The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฮอมผญ๋าล้านนา

ฮอมผญ๋าล้านนา

ด�ำรงต�ำแหน่งเจา้ เมืองนา่ นตอ่ ไปตามเดิม และตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ เปน็ ต้นมา เมืองน่านมี
เจ้าผ้คู รองนคร ๙ คน
เจา้ ผคู้ รองนครนา่ น ลว้ นแตไ่ ดป้ ฏบิ ตั ริ าชการในกรงุ เทพมหานครดว้ ยดี มคี วามชอบ
ปรากฏเหมาะสมทุกระยะกาลสมยั เป็นกำ� ลงั ในการทัพศกึ เสมอดว้ ยวรี ชนผู้กล้าหาญทั้ง
หลาย ประกอบดว้ ยความซอื่ สตั ยส์ จุ รติ ตงั้ มนั่ อยใู่ นความกตญั ญกู ตเวทตี อ่ พระมหากษตั รยิ ์
แห่งกรงุ รัตนโกสินทรอ์ ยเู่ ป็นล�ำดบั มาตลอดกาล
เมื่อมหาประเทศทางตะวันตก มีอังกฤษและฝร่ังเศสได้ประเทศใกล้เคียงเป็นเมือง
ข้ึนและแผ่อ�ำนาจใกล้เข้ามาโดยรอบพระราชอาณาจักรสยามอยู่เป็นล�ำดับ เกิดมีคนใน
บังคับต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปกครองของสยามขึ้นเป็นเงาตามตัว หัวเมือง
ประเทศราชของสยามท้งั ปวงเป็นเมืองทอ่ี ย่ใู นข่ายพระราชอาณาเขต มกี ารเก่ยี วข้องกบั
คนในบังคับบัญชามากกว่าหัวเมืองชั้นใน แต่วิธีการปกครองของเมืองประเทศราชเหล่า
นนั้ ยังเปน็ พลการและโบราณล้าสมัยอยู่มาก อาจมีการพล้ังพลาดถงึ กับเป็นการกระทบ
กระเทอื นในทางการเมอื งและสญั ญาทางพระราชไมตรไี ด้ อกี ประการหนงึ่ ในสมยั เดยี วกนั
แม้ในพระราชอาณาเขตภายในเองก็ยังมีการปกครองโดยให้เมืองใหญ่ปกครองเมืองน้อย
ตามลำ� ดบั เมืองท่ีเป็นเอก โท ตรี จตั วา อยูท่ ัว่ ไป เมอื งใหญ่เพียงแตต่ ้องฟงั บงั คับบัญชา
โดยตรงจากเจา้ กระทรวง การทเี่ ปน็ เชน่ นอ้ี ยใู่ นฐานะทต่ี อ้ งกระจายหวั เมอื งอยมู่ าก ในขณะ
นน้ั การคมนาคมถึงกนั กไ็ ม่ใคร่สะดวก คำ� สัง่ จากกรงุ เทพฯ จะถึงเมอื งหน่ึงๆ ก็ช้า เหตผุ ล
ท่ีเปน็ ข้อส�ำคญั ยง่ิ กค็ ือ เหตุที่มามอบหมายใหห้ ัวเมืองบังคบั บัญชากันเอง การตรวจตรา
ของเจ้าหน้าท่ีผู้ใหญ่ในกรุงไม่สามารถไปตรวจตราได้ เม่ืออาณาประชาชนมีคดีทุกข์ร้อน
หรอื ถกู เจ้าพนักงานกดขีข่ ม่ เหงหรือตัดสนิ ความไมย่ ุตธิ รรม เจา้ กระทรวงกต็ ้องเรียกตวั คู่
ความและส�ำนวนไปช�ำระว่ากล่าวในกรงุ กวา่ จะได้รบั ความยุตธิ รรมกเ็ ปน็ ความเดอื ดร้อน
แกร่ าษฎรเปน็ อนั มาก พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงทราบฝา่ ละอองธลุ ี
พระบาทถงึ เหตดุ งั กลา่ วนน้ั จงึ ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหร้ วบรวมการบงั คบั บญั ชา
หวั เมอื งประเทศราชขน้ึ เปน็ มณฑลเทศาภบิ าลเป็นครงั้ แรก และทรงต้ังข้าหลวงใหญ่ออก
ไปบัญชาต่างพระเนตรพระกรรณนบั ตงั้ แต่ระหวา่ งปี ๒๔๓๕ – ๒๔๓๗ และในปตี อ่ ๆ มา
ก็ทรงต้ังมณฑลอ่ืนๆ ขึ้นอีกเป็นล�ำดับ จังหวัดน่านข้ึนอยู่ใน “มณฑลลาวเฉียง” ซ่ึงมี
จงั หวดั อน่ื ๆ ขน้ึ อยอู่ กี คอื เชยี งใหม่ ล�ำพนู ลำ� ปาง แพร่ เชยี งราย (ภายหลงั แยกอาณาเขต
จังหวัดเชียงใหม่ตั้งเป็นจังหวัดข้ึนอีกจังหวัดหนึ่งคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน) ต้ังศาลารัฐบาล
ทีจ่ ังหวัดเชยี งใหม่ พ.ศ. ๒๔๔๓ ไดป้ ระกาศเปล่ยี นชอื่ เป็น “มณฑลตะวันตกเฉียงเหนอื ”
พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “มณฑลพายัพ” พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ประกาศตั้ง

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 249

มณฑลพายัพเป็นภาคพายัพ และตั้งสมุหเทศาภิบาลเป็นอุปราชประจ�ำภาค ใน พ.ศ.
๒๔๕๘ นีเ้ อง ได้ประกาศแยกจังหวดั นา่ น แพร่ ลำ� ปาง ออกจากมณฑลพายพั ตั้งมณฑล
ข้นึ อีกมณฑลหนงึ่ เรยี กวา่ “มณฑลมหาราษฎร”์ ข้ึนอยใู่ นภาคพายพั ตั้งศาลารัฐบาลอยู่
ที่จงั หวัดแพร่ พ.ศ.๒๔๖๘ ได้ประกาศเลกิ ภาคพายพั และตำ� แหนง่ อุปราชประจำ� ภาคเป็น
สมหุ เทศาภิบาลกบั ยกเลิกมณฑลมหาราษฎร์รวมจังหวดั ทีอ่ ย่ใู นมณฑลมหาราษฎรไ์ ปข้นึ
แกม่ ณฑลพายัพตามเดมิ พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ประกาศยบุ มณฑลและให้จังหวดั ต่างๆ ขน้ึ ตรง
ตอ่ กระทรวงมหาดไทย
เมอื่ กอ่ นตง้ั มณฑลลาวเฉยี งขนึ้ นนั้ กระทรวงมหาดไทยไดต้ งั้ ขา้ หลวงมาประจำ� จงั หวดั
นา่ นแล้ว เรมิ่ แต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ เปน็ ต้นมา เพือ่ กำ� กับตรวจตราจัดวางระเบยี บราชการใน
พ้ืนเมืองให้เข้ากับรูปแบบในกรุงเทพฯ ต่างหูต่างตากระทรวงมหาดไทยและจัดการอัน
เกย่ี วกบั ตา่ งประเทศ มใิ หเ้ ปน็ การกระทบกระเทอื นในทางการเมอื ง ในขน้ั ตน้ ทม่ี ขี า้ หลวง
มาประจ�ำ การปฏิบัติราชการมีการขลุกขลักกันอยู่บ้าง เพราะเป็นหัวต่อของการที่จะ
ปรับปรุงระเบียบราชการข้ึนใหม่ ซ่ึงการท้งั นกี้ ็ย่อมจะกระเทือนใจบรรดาเจ้านายอยบู่ ้าง
แต่ต่อมาเมื่อทั้งสองฝ่ายได้ท�ำความเข้าใจกันดีแล้วความกลมเกลียวประสานงานก็ค่อย
ดีขึ้นเป็นล�ำดับ ขณะน้ีทางบ้านเมืองยังคงมีสนามเป็นท่ีว่าการอยู่ตามเดิม คร้ันต่อมาถึง
พ.ศ. ๒๔๔๐ เมอ่ื ไดท้ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหใ้ ชพ้ ระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะการปกครอง
ท้องท่ี ร.ศ. ๑๑๖ แล้ว กระทรวงมหาดไทยได้มีตราให้ยุบเลิกต�ำแหน่งขุนสนามและตั้ง
พนกั งาน ๖ ตำ� แหน่งขนึ้ ว่าการมหาดไทย การยตุ ิธรรม การทหาร การคลงั การนา การวงั
แทน ให้ข้ึนอยู่ในข้าหลวงประจ�ำเมืองและเจ้าผู้ครองนคร เนื่องด้วยการแบ่งเขตแขวง
สำ� หรบั จดั การปกครองและต�ำแหนง่ หนา้ ทรี่ าชการในปกครองและต�ำแหนง่ หนา้ ทร่ี าชการ
ในมณฑลตะวนั ตกเฉียงเหนือ ยังเปน็ การกา้ วก่ายอยูห่ ลายประการ สมควรจะจัดการวาง
แบบแผนวธิ ปี กครองและวางตำ� แหนง่ หนา้ ทร่ี าชการใหเ้ ปน็ ไปตามควรแกก่ าลสมยั ตอ่ มา
เมอื่ พ.ศ. ๒๔๔๒ กระทรวงมหาดไทยจงึ ใหพ้ ระยามหาอ�ำมาตยาธบิ ดี (เสง วิรยิ ศริ ิ) เมอ่ื
ครั้งเป็นพระยาศรีสหเทพราชปลัดทูลฉลอง ข้ึนมาจัดวางระเบียบการปกครองในมณฑล
ตะวันตกเฉียงเหนือ อันเน่อื งแต่ได้ใช้พระราชบญั ญัตลิ ักษณะปกครองทอ้ งท่ี ร.ศ. ๑๑๖
แล้วนั้น และเพื่อที่กระทรวงมหาดไทยจะได้ตราข้อบังคับส�ำหรับปกครองมณฑลตะวัน
ตกเฉยี งเหนอื ขน้ึ ใชใ้ นปตี อ่ ไป ปนี พี้ ระยามหาอ�ำมาตยาธบิ ดไี ดม้ าทจี่ งั หวดั นา่ น พรอ้ มดว้ ย
พระเจา้ สุรยิ พงษ์ผรติ เดช (ครงั้ นั้นยังเป็นเจ้าสรุ ยิ ะพงษผ์ ริตเดช) เจา้ ผู้ครองนคร พระยา
สุนทรนุรักษ์ (เล่ือง ภูมิรัตน์) ข้าหลวงประจ�ำเมืองและเจ้านายท้าวพญาท้ังปวงประชุม
ปรึกษาตกลงวางระเบยี บราชการข้ึนใหม่

250 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ภายหลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครองมาสรู่ ะบบประชาธปิ ไตยเมอื่ พ.ศ. ๒๔๗๕ แลว้ ไดม้ ี
พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ แหง่ ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ จดั
ระเบียบราชการบรหิ ารสว่ นภมู ิภาคออกเปน็ จังหวัดและอำ� เภอ
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๙๕ รฐั บาลไดอ้ อกพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
ขนึ้ ใหมอ่ กี ฉบบั หนงึ่ มสี าระสำ� คญั คอื จงั หวดั มฐี านะเปน็ นติ บิ คุ คลซงึ่ ตามพระราชบญั ญตั ิ
ฉบบั เดิมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ จังหวดั ไมม่ ฐี านะเป็นนิติบุคคล
สรุปเมืองนา่ นในยคุ สมยั รตั นโกสินทร์
ปี พ.ศ. ๒๓๓๑ เจ้าอัตถวรปัญโญได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จฬุ าโลกมหาราชเพอื่ ขอเปน็ ขา้ ขอบขณั ฑสมี า หลงั จากนนั้ เจา้ อตั ถวรปญั โญกย็ งั มไิ ดเ้ ขา้ ไป
อยู่เมอื งนา่ นเสียทเี ดยี วเนอื่ งจากเมืองนา่ นยังรกร้างอยู่ จึงได้ย้ายไปอาศยั อยู่ตามที่ตา่ งๆ
คือ บ้านตดึ๊ บญุ เรือง เมอื งงัว้ (บรเิ วณอำ� เภอนานอ้ ย) เมอื งพ้อ (บรเิ วณอำ� เภอเวยี งสา) จน
กระท่ังหลังจากได้บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านพร้อมท้ังได้ขอพระบรมราชานุญาตแล้ว จึง
กลบั เขา้ มาอยใู่ นเมอื งนา่ นในปี พ.ศ. ๒๓๔๔ ในยคุ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เมอื งนา่ นมฐี านะ
เป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในช้ันหลังทุกองค์ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ด้วยความเท่ยี งธรรม มคี วามซอ่ื สัตย์ จงรักภกั ดตี ่อพระมหากษัตรยิ ์ราชวงศจ์ กั รี ได้ชว่ ย
ราชการบา้ นเมอื งสำ� คญั หลายครง้ั หลายคราดว้ ยกนั นอกจากนเ้ี จา้ ผคู้ รองนครนา่ นตา่ งได้
อปุ ถมั ภค์ ำ�้ จนุ และทำ� นบุ ำ� รงุ กจิ การพทุ ธศาสนาในเมอื งนา่ นเปน็ สำ� คญั ไดส้ รา้ งธรรมนทิ าน
ชาดก การจารพระไตรปฎิ กลงในคมั ภีร์ใบลาน นับเปน็ คมั ภรี ไ์ ด้ ๓๓๕ คัมภีร์ นับเปน็ ผูก
ได้ ๒,๖๐๖ ผูก ไดน้ �ำไปมอบใหเ้ มอื งต่างๆ เชน่ เมืองลำ� ปาง เมืองลำ� พูน เมอื งเชียงใหม่
เมืองเชียงราย และเมอื งหลวงพระบาง
เมอื งนา่ นในยุคหลังการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงมพี ระกรณุ าโปรด
เกลา้ ฯ สถาปนาใหเ้ จา้ สรุ ยิ พงษผ์ ลติ เดชฯ เลอ่ื นยศฐานนั ดรศกั ดข์ิ น้ึ เปน็ พระเจา้ นครนา่ น
มพี ระนามปรากฏตามสพุ รรณปฏั วา่ “พระเจา้ สรุ ยิ พงษผ์ ลติ เดช กลุ เชษฐมหนั ต์ ไชยนนั ท
บรุ มหาราชวงศาธบิ ดี สรุ ติ จารรี าชนภุ าวรกั ษ์ วบิ ลู ยศกั ดกิ์ ติ ไิ พศาล ภบู าลบพติ รสถติ ย์
ณ นนั ทราชวงษ”์ เปน็ พระเจา้ นครนา่ นองคแ์ รกและองคเ์ ดยี วในประวตั ศิ าสตรน์ า่ น ภาย
หลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ได้สร้างหอค�ำ (คุ้ม
หลวง) ขน้ึ แทนหลงั เดมิ ซงึ่ สรา้ งในสมยั ของเจา้ อนนั ตวรฤทธเิ ดชฯ และดา้ นหนา้ หอค�ำมขี ว่ ง
ไวท้ ำ� หนา้ ทค่ี ลา้ ยสนามหลวงสำ� หรบั จดั งานพธิ ตี า่ งๆ ตลอดจนเปน็ ทจี่ ดั ขบวนทพั ออกสศู้ กึ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 251

จดั ขบวนน�ำเสดจ็ หรอื ขบวนรบั แขกเมอื งส�ำคญั และในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เมอื่ เจา้ มหาพรหม
สรุ ธาดาเจา้ ผคู้ รองนครนา่ นถงึ แกพ่ ริ าลยั ต�ำแหนง่ เจา้ ผคู้ รองนครกถ็ กู ยบุ เลกิ ตงั้ แตน่ นั้ มา
สว่ นหอคำ� ไดใ้ ช้เป็นศาลากลางจงั หวัดนา่ น จนปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จังหวัดน่านได้มอบหอค�ำ
ใหก้ รมศิลปากรใชเ้ ป็นสถานทจ่ี ดั ต้งั พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาตนิ ่านจนกระทง่ั ปจั จุบัน
ในยคุ ประชาธปิ ไตย จงั หวดั นา่ นยงั มตี ำ� นานการเปน็ แหลง่ กบดานของสมาชกิ พรรค
คอมมวิ นสิ ตแ์ หง่ ประเทศไทย โดยเฉพาะทอ่ี �ำเภอทงุ่ ชา้ ง ซงึ่ เปน็ พนื้ ทยี่ ทุ ธศาสตรส์ �ำคญั อกี
แหง่ หนง่ึ โดยมอี นสุ รณส์ ถานวรี กรรมทงุ่ ชา้ งเปน็ พยานชว่ ยเตอื นความจ�ำใหแ้ กช่ นรนุ่ หลงั
เจา้ ฟา้ อตั ถวรปญั โญ (พ.ศ.๒๓๒๙-๒๓๕๓) บตุ รของเจา้ สทุ ธะมศี กั ดเิ์ ปน็ หลานผพู้ ี่
ผนู้ อ้ งกบั เจา้ มงคลวรยศไดเ้ ปน็ ผคู้ รองเมอื งนา่ นภายใตร้ ม่ โพธสิ มภารของรชั กาลท่ี ๑ แหง่
กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ และไดร้ บั พระราชทานพระยศเปน็ เจา้ ฟา้ เนอื่ งจากรบั เขา้ ขอบขณั ฑเสมา
ของรัชกาลท่ี ๑ นบั เป็นผสู้ นองราชการและแสดงความภกั ดีต่อราชวงศจ์ กั รมี าโดยตลอด
อาทิ การร่วมยกทพั ไปสมทบกบั เชยี งใหมแ่ ละลำ� ปางเพ่ือตีเชยี งแสนคนื จากพม่า และลง
มาร่วมพธิ ีบรมศพรัชกาลที่ ๑ เม่อื พ.ศ. ๒๓๕๓ จนประชวรและถงึ แกพ่ ริ าลัยทกี่ รงุ เทพฯ
ด้านพุทธศาสนาได้บูรณะวดั พระธาตุแช่แห้ง เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๓๓๖ สรา้ งพระปางมาร
วชิ ยั สำ� รดิ ทว่ี ัดศรบี ุญเรอื ง และสร้างวดั บุญยนื ทอ่ี ำ� เภอเวียงสา
เจา้ สมุ นเทวราช (พ.ศ.๒๓๕๓-๒๓๖๘) บตุ รแหง่ เจา้ อรยิ วงคห์ วนั๋ ทอ๊ กไดร้ ว่ มราชการ
ทพั โดยยกทัพไปตีเมืองล้า เมืองพง เชียงแขง็ และภคู า แลว้ กวาดต้อนผคู้ นมาเมืองน่าน
และนำ� ตัวพญาหวั เมืองทั้งหลายเขา้ เฝ้ารัชกาลที่ ๒ เมอ่ื ราวปี พ.ศ. ๒๓๕๓ ต่อมาปี พ.ศ.
๒๓๕๙ ไดน้ �ำช้างเผือกถวายพอ่ เจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ ๒ และในชว่ งปี พ.ศ. ๒๓๖๐ ได้เกดิ น้�ำ
ทว่ มครง้ั ใหญท่ ำ� ใหเ้ มอื งนา่ นคอื เวยี งนา่ นในขณะนน้ั เสยี หายมากมาย กำ� แพงเมอื งพงั ไปทงั้
ดา้ น จงึ ยา้ ยเมอื งอกี ครงั้ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๒ มาอยบู่ รเิ วณดงพระเนตรชา้ งใชเ้ วลาสรา้ งเมอื ง
๖ เดอื น เรยี กเมืองใหม่วา่ เวียงเหนอื และเรยี กเวยี งนา่ นเดมิ วา่ เวยี งใต้ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๗
ได้มาร่วมพธิ พี ระบรมศพรชั กาลท่ี ๒ และเกดิ ประชวรถึงแกพ่ ิราลยั ท่ีกรุงเทพฯ
เจ้าอนันตวรฤทธิเดช (พ.ศ.๒๓๙๕-๒๔๓๖)บุตรเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ครองเวียง
เหนือต่อจากเจ้าอชิตวงค์และเจ้ามหาวงศ์ตามล�ำดับ ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลท่ี ๔ แห่งกรุง
รัตนโกสนิ ทร์ ปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ให้ยกทพั ไปตสี บิ สองพันนาและเชียงรุง้ แต่
พอทัพไปถึง เจา้ เมอื งเชยี งรุ้งกข็ อสวามิภกั ดต์ิ ่อกรงุ รตั นโกสินทร์ โดยไม่ต้องเสยี เลือดเนอ้ื
ปี พ.ศ. ๒๓๙๗-๒๓๙๘ ยกทพั ไปช่วยทพั ของกรมหลวงวงศาธริ าชตเี มืองเชียงตงุ และใน
ปี พ.ศ. ๒๓๙๘ นเ้ี องเจ้าอนนั ตวรฤทธเิ ดชได้เห็นการเปลีย่ นเส้นทางของแม่นำ�้ น่านว่าได้

252 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ไหลห่างจากแนวก�ำแพงเวียงใต้ซึ่งเคยท่วมออกไปมากแล้ว จึงขอพระราชทานพระบรม
ราชานุญาตจากรัชกาลที่ ๔ ย้ายเมืองนา่ นจากเวยี งเหนอื กลับมายงั เวยี งใตด้ ังเดิม และได้
ปฏสิ ังขรณ์ก�ำแพงเมืองส่วนท่ีเคยถกู น�้ำซัดพังทลาย ได้บรู ณะเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ จาก
นนั้ ไดบ้ รู ณะวัดพระธาตุแช่แห้ง วัดภูมินทร์ วดั พญาภู และอีกหลายวดั ท่อี ยู่ในเวยี งใต้
เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชโอรสเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ครองน่านในช่วงรัชสมัยที่ ๕
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซ่ึงพระองค์ได้ปรับเปล่ียนการปกครองหัวเมืองโดยให้พระบรม
วงศานุวงค์ก�ำกับดูแลการบริหารของผู้ครองนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้ทรงโปรด
เกล้าฯ สถาปนาเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชขึ้นเป็น “พระเจ้านครน่าน” มีพระนามจารึกใน
พระสพุ รรณบฏั จงึ เปน็ พระเจา้ นครนา่ นองคแ์ รกและองคเ์ ดยี ว และในปเี ดยี วกนั นพี้ ระเจา้
สรุ ยิ พงษผ์ รติ เดชฯ ไดโ้ ปรดใหส้ รา้ งหอคำ� ขน้ึ ใหมใ่ นบรเิ วณหอคำ� เดมิ จากอาคารไมศ้ ลิ ปะ
ล้านนามาเป็นอาคารรูปแบบผสมผสานระหวา่ งศิลปะไทยกบั ตะวนั ตก ใชเ้ ป็นวงั ทพี่ �ำนกั
และเป็นทว่ี ่าราชการพระเจ้าสุรยิ งพงษผ์ รติ เดชฯ ถอื เป็นต้นสกลุ ณ น่าน ทง้ั นเี้ พราะเปน็
ผขู้ อพระราชทานนามสกลุ ณ นา่ น จากพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี
๖ เมอื่ ๑๕ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยมีรุ่นลกู หลานของเจา้ อนันตวรฤทธเิ ดช สาย ๑ ลกู
หลานของเจ้ามหาพรหมสรุ ธาดาอกี สายหนงึ่ และลูกหลานของพระองคอ์ กี สายหนงึ่ ผูใ้ ช้
สกุล ณ น่าน จงึ มอี ยู่ ๓ สายดงั กล่าว
เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๖๑) โอรสเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ในยุค
สมัยน้ีได้มีการปรับเปล่ียนการปกครอง อำ� นาจของเจ้าผู้ครองนครลดน้อยลง เป็นเพียง
ประมขุ ของจังหวัด และมีกำ� หนดอตั รารายได้เปน็ เงนิ เดอื น ประกอบกับรัชกาลที่ ๗ แห่ง
กรงุ รตั นโกสนิ ทรไ์ ดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กเลกิ การมเี จา้ ผคู้ รองนครนา่ น หลงั จากเจา้ มหาพรหม
สรุ ธาดาพริ าลยั ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ทางกรงุ เทพฯ จงึ มไิ ดแ้ ตง่ ตงั้ ใครเปน็ ผคู้ รองนครนา่ นอกี
เจ้ามหาพรหมสุรธาดาจงึ เปน็ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สดุ ทา้ ย
ความเปน็ มาแหง่ สายสกลุ เจา้ ผู้ครองนครนา่ น
๑. หลวงติน๋ มหาวงศ์ เป็นเจ้านายสายนครเชยี งใหม่ ไดร้ บั มอบหมายใหม้ าเป็นเจ้า
ผ้คู รองนครน่านเม่อื พ.ศ. ๒๒๖๙ – ๒๒๙๔ ซึ่งนครน่านในขณะน้ันขึ้นกบั นครเชยี งใหม่
และถอื วา่ เป็นต้นสายของสกุล ณ น่าน
๒. เจ้าอริยวงศห์ ว๋ันท๊อก เป็นโอรสของเจา้ พญาหลวงติ๋นมหาวงศ์ (พ.ศ.๒๒๙๔ –
๒๓๒๖) เป็นตน้ สกลุ ไชยวงศ์หวน๋ั ทอ๊ ก

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 253

๓. พญามงคลวรยศ ช่ือเดิมเจ้าจันทประโชติเป็นโอรสเจ้าอริยวงศ์หว๋ันท๊อก แต่
ต่างมารดากับพญาสมุ นเทวราช (พ.ศ.๒๓๒๖ – ๒๓๒๙) นับเป็นรุ่นหลานของพญาหลวง
ตน๋ิ มหาวงศ์ เปน็ ต้นสกุลวรยศ
๔. เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เป็นรุ่นเหลนของพญาหลวงต๋ินมหาวงศ์ (พ.ศ.๒๓๒๙ -
๒๓๕๓) สายนไี้ ม่มีหลกั ฐานการจดทะเบียนนามสกุล
๕. พญาสุมนเทวราช ชื่อเดมิ เจ้าสมณ เป็นโอรสเจา้ อริยวงศห์ วน๋ั ท๊อก (พ.ศ.๒๓๕๓
- ๒๓๖๔) นับเปน็ รุ่นหลานของพญาหลวงติ่นมหาวงศเ์ ช่นกนั และเป็นต้นสกุลสมณชา้ ง
เผอื ก เนือ่ งด้วยได้นำ� ชา้ งเผอื กมาถวายแดร่ ชั กาลท่ี ๒ แห่งราชวงศ์จักรี
๖. พญามหายศ ชือ่ เดิมเจา้ มหายศ เปน็ โอรสเจา้ ฟา้ อตั ถวรปญั โญกับแม่เจา้ ค�ำนอ้ ย
(พ.ศ.๒๓๖๔ – ๒๓๗๘) เป็นรุ่นโหลนของพญาหลวงต๋ินมหาวงศ์ และเป็นต้นสกุล
มหายศนันท์
๗. พญาอชติ วงศา โอรสพญาสมุ นเทวราช (พ.ศ.๒๓๗๘ – ๒๓๗๙) นบั เปน็ รนุ่ เหลน
ของพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์ และเปน็ ต้นสกลุ จิตวงศนันท์
๘. พญามหาวงศ์ ชอื่ เดมิ เจา้ มหาวงศ์ เปน็ รนุ่ เหลนของพญาหลวงตนิ๋ มหาวงศ์ (พ.ศ.
๒๓๗๙ – ๒๓๙๖) และเป็นต้นสกลุ มหาวงศนนั ท์ และสกลุ พรหมวงศนนั ท์
๙. เจ้าอนันตวรฤทธิเดช ช่ือเดิมเจ้าอนันตยศ เป็นโอรสของเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ
กับชายาท่ี ๔ ช่ือแม่เจ้าขันแก้ว มีชายา ๑๑ คน โอรสธิดารวม ๓๐ คน และมีโอรสท่ี
ได้ครองนครน่านสบื ตอ่ ถงึ ๒ พระองค์ คอื ล�ำดับท่ี ๑๐ และ ๑๑ เป็นเจ้าผคู้ รองนคร
น่านท่ียาวนานที่สุดถึง ๔๐ ปี (พ.ศ.๒๓๙๖ – ๒๔๓๖) นับเป็นรุ่นเหลนของพญาหลวง
ตน๋ิ มหาวงศ์ และเป็นสกุล ณ น่าน สายที่ ๑
๑๐. พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ช่ือเดิมเจ้าสุยะ เป็นโอรสองค์ที่ ๒ ของเจ้า
อนนั ตวรฤทธเิ ดชกบั อัครชายาช่อื แมเ่ จา้ สนุ นั ทา มชี ายา ๗ คน โอรธดิ ารวม ๔๓ คน แต่
ไม่มีโอรสองค์ใดได้ครองนครน่านสืบต่อเลย ครองนครน่านปี พ.ศ.๒๔๓๖ – ๒๔๖๑
เป็นสกุล ณ น่าน สายที่ ๒ โดยเป็นผู้ที่ทูลขอพระราชทานใช้นามสกุล ณ น่าน เมื่อ
๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๖ (สมยั รชั กาลท่ี ๖)
๑๑. เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ช่ือเดิมเจ้ามหาพรหม เป็นโอรสองค์แรกของเจ้า
อนันตวรฤทธิเดชกบั ชายาท่ี ๒ เจา้ แมข่ อดแกว้ และมีน้องหญงิ รวมมารดาอกี ๑ คน มี
ชายา ๓ คน โอรสธดิ ารวม ๙ คน เป็นเจา้ ผ้คู รองนครนา่ นเปน็ องคส์ ดุ ท้าย (พ.ศ.๒๔๖๑

254 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

– ๒๔๗๔) หลงั จากนน้ั รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จกั รีได้โปรดเกล้าฯ ใหย้ กเลิกการมีเจ้า
ผู้ครองนครน่าน เจา้ มหาพรหมสุรธาดา เป็นสกลุ ณ น่าน สายที่ ๓
ดังน้นั สกลุ ณ นา่ น ทม่ี เี จ้าพญาหลวงติ๋นมหาวงศ์เปน็ ต้นสายสกุลจงึ มีผ้ใู ช้นามสกลุ
ณ นา่ น ๓ สาย ดังความข้างต้น
สรุปพระพุทธศาสนาเมอื งนา่ นในยคุ หลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
พระพทุ ธศาสนาในยคุ นีม้ ีการเปล่ียนแปลงเปน็ ไปตามยคุ ตามสมัย โดยเฉพาะมีการ
ปกครองคณะสงฆอ์ กี รูปแบบหนึง่ กล่าวคอื
รชั กาลท่ี ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าหัวหรือพระปิยมหาราช ประสูติเมื่อวันอังคาร
แรม ๓ ค่ำ� เดอื น ๑๐ ตรงกับวนั ที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ (ร.ศ.๗๒) เม่ือพระชนั ษา
เพยี ง ๑๖ พรรษา ตอ้ งมีผสู้ ำ� เรจ็ ราชการแทนพระองค์ พอพระชันษาครบ ๒๐ พรรษา จึง
เสดจ็ ออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาดาราม มูลเหตแุ หง่ การออกผนวช สนั นษิ ฐานได้ ๒
ประการ คอื
๑. เพอื่ ทรงอทุ ิศส่วนพระราชกศุ ลถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ
๒. เพอ่ื อนุวัตตามประเพณนี ิยมของไทย
แต่บางท่านใหข้ อ้ คิดว่า การออกผนวชเปน็ พระราชกศุ โลบายในเวลานน้ั ประชาชน
ทงั้ ประเทศยอมรบั วา่ อำ� นาจการปกครองแผน่ ดนิ ตกอยกู่ บั สมเดจ็ พระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ
วงศ์ ผสู้ ำ� เรจ็ ราชการแทนพระองค์ การทพ่ี ระองคจ์ ะขอใหผ้ สู้ ำ� เรจ็ ราชการมอบอำ� นาจถวาย
ดูเป็นการไม่สมควร แต่เมื่อบรรลุนิติภาวะได้ผนวชแล้ว ผู้ส�ำเร็จราชการคงมอบอ�ำนาจ
การปกครองแผน่ ดินให้แน่และเป็นพธิ ีที่นมุ่ นวล ดังนั้นพระองคจ์ ึงลาผนวชแล้ว ก็ได้มพี ิธี
บรมราชาภิเษกใหม่อีกครั้ง ซ่ึงเป็นไปตามท่ีพระองค์ทรงคาดไว้ พระราชกรณีกิจที่เก่ียว
กับพระพุทธศาสนา พอสรปุ ได้ คือ
๑. ทรงวางแนวการปกครองคณะสงฆ์ โดยทรงกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราช
บญั ญตั ิลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ขน้ึ นับเป็นกษตั ริยอ์ งคท์ ี่ ๒ ทีต่ รากฏหมาย
เกย่ี วกับคณะสงฆ์ ตรงกบั พ.ศ. ๒๔๔๖ เวลาน้นั ไทยมพี ระอยู่ ๓ นิกายคอื ๑. มหานกิ าย
คือ คณะสงฆไ์ ทยเดมิ ๒. ธรรมยุติกนกิ าย คือ คณะสงฆท์ ่ีสืบมาจากพระวชริ ญาณเถระ
(เจา้ ฟ้ามงกุฏ) ครง้ั รชั กาลที่ ๔ ๓. รามญั นกิ าย คอื คณะสงฆท์ ่ีสบื มาจากประเทศรามัญ
ทกุ นกิ ายทก่ี ลา่ วนเ้ี ปน็ นกิ ายฝา่ ยใต้ คอื เถรวาทหรอื หนิ ยาน และมนี กิ ายฝา่ ยเหนอื อยอู่ กี ๒

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 255

นกิ ายคอื อานมั นกิ าย (ญวน) และจนี นกิ าย ทง้ั สองนกิ ายนเ้ี ปน็ มหายาน การปกครองคณะ
สงฆ์ครัง้ สมยั รชั การที่ ๕ แบง่ เปน็ ๔ คณะคือ คณะเหนอื คณะใต้ คณะกลาง และคณะ
ธรรมยุต ด้วยความท่ีต้องการให้เป็นสังฆมณฑลโปรดตราพระราชบัญญัติ การปกครอง
คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มีทง้ั หมด ๔๕ มาตรา (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ที่ ๒๙ หน้า ๒๑๔ ร.ศ.
๑๒๑)
๒. การสร้างและบูรณะวัดในกรุงเทพฯ กษัตริย์ไทยทุกพระองค์ล้วนมีวัดประจ�ำ
รัชกาล เช่น
รัชกาลที่ ๑ ได้แก่ วัดพระเชตุพน
รชั กาลที่ ๒ ได้แก่ วดั อรุณ
รชั กาลท่ี ๓ ไดแ้ ก่ วดั ราชโอรส
รชั กาลท่ี ๔ ไดแ้ ก่ วดั ราชประดิษฐ์
รัชกาลท่ี ๕ ได้แก่ วัดราชบพิธ
นอกจากนย้ี งั มวี ดั เทพศริ นิ ทราวาส สรา้ งอทุ ศิ พระราชกศุ ลถวายสมเดจ็ พระเทพศริ นิ
ทราบรมราชชนนี และวัดเบญจมบพิตร (วัดไทรทอง) ต่อมามีเจา้ นาย ๕ พระองคร์ ่วมกนั
ปฏิสังขรณ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ จึงถวายพระนามว่า “วัดเบญจมบพิตร” ซึ่งหมายถึง
เจ้านาย ๕ พระองค์ทรงร่วมกันปฏิสังขรณ์ มาถึงรัชกาลท่ี ๕ ทรงให้ร้ือแล้วสร้างใหม่
หมด เม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๒ พระราชทานนามใหมว่ า่ “วดั เบญจมบพติ รดสุ ติ วนาราม” ซึ่งตวั
พระอโุ บสถสรา้ งดว้ ยหนิ ออ่ นจากอติ าลี ฝรงั่ เรยี กวดั นว้ี า่ “วดั หนิ ออ่ น” (Marble-Temple)
และทรงหล่อจ�ำลองพระพทุ ธชนิ ราชจากเมืองพษิ ณุโลกมาไวเ้ ม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๔ ส่วนทาง
หัวเมืองทรงสร้างวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ วัดอัษฎางคนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา
รวมทง้ั องคพ์ ระปฐมเจดยี ด์ ้วย
๓. ให้บรรจพุ ระบรมสารกิ ธาตุ ทเ่ี จดยี ์ภเู ขาทองวดั สระเกศ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๑ ทข่ี ุด
พบทเ่ี มอื งกบลิ พสั ด์ุ ประเทศอนิ เดยี มปี ระเทศทนี่ บั ถอื คอื ญปี่ นุ่ พมา่ ลงั กา ตา่ งตอ้ งการ
พระองคจ์ ึงแบ่งให้กบั ประเทศเหล่านด้ี ว้ ย
๔. สรา้ งพระไตรปิฎก เมอื่ พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงสรา้ งพระไตรปฎิ กท่ีมอี ยู่ในประเทศ
เวลาน้ันยังเป็นอักษรขอมอยู่ในใบลาน จึงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณ
วโรรส และพระเถระช่วยกันช�ำระและถา่ ยทอดตวั อักษรขอมเป็นไทย แล้วพิมพ์เป็นเล่ม
หนังสือ จำ� นวน ๓๙ เลม่ พิมพ์ ๑,๐๐๐ ชดุ แล้วพระราชทานไปท้งั ในประเทศและต่าง
ประเทศ กล่าวไดว้ า่ ไทยเป็นประเทศแรกทพี่ ิมพ์พระไตรปฎิ กเปน็ เล่มหนงั สือ

256 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

๕. ใหว้ ดั เปน็ โรงเรยี น โปรดใหพ้ ระราชาคณะ และพระครฐู านานกุ รมทงั้ หลาย เปรยี ญ
อนั ดบั สอนพระเณรและศษิ ยว์ ดั โดยพอ่ แมไ่ ดน้ �ำลกู ไปฝากเรยี นทวี่ ดั เพราะเลง็ เหน็ วา่ จะ
เปน็ ประโยชน์เกอ้ื กลู ต่อศาสนา ถ้าเป็นคฤหสั ถ์จะเป็นกำ� ลังแกท่ างราชการ
๖. ทรงริเริม่ ใหม้ มี หาวิทยาลัย พระองค์เคยเสดจ็ ประภาสยโุ รป ทรงเหน็ การศกึ ษา
ของพระทางศาสนาคริสต์ มีการศึกษาช้ันสูง จึงมีพระประสงค์ ต้องการให้พระไทยมี
การศกึ ษาท่ีสูงบ้าง จงึ ทรงสถาปนามหาธาตวุ ิทยาลยั ข้ึน เมอื่ พ.ศ. ๒๔๓๒ ตอ่ มา พ.ศ.
๒๔๓๙ พระองค์จึงทรงพระราชทานนามว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อให้
เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูง และในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ โปรดให้เปิดอีกแห่งหนึ่งท่ีวัด
บวรนเิ วศน์ พระราชทานนามวา่ “มหามกฏุ ราชวิทยาลยั ” เพื่อเปน็ อนสุ รณแ์ ดพ่ ระบาท
สมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทง้ั ๒ สถาบนั นท้ี รงมพี ระราชประสงคใ์ หเ้ ปน็ มหาวทิ ยาลยั
ตอนนน้ั ยงั ไมข่ นึ้ เปน็ มหาวทิ ยาลยั ตอ่ มาเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๙ มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั เปดิ การ
สอนระดบั มหาวทิ ยาลยั ขนึ้ และพ.ศ. ๒๔๙๐ มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัยจึงเปดิ เชน่ กนั
การสรา้ งมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ทรงสรา้ งอาคารหลงั ยาวขา้ งสนามหลวง เพอ่ื เปน็ ที่
เชญิ พระศพพระบรมโอรสาธริ าช เจา้ ฟา้ มหาวชริ ณุ หศิ สยามมกฏุ ราชกมุ าร มาประดษิ ฐาน
บำ� เพญ็ พระราชกุศล ณ ท้องสนามหลวง ต่อมาจงึ ทรงอทุ ิศถวายอาคารน้ีแกม่ หาจฬุ าลง
กรณราชวิทยาลัย เม่ือถงึ รชั กาลที่ ๖ ทรงเห็นว่าคณะสงฆไ์ ม่มคี วามกระตอื รอื ร้นท่จี ะจดั
ท�ำเป็นสถานศึกษาชั้นสูง จึงทรงให้ใช้เป็นหอสมุดแห่งชาติสืบมา (ปัจจุบันเป็นที่ท�ำงาน
ของราชบัณฑิตสถานและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพราะหอสมุดแห่งชาติได้ย้ายไปอยู่
ท่ีท่าวาสุกรีแล้ว) และในรัชสมัยรัชการท่ี ๖ นั้นโปรดให้ยกโรงเรียนข้าราชการพลเรือน
ขึ้นเป็นมหาวิทยาลยั พ.ศ. ๒๔๕๙ พระราชทานนามวา่ “จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย” ดัง
ปรากฏให้เห็นในปัจจบุ ันน้ี
รัชการที่ ๖
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เปน็ โอรสองคท์ ี่ ๒๙ ในพระบาทสมเดจ็ พระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประสตู วิ นั เสาร์ ขึ้น ๒ ค�่ำ เดอื นยี่ ปีมะโรง ตรงกบั วนั ที่ ๑ มกราคม
๒๔๒๓ ทรงพระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงเป็นกษัตริย์นัก
ปราชญ์ของไทย จนได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงงานราช
นิพนธ์ไว้ เช่น “เร่ืองเทศนาเสือป่า” อีกท้ังพระองค์ยังเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทำ� พิธี
แสดงตนเปน็ พทุ ธมามากะ โดยตามประเพณี พระกมุ ารทกุ องคต์ อ้ งผนวชเปน็ สามเณร วธิ ี
การคือให้ประกาศตนเป็นพทุ ธมามกะ รบั ไตรสรณคม คือพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 257

จากน้ันก็ทรงรับศีล ๕ และธรรมจริยาอื่นๆ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้น�ำเอาพิธี
น้ีไปปฏิบัติ คือน�ำเด็กเข้าแสดงตนเป็นพุทธมามกะทุกปี ในรัชกาลของพระองค์ทรงมี
พระราชนยิ มในการศึกษาและสร้างโรงเรยี น ดงั ทรงมีพระราชกรณียกจิ พอสงั เขป คอื
๑. สรา้ งโรงเรยี นวชริ าวธุ วิทยาลัย
๒. พระเณรไดร้ บั การยกเวน้ การเกณฑท์ หาร
ทางราชการได้ประกาศ พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร พ.ศ. ๒๔๔๘ ว่าบรรดาชายร่างกาย
สมบรู ณ์ ตอ้ งเปน็ ทหารรบั ใชช้ าติ ยกเวน้ พระภกิ ษเุ ทา่ นนั้ เพราะถอื วา่ ไดส้ ละผลประโยชน์
ทางโลกและชว่ ยพฒั นาจติ ใจประชาชนอยแู่ ลว้ ดงั นนั้ มหาเถรสมาคมประชมุ กนั และอนมุ ตั ิ
หลกั สตู รการเรยี นคอื มคี วามรดู้ า้ นธรรม รหู้ ลกั การเขยี น การเรยี งความแกก้ ระทธู้ รรม ตอ่
มาไดก้ ลายเปน็ หลกั สตู รนกั ธรรมตรี โท เอก ในรชั กาลนอี้ กี ทงั้ การเรยี นบาลกี ย็ งั มเี รยี นกนั
อยู่ ปี พ.ศ.๒๔๕๙ จงึ ไดม้ ปี ระกาศห้ามสามเณรทอี่ ายุต�ำ่ กวา่ ๑๙ ปี สอบนกั ธรรม เพราะ
วา่ มสี ามเณรสอบกันมาก แม้จะสอบได้แตก่ ็รบั ประกาศนียบัตรไม่ได้ เพราะยังไมไ่ ดบ้ วช
เป็นพระ และทางราชการกก็ ำ� หนดอายผุ จู้ ะเกณฑท์ หารเปน็ ๒๑ ปี และยกเวน้ สามเณร
ผู้สอบบาลี แม้อายุไม่ครบ ๑๙ ปี ก็อนุญาตใหส้ อบ
รัชการที่ ๗
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจ้าอยู่หวั (เจา้ ฟ้าประชาธิปกศกั ดิเดช หรือกรมหลวง
สุโขทยั ธรรมราชา) ประสูติเมือ่ วันพธุ แรม ๑๔ ค�ำ่ เดอื น ๑๑ ปมี ะเส็ง ตรงกับวนั ท่ี ๘
พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๓๖ เปน็ โอรสองคส์ ดุ ทา้ ยในพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่
หวั ทรงขน้ึ ครองราชยเ์ มอ่ื วนั ท่ี ๒๖ พฤศจกิ ายน ๒๔๖๘ ในรชั การของพระองคน์ เี้ ปน็ สมยั
แห่งการเปล่ยี นแปลง ท้ังด้านการเมอื ง การเศรษฐกิจและการศกึ ษา มีเรื่องที่นา่ สนใจอยู่
เรอ่ื งหนง่ึ คอื นายนรนิ ทร์ กลงึ ไดบ้ วชลกู สาวเปน็ สามเณรี ณ วดั นารยี ว์ งศ์ นนทบรุ ี สมเดจ็
พระสงั ฆราชเจา้ จงึ ไดป้ ระกาศหา้ ม ซงึ่ สรปุ ความในประกาศไดว้ า่ “หญงิ ซงึ่ จกั ไดส้ มมตติ น
เปน็ สามเณรโี ดยถกู ต้องตามพทุ ธานญุ าตได้น้นั ต้องส�ำเร็จดว้ ยนางภิกษณุ ีผู้มพี รรษา ๑๒
ลว่ งแลว้ เปน็ ปวตั ตนิ ี (อปุ ชั ฌาย)์ ไมไ่ ดท้ รงอนญุ าตใหภ้ กิ ษเุ ปน็ อปุ ชั ฌาย์ นางภกิ ษณุ กี ส็ ญู
ไปนานแลว้ เมือ่ เปน็ เช่นนี้สามเณรผี บู้ วชจากภกิ ษุก็เปน็ ไปไม่ได้ ผ้ใู ดให้บรรพชา ถือว่าผดิ
พทุ ธบญั ญตั ิ หา้ มบวชหญงิ เปน็ ภกิ ษณุ ี สกิ ขมานา และสามเณรี ตง้ั แตบ่ ดั น”ี้ (พ.ศ. ๒๔๗๑)
พ.ศ. ๒๔๗๒ อนญุ าตใหค้ ฤหสั ถ์ เขา้ สอบไลน่ กั ธรรมชน้ั ตรรี ว่ มกบั พระเณร เนอ่ื งจาก
การไดร้ วมเอาการศกึ ษาฝา่ ยศาสนาและบ้านเมอื งเข้าด้วยกนั ในกระทรวงธรรมการ และ
โปรดใหพ้ ระสงฆ์ร่วมมอื กนั จดั การสอนจรรยาในโรงเรยี นรัฐบาล และในปเี ดยี วกนั นน้ั เอง

258 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

กอ็ นญุ าตใหส้ ตรีเข้าสอบนักธรรมรว่ มกบั พระเณร โดยเปล่ียนหลกั สูตรเพียงเล็กน้อย เอา
วนิ ัยออกเพิ่มเบญจศลี เบญจธรรมกับอโุ บสถศลี เขา้ ไป เรียกการศึกษาน้ีว่า “ธรรมศึกษา
ตร”ี
พ.ศ. ๒๔๗๓ กอ็ นญุ าตให้ชายหญงิ เข้าสอบ “ธรรมศึกษาโท” และในปี พ.ศ. ๒๔๗๘
จงึ อนญุ าตใหส้ อบ “ธรรมศกึ ษาเอก”แตย่ อ้ นขนึ้ ไปเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๑ ไดม้ รี ะเบยี บกระทรวง
ธรรมการว่า ใครสอบนักธรรมช้ันตรีได้ ให้ถือเป็นวิชาเลือกชุดหนึ่งส�ำหรับการเล่ือน
วทิ ยาฐานะ จึงทำ� ใหค้ รูและพระทส่ี อบวิชาครูได้ประโยชน์
อนง่ึ เกย่ี วกบั การศกึ ษาทางดา้ นบาลี โดยเปลยี่ นแปลงหลกั สตู รเลก็ นอ้ ย คอื มคี นตา่ ง
ชาตเิ ขา้ มาสปู่ ระเทศไทยมากขน้ึ ตอ้ งการใหพ้ ระภกิ ษไุ ดอ้ ธบิ ายธรรมวนิ ยั ใหช้ าวตา่ งชาตริ ู้
เรอ่ื ง จงึ เพม่ิ วชิ าภาษาองั กฤษเขา้ เปน็ วชิ าปรุ ภาคในชนั้ ป.ธ. ๖ โดยวชิ านใ้ี ครตอ้ งการสอบ
ใหข้ วนขวายหาเรยี นเอง กำ� หนดการสอบดงั นี้ เขยี นอกั ษรหวดั แปลงองั กฤษเปน็ ไทย อา่ น
ฟังสำ� เนียงอยา่ งละ ๑๐ บรรทัด
พ.ศ. ๒๔๗๕ ให้เพ่ิมวิชาแปลไทยเป็นอังกฤษเข้าไป นับว่าการศึกษาภาษาอังกฤษ
ได้เริ่มมีแต่นั้น นอกจากน้ียังมีพระราชกรณีกิจเกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่นทรงให้พิมพ์
พระไตรปฎิ กฉบบั สยามรฐั (ฉบับของประเทศสยาม) เป็นจำ� นวน ๔๕ เล่ม โดยมีตราช้าง
เป็นเคร่ืองหมายอยู่หน้าปกทุกเล่ม ได้อาราธนาพระวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเด็จพระสงั ฆราชเจ้าทรงเปน็ ประธานในการสอบช�ำระ
รชั การท่ี ๘
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ล ทรงเปน็ โอรสองคท์ ่ี ๒ ของสมเดจ็
เจา้ ฟา้ มหดิ ลอดลุ ยเดช กรมหลวงสงขลานครนิ ทรก์ บั หมอ่ มสงั วาลยต์ ละภฏั คอื สมเดจ็ พระ
ศรีนครนิ ทราบรมราชชนนใี นปจั จุบนั ประสูติเมอื่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ (ปีเดียวกับ
ทร่ี ชั การท่ี ๗ ข้นึ เสวยราชย์) พระราชกรณีกจิ ที่ทรงกระทำ� พอสังเขป คือ
๑. เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้ทรงเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ.
๑๒๑ ซง่ึ ใชป้ กครองคณะสงฆม์ าตงั้ แตส่ มยั รชั กาลท่ี ๕ มาเปน็ การปกครองแบบสงั ฆสภามี
สังฆนายก สงั ฆนมตรีเปน็ ผู้บริหารงานคณะสงฆ์ ประกาศใช้เม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๔ โดย พ.ร.บ.
ฉบับนไี้ มพ่ ดู ถงึ นกิ ายใดๆ เลย จึงนับว่าเปน็ ฉบับประชาธปิ ไตยท่ีสมบรู ณ์
๒. การแปลพระไตรปฎิ กเป็นภาษาไทย มีการช�ำระพระไตรปิฎกหลายครง้ั คือสมัย
รชั กาลที่ ๑ ที่ ๕ และท่ี ๗ แตย่ งั ไมเ่ คยแปลเปน็ ภาษาไทยใหห้ มดทกุ ปฎิ ก พระไตรปฎิ กคง

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 259

ใชภ้ าษาบาลตี ลอดมา จนถงึ พ.ศ. ๒๔๘๓ สมเดจ็ พระสงั ฆราช (ตสิ สฺ เทว แพ) วดั สทุ ศั นเทพ
วรารามพร้อมด้วยคณะรฐั บาลร่วมมือกนั กระทำ� จนสำ� เร็จ ท�ำอยู่นานถงึ ๑๒ ปี เสร็จเมอื่
พ.ศ. ๒๔๙๕ จ�ำนวน ๘๐ เล่ม และจัดพมิ พฉ์ ลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ(ตรงกับพ.ศ. ๒๕๐๐)
พิมพ์จ�ำนวนทง้ั ส้ิน ๒,๕๐๐ ชุด นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพทุ ธมนต์ถึง ๒,๕๐๐รูป และ
คณะรฐั บาลไดอ้ ทุ ิศที่ดินแปลงใหญท่ ี่ตำ� บลศาลายา อ�ำเภอนครชัยศรี จงั หวดั นครปฐมให้
เปน็ พทุ ธมณฑล
๓. สรา้ งวัดพระศรมี หาธาตุ (บางเขน) โดยคณะรัฐบาลมจี อมพล ป. พิบูลสงคราม
เป็นนายกสมัยนัน้ และมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือตอ้ งการใหพ้ ระสงฆ์ ๒ นกิ ายได้อย่รู ว่ มกนั โดย
คัดเลือกพระจากวัดต่างๆ จ�ำนวน ๒๔ รูป นิกายละ ๑๒ รูป แต่ไม่นานนักฝ่ายธรรม
ยตุ ิกนิกายกไ็ ดค้ รองวดั สบื ตอ่ มา
รัชกาลที่ ๙
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัวภูมพิ ลอดลุ ยเดช ประสตู ิเมือ่ วนั ที่ ๕ ธนั วาคม พ.ศ.
๒๔๗๐ ณ เมอื งแคมบรดิ จ์ รฐั แมสซาซเู สตต์ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า เสดจ็ ครองราชสมบตั ิ
เมอ่ื วนั ที่ ๙ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๘๙ พระชนมายไุ ด้ ๑๙ พรรษา ทรงพระนามวา่ “พระบาท
สมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ” ทรงเปน็ กษตั รยิ ท์ ม่ี พี ระชนมายยุ าวนานทส่ี ดุ
ของราชวงศ์จักรี พระราชกรณีกจิ ทีเ่ ก่ียวกับพทุ ธศาสนา พอสังเขปดังนี้คือ
๑. มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ท้ัง ๒ แห่งน้ีตั้งข้ึนแล้วเมื่อ สมัยรัชกาล
ท่ี ๕ คือ สภาการศกึ ษามหามกุฏราชวทิ ยาลัย ณ วัดบวรนิเวศน์ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๙ และ
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ เพ่งิ จะมกี ารสอนจรงิ จังใน
รชั กาลนเ้ี อง โดย ๒ มหาวิทยาลยั นีใ้ หค้ วามรู้อยา่ งทนั สมยั แกพ่ ระภกิ ษุสามเณรควบคไู่ ป
กับความร้ทู างพระพทุ ธศาสนาและศาสนาอนื่ ๆ ทำ� ใหพ้ ระภกิ ษุมคี วามรูท้ ที่ นั สมัย เหมาะ
แกก่ ารเผยแผ่พุทธศาสนาในยคุ ปจั จบุ ัน
๒. โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โรงเรียนประเภทนี้มีขึ้นเป็นคร้ังแรกท่ีประเทศ
ซรี อน โดยนายทหารอเมรกิ นั ชอ่ื Henry Steel Ollcot ได้เปิดการสอนในวันอาทติ ย์ เพื่อ
ฝึกเด็กชาวพุทธ ให้มีความรู้แข่งกับศาสนาคริสต์ ซึ่งชอบรังแกชาวพุทธในซีรอน ต่อมา
พ.ศ. ๒๕๐๑ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ จงึ ทำ� การเปดิ โรงเรยี นประเภท
นข้ี น้ึ และต่อมาก็กระจายไปตามวัดและสถาบันต่างๆ ครทู ส่ี อนล้วนเป็นพระไม่ตอ้ งจ่าย
เงินเดือน นับว่าชว่ ยประเทศชาตใิ นด้านพุทธศาสนามากทเี ดียว

260 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

๓. การเผยแผ่พุทธศาสนาไปยังต่างประเทศโดยสมณทูต เหตุเพราะเกิดการสอน
ปฏิบัติวปิ ัสสนาในประเทศไทย โดยพระพิมลธรรม (อาจ) อธิบดสี งฆ์วดั มหาธาตุ ครัง้ เปน็
สงั ฆมนตรีปกครอง และพระมหาโชดก ป.ธ. ๙ ซง่ึ ไปอบรมมาจากพม่าเปน็ ครูสอน แลว้
คอ่ ยๆ ขยายสาขาไปตามเมืองต่างๆ ดว้ ย เม่ือ พ.ศ. ๒๔๙๔ ไดม้ ีคนต่างชาตทิ เี่ ลอ่ื มใสมา
อบรมและปฏบิ ัตวิ ปิ สั สนาที่วัดมหาธาตเุ ปน็ จำ� นวนมาก บางทา่ นอปุ สมบทในไทย เทศน์
สวด เปน็ ภาษาไทยได้ ทา่ นเหล่าน้ันมาจาก เยอรมนั องั กฤษ แคนาดา ญีป่ ุ่น อเมรกิ า
สวสิ เซอรแ์ ลนด์ และเวยี ดนาม เปน็ ต้น
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ พระชาวแคนาดารปู หน่ึงช่ือ อานนั ทโพธิ ส�ำเรจ็ ปรญิ ญาโทจาก
มหาวิทยาลยั แคมบรดิ จ์ มาฝกึ วปิ ัสสนาอยู่ ๒ ปี จากน้นั ไดเ้ ดนิ ทางไปอังกฤษ เปดิ สอน
วปิ ัสสนาขนึ้ ที่ลอนดอน ได้พยายามอาราธนาพระสงฆ์ไทยให้ไปสอนวปิ สั สนาทอี่ ังกฤษถึง
๒ ครัง้ แต่ไมส่ �ำเรจ็ จนกระทั่งครงั้ ที่ ๓ จงึ ตดิ ต่อรัฐบาลไทยขออาราธนาพระราชสทิ ธิมนุ ี
พร้อมผตู้ ิดตามคือพระมหาวิจติ ร ตสิ สฺ ทตฺโต ออกเดินทางเมือ่ วันท่ี ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๐๗ โดยคณะทูตนรี้ บั มอบหมายงานท่ีต้องท�ำ ๓ ประการคือ
๑. เผยพทุ ธศาสนาในภาคพื้นยุโรป
๒. สงเคราะหค์ นไทยที่อยู่ในองั กฤษ
๓. ด�ำเนินการสร้างวดั ในอังกฤษ
และในวันท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ตอ่ มาไมน่ านนกั สมณทตู คณะนไี้ ด้ใชว้ ริ ยิ ะ
และความพยายามอยา่ งแรงกล้า จึงสามารถสร้างวัดไทยในประเทศองั กฤษไดส้ �ำเร็จเปน็
วดั แรกช่อื วา่ “วัดพุทธประทีป” นอกจากนยี้ งั มวี ัดไทยที่สร้างข้นึ จำ� นวนหลายวดั ในต่าง
ประเทศ เป็นตน้
๔. งานฉลอง ๒๕ พทุ ธศตวรรษ การแปลพระไตรปิฎกนนั้ ไดเ้ ริ่มในรชั กาลท่ี ๘ และ
มาเสรจ็ ในสมยั รชั กาลท่ี ๙ และรฐั บาลตอ้ งพมิ พใ์ หเ้ สรจ็ เพอื่ เปน็ พทุ ธบชู าในงานฉลอง ๒๕
พทุ ธศตวรรษ พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยนมิ นต์พระสงฆ์ ๒,๕๐๐ รปู สวดพระพทุ ธมนต์ทปี่ ะร�ำพธิ ี
ทอ้ งสนามหลวงเป็นเวลา ๓ วนั เรียกงานฉลองนีว้ า่ “ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ”
๕. กอ่ ตง้ั ยวุ พทุ ธกิ สมาคม ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ มีการเคลือ่ นไหวของพุทธเยาวชน
โดยหันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมมากขึ้น เริ่มจากจุดเล็กๆ ท่ีวัดกันมาตุยาราม ถนน
เยาวราช มนี สิ ติ นกั ศกึ ษาและประชาชนมาชมุ นมุ ฟงั ธรรมเทศนากนั มากทง้ั ในวนั พระและ
วนั อาทติ ย์ เพราะพอใจในวธิ แี สดงธรรม อธบิ ายธรรมอยา่ งทนั สมยั ของทา่ นเจา้ อาวาสคอื
พระศรวี สิ ทุ ธญิ าณ (สชุ โี วภกิ ข)ุ จนไดเ้ หน็ คณุ คา่ ของศาสนา และตอ้ งการเผยแผพ่ ทุ ธธรรม

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 261

ไปสชู่ าวโลก เหตนุ จ้ี งึ มกี ารตงั้ ยวุ พทุ ธกิ สมาคมขน้ึ เปน็ แหง่ แรกทว่ี ดั กนั ตยุ ารามแลว้ คอ่ ยๆ
ขยายออกไป ทุกวันนมี้ ที กุ จังหวดั ท่วั ประเทศ
พ.ศ. ๒๕๐๑ ไดม้ กี ระบวนการใหมท่ างพทุ ธศาสนาเกดิ ขนึ้ อกี ไดแ้ กโ่ รงเรยี นพระพทุ ธ
ศาสนาวนั อาทติ ย์ เรม่ิ ตง้ั ขน้ึ ทมี่ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วดั มหาธาตกุ อ่ น ตอ่ มาสภาการ
ศกึ ษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลัยก็เปิดด�ำเนนิ กาสอนที่วัดบวรนิเวศน์เม่อื พ.ศ. ๒๕๐๔ ตงั้ แต่
นั้นกม็ ีนสิ ติ นักศึกษาและประชาชนไปเรยี นกนั จนถงึ ปัจจุบนั จงึ กล่าวไดว้ ่า โรงเรยี นพทุ ธ
ศาสนาเรม่ิ ตน้ จากมหาวทิ ยาลัยท้งั ๒ แหง่ นี้
๖. วัดไทยในต่างประเทศ รัฐบาลไทยและคณะสงฆ์ไทยได้สร้างวัดไทยข้ึนในต่าง
ประเทศ เชน่ ประเทศอินเดีย องั กฤษ อเมรกิ า ออสเตรเลีย เปน็ ตน้ วัดเหล่านี้มพี ระสงฆ์
ไทยอยู่ประจ�ำ และวัดไทยในลอนดอนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดชฯ รัชกาลท่ี ๙ ได้พระราชทานพระนามวา่ “วัดพุทธประทปี ” เปดิ เป็นวดั ไทยอย่าง
เป็นทางการเม่อื วนั ท่ี ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
โดยสรุปได้ว่า ศาสนาท่ีเกิดข้ึนเกิดในดินแดนเมืองนครน่านน้ัน มีความผูกพันธ์กับ
ธรรมชาติ สิ่งท่บี ง่ บอกถึงความส�ำคญั ของบรรพบุรุษชนท่นี บั ถือต่อกันมา จนถึงยุคสมัยท่ี
พระพุทธศาสนาเถรวาท ลังกาวงศเ์ ผยแผ่เขา้ สูเ่ มอื งนครนา่ นซึง่ เชื่อมสัมพันธ์กนั กับเมือง
สโุ ขทัย สามารถแบ่งให้เห็นถึงยคุ สมยั ได้ ๔ ยุคคอื
๑. ยุคเมอื งนา่ นในสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์
๒. ยุคเมอื งนา่ นในสมัยอาณาจกั รล้านนา
๓. ยุคเมืองน่านในยคุ การรวมเข้าส่สู ยามประเทศ
๔. ยคุ เมอื งนา่ นในยคุ หลังการเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามในระหวา่ งยคุ ท่ี ๑ และยคุ ท่ี ๒ นน้ั พระพทุ ธศาสนาในเมอื งนครนา่ น
กย็ งั ปรากฏใหเ้ ปน็ พระพทุ ธศาสนาในลทั ธนิ ครนา่ นโบราณ ซง่ึ สณั นษิ ฐานไดว้ า่ อทิ ธพิ ลใน
การเผยแผ่น้ันมาจากช้ันการปกครองท่ีได้นำ� มากว่า ๑๕๐๐ ปีก่อน ทั้งอิทธิพลของขอม
สมยั พระนางจามเทวี อิทธิพลของพมา่ ปรากฏศลิ ปะพกุ าม อทิ ธพิ ลจากพระพุทธศาสนา
จีนมหายาน เปน็ ตน้
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานท่ีผ่านมา พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะมาจากท่ีใด ก็ได้
หลอ่ หลอมความเปน็ เอกลกั ษณอ์ ตั ลกั ษณอ์ ยา่ งโดดเดน่ ของเมอื งนครนา่ น ปรากฏถงึ พระ
ศาสนา ประเพณี วฒั นธรรม วถิ ชี วี ติ ทหี่ ลกั ถอื ปฎบิ ตั อิ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามความสขุ ทำ� ให้

262 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

เมอื งนครนา่ นนั้น ประชากรมคี วามสขุ ทั้งกายและจติ ใต อันยึดเหนี่ยวจติ ใจงาม ตลอดไป
เหมือนบทขบั รอ้ งในมาร์ชนครนา่ นไวว้ า่

“นครน่าน เมอื งงาม นามประเทือง งามพรอ้ มรงุ่ เรือง
มงคลนาม นครน่านเมืองดี มีคนงาม ใจงาม สดใจ
ตา่ งมงุ่ ยดึ องค์ศาสดา และศาสนา ธรรมประจำ� ใจ
คณุ งามความดี กระท�ำไว้ กันทวั่ ทกุ คน
รกั สนั ติ และยตุ ิธรรม เราท�ำนา และหัตถกรรมเลยี้ งชีพตน
ทัง้ ยาสูบ ส้มหวานชนื่ กมล
อยอู่ ยา่ งสขุ สันต์กนั ทุกคน ใต้รม่ โพธิ์ธงไทย
เพย้ี ง…. ดว้ ยอำ� นาจพระธาตุแชแ่ ห้ง ขอจงบันดาลให้น่านปลอดภยั
ชาวไทย รวมใจสมคั รสมาน ไมค่ วรแต่สานสายน�้ำน่านศูนย์รวมน�้ำใจ
เลือดเดยี วกนั เรานั้นคือไทย ป้องกนั ศัตรปู ้องกันไทย นา่ นไวต้ ลอดกาล
ชาวเรารุ่งเรอื งมจี ิตไมตรี ผืนดนิ น่านนีง้ ามลำ�้ คา่ หากนิ ส�ำราญ
นนั้ หลักเมอื งของนครนา่ น ต่างรวมจิตใจของทุกท่านใหส้ ุขสนั ต์มน่ั คง”

บรรณานกุ รม
กรมศิลปากร - พระพทุ ธญาณ - พระพทุ ธพุกาม - สุด ศรีสมวงศ,์ ผู้แปล - พรหม ขมาลา
เปรียญ, ตำ� นานมูลศาสนา. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ ติ รสยาม, ๒๕๓๐.
สิริวฒั น์ ค�ำวันสา. อทิ ธิพลวัฒนธรรมอนิ เดยี ในเอเซยี อาคเนย์. สำ� นกั พิมพอ์ กั ษรเจริญ
ทัศน,์ กรุงเทพฯ: ๒๕๒๒.
เสท้อื น. พระพทุ ธศาสนากบั พระมหากษัตริยไ์ ทย. พระนคร: คลังวิทยา, ๒๕๐๕.
ประวัติศาสตร์-โบราณคดีและพระพิมพ์สมัยศรีวิชัย ลพบุรี ขอม และอู่ทอง. พระนคร:
วทิ ยา, ๒๕๑๒.
เสถยี รโกเศศ. แหลมอินโดจนี สมัยโบราณ. สำ� นกั พิมพบ์ รรณาคาร, กรงุ เทพฯ: ๒๕๑๕.
ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา ภาค ๒. พระนคร: โรงพมิ พม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ,กรงุ เทพฯ.
๒๕๔๐.
วศนิ อนิ ทสระ. ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาในประเทศอนิ เดยี และประเทศไทย. ส�ำนกั
พมิ พบ์ รรณาคาร กรงุ เทพฯ : ๒๕๓๕.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 263

หนังสือชุดประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๐ เร่ือง ราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมอื งน่าน ฉบบั
พระเจา้ สรุ ยิ พงษผ์ รติ เดช พระเจา้ นครนา่ น ใหแ้ ตง่ ไวส้ ำ� หรบั บา้ นเมอื ง พมิ พค์ รงั้ แรก
ในงานปลงศพ พระเจ้าสรุ ยิ พงษผ์ ริตเดชฯ ปมี ะเมยี พ.ศ. ๒๔๖๑. กรุงเทพมหานคร
: โสภณพิพรรฒธนากร.พระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน ป จ. ป ม.
ท ช. พ.ศ. ๒๓๗๔ – ๒๔๖๑
หนงั สอื วฒั นธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณแ์ ละภมู ปิ ัญญา จงั หวัดน่าน.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ครุ สุ ภา ลาดพร้าว, ๒๕๔๔.

264 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ประวัตผิ เู้ ขียน

พระชยานนั ทมนุ ี (ธรรมวตั ร จรณธมโฺ ม) นามสกลุ ณ นา่ น, ดร.

ต�ำแหน่ง - เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง
พ.ศ. ๒๕๕๐
- เจา้ คณะอ�ำเภอภเู พยี ง จังหวดั น่าน พ.ศ. ๒๕๕๒
- รองผู้อ�ำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน ฝ่าย
จดั การศกึ ษา

สถานทท่ี ำ� งาน วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เฉลมิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี

ผลงานวิจยั - ยทุ ธศาสตรก์ ารเรยี นรกู้ บั แนวทางการพฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและคา่
นยิ มทพ่ี งึ ประสงคข์ องนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษา ชว่ งชนั้ ที่ ๓ สงั กดั สำ� นกั งาน
พนื้ ทกี่ ารศกึ ษา จงั หวัดนา่ น เขต ๑
- เมอื งนา่ น : ประวตั ศิ าสตร์ ศาสนา วฒั นธรรมและการจดั การทางสงั คม

บทความ - แหลง่ อารยธรรมเผา่ พนั ธนุ์ ่าน
- พัฒนาการวฒั นธรรมแหง่ อตั ลักษณ์นา่ น
- รอยยา่ งพระบาทพระพุทธศาสนาเมอื งน่าน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 265

หลกั ธรรมจากภาพจิตรกรรมฝาผนงั วัดภมู นิ ทร์ จังหวดั นา่ น

สมคิด นนั ตะ๊ ๑
การเขียนภาพจิตรกรรมไทยบนฝาผนัง เดิมมีวัตถุประสงค์เพ่ือจะตกแต่งพื้นผนัง
ให้สวยงาม แต่ลักษณะของภาพจิตรกรรมมีความสัมพันธ์อยู่ในลักษณะของตัวอาคารที่
สร้างข้ึนด้วย ในประเทศไทยภาพจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่จะเขียนภายในโบสถ์หรือ
วิหาร ความมุ่งหมายส�ำคัญของจิตรกรคือ การรับใช้พระพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ ภาพ
เขยี นจึงดลู ะมนุ ละไม เต็มไปด้วยชวี ิตชวี า พลังและความงดงาม จติ รกรรมไทยเปน็ แหล่ง
รวบรวมข้อมูลแบบสหวทิ ยาการ เปน็ การศึกษาหาความรู้จากเรื่องราวในอดตี แสดงออก
ถึงภูมิปัญญาและความภาคภูมิใจ นอกจากภาพจิตรกรรมไทยจะก่อให้เกิดคุณค่าทาง
ศลิ ปกรรมแลว้ ยงั ทำ� ใหท้ ราบถงึ สภาพสงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ศาสนา ประวตั ศิ าสตร์
โบราณคดี
จติ รกรรมฝาผนงั ทแ่ี สดงเปน็ คตธิ รรม ปรชั ญาทางพระพทุ ธศาสนา ทำ� ใหผ้ ทู้ พี่ บเหน็
เกดิ ความศรทั ธาและเขา้ ใจหลกั ธรรมไดล้ กึ ซง้ึ ยง่ิ ขน้ึ ภาพเขยี นจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์
เปน็ อกี แหง่ หนง่ึ ทม่ี บี ทบาทในการบรรยายเนอ้ื หาสาระของชาดกเรอ่ื งคทั ธนะกมุ ารชาดก
และสภาพสังคมวัฒนธรรมอื่นๆ อีกทั้งยังแสดงแนวคิดของหลักธรรมที่แฝงอยู่ในตัวของ
ภาพทจี่ ติ รกรตอ้ งการนำ� เสนอใหผ้ ชู้ มเขา้ ใจงา่ ย สามารถเชอ่ื มโยงเรอื่ งราวตงั้ แตต่ น้ จนจบ
มีการบรรยายเน้อื หาสาระของเรอ่ื งราวโดยใชอ้ ักษรลา้ นนา
วัดภมู ินทร์สรา้ งขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๙ โดยเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เจา้ ผู้ครองนคร
น่าน และได้มีการบูรณปฏิสงั ขรณ์โดยเจ้าอนนั ตวรวฤทธเิ ดช เจา้ ผู้ครองนครนา่ นองค์ตอ่
มา ภายในวหิ ารมพี ระประธาน ๔ องค์ ประทบั น่ังในโขงปราสาทหันพระพักตรไ์ ปท้งั ๔
ทิศ ส่วนฝาผนงั วิหารมกี ารเขยี นภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นโดยจิตรกรผเู้ ขียนคือ หนานบวั
ผนั ช่างตระกลู ลา้ นนาซ่ึงเขยี นเร่ืองราวตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง จึงมีเอกลักษณะเฉพาะซง่ึ การ
เขยี นภาพนนั้ จติ รกรไดม้ งุ่ เนอ้ื หาทส่ี ะทอ้ นถงึ ความศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาเปน็ อยา่ งยงิ่
เรื่องราวของจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ส่วนใหญ่เป็นเร่ืองชาดกคัทธณกุมารและ
เนมริ าชชาดก แตจ่ ิตรกรผ้วู าดได้สอดแทรกหลักธรรมคำ� สอนของพระพุทธศาสนา พุทธ

๑อาจารย์วทิ ยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั เฉลิมพระเกียรติสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกมุ ารี

266 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ภาพจติ รกรรมเรอื่ ง คัทธณกุมาร

ประวัติ และบอกเล่าสภาพสังคมเร่ืองราววิถีชีวิตผู้คนเข้าไปในภาพได้อย่างกลมกลืน
เป็นการเขียนข้ึนเพื่อส่ือถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง
สภาพความเปน็ อยวู่ ถิ ชี วี ติ ของผคู้ นในสมยั กอ่ น มวี ถิ ชี วี ติ คกู่ บั พระพทุ ธศาสนาอยา่ งแทจ้ รงิ
จติ รกรไดว้ าดภาพตามอดุ มคตใิ นความสามารถเฉพาะตนในการสรา้ งผลงานจากลายเสน้
สี ทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณะเฉพาะตน ถงึ แมจ้ ะมจี ติ รกรทเี่ ขยี นขน้ึ ในชว่ งนน้ั กไ็ มส่ ามารถเทยี บกบั
ความเป็นเอกลักษณะของผู้เขียนภาพได้ ส่งผลให้ภาพจิตรกรรมทุกภาพมีความโดดเด่น
ควบคู่กับการประดับตกแตง่ อโุ บสถใหม้ คี ณุ คา่ มากขน้ึ
ลกั ษณะจติ รกรรมฝาผนงั วดั ภมู นิ ทร์ สะทอ้ นถงึ ลกั ษณะความงามของจติ รกรรมลา้ น
นา ทม่ี เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะชา่ ง จากการสนั นษิ ฐานคอื หนานบวั ผนั ชา่ งฝมี อื ตระกลู ชา่ งนา่ น
จากหลักฐานอ้างอิงต่างๆ ชื่อหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อท่ีได้ปรากฏวัดในจังหวัดน่าน ๒
วัดคือวัดภูมินทร์และวัดหนองบัว ลักษณะของภาพเป็นการเขียนภาพไม่ให้ความส�ำคัญ
ต่อความเป็นจริงตามแบบวิทยาศาสตร์ หรือความเป็นจริงท่ีตาเห็น เช่น ตัวภาพบุคคล
ในจิตรกรรมจะไม่มีกล้ามเนื้อและแสงเงา การใช้สีสัน จะไม่อ้างอิงกับข้อเท็จจริงตามที่
ตาเหน็ เชน่ ท้องฟา้ จริงๆ จะสีฟา้ แต่ท้องฟ้าหลายฉากในจิตรกรรม กลับใชส้ แี ดงระบาย
ท้องฟ้า แทนท่ีจะใช้สีฟ้าเป็นต้น และลักษณะภาพเหล่าน้ันหากเป็นลักษณะภาพชนชั้น
สูง ก็ล้วนมีกิริยาอาการในรูปแบบท่ีคล้ายท่าทางของตัวละครในงานนาฏศิลป์ไทย หรือ
เรยี กวา่ ท่าทางแบบนาฏลกั ษณ์ และงานช่างช้นั ครทู ่เี หลืออยู่ ก็ยังเป็นแบบฉบบั ทีด่ ีท่สี ุด

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 267

สำ� หรับนักจิตรกรในปัจจุบนั ในการนำ� มาสรา้ งสรรคแ์ ละพัฒนางานในปจั จุบันดว้ ย
หลักพุทธธรรมท่ีปรากฎในเนื้อหาของชาดกเร่ืองคัทธณกุมารคือการแสดงความ
กตญั ญกู ตเวทิตาคุณตอ่ บิดามารดา ชาดกของพระพุทธศาสนา จติ รกรมกั จะเขยี นภาพที่
สอื่ ออกทางดา้ นความศรทั ธาตอ่ ความเพยี รเชน่ เดยี วกบั เรอื่ งราวของคทั ธณกมุ ารทม่ี คี วาม
เพยี รพยายามฝา่ ฟนั ปญั หาอปุ สรรคจนกระทงั่ ไดป้ ระสบความสำ� เรจ็ จากเรอ่ื งราวปจั จบุ นั
ทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ได้พระราชนิพนธ์เร่ืองพระมหาชนกที่ได้สื่อถึงความเพียร
พยายามว่ายน�้ำในทะเลเพียงคนเดียว ท้ังท่ีไม่สามารถมองเห็นฝั่งได้ หากมีความเพียร
พยายามก็จะประสพความส�ำเร็จได้ จิตรกรรมได้สะท้อนหลักธรรมของฆราวาสธรรม
๔ ประการซ่ึงสามารถน�ำไปใช้ได้ทั้งพระมหากษัตริย์และประชาชนโดยทั่วไป กล่าวคือ
๑.) สัจจะ คือ ความซ่ือสัตย์ ๒.) ทมะ คือ การฝึกตน ๓.) ขันติ คือ ความอดทน
๔.) จาคะ คือ ความเสียสละ
หลักพุทธธรรมท่ีปรากฏบนภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระ
สาวกทัง้ ๕ คอื ดอกบวั ๔ เหลา่ ทรงอปุ มาเปรียบบคุ คลเหมอื นดอกบวั ๔ จ�ำพวก ท่ีอยู่
ในฐานะของบุคคลท่ีสามารถฝึกสอนให้รู้ธรรมได้และไม่ได้ในทางพระพุทธศาสนา เร่ือง
ราวท่ีพระพุทธเจ้าเปรียบบุคคลเสมือนดอกบัวจ�ำพวกต่างๆ น้ัน เม่ือแรกท่ีพระพุทธเจ้า
ได้ทรงตรัสรู้ พระองค์ได้พิจารณาว่าพระธรรมท่ีพระองค์ทรงตรัสรู้น้ันมีความละเอียด
อ่อนสขุ มุ คมั ภรี ภาพ ยากทบี่ คุ คลจะรู้ เขา้ ใจและปฏบิ ัตไิ ด้ ต่อมาทรงพจิ ารณาอยา่ งลึกซง้ึ
แลว้ ทรงเห็นว่าบคุ คลในโลกนมี้ ีหลายจ�ำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ หลกั
ไตรสิกขา ๓ เป็นภาพท่ีปรากฏตรงภาพของพระอริยสาวกก�ำลังครุ่นคิด ไตร่ตรองหลัก
ธรรมท่ีพระพทุ ธเจ้ากำ� ลังเทศนา หลกั อรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เปรยี บเทียบกับดอกบวั ๘ ดอก
คอื หนทางถงึ ความดบั ทกุ ข์ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของอรยิ สจั (เรยี กวา่ มคั คสจั จ์ หรอื ทกุ ขนโิ รธคา
มนิ ปี ฏปิ ทาอรยิ สจั ) หรอื การลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ ใหพ้ น้ จากทกุ ข์ และนบั เปน็ หลกั ธรรมสำ� คญั
อย่างหนงึ่ ในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยกรอบการปฏิบัติ ๘ ประการด้วยกัน เรียกว่า
“มรรคมีองคแ์ ปด” หรอื “มรรคแปด” (อฏั ฐงั คกิ มรรค) สมั มาทฏิ ฐิ คือ ปัญญาเหน็ ชอบ
สมั มาสงั กปั ปะ คอื ดำ� รชิ อบ สมั มาวาจา คอื เจรจาชอบ สมั มากมั มนั ตะ คอื การประพฤติ
ดีงาม สัมมาอาชีวะ คือ การท�ำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง ไม่เอาเปรียบผู้อื่น
สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความ
พลงั้ เผลอ จติ เลื่อนลอย สมั มาสมาธิ คือ การฝึกจติ ใหต้ ง้ั มัน่ สงบ สงดั จากกเิ ลส นวิ รณ์
อยู่เป็นปกติ หลักธรรมกลุ่มนี้เป็นหลักธรรมพื้นฐานในการสอนเร่ืองหลักไตรสิกขาและ
หลกั การเรยี นรขู้ องมนษุ ยย์ ่อมมคี วามแตกตา่ งกัน

268 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ภาพจิตรกรรมด้านทิศตะวันตกเป็นภาพพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน แสดงให้เห็นถึง
หลกั พุทธธรรมเรอ่ื งความไมเ่ ท่ียงของสังขาร มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งผวู้ าดไดน้ ำ� เอาภาพ
พระพทุ ธเจา้ มาเปรยี บเทยี บไดว้ า่ แทก้ ระทงั่ พระพทุ ธองคส์ �ำเรจ็ เปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ กไ็ ม่
สามารถหลกี เลย่ี งมจั จรุ าชได้ สอนไมใ่ หม้ คี วามเศรา้ โศกจากภาพพระสาวกกำ� ลงั เศรา้ โศก
เสยี ใจ ภาพจติ รกรรมทิศตะวนั ตกยังได้สอ่ื ถึงกฎแห่งกรรม คอื กฎธรรมชาติขอ้ หนึ่งทวี่ ่า
ดว้ ยการกระท�ำและผลแห่งการกระท�ำ ซึง่ การกระทำ� และผลแห่งการกระทำ� นัน้ ย่อมสม
เหตสุ มผลกนั เชน่ ทำ� ดยี อ่ มไดร้ บั ผลดี ทำ� ชว่ั ยอ่ มไดร้ บั ผลชวั่ เปน็ ตน้ ดงั ภาพจติ รกรรมทไ่ี ด้
แสดงถงึ ภาพกลมุ่ คนกำ� ลงั ขนึ้ สวรรค์ และกลมุ่ คนทกี่ าลงั ตกนรกจากการกระทำ� ของตนเอง
บทความนี้ท�ำให้ทราบความเป็นมาของประวัติวัดภูมินทร์ ต้ังแต่ผู้สร้าง ผู้
บูรณปฏิสังขรณ์ ล้วนแล้วมาจากเจ้าผู้ครองนครเมืองน่านเป็นผู้อุปถัมภ์ ท�ำให้ทราบ
ความเป็นมาของจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ประวัตินักจิตรกรผู้วาดภาพ ลักษณะ
การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นตามอุดมคติ ไม่ได้เขียนให้เป็นภาพเสมือนจริง
แตเ่ ขยี นใหเ้ กดิ อรรถรสของความศรทั ธา ท�ำใหท้ ราบหลกั พทุ ธธรรมทปี่ รากฏบนจติ รกรรม
ฝาผนงั นอกจากนย้ี งั ทำ� ใหท้ ราบเหตผุ ลสำ� คญั ทพี่ ทุ ธศาสนกิ ชนจำ� เปน็ ตอ้ งเรยี นรพู้ ระพทุ ธ
ศาสนา เพื่อการอนุรักษ์ การสืบทอดหลักค�ำสอน สิ่งส�ำคัญสูงสุดคือการหลุดพ้นจาก
ความทุกข์ และการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวตอ่ ไป

บรรณานกุ รม
๑ ขอ้ มูลปฐมภูมิ
คัทธนชาดก, ส�ำเนาเอกสารไมโครฟิล์ม, สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หมายเลข ๘.๒๑๐๖๐๑.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสยามรฏฺฐเตปิฏก ๒๕๒๕.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕.
๒. ข้อมลู ทตุ ยิ ภมู ิ
กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ. ประวตั วิ ดั ทวั่ ราชอาณาจกั รเล่ม ๘, ม.ป.ส.,พ.ศ.
๒๕๓๒.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 269

กรรณกิ าร์ วมิ ลเกษม. อกั ษรฝกั ขามทพ่ี บในศลิ าจารกึ ภาคเหนอื . นครปฐม: มหาวทิ ยาลยั
ศลิ ปากร ๒๕๒๖.
กรมศลิ ปากรเมอื งน่าน. โบราณคดีประวตั ศิ าสตร์และศิลปะ. กรุงเทพฯ: ๒๕๓๗.
กระทรวงวัฒนธรรม. ปกิณกะวัฒนธรรม จังหวัดน่าน. กรุงเทพฯ: บริษัท รุ่งศิลป์การ
พิมพ์ (๑๙๗๗) จำ� กัด, ๒๕๒๕.
จริ ศักด์ิ เดชวงคญ์ า. จติ รกรรมฝาผนังวัดภมู นิ ทร์ จังหวดั น่าน การศึกษาคร้งั ล่าสดุ ใน
เมืองโบราณ, ปที ่ี ๒๙, ฉบับท่ี ๔ ตลุ าคม -ธันวาคม ๒๕๔๖.
ชมพูนุท พงษ์ประยูร. จิตรกรรมไทย, กรมศิลปากรจัดพิมพ์ในงานแสดงโบราณวัตถุ
และภาพจิตรกรรมฝาผนังในอาคารหลังท่ี ๒ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้า
สามพระยา กรุงเทพมหานคร : ห้างห้นุ สว่ นจากดั ศิวพร, ๒๕๑๒.
น. ณ.ปากน้�ำ. วดั ภูมนิ ทร์และวดั หนองบัว. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ . ๒๕๒๙.
ปฏพิ ัฒน์ พุ่มพงษแ์ พทย์ และคณะ. ปูมประวตั วิ ดั ภมู นิ ทร์. สมทุ รปราการ : บริษทั ไมตรี
พับลชิ ซง่ิ จำ� กัด, ๒๕๔๘.
ประคอง นิมนหมินท์. วรรณวิจักษณ์ในจิตรกรรมไทย, กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.
พรน้ิ ตง้ิ เฮ้าส,์ ๒๕๔๗.
ประสิทธ์ิ พงศ์อุดม. “นันทบุรีศรีนครน่าน” ประวัติศาสตร์ สังคม และคริสต์ศาสนา
กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำ� กดั โรงพมิ พ์ชวนพิมพ,์ ๒๕๓๙.
ปรีย์ญาณี ประสพเนตร, “จิตรกรรมฝาผนัง : มรดกสะท้อนความคิดทางวัฒนธรรม
กรณีศึกษาภาพจิตรฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”, สาร
นพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรบณั ฑติ , ภาควชิ ามานยุ วทิ ยา คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปกร,
๒๕๔๒.
ปณุ ณรัตน์ พิชญไพบูลย์, ศิลปศึกษา : จากทฤษฎสี กู่ ารสรา้ งสรรค์ รวมบทความทาง
ศิลปศึกษา, ส�ำนกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๗.
พรรณเพญ็ เครอื ไทย. อกั ษรไทยนเิ ทศ. เชยี งใหม่ สถาบนั วจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่
๒๕๔๕.
พระพงศักด์ิ อภิชฺชโว (รุ่งสง), “ศึกษาบทบาทส่ือจิตรกรรมฝาผนังในการเผยแผ่พุทธ
ธรรมในเฉพาะกรณพี ระอโุ บสถวดั พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม”, วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธ

270 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๙.
พระพนสั ทพิ พเมธี และคณะ. คัทธนกุมารชาดก ฉบบั วัดน้�ำลดั อำ� เภอภเู พียง จังหวดั
นา่ น.เชยี งใหม่: โรงพิมพ์แม็กซพ์ ริ้นต้งิ , ๒๕๕๕.
มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพานิชย์. สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาค
เหนือ เล่ม ๒ เลม่ ๕ เลม่ ๑๒. กรุงเทพฯ : บริษทั สยามเพรส แมเนจเม้น จากัด,
๒๕๔๒.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ๒๕๔๒. กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ๊ ส์
พับลเิ คช่นั ส์, ๒๕๔๖.
วรรณภิ า ณ สงขลา, “จิตรกรรมไทยประเพณ:ี เทคนิคและการอนุรักษ”์ , ศิลปากร, ปที ่ี
๓๓ ฉบับที่ ๕ พฤศจิกายน-ธนั วาคม, ๒๕๓๒.
วนิ ยั ปราบรปิ .ู จติ รกรรมฝาผนงั เมอื งนา่ น. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ๒๑ เซน็ ทรู ่ี จำ� กดั , ๒๕๕๒.
วิบูลย์ ลสี้ วุ รรณ. ศลิ ปะวชิ าการ ๒ ศลิ ปะคอื อะไร. กรุงเทพฯ : มลู นธิ ศิ าสตราจารย์ศิลป์
พีระศรีอนุสรณ.์ ๒๕๔๙.
วไิ ลรตั น์ ยดั รอต และธวชั ชยั องคว์ ฒุ เิ วทย.์ จติ รกรรมเลา่ เรอ่ื ง วรรณคดอี มตะ. กรงุ เทพฯ
: บริษัท อัมรินทรบ์ ุ๊คเซน็ เตอร์ จากดั , ๒๕๕๕.
ศลิ ป์ พรี ะศรี “ศลิ ปะวชิ าการ ๓ ศลิ ปสงเคราะหพ์ จนานกุ รมศพั ทศ์ ลิ ปะตะวนั ตก” พมิ พ์
ครง้ั ท่ี ๔, ปทุมธาน:ี มลู นธิ ิศาสตรจารยศ์ ลิ ป์ พีระศรอี นสุ รณ,์ ๒๕๕๓.
สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงแปล, บทความวิวัฒนาการแห่งจิตรกรรมฝาผนังของไทย,
กรงุ เทพมหานคร : อักษรศลิ ป,์ ๒๕๓๗.
สน สีมาตรัง. โครงสร้างจิตรกรรมฝาผนังลานนา. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยศิลปากร.
๒๕๒๖.
สมเจตน์ วมิ ลเกษม. ถอดรหสั วัดภมู นิ ทร์ นา่ น : โรงพิมพ์ อิงคเ์ บอร์ร,่ี ๒๕๒๖.
สทิ ธศิ กั ดิ์ ธงเงิน. เสนห่ ์ฮปู แตม้ วดั ภูมินทร์ นา่ น. หจก.อิงเบอรร์ ่ี จ.นา่ น, ๒๕๕๖.
สุชาติ เถาทอง, ศิลปะกบั มนษุ ย,์ กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๙.
อัมพร นามเหลา. ท้าวคัธนาม ต�ำนานแห่งชื่อบ้านนามเมืองและสถานท่ีต่างๆ ของ
ทอ้ งถนิ่ อีสาน. นครราชสีมา. ม.ป.ท., ๒๕๒๙.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 271

ประวัติผเู้ ขยี น
อาจารยส์ มคิด นนั ต๊ะ
ประวัตกิ ารศกึ ษา พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธ
ศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง
ประวัตกิ ารทำ� งาน - เลขานุการเจา้ คณะอำ� เภอเมอื งนา่ น พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๕๕๒
- มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตพะเยา หอ้ งเรยี น
วดั พระธาตุแชแ่ หง้ พ.ศ. ๒๕๔๖ – ๒๕๕๕
- วทิ ยาลยั สงฆน์ ครนา่ น มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
เฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
พ.ศ. ๒๕๕๕ – ปจั จบุ นั

272 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

คติการสร้างบา้ นแปลงเมือง

ศรีเลา เกษพรหม๑

การตั้งหมบู่ า้ นหรอื การสรา้ งเมอื งในลา้ นนาสมยั โบราณนั้น เปน็ เรอ่ื งทีต่ ้องหาความ
ถูกต้อง หาความเป็นสิริมงคล ไมใ่ ชว่ ่าพอใจตรงไหนก็จะสรา้ งตรงนั้น แต่ต้องดทู ศิ ดูพน้ื ท่ี
ดูสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ ก่อน เพื่อให้ถูกต้องตามคตินิยมของท้องถิ่น เชื่อว่าถ้าต้ัง
หมบู่ า้ นให้ถกู ตอ้ งแลว้ จะนำ� มาซงึ่ ความเปน็ สริ ิมงคลแก่ครอบครวั และชมุ ชน

การต้ังหมู่บ้าน
สาเหตุของการต้ังหมู่บ้าน
การต้ังหมู่บ้านในล้านนาสมัยโบราณมสี าเหตุส�ำคัญ ๔ ประการด้วยกนั
๑. เม่ือหม่บู า้ นเดิมมจี �ำนวนหลงั คาเพ่ิมมากขน้ึ
๒. พน้ื ทท่ี ำ� การเกษตร ส�ำหรับทำ� ไร่นา ไมเ่ พยี งพอกับจ�ำนวนคนทม่ี เี พ่ิมขึน้
๓. ความแตกแยกของคนในหมู่บา้ น โดยมคี วามเห็นไมต่ รงกนั (ขดึ ตกบ้าน)
๔. เกดิ โรคระบาดในหมูบ่ า้ น (โรคห่า)
การเสาะหาสถานทตี่ ัง้ หมู่บา้ นโดยไมไ่ ดว้ างแผนลว่ งหน้า
เมื่อมีบุคคลใดบุคคลหน่ึงหรือหลายคนได้เสาะแสวงหาพื้นท่ีอยู่ใหม่ เม่ือเห็นว่า
โหลง่ ใด (บรเิ วณใด) มสี ภาพเหมาะสำ� หรบั การทำ� ไร่ ทำ� นา ทำ� สวน มแี หลง่ นำ�้ อดุ มสมบรู ณ์
กจ็ ะมกี ารยา้ ยครอบครวั บ้านเรือนไปต้ังอยู่ ณ ท่ีนนั้ ตอ่ มามคี นในหมูบ่ ้านอ่นื เห็นวา่ เป็น
พนื้ ทเี่ จรญิ อดุ มสมบรู ณ์ จงึ ยา้ ยบา้ นเรอื นไปปลกู อาศยั อยดู่ ว้ ย หลงั คาเรอื นจงึ เพมิ่ ขนึ้ เรอ่ื ยๆ
เม่ือมมี ากจ�ำนวนหลายสบิ หลังคาเรอื น บรเิ วณนั้นจงึ กลายเปน็ หมู่บา้ น
การเสาะหาสถานทตี่ ้งั หมู่บา้ นโดยวางแผนล่วงหน้า
เม่ือมกี ล่มุ บุคคลตอ้ งการท่จี ะย้ายออกไปตงั้ หมบู่ า้ นใหม่ จะมอบหมายให้ผู้ใดผู้หนึ่ง
ในกลมุ่ น้ันซ่ึงเหน็ ว่าเป็นคนมีปญั ญา เป็นคนฉลาด และเป็นทเ่ี คารพนับถอื พอที่จะร้เู รื่อง
เกย่ี วกบั ทศิ ทางทเ่ี รยี กกนั วา่ “ทกั ษา” ใหอ้ อกไปสำ� รวจตามสถานทตี่ า่ งๆ เมอื่ พบพนื้ ทอ่ี นั
เป็นมงคล เป็นสถานทที่ ี่มีแม่น้ำ� ใหญห่ รอื แมน่ ำ้� ขนาดกลางไหลผ่าน มีพน้ื ทีเ่ พยี งพอทีจ่ ะ
ทำ� ไรท่ ำ� นาแล้วกจ็ ะใหผ้ ้รู ูใ้ นเรอ่ื งโหราศาสตรไ์ ปสำ� รวจตรวจดอู ีกครั้งหน่งึ

๑ผเู้ ช่ียวชาญด้านอักษรโบราณและจารกึ ลา้ นนา สถาบันวจิ ยั สังคม มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 273

รปู แบบของหมบู่ า้ นทเ่ี ป็นมงคล
หมบู่ า้ นทม่ี ลี กั ษณะเปน็ มงคลตอ้ งมพี นื้ ทย่ี าวไปตามทศิ เหนอื และทศิ ใต้ มแี มน่ ำ�้ ไหล
ผา่ นทางดา้ นทิศตะวนั ออกหรือตะวนั ตก มพี ้นื ที่ลาดต่ำ� ไปทางแมน่ �ำ้ ทางดา้ นตะวนั ออก
หรือตะวันตกมีพ้ืนท่ีต�่ำเป็นท่ีราบลุ่มเป็นบริเวณกว้าง ตรงกลางของพื้นท่ีเป็นเนินสูงไม่
มากนัก
การจดั วางรูปแบบของหมบู่ า้ น
ด้านทิศเหนือจัดเป็น “หัวบ้าน” เป็นประตูเข้าออกส�ำหรับหมู่บ้าน ด้านทิศใต้จัด
เปน็ “หางบ้าน” เปน็ ประตเู ขา้ ออกของหมบู่ า้ นเช่นกัน บรเิ วณตรงกลางหมู่บ้านจดั เปน็
พ้นื ท่สี าธารณะ เพื่อเปน็ ที่ตั้งของเสา “ใจบา้ น” ศาลากลางบา้ น หอเสื้อบา้ น บ่อน้ำ� รวม
(บ่อน้�ำสาธารณะ) ทิศตะวันตกหรือตะวันออกของหมู่บ้านเป็นที่ตั้งวัด บริเวณนอกเขต
หมู่บ้านออกไปจัดเป็นที่นาที่ไร่ และกันท่ีส่วนหน่ึงไว้ส�ำหรับเป็นป่าสาธารณะเพื่อเป็นที่
ใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั ดา้ นทศิ ใตห้ รือตะวันตกเฉยี งใต้เปน็ ท่ตี งั้ ของสุสานป่าชา้
การจดั รปู แบบหม่บู า้ นตามหลักทกั ษา
หม่บู ้านในบางท้องถ่นิ จัดรปู แบบหมบู่ ้านตามหลกั ทักษา โดยใชว้ ันเดอื นปีของผ้นู �ำ
หมู่บ้านเป็นหลักในการค�ำนวณ ดังนั้นหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจึงมีทิศทักษาไม่ตรงกัน ดัง
อยา่ งทิศทกั ษาท่ีปรากฏในพับอกั ษรล้านนาที่กำ� หนดตามราศตี ่างๆ ดังน้ี

บริวาร อายุ เดช กาลกณิ ี บรวิ าร อายุ

กาลกณิ ี ปีชวด ศรี มูละ ปฉี ลู เดช

มลู ะ อตุ สาหะ มนตรี ศรี มนตรี อตุ สาหะ

มูละ กาลกิณี บรวิ าร อุตสาหะ มูละ กาลกิณี
อุตสาหะ ปีขาล อายุ มนตรี ปเี ถาะ บริวาร
มนตรี ศรี เดช ศรี เดช อายุ

274 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

มนตรี อตุ สาหะ มูละ ศรี มนตรี อตุ สาหะ
ศรี ปีมะโรง กาลกิณี เดช ปมี ะเส็ง มูละ
เดช อายุ บริวาร อายุ บริวาร กาลกิณี

เดช ศรี มนตรี อายุ เดช ศรี
อายุ ปมี ะเมีย อตุ สาหะ บรวิ าร มะแม มนตรี
บริวาร กาลกณิ ี มูละ กาลกิณี มลู ะ อุตสาหะ

บรวิ าร อายุ เดช กาลกิณี บรวิ าร อายุ
กาลกิณี ปีวอก ศรี มนตรี ปีระกา เดช
มนตรี อุตสาหะ มลู ะ อตุ สาหะ มูละ ศรี

บริวาร อายุ เดช อุตสาหะ มนตรี กาลกิณี
กาลกิณี ปจี อ ศรี มลู ะ ปกี ุน บริวาร
มนตรี อุตสาหะ มลู ะ ศรี เดช อายุ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 275

การเข้าต้งั หมู่บา้ นใหม่

ทางหวั หนา้ หมบู่ า้ นคอื คนทไี่ ดร้ บั มอบหมายจากชาวบา้ นจะเปน็ ผจู้ ดั สรรทด่ี นิ สำ� หรบั
ปลูกบ้าน ท�ำสวน ทำ� นา จ�ำนวนของทด่ี ินจะจดั สรรให้ตามขนาดเล็กใหญข่ องครอบครวั
จากนั้นชาวบ้านจึงพากันทยอยย้ายเข้ามาครั้งละหลังสองหลัง การขนย้ายบ้านเรือนไม่
ยงุ่ ยาก เพราะเรอื นแตโ่ บราณสว่ นมากจะสรา้ งดว้ ยไมไ้ ผ่ มงุ หลงั คาดว้ ยหญา้ คาหรอื ใบตอง
ตงึ (ใบพลวง) ครอบครวั ใดทมี่ สี มาชกิ ในครวั เรอื นเปน็ ผชู้ ายหลายคน จะมกี ำ� ลงั ไปตดั ตน้ ไม้
มาท�ำเปน็ ไมจ้ งิ ส�ำหรับท�ำเปน็ เสาเรอื น

การตัดต้นไม้ทำ� เสาเรอื น

อันดับแรกจะต้องเสาะหาต้นไม้ที่จะตัดเพื่อทำ� เป็นเสามงคล(เสาเอก) โดยหาต้นไม้
ทม่ี ลี ำ� ตน้ กลมสวย กิง่ แรกของตน้ ไม้น้ันต้องไม่หัก ไม่มรี ังนก รังหนู รังมด เม่ือพบต้นไม้
ลักษณะดังกล่าวแล้ว ก่อนจะตัดให้แต่งขันดอกไม้ธูปเทียนอัญเชิญเทวดาท่ีรักษาต้นไม้
น้นั ให้ออกไปก่อน จากนนั้ จึงเสกคาถาเปา่ คมขวานว่า “โอมปะระโรนะสิกะนะมะ” แล้ว
จึงลงมือตัด เมื่อล้มแล้วน�ำไปท่ีบ้านถากแต่งดีแล้วเก็บไว้เป็นเสามงคลต่อไป ระหว่างท่ี
เกบ็ ไว้นัน้ ห้ามคนนงั่ หรือข้ามเสาน้นั โดยเดด็ ขาด เมื่อมจี �ำนวนหลังคาบ้านเพ่ิมขน้ึ จ�ำนวน
มาก การจัดรูปแบบหมบู่ า้ นจงึ เรมิ่ ขึน้ โดยมสี ว่ นประกอบสำ� คัญคือ

ต้ังเสาใจบ้าน

ชาวล้านนามีคติความคิดเรื่อง
หมู่บา้ นวา่ หมบู่ ้านเปรียบเสมอื นร่างกาย
ของมนุษย์ ดังน้ันเมื่อสร้างหมู่บ้านจึง
ต้องมีหัวใจตั้งอยู่ประมาณตรงกลางของ
หมูบ่ า้ น หรอื บางทอ้ งถ่ินเรยี กบริเวณตรง
กลางหมู่บ้านว่า “สะดือบ้าน” ดังนั้นจึง
ท�ำเสาใจบ้านขึ้นซ่ึงเป็นคติหนึ่งในระบบ
จักรวาล เสาใจบ้านประกอบด้วยเสา เสาใจบา้ นท่ีอ�ำเภอเชยี งค�ำ จังหวัดพะเยา

๕ ต้น ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็ง แตล่ ะตน้ ทำ� ปลายแหลมกลม ท�ำขยักเปน็ คอคอด ต้นกลางจะ
สงู กวา่ ทุกต้นเป็นประดุจดง่ั เขาพระสุเมรุ มเี สา ๔ ตน้ ลอ้ มรอบเป็นบรวิ าร หมายถงึ ทวีป
ท้งั ๔ ก้นหลุมเสาใจบ้านจะใส่ใบดอกแกว้ (พกิ ุล) ใบโชค ใบขนนุ และสิง่ ของมีค่า เชน่
แก้วแสง เงิน ทองค�ำ เป็นต้น ในระหว่างประกอบพิธีฝังเสาใจบ้านจะมีการประโคม
ดุริยดนตรีตีฆ้องร้องป่าว เม่ือต้ังเสร็จแล้วก็พรมด้วยน้�ำขมิ้นส้มป่อย น้�ำอบน้�ำหอม

276 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

การตั้งเสาใจบา้ นน้ีเป็นหนา้ ที่ของอาจารยป์ ระจ�ำชมุ ชนเป็นผปู้ ระกอบพธิ ี
ศาลากลางบ้าน
บริเวณที่ไม่ห่างจากเสาใจบ้านมากนัก มีศาลาหลังหนึ่งเรียกว่า “ศาลากลางบ้าน”
เป็นศาลาสาธารณะส�ำหรับเป็นท่ีพักร้อนหลบฝนของคนที่เดินทางสัญจรไปมา และเพ่ือ
เป็นทร่ี วมกล่มุ กันของชาวบา้ นเมอ่ื มีกิจกรรมของชุมชน
บอ่ นำ้� สาธารณะ
บริเวณท่สี าธารณะจดุ ใดจดุ หนึ่ง ชาวบ้านจะชว่ ยกนั ขดุ บ่อน้ำ� สำ� หรับใชใ้ นครัวเรอื น
เมอื่ ไดส้ ถานทข่ี ดุ บอ่ นำ้� แลว้ จะขอใหอ้ าจารยป์ ระจำ� หมบู่ า้ นคำ� นวณตามตำ� ราโบราณและ
ชี้จุดมงคล ปกั ไมไ้ ว้เปน็ เคร่อื งจ�ำหมาย หลงั จากนัน้ ชาวบา้ นจะชว่ ยกนั ขดุ ถ้าเป็นหมู่บ้าน
ใหญ่มีคนมากจะขุดบ่อให้มีขนาดใหญ่และลึก บางแห่งเรียกบ่อนั้นว่า “บ่อหลวง” เมื่อ
พบสายทางเดินของนำ้� “ตาน้ำ� ” จึงก่ออิฐตง้ั แตก่ ้นบ่อจนถึงปากบอ่ ข้างบนใหเ้ ลยจากผวิ
ดนิ ขน้ึ ไปรวมความลึกประมาณ ๘๐ - ๑๐๐ เมตร บ่อนำ้� นจี้ ะเปน็ ของสว่ นรวม (ของหนา้
หมู่) ท่ีทุกคนร่วมกันใช้ ทุกวันเม่ือถึงตอนเย็นผู้หญิงจะหาบถังมาตักเอาน�้ำในบ่อเพ่ือน�ำ
ไปใส่หม้อน�้ำที่บ้านส�ำหรับใช้น้�ำด่ืม บ่อน้�ำสาธารณะจึงเป็นที่ชุมนุมของหญิงชาวบ้านใน
ตอนเยน็ เปน็ ธรรมชาตขิ องผหู้ ญงิ เมอื่ มาพบกนั ยอ่ มมเี รอ่ื งคยุ กนั แตส่ ว่ นใหญจ่ ะเปน็ เรอ่ื ง
นนิ ทาผ้อู ่นื มากกวา่
สสุ านปา่ ชา้
ป่าช้าเป็นสถานที่จ�ำเป็นส�ำหรับหมู่บ้านอีกแห่งหน่ึงส�ำหรับเป็นท่ีฝังหรือเผาศพ
โดยจัดไว้ทางทิศกาลกิณีตามระบบทักษา หรือบางท้องถ่ินจะจัดไว้ทางทิศใต้หรือทิศ
ตะวันตกเฉียงใต้ เพราะสะดวกเมื่อนำ� ศพออกจากหมู่บ้านไปฝังหรือเผา เนื่องจากมีข้อ
หา้ มนำ� ศพออกทางประตหู มู่บ้านทางหวั บา้ นคอื ดา้ นทศิ เหนอื ให้น�ำออกทางหางบา้ นคอื
ด้านทิศใตเ้ ท่านัน้
ทนี่ า
บริเวณทุ่งนาจะเลือกเอาที่ต�่ำลาดมีพื้นท่ีต�่ำกว่าที่ต้ังบ้านเรือน ถ้าบริเวณใดเป็น
พ้ืนท่ีสูง เจ้าของที่จะต้องขุดดินออกเรียกว่า “เบิกนา” ดินท่ีขุดออกจะนำ� ไปกองไว้เป็น
ท่ีๆ บริเวณกองดินนั้นจึงเรียกว่า “ดอนนา” ต่อมาใช้เป็นที่ผูกวัวควายหรือท�ำห้างร้าน
เปน็ ทพ่ี กั ในฤดทู ำ� นา เมอื่ ขดุ ใหพ้ นื้ ทตี่ ำ่� ลงแลว้ จงึ ทำ� คนั นากนั้ เปน็ กระทง แบง่ นาออกเปน็
แปลงเพ่อื ความสะดวกในการทดน�้ำ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 277

ป่าหม่บู ้าน
บรเิ วณนอกเขตแนวหมบู่ า้ นทมี่ พี นื้ ทสี่ งู จะกนั ไวเ้ ปน็ ปา่ ของหมบู่ า้ นส�ำหรบั ใชร้ ว่ มกนั
บรเิ วณดังกล่าวจะมีต้นไมท้ ข่ี นึ้ เองตามธรรมชาติมีท้งั ไม้ยนื ต้น ไม้ล้มลกุ ไมไ้ ผห่ ลายชนิด
มีพืชผักต่างๆ ชาวบ้านจะอาศัยป่าน้ีเป็นแหล่งอาหาร เป็นที่ส�ำหรับล่าสัตว์ขนาดเล็ก
มีนก หนู กระรอก เป็นต้น เป็นทีเ่ ก็บฟืน เกบ็ หน่อไม้ เกบ็ เหด็ และยังเป็นท่ผี ูกสัตวเ์ ลยี้ ง
ววั ควาย หมู เม่อื เกดิ อุทกภยั ข้นึ ในหม่บู า้ น
วัดประจ�ำหม่บู ้าน
บรเิ วณทางทศิ ตะวนั ออกหรอื ตะวนั ตกจะเปน็ ทส่ี รา้ งวดั ประจ�ำหมบู่ า้ น เรม่ิ ดว้ ยการ
สร้างกุฏิให้พระภิกษุแล้วสร้างส่ิงปลูกสร้างอย่างอ่ืนเพ่ิมข้ึน วัดจึงเป็นส่ิงจ�ำเป็นส�ำหรับ
ชาวบา้ นเพอื่ ให้พระภิกษพุ กั จำ� พรรษา ประกอบสังฆกรรม พิธกี รรม และอบรมสัง่ สอนให้
ชาวบา้ นตง้ั อยใู่ นคำ� สอนทางพระพทุ ธศาสนา วดั ในแตล่ ะหมบู่ า้ นในอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั จงึ
ถกู แบง่ ตามหม่บู า้ นเป็นวดั ใครวัดมัน ใครเป็นศรัทธาของวัดใด กบ็ ำ� รุงวดั น้ันใหเ้ จริญเป็น
เชน่ นีเ้ รอื่ ยมา
หมู่บ้านแต่ละหมู่ มีหัวหน้าของหมู่บ้านเรียกว่า “แก่บ้าน” เป็นผู้ปกครองดูแล
ความสงบภายในหมู่บ้าน เป็นผู้น�ำในการพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญ มีผู้ช่วยแก่บ้าน ท�ำ
หน้าทชี่ ่วยงานของแกบ่ ้าน เรยี กวา่ “ล่ามแก”่ ท�ำหน้าท่ีป่าวประกาศขา่ วสารใหช้ าวบา้ น
ทราบ สว่ นทางวดั ก็มีแกว่ ดั (ไวยาวัจกร) ทำ� หน้าท่ีชว่ ยเหลอื พระภกิ ษุท่เี ป็นทุหลวงเจา้ วัด
ช่วยเก็บรักษาปัจจัยเงินทองของวัด ดูแลผลประโยชน์ของวัด และมี“ล่ามวัด”ทำ� หน้าท่ี
ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้เม่ือวัดมีกิจกรรมทางศาสนา นอกจากน้ันยังมี “อาจารย์วัด”
ท�ำหน้าที่เป็นผู้น�ำในการท�ำบุญ เป็นผู้น�ำในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็น
ผู้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์
การตั้งบา้ นเรือน
เม่ือมีการอพยพย้ายหมู่บ้านก็ต้องมีการปลูกบ้านเรือนใหม่ให้สอดคล้องกับคตินิยม
ของท้องถ่ิน ดังนั้นจึงจัดแบ่งบริเวณที่จะปลูกบ้านเรือนตามระบบทักษา โดยเอาปีเกิด
เดือนเกิด หรือวันเกิดของหัวหน้าครอบครัวเป็นหลักในการวางทักษาเช่นเดียวกับการ
ตั้งหมู่บ้านท่ีเอาวันเดือนปีเกิดของผู้น�ำหมู่บ้านเป็นหลัก เช่น หัวหน้าครอบครัวเกิด
วันพฤหัสบดี การวางทักษาของบ้านเรอื นหลังนจ้ี ึงมีลกั ษณะดังตารางน้ี

278 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ทศิ ตะวันออก

ศรี มลู ะ อุตสาหะ

เดช วันพฤหัส มนตรี

อายุ บริวาร กาลกิณี

ความหมายของการวางทกั ษาไดแ้ ก่ ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื “ศร”ี เปน็ ทเ่ี กบ็ สมบตั ิ
เงินทอง ทศิ ตะวนั ออก “มูละ” เป็นท่ตี ั้งยงุ้ ขา้ ว ทศิ ตะวนั ออกเฉียงใต้ “อตุ สาหะ เปน็ ที่
อยู่ของช้างม้าวัวควาย ทิศใต้ “มนตร”ี เปน็ ทอี่ ยขู่ องลูกจ้างหรือผชู้ ว่ ยงาน ทศิ ตะวนั ตก
เฉียงใต้ “กาลกิณ”ี เป็นท่สี รา้ งส้วมถ่ายทกุ ข์ ทิศตะวนั ตก “บริวาร” เปน็ ท่ีอยู่บตุ รหลาน
ญาติมิตร ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ “อาย”ุ เปน็ ที่ปลกู เรอื นอยู่
การต้ังบา้ นเรอื น
การต้ังบ้านเรือนจะหันหน้าบ้านเรือนไปทางทิศเหนือและทิศใต้เท่านั้น โดยวาง
ข่อื ไปทางทิศตะวันออก - ตะวนั ตก วางแปไปตามทศิ เหนือและใต้ ถา้ วางแปไปตามทศิ
ตะวันออก - ตะวันตกถือว่าเป็นการตั้งบ้านเรือนขวางโลก ไม่เป็นมงคล ห้องนอนใหญ่
ส�ำหรับหัวหน้าครอบครัว คือห้องนอนห้องตะวันออก บนประตูเข้าห้องจะมีไม้แกะสลัก
เป็นรูปพฤกษาลายเมือง “หำ� ยนตร์” นอนหันหัวไปทางทิศตะวันออกหรือไปทางทิศใต้
หิ้งผีปู่ย่าจะติดกับเสาในห้องนอนใหญ่คือเสาที่อยู่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของห้องนอน
ห้องโถง(เติน)อยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ทางด้านเหนือหรือใต้ แล้วแต่บ้านเรือนหันหน้าไป
ทางทิศเหนอื หรือใต้ ครวั ไฟต้ังอยสู่ ว่ นตะวันตกเฉียงใต้
การต้ังหอเจ้าทหี่ รอื ผีอารกั ษ์
ทศิ เหนอื และทศิ ตะวนั ออกของพนื้ ทถี่ อื วา่ เปน็ ทศิ สงู ดงั นน้ั จงึ นยิ มตง้ั หอผเี จา้ ทท่ี าง
ทศิ เหนอื หรือทศิ ตะวันออกของเรอื นท�ำเปน็ ๔ เสา มีหลังคา เป็นผที ีด่ ูแลรกั ษาไมใ่ หส้ ิ่ง
ชว่ั รา้ ยเขา้ มาในเขตรว้ั บ้าน
ยงุ้ ขา้ ว
ยงุ้ ขา้ วเปน็ ทสี่ ำ� หรบั เกบ็ ขา้ วเปลอื ก ทางภาคเหนอื ตอนบนเรยี กกนั วา่ หลองเขา้ ปลกู
ด้วยเสาและเครอ่ื งไมจ้ งิ มเี สา ๔ ต้นเป็นอย่างต�่ำ ก้ันหอ้ งด้วยไม้ฝากระดาน ขนาดใหญ่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 279

หรอื เล็กสรา้ งตามผลผลิตมากนอ้ ย ครอบครวั ที่มีทนี่ าไม่มาก หรือเป็นครอบครวั ทไ่ี มม่ นี า
เปน็ ของตัวเอง รับจา้ งท�ำนาให้ผอู้ ื่น ทำ� ท่เี ก็บข้าวเปลอื กดว้ ยไม้ไผ่ มุงหลังคาดว้ ยหญา้ คา
ใช้ไม้ไผ่สานเป็นวงกลม ทาด้านในด้วยดินเหนียวผสมมูลโคเป็นท่ีเก็บข้าวเปลือกเรียกว่า
“เสวียน” เรียกรวมกันวา่ “รา้ นเสวียน” นยิ มต้งั ยงุ้ ขา้ วหรือรา้ นเสวยี นทางทิศตะวนั ออก
หรอื ทศิ เหนือของตัวเรอื น

บ่อน้�ำ

ตามปกตคิ นแตก่ อ่ นถา้ ไมจ่ �ำเปน็ จะไมข่ ดุ บอ่ น้�ำ
เพราะการขุดบ่อน้�ำเพื่อใช้ด่ืมใช้กินน้ัน เม่ือขุดและ
ใช้น้�ำไปแล้วจะถมบ่อน้�ำนั้นไม่ได้ ถือว่าเป็นอุบาทว์
“ขึดหลวง” ดังน้ันจึงใช้นำ�้ จากบ่อของคนอื่นที่ขุดไว้
แล้วหรอื ใช้นำ�้ จากบอ่ สาธารณะของหม่บู ้าน

ทีถ่ า่ ยทุกข์

คนโบราณแต่ก่อนจะถ่ายหนักนิยมออกไปถ่าย
ตามทงุ่ นาหรอื ตามปา่ หลงั บา้ น เมอื่ มใี ครถามวา่ “จะ
ไปไหน” ตอบว่า “ไปปา่ ” กเ็ ป็นอนั รูก้ นั วา่ หมายถึง
บอ่ น�้ำในบรเิ วณบา้ น การไปปลดทุกข์น่ันเอง สมัยต่อมามีการใช้ส้วมหลุม

โดยการขดุ หลุมกวา้ งยาวประมาณ ๑ เมตร ใช้ปกี ไม้
วางปดิ ปากหลมุ เปดิ ตรงกลางเปน็ ชอ่ งสำ� หรบั ถา่ ยทกุ ข์ ถา้ เปน็ ทถี่ า่ ยทกุ ขใ์ นวดั สำ� หรบั พระ
ภกิ ษฐุ านทน่ี ง่ั ทำ� ดว้ ยหนิ มรี กู ลมตรงกลาง ถดั จากรกู ลมไปดา้ นหนา้ ทำ� เปน็ รอ่ งสำ� หรบั ให้
นำ้� ปสั สาวะไหลออกไปนอกหลมุ คอื มกี ารแยกอจุ จาระและปสั สาวะไมใ้ หไ้ หลลงไปในหลมุ
เดยี วกนั ทท่ี ำ� เชน่ นคี้ งเกี่ยวขอ้ งกับพระวินยั

การตั้งเวยี งหรอื เมือง

การตง้ั เวียงหรอื เมอื ง ในสมัยก่อนเรมิ่ จากการหาจดุ มงคลเรียกว่า “ชัยภมู ิ” เมอื่ ได้
จดุ ทเี่ ปน็ มงคลแลว้ จงึ ขงึ เชอื กจากจดุ ชยั ภมู ไิ ปรอบๆ เพอ่ื กำ� หนดขอบเขตของตวั เวยี ง บาง
ตำ� ราปลกู สรา้ งปราสาทราชวงั ทอ่ี ยขู่ องกษตั รยิ ใ์ นจดุ ทเ่ี ปน็ ชยั ภมู ิ แลว้ หาจดุ ทอ่ี ยปู่ ระมาณ
ตรงกลางใหเ้ ปน็ สะดอื เมอื ง ถอื คตวิ า่ เวยี งเปรยี บประดจุ ดงั่ รา่ งกายของมนษุ ย์ มสี ะดอื เปน็
จดุ ศนู ยก์ ลาง มหี วั เวยี ง ทา้ ยเวยี ง เมอ่ื ไดจ้ ดุ ตรงกลางแลว้ จงึ ขงึ เชอื กจากจดุ นนั้ ออกไปทง้ั
๔ ทิศ เพอ่ื กำ� หนดขอบเขตแนวกำ� แพงเวียง ตามหลกั มหาทักษา คือค�ำนวณแจ่งเวียงและ

280 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ประตเู วียงให้ตรงกบั ทิศมงคลของทกั ษาเวยี ง บางต�ำราคำ� นวณทักษาเวยี งตามปเี กดิ หรอื
เดอื นเกดิ หรอื ปเี กดิ ของกษตั รยิ ์ (พญาเจา้ เมอื ง) เชน่ กษตั รยิ เ์ กดิ ปมี ะแม มมุ เวยี งทศิ ตะวนั
ตกเฉียงเหนอื เปน็ อายุ ทิศเหนอื เป็นเดช (ควรเปน็ ประตเู วียง) มุมเวยี งทศิ ตะวนั ออกเฉยี ง
เหนอื เปน็ ศรี (ควรเป็นที่ตงั้ ของศักด์ิสิทธิ์ของมงคล) ทิศตะวนั ออกเป็นมนตรี (ควรเป็นที่
อยขู่ องผทู้ เ่ี ปน็ ทปี่ รกึ ษางานเมอื ง) มมุ ตะวนั ออกเฉยี งใตเ้ ปน็ อตุ สาหะ (เปน็ ทอ่ี ยขู่ องชา้ งมา้
ววั ควาย) ทิศใตเ้ ปน็ มูละ(ควรเป็นทเี่ ก็บขา้ วและเสบียง) มุนตะวนั ตกเฉียงใตเ้ ปน็ กาลกิณี
(ควรเปน็ ทีห่ ามศพออก) ทศิ ตะวันตกเป็นบรวิ าร (ควรเปน็ ท่ีอยู่ของข้าทาสบรวิ าร) ทกั ษา
เวียง ๘ แห่ง มีประตูเวียง ๔ ดา้ น แจ่งมมุ เวยี งอกี ๔ บางเวยี งจะมปี ระตู ๕ ชอ่ ง ๖ ช่อง
กม็ ี
เมื่อมีขอบเขตแล้วจึงประกอบพิธีตั้งหอนอนและคุ้มน้อยในบริเวณท่ีเป็นชัยภูมิแล้ว
สร้างหอสรงทางทิศตะวันออกหอนอน โดยเอาเพชร ๓ ลูก แสงสุริยะ ๓ ลูก มหานิล
๓ ลกู มรกต ๓ ลูก ทับทมิ (แกว้ ค้อ) ๓ ลูก ใส่ในไหปดิ ดีแลว้ น�ำไปฝงั ทใ่ี ต้หอสรงเพ่อื ให้
กษตั รยิ แ์ ละเมืองมีศรเี ตชะอานภุ าวะสบื ต่อไป
จากนน้ั จงึ ประกอบพธิ ตี ง้ั เสาใจเมอื งหรอื เสาอนิ ทขลี ณ จดุ ประมาณตรงกลาง (สะดอื
เวยี ง) เสาใจเมอื งท�ำดว้ ยไมเ้ นอ้ื แขง็ เปน็ รปู กลม สว่ นหวั ท�ำเปน็ ขยกั คอด ปลายแหลมกลม
มีเสาบริวารอีก ๔ ต้น เรียกว่าเสาล�ำเวียง ขุดหลุมกลางและหลุมบริวาร จากนั้นจึงเอา
แผ่นยันต์ต่างๆ มีต้นว่า ยันต์ฝนแสนห่า ยันต์ฟ้าฟีก ยันต์ล�ำเวียงแสนชั้น ยันต์มณีโชติ
ทงั้ หมดบรรจลุ งไหแลว้ วางไวก้ นั หลมุ ใจเมอื งคอื เสากลาง สว่ นหลมุ เสาบรวิ ารทงั้ ๔ ใสด่ ว้ ย
รปู ช้าง รูปมา้ รปู วัวอุสุภราช ซ่งึ หลอ่ ดว้ ยทองสมั ฤทธ์ิ เม่อื ถงึ ฤกษง์ ามยามดี จงึ ยกเสาตัง้
ในหลุม และมีการประโคมดนตรีฆอ้ งกลองให้เปน็ มหามงคล
สมัยต่อมาเม่ือพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ล้านนาแล้ว พิธีกรรมต้ังเสาใจเมืองและต้ัง
คุ้มนอ้ ยหอนอนของกษตั รยิ เ์ จา้ เมอื งจึงมีพระสงฆ์เข้ามามสี ว่ นร่วม โดยใช้สายสญิ จน์และ
เชือกท่ีฝั้นด้วยใบคาสด ล้อมรอบเวียง นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์สวดต้ังลำ�
มหาสมยั ไชยท้งั ๗ ธรรมจกั ร เม่ือจะตงั้ เสา นอกจากจะใสแ่ กว้ แหวนของมงคลท้งั หลาย
แล้ว ยงั เอาน�ำ้ พุทธมนต์ใส่ในไห นำ� ลงบรรจไุ วท้ ีก่ น้ หลมุ ด้วย
เมอื่ ตง้ั เวยี งเรยี บรอ้ ยแลว้ กษตั รยิ จ์ ะมพี ระราชโองการใหเ้ สนาอำ� มาตยไ์ ปดำ� เนนิ การ
สำ� รวจเสน้ คน(จำ� นวนประชากร) ทอ่ี ยใู่ นเขตการปกครอง เมอ่ื ไดจ้ �ำนวนประชากรมาแลว้
จงึ มาแบง่ เขตการปกครอง ในตำ� นานพน้ื เมอื งพะเยา ฉบบั วดั ศรบี ญุ เรอื ง ตำ� บลตนุ่ อำ� เภอ
เมอื ง จังหวดั พะเยาว กล่าวว่า คน ๕ คน นับเปน็ ๑ นา ถา้ ๑,๐๐๐ นา (พันนา) มคี นอยู่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 281

ในพนื้ ที่น้ัน ๕,๐๐๐ คน ถ้าเทียบกบั ปัจจุบนั ๑,๐๐๐ นา ประมาณ ๑ ต�ำบล พนั นาหนึ่งๆ
จะมขี ้าราชการชนั้ นายพันเป็นผู้ปกครอง
ปจั จบุ นั คตกิ ารสรา้ งบา้ นแปลงเมอื งเชน่ นไี้ ดเ้ ปลย่ี นแปลงไปตามสภาพสงั คม ศาสตร์
และวทิ ยาการสมยั ใหมโ่ ดยเฉพาะแบบแผนของไทยสยามและตะวนั ตกมบี ทบาทในลา้ นนา
มากขน้ึ อกี ทงั้ ทางราชการบา้ นเมอื งกม็ หี นว่ ยงานทด่ี แู ลการการใชพ้ น้ื ทเี่ มอื ง ชมุ ชน ตลอด
จนถงึ แนวทางการจราจร เรยี กวา่ ผงั เมอื ง โดยยดึ แบบแผนตามแบบตะวนั ตก ท�ำใหค้ ตกิ าร
สรา้ งบ้านแปลงเมอื งลา้ นนามกี ารเปลย่ี นแปลงไปตามความนยิ มสมัยใหม่ แตค่ วามรดู้ ้าน
ภูมิปัญญาล้านนาเชน่ นี้ เป็นสงิ่ ท่คี วรศกึ ษาเรยี นรไู้ ว้ให้ทราบถึงทีม่ าและรูปแบบการสร้าง
บา้ นแปลงเมอื งของลา้ นนาในอดตี เพอ่ื อธบิ ายใหช้ าวตา่ งชาตติ า่ งวฒั นธรรมในประชาคม
อาเซยี นไดเ้ ขา้ ใจและเขา้ ถึงความเป็นลา้ นนาท่แี ทจ้ รงิ ตอ่ ไป

282 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ประวัตผิ เู้ ขียน
อาจารยศ์ รเี ลา เกษพรหม
ต�ำแหนง่ - ขา้ ราชการบ�ำนาญ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
- คณะกรรมการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา
ประเทศเพื่อนบ้าน ส�ำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตเชียงใหม่
ผลงานวชิ าการ
- หนงั สอื “ประชุมจารึกล้านนา เลม่ ๑ จารกึ ในพพิ ิธภณั ฑ์เชยี งแสน”
- หนงั สือ “ประชมุ จารกึ ล้านนา เล่ม ๒ จารกึ พระเจา้ กาวลิ ะ”
- หนังสอื “ประชมุ จารึกลา้ นนา เลม่ ๓ จารึกในพพิ ธิ ภณั ฑล์ �ำพนู ”
- หนังสือ “ประชมุ จารกึ ล้านนา เล่ม ๔ จารกึ ในพพิ ธิ ภัณฑเ์ ชยี งใหม”่
- หนังสอื “ประชมุ จารกึ ลา้ นนา เลม่ ๕ จารึกในพพิ ิธภณั ฑน์ ่านและจารกึ เมอื งนา่ น
ทนี่ ่าสนใจ”
- หนงั สอื “ดรรชนชี อ่ื และต�ำแหน่งบคุ คล”
- หนังสอื “ประชุมจารกึ ลา้ นนา เลม่ ๖ จารึกในพพิ ธิ ภณั ฑเ์ ชียงแสน ภาค ๒”
- หนังสอื “ประชมุ จารกึ ลา้ นนา เลม่ ๘ จารกึ ในจังหวดั เชียงใหม”่
- หนังสือ “ดรรชนชี ื่อและตำ� แหนง่ บคุ คล ภาค ๑ พิมพ์ครง้ั ท่ี ๓ (ปรบั ปรุงใหม)่ ”
- หนงั สือ “ประชมุ จารึกล้านนา เล่ม ๑๐ จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค ๒”
- หนังสอื “ประชมุ จารึกล้านนา เลม่ ๑๑ จารกึ ในจงั หวัดเชียงใหม่ ภาค ๓”
- หนงั สือ “ประชุมจารกึ ลา้ นนา เล่ม ๑๒ จารกึ ในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค ๔”
- หนังสือ “ประชุมจารกึ ล้านนา เล่ม ๑๓ จารึกในจงั หวัดเชียงเชียงราย”
-หนงั สือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม ๑๔ ศิลาจารึกในสมัยพระเจา้ ตโิ ลกราช”
- หนังสือ “ประชุมจารกึ ล้านนา เลม่ ๑๕ จารึกเมอื งเชียงตงุ ภาคที่ ๑”
- หนังสือประเพณชี ีวิตคนเมือง สถาบันวิจยั สังคม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
- หนังสือลวั ะเยียะไร่ ไทใสน่ า สถาบันวิจยั สงั คม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่
- หนังสอื ประเพณีชีวติ คนเมือง สถาบนั วิจยั สงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
-หนังสือวถิ ีชวี ิตคนเมือง สถาบันวจิ ยั สังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 283

อานิสงส์วัจจกฎุ ี

รศ. ดร. อนาโตล โรเจอร์ เปล็ ติเยร๑์
เมื่อกล่าวถึงคัมภีร์ “อานิสงส์” โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเร่ืองสั้นๆ กล่าวถึงผลที่จะได้
รับจากการทำ� บญุ ในโอกาสตา่ งๆ เช่น การถวายผ้า (ผา้ ไตรจวี ร ผ้ากฐนิ ผ้าเพดานฯลฯ)
การถวายอัฐบริขาร และผ้าชนิดต่างๆ การทำ� บุญอุทิศให้คนตาย การสร้างพระพุทธรูป
เสนาสนะ หรือคัมภีร์ธรรม เป็นต้น โดยแพร่หลายท่ัวไปในกลุ่มชาติพันธุ์ไท คือไทยวน
(ลา้ นนา) ไทลอื้ ไทขนึ และไทใหญ่ รวมถงึ พมา่ และลาวดว้ ย ซงึ่ รปู แบบการแตง่ มที ง้ั ทเ่ี ปน็
แบบนสิ สยั คอื ยกขอ้ ความภาษาบาลแี ลว้ แปลแบบคำ� ตอ่ คำ� ๒ และการแตง่ แบบโวหารภาษา
ท้องถิ่น มีการคัดลอกหรือสร้างถวายไว้ตามวัดต่างๆ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้เทศนา
ในโอกาสการท�ำบญุ คร้งั นน้ั ดว้ ย
ตวั อยา่ งการถวายและเทศนาคมั ภรี อ์ านสิ งสท์ พ่ี บในปจั จบุ นั เชน่ อานสิ งสท์ านหาคน
ตาย (พราหมณปญั หา) ท่นี ยิ มถวายคมั ภีร์ธรรมและน�ำมาเทศนาในพธิ ศี พ เพราะเนื้อหา
กลา่ วถงึ เศรษฐที น่ี �ำขา้ วปลาอาหารไปไวท้ ป่ี า่ ชา้ ทกุ วนั เพอ่ื ใหบ้ ตุ รชายของตนทเี่ สยี ชวี ติ ไป
ได้บริโภค วันหนึ่งเกิดฝนตกหนักและน้ำ� ท่วมท�ำใหค้ นรบั ใชไ้ มส่ ามารถน�ำข้าวปลาอาหาร
ไปส่งที่ป่าช้าได้ จึงใส่บาตรกับพระภิกษุรูปหนึ่งแทน บุตรชายจึงมาเข้าฝันบิดาว่าเพ่ิงได้
รับสิง่ ทพี่ อ่ ท�ำบุญใหใ้ นวนั ดังกล่าว เป็นตน้ วรรณกรรมอานสิ งส์เรื่องอ่นื ๆ เช่น อานสิ งส์
สรา้ งพระพุทธรูป และอานสิ งส์เขยี นธรรมกก็ ล่าวถึงผลบุญที่ผสู้ รา้ งจะรับ คอื ไดเ้ สวยสุข
ขณะเป็นเทวดาบนสวรรค์นานหลายกัลป์ เมื่อเกิดในโลกมนุษย์ก็จะเกิดในตระกูลท่ีดีมี
ฐานะ เป็นจกั รพรรดิราชผยู้ ่งิ ใหญ่หลายชาติกอ่ นจะเข้าส่พู ระนพิ พานในท่ีสุด นอกจากนี้
ยงั มอี านสิ งสอ์ กี หลายเรอื่ งทม่ี ลี กั ษณะคอ่ นขา้ งใหม่ บางฉบบั คลา้ ยกบั นทิ านหรอื ชาดกพนื้
บา้ น เชน่ อานสิ งสท์ านธรรมน�้ำออ้ ย เล่าถึงอบุ าสิกาผู้หนึ่งที่ไดส้ ร้างหนงั สอื บทสวดมนต์
และถวายน�้ำอ้อย ทำ� ให้ได้เป็นอัคคราชเทวขี องพระเจ้าพรหมทตั และ อานสิ งสส์ าธุ สาธุ
ของชาวไทใหญ่ จะเน้นถึงความสุขในโลกมนุษย์มากกว่าอย่างอ่ืน เช่น มีกลิ่นปากหอม
เหมอื นดอกบวั สนี ำ้� เงนิ เขม้ กำ� ลงั บานและกระจายไปทวั่ หรอื จะมบี รวิ ารชายหญงิ จำ� นวนมาก

๑รองศาสตราจารย์ ดร.อนาโตล โรเจอร์ เป็ลติเยร์ ศูนย์ใบลานศึกษา สถาบนั ภาษา ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชยี งใหม่
๒คัมภรี อ์ านิสงส์ท่แี ตง่ แบบนิสสยั เชน่ อานสิ งสส์ รา้ งพระพทุ ธรปู (ล้านนาและลาว) และ อานสิ งส์เขยี นธรรม ของชาวลวั ะ บา้ น
แสน เมืองเชียงตงุ จะพมิ พ์เผยแพร่ในหนังสอื “อานิสงส์กลุ่มชาติพนั ธ์ุไท” (จะเผยแพร่เร็วๆ น้ี)

284 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ส่วนเรอ่ื ง อานงิ สงสว์ จั จกุฎี (หรอื อานิสงสว์ ิจจกฎุ ี, อานสิ งส์เวจจกุฎ,ี อานสิ งสว์ ิด)
ท่ีเลือกมาปริวรรตและน�ำเสนอในบทความน้ีต้นฉบับพับสาอักษรไทขึนจากเมืองเชียงตุง
โดยค�ำว่า วจฺจ เปน็ ภาษาบาลี แปลว่า อุจจาระ ซ่ึงชาวลา้ นนา ไทลอื้ ไทขนึ หรอื ลาว นยิ ม
ออกเสยี งวา่ เวด็ หรอื วดิ เนอื้ หาเปน็ นทิ านหรอื ชาดกพนื้ บา้ น ถอื วา่ ตา่ งกบั คมั ภรี อ์ านสิ งส์
โดยทั่วไป เป็นเรื่องราวของหนุ่มก�ำพร้าคนหน่ึงท่ีได้น�ำทองค�ำไปฝังไว้ใต้ส้วมที่ชาวบ้าน
ก�ำลงั สร้างถวายไวก้ ับวัด ผลบุญท่ไี ด้รับชาตติ อ่ มา คอื ได้เกดิ เป็นชายก�ำพรา้ ทพ่ี บเหน็ ขมุ
เงินและขุมทองแต่ไม่รู้จักเพราะว่ายังมีกรรมอยู่ หลังจากใช้กรรมหมดแล้วได้เป็นเศรษฐี
มที รพั ยส์ นิ เงนิ ทองจำ� นวนมาก และใหไ้ ดท้ านแกค่ นทม่ี าขอเสมอ ภายหลงั ไดเ้ ปน็ พระญา
เจา้ เมอื งในทสี่ ดุ ซง่ึ ในตอนหนงึ่ ของเรอ่ื งไดก้ ลา่ วถงึ อา้ ยก�ำพรา้ หมากสา้ น ซง่ึ เนอื้ เรอ่ื งตรง
กบั วรรณกรรมอีสานหรือลาว เรือ่ ง “กำ� พรา้ หมากส้าน” และอนุภาคท่วี ่าด้วยเขย ๖ คน
และลูกสาวคนสุดท้ายไม่ยอมแต่งงานจนบดิ าไล่ออกจากบ้าน ภายหลงั ลูกเขยนัน้ กลบั มา
ชว่ ยบดิ ารบกบั ขา้ ศกึ กค็ ลา้ ยกบั วรรณกรรมเรอ่ื งอน่ื ๆ เชน่ “สงั ขท์ อง” เปน็ ตน้ และตอนท่ี
อา้ ยกำ� พรา้ ไมร่ ู้ว่าเงิน และทองเปน็ ของมคี ่า การที่เมยี ต้องคอยแนะนำ� สั่งสอนให้รจู้ ักการ
ดำ� เนนิ ชีวติ กค็ ล้ายกบั เรื่อง “กาแลออกหน่อ” ของไทขนึ หรอื “แปดแลง้ ออกยอด” ของ
ชาวไทใหญ่ แสดงใหเ้ หน็ วา่ วรรณกรรมนเ้ี ปน็ การน�ำเนอ้ื หาและอนภุ าคของชาดกเรอ่ื งอนื่
เขา้ มารวมเขา้ ดว้ ยกัน โดยมีบทอธิบายใหส้ อดคล้องกับความเป็นมาหรือบุพกรรมของตวั
ละครแตล่ ะตวั ในตอนทา้ ยด้วย แต่วรรณกรรมเรือ่ ง “อานสิ งสส์ รา้ งวจิ ” ของลา้ นนาและ
ลาว มีโครงเรอ่ื งแตกต่างไป คอื กล่าวถงึ ชายหนุม่ ทไ่ี ดส้ ร้างส้วมถวายแก่พระภกิ ษุรปู หนึ่ง
แล้วได้เสวยผลบุญในสวรรค์ชั้นฟ้าและเม่ือกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกก็ได้เป็นบุตรชาย
เศรษฐี เมือ่ แมน่ ำ� ไปอาบนำ้� กถ็ กู ปลาตัวใหญ่กลนื ลงไปในท้อง แล้วเศรษฐีอีกเมอื งหนึง่ ได้
นำ� ไปเลยี้ ง เมอื่ บดิ ามารดาทแี่ ทจ้ รงิ ทราบจงึ ตดิ ตามไปขอคนื แตเ่ ศรษฐที ไี่ ดเ้ ลยี้ งดไู มย่ นิ ยอม
จงึ ตอ้ งใหเ้ จา้ เมอื งพจิ ารณาความโดยไดต้ ดั สนิ วา่ ใหแ้ บง่ กนั เลย้ี งดู กมุ ารผนู้ น้ั จงึ ไดช้ อื่ วา่ พา
กลุ กมุ าร ภายหลงั ไดเ้ ขา้ บวชในพทุ ธศาสนาจงึ ไดช้ อ่ื วา่ พากลุ เถร พระพทุ ธเจา้ ทรงยกยอ่ ง
ว่าเป็นผู้เลิศในทางอาพาธน้อย ความแตกต่างในโครงเร่ืองและอนุภาคต่างๆ ระหว่าง
“อานิสงสว์ ิจจกุฎ”ี ของไทขนึ กับ “อานสิ งส์วดิ ” ของลา้ นนาและลาว รวมถงึ พบว่ามีการ
ใช้ค�ำศัพท์ภาษาพม่าและไทใหญ่ด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่าวรรณกรรมเร่ืองน้ีน่าจะแต่งขึ้น
ในโดยกวีชาวไทขนึ เอง
เนือ้ เรอ่ื งย่อ
ในสมัยหน่ึง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันวิหาร ท่ีนายอนาถปิณฑิกัสสมหา
เศรษฐไี ดส้ รา้ งถวาย ครง้ั นัน้ พระอานนทไ์ ด้กราบทูลถามถงึ อานิสงสข์ องการสรา้ งวัจจกฎุ ี

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 285

หรอื ห้องสว้ ม ซ่งึ พระพทุ ธเจ้าจึงแสดงพระธรรมเทศนา ดงั น้ี
ในอดตี กาลสมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ตณั หงั กร ไดส้ ง่ั สอนเวไนยสตั วใ์ หร้ จู้ กั การ
ใหท้ าน รกั ษาศลี และเจรญิ เมตตาภาวนา รวมถงึ การสรา้ งเสนาสนะถวายไวก้ บั พระศาสนา
มอี ุบาสกิ าผู้หนงึ่ จึงไดส้ รา้ งหอ้ งสว้ มและทส่ี รงน�ำ้ สำ� หรบั พระภิกษุทั้งหลาย ส่วนชาวบา้ น
คนอ่ืนๆ กไ็ ด้จดั เตรียมอาหารเพอ่ื ท่ีจะทำ� บญุ ด้วย ขณะนัน้ มชี ายหนุม่ ก�ำพรา้ และยากจน
คนหนงึ่ มอี าชพี ตดั ฟนื ขายทราบขา่ วการทำ� บญุ จงึ หาบฟนื มาขายบรเิ วณนนั้ แลว้ ไดฟ้ งั ธรรม
เทศนาเร่ืองอานสิ งส์ของการสรา้ งส้วมว่ามอี านสิ งส์มาก เมอื่ ได้พบกับอุบาสกิ าผนู้ ัน้ จึงขอ
รว่ มทำ� บญุ ดว้ ย มอบฟนื และหาบไปสง่ ถงึ บา้ นโดยไมค่ ดิ เงนิ ทง้ั ยงั นำ� ทองคำ� จำ� นวน ๓ ลมิ่
แอบเอาไปวางไวใ้ ตฐ้ านสว้ มดว้ ย คร้นั เม่อื ชายคนน้นั ตายไปกไ็ ด้เสวยผลบุญในสวรรคช์ น้ั
ดุสิต ฝ่ายอุบาสิกาที่ได้สร้างส้วมถวายก็ได้ไปเสวยผลบุญในสวรรค์ช้ันดังกล่าวด้วย ภาย
หลงั มากล็ งมาเกดิ เป็นนางสนุ ันทา พระธดิ าคนที่ ๗ ของพระญาเจ้าเมืองมถิ ลิ านคร เมอ่ื
เติบใหญ่เป็นสาวแลว้ พระญาเจา้ เมอื งก็ให้ธดิ าท้งั ๗ สมรสกบั คนท่ีเหมาะสม แต่ธดิ าคน
สดุ ทอ้ งไมย่ อมสมรสกบั อปุ ราช โดยอา้ งวา่ ยงั ไมพ่ รอ้ ม ทำ� ใหพ้ ระบดิ าทรงกรวิ้ และใหท้ หาร
ใชผ้ า้ ปดิ ตาแลว้ ใหข้ บั ไลใ่ หเ้ ดนิ ออกจากพระราชวงั แลว้ ตดิ ตามไป หากขน้ึ บา้ นหลงั ใดกใ็ ห้
ทหารกลบั ไปแจง้ ขา่ วใหท้ รงทราบ พรอ้ มทง้ั รบิ เครอ่ื งประดบั กลบั คนื ไป ดว้ ยบญุ กศุ ลทเี่ คย
ทำ� รว่ มกนั มาในชาตปิ างกอ่ นนางสนุ นั ทาไดเ้ ดนิ ไปถงึ บา้ นของยายแกแ่ ละหลานชายซงึ่ คอื
หนุม่ ก�ำพรา้ ขายฟืนในชาตกิ อ่ นน่ันเอง
เมื่อหลานชายของยายแก่กลับมาจากไปหาของในป่ามาขาย แล้วได้พบกับนาง
สนุ นั ทาทเี่ จา้ เมอื งไลอ่ อกจากวงั กเ็ กดิ ความไมพ่ อใจ จงึ ขบั ไลใ่ หน้ างออกจากบา้ น แตห่ ญงิ
สาวไม่ยอมและคอยปรนนิบัติรับใช้ชายหนุ่มทุกอย่าง รวมถึงปรุงอาหารอย่างดีให้ด้วย
แต่ชายหนุ่มไม่เคยกินมาก่อน เพราะความยากจนจึงกินหมากส้านแทนข้าวมาตลอด
คนท่วั ไปจึงเรยี กเขาว่า “กำ� พร้าหมากสา้ น” เม่ือได้กินขา้ วปลาอาหารแลว้ ชายหนมุ่ จึงมี
เกดิ ความรกั และอยู่กินกันแบบสามีภรรยาท่ัวไป
วันหน่งึ ชายหนมุ่ กำ� พรา้ หมากสา้ นไปตดั ไมใ้ นปา่ มาไว้ท่ีบา้ น เม่ือนางสุนนั ทาเหน็ ก็
รวู้ า่ เปน็ ไมจ้ นั ทนท์ มี่ คี า่ มาก จงึ น�ำไปขายในตลาดไดเ้ งนิ และทองมาจ�ำนวนหนง่ึ ชายหนมุ่
จึงถามว่าก้อนหินสีขาวและสีเหลืองที่นางน�ำมาจากตลาดนั้นคืออะไร ภรรยาจึงตอบว่า
สงิ่ นเ้ี รยี กวา่ เงนิ และทองค�ำ ใชซ้ อ้ื หรอื แลกสง่ิ ของเครอ่ื งใชต้ า่ งๆ ได้ ชายหนมุ่ จงึ บอกวา่ ตน
เคยเหน็ ขมุ ทองคำ� ในปา่ ดว้ ย ทง้ั สองจงึ พากนั ไปขนทองคำ� มาเกบ็ ไวใ้ นบา้ นและสรา้ งยงุ้ ฉาง
ไว้เก็บสมบตั ิจ�ำนวน ๓ หลงั ๆ ละ ๕ ห้อง รวมถึงสรา้ งบา้ นหลังใหญ่ ๙ หลังๆ ละ ๙ ห้อง
ส�ำหรบั อยู่อาศยั ด้วย แลว้ แบง่ บริจาคให้กับคนทเ่ี ข้ามาขอเป็นจ�ำนวนมาก

286 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ต่อมา พระญาเจ้าเมืองคันธรัฏฐ์ได้ยกทัพมาประชิดเมืองมิถิลานคร พระบิดาของ
นางสุนันทาจึงให้เขยทั้ง ๖ คน ออกไปขับไล่ข้าศึกโดยเชิญอ้ายกำ� พร้าหมากส้านไปร่วม
ดว้ ยแตเ่ ขาไมไ่ ดช้ ว่ ยรบแตอ่ ยา่ งใด หลงั จากนนั้ ไมน่ าน นางสนุ นั ทาและสามจี งึ นำ� เงนิ และ
ทองจ�ำนวนมากไปถวายพระราชบิดาเพ่ือตอบแทนพระคุณท่ีได้เลีย้ งดมู า
การทชี่ ายหนมุ่ และภรรยาเปน็ คนใจบญุ บรจิ าคทรพั ยส์ นิ ใหก้ บั ยาจกคนขอ และชาว
บ้านทั่วไปนั้น ได้สร้างความวิตกให้กับพระญาเจ้าเมืองผู้เป็นพระราชบิดาอย่างย่ิง กลัว
วา่ จะเปน็ การชกั ศกึ เข้าบ้านจงึ ส่งทหารใหไ้ ปลอบฆา่ บตุ รเขยเสีย เม่อื เผชิญหน้ากับทหาร
ที่จะมาฆ่าตนเอง ชายหนุ่มจึงสอบถามจนทราบสาเหตุแล้วจึงบอกให้ทหารกลับไปฆ่า
พระญาเจ้าเมืองแทน ด้วยค�ำพูดท่ีมีอ�ำนาจและวาจาสิทธิ์ ทหารจึงกลับไปฆ่า
พระญาเจ้าเมือง เม่ือบ้านเมืองขาดผู้ปกครองจึงร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมาอัญเชิญให้
ชายกำ� พรา้ หมากสา้ นขนึ้ เปน็ กษตั รยิ ป์ กครองบา้ นเมอื งแทน ซงึ่ เจา้ เมอื งคนใหมก่ ป็ กครอง
บ้านเมอื งใหอ้ ยู่รม่ เยน็ เปน็ สุข บ้านน้อยเมืองใหญต่ า่ งเขา้ มาสวามภิ ักดจ์ิ ำ� นวนมาก
สาเหตทุ ชี่ ายหนมุ่ จงึ มวี าจาสทิ ธแิ์ ลว้ ภายหลงั ไดเ้ ปน็ พระญาจกั รพรรดริ าชนนั้ เพราะ
ในบพุ ชาตเิ คยไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาวา่ ผเู้ อาทองคำ� ไปฝงั ไวใ้ ตฐ้ านสว้ มจะมผี ลอานสิ งสม์ าก
จงึ นำ� ทองคำ� ทตี่ นมอี ยู่ ๓ ลมิ่ แอบไปฝงั ไวเ้ พราะคดิ วา่ ตนไมม่ ที รพั ยส์ นิ มคี า่ มากเหมอื นคน
อนื่ แลว้ ไดอ้ นโุ มทนาบญุ กบั อบุ าสกิ าทส่ี รา้ งสว้ มถวายดว้ ยการหาบฟนื ไปสง่ ใหถ้ งึ บา้ นแลว้
ไดร้ บั หมากและพลเู ป็นสิง่ ตอบแทน ทำ� ให้ชาติต่อมาทง้ั สองจึงเป็นสามภี ริยากนั
สาเหตุท่ีพระญามิถิลานคร เอาผ้ามาปิดตานางสุนันทาแล้วให้เดินออกจากเมือง
เพราะในอดตี ชาตินางสนุ ันทาเคยเอาผา้ คลมุ ศรี ษะแลว้ เข้าไปในวดั
สาเหตุที่นางสุนันทาถูกยึดเอาเคร่ืองประดับคืนเมื่อไปอยู่ที่บ้านของชายก�ำพร้า
เพราะนางเคยเปลอื ยรา่ งกายแล้วเข้าไปในเขตวดั วาอาราม
สาเหตุท่ีชายหนุ่มไมเ่ คยกินข้าวมากอ่ น กินแตห่ มากส้านเป็นอาหาร เพราะในอดตี
เคยเตรยี มผลไม้เพอ่ื นำ� ไปถวายทาน แต่ไดแ้ บง่ กนิ กอ่ นแล้วเอาไปถวายทาน เกดิ มาชาตนิ ี้
เลยต้องไดก้ ินเฉพาะผลไม้แทนอาหาร
สาเหตุท่ีชายหนมุ่ เคยเห็นเงนิ และทองค�ำแต่ไมร่ ้จู กั เพราะในอดีตชาตไิ ด้นำ� ทองค�ำ
ไปฝงั ไว้ใต้ฐานห้องสว้ มเนอื่ งจากละอายและกลัวคนอืน่ รู้
สาเหตุที่ชายหนุ่มก�ำพรา้ ในตระกูลท่ตี ำ่� แต่ได้เป็นกษัตริยป์ กครองบ้านเมอื ง เพราะ
เคยท�ำบุญกับพระพุทธเจา้ ในอดตี มาก่อน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 287

พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอานสิ งสแ์ หง่ การถวายวจั จกฎุ แี ตเ่ พยี งเทา่ น้ี

“ฐานสว้ มโบราณ (พิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติหรภิ ญุ ไชย)”

ค�ำชีแ้ จง
ตน้ ฉบบั เอกสารทคี่ ดั เลอื กมาปรวิ รรตนี้ เปน็ พบั สาของวดั ฟา้ กาง เมอื งเชยี งตงุ เขยี น
เมือ่ จ.ศ. ๑๑๓๘ (พ.ศ. ๒๕๑๙) เจา้ ภาพผู้จัดสร้าง คอื อแุ กว้ และภรรยา คอื นางกองแกว้
พรอ้ มดว้ ยอสุ าม และภรรยาคอื นางบวั เพอ่ื ถวายเปน็ พทุ ธบชู าพระรตั นตรยั โดยตง้ั ความ
ปรารถนาว่า ขอให้ค้าขายร�่ำรวยเพ่ือจะได้ท�ำบุญให้ทานสืบต่อไป และขอให้มีอายุมั่น
ยนื ยาว๑
การปรวิ รรตครั้งน้ผี ู้เขียนไดป้ รวิ รรตแบบเทียบอักษร แตม่ กี ารปรบั ในบางคำ� เพ่ือให้
สื่อความหมายและสะดวกต่อการอ่านของคนท่ัวไป คือคำ� ใดที่เสียงและความหมายตรง
กับภาษาไทยกลาง ก็จะปรบั ใหต้ รงภาษาไทยกลาง เชน่ ค็ ปรับเปน็ ก,็ ไพ ปรับเปน็ ไป,
สา้ ง ปรบั เปน็ สรา้ ง, สีล ปรบั เปน็ ศลี เป็นตน้ ยกเว้นค�ำวา่ สฏั ฐี (เศรษฐี), งน (เงิน),
กวาน (ขวาน) จะคงไวต้ ามต้นฉบับ

๑ภาพถ่ายและข้อมูลจาก “ฐานข้อมูลคัมภีร์ใบลาน พับสา และเอกสารอักษรไท” ศูนย์ใบลานศึกษา สถาบันภาษา ศิลปะและ
วฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่ รหสั CMRU-CT-๑๑-B-๑๔๒

288 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

“อานิสงสว์ ัจจกฎุ ”ี (ปรวิ รรต)

นโม ตสสฺ ตฺถุฯ เอวเม สตุ ํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตถฺ ิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปณิ ฺฑกิ สฺส
อาราเม เตน โข ปน สมเย อานนโฺ ท วนฺทติ ฺวา ภควโต อโหสิฯ
สาธโว ฟังดูราสัปปุริสะทังหลาย สตฺถา อันว่าสัพพัญญูพระพุทธเจ้า วิหรติ ก็อยู่
เชตวเน ในป่าเชตวันอาราม แห่งนายอนาถปิณฑิกัสสมหาสัฏฐีหากสร้างเป็นทานวันน้ัน
มหาอานนั ทเถรตนเปน็ ลกู สิกข์กไ็ หวพ้ ระพทุ ธเจา้ แล้วกข็ อถามยังผละอานิสงส์อันปคุ ละ
ผ้ใู ดไดส้ รา้ งยงั วจั จกุฏิ ห้ือเปน็ ทาน ไวเ้ ป็นท่ีไชหนกั ไชเบา๒ แก่ภกิ ขุสังฆะอนั เป็นลกู สิกข์
แห่งพระพุทธเจ้า พอยจักมีผละอานิสงส์เป็นดั่งฤาน้ันชา ขอพระพุทธเจ้าจุ่งจักเทศนา
หอื้ แจง้ แก่ผู้ข้าทงั หลาย บดั นี้แดเ่ ทอะฯ
อถ ในกาลเมื่อน้ันอันว่าสัพพัญญูพระพุทธเจ้าก็เทศนา ยังผละอานิสงส์อันได้ทาน
ยังวัจจกุฎี ไว้เป็นท่ีไชหนักไชเบา ห้ือเป็นทานแก่ภิกขุสังฆะ ห้ือแจ้งแก่ภิกขุทังหลาย มี
มหาอานันทเถรเป็นพระธาน กว่าสังฆะแลปริษัททังหลายห้ือแจ้งก็กล่าวว่า อานนฺท
ดูราอานันทเถร อติเต กาเล ในกาลเมื่อกอ่ น อนั ขา้ มล่วงพน้ ไปแล้วเสีย้ งจิรกาลนานนกั
วนั น้นั มพี ระพุทธเจ้าตนช่ือตัณหังกระ เกิดมาเป็นครูแก่โลกทงั มวล ยามนนั้ คนทงั หลาย
กม็ าชวนกันสร้างยังกุศลนาบุญ มีต้นว่าห้ือทานแลรกั ษาศลี ฟงั ธรรม เมตตาภาวนา สร้าง
กุฎวี หิ ารโรงคะตกึ แลธรรมเทศนา ทานคำ�้ ชูศาสนาพระพทุ ธเจ้ากม็ แี ลฯ
ยามนัน้ ยงั มนี างอบุ าสิกาผู้ ๑ กม็ าสร้างแปลงยังวจั จกฎุ ี แลโรงอาบน้ำ� เพ่อื จกั ทาน
แก่ภิกขุสังฆะทังหลาย มีพระพุทธเจ้าตนช่ือตัณหังกระแลฯ ยามนั้น ยังมีชายทุคคตะผู้
๑ อนั พอ่ แลแมห่ ากตายเสยี แตน่ ้อย จกั หาทีพ่ ง่ึ กบ็ ม่ ี ชายทคุ ตะผนู้ น้ั กเ็ ทียรย่อมแสวงหา
หญา้ แลหลัวมาขายเลย้ี งชีวติ ด้วยชอบธรรมก็มีแลฯ
ยังมีในกาลวัน ๑ ชายผู้นั้นมันก็ได้ยินว่าคนทังหลายว่าจักสร้างยังของทานว่าอ้ัน
กห็ ล้างวา่ จกั ใครไ่ ดห้ ลวั มาไวต้ ้มขา้ วหงุ แกงพงึ มชี าแล มันก็คระนิงใจฉนั น้ีแลว้ บัดนี้กจู กั
ไปหาไม้แลหลัวมาขายหื้อแก่คนทังหลายก่อนแล ก็เอาพร้าแลกวาน๓ เข้าไปสู่ป่า ก็ฟัน
ยังไม้แลหลัว ได้แล้วก็หาบเอามา ก็มายั้งอยู่ริมไม้โพธิ์ไทรต้น ๑ อันมีท่ีจ่ิมใกล้อาราม
ท่ีอันคนทงั หลายหากสร้างของทานนน้ั แลฯ

๑วัจจกุฎี – ตน้ ฉบับใช้ทง้ั เวจจกฎุ ี และ วจิ จกุฎี ในทนี่ จ้ี ะปรับใหเ้ ปน็ วจั จกุฎี ตามรากศพั ท์ภาษาบาลีวา่ “วจฺจกฏุ ”ี
๒ไชหนักไชเบา – ถ่ายหนกั ถ่ายเบา (ถา่ ยอจุ จาระและปสั สาวะ)
๓กวาน – ขวาน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 289

ยามนั้นชายทุคตะผู้น้ันก็ได้ยินยังธรรมเทศนาแห่งพระพุทธเจ้าหากเทศนาหื้อแก่
ปัณณสัตว์ทังหลายว่า ปุคละผู้ใดได้ห้ือทาน รักษาศีล ฟังธรรม เมตตาภาวนา แลสร้าง
ยังวัจจกุฎีหื้อเป็นทาน ไชหนักไชเบาแก่ภิกขุสังฆะทังหลาย แลเอางนค�ำแก้วแสง๔
ข้าวเปลือกข้าวสาร ลงใส่พ้ืนวัจจกุฎี ก็ยินว่ามีผละอานิสงส์อันมาก หาท่ีสุดบ่ได้ว่าอั้น
ชายผู้นัน้ ได้ยินแล้ว ก็มีใจชมช่ืนยินดมี ากนัก กน็ ัง่ ฟังธรรมอยู่หัน้ แลฯ
ยามนนั้ นางอบุ าสกิ าผอู้ นั สรา้ งยงั วจั จกฎุ ใี หม่ เพอ่ื จกั ไวถ้ วายเปน็ ทานแกภ่ กิ ขสุ งั ฆะ
น้ัน นางก็เข้ามาสู่ร่มไม้โพธิ์ไทร ที่อันชายทุคตะอยู่น้ัน ก็ผ่อหันยังชายทุคตะนั่งเฝ้าหาบ
หลัวอยฉู่ นั นัน้ นางก็ถามวา่ ขา้ แดเ่ จา้ มาณวะ ไม้หลวั เจ้านีเ้ อามาเพือ่ ว่าจักขายอ้นั ชาฤา
คันว่าเจ้าจักขายดั่งอ้ัน ข้าก็จักขอซ้ือเอาซึ่งเจ้ากูแล ก็เพื่อว่าข้าจักเอาเมือต้ังข้าวหุงแกง
หยาดน�้ำหมายทาน ยังของทานแห่งข้าชาแล ชายทุคตะก็ถามว่า นางยังสร้างของทาน
เย่ืองใดนั้นชา นางก็กล่าวว่า ข้าแก่เจ้ากูมาณวะ ข้าก็มาสร้างยังวัจจกุฎี เพ่ือจักหื้อเป็น
ทาน หอ้ื ไชหนกั ไชเบา แกภ่ ิกขุสังฆะชาแลฯ เม่อื นนั้ ชายทคุ ตะก็กล่าววา่ ผิแลมดี ัง่ อน้ั ขา้
กจ็ ักอนุโมทนาทานกบั ดว้ ยนางชาแล ข้าก็บเ่ อาค่าสังแลนางเหย นางก็สาธยุ นิ ดี แล้วนาง
จกั เอาเมือกบ็ ่แพ้ นางก็ขอเหนยี่ วน้าวอัญเชญิ เจ้ามาณวะ ขอเอาเมอื ส่งถึงเรอื นขา้ ๑ แด่
เทอะฯ เมอื่ นน้ั ชายทคุ ตะกย็ กเอาหาบหลวั ใสบ่ า่ แลว้ กเ็ อาสง่ ถงึ เรอื นนาง แลว้ นางกม็ ารงั
ดา๑ ยงั เคร่อื งเคย้ี วของกนิ ทังหลาย มาห้ือทานแกช่ ายทคุ ตะมาณวะ แลว้ เจ้าก็พอก๒ มาสู่
ริมไมโ้ พธไิ์ ทรท่ีอันตนมายง้ั รม่ นน้ั แล มนั ก็มาคระนิงใจว่า กูเกดิ มาปางน้ีก็เปน็ ทุกขเวทนา
มากนกั ฉนั น้ี กเ็ พ่ือของทานในชาติปางหลงั กกู ็บไ่ ดส้ รา้ งไว้ชาแล อนั วา่ ค�ำ๓ แหง่ กอู นั ขาย
ไม้แลหลัวแตก่ อ่ นนนั้ กย็ งั มี ๓ หลมิ้ ๔ เย๕่ หล้ิมมีบาทค�ำ กค็ วรกูเอาถวายเปน็ ทาน ไว้เปน็
ปารมกี บั ตนตวั แหง่ กบู ดั นเี้ ทอะ เจา้ กม็ าร่�ำพงึ ฉนั นี้ แลว้ วา่ จกั เอาไปอนโุ มทนากบั ดว้ ยทา่ น
ทงั หลาย กห็ นั ของทานตนเปน็ อนั นอ้ ยบางนกั กย็ นิ เผดิ ละอายแกค่ นทงั หลายนกั เจา้ กเ็ อาคำ�
๓ หล้ิม นน้ั เจาะใสห่ วั ดว้ ยปสาทศรัทธาอันเหลอื มใสยินดี แลว้ กต็ งั้ ค�ำปรารถนาว่า ดว้ ย
เตชะทานแห่งขา้ เทา่ นี้ ขออยา่ หอื้ ขา้ ทกุ ข์ยากเขญ็ ใจสักชาติ ตราบต่อเทา้ ได้เข้าสูน่ พิ พาน
แดเ่ ทอะ แล้วก็เอาคำ� วางลงไปในวัจจกุฎี อนั นางอบุ าสิกาหากสร้างใหม่นน้ั แล้วกบ็ ่หือ้ ไผ
ไดร้ ู้ไดห้ นั สักคนห้ันแล แล้วกพ็ อกมาสเู่ รือนแห่งตน แลว้ กซ็ ้ำ� แอ่วขงขวายหาไม้แลหลัวมา

๔งนคำ� แก้วแสง – งน (เงิน), คำ� (ทองคำ� ), แก้ว (อญั มณ)ี , แสง (เพชร)
๑รงั ดา – ตกแต่ง, ตระเตรยี ม
๒พอก– กลบั
๓ค�ำ – ทองค�ำ
๔หลิ้ม – ล่มิ
๕เย่ – แต่ละ

290 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ขายเล้ยี งชีวิตแห่งตนหื้อชอบ เจา้ กต็ ั้งอยู่ในสรณาคมนท์ ัง ๓ แลเอาศีล ๕ เปน็ ท่พี ่ึง แลว้ ก็
ร�ำ่ พึงถงึ ของทานแห่งตนอยู่บ่ขาด ตราบเสยี้ งอายุแห่งตน คนั วา่ จุตติ ายกไ็ ด้เมือเกดิ ในชัน้
ฟา้ ตาวตงิ สาสวรรคเ์ ทวโลกพนุ้ กม็ แี ลฯ
คันว่าเสี้ยงอายุในช้ันฟ้าตาวติงสาแล้ว ก็ได้ลงมาเกิดในเมืองมิถิลานคร มีพ่อแม่ก็
หากตายเสียแต่น้อย ก็อยู่กับด้วยย่าแห่งตน แปลงตูบอยู่ท่ีข้างแม่น้�ำสมุทรสุดขอบแดน
เมืองมิถิลานคร ก็แสวงหาหัวมันแลลูกไม้ อันส้มแลหวาน เอาหมากส้าน๖ มาต�ำเป็นผง
แล้วกนิ ตาง๗ ขา้ วทุกเมอ่ื จ่ิงวา่ อ้ายกำ� พร้าหมากส้าน เพ่ืออนั้ แล เจ้าก็เล้ยี งชวี ิตดว้ ยชอบ
อยกู่ ับด้วยย่าแหง่ ตนห้ันแลฯ
ในทน่ี จ้ี กั จาถงึ นางอบุ าสกิ า ผอู้ นั ไดส้ รา้ งยงั เวจจกฎุ เี ปน็ ทานนน้ั กอ่ นแลฯ คนั วา่ นาง
ไดท้ านแลว้ กม็ ใี จชมชน่ื ยนิ ดี รำ่� พงึ ถงึ ของทานแหง่ ตนไจๆ้ บห่ อ้ื ขาด คนั วา่ จตุ ติ ายจากชาติ
นน้ั แลว้ กไ็ ดข้ นึ้ เมอื เกดิ ในชนั้ ฟา้ ตาวตงิ สา อยเู่ สวยสมั ปตั ตมิ นื นานแลว้ คนั วา่ เมยี้ นอายใุ น
ช้นั ฟ้าท่นี ้นั ก็ไดล้ งมาเกดิ เปน็ ลกู ยงิ สาวพระญาเมอื งมิถิลานครหัน้ แล สว่ นว่าพระญาตน
นน้ั ก็มลี ูกยงิ สาว ๗ นาง สว่ นวา่ ลกู ยิง ๖ คนนั้น ก็ใหญม่ าด้วยปเี ดอื นวันยาม พระญาตน
พ่อก็หาผัวห้อื ชุคนหนั้ แล ส่วนวา่ ลกู ยงิ หล้าผู้ถว้ น ๗ นัน้ มีอายกุ ็ได้ ๑๖ ปี พระญาตนน้ัน
ก็ว่าจักห้ือเป็นเมียแห่งอุปราชาแสนเมืองว่าอั้น ส่วนว่านางสุนันทาผู้นั้นก็บ่ใคร่ได้ นางก็
เข้าไปไหว้พ่อแห่งตนว่า ข้าแด่พ่อเป็นเจ้า ว่าจักหื้อข้าเอาผัวน้ัน ข้าน้อยก็ขออนุญาตซึ่ง
พ่อกอ่ นข้าแล เพ่ือวา่ ขา้ ก็ยงั น้อย บ่มีความรหู้ ลวกั ๘ สงั เทือ่ ข้าแล พ่อพระญาเหย ทนี ั้น
พระญาก็กลา่ วซงึ่ ลกู ตนว่า ดรู านาง เหตุฉันใดแลมงึ นางบฟ่ ังคำ� พอ่ แมน่ ้ีชา มงึ นางน้หี าก
จกั มาหอื้ ฉบิ หายบา้ นเมอื งแทน้ อ คนั วา่ มงึ นางบฟ่ งั คำ� พอ่ แม่ กห็ ากจกั หนั ไปเมอื หนา้ ชาแล
พระญากเ็ คยี ด๙ แกน่ าง แล้วก็อาณตั หิ อ้ื พวกน้อยเอาผา้ สไบมามดั เคียน๑๐ ยงั ตาแหง่ นาง
สุนนั ทา แล้วกป็ ล่อยไปหัน้ แล คนั วา่ นางไปข้ึนเรือนปุคละผู้ใดดง่ั อน้ั สจู งุ่ จกั มาบอกกล่าว
แกก่ รู าชาเทอะ เมอ่ื นน้ั พวกนอ้ ยทงั หลายกเ็ อานางสนุ นั ทาปลอ่ ยไปหนั้ แล อนั วา่ นางผนู้ นั้
กเ็ มาไปตามกา่ ม๑๑ ตามบญุ สมพารแหง่ ตน กต็ ง้ั คำ� สจั จอธษิ ฐานวานถงึ เทวดาอนิ ทรพ์ รหม
ทังหลาย ตนอยสู่ ูงมงุ ต�่ำ ขอจ่งุ มาผอ่ เลงดผู ้ขู า้ อยา่ ห้อื ตกถ่อยชา้ ขมขี ขอหอ้ื ข้าได้ไปพบ
ผวั ผดู้ ปี ระเสรฐิ แดเ่ ทอะ คนั วา่ นางอธษิ ฐานวานไหวฉ้ นั นแ้ี ลว้ กอ็ อกไปดว้ ยประตเู วยี งภาย

๖หมากสา้ น– มะตาด
๗ตาง – แทน
๘หลวัก – ฉลาด
๙เคียด – โกรธ
๑๐เคียน– มัด, พนั รอบๆ
๑๑กา่ ม – กรรม (ภาษาไทใหญ่)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 291

วนั ออก กไ็ ปรอดถงึ เรอื นสองยา่ หลานนนั้ นางกข็ นึ้ เมอื สเู่ รอื นยา่ แลว้ นางกข็ ออยดู่ ว้ ยสอง
ยา่ หลานห้ันแลฯ
เมอ่ื นั้น พวกนอ้ ยทังหลายฝงู อนั ไปชอมทวย๑ นั้น เขากไ็ ด้หนั ยังนางเข้าไปจอดเรือน
สองยา่ หลานแลว้ ดงั่ อน้ั เขากร็ บี ขนื พอกไปไหวพ้ ระญา วา่ ขา้ แดม่ หาราชเปน็ เจา้ อนั วา่ นาง
สนุ นั ทานนั้ กไ็ ปรอดจอดเรอื นยา่ หลาน อา้ ยกำ� พรา้ หมากสา้ นนน้ั แลว้ แล นางกอ็ ยดู่ ว้ ยเขา
ทังสองยา่ หลานนั้นหัน้ แลฯ
เม่ือนั้น พระญาก็จากับด้วยคนใช้ว่า เราก็ปล่อยนางไปหาผัวตามใจนางแล้วแล
สจู ุ่งไปแกเ้ อาเสือ้ ผ้าแลเครอ่ื งประดับทังหลาย มีตน้ วา่ มา้ ว๒ ใส่แขน แหวนใสก่ อ้ ย สรอ้ ย
สงั วาลยท์ งั หลายฝงู นนั้ พอกคนื มาเสยี เทอะฯ ทนี น้ั พวกนอ้ ย๓ ทงั หลายกไ็ ปตามคำ� พระญา
ก็ไปแก้เอาเคร่อื งทังหลายฝงู น้ันคืนมาหอื้ แก่พ่อพระญาช่ปู ระการ คนั ว่าพระญาได้เคร่อื ง
ทงั หลายมารอดซ้�ำแลว้ พระญาตนพ่อก็บ่ได้ไปจากับด้วยนางสกั เท่ือห้ันแลฯ
ในกาลเมอ่ื นน้ั ชายกำ� พรา้ ผนู้ นั้ ไปแอว่ ปา่ คนื มา หนั ยงั นางสนุ นั ทาผนู้ น้ั มาอยกู่ บั ดว้ ย
ยา่ แหง่ ตนฉันนนั้ มันก็เคียดแลจำ� ๔ นางห้ือหนจี ากเรอื นแห่งกู นางจงุ่ หนีไปดว้ ยรีบเทอะ
กนู ีเ้ ป็นคนทุกขไ์ รย้ ากเขญ็ ใจ กูก็บ่ใครเ่ อาไผมาเปน็ ค่เู ทยี มขา้ ง นางจ่งุ หนไี ปไวๆ เทอะ ที
นัน้ นางก็ค่อยปากตา้ นจาหวาน ถงึ หเู จา้ กำ� พรา้ วา่ ข้าแดเ่ จา้ มาณวะเหย เจา้ อยา่ ไดช้ งั ขา้
แลจ�ำหนีเทอะ เหตุว่าพระญาเจา้ ตนเปน็ พ่อหากจำ� หอ้ื ข้ามาเปน็ เมียแห่งเจา้ กชู าแล สว่ น
อนั วา่ ชายก�ำพรา้ กบ็ ฟ่ งั กย็ งั วา่ ค�ำรา้ ยจ�ำหนอี ยไู่ จๆ้ นางกค็ อ่ ยอดอยอู่ ปุ ฏั ฐากชวุ นั คนื นาง
ก็คอ่ ยกระท�ำคลองดไี ปบผ่ ่อนแล ชายกำ� พรา้ กย็ ังบป่ ากจากับดว้ ยนางสกั คำ� ห้ันแลฯ ยาม
เมอ่ื จกั นอน นางกข็ อนอนทปี่ ลายตนี แหง่ เจา้ ชคุ นื หนั้ แล เจา้ กบ็ ม่ ใี จคดึ ฉนั ใดสกั สงิ่ มนั เทา่
กค็ รา้ ยหนีไปนอนท่อี ื่นเสยี หน้ั แล ส่วนวา่ นางสนุ นั ทาก็ลุกไปนอนดว้ ยเจ้าอย่หู น้ั แลฯ
ตงั้ แตน่ างมาอยกู่ นิ กบั ดว้ ยชายกำ� พรา้ หากได้ ๓ เดอื น เจา้ กบ็ ม่ าใกลน้ าง เพอ่ื วา่ เจา้ บ่
ไดก้ นิ ขา้ ว ไฟราคะตณั หากบ็ ม่ หี นั้ แล เจา้ ซ�้ำจาตอ่ นางวา่ กพู น่ี ก้ี บ็ เ่ คยกนิ ขา้ ว กกู ก็ ลวั เบอื ๕
ตายชะแล กูพ่นี ีเ้ ทา่ เคยกนิ ค่าหมากส้มหมากหวานสิ่งเดยี วแลนางเหย เมอ่ื น้นั นางกบ็ ิด
เอาข้าวกอ้ น ๑ ยืน่ ห้ือเจา้ วา่ จุ่งกินชาม๖ ดูเทอะ มนั บ่เบอื สงั ขา้ แล ขา้ กย็ ังจักกนิ พ่ีเหยฯ

๑ชอมทวย – ตดิ ตามไปดว้ ย
๒มา้ ว – พาหุรดั , เคร่ืองประดบั ต้นแขน
๓พวกนอ้ ย – คนรบั ใช้, ทหาร
๔จำ� – บังคับ
๕เบือ –ถกู วางยาพิษ
๖ชาม– ลอง, ทดสอบ

292 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ทีนั้น ชายก�ำพร้าก็กล่าวว่า นางอย่ามาจาเยาะใยเล่นแล มาจุห้ือพี่กินข้าวแลตายเทอะ
ยามน้ัน นางก็ยกก้อนข้าวยื่นหื้อกินอยู่ไจ้ๆ เม่ือน้ันชายก�ำพร้าก็บ่เหลือค�ำ๗ นางได้ ก็
หยุบกินชามดูหั้นแล เม่ือนั้นนางก็ถามว่ายังพึงใจแห่งเจ้าชะฤา รู้ว่าบ่พึงใจอ้ันชา ชาย
ก�ำพร้าก็กลา่ ววา่ กูพีก่ ็ยนิ พึงใจนัก หวานก็หวานแท้แล นางจงุ่ ไปหามาหื้อกพู ่ีได้กนิ ทกุ วนั
เทอะ แต่น้ันไปนางก็ไปหามายังข้าว หื้อเจ้าได้กินทุกวัน เจ้าก็บังเกิดยังไฟราคะตัณหา
อันใหญ่ ลวดมีใจมกั ใคร่อยนู่ อนกบั ดว้ ยนางชวุ ันคืน บ่ร้อู ิ่มรูค้ ่าย๘ เหตเุ พ่อื ว่าไดถ้ กู ต้องยงั
โผฏฐัพพารมณ์ชมชื่นยินดีนักแล แต่น้ันไปภายหน้า นางก็กล่าวว่าเจ้ากูจ่ิงไปหาหลัวแต่
ปา่ มา ขา้ จกั เอาไปขายในกาด แลว้ ขา้ กจ็ กั ซอ้ื ขา้ วมาหอื้ เจา้ กไู ดก้ นิ ชาแลฯ ทนี น้ั ชายก�ำพรา้
กก็ ำ� เอาพรา้ แลกวานเขา้ ไปสปู่ า่ แลว้ กต็ ดั ปลำ�้ ๙ ไมต้ น้ ๑ ผา่ เปน็ หลวั แลว้ กห็ าบมาถงึ เรอื น
แลว้ นางกแ็ ลน่ ไปตอ้ นไปรบั ยงั หาบหลวั แหง่ เจา้ ตนเปน็ ผวั แลว้ เจา้ กก็ ลา่ วซง่ึ นางวา่ นางจงุ่
รบั เอายงั พรา้ แลกวานนเ้ี ทอะ อนั วา่ หาบหลวั นก้ี เ็ ปน็ อนั หนกั ยงิ่ นกั แลนางเหย ทนี นั้ นางก็
รับเอาพรา้ แลกวาน แล้วชายกำ� พรา้ กว็ างยงั หาบหลัว ตกเหนือดินพอสนน่ั เป็นด่ังแผน่ ดิน
จกั หลม้ ๑๐ ไปหน้ั แล สว่ นวา่ หาบหลวั อนั นน้ั กล็ วดกลายเกดิ เปน็ ไมแ้ กน่ จนั ทนแ์ ดงหอมมาก
นักแล นางก็แปลงยังข้าวนำ้� โภชนะอาหาร มาหื้อแก่เจ้าผัวกิน แล้วก็ชมชื่นยินดี อยู่กิน
กับด้วยกันห้นั แลฯ คนั ว่าถงึ วันกาด๑ มาแล้ว นางก็หาบเอาไมแ้ ก่นจันทน์แดงน้นั ไปขาย
แลเทื่อแลนอ้ ย นางก็ไดง้ นมาแลชอ้ ย๒ แลพนั แลหมนื่ ก็มแี ลฯ
ทีน้ัน ชายก�ำพร้าก็กล่าวว่า ดูรานางพ้อยจักเอาหินขาวมาไว้ในเรือนด่ังรือนั้นชา
ดงั่ ว่าเรอื นสองรานีก้ เ็ ป็นอันน้อยนัก ก็จักปลิน้ ไปเพอื่ หนิ ขาวลูกนช้ี าแล ทีน้นั นางจ่งิ บอก
กล่าวแก่เจ้าว่า อันนี้ก็หากเป็นก้อนงนแลพี่เหย เจ้าจุ่งจ�ำจื่อไว้เทอะ เจ้าจิ่งถามนางว่า
อันวา่ งนน้นั นางจักเอามาเป็นประโยชนะการเยื่องใดนน้ั ชา นางจง่ิ กลา่ วว่า อันว่างนน้นั
ปคุ ละผใู้ ดมกี ด็ ี แมน่ จกั เอาใชก้ ารอนั ใดกไ็ ดช้ เุ ยอื่ งชปุ ระการชาแล เจา้ ไดร้ แู้ ลว้ กม็ ใี จชมชนื่
ยินดีกบั ด้วยนางห้ันแล คันวา่ ถึงวนั กาดมาแลว้ นางกซ็ �ำ้ เอาไมแ้ กน่ จนั ทน์แดงหาบไปขาย
หน้ั แล นางกซ็ อ้ื เอาขา้ วแลโภชนะอาหารพรอ้ มแลว้ นางกซ็ �้ำไดค้ ำ� ๓ มา เจา้ กถ็ ามยงั นางวา่
อนั นเี้ ปน็ สงั ชาวา่ อนั้ นางจกั เอามาไว้ มนั จกั มปี ระโยชนะดง่ั ฤาชา เมอ่ื นนั้ นางกก็ ลา่ วแกเ่ จา้
ว่า ข้าแด่เจ้ากู อันน้ีก็ชอื่ วา่ คำ� ข้าแลพ่เี หย คนั วา่ คนทังหลายสรา้ งพุทธรูปเจ้า ก็จักเอาค�ำ

๗เหลือคำ� – ขัดขืนค�ำสง่ั , ดือ้ ร้นั
๘คา่ ย – เบอื่ หนา่ ย
๙ปล้�ำ – ตดั , ฟนั , ทำ� ให้ลม้
๑๐หลม้ – ลม่ , พัง
๑วันกาด – วันท่ตี ลาดนดั มกี ารซอ้ื ขายสนิ ค้า
๒ชอ้ ย – มาตราวดั น้ำ� หนกั นยิ มใชว้ ัดน�ำ้ หนักฝ่นิ ๑ ชอ้ ย เท่ากับ ๑.๖ กิโลกรม
๓คำ� – ทองค�ำ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 293

อนั นี้ปดิ พอก๔ แล้ว กห็ ากรงุ่ เรอื งงามมากนักแลฯ อัน ๑ แมน่ วา่ จักเอาแปลงเครื่องหย้อง
ของประดับทังหลาย มตี ้นว่ามา้ วใสแ่ ขน แหวนใสก่ อ้ ย สรอ้ ยสงั วาลย์ แลเคร่ืองอลังการ
ทงั หลาย กไ็ ดพ้ รอ้ มทกุ อนั แล เมอื่ นนั้ อา้ ยกำ� พรา้ หมากสา้ นกค็ ดึ รอู้ นั ตนไดห้ นั ขมุ คำ� ๓ ขมุ
ใหญก่ วา้ งมากนกั เจ้าก็บอกกล่าวแก่นางหน้ั แล คนั วา่ นางได้ยนิ คำ� ผวั ตนกล่าววา่ คนั วา่
เจา้ หนั ขมุ ค�ำแท้ดงั่ อ้นั นางกก็ ลา่ วแก่เจ้าตนเปน็ ผัววา่ หอ้ื เจา้ ชวนขา้ ไปดกู ่อนเทอะ เม่ือ
น้ันชายก�ำพร้าก็ชวนเอานางไปในป่า ท่ีอันเจ้าหันขุมคำ� นั้น เจ้าก็ชวนเอานางไปสู่ขุมค�ำ
หั้นแล คันว่านางไดห้ นั ขมุ คำ� แล้ว นางก็มใี จชมช่ืนยนิ ดมี ากนักแล ยามนั้นนางกก็ ลา่ วซ่งึ
ผัวตนว่า เราทังสองจุ่งชวนกันไปขุดเอาค�ำเมือไว้ในเรือนแห่งราพุ้นเทอะ เม่ือน้ันสองขา
ผัวเมยี กช็ วนกนั แลขุดทอกเอาคำ� มาไว้ยงั เรอื นชวุ นั นานว่าได้ ๓ เดือน ก็จง่ิ เมี้ยนเส้ยี ง๕
หั้นแล เมอ่ื นนั้ ชายก�ำพรา้ กแ็ ปลงยังเหล้มฉาง๖ ไว้ ๓ หลัง เยห่ ลังมี ๕ หอ้ ง แลว้ สองขาผวั
เมียก็ทอกเอาคำ� มาไว้ในเหล้มฉาง ๓ หลงั นน้ั ก็เต็มไปเสี้ยงหนั้ แลฯ
แต่นั้นไปภายหน้า คนทังหลายก็ร้วู ่าท้าวก�ำพรา้ มคี �ำหลายวา่ อนั้ เขาก็ชวนกันมารับ
ทานหน้ั แล ยามนนั้ ชายกำ� พรา้ กห็ อื้ คำ� เปน็ ทานแกค่ นทงั หลายชวุ นั หน้ั แล บเ่ ทา่ แตน่ น้ั คนทงั
หลายกช็ วนกนั มารบั ทานชวุ นั หนั้ แล กห็ ากเปน็ แตน่ าบญุ ภายหลงั อนั เจา้ ไดไ้ ปรว่ มสรา้ งทาน
ยงั วจั จกฎุ แี กน่ างสนุ นั ทา อนั เปน็ ทไ่ี ชหนกั ไชเบา มาหอ้ื เปน็ ทานแกภ่ กิ ขสุ งั ฆะเจา้ ทงั หลาย
นั้นแลฯ อันว่าชายก�ำพร้าบ่รู้จักยังค�ำนั้น ก็เป็นแต่ด้วยกรรมอันชายก�ำพร้าได้เอาค�ำ ๓
แท่งน้นั ลกั ซอ่ นหลองพน้ื วัจจกฎุ ี บ่หือ้ ไผรไู้ ผหันน้นั แลฯ ยามนัน้ สองผัวเมียกบั ทังแม่ยา่
กอ็ ยดู่ ว้ ยกัน กไ็ ดพ้ ้นจากทางทุกข์ยากขใี จก็มีแลฯ แตน่ น้ั ไปภายหนา้ คนทงั หลายก็ลอื ชา
ปรากฏสกเสญิ ยกยอยงั อา้ ยกำ� พร้าสองผัวเมยี วา่ มีงนค�ำกองก่อ คนั วา่ ท้าวหวา่ ยหน้าผ่อ
ไปในป่าไม้ดอนทรายก็กลายเป็นงนเป็นคำ� เหลืองเรื่อไว้ก็มีแลฯ นางสุนันทาก็หอมหยับ๗
ไว้ ยงั ขา้ วของงนค�ำไวม้ ากหลายนกั นางกเ็ อางนไปซอื้ เอายงั ขา้ ยงิ ชาย มาพอรอ้ ยพอพนั
ไวใ้ ชส้ อย นางกไ็ ปซอ้ื เอาเปน็ คา่ ทกุ คน เขากม็ ใี จชมชนื่ ยนิ ดี ซง่ึ แมเ่ ลย้ี งสนุ นั ทาชคุ นหนั้ แลฯ
ยามนัน้ นางกไ็ ปจ้างช่างไมท้ ังหลาย มาห้ือแตง่ แปลงเรือน ๙ หลัง เยห่ ลังมี ๙ ห้อง
ก็แล้วดว้ ยไมจ้ นั ทน์ทังมวล ก็รว่ มพืน้ อนั เดยี วกนั กม็ ีแล สว่ นว่าชายกำ� พร้าหมากส้าน ได้
อยู่กับด้วยนางสุนันทาตามปุพพสวัสดี ก็หากเป็นแต่ปารมีภายหลังได้สร้างไว้ ข้าแล่นใช้
มาพ่ึงสมพารกม็ แี ลฯ

๔ปดิ พอก – ปิดทบั
๕เมยี้ นเส้ยี ง – หมดสน้ิ
๖เหลม้ ฉาง – คลัง, อาคารทีเ่ กบ็ ทรัพย์สมบัต,ิ ยุง้ ฉาง
๗หอมหยับ – เก็บหอมรอมรบิ

294 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ถดั แตน่ ้นั ยังมีพระญาเมืองคันธรัฏฐะ วา่ จักมาชนช้างตอ่ พระญามิถลิ านครอันเปน็
พอ่ นางสนุ นั ทานน้ั แล เขากเ็ อาหมรู่ พิ ลเขา้ มาถงึ เมอื งมถิ ลิ านคร เขากย็ งิ ยงั คระมอ็ กสนิ าด๑
แลธนู เขา้ มาหลายมากนกั แล ยามนน้ั ฝงู เปน็ ไพรฝ่ า้ ขา้ เมอื งทงั หลาย เขากย็ นิ กลวั มากนกั
เขากแ็ ลน่ เมอื ไหวส้ าพระญาเขาห้อื รู้ชปุ ระการหัน้ แลฯ เม่อื นั้น พระญามิถิลานครกเ็ คยี ด
มากนกั ก็กล่าววา่ เราจักเมอื ชนช้างต่อขา้ ศึกทังหลายชะแล เมอื่ น้ันลกู เขยพระญาทงั ๖
เขยนั้น ก็มาก้มกราบไหว้พระญาว่า ผู้ข้าทังหลายก็ขอไปอาสาตางเจ้าพ่อเหนือหัวชาแล
คันว่าชิ้นบ่เสีย้ งกบ็ ่ถงึ เขยี งชาแล เมอ่ื นนั้ ลูกเขยทงั ๖ ก็มาจาถงึ ท้าวก�ำพร้าเขยหล้านั้นว่า
เรากค็ วรเรยี กรอ้ งอา้ ยก�ำพรา้ เขยหลา้ อนั เปน็ ผัวนางสุนันทามาชอ่ ย๒ เราปางนีเ้ ทอะ แล้ว
กแ็ ตง่ ใชค้ นไปรอ้ งเรยี กเอาอา้ ยกำ� พรา้ เขยหลา้ วา่ ขา้ แดเ่ จา้ กู พอ่ พระญาแลพเี่ ขยทงั ๖ นน้ั
ก็หากใช้หอ้ื ผ้ขู า้ ทงั หลาย มารอ้ งเรยี กเอาเจ้าเมอื สู่สนามหลวงบดั นแี้ ล เม่ือนั้นอา้ ยกำ� พร้า
ก็บข่ านค�ำตอบคนใชน้ ัน้ สักค�ำหั้นแล เมื่อนัน้ นางสุนนั ทาก็จากตอบคนใชน้ ัน้ ว่า ดูราเจา้
ทังหลาย อันว่าเขยหล้าน้ีก็หากชังแก่พระญาเจ้า บ่ใคร่หันหน้าก็จุ่งขับหนีแล คันว่านาง
กลา่ วคำ� เทา่ นแี้ ลว้ กร็ บี ตกแตง่ คลิ าหมากเหมย้ี งพลยู าหอ้ื แกช่ ายก�ำพรา้ แลว้ กเ็ มอื สสู่ นาม
หลวงห้นั แล อนั ว่าเขยทัง ๖ นั้น ก็น่ังชุ่มนมุ กนั อยูเ่ หนือสนามหลวงน้ัน วา่ จักไปชนชา้ ง
ต่อสงครามเม่ือกลางคืนนน้ั วา่ อ้ัน ยามนัน้ ชายกำ� พร้ากไ็ ปนัง่ อยทู่ ่ีใกล้พเ่ี ขยทงั ๖ น้ัน แลว้
ก็บ่ปากบ่จาค�ำอันใด เท่าลุกจุกชันอยู่แลกล่าวว่าดั่งน้ี ผิว่าหมากไหมมัด ๑ พลูสวย ๑
ยาควนั ๓ กำ� ๑ สเี สยี ดช้อย ๑ ปนู หมอ้ ๑ เอามาหอื้ คนทังหลายเค้ียวชามดู มนั จักแดง
บแ่ ดงชาว่าอ้ัน เมอื่ นนั้ พ่ีเขยทงั ๖ นนั้ ได้ยนิ ค�ำอา้ ยก�ำพรา้ กล่าวคำ� ฉนั นนั้ เขากจ็ ากันว่า
นอ้ งเขยหลา้ เรานี้ รอยวา่ เปน็ คนหยง่ ๔ คนบา้ ชาแล เราทงั หลายจงุ่ ชวนกนั คดึ การศกึ นด้ี ว้ ย
รบี เทอะ เราอย่าถ้าหนา๕ กบั ด้วยมนั เทอะ เม่ือนั้นขา้ ศกึ ทังหลายกเ็ ขา้ มาถงึ ยามเท่ยี งคนื
นั้นแทห้ ั้นแลฯ
ยามนนั้ เขยทงั ๖ นน้ั กไ็ ปขา่ ม๖ อาสารบสงคราม บห่ ยา้ นบก่ ลวั แตข่ า้ ศกึ หมนู่ นั้ ขา้ ศกึ
ทังหลายกบ็ อ่ าจจกั ตั้งอยไู่ ด้ กเ็ อากนั พ่ายหนไี ปเส้ยี งแล ยามนั้นเขยทงั ๖ ก็เลยไล่ไปถึง
แดนเมืองเขา แล้วเขาก็คนื พอกมาไวก้ ราบพระญาตนพอ่ หัน้ แล ส่วนวา่ พระญาตนพ่อได้

๑คระม็อกสนิ าด – คระมอ็ ก/อะม็อก – ปืนใหญ,่ สนิ าด – ปนื ไฟ
๒ชอ่ ย – ช่วย
๓ยาควัน – ยาสูบ
๔คนหยง่ – คนสติไมส่ มประกอบ
๕หนา – คาดหวงั
๖ขา่ ม – รบั , ยอมรบั
๗โถมนาคณุ – สมนาคณุ , ตอบแทน

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 295

รู้แล้ว กม็ ีใจชมช่ืนยนิ ดีมากนกั กก็ ล่าวว่า เขยทงั ๖ นี้ ก็หากกระท�ำหอ้ื เปน็ คณุ แกพ่ ่อแม่
แทแ้ ล พระญาตนพ่อก็ปลงราชทาน คือวา่ งนแลค�ำเสอ้ื ผ้าหื้อแก่เขาชุคนหนั้ แลฯ
ในทนี่ จ้ี กั จาถงึ อา้ ยกำ� พรา้ อนั ไดส้ รา้ งยงั เวจจกฎุ หี อื้ เปน็ ทานนนั้ กอ่ นแล สว่ นวา่ ชาย
ก�ำพร้าผู้น้ันเกิดมาก็มีข้าวของเงินค�ำมากหลวงหลาย ก็สละจ่ายหื้อเป็นทานไปบ่ห้ือขาด
เย่วนั ๖ แสนงน ๖ แสนคำ� กม็ แี ล แม่นวา่ ขนุ เสนาแลอามาตย์ ชาวบ้านชาวเมืองทังหลาย
เขาก็เข้ามารับทานชายก�ำพร้า ก็ยังหื้อทานไปไจ้ๆ ก็มีแล อันว่านางสุนันทาผู้เป็นเมีย
ก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ก็กล่าวซึ่งผัวแห่งตนว่า เราทังสองจุ่งจักเอาค�ำแดงเมือถวาย
เป็นทาน เพื่อเราเมือโถมนาคุณ๗ พ่อพระญาตนเป็นพ่อหั้นแล ส่วนว่านางสุนันทาก็หื้อ
ข้ายิงขา้ ชายทังหลาย อันได้ ๗ ร้อยคนนัน้ มาหาบเอายงั ค�ำแดงเมือประมาณ ๖ ล้านค�ำ
นางก็เอาเมือถวายเป็นทานแก่พ่อพระญาตนเป็นเจ้าหั้นแล พระญาตนพ่อก็ทักถามยัง
เจ้าทังสองว่า เขือเจ้าทังสองเครืองใจสังน้ันชา เมื่อน้ันนางสุนันทาก็ไหว้พระญาตนเป็น
พ่อวา่ เขือข้าทงั สอง กเ็ อาค�ำมา ๖ ลา้ น มาถวายเปน็ ทานแกพ่ อ่ พระญาเจ้า เพ่ือจักมา
ขอตอบคุณพอ่ แมข่ า้ แล เม่อื นัน้ พระญาตนพ่อก็มใี จชมชื่นยนิ ดี แล้วกร็ ับเอาคำ� แลเคร่ือง
ปัณณาการทังหลายฝงู นั้นหัน้ แล นางกป็ ากตา้ นเจยี รจาด้วยพอ่ ตน แล้วสองผัวเมียกเ็ อา
กนั เมอื สู่ท่ีอยู่แห่งตน กม็ ีหน้ั แลฯ
ยามนั้น เสนาเกวียน ๕ รอ้ ยเหลม้ กไ็ ปตามสองเจา้ ชุคนหน้ั แล ทีน้ันท้าวกำ� พร้าก็
พาเอาเกวยี น ๕ ร้อยเหลม้ นัน้ เขา้ ไปสูท่ ่าน้ำ� ดอนทราย แล้วเจา้ กก็ ล่าววา่ หนิ ทรายอัน
น้ี ก็บังเกิดเป็นค�ำเส้ียงแล้วแลเจ้าก็ขุดเทาะใส่เกวียน ๕ ร้อยเหล้มนั้นห้ือเต็มไปชุเหล้ม
ห้นั แลฯ แต่นน้ั คนทงั หลายหันเจา้ เอาเปน็ ค�ำ เขาทังหลายก็เกบ็ เอาก็บเ่ ปน็ คำ� สงั แล ก็เทา่
เปน็ หมากหนิ หมากทรายอยดู่ ง่ั เกา่ กบ็ เ่ ปน็ ดง่ั ชายกำ� พรา้ เกบ็ ปนั นนั้ แลฯ ทนี นั้ ชายกำ� พรา้
กเ็ ก็บเอาปนั คนทงั หลาย เย่คนเย่หมนื่ ค�ำชุคนหั้นแล เม่อื น้ันคนทงั หลาย เกวยี นทังหลาย
กพ็ ร้อมกนั ไหวท้ า้ วกำ� พร้า แลว้ เขากเ็ อากันพอกเมือสู่เมอื งเขาชุคนห้นั แลฯ เมือ่ นั้น พระ
ญากห็ อื้ คนทงั หลายไปเทาะเอาคำ� มาใสไ่ วใ้ นเยเตม็ เพยี งดกี ม็ แี ล เจา้ รถเจา้ เกวยี นทงั หลาย
ก็เอากันพอกเมือส่เู รอื นแลว้ กบ็ อกกล่าวแกล่ กู เมยี แห่งเขาวา่ ยังมชี ายกำ� พรา้ ผู้ ๑ กป็ าก
ย�ำคำ� กล้ามากนักแล ว่าค�ำก็เป็นคำ� วา่ งนก็เปน็ งนแท้แล ท่านกเ็ อาคำ� ปันหอื้ คนทังหลาย
ทกุ คน ตทู งั หลายกไ็ ดค้ ำ� ยอ้ น๑ ทา่ นหมน่ื ปลายแทแ้ ล เมอ่ื นน้ั คนทงั หลายกข็ อรบั ทานชาย
กำ� พรา้ มากนกั แลฯ

๗โถมนาคณุ – สมนาคุณ, ตอบแทน
๑ยอ้ น – เพราะ

296 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

เมอื่ นั้น นายสะเภา ๕ ร้อยเลม่ ก็พรอ้ มกันแต่งยงั เคร่อื งทังหลาย มตี น้ วา่ เสอ้ื ผา้ แล
ร�ำแพรทังหลาย นำ� มาถวายอา้ ยก�ำพร้า พร้อมชุคนก็มแี ล ทีนนั้ อา้ ยก�ำพร้ากข็ ุดเทาะเอา
ค�ำมาใส่ไว้ ในสะเภา ๕ ร้อยเล่มนั้น ก็พอเต็มใส่ชุเหล้ม ตามใจแห่งเขาชุคนห้ันแล
นายสะเภาก็มีใจชมชื่นยินดีมากนักห้ันแล เมื่อนั้นคนทังหลายฝูงอันทุกข์ไร้ยากผลาญใจ
ก็เขา้ ไปสทู่ า้ วกำ� พรา้ ไปกับด้วยนายสะเภานัน้ ท้าวกห็ ้ือคำ� เป็นทานแกค่ นอนั ทกุ ขไ์ รย้ าก
ผลาญใจนน้ั เยค่ นเยห่ มื่นชุคนกม็ แี ลฯ ทนี ั้น นายสะเภาแลคนทังหลายก็ชวนกนั ไหว้ท้าว
ก�ำพร้าส่งั อ�ำลาแล้วก็พอกเมอื งสเู่ รือนแห่งเขาชุคนกม็ ีแลฯ
เมอ่ื นนั้ หมเู่ สนาอามาตยแ์ ลชาวบา้ นชาวเมอื งทงั หลายกช็ วนกนั ไหลหลง่ั เขา้ มาขอรบั
ทานชายก�ำพรา้ ชวุ นั ชวุ นั หาผจู้ กั คดึ การบา้ นการเมอื ง กล็ วดหาบไ่ ดส้ กั คนหน้ั แล พระญา
กล็ วดเคยี ดแกช่ ายกำ� พรา้ มากนกั กค็ ระนงิ ใจวา่ ชายกำ� พรา้ ผนู้ ี้ คนั วา่ จกั หอ้ื มนั อยบู่ า้ นเมอื ง
ที่น้ี มันกจ็ ักเอาหม่รู พิ ลมารบเอาบา้ นเมืองกูน้ี บ่อยา่ ชาแล ควรกฆู ่าหื้อมันตายเสยี กจ็ งั่
จกั ดไี ปชาแล พระญากค็ ระนิงใจวา่ ฉันนี้ แลว้ กจ็ ากับด้วยลูกเขยทงั ๖ น้นั วา่ เราทงั หลาย
จงุ่ ชวนกนั ไปฆ่ายังลูกเขยหล้าหอ้ื มนั ตายเสยี กจ็ กั ดีชาแล ลูกเขยทัง ๖ นัน้ กก็ ลา่ ววา่ ควร
พระราชาเจา้ ฆา่ ยงั ลกู เขยหลา้ ผนู้ นั้ แทแ้ ล เมอ่ื นน้ั พระญากร็ บั เอาพวกนอ้ ยฆา่ คนทงั หลาย
มาวา่ สจู งุ่ ชวนกนั ไปมดั เอาชายกำ� พรา้ ผนู้ นั้ มาดว้ ยรบี เทอะ แลว้ สจู กั เอามนั ไปฆา่ เสยี ดว้ ย
รบี เทอะ เมอ่ื นนั้ พวกฆา่ คนทงั หลายกร็ บี ไปพลนั นกั กไ็ ปบอกแกช่ ายก�ำพรา้ นนั้ วา่ พระญา
เจ้าแต่งใช้ผู้ข้าทังหลาย มามัดเอายังเจ้ากูแลว่าอั้น เม่ือน้ันท้าวก�ำพร้าก็กล่าวว่า สูจุ่งไป
ผูกมัดเอากันเทอะ เมื่อน้ันพวกน้อยทังหลาย เขาก็หากเต็กมัด๒ กัน เอากันไปมาอยู่หั้น
แล เม่อื นน้ั พระญาไดร้ ้เู ปน็ ฉันนน้ั พระญากซ็ ำ�้ ใช้คนไปหลายเหลือเกา่ หน้ั แลฯ ส่วนว่าชาย
กำ� พรา้ กห็ อื้ เขาเตก็ มดั กนั อยหู่ น้ั แล เขาทงั หลายกผ็ กู มดั กนั ไปๆ มาๆ อยฉู่ นั เกา่ หน้ั แล อนั วา่
ลูกเขยพ่ี ๖ คนน้ัน เขาก็เคียดมากนกั แล เขาก็ส่อปล่าวขา้ บ้านไพร่เมอื งทังหลายมามาก
พวงหลวงหลาย แล้วเขาก็เอาหมู่ริพลคนศกึ ทงั หลายไหลหลงั่ เขา้ มาแวดล้อมยงั เรอื นทา้ ว
กำ� พรา้ นนั้ พอตราบได้ ๗ ชน้ั ทา้ วกำ� พรา้ หนั ยงั คนทงั หลายเขา้ มาแวดลอ้ มออ้ มยงั เรอื นแหง่
ตนดง่ั อน้ั เจา้ กถ็ ามยงั คนทงั หลายวา่ ดรู าทา่ นทงั หลาย เหตใุ ดแลชวนกนั มาแวดลอ้ มบา้ น
เรอื นแหง่ กอู ยฉู่ นั นชี้ า เมอ่ื นนั้ คนทงั หลายกก็ ลา่ ววา่ อนั วา่ พระญาเจา้ กแ็ ตง่ ใชต้ ขู า้ ทงั หลาย
มามดั มาฆา่ ยงั เจา้ กหู อื้ ตายเสยี บดั เดยี วนแ้ี ล ทนี นั้ ทา้ วก�ำพรา้ จง่ิ กลา่ ววา่ สทู า่ นทงั หลายจงุ่
ชวนกนั พอกคนื เมอื เสยี แลว้ จงุ่ ชวนกนั ไปฆา่ พระญาตนนนั้ หอ้ื ตายบดั นเี้ ทอะ เมอื่ นนั้ เสนา
อามาตยท์ งั หลาย ไดย้ นิ ค�ำทา้ วกำ� พรา้ ฉนั นนั้ เขากพ็ รอ้ มกนั พอกคนื มาถงึ เวยี ง ถงึ หอพระ
ญาแลว้ ก็เอาดาบสรีกัญชัยแหง่ พระญา ซ�ำ้ ตดั คอพระญาหอ้ื ตายไปในวันน้นั ห้ันแลฯ เม่ือ

๒เตก็ มดั – จับมดั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 297

นนั้ นางเทวกี ็มาถามดว้ ยเหตุการณอ์ นั พระญาหากตายน้ันว่า ดูราเจา้ ทังหลาย เหตุใดแล
สูมาตัดคอพระญาห้อื ตายน้ีชา เมอื่ นั้นขนุ เสนาทังหลายเขาจง่ิ กราบไหวย้ งั นางเทวีว่า ข้า
แด่นางเทวี อันวา่ พระญามาตายคอขาดนี้ ก็เพอ่ื วา่ ตัวหากเปน็ เคลา้ ทา่ นซ้ำ� ใช้หอ้ื เพิ่นไป
ฆ่ายังอา้ ยกำ� พร้านัน้ ทา่ นกอ็ ยู่ตามคลองธรรม ซ�ำ้ หือ้ เพนิ่ ไปฆ่า กห็ ากเป็นแต่เวรานุกรรม
หากมาสนองตอบตนพระญา ก็เพือ่ โลภลน้ พน้ ประมาณนัน้ แล ผวิ ่าพระญาแลตั้งอยตู่ าม
คลองธรรมด่งั อั้น ตัวพระญากบ็ ่ตายด้วยงา่ ยชาแลฯ
ตโต ปรํ ภายหน้าแต่น้นั สกฺกปลลฺ กํ อนั วา่ หนิ ปัณฑกุ มั พละอันเปน็ ทอ่ี ยมู่ ฆวา แห่ง
พระญาอนิ ทร์ กค็ ะด้างขดั แขง็ เป็นอนั รอ้ นมากนัก พระญาอินทร์กก็ ม้ ผอ่ เลง็ ดูในโขงชมุ พู
ก็หันเมืองมิถิลานคร ก็เป็นอันเปล่าสูญเสียดั่งอ้ัน พระญาอินทร์ก็บอกกล่าวแก่วิสุกรรม
เทวบตุ รว่า เจ้าจุ่งลงไปสใู่ นมนษุ ย์โลกเมอื งคนในชุมพูพนุ้ แลว้ ท่านจงุ่ ไปค้�ำชแู ถมสมพาร
ท้าวก�ำพร้าผู้นั้นดูเทอะ เมื่อน้ันพระญาอินทร์แลวิสุกรรมเทวบุตรก็ลงมาเนรมิตปราสาท
แกว้ แลเวยี งขวางไวแ้ ลว้ ซ้�ำมาเนรมิตไว้ยังหอผ่อหอเย็น แลว้ กม็ าเนรมิตยงั ปราสาทแกว้
เรือนหลวงซาวหลัง พร้อมบัวรมวณแล้ว ส่วนตนพระญาอินทร์ก็มาเนรมิตตนห้ือเป็นดั่ง
พระญาเจ้าเมืองตนตายคอขาดนัน้ แลว้ ก็มาอาณตั สิ ่อปล่าวหอ้ื แกเ่ สนาทัง ๖ เขย แลว้ ก็
หื้อไปตีกลองรอ้ งปล่าว กล่าวหอื้ ชาวเมอื งทงั หลาย หือ้ เขาเขา้ มาในหอปราสาท แลสนาม
หลวงบัดเดียวน้ีเทอะ คันว่าปุคละผู้ใดยังมีบุญสมพารอันใหญ่ ก็ควรเอาเป็นเจ้าช้างสืบ
เสวยเมอื ง เราจักเล็งดูในวันนี้ บ่อยา่ ชาแลฯ
เมอ่ื นน้ั ขนุ เสนาทงั ๖ กไ็ ปตกี ลองรอ้ งปลา่ วในเวยี งแลบา้ นนอกผบั ทว่ั เมอื งทงั มวลแลว้
เมอื่ นนั้ ฝงู คนเมอื งมถิ ลิ านครทงั มวล กไ็ หลหลง่ั ถง่ั เขา้ มา กเ็ พอ่ื วา่ ไผกใ็ ครเ่ ปน็ พระญาหนั้ แล
เม่ือนั้นพระญาอินทร์ก็เล็งดูยังคนเมืองทังหลายฝูงนั้นแล้ว ก็บ่หันยังคนผู้มีบุญสมพาร
สักคนแล เมื่อน้ัน พระญาอินทร์ก็ถามยังอามาตย์ทังหลายว่า มนุสฺสา อันว่าคนเมือง
ทงั หลายฝงู นี้ เรากห็ นั เสี้ยงแลว้ แล เราก็บ่หันคนผมู้ ีบญุ สกั คนแล ดูราเสนาทัง ๖ อันวา่
ฝูงชาวเมืองก็มาเสี้ยงแล้วชุคนอั้นชะฤา เมื่อน้ันอามาตย์ก็ไหว้พระญาอินทร์ว่า ข้าแด่
ขุนอินทาเจ้าฟ้า คนอันบ่มาเท่ือนั้นก็หากเท่ายังมีค่าอ้ายก�ำพร้าหมากส้าน อันอยู่เรือน
ริมน้�ำสมุทรผู้เดียวข้าแล เมื่อน้ันพระญาอินทร์คันว่าได้ยินคำ� อามาตย์กล่าวดั่งอ้ัน ก็มีใจ
ชมชื่นยินดี แล้วก็กล่าวว่า สูจุ่งไปราธนายังท้าวก�ำพร้าผู้น้ันมาดูเทอะ เราจักเล็งดูก่อน
ชาแล เมอ่ื นนั้ อามาตยก์ ร็ บั เอาคำ� พระญาอนิ ทร์ แลว้ กร็ บี ไปพลนั หนั้ แล คนั วา่ ไปรอดแลว้
ก็ก้มกราบไหว้ท้าวกำ� พร้าว่า ผู้ข้ามารอราธนาเจ้ากู ห้ือเมือปฏิบัติพระบาทเจ้าขุนอินทร์
มันเจ้าก็ใคร่หันหน้าเจ้าผู้มีใจเหล้ือมใสในบุญบัดน้ีแล เมื่อนั้นนางสุนันทาก็ตอบค�ำคนใช้
ว่า สูเจ้าจุ่งเอาคำ� เขือข้าทังสองเมือกราบไหว้พระญาอินทร์เจ้าก่อนเทอะ เขือข้าทังสอง

298 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่


Click to View FlipBook Version