The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฮอมผญ๋าล้านนา

ฮอมผญ๋าล้านนา

ดังในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก่อนจะมีการปฏิรูปการเมืองการปกครอง
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าน้ัน พบว่ามีข้าวัดกระจายอยู่ตามนอกเมือง ดังที่
Carl Bock ไดเ้ ดนิ ทางมาเชยี งใหม่ และไดบ้ นั ทกึ ไว้ว่า
“...ต�ำบลหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ที่ประชาชนในหมู่บ้านนั้น ได้รับการยกเว้นไม่ต้อง
ท�ำการงานทัว่ ไป ให้กรมการเมอื งของเจ้าหลวง หน้าทขี่ องคนในหมบู่ ้านนจ้ี ำ� กัดแตเ่ พียง
วา่ จะตอ้ งคอยดแู ลวดั เชน่ ปดั กวาดทำ� ความสะอาด และคอยซอ่ มแซมหรอื คอยชว่ ยเหลอื
เม่ือมีการสร้างวัด สร้างโบสถ์เท่าน้ัน คนพวกน้ีเรียกว่า “ข้าวัด” หรือ “ทาสของวัด”
เมื่อขา้ พเจา้ อยู่ที่เชยี งใหม่ เจ้าหลวงไดส้ ่งั ให้ “ขา้ วดั ” จำ� นวนหนงึ่ จากบา้ นซ�ำตอง (นา่ จะ
เปน็ หมู่บ้านสันป่าตอง) อันเป็นหม่บู า้ นเลก็ ๆ ใกล้เมอื ง ไปช่วยสร้างโบสถห์ ลังใหม่ทกี่ ำ� ลัง
สร้างอยู่ในเมอื ง พวกชาวบ้านไม่พอใจท่จี ะท�ำงานใดๆ ทัง้ นนั้ จงึ พากันไปเฝา้ เจา้ อุปราช
และน�ำของไปถวายเพอื่ ขอรอ้ งใหช้ ว่ ยพวกเขาใหพ้ น้ จากความจ�ำเปน็ ทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ าม
คำ� สงั่ ของเจา้ หลวง เจา้ อปุ ราชกป็ ระทานอนญุ าตโดยไมต่ อ้ งมพี ธิ รี ตี องอะไรเลย และสงั่ ให้
คนพวกนนั้ กลับบ้านได้ทนั ท.ี ..”๓๒
สว่ นทางวดั พระธาตศุ รจี อมทอง อำ� เภอจอมทอง จงั หวัดเชียงใหมน่ ั้น ตามรายงาน
ตรวจราชการของพระยาศึกษาสมบูรณ์ ในสมัยรัชกาลท่ี ๖ นั้นบอกว่า ที่วัดพระธาตุ
ศรีจอมทองนี้มีขา้ วัดราว ๗๐๐ คน ส�ำหรับผลดั เปลี่ยนกนั มาท�ำงาน๓๓
จะเห็นได้ว่า การสืบทอดของความเป็นขา้ วดั แม้ว่าจะมีการปฏริ ูปการเมืองในสมยั
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วก็ตาม สิทธิสภาพอาจจะเปล่ียนไป
แต่ความเปน็ ข้าวัดในตวั ตามจารตี เดิมนน้ั ก็ยงั มีอยู่
การกลั ปนาขา้ พระ
ในดนิ แดนลา้ นนาทงั้ หมดนี้ ไพรฟ่ า้ ขา้ แผน่ ดนิ ลว้ นเปน็ ของกษตั รยิ ท์ ง้ั สน้ิ ฉะนนั้ หาก
จะเอาไพร่มาเป็นข้าพระกษัตริย์จะท�ำการกัลปนาเอง หากเป็นวัดที่เจ้าเมืองหรือขุนนาง
สร้างในท่ีต่างๆ ก็จะต้องได้รับพระราชทานอนุญาตจากกษัตริย์ด้วยทุกครั้ง ดังเช่นการ
สรา้ งวัดดอนครามในปี พ.ศ. ๒๐๓๑ ของนางเมอื งพะเยา ซงึ่ เป็นเจา้ เมืองพะเยาตอนนน้ั
มีความประสงค์จะสร้างวัดดอนคราม จึงมีฏีกาไปถวายกษัตริย์แห่งเมืองเชียงใหม่หรือ

๓๒Carl Bock ; เสฐยี ร พันธรงั ษ,ี อัมพร ทีขะระ เรยี บเรียง. ท้องถิ่นสยามยคุ พระพุทธเจ้าหลวง. (พิมพค์ รั้งท่ี ๔) (กรุงเทพฯ: มติ
ชน, ๒๕๔๓) หนา้ ๒๒๓.
๓๓พรรณนภิ า อพญิ ชพงศ.์ เจา้ ไพร่ กบั ความเปลีย่ นแปลงในสงั คมล้านนาระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๗๖. (กรุงเทพฯ:บณั ฑติ
วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมิตร, ๒๕๓๕) หน้า ๔๔.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 199

มหาเทวี ในคร้ังน้ันมหาเทวีได้ส่งตราหลาบค�ำหรือลานทองมากัลปนาข้าพระไว้ที่วัดนี้
ดงั ความว่า
“...พระมหาราชเทวเี จา้ แผน่ ดนิ หอ้ื ลา่ มบญุ เดก็ ชายกบั พนั ค�ำคนแมค่ งิ พระ กบั คนเจา้
หมนื่ วาปาน หอ้ื เอาตราหลาบคำ� มาเถงิ นางเมอื งพะเยา นางเมอื งพะเยาหอื้ พนั นาหลงั กบั
เถ้าเมืองกับพนั เชงิ คดแี คว้น กบั พนั เชิงคดีหลวง กบั พนั พอนกบั นายหนังสอื แคว้น กบั คน
พันหนงั สือพื้นเมอื งพงิ กบั คนเถา้ เมอื ง นำ� มาไวก้ บั วดั ดอนครามและพระมหาราชเทวีเจา้
ห้ือไว้คนกบั ๒๐ ครัว รกั ษาพระพทุ ธเปน็ เจา้ กับทงั้ พระมหาเถรเจ้า ไผอย่ากลวั้ เกล้าเขา
ขา้ พระทงั หลายฝูงน้.ี ..”๓๔
ซ่ึงบางครงั้ กษตั รยิ ์ก็จะท�ำการซือ้ ไพรใ่ หม้ าเปน็ ขา้ วดั ดว้ ยเช่นกัน ดงั ทวี่ ่า
“...พระมงั รายนราชเจา้ กซ็ อื้ เอามลิ กั ขทุ ง้ั หลาย ๕๐๐ ครวั อนั อชตุ ราชเจา้ ซอื้ เอากบั
ปเู่ จ้าลาวจก บรจิ าคไวร้ กั ษาพระบรมธาตเุ จ้านน้ั เป็นราคา ๑,๐๐๐ ต�ำลึงทองแล้ว กเ็ อา
มาโอกาสหยาดนำ้� ถวายใหเ้ ปน็ ทานกบั พระมหาธาตดุ ั่งแตก่ อ่ น...” ๓๕
นอกจากจะเป็นการกัลปนาคนของกษัตริย์โดยกษัตริย์แล้ว ในการท�ำบุญบางครั้ง
จะมผี รู้ ่วมท�ำบุญด้วย ไมว่ า่ จะเปน็ พระภกิ ษุหรอื ขนุ นาง
ส�ำหรับพระภิกษุก็จะมีคนของตนด้วย ในสมัยก่อนพระสงฆ์จะมีเงินมาก ด้วยการ
กลั ปนาแต่ละครั้ง จะมเี งนิ ทองทรัพย์สนิ ทม่ี ีมูลคา่ มหาศาล สว่ นส่วยสาอากรท่ีเข้ามาสู่วดั
ก็มีมากมาย จึงไม่แปลกเลยที่พระสงฆ์จะมีเงินให้ชาวบ้านกู้ เพ่ือเอาดอกเบี้ยท่ีได้น้ันมา
บูชาพระ เช่น “รอมทังมวล ๑๖๗๐ เงิน เงินจ�ำน�ำไว้เป็นมูล ให้เอาดอกเป็นค่าหมาก
เม่ียง บูชาพระธรรมพันร้อยเงนิ บาตรเงินลกู หนง่ึ หนัก ๑๘๖๓ เงิน เงิน ๕๗๐๐ ไว้เป็นมลู
เอาดอกเปน็ ขา้ วใส่บาตรบชู าพระธรรมเจ้า”๓๖
เม่ือมีการปล่อยเงินกู้ก็มีผู้ท่ีกู้แล้วไม่สามารถที่จะคืนเงินได้หรือยังไม่ได้คืน เรียกว่า
“คนสนิ ทาน” เมอ่ื มกี ารทำ� บญุ กม็ กี ารกลั ปนาคนสนิ ทานมาเปน็ ขา้ วดั เพอื่ เปน็ การหกั ลา้ ง
หนที้ ยี่ มื ไป ดงั ขอ้ ความวา่ “...แลคนสนิ ทาน (ท)่ี เจา้ หมน่ื เจด็ เชยี งแสนไวห้ อ้ื อปุ ฐากแกว้ ๓
จำ� พวก (มจี ำ� นวน) ๑๐ ครอบครวั ...”๓๗ ซงึ่ เปน็ สมบตั ขิ องพระสงฆท์ เี่ จา้ หมนื่ เจด็ เชยี งแสน
เป็นคนจัดการ และมีการบอกไว้ด้วยว่า ถึงแม้ว่าพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหนี้จะมรณภาพไปก็

๓๔พย. ๒ จารกึ วัดดอนคราม ใน ประชมุ จารกึ เมอื งพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๑๐๗ – ๑๐๘.
๓๕ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี ๖๑, หนา้ ๖๕.
๓๖หลกั ท่ี ๗๑ ศิลาจารึกวัดพระธาตุ มมุ ตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดลำ� พูน ใน ประชุมจารึก ภาคที่ ๓, หนา้ ๑๘๘.
๓๗พย.๒๗ จารึกเจา้ สี่หมน่ื พยาว (วดั ล)ี ใน ประชมุ จารกึ เมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๑๕๗.

200 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

จะตกเป็นคนสินทานของกษัตริย์ด้วย ดังความวา่ “...คนสินทานหมู่น้ี เมื่อบาสกเจา้ กยู งั
(เขา) เป็นคนสนิ ทานบาสกเจ้ากู และบดั นบี้ าสกเจ้ากูตาย (ไปแล้ว) เขากเ็ ปนคนสนิ ทาน
มหาราชเจา้ เจา้ แผ่นดนิ (ทั้ง)ส้นิ ...”๓๘
นอกจากนยี้ งั มกี ารซอ้ื คนทแ่ี พห้ รอื คดิ วา่ จะแพจ้ ากในกวา้ นหรอื ในศาลมาเปน็ ขา้ วดั
ดว้ ย เชน่ “...มหาสามเี จ้าญาณเทพพระคณุ วดั บ้านดอนหอ้ื ทานขา้ ไว้กบั วัดบ้านหนอง ๗
ครวั เกบ็ น้อย ร่ หน่ึง เม้ ๑ ลูก ๖ หญงิ ๒ ชาย ๔ ตนสามเี จ้าซื้อกลางกวา้ น จาค่า ๑๒๐๐
เงนิ ไว้กับปราสาทพระเจ้า...”๓๙ ซ่งึ การเอาคนทมี่ ีหนีส้ ินหรอื กำ� ลงั จะแพค้ วามนี้เปน็ สอง
ในสที่ ่ไี ด้ตราเปน็ กฎหมายไว้ว่า เปน็ ผทู้ ่ขี ุนไม่ควรนำ� มาเปน็ ขา้ อนั ไดแ้ ก่ “...๑. ผูม้ หี นสี้ นิ
มาก ไม่มีทางชำ� ระหน้ี จะหนไี ปเป็นข้าขุนเพื่อให้พ้นหนี้ ๒. ผูก้ ำ� ลงั จะแพ้ความ ๓. ผ้เู ปน็
โจรแย่งชงิ ฆา่ คนลักข้าวของท่าน ๔. ผู้ละท้งิ ราชการ...”๔๐ อาจจะเป็นว่า คนสองกลุ่มที่
ทานใหว้ ดั ถูกก�ำหนดไวแ้ ลว้ วา่ ไม่ควรทจ่ี ะอยใู่ นอาณตั ิของใครท้ังสิ้น จงึ มีการน�ำคนพวก
น้มี าเป็นขา้ วดั รับใช้ศาสนาในทส่ี ดุ กเ็ ป็นได้
บางครงั้ ไพรท่ มี่ งั่ มอี าจจะเปน็ สะคว่ ยเศรษฐกี อ็ าจจะหยาดนำ้� หมายทานขา้ ของตนเอง
ให้มาอุปฏั ฐากพระพทุ ธศาสนาด้วยเหมือนกัน เช่นความวา่ “...ยงั มีผู้ ๑ ชือ่ พันจนั เมือ่ จา
ตายมันหยาดน้ำ� ไว้ขา้ มัน ห้ืออุปัฏฐากแกพ่ ระพทุ ธเจา้ ๓ ครัว อ้ายเทาครวั ๑ ศลี วาครัว
๑ เมียเถรชิบครัว ๑”๔๑
การกลั ปนาไมว่ า่ จะโดยผใู้ ดกจ็ ะตอ้ งมพี ยานดว้ ยทกุ ครงั้ เพอ่ื ทจี่ ะไดร้ วู้ า่ ใครหรอื ครวั
ใดทเี่ ปน็ ขา้ วดั บา้ ง ซง่ึ บางทอี าจจะเกดิ ปญั หาเชน่ การนำ� ขา้ วดั ออกไปเปน็ ตน้ การทม่ี พี ยาน
ในการกลั ปนา เช่นวา่ “...เฒ่าเมืองสนรู้ ...ก็รู้ ล่ามหมอปากนาปรงรู้ ... ล่ามกำ� เพยี นปาก
นาอางร้.ู ..”๔๒
คนที่ถกู กัลปนา
“อยู่บ้านไหน ใช้ไฟบ้านน้ัน” เป็นสุภาษิตท่ีให้มองความสำ� คัญของท้องถิ่น ฉะน้ัน
การสรา้ งวัดทีไ่ หนกต็ ้องกลั ปนาคนทอ่ี าศยั อยบู่ รเิ วณนัน้ ด้วย ดงั การท่ีมกี ารกัลปนาคนใน
ที่ห่างไกล ก็เป็นการที่ขุนนางหรือเจ้าเมืองนั้นๆ มีใบบอกแจ้งความจ�ำนงขึ้นไป และ

๓๘เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ ๑๖๒.
๓๙พย. ๑๐ จารกึ มหาสามีเจา้ ญาณเทพคุณ วัดบา้ นดอน ใน เรื่องเดียวกัน. หนา้ ๒๕๖.
๔๐ประเสรฐิ ณ นคร เรียบเรียงเปน็ ภาษาปจั จุบัน. มงั รายศาสตร.์ (กรงุ เทพฯ: ภาควิชาประวตั ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิ
โรต ประสานมติ ร, ๒๕๒๑) หน้า ๖ – ๗.
๔๑หลักที่ ๖๘ ศลิ าจารกึ วดั หนองหนาม จงั หวัดลำ� พนู ใน ประชุมจารึก ภาคท่ี ๓, หน้า ๑๖๗.
๔๒พย.๕ จารึกวัดป่าเหยี ง. หน้า ๑๐๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 201

คาดว่าคงจะมีการน�ำรายช่ือขา้ วดั ข้นึ ทลู เกล้าฯ แล้ว กษัตรยิ จ์ งึ ตราพระราชโองการมาใน
ตราหลาบคำ� แลว้ ใหข้ นุ นางทอ้ งทปี่ ฏบิ ตั ติ ามนนั้ อกี ทหี นง่ึ ซงึ่ กเ็ ปน็ การดที ชี่ าวบา้ นจะดแู ล
อุปฏั ฐากวดั วาอารามไดอ้ ย่างเต็มใจและเตม็ ท่ี
สำ� หรบั คนทถ่ี กู กลั ปนา นอกจากจะเปน็ คนทตี่ ดิ หนว้ี ดั คนทจี่ ะแพค้ ดใี นศาล หรอื คน
ท่ีเป็นข้าของชาวบา้ นหรือของกษตั รยิ แ์ ล้วนน้ั การทีจ่ ะกัลปนาจะกระทำ� กนั อยา่ งถว้ นทว่ั
โดยไม่แบ่งแยกชาตพิ ันธ์ุ คอื ทุกชาตพิ นั ธุม์ สี ิทธเิ ท่ากันทีจ่ ะถูกกัลปนา ขึน้ กบั ว่าในบรเิ วณ
ทม่ี ีชนกลมุ่ ไหนมากกว่า ซึ่งในบางหลักจะเหน็ ว่า นอกจากจะมไี ทยวนทเ่ี ป็นกลุ่มชนหลัก
ในสงั คมแล้ว บางครง้ั ก็ยงั มคี นไต คนลวะ ถกู กลั ปนาพรอ้ มกันไปด้วย เช่น “ญ่ีไตครัว ๑
เออื้ ยลวะครวั หนง่ึ ”๔๓ และหากเปน็ วดั ใหญก่ อ็ าจจะมกี ารกลั ปนาทง้ั ลวะทง้ั ไทเปน็ หมบู่ า้ น
กนั เลยทเี ดียว
นอกจากนี้ คนทก่ี ลั ปนานนั้ ไมเ่ พยี งทจ่ี ะเปน็ ชาวนา เพอื่ ทจี่ ะท�ำนาใหว้ ดั ตามทกี่ ลั ปนา
ไว้น้ันแลว้ ยังได้รวมช่างทีม่ ฝี มี ือเอาไว้ด้วย เพ่ือบางทอี าจจะท�ำการซอ่ มแซมวัดวาอาราม
ที่ช�ำรุดนั้นได้ หรือพวกที่พอมีความรู้เรื่องยาก็นับว่าจำ� เป็นต่อการด�ำรงชีวิตไม่ว่าจะอยู่
ท่ีไหน ดังเช่นท่ีการกัลปนาข้าวัดที่วัดเชียงมั่นในสมัยของมังทรานรธามังคุยว่าได้กัลปนา
“ช่างเหล็กบุญ” และ “นางพวกหมอยาบาด” และยังมีการกัลปนาคนที่เป็นช่างตีทอง
จงั โกอกี ดว้ ย๔๔
สว่ นการเปน็ ข้าวัดนน้ั จะมีการสืบทอดกันตอ่ ไปเร่อื ยๆ หากพอ่ แม่เป็นขา้ วัด ลกู ก็
จะเปน็ ขา้ วดั ดแู ลวดั นนั้ ๆ ตอ่ ไปแทนบดิ ามารดาดว้ ยในจารกึ ตราไวเ้ ลยวา่ “แมน้ ลกู หลาน
เหลนเขามี หอ้ื สบื สายเปน็ ขา้ พระอยา่ ขาด”๔๕ แตก่ ไ็ มใ่ ชว่ า่ จะไมส่ ามารถทจี่ ะเปน็ ไทไดเ้ ลย
การที่จะเป็นไทของข้าพระกม็ วี ิธีอยู่ ดังจะกลา่ วต่อไป
หน้าทขี่ องขา้ วดั
การกลั ปนาขา้ วดั สว่ นใหญแ่ ลว้ มกั จะบอกวา่ ใหด้ แู ลอปุ ฏั ฐากพระพทุ ธเจา้ อนั หมาย
ถงึ พระพุทธรูปภายในวดั ตลอดถึงดูแลวัดวาอาราม ครบู าสงั ฆะทงั้ หลายที่อยใู่ นวดั
หลายครงั้ ทมี่ กี ารกลา่ วรวมๆ ไป และกม็ หี ลายครงั้ เหมอื นกนั ทม่ี กี ารแบง่ คนออกเปน็
สว่ นๆ เพือ่ ดแู ลศาสนาวตั ถุ ศาสนสถานเป็นจุดๆ ไป เช่น ดแู ลพระพุทธรปู ในวัด ตวั วหิ าร
อโุ บสถ หอไตร เปน็ ตน้ ซงึ่ แตล่ ะคนกไ็ ดร้ บั มอบหมายเฉพาะอยา่ งไป “...คนสามสบิ ครวั ไว้

๔๓หลักท่ี ๗๓ ศลิ าจารึกพบทีส่ ุวรรณาราม (วัดรา้ ง) ใน เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๑๙๙.
๔๔ดู หลกั ที่ ๗๖ ศิลาจารกึ วดั เชยี งมั่น จังหวัดเชยี งใหม่, อา้ งแล้ว.
๔๕พย.๕๗ จารกึ สมเด็จมหาสามีญาณเทพ ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao . หน้า ๑๒๖.

202 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

กบั อปุ ฐากพระพทุ ธเจา้ ในวหิ ารน้ี ยส่ี บิ ครวั ไวก้ บั อโุ บสถหา้ ครวั ไวก้ บั หอปฎิ กหา้ ครวั ...”๔๖
ไมย่ งุ่ เกย่ี วขอ้ งกนั ตอ้ งดแู ลปดั กวาดเชด็ ถใู หด้ ี อนั ไหนทเ่ี สยี กต็ อ้ งซอ่ มแซมใหอ้ ยใู่ นสภาพ
ทดี่ อี ยู่เสมอ
สำ� หรับการดแู ลพระพทุ ธรูปในวิหารนั้น ในการกลั ปนาบอกว่า ให้ดแู ลพระพุทธเจา้
ซึ่งจุดน้ีอาจจะเป็นความเชื่อของชาวล้านนาท่ีว่า พระพุทธรูปก็คือพระพุทธเจ้าท่ีมีเลือด
เนอื้ มชี ีวติ มจี ิตใจ จึงต้องคอยอปุ ฏั ฐากดแู ลเฉกเช่นดแู ลคนๆ หนึง่ ท่ีเราเคารพอย่างยงิ่
ซ่ึงการมองพระพุทธรูปเป็นคนท่ีมีชีวิตน้ันไม่ได้เป็นการกล่าวอย่างลอยๆ ทั้งน้ีด้วยใน
ดินแดนล้านนามักมีพิธีกรรมและประเพณีท่ีสะท้อนถึงความเช่ือนี้อยู่ โดยที่ประเพณี
ท่ีท�ำให้รูปปั้นหรือรูปหล่อนั้นเป็นพระพุทธเจ้าท่ีสามารถกราบไหว้น้ันต้องผ่านพิธี
พทุ ธาภเิ ษกหรอื การบวชเสยี กอ่ น หากเปน็ ประเพณที างไทยกค็ งจะเหมอื นกบั พธิ เี บกิ เนตร
พระพุทธรูปองค์ใหม่น่ันเอง ซึ่งเม่ือบวชแล้วจะเหมือนกับเป็นพระพุทธเจ้าองค์ประเสริฐ
และมคี วามรสู้ กึ เชน่ เดยี วกบั คน เมอ่ื ถงึ ฤดหู นาวกจ็ ะมปี ระเพณกี ารทานหลวั หงิ ไฟพระเจา้
เพ่อื ให้พระพุทธรปู คลายหนาว และทุกวันกจ็ ะมีการถวายข้าวพระพทุ ธโดยพระเณรหรอื
ขะโยมวดั
บางครง้ั นอกจากวา่ จะแบง่ ปนั งานให้กลุม่ เล็กๆ ดูแลศาสนสถานในบริเวณข่วงแกว้
ทังสามแล้ว หากวัดนน้ั เปน็ วัดใหญ่สำ� คัญกจ็ ะมีการแบ่งคนไปดูแลในแตล่ ะด้าน ดังเชน่ ท่ี
วัดพระธาตุดอยตงุ
“...หญิงชายจดั ทัง้ มวลได้ ๕๐๐ ครอบครัว หยาดน้�ำไว้เปน็ ข้าอุปฏั ฐากพระธาตุเจา้
รวดไวค้ รมเขตและดา้ น ๓,๐๐๐ วา ต้งั แต่ด้านวนั ออกไว้ ๑๒๕ ครอบครวั ดา้ นวนั ตกไว้
ด้านละ ๑๒๕ ครอบครัว รวดไดค้ ามเขต ๓,๐๐๐ วาชดุ ้าน หื้อเขาทง้ั หลายกินท่ีนนั้ ...”๔๗
นอกจากขา้ วดั ทเ่ี ปน็ รายคนไวด้ แู ลรอบๆ อาณาบรเิ วณวดั แลว้ ยงั มขี า้ วดั อกี ประเภท
หนึ่งน้ันกค็ ือ ข้าวัดทท่ี ำ� หน้าทส่ี ่งส่วยใหก้ บั วัด เฉกเช่นเดยี วกนั กบั ไพร่ทั่วไปท่ีตอ้ งส่งสวย
สาอากรให้กับทางรฐั หรอื ทาสทีส่ ่งส่วยให้กับนายเงนิ ของตนน่นั เอง ซึ่งขา้ วัดเหลา่ นี้อาจ
จะอยู่ใกล้หรือไกลวัดก็ได้ แต่พอถึงเวลามาก็ต้องเอาส่วยที่ก�ำหนดนั้นมาส่งให้กับทางวัด
บ้านไหนส่งอะไร จ�ำนวนเท่าไรก็ได้ ดังความท่ีได้ตราเอาไว้ในจารึกแล้วว่า “...บ้านกับ
วดั มแี ตโ่ บราณ ๖ บา้ น (คอื ) – บา้ นหนองลูงเหนือ (นาย) มงคลอยู่ (มีหน้าท)่ี ส่งเกลอื
ขวบ ๓,๕๐๐ น�ำ้ – บ้านขา...ใต้ เถา้ เชียงชา่ งอยู่ (มหี นา้ ท)ี่ ส่งเบย้ี ขวบ ๖,๕๐๐”๔๘ ซ่งึ

๔๖พย.๘ จารกึ หม่นื ลอเทพสร้างวดั ปา่ ใหม.่ เรอื่ งเดียวกัน หน้า ๒๐๕.
๔๗ตำ� นานพระธาตดุ อยตุง เชียงราย, อา้ งแลว้ หนา้ ๔๐๑.
๔๘พย. ๒๗ จารึกเจา้ สี่หม่นื พยาว (วัดลี), อา้ งแลว้ หนา้ ๑๖๒.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 203

การท�ำงานท้ังหมดนี้เป็นไปอย่างไม่ขัดข้องและการอุปัฏฐากดูแลพระพุทธศาสนา คนท่ี
กัลปนากไ็ ดบ้ ญุ ด้วย คนถกู กลั ปนาน้ันกไ็ ด้บุญดว้ ย เพราะตนเองเปน็ ผู้กระท�ำ ฉะนัน้ ขา้ ที่
เปน็ ขา้ วดั น้ี จงึ เปน็ ขา้ ทมี่ คี วามเปน็ อยทู่ ด่ี กี วา่ ขา้ ในบงั คบั ของขนุ นางหรอื คหบดที ว่ั ไป และ
แตล่ ะคนกม็ คี วามยนิ ดสี �ำหรบั การทก่ี ษตั รยิ ห์ รอื ใครกต็ ามทก่ี ลั ปนาตนเองเขา้ มาในวดั ซง่ึ
การทข่ี า้ วดั อปุ ฏั ฐากดแู ลพระพทุ ธรปู หรอื พระธาตตุ า่ งๆ กแ็ ลว้ แตส่ ามารถทจ่ี ะไปเกดิ เปน็
เทวดาได้ ดังกรณีของป่เู จา้ ลาวจก ทีเ่ ป็นข้าวดั พระธาตุดอยตงุ ที่ไปมีการหนีลห้ี ายไปไหน
บูชาพระธาตุด้วยข้าวตอกดอกไม้อยู่มิได้ขาด ดังน้ันเม่ือตายไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวบุตร
อยู่ท่ีเขายุคนธร๔๙ และจะไต่บันไดเงินลงมาครองเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนในนาม
ของลวจงั กราชนนั่ เอง
อภิสิทธ์ขิ องข้าวัด
หากเม่ือมีการกัลปนาข้าวัดให้เป็นกรรมสิทธ์ิของวัดแล้วนั้น ผู้ใดจะน�ำข้าวัดไปใช้
สำ� หรับงานราษฏร์งานหลวงเปน็ ไมไ่ ด้ ไมว่ ่าจะเป็นการเกบ็ ส่วนไร่ เกณฑ์กระท�ำราชการ
บา้ นเมอื ง เชน่ การสง่ แขก สง่ คราวทางนำ�้ ทางบก อยา่ ปาวมานง่ั ขว่ ง ขนึ้ ดอย หรอื มาสระ
สรงพระพทุ ธรปู องคอ์ นื่ ทไ่ี มไ่ ดร้ บั มอบหมายใหด้ แู ล หรอื แมแ้ ตก่ ารศกึ สงครามกจ็ ะไมต่ อ้ ง
ไดร้ ับการเกณฑไ์ ปทำ� ศึก๕๐ หรอื คราวทแี่ พศ้ ึกกจ็ ะไมต่ อ้ งถูกกวาดไปอยูท่ ี่อ่นื หรือแม้นวา่
ถูกกวาดไปในตอนแรก หากรวู้ ่าเป็นขา้ วัดกจ็ ะถกู ส่งคนื ให้กลับมาใหด้ แู ลวัดดงั เดิม๕๑
ส่วนในจารึกก็เพียงแต่บอกว่า “เจ้าขุนผู้ใดอย่าได้เอาคนกัลปนานี้ออกจาก
พระพุทธเจ้าสักอัน”๕๒ และใช้วิธีสาปแช่งต่อผู้ที่เอาออกเท่าน้ันว่า “ผู้ใดหากเอาออก
จากพระพทุ ธเจา้ อย่าหื้อเป็นขุนมนั่ ยนื อบายทงั้ ส่คี อื ท่แี ห่งมนั ผู้เอาออก”๕๓ หรอื ไม่กว็ ่า
“จงให้ถึงวินาศแลมรณะมีนิริยะเป็นที่ไปเกิด”๕๔ เป็นต้น ซ่ึงค�ำสาปแช่งเช่นนี้ย่อมหมาย
ถึงว่า ขอ้ หา้ มน้ีไมไ่ ดเ้ ปน็ ข้อที่ “ต้อง” ปฏบิ ัติ แต่เป็นสิ่งทเ่ี รียกวา่ “ควร” ปฏบิ ัติ
ดว้ ยเหตนุ ีจ้ งึ มีเหตุการณท์ เี่ อาคนออกไปใชด้ ้วยเหมอื นกนั แลว้ พอสมัยหลังมา จึงมี
การกลั ปนาซำ�้ เอาของเอาคนท่ีออกไปมาใส่ไว้เหมอื นเดิม ดงั กรณีทีเ่ มอื งออ้ ย “เมอื่ หมน่ื

๔๙ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี ๖๑, หนา้ ๖๖.
๕๐ดูต�ำนานพระธาตุจอมทอง เชียงใหม่. ใน ประชมุ ตำ� นานลานนาไทย เลม่ ๒ หนา้ ๒๗๔ – ๒๗๕.
๕๑ดบู นั ทกึ ใบลานแบบอกั ษรสโุ ขทยั เรอ่ื ง พระเจา้ สทุ โธธรรมราชากวาดตอ้ นชาวบา้ นใหอ้ พยพไปพมา่ ใน ชมรมลา้ นนาคดเี ชยี งใหม.่
ล้านนาคดีสัญจร: ตามรอยมังทรารบเชียงใหม่. รวมบทความ. (อัดสำ� เนา) (เชยี งใหม:่ ชมรมล้านนาคดีเชยี งใหม่, ๒๕๓๓) หนา้
๑๘ – ๑๙.
๕๒พย.๓ จารกึ เจ้าสี่หม่ืนท�ำสมี าใหม่ ใน ใน ประชมุ จารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๑๑๔.
๕๓ลป.๖ จารกึ วัดบา้ นดา่ น ใน เรือ่ งเดยี วกนั หนา้ ๒๙๒, ๒๙๔.
๕๔ตำ� นานพระธาตุจอมทอง เชยี งใหม.่ อ้างแลว้ หนา้ ๒๗๕.

204 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

สามมากินบ้านอ้อยเอาออก ในเม่ือเจ้าหม่ืนคำ� ฉางมากินเมืองอ้อย ศักราชได้ ๘๗๕ ตัว
ปีก่าเล้า เดือนย่ี ออก ๑๓ ค�่ำ วันเปิกยี เม็งวัน ๓ เจ้าหมื่นมีใจยินดีในศาสนาพระเจ้า
จักห้ือบ้าน หื้อหมาก หอ้ื นา ๓๐ ขา้ วคา่ ๙,๐๐๐ เบ้ ตามเมอื่ เจ้าหมนื่ มาห้ือแตก่ อ่ น”๕๕
การใหบ้ า้ น กค็ ือการใหข้ า้ วดั ทีเ่ คยกลั ปนามาท้งั หมบู่ า้ นน่ันเอง
การทม่ี ีคนเคยนำ� ขา้ วัดออกไปนี้เอง เป็นเหตใุ หบ้ างชว่ งมกี ารตรวจนับจ�ำนวนข้าวดั
วา่ มีอยูค่ รบตามทีเ่ คยกลั ปนาไวห้ รอื ไม่ เช่นเมือ่ พ.ศ. ๒๐๓๙ ท่ีมหาเทวมี หี นังสือมาถงึ
เจา้ เมอื งพะเยา ใหน้ บั จำ� นวนขา้ พระทเี่ คยกลั ปนาตงั้ แตเ่ จา้ สามฝง่ั แกนวา่ มคี รบอยหู่ รอื ไม่
ซ่ึงในคราวน้ันเจ้าเมืองพะเยาก็ให้ขุนนางเมืองพะเยาพร้อมกับขุนนางท่ีส่งมาในราชกิจ
อันนี้ร่วมกันนับ เช่น หม่ืนอุดมนาหลัง พันนาท้ังหลาย พันเถ้าเมือง สรีพัด พันสุวัน
ต้องแต้ม พันหนังสือแคว้น ฉางท้ังหลาย พันหนังสือพ้ืนเมือง หม่ืนเปล้าคำ� รองลูกขา
พนั ประหญาเชิงคดี รวมถงึ นายมงคลซง่ึ เปน็ คนของมหาเทวรี ่วมนับดว้ ยกนั ๕๖
การเอาออกไม่ได้ หรือการเอาไปใช้งานราษฎร์งานหลวงไม่ได้นี้เอง ท�ำให้ข้าวัดมี
อภิสิทธ์ิท่ีแตกต่างไปจากข้าประเภทอ่ืน ฉะน้ันคนจึงยินดีท่ีจะเป็นข้าวัดกัน นอกเหนือ
ไปจากได้บุญค้�ำชูศาสนาแล้ว บางครั้งมีการเกณฑ์คนท่ีเป็นข้าวัดไปท�ำงานอย่างอื่น
ขา้ วดั เหลา่ นนั้ กจ็ ะมกี ารรอ้ งอทุ ธรณเ์ สมอ วา่ ตนเองเปน็ ขา้ วดั มจี ารกึ หรอื หลาบเงนิ หลาบ
คำ� (ลานเงนิ ลานทอง) เปน็ หลกั ฐาน ดงั เชน่ ในสมยั ของพระเจา้ อนิ ทวชิ ยานนท์ ทไ่ี ดเ้ กณฑ์
ข้าวัดจากนอกเมืองมาสรา้ งทอี่ ย่ใู นเมอื ง ขา้ วดั เหล่าน้ันจะไปร้องตอ่ เจ้าอุปราชเป็นตน้ ๕๗
หากมองในแง่ของการเมืองการปกครองแลว้ อภสิ ทิ ธิ์ท่ไี ม่ให้กะเกณฑน์ ำ� คนของวัด
ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของพระสงฆ์นั้นไปท�ำงานให้กับเจ้าเมือง ขุนนาง หรือ
การศึกสงครามก็ดีน้ัน ก็ถือว่า เป็นนโยบายท่ีราชธานีใช้ในการควบคุมเมืองต่างๆ ไม่ให้
มีก�ำลังพลมากเกินไปที่จะสามารถท�ำการกระด้างกระเด่ืองได้ ด้วยการกัลปนาแต่ละ
คร้ังน้ัน ดังท่ีรู้มาแล้วว่าจะใช้คนในถ่ินน้ัน และยังกัลปนาทีละมากๆ ทั้งๆ ที่สมัยก่อน
“กำ� ลงั พล” คอื สงิ่ สำ� คญั ของสงั คมยคุ กอ่ น ยอ่ มทำ� ใหฐ้ านอำ� นาจ หรอื กำ� ลงั พลของขนุ นาง
หรอื เจา้ เมอื งลดนอ้ ยลง นบั วา่ เปน็ การเออ้ื ประโยชนก์ นั ระหวา่ งสถาบนั กษตั รยิ แ์ ละสถาบนั
ศาสนา อาจจะรวมไปถึงตัวของขา้ วัดเองดว้ ย

๕๕พย.๑ จารึกวดั หนองกวาง ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๒๘๖.
๕๖ดู ลพ.๑๐ จารึกวดั พระคำ� ใน เรื่องเดยี วกนั . หนา้ ๑๗๙.
๕๗Carl Bock ; เสฐยี ร พนั ธรังษ,ี อัมพร ทีขะระ เรยี บเรยี ง. ทอ้ งถิน่ สยามยุคพระพทุ ธเจ้าหลวง. อ้างแลว้ .

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 205

การเปน็ ไทของขา้ วดั
ข้าวัดมีสิทธิท่ีจะเป็นไทแก่ตนได้เฉกเช่นเดียวกับข้าอื่นๆ ด้วยการเอาเงินมาไถ่ตาม
จ�ำนวนค่าตัวที่ก�ำหนดไว้ด้วยการกัลปนา บางคร้ังจะมีการก�ำหนดค่าตัวไว้ด้วย ว่าแต่
ละคนมีค่าตัวเท่าไหร่ เช่น “ยี่มะลาน ร่ หน่ึง สูหลานสามีเจ้าค่าคิงมัน ๕๐๐ เงิน”๕๘
ดว้ ยมกี ารกำ� หนดคา่ เงนิ นี้ ไมไ่ ดก้ ำ� หนดคา่ เทา่ กนั หมดทกุ คน ตา่ งคนตา่ งมคี า่ ตวั ของตนเอง
หากไมพ่ อใจทจี่ ะเป็นข้าวดั กต็ ้องเอาเงนิ มาเสียแทนค่าตวั เองเสยี กอ่ น และจะตอ้ งเอาค่า
นนั้ ไปซอ้ื หรอื ไปไถค่ นใหมม่ าเปน็ ขา้ วดั แทน ดงั ทตี่ ราไวใ้ นจารกึ ไวว้ า่ “ผวิ า่ ผใู้ ดบส่ อู้ ยรู่ กั ษา
พระเจ้า บส่ อู้ ย่รู กั ษาหอปิฎกอ้ัน หื้อเอาค่าคงิ มนั ผนู้ ั้นออกมาไถ่คนแทนมนั ไวด้ ังเกา่ ”๕๙
จากการกำ� หนดคา่ ตวั และการวธิ ที จี่ ะตอ้ งเสยี เงนิ คา่ ไถต่ วั น้ี ทำ� ใหม้ คี นบางกลมุ่ คดิ จะ
เอาคนทเ่ี ป็นข้าวัดไปใช้ส่วนตัว แล้วเอาเงนิ มาแกค้ ่าตวั นั้น แต่หากวา่ ไมไ่ ดร้ ับการยนิ ยอม
ของวดั หรือการยนิ ยอมของตัวข้าวดั เองแลว้ ก็ไมส่ ามารถทีจ่ ะไถ่ถอนออกไปได้ แม้นว่า
ผทู้ ีจ่ ะมาไถถ่ อนนั้นมียศถาบรรดาศกั ดส์ิ งู เพียงใดกต็ าม๖๐
นอกจากจะเป็นไทโดยการไถ่ตวั เองแลว้ นน้ั การบวชเป็นภกิ ษุสงั ฆะ กเ็ ป็นทางออก
หน่ึงส�ำหรับข้าวัดที่จะเป็นไทแก่ตัว หรือต้องการจะเปลี่ยนสถานะทางสังคมของตนเอง
แตท่ ง้ั นก้ี ต็ อ้ งไดร้ บั การอนญุ าตจากเจา้ อาวาสใหเ้ ปน็ ไทแกต่ นเสยี กอ่ น จงึ ใหท้ ำ� การบวชได้
ซึง่ จะเป็นเนือ้ นาบญุ อยู่ในศาสนาต่อไปก็ได้ หรอื ว่าจะลาสกิ ขาออกมากไ็ ด้ พอเม่อื สกิ ขา
ลาเพศจากสงฆ์มาเป็นฆราวาสแล้ว สถานะเดิมที่เป็นข้าวัดก็จะกลายเป็นไพร่ไทเหมือน
กับคนทัว่ ไปที่ต้องเสยี อาการหรือต้องได้รับการเกณฑ์แรงงานจากรัฐได้
ความส�ำคญั ของขา้ วดั
ขา้ วดั ปรากฏทว่ั ไปในเอกสารโบราณ สบื สายกนั มายาวนาน แสดงวา่ ขา้ วดั นน้ั มคี วาม
สำ� คญั ยงิ่ ในสงั คมทว่ั ไปในดนิ แดนแถบน้ี โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในลา้ นนา ปรากฏอยใู่ นหลาย
ยุคหลายสมัย เม่อื พิจารณาดแู ลว้ ข้าวดั มีความส�ำคัญต่อชุมชน สถาบันกษัตรยิ ์และการ
ปกครอง ตลอดจนสถาบนั สงฆ์
ขา้ วัดกบั ชมุ ชน
ข้าวัดกับชุมชน นับว่าเป็นส่ิงคู่กันมาต้ังแต่อดีตก็ว่าได้ เพราะได้พัฒนามาพร้อมๆ

๕๘พย.๑๐ จารกึ มหาสามีเจ้าญาณเทพคณุ วดั บา้ นดอน, อ้างแลว้ หน้า ๒๕๖.
๕๙เรอ่ื งเดยี วกนั หนา้ ๒๕๘.
๖๐ดู พย.๔๘ จารึกวดั ควาง ใน ประชมุ จารกึ เมอื งพะเยา = Inscriptional history of Phayao หนา้ ๓๒๗, ๓๒๘, ๓๓๐.

206 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

กนั การตงั้ บา้ นแปลงเมอื งในทว่ั ๆ ไป มกั จะอยตู่ ามแหลง่ น้�ำเชน่ เมอื งสำ� คญั ๆ ไมว่ า่ จะเปน็
เมอื งหริภุญไชย - เชยี งใหม่ อยูล่ ุ่มน�้ำปิง เมืองเขลางค์ อยู่ริมน้�ำวงั เมืองเชยี งราย อยู่รมิ
น�้ำกก เมืองเชยี งแสนอยูร่ ิมนำ้� ของ (โขง) เมอื งน่าน อยูร่ มิ นำ้� นา่ น เปน็ ตน้ ซึ่งกวา่ จะมาตัง้
หลักแหลง่ รมิ น้�ำกม็ ีการพัฒนามานานพอสมควร จากการอย่บู นทสี่ ูง ภูเขา เพงิ ถำ�้ อยา่ ง
ชมุ ชนกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ และภาพสะทอ้ นในต�ำนาน อยา่ งตำ� นานเชยี งใหมป่ างเดมิ ทร่ี ะบุ
ว่า ผู้คนแรกเร่ิมอยู่แถวเชิงดอยสุเทพคือเวียงเจ็ดลิน แล้วบ้านเมืองขยายตัวไปทางเวียง
สวนดอกและเวียงนพบุรี อันเป็นเมืองท่ีอยู่ริมนำ�้ ปิง เป็นต้น ซึ่งการเป็นบ้านเป็นเมืองก็
จะประกอบด้วยผู้คนมากมายที่ต้องอาศัยอยู่แบบหลักแหล่ง มีการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์
มิเช่นนั้นก็จะไม่มีบ้านมีเมือง ยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อนแบบมลาบรีท่ีมีการตั้งถิ่นฐานมาเม่ือ
ไม่นานมาน้ี เพราะวิธีเดิมคือการเก็บของป่าล่าสัตว์ ฉะนั้นการที่จะเป็นบ้านเป็นเมืองก็
จะตอ้ งมที ่อี ยู่เปน็ หลักเเหลง่
ธดิ า สาระยา ไดก้ ลา่ วถงึ รปู แบบของการเปลยี่ นแปลงหมบู่ า้ นเปน็ เมอื งในสมยั โบราณ
ไว้หลายประการด้วยกนั ๖๑
๑. เกดิ การต้ังหลกั แหล่งเมื่อเมืองใหญส่ ง่ ลูกหลานไปสร้างบา้ นแปลงเมือง ดงั สิงหน
วตั จิ ากกรงุ ราชคฤหม์ าตง้ั เมอื งโยนกนาคพนั ธ์ุ หรอื พระญาภคู าใหข้ นุ ฟองมาสรา้ งเมอื งปวั
เปน็ ตน้ เปน็ การแตกแขนงเมอื งออกไป จากเมอื งหนง่ึ ไปอกี เมอื งหนง่ึ ท�ำใหเ้ กดิ การขยาย
ของชมุ ชนมีมากข้นึ และอำ� นาจของเมืองแมก่ ็ยอ่ มท่จี ะมมี ากขนึ้ ไปดว้ ย
๒. การรวมตัวตั้งหลักแหล่ง โดยความริเริ่มของผู้น�ำที่น�ำความเจริญหรือความ
เปลย่ี นแปลงมาให้กบั ชมุ ชนน้นั ๆ เชน่ ฤๅษสี ร้างเมอื งหริภญุ ไชย เปน็ ตน้
๓. เมอื งทเี่ กดิ จากการเปลยี่ นแปลงของชมุ ชนระดบั หมบู่ า้ น อนั เปน็ ผลมาจากความ
เจริญและการขยายตัวทางวัฒนธรรมเข้าสู่เขตท่ีด้อยวัฒนธรรมกว่า เมืองเหล่าน้ีมักมี
โบราณวัตุโบราณสถานอันเน่ืองมาจากศาสนาเป็นแกนกลาง ชุมชนท่ีเล้ียงตัวเองได้
หลายชมุ ชน รวมกันเปน็ เมอื งขนึ้ โดยวิธกี ารอันส�ำคัญที่เรยี กว่า “กลั ปนา” เช่นกลมุ่ เมอื ง
โคตรบรู ท่มี พี ระธาตพุ นมเป็นศูนย์กลาง
๔. เมืองท่ีมีการจัดระบบการเมืองการปกครอง โดยมีแนวทางท่ีจะแยกศูนย์กลาง
ทางศาสนาและความเช่ือที่เป็นหลักไว้ต่างหาก โดยขอบเขตของเมืองขึ้นอยู่กับการเมือง
การปกครอง ไมเ่ กยี่ วกับศาสนาและความเช่อื

๖๑ธดิ า สาระยา. กลั ปนากับการขยายตวั ของชุมชน ใน เมืองโบราณ ปที ี่ ๗ ฮบบั ที่ ๑ เดือนธันวาคม ๒๕๒๓ – มนี าคม ๒๕๒๔
หนา้ ๙๑ – ๙๒

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 207

ข้าวัดก็เป็นส่วนหน่ึงในการตั้งชุมชนใหม่ขึ้นมา โดยมีวัดหรือศาสนสถานเป็น
ศูนย์กลางเม่ือต้ังอยู่แล้วก็จะไม่มีการโยกย้ายถ่ายเทไปไหน เพราะว่ากฎหรือระบบของ
การกัลปนานั้นมีการควบคุมไว้ว่าห้ามเอาคนออก แม้ว่าบางคร้ังจะมีศึกใหญ่พร้อมท่ีจะ
กวาดตอ้ นผคู้ นไปยังเมืองผ้ชู นะ แตห่ ากทนี่ นั่ มีข้าพระตดิ ไปด้วย กจ็ ะต้องน�ำขา้ พระกลับ
มาไวอ้ ปุ ฏั ฐากวัดตามเดิม ดังเช่นสมัยฟา้ สทุ โธท่ีปราบล้านนาไดจ้ ะกวาดคนไปพม่า แต่ที่
บ้านแปะ ชาวบ้านแปะได้น�ำเอาหลาบเงินของพระนางวิสุทธิเทวีมายืนยันว่าตัวเองเป็น
ขา้ วัด ซ่ึงฟ้าสทุ โธกต็ อ้ งน�ำข้าวดั เหล่าน้นั มาไวย้ งั ทเี่ ดมิ พรอ้ มกัลปนาเป็นถว้ นสอง๖๒ นัน่ ก็
ท�ำใหค้ นยงั อยทู่ เี่ ดมิ เปน็ สังคมทมี่ ่นั คงและเข้มแขง็ บ้านยังเปน็ บ้าน เมอื งยงั เปน็ เมืองอยู่
นอกจากนี้ การที่กษัตริย์กัลปนาผู้คนหลากหลายกลุ่มในหลากหลายสาขาวิชาชีพ
ก็ยังท�ำให้วิชาเหล่านั้นไม่สูญหาย และถูกกวาดต้อนไปยังเมืองอื่นท่ีมีอ�ำนาจมากกว่า
อกี ดว้ ย เมอ่ื เหล่าวชิ าชีพยงั คงอยู่และรกั ษาไว้ในชมุ ชนกท็ ำ� ให้ชมุ ชนพฒั นาสืบสาวตอ่ มา
เร่ือยๆ ดังบางแห่งในทุกวันน้ีน้ันก็ยังสืบสายมาจากเหล่าข้าวัดที่กัลปนาไว้แต่คร้ังอดีต
และเมอื่ สมยั หลงั ทมี่ กี ารเปลย่ี นแปลงระบบไพร่ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว ข้าวัดก็เป็นไท ด้วยการเลิกทาส ท�ำให้ข้าวัดเดิมก็เปลี่ยนสภาพมาเป็นชุมชน
อีกรูปแบบหนึ่ง น่ันคือชุมชนศรัทธาวัด โดยชาวบ้านในหมู่บ้านมีส�ำนึกร่วมกันในทาง
ศาสนาวา่ เขาเป็น “ศรทั ธาวดั เดยี วกนั ” มีสทิ ธใ์ิ นการเขา้ ร่วมกิจกรรมของทางวัด ไม่วา่
วนั พระวันศีล งานบุญต่างๆ และทส่ี �ำคญั ทุกคนมีสิทธใ์ิ นสง่ิ ของตา่ งๆ ในวัดรว่ มกนั ดว้ ย
ถือวา่ เป็นของหน้าหมู่ (สว่ นรวม)๖๓ และชมุ ชนทเ่ี ปน็ ข้าวัดเดมิ นัน้ สว่ นใหญม่ ักจะอยูต่ ดิ
หรอื อยูใ่ กล้วดั และจะเรยี กกลุม่ น้ีว่าเป็น “ศรทั ธาเค้า”
ขา้ วดั กับสถาบันกษัตริย์
เม่ือกษัตริย์กัลปนาผู้คนไปเป็นข้าวัดแล้ว กษัตริย์ก็ไม่มีอ�ำนาจท่ีจะล่วงล�้ำเข้าไป
ยังตัวข้าวัดได้อีกต่อไป แต่ผลตอบรับนั้นมีคุณท่ีสามารถคำ้� จุนราชอ�ำนาจให้มั่นคง เม่ือ
พิจารณาในสังคมล้านนาทั่วไปในอดีตน้ัน ประชากรเป็นส่ิงส�ำคัญมากส�ำหรับบ้านเมือง
ดงั ทจี่ ะเห็นว่าทำ� ศึกคราใดมักจะมกี ารกวาดคนเขา้ มาอย่ใู นราชอาณาจักรอยเู่ นืองๆ ดว้ ย
แตก่ อ่ นแผน่ ดนิ ไมม่ คี วามจ�ำเปน็ สำ� หรบั บา้ นเมอื งตา่ งๆ แตผ่ คู้ นทจ่ี ะเขา้ มาในบา้ นในเมอื ง

๖๒เร่อื งของพระเจา้ สทุ โธธรรมราชากวาดตอ้ นชาวบา้ นให้อพยพไปพมา่ น้ี เป็นใบลาน จารดว้ ยอักษรไทยแบบสโุ ขทยั ปรวิ รรตโดย
อ.ไกรศรี นิมมานเหมนิ ทร์ ใน ล้านนาคดสี ญั จร: ตามรอยมังทรารบเชยี งใหม่ รวมบทความ. (อดั สำ� เนา) (เชียงใหม่: ชมรมลา้ น
นาคดีเชยี งใหม,่ ๒๕๓๓) หน้า ๑๖ - ๑๙
๖๓อรณุ รตั น์ วเิ ชียรเขยี ว. สทิ ธิชมุ ชนจากกฎหมายและจารตี ลา้ นนา. ใน อรุณรัตน์ วิเชียรเขยี วและคณะ. สทิ ธิชุมชนท้องถนิ่ พื้น
เมอื งดั้งเดมิ ล้านนา. (กรุงเทพฯ : นติ ธิ รรม, ๒๕๔๖) หนา้ ๓๐.

208 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

เพอ่ื ทจี่ ะเปน็ แรงงานในการประกอบอาชพี ทอี่ ำ� นวยประโยชนแ์ กร่ ฐั หรอื วา่ ภาษอี ากร และ
ส่วยท่ีได้จากไพร่น้ันมีส่วนค�้ำจุนรัฐให้มีความ่ังค่ังน้ันส�ำคัญย่ิงกว่า ศึกแต่ละคร้ังจึงถือว่า
เป็นศึกชิงผู้คนมากกว่าท่ีชิงพ้ืนที่ และล้านนาในสมัยก่อนนั้น ผู้คนในแถบล้านนาก็มีไม่
มากนกั ดงั ในกฎหมายมงั รายศาสตรร์ ะบไุ วว้ า่ “...โบราณกลา่ ววา่ ทา้ วพระญาครองเมอื ง
ไดก้ ็ดว้ ยไพร่ และไพร่กห็ ายากนกั ไม่ควรบังคบั ไพรม่ าเป็นข้า เพราะเหตุน.ี้ ..”๖๔ ฉะน้ัน
การท่ีเอาคนเข้าเป็นข้าวัดน้ันก็ย่อมที่จะหมายถึงว่า ลดประชากรไพร่ลงและเพ่ิมจำ� นวน
ขา้ ให้มากข้ึน ย่อมทีจ่ ะส่งผลถึงสงั คมโดยรวม นอกจากนี้แลว้ เม่ือกัลปนาคนเขา้ วัดแลว้
ก็จะไม่สามารถที่จะจัดการอะไรกับบรรดาข้าวัดได้อีกต่อไป ให้เป็นการดูแลจัดการเอง
ภายในวดั นน้ั ๆ แตท่ ก่ี ษตั รยิ ก์ ระทำ� อยา่ งนยี้ อ่ มทจ่ี ะมเี หตผุ ลทค่ี ดิ วา่ จะ ‘ได’้ มากกวา่ ‘เสยี ’
สง่ิ ทพ่ี ระมหากษตั ริยไ์ ด้จากการกลั ปนาคนไว้กับวัดนน้ั อาจจะพอแจงได้ดังนี้
ประการแรก การสะท้อนให้เห็นถงึ พระมหากษัตรยิ ต์ ง้ั อย่ใู นศลี ในธรรม โดยเฉพาะ
ทศพิธราชธรรม ท่ีถือว่าเป็นธรรมส�ำหรับผู้ปกครอง หากใครไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม
ก็อาจจะประสบภัยต่างๆ ได้ และอาจจะถูกต�ำหนิติเตียนได้ ฉะนั้นการท�ำบุญใหญ่ก็จะ
ท�ำให้มองว่าพระองค์เป็นธรรมิกราช คือผู้ท่ีด�ำรงไว้ซึ่งธรรม และเป็นคติความเช่ือเร่ือง
พระมหาจกั รพรรดิ ทแี่ ผอ่ ำ� นาจบารมไี ปพรอ้ มกบั หลกั ธรรมทางศาสนา ทำ� ใหเ้ ปน็ ทนี่ บั ถอื
เคารพแกผ่ คู้ นท่วั ไป และนน่ั จะสง่ ผลใหฐ้ านอำ� นาจของกษัตรยิ ์ยั่งยืน
บางคร้ังการข้ึนแท่นกินเมืองของกษัตริย์นั้นอาจไม่ปกติ เกรงว่าจะไม่เป็นท่ียอมรับ
การใช้ศาสนาประกาศตนเองเป็นศาสนูปถัมภกก็นับว่าเป็นทางออกที่มักใช้กันอยู่เสมอ
ซ่ึงจารึกสมัยล้านนาส่วนใหญ่นั้นมักจะพบมากต้ังแต่สมัยพระญาสามฝั่งแกนเป็นต้นมา
การกัลปนาทำ� บุญก็เป็นการประกาศบุญพร้อมๆ กับการประกาศความชอบธรรมในการ
ข้ึนครองราชย์ดว้ ย
ดงั พระญาสามฝง่ั แกนนนั้ พระองคค์ รองราชยเ์ มอ่ื พระชนมายไุ ด้ ๑๓ ชนั ษา โดยการ
สนับสนนุ ของมารดา เพราะมารดาของพระองคไ์ ม่ไดเ้ ปน็ ราชเทวีในพระญาแสนเมืองมา
หากเป็นเพยี งสนมเท่านั้น ทั้งๆ ทรี่ าชบตุ รอันเกดิ แต่ราชเทวใี นพระญาแสนเมอื งมา ก็มี
ศักดิ์เป็นพี่ คือท้าวยี่กุมกามและเป็นการแสดงความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ จึง
ต้องท�ำบุญและอ้างในการสืบสายเลือดแต่เช่นพระญามังรายมาและประกาศบุญ พร้อม
ทั้งกัลปนาท่ีนา สวนหมาก และข้าคนไว้กับวัด๖๕ ก็เพ่ือสร้างฐานอ�ำนาจของพระองค์ให้

๖๔ประเสรฐิ ณ นคร เรยี บเรยี งเปน็ ภาษาปจั จบุ นั . มงั รายศาสตร.์ พมิ พเ์ ปน็ บรรณาการในงานฌาปนกจิ ศพ เจา้ กาบแกว้ (ณ ล�ำพนู )
พจิ ิตรโอสถ ณ เมรวุ ดั กเู่ ต้า ตำ� บลชา้ งเผือก อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม่ วนั ท่ี ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖, หนา้ ๘
๖๕ดจู ารกึ ลพ.๙ จารกึ กษตั รยิ ร์ าชวงศม์ งั ราย ใน ประชมุ จารกึ เมอื งพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๔๙ – ๕๕.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 209

มน่ั คงมากยง่ิ ขนึ้ นน่ั เอง และยงิ่ เหน็ ชดั ในสมยั ของพระญาตโิ ลกราช ทพ่ี ระองคก์ ระท�ำบญุ
และกลั ปนาสิ่งของ ขา้ คนไว้กับวัด กเ็ พ่ือสรา้ งฐานอำ� นาจใหก้ ับพระองค์ดว้ ยอกี ทางหนึ่ง
ดว้ ยพระองค์กท็ ำ� การยดึ อำ� นาจจากพระบิดาคอื พระญาสามฝ่ังแกน
ประการท่ีสอง เป็นการถ่วงดุลอ�ำนาจของเหล่าพระราชวงศ์และขุนนาง เพราะ
ขุนนางนบั วนั กจ็ ะมอี ำ� นาจเพม่ิ พูนขึ้น โดยเฉพาะหลังสมยั ของพระเจ้าตโิ ลกราช อ�ำนาจ
ของขุนนางมีความเขม้ แข็ง จนสามารถถอดถอนกษัตริยอ์ อกจากบลั ลงั ก์ และยกราชบุตร
องค์ใดองค์หน่ึงข้ึนน่ังเมืองแทน จะเห็นได้ชัดเจนในสมัยของพระยอดเชียงราย อันเป็น
ช้ันหลานของพระเจ้าติโลกราชท่ีกินเมืองสืบต่อพระองค์ ในต�ำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
กลา่ วไวว้ า่
“...แลอสุ สาราชภเิ สกเจา้ พระญายอดเชยี งรายวนั จนั ทร์ ตนเปนกาแกน่ ามเมอื งลวด
บ่วุฑฒิ เจ้าพระญายอดเท่าเอาใจไพฅบหร้อ เสนาอามาจจ์ไหว้สาว่ารือค็บ่ฟัง บ่ขับตาม
รีตท้าวคลองพระญา บ่ชอบทัสสธัมม์ เสนาอามาจจ์บ่เพิงใจ จ่ิงพร้อมกันเอาพระญา
ยอดไพไว้เสียยังเมืองซะมาด แล้วพร้อมอุสสาภิเสกเจ้ารัตตนราชบุตร อายุได้ ๑๔
ปลีเปนพระญาในปลีดับเหม้าสกราช ๘๕๗ ตัว เดือน ๗ เพง เมงวันอาทิตย์ ไทเปิกยี
ปรากฏชอ่ื วา่ ภูตาธปิ ตริ าชะ พระญาแก้ว ก็วา่ แล”๖๖
ซ่ึงถัดจากน้จี ะเห็นถึงอำ� นาจของขนุ นางมีมากข้ึน นอกจากจะเป็นเหล่าขุนนางแล้ว
ยงั มกี ลมุ่ ราชวงศท์ สี่ ง่ ไปกนิ เมอื งตา่ งๆ มกั จะนำ� ไพรพ่ ลมากอ่ ความลำ� บากใหก้ บั สว่ นกลาง
อยู่เสมอ ดงั เช่นทา้ วมหาพรหมทก่ี ินเมอื งเชียงราย ยกทพั มาในสมัยของพระญาแสนเมอื ง
มาเพ่ือจะชิงเมืองหลาน, ท้าวยี่กุมกามกินเมืองเชียงราย ยกทัพมาทวงอ�ำนาจจากน้อง
ในสมัยของพระญาสามฝั่งแกน, การยึดอ�ำนาจของพระญาติโลกราชจากพระญาสามฝั่ง
แกน ทเี่ ดินทางมาจากเมืองยวมใต้ (อ.แม่สะเรียง) เป็นต้น
การท่ีกษัตริยใ์ ห้อภิสิทธท์ิ ไี่ มใ่ หก้ ะเกณฑน์ ำ� คนของวดั ซงึ่ อยูภ่ ายใต้การควบคมุ ดูแล
ของพระสงฆน์ น้ั ไปทำ� งานให้กับเจ้าเมือง ขนุ นาง หรอื การศึกสงครามก็ดนี ั้น ก็ถือวา่ เปน็
นโยบายการทร่ี าชธานใี ชใ้ นการควบคมุ เมอื งตา่ งๆ ไมใ่ หม้ กี ำ� ลงั พลมากเกนิ ไปทจี่ ะสามารถ
ท�ำการกระด้างกระเดอ่ื งได้ ดว้ ยการกัลปนาแต่ละครัง้ นน้ั ดังทีร่ ้มู าแลว้ วา่ จะใช้คนในถน่ิ
นนั้ และยงั กลั ปนาทลี ะมากๆ ทง้ั ๆ ทส่ี มยั กอ่ น “ก�ำลงั พล” คอื สง่ิ ส�ำคญั ของสงั คมยคุ กอ่ น
ยอ่ มทำ� ใหฐ้ านอำ� นาจ หรอื กำ� ลงั พลของขนุ นางหรอื เจา้ เมอื งลดนอ้ ยลง นบั วา่ เปน็ การเออื้
ประโยชนก์ นั ระหวา่ งสถาบนั กษตั รยิ แ์ ละสถาบนั ศาสนา อาจจะรวมไปถงึ ตวั ของขา้ วดั เองดว้ ย

๖๖คณะอนกุ รรมการตรวจสอบและชำ� ระตำ� นานพน้ื เมอื งเชยี งใหม่ ปรวิ รรตและตรวจสอบชำ� ระตน้ ฉบบั . ตำ� นานพนื้ เมอื งเชยี งใหม่
ฉบบั เชยี งใหม่ ๗๐๐ ป.ี เชียงใหม่: ศูนยว์ ฒั นธรรมจงั หวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๘ หน้า ๘๔.

210 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ประการท่ีสาม กษตั รยิ ์ ไดส้ ถาบันสงฆส์ นบั สนนุ ฐานอำ� นาจ การท่กี ษัตริย์ทานผล
ประโยชนไ์ วก้ บั วดั มมี ากมายมหาศาล ทง้ั ทนี่ า เรอื กสวน ขา้ คน สมบตั ติ า่ งๆ ท�ำใหว้ ดั โดย
เฉพาะวัดสำ� คญั ๆ มคี วามม่ังค่ังทางเศรษฐกจิ ข้าวัดกถ็ อื ว่าเปน็ แรงงานของวัด และผู้ทีม่ ี
อ�ำนาจสง่ั สมก็คือพระสงฆ์
เมื่อฝ่ายกษัตริย์เอ้ือประโยชน์ให้กับทางสถาบันสงฆ์ และสถาบันสงฆ์ก็ย่อมที่จะ
สนบั สนนุ ดงั เชน่ ในสมยั พระเมอื งแกว้ ทม่ี กี ารถวายทานกลั ปนาสมบตั ไิ วก้ บั พระพทุ ธศาสนา
ไวม้ าก ทางวดั โดยเฉพาะพระสงฆค์ ณะปา่ แดงนน้ั กไ็ ดม้ กี ารสรรเสรญิ ยกยอพระเกยี รตขิ อง
พระองค์ไวต้ ามกษัตริยใ์ นอดุ มคติ นัน้ คือธรรมิกราช ดงั ที่พระรัตนปญั ญาเถระ รจนาชนิ
กาลมาลีปกรณ์ซึ่งล้วนแล้วแต่สรรเสริญกริยาบุญของพระเมืองแก้วท่ีสร้างไว้กันศาสนา
อย่างย่งิ ยวด
ขา้ วดั กับสถาบนั สงฆ์
ข้าวดั กับสถาบนั สงฆ์มีความสมั พันธ์กันโดยตรง เพราะกษัตริยก์ ลั ปนาผูค้ นไวด้ แู ลอุ
ปฏั ฐานศาสนา ไมว่ า่ จะเปน็ พระธาตเุ จดยี ์ พระพทุ ธรปู อโุ บสถ วหิ ารฯลฯ นน่ั นบั เปน็ สง่ิ ที่
เออ้ื ประโยชนอ์ ยา่ งมหาศาลใหก้ ับวดั ย่ิงวัดไหนเป็นวัดสำ� คญั กจ็ ะมกี ารอทุ ศิ กัลปนามาก
ขน้ึ เทา่ นนั้ ข้าวดั จึงส�ำคัญกับสถาบนั สงฆ์อย่างยิง่ ดังนี้
ประการแรก พระสงฆ์มีเวลาในการศึกษาคัมภีร์มากขึ้น ด้วยว่ามีข้าช่วงใช้สำ� หรับ
การดแู ลพระพทุ ธรูป ดูแลศาสนสถานเชน่ พระธาตเุ จดีย์ วิหาร อโุ บสถ ข่วงแก้วท้งั สาม
โดยพระภิกษุเองก็ไม่ต้องลงมาปฏิบัติงานมากนัก และท�ำให้มีเวลาในการศึกษาวิชามาก
ขน้ึ ซงึ่ นบั แตส่ มยั พระเจา้ ตโิ ลกราชเปน็ ตน้ มา มกี ารสง่ เสรมิ การเรยี นรดู้ า้ นปรยิ ตั ธิ รรม จน
มีการชำ� ระพระไตรปิฎกในปี พ.ศ. ๒๐๒๐๖๗ ที่วัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด) และได้เผยแผ่
พระพุทธศาสนาทั้งคณะสวนดอก คณะป่าแดงไปตามหัวเมืองต่างๆ เช่นเมืองเชียงรุ่ง
เชียงตุง เมืองยอง เมืองนาย เป็นต้น๖๘ จนมาถึงสมัยพระเมืองแก้ว จึงมีพระภิกษุท่ีมี
ความรู้และความเช่ียวชาญในภาษาบาลี มีการแต่งวรรณกรรมทางพุทธศาสนาออกมา
หลายช้ินและไดต้ กทอดสบื ทอดมาถงึ ปจั จบุ นั เชน่ ๖๙

๖๗ซ่งึ ในสงั คีตยิ วงศ์ ท่ีรจนาโดยสมเด็จพระวันรัตนวัดเชตุพน ในรัชกาลที่ ๑ ได้บอกวา่ พระเจา้ สริ ิธรรมจกั รวรรดติ ลิ กราชาธริ าช
ไดอ้ าราธนาพระภกิ ษหุ ลายรอ้ ยรปู ใหช้ �ำระอกั ษร พระไตรปฎิ กในวดั มหาโพธารามอยู่ ๑ ปี ซงึ่ พระวนั รตั นถอื วา่ เปน็ การสงั คายนา
พระไตรปิฎกครัง้ ท่ี ๘ แต่ บางท่านกบ็ อกวา่ เปน็ เพยี งการชำ� ระตัวอักขระท่เี ขยี นผิด บาลผี ิด เพราะตอนนั้นมพี ระสงฆท์ ีไ่ ปเรยี น
มาจากลังกา มีความเชย่ี วชาญในภาษาบาลี ท�ำใหต้ ้องรอ้ื ของเก่ามาชำ� ระสะสางกนั ใหม่ แต่อาจไมถ่ งึ ขัน้ สงั คายนาพระไตรปฎิ ก.
๖๘สรัสวดี อ๋องสกลุ . ประวตั ศิ าสตร์ลา้ นนา. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔ (ฉบบั ปรบั ปรงุ และเพ่ิมเติม).(กรุงเทพฯ:อมรนิ ทร์, ๒๕๕๑) หน้า ๑๖๒.
๖๙เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๑๗๑.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 211

- พระโพธิรังสี แตง่ จามเทวีวงศ์ และสหิ งิ คนทิ าน
- พระรตั นปญั ญาเถระ แต่งชินกาลมาลปี กรณ์
- พระสริ มิ งั คลาจารย์ แตง่ เวสสนั ตรทปี นี จักรวาลทีปนี สังขยาปกาสกฎีกา และ
มังคลตั ถทีปนี
- พระพทุ ธญานเจ้าและพระพุทธพุกาม แต่งตำ� นานมูลศาสนา
- พระญาณวิลาสเถระ แตส่ งั ขยาปกาสก
- ผู้ที่ไมร่ ะบนุ าม แต่ได้มีการแต่งชาดกนอกนิบาตหลายต่อหลายเรื่อง ทีเ่ กิดข้ึนมา
แต่อาณาจักรหริภุญไชย มาจนถึงสมัยน้ีได้รวบรวมและเรียบเรียงกันข้ึนในนาม
ของปัญญาสชาดก
ท�ำให้ล้านนาเป็นศูนย์กลางของศาสนาในดินแดนตอนเหนือของเอเชียตะวันออก
เฉยี งใตใ้ นยุคนอกจากจะมีการแผข่ ยายไปด้านเหนอื ตะวนั ออก และตะวนั ตกแลว้ ยงั แผ่
ไปยังอยุธยาอีกด้วย ดังท่ีพบวรรณกรรมไทยท่ีน�ำเค้าโครงมาจากล้านนา ดังเช่น เสือโค
ค�ำฉนั ท์ สมุทรโฆษคำ� ฉนั ท์ เป็นตน้
ประการที่สอง วัดมีแรงงานประจ�ำที่ท�ำงานได้อย่างเต็มที่ และสร้างความม่ังค่ัง
ใหว้ ดั เพราะขา้ วดั เปน็ ขา้ ชนดิ พเิ ศษทไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การเมอื ง โดยไมต่ อ้ งถกู เกณฑแ์ รงงาน
จากภาครัฐ ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไปการศึกสงคราม ไม่ต้องเสียค่าภาษีอากรต่างๆ เพราะใน
เขตวดั เปน็ ปลอดอิทธิพลของรฐั ฉะน้นั วดั จงึ เกีย่ วผลประโยชนจ์ ากแรงงานขา้ วดั ไดอ้ ยา่ ง
เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในการท�ำนาให้วัด จะสังเกตเห็นว่าการ
กัลปนาแตล่ ะครั้งจะมที ่นี ารว่ มด้วย ฉะนน้ั จึงเปน็ หน้าท่ขี องข้าวดั ท่ีจะทำ� นาเหล่านั้น เอา
ขา้ วมาบำ� รงุ วดั หรอื ขายขา้ วนำ� เงนิ เขา้ วดั กไ็ ดเ้ ชน่ กนั ตลอดถงึ แรงงานในการท�ำกจิ การงาน
ใดงานหนงึ่ ตามช่วงประเพณหี รอื ตามแต่พระภิกษจุ ะสัง่ การเป็นคราวๆ ไปกไ็ ด้
ประการทสี่ าม วดั ไดส้ ว่ ยอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและแนน่ อน โดยไมเ่ สยี สว่ ยส่วนท่ไี ดน้ ใี้ หก้ บั
รฐั เพราะบางครัง้ ในการกลั ปนาจะมกี ารระบุว่าใหบ้ า้ นไหนส่งอะไรใหว้ ดั เช่น ขผี้ งึ้ น�ำ้ ผงึ้
ปูน เกลือ เป็นตน้ ทำ� ใหว้ ัดไมต่ อ้ งเสยี งเงนิ ในการจบั จ่ายซอ้ื หา (ซึ่งปกติกม็ ักจะมีคนมา
ถวายทานอยู่แล้ว) และบางทีอาจจะนำ� เอาส่วยเหลา่ น้ันไปขาย หรอื มกี ารสั่งสมขา้ วของ
สมบัตติ า่ งๆ มากขน้ึ ทำ� ให้บรรดาภิกษุสมยั นั้นมเี งินมากจนสามารถปลอ่ ยกู้ได้ ดงั ที่มี
การกัลปนาคนสนิ ทานเข้ามาเป็นขา้ วัด ด้วยคนสนิ ทานก็คอื คนทต่ี ดิ หน้วี ดั หรือติดหน้ี
ของสงฆ์

212 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ประการที่ส่ี วัดมีอ�ำนาจจัดการทุกสิ่งในวัดด้วยตัวเอง โดยไม่มีอ�ำนาจใดจากส่วน
กลางเขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง เปน็ เขตปลอดอาญาแผน่ ดนิ คลา้ ยกบั เปน็ รฐั เลก็ ๆ รฐั หนง่ึ ทซี่ อ้ นอยู่
ในรฐั ใหญ่ ทมี่ กี ารเลย้ี งตวั เองไดโ้ ดยไมต่ อ้ งพง่ึ พาอ�ำนาจภายนอก หากมคี ดคี วามทเี่ กดิ ขน้ึ
ในเขตปลอดอาญาแผ่นดนิ น้ี ทางวดั ก็จะจดั การไกลเ่ กลย่ี พจิ ารณาตัดสินกันเอง โดยเปน็
หน้าทข่ี องพระมหาสวามี นายวัด และหมน่ื นาหลัง ท่จี ะท�ำการตัดสิน๗๐
ในการจัดการภายในวัดเองน้ัน โดยเฉพาะข้าวัดก็จะมีผู้ควบคุมดูแลอยู่อันได้แก่
มหาเถระเจ้า, ผ้าขาว ซ่ึงผ้าขาวนี้อาจจะเปลี่ยนมาเป็นอีกตำ� แหน่งหนึ่ง ซึ่งก็คือว่าเป็น
ตำ� แหนง่ หลกั ในการควบคมุ ดแู ล นน่ั กค็ อื นายวดั ซงึ่ อาจจะแตง่ ตง้ั จากบรรดาขา้ วดั คนใด
คนหนงึ่ เปน็ นายแกข่ า้ วดั ทง้ั หมด๗๑ แตน่ ายวดั กย็ งั เปน็ แรงงานของวดั เชน่ เดยี วกบั คนอน่ื ๆ
แตม่ หี น้าทพ่ี ิเศษในการควบคมุ แรงงานวัดให้เรยี บรอ้ ยหรอื ตามทีว่ ดั ต้องการ
ทงั้ หมดนถี้ อื วา่ ขา้ วดั มคี วามสำ� คญั ตอ่ ทกุ ภาคสว่ น ทงั้ ตวั กษตั รยิ ผ์ กู้ ลั ปนาทมี่ กั มองวา่
เสียประโยชนจ์ ากแรงงานไปส่วนหน่งึ แต่กย็ งั มีประโยชน์ท่ไี ดใ้ นความม่ันคงของพระองค์
และผทู้ ไ่ี ดผ้ ลประโยชนเ์ ตม็ ๆ กค็ อื วดั รวมถงึ ความส�ำคญั ตอ่ ชมุ ชนอกี ดว้ ย ฉะนนั้ การศกึ ษา
เรอ่ื งขา้ วดั จงึ เปน็ การศกึ ษาทมี่ องเหน็ ถงึ การวางเงอื่ นไขทางอ�ำนาจและผลประโยชนร์ ว่ ม
อยดู่ ว้ ยนน่ั เอง
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในล้านนา
เน่ืองจากการเขา้ มาของตะวันตกทท่ี ำ� ใหส้ ยามตอ้ งพฒั นาปรับปรงุ ตนเอง กอปรกับ
เพอื่ นบา้ นของลา้ นนานน้ั กไ็ ดต้ กอยภู่ ายใตอ้ าณานคิ มขององั กฤษ ท�ำใหล้ า้ นนาหลกี เลยี่ ง
ความสมั พนั ธก์ บั ชาตติ ะวนั ตกหรอื คนในบงั คบั ของตา่ งชาตนิ นั้ เปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย ลา้ นนาเปน็
ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยของป่าและผืนป่าไม้สักอันเป็นแหล่งทรัพยากรท่ีต่าง
ชาตใิ หค้ วามสนใจและไดเ้ ขา้ มาท�ำธรุ กจิ ปา่ ไมก้ นั มาก มกี ารขอสมั ปทานปา่ เปน็ จดุ ๆ ซงึ่ จดุ
นที้ ำ� ใหม้ ปี ญั หาของการใหส้ มั ปทานซำ้� ซอ้ นเกดิ กรณพี พิ าทกนั ขน้ึ ระหวา่ งบรษิ ทั ตา่ งชาตกิ บั
เจ้าหลวงเชียงใหม่ ซึ่งนั่นก็ท�ำให้เป็นโอกาสให้สยามเข้ามามีบทบาทในล้านนามากยิ่งขึ้น
โดยมขี า้ หลวงสามหัวเมอื ง เข้ามาแก้ปัญหาน้นั โดยการตกลงการทำ� สนธสิ ัญญาเชยี งใหม่
(The treaty of Chiangmai) ขึน้ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ และสนธสิ ัญญาเชียงใหม่ฉบับที่สอง
ในพ.ศ. ๒๔๒๖ ซ่งึ หลังจากการท�ำสนธสิ ญั ญาฉบับทสี่ องน้ี กอปรกับในปี ๒๔๒๗ เจา้ เทพ

๗๐ยพุ นิ เขม็ มกุ ด.์ สถาบนั สงฆก์ ับการเมอื งและสงั คมล้านนา พ.ศ. ๑๙๕๔ – ๒๑๐๑. (กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั
ศิลปากร, ๒๕๓๑) หนา้ ๑๐๐ – ๑๐๑.
๗๑ระววิ รรณ ภาคพรต. การกลั ปนาในลานนาไทยตง้ั แตก่ ลางพทุ ธศตวรรษที่ ๒๐ ถงึ ตน้ พทุ ธศตวรรษที่ ๒๒. หนา้ ๑๖๕ – ๑๖๖.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 213

ไกรสร ชายาของพระเจา้ อนิ ทวชิ ยานนทถงึ แกพ่ ริ าลยั ทำ� ใหก้ ารปฏริ ปู การปกครองมณฑล
พายพั จึงเกดิ ขึน้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗๗๒

การเข้ามาจดั การกับเมืองประเทศราชเชยี งใหม่ ลำ� พูน ล�ำปาง แพร่ น่าน มลี กั ษณา
การเดยี วกนั นนั่ กค็ อื มกี ารจดั การปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าล (พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๔๒)
ส�ำหรับเมืองเชียงใหม่อันเป็นศูนย์กลางของล้านนามาแต่โบราณนั้น ผู้ท่ีข้ึนมาจากสยาม
มาจัดการในการวางรากฐานของการรวมอ�ำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและการจัดต้ังมณฑล
เทศาภบิ าลในครงั้ นี้ กค็ อื พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื พชิ ติ ปรชี ากร ซง่ึ มาในฐานะขา้ หลวง
พเิ ศษ มีอำ� นาจหนา้ ที่เสมอื นผูแ้ ทนของพระมหากษตั ริย๗์ ๓

ในการปฏิรูปในคร้ังน้ีน้ัน ถือว่าเป็นการสิ้น
สุดของเมืองเชียงใหม่และเมืองอ่ืนในฐานะหัวเมือง
ประเทศราชของสยาม มกี ารจดั รปู แบบของระบบการ
ปกครองแบบใหม่ โดยเรยี งลำ� ดบั จาก มณฑล - เมอื ง -
แขวง - ต�ำบล - หมู่บ้าน และมีการแต่งขัน้ ขา้ ราชการ
แบบใหม่ คอื เสนา ๖ ตำ� แหน่ง คอื ประกอบดว้ ยกรม
มหาดไทย กรมทหาร กรมคลงั กรมยตุ ิธรรม กรมวงั
และกรมนา

นอกจากการปฏิรูปทางการปกครองแล้ว ทาง พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื
เศรษฐกิจกม็ ีการจัดเก็บภาษแี บบใหม่ คือจดั เก็บภาษี พิชติ ปรชี ากร ขา้ หลวงพเิ ศษ
เปน็ เงนิ แทนการสง่ สว่ ยเปน็ สงิ่ ของตามแบบจารตี เดมิ
ทำ� ใหม้ ีการยกเลกิ ระบบไพร่ และการเลกิ ทาสตามมา แทนรชั กาลที่ ๕
ภายหลัง จนน�ำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงต่อสถานภาพ ในการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล
ของขา้ วดั ในล้านนา
ในดนิ แดนล้านนา

การเลกิ ทาสในลา้ นนา

สำ� หรับทาสในลา้ นนาในชว่ งนน้ั มีอยู่ด้วยกัน ๒ จำ� พวก คอื ทาสเชลย และทาสที่ไถ่
มาดว้ ยทรพั ย๗์ ๔ ตามพระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะทาสมณฑลตะวนั ตกเฉยี งเหนอื รตั นโกสนิ ทร์
ศก ๑๑๙ น้ันมีสาระสำ� คญั ดังน๗ี้ ๕

๗๒สรัสวดี ออ๋ งสกลุ . ประวตั ศิ าสตร์ล้านนา. (พิมพค์ ร้งั ที่ ๓) (กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร,์ ๒๕๔๔) หน้า ๓๖๖.
๗๓เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๓๗๐.
๗๔พระราชบัญญัตลิ ักษณะทาสมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ รัตนโกสินทรศ์ ก ๑๑๙ อา้ งใน วชิ ัย เสวะมาตย.์ การเลกิ ทาสในรัชสมัย
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั . หน้า ๑๓๒
๗๕วิชยั เสวะมาตย.์ เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๘๒ – ๘๔

214 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ข้อแรก ก�ำหนดให้ทาสจะหลุดพ้นเป็นไท โดยมีการไถ่ถอนตามพระราชบัญญัติ
น้ีว่า ต้ังแตว่ นั ท่ี ๒๑ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๔๓ เปน็ ต้นไปนนั้ ในมณฑลตะวันตกเฉยี งเหนือ
หรอื มณฑลพายพั นน้ั ใหล้ ดคา่ ตวั ทาสเชลยทง้ั หมดนนั้ โดยทท่ี าสผชู้ ายอยทู่ ่ี ๒๕ บาท และ
ผู้หญงิ อยู่ท่ี ๓๒ บาท ซง่ึ การไถ่ทาสเชลยน้ัน ผู้เป็นนายจะเรยี กค่าไถ่มากกว่าทกี่ �ำหนดน้ี
ไม่ได้
ข้อสอง การพ้นเป็นไทโดยไม่ต้องไถ่ถอน ซ่ึงจะเป็นการก�ำหนดเงื่อนไขเวลา คือ
เมื่อทาสมีอายุเกิน ๖๐ ปีข้ึนไป และส�ำหรับคนท่ีเกิดวันท่ี ๑๖ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๖
และภายหลังต่อมานั้น ห้ามไมใ่ หเ้ ป็นทาสต่อไป
ข้อสาม ถ้ามีการซ้ือหรือขายตัวเป็นทาสน้ัน จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ที่
จะขายตัวเป็นทาส โดยลงเป็นลายลักษณ์อักษรในสารกรมธรรม์ จึงจะเป็นสิทธิแก่
เจ้าเงินได้ และห้ามไม่ให้ผู้ที่ไถ่ทาสบางประเภทถือกรรมสิทธ์ิเป็นเจ้าของตัวทาสท่ีไถ่
ออกมาน้ัน
การดำ� เนนิ งานเลกิ ทาสน้ี มไี ปจนถงึ ร.ศ. ๑๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๕ ก็มกี ารประกาศ
ใช้พระราชบัญญัติลักษณทาส ศก ๑๒๔ ในมณฑลพายัพ ส�ำหรับลดค่าตัวทาส ซ่ึงจะ
ลดค่าตัวลงเดือนละ ๔ บาท จนหมดคา่ ตวั ๗๖
ซ่ึงการใช้พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าว นับว่าเป็นการปลดเปลื้องพันธะ
ของไพร่และทาสออกไป ทำ� ให้ระบบไพร่และทายกลายเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานอิสระ
สามารถท�ำมาหากินได้อย่างเต็มท่ี โดยเฉพาะมีการสร้างทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ในปี
พ.ศ. ๒๔๖๔ ระบบเศรษฐกจิ กข็ ยายตวั มากขนึ้ ราษฎรมีความพร้อมในการผลติ ขา้ ว และ
สินค้าอ่ืนๆ เพื่อขาย นอกจากนี้ ยังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติพระประถมศึกษา
พ.ศ. ๒๔๖๔ รวมท้ังมีการต้ังสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพ่ิมขึ้น จึงส่งผลให้ราษฎร
สามารถศกึ ษาหาความรแู้ ละประกอบอาชพี ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งหลากหลาย ซงึ่ มผี ลท�ำใหส้ งั คม
ล้านนามกี ารเปลย่ี นแปลงเคลอื่ นไหวทางสังคมมากข้ึน๗๗
ทัง้ หมดน้ี นบั ว่าเป็นการพลิกหน้าประวตั ิศาสตร์ของสงั คมเลยทีเดยี ว และยอ่ มต้อง
ส่งผลถึง ข้าวัด ด้วย ด้วยเม่ือมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวน้ัน ข้าวัด ที่ถือว่า
เป็นทาสอย่างหน่ึงของล้านนา ก็ย่อมท่ีจะถูกยกเลิก กลายเป็นราษฎรภายใต้กฎหมาย
เดยี วกันทัง้ หมด

๗๖สรัสวดี ออ๋ งสกุล. เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๔๕๒
๗๗พรรณนิภา อพิญชพงศ.์ เจา้ ไพร่ กบั ความเปล่ยี นแปลงในสังคมลา้ นนาระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๗๖. (กรงุ เทพฯ : บณั ฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, ๒๕๓๕) หนา้ ๑๑๕

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 215

จากชมุ ชนทเี่ ปน็ ชมุ ชนของขา้ วดั เดมิ กไ็ ดก้ ลายเปน็ “ชมุ ชนศรทั ธาวดั ” อนั เปน็ ชมุ ชน
ท่ีคนในหมู่บา้ นมีสำ� นึกร่วมกนั ในทางศาสนา๗๘ แทนในท่สี ุด
ปัจจบุ นั ของขา้ วัด
เป็นท่ีทราบดีแล้วว่า ลา้ นนาในการปกครองของกลมุ่ เจา้ เจ็ดตน ทอี่ ย่ใู นฐานะเมือง
ประเทศราชของสยามในตอนต้น และเป็นส่วนหน่ึงของสยามในกาลต่อมาน้ัน ข้าวัด
ส่วนใหญ่จะหลงเหลืออยู่ในวัดท่ีเป็นวัดส�ำคัญ และไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเท่านั้น จาก
กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสรา้ งครง้ั ใหญ่ จารีตเดมิ ถกู ยกเลกิ การทร่ี ะบบขา้ วัดจาก
กระบวนการกัลปนา ไว้เพื่อทำ� นุบ�ำรุงพระศาสนา กลับทำ� ให้กลายเป็นแรงงานอิสระใน
กระบวนการผลิต ท�ำให้ข้าวัดท่ีหลงเหลืออยู่เพียงน้อยน้ัน กลับแปรสภาพและได้มีการ
ปรับเปล่ียนบทบาทและหน้าท่ีของตนไปตามยุคสมัย ซ่ึงในเรื่องน้ี จะกล่าวถึงข้าวัดใน
สามแห่งด้วยกัน คือ วัดพระธาตุล�ำปางหลวง ต.ล�ำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ล�ำปาง,
วัดพระธาตุศรจี อมทองวรวหิ าร ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่ และ วดั บ้านแปะ
ต.บา้ นแปะ อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
ขา้ วัดของวดั พระธาตุลำ� ปางหลวงจากอดตี ถึงปัจจุบัน
ขา้ วดั ทไ่ี ดถ้ กู กลั ปนาไว้ ณ วดั พระธาตลุ �ำปางหลวงน้ี เรม่ิ จากทพี่ ระนางจามเทวที ว่ี า่
“ถวายล่ามพันทองกับนางดอกไม้ ท่ีเป็นทาสาและทาสีของพระนาง ให้อยู่เป็นผู้ปฏิบัติ
รักษาพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้ พระนางยังได้ถวายข้าทาสชายหญิงชองพระนาง
อกี ๘ ครัว ให้อยู่ปฏบิ ัติรักษาพระบรมสารรี ิกธาตุ กับไวข้ า้ ทาสชายหญงิ อกี ๒ ครวั เพ่อื
ให้ปฏิบัตริ กั ษาบอ่ น้ำ� ทีเ่ กิดจากการตั้งสจั จอธิษฐานของพระองค”์ ๗๙
และได้มีการกัลปนามาอีกหลายยคุ หลายสมยั ดังนี้
“สกั กราชได้ ๗๗๕ ตวั (พ.ศ.๑๙๖๕) ในปีกา่ ไสเ้ ดือน ๔ แรม ๒ คำ�่ นางจามเทวี ไว้
ขา้ กบั พระมหาธาตุเจา้ ๙ ฅน๘๐ แล
ปรี ้วงเรา้ หม่นื ด้ำ� แกว้ ไวข้ ้า ๕ ฅน
ข้าเกา่ ฅนนน้ั คอื ฝูงนีแ้ ล ลา่ มพนั ทอง ๑ ย่าทอง ๑ ธมั มจารี ๑ เชียงสี ๑ ปลาไน ๑
จนั กาน ๑ เชียงดอกคราม ๑

๗๘อรุณรตั น์ วิเชียรเขียว. สทิ ธชิ มุ ชนจากกฎหมายและจารีตล้านนา อา้ งใน สิทธิชุมชนท้องถ่ินพ้ืนเมืองดัง้ เดมิ ลา้ นนา. (กรงุ เทพฯ
: นิตธิ รรม, ๒๕๔๖) หน้า ๓๐
๗๙ตำ� นานพระธาตลุ �ำปางหลวง ใน สงวน โชตสิ ขุ รตั น์. ประชุมตำ� นานลา้ นนาไทย เลม่ ๒. หนา้ ๓๔๗
๘๐ในตำ� นานวดั พระธาตุล�ำปางหลวง ฉบับพิมพเ์ ป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ เจ้าแม่บวั คำ� สมสวัสด์ิ น้นั บอกวา่ “นางจามเทวี
ไวข้ า้ กับมหาธาตุ ๙ ครวั แล”

216 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

พระเมืองลกเจ้าไว้ข้า ๕ ครัว ข้าเก่าครัวน้ันคือได้ฝูงนี้แล ปู่ย่ีตาซ้อง ๑ ปู่ล่าม
เชยี งฅนื ๑ ลา่ มรอง ๑ เชยี งแก้ว ๑
ปีกา่ เหมา้ หมน่ื ลกสามล้านไว้ข้าครวั ๑ ป่ยู อดสาย ๑ ปู่ลกมุย ๑ ร้อยรัด ๑ อาจารย
ธมั ม์ ๑
ปเี ปิกยี เจา้ เมอื งลกไวข้ ้าครัว ๕ ครัว
ปีรว้ งไค้ เจ้าเมืองเชยี งลวะ ๑ อ้ายอำ�่ ไว้สามครวั
ปีกดั เร้า ล่ามจินดา ไว้ขา้ ครัว ๑ ชื่อยอดสายธมั มวงั ๑ สทั ธาวังไร ๑ ลกน้อย ๑
เชยี งฅ�ำฟงั ๑ สรลี ัง ๑๘๑

ขา้ วเปลือกข้าวสาร ปรี วายสี ปีสี เจา้ เมืองหานสที ตั ถ์ ไว้ขา้ กับมหาธาตุ
ทีช่ าวบ้านเอามา เจ้า ๗ ครวั ปกี ่าไค้ ไว้ขา้ กับพระสา้ นตอง ๓ ครวั ปดี บั
“แก้มื้อ” นาพระธาตุ เป้าไถ่ข้าชื่อว่าสาขิตไว้ ปีกาบไจ้เมืองหานสีทัต ปู่เทพ
๑ แกว้ ฟา้ ๑ ใสน้อย ๑ มงคล ๑ เปนขา้ พระล้านตอง
สีลบาน ๑ แก้วเหม้ียง ๑ ดาบน้อยแช ๑ สวนช่าง
ฅำ� ปราบ ๑ มี ๗ ครวั ดังนแี้ ล ญารงั สี ๑ อ้ายโห ๑ ลา่ ม
พอ่ งวั ๑ ป่ซู อ้ ย ๑ เจ้าเมืองหานสที ตั ถ์ไวข้ ้าทงั มวล ๑๘
ครวั แล คอื ไว้เปนคา่ พนั รอ้ ย ๕๐ เงิน ท้าวรอด ๑ ขนุ
ไทย ๑ ล่ามทอง ๑ ใสยศ ๑ กับพระเจา้ ล้านตอง ๗ ครัว
ไว้กับมหาธาตุเจ้า ๗ ครัว ไว้กับสังฆอาราม ๔ ครัวแล
ใส่งวั ๑ ชา้ งพู้ ๑ ผา้ ขาวบุนมา ๑ ยาวิเชยี ร ๑ สาตรา
จารกึ ตำ� นานมหาธาตเุ จา้ ลัมพางแล”๘๒

ในตำ� นานพระธาตนุ อกจากจะไดเ้ ลา่ ถงึ การกลั ปนา
ขา้ พระธาตุไวใ้ หด้ แู ลพระธาตุแลว้ ยังแสดงถงึ เหตุการณ์ตา่ งๆ ที่เก่ียวขอ้ งกับขา้ วดั ไว้ดว้ ย
ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ ในยามทมี่ ศี กึ สงคราม แมน้ วา่ ขา้ วดั จะไมไ่ ดถ้ กู เกณฑไ์ ปรบ กไ็ ดร้ บั ผลกระทบ
ด้วย ดงั ทวี่ ่า “ขา้ มหาธาตเุ จา้ ก็ฉิบหาย ปางเม่อื ลาวหลวงมาเอานน้ั ที ๑ ปางเมือชาวใต้
มาเอาลอ่ งทนี ง่ึ ยังคา้ งหลอเทา่ ใด”๘๓

๘๑ในตำ� นานวดั พระธาตลุ �ำปางหลวง ฉบบั พมิ พเ์ ปน็ อนสุ รณใ์ นงานฌาปนกจิ ศพ เจา้ แมบ่ วั ค�ำ สมสวสั ดิ์ หนา้ ๙๑ นน้ั มขี อ้ ความตอ่
ไปอีกว่า “ปู่เทพ ๑ สลี บาล ๑ ญาณรงั สี ๑ ทา้ วมอด ๑ ขนุ ไทย ๑ ชาวทอง ๑ ขา้ ครัว ๑ ชอ่ื ยอดสาย”
๘๒ตำ� นานพระธาตลุ �ำปางหลวง ใน สรสั วดี ออ๋ งสกลุ . ประชมุ ตำ� นานลำ� ปาง. (อดั ส�ำเนา). (เชยี งใหม่ : ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์ คณะ
มนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, ๒๕๔๘) หน้า ๙ – ๑๐
๘๓เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ ๑๓

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 217

เม่ือถูกกวาดต้อนไป เมื่อรู้ว่าเป็นข้าพระธาตุ ก็จะมอบไว้ดังเดิม ดังในสมัยของ
สุทโธธมั มราชากไ็ ดไ้ ว้ขา้ ๓ กล่มุ คอื “ข้าพระเจ้า ๑ ข้าธาตุ ๑ ข้าพระข้าเถรจำ� พวก ๑
ขา้ เทวดาอารกั ษ์จ�ำพวกหนงึ่ แล ขา้ สามจำ� พวก น้ี ท้าวสทุ โธธัมมร์ าชามาอ้ับไวก้ ับเมอื งมี
ฉนั นแ้ี ล”๘๔
ส�ำหรับข้าวัดท่ีวัดพระธาตุล�ำปางหลวง คนท่ัวไปจะเรียกว่า “ข้าธาตุ” หรือ “ข้า
พระธาตุ” ด้วยต้องดูแลอุปัฏฐากพระธาตุซ่ึงเป็นศูนย์กลางของวัด และยังต้องดูแล
ศาสนวัตถุ ศาสนาสถานตา่ งๆ ของวัดดว้ ย ซ่งึ อาจจะมกี ารซอ่ มแซมอะไรบา้ ง แต่ก็ไม่ได้
มหี นา้ ทใี่ นการสร้างศาสนสถามศาสนวัตถตุ ่างๆ เพราะการกอ่ สร้างตา่ งๆ จะมกี ารว่าจ้าง
ดงั ทจ่ี ารกึ ในการสรา้ งองคเ์ จดยี ว์ า่ “จา้ งชา่ งกอ่ ๒๒๐๖๒”๘๕ ทง้ั เฝา้ พระพทุ ธ เฝา้ พระธาตุ
เฝ้าพระเจ้า และท้ังสานเพาะ๘๖ สานกวย๘๗ ไว้เก็บขยะและปฏิบัติดูแลพระธาตุ๘๘
ซึ่งจากการดูแล แต่ละส่วนแต่ละด้านนั้น จะได้รับการแบ่งนาวัดให้บรรดาข้าวัดไว้เพื่อ
ท�ำนาไว้กินและส่งข้าวให้วัด๘๙ ซ่ึงสอดคล้องกันกับในต�ำนานวัดพระธาตุล�ำปางหลวง
ในตอนทพ่ี ระนางจามเทวไี ดก้ ลั ปนาทน่ี าพนั ลา้ นเบย้ี ไวก้ บั พระธาตุ พรอ้ มกนั นน้ั ไดแ้ ตง่ ขา้
ไว้ท�ำกิจกรรมต่างๆ และก็ได้แบ่งนาให้ท�ำกินและเรียกชื่อตามตามกิจกรรมนั้นๆ ด้วย
เชน่ ว่าแตง่ คนไวเ้ ฝา้ วิหาร ก็ให้กินนาพัน ๑ นาน้ันกไ็ ด้ชอื่ ว่านาวหิ าร เป็นต้น๙๐
ซึง่ นาวัดมจี ำ� นวนกวา้ งมาก ซึ่งพอ่ หนานเมอื ง สงิ หท์ องกลา่ วว่า
ทางด้านตะวันออกไปถึง ล�ำปางกลาง
ทางด้านเหนอื ไปถงึ ปงยางคก
ทางดา้ นใต้ ไปถงึ สองแคว
ทางดา้ นตะวันตก ไปถงึ ไหล่หนิ
สำ� หรบั คนทีท่ ำ� นาวดั นน้ั เม่อื ได้ข้าวจากนาแล้ว จะตอ้ งเอาขา้ วทไี่ ด้นั้น มาถวายไว้
กบั พระธาตุ ทเี่ รยี กกนั วา่ “แก้มื้อ” ในชว่ งกลางพรรษา ซ่งึ จะเปน็ การถวายขา้ วเปลือก
ข้าวสาร

๘๔เรอ่ื งเดยี วกัน
๘๕หลักท่ี ๑๐ ศิลาจารึกที่วิหารวดั พระธาตุลำ� ปางหลวง ใน ประชุมจารกึ ภาค ๓, หนา้ ๑๘๑
๘๖เพาะ ออกเสียงวา่ เป๊าะ หมายถึง ภาชนะสานคลา้ ยกระบุงขนาดเลก็ แตส่ านไม่ทึบ เม่ือบรรจขุ องเต็มแลว้ พอทจ่ี ะเพาะ คือ
กระเดียดใส่เอวไปได้ มหี ลายชนดิ
๘๗กวย ออกเสียงวา่ ก๋วย คอื ตะกร้า กะทอ โพล่ – เคร่ืองสานสำ� หรับบรรจุสิ่งของมีหลายชนดิ หลายขนาด
๘๘จากการสัมภาษณ์ พอ่ หนานเมอื ง สงิ ห์ทอง, พอ่ หนานจัน๋ ดว้ งคำ� , พ่อหนานสม เครอื กัน
๘๙จากการสัมภาษณ์ พอ่ หนานเมอื ง สงิ หท์ อง และ พอ่ หนานสม เครอื กนั
๙๐ดเู พมิ่ เติมไดใ้ น สรัสวดี ออ๋ งสกลุ . เรือ่ งเดยี วกนั หน้า ๑๑ – ๑๒

218 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ในปจั จบุ นั นาทเ่ี คยเปน็ นาวดั ถกู จบั จองโดยชาวบา้ นไปทง้ั หมดในเขตหลายหมบู่ า้ น
ฉะนั้นเม่ือถึงเวลาช่วงที่เข้าพรรษา ชาวบ้านที่ได้ทำ� นาในท่ีนาท่ีเคยเป็นนาวัดนั้นก็จะมา
แก้ม้ือแก้นาที่ได้ท�ำกินกับนาของพระธาตุ๙๑ โดยเฉพาะชาวบ้านล�ำปางหลวงแห่งน้ี
ส�ำหรับบ้านอื่นน้ันเป็นเฉพาะบางคนท่ีเคยรู้ หรือรับรู้ประวัติเท่านั้นที่เอาข้าวเปลือก
ข้าวสารมาแก้มอ้ื แตก่ ็น้อยลงไปทุกท๙ี ๒
สำ� หรับการรบั รูข้ องชาวบ้านน้นั สว่ นใหญจ่ ะเปน็ การบอกเล่าหรอื จากการอา่ นจาก
ต�ำนาน ซง่ึ พอ่ หนานสว่ นใหญก่ ็ได้อา่ นตอนบวชเรยี น และจากการเลา่ กนั สืบๆ มา แต่กม็ ี
หลายคนท่รี บั ทราบต�ำนานมาบ้าง ทำ� ให้จุดประสงค์ของการถวายข้าวเปลอื กขา้ วสารนั้น
มคี วามหมายมากกวา่ การทม่ี าแก้ม้ือนา ด้วยดึงเข้ากับการท�ำบญุ ด้วย เชน่ บอกวา่ “เพื่อ
หอื้ เปน็ บญุ เปน็ กศุ ล บห่ อื้ กนิ บกจกเสยี้ ง”๙๓ นนั่ หมายความวา่ เปน็ การทำ� บญุ เพอ่ื ใหม้ กี นิ
ตลอดไป
ซ่งึ ในการถวายทานน้ี จะมพี ระเณรมาเทศน์ธรรมข้าวเปลอื กข้าวสารดว้ ย ซงึ่ ธรรม
ทน่ี ำ� มาเทศน์นั้นกไ็ มไ่ ดเ้ ปน็ ธรรมอานิสงส์ก�ำกับไว้เหมอื นกับการถวายทานอน่ื ๆ เชน่ การ
ทานทุง ก็จะมีธรรมอานิสงส์การทานทุง ทานก๋วยสลาก ก็จะมีธรรมอานิสงส์สลากภัตร
ก�ำกับไว้เสมอ แต่การถวายข้าวเปลือกข้าวสารท่ีวัดพระธาตุล�ำปางหลวงนี้ ไม่มีธรรม
อานิสงสก์ �ำกบั ไว้ ด้วยธรรมที่เทศน์สว่ นใหญ่น้นั จะเป็นธรรมชาดกต่างๆ ที่เปน็ ธรรมโทน
หรอื ธรรมผูกเดียวเปน็ สว่ นมาก
ทำ� ใหเ้ หน็ วา่ การเอาขา้ วเปลอื กขา้ วสารมาแกม้ อื้ นาในชว่ งวนั พระตลอดพรรษาน้ี เปน็
จารตี ของผทู้ ่เี ปน็ “ข้าวดั ” ของวัดพระธาตลุ �ำปางหลวงท่ีท�ำกันมาตลอด จนถงึ ปัจจบุ ัน
สว่ นการดแู ลพระธาตนุ นั้ จากอดตี ทแี่ บง่ หนา้ ทแี่ ละชว่ ยกนั ทำ� นน้ั ปจั จบุ นั กม็ กี ารจา้ ง
เจ้าหน้าท่ี แต่ก็มาจากชาวบ้านบ้านล�ำปางหลวงนน่ั เอง ซึง่ คนทด่ี ูแลวัดตอนนจ้ี ะเปน็ การ
ว่าจา้ งจากทางวดั ให้เดอื นละประมาณ ๒,๐๐๐ บาท๙๔ ไวป้ ฏิบตั ิกับวดั ทั้งหมด และใน
ตอนกลางคนื ก็จะมกี ารจ้างยามให้มาเดินตรวจตรา โดยอยูใ่ นวดั ๒ คน และ นอกวัดอีก
๒ คน๙๕

๙๑จากการสัมภาษณ์ พ่อหนานจ๋ัน ด้วงคำ�
๙๒จากการสัมภาษณ์ พอ่ หนานสม เครอื กนั
๙๓จากการสัมภาษณ์ แมห่ ลาน ตอื้ คำ�
๙๔จากการสัมภาษณ์ พ่อหนานเมอื ง สิงหท์ อง
๙๕จากการสัมภาษณ์ แมห่ ลาน ต้ือค�ำ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 219

ซง่ึ หน้าท่ีนี้ กเ็ ป็นหนา้ ทีข่ อง ข้าวดั ดว้ ยเชน่ กัน เมือ่ สงั คมเปล่ียนไป ผูค้ นสว่ นใหญก่ ็
ออกไปคา้ ขายตา่ งบ้านตา่ งเมอื ง และการทำ� อะไรกต็ ้องมีค่าสินจ้างด้วย จึงเปลย่ี นระบบ
ทงั้ หมด นอกจากนี้ คนส่วนใหญก่ ็เกือบจะหมดการรับรูเ้ กี่ยวกับข้าวดั เพราะคนรุ่นหลังๆ
ลงมาจะไม่มีใครทราบ กอปรกับมีส่วนน้อยที่คิดว่าการเป็นข้าวัดเป็นการขายหน้า๙๖
ทส่ี �ำคัญอีกประการหน่งึ นั่นก็คอื การมรี วู้ า่ ใครเปน็ ข้าวดั บา้ ง หรือไมร่ ู้วา่ สบื สายมาจาก
ข้าวัดเดมิ คนไหน และกย็ ังไมท่ ราบตนเองว่าเป็นข้าวัดหรือไม๙่ ๗
ซึ่งปัจจุบันนี้ หลังจากการเปล่ียนแปลงโครงสร้างสังคมในช่วงรัชกาลท่ี ๕ สถานะ
ของชุมชนข้าวดั ก็กลายเป็นเปน็ ชุมชนศรัทธาวัดไปทั้งหมด ซ่งึ ศรทั ธาวัดพระธาตุลำ� ปาง
หลวงนี้ คือชาวบ้านล�ำปางหลวงทั้งหมด แต่ว่าแบ่งการปกครองเป็น ๕ หมู่บ้าน คือ
หมทู่ ี่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ท่ี ๗ หม่ทู ่ี ๘ และหม่ทู ี่ ๑๑ ต.ลำ� ปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำ� ปาง๙๘
และคนสว่ นใหญก่ จ็ ะมกี ารงานเกย่ี วขอ้ งกบั วดั กบั วาอยเู่ สมอ วนั ศลี วนั พระ เดอื นดบั
เดอื นเพญ็ และ ๘ คำ่� กจ็ ะมาไหวพ้ ระรบั ศลี อยตู่ ลอด และงานใหญป่ ระจ�ำปี เชน่ สงกรานต์
หรืองานสรงน�ำ้ พระธาตุตอนย่เี พ็ง กจ็ ะช่วยกนั ท้งั หมด๙๙
ซึ่งน้ันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของข้าวัดในวัดพระธาตุล�ำปางหลวง ท่ีแปรเปลี่ยน
ไปตามสังคมภายนอก แต่ก็มีจารีตปฏิบัติท่ีสืบทอดกันมาในรูปแบบเฉพาะตัวของข้าวัด
มาจนถงึ ปจั จุบัน

พระบรมสารีริกธาตุท่ีอัญเชิญออกมาสรงน้�ำในวันเพ็ญ
เดือนเก้าเหนอื (หรือเดอื นเจ็ดใต้)

ขา้ วดั ของวดั พระธาตศุ รจี อมทองวรวหิ ารจากอดตี
ถึงปจั จบุ นั
สำ� หรับข้าวัดทวี่ ดั พระธาตุศรีจอมทองน้ี ผคู้ น
มักจะเร่ิมที่จะอ้างกันก็คือในสมัยของพระรัตนราช
หรือสมัยของพระเมืองแก้วเสมอๆ ด้วยในสมัยของ
พระเมืองแก้วนั้น ได้มาสร้างวิหารทรงจัตุรมุขใน
ปี ๒๐๖๐ นั้น กับสวุ รรณปราสาทหรือโขงพระเจ้า

๙๖จากการสมั ภาษณ์ แม่เฮอื น เหอื ดใส
๙๗จากการสัมภาษณ์แม่เฮือด เหือดใส และ แม่หลาน ตอ้ื ค�ำ
๙๘จากการสมั ภาษณพ์ ่อหนานเมอื ง สงิ หท์ อง และพอ่ หนานสม เครอื กัน
๙๙จากการสัมภาษณ์แมเ่ ฮือด เหือดใส และ แมห่ ลาน ต้ือค�ำ

220 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

พอเสรจ็ สนิ้ กม็ กี ารเบกิ บายเฉลมิ ฉลองกัน ในครัง้ น้ัน พระเมืองแกว้ ก็ “โอกาสหยาดน�ำ้
(กรวดน�้ำ) ด้วยอันได้ให้ทานยังสุวรรณโกศค�ำ กับท้ังปราสาทแลวิหารวัดวาอารามและ
ข้าคน ไร่นา คามเขต ปา่ ทด่ี ิน ย่านน�ำ้ สรรพเครื่องไทยทานท้ังมวล เปน็ มหาปางอนั ใหญ่
ในวดั ดอยศรีจอมทองท่นี นั้ ”๑๐๐

และในสมัยต่อมา ในรัชกาลของพระแม่กุพร้อมด้วยมหาเทวี จงึ ไดอ้ ัญเชิญพระบรม
สารีรกิ ธาตเุ จ้าศรีจอมทองไปประดษิ ฐานในเมืองเชียงใหม่ และไดส้ รงน้�ำในบริเวณหอคำ�
ซงึ่ พระแมก่ ุ และมหาเทวตี า่ งมใี จศรทั ธาจงึ ใหท้ านอนั ใหญ่ “คอื เขา้ ของเงนิ ค�ำ ขา้ คนไรน่ า
ปา่ ที่ดนิ ย่านนำ้� เครอ่ื งทาน ขนั สรงโกศแกว้ ใส่ค�ำประดบั ด้วยแก้วกอ๊ วชริ เพชร แลธารา
รบั นำ�้ สรง แลสรรพเครอื่ งแหท่ งั มวล อนั พระรตั นราชเจา้ ใหท้ านแลว้ เมอ่ื กอ่ น พระเปน็ เจา้
ทัง้ ๒ แมล่ ูกก็ซ�ำ้ ใหท้ านอกี เปน็ ค�ำรบ ๒”๑๐๑ ซ่ึงขณะนั้น ขา้ พระธาตุของวัดศรีจอมทองมี
อยู่ ๔๑ ครัว๑๐๒

จนถึงสมัยที่เชียงใหม่เสียเมือง
ให้กับพระเจ้าหงสาวดี คาดว่าน่าจะมี
การกวาดต้อนผู้คนอนั เป็นข้าวัดของวดั
ศรจี อมทองออกไปยงั เมอื งหงสาวดดี ว้ ย
เพราะมีพระสังฆเจ้าท่ีเป็นเตปิฏกธร
ก็ได้น�ำความอันเกี่ยวกับของที่กษัตริย์
องค์ก่อนได้หยาดน�้ำหมายทานไว้ ซ่ึง
ก็ได้รวมถึงข้าพระธาตุด้วย ไปทูลต่อ
บรรดาข้าพระธาตุแห่ประโคมองค์พระบรม พระเจ้าหงสาวดี เม่ือพระองค์ทรงรู้
สารรี ิกธาตไุ ปฉนั ภตั ตาหารที่อุโบสถ แล้วจึงท�ำการ “ปลงพระราชอาชญา

ให้อามาตย์ใหญ่ลงมาเวนวางถวายคืน
ยงั ประเทศทีแ่ คมแลปา่ ท่ีไรน่ า คามเขต บุปผาราม ผลาราม ตน้ ดอก ตน้ ส้ม ย่านน้�ำ วัง
ปลา ขา้ คน ของอันมวี ิญญาณแลวญิ ญาณมิได้ท้งั มวล ไม่ร้แู ม้ไมไ่ ด้ใหแ้ ก่ทา้ วพระยาตนใด
แลเจ้าปักเจ้าแคว้นก็ดี ให้ถอดถอนขืนคืนยังที่ดินทั้งมวลเหล่าน้ัน ถวายคืนไว้กับศาสนา
พระพทุ ธเจา้ และแกว้ ๓ ประการ ตราบสนิ้ ศาสนาตามนารกึ สมี าอนั ทา้ วพระยามหากษตั รยิ ์
เมอื งเชยี งใหมแ่ ตก่ อ่ น หยาดนำ�้ เวนทานบชู าแกว้ สามประการทกุ แหง่ ทท่ี ”่ี ๑๐๓ และในสมยั

๑๐๐ต�ำนานพระธาตจุ อมทองเชยี งใหม่ ใน สงวน โชตสิ ขุ รตั น์, เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๒๗๑
๑๐๑เรอ่ื งเดียวกัน หนา้ ๒๗๔
๑๐๒เรอื่ งเดยี วกนั หนา้ ๒๘๙
๑๐๓เรอ่ื งเดยี วกัน หน้า ๒๘๐

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 221

หลัง ในรชั สมยั ของพระเจา้ สทุ โธธรรมราช ก็ยังคงไว้จารีตนี้อยางแตเ่ ดิมอยูท่ กุ ประการ
จวบจนถงึ สมยั รชั กาลที่ ๖ แหง่ รตั นโกสนิ ทร์ กย็ งั มขี า้ พระธาตเุ ฝา้ ทำ� งานอยถู่ งึ ๗๐๐
คน๑๐๔ กันเลยทีเดยี ว แสดงวา่ มกี ารสืบทอดกนั มาถงึ หลายชว่ั คน
ท้ังน้ีด้วยมีการจารึกข้ออภิสิทธิ์ในการเมืองของข้าวัดไว้ด้วย ดังจารึกของพระแม่กุ
เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๙ ท่วี ัดพระธาตุศรจี อมทองว่าขา้ พระของวัดศรีจอมทองน้ีมเี ท่าใดใหอ้ ยู่
ดูแลอปุ ฏั ฐาก “อย่าปา่ วมารบมารกั ษาเมอื ง อยา่ ปา่ วเวียกปา่ วการ อย่าใสส่ ่วยไร อย่าหือ้
สง่ คราวบกคราวนำ�้ คราวบา้ นคราวทสี่ กั อนั อยา่ ปา่ วหอ้ื อยทู่ ม่ี คี รวั เอาหญา้ ชา้ งมา้ ตน”๑๐๕
สำ� หรบั หนา้ ทข่ี องขา้ วดั ขา้ พระธาตนุ น้ั นอกจากทจ่ี ะตอ้ งดแู ลปรนนบิ ตั อิ งคพ์ ระธาตุ
ศาสนวัตถุ ศาสนาสถานที่มีอยู่ในวัดแล้ว ก็ยังมีการปฏิบัติท่ีแตกต่างไปจากท่ีอ่ืนๆ ดังท่ี
ปรากฏในตำ� นานทวี่ ่า
“ใหข้ ้าพระธาตุเจา้ ปนั เวรกนั เฝ้ากลางวัน ๕ คน กลางคือ ๕ คน ถา้ ผู้ใดขาดเมือ่ คืน
ปรับ ไหม ๑,๐๐๐ เบี้ย เมอื่ วัน ๕๐๐ เบีย้ ปลงอาชญาไวแ้ กข่ า้ พระธาตุ ใหอ้ ยรู่ ักษาเฝา้
แหน ปฏบิ ัตกิ วาดทราย ดายหญา้ ปฏสิ งั ขรณ์ซอ่ มแซมให้ดอี ยเู่ สมอ เฝ้าทง้ั กลางวันกลาง
คืนแล ให้แหพ่ ระธาตุเจ้าไปฉนั เขา้ ท่แี ท่นแก้ว”๑๐๖
ซง่ึ หนา้ ที่นก้ี ็ได้ตกทอดสบื กนั มาในปจั จบุ ัน แมว้ ่าบางอยา่ งจะมกี ารเปลีย่ นแปลงไป
ตามสังคม
หน้าทเ่ี ปลย่ี นแปลงกค็ อื การเฝา้ เวรยาม ปกตแิ ล้วตอนกลางวันจะมีพ่อออกศรัทธา
วัดก็จะมาเฝา้ อยแู่ ลว้ ตามปกติ แตต่ อนกลางคนื นัน้ ได้มีการว่าจา้ งยาม ๒ คน และตำ� รวจ
ให้มาชว่ ยกนั เฝา้ วดั ๑๐๗ และปจั จุบนั (กันยายน ๒๕๔๘ เวลาทไี่ ปสมั ภาษณต์ อนน้ัน) เป็น
ช่วงทีอ่ ยูใ่ นการบูรณะของกรมศิลปากร ด้วยงบประมาณ ๒๘ ลา้ นบาท ท�ำให้ต้องมกี าร
วางเวรยามกนั อยา่ งเขม้ แขง็ โดยจะมีการประกาศให้คนมาดแู ล หมบู่ ้านละ ๒ คน ตอ่ คนื
ซงึ่ ศรทั ธาวดั พระธาตศุ รจี อมทองมอี ยู่ ๕ หมู่ คอื หมทู่ ี่ ๒ หมทู่ ี่ ๓ หมทู่ ่ี ๔ ตำ� บลบา้ นหลวง
และ หมทู่ ่ี ๕ หมู่ที่ ๖ ต.กว่ งเปา ฉะนน้ั รวมแล้ว คนื หนง่ึ ๆ จะมีเวรยาม ๑๐๑๐๘ คนตรวจ
ตราทั่ววดั

๑๐๔พรรณนภิ า อพญิ ชพงศ.์ เจา้ ไพร่ กบั ความเปลย่ี นแปลงในสงั คมลา้ นนาระหวา่ ง พ.ศ. ๒๔๒๗ – ๒๔๗๖. (กรงุ เทพฯ : บณั ฑติ
วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, ๒๕๓๕) หน้า ๔๔
๑๐๕ดใู น อรณุ รัตน์ วเิ ชียรเขียว. การวิเคราะห์สังคมเชยี งใหม่ สมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ ตามตน้ ฉบับใบลานในภาคเหนอื . หนา้
๒๓๓
๑๐๖ต�ำนานพระธาตจุ อมทองเชียงใหม่ ใน สงวน โชติสุขรตั น์, เรอ่ื งเดียวกนั , หน้า ๒๘๘
๑๐๗จากการสมั ภาษณ์ พ่อแก้ว ทะวงค์
๑๐๘จากการสัมภาษณ์ พอ่ หนานธน ยศถามี

222 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ส�ำหรับการแห่พระธาตุน้ัน ก็นิยมปฏิบัติกัน
ตลอดมาอยา่ งเขม้ ขน้ ซง่ึ จะมกี ารสรงน�้ำกนั ประจำ� ปี
คอื ตัง้ แตเ่ ดือน ๕ – เดือน ๙ ในทุกวนั ศีล ในแต่ละ
ครง้ั คนที่เปน็ ขา้ พระธาตุบางส่วน จะแต่งชุดสแี ดง
ประโคมแห่ ไปตามทาง บางส่วนก็จะหามเสลี่ยง
บุษบกอัญเชิญพระธาตุไปฉันข้าวท่ีโบสถ์ อันเช่ือว่า
เปน็ บรเิ วณทฉี่ นั ขา้ วของพระพทุ ธเจา้ ในคราวทเี่ สดจ็
มาโปรดพระญาองั ครัฏฐะ และไม่วา่ จะอฐั เชิญพระ
ธาตุไปที่ไหน ข้าพระธาตุก็จะต้องตามไปด้วยเสมอ
เพื่อคลา้ ยเป็นทหารอารกั ขาองคพ์ ระธาต๑ุ ๐๙
ข บ ว น แ ห ่ อั ญ เ ชิ ญ พ ร ะ บ ร ม
สารรี ิกธาตุ ส�ำหรับนาวัดนั้น มีอยู่ที่ อ.บ้านโฮ่ง จ.ล�ำพูน
ซงึ่ เป็นที่กลั ปนาจ�ำนวน ๓ แปลง เนอื้ ที่ ๑๑ ไร่ ๓

งาน โฉนดเลขที่ ๒๒๕๖๕๑๑๐ แตไ่ ม่ไดแ้ บ่งทีน่ าวัดให้ข้าวัดท�ำ จึงไมม่ ีการแกม้ ้ืออยา่ งท่วี ดั
พระธาตุล�ำปางหลวง เพราะจะมีการแบ่งนาให้ชาวบ้านเช่า และครบปีมาก็มีการน�ำ
เงินมาให้วัดแทนข้าว ซี่งแต่ก่อนอาจจะเอาข้าวมาถวายวัด แต่เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป
จึงเอามาเป็นตัวเงนิ

และนอกจากน้ี ศรัทธาวัดเดิมของวัดพระธาตุศรีจอมทอง เมื่อบ้านขยายมากข้ึน
นอกจากจะมีการแบ่งเขตการปกครองแล้ว ยังมีการแบ่งศรัทธาไปสร้างวัดใหม่อีกด้วย
ดงั เชน่ ทวี่ ดั ดอยแกว้ กจ็ ะมศี รทั ธา คอื หมทู่ ี่ ๑ และ ๒ ต.ดอยแกว้ และวดั กว่ งเปา มศี รทั ธา
คอื หมทู่ ่ี ๙ หมทู่ ี่ ๑๑ และหมทู่ ่ี ๔ ต.กว่ งเปา ซง่ึ แตเ่ ดกิ เ็ ปน็ ศรทั ธาทวี่ ดั พระธาตศุ รจี อมทอง
นีเ้ ช่นกัน และเมอ่ื มีงานส�ำคัญๆ ก็จะมารบั ใชพ้ ระธาตอุ ย่เู ชน่ กนั ๑๑๑

ปัจจุบัน ผู้คนในรุ่นพ่ออุ้ยแม่อุ้ยต่างก็รู้ตนว่าตนเองเป็นข้าพระธาตุ มีหน้าที่จะ
ต้องดูแลรักษาพระธาตุ แต่คนรุ่นใหม่ ก็ไม่ค่อยได้รับรู้ตัวน้ีแล้ว ถ้ากลุ่มท่ีรู้ก็คือคนท่ีได้
อา่ นต�ำนานวัดมากอ่ น กจ็ ะเข้าใจในบทบาทของการเป็นข้าวดั ข้าพระธาตุของตน

๑๐๙จากการสัมภาษณ์ พอ่ แก้ว ทะวงค,์ คุณคะนึงรตั น์ ปลม้ื ใจ และคุณกรรณิการ์ ชยั มณี
๑๑๐ประวัตวิ ดั พระธาตศุ รีจอมทองวรวหิ าร. [online]. Accessed September ๒๖, ๒๐๐๕. Available from http://www.
geocities.com/watpratat/hist_wat.htm
๑๑๑จากการสมั ภาษณ์ พ่อหนานธน ยศถามี

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 223

ขา้ วัด ของวัดบา้ นแปะจากอดีตถงึ ปจั จุบนั
วัดบ้านแปะ วัดหลวงบ้านแปะ หรือวดั ราชวสิ ุทธาราม หา่ งจากเชยี งใหมป่ ระมาณ
๘๒.๒ กโิ ลเมตร มที างแยกเขา้ ไปยงั หมบู่ า้ นทางทศิ ตะวนั ตกของทางหลวง ระยะทางแยก
ยาว ๑.๒ กิโลเมตร จะถึงหมูบ่ า้ น คอื บ้านแปะ

พระนางวิสทุ ธเิ ทวี วัดราชวิสุทธารามนี้ สร้างโดย
พระนางวิสุทธิเทวี เม่ือปีเถาะนพศก จ.ศ.
๙๒๙ (พ.ศ. ๒๑๑๐) ภายหลังจากการท่ี
ขน้ึ ครองราชยเ์ ปน็ กษตั รยิ เ์ ชยี งใหม่ ภายใต้
ราชวงส์ตองอแู ล้ว ๓ ปี จากเชยี งใหมไ่ หล
ล่องเรือตามน�้ำปิงจนถึงท่าท่าน ชาวบ้าน
ได้ปูลาดพระบาทด้วยผ้าขาวทอพ้ืนเมือง
จำ� นวนหลายรอ้ ยฮำ� ๑๑๒ใหพ้ ระนางไดเ้ สดจ็
พระราชด�ำเนินจนถึงบ้านแปะซึ่งสมัยนั้น
เรียกวา่ บา้ นแปะบก
เมื่อเสด็จมาสุดลาดพระบาท มาถึง
เนนิ เตย้ี ๆ ทชี่ าวบา้ นไดป้ ลกู พลบั พลาไวร้ บั
เสดจ็ พระนางจงึ ทรงตรสั ใหส้ รา้ งวดั ไวเ้ ปน็
ที่ระลกึ บนเนนิ ท่พี ลับพลานนั้

ซึ่งว่ากันว่า การท่ีพระนางเดินทางมาถึงบ้านแปะ ก็ด้วยเสด็จมาดูช้างเผือก และ
การทเี่ อาชา้ งเผอื กมาไวไ้ กลเพอื่ ใหพ้ น้ หพู น้ ตาของพมา่ นน่ั เอง เมอ่ื พระนางมคี �ำสงั่ ใหส้ รา้ ง
วัด จึงมีการตราคำ� ส่ังลงในตราหลวงหลาบเงิน หรือลานเงิน กวา้ งประมาณ ๗ ซ.ม. ยาว
ประมาณ ๓๕ ซ.ม. ไว้ดงั นี้

“ปเี ถาะ นพศก เดอื น ๙ ขนึ้ ๑๕ คำ่� มรี วายสันวนั เปลิกเส็ด สมเดจ็ พระมหาราช
เทวีบรมบพิตร พระเป็นเจ้าอยู่หัว พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ได้เสด็จออก ณ ท้อง
พระโรง จึงโปรดเกล้าฯ ใหแ้ สนหลวงดาบเรอื น หมืน่ หัวเชงิ หม่ืนตอ้ งแตม้ ขวา ใหท้ �ำตรา
หลวงหลาบเงนิ นไ้ี ว้ เพอ่ื คมุ้ ครองชาวบา้ นบา้ นรากราน กองกนู ปา่ รวก อมกดู แปะบก ทงั้
คนลวั ะ ทง้ั คนไทย เพราะเขาเหลา่ นน้ั เปน็ ขา้ ทาสวดั ทไี่ ดท้ รงหลงั่ น้�ำพระราชทานไวใ้ หเ้ ฝา้
วัดวสิ ทุ ธาราม

๑๑๒ฮ�ำ(รำ� ) คือมาตราวัดความยาวของผ้า ซึง่ ๑ ฮำ� (ร�ำ) ยาวประมาณ ๔ วา

224 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ยามใดข้าทาสวัด เป็นคนส่วยเบ้ียก็ดี หรือดอกผลอันเกิดขึ้นจาก ที่ดินซึ่งได้
พระราชทานทัง้ หมดกด็ ี หรือค่าเชา่ นา บา้ นแปะ เปน็ เงิน ๕๐๐ บาทจ่ายทุกปีกด็ ี ใหเ้ ปน็
ของพราราชทานไว้ส�ำหรับบ�ำรุงวัดราชวิสุทธารามทุกปี ท่านก�ำนันอย่าได้แทรกแซงรก
วน อย่าเกณฑ์เขาหาบหามสง่ิ ของ อย่าเกณฑเ์ ขาเฝา้ เวรยาม อย่าเกณฑ์เขาเก่ียวหญา้ ให้
ชา้ ง มา้ ใหป้ ลอ่ ยเขาไว้ให้ปฏบิ ัติการงานตามพระราชอาชญานี้ งานอันใดทีม่ ิได้เกีย่ วขอ้ ง
อยา่ ไดส้ ง่ั ใหเ้ ขาทำ� เพราะเหตวุ า่ เขาเปน็ ขา้ ทาสทไ่ี ดท้ รงตรวดนำ�้ พระราชทานไปแลว้ ”๑๑๓

จารกึ หลาบเงนิ และหน้าจดี ของพระนางวสิ ุทธิเทวี ภาพจากหนงั สือ ประวัตศิ าสตร์ลา้ นนา

จากประวตั ขิ องวัด ท�ำใหท้ ราบวา่ ข้าวดั ของวดั บ้านแปะนี้ มีทั้งทีเ่ ป็นคนพืน้ เมือง
และเป็นทั้งคนลัวะแม้นว่าปัจจุบันจะกลายเป็นคนเมืองไปหมดแล้วก็ตาม และมีจำ� นวน
ถงึ ๕ หมบู่ ้าน คือ บา้ นรากราน กองกนู ป่ารวก อมกดู และ แปะบก
ในสมยั ของมงั ทรานรธามังคุย กไ็ ด้ให้ขา้ วดั วิสุทธารามน้ี ช่วยกันบรู ณะวัดขน้ึ มาให้
เป็นทเ่ี คารพสกั กาะ ต่อไปใน พ.ศ. ๒๑๔๙ อีกด้วย๑๑๔

๑๑๓ไกรศรี นมิ มานเหมินทร.์ ตราหลวงหลาบเงนิ ของพระนางวสิ ุทธิเทวี ใน ล้านนาคดสี ัญจร: ตามรอยมงั ทรารบเชียงใหม่ รวม
บทความ. (อัดส�ำเนา) (เชียงใหม่: ชมรมล้านนาคดเี ชยี งใหม่, ๒๕๓๓) หน้า ๑๕
๑๑๔เรอ่ื งของพระเจา้ สทุ โธธรรมราชากวาดตอ้ นชาวบา้ นใหอ้ พยพไปพมา่ นี้ เปน็ ใบลาน จารดว้ ยอกั ษรไทยแบบสโุ ขทยั ปรวิ รรตโดย
อ.ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ ใน เร่อื งเดยี วกัน หน้า ๒๐

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 225

แมน้ วา่ จะก�ำหนดไวเ้ ปน็ แมน่ มนั่ วา่ หา้ มน�ำขา้ วดั ออกไปใชง้ านราษฎรง์ านหลวงใดๆ
ท้ังส้นิ แตเ่ มือ่ คราวศกึ สงครามกม็ กี ารกวาดตอ้ นผู้คนไปเสมอๆ ข้าวัดกไ็ มเ่ ว้น
แต่โชคดีที่ในสมัยของพระเจ้าสุทโธธรรมราชานั้น ได้มีนายนะหลั่ง ซ่ึงเป็นข้าวัด
วสิ ทุ ธารามเฉกเดยี วกบั ขา้ วดั คนอนื่ ทถี่ กู ตอ้ นไป จงึ คดิ ทจ่ี ะเอาขา้ วดั กลบั มา เลยเขา้ ไปหา
นายพวก และกไ็ ดค้ ำ� แนะน�ำกลับมา
นายนะหลั่งจึงท�ำการแต่พลีกรรมตามจารีตประเพณีเสียก่อน ด้วยถือว่า
พระราชโองการของพระมหากษัตริย์เจ้านั้น หนักย่ิงกว่าแผ่นดินท่ีหนาถึงสองแสน
สห่ี มื่นโยชน์ จงึ จดั เครอ่ื งพลกี รรม ดงั น้ี
เหลา้ ไหหน่งึ เครอ่ื งแกลม้ ตัวหน่ึง ผ้าขาวพบั หน่งึ ผ้าแดงพับหนง่ึ เงินรอ้ ยบาทหนงึ่
หมากพลู ข้าวต้ม ขนม กลว้ ยอ้อย นำ้� ขมน้ิ สม้ ปอ่ ย สระสรงตวั ตราหลาบเงินนัน้ เสีย เสร็จ
แล้วจง่ึ เอาหลาบเงินใสใ่ นพานพรอ้ มขา้ วตอกดอกไม้ข้นึ ตงั้ ไว้เหนือหัว แลว้ เดนิ ผา่ นทหาร
ของพระเจา้ สุทโธเจ้าไป พระเจา้ สุทโธจงึ มรี บั สงั่ ให้กกั ตวั ไวแ้ ละสอบถาม
เม่ือสอบถามดังนั้น นายนะหล่ัง จึงเล่าความเป็นมาเป็นไปท้ังหมดถึงข้าวัดท่ี
กวาดมา พร้อมกันน้ันได้น�ำหลักฐานที่เป็นจารึกหลวงหลาบเงินของพระนางวิสุทธิเทวี
มาแสดงด้วย เม่ือรับทราบความจริงดังนั้นพระองค์จึงให้คนที่เป็นข้าวัดวัดวิสุทธาราม
ทั้งหมดกลบั พรอ้ มกบั กัลปนาซ�ำ้ เปน็ ครงั้ ทส่ี อง๑๑๕
เน่ืองจากเหตุนี้เอง ท�ำให้ข้าวัด วัดบ้านแปะจึงมีการเลี้ยงพลีกรรมตราหลวงหลาบ
เงนิ ๓ ปไี หนเลีย้ งหน่ึงครั้ง มาจนถึงปัจจบุ ัน อนั เปน็ จารตี และประเพณีของเหลา่ บรรดา
ข้าวัด ด้วยอาจด้วยเหตุผลที่ว่า ตราหลวงหลาบเงินเป็นพระราชโองการของกษัตริย์จึง
ต้องเลยี้ งให้ดี พลีใหถ้ กู และนอกจากนอี้ าจจะยงั เปน็ เครอื่ งหมายคุ้มครองไมใ่ ห้ไปท�ำงาน
ราษฎร์ของเหลา่ เจ้านายขุนนาง หรอื งานหลวงของกษตั ริย์ หรือแม้นแตถ่ ูกกวาดตอ้ นไป
กย็ งั ที่จะตอ้ งน�ำกลบั มาไว้ทเี่ ดิมในสมยั ของพระเจา้ สุทโธธรรมราชานกี้ เ็ ปน็ ได้
ส�ำหรับการเลี้ยงบูชานี้ จะเป็นการเลี้ยงนอกหมู่บ้าน โดยจะมีคนท่ีท�ำพิธีประมาณ
๑๐ คนเท่าน้นั และคนทไ่ี ปตอ้ งอายมุ ากกวา่ ๒๐ ปีขึ้นไป ชาวบ้านสว่ นใหญก่ จ็ ะออกเงิน
ค่าเล้ียง หรือเตรียมของไว้ให้เท่านั้น แต่ไม่ได้ไปร่วมพิธี ซ่ึงการเลี้ยงนี้เช่ือว่า หลาบเงิน
เปน็ สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธปิ์ ระจำ� หมบู่ า้ น ถา้ เลยี้ งดพี ลถี กู กจ็ ะรกั ษาบา้ นรกั ษาเมอื ง หากวา่ เลย้ี งไมด่ ี
พลไี มถ่ กู กจ็ ะกนิ ววั กนิ ควาย จนถงึ ขนั้ ทำ� ใหค้ นตายกไ็ ด้ ทำ� ใหผ้ คู้ นทง้ั เคารพและเกรงกลวั
อยู่ในที

๑๑๕เรอ่ื งเดียวกัน หน้า ๑๖ – ๑๙

226 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ส�ำหรับการรับรู้เร่ืองข้าวัดของชาวบ้านน้ัน นอกจากจะรับรู้จากประวัติหมู่บ้าน
ประวัติของวัดแล้ว ก็ยังมีการรับรู้จากการบอกเล่าสืบกล่าวกันมาตลอด ซึ่งจะมีในรุ่น
๕๐ ข้ึนไปเป็นส่วนมาก ว่ารุ่นก่อนจะแตกต่างจากรุ่นปัจจุบันอย่างไร เช่นว่า สมัยก่อน
มีการนอนเฝ้าวัด แต่ปจั จุบัน มพี ระมีเณรหลายรปู จงึ ไม่จำ� เปน็ ที่จะไปนอนเฝา้ วดั อยา่ ง
แต่เดมิ หรอื ตั้งแตร่ ุน่ แมอ่ ยุ้ เฮอื น (อายุ ๗๒ ปี) ขนึ้ ไปกเ็ คยได้ยนิ มาวา่ ชาวบา้ นแปะได้รับ
การยกเวน้ การคดั เลอื กทหารอกี ดว้ ย๑๑๖ ทง้ั นอ้ี าจจะเปน็ เพราะเหน็ ตามขอ้ บญั ญตั ลิ กั ษณะ
เกณฑท์ หาร รัตนโกสนิ ทร์ศก ๑๒๔ ทว่ี ่าด้วยการยกเว้นราชการทหาร ข้อทว่ี ่า “ผู้ทีซ่ ึ่งได้
รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกเว้นชั่วคราวเปนพิเศษ ยกเว้นตลอดเวลาตาม
พระราชประสงค์”๑๑๗ ก็เป็นด้วยโดยมีสารตราหลาบเงินของพระนางวิสุทธิเทวีเป็น
เครอื่ งยืนยนั ฐานะก็เป็นได้
ส่วนหน้าที่ในการปฏิสังขรวัดดังการปฏิสังขรสมัยมังทรานรธามังคุย ในปี พ.ศ.
๒๑๔๙ น้ันก็ยังคงสืบทอดมา ดังองค์เจดีย์ท่ีเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซ่ึงมาจากการร่วมไม้
ร่วมมือกันของชาวบ้านท่ีจะต้องบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานไว้เคารพบูชา๑๑๘ ซึ่ง
หากจะพิจารณาว่าซากเกา่ แก่น้นั เป็นหลักฐานทางโบราณคดี ที่แสดงถงึ ความเก่าแกแ่ ละ
ยิ่งใหญ่ของวัดบ้านแปะ ก็ต้องรู้สึกเสียดายก็ตาม แต่หากคิดถึงความรู่สึกของชาวบ้าน
ต่อส่ิงที่เคารพและหน้าที่ท่ีปฏิบัติของข้าวัดเดิมนั้น ก็จะต้องบูรณะกันตามหน้าท่ีและ
ความต้องการของชุมชน
สำ� หรบั การรบั รูเ้ รื่องราวของข้าวันในร่นุ อายตุ ำ่� ลงมานนั้ ส่วนใหญแ่ ล้วเคยได้ยนิ มา
บ้าง แต่กไ็ มร่ ู้วา่ คืออะไร๑๑๙ และบางคนกไ็ ดร้ ับการบอกกลา่ วเพยี งแค่วา่ การที่ชาวบา้ น
แปะนนั้ มีงานเข้ามาเยอะ กเ็ พราะวา่ ชาวบ้านแปะเปน็ ขา้ วัด เท่านัน้ ๑๒๐ แต่กไ็ มไ่ ดบ้ อกไป
มากกว่าน้ันว่าข้าวัดคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร เม่ือคนที่อยู่บ้านแปะเองนั้นแทบไม่
ทราบถงึ ความเปน็ มา กย็ ิ่งท�ำให้คนบ้านอนื่ ท่ีเข้ามาเปน็ สะใภ้บา้ นแปะนน้ั ไมท่ ราบ และ
เพิง่ จะเคยไดย้ นิ ตอนสอบถาม๑๒๑

๑๑๖จากการสัมภาษณ์แม่สุแกว้ กนั ทายวง และ แม่อุย้ เฮอื น สุภาหาญ
๑๑๗พระราชบัญญตั ลิ กั ษณะเกณฑท์ หาร รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔. ในภาคผนวก จ ใน ปิยะฉัตร ปติ ะวรรณ. ระบบไพร่ในสังคมไทย
พ.ศ. ๑๔๑๑ – ๒๔๕๓.(กรุงเทพฯ : สำ� นกั พิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๒๖) หนา้ ๒๐๙
๑๑๘จากการสมั ภาษณแ์ ม่สุแก้ว กนั ทายวง
๑๑๙จากการสัมภาษณ์นายธรี พงศ์ สภุ าโพน
๑๒๐จากการสัมภาษณค์ ุณเพญ็ ศรี อนุ จะน�ำ
๑๒๑จากการสมั ภาษณ์ คุณเกษร กุนนะนวน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 227

ปจั จบุ นั น้ี วดั บ้านแปะมีศรทั ธาวัดอยู่ ๒ หมูบ่ ้าน คือ บา้ นแปะ หมทู่ ่ี ๔ และบ้าน
ทุ่งพัฒนา หมู่ที่ ๑๓ แต่บ้านทุ่งพัฒนาก็แยกการปกครองออกจากบ้านแปะเดิมนั้นเอง
สว่ นบา้ นอืน่ ๆ ทเ่ี คยเปน็ ข้าวัดบ้านแปะน้ัน ไม่ว่าจะเปน็ รากราน (บา้ นฮากฮาน) กองกูน
ปา่ รวก และอมกดู นนั้ ปจั จบุ นั กห็ า่ งกนั ไปแลว้ เนอื่ งจากแตล่ ะบา้ นกไ็ ปตง้ั วดั เปน็ ของตนเอง
และจะมาท�ำบุญที่วัดบ้านแปะก็ต่อเม่ือมีงานประเพณีส�ำคัญอย่างประเพณีการสรงน�้ำ
พระธาตุในวัน ๙ เพ็ง (วันเพ็ญเดือน ๙ เหนือ พร้อมกันกับที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง)
เป็นต้น๑๒๒
และนน่ั กเ็ ปน็ ร่องรอยของ “ขา้ วัด” ท่หี ลงเหลอื สืบทอดกนั มาถึงปัจจุบนั แม้นว่าจะ
เลือนหายไปบา้ ง แต่กย็ งั พอมใี หเ้ ห็นบ้างเพยี งเล็กนอ้ ยก็ตาม
สรปุ
จากอดีตถึงปัจจุบัน ข้าวัดมีบทบาทส�ำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา
ไมน่ ้อย ถงึ แม้นว่า ฐานะของข้าวดั ในสังคมอดตี จะไม่แตกตา่ งไปจากจากข้า หรือ ทาส
ประเภทอื่นในสังคม อาจจุมีอภิสิทธ์ิบางประการในฐานะผู้อุปัฏฐากพระศาสนาอันเป็น
ท่เี คารพของบุคคลทุกชนช้นั ในสังคม
การตอ่ สทู้ ผี่ า่ นมาของขา้ วดั บางชว่ งอาจจะเดอื ดรอ้ นถกู จบั ถกู กวาดตอ้ น แตส่ ดุ ทา้ ย
กย็ ังคงไว้ซง่ึ ชุมชน และถา่ ยทอดบทบาทและหนา้ ท่ีทีม่ มี าแตเ่ ดมิ น้ันตกทอดมายังรนุ่ แล้ว
รนุ่ เลา่ จากอดีตสู่ปัจจบุ ัน
และสภาพทางสงั คมทเี่ ปลย่ี นแปลงไปนน้ั ทำ� ใหฐ้ านะทางสงั คมของขา้ วดั แปรเปลย่ี น
เทยี บเทา่ กนั หมดทงั้ ประเทศในฐานะของประชาชนของประเทศชาตทิ จี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั หิ นา้ ทตี่ าม
ทกี่ ฎหมายกำ� หนดทกุ ประการ และชมุ ชนขา้ วดั นนั้ กแ็ ปรเปลยี่ นเปน็ ชมุ ชนศรทั ธาวดั แทน
ส�ำหรับปัจจุบันน้ี การสืบสายของข้าวัดก�ำลังจะเลือนไป ด้วยคนรุ่นใหม่นั้น น้อย
คนนักท่ีจะข้าใจ และรับรู้ถึงความเป็นมา เพราะคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เองนั้นก็ไม่ค่อยทราบ
จึงไม่มีข้อมูลอะไรที่จะบอกต่อไปไปยังรุ่นลูก ซ่ึงตอนนี้ ผู้ที่จะยังพอรู้เรื่องราว ถึงความ
เป็นมานั้นก็มีแต่รุ่นพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ที่นับวันจะอายุมากข้ึนทุกที แต่ก็ยังดีท่ีแต่ละท่ีจะมี
การพิมพ์ประวัติไว้ออกมาให้ประชนชนรับทราบอยู่เนืองๆ แต่ก็จ�ำกัดอยู่ในกลุ่มท่ีสนใจ
เพียงเท่านั้น

๑๒๒จากการสัมภาษณ์พอ่ สน แสนสขุ

228 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

สำ� หรบั จารีตประเพณีท่สี บื ทอดกนั ต่อมาน้ัน กย็ งั มอี ยู่
ท่วี ัดพระธาตุล�ำปางหลวง ก็จะมปี ระเพณกี ารถวายขา้ วเปลือกข้าวสาร มาแกม้ ือ้ นา
ที่ตนเองได้ทำ� นาของพระธาตุ
ทวี่ ดั พระธาตศุ รจี อมทอง กจ็ ะมธี รรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ นการอญั เชญิ พระธาตอุ อกสรงนำ้�
และการเดนิ ยามดแู ลองค์พระธาตุ
และทวี่ ดั บา้ นแปะนนั้ ประเพณที กี่ ระท�ำกนั สบื ๆ มานนั้ กค็ อื การเลยี้ งบชู าหลาบเงนิ
อนั เปน็ สารตราท่บี ่งบอกห้อื ฐานะขา้ วัดของชาวบา้ นแปะไดเ้ ป็นอย่างดี
นอกจากทป่ี ระเพณเี หลา่ น้ี เหลา่ ขา้ วดั เดมิ กด็ �ำรงตนเปน็ พทุ ธบรษิ ทั ทดี่ ี มกี ารไปวดั
ทกุ วันพระวันศีล ปฏิบัติธรรม และเข้ามาช่วยเหลืองานวัดงานวาอยู่ตลอดไม่เคยขาด
ถงึ แมน้ วา่ ปจั จบุ นั ขา้ วดั จะไมม่ ี จติ ส�ำนกึ ของความเปน็ ขา้ วดั จะถกู ทอนออกจากตวั ใน
แตล่ ะรนุ่ ๆ แลว้ กต็ าม แตจ่ ติ สำ� นกึ ของบทบาทและหนา้ ทท่ี ม่ี ตี อ่ พทุ ธศาสนา กเ็ ปน็ เหมอื น
ดงั แตก่ อ่ นไม่เปลย่ี นแปลง

บรรณานุกรม
หนงั สือ และสง่ิ ตพี มิ พ์
คณะกรรมการจดั พมิ พเ์ อกสารทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรมและโบราณคด.ี ประชมุ พระ
ตำ� ราบรมราชทู ศิ เพอื่ กลั ปนาสมยั อยธุ ยา ภาค ๑. กรงุ เทพฯ : สำ� นกั นายกรฐั มนตร,ี
๒๕๑๐
คณะอนุกรรมการตรวจสอบและช�ำระต�ำนานพ้ืนเมืองเชียงใหม่ ปริวรรตและตรวจสอบ
ช�ำระตน้ ฉบบั . ต�ำนานพื้นเมอื งเชยี งใหม่ ฉบบั เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี. เชยี งใหม่ : ศนู ย์
วัฒนธรรม จงั หวัดเชียงใหม่ สถาบนั ราชภฏั เชยี งใหม,่ ๒๕๓๘
ชมรมลา้ นนาคดเี ชยี งใหม.่ ลา้ นนาคดสี ญั จร: ตามรอยมงั ทรารบเชยี งใหม่ รวมบทความ.
(อัดส�ำเนา) เชียงใหม:่ ชมรมล้านนาคดเี ชียงใหม,่ ๒๕๓๓
ประชมุ พงศาวดาร ภาคท่ี ๖๑. พมิ พเ์ ปน็ อนสุ รณใ์ นงานพระราชทางเพลงิ ศพ เจา้ ราชบตุ ร
(วงศต์ ะวัน ณ เชยี งใหม่) วนั ท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๑๖
ประเสริฐ ณ นคร และคณะ. จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ = Lanna inscriptions Part
๑, Volume ๑. กรงุ เทพฯ : มลู นธิ เิ จมส์ เอช ดบั เบล้ิ ยู ทอมปส์ นั , ๒๕๓๔ _________
เรียบเรียงเป็นภาษาปัจจุบัน. มังรายศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 229

มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรต ประสานมิตร, ๒๕๒๑
ปยิ ะฉัตร ปิตะวรรณ. ระบบไพร่ในสังคมไทย พ.ศ. ๑๔๑๑ – ๒๔๕๓. กรุงเทพฯ : สำ� นกั
พิมพ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๒๖
พรรณนิภา อพิญชพงศ.์ เจา้ ไพร่ กบั ความเปลย่ี นแปลงในสังคมล้านนาระหวา่ ง พ.ศ.
๒๔๒๗ – ๒๔๗๖. วิทยานพิ นธ์ ปริญญามหาบณั ฑติ วชิ าเอกประวัตศิ าสตร์ บัณฑิต
วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร, ๒๕๓๕
ระวิวรรณ ภาคพรต. การกลั ปนาในลานนาไทยตงั้ แต่กลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ ถึงต้น
พุทธศตวรรษท่ี ๒๒. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๕
วชิ ยั เสวะมาตย.์ การเลกิ ทาสในรชั สมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั .
กรงุ เทพฯ :สำ� นกั วิจัย สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร์, ๒๕๐๙
สงวน โชตสิ ขุ รัตน.์ ประชุมตำ� นานลานนาไทย เลม่ ๒. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร,์ ๒๕๑๕
สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต. ประชุมต�ำนานล�ำปาง. (อัดส�ำเนา). เชียงใหม่ : ภาควิชา
ประวตั ศิ าสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๔๘
_________. ประวตั ิศาสตรล์ ้านนา. พิมพค์ รง้ั ท่ี ๓. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๔๔
_________ ปริวรรต ตรวจสอบ วิเคราะห์. พน้ื เมอื งเชยี งแสน. กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์,
๒๕๔๖
_________ ปรวิ รรต. พื้นเมืองน่าน ฉบบั วดั พระเกดิ . กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร,์ ๒๕๓๙
_________ ปริวรรตและจัดท�ำ. หลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจากเอกสารคัมภีร์
ใบลานและพบั หนงั สา : โครงการปรวิ รรตคมั ภรี ใ์ บลานและพบั หนงั สาจากอกั ษร
ธรรมล้านนาเป็นอักษรไทยกลาง. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย
เชยี งใหม่, ๒๕๓๖
ส�ำนักนายกรัฐมนตรี. ประชุมศลิ าจารึก ภาคที่ ๓ . กรงุ เทพฯ : คณะกรรมการจัดพมิ พ์
เอกสารทางประวัตศิ าสตร์ วฒั นธรรมและโบราณคด,ี ๒๕๒๕
สิงฆะ วรรณสยั รวบรวมและเรียบเรยี ง. ตำ� นานพระธาตเุ จ้าหริภญุ ชัย จงั หวดั ล�ำพนู .
พมิ พเ์ ปน็ ทร่ี ะลึกในงานสมโภชสมณศักด์ิ พระครปู ระสาท สตุ าคม เจ้าคณะอ�ำเภอ
เมอื งล�ำพูน เล่ือนเป็นพระครูรองเจา้ อาวาส พระอารามหลวงช้นั เอก คณะหลวง วดั

230 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

พระธาตุหรภิ ญุ ชัย วรมหาวหิ าร อ.เมอื งลำ� พนู ๑๗ มนี าคม ๒๕๑๖
สุจติ ต์ วงษเ์ ทศ บรรณาธกิ าร. พระเจ้าพรหม “วีรบุรุษในตำ� นาน” ของ โยนก-ล้านนา.
กรุงเทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๕
________ บรรณาธิการ , พเิ ศษ เจยี จนั ทรพ์ งษ์ ช�ำระและอธบิ าย. ประชุมจารกึ เมอื ง
พะเยา = Inscriptional history of Phayao. กรงุ เทพฯ : ศลิ ปวฒั นธรรม, ๒๕๓๘
อนุสรณ์ ในงานฌาปนกจิ ศพเจา้ แมบ่ ัวค�ำ สมสวสั ดิ์ . กรงุ เทพฯ : มิตรนราการพิมพ์.
๒๕๒๓
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. การวิเคราะห์สังคมเชียงใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตาม
ต้นฉบับใบลานในภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชา
ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวทิ ยาลัยจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๐
___________ และคณะ. สิทธิชุมชนท้องถ่ินพื้นเมืองด้ังเดิมล้านนา. กรุงเทพฯ :
นิตธิ รรม, ๒๕๔๖
อุดม ร่งุ เรอื งศรี รวบรวม. พจนานุกรมล้านนา – ไทย ฉบบั แม่ฟ้าหลวง. ฉบับปรบั ปรุง
คร้ังที่ ๑. เชียงใหม:่ ม่ิงเมือง, ๒๕๔๗
Carl Bock ; เสฐยี ร พันธรังษ,ี อมั พร ทขี ะระ เรยี บเรียง. ทอ้ งถน่ิ สยามยคุ พระพทุ ธเจา้
หลวง. พมิ พ์คร้ังท่ี ๔.กรุงเทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๓
ส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์
ประวตั วิ ดั พระธาตศุ รจี อมทองวรวหิ าร. [online]. Accessed September ๒๖, ๒๐๐๕.
Available from http://www.geocities.com/watpratat/hist_wat.htm

สัมภาษณ์
พ่ออาจารย์หนานเมือง สิงห์ทอง อายุ ๗๒ ปี บ้านเลขที่ ๑๘ หมู่ ๑๑ บ้านจามเทวี
ต.ล�ำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ล�ำปาง สัมภาษณ์วนั ท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘
แม่หลาน ต้ือค�ำ อายุ ? ปี บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๒ ต.ลำ� ปางหลวง อ.เกาะคา จ.ล�ำปาง
สมั ภาษณ์วนั ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘
พอ่ หนานจน๋ั ดว้ งคำ� อายุ ๙๘ ปี บา้ นเลขท่ี ๑๙ หมู่ ๒ ต.ลำ� ปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำ� ปาง
สมั ภาษณ์ วันท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 231

แม่เฮือน เหือดใส อายุ ๗๓ ปี บา้ นเลขที่ ๑๗๖ หมู่ ๒ ต.ลำ� ปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำ� ปาง
สัมภาษณ์ วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘
พอ่ หนานสม เครอื กนั อายุ ๘๔ ปี บ้านเลขที่ ๑๓๒ หมู่ ๑ ต.ล�ำปางหลวง อ.เกาะคา
จ.ลำ� ปาง สัมภาษณ์ วนั ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘
พอ่ หนานธน ยศถามี อายุ ๖๔ ปี บา้ นเลขท่ี ๘๗ หมู่ ๔ ต.บา้ นหลวง อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สัมภาษณ์ วนั ท่ี ๒ กนั ยายน ๒๕๔๘
คุณคนึงรัตน์ ปล้ืมใจ อายุ ๕๒ ปี บ้านเลขที่ ๑๔๘ หมู่ ๓ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง
จ.เชยี งใหม่ สมั ภาษณ์ วนั ท่ี ๒ กนั ยายน ๒๕๔๘
คุณกรรณิการ์ ชัยมณี อายุ ๔๖ ปี บ้านเลขท่ี ๑๔๘ หมู่ ๓ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง
จ.เชยี งใหม่ สัมภาษณ์ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘
พอ่ อยุ้ แกว้ ทะวงค์ อายุ ๗๐ ปี บา้ นเลขท่ี ๔๖ หมู่ ๓ ต.บา้ นหลวง อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สมั ภาษณ์ วันที่ ๒ กนั ยายน ๒๕๔๘
พอ่ สน แสนสุข อายุ ๗๖ ปี บา้ นเลขท่ี ๑๔๕ หมู่ ๔ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
สมั ภาษณ์ วนั ท่ี ๒ กนั ยายน ๒๕๔๘
แมส่ แุ กว้ กนั ทายวง อายุ ๕๘ ปี บา้ นเลขท่ี ๔๗ หมู่ ๔ ต.บา้ นแปะ อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สัมภาษณ์ วนั ที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘
แมอ่ ยุ้ เฮอื น สภุ าหาญ อายุ ๗๒ ปี บา้ นเลขท่ี ๔๓ หมู่ ๔ ต.บา้ นแปะ อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สมั ภาษณ์ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘
เกสร กุนนะนวน อายุ ๓๕ ปี บา้ นเลขที่ ๒๑๕ หมู่ ๔ ต.บา้ นแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
สมั ภาษณ์ วนั ท่ี ๒ กันยายน ๒๕๔๘
ธรี พงษ์ สุภาโพน อายุ ๑๕ ปี บา้ นเลขท่ี ๘๙ หมู่ ๑๓ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สมั ภาษณ์ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘
เพ็ญศรี อุนจะนำ� อายุ ๔๕ ปี บา้ นเลขที่ ๓๖ หมู่ ๔ ต.บา้ นแปะ อ.จอมทอง จ.เชยี งใหม่
สมั ภาษณ์ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๘

232 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ประวัตผิ ้เู ขยี น
อาจารย์ศกั ด์ินรินทร์ ชาวงว้ิ
ตำ� แหน่ง นกั วิชาการศึกษา
หนว่ ยงาน ศนู ยว์ ฒั นธรรมศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลล้านนา
ผลงาน
- รว่ มจดั ทำ� หนังสอื “พจนานุกรมคำ� เมือง” กับ มาลา คำ� จนั ทร์ และ ยทุ ธการ ขันชัย
- เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ “พลเมืองเหนือ” รายสัปดาห์ ในนามปากกาว่า
“สลงุ เงิน”
- บรรณาธกิ าร และเขยี นบทความลงใน วารสาร “เวียงเจ็ดลิน” วารสารดา้ นศิลป
วัฒนธรรม ของศูนย์วฒั นธรรมศกึ ษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา
- รว่ มเขียนบทความในหนังสอื “เวยี งเจ็ดลนิ เวยี งทรงกลมแห่งสายนำ้� ท้งั เจด็ ” ของ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่
- กองบรรณาธกิ าร วารสาร “ไทยคดศี กึ ษา” ของสถาบนั ไทยคดศี กึ ษา มหาวทิ ยาลยั
ธรรมศาสตร์
- เขยี นบทความ “มอ่ นกองหนิ ถนิ่ นมี้ ตี �ำนาน” ในหนงั สอื ปกณิ กะคดี ประวตั ศิ าสตร์
เมืองพาน และเรื่องเลา่ บา้ นหนองทรายทอง พมิ พ์เป็นท่ีระลึกในพิธีถวายผา้ พระ
กฐินพระราชทาน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
ณ วดั หนองทรายทอง ต.ป่าห่งุ อ.พาน จ.เชยี งราย วันศกุ ร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 233

มลู พระพุทธศาสนาในเมอื งนครนา่ น

พระชยานนั ทมุน,ี ดร.๑
เมืองนา่ นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ตามหลกั ฐานตำ� นานเมอื งเหนอื หลายเมอื งนนั้ เมอื่ จะกลา่ วถงึ ความเชอ่ื ในพระศาสนา
นั้นยังไม่มีปรากฏเป็นหลักฐาน แต่เดิมจึงมีความเชื่อนับถือธรรมชาติ มีภูเขา ถ้�ำ ป่าไม้
ล�ำธาร หว้ ย หนอง แมน่ ำ้� ฯลฯ ตลอดจนถงึ การนบั ถอื ผบี รรพบุรษุ ผปี า่ ผีภูเขา ผตี ่างๆ
โดยมีความเชื่อว่าเป็นส่ิงศักดิ์สิทธ์ิน่าเคารพนับถือและพากันปฏิบัติสืบต่อกันมา ในยุค
ต่อมาการสรา้ งบา้ นแปลงเมือง มักยกให้ฤาษีเป็นผ้สู รา้ ง คำ� วา่ “ฤาษี” หมายถงึ ชีผา้ ขาว
หรือชีปะขาวมีปรากฏในพงศาวดารเมอื งน่าน เชน่ ชีปะขาวเชยี งโคมวัดใต้ เปน็ ต้น ผู้อยู่
ตามถ�้ำตามป่าเขามผี คู้ นให้ความเคารพนบั ถอื เปน็ อยา่ งสงู จงึ เปน็ ผมู้ บี ารมใี นการชักชวน
ชาวบ้านชาวเมอื งใหช้ ว่ ยกนั ถางป่าสร้างบา้ นแปลงเมอื ง สมัยโบราณนั้น พระสงฆย์ ังไมม่ ี
อิทธิพลในสังคมมากนัก ชีผ้าขาวหรือฤาษีจึงได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูงจากสังคม
ยุคน้ัน ท่านจึงเป็นผู้น�ำทางจิตใจ เป็นผู้ประสานประโยชน์ในสังคมระหว่างคนช้ันสูงคือ
ผู้ครองเมืองกับคนช้ันล่างคือชาวบ้านชาวเมือง ต�ำนานการสร้างเมืองหริภุญชัย เมือง
เขลางคน์ คร ก็มีฤาษเี ป็นผู้สร้างใหเ้ จา้ ชาย ในต�ำนานของพ่อขนุ งำ� เมืองก็ไปเรียนวชิ ากบั
พระฤาษีท่ีเขาสมอคอน เมืองพิจิตร พร้อมกับพระร่วงเจ้า และเคร่ืองรางของขลังวัตถุ
มงคลยคุ นนั้ กส็ รา้ งขนึ้ โดยฤาษหี รอื ชผี า้ ขาว เชน่ พระรอดลำ� พนู พระซมุ้ กอ พระผงสพุ รรณ
เปน็ ต้น รูปฤาษีที่พบจากโบราณสถานแหง่ หนึง่ ซ่ึงมคี ราบกรเุ ป็นสนิมเหล็กเกาะตดิ แน่น
แบบเดยี วกบั พระรอดลำ� พนู กค็ งสรา้ งมาในยคุ เดยี วกนั ซง่ึ สนั นษิ ฐานวา่ เปน็ รปู ฤาษนี ารอด
ดงั นนั้ จงึ สามารถกลา่ วไดว้ า่ ผนู้ ำ� ทางจติ วญิ ญาณในยคุ โบราณคอื ฤาษหี รอื ชผี า้ ขาว ตอ่ มา
เม่ือเจ้าเมืองแต่ละเมืองในยุคราชวงศ์พระเจ้ามังรายรับเอาพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้า
มา พระสงฆก์ เ็ รมิ่ มบี ทบาททางสงั คมมากขน้ึ ในเมอื งนา่ นนนั้ เมอ่ื กลา่ วถงึ พระพทุ ธศาสนา
ด้งั เดิมในหนงั สือมูลศาสนา กลา่ วถึงพระพทุ ธศาสนาในล้านนา มี ๑๖ นกิ ายด้ังเดมิ เมอื ง
น่านก็มีพระพุทธศาสนานิกายเมืองนครน่านและเจริญเฟื่องฟูท่ีสุดในสมัยพระเจ้าติโลก
ราชรชั กาลท่ี ๙ แหง่ เชียงใหม่

๑วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี.

234 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

อิทธิพลทางพระพุทธศาสนาปรากฏให้เห็นต้ังแต่ คำ� ว่า เมืองน่าน แต่เดิมมาเรียก
วา่ “เมอื งนครน่าน” “เมอื งนาน” และ“นันทบุรี” แตต่ ามศิลาจารกึ ของพระเจ้าพ่อขนุ
รามคำ� แหงราว พ.ศ. ๑๘๒๐ เศษ เรยี กวา่ “เมอื งนา่ น” สว่ นนามทเ่ี รยี กวา่ “เมอื งนาน” น้ี
ปรากฏในต�ำนานพระธาตแุ ชแ่ หง้ วา่ เปน็ นามทไ่ี ดม้ ขี นึ้ โดยพทุ ธท�ำนาย แตท่ งั้ นส้ี นั นษิ ฐาน
วา่ เกยี่ วดว้ ยความนยิ มของชาวลา้ นนาไทยในการแตง่ ต�ำนานในอนั ทจ่ี ะสบื สาวราวเรอ่ื งให้
เขา้ ไปต่อเนื่องกบั สมยั พุทธกาลเป็นข้อใหญ่ เพราะนาม “เมอื งน่าน” นน้ั มีเหตุผลเพียง
เพ่ือจะยกย่องพระธาตุแช่แห้งอันเป็นปูชนียสถานสำ� คัญของบ้านเมืองให้มีก�ำเนิดขึ้นใน
สมัยพุทธกาลเท่าน้ัน และค�ำที่เรียกว่า “เมืองนาน” นั้นก็ไม่ปรากฏเรียกในพงศาวดาร
เมอื งนา่ นเลย นอกจากจะเรียกกนั ในตำ� นานพระธาตุแชแ่ ห้งอย่ชู ั่วขณะหน่ึงแลว้ กห็ ายไป
ส่วนนาม “นันทบุรี” ปรากฏว่าเรียกกันอยู่แทบทุกต�ำนาน และเช่ือว่าได้มีก�ำเนิดขึ้นใน
ช้ันหลงั ในสมัยมธั ยมประวตั ิ เพระคร้ังนนั้ ทางลา้ นนามผี เู้ ชย่ี วชาญภาษาบาลีมาก เหตุแต่
ได้มีพระสงฆ์ในลังกามาสืบศาสนาติดต่อกับล้านนาอยู่ช้านาน นาม “นันทบุรี” ที่ตั้งข้ึน
ใหมก่ ไ็ มจ่ ำ� เป็นจะตอ้ งเอาความหมายจากนามเดมิ เพียงแตใ่ ห้มสี ำ� เนียงสมั ผัสสอดคล้อง
กันไปกับค�ำเดิมเท่าน้ัน แมว้ า่ “เมอื งน่าน” จะได้คำ� ใหม่วา่ “นนั ทบรุ ”ี แลว้ ก็ยงั มิไดท้ ิ้ง
นามเดมิ เสยี ทีเดยี วคงเรียกคู่กันมาวา่ “นันทบรุ ี ศรนี ครนา่ น” ซึ่งใชก้ ันในทางราชการใน
สมัยโบราณและศุภอกั ษร นามเมือง “นันทบรุ ี” เป็นนามทีไ่ พเราะและมีความหมายเป็น
มงคลนาม แตก่ ม็ หี ลายพยางคแ์ ละเรยี กยาก ความทไี่ มน่ ยิ มในการทจ่ี ะตอ้ งเขยี นหรอื เรยี ก
กนั ยดื ยาว จงึ หนั กลบั มานยิ มนามเมอื งไปตามเดมิ วา่ “เมอื งนา่ น” ตราบมาจนถงึ ปจั จบุ นั
หลักฐานทางพระพุทธศาสนาอีกประการหนึ่งที่ปรากฏ คือต�ำนานพระอัฒภาค
เรยี กชอ่ื เมอื งนา่ นวา่ “นนั ทสวุ รรณนคร” และในตำ� นานชนิ กาลมาลปี กรณ์ เรยี กวา่ “กาว
ราชนคร” นยั วา่ เปน็ แควน้ “กาว” ซง่ึ เลอื นมาจากค�ำวา่ “แกว, กอย, กอ้ และกยุ๊ ” ซง่ึ เปน็
ภาษาจนี แปลว่า “ผ”ี หรือ “พวกด�ำมดื ” (อนารยะ) อนั หมายถึงชนชาติท่ีนา่ อาศัยอยใู่ น
แคว้นน่านแต่ดกึ ดำ� บรรพ์ ต�ำนานเก่าๆ มกั เรยี กเมอื งน่านอีกค�ำหนึง่ วา่ “กาวน่าน” คำ� น้ี
นา่ จะถกู เรยี กจากชนชาตทิ เ่ี จรญิ อนั อยทู่ างเหนอื เพราะค�ำวา่ “นา่ น” มสี �ำเนยี งคลา้ ยกบั
คำ� จนี วา่ “นา่ ง” ซง่ึ แปลวา่ ทศิ ใต้ ฉะนนั้ “กาวนา่ น” กค็ อื “คนด�ำทอ่ี ยทู่ างทศิ ใต”้ นนั่ เอง
ความขอ้ นอี้ าจผดิ หรอื ถกู กไ็ ดแ้ ตก่ ป็ รากฏวา่ ไดม้ พี วก “กาว” หรอื “แกว” ฝา่ ยตะวนั ออก
อันอยู่ใกล้เคียงกับกาวฝ่ายใต้อยูอ่ ีกพวกหน่ึงคือญวนในปัจจบุ ัน และนามของแคว้นน่าน
เดมิ น่าจะมีนามมาจาก “กาวน่าน” ตามตำ� นานเก่าและเหตุผลทก่ี ลา่ วแล้ว น่าจะถกู ต้อง
กวา่ นามอืน่ ๆ ต่อมาเมื่อชนชาตพิ วกหนงึ่ ไดอ้ พยพตง้ั อยู่ในแถบแควน้ กาวนา่ นแล้ว ค�ำว่า
“กาว” จึงได้หายไป คงเหลือเฉพาะแตค่ ำ� ว่า “นา่ น” เปน็ นามเมืองมาจนถงึ ปัจจบุ นั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 235

เมืองน่าน ในสมัยโบราณเป็นอาณาจักรเล็กๆ ส่วนหน่ึงในล้านนาไทยตั้งอยู่ใน
อาณาจักรใหญ่ท่มี จี ำ� นวนมากกว่า ทางทศิ ตะวนั ตกไดแ้ ก่ ล้านนาไทย ซ่ึงมเี ชยี งใหม่เป็น
ราชธานีส�ำคัญ และพม่าซ่ึงอยู่ถัดต่อไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทางทิศเหนือและ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีหลวงพระบางและสิบสองพันนา และมีอาณาจักรสุโขทัยและ
กรุงศรีอยุธยาอยู่ทางทิศใต้ ฉะนั้นสภาพการของแคว้นน่านจึงตกอยู่ด้วยเหตุผลว่า ถ้า
อาณาจกั รใดมอี ำ� นาจมาก แคว้นนา่ นกต็ กไปอยู่ในอ�ำนาจของอาณาจักรน้นั ท่ีจะตง้ั เป็น
เอกราชโดยล�ำพังตนเองน้ันตามท่ีได้ปรากฏในประวัติความเป็นมาที่น้อยท่ีสุด โดยถูก
รั้งกันไปรั้งกันมาอยู่ จนกระทั่งอาณาจักรสยามได้รวบรวมอาณาจักรล้านนาไทยทั้งหมด
ไว้เป็นอนั หนงึ่ อันเดียวกัน
สมัยใดท่ีแคว้นน่านตกอยู่ในความปกครองของอาณาจักรสยามหรือล้านนาไทย
ดว้ ยกนั สมัยนนั้ ความรุ่งเรืองรม่ เย็นเปน็ สขุ ก็มีเปน็ ปกตอิ ยู่แก่บา้ นเมือง เพราะอาณาจักร
ทง้ั สองนปี้ กครองดว้ ยความยตุ ธิ รรมและปรารถนาดี ปราศจากเสยี ซงึ่ การวหิ งิ สาเบยี ดเบยี น
ถา้ เมอื่ ใดตอ้ งตกไปอยใู่ นความปกครองของพมา่ บา้ นเมอื งเดอื ดรอ้ นระสำ่� ระสายเพราะวธิ ี
การปกครองของพมา่ ไมเ่ ปน็ การสรา้ งสรรคม์ แี ตจ่ ะท�ำลาย และกอบโกยหาผลประโยชนใ์ น
เมอื งขน้ึ ดว้ ยลกั ษณะทารณุ กรรมนานาประการ ซง่ึ ปรากฏเปน็ พฤตกิ ารณอ์ นั ขมขน่ื เกดิ ขนึ้
แกช่ าตทิ งั้ ปวงทต่ี กอยใู่ นสมยั ทพี่ มา่ มอี �ำนาจอยทู่ วั่ ๆ กนั นอกจากนแ้ี ควน้ นา่ นยงั ถกู รกุ ราน
ราวีจากเพ่ือนบ้าน ซ่ึงมาจากทางหลวงพระบางและสิบสองพันนา บางคราวก็สามารถ
ตีทัพเหล่าน้ีแตกไป บางคราวก็พาลเสียบ้านเมืองหรือต้องอพยพเข้าป่าถอยร่นไปตั้งอยู่
ในเมอื งตอนเหนือบา้ ง ตอนใตบ้ า้ ง
ด้านพระพุทธศาสนาน้นั กไ็ ดร้ ับอทิ ธพิ ลจากพระพุทธศาสนาลทั ธิลังกาวงศ์ และ
อิทธิพลการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท่ีมาจากการเมืองการปกครองตามยุคตามสมัย เม่ือ
ใดเมืองน่านปกครองโดยพม่า ก็จะมีรูปลักษณะเป็นไปตามแบบพระพุทธศาสนาแบบ
พมา่ ซงึ่ มหี ลกั ฐานดา้ นพทุ ธศลิ ป์ เชน่ กำ� แพงแกว้ รอบองคพ์ ระธาตแุ ชแ่ หง้ เปน็ ศลิ ปะพกุ าม
พระธาตุแชแ่ หง้ น้อย พระประธานในวัดต่างๆ เป็นอทิ ธิพลจากศิลปะพกุ าม พระประธาน
วัดหัวเวียงใต้ พระประธานวัดกู่ค�ำ พระประธานวัดพม่าเก่า ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของ
วัดสวนตาล เป็นต้น
ในด้านพระพุทธศาสนาจากประเทศจีน สืบเน่ืองต้ังแต่ต้นประวัติศาสตร์ที่กล่าว
ถึงก่อนจะมาเป็นเมืองน่านว่ามีเช่ือสายมาจากชนชาติในอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ใน
ประเทศจนี ได้อพยพจากเมืองเดิมลงมาสู่พนื้ ทีท่ างใต้ และแยกยา้ ยกันไปต้งั อยู่ในภมู ภิ าค
ต่างๆ แลว้ ส่วนหนงึ่ ของไทยเดมิ ไดข้ ้ามแม่น้�ำโขงลงมาสู่แควน้ สยามสุวรรณภูมิ ตัง้ เมือง

236 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

เชียงแสนหรอื นครโยนกขน้ึ เป็นราชธานี ภายหลงั ขอมได้แผ่อ�ำนาจขยายอาณาเขตต่อข้ึน
มาจนถึงแควน้ โยนก และใช้ก�ำลงั กองทัพปราบปรามนครโยนกราบคาบในราวกลางพทุ ธ
ศตวรรษท่ี ๑๗ ขอมก็เข้าปกครองแคว้นสยามสุวรรณภูมิฝั่งใต้แม่นำ�้ โขงตลอดไป ต่อมา
พระเจา้ พรหมมหาราชประมขุ ของชาวไทยในแควน้ โยนก ไดร้ ะดมก�ำลงั เขา้ ขบั ไลข่ อมออก
ไปจากแคว้นโยนก และชิงหัวเมืองใหญ่น้อยของขอมได้เป็นอันมาก แผ่อาณาเขตลงมา
ตลอดแดนทีเ่ รยี กว่า “ล้านนา” คอื ภาคพายพั ในปจั จบุ นั แล้วสรา้ งนครชยั ปราการ (เมอื ง
ฝาง) ข้ึนเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนาในราว พ.ศ. ๑๖๖๑ นครชัยปราการดำ� รง
อิสระภาพมาจนราว พ.ศ. ๑๗๓๑ ถึงสมัยพระเจ้าสิริชัยก็ถูกข้าศึก (ซึ่งตามพงศาวดาร
ต่างๆ กล่าววา่ เป็นมอญบา้ ง ไทใหญบ่ ้าง) ยกทัพมาติดนครชัยปราการ พระเจ้าสริ ิชยั เห็น
เหลอื กำ� ลังทจ่ี ะต้านทาน จงึ อพยพพลเมืองและสมคั รพรรคพวกกันลงมาทางใต้ภายหลงั
เช้อื วงศ์เชยี งรายจึงได้ไปเป็นกษตั ริย์สำ� คัญข้นึ ในกรุงสโุ ขทัย และเมืองสุพรรณภมู เิ รียกวา่
“ราชวงศเ์ ชยี งราย” เปน็ ล�ำดบั ตอ่ ไป ฝา่ ยขา้ งอาณาจกั รลา้ นนาตง้ั แตพ่ ระเจา้ สริ ชิ ยั ทงิ้ นคร
ชยั ปราการอพยพมาทางใตแ้ ลว้ จ�ำเนยี รกาลตอ่ มาพวกไทยทเี่ หลอื อยกู่ ค็ วบคมุ กนั ตงั้ บา้ น
เมอื งขน้ึ หลายแหง่ ตา่ งฝา่ ยตา่ งตง้ั เปน็ อสิ ระแกก่ นั ตลอดทง้ั อาณาจกั รในราวพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๖ หวั เมืองต่างๆ ท่เี ป็นนครใหญ่ทสี่ �ำคญั มี ๓ นคร คือ นครเงินยาง (เชยี งแสน) ต้ังอยู่
ฝา่ ยเหนือ นครพะเยา ต้ังอยตู่ อนกลาง นครหรภิ ญุ ชัย ตัง้ อยฝู่ ่ายใต้ และนครน่านก็เชอ่ื ว่า
ไดก้ ำ� เนดิ ขน้ึ แลว้ ในยคุ นนั้ แตเ่ คา้ เงอื่ นตามพงศาวดารโยนกอนั กลา่ วถงึ ตำ� นานฝา่ ยเหนอื ได้
ความวา่ ขอมซงึ่ ตัง้ อยู่ ณ เมอื งละโวไ้ ด้มามอี ำ� นาจปกครองอาณาจักรลา้ นนาท้งั หมด โดย
ใหร้ าชธดิ าอนั มนี ามวา่ “พระนางจามเทว”ี ขน้ึ ครองเมอื งหรภิ ญุ ชยั (เมอื งลำ� พนู ) อทิ ธพิ ล
ทางพระพุทธศาสนาน้ันก็มาจากการปกครองบ้านเมืองที่เจ้าผู้ปกครองได้น�ำมาเผยแผ่ใน
เมอื งน่านอีกเหมือนกัน ดงั เชน่ ปรากฏองค์พระธาตุวัดพญาวดั เรยี กวา่ พระธาตุพระนาง
จามเทวี เป็นตน้
ตอ่ มาในราว พ.ศ. ๑๖๐๐ เมอ่ื พระเจ้าอนรุ ธุ ราชาธริ าชแหง่ กรงุ พุกาม แผ่อาณาจกั ร
เขา้ มาในลมุ่ น�้ำเจา้ พระยาขับไลข่ อมออกไป ตอ่ มาพวกล้านนาได้กลับตง้ั ตัวเป็นใหญข่ ้นึ ที่
เมอื งเชยี งแสนอกี วาระหนงึ่ ผทู้ เี่ ปน็ ปฐมกษตั รยิ ต์ น้ วงศน์ ม้ี นี ามวา่ “จกั กราช” ซงึ่ มกี ษตั รยิ ์
สืบราชวงศ์ครองเมืองอยู่ทั่วอาณาจักรลานนาทั้งปวง ตามต�ำนานอันว่าด้วยล�ำดับวงศ์
จกั กราชข้างฝา่ ยเมอื งนา่ น ก็ยืนยันไวว้ า่ กษัตริยค์ รองเมืองน่านในยุคโบราณไดส้ บื มาจาก
วงศน์ ี้
เมอ่ื กลา่ วถงึ พระพทุ ธศาสนาในชว่ งทเี่ มอื งนา่ นไดม้ คี วามสมั พนั ธก์ บั เมอื งสโุ ขทยั กม็ ี
การนำ� เอาพระพทุ ธศาสนาในลทั ธแิ บบลงั กาวงศเ์ ขา้ มาสเู่ มอื งนา่ น ตามหลกั ฐานทป่ี รากฏ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 237

ความเปน็ มาวา่ เมอื งนา่ นไดม้ กี �ำเนดิ เปน็ หลกั ฐานครง้ั แรกทเ่ี มอื งวรนคร (เมอื งปวั ) ซง่ึ เปน็
อ�ำเภอหนึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดน่านในปัจจุบัน ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระยา
ภคู าเจา้ เมืองยา่ ง (อยูใ่ นทอ้ งท่ีต�ำบลศิลาเพชร อ�ำเภอปวั ) มรี าชบุตร ๒ องค์ องค์พช่ี ือ่
“ขุนน่นุ ” องค์น้องชอื่ “ขนุ ฟอง” เมอื่ เจรญิ วัยข้ึน พระมหาเถรแตงได้สรา้ งเมอื งทางฝั่ง
ตะวันออกแม่น้�ำโขงชื่อว่า “จันทบุรี” (หลวงพระบาง) ให้แก่ขุนนุ่นผู้พ่ี แล้วสร้างเมือง
ริมฝั่งแมน่ ำ้� น่านชอื่ ว่า “วรนคร” ใหแ้ ก่ขนุ ฟองผ้นู ้องและแบ่งอาณาเขตของสองเมอื งข้นึ
คือฝ่ายวรนครทิศเหนือถึงเมืองท่านุ่นริมฝั่งแม่นำ้� โขง ทิศใต้สุดศาลเมืองล่าง (เข้าใจว่า
เป็นเมืองย่าง) เป็นแดน กาลเวลาดังกล่าวตกอยู่ในรัชสมัยของพ่อขนุ รามคำ� แหง แห่งกรุง
สุโขทัย ทางอาณาจักรล้านนาก็มีพระยาง�ำเมืองเป็นเจ้าเมืองพะเยา และพระยาเม็งราย
เป็นเจ้านครเชียงราย ในขน้ั แรกทีส่ ร้างเมืองนีข้ นึ้ นัน้ ไม่ปรากฏศกั ราชวา่ เปน็ พุทธศกั ราช
๑๘๖๕ ก็ตอ่ เมอื่ เจ้าเมืองวรนครได้ล่วงไปแลว้ ถึง ๒ องค์ ถ้าจะคาดคะเนตามเหตกุ ารณ์
ในพงศาวดารเมืองน่านตอนน้ีและนับถอยหลังหวนไปหาการต้ังเมืองวรนครแล้ว ก็ไม่
เกนิ ๔๐ ปี คือประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๕ แต่ตามพงศาวดารโยนกทีก่ ล่าวตามตำ� นานเมือง
เชียงแสนอันว่าด้วยล�ำดับวงศ์จักกราชซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์ของล้านนาในเมืองเชียงราย
กล่าววา่ นบั ตัง้ แตล่ าวจักกราชไปได้ ๑๒ ชัว่ กษัตริย์ถงึ พระยาลาวจังกาเรือนแกว้ ก็เสีย
เมอื งไชยวรนครเชียงรายใหแ้ กพ่ ระยานา่ นหรอื นันทบรุ ีผชู้ ่อื วา่ “พระยากือค�ำล้าน” ราว
พ.ศ. ๑๕๑๘ ประการหน่งึ กับเมอื่ ขุนเจอื งกษัตรยิ ์เมืองพะเยา ลำ� ดับท่ี ๒ มอี ายไุ ด้ ๑๖
ปี คอื พ.ศ. ๑๖๕๗ ได้มาคลอ้ งช้าง ณ เมืองนา่ น พระยานา่ นผูม้ นี ามวา่ “พลเทวะ” ยก
ราชธิดานามว่า “พระนางจันทรเทวี” ให้เป็นภรรยาของขุนเจืองประการหนึ่ง หรือใน
ข้ันหลังท่ีสุด เม่ือขุนเจืองได้ปราบดาภิเษกครองเมืองแกวได้ ๑๔ ปี คือ พ.ศ. ๑๖๙๑
มีโอรสกบั พระนางอูแ่ กว้ ราชธดิ าพระยาแกว ๓ องค์ ผูพ้ ชี่ ่อื “ท้าวอา้ ยผาเรือง” ผกู้ ลาง
ชื่อ “ท้าวยี่ค�ำหาว” ผู้น้องช่ือ “ท้าวสามชุมแสง” คร้ันราชกุมารทั้งสามเจริญวัยแล้ว
จึงยกราชสมบัตเิ มืองแกวใหแ้ ก่ทา้ วอา้ ยผาเรอื งผ้เู ปน็ ราชโอรสองค์ใหญ่ แล้วโอรสผ้กู ลาง
ชอื่ ทา้ วยคี่ ำ� หาวใหไ้ ปเปน็ พระยาครองเมอื งลานชา้ ง และโอรสผนู้ อ้ งอนั ชอ่ื ทา้ วสามชมุ แสง
มาเปน็ พระยาครองเมอื งนันทบรุ ี (น่าน)
ประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๐ มีบุคคลส�ำคัญเกิดขึ้นในล้านนาไทย ๒ คน คือพระยาง�ำ
เมอื ง เจา้ เมอื งพระเยา กับพระยาเม็งราย เจา้ เมืองเชียงราย ส่วนทางอาณาจกั รสุโขทยั มี
พระเจ้ารามคำ� แหง เป็นพระมหากษัตริย์ที่เรืองพระเดชานุภาพอยู่ทางทิศใต้อีกพระองค์
หนึ่ง หลังจากแคว้นน่านได้ตั้งวรนครข้ึนแล้ว พระยางำ� เมืองเจ้าเมืองพะเยาก็เข้ามายึด
เมืองวรนครเป็นเมืองข้ึน การเข้ามาถือเอาซึ่งเมืองวรนครครั้งนี้เป็นการง่ายมาก มิได้มี

238 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

การรบพุ่งแต่อยา่ งใด เพราะทางฝ่ายวรนครไม่ทนั รู้ตวั เตรียมการป้องกนั ไมท่ นั คร้ังนัน้
เจา้ เมอื งวรนครเป็นชายาของพระเจ้าเกา้ เกือ่ นเจา้ เมืองวรนคร อันดับท่ี ๒ ซง่ึ ไดล้ ะเมอื ง
วรนครไวใ้ หแ้ กช่ ายา แลว้ ไปครอบครองเมอื งยา่ งอยอู่ กี ฝา่ ยหนงึ่ การทเี่ สยี เมอื งวรนครให้
แกแ่ ควน้ พะเยาครง้ั น้ี ไมป่ รากฏวา่ พระเจา้ เกา้ เกอ่ื นไดท้ �ำการแกแ้ คน้ ตอ่ พระยางำ� เมอื งแต่
ประการใด เหน็ จะไมม่ กี �ำลงั เพยี งพอทจ่ี ะท�ำการนน่ั เอง ในขณะทพ่ี ระยาง�ำเมอื งเขา้ มาถงึ
วรนครนั้น นางพระยาวรนครไดห้ นีออกไปจากเมอื งได้ไปคลอดบตุ รระหวา่ งทางเปน็ ชาย
ภายหลงั เมือ่ กุมารน้ันมอี ายุ ๑๖ ปี ได้ถวายตัวอยู่ในราชส�ำนักพระยางำ� เมือง และพระยา
ง�ำเมืองโปรดปรานให้นามว่า ขุนใส่ยศ และให้ไปครองเมืองปราด ส่วนเมืองวรนครน้ัน
พระยางำ� เมอื งให้นางชายาผหู้ นึ่งชื่อว่า อ้ัวลมิ กบั บุตรชายชือ่ วา่ อามปอ้ ม มาครองแทน
ภายหลังนางอ้ัวลิมเกิดผิดใจกับพระยาง�ำเมือง ด้วยเรื่องเป็นเชิงว่าพระยาง�ำเมือง
ระแวงในความจงรกั ภกั ดขี องนาง นางเจบ็ ใจจงึ รว่ มคดิ กบั ขนุ ใสย่ ศ เจา้ เมอื งปราดแขง็ เมอื ง
ตอ่ พระงำ� เมอื งและมาตง้ั อยทู่ ี่ วรนคร แลว้ ขนุ ใสย่ ศกบั นางอวั้ ลมิ กส็ มสอู่ ยดู่ ว้ ยกนั ฉนั ทส์ ามี
ภรยิ า ความท้ังนีท้ ราบถงึ พระยางำ� เมอื งจึงยกกองทพั มาตวี รนคร ทางฝ่ายเมืองวรนครให้
เจา้ อามปอ้ มเปน็ ทพั ยกออกไปเมอ่ื กองทพั ทงั้ สองฝา่ ยไดป้ ะทะท�ำการรบกนั เพยี งเลก็ นอ้ ย
พระยางำ� เมอื งกเ็ ลกิ ทพั กลบั ไป นบั วา่ เกดิ ความสลดพระทยั ในการทบ่ี ดิ ากบั บตุ รตอ้ งมาทำ�
สงครามกนั ตอ่ จากนขี้ นุ ใสย่ ศไดอ้ ภเิ ษกเปน็ เจา้ เมอื งวรนคร มนี ามวา่ “พระยาผานอง” ใน
ปี ๑๘๖๕ นบั แตน่ น้ั มาการเกยี่ วขอ้ งระหวา่ งแควน้ พะเยากบั แควน้ นา่ นกข็ าดตอนไปเฉยๆ
ไม่มีเรื่องกล่าวถึงกันอีกเลย ส่วนการเก่ียวข้องระหว่างเมืองน่านกับกรุงสุโขทัย ได้ความ
ตามศิลาจารกึ ของพ่อขุนรามคำ� แหงวา่ เมืองนา่ นเป็นเมอื งประเทศราชของกรุงสุโขทัย
ในดา้ นพระพทุ ธศาสนา เมอื นา่ นมคี วามสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ทเี่ มอื งสโุ ขทยั ไดใ้ หม้ พี ระสมณ
ฑูตจากลังกามาเป็นหลักเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองน่าน ตามหลังสือมูลศาสนาว่า
ไดส้ ง่ พระสมณทูต นามวา่ พระสยัมภู เป็น ๑ ใน ๗ ของพระสมณทตู ท่สี โุ ขทัยไดน้ ิมนต์
มาจากเมืองลังกา ในยุคนี้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง ถือได้ว่าเป็นแหล่งศึกษา
ตกั ศลิ าสำ� คญั แหง่ หนงึ่ ในลา้ นนาตะวนั ออก อทิ ธพิ ลดงั กลา่ วจงึ มศี ลิ าจารกึ ต�ำรา บทเรยี น
คัมภีร์ส�ำคัญในพระไตรปิฎก หลักพระธรรมพระวินัยมีปรากฏให้เห็น แต่ขณะเดียวกัน
พระพุทธศาสนาก็ยังผสมกับคติความเช่ือดั้งเดิมของเมืองน่านด้วย คือ ผีและวิญญาณ
บรรพบรุ ุษชน
ความเป็นมาของพระพุทธศาสนาจะควบคู่กับการเมืองการปกครองไปด้วย ดังจะ
กล่าวถึงว่า ต่อมาเมื่อพระยาเก้าเกื่อนเจ้าเมืองย่างถึงแก่พิราลัยแล้ว เมืองย่างก็รวมเป็น
เมืองเดียวกับวรนคร อันดับกาลต่อไป ทางกรุงสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามค�ำแหงสวรรคต

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 239

แล้ว ราชโอรสได้ข้ึนครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ ทรงพระนามว่า พระเจ้าฤไทชัยเชษฐ์
หรือพระเจ้าเลอไทในรัชกาลนี้พระเจ้าแสนเมืองม่ิง พระเจ้ากรุงเมาะตะมะแห่งราชวงศ์
ฟา้ รว่ั แขง็ เมอื ง แลว้ ยกกองทพั มาตเี มอื งทวาย เมอื งตะนาวศรขี องอาณาจกั รสโุ ขทยั ไดใ้ นปี
พ.ศ. ๑๘๖๑ พระเจ้าฤไทยชัยเชษฐ์แต่งกองทัพไปปราบปรามก็ไม่ส�ำเร็จ แต่นั้นมา
อาณาจักรสโุ ขทัยกเ็ สื่อมลง เปน็ เหตุใหบ้ รรดาหัวเมอื งขน้ึ ชน้ั นอกพากนั กระดา้ งกระเด่อื ง
ขนึ้ เปน็ ลำ� ดบั ฝา่ ยทางอาณาจกั รลา้ นนา ราชวงศพ์ ระยาเมง็ รายไดส้ บื ราชสมบตั ติ อ่ กนั มา
จนถงึ พระยาคำ� ฟู ไดร้ วบรวมแควน้ ลา้ นนาอนั มเี มอื งหรภิ ญุ ชยั พะเยา และเงนิ ยางใหก้ ลบั
รวมกันเขา้ เป็นอาณาจกั รอนั เดยี วกนั ต่อจากกษตั รยิ อ์ งคน์ ้ีมาอกี องคเ์ ดียวกย็ ้ายราชธานี
จากเชยี งแสนไปตงั้ อยทู่ เ่ี ชยี งใหมต่ ามเดมิ สว่ นอาณาจกั รสพุ รรณภมู อิ นั ตง้ั อยทู่ างทศิ ใตถ้ ดั
จากอาณาจกั รสโุ ขทยั ลงไป เมอ่ื เจา้ เมอื งอทู่ องถงึ แกพ่ ริ าลยั แลว้ เชอ้ื สายราชวงศเ์ ชยี งราย
ผู้เป็นบุตรเขยก็ได้สืบตำ� แหน่งเป็นเจ้าเมือง เป็นพระเจ้าอู่ทองสืบต่อมาภายหลังพระเจ้า
อทู่ องกย็ า้ ยราชธานีมาตง้ั ณ เมอื งอโยธยา เม่อื ปี พ.ศ. ๑๘๙๐ และมีอานภุ าพอยทู่ างใต้
อีกฝ่ายหนึ่ง ขณะเม่ืออาณาจักรสุโขทัยอ่อนอ�ำนาจลงนั้น ประเทศราชต่างๆ โดยมากก็
คิดต้ังตัวเป็นเอกราช แต่ก�ำลังเมืองประเทศราชทั้งปวงไม่สม�่ำเสมอกัน ท่ีเป็นเมืองเล็ก
เมอื งนอ้ ยกเ็ หน็ จะพน้ วสิ ยั กค็ งจะสงบนง่ิ อยู่ ไมต่ อ้ งการอะไรยงิ่ ไปกวา่ ทจี่ ะรกั ษาเอาตวั รอด
แม้เมืองอื่นๆ จะได้กระด้างกระเดอ่ื งตอ่ กรุงสโุ ขทยั ไปแลว้ เป็นอนั มาก แต่เมืองน่านยงั คง
สงบเป็นปกตอิ ยู่ ยงั มีการเก่ียวขอ้ งกับกรงุ สโุ ขทัยโดยฐานะเปน็ เมอื งออก
เม่ือกรุงสุโขทัยอ่อนอ�ำนาจลง แต่ความเป็นไปภายในบ้านเมืองยังคงมั่นคงอยู่ แม้
ทางฝา่ ยกรุงศรอี ยุธยาซึง่ เรืองเดชานุภาพปรากฏขึ้น ยงั สงบไมร่ ุกราน ครงั้ นน้ั กรงุ สโุ ขทยั
ยงั คงจะมเี มอื งขน้ึ เหลอื อยบู่ า้ ง แมจ้ ะมเี หลอื อยนู่ อ้ ย แตจ่ ำ� นวนทเ่ี หลอื นน้ั ตอ้ งมเี มอื งนา่ น
อยดู่ ว้ ยเมอื งหนง่ึ เปน็ ธรรมดาวา่ เจา้ เมอื งประเทศราช จะตอ้ งเขา้ ไปชว่ ยในการมหกรรมที่
กล่าวมาแลว้ ดงั ปรากฏตามท่ีเจา้ เมืองน่านไดไ้ ปนนั้ เพราะกจิ การในฝ่ายพระศาสนาพระ
มหาธรรมราชา ทรงถือเป็นรฐั ประศาสนโยบายส�ำคญั ในการปกครองพระราชอาณาจกั ร
สว่ นหนงึ่ ควรเทยี บไดว้ า่ พอ่ ขนุ รามค�ำแหงทรงบำ� เพญ็ จกั รวรรดวิ ตั ร แผพ่ ระราชอาณาจกั ร
และพระราชอำ� นาจดว้ ยการปกครองปราบปรามราชศตั รฉู นั ใด พระมหาธรรมราชาลไิ ทก็
ทรงบำ� เพญ็ ในทางทจ่ี ะเปน็ ธรรมราชา คอื ปกครองพระราชอาณาจกั รดว้ ยธรรมานภุ าพเปน็
สำ� คญั ฉนั นน้ั ในรชั สมยั นจ้ี งั เปน็ อนั ยตุ ไิ ดว้ า่ เมอื งนา่ นยงั คงเปน็ เมอื งประเทศราชของกรงุ
สโุ ขทยั อยตู่ ่อไป
สงครามระหวา่ งกรงุ ศรอี ยธุ ยากบั กรงุ สโุ ขทยั ไดเ้ กดิ ขน้ึ อยา่ งประปราย พระยากำ� แหง
เจ้าเมืองก�ำแพงเพชร ได้กองทัพท้าวผากองมาช่วยรักษาเมืองก�ำแพงเพชรอีกทัพหนึ่ง

240 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ทัพท้าวผากองและเจ้าเมืองกำ� แพงเพชร ยกเข้าปะทะกับทัพฝ่ายกรุงศรีอยุธยา สู้ไม่ได้
ท้าวผากองจึงเลิกทัพหนี สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๑ เสด็จยกทัพตามตีทัพท้าว
ผากองแตกพา่ ยไป แต่ยังตเี มืองก�ำแพงเพชรไมไ่ ด้ ในระหวา่ งเหตุการณน์ ี้ ทางฝา่ ยเมือง
น่าน พระยาผากองเป็นเจ้าเมือง ย้ายเมืองจากแช่แห้งข้ามแม่น�้ำน่านมาต้ังเมืองใหญ่
ท่ีบ้านห้วยไค้ รัชสมัยของพระยาผากองเริ่มต้ังแต่ พ.ศ. ๑๙๑๑ ถึง พ.ศ. ๑๙๓๑ และ
เมอ่ื สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๑ ปราบอาณาจกั รสุโขทัยใหอ้ อ่ นน้อมเมอื่ พ.ศ. ๑๙๒๑
สิ้นเชงิ แลว้ เมืองนา่ นก็เปน็ อสิ ระ การขาดตอนจากอาณาจกั รสโุ ขทยั
สรปุ ไดว้ า่ เมอื งน่านในยุคสมยั กอ่ นประวัติศาสตร์
ในดา้ นพระพทุ ธศาสนาของเมอื งนา่ นกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ ดงั ไดก้ ลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็
ไดว้ า่ เมอื งนา่ นไดร้ บั อทิ ธพิ ลดา้ นตา่ งๆ ผสมผสานกนั จนมาเปน็ พระพทุ ธศาสนาเมอื งนา่ น
ดงั ปรากฏไดอ้ ยา่ งชดั เจนในยคุ สมยั เมอื งสโุ ขทยั กลา่ วา่ ประวตั ศิ าสตรเ์ มอื งนา่ นเรมิ่ ปรากฏ
ขน้ึ ราว พ.ศ. ๑๘๒๕ ภายใตก้ ารน�ำของพญาภคู าและนางพญาจ�ำปาผเู้ ปน็ ชายา ซง่ึ ทงั้ สอง
เป็นชาวเมืองเงินยาง ได้เป็นแกนน�ำพาผู้คนอพยพมาตั้งศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองล่าง
ต่อมาเพ้ียนเป็นเมืองย่าง (เช่ือกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้�ำย่างบริเวณต�ำบล
ศิลาเพชร อ�ำเภอปวั เลยไปถึงล�ำน�ำ้ บว่ั ใกล้ทิวเขาดอยภคู าในเขตบา้ นเสีย้ ว บ้านทุ่งฆ้อง
บา้ นลอมกลาง ต�ำบลยม อำ� เภอทา่ วงั ผา) เพราะปรากฏรอ่ งรอยชมุ ชนในสภาพทเ่ี ปน็ คนู �้ำ
คนั ดิน และก�ำแพงเมืองซอ้ นกันอยู่ เห็นชัดเจนทีส่ ุดคอื บรเิ วณขา้ งพระธาตจุ อมพรกิ บ้าน
เส้ียวมีก�ำแพงเมืองปรากฏอยู่ซ่ึงเป็นปราการทิศใต้ และป้อมปราการทิศเหนือลักษณะที่
ปรากฏเปน็ สนั กำ� แพงดนิ บนยอดดอยม่อนหลวง บา้ นลอมกลางเป็นกำ� แพงเมืองสูงถึง ๓
ชน้ั ในแต่ละช้ันกวา้ ง ๓ เมตร สงู ๕ เมตร ขนานไปกับยอดดอยมอ่ นหลวง ต่อมาพระยา
ภคู าไดข้ ยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปใหก้ วา้ งขวางยง่ิ ขนึ้ โดยสง่ ราชบตุ รบญุ ธรรม
๒ คนไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผูพ้ ่ีไปสร้างเมืองจนั ทบรุ ี (เมอื งพระบาง) และขนุ ฟอง
ผนู้ ้องสรา้ งเมอื งวรนครหรอื เมืองปัว
ภายหลงั ขนุ ฟองถงึ แกพ่ ริ าลยั เจา้ เกา้ เกอื่ นราชบตุ รจงึ ไดข้ นึ้ ครองเมอื งปวั แทน ดา้ น
พญาภูคาครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเก่ือน
ผ้หู ลานมาครองเมืองยา่ งแทน จงึ ให้เสนาอำ� มาตยไ์ ปเชญิ เจา้ เก้าเกื่อนเกรงใจปูจ่ ึงยอมไป
อยูเ่ มอื งยา่ งและมอบใหช้ ายาคือนางพญาแมท่ ้าวค�ำปนิ ดแู ลรกั ษาเมอื งปวั แทน เม่อื พญา
ภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเกื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงท่ีเมืองปัวว่างจากผู้นำ�
เน่ืองจากเจ้าเก้าเกื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่นั้น พญาง�ำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา
จึงได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้า

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 241

ค�ำปินพร้อมด้วยบุตรในครรภ์ได้หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายช่ือว่า
เจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนางรับใช้พญางำ� เมืองจนเป็นท่ีโปรดปราน พญางำ� เมืองจึง
สถาปนาใหเ้ ปน็ เจา้ ขนุ ใสยศ ครองเมอื งปราด ภายหลงั มกี �ำลงั พลมากขนึ้ จงึ ยกทพั มาตอ่ สู้
จนหลดุ พน้ จากอำ� นาจเมอื งพะเยา และไดร้ บั การสถาปนาเปน็ พญาผานอง ขนึ้ ครองเมอื ง
ปัวอยา่ งอสิ ระระหวา่ งปี ๑๘๖๕-๑๘๙๔ รวม ๓๐ ปีจงึ พิราลยั
สิ่งที่ปรากฏให้เห็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันก็คือ องค์พระบรมธาตุแช่แห้ง
อนุสรณ์ความรกั และความสมั พนั ธ์ ระหว่างเมอื งน่านกับเมอื งสโุ ขทยั ในอดีต
ในสมยั ของพญาการเมอื ง (ครานเมอื ง) โอรสของพญาผานอง เมอื งปวั ไดม้ กี ารขยาย
ตวั มากขน้ึ ตลอดจนมคี วามสมั พนั ธก์ บั เมอื งสโุ ขทยั อยา่ งใกลช้ ดิ พงศาวดารเมอื งนา่ นกลา่ ว
ถึงพญาการเมืองวา่ ไดร้ ับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปรว่ มสร้าง
วดั หลวงอภยั (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจา้ เมืองสโุ ขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ ๗ องค์
พระพมิ พท์ องคำ� ๒๐ องค์ พระพิมพเ์ งิน ๒๐ องค์ ให้กบั พญาการเมอื งมาบูชา ณ เมือง
ปัว ด้วยพญาการเมืองได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาลจึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งข้ึน
ที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมท้ังได้อพยพผู้คนจากเมืองปัวลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณ
พระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. ๑๙๐๒ โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็น
ศูนย์กลางเมือง (มวลสารจากพระธาตุแช่แห้งใช้ท�ำพระสมเด็จจิตรลดา) หลังจากพญา
การเมืองถึงแก่พิราลยั โอรสคอื พญาผากองขนึ้ ครองแทน อยู่มาเกิดปัญหาความแหง้ แล้ง
จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ท่ีริมแม่น�้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณท่ีต้ัง
ของจงั หวัดน่านในปัจจุบัน เม่ือปี พ.ศ. ๑๙๑๑
ในสมยั เจา้ ปเู่ ขง่ ครองเมอื งระหวา่ งปี พ.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๖๐ ไดส้ รา้ งวดั พระธาตชุ า้ งคำ้�
วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย (มวลสารจากพระธาตุเขาน้อยใช้ทำ� พระสมเด็จจิตรลดา)
วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลานได้
สรา้ งตอ่ จนแลว้ เสรจ็ และไดส้ รา้ งพระพทุ ธรปู ทองคำ� ปางลลี า ปจั จบุ นั คอื พระพทุ ธนนั ทบรุ ี
ศรีศากยมุนี ประดษิ ฐานอยู่ในวหิ ารวัดพระธาตุชา้ งคำ�้ วรวิหาร
เมอื งนา่ นในสมัยอาณาจักรล้านนา
เมอื่ อาณาจกั รกรงุ ศรอี ยธุ ยาและ อาณาจกั รสโุ ขทยั รวมกนั เปน็ อาณาจกั รสยาม สยาม
สุวรรณภูมิก็ยังเหลือแต่อาณาจักรลานนา ซึ่งเป็นดินแดนของไทยเหนือต้ังเป็นอิสระอยู่
แต่ฝ่ายเดียว ไทยสยามกับไทยลานนาไดเ้ รม่ิ ท�ำสงครามกันใน พ.ศ. ๑๙๒๓ อันเป็นแผน่
ดนิ ของสมเดจ็ พระบรมราชาธิราชที่ ๑ แควน้ น่านไดเ้ ป็นอสิ ระอยูใ่ นภาคลานนาส่วนหนงึ่

242 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

อันเรม่ิ แตร่ าว พ.ศ. ๑๙๒๑ เปน็ ลำ� ดบั มา ระหวา่ งกาลน้ยี งั ไม่มีใครเอาใจใส่กับแคว้นน่าน
นัก เพราะสงครามชิงอำ� นาจและเขตแดนอาณาจักรใหญ่ๆ ยังกำ� ลังติดพันกันอยู่ แคว้น
น่านจึงได้ปกครองตนเองโดยความเรียบร้อยมาได้หลายปี ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น
ราชธานขี องอาณาจกั รสยามนี้ แคว้นน่านมเี หตุการณเ์ กย่ี วขอ้ งอยู่ด้วยเพียงเลก็ นอ้ ย แต่
เก่ียวข้องกับพม่าและลานนาด้วยกันอยู่จนตลอดอิทธิพลในยุคน้ีมีท้ังพระพุทธศาสนา
แบบพมา่ และพระพุทธศาสนาแบบลา้ นนา (เชียงใหม่) เกิดข้นึ และมีอิทธิพลต่อพระพทุ ธ
ศาสนาในเมืองน่าน
แควน้ นา่ นไดด้ ำ� รงอสิ ระมา ๗๒ ปี เจา้ เมอื งไดส้ บื สมบตั ผิ ลดั เปลยี่ นกนั ตอ่ ๆ มาพอถงึ
เจา้ อนิ ตะ๊ แกน่ ทา้ ว ใน พ.ศ. ๑๙๙๓ กเ็ สยี เมอื งแกพ่ ระเจา้ ตโิ ลกราชเจา้ นครเชยี งใหม่ มลู เหตุ
ทจ่ี ะเกดิ สงครามกบั เชยี งใหมข่ นึ้ คราวนี้ ไดค้ วามตามพงศาวดารโยนกวา่ ทา้ วลกราชบตุ รที่
๖ แหง่ เจา้ พระยาสามฝง่ั แกนเจา้ นครเชยี งใหม่ ไดช้ งิ สมบตั จิ ากพระราชบดิ าปราบดาภเิ ษก
เปน็ พระมหาศรีสุธรรมธโิ ลกราชข้ึนในนครเชียงใหม่แล้ว ครนั้ ล่วงมาถงึ จลุ ศักราชที่ ๘๐๕
(พ.ศ. ๑๙๘๖) พระยาแก่นท้าวเจ้าเมืองน่านแต่งกลอุบายให้ไปทูลพระเจ้าเชียงใหม่ว่า
ศึกแกว (ญวน) จักมาตกเมืองน่าน ขอกองทัพเมืองนครเชียงใหม่มาช่วยรักษาเมือง
พระเจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่ระแวงพระทัยส�ำคัญว่าจริง จึงแต่งทัพให้ยกมารักษาเมืองน่าน
ก็มิได้มีศึกแกวยกมาพระยาแก่นท้าวเจ้าเมืองน่านกระท�ำกลอุบายหลอกลวงต่างๆ
พระเจา้ ตโิ ลกราชไดท้ รงทราบวา่ เจา้ เมอื งนา่ นหลอกลวง ดงั นน้ั กท็ รงพระพโิ รธจงึ เสดจ็ ยก
กองทพั หลวงมาตีเมืองนา่ น ต้ังล้อมเมอื งขบั เคย่ี วกันอย่เู ป็นแรมปีจงึ ไดเ้ มอื ง พระยาแก่น
ทา้ วเจา้ เมอื งนา่ นหนลี งไปพง่ึ พระเจา้ กรงุ ศรีอยธุ ยา พระเจา้ ตโิ ลกราชจงึ ตง้ั ให้ทา้ วผาแสน
ผนู้ อ้ งพระยาแก่นทา้ ว เป็นเจ้าเมืองน่านต่อไป
เจ้าอินต๊ะแก่นท้าวเจ้าเมืองน่านแต่งทูตให้น�ำเอาเกลือบ่อมาง ไปเป็นบรรณาการ
ถวายพระเจ้าตโิ ลกราชยังนครเชยี งใหม่ ครัน้ ต่อมา พระเจา้ ติโลกราชมีพระทยั ปรารถนา
ใคร่ที่ได้เมืองน่าน ไปส่วยค�้ำเมืองเชียงใหม่ จึงยกกองทัพมาติดเมืองและเสียเมืองแก่
พระเจ้าติโลกราชในปีน้ัน และเจ้าอินต๊ะแก่นท้าวหนีลงไปพ่ึงพระยาชะเลียง (พระยา
ยทุ ธศิ ฐริ ) ขอ้ แตกตา่ งของสองต�ำนานนท้ี ส่ี ำ� คญั กค็ อื สาเหตใุ นการท�ำสงคราม ตำ� นานทาง
เชียงใหม่ว่าฝ่ายน่านหลอกลวง แต่ฝ่ายเมืองน่านก็ว่าเมืองเชียงใหม่ต้องการเมืองน่านไป
เป็นเมืองส่วยเกลือ ความจริงคงจะเป็นว่าเจ้าอินต๊ะแก่นท้าวได้ส่งบรรณาการไปเมือง
เชียงใหม่จริง แต่เพียงเพื่อขอความพิทักษ์รักษาในยามที่จะมีศึกมาติดเมืองน่านซ่ึงมีข่าว
วแ่ี ววอยบู่ า้ ง ขอ้ นเี้ ปน็ ความจรงิ เพราะหลงั จากเมอื งนา่ นไปขน้ึ แกเ่ ชยี งใหมแ่ ลว้ ไมช่ า้ กม็ ศี กึ
หลวงพระบางและแกวตกมาเมอื งนา่ นในระยะใกลๆ้ กนั คงจะไมใ่ ชห่ ลอกลวงตามต�ำนาน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 243

เชยี งใหม่กล่าวเป็นแน่ เพราะอยดู่ ีๆ จะไปหาเหตมุ าสู่บ้านเมอื งกผ็ ดิ วสิ ัย
ในยคุ สมยั ของพระเจา้ ตโิ ลกราช เมอื งเชยี งใหม่ นบั วา่ เปน็ ยคุ ทพ่ี ระพทุ ธศาสนาเจรญิ
รุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ได้มีการรับอิทธิพลพระพุทธศาสนาแบบล้านนาเชียงใหม่ เนื่องจาก
พระองค์ทา่ นเลือ่ มใสตอ่ พระพทุ ธศาสนามาก ทรงสร้างพระพทุ ธรูปทองสัมฤทธ์อิ งคใ์ หญ่
เชน่ พระเจา้ ทองทพิ ยว์ ดั สวนตาล พระเจา้ ลา้ นทอง พระเจา้ ทนั ใจ ในพระวหิ ารวดั พระธาตุ
แชแ่ หง้ นอกจากนน้ั ยงั สรา้ งศาสนวตั ถุ ศาสนโบราณสถานเปน็ จ�ำนวนมากไวก้ บั เมอื งนา่ น
นอกจากนขี้ อ้ ความอน่ื ๆ ยกเวน้ แตศ่ กั ราช ซง่ึ ควรเชอ่ื ตามทก่ี ลา่ วไวใ้ นพงศาวดารเมอื งนา่ น
เพราะกลา่ วไวช้ ดั เจนวา่ เมอื งเชยี งใหมป่ กครองเมอื งนา่ นในยคุ นมี้ ขี อ้ ทนี่ า่ สงั เกตคอื แตเ่ ดมิ
มาเมืองน่านจัดการปกครองโดยพลการตนเองทุกอย่าง ท่ีเป็นข้อสำ� คัญก็คือการสืบราช
สมบตั กิ ย็ อ่ มเปน็ ไปโดยสบื สนั ตวิ งศห์ รอื โดยความพรอ้ มใจของพลเมอื งอนั เชญิ ขน้ึ เปน็ การ
ภายในบ้านเมืองท้ังสิ้น แม้จะตกไปเป็นเมืองขึ้นของเมืองอื่น เช่น เม่ือครั้งกรุงสุโขทัยก็
เพยี งแตส่ ง่ เครอ่ื งราชบรรณาการเทา่ นน้ั ประเทศทปี่ กครองมไิ ดย้ นื่ มอื เขา้ มาเกยี่ วขอ้ งกบั
กิจการภายในบา้ นเมอื งของเมืองน่าน แตเ่ มอ่ื พระเจ้าติโลกราชได้ปกครองเมืองน่านแล้ว
ไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงเปน็ ครง้ั แรกในเรอื่ งการตงั้ เจา้ เมอื งซง่ึ สดุ แลว้ แตพ่ ระทยั ของพระเจา้
เชียงใหมจ่ ะเหน็ สมควรแต่งต้งั ผ้ใู ด
น่านในยุคน้ี จึงไม่จำ� กัดว่าจะต้องลงทางสายสกุลเจ้าเมืองน่าน หรือโดยความเห็น
ของชาวเมืองหรือไม่ ความเป็นประเทศราชของเมืองน่านได้ถูกจ�ำกัดลงอีกช้ันหนึ่ง ใน
ท�ำนองที่จะคุมเมืองน่านให้คงเป็นดินแดนของเมืองเชียงใหม่โดยม่ันคง ส่วนการป้องกัน
บา้ นเมอื งนน้ั ไดร้ บั ความคมุ้ ครองทนั ทว่ งทแี ละเหตกุ ารณด์ ขี น้ึ การศาสนาไดย้ า่ งขน้ึ สคู่ วาม
เจรญิ พระมหาธาตุแช่แห้งอันเป็นปชู นียสถานประจ�ำบา้ นเมือง ซึ่งพระยาการเมอื งสร้าง
ขึ้นภายหลังเป็นท่ีรกร้างเล่ือนลอยไป ก็ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ให้คืนดีขึ้น ในสมัยนั้นเมือง
นา่ นได้อย่ใู นความปกครองของเมอื งเชียงใหม่มาได้ ๑๐๘ ปี ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ พมา่ ปราบ
ลา้ นนาราบคาบ เมอื งน่านกต็ กไปเปน็ เมืองขึ้นของพม่าสบื มาแต่กาลน้นั
เมื่อพระเจ้าตะเบงชะเวต้ี (สวุ รรณเอกฉตั ร) ทิวงคตแล้ว หวั เมืองในราชอาณาจกั ร
หงสาวดีก็พากันแข็งข้ออยู่ท่ัวไป ที่เมืองหงสาวดีเองก็มีมอญตั้งตัวขึ้นเป็นพระเจ้าหงสาว
ดบี เุ รงนอง (พระเชษฐาธริ าช) แลว้ ซง่ึ เปน็ พเี่ ขยของพระเจา้ ตะเบงชะเวต้ี เหลอื ก�ำลงั ทจี่ ะ
ปราบปรามไดก้ พ็ าสมคั รพรรคพวกหนไี ปจากเมอื งหงสาวดี ภายหลงั เมอ่ื ไดซ้ อ่ งสมุ ผคู้ นได้
เปน็ ก�ำลังพอแล้วก็ยกไปตีเมืองทตี่ ง้ั ตวั ขึน้ ใหม่ๆ และทำ� การปราบปรามพวกนี้อยู่ ๓ ปี จงึ
สงบเรยี บรอ้ ยแลว้ กต็ ง้ั ตวั ขนึ้ เปน็ พระเจา้ หงสาวดมี พี ระนามวา่ พระเจา้ ศริ สิ ธุ รรมราช หรอื

244 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

เรยี กวา่ พระเจ้าบุเรงนองหรือพระเจ้าชนะสิบทศิ เมอื่ พระเจ้าบเุ รงนองจดั การบ้านเมอื ง
เรยี บรอ้ ยแลว้ กย็ กไปตเี มอื งองั วะ เมอ่ื ไดเ้ มอื งองั วะแลว้ กย็ กไปตเี มอื งไทใหญแ่ ละเชยี งใหม่
ตอ่ ไปเปน็ ล�ำดับ
ครงั้ นน้ั พระเจา้ เมกฏุ ิ ไทใหญ่เมืองนายมาครองเมืองเชยี งใหม่ เม่อื พระเจ้าบุเรงนอง
ไปตเี มอื งนาย เจา้ เมอื งนายเปน็ ญาตกิ บั พระเจา้ นครเชยี งใหม่ จงึ ขอกองทพั เมอื งเชยี งใหม่
ใหไ้ ปชว่ ย พระเจ้าเชยี งใหมไ่ ด้แตง่ กองทัพส่งให้ไป เมื่อพระเจา้ บเุ รงนองไดเ้ มืองนายแลว้
จึงเข้าล้อมเมอื งเชยี งใหมอ่ ยู่ ๓ วนั กเ็ ขา้ เมืองเชียงใหมไ่ ด้
ใน พ.ศ. ๒๑๐๑ เมอื งน่านและเมอื งอ่นื ๆ ในลา้ นนาด้วยกันทีข่ นึ้ เชียงใหม่ ก็ตกไป
เป็นเมืองข้ึนของพม่าด้วยโดยปริยาย พม่าคงต้ังพระเจ้าเมกุฏิเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่
ตามเดิม ฝ่ายทางเมอื งนา่ น ในขณะทเี่ มืองเชียงใหมเ่ สียแก่พม่าแล้วน้นั เจ้าเมอื งน่านหนี
ไปจากเมอื งพมา่ จงึ ตง้ั พระยาหนอ่ คำ� ไชยเสถยี รสงคราม (เขา้ ใจวา่ เปน็ ชาวเมอื งเชยี งใหม)่
มาเป็นเจา้ เมืองแทน
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๗ พระเจ้าเมกุฏิเจ้านครเชียงใหม่ร่วมคิดกับพระยากมลเจ้าเมือง
เชียงแสน แข็งข้อต่อกรุงหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีจึงยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ครั้ง
นนั้ พระเจา้ เชยี งใหมเ่ หน็ เหลอื กำ� ลงั ทจี่ ะสรู้ บ จงึ ออกไปออ่ นนอ้ ม สว่ นพระยานา่ นกบั พวก
อพยพหนไี ปพึง่ อยกู่ ับพระไชยเชษฐา ณ กรุงศรีสัตนาคนหตุ
จากนั้นเมืองน่านและเมืองอ่ืนๆ ในล้านนาก็ถูกควบคุมให้อยู่ในความปกครองของ
พม่าท่เี มืองเชียงใหม่ โดยใกล้ชดิ มสี ัมพนั ธภาพไม่ขาดตอนจากกนั อย่จู นกระทงั่ สยามได้
ขับไล่พม่าไปจากล้านนาส้ินเชงิ และรวมล้านนาเขา้ เปน็ อนั หน่ึงอนั เดยี วกนั
อทิ ธพิ ลทางพระพทุ ธศาสนาแบบพมา่ กม็ อี ทิ ธพิ ลตอ่ เมอื งนา่ นทงั้ ศาสนวตั ถแุ ละศาสน
โบราณสถาน ตลอดจนถึงหลักการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบพม่า ดังปรากฏจนถึง
ปัจจบุ นั ยังมีลกู หลานเช้ือสายพมา่ อยใู่ นเมอื งน่านหลายหมู่บ้าน เชน่ บ้านหวั เวียงใต้ บา้ น
สวนตาล บา้ นก่คู �ำ บา้ นดอนศรเี สรมิ เป็นต้น
ในระหวา่ งทลี่ า้ นนาไดต้ กอยใู่ นความปกครองของพมา่ นน้ั ไดต้ ดั ขาดจากพมา่ ไปเปน็
ประเทศราชของกรงุ ศรอี ยุธยาอยู่ ๒ คราว ครง้ั แรกเม่อื ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร
และครง้ั ตอ่ มาในรชั สมยั ของสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช แตก่ เ็ ปน็ ในชว่ งเวลาอนั เลก็ นอ้ ย
พอสนิ้ รชั สมยั พระมหากษตั รยิ ท์ ท่ี รงเดชานภุ าพแลว้ ลา้ นนากต็ กไปเปน็ เมอื งขน้ึ ของ
พมา่ ตามเดมิ ครงั้ นนั้ พมา่ ตง้ั ศนู ยก์ ลางการปกครองลา้ นนาทเี่ มอื งเชยี งใหม่ มกี องทพั ทหาร

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 245

และขา้ หลวงมาประจำ� ส�ำหรับคอยกำ� กับ เจ้าเมืองพม่าทป่ี ระจ�ำอยตู่ ามเมอื งต่างๆ น้นั มี
ทง้ั พมา่ และชาวพน้ื เมอื งทเ่ี ชยี งใหมม่ เี จา้ พมา่ มาปกครองอยเู่ ปน็ เวลานาน ทเี่ มอื งนา่ นเอง
กม็ พี มา่ มาเปน็ เจา้ เมอื งหลายคน ในชน้ั หลงั พมา่ ไดส้ ง่ ก�ำลงั ทหารมาตง้ั อยทู่ เ่ี มอื งเชยี งแสน
คมุ เมอื งตอนเหนอื ไวอ้ กี ชนั้ หนง่ึ เหตทุ พี่ มา่ ควบคมุ ลา้ นนาไมห่ า่ งเชน่ น้ี ท�ำใหล้ า้ นนาจงึ ตก
เป็นของพม่าอยจู่ นตลอดสมยั กรุงศรอี ยุธยา
เมอ่ื พ.ศ. ๒๑๔๓ เจา้ เจตบตุ รพรมนิ ทรบตุ รพระยาหนอ่ คำ� ไชยเสถยี รสงคราม ทพี่ มา่
ตงั้ เปน็ เจ้าเมอื งได้รบั กำ� ลงั สนับสนุนจากพระหนอ่ แกว้ เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหตุ ยกทพั ไปตี
เมืองเชยี งใหม่ ซงึ่ มพี ม่าเป็นเจา้ เมือง แต่ไม่สำ� เร็จ เจา้ เจตบตุ รตอ้ งหนีไปอย่เู มืองล้านช้าง
ภายหลังถูกพมา่ จบั ไปฆา่ ท่ีเมอื งเชยี งใหม่เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๑๔๖
ในปี พ.ศ. ๒๑๗๖ เจ้าอุ่นเมือง เจ้าเมืองน่านแข็งข้อต่อพม่า แล้วหนีไปเมืองล้าน
ช้าง ภายหลังคุมผูค้ นกลบั มาตั้งทเี่ มืองน่านอีก เจ้าฟ้าสทุ โธเจา้ เมอื งเชียงใหม่ (พม่า) ยก
กองทัพมาตีเมืองน่านได้ เจ้าอุ่นเมืองหนีไปเมืองล้านช้าง ครั้งน้ันชาวบ้านชาวเมืองแตก
ตน่ื พากนั หนไี ปอยูต่ ามปา่ ตามเขาเป็นอนั มาก กองทพั พมา่ ได้กวาดเอาราษฎรท่ีหนไี ม่ทนั
และทรพั ยส์ นิ สมบตั ิกลบั ไป
ใน พ.ศ. ๒๒๔๖ เจ้าพระเมืองราชา เจ้าเมืองน่านแข็งข้อต่อพม่า พม่ายกกองทัพ
มาเปน็ อนั มาก เจา้ พระเมืองราชาเหน็ เหลอื กำ� ลงั ท่จี ะต่อสู้ กอ็ พยพครอบครวั หนไี ปเมอื ง
ลา้ นชา้ ง ราษฎรคงแตกตนื่ หนไี ปเทย่ี วซ่อนอยู่ตามดงตามป่าเช่นเคย ครงั้ น้นั พงศาวดาร
เมอื งนา่ นกลา่ ววา่ ปอ้ มปราการ บา้ นเรอื น วดั วาอาราม พระพทุ ธรปู พระธรรมคมั ภรี ์ เจดยี ์
สถานต่างๆ พม่ากท็ �ำลายเผาเสียสน้ิ จนจะเหลอื ให้ไวแ้ ตพ่ ืน้ แผ่นดนิ วา่ งเปล่าเทา่ นน้ั ฝา่ ย
ทางเมอื งเชยี งใหมน่ นั้ เลา่ เมอื่ พ.ศ. ๒๒๗๑ เจา้ ทองคำ� ชาวลา้ นชา้ งไดค้ รองเมอื งเชยี งใหม่
ดว้ ยความรสู้ กึ อนั เดยี วกนั กแ็ ขง็ ขอ้ ขนึ้ กองทพั พมา่ มารบราวบี า้ นเมอื งเดอื ดรอ้ นจลาจลอยู่
เสมอมา จนเสยี เมอื งเชยี งใหมแ่ กข่ า้ ศกึ ตอ่ จากนน้ั หวั เมอื งทงั้ หลายตา่ งกต็ ง้ั ซอ่ งควบคมุ กนั
เปน็ หมเู่ ปน็ เหลา่ หลายพวกหลายหมู่ ตา่ งหมตู่ า่ งกร็ บราฆา่ ฟนั กนั และกนั ไพรบ่ า้ นพลเมอื ง
กระจัดกระจายระสำ�่ ระสายจนหาความสขุ มิได้
จนเมอื่ ทางอาณาจักรสยาม พระยาตาก (สิน) ไดต้ ัง้ เมืองธนบุรีขึน้ เป็นราชธานี ตง้ั
ตัวขึ้นเปน็ กษัตรยิ ป์ กครองแผน่ ดนิ สยามขึน้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์ไดท้ รงขบั ไล่พม่า
ท่ีเข้ามาปกครองหัวเมืองไทยออกไปจนสิ้นเชิงและปราบปรามเมืองใหญ่ๆ ที่ตั้งตัวเป็น
ก๊กเป็นเหล่าราบคาบในไม่ช้า ตั้งแต่น้ันมาเป็นเวลาที่ไทยท�ำสงครามกับพม่าเพ่ือท�ำลาย
อิสรภาพของไทยเป็นหลายคร้ัง และตีพมา่ ปราชัยกลับไปทกุ คราว กาละนีแ้ สงสว่างแห่ง

246 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

สนั ตสิ ขุ รม่ เยน็ ไดจ้ บั ภมู ภิ าคแหง่ สยามทวั่ แลว้ และยงั จะทอแสงทอดมาสลู่ า้ นนาตอ่ ไป ใน
ทส่ี ดุ พ.ศ. ๒๓๑๗ กไ็ ดม้ าถงึ สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี เสดจ็ กรฑี าทพั มาตไี ดเ้ มอื งเชยี งใหม่
กอ่ นกาลทที่ พั หลวงใกลจ้ ะมาถงึ ปรากฏในพระราชพงศาวดารวา่ พน้ื แผน่ ดนิ ในลา้ นนาก็
ไหวหว่ันสะเทือนเป็นเหตุประหนึ่งว่า ธรณีล้านนาจะทรงพม่าไว้แต่เพียงกาลจำ� กัดเท่าน้ี
และแลว้ ตอ่ มากองทพั ไทยกข็ บั ไลพ่ มา่ หนอี อกไปจากลา้ นนาเปน็ อนั วา่ อาณาจกั รลา้ นนา
ไดผ้ นวกเขา้ เปน็ อาณาจกั รอนั หนงึ่ อนั เดยี วกบั อาณาจกั รสยามดำ� รงไวซ้ ง่ึ ชาติ “ไทย” ทต่ี า่ ง
แยกยา้ ยกนั อยใู่ หเ้ ปน็ ชาตไิ ทยบรบิ รู ณเ์ หมอื นเชน่ เดมิ สบื มา ฝา่ ยเมอื งนา่ น ในระหวา่ งทท่ี พั
กรุงธนบุรียกเข้าตีเมืองเชียงใหม่นั้น เจ้ามโนเป็นเจ้าเมืองน่าน ได้ให้เจ้าน้อยวิธูรราชวงศ์
เมอื งนา่ นไปในการทพั ของพมา่ ทเ่ี มอื งเชยี งใหม่ เมอื่ กองทพั ไทยเขา้ เมอื งเชยี งใหมแ่ ลว้ ได้
ตวั เจา้ นอ้ ยวธิ รู จงึ เกลย้ี กลอ่ มใหเ้ ขา้ สวามภิ กั ดแิ์ ลว้ ตงั้ เปน็ เจา้ เมอื งนา่ นขนึ้ ตอ่ กรงุ ธนบรุ ตี อ่
ไป
จากนั้นมาเมืองเชียงใหม่ก็ส่งเจ้าเมืองมาปกครองเมืองน่านซึ่งเป็นเมืองใต้การ
ปกครองของเมอื งเชยี งใหม่ รวมทง้ั หมด ๑๘ องค์ ชว่ งเวลาเกอื บ ๑๐๐ ปี ไดก้ อ่ สรา้ งสถาน
ส�ำคญั ๆ หลายแหง่ ซง่ึ เป็นผลใหช้ าวเมอื งนา่ นไดร้ ับเอาศิลปวฒั นธรรมของล้านนาเข้ามา
แทนทีศ่ ลิ ปวัฒนธรรมแบบสโุ ขทัย
ตอ่ มาในสมยั พระเจา้ บเุ รงนองมาตแี ละยดึ เมอื งเชยี งใหม่ ราชธานขี องอาณาจกั รลา้ น
นา ในปี พ.ศ. ๒๑๐๑ พญาพลเทพฤาชัยเจ้าเมืองนา่ นในขณะนัน้ ได้หนไี ปพึงอาณาจกั ร
ลา้ นชา้ ง (เมอื งหลวงพระบาง) และใหเ้ มอื งนา่ นขน้ึ ตรงตอ่ การปกครองของพมา่ ทเ่ี ชยี งใหม่
หลงั จากนนั้ ตกอยภู่ ายใตก้ ารปกครองของพมา่ ทำ� ใหเ้ จา้ เมอื งนา่ นหลายองคแ์ ขง็ ขอ้ ตอ่ พมา่
แตไ่ มส่ ำ� เรจ็ ต่อมาทำ� ให้พระเจา้ กรงุ อังวะตอ้ งสง่ กองทัพจากเชียงใหมม่ าปราบปรามแล้ว
ใหข้ นุ นางพมา่ เขา้ มาดแู ลโดยตรงและในตอนนเี้ องการทพี่ มา่ เขา้ มาปราบปรามทำ� ใหพ้ มา่
เผาท�ำลายเมอื ง เผาวดั วาอาราม ทำ� ให้เมอื งรา้ งไปเพราะผูค้ นหนีเข้าปา่
ในปี พ.ศ. ๒๒๕๙ พญานาขวา ผ้ทู ่ีพม่าได้ส่งมารักษาเมืองนา่ น เห็นว่าเมืองรา้ งเจา้
ผ้คู รองเมอื งมานาน จึงได้ขอใหพ้ ระเจ้ากรุงองั วะอัญเชญิ พญาหลวงต๋ินมหาวงศ์ เจ้าเมอื ง
เชียงใหม่มาเป็นเจ้าเมืองน่าน เมืองน่านจึงมีเจ้าผู้ครองนครท่ีสืบเช้ือสายราชวงศ์อีกครั้ง
คอื ราชวงศห์ ลวงตน๋ิ มหาวงศ์ และอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของพมา่ จนถงึ พ.ศ. ๒๓๑๒ สมัยที่
พระเจา้ ตากสนิ มหาราช ทรงกเู้ อกราชจากพมา่ และตีเมอื งเชยี งใหม่ รวมทงั้ เมืองล้านนา
ส�ำเร็จ ในตอนนั้นเมอื งนา่ นกถ็ ูกเกลีย้ กลอ่ มใหเ้ ข้าช่วยไทยรบ และให้เจ้าเมอื งนา่ นครอง
เมอื งตามเดมิ แตเ่ นอ่ื งจากเจา้ เมอื งนา่ นนน้ั ไมต่ งั้ มน่ั ในสจั จะ จงึ ท�ำใหพ้ ญากาวลิ ะควบคมุ
ตัวสง่ ไปที่กรงุ ธนบุรี ใน พ.ศ. ๒๓๒๑ เป็นเหตใุ หน้ ่านขาดผู้ปกครอง และช่วงนัน้ เปน็ ช่วง

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 247

ท่ีผลัดเปลีย่ นแผน่ ดนิ และราชวงศ์ สถาปนากรุงรตั นโกสินทรเ์ ปน็ ราชธานี ทำ� ใหพ้ ม่ากวด
ต้อนผู้คนในเมอื งนา่ นไปไวท้ ่ีเมอื งเชียงแสน ท�ำใหน้ ่านรา้ งไปถงึ ๒๓ ปี
สรุปเมอื งน่านในยุคสมยั อาณาจักรล้านนา
จะเหน็ ไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนาในเมอื งนา่ น เปน็ รปู แบบดงั ทก่ี ลา่ วมา โดยยอ่ จะเหน็ ถงึ
อทิ ธพิ ลทง้ั ทางดา้ นการพระพทุ ธศาสนา อทิ ธพิ ลทางสงั คมการเมอื งการปกครอง กลา่ วคอื
ในปี พ.ศ. ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราชกษตั รยิ ์นครเชยี งใหม่ มีความประสงคจ์ ะครอบครอง
เมืองน่านและแหล่งเกลือบ่อมาง (เขตต�ำบลบ่อเกลือใต้ อ�ำเภอบ่อเกลือ) ท่ีมีอย่างอุดม
สมบูรณแ์ ละหาไดย้ ากทางภาคเหนอื จงึ ได้จัดกองทพั เขา้ ยึด เมอื งน่าน พญาอนิ ต๊ะแก่น
ท้าวไม่อาจต้านทานได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึง
ถกู ผนวกเขา้ ไว้ในอาณาจกั รลา้ นนาตงั้ แตน่ ้ันมา
ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐๐ ปีที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของอาณาจักรล้านนา
ได้ค่อยๆ ซึมซับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนามาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอา
ศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนท่ีศิลปกรรมแบบ
สโุ ขทยั อย่างชดั เจน เชน่ เจดีย์วดั พระธาตแุ ชแ่ หง้ เจดีย์วดั สวนตาล (มวลสารจากวัดสวน
ตาลใชท้ ำ� พระสมเด็จจติ รลดา) เจดียว์ ดั พระธาตุช้างค้ำ� แมจ้ ะเหลอื สว่ นฐานท่มี ชี ้างล้อม
รอบซ่ึงเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ข้ึนไปถึงส่วนยอดเปล่ียนเป็น
ศิลปกรรมแบบลา้ นนาไปจนหมดส้นิ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๓-๒๓๒๘ เมอื งน่านไดต้ ก
เป็นเมืองข้ึนของพม่าอยูห่ ลายครั้งและต้องเปน็ เมืองร้างไร้ผู้คนถึง ๒ ครา คอื คร้งั แรก ปี
พ.ศ. ๒๒๔๗-๒๒๔๙ คร้ังที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๓๒๑-๒๓๔๔
เมืองน่านในยุคการรวมเขา้ ส่สู ยามประเทศ
ในต้นรัชกาลท่ี ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมืองน่านยัง
มีเจ้าเมืองเป็นสองฝ่ายอยู่ คือ พระยามงคลวรยศเป็นเจ้าเมืองฝ่ายกรุงเทพมหานคร ต้ัง
อยู่ทีท่ ่าปลา และเจ้าอตั ถวรปญั โญ (ภายหลังโปรดเกลา้ ฯ ให้สถาปนาเปน็ เจา้ ฟา้ ) ผู้เปน็
หลาน เป็นเจ้าเมืองฝ่ายบุรรัตนอังวะ ตั้งอยู่ที่เมืองเทิง ท้ังน้ีด้วยเหตุเม่ือคร้ังท่ีเมืองน่าน
ขึ้นกบั กรงุ เทพฯ เจา้ อัตถวรปัญโญตกอยู่ในเมืองเชียงแสนกับพม่า
ภายหลงั เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๒๙ เจา้ อตั ถวรปญั โญลงไปหาพระยามงคลวรยศทเ่ี มอื งทา่ ปลา
ขอเข้าพ่ึงพระบรมโพธิสมภารในกรุงเทพมหานคร พระยามงคลวรยศมีความยินดี จึง
มอบบา้ นเมอื งใหเ้ จา้ อตั ถวรปญั โญครอง ครง้ั ลว่ งมาอกี ปหี นง่ึ เจา้ อตั ถวรปญั โญกล็ งไปเฝา้
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ยงั กรงุ เทพฯ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ จา้ อตั ถวรปญั โญ

248 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่


Click to View FlipBook Version