ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
เอกสารวิชาการ ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ ล�ำดบั ที่ ๓
ISBN 978-616-300-134-4
ผู้จดั พมิ พแ์ ละเจ้าของ
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
กรรมการทปี่ รึกษา พระธรรมมงั คลาจารย์
พระพรหมบณั ฑติ , ศ.ดร. พระเทพโกศล
พระเทพวรสิทธาจารย์ พระเทพมงั คลาจารย์
พระเทพปรยิ ตั ิ พระราชสงิ หวรมนุ ี
พระราชวรมนุ ี, ดร. พระราชรัชมุนี
พระศรคี ัมภีรญาณ, รศ.ดร. พระครูพิพธิ สุตาทร, ดร.
พระโพธิรงั ส ี ศ. เกียรตคิ ณุ แสง จันทร์งาม
พระมหาสุทติ ย์ อาภากโร, ดร. รศ. สมหมาย เปรมจิตต์
ผศ. รุ่งเรือง บญุ โญรส รศ.ดร. บุณย์ นลิ เกตุ
รศ. ดร. สมพงศ์ วิทยศักดพ์ิ นั ธ์ุ นายเจรญิ มาลาโรจน์
รศ. ทรงศักดิ์ ปรางคว์ ฒั นากุล
บรรณาธกิ าร พระใบฏกี าเสน่ห์ ญาณเมธี, ดร.
กองบรรณาธิการ พระนคร ปญญฺ าวชโิ ร
พระทิพย์พนากรณ์ ชยาภนิ นฺโท นางไฉไลฤดี ยุวนะศริ ิ
พระศิลปชัย สนฺติกโร นางรุ่งทพิ ย์ กลา้ หาญ
ดร. บศุ รา โพธสิ ขุ นางสาวสกณุ า คงจนั ทร์
นางประไพศริ ิ สนั ติทฤษฎีกร นายอภชิ าติ โพธิพฤกษ์
นายภชั รบถ ฤทธเิ์ ต็ม
พิมพ์ครัง้ แรก ธนั วาคม ๒๕๕๗
จำ� นวน ๑,๐๐๐ เลม่
พิมพท์ ี่ บริษัท ทรโี อ แอดเวอรไ์ ทซงิ่ แอนด์ มเี ดีย จำ� กัด
๔๑๒/๓๑ เชียงใหมแ่ ลนด์ ต.ช้างคลาน อ.เมอื ง จ.เชยี งใหม่ ๕๐๑๐๐
โทร. ๐๕๓-๒๗๒๐๗๙, โทรสาร ๐๕๓-๒๗๒๐๘๑
E-mail : [email protected] Facebook : Trio advertising & media co.,ltd.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 1
สารบัญ หน้า
๔
เรือ่ ง / ผเู้ ขยี น ๖
ค�ำอนโุ มทนาพจน์อธิการบดี ๗
คำ� อนโุ มทนาพจนป์ ระธานสภาวิทยาเขตเชยี งใหม่ ๘
ค�ำอนุโมทนาพจน์รองอธิการบดี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ ๙
บทบรรณาธกิ าร ๑๐
ตอนที่ ๑ ล้านนาศกึ ษาส่ปู ระชาคมอาเซยี น
จากแควน้ โยนสู่แคว้นพงิ ค์ : การขยายอ�ำนาจของพญามังราย ๓๙
จากลุม่ น�ำ้ กก-น�้ำโขงสู่ลุ่มนำ้� ปงิ ๖๙
รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนาพร เศรษฐกุล ๘๕
อักษรธรรมในเขตลมุ่ น้�ำโขงและสาละวิน ๑๒๐
รองศาสตราจารย์ เรณู วิชาศิลป์ ๑๓๐
ความสมั พันธร์ ะหว่างความเชื่อและพธิ กี รรมทางพุทธศาสนา ๑๗๒
อาจารย์ยพุ นิ เขม็ มกุ ด์ ๑๘๒
ชาตลิ อด : คตกิ ารบูชาจลุ ชาตขิ องพระพุทธเจ้าในกลุม่ ชาติพนั ธ์ไุ ท
พระนคร ปญญฺ าวชิโร (ปรงั ฤทธ)ิ์
พระญาณคัมภีระ : มหาปราชญ์แหง่ ลา้ นนา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ อนิ ทนนท์
พระพุทธศาสนาในอาณาจักรลา้ นนา : อดตี สูป่ ัจจบุ ัน
ดร.พสิ ิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
พทุ ธศิลปล์ า้ นนากับการตอ่ ยอดองค์ความร้สู กู่ ารสรา้ งสรรค์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ลปิ กิ ร มาแก้ว
มหาวนารามปุปผะสวนดอกไม้กบั การสร้างพระไตรปิฎก
อาจารยด์ ิเรก อนิ จนั ทร์
2 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
เรอื่ ง / ผู้เขียน หน้า
ข้าวัดในล้านนา ๑๙๓
อาจารยศ์ ักดิน์ รินทร์ ชาวงว้ิ
มูลพระพทุ ธศาสนาในเมอื งนครนา่ น ๒๓๔
พระชยานนั ทมุนี, ดร.
หลักธรรมจากภาพจิตรกรรมฝาผนงั วัดภูมนิ ทร์ จังหวัดนา่ น ๒๖๖
อาจารย์สมคิด นันตะ๊
คตกิ ารสร้างบา้ นแปลงเมอื ง ๒๗๓
อาจารย์ศรเี ลา เกษพรหม
อานิสงสว์ จั จกฎุ ี ๒๘๔
รองศาสตราจารย์ ดร. อนาโตล โรเจอร์ เป็ลติเยร์
ทัศนะของผูน้ ำ� ชาวพุทธเกยี่ วกับพระพุทธศาสนาในอาเชียน ๓๐๔
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เทพประวิณ จันทร์แรง และนายพลั ลภ หารุคำ� จา
ตอนท่ี ๒ การบูรณาการพระพุทธศาสนากบั ศาสตรส์ มัยใหม่ ๓๒๑
บทความพิเศษ ไตรสขิ าการศึกษาวิถีพุทธ ๓๒๒
พระมหาดวงจันทร์ คุตตฺ สโี ล, ดร.
วปิ ัสสนากรรมฐานกบั ทฤษฎีควอนตัม ๓๒๙
ศาสตราจารย์เกยี รติคุณ นายแพทยจ์ �ำลอง ดิษยวณิช
การปรับประยกุ ตห์ ลักพุทธธรรมเพอื่ พัฒนาส่ิงแวดล้อมชมุ ชนแบบองค์รวม ๓๔๕
อาจารยร์ ุง่ ทพิ ย์ กลา้ หาญ
กลไกทางพระพทุ ธศาสนา : การส่งเสรมิ สขุ ภาวะด้านจติ ใจของผู้สูงอายุ ๓๕๕
พระมหาไกรสร โชตปิ ญโฺ ญ (แสนวงค์)
พุทธธรรมกบั การแก้ไขปัญหาวิกฤติทางสงั คม ๓๗๘
ดร.บศุ รา โพธิสขุ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 3
คำ� อนุโมทนาพจน์
ขออนุโมทนายินดีท่ีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ท่ีได้ด�ำเนินการเปิดการเรียนการมาครบ ๓๐ ปี แห่งการก่อตั้งวิทยาเขตเชียงใหม่ในปี
๒๕๕๗ นี้ วิทยาเขตเชียงใหม่ นบั เป็นวทิ ยาเขตแหง่ ท่ี ๓ ที่กอ่ ต้งั ข้นึ ในสว่ นภูมิภาค และ
เปน็ วทิ ยาเขตแหง่ แรกของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ทตี่ ง้ั ในเขตภาคเหนอื
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗
พระเถรานุเถระ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี ตลอดถึงคณะสงฆ์จังหวัด
เชียงใหมไ่ ด้มสี ่วนก่อร่างสร้างวิทยาเขตแหง่ นี้ดว้ ยการร่วมมือรว่ มใจ ท่มุ เท เสียสละก�ำลงั
กายและก�ำลังสติปัญญาบริหารจัดการวิทยาเขตเชียงใหม่ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมาโดย
ลำ� ดับดังท่ีปรากฏชดั ในปัจจุบนั ท้ังนี้ เพราะอาศัยทกุ ภาคส่วนใหค้ วามร่วมมือรว่ มใจดว้ ย
ดเี สมอมา
วทิ ยาเขตเชยี งใหมม่ พี ฒั นาการทเ่ี จรญิ กา้ วหนา้ มกี ารบรหิ ารจดั การทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ
บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเน่ืองตลอดเวลา ๓๐ ปี
ผบู้ ริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนสิ ิตทง้ั บรรพชิตและคฤหัสถ์ก็ได้สรา้ งชื่อเสยี งให้แก่
มหาวิทยาลัยท้ังในด้านการเรียนการสอน งานวิชาการและวิจัย งานบริการวิชาการแก่
สังคม และงานท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม จนเป็นที่ประจักษ์และเป็น
ท่ียอมรับจากสังคมในฐานะมหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ไทย ตามพระราชปณิธานของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ ที่ได้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัย
แหง่ น้ีไว้ เพื่อเป็นสถาบันการศกึ ษาทางดา้ นพระพุทธศาสนาและวชิ าการชนั้ สูง
อน่ึงในอนาคตอันใกล้นี้มหาวิทยาลัยจะมีก้าวย่างที่สำ� คัญย่ิง คือการเปิดประชาคม
อาเซยี น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซงึ่ จะเปน็ สงิ่ ทท่ี า้ ทายมหาวทิ ยาลยั ในการเขา้ สปู่ ระชาคมอาเซยี น
ดงั นนั้ มหาวทิ ยาลยั จงึ ไดจ้ ดั เตรยี มความพรอ้ มทง้ั การจดั การเชงิ รกุ และการจดั การเชงิ รบั
ในเรอื่ งการจดั การศกึ ษาทก่ี า้ วหนา้ และกา้ วไกล ขณะน้ี วทิ ยาเขตเชยี งใหมไ่ ดร้ บั มอบทด่ี นิ
จ�ำนวนพ้นื ท่ี ๙๐๖ ไร่ ณ อ�ำเภอดอยสะเกด็ เพ่อื รองรับความเจรญิ และการขยายตัวด้าน
กายภาพซึ่งถอื ได้วา่ มกี ารเตรียมความพรอ้ มอย่างดรี ะดบั หน่ึง
4 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
ดงั น้ัน ในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปี แหง่ การก่อตั้งวทิ ยาเขตเชียงใหมใ่ นปนี ้ี กลา่ วได้
ว่าวิทยาเขตเชียงใหม่มีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซยี นซ่ึงจะตอ้ งจัดเตรยี ม
ยุทธศาสตรเ์ ชิงรุก นั่นคือ การใช้ปญั ญาในการนำ� ไปสูส่ ถาบนั การศึกษาทางด้านพระพุทธ
ศาสนาทม่ี คี ณุ ภาพและยทุ ธศาสตรเ์ ชงิ รบั คอื การใชส้ ติ ในการตอ่ สกู้ บั อปุ สรรคปญั หาอกี
มากมายท่จี ะเกิดขึ้น
หวงั ว่า วทิ ยาเขตเชียงใหม่มคี วามสามารถเพียงพอท่จี ะรว่ มกนั พฒั นามหาวิทยาลยั
แห่งน้ี ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาท่ีก้าวหน้าในระดับอาเซียนและก้าว
ไกลในระดับโลก
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอานิสงส์แห่งธรรมทานที่ทุกท่านได้มี
ส่วนร่วม จงมาคุ้มครองป้องกันรักษาผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี นิสิต และสาธุชน
ผู้ถวายความอุปถัมภ์วิทยาเขตเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอให้ทุกท่านได้มีส่วน
อนโุ มทนาบญุ กศุ ลจรยิ าสมั มาปฏบิ ตั ทิ เี่ กดิ ขน้ึ จากการจดั การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ขอให้
ทกุ ทา่ นจงเจรญิ งอกงามไพบลู ยใ์ นบวรพระพทุ ธศาสนา และเพยี บพรอ้ มดว้ ยจตรุ พธิ พรชยั
คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ธรรมสารสมบตั ิ ตลอดกาลนาน เทอญ
(พระพรหมบัณฑิต) ศ.ดร.
อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
กรรมการมหาเถรสมาคม
เจา้ คณะภาค ๒
เจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 5
คำ� อนุโมทนาพจน์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ เปน็ สถาบนั การศกึ ษา
ระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะพระสังฆาธิการ
และพุทธศาสนิกชนจังหวดั เชยี งใหม่ ให้จัดตงั้ เป็นวทิ ยาเขตเชียงใหม่ ณ วัดสวนดอกพระ
อารามหลวง โดยเร่ิมด�ำเนินการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จวบจนปัจจุบัน
(พ.ศ. ๒๕๕๗) นบั เปน็ ระยะเวลา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหมจ่ งึ เปน็ แหลง่ การศึกษา
เรยี นรพู้ ระไตรปฎิ กและวชิ าชนั้ สงู ทบ่ี รู ณาการกบั หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาของนสิ ติ
ท้งั พระภิกษ-ุ สามเณร และคฤหสั ถ์มาอย่างต่อเนือ่ ง
ในโอกาสครบครอบ ๓๐ ปี แหง่ การก่อตั้ง มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ ไดม้ ีการจัดท�ำ
หนงั สอื รวมบทความทางวชิ าการ เพอ่ื เปน็ ทร่ี ะลกึ ในโอกาสอนั เปน็ มหามงคลน้ี นบั เปน็ การ
เปิดพ้ืนที่ให้กับการศึกษาและเเลกเปล่ียนความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
ลา้ นนา จากครบู าอาจารยใ์ นสถาบนั การศกึ ษาตา่ งๆ เปน็ การเพมิ่ คณุ คา่ ทางปญั ญาใหก้ บั
งานเฉลมิ ฉลอง ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเชียงใหม่ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
จึงขออนุโมทนากับคณะผู้จัดท�ำหนังสือและครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจ
จัดท�ำหนงั สอื ที่มีคณุ คา่ เล่มนจี้ นสำ� เร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี
(พระเทพโกศล)
ประธานสภาวิทยาเขตเชยี งใหม่
เจ้าคณะจงั หวดั เชียงใหม่
6 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
คำ� อนุโมทนาพจน์
ในโอกาสอันเปน็ มหามงคลครบรอบ ๓๐ ปี แหง่ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตเชียงใหม่ คณะกรรมการจดั งานฉลองครบรอบ ๓๐ ปี ฝา่ ย
วชิ าการและกจิ กรรม ได้จดั ทำ� หนังสือ ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ เพอื่ นำ�
เสนอบทความทางวชิ าการของนกั วชิ าการ นกั วจิ ยั และผชู้ �ำนาญการดา้ นพระพทุ ธศาสนา
ประวตั ิศาสตร์ และศิลปวฒั นธรรมล้านนา จากสถาบนั การศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษาในภาค
เหนอื จำ� นวนหลายท่านหลายบทความ
การจัดทำ� หนงั สอื รวมบทความเลม่ น้มี คี ณุ ปู การสำ� คญั ๓ ประการ ได้แก่ ประการ
แรก เป็นการจัดทำ� ฐานข้อมูลด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม
ลา้ นนา โดยผ่านกระบวนการจัดเก็บรวบรวม และศกึ ษาวิเคราะหอ์ ย่างเป็นระบบ ท�ำให้
นสิ ติ และผสู้ นใจสามารถน�ำไปพฒั นาการเรยี นรใู้ หด้ ยี ง่ิ ขน้ึ ประการท่ี ๒ บทความทรี่ ว่ มน�ำ
เสนอสามารถนำ� มาบรู ณาการกบั การเรยี นการสอน การจดั กจิ กรรมของนสิ ติ และการทำ� นุ
บำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ประการที่ ๓ เป็นการสรา้ งเครือขา่ ย
ในการแลกเปลี่ยนความรู้ การศกึ ษา การวจิ ยั และการทำ� นุบ�ำรุงพระพทุ ธศาสนา ศลิ ป
วัฒนธรรมล้านนาร่วมกันกับวิทยาเขต/สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภาคเหนือ
ตลอดจนถึงนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ชำ� นาญการ อันจะทำ� ให้การศึกษามีพัฒนาการที่
กวา้ งขวางและรอบด้านมากขึน้
จงึ ขออนโุ มทนากบั กรรมการฝา่ ยวชิ าการและกจิ กรรมทไี่ ดจ้ ดั ท�ำหนงั สอื เลม่ น้ี ตลอด
จนถึงคณะครบู าอาจารย์ นกั วิชาการ นักวจิ ัย และผู้ชำ� นาญการทกุ ท่านทกุ สถาบันทีไ่ ด้มี
ความวิรยิ ะอตุ สาหะเขยี นบทความทางวชิ าการร่วมนำ� เสนอเปน็ วทิ ยาทาน มา ณ โอกาส
นี้
(พระราชสงิ หวรมุนี)
รองอธิการบดี
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 7
บทบรรณาธกิ าร
หนังสือ ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ เป็นหนังสือรวมบทความทาง
วิชาการท่ีนักวิชาการ นักวิจัยและผู้ชำ� นาญการ จากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ในภาคเหนอื ไดร้ ว่ มนำ� เสนอในโอกาสครบรอบการกอ่ ตั้ง ๓๐ ปี มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลง
กรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ โดยแบง่ ประเดน็ การนำ� เสนอออกเปน็ ๒ ตอน ไดแ้ ก่
ตอนท่ี ๑ ลา้ นนาศึกษาสูป่ ระชาคมอาเซยี น ตอนที่ ๒ การบูรณาการพระพุทธศาสนากบั
ศาสตรส์ มยั ใหม่
ค�ำว่า ฮอมผญา ในอักษรล้านนาเขียนเป็น ปริวรรตสู่อักษรไทย
กลางเป็น รอมประหยา แต่ออกเสียงในภาษาถิ่นล้านนาว่า ฮอม-ผะ-หยา (ในระบบ
อกั ขรวิธลี า้ นนา ร จะออกเสยี งเปน็ ฮ ส่วน ปร จะออกเสยี งเปน็ ผ) ในทน่ี ีจ้ ะใช้ค�ำว่า
ฮอมผญา ตามส�ำเนียงพูดเปน็ ชือ่ หนังสอื คำ� วา่ ฮอม (รอม) หมายถึง การรวบรวม การ
สะสม การสมทบเข้าด้วยกัน ส่วนค�ำว่า ผญา (ประหยา) หมายถึง ปัญญาหรือความรู้
ดงั นน้ั คำ� วา่ ฮอมผญา จงึ หมายถงึ การรวบรวมความรจู้ ากนกั วชิ าการ นกั วจิ ยั และผชู้ ำ� นาญ
การมาสมทบกันในลักษณะบทความแล้วจดั พิมพ์เป็นหนงั สือชุดความรทู้ หี่ ลากหลาย
คณะผู้จัดท�ำขออนุโมทนาขอบคุณคณะครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้ร่วมน�ำเสนอ
บทความทางวชิ าการ และขอมอบความรู้อันทรงคณุ ค่าน้ีให้แกน่ สิ ิตและผ้สู นใจ เพือ่ การ
พัฒนาการเรียนรู้และธ�ำรงรักษาไว้ซ่ึงพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้เป็น
เอกลักษณ์ทีโ่ ดดเดน่ ในประชาคมอาเซียนต่อไป
พระใบฎกี าเสนห่ ์ ญาณเมธี, ดร.
บรรณาธกิ าร
8 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
บ๑ทท่ี
ลา้ นนาศกึ ษาสปู่ ระชาคมอาเซยี น
จากแคว้นโยนสู่แควน้ พงิ ค์ : การขยายอ�ำนาจของพญามงั ราย
จากลมุ่ น�้ำกก-นำ้� โขงสู่ล่มุ นำ�้ ปงิ *
รองศาสตราจารย์ ดร.รตั นาพร เศรษฐกลุ ๑
ในชว่ งเวลาทอี่ าณาจกั รหรภิ ญุ ไชยกำ� ลงั รงุ่ เรอื งอยใู่ นลมุ่ นำ�้ ปงิ ในระหวา่ งพทุ ธศตวรรษ
ท่ี ๘-๑๓ นนั้ ในพนื้ ทล่ี มุ่ นำ้� โขง-นำ้� กกมบี า้ นเมอื งของกลมุ่ คนไทกอ่ ตง้ั ขน้ึ แลว้ ๒ ชนิ กาลมาล-ี
ปกรณ์เรียกบา้ นเมอื งลุ่มน้ำ� โขง-นำ้� กกน้วี ่า “แควน้ โยน”๓ เป็นกลุ่มบา้ นเมอื งทผ่ี ูป้ กครอง
มีความสัมพันธ์ทางเครือญาตินับเนื่องต้ังแต่ปฐมกษัตริย์ของแคว้นหิรัญนครเงินยาง คือ
ลวะจังกราช เช้ือสายของพระองค์ได้สร้างบ้านแปงเมืองอยู่ตามลุ่มแม่นำ�้ ต่างๆ สืบทอด
กนั มา โดยเจา้ เมอื งทง้ั หลายตา่ งมอี �ำนาจอสิ ระในการปกครองบา้ นเมอื งของตนเอง จนถงึ
พุทธศตวรรษท่ี ๑๙ พญามังรายผู้ครองเมืองเชียงแสนทรงรวบรวมชุมชนบ้านเล็กเมือง
น้อยเพื่อสร้างอ�ำนาจท่ีเข้มแข็งของกษัตริย์ หลังจากน้ันได้ทรงขยายอ�ำนาจจากพื้นท่ี
ลุ่มน้�ำกก-น�้ำโขงลงมายังลุ่มน�้ำปิง ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นทางการเมืองให้กับ
แควน้ โยนจนกอ่ เกดิ เปน็ อาณาจกั รลา้ นนาทไี่ ดพ้ ฒั นาเปน็ ศนู ยอ์ �ำนาจทางการเมอื งทส่ี ำ� คญั
แหง่ หนง่ึ ในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตต้ อนบน เปน็ ศนู ยก์ ลางการคา้ ทางบกระหวา่ ง
ดินแดนตอนใต้ของจีนกับหัวเมืองชายฝั่งทะเล และเป็นศูนย์กลางส�ำคัญในการเผยแผ่
พุทธศาสนาไปสรู่ ัฐไททางเหนือ
บทความฉบับนี้จะศึกษาถึงการสร้างบ้านแปงเมืองของพญามังรายและการขยาย
อำ� นาจจากดินแดนลมุ่ นำ้� กก-น้ำ� โขงลงมาสู่ดนิ แดนล่มุ นำ�้ ปงิ โดยมแี รงผลกั ดนั ส�ำคญั คือ
การขยายอ�ำนาจของจีนลงมาทางใต้และความต้องการสร้างศูนย์อ�ำนาจทางการเมืองท่ี
มั่นคง และปัจจยั สู่ความสำ� เรจ็ คอื ความสมั พนั ธ์ระหว่างพญามงั รายกับชาวลวั ะซึ่งเปน็
ก�ำลังส�ำคัญในการสร้างบ้านแปงเมืองของพระองค์ การสถาปนาพุทธศาสนาเพ่ือสร้าง
บรู ณาการทางวฒั นธรรมอนั น�ำไปสคู่ วามเปน็ ปกึ แผน่ ทางการเมอื ง และการสรา้ งพนั ธมติ ร
ในกลุ่มรฐั ไทท้ังทางตอนเหนอื และตอนใต้
*บทความนเ้ี ปน็ สว่ นหนง่ึ ของงานวจิ ยั เรอ่ื งประวตั ศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ และวฒั นธรรมแอง่ เชยี งใหม-่ ล�ำพนู ไดร้ บั การสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั
จากสำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั และสำ� นกั พิมพ์ซิลค์เวอร์มบุคสจ์ ดั พิมพ์
๑นกั วิชาการอิสระ
๒คนไทเป็นกลมุ่ คนท่ีมีการอพยพโยกยา้ ยถ่นิ เข้ามาอยใู่ นพ้ืนท่ลี ุ่มนำ�้ ต่างๆ ไมป่ รากฏหลักฐานชัดเจนว่าคนไทมาจากไหน
๓แสง มนวิทรู .ชนิ กาลมาลีปกรณ์. (พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๑), หน้า๙๓.
10 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
พญามังราย : ปฐมกษัตริยแ์ ห่งอาณาจักรลา้ นนา
พญามังรายทรงเปน็ เชอ้ื สายของลวะจงั กราช ประสตู เิ ม่ือปกี ุน พ.ศ. ๑๗๘๑ พระ-
บิดา คือ พญาลาวเมงและนางเทพค�ำข่ายซ่ึงเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์สิบสองปันนา
พญามงั รายครองราชยต์ อ่ จากพระบิดาตัง้ แต่ พ.ศ. ๑๘๐๕ ประวตั ศิ าสตร์ลา้ นนาเรม่ิ ใน
รัชสมัยของพระองค์เพราะเป็นสมัยที่ต�ำนานบ่งช้ีศักราชชัดเจน ต่างจากสมัยก่อนที่ยัง
มีลักษณะของปรัมปราคติ และสมัยของพระองค์เป็นสมัยที่มีการรวบรวมบ้านเมืองเป็น
ปกึ แผ่น พญามงั รายนับเป็นกษตั รยิ ์ผูย้ ง่ิ ใหญ่ของบ้านเมอื งในยคุ น้ัน ทรงประกอบไปด้วย
พระปรชี าสามารถทางการทหารและไหวพรบิ ปฏภิ าณทางการเมอื ง ทส่ี �ำคญั พระองคท์ รง
มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ปกครองรัฐไททางตอนบนอย่างสิบสองปันนาและรัฐไทใหญ่
ทำ� ให้พระองคส์ ามารถขยายอ�ำนาจออกไปอย่างกวา้ งขวาง ทรงใชท้ งั้ กำ� ลงั ความสามารถ
ทางการรบและกลยทุ ธ์ทางการเมืองในการดำ� เนนิ นโยบายขยายอ�ำนาจของพระองค์
ต�ำนานกล่าวถึงจุดเร่ิมต้นของการรวบรวมบ้านเมืองว่า เกิดจากการที่พญามังราย
ทรงเหน็ ความเดอื ดรอ้ นของไพรบ่ า้ นพลเมอื งทผ่ี ปู้ กครองบา้ นเลก็ เมอื งนอ้ ยตา่ งท�ำสงคราม
แย่งชิงไพรพ่ ล ที่ดินและไร่นา เกิด “เปน็ ทกุ ขแ์ กไ่ พร่ไทนกั ”๑ เพ่ือแก้ปัญหาใหแ้ ก่ไพร่พล
พระองค์จึงเริ่มนโยบายสร้างสมอำ� นาจด้วยการรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้ามาอยู่ภาย
ใต้อ�ำนาจของพระองค์โดยทรงอ้างสิทธิธรรมทางการปกครอง จากการท่ีพระองค์เป็น
เชอื้ สายของลวะจังกราช ทท่ี ำ� ใหฐ้ านะของพระองค์แตกต่างจากกษัตริยพ์ ระองค์อ่ืนทีข่ ึ้น
ครองเมืองต่างๆ สญั ลกั ษณข์ องอำ� นาจทีส่ �ำคัญ คือ การทท่ี รงได้รบั น�ำ้ มุรธาภิเษก อกี ทงั้
เป็นเจ้าของเคร่ืองราชาภิเษกที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษผู้สืบทอดอ�ำนาจจากลวะ
จังกราช พิธีกรรมและเคร่ืองสูงต่างๆ เหล่าน้ีเป็นเครื่องยืนยันอำ� นาจ อันชอบธรรมของ
พระองค์วา่ เหนือกวา่ เจ้าเมอื งอื่นๆ เนอื่ งจากบรรดาเมอื งตา่ งๆ ทง้ั หลายลว้ นแตเ่ ป็นเครือ
ญาติกัน พญามังรายจึงได้ใช้วิธีการเกล้ียกล่อมในชั้นแรกและใช้ก�ำลังปราบปราม หาก
ขัดขนื ทรงไดเ้ มอื งตา่ งๆ เข้ามาอย่ภู ายใตร้ ่มโพธสิ มภารเปน็ จ�ำนวนมาก จะเห็นได้วา่ ใน
ชว่ งตน้ รชั สมยั ของพระองคน์ นั้ ทรงท�ำศกึ สงครามอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง พรอ้ มกบั การสะสมก�ำลงั
คนและ “เล้ยี งดูเสนาอามาจคนแกลว้ หาญมากนกั ” เมอื งต่างๆ ท่ีพระองค์ยดึ ไดน้ ั้นเป็น
เมอื งทมี่ ีความสำ� คัญดา้ นกำ� ลงั คนและด้านยทุ ธศาสตร์ เชน่ เมืองฝางและเมืองเซริง เป็น
เมืองสำ� คัญที่มักถกู เกณฑม์ าชว่ ยทำ� สงครามครง้ั ใหญ่ๆ ตลอดสมัยประวตั ิศาสตร์ลา้ นนา
๑อรุณรตั น์ วิเชยี รเขยี ว และเดวิด เค วยั อาจ.ตำ� นานพืน้ เมืองเชียงใหม่. (เชยี งใหม่ : ซลิ ค์เวอรม์ บคุ ส,์ ๒๕๔๓), หน้า ๑๕.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 11
ความส�ำเร็จในการขยายอำ� นาจไปเหนือบ้านเล็กเมืองน้อยเหล่านี้ทำ� ให้พญามังราย
ได้รับการยกย่องให้มีฐานะสูงกว่าเจ้าเมืององค์อ่ืนๆ โดยเจ้าเมืองที่อยู่ภายใต้อ�ำนาจของ
พระองค์เรียกพระองคว์ า่ “เจา้ เหนือหวั ”๑ เพือ่ ยกยอ่ งใหพ้ ระองคเ์ ปน็ กษัตรยิ ์ทม่ี ีอ�ำนาจ
เหนอื เจ้าเมอื งอืน่ ๆ ท่ยี งั มอี �ำนาจในการปกครองบ้านเมืองของตนเอง ตลอดรชั สมยั ของ
พระองคท์ รงทำ� สงครามรวบรวมบา้ นเมอื งใหเ้ ปน็ ปกึ แผน่ และปอ้ งกนั การรกุ รานจากศตั รู
ภายนอก
การขยายอ�ำนาจของจนี ลงมาทางใต้
นอกจากนำ้� พระทยั ทห่ี ว่ งใยราษฎรดงั กลา่ วมาแลว้ แรงผลกั ดนั ทท่ี ำ� ใหท้ รงรเิ รมิ่ สรา้ ง
อำ� นาจทางการเมอื งทเ่ี ขม้ แขง็ ในลมุ่ นำ้� กก-นำ�้ โขงนน้ั มาจากการขยายอำ� นาจของจนี ในสมยั
ของราชวงศ์มองโกลท่ีก�ำลังปราบปรามบ้านเมืองของกลุ่มชนเผ่าต่างๆ บริเวณชายแดน
ในสมัยนจี้ นี ใหค้ วามสำ� คญั กบั ยูนนานและดนิ แดนตะวันตกเฉยี งใต้ของยูนนานเป็นพเิ ศษ
เพราะตอ้ งการควบคมุ เสน้ ทางการคา้ บรเิ วณชายแดน หลงั จากกองทพั มองโกลยดึ อาณา-
จักรต้าหลี่ ซงึ่ เดมิ คืออาณาจกั รน่านเจา้ ได้ใน พ.ศ. ๑๗๙๖ จีนสามารถขยายอ�ำนาจลงไป
ทางใตแ้ ละตะวนั ออกเฉยี งใต้ เพอื่ ปราบปรามดนิ แดนหรอื รฐั ตา่ งๆ ทเ่ี คยตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ บั
อาณาจกั รนี้ ระหวา่ ง พ.ศ. ๑๘๐๓-๑๘๐๖ กองทพั มองโกลได้ปราบชนเผา่ ฟนั ทอง (ลัวะ)
และไปอ๋ีซ่ึงหมายถึงกลุ่มคนไทให้ยอมอ่อนน้อมต่อจีนได๒้ จะเห็นได้ว่าในสมัยของจักร-
พรรดกิ บุ ไลขา่ น จนี มนี โยบายขยายอำ� นาจลงมาควบคมุ อาณาจกั รในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี ง
ใตต้ อนบน ในชนั้ แรกไดส้ ง่ ทตู ไปตดิ ตอ่ ใหย้ อมสวามภิ กั ดก์ิ บั จนี ปรากฏวา่ ทตู จนี ถกู ทำ� รา้ ย
หรอื ฆา่ ตายจนี จงึ สง่ กองทพั ไปปราบ ใน พ.ศ. ๑๘๒๓ จนี ยดึ อาณาจกั รจามปา สองปตี อ่ มา
จนี สง่ กองทพั เขา้ ตอี าณาจกั รเขมร และยดึ ครองอาณาจกั รพกุ ามไดใ้ น พ.ศ. ๑๘๒๖ อยา่ งไร
กต็ ามการสง่ กองทพั จนี มาทำ� สงครามปราบปรามอาณาจกั รเหลา่ นท้ี ำ� ไดย้ ากลำ� บากเพราะ
ทหารจนี ไมส่ นั ทดั ภูมปิ ระเทศและภูมอิ ากาศของทอ้ งถ่นิ ทำ� ใหเ้ กิดโรคภยั ไขเ้ จบ็ และขาด
เสบียงอาหาร จีนจงึ พอใจที่จะใช้วิธกี ารเกลย้ี กล่อมมากกวา่
ตำ� นานลา้ นนากลา่ วถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลา้ นนากบั จนี นอ้ ยมาก ในขณะทเ่ี อกสาร
ของจีนกลับระบุถึงความสัมพันธ์กับปาไป่สีฟู่ที่ดำ� เนินมาอย่างต่อเน่ืองจนถึงสมัยพม่ายึด
ครอง เอกสารจนี สมยั ราชวงศห์ ยวนหรอื หยวนสอื่ เรยี กแควน้ โยนวา่ “ปาไปส่ ฟี ”ู่ หมายถงึ
เมอื งสนมแปดร้อย ซึ่งขณะนนั้ มีศนู ย์กลางอยทู่ ีเ่ มอื งเงินยางหรอื เชยี งแสน ระยะทางจาก
๒อรุณรตั น์ วิเชยี รเขียว และเดวิด เค วยั อาจ, อา้ งแล้ว, หนา้ ๑๕.
๓วนิ ัย พงศศ์ รเี พียร (บรรณาธิการ).ปาไป่สีฟู่-ปาไปตา้ เตี้ยน. (กรุงเทพ : รุ่งแสงการพมิ พ์, ๒๕๓๙), หนา้ ๓๖.
12 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ปาไป่สีฟูไ่ ปถงึ ท่ีว่าการข้าหลวงจนี ท่ียนู นานไม่ไกลมากนักใช้เวลาเดินทาง ๓๘ วัน หยวน
สอื่ กลา่ วถงึ อาณาเขตของปาไปส่ ฟี วู่ า่ “…ประเทศนม้ี อี าณาเขตใหญ่ ทางเหนอื ตดิ กบั เชอ-
หลี่ (เชียงร่งุ ) ทางใต้ติดกับ ปอเลอ่ (อาณาจักรชาวปกเลงิ -สุโขทยั ) ทางตะวนั ออกตดิ กับ
ลาวและทางตะวนั ตกตดิ กบั พมา่ …” ขอ้ มลู จากเอกสารจนี แสดงถงึ ความเปน็ รฐั ของแควน้
โยนทม่ี อี าณาเขตทแ่ี นน่ อนและเปน็ ทยี่ อมรบั ของชาตมิ หาอ�ำนาจอยา่ งจนี นอกจากอำ� นาจ
ทางการเมืองท่ีเข้มแข็ง แคว้นโยนยังมีคติความเช่ือทางศาสนาหลักของบ้านเมือง โดย
“…ชาวปาไปส่ ฟี มู่ ศี รทั ธาปสาทะในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งแรงกลา้ เพราะในแตล่ ะหมบู่ า้ น
มีวัดๆ หนงึ่ ในแตล่ ะวัดมเี จดยี แ์ หง่ หนง่ึ …”๑
การขยายอำ� นาจของมองโกลลงมาทางใตส้ ง่ ผลตอ่ การเมอื งภายในของลา้ นนา และ
ท�ำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับล้านนาในสมัยของพญามังรายจนถึงสมัยพญาคราม
นั้น ตงึ เครียด เอกสารจนี แสดงถงึ ปญั หาความขดั แยง้ ทางการเมอื งในภูมิภาค การแย่งชิง
อำ� นาจระหว่างรัฐต่างๆ เชน่ พกุ าม ไทใหญ่ และอาณาจักรมาวหลวง ท�ำให้จนี ต้องเขา้ มา
แทรกแซง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชานแดน จนกระท่ังยึดครองภาคเหนือ
และภาคกลางของพมา่ ใน พ.ศ. ๑๘๒๘๒ หลงั จากปราบปรามอาณาจกั รพกุ ามไดแ้ ล้ว ใน
พ.ศ. ๑๘๓๓ จีนใชน้ โยบายเกลี้ยกลอ่ มและขม่ ขู่ใหร้ ัฐไทยอมสวามิภกั ด์ิ
นโยบายของจีนต่อสิบสองปันนาส่งผลต่อล้านนาในสมัยพญามังราย เมื่อกษัตริย์
ของสิบสองปันนาและเจ้าเมืองยอมสวามิภักด์ิต่อจีนใน พ.ศ. ๑๘๓๓ จีนจึงเร่ิมขยาย
อำ� นาจลงมาส่ลู ้านนา ในปี ๑๘๓๕ จีนไดต้ ัง้ ส�ำนกั งานบรหิ ารราชการท่สี บิ สองปนั นา ใน
ตอนนั้นสิบสองปันนาแบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างมีกษัตริย์ของตนเอง ปรากฏว่าพญามังราย
ร่วมมือกับกษัตริย์องค์หนึ่ง บุกเมืองเชียงรุ่ง ในขณะเดียวกันพระองค์มีสัมพันธไมตรีอัน
ดีกับกับพี่น้องไทใหญ่ที่ยึดครองอ�ำนาจในพม่าอยู่ เห็นได้ชัดว่าจีนให้ความสนใจล้านนา
มากขึ้นเม่ือจีนขยายอ�ำนาจลงมายึดครอง สิบสองปันนาได้แล้ว ท�ำให้พญามังรายทรง
เตรียมการรับมือกับการขยายอ�ำนาจของจีนอย่างเต็มท่ี การท่ีทรงส่งกองทัพไปช่วย
สิบสองปันนาต่อต้านอ�ำนาจของจีนเป็นการสกัดก้ันมิให้จีนขยายอ�ำนาจลงมาสู่ดินแดน
แควน้ โยนไดส้ ะดวก นโยบายนท้ี �ำใหจ้ นี เหน็ ลา้ นนาเปน็ ตวั ปญั หาทตี่ อ้ งจดั การใหร้ าบคาบ
จึงสง่ กองทัพไปปราบ หยวนสอื่ ระบวุ ่า จนี วางแผนส่งกองทพั มาปราบปาไป่สีฟ่ใู น พ.ศ.
๑๘๓๕ มกี ารเตรยี มการอยา่ งใหญโ่ ต เชน่ การสรา้ งเมอื งปอ้ มรายทางทางใตข้ องเมอื งแลม
๑วินยั พงศศ์ รเี พยี ร (บรรณาธกิ าร), อ้างแลว้ , หนา้ ๓๕-๓๘.
๒วนิ ัย พงศศ์ รีเพยี ร (บรรณาธกิ าร), อา้ งแลว้ , หน้า ๓๙.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 13
มาสู่ล้านนาเพื่อสะสมเสบียงอาหาร แต่จักรพรรดิกุบไลข่านสวรรคตไปเสียก่อนจึงต้อง
ระงับไว้ ฝ่ายพญามังรายไม่ทรงวางพระทัย พระองค์เร่งสร้างสมอ�ำนาจและสร้างเมือง
เชียงใหม่ ซ่ึงสนั นิษฐานวา่ เป็นการเตรียมรับการขยายอำ� นาจของจีน
หยวนสอื่ ระบวุ า่ ใน พ.ศ ๑๘๔๐ ปาไปส่ ฟี เู่ ปน็ กบฏเขา้ โจมตเี ชอหลห่ี รอื เชยี งรงุ่ ตอ่ มา
รว่ มมอื กบั เชยี งรงุ่ ในการโจมตยี นู นาน๑ นโยบายของจนี ตอ้ งการปราบปรามปาไปส่ ฟี เู่ พราะ
จีนต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนด้านท่ีติดต่อกับพม่าที่ประกอบด้วยรัฐ
เลก็ รฐั นอ้ ยทม่ี กั มกี ารกระทบกระทงั่ กนั อยเู่ สมอ เปน็ เหตใุ หก้ ารคา้ ขายขา้ มพรมแดนชะงกั
แม้ขุนนางจ�ำนวนหนึ่งจะต่อต้านการท�ำสงคราม แต่หยวนสื่อระบุว่า จักรพรรดิทรงเห็น
ดว้ ยกบั การทำ� สงครามปราบปรามล้านนาและรฐั ไทอ่นื ใน พ.ศ. ๑๘๔๔ ทรงมีพระบรม
ราชโองการให้ยกกองทหารไปถึง ๒๐,๐๐๐ คน ทางการยูนนานมีหน้าท่ีจัดหาพาหนะ
สนบั สนนุ ทรงพระราชทานเงิน ๙๒,๐๐๐ ติว้ เป็นคา่ ใชจ้ ่ายตระเตรียมกองทัพ เพอื่ เสรมิ
ก�ำลังใหเ้ ขม้ แข็งยิ่งข้นึ ทรงให้เกณฑ์นักโทษในเสฉวนและยูนนานมาเป็นทหารในกองทพั
มกี ารจา้ งคนเข้าร่วมกองทัพโดยให้เงินเบี้ยคนละ ๖๐ พวง๒ อยา่ งไรก็ตามการท�ำสงคราม
ครงั้ น้ีไม่ส�ำเร็จเพราะกองทัพจีนถูกกลุ่มคนท่จี นี เรียกว่า พวกฟนั ทองหรอื พวกมอญ-เขมร
ท่ีอยู่บริเวณชายแดนจีนและพม่าลอบโจมตี จักรพรรดิทรงสั่งประหารแม่ทัพและปลด
ข้าราชการทมี่ าท�ำสงครามแตพ่ ่ายแพ๓้
ความลม้ เหลวของกองทพั จนี ทำ� ใหล้ า้ นนาและสบิ สองปนั นาตอบโตด้ ว้ ยการยกกำ� ลงั
ไปโจมตีบา้ นเมืองตอนในของยูนนานใน พ.ศ. ๑๘๕๒ จีนไม่ต้องการท�ำสงครามในพ้ืนที่
ชายแดนอีกต่อไปจึงได้ส่งคณะทูตไปเกล้ียกล่อมกษัตริย์ของสิบสองปันนาและล้านนาให้
ยอมสวามภิ กั ด์แิ ต่โดยดี ทางฝา่ ยล้านนาและสิบสองปันนาไดส้ ง่ คณะทูตพร้อมเครอ่ื งราช
บรรณาการไปปกั ก่งิ ใน วันท่ี ๙ ตลุ าคม พ.ศ. ๑๘๕๕ นบั เปน็ การยอมรับอ�ำนาจของจนี
และยุตสิ งครามทยี่ ดื เยื้อมานาน
จนี มโี อกาสขยายอำ� นาจมากขน้ึ หลงั จากพญามงั รายสวรรคตใน พ.ศ. ๑๘๕๕ เพราะ
ความเปน็ ปกึ แผ่นทางการเมอื งของล้านนาเริม่ สัน่ คลอน กษตั รยิ ์องค์ตอ่ ๆ มาไมส่ ามารถ
ควบคมุ ดินแดนทงั้ หมดได้ เกดิ การแตกแยกออกเป็นรฐั เลก็ ๆ ทเี่ ป็นอิสระตอ่ กัน โดยที่ผู้
ปกครองมักเป็นพ่ีน้องหรือเครือญาติในราชวงศ์มังราย มีการแย่งชิงอำ� นาจภายในกลุ่ม
๑Sai Sam Tip, “The Lu in Sip-Sawng Panna From the Earliest Times Down to A.D. ๑๖๔๔”, M.A. thesis, Arts
and Science University, Rangoon, ๑๙๗๖, p.๙๖.
๒Sai Sam Tip, Ibid, p.๑๐๓.
๓วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), อา้ งแล้ว, หน้า ๑๖๗.
14 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
เช้อื พระวงศ์ เช่น เจ้าเมืองพะเยายกกองทพั มาตีเมืองฝาง และขุนเคร่ืองพระเชษฐาของ
ขนุ ครามมาตเี มอื งเชยี งใหม่ทเี่ จ้าแสนภผู ้เู ปน็ พระนดั ดาปกครองอยู่ พญาครามตอ้ งให้เจ้า
นำ้� ท่วมพระโอรสอกี พระองคห์ นึ่งมาขบั ไล๑่
เม่ือไม่สามารถจะสร้างสมอ�ำนาจการปกครองท่ีเข้มแข็งข้ึนเองได้ ผู้ที่ข้ึนมาเป็น
กษัตริย์ล้านนาจึงต้องอาศัยอ�ำนาจจากภายนอกสนับสนุนสิทธิธรรมในการปกครองของ
ตนเอง ส่งผลให้นโยบายของล้านนาต่อจีนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แทนท่ีจะท้าทายอ�ำนาจ
ของจีนเหมือนสมัย พญามังราย พญาครามหันมายอมรับอำ� นาจของจีน เพื่อให้รับรอง
ฐานะของพระองค์ โดยสง่ ทตู ไปจนี พร้อมกบั เครอ่ื งราชบรรณาการ คอื ช้างท่ีฝึกแล้ว ๒
เชือก๒ ความสัมพันธ์ในรูปแบบของรัฐบรรณาการน้ีเนื่องมาจากต้องการให้จีนรับรอง
อ�ำนาจของกษัตริย์ เกิดจากปัญหาความขัดแย้งภายในที่กษัตริย์ไม่สามารถแก้ไข โดยท่ี
ล้านนายังมีอ�ำนาจในการปกครองตนเอง จีนยินดีท่ีล้านนายอมสวามิภักดิ์กับจีนแลกกับ
การรบั รองสิทธธิ รรมของกษตั ริยอ์ งคใ์ หม่ ต่อมาได้กลายเปน็ ธรรมเนียมปฏบิ ตั เิ มอ่ื มกี าร
ผลดั เปล่ยี นกษตั รยิ ์ของล้านนาจะตอ้ งแจ้งไปยงั ราชส�ำนกั จนี
การสร้างศนู ยก์ ลางอำ� นาจทางการเมืองที่มัน่ คง
ในการตอบโตก้ ารรกุ รานของจนี นน้ั ลา้ นนาไมไ่ ดม้ กี ำ� ลงั ทหารเพยี งพอ เพราะจนี เขม้
แขง็ มากทง้ั ทางดา้ นกำ� ลงั คนและเทคโนโลยใี นการสรู้ บ๓ ขอ้ ไดเ้ ปรยี บของลา้ นนาและรฐั ไท
บรเิ วณชายแดนจนี คอื ทต่ี ง้ั ทอี่ ยหู่ า่ งไกลจากเมอื งหลวงของจนี แตก่ ระนนั้ กด็ จี นี สามารถ
ใชย้ นู นานเปน็ ศนู ยค์ วบคมุ อ�ำนาจในพนื้ ทชี่ ายแดน ท�ำใหส้ ง่ กำ� ลงั เขา้ รกุ รบไดส้ ะดวก พญา
มงั รายจงึ ทรงหนั มาสรา้ งความเขม้ แขง็ ภายในดว้ ยการรวบรวมบา้ นเมอื งทงั้ หลายใหเ้ ปน็ อนั
หนงึ่ อนั เดยี วกนั ดงั ไดก้ ลา่ วมาแลว้ เปน็ ขน้ั ตอนแรก ขน้ั ตอนตอ่ มา คอื การสรา้ งศนู ยก์ ลาง
ของอำ� นาจหรือเมอื งหลวงที่มีชยั ภมู ิทเ่ี หมาะสมในทางยุทธศาสตร์ พระองค์ทรงแสวงหา
ทีต่ ัง้ เมอื งหลวงท่เี หมาะสมในการปอ้ งกันตัวเองและขยายอ�ำนาจ
ตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์พญามังรายได้เสด็จประพาสไปตามสถานที่ต่างๆ แสวงหา
ชัยภูมิที่เหมาะสม เพื่อตั้งบ้านเมืองกระจายไปตามจุดยุทธศาสตร์และเส้นทางการค้า
เช่น การต้ังเมืองเชียงตุง และเมืองเชียงราย เพื่อรองรับการรุกลงใต้ของจีน มีการสร้าง
๑โครงการวจิ ยั คมั ภีรใ์ บลานภาคเหนอื , ตำ� นานสบิ ห้าราชวงศ์ ภาคปรวิ รรต เล่มที่ ๒ ผูกท่ี ๓-๕ (เชยี งใหม่ : สถาบนั วิจัยสังคม,
๒๕๒๕), หน้า ๗.
๒วินัย พงศศ์ รีเพียร(บรรณาธิการ), อา้ งแลว้ , หน้า ๑๘๒.
๓Sun Laichen, “Ming-Southeast Asian Overland Interactions, ๑๓๖๘-๑๖๔๔”, Ph.D dissertation, University of
Michigan, ๒๐๐๐, pp.๔๘-๕๒.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 15
เมืองเล็ก เมืองน้อย เช่น เวียงแช่สกั เมืองพร้าว เมอื งแกน และแม่คะชานฯลฯ เปน็ การ
ตั้งชุมชนบ้านเมืองเพื่อเป็นก�ำลังสนับสนุนอ�ำนาจของกษัตริย์ ส�ำหรับเมืองเชียงตุงนั้น
ตำ� นานพญามงั ราย สรา้ งเมอื งเชยี งตงุ กลา่ ววา่ พญามงั รายทรงใชม้ างคมุ มางเคยี นหวั หนา้
ชาวลัวะไปปราบพวกลวั ะท่เี ชยี งตงุ และสรา้ งเวียงขึ้นทีห่ นองตุงใน พ.ศ. ๑๗๘๖๑ ใหเ้ ป็น
“ลูกช้างหางเมือง” ในช่วงแรก ที่มังคุมมังเคียนปกครองเมืองเชียงตุงต้องลงไป
“เอาเวียกเอาการ” ภายหลังเมื่อพ่อท้าวน�้ำท่วม ผู้เป็นหลานของพญามังรายถูกส่งไป
ปกครองเองเชียงตุงใน พ.ศ. ๑๗๙๖ เชียงตุงเริ่มมีอำ� นาจอิสระ ในการปกครองตนเอง
และท�ำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านท่ีป้องกันการขยายอำ� นาจของจีน โดยพ่อท้าวน้�ำท่วม
ได้ให้สร้างก�ำแพง หอรบ และขุดคูเมืองเพ่ือรับศึก ปรากฏว่าใน พ.ศ. ๑๗๙๗ จีนยก
กองทัพเข้ามาโจมตแี ตไ่ ม่สำ� เรจ็ ๒
ในการสร้างเมืองเชียงรายพญามังรายทรงเลือกภูมิประเทศดุจเดียวกับท่ีพญาลาว
เคยี งทรงสรา้ งเมืองเงินยางซ่ึงลอ้ มรอบดว้ ยภเู ขาสามด้าน ต�ำนานพื้นเมืองเชยี งใหมก่ ลา่ ว
ถึงลาวเคียงว่า “...แต่งบา้ นปองเมอื งสลาดนกั ” ได้แสวงหาสถานทีเ่ หมาะสมในการสรา้ ง
เวยี งใหม๓่ ใน พ.ศ. ๑๘๐๕ ทรงสร้างเมอื งเชยี งรายรมิ แม่น�้ำกก โดยมีดอยจอมทองเป็น
สะดอื เมอื งและสรา้ งก�ำแพงเมอื งลอ้ มรอบ เปน็ เมอื งหลวงอยรู่ ะยะเวลาหนง่ึ เมอื งเชยี งราย
มคี วามส�ำคญั สำ� หรบั แควน้ โยนเพราะมที ตี่ ง้ั ทแี่ วดลอ้ มไปดว้ ยเมอื งใหญ่ มเี มอื งเชยี งแสน
อยูท่ างเหนอื พะเยาอยทู่ างใต้ ยากแกก่ ารรกุ รานของขา้ ศกึ เปน็ สาเหตุหนึง่ ท่ีพญามงั ราย
ทรงสร้างเชยี งรายข้ึนมา
หลงั จากนนั้ พญามงั รายทรงยา้ ยไปประทบั อยทู่ เี่ มอื งฝางซง่ึ เปน็ เมอื งสำ� คญั ชายแดน
ที่ตดิ ตอ่ กบั รัฐไทใหญ่ใน พ.ศ. ๑๘๑๑ ทรงใช้เมืองฝางเป็นฐานอ�ำนาจในการขยายอำ� นาจ
ไป ยึดครองเมอื งผาแดงเชยี งของและยดึ ครองเมอื งเซริงหรอื เมอื งเทิงได้ใน พ.ศ. ๑๘๑๗
ทงั้ สองเมอื งเปน็ เมอื งสำ� คญั ซงึ่ เปน็ แหลง่ ขมุ กำ� ลงั ไพรพ่ ลในการศกึ ตลอดสมยั ของพระองค์
อกี ทง้ั เปน็ การขยายอำ� นาจลงไปสลู่ มุ่ นำ้� องิ ไปประชดิ เมอื งพะเยาของพญางำ� เมอื งใน พ.ศ.
๑๘๑๙ เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมตามสถานการณท์ รงยา้ ยราชส�ำนกั จากเชยี งแสนไปเชยี งรายและ
๑ศกั ราชทปี่ รากฏในตำ� นานอาจจะคลาดเคลอ่ื นเพราะมศี กั ราชของเหตกุ ารณต์ า่ งๆทต่ี ำ� นานบนั ทกึ ไวแ้ ตกตา่ งกนั กวา่ สบิ ปี ในกรณี
นี้ต�ำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าพญามังรายประสูติปี ๑๗๘๑ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าพระองค์ไปสร้างเมืองเชียงตุงใน พ.ศ. ๑๗๘๖
กรณีของพ่อท้าวน�้ำท่วมนั้นต�ำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงพ่อท่าวน้�ำท่วมพระโอรสของพญาครามถูกส่งไปปกครองเชียงตุง
ใน พ.ศ.๑๘๖๘
๒รตั นาพร เศรษฐกลุ , “ประวัติศาสตร์เมืองเชียงตุง”, เร่อื งเมอื งเชียงตุง. (เชยี งใหม่ : สรุ วิ งศบ์ ุคสเ์ ซนเตอร์, ๒๕๓๗), หนา้ ๓๐
๓เวียงใหม่ของลาวเคียงอยู่ที่บ้านยางเสีย้ ว ใกล้แมน่ ้ำ� ละวา้ หรอื แม่นำ�้ สาย
16 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ฝางสลบั หมนุ เวยี นกนั ธ�ำรงศักดิ์ ทำ� บญุ เสนอว่า พญามงั รายทรงประสบความส�ำเร็จใน
การรวบรวมอ�ำนาจในพนื้ ทแ่ี ควน้ โยนบรเิ วณลมุ่ น�้ำโขง-นำ�้ กก ใน พ.ศ. ๑๘๑๗ อ�ำนาจของ
พระองคเ์ ปน็ ท่ยี อมรับในหม่รู ัฐ เพอื่ นบ้านไปจนถงึ ตอนเหนือของเวยี ดนาม๑
นโยบายของพญามงั ราย คอื การสรา้ งอำ� นาจศนู ยก์ ลางทมี่ น่ั คงและขยายอำ� นาจออก
มาครอบคลมุ บา้ นเมอื งภายนอก ดงั จะเหน็ จากการขยายอำ� นาจจากเมอื งเงนิ ยางเชยี งแสน
ขึ้นไปถงึ เชยี งตุง และเชยี งรุ่ง โดยเนน้ สรา้ งเครอื ขา่ ยอำ� นาจของเครอื ญาติ ในพืน้ ทีล่ ุ่มนำ�้
กก-น�้ำโขงนัน้ ทรงผนึกก�ำลงั ของกลุม่ เมืองโดยมีเมืองเงนิ ยางเชยี งแสนเปน็ เมอื งหลักของ
กลมุ่ เมอื งรอง คอื เมอื งเชยี งของ เมอื งเทรงิ เมอื งเชยี งรายและเมอื งฝาง ธดิ า สาระยา สรปุ
ว่าพญามังรายเป็นผู้น�ำคนแรกที่สามารถสร้างระบบการใช้อ�ำนาจควบคุมในวงกว้างและ
ถาวร และยังชวี้ ่า๒
...การสรา้ งรฐั ของพญามงั รายวางอยบู่ นพน้ื ฐานของการรวมกำ� ลงั คนและชมุ ชน
ในท่ีราบลุ่มเชียงรายเชียงใหม่เข้าด้วยกัน เกิดการประสมประสานของชนเผ่า
กลายเป็นชนชาติ โคตรวงศ์”ลาว”ของพญามังรายขยายอ�ำนาจโดยการรวม
ตวั แบบเครอื ญาตริ ะหวา่ งชนชน้ั ปกครองของชนชาตไิ ตแถบสบิ สองปนั นาและ
ตอนเหนือของทีร่ าบลมุ่ เชียงราย...
การที่ระบบการเมืองของแคว้นโยนในระยะแรกเป็นระบบเครือญาติท่ีอ�ำนาจการ
ปกครองเมืองต่างๆ กระจายไปอยู่ภายใต้เช้ือพระวงศ์ท่ีถูกส่งไปปกครองเมืองนั้นๆ จึง
สร้างปัญหาให้กับกษัตริย์องค์ต่อๆ มา บุญวรรณี วิริยะชัยวงศ์ เห็นว่าการขยายอำ� นาจ
ของพญามังรายเป็นจุดเร่ิมต้นของพัฒนาการทางการเมืองไปสู่รัฐแบบรวมศูนย์อำ� นาจที่
เข้มแขง็ ในรัชสมยั ของพญาตโิ ลกราช๓
การขยายอ�ำนาจทางการเมืองของแคว้นโยนลงมาสู่ลุ่มน้�ำปิงน้ันมีแรงผลักดันจาก
ความตอ้ งการทางเศรษฐกิจดว้ ยเชน่ กัน ในขณะทร่ี าบเชียงราย-เชยี งแสนซง่ึ เป็นทตี่ ้งั ของ
แคว้นโยนเป็นท่ีราบหุบเขาขนาดเล็กแบ่งแยกโดยแม่น�้ำหลายๆ สาย พ้ืนท่ีเป็นที่สูงไม่
สะดวกใน การคมนาคมติดต่อระหว่างชุมชนและควบคุมอ�ำนาจทางการเมืองเหนือบ้าน
เมืองต่างๆ ได้ยาก ท่ีราบลุ่มนำ้� ปิงเป็นท่ีราบกว้างขวางเหมาะแก่การขยายตัวของชุมชน
๑ธ�ำรงศักด์ิ ทำ� บุญ, “กำ� เนิดอาณาจักรลานนาไทย”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๘,
หนา้ ๔๘.
๒ธดิ า สาระยา. กวา่ จะเปน็ คนไทย. (กรุงเทพ : สำ� นักพมิ พ์ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๑), หนา้ ๘.
๓บุญวรรณี วิริยะชัยวงศ์, “กระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงใหม่-ลำ� พูนสมัยราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๘๐๐-๒๐๓๐”,
วทิ ยานพิ นธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยเชยี งใหม,่ ๒๕๓๙, หนา้ ๕๓.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 17
บ้านเมืองท่ีมีไพร่พล เพิ่มมากข้ึน สะดวกในการคมนาคมติดต่อ ควบคุมได้ง่าย อีกท้ังมี
พนื้ ทใ่ี นการเพาะปลกู กวา้ งขวางจงึ มคี วามเหมาะสมกวา่ ทจ่ี ะเปน็ ศนู ยก์ ลางของอาณาจกั ร
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท่ีส่งเสริมอ�ำนาจทางการเมืองของพ้ืนที่ลุ่ม
น้�ำปิง คือ การค้าขายกับดินแดนทางตอนใต้และรัฐชายฝั่งทะเลท่ีมีความสำ� คัญต่อการ
เตบิ โตขนึ้ เปน็ อาณาจกั รของลา้ นนา ระบบการผลติ ของลา้ นนาตง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานพฒั นาการ
ทางเทคนิคและสังคมวัฒนธรรมระดับหน่ึงท่ีต้องพ่ึงความสัมพันธ์ทางการแลกเปล่ียนกับ
ภายนอก จะเหน็ ไดว้ า่ ความสามารถในการผลติ และการขยายตวั ทางดา้ นการผลติ ในระบบ
เศรษฐกิจธรรมชาติของล้านนาต้องการการกระตุ้นจากการค้าขายแลกเปล่ียนกับบ้าน
เมอื งภายอก เพอ่ื ใหเ้ กดิ การสะสมทนุ จากภายในทจี่ ะนำ� ไปสพู่ ฒั นาการทางสงั คมอกี ระดบั
หนงึ่ พนื้ ทลี่ มุ่ นำ�้ ปงิ สามารถตดิ ตอ่ กบั บา้ นเมอื งในแถบลมุ่ แมน่ ำ้� สาละวนิ ทางตะวนั ตกและ
บา้ นเมอื งในเขตลมุ่ น�้ำเจา้ พระยาทางใตท้ พ่ี ฒั นาขนึ้ มาเปน็ รฐั และไดร้ บั อทิ ธพิ ลวฒั นธรรม
อนิ เดยี มหี ลกั ฐานการคา้ ขายระหวา่ งหรภิ ญุ ไชยกบั ละโวแ้ ละเมอื งอนื่ ๆ ในลมุ่ น�้ำเจา้ พระยา
มีแม่น�้ำปิงเป็นเส้นทางการคมนาคมท่ีสำ� คัญ เมืองหริภุญไชยมีช่ือเสียงว่าเป็นศูนย์กลาง
การค้าส�ำคัญในพ้ืนที่ลุ่มน�้ำปิง เป็นแหล่งรวมการซื้อขายและพ่อค้าจากบ้านเมืองต่างๆ
รวมทง้ั เมอื งฝางทางตอนเหนอื เปน็ ตลาดรวบรวมสนิ คา้ จากบา้ นเมอื งลมุ่ น้�ำกก-นำ้� โขงไป
สเู่ มอื งทา่ การคา้ บรเิ วณลมุ่ นำ�้ เจา้ พระยาและเมอื งทา่ ชายฝง่ั ทะเลปากอา่ วไทยและน�ำเอา
สินคา้ จากตา่ งประเทศไปสบู่ ้านเมอื งลุม่ นำ�้ กก-น�้ำโขง๑ การผนวกหรภิ ญุ ไชยเปน็ สว่ นหนึง่
ของแคว้นโยนหรือขยายอ�ำนาจมาครอบครองพ้ืนท่ีส�ำคัญทางการค้าเช่นนี้ย่อมจะน�ำมา
ซ่ึงความมัง่ คั่งให้กับล้านนา
ลัวะ : ชนพ้ืนถ่ินกับการสร้างบา้ นแปงเมอื งของพญามังราย
ความสัมพันธ์ระหว่างพญามังรายกับกลุ่มชาวลัวะเป็นปัจจัยสู่ความส�ำเร็จในการ
รวบรวมอ�ำนาจของพญามังราย พญามังรายทรงอาศัยก�ำลังและการสนับสนุนจากชน
พน้ื ถิน่ ท้งั ใน ล่มุ นำ้� กก-นำ้� โขง และในล่มุ นำ้� ปงิ โดยดำ� เนินกุศโลบายในการผสมผสานทาง
วัฒนธรรมกับกลุ่มลัวะหรือมอญเขมรซ่ึงเป็นกลุ่มคนพื้นถ่ิน สร้างความเป็นอันหน่ึงอัน
เดียวกันทางการเมืองระหว่างคนไทและลัวะ๒ จะเห็นได้ว่าพญามังรายไม่ได้สร้างเมือง
๑อุษณยี ์ ธงไชย, “ความสัมพันธร์ ะหว่างอาณาจักรลานนาไทยและอาณาจกั รอยุธยา พ.ศ.๑๘๓๙-๒๓๑๐,” ลา้ นนาไทย อนสุ รณ์
พระราชพธิ เี ปดิ พระบรมนุสาวรีย์สามกษัตรยิ ,์ เชียงใหม,่ ๒๕๒๖-๒๕๒๗, หนา้ ๒๔๕.
๒นักวิชาการบางกลุ่มมักแบ่งแยกไทและลัวะอย่างชัดเจน โดยก�ำหนดว่าคนไทเป็นผู้น�ำวัฒนธรรมเมืองไปครอบง�ำลัวะ หรือดู
ดกลืนลัวะเข้าสู่ระบบสังคมเมืองของไท แต่โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น ลัวะได้มีสังคมเมืองของตนในระดับหน่ึงแล้วและ
การตัง้ เมืองของคนไทไม่ว่าจะเป็นการสร้างเมอื งเชยี งราย เชียงตงุ หรือเชยี งใหมข่ องพญามงั รายต่างมีลัวะเป็นองคป์ ระกอบทาง
ประชากรทสี่ �ำคญั หรือแม้แตท่ ่ตี ้ังของเมอื งทีส่ ร้างขึ้นก็มกั อยใู่ กลเ้ คียงกบั เมืองของลวั ะเดมิ
18 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ข้ึนมาใหม่ แต่ได้สร้างกลไกการปกครองใหม่ครอบจากส่วนบนเหนือกลุ่มคนพื้นถ่ิน
ด้งั เดิม คอื กลุ่มลัวะทตี่ งั้ ชุมชนของตนอยู่เองแล้ว
การยึดอ�ำนาจของพญามงั รายอาศัยชนพืน้ ถิน่ ดง้ั เดิม คอื ลัวะ เรม่ิ ตัง้ แตก่ ารขยาย
อ�ำนาจทางเหนือของลุ่มนำ�้ กก ความส�ำคัญของลัวะในฐานะชาวพ้ืนถิ่นดั้งเดิมปรากฏใน
ตำ� นานวา่ ดว้ ยการสรา้ งเมอื งเชยี งตงุ ซงึ่ เรม่ิ ดว้ ยการทพ่ี ญามงั รายเสดจ็ ลา่ สตั ว์ ทรงตดิ ตาม
กวางทองไปถงึ ดอยจอมทอง ทอดพระเนตรภมู ปิ ระเทศเมอื งเขนิ ทรี่ ม่ รนื่ อดุ มสมบรู ณ์ ทรง
พอพระทยั และมพี ระประสงคจ์ ะสรา้ งเปน็ เมอื งใหเ้ ปน็ “ลกู บา้ นหางเมอื ง” ทน่ี า่ สนใจ คอื
ตำ� นานกลา่ วถึงปริศนา ที่ทรงใหส้ ลักรปู “พรานแบกหอกจงู หมาพาไถ้”๑ ไวบ้ นดอยนั้น
เชอื่ มโยงไปถึงธรรมเนียมลัวะ จงู หมาพาแชกในตำ� นานพืน้ เมอื งเชียงใหม๒่ จากการศกึ ษา
หมู่บ้านลัวะพบว่าธรรมเนียมจูงหมาเป็นการแก้เคล็ดในการริเร่ิมพิธีกรรมหรืองานมงคล
ต่างๆ เช่น หากแต่งงานกับผู้ท่ีถือผีเดียวกันจะต้องมีพิธีแก้เคล็ดด้วยการให้ฝ่ายหญิงจูง
หมาด�ำเดินรอบบ้าน ๓ รอบ ฝา่ ยชายเดนิ ตามหลงั จากนัน้ จะฆ่าหมาเอาเลือดใสร่ างข้าว
หมูให้เจ้าบา่ วเจ้าสาว สอ่ งดูเงาตวั เองเพ่อื เป็นการป้องกนั เหตรุ า้ ยทีอ่ าจจะเกิดข้ึน๓
ในครั้งต้ังเมืองเชยี งตงุ ซง่ึ เป็นบ้านเมืองลัวะ๔ พญามังรายทรงส่งกองทพั ไปยึดครอง
ไม่ส�ำเร็จ เพราะลัวะมจี �ำนวนมาก จึงทรงใชใ้ หล้ วั ะสองพน่ี อ้ ง ช่อื มางคมุ มางเคียนไปเป็น
ไสศ้ ึก เม่ือยึดเมืองได้สำ� เร็จกใ็ หห้ วั หนา้ ลวั ะเดมิ ปกครองตอ่ ไป โดยไดเ้ กณฑแ์ รงงานลัวะ
ตั้งแต่ “...เดือนเจ๋ืองเป็งไปถึงเดือนสามเป็ง หื้อสูทั้งหลายได้ลงมาแบกไม้เอาการเมือง
เทือ...”๕ การยึดครองเชียงตุงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบ้านเมืองขยายข้ึนไปทาง
เหนอื จนถงึ พรมแดนของสบิ สองปนั นาตามทเ่ี อกสารจนี ระบเุ อาไว้๖ ครน้ั เมอ่ื ทรงวางแผน
ยดึ ครองหรภิ ญุ ไชย ซงึ่ เปน็ เมอื งใหญอ่ ดุ มสมบรู ณด์ ว้ ยไพรพ่ ล ทรงเหน็ วา่ ไมอ่ าจส�ำเรจ็ ดว้ ย
การใชก้ ำ� ลงั เขา้ ทำ� สงคราม ทสี่ ำ� คญั ไพรพ่ ลของหรภิ ญุ ไชยนน้ั สว่ นใหญเ่ ปน็ ชาวลวั ะ พญา
๑สงวน โชติสขุ รตั น,์ “ต�ำนานพระยามังรายสรา้ งเมืองเชียงตงุ ”, รวมสารนิยายไทย, (พระนคร : โอเดียนสโตร,์ ๒๕๑๕), หนา้ ๓๖.
๒อรุณรัตน์ วเิ ชียรเขยี ว และเดวิด เค วยั อาจ, อ้างแล้ว, หน้า ๑๖๕.
๓เป็นธรรมเนยี มของชาวลวั ะบ้านหมู่ ๖ ตำ� บลหารแกว้ อ�ำเภอหางดง จงั หวดั เชียงใหม.่ กฤษณา เจริญวงศ์ และ เพชราประจน
ปญั จนกึ . การส�ำรวจชมุ ชนลวั ะ ๕ อำ� เภอ : อำ� เภอเมือง หางดง สนั ปา่ ตอง จอมทองและฮอด. (เชยี งใหม่ : มหาวิทยาลัยพายัพ,
๒๕๓๐), หนา้ ๓๐.
๔รตั นาพร เศรษฐกุล, “ประวัติศาสตร์เมืองเชยี งตุง”, เรอื่ งเมืองเชยี งตุง (เชียงใหม่ : สรุ ิวงศ์บุคส์เซ็นเตอร์, ๒๕๓๗), หนา้ ๓๐.
ตำ� นานระบศุ กั ราชคอ่ นขา้ งสบั สน เพราะตำ� นานปา่ แดงวา่ พญามงั รายยดึ ครองพนื้ ทไ่ี ดแ้ ลว้ ใหส้ รา้ งเมอื งเชยี งตงุ ในปี ๑๗๘๖ ซง่ึ ขดั
แยง้ กบั ตำ� นานพน้ื เมอื งเชยี งใหมซ่ งึ่ ระบวุ า่ พญามงั รายประสตู เิ มอ่ื ปี ๑๗๘๑ Sao Saimong Mangrai. The Padaeng Chronilce
and the Jengtung State Chronicle Translated (Ann Arbor: University of Michigan, ๑๙๘๑).
๕ทวี สวา่ งปัญญางกรู , ต�ำนานเมืองเชียงตงุ . (เชยี งใหม่ : แผนกอนรุ ักษ์และเผยแพรว่ รรณกรรมล้านนา ธรรมสถาน มหาวทิ ยาลัย
เชยี งใหม,่ ๒๕๒๗), หน้า ๕๑.
๖หยวนสอื่ ระบุว่า ทางเหนือของปาไปซ่ ฟี จู่ ดเชอหลหี่ รือเชียงรงุ่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 19
มงั รายจงึ สง่ ลวั ะชอื่ อา้ ยฟา้ ไป เปน็ ไสศ้ กึ และเมอื่ ยดึ เมอื งไดแ้ ลว้ ทรงปกครอง อยเู่ พยี งสอง
ปกี ็ตงั้ อ้ายฟ้าปกครองแทน เป็นการใช้ คนพนื้ เมืองชาตพิ ันธุเ์ ดยี วกนั ปกครองกันเอง
กล่าวได้ว่าความส�ำเร็จในการขยายอ�ำนาจในลุ่มน�้ำปิงของพญามังรายนั้นเกิดจาก
การยอมรับและผสมผสานวัฒนธรรมของตนกับของชาวพ้ืนถ่ินที่ตั้งถ่ินฐาน อยู่แล้วเป็น
จ�ำนวนมาก ต�ำนานอนิ ทขีลเป็นต�ำนานท่รี ะบุถึงการมีอยขู่ องชมุ ชนลวั ะในพนื้ ทล่ี มุ่ น้�ำปิง
ไว้อย่างชัดเจน กล่าวถึงเม่ือพญามังรายเสด็จไปรบเอาเมืองหริภุญไชยได้แล้ว เสด็จกลับ
มายงั กาดเชียงเลือก (เชยี งเรอื ก) พระองค์ทอดพระเนตรเหน็ บา้ นเมอื งของชาวลัวะใหญ่
โตกวา้ งขวางกท็ รงพอพระทยั และตอ้ งการสรา้ งเมอื งทนี่ ี่ พนื้ ทนี่ อี้ าจจะเปน็ พน้ื ทเ่ี ดมิ ทพี่ วก
ลวั ะอาศยั อยู่ แลว้ ตอ่ มาทงิ้ รา้ งไว้ ขณะทเ่ี สนาไปถางพนื้ ทใี่ หร้ าบไดพ้ บรปู กมุ ภณั ฑ์ ดว้ ยเหตุ
ที่ไม่รู้จกั และไม่รู้วา่ จะทำ� ประการใดจงึ พากันนำ� รปู น้นั มาถวาย พญามงั รายทรงตระหนัก
ว่าดนิ แดนลุม่ แมน่ �้ำปงิ เปน็ ดินแดนลวั ะมากอ่ น เคยมีพญาลัวะจากดอยสุเทพเคยมาสรา้ ง
เมอื งอยแู่ ลว้ จงึ ทรงใหเ้ สนาชอ่ื ศรดี อนไชย ไปถามจารตี ฮตี ฮอยดงั้ เดมิ ของลวั ะ พญาลวั ะ
ไดใ้ หศ้ รขี นุ จกุ ขนุ นางลวั ะน�ำเอาฮตี เกา่ มาอา่ นใหฟ้ งั จงึ ไดท้ ราบถงึ พธิ บี ชู าเสาอนิ ทขลี และ
กมุ ภณั ฑท์ งั้ ๖ ตน และเทวดาเจนเมอื งหรอื เสอ้ื เมอื ง ดว้ ยเหตทุ ตี่ งั้ ถนิ่ ฐานในพนื้ ทขี่ องลวั ะ
พญามังรายจึงทรงรับเอาจารีตของลวั ะไว้ ทรงให้หมน่ื ช้างแก้วสรา้ งหอที่ประทบั ในท่เี ดิม
ท่ีเจา้ เมอื งลวั ะเคยอยู่ คร้นั ถึงฤกษด์ ีจึงเสดจ็ เข้าเมอื งตามท่ีศรขี ุนจกุ แนะน�ำ โดยเสด็จเขา้
เมอื งทางประตทู างเหนอื เพราะเชือ่ วา่ จะท�ำให้บ้านเมืองรงุ่ เรือง รบพ่งุ ปราบขา้ ศึกศัตรไู ด้
ทส่ี ำ� คญั ทรงรเิ รม่ิ ใหม้ พี ธิ บี ชู าอารกั ษพ์ ระเสอ้ื เมอื ง๑ พธิ กี รรมเหลา่ นไี้ ดก้ ลายเปน็ จารตี ของ
ลา้ นนาสบื มา๒
๑สงวน โชตสิ ขุ รัตน์, “ต�ำนานเพนื้ เมอื งเชียงใหม่”, รวมสารนิยายไทย, (พระนคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๑๕), หน้า ๗๙-๘๓ แสดงวา่
พญามงั รายอาจจะทรงเคยใชเ้ ชยี งเลอื กเปน็ ทป่ี ระทบั กอ่ นทจ่ี ะสรา้ งเวยี งกมุ กาม เชยี งเลอื กมตี ลาดอยทู่ างดา้ นตะวนั ออกของเมอื ง
เชยี งใหม่ แต่ในตำ� นานอ่ืนกล่าวถึงวา่ ทรงประทับอย่ทู ีเ่ ชียงเลือกเพียงสามคืนเท่านั้น
๒พธิ ีกรรมของรฐั ไทมักมีลวั ะเข้ามาเก่ยี วขอ้ งเสมอ เชน่ พธิ กี ารข้ึนครองราชยโ์ ดยมี “ลัวะจงู หมาพาแชก” น�ำหนา้ ขบวนเสด็จ เชอื่
วา่ เป็นสญั ลักษณข์ องการเริม่ ต้นที่เปน็ มงคล
20 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
การที่ผู้น�ำล้านนายอมรับประ
เพณีของลัวะแสดงถึงความส�ำคัญของ
ชาวลัวะในการสร้างอาณาจักรล้านนา
ผนู้ ำ� สรา้ งสทิ ธธิ รรมในการปกครองดว้ ย
การธ�ำรงรักษาฮีตลัวะ ที่ส�ำคัญ เช่น
ประกอบพธิ บี ชู าผบี า้ นผเี มอื งตามความ
เชื่อด้ังเดิมของลัวะ ลักษณะเด่นของ
อาณาจักรล้านนา คือ การผสมผสาน
ทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ เพ่ือ
เสาอินทขลิ สร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันทาง
สังคมและการเมือง การสรา้ งบรู ณาการทางวฒั นธรรมของลัวะและไท เป็นตวั อย่างของ
การผสมผสานทางวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่การครอบง�ำแต่ฝ่ายเดียวจากกลุ่มชนช้ันปกครอง
จำ� นวนลวั ะเจา้ ถนิ่ ทสี่ นบั สนนุ ผนู้ ำ� ไทในการ “สรา้ งบา้ นแปงเมอื ง”ทำ� ใหล้ วั ะไดร้ บั อำ� นาจ
ในการปกครองตนเองและรักษาจารีตประเพณีดั้งเดิมของตนไว้ได้ แต่ในฐานะไพร่บ้าน
พลเมอื งลวั ะตอ้ งเสยี ภาษีและสง่ สว่ ยบรรณาการตา่ งๆ ให้กบั ผู้ปกครอง
ในฐานะไพร่เมืองลัวะมีบทบาททางเศรษฐกิจท้ังการแลกเปล่ียนผลผลิตทางด้าน
การเกษตรไปจนถึงการคา้ ขายระหว่างเมอื งและรฐั ส�ำหรับล้านนารายได้จากการค้าเป็น
รายได้ส�ำคัญ เส้นทางการค้าหลายสายเข้ามาสู่เมืองหลวง มีพ่อค้าจากบ้านอื่นเมืองอ่ืน
เช่น เชยี งแสน ล้านชา้ ง ยนู นาน พม่าและอยธุ ยามาค้าขายที่เชียงใหม่ ทงั้ นีเ้ ชยี งใหมเ่ ปน็
ศนู ย์กลางรบั สนิ คา้ ของป่าจากเมืองตา่ งๆ ที่อยทู่ างตอนบนแล้วส่งตอ่ ไปยังเมืองทา่ ตอน
ล่างและกระจายสินค้า จากเมืองท่าสู่บ้านเมืองตอนใน ลัวะจึงมีบทบาทในการนำ� สินค้า
ประเภทของป่าออกมาสู่ ตลาดเมืองและเป็นผู้บริโภคสินค้าจากเมือง การศึกษาแหล่ง
โบราณคดีบนเทือกเขาด้านตะวันตกของลุ่มแม่น้�ำปิง พบหลุมฝังศพจ�ำนวนมากกระจาย
ต้งั แตอ่ มกอ๋ ย แม่ต๋ืน เร่อื ยไปถึงแมร่ ะมาด แม่สอด ตาก และกำ� แพงเพชร ในหลุมบรรจุ
ภาชนะเครือ่ งใช้และเครอื่ งประดบั ของผู้ตาย แสดงว่าเป็นคนมีฐานะดี ไดพ้ บภาชนะดิน
เผาเคลือบของจีนสมัยราชวงศ์หงวนและราชวงศ์หมิง เครื่องถ้วยของไทยจากสุโขทัย
ศรสี ชั นาลยั และจากเตากาหลงทส่ี ันกำ� แพงในล้านนา เครื่องถ้วยเหล่านมี้ อี ายตุ ง้ั แตพ่ ทุ ธ
ศตวรรษท่ี ๑๙ - ๒๑ เคร่อื งประดบั มกี ำ� ไล กระด่ิง ลูกปดั ทำ� ด้วยแก้ว และหนิ สี เคร่อื ง
ใชอ้ นื่ ๆ เชน่ กระจก ดาบเหลก็ มีด ขวาน และกรชิ การค้นพบนน้ี ำ� ไปสู่ ข้อสันนิษฐานว่า
ลัวะเปน็ เจา้ ของหลมุ ฝงั ศพเหล่านี้และเป็นชนกลมุ่ ใหญ่ทตี่ ง้ั หลักแหลง่ อย่บู นเสน้ ทางการ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 21
ตดิ ตอ่ ระหวา่ งดนิ แดน ลมุ่ แมน่ ้�ำปงิ และลมุ่ แมน่ ้�ำสาละวนิ การนำ� ของปา่ เขา้ มาแลกเปลย่ี น
กับสินค้าอ่ืนท�ำให้ลัวะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีสามารถบริโภคสินค้าราคาแพงจากต่างรัฐ
ตา่ งเมอื ง๑ ชาวลวั ะเหลา่ นเ้ี ปน็ กลไกสำ� คญั อนั หนงึ่ ในการสรา้ งความมง่ั คงั่ ใหแ้ กอ่ าณาจกั ร
ลา้ นนา
บทบาทของชาวลวั ะในการสรา้ งบา้ นแปงเมอื งในยคุ กอ่ นประวตั ศิ าสตรล์ า้ นนาหรอื
ต้นรชั สมัยพญามังรายแสดงให้เห็นการรวมตัวกันระหวา่ งลวั ะกบั ไท การสรุปว่าการสรา้ ง
รฐั ของพญามงั รายเกิดจากการรวมกำ� ลงั คนและชมุ ชนในทีร่ าบลมุ่ เชียงรายเชียงใหม่เข้า
ด้วยกัน เกิดการผสมผสานของชนเผ่าเป็นชนชาติน้ันคงไม่มีข้อโต้แย้ง แต่หากจะสรุป
ว่าการขยายอ�ำนาจของพญามังรายเกิดจากการรวมตัวแบบเครือญาติระหว่างชนช้ัน
ปกครองของชนชาติไต แถบสิบสองปนั นาและตอนเหนอื ของท่ีราบลมุ่ เชียงราย๒ เท่านั้น
เปน็ การละเลยบทบาทของชนพนื้ เมอื งทอ้ งถน่ิ ทตี่ ง้ั ถนิ่ ฐานเปน็ บา้ นเมอื งอยใู่ นลมุ่ นำ�้ ตา่ งๆ
ในพืน้ ที่นีม้ าต้ังแต่กอ่ นยุคประวตั ิศาสตร์
การสรา้ งพนั ธมิตรกบั รัฐเพ่ือนบ้าน
ในชว่ งของการสถาปนาอ�ำนาจในบรเิ วณลมุ่ น้�ำกก-น้�ำโขง พญามงั รายทรงเปน็ เพยี ง
กษัตรยิ ข์ องรัฐขนาดเลก็ ทม่ี ีขอ้ จ�ำกัดในการขยายอำ� นาจหลายประการ แม้จะมพี ระญาติ
สนิทเป็นผู้ปกครองสิบสองปันนาทางตอนเหนือ แต่การจะสร้างความย่ิงใหญ่ให้เป็นท่ี
ยอมรับนั้น ต้องแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงรับทอดอำ� นาจจากกษัตริย์ผู้ย่ิงใหญ่ในอดีต
ตำ� นานพนื้ เมอื งเชยี งใหมจ่ งึ ไดน้ ำ� เอาเหตกุ ารณส์ มยั พญาเจอื ง (ครองราชยป์ ี พ.ศ. ๑๖๒๘)
กษตั รยิ น์ ักรบเชื้อสายของลวจงั กราช ผู้ปราบเมืองแกวพระกนั มายนื ยนั ถงึ สิทธิธรรมและ
บญุ ญาบารมขี องพญามงั ราย ในฐานะทท่ี รงเปน็ ผสู้ บื เชอ้ื สายจากพญาเจอื งและลวจงั กราช
โดยระบถุ งึ พญาแกวเมอื งพระกนั ทา้ วแกน่ พงสา ไดเ้ ดนิ ทางมาผกู สมั พนั ธไมตรดี ว้ ยการนำ�
เครื่องอุตตมภิเสกไปถวายพญามังราย เพื่อประกอบพิธีมุรธาภิเษกเป็นกษัตริย์เฉกเช่นท่ี
พญาห้อเจ้าลุ่มฟ้าท�ำพิธีอภิเษกพญาเจืองให้ครองเมืองพระกัน๓ เป็นการรับรองอ�ำนาจ
ของพญามงั รายอีกระดบั หนึ่ง
พญามังรายประสบความส�ำเร็จในการยึดอ�ำนาจการปกครองบ้านเล็กเมืองน้อยทั้ง
หลายในลุ่มน้�ำกก-น�้ำโขง แต่กับรัฐขนาดใหญ่พระองค์ไม่สามารถใช้กำ� ลังเข้าท�ำสงคราม
๑ศรีศักร์ วัลลิโภดม, “ลัวะ ละว้า และกะเหรยี่ ง : ชนเผ่าบนท่สี งู กบั ความสัมพนั ธท์ างเศรษฐกจิ - การเมอื งกับรฐั ในทีร่ าบ ”, ลา้ น
นาประเทศ.(กรงุ เทพ : ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๔๕), หนา้ ๓๓๕-๓๓๖.
๒ธดิ า สาระยา, อ้างแลว้ , หน้า ๘.
๓อรุณรัตน์ วเิ ชยี รเขียว และเดวิด เค วัยอาจ, อา้ งแลว้ , หน้า ๒๑.
22 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
จงึ หนั มาสรา้ งพนั ธมติ รกบั รฐั ใหญ่ เชน่ พะเยาและสโุ ขทยั พะเยาเปน็ รฐั อสิ ระตงั้ อยบู่ รเิ วณ
ริมกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นต้นแม่น�้ำอิง เป็นรัฐหุบเขาท่ีประกอบด้วยชุมชนบ้านเมืองใหญ่
น้อยหลายแห่ง มีเวียงซ่ึงเป็นศูนย์กลางการปกครองอยู่ถึง ๑๑ แห่ง มีพันนาท้ังหมดถึง
๓๖ แห่ง๑ นบั เป็นรฐั ไทที่มขี นาดใหญ่และมคี วามเข้มแขง็ เป็นปึกแผ่น ไม่เพยี งแตม่ ีพน้ื ท่ี
การเพาะปลูกกว้างขวาง พะเยายังเป็นรัฐ ที่ท�ำการค้าขายกับรัฐอ่ืนๆ ทั้งทางเหนือและ
ทางใต้ มีเส้นทางคมนาคมจากสโุ ขทัยในลมุ่ น้ำ� ยม ไปยังเมอื งพะเยาซง่ึ ตั้งอย่บู นทรี่ าบลุม่
น้�ำอิง๒ การสร้างพันธมิตรกับพะเยาจึงมีความจำ� เป็นและ มีความสำ� คัญอย่างย่ิงสำ� หรับ
พญามงั ราย
ตำ� นานพน้ื เมอื งเชยี งใหมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ บทบาทของพญามงั รายในการระงบั ความขดั แยง้
ระหวา่ งพญางำ� เมอื งเมอื งพะเยากบั พระรว่ งแหง่ เมอื งสโุ ขทยั ๓ ไมว่ า่ ความขดั แยง้ นจี้ ะเปน็
เรอื่ งชสู้ าวหรอื เรอ่ื งอนื่ ใดกต็ าม แตก่ เ็ ปน็ การเปดิ โอกาสใหพ้ ญามงั รายไดแ้ สดงบทบาทของ
ตนเอง ในการขจดั ความรา้ วฉานและสรา้ งความสัมพันธ์อนั ดขี องกษตั รยิ ท์ ้งั สองพระองค์
อีกคร้ัง ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพของพระองค์ พระองค์ได้รับความไว้วางใจจากพญางำ�
เมอื งใหต้ ัดสินความขดั แย้งระหว่างพระองค์กับพระร่วงผ้ปู กครองเมืองสโุ ขทยั แม้จะทรง
เห็นว่าพระร่วง ทรงกระทำ� ผิดต่อพญาง�ำเมืองแต่ด้วยความรอบคอบเห็นการณ์ไกลและ
ต้องการป้องกันไม่ให้ ความขัดแย้งกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐ มิใช่ระหว่างพะเยากับ
สุโขทัยเท่าน้ัน แต่เนื่องจากสุโขทัยเป็นบ้านพ่ีเมืองน้องกับนครศรีธรรมราชและอโยธยา
สงครามอาจจะขยายกลายเป็นสงครามใหญ่ พญามงั รายจึงได้เกล้ยี กลอ่ มให้พญาทั้งสอง
หายความขนุ่ ขอ้ งหมองใจกนั และใหพ้ ญารว่ งแตง่ เครอื่ งสมุ าใหพ้ ญาง�ำเมอื งเปน็ เบยี้ เกา้ รงุ
เก้ารวง๔
หลงั จากเหตกุ ารณน์ น้ั แลว้ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกษตั รยิ ท์ งั้ สามพระองคก์ ส็ นทิ แนน่
แฟ้นย่ิงขึ้น ได้มีการท�ำสัจปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์และไม่เบียดเบียนกันและกัน โดยได้
“...เอามดี มาแทงมอื กันชคุ นเอาเลอื ดใส่แพง่ ยาสู่กนั กิน...”๕
๑วราวธุ ศรโี สภาค, “การศกึ ษาแหลง่ โบราณคดที ม่ี คี นู ำ้� คนั ดนิ ลอ้ มรอบในบรเิ วณเมอื งพะเยา”, ประวตั ศิ าสตรส์ งั คมและวฒั นธรรม
เมืองพะเยา. (กรงุ เทพ : มติชน, ๒๕๓๘), หน้า ๑๒๙.
๒ศรีศักร วัลลิโภดม, “อิง-ยม-น่าน: ความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมระหว่างสุโขทัย แพร่ น่าน และพะเยา”,
ประวตั ิศาสตรส์ งั คมและวฒั นธรรมเมอื งพะเยา. (กรงุ เทพ : มตชิ น, ๒๕๓๘), หนา้ ๙๙.
๓คณะอนกุ รรมการตรวจสอบและช�ำระตำ� นานพน้ื เมอื งเชยี งใหม.่ ตำ� นานพน้ื เมอื งเชยี งใหม.่ (เชยี งใหม่ : โรงพมิ พม์ ง่ิ เมอื ง, ๒๕๓๙),
หนา้ ๑๘-๑๙
๔อรณุ รัตน์ วเิ ชยี รเขียวและเดวดิ เค วยั อาจ, อา้ งแล้ว, หน้า ๒๕.
๕อรณุ รัตน์ วเิ ชียรเขยี ว และเดวิด เค วัยอาจ, อา้ งแล้ว, หนา้ ๒๖.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 23
การสร้างพันธมิตรกับรัฐเพื่อนบ้านดังกล่าวก็เพ่ือจะรวมกำ� ลังกันต่อต้านการขยาย
อ�ำนาจของจนี ทำ� ใหแ้ ต่ละรฐั มีโอกาสสร้างความเขม้ แข็งทางการเมอื งภายใน หลีกเล่ียง
ความขัดแย้ง ที่อาจจะเกิดข้ึน ส�ำหรับพญามังรายเองเป็นการเปิดโอกาสให้พระองค์
สามารถตีเมืองหริภญุ ไชย จนไดป้ กครองแคว้นพงิ ค์ใน พ.ศ. ๑๘๒๔๑
แผนยึดครองอาณาจักรหริภุญไชย
เม่ือสร้างอ�ำนาจม่ันคงในลุ่มน้�ำโขง-น้�ำกกแล้วพญามังรายเริ่มขยายอ�ำนาจเข้าสู่ดิน
แดนลมุ่ นำ�้ ปงิ เพอ่ื สรา้ งฐานอำ� นาจทางการเมอื งและเศรษฐกจิ ใหมแ่ ละหลกี เลย่ี งอนั ตราย
จากการขยายอ�ำนาจลงใต้ของจีนราชวงศ์หยวน พญามังรายทรงสนพระทัยหริภุญไชย
เพราะความม่งั คงั่ จากการค้า “สมรทิ ธดี ้วยข้าวของมากนกั พอ่ ค้าทางบกทางนำ�้ เทยี วมา
คา้ ชเุ มอื งทางนำ�้ กเ็ ถง่ิ เมอื งโยธยิ ากม็ าคา้ เถงิ ยทุ า่ งคา้ ขาย ชาวเมอื งกส็ มรทิ ธเี ปน็ ดมี ากนกั
แล...”๒ ขอ้ ความจากตำ� นานนแี้ ตกตา่ งจากความเหน็ ของนกั วจิ ยั บางคนทวี่ า่ ปลายสมยั หริ
ภญุ ไชยนน้ั เปน็ ยคุ ออ่ นแอและเสอ่ื มอำ� นาจ ตามตำ� นานไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ วา่ หรภิ ญุ ไชยออ่ นแอ
แตใ่ นทางตรงกนั ขา้ มหรภิ ญุ ไชย เปน็ แวน่ แควน้ ทม่ี ง่ั คงั่ อดุ มสมบรู ณแ์ ละไพรบ่ า้ นพลเมอื ง
เขม้ แข็งมคี วามสขุ ร่มเย็นจนยากทจ่ี ะเอาชัยชนะ อกี ท้ังมสี งิ่ ศักด์สิ ิทธิ์ท่ีคมุ้ ครองเมืองตาม
ความเชอื่ ของคนในสมยั นนั้ วา่ เมอื งหรภิ ญุ ไชยน้ี “สมรทิ ธแี ทแ้ ล... มเี ตชาอานภุ าวสกั สวาด
เพอ่ื วา่ มหาธาตสุ ัพพญั ญูเจ้าตง้ั อยู่ในเวยี งนนั้ มอี ารักษ์ เส้อื บ้าน เส้อื เมอื ง ขุมขางรกั สาดี
นัก จกั ปองเอายังยาก...”๓ การยึดครองหรภิ ุญไชยจึงเป็นแผนการระยะยาว เร่ิมต้ังแต่
สรา้ งเมอื งและเวยี งหลายแหง่ ตามรายทางลงมาทางใตแ้ ละผกู มติ รกบั ชมุ ชนบา้ นเมอื ง
ของชาวลัวะเพื่อเป็นแหล่งเสบียงและฐานกำ� ลัง ก่อนท่ีจะยึดครองหริภุญไชยซ่ึงเป็น
ศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ สงั คมและวฒั นธรรมของลมุ่ น้ำ� ปงิ
การยึดครองอาณาจักรที่ม่ังค่ังและมั่นคงเช่นอาณาจักรหริภุญไชยเร่ิมด้วยการบ่อน
ท�ำลายอ�ำนาจของพญายีบากษัตริย์ผู้ครองเมือง ต�ำนานกล่าวถึงการส่งอ้ายฟ้าไปเป็น
ไสศ้ กึ ในราชสำ� นกั ของพญายบี า เชน่ เดยี วกบั การยดึ ครองเมอื งเชยี งตงุ พญามงั รายสง่ ลวั ะ
เป็นไส้ศึก อ้ายฟ้าเป็นปัญญาชนลัวะเดิมรับราชการเป็นขุนนางในราชสำ� นักของพญามัง
รายในต�ำแหน่งนายหนังสือและผู้เก็บส่วยเชา ท�ำไมต้องส่งลัวะไปท�ำงานส�ำคัญอย่างน้ี
หรือถามให้ลึกลงไปกว่าน้ัน ท�ำไมลัวะรับราชการจนเป็นที่ไว้วางใจของพญามังรายได้ถึง
๒ชนิ กาลมาลีปกรณร์ ะบุปี ๑๘๓๖.
๓อรณุ รัตน์ วิเชยี รเขยี ว และเดวดิ เค วัยอาจ, อา้ งแล้ว, หน้า ๑๗.
๔อรุณรตั น์ วิเชียรเขยี ว และเดวิด เค วัยอาจ, อ้างแล้ว, หนา้ ๑๗-๑๘.
24 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
เพยี งน้ี การตอบตอ้ งพิจารณาประวตั ิศาสตรต์ ง้ั แต่การก่อตง้ั เมืองหรภิ ญุ ไชย เราจะพบว่า
ไพร่พลส่วนใหญ่ของหริภุญไชย คือ ลัวะ แม้จะมีการอภิปรายยังไม่สิ้นสุดว่าผู้ปกครอง
หริภุญไชยนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด ลัวะหรือมอญ ด้วยความเป็นลัวะและความรู้
ความสามารถในทางการบริหารราชการของอ้ายฟ้าย่อมทำ� ให้พญายีบาเช่ือถือไว้วางใจ
ถงึ กบั มอบหมายใหเ้ ปน็ ผตู้ ดั สนิ คดคี วามและเกบ็ ภาษสี ว่ ยตา่ งๆ การรบั เอาขนุ นาง ตา่ งบา้ น
ต่างเมืองมารับราชการในต�ำแหน่งส�ำคัญเป็นเร่ืองไม่ควรกระท�ำ นอกเสียจากมีปัญหา
ขัดแย้งภายใน จึงท�ำให้ชวนสงสัยว่าพญายีบาอาจมีความขัดแย้งในราชส�ำนักกับขุนนาง
ของพระองค์เอง จึงยกย่องใหอ้ ้ายฟ้าเปน็ ใหญ่กว่าขุนนางหรภิ ุญไชย
อ้ายฟ้าใช้เวลาถึงเจ็ดปีในการท�ำลายความจงรักภักดีท่ีประชาชนมีต่อพญายีบา
ทำ� ให้ประชาชนเห็นว่าพญายีบาเปน็ ผูป้ กครองท่ีโหดรา้ ย ขดู รีดภาษีจากราษฎรและกดข่ี
ข่มเหงให้เดือดร้อน อ้ายฟ้าแปลกแยกกษัตริย์จากราษฎร โดยไม่ให้ราษฎรได้เข้าเฝ้า
เพ่ือกราบทลู ปญั หา ข้อเดือดร้อนดงั ที่เคยกระทำ� มากอ่ น ยุยงสง่ เสริมใหพ้ ญายบี ากระท�ำ
“ผิดคลอง” หลายประการ เช่น ยอมให้เก็บภาษีเพิ่มเติมตามท่ีอ้ายฟ้าแนะนำ� เป็นการ
กระท�ำผิดต่อธรรมะของกษัตริย์ ที่เรียกว่าอัปปริหานิยธัมม์ ๗ ประการ ในข้อที่
เปล่ียนแปลงส่วยไรและค่าไร่นาที่กษัตริย์องค์ก่อนๆ เคยก�ำหนดไว้๑ นอกจากน้ียังมีการ
เรียกเกณฑแ์ รงงานไพรอ่ ยา่ งหนักติดตอ่ กันถงึ สีเ่ ดอื น มหิ นำ� ซ�้ำยงั ท�ำให้ผลผลติ ขา้ วในนา
ของราษฎรเสียหาย๒
เร่ืองราวของอ้ายฟ้ากระท�ำการยุแหย่ให้ราษฎรเกลียดชังพญายีบาในต�ำนาน
ประวตั ศิ าสตรน์ เ้ี ปน็ ความพยายามทจ่ี ะสงั่ สอนใหเ้ จา้ บา้ นผา่ นเมอื งระวงั ตนในการปกครอง
ไม่ให้ราษฎรเดือดร้อน กฎหมายล้านนาหลายฉบับให้ความสำ� คัญกับไพร่บ้านพลเมือง
ต�ำนาน พระยามังรายระบุว่า “...พระยามังรายจึงต้ังอาชญาไว้หื้อลูกหลาน อันจักเป็น
ทา้ วพระยาแลเสนาอามาตย์ อนั จกั สืบๆ ยังราชวงสาไปภายหนา้ แลเสนาอามาตย์อนั จกั
แต่บ้านปองเมอื ง ห้อื รู้ท่ผี ิด ท่ชี อบ ห้อื รทู้ บ่ี า้ นเมืองจกั มั่นจกั ขนั ได้หื้อไพรส่ นุกสุขยอ้ น
พระยานา...”๓
อ้ายฟา้ ไดก้ ระท�ำทุกวถิ ีทางที่จะสรา้ งความเดือดรอ้ นใหป้ ระชาชนให้ “แพใ้ จไพรไ่ ท
ชาวบ้านชาวเมืองท้ังหลายบ่ห้ือยินดีด้วยพญายีบา” ในขณะเดียวกันก็พร่�ำสรรเสริญ
คุณงาม ความดีของพญามังรายให้ฟังจนประชาชนเกิดความเล่ือมใส “ปรารถนาใคร่ได้
๑หตั ถกมั มวนิ ิจฉยั บาฬีฎกี ารอมสมมุตริ าช ฉบับวัดศรีโคมค�ำ ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดพะเยา, หน้า ๒๗.
๒อรุณรตั น์ วิเชียรเขยี ว และเดวิด เค วัยอาจ, อ้างแล้ว, หนา้ ๒๗-๒๙.
๓อรณุ รัตน์ วเิ ชยี รเขียว, “กฎหมายลานนา”, วารสารมนุษยศ์ าสตร์ ปที ี่ ๑๑ ฉบบั ที่ ๑ (กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๒๕), หน้า ๑๐๐.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 25
เจ้าพญามังราย มาเป็นเจ้า” เมือ่ สถานการณ์ภายในเมืองหรภิ ญุ ไชยสกุ งอม อ้ายฟา้ กไ็ ด้
รบี สง่ ขา่ วไปให้ พญามงั รายยกกองทพั ขนาดใหญเ่ ขา้ มายดึ เมอื งหรภิ ญุ ไชย ในสถานการณ์
คบั ขนั พญายบี า ไมส่ ามารถเรยี กเกณฑก์ �ำลงั คนมาปอ้ งกนั บา้ นเมอื งไดจ้ งึ ตอ้ งพาครอบครวั
หนไี ปอยู่กบั พญาเบิกพระโอรสทีเ่ มืองเขลางค์นคร๑
การยึดครองหริภุญไชยของพญามังรายไม่น่าจะสำ� เร็จได้เพียงเพราะเล่ห์เพทุบาย
ของอ้ายฟ้าเท่าน้ัน ความขัดแย้งภายในของหริภุญไชย การร่วมมือจากลัวะกลุ่มอ่ืนๆ
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ กลมุ่ ทอ่ี ยู่บรเิ วณเชิงดอยสเุ ทพและความเข้มแข็งของกำ� ลงั ทพั จาก
แคว้นโยนน่าจะเป็นปัจจัยส�ำคัญในความส�ำเร็จครั้งน้ีด้วยเช่นกัน นอกจากน้ีต�ำนาน
กลา่ วถงึ คนไททมี่ าตงั้ หมบู่ า้ นรมิ น�้ำปงิ ใกลเ้ มอื งล�ำพนู ตงั้ แตร่ าว พ.ศ. ๑๖๙๐ โดยคนเหลา่
น้ีใช้เรอื ในการเดินทาง นอกจากนี้มกี ษัตรยิ ์ของหรภิ ุญไชย ช่อื “ไทยอำ� มาตย์” ข้ึนครอง
ราชย์อยู่ เพยี ง ๓ ปี๒ แสดงวา่ ได้มกี ลุ่มคนไทอพยพมาต้งั ชมุ ชนอย่กู อ่ นหน้าท่ีพญามงั ราย
จะยดึ ครองเมอื งหรภิ ญุ ไชยแลว้ สนั นษิ ฐานวา่ คนกลมุ่ นอี้ าจจะมสี ว่ นรว่ มในการสนบั สนนุ
พญามังราย ดว้ ยเชน่ กนั ๓
การยดึ ครองเมอื งหรภิ ญุ ไชยใน พ.ศ. ๑๘๒๔ ไมไ่ ดห้ มายความวา่ พญามงั รายสามารถ
ยึดอ�ำนาจพื้นที่ลุ่มน้�ำปิงได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะเมืองเขลางค์ซึ่งเป็นเมืองลูกหลวงยังอยู่
ภายใต้ การปกครองของพญาเบิกพระโอรสของพญายีบา ความเข้มแข็งของเมืองเขลาง
ค์เป็นที่ประจักษ์ควบคู่ไปกับบทบาททางด้านการเศรษฐกิจ ความไม่ม่ันคงทางการเมือง
ยงั มอี ยู่ พญามงั รายทรงตระหนกั ดวี า่ ทรงมภี ารกิจในการยดึ พ้นื ที่นใี้ ห้เดด็ ขาด ดังนัน้ หลัง
จากยึดครองเมืองหริภุญไชย ได้แลว้ ทรงประทบั อยู่ท่ีเมืองนีเ้ พียงสองปีก็ไดแ้ ต่งตั้งใหอ้ า้ ย
ฟ้าเปน็ ขุนฟา้ กนิ เมอื งแทน
สาเหตทุ พี่ ญามงั รายไมท่ รงใชห้ รภิ ญุ ไชยเปน็ เมอื งหลวงนน้ั พเิ คราะหไ์ ดด้ งั น้ี ประการ
แรกเมืองหริภุญไชยยังไม่ได้อยู่ภายใต้อ�ำนาจของพระองค์อย่างแท้จริง พญายีบาและ
พญาเบิกก�ำลังรอเวลาที่จะมายึดคืน การท�ำสงครามครั้งต่อไปจะสร้างความเสียหายให้
กบั ไพรพ่ ล ต้องเรยี กก�ำลังมาเพม่ิ จากแคว้นโยนทำ� ให้ก�ำลังคนลดนอ้ ยถอยลง ประการที่
สอง เมอื งหรภิ ญุ ไชยเป็นเมอื งหลวงเกา่ ท่ีมปี ระวัติความเป็นมายาวนาน พญามงั รายมิได้
เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ผู้ปกครองหริภุญไชย การจะตั้งตนเป็นผู้ปกครองสวมทับพ้ืนท่ี
๔อรุณรตั น์ วเิ ชียรเขียว และเดวิด เค วยั อาจ, อ้างแลว้ , หน้า ๓๐-๓๑.
๕พระยาประชากิจกรจกั ร, พงศาวดารโยนก. (พระนคร : แพรพ่ ิทยา, ๒๕๑๕), หนา้ ๒๒๑.
๓พระยาปรยิ ัติธรรมธาดา (แปล). ค�ำแปลจามเทววี งศพ์ งศาวดารเมืองหรปิ ุญไชย, อนุสรณใ์ นงานทำ� บุญครบรอ้ ยวนั นางจนั ทร์
เมด็ ชุตมิ า, วนั ท่ี ๑๒ กุมภาพันธ์, ๒๕๓๐, หนา้ ๙๕.
26 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
อำ� นาจดง้ั เดมิ อาจเปน็ การกระทำ� ทผี่ ดิ ฮตี ฮอย ประการสดุ ทา้ ย ในการยดึ ครองเมอื งหรภิ ญุ
ไชยพงศาวดารโยนกระบุวา่ กองทัพของพญามังราย ไดจ้ ุดไฟเผาบ้านเรอื นในเมอื งหรภิ ุญ
ไชยไหม้ทัว่ ไปทกุ แหง่ เวน้ เพียงหอพระแก้วเทา่ นัน้ อกี ท้ังยังเกบ็ กวาดทรพั ยส์ มบตั ิกลับไป
เชียงรายเปน็ อนั มาก๑ สว่ นตำ� นานอน่ื ๆ ไม่ได้กล่าวถึงความเสียหายของเมืองหลังการยดึ
ครอง ความเสยี หายของเมอื งหรภิ ญุ ไชยอาจมสี ว่ นท�ำใหพ้ ญามงั ราย ตอ้ งสรา้ งเมอื งหลวง
ใหม่หากทรงต้องการปกครองพ้นื ทลี่ ุ่มน้�ำปงิ ให้เป็นศนู ย์อ�ำนาจของพระองค์
เวียงกุมกาม : เมอื งหลวงแหง่ แรกของพญามังรายในลุ่มนำ้� ปงิ
ในระยะแรกพญามงั รายไดเ้ สาะแสวงหาชยั ภมู ทิ จี่ ะสรา้ งเมอื งหลวงใหมข่ องพระองค์
ใกลก้ บั แมน่ ำ�้ ปงิ ทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของเมอื งลำ� พนู การเลอื กพนื้ ทส่ี รา้ งเมอื งหลวง
นพ้ี ญามงั รายเลอื กพนื้ ทที่ ม่ี ปี ระชากรอยอู่ ยา่ งอนุ่ หนาฝาคง่ั แลว้ และใชแ้ มน่ �้ำปงิ เปน็ ชยั ภมู ิ
เพราะสามารถจะคุมเส้นทางการค้าทางนำ�้ จากลุ่มน้�ำปิงลงไปทางใต้ได้สะดวก ตามเส้น
ทาง ท่ีปรากฏในต�ำนานการเดินทางของพระนางจามเทวจี ากละโว้แสดงว่ามีการเดนิ ทาง
น�้ำจากบ้านเมืองลุ่มน้�ำปิงลงไปทางใต้ไปถึงเมืองละโว้และต่อมายังมีการค้าขายกับเมือง
อโยธยา พญามงั รายทรงใหข้ ดุ เอาแมน่ ำ�้ ผา่ กลางหมบู่ า้ นเพอื่ จะใหเ้ ปน็ ทา่ นำ้� แตก่ ลบั ทำ� ให้
ประสบปญั หาภยั นำ�้ ทว่ มในฤดฝู นทำ� ใหผ้ คู้ นและสตั วเ์ ลยี้ งเดอื ดรอ้ นจนชาวบา้ นเรยี กชมุ ชน
นน้ั วา่ เชยี งเรอื ๒ ตอ่ มาพระองคเ์ ลอื กเวยี งกมุ กามซงึ่ เปน็ ชมุ ชนดงั้ เดมิ ของอาณาจกั รหรภิ ญุ
ไชยตั้งเปน็ เวยี งและประทับอยู่ระหวา่ ง พ.ศ. ๑๘๒๙ - ๑๘๓๙ เวียงกุมกามเปน็ ตวั อยา่ ง
การสร้างเมืองหลวงแห่งแรกของพระองค์ในลุ่มน้�ำปิง (เวียงกุมกามปัจจุบันอยู่ในอ�ำเภอ
สารภี จังหวัดเชียงใหม่) พญามังรายได้ให้ขุดคูเวียงทั้งส่ีด้านให้เอาน้�ำจากแม่น้�ำปิงเข้า
ใส่ในคู ให้สร้างพระราชวังและบ้านเรือนประชาชนและสถานที่ส�ำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ
อย่างยง่ิ ตลาด ทรงให้ต้งั “กาดกมุ กาม” เพอ่ื เป็นแหล่ง ซ้อื ขายสินค้า เวยี งกุมกามแห่ง
นี้เป็นเมืองบริวารของหริภุญไชยมาก่อน จึงมีผู้คนคับค่ังและที่ตั้งอยู่ใกล้ล�ำน้�ำปิงท�ำให้มี
บทบาทในการค้าขายผู้คนที่ทำ� การค้าม่ังคั่ง พญามังรายทรงตั้งพระทัยที่จะให้ไพร่บ้าน
พลเมืองด�ำรงชีพอยู่อย่างมีความสุข จึงทรงปลอมพระองค์ไปสังเกตการณ์อยู่ตลาด กุม
กามแห่งน้ี เม่ือทรงเห็นชาวแช่ช้างและเชียงเรือ๓ น�ำเรือมาท่ีตลาดกุมกามและเรือล่มวัน
๑พระยาประชากิจกรจักร.อ้างแล้ว, หน้า ๘๘ และ๒๕๗.
๒ชุมชนนม้ี ีความสำ� คญั ทางด้านกำ� ลงั คน ผปู้ กครองชมุ ชนมตี �ำแหนง่ หม่นื มีบทบาททางการทหารโดดเด่นในสมยั พญาติโลกราช
๓เชียงเรือเป็นชื่อชุมชนที่พญามังรายทรงต้ังเวียงก่อนที่จะย้ายไปเวียงกุมกาม เป็นชุมชนใกล้เวียงกุมกาม ส่วนแช่ช้างเป็นชุมชน
ที่อาจจะเป็นพันนาแห่งหน่ึง ปัจจุบันมีต�ำบลแช่ช้าง อ�ำเภอสันก�ำแพง จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบเตาเครื่องปั้นดินเผา
ทีเ่ รยี กวา่ เครือ่ งปนั้ ดินเผาเตาสันกำ� แพง ท�ำใหน้ ่าเช่ือว่าจะเปน็ แหล่งผลติ เครือ่ งถว้ ยส่งออกไปขายยงั ชมุ ชนอน่ื ๆ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 27
ละสองสามล�ำเป็นประจ�ำ พระองค์จึงทรงห่วงใยและให้สร้างสะพานกุมกามเพ่ือความ
สะดวกในการเดินทางมาคา้ ขาย๑
แผนทีแ่ สดงที่ต้งั เวียงหรภิ ญุ ไชย เวยี งกุมกาม และเวียงเชยี งใหม่
พทุ ธศาสนากับการเมืองลุ่มน�ำ้ ปิง
การขยายอ�ำนาจเข้าสู่ลุ่มน้�ำปิงท�ำให้พญามังรายรับคติความเช่ือพุทธศาสนานิกาย
เถรวาทมาเสริมเข้ากับความเช่ือด้ังเดิมของกลุ่มคนไทและชนพ้ืนถ่ิน คือ ความเช่ือถือผี
อารักษ์ ได้โปรดให้สร้างวัดกานโถมเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองข้ึนท่ีบริเวณต้นไม้เดื่อศักดิ์สิทธิ์
ใกล้กับเวียงกุมกาม อันเปน็ สถานทศ่ี ักดส์ิ ทิ ธท์ิ ่ีชาวบ้านเชอ่ื ว่ามีเทวดาสถิตยอ์ ยู่ ชาวบา้ น
มกั มาสกั การบชู าเพอ่ื ขอลกู และทรพั ยส์ นิ ตา่ งๆ ซง่ึ กจ็ ะไดต้ ามใจปรารถนา ตอ่ มาแมต้ น้ ไม้
เดอื่ ตายแล้วแตช่ าวบา้ นกย็ งั มากราบไหวบ้ ูชาไม่ขาด หลงั จากที่พญามังรายมาสรา้ งเวยี ง
กุมกามแล้วก็ได้มีมหาเถระห้ารูป มาบ�ำเพ็ญธรรมในบริเวณน้ัน พญามังรายเสด็จไป
นมสั การพระมหาเถระและสดบั ฟงั นทิ านเรอ่ื ง พระยาวฏั ฏภงั คลุ ตี อ่ นวิ้ พระหตั ถพ์ ระพทุ ธ
๑โครงการวจิ ัยคมั ภรี ใ์ บลานในภาคเหนือ. ต�ำนานสิบหา้ ราชวงศ์เล่มที่ ๑ ผูกท่ี ๑-๒. (เชียงใหม่ : สถาบนั วิจัยสังคม, ๒๕๒๔),
หน้า ๗๑.
28 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
รปู จนไดม้ ฤี ทธอิ์ ำ� นาจเปน็ อนั มาก สามารถปราบปรามกษตั รยิ ข์ องเมอื งอน่ื ๆ ทรงเกดิ ความ
เลอ่ื มใสศรทั ธาจงึ ใหช้ า่ งชอื่ กานโถมสรา้ งพระพทุ ธรปู หา้ องค์ เปน็ พระนง่ั สามองค์ พระยนื
สององค์ ขนาดเท่าพระวรกายของพระองค์เอง เมือ่ ได้รับชัยชนะเหนือกษัตรยิ ม์ อญเมือง
หงสาวดตี ามทไี่ ดท้ รงตงั้ จติ อธษิ ฐานแลว้ กท็ รงใหส้ รา้ งพระวหิ ารส�ำหรบั พระพทุ ธรปู ทงั้ หา้
พระองค์ ถดั จากนนั้ หลงั จากเสรจ็ ศกึ กบั พระเจา้ องั วะแลว้ จงึ ใหก้ อ่ สรา้ งพระเจดยี ใ์ นวดั น๑้ี
ดนิ แดนลมุ่ นำ้� ปงิ มเี มอื งหรภิ ญุ ไชยเปน็ ศนู ยก์ ลางในการเผยแพรพ่ ทุ ธศาสนามาตง้ั แต่
อดตี จงึ มกี ารเดนิ ทางตดิ ตอ่ ของพระสงฆผ์ มู้ คี วามรกู้ บั ลงั กาอยเู่ สมอ หลงั จากการสรา้ งวดั
แลว้ พญามังรายทรงได้รบั พระธาตุจากลังกาสององค์ ทรงเลือ่ มใสในอิทธฤิ ทธ์ปิ าฏหิ าริย์
ของพระธาตจุ งึ ไดท้ รงใหบ้ รรจไุ วท้ พี่ ระเจดยี ห์ นง่ึ องค์ และทพ่ี ระพทุ ธรปู องคใ์ หญท่ ว่ี ดั กาน
โถมนนั้ หน่ึงองค์ เปน็ การรบั เอาคติความเชื่อพระธาตมุ าไว้สรา้ งความศกั ดิ์สทิ ธใ์ิ ห้กบั บา้ น
เมืองของพระองค์ แต่เดิมน้ันกษัตริย์หรือผู้นำ� เป็นศูนย์กลางของอ�ำนาจ ที่อยู่ของผู้น�ำ
จะถกู เรียกว่า “เวียง”๒ ธรรมเนียม การสรา้ งบ้านแปงเมืองและระบบความสัมพนั ธแ์ บบ
เครอื ญาติกท็ �ำใหเ้ มอื งตา่ งๆ นน้ั มคี วามสำ� คัญในตวั เองอยูใ่ นฐานะใกล้เคยี งกนั เมอื งใดท่ี
กษัตรยิ ป์ ระทับอยู่ก็มคี วามสำ� คญั ถอื เป็นเมืองหลวง ในสมยั แรกพญามงั รายประทบั อยทู่ ่ี
เชียงราย เชยี งแสน เวียงกมุ กาม และเมอื งฝาง เป็นตน้ เมอื่ สรา้ งเวยี งกมุ กามเป็นเมือง
หลวงจึงมีความพยายามท่ีจะสร้างความสำ� คัญให้กับเมืองโดยอาศัยคติความเชื่อพระธาตุ
เช่นเดยี วกับเมืองหรภิ ุญไชยที่ต�ำนานกล่าวว่า “...หริภุญไชยโพน้ สมฤทธแี ท้ ได้ยนิ ว่าเต-
ชาอานุภาพสักสวาดนัก เพ่ือว่ามหาธาตุสัพพัญญูเจ้า ตั้งอยู่ในเวียงนั้น อารักษ์เส้ือบ้าน
เสือ้ เมือง ขมุ ขางรกั ษาดนี ัก จกั ปลงเอา ยงั ยากชะแล...”๓ อกี ทั้งไดฝ้ ากทองคำ� ๕๐๐ ไป
บชู าพระศรีมหาโพธทิ ีล่ งั กา เพื่อจะนำ� มาปลูกในบ้านเมืองของพระองค์ ต้นโพธจิ ากลังกา
สต่ี ้นท่ไี ดม้ าทรงใหป้ ลูกทีท่ งุ่ ยางเมอื งฝาง ปลูกท่ีเวียงรวั้ น่าง เวียงเก่าของพระองค์ ปลูกท่ี
พันนา ท่ากาน สว่ นต้นสุดท้ายทรงให้พระราชมารดาและพระมเหสีน�ำไปปลูกแทนท่ีตน้
มะเดือ่ ทีว่ ัดกานโถมเวยี งกุมกาม๔
พระราชกรณยี กจิ ทางศาสนาดงั กลา่ วมงุ่ ผลเพอ่ื เสรมิ สรา้ งพระบารมใี หแ้ ผไ่ พศาลใน
ทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็ทรงบ�ำเพ็ญตนเป็นองค์ศาสนูปถัมภกดังเช่นกษัตริย์ของ
หริภุญไชยเคยได้กระท�ำมาและได้รับการยกย่องมาแล้ว เป็นการตอกยำ�้ วัฒนธรรมพุทธ
๑โครงการวจิ ยั คมั ภรี ์ใบลานในภาคเหนอื , อา้ งแลว้ , หน้า ๗๑-๘๓.
๒เวยี ง ตามความคิดของคนไททั่วไปหรอื คนไทนอกประเทศไทย หมายถงึ เมอื งท่เี จา้ นายผ้ปู กครองอยู่ สัมภาษณผ์ ู้อาวุโส บา้ นแต
หลวง เมอื งเดยี นเบียนฟู ประเทศสาธารณรัฐประชาชนเวยี ดนาม วนั ท่ี ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙
๓อรณุ รัตน์ วเิ ชยี รเขียว และเดวิด เค วัยอาจ, อา้ งแล้ว,หน้า ๑๗-๑๘.
๔โครงการวิจยั คัมภรี ์ใบลานในภาคเหนอื , อ้างแลว้ , หนา้ ๘๕.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 29
ในพน้ื ทน่ี นั้ ตำ� นานไดบ้ นั ทกึ การกลั ปนาครง้ั
แรกของพญามังรายท่ีวัดกานโถม ซึ่งเป็น
วดั หลวงในเวยี งกมุ กาม พระองคไ์ ดใ้ ห้ “ปกั
แคว้น” ถวายเบ้ียค่านาปีละหกแสนสอง
หมื่นเบี้ยเป็นค่าจังหัน ให้แคว้นแจ่มถวาย
ค่ากินห้าแสนเบ้ีย แคว้นแช่ช้างถวายค่า
หมากแกพ่ ระภกิ ษหุ า้ แสนเบยี้ พระองคแ์ ละ
นางอุสาปายโคราชเทวีได้หยาดน�้ำหมาย
ทานถวายเม็งห้าสิบห้าบ้านห้าร้อยครัวไว้
กบั วดั กานโถม๑ การกัลปนาทรัพยส์ นิ ที่ดนิ
ผู้คนสัตว์เล้ียงให้กับวัดวาอารามเป็นการ
แสดงความศรัทธาในบวรพุทธศาสนาและ
สะทอ้ นถงึ กำ� ลงั ทางเศรษฐกจิ ของบา้ นเมอื ง
พระธาตหุ รภิ ุญไชย
การยึดครองหริภุญไชยซ่ึงมีความ
สัมพันธ์กับอาณาจักรทางใต้ท้ังทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ท�ำให้พญามังรายไม่
อาจนง่ิ นอนใจในสถานการณอ์ นาคตหรอื กบดานอยเู่ ฉพาะในพนื้ ทลี่ มุ่ น้�ำปงิ ความสมั พนั ธ์
และการยอมรับอ�ำนาจของพระองค์โดยผู้ปกครองอาณาจักรทางใต้ มีความส�ำคัญต่อ
อำ� นาจทางการเมืองของพระองค์ ดังนนั้ จุดมงุ่ หมายถัดไปหลังจากยึดครองหรภิ ญุ ไชยคือ
อาณาจกั รมอญหงสาวดซี ง่ึ เปน็ บา้ นพเี่ มอื งนอ้ งของอาณาจกั รหรภิ ญุ ไชยมาตงั้ แตอ่ ดตี จะ
เหน็ ไดว้ า่ ดนิ แดนทางใตเ้ ปน็ อาณาจกั รทเ่ี ขม้ แขง็ ไมอ่ าจจะยดึ อำ� นาจไดง้ า่ ย พญามงั รายจงึ
ไดด้ ำ� เนนิ วเิ ทโศบายเปน็ มติ รกบั อาณาจกั รเหลา่ น้ี ไดถ้ อื โอกาสทอี่ าณาจกั รมอญ หงสาวดี
เกดิ การกบฏแยง่ ชงิ อำ� นาจภายในเสดจ็ ยกทพั ไปประชดิ เมอื งหงสาวดี พระยาสทุ ธโฉม เจา้
เมอื งไดแ้ ตง่ ใหข้ นุ นางน�ำราชสาสน์ และเครอ่ื งบรรณาการมาถวาย ขอเปน็ ไมตรกี บั ลา้ นนา
และยังได้ถวายนางอุสาปายโคพระราชธิดาเป็นบาทบริจาริกาพร้อมกับผู้คนช้างม้าอย่าง
ละห้าร้อย เพ่ือมาเป็นบริวารของนาง พญามังรายทรงรับเป็นไมตรีกับกษัตริย์หงสาวดี
และอภเิ ษกนางอสุ าปายโค เปน็ ราชเทวี๒ การกระท�ำดงั กลา่ วแสดงวา่ พญามงั รายยอมรบั
ความสำ� คญั ของหงสาวดี ซงึ่ อาจไมเ่ พยี งเปน็ พนั ธมติ รทางการเมอื ง แตม่ คี วามสมั พนั ธท์ าง
เศรษฐกิจการค้าที่ด�ำเนินต่อเนื่องมาต้ังแต่สมัยท่ีหริภุญไชยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
๑อรณุ รตั น์ วิเชยี รเขียว และเดวิด เค วัยอาจ, อ้างแลว้ ,หน้า ๔๐.
๒พระยาประชากจิ กรจกั ร, อา้ งแล้ว, หน้า ๒๖๒.
30 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
ของลุ่มน�้ำปิง ในทางกลับกันเจ้าเมืองหงสาวดีก็ยอมรับอำ� นาจของพญามังรายเหนือดิน
แดนล่มุ น�้ำปิงด้วยเช่นกัน
อาณาจักรใกล้เคียงอีกแห่งหนึ่งที่พญามังรายได้สร้างสัมพันธไมตรี คือ อาณาจักร
พุกามอังวะ ในการยกกองทพั ไปคร้งั น้ันพระองคไ์ ด้ขอชา่ งฝมี ือเพอื่ มาถา่ ยทอดวิชาให้กบั
ช่างของลา้ นนา ได้แก่ ชา่ งทองคำ� ช่างหลอ่ ช่างเหล็ก และชา่ งฝีมอื อื่นๆ โดยไดจ้ ัดสง่ ช่าง
ฆ้อง ไปเมืองเชยี งแสน ช่างทองไปเมอื งเชียงตุง สว่ นชา่ งเหลก็ และชา่ งหลอ่ ตลอดจนชา่ ง
ฝีมอื อื่นๆ ให้อยทู่ ่ีเวียงกุมกาม๑ การสร้างความสัมพนั ธ์กับพุกามเป็นการด�ำเนินรอยตาม
หรภิ ญุ ไชยซึง่ มีการติดตอ่ คา้ ขายและแลกเปลีย่ นวฒั นธรรมกนั มาแล้ว
การสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นศนู ยอ์ �ำนาจในลุ่มน้�ำปงิ
พญามังรายทรงสร้างเมืองหลายเมือง แต่ไม่ได้ทรงก�ำหนดให้เป็นเมืองหลวงถาวร
ด้วย ทรงตระหนักดีถึงความสำ� คัญของเมืองหลวงหรือเมืองศูนย์กลางการบริหารว่าต้อง
มีชัยภูมเิ หมาะสม เมอื งหลวงท่เี ป็นศูนย์อำ� นาจของรฐั ขนาดใหญใ่ นเอเชียตะวนั ออกเฉยี ง
ใต้ตอนบน มักต้ังอยู่ในลุ่มน�้ำสายใหญ่ที่มีเครือข่ายสาขาแม่น�้ำบนพื้นท่ีราบกว้างใหญ่ท่ี
เหมาะสม ทงั้ การเกษตรและเปน็ เสน้ ทางการคา้ แตเ่ ดมิ ทรงตง้ั เวยี งกมุ กามขน้ึ มาเนอื่ งจาก
เป็นแหล่งที่มีชุมชนชนหนาแน่นมีการค้าขายเจริญเพราะติดแม่น้�ำ แต่ภายหลังทรงเห็น
ว่าภูมิประเทศ ไม่เหมาะสม เน่ืองจากมักมีน้�ำท่วมท�ำความเสียหายให้กับประชาชน จึง
ทรงดำ� ริจะยา้ ยเมือง ทรงได้พบชัยภมู ิท่เี หมาะสมท่จี ะสร้างเมืองบรเิ วณเชงิ ดอยสุเทพ จึง
ได้สร้างเมอื งเชียงใหม่ หรือ“นพบุรีศรนี ครพิงค์”๒ ใน พ.ศ. ๑๘๓๙ โดยไดท้ ูลเชญิ พญา
รามคำ� แหงแหง่ สโุ ขทยั และพญางำ� เมอื งแหง่ เมอื งพะเยา มารว่ มใหค้ ำ� ปรกึ ษาหารอื ในการ
วางผงั เมืองเชยี งใหม่
ในตำ� นานกลา่ วถงึ ชยั ภมู ทิ เ่ี หมาะสม
ของเชยี งใหมห่ ลายประการ แต่ทต่ี ำ� นาน
ไม่ได้กล่าวถึงแต่มีความสำ� คัญยิ่ง คือ ที่
ตั้งของเมืองที่ต้ังอยู่ตอนบนของลุ่มน้�ำ
ปิง ท�ำให้เหมาะท่ีจะเป็นเป็นศูนย์กลาง
การปกครองของอาณาจักรล้านนาที่มี
๑พระยาประชากิจกรจกั ร, อ้างแลว้ , หนา้ ๒๖๔.
๒ชอ่ื ภาษาบาลวี า่ “นพพสิ นี คร” แปลวา่ เมอื งฤาษใี หม่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเชอ่ื ในเรอื่ งฤาษสี รา้ งเมอื งหรอื ความสำ� คญั ของฤาษี ใน
พ้ืนทแี่ อง่ เชียงใหม่-ลำ� พนู แสง มนวิทร,ู อ้างแล้ว,หนา้ ๙๔.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 31
อาณาเขตทางเหนือไปถึงสบิ สองปันนาและ ทางใต้ถงึ สุโขทยั สามารถควบคมุ ชุมชนบา้ น
เมืองที่ขยายตัวทางตอนบน ควบคุมเส้นทางการคมนาคมจากที่ราบลุ่มน้�ำปิงข้ึนไปถึงที่
ราบลุ่มน�้ำกก-น�้ำโขงและลงมาถึงลุ่มน�้ำวังได้ และพ้ืนท่ีน้ีเป็นบ้านเมืองของกลุ่มคนท่ีจะ
ไม่ได้ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรหริภุญไชยอย่างเต็มที่ เป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนการขยาย
อ�ำนาจของพญามังรายจนยดึ เมืองหรภิ ญุ ไชยได้
การสรา้ งเมอื งเชยี งใหม่เป็นศูนย์อ�ำนาจของอาณาจกั รลา้ นนาในพื้นที่ลมุ่ นำ�้ ปิง เป็น
ประจักษ์พยานของการรวมตัวของสังคมชนชาติ เพราะเชียงใหม่ถูกสร้างให้เป็นเวียง
ลกั ษณะท่ีเป็นเมอื งป้อมทสี่ รา้ งขึน้ เพอื่ ปอ้ งกนั ตนเอง มีก�ำแพงเมืองและคเู มือง การสร้าง
เวียงเช่นน้ีแสดงถึงพัฒนาการของสังคมระดับสูง มีการผสมผสานความรู้ทางเทคโนโลยี
และความคิดคตคิ วามเช่อื ดัง้ เดมิ ทีผ่ กู พนั อยูก่ บั ธรรมชาติ ในทางด้านการบริหารราชการ
เชยี งใหมเ่ ปน็ ศนู ยก์ ลางของชมุ ชนการเกษตรรอบๆ เมอื ง ปกครองโดยผนู้ ำ� ทมี่ อี ำ� นาจเดด็
ขาด คอื พญามงั ราย๑
แม้จะสร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จ
แล้ว แต่ในช้ันแรกพญามังรายยังไม่
ได้ใช้เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง
การบริหารของล้านนาอย่างต่อเน่ือง
เพราะยังมีความไม่ปลอดภัยบริเวณ
พรมแดนทางเหนือ นอกจากนี้เมือง
หริภุญไชยยังมีบทบาทส�ำคัญอยู่
พญามังรายมักเสด็จไปประทับท่ี
เวียงกุมกามบ้าง สมัยต้นราชวงศ์มัง
รายต�ำนานจึงมักเรียกกลุ่มเมือง
เป็น“เชียงใหม่กุมกาม” หรือ “หริ
ภุญไชยเชียงใหม่” เม่ือกล่าวถึงศูนย์
อ�ำนาจในลุ่มน้�ำปิง หลังสมัยของ
พระองคพ์ ระเจา้ แสนภพู ระราชนดั ดา
๑ธิดา สาระยา, อา้ งแล้ว, หน้า ๕๓-๕๔.
32 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ไดค้ รองเมอื งเชยี งใหม่ เชยี งใหมจ่ งึ กลายเปน็ เมอื งลกู หลวงทพ่ี ระโอรสของกษตั รยิ ์ จะมาปก
ครองกอ่ นจะขน้ึ ครองราชย์
ช่วงสมัยพญามังรายถึงสมัยพญาผายูถือได้ว่าเป็นช่วงของการสถาปนาอ�ำนาจของ
อาณาจักรล้านนา เป็นช่วงที่ล้านนาต้องเผชิญกับการท้าทายอ�ำนาจ ทั้งจากภายในและ
ภายนอก กษัตริย์หลังจากพญามังรายยังไม่ใช้เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงจนถึงรัชสมัยของ
พญาผายู (พ.ศ. ๑๘๘๘ - ๑๙๑๐) ซึ่งกล่าวไดว้ า่ การเมืองเรม่ิ ม่ันคงเพราะความปลอดภยั
บริเวณพรมแดนทางเหนือมีมากข้ึน ทางใต้อาณาจักรสุโขทัยผ่านช่วงเวลาของความขัด
แยง้ ทางการเมอื ง พระมหาธรรมราชาลไิ ททรงสถาปนาอำ� นาจทม่ี น่ั คงขึน้ มาได้ หลังจาก
ภาวะสะสมอำ� นาจในช่วงรชั กาลตน้ ๆ แลว้ อ�ำนาจของกษัตริยร์ าชวงศม์ ังรายเหนอื แคว้น
พงิ คเ์ ขม้ แขง็ ขนึ้ จนสามารถ ใชเ้ ชยี งใหมเ่ ปน็ เมอื งศนู ยก์ ลางในการบรหิ ารและควบคมุ เมอื ง
อ่ืนๆ เชียงใหม่ไม่ได้มีความส�ำคัญทางการเมืองเท่านั้น ตั้งแต่สมัยพญากือนาเป็นต้นมา
เชยี งใหมม่ บี ทบาทอยา่ งสำ� คญั ในการเผยแผพ่ ทุ ธศาสนาและเปน็ ศนู ยก์ ลางการศกึ ษาพทุ ธ
ศาสนาของรัฐไทตอนบน
พระธาตดุ อยสุเทพ การขยายอำ� นาจจากลมุ่ นำ�้ กก-นำ�้ โขง
มาสู่ลุ่มน�้ำปิงและการสร้างเมืองเชียงใหม่
เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนานับ
เป็นการตัดสินพระทัยท่ีถูกต้องและเป็น
วิสัยทัศน์ ของพญามังราย เพราะไม่ว่า
ล้านนาจะเป็นอาณาจักรอิสระหรือเป็น
ประเทศราชแล้วกลายมาเป็นจังหวัดหน่ึง
ของประเทศไทย พ้ืนที่นี้มีความส�ำคัญ
มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมือง
เชียงใหม่ซ่ึงเป็นเมืองเอกของลุ่มน้�ำปิงมัก
เป็นที่ชื่นชมของผู้ท่ีมาเยี่ยมเยือน ในสมัย
ที่พม่าปกครองเชียงใหม่พระนางชินผ่ิวชิน
(Hsinpyushinne) พระมเหสีของพระเจ้า
มังนรธาฉ่อ (Nawrahtaminsaw) ผู้เสด็จ
มาครองเชียงใหม่ในปี ๒๑๒๒ ทรงแต่งบท
กวีภาษาพม่ากล่าวช่ืนชมความงดงามของ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 33
นครเชยี งใหม่ และเรยี กนครเชยี งใหมว่ า่ “...แวน่ แควน้ ทนี่ า่ อยขู่ องชาวยนู ...” “แวน่ แควน้
ยนู สที อง ดนิ แดนแหง่ ชยั ชนะ” และ “เมอื งทองของชาวยนู ” พระนางทรงบรรยายวา่ นคร
แห่งน้ีมีภูมิประเทศท่ีเป็นภูเขาที่สวยงามและมีน�้ำใสไหลเย็นดอกไม้บานสะพร่ังในแต่ละ
ฤดกู าลและยงั มพี ระธาตเุ จดยี ท์ ที่ รงอำ� นาจอภนิ หิ ารยย์ งิ่ ใหญ่ และมพี ระพทุ ธรปู ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์
คู่บ้านค่เู มอื งที่ประชาชนเคารพนบั ถือ๑
มาจนถงึ ยคุ สมยั ใหมท่ ก่ี ระแสวฒั นธรรมตะวนั ตกเขา้ มาสลู่ มุ่ นำ้� ปงิ ชาวยโุ รปทเี่ ขา้ มา
อาศยั อยใู่ นเชยี งใหมใ่ น พ.ศ.๒๔๗๐ ยงั คงกลา่ วถึงความสวยงามของเมืองเชยี งใหมว่ า่ ๒
...เชียงใหม่เป็นเมืองที่สวยงามมาก และสำ� หรับชาวยุโรปเชียงใหม่เป็น สถานท่ีพัก
ผ่อนที่แสนสบาย เพราะห่างจากก�ำแพงเมืองด้านตะวันตก ออกไปสามกิโลเมตรจะเป็น
ดอยซ่ึงมีป่าไม้ปกคลุม คือ ดอยสเุ ทพ ทางเดนิ สู่ดอยเปน็ ทางท่ีแดดเปรีย้ งผ่านทุ่งนา แต่
เวลานี้ก็มีถนนซ่ึงรถไปถึงได้ บนเนินดอยจะเห็นเจดีย์ปิดทองเหลืองอร่ามของวัดสุเทพ
ซง่ึ ต้งั อยใู่ นท่เี หมาะและมองเห็นได้แต่ไกล สูงขึ้นไปอีก ๑๐๐๐ เมตร จะถึงยอดดอย จาก
ยอดดอยมองลงมาจะเห็นทิวทัศน์ท่ีสวยงาม ท้ังด้านตะวันตกและตะวันออก เมื่อปลาย
เดอื นมนี าคม ค.ศ. ๑๙๒๗ ผเู้ ขยี นไดม้ โี อกาสเหน็ ภาพอาทติ ยต์ กจากยอดดอย ดวงอาทติ ย์
สแี ดง ฉานค่อยๆ คลอ้ ยลงหลงั ทิวเขาท่ีมีป่าไม้ขึ้นปกคลุม เนนิ เขาเหลา่ นั้นเป็น ทิวตอ่ กัน
ไปไมม่ จี ดุ จบเหมอื นสายคลนื่ ถา้ มองไปทางตะวนั ออกจะเหน็ เขตทรี่ าบของเมอื งเชยี งใหม่
อย่ใู นความมดื สลัว มีแสงไฟเร่ิมปรากฏข้ึนบางแหง่ หลงั เมอื งเชียงใหม่เปน็ ทวิ เขาซบั ซอ้ น
จากเหนือไปใต้จนสดุ สายตา...
เมืองเชยี งใหมม่ องจากพระธาตุดอยสุเทพ
๑Ni Ni Myint, “Victory Land of Golden Yun: a Queen and Her Poem”, in Proceedings of the ๖th International
Conference on Thai Studies, Theme VI, Chiang Mai, ๑๔-๑๗ October, ๑๙๙๖, p. ๑๐.
๒เคลาส เวงค์ และเคลาส โรสเซนแบรก์ . เยอรมันมองไทย. (พระนคร : เคลด็ ไทย, ๒๕๒๐), หน้า ๑๔๒-๑๔๓.
34 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
บรรณานกุ รม
กฤษณา เจรญิ วงศ์ และเพชรา ประจนปญั จนกึ . การสำ� รวจชมุ ชนลวั ะ ๕ อำ� เภอ : อำ� เภอ
เมอื ง หางดง สนั ปา่ ตอง จอมทองและฮอด. เชยี งใหม่ ; มหาวทิ ยาลยั พายพั , ๒๕๓๐
เคลาส เวงค์ และเคลาส โรสเซนแบร์ก. เยอรมนั มองไทย พระนคร: เคล็ดไทย, ๒๕๒๐.
คณะอนุกรรมการตรวจสอบและชำ� ระต�ำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. ต�ำนานพ้ืนเมือง
เชยี งใหม่ เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๓๙.
โครงการวิจัยคัมภีร์ใบลานในภาคเหนือ. ต�ำนานสิบห้าราชวงศ์เล่มท่ี ๑ ผูกที่ ๑-๒.
เชียงใหม่ ; สถาบนั วิจยั สงั คม, ๒๕๒๔.
ทวี สว่างปัญญางกูร, ต�ำนานเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่ ; แผนกอนุรักษ์และเผยแพร่
วรรณกรรมล้านนา ธรรมสถาน มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๒๗.
ธิดา สาระยา. กว่าจะเป็นคนไทย กรุงเทพ: ส�ำนักพมิ พศ์ ิลปวฒั นธรรม, ๒๕๓๑.
ประชากิจกรจกั ร, พระยา. พงศาวดารโยนก.พระนคร ; แพรพ่ ิทยา, ๒๕๑๕.
ปริยัติธรรมธาดา, พระยา(แปล). ค�ำแปลจามเทวีวงศ์พงศาวดารเมืองหริปุญไชย,
อนสุ รณใ์ นงานทำ� บญุ ครบรอ้ ยวนั นางจนั ทรเ์ มด็ ชตุ มิ า, วนั ท่ี ๑๒ กมุ ภาพนั ธ,์ ๒๕๓๐.
รัตนาพร เศรษฐกุล. “ประวัติศาสตร์เมืองเชียงตุง”, เรื่องเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่ ;
สุริวงศ์บุคสเ์ ซ็นเตอร,์ ๒๕๓๗.
วนิ ยั พงศศ์ รเี พียร (บรรณาธิการ).ปาไปส่ ฟี ู่-ปาไปตา้ เตย้ี น. กรงุ เทพ ; ร่งุ แสงการพมิ พ์,
๒๕๓๙.
ศรีศักร์ วลั ลิโภดม. ลา้ นนาประเทศ. กรุงเทพ ; ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๔๕.
สงวน โชติสุขรัตน.์ รวมสารนยิ ายไทย. พระนคร ; โอเดยี นสโตร์, ๒๕๑๕.
แสง มนวิทรู .ชินกาลมาลีปกรณ.์ พระนคร ; กรมศลิ ปากร, ๒๕๐๑.
หตั ถกัมมวินิจฉยั บาฬฎี ีการอมสมมุตริ าช. ฉบับวดั ศรโี คมคำ� ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง
จังหวดั พะเยา
อรุณรตั น์ วิเชยี รเขียว, “กฎหมายลานนา”, วารสารมนุษยศ์ าสตร์. ปที ี่ ๑๑ ฉบับที่ ๑
กรกฎาคม -ธนั วาคม ๒๕๒๕.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 35
“-----------------------“ และเดวิด เค วัยอาจ. ต�ำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ ;
ซลิ ค์เวอรม์ บุคส์, ๒๕๔๓.
อุษณีย์ ธงไชย, “ความสมั พันธร์ ะหวา่ งอาณาจักรลานนาไทยและอาณาจกั รอยธุ ยา พ.ศ.
๑๘๓๙-๒๓๑๐,” ล้านนาไทย อนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมนุสาวรีย์
สามกษตั รยิ ์, เชียงใหม่, ๒๕๒๖-๒๕๒๗.
Ni Ni Myint, “Victory Land of Golden Yun: a Queen and Her Poem”, in Pro
ceedings of the ๖th International Conference on Thai Studies,
Theme VI, Chiang Mai, ๑๔-๑๗ October, ๑๙๙๖.
Sao Saimong Mangrai. The Padaeng Chronilce and the Jengtung State
Chronicle Translated. Ann Arbor ; University of Michigan, ๑๙๘๑
วิทยานิพนธ์
ธำ� รงศกั ด์ิ ทำ� บุญ. กำ� เนดิ อาณาจกั รลานนาไทย. วทิ ยานิพนธอ์ กั ษรศาสตรมหาบณั ฑิต,
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๘.
บุญวรรณี วิริยะชัยวงศ์. กระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงใหม่-ลำ� พูนสมัย
ราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๘๐๐-๒๐๓๐. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตารมหาบัณฑิต,
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๓๙. .
Sai Sam Tip, The Lu in Sip-Sawng Panna From the Earliest Times Down
to A.D. ๑๖๔๔. M.A. thesis, Arts and Science University, Rangoon, ๑๙๗๖.
Sun Laichen. Ming-Southeast Asian Overland Interactions, ๑๓๖๘-๑๖๔๔.
Ph.D dissertation, University of Michigan, ๒๐๐๐.
สัมภาษณ์
สมั ภาษณผ์ อู้ าวโุ สบา้ นแตหลวง เมอื งเดยี นเบยี นฟู ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนเวยี ดนาม
โดย นางรตั นาพร เศรษฐกลุ . เม่อื วนั ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙
36 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ประวตั ผิ ูเ้ ขียน
รองศาสตราจารย์ ดร. รตั นาพร เศรษฐกุล
ตำ� แหนง่
- อดตี อาจารยส์ าขาวิชาประวตั ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั พายพั
- นักวิจัยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพ้ืนทวีป ประเทศไทย ลาว พม่า
และจีนตอนใต้ ขอบเขตการวิจัยประวัติศาสตร์ชนชาติไต ประวัติศาสตร์
ท้องถิ่นล้านนา ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์บนพ้ืนท่ีสูง
ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน และ
ประวัตศิ าสตรเ์ ศรษฐกจิ และวัฒนธรรมลุม่ แมน่ ้ำ� โขง
- วิทยากรด้านล้านนาคดี ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาประเทศเพ่ือนบ้าน ส�ำนัก
วิชาการ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานวิชาการ
- บทความ ประวตั ิศาสตรเ์ มืองเชยี งตงุ ” ใน เร่ืองเมอื งเชียงตุง เชยี งใหม:่ สรุ วิ งศ์
บคุ ส,์ ๒๕๓๖.
- หนงั สอื ชาวจ้วง, เชียงใหม:่ สรุ วิ งศบ์ ุคส์, ๒๕๓๘.
- งานวจิ ยั เรอ่ื ง ชาวล้ือในจงั หวดั นา่ น, งานวิจยั ได้รับทนุ สนบั สนนุ
จากทบวงมหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘.
- บทความ “หา้ เมงิ วนั ตก หกเมงิ วนั ออกของ: สิบสองปันนาก่อนการเปล่ียนแปลง
การปกครองปี ๑๙๕๐”, การศกึ ษาวฒั นธรรมชนชาตไิ ท กรงุ เทพ: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภา,
๒๕๓๘.
- งานวิจัยเรื่อง การคงอยู่และการปรับเปลี่ยนทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ไท:
กรณีศึกษา ชาวยอง ต�ำบลบวกค้าง อ�ำเภอสันก�ำแพง จังหวัดเชียงใหม่.
งานวจิ ยั สนบั สนุนโดยสำ� นักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาต,ิ ๒๕๓๙.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 37
- งานวจิ ยั เร่อื ง สถานภาพไทศกึ ษา: ประวัติศาสตร์, งานวจิ ัยได้รับทุนสนับสนุน
จากสำ� นกั งานกองทุน สนบั สนุนการวิจยั , ๒๕๔๑.
- งานวจิ ยั เรอ่ื ง อทิ ธพิ ลของคตคิ วามเชอื่ ทางสงั คมตอ่ พฒั นาการของรฐั ไท: กรณี
ศกึ ษาไทดำ� ลอื้ และยวน, งานวจิ ยั ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ จากสำ� นกั งานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ ๒๕๔๒.
- หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์สิบสองปันนา, กรุงเทพ: วิถีทรรศน์, ๒๕๔๔.
(งานวจิ ัยได้รับทุนสนบั สนนุ จากสำ� นักงานกองทนุ สนับสนุนการวิจยั วิจัยร่วมกบั
ศาสตราจารยย์ รรยง จริ ะนคร)
- งานวิจัยเร่ือง สิทธิชุมชนชาวเขาในภาคเหนือของประเทศไทย: อดีตและ
ปัจจุบนั , กรงุ เทพ:นติ ธิ รรม, ๒๕๔๖. (งานวจิ ยั ได้รบั ทุนสนบั สนุนจากส�ำนกั งาน
กองทุนสนบั สนุนการวิจัย วจิ ัยรว่ มกับ พิรยิ ะ สีหะกุลัง และอุทิศ ชำ� นิบรรณกร)
38 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
อกั ษรธรรมในเขตลุม่ นำ้� โขงและสาละวิน
เรณู วชิ าศิลป์
ความนำ�
นบั แตต่ ้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ เปน็ ต้นมา มีหลกั ฐานวา่ อักษรธรรมล้านนาไดป้ รากฏ
ในจารึกและเอกสารใบลานเป็นจ�ำนวนมากแล้วและได้แพร่กระจายไปแดนพุทธจักรใน
ทวีปเอเชีย อักษรธรรมเป็นตัวหนังสือสากลท่ีมีบทบาทและมีความเหมาะสมมากท่ีสุด
สำ� หรบั งานเขยี นทางพทุ ธศาสนาของกลมุ่ คนไท๑ ทง้ั นเ้ี พราะมลี กั ษณะอกั ขรวธิ เี หมอื นกบั
อักขรวธิ ีของอักษรตน้ แบบในอินเดยี เป็นต้นว่า อกั ษรพฺราหมฺ ี อกั ษรปัลลวะ ซง่ึ ใชบ้ ันทกึ
ภาษาบาลี สนั สกฤต แมว้ า่ ในเวลาตอ่ มา อกั ษรธรรมจะถกู ลดบทบาทลงไปมากดว้ ยเหตผุ ล
ทางการเมอื งการปกครอง แตป่ จั จบุ นั อกั ษรธรรมกไ็ ดร้ บั การฟน้ื ฟกู นั ขนึ้ มาอกี มกี ารเรยี น
อา่ นเขียนกนั มากแล้ว คาดวา่ ในอนาคต อกั ษรธรรมจะเรมิ่ มีชีวติ ชีวาข้นึ มาอกี ในดินแดน
สองลุม่ แมน่ ้ำ� สายใหญ่แหง่ เอเชีย
บทความนม้ี จี ดุ ประสงคจ์ ะกลา่ วถงึ การกระจายตวั ของอกั ษรธรรมลา้ นนาสดู่ นิ แดน
ตา่ งๆ ในลมุ่ แมน่ ำ้� หลกั สองสายคอื แมน่ ำ�้ โขงและแมน่ ำ�้ สาละวนิ ๒ พนื้ ทร่ี อยตอ่ ระหวา่ งอกั ษร
ธรรมและ“ลก่ิ ไต”ความแตกตา่ งดา้ นรปู ลกั ษณะอกั ษรและอกั ขรวธิ ที พี่ ฒั นาจนกลายเปน็
เอกลกั ษณ์ของคนไทในแต่ละทอ้ งถน่ิ
พุทธศาสนา : บทบาทในการสร้างสำ� นึกของการอยรู่ ่วมกันของเผ่าพนั ธ์ุ
ความเช่ือทางพุทธศาสนามีส่วนท�ำให้กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในในภูมิภาคเอเชีย
อาคเนย์ตอนเหนือเช่นในรัฐฉานของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงในเขตปกครองตนเองของคนไทและชนเผ่าต่างๆ
ในมณฑลยูนนานของประเทศจีน คนต่างภาษาต่างเผ่าพนั ธใุ์ นพืน้ ทีด่ ังกลา่ วสามารถปรบั
ตัวเข้าหากัน มีความเท่าเทียมและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ดังตัวอย่างของชาวเขา หรือ
“ไตหลอย” กับ “คนไต” ชาวเขาเหล่าน้ันนับถือพุทธศาสนาและสามารถใช้ภาษาไท
๑ค�ำว่า ไท ในท่ีนี้หมายถึงคนท่ีพูดภาษาตระกูลไทเป็นภาษาแม่ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในประเทศไทยหรือคนไทท่ีอาศัยอยู่ในประ
เทศอ่ืนๆ
๒โดยขอกลา่ วถงึ พนื้ ทใ่ี นมณฑลยนู นานของจนี เปน็ หลกั เพราะสามารถเขา้ ไปเกบ็ ขอ้ มลู ไดส้ ะดวกกวา่ ในเขตฉานเหนอื ของสาธารณรฐั
แห่งสหภาพเมยี นมาร์
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 39
สอื่ สารกบั คนไทได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ คนไทแดงและคนไททีอ่ พยพมาจากเวียดนามซึ่ง
แตเ่ ดิมนบั ถอื ผี เริม่ นยิ ามอตั ลกั ษณข์ องตนเองใหม่ว่าเป็น “ลาวพทุ ธ” เพอ่ื จะไดอ้ ยรู่ ่วม
กับคนลาวได้อย่างมีสิทธเิ ทา่ เทียมกัน เป็นตน้
นอกจากนี้แล้วพุทธศาสนานิกายเดียวกันยังท�ำให้คนมีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดมาก
ขนึ้ อกี ดว้ ย ดงั นนั้ แตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ ม่ี พี ทุ ธศาสนาเปน็ หลกั ความเชอ่ื รว่ มกนั จงึ ใชอ้ กั ษร
ธรรมเป็นภาษาเขยี นสำ� หรับการบนั ทกึ เอกสารทางพทุ ธศาสนาในท้องถิ่นของตน
โดยปกติคนไทในอดีตมักมีตัวอักษรสองชุดส�ำหรับเขียนหนังสือ คืออักษรส�ำหรับ
ศาสนา และอักษรส�ำหรับทางโลก เช่นชาวไทยใช้อักษรขอมเขียนเรื่องทางศาสนา ใช้
อักษรไทยเขียนเร่ืองทางโลก คนไทในรัฐฉานเคยใช้อักษรธรรมเขียนค�ำบาลี ใช้อักษรไท
ใหญ่เขียนค�ำในภาษาของตน มีผู้สูงอายุชาวไทเมืองแลม มณฑลยูนนานท่านหน่ึงนิยาม
หน้าท่ีของตวั อักษรไว้ว่า
“ล่ิกธรรมใช้ในวัด ล่ิกตัวยาวใช้ในพิธีกรรม และลิ่กตัวมนใช้เร่ืองส่วนตัว”๑ (ตัว
หนังสือธรรมใช้ในวัด หนังสือไทใหญ่ตัวยาวใช้ในพิธีกรรมและหนังสือไทใหญ่ตัวกลมใช้
เขียนเรอื่ งสว่ นตวั )
อกั ษรธรรมจงึ มบี ทบาทในการเผยแผ่ และธำ� รงศาสนาไวไ้ ดอ้ ยา่ งยาวนานในภมู ภิ าคนี้
อกั ษรธรรมในประเทศไทย
อกั ษรธรรมมีใชก้ นั อยา่ งหนาแนน่ ในภาคเหนอื และภาคอสี านของไทย บางพนื้ ทใ่ี น
ภาคเหนอื ตอนลา่ งและภาคกลาง เชน่ ตาก สุโขทัย สระบุรี ราชบุรี มที ัง้ ที่จารึกไวบ้ นแผน่
หินและวัสดุเน้อื แข็งอ่นื ๆ จารบนใบลาน เขยี นบนกระดาษสา จารกึ ชนิ้ ท่ีเก่าแก่สดุ มอี ายุ
เกอื บ ๖๐๐ ปี
เมอื่ หวั เมอื งลา้ นนาถกู ผนวกเขา้ กบั สยามในสมยั รชั กาลที่ ๕ การเรยี นการสอนภาษา
ลา้ นนากแ็ ผว่ จางลงจนเลกิ ใชต้ วั อกั ษรลา้ นนาอยา่ งเปน็ ทางการไปในทส่ี ดุ ตอ่ มาเมอื่ มกี าร
จัดหลกั สูตรวา่ ดว้ ยจารึกภาษาไทย และเร่อื งของทอ้ งถิน่ เข้ามาในระบบการศกึ ษา ภาษา
และอกั ษรลา้ นนากถ็ กู บรรจเุ ปน็ รายวชิ าในหลกั สตู รการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษาเพม่ิ ขน้ึ มา
๑สมั ภาษณล์ งุ แสงสาม จะเร ผู้จดจารเอกสารของไทเมอื งแลม
40 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ปัจจุบันในจังหวัดภาคเหนือก�ำลังมีการเรียนการสอนอักษรล้านนากันอย่างคึกคัก
ทง้ั ในระบบและนอกระบบการศึกษา นำ� โดยพระสงฆ์ ปราชญ์ท้องถน่ิ ครูอาจารย์ ทำ� ให้
เยาวชนในทอ้ งถน่ิ ต่นื ตวั อา่ นเขียนภาษาลา้ นนากันอีกครง้ั หนงึ่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 41
ปรบั จากแผนภูมขิ อง กรรณิการ์ วิมลเกษม (๒๕๔๒)
อกั ษรธรรมจากลา้ นนาสู่ลุ่มแมน่ ำ้� โขง ล้านชา้ ง
จากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ แสดงใหเ้ หน็ ชดั วา่ อกั ษรธรรมลาวรบั รปู แบบไปจาก
อกั ษรธรรมล้านนาเม่อื พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ แลว้ ได้พฒั นารปู แบบอกั ษรและอกั ขรวิธีจนมี
ลกั ษณะเฉพาะของตนเองหลายประการ แตกตา่ งไปจากอกั ษรธรรมลา้ นนาซงึ่ เปน็ แมพ่ มิ พ์
เดมิ ทงั้ นเ้ี พราะภาษาลาวเปน็ ภาษาตระกลู ไทตะวนั ตกเฉยี งใต้ กลมุ่ พ (ph) คอื ออกเสยี ง
พยญั ชนะ พ เปน็ /ph/ เชน่ เดียวกบั ภาษาไทย ในขณะทภี่ าษาลา้ นนาอยใู่ นกลุม่ ป (p)
ออกเสยี ง พ เป็น ป /p/ ดังนนั้ การใชพ้ ยัญชนะจึงแตกตา่ งกัน ดังนีด้ ังตวั อย่างที่ปรากฏ
ในเอกสารดงั ตอ่ ไปน๑้ี
๑. ล้านนาใชร้ ปู พยัญชนะ ค ค และ ฅ ฅ แยกกนั เปน็ ระบบเพราะพยญั ชนะสอง
ตวั นมี้ ีเสยี งตา่ งกนั ชัดเจน แต่ส่วนใหญล่ าวมักใช้รูป ค ค รปู เดียว เชน่
๑ในการยกตัวอยา่ งการเขยี นคำ� ทใี่ ชอ้ กั ษรธรรม ผเู้ ขียนจะพิมพ์ด้วยชุดแบบอกั ษร LN TILOK ของสำ� นกั ส่งเสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่แทนอักษรธรรมในตน้ ฉบบั เดมิ ทุกแห่ง
42 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
ธรรมล้านนา ธรรมลาว
ไมค้ ้อน ไม้ฅอ้ ร ไมฅฯร้อ ไม้คอน ไมคฯอร
คำ� คน คำ� ฅน คำ� ฯฅ฿ นฯ คํคน คํค฿ฯน
เวยี งค�ำ วยงฅำ� วยฯงฅำ� วยงค�ำ วยคฯง ำ�
๒. ลา้ นนา ใชพ้ ยัญชนะ ช ช และ ซ ซ ท้ังสองตัว แยกกนั ชัดเจนแต่ ลาว ใชอ้ ักษร
ช แทนทั้ง ช และ ซ เกอื บทั้งหมด เพราะพยญั ชนะ ๒ ตวั น้ีออกเสยี งเหมอื นกนั คือ /s/
ดังนน้ั จงึ แทบไม่เหน็ รปู ซ ใชใ้ นเอกสารโบราณของลาว
ธรรมล้านนา ธรรมลาว
ช้าง ช้าง ชาฯง ชา้ ง ชางฯ
ซบเซา ซบเซา ฯซ฿บฯเซาั ชบเชา ช฿บฯเชาั
เซาจอด เซาจอด เซัาจดอฯ เชาจอด เชัาจอดฯ
๓. ลา้ นนาใช้พยญั ชนะ บ บ และ ป ป แยกกนั แตล่ าวใช้ รูป บ แทน ป ดว้ ย ทงั้ น้ี
อาจเป็นเพราะรปู บ แทน เสยี ง ป ในภาษาบาลี เช่น
ธรรมลา้ นนา ธรรมลาว
บอกปา่ ว บอกป่าว บอกฯ ปาวฯ บอกบา่ ว บอฯกบาฯว
ปีปลาย ปปี ลาย ปปลฯายฯ บีบาย บีบายฯ
ป่า ปลา่ ปลาฯ บ่า บา
สรา้ งแปลง ส้างแปลง สาฯแง ปลฯง สางแบง สาฯแง บงฯ
๔. ลา้ นนาใช้พยัญชนะ ธ ธ ลาวใชท้ ้งั ท ท และ ธ ธ เพราะทั้งสองรูปน้ีมเี สยี ง
เหมือนกนั เชน่
ธรรมลา้ นนา ธรรมลาว
ธาตุ ธาต/ุ ธาด ธาฯตุ/ธา ฯด ทาตู/ทาษ ทาตู/ทาษฯ
ธรรมาโศกราช ธมั มาโสกราช ธัมามฯ โสกราช ทมํ มาโสกราษชทมํ าฯม โสกราษชฯ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 43
๕. ลา้ นนาใช้รูป ปฺร ระฯบ แทนรูป ผ ผ ลาวใช้รูป ผ ผ เป็นส่วนมาก เช่น
ธรรมล้านนา ธรรมลาว
ปรากฏ ปรากด ระฯบาก฿ดฯ ผากด/ผากษ ผาก฿ด/ฯ ผาก฿ษฯ
ปรารภ ปรารบ ระฯบาร฿บ ฯ ผารบ ผาร฿บฯ
โปรดปราย โปรดปราย โระฯบดฯระฯบาย ฯ โผดผาย โผดผฯ ายฯ
๖. การใช้พยญั ชนะสะกดในแมก่ ด อักษรธรรมลาวนิยมใชร้ ปู เชิง ษ - ษฯ
ธรรมล้านนา ธรรมลาว
บ่อาจ บอ่ าจ/อาด บํ่อา/จฯ อาดฯ บอ่ าษ บอํ าษฯ
ขา้ สตั ว ์ ข้าสตั /สัด ขาสตัฯ/ส ดัฯ ขา้ สัษ ขาสษัฯ
ใส่บาตร ใส่บาต/บาด ใสบาตฯ/บาดฯ ใสบาษ ไสบาษฯ
๗. ลา้ นนาใชร้ ปู สระ ไอ ในคำ� ทเ่ี ขยี นดว้ ย สระ ใอ และสระ ไอ เกอื บทงั้ หมด ในขณะ
ท่ีเอกสารลาว จากเมอื งหลวงพระบางใช้รูปสระ ใอ แยกจาก ไอ อยา่ งชัดเจน ซ่ึงแสดงวา่
ชาวหลวงพระบางยังรกั ษาเสียงใอ ไว้ได้อยู่ มิไดร้ วมกับเสียงสระไอ เชน่
สระใอ ใน ใน ใส่ ใส ใกล้รุ่ง ใกลฯร งฯู ใผ ใผ
สระไอ ไหลหล่ัง ไหลฯัง ไป ไบ ได้ ได
เอกสารใบลานเร่อื ง “ขุนบรม” จะเห็นวา่ รปู สระ ไอ และ ใอ แตกต่างกนั ชดั เจน
บรรทัดแรก คำ� วา่ “ใส”่
บรรทดั ที่ ๒ คำ� ว่า “ได”้
บรรทดั ท่ี ๓ ค�ำวา่ “ไปใต้”
44 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
จารึกฐานพระพุทธรูปในหอพระแก้วท่ีเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ปรากฏช่ือ “..บรมบพิตรพระมหาเชยฺยเสฏฐาธมฺมิกราชา...” (พระเจ้าไชยเชษฐา)
ในบรรทัดแรก สันนิษฐานว่าจารึกขึ้นหลังจากพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จสวรรคตแล้ว
(หลัง พ.ศ. ๒๑๑๕)
อักษรธรรมจากล้านนาสูส่ องฟากฝงั่ สาละวนิ
อักษรธรรมจากล้านนาแพรไ่ ปสู่ดินแดนฟากตะวนั ออกของรฐั ฉาน คอื เมอื งเชยี งตงุ
เมอื งยอง เมอื งหลวย เมอื งยาง ฯลฯ และแผเ่ ขา้ ไปในเขตเมอื งตา่ งๆบนทร่ี าบลมุ่ ฟากตะวนั
ตกของแมน่ ้�ำสาละวนิ (นำ้� คง) ทง้ั นเี้ พราะเชยี งใหมแ่ ละเมอื งดงั กลา่ วมคี วามสมั พนั ธก์ นั ใน
ทางเช้อื สายและการปกครอง ชาวไทเรยี กอักษรธรรมว่า “ล่ิกขนื ” หรือ “ธรรมขนื ”
อักษรอีกชนิดหน่ึงที่ใช้ในเมืองอื่นๆ ของรัฐฉานนอกเหนือจากเมืองเชียงตุงคือ
“ลก่ิ ไต” (องั ษรไท) ซงึ่ มสี องแบบคอื “ลก่ิ ตวั ยาว” (อกั ารตวั ยาว) ใชบ้ รเิ วณทรี่ าบลมุ่ นำ้� เมา
และลุ่มน้�ำสาละวินในยูนนาน และอีกแบบหน่ึงคือ “ลิ่กตัวมน” (อักษรตัวกลม) ใช้ใน
รัฐฉานฝัง่ ตะวันตกลุ่มแมน่ �ำ้ สาละวิน
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 45
จารกึ เหนอื ประตูสสุ านเจ้าฟ้าในเมอื งเชยี งตุง “เจ้าฟ้าหมอ่ มหมอ่ นเจ้ารตนกอ้ นแก้วเป็นเจา้ แผน่ ดิน
ใหญ่ ค่าที่ในเมงิ หลวงสิบสองชไุ ทย นครเชียงตุง”
แผ่นปา้ ยประกาศท่วี ัดบา้ นทอง เมืองยอง จงั หวัดเชยี งตุง เปน็ คำ� เตอื นจากผู้อาวโุ ส มัคนายกและ
กรรมการหมบู า้ น มขี ้อหา้ ม ๔ ขอ้ ใหญ่ เชน่ ไม่ใหผ้ ูห้ ญงิ มาขายของ ในวนั กำ� ห้ามไม่ให้ใครขว้างแกว้
ใสห่ นทางหลวง ท่าอาบนำ้� ไมใ่ หเ้ อาเน้อื หมู ไก่เป็นโรคมาขาย ไมใ่ หข้ รี่ ถเครอ่ื ง รถทอลาจี (รถอแี ตน๋ )
เข้ามาในบ้านทอง ไม่ใหเ้ อายาบา้ ยาเมา ยาม้า มาขายในบ้านทอง (ภาพจากดิเรก อินจนั ทร์)
46 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์แผ่เข้าไปในเชียงตุงประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ และ
ขยายตวั ข้ึนไปตอนบนทัว่ รัฐฉานเหนอื ถงึ สีปอ้ แสนหวี หมูเ่ จ้ บริเวณเมอื งในแถบแมน่ ำ�้
เมาไปสู่กลุ่มคนไทเหนือ หรือไทใต้คงซ่ึงอาศัยอยู่ในท่ีราบลุ่มแม่น้�ำสาละวิน ในมณฑล
ยนู นาน เชน่ เมอื งเมา (รุ่ยล่)ี เมอื งขอน เมืองวนั เมอื งบอ่ (จงิ ก)ู่ เมืองกล้า เมอื งติง กึง๋ มา้
เมอื งนมิ ฯลฯ ชาวไทในดนิ แดนดงั กล่าวเรยี กพทุ ธศาสนาฝ่ายล้านนาวา่ “กงึ โยน” หรอื
นกิ ายยวน ตอ่ มาเมอ่ื พมา่ เขา้ มามอี ทิ ธพิ ลเหนอื คนไทในรฐั ฉานโดยเฉพาะในเขตเมอื งฟาก
ตะวันตกของลุ่มน้�ำสาละวิน พุทธศาสนา”กึงโยน” ก็เสื่อมถอยลงจนในท่ีสุด “กึงจอง”
ของพมา่ ก็ครอบงำ� แทนที่ “กงึ โยน” เกอื บหมดสนิ้ ในรัฐฉานใต้ ฉานเหนือ การใชอ้ กั ษร
ธรรมกค็ ่อยๆ หายไป มอี ักษรพมา่ มาแทน
ลกั ษณะการใชอ้ กั ษรธรรมในเอกสารไทในลุ่มน้ำ� สาละวนิ
อักษรธรรมถูกบนั ทึกไว้ในคมั ภีรใ์ บลาน หรือพับสา (เจส้ า) ท้ังทีเ่ ปน็ ภาษาบาลแี ละ
ภาษาไท (ไทใหญ่ ไทเหนอื ) ในเมอื งเชยี งตงุ และเมอื งอนื่ ๆ สองฟากฝง่ั แมน่ �้ำสาละวนิ เรยี ก
วา่ “ตวั ขนื /ตวั ลือ้ ” หรอื “ตัวธรรม” สว่ นคมั ภรี ศ์ าสนาในเมอื งต่างๆ เหนอื เมืองเชยี งตุง
ขึ้นไป ซึ่งประชาชนพูดภาษาไทใหญ่/ไทเหนือ มักจะใช้อักษรธรรมเขียนคำ� บาลี และใช้
อกั ษรไทใหญ/่ ไทเหนอื หรอื “ลก่ิ ไต”เขยี นค�ำในภาษาของตน
เอกสารโบราณท่ีเก็บไว้ในรูปไมโครฟิล์มซึ่งฝ่ายการศึกษาที่เมืองขอน เขตใต้คง จะเห็นว่าภาษาบาลี
เขียนด้วยอักษรธรรม ส่วนท้ายของคมั ภีร์ (colofon) เป็นอกั ษรไทเหนอื (ลิก่ ตัวยาว)
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 47
จากข้อความข้างต้น จะเห็นว่าบรรทัดสุดท้ายเขียนด้วยตัวอักษรไทใหญ่ว่า “กกํ ัน
ตอพฺราตฺรา สังขาเยาไนนา - ก�ำก่ันตอพฺร้า ตฺร้า สั่งข่าเย้าไน่นา” (ค�ำขอขมาพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ สน้ิ สดุ แลว้ เท่านี้)
(Sai Kam Mong, p.250)
เนื้อหาในภาพข้างบนนี้เป็นภาษาบาลี อักษรธรรม แต่ประโยคท่ีเขียนไว้ด้านข้างของข้อความ เขียน
ด้วยอักษรไทใหญว่ ่า “ปติ มืน ๒๔ หิงถตั ตอตงั อันลิกอนั ใยเจสิงเยาหอ - แปดหมืน่ ๒๔ เหง็ ธาตุต่อ
ทง้ั อันเลก็ อันใหญเ่ ส้ยี งแล้วฮอ” (พระสารีริกธาตุสองหม่ืน (๒) ๔พนั ทง้ั อันเล็กอนั ใหญ่ครบถว้ นแลว้ )
48 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่