก เป็นสวรรค์ของลูก อย่าท าให้เป็นนรกส าหรับลูก ๘๐ คนทุกคนมีเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานเพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ตลอดจนเพื่อน ร่วมโลก ทุกคนต้องหวังดีต่อกัน มีความประพฤติที่ดีต่อกัน ไม่ดูถูก ไม่เกลียด ไม่อาฆาตแค้นไม่ทับถมหรือ ท าลายใคร ต่างคิดที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ๘๑ ทั้งสามี-ภรรยา จะต้องมีหน้าที่พึงปฏิบัติต่อกันกล่าวคือ สามีต้องรับผิดชอบในด้านการ ปกครองครอบครัวและการหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และสามีจะต้องเป็นที่พึ่งของครอบครัว มีความ ประพฤติที่ดีงามต่อคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่คนในครอบครัวโดยสม่ าเสมอ ไม่ทิ้ง ครอบครัวออกไปหาความสุขนอกบ้าน และต้องตักเตือนและสอนภริยาและคนในครอบครัว ๘๒ ภริยามีหน้าที่ช่วยเหลือสามีในด้านต่างๆ คอยสอดส่องดูแลเป็นก าลังใจให้สามีให้ความสุข แก่สามีและต้องต้อนรับแขกของสามีด้วยมารยาท ด้วยอัชฌาสัยไมตรีด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วย ความจริงใจ ไม่นินทาสามีลับหลัง ไม่บ่นหรือก้าวร้าวสามีหากสามีท าผิดก็เตือนด้วยความหวังดีและครอง สติไม่โมโห ให้เกียรติสามีและอยู่ในโอวาทของสามี ๘๓ ผู้น าทางสังคมในต าแหน่งต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งหรือเลือกตั้งก็ตาม จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้ตาม ด้วยความเมตตา และด้วยความนอบน้อม ไม่ถือตัว พูดจาสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะใช้อ านาจก็ใช้ด้วยความ ยุติธรรม มีความกล้าหาญ และกล้าตัดสินใจ ไม่ลังเล ไม่อ่อนแอ ไม่ขลาดกลัวต้องประพฤติดีพร้อมทั้งเป็น ตัวอย่างที่ดีส าหรับประชาชน ต้องเสียสละทุกสิ่งเพื่อประชาชน


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๙๙ ๓) คุณลักษณะที่ต้องละเว้น ข้อห้ามที่อิสลามได้บัญญัติไว้เป็นสิ่งที่มุสลิมต้องละเว้นอยู่หลายประการ พอสรุป ได้ดังต่อไปนี้๘๕ คุณลักษณะด้านร้ายทางจิตใจซึ่งเมื่อใครมีหัวใจของเขาก็จะมืดบอด เช่น ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง ความตระหนี่ความหลง ความโลภ ความยโส ความล าพอง ความโอ้อวด เป็นต้น ความประพฤติโดยทั่วไป เช่น ความฟุ่มเฟือยในการบริโภค การดูถูกคนอื่น การรังแกผู้อื่น การฉ้อโกง การนินทา ใส่ร้ายส่อเสียด การลักขโมย การปล้น การฉกชิงวิ่งราว การล่วงประเวณี การลักเพศการเลียนแบบหญิงหรือชาย ซ่องเสพกับสัตว์ การพนัน การประกอบอาชีพทุจริต การดื่มสุราและของมึนเมา การกินดอกเบี้ย การบริโภคสุกร สุนัข โลหิตสัตว์ตายเอง สิ่งเซ่นไหว้สัตว์ที่มุสลิมมิได้เชือด คุณลักษณะและความประพฤติที่มีผลต่อการศรัทธา ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้มีผลท าให้ ผู้ประพฤติหรือมีอยู่ต้องสิ้นสภาพอิสลามทันทีเช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์เป็น พระเจ้า การกราบสิ่งอื่นนอกจาก อัลลอฮ์กระท าการอันเป็นการเหยียดหยามต่อพระเจ้า ต่อมะลาอิกะฮ์ต่อศาสนทูต ต่อคัมภีร์ต่อบทบัญญัติทางศาสนา ประวิงการเข้าอิสลามของ ผู้อื่น ใช้ค าพูดกล่าวหามุสลิมว่ามิใช่มุสลิม การเชื่อถือโชค เครื่องรางยันต์ของขลัง เวทมนต์ คาถา ปฏิบัติพิธีกรรมศาสนาอื่น ใช้ค าพูดแสดงไม่เห็นความส าคัญในการปฏิบัติศาสนกิจ ใช้ค าพูดหรือคิดเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ ๓.๕.๒ การน าหลักความเชื่อ/หลักค าสอนของศาสนามาใช้ทางจิตวิทยา ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการสร้างสุขภาพจิตของครอบครัวตามแนวคิดของศาสนา สลามที่มีมุมมองว่าครอบครัวเป็นรากฐานของสังคม กล่าวคือ ปัญหาที่ส าคัญส่วนใหญ่อันเป็น ความทุกข์ของสังคมนั้นมาจาก ความยากจน ขณะที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า “จงให้พวกเจ้า แต่งงานกับผู้เป็นโสดในหมู่พวกเจ้า และกับคนดีๆ จากปวงบ่าวผู้ชายของพวกเจ้า และบ่าว ผู้หญิงของพวกเจ้า หากพวกเขายากจน อัลลอฮฺ ทรงให้พวกเขาร่ ารวยขึ้นจากความโปรด ปรานของพระองค์ อัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงไพบูลย์ ผู้ทรงรอบรู้” ๘๖ การดูแลจัดการทุกภารกิจ ๘๔ ประชาชนในฐานะผู้ตามจะต้องเคารพผู้น า กฎต่างๆ ที่ออกมาโดยชอบธรรม ประชาชนต้อง ปฏิบัติโดยเคร่งครัดผู้ตามจะคิดกระด้างกระเดื่องไม่ได้แต่ก็กล้าหาญที่จะเตือนผู้น าเมื่อผู้น าท าผิดหรือออก กฎหมายโดยไม่ชอบธรรม ให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่ดีรักษาและปกป้องเกียรติยศของผู้น าที่มีคุณธรรม ไม่ละเมิดต่อสิทธิ์ของผู้น าและสิทธิของประชาชนด้วยกัน ๘๕ อิมรอน บิยูซุฟ และ อลีย์ บิน อิบรอฮีม, คู่มือศาสนาอิสลาม, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ออฟเซ็ท เพรส จากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๐๘-๑๐๙. ๘๖ ด้วยพระนามแห่งอัลลอหฺ พระผู้ทรงเมตตายิ่ง พระผู้ทรงปรานียิ่ง (๒๔ : ๓๒) “….และพวก เธอจงจัดการสมรสให้แก่ผู้เป็นโสดในหมู่พวกเธอ และคนดีๆ จากเหล่าทาสของพวกเธอ และเหล่าทาสีของ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๐ ภายในครอบครัวอย่างดี การระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว และการไม่ฟุ่มเฟือยหรือ สุรุ่ยสุร่าย จะช่วยจัดการให้ชีวิตมีความสมดุลซึ่งในทีสุดแล้วจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตของ ครอบครัวให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การอบรมจริยธรรมและสุขภาพจิตของครอบครัว เท่ากับเป็น การสร้างบรรยากาศเพื่อโน้มน าไปสู่การเติบโตและความผาสุก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม คุณสมบัติและความประพฤติอันดีงาม พร้อมกับเป็นการขจัดมารยาทที่ไม่ดี ซึ่งไม่นับว่าเป็น จริยธรรมของมนุษย์ให้หมดไปอีกด้วย คุณสมบัติที่ดีภายในครอบครัว เช่น ความรัก มิตรภาพ การให้ และการอภัย และคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายอันเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น สิ่ง เหล่านี้จ าเป็นต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในครอบครัว ขณะเดียวกันต้องละทิ้ง คุณสมบัติไม่ดี ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นให้หมดสิ้น และสิ่งดีที่สุดส าหรับการอบรมสั่ง สอนจริยธรรมคือ การพิจารณาดูจากตัวอย่างในคุณสมบัติอันดีงามของมารยาท เช่น เรื่อง การอภัย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีความเห็นแก่ตัว และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ถ้าบุคคลใดปราศจากศักยภาพข้างต้น มารยาทเหล่านี้ก็จะไม่เกิดกับเขาอย่างแน่นอน ด้วย เหตุนี้ ถ้าบุคคลหนึ่งเป็นคนใจกว้าง และมองการณ์ไกลเขาก็จะปฏิเสธเรื่องการอาฆาตมาด แค้น และอภัยในความผิดพลาดของบุคคลอื่นได้ โดยจะเกิดผลดีต่อบุคคลที่ให้อภัยผู้อื่น ดังนี้ ๑) สามารถควบคุมจิตของตนได้๒) สามารถรักษาความสัมพันธ์อันมั่นคงระหว่าง มนุษย์ให้ด ารงสืบต่อไป ๓) จะได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า และ ๔) จะกลายเป็น แบบอย่างส าหรับคนอื่น เด็กและวัยรุ่นที่มีมารยาทอ่อนโยนและมีความประณีตจะได้รับการ ยอมรับจากสังคม ฉะนั้น มารยาทอันดีงามและการอภัยคือ การเยียวยารักษาสุขภาพจิตของ เด็กในวัยนี้ได้ดีที่สุดและเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยเขาให้รอดพ้นจากบ่วงของชัยฎอน๘๗ ได้ มากที่สุด ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “….การที่ชายอยู่เคียงข้างครอบครัวเป็นที่รักยิ่ง ณ พวกเธอ หากพวกเขายากจน อัลลอหฺจะทรงให้พวกเขาร่ ารวยขึ้นจากความโปรดปรานของพระองค์ และอัลลอหฺคือพระผู้ทรงไพบูลย์ พระผู้ทรงรอบรู้…” ดูรายละเอียดใน ซูเราะหฺอันนูร (บท รัศมี), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikisource.org/wiki/.[๗ เมษายน ๒๕๕๗]. ๘๗ ชัยฏอน หรือ อิบลีส ตามคติความเชื่อในศาสนาอิสลามแล้ว เป็นนามของญิน (เป็นสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่ง ที่มีระบุในอัลกุรอาน) ตนหนึ่งที่หลอกลวงให้อาดัมและเฮาวาอ์ภรรยา ต้องออกจากสวนสวรรค์ และสาบานว่าจะตามล้างตามผลาญลูกหลานมนุษย์จนถึงวันโลกาวินาศ ในไบเบิลเรียกว่า ซาตาน ชัยฏอน อาจจะหมายถึง มารร้ายตนอื่นๆ ที่เป็นพรรคพวกของอิบลีสก็ได้ค าว่า "ซาตาน" ในภาษายุโรปเป็นค าที่ยืม มาจากค าว่า "ชัยฏอน" ในภาษาอาหรับ ดูรายละเอียดใน ญิน - วิกิพีเดีย [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%.[๗ เมษายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๓ ทฤษฎีจิตวิทยาแนวตะวันออก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๑๐๑ อัลลอฮฺ มากยิ่งกว่าการอิอฺติกาฟในมัสญิดของฉัน….” (อิอฺติกาฟ หมายถึง การฝึกสมาธิ หรือ การบริกรรมทางจิต)๘๘ สรุปแนวคิดจิตวิทยาแนวศาสนาอิสลาม มีหลักการพื้นฐานคือ หลักทางด้าน ศาสนา อันประกอบด้วยหลักศรัทธา หลักปฏิบัติศาสนกิจ และหลักศีลธรรม ซึ่งบุคคลจะ ยึดถือเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจ จิตวิญญาณ และการก าหนดเป้าหมายชีวิตของตนเอง โดยค านึงว่า มนุษย์เป็นส่วนของจักรวาล หน้าที่ประการแรกขององค์กรในสังคมอิสลามคือ การจัดเตรียมสภาพที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่แก่ทุกปัจเจกบุคคล ในฐานะเป็นบ่าว ของอัลลอฮบนแผ่นดินนี้ เปิดโอกาสให้บุคคลได้ปฏิบัติตาม หลักการของอัลลอฮ ทุกค าพูด และการกระท า กิจกรรมการงานและความสัมพันธ์กับคนหมู่มากจะสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ และหลักการที่อัลลอฮฺทรงก าหนดไว้ในฐานะเป็นวินัยของการด าเนินชีวิตของมุสลิม เริ่มต้น จากสถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐาน เมื่อวิถีชีวิตดังกล่าวได้รับการยึดถือโดยสังคมแล้ว จะท าให้ เกิดองค์การทางการบริหารต่างๆ ที่มีสมาชิกองค์กร อันประกอบไปด้วยผู้บริหาร ผู้ปกครองที่ มีความศรัทธา มีความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริต การปฏิบัติตามค าสั่งของอัลลอฮฺทุก ประการ และละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม กิจการงานทุกอย่างจะด าเนินไปด้วยความเป็น ระเบียบเรียบร้อย ยุติธรรม สมดุล และสอดคล้องกับความต้องการของสังคมอิสลามและค า สอนของอัลลอฮฺผู้ปกครองอิสลามมีหน้าที่ในการปกครองสิทธิต่างๆ ของปัจเจกบุคคลให้พ้น จากการล่วงละเมิดหรือถูกกระท าอธรรม รวมทั้งการให้เกียรติต่อคุณค่าการเป็นมนุษย์๘๙ ๓.๖ แนวคิดจิตวิทยาของศาสนาซิกข์ ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม หมายถึง ศาสนาของผู้เชื่อถือยึดมั่นใน ความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นเอกเพียงพระองค์เดียว เป็นศาสนาที่เน้นในหลัก ของการปฏิบัติเป็นศาสนาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธาการมองโลกในแง่ดีอย่างมีความหวัง ด้วยเหตุและผล สนับสนุนด้วยปรัชญาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์ศาสนาซิกข์แนะ แนวแห่งการด ารงชีวิตอย่างมี คุณค่าในรูปของฆราวาส ผู้ครองเรือนเป็นหลักและการอุทิศตน ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม รับใช้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันโดยไม่ถือรังเกียจเชื้อ ชาติศาสนา วรรณะ และภาษา ประมาณ ๒,๐๐๐ ปีหลังจากที่ศาสนาเชนประดิษฐานตั้งมั่น ในประเทศอินเดียและอยู่ในยุคที่ประเทศอินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์โมกุลซึ่ง ๘๘ สุขภาพจิตสมบูรณ์ของครอบครัว, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.taqrib.info /thai/index.php?option=com_content&view=article&id=83%3A1388-08-11-21-21-26&catid =34%3A1388-07-04-07-30-30&Itemid=154. [๕ เมษายน ๒๕๕๗]. ๘๙ อะหมัด อิบรอฮิม อบูซิน, การบริหารจัดการในอิสลาม, แปลโดย ฮาเร๊ะ เจ๊ะโด. สงขลา : ไอคิวมีเดีย, ๒๕๕๓), หน้า ๔๖.


Click to View FlipBook Version