ยงั เรนดาครัวยังไปท่ นั เทอื่ แล คนใช้กพ็ อกเมือกราบไหว้พระญาอินทรห์ น้ั แล เมือ่ นัน้ นาง
สุนันทาก็มาประดบั ประดายังเนอ้ื ตน ดว้ ยเคร่ืองอลังการทังมวล แล้วกม็ หี มขู่ า้ ยงิ ข้าชาย
หากแหนแหเ่ มอื หั้นแล ก็เอากนั เขา้ ไปสู่ที่อยูอ่ ินทาธริ าชเจา้ อย่หู ั้นแล ทนี ั้นพระญาอินทร์
กก็ ล่าวห้ือวิสุกรรมเทวบุตรไปรับเอาสองเจ้าเขา้ มาหน้ั แล แล้วกน็ ำ� เอาสองเจ้าขึ้นสูส่ นาม
หลวง ก็หอื้ ข้ึนนั่งเหนือแท่นแกว้ ห้ันแลฯ
เมอื่ นนั้ พระญาอนิ ทรก์ ป็ ากจาตอ่ สองเจา้ ทา้ วตนบญุ วา่ ดรู าทา้ วทงั สอง เรากป็ ระสงค์
หายงั คนผใู้ จบญุ แลห้ือมาเสวยราชบ้านเมอื งนแี้ ล เจา้ ทงั สองจงุ่ มาสบื สร้างเสวยเมือง ๑
เทอะ เมื่อนั้นชายกำ� พร้าก็ปากจากับด้วยพระญาอินทร์ว่า ผู้ข้าขอพระบาทเจ้าอำ� ดาปัน
๑ เทอะ อนั วา่ ผขู้ า้ นก้ี ็บ่ใช่เชือ้ ชาติพระกระสัตราน่งั เสวยราชบ้านเมอื งชาแล ผู้ข้าขอมหา
ราชเจา้ จุง่ โปรดกรุณาแด่เทอะ เม่ือน้นั พระญาอนิ ทรก์ ็ยอขนั ดอกไมล้ ำ� เทยี นถวายโอกาส
วา่ ท่านกห็ ากกาลควรเปน็ เจา้ เสวยราชบา้ นเมอื งแทแ้ ล ท่านจ่งุ รับเอาสณั ฐานบ้านเมอื ง
๑ เทอะ เมอ่ื นนั้ ชายก�ำพรา้ กบ็ ช่ า่ งเหลอื ค�ำพระญาอนิ ทรไ์ ด้ กล็ วดไดร้ บั เอานมิ นตพ์ ระญา
อินทร์แล้ว ทีนั้นพระญาอินทร์ก็กล่าวว่า หื้อวิสุกรรมเทวบุตรไปร้องปล่าวแก่ผีเสื้อน้�ำ
ทงั หลาย พระญาเวสสวุ รรณ คันธัพพายกั ขะ ก็เอาแก้วมณโี ชติมาถวายแกพ่ ระญาอินทร์
หน้ั แล ยามนนั้ วสิ กุ รรมเทวบตุ ร กม็ าเนรมติ ยงั หอเยน็ แลหอสรง แลว้ กแ็ ตง่ ยงั รางลนิ แกว้
ลินงน ลินคำ� ลินทอง ก่ายเข้ามาในหอสรงทัง ๔ ด้านไว้แล้ว แต่น้ันยังมียมราชแลท้าว
จตุโลกทัง ๔ ก็นำ� เอาแก้วมณมี าถวายแก่พระญาอนิ ทร์หั้นแล อนั ว่ากงจกั รแก้วก็สยอง๑
มาตัง้ อยู่ซอ่ งหนา้ พระญาอินทร์ แลว้ ก็กล่าวว่า กาลยามนี้ ก็ควรเราหดสรงยงั ชายก�ำพร้า
ห้อื เปน็ พระญาจักกวัตติ ปราบทวปี ทงั ๔ กค็ วรชาแล ยามนน้ั พระญาอินทรก์ ็จาถงึ ชาย
กำ� พร้าแลนางสนุ ันทาแล้ว ก็นำ� เขา้ ไปสหู่ อสรงหั้นแลฯ
ทนี ัน้ เจา้ ทังสองคนั วา่ เข้าไปสหู่ อสรงแลว้ อันวา่ พระญาอนิ ทรก์ น็ �ำเอาน้�ำตน้ คนั ที๑
มาหยาดลงในลินค�ำแลลินแก้ว แล้วพระญายมราชแลท้าวจตุโลกทัง ๔ ทังครุฑแลนาค
ผีเส้ือน�้ำทังหลาย เขาก็พร้อมกันหดสรงยังเจ้าทังสองห้ันแลฯ ถัดแต่นั้น เสนาอามาตย์
ทงั หลาย แลท้าวพระญาทังหลายก็มาพรอ้ มกนั หดสรง ยงั เจ้าทงั สองแลว้ ยามน้นั พระญา
อินทร์กถ็ วายพรหือ้ แกท่ ังสองว่า จ่งุ หอ้ื ท้าวทังสองมอี ายุยนื ยาวไปภายหน้า ตราบตอ่ เท้า
ได้แสนปีจุ่งมีเทอะ คันว่าพระญาอินทร์ปันพรบัวรมวณแล้ว ก็เอาเกิบตีนทิพย์มาสุบใส่
ปาทา เอาคระจุมหัวคำ� มาสบุ เกศเกลา้ แห่งเจ้าพระญาจักรห้ันแล คันว่าเครอื่ งประดับตน
บวั รมวณแลว้ เจา้ กข็ นึ้ ขก่ี งจกั รแกว้ เสดจ็ แวดเกย้ี วทวปี ทงั ๔ ประมาณยามเดยี ว ๑ กพ็ อก
๑สยอง - เหาะ, ลอยมา
๑ตน้ นำ้� คันที – คนโท, ภาชนะดนิ เผามีคอยาว ใชส้ ำ� หรบั บรรจนุ ้ำ�
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 299
มาครอบทเี่ กา่ หอสรงหนั้ แลฯ สว่ นอนั วา่ อา้ ยกำ� พรา้ ทกุ ขเ์ มอ่ื ปฐมะยงั หนมุ่ ภายลนู ลวดได้
เป็นพระญาจักร ปราบทวปี ทัง ๔ กม็ ีหั้นแลฯ
ทีนนั้ พระญาอินทรก์ อ็ ำ� ลาพระญาวา่ ดูรามหาราช เจา้ จุ่งอยสู่ วัสดี อยา่ ไดม้ พี ยาธิ
อย่าไดป้ ระมาทแกว้ ๓ ประการ จงุ่ หอื้ รักษาศลี กนิ ทานไปอยา่ ขาดเทอะ ยามน้นั พระญา
อินทร์กพ็ อกขึ้นเมือสชู่ น้ั ฟา้ อนั เปน็ ทอี่ ยู่แหง่ ตนกม็ แี ลฯ
อธบิ ายมกั วา่ อา้ ยกำ� พรา้ ทคุ ตะ พอ้ ยมาปากพษิ ปากยำ� ๒ วา่ อนั ใดกเ็ ปน็ ฉนั นนั้ แท้ คนั
วา่ แก่มากล็ วดไดเ้ ป็นพระญาจกั ร ปราบทวปี ทงั ๔ นน้ั ชา ผู้วิสชั นาแก้วา่ ในกาลเม่อื ก่อน
ทุคตะผูน้ น้ั ไดเ้ กิดมาเป็นชายหนมุ่ ผู้ ๑ เทียรย่อมไปหาหลวั มาขายเลี้ยงชวี ิต ก็ได้ค�ำไว้ ๓
หล้ิมหั้นแล ชายผนู้ ัน้ มันกไ็ ปหาหลัว ไดแ้ ล้วหาบมาเพอ่ื ว่าจักขายหั้นแล ชายผนู้ นั้ กม็ ายัง้
อย่ใู ต้ร่มไมโ้ พธ์ิไทรตน้ ๑ หน้ั แล ยามน้นั คนทงั หลายก็พรอ้ มกนั ไปฟงั ธรรมเทศนาก็มแี ล
ส่วนว่าชายทุกขไ์ รย้ ากผูน้ ้นั ก็ได้ยนิ ยังธรรมเทศนาวา่ ปคุ ละผใู้ ดมีใจเหลื้อมใสในศาสนา
แลมาสร้างยงั วัจจกฏุ ี อนั เปน็ ทีไ่ ชหนักไชเบา แลเอางนค�ำแกว้ แหวนหลอง๓ ไว้ใต้พื้นหื้อ
เปน็ ทาน แกภ่ กิ ขุสงั ฆะทังหลายดั่งอ้นั อนั วา่ ปคุ ละผนู้ ั้นก็จกั ไดห้ ้ามเสยี ยงั วบิ ากกรรมเวร
อนั ตนไดก้ ระทำ� แลว้ ดหี ลนี นั้ แล อนั วา่ ปคุ ละผนู้ นั้ เกดิ มาในชาตใิ ด กเ็ ทยี รยอ่ มไดเ้ ถงิ สขุ ใน
ช้นั ฟา้ แลเมืองคน ตราบถึงนิพพาน ดบั ทกุ ขใ์ นสงสารแท้ดีหลีแลฯ
ทีน้ันชายผู้หาบหลัวนั้นได้ยินธรรมเทศนา ก็มีใจอันเหลื้อมใสยินดี แล้วเจ้าก็เอาค�ำ
แหง่ ตน ๓ หลิ้มนั้น ปล่อยใส่ในวัจจกฎุ ี อนั ทา่ นสร้างใหม่ไว้ในวัดที่นัน้ ก็บบ่ อกห้ือผูใ้ ดรู้
สักคน เหตุว่าของทานตนเปน็ อนั นอ้ ย จักบอกแกท่ ่านก็ยินอาย เจา้ จิ่งบ่กลา่ วหื้อไผรู้ห้นั
แล แต่นน้ั ยงั มนี างอุบาสิกาผู้ ๑ มาสร้างยังของทานแลใคร่ไดห้ ลัวไว้ต้มขา้ วหุงแกงวา่ อนั้
นางกจ็ งิ่ มาหนั ยงั หาบหลวั ชายหนมุ่ ผนู้ น้ั นางกจ็ งิ่ ถามซอ้ื ซงึ่ ชายผนู้ น้ั วา่ ดง่ั นี้ ดรู าเจา้ ผชู้ าย
หนมุ่ เจ้ายงั จกั ขายหลวั อนั นห้ี อ้ื แกข่ า้ อน้ั ชะฤา รวู้ า่ เจ้าจกั เอาสว่ นบุญกบั ด้วยขา้ อั้นชา ขา้
จักขอซื้อเอาหลัวหาบนี้ไปกระท�ำการต้มข้าวหุงแกงใส่ไว้เป็นทานชาแล ชายได้ยินแล้วก็
มใี จเหล้อื มใสยินดีมากนัก ก็กล่าวว่า ดูรานางนอ้ งยิงเหย คันว่านางจักเอาหลัวแห่งขา้ ไป
กระทำ� การทานแทด้ งั่ อนั้ กพู ก่ี จ็ กั เอาอนโุ มทนากบั ดว้ ยนางชาแล นางจงุ่ เอาไปกระทำ� การ
ทานเทอะว่าอ้ัน ชายผู้น้ันก็หาบเอาหลัวไปส่งแก่นางถึงที่อันกระท�ำการครัวข้าวหุงแกง
นน้ั แล ส่วนวา่ นางผู้น้ันกเ็ อายงั ลูกไม้หวั มนั หมากสม้ หมากหวาน พลหู ้อื เป็นทานแกช่ าย
ผนู้ นั้ แล้ว สว่ นวา่ ชายผนู้ ้ันก็รับเอาแล้วก็กนิ ยงั หมากสม้ หมากหวานฝงู น้นั แล้วกพ็ อกเมือ
๒ปากพษิ ปากยำ� - วาจากายสทิ ธ์ิ
๓หลอง - ซอ้ นไว้ด้านใน, รอง
300 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
สเู่ รือนแหง่ ตน ก็มแี ลฯ อันวา่ ชายผู้ทานหลวั แลนางผูถ้ ามซื้อหลัวนน้ั กไ็ ด้มาเป็นผัวเมีย
กัน คอื หากไดอ้ ้ายก�ำพร้าน้ี แลนางสุนนั ทาน้ันแลฯ
ผโู้ จทนาถามวา่ เหตฉุ นั ใดพระญามิลถิ านครตนพ่อ แลเอาผา้ มาเคยี นตานางตนเปน็
ลูกสาวแหง่ ตน แลปลอ่ ยไปหาชายกำ� พรา้ น้นั ชา ผแู้ ก้กล่าววา่ นางผนู้ ้ันหวีหัวแล้วเอาผา้
ปกหวั เขา้ ไปในอารามขว่ งแกว้ เจา้ ๓ ประการเมอ่ื กอ่ นแล ดว้ ยวบิ ากอนั นน้ั พระญาตนพอ่
จิ่งเอาผา้ มาเคียนตาแหง่ นาง ปล่อยไปเพอื่ อ้ันแลฯ
ด่ังฤาพระญาตนพ่อพ้อยหื้อเพิ่นไปแก้เอาผ้าครัวแลสร้อยสังวาลย์แห่งนางมาเสีย
นั้นชา ดว้ ยกรรมวิบากแหง่ นางด่ังฤาชา ผ้แู กว้ ่า แตก่ อ่ นนั้น นางหากเปลือยเนือ้ ตัวเข้าไป
ส่อู ารามขว่ งแก้วเจา้ ๓ ประการแตก่ ่อนน้ันแลฯ
อธบิ ายวา่ ชายกำ� พรา้ บก่ ินขา้ วน้นั ชา ปคุ ละผ้แู ก้กลา่ วว่า แตก่ อ่ นชายกำ� พร้าสร้าง
ของทาน พอ้ ยมากนิ ลกู ไมอ้ นั จกั เอาทานนน้ั กนิ กก็ นิ ทานกท็ านแกมกนั ดว้ ยวบิ ากเทา่ นนั้
จ่ิงได้กนิ หมากส้านตางข้าวเพ่อื อ้นั แลฯ
ประการ ๑ ขมุ คำ� เกิดมี ชายก�ำพร้าพ้อยบ่รจู้ ักค�ำนั้น ดว้ ยกรรมวบิ ากเยอ่ื งใดนั้นชา
ปคุ ละผูแ้ ก้ว่า ชายกำ� พร้ามีเจตนาศรทั ธาเหลือ้ มใสมากนกั ไดเ้ อาคำ� ๓ หลม้ิ หลองไว้ใน
วจั จกฎุ ี อนั สรา้ งใหมห่ อ้ื เปน็ ทานแกส่ งั ฆะ กเ็ พอ่ื วา่ จกั บอ่ หอื้ ไผรนู้ นั้ แล ผละบญุ อนั นน้ั กม็ า
ค�้ำชชู ายกำ� พรา้ กห็ ้อื ได้คำ� ๓ ขมุ นัน้ แลฯ ขุมค�ำเกิดมพี ้อยบร่ ้จู กั ค�ำนนั้ ก็เพือ่ ตนท่านพ้อย
บห่ อื้ ไผได้ร้นู นั้ แลฯ
ประการ ๑ ชายก�ำพร้าเกิดมาว่ามีค�ำปากพิษปากย�ำ ว่าหื้ออันใดก็เป็นตามด่ังใจ
มักน้ัน ก็ดว้ ยผละบุญเยือ่ งใดชา ปคุ ละผู้แกว้ ่า แต่กอ่ นชายกำ� พร้าได้ห้อื ทานหลวั ใสไ่ ฟตม้
ข้าวหุงแกงเป็นทานน้ันแล ก็ลวดมีเตชะกำ� ลังอันแข็งมากนักนั้นแล ซำ�้ ได้รักษาศีลแลไว้
สจั จะห้อื หม้ัน อนั ว่าผละบุญอันนัน้ กม็ าคำ้� ชชู ายกำ� พรา้ จิ่งไดป้ ากพษิ ปากย�ำ ว่าอันใดก็
เป็นอันน้ัน กเ็ พ่อื ไดร้ ักษาศลี แลไว้สัจจะหอ้ื หมนั้ นัน้ แลฯ
อธิบายว่า ชายก�ำพร้าบ่ใช่เชื้อชาติท้าวพระญา ก็พ้อยว่าได้เป็นพระญาปราบทวีป
ทัง ๔ ฉันนั้น ก็ดว้ ยผละบญุ เย่อื งใดน้นั ชา ปคุ ละผู้แกว้ า่ ชายกำ� พร้าผ้นู ี้ กไ็ ดห้ อ้ื ทานแก่
พระพุทธเจ้าแล้ว แลปรารถนาเอายังสมบัติ อันตนเชือกมักน้ัน ก็ด้วยเตชะทานอันตน
ปรารถนาผิดธรรมนั้น ก็จ่ิงได้มาเกิดเป็นกำ� พร้า ลางคราบก็ได้เกิดเป็นพระญาจักร ลาง
คราบก็ได้เกิดเป็นพระญาอินทร์ ลางคราบก็ได้เกิดเป็นพระญาพรหม ลางคราบก็ได้เกิด
เปน็ พระญาประเทศราชบา้ นนอ้ ยเมืองใหญ่ทงั หลาย นบั บไ่ ด้ก็มีแลฯ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 301
พระพทุ ธเจา้ กไ็ ดเ้ ทศนายงั นทิ านอานสิ งสย์ งั วจั จกฎุ ี อนั เปน็ ทไี่ ชหนกั ไชเบา เปน็ ทาน
แก่สงั ฆะหอ้ื แจง้ แก่มหาอานันทเถรเจา้ เป็นเคล้าแก่ภิกขุแลปรษิ ัททงั ๔ ก็มดี ว้ ยประการ
ดง่ั กล่าวมานี้แลฯ
กรยี า สงวฺ ณณฺ นา กลา่ วยงั อานสิ งสอ์ นั ไดส้ รา้ งยงั วจั จกฎุ หี อื้ เปน็ ทไ่ี ชหนกั ไชเบา เปน็
ทานแกส่ ังฆะชาดก กบ็ วั รมวณกาลควรเทา่ น้ีก่อนแลฯ
บนั ทกึ ทา้ ยเอกสาร
แล้วยามตาวันตกข้าแล เจตนาสัทธาข้าอุแแก้วเป็นเคล้า ภริยาชื่อว่านางกองแก้ว
อสุ าม ภริยาชอื่ วา่ นางบัวแลมาสา้ งทานยงั ธัมม์วจิ จกุฏี ถวายเปน็ ทานแก้วเจา้ ๓ ประการ
ขอหื้อเป็นผลนาบุญค�้ำชูข้าทังหลายมวล ขอหื้อพ้นทุกข์ถึงสุข ขอหื้อถึงเวียงแก้วยอด
เนรัพพาน ขอห้ือค้าอ่ิงขายหมาน ขอห้ือได้สืบกินสืบทานไปภายหน้า ขอห้ือมีทีฆาอายุ
หมัน้ แกน่ ยนื ยาว ขา้ แด่ สาธุ สาธุ ข้าแด่บญุ เหยฯ
พบั สาเรื่อง“อานิสงสว์ จั จกุฎี (วจิ จกุตต)ิ ” ฉบับวัดฟา้ กาง เมอื งเชียงตุง
302 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ประวตั ิผเู้ ขยี น
รองศาสตราจารย์ ดร. อนาโตล โรเจอร์ เปล็ ติเยร์
ตำ� แหนง่
พ.ศ. ๒๕๓๘ - ๒๕๔๘ นกั วิจยั สถาบันฝรัง่ เศสแห่งปลายบรู พาทศิ
พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๖ ประธานหลกั สตู รปรชั ญาดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาภมู ภิ าคลมุ่ นำ้� โขง
และสะลาวินศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม่
พ.ศ. ๒๕๕๗ โครงการศนู ยใ์ บลานศกึ ษาสถาบนั ภาษาศลิ ปะและวฒั นธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ผลงานวชิ าการ
๒๕๓๐ - วรรณกรรมไทเขิน
๒๕๓๓ - กาลาซาเครือดอก
๒๕๓๔ - ต�ำนานเค้าผลี า้ นนา ปฐมมลู มูลี
๒๕๓๕ - เจา้ บญุ หลง
๒๕๓๖ - สุชวณั ณะววั หลวง
๒๕๓๗ - คา่ วกลอนซอเชยี งตุง
๒๕๓๘ - นางผมหอม
๒๕๓๙ - แบบเรยี นภาษาขึน
๒๕๔๒ - กาแลออกหนอ่
๒๕๔๔ - นทิ านศีลหา้
๒๕๔๙ - มฆั วา
๒๕๕๒ - ภาษิตกระกูลไท
๒๕๕๔ - พระมหาปชาบดโี คตมีเถรกี ราบทูลลาปรนิ พิ พาน
๒๕๕๖ - มาตลงั กา
๒๕๕๗ - อานสิ งส์กลมุ่ ชาตพิ ันธไ์ุ ท
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 303
ทศั นะของผนู้ �ำชาวพุทธเกีย่ วกบั
พระพุทธศาสนาในอาเชียน
ผศ.ดร.เทพประวิณ จนั ทร์แรง
พัลลภ หารุค�ำจา
๑. ประวัตแิ ละความเป็นมาของอาเซียน
สมาคมประชาชาติแหง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ มชี ่อื เปน็ ภาษาอังกฤษเต็มวา่ The
Associatiaon of Southeast Asian Nations มีชอื่ ยอ่ วา่ อาเซียน ASEAN๑ สมาคม
อาเซียนไดถ้ ือก�ำเนิดจากการประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพ” Bangkok Declaration เมื่อ
วันท่ี ๘ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ จุดประสงค์ของการก่อต้ัง เพ่ือให้เป็นสมาคมแห่งความ
ร่วมมือในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เร่ิมแรกมีประเทศสมาชิกร่วมก่อตั้ง ๕
ประเทศ๒ ได้แก่ อนิ โดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซยี และสิงคโปร์ ตอ่ มาไดม้ ีประเทศ
สมาชกิ เพมิ่ ขึ้นอีก ๕ ประเทศ ได้แก่ประเทศบรูไน เข้ารว่ มเมอ่ื วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๗
ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมเม่ือวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ประเทศลาวและพม่า เข้า
รว่ มเมอื่ วันท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๐ และประเทศกมั พูชา เขา้ รว่ มเมือ่ วันที่ ๓๐ เมษายน
๒๕๔๒ ปจั จุบันกลุ่มอาเซียนมีสมาชิกร่วมทั้งสิ้นจ�ำนวน ๑๐ ประเทศ๓ วัตถปุ ระสงค์การ
จัดตัง้ สมาคมอาเซยี นมี ๗ ประการ ได้แก่
๑. สง่ เสริมความร่วมมือและความชว่ ยเหลอื ซึ่งกนั และกนั ในทางเศรษฐกิจ สงั คม
วฒั นธรรม เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตรแ์ ละการบริการ
๒. สง่ เสรมิ สนั ติภาพและความมน่ั คงส่วนภูมิภาค
๓. สง่ เสรมิ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พัฒนาการทางวฒั นธรรมในภมู ิภาค
๔. สง่ เสริมใหป้ ระชาชนในอาเซยี นมคี วามเป็นอยแู่ ละคณุ ภาพชีวติ ทด่ี ี
๕. ให้ความช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและวิจัย ส่งเสริมการ
ศกึ ษาด้านเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้
๖. เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพของการเกษตรและอตุ สาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจน
การปรับปรุงการขนส่งและคมนาคม
๑วิชติ วงศ์ ณ ป้อมเพชร เศรษฐกจิ อาเชยี น บรษิ ทั ส�ำนกั พิมพ์แสงดาว กรุงเทพฯ ๒๕๕๖, หน้า ๒๓.
๒รจู้ กั ประชาคมอาเซยี น บริษทั สถาพรบ๊คุ ส์ จ�ำกดั กรุงเทพฯ ๒๕๕๕, หนา้ ๑๕.
๓อณฎณ เช้ือไทย AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น ส�ำนกั แสงดาว กรุงเทพฯ ๒๕๕๕, หนา้ ๔๑.
304 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
๗. เสรมิ สรา้ งความรว่ มมอื อาเซยี นกบั ประเทศภายนอกองคก์ ร ความรว่ มมอื แหง่ ภมู ิ
ภาคอ่นื ๆ และองคก์ ารระหวา่ งประเทศ๑
นอกจากวัตถุประสงค์ท้ัง ๗ ประการท่กี ลา่ วมาแล้วนั้น ประชาคมอาเซยี นยังมีการ
ประชมุ หารอื และมีขอ้ ตกลงรว่ มกันตลอดมา ในการประชมุ แต่ละกลุม่ ประชาคมอาเซียน
ไดผ้ ลดั เปลย่ี นหมนุ เวยี นไปยังประเทศตา่ งๆ ในกลุม่ สมาชกิ ต่อมาทางสมาคมไดม้ มี ตริ ่วม
กันเพอ่ื ให้เกิดความรว่ มมอื ความสามัคคีระหวา่ งกนั ตามขอ้ ตกลงท่ีวา่ น้ี ประกอบไปด้วย
๓ เสาหลัก คอื
๑. ประชาคมการเมืองและความมน่ั คงอาเซยี น
๒. ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน
๓. ประชาคมสังคมและวฒั นธรรมอาเซียน
ทั้ง ๓ เสาหลักต่างมีกฎอาเซียนเป็นกรอบหรือพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ ซ่ึงจะ
สร้างกฎเกณฑ์ส�ำหรับองค์กรอาเซียนให้สมาชิกมีพันธกิจท่ีจะต้องปฏิบัติตาม๒ และมี
ข้อตกลงรว่ มกัน ท้งั ๓ เสาทีก่ ลา่ วมาแลว้ น้ัน ข้อที่สามทีเ่ กยี่ วกบั สงั คมและวฒั นธรรมมี
ความสัมพันธ์กลุ่มประเทศอาเซียน เพราะ ๑๐ ประเทศ มีความหลากหลายทางสังคม
และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างย่งิ ความเชอื่ ทางศาสนา ซง่ึ มองดแู ลว้ มหี ลายศาสนา เชน่
พุทธ ครสิ ต์ อิสลามและอน่ื ๆ ในบทความนค้ี ณะผเู้ ขียนขอนำ� เสนอในบริบทของพระพทุ ธ
ศาสนา โดยเฉพาะทศั นะผนู้ ำ� ชาวพทุ ธและตวั แทนทางพระพทุ ธศาสนา เชน่ ไทย มาเลเซยี
สิงคโปร์ กมั พชู า เวยี ดนาม พมา่ และลาว ผู้น�ำชาวพทุ ธและตวั แทนของแต่ละประเทศได้
ใหท้ ศั นะเกยี่ วกบั หลกั การการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา การบรู ณาการพระพทุ ธศาสนา เพอื่
ใชใ้ นการด�ำเนนิ ชีวติ ของพุทธศาสนิกชนในกลุ่มประเทศอาเซียนทีน่ ับถอื พระพทุ ธศาสนา
๑. ประเทศกมั พชู า
ศาสนาประจ�ำชาติกัมพูชา๓ คือพระพุทธ
ศาสนา เนื่องจากรัฐธรรมนูญของกัมพูชาได้
บัญญัติให้ศาสนาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ประจำ� ชาติ เพราะมีผนู้ ับถอื พระพทุ ธศาสนามาก
ถึง ๙๕% ของประชาชนทั้งหมด รองลงมาคือ
๑(Mr. Piyaphon H. รู้จักอาเซียน รกู้ อ่ น ดีก่อน ไฮเทด พร้ินติง้ กรุงเทพฯ ๒๕๕๕, หนา้ ๑๔.
๒เรอ่ื งเดยี วกัน หนา้ ๑๙.
๓หนงั สือหนึ่งในประชาคมอาเซียน ชดุ ประเทศกมั พชู า กรงุ เทพฯ บรษิ ัท เจเนซสิ มเี ดียคอม จ�ำกัด, ๒๕๕๕, หน้า ๑๖
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 305
ศาสนาอิสลาม ๓% ศาสนาครสิ ต์ ๑.๗% ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู ๐.๓%
ประเทศกมั พชู ามผี ู้นำ� องคก์ รพระพทุ ธศาสนาสงู สุด คือสมเด็จพระเทพวงศ์ สมเด็จ
พระสงั ฆราชประเทศกมั พชู า๑ ไดแ้ สดงทศั นะทช่ี าวพทุ ธควรนอ้ มน�ำมาประพฤตปิ ฏบิ ตั วิ า่
“คำ� สอนของพระพทุ ธเจ้าเป็นศาสนา ในขณะท่ีคนอ่ืนๆ คดิ วา่ ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นปรัชญา แม้กระนั้นโดยภาพแท้ท่ีจริงแล้ว พระพุทธศาสนาเป็นวิถีชีวิต เราทั้งหลาย
จึงไม่ควรเข้าใจผิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นเพียงศีลธรรม เพราะพระพุทธศาสนาเป็น
จรยิ ธรรม เปน็ บทฝกึ หดั ทางจติ และปญั ญาอนั จะน�ำไปสคู่ วามหลดุ พน้ ทางใจอยา่ งสมบรู ณ์
พระพุทธเจ้าตรัสเรียกค�ำสอนของพระองค์ว่า “พระธรรมวินัย” หมายถึงหลักการและ
ระเบียบข้อบังคับพระพุทธศาสนาไม่มีการยอมรับความมีอยู่ของพระเจ้าผู้สร้าง ผู้คอย
ทำ� หนา้ ทใ่ี ห้รางวลั แก่สตั วโ์ ลกผทู้ ำ� ดีและลงโทษสตั วโ์ ลกผทู้ �ำชั่วไมว่ า่ จะอย่ใู นรูปแบบใดๆ
พุทธศาสนิกชนยึดพระพทุ ธเจ้าเปน็ ท่ีพงึ่ ท่รี ะลึก แต่ไมไ่ ด้คาดหวังว่า พระพทุ ธองคจ์ ะทรง
ให้ความช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงครูผู้บอกทาง และแนะน�ำพุทธบริษัทให้
ด�ำเนินไปสู่ความหลุดพ้นตามก�ำลังของแต่ละบุคคล ชาวพุทธมองว่า บุคคลผู้เห็นสัจจะ
คือผู้ช่วยเหลืออย่างแท้จริง แต่ไม่ได้อ้อนวอนของความช่วยเหลืออย่างไร เพียงแต่แสดง
ความเคารพท่านผู้ค้นพบสัจธรรม เพ่ือท่ีจะน�ำมาแสดงหนทางไปสู่ความสุขและความ
หลดุ พ้นอย่างแท้จริง ความสุขเปน็ สง่ิ ท่แี ตล่ ะบคุ คลต้องทำ� ให้สำ� เรจ็ ด้วยตนเอง บุคคลอ่นื
ไม่สามารถท�ำให้บริสุทธ์ิหรือเศร้าหมองได้ อน่ึง พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้
ด�ำรงชีพอยู่ตามสมควรแก่ธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจึงนับเป็นความส�ำคัญอย่าง
ยงิ่ ทจ่ี ะฝึกกาย วาจา และใจของตนเองใหด้ �ำเนินไปตามมรรคาเพ่ือแสวงหาความสขุ และ
ชวี ติ ทถี่ กู ตอ้ งพระพทุ ธศาสนา ปญั ญามคี วามสำ� คญั ยงิ่ เพราะความบรสิ ทุ ธเ์ิ กดิ จากปญั ญา
และความเข้าใจ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงยกย่องเพียงปัญญา พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า
ความรู้ควรจะด�ำเนินไปควบคู่กับความบริสุทธ์ิแห่งจิตใจ ความประพฤติดีงาม ปัญญาที่
เกดิ จากความเข้าใจและการพฒั นาจิตใจ จดั เปน็ ปญั ญาอันยอดเยย่ี มเป็นปญั ญาทจ่ี ะช่วย
ใหเ้ อาตวั รอดได้ ไมใ่ ช่เพียงการวิเคราะห์วิจารณ์ การใหเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะ จึงเป็นท่ีชัดเจน
วา่ พระพทุ ธศาสนาไมใ่ ชเ่ พยี งปรชั ญา หรอื ไมใ่ ชเ่ พยี งหลกั ศรทั ธา แตเ่ ปน็ ศาสนาทสี่ ง่ เสรมิ
การปฏิบตั ิตามค�ำสอนท่นี ำ� ศาสนกิ ไปสู่ความหมดกิเลส ความตรสั รู้ และความหลดุ พ้นใน
ทส่ี ุด ซ่งึ เป็นจดุ ท่บี คุ คลจะไดร้ บั ความสงบและความสุขอย่างถาวร”
๑ สมเด็จพระเทพวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชประเทศกัมพูชา ในด้านหน้าประชุมสุดยอด ประชุมสุดยอดผู้น�ำชาวพุทธ เพ่ือการ
เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งท่ี ๒ ณ ประชมุ พุทธมณฑล อำ� เภอพทุ ธมณฑล จังหวดั นครปฐม ๙-๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
หน้า ๔๖๑ –๔๖๒
306 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
๒. ประเทศไทย
ประเทศไทยเปน็ ประเทศทใี่ หเ้ สรภี าพในดา้ นการนบั ถอื ศาสนา คนไทยจงึ เลอื กนบั ถอื
ศาสนาตา่ งๆ ไดต้ ามความสมคั รใจ โดยประชากรสว่ นมากนบั ถอื ศาสนาพทุ ธ ซงึ่ กไ็ ดน้ บั ถอื
สบื ตอ่ กนั มาเปน็ เวลาชา้ นาน จนกลายเปน็ รากฐานของความเชอื่ วฒั นธรรม ประเพณสี ว่ น
ใหญ่ และเป็นเอกลักษณ์ของชาติในปัจจุบัน๑ ส�ำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประชากร
ไทยประมาณรอ้ ยละ ๙๔ นบั ถอื ศาสนาพทุ ธโดยสว่ นใหญเ่ ปน็ นกิ ายเถรวาท และประมาณ
รอ้ ยละ ๕ นบั ถือศาสนาอสิ ลาม ซ่งึ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทางภาคใตต้ อนล่าง ส่วนศาสนา
อื่น รอ้ ยละ ๐.๑
พระพุทธศาสนาเป็น
รากฐานทางวัฒนธรรมไทย
พุทธศาสนาคือวิถีชีวิต พระ
ร า ช ว ร มุ นี ๒ อ ธิ ก า ร บ ดี
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย ได้ประกาศ
แถลงการณร์ ่วม ดงั ต่อไปน้ี
๑. เรามุ่งปฏิบัติตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้า และส่งเสริมความสามัคคีของ
ชาวพุทธทัว่ โลก โดยขจดั ขอ้ ขัดข้องอนั เนือ่ งดว้ ยนิกายตา่ งๆ เพราะไดต้ ระหนกั ชดั วา่ เรา
ทุกคนต่างก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเท่าเทียมกัน ด้วยอานุภาพแห่งปัญญาคุณและ
กรุณาคุณของพระพุทธองค์ เราตกลงสืบสานงานพระธรรมทูตสำ� หรับส่งเสริมพระพุทธ
ศาสนา เพอ่ื สันติภาพท่ีแทใ้ นโลก
๒. เพือ่ ประโยชนแ์ ก่พระพทุ ธศาสนา เราพรอ้ มใจกันกอ่ ต้งั สมชั ชาพระพทุ ธศาสนา
แหง่ โลก (การประชุมสดุ ยอดผู้น�ำชาวพุทธ) ให้เปน็ องค์การถาวร
๓. เราตกลงทจ่ี ะชว่ ยเหลอื มวลมนษุ ยท์ งั้ ปวง เพอื่ ประโยชน์ เพอ่ื ความผาสกุ และเพอ่ื
ความสขุ ทแ่ี ท้ ตามหลกั การในพระพทุ ธศาสนา ทส่ี อนเรอื่ งความเสมอภาคของทกุ คนและ
ใหม้ คี วามกรณุ าตอ่ ชาวโลก เพอ่ื ใหบ้ รรลจุ ดุ มงุ่ หมายนี้ ดว้ ยความเคารพตอ่ ขนบธรรมเนยี ม
ของเรา เราจะใชร้ ะบบเทคโนโลยีสารสนเทศเชือ่ มเครือขา่ ยเขา้ ด้วยกนั เพ่อื ท่ีว่าพระพุทธ
ศาสนาจำ� ต้องได้รบั การเผยแผ่ไปทั่วโลกอย่างไดผ้ ลดีมากที่สุด
๑หนังสือหนึ่งในประชาคมอาเซียน ชุด ประเทศไทย กรุงเทพฯ บริษัท เจเนซสิ มีเดียคอม จ�ำกดั , ๒๕๕๕, หน้า ๒๕
๒ประกาศแถลงการณร์ ว่ มฉบบั ลงวนั ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ.๒๕๔๓ ณ พทุ ธมณฑล จดั นครปฐม ประเทศไทย ปจั จบุ นั ราชทนิ นาม
ท่พี ระพรหมบณั ฑิต เจ้าคณะภาค ๒, อธกิ ารบดมี หาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั หน้า ๗๕๓ - ๗๕๕
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 307
๔. เพอื่ ดำ� รงมนั่ ในหลกั แหง่ ความสามคั คี โดยอาศยั ปญั ญาและความกรณุ า เราตกลง
ทจี่ ะพยายามแสวงหาแนวทางในการยตุ ขิ อ้ พพิ าทโดยสนั ตวิ ธิ ี และพยายามอยา่ งทสี่ ดุ และ
ทกุ วถิ ที างทหี่ ลกี เลยี่ งการความรนุ แรง เราจงึ ปฏญิ าณทจ่ี ะทำ� งานรว่ มกนั อยา่ งเตม็ ทท่ี งั้ ใน
ระดับทอ้ งถ่นิ ระดบั ชาติ และระดับนานาชาติ เพือ่ บรรลถุ ึงสนั ติภาพถาวร
๕. เรามุ่งพิทักษ์และฟื้นฟูส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติ บนพ้ืนฐานแห่งหลักพระพุทธ
ศาสนาที่สอนเร่ืองความเสมอภาคกันของทุกส่ิง เราจึงปฏิญาณเพื่อให้การศึกษาแก่
ชาวพุทธ เกี่ยวกับความจ�ำเป็นเร่งด่วนในการรักษาส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติและ
สิ่งมีชีวิตทั้งมวล และเพ่ือสนับสนุนความร่วมมือกันเรื่องการพิทักษ์และการฟื้นฟู
สิ่งแวดล้อมและเพื่อท�ำให้การวางแผนและกิจกรรมพัฒนาทุกอย่างใส่ใจเร่ืองส่ิงแวดล้อม
อย่างจริงจัง เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนี้ เราจะต้องส่งเสริมอย่างจริงจังในการประยุกต์
หลกั ค�ำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบตั ิทั่วทั้งสงั คม
๖. เรามุ่งปรบั ปรงุ และส่งเสริมการศกึ ษาทางพระพุทธศาสนา โดยวธิ กี ารแหง่ ความ
ร่วมมือกันระหว่างชาติ สังคมและภูมิภาคต่างๆ ของโลกโดยอาศัยวิธีการแลกเปลี่ยน
อาจารย์ นักศกึ ษา งานวิจยั และผลงานทางวชิ าการ
๗. เราตกลงจัดต้ังส�ำนักงานใหญ่ของสมัชชาพระพุทธศาสนาแห่งโลก โดยมี
วัตถุประสงค์เพ่ือส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศและไมตรีจิตระหว่างประเทศและเขต
ปกครองทนี่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาทง้ั หมด จงึ เหน็ พอ้ งตอ้ งกนั วา่ สถานทต่ี งั้ ส�ำนกั ใหญง่ าน
ท่เี หมาะสมท่สี ดุ คอื ประเทศญีป่ ุ่น เพื่อสง่ เสริมงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เราจงึ
มมี ติเปน็ เอกฉันท์ที่จะขอความร่วมมอื และการสนบั สนนุ อย่างเต็มทจ่ี ากประเทศและเขต
ปกครองทเี่ ขา้ ร่วมการประชุมและจากองคก์ ารที่เก่ียวขอ้ งทงั้ หมด
๓. ประเทศพมา่ (เมียนมาร์)
ประเทศเมยี นมารม์ ผี คู้ นอาศยั อยหู่ ลายเผา่ พนั ธ์ุ มคี วามเชอ่ื ทางศาสนาทแี่ ตกตา่ งกนั
แต่ชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาซ่ึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมียนมาร์
ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญเมียนมาร์ได้บัญญัติให้ศาสนาพระพุทธศาสนา
เป็นศาสนาประจ�ำชาติ ใน พ.ศ. ๒๕๑๗ - จนถึงปัจจุบัน การนับถือศาสนาของชาว
เมียนมาร์มีดังน้ี คือ ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท ๙๒.๓% ศาสนาคริสต์ ๒% ศาสนา
อิสลาม ๔% และศาสนาฮินดู ๑.๗%
308 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ชาวเมยี นมารจ์ ะนยิ มสรา้ งพระพทุ ธรปู พระเจดยี ์ และสรา้ งวดั ขนาดใหญท่ ง้ั ประเทศ
มีวัดจ�ำนวนทั้งสิ้นกว่า ๔๕,๐๐๐ วัด และมีจ�ำนวนพระภิกษุ สามเณร ท้ังประเทศกว่า
๕ แสนรูป ชาวเมียนมาร์จะเคร่งครัดในค�ำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ดังจะ
เหน็ ได้จากวิถชี ีวติ ของชาวเมยี นมารท์ นี่ ิยมไปวดั น่ังสมาธิ (Meditation) เชอื่ ในเรอื่ งกฎ
แห่งกรรม นิยมถือศีลห้าและศีลแปด นิยมไหว้พระสวดมนต์ ในวันพระก็ถืออุโบสถศีล๑
สว่ นคณะสงฆ์ในพม่า ณ ปัจจบุ ันมอี ยู่ด้วยกันหลายนกิ าย บางนิกายมคี วามรูแ้ ละทอ่ งจำ�
พระไตรปฎิ กไดอ้ ยา่ งยอดเยยี่ ม เพราะฉะนนั้ พระสงฆใ์ นพมา่ จงึ เปน็ ผมู้ คี วามรทู้ างพระพทุ ธ
ศาสนาได้อย่างดีเย่ียม ดังทัศนะของพระภัททันตะ อชิน ญาณิสสระ ประธานสถาบัน
พระพทุ ธศาสนานาชาติ สตี คู ประเทศพมา่ ๒ วา่
“ในสมยั พระเจา้ อโศก (๓๐๐ ปี - ๒๔๐ ปกี ่อนครสิ ตศ์ กั ราช) พระองค์ไดส้ ง่ เสรมิ
วงล้อแห่งพระธรรมและหมุนไปทั่วดินแดนมาตุภูมิของพระองค์ ตลอดทั้งส่งคณะ
พระธรรมทูตไปสู่ทิศต่างๆ คณะพระธรรมทูตชาวพุทธเหล่านั้น ส่วนหน่ึงได้เดินทางไป
ทางทิศตะวันตก จนกระทั่งถึงฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศซีเรียประเทศอียิปต์
ประเทศกรีซ จนกระทั่งถึงชายแดนประเทศรัสเซีย คณะพระธรรมทูตกลุ่มหน่ึงได้
เดนิ ทางไปทางทศิ เหนอื จนถงึ ภเู ขาหมิ าลยั ทางทศิ ใตไ้ ปถงึ มหาสมทุ รอนิ เดยี และเดนิ ทาง
ไปท่ัวทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวีปเอเชียทั้งหมดได้รับการเผยแพร่พระธรรม จน
กลายเป็นทวปี แหง่ พระธรรม หรือจักรวรรดแิ ห่งพระธรรม ค�ำว่า เอเชีย เป็นค�ำท่ีแผลง
มาจากค�ำวา่ อารยนั เชน่ เดยี วกบั ค�ำวา่ ทวปี เอเชยี กเ็ ปน็ ค�ำเดยี วกนั กบั ค�ำวา่ ทวปี อารยนั
(ทวีปอนั ประเสรฐิ ) ประเดน็ หน่งึ ท่ีนา่ จะพิจารณาในที่น้กี ็คอื ๔ ใน ๕ ของประชากรของ
โลกเคยเปน็ ผนู้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา ปจั จบุ นั นผ้ี นู้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาไดล้ ดนอ้ ยลงเหลอื
๑ ใน ๕ ของประชากรของโลก ช่างเป็นเร่ืองที่น่าคิดท่ีพระพุทธศาสนาได้แผ่ไปทั่วโลก
แต่ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่แค่ในแผ่นดินมาตุภูมิ ประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นแผ่นดินแห่ง
พระพทุ ธศาสนา ไดเ้ ปลย่ี นไปเปน็ ดนิ แดนของศาสนาอน่ื และเปลยี่ นชอื่ ไปเปน็ จ�ำนวนมาก
เชน่ ดนิ แดนโยนก เปลย่ี นเปน็ อฟั กานสิ ถานและตรุ กี แควน้ คนั ธาระและเมอื งตกั กสลิ า ได้
กลายมาเปน็ ประเทศปากสี ถาน สถานการณเ์ หลา่ นที้ �ำใหพ้ วกเราสลดใจเปน็ อยา่ งยง่ิ ความ
รบั ผดิ ชอบที่ดีของพวกเรากเ็ พื่อความเจริญก้าวหนา้ ของพระพทุ ธศาสนามีอยู่ ๒ ประการ
คือ ๑. การรกั ษาและการฟื้นฟพู ระพุทธศาสนา ๒. การเผยแผแ่ ละการส่งเสรมิ พระพุทธ
๑สถานอี าเซยี น พมิ พ์ครั้งที่ ๒ กรงุ เทพฯ, บริษัทอักษรเงินดี จ�ำกัด กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕, หน้า ๑๗๖-๑๗๗
๒พระภัททนั ตะ อชิน ญาณิสสระ ประธานสถาบนั พระพทุ ธศาสนานาชาติ สีตคู ประเทศพม่า การประชมุ สุดยอดผนู้ ำ� ชาวพทุ ธ
ครัง้ ท่ี ๒ หน้า ๕๑๘ – ๕๑๙
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 309
ศาสนา เพื่อที่จะท�ำให้ความรับผิดชอบประการแรกสมบูรณ์ คือเรื่องการรักษาและการ
ฟน้ื ฟพู ระพทุ ธศาสนา ประเทศต่างๆ ตอ้ งมีวธิ กี ารท่เี ปน็ ระบบและมีคณุ ภาพในการเรยี น
การสอนพระไตรปิฏก แต่ละประเทศต้องเรียนรู้ว่า พระหรือนักบวช (ภิกษุ) ต้องศึกษา
เล่าเรียนเกี่ยวกับพระธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจโดยตลอดเป็นสิ่งแรก
หลังจากนั้นพระสงฆ์ก็จะสามารถสอนพระธรรมแก่ชาวบ้านชาวเมืองท้ังท่ีเป็นคนหนุ่ม
คนแก่ คนรวย คนจน คนชั้นสูงและคนชั้นต�่ำ พวกเราประหลาดใจมากที่เหตุการณ์
เก่ียวกับความเชื่อทางศาสนาและคุณค่าทางศาสนาก�ำลังลดความส�ำคัญลง โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงในกลุม่ คนรนุ่ หนมุ่ รุ่นสาว เพราะฉะน้ัน เราขอร้องต่อพวกท่านทัง้ หลายและผู้น�ำ
ศาสนาทุกๆ ท่าน เพ่ือเร่งร่วมมือกันปลุกชีพและคืนชีวิตให้แก่ศีลธรรม เราต้องศึกษา
คณุ คา่ ของเผา่ ตนและศาสนาของตนเองในทกุ อริ ยิ าบถของชวี ติ ยง่ิ กวา่ น้ี สาระส�ำคญั กค็ อื
พระสงฆไ์ มค่ วรทง้ิ การกระท�ำทเ่ี ปน็ โลกตั ถจรยิ าคอื การสงเคราะหม์ นษุ ยใ์ หม้ สี วสั ดภิ าพดี
คณะสงฆต์ อ้ งแสดงบทบาททเี่ ดน่ ในการท�ำงานสงเคราะหส์ งั คม ใหบ้ รกิ ารตอ่ มนษุ ยเ์ ทา่ ที่
สามารถจะท�ำได้ พระสงฆค์ วรค�ำนงึ ถงึ และดแู ลเกย่ี วกบั สขุ ภาพและการศกึ ษาของชมุ ชน
จดั การรกั ษาอาการเจบ็ ไข้ได้ปว่ ยเบอื้ งตน้ จดั การเร่ืองการกู้ภัย จัดหาสง่ิ ท่ีจำ� เป็นตอ่ การ
ด�ำรงชีวิต จัดหาอาหารในเวลาที่เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง ทุพภิกขภัย ภัยนำ้� ท่วม
การกระทำ� โลกตั ถจริยาเป็นเครือ่ งมอื ทที่ รงพลงั มาก และเปน็ บทบาทอันทรงพลงั ในการ
ครองใจประชาชน ความพยายามกระท�ำในความรบั ผดิ ชอบประการทส่ี องกค็ อื การเผยแผ่
และส่งเสรมิ พระพุทธศาสนา พระสงฆ์ แมช่ ี และสามเณรแตล่ ะท่าน ควรได้รับการฝึกหดั
และเตรยี มพรอ้ มเปน็ อยา่ งดเี พอื่ งานทท่ี า้ ทายทรี่ อคอยอยขู่ า้ งหนา้ และตอ้ งมคี วามชำ� นาญ
ในการแสดงธรรม สามารถที่จะแสดงพระธรรมในพระพุทธศาสนาได้หลายภาษา ยิ่งไป
กว่าน้ันก็คือ บรรดาครูสอนศาสนาทั้งมวลควรเรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีท่ีทันสมัย และ
รู้จักใชส้ อ่ื ต่างๆ อยา่ งมคี ณุ ภาพด้วย เชน่ สามารถใช้เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ เคร่ืองมอื บนั ทึก
ภาพและเสยี งแบบตา่ งๆ เครอื่ งฉายสไลด์ กล้องถ่ายภาพยนตร์ และส่ือวทิ ยุ เปน็ ตน้ เพ่อื
ทจี่ ะเข้าถึงหัวใจและจิตใจของประชาขนเป็นจ�ำนวนมากไป”
310 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
๔. ประเทศมาเลเซยี
ศาสนาประจ�ำชาตมิ าเลเซยี ๑ คือ ศาสนาอิสลาม ชาวมาเลยท์ ่นี ับถือศาสนาอิสลาม
มีประมาณร้อยละ ๕๓ นบั ถอื ศาสนาพทุ ธประมาณรอ้ ยละ ๑๗ นับถอื ลทั ธเิ ต๋าประมาณ
ร้อยละ ๑๒ นับถอื ศาสนาครสิ ตป์ ระมาณร้อยละ ๘ นบั ถือศาสนาฮินดปู ระมาณรอ้ ยละ
๘ และอื่นๆ ประมาณร้อยละ ๒ จากสถติ ิจ�ำนวนผู้นับถอื พระพทุ ธศาสนาในมาเลเซียเป็น
ล�ำดับที่สอง ก็ถือว่าพระพุทธศาสนาได้มีส่วนและมีพื้นท่ีให้กับชาวพุทธ จึงท�ำให้เราได้
รับทราบขอ้ มลู และทัศนะของชาวพุทธในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะพระสงฆ์ผ้มู คี วาม
รู้ทางพระพุทธศาสนา เช่น พระ ดร.เค. ศรีธัมมานันทะ นายกมหาเถระแห่งมาเลเซีย
- สิงคโปร์๒ ได้ให้ทัศนะเกี่ยวพระพุทธศาสนาว่า “คนบางคนพูดว่า “พระพุทธเจ้าใม่ใช่
พระเจ้า พระองค์เป็นเพียงมนุษย์ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว จะมีประโยชน์อะไรในการ
สวดอ้อนวอนต่อพระองค์เพราะพระองค์ไม่สามารถให้พรหรือช่วยอะไรท่านได้” หรือว่า
“พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนา ท�ำไมจะต้องปฏิบัติตามด้วย และว่า “ชาวพุทธเป็นพวก
บูชารปู ป้นั เพราะพวกเขากม้ กราบพระพทุ ธรูป” มีชาวพทุ ธสักกี่คนท่ีสามารถเข้าใจไดว้ ่า
ปญั หาเหลา่ นไ้ี มเ่ พยี งแตต่ ง้ั มาผดิ เทา่ นน้ั แตว่ า่ นา่ หวั เราะดว้ ย พวกเขาไมร่ มู้ โนทศั นค์ วาม
เคารพท่ีมีพระพุทธเจ้าของชาวพุทธว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังอันสูงสุดชาวพุทธไม่
ได้สวดอ้อนวอนต่อรูปปั้นแต่ว่าถวายความเคารพแด่พระองค์โดยถือว่ารูปพระปฎิมานั้น
เป็นส่ิงให้ระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อท�ำจิตใจให้สงบและพัฒนาสมาธิ
สิ่งเหล่าน้ีชาวพุทธจะต้องศึกษาจะได้เรียนรู้ศาสนาท่ีตนนับถือน้ันๆ จริงๆ แล้วคืออะไร
พวกเขาจะตอ้ งรวู้ า่ พระพทุ ธเจา้ ทรงบำ� เพญ็ พทุ ธกจิ ยงิ่ ใหญใ่ นการประกาศมหากรณุ าธคิ ณุ
แก่มนุษยชาติอย่างไรแม้คนท่ีนับถือศาสนาอ่ืนผู้ไม่มีอคติก็ยังเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็น
ศาสนาท่ีมีใจกว้าง เพราะชาวพุทธไม่แสวงหาประโยชน์โดยการกลับใจคนศาสนาอ่ืน
มาเป็นชาวพุทธแต่ปฏิบัติตามศาสนาของตนโดยไม่รบกวนคนศาสนาอ่ืน ขนาดนิกาย
โรมันคาทอลิกยังยอมรับว่าคนที่ไม่ใช่คริสเตียนก็สามารถไปสวรรค์ได้เท่ากับประกาศ
ว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีด้วย ข้อนี้มิใช่สิทธิพิเศษของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดย
เฉพาะถึงชาวพุทธจะไม่มีพระเจ้าคอยช่วยให้พ้นทุกข์ พวกเขาก็ท�ำความพยายามเพ่ือ
บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดโดยด�ำเนินตามอริยมรรคมีองค์แปด เพ่ือขจัดปัญหาน้ี ผู้น�ำชาว
พุทธ (พระภกิ ษแุ ละฆราวาส) ต้องใช้วิธีการสมัยใหม่น�ำเสนอ การบรรยายควรเป็นเร่อื ง
๑สถานีอาเซียน พิมพ์ครงั้ ที่ ๒ กรงุ เทพฯ, บริษทั อักษรเงนิ ดี จำ� กัด กรุงเทพฯ , ๒๕๕๕, หน้า ๕๘
๒พระ ดร.เค. ศรีธมั มานนั ทะ นายกมหาเถระแห่งมาเลเซยี - สิงคโปร์ (อ้างแล้ว เรอ่ื งเดียวกนั ) หนา้ ๕๐๙ – ๕๑๐
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 311
ที่น่าสนใจและสัมพันธ์กับความต้องการในปัจจุบัน จริงอยู่ธรรมะเป็นอกาลิกะ ลักษณะ
การอธบิ าย ครสิ ตท์ ่กี �ำลังแตกหนอ่ ในตะวันตก โดยเฉพาะพระภิกษุต้องเรียนรู้การใชส้ ่ือ
ชนิดใหมน่ ี้และอุทิศเวลาและแรงงานด�ำเนนิ การอนั ประเสรฐิ ประกาศขา่ วสารอนั ยงิ่ ใหญ่
ซ่ึงพระบรมศาสดาได้มอบหมายด้วยกรรมวิธีท่ีเหมาะสมกับยุคสมัย ฆราวาสต้องทำ� งาน
ใกล้ชิดกับพระสงฆ์เพื่อสนับสนุนงานน้ี ข้อเสียสำ� คัญอย่างหนึ่งของผู้น�ำชาวพุทธก็คือมี
ความเอนเอียง ท่ีท�ำให้ทรัพย์จ�ำนวนมากโครงการพิเศษต่างๆ เช่นการสร้างวิหารขนาด
ใหญ่และพระพุทธรูปขนาดโตในที่ท่ีไม่มีความจ�ำเป็นเลย แน่นอนไม่มีอะไรผิดเก่ียวกับ
โครงการเหล่านน้ั แตข่ อใหค้ ิดวา่ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนไ์ พศาลอยา่ งไร ถา้ สามารถใช้เงนิ
เช่นนัน้ สรา้ งโรงพยาบาล โรงเรยี น ธรรมศาลา สถานเล้ียงเดก็ กำ� พรา้ บา้ นคนพักคนชรา
ฯลฯ โดยเฉพาะในประเทศพระพุทธศาสนา ในแนวทางน้ี เราอาจดูแลศาสนิกได้ ไม่ให้
ตกเป็นเหย่อื วถิ ชี ีวิตและแนวคดิ ทีแ่ ปลกแยกได้ วดั และรูปปฏิมาเปน็ เพยี งสัญลักษณข์ อง
ศาสนา เราต้องจัดหาความสะดวกสบายทางวัตถุให้แก่เพ่ือนร่วมโลกของเราและนำ� เขา
เหลา่ นัน้ มายังธรรมะ ซง่ึ เป็นโสถวเิ ศษท่ีจะชว่ ยใหเ้ ขาพบสันตสิ ุขทางจิตใจได้โลกมีปัญหา
มากมายและกจ็ ะเปน็ ปญั หาเกดิ ขน้ึ ในจติ ใจของมนษุ ยท์ งั้ นนั้ ดงั นน้ั ถา้ คนรนุ่ เราประสงคจ์ ะ
รบั ใชม้ นษุ ยชาตแิ ลว้ ไซร้ จะตอ้ งสามารถเปลยี่ นแปลงมนษุ ยชาตใิ หม่ โดยทำ� ลายธรรมชาติ
ความเป็นสตั ว์และพฒั นาธรรมชาติความเป็นมนษุ ยแ์ ละทพิ ยาภาพของเขาใหไ้ ด้ วิธีเดียว
เท่าน้ันที่จะทำ� ได้ นนั่ คือการแนะนำ� ขา่ วสารอันประเสรฐิ ของพระพุทธเจา้ เป้าหมายมใิ ช่
เพมิ่ จำ� นวนชาวพทุ ธ แตต่ อ้ งการใหแ้ สงสวา่ งแกม่ นษุ ยชาติ จนสามารถสมั ผสั กบั สนั ตธิ รรม
เอกภาพ สันโดษเพ่ือประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ท้ังหลาย ตัวอย่างเช่น คร้ังหน่ึงผู้เขียน
พูดกับนักโทษท่ีเรือนจ�ำใหญ่ท่ีสุดในมาเลเซียว่าเม่ือพ้นคุกแล้วเขาจะท�ำอะไร ค�ำตอบที่
โดดเดน่ คอื จะกลบั ไปมชี วี ติ แบบเดมิ นแี้ สดงวา่ การลงโทษทางกายอยา่ งเดยี วไมเ่ พยี งพอที่
จะแกไ้ ขพฤตกิ รรมของคน หรอื เปลยี่ นเจตนคตติ อ่ ชวี ติ ดงั นน้ั การพฒั นาทางจติ เทา่ นนั้ จะ
เกิดผลถาวรตอ่ ชีวิต ถา้ เราปรารถนาจะประกาศธรรมใหป้ ระสบผลสำ� เรจ็ เราต้องฝกึ ฝน
พระสงฆข์ องเราใหเ้ ปน็ นกั พดู ทดี่ แี ละมปี ระสทิ ธภิ าพ ในตอนนผ้ี แู้ ทนจากประเทศพระพทุ ธ
ศาสนาในเอเชียก�ำลังรวมตัวกันจัดตั้งคณะท�ำงานขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อศึกษาจุดอ่อนและ
ช้ีไปยังจุดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขในการปฏิบัติพระศาสนา ข้อน้ีรวมถึงระบบการฝึกอบรม
ครูศาสนาชั้นเย่ียม พระภิกษุต้องมีคุณธรรมสูงส่งพร้อมๆ กับเช่ียวชาญในการตีความ
และถา่ ยทอดธรรมแกผ่ ฟู้ งั สมยั ใหม่ การบรหิ ารทางสงั คมกเ็ ปน็ บทบาทหนงึ่ ทพ่ี ระสงฆจ์ ะ
มองขา้ มเสยี มไิ ด้ หมดสมยั แลว้ ทพ่ี ระสงฆจ์ ะปลกี วเิ วกและวางเฉยตอ่ การทา้ ทายทนี่ า่ ตกใจ
ในโลกภายนอก ทา่ นเหลา่ นนั้ จะต้องใชพ้ ลัง ความเขม้ แขง็ สตปิ ัญญาเพือ่ รับใชม้ นุษยชาติ
312 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ในทุกวิถีทาง เราควรหยุดการเลือกปฏิบัติเพราะฐานะของนิกายท่ีแตกต่างกัน หรือ
พิธีกรรมทำ� ถูกต้องหรือไม่ แต่เราต้องร่วมมือกันเผยแผ่ธรรมะและทำ� งานเพ่ือสวัสดิภาพ
แก่ทุกคนทั้งด้านวัตถุและจิตใจ พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตประจ�ำวันของ
เรา สามารถวางแนวใหแ้ กม่ วลมนษุ ยไดใ้ ชส้ ง่ิ ทดี่ ที ส่ี ดุ แสดงบทบาทสำ� คญั ของเขาในสงั คม
ถ้าแต่ละคนเข้าใจว่าเขาสามารถอย่างไรในการที่มีส่วนท�ำดีท่ีสุดต่อสวัสดิภาพของโลก
ชีวิตก็ไม่ไร้ความหมาย เราสามารถเข้าใจพุทธธรรมและปฏิบัติเพ่ือท�ำให้ศตวรรษที่ ๒๑
เปน็ ยคุ สมยั ที่สมบรู ณ์ เป็นยคุ แหง่ จิตวิญญาณมนษุ ย์โดยแทไ้ ด”้
๕. ประเทศลาว
ประชาชนชาวลาวส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๐ นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็น
ศาสนาประจ�ำชาติ นอกจากนั้นนับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามมีจ�ำนวนน้อย
มาก โดยศาสนาครสิ ตส์ ว่ นมากจะมผี นู้ บั ถอื เปน็ กลมุ่ ชาวเวยี ดนามอพยพ และชาวลาวเชอื้
สายเวียดนาม สว่ นศาสนาอิสลามพบวา่ มกี ารนับถอื ในหม่ชู นชาตสิ ่วนนอ้ ยจนี ฮ่อที่อาศัย
ตามชายแดนด้านตดิ กับประเทศเมียนมาร๑์ ผลของเปลยี่ นแปลงการปกครองในลาวในปี
พ.ศ. ๒๕๑๘ ทำ� ใหก้ จิ กรรมทางพระพทุ ธศาสนาหยดุ ชะงกั ไปชว่ั คราว ตอ่ มาไดเ้ ปลย่ี นแปลง
นโยบายให้ประชาชนชาวลาวได้มีอิสรภาพในการนับถือศาสนา พระพุทธศาสนาจึงกลับ
มาฟื้นตัวอีกคร้ังหน่ึง ตามนโยบายของรัฐบาล ในแผนพัฒนาชาวลาวที่ว่าด้วยแนวลาว
สร้างชาติ ซ่ึงชาวลาวทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ ในทางการเมืองและศาสนา ในขณะ
เดยี วกนั พระพทุ ธศาสนากไ็ ดร้ บั การทะนบุ ำ� รงุ จากภาคประชาชนและรฐั บาล ดงั ทศั นะของ
พระมหาวิจิตร สิงหราช อดตี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสมั พนั ธล์ าว๒ วา่ “ปัจจุบันใน
ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว พระพทุ ธศาสนาไดม้ บี ทบาทสำ� คญั ในการ
พัฒนาชีวิตจิตใจของประชาชนลาว เป็นสถาบันที่ด�ำรงคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี
อันเป็นเอกลักษณ์ และมรดกดั้งเดิมอันล้�ำค่าทางด้านวัฒนธรรมประจ�ำชาติ พร้อมทั้งมี
บทบาทส�ำคัญในการศึกษาอบรมพุทธศาสนิกชน และประชาชนลาวให้ตั้งอยู่ในหลักศีล
ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา มคี วามสามคั ครี กั ใครช่ ว่ ยเหลอื กนั บนพนื้ ฐานความเมตตาและ
มนี ำ้� ใจรกั ใครป่ ระเทศชาติ รกั บา้ นเกดิ เมอื งนอน เพอื่ พรอ้ มกนั ประกอบสว่ นเขา้ ในภารกจิ
แห่งกการปกปักรักษา และสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติให้รุ่งเรืองศิวิไลซ์ทางด้านวัตถุ
และจิตใจสอดคล้องกับแนวทางเปล่ียนแปลงใหม่ของรัฐบาล สาธารณรัฐประชาธิปไตย
๑สถานอี าเซียน พิมพ์ครัง้ ท่ี ๒ กรุงเทพฯ, บรษิ ัทอกั ษรเงนิ ดี จ�ำกัด กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕, หนา้ ๑๙๒
๒พระมหาวจิ ติ ร สิงหราช อดีตประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธล์ าว (อา้ งแล้ว เรอื่ งเดยี วกนั ) หน้า ๕๐๓ – ๕๐๔
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 313
ประชาชนลาวทุกการเคลื่อนไหวท่ีถูกต้องตามกฎหมายร่วมแต่ได้รับอุปถัมภ์เป็นอย่างดี
จากอ�ำนาจการปกครองทุกช้ัน ปัจจุบันรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
พวกข้าพเจ้าได้ปฏิบัตินโยบายเคารพสิทธิเสรีภาพในการเช่ือถือศาสนาของพลเมืองลาว
ส่งเสรมิ บทบาทอันตั้งอยหู่ น้าของพุทธศาสนกิ ชน และศาสนิกชนของศาสนาต่างๆ เข้าใน
ภารกจิ รวมของชาตบิ นพนื้ ฐานหลกั ศลี ธรรมทางศาสนา และสอดคลอ้ งกบั ระบอบกฎหมาย
ของบ้านเมือง ทุกกิจกรรมของศาสนายังเคล่ือนไหวเป็นปกติโดยเฉพาะการประกอบ
พิธกี รรมต่างๆ ในวนั สำ� คัญของแต่ละศาสนา เช่น วันวสิ าขบชู า วันสำ� คญั ตา่ งๆ พวกเรา
มีความสะดวกในการเคล่ือนไหวทางศาสนาทุกประการเพื่อเชิดชูบทบาทองค์การพุทธ
ศาสนาสัมพนั ธ์ลาวใหม้ ีความศกั ด์ิสทิ ธิ์ในการคุ้มครองพระพทุ ธศาสนา และการปกครอง
สงฆ์น้ัน พวกข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจในองค์กรพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว โดยมีความ
คดิ เหน็ งานเผยแผห่ ลกั ศลี ธรรมค�ำสอนของพทุ ธศาสนา งานฝกึ อบรมวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน
และงานปรบั ปรงุ การศกึ ษาสงฆใ์ หม้ คี ณุ ภาพยงิ่ ขน้ึ อปุ ถมั ภส์ ง่ เสรมิ พระสงฆ์ - สามเณรให้
ศกึ ษาปฏิบตั ิศีล สมาธิ และปัญญา ซึง่ เป็นหลกั คำ� สอนตน้ ตอของพระพุทธเจ้า เพอื่ นำ� ไป
เทศนาส่งั สอนประชาชนลาวเผา่ ต่างๆ ใหเ้ ขา้ ใจ และเป็นความรับรู้อนั ลึกซงึ้ เป็นพน้ื ฐาน
ใหแ้ ก่การประพฤตปิ ฏิบัติในการด�ำรงชีวติ ประจำ� วนั ”
๖. ประเทศเวียดนาม
ประเทศเวียดนามมผี นู้ ับถอื ศาสนาหลายศาสนา และลัทธอิ ืน่ ๆ แต่ระบบโครงสร้าง
ของสังคมมีพ้ืนฐานและได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจ้ือ ชาวเวียดนามถือว่า ครอบครัว
เป็นพ้ืนฐานความเป็นอยู่ ดังน้ันท่ีดินของบรรพบุรุษจึงถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้ง
ครอบครวั มคี วามเคารพนบั ถอื วญิ ญาณของบรรพบรุ ษุ มคี วามยดึ มนั่ ในลทั ธศิ าสนา และ
ขนบธรรมเนยี มประเพณีทส่ี บื เน่ืองกนั มาแต่เดมิ ๑
เวยี ดนามไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ศิ าสนาใดศาสนาหนง่ึ ใหเ้ ปน็ ศาสนาประจำ� ชาติ โดยรฐั ธรรมนญู
ได้ให้อสิ ระแกป่ ระชาชน ในการเลอื กนบั ถอื ศาสนา ตามสถิติปัจจบุ นั ประชากรสว่ นใหญ่
นับถือศาสนาพุทธประมาณร้อยละ ๙๐ นับถือศาสนาคริสต์ประมาณร้อยละ ๗ และที่
เหลอื อีกรอ้ ยละ ๓ นับถอื ศาสนาอื่นๆ๒ ดว้ ยเหตุผลทางการเมืองทำ� ใหพ้ ระพทุ ธศาสนาได้
รับผลกระทบกระเทือน และทำ� ให้กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาหยุดชะงักลง ต่อมาเม่ือ
สถานการณ์ภายในประเทศสงบ กลมุ่ ชาวพุทธก็กลับมารว่ มตวั และร่วมจดั กจิ กรรมตา่ งๆ
๑หนงั สือหนึ่งในประชาคมอาเซียน ชุด ประเทศเวียดนาม กรงุ เทพฯ บริษทั เจเนซสิ มเี ดยี คอม จำ� กดั , ๒๕๕๕, หนา้ ๑๘
๒สถานีอาเซยี น พิมพค์ รั้งท่ี ๒ กรงุ เทพฯ, บริษทั อักษรเงนิ ดี จำ� กดั กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕, หนา้ ๑๕๗
314 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ท่ีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ดังทัศนะพระติช ชอน เตียน ประธานฝ่ายกิจการพระพุทธ
ศาสนาระหว่างประเทศ สภาบริหารสงฆแ์ ห่งเวยี ดนาม๑ วา่ “ข้าพเจา้ ขอพดู ถึงเรือ่ งความ
เมตตากรุณา ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องน้ีไว้ในเมตตาสูตรว่า “ขอให้มวลมนุษย์
เจริญเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ขอให้แผ่ความรักความเมตตาต่อ
สรรพสัตว์ทงั้ หมดในโลกน้ี ตลอดถงึ โลกเบือ้ งบน โลกเบอื้ งล่าง และโลกอนื่ ทัง้ มวลโดยไม่
ประมาณ โดยไมม่ คี วามรูส้ กึ อื่นๆ ท่แี ตกตา่ งกัน เมตตาคอื ความไม่เหน็ แกต่ ัว คือการแบ่ง
ปนั คอื ความรกั ซงึ่ กนั และกนั เมอ่ื ไมก่ ปี่ มี านคี้ นจำ� นวนหลายลา้ นคนในสว่ นตา่ งๆ ของทวปี
แอฟรกิ าตอ้ งตายลงเนอื่ งจากความเจบ็ ปว่ ยความหวิ โหย หรอื โดยความรนุ แรง ความทกุ ข์
เขญ็ ความแหง้ แลง้ พายุ น้ำ� ปา่ ไหลหลากทว่ มในหลายประเทศในทวปี เอเชียเชน่ อนิ เดยี
บังคลาเทศ จนี เวยี ดนาม กัมพูชา เปน็ ตน้ ถามว่า องคก์ รชาวพุทธทัง้ หลายได้ย่นื มือเข้า
มาชว่ ยเหยอ่ื เคราะหร์ า้ ยเหลา่ นนั้ ไหม สำ� หรบั ดา้ นการพฒั นาพระพทุ ธศาสนานน้ั พวกเรา
ก�ำลังพัฒนาองค์กรของเราในทุกประเทศ แต่ภายใต้เงื่อนไขอันจำ� กัดของพวกเรา ทำ� ให้
องค์กรชาวพุทธในประเทศยากจนเหล่าน้ันพัฒนาช้ามาก พวกเราจะต้องปรึกษากันในท่ี
ประชมุ น้ีในประเดน็ ต่างๆ เช่น ดา้ นการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ด้านการศกึ ษาพระพุทธ
ศาสนา ดา้ นการชว่ ยเหลอื สงั คมและดา้ นอน่ื ๆ เราควรแสดงความนบั ถอื อยา่ งยง่ิ ตอ่ องคก์ ร
ชาวพุทธท้ังหลายทที่ �ำงานท่ามกลางเงื่อนไขทย่ี ุง่ ยากทั้งหลาย ใชไ่ หม? เราควรจะจดั การ
กบั ปญั หาเหล่านี้โดยการจัดตั้งองค์การไมตรีจติ ชาวพทุ ธนานาชาติ หรอื องค์การอะไรข้ึน
มาสักอย่างเพ่ือก่อตั้งกองทุนบรรเทาภัยพิบัติเหล่าน้ี บัดนี้ เราควรท�ำบางส่ิงบางอย่าง
เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการช่วยเหลือมวลมนุษย์
ด้วยจิตวิญญาณท่ีเห็นพ้องกันและเข้าใจดีต่อกัน เราต้องร่วมมือกันทั่วโลก ประสานกัน
ในการท�ำงานทุกอยา่ ง ตลอดท้งั รกั และนบั ถือกัน มวลมนษุ ยต์ อ้ งชว่ ยเหลือซึง่ กันและกัน
พวกเราควรจะเรียนท่ีจะรักซึ่งกันและกัน แบ่งปันความสุขและความทุกข์แก่กันและกัน
ท�ำสิ่งดีงามเพื่อสวัสดิภาพ เพื่อความสุข และการปัดเป่าความทุกข์คืองานอันประเสริฐ
และศกั ด์สิ ทิ ธิ์ท่ีสดุ ของพวกเรา”
๑พระติช ชอน เตียน ประธานฝา่ ยกิจการพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศ สภาบรหิ ารสงฆแ์ หง่ เวียดนาม (อา้ งแลว้ เร่อื งเดียวกนั )
หน้า ๕๕๓-๕๕๔
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 315
๗. ประเทศสิงคโปร์
ประเทศสิงคโปร์ไม่มีศาสนาประจ�ำชาติ๑ ประชาชนแยกกันนับถือศาสนาตาม
เชอื้ ชาติ จากการทมี่ ปี ระชากรหลายเชอ้ื ชาตสิ งิ คโปร์ จงึ มผี นู้ บั ถอื ศาสนาตา่ งๆ คอื ศาสนา
พทุ ธ ๕๑% ลทั ธเิ ต๋า และขงจื้อ ๑๕% ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ๑๕% ศาสนาครสิ ต์ ๑๒%
ศาสนาอสิ ลาม ๔% และศาสนาอนื่ ๆ ๓% สถานการณพ์ ระพทุ ธศาสนาในประเทศสงิ คโปร์
ประชาชนมีอิสระและเสรีภาพในการนับถือ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนาเถรวาทหรือ
มหายาน สามารถอยรู่ วมกันกับศาสนาอื่นอย่างสนั ตสิ ุข ดงั ทัศนะพระชิ มิง ยี เลขาธิการ
สหพันธ์ชาวพุทธสิงคโปร์๒ ว่า “ชาวพุทธควรร่วมมือกัน เพ่ือความเจริญของโลกและ
พระพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษท่ี ๒๐-๒๑ ค�ำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังคงเหมือนเดิม
เพียงแต่เราต้องมีความยืดหยุ่นและใช้วิธีการต่างๆ ในการประยุกต์ใช้พระธรรมนั้น
ยกตวั อยา่ งเชน่ ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ เปน็ ยคุ คอมพวิ เตอร์ ประชาชนตอ้ งเรยี นรกู้ ารตดิ ตอ่
สอื่ สารกนั โดยการใชเ้ ครอ่ื งพวิ เตอร์ แมว้ า่ จะมภี าวะสงครามทต่ี อ้ งใชอ้ าวธุ ประหตั ประหาร
กัน แต่การแข่งขันท่ีรุนแรงในตลาดธุรกิจก็เป็นสิ่งที่เห็นได้โดยทั่วไปในโลกใบนี้ บทบาท
และการรบั ผดิ ชอบของพทุ ธศาสนกิ ชนทง้ั หลาย ไมว่ า่ จะเปน็ พระสงฆห์ รอื ฆราวาส ในการ
เผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนา เราไมไ่ ดต้ อ่ ตา้ นศาสนาอน่ื แตม่ นั เปน็ หนา้ ทข่ี องเราทจี่ ะชกั ชวน
ใหป้ ระชาชนเปน็ อนั มากมารจู้ กั กบั พระพทุ ธศาสนา ซง่ึ เปน็ ศาสนาทสี่ ามารถใหแ้ นวทางที่
กระจ่างแจ้งแกพ่ วกเขาในการดำ� เนินชีวิต พวกเราจะเหน็ แสงสว่าง และกลบั ไปท�ำโลกท่ี
เขาอยใู่ หด้ ีข้นึ และมคี วามสขุ ในทอี่ าศัยของพวกเขาเหล่านั้น เรื่องทัง้ หมดนจ้ี ะเกดิ ผลดีได้
ถา้ พวกเราสามารถรวมประเพณที แ่ี ตกต่างของพระพุทธศาสนาเขา้ ดว้ ยกนั ได้ ถา้ พวกเรา
รวมกนั ได้ ความเป็นหมู่เปน็ เหล่าในพระพทุ ธศาสนากจ็ ะหมดส้ินไป การศกึ ษาพระพทุ ธ
ศาสนาทถ่ี ูกตอ้ งแท้จรงิ ควรจะสอนควบคไู่ ปกบั ประเพณีตา่ งๆ ด้วย ในระดับนานาชาติ
ที่ประกอบด้วยประชาชนที่มีประเพณีแตกต่างกัน ควรจะสร้างความสามัคคีปรองดอง
ให้เกิดข้ึน ท้ังด้านวธิ ีการปฏบิ ตั ิ และระเบียบวนิ ัย ตอ้ งเป็นไปในทศิ ทางเดียวกัน ในสมัย
ใหม่นี้ ประชาชนต้องการคุณภาพมาก ควรที่พระสงฆ์และพุทธบริษัททั้งหลายจะต้อง
ฝึกให้มีคุณภาพพระพุทธศาสนาจะต้องไม่ใช่ศาสนาที่ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีแค่ ความ
ล้าสมัยเช่นที่ผ่านมาและไม่ใช่ศาสนาท่ีไร้ความเป็นจริง แต่จะต้องเป็นศาสนาส�ำหรับคน
รนุ่ ใหมอ่ ยา่ งจรงิ จงั ”
๑สถานอี าเซียน พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๒ กรุงเทพฯ, บริษัทอักษรเงินดี จ�ำกัด กรุงเทพฯ , ๒๕๕๕, หนา้ ๑๐๑
๒พระชิ มงิ ยี เลขาธิการสหพันธช์ าวพทุ ธสิงคโปร์ (อ้างแลว้ เรื่องเดยี วกัน) หน้า ๕๒๔-๕๒๖
316 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ทศั นะของผนู้ ำ� ชาวพทุ ธเกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนาในอาเชยี น ท�ำใหม้ องเหน็ ถงึ อทิ ธพิ ล
ของพระพุทธศาสนาที่เข้าไปมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวพุทธ ท้ัง ๗ ประเทศท่ีได้กล่าว
มาแล้วน้ัน ถือได้ว่าพระพุทธศาสนามีบทบาทอย่างยิ่ง ต่อการด�ำรงชีวิตอยู่ของผู้คนใน
โลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ความ
เปน็ อยูข่ องผ้คู นในภมู ิภาคน้ี ถ้าศกึ ษายอ้ นหลังทางประวัตศิ าสตรจ์ ะท�ำใหเ้ ราได้ทราบว่า
พวกเขามีศิลปวัฒนธรรมท่ีมีความใกล้เคียงกันเป็นอย่างย่ิง เหตุผลท่ีเป็นเช่นนั้น เพราะ
วา่ พระพทุ ธศาสนาได้มสี ่วนขับเคล่อื นความเปน็ อย่วู ิถชี ีวติ ความเชื่อ ความศรัทธา ความ
คดิ วธิ คี ดิ ของพวกเขาใหเ้ ปน็ ไปตามกรอบและบรบิ ทของพระพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะชาติ
ในเอเชีย ๗ ประเทศทจี่ ะรวมกล่มุ กนั ในประชาคมอาเซยี นในปี ๒๕๕๘ ผ้เู ขยี นและคณะ
ไดน้ �ำเอาประวตั ิ ข้อมูล หลักการและทัศนะของผู้น�ำชาวพทุ ธเกยี่ วกับพระพุทธศาสนาใน
อาเชยี น และนำ� เอาหลกั การทางพระพทุ ธศาสนามาบรู ณาการเขา้ กบั วถิ ชี วี ติ ใหเ้ ปน็ ไปตาม
มตขิ องอาเซยี น คอื ประชาคมทางดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม เพอื่ ใหพ้ วกเราไดเ้ รยี นรู้ และ
อยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งมีความสขุ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 317
อา้ งองิ
วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร เศรษฐกิจอาเชยี น บริษทั ส�ำนักพิมพแ์ สงดาว กรุงเทพฯ ๒๕๕๖
รจู้ ักประชาคมอาเซยี น บริษทั สถาพรบุ๊คส์ จำ� กดั กรงุ เทพฯ ๒๕๕๕
อณฎณ เช้อื ไทย AEC ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน ส�ำนักแสงดาว กรงุ เทพฯ ๒๕๕๕
Mr. Piyaphon H. รจู้ ักอาเซยี น รู้ก่อน ดกี ่อน ไฮเทด พรน้ิ ติ้ง กรงุ เทพฯ ๒๕๕๕
Mr.Piyaphon H., รจู้ กั อาเชยี น รกู้ อ่ น ดกี วา่ , บรษิ ทั อกั ษรเงนิ ดี จ�ำกดั กรงุ เทพฯ , ๒๕๕๕
หนึ่งในประชาคมอาเซียน ชุด ประเทศกัมพูชา กรุงเทพฯ บริษัท เจเนซิส มีเดียคอม
จำ� กัด, ๒๕๕๕
สถานีอาเซยี น พิมพ์ครงั้ ที่ ๒ กรงุ เทพฯ, บริษัทอักษรเงินดี จำ� กดั กรงุ เทพฯ, ๒๕๕๕
หนง่ึ ในประชาคมอาเซียน ชดุ ประเทศเวียดนาม กรงุ เทพฯ บริษทั เจเนซสิ มเี ดยี คอม
จำ� กดั , ๒๕๕๕,
ประชุมสดุ ยอดผู้นำ� ชาวพทุ ธ เพอื่ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งโลก ครัง้ ที่ ๒ ณ ประชมุ
พทุ ธมณฑล อ�ำเภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม ๙-๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓
318 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ประวตั ิผู้เขยี น
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เทพประวิณ จนั ทร์แรง
ต�ำแหน่ง ผู้อ�ำนวยการโครงการหลักสูตรพุทธศาสตรมหา
บัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์เชียงใหม่
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานทางวิชาการ
๑. ประวัตพิ ระพทุ ธศาสนา
๒. พระพทุ ธศาสนาเถรวาท
๓. พระพุทธศาสนาในเอเชยี
๔. พระพุทธศาสนาในโลกปจั จบุ ัน
๕. พระพทุ ธศาสนากบั คุณค่าแห่งการดำ� เนนิ ชีวติ
๖. มหาชนกการ์ตนู ฉบับล้านนา
๗. ๑๐๐ ปสี มเด็จพระปยิ มหาราช
๘. พระพุทธศาสนาในลาว
๙. พระพุทธศาสนาในเวยี ดนาม
๑๐. บทความที่เก่ียวกับพระพุทธศาสนาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์จ�ำนวน
๙๐ เรือ่ ง
๑๑. งานวจิ ยั เรอ่ื ง “คณุ ภาพพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลยั วิทยาเขตเชยี งใหม่ ทีส่ �ำเรจ็ การศึกษา ปี ๒๕๔๓ – ๒๕๔๙” ปี
ท่ีจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แหล่งทุนงบประมาณรายได้ศูนย์บัณฑิตศึกษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชียงใหม่ (ผูร้ ่วมวิจยั )
๑๒. งานวจิ ยั เรอ่ื ง “ศกึ ษาความพงึ พอใจของการทำ� งานของคณาจารยแ์ ละเจา้ หนา้ ที่
มจร วทิ ยาเขตเชยี งใหม”่ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขต
เชยี งใหม่, ๒๕๔๕ (ผูร้ ่วมวิจัย)
๑๓. งานวิจัย เร่ือง “การศึกษาวิเคราะห์การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์เชียงตุง”
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่, ๒๕๕๖
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 319
ประวตั ผิ ู้เขยี น
นายพลั ลภ หารุค�ำจา
ตำ� แหนง่ นักวิชาการการศึกษา ศูนย์บัณฑิตศึกษา
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานทางวชิ าการ
- การถอดบทเรยี นชมุ ชนทม่ี คี ณุ ภาพ ไดถ้ อดบทเรยี นหมบู่ า้ นชมุ ชนตน้ แบบเศรษฐกจิ
พอเพียง หมู่บ้านวังผาปูน อ�ำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และหมู่บ้านจอมคีรี
อำ� เภอเชยี งดาว จังหวัดเชยี งใหม่ ปี ๒๕๕๐
- งานวิจัยเร่ือง การศึกษาการปกครองท้องถิ่นไทย กรณีศึกษาการยกฐานะ
การปกครองเทศบาลต�ำบลศรเี ตยี้ อำ� เภอบา้ นโฮง่ จงั หวดั ลำ� พนู (ใครได้ ใครเสยี ?)
เป็นโครงการประเภทเชิงพื้นท่ี โดยได้รับทุนจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาค
พลเมอื ง สถาบันพระปกเกลา้ ปี ๒๕๕๓
รางวัลเกียรติคณุ
- ได้รับเกียรติบัตรเป็นผู้ดำ� รงตนอยู่ในคุณธรรมจริยธรรมและบำ� เพ็ญประโยชน์ต่อ
สงั คม เป็นตัวอย่างท่ดี ี “ภายใต้โครงการเมืองไทยเมืองคนดี” สองปีซอ้ นปี พ.ศ.
๒๕๔๘ และปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จากกรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม
320 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
บ๒ทท่ี
การบรู ณาการ
พระพทุ ธศาสนากบั ศาสตรส์ มยั ใหม่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 321
บทความพิเศษ
ไตรสกิ ขาการศึกษาวิถีพทุ ธ
พระมหาดวงจันทร์ คตุ ตฺ สโี ล, ดร.
หลักค�ำสอนของพระพุทธศาสนากล่าวว่าชีวิตมนุษย์ทุกชีวิตเมื่ออุบัติขึ้นมาแล้วจะ
ตอ้ งประสบกับปญั หาซ่งึ ศัพทว์ ิชาการเรยี กว่า “ทุกข”์ ตวั ความทุกข์น้มี ที ้ังทุกขป์ ระจำ� ซึง่
มนษุ ย์ทกุ คนไมส่ ามารถจะหลีกเล่ยี งไดน้ ั่นคอื การเกิด แก่ และตาย และทุกขท์ ่ีจรมาเปน็
คร้ังคราวเชน่ ความเจบ็ ป่วย ความหวิ กระหาย ความคบั ข้องหมองใจเป็นอาทิ
พระพทุ ธองคท์ รงตรสั ว่า ความทุกขห์ รือปญั หาเหล่านมี้ นุษยจ์ ะตอ้ งประสบพบเจอ
กันถ้วนหน้าไม่มีใครจะหลีกหนีได้ วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธคือ “การเผชิญหน้ากับ
ปญั หาไมใ่ ชห่ นปี ญั หา” เหนืออื่นใดการแกป้ ญั หาจะตอ้ งแกท้ ่ีต้นเหตุ ตอ้ งค้นหาสาเหตุ
ของปัญหาให้เจอเพราะพระพุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งท้ังหลายบรรดามีท่ีอุบัติข้ึนมาในโลกนี้
จะตอ้ งมตี น้ สายปลายเหตไุ มใ่ ชเ่ กดิ ขน้ึ มาไดเ้ องโดยไมม่ จี ดุ ก�ำเนดิ กฎวา่ ดว้ ยความสมั พนั ธ์
ของสรรพส่งิ นี้พระพุทธศาสนาเรยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ ปบาท หรืออิทปั ปัจจยตา
ตามทัศนะของพระพุทธศาสนาต้นเหตุของปัญหาทั้งมวลคือ อวิชชาหรือความไม่รู้
เมอื่ มนษุ ยม์ คี วามไมร่ ปู้ ญั หาจงึ ตามมาไมส่ นิ้ สดุ เพราะฉะนน้ั การก�ำจดั อวชิ ชาเสยี ไดม้ นษุ ย์
จงึ จำ� เปน็ จะตอ้ งไดร้ บั การศกึ ษาทถี่ กู ตอ้ ง การศกึ ษาทถ่ี กู ตอ้ งเทา่ นนั้ ทจี่ ะท�ำใหม้ นษุ ยห์ ลดุ
พ้นจากปัญหา และเขา้ ถงึ อสิ รภาพแหง่ ชวี ิตได้อยา่ งสน้ิ เชิง
คัมภีร์พระไตรปิฎกซ่ึงเป็นวรรณคดีภาษาบาลีที่บันทึกหลักค�ำสอนของพระพุทธ
ศาสนาที่เก่าแก่ท่ีสุดได้พูดถึงระบบการศึกษาไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่โดยมากแล้วจะ
เน้นหนกั ในเร่ืองการศกึ ษาตามแบบศาสนา หรือการศึกษาของพระสงฆ์ (Religious Ed-
ducation) อนั เปน็ การศกึ ษาเพอื่ ใหเ้ ขา้ ถงึ ความหลดุ พน้ คอื พระนพิ พาน ส�ำหรบั การศกึ ษา
แบบชาวโลก (Secular Edducation) นน้ั กม็ กี ลา่ วอยบู่ า้ งแตไ่ มม่ ากแหง่ กลา่ วเฉพาะการ
ศกึ ษาของพระสงฆน์ น้ั เปน็ การศกึ ษาทม่ี รี ปู แบบแตกตา่ งไปจากคฤหสั ถช์ าวบา้ นศกึ ษากนั
เพราะเป็นการศกึ ษาพเิ ศษท่ีมีรูปแบบและระบบเปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตน
การศึกษาของพระสงฆ์ได้เร่ิมต้นข้ึนหลังจากที่พระสมณะพุทธโคดมได้ตรัสรู้เป็น
พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ แลว้ เสดจ็ จาริกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา กาลตอ่ มาเม่อื มี
ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาจ�ำนวนมากต่อมากจึงเร่ิม
มรี ูปแบบการศกึ ษาขึ้นสองแบบคอื
322 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
๑. ผู้ท่ีสนใจหรือมีความถนัดในด้านการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ก็เล่าเรียน
ช�ำ่ ชองพระพทุ ธพจนเ์ รยี กว่า “คันถธรุ ะ”
๒. ผทู้ ไ่ี มม่ คี วามถนดั จดั เจนในดา้ นการศกึ ษาเมอ่ื พอรหู้ ลกั แหง่ อรยิ สจั จ์ ๔ และมรรค
มอี งค์ ๘ แล้วมงุ่ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความหลุดพน้ เรียกวา่ “วิปัสสนาธรุ ะ”
รูปแบบการศึกษาทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระจะต้องด�ำเนินไปตามระบบท่ี
พระพทุ ธองค์ทรงจดั วางไว้นั่นคอื ปรยิ ตั ิ ปฏิบัติ และปฏิเวธ กล่าวคือพระสงฆจ์ ะตอ้ งเร่มิ
ตน้ ดว้ ยการเรยี นทฤษฎหี รอื หลกั วชิ าการใหช้ �ำนาญ (ปรยิ ตั )ิ ตอ่ จากนนั้ นำ� หลกั วชิ าการมา
สกู่ ารปฏิบัติเพ่ือใหไ้ ดส้ มั ผสั ผลทเ่ี รียกว่าปฏิเวธ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าคัมภีร์พระพุทธศาสนาได้จัดการศึกษาเป็น ๒ ระดับคือ
การศึกษาแบบชาวโลกซึ่งเปน็ แบบโลกยิ ะเรียกว่า “อาคารยิ ศลิ ปะ” และการศกึ ษาตาม
แบบศาสนาทีม่ ่งุ เน้นเพือ่ ความหลุดพ้นซง่ึ เปน็ แบบโลกุตตระเรยี กว่า “อนาคาริยศิลปะ”
ถงึ แมว้ า่ พระพทุ ธศาสนาจะจดั การศกึ ษาเปน็ แบบอาคารยิ ศลิ ปะและอนาคารยิ ศลิ ปะ
แตก่ ารศกึ ษาทงั้ สองแบบนจี้ ะตอ้ งด�ำเนนิ ไปตามกระบวนการของ “ไตรสกิ ขา” เหมอื นกนั
เป็นท่ีน่าสังเกตว่าการศึกษาทั้งสองแบบนี้ต่างมีจุดเร่ิมต้นที่เหมือนกันคือ “ปรโตโฆษะ”
เสยี งจากข้างนอกหมายถงึ กลั ยาณมติ รคอื ครอบครวั เพอ่ื น ครู และสภาพแวดลอ้ มทาง
สงั คมท่ีดงี าม และ “โยนโิ สมนสกิ าร” การทำ� ไวใ้ นใจด้วยอบุ ายอนั แยบคายหรือการรูจ้ กั
คิดวิเคราะห์อย่างถุกวิธี ซ่ึงปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการนี้แหละจะน�ำไปสู่สัมมาทิฎฐิ
ความคดิ เห็นท่ีถูกต้อง ซึง่ เปน็ เสมอื นแกนกลางของการศึกษาตามแนวพุทธศาสนา
บรรดาปัจจัยท่ีท�ำให้เกิดการศึกษาทั้ง ๒ ประการนั้น โยนิโสมนสิการการรู้จักคิด
อยา่ งถกู วธิ นี บั วา่ เปน็ ปจั จยั ทสี่ �ำคญั มากเพราะเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ทแี่ ทจ้ รงิ ของการศกึ ษา โยนโิ ส
มนสิการอาจจะท�ำให้เกิดการศึกษาได้โดยไม่ต้องอาศัยปรโตโฆษะคือปัจจัยข้างนอกเป็น
บาทฐาน
ส่วนปรโตโฆษะ (กัลยาณมิตร) ท่ีปราศจากโยนิโสมนสิการ (การรู้จักคิดอย่างถูก
วิธี)นั้นไม่สามารถจะท�ำให้เกิดการศึกษาท่ีแท้จริงได้เลย การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความ
ว่าปัจจัยข้อท่ี ๑ คือปรโตโฆษะจะไม่มีความส�ำคัญ ตรงกันข้ามปรโตโฆษะไม่ว่าจะเป็น
บุคคล หรือสภาพแวดล้อมท่ีดีต่างมีความสำ� คัญต่อผู้เรียนไม่น้อยไปกว่าโยนิโสมนสิการ
ข้อแตกต่างคอื ปจั จัยขอ้ ที่ ๑ (ปรโตโฆษะ) จะต้องนำ� ไปสู่ปจั จัยข้อที่ ๒ (โยนิโสมนสิการ)
เสมอจงึ จะท�ำให้การศกึ ษาสัมฤทธ์ผิ ลได้อยา่ งจริงแท้ สรปุ ว่าตวั ผู้เรยี นจะตอ้ งรู้จักคิดและ
พนิ จิ พเิ คราะหอ์ ยา่ งถกู วธิ กี ารศกึ ษาทถี่ กู ตอ้ งจงึ จะเกดิ ขนึ้ ไดด้ งั ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงตรสั วา่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 323
“ตถาคตเปน็ เพยี งผชู้ แ้ี นะแนวทางเทา่ นนั้ สว่ นผลสมั ฤทธใ์ิ ดๆ หรอื การบรรลธุ รรมขนั้
ไหนๆ ขน้ึ อยกู่ ับผู้ปฎบิ ตั ิหรอื ตัวผู้เรียนเปน็ ส�ำคัญ”
เม่ือตัวผู้เรียนมีปัจจัยทั้ง๒นี้อย่างพร้อมบริบูรณ์แล้วก็จะท�ำให้เป็นผู้ที่มีทัศนะคติ
แนวคดิ ค่านยิ มท่ีถกู ตอ้ งประสานสอดคลอ้ งกับสภาพความเป็นจรงิ น่ันสอ่ แสดงว่าสมั มา
ทิฎฐิความคิดเห็นท่ีถูกต้องอันเป็นเสมือนแกนน�ำของการศึกษาได้อุบัติขึ้นในตัวของ
นกั ศกึ ษาแลว้
สมั มาทฎิ ฐนิ แี้ หละเปน็ หลกั ธรรมทม่ี บี ทบาทเดน่ เปน็ เหมอื นหวั หนา้ ของมรรคมอี งค์
แปด ทุกข้ันตอนของการปฏิบัติธรรมจ�ำต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นบาทฐาน กล่าวเฉพาะเร่ือง
การศึกษาสัมมาทิฏฐิก็เป็นจุดเร่ิมต้นท่ีท�ำให้กระบวนการศึกษาเชิงพุทธศาสน์ด�ำเนินและ
พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างถูกวิธีจนกระทั่งท�ำให้นักศึกษาบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของการ
ศึกษานนั่ คอื การเขา้ ถึงอสิ รภาพของชีวติ (พระนพิ พาน)
กระบวนการศึกษาเชิงพทุ ธศาสนน์ เ้ี รียกว่า “ไตรสกิ ขา” แบ่งเปน็ ๓ ขน้ั ตอน คอื
๑. อธิศีลสกิ ขา ไดแ้ ก่การฝึกฝนอบรมตนทางดา้ นรา่ งกายและวจี หมายถงึ ระเบยี บ
วนิ ยั และความประพฤตอิ นั เปน็ ความสจุ รติ ทางกาย ทางวาจาตลอดถงึ การประกอบอาชพี
๒. อธิจิตตสิกขา ได้แก่การฝึกฝนอบรมทางจิต หมายถึงการปลูกฝังสั่งสมด้าน
คุณธรรมจริยธรรม สร้างเสริมความเข้มแข็งและความมีประสิทธิภาพของจิตเพื่อให้จิตมี
สุขภาพและสมรรถภาพทสี่ มบรู ณ์
๓. อธปิ ัญญาสิกขา ได้แกก่ ารฝกึ ฝนอบรมทางปัญญา เพื่อใหเ้ กดิ ความร้แู ละความ
เข้าใจส่งิ ตา่ งๆ ตามสภาพแห่งความเป็นจรงิ รู้เท่าทันโลกและชวี ิตตามทีม่ ันเปน็ อยู่อย่าง
ชดั แจ้งไมพ่ ร่ามวั
เมอ่ื การศกึ ษาไมว่ า่ จะเปน็ แบบอาคารยิ ศลิ ปะ หรอื อนาคารยิ ศลิ ปะไดด้ �ำเนนิ ไปตาม
กระบวนการของไตรสิกขาน้ีแล้วก็จะทำ� ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวตนของมนุษย์
ครบ ๓ ดา้ น คอื
• ดา้ นพฤตกิ รรม = มศี ีล
• ด้านจิตใจ = มสี มาธิ
• ด้านปญั ญา = มีปญั ญา
สุดท้ายชีวิตมนุษย์จะเข้าถึงสันติสุขและมีอิสรภาพอย่างแท้จริง เมื่อท�ำความเข้าใจ
อยา่ งนแ้ี ลว้ กจ็ ะมองเหน็ รปู รา่ งของกระบวนการแหง่ การศกึ ษาซง่ึ สามารถเขยี นใหด้ ไู ดด้ งั นี้
324 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
จดุ เริม่ ตน้ หรือแหลง่ ท่ีมาของการศกึ ษา
• ปรโตโฆษะ (อิทธพิ ลจากภายนอก) • โยนโิ สมนสกิ าร (ปจั จัยภายใน)
สมั มาทิฏฐิ
กระบวนการของการศกึ ษา
• อธิศลี สิกขา • อธิจติ ตสกิ ขา • อธิปัญญาสิกขา
วมิ ุตติ (อสิ รภาพ, นพิ พาน)
เมอ่ื นกั ศกึ ษาไดฝ้ กึ ฝนตนเองตามกระบวนการแหง่ การศกึ ษานแ้ี ลว้ เรากส็ ามารถจะรู้
ไดว้ า่ บคุ คลนนั้ ๆไดร้ บั การศกึ ษาทถี่ กู ตอ้ งหรอื ไมเ่ พยี งใดโดยดไู ดจ้ ากการวางทา่ ทลี ลี าการ
ดำ� เนนิ ชวี ติ ของเขาถกู ตอ้ งเขา้ กนั ไดก้ บั หลกั การตรวจสอบผลสมั ฤทธท์ิ างการศกึ ษา ๓ ขอ้
นหี้ รือไม่ คอื
• เปน็ ผูม้ คี วามรู้และความสามารถดี คือเป็นผูท้ ีค่ ิดเปน็ ทำ� เป็น แกป้ ัญหาเปน็
• เปน็ ผมู้ คี วามประพฤตดิ คี อื ไมท่ �ำตวั ใหเ้ ปน็ ปญั หาแกส่ งั คมสว่ นรวมไมว่ า่ กรณใี ดๆ
• มคี วามสขุ นนั่ คอื วถิ ชี วี ติ ของคนทม่ี กี ารศกึ ษาจะตอ้ งมคี วามสขุ ชวี ติ ตอ้ งมอี สิ รภาพ
และภราดรภาพเพราะหนา้ ทห่ี ลกั ของการศกึ ษาคอื การทำ� ใหม้ นษุ ยบ์ รรลสุ นั ตสิ ขุ
กระบวนการของการศึกษาท่ีเรียกว่า “ไตรสิกขา” ดังท่ีกล่าวมาแล้วนี้จะฝึกหัด
ขดั เกลาใหม้ นษุ ยเ์ ปน็ ผสู้ มบรู ณพ์ รอ้ มทงั้ วชิ ชาและจรณะ โดยศลี และสมาธจิ ะเปน็ ตวั ท�ำให้
เกดิ จรณะความประพฤตทิ ด่ี งี าม สว่ นปัญญาจะเปน็ ตัวสรา้ งปญั ญาใหเ้ กิดขึ้น
วชิ ชาความรเู้ ปรยี บเสมอื นตาของนก สว่ นจรณะความประพฤตทิ ด่ี งี ามเปรยี บเสมอื น
ปีก นกท่ีมีแต่ตาไม่มปี กี ไมส่ ามารถจะบินไปในนภากาศได้ ในทางกลบั กันหากนกมีแตป่ กี
แต่ตามองไม่เหน็ กช็ ่างน่าสงสารยงิ่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 325
อีกนัยหน่ึงวิชชาเปรียบเหมือนดวงตาของมนุษย์ส่วนจรณะเปรียบเหมือนแขนขา
คนที่ความรู้ดีแต่ความประพฤติบกพร่องก็เหมือนคนท่ีสายตาดีแต่แขนขาพิการ ส�ำหรับ
คนที่มีความประพฤติดีแต่ขาดความรู้น้ันเหมือนคนท่ีแขนขาดีแต่มีดวงตามืดบอด ย่ิงคน
ที่ขาดท้ังวิชชาและจรณะด้วยแล้วไม่ต่างอะไรจากคนพิการท่ีขาดแขนขาและมีดวงตามืด
บอดแทบจะไมม่ ีคุณค่าใดๆในสังคมโลกนเ้ี ลย เพราะฉะน้นั มนษุ ยจ์ �ำตอ้ งมีพร้อมทงั้ วิชชา
ความรู้และจรณะความประพฤติทดี่ งี าม
โลกยุคโลกาภิวัตต์เยี่ยงทุกวันนีร้ ะบบการศึกษาท่ใี ช้เรียนใชส้ อนกันตามสถาบันการ
ศกึ ษาตา่ งๆ มเี ปา้ หมายทช่ี ดั สา่ ยไมช่ ดั เจน มนษุ ยย์ งิ่ มกี ารศกึ ษามากเทา่ ใดปญั หาดเู หมอื น
จะย่ิงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนและย่ิงสลับซับซ้อนเป็นเท่าทวี ท้ังน้ีอาจเป็นเพราะระบบการ
ศึกษาได้ให้ความส�ำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจจึงท�ำให้มนุษย์มีการพัฒนาท่ีขาดความสม
ดลุ ย์ มแี ตว่ ชิ ชาไมม่ จี รณะ เมอื่ มนษุ ยข์ าดจรณะความประพฤตทิ ด่ี งี ามจงึ นำ� เอาวชิ ชาความ
รไู้ ปใชใ้ นทางทไี่ มถ่ กู ไมค่ วร จงึ ปรากฏผลวา่ มนษุ ยม์ คี วามเหน็ แกต่ วั มากขน้ึ ขดั แยง้ กนั มาก
ข้นึ เบียดเบียนกันมากขึน้ เข่นฆา่ กนั มากขึ้นดังที่เหน็ และเปน็ อยู่ในสงั คมโลกยคุ ปัจจบุ ัน
จากการศกึ ษาเรอื่ งกระบวนการศกึ ษาตามแนวพทุ ธศาสนเ์ ราอาจกลา่ วไดว้ า่ ปรชั ญา
การศกึ ษาของพระพทุ ธศาสนาซงึ่ ดำ� เนนิ ไปตามกระบวนการของ “ไตรสกิ ขา”นน้ั เปน็ การ
ฝึกฝนพัฒนามนุษย์ทั้งทางด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจ และด้านสติปัญญา เป็นกระบวน
การของการศึกษาที่มุ่งเพ่ือให้มนุษย์ได้ส่ิงท่ีดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ควรจะได้คือความเป็นผู้มี
ใจสูง เป็นผู้มีใจสูงเพราะได้ฝึกฝนพัฒนาตนอย่างบริบูรณ์ไม่มีอะไรท่ีจะต้องศึกษาอีกต่อ
ไป เพราะไดเ้ ข้าถึงแลว้ ซงึ่ เปา้ หมายของชีวิต คือสันตสิ ุขอนั เปน็ บรมธรรม
การศึกษาท่ีถูกต้องนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเป็นเบ้ืองต้นและเป็น
ไปเพื่อประโยชน์ของผู้อ่ืนเป็นปริโยสาน อันจะเป็นการบูรณาการให้ชีวิตเกิดความสุขมี
สันติภาพท้ังร่างกายและจิตใจ
ชีวิตมนุษย์เร่ิมต้นที่การเกิดและสิ้นสุดท่ีการตาย หากระหว่างเส้นสุดโต่งของการ
เกิดและการตายน้ันมนุษย์จะต้องท�ำประโยชน์ของตนให้บริบูรณ์พร้อมเสียก่อนน่ันคือ
พยายามเขา้ ถงึ เปา้ หมายสงู สดุ ของการศกึ ษาใหไ้ ดแ้ ลว้ จงึ ชว่ ยเหลอื เผอื่ แผส่ นั ตสิ ขุ ทตี่ นได้
รับไปสู่เพือ่ นมนุษย์ผรู้ ว่ มทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดงั ท่ีพระพทุ ธองค์ได้ตรัสคติทางดำ� เนิน
ชีวติ สำ� หรับผทู้ ่ีส�ำเร็จการศึกษาตามแนวพทุ ธศาสน์วา่
326 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
“จรถ ภกิ ฺขเว จารกิ ํ พหชุ นหิตาย พหุชนสขุ าย
โลกานุกมปฺ าย อตฺถาย หิตาย สขุ าย เทวมนุสสฺ านํ
ภิกษทุ งั้ หลายพวกเธอจงจาริกไปเพือ่ ประโยชน์
เพ่อื ความสุขแกช่ นหมูม่ าก เพื่อเก้ือกลู และ
เพื่อความสขุ ของเทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลาย”
จะเหน็ ไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนานนั้ เนน้ ยำ้� เสมอวา่ มนษุ ยท์ กุ คนจะตอ้ งศกึ ษาและฝกึ ฝน
พฒั นาตนจนตลอดชวี ติ เมอ่ื มนษุ ยฝ์ กึ หดั ปฏบิ ตั ติ นไปตามกระบวนการแหง่ การเรยี นรตู้ าม
ที่พระพุทธองค์ทรงวางกฎเกณฑ์ไว้มนุษย์ก็สามารถท่ีจะบรรลุถึงความสุขสงบ ชีวิตจะมี
อสิ รภาพจากสงิ่ รอ้ ยรดั ทง้ั มวล สดุ ทา้ ยจะเปน็ ผจู้ บการศกึ ษาอยา่ งสมบรู ณแ์ บบเพราะไมม่ ี
อะไรจะตอ้ งศกึ ษาอกี ตอ่ ไป (อเสขบคุ คล) เปา้ หมายสงู สดุ ของการศกึ ษาคอื การบรรลพุ ระ
นิพพานนน่ั เอง
หนงั สอื อา้ งองิ
Indasara., Vasin. Education for Peace. Bangkok: Buddhadhamma Foundation,
๑๙๙๕. (การศกึ ษาเพ่ือสนั ตภิ าพ).
-------------. Education of Being the Instrument of Developing Still Needs to
be Developed. Bangkok: Buddhadhamma Foundation, ๑๙๙๖. (การศกึ ษา
เคร่ืองมือพฒั นาท่ียงั ต้องพัฒนา).
-------------. Dhamma and Thai’s Education. Bangkok: Buddhadhamma
Foundation, ๑๙๙๕. (ธรรมกับการศกึ ษาของไทย).
-------------. Wisdom’s Development. Bangkok: Buddhadhamma Foundation,
๑๙๙๗. (การพัฒนาปัญญา).
Prangpratanporn, Shakda. Educational Philosophy. Bangkok: O. S. Printing
House, ๑๙๘๓. (ปรัชญาการศกึ ษา).
Shrisamdaeng, Sanit. Buddhism and Education. Bangkok: Nilnara, ๑๙๙๑.
(พทุ ธศาสนากบั การศึกษา).
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 327
ประวัติผเู้ ขยี น
พระมหาดวงจนั ทร์ คตุ ฺตสโี ล, ดร.
ต�ำแหน่งปัจจุบัน
- ผู้อ�ำนวยการวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
- อาจารย์ประจ�ำ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย วิทยาเขตเชยี งใหม่
- พระจริยาเทศกจ์ ังหวดั เชียงใหม่
หนังสอื ทางวชิ าการ
- เอกสารประกอบการสอนเรือ่ ง “ไตรสิกขา ระบบการศึกษาแบบพทุ ธ”
- หนงั สอื คนื ก�ำไรใหส้ ังคม
- หนงั สอื เล่าเรอ่ื งเมืองอินเดีย
- หนงั สือเรื่องอยากเล่า “ประวตั ิอำ� เภอแม่แจม่ ”
- หนังสอื คมวาทะธรรมสมสมยั
328 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
วปิ สั สนากรรมฐานกับทฤษฎคี วอนตัม
ศาสตราจารย์เกยี รตคิ ุณ นายแพทยจ์ ำ� ลอง ดษิ ยวณิช๑
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นเอกลักษณ์ท่ีจ�ำเพาะและเด่นชัดอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา
เพราะเป็นทางสายเอกและสายเดียวเท่านั้นที่สามารถทำ� ให้มนุษย์เรา ท�ำลายรากเหง้า
ของโลภะ โทสะ และโมหะ ภายในจติ ใจ จนท�ำใหบ้ รรลมุ รรคผลนพิ พานได้ อยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ
ในชวี ติ ประจำ� วนั การปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากรรมฐานสอนใหค้ นเรารจู้ กั วธิ จี ดั การกบั สงิ่ เรา้ ทมี่ า
กระทบทาง ตา หู จมกู ล้ิน กายและใจ อย่างมปี ระสิทธภิ าพและสามารถดำ� รงตน อยใู่ น
ยคุ โลกาภิวฒั นไ์ ดด้ ว้ ยความไม่ประมาท
สว่ นทฤษฎีควอนตมั เป็นเรอื่ งของฟสิ ิกส์ล�ำ้ ยุคเกินกว่าที่คนทัว่ ไปจะเขา้ ใจถงึ เพราะ
เก่ียวกับโลกและจักรวาลที่เล็กลงไปในระดับอะตอม อธิบายถึงธรรมชาติท่ีมีคุณสมบัติ
เปน็ คล่ืน และอนุภาคท่ีมีความเสมอเหมอื นกนั เชน่ พลังงานแสงกม็ คี ณุ สมบตั ขิ องความ
เปน็ “กอ้ นอนภุ าค” แฝงอยู่ สว่ นอนภุ าค เชน่ อเิ ลก็ ตรอน กม็ คี วามเปน็ คลนื่ แฝงอยแู่ สดง
คุณสมบัติของการแทรกสอดเลี้ยวเบนได้เหมือนแสง นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังยึดติด
อยูก่ ับสสารและพลังงานทเี่ ป็นวัตถหุ รือรปู ธรรม แต่ทฤษฎคี วอนตัม หรอื ควอนตัมฟิสิกส์
ได้เปิดโลกทรรศน์ใหม่ ท�ำให้นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันมีความสนใจในเรื่องของจิตหรือ
วิญญาณที่เป็นพลังงานทางนามธรรมมากขึ้นเร่ือยๆ ทฤษฎีควอนตัมมีบทบาทส�ำคัญใน
การเชอื่ มโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลงั งานทางรปู (สสาร และพลังงาน) และพลงั งานทาง
นาม (พลงั งานทางจิต) ให้ชดั เจนยงิ่ ขึ้น
ในทางปฏิบัติอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานก็
คอื รปู (materiality) กบั นาม (mentality) หรอื กาย
(body) กับใจ (mind) ดงั นน้ั ความร้จู ากทฤษฎคี วอน
ตัมจะช่วยสนับสนุนท�ำให้เกิดความเข้าใจในเร่ืองของ
รูปนามดีข้ึน แต่อย่าลืมว่าความรู้ดังกล่าวยังเป็นเร่ือง
ของโลกยี ปญั ญา ซง่ึ ไมใ่ ชท่ างทจ่ี ะนำ� ไปสคู่ วามพน้ ทกุ ข์
ความทุกข์ท่ีแท้จริง คือ ความยึดมั่นในตัวเราของเรา
หรือรูปนามที่เรียกว่าอุปาทานขันธ์ท้ัง ๕ และอนุสัย
๑ภาควชิ าจติ เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 329
คือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเน่ืองในภวังคจิต ซ่ึงพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ตามอ�ำนาจของ
อารมณ์เมือ่ มเี หตุปัจจัยทพี่ รอ้ ม ความทกุ ขแ์ ละอนสุ ยั ดงั กลา่ วจะละไดด้ ว้ ยวิปัสสนาญาณ
และมรรคญาณเทา่ น้นั
วิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน (insight meditation) มาจากค�ำว่า วิปัสสนา + กรรมฐาน
วิปัสสนาประกอบด้วย วิ + ปสั สนา วิ แปลวา่ อาการหลายอยา่ งและอาการพเิ ศษ ส่วน
ปสั สนา แปลวา่ การเหน็ วปิ สั สนา จงึ หมายถงึ การเจรญิ ภาวนาอยา่ งหนง่ึ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ การ
เหน็ แจง้ โดยอาการหลายอยา่ ง และอาการพเิ ศษในสภาวธรรม กรรมฐาน แปลวา่ ทต่ี ง้ั แหง่
การกระทำ� หมายถึงการกระท�ำความเพยี รท่ีเปน็ เหตุเป็นปจั จยั เพ่ือให้บรรลคุ ุณวิเศษ คอื
ฌาน มรรค ผล และนพิ พาน
ในการเจริญวิปัสสนาจะต้องมีการก�ำหนดเพ่ือให้เห็นแจ้งในอาการหลายอย่าง ซ่ึง
ไดแ้ ก่ พระไตรลกั ษณน์ ั่นเอง พระไตรลกั ษณ์ไดแ้ ก่ อนจิ จงั คือความไมเ่ ทยี่ ง (imperma-
nence) ทุกขงั คือความทนอยไู่ มไ่ ด้ (suffering) และอนัตตา คอื ความไม่ใชต่ วั ตน หรือ
ความบังคับบัญชาไม่ได้ (non-self or un¬con¬trol¬lability) ส่วนอาการพิเศษน้ัน
ได้แก่ การก�ำหนดอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน คือ รูปนาม ซึ่งเป็นอารมณ์ (สิ่งเร้า)
ตา่ งๆ ท่ีมาปรากฏทางทวารท้งั ๖ คอื ตา หู จมูก ลน้ิ กายและใจ โดยความเปน็ อนิจจัง
ทุกขงั และอนัตตา เชน่ เดียวกัน
ดงั นน้ั คำ� วา่ “วปิ สั สนากรรมฐาน หมายถงึ การกระท�ำ
อันเป็นท่ีตั้งแห่งการเห็นแจ้งในรูปนามโดยความเป็นพระ
ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาท่ีเกิดข้ึนทาง
ทวารทั้ง ๖” องคธ์ รรมของวปิ สั สนากรรมฐานไดแ้ ก่ ปัญญา
เจตสิก ในอีกความหมายหน่งึ วิปสั สนามาจากคำ� สองคำ� คือ
วิ แปลวา่ แจง้ หรือชดั กบั ปัสสนา แปลว่าการเห็น วิปัสสนา
จึงหมายถึง “ปญั ญาท่เี ห็นแจ้งชดั ในรูปนามหรือขันธ์ ๕ วา่ มี
ลักษณะของความไม่เท่ียง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่
ตัวตน” เป็นภาวนามยปัญญาท่ีท�ำให้เข้าใจถึงอริยสัจ ๔ จนบรรลุ มรรค ผล นิพพาน
ตามกำ� ลงั ของวปิ ัสสนาญาณ
330 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน
ในการเจรญิ วปิ สั สนากรรมฐาน ต้องอาศยั รปู กบั นามเป็นอารมณ์ รูป (material-
ity) คือ ธรรมชาติท่ีเปลี่ยนแปลงสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ ท่ีไม่ถูกกัน เช่น ความ
รอ้ น ความเยน็ ลม แดด ยงุ งูกดั ตะขาบต่อย เป็นต้น หรอื หมายถงึ สิ่งที่รอู้ ะไรไมไ่ ด้
หรือสิง่ ท่ถี กู รู้ เชน่ คนทีต่ ายแล้ว โต๊ะ เก้าอ้ี ต้นไม้ ภเู ขา อาคาร บ้านเรอื น เปน็ ต้น นาม
(mentality) คือธรรมชาติท่ีรู้อารมณ์ ค�ำว่าอารมณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอารมณ์โกรธ
เกลยี ด หงดุ หงิด ฉุนเฉยี ว ก้าวร้าว แต่หมายถึงสง่ิ เรา้ ภายนอก (external stimuli) ที่มา
กระทบกบั คนเรา นามหมายถงึ สงิ่ ทม่ี คี วามสามารถรสู้ ง่ิ ตา่ งๆ ทอี่ ยลู่ อ้ มรอบตวั เรา นามจงึ
เป็นธรรมชาติทน่ี ้อมไปสอู่ ารมณ์ หรอื สงิ่ เร้าเสมอ นามเป็นผู้รู้ ดงั น้นั คนเราจงึ ประกอบไป
ด้วยสง่ิ ท่ีสำ� คญั สองสว่ น คอื กายกับใจ รปู กค็ ือกาย สว่ นนามก็คอื ใจ
นอกจากนน้ั ในการเจรญิ วปิ สั สนากรรมฐาน โยคหี รอื ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะตอ้ งพยายามกำ� หนด
อารมณท์ ่เี กิดขนึ้ ทางทวารท้งั ๖ คอื ตา หู จมูก ลนิ้ กาย และใจ อยา่ งต่อเนือ่ ง ตัวอย่าง
เวลาที่มรี ปู คือสตี ่างๆ ทีม่ ากระทบตาจะเกิดการเห็นข้ึน การเหน็ คือ จักขวุ ญิ ญาณ การรู้
ตามสภาพความเป็นจริงท่เี กิดขึน้ จะมีลกั ษณะดังน้ี สหี รือคล่ืนแสงต่างๆ เป็นรูป ตา (จักขุ
ปสาทหรอื ประสาทตา) กเ็ ปน็ รปู สว่ นการเหน็ หรอื จกั ขวุ ญิ ญาณเปน็ นาม เมอ่ื มกี ารก�ำหนด
อยา่ งถกู ตอ้ งเช่นนี้จะไม่มีความเห็นผิดวา่ มสี ตั ว์ บคุ คล ตัวตน เรา เขา เป็นผู้เห็น เชน่ ฉนั
เหน็ เธอเหน็ เราเหน็ นาย ก เห็นนางสาว ข เป็นต้น มกี ารก�ำหนดร้แู ตเ่ พยี งวา่ ในขณะนัน้
มีแต่เพียงรูปกับนามทเ่ี กิดขึน้ รูปคอื สีตา่ งๆ ท่ีมากระทบกบั ตาและตากเ็ ปน็ รปู คอื เปน็ สง่ิ
ท่ีรู้อะไรไม่ได้ แต่การเหน็ คอื จกั ขวุ ญิ ญาณ เปน็ ผู้เหน็ และผ้เู ห็นกค็ อื นาม เพราะเปน็ สงิ่ ทร่ี ู้
สงิ่ ตา่ งๆ เมื่อมากระทบกบั ตา
เม่อื ไมม่ ีการยืดถือวา่ ฉันเหน็ เราเป็นผู้เหน็ หรือคนอื่นเปน็ ผู้เห็น มแี ตร่ ูปกบั นามที่
เกิดข้นึ ตง้ั อยู่และดบั ไปในท่ีสุด สักกายทฏิ ฐิ (egoistic view) คอื ความหลงผิดวา่ มีสตั ว์
บคุ คล ตวั ตน เรา เขา รวมท้ังความรสู้ กึ วา่ มอี ตั ตาหรอื ตัวตน (self or ego) กจ็ ะสลายไป
แม้แตอ่ ารมณ์ท่เี กดิ ขนึ้ ทางหู จมูก ล้ิน กายและใจ ก็ทำ� นองเดยี วกัน ถ้าเกดิ ความเขา้ ใจว่า
ฉันไดย้ นิ ฉนั ได้กลน่ิ ฉันรรู้ ส ฉนั ถกู ตอ้ งหรือฉันนกึ คดิ กแ็ สดงวา่ ยงั มีสกั กายทิฏฐิอยู่ แต่
เมือ่ ทำ� ลายความเห็นผดิ ด้วยภาวนามยปัญญาวา่ มแี ต่เพยี งรูปกบั นาม กายกบั ใจหรือขันธ์
๕ ไมใ่ ชส่ ตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา เขา สักกายทฏิ ฐกิ ็จะคอ่ ยๆ หายไป
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 331
ขันธ์ ๕ กับรปู นาม
ขันธ์ หมายถงึ หมู่ หมวด กอง ขันธ์ ๕ หรือเบญจขนั ธ์ (the five aggregates of
existence) ไดแ้ ก่ กองแหง่ รปู ธรรมและนามธรรมหา้ หมวดทป่ี ระชมุ รวมกนั เขา้ เปน็ หนว่ ย
รวม ซ่งึ บญั ญัตเิ รียกว่า สตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา เขา เปน็ ต้น มนุษย์เราก็คือขนั ธ์ ๕ ซึ่งแบ่ง
ออกเปน็
๑. รปู ขนั ธ์ ๕ (Corporeality) ไดแ้ ก่ ร่างกายของเรา รวมทั้งพฤติกรรม อาการ
และคุณสมบัติตา่ งๆ องคธ์ รรมไดแ้ ก่ มหาภตู รูป ๔ และ อปุ าทายรปู ๒๔ รวมเป็นรปู ๒๘
๒. เวทนาขันธ์ (Feeling) ไดแ้ ก่ ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์เปน็ สุข เปน็ ทุกข์ เป็น
กลางๆ ถ้าเป็นสุขกเ็ รยี กวา่ สขุ เวทนา ถ้าเป็นทกุ ขก์ เ็ รียกว่า ทกุ ขเวทนา ถ้าเปน็ กลางๆ ก็
เรียกว่า อเุ บกขาเวทนา หรืออทุกขมสขุ เวทนา บางทกี ็แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ไดแ้ ก่ สุข
เวทนา คือ ความสขุ ทางกาย ทกุ ขเวทนา คือ ความทุกข์ทางกาย โสมนัสเวทนา คือความ
สขุ ทางใจ โทมนัสเวทนา คอื ความทุกข์ทางใจ และอเุ บกขาเวทนา คอื ความรสู้ กึ เฉยๆ
๓. สัญญาขันธ์ (Perception) ไดแ้ ก่ ส่วนท่เี ก่ยี วกบั การกำ� หนดรู้ (สญั ชาน) หรอื
ความจำ� ได้หมายรู้ในส่งิ ทีม่ ากระทบทางทวารทัง้ ๖ เกย่ี วขอ้ งกับความจำ� ส่งิ ตา่ งๆ มอี ะไร
เกิดข้นึ ก็จำ� ไว้ได้ ความจ�ำในลักษณะนเ้ี รียกวา่ สัญญา เช่น จำ� รูป เสียง กลิ่น รส ส่ิงสมั ผสั
และการนึกคดิ ได้ เปน็ ตน้
๔. สงั ขารขนั ธ์ (Mental formations or volitional activities) ไดแ้ ก่ สว่ นที่
เป็นการปรงุ แต่ง กลา่ วคอื เป็นการปรงุ แตง่ จติ ให้คิดไปตา่ งๆ นานา ถ้าคิดดกี เ็ ปน็ บุญหรอื
332 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
กศุ ล ถา้ คดิ ไมด่ กี เ็ ปน็ บาปหรอื อกศุ ล ถา้ คดิ กลางๆ กเ็ ปน็ อพั ยากฤต คอื ไมเ่ ปน็ บญุ ไมเ่ ปน็
บาป ความคิดที่ปรงุ แตจ่ ติ ในลักษณะนเ้ี รยี กว่าสงั ขาร
๕. วญิ ญาณ (Consciousness) ไดแ้ ก่ ส่วนท่ีเป็นความรูแ้ จ้งอารมณ์ หรือสง่ิ เร้า
ภายนอก กลา่ วคอื เป็นความร้อู ารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ ดงั น้ี
รูป กระทบกับตา เกดิ จักขวุ ญิ ญาณ (การเหน็ )
เสยี ง กระทบกับหู เกดิ โสตวิญญาณ (การได้ยิน)
กลิ่น กระทบกบั จมูก เกิดฆานวญิ ญาณ (การได้กลิ่น)
รส กระทบกบั ล้ิน เกดิ ชวิ หาวญิ ญาณ (การรู้รส)
ส่ิงสมั ผสั กระทบกับกาย เกิดกายวิญญาณ (การสมั ผัสหรือการถูกต้อง)
ธรรมารมณ ์ กระทบกับใจ เกดิ มโนวญิ ญาณ (การนกึ คิด)
รปู เวทนา สญั ญา สงั ขารและวญิ ญาณนร้ี วมกนั เรยี กวา่ ขนั ธ์ ๕ เมอื่ ยอ่ แลว้ ขนั ธ์ ๕
กเ็ หลือ ๒ อย่างเท่านน้ั คอื รปู กับนาม หรือกายกบั ใจ รูปกค็ ือรปู นามกค็ อื เวทนา สญั ญา
สงั ขารและวญิ ญาณ สว่ นเวทนา สญั ญาและสงั ขาร รวมกนั เรยี กวา่ เจตสกิ ซงึ่ เปน็ ธรรมชาติ
ทปี่ ระกอบและปรงุ แตง่ จติ วญิ ญาณทง้ั ๖ อยา่ งนี้ เรยี กวา่ “วถิ จี ติ ” ความจรงิ ยงั มวี ญิ ญาณ
อกี ประเภทหนึง่ เรยี กว่า “ภวังคจติ หรือภวงั ควญิ ญาณ (life-continuum) คอื จิตท่ี
เป็นองคแ์ หง่ ภพ มหี น้าที่ท�ำให้ชวี ติ ด�ำรงอยู่ เปน็ ท่ีเกบ็ สั่งสมกเิ ลส กรรม และวิบาก รวม
ทั้งประสบการณต์ า่ งๆ ตั้งแตอ่ ดตี จนถงึ ปัจจบุ นั ทางมหายานเรยี กวา่ “อาลยวญิ ญาณ”
เปรียบเสมือนที่เก็บของ (storehouse consciousness) การกระทำ� และความคิดทุก
อยา่ งจะกอ่ ใหเ้ กดิ พลังงานทางนามธรรม และถกู เกบ็ สะสมไว้ในจติ สว่ นนี้
ทฤษฎคี วอนตัม (Quantum Theory)
ทฤษฎคี วอนตมั กลา่ ววา่ พลงั งานมลี กั ษณะเปน็ กอ้ นเลก็ ๆ แยกออกจากกนั เรยี กวา่ ค
วอนตา (quanta) ถา้ เป็นเอกพจน์เรียกว่าควอนตมั (quantum) ไมเ่ ปน็ ล�ำท่ีต่อเนือ่ งกัน
ทฤษฎีเดิมใชก้ บั พลังงานที่กระจายออกจากวัตถเุ ท่านน้ั เช่น พลงั งานของแม่เหล็กไฟฟา้
แตป่ จั จบุ นั รวมถงึ พลังงานชนิดอื่นทัง้ หมด
ควอนตัมฟิสิคส์ ควอนตัมฟิสิกส์เป็นวิชาท่ีศึกษารายละเอียดของอะตอม (atom)
และอนอุ ะตอม คอื สงิ่ ทเ่ี ลก็ กวา่ อะตอม (subatoms) หรอื สง่ิ ทปี่ ระกอบขนึ้ มาเปน็ อะตอม
ซง่ึ เปน็ อนภุ าคทเ่ี ลก็ กวา่ อะตอมประกอบดว้ ยนวิ เคยี ส (nucleus) ซง่ึ ประกอบดว้ ยอนภุ าค
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 333
สำ� คญั ๒ อยา่ ง คอื โปรตอน (proton) และนวิ ตรอน (neutron) สงิ่ ทเี่ คลอ่ื นอยใู่ นวงโคจร
รอบนวิ เคลยี สเปน็ อนภุ าคทมี่ มี วลเลก็ กวา่ มาก เรยี กวา่ อเิ ลก็ ตรอน (electron) ฉะนน้ั ภาพ
ของอะตอมจึงเหมือนระบบสรุ ิยะนอ้ ยๆ โดยมี โลก และดาวเคราะห์อกี ๘ ดวงโคจรผา่ น
ทว่ี า่ งหรอื อวกาศ ไปรอบๆ วตั ถุทีม่ ีมวลมากกวา่ คือ ดวงอาทิตย์ โปรตอนเปน็ อนุภาคที่
มปี ระจไุ ฟฟา้ บวก นวิ ตรอนเปน็ อนภุ าคทเ่ี ปน็ กลาง สว่ นอเิ ลก็ ตรอนมปี ระจไุ ฟฟา้ ลบวงิ่ วน
อยรู่ อบนิวเคลียสท่ีมโี ปรตอนอยู่ ประจุไฟฟา้ บวกจะเทา่ กับประจไุ ฟฟ้าลบ กล่าวคอื โดย
ทั่วไปอะตอมมีประจไุ ฟฟ้าบวกและลบเท่ากันหรอื เป็นกลาง
ตามทฤษฎีควอนตัม อิเล็กตรอนมีสภาพเป็นคลื่น จึงไม่มีต�ำแหน่งการโคจรรอบ
นิวเคลียสที่แน่นอน ต�ำแหน่งของอิเล็กตรอนในสภาพท่ีเป็นคล่ืนรอบนิวเคลียสจะถูก
เรียกหรือค�ำนวณออกมาเป็นสภาพความเป็นไปได้ (probability) ทางสถิติมีค่าจาก
สงู สุดคือ ๑ ถึงต่�ำสดุ คือ ๐ (ศูนย)์ ทฤษฎนี ้ชี ว่ ยอธบิ ายเรื่องพลังงานต่างๆ เช่น พลังงาน
นิวเคลียร์ พลงั งานรังสอี าทติ ย์ (สรุ ยิ ะ) พลงั งานเคมี พลงั งานแสง พลังงานไฟฟา้ เปน็ ตน้
ยังเก่ียวข้องกับการพัฒนาอุปกรณ์ หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น เครื่อง
เลเซอร์ กล้องจลุ ทรรศน์อิเลก็ ตรอน เครือ่ งทรานซสิ เตอร์ (transistor) และเครอื่ งคดิ เลข
พลังงานแสงอาทติ ย์ จากควอนตมั ฟิสิกสย์ ังพบอกี ว่านอกจากอนุภาคหลัก ๓ อยา่ ง คือ
โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนแล้ว อะตอมยังมีอนุภาคที่เล็กลงไปอีกท่ีรู้จักกันใน
ปจั จุบนั นี้เรยี กว่า ควาร์ก (quarks)
ลา่ สดุ ทฤษฎเี ก่ยี วกับอนภุ าคมลู ฐานท้ังหมดแบ่งได้ ๒ ชนิด ใหญๆ่ คือ ๑) ควาร์ก
(quark) และ ๒) เลปตอน (lepton) ควาร์ก เปน็ อนภุ าคหลกั มลู ชนดิ หนงึ่ เม่อื รวมตัว
กนั จะทำ� ให้อนุภาคมีขนาดใหญ่ขึ้น เรยี กวา่ แฮดรอน (hadron) สำ� หรับควารก์ ๖ ตวั แรก
รวมอยใู่ นกลมุ่ อนุภาคมชี อ่ื เรยี กวา่ รส (flavour) ในท่นี ้ีไมได้หมายถึงรสอาหาร มีอยู่ ๖
ตวั สำ� หรบั ควารก์ สีมี ๓ ชดุ คือ colour charge เปน็ ช่อื กำ� หนดจากสี โดยมีควารก์ หลัก
๓ สี คอื แดง เขยี ว นำ้� เงิน
เลปตอนเป็นอนุภาคหลกั มลู หรอื มูลฐานชนิดหนึ่ง (a fundmental or basic par-
ticle) นอกเหนอื จากควาร์ก เช่น อิเลก็ ตรอน และโพซติ รอน (positron) โพซติ รอนเปน็
อนุภาคชนดิ ตรงข้ามกับอิเล็กตรอนเรยี กว่า “ปฏอิ นภุ าค (antiparticle)” มีประจไุ ฟฟา้
เป็นบวก ส่วนนิวตริโน (neutrino) เป็นอนุภาคมูลฐานชนิดหน่ึงท่ีค่อนข้างลึกลับ ไม่มี
ประจุไฟฟ้าและอาจไม่มีแม้กระท่ังมวล มีแต่โมเมนตัม สามารถเดินทางผ่านทะลุสารได้
อยา่ งอสิ ระ แมแ้ ตเ่ หลก็ กห็ ยดุ ยงั้ นวิ ตรโิ นไมไ่ ด้ นกั วทิ ยาศาสตรม์ องวา่ นวิ ตรโิ นมศี กั ยภาพ
334 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ใช้เป็นตัวส่ือสารได้อย่างวิเศษ นอกจากนั้นยังมีมิวออน (muon) และอนุภาคเทา (tau
particle)
ควอนตัมมีคุณสมบัติเป็น
ท้ังอนุภาค (particle) และคล่ืน
(wave) ควบคู่กนั พฤตกิ รรมทแ่ี สง
และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแสดงสมบัติ
เป็นไปได้ทั้งอนุภาคและคลื่นเรียก
ว่า คุณสมบัติทวิภาวะของคล่ืน-
อนุภาค (wave-particle dual-
ity) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเช่น แสงมี
คุณสมบัติเหมือนกับเป็นคล่ืนต่างๆ
เช่น เกิดการสอดแทรกของแสงที่ทำ� ให้คนเราเห็นฟองสบู่ เป็นสีรุ้ง แสงยังมีพฤติกรรม
คล้ายกับล�ำของอนภุ าคที่เรียกวา่ โฟตอน (photon) ซ่งึ ทำ� ให้เซลล์แสงอาทติ ยผ์ ลิตไฟฟ้า
ได้ อิเลก็ ตรอนท่เี ป็นอนุภาคกม็ สี มบตั เิ ป็นคลื่นไดเ้ ช่นกนั
ทฤษฎีปรมาณูในพทุ ธศาสนา
ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเร่ืองปรมาณูมานานกว่า
๒๕๐๐ ปี แล้ว สิ่งท่ีเรียกว่ารูป (matter or materiality) เมื่อแยกออกไปเป็นส่วน
นอ้ ยๆ เล็กลงๆ จนถงึ ท่ีสดุ แล้วกเ็ ปน็ ปรมาณู สว่ นอะตอม (atom) ก็คอื ปรมาณูในทาง
วทิ ยาศาสตรน์ น่ั เอง
ปรมาณใู นพระพุทธศาสนา
๑ องคุลี หรือ ๑ นิว้ เท่ากับ ๗ ธญั ญามาส
๑ ธัญญามาส เทา่ กับ ๗ อกู า
๑ อกู า เท่ากบั ๗ ลิกขา
๑ ลิกขา เทา่ กบั ๓๖ รถเรณู
๑ รถเรณู เท่ากับ ๓๖ ตชั ชารี
๑ ตัชชาร ี เท่ากบั ๓๖ อณู
๑ อณู เทา่ กับ ๓๖ ปรมาณู
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 335
แตล่ ะปรมาณู ประกอบด้วย ธาตดุ ิน ธาตนุ ำ�้ ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม สี กล่ิน รส และโอชะ
ท้งั ๘ อย่างรวมกันเรยี กว่า อวินพิ โภครูป ๘ คอื ปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คนั ธะ รสะ
และโอชะ (อาหารรปู ) อวนิ ิพโภครูป คอื รูปที่แยกออกจากกันไมไ่ ด้ กล่าวคือ ในสิ่งทเ่ี ป็น
รปู ทุกอย่างแมแ้ ตป่ รมาณูที่เลก็ ท่ีสุด ก็จะตอ้ งมีรูปธรรม ๘ อย่างนร้ี วมกัน ทกุ ปรมาณู ไม่
ตดิ ตอ่ กัน แต่ถกู กนั้ ด้วยช่องว่างระหว่างปรมาณู เรยี กวา่ ปรจิ เฉทรปู ทุกปรมาณไู มอ่ ยู่นิง่
แต่มีการเคล่ือนไหวอยู่ตลอดเวลาด้วยอ�ำนาจของความร้อน (ธาตุไฟ) และธาตุลม รูปที่
เปน็ ปรมาณูมีทงั้ หมด ๒๘ รปู เปน็ สุขุมรปู ๑๖ รูป สุขุมรปู เป็นรปู ที่ละเอยี ดและประณตี
รบั รไู้ ม่ไดด้ ว้ ยประสาททงั้ ๕ แต่เปน็ ธรรมารมณ์ อันรู้ได้ดว้ ยใจ ไมอ่ าจจะสัมผัส ชัง่ ตวง
หรือวดั ได้ ไดแ้ ก่ อาโปธาตุ ๑ ภาวรปู ๑ หทยั รปู ๑ ชวี ติ รูป ๑ อาหารรปู ๑ ปริจเฉทรปู
๑ วญิ ญัติรูป ๑ วกิ ารรูป ๓ และลกั ขณะรปู ๔
ความสัมพันธข์ องรปู กบั นาม
ส่งิ ท้ังหลายทง้ั ปวงในโลกน้ีประกกอบดว้ ยส่วนท่สี �ำคญั สองสว่ น คอื รปู (รปู ธรรม)
และนาม (นามธรรม) สงิ่ ทเ่ี ลก็ ทสี่ ดุ ของรปู คอื อะตอมในวทิ ยาศาสตร์ หรอื ปรมาณใู นพทุ ธ
ศาสนา ไดก้ ลา่ วแลว้ วา่ วทิ ยาศาสตรใ์ หม่ คอื ควอนตมั ฟสิ กิ ส์ พบวา่ ในนวิ เคลยี สของอะตอม
ยงั ประกอบดว้ ยอนภุ าค (particles) และปฏอิ นภุ าค (antiparticles) จ�ำนวนมากมาย สว่ น
พทุ ธศาสนาอธบิ ายวา่ แตล่ ะปรมาณทู เี่ รยี กวา่ อวนิ พิ โภครปู ซงึ่ เปน็ รปู ทแ่ี ยกออกจากกนั ไม่
ไดย้ ังประกอบด้วยส่วนที่เล็กลงไปอีก ๘ อยา่ ง คอื ปฐวี (ดิน) อาโป (น�้ำ) เตโช (ไฟ) วาโย
(ลม) วัณณะ (สี) คนั ธะ (กล่ิน) รสะ (รส) และโอชะ (อาหารรูป) ใน ๘ อยา่ งน้ี สี่อย่างแรก
คอื มหาตูภรูป หรือธาตุท้งั ๔ น่นั เอง
ส่วนนามคือธรรมชาติที่น้อมไปสู่อารมณ์ นามคือ จิตและเจตสิก จิต (mind) คือ
ธรรมชาติทร่ี อู้ ารมณ์ ค�ำวา่ อารมณ์ หมายถงึ สิ่งเร้าจากภายนอก หรืออายตนะภายนอก
๖ คือ รูป เสียง กล่ิน รส ส่ิงท่ีกระทบ (โผฏฐัพพะ) และส่ิงที่ใจนึกคิด (ธรรมารมณ์)
อารมณเ์ หลา่ นี้ยอ่ มมากระทบกับอวัยวะรับสัมผัส (sense organs) หรือ อายตนะภายใน
๖ คือ ตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ เจตสิกเป็นธรรมชาตทิ ่อี าศยั จิตเกดิ หรอื ธรรมชาตทิ ่ี
ประกอบกบั จติ และปรุงแตง่ จติ เชน่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรทั ธา วริ ยิ ะ สติ
สมาธิ ปัญญา เปน็ ตน้ ในมมุ มองของสติปัฏฐาน ๔ ซ่ึงเป็นทง้ั ทฤษฎีและหลักการปฏิบตั ิ
วิปสั สนากรรมฐานไดก้ ล่าวถึงการพฒั นาสตโิ ดยอาศยั ฐานทัง้ ๔ ว่า ๑) กายานปุ สั สนา คอื
การกำ� หนดรูปล้วนๆ ไดแ้ ก่ รูปขันธ์ ๒) เวทนานุปัสสนา คือ การก�ำหนดนามล้วนๆ ไดแ้ ก่
เวทนาขันธ์ ๓) จติ ตานปุ ัสสนา คอื การกำ� หนดนามล้วนๆ ได้แก่ วิญญาณขันธ์ และ ๔)
ธรรมานุปัสสนา คือ การก�ำหนดทงั้ รปู และนาม ไดแ้ ก่ ขันธ์ ๕
336 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
วิทยาศาสตร์และจิตวิทยาตะวันตกแขนงต่างๆ รวมทั้งจิตวิเคราะห์ยังไม่สามารถ
อธบิ ายความหมายของคำ� วา่ “จติ (mind) ได”้ ในพจนานกุ รม ปทานกุ รม และอภธิ านทง้ั
ไทยและตา่ งประเทศมกี ารใหค้ วามหมายไวน้ อ้ ยมาก ภาษาองั กฤษนยิ มใชค้ ำ� วา่ “psyche”
และ “mind” นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มักเช่ือว่า จิตเป็นส่วนหนึ่งของสมอง จิตตั้งอยู่
บรเิ วณสว่ นทเี่ รยี กวา่ “limbic cortex” ฟรอยด์ (Freud) ผเู้ ปน็ บดิ าของจติ วเิ คราะหก์ ย็ งั
ไมส่ ามารถให้นยิ ามหรือความหมายของคำ� วา่ จติ (psyche, mind or consciousness)
ได้ เพียงแต่เปรียบเทียบว่า จิตเหมือนก้อนนำ้� แข็งอันมหึมาที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร และ
แบง่ จติ ออกเปน็ ๓ ระดบั
ระดบั แรกคือ จิตสำ� นึก (the conscious or consciousness) คล้ายส่วนบนของ
น้�ำแข็งที่อยู่เหนอื พื้นผิวนำ�้ เปรียบเทียบได้กับวิถีจิต (vithi citta or active conscious-
ness) ทีเ่ กดิ ขึน้ ทางตา (จกั ขวุ ญิ ญาณ) หู (โสตวิญญาณ) จมูก (ฆานวิญญาณ) ลิ้น (ชวิ หา
วิญญาณ) และ กาย (กายวิญญาณ)
ระดบั ท่สี อง คอื จิตก่อนสำ� นึก (The preconscious) คลา้ ยส่วนของน้�ำแขง็ ทอ่ี ยู่
ใต้ผิวน้�ำ แตย่ ังไม่ลึกเกินไป เปรยี บเทียบได้กบั วิถจี ติ ทเี่ กดิ ทางใจคือมโนวิญญาณ (mind
consciousness) เป็นส่วนของจิตที่เก็บสะสมประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว แต่
สามารถระลกึ ขึ้นไดเ้ ม่อื ตอ้ งการ ยังเก่ียวขอ้ งกบั ธรรมารมณ์ คอื สิ่งที่ใจนกึ คิด
ระดับที่สาม คือ จิตไร้ส�ำนึก (the unconscious) คล้ายส่วนของน้�ำแข็งที่อยู่ลึก
จมลงไปใต้น�้ำ เปน็ ส่วนของจติ ทีเ่ ก็บสะสมเร่อื งราว เหตุการณ์ ปัญหา ความขดั แข้ง และ
ประสบการณต์ งั้ แตแ่ รกเกดิ จนถงึ ปจั จบุ นั คลา้ ยคลงึ กบั ภวงั คจติ (bhavanga citta or life
continuum) ในพทุ ธศาสนา แตภ่ วงั คจติ มคี วามหมายทลี่ กึ ซง้ึ และละเอยี ดพสิ ดารมากกวา่
จติ ไรส้ ำ� นกึ ของฟรอยด์ นกั จติ วทิ ยาสมยั ใหมน่ ยิ มเรยี กวา่ จติ ใตส้ ำ� นกึ (the subconcious
or subconsciousness)
เวลานม้ี นี กั วทิ ยาศาสตร์ ประสาทแพทย์ จติ แพทย์ นกั จติ วทิ ยารวมทง้ั นกั จติ วเิ คราะห์
จำ� นวนไมน่ อ้ ย ตา่ งมคี วามเหน็ วา่ จติ (mind) และรา่ งกาย (body) มใิ ชเ่ ปน็ สงิ่ เดยี วกนั จติ
กอ็ ยา่ งหนง่ึ และกายอกี อยา่ งหนงึ่ แตท่ ง้ั สองสว่ นตอ้ งทำ� งานรว่ มกนั และประสานกนั อยา่ ง
ใกลช้ ดิ บางทา่ นมองแคบไปอกี นดิ หนงึ่ วา่ จติ คอื สมอง สมองคอื จติ แตใ่ นพทุ ธศาสนากลา่ ว
ว่าทตี่ ้ังของจติ (the seat of the mind) โดยเฉพาะภวังคจติ ตงั้ อยูท่ ห่ี ทัยวัตถุรปู ส่งิ น้ี
เปน็ กมั มชรปู ชนดิ หนง่ึ ทเี่ กดิ อยภู่ ายในหวั ใจ ตงั้ อยใู่ นชอ่ งทม่ี ลี กั ษณะเหมอื นบอ่ โตประมาณ
เท่าเมล็ดดอกบุนนาค ภายในชอ่ งน้มี โี ลหติ หลอ่ เลยี้ งอย่ปู ระมาณ ๑ ซองมอื เป็นทอ่ี าศัย
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 337
เกดิ ของมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ แต่สมองเป็นเพียงท่ีทำ� งานของจิต (the office of
the mind) เทา่ น้นั
สงิ่ เชือ่ มโยงระหวา่ งรูปกับนาม
สรรพสิ่งทั้งหลายท้ังท่ีมีชีวิต และไม่มีชีวิตในโลกน้ี เม่ือย่อยลงไปถึงที่สุดแล้ว จะ
ประกอบด้วยส่ิงท่ีเล็กท่ีสุดของธาตุต่างๆ มารวมกัน ส่วนท่ีเล็กที่สุดดังกล่าวเรียกว่า
ปรมาณูในพุทธศาสนา หรืออะตอมในวิทยาศาสตร์ ยุคใหม่ของวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า
ควอนตมั ฟสิ ิกส์ ได้ท�ำการศึกษาอะตอมละเอียดลงไปอกี และพบว่านวิ เคลยี สของอะตอม
นัน้ ยังประกอบดว้ ยอนุภาคที่ เรียกว่าเลปตอน ซึง่ ประกอบดว้ ยอิเล็กตรอน และนิวตริโน
และควารก์ ซึง่ มีควารก์ สี ควารก์ รส และอื่นๆ เป็นพ้ืนฐาน ฉะน้ันในนวิ เคลียสของแต่ละ
อะตอมจงึ ประกอบดว้ ยอนภุ าคตา่ งๆ จำ� นวนมากมาย เชน่ เดยี วกบั ปรมาณใู นพทุ ธศาสนา
ดงั นน้ั สงิ่ ทอ่ี ยใู่ นสภาพควอนตมั ทกุ อยา่ งจงึ ประกอบดว้ ยอนภุ าค และปฏอิ นภุ าคของ
มันเสมอ เมือ่ อนุภาคและปฏอิ นุภาคมาพบกนั มนั จะสญู หายไป คือ มมี วลเป็นศูนย์ กลาย
เป็นพลังงานในสุญญากาศ ในท�ำนองเดียวกันพลังงานในสุญญากาศก็สามารถท�ำให้เกิด
อนุภาคและปฏอิ นภุ าคได้เช่นกนั ดร.อัลเบริ ์ต ไอน์สไตน์ (Dr.Albert Einstein) ไดค้ ้นพบ
ว่าสสารและพลังงานเปลย่ี นกลบั ไปกลบั มาได้ระหวา่ งกนั ตามสูตร E=mc๒ E= พลงั งาน
(energy) m = มวลสาร (mass) และ c = ความเร็วแสงในสุญญากาศ จึงเป็นหลกั ฐานยนื
ยันปรากฎการณ์ดังกล่าว ดร.เอดการ์ มติ เชลล์ (Dr.Edgar Mitchell) ผ้เู ป็นมนุษยอ์ วกาศ
คนท่ี ๖ ทไ่ี ดเ้ ดนิ ทางไปเหยยี บพนื้ ดวงจนั ทรแ์ ละเปน็ นกั วทิ ยาศาสตรท์ สี่ �ำคญั คนหนงึ่ ดว้ ย
มคี วามสนใจในเรอ่ื งสมั พันธภาพระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ (science) และจิตวิญญาณ (spiri-
338 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
tuality) ทา่ นกลา่ ววา่ ประมาณ ๔๐๐ ปี ทผ่ี า่ นมาแนวคดิ เกย่ี วกบั วตั ถนุ ยิ มโดดเดน่ มากจน
ไม่ค่อยมผี ู้สนใจเร่อื งจิตวิญญาณทเ่ี ป็นนามธรรม ความเขา้ ใจเร่อื งรปู ธรรมและนามธรรม
กลบั มาไดร้ ับความสนใจอีกครง้ั หนึ่ง ในราวศตวรรษท่ี ๒๐ เมอ่ื มีการค้นพบทฤษฎีควอน
ตัม (quantum theory)
เครอ่ื งมือแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกายกบั จติ
เครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตรท์ ช่ี ว่ ยเชอ่ื มโยงสมั พนั ธภาพระหวา่ งรา่ งกายและจติ ใจ คอื
ควอนตัมฟิสิกส์ ทฤษฎีน้ีอธิบายว่าร่างกายและจิตใจหรือรูปธรรม (materiality) และ
นามธรรม (mentality) เป็นคนละส่วนกันแต่ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ซ่ึงกันและกันอย่างใกล้
ชดิ ในสภาพของควอนตัม อนุภาค-คลืน่ -พลังงาน ท้ังในส่วนท่เี ปน็ รูปธรรมและนามธรรม
และสามารถถา่ ยทอดสง่ิ ทรี่ ใู้ หอ้ นภุ าค-คลน่ื -พลงั งานอนื่ ได้ ความเรว็ ในการสง่ ขอ้ มลู ซง่ึ กนั
และกนั กเ็ รว็ กวา่ ความเรว็ ของแสง ทางวทิ ยาศาสตร์ รปู คอื สสารและพลงั งาน เคลอื่ นทไี่ ด้
แตไ่ ม่เรว็ กวา่ แสง แตจ่ ิตซงึ่ เปน็ นามธรรมเคล่อื นที่ไปได้เรว็ กวา่ แสง พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ไดท้ รงเทศนาไวใ้ นธรรมบทว่า
ทุรงคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญญฺ เมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนธนฺ า
แปลเป็นใจความว่า “ชนเหล่าใด จักส�ำรวมจิตซึ่งรับอารมณ์ในท่ีไกล เท่ียวไปดวง
เดียว ไมม่ ีสรรี ะร่างกาย มถี ำ้� เป็นทอี่ ยู่อาศัย ชนเหลา่ นัน้ ยอ่ มพน้ จากเครอื่ งผูกแห่งมาร”
จะเหน็ ไดว้ า่ จติ เปน็ ธรรมชาติ รบั อารมณไ์ ดเ้ สมอ ไมว่ า่ จะอยไู่ กลสกั เทา่ ไหรก่ ต็ าม พอนกึ คดิ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 339
เร่อื งอะไรกต็ าม จติ ก็แล่นไปรบั อารมณน์ ัน้ ๆ ทนั ที ในการรบั อารมณ์นนั้ จิตยอ่ มไปเพยี ง
ดวงเดยี ว แตจ่ ิตมกี ารเกิดดบั ตอ่ เนอื่ งกนั และแลน่ ไปรวดเร็วมาก ในคมั ภรี พ์ ระอภธิ รรม
พระพทุ ธองคท์ รงแสดงวา่ “ในชว่ั ลดั นว้ิ เดยี วจติ เกดิ ดบั ถงึ แสนโกฎขิ ณะ” จติ ดวงหนงึ่ เกดิ
ขน้ึ ตัง้ อยู่และดบั ไป กเ็ ป็นปัจจัยให้จิตดวงตอ่ มาเกิดขน้ึ ตง้ั อยู่ และดบั ไป และก็เป็นปัจจัย
ให้เกดิ จิตดวงต่อๆ ไปเกดิ ขึน้ ในลกั ษณะเชน่ นี้ ดงั นนั้ พลงั งานทางจิตจึงมลี ักษณะเหมือน
เป็นกอ้ นๆ ที่แยกจากกนั แต่กม็ คี วามต่อเน่อื งกนั ที่เรียกวา่ สนั ตติ (continuity) คล้ายกับ
พลังงานทางวัตถุตามควอนตัมฟิสิกส์ ในคัมภีร์พระอภิธรรมยังกล่าวอีกว่า “อายุของจิต
๑๗ ขณะใหญเ่ ทา่ กบั อายุของรูป ๑ ขณะ” ซง่ึ หมายความวา่ รูปก็มีลักษณะของการเกดิ
ดบั ทีร่ วดเรว็ มาก แตก่ ็ยงั นับว่าชา้ กว่าการเกิดดับของจิตถึง ๑๗ เทา่
ปจั จบุ นั ทฤษฎคี วอนตมั มกี ารขยายขอบเขตมากขน้ึ จนกลายเปน็ ควอนตมั ทเ่ี กย่ี วกบั
มิติ (quantum holography) ควอนตมั ที่ไร้ต�ำแหนง่ แนน่ อน (quantum nonlocality)
และควอนตมั แหง่ โลก (quantum world) เครอ่ื งมอื ทางวทิ ยาศาสตรท์ เี่ กย่ี วกบั ควอนตมั
ชว่ ยทำ� ให้มนษุ ยส์ มยั ใหมเ่ ข้าใจเรือ่ งกายและจติ รปู ธรรมและนามธรรม สมั พนั ธภาพและ
อนั ตรกริ ยิ าระหวา่ งทง้ั สองสง่ิ รวมทง้ั ความลกึ ลบั และความมหศั จรรยเ์ กยี่ วกบั เรอ่ื งเหลา่ นี้
มากขึ้น
อยา่ งไรกต็ ามทฤษฎคี วอนตมั แมจ้ ะเปน็ เรอื่ งใหมแ่ ละนา่ พศิ วงในวงการวทิ ยาศาสตร์
แตก่ ย็ งั เปน็ ความรู้ในระดับโลกียะ ยงั ไมพ่ น้ ไปจาก รปู นาม หรือขันธ์ ๕ ซงึ่ เปน็ เรือ่ งของ
ความทกุ ข์ในอรยิ สจั ๔ ดังนนั้ มนษุ ย์จะต้องเรียนรู้และปฏบิ ตั ิธรรมตอ่ ไป โดยเฉพาะอยา่ ง
ยิ่งการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุโลกุตตรปัญญาอันเป็นทางที่จะนำ� ไปสู่ความดับ
ทุกขแ์ ละมรรคผลนพิ พานได้อยา่ งแทจ้ รงิ
บรรณานุกรม
Sheng Yen, Mitchell E. The Buddha mind, universe, and awakening: A dia
logue between Master Sheng Yen and astronaut Dr.Edgar Mitchell.
Taipei (Taiwan): Sheng Yen Education Foundation, ๒๐๐๙.
Jayasuriya WF. The psychology and philosophy of Buddhism: An introduc
tion to the Abhidhamma. ๒nd reprint. Kuala Lumpur: Buddhist
Missionary Society, ๑๙๗๖.
340 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
Bhikku Bodhi. A comprehensive manual of Abhidhamma. Dahi text originally
edited and translated by Mahathera Narada. ๒nd ed. Kandy (Sri Lanka):
Buddhist Publication Society, ๑๙๙๙.
Mahasi Sayadaw. Fundamentals of Vipassana meditation. ๒nd ed. Bangkok:
Buddhadhamma Foundation, ๒๐๐๒.
พระสทั ธมั มโชตกิ ะ ธมั มาจรยิ ะ. ประมตั ถโชตกิ ะ ปรจิ เฉทท่ี ๑-๒-๖ จติ เจตสกิ รปู นพิ พาน.
พมิ พ์ครั้งที่ ๙. กรงุ เทพฯ: มูลนธิ สิ ทั ธัมมโชตกิ ะ, ๒๕๔๗.
พระสัทธัมมโชติกะ ธมั มาจรยิ ะ. ประมตั ถโชติกะ ปรจิ เฉทที่ ๔ วถิ สี ังคหะและนามรูปวิถี
วินจิ ฉยั พรอ้ มดว้ ยภาพวถิ .ี พิมพค์ ร้งั ที่ ๗. กรงุ เทพฯ: มลู นิธิสัทธมั มโชตกิ ะ, ๒๕๔๗.
พระธรรมบท. ฝา่ ยตา่ งประเทศวดั รำ่� เปิง (ตโปทาราม) ผูจ้ ดั ท�ำ. พมิ พ์ครั้งที่ ๑. เชียงใหม:่
พิมพ์โดยฝา่ ยวิปัสสนากรรมฐาน ฝ่ายต่างประเทศวดั ร�่ำเปงิ (ตโปทาราม), ๒๕๕๔.
บญุ มี เมธางรรู . ชวี ติ ภายหลงั ความตาย: ตายแลว้ เกดิ ไดอ้ ยา่ งไร. โครงการหนงั สอื พระพทุ ธ
ศาสนาเพอ่ื ชีวิตและสงั คม ชดุ พระอภิธรรมปฎิ ก. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพฯ: หา้ งหนุ้
สว่ นจำ� กดั ภาพพมิ พ์, ๒๕๓๘.
สมพร ผลากรกุล. พลงั งานนิวเคลียร์: ท่สี ดุ ของพลงั งาน. พมิ พค์ รั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ: ส�ำนกั
พมิ พ์ประพนั ธส์ าสน์ จ�ำกดั , ๒๕๔๗.
มหาสสี ยาดอ (พระโสภณมหาเถระ). วปิ สั สนาชนุ ี จำ� รญู ธรรมดา แปล. กรงุ เทพฯ: ประยรู
สาส์นไทย, ๒๕๕๓.
ภทั ทนั ตะ อาสภมหาเถระ. วปิ สั สนาทปี นฎี กี า. ใน: ปฐมวปิ สั สนาวงศใ์ นประเทศไทย. รจนา
โดย พระอาจารย์ ดร.ภทั ทนั ตะ อาสภมหาเถระ ธมั มาจารยิ ะ อัคคมหากัมมัฏฐานา
จรยิ ะ. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร์พรน้ิ ต้งิ , ๒๕๕๔.
จ�ำลอง ดิษยวณิช. หลักมูลของวิปัสสนากรรมฐาน. เชียงใหม่: หน่วยสนับสนุนวิชาการ
งานบริการวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
๒๕๕๗.
จ�ำลอง ดิษยวณิช. จิตวิทยาของความดับทุกข์. พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพฯ: ส�ำนักพิมพ์
ตน้ บญุ , ๒๕๕๔.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 341
จ�ำลอง ดิษยวณิช. วิปัสสนากรรมฐานและเชาวน์อารมณ์. พิมพ์ครั้งที่ ๓. เชียงใหม่:
โรงพิมพแ์ สงศิลป,์ ๒๕๔๙.
Chopra D. Quantum healing: Exploring the frontiers of mind/body medicine.
New York: Bantam Books, ๑๙๙๐.
Davies PCW, Brown JR. วญิ ญาณในอะตอม (The ghost in the atom). บทสนทนา
เรื่องความล้ีลับของฟิสิกส์ควอนตัม. แปลโดย ดร.สิริพัฒน์ ประโทนเทพ. พิมพ์
ครงั้ ท่ี ๑. กรุงเทพฯ: ส�ำนกั พิมพม์ ติชน, ๒๕๕๖.
ชยั วฒั น์ คปุ ระตกลุ . จากอะตอมถงึ จกั รวาล. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั พมิ พส์ ารคด,ี
๒๕๔๖.
พระเทพวสิ ทุ ธกิ ว.ี จติ วทิ ยาในพระอภธิ รรม. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ: สภาการศกึ ษามหา
มกฎุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๗.
โอฬาร เพยี รธรรม. ตามหาความจรงิ : วทิ ยาศาสตรก์ บั พทุ ธธรรม. ศาสตรท์ เี่ ปน็ คนละเรอ่ื ง
เดยี วกนั . พมิ พค์ รัง้ ที่ ๑. กรุงเทพฯ: สำ� นกั พมิ พธ์ รรมดา, ๒๕๔๙.
ชัยวัฒน์ คุประตกุล. มนุษย์กับจักรวาล. พิมพ์คร้ังที่ ๗. กรุงเทพฯ: สำ� นักพิมพ์สารคดี,
๒๕๔๕.
คอรนิ สตอ๊ คเลย์, ครสิ ออกเลด, เจน เวิร์ธเฮม. พจนานกุ รมฟสิ ิกส์: ฉบบั ภาพประกอบ.
กรุงเทพฯ: บริษัทพูนเพมิ่ ผลติ ผล จ�ำกัด, ๒๕๔๖.
นลี อารด์ ลยี .์ พจนานกุ รมวทิ ยาศาสตร.์ แปลโดย รศ.ดร.ยวุ ดี เชย่ี ววฒั นา, ผศ.ดร.สนุ นั ทา
วบิ ลู ยจ์ นั ทร,์ อาจารยข์ นษิ ฐา จนั ทนสมติ . พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั อมรนิ ทร์
พริน้ ต้ิงแอนดพ์ ับลชิ ชิง่ จ�ำกัด (มหาชน), ๒๕๔๗.
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ฉบับประมวลศพั ท์. พิมพ์
ครั้งที่ ๑๑/๒. กรุงเทพฯ: บรษิ ัท เอส อาร์. พริน้ ต้งิ แมสโปรดักส์ จำ� กดั , ๒๕๕๑.
สมุ าลี มหณรงคช์ ยั . พทุ ธศาสนามหายาน (ฉบบั ปรบั ปรงุ แกไ้ ข). พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพฯ:
สำ� นักพิมพ์ศยาม, ๒๕๕๐.
ทวีวัฒน์ ปุณทริกวิวัฒน์. วิถีแห่งมหายาน. พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพฯ: รุ้งแสงการพิมพ์,
๒๕๓๑.
342 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ประวัติผู้เขยี น
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์จ�ำลอง ดษิ ยวณชิ
ศาสตราจารยเ์ กียรตคิ ุณ ระดบั ๑๑ สาขาจติ เวชศาสตร์
ต�ำแหน่งปจั จุบัน
- ภาควชิ าจติ เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
- ทีป่ รึกษาราชวิทยาลยั จติ แพทย์แห่งประเทศไทย
- อนุกรรมการสอบความรู้ความช�ำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขา
จิตเวชศาสตร์ และสาขาจติ เวชศาสตรเ์ ด็กและวยั รนุ่
- ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิปัสสนาธุระมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลัย
- อาจารยพ์ ิเศษ สอนวชิ าทฤษฎแี ละการปฏบิ ตั ิกรรมฐาน จิตวทิ ยาแนวพทุ ธ และ
จิตบ�ำบัดแนวพุทธ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และ
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตเชียงใหม่
- ผู้อ�ำนวยการสถาบันพิโมกข์มุข สถานปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ธรรมะ จังหวัด
เชียงใหม่
ผลงานวจิ ยั บทความ หรอื หนงั สือทางวิชาการท่ีเคยเผยแพร่
- จำ� ลอง ดษิ ยวณชิ , พรม้ิ เพรา ดษิ ยวณชิ . ความเครยี ด ความวติ กกงั วล และสขุ ภาพ.
เชยี งใหม่: โครงการตำ� รา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, เชยี งใหม่
โรงพิมพแ์ สงศลิ ป,์ ๒๕๔๕.
- จำ� ลอง ดษิ ยวณชิ . วปิ สั สนากรรมฐานและเชาวนอ์ ารมณ.์ พมิ พค์ รง้ั ที่ ๓. เชยี งใหม:่
เชยี งใหมโ่ รงพิมพ์แสงศิลป,์ ๒๕๔๙.
- จำ� ลอง ดษิ ยวณชิ . จติ วทิ ยาของความดบั ทกุ ข.์ พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั พมิ พ์
ตน้ บุญ, ๒๕๕๔.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 343
- จำ� ลอง ดษิ ยวณิช, พร้ิมเพรา ดษิ ยวณชิ . จิตบำ� บัดเชิงพลศาสตร์ทอี่ งิ สตเิ ปน็ พน้ื
ฐาน. วารสารสมาคมจิตแพทยแ์ ห่งประเทศไทย ๒๕๕๗; ๕๙:๑๗๙-๙๔.
- จำ� ลอง ดิษยวณชิ . หลกั มูลของวิปสั สนากรรมฐาน. เชยี งใหม:่ หน่วยสนับสนนุ
วิชาการ งานบรกิ ารวชิ าการและวเิ ทศสมั พันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
เชียงใหม่, ๒๕๕๗.
344 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
การปรับประยกุ ตห์ ลกั พุทธธรรม
เพ่ือพฒั นาสิ่งแวดลอ้ มชุมชนแบบองค์รวม
รงุ่ ทิพย์ กล้าหาญ๑
การตีความส่ิงแวดล้อมชุมชนแบบองค์รวม หมายถึง ส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดขึ้นโดย
ธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แม่น้�ำ ลำ� คลอง ทะเลสาบ มหาสมทุ ร พ้ืน ดนิ แรธ่ าตุ ภเู ขา
ป่าไม้ สัตว์ต่างๆ ฯลฯ และส่ิงแวดล้อมท่ีมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประกอบเป็นชุมชน ได้แก่
บ้านเรือน โรงเรียน ถนน รถยนต์ เขื่อนเก็บน�้ำ ตลอด จนขนบธรรมเนียม ประเพณี
วฒั นธรรม ระบบเศรษฐกจิ และสงั คมฯลฯ ซง่ึ ปจั จบุ นั สงิ่ แวดลอ้ มชมุ ชนกำ� ลงั ประสบปญั หา
วกิ ฤตอนั เนอื่ งจากการกระท�ำของมนษุ ย์ และสง่ ผลกระทบตอ่ คณุ ภาพชวี ติ คณุ ภาพสงั คม
ของมนษุ ย์ จงึ จำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งไดร้ บั การแกไ้ ขอยา่ งถกู ตอ้ งและรบี ดว้ น โดยใชห้ ลกั วชิ าการ
ท่ีผสมผสานได้กับลักษณะนิสัย ทัศนคติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถี
ชีวิตของคนในชุมชน เพ่ือการยอมรับและการมีส่วนร่วมแก้ไขโดยชุมชน ท่ีส�ำคัญย่ิงคือ
การเสรมิ สร้างความตระหนักรถู้ ึงคณุ คา่ สงิ่ แวดลอ้ มชุมชน เกิดความหวงแหน มีส่วนรว่ ม
ในการอนุรกั ษ์จัดการให้อยู่ในสภาพดีเพื่อประโยชน์แก่คนทงั้ ในปจั จบุ นั และอนาคต
ดังเช่นปรากฏการณ์ของกลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ท่ีร่วมขับเคล่ือน
งานวิจัยเชงิ ปฏิบัติการแบบมีสว่ นรว่ มเพือ่ พฒั นาสิง่ แวดลอ้ มชุมชนแบบองคร์ วม โดยรว่ ม
เปน็ เครือขา่ ยสหธรรมกิ กบั สถาบันโพธิยาลยั มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
วิทยาเขตเชียงใหม่ ภายใต้การประสานด�ำเนินงานอย่างต่อเนื่องของพระครูพิพิธสุตตา
ธร ต้ังแต่ปี พศ. ๒๕๔๑ ตราบจนปัจจบุ นั จนเกดิ รปู ธรรมของกจิ กรรมด้านส่งิ แวดลอ้ มใน
หลายมติ แิ ละพน้ื ที่ กอ่ เกดิ บทเรยี นเกยี่ วกบั การปรบั ประยกุ ตน์ �ำหลกั การทางพทุ ธศาสนา
และบทบาทของกลมุ่ พระสงฆน์ กั พฒั นาในการทา้ ทาย และโตต้ อบกบั การเปลย่ี นแปลงของ
สังคมทา่ มกลางพลวตั ของโลกานุวัตร ซึง่ ครอบงำ� และรุกเรา้ ทัง้ ทางวัตถุ วฒั นธรรมและ
การเมอื ง ด้วยความรสู้ ึกผกู พนั ปันรากกับสังคมท้องถ่ินและการพยายามด�ำรงสถานภาพ
ในสงั คมพหลุ กั ษณ์
พุทธศาสนาเป็นองค์กรทางสังคม ท่ีด�ำรงอยู่ในรูปแบบของความเป็นสถาบัน ซึ่ง
หย่ังรากลึกอย่างยาวนานในสังคมไทย มาต้ังแต่ประวัติศาสตร์ มีความต่อเนื่อง มีการ
๑อาจารย์ประจ�ำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชียงใหม่.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 345
สงั่ สมและผลติ ซำ้� อยา่ งมน่ั คงสมำ�่ เสมอ อกี ทงั้ ยงั เปน็ องคก์ รทมี่ ขี อบเขตฐานการสนบั สนนุ
กว้างขวาง มีความเก่ียวพันกับคนส่วนใหญ่ จึงท�ำให้เป็นสถาบันทางสังคมท่ีมีพลังสูง
ในการควบคมุ ความคดิ ความเชอื่ ความศรทั ธาอนั เกดิ จากปรชั ญานภุ าพและพระธรรมวนิ ยั
ทส่ี ามารถหลอ่ หลอมความรสู้ กึ และผกู ขาดความนยิ มเชอื่ ถอื ของศาสนกิ ชนใหเ้ ปน็ เอกภาพ
หากแตภ่ ายใต้บริบทเงอื่ นไขของสังคมในปัจจบุ ัน ซ่ึงเปน็ สงั คมของการต่อสแู้ ข่งขัน
และการต่อรอง ที่ต้องอาศัยอิทธิพลและอ�ำนาจ เพื่อมุ่งแสวงหาความม่ันคงไม่จ�ำกัด
ตามบรรยากาศของการแข่งขันเสรี ซ่ึงบริบทน้ีได้สร้างแรงกดดันให้องค์กรพุทธศาสนา
ต้องแสวงหาและส่ังสมเคร่ืองมือในการต่อสู้ แข่งขัน และการต่อรอง พร้อมท้ังพยายาม
ปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงในบริบทแวดล้อมและขยายฐานแห่งการเรียน
รู้ สร้างศรัทธาในกลุ่มพุทธศาสนิกชนให้กว้างขวาง และม่ันคง เพื่อประโยชน์ในการ
จัดระเบียบความสัมพันธ์ท้ังภายในและระหว่างองค์กร อันเป็นพยายามในการรักษา
สถานภาพ และดำ� รงรกั ษาไวซ้ ง่ึ เปา้ หมายหลกั ค่านิยมพนื้ ฐาน หรอื อดุ มการณ์ของพทุ ธ
ศาสนา ซ่งึ เก่ียวเนือ่ งกบั การจดั ตำ� แหน่งแห่งท่ีของพุทธศาสนาและพระสงฆ์
โดยนัยนี้การเคลื่อนไหวทางพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์นั้น เป็นความพยายาม
ในการคนื ความหมายทางสังคมแก่พทุ ธศาสนา อันเกดิ จากการนำ� เอาวฒั นธรรมในจารีต
ประเพณเี ดมิ ไปใชเ้ ปน็ กลไกตอบโตก้ บั กระแสโลกาภวิ ตั น์ กอ่ เกดิ เปน็ การปฏบิ ตั ใิ นลกั ษณะ
การปะทะทางวฒั นธรรมระหว่างแนวคดิ ตะวันตก คอื วัตถุและการครอบง�ำ กับแนวคิด
ตะวันออกคอื จิตวญิ ญาณนิยมและการปลดปล่อย ซง่ึ เปน็ ปรากฎการณ์ในการนำ� เอาทุน
ทางสังคมท่ีเกี่ยวเนื่องกับฐานทรัพยากรและฐานทางวัฒนธรรม อันได้แก่ ความเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่ การหลอมจิตใจ หลอมความคดิ และการผนึกก�ำลงั การสรา้ งทกั ษะในการจัดการ
รวมท้ังการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน มาส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความสามัคคี เสียสละท่ีจะ
ทำ� งานร่วมกัน โดยมีการรวมก�ำลงั ความคดิ ความรู้ สตปิ ญั ญา และความช�ำนาญตา่ งๆ ท่ี
มอี ยเู่ พ่ือใชใ้ นการจัดการแกไ้ ขปญั หาของสังคมชมุ ชนรว่ มกัน
อนึ่งเนื่องที่ผ่านมาการวิจัยเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของพระสงฆ์เก่ียวกับการน�ำ
เอาทนุ ทางสงั คมไปใชเ้ พอ่ื การพฒั นาชมุ ชน มกั จะเปน็ การวจิ ยั เชงิ ยอ้ นรอย ซงึ่ หมายความ
วา่ เปน็ การวจิ ยั ในสง่ิ ทไ่ี ดเ้ กดิ ขน้ึ แลว้ โดยท�ำการศกึ ษาวจิ ยั เพอ่ื ทราบผลภายหลงั เมอื่ เปน็
เชน่ น้ี จะเห็นได้ว่า สภาพแวดลอ้ มหรือบริบท รวมทั้งองคป์ ระกอบตา่ งๆ ที่มีผลตอ่ การคง
อยู่ของการน�ำทนุ ทางสงั คม ซงึ่ อาจไดเ้ กิดขน้ึ แลว้ ณ จุดใดจดุ หนึง่ ของเวลาในอดีต และ
เม่ือได้ศกึ ษาคน้ พบขอ้ เทจ็ จริง ณ ปัจจบุ นั ก็อาจจะมีสภาพแวดลอ้ มหรอื บรบิ ท รวมท้งั
346 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
องค์ประกอบบางส่วนที่ได้มีการเปล่ียนแปลงไป ดังน้ันการท่ีจะตอบประเด็นค�ำถามว่า
พระสงฆไ์ ดม้ รี ปู แบบวธิ กี ารจดั การทนุ ทางสงั คมอยา่ งไร มใี ครเขา้ มาเกยี่ วขอ้ งบา้ ง ผลเปน็
เชน่ ไรและแนวทางทเ่ี หมาะสมในอนาคตควรเปน็ เชน่ ไร จงึ เปน็ เรอื่ งทอ่ี าจจะทำ� ไดไ้ มง่ า่ ยนกั
หากแต่จากผลงานวิจัยของพระสงฆ์ท่ีได้รับการสนับสนุนจากสถาบันโพธิยาลัยได้
สะทอ้ นถงึ ความเปน็ ไปได้ ในการบูรณาการทนุ ทางสังคมเพ่อื การพัฒนาโดยบทบาทของ
พระสงฆ์ ที่มีการน�ำเอาวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ของชุมชนมาสร้างเป็นแผนท่ีของการ
พัฒนาเพื่อการปรับระบบคิดและวิธีปฏิบัติของบุคคลจากการมุ่งประโยชน์ส่วนตัวไปสู่
ระบบคดิ และวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ มี่ งุ่ ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั มคี วามเออื้ อาทรระหวา่ งกนั พรอ้ มกนั
นไี้ ดม้ กี ารใชร้ ะบบการสอื่ สารเพอื่ การพฒั นา โดยการใหข้ อ้ มลู ขา่ วสารทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ ละ
เก่ียวข้องกับผู้รับสาร ยังผลให้เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของผู้รับ
สารไปในทางทด่ี ขี น้ึ จนในหลายพนื้ ทไี่ ดเ้ กดิ รปู ธรรมของการเปลย่ี นแปลงจากลกั ษณะของ
การเปน็ ปัจเจกบคุ คลทเี่ น้นตนเองเป็นศูนยก์ ลางส่กู ารเนน้ จริยธรรมเปน็ ศูนย์กลาง ทำ� ให้
ปัจเจกบุคคลมีค่านิยมที่เห็นความส�ำคัญของกลุ่ม คณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เกิด
ระบบความสัมพันธท์ างสังคมทีม่ งุ่ ไปสคู่ วามช่วยเหลือเกือ้ กูลกัน ซึ่งเป็นนบั เปน็ กระบวน
การปลกุ จิตส�ำนกึ ของความเปน็ ชุมชนและก่อเกดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นร้แู บบบรู ณาการ
ดงั เชน่ รายงานการวจิ ยั ความรว่ มมอื ของชมุ ชนในการสง่ เสรมิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั
บา้ นหนองหลม่ จงั หวดั ลำ� พนู ซงึ่ ไดส้ ะทอ้ นภาพใหเ้ หน็ ถงึ กระบวนการและความเปน็ พลวตั
ของทุนทางสังคมในบริบทของชุมชนชนบท อันเน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนต่อ
ชมุ ชนชนบท ทีพ่ บวา่ เม่ือสงั คมภายนอกเปลยี่ นแปลง ประกอบกับการพัฒนาท่ีรเิ ริม่ โดย
ภาครฐั และการเขา้ มาของระบบทนุ นยิ ม ไดส้ ง่ ผลตอ่ ชมุ ชนหนองหลม่ ทนุ ทางสงั คมในอดตี
ทอ่ี ยบู่ นพน้ื ฐานความพอเพยี ง ไดเ้ ปลย่ี นแปลงไปสวู่ ธิ คี ดิ วถิ ชี วี ติ การผลติ ทเ่ี นน้ การแขง่ ขนั
และเนน้ ผลตอบแทนสูงสุดมากข้ึน มีการแขง่ ขนั เน้นวตั ถุมากขน้ึ โดยเฉพาะระบบทุนที่มี
เงนิ เปน็ สอ่ื กลางไดเ้ ขา้ มาทดแทนระบบความสมั พนั ธข์ องคนในชมุ ชน ทำ� ใหท้ นุ ทางสงั คม
ที่เคยมอี ย่เู ดิมลดนอ้ ยถอยลง โดยเฉพาะความเอ้ืออาทร การชว่ ยเหลอื เกือ้ กลู การพึ่งพา
อาศัยกนั ของคนในชมุ ชน และการความเขม็ แข็งของครอบครัวในการอบรมบ่มเพาะบตุ ร
หลาน ดว้ ยความตระหนกั ถงึ ปญั หาดงั กลา่ วพระสงฆร์ ว่ มกนั ครใู นโรงเรยี นประจ�ำหมบู่ า้ น
และ แกนนำ� ในชมุ ชนจงึ ไดห้ าแนวทางการแกไ้ ข โดยการพดู คยุ กบั ชาวบา้ นถงึ ความจำ� เปน็
และแนวทางการพฒั นาเยาวชน ซง่ึ ระยะแรกๆ ยงั มชี าวบา้ นเขา้ รว่ มกจิ กรรมคอ่ นขา้ งนอ้ ย
พระสงฆ์กับกล่มุ แกนน�ำ จึงเปลย่ี นวิธีการท�ำงานใหม่ดว้ ยการท�ำให้ดเู ปน็ ตวั อยา่ ง จดุ เรมิ่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 347
ตน้ ของโครงการวจิ ัยเพอ่ื การพัฒนาเร่อื งน้ี จึงมุ่งพฒั นากลุม่ เยาวชน โดยการจดั กิจกรรม
การเรียนรู้ลักษณะต่างๆ ท่ีเหมาะสมกับความต้องการของเยาวชน พร้อมท้ังสอดแทรก
คณุ ธรรมจริยธรรม ท�ำใหเ้ ยาวชนเกิดการเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามสขุ
และหลงั จากทไ่ี ดม้ กี ารดำ� เนนิ โครงการระยะหนง่ึ กพ็ บวา่ ชาวบา้ นทเี่ ขา้ รว่ มเวทแี ลก
เปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการส่ือสารถึงคุณค่าและแนวทางการด�ำเนินงานโครงการฯประกอบ
กับการศึกษาดูงานในสถานที่ต่างๆ ทำ� ให้เกิดการเรียนรู้และปรับเปล่ียนทัศนคติ พร้อม
ทั้งตระหนักถึงความส�ำคัญในการพัฒนาเยาวชนโดยบทบาทของชุมชนและมีวัดเป็น
ศูนยก์ ลาง น�ำสกู่ ารรวมกลมุ่ เพือ่ สร้างและพฒั นาแหล่งเรยี นรสู้ ำ� หรับเยาวชนขนึ้ เช่น การ
สรา้ งสระนำ้� คณุ ธรรม ซงึ่ ปรากฎการณด์ งั กลา่ วจะเหน็ ไดว้ า่ ระบบคดิ และ วถิ ชี วี ติ ของชาว
บ้านหนองหลม่ ที่เคยมคี วามเกื้อกูลกัน เอือ้ อาทรต่อกัน พึงพาอาศัยกัน รว่ มมอื ร่วมใจกนั
ซ่ึงได้เริ่มค่อนแคลนจากชุมชน ต่อมาเมื่อได้รับการกระตุ้นท�ำให้เกิดความส�ำนึกระลึกถึง
และฟน้ื ฟูขึน้ มาใหม่ นบั เปน็ ความพยายามของพระสงฆใ์ นการฟนื้ ฟูทุนทางสังคมทเี่ คยมี
อยู่ในบ้านหนองหลม่ ใหก้ ลับคืนมา ถงึ แม้วา่ การกลับคนื มอิ าจจะเป็นทงั้ หมดเพราะบาง
ส่วนได้เปลยี่ นรปู แบบไปจากเดิม หากแตพ่ ระสงฆ์ได้ใชส้ ตปิ ัญญา ให้ความรู้ และทกั ษะ
กระตนุ้ ใหผ้ คู้ นในชมุ ชนเกดิ การยกระดบั จติ ใจเหน็ คณุ คา่ ของการรวมพลงั เกอื้ กลู โดยการ
ปรบั องคป์ ระกอบภายนอกบางสว่ น และการผสมผสานระหวา่ งสง่ิ เกา่ กบั สง่ิ ใหมใ่ หเ้ หมาะ
สมกบั ชุมชน เช่น การสร้างสระน�้ำ ซึ่งเปน็ การใหผ้ คู้ นในชมุ ชนไดร้ บั ประโยชน์ทัง้ โดยตรง
และทางออ้ ม และการเกดิ ความรู้สกึ เป็น “เรา”
นอกจากนี้ ยงั พบวา่ ผลงานวจิ ยั ของพระสงฆ์ท่ีไดร้ บั การสนบั สนุนจากสถาบนั โพธิ
ยาลยั จ�ำนวน ๑๐ เรื่อง ไดส้ ะท้อนให้เห็นถงึ แนวคดิ ทักษะและแนวทางการด�ำเนินงาน
วิจัยแบบมีส่วนร่วมเพ่ือการพัฒนาของพระสงฆ์ ซ่ึงมีการประเมิน ผสมผสาน และสร้าง
ยุทธศาสตร์ในการท�ำงานด้านสังคมท้ังในเชิงรุก เชิงรับและปรับตัว ท่ามกลางสังคมพหุ
วัฒนธรรม
ในสว่ นของการท�ำงานตามยุทธศาสตรเ์ ชิงรุกของพระสงฆ์ เปน็ การเนน้ บทบาทของ
ชมุ ชนและประชาชนไดเ้ รยี นรวู้ กิ ฤตตา่ งๆ ของสงั คมรว่ มกนั เพอื่ การสกดั ยบั ยง้ั และตง้ั ตวั
ในการตอบโตก้ บั การเปลยี่ นแปลง พรอ้ มทงั้ หาวธิ กี ารจดั การใหมด่ ว้ ยการสรา้ งอำ� นาจทาง
วฒั นธรรม การจดั ระเบยี บความสมั พันธแ์ ละสรา้ งกลไกประสานประโยชนแ์ บบเครือขา่ ย
เพ่ือให้เกิดลักษณะความเป็นธรรม การร่วมมือ การสร้างภาวะผู้นำ� แบบประชาธิปไตย
และกระบวนการประชาธปิ ไตยท่มี คี ุณธรรม ดังจะปรากฏจากรายงานเร่อื ง แนวทางการ
348 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่