The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฮอมผญ๋าล้านนา

ฮอมผญ๋าล้านนา

สิบสองชาตแิ ทด้ หี ลี มสี รีเรืองยศผาบ
เตชะผาบแพ้สตั ร ู เจ้าไดเ้ กิดเป็นหมู
ในเมอื งโกลิยา๑ สิบสามชาต ิ อันพระมุนีหากแกวดกดหมาย
เจ้าก็ไดเ้ กดิ เปน็ สัตว์ นาๆ หลายส�ำ่
๑๓๖ ชาติพร่�ำเต็มทนั ยังอนั ทว่ รเทียวไปมา
ในวัฏฏสงสารล้ำ� เลิศ เจา้ ไดเ้ กดิ พน้ จากทกุ ขโ์ ศกเศรา้ โสกา
ในอาณาทีเ่ กิดสรา้ ง โพธสิ มพาน
อันประเสริฐอุดม สมดัง่ ค�ำปรารถนาเจา้
มหี ั้นบ่ช้ายเบีย่ งไคลคลา อโมฆาวจนา
เจา้ มีถอ้ ยคำ� อันเปล่า ผูข้ า้ บอ่ าจจักเล่ากติ ตนา
ยงั คุณพระสัตถา บ่สดุ บ่เสยี้ งได้
ตนแก้วแก่นไธ ้ ไตรโลกโลกา
ขอห้อื ขา้ ไดพ้ ้นจากทุกข์
ฑณั ฑาสบิ ส่ิง ติงสะอปุ ปารมยี งิ่
สามสิบทสั ปัญจวสี ติ
ไภยยะ ๒๕ สนั นวฒุ โิ รคา
พยาธริ์ ้ายกลา้ ๙๖ ขอหอ้ื ตกไป
ไกลคลาคลาด ปราศจากกายา
คูร่ ตั ตนิ ทวิ า วันคนื เท่ียงแท้
อยา่ ได้แร้ถ้าดาตาม ขอหอ้ื ไดถ้ งึ
วุฒงิ าม ๒๔ จุง่ หือ้ มีอายุควย่ี นื ยาว
สขุ พราวเรืองรุ่ง วัณณะพุ่งหลวงหลาย
พละกายเรยี วเร่ง เตชะเป่งทสิ สา
ขอห้อื มธี นธัญญา ไหลมาอยา่ คลาด
ลาภะอาจมนู มา ยศลือชาท่ัวเต้า
ตราบอนั ไดเ้ ข้าส่นู ิพพาน ตามดัง่ คำ� ปฏญิ าณโอกาส
ขอสมดัง่ ค�ำมักคำ� ปรารถนา มเี ที่ยงแท้ดหี ลี

๑ฉบับของวัดเชยี งขุม่ เปน็ “เมืองโกลนั ยะ”.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 99

จากเนอื้ หาของคำ� กลา่ วบชู าชาตลิ อดทง้ั ภาษาบาลแี ละภาษาถน่ิ ไทเขนิ ดงั กลา่ ว หาก
น�ำส�ำนวนค�ำกล่าวบูชาท้ัง ๒ ภาษา และภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังแบบลายค�ำของวัด
จอมค�ำมาตรวจสอบเน้ือหาซ่ึงกันและกันแล้ว จะพบว่าเน้ือหาท่ีกล่าวถึงสัตว์ก�ำเนิดและ
จำ� นวนชาตทิ กี่ �ำเนิด สว่ นใหญ่จะสอดคลอ้ งกัน แตก่ ม็ สี ตั ว์กำ� เนิดบางชนิดเทา่ นน้ั ที่คลาด
เคลอ่ื น นอกจากนน้ั ชอื่ เมอื งทก่ี ำ� เนดิ บางสว่ นซงึ่ ปรากฏในคำ� กลา่ วบชู าภาษาถนิ่ ไทเขนิ แต่
ไมป่ รากฏในค�ำกลา่ วบชู าทเี่ ป็นภาษาบาลี กม็ คี วามคลาดเคลือ่ นเช่นกัน ทำ� ให้ไมส่ ามารถ
ตรวจสอบเน้ือหาในสว่ นนี้ได้

แต่เดิมนั้น ค�ำกล่าวบูชาชาติลอดอาจจะแต่งด้วยภาษาบาลีมาก่อน ครั้นต่อมาก็มี
การแต่งเป็นส�ำนวนภาษาท้องถิ่นไทเขิน โดยน�ำค�ำแปลจากภาษาบาลีมาเป็นต้นแบบใน
การแตง่ อกี ทหี นงึ่ เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ทเี่ ขา้ ใจ จดจำ� เนอ้ื หา และไดอ้ รรถรสมากยงิ่ ขนึ้ แตไ่ มป่ รากฏ
ชอื่ ผแู้ ตง่ และยคุ สมัยทแ่ี ต่ง

ชาตลิ อดในชาติพันธุไ์ ทล้อื เมืองสบิ สองพันนา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี

ชาวไทล้ือ เมอื งสบิ สองพันนา เป็นอกี กลุม่ ชาติพนั ธหุ์ นง่ึ ทีน่ ิยมท�ำทุงชาติลอดถวาย
เปน็ พทุ ธบชู า โดยทงุ ชาตลิ อดทพี่ บบรเิ วณโบราณสถาน พระเจดยี ข์ าว หรอื “เจดยี ห์ นอ่ ”
ซ่ึงตั้งอยู่บนยอดเขาของหมู่บ้านเฟยหลง
เมอื งลวง มลี กั ษณะเปน็ ผนื ผา้ ทอสขี าว วาด
ภาพลายเส้นแล้วระบายสี ในแต่ละช่อง
อย่างสวยงาม เรียกตามวิธีการท�ำว่า “ทุง
แตม้ ” หมายถึง ทุงที่วาดหรอื เขยี นดว้ ยมือ
แต่การเรียงล�ำดับสัตว์ก�ำเนิดในแต่ละช่อง
ได้ยึดหลักการเรียงลำ� ดับสัตว์ก�ำเนิดตามที่
ปรากฏในพระคาถาบาลีและค�ำบูชาภาษา
ถน่ิ เปน็ หลกั ซงึ่ แตกตา่ งจากทงุ ชาตลิ อดของ
ชาวไทเขนิ ทนี่ ยิ มเรยี งลำ� ดบั สตั วก์ ำ� เนดิ จาก
จ�ำนวนน้อยชาติลงมาถึงจ�ำนวนหลายชาติ
ดังตารางการเปรียบเทียบการล�ำดับสัตว์
กำ� เนดิ ในทงุ ชาตลิ อดวฒั นธรรมไทเขนิ เมอื ง
ทุงชาติลอดในวฒั นธรรมไทลอื้ เชยี งตงุ และไทลอื้ เมอื งสบิ สองพนั นา ดงั นี้
ณ โบราณสถานวดั พระเจดีย์ขาว
หรือเจดีย์หนอ่ เมืองสบิ สองพันนา

100 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ลำ� ดับชอ่ ง ลำ� ดบั สัตว์กำ� เนดิ ในทงุ ชาตลิ อด ลำ� ดบั สตั ว์ก�ำเนดิ ในทงุ
วฒั นธรรมไทเขนิ เมอื งเชียงตุง ชาติลอด วฒั นธรรมไทลอ้ื
๑ เรียงตามจ�ำนวนชาตกิ ำ� เนิด เมืองสิบสองพนั นา เรียงตาม

๓ พระเจดยี ห์ รือพระธาตุ บทคาถาและค�ำบูชา
๔ ม้าสนิ ธุ พระเจดยี ์หรือพระพทุ ธรูป
๕ นกยูง นกเขยี น (นกกระเรียน)
๖ นกแขกเตา้
๗ นกกินนารี ราชหงส์
๘ นกกาลาบ (นกพริ าบ)
๙ นกการะพดิ (นกการเวก)
๑๐ นกกาลาบ (นกพิราบ) นกแขกเต้า
๑๑ นกเอี้ยงไพร (นกสาลิกา) นกการะพิด (นกการเวก)
๑๒
๑๓ ควาย นกกนิ นารี
๑๔ ราชหงส์ จามรี
๑๕ วอก (ลงิ ) วอก (ลงิ )
๑๖ ช้าง
๑๗ ช้าง ววั
๑๘ ไก่ ม้า
หมู ควาย
วัวอสุ ภุ ราช ราชสหี ์
จามรี เสือ
นกเขยี น (นกกระเรยี น) ไก่
นางธรณี หมู
นางธรณี

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 101

ชาติลอดในชาติพันธุ์ไทใหญ่ เขตรัฐฉาน
ประเทศสหภาพเมียนมาร์

ชาวไทใหญ่มีถ่ินฐานอาศัยอยู่ใน
เขตรัฐฉาน เป็นชาติพันธุ์ไทอีกกลุ่มหน่ึง
ท่ีมีประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์กับ
ชาตพิ นั ธไ์ุ ทกลมุ่ อนื่ ๆ มาอยา่ งยาวนาน เมอื่
ชาวไทล้อื เมอื งสบิ สองพันนา ร่วมใจกันท�ำ อพยพโยกย้ายถ่ินฐานไปที่ใดก็มักน�ำศิลป
ทุงชาตลิ อดถวายเปน็ พุทธบชู า วัฒนธรรมไปใช้ในชีวิตประจ�ำวัน จนเป็น
เอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทใหญ่
ดงั เช่นคตชิ าตลิ อดซง่ึ มที ั้งคำ� กลา่ วบชู า ภาพจติ รกรรม และตารางยนั ตก์ ลเลข

คำ� กลา่ วบชู าชาตลิ อดทปี่ รากฏในหนงั สอื พบั เพทางคก์ าลาใตเ้ ทยี นอางแมเกยี่ ว๑ ซง่ึ
เปน็ หนงั สอื รวบรวมเกยี่ วกบั คาถาและยนั ตใ์ นวฒั นธรรมไทใหญ่ มลี กั ษณะเปน็ สำ� นวนผสม
ผสานทง้ั ภาษาไทใหญแ่ ละภาษาบาลี (ใชอ้ กั ษรพมา่ ในการบนั ทกึ ภาษาบาล)ี เรยี กคำ� กลา่ ว
บูชาว่า “ความไหว้ชาติซามส่า” แปลว่า “การบูชาพระชาติหรือก�ำเนิดที่สุขสบาย”
โดยเนื้อหากล่าวถึงสัตว์ก�ำเนิดและจ�ำนวนชาติที่ก�ำเนิด ตรงกับค�ำกล่าวบูชาชาติลอดท่ี
คณะแปลธัมม์พุทธปิฏกะวัดเขมินทร์ เมืองเชียงตุง จัดพิมพ์เผยแพร่ เพียงแต่ไม่ปรากฏ
ชื่อเมอื งที่ก�ำเนดิ เหมือนกนั

ความไหว้ชาตซิ ามสา่ ในวฒั นธรรมไทใหญ่

๑จายจาม ยอดเครอื , พบั เพทางคก์ าลาใต้เทียนอางแมเกีย่ ว เล่มท่ี ๓ พมิ พ์ครัง้ ที่ ๑.ตองจี ประเทศพมา่ . (๒๐๐๗ : ๑๕๗).

102 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

แปลจากภาษาพม่าเปน็ ภาษาไทใหญ่ โดยเรียงล�ำดบั ตามตารางกลยันตท์ ี่ปรากฏ๑
ออกาสะ ออกาสะ ยอนก่นั ตอไหว้สา ปางเเต่เม่ออะลองเปนนกยาง ๑๖ ชาติ, นก
หังสา่ ๙ ชาติ, นกกาโข่ ๖ (นกพิราบ) ชาต,ิ กาหลำ� ๓ ชาติ, ทานะเกียวหิต นกกะระวดิ
๕ ชาติ, กนิ นะรี ๔ ชาติ, จามะรี ๑๕ ชาต,ิ ลงิ ๑๐ ชาติ, ช้างโหลง ๑๑ ชาต,ิ เปนโว ๑๔
ชาติ, อเิ กตนั ธวะ เสแลควาย ๑ ชาติ, ตะมะตะจอง แลทงั นกยงู ๒ ชาต,ิ นกตะรกิ า ๗
ชาต,ิ จอมไก่ ๑๒ ชาติ, แลหมู ๑๓ ชาติ โฮมกันทังหมดแยว้ ๑ ปาก ๓๖ ชาติ (๑๓๖ ชาต)ิ
ฮปู้ ่องแจ้งแลงแยว้ เส อะหมั วนั เต วนั ทามิ ต้ีพะลาเปน็ เจ้าเฮาขา้ น้นั ยอนซไู หว้สาตค้ี าออ
สาธุ สาธุ
สว่ นภาพจติ รกรรมศิลปะแบบไทใหญ่ ซง่ึ ศิลปินได้ถา่ ยทอดจินตนาการออกมาด้วย
ภาพสัตว์ก�ำเนิดส�ำหรับบูชาท้ังท่ีบนห้ิงพระในบ้านและฝาผนังวัดของชุมชนชาวไทใหญ่
ทีต่ งั้ ถิ่นฐานในภาคเหนอื เชน่ ภาพวาดชาติลอดวัดปา่ เป้า อำ� เภอเมือง จงั หวัดเชยี งใหม่
วัดผาแตก อ�ำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภาพจิตรกรรมบนห้ิงพระในบ้านเมืองปอน
อำ� เภอขนุ ยวม จงั หวัดแมฮ่ อ่ งสอน เปน็ ตน้

ภาพจติ รกรรมชาติลอด ประดษิ ฐาน ณ วดั ป่าเปา้ อำ� เภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่

๑แปลเป็นภาษาไทยโดยนางหอมไตร ออ่ งอย.ู่ ๖๓๘ หมู่ ๑ ต�ำบลเปยี งหลวง อำ� เภอเวียงแหง จงั หวัดเชียงใหม่. ๑๙ พฤศจกิ ายน
๒๕๕๗.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 103

ภาพจิตรกรรมชาติลอดสำ� หรับบูชาบนหงิ้ พระของชาวไทใหญ่
บา้ นเมืองปอน ตำ� บลเมืองปอน อ�ำเภอขุนยวม จงั หวัดแม่ฮ่องสอน

(ขอบคุณภาพจาก ครูสา่ งค�ำ จางยอด)

การบูชาคติชาติลอดอีกอย่างหนึ่งท่ีปรากฏในวัฒนธรรมไทใหญ่ คือตารางยันต์กล
เลขสำ� หรบั เขยี นใสก่ ระดาษสาแลว้ นำ� ไปรองดา้ นลา่ งของฝา้ ยทฟี่ น่ั ใหม้ ลี กั ษณะคลา้ ยรอย

เท้าของกา เรยี กว่า ตนี กา วางอยู่ในถ้วยประทีป
แล้วใส่น�้ำมันงาจุดถวายเป็นพุทธบูชา เหมือน
กับการจุดประทีปตีนกาของชาวล้านนา เรียก
ในภาษาไทใหญ่วา่ “อาง” เชอื่ วา่ ผทู้ ีจ่ ุดประทปี
ท่ีใสย่ นั ต์กลเลขชาตลิ อดบูชาเชน่ นจ้ี ะประสบแต่
ความสุขความเจรญิ มอี ายมุ ่ันยืนยาว มโี ชคลาภ
และแคล้วคลาดปลอดภัยเหมือนค�ำกล่าวบูชา
ชาติลอด นอกจากน้ันตารางยันต์กลเลขนี้ยังใช้
จารลงในแผ่นโลหะและสักตามร่างกายสำ� หรับ
การจดุ อางถวายเปน็ พุทธบูชา เป็นคาถาท่ีเชื่อว่ามีพุทธคุณในทางเมตตามหา
(ขอบคุณภาพจากพระศุภชัย ชยสุโภ) นยิ มและแคล้วคลาด
104 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ตารางยันต์ชาติลอดที่เป็นกลเลขแบบหนึ่ง
ในวัฒนธรรมไทใหญ่เป็นตารางกลเลขจ�ำนวน
๑๖ ชอ่ ง แล้วใสห่ มายเลข ๑-๑๖ ก�ำกับในแต่ละ
ช่องที่ก�ำหนด แล้วล้อมรอบด้วยรูปสัญลักษณ์
ของสัตว์ก�ำเนิด โดยระบุชื่อ สัตว์ก�ำเนิด และ
จ�ำนวนชาติท่กี �ำเนดิ กำ� กับไว้ ดังภาพประกอบ

ชาติลอดในวัฒนธรรมลา้ นนา

ตารางยนั ต์กลเลขชาตลิ อดใน ในส่วนของวัฒนธรรมล้านนาก็ปรากฏคติ
วฒั นธรรมไทใหญ่ ชาตลิ อดเหมอื นกนั แตย่ งั ไมพ่ บวา่ มกี ารประดษิ ฐ์
ทงุ ชาตลิ อดเพอื่ ถวายเปน็ พทุ ธบชู าเหมอื นชาวไท
(ขอบคณุ ภาพจากพระศุภชยั ชยสโุ ภ) เขนิ เมอื งเชยี งตงุ และชาวไทลอื้ เมอื งสบิ สองพนั

นา แตส่ นั นษิ ฐานวา่ เดมิ อาจมเี หมอื นกนั แตภ่ าย
หลงั ได้สูญไป เพราะมีรอ่ งรอยของคตชิ าติลอดอยู่ เช่น คำ� กล่าวบชู าชาติลอด และยันต์
โสฬสชาติ เปน็ ตน้

๑. ค�ำกลา่ วบูชาชาติลอด

คำ� กล่าวบชู าชาตลิ อดทพี่ บในล้านนา มี ๒ ชนิด๑ คือ คำ� ไหว้ท่เี ป็นส�ำนวนภาษาบาลี
และคำ� ไหว้ท่เี ปน็ ส�ำนวนภาษาถิ่นล้านนา

๑.๑ ค�ำกล่าวบชู าภาษาบาลี

คำ� ไหวท้ เี่ ปน็ ภาษาบาลนี น้ั เปน็ ส�ำนวนทพี่ บในคมั ภรี ใ์ บลานของวดั สนั ปา่ เลยี ง ต�ำบล
หนองหอย อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม๒่ และสำ� นวนทพี่ บในหนงั สอื กมั มฏั ฐานของครบู า
กญั จนะ มหาเถระ วัดสูงเมน่ ตำ� บลสูงเมน่ อ�ำเภอสูงเมน่ จังหวดั แพร่ จดั พมิ พ์โดยวัดพระ
สงิ หว์ รมหาวหิ าร จงั หวดั เชยี งใหม่ ซงึ่ มสี ำ� นวนภาษาคลา้ ยกนั กบั สำ� นวนของคณะแปลธมั ม์
พุทธปิฏกะ วัดเขมินทร์ เมืองเชียงตุง แต่มีบางส่วนท่ีไวยากรณ์ผิดแผกออกไปบ้าง โดย
เฉพาะสำ� นวนทพ่ี บในหนงั สอื กมั มฏั ฐานของครบู ากญั จนะมหาเถระนนั้ มเี นอ้ื หาทส่ี มบรู ณ์
และใกลเ้ คียงกับสำ� นวนของคณะแปลธมั มพ์ ทุ ธปฏิ กะ วัดเขมนิ ทร์ ดังน้ี

๑ไดร้ บั ความอนเุ คราะหข์ อ้ มลู จาก พระศภุ ชยั ชยสโุ ภ (ครี เี ขตสวุ รรณ) วดั สวนดอกพระอารามหลวง อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม.่
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓.
๒ไม่ปรากฏปที ีจ่ าร.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 105

โสฬส ปฐมํ โกญจฺ า นวหสํ า ตเถว จ
ปาเรวตา สกญเฺ จว สวุ โก ติณณฺ เมว จ
ปญจฺ กรวิกญเฺ จว จตุกณิ ณฺ ราเมว จ
ปญฺจทส จ จามร ี ทสฺสญฺจ มกกฺ ฏํ ตถา
เอกาทส หตฺถี เจว จตุทสญจฺ อสุ ฺสโภ
เอกสินฺธุ คโร เจว มหงึ สา อฏฐฺ เมว จ
มิคคฺ ราช ทฺวยญเฺ จว พยคฺฆสตฺตา จ ชาติกา
กุกกฺ ุฏ ทวฺ าทส อาสติ ยา ทส สุกร เมว จ
อิมานิ ตานิฏฺฐานานิ ทกุ ฺขโต ปริมญุ ฺจติ
สตสึ ามคิ สเตส ุ ชาตเกสุ มหามุนี
สมภฺ าริตฺวา สมฺภาเร สสํ ารญจฺ ภวา ภเว
สพพฺ วนิ มิ ุตฺโต โสโก ปาปณุ ึ โพธมิ ุตตฺ มํ
เอเตน สจจฺ วเชน สพฺพอนตฺ ราโย วนิ าสสฺ นตฺ ุ

สว่ นคำ� กลา่ วบชู าชาตลิ อดทเ่ี ปน็ สำ� นวนภาษาถน่ิ ลา้ นนาพบทอ่ี ำ� เภอวงั เหนอื จงั หวดั
ลำ� ปาง๑ โดยมีเนื้อหาส�ำคัญกลา่ วถงึ สัตว์กำ� เนิด จำ� นวนชาตกิ �ำเนิด และขอพรเท่านัน้ แต่
ไมป่ รากฏช่ือเมอื งทถ่ี ือกำ� เนดิ แตอ่ ย่างใด ดังสำ� นวนต่อไปนี้

คำ� ไหว้ ๑๓๖ ชาติ

สาธุ สาธ ุ หนอ่ พุทธังกูรสกั สวาด
อนั ได้ ๑๓๖ ชาต ิ บม่ ีพยาธแิ ละภัยยา
เป็นพระญานกหงสา ก็ได้ ๙ ชาติ
บม่ ภี ัยยราชคลาดผวนแผ เป็นพระญานกกาแก
ก็ได้ ๖ ชาต ิ เป็นพระญานกแขกเตา้
หาก ๓ ท ี กัมม์เวรมหี ลีกฟกี
เปน็ พระญานกการวกี หากได้ ๕ ชาติ
ปานท�ำร้องเสยี งดังมก่ี อ้ ง ผบั ท่หี ้องแดนดอน
เปน็ กนิ นร ก็ไดส้ ่ชี าติ

๑เอกสารบนั ทกึ ของพระครนู เิ วศ ธรรมารกั ษ์ (อทิ ร์ อนิ โฺ ท) อดตี เจา้ อาวาสวดั บา้ นใหม่ ต�ำบลวงั เหนอื อ�ำเภอวงั เหนอื จงั หวดั ล�ำปาง.

106 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ภยั ยราชคลาดคลา หนีเปน็ จามรี
ได้ ๑๕ ชาต ิ เปน็ พระญาวอก
กินหมากไม้เลา่ ได้ ๑๐ ครา
เป็นพระญาหัตถนิ าคา ก็ได้ ๑๑ ชาติ
บ่มพี ยาธิรา้ ยจบั ตวั เป็นพระญางัว ๑๔ เผ่า
เปน็ พระญาม้าเลา่ ปางเดยี ว เปน็ มหงิ สาเขาเรียว ๘ ชาติ
เปน็ มยรุ าชยงุ คำ� ๒ ปาง ทำ� เปน็ ชาติพยาธิรา้ ย
ราชแสนคา เปน็ สาลกิ าพู้เอีย้ ง
บห่ มน่ั เหม้ยี ง ๗ ท ี เป็นตัวหางดีพไู้ ก่
อ่านนับได้ ๑๒ เป็นพระญาสุกร
ตัวประเสรฐิ ๑๓ ชาต ิ เกดิ เปน็ มาบ่มีโรคาพยาธิ
บม่ ีภัยยราชกมั มเ์ วร สุขเสถยี รเทยี่ งเทา้
อย่ทู ุกคำ�่ เช้า อยสู่ ขุ สบาย
ขอเพ่ิงบญุ สมพารทังหลาย ปกก้งั ห่มอยู่เย็นใจ
กงั วลใดอยา่ หือ้ ข้อง หอ้ื ไดล้ อื ท่าวท้องธรณี
ขอหอื้ มฑี ฆี าอายุ วณั ณะ สุขะ พละ
ปฏิภาณหมน้ั เทีย่ ง ปราบแพเ้ ส้ียง
แห่งภยั ยา จิงแก่ข้าแดเ่ ทอะ

ตอนทา้ ยของคำ� กลา่ วบชู าชาตลิ อดยงั ระบคุ ำ� อธบิ าย (คำ� สอ่ ) วา่ “คำ� ไหวบ้ ทนชี้ อื่ วา่
เขียวส่า๓๐ ๑๓๖ ชาติ ไหว้ทกุ ค�ำ่ เช้า พน้ จากภยั ยะอนทราย บม่ ีสงั จกั มาบีบเบียนกะท�ำ
ร้ายราวีหงิ สาได้ มฑี ีฆาอายหุ มัน้ ยนื ยาวคราวไกล สตั ว์ คนแลเทวดาทงั หลาย กม็ เี มตตา
กรุณาแกเ่ รา ทกุ เมื่อแลฯ”
๒. คาถาและยนั ต์ชาติลอด
คตชิ าตลิ อดทถ่ี กู ถา่ ยทอดออกมาในรปู แบบของศลิ ปกรรมทพี่ บในลา้ นนาไดแ้ ก่ ยนั ต์
โสฬสชาติ จากพับสาของพระไชยวิทย์ ธมฺมรโต วัดท่าทุ่ม ต�ำบลสันพระเนตร อ�ำเภอ
สนั ทราย จังหวดั เชยี งใหม่ และยนั ตโ์ ขงชะตา (ยันต์ผกู ดวง) จากผืนผ้ายันต์ของพระครู
สถาพรธรรมประโชติ เจ้าอาวาสวัดดอนชัย (ท่ารั้ว) ตำ� บลสันปูเลย อ�ำเภอดอยสะเก็ด

๑อาจได้รับอิทธิพลมาจากคำ� ไหว้ชาติ “ซามส่า” ของไทใหญ่ ซึ่งเป็นภาษาพมา่ หมายถึง ความสุขสบาย.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 107

จังหวัดเชียงใหม่ ยันต์ท้ัง ๒ ชนิดนี้๑ นิยมใช้ส�ำหรับจารึกลงบนแผ่นผ้าหรือแผ่นโลหะ
ด้วยอักษรธรรมล้านนาเพื่อให้ผู้ที่มีศรัทธานำ� ไปบูชาตามบ้านเรือนหรือพกติดตัว เช่ือว่า
เปน็ วตั ถมุ งคลทม่ี พี ลานภุ าพศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ น�ำมาซงึ่ ความสขุ ความเจรญิ แคลว้ คลาดปลอดภยั
และมีโชคลาภนานัปการ
๒.๑ ยันต์โสฬสชาติ ที่ปรากฏในพับสาของพระไชยวิทย์ ธมฺมรโต มีลักษณะเป็น
ตารางกลเลขหรอื เรยี กอกี อย่างว่า “จัตุรัสกล ๔×๔” กล่าวคือใชต้ ัวเลขตง้ั แต่ ๑ – ๑๖
เขยี นใสใ่ นตารางส่เี หล่ียมจัตรุ สั จำ� นวน ๑๖ ชอ่ ง แทนตัวอักษรท่ีเปน็ คาถาชาติลอดแล้ว
ระบคุ ำ� อธบิ าย (คำ� สอ่ ) สัน้ ๆ ใตต้ ารางยันตว์ า่

“ยันต์โสฬสชาติดนี ัก ไว้กับตวั อายุยืนบม่ ีอนทรายสังแล”
แม้พับสาจะระบุแต่เพียงค�ำอธิบายที่กล่าวถึงช่ือยันต์และสรรพคุณ โดยไม่ให้ราย
ละเอียด เก่ียวกับวิธีอ่านและวิธีลงล�ำดับคาถา แต่ก็เป็นท่ีเข้าใจของผู้ประกอบพิธีซ่ึงได้
รับการศกึ ษาและสบื ทอดความรูจ้ ากครบู าอาจารยม์ าเปน็ อยา่ งดแี ลว้ ทัง้ นเี้ ข้าใจวา่ การ
บันทกึ คาถาและยันต์ลักษณะน้ี น่าจะเป็นการบันทกึ ชว่ ยจำ� ของผ้ปู ระกอบพธิ เี ท่านัน้ ไม่
ได้มเี จตนาที่จะบันทกึ เพ่อื ใช้เป็นแนวทางใหบ้ ุคคลทว่ั ไปนำ� ไปปฏบิ ตั แิ ต่อย่างใด

ยันตโ์ สฬสชาตทิ ี่มีลักษณะเปน็ กลเลข ๑๖ ๙ ๖ ๓
จากพบั สาของพระไชยวทิ ย์ ธมฺมรโต ๕ ๔ ๑๕ ๑๐
๑๑ ๑๔ ๑ ๘
๒ ๗ ๑๒ ๑๓

ลกั ษณะยันต์โสฬสชาตทิ ถี่ อดกลเลข

๑ได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลจากพระไชยวิทย์ ธมฺมรโต วัดท่าทุ่ม ต�ำบลสันพระเนตร อ�ำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่.
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓.

108 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

กลเลขท่ีปรากฏในตารางยันต์โสฬสชาติดังกล่าวน้ี มีลักษณะเป็นตารางยันต์กลเลข
ชนิดเดียวกันกับท่ีปรากฏในวัฒนธรรมไทใหญ่และพม่า เม่ือถอดรหัสกลเลขออกมาแล้ว
สามารถเช่ือมโยง ตัวเลขแต่ละช่องไปถึงคาถาท่ีบ่งบอกสัตว์ก�ำเนิดและจ�ำนวนพระชาติ
ในคตชิ าติลอดไดอ้ ย่างลงตวั อกี ทงั้ คำ� ว่า “โสฬสชาต”ิ ก็หมายถึงกำ� เนิดสิบหกชาติ ซง่ึ ก็
คือคตชิ าติลอดทีก่ ลา่ วมาแลว้ ดงั การถอดรหสั กลเลข โดยเปรยี บเทียบกับคาถาชาติลอด
ทป่ี รากฏในยนั ตร์ อบโขงชะตา จากพบั ของพระครสู ถาพรธรรมประโชติ ดังนี้

เลข ๑ คือ เอกํ สธิ ุวารญฺเจว หมายถึง ชาตทิ ก่ี ำ� เนิดเป็นม้าสินธุ ๑ ชาติ
เลข ๒ คือ เทวฺ มยุราจมมฺ กญฺเจว หมายถึง ชาติที่กำ� เนดิ เป็นนกยงู ๒ ชาติ
เลข ๓ คือ ตกิ าสุเมว จ หมายถงึ ชาติที่กำ� เนิดทเ่ี ป็นนกแขกเตา้ ๓ ชาติ
เลข ๔ คอื จตกุ นิ นฺ รเมว จ หมายถึง ชาติที่ก�ำเนดิ เปน็ กนิ นาร ี ๔ ชาติ
เลข ๕ คือ ปญจฺ การวกิ ญเฺ จว หมายถงึ ชาตทิ ี่ก�ำเนดิ เป็นนกการวิก ๕ ชาติ
เลข ๖ คือ ปเรวตา ฉกญเฺ จว หมายถงึ ชาตทิ ก่ี ำ� เนิดเปน็ นกพริ าบ ๖ ชาติ
เลข ๗ คอื สาลิกา สตฺตเมว จ หมายถึง ชาติทก่ี �ำเนดิ เปน็ นกสาลกิ า ๗ ชาติ
เลข ๘ คือ มหสึ า อฏฺฐเมว จ หมายถงึ ชาติทก่ี �ำเนดิ เปน็ ควาย ๘ ชาติ
เลข ๙ คือ นวหสํ า ตเถวร จ หมายถงึ ชาติทก่ี �ำเนดิ เป็นราชหงส์ ๙ ชาติ
เลข ๑๐ คอื มกกฺ ฏทสเมว จ หมายถึง ชาติทก่ี �ำเนดิ เป็นลงิ ๑๐ชาติ
เลข ๑๑ คอื เอกาทส จ หตถฺ ี จ หมายถึง ชาตทิ ี่ก�ำเนิดเปน็ ช้าง ๑๑ชาติ
เลข ๑๒ คือ ทฺวาทส กกุ ฺกฏญฺเจว หมายถงึ ชาตทิ ่ีกำ� เนดิ เป็นไก่ ๑๒ชาติ
เลข ๑๓ คอื ตทิ สา จ สกุ รา หมายถงึ ชาติท่ีก�ำเนิดเป็นหม ู ๑๓ชาติ
เลข ๑๔ คอื จตุทส จ อุสภุ า หมายถึง ชาตทิ ก่ี �ำเนิดเปน็ วัวอสุ ุภราช ๑๔ชาติ
เลข ๑๕ คอื ปญฺจทส จามรี จ หมายถึง ชาตทิ ก่ี �ำเนิดเป็นจามรี ๑๕ชาติ
เลข ๑๖ คือ โสฬส ปถมํ โกญฺจํ หมายถงึ ชาติทก่ี ำ� เนิดเปน็ นกกางเขน ๑๖ชาติ

พระศุภชัย ชยสุโภ๑ กล่าวถึงวิธีการลงคาถายันต์โสฬสชาติด้วยกลเลขอักษรธรรม
ล้านนา ลงบนแผน่ ผ้าหรอื แผน่ โลหะซึง่ ได้รับการสบื ทอดดว้ ยมุขปาฐะจากครบู าอาจารย์
ทา่ นหนง่ึ วา่ วธิ กี ารลงกลเลขในตารางยนั ตโ์ สฬสชาตนิ มี้ ี ๒ ชดุ ซง่ึ ตอ้ งขดี เสน้ ตารางใหเ้ ทา่
กนั ๑๖ ตาราง กลเลขชดุ แรกใหเ้ ร่ิมลงตัง้ แตเ่ ลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ และ๘ ตามกำ� หนด
ก่อน จากนนั้ จงึ ลงกลเลข ในชดุ ที่ ๒ โดยเริม่ จากเลข ๑๖ ๑๕ ๑๔ ๑๓ ๑๒ ๑๑ ๑๐ และ
๙ ตามลำ� ดบั จากนน้ั กม็ ว้ นแผน่ ทองเหลอื งหรอื พบั แผน่ ผา้ ใหเ้ รยี บรอ้ ยนำ� เขา้ สพู่ ธิ ปี ลกุ เสก
เปน็ ล�ำดบั ไป

๑สมั ภาษณ์ ณ วดั สวนดอกพระอารามหลวง อ�ำเภอเมือง จังหวัดเชยี งใหม่. วนั ท่ี ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 109

ยนั ตช์ าตลิ อดส�ำหรบั ให้ผบู้ ชู าใชพ้ ก ยนั ต์โขงชะตาของเจา้ บัวระวนั ณ เชียงใหม่ บ้านทา่ ร้ัว
ตดิ ตวั เพ่อื ความเป็นสิรมิ งคล โดยเขียนคาถาชาติลอดลอ้ มเป็นกรอบรอบนอกสดุ
เสมอื นเป็นก�ำแพงแกว้ ปอ้ งกันภัยอันตราย
โดย พระไชยวิทย์ ธมมฺ รโต วดั ท่าทุ่ม

๒.๒ ยันต์โขงชะตา ท่ีปรากฏเป็นแผ่นผ้าขนาดใหญ่ เป็นยันต์โขงชะตาของเจ้า
บวั ระวนั ณ เชยี งใหม่ แต่เดมิ มีอยู่ที่คุ้มเจา้ บา้ นทา่ รว้ั ต�ำบลสันปเู ลย อ�ำเภอดอยสะเกด็
จังหวัดเชียงใหม่ คร้ันต่อมาพระครูสถาพรธรรมประโชติ๑ ได้รับถวายผืนผ้ายันต์น้ีจาก
ลูกหลานของเจ้าบัวระวนั จงึ นำ� มาใสก่ รอบไวท้ ี่วดั ดอนชยั (ทา่ รว้ั ) สันนษิ ฐานว่า ครบู าวดั
เชษฐาวรคุปต์ (ป่าขุย) ต�ำบลสันปูเลย อ�ำเภอดอยสะเก็ด เป็นผู้จารยันต์โขงชะตาชุดนี้
เมอื่ ประมาณ ๕๐ - ๖๐ ปีลว่ งมาแล้ว
คาถาที่ปรากฏเป็นคาถาล้อมรอบยันต์โขงชะตามีลักษณะเป็นบทคาถาที่เขียนด้วย
อกั ษรธรรมลา้ นนาลอ้ มกรอบยนั ตโ์ ขงชะตา โดยมคี าถาอยู่ ๒ บท ไดแ้ ก่ บทแรกเปน็ คาถา
ชาติลอดแต่งดว้ ยภาษาบาลแี ละมีตัวเลขท่เี ปน็ จำ� นวนชาตกิ �ำเนดิ ก�ำกบั คาถาในแตล่ ะบท
สว่ นบทท่ี ๒ เป็นคาถามหาโสฬสหรือโสฬสมงคล แต่งด้วยภาษาบาลอี ีกบทหนึง่ เช่นกัน
๒.๒.๑ คาถาชาติลอด
คาถาชาติลอดซึ่งเป็นคาถาส่วนแรกท่ีปรากฏ เป็นยันต์ประกอบล้อมรอบยันต์โขง
ชะตา เปน็ สำ� นวนภาษาบาลี มเี นอื้ หาทส่ี อื่ ความหมายถงึ สตั วก์ ำ� เนดิ และจำ� นวนชาตกิ ำ� เนดิ
ในคตชิ าตลิ อด เรยี กว่า “คาถาโสฬสชาติ” ดังส�ำนวนทป่ี ริวรรตดงั นี้

๑สัมภาษณ์พระครูสถาพรธรรมประโชติ เจ้าอาวาสวัดดอนชัย (ท่ารั้ว) ต�ำบลสันปูเลย อ�ำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่.๑๒
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓.

110 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

โสฬส ปฐมํ โกญฺจํ ๑๖
นวหํสา ตเถวร จ ๙
ปเรวตา ฉกญเฺ จว ๖
ตกิ าสเุ มว จ ๓
ปญฺจการวิกญฺเจว ๕
จตกุ ินนฺ รเมว จ ๔
ปญจฺ ทส จามรี จ ๑๕
มกกฺ ฏทสเมว จ ๑๐
เอกาทส จ หตถฺ ี จ ๑๑
จตทุ ส จ อสุ ุภา ๑๔
เอกํ สิธวุ ารญฺเจว ๑
มหึสา อฏฺฐเมว จ ๘
เทฺวมยรุ าจมมฺ กญฺเจว ๒
สาลกิ า สตฺตเมว จ ๗
ทวฺ าทส กกุ ฺกฏญเฺ จว ๑๒
ตทิ สา จ สุกรา ๑๓

พระไชยวทิ ย์ ธมฺมรโต๑ กลา่ ววา่ คาถาชาติลอดบทนี้ใช้จารลงบนแผน่ ผา้ หรอื แผน่
โลหะดว้ ยอกั ขระภาษาลา้ นนาสำ� หรบั ใชเ้ ปน็ ยนั ตป์ ระกอบลอ้ มรอบยนั ตโ์ ขงชะตา ซงึ่ เปน็
ยันต์เสริมดวงชะตาของผู้บูชาท่ีจารอยู่ในตารางสี่เหล่ียมร่วมกับยันต์ชนิดอ่ืนอีกช้ันหนึ่ง
เช่น ยันต์นวะภา ยันต์ปโชตา ยันตไ์ ก่แก้ว เปน็ ต้น เสมอื นเปน็ กำ� แพงแกว้ อนั ศักดสิ์ ิทธ์ิท่ี
คอยป้องกันภัยอันตราย ที่จะบังเกิดข้ึนต่อดวงชะตาของผู้บูชา ภาษาถิ่นล้านนาเรียกว่า
“คมุ ชะตาไว”้ หรอื “ต้มุ ชะตาไว”้ เพอื่ ให้เกดิ ความเปน็ สริ ิมงคลและเสรมิ ดวงชะตาของ
ผ้บู ูชาใหอ้ ยู่ดมี ีสุข ปราศจากภยันตรายทง้ั ปวง
๒.๒.๒ คาถามหาโสฬส หรือคาถาโสฬสมงคล
คาถามหาโสฬสหรอื คาถาโสฬสมงคล เปน็ คาถาส่วนที่ ๒ ปรากฏตอ่ จากคาถาชาติ
ลอด เป็นบทคาถาทแ่ี พรห่ ลายในวัฒนธรรมไทยภาคกลาง มีเน้ือหาหลักทส่ี อ่ื ความหมาย
ถงึ พระพทุ ธเจา้ หลกั ธรรม และสิง่ ศกั ดิส์ ทิ ธใิ์ นคตทิ างพทุ ธศาสนา แต่งเปน็ ส�ำนวนภาษา
บาลี ซ่ึงคาถาบางบทยังมีความคลาดเคลื่อนในหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีอยู่บ้าง ทั้งนี้ผู้

๑สมั ภาษณ์ ณ วดั ท่าทุม่ ต�ำบลสนั พระเนตร อ�ำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. วันท่ี ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 111

เขยี นได้สอบทานความถกู ตอ้ งกบั คาถาโสฬสมงคลภาษาบาลีของสมเด็จพระวนั รัต (แดง
สีลวฑฺฒโน)๑ ซ่ึงเป็นตารางยันต์กลเลขจารลงบนแผ่นตะก่ัวแล้วน�ำไปติดอยู่ที่อกไก่บน
หลังพระวหิ ารวัดสุทัศนเ์ ทพวราราม กรงุ เทพมหานคร เพ่อื ป้องกนั ฟา้ ผ่า ดงั การถอดรหัส
ตารางยันตก์ ลเลขและส�ำนวนปริวรรตคาถาภาษาบาลพี ร้อมคำ� แปล ดงั นี้

๑๖ ๙ ๔ ๕

๓ ๖ ๑๕ ๑๐

๑๓ ๑๒ ๑ ๘

๒ ๗ ๑๔ ๑๑

ยันตม์ หาโสฬสหรือยันต์โสฬสมงคลทีถ่ อดรหสั กลเลขแล้ว

คาถามหาโสฬสหรอื คาถาโสฬสมงคล

โสฬสมงคฺ ลญเฺ จว นวโลกุตตฺ รธมฺมตา
จตฺตาโร จ มหาทีปา ปญฺจ พทุ ธฺ า มหามุนี
ตปิ ฏิ กธมมฺ กขฺ นฺธา ฉกามาวจรา ตถา
ปญฺจทส ภเว สจฺจํ ทสมํ สีลเมว จ
เตรส ธุตงฺคา จ ปาฏิหารญจฺ ทฺวาทส
เอกเมรุ ปพฺพโต เจว สรุ า อฏฐฺ เทวตา
เทฺว จนฺทสุรยิ สงฺคา สตฺต โพชฌฺ งคฺ าเจว
จุททฺ ส จกฺกวตตฺ ิ จ เอกาทส วิสณรุ าชา๒
สพเฺ พ เทวา สมาคตา ปชํ รกฺขนตฺ ุ สพพฺ ทาฯ

๑น ณ ปากน้�ำ, สมี ากถา สมุดขอ่ ยวัดสทุ ัศน์เทพวนาราม.กรุงเทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๔๐. หน้า ๒๖.
๒ยนั ตโ์ สฬสชาตใิ นยนั ต์โขงชะตาของพระครูสถาพรธรรมประโชติ จบลงแตเ่ พยี งเทา่ น้ี ผู้เขียนไดเ้ พม่ิ เติมบทคาถาใน ตอนสดุ ทา้ ย
ของสมเดจ็ พระวันรัต (แดง สวุ ฑฒฺ โน) เข้าไป เพ่ือให้สมบรู ณย์ ิ่งข้ึนและใหผ้ สู้ นใจไดศ้ กึ ษา.

112 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ค�ำแปลคาถามหาโสฬส หรือคาถาโสฬสมงคล

สงิ่ ทเี่ ป็นมงคล ๑๖ โลกุตรธรรม ๙
มหาทวีป ๔ พระมหามุนพี ทุ ธเจา้ ๕
พระไตรปฎิ ก ๓ กามาพจรสวรรค์ ๖
สัจจะ ๑๕ ศลี ๑๐
ธดุ งคค์ ุณ ๑๓ ปาฏิหารยิ ์ ๑๒
เขาพระสุเมรุ ๑ อานภุ าพเทวดา ๘
พระจันทร์และพระอาทิตย์ ๒ โพชฌงค์ ๗
กำ� ลังพระเจา้ จักรพรรดิ ๑๔ อานุภาพพระวิษณุ ๑๑
เทวดาทั่วทกุ ตนมาประชมุ กันแล้ว ขอจงรกั ษา
คมุ้ ครองหมูส่ ัตว์ไว้ ตลอดกาลทกุ เมอื่ เทอญ.

เปรยี บเทยี บลกั ษณะตารางยนั ตก์ ลเลขของคาถาชาตลิ อด (คาถาโสฬสชาต)ิ และ
คาถาโสฬสมงคล (คาถามหาโสฬสมงคล)
การทค่ี าถาชาตลิ อด (คาถาโสฬสชาต)ิ และคาถาโสฬสมงคล (คาถามหาโสฬสมงคล)
ปรากฏเป็นยันต์ประกอบล้อมรอบยันต์โขงชะตาในวัฒนธรรมล้านนาดังกล่าว โดยยันต์
โสฬสชาติและยันต์โสฬสมงคลต่างก็ประกอบด้วยบทคาถาและก�ำหนดด้วยกลเลขใน
ตารางตง้ั แตเ่ ลข ๑ – ๑๖ เหมอื นกนั เพยี งแตต่ า่ งกนั ทต่ี ำ� แหนง่ ของกลเลขบางตวั ในตาราง
ยนั ต์ของแตล่ ะคาถา
การก�ำหนดตารางยันต์กลเลขของยันต์ชาติลอด (โสฬสชาติ) และยันต์โสฬสมงคล
ท่ีมีลักษณะสลับต�ำแหน่งตัวเลขกันเช่นนี้ ผู้ประกอบพิธีแต่ละคนย่อมกำ� หนดรู้ได้เองว่า
กลเลขชุดใดเปน็ ยันต์ชาติลอด (โสฬสชาติ) หรือยนั ต์โสฬสมงคล นอกจากน้นั เนือ้ หาของ
คาถาท้งั สองบทก็สือ่ ความหมายต่างกนั กลา่ วคอื คาถาชาติลอด (โสฬสชาต)ิ ส่ือความถึง
พระชาติต่างๆ ของพระโพธิสัตวท์ ี่ถอื ก�ำเนดิ เป็นสตั วต์ ่างๆ ๑๖ ชนิด ใน ๑๔ เมือง รวม
เปน็ ๑๓๖ ชาติ แตค่ าถาโสฬสมงคลสอ่ื ความถงึ คณุ ของพระพุทธเจ้า หลกั ธรรม และส่งิ
ศกั ด์ิสทิ ธ์ิทางพุทธศาสนา รวมทง้ั หมด ๑๓๖ คณุ เชน่ กนั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 113

กลเลขในตารางยนั ตช์ าตลิ อด (โสฬสชาติ) กลเลขในตารางยนั ต์โสฬสมงคล

๑๖ ๙ ๖ ๓ ๑๖ ๙ ๔ ๕

๕ ๔ ๑๕ ๑๐ ๓ ๖ ๑๕ ๑๐

๑๑ ๑๔ ๑ ๘ ๑๓ ๑๒ ๑ ๘

๒ ๗ ๑๒ ๑๓ ๒ ๗ ๑๔ ๑๑

ตารางเปรยี บเทียบลักษณะการวางต�ำแหนง่ ของกลเลขในตารางยันตช์ าติลอดและยันต์โสฬส
มงคล

การท่ีคาถาท้ังสองชนิดน้ีมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งในด้านลักษณะจำ� นวนตัวเลข
และตารางยนั ตก์ ลเลขทใ่ี ชแ้ ทนอกั ขระคาถา อกี ทง้ั ยงั ใชเ้ ปน็ ยนั ตร์ อบโขงชะตารว่ มกนั เชน่
นี้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ คาถาทั้ง ๒ ชนดิ น้ี นา่ จะมีทมี่ าหรอื มคี วามเกีย่ วขอ้ งสัมพนั ธก์ นั ทงั้ ทาง
ด้านคตแิ ละพฒั นาการ เน่อื งจากดินแดนลา้ นนาและไทยภาคกลาง ตา่ งกม็ ีความสัมพนั ธ์
ใกลช้ ดิ ซึง่ กันและกันมาอยา่ งยาวนาน ทง้ั ในดา้ นมิติทางสังคมและวัฒนธรรม
จากการสบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ยนั ตโ์ สฬสมงคล หรอื ยนั ตโ์ สฬสมหามงคล๑ในเบอ้ื ง
ตน้ พบวา่ คาถาบทนถ้ี อื เปน็ คาถาทนี่ ยิ มแพรห่ ลายทวั่ ไป โดยเฉพาะในวฒั นธรรมไทยภาค
กลาง นยิ มเขียนเป็นตารางยนั ตร์ ่วมกบั ยันตอ์ กี ๒ ชนิด ไดแ้ ก่ ยนั ต์ตรีนสิ งิ เห และ ยนั ต์
จัตตโุ ร โดยยันตโ์ สฬสมงคล เขียนเป็นกลเลขในตารางยนั ตด์ ้านนอกรอบที่ ๓ มีพุทธคณุ
ปอ้ งกนั เสนียดจัญไร โจรภัย และนิยมใช้เขยี นลงแผ่นทองเหลืองบรรจใุ ตฐ้ านพระพุทธรูป
ส่วนยันต์ตรนี สิ ิงเห(ลา้ นนาเรียกวา่ คาถาพระสงิ ห์หลวง) ซึ่งเขยี นเปน็ กลเลขอยู่ในตาราง
รอบท่ี ๒ มีพุทธคุณด้านการป้องกันภัยอันเกิดจากผีร้ายและคุณไสยต่างๆ และด้านใน
สุดของตารางยันต์เขียนเป็นกลเลขยันต์จัตตุโร (ล้านนาเรียกว่า คาถาปัญจขันธ์ฟ้าฟีก)
มีพุทธคุณด้านแคล้วคลาดปลอดภัย และป้องกันภยันตรายทั้งปวง ส่วนด้านนอกของ

๑อรุ ะคินทร์ วิริยะบูรณะ, ๑๐๘ ยนั ต์ ฉบับพิสดาร. กรงุ เทพฯ: ส.ธรรมภกั ดี. ๒๕๐๙. หนา้ ๒๙๑.

114 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ตารางยันต์เขียนด้วยอักขระขอม ล้อมรอบ
ท้ัง ๔ ด้าน ด้วยบทคาถาอาวุธของท้าวสัก
กเทวราช พระยายม ทา้ วเวสสวุ รรณ ยักษ์
อาฬวกะ และคาถาอาวุธของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฏในวัฒนธรรมของไทย
ภาคกลาง เรียกยนั ตช์ นิดนี้ว่า “ยนั ต์โสฬส
มหามงคล” เชื่อว่า หากผู้ใดน�ำไปบูชาจะ
ทำ� ใหป้ ระสบกบั ความสขุ ความเจรญิ ปอ้ งกนั
ภยั อนั ตราย แคลว้ คลาดปลอดภยั และกอ่ ให้
เกิดโชคลาภอย่างล้นหลาม
จากการสมั ภาษณ์ พระศภุ ชยั ชยสโุ ภ ซงึ่ เปน็ พระภกิ ษทุ ส่ี นใจและไดร้ บั การถา่ ยทอด
คาถา และยันต์นานาชนิดจากครูบาอาจารย์หลายท่านให้ข้อมูลว่า๑ คาถาหรือยันต์ชาติ
ลอด (โสฬสชาต)ิ และคาถาหรอื ยนั ตโ์ สฬสมงคล ทงั้ ๒ ชนดิ น้ี โบราณาจารยก์ ลา่ ววา่ “เปน็
คาถาหรอื ยนั ตค์ แู่ ฝดกนั ” บางทกี เ็ รยี กวา่ “เปน็ ยนั ตพ์ ย่ี นั ตน์ อ้ งกนั ” หากนำ� ไปบชู าควร
ใช้ยันตห์ รือคาถาทั้ง ๒ ชนดิ นีค้ วบคู่กัน เชื่อวา่ จะทำ� ให้เกิดความศกั ดสิ์ ิทธ์มิ ากย่ิงขึน้
ทง้ั นล้ี กั ษณะการใชต้ วั เลขเพอื่ สอื่ ความหมายเชน่ น้ี นอกจากจะพบในกลมุ่ วฒั นธรรม
ชาติพันธุ์ไทดังกล่าวนี้แล้ว ยังปรากฏในวัฒนธรรมอ่ืนๆ เช่น โรมัน จีน เป็นต้น กล่าว
คือ วัฒนธรรมโซโรอัสเตอร์ซ่ึงมีการใช้กลเลขเพ่ือส่ือความหมายเก่ียวข้องกับการวาง
ต�ำแหน่งของดวงดาวพฤหัสบดีในท้องฟ้า และวัฒนธรรมจีนเก่ียวกับคัมภีร์อ้ีจิงซ่ึงเป็น
ตำ� ราโหราศาสตรเ์ กยี่ วกบั การวางตำ� แหนง่ ของฮวงจยุ้ แมจ้ ะมกี ารใชก้ ลเลขเหมอื นกนั แต่
ก็ไม่อาจสรุปได้ว่าต่างฝ่ายต่างได้รับแนวคิดมาจากแหล่งกำ� เนิดเดียวกัน เนื่องจากแต่ละ
วัฒนธรรมต่างก็สามารถคิดค้นและสร้างสรรค์ข้ึนเองได้ อีกทั้งการวางตำ� แหน่งและการ
ส่ือความหมายของกลเลขในตารางก็มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุน้ีจึงไม่อาจ
สรุปได้ว่า ลักษณะการใช้ตัวเลขและการวางต�ำแหน่งกลเลขเช่นน้ีจะมีที่มาจากคติหรือมี
แหลง่ กำ� เนิดเดยี วกันหรือไม่

๑สัมภาษณ์ ณ วดั สวนดอกพระอารามหลวง ต�ำบลสเุ ทพ อ�ำเภอเมือง จังหวดั เชียงใหม่. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 115

สรุป
กลา่ วโดยสรปุ ชาตลิ อดเปน็ คตทิ ใี่ หค้ วามส�ำคญั กบั การเวยี นวา่ ยตายเกดิ เปน็ สตั วใ์ น
สงั สารวฏั ของพระโพธสิ ตั ว์ เรยี กวา่ จลุ ชาติ เชอ่ื วา่ แตล่ ะพระชาตทิ ถี่ อื กำ� เนดิ เปน็ สตั วต์ า่ งๆ
นนั้ พระโพธสิ ัตว์ไม่เคยส้นิ ชีวิตเพราะถกู ฆา่ หรือถกู ทรมาน หากแต่สิ้นชีวติ โดยธรรมชาติ
หรอื สนิ้ อายขุ ยั เทา่ นนั้ แตล่ ะพระชาตทิ ถ่ี อื กำ� เนดิ นนั้ ทรงบำ� เพญ็ และสง่ั สมบญุ บารมรี ะดบั
พื้นฐานอย่างสมำ่� เสมอ โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือความปรารถนาตรัสรู้พระอนุตรสัมมา
สมั โพธิญาณ
คติชาติลอดดังกล่าวน้ีแพร่หลายในกลุ่มพุทธศาสนิกชนชาติพันธุ์ไทท้ังไทเขิน
ไทใหญ่ ไทลอ้ื และไทยวน (ลา้ นนา) โดยแตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธต์ุ า่ งกไ็ ดส้ รา้ งสรรคโ์ วหารและ
ประดษิ ฐศ์ ลิ ปกรรมส�ำหรบั สรรเสรญิ และบชู าคตชิ าตลิ อดดว้ ยรปู แบบตา่ งๆ ประกอบดว้ ย
คำ� ไหวช้ าตลิ อดทงั้ ภาษาบาลแี ละภาษาทอ้ งถน่ิ ทงุ ชาตลิ อด จติ รกรรมฝาผนงั ตารางยนั ต์
และคาถาชาตลิ อด (โสฬสชาต)ิ ซง่ึ สง่ิ เหลา่ นถี้ อื เปน็ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ทท่ี ำ� หนา้ ทถี่ า่ ยทอด
สงิ่ ที่เปน็ นามธรรมอันได้แก่ อารมณ์ ความรู้สกึ และความเชอื่ ความศรัทธาในองค์สมเด็จ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ออกมาอยา่ งเปน็ รปู ธรรมดว้ ยโวหารและศลิ ปกรรมทเี่ ปน็ เอกลกั ษณ์
ในแต่ละชาติพันธุ์
จากการศึกษาท�ำให้พิจารณาได้ว่า บทพระคาถาบาลีบูชาชาติลอด นักปราชญ์ใน
แถบล้านนาเป็นผู้แต่ง เพราะในอดีตนักปราชญ์ในแถบล้านนามีความแตกฉานและแต่ง
คัมภรี ์ภาษาบาลีหลายเรอื่ ง ภายหลังได้แต่งคำ� บชู าเป็นส�ำนวนโวหารภาษาถน่ิ ท่ีแปลจาก
บทพระคาถาบาลเี พอื่ ใหเ้ ขา้ ใจและจดจำ� ไดง้ า่ ยแลว้ แพรก่ ระจายในกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ทตา่ งๆ
จนพฒั นามาสงู่ านศลิ ปกรรมประเภทภาพวาดสตั วก์ ำ� เนดิ แลว้ นำ� ภาพวาดเหลา่ นน้ั มาเรยี ง
ล�ำดับเป็นทุงชาติลอด ประกอบกับคติความเช่ือในการสร้างยันต์คาถาที่มีมาอย่างแพร่
หลาย ท�ำให้มพี ฒั นาการสร้างตารางกลยันตโ์ สฬสชาตขิ น้ึ โดยใช้ตวั เลข ๑-๑๖ เขยี นใส่
ตารางกลยนั ต์ เพือ่ เป็นสัญลกั ษณ์สอ่ื ความหมายของจ�ำนวนพระชาติและสตั ว์กำ� เนิด
แมค้ ตชิ าตลิ อดจะใหค้ วามสำ� คญั ถงึ การสงั่ สมบญุ บารมขี องพระโพธสิ ตั วใ์ นพระชาตทิ ี่
กำ� เนดิ เปน็ สตั วต์ า่ งๆ หลายภพหลายชาติ แตก่ ถ็ อื เปน็ คตทิ แี่ ฝงเรน้ และเตอื นใจใหเ้ หลา่ ชาว
พทุ ธ มสี ตริ �ำลกึ อย่เู สมอถงึ วฏั จกั รชีวติ ของสรรพสตั วท์ ต่ี อ้ งเวยี นว่ายตายเกดิ ในสงั สารวฏั
อยา่ งไมร่ ้จู กั จบสนิ้ ตามอ�ำนาจแห่งกเิ ลส กรรม และวิบาก ท่แี ต่ละคนได้สรา้ งเอาไว้ บาง
ชาติก็ก�ำเนิดในสุคติมีสวรรค์และมนุษย์เป็นต้น บางชาติก็ก�ำเนิดในทุคติมีสัตว์เดรัจฉาน
และอบายภมู ิเป็นตน้ แต่ถา้ หากบุคคลใด ประกอบดว้ ยสมั มาทฏิ ฐิ รจู้ ักศกึ ษาและพฒั นา

116 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ตนเองให้ดำ� รงอยู่ในคุณงามความดีตามหลักการทางพุทธศาสนาแล้ว ย่อมนำ� พาชีวิตให้
ประสบแตค่ วามสขุ ความเจรญิ ทงั้ ชาตนิ แ้ี ละชาตหิ นา้ ดงั เชน่ คตกิ ารเวยี นวา่ ยตายเกดิ ของ
พระโพธสิ ตั วซ์ ง่ึ ถอื เปน็ ตน้ แบบชวี ติ ทด่ี ที ส่ี ดุ และสมบรู ณแ์ บบทสี่ ดุ ทแี่ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ลกั ษณะ
ของบุคคลท่ีถือก�ำเนิดมาแล้วได้ผ่านการฝึกฝนและพัฒนาตนเองมาเป็นอย่างดีด้วยหลัก
แหง่ การท�ำความดี ละเวน้ ความช่วั และท�ำจิตใจใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ผอ่ งใส จนนำ� ไปสกู่ ารพน้ ทกุ ข์
ได้อย่างส้ินเชิง

บรรณานกุ รม
คมั ภรี /์ พับสาโบราณ/ผา้ ยนั ต์
คัมภีร์ใบลาน ฉบับวัดสันป่าเลียง ต�ำบลหนองหอย อ�ำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่.
(ไม่ปรากฏปีทจี่ าร).
ผา้ ยนั ตโ์ ขงชาตาของพระครสู ถาพรธรรมประโชติ วดั ดอนชยั (ทา่ รว้ั ) ตำ� บลสนั ปเู ลย อำ� เภอ
ดอยสะเกด็ จงั หวดั เชียงใหม.่ ไม่ปรากฏปที ่จี าร.
พับสาโบราณของพระไชยวิทย์ ธมฺมรโต วัดท่าทุ่ม ต�ำบลสันพระเนตร อ�ำเภอสันทราย
จังหวัดเชยี งใหม.่ ไม่ปรากฏปีที่จาร.
หนงั สือ
คณะแปลธมั มพ์ ุทธปฏิ กะขนึ พน้ื เมืองนครเชียงตงุ . พับธมั มร์ ะนึกคุณ. เมอื งเชยี งตงุ : โรง
พิมพส์ งั ฆะ วดั เขมนิ ทร.์ ๒๕๕๓.
จายจาม ยอดเครอื . พบั เพทางคก์ าลาใตเ้ ทยี นอางแมเกย่ี ว เลม่ ที่ ๓ พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๑. ๒๐๐๗.
น ณ ปากนำ�้ . สมี ากถา สมดุ ขอ่ ยวดั สทุ ศั นเ์ ทพวนาราม. กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ. ๒๕๔๐.
พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (สมโภชน์ ภทฺทจาโร). คู่มือพระปรมาจารย์. พิมพ์คร้ังท่ี ๓.
กรงุ เทพฯ : อมรินทร์พรน้ิ ติง้ แอนดพ์ ับลิชชิง. ๒๕๔๕.
พระครนู เิ วศ ธรรมารกั ษ์ (อิทร์ อนิ โฺ ท) อดีตเจา้ อาวาสวดั บา้ นใหม่ ต�ำบลวังเหนอื อ�ำเภอ
วงั เหนอื จงั หวดั ล�ำปาง. เอกสารบนั ทกึ . ไมป่ รากฏปที บี่ นั ทกึ .ไดร้ บั ความอนเุ คราะห์
จากพระศภุ ชยั ชยสโุ ภ วดั สวนดอกพระอารามหลวง ต�ำบลสเุ ทพ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั
เชียงใหม่. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 117

พระธรรมปฎิ ก (ป. อ. ปยตุ โฺ ต). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม. กรงุ เทพฯ:
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . ๒๕๔๐.
พระมหาสิงห์คำ� รักป่า. การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์อานิสงส์ล้านนา. วิทยานิพนธ์ศิลป-
ศาตรมหาบัณฑติ : มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. ๒๕๔๓.
พระพรหมคณุ าภรณ.์ พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (ช�ำระ-เพิ่มเตมิ ชว่ งท่ี
๑). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๕๑.
อรุ ะคนิ ทร์ วิริยะบูรณะ. ๑๐๘ ยันต์ ฉบับพิสดาร. กรงุ เทพฯ: ส.ธรรมภักดี. ๒๕๐๙.
อุดม รุ่งเรืองศรี. พจนานุกรมล้านนา – ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง. ปรับปรุงคร้ังที่ ๑.
เชียงใหม่: มิ่งเมือง. ๒๕๔๗.
อุหนานสาม. พับธัมม์ค�ำไหว้พระเจ้าทุกค�่ำเช้า. เชียงตุง: คณะวัฒนธรรมพ้ืนเมือง
เชยี งตุง. ๒๕๔๔.

ผู้ให้ข้อมลู และสมั ภาษณ์
๑. พระสวาทิยน่ี วล วัดพระธาตจุ อมค�ำ เมอื งเชียงตุง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑.
๒. พระสวาทิหนุ่ม วดั เชยี งขมุ่ เมืองเชียงตุง ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๕๒.
๓. นางเกย๋ี งคำ� อายุ ๕๓ ปี ชา่ งท�ำทงุ บา้ นปา่ แดง เมอื งเชยี งตงุ ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๕๒.
๔. พระศุภชยั ชยสุโภ วัดสวนดอก ต�ำบลสเุ ทพ อำ� เภอเมือง จงั หวดั เชยี งใหม่ ๒๗
พฤษภาคม ๒๕๕๓.
๕. พระไชยวิทย์ ธมฺมรโต วัดท่าทุ่ม ต�ำบลสันพระเนตร อ�ำเภอสันทราย จังหวัด
เชยี งใหม่ ๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๓.
๖. พระครสู ถาพรธรรมประโชติ วดั ดอนชยั (ทา่ รวั้ ) ตำ� บลสนั ปเู ลย อำ� เภอดอยสะเกด็
จงั หวดั เชียงใหม่ ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๓.
๗. นางหอมไตร อ่องอยู่ ๖๓๘ หมู่ ๑ ตำ� บลเปียงหลวง อ�ำเภอเวียงแหง จงั หวดั
เชียงใหม่ ๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๗.

118 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ประวตั ผิ ูเ้ ขยี น
พระนคร ปญญฺ าวชิโร (ปรงั ฤทธิ์)
ต�ำแหน่งปัจจุบัน เจ้าหน้าท่ีศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา
ประเทศเพ่ือนบ้าน ฝ่ายวิชาการและวิจัย ส�ำนักวิชาการ
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ผลงาน ทางวชิ าการ
การวิจยั
๑. ศักยภาพและบทเรียนของวัดในการดูแลสุขภาพชุมชนจังหวัดเชียงใหม่. เครือ
ข่ายบริหารการวิจัยภาคเหนือตอนบน สำ� นักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ๒๕๕๑.
(ผวู้ จิ ัยรว่ ม)
๒. การศึกษารูปแบบการเทศนาธรรมในล้านนา. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๕๐.
หนงั สอื วิชาการ
๑. หนังสือวถิ ีไทเขิน เมืองเชยี งตงุ (บทความ พระพทุ ธศาสนาศูนย์กลางจิตวญิ ญาณ
ชาวเชยี งตุง)
๒. หนังสอื ประเพณี ๑๒ เดือน เมืองเชยี งตงุ
๓. หนงั สอื กลองในพระไตรปฎิ กทปี่ รากฏในลา้ นนา
๔. หนงั สือเถราภิเษก : พธิ ยี กยอสมณศักดิ์พระสงฆ์ในลา้ นนา (บรรณาธิการ)
๕. หนังสือเคร่ืองสักการะและเครื่องประกอบพิธีในพระพุทธศาสนาเมืองเชียงตุง
เลม่ ๑
๖. หนังสือวิถีไทลื้อ เมืองสิบสองพันนา (บรรณาธิการ และเขียนบทความเรื่อง
พระพุทธศาสนาในเมืองสบิ สองพนั นา)
๗. หนังสือ ยาฝน ยาขอ หมอวาน
๘. หนงั สือกลองสะบดั ชัย: ศลิ ปะการแสดงลา้ นนา
๙. หนังสอื วิถเี ทศน์ในล้านนา

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 119

พระญาณคมั ภีระ :
มหาปราชญ์แหง่ ลา้ นนา

ผศ.ดร.วิโรจน์ อนิ ทนนท๑์
ความเบื้องตน้
พระมหาเถระผซู้ งึ่ ถกู กลา่ วถงึ เปน็ อยา่ งมากทง้ั ในแงบ่ วกและแงล่ บ จนกระทง่ั มคี มั ภรี ์
ทเี่ ลา่ เรอ่ื งของทา่ นอยทู่ ง้ั ๒ ขา้ ง ขา้ งหนง่ึ ตง้ั ชอื่ คมั ภรี ว์ า่ คมั ภรี ะมา้ งศาสนา ขา้ งหนง่ึ ตง้ั ชอื่
วา่ คัมภีระสืบศาสนา แตถ่ ึงอย่างไรก็แล้วแต่ การเดินทางไปสืบพระพทุ ธศาสนาของท่าน
ที่ลังกาก็ท�ำให้เกิดการการเปล่ียนแปลงพระพุทธศาสนาในล้านนาเป็นอย่างมาก ตลอด
จนถงึ กลายเปน็ แรงจงู ใจใหพ้ ระภกิ ษชุ าวลา้ นนาเดนิ ทางไปศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาในลงั กา
มากขน้ึ ท�ำให้ลา้ นนากลายเปน็ ศนู ยก์ ลางการศกึ ษาพระพุทธศาสนาในล้านนาในสมัยต่อ
มา บทความน้เี ขยี นขึ้นตามท่ปี รากฏในคัมภรี ค์ มั ภีระสืบศาสนา เพ่ือทำ� การยกย่องความ
เอาใจใสต่ อ่ พระพทุ ธศาสนาและความอตุ สาหะทที่ า่ นไดเ้ ดนิ ทางไปศกึ ษาทลี่ งั กาและไดน้ ำ�
ความรูท้ ไ่ี ดศ้ กึ ษามาเผยแพรต่ อ่ ชาวล้านนา

ชาติกำ� เนิด
ในปกี า่ เม็ด จุลศักราช ๗๖๔ (พ.ศ. ๑๙๔๕)๒ พระ
นันทปัญญาได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ในช่วง
เดียวกันน้ีสมเด็จราชครูชื่อว่ามหาธัมมกิตติอยู่วัดนันทา
ราม คืนหน่ึง สมเด็จราชครูฝันว่ามีช้างเผือกตัวหน่ึงมา
จากทศิ ตะวันออกเขา้ มาในวดั แลว้ เอางาแทงหอพระไตร
ปิฏกเคี้ยวกินคัมภีร์จนหมดส้ิน จากนั้นก็เอางามายก
ตนเองข้ึนไปวางไว้เหนือหินมโนสิลา แล้วช้างเผือกตัว
นั้นก็ลงไปสู่สระน้�ำน�ำเอาดอกบัวข้ึนมาแล้วส่งเสียงร้อง
กกึ กอ้ งไปในละแวกนน้ั จากนน้ั กเ็ ดนิ จากไปทางทศิ เหนอื
ครน้ั รุ่งเชา้ สมเด็จจึงบอกเร่ืองน้ันแก่พระเถระท้งั หลาย

๑อาจารย์ประจ�ำภาควิชาปรชั ญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
๒นา่ จะเป็น จศ. ๗๖๕ (๑๙๔๖)

120 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ตอนใกล้เท่ียงในวันเดียวกันน้ันเอง มีมหาอุบาสกคนหนึ่งชื่อขุนพันตาแสง มีบ้าน
อยูใ่ นเมอื งนำ� เอาลูกชายชื่อว่าสามจิต อายุได้ ๑๒ ปี มาไหวส้ มเดจ็ ราชครูพรอ้ มกับบอก
วา่ ลกู ชายอยากจะมาอยู่ดว้ ย ขอพระคุณเจ้าช่วยบวชให้เปน็ สามเณรแลว้ ชว่ ยสงั่ สอนให้
ดว้ ย สมเดจ็ ราชครจู งึ รบั ไวแ้ ลว้ ใหส้ ามจติ บวชเปน็ สามเณร พรอ้ มกบั ตงั้ ชอื่ ใหใ้ หมว่ า่ ญาณ
คัมภีระ
การศึกษา
ครนั้ บวชเปน็ สามเณรแลว้ กไ็ ดศ้ กึ ษาคมั ภรี ส์ ทั ทา รปู สทั ทา เภทนริ ตุ ตสิ ทั ทา นยาสสทั
ทา สมหุ ขาทนสัททา พรอ้ มทงั อตั ถกถาอืน่ ๆ จนมีความเช่ยี วชาญเปน็ อยา่ งมาก สมเดจ็
ราชครจู งึ มอบหมายให้สอนอตั ถธรรมคัมภีร์ใหแ้ กพ่ ระภกิ ษสุ ามเณร เมือ่ อายไุ ดเ้ พยี ง ๑๗
ปีเท่านั้น สามเณรญาณคัมภีระช่วยสมเด็จราชครูสอนหนังสือจนอายุได้ ๒๑ ปี สมเด็จ
ราชครจู งึ ท�ำพิธอี ุปสมบทให้ จากนนั้ กไ็ ดม้ อบหมายใหร้ บั ภาระในการสอนอัตถฎกี า ปรมั
ตถธัมมะท้ังมวล พร้อมกับรับหน้าที่เจ้าอาวาสวัดนันทารามไปด้วย ส่วนสมเด็จราชครูก็
ออกไปอยู่วัดพนั เลา
ความสงสัยเกดิ ขน้ึ
ในขณะทที่ า่ นศกึ ษาและสอนหนงั สอื อยนู่ น้ั ความสงสยั กเ็ กดิ มแี กท่ า่ นมากมายหลาย
ประการด้วยกันวา่ สิง่ เหล่านถี้ ูกต้องหรือไม่ ทง้ั ทไี่ ด้ยินมา ทัง้ ทไี่ ด้ประสบกับตนเอง เช่น
๑. การทพ่ี ระมตมิ า (พระอทุ มุ พรบปุ ผมหาสวาม)ี ตอนเดนิ ทางกลบั จากลงั กาพรอ้ ม
กบั พระสงฆอ์ กี ๔ รปู พระภกิ ษรุ ปู หนง่ึ ไดม้ รณภาพ จงึ ไดท้ ำ� การอปุ สมบทอบุ าสกทม่ี าดว้ ย
ด้วยการนำ� พระพุทธรูปเข้ามาเปน็ สงฆ์เพ่อื ใหค้ รบปัญจมวรรค
๒. บทวา่ ตปปฺ สริ ึ ในบทสวด ปฏสิ งขฺ า โยนิโส จวี รํ และ เสนาสนํ น้ัน ไมส่ อดคลอ้ ง
กับเวสสนั ตรคาถาวา่ อปฺปเมว สริ ึสปปฺ า
๓. บทวา่ อชชฺ มยาปจจฺ เวกขฺ ติ วฺ า ไมส่ อดคลอ้ งกบั ปจั จเวกขณสตู รวา่ ปจจฺ เวกขฺ ติ พพฺ ํ
๔. บทว่า ยํจวี รํ ปริภตุ ตฺ ํ ยาวเทว ไมม่ ี สพพฺ นฺตํ ไมส่ อดคล้องกับบท ยถาปจจฺ ยํ และ
สพฺพานิ สพโฺ พ ปนายํ
๕. การทำ� กฐนิ กรรมทไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง เมอ่ื นงุ่ เมอ่ื คลมุ ผา้ วา่ จวี รํ เมอ่ื ปจั จุ กว็ า่ จวี รํ เหมอื นกนั
๖. การเปล่งเสียงสรณคมน์ว่า พุทฺธามสรณาม ไม่สอดคล้องกับบาลีมหาวัคค์ที่
พระพุทธเจา้ ตง้ั ไวว้ ่า พทุ ฺธํ เป็นเอกสมั พนั ธะสงิ่ เดยี ว หากผลู้ ำ� บากว่าไม่ได้ ให้วา่ เปน็ ม
การนั ต์ว่า พุทธฺ มฺสรณมฺคจฉฺ ามิ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 121

๗. ค�ำว่า สรณํ ออกเสียงเป็น ส ร รณัม น้ันเติมอักขระ ๒ ตัวไมส่ อดคล้องกับมลู
อกั ขระว่า ณํ เป็นนาสกิ มุทธชะ ตามอจุ จรารณะว่า วุทฺธเอกมฺหินากขฺ รํ น ปพพฺ ชชฺ ากมฺมํ
รฬุ หฺ ติ
๘. บทสวดญัตตจิ ตตุ ถกัมมวาจา สุรณาตุ เม ภนเฺ ต สงโฺ ฆ นนั้ เติมอักขระเป็นวุฑฒิ
เสสํ โข เป็น สมุหสัททโฆสวณั ณะเปน็ ลหุกมั ม์เสยี ออกในอปุ สัมปทาคณะวา่ อปุ สมปฺ ทา
รุฬฺหติ
๙. บทวา่ ยสสฺ ายสมฺ โต ขมติ ว่า ยสฺ สา ยสฺ ส ม โต ข ม ติ นัน้ เพ่ิม ส อาคมเข้ามา
อกี ตวั หน่ึงไมถ่ ูกตอ้ ง
๑๐. คำ� วา่ ตสมฺ า ไม่เปน็ ม สทั ทะ (ออกเสยี งเปน็ ตสฺ ส หมา) ไม่ถกู ต้อง
เมอื่ มีข้อสงสยั เหล่าน้ี ท่านจึงเข้าไปถามสมเดจ็ ราชครูธมั มกิตติซ่งึ เปน็ อปุ ชั ฌายข์ อง
ทา่ น สมเดจ็ ราชครูกต็ อบว่า ทั้งหมดน้ีพวกเราก็เรยี นสืบตอ่ กนั มาจากอยุธยา ถ้าอยากรกู้ ็
ใหไ้ ปถามพระธมั มคมั ภรี ะดู ในปเี ดยี วกนั นที้ า่ นไมม่ โี อกาสทจ่ี ะเดนิ ทางไปอยธุ ยา ประกอบ
กบั หมนื่ พงิ ไชยสรา้ งวดั บา้ นลานกมุ กามหวั เวยี ง ไดม้ าอาราธนาใหส้ มเดจ็ ไปอยทู่ นี่ นั่ สมเดจ็
ราชครจู งึ มอบให้พระญาณคมั ภีระไปอยู่ทน่ี ่นั แทนท่าน
พระเชยี งใหมไ่ ปลังกากลบั มา
มีพระมหาเถระรูปหนงึ่ ชอื่ ว่าสทิ ธนั ตะ วดั สวนดอกไมพ้ ร้อมกับลกู ศษิ ย์ ๓ คน เดิน
ทางไปไหว้พระธาตุท่ีลังกา ไปอยู่จ�ำพรรษาที่วัดถูปารามกับพระมหาสุรินทเถระ ได้สวด
ปาฏโิ มกขใ์ ห้พระลงั กาฟงั พระลงั กาบอกวา่ สวดไม่ถูกตอ้ ง เพราะไปเพิ่มพยญั ชนะ ทำ� ให้
แตกตา่ งจากทพ่ี ระพทุ ธโฆสาจารยไ์ ดว้ างเอาไว้ เมอื่ เปน็ เชน่ นนั้ การท�ำสงั ฆกรรมของพวก
ทา่ นไม่ถกู ต้อง ไม่เปน็ พระ เม่ือพระสิทธันตะมหาเถระ กลบั มาถงึ เชียงใหม่จึงได้นำ� ความ
นแ้ี จง้ แกพ่ ระสงฆ์ในอโุ บสถวดั โชตกิ าราม แลว้ เขา้ กราบเรียนสมเดจ็ ราชครูธัมมกิตติ
สมเดจ็ ราชครสู ง่ พระญาณคัมภรี ะไปลงั กา
เม่ือสมเด็จราชครูทราบดังนั้น จึงได้เรียกพระญาณคัมภีระมาแล้วบอกให้ท่านไป
ลังกาด้วยค�ำว่า “ดูราพระลูกญาณคัมภีระ ให้ท่านได้ไปเมตตาเสนาและพระญาสามฝั่ง
แกนแล้ว ให้อุตสาหะเดินทางไปอยุธยา เรียนถามสมเด็จธัมมคัมภีระแล้วเดินทางไปวัด
ถูปารามทลี่ ังกา ศกึ ษาอักษรธรรมใหถ้ ูกต้องแล้วกลบั มาเถอะ”
พระญาณคัมภีระรับค�ำของสมเด็จราชครูแล้วไปบอกลาแสนน�้ำผ้ึง มหาเทวีและ
พระญาสามฝง่ั แกน พระญาสามฝง่ั แกนมคี วามปตี ยิ นิ ดเี ปน็ อยา่ งมากกลา่ วกบั ทา่ นวา่ “แต่

122 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ก่อนมาพระเมืองเชียงใหม่เราไม่ได้ไปศึกษาปฏิบัตินำ� เอาศาสนามาจากลังกา ขอให้ท่าน
ได้อุตสาหะตามค�ำสมเด็จเจ้า ไปศึกษาและปฏิบัติมาให้ได้ อย่าให้พระลังกามีข้อสงสัย
วา่ ไม่ใช่พระเถอะ เมอื่ ท่านกลบั มาแลว้ ขา้ จกั รับรักษาศาสนาแล” แล้วพระราชทานเงิน
ให้ ๕ กหาปณะ
สมเดจ็ ราชครูธัมมกิตติใหภ้ กิ ษจุ ำ� นวน ๖ รูปเดินทางไปด้วย คอื พระเมธังกร พระ
ญาณมงคล วัดกฏุ ีค�ำ พระจันทรงั สี พระญาณสิทธิ วดั เจดีย์คำ� พระญาณรตั นะ วัดนันทา-
ราม พระจิตตหน๑ุ ในขณะเดียวกันแสนนำ้� ผึ้งกไ็ ด้มอบหมายใหอ้ ุบาสกชอื่ ว่ากติ ติเดินทาง
ไปดว้ ยเพอื่ คอยอุปฏั ฐากพระท้ังหมด
คณะของพระญาณคัมภีระได้เดินทางถึงอยุธยาแล้วเข้าไปไหว้สมเด็จราชครูธัมม
คมั ภรี ะเล่าเรอื่ งทั้งหมดให้ฟงั สมเด็จราชครูธัมมคมั ภีระกล่าวว่า “ครูเราหากสืบมาอย่าง
นี้ ถ้าท่านยังมีความสงสัยก็ขอให้อุตสาหะไปถามพระมหาเถระของลังกาที่เมืองอนุราธปุ
ระโนน้ เถอะ”
พระญาณคัมภีระไปบอกลาพระญาปรมราชาของเมืองอยุธยา พระญาไหว้แล้ว
กลา่ ววา่ “ดนี กั พระคณุ เจา้ บอกแกข่ า้ น้ี ขอพระคณุ เจา้ อตุ สาหะไปถงึ ทต่ี น้ ตอพระศาสนา
ให้ได้ศึกษาพระธัมมวินัยที่ถูกต้องมาเถอะ” พระญาจึงให้สุภรัตตอำ� มาตย์พร้อมกับบ่าว
อีก ๒ คน ติดตามไปดูแลอุปัฏฐากด้วย พระญาณคัมภีระมาบอกลาสมเด็จราชครู
ธัมมคัมภีระ ท่านจึงให้ลูกศิษย์ของท่าน ๕ รูปมีพระธัมมนันทะเป็นหัวหน้า พร้อมกับ
พระภิกษุอีก ๑๒ รูป อุบาสกอีก ๔ คนเดินทางไปด้วย ท้ังหมดได้เดินทางถึงมริตตนา
วสี เข้าไปบอกลาเจา้ เมืองที่นน่ั พระญาเจา้ เมอื งขอคำ� ปฏญิ ญาว่าถ้าไดศ้ ึกษาศาสนาแล้ว
กลบั มา ขอให้ไดม้ าโปรดเมตตาดว้ ย แล้วจึงส่งคณะเดินทางไปกับพอ่ คา้ ส�ำเภา
ถงึ ลงั กา
ปีกา่ เม้า จลุ ศกั ราช ๗๘๕ (พ.ศ. ๑๙๖๖) คณะของพระญาณคมั ภีระไดเ้ ดินทางถงึ
ลังกา ก็พากันไปไหว้พระสุรินทเถระ ท่ีวัดถูปาราม เมืองอนุราธปุระ ถามเร่ืองข้อสงสัย
ท้งั ๑๐ ประการ พระสุรินทเถระกล่าวว่า ศาสนาในลงั กาน้เี หมอื นกันหมด เหตุวา่ พระ
จากต่างบา้ นต่างเมืองมาทำ� ความชอบใจ ไมท่ ำ� ตามพระธมั มวนิ ยั ขอใหท้ ่านเดินทางไปที่
โรหณชนบท มหารัฐโน้นเถอะ ที่น้นั ศาสนายังบรสิ ทุ ธอ์ิ ยู่

๑ชินกาลมาลีปกรณ์ ระบุช่ือเอาไว้ คือ พระมหาเมธังกร พระมหาญาณมงคล พระมหาสีลวงศ์ พระมหาสารีบุตร พระมหาร
ตนากร พระมหาพุทธสาคร เปน็ ตน้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 123

พระญาณคัมภีระพร้อมคณะจึงพากันเดินทางไปโรหณชนบท เม่ือไปถึงนอกเมือง
โรหณชนบทไดส้ นทนากับคนเฝ้าประตู ทดสอบความรู้ความตั้งใจกันถงึ ๗ ดา่ น ๗ ประตู
เมื่อเห็นว่าคณะของท่านมาด้วยความตั้งใจจริงจึงให้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์จึง
ให้นิมนต์พระสังฆนายกะมหาสุทสั สนเถระ พร้อมภกิ ษผุ ู้ทรงพระไตรปิฎกหนง่ึ หมื่นรปู มา
ประชุมกันเแล้วให้พระญาณคัมภีระถามข้อสงสัยทั้ง ๑๐ ประการ หลังจากได้ฟังข้อ
สงสัยทั้ง ๑๐ ประการแลว้ พระมหาสทุ ัสสนเถระจึงกล่าวว่า ท่ีพวกท่านปฏบิ ตั กิ ันมานั้น
ไมถ่ ูกต้อง สังฆกรรมทพี่ วกท่านท�ำน้ันไมถ่ ูกตอ้ ง พวกท่านไม่เปน็ พระสกั รูป
คณะของพระญาณคัมภีระขอบวชใหม่
คร้ันได้ฟังดังน้ันแล้ว พระญาณคัมภีระและพระเถระท้ังหลาย รวมถึงสุภรัตต
อำ� มาตยจ์ งึ ขอบวชใหมใ่ นสำ� นกั ของพระมหาเถระทงั้ หลาย ครน้ั บวชแลว้ กไ็ ดอ้ ยอู่ ปุ ฏั ฐาก
พระมหาเถระท้ังหลายพร้อมกับการศึกษาและปฏิบัติธรรม จนครบ ๕ พรรษาจึง
ขอเอาศาสนา พระพุทธรูป ต้นศรีมหาโพธิ และพระไตรปิฎกมาพร้อมกับการเดินทาง
กลับบ้านเมืองของตนเอง พระมหาสุทัสสนเถระจึงได้เรียกชุมนุมสังฆะหน่ึงหม่ืนรูป
แลว้ มอบพระพทุ ธรปู พระไตรปฎิ กและหนอ่ ตน้ ศรมี หาโพธใิ หพ้ รอ้ มกบั กลา่ ววา่ ขอใหท้ า่ น
ทง้ั หลายจงนำ� เอาพทุ ธศาสนา พระไตรปฎิ กอนั เปน็ อตั ถตมั พปณั ณยิ ภาษาอนั ประกอบดว้ ย
อกั ขระ ๔๑ ตัว อย่าเอาภาษาของพวกทา่ นเขา้ ไปปน ให้เป็นไปตามทพ่ี ระพุทธโฆสาจารย์
นำ� มาตงั้ ไวแ้ กช่ าวตมั พทวปี นนั้ เถดิ เมอ่ื เปน็ เชน่ นศ้ี าสนากจ็ ะเจรญิ รงุ่ เรอื ง พระญาณคมั ภรี ะ
จงึ รับเอาพระพทุ ธรปู พระไตรปฎิ กและหน่อศรมี หาโพธิไว้
เดินทางกลบั
ปีเปิกสัน จลุ ศักราช ๗๙๐ (พ.ศ. ๑๙๗๑)แรม ๒ ค่ำ� พระญาณคัมภรี ะพร้อมคณะได้
อ�ำลาพระมหาเถระทั้งมวลและถวายเมตตาพระเจ้าแผ่นดินพร้อมท้ังเสนาอามาตย์ เดิน
ทางออกจากลงั กากบั พวกพอ่ ค้าส�ำเภา๑ มาถึงเมืองมรติ ตนาวสี เข้าถวายปฏญิ ญากับเจ้า
เมอื ง พระญาเจา้ เมอื งมีความยนิ ดเี ปน็ อย่างมากอาราธนาพระในเมอื งทง้ั หมด ๑๒,๐๗๘
รปู เขา้ รบั การบวชใหม่ แลว้ พระองคไ์ ดส้ รา้ งวดั รมั มวตั ตอิ ารามถวาย พระญาณคมั ภรี ะได้
มอบหมายใหพ้ ระธัมมนันทเถระอยู่ทว่ี ดั น้ี

๑ชนิ กาลมาลีปกรณร์ ะบุวา่ ไดข้ อพระเถระ ๒ รปู เพ่อื จะเอามาเปน็ พระอุปัชฌาย์ คือ พระมหาวกิ กมพาหุ พรรษา ๑๕ และพระ
มหาอตุ ตมปญั ญา พรรษา ๑๐ มาด้วย.

124 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ถึงอยธุ ยา
จลุ ศักราช ๗๙๑ (พ.ศ. ๑๙๗๒) ขน้ึ ๖ ค่�ำ เดือน ๙ พระญาณคัมภีระพรอ้ มคณะได้
เดนิ ทางถงึ อยธุ ยาดว้ ยทางเรอื เขา้ ไปเมตตาพระญาปรมั มธริ าช พระองคด์ พี ระทยั มากสรา้ ง
เชยยอารามถวาย พระญาณคมั ภรี ะจงึ เขา้ ไปบอกเรอื่ งทง้ั หมดแกส่ มเดจ็ ราชครธู มั มคมั ภรี ะ
ท่านมีความยินดีเป็นอย่างมากได้ข้ึนเมตตาพระญาปรัมมราชให้พระท้ังหลายมาบวชใน
สำ� นกั ของพระญาณคัมภีระ เรยี กว่าสหี ฬปกั ข์ มีวดั ทีอ่ ยูใ่ นสงั กดั ๗๐๐ วัด
ถงึ สองแคว
เม่ือออกพรรษาแล้ว พระญาณคัมภีระจึงได้อ�ำลาสมเด็จราชครูธัมมคัมภีระและ
พระญาปรัมมธิราช เดินทางกลับเชียงใหม่ มาถึงเมืองสองแคว พระญาบาลเจ้าเมืองมี
ความยินดอี าราธนาใหพ้ ระทุกวัดมาบวชเรยี นกบั ทา่ น
ที่เมืองสองแควนี้เอง พระญาณคัมภีระได้พบกับพระญาณไตรโลกซึ่งได้เข้ามาสอบ
ถามอตั ถบาลเี ปน็ อนั มาก รูว้ ่าตวั เองปฏบิ ตั ไิ มถ่ ูกต้องจึงไดข้ อบวชใหม่พรอ้ มด้วยลกู ศษิ ย์
อกี ๓,๐๐๐ รูป พระญาบาลได้สร้างวัดถวาย ๑ หลงั ทา่ นอยู่ทีน่ ี่จนสิ้นฤดหู นาว จงึ อำ� ลา
ขนึ้ เชียงใหม่
ถงึ สุโขทยั
เมื่อคณะของพระญาณคัมภีระมาถึงสุโขทัย พระญารัมมราชได้สดับข่าวน้ันจึงออก
ไปต้อนรับนิมนต์ให้อยู่วัดวัฒนราม แล้วอาราธนาพระสังฆะทั้งหมดมาชุมนุมกันโดยมี
พระนนั ทปญั ญาเถระและพระพทุ ธมิ าเถระเปน็ หวั หนา้ สอบถามอตั ถบาลี จนเปน็ ทพี่ อใจ
จึงมีความเล่ือมใสรับเอาศาสนาบวชใหม่ในเดือน ๘ ข้ึน ๗ ค่�ำ มีจ�ำนวนพระท่ีเข้าบวช
ขนาน (บวชแบบนทีสีมา)มากถึง ๗,๕๒๐ รูป ส่วนพระญารัมมราชก็ให้ลูกรับบวชเอา
ศาสนาพร้อมท้ังเสนาอ�ำมาตย์และลูกชาวเมืองมีจ�ำนวน ๑,๐๐๐ รูป พระญาณคัมภีระ
อยจู่ ำ� พรรษาท่ีสโุ ขทยั ออกพรรษาพ้นกาลกฐินแลว้ จึงออกเดินทางจากสุโขทยั มาถงึ เมือง
ปางพนและเมืองชะเลียงตามล�ำดับจนถึงล�ำพูน มาถึงท่ีใดก็มีคนมาบวชด้วยเป็นจ�ำนวน
มาก กลายเปน็ สหี ฬปกั ขะ
ถงึ เชียงใหม่
จลุ ศกั ราช ๗๙๓ (พ.ศ. ๑๙๗๔) พระญาตโิ ลกราชไดข้ น้ึ ครองเมอื งเชยี งใหม่ พระองค์
ไดท้ ราบขา่ วการกลบั มาของพระญาณคมั ภรี ะพรอ้ มคณะ จงึ ใหร้ อ้ื ราชมณเฑยี รหลงั เกา่ ไป
สรา้ งเปน็ ทอี่ ยขู่ องพระญาณคมั ภรี ะแลว้ ใหพ้ อ่ เลย้ี งเชยี งราย หมน่ื สามเดก็ หนง่ึ แสนนำ�้ ผง้ึ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 125

ไปอาราธนาท่านมาจากล�ำพนู ใหม้ าอยู่
ท่ีทส่ี รา้ งให้ สถานที่น้ันได้ชอ่ื วา่ วดั ราช
มณเฑียร
พระญาณคัมภีระได้เข้ากราบ
สมเด็จราชครูธัมมกิตติผู้เป็นอุปัชฌาย์
ของท่าน สมเด็จราชครูจึงให้ชุมนุม
พระสงฆ์ทั้งหลายแล้วให้บวชรับเอา
ศาสนาในส�ำนักของพระญาณคัมภีระ
ตั้งแต่นั้นมาก็มีท้ังพระและ
คฤหัสถ์เข้ามาบวชในส�ำนักของท่าน
เปน็ จำ� นวนมากจนไม่มที ีอ่ ยู่ พระมหา-
เทวีจึงให้สร้างวัดป่าตาล ทิศตะวัน
ของเมืองถวายท่าน แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี
พระญาณคมั ภรี ะจงึ เขา้ เมตตาพระญาติ
โลกราช พระองคจ์ ึงสร้างวดั ถวายอกี วดั หนึง่ ทางด้านทิศตะวันเฉียงเหนือข้นึ มานิดหน่อย
ต้ังช่ือว่าวัดรัตตวนาราม เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสิงหฬรัตตวนาราม ท่ีรู้จักกันโดยท่ัวไปว่า
วดั ป่าแดง
จากน้นั พระญาติโลกราชกไ็ ด้สรา้ งวดั อกี มากมายถวายทา่ น จนกระทั่งวา่ มถี ึง ๕๐๐
วัด นอกจากนั้น พระญาณคัมภีระยังขอเมตตาพระญาติโลกราชสร้างวิหารให้เป็นท่ีอยู่
ทป่ี ฏบิ ัติธรรมของสมเด็จราชครธู มั มกิตติ สว่ นพระพทุ ธรูปท่ีน�ำมาจากลังกานน้ั ไดน้ ำ� มา
ประดิษฐานไว้ท่ีวัดมณเฑียร พระไตรปิฏกนำ� มาไว้ท่ีวัดป่าแดง ให้พระญาณมงคลอยู่วัด
มณเฑยี ร พระเมธงั กรอยู่วัดป่าตาล พระจนั ทรังสีอยู่วดั ป่าแดง พระรัตตนาคอยูว่ ัดนันทา
รามเป็นหวั หมวดของวดั พันเลา วัดกฏุ คี ำ� วดั หมน่ื สาร วดั เจตยิ ะ
ไปเชียงแสน
จุลศักราช ๘๐๐ (พ.ศ. ๑๙๘๑) พระญาณคัมภีระได้มอบหมายใหพ้ ระจันทรังสีเป็น
ผู้ดูแลงานพระศาสนาในเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวท่านเองได้เข้าไปอ�ำลาพระญาติ
โลกราชเดินทางไปเชียงแสนพร้อมกับพระญาณสิทธิ พระจิตตหนุและพระภิกษุผู้ทรง
พระไตรปฏิ กจำ� นวน ๕๔ รูป ระหว่างทางไดอ้ ยูจ่ �ำพรรษาท่พี ระยาว ๑ พรรษา เชียงราย
๑ พรรษา เมอ่ื ออกพรรษาแล้วกเ็ ดินทางไปเชียงแสน

126 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

จลุ ศกั ราช ๘๐๒ สรา้ งพระพุทธรปู เทา่ องคจ์ รงิ ของพระพทุ ธเจ้า สร้างพระไตรปิฎก
สรา้ งอุโบสถแล้วถวายเปน็ ทาน เรยี กชื่อวัดนน้ั วา่ สงิ หฬรัตตารามปกั ขะปา่ แดง จากนั้นก็
สรา้ งวดั จอมกติ ติ วดั ไชยอาราม วดั ตน้ ยาง วดั ตน้ แกว้ วดั ตน้ ลาน วดั ในเมอื ง ๕๐ วดั นอก
เมอื ง ๑๒๒ วัดเป็นฝ่ายญาณคมั ภรี ะทง้ั หมด
ส่งพระโสมจิตตเถระไปเชียงตงุ
พระญาณคัมภีระทราบข่าวว่าท่ีเมืองเชียงตุงมีภูติผีออกมาอาละวาด จึงได้ปรึกษา
กับคณะสงฆ์ เหน็ พ้องตอ้ งกันมอบหมายใหพ้ ระโสมจติ ตเถระพร้อมกับพระอกี ๔ รูปเดนิ
ทางไปเชยี งตงุ พระโสมจติ ตเถระพรอ้ มคณะเดนิ ทางถงึ เชยี งตงุ แลว้ ไดเ้ จรญิ พระพทุ ธมนต์
เมตตานสิ งั สตู ร อาฏานาตยิ สตู ร มงั คลสตู ร ทำ� ใหบ้ า้ นเมอื งเกดิ ความสขุ สงบ พระเจา้ แผน่ -
ดนิ และชาวเมืองมีความโสมนสั ยนิ ดเี ป็นอย่างมาก ออกพรรษาแล้วกอ็ �ำลากลับเชยี งแสน
ไปเชียงตุง
หลงั จากทพี่ ระโสมจติ ตเถระเดนิ ทางกลบั มาแลว้ พระญาศรสี ธุ มั มจฬุ ามณแี หง่ เมอื ง
เชยี งตุงได้สง่ คนมาขอเอาแก้วท้งั ๓ ประการขน้ึ ไปอุปัฏฐาก พระญาณคมั ภีระ พระโสม
จติ ตเถระและคณะสงฆร์ วม ๑๐ รปู น�ำเอาพระพทุ ธรปู และพระไตรปฏิ กขนึ้ ไปประดษิ ฐาน
ณ เชยี งตงุ
ไปเชียงของ
จุลศกั ราช ๘๐๙ พระญาเมืองแก้วสรา้ งวดั เชยี งของ นมิ นต์พระญาณคมั ภีระไปอยู่
ท่านจึงได้มอบหมายให้พระมหาญาณสิทธิเป็นปริณายกะดูแลวัดสิงหรัตตารามและพระ
สงฆ์ในเมืองเชยี งแสน สว่ นตัวท่านพรอ้ มทั้งพระจติ ตหนแุ ละคณะสงฆ์ประมาณ ๑๐๐ รูป
เดินทางลงมาเชียงของ อยู่จ�ำพรรษาที่วดั โชตกิ ารามท่พี ระญาเมอื งแก้วสร้างถวาย
ไปลำ� ปาง
จลุ ศกั ราช ๘๑๐ พระญาหลวงเมอื งล�ำปางใหห้ มน่ื สามลา้ น แสนเมอื งมานมิ นตใ์ หไ้ ป
ช่วยสงเคราะห์ เน่อื งจากเมอื งล�ำปางถูกภตู ิผีปศี าจรงั ควาน พระญาณคมั ภรี ะพร้อมดว้ ย
คณะสงฆจ์ งึ ลงมาเมตตาพระญาหลวงกบั ชาวเมอื ง สามารถท�ำใหบ้ า้ นเมอื งเปน็ ปกตสิ ขุ ได้
มีผ้คู นเลื่อมใสเขา้ มาบวชเป็นจ�ำนวนมาก มีวดั ท่ีอยใู่ นอาณตั ิถึง ๒๑๗ วัด
มรณภาพ
จลุ ศกั ราช ๘๑๔ เดอื น ๘ พระญาณคมั ภรี ะเดนิ ทางขน้ึ ไปอภเิ สกมหาธาตแุ ชห่ ม่ และ
พระธาตเุ มืองวงั จ�ำพรรษาอยู่ทน่ี ่ี ๑ พรรษา ในปเี ดียวกนั นี้ พระญาแก้วตาหลวงสง่ คนไป

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 127

นิมนต์ให้มาเชียงใหม่ ทา่ นเดนิ ทางมาทางเมอื งพระ๑ ถงึ บา้ นหวั เมือง กเ็ ปน็ ไข้อย่ไู ม่กวี่ นั ก็
มรณภาพ ขนุ เมอื งและพระสงฆแ์ ละศรทั ธาทงั้ หลายไดท้ �ำการฌาปนกจิ ศพของทา่ นในวนั
ขน้ึ ๑๔ ค่ำ� แล้วเอาอฐั ิของท่านมากอ่ เปน็ เจดียไ์ ว้เหนอื ดอยทิศตะวนั ออกบ้านต้นข่อย๒

บรรณานุกรม
บ�ำเพ็ญ ระวิน (บรรณาธิการ). ๒๕๓๘. มูลศาสนาญาณคัมภีร์และต�ำนานมหาญาณ
คัมภีร์. เชียงใหม่ : โรงพมิ พม์ ่ิงเมอื ง.
บ�ำเพ็ญ ระวิน (ปริวรรต) ๒๕๓๘. ต�ำนานมูลศาสนาวัดป่าแดง. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์
ม่งิ เมือง.
แสง มนวทิ ูร. ชนิ กาลมาลปี กรณ์. ๒๕๑๘. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์บ�ำรงุ นุกลู กจิ .
วิโรจน์ อนิ ทนนท์ (ปรวิ รรต). ๒๕๕๗. คัมภีระม้างศาสนา. ต้นฉบบั วัดดอนจนื อ.สารภี
เชยี งใหม.่
วโิ รจน์ อนิ ทนนท์ (ปริวรรต). ๒๕๕๗. คมั ภีระสบื ศาสนา. ต้นฉบับวดั ดอนจืน อ.สารภี
เชยี งใหม่.
วิโรจน์ อินทนนท์ (ปริวรรต). ๒๕๕๗. ต�ำนานคัมภีรภิกขุ. ต้นฉบับวัดต้นแหนหลวง
อ.สนั ปา่ ตอง เชยี งใหม.่

๑ฉบบั ท่ปี รวิ รรตโดยบ�ำเพ็ญ ระวนิ เป็น เมอื งเพราะ หรอื เมืองโพธ.
๒ฉบบั ทปี่ ริวรรตโดยบ�ำเพ็ญ ระวนิ เป็น บ้านตีนดอย.

128 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ประวตั แิ ละผลงาน

ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. วิโรจน์ อนิ ทนนท์

ต�ำแหนง่ ทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์

สถานทท่ี ำ� งาน ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะ
มนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
๒๓๙ ถนนห้วยแก้ว ต�ำบลสุเทพ อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่

ผลงานทางวชิ าการ

๒๕๔๐.ปรชั ญาอินเดยี
๒๕๔๕.จรยิ ศาสตรอ์ ินเดยี
๒๕๔๗.ปรัชญาวัฒนธรรมและวัฒนธรรมไทย
๒๕๔๘.จิตวิทยาศาสนา
๒๕๔๙.ปรชั ญาตะวนั ออก
๒๕๔๙.ประวัตศิ าสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒๕๕๓.ความคิดลา้ นนา
๒๕๕๗.บทสวดและวธิ ีปฏบิ ัตกิ มั มัฏฐานล้านนา

ผลงานวิจยั
๒๕๔๘. แนวคิดและมรรควิถีแห่งชีปะขาวในสังคมล้านนา.คณะมนุษยศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
๒๕๕๑. ภมู ิปัญญา ลกั ษณะเดน่ และคุณคา่ ของวรรณกรรมธรรมค่าว. สำ� นักงาน
งานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.)
๒๕๕๕. วรรณกรรมคัดสรร : ธรรมค่าว.ส�ำนักงานงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.).
๒๕๕๗. วิเคราะห์กมั มัฏฐานลา้ นนา. คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม.่
ผู้รว่ มวจิ ัย
๒๕๕๖ การพลิกฟื้นภูมิปัญญาล้านนา ; คุณค่าทางวัฒนธรรมท้องถ่ินเชิง
บูรณาการ กับการเข้าสู่พหุวัฒนธรรมในประชาคมอาเซี่ยน. กองทุน
บรู ณาการ กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม
๒๕๕๗. กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมล้านนาสู่สังคม โดยผู้ทรง
ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น. สถาบนั วจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 129

พระพทุ ธศาสนาในอาณาจักรล้านนา :
อดตี สูป่ จั จบุ นั

ดร. พิสฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ๑ิ์
๑. ดนิ แดนและอาณาจกั ร
๑.๑ ดนิ แดน
อาณาเขตดนิ แดนเดมิ ครอบคลมุ พน้ื ทเ่ี พยี งจงั หวดั เชยี งใหม่ ล�ำพนู ล�ำปาง เชยี งราย
พะเยา และ แม่ฮอ่ งสอน (ไม่รวม แพร่ และน่าน ซง่ึ ปกครองเป็นอสิ ระ) ขยายดนิ แดนใน
สมยั พญาตโิ ลกราช (๑๙๘๔ - ๒๐๓๐) ตไี ดเ้ มือง แพร่ และน่าน (พ.ศ. ๑๙๘๔ - ๑๙๙๔
สร้างพระเจา้ ทองทิพย์ ณ วัดสวนตาล นา่ น) จงึ ได้ผนวกแพรแ่ ละน่านเขา้ ในอาณาจกั ร)
ต่อมาขยายอำ� นาจออกไปถงึ รัฐฉานพม่า เชยี งตงุ เมืองนาย เมืองสปี ้อ เมอื งยอง เขตสบิ
สองพนั นา เชยี งรุ่ง และหลวงพระบาง)
สภาพภมู ศิ าสตรอ์ าณาจกั รลา้ นนาทางดา้ นทศิ เหนอื มเี ทอื กเขาแดนลาว ทศิ ตะวนั ตก
เทือกเขาถนนธงชัย ตอนกลาง และทิศตะวันออก มีเทือกเขาผีปันน�้ำ เทือกเขาหลวง
พระบาง มีทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นนำ�้ ล�ำธาร ก่อให้เกิด
แม่น้ำ� ส�ำคัญ เช่น ปงิ วงั ยม นา่ น แมก่ วง แมป่ าย แมย่ วม แมเ่ มย แมต่ น่ื แม่แจม่ แม่กก
แมล่ าว แมอ่ งิ เปน็ ตน้ อาชพี สว่ นใหญ่ ทำ� การเกษตร ทำ� นา ทำ� สวน ทำ� ไร่ เรยี งรายอยตู่ าม
ทรี่ าบรอ่ งหบุ เขา ตามแอง่ เมอื งสำ� คญั เชน่ แอง่ เชยี งราย – พะเยา, แอง่ เชยี งใหม่ – ลำ� พนู ,
มีบางพ้ืนทใี่ นเขตป่าท�ำอตุ สาหกรรมปา่ ไม้
๑.๒ อาณาจกั ร
อาณาจกั รลา้ นนา สถาปนาโดยพญามงั ราย (รวมเอาอาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั ของพระนาง
จามเทวีเม่ือพุทธศตวรรษที่ ๑๓) มีเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานี นับแต่ ปี พ.ศ. ๑๘๓๙
ประกอบไปด้วยชนหลายชาติพันธุ์ แต่กลุ่มใหญ่ท่ีสุด เรียกตนเองว่า คนเมือง ในอดีต
อันยาวนาน อาณาจักรล้านนาเคยมีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมและวัฒนธรรมสูง ด้าน
การปกครอง มีมังรายศาสตร์ เป็นหลักกฎหมายการปกครองแบบโบราณ มีอาณาเขต

๑ ดร.พิสฏิ ฐ์ โคตรสโุ พธ์,ิ อาจารยป์ ระจำ� ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร,์ รองประธานสภาพนักงาน มหาวิทยาลยั
เชยี งใหม่

130 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ครอบคลมุ เมอื งสำ� คญั เชน่ ลำ� พนู ลำ� ปาง เชยี งราย เชยี งแสน นา่ น แพร่ พะเยา เชยี งใหม่
แมฮ่ อ่ งสอน เชยี งตงุ และสบิ สองพนั นา ดา้ นภาษา มภี าษาลา้ นนา หรอื ตว๋ั เมอื ง เปน็ ภาษา
สื่อสาร แม้จะมภี าษาถิ่นอ่ืนบ้าง เชน่ ภาษาเขนิ ภาษาลอ้ื เป็นต้น กส็ ามารถส่ือสารกันได้
ดา้ นศาสนา มคี ตคิ วามเชอ่ื เดมิ ในการนบั ถอื ผี และวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ เมอ่ื พระพทุ ธ-
ศาสนาเผยแผเ่ ขา้ มา ชาวลา้ นนาจงึ นบั ถอื พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั ยดึ เหนย่ี วทางจติ ใจนบั
แต่โบราณนานมา ปรับใช้กบั บคุ คล เช่น พระธาตุประจ�ำปเี กดิ ดา้ นจารีตประเพณี ชาว
ลา้ นนามจี ารีต ข้อห้าม (ขดึ ) และขอ้ ทีพ่ งึ ปฏิบัติก�ำหนดเอาไว้ มีศาสนสถาน เชน่ พระ-
ธาตุ วัด ในแต่ละชุมชน ยิง่ ในตวั เมอื ง เช่น เชยี งใหม่ เชียงราย ล�ำพูน จะมีวดั ในเขตเมอื ง
ไมน่ อ้ ยกวา่ ๔๐-๕๐ วดั มปี ระเพณที งี่ ดงามเปน็ เอกลกั ษเ์ ฉพาะตนสอดคลอ้ งกบั ความเชอื่
ด้งั เดิมและพทุ ธศาสนา เช่น ประเพณีไหว้พระธาตุ ประเพณี ปใ๋ี หม่เมือง ประเพณยี ี่เปง็
ประเพณตี กั บาตรพระอปุ คุต (เปง็ พุธ) เป็นตน้ ดา้ นวถิ ีสังคม ชาวลา้ นนามีความผูกพนั ธ์
กนั ทางสงั คมสงู นบั ถือกนั ตามสายสมั พนั ธเ์ ครือญาติ อธั ยาศัยอ่อนโยน เอ้อื เฟื้อ มไี มตรี
ตอ่ คนตา่ งถิน่ อยา่ งจริงใจ
ปจั จบุ ัน อาณาจักรล้านนา เหลือเพียงเดนิ แดนใน ๘ จังหวดั ภาคเหนือตอนบน มี
จงั หวัดเชยี งใหม่ ท่ยี ังถือว่า เปน็ ศูนย์กลางทางความเจรญิ ด้านวัฒนธรรม เศรษฐกจิ การ
ศึกษา และการท่องเท่ียว โดยเฉพาะอย่างย่ิง รัฐบาลได้ขยายสถาบันการศึกษาระดับ
อุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย) จากสว่ นกลางออกมาต้งั ในภมู ิภาค เปน็ มหาวิทยาลยั ภูมิภาค
แห่งแรก มีช่ือตามจังหวัดว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” นอกจากน้ี ยังมีสถาบันระดับ
อุดมศกึ ษาของรฐั เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ,้ มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม,่ มหวิทยาลยั
เทคโนโลยรี าชมงคลภาคพายพั , สถาบนั ระดบั อดุ มศกึ ษาในก�ำกบั ของรฐั เชน่ มหาวทิ ยาลยั
พายัพ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (วิทยาเขตเชียงใหม่) มหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย (วิทยาเขตล้านนา) มหาวิทยาลัยนอร์ธ-เชียงใหม่ มหาวิทยาลัย
ฟารอ์ สี เทอรน์ สว่ นจงั หวดั อน่ื ๆ เชน่ เชยี งราย มมี หาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งราย มหาวทิ ยาลยั
แมฟ่ า้ หลวง จงั หวดั พะเยา มมี หาวทิ ยาลยั พะเยา (ม. นเรศวร วทิ ยาเขตพะเยาเดมิ ) จงั หวดั
ล�ำปาง มีมหาวิทยาลัยราชภัฏล�ำปาง มหาวิทยาลัยโยนก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วทิ ยาเขตล�ำปาง เป็นต้น
๑.๓ คนพื้นถนิ่ ลา้ นนา
คนพื้นถิ่นเดิมที่ครอบครองแดนล้านนา ตามต�ำนานจามเทวีวงส์และชินกาลมาลี
ปกรณ์ กลา่ ววา่ คนพน้ื ถนิ่ ทคี่ รอบครองดนิ แดนนเ้ี ปน็ ชาวลวั ะ ชาวมอญ มขี นุ วลิ งั กะ๊ เปน็ ผู้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 131

นำ� ชาวลวั ะ ในสมยั พระนางจามเทวี เมอ่ื ชาวลา้ นนามาอยเู่ รยี กตนเองวา่ “คนเมอื ง” ภาษา
ท่พี ูด ก็เรียกว่า ภาษาเมอื ง “คำ� เมอื ง” มีอกั ษรเขยี นเปน็ ของตนเอง เรียก “ตั๋วเมือง”
๒. ยคุ สมยั ของประวตั ิศาสตร์ลา้ นนา
๒.๑ ฮนั ส์เพนธ์ แบ่งเป็น ๔ ยคุ ดงั นี้
๑) ยุคท่ีคนไทยเข้ามาอยู่และต้ังตัวบนดินแดนล้านนา (๑๖๐๐ - ๑๘๐๔)
กอ่ นพญามงั ราย (๒๐๔ ป)ี
๒) ยุคสรา้ งล้านนา (๑๘๐๔-๑๙๑๔) พญามงั รายถงึ พญากือนา (๑๑๐ ป)ี
๓) ยคุ รงุ่ เรอื งของลา้ นนา (๑๙๑๔ – ๒๐๖๘) พระสมุ นะมาเชยี งใหม่ ถงึ พญาแกว้
ทวิ งคต (๑๐๕ ปี)
๔) ยคุ เสอ่ื มของลา้ นนา (๒๐๖๘ – ๒๑๐๑) นับแต่หลังพญาแกว้ ถึงพมา่ ยดึ ครอง
เมอื ง (๓๓ ปี)
๒.๒ สรสั วดี อ๋องสกุล แบง่ เปน็ ๓ สมยั ดงั นี้
๒) สมยั สร้างล้านนา (๑๘๓๙-๑๘๙๘) ราชวงศ์มงั รายตอนต้น – ส้นิ สมยั พญา
ผายู (๕๙ ป)ี
๓) สมัยอาณาจกั รล้านนารุ่งเรือง (๑๘๙๘ – ๒๐๖๘) พญากอื นา ถึงพญาแก้ว
(๑๗๐ ป)ี รุ่งเรอื งถงึ ขีดสุงสดุ เรยี กว่า ยุคทองของล้านนา ในสมยั พญาตโิ ลกราช (๑๙๘๔-
๒๐๓๐)
๔) สมัยเส่ือมและล่มสลายของล้านนา (๒๐๖๘ – ๒๑๐๑) นับแต่พญาเกศ
เชษฐราช (๒๐๖๘-๒๐๘๑) ถงึ พม่ายดึ ครองเมอื ง (๒๑๐๑) เปน็ เวลา ๓๓ ปี
๓.ยุคทอง มองจากองค์ประกอบอะไรบา้ ง
อาจารยฮ์ นั สเ์ พนธ์ นยิ ามยคุ ทองล้านนาเพือ่ ให้ครอบคลมุ เหตกุ ารณ์ ต่างๆ ดงั นี้
๓.๑ มกี องทพั ทเี่ ขม้ แข็ง (ความมนั่ คงทางการเมือง)
๓.๒ พระภกิ ษมุ คี วามรู้แตกฉานในพระธรรมวินยั (สถาบันศาสนาเข้มแข็ง)
๓.๓ มีกฎหมายที่เปน็ ธรรม (นติ ริ ัฐ)
๓.๔ มชี า่ งฝมี อื ทมี่ คี วามสามารถสรรคส์ รา้ งศลิ ปกรรมทมี่ คี ณุ คา่ สงู (ลายปนู ปน้ั ลา้ นนา)
๓.๕ มวี วิ ัฒนาการดา้ นเกษตรกรรม และการชลประทานสูง

132 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

๓.๖ ความมัน่ คงทางเศรษฐกจิ
ตวั แปรสำ� คญั ได้แก่ การรบั เอาพระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท ลทั ธลิ ังกาวงศ์ รามญั
นกิ าย (เจริญทเี่ มืองพัน เมาะตะมะ) ผ่านทางสโุ ขทยั (พญาลไิ ท) ท่ีพระสุมนเถระนำ� มา
เผยแผส่ เู่ ชยี งใหม่ สมยั พญากือนา สรา้ งวดั สวนดอก มปี ระเพณกี ารบวชโดยการต่อแพ
ขนานในแมน่ ้ำ� อุปสมบทพระภกิ ษุตามแบบลังกา (แมน่ �ำ้ กัลยาณ)ี
การสนับสนุนลัทธิลังกาวงศ์ใหม่ หรือสิหลนิกาย ในสมัยพญาติโลกราช เน้นการ
ศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรม พระสงฆม์ คี วามรแู้ ตกฉานในพระธรรมวนิ ยั พระไตรปฎิ ก สามารถ
แตง่ ตำ� ราภาษาบาลไี ดม้ ากมาย เปน็ ผลทำ� ใหเ้ กดิ การทำ� สงั คายนาพระไตรปฎิ กขนึ้ มาในปี
๒๐๒๐ ที่วัดมหาโพธาราม การพระศาสนาเจริญรงุ่ เรืองมาอีกนาน
ด้านเศรษฐกิจในยุครุ่งเรือง ฮันส์เพนธ์ อธิบายจากการมองเห็นกิจกรรมที่เก่ียวกับ
พระพทุ ธศาสนา ทง้ั ผปู้ กครองและประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการอปุ ถมั ภอ์ ยา่ งสงู “พระสงฆ์
และชา่ งหลอ่ ชา่ งปน้ั ชา่ งกอ่ สรา้ ง อาคารวหิ ารใรยคุ นสี้ รา้ งกนั จำ� นวนมากมายทว่ั ดนิ แดน
ล้านนา มีการหล่อพระพุทธรูปจ�ำนวนมาก ถ้ากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางเป็นผู้
สร้างวัด มักจะถวายทด่ี ินเปน็ กลั ปนาเพ่อื ผลประโยชนข์ องวดั ถวายผู้คนมาปฏบิ ตั ิรักษา
พระพทุ ธรูป วัด และพระภิกษุสงฆ์”
๔. การเข้ามาของพระพุทธศาสนาศาสนาในอาณาจักรลา้ นนา
การเข้ามาของพระพทุ ธศาสนาในอาณาจกั รลา้ นนา สามารถแบง่ เปน็ ๒ มิติ ดงั นี้
๔.๑ มิติทางชาติพันธุ์ ถ้ายอมรับว่า ชาติพันธุ์ไท เคยอยู่ท่ีตอนใต้ของประเทศ
จีน อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน�้ำแยงซีเกียง ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การยึดครองของชาวจีนฮั่น
มีอาณาจักรอ้ายลาว มีจุดศูนย์กลางอยู่ท่ีมณฑลยูนาน จะตั้งมาช้านานเพียงไร ไม่อาจ
ทราบได้ แต่มาปรากฏว่า “เมืองเทียน” หรือ “เมืองแถน” ราว พ.ศ. ๒๖๓ - ๓๒๓
พระพทุ ธศาสนาในยคุ นคี้ าดวา่ เปน็ แบบมหายาน ในสมยั ขนุ หลวงมา้ ว (ลเิ มา) กษตั รยิ ท์ ที่ รง
ครองราชยอ์ ยใู่ นอาณาจกั รอา้ ยลาว กอ่ นทจี่ ะอพยพเขา้ มาสดู่ นิ แดนประเทศไทยในปจั จบุ นั
ได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายาน โดยการน�ำของพระสมณทูตชาวอินเดียมาเผยแผ่
ในคราวที่พระเจ้ากนิษกะมหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาคร้ังท่ี ๔ ของฝ่ายมหายาน
ณ เมอื งชลนั ธร พระสมณทตู ได้เขา้ มาเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาในเอเชียกลาง พระเจา้ มิง่ ต่ี
กษัตรยิ ์จนี ทรงรับพระพทุ ธศาสนาไปเผยแผ่ในจนี และได้ส่งทูตมาเจริญสัมพนั ธไมตรกี บั
อาณาจักรอ้ายลาว คณะทูตได้นําเอาพระพุทธศาสนามาด้วยพระสมณทูตท�ำให้หัวเมือง
ไทยทง้ั ๗๗ มรี าษฎร ๕๑,๘๙๐ ครอบครวั เปลยี่ นมานบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแบบมหายาน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 133

ราว พ.ศ. ๖๐๐ (http://www.dhammathai.org/thailand/thailand.php)
เมอ่ื ไทยกลมุ่ นีต้ อ่ ส้กู ับจนี และพ่ายสงครามจีน จึงถอยรน่ ลงมาทางแหลมอนิ โดจีน
ตง้ั บา้ นเมอื งเป็นอสิ ระ สร้างอาณาจกั รนา่ นเจา้ (หนังสือ เรอ่ื งของชาติไทย ของพระยา
อนมุ านราชธน เรยี บเรียงเพ่ือพิมพค์ รัง้ แรก พ.ศ. ๒๔๘๓ ราว ๗๐ ปีมาแลว้ ยังอยู่ในความ
เชอื่ เก่าๆ วา่ ถ่ินเดิมของไทยอยู่ในจนี และนา่ นเจ้าเป็นของไทย แล้วถูกจีนรกุ ราน) มีข้อ
โต้แย้งว่า น่านเจ้าไม่ใช่อาณาจักรของไทย เพราะไม่เคยมีคนไทยอยู่อาณาจักรน่านเจ้า
และคนไทยไม่เคยอพยพถอนรากถอนโคนจากน่านเจ้าลงมาต้ังกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
แห่งแรกนักวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยาทั่วโลก รับรู้ท่ัวกันมานาน
มากวา่ นา่ นเจา้ เปน็ บา้ นเมอื งและอาณาจกั รของชนชาตไิ ป,๋ หยี๋ (พดู ภาษาตระกลู จนี -ทเิ บต
หรือโล-โล้, หลอ-หลอ) คนพืน้ เมอื งดง้ั เดมิ ดกึ ดำ� บรรพ์ในหบุ เขา (รอบทะเลสาบเอ๋อร์ไห่)
ทางเหนอื ของมณฑลยนู นานมศี นู ยก์ ลางอยบู่ รเิ วณทปี่ จั จบุ นั เรยี กเมอื งตา้ หล่ี (ต�ำนานไทย
เรียก เมืองตาลีฟู) มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยของนักวิชาการจีนและนักวิชาการนานาชาติ
จ�ำนวนมาก ยืนยันตรงกันมานานแล้วว่า ไม่มีคนไทยในน่านเจ้า เพราะน่านเจ้าไม่ใช่
อาณาจกั รของไทย จงึ ไมเ่ คยมคี นไทยถกู ขบั ไลใ่ หอ้ พยพหลบหนจี ากนา่ นเจา้ (มตชิ นรายวนั
ฉบบั ประจ�ำวนั อังคารท่ี ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓, เรื่องของชาติไทย ทแ่ี ทน้ า่ นเจา้ ไม่ใช่
ของไทย)
กลุ่มหนึ่งมาตั้งรากฐานท่ี เชียงแสน หรือ อาณาจักรโยนกเชียงแสน พงศาวดาร
โยนกเล่าว่า นานมาแล้ว (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓) มีพวกลวั ะ หรือละวา้ ตงั้ บา้ นเรือน
อยบู่ รเิ วณใกลด้ อยตงุ มปี ่เู จา้ ลาวจก หรอื ลวจักราช เปน็ หัวหน้า (จก คอื จอบขดุ ดนิ ) ตอ่
มาไดส้ รา้ งบา้ นเมอื งในทงุ่ ราบเรยี กชอื่ วา่ “หริ ญั นครเงนิ ยางเชยี งแสน” ลกู หลานของปเู่ จา้
ลาวจกหรือลวจักราช ได้ขึ้นครองเมืองต่อเนอ่ื งกนั มาหลายสิบคน และไดม้ ีการสรา้ งเมือง
ใหม่เรยี กวา่ “ภกู ามยาว หรือ พะเยา” มีผ้คู รองเมืองตอ่ มาหลายคนจนถึง ขุนเจ๋อื ง (พทุ ธ
ศตวรรษที่ ๑๗) และพญางำ� เมอื งอาณาจกั รหริ ญั นครเงนิ ยางเชยี งแสน หรอื อาณาจกั รเงนิ
ยางนีป้ ระกอบด้วย เมอื งเงินยาง เมอื งไชยนารายณ์ เมืองลา้ นชา้ ง และเมืองเชยี งร้งุ ในสบิ
สองพันนา
พุทธศตวรรษท่ี ๑๑–๑๘ น้ันในพงศาวดารโยนก ได้กล่าวไว้ว่า ได้เกิดชุมชนนคร
สุวรรณโคมค�ำ เมืองโยนกนาคนคร เชียงแสน และอาณาจักรล้านนาไทยข้ึน บริเวณ
ลุ่มแม่น้�ำโขง แมน่ ำ้� กก แมน่ �้ำอิง และแม่น้�ำปิง แม่น้ำ� วัง แม่นำ�้ ยม แม่น�้ำนา่ น ตงั้ แตส่ บิ
สองปันนาลงมาจนถึงเมืองหริภุญชัย (ลำ� พูน) นั้นได้มีเจ้าผู้ครองนครคนสำ� คัญคือ พญา
สิงหนวัติ พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหม และพระเจ้ามังรายมหาราช (ครองราชย์ที่

134 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

เมอื งเงนิ ยางเม่อื พ.ศ. ๑๘๐๔) พม่าเรียกว่า ยุน หรอื โยน โยนก หรือ ยวน
ตอนตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ พญามงั ราย (หรือพอ่ ขุนเม็งราย) ผู้สบื เช้ือสายมาจากผู้
ครองเมอื งเงนิ ยางเชยี งแสน ไดร้ วบรวมอาณาจกั รลา้ นนาไทยทกี่ ระจดั กระจายใหเ้ ปน็ ปกึ
แผน่ ขึ้นมาใหม่ และสรา้ งเมืองเชียงรายเมอื่ พ.ศ. ๑๘๐๕ ครง้ั นั้นพระองค์ทรงยกทัพเขา้
ยดึ เอาอาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั จากพวกมอญเชอ้ื สายของพระนางจามเทวไี ดใ้ น พ.ศ. ๑๘๓๕
แล้วต้ังอาณาจักรใหม่ข้ึนเรียกช่ือว่า อาณาจักรล้านนา ศิลาจารึกที่วัดเชียงม่ัน จังหวัด
เชียงใหม่ ได้บนั ทึกไว้วา่ พ่อขุนเมง็ รายแหง่ แควน้ ลา้ นนา พ่อขุนงำ� เมอื งแหง่ แควน้ พะเยา
และพ่อขุนรามค�ำแหงแห่งแคว้นสโุ ขทยั ไดร้ ่วมกนั วางแผนสร้างเมือง“นพบุรศี รนี ครพิงค์
เชยี งใหม่”เริม่ สร้างเมื่อวนั ท่ี ๑๒ เมษายนพ.ศ. ๑๘๓๙ แล้วยา้ ยเมอื งหลวงของลา้ นนามา
อยทู่ ี่เมืองนพบุรีนครพงิ คเ์ ชียงใหม่ (สรสั วดี อ๋องสกุล. ประวัตศิ าสตรล์ า้ นนา. พิมพค์ ร้ังที่
๖. กรุงเทพฯ:อมรินทร์, ๒๕๕๒. หน้า ๔๒)
สรุปว่า ถ้าคนล้านนา หรือคนไทยกลุ่มน้ีสืบสายมาจากชนชาติไท สมัยขุนหลวง
ลิวเมา (ขุนหลวงเม้า) ที่เคยรับพระพุทธศาสนาจากจีน ยุคจักรพรรดิมิ่งต่ี พ.ศ. ๖๐๐)
เป็นพระพุทธศาสนาแบบมหายาน และน�ำติดตัวมาประพฤติปฏิบัติในดินแดนใหม่น้ี
ด้วย ก็ยืนยันว่า ชาวล้านนาได้นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ติดตัวมานับต้ังแต่
พทุ ธศตรวรรษท่ี ๗ แล้วดงั หลักฐานส�ำคัญในแดนน้ี คอื
๑) ท่ีนอกประตูเมอื งเชยี งแสนดา้ นตะวนั ตก มพี ระธาตกุ ่เู ต้าที่ทำ� เปน็ ปล้องๆ ต่อกัน
แบบเจดียจ์ นี
๒) มีผูข้ ุดพบลานเงินในทอ้ งท่อี �ำเภอเชยี งแสน ซ่งึ บรรจุมนตรข์ องพระพทุ ธศาสนา
สาขามนั ตรยาน ของมหายาน เปน็ หลักฐานวา่ คนไทยนำ� พระพุทธศาสนามหายานแบบ
จนี มาด้วย
๓) ประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๒ พระเจ้าอชุตราช (หลานของพระเจ้าสีหวัติ) ได้รับ
พระบรมสารีริกธาตุจากพระสงฆ์มอญท่ีมาจากเมืองสะเทิม จึงได้สร้างพระธาตุดอยตุง
ขึน้ บรรจุตามแบบศลิ ปะทวาราวดี
๔.๒ มิตทิ างภูมศิ าสตร์
เม่ือยึดดนิ แดนตามสภาพภูมิศาสตรเ์ ป็นหลกั พระพุทธศาสนามาสู่แดนนี้ได้อยา่ งไร
ขอนำ� เสนอเพื่อพิจารณาดงั นี้
๑) เข้ามาโดยการน�ำมาของพระนางจามเทวี ผ้มู าครองนครหริภุญชยั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 135

พทุ ธศตรวรรษที่ ๑๓ พ.ศ. ๑๒๐๕) ล้านนาในอดตี มีอาณาจักรโบราณ คอื อาณาจักร
หริภุญชัย ปกครองโดยราชวงศ์จามเทวี อาณาจักรหริภุญชัย เป็นอาณาจักรมอญที่ตั้ง
อยู่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ตำ� นานจามเทวีวงศ์โบราณได้บันทึกไว้ว่า
ฤๅษีวาสุเทพเป็นผู้สร้างเมืองหริภุญชัยข้ึน แล้วทูลเชิญพระนางจามเทวี ซ่ึงเป็นเจ้าหญิง
จากอาณาจกั รละโว้ ขน้ึ มาครองเมืองหรภิ ญุ ชยั ในปี พ.ศ. ๑๒๐๕ (ชนิ กาลมาลปี กรณ)์
บางแห่งว่า ปี พ.ศ. ๑๒๐๒ (ตามต�ำนานพระนางจามเทวีฉบับแปลและเรียบเรียงโดย
นายสทุ ธวารี สวุ รรณภาชน์) ในครั้งนน้ั พระนางจามเทวไี ดน้ �ำพระภิกษุ นกั ปราชญ์ และ
ชา่ งศลิ ปะต่างๆ จากละโวข้ ้นึ ไปด้วยเป็นจำ� นวนมากราวหมน่ื คน ประกอบกว้ ย พระเถระ
๕๐๐ รปู หมปู่ ะขาวท้งั หลายท่ีตั้งอยใู่ นเบญจศีล ๕๐๐ คน บัณฑติ ๕๐๐ คน หมู่ช่าง
แกะสลัก ๕๐๐ คน ช่างแก้วแหวน ๕๐๐ คน พ่อเล้ียง ๕๐๐ คน แม่เลี้ยง ๕๐๐ คน
หมหู่ มอโหรา ๕๐๐ คน หมอยา ๕๐๐ คน ชา่ งเงนิ ๕๐๐ คน ช่างทอง ๕๐๐ คน ชา่ งเหลก็
๕๐๐ คน ชา่ งเขียน ๕๐๐ คน หม่ชู า่ งทั้งหลายต่างๆ อกี ๕๐๐ คน และชา่ งโยธา ๕๐๐
คน ให้ร่วมเดินทางกับพระนางเพ่ือไปสร้างบ้านแปงเมืองแห่งใหม่ให้มั่นคงยิ่งข้ึน โดย
เดนิ ทางดว้ ยการลอ่ งเรือไปตามแมน่ ้�ำปิง กินระยะเวลานาน ๗ เดือน
พรอ้ มกนั น้พี ระนางยังไดเ้ ชญิ พระพทุ ธรูปส�ำคัญมาด้วย ๒ องค์ คือ ๑) พระแก้วขาว
ซึ่งเป็นองคเ์ ดียวกับทป่ี ระดษิ ฐาน ณ วดั เชยี งมน่ั จงั หวัดเชียงใหม่ ในปจั จุบัน ๒) พระรอด
หลวงประดษิ ฐานทว่ี ดั มหาวนั จงั หวดั ลำ� พนู เมอื่ พระนางเดนิ ทางมาถงึ เมอื งหรภิ ญุ ชยั แลว้
สุเทวฤๅษีและสุกทันตฤๅษีจึงกระท�ำพิธีราชาภิเษกพระนางข้ึนเป็นกษัตริย์แห่งหริภุญชัย
ทรงพระนามว่า “พระนางเจ้าจามเทวี บรมราชนารี ศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานี
หรภิ ุญชยั ” หลงั จากวนั ราชาภเิ ษกไปแล้ว ๗ วนั พระนางจงึ ประสตู ิพระราชโอรสซง่ึ ติด
มาในพระครรภ์ตั้งแต่ยังทรงอยู่เมืองละโว้ ๒ พระองค์ พระโอรสองค์โตมีพระนามว่า
พระมหนั ตยศ หรอื พระมหายศ สว่ นองคร์ องมพี ระนามวา่ พระอนนั ตยศหรอื พระอนิ ทวร
ในรชั กาลของพระนางนน้ั นครหรภิ ญุ ชยั มคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งอยา่ งยงิ่ ประชาราษฎร
ต่างอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข พระพุทธศาสนาได้รับการท�ำนุบ�ำรุงอย่างดีย่ิง
ตามต�ำนานได้กล่าวว่า พสกนิกรต่างมีใจศรัทธาสร้างวัดข้ึนเป็นจ�ำนวนถึง ๒,๐๐๐ แห่ง
และกาลต่อมาวัดท้ัง ๒,๐๐๐ แหง่ กม็ ภี ิกษุจ�ำพรรษาทุกแหง่ อน่งึ ในเวลาต่อมา ภายหลัง
สงครามขุนวิลังคะชาวลัวะได้ผ่านไปแล้ว พระนางจามเทวียังได้สร้างวัดประจ�ำเมืองข้ึน
๕ วัดเพื่อเปน็ พุทธปราการ ไดแ้ ก่
วัดอรัญญิกกรัมมการาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระนคร ปัจจุบันคือ

136 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

วัดดอนแกว้ รวมกบั วดั ต้นแก้ว
วัดมูลการาม อยูท่ างทิศใต้ คอื วดั กู่ละมกั (ลมกั กัฏฐะ) ปัจจบุ ันคือวัดรมณียาราม
วดั อาพทั ธาราม ตัง้ อยู่ทางทิศเหนอื ของพระนคร ปัจจุบนั คอื วดั พระคงฤาษี
วัดมหาวนาราม ตัง้ อยู่ทางทศิ ตะวันตกของพระนคร ปัจจบุ นั คอื วดั มหาวัน
วัดมหาลดาราม ต้งั อย่ทู างทิศใต้ของพระนคร ปัจจุบนั คือ วดั สังฆาราม ประตลู ี้
พระนางไดท้ �ำนบุ ำ� รงุ และก่อสร้างบ้านเมอื ง ทำ� ให้เมอื งหริภญุ ชัย (ล�ำพนู ) นน้ั เป็น
แหล่งศิลปวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ต่อมาพระนางได้สร้างเขลางค์นคร (ล�ำปาง) ข้ึน
อีกเมืองหน่ึงให้เป็นเมืองส�ำคัญ สมัยนั้นปรากฏมีการใช้ภาษามอญโบราณในศิลาจารึก
ของหรภิ ญุ ชัย มีหนงั สือหมานซูของจนี สมัยราชวงศถ์ ัง กล่าวถึงนครหรภิ ญุ ชยั ไวว้ ่าเปน็
“อาณาจักรของสมเด็จพระราชินีนาถ” (女王國หน่ีว์ หวัง กว๋อ) พระพุทธศาสนา
แบบหริภุญชยั เปน็ แบบเถรวาท ท่สี บื มาแต่สมยั ทวาราวดี (ต่อมา พ.ศ. ๑๘๒๔ พญามงั
รายมหาราชผสู้ ถาปนาอาณาจกั รลา้ นนา ไดย้ กกองทพั เขา้ ยดึ เอาเมอื งหรภิ ญุ ชยั จากพญา
ยบี าได)้ ตอ่ จากนน้ั อาณาจกั รหรภิ ญุ ชยั จงึ สนิ้ สดุ ลงหลงั จากรงุ่ เรอื งมา ๖๑๘ ปี มพี ระมหา
กษตั ริย์ครองเมอื ง ๔๙ พระองค์
ตอนปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๑๔ อาณาจกั รศรวี ชิ ยั มอี ำ� นาจทางใต้ รบั พระพทุ ธศาสนา
แบบมหายานจากชวา ทเ่ี จรญิ รงุ่ เรอื งสมยั พระเจา้ วษิ ณุ หรอื ธรรมตงุ คะ ราชวงศไ์ ศเลนทร)์
ผูส้ รา้ งพระมหาเจดีย์ บรมพุทโธ (บุโรบุโด) ข้นึ ท่ี ชวา พ.ศ. ๑๓๑๘ พระพทุ ธศาสนาแบบ
มหายาน กแ็ ผ่ขยายมาจนถึงอาณาจักรทวาราวดี และมาถึงหริภุญชยั
ในปี พ.ศ. ๑๕๘๖ สมยั พระเจา้ อาทติ ยราช (ราชวงศจ์ ามเทว)ี เจา้ ครองนครหรภิ ญุ ชยั
ไดข้ ุดพบพระบรมสารีรกิ ธาตุ จึงโปรดให้สรา้ งพระสถปู ทรงปราสาทแบบศรีวชิ ยั (๔ เสา
๔ ประตู) ขึ้นมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาภายหลังมีการบูรณะจึงแปลงรูปแบบ
เปน็ พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั ปจั จบุ นั มปี รากฏพระสถปู แบบศรวี ชิ ยั อกี ทว่ี ดั ชา้ งคำ้� จงั หวดั นา่ น
เรียกว่า สถูปหลังคาคฤหะ
ร่องรอยของการนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานในภาคเหนือ
(๑) ผทู้ ปี่ ฏิบัติเคร่งครดั ไมบ่ ริโภคเน้ือสัตว์ (มงั สวริ ตั )ิ เพราะเปน็ การสง่ เสริมการฆ่า
สัตว์
(๒) พิธีปอยขา้ วสังฆ์ อทุ ศิ แกผ่ ู้ตาย (โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงหญงิ หญิงที่คลอดบตุ ร) โดย
การจัดทน่ี อน หมอนมงุ้ หมาก พลู อาหาร หวี กระจกเงา ใสเ่ รอื น หรอื เสอ่ื ถวายพระ
หรอื บางทอ้ งถ่นิ สรา้ งเรอื นแบบปราสาท ถวายวดั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 137

(๓) พระภกิ ษสุ ามเณรลา้ นนาสมัยกอ่ น ฉันอาหารในเวลาเยน็ ไดอ้ ยา่ งเปดิ เผย เช่น
เดียวกบั พระสงฆฝ์ า่ ยมหายาน
(๔) พระสงฆ์ลา้ นนาสวดมนตแ์ บบธรรมวตั ร สวดติดต่อกนั ไปเรอื่ ยจนจบ แบบพระ
สงฆ์มหายาน ไมเ่ น้นสังโยค หนกั เบาสน้ั ยาวตามหลักภาษาบาลี
(๕) สมยั ก่อนในงานมงคลตา่ งๆ เช่น ขึน้ บา้ นใหม่ พระสงฆ์นิยมสวด “อุณหิสวิชยั
สูตร” พระสูตรนอกพระไตรปิฎก แต่งเลยี นแบบ “อุษณีวิชัยธารณี” ลัทธมิ ัตรยาน ของ
ฝา่ ยมหายาน เพอื่ ก�ำจดั เสนยี ด และตอ่ อายใุ หย้ นื ยาว ปจั จบุ นั ใชส้ วดในพธิ สี ะเดาะเคราะห์
สบื ชะตา นอกจากนี้ ยงั นิยมสวด “ชมพบู ดสี ตู ร” พระสตู รมหายาน
(๖) สมัยกอ่ นพระสงฆล์ ้านนานยิ มสวมหมวกผา้ “ว่อม” ดุจพระมหายาน
๒) โดยการเผยแผ่จากพุกาม พุทธศตรวรรษท่ี ๑๖ เมื่อ พ.ศ.๑๖๐๐ พระเจ้า
อนุรุทธมหาราช (อโนรธามังฉ้อ) แห่งพม่ามีอ�ำนาจ ทรงต้ังราชธานีอยู่ที่เมืองพุกาม
ทรงแผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมมาถึงดินแดนตอนเหนือของไทย คือ ล้านนา ลงมาถึง
ลพบุรีและทวาราวดี พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกามซึ่งเป็นสายท่ีมาจากเมืองมคธ
อนิ เดยี จงึ ครอบง�ำคนไทยแถบนน้ั ไปดว้ ย คนไทยจงึ หนั ไปนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาเถรวาท
แบบพกุ ามอีก
๓) รบั ผา่ นทางอาณาจกั รสโุ ขทยั ราวพทุ ธศตรวรรษท่ี ๒๐ สมยั พระเจา้ กอื นา พ.ศ.
๑๙๑๓ ซง่ึ มปี ระวตั ยิ าวนานสบื ยอ้ นไปถงึ ประเทศลงั กา นครศรธี รรมราช และสโุ ขทยั ดงั น้ี
(๑) เถรวาทแบบลังกาวงศ์เมื่อ พ.ศ. ๑๖๙๘ พระเจ้าปรักกมพาหุแห่งประเทศ
ลังกาได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา ได้อาราธนาพระมหากัสสปะช�ำระสะสาง
พระธรรมวินยั พระพุทธศาสนาก็กลบั รุ่งเรอื ง มชี อ่ื เสียงไปไกล ประเทศท่ีนบั ถือพระพุทธ
ศาสนาท่ัวไปต่างก็สนใจ พากันเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกและได้รับการ
อุปสมบทใหม่ที่นั่น คร้ันศึกษาเจนจบแล้วก็กลับบ้านเมืองของตนๆ เฉพาะประเทศไทย
เรา พระพทุ ธศาสนาแบบลังกาวงศ์นไี้ ดเ้ ข้ามาตง้ั มัน่ อย่ทู ี่เมืองนครศรธี รรมราช
(๒) สมยั สโุ ขทัย (พ.ศ. ๑๘๐๐–๑๙๒๐) หลงั พ.ศ. ๑๘๐๐ เม่ือไทยต้ังอาณาจักร
มัน่ คงอยู่ทสี่ โุ ขทยั แล้ว พ่อขนุ รามคำ� แหง พระองค์เลื่อมใสพระพทุ ธศาสนาอย่างแรงกลา้
จึงได้ทรงอาราธนาพระสงฆ์แต่เมืองนครศรีธรรมราชข้ึนไปยังสุโขทัย ทรงท�ำนุบ�ำรุงพระ
สงฆ์ สง่ เสรมิ การเรยี นพระไตรปฎิ ก พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานมผี เู้ ลอื่ มในนอ้ ยลง และ
ในทส่ี ดุ กม็ ารวมเปน็ นกิ ายเดยี วกนั พระพทุ ธศาสนาในสมยั สโุ ขทยั เจรญิ รงุ่ เรอื งมาก มกี าร

138 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

สรา้ งวัดวาอาราม และหล่อพระพทุ ธรูปขนาดใหญ่มากมาย พ.ศ. ๑๘๙๓ พระยาลไิ ทขน้ึ
ครองราชย์ ได้นิมนต์พระมหาสวามีสังฆราชเมืองลังกาช่ือสุมนะเข้ามาสู่กรุงสุโขทัย ได้
เสดจ็ ออกผนวชชวั่ คราว ณ วดั ปา่ มะมว่ ง ในเขตอรญั ญกิ และไดท้ รงพระราชนพิ นธห์ นงั สอื
เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง เป็นหนังสือท่ีทรงอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อและ
วถิ ีปฏบิ ัตขิ องประชาชนทั่วไปในเรื่องนรกสวรรค์และการท�ำดีทำ� ชว่ั
(๓) สมยั ล้านนา ประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๓ ในรชั สมยั ของพระเจา้ กือนา ได้ทรงสง่
ราชทูตไปขอนิมนต์พระสังฆราชสุมนะต่อพระยาลิไทเพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน
ลา้ นนา เปน็ การเรม่ิ ตน้ แหง่ พระพทุ ธศาสนาแบบลงั กาวงศ์ สายรามญั นกิ าย (ตน้ สายทพ่ี ระ
อทุ พรสวามี เคยไปศกึ ษาทล่ี งั กากลบั มาเผยแผท่ พี่ มา่ ) ในดนิ แดนแถบนพี้ ระมหาสมุ นเถระ
ไดม้ าพำ� นกั ทวี่ ดั พระยนื ลำ� พนู และมาประจำ� ทว่ี ดั สวนดอก เชยี งใหม่ นบั เปน็ การหยงั่ ราก
ฝังลึกพระพทุ ธศาสนาสายเถรวาทในล้านนาใหม้ นั่ คงอกี สมัยหน่งึ
(๔) สมยั พระเจ้าแสนเมอื งมา (๑๙๓๒) ได้พระสีหลปฏมิ า (พระพทุ ธสิหงิ ค์ หรอื
พระสิงห)์ จากกำ� แพงเพชร สร้างพระพทุ ธรปู ศลิ ปะเชียงแสน แบบสงิ ห์ ๑ ๒ ๓ ข้ึนมา
(ท่ลี งั กาไม่มี แตค่ ลา้ ยศลิ ปะแบบปาละ อนิ เดยี ใต้ พบมากที่บุโรบุโด)
(๕) สมยั พระเจา้ สามฝง่ั แกน พ.ศ. ๑๙๖๗ พระสงฆล์ า้ นนา ๒๕ รปู ประกอบดว้ ย
พระชาวลพบรุ ี ๘ รูป พระมอญ ๑ รปู ไปศึกษาศาสนาท่ีลงั กา จบแลว้ นิมนต์พระลงั กา
มา ๒ รูป คอื พระมหาวิกรมพาหุ และพระมหาอุตตมปญั ญา มาท�ำการอปุ สมบทกลุ บุตร
ชาวเชยี งใหม่ ตงั้ ส�ำนกั ทว่ี ดั ปา่ แดง และไดต้ งั้ คณะสงฆส์ หี ลขนึ้ มาอกี คณะหนงึ่ สมยั นสี้ งฆ์
แตกเป็น ๓ คณะ คอื คณะพนื้ เมืองเดิม คณะสวนดอก (รามญั นกิ าย) คณะป่าแดง (สหี ล
นิกาย)
(๖) ในรัชสมัยของพญาติโลกราช (๑๙๘๔ - ๒๐๓๐) พระองค์ได้อุปถัมภ์การ
สังคายนาซ่ึงนับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๘ ที่วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจดีย์เจ็ดยอดใน
นครเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๐๒๐
(๗) ในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) เป็นยุครุ่งเรืองของ
วรรณคดีพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์นักปราชญ์แต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลีขึ้นจำ� นวนมาก
เช่น พระสิริมังคลาจารย์แต่งหนังสือมังคลัตถทีปนีเวสสันตรทีปนี จักรวาลทีปนีสังขยา
ปกาสกฏีกา และพระรัตนปัญญาแต่งหนังสือวชิรสารัตถสังคหะและชินกาลมาลีปกรณ์
เป็นตน้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 139

๕. การพระพุทธศาสนาในยคุ รุง่ เรอื ง (ยุคทอง) ล้านนา
๕.๑ สมยั พญาตโิ ลกราช (๑๙๘๔ - ๒๐๓๐) พญาติโลกราช พระราชสมภพเมือ่
พ.ศ. ๑๙๕๒ เปน็ พระโอรสลำ� ดบั ที่ ๖ ในพระเจ้าสามฝ่งั แกน มพี ระนามเดิมวา่ ทา้ วลก
มีพน่ี อ้ งต่างพระราชมารดา รวม ๑๐ องค์ เปน็ กษัตริย์ลำ� ดบั ท่ี ๑๐ ของราชวงศ์มังราย
(พ.ศ. ๑๙๘๕) เม่อื มีพระชนมายุ ๓๒ พรรษา ทรงอปุ ถมั ภ์บ�ำรงุ พระพทุ ธศาสนาอยา่ งยิ่ง
๑) ก่อนรชั สมัยพญาติโลกราช ในสมัยพญาสามฝ่ังแกน มีสงฆ์คณะใหม่ ท่ีไป
ศกึ ษาจากลงั กากลบั มาอยทู่ วี่ ดั ปา่ แดง เรยี กตนเองวา่ สหี ลนกิ าย หรอื ลงั กาวงศใ์ หม่ มคี น
นับถอื มาก เพราะเนน้ การศกึ ษาภาษาบาลี และปฏบิ ตั ติ ามพระธรรมวินยั ท่ถี กู ต้อง และ
กลา่ วหาคณะสงฆ์นิกายสวนดอก (นกิ ายที่พระมหาสุมนเถระนำ� มาจากสโุ ขทยั ) ว่าปฏบิ ตั ิ
ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จนท�ำให้พระสงฆ์เกิดความขัดแย้งกัน ทะเลาะวิวาทถึงขั้น
ชกตอ่ ยกนั
ขอ้ ขดั แยง้ ทางวินัยที่นิกายปา่ แดงกล่าวหานกิ ายสวนดอก ดังน้ี
๑) พระหนสวนดอก ถอื ไมเ้ ทา้ ออกบิณฑบาตเหมอื นถอื กะลาขอทาน
๒) พระหนสวนดอก รบั เงนิ และทอง
๓) พระหนสวนดอก มนี าๆ จังหัน
๔) พระหนสวนดอก ใช้อักขระแบบสนั สกฤต เกนิ ภาษาบาลที พ่ี ระพุทธโฆษาจารย์
แปลไว้
๕) พระหนสวนดอก ออกเสียงสวดอักษระไม่ถูกต้องในพิธีกรรม เช่น พุทธัง
สะระณัง เป็น “พุทธัม สะระณมั ”
๖) การผูกพัทธสีมาของพระหนสวนดอก ไม่ถกู ต้อง
๗) พระอุทุมพรต้นนิกายหนสวนดอก เม่ือกลับมาพม่า ในเรือส�ำเภาท่ามกลาง
มหาสมทุ ร บวชภิกษใุ หมไ่ ม่ครบสงฆ์ (๕ รปู ) ใชพ้ ระพุทธรปู แทน ภิกษุรูปทีม่ รณภาพใน
เรือ พระหนสวนดอกไม่เป็นพระสมบูรณแ์ ต่นัน้ มา
ข้อสงั เกต ตำ� นวนมูลศาสนา แต่งโดยพระนิกายหนสวนดอก
ข้อขดั แย้งทางวินยั ท่นี กิ ายหนสวนดอกกล่าวหานิกายหนป่าแดง ดังน้ี
๑) พระนิกายปา่ แดงท�ำลายความสามคั คสี รา้ งความแตกแยกในพระสงฆ์ (สงั เภท)
๒) พระมหาญาณคมั ภรี บ์ วชไมถ่ ูกตอ้ ง (พระอปุ ชั ฌายเ์ ปน็ ชีเปลือยลักทองจงั โกวดั )
๓) นกิ ายหนปา่ แดง ขาดคณุ สมบตั ทิ ีจ่ ะเปน็ อปุ ัชฌาย์ หลังจากบวชแปลงมาไม่ครบ
๑๐ พรรษา

140 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

๔) นิกายหนปา่ แดง (พระมหาญาณคมั ภีร)์ สงั่ สอนไม่ใหก้ ราบไหว้พระพทุ ธรูป และ
ให้น�ำไปท้ิงเสีย (สูอย่าได้ไหว้รูปพระเจ้า สูอย่าบูชา บ่ได้บุญสักเม็ด พระเจ้านิพพานไป
แล้วดาย พระเจ้าเท่าไว่พระธัมมกับสังฆแล หื้อฝังสารูปเสียว่าอ้ัน เขาฟังคำ� มันอันกล่าว
นน้ั กฝ็ ังรปู พระเจา้ เสยี แท้หัน้ แล” (ประเสรฐิ ณ นคร ปวงค�ำ ตยุ้ เขียว (๒๕๓๗) : ต�ำนาน
มลู ศาสนาเชยี งใหม่ เชียงตงุ กรุงเทพฯ : ศักดิโ์ สภาการพมิ พ์,)
ข้อสังเกต ต�ำนานชินกาลมาลีปกรณ์ แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระจากคณะสงฆ์
นิกายหนป่าแดงยงั พดู ถึงรตั นปฏมิ าด้วย
เพอื่ ระงบั ขอ้ ขดั แยง้ (อธกิ รณส์ งฆ)์ พญาสามฝง่ั แกน จงึ นมิ นตพ์ ระสงฆท์ งั้ สองนกิ าย
ให้ลงไปแก้ข้อกล่าวหากันท่ีแพขนาน ๒ หลัง ผูกไว้กลางลำ� แม่น้�ำปิง ผลการตอบโต้กัน
นิกายสวนดอกแก้ได้ทุกข้อกล่าวหา และเป็นฝ่ายชนะ จนนิกายป่าแดงถูกห้ามเผยแผ่
ศาสนาในเมอื งเชียงใหมใ่ นสมยั นั้น
๒) ผลงานการบำ� รุงพระพทุ ธศาสนาของพญาติโลกราช ในรัชสมัยพญาตโิ ลก
ราช พทุ ธศาสนามคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง พระองคท์ รงเลอื่ มใสและทำ� นบุ ำ� รงุ พทุ ธศาสนา ทรง
สนบั สนนุ คณะสงฆส์ ำ� นกั วัดปา่ แดง (ลงั กาวงศน์ ิกายสงิ หลใหม่) ทรงนิมนตพ์ ระมหาเมธัง
กรญาณแกนนำ� กลมุ่ ลงั กาวงศใ์ หมจ่ ากลำ� พนู มาจำ� พรรษาทว่ี ดั ราชมณเฑยี รพระองคใ์ หร้ อ้ื
ปราสาทของพระราชมารดามาสรา้ งวหิ ารถวาย ทรงสถาปนาใหพ้ ระมหาเมธงั กรญาณขนึ้
เปน็ พระมหาสวามี (ม.ล.สรุ สวสั ดิ์ศขุ สวัสดิ์ ๒๕๕๖ รายงานการวจิ ยั พระพุทธศาสนาใน
ล้านนา ระหว่างรชั สมยั พระเจา้ ตโิ ลกราช-พญาแก้ว หนา้ ๑๘- ๒๒)
ทรงบ�ำรุงพระสงฆ์ ถวายสมณศักดิ์แก่พระมหาเมธังกรญาณอาจารย์ของพระองค์
เปน็ ที่ “พระอดุลศักตยาธกิ รณมหาสามี”
ทรงปรารถนาเปน็ ทายาทในศาสนาและสนองคณุ พระชนนจี งึ ทรงมอบราชสมบตั แิ ด่
พระชนนี แลว้ ผนวชโดยมพี ระอดุลศักตยาธกิ รณมหาสามี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระ
ญาณมงคลเถระเปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ ผนวชอยชู่ วั่ คราว ณ วดั ปา่ แดงมหาวหิ าร ไมน่ านกท็ รง
ลาผนวชออกมาครองราชย์ตอ่
การทพ่ี ระองคส์ นบั สนนุ สงฆฝ์ า่ ยลงั กาวงศใ์ หม่ สงิ หลนกิ าย ทำ� ใหฝ้ า่ ยลงั กาวงศใ์ หม่
รุ่งเรืองมาก กุลบุตรมาบวชเป็นจ�ำนวนมาก พระภิกษุในนิกายสิงหลเพิ่มข้ึนมาก นิกาย
สงิ หลใหมน่ เ้ี นน้ การศกึ ษาภาษาบาลแี ละการปฏบิ ตั ติ ามหลกั พระธรรมวนิ ยั การศกึ ษาเลา่
เรียนพระปรยิ ตั ธิ รรมเจรญิ กา้ วหนา้ อย่างสงู

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 141

ความขัดแย้งระหว่างลังกาวงศ์ใหม่สายสิงหล (วัดป่าแดง) และลังกาวงศ์เก่าสาย
รามัญ (วัดสวนดอก) ที่มีอยใู่ นยคุ น้นั ก็ทำ� ให้พระสงฆ์สายรามญั ตืน่ ตัวพยายามศึกษาพระ
ปริยตั เิ ชน่ กัน
พญาติโลกราชทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมทรงยกย่องพระภิกษุ
ที่มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก พระสงฆ์ในสมัยนั้นจึงมีความรู้สูงท่ีปรากฏมีช่ือเสียง
มากมาย เชน่ พระโพรริ ังสี พระธรรมทินนเถระ และพระญาณกติ ติเถระ เป็นต้น
ทรงอุปถัมภ์การท�ำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกในแดนไทย ความเชี่ยวชาญใน
การรจนาคมั ภรี ภ์ าษาบาลแี ละรอบรพู้ ระไตรปฎิ กของพระเถระชาวลา้ นนาในยคุ นน้ั ไดก้ อ่
ให้เกิดการทำ� สงั คายนาสอบชำ� ระพระไตรปฎิ กใน พ.ศ. ๒๐๒๐ ที่วดั มหาโพธาราม (เจ็ด
ยอด) โดยมพี ระธรรมทนิ มหาเถระ เจา้ อาวาสวดั ปา่ ตาลเปน็ ประธาน ทา่ นไดค้ ดั เลอื กพระ
เถรานเุ ถระประมาณ ๑๐๐ กว่ารูป ที่มีความรู้แตกฉานในภาษาบาลีและพระไตรปิฎกทัว่
อาณาจกั รลา้ นนา ทมี่ ชี อ่ื เสยี งในเชยี งใหม่ ๑๒ รปู ไดแ้ ก่ พระมหาเถระอภยั สารทมหาสามี
ซึ่งมีพรรษาได้ ๕๗ พรรษาพระญาสิทธิ พระญาณมงคล ชาวเมืองหริภุญชัย พระญาณ
ลังกา ชาวเมอื งเชียงราย พระสทั ธัมมรงั สี ชาวเมอื งเชยี งแสน พระรัตนปัญญาเถระ ชาว
เมืองพะเยา และพระรตั นปญั ญเถระ ชาวเขลางคค์ นคร เปน็ ต้น กระทำ� สังคายนาช�ำระ
พระคัมภีร์พระไตรปิฎกคร้ังน้ีได้รับการยอมรับต่อเน่ืองต่อเนื่องว่าเป็นการสังคายนาคร้ัง
ท่ี ๘ ในประวัตพิ ระพุทธศาสนต่อจากที่ทำ� มาแลว้ ๗ คร้งั ในประเทศอินเดียและศรีลังกา
เรยี กว่า “อฏั ฐมสงั คายนา” ซ่ึงใชเ้ วลา ๑ ปีจงึ เสร็จ ท�ำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง
มากในสมัยนี้ จนเปน็ ท่เี ล่อื งลอื พระเกยี รติยศไปทัว่ ประเทศข้างเคยี ง ทำ� ใหพ้ ระเจา้ ตโิ ลก
ราชได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “พระเจ้าศิริธรรมจักรวัติโลกราชามหาธรรมิกราช
พระเจา้ นครพงิ คเ์ ชยี งใหม”่ พระไตรปฎิ กฉบบั ทสี่ อบชำ� ระในสมยั พญาตโิ ลกราชจงึ ถอื เปน็
คัมภรี ์หลกั ฐานส�ำคัญช้ินหนงึ่ ของพุทธศาสนาในล้านนาทสี่ บื ทอดมาจนถงึ ปจั จุบัน
การสร้างและบรู ณะวดั ส�ำคญั ๆ ในรัชสมัยของพญาติโลกราช มีดงั นี้
สรา้ งวัดมหาโพธาราม (วัดเจด็ ยอด) ในปี พ.ศ. ๑๙๙๙ ให้เป็นทอ่ี ย่ขู องพระอุตตม
ปัญญาเถระ ท่ีริมน้�ำแม่ข่า (โรหิณีนที) โปรดให้ปลูกต้นโพธิ์ (หน่อจากวัดป่าแดงหลวง)
ในอารามน้ันแล้วต้ังช่ือว่า วัดมหาโพธาราม จากน้ันสร้างสัตตมหาสถาน (อนิมิสเจดีย์
ทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนอื รัตนจงกรมเจดียท์ ิศเหนอื รตั นฆรเจดีย์ ทิศตะวนั ตกเฉยี งเหนือ
อชปาลนิโครธ ทิศตะวันออก สระมุจจลินทร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ราชายตนะ ทิศใต้
ก่อก�ำแพงประตูโขง) ในปีวอก พ.ศ. ๒๐๒๐ โปรดให้สร้างมหาวิหาร (วิหารเจ็ดยอด)
ในอารามนน้ั

142 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

สร้างวดั ราชมณเฑียร
สรา้ งวัดปา่ ตาล
สรา้ งวัดป่าตงึ ให้เปน็ อารามใหญ่ เรียกว่า วัดปา่ แดงหลวง หรือ วดั รัตตวนาราม
ทรงสร้างโรงอโุ บสถในวัดป่าแดงหลวง ซึ่งเป็นท่ีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระราช
บดิ า (พญาสามฝง่ั แกน) และพระราชมารดา เมอื่ สรา้ งพระอโุ บสถเสรจ็ ในวนั มหาปวารณา
จึงทรงร่วมพธิ ผี ูกพัทธสีมาท่ีวัดป่าแดงนน้ั ดว้ ย
ทรงบรู ณะต่อเดิมเจดยี ห์ ลวงให้ใหญแ่ ละสูงกว่าเดิม กว้างดา้ นละ ๓๕ วา สูง ๔๕ วา
บรรจุพระบรมสารีริกธาตไุ วใ้ นพระเจดยี ์นัน้ ทรงอัญเชิญพระแกว้ มรกต จากวดั พระธาตุ
ลำ� ปางหลวง นครเขลางค์ มาประดิษฐานไวท้ ซ่ี ้มุ จระน�ำดา้ นตะวนั ออกแห่งเจดีย์หลวง
ทรงมอบให้สีหโคตเสนาบดีและอาณากิจจาธิบดีมหาอ�ำมาตย์ ด�ำเนินการหล่อ
พระพุทธรูปแบบลวปุระขนาดใหญ่ ด้วยทองสัมฤทธ์ิหนักสามสิบสามแสน (๓,๙๖๐
กโิ ลกรมั ) ณ วดั ปา่ ตาลมหาวหิ ารทางทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องเมอื งเชยี งใหม่ ซงึ่ มพี ระธรรม
ทนิ นมหาเถระเป็นเจ้าอาวาส
ในยคุ นัน้ ไดม้ ีการสถาปนาความเช่อื เร่อื งพระธาตุในทต่ี า่ งๆ ทมี่ อี ยใู่ นอาณาจักรโดย
อาศัยความสัมพันธ์ทางศาสนาของคนในถ่ินต่างๆ โดยการสร้างตำ� นานเมืองและตำ� นาน
พระธาตุ ขึน้ อย่างแพรห่ ลาย
โปรดใหค้ ณะสงฆร์ อื้ ถอนสมี าทปี่ ลกู ตง้ั แตค่ รงั้ คณะสงฆส์ วนดอก มาทำ� การปลกู ใหม่
หรอื ปลกู ซ้อนสีมาเดมิ เพอ่ื จัดการความเหน็ ต่างทางพระวนิ ัยของพระสงฆ์
๕.๒ สมยั พระเจ้ายอดเชียงราย (๒๐๓๐ - ๒๐๓๘)
ภารกิจทางศาสนา โปรดให้ช�ำระขัณฑสีมา ที่พระญาณมงคลเถระสมมุติไว้ท่ีเกาะ
ดอนแทน่ หนา้ เมืองเชียงแสน พระภกิ ษุสำ� คญั ท่ีเขา้ ร่วมพิธี มพี ระมหาญาณโพธิมหาสามี
เป็นประธาร พระเวฬุววันเถระ วัดก่เู ตา้ พระสุรสีห์ พระนารท วัดป่าแดงหลวง
ทำ� การบูชาพระมหาธาตเจดยี ์หรภิ ุญชยั ด้วยตงุ (ธง) ๑๐๐,๐๐๐ (หนึง่ แสน) ผนื
มีการแอบลักลอบเอาพระแก้วขาวไปหลบท่ีกรุงศรีอยุธยา (พระยาสุริยวงศ์ กับ
ทา้ วเออื้ ยหอขวาง ราชบุตรพญาติโลกราช) พระองคย์ กกองทพั ไปตามน�ำกลับคนื มาจาก
กรงุ ศรอี ยุธยา
๕.๓ สมัยพญาแก้ว (๒๐๓๘-๒๐๖๘) พญาแก้ว มีพระนามท่ีเรียกกันต่างๆ คือ
พระเมืองแก้ว หรือ พ่อทา้ วแก้ว หรือเจา้ รตั นราชกุมาร หรือ พญาแก้วภตู าธิปติราช หรอื

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 143

พระเจา้ ตลิ กปนดั ดาธริ าช ทรงเปน็ เหลนของพระเจา้ ตโิ ลกราช และเปน็ ราชบตุ รของพญา
ยอดเชียงรายกบั พระนางสริ ยิ สวดี (เทวีโป่งนอ้ ย) ได้รบั การเฉลิมพระนามวา่ “พระเจ้าศริ ิ
ธรรมจกั รพรรด”ิ เป็นพระมหากษัตริยพ์ ระองคท์ ่ี ๑๑ ในราชวงศเ์ มง็ ราย
ในรชั สมยั น้ี การพระศาสนาเจรญิ รงุ่ เรอื ง คณะสงฆไ์ มแ่ ตกสามคั คี พญาแกว้ เลอื่ มใส
ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ทรงอุปถัมภ์บ�ำรุงมากมาย มีหลักฐานจากศิลาจารึกการ
สร้างวัดและการบรู ณะปฏิสงั ขรณ์ค้นพบมากมายทางภาคเหนือ (จารึกอกั ษรไทยฝักขาม
ประมาณ ๓๔-๓๖ หลัก) แสดงให้เห็นว่า พระองค์ให้การสนับสนุน ทำ� นุบ�ำรุงการพระ
ศาสนาอยา่ งยงิ่ และพระองคท์ รงลาผนวชดจุ พญาติโลกราช
ผลงานพญาแก้ว การสรา้ งวดั พญาแกว้ โปรดให้
สร้างวดั บุพพาราม(วดั เมง็ ) พ.ศ. ๒๐๓๙
สรา้ งวัดศรสี พุ รรณ พ.ศ. ๒๐๔๓
ฟ้ืนฟวู ัดปา่ แดงมหาวหิ ารใหเ้ จริญรงุ่ เรือง
สรา้ งพระอโุ บสถ และหอไตร ท่ีวัดมหาโพธาราม
อุปถัมภ์สงฆ์ท้ัง ๓ คณะ (หนพ้ืนเมือง หนสวนดอก และหนสีหลนิกาย) จัดพิธี
อปุ สมบท ทเี่ ชยี งแสน ในปี พ.ศ. ๒๐๕๘ กน็ มิ นตส์ งฆท์ งั้ ๓ คณะเขา้ ประกอบพธิ อี ปุ สมบท
กรรม
ทรงให้การสนับสนุนและส่งเสริมพระสงฆ์ ผู้ที่มีความแตกฉานภาษาบาลีอย่างสูง
สามารถเขียนคัมภีร์ทางศาสนาด้วยภาษาบาลีเป็นจ�ำนวนมาก ช่ือเสียงเถรปราชญ์
ล้านนาเป็นทีร่ ู้จักกนั ในหมูป่ ระเทศชาวพุทธ
ปี พ.ศ. ๒๐๖๖ พระเจ้าโพธิสาลราช เจา้ กรุงศรีสตนาคนหนุ (๒๐๖๓-๒๐๙๐) โปรด
ใหท้ ตู เชญิ ราชสาสน์ มาเพ่อื ขอคณะสงฆ์และพระไตรปฎิ กไปเผยแผย่ งั กรุงศรสี ตนาคนหุต
พญาแกว้ จงึ สง่ พระเทพมงคลเถระ พรอ้ มคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก ๖๐ คัมภรี ์ไปถวายพระเจ้า
ล้านชา้ ง (พงศาวดารโยนก : ๓๗๑)
โคลงมทั รารบเชยี งใหม่ กลา่ วสรรเสรญิ พระญาแกว้ วา่ “พระองคม์ พี ระทยั มงุ่ ท�ำบญุ
ทำ� ทานเปน็ กจิ วตั รอนั ประเสรฐิ ตลอดพระชนมช์ พี มงุ่ แตร่ กั ษาศลี และทานโดยแท้ จงึ ทำ� ให้
ประชาชนอยกู่ นั อยา่ งสงบสขุ ” (สงิ ฆะวรรณสยั ๒๕๒๒ : หนา้ ๕๐ อา้ งใน ม.ล.สรุ สวสสั ดศ์ิ ขุ
สวัสด์ิ รายงานวิจยั ฯ หนา้ ๒๓)
ตลอดระยะเวลา ๓ รัชกาล คือ พระเจ้าติโลกราช พระยอดเชียงราย และพระ-
เมอื งแกว้ รวมเป็นเวลา ๘๔ ปี นบั เป็นยุคทองแหง่ พระพุทธศาสนาในลา้ นนา เพราะเป็น

144 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ยุคที่มีการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง และก่อนจะมาถึงยุคทองน้ี พระชาวล้านนา
หลายสบิ รปู ไดเ้ ดินทางไปศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาที่ประเทศศรีลงั กา โดยใชภ้ าษาบาลีเป็น
สอ่ื การสอนซง่ึ เปน็ ผลใหพ้ ระชาวลา้ นนามคี วามรแู้ ตกฉานใน ภาษาลเี ปน็ เยยี่ ม จนสามารถ
รจนาคัมภรี ์เป็นภาษาบาลีไว้หลายเรอื่ ง เมอ่ื พ้นจาก ๓ รชั กาลน้ไี ปแล้ว กไ็ มป่ รากฏมีผล
งานภาษาบาลอี กี เลย (สมหมาย เปรมจติ ต,์ (๒๕๕๖) วรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนาใน
ลา้ นนา)
สรุป สมยั อาณาจักรลา้ นนาเปรียบกับสโุ ขทัย
อาณาจักรล้านนา เป็นอาณาจักรไทยกลุ่มหนึ่ง ซ่ึงเป็นอาณาจักรอิสระ เริ่มต้น
อาณาจักรยุคเดียวกับอาณาจักรสุโขทัย และเจริญรุ่งเรืองอยู่ในสมัยเดียวกับสุโขทัย
เช่นกันและกไ็ ดเ้ จริญตอ่ มาจนถงึ สมัยอยธุ ยาตอนตน้
เรื่องของอาณาจักรไทยล้านนามีอะไรๆ หลายอย่างคล้ายคลึงกับสุโขทัยและอยู่ใน
ระยะเวลาใกลเ้ คียงกนั ดว้ ยเช่น
๑. พทุ ธศาสนาลทั ธลิ งั กาวงศก์ เ็ ขา้ สอู่ าณาจกั รลา้ นนาในระยะเดยี วกนั กบั สโุ ขทยั ซง่ึ
ตามพงศาวดารโยนก กลา่ วว่า เขา้ มาสมยั พระเจา้ กือนา เจ้านครพงิ ค์เชยี งใหม่ แต่วา่ เขา้
มาทางรามญั ประเทศ และไดร้ ับการท�ำนุบำ� รงุ จากพระมหากษตั รยิ ล์ า้ นนา มีความเจริญ
ร่งุ เรืองเชน่ เดียวกัน
๒. มีการอาธนาพระสงฆ์จากลงั กาทวปี และส่งพระสงฆ์ไทยไปศกึ ษาทล่ี ังกาเหมือน
กนั สง่ ไปเมอื่ พ.ศ. ๑๙๖๕ พรอ้ มกบั พระเถระชาวกรงุ ศรอี ยธุ ยา และพระเถระชาวกมั พชู า
เป็นพระเถระชาวลา้ นนา ๗ รูป ช่ือพระธรรมคัมภรี ์ ๑ พระเมธงั กร ๑ พระญาณมงคล
๑ พระศลิ วงศ์ ๑ พระสารบี ตุ ร ๑ พระรตั นากร ๑ พระพุทธสาคร ๑ ชาวกรุงศรอี ยุธยา
๒ รปู ชอ่ื พระพรหมมุนี ๑ พระโสมเถระ ๑ และชาวกมั พูชา ๑ รูป ชอ่ื พระญาณสทิ ธกิ ับมี
พระภกิ ษบุ รษิ ทั อนื่ ๆ เปน็ จ�ำนวนมาก รว่ มไปกบั พระเถระคณะนอ้ี กี ดว้ ย ขากลบั ไดน้ มิ นต์
พระมหาเถระชาวลงั กามาดว้ ย ๒ รปู ชอื่ พระมหาวกิ รรมพาหรุ ปู ๑ พระอตุ ตมปญั ญารปู ๑
๓. พญาตโิ ลกราช กษตั รยิ ไ์ ทยลา้ นนา กไ็ ดท้ รงอปุ สมบทชวั่ คราวเชน่ เดยี วกนั กบั พระ
มหาธรรมราชาลไิ ท (ราว พ.ศ. ๑๙๙๐) แตอ่ าณาจักรล้านนา ยงั มหี ลายสิ่งหลายอยา่ ง ใน
ทางพุทธศาสนาดา้ นต�ำรบั ตำ� รา ได้รุดหน้าไปกว่าสโุ ขทยั อกี ด้วยเชน่
๑. พญาติโลกราช ไดท้ รงจัดใหม้ กี ารสงั คายนาพระไตรปิฎกขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๒๐
(ต้ังอาณาจกั รอยธุ ยาแล้ว)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 145

๒. มนี กั ปราชญร์ าชบัณฑิตฝา่ ยสมณะเกดิ ขึ้นหลายองค์แต่ละองค์ไดร้ จนาคมั ภรี ์
ทางพระพทุ ธศาสนาและประวัตศิ าสตรไ์ วด้ ว้ ยเช่น
๑) พระญาณกิตติ รจนา โยชนาวินัยโยชนาอภิธรรม และอ่ืนๆ รวม
ประมาณ ๑๐ คมั ภรี ์
๒) พระรตั นปัญญา รจนา วชริ สารตั ถสังคหะและชินกาลมาลี
๓) พระโพธริ ังษี รจนา จามเทววี งศ์
๔) พระนนั ทาจารย์ รจนา สารัตถะสังคหะ
๕) พระสวุ รรณรงั สี รจนา ปฐมสมโพธสิ งั เขป
๖) พระสวุ รรณปทปี เถระ รจนา อเผคคสุ ารัตถทปี นี
๗) พระสริ ิมังคลาจารย์ รจนา มงั คลัตถทปี นี เวสสันดรทปี นี จกั กวาฬ
ทีปนี สังขยาปกาสกฎีกา ซ่ึงถือกันว่า พระมหาเถระองค์นี้เป็นรัตนกวีที่เด่นที่สุดของ
ล้านนาไทย คมั ภีร์ตา่ งๆ ทปี่ ราชญ์ชาวล้านนา รจนาขนึ้ น้ีไดม้ ีอทิ ธพิ ลในการศกึ ษาภาษา
บาลีสืบมาจนทุกวนั น้โี ดยเฉพาะคัมภีร์เรือ่ งมงั คลัตถทปี นีเป็นต้น
๖. การพระพุทธศาสนาล้านนาในยคุ ปัจจุบนั
๖.๑ อิทธพิ ลจากวัฒนธรรมพุทธแบบพมา่
พ.ศ. ๒๑๐๑ - ๒๓๑๗ สมัยท่ลี า้ นนาตกเปน็ เมืองขึน้ ของพม่า นับแตส่ มยั พระเจ้า
เมกุฏสทุ ธิวงศ์ - สมยั พระเจ้ากาวลิ ะ ในชว่ ง ๒๐๐ ปีทผ่ี ่านมา โดยการปกครองของพมา่
บ้านเมืองอยู่ในสภาพเมืองขึ้น การศาสนาข้ึนอยู่กับสภาพชุมชนท่ีไม่ม่ันคงและมีอ�ำนาจ
ขาดผสู้ นบั สนนุ หลกั ทำ� ใหก้ ารพทุ ธศาสนาในลา้ นนาซบเซาลงไปมาก พระสงฆน์ กั ปราชญ์
ที่เก่งเหมือนสมัยรุ่งเรืองไม่มี การปฏิบัติตามศาสนาก็เป็นแบบคตินิยมที่สืบกันมานาน
บางอยา่ งมกี ารเบย่ี งเบนไปหลกั การเดมิ ของเถรวาทมากรวมทง้ั วฒั นธรรมพมา่ ไดม้ อี ทิ ธพิ ล
ต่อวถิ ชี าวลา้ นนาหลายอย่าง เช่น
(๑) นยิ มบวชเปน็ สามเณร มากกว่าการบวชเป็นภิกษุ การทบ่ี วชเปน็ เณร และบวช
ในระยะสน้ั ๆนั้น การศึกษาพระพทุ ธศาสนาในลา้ นนากไ็ ม่เข้มแขง็ และค่อยเสอ่ื มลง และ
ขยายมาจนปจั จุบนั อกี ๒๐๐ ปี (๒๓๑๗ – ๒๕๕๗ เปน็ เวลารวม ๔๐๐ ปี จนไม่มนี กั
ปราชญท์ างภาษาบาลเี กิดขึน้ ในลา้ นนาอีก เพราะมแี ต่นยิ มการบวชเณร เมื่อสรา้ งวดั กไ็ ม่
นิยมสร้างพระอโุ บสถ ส่วนมากจะมเี พียงพระวิหารกบั พระสถูปเจดยี ์ แต่กม็ ผี ู้ทีบ่ วชพระ
และอยู่ต่ออุทิศตนต่อพระศาสนาตลอดชีพก็มี ความนิยมศึกษาพระปริยัติธรรมก็มีน้อย
ส่วนใหญ่เน้นประกอบพิธีกรรมสงเคราะห์ชาวบ้าน หรือประพฤติตนในสายปฏิบัติ สาย

146 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ครบู า เป็นเอกเทศไป
(๒) พิธีแห่ลกู แก้ว แตง่ ตัวเหมือนเจ้าชาย ขม่ี ้า ถือตรงตามพุทธประวัติ
(๓) มีรูปป้นั สงิ หแ์ บบพมา่ นัง่ เฝ้าประตวู ดั
(๔) การนบั ถอื พระอปุ คตุ และการตกั บาตรในเวลากลางคนื ของวนั เพญ็ ทตี่ รงกบั วนั
พุธ เรียกว่า “เปง็ ปุ๊ดหรอื เพง็ พธุ ” ทป่ี ระเทศพม่ามีรูปพระบัวเขม็ กค็ อื พระอปุ คตุ น่ันเอง
(๕) การเอาทองหุ้มพระธาตุ หรอื พระเจดยี ์ เปน็ ธรรมเนียมนิยมของพมา่ (หุ้มทอง
จังโก)
(๖) การฟ้อนผมี ดผเี มง็ แต่งตวั แบบพม่า นงุ่ โสร่ง มผี า้ พันศีรษะ
๖.๒ การฟนื้ ฟูศาสนาในล้านนา พ.ศ. ๒๔๑๐ - ปัจจุบนั
เมอ่ื กรุงรตั นโกสนิ ทร์ (รัชกาลที่ ๕) รวมศนู ยก์ ารปกครองเข้าส่วนกลาง ลา้ นนากล็ ด
ระดบั ความสำ� คญั ลงไป เปน็ ประเทศราช เปน็ มณฑลพายพั ทา้ ยสดุ กแ็ ตกเปน็ จงั หวดั ตา่ งๆ
(๘ จังหวดั ภาคเหนอื )
การปกครองทางคณะสงฆ์ ก็ยึดตาม พรบ.ลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑
การศึกษา กเ็ ปน็ แบบพระปริยตั ธิ รรม ตามกรอบการศกึ ษาคณะสงฆ์ โดยพระมหา
สมณะเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
กล่าวเฉพาะในจงั หวดั เชียงใหม่
ช่วงสมัยพระเจ้าอินทวโรรส พระสงฆ์จากวัดบรมนิวาส (พระธรรมยุติกนิกาย)
กรุงเทพฯมาจ�ำพรรษาทีว่ ัดเชยี งมัน่ แล้วมาอยู่วดั เจดยี ห์ ลวง ตงั้ นกิ ายธรรมยตุ ิล้านนาขึ้น
มา พระสงฆ์พ้ืนเมืองเดิมก็กลายเป็นมหานิกาย ยังมีพระสงฆ์พม่าบางกลุ่มหลงเหลืออยู่
บา้ ง
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๐๙ เจ้าช่ืน สิโรรส ได้บูรณะวัดอุโมงค์ และสร้างกุฏิหลัง
ใหม่เพิ่ม แล้วนิมนต์พระภิกษุปั่น หรือท่านปัญญานันทภิกษุจากสวนโมกข์ อ.ไชยา
จ.สรุ าษฎรธ์ านี มาจำ� พรรษาและไดเ้ ผยแพรศ่ าสนาสบื มา และเรยี กสถานทน่ี อ้ี กี อยา่ งหนงึ่
ว่า “สวนพุทธธรรม”
พระพทุ ธทาสภกิ ขุ เคยมารว่ มเผยแผธ่ รรมทว่ี ดั อโุ มงคน์ ช้ี ว่ งเวลาสน้ั ๆ สรา้ งพทุ ธสถาน
จังหวัดเชยี งใหม่ เปน็ ที่บรรยายธรรมของทา่ นปัญญานันทะสมยั เร่ิมแรก

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 147

เกิดมีชมรมชาวพุทธท่ีเข้มแข็ง “กลุ่มหนุ่มสาวเชียงใหม่” ร่วมกันท�ำกิจกรรมทาง
ศาสนา“รถด่วนขบวนพิเศษ” กิจกรรมช่วงเข้าพรรษาต่อเน่ืองกันมามิได้ขาด เป็นเวลา
๕๐ ปีมาแลว้
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา (มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั มาเปดิ วทิ ยาเขตเชียงใหมท่ วี่ ัดสวนดอก) ต่อมา มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราช
วทิ ยาลยั กเ็ ปดิ วทิ ยาเขตลา้ นนาทว่ี ดั เจดยี ห์ ลวง ใหก้ ารศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาและวชิ าการ
สมัยใหม่ ถึงระดับปรญิ ญาเอก
มีส�ำนักปฏิบัติธรรมทั้งสายสมถะและวิปัสสนามากแห่ง เช่น ส�ำนักวัดเมืองมาง
ส�ำนักวัดร่�ำเปิง ส�ำนักวัดพระธาตุศรีจอมทอง ส�ำนักนิโรธาราม วัดดอยแม่ปั๋ง วัดถ�้ำผา
ปล่อง วดั อรัญวเิ วก วัดป่าเมืองใหม่
๖.๓ ความเชือ่ พิธีกรรม และประเพณลี า้ นนา
๖.๓.๑ ความเช่ือดงั้ เดมิ ของชาวลา้ นนา (พสิ ฏิ ฐ์ โคตรสุโพธิ์ ๒๕๔๕ : แนวคิด
ทางปรชั ญาในคมั ภีร์ประเภทวังสปกรณ์ลา้ นนา)
ความเช่ือ คือการยอมรับสง่ิ ใดสงิ่ หน่งึ วา่ เป็นจริงโดยใชส้ ติปัญญาเหตผุ ลศรทั ธา
หรอื ยอมรบั โดยไมม่ เี หตผุ ลความเชอื่ แบง่ ออกเปน็ ๒ แบบ คอื เชอ่ื แบบงมงายและเชอ่ื แบบ
ใช้ปัญญาความเช่ือมักจะสัมพันธ์แนบแน่นกับศาสนาดังนั้นความเช่ือทางศาสนาจึงเป็น
ความเช่ือทุกชนิดท่ีว่าด้วยมนุษย์วัฒนธรรมและธรรมชาติท่ีไม่ได้เกิดจากการค้นคว้าวิจัย
แบบวทิ ยาศาสตรแ์ ตไ่ ดร้ บั การสบื ตอ่ กนั มาเปน็ วฒั นธรรมของสงั คมความเชอ่ื ในศาสนาทกุ
ระดบั ตง้ั แตร่ ะดบั ทง่ี มงายจนถงึ ระดบั ทใี่ ชป้ ญั ญาความเชอื่ ดงั้ เดมิ ของชาวลา้ นนา สามารถ
จ�ำแนกออกได้ ๓ ประการดังน้ี
ก. ความเช่ือในสง่ิ เหนือธรรมชาติ
ความเช่อื ในภตู ผวี ญิ ญาณอมนุษย์เทพเจา้
ชาวล้านนานับแต่บรรพกาลมาก่อนที่จะนับถือพระพุทธศาสนาก็มีความเช่ือที่
สืบทอดกันมาดั้งเดิมก็คือความเช่ือเร่ือง ภูตผีปีศาจวิญญาณเหล่าอมนุษย์และเทพเจ้าที่
อาศัยอยู่ในอีกโลกหนึ่งเป็นมิติท่ีซ้อนมิติ ส่ิงเหล่านี้มีพลังอำ� นาจสามารถให้คุณก�ำจัดปัด
เปา่ ทกุ ขย์ าก และภยั พบิ ตั ขิ องมนษุ ยไ์ ดถ้ า้ มนษุ ยม์ คี วามเคารพย�ำเกรงหรอื ใหโ้ ทษกอ่ วบิ ตั ิ
อันตรายแก่มนษุ ย์ผลู้ ว่ งเกิน ขาดการเคารพยำ� เกรงได้ นอกจากนี้ยังเช่ือวา่ เมื่อคนตายลง
ไปย่อมมสี ภาพเป็นวญิ ญาณและอาศัยอยู่ในโลกของวิญญาณ

148 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่


Click to View FlipBook Version