The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narathip3, 2024-06-28 01:25:50

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

จิตวิทยาในพระไตรปิฎก1

เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๒ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. วรรณคดีบาลี. กรุงเทพมหานคร : กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐ จ าลอง ดิษยวณิช. จิตวิทยาของความดับทุกข์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, เชียงใหม่ : กลางเวียงการ พิมพ์, ๒๕๔๔. บุณมีเมธางกูร. ความมหัศจรรย์ของจิต. กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๕. บรรจบ บรรณรุจิ. จิต มโน วิญาณ. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ไร่เรือน สมาธิ, ๒๕๓๓. พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธศาสนากับพุทธปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊ฟ, ๒๕๓๓. พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). สถานการณ์พุทธศาสนา : พลิกสถานะเป็นพัฒนา. พิมพ์ครั้ง ที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๘. ________. พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๕, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๑. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้ง ที่ ๑๘, นนทบุรี: เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, ๒๕๕๓. ________. นรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก. พิมพ์ครั้งที่ ๙, กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ที่ บริษัท พิมพ์สวยจ ากัด, ๒๕๔๗ พระสัทธัมโชติกะ สัมมาจริยะ. ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฏีกา. กรุงเทพมหานคร : ทิพย์วิสุทธิ์, ๒๕๓๔. พุทธทาสภิกขุ. จิตวิทยากับพระพุทธศาสตร์และจิตวิทยาในพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ์, ๒๕๓๑. ________. ศิลปะการด าเนินชีวิต (เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม), พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๔๓.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๓ ทะไลลามะ. มรรควิธีแห่งการฝึกตน : หนทางเข้าถึงชีวิตที่เปี่ยมความหมาย (How to Practice : The Way to a Meaningful Life). (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สวนเงินมีมา, ๒๕๔๕). มหาจุฬาฯวิชาการ. ปรัชญาบูรพทิศ. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ, ๒๕๓๒. มหามกุฎราชวิทยาลัย. พระอภิธรรมปิฏก เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑ ธรรมสังคณีและอรรถกถา. ๒๕๒๕. ระวี ภาวิไล. อภิธรรมส าหรับคนรุ่นใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๘. วินัย อ.ศิวะกุล. ทฤษฎีพุทธจิตวิทยา. สถาบันพุทธวิทยาศาสตร์ประยุกต์อภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพนฯ. วัชระ งามจิตรเจริญ. พุทธศาสนาเถรวาท. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. วิจิตร เกิดวิศิษฐ์. คนในทรรศนะของพุทธศาสนา อิสลาม และคริสตศาสนา. โดย เสรี พงศ์พิศ และคณะ, กรุงเทพมหานคร : สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทย, ๒๕๒๔. วารีญา ภวภูตานนท์ณ มหาสารคาม. จิตวิทยาพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส านักพิมพ์ชีวาภิวัฒน์, ๒๕๔๗. แสง จันทร์งาม. ปรากฏการณ์ทางจิต. กรุงเทพมหานคร : บรรณาคาร, ๒๕๒๔. สุนทร ณ รังษี. พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓. (๒) วิทยานิพนธ์/บทความทางวิชาการ : นัตติมา ชูดวงแก้ว. “การศึกษาเปรียบเทียบเจตสิกธรรมในพระอภิธรรมปิกฎกับพระสุต ตันตปิกฎ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตมหาวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕. แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม. “วิเคราะห์ความหมายและขอบเขตเรื่องธาตุในพระไตรปิฎก”, สารนิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โสภณ ศรีกฤษดาพร. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ความคิดเรื่องกายและจิตในพุทธปรัชญา”, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗. อรทัย มีแสง. “ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชาพระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๔ (๔) สื่ออิเล็กทรอนิกส์: ความหมายของจิต มโน หรือวิญญาณ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut. com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/33.html. (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗) การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันตก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baan jomyut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/34.html. (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗) วิกิพีเดีย, อัตถิภาวนิยม, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/อัตถิภาว นิยม [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology), [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www. philospedia.net/phenomenology.html [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. พริ้มเพรา ดิษยวณิช. จิตพยาธิวิทยาและภาวะปกติ(Psychopathology and Normality). [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.chamlongclinic psych. com/powerpoint/psychopatho.files/frame.htm. [๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. จิต (ศาสนาพุทธ)-วิกิพีเดีย.[ออนไลน์] แหล่งที่มา. http://www.th.wikipedia.org/ wiki/% [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. การนิยามความหมายของฝ่ายตะวันออก, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/35.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗). ธรรมชาติของจิต มโน หรือวิญญาณ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/library_2/extension-3/history_of_philosophy/36.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ธีรวัส บ าเพ็ญบุญบารมี. จิตมนุษย์: สภาวธรรม. หน้า ๓. ในบทที่ ๒ ลักษณะและ ความหมายของจิต และ เจตสิก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : www.sriprawat. net/22p.pdf. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. แนวคิดเกี่ยวกับจิต: จิต: พลังจิต: วิถีจิต: วิญญาณ: ใจ: ความคิด: [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.abhidhamonline.org/thesis/thesis2.files/thesis2.htm. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. สภาพจิตตามการแบ่งของนักจิตวิทยาและศาสนา. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. tteen.net/view.php?time=20040601151541. [๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต (Relation between Body and Mind). [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension3/history_of_philosophy/39.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๖ จิตและเจตสิกในพระไตรปิฎก Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๕ มิลินทปัญหา - ธรรมะไทย.ปัญหาที่ ๘ ถามเรื่องนามรูป. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.dhammathai.org/milin/milin07.php?#8. [๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. บทที่ ๙ – มโนทวารวิถี. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://prapitum.mbu.ac.th/ phrarpitum/apitum9-1-2-2.html. [๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. บทที่ ๓ เจตสิก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http:// - ram e-learning e-book.ram.edu/ebook/p/PY/5(50)212PY.3-212pdf. (๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. พระครูปลัดมารุต วรมงฺคโล, ผศ.ดร. (๒๕๕๖) บทความวิจัย ''การศึกษาวิเคราะห์พุทธ จิตวิทยาในพระไตรปิฎก'', [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.mcu.ac.th/ site/articlecontent_desc.php?article_id=1571&articlegroup_id=291 [๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. Download Oxford Advanced Learner's Dictionary 8th Editi. [Online]. Frome : http://kickass.to/oxford-advanced-learner-s-dictionary-8thedition-crack-chilloutdude-t6423885.html. [17 May 2014]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : David Fontana, Psychology, Religion, and Spirituality, (Oxford : A BPS Blackwell book, 2003. Ken Wilber. The Eye of Spirit : An Integral Vision For A World Gone Slightly Mad. third Edition Expanded, Boston : Shambhala, 2001. William Morris (Editor). Heritage Illustrated Dictionary of the English Language (2 Volume Set) Hardcover – International Edition, January 2, 1980. Radmila Moacanin. Jung’s Psychology and Tibetan Buddhism : Western and EasternPaths to the Heart. London : Wisdom Publications, 1986. (II) Thesis/Articles : Jess Peter Koffman. “Non-Self from the Perspectives of Eckhart Tolle and Buddhadasa Bhikkhu”, Thesis for Master of Arts (Buddhist Studies), Bangkok : Mahachulalongkornrajavidyalaya Press, 2009.


บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ (Development of Human Needs) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความหมายของพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ได้ ๒. บอกจุดมุ่งหมายและความส าคัญของพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ได้ ๓. บอกแนวคิดพัฒนาการด้านความต้องการของของมนุษย์ในทัศนะพุทธศาสนา และทัศนะตะวันตกได้ ๔. วิเคราะห์เปรียบเทียบพัฒนาการด้านความต้องการของของมนุษย์ในทัศนะ พระพุทธศาสนา และทัศนะตะวันตกได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความน า ความหมายของพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ จุดมุ่งหมายของพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ แนวคิดพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ในทัศนะพระพุทธศาสนา แนวคิดพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ในทัศนะตะวันตก การเปรียบเทียบพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ในทัศนะพระพุทธศาสนา และทัศนะตะวันตก


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๗ ๗.๑ ความน า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐเพราะมีภาวะของความเป็นเวไนยสัตว์ กล่าวคือโดย ธรรมชาติที่เป็นธาตุแท้ของมนุษย์แล้ว เป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในประเภทที่สามารถแนะน า ฝึกฝน อบรมได้ผ่านกระบวนการของการศึกษามากกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ ความแตกต่างที่มนุษย์มี จากสัตว์ประเภทอื่นๆ ตรงที่สามารถแนะน าฝึกฝนพัฒนาตนได้นี้เองที่เรียก เป็นความ ประเสริฐของมนุษย์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงค าสอนให้เห็นว่า ธรรมชาติของ มนุษย์มีทั้งดีและชั่วติดตัวมาแต่ชาติก่อน ๑ มนุษย์ตามที่นักปราชญ์จ าแนกไว้มีหลายประเภท๒ โดยแบ่งตามคุณธรรมจริยธรรมที่มีอยู่ในจิตใจและการประพฤติปฏิบัติตน ได้แก่ วิญญูชน๓ ปัญญาชน๔ กัลยาณชน๕ กัลยาณปุถุชน๖ ปุถุชน๗ พาลชน ๘ อันธพาลชน๙ และ เปตชน๑๐ หลักธรรมค าสอนในทางพระพุทธศาสนา เป็นธรรมที่พึงศึกษาด้วยการน ามาพิจารณาในใจ โดยตั้งต้นตั้งแต่ตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียน ตั้งใจพิจารณา จับเหตุจับผล จ าแนกเหตุ จ าแนกผล จ าแนกข้อที่เป็นสาระและมิใช่สาระ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง เมื่อตั้งใจศึกษาพิจารณาจน เห็นชัดด้วยสติปัญญาของตนแล้ว ก็เลือกเฟ้นปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม คือข้อใดพึงละก็ ละ ข้อใดพึงปฏิบัติก็ปฏิบัติข้อใดพึงปฏิบัติก่อนก็ปฏิบัติก่อน ข้อใดพึงปฏิบัติหลังก็ปฏิบัติหลัง ๑ วศิน อินทสระ, พุทธจริยศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : ทองกวาว, ๒๕๔๑), หน้า ๘๑. ๒ บุญมี ปาละวงศ์(๒๕๓๗: ๙๙-๑๐๐), อ้างใน ธรรมชาติ คุณธรรม จริยธรรม, หน้าบ้านจอม ยุทธ, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com. [๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๓ มนุษย์ผู้รับผิดชอบตามปรกติเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยปัญญา หลุดพ้นจากกิเลส มีความคิด ระลึกได้ตลอดเวลาทั้งก่อนท า ก่อนพูด จัดบุคคลประเภทนี้เป็นอริยชน เป็นผู้ประเสริฐโดยแท้. ๔ บุคคลได้ศึกษาวิชาการต่างๆ ทางคดีโลก เช่น นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ เป็นต้น แต่อาจมี ความบกพร่องทางคดีธรรมคือไม่มีความอายแก่ใจในการท าความชั่ว ไม่เกรงกลัวผลของความชั่วหรือเห็น ผิดเป็นชอบ นิยมวัตถุมากกว่าการแสวงหาคุณธรรม. ๕ บุคคลผู้มีคุณธรรมจริยธรรมดีงาม มีจิตใจดีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณา รู้บาปบุญคุณโทษ พวกนี้ไม่ค่อยค านึงถึงวัตถุมากนัก แต่ค านึงถึงความดีทางด้านจิตใจ. ๖ บุคคลธรรมดา เป็นผู้มากด้วยกิเลสตัณหา แต่ยังรู้ดีรู้ชั่ว รู้บาปบุญคุณโทษอยู่ เห็นคุณค่าทาง วัตถุและจิตใจเท่าๆ กัน มีความส านึกและรับผิดชอบต่อการกระท าของตนเอง. ๗ บุคคลผู้หนาด้วยกิเลสตัณหา ติดอยู่ในความอยากความปรารถนาในรูป เสียง กลิ่นรส สัมผัส ยังมีอวิชชาครอบง า ยึดมั่นในตัวตน ยึดถือเรา ถือเขา มีทิฏฐิมานะ. ๘ คนชั่วร้าย คนเกเร คนไร้สติปัญญาไม่มีเหตุผล ไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว ไม่รู้ถูกรู้ผิด ชอบเกะกะระราน รังแกผู้อื่น. ๙ คนชั่วร้าย โง่เขลาเบาปัญญา ชอบรังแกผู้อื่นทั้งต่อหน้าและหลับหลัง รวมกลุ่มกันเป็นแก็งค์ ชอบก่อกวนสร้างปัญหาให้สังคม. ๑๐ คนที่มีลักษณะคล้ายเปรตหรือคนไม่สมประกอบ อาศัยคนอื่นพอประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ ช่วยตัวเองไม่ได้ มีความทุกข์ ความเดือดร้อนอยู่เป็นนิจ ทั้งกายและใจ.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๘ การศึกษาและการปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ดังนี้ย่อมน ามาซึ่งสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ ความเห็นตรง น าให้ได้ความเลื่อมใส ที่ไม่หวั่นไหวในพระธรรม และน าให้เข้ามาสู่สัทธรรมใน พระพุทธศาสนา ๑๑ พุทธปรัชญาถือว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลง ไปก็เพราะเหตุปัจจัย และแตกสลายท าลายไปก็เพราะเหตุปัจจัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการ ของบุคคลที่ต้องการจะให้เป็น หรือจากอ านาจของสิ่งเหนือธรรมชาติหรือมันเป็นไปเองอย่าง บังเอิญ อนึ่ง ถ้าจะสืบสาวถึงที่มาของเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลายต่อไป อาจสรุปลงได้เป็น ค าตอบเดียวคือกรรม หรือกฎแห่งกรรม๑๒ ซึ่งเป็นผลมาจากกามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหานั่นเอง ความอยากเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การก าหนดรู้ต่อสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น และฝึกฝนที่จะควบคุมตนเองไม่ให้ตกเป็นทาสของความอยากที่มีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและ เป็นต้นเหตุให้มนุษย์ต้องตกอยู่ในวงเวียนสังสารวัฏนั้นเป็นถือเป็นจุดหมายเริ่มต้นแห่งมรรค วิธีการประพฤติปฏิบัติตนสู่จุดหมายปลายทางอันประเสริฐ พุทธปรัชญาถือว่า “วิธีรู้หรือ ปัญญาความรู้เกิดจากการท างานร่วมกันของกายและจิต (ตรงตามทัศนะทางอภิปรัชญาที่ว่า มนุษย์มีความจริงพื้นฐาน ๒ อย่าง คือ กายและจิต) แม้ว่ากายและจิตเป็นคนละอย่างก็ตาม แต่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ต่างอาศัยกันและกันเป็นไป ต่างค้ าจุนกันไว้ ในวิสุทธิมรรค ท่านอุปมาว่า เหมือนไม้อ้อ ๒ ก า ที่เขาตั้งพิงกันไว้ทั้งสองต่างก็ตั้งอยู่ในฐานะ ที่เจือจุนกันอยู่ค้ ากันไว้ตลอดเวลา ถ้าไม้อ้อก าหนึ่งล้ม อีกก าก็จะพลอยล้มไปด้วย กายกับจิต ก็มีนัยเช่นเดียวกัน คือต่างก็เป็นปัจจัยของกันและกัน กายเป็นปัจจัยให้แก่จิต จิตเป็นปัจจัย ให้แก่กาย ท าให้เกิดกระบวนการรับรู้และกระบวนการของชีวิตขึ้นมา” ๑๓ เนื้อหาในบทนี้จะกล่าวถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในทัศนะทางตะวันตก เปรียบเทียบกับทัศนะทางพระพุทธศาสนา เพื ่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมองเห็น ทัศนะของทั้งสองซีกโลกและเกิดภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ๗.๒ ความหมายของพัฒนาการมนุษย์ นักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของค าว่า พัฒนาการ (development) ดังนี้ ๑๑ พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช, [ออนไลน์] แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-2/ethics/04.html.[๑๙ กันยายน ๒๕๕๗]. ๑๒ คณะกรรมการแผนกต ารามหามกุฎราชวิทยาลัย, พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑, ยมก วรรควรรณา, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๗), หน้า ๑๒๔. ๑๓ บุญมีแท่นแก้ว, จริยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๕๙ พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ความหมายค าว่า พัฒนาการ หมายถึง การท าความเจริญ, การเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญขึ้น, การคลี่คลายไป ในทางที่ดี๑๔ พัฒนาการ (development) ล าดับ หรือกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง ในด้านต่างๆ ของมนุษย์ทุกส่วนที่ต่อเนื่องกันไปตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้ จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เป็นขั้นๆ จากระยะหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งเพื่อที่จะไปสู่วุฒิภาวะ ท าให้มี ลักษณะและความสามารถใหม่ๆ เกิดขึ้น๑๕ สุชา จันทร์เอม๑๖ กล่าวว่าพัฒนาการ หมายถึง ล าดับของการเปลี่ยนแปลง หรือ กระบวนการเปลี่ยนแปลง (process of change) ของมนุษย์ทุกส่วนที่ต่อเนื่องกันไปใน ระยะเวลาหนึ่งๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เป็น ขั้นๆ จากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งเพื่อที่จะไปสู่วุฒิภาวะ ท าให้มีลักษณะและ ความสามารถใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีผลท าให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นตามล าดับ ศรีเรือน แก้วกังวาล๑๗ กล่าวว่าพัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่าง สม่ าเสมอและต่อเนื่องทั้งที่สังเกตได้ง่าย ชัดเจน และมองเห็นได้ยาก ไม่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่ม ปฏิสนธิจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต๑๘ ให้ค าจ ากัดความของพัฒนาการว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน มีขั้นตอน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเจริญเติบโตงอก งามและถดถอย และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลรวมของวุฒิภาวะและประสบการณ์ กฤษณา ศักดิ์ศรี๑๙ กล่าวว่า ความต้องการเป็นการขาดสมดุลของคนจึงเกิดการจูง ใจให้ปรับภาวะเข้าสู่ดุลยภาพ ทรงพล ภูมิพัฒน์๒๐ กล่าวว่า ความต้องการ คือ ภาวะที่ขาดแคลนของบุคคลในสิ่ง ที่จ าเป็นเพื่อการด ารงชีวิตให้อยู่รอด ๑๔ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖), หน้า ๘๒๗. ๑๕ กัลยา นาคเพ็ชร์, จุไร อภัยจิรรรัตน์ และ สมพิศ ใยอุ่น, จิตวิทยาพัฒนาการส าหรับ พยาบาล, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทส านักพิมพ์สุภา จ ากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๒. ๑๖ สุชา จันทน์เอม, จิตวิทยาพัฒนาการ, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนา พานิช, ๒๕๔๐), หน้า ๑. ๑๗ ศรีเรือน แก้วกังวาล, จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย, พิมพ์ครั้งที่ ๘, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๒๑. ๑๘ ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต,จิตวิทยาพัฒนาการล าหรับพยาบาล, (สงขลา : ซานเมืองการพิมพ์, ๒๕๔๑), หน้า ๑. ๑๙ กฤษณา ศักดิ์ศรี, มนุษยสัมพันธ์, (กรุงเทพมหานคร : อักษรวิทยา, ๒๕๓๔), หน้า ๑๖๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๐ นิพนธ์ คันธเสรี๒๑ ให้ความหมายความต้องการ หมายถึง สิ่งจูงใจ หรือผลักดันให้ เกิดการอยากได้ อยากมีอยากเป็น และในที่สุดเกิดการกระท า หรือพฤติกรรมขึ้น มาสโลว์ (Abraham Maslow) กล่าวว่า ความต้องการของมนุษย์ (Human needs) หมายถึง ความอยากได้ความปรารถนา หรือภาวะที่บุคคลยังขาด หรือไม่มีสิ่งใด สิ่งหนึ่งและต้องการที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น๒๒ จากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า พัฒนาการเป็นกระบวนการพัฒนาของมนุษย์ใน ทุกๆ ด้านของชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิตจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในลักษณะของการเจริญงอกงามและการถดถอย ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งน าไปสู่ความมีวุฒิภาวะ ๗.๓ จุดมุ่งหมายของพัฒนาการมนุษย์ จุดมุ่งหมายของการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์๒๓ ๗.๓.๑ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ ที่จะเข้าใจลักษณะของพัฒนาการในระยะเวลาต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร และจะมีส่วนช่วยในการแก้ไขและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ตามความเหมาะสม ของแต่ละอายุ เพราะว่า การที่จะเข้าใจลักษณะต่างๆ ได้นั้น จะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เข้าช่วย เช่น ประสบการณ์ในชีวิต การได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับบุคคลต่างๆ เป็นต้น ๗.๓.๒ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้กล่าวคือจะได้ศึกษาเพื่อเตรียมปรับตัวว่า เมื่อ พบความยากล าบากของการพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น ในวัยชรา คนชราจะได้รับอิทธิพลและปัญหาต่างๆ หล่อหลอมบุคลิกภาพ ความรู้สึกนึกคิดมา ตั้งแต่แรกเกิด ก็จะสามารถปรับตัวได้ ซึ่งประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับนั้นจะแตกต่างกัน ออกไป สิ่งส าคัญยิ่ง คือประสบการณ์ของแต่ละคนจะเป็นตัวหล่อหลอมให้บุคคลนั้นมี บุคลิกภาพและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน โดยจะไม่เหมือนบุคคลอื่นๆ ซึ่งจัดว่า การที่ บุคคลมีการยอมรับและเข้าใจตนเอง (Self- actualization) นั้นย่อมมีความแตกต่างกัน ๒๐ ทรงพล ภูมิพัฒน์, จิตวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศรีปทุม, ๒๕๔๐), หน้า ๑๐๓. ๒๑ นิพนธ์ คันธเสวี, มนุษยสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๘), หน้า ๗๑. ๒๒ เนตรนภา เดชหัสดิน, “บุคลิกภาพ ความต้องการตามแนวคิดของ Maslow บรรยากาศ องค์การ กับพฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลประจ าการโรงพยาบาลศิริราช”, วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๓), หน้า ๗ ๒๓ ความหมายของพัฒนาการ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjom yut.com/ library_2/extension-1/concepts_of_developmental_psychology/01_1.html [๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๑ ๗.๔ แนวคิดพัฒนาการของมนุษย์ในทัศนะพระพุทธศาสนา ๗.๔.๑ ความหมายของมนุษย์ มนุษย์ มาจากภาษาสันสกฤต “มนุษย”ภาษาบาลีใช้ค าว่า มนุสส ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ค านิยามว่า สัตว์รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีจิตใจสูง๒๔ และนอกจากนี้ ยังมีความหมายจากคัมภีร์สัททนีติธาตุปปทีปิกา ให้ความหมายศัพท์ไว้ว่า “มนุโน อปจจ มนุสสโส : ผู้เป็นเหล่ากอของพระมนูชื่อว่ามนุษย์ยถาพล อตตโน หิต มนุเตติมนุสโส : ผู้รู้จัก ประโยชน์ของตนตามก าลังชื่อว่ามนุษย์มนุสส อสสนนตตา วา มนุสโส : ที่ชื่อว่ามนุษย์เพราะ ใจสูง อภิธานัปปทีปิกาสูจิได้วิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า การณการณ มญญตีตติแปลว่า ผู้ที่รู้เหตุ และใช่เหตุชื่อว่ามนุษย์” จากการวิเคราะห์ศัพท์ดังกล่าว เราจะพบว่า มนุษย์ในความหมายนี้ไม่ใช่แค่รูปกาย เป็นมนุษย์แต่ธรรมชาติมนุษย์ตามพุทธปรัชญาจะต้องประกอบด้วยใจที่มีความรู้ส านึกคิด ตลอดทั้งสามารถฝึกหัดได้ ซึ่งมนุษย์ในความหมายทางพระพุทธศาสนามีความหมายสองนัย คือมนุษย์ในทัศนะของสมมติสัจจะ และ มนุษย์ในทัศนะปรมัตถสัจจะ๒๕ ดังนี้ ๑) มนุษย์ในทัศนะของสมมติสัจจะ ในแง่ของสมมติสัจจะ หรือแง่ของความเป็น จริงในขั้นที่สมมติขึ้นเรียกใช้กัน มนุษย์อาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตามแต่จะสมมติขึ้นเรียก เช่น คน ผู้หญิง ผู้ชาย เด็กผู้ใหญ่หนุ่ม สาว ชรา คฤหัสถ์บรรพชิต ศักดิ์ต่ า ศักดิ์สูง นายด า นายขาว ไทยและจีน เป็นต้น ๒) มนุษย์ในทัศนะปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะ หรือความจริงขั้นปรมัตถ์นั้น เป็น ความจริงขั้นสูง เป็นความจริงตามสภาวธรรม ซึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่อย่างนั้นตามอ านาจของเหตุ ปัจจัย เป็นความจริงที่ทรงไว้เพียงกิริยาอาการเท่านั้น ไม่มีบุคคล ตัวตน คน สัตว์หรือ รูปพรรณสัณฐานใดๆ เป็นที่ก าหนด มนุษย์ตามแง่ของปรมัตถสัจจะนี้พุทธปรัชญาได้วิเคราะห์ โดยนัยต่างๆ ดังนี้ ๒.๑) มนุษย์ในความหมายที่มองรวมลงเป็นแง่เดียวพุทธปรัชญาถือว่า มนุษย์เป็น ธรรมชาติอย่างหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า มนุษย์หรือชีวิตนั้นเป็นเพียงกระบวนการธรรมชาติหรือ ความสืบต่อแห่งสังขารธรรม ที่เกิดขึ้นและด าเนินไปด้วยอ านาจแห่งเหตุปัจจัยที่ประชุมกัน เข้า เมื่อเหตุปัจจัยสิ้นสุดลง มนุษย์หรือกระบวนการของชีวิตก็สิ้นสุดลง ๒๔ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๘๗๙. ๒๕ พระหมูน ปสนฺโน (นูกอง), “ศึกษาวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องมนุษย์ในพุทธศาสนาเถรวาท” วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า ๗๕-๗๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๒ ๒.๒) มนุษย์ในความหมายที่เป็น ๒ อย่าง พุทธปรัชญาได้วิเคราะห์ออกเป็น ส่วนประกอบส าคัญ ๒ อย่าง คือกายและจิต (รูปและนาม หรือรูปธรรมและนามธรรม) มนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดจากการรวมกันเข้าด้วยกันขององค์ประกอบทั้ง ๒ ส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ เกิดจากส่วนที่เป็นกายอย่างเดียวโดยไม่มีจิต หรือเกิดจากส่วนที่เป็นจิตอย่างเดียวโดยไม่มี กาย กายและจิตของมนุษย์นั้นโดยล าพังตนเองไม่อาจเป็นไปหรือด ารงอยู่ได้การมีอยู่ของทั้ง สองต้องเป็นไปในลักษณะที่ร่วมกันหรือคู่กันไป การท างานร่วมกันของทั้งสองสิ่งนี้ท าให้เกิด กระบวนการที่เรียกว่า “มนุษย์” หรือ “ชีวิตมนุษย์” ขึ้น ๒.๓) มนุษย์ในความหมายที่เป็นหลายอย่าง พุทธปรัชญาได้วิเคราะห์มนุษย์ ออกเป็นส่วนประกอบเป็นหลายนัย คือเป็น ๓ อย่างก็มี๕ อย่างก็มี๖ อย่างก็มีและมากกว่า ๖ อย่างก็มีแต่โดยรวมแล้วได้วิเคราะห์มนุษย์เป็นองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือ (๑) จิต : ธรรมชาติที่รู้อารมณ์คือรู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน รู้ว่าได้กลิ่น รู้ว่า รู้รส รู้ว่าได้สัมผัสถูกต้อง และรู้ ในธรรมารมณ์และ (๒) เจตสิก : คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับจิต เช่น เวทนา สัญญา วิริยะ ปิติ โลภะ โทสะ วิจิกิจฉา ศรัทธา หิริกรุณา และมุทิตา เป็นต้น ๒.๔) มนุษย์ตามนัยคัมภีร์อภิธรรม ในพระอภิธรรมได้แสดงถึงธรรมชาติที่จริงแท้ (ซึ่งมีค าเรียกในภาษาธรรมว่า ปรมัตถธรรม) ว่า มี๔ ประการ คือ จิต๒๖ เจตสิก๒๗ รูป๒๘ นิพพาน๒๙ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม มนุษย์เป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งประกอบจาก ปรมัตถธรรม ๓ ประการ คือ จิต เจตสิก และ รูป ซึ่งทั้ง ๓ ประการ นี้เป็นสังขตธรรม ส่วน ข้อสุดท้ายคือนิพพานนั้น เป็นอสังขตธรรม เป็นธรรมชาติที่ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็น ธรรมชาติที่ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ไมมีการเกิดใหม่ไม่มีการแตกดับ ดังนั้น ธรรมชาติที่เรียกว่า มนุษย์นี้โดยสภาวธรรมแล้วจึงไม่ใช่คนหรือสัตว์ ไม่ใช่ตัวตน เรา เขา แต่เป็นปรมัตถธรรม เป็นรูปธรรมและนามธรรมล้วนๆ เป็นเพียงการประกอบกันเข้าปัจจัยต่างๆ ๒๖ จิต เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มีสภาวะรู้อารมณ์เป็นลักษณะ คือรู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน รู้ว่าได้ กลิ่นรู้ว่าได้รส รู้ว่าได้ถูกต้อง และรู้ในธรรมารมณ์จิตโดยสังเขป มีจ านวน ๙๘ ดวง และโดย พิสดาร มี๑๒๑ ดวง. ๒๗ เจตสิก คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับจิตและประกอบเข้ากับจิตเป็นลักษณะ เจตสิกเกิดพร้อม กับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์อย่างเดียวกับจิตและอาศัยวัตถุเดียวกับจิต เช่น ความอยากได้ความโกรธ ความตระหนี่ความทุกข์ความรัก ความเมตตาและความสุข เป็นต้น ว่าโดยจ านวนเจตสิกมี๕๒ ชนิด. ๒๘ รูป เป็นสภาวธรรมที่แตกดับหรือผันแปรไป เป็นธรรมชาติที่ไม่รู้อารมณ์ รูปมีชนิดต่างๆ เช่น รูปที่จิตรู้ได้ทางตา เสียงเป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางหูกลิ่นเป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางจมูก รสเป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางลิ้น เย็นร้อนอ่อนแข็ง เป็นต้น เป็นรูปที่จิตรู้ได้ทางกาย รูปอื่นๆ ที่จิตไม่อาจรู้ได้ทางตา หูจมูกลิ้น และกายเป็น รูปที่จิตรู้ได้ทางใจ รูปมี๒๘ ชนิด โดยแบ่งเป็น มหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูป ๒๔. ๒๙ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๙๔๒/๓๙๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๓ ส่วนที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ๒ อย่างของมนุษย์ คือ กายและจิตนั้น พุทธปรัชญาถือว่ากายเป็นรูปธรรม ส่วนจิตเป็นนามธรรม จากการศึกษาองค์ประกอบมนุษย์ ตามนัยเบญจขันธ์ของพระพุทธปรัชญา๓๐ มี๕ ประการ คือ ๑) รูป๓๑ ๒) เวทนา ๓๒ ๓) สัญญา๓๓ ๔) สังขาร๓๔ และ ๕) วิญญาณ๓๕ ๗.๔.๒ ความหมายของกาย ตามรูปวิเคราะห์ศัพท์ทางนิรุกติศาสตร์พุทธปรัชญาได้วิเคราะห์ความหมายของค า ว่า “กาย” ดังนี้ “กุจฺฉิตาน เกสาทีน อาโยติกาโย” ส่วนในอภิธัมมัตถวิภาวินิยา ได้ตั้งรูป วิเคราะห์อีกแบบหนึ่งว่า “รูปปติสีตาทีหิวิการมาปชฺชติรูป ย ธมฺมชาตฯ อยนฺติ เอตฺถาติอาโย เกลาทโย เอตฺถ สรีเร อยนฺติปวตฺตนฺติตสฺมา อิท สรีร อาโยฯ กุจฺฉิตาน เกสาทีน อุปคติเทโส กาโย รูปเมว กาโย รูปกาโยฯ แปลว่า ธรรมชาติใดย่อมสลายไปคือย่อมถึงความแปรผันด้วยปัจจัยที่ เป็นฆ่าศึกมีความเย็น (ความร้อน) เป็นต้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า รูป อวัยวะทั้งหลายมีผม เป็นต้น ย่อมเป็นไปในรูปนั้น เหตุนั้นรูปนั้นชื่อว่าอายะ อวัยวะทั้งหลาย มีผมเป็นต้น ย่อมเป็นไปในสรีระนี้เหตุนั้นสรีระนี้ชื่อว่า อายะ ประเทศที่เป็นที่เกิดแห่งอวัยวะทั้งหลาย มีผมเป็นต้น อันน่าเกลียด ชื่อว่า กาย กายคือรูปนั่นเอง ชื่อว่า รูปกาย” ๓๖ ในพุทธปรัชญา ได้ใช้ค าว่า กายในความหมายต่างๆ หลายประการ โดยสรุปแล้วมี การน าไปใช้ในความหมาย ๔ ประการ ดังนี้ ๑) ปสาทกาย หรือ ปสาทรูป๓๗ หมายถึง กายหรือรูปส่วนที่มีความละเอียดจน สามารถรับอารมณ์ที่มากระทบได้มีอยู่ ๕ ชนิด ๓๐ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๙๔๒/๓๙๕. ๓๑ ได้แก่สิ่งที่เป็นร่างกายทั้งหมด หมายถึงสิ่งที่เป็นสสารและพลังงานพร้อมทั้งคุณสมบัติและ พฤติกรรม ๓๒ ได้แก่ความรู้สึกทางอารมณ์เช่น สุข ทุกข์เฉยๆ ๓๓ ได้แก่ ความจ าได้หมายรู้เป็นการก าหนดรู้เครื่องหมายหรือลักษณะการต่างๆ เช่น จ ารูป จ าเสียง จ ากลิ่น จ ารส จ าสิ่งที่ถูกต้องกายและจ าธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ ๓๔ ได้แก่ เจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นกับจิต แต่งจิตให้ดีให้ชั่วหรือเป็นกลางๆ ๓๕ ได้แก่ความรู้อารมณ์ทางอายตนะภายในหก เป็นความรู้ที่อาศัยอายตนะภายในกับอายตนะ ภายนอกกระทบ(ผัสสะ)ท าให้เกิดการรับรู้ ๓๖ ส .สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๑/๒๔. ๓๗ ๑) จักขุปสาท (ตา) หมายถึง ส่วนของกายที่ท าหน้าที่รับรู้รูปหรือสี ๒) โสตปสาท (หู) หมายถึง ส่วนของกายที่ท าหน้าที่รับรู้เสียง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๔ ๒)รูปกาย หมายถึงกายที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด หรือสิ่งทั้งหลายที่เป็นสสารและพลังงาน ๓) นามกาย หมายถึง สิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งหลาย มีจิต เจตสิก เวทนา สัญญา เป็นต้น ในความหมายนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เป็นสสารและพลังงาน ๔) บัญญัติกาย หมายถึง ความเป็นกลุ่ม หมวดหมู่ หรือ กอง เช่น อัสสกาย กองม้า หัตถิกาย กองช้าง พลนิกาย กลุ่มคนเดินเท้า เป็นต้น พุทธปรัชญา ได้วิเคราะห์องค์ประกอบของกายไว้เป็นหลายนัย นัยที่ได้แสดง องค์ประกอบของกายอย่างหยาบที่สุด คือการแบ่งตามนัยของธาตุ ๔ ได้แก่ ๑) ปฐวีธาตุธาตุ ดิน ๒) อาโปธาตุธาตุน้ า ๓) เตโชธาตุธาตุไฟ ๔) วาโยธาตุธาตุลม ในธาตุ ๖ นั้น ได้เพิ่มธาตุที่เป็นองค์ประกอบของกายอีก ๑ จากธาตุ ๕ อย่าง ได้แก่ (๑) ปฐวีธาตุ (๒) อาโปธาตุ (๓) เตโชธาตุ (๔) วาโยธาตุ (๕) อากาสธาตุคือธาตุที่เป็นช่องว่าง ส่วนธาตุที่ ๖ นั้น เป็นวิญญาณธาตุซึ่งเป็นจิต๓๘ ๗.๔.๓ หน้าที่ของกาย พุทธปรัชญา ได้แสดงถึงหน้าที่ของกายไว้โดยประการต่างๆ แต่อาจสรุปกล่าวได้ เป็น ๒ ประการ คือ ๑) ท าหน้าที่เป็นทางรับรู้โลกภายนอก หรือ เป็นทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอก (ให้แก่จิต) ๒) ท าหน้าที่แสดงพฤติกรรม หรือ การกระท าต่อโลกภายนอก (ในฐานะที่เป็น เครื่องมือของจิต) ในพุทธปรัชญานั้น มีทัศนะว่า กายเป็นทาง หรือ เป็นเครื่องมือให้จิตรู้ความจริง หรือ รับรู้โลกภายนอก และแบ่งกายลงเป็นส่วนย่อยตามทางที่รับรู้ได้เป็น ๖ ทาง เรียกว่า ทวาร ๖ ซึ่งสามารถจัดเข้าคู่กับอารมณ์๖ ได้ดังนี้ ทวาร ๖ อารมณ์๖ ตา (จักขุทวาร) รูป (รูปารมณ์) หู(โสตทวาร) เสียง (สัททารมณ์) จมูก (ฆานทวาร) กลิ่น (คันธารมณ์) ลิ้น (ชีวหาทวาร) รส (ชิวหารมณ กาย (กายทวาร) สิ่งที่มาต้องกาย (โผฏฐัพพารมณ์) ๓) ฆานปสาท (จมูก) หมายถึง ส่วนของกายที่ท าหน้าที่รับรู้กลิ่น ๔) ชิวหาปสาท (ลิ้น) หมายถึง ส่วนของกายที่ท าหน้าที่รับรู้รส ๕) กายปสาท (กาย) หมายถึง กายทุกส่วนที่เหลือ (ยกเว้นกายส่วนที่ท าหน้าที่รู้ รูป เสียง กลิ่น รส) ท าหน้าที่รับรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เจ็บปวด เป็นต้น. ๓๘ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๗๒/๑๓๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๕ ทวาร ๖ อารมณ์๖ ใจ (มโนทวาร) สิ่งที่นึกคิดทางใจ (ธรรมารมณ์) ตารางที่ ๘ : การแบ่งกายที่เป็นเครื่องรับรู้โลกภายนอกของจิตทวาร ๖ คู่กับ อารมณ์ ๖ ๗.๔.๔ หน้าที่ของจิต หน้าที่ของจิต คือการคิด หรือรู้อารมณ์หรือ รู้โลกภายนอก แต่จิตรู้อารมณ์ หรือ โลกภายนอกได้ต้องอาศัยกาย หรือ ขั้นตอนการท างานของกายด้วย โดยล าพังตาไม่มีอ านาจ ในการเห็นรูป หรือ โดยล าพังจิตไม่มีอ านาจในการเห็นรูป แต่เมื่อทั้งสองท างานในรูปร่วม ประสานสัมพันธ์กัน จึงท าให้มีการเห็นรูปได้ หู(จมูก ลิ้น กาย และใจ) ไม่มีอ านาจในการได้ยินเสียง (ในการรู้กลิ่น-ในการรู้รสในการรู้สิ่งที่มาถูกต้องสัมผัส-ในการรู้ธรรมารมณ์) โดยล าพังตนเอง จิตเองก็ไม่มีอ านาจใน การได้ยินเสียง (ในการรู้กลิ่น-ในการรู้รส-ในการรู้สิ่งที่มาถูกต้องสัมผัส-ในการรู้ธรรมารมณ์) โดยล าพัง แต่ต้องอาศัยทวาร คือหู (จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ) ในการรู้อารมณ์เหล่านั้น จิตรู้โลก ภายนอกโดยอาศัยทวาร ๖ นั้น จะเห็นได้ว่า ตามนัยของพุทธปรัชญานั้น โลกภายในคือโลกแห่งจิตกับโลกภายนอก คืออารมณ์ ๖ (อารมณ์ ๖ นั้นที่เป็นรูปธรรม หรือสสารก็มีที่เป็นนามธรรม หรืออสสารก็มี) เป็นคนละโลก หรือคนละแดนกัน จิตอาศัยทวาร ๕ เบื้องต้น (ปัญจทวาร) ส าหรับรู้โลกที่เป็น รูปธรรม หรือสสารและอาศัยมโนทวารในการรู้โลกที่เป็นนามธรรม หรืออสสาร เมื่อพิจารณาถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ในประเด็นของทางปฏิบัติเพื่อ บรรลุถึงนิพพาน ซึ่งเรียกกันว่า มรรค ๘ แล้วก็พบว่า ในทางปฏิบัติหรือฝึกอบรมสามารถ สรุปหัวใจของการปฏิบัติได้๓ ขั้นตอน คือการฝึกอบรมทางกายวาจา (ศีล) การฝึกอบรมทาง จิต (สมาธิ) และการฝึกอบรมในระดับปัญญา (ปัญญา) หลักการทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้เป็นที่รู้จักกัน ดีในชื่อ ไตรสิกขา๓๙ นอกจากหลักไตรสิกขาแล้วในหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกจิต (อธิจิตตา โยค) ก็ยังได้จ าแนกมนุษย์ออกเป็น ๓ ช่วงชั้นด้วยกันคือ ส่วนร่างกาย ส่วนจิต และส่วน วิญญาณ เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านพุทธทาสภิกขุได้กล่าวถึงการพัฒนาจิตโดยใช้หลักพัฒนาเป็น เกณฑ์ในการพิจารณา๔๐ ดังนี้ พัฒนาทางกาย หมายถึง การประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ร่างกายมีอนามัยทางกายดี ๓๙ สุพจน์ จิตสุทธิญาณ, “เกณฑ์ตัดสินความดีของพระพุทธศาสนา”, วารสารส านักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (มกราคม–มิถุนายน ๒๕๒๒), หน้า ๒๐-๒๑ (ฉบับพิมพ์เพิ่ม). ๔๐ พุทธทาสภิกขุ, บรมธรรม, (พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจ ากัดการพิมพ์พระนคร, ๒๕๑๕), หน้า ๕๑๘.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๖ พัฒนาทางจิต หมายถึง การประพฤติปฏิบัติเพื่อให้จิตมีก าลังใจสูง มีจิตว่องไว ไม่มี โรคทางจิต ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่สัมพันธ์กับกายมากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีผลจะก่อให้เกิด การดับทุกข์ได้ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับการฝึกจิตและไตรสิกขานั้น หากพิจารณา ในแง่โลกียะแล้ว จะเห็นว่า มีส่วนที่ใกล้เคียงกับการจ าแนกความต้องการของมนุษย์ในทัศนะ ตะวันตก ได้แก่ แนวคิดของเพลโต และ มาสโลว์ที่จะกล่าวถึงหัวข้อต่อไป ๗.๕ แนวคิดพัฒนาการมนุษย์ในทัศนะตะวันตก ๗.๕.๑ ความหมายของมนุษย์ทางชีววิทยาและวิทยาศาสตร์ ชีวิตมนุษย์หมายถึง “สสารรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาและวิวัฒนาการจนได้รูปแบบที่ สมบูรณ์และลงตัวไปตามเผ่าพันธุ์ของตน เป็นรูปแบบชีวิตที่แตกต่างไปจากรูปแบบชีวิตอื่นๆ โดย ประกอบขึ้นด้วยเซลล์มากมาย มีกลุ่มสารมีชีวิต ที่เรียกว่า โปรโตปลาสซึม มีการหายใจ ต้องการอาหารเพื่อเจริญเติบโตและ มีการสร้างหน่วยชีวิตใหม่ด้วยการสืบพันธุ์” ๔๑ มีการ เปลี่ยนแปลงทางเคมีในร่างกาย เพื่อสร้างและท าลายอาหารเพื่อเอาพลังงานมาใช้ เคลื่อนไหว เช่น การขับของเสีย มีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาวะสิ่งแวดล้อม๔๒ ด้านโครงสร้างของจิตแนวจิตวิทยา มีทัศนะว่า จิตคือความรู้สึกความจ าความนึกคิด ของมนุษย์ซิกมันด์ฟรอยด์ได้แบ่งโครงสร้างของจิตออกเป็น ๓ ประเภท ๑) พลังจิตฝ่ายต่ า เป็นความอยากที่ท าให้บุคคลท าสิ่งต่างๆ ตามความชอบใจ เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตส านึก ท าอะไรตามที่สัญชาตญาณเรียกร้อง เช่น แรงขับทางเพศ ๒) พลังจิตฝ่ายป้องกัน ท าหน้าที่ส าคัญคือควบคุมความต้องการอันไม่พึงประสงค์ ของสังคมไว้พยายามไม่ให้เกิดความทุกข์จากการเก็บกดความต้องการต่างๆ โดยอาศัยกลไก การปรับตัว ท าตนให้บรรลุวุฒิภาวะสูงสุดเท่าที่ท าได้ ๓) พลังจิตสูง มีหน้าที่ห้ามความต้องการของร่างกายไม่ให้แสดงพฤติกรรมตามที่ สัญชาตญาณต้องการ ท าหน้าที่ สร้างอุดมคติเพื่อให้ตนเป็นที่ต้องการของสังคมและ ใช้หลัก ความจริง มาควบคุมหลักแห่งความพอใจ๔๓ ๔๑ สุมาลี มหณรงค์ชัย, ฮินดู-พุทธ จุดยืนที่แตกต่าง, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สุขภาพ ใจ, ๒๕๓๖), หน้า ๔๒. ๔๒ บุญมีแท่นแก้ว และคณะ, ปรัชญาเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร : ธนะการ พิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๖. ๔๓ พระหมูน ปสนฺโน (นูกอง), “ศึกษาวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องมนุษย์ในพุทธศาสนาเถรวาท” วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า ๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๗ ๗.๕.๒ แนวคิดความต้องการของมนุษย์ ๑) แนวคิดความต้องการของเพลโต เพลโตมีความเห็นเกี่ยวกับมนุษย์ว่า มนุษย์ ตามธรรมชาตินั้นมีข้อจ ากัด เนื่องจากมนุษย์ได้เสื่อมถอย (a fall from grace) จากสภาพ สมบูรณ์นิรันด์กาล ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระผู้เป็นเจ้า ที่มีความสมบูรณ์และไม่มีข้อจ ากัด สภาพของมนุษย์ในโลกนั้นด้อยคุณภาพและแปลกแยกกับสภาพในอุดมคติ ดังนั้น เมื่อมีชีวิต แล้วต้องพยายามท าความดี เพื่อมีโอกาสได้กลับไปสู่จุดที่จากมา หรืออีกนัยหนึ่งคือชีวิตใน โลกปัจจุบันนี้ไม่มีความหมายอะไรส าหรับมนุษย์ มนุษย์ควรจะท าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความดี เพื่อจะได้กลับไปสู่โลกอันเป็นอมตะนิรันด์กาล นั่นคือ มนุษย์ไม่จ าเป็นต้องสนใจแสวงหา ความสุขใส่ตัวในชาตินี้ หน้าที่หลักคือการท าหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ซึ่งอาจจะมีความ จ าเป็นแม้กระทั่งการสละชีวิตเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่า๔๔ เพลโต ได้กล่าวไว้ว่า มีพลัง รากฐานสามประการที่จูงใจคน คือพลังของความปรารถนาหรือความอยาก จิตหรือก าลัง ขวัญและเหตุผล แต่ละอย่างมีอยู่ในตัวคนทุกคนในขนาดต่างๆ กันไป๔๕ นอกจากนั้น ในเรื่อง การศึกษาของอุตรรัฐ เพลโตยังก าหนดให้เริ่มต้นจากการฝึกหัดทางกายเป็นอันดับแรกและ ค่อยๆ ก้าวหน้าขึ้นไปสู่ระดับของจิตใจและสติปัญญา ความคิดของเพลโตในลักษณะนี้จึงเป็น ท านองเดียวกับการจัดล าดับความต้องการมนุษย์ออกเป็นล าดับช่วงชั้นตามแนวคิดของมาส โลว์และพระพุทธศาสนา ๒) แนวคิดทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของอับราฮัม มาสโลว์ ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (Hierarchy of Needs Theories) โดยนักจิตวิทยา ชื่อ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) คือทฤษฎีล าดับขั้น ความต้องการ (Need Theories) เป็นทฤษฎีการจูงใจที่มีการกล่าวขวัญอย่างแพร่หลาย มาสโลว์มองว่า ความต้องการของมนุษย์มีลักษณะเป็นล าดับขั้น จากระดับต่ าสุดไปยังระดับ สูงสุดเมื่อความต้องการในระดับหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วมนุษย์ก็จะมีความต้องการอื่นใน ระดับที่สูงขึ้นต่อไปล าดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (the need–hierarchy conception of human motivation) เรียงล าดับความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้นไปสู่ความต้องการ ขั้นต่อไปไว้เป็นล าดับ๔๖ ดังนี้ (๑) ความต้องการทางร่างกาย (Physiological needs or biological needs) ๔๔ แนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ส าคัญของนักปราชญ์กรีก : เพลโต (Plato), [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/467571 [๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๔๕ เอ็ม.เจ. ฮาร์มอน, ความคิดทางการเมืองจากเพลโตถึงปัจจุบัน, แปลโดย เสน่ห์ จามริก, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๕), หน้า ๔๕. ๔๖ James C. Coleman, psychology an Effective Behavior, (Bombay : D.B. Taraporevala Sons & Co. Private Ltd., 1971), p : 167.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๘ (๒) ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety or Security needs) (๓)ความต้องการทางสังคม หรือ ความต้องการความเป็นเจ้าของความรัก ความผูกพัน หรือ การยอมรับ (Social or belongings & love need affiliation needs) (๔) ความต้องการการยกย่อง หรือ ความภาคภูมิใจในตนเอง(Esteem needs) (๕) ความต้องการความส าเร็จในชีวิต (Self-actualization needs) ซึ่งความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) สามารถแสดงด้วยภาพให้เห็นล าดับขั้นจากน้อยไปหามาก (ต่ าไปสูง) ได้ดังต่อไปนี้ แผนภาพที่ ๑๔ : ล าดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของ อับราฮัม มาสโลว์ จากล าดับขั้นความต้องการของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) จะเห็นว่า มีการเรียงล าดับขั้นความต้องการที่อยู่ในขั้นต่ าสุด จะต้องได้รับความพึงพอใจเสียก่อนบุคคล จึงจะสามารถผ่านพ้นไปสู่ความต้องการที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นตามล าดับอธิบายโดยละเอียดได้ดังนี้ (๑) ความต้องการทางร่างกาย (Physiological needs or Biological needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่มีอิทธิพลมากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือความต้องการที่ ช่วยการด ารงชีวิต ได้แก่ความต้องการอาหาร น้ าดื่ม ออกซิเจน การพักผ่อนนอนหลับ ความ ต้องการทางเพศความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับ สัมผัสแรงขับของร่างกายเหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของร่างกายและของ อินทรีย์


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๖๙ ถ้าบุคคลใดประสบความล้มเหลวที่จะสนองความต้องการพื้นฐานนี้ ก็จะไม่มีการ กระตุ้นให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้น หรือถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความ พึงพอใจบุคคลก็จะอยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซึ่งท าให้ความต้องการอื่นๆ ไม่ ปรากฏหรือกลายเป็นความต้องการระดับรองลงไป เช่น คนที่อดอยากหิวโหยเป็นเวลานาน จะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ต่อโลกได้บุคคลเช่นนี้จะหมกมุ่นอยู่กับการจัดหาบาง สิ่งบางอย่างเพื่อให้มีอาหารไว้รับประทาน Maslowอธิบายว่าบุคคลเหล่านี้ จะมีความรู้สึก เป็นสุขอย่างเต็มที่เมื่อมีอาหารเพียงพอส าหรับเขาและจะไม่ต้องการสิ่งอื่นใดอีกชีวิติของเขา กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการรับประทาน สิ่งอื่นนอกจากนี้จะไม่มีความส าคัญ ไม่ว่าจะเป็น เสรีภาพ ความรัก ความรู้สึกต่อชุมชนการได้รับการยอมรับ และปรัชญาชีวิตบุคคลเช่นนี้มี ชีวิตอยู่เพื่อที่จะรับประทานเพียงอย่างเดียว ตัวอย่าง การขาดแคลนอาหารมีผลต่อพฤติกรรมได้มีการทดลองและการศึกษา ชีวประวัติเพื่อแสดงว่าความต้องการทางด้านร่างกายเป็นเรื่องส าคัญที่จะเข้าใจพฤติกรรม มนุษย์และได้พบผลว่าเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงของพฤติกรรมซึ่งมีสาเหตุจากการขาด อาหารหรือน้ าติดต่อกันเป็นเวลานาน ตัวอย่างคือ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในค่ายนาซี (Nazi) ซึ่งเป็นที่กักขังเชลยเชลยเหล่านั้นจะละทิ้งมาตรฐานทางศีลธรรมและค่านิยมต่างๆ ที่ เขาเคยยึดถือภายใต้สภาพการณ์ปกติ เช่น ขโมยอาหารของคนอื่นหรือใช้วิธีการต่างๆ ที่จะ ได้รับอาหารเพิ่มขึ้น จากตัวอย่างเหล่านี้ จึงพยากรณ์ได้ว่ามนุษย์มีความต้องการทางด้าน ร่างกายเหนือความต้องการอื่นๆ และแรงผลักดันของความต้องการนี้ได้เกิดขึ้นกับบุคคลก่อน ความต้องการอื่นๆ (๒) ความต้องการความปลอดภัย (Safety needs or security needs) เมื่อ ความต้องการทางด้านร่างกายได้รับความพึงพอใจแล้วบุคคลก็จะพัฒนาการไปสู่ขั้นใหม่ต่อไป ซึ่งขั้นนี้เรียกว่า ความต้องการความปลอดภัยหรือความรู้สึกมั่นคง (safety or security) ความต้องการความปลอดภัยนี้จะสังเกตได้ง่ายในทารกและในเด็กเล็กๆ เนื่องจากทารกและ เด็กเล็กๆ ต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพออาศัยผู้อื่น ตัวอย่าง เช่น ทารกจะรู้สึกกลัว เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามล าพังหรือเมื่อได้ยินเสียงดังๆ หรือเห็นแสงสว่างมากๆ แต่ประสบการณ์ และการเรียนรู้จะท าให้ความรู้สึกกลัวหมดไป ดังค าพูดที่ว่า “ฉันไม่กลัวเสียงฟ้าร้องและฟ้า แลบอีกต่อไปแล้ว เพราะฉันรู้ธรรมชาติในการเกิดของมัน” พลังความต้องการความปลอดภัย จะเห็นได้ชัดเจนเช่นกันเมื่อเด็กเกิดความเจ็บป่วย เช่น เด็กที่ประสบอุบัติเหตุขาหักก็จะรู้สึก กลัว อาจแสดงออกด้วยอาการฝันร้าย และความต้องการที่จะได้รับความปกป้องคุ้มครอง และการให้ก าลังใจ ความต้องการความปลอดภัยจะยังมีอิทธิพลต่อบุคคลแม้ว่าจะผ่านพ้นวัยเด็กไป แล้ว แม้ในบุคคลที่ท างานในฐานะเป็นผู้คุ้มครอง เช่น ผู้รักษาเงิน นักบัญชีหรือท างาน เกี่ยวกับการประกันต่างๆ และผู้ที่ท าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๐ เช่น แพทย์พยาบาล แม้กระทั่งคนชราบุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยของ ผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาลแม้กระทั่งคนชราบุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัย ด้วยกันทั้งสิ้น ศาสนาและปรัชญาที่มนุษย์ยึดถือท าให้เกิดความรู้สึกมั่นคงเพราะท าให้บุคคล ได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ท าให้บุคคลรู้สึก “ปลอดภัย” ความต้องการ ความปลอดภัยในเรื่องอื่นๆ จะเกี่ยวข้องกับการเผชิญกับสิ่งต่างๆเหล่านี้ สงคราม อาชญากรรม น้ าท่วม แผ่นดินไหว การจลาจล ความสับสนไม่เป็นระเบียบของสังคม และเหตุการณ์อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกับสภาพเหล่านี้ (๓) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Social needs or belongingness and love needs)ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของความต้องการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ ความต้องการทางด้านร่างกายและความต้องการความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว หรือกับสมาชิกอื่นภายในกลุ่ม จะเป็นเป้าหมายส าคัญส าหรับ บุคคล กล่าวคือบุคคลจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งไม่มีใครยอมรับ หรือถูกตัดออกจาก สังคม ไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจ านวนเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง สามีภรรยา หรือลูกๆ ได้ ลดน้อยลงไป นักเรียนที่เข้าโรงเรียนที่ห่างไกลบ้านจะเกิดความต้องการเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง และจะแสวงหาอย่างมากที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน กล่าวโดยสรุป บุคคลต้องการความรักและความรู้สึกเป็นเจ้าของและการขาดสิ่งนี้ มักจะเป็นสาเหตุให้เกิดความคับข้องใจและท าให้เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ได้และความยินดี ในพฤติกรรม หรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจในลักษณะต่างๆ (๔) ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Self-Esteem needs) เมื่อความ ต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของเป็นไปอย่างมีเหตุผลและท าให้บุคคลเกิดความ พึงพอใจแล้ว พลังผลักดันในขั้นที่ ๓ ก็จะลดลงและมีความต้องการในขั้นต่อไปมาแทนที่ กล่าวคือมนุษย์ต้องการที่จะได้รับความนับถือยกย่องต้องการที่จะได้รับความนับถือยกย่อง แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือลักษณะแรกเป็นความต้องการนับถือตนเอง (Self-respect) ส่วนลักษณะที่สอง เป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (Esteem from others) กล่าวคือ (๔.๑) ความต้องการนับถือตนเอง (Self-respect) คือความต้องการมีอ านาจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความแข็งแรงมีความสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพา อาศัยผู้อื่นและมีความเป็นอิสระทุกคนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่ จะประสบความส าเร็จในงานภารกิจต่างๆ และมีชีวิตที่เด่นดัง (๔.๒) ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (Esteem from others) คือ ความต้องการมีเกียรติยศ การได้รับยกย่อง ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจมีสถานภาพ มี


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๑ ชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขาน และเป็นที่ชื่นชมยินดีมีความต้องการที่จะได้รับความยกย่องชมเชยใน สิ่งที่เขากระท า ซึ่งท าให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ความต้องการได้รับความนับถือยกย่องก็เช่นเดียวกับล าดับชั้นในเรื่องความต้องการ ด้านอื่นๆ นั่นคือบุคคลจะแสวงหาความต้องการได้รับการยกย่อง ภายหลังจากความต้องการ ความรักและความเป็นเจ้าของได้รับการตอบสนองความพึงพอใจแล้ว มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่ บุคคลจะย้อนกลับจากระดับขั้นความต้องการในขั้นที่ ๔ กลับไปสู่ระดับขั้นที่ ๓ อีกถ้าความ ต้องการระดับขั้นที่ ๓ ซึ่งบุคคลได้รับไว้แล้วนั้นถูกกระทบกระเทือน หรือสูญสลายไป ทันทีทันใดดัง ตัวอย่างเช่น หญิงสาวคนหนึ่ง เธอคิดว่าการตอบสนองความต้องการความรัก ของเธอได้ด าเนินไปด้วยดีแล้ว เธอจึงทุ่มเทและเอาใจใส่ในธุรกิจของเธอและได้ประสบ ความส าเร็จเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง อย่างไม่คาดฝันสามีได้ผละจากเธอไป เหตุการณ์นี้ท าให้ ว่าเธอวางมือจากธุรกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เธอได้รับความยกย่องนับถือและหันมาใช้ความ พยายามที่จะเรียกร้องสามีให้กลับคืนมา ซึ่งการกระท าเช่นนี้ของเธอเป็นตัวอย่างของความ ต้องการความรัก ซึ่งครั้งหนึ่งเธอได้รับแล้วและถ้าเธอได้รับความพึงพอในความรักโดยสามี หวนกลับคืนมาเธอก็จะกลับไปเกี่ยวข้องในโลกธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง ความพึงพอใจของความต้องการได้รับการยกย่อง โดยทั่วไปเป็นความรู้สึกและ ทัศนคติของความเชื่อมั่นในตนเองความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า การมีพละก าลัง การมี ความสามารถและความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์และเป็นบุคคลที่มีความจ าเป็นต่อ โลก ในทางตรงกันข้ามการขาดความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าว ย่อมน าไปสู่ความรู้สึกและทัศนคติ ของปมด้อยและความรู้สึกไม่พอเพียง เกิดความรู้สึกอ่อนแอและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นการรับรู้ตนเองในทางนิเสธ (negative) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกขลาด กลัวและรู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์และสิ้นหวังในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและประเมินตนเอง ต่ ากว่าชีวิตความเป็นอยู่ ความนับถือยกย่องที่เกิดจากการประจบประแจงความต้องการนี้ อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ถ้าบุคคลนั้นต้องการค าชมเชยจากผู้อื่นมากกว่าการยอมรับความจริง เป็นที่ยอมรับกันว่าการได้รับความนับถือยกย่องมีพื้นฐานจากการกระท าของบุคคลมากกว่า การควบคุมจากภายนอก (๕) ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization needs) ล าดับขั้นสุดท้าย ถ้าความต้องการล าดับขั้นก่อนๆ ได้ท าให้เกิดความพึงพอใจอย่าง มีประสิทธิภาพความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงก็จะเกิดขึ้น มาสโลว์อธิบายว่า ความ ต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเป็นความปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งบุคคลสามารถจะ ได้รับอย่างเหมาะสมบุคคลที่ประสบผลส าเร็จในขั้นสูงสุดนี้จะใช้พลังอย่างเต็มที่ในสิ่งที่ ท้าทายความสามารถและศักยภาพของเขาและมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเองพลังแรง ขับของเขาจะกระท าพฤติกรรมตรงกับความสามารถของตน กล่าวโดยสรุป การเข้าใจตนเอง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๒ อย่างแท้จริงเป็นความต้องการอย่างหนึ่งของบุคคลที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดของศักยภาพ เช่น “นักดนตรีก็ต้องใช้ความสามารถทางด้านดนตรี ศิลปินก็จะต้องวาดรูปกวีจะต้องเขียนโคลง กลอนถ้าบุคคลเหล่านี้ ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ก็เชื่อได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จัก ตนเองอย่างแท้จริง” ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท าไมทุกๆ คนจึงไม่สัมฤทธิผลในการเข้าใจตนเองอย่าง แท้จริง (why can’t all people achieve self-actualization) ส่วนมากมนุษย์แม้จะไม่ใช่ ทั้งหมดที่ต้องการแสวงหาเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ภายในตน การรู้ถึงศักยภาพของตนนั้นมา จากพลังตามธรรมชาติและจากความจ าเป็นบังคับ (ส่วนบุคคลที่มีพรสวรรค์มีจ านวนน้อยมาก เพียง ๑% ของประชากรเท่านั้น) การน าศักยภาพของตนออกมาใช้เป็นสิ่งที่ยากมากบุคคล มักไม่รู้ว่าตนเองมีความสามารถและไม่ทราบว่าศักยภาพนั้นจะได้รับการส่งเสริมได้อย่างไร มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงไม่มั่นใจในตัวเอง หรือไม่มั่นใจในความสามารถของตน จึงท าให้หมด โอกาสเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงและยังมีสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่มาบดบังพัฒนาการทางด้าน ความต้องการของบุคคล อิทธิพลของสังคมมีต่อการเข้าใจตนเอง เช่น แบบพิมพ์ของวัฒนธรรม (Cultural stereotype) ซึ่งก าหนดว่าลักษณะเช่นไรที่แสดงความเป็นชาย (masculine) และลักษณะใดที่ไม่ใช่ความเป็นชาย พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้เช่น ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความเมตตากรุณา ความสุภาพและความอ่อนโยนสิ่งเหล่านี้ วัฒนธรรมมีแนวโน้มที่จะ พิจารณาว่า “ไม่ใช่ลักษณะของความเป็นชาย” (un masculine) เป็นต้น การไม่เข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเกิดจากความพยายามที่ไม่ถูกต้องของการแสวงหา ความมั่นคงปลอดภัย เช่น การที่บุคคลสร้างความรู้สึกให้ผู้อื่นเกิดความพึงพอใจตนโดย พยายามหลีกเลี่ยง หรือขจัดข้อผิดพลาดต่างๆ ของตน บุคคลเช่นนี้จึงมีแนวโน้มที่จะพิทักษ์ ความมั่นคงปลอดภัยของตนโดยแสดงพฤติกรรมในอดีตที่เคยประสบผลส าเร็จ แสวงหาความ อบอุ่นและสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ย่อมขัดขวางวิถีทางที่จะเข้าใจตนเอง อย่างแท้จริง สรุป แม้ว่าความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของมาสโลว์จะจัดช่วงชั้นเป็น ล าดับแต่เมื่อพิจารณาแล้วความต้องการทั้ง ๕ ขั้นตอนนั้นสามารถรวบลงเหลือเพียง ๓ ขั้นตอนด้วยกัน คือ ความต้องการล าดับชั้นที่ ๑ และ ๒ ถือเป็นความต้องการทางด้าน ร่างกาย (Biological maintenance need) ความต้องการล าดับชั้นที่ ๓ และ ๔ ถือเป็น ความต้องการส่วนที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ (Psychological maintenance need) และความ ต้องการล าดับที่ ๕ ถือว่าเป็นความต้องการในระดับสติปัญญา ลักษณะที่ส าคัญประการหนึ่ง เกี่ยวกับทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ เชื่อว่า ล าดับช่วงชั้นทั้ง ๕ ขั้นตอนมีลักษณะเป็น สากลและเป็นสัญชาตญาณ (Universal and Instinct) กล่าวคือ เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อม มนุษย์ นอกจากสภาพบุคคลที่มีสภาพปกติทุกคนย่อมมีความต้องการที่สามารถจัดล าดับช่วง


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๓ ชั้นได้ดังกล่าว ความต้องการเหล่านี้ มีอยู่พร้อมแล้วในตัวมนุษย์และพร้อมที่จะปรากฏออกมา เมื่อสภาวการณ์เอื้ออ านวย ๗.๕.๓ การจ าแนกความต้องการทางจิต การจ าแนกความต้องการทางกายว่ามีอะไรบ้างท าได้ไม่ยากเพราะเห็นค่อนข้างชัด แต่การจ าแนกความต้องการทางจิตค่อนข้างจะมีปัญหา นักจิตวิทยาหลายคนพยายามที่จะท า บัญชีความต้องการทางจิตว่ามีอะไรบ้าง บัญชีเหล่านี้ มีรายการความต้องการและจ านวน ความต้องการแตกต่างกัน และไม่ปรากฏว่ามีบัญชีใดเป็นที่ยอมรับของนักจิตวิทยาโดยทั่วไป เหมือนกับบัญชีแยกประเภทพืช และสัตว์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักชีววิทยาโดยทั่วไป เฮนรี เมอร์เรย์ (Murray) และคณะ ๔๗ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้รวบรวม ความต้องการทางจิตของมนุษย์ และจัดเป็น ๒๘ ชนิด ความต้องการของมนุษย์ในบัญชีของ เมอร์เรย์มีอาทิ ความต้องการสะสมสมบัติ ความต้องการส าเร็จ ความต้องการมีอ านาจ ความต้องการมีเพื่อน ฯลฯ รายละเอียดความต้องการทั้ง ๒๘ ชนิดมีแสดงในตารางที่ ๗ ล าดับ ชื่อ ความหมาย ๑ Acquisition ความต้องการแสวงหาสมบัติ ๒ Conservation ความต้องการเก็บ รักษา และซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ๓ Orderliness ความต้องการเป็นระเบียบเรียบร้อย ๔ Retention ความต้องการเก็บรักษา หวงแหน ๕ Construction ความต้องการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ๖ Superiority ความต้องการเด่นกว่าผู้อื่น ๗ Achievement ความต้องการเอาชนะและประสพความส าเร็จ ๘ Recognition ความต้องการเป็นที่ยอมรับนับถือ ๙ Exhibition ความต้องการอวดตนเอง ๑๐ Inviolacy ความต้องการรักษาชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของตน ๑๑ Avoidance of Inferiority ความต้องการหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและความละอาย ๑๒ Defensiveness y ความต้องการป้องกันการกระท าของตนเองมิให้ถูกต าหนิ ๑๓ Counteraction ความต้องการล้างแค้น ๑๔ Dominance ร ความต้องการมีอ านาจเหนือคนอื่น ๑๕ Deference ความต้องการเทิดทูนและยอมท าตามผู้เหนือกว่า ๔๗ Morris C.G, Psychology, 7 thedition, New Jersey : Prentice-Hall, Inc., 1990.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๔ ล าดับ ชื่อ ความหมาย ๑๖ Similance ความต้องการเลียนแบบผู้อื่น ๑๗ Autonomy/ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง ๑๘ Contrariness ความต้องการแตกต่างจากคนอื่น ๑๙ Aggression ความต้องการก้าวร้าวท าร้ายผู้อื่น ๒๐ Abasement ความต้องการยอมสยบ ยอมรับโทษ ๒๑ Avoidance of Blame ความต้องการหลีกเลี่ยงการถูกต าหนิ ๒๒ Affiliation ความต้องการมีเพื่อน ๒๓ Rejection ความต้องการกีดกันคนอื่น ๒๔ Nurturance ความต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ๒๕ Succorance ความต้องการรับความช่วยเหลือและความเห็นใจ ๒๖ Play ความต้องการเล่น พักผ่อนหย่อนใจ ๒๗ Cognizance ความต้องการอยากรู้ ๒๘ Exposition ความต้องการอยากสาธิตและอธิบาย ตารางที่ ๙ : รายการความต้องการทางจิต ตามความคิดของเฮนรีเมอร์เรย์ รายการความต้องการของเมอร์เรย์ มีสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ เช่น ความ ต้องการส าเร็จ (Achievement) ความต้องการเพื่อน (Affiliation) ความต้องการข่ม (Dominance) ความต้องการช่วย (Nurturance) ฯลฯ และได้มีผู้น าเอาความต้องการเหล่านี้ ไปศึกษาต่ออย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี หากเราส ารวจรายการความต้องการนี้อย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีความต้องการหลายอย่างที่ขัดกันในตัว เช่น ความต้องการเลียนแบบผู้อื่นกับ ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง ความต้องการมีอ านาจเหนือคนอื่นกับความต้องการยอมสยบ ฯลฯ และจ านวนความต้องการมีมากถึง ๒๘ ชนิด ยากแก่การจดจ า น่าจะมีการลดทอนความ ต้องการเหล่านี้ เป็นความต้องการพื้นฐาน และควรจัดแบ่งความต้องการให้เป็นระบบ มากกว่านี้เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่านักปรัชญาและนักจิตวิทยาตะวันตกได้มีการแบ่ง ความต้องการของมนุษย์ทั้งทางกายและทางจิตอย่างหลากหลาย ส าหรับนักวิชาการของไทย เช่น นิพนธ์ คันธเสวีกล่าวว่าความต้องการของมนุษย์มีอยู่ ๓ ประการ๔๘ ได้แก่ ๑) ความ ๔๘ นิพนธ์ คันธเสวี, มนุษยสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๘), หน้า ๗๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๕ ต้องการทางด้านร่างกาย หรือความต้องการทางสรีระ (Physical or Physiological Needs) หรือ ความต้องการปฐมภูมิ (Primary Needs) ๒) ความต้องการทางด้านจิตใจ หรือ ความ ต้องการในระดับสูง หรือ ความต้องการทางด้านจิตวิทยา หรือความต้องการทุติยภูมิ หรือ ความต้องการที่เกิดใหม่ (Psychological Needs or Secondary Needs or Acquired Needs) และ ๓) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ ๑) ความต้องการทางด้านร่างกาย หรือความต้องการทางสรีระ (Physical or Physiological Needs) หรือ ความต้องการปฐมภูมิ (Primary Needs) หรือ ความ ต้องการทางด้าน ชีววิทยา (Biological Needs) หรือความต้องการปฐมภูมิ (Primary) เป็นความต้องการทางชีววิทยา หรือ ความต้องการทางกายภาพที่มีมาตั้งแต่ก าเนิด เป็นความ ต้องการขั้นพื้นฐานอันดับแรกหรือขั้นต่ าสุดของมนุษย์ซึ่งจ าเป็นในการด ารงชีวิตของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นอินทรีย์ทาง กายภาพ เป็นแรงขับ (Drive) ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อความอยู่ รอด จึงเป็นความต้องการพื้นฐานที่จะขาดเสียมิได้ หากไม่ได้รับการตอบสนอง จะมีความรู้สึก ตึงเครียด และมีความกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา เช่น ความต้องการอากาศหายใจ อาหาร ความอบอุ่น น้ า ยารักษาโรค อุณหภูมิที่เหมาะสม เครื่องนุ่งห่ม การเคลื่อนไหวทางร่างกาย การขับถ่าย ความต้องการเรื่องเพศ การพักผ่อนนอนหลับ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น ถ้าขาดความ ต้องการประเภทนี้ เพียงประการใดประการหนึ่ง ชีวิตจะต้องมีอันเป็นไป การแสวงหาสิ่ง ต่างๆ มาเพื่อตอบสนองความต้องการทางกายของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสังคม วัฒนธรรม การฝึกอบรม สิ่งแวดล้อม ศาสนา เศรษฐกิจ ฯลฯ ๒) ความต้องการทางด้านจิตใจ หรือ ความต้องการในระดับสูง หรือ ความ ต้องการทางด้านจิตวิทยา หรือ ความต้องการทุติยภูมิ หรือ ความต้องการที่เกิดใหม่ (Psychological Needs or Secondary Needs or Acquired Needs) เป็นความ ต้องการที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้น หลังจากความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองแล้ว บางครั้งจึงเรียกความต้องการทางจิตใจว่า "ความต้องการที่เกิดขึ้นใหม่" (Acquired Needs) เพราะเป็นความต้องการที่เกิดจากความรู้ และ การเรียนรู้ประสบการณ์ การสนองตอบต่างๆ ก็เพื่อให้เกิดความพึงพอใจ เป็นแรงขับ (Drive) ชนิดหนึ่งที่ไม่หยุดอยู่กับที่ (Dynamic) ไม่มี รากฐานจากความต้องการทางร่างกาย แต่อาศัยกลไกทางสมอง ที่สั่งสมจากประสบการณ์ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละคนมีระดับความต้องการแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และ ประสบการณ์ ความต้องการทางจิตใจเป็นความต้องการที่สลับซับซ้อน และมีความแตกต่าง กันมากระหว่างบุคคล ๓) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เน้นหนักในด้านความต้องการที่จะ ด ารงชีวิตให้เป็นที่ยอมรับนับถือของคนอื่น หรือมีความเป็นอยู่ดีกว่าบุคคลอื่น เช่น ต้องการ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๖ ความปลอดภัย ต้องการได้รับการยกย่องนับถือต้องการความยอมรับในสังคม ต้องการ ความก้าวหน้า เป็นต้น ๗.๖ การเปรียบเทียบพัฒนาการความต้องการของมนุษย์ในทัศนะพระพุทธศาสนาและ ตะวันตก เมื่อกล่าวถึงพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วก็ คงมีความแตกต่างกันไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามในที่นี้จะขอเปรียบเทียบพัฒนาการความ ต้องการของมนุษย์ระหว่างทัศนะพระพุทธศาสนากับทัศนะของอับราฮัม มาสโลว์ และ เปรียบเทียบระหว่างทัศนะพระพุทธศาสนากับทัศนะของเพลโต และอับราฮัม มาสโลว์ เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน พอสังเขป ดังนี้ ๗.๖.๑ เปรียบเทียบพัฒนาการความต้องการของมนุษย์ระหว่างทัศนะ พระพุทธศาสนากับทัศนะของอับราฮัม มาสโลว์ พระพุทธศาสนาได้อธิบายความต้องการของมนุษย์ไว้ในขุททกนิกาย ความว่า “นัตถิ ตณหา สมา นที” แปลว่า “แม่น้ าเสมอด้วยตัณหาไม่มี” ๔๙ ค าว่า “ตัณหา” เป็น ค านาม อิตถีลิงค์(เพศหญิง) แปลว่า “ความอยาก ความกระหาย ความดิ้นรน และยังเป็น เรียกชื่อของธิดามารคนหนึ่งด้วย ธิดามีสามคนคือ “นางราคะ นางตัณาหา นางอรตี” ธิดา ของพระยามารที่อาสาบิดามายั่วยวนเจ้าชายสิทธัตถะในขณะที่ก าลังบ าเพ็ญเพื่อจะบรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณที่ภายใต้ควงต้นมหาโพธิ์ แต่เจ้าชายสิทธัตถะสามารถเอาชนะ ธิดามารทั้งสามนั้นได้และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในคืนนั้นนั่นเอง โลกเป็นไปตามอ านาจของตัณหา ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตอบค าถามของเทวดา ปรากฏในตัณหาสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เมื่อเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “โลกอัน อะไรหนอย่อมน าไป อันอะไรหนอย่อมเสือกไสไปโลกทั้งหมดเป็นไปตามอ านาจของธรรม อันหนึ่งคืออะไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “โลกอันตัณหาย่อมน าไป อันตัณหาย่อมเสือก ไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอ านาจของธรรมอันหนึ่งคือตัณหา” ๕๐ ความจ าเป็นพื้นฐานในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปัจจัยสี่” ได้แก่ “อาหารเครื่อง ห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค” เพียงเท่านี้ก็สามารถด าเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้แล้ว ส่วน ความต้องการอื่นๆ ถึงไม่มีก็ไม่ท าให้ชีวิตอยู่ไม่ได้แต่ทว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพียงเพราะมีชีวิต แล้วก็ตายเท่านั้น ยังสามารถพัฒนาตนให้พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น จนจิตหลุดพ้นจากอ านาจ ของกิเลสได้ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพภายในที่ไม่แตกต่างกัน สามารถพัฒนาได้ แต่การ สนองตอบตัณหานั้นตามทัศนะของมาสโลว์ต้องเติมเต็มความอยาก จนถึงที่สุด เมื่อความ ๔๙ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๒๕๑/๑๑๐. ๕๐ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๖๓/๗๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๗ อยากหนึ่งหมดไปความอยากใหม่ก็เข้ามาแทนที่ ต้องหาทางบริหารความต้องการจนกว่า จะพอใจ แต่ความพอของมนุษย์นั้นอยู่ที่ใด เมื่อไหร่จึงจะรู้สึกว่าพอ เมื่อไหร่ความต้องการ จึงจะหมดไป มนุษย์ทั้งหลายมีชีวิตที่เป็นไปตามอ านาจของความอยาก การที่จะเติมเต็มความ อยากให้พอจึงมิใช่เรื่องง่าย ความอยากจึงเป็นเหมือนเครื่องผูกที่ท าให้มนุษย์ต้องดิ้นรน ถ้าเมื่อใดตัดเครื่องผูกได้จึงจะอยู่ในโลกอย่างมีความสุข เพราะเมื่อจิตไม่มีเครื่องผูกก็หลุดพ้น ดังที่แสดงไว้ในอิจฉาสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ความว่า “เทวดาทูลถามว่า “โลกอันอะไรผูกไว้ เพราะก าจัดอะไรเสียจึงจะ หลุดพ้น เพราะละอะไรได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทุกอย่าง” พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า “โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะก าจัดความอยากเสียได้จึงหลุดพ้น เพราะละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทั้งหมด” ๕๑ ตามทัศนะของมาสโลว์ ความต้องการสี่ประการเบื้องต้นคือ “ความต้องการ ทางด้านร่างกาย ความต้องการความปลอดภัย ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง” คงพอจะอนุมานได้ว่าเป็นเรื่องของปุถุชนคนธรรมดา สามัญที่มีความต้องการตามธรรมชาติ สุดแท้แต่ว่าใครจะเติมเต็มความต้องการของตนได้ เมื่อใด บางทีอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต มาสโลว์แสดงล าดับขั้น “ความต้องการของมนุษย์” จากระดับต่ าที่สุดจนถึงสูงที่สุด เมื่อวิเคราะห์แล้วยังเป็นเรื่องของคนที่ยังมีกิเลส ยังต้องการ ความเพลิดเพลินผูกไว้ มนุษย์ทั้งหลายจึงท่องเที่ยวไปด้วยจิตใจแห่งความวิตกกังวล หากไม่มี ตัณหาหรือความอยากในจิตใจแล้วก็เข้าถึงวิมุตติสุข ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้ใน สัญโญชน์สูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ความว่า “โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่อง ประกอบไว้วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงเรียกว่า นิพพาน” ๕๒ ตามแนวพุทธธรรม กามตัณหาคือความอยาก หรือ ความต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าพอใจ ภวตัณหาคือความอยากมี และความอยากเป็น เช่น ความอยาก ในลาภ ยศ สรรเสริญและสุข รวมทั้งความอยากที่จะเกิดอีกในภพใหม่ วิภวตัณหาคือความไม่ อยากมีและความไม่อยากเป็น เช่น ความไม่อยากที่จะประสบกับความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ การนินทาและความทุกข์ รวมทั้งความไม ่อยากที ่จะไปเกิดในภพที่ไม่ดี จะเห็นได้ว ่า ความต้องการทุกขั้นตามทัศนะของมาสโลว์และตัณหาทั้งสามอย่างตามค าสอนแนวพุทธ ยังอยู่ในระดับโลกียะ (mundane level) แนวคิดของนักจิตวิทยาตะวันตกและพุทธจิตวิทยา ขนานไปในแนวเดียวกัน แต่จิตวิทยาตะวันตกมีเพดานกั้นอยู่ ส่วนพุทธจิตวิทยาสามารถ ๕๑ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๖๙/๗๗. ๕๒ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๖๔/๗๔.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๘ ทะลุเพดานขึ้นไปจนถึงระดับโลกุตตระ (Supra mundane level) ซึ่งเป็นระดับที่อยู่ เหนือโลก ท าให้ผู้ปฏิบัติตามแนวนี้เข้าถึงนิพานหรือภาวะของความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง จ าลอง ดิษยวณิช๕๓ ได้เปรียบเทียบทฤษฎีของ มาสโลว์ กับทฤษฎีตามแนวพุทธ ธรรม (ดังภาพที่ ๘ และ ๙) ( ) . . . . . . . (Needs) (Desire or Cravings) ๕๓ จ าลอง ดิษยวณิช, จิตวิทยาของความดับทุกข์, (เชียงใหม่ : บริษัทกลางเวียงการพิมพ์ จ ากัด, ๒๕๔๔).


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๗๙ แผนภาพที่ ๑๕ : เปรียบเทียบความต้องการ (needs) ตามทัศนะของมาสโลว์ กับความอยาก (Desire or cravings) ตามทัศนะพระพุทธศาสนา๕๔ แผนภาพที่ ๑๖ : แนวคิดเกี่ยวกับความต้องการที่อยู่เหนือตัวตน (Transcendental need)๕๕ ๕๔ พริ้มเพรา ดิษยวณิช, “การจูงใจ (Motivation)” เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา พฤติกรรมศาสตร์ ๓๐๔๒๐๒, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.chamlongclinic-psych.com/ document/motif/ [๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๐ จ าลอง ดิษยวณิช (๒๕๔๔) แสดงการเปรียบเทียบให้เห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับล าดับ ขั้นของความต้องการ ตามทัศนะของมาสโลว์ ไปสิ้นสุดที่ self-actualization needs ซึ่งยัง เป็นความต้องการที่เกี่ยวกับตัวตน (self) หรือ อัตตา (ego) อยู่ ตามหลักค าสอนใน พุทธศาสนาตราบใดที่คนเรายังยึดติดอยู่กับตัวตนหรืออัตตา ความทุกข์ย่อมมีอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้น ความต้องการสูงสุดในพุทธจิตวิทยา คือความต้องการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ความอยากหรือความต้องการชนิดนี้อาจเรียกว่า transcendental needs ซึ่งเป็นความ ต้องการที่พ้นหรืออยู่เหนือจากความมีตัวตน และยังเกี่ยวข้องกับสามัญลักษณะ สามอย่าง คือความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่ใช่ตน (อนัตตา) ก็คือความไม่ใช่ ตัวตน หรือความไม่มีตัวตน (non-self or godlessness) ๗.๖.๒ เปรียบเทียบความสอดคล้องและความแตกต่างระหว่างทัศนะ พระพุทธศาสนา กับทัศนะของเพลโต และ อับราฮัม มาสโลว์ หลักการทางพุทธศาสนาเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่สอดคล้องกับความคิดของมาส โลว์โดยให้ความส าคัญกับธรรมชาติที่จะช่วยคลี่คลายสิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเอง การแบ่ง ล าดับช่วงชั้นมนุษย์ออกเป็น ๓ ระดับ คือ ร่างกาย จิตใจ และปัญญา (หรือวิญญาณ) ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ การพัฒนาทางจิตที่เริ่มต้นจากร่างกายไปจบ ลงที่ปัญญาก็คงเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ที่พร้อมจะคลี่คลายไปภายใต้สภาวการณ์ที่เอื้ออ านวย ตามธรรมชาติ ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด ดังที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ว่า “การพัฒนานี้เราอย่าไปอวดดีกับธรรมชาติ เราไปอวดว่า เราเป็นผู้พัฒนา เราเลย จะเป็นผู้อวดดีไปโดยไม่รู้ตัว ที่จริงเป็นเรื่องที่ธรรมชาติมันพัฒนาตัวเอง คือมันแก้ไขตัวเอง เราเป็นผู้ช่วยให้ความสะดวกให้ถูกวิธี” ๕๖ ลักษณะของการพัฒนาตามทัศนะของมาสโลว์อาศัยหลักของ “ล าดับความจ าเป็น ก่อนหลัง” เป็นเครื่องจ าแนก ความต้องการขั้นต่ ากว่าถือเป็นความต้องการที่จะต้อง ตอบสนองก่อนความต้องการในระดับที่สูงกว่า หรือพูดอีกแง่หนึ่ง คือ ความต้องการในระดับ ที่สูงกว่า จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อความต้องการในระดับต่ ากว่าได้รับการตอบสนอง มาสโลว์ เชื่อว่า มนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นจะต้องมีการพัฒนาเพื่อน าศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ประโยชน์ได้ ในที่สุด ผู้ใดก็ตามที่ถูกครอบง าไว้ด้วยความต้องการในระดับต่ าทั้งที่ได้รับการตอบสนองใน ด้านต่างๆ อย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้มีการพัฒนาความต้องการไปสู่ระดับที่สูงขึ้นแล้ว ถือว่า เป็นบุคคลที่ขาดวุฒิภาวะ ๕๕ พริ้มเพรา ดิษยวณิช, “การจูงใจ (Motivation)” เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา พฤติกรรมศาสตร์ ๓๐๔๒๐๒. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.chamlongclinic-psych.com/ document/motif/ [๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๕๖ พุทธทาสภิกขุ “บรมธรรมกับอธิจิตตาโยค” ใน บรมธรรม หน้า ๕๑๙.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๑ การพัฒนาความต้องการในลักษณะที่คล้ายคลึงกับทัศนะทางพระพุทธศาสนาใน เรื่องของการพัฒนาจิตมีความเชื่อว่าการพัฒนาในแต่ละขั้นตอนมีความเกี่ยวเนื่องและส่งผล ถึงกัน การพัฒนาทางกายถือว่าเป็นพื้นฐานอันดับแรก เมื่อมีการพัฒนาทางกายแล้ว ก็จะ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางวิญญาณ แนวความคิดทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเรื่อง ความชะงักงันของการพัฒนาไว้เช่นเดียวกัน ความชะงักงันหรือการหยุดพัฒนาเกิดจากมี การประพฤติปฏิบัติที่ผิดไปจากมรรควิธีอันถูกต้อง เช่น กินอยู่ไม่พอดี ปราศจากวินัย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะท าให้การพัฒนาไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นมนุษย์เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของ ธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงต้องตกอยู่ ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ เมื่อสุขและทุกข์เป็นธรรมชาติของชีวิตจึงนับว่าเป็นคุณสมบัติที่ ส าคัญที่จะต้องรู้เท่าทันและพัฒนาให้ชีวิตเกิดดุลยภาพอันจะท าให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติได้ อย่างเป็นปกติ ดังนั้น ทั้งสุขและทุกข์เป็นคุณสมบัติชนิดหนึ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง กล่าวคือ สุขคือสิ่งที่มนุษย์จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในชีวิต ส่วนทุกข์คือสิ่งที่มนุษย์จะต้อง ก าหนดรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง หน้าที่ต่อทุกข์ของมนุษย์ ได้แก่ การรู้เท่าทัน ส่วนสุขนั้นมี หน้าที่พัฒนาให้เกิดขึ้น ซึ่งสาระส าคัญของหน้าที่ทั้งต่อสุขและทุกข์นั้น สามารถกล่าวโดยสรุป ตามหลักการของพระพุทธศาสนาได้ ๒ ประการ๕๗ ดังนี้ ๑) การรู้เท่าทันทุกข์พระพุทธศาสนามองว่า ชีวิตและสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้ กฎธรรมชาติทั้ง ๓ ประการ คือ ๑) การเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ๒) การตั้งอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ (ทุกขัง) ๓) การไม ่มีตัวตนที ่แท้จริงเพราะปรากฏรูปร ่างขึ้นมาได้ด้วย เหตุปัจจัย (อนัตตา) ทั้ง ๓ ประการนี้พระพุทธศาสนาเรียกว่า กฎธรรมชาติ ซึ่งสรรพสิ่งทั้งโลกและชีวิต จะต้องตกอยู่ภายใต้กฎทั้ง ๓ ประการนี้ อาการทั้งสองเบื้องต้นคือการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) และการตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) แสดงอาการปรากฏให้เห็นได้ง่ายโดยรูปของการ เปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง เป็นต้น ส่วนประการสุดท้ายคือการไม่มีตัวตน ที่แท้จริง (อนัตตา) เป็นสภาพที่จะต้องใช้ปัญญาในการสืบหาความจริงตามเหตุปัจจัย ๒) การพัฒนาสุข พระพุทธศาสนามองว่า ความสุขเป็นสิ่งพัฒนาได้ เพราะ ความสุขเมื่อเกิดขึ้นอย่างถูกต้องแล้วจะเป็นคุณสมบัติในจิตใจของมนุษย์ โดยพระพุทธศาสนา ให้เหตุผลว่า เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถพัฒนาได้ความสุขซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของ ชีวิตจึงเป็นสิ่งพัฒนาได้เช่นกัน เมื่อเราพัฒนาความสุขให้ประณีตขึ้น สูงขึ้น ก็จะท าให้ชีวิตดี ขึ้นกล่าวคือท าให้ชีวิตของเรามีคุณธรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น และความสุขที่เราพัฒนาขึ้นนั้น ๕๗ พระมหาทวี มหาปัญโญ (ละลง), ผู้อ านวยการโครงการหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต (พธ.ด.), ดุลยภาพของชีวิต ในมุมมองของพระพุทธศาสนา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. onab.go.th/index.php? option=com_content..


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๒ นอกจากจะเกื้อกูลต่อตนเองแล้ว ยังท าให้เกื้อกูลต่อผู้อื่นหรือสังคมด้วย เพราะปกติถ้าการ แสวงหาความสุขเพียงเพื่อตนเองโดยไม่มีการพัฒนาความสุขให้สูงขึ้นจะท าให้มีการ เบียดเบียนผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้รับความสุข แต่หากมีการพัฒนาความสุขให้สูงขึ้นไปแล้ว ความสุขที่ได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นตามล าดับนั้น จะท าให้สังคมมีสันติมากขึ้นไปตามล าดับ กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อเราผ่านโลกผ่านชีวิตมาได้ระดับหนึ่ง เราก็คงเข้าใจค าว ่า ชีวิตมีขึ้นมีลงได้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่า ไม่มีใครโชคร้ายไปตลอดและไม่มีใครโชคดี ไปตลอด ชีวิตมีสุขและมีทุกข์ปะปนคละเคล้ากันไป แต่ประเด็นที่ส าคัญซึ ่งแต ่ละบุคคล จะต้องไม่ลืมก็คือ ท าอย่างไร เราจึงจะใช้ชีวิตให้มีดุลยภาพระหว่างสุขและทุกข์ได้โดยรู้ให้ เท่าทันทุกข์และพัฒนาสุขอย่างมีหลักการ แม้ในยามที่มีสุขเราก็ไม่หลงระเริงลืมตัวลืมตนจน กลายเป็นการสร้างทุกข์ให้คนอื่น หรือยึดติดเพียงความสุขในระดับต้นๆ ไม่พัฒนาความสุข ให้สูงขึ้นไป และท าอย่างไร ในยามที่เรามีทุกข์ก็ไม่ใช่จมดิ่งอยู่กับทุกข์อย่างไม่รู้วันรู้คืน แต่ให้ รู้จักสร้างปัญญาขึ้นด้วยการพิจารณาทุกข์จนกระทั่งให้รู้เท่าทันทุกข์และรู้สาเหตุของการดับ ทุกข์นั้น จนกระทั่งสามารถมีสมาธิมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองเพื่อให้พ้นจากทุกข์นั้นให้ได้ ซึ่ง สรุปภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับ “ความต้อง” ตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนา แนวคิดของเพลโต และแนวคิดของมาสโลว์ ให้เห็นความสอดคล้องและความแตกต่างกันทั้งสามแนวคิด ดังนี้ ความต้องการตามแนวคิด ทางพระพุทธศาสนา ความต้องการตามแนวคิด ของเพลโต ความต้องการตามแนวคิด ของมาสโลว์ วิญญาณ (ปัญญา) เหตุผล ศักยภาพแห่งตน จิตใจ (สมาธิ) จิตหรือก าลังขวัญ เกียรติยศชื่อเสียง ความรักและการยอมรับ ร่างกาย (ศีล) ความปราถนาทางกาย ความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการด้านสรีระ ตารางที่ ๑๐ : เปรียบเทียบล าดับช่วงชั้นของความต้องการ ตามแนวคิด ของพระพุทธศาสนา มาสโลว์ และ เพลโต จากตารางที่ ๑๐ การให้ความหมายแก่ความต้องการแต่ละชั้นของมาสโลว์มีความ แตกต่างจากเพลโตและพระพุทธเจ้า ความแตกต่างดังกล่าว มีสาเหตุมาจากแนวคิดของเพล โตและพระพุทธเจ้ามีลักษณะเน้นหนักในเชิงของปรัชญา ทั้งเพลโตและพระพุทธเจ้าให้ความ หมายความต้องการในลักษณะใกล้เคียงกัน เป้าหมายสุดท้ายในทางโลกียะของ พระพุทธศาสนา ได้แก่ การที่มนุษย์พิจารณาสิ่งที่บังเกิดขึ้นด้วยปัญญาหรือโดยใช้เหตุผลอยู่ เหนืออารมณ์ นับเป็นเป้าหมายเดียวกับที่เพลโตตั้งอุดมการณ์ไว้แต่ส าหรับมาสโลว์ซึ่งมิได้มี


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๓ แนวคิดในเชิงปรัชญา การให้ความหมายของความต้องการแต่ละระดับจึงมีลักษณะในเชิง ปฏิบัติที่ระบุให้เห็นชัดเจนมากกว่าความรักและการยอมรับเกียรติยศชื่อเสียงตลอดจนการ พัฒนาความสามารถที่มีอยู่ให้ปรากฏเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยอมรับและเข้าใจได้ง่ายกว่าหลักการ ทางปรัชญาซึ่งดูจะเป็นอุดมคติจนเกินไป สรุปท้ายบท การศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการมนุษย์ทั้งสองทัศนะทั้งพุทธศาสนาและทางตะวันตก จะท าให้มนุษย์เกิดดุลยภาพเข้าใจพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นมากยิ่งขึ้น การเข้าใจตนเอง และผู้อื่นจะท าให้มนุษย์สามารถบริหารจัดการชีวิตของตนเองได้ถูกต้องเหมาะสมกับบริบท สภาพแวดล้อมในสังคมซึ่งจะท าให้มนุษย์เกิดความเจริญงอกงามจากการเรียนรู้ที่จะพัฒนา ตนเองให้มีคุณค่าสมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และสามารถปรับตัว ปรับใจต่อสิ่งที่เข้ามา กระทบอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่ทุกข์ไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้นจนสูญเสียความสมดุลแห่ง ชีวิต ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของโลกด้วย มีความสุขตามอัตภาพของตนเองและ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสันติ


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๔ ค าถามท้ายบท ๑. จงบอกความหมายของพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ในทัศนะ พุทธศาสนาและทัศนะตะวันตก มาพอสังเขป ๒. จงบอกจุดมุ่งหมายของการศึกษาพัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์มา พอสังเขป ๓. จงบอกแนวคิดพัฒนาการความต้องการของมนุษย์ในทัศนะพุทธศาสนา มาอย่างน้อย ๓ ประการ ๔. จงแสดงเหตุผลเชิงตรรกของเพลโตที ่เกี่ยวข้องกับแนวคิดพัฒนาการ ความต้องการของมนุษย์มาพอสังเขป ๕. จงบอกพัฒนาการความต้องการของมนุษย์ตามแนวคิดของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) มาพอสังเขป ๖. จงเปรียบเทียบพัฒนาการความต้องการทางกาย และทางจิตของมนุษย์ ในทัศนะพุทธศาสนาและทัศนะตะวันตก มาพอสังเขป


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๕ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : กฤษณา ศักดิ์ศรี. มนุษยสัมพันธ์. กรุงเทพมหานคร: อักษรวิทยา, ๒๕๓๔. กัลยา นาคเพ็ชร์, จุไร อภัยจิรรรัตน์ และ สมพิศ ใยอุ่น. จิตวิทยาพัฒนาการส าหรับ พยาบาล. (กรุงเทพมหานคร: บริษัทส านักพิมพ์สุภา จ ากัด, ๒๕๔๘. คณะกรรมการแผนกต ารามหามกุฎราชวิทยาลัย, พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑, ยมก วรรควรรณา, พิมพ์ครั้งที่ ๙, กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๗ จ าลอง ดิษยวณิช. จิตวิทยาของความดับทุกข์. เชียงใหม่: บริษัทกลางเวียงการพิมพ์ จ ากัด, ๒๕๔๔. ณัฐภร อินทุยศ. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย,๒๕๕๖. บุญมีแท่นแก้ว, จริยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๙. ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต. จิตวิทยาพัฒนาการล าหรับพยาบาล. สงขลา: ซานเมืองการพิมพ์, ๒๕๔๑. ทรงพล ภูมิพัฒน์. จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีปทุม, ๒๕๔๐. นิพนธ์ คันธเสวี. มนุษยสัมพันธ์เพื่อการพัฒนาสังคม. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๘. นิภาภัทร อยู่พุ่ม และคณะ. เอกสารประกอบการสอนรายวิชา SN ๑๑๐๓ จิตวิทยาและ พัฒนาการมนุษย์ (Psychology and Human Development). คณะ พยาบาลศาสตร์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น. ขอนแก่น : เอ็มมี่ ก๊อปปี้ เซนเตอร์, ๒๕๕๖. บุญมีแท่นแก้ว และคณะ, ปรัชญาเบื้องต้น, พิมพ์ครั้งที่๕, กรุงเทพมหานคร : ธนการพิมพ์, ๒๕๔๖. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔. พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชา จิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๗ พัฒนาการด้านความต้องการของมนุษย์ Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๖ วศิน อินทสระ. พุทธจริยศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : ทองกวาว, ๒๕๔๑. ศรีเรือน แก้วกังวาล. จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย. พิมพ์ครั้งที่ ๘, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕. สุมาลี มหณรงค์ชัย, ฮินดู-พุทธ จุดยืนที่แตกต่าง, กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๓๖ . สุชา จันทน์เอม. จิตวิทยาพัฒนาการ. พิมพ์ครั้งที่ ๔, กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๐. (๒) วิทยานิพนธ์/บทความทางวิชาการ : เนตรนภา เดชหัสดิน. “บุคลิกภาพ ความต้องการตามแนวคิดของ Maslow บรรยากาศองค์การ กับพฤติกรรมการให้บริการของพยาบาลประจ าการโรงพยาบาลศิริราช”.วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๓. พระหมูน ปสนฺโน (นูกอง). “ศึกษาวิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องมนุษย์ในพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพุทธศาสนาและ ปรัชญา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘. สุพจน์ จิตสุทธิญาณ, “เกณฑ์ตัดสินความดีของพระพุทธศาสนา”, วารสารส านักงาน คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(มกราคม–มิถุนายน ๒๕๒๒), หน้า ๒๐-๒๑ (๓) สื่ออิเล็คทรอนิคส์: ความหมายของพัฒนาการ http://www.baanjomyut.com/library_2/extension1/concepts_of_developmental_psychology/01_1.html. [๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_3/extension2/ethics/04.html. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. พระมหาทวี มหาปัญโญ (ละลง), ดุลยภาพของชีวิต ในมุมมองของพระพุทธศาสนา, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https//www.onab.go.th/index.php?option =com_content. [๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗]. ๒. ภาษาอังกฤษ (I) Books : James C. Coleman, psychology an Effective Behavior. (Bombay : D.B. Taraporevala Sons & Co. Private Ltd., 1971) p : 167. Morris C.G. Psychology. 7 th edition. New Jersey : Prentice-Hall, Inc., 1990.


บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา (Emotion and Emotional Quotient in Buddhist’s Perspective) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจ าบท เมื่อได้ศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. บอกความหมายของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ได้ ๒. บอกความส าคัญของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ได้ ๓. บอกแนวคิดอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนาได้ ๔. บอกแนวคิด/ทฤษฎีอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตกได้ ๕. บอกความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และพฤติกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนาได้ ๖. บอกการพัฒนาจิตและความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตกและ พระพุทธศาสนาได้ ขอบข่ายเนื้อหาสาระส าคัญประจ าบท ความน า ความหมายของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ ความส าคัญของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ แนวคิดอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา แนวคิดอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และพฤติกรรมในทัศนะพระพุทธศาสนา การพัฒนาจิตและความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะตะวันตกและ พระพุทธศาสนา


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๘ ๘.๑ ความน า อารมณ์ในทางพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่จิตไปเกาะเกี่ยวอยู่แล้วยึดจิตไว้มี ๖ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธรรมารมณ์ตามล าดับ๑ ตามปกติอารมณ์จะ นอนเนื่องอยู่ภายในถัดลึกลงไปจากความคิดระดับหนึ่ง ความคิดเป็นทางเดินให้อารมณ์ ประกอบเข้ามาได้ ตามกระบวนแห่งหลักปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนา อารมณ์จะอยู่ ถัดจากการรับรู้ทางอายตนะและผัสสะ การรับรู้ทางอายตนะและผัสสะนั้น เป็นกระบวนการ ทางจิต เมื่อจิตรับรู้จากอายตนะภายในและอายตนะภายนอก หรืออารมณ์ภายนอกเข้ามา กระทบกับอารมณ์ภายในแล้ว ก็จะน าไปสู่ระดับอารมณ์ทันทีถ้าหากอารมณ์นี้ประกอบไป ด้วยอิฏฐารมณ์ คือน่าพอใจ ก็จะท าให้อารมณ์แสดงผลออกมาเป็นอารมณ์น่าพอใจ อยากได้ แต่ถ้าอารมณ์นั้นเป็นอนิฏฐารมณ์ คือสิ่งที่ท าให้เกิดอารมณ์อันไม่น่าพอใจ ก็จะท าให้อารมณ์ นั้นไม่น่าพอใจตามไปด้วย อยากไปให้พ้นจากอารมณ์นั้น อารมณ์จึงเป็นขั้นของเวทนา คือความรู้สึกนี ่เอง ที่เป็นอารมณ์ปกติธรรมดา ยังไม่แสดงอาการแห่งอารมณ์ในระดับที่ เข้มข้นขึ้น๒ พระพุทธศาสน เน้นให้บุคคลรู้เท่าทันอารมณ์ การรู้เท่าทันอารมณ์เป็นการป้องกัน ไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง (สังขาร) การรู้เท่าทันหรือความฉลาดทางอารมณ์ในพระพุทธศาสนา มีฐานอยู่ที่สติให้รู้จักตนเอง ตรวจสอบ ควบคุมตนเอง และสามารถที่จะพัฒนาคุณสมบัติของ จิตที่เป็นฝ่ายกุศลให้ออกมาปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ดังนั้น อกุศล เจตสิกฝ่ายไม่ดีทั้งหลายจะต้องมีสติก ากับจึงจะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม และเมื่อมีสติ ก ากับจึงท าให้เกิดความรู้คือปัญญาเพราะสติเป็นตัวเก็บข้อมูลตัวเอง ความถูกต้อง สิ่งที่ เกิดขึ้นในใจทั้งหมด เหมือนกับการสร้างกระจกส่องใจ สติจะเป็นกระจกส่องใจแล้วก็รู้ว่า จะ จัดการกับภาวะของจิตอย่างไร ความรู้ในการจัดการกับตัวเองนั้นเป็นปัญญา สามารถเลือก ตัดสินใจ เลือกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น จึงควรจะพัฒนาปัญญาให้มากเพื่อสร้างความ สมดุลของบุคลิกภาพในการแสดงออก เพราะสติและปัญญาเป็นตัวก ากับควบคุมสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีหรือทั้งฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศลให้อยู่ในภาวะที่พอดี๓ ๑ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต, พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด ค าวัด, วัดราชโอรสาราม, (กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๘), หน้า ๑๓๕๓. ๒ สุวิญ รักสัตย์, “การสื่อสารกับการบริหารอารมณ์แนวพุทธ”, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.puzinnian.blogspot.com/2013/05/blog-post_24.html. [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ๓ โกศล สนิทวงษ์, “ความฉลาดทางอารมณ์กับพุทธศาสนาสู่การพัฒนาคนและองค์การ” [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hrdlearning&group=1& month=01-2013&date=29 [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๘๙ ๘.๒ ความหมายของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ มีความหมายในทางพระพุทธศาสนา ความหมายทางวิชาการและทางจิตวิทยา ๘.๒.๑ ความหมายของอารมณ์อารมณ์เป็นเรื่องของผลที่เกิดจากสาเหตุอย่างใด อย่างใด ในที่นี้จะกล่าวถึง ความหมายของอารมณ์ในทางพระพุทธศาสนา และ ความหมาย ทางวิชาการและทางจิตวิทยา ไปตามล าดับ ดังนี้ ๑) ความหมายของอารมณ์ทางพระพุทธศาสนา อารมณ์ในทางพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งที่จิตไปยึดเหนี่ยว หรือ สัมผัสในขณะนั้นๆ อันหมายถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (โผฏฐัพพะ) และธรรมารมณ์(เช่น ความคิด ความนึก, สิ่งต่างๆ ที่รับรู้ได้ด้วยใจ)ที่ มากระทบ จึงมีความหมายต่างกับความหมายทางโลกๆ เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย) เป็นไปดังพุทธพจน์ที่ได้ตรัสไว้ดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความ ประจวบแห่งธรรม ๓ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย สุข ทุกข์หรืออทุกขมสุข ที่สัตว์เสวยจึงเกิด เขาอันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติด บุคคลนั้นไม่มีราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ล าบาก ไม่ร่ าไร ไม่ทุบอกคร่ าครวญ ไม่ถึงความลุ่มหลง๑ บุคคลนั้นไม่มีปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมรู้ ชัดถึงความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป คุณ โทษ และธรรมเป็นเครื่องสลัดออกจาก เวทนานั้น ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่มีอวิชชานุสัยนอนเนื่องอยู่ เป็นไปได้ ที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาได้บรรเทาปฏิฆานุสัยเพราะ ทุกขเวทนาได้ ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาได้ ละอวิชชาแล้วท า วิชชา ๒ ให้เกิดขึ้นได้แล้ว จักเป็นผู้กระท าที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน... ๔ ๒) ความหมายของอารมณ์ทางวิชาการและทางจิตวิทยา อารมณ์ในทางจิตวิทยา มีความหมายกว้างมาก ครอบคลุมถึงสภาพทางจิตใจทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งพฤติกรรม หรือ ท่าทีที่แสดงออกทางสังคมและการ แสดงอารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัส โดยมีนักวิชาการและ นักจิตวิทยา ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ ชูทิตย์ ปานปรีชา ๕ กล่าวถึง อารมณ์ว่า หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อจิตใจรับรู้ ว่ามีสิ่งเร้า ๔ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๔๒๖/๔๘๕-๔๘๖. ๕ ชูทิตย์ ปานปรีชา, เอกสารการสอน ชุดจิตวิทยาทั่วไป หน่วยที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๔๔๗.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๐ จ าลอง ดิษยวณิช ให้นิยามค าว่า อารมณ์( Emotion) คือ สภาวะของร่างกายที่ ถูกยั่วยุจนเกิดความรู้สึกทั้งในทางบวกและทางลบก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางจิตใจ และทางสรีระวิทยา เช่น เวลาโกรธมักจะหน้าแดง ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก เป็นต้น๖ อัจฉรา เจริญศรี๗ กล่าวว่า อารมณ์คือการแสดงออกของภาวะจิตใจที่ได้รับการ กระทบกระเทือน หรือกระตุ้นจากสิ่งเร้า ท าให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองออกมา ท าให้ร่างกาย เกิดการเปลี่ยนจากผลกระทบหรืออาจท าให้จิตใจปั่นป่วนไม่เป็นปกติความรู้สึกรุนแรง ลักขณา สริวัฒน์๘ ได้ให้ความหมายของอารมณ์คือสภาวะจิตของจิตใจขณะใด ขณะหนึ่ง โดยทั่วไปมักจะหมายถึง ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ ตื่นเต้น เป็นต้น อีก ความหมายหนึ่งคือ สภาพจิตใจที่หวั่นไหว ปั่นป่วนหรือตื่นเต้นเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น สิ่งเร้าที่ ท าให้เกิดอารมณ์นั้น มีทั้งสิ่งเร้าที่มากระทบประสาทสัมผัส และสิ่งเร้าภายใน เช่น แรงจูงใจ ความต้องการ ความจ าและประสบการณ์ สิ่งเร้าเดียวกันท าให้บุคคลแต่ละคนเกิดอารมณ์ ต่างกันได้แม้กระทั่งบุคคลเดียวกันได้รับสิ่งเร้าที่ต่างกันก็อาจเกิดอารมณ์ต่างกันได้เมื่อเกิด อารมณ์แล้วก็จะคงสภาพอยู่ในช่วงระยะเวลา สั้นบ้าง ยาวบ้างทั้งๆ ที่สิ่งเร้าได้หายไปแล้ว อารมณ์ที่คงอยู่นานๆ เรียกว่า อารมณ์ค้าง จากความหมายของค าว่า “อารมณ์” (Emotion)ดังกล่าวแล้วทั้งทางพระพุทธศาสนา และทางวิชาการและทางจิตวิทยา พอจะสรุปความได้ว่า อารมณ์หมายถึง ความคิด ความรู้สึก ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ เกิดขึ้นเมื่อจิตใจรับรู้ว่ามีสิ่งเร้า และมีผลท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านสรีระ ด้านพฤติกรรม อารมณ์จึงเป็นเรื่องของสภาวะทางใจที่ส่งผลออกมาทางกาย คือส่งผลให้แสดงพฤติกรรมต่างๆ ทั้งในทางบวก และในทางลบ ในทางบวก เช่น อารมณ์ดี อารมณ์รัก อารมณ์ชอบ ดีใจ อารมณ์ในทางลบ เช่น อารมณ์ร้าย อารมณ์เกลียด อารมณ์ เศร้า เสียใจ และอารมณ์เฉยๆ คือไม่ดีไม่เสีย แต่เป็นกลางๆ ๘.๒.๒ ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ ในที่นี้จะกล่าวถึงความหมาย ของความฉลาดทางอารมณ์ทางพระพุทธศาสนา และ ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ ในทางวิชาการและทางจิตวิทยา ดังนี้ ๖ จ าลอง ดิษยวนิช, วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์, (เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์, ๒๕๔๓), หน้า ๙๒. ๗ อัจฉรา เจริญศรี, “ผลของการฝึกอบรมภาวนาเชิงพุทธตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ต่อ การปรับตัวทางอารมณ์และการมองในแง่ดี”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาการปรึกษา), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๑), หน้า ๑๖. ๘ ลักษณา สริวัฒน์, จิตวิทยาในชีวิตประจ าวัน, (กรุงเทพมหานคร : โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์), ๒๕๔๔) อ้างใน อัจฉรา เจริญศรี, “ผลของการฝึกอบรมภาวนาเชิงพุทธตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ต่อ การปรับตัวทางอารมณ์และการมองในแง่ดี”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (จิตวิทยาการปรึกษา), หน้า ๑๕-๑๖.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๑ ๑) ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ทางพระพุทธศาสนา พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตโต)๙ ให้ความหมายว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง การใช้ปัญญาก ากับการแสดงอารมณ์ออกมาในแต่ละสถานการณ์ให้เป็นไปในทางที่ ถูกต้อง พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต)๑๐ ใช้ค าว่า “เจตโกศล” แทนค าว่า “ความฉลาดทาง อารมณ์” หมายถึง การมีปัญญาควบคุมความคิด ความรู้สึกหรือนิสัยใจคอให้แสดงออกทาง พฤติกรรมทางกาย วาจา ไปในทางที่สร้างสรรค์เกื้อกูลต่อตนเองและผู้อื่น ๒) ความหมายของความฉลาดทางอารมณ์ทางวิชาการและจิตวิทยา โกลแมน (Goleman)๑๑ ให้ความหมายว่า ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเอง และของผู้อื่นใน สถานการณ์ต่างๆ และสามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในตนเองและอารมณ์ที่ เกิดจากความสัมพันธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ๑๒ ให้ความหมาย ความฉลาดทางอารมณ์คือ ความฉลาดในการด าเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข กล่าวคือ มี องค์ประกอบ ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านดี๑๓ ด้านเก่ง๑๔ และ ด้านสุข๑๕ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พึง ประสงค์ตามลักษณะชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมไทย ๙ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตโต), “อีคิวในพระพุทธศาสนา”, ใน อัจฉรา สุขารมณ์ วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี และ อรพินทร์ ชูชม (บรรณาธิการ), รวมบทความทางวิชาการ EQ, (กรุงเทพมหานคร:เดสก์ท็อป, ๒๕๔๕). ๑๐ พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต), “เจตโกศลหรือปรีชาเชิงอารมณ์”, ใน อัจฉรา สุขารมณ์ วิลาสลักษณ์ ชัววัลลี และ อรพินทร์ ชูชม (บรรณาธิการ) , รวมบทความทางวิชาการ EQ, (กรุงเทพมหานคร : เดสก์ท็อป, ๒๕๔๕). ๑๑ Danial Goleman, Emotional Intelligence, (London : Bloomsbery Puplishing Plc), 1996, p. 375. ๑๒ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, คู่มือความฉลาดทางอารมณ์, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิต, ๒๕๔๕), หน้า ๕๕. ๑๓ ด้านดีคือมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนและเห็นใจผู้อื่น มีความสามารถ ในการรับรู้แสดงออกซึ่งอารมณ์และความต้องการของตนเองได้ถูกต้อง และมีความสามารถ ในการควบคุม และรู้เท่าทันในอารมณ์ของตน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา. ๑๔ ด้านเก่ง คือ มีความสามารถในการปรับตัว ยืดหยุ่นในความคิด แก้ไขปัญหาได้ดี มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและมีการสร้างแรงจูงใจ. ๑๕ ด้านสุข คือ มองโลกในแง่ดีรู้สึกและแสดงออกอย่างมีความสุข มีความมั่นใจในตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง มองโลกในแง่ดีแก้ไขปัญหาได้ดีเมื่อมีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๒ เทิดศักดิ์ เดชคง ๑๖ กล่าวว่า ความฉลาดทางอารมณ์คือความพึงพอใจในความสุข ตามสถานะที่ตนเองด ารงอยู่ ทั้งด้านการงาน ด้านครอบครัว และชีวิตส่วนตัว จ าลอง ดิษยวนิช๑๗ ให้ความหมายความฉลาดทางอารมณ์ไว้ว่าคือ“การรู้จักอารมณ์ หรือความรู้สึกของตนและผู้อื่นการควบคุมและการจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งการใช้ อารมณ์เพื่อการสร้างสรรค์แรงจูงใจสู่ความสัมฤทธิ์และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลที่ดีงาม” สุธรรมมา วรนาวิน๑๘ ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึง ความสามารถของบุคคล ในการตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เพื่อการบริหารจัดการกับความรู้สึก และ อารมณ์ภายในตน บริหารจัดการอารมณ์ของตนในการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้อื่น และ ในความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตลอดจนสามารถควบคุมอารมณ์ และแรงกระตุ้นภายใน สามารถรอคอยการตอบสนองความต้องการของตนเองได้อย่างเหมาะสมถูกกาลเทศะ สรุปความฉลาดทางอารมณ์หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการตระหนักรู้ ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริงโดยสมารถจัดการความรู้สึกเหล่านั้นด้วย สติปัญญาได้อย่างเหมาะสมกับบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อม ๘.๓ ประโยชน์และความส าคัญของอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ ๘.๓.๑) ประโยชน์และความส าคัญของอารมณ์ ในอดีตมีการแบ่งองค์ประกอบด้านจิตใจของมนุษย์เป็น ๒ ประการคือ เหตุผล (reason) กับอารมณ์ (emotions) ในปรัชญากรีกโบราณ เพลโตระบุให้ “ความมีเหตุผล” (rationality) เป็นองค์ประกอบส าคัญของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และอยู่เหนือภาคน้ าใจ และภาคอารมณ์ ในความคิดของชาวกรีกโบราณ เหตุผลเป็นคุณสมบัติที่ท าให้มนุษย์แตกต่าง จากสัตว์ และแสดงถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ส่วนอารมณ์ความรู้สึกเป็นด้านที่ แสดงถึงความอ่อนด้อย ความไม่สมบูรณ์แห่งมนุษยภาวะ ขัดแย้งและคุกคามต่อจริยธรรม และความเป็นเหตุเป็นผล ปรัชญาจึงเป็นเสมือนเครื่องมือบ าบัดอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายและไปท าลายมิติของความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งท่าทีดังกล่าวนี้ของ เพลโตมีอิทธิพลต่อกระบวนวิธีคิดทางปรัชญาตลอดช่วง ๒๐ ศตวรรษที่ผ่านมา ๑๖ น.พ. เทอดศักดิ์ เดชคง, ความฉลาดทางอารมณ์ : จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ, (กรุงเทพมหานคร : มติชน, ๒๕๔๕), หน้า ๑๖. ๑๗ จ าลอง ดิษยวนิช, วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์, (เชียงใหม่: แสงศิลป์, ๒๕๔๓), หน้า บทน า. ๑๘ สุธรรมมา วรนาวิน, “ผลของการปฏิบัติสมาธิที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์: กรณีศึกษาผู้ ปฏิบัติธรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท วัดโสมนัสวิหาร” วิทยานิพนธ์พุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๔๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๓ ปัจจุบัน การแยกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบหนึ่งต่างหาก จากองค์ประกอบด้านเหตุผล และมองว่า องค์ประกอบทั้งสองมีลักษณะตรงกันข้ามกันดังที่ ปรากฏในความคิดของนักปรัชญาสมัยโบราณนั้น ไม่ได้รับการยอมรับและถูกตั้งข้อสงสัยโดย นักปรัชญารุ่นใหม่ ที่เริ่มตระหนักเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ โดยในระยะหลังๆ ได้มีความพยายามที่จะมองอารมณ์ในแง่ที่ไม่ใช่สิ่ง ตรงกันข้ามกับเหตุผล แต่เป็นองค์ประกอบส าคัญประการหนึ่งของเหตุผล ผลงานของนักคิด ที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้แยกขั้วระหว่างอารมณ์กับเหตุผล อย่างเช่น เดส์การ์ต ถูกน ามาศึกษา ตีความใหม่เพื่อศึกษาหาปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเหตุผลกับอารมณ์ ผลงานที่เป็นรู้จักกัน ดีในประเด็นเหล่านี้ ได้แก่ หนังสือ Upheavals of Thought : The Intelligence of Emotions ของ Martha C. Nussbaum (2001) บทความ “Explaining Emotions” ของ Amelie O. Rorty (1980) ส่วนผลงานที่น าเสนอข้อถกเถียงเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของ มนุษย์จากมุมมองปรัชญาตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ ได้แก่ บทความ “Some Note on Emotion: East and West.” ของ Robert C. Solomon (1995) เป็นต้น กล่าวได้ว่า ส าหรับแง่มุมทางด้านชีวิตจิตใจ (mental life) ของเรานั้น “อารมณ์” (emotions) มีส่วนส าคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพและความหมายแห่งการด ารงอยู่ของเรา เพราะ อารมณ์เป็นพื้นฐานในการพิจารณาว่า ชีวิตของเรามีค่าควรแก่การด ารงอยู่หรือไม่อย่างไร หรือบางครั้งก็อาจจะท าให้มองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตจนปรารถนาจะให้ชีวิตจบลงก็เป็นได้ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคคลาสสิก เช่น เพลโต อริสโตเติล สปิโนซา เดส์การ์ตส์ ฮ็อบส์ ฮูม ต่างก็ให้ความส าคัญต่อการสร้างสรรค์ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ถือว่าอารมณ์เป็น เครื่องมือตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและกระตุ้นให้แสดงแบบพฤติกรรมบางอย่าง แต่นักปรัชญาและ นักจิตวิทยาในศตวรรษที่ ๒๐ เป็นจ านวนมาก ละเลยการศึกษาเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ไปเสีย และเพิ่งจะหันมาสนใจศึกษาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกกันเมื่อไปไม่นานมานี้เอง อารมณ์ ความรู้สึกได้แสดงบทบาทต่อการก าหนดคุณภาพชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อารมณ์ ความรู้สึกช่วยให้มนุษย์ก าหนดเป้าหมายและล าดับความส าคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต โดยให้ สามารถแสดงบทบาทส าคัญในการด าเนินชีวิตที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสังคมได้ ๘.๓.๒) ประโยชน์และความส าคัญของความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่มีความจ าเป็นที่บุคคลควรจะมีหรือพัฒนาให้มาก ขึ้นเพื่อชีวิตการท างานในปัจจุบันและในอนาคต เนื่องจากโลกการท างานในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงมาก เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้ว องค์กรต่างๆ จะมีขนาดเล็กลง จ านวนคนท างาน ถูกจ ากัดให้น้อยลง คนท างานที่อยู่ในองค์กรถูกคาดหวังว่า ต้องมีคุณภาพ ไม่เพียงแต่มี ความสามารถหรือทักษะที่จ าเป็นในการท างานหรือมีเชาวน์ปัญญาดีเท่านั้น แต่ต้องมี ความสามารถท างานเป็นทีมได้อย่างมีความรับผิดชอบ มีความเข้าใจและเอื้ออาทรผู้ร่วมงาน


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๔ สามารถผลัดกันเป็นผู้น าได้ มีความตื่นตัวที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ บุคคลต้องมี การปรับตัวอย่างมากเพื่อการท างานที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลและอย่างมีความสุขด้วย ดังนั้น คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงเท่านั้น จึงจะสามารถด ารงตนอยู่ในโลกการท างาน ปัจจุบันได้ดีกว่าคนที่มีไอคิวสูงแต่อีคิวต่ า ความฉลาดทางอารมณ์จึงเข้ามามีบทบาทต่อ คนท างานในโลกยุคปัจจุบัน๑๙ ๘.๔ แนวคิดเรื่องอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ แนวคิดเรื่องอารมณ์ และความฉลาดทางอารมณ์ของบุคคลเมื่อเรามองในเชิง ประจักษ์จะเห็นว่า โลกตะวันออกกับโลกตะวันตกมีพัฒนาการแตกต่างกัน ซึ่งแม้อยู่ในซีลโลก เดียวกันก็มีความแตกต่างกัน แต่จะขออธิบายแนวคิดเรื่องอารมณ์และความฉลาดทาง อารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนาและทัศนะทางตะวันตกเพื่อความเข้าใจไปตามล าดับ ดังนี้ ๘.๔.๑ แนวคิดเรื่องอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “รูป สัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ และน่าพอใจ ที่กล่าวกันว่า มีอยู่ประมาณเท่าใด รูปเป็นต้นเหล่านั้นแล เป็นสิ่งที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกสมมติว่าเป็นสุข ถ้ารูปเป็นต้นเหล่านั้น ดับในที่ใด ที่นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นก็สมมติกันว่าเป็นทุกข์ ส่วนอริยบุคคลทั้งหลายเห็นการดับสักกายะว่าเป็นสุข การเห็นของ อริยบุคคลทั้งหลาย ผู้เห็นอยู่นี้ ย่อมขัดแย้งกับชาวโลกทั้งปวง บุคคลเหล่าอื่น กล่าวสิ่งใดว่าเป็นสุข อริยบุคคลทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์ บุคคลเหล่าอื่น กล่าวสิ่งใดว่าเป็นทุกข์ อริยบุคคลทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่าเป็นสุข เธอจงเห็น ธรรมที่รู้ได้ยาก คนพาลผู้หลง ไม่รู้แจ้งในนิพพานนี้ ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ถูกนิวรณ์ คือกิเลสหุ้มห่อไว้ (เหมือน) ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่เห็นฉะนั้น แต่นิพพาน ปรากฏแจ่มแจ้งแก่สัตบุรุษ เหมือนแสงสว่างปรากฏแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ฉะนั้น ชนทั้งหลายผู้แสวงหาทาง ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมไม่รู้แจ้ง (นิพพาน) ที่อยู่ใกล้ บุคคลผู้ถูกความก าหนัดในภพครอบง า แล่นไปตามกระแส (ตัณหา) ๑๙ น.อ.วศิน บ ารุงชีพ และ น.ท.หญิงพรทิพย์ อินทรวิเชียร, “ท าอย่างไรให้ทหารเรือหญิง เก่ง ดี และมีความสุข”, เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง “ท าอย่างไรให้ทหารเรือหญิง เก่ง ดี และมี ความสุข” เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ พ.ค. ๒๕๔๖ บทความในเอกสารประกอบการประชุมทหารเรือหญิง ประจ าปี ๒๕๔๖ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.navylady.navy.mi.th/content6/article65.htm. [๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๗].


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๕ ในภพ ถูกบ่วงมารคล้องไว้ จะไม่รู้ธรรมนี้ได้ง่าย เว้นอริยบุคคลทั้งหลายแล้ว ใครเล ่าควรจะตรัสรู้บท๒๐ ที่อริยบุคคลทั้งหลายตรัสรู้ชอบแล้วไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน” ๒๑ พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงเรื่องจิตรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางทวารต่างๆ เพื่อให้เราพ้น จากความมืดบอด เมื่อได้ศึกษาพระธรรมแล้วก็รู้ว่า อารมณ์ทั้งหมดที่จิตรู้ได้มี ๖ อารมณ์๒๒ สรุปสาระส าคัญ ดังนี้ ๑. อารมณ์ที่หนึ่ง คือ สิ่งที่ปรากฏทางตา หรือ รูปารมณ์ ซึ่งรู้ได้ ทางตา เท่านั้น เราอาจเรียกว่า สิ่งที่เห็นทางตา หรือ สีเราอาจเรียกอารมณ์ว่าอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องรู้คือว่า เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏทางตาเท่านั้น สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่วัตถุสิ่งของหรือบุคคลดังที่เรา คิด เมื่อเราคิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นต้นไม้ เป็นสัตว์ หรือเป็นคน เราคิดถึงบัญญัติของสิ่งที่เห็น แต่ ไม่ใช่การรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา ๒. อารมณ์ที่สอง คือ เสียง หรือ สัททารมณ์ ๓. อารมณ์ที่สาม คือ กลิ่น หรือ คันธารมณ์ ๔. อารมณ์ที่สี่ คือ รส หรือ รสารมณ์ ๕. อารมณ์ที่ห้า คือ อารมณ์ที่สามารถรู้ได้ ทางกาย หรือ โผฏฐัพพารมณ์อารมณ์ นี้ได้แก่ ๕.๑ สภาพแข็ง หรือ ธาตุดิน (ภาษาบาลีเรียกว่า ปฐวีธาตุ) ซึ่งปรากฏลักษณะ แข็ง หรือ อ่อน ให้รู้ได้ ๕.๒ อุตุ หรือ ธาตุไฟ (ภาษาบาลีเรียกว่า เตโชธาตุ) ซึ่งปรากฏลักษณะ ร้อน หรือ เย็น ให้รู้ได้ ๕.๓ สภาพไหว หรือ ธาตุลม (ภาษาบาลีเรียกว่า วาโยธาตุ) ซึ่งปรากฏลักษณะ ไหว หรือ ตึง ให้รู้ได้ ๕.๔ สภาพแข็ง (ดิน) สภาพเกาะกุม (น ้า) อุตุ (ไฟ) สภาพไหว (ลม) เป็นรูปที่เป็น ใหญ่เป็นประธาน ๔ รูป (มหาภูตรูป) ๕.๕ สภาพเกาะกุม (ภาษาบาลีเรียกว่า อาโปธาตุ) นั้นไม่สามารถรู้ได้ทางกายทวาร เมื่อกระทบน ้า สภาพแข็งหรืออ่อน ร้อนหรือเย็น ไหวหรือตึง สามารถรู้ได้ทางกายทวาร สภาพเกาะกุม สามารถรู้ได้ทางมโนทวารเท่านั้น ลักษณะของธาตุน ้าจึงเป็นอารมณ์ประเภทที่ ๖ คือ ธัมมารมณ์ ๒๐ บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน ดูใน ส .สฬา.อ. ๓/๑๓๖/๕๓. ๒๑ ส .สฬา. (ไทย) ๑๘/๑๓๖/๑๗๑-๑๗๒. ๒๒ ดูรายละเอียดใน ส .นิ. (ไทย) ๑๖/๘๕/๑๖๙-๑๗๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๖ ๖. ธัมมารมณ์ ได้แก่ อารมณ์ทั้งหมดที่ไม่ใช่อารมณ์ ๕ ธัมมารมณ์ สามารถรู้ได้ ทางมโนทวารเท่านั้นธัมมารมณ์ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ ๖ นั้นมี ๖ ประการ คือ ปสาทรูป ๕ ๒๓ สุขุม รูป ๑๖ ๒๔ จิต เจตสิก นิพพาน๒๕ และบัญญัติ ผู้ที่ยังไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ย่อมไม่รู้ชัดว่า อารมณ์ใดปรากฏทางทวารใด ยังสับสน เรื่องอารมณ์และทวาร ฉะนั้น จึงสับสนเรื่องโลก พระอริยบุคคลไม่สับสนเรื่องโลก ท่านรู้ว่า อารมณ์ที่ปรากฏทางทวาร ๖ นั้นเป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรม ไม่ใช่ตัวตนพระผู้มี พระภาคตรัสเรื่องบุคคลที่มีโลภะ โทสะ โมหะ เมื่อรู้อารมณ์ทางทวาร ๖ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย...เพราะอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิด ความ ประจวบแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุสัมผัส ย่อม เบื่อหน่ายแม้ในเวทนา เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายก าหนัด เพราะคลายก าหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เพราะหลุดพ้น จึงรู้ชัดว่า เราก าหนดรู้อุปาทานได้แล้ว เพราะอาศัยโสตะและสัททะ โสตวิญญาณจึงเกิด ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะและคันธะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหาและรส ฯลฯ เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ฯลฯ เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ มโนวิญญาณจึงเกิด ความประจวบแห่ง ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิด อริยสาวกผู้ ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน ธรรมารมณ์ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายก าหนัด เพราะคลาย ก าหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ชัดว่า เราก าหนดรู้อุปาทานได้แล้ว ๒๓ เป็นรูปที่สามารถรับกระทบรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ปสาทรูปไม่รู้อะไร เป็นรูป ไม่ใช่ นาม เป็นทางให้จิตรู้อารมณ์ได้ ปสาทรูปเป็นอารมณ์ของจิตทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ จะรู้ปสาทรูปได้ ทางมโนทวารเท่านั้น เช่น เรามองไม่เห็นจักขุปสาท แต่เรารู้ว่ามีจักขุปสาท เพราะมีจิตเห็น ๒๔ สุขุมรูป ๑๖ รูป รู้ได้เฉพาะ ทางมโนทวารเท่านั้น เช่น โอชา วจีวิญญัตติซึ่งเป็นรูปที่เป็น ปัจจัยให้เกิดค าพูด กายวิญญัตติเป็นรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดการแสดงความหมายออกทางกาย ลักษณะของ สุขุมรูปจะรู้ได้หรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับปัญญา การคิดถึง สุขุมรูปใดรูปหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ามีปัญญา ซึ่งรู้ลักษณะของรูปนั้นว่าไม่ใช่ตัวตน ๒๕ นิพพาน รู้ได้เฉพาะทางมโนทวารเท่านั้น ฉะนั้นจิตรู้ได้ทั้ง สังขารธรรม และ วิสังขารธรรม จิตที่รู้สังขารธรรมเป็น โลกียจิต (โลกียะในทางธรรมมีความหมายไม่เหมือนโลกียะที่เข้าใจกันทั่วๆ ไป ในทางโลก) จิตที่ประจักษ์แจ้งนิพพานเป็น โลกุตตรจิต


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๗ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเพื่อก าหนดรู้อุปาทานทั้งปวงเป็นอย่างนี้แล๒๖ จิตเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งที่รู้อารมณ์ค าว่า “อารมณ์” ในที่นี้หมายถึง เครื่องยึด หน่วงจิต อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆ ที่คิดนึก มิได้มีความหมาย ดังที่ใช้กันทั่วไป เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เสีย หรือมิได้หมายถึงสภาพนิสัยใจคอ เช่น อารมณ์เย็น อารมณ์ร้อน อารมณ์โรแมนติก อารมณ์ขัน เป็นต้น จิตที่เกิดแต่ละขณะจะรับอารมณ์ได้เพียง อย่างเดียวเท่านั้น เช่น ในขณะที่เราดูโทรทัศน์จิตที่เห็นภาพทางตา กับจิตที่ได้ยินเสียงทางหู เป็นคนละขณะกัน ขณะที่เห็นภาพ ก็จะไม่ได้ยินเสียง ขณะที่ได้ยินเสียงก็จะ ไม่เห็นภาพ แต่เพราะจิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก จึงท าให้เราแยกไม่ออก และเข้าใจผิดว่า การเห็นและ การได้ยินนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จริงๆ แล้วจิตแต่ละขณะ จะรับอารมณ์ได้เพียงอย่างเดียว เท่านั้น หากกล่าวโดยสรุปก็คือ จิต เป็นผู้รู้อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้๒๗ ในทางพระพุทธศาสนา อารมณ์เป็นนัยของธรรมที่ประกอบกับจิตหรือคุณสมบัติ ต่างๆ ของจิต ที่เรียกว่า “เจตสิก” (metal factors) โดยพระพุทธศาสนาได้แบ่งคุณสมบัติ ของจิต (เจตสิก ๕๒) ออกเป็น ๓ กลุ่มหลักๆ คือ๒๘ ๑. คุณสมบัติของจิตด้านกลางๆ (neutral) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของจิตทั้งด้านบวก และด้านลบ เช่น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เป็นต้น เรียกว่า “อัญญสมานาเจตสิก” โดยมากคุณสมบัติของจิตด้านนี้จะเกี่ยวข้องกับการท างานของจิตในการรับรู้โลกทางอายตนะ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ทางจิตวิทยาเรียกว่าการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกที่ผ่านเข้ามา ทางประสาทสัมผัส ๒. คุณสมบัติของจิตด้านลบ (negative) เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา (อิสสา) ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เป็นต้น รวมเรียกว่า “อกุศลเจตสิก” ซึ่งก็คือ อารมณ์ด้านลบตามความหมายทางจิตวิทยานั่นเอง ๓. คุณสมบัติของจิตด้านบวกหรือด้านที่ดีงามเป็นกุศล (positive) เช่น ความ เมตตากรุณา ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นต้น รวมเรียกว่า “โสภณเจตสิก” ซึ่งอารมณ์ด้านบวกนี้น่าจะเทียบได้กับความฉลาดทางอารมณ์ในทางจิตวิทยา จากการที่พระพุทธศาสนาได้วิเคราะห์คุณสมบัติของจิต (เจตสิก) ออกเป็น ๓ ด้าน ดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับองค์ประกอบด้านอารมณ์ ของมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้เจตสิกหรือคุณสมบัติของจิตทั้ง ๕๒ ประการ จะไม่ได้ ๒๖ ดูรายละเอียดใน ส .สฬา. (ไทย) ๑๘/๖๐/๔๙. ๒๗ จิตและอารมณ์. [ออนไลน์]. แห่ลงที่มา : http://www.buddhism-online.org/Section 02A_04.htm. [๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗]. ๒๘ พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สื่อตะวัน จ ากัด, ๒๕๔๕), หน้า ๒๗๘-๒๘๐.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๘ กล่าวถึงคุณสมบัติด้านอารมณ์ไปเสียทั้งหมด คือมีเจตสิกบางส่วนที่กล่าวถึงเรื่องศีล เช่น สัมมาวาจา และสัมมาอาชีวะ เป็นต้น และเรื่องปัญญา เช่น ปัญญินทรีย์และอโมหะ เป็นต้น แต่ก็ถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วจะกล่าวถึงคุณสมบัติของจิตด้านที่เกี่ยวกับเรื่อง อารมณ์เป็นหลัก ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องอารมณ์เป็นมิติด้านหนึ่งของชีวิตที่มีความส าคัญ มากและเป็นศักยภาพของชีวิตด้านหนึ่งที่พระพุทธศาสนาต้องการพัฒนา ๘.๔.๒ แนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา โดยจะกล่าวถึง แนวคิดเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ตัวอย่างหลักธรรมที่แสดงถึงความฉลาดทางอารมณ์ จุดมุ่งหมายในการพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์และหลักการพัฒนาอารมณ์ และความฉลาดทางอารมณ์ไปตามล าดับพอสังเขป ดังนี้ ๑) แนวคิดเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ที่ใช้ในทางพระพุทธศาสนาหลายค าด้วยกัน เช่น ค าว่า “กุศล” หรือ “กุศลจิต” และค าว่า “ภาวิตจิต” (เจริญจิต/พัฒนาจิตใจ) ซึ่งค าหลังนี้พระ ธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มองว่ามีความหมายตรงกับค าในภาษาอังกฤษที่ว่า “emotional growth” (ความเจริญงอกงามทางอารมณ์) ดังค ากล่าวของท่านที่ว่า ภาวิตจิต เจริญจิต พัฒนาจิต ฝรั่งเรียกว่า emotional growth หรือความเจริญงอกงามทางอารมณ์หมายความ อย่างสั้นที่สุดทางพระพุทธศาสนาว่า ฝึกจิตให้มีคุณภาพดีมีสมรรถภาพดีและมีสุขภาพดี มีคุณภาพดีประกอบด้วยคุณธรรม เช่น มีเมตตา กรุณา ขันติหิริโอตตัปปะ เป็นต้น มี สมรรถภาพดีหมายความว่า เป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งานได้ดีเป็นจิตที่มีความเพียร มีสติ มีสมาธิเข้มแข็งมั่นคงคล่องตัว มีสุขภาพดีคือมีความสุข มีความปลอดโปร่งเบิกบานสดชื่น ผ่องใส มีสุขภาพดีนี้ถือเป็นข้อส าคัญ ในทางพุทธศาสนาถือว่า ความสุขเป็นแกนของ จริยธรรม สิ่งหนึ่งที่การศึกษาจะต้องท าให้ส าเร็จคือท าให้คนมีความสุข ถ้าคนไม่มีความสุข เขาก็จะกลายเป็นปัญหาแก่ตัวและสร้างปัญหาแก่ผู้อื่น คนที่สร้างปัญหาสังคมนั้นเขามีความ ทุกข์แล้วเขาจึงไประบายทุกข์แก่ผู้อื่น ถ้าเขามีความสุข รู้จักหาความสุขได้แล้ว เขาจะไม่ไป ระบายทุกข์ให้กระจายและจะแก้ปัญหาสังคมได้มาก แต่ที่ว่านี้หมายความว่า เราจะต้องสร้าง ให้เขารู้จักทั้งสุขขั้นต้นและสุขขั้นสูงในทางจิตใจด้วย๒๙ โดยสรุป พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้มองความฉลาดทางอารมณ์โดยแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ (๑) ด้านคุณภาพจิต เช่น จิตมี เมตตา กรุณา เป็นต้น (๒) ด้านสมรรถภาพจิต เช่น จิตมีความมั่นคง เข้มแข็ง คล่องตัว มีสติ มีสมาธิเป็นต้น (๓) ด้านสุขภาพจิต เช่น จิตมีความสุข มีความเบิกบานสดชื่นผ่องใส เป็นต้น สรุปในทัศนะของพระพุทธศาสนา ให้ความส าคัญกับการพัฒนาความฉลาดทาง อารมณ์เป็นอย่างยิ่งมากว่า ๒,๖๐๐ ปีโดยมีทัศนะเช่นเดียวกับทางจิตวิทยาว่า “อารมณ์” ๒๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), มองอเมริกา มาแก้ปัญหาไทย, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พุทธธรรม, ๒๕๔๑), หน้า ๗๔-๗๕.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๒๙๙ เป็นธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์มีทั้งอารมณ์ด้านบวกและอารมณ์ด้านลบ อารมณ์ด้านบวก ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กุศลมูล ประกอบด้วย อโลภะ อโทสะ อโมหะ อารมณ์ ด้านลบในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อกุศลมูล ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ส่วนจิตที่ ได้รับการพัฒนาแล้ว เรียก ภาวิตจิต หรือ พัฒนาจิต หรือ กุศลจิต ๒) ตัวอย่างหลักธรรมที่แสดงถึงความฉลาดทางอารมณ์ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาก็สะท้อนให้เห็นการให้ความส าคัญในเรื่องความ ฉลาดทางอารมณ์ควบคู่กันไปกับความฉลาดทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมเพื่อ ความส าเร็จส่วนบุคคล หลักธรรมส าหรับอยู่ร่วมกันในสังคม หรือหลักธรรมส าหรับนัก ปกครอง ก็ล้วนแต่แสดงถึงการบูรณาการกันระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับ ความฉลาด ทางปัญญา ซึ่งหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นมีเป็นจ านวนมากในที่นี้จะยกตัวอย่าง หลักธรรมที่พบบ่อยและเป็นที่รู้สึกอย่างแพร่หลายเพียง ๓ ประการ เพื่อเป็นพื้นฐานในการ ต่อยอดการศึกษาค้นคว้าต่อไป ได้แก่ อิทธิบาท ๔ พรหมวิหารธรรม ๔ สังคหวัตถุ ๔ โดยมี รายละเอียดพอสังเขป๓๐ ดังนี้ อิทธิบาท : หลักการแห่งการสร้างความส าเร็จในหน้าที่การงานโดยใช้ความฉลาด ทางอารมณ์(EQ) ควบคู่กับความฉลาดทางด้านสติปัญญา (IQ) มี๔ อย่าง๓๑ คือ ๑) ฉันทะ : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความรักความพอใจในสิ่งที่ท า ท างานนั้นๆ ด้วยความรู้สึกว่ารัก ชอบ และมีความสุขที่ได้ท า ไม่มีความรู้สึกว่าฝืนหรือสักแต่ว่าท าพอให้ เสร็จๆ ไป ๒) วิริยะ : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความพากเพียร ขยันหมั่นประกอบ หมั่น กระท าสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย ก้าวไปข้างหน้า จนกว่าจะส าเร็จ มีความมั่นคงทางอารมณ์ถ้าไม่ส าเร็จจะไม่ละวางหรือไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ ๓) จิตตะ : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความสนใจฝักใฝ่ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ท า ไม่ ปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อยลอย ใช้ความคิดในเรื่องนั้นบ่อยๆ เสมอๆ ท ากิจหรืองานนั้นอย่าง อุทิศตัวอุทิศใจ ๔) วิมังสา : ความฉลาดทางสติปัญญาด้านการใช้ปัญญาพิจารณาสอบสวนงานที่ ท า คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งข้อหย่อน ในสิ่งที่ท านั้น โดยรู้จักทดลอง วางแผน วัดผล คิดค้นหาวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น เพื่อจัดการ และด าเนินงานนั้นให้ได้ผลดียิ่งขึ้นไป ๓๐ สุธรรมมา วรนาวิน, “ผลของการปฏิบัติสมาธิที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ : กรณีศึกษาผู้ ปฏิบัติธรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท วัดโสมนัสวิหาร”, วิทยานิพนธ์พุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาพระพุทธศาสนา), หน้า ๓๑-๓๓. ๓๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๐/๘๐-๘๑.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๐ จะเห็นว่า หลักอิทธิบาท ๔ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยที่จะน าไปสู่ ความส าเร็จในหน้าที่การงานหรือแม้แต่การปฏิบัติธรรม ต้องมีทั้งปัจจัยทั้ง ๒ ด้านประกอบ กัน คือ ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ และ จิตตะ และด้านความ ฉลาดทางปัญญา (IQ) ได้แก่ วิมังสา พรหมวิหารธรรม ๔ : หลักธรรมที่เน้นความฉลาดทางอารมณ์และความฉลาดทาง ปัญญาเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคม (รวมทั้งเพื่อนร่วมสังสารวัฏอื่นๆ) เป็น ธรรมประจ าใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่กว้างขวางดุจพระพรหม มี ๔ อย่าง๓๒ ดังต่อไปนี้ ๑) เมตตา : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความรัก คือ ความปรารถนาดีมีไมตรี ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข ๒) กรุณา : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความสงสาร คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้ พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบ าบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้ง ปวง ๓) มุทิตา : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านความพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้คนอยู่ดีมี ความสุขก็มีใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาท าดีงามประสบความส าเร็จก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปก็ พลอยยินดีบันเทิงใจด้วย พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุน ไม่มีจิตคิดริษยา ๔) อุเบกขา : ความฉลาดทางอารมณ์ด้านการวางใจเป็นกลาง คือ วางจิตเรียบ สม่ าเสมอ มั่นคง เที่ยงตรงดุจตาชั่ง มองเห็นการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่วสมควรแก่เหตุ ที่ตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัย และปฏิบัติไปตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม จากองค์ประกอบของพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ จะเห็นว่า ในการสร้าง ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคมปัจจัยด้านอารมณ์มีความส าคัญเป็นอย่างมาก ถึงจัด ให้ปัจจัยด้านอารมณ์เป็นสามในสี่เลยทีเดียว คือ เมตตา เป็นอารมณ์ด้านความรัก ความ ปรารถนาดีอยากให้คนอื่นมีความสุข กรุณา เป็นอารมณ์ด้านความรู้สึกสงสาร ต้องการให้คน อื่นพ้นทุกข์ และมุทิตา เป็นอารมณ์ด้านความเบิกบาน ความพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ส่วนองค์ประกอบด้านปัญญา คือ อุเบกขา เป็นตัวที่เข้ามาท างานประสานสัมพันธ์กับ องค์ประกอบด้านอารมณ์ เพื่อให้มีการแสดงเมตตา กรุณา และมุทิตา อย่างมีขอบเขต ถูกต้องตามสถานการณ์ และมีดุลยภาพ เช่น เป็นตัวเข้ามาถ่วงดุลการแสดงเมตตา เป็นต้น ให้ถูกต้องตามท านองคลองธรรม ไม่ใช่แสดงเมตตาจนเสียหลักความเที่ยงธรรม หรือ กลายเป็นอคติไป ๓๒ องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๙๒/๒๕๒.


เอกสารประกอบการสอน รายวิชาจิตวิทยาในพระไตรปิฎก บทที่ ๘ อารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ในทัศนะพระพุทธศาสนา Psychology in Tipitaka พระครูปริยัติธรรมวงศ์ (สุพล ธมฺมว โส แสนพงษ์) ๓๐๑ สังคหวัตถุ : หลักธรรมที่เน้นความฉลาดทางอารมณ์เพื่อการสงเคราะห์ หรือเพื่อ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคีมี๔ อย่าง๓๓ คือ ๑) ทาน (อารมณ์) : ความฉลาดทางอารมณ์ที่แสดงออกด้วยการเสียสละ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ด้วยปัจจัยสี่ ทุน หรือทรัพย์สินสิ่งของ ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจและศิลปวิทยา ๒) ปิยวาจา (อารมณ์) : ความฉลาดทางอารมณ์ที่แสดงออกด้านการพูดจาไพเราะ คือ กล่าวค าสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจงแนะน าสิ่งที่เป็นประโยชน์มีเหตุผล เป็นหลักฐาน ชัก จูงในทางที่ดีงามหรือค าแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้ก าลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจดี สมานสามัคคีเกิดไมตรีท าให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๓) อัตถจริยา (อารมณ์) : ความฉลาดทางอารมณ์ที่แสดงออกด้วยการท าประโยชน์ แก่คนอื่น คือ ช่วยเหลือด้วยแรงกาย และขวนขวายช่วยเหลือกิจการต่างๆ บ าเพ็ญ สาธารณประโยชน์รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม ๔) สมานัตตตา (อารมณ์) : ความฉลาดทางอารมณ์ที่แสดงออกด้วยการวางตนให้ เข้ากับคนอื่นได้ คือ ท าตัวให้เขากับเขาได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ าเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไม่เอาเปรียบ และเสมอในสุขทุกข์คือร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ร่วมแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน หลักสังคหวัตถุธรรม เป็นหลักการแสดงความสัมพันธ์ทางสังคมโดยเน้นการ สงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคม หลักธรรมหมวดนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอารมณ์ อย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากเป็นการแสดงออกทางสังคมผ่านทางกายและทางวาจา แต่ เพราะการที่บุคคลจะแสดงออกทางสังคมอย่างนี้ได้เช่น การให้ทาน การพูดจาไพเราะ (ปิย วาจา) การบ าเพ็ญประโยชน์ต่อคนอื่น (อัตถจริยา) เป็นต้น ล้วนเกิดจากแรงผลักด้านอารมณ์ เป็นส่วนส าคัญ คือ อารมณ์ด้านความเมตตากรุณา และความมีจิตคิดเสียสละ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ท่านจะไม่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบด้านปัญญา แต่ก็ถือว่ามีเรื่องของปัญญา แทรกปนอยู่ในนั้นด้วย เพราะถ้าขาดเรื่องปัญญาเสียแล้ว ก็ยากที่จะท าการสงเคราะห์สังคม ให้ประสบความส าเร็จ ๓) จุดมุ่งหมายในการพัฒนาอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ พระพุทธศาสนามีทัศนะเช่นเดียวกันกับความฉลาดทางอารมณ์ ตามหลักการของ นักจิตวิทยา คือ ให้บุคคลมีความสุขและประสบความส าเร็จในการด าเนินชีวิต โดยที่ พระพุทธศาสนาให้ความส าคัญกับความฉลาดทางอารมณ์สูงมาก พบได้ในหมวดธรรมต่างๆ มากมายในพระพุทธศาสนาที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความฉลาดทางอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นหมวด ธรรมที่ว่าด้วย การสร้างความส าเร็จ เช่น อิทธิบาท หมวดธรรมว่าด้วย ชีวิตครอบครัว เช่น ๓๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐.


Click to View FlipBook Version