The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฮอมผญ๋าล้านนา

ฮอมผญ๋าล้านนา

การนับถือผีชุมชนในแถบล้านนาน้ีเรียกสิ่งท่ีมีพลังอำ� นาจลึกลับศักดิ์สิทธ์ินี้ว่าผี
มีการถอื ผสี บื ทอดกันมาผีท่ชี าวลา้ นนานบั ถอื จำ� แนกประเภทได้ ๔ ชนดิ คือ (ธิดา สาระ
ยา, ๒๕๔๕ : ๘๐)
(๑) ผที ส่ี งิ อยใู่ นนำ�้ ถำ้� ปา่ เขาลำ� เนาไพรเหลา่ ภตู กอ่ นจะนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาชาว
ลา้ นนามลี ทั ธบิ วงสรวงภตู ผปี ศี าจและแมจ้ ะนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแลว้ กย็ งั สบื ทอดความ
เชอื่ นอ้ี ยู่ ดว้ ยความเชอ่ื วา่ สง่ิ เหลา่ นมี้ พี ลงั อ�ำนาจสามารถบนั ดาลคณุ และโทษได้ มปี รากฏ
ในชนิ กาลมาลีปกรณ์ตอนทพ่ี ระเจ้าดสิ กุมาร (พระเจ้าสามฝง่ั แกน) สืบราชสมบัตติ ่อจาก
พระเจา้ แสนเมอื งมาพระองคก์ ม็ ไิ ดเ้ ลอื่ มใสศรทั ธาเอาใจใสป่ ฏบิ ตั ติ ามพระพทุ ธศาสนานกั
แตก่ ลบั หนั ไปนบั ถอื ผแี ละบชู าผดี งั ความวา่ “เจา้ ดสิ กมุ ารนนั้ มศี รทั ธาในศาสนานอ้ ยนกั ทรง
เลือ่ มใสแตส่ ่งิ ภายนอกศาสนาไม่คบหาสัตบุรุษทรงบวงสรวงแตภ่ ูผปี ศี าจสวนต้นไม้สถาน
ทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธภ์ิ เู ขาและปา่ พระองคเ์ ซน่ ไหว้ ดว้ ยโค กระบอื เปน็ ตน้ ประชาชนอาศยั อยใู่ นพระ
ราชอาณาจักรของพระองคม์ ีช่ือเสียงว่าเป็นยักขทาส” (ชนิ ., ๒๕๑๗ : ๑๑๖, ๒๕๒)
(๒) ผีบรรพบุรุษ ชาวล้านนาเชื่อว่าเม่ือบรรพบุรุษตายไปย่อมมีชีวิตอยู่ในโลก
ของวญิ ญาณเพอื่ แสดงความเคารพและกตญั ญจู งึ ไดท้ �ำพธิ เี คารพบชู าผบี รรพบรุ ษุ ดว้ ยพธิ ี
ลอยกระทง แตไ่ มป่ รากฏวา่ ขอความคมุ้ ครองดงั เหตกุ ารณท์ ช่ี าวหรภิ ญุ ชยั หนภี ยั จากโรค
อหิวาตก์ไปอยู่ที่หงสาวดีครั้นภัยสงบลง ก็พากันกลับจากหงสาวดีต่อมา มีความคิดถึง
บรรพบุรุษของตนที่กรุงหงสาวดีเม่ือถึงอภิลักขิตสมัยต่างก็พากันจัดของกินของใช้ใส่
กระทงลอยน้�ำไปเพื่ออุทิศให้แก่ญาติของตนเหล่าน้ัน (ศรีแนวณรงค์, ๒๕๓๓ : ๒๓๓ -
๒๓๓) นอกจากพธิ ีลอยกระทงอุทิศแก่ผีบรรพบุรษุ แล้วชาวล้านนาก็มยี ังพิธเี ลีย้ งผีป่ยู า่ ท่ี
เรยี กว่า “เค้าผี” คือผบี รรพบุรษุ ต้นตระกูลเพื่อบอกกลา่ วใหบ้ รรพบรุ ษุ ได้ทราบลูกหลาน
จะไดอ้ ยดู่ มี สี ุข
(๓) ผบี า้ นผเี รอื น ความเชอ่ื เรอื่ งผบี า้ นผเี รอื นหรอื ผปี ระจำ� ตระกลู ทคี่ อยดแู ลบตุ ร
หลานกม็ ปี รากฏอยสู่ บื ทอดมาจวบปจั จบุ นั เชน่ ผมี ดผเี มง็ ผกี ะทางเหนอื มขี อ้ หา้ มแกบ่ ตุ ร
หลานขืนท�ำผิดจารีตขนบประเพณีสังคมลงไปเรียกว่า “ผิดผี” ต้องขอขมาผีด้วยวิธีการ
ต่างๆเช่นเซ่นไหว้เล้ียงผีการฟ้อนผีเป็นต้นพิธีเหล่านี้เป็นความเชื่อที่อธิบายความหมายผี
อันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นนามธรรม ให้ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมเป็นการตอกย�้ำความคิดใน
การนับถอื ผีทส่ี ืบทอดมา (วิทูรย์บัวแดง, ๒๕๓๗ : ๑-๖ เอกสารอดั สำ� เนาการสมั มนาเรอ่ื ง
รำ� ผมี อญฟอ้ นผเี มง็ ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นจากพธิ กี รรม) แตม่ ไิ ดพ้ บหลกั ฐานกลา่ วไวใ้ นตำ� นาน
วรรณคดีบาลี

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 149

(๔) ผีใหญ่ท่ีเรียกวา่ “เสือ้ ” หรือ “ปเู่ จา้ ” ผีท่ีเปน็ ใหญ่รกั ษาบ้านเมอื งทางเหนือ
เรียกว่าผีอารักษ์หรือผีเส้ือที่เมืองละโว้ก็มีผีเส้ือรักษาเมืองตนหน่ึงมีฤทธ์ิเดชมาก แปลง-
กายเป็นรูปร่างต่างๆ ได้และท่ีเมืองหริภุญชัยนอกจากไก่ขาวที่รักษาเมืองแล้วก็มีผีเส้ือ
น�้ำรักษาเมืองด้วยแต่ผีเสื้อน้�ำท่ีเมืองหริภุญชัยเป็นผีผู้ทรงศีลธรรมรักษาป้องกันเมือง
เอาไว้จากศัตรูซ่ึงได้ต่อสู้กับผีเสื้อท่ีมาจากเมืองละโว้จนชนะได้เด็ดขาดลักษณะและที่อยู่
ของผีเส้ือเมืองหริภุญชัยได้กล่าวในจามเทวีวงส์ว่า “สมัยน้ันผีเส้ือที่รักษาหริภุญชัยนคร
อาศัยอยกู่ บั ดว้ ยภรยิ าในวมิ านของตนภายใตแ้ มน่ �้ำสลุยนที ผีเสอื้ น้นั มีสดี ุจสีทองค�ำเปน็
ผถู้ ึงพรอ้ มแล้วด้วยศลี ส่วนภรยิ ามสี ดี ุจสีเงินก็เป็นผูถ้ ึงพรอ้ มแล้วด้วยศีล ผีเส้ือทง้ั สองนัน้
เสวยทพิ ยศขุ อยู่ในวิมานของตนกบั ดว้ ยบรวิ าร เพราะบรุ พกรรมทต่ี นสัง่ สมไว้แล้วผเี ส้ือท่ี
รกั ษาหรภิ ญุ ชยั นครนน้ั คนทงั้ หลายกลา่ ววา่ ผเี สอื้ น�้ำรกั ษา” (จาม.,๒๔๖๓ : ๓๑๑ - ๓๑๒)
ความเชื่อเรอ่ื งผขี องชาวล้านนาครอบคลมุ นบั แต่ผีชั้นต�่ำขน้ึ ไปจนถึงผีบนเรยี กวา่ “ผฟี ้า”
ยกฐานะเป็นเทพาอารกั ษ์
ความเชอ่ื ถอื อมนุษย์
นอกจากความเชื่อถือภูตผีปีศาจวิญญาณดังที่กล่าวแล้วยังได้พบความเช่ือเกี่ยว
กับพวกอมนุษย์ประเภทต่างๆ ปรากฏอยู่ในวรรณคดีบาลีกลุ่มวังสปกรณ์เช่นในสิหิงค
นิทานตอนจะหล่อพระพุทธสิหิงค์ได้มี สุระ อสุระ ครุฑภุชงค์ คนธรรพ์วิทยาธร กินนร
สุบรรณ กมุ ภัณฑ์ เทวดา นาค ยกั ษ์ พรหมช่วยกนั หาโลหะมาหลอม (สิหงิ ค., ๒๕๐๖ :
๔, ๓๗-๓๘) อมนุษย์ที่พบในวงั สปกรณม์ ีหลายประเภทแต่ทมี่ ีบทบาทโดดเดน่ ให้การชว่ ย
เหลือมนุษย์ในการท�ำกิจกรรมต่างให้ส�ำเร็จ หรือบางคราวก็เป็นอุปสรรคทำ� อันตรายแก่
มนุษย์ จะขอยกตวั อย่างมาน�ำเสนอเปน็ บางเหลา่ ทีป่ รากฏบอ่ ยทส่ี ดุ ดังน้ี
(๑) นาคหรอื พญานาค นาคเปน็ อมนษุ ยช์ นดิ หนง่ึ บรวิ ารของทา้ วจตโุ ลกบาลมพี ภิ พ
อยใู่ ตบ้ าดาลทเ่ี รยี กวา่ นาคพภิ พตามต�ำนานพระพทุ ธศาสนานาคมกั จะมคี วามสมั พนั ธก์ บั
พระพุทธเจ้าเชน่ ในคราวเสี่ยงถาดกอ่ นการจะตรสั ร้ปู รากฏว่า ถาดลอยทวนน�้ำแลว้ จมดง่ิ
ลงถึงพ้ืนบาดาลท่ีอยู่ของกาฬนาคและในคราวเสวยวิมุติสุขหลังการตรัสรู้มีช่วงหนึ่งที่ฝน
ตกพรำ� ตลอด ๗ วนั ได้มีพญานาคมจุ จลินท์ ขน้ึ มาแผพ่ งั พานปกป้องพระพุทธเจา้ จนเกิด
ตำ� นานพระปางนาคปรกและในต�ำนานศาสนาแถบเอเชยี ใตพ้ ญานาคกม็ กั จะไดร้ บั หนา้ ท่ี
สำ� คญั ใหเ้ ปน็ ผเู้ ฝา้ รกั ษาสถานศกั ดสิ์ ทิ ธขิ์ องศาสนาเชน่ พระธาตพุ ระเจดยี ห์ ลายแหง่ จนเกดิ
สถาปตั ยกรรมทเ่ี ชงิ บนั ไดขน้ึ วดั ป้นั เป็นรปู บนั ไดพญานาค
(๒) ยกั ษร์ ากษสหรอื ผเี สอื้ ยกั ษ์ เปน็ อมนษุ ยบ์ รวิ ารทา้ วเวสสวุ รรณจอมยกั ษ์ มนี สิ ยั

150 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ดรุ า้ ยกนิ มนษุ ยแ์ ละสตั วเ์ ปน็ ภกั ษาหาร พบความเชอ่ื เรอื่ งยกั ษ์ กมุ ภณั ฑ์ รากษสและผเี สอ้ื
นำ้� หลายแหง่ เชน่ ในรตั นพมิ พวงสต์ อนทท่ี า้ วสกั กะพรอ้ มดว้ ยวสิ สกุ รรมเทพบตุ รไปขอเอา
แก้วมณีโชติจากกุมภัณฑ์ที่ภูเขาวิบุลบรรพตและก็ได้แก้วมณีมาสร้างเป็นพระแก้วมรกต
(รตน. ๒๕๓๐ : มปน.) และในสิหิงคนิทานตอนที่ทำ� การบูชาพระพทุ ธสหิ งิ คก์ ม็ พี วกยกั ษ์
พวกกมุ ภณั ฑถ์ อื ดอกไมเ้ ครอื่ งสกั การบชู าเขา้ แถวเปน็ ล�ำดบั ตอ่ จากเทวดา (สหิ งิ ค., ๒๕๐๖
: ๓๙)
ความเชอ่ื ถอื เทพเจา้
การนับถือผีแม้ว่าจะยังมีอยู่เพราะเป็นความเช่ือเดิมแต่เมื่อผสมกับความเชื่อของ
ศาสนาพราหมณท์ เ่ี ขา้ มามอี ทิ ธพิ ลกอ่ นพระพทุ ธศาสนาผที ม่ี พี ลงั อ�ำนาจหรอื ผที เ่ี ปน็ ใหญ่
กไ็ ดร้ บั การยกฐานะเปน็ เทพเจา้ หรอื ผชี นั้ สงู ผฟี า้ และเมอื่ ชาวลา้ นนาไดร้ บั พระพทุ ธศาสนา
เขา้ มาอกี การนบั ถอื กผ็ สมปนเปคละกนั ไปจดั ระดบั ชน้ั ผใี หม่ โดยผรี ะดบั ต�่ำกย็ งั เปน็ ผหี รอื
ปีศาจอยู่ส่วนผีระดับสูงก็ยกระดับเป็นเทพารักษ์หรือเทพเจ้า เช่นพระอินทร์พระพรหม
เปน็ ตน้ (เทพเจา้ หมายถงึ โอปปาตกิ ะมกี ายทพิ ยเ์ กดิ เปน็ เองดว้ ยอ�ำนาจกศุ ลกรรมทก่ี ระทำ�
เอาไวเ้ ปน็ ผมู้ ฤี ทธเ์ิ ดชอนั นา่ มหศั จรรยล์ ว่ งอำ� นาจมนษุ ยเ์ หนอื ธรรมชาตเิ สวยอาหารทพิ ยม์ ี
วมิ านเปน็ ทอ่ี ยู่)
ความเชื่อเรอื่ งเทพเจ้าหรือเทพยดาคงสบื เนือ่ งมาจากชาวล้านนาสมัยนนั้ นบั ถือ
ศาสนาพทุ ธกบั ลทั ธพิ ราหมณผ์ สมกบั เทพเจา้ เปน็ บางกรณเี ชน่ เวลาประชาชนจะท�ำอะไร
จะมเี ทวดามาชว่ ยกม็ เี ทพเจา้ ทที่ �ำหนา้ ทร่ี กั ษาบา้ นเมอื งกม็ หี รอื ชว่ ยสอดสอ่ งคมุ้ ครองโลก
อยู่บนสรวงสวรรค์ก็มีในวรรณคดีมีเทวดาเกือบทุกประเภทนับแต่ภูมิเทวดา รุกขเทวดา
ปัพพตเทวดา สมุททเทวดา อากาสเทวดา วมิ านเทวดา แมก้ ระท่ังพระอนิ ทร์พระพรหม
ก็กล่าวถึง
ข. พลังลึกลบั เหนอื ธรรมชาติโหราศาสตร์ส่ิงศกั ด์สิ ิทธอิ์ ทิ ธิฤทธ์ปิ าฏิหาริย์
๑) ความเช่ือในไสยศาสตร์ ความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์นั้นมีมาต้ังแต่คร้ัง
โบราณสว่ นใหญก่ ารใชไ้ สยศาสตรก์ เ็ พอ่ื ใหเ้ ปน็ สริ มิ งคลหรอื เพอื่ ใหเ้ กดิ ความขลงั และความ
ศักดิ์สทิ ธิ์ในชินกาลมาลีปกรณ์ พบการใชไ้ สยศาสตรอ์ ย่หู ลายตอนดังนี้
(๑) การใชม้ นตค์ าถาการต่อสูศ้ กึ สงครามในสมยั โบราณแม้จะใชอ้ าวุธ
ยทุ โธปกรณเ์ ปน็ หลกั ในการตอ่ สศู้ กึ แลว้ ยงั มสี งิ่ เสรมิ พลงั ใจใหฮ้ กึ เหมิ เพม่ิ สรา้ งความมน่ั ใจ
ยง่ิ ขน้ึ หรอื เปน็ เครอื่ งมอื ในการรบไดด้ ว้ ยคอื การใชเ้ วทมนตค์ าถาเสกเปา่ เพอื่ ใหป้ จั จามติ ร
พ่ายแพ้ในชินกาลมาลีปกรณ์พบการใช้เวทมนต์คาถาต่อสู้กันในตอนสงครามแย่งราช

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 151

บัลลังก์ระหว่างพระเจ้าแสนเมืองมาเจ้านครเชียงใหม่กับพระเจ้าพรหมมหาราชพระเจ้า
อาแห่งเมืองเชียงราย (คมกฤษณ์ศิรวิ งษ,์ ๒๕๒๓ : ๘๓) เชน่ “เม่ือพระเจา้ กอื นาลว่ งลับ
ไปแล้วพระราชบุตรของพระองค์พระนามว่าพระเจ้าแสนเมืองมาครองราชย์สมบัติอยู่
ในเมืองเชียงใหม่โดยยุติธรรมเมอ่ื พระชนมายุได้ ๒๓ ปคี ร้งั นน้ั พระเจา้ มหาพรหมไดต้ ระ
เตรียมทหารเป็นอันมากเสด็จมาอาศัยเมืองเชียงใหม่แล้วเสด็จไปยึดหริภุญชัยกวาดต้อน
เอาสงิ่ ของท่พี ระองค์มปี ระสงคแ์ ล้วเสด็จกลบั ไปเมอื งเชียงรายภายหลังพระเจ้าแสนเมือง
มาเตรยี มทหารกองใหญเ่ สด็จไปแควน้ โยน (โยนก) ส้รู บด้วยมนต์ (เสกเป่าเวทมนตค์ าถา
กบั พระเจ้าอา (พระเจ้ามหาพรหม) จับพระเจา้ อาไดท้ งั้ เป็นแล้วเสดจ็ เข้าเมอื งเชียงราย”
(ชิน., ๒๕๑๗ : ๑๑๔-๑๕, ๒๕๑)
(๒) การถอื น้�ำพพิ ฒั นส์ ตั ยา เปน็ ความเชอ่ื ทางดา้ นไสยศาสตรอ์ กี อยา่ ง
หน่ึงที่ประกอบขึ้นเพื่อเป็นการผูกมัดจิตใจของผู้ที่อยู่ในการปกครองให้มีความซื่อสัตย์
จงรักภกั ดี พิธีน้ปี รากฏในจามเทววี งสเ์ มื่อปตุ ริยอ�ำมาตยจ์ ากนครละโว้ จะมาจับพระเจ้า
อาทติ ยราชแตเ่ กดิ เสยี ทจี งึ แสรง้ ทำ� ภกั ดมี าเจรญิ พระราชไมตรเี พอื่ ความเชอื่ ใจกนั พระเจา้
อาทิตยร์ าช ให้ดมื่ น�ำ้ พพิ ัฒนส์ ัตยากอ่ นสง่ ตวั กลับไปดงั ความวา่ “พระเจา้ อาทติ ยราชกใ็ ห้
ตกั นำ้� มาเตม็ ขนั ทองใหญแ่ ลว้ ลา้ งพระขรรคแ์ กว้ และหอกแกว้ ของพระองคเ์ ชญิ เทพยดาทงั้
สน้ิ ในชน้ั กามาพจรทงั้ ๖ และพระอนิ ทร์ พระพรหม เปน็ ประธาน ใหเ้ ปน็ สกั ขพี ยาน จงึ ให้
ชาวกมั โพชทง้ั สนิ้ มปี ตุ รยี อำ� มาตยเ์ ปน็ ประธานใหก้ ระทำ� สาบานแลว้ ดำ� รสั วา่ ทา่ นทงั้ หลาย
จงดม่ื กนิ เถดิ ดงั นแี้ ลว้ โปรดใหไ้ ปครงั้ นน้ั ชาวกมั โพชทง้ั ปวงกระทำ� การสาบานแลว้ กด็ มื่ กนิ ”
(จาม., ๒๔๖๓ : ๒๙๐-๒๙๑)
๒) ความเช่ือโหราศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการพยากรณ์โดย
อาศัยดาราศาสตร์เป็นหลักมีโหราจารย์เป็นผู้ให้คำ� พยากรณ์โชคชะตาชีวิตและให้ฤกษ์
ยามเป็นต้นเป็นความเช่ือดั้งเดิมของชนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซ่ึงได้รับอิทธิพล
จากศาสนาพราหมณ์ท่ีเข้ามาเผยแผ่ก่อนพระพุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้ามาถึงแม้จะนับถือ
พระพุทธศาสนาแล้วชาวล้านนาก็คงนับถือโหราศาสตร์ควบคู่กับพระพุทธศาสนาเพราะ
หลักการของศาสนาพุทธมิได้บังคับศรัทธาหากไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีผู้วิจัยพบความเช่ือ
โหราศาสตรข์ องชาวลา้ นนาจากวรรณคดบี าลมี ากแหง่ เช่น
(๑) ฤกษ์ยาม ในจามเทวีวงส์โหราศาสตร์เกี่ยวข้องหลายตอนมี
โหราจารย์ประจ�ำราชส�ำนักให้ค�ำปรึกษาทั้งในเร่ืองท่ัวไปและพยากรณ์เหตุการณ์ชีวิต
และบ้านเมืองในอนาคตหรือให้ฤกษ์ยามก่อนจะประกอบพิธีกรรมต่างๆแม้กระท่ังฤกษ์

152 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ยามก่อนออกศึกสงครามดังตอนที่พระเจ้ามหันตยศกับพระเจ้าอนัตยศเมืองหริภุญชัยนำ�
กองทัพออกสู้รบกับเจ้ามิลักขะก็ต้องออกรบตามกำ� หนดฤกษ์ที่โหราจารย์ให้ไว้ก็รบชนะ
ความว่า “ลำ� ดับน้นั พระอนันตยศได้ถามพระโหราธบิ ดีผู้อาจารยข์ องตนวา่ ขา้ แต่อาจารย์
ในยามนค้ี วามมชี ยั จะมแี กเ่ ราทงั้ หลายหรอื ไมม่ พี ระโหราธบิ ดที ลู วา่ จะมชี ยั ” (จาม., ๒๔๖๓
: ๑๑๖)
ในชนิ กาลมาลปี กรณก์ พ็ บความเชอื่ เรอ่ื งฤกษย์ ามเพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคลแกก่ จิ กรรม
ทจี่ ะต้องประกอบหลายกรณีเชน่
การบวชพระ “...พระมหากษัตริย์ทรงปรารถนาอานิสงส์บุญอันยิ่งใหญ่เพื่ออุทิศ
ถวายแก่พระราชบิดาพระราชมารดาของพระองค์จึงเผดียงพระภิกษุสงฆ์ให้ท�ำอุปสมบท
กรรมในในวดั มหาโพธารามนน้ั ... เมอื่ วนั พธุ ขน้ึ ๖ ค่�ำเดอื น ๖ ปมี ะแมจลุ ศกั ราช ๘๗๓(พ.ศ.
๒๐๕๕) ประกอบด้วยโรหิณนี กั ษตั รฤกษ”์ (ชนิ ., ๒๕๑๗ : ๑๓๓, ๒๖๔) และปรากฏเร่ือง
ฤกษ์ยามของการบวชพระในทีอ่ ื่นๆ อกี (ชนิ ., ๒๕๑๗ :๑๓๓, ๒๖๕)
การหล่อพระพุทธรูป ในการหล่อพระพุทธรูปก็มีการก�ำหนดฤกษ์ยามเมื่อพระเจ้า
ตลิ กปนดั ดาใหห้ ลอ่ พระพทุ ธรปู ทองค�ำขนาดเทา่ พระวรกายของพระองคใ์ นวนั ศกุ รข์ นึ้ ๓
ค�ำ่ เดอื น ๑๒ พน้ เวลาเทย่ี งคืนพระจันทรเ์ สวยเพชฌฆาตฤกษ(์ ชนิ ., ๒๕๑๗: ๑๓๒, ๒๖๓)
การสร้างอาคารสถานที่ มีการดูฤกษ์ยามในการสร้างอาคารสถานที่เช่นการสร้าง
วิหารวัดพระธาตุหริภุญชัยมณฑปท่ีวัดป่าแดงมหาวิหารกุฏิสงฆ์เรือนหลวงที่ประทับก่อ
กำ� แพงรอบพระธาตแุ ละรอบเมอื งเชยี งใหมก่ ารแตง่ ตง้ั สมณศกั ดพิ์ ระสทั ธธมั มสณั ฐริ ะเปน็
พระราชครู (ชนิ . ๒๕๑๗ : ๑๔๐, ๑๔๑, ๔๒,๑๔๔,๑๕๐)
(๒) การพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคต ในจามเทวีวงส์กล่าวถึงสมณ
พราหมณแ์ ละโหราจารย์ไดพ้ ยากรณ์ถึงความเจรญิ ในอนาคตของเมืองหรภิ ุญชัยหลงั จาก
รบชนะสงครามกบั ละโว้ (กัมโพช) แด่พระเจา้ อาทิตยราชวา่ “ขา้ แต่มหาราชเบ้ืองหน้าแต่
น้ีไปหริภุญชัยนครของเราทั้งหลายจะเป็นมหานครศุขเกษมโดยไม่ต้องสงสัยเทพยดาผู้มี
ศักดาใหญ่ก็ย่ิงยินดีไม่นานนักเทพยดาเหล่าน้ันจะมาอภิบาลบำ� รุงรักษาพระนครให้เป็น
ศขุ ” (จาม., ๒๔๖๓ : ๒๙๙)
๓) ความเช่ือเร่ืองอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ เร่ืองอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์เป็นความเช่ือ
เกยี่ วกบั บญุ บารมขี องบคุ คลหรอื พลงั อำ� นาจวเิ ศษทมี่ อี ยใู่ นผมู้ บี ญุ บารมเี ชน่ ในพระพทุ ธเจา้
เทพเจ้าอมนุษย์ผู้มีฤทธิ์เดชเป็นพลังเหนือธรรมชาติท้ังทำ� ให้เกิดอาการเกรงกลัวหรือเป็น
สง่ิ อศั จรรยเ์ สรมิ สรา้ งปสาทะศรทั ธาในสงิ่ ศกั ดส์ิ ทิ ธนิ์ น้ั ๆ ยงิ่ ขนึ้ ไปมปี รากฏอยใู่ นวรรณคดี

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 153

บาลที ง้ั ๕ เรอื่ งซึ่งจะขอยกมาพอเป็นตัวอย่างดงั นี้
(๑) ปาฏหิ ารยิ ข์ องพระพทุ ธรปู ในรตั นพมิ พวงสห์ ลงั จากสรา้ งพระพทุ ธ
รปู ดว้ ยแกว้ อมรโกฏสเี ขยี วเปน็ สายรงุ้ เสรจ็ แลว้ ทำ� การบชู าดว้ ยมนษุ ยแ์ ละเทวดาพระพทุ ธ
รูปก็แสดงปาฏิหาริย์ดังความว่า“พระพุทธรูปอันประเสริฐซ่ึงไม่มีชีวิตก็ส�ำแดงปาฏิหาริย์
ตา่ งๆ หลายประการอนั ประเสรฐิ ยง่ิ เหมอื นมชี วี ติ ส�ำแดงอยตู่ ลอด ๗ วนั ไมว่ า่ งเวน้ รศั มแี ผ่
ซ่านออกจากองค์พระพุทธรูปรัศมีนั้นมีสีเขียวเหมือนปีแมลงภู่สีเหลือง...สีแดง...สีขาว...
สีแสด... และสีเล่ือมเหมือนสีแก้วไพฑูรย์หรือแก้วผลึก..แผ่สร้านออกจากพระพุทธรูป”
(รตน.๒๕๓๐ : ตอนที่ ๒ มปน.)
(๒) ปฏิหาริย์พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ในรัตนพิมพวง
ส์ครั้นบูชาพระแก้วมรกตครบ ๗ วันพระนาคเสนจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุ ๗ องค์
ของพระพุทธเจ้ามาบรรจุใส่ไว้ตามส่วนต่างๆในองค์พระพุทธรูปพระบรมธาตุก็ได้แสดง
ปาฏิหาริย์โดยลอยขึ้นไปบนอากาศจากที่บรรจุมีรัศมีรุ่งเรืองเปล่งแสงสว่างโชติช่วงแล้ว
ลงมาฝังลงในองค์พระพทุ ธรปู อีก (รตน. ๒๕๓๐ : มปน.)
ค. ความสัมพันธร์ ะหว่างมนษุ ยก์ บั ส่ิงศกั ดิ์สทิ ธ์ิ
ชาวล้านนาเม่ือเชื่อในภูตผีวิญญาณวิญญาณบรรพบุรุษสิ่งศักด์ิสิทธ์ิอิทธิฤทธิ์
ปาฏหิ ารยิ เ์ ปน็ ตน้ เปน็ ทพ่ี งึ่ พงิ หรอื ยดึ เหนย่ี วทางจติ ใจกไ็ ดก้ �ำหนดวธิ กี ารทต่ี นจะแสดงออก
ถงึ ความเคารพนบั ถอื ดว้ ยพธิ กี รรมตา่ งๆทค่ี ดิ วา่ ดว้ ยการประกอบพธิ กี รรมเชน่ นจ้ี ะเปน็ สอื่
สร้างความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างตนกับส่ิงศักด์ิสิทธ์ิมีการกราบไหว้บูชาอ้อนวอนด้วยเคร่ือง
พลกี รรมตา่ งๆดงั นัน้ พิธกี รรมจึงเปน็ สอื่ เช่ือมโยงศรทั ธาของมนษุ ย์กับส่งิ ศกั ดิ์สทิ ธ์ใิ หแ้ นบ
แน่นยงิ่ ขนึ้
ความเชอื่ เมื่อไดน้ บั ถอื พระพทุ ธศาสนา
เมื่อชาวล้านนาได้รับพระพุทธศาสนาแล้วแม้จะยังคงนับถือผีสางวิญญาณและพลัง
ลึกลับอยู่แต่ก็เพลาลงไปมากในจามเทวีวงส์กล่าวถึงความเช่ือในพระพุทธศาสนาเป็น
หลักส่วนความเช่ือในศาสนาอื่นนั้นแทบจะมิได้กล่าวถึงมีปรากฏบ้างก็ในการประกอบ
พิธีบวงสรวงท�ำพลีกรรมแก่เทพเจ้า ซ่ึงเป็นลักษณะความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่เคย
มอี ทิ ธพิ ลอยกู่ อ่ นศรแี นวณรงคก์ ลา่ ววา่ “ทงั้ นเี้ พราะผรู้ จนาคมั ภรี เ์ ปน็ พระภกิ ษจุ งึ ตอ้ งการ
จะเขยี นหลกั การของพระพทุ ธศาสนาเพอ่ื การสบื อายพุ ระพทุ ธศาสนาใหย้ นื ยาวไปจนครบ
๕,๐๐๐ พระวรรษา”(ศรแี นวณรงค,์ ๒๕๓๓, ๒๓๖) ส่วนวรรณคดีทเี่ หลือนอกจากความ
รู้เชิงประวัติศาสตร์ผู้ปกครองและเหตุการณ์บ้านเมืองแล้วการด�ำเนินเร่ืองท้ังหมดก็เป็น

154 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ไปตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาท้ังส้ินผู้เขียนขอสรุปประเด็นความเชื่อชาวล้าน
นาเมื่อนับถือพระพทุ ธศาสนา ดังต่อไปนี้
ก. ความเช่ือเร่อื งกรรมและกฎแหง่ กรรม
ความเชอ่ื หรอื ศรทั ธาตามหลกั พระพทุ ธศาสนาทพี่ ระอรรถกถาจารยแ์ สดงสบื ทอดกนั
มามี ๔ อยา่ ง คือ ๑. กมั มสัททาเช่อื กรรม ๒. วิปากสัททาเชื่อผลของกรรม ๓. กัมมัสสก
ตาสทั ทาเชือ่ วา่ สตั วม์ ีกรรมเป็นของตัวท�ำดีไดด้ ีทำ� ชั่วไดช้ ่วั และ ๔. ตถาคตโพธสิ ัททาเชอื่
ปัญญาตรสั รขู้ องพระพุทธเจ้า (พระเทพเวทปี .อ.ปยุตฺโต, ๒๕๓๓ : ๓๒๓) ชาวลา้ นนาตา่ ง
เชื่อถือและยึดม่ันในหลักการ “ท�ำดีได้ดีท�ำชั่วได้ชั่ว”ซ่ึงก็คือความเช่ือเร่ืองกฎแห่งกรรม
นน่ั เอง
ข. ความเช่อื เรื่องการเวียนวา่ ยตายเกดิ
ตามคตคิ วามเชอื่ ในพระพทุ ธศาสนาการเวยี นวา่ ยตายเกดิ ยอ่ มเปน็ ไปตามอ�ำนาจกฎ
แหง่ กรรมท�ำดไี ด้สคุ ตทิ �ำชว่ั ประสบทคุ ตเิ มอื่ สน้ิ ชวี ติ ลงไปจนวา่ วจะหมดกรรมดว้ ยอ�ำนาจ
แหง่ มรรคผลนพิ พานในเมอื่ ยงั ทอ่ งเทยี่ วในสงั สารวฏั ทกุ คนยอ่ มปรารถนาความสขุ ยง่ิ ๆ ขน้ึ
ไปในชาตหิ นา้ จำ� เปน็ ตอ้ งสรา้ งสมคณุ งามความดปี ระพฤตสิ จุ รติ ธรรมใหม้ ากเพราะบญุ บาป
เทา่ นนั้ ทจ่ี ะตดิ ตวั ไปในปรภพสมบตั นิ อกกายตดิ ตามไปไมไ่ ดย้ อ่ มตกเปน็ ของคนทยี่ งั มชี วี ติ
อยกู่ ารปรารภสรา้ งกศุ ลเปน็ เสบยี งเพอื่ ชาตหิ นา้ พบในสหิ งิ คนทิ านตอนพระเจา้ กอื นาดงั น้ี
“สมยั นนั้ พระเจา้ กลมี หาราช ...ทรงเหน็ นมิ ติ อยา่ งหนง่ึ เปน็ เครอื่ งหมายแสดงความไมเ่ ทยี่ ง
โอสมบัติเหล่านี้เม่ือเรามีชีวิตอยู่มันก็เป็นของเราเมื่อเราตายไปแล้วมันก็เป็นของคนอื่น
อยา่ กระนนั้ เลยเราตอ้ งท�ำใหม้ นั เปน็ ของเราในโลกหนา้ อกี ดว้ ย... จงึ ทรงสรา้ งวดั สวนดอก
พระวิหารพระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพและพระเจดีย์อื่นๆ (ในชินกาลมาลีปกรณ์หน้า
๑๑๕, ๑๒๐) ว่าพระเจ้าแสนเมืองมาสร้างพระเจดีย์หลวงแต่ไม่เสร็จสวรรคตก่อนต่อมา
พระเจา้ ตโิ ลกราชทรงสรา้ งพระเจดยี ์หลวงจนส�ำเรจ็ ) ปลูกต้นพระศรมี หาโพธ์ิที่นำ� มาจาก
ลังกาท�ำบุญกุศลเป็นอันมาก” (สงิ หงิ ค. ๒๕๐๖ : ๖๘-๖๙)
ค. แนวคดิ ทางศลี ธรรมชองชาวลา้ นนา
แนวคดิ ทางศีลธรรมของชาวลา้ นนาผ้เู ขยี นไดก้ �ำหนดประเด็นออกเปน็ ๓ ขอ้ ดงั ต่อ
ไปนี้
๑) ความคดิ เกย่ี วกบั ความดี ชาวลา้ นนามแี นวความคดิ เกย่ี วกบั ความดแี ละเปน็ คา่
นิยมหลกั ของสังคมซ่งึ ไม่ขดั กับหลักการทางพระพทุ ธศาสนาทีว่ ่า “สง่ิ ทดี่ คี อื สงิ่ ทไ่ี มท่ ำ� ให้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 155

ตนเองเดอื ดรอ้ นไมก่ อ่ ความเดอื ดรอ้ นแกผ่ อู้ นื่ แกส่ งั คมไมเ่ ปน็ การเบยี ดเบยี นตนและผอู้ น่ื
กระทำ� ลงลงไปแลว้ นำ� มาซง่ึ ความสขุ ความเบกิ บานใจสงิ่ นน้ั คอื ความด”ี ตรงกนั ขา้ มจากท่ี
กลา่ วมาสงิ่ นน้ั ถอื วา่ เปน็ ความชวั่ หรอื ความไมด่ เี ชน่ ทจุ จรติ ๓ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ เปน็ ตน้
แนวคิดเก่ียวกับความดีเป็นทั้งข้อห้ามที่เรียกว่าศีลหรือบัญญัติและข้อแนะนำ� ให้
ปฏิบัติตามที่เรียกว่าธรรมะหากใครฝ่าฝืนงดเว้นไม่กระท�ำตามข้อห้ามถือว่าเป็นความผิด
ไม่ถูกไม่ควรยิ่งถ้าละเมิดจารีตหรือศีลธรรมแล้วถือว่าเป็นความผิดความช่ัวอย่างร้ายแรง
ตอ้ งไดร้ ับผลกรรมตามสนอง
จะเสนอในภาพรวมของประเภทแหง่ ความดที เ่ี ปน็ แนวคดิ กระแสหลกั มกี ารสบื ทอด
กันมาตามประเพณีท่ีกษัตริย์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติและประชาชนก็อนุวัตรตามเป็น
ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวล้านนาและเสนอแนวคิดว่าด้วยการท�ำความดีท่ีเป็น
กระแสรองซ่ึงไม่ปรากฏบ่อยนักหรอื มกี ล่าวถงึ น้อยครัง้ เฉพาะวรรณคดีบางเรื่องเทา่ น้นั
แนวคิดกระแสหลัก
จากแนวคิดความดีกระแสหลักที่พระราชาและประชาชนต่างคือเป็นคุณค่าเป็นค่า
นิยมที่สบื กนั มาได้พบค่านยิ มหลกั จากวรรณคดีบาลีวังสปกรณด์ ังตอ่ ไปนี้
๑) การให้ทานการบริจาค ค่านิยมในด้านการให้ทานการบริจาควัตถุทานน้ันชาว
ลา้ นนายดึ ถอื วา่ เปน็ ความดปี ระเภทแรกผทู้ สี่ รา้ งสมความดี มกั จะเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการใหท้ าน
และบริจาคสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่ประชาชนและแก่พระภิกษุสงฆ์ปรากฏในวรรณคดี
บาลีท่ศี กึ ษาทุกเลม่ จะขอยกมาพอเป็นตวั อยา่ งคอื
ในจามเทวีวงส์พระนางจามเทวีมักจะบ�ำเพ็ญกุศลสมภารเสมอๆ และเม่ือพระเจ้า
อนนั ตยศไปครองนครเขลางคแ์ ละไดเ้ ชญิ พระมารดาและพระเจา้ มหายศไปไดร้ ว่ มกนั ถวาย
มหาทานเปน็ อเนกประการดงั ความวา่ “ครน้ั รงุ่ ขน้ึ อกี วนั สมเดจ็ พระราชมารดากบั สมเดจ็
พระบรมราชโอรสท้ังสองพระองค์ก็เสด็จเข้าไปใกล้พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ถวายนมัสการ
แลว้ กถ็ วายบณิ ฑบาตทานใหภ้ กิ ษสุ งฆอ์ ม่ิ หนำ� สำ� ราญดว้ ยขาทนยี โภชนยี าหารอนั ประณตี
แลว้ จงึ ยังพราหมณค์ หบดที ้งั หลาย..ใหบ้ ริโภคให้จัดแจงเรือนทอ่ี ยู่และภัตตาหารและเบีย้
เลย้ี งทุกวันพระราชทานแกพ่ ราหมณค์ หบดที ั้งหลายเหลา่ นน้ั อีก” (จาม. ๒๔๖๓ : ๑๘๓)
ในชินกาลมาลีปกรณ์พบว่าพระเจ้าแผ่นดินและชาวเมืองในล้านนาต่างมีจิตศรัทธา
ได้ถวายทานบริจาคทานด้วยปัจจัยส่ีอันควรแก่สมณบริขารแด่พระสงฆ์และยังส่งพระ
ไตรปิฎกท่ีจารึกไว้จ�ำนวนถึง ๖๐ คัมภีร์ไปถวายพระเจ้านครล้านช้างเพื่อให้เกิดศรัทธา
ปสาทะอกี ด้วย (ขิน. ๒๕๑๗ : ๑๖๒)

156 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

๒) การรกั ษาศลี ปฏบิ ตั ติ ามจารตี ขอ้ หา้ มทางศาสนาและประเพณี ดา้ นการสมาทาน
ศลี การรกั ษาอโุ บสถกม็ ปี รากฏเปน็ ธรรมเนยี มหลกั ทพ่ี ทุ ธศาสนกิ ชนชาวลา้ นนาในอดตี ได้
ปฏบิ ตั เิ ปน็ กจิ วตั รทกุ วนั พระ พบเหน็ หลกั ฐานในทหี่ ลายแหง่ และมากครงั้ เชน่ กนั แตผ่ วู้ จิ ยั
จะหยบิ ยกมาเพอ่ื เปน็ ตวั อยา่ งเทา่ ทจี่ ำ� เปน็ เทา่ นนั้ เชน่ ในจามเทววี งสพ์ บวา่ ทกุ วนั พระ ๘ คำ่�
๑๔ คำ�่ ๑๕ คำ�่ พระนางจามเทวพี รอ้ มดว้ ยพระโอรสและชาวเมอื งจะพากนั ไปวดั สมาทาน
ศีลกนั เสมอดงั ความวา่ “ครน้ั วนั จาตทุ ทสีปญั จทสีและวันอฏั ฐมแี ห่งปักษ์ชนทงั้ หลายคอื
มารดาและบตุ รกพ็ ากนั เขา้ ไปสภู่ กิ ษสุ งฆค์ รนั้ ไปแลว้ ไดอ้ ภวิ นั ทแ์ ลว้ พากนั สมาทานศลี ..ชน
เหล่าน้ันไดก้ ระท�ำโดยนยั นี้ตลอดกาลทกุ เม่อื ” (จาม. ๒๔๖๓ : ๑๕๐-๑๕๑)
๓) การสง่ั สมปญั ญาทเ่ี รยี กวา่ ภาวนามยั การฟงั พระธรรมเทศนาถอื วา่ เปน็ การสง่ั สม
ปัญญาในจามเทวีวงส์พระนางจามเทวีพร้อมด้วยพระโอรสและชาวเมืองได้ประกอบบุญ
กิรยิ าครบ ๓ คือใหท้ านสมาทานศีลและสดับพระธรรมเทศนาเป็นการสง่ั สมปญั ญาบารมี
เปน็ ประจ�ำ
ในชินกาลมาลีปกรณ์ได้พบประเพณีการฟังเทศน์มหาชาตินอกเหนือจากการสดับ
พระธรรมเทศนาตามธรรมดาคือพระเจ้าติลกปนัดดาธิราชทรงสดับนิทานเร่ืองมหา
เวสสันดรและธรรมบรรยายชอ่ื มหาเวสสนั ดรซงึ่ พระองค์โปรดใหเ้ ขยี นคดั ไว้ (ชิน. ๒๕๑๗
: ๑๕๓, ๒๗๕)
๔) การเคารพบูชาสง่ิ ควรเคารพบชู า
(๑) การบูชาพระพุทธรูปส�ำคัญในวรรณคดีบาลีพบบ่อยมากที่ชาวล้านนาได้
เล่ือมใสศรัทธาปฏิบัติบูชาพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์นับแต่พระแก้วมรกตพระพุทธสิหิงค์
และพระพทุ ธรปู อน่ื ๆ ทห่ี ลอ่ ขน้ึ มากระท�ำการบชู าเปน็ พเิ ศษจนถอื เปน็ ประเพณสี บื มาจน
ปจั จบุ นั อยา่ งแหพ่ ระพทุ ธรปู ออกไปสรงน�้ำหรอื จดั งานประจ�ำปเี ปน็ ตน้ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้
การบชู าพระแกว้ มรกตในรัตนพิมพวงส์ เมือ่ พระแกว้ มรกตไปถงึ ถน่ิ เมอื งใดพระ
ราชาและชาวนครกจ็ ะทำ� การสกั การะบชู าตลอดทกุ เมอื งเชน่ ทเ่ี มอื งลำ� ปางชาวเมอื งพรอ้ ม
ด้วยพระภิกษุสงฆ์จ�ำนวนมากบูชาพระพุทธรูปด้วยเคร่ืองบูชาอย่างใหญ่หลวงและบูชา
ด้วยการฟ้อนร�ำขับร้องเป็นต้นท้ังประโคมดนตรีและอัญเชิญพระพุทธรูปจากหอพระ..
ครนั้ ถึงวนั ๑๕ ค่�ำ ๑๔ ค�ำ่ ๘ ค่ำ� เจ้าเมอื งสง่ั ใหเ้ ปิดประตหู อพระเพอ่ื บชู าเปน็ อย่างดีตงั้ แต่
นนั้ มาชาวเมอื งเปน็ พทุ ธมามกะ…ทกุ ปเี จา้ เมอื งสงั่ ใหเ้ ปดิ ประตคู หู าอญั เชญิ พระพทุ ธรปู ไป
ประดษิ ฐานบนอาสนะกลางวหิ ารปา้ วรอ้ งชาวเมอื งใหม้ าสงนำ�้ พระ… (รตน. ๒๕๓๐ :มปน)
การบชู าพระพทุ ธสหิ งิ คก์ ใ็ นทำ� นองเดยี วกนั นบั แตพ่ ระเจา้ พรหมแหง่ เชยี งรายได้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 157

ครอบครองพระพทุ ธสหิ งิ คก์ ท็ �ำการบชู าเปน็ อนั มากเลอ่ื มใสมากขนาดท�ำจำ� ลองขนึ้ มาอกี
องค์หนึ่งและปรากฎเร่ืองพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์ในชินกาลมาลีปกรณ์ท่ีชาว
ลา้ นนาเคารพบชู าอีกหลายแหง่ (ชนิ . ๒๕๑๗ : ๑๐๘-๑๑๔, ๑๒๓-๑๒๘)
การบูชาพระพุทธรูปอื่นๆมีปรากฏหลายองค์คือพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์
ใหญ่ใช้ทองหนักสามสิบสามแสนท่ีพระเจ้าติลกราชสร้างไว้ที่วัดป่าตาล (ปัจจุบันคือวัด
ตโปทาราม (รำ่� เปงิ ) การบชู าพระเจา้ เกา้ ตอ้ื โดยพระเมอื งแกว้ เหลนพระเจา้ ตลิ กทหี่ ลอ่ ดว้ ย
ทองแดงเรอื นโกฏมิ ที ี่ต่อ ๘ แห่งและตอ่ มาทรงไดพ้ ระพทุ ธรูปแกน่ จันทน์อีกองค์กท็ �ำการ
บชู าตลอดพระชนมช์ พี (ชนิ . ๒๕๑๗ : ๑๒๙-๑๓๑,๑๕๖-๑๕๙) พระนางจามเทวเี มอ่ื สรา้ ง
วัดแล้วกส็ รา้ งพระพทุ ธรูปเพื่อเป็นท่สี ักการะบูชาด้วย
การบชู าพระธาตมุ ปี รากฏทกุ วรรณคดบี าลที ที่ ำ� การวจิ ยั ถอื วา่ เปน็ การสรา้ งความ
ดีกระแสหลักอีกด้านหนึ่งทันตธาตุนิธานทั้งเรื่องว่าด้วยการเคารพบูชาพระธาตุเขี้ยวแก้ว
และพระบรมธาตสุ ่วนอน่ื ๆ อีกในจามเทวีวงสก์ ็มกี ารพบพระธาตสุ มยั พระเจา้ อาทติ ยราช
จนไดส้ รา้ งพระเจดยี ห์ รภิ ญุ ชยั ขน้ึ มาในสงิ หงิ คนทิ านและรตั นพมิ พวงสก์ ก็ ลา่ วถงึ พระบรม
สารีริกธาตุของพระพุทะเจ้าท่ีประดิษฐานในองค์พระพุทธรูปจึงทำ� ให้เกิดอภินิหารคนทั้ง
หลายเลื่อมใสศรัทธาท�ำการบูชามโหฬารอย่างท่ีกล่าวมาแล้วในชินกาลมาลีปกรณ์ก็มีคติ
การเคารพบชู าพระธาตปุ รากฏบอ่ ยมากแทบตลอดเรอื่ งจงึ มพี ระธาตเุ จดยี ม์ ากมายในภาค
เหนอื เชน่ พระธาตดุ อยสเุ ทพพระธาตวุ ดั สวนดอกวดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชยั พระธาตเุ จดยี ห์ ลวง
พระธาตลุ ำ� ปางเป็นต้น
(๒) การเคารพพระภิกษสุ งฆก์ ารถวายสมณศกั ดแิ์ ดพ่ ระสงฆ์ พระสงฆเ์ ปน็ ศาสน
ทายาทผปู้ ระกาศคำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ ชาวลา้ นนาใหค้ วามเคารพระสงฆม์ ากทกุ ยคุ
ทุกสมัยในกิจกรรมด้านศาสนาจะมีพระสงฆ์เป็นผู้น�ำพระสงฆ์บางรูปมีบารมีอยู่ในฐานะ
สูงส่งเป็นราชครูเป็นราชอุปัชฌาย์สั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนปรากฏวัดวาอารามมาก
ในล้านนาหากมีเหตุการณ์ที่จะเกิดความขัดแย้งพระสงฆ์สามารถระงับความขัดแย้งที่จะ
กอ่ สงครามใหท้ งั้ สองฝา่ ยประสานสามคั คผี กู ไมตรกี นั ไดถ้ า้ ชาวลา้ นนาไมเ่ คารพยกยอ่ งให้
เกยี รตพิ ระสงฆไ์ ฉนเลยพระสงฆจ์ ะสามารถหา้ มทพั ทกี่ ำ� ลงั ประจนั หนา้ กนั ไดด้ งั เหตกุ ารณท์ ี่
พระมหาสคุ นธเถระเจรจาสงบศกึ แยง่ พระพทุ ธสหิ งิ คร์ ะหวา่ งพระเจา้ พรหมกบั เจา้ ตปิ ญั ญา
นครก�ำแพงเพชรและป้องกันการจะเกิดสงครามระหว่างล้านนากับอยุธยาสมัยขุนหลวง
พะงวั่ (พระเจา้ วัตติเดช) ความว่า “มหาบพติ รทัง้ สองทรงมบี ุญมากมปี ัญญามากมีก�ำลงั
ร้ีพลมาก …ทรงนับถือพระพุทธศาสนาทรงดำ� รงอยู่ในฐานะเป็นบิดาของทวยราษฎรทั้ง

158 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

หลายทรงเปน็ ผมู้ ศี ลี เปน็ ทรี่ กั ใครข่ องประชาชนทง้ั หลายของมหาบพติ รทง้ั สองพระองคจ์ ง
สามัคคีอย่าพิโรธแก่กันเลยนี่ก็เมืองกำ� แพงเพชรโน่นก็นครเชียงใหม่ขอให้เป็นอันหนึ่งอัน
เดยี วกนั อยา่ แบง่ แยกกนั เลยขอใหน้ ครทงั้ สองจงมดั ไวด้ ว้ ยเชอื กคอื พระราชไมตรเี ถดิ ”(ชนิ .
๒๕๑๗ : ๑๑๒)
การนมิ นตพ์ ระสงฆผ์ ทู้ รงศลี ทรงพระไตรปฎิ กมาจำ� พรรษาทวี่ ดั อนั ตนสรา้ งพรอ้ ม
ทง้ั ถวายสมณศกั ดยิ์ กยอ่ งพระสงฆเ์ ปน็ เจา้ อาวาสเปน็ ราชครดู งั ทพ่ี ระเจา้ ตโิ ลกราชยกยอ่ ง
พระมหาเมธังกรเถระพระอาจารยข์ องพระองคม์ าสรงนำ้� อภเิ ษกและถวายสมณศกั ด์ิเป็น
พระอดลุ ศกั ตยาธกิ รมหาสามใี หก้ ารอปุ ถมั ภด์ ว้ ยลาภสกั การะและปจั จยั สด่ี งั ทกี่ ลา่ วมาแลว้
๕) การท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนา ด้านการท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนากษัตริย์
ล้านนาที่มีเดชานุภาพเป็นพุทธมามกะจะให้การอุปถัมภ์บ�ำรุงพระพุทธศาสนาเป็นเอนก
ประการคงจะไดค้ ตคิ า่ นยิ มจากพระเจา้ อโศกมหาราชของอนิ เดยี ทใี่ หก้ ารอปุ ถมั ภพ์ ระพทุ ธ
ศาสนาด้วยการถวายทานแด่พระสงฆ์การสร้างวัดวาอารามการสร้างพระสถูปเจดีย์
มากมายถงึ ๘๔๐๐๐ เจดียท์ ่ัวอินเดยี ดังน้นั กษัตรยิ ์ล้านนาท่ีทรงศีลทรงธรรมจึงพยายาม
ด�ำเนินตามรอบแบบพระเจ้าอโศกมหาราชจึงจะถือว่าเป็นพระราชาผู้ทรงธรรมท่ีแท้จริง
ดงั นน้ั นอกจากการใหท้ านรกั ษาศลี แลว้ พบวา่ ราชาทกุ พระองคจ์ ะมสี รา้ งถาวรวตั ถอุ ทุ ศิ ใน
พระศาสนาหลายประการเชน่ การสรา้ งวดั กฏุ วิ หิ ารเจดยี พ์ ระธาตกุ ารหลอ่ พระพทุ ธรปู การ
ปลกู ตน้ พระศรมี หาโพธปิ์ รากฏบอ่ ยมากทส่ี ดุ ถอื วา่ เปน็ แนวคดิ สรา้ งความดหี ลกั อกี ขอ้ หนงึ่
นับแต่พระนางจามเทวีเม่ือครองเมืองหริภุญชัยก็สร้างวัดถึง ๕ วัดในทิศทั้งสี่ของนครมี
อรัญญกิ รัมมกิ ารามมาลกุ ารามอาพัทธาราม (วดั พระคง) มหาวนาราม (วดั มหาวนั ) มหา
ลดาราม (วัดประตูล้ี) พระเจ้าอาทิตยราชก็สร้างพระมหาธาตุเจดีย์หริภุญชัยพระเจ้ากือ
นาสรา้ งวดั บปุ ผาราม (สวนดอก) พระธาตดุ อยสเุ ทพพระเจา้ แสนเมอื งมาสรา้ งเจดยี ห์ ลวง
เป็นตน้
จากค่านิยมแต่โบราณจึงปรากฏว่าที่อาณาจักรล้านนาเมืองเก่าโบราณลำ� พูน
เชยี งใหมล่ ำ� ปางและเชยี งรายมวี ดั วา อาราม ทกุ ถนนแทบทกุ ซอย (โดยเฉพาะทเ่ี ชยี งใหม่
วัดหันหน้าชนกันคนละฝั่งถนนก็มี) ดังตัวอย่างที่ปรากฏในจามเทวีวงส์ความว่า “ณ
ระหว่างนั้นชาวพระนครท้ังหลายด้วยชาวรัฐวาสีและชาวชนบทท้ังหลายพากันสร้างกุฎี
และอารามทั้งหลายในระหวา่ งบ้านแลบ้านทงั้ หลาย ๕๐๐๐ ต�ำบลมวี หิ าร ๒๐๐๐ มภี กิ ษุ
๕๐๐๐ ล้วนมีปัญญาปฏภิ าณเปน็ ตน้ ทีท่ รงไตรปฎิ กมี ๕๐๐ รปู ” (จาม. ๒๔๖๓ : ๑๕๐)
การใหค้ วามอปุ ภมั ภใ์ นการทำ� สงั คายนาพระไตรปฎิ กศาสนาพทุ ธมหี ลกั ธรรมทจ่ี ารกึ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 159

ไวใ้ นพระไตรปฎิ กมานานหลงั พทุ ธปรนิ พิ พานเพยี ง ๔๔๓ ปแี ตด่ ว้ ยกาลผา่ นไปความคลาด
เคลอื่ นของคำ� สอนอาจจะเกดิ มไี ด้ เพราะสมยั กอ่ นไมม่ เี ทคโนโลยชี ว่ ยจดจ�ำตรวจสอบพระ
สงฆ์ก็สืบทอดทรงจ�ำจารจารึกคัดลอกสืบๆ กันมาตามยุคตามสมัยจึงเกิดประวัติการทำ�
สังคายนาพระไตรปิฎกสายเถรวาทนับแต่ครัง้ ท่ี ๑ ถงึ ครง้ั ท่ี ๗ เมือ่ พระพุทธศาสนาเจรญิ
ในดนิ แดนลา้ นนาในราวพ.ศ. ๒๐๒๐ พระธมั มทนิ นมหาเถระเปน็ เจา้ อาวาสวดั ปา่ ตาล (วดั
รำ�่ เปงิ ) เหน็ วา่ พระไตรปฎิ กผดิ เพย้ี นคลาดเคลอื่ นมากมคี วามประสงคท์ จี่ ะกระท�ำการชำ� ระ
พระไตรปฎิ กใหถ้ กู ตอ้ งจงึ ไดช้ กั ชวนพระสงฆท์ ฉ่ี ลาดช�ำนาญในพระไตรปฎิ กกวา่ ๑๐๐ รปู
มาทำ� สงั คายนาที่วดั มหาโพธารามมหาวหิ าร (วดั เจด็ ยอด) ดว้ ยถอื วา่ เปน็ หนา้ ที่ของพระ
มหากษตั รยิ ผ์ ทู้ รงธรรมจะตอ้ งใหก้ ารอปุ ถมั ภพ์ ระพทุ ธศาสนาและเปน็ มหากศุ ลอยา่ งเอกอุ
ดว้ ยเปน็ เจา้ ภาพอปุ ถมั ภก์ ารท�ำสงั คายนาพระไตรปฎิ กพระเจา้ ตโิ ลกราชจงึ ไดถ้ วายความ
อปุ ถมั ภด์ ว้ ยการสรา้ งมณฑปทกี่ ระทำ� สงั คายนาแลว้ จดั หาจตปุ จั จยั ถวายอปุ ฏั ฐากบใ่ หพ้ ระ
สงฆ์ลำ� บากดว้ ยประการใดๆ นบั เป็นสังคายนาคราวท่ี ๘ ใช้เวลา ๑ ปีจงึ แล้วเสรจ็ (สงวน
โชตสิ ุขรตั น์. ๒๕๑๕ : ๑๓๒-๑๓๓)
การจารึกค�ำสั่งสอนพระไตรปิฎกลงใบลานหรือ พับสาถือว่าเป็นการสร้างบุญ
กศุ ลอยา่ งยง่ิ ไมห่ ยอ่ นกวา่ การสรา้ งพระพทุ ธรปู เมอื่ พระเจา้ ตลิ กราชใหพ้ ระสงฆช์ �ำระพระ
ไตรปิฎกบรสิ ุทธ์ดิ ีแลว้ กใ็ ห้ทำ� การจารจารึกเปน็ คัมภรี ์เพ่ือสืบอายุพระพุทธศาสนาด้วยถือ
คา่ นยิ มโบราณทกี่ ลา่ ววา่ “อกั ขระตวั หนงึ่ แทนพระพทุ ธรปู องคไ์ ดอ้ งคห์ นง่ึ ๆ เพราะฉะนน้ั
ผู้ทเ่ี ปน็ นกั ปราชญ์พงึ เขียน (คัดลอก) ไตรปฎิ กเถิดเมอื่ ไตรปิฎกยังมอี ยู่ก็ช่อื วา่ พระตถาคต
ยังมีอยู่ถึง ๘๔๐๐๐ พระองค์อักษรก็ดีพระพุทธรูปก็ดีมีผลเท่ากันโดยแท้เพราะฉะน้ัน
บัณฑิตพึงจารึกอักษรไว้ในสมุดหรือใบลานซ่ึงถือว่าเป็นธรรมเจดีย์อักษรในพระไตรปิฎก
มปี ระมาณ ๒๘ โกฎกิ ับ ๒๗ ตวั ” (รตน. ๒๕๓๐ ;ตอนท่ี ๓ มปน)
๖) การบ�ำเพ็ญเนกขัมมบารมี การอุปสมบทหรือการบรรพชาอุปสมบทถือว่า
เป็นการสร้างสมบารมีที่เรียกว่าเนกขัมบารมีในบารมี ๑๐ ทัศคนท่ีเล่ือมใสศรัทธาใน
พระพุทธศาสนาท่ีเป็นผู้ชายก็จะบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรการบวชถือว่าเป็นการ
สืบทายาทพระศาสนาในส่วนตัวถือว่าเป็นการขัดเกลากิเลสในทางล้านนามีคติการบวช
นอกจากจะเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาในฐานะท่ีเป็นศาสนทายาทแล้วได้พบว่าการ
บวชพระนนั้ ยงั มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ทดแทนสนองพระคณุ บดิ ามารดาอกี ดว้ ยในสมยั พระเจา้
ตโิ ลกราชมีการบวชกุลบตุ รในคราวเดยี วถึง ๕๐๐ คนท่ที ่าสฐานหลวงในส่วนพระองคเ์ อง
พระเจา้ ตโิ ลกราชกท็ รงมอบราชสมบตั ใิ หแ้ กพ่ ระเทวพี ระมารดา แลว้ ทรงผนวชโดยมพี ระ
ญาณมงคลเถระเปน็ พระอปุ ชั ฌาย์มีพระอดุลศักตยาธิกรณมหาสามี (พระอาจารย์) เปน็

160 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

พระกรรมวาจาจารยผ์ นวชทว่ี ดั เจดยี ห์ ลวงแตท่ รงผนวชอยไู่ มน่ านกส็ กึ ออกมาเสวยสริ ริ าช
สมบัติ(ชนิ . ๒๕๑๗ : ๑๒๑)
๗) ความกตญั ญรู คู้ ณุ การเคารพนบั ถอื มารดาเมอื่ ยงั มชี วี ติ การรพู้ ระคณุ บรุ พการี
ถือว่าเป็นคุณธรรมความดีจะรู้ว่าใครเป็นคนดีให้ดูที่การรู้พระคุณและตอบแทนพระคุณ
หลักค�ำสอนน้ีก็เป็นจริยธรรมกระแสหลักอีกข้อหนึ่งการเคารพนับถือบิดามารดาทั้งตอน
ทย่ี ังมชี ีวติ อยแู่ ละตอนที่ละโลกไปแลว้ บุตรหลานที่มีคณุ ธรรมมักจะให้การเคารพเออื้ เฟอื้
ยกย่องใหเ้ กยี รตไิ มด่ ูหม่นิ ดูแคนเลี้ยงดไู มล่ ะทงิ้ ยามชรา
เม่ือบุรพการีส้ินชีวิต บุคคลท่ีมีความกตัญญูกตเวทีต่อบุรพการีเม่ือบิดามารดา
หรอื อปุ ชั ฌายอ์ าจารยไ์ ดส้ นิ้ ชวี ติ ลงยอ่ มแสดงความเคารพรกั เสมอื นเมอื่ ครงั้ ทา่ นยงั มชี วิ ติ
อยู่และแสดงความกตัญญูด้วยการท�ำบุญงานศพที่ย่ิงใหญ่สมเกียรติผู้ท่ีล่วงลับไปแล้ว
แนวคิดเก่ียวกับการท�ำงานศพแก่ผู้ตายก็ถือเป็นกระแสหลักอย่างหนึ่งทางด้านจริยธรรม
ของชาวล้านนาด้วยชาวล้านนาถือตามคติทางพระพุทธศาสนาที่ว่าคนเราน้ันตามกฎ
ธรรมดาของโลกย่อมมีการเกิดแก่เจ็บตายไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะหลีกหนีจากความตายไปได้
ดงั นน้ั เมอ่ื คนเราเสยี ชวี ติ ลงไปผทู้ เี่ ปน็ ญาตมิ ติ รอยเู่ บอื้ งหลงั ยอ่ มท�ำการปลงศพดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ
มีการฌาปนกิจบ้างการฝังบ้างข้ึนอยู่กับประเพณีของแต่ละท้องถิ่นจะทำ� พิธีใหญ่หรือไม่
ใหญก่ ข็ น้ึ อยกู่ บั สถานภาพทางสงั คมของผทู้ เี่ สยี ชวี ติ และก�ำลงั ความสามารถของบตุ รหลาน
ส�ำหรับงานศพของชาวล้านนาสมัยโบราณมีคติความเช่ืออย่างเคร่งครัดว่าหาก
ศพทตี่ ายโดยอุบตั เิ หตจุ ะต้องทำ� การฝังอย่างเดียวสว่ นศพที่ตายตามธรรมดาต้องเผาก่อน
การเผาจะเกบ็ ศพเอาไวน้ านบางคนขา้ มปหี รอื หลายปกี ม็ กี ารทำ� บญุ งานศพนอกจากจะทำ�
พธิ ที างศาสนาแลว้ กม็ กั จะมมี หรสพฉลองดว้ ยถา้ เปน็ ศพเจา้ นายผสู้ งู ศกั ดจ์ิ ะตอ้ งประกอบ
พิธีงานศพอย่างมโหฬารสร้างปราสาทบุษบกอยู่เหนือนกหัสดีลิงค์แล้วตั้งโลงศพอยู่บน
นกหสั ดีลิงค์ดสู วยสง่าสมเกียรติมีขบวนแหไ่ ปเผา
การอุทิศส่วนกุศล ให้บุรพการีการท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลที่รียกว่าปัตติทานมัย
นั้นพบในที่มากแห่งแต่ผู้วิจัยจะยกตัวอย่างจากจามเทวีวงส์ตอนที่พระเจ้ามหันตยศ
และพระเจ้าอนันตยศท�ำบุญอุทิศให้พระนางจามเทวีความว่า “เม่ือเสร็จส�ำเร็จการบูชา
สกั การะแลว้ พระเจา้ มหนั ตยศจงึ เชญิ พระอฐั ธิ าตมุ ากระท�ำการฉลองพระราชทานมหาทาน
แล้วจึงหลั่งน้�ำทักษิโณทกให้ตกลงอุทิศส่วนกุศลทั้งสิ้นนั้นถวายพระนางเจ้าจามเทวี
พระราชมารดาของพระองค์” (จาม. ๒๔๖๓ : ๒๑๒-๒๑๓)
ในชินกาลมาลีปกรณ์ปรากฏหลายเหตุการณ์ท่ีมีการทำ� งานศพและท�ำบุญอุทิศ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 161

แก่บรรพชน จะยกเหตุการณ์การถวายพระเพลิงศพพระราชบิดาพระราชมารดาของ
พระเจ้าติโลกราชดังน้ี “เมอื่ พระเจ้าตลิ กราชครองราชยแ์ ลว้ พระเจา้ สามฝ่งั แกนพระราช
บิดาสวรรคตพระองค์ถวายพระเพลิงพระบรมศพที่วัดป่าแดงมหาวิหารคร้ันพระราชา
มารดาส้ินพระชนม์ก็จัดงานพระศพท่ีวัดป่าแดงมหาวิหารและทรงกระท�ำบุญมีประการ
ตา่ งๆ เพื่อประโยชน์แก่พระราชมารดาให้สรา้ งโรงอุโบสถหลงั หน่ึงอุทศิ เป็นบุญถาวรทีว่ ัด
ปา่ แดงในปีพ.ศ. ๑๙๙๕” (ชนิ . ๒๕๑๗ : ๑๒๑-๑๒๒)
การลอยกระทง นอกจากที่พบประเพณีงานท�ำบุญศพและการอุทิศส่วนกุศลที่
ถือว่าเป็นการท�ำความดีแล้วในวรรณคดียังได้พบการอุทิศผลให้บุรพการีอีกแบบหน่ึงคือ
การลอยกระทงซึ่งการลอยกระทงนั้นมีเป้าหมายหลักเพ่ือการลอยเคราะห์กรรมแต่ชาว
ล้านนาก็มีการลอยกระทงอุทิศส่วนบุญแก่บรรพชนอีกด้วยเช่นท่ีปรากฏในจามเทวีวงส์
สมยั พระเจา้ กมลราชหลงั จากหนอี หวิ าตกโรคไปหงสาวดหี กปคี รน้ั โรคสงบบางพวกกก็ ลบั
มาลำ� พนู บางพวกแกช่ รากไ็ มก่ ลบั มาเมอ่ื กลบั มากค็ ดิ ถงึ หมญู่ าตจิ งึ ไดท้ ำ� พธิ ลี อยกระทงอทุ ศิ
ผลบญุ ไปใหด้ งั ความวา่ “ดว้ ยเหตนุ นั้ ชนทง้ั หลายซง่ึ มาอยใู่ นหรภิ ญุ ชยั นน้ั แลว้ เมอื่ ระลกึ ถงึ
หมญู่ าตวิ า่ ตายายมารดาบดิ าของเราอยใู่ นหงสาวดนี ครนน้ั ดงั นค้ี รนั้ ถงึ อภลิ กั ขติ สมยั ตามปี
ตามเดอื นแลว้ ชนทง้ั หลายนน้ั ลอยขาทนยี โภชนยี าหารตามนำ�้ ลงไปทางใตอ้ ทุ ศิ ไปใหแ้ กห่ มู่
ญาตเิ หลา่ นน้ั เมอื่ คนทง้ั หลายเหลา่ นน้ั ระลกึ ถงึ หมญู่ าตมิ มี ารดาบดิ าเปน็ ตน้ ไมอ่ าจจะสงบ
ระงับความโศกไว้ได้กร็ ้องให้คร่�ำครวญมายงั เรือนของตน” (จาม. ๒๔๖๓ : ๒๔๙-๒๕๐)
แนวคิดจริยศาสตร์กระแสรอง ผู้เขียนได้พบแนวคิดเชิงจริยศาสตร์กระแสรอง
ลงมาท่ีไม่ปรากฏบ่อยนักคือ การบวชการฝึกกรรมฐานส่วนท่ีเป็นภาวนามัยแม้จะมีการ
สรา้ งวดั ปา่ แตไ่ มค่ อ่ ยปรากฏมหี ลกั คำ� สอนเรอื่ งวปิ สั สนากรรมฐาน หรอื ตงั้ สำ� นกั วปิ สั สนา
กรรมฐานเหมอื นทช่ี าวพทุ ธพม่าปฏิบัตกิ ันใหเ้ ปน็ ทีร่ จู้ กั นอกจากน้นั กเ็ ปน็ ขนบประเพณี
ทยี่ ดึ ถอื สบื กนั มาบางเรือ่ ง ที่ยงั ไมส่ ามารถหาเหตผุ ลมาอธบิ ายเชิงตรรกะได้ เชน่ ข้อห้าม
เร่อื ง “ข๋ดึ ” เป็นต้น
๓) เกณฑต์ ัดสนิ ความดีชาวลา้ นนา ซงึ่ มคี วามคิดเก่ยี วกับความดี ความชวั่ ได้
รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา และเกณฑ์ในการประเมินคุณค่าของความประพฤติ
ของมนษุ ยต์ ามหลักพระพทุ ธศาสนาน้ัน มอี งค์ประกอบ ๓ ระดับ ดังนี้
(๑) มองทสี่ าเหตุ ระดบั แรงจงู ใจ หรอื ความคดิ ทจี่ ะกระทำ� ไดแ้ ก่ เจตนา
การกระทำ� ใดเกดิ จากเจตนาดี กศุ ลเจตนา สง่ิ ทกี่ ระท�ำอนั เกดิ จากเจตนาดนี นั้ กถ็ อื วา่ เปน็
ความดี เป็นบุญ หรอื กุศล ตรงกนั ข้าม เป็นอกุศล

162 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

(๒) มองทขี่ ณะกระทำ� สง่ิ ทก่ี ระทำ� ลงไปทางกาย วาจา หรอื แมแ้ ตก่ ารคดิ
ขอใหเ้ ปน็ เร่อื งเกย่ี วกบั สุจริต ๓ กศุ ลกรรมบถ ๑๐ เปน็ ตน้ การกระท�ำไม่ทำ� ร้ายตนเอง
และผ้อู ืน่ กถ็ อื วา่ เป็นจรยิ ธรรม ตรงกนั ขา้ ม เปน็ ทุจจรติ เปน็ อกุศลกรรมบถ
(๓) มองที่ผลของการกระท�ำ น่ันหมายความว่า ส่ิงใดที่กระท�ำลงไป
แม้จะเกดิ จากเจตนาดี หรอื เป็นความหวังดี ท�ำลงไปแล้ว แต่ส่ิงที่กระทำ� นัน้ ไม่สง่ ผลเสยี
หาย ท�ำให้ตนเองและคนอื่นเดือดรอ้ น ก่อแตค่ วามสุข ความสบาย เปน็ ประโยชน์เก้อื กูล
การกระทำ� นน้ั จงึ จะถอื วา่ ดี สมบรู ณแ์ บบ ตรงกนั ขา้ มทำ� ไปแลว้ ผลดไี มเ่ กดิ ตามมา ถอื วา่
ไมค่ รบเกณฑ์ดี ก็ยงั ถอื ว่า ไม่ดีพรอ้ ม
๖.๓.๒ พธิ กี รรมและประเพณีลา้ นนา
(๑) พิธีกรรม
การสวดการเทศนแ์ บบพ้นื เมือง นิยมตั้งนะโมเพียงจบเดยี ว
การนิมนต์พระมาเทศน์ธรรมใบลาน ถ้าหลายองค์ และหลายสูตร จะให้แสดง
พรอ้ มกนั จนฟงั ไมไ่ ดศ้ พั ท์ เพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคล วดั ทม่ี ชี อื่ เปน็ มงคล จะไดร้ บั การนมิ นต์
หรอื มคี นนบั ถอื เจา้ อาวาส นมิ นตป์ ระกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ มากกวา่ วดั อน่ื ตวั อยา่ งรายการ
พิธีกรรม
การสวดเบกิ ในงานปอยหลวงวนั สดุ ทา้ ย
ผูน้ �ำพธิ กี รรม ทกุ หมบู่ ้าน มปี ู่จา๋ รย์ (อาจารย์วดั ) ทำ� หน้าทน่ี �ำประกอบพธิ กี รรม
ตา่ งๆ จะได้รับเครอ่ื งไทยทานเหมือนพระสงฆท์ ่มี าประกอบพธิ ี
การขึน้ ทา้ วทัง้ ส่แี ละเคร่อื งประกอบพิธีกรรม
พธิ ีสง่ แถน
พิธสี ดู ก๋วม
การบชู าเทยี นรับโชค
พธิ ีกนิ แขกแตง่ งาน หรอื พิธแี ตง่ งาน
พิธสี บื ชะตา
สบื ชะตาคน
สืบชะตาบา้ น
สืบชะตาเมอื ง
พิธีเลี้ยงผีขุนน�้ำ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 163

พิธสี ขู่ วัญ
ส่ขู วญั คน
สขู่ วัญสตั ว์ (ควาย)
สู่ขวัญสง่ิ ของ เครื่องใช้
สู่ขวัญข้าว
พธิ ีสง่ เคราะห์
พิธีกรรมเกี่ยวกบั ผีเสอ้ื วัด
พธิ ีกรรมลงผียา่ หมอ้ น่งึ
พิธีกรรมเลย้ี งผดี งแม่เหียะ(ปูแ่ สะยา่ แสะ)
(๒) ประเพณี (หลกั ประเพณี ๑๒ เดอื น และประเพณีย่อยๆ อีก)
มปี ระเพณี “ตานต้อด” เอาขา้ วของเครื่องใช้เงนิ ทองไปให้คนจน โดยไม่ให้รตู้ ัว
มีการสร้างปราสาทรูปนกหสั ดลี ิงค์ เม่อื พระสงฆ์หรอื เจ้านายถงึ แกม่ รณกรรมลง
ประเพณยี เี่ ป็งลอยกระทง ลอยโคม ตัง้ ธรรมหลวง
ประเพณีปใี๋ หม่ (สงกรานต)์ วันสังขารลอ่ ง ท�ำความสะอาดบ้านเรอื น วันเนาว์ หรือ
วนั เนา่ ระวงั คำ� พดู ขนทรายเขา้ วดั กอ่ เจดยี ท์ ราย วนั พญาวนั ทานขนั ขา้ ว สรงนำ้� พระพทุ ธ
รูป พระเจดยี ์ ดำ� หัวผ้ใู หญ่ ค้�ำตน้ โพธ์ิ
ประเพณบี ชู าเสาอินทขลิ (เสาหลักเมอื ง ของเมือง)
ประเพณกี ารสบื ชะตา บา้ น - เมอื ง - ขุนน�ำ้ - บวชต้นไม้ - บวชป่า
ประเพณกี ารนบั ถอื ผี / การเลีย้ งผี /การเล้ยี งผีปูย่ ่า เดือน ๙ (มิถนุ ายน)
ประเพณีปอย (ปอยหลวง / ปอยน้อย/ ปอยลอ้ )
ประเพณีทานก๋วยสลากภตั
ประเพณีปลกู เรอื นใหม่
ประเพณเี รือนเย็น
การสง่ หาบคอน
ประเพณใี สบ่ าตรเพ็งพุธ
ประเพณเี ลี้ยงขนั โตก
ประเพณีไม้คำ้� ตน้ ศรีมหาโพธ์ิ (อ.จอมทอง) เจยี งใหม)่
ประเพณสี รงนำ้� พระธาตุ

164 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

๖.๔ วดั ส�ำคญั ในล้านนา
๑) จังหวดั เชียงใหม่ มวี ัด จำ� นวน ๑,๒๕๘ วดั ส�ำนกั สงฆ์ มี ๔๗๐ แหง่
พระอารามหลวงมจี ำ� นวน ๙ วัด
วดั พระสงิ หว์ รมหาวิหาร - พระอารามหลวงชน้ั เอก ชนดิ วรมหาวหิ าร - ตำ� บล
พระสิงห์ อำ� เภอเมือง
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร - พระอารามหลวงช้ันโท ชนิดราชวรวิหาร -
ตำ� บลสุเทพ อ�ำเภอเมอื ง
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร - พระอารามหลวงชนั้ ตรี ชนดิ วรวหิ าร - ตำ� บล
บ้านหลวง อำ� เภอจอมทอง
วัดโพธารามมหาวิหาร - พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนิดสามญั - ตำ� บลชา้ งเผอื ก
อำ� เภอเมือง
วดั สวนดอก - พระอารามหลวงช้ันตรี ชนิดสามญั - ต�ำบลสุเทพ อ�ำเภอเมอื ง
วัดท่าตอน - พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามัญ - ตำ� บลท่าตอน อ�ำเภอแมอ่ าย
วัดพระธาตุดอยสะเก็ด - พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ - ต�ำบลเชิงดอย
อ�ำเภอดอยสะเกด็
วดั เจดยี ์หลวงวรวิหาร - พระอารามหลวงช้ันตรี ชนิดวรวิหาร - ต�ำบลพระสิงห์
อำ� เภอเมอื ง
วดั ปา่ ดาราภริ มย์ - พระอารามหลวงชนั้ ตรี ชนดิ สามญั - ตำ� บลรมิ ใต้ อำ� เภอแมร่ มิ
วดั สามญั
วดั เชยี งมน่ั วัดดับภยั วัดเชียงยืน วัดชัยมงคล วดั ดวงดี วัดหม่นื ล้าน วดั หมนื่ เงิน
กอง วดั ลอยเคราะห์ วดั ดบั ภยั วดั ชยั พระเกยี รติ วดั ศรเี กดิ วดั อโุ มงคห์ ลกั ศลิ าจารกึ ภายใน
วดั อโุ มงค์จารกึ ไวว้ ่า วดั แหง่ น้ีมชี อ่ื วา่ เวฬกุ ฏั ฐาราม ซึ่งหมายความว่าวดั บนกอไผ่ ๑๑ กอ
๒) จงั หวดั เชยี งราย มีจ�ำนวนวัดท้งั หมด๑,๒๑๖ วดั
พระอารามหลวง มี ๓ วัด
วดั เจด็ ยอด (พระอารามหลวงชนั้ ตรี ชนดิ สามญั ) ต�ำบลเวยี ง อำ� เภอเมอื งเชยี งราย
วดั พระแกว้ (พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามญั ) ต�ำบลเวยี ง อำ� เภอเมอื งเชยี งราย
วดั พระสงิ ห์ (พระอารามหลวงชนั้ ตรี ชนดิ สามญั ) ต�ำบลเวยี ง อำ� เภอเมอื งเชยี งราย
วดั พระแกว้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 165

วัดสามัญ
วัดเชตวัน วัดมุงเมอื ง วดั ม่ิงเมอื ง วัดรอ่ งขุน่ วดั ศรเี กิด วัดพระธาตดุ อยตงุ มีวดั
จนี นกิ าย ๑ วัด คอื วัดหมนื่ พทุ ธเมตตาคุณาราม บา้ นปา่ ไร่ ต. ทา่ ขา้ วเปลอื ก อ. แม่จัน
๓) จงั หวัดพะเยามีวัดจำ� นวน ๔๕๕ วดั
พระอารามหลวง มี ๑ วดั คือวัดพระศรีโคมคำ�
วดั สามญั
วดั อนาลโย วัดกลางกวา๊ น วดั ติโลกอาราม วดั ลีวดั ราชคฤหว์ ัดภมู นิ ทรว์ ัดบญุ ยนื
วัดไชยอาวาส
๔) จังหวัดนา่ น มวี ดั จ�ำนวน ๔๐๖ วัด
พระอารามหลวง ๔ วดั
วัดพระธาตชุ า้ งค้ำ� วรวิหาร (พระอารามหลวงชั้นตรี ชนดิ วรวิหาร) ต�ำบลในเวียง
อ�ำเภอเมืองนา่ น
วัดพญาภู (พระอารามหลวงชนั้ ตรี ชนดิ สามัญ) ตำ� บลในเวยี ง อำ� เภอเมอื งน่าน
วัดบญุ ยืน (พระอารามหลวงช้นั ตรี ชนิดสามญั ) ตำ� บลกลางเวยี ง อำ� เภอเวียงสา
วดั พระธาตุแช่แหง้ (พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามญั ) ต�ำบลม่วงตดี๊ อำ� เภอภู
เพียง
วดั สามญั
วดั น้�ำลอ้ มวัดทา่ ชา้ งวดั ดอนแกว้ วัดเชยี งแข็งวัดชา้ งเผือก วดั กคู่ �ำ
๕) จังหวัดแพร่มีวดั จำ� นวน ๓๕๙ วดั
พระอารามหลวง ๒ วัด
วดั พระบาทมง่ิ เมอื งวรวหิ าร (พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ วรวหิ าร) ต�ำบลในเวยี ง
อ�ำเภอเมืองแพร่
วัดพระธาตุช่อแฮ
วดั สามญั
วัดจอมสวรรค์วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหารวัดพระนอนวัดพระธาตุจอมแจ้ง
วดั หลวงวัดศรดี อนค�ำวัดพระธาตุพระลอวัดสะแล่งวัดสูงเม่นวดั ปา่ แดง
๖) จังหวดั ลำ� ปางมวี ดั จำ� นวน ๗๐๖ วัด
พระอารามหลวง จำ� นวน ๔ วัด
วดั พระเจดยี ซ์ าวหลงั (พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามญั ) ตำ� บลตน้ ธงชยั อำ� เภอ

166 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

เมอื งลำ� ปาง
วดั พระแกว้ ดอนเตา้ สชุ าดาราม (พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ ราชวรวหิ าร) ต�ำบล
เวียงเหนือ อำ� เภอเมอื งลำ� ปาง
วัดบุญวาทย์วิหาร (พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ) ต�ำบลหัวเวียง อ�ำเภอ
เมืองล�ำปาง
วัดจองค�ำ (พระอารามหลวงชัน้ ตรี ชนิดสามญั ) ต�ำบลบา้ นหวด อำ� เภองาว
วดั สามัญ
วดั พระธาตุล�ำปางหลวง วัดทา่ มะโอ วัดม่อนจ�ำศีล วดั ไหล่หนิ
๗) จังหวัดลำ� พูนมีวัดจ�ำนวน ๔๑๒วัด
พระอารามหลวงจ�ำนวน ๒ วดั
วัดพระธาตหุ ริภุญชัยวรมหาวิหาร (พระอารามหลวงช้ันเอก ชนิดวรมหาวิหาร)
ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมอื ง
วัดพระพุทธบาทตากผ้า (พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ) ต�ำบลมะกอก
อำ� เภอป่าซาง
วัดสามัญ
วดั มหาวนั วดั จามเทวี วดั พระยนื วดั เกาะกลาง ปา่ ซาง วัดรมณยี าราม วัดบา้ น
ปาง ลี้ วดั หนองเจดยี ์ วัดผาหนาม ลี้วดั บา้ นเหลา่ พระเจา้ ตาเขยี ว วัดพระพทุ ธบาทห้วย
ต้ม ต.นาทราย อ.ลี้
๘) จังหวดั แม่ฮอ่ งสอนมีวดั จ�ำนวน ๑๔๑วัด
พระอารามหลวง ๑ วัด
วัดจองค�ำ (พระอารามหลวงช้ันตรี ชนิดสามัญ) ต�ำบลจองค�ำ อ�ำเภอเมือง
แมฮ่ อ่ งสอน
วดั สามญั
วัดกลางทุ่ง ต�ำบลจองค�ำ วัดก้�ำก่อ ต�ำบลจองค�ำ วัดดอนเจดีย์ ต�ำบลจองค�ำ
วัดปางล้อ ต�ำบลจองค�ำ วัดพระธาตุดอยกองมู ต�ำบลจองค�ำวัดปางหมู ต�ำบลปางหมู
วดั หมอกจำ� แป่ ตำ� บลหมอกจ�ำปึ่
๗. สรุปพระพุทธศาสนาในล้านนาจ�ำแนกตามองคป์ ระกอบ
๗.๑ ศาสนธรรม ชาวลา้ นนามีหลักค�ำสั่งสอนทางพระพทุ ธศาสนาทีจ่ ารกึ ไวใ้ นพระ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 167

ไตรปฎิ กเป็นหลักปฏิบัติ คดั ลอก “ธัมม์” สืบทอดกนั มารนุ่ สู่รุ่น เกบ็ รักษาไว้ที่หอธรรม
หรือหอไตร ในวัดเก่าแก่ ทุกชุมชน ทั่วราชอาณาจักรล้านนา คัมภีร์ใบลาน พับสา ยัง
มีสภาพสมบูรณ์ เป็นข้อมูลให้ศึกษาทั้งทางศาสนาและองค์ความรู้ภูมิปัญญาล้านนาอีก
มากมาย แตก่ ็ยงั มีความเช่ือและคตินยิ มเดิมในเรอ่ื งการนบั ถอื ส่ิงศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ พลังลึกลับ ผี
เทพ เปน็ ตน้ ซึง่ เป็นการผสมผสานใหค้ น สิ่งเหนือธรรมชาติ และธรรมชาติ อยู่ร่วมกนั ได้
และไม่ขัดกับหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา
๗.๒ ศาสนบุคคล การสืบทอดพระพุทธศาสนา มีศาสนทายาท ทั้งบรรพชิตและ
คฤหัสถ์ ช่วยกันอนุรักษ์ท�ำนุบ�ำรุงอย่างเข้มแข็ง ท้ังผู้ท�ำงานศาสนา และผู้อุปถัมภ์พระ
สงฆ์ลา้ นนาสมัยก่อน เปน็ พระเถรปราชญ์ นกั วชิ าการ แต่งหนงั สือทางศาสนาฝมี ือระดับ
เอกอุ ที่ชาวพทุ ธต่างประเทศยกย่องในความความร้ทู แ่ี ตกฉานและเช่ยี วชาญบางยุคบาง
สมัยมพี ระสงฆผ์ สู้ ปุ ฏบิ ตั ิ มบี ารมีสูงได้รบั การเคารพยกยอ่ งเป็นตนบญุ เป็นผนู้ �ำชาวพุทธ
บูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน หรือสาธารณะประโยชน์ ท่ัวล้านนาให้สืบมาช่ัวลูกหลาน
ชาวบ้านชาววดั มีความผูกพันและสัมพนั ธก์ นั ดี ตุ๊หลวง ปจู า๋ รย์ ศรัทธาวัด ตา่ งเข้าใจกัน
จดั ต้ังเป็นคณะศรัทธาหวั วดั ตา่ ง ช่วยเหลอื กจิ กรรมสว่ นรวมอยา่ งต่อเนือ่ ง
๗.๓ ศาสนวตั ถทุ ดี่ นิ แดนลา้ นนา ถอื วา่ มวี ดั เปน็ จำ� นวนมากทส่ี ดุ เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั
เมอื งใหญๆ่ ในภมู ภิ าคอนื่ แทบทกุ หมบู่ า้ นมพี ระธาตเุ จดยี ส์ ำ� คญั เปน็ ทสี่ กั การะทยี่ ดึ เหนย่ี ว
ทางจติ ใจ มพี ระพทุ ธรปู สำ� คญั ๆ หลายองค์ เปน็ ทสี่ กั การระ เคารพนบั ถอื ประจำ� จติ ใจ นบั
แต่ระดับชมุ ชนขน้ึ ไปถึงระระดบั ประเทศ มสี ถาปตั ยกรรม ประติมากรรม และจติ รกรรม
ล้านนาทีส่ วยงาม โดดเด่น ทรงคุณค่าไม่แพถ้ ่ินใด และท่ีถือเป็นตน้ แบบทางศิลปะกรรม
ขนั้ ครมู หี ลายชนิ้ เครอ่ื งสกั การะกม็ สี ตั ตภณั ฑ์ ไวต้ รงหนา้ พระพทุ ธรปู (ไมน่ ยิ มโตะ๊ หมบู่ ชู า)
๗.๔ ศาสนพิธี พิธกี รรมทางศาสนาของชาวล้านนา มีความโดดเดน่ เปน็ เอกลกั ษณ์
ของตน การทำ� บญุ หรอื พธิ สี ำ� คญั ใด ตอ้ งทำ� พธิ ขี น้ึ ทา้ วทงั้ ๔ กอ่ น การเขาสพู่ ธิ ี มปี อู่ าจารย์
นำ� ประกอบพธิ ี มขี นั แก้วทัง้ ๓,ขันศลี ,ขนั นำ� ทาน, กอ่ นจะถวาย จะมกี ารกล่าวโอกาสเวน
ทาน (ขอสูมาครัวทาน ก่อนแล้วกลาวค�ำถวาย เป็นค�ำคล้องจองไพเราะ) ถวายเครื่อง
ไทยทานพระสงฆแ์ ล้ว ยงั มีธรรมเนียมการถวายกณั ฑ์ปจู๋ ารยด์ ้วย และการ กล่าวสวดแผ่
เมตตาคำ� เมอื ง และกรวดนำ�้ พธิ กี รรมอน่ื ๆ มี พธิ ที านหลวั หงิ พระเจา้ พธิ ที านขา้ วใหม่ พธิ ี
โสสานกรรม เป็นตน้

168 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

เอกสารอา้ งองิ
ธดิ า สาระยา.(๒๕๔๕). อารยธรรม-วฒั นธรรมในสงั คมไทย. กรงุ เทพฯ : คณะอกั ษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ประเสริฐ ณ นคร ปวงค�ำ ตุ้ยเขียว. (๒๕๓๗). ต�ำนานมูลศาสนาเชียงใหม่ เชียงตุง.
กรุงเทพฯ : ศกั ด์โิ สภาการพมิ พ์,
พระพรหมราชปญั ญา. (๑๙๗๒) .รตั นพมิ พวงศ์. แปลโดยร.ต.ท.แสงมนวทิ รู . (๒๕๓๐),
กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร. (พมิ พค์ รั้งที่ ๒)
พระโพธิรังสี. (มปป). จามเทวีวงศ์. แปลโดยพระยาปริยัติธรรมธาดา(แพตาละลักษม์)
(๒๔๖๓), กรุงเทพฯ :โรงพมิ พ์โสภณพรรฒธนากร.
พระโพธิรังสี. (มปป)). สิหิงคนิทาน. แปลโดยพระยาปริยัติธรรมธาดา(แพตาละลักษม์)
(๒๕๐๖), กรุงเทพฯ : หา้ งหนุ ส่วนจ�ำกัดศิวพร..
พระยาปรยิ ตั ธิ รรมธาดา(แพ) แปล. (๒๕๐๖). ตำ� นานพระพทุ ธสหิ งิ ค์.กรงุ เทพฯ : หา้ งหนุ้
สว่ นจำ� กัดศวิ พร
พระรตั นปญั ญาเถระ. (๒๐๕๙). ชนิ กาลมาล.ี แปลโดยร.ต.ท.แสงมนวทิ รู .(๒๕๑๗), กรงุ เทพฯ
: กรมศิลปากร.(พิมพ์คร้ังที่ ๔)
พระเทพเวทีป.อ.ปยุตฺโต. (๒๕๓๓). พจนานุกรมพุทธศาสนตร์ฉบับประมวลธรรม.
กรงุ เทพฯ : ด่านสทุ ธนาการพมิ พจ์ �ำกัด.
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธ์ิ.(๒๕๔๕). แนวคิดทางปรัชญาในคัมภีร์ประเภทวังสปกรณ์ล้านนา.
เชียงใหม่ : สถาบนั วิจยั สังคม มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่
ม.ล.สรุ สวสั ด์ิศขุ สวสั ด.ิ์ (๒๕๕๖). รายงานการวจิ ัย พระพทุ ธศาสนาในลา้ นนา ระหวา่ ง
รัชสมัยพระเจ้าติโลกราช-พญาแก้ว.เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย
เชียงใหม.่
มตชิ นรายวนั ฉบบั ประจำ� วนั องั คารท่ี ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓, เรอื่ งของชาตไิ ทย ทแี่ ทน้ า่ น
เจ้าไมใ่ ชข่ องไทย
วิทูรย์บัวแดง, (๒๕๓๗) : ๑-๖ เอกสารอัดสำ� เนาการสัมมนาเร่ืองร�ำผีมอญฟ้อนผีเม็ง
ภมู ิปญั ญาชาวบา้ นจากพธิ ีกรรม.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 169

สงวนโชตสิ ุขรัตน์. (๒๕๑๕). ประชุมต�ำนานลานนาไทย เล่ม ๒.กรงุ เทพฯ : ส�ำนักพมิ พ์
โอเดยี นสโตร.์
สรัสวดี อ๋องสกลุ . (๒๕๕๒). ประวตั ศิ าสตร์ลา้ นนา. พิมพค์ ร้ังท่ี ๖. กรุงเทพฯ : อมรนิ ทร์
พรินตง๊ิ .
สงิ ฆะวรรณสยั .(๒๕๒๒). โคลงเรอ่ื งมงั ทรารบเชยี งใหม.่ เชยี งใหม่ : ศนู ยห์ นงั สอื เชยี งใหม.่
สมหมาย เปรมจิตต์. ๒๕๕๖. วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในล้านนา. เชยี งใหม่ :
มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตล้านนา.
แสงมนวิทรู แปล.(๒๕๐๖). นทิ านพระพทุ ธสิหงิ ค.์ กรุงเทพฯ : กรมศลิ ปากร.
แสงมนวิทูรแปล.(๒๕๑๗). ชนิ กาลมาลีปกรณ.์ กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร.
แสงมนวิทูรแปล. (๒๕๓๐). รัตนพิมพวงศ์ตำ� นานพระแกว้ มรกต. กรุงเทพฯ : กรม
ศิลปากร.
ฮันส์เพนธ์. (๒๕๔๘). ประชุมจารกึ ล้านนา เลม่ ๑๐ จารกึ ในจงั หวดั เชยี งใหม.่ เชียงใหม่
สถาบันวจิ ยั สังคม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่.
http://www.dhammathai.org /thailand/thailand.phpสบื คน้ วนั ท่ี ๒๐ พฤษภาคม
๒๕๕๗.

170 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ประวตั ผิ ู้เขียน
ดร. พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธ์ิ
ตำ� แหนง่ อาจารย์ประจ�ำภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะ
มนุษยศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
รองประธานสภาพนักงาน มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
๒๕๔๗-ปัจจุบัน อนุกรรมการบริหารงานบุคคล
และกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รบณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานทางวิชาการ
๒๕๕๗ การวิจัยเร่ือง “การสืบค้นและจัดระบบการอนุรักษ์เอกสารคัมภีร์โบราณ
ของวัด และการถ่ายทอดภูมิปัญญาล้านนา เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นของกลุ่ม
จงั หวดั ลา้ นนา” ทนุ วจิ ยั จากสำ� นกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาติ (อยรู่ ะหวา่ งการดำ� เนนิ
งาน)
๒๕๕๗ การวิจัยเรื่อง“การส�ำรวจรวบรวมและจัดท�ำระบบสารสนเทศส�ำเนา
ภาพถ่ายพระธรรมคัมภีร์ใบลาน พระนครน่าน” ทุนวิจัยจากโครงการล้านนาคดีศึกษา
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (อยรู่ ะหว่างการด�ำเนนิ งาน)
๒๕๕๖ การวจิ ยั เรอ่ื ง “การสำ� รวจและอนรุ กั ษเ์ อกสารคมั ภรี โ์ บราณ วดั นำ้� บอ่ หลวง
(วนาราม) อำ� เภอสันปา่ ตอง จงั หวดั เชยี งใหม่” ทุนวจิ ัยจากหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
๒๕๕๖ การวจิ ยั เรอ่ื ง “กจิ กรรมการถา่ ยทอดศลิ ปะและวฒั นธรรมภมู ปิ ญั ญาลา้ นนา
สสู่ งั คมโดยผทู้ รงภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ” (ตอ่ เนอื่ ง ระยะที่ ๒) ทนุ วจิ ยั จากแผนงานยทุ ธศาสตร์
การวจิ ยั กับการเรียนการสอน มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
๒๕๕๖ การวิจัยเรื่อง “กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้าน
นาสสู่ งั คมโดยผทู้ รงภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ” ทนุ วจิ ยั จากสำ� นกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาติ
สาขาวิชาการท่ีมีความช�ำนาญพิเศษ : การวิจัยทางปรัชญา พระพุทธศาสนา
วฒั นธรรม ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ เอกสารโบราณ (คัมภีรใ์ บลาน และพบั สา) ลา้ นนาคดศี ึกษา

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 171

พทุ ธศิลปล์ า้ นนากบั การตอ่ ยอดองค์ความรู้
ส่กู ารสร้างสรรค์

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ลิปกิ ร มาแกว้ ๑
ศลิ ปะ คอื สงิ่ ทม่ี นษุ ย์สร้างขึ้นเพ่ือแสดงออกซึง่ อารมณ์ ความรู้สกึ ความศรัทธาตาม
บรบิ ทของวฒั นธรรมน้ันๆ ถ่ายทอดผา่ นทศั นธาตทุ างศิลปะ คือ เสน้ สี แสง เงา รูปร่าง
รปู ทรง องคป์ ระกอบทางศลิ ปะ เปน็ ตน้ สอื่ ความหมาย สรา้ งสญั ลกั ษณ์ ผา่ นกระบวนการ
การสร้างสรรค์ในทักษะฝีมือออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาพวาดลายเส้น จิตรกรรม
ประตมิ ากรรม ศลิ ปะภาพพมิ พ์ เปน็ ต้น ในอดตี ศลิ ปะสรา้ งขน้ึ เพื่อรบั ใช้ความเชอื่ ความ
ศรัทธาท้ังในศาสนา และสถาบันกษัตริย์ ช่างที่มีฝีมือมักจะรับใช้กษัตริย์, เจ้านาย
ในวัง เรียกว่า ชา่ งหลวง ส่วนชา่ งท่ีท�ำงานอย่นู อกวัง เรียกวา่ ช่างราษฏรห์ รอื ช่างชาวบา้ น
สร้างสรรค์ผลงานเพ่อื วดั วาอารามศาสนสถานของชาวบ้านทัว่ ไป
ลวดลายภาพวาดในคัมภรี ใ์ บลานและพับสา ท่ีปรากฏในลา้ นนาเท่าที่พบ ลวดลาย
จารด้วยเหล็กจารบนคัมภีร์ใบลานของล้านนาน้ันมีน้อยมาก ส่วนมากจารลวดลายเพื่อ
ประกอบด้านหน้าและส่วนท้ายของเนื้อหาเท่านั้น จะปรากฎในส่วนกลางเพ่ือคั่นเนื้อหา
กไ็ มม่ ากนกั ลวดลายทจี่ ารเพอ่ื ประกอบเนอื้ หานนั้ แทบจะไมม่ เี ลยจะพบการจารลวดลาย
ลงบนใบลานเพอื่ ประกอบหรอื ใชเ้ ปน็ สอ่ื ปรากฏรปู ในสายของวฒั นธรรมฮนิ ดู ในประเทศ
อินเดีย ศรีลังกา และอินโดนีเซีย เช่น การจารใบลานเป็นรูปของเทพเจ้าต่างๆ เป็นต้น
ส่วนในสายของวัฒนธรรมพุทธศาสนา การจารลวดลายบนใบลานจะพบทั้งในประเทศ
อนิ เดยี ศรีลงั กา เนปาล ทเิ บต และพมา่ เป็นตน้ เนื้อหาของภาพการจารใบลานเปน็ ภาพ
พทุ ธประวตั ิ ชาดกฯลฯ มที ง้ั ลายจารทมี่ สี ดี ำ� สเี ดยี วและจติ รกรรมพหรุ งค์ รวมถงึ ลวดลาย
ตกแต่งไมป้ ระกับธรรมและไม้บัญชักกม็ คี วามวิจิตรบรรจงมที ้ังการใช้ลายค�ำน้ำ� แต้ม และ
ปน้ั สมกุ รกั เปน็ ลวดลายตา่ งๆ หรอื แกะสลกั เปน็ นนู ต�่ำแลว้ ปดิ ทองคำ� เปลวกม็ คี วามงดงาม
ไม่ต่างกัน ต่างจากการเขียนภาพจิตรกรรมเพ่ือประกอบเนื้อหาของวรรณกรรม ตำ� นาน
พงศาวดาร โหราศาสตร์ กฎหมาย ตำ� รายา ปรัชญาธรรมในทางพระพุทธศาสนา ในสมุด
ขอ่ ย สมดุ ไทย ปรากฏมากมายเทา่ ทพี่ บนบั ตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยาเปน็ ตน้ มา พบภาพจติ รกรรม
ท่ีเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น พุทธประวัติ ทศชาติ ปริศนาธรรมและไตรภูมิ เป็นต้น

๑ อาจารยส์ าขาวชิ าศิลปะไทย คณะศิลปกรรมและสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชยี งใหม่.

172 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ภาพจิตรกรรมเหล่านี้เกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนาปรารถนาที่จะจรรโลง
สืบทอดพระศาสนา จงึ มีความวจิ ติ รบรรจง ประณีต งดงาม สว่ นมากมักจะเป็นชา่ งหลวง
ไดเ้ ขยี นขนึ้ สว่ นในพบั สาของลา้ นนา ปรากฏการเขยี นภาพลายเสน้ และภาพจติ รกรรมเพอื่
ประกอบวรรณกรรมในทางพทุ ธศาสนามนี อ้ ยมาก สว่ นมากมกั จะเขยี นเปน็ ภาพประกอบ
ลวดลายยนั ตแ์ ละตำ� ราตา่ งๆ เช่น ตำ� รายนั ต์ ตำ� ราโหราศาสตร์ ตำ� ราคชลักษณ์ และใช้
เพื่อสำ� หรบั บันทกึ ประวัตศิ าสตร์ ต�ำนานตา่ งๆ เปน็ ต้น ในความงามเชิงช่างถอื ว่าเป็นชา่ ง
แบบชาวบ้านหรือช่างราษฎร์เป็นการเขียนของพระภิกษุ และผู้ท่ีเคยบวชเรียนสามารถ
อา่ นออกเขยี นไดใ้ นอกั ขระลา้ นนา อกี ทง้ั มกี ารคดั ลอกสบื ตอ่ ๆ กนั มาหรอื เขยี นขนึ้ เองเพอื่
ประกอบเนอ้ื หาของยนั ตแ์ ละตำ� ราตา่ งๆ สว่ นมากเขยี นเปน็ ลายเสน้ ดว้ ยหมกึ สดี ำ� ระบาย
สีเพียงเล็กน้อยในกล่มุ สีเอกรงค์ เชน่ สแี ดง สีดำ� เปน็ ต้น ในการเขียนภาพจติ รกรรมกลุ่ม
สีพหุรงค์ปรากฏไม่มากนักอาจด้วยข้อจ�ำกัดในอดีตเป็นของท่ีหายากและมีราคาสูง ซ่ึง
ต่างจากการเขียนภาพพระบฏ และจิตรกรรมฝาผนังในวิหาร ซ่ึงมีผู้อุปถัมภ์ด้วยความ
ศรทั ธาในการซือ้ หาวัสดอุ ปุ กรณ์จากเจ้านาย คหบดี ศรทั ธาประชาชน จงึ มวี ัสดอุ ปุ กรณ์
พรอ้ มมากกวา่ และไดส้ รา้ งผลงานจิตรกรรมด้วยสที ีห่ ลากหลาย
ประเภทของลวดลายทน่ี ยิ มเขยี นในพบั สาของลา้ นนา มคี วามหลากหลายในรปู แบบ
ไมม่ ลี กั ษณะตายตวั แตจ่ ะมลี กั ษณะเฉพาะลายเสน้ ของแตล่ ะบคุ คล อาจแบง่ ตามลวดลาย
ดงั น้คี อื
๑. ลวดลายรูปทรงเรขาคณิต เช่น สามเหล่ียม สี่เหลย่ี ม ห้าเหลี่ยม หกเหล่ียม แปด
เหลยี่ ม วงกลม วงรเี ป็นตน้
๒. ลวดลายภาพพระพุทธเจา้
๓. ลวดลายทพิ ยเ์ ทพเทวา เชน่ เทวดา พระอนิ ทร์ พระพรหม ทิพยาธร เปน็ ตน้
๔. ลวดลายบุคคลต่างๆ เช่น พระอรหันต์ พระสาวก และผชู้ าย ผู้หญงิ เปน็ ต้น
๔. ลวดลายสตั วห์ มิ พานต์ เชน่ พระญานาค กินรีกนิ รา สิงห์ มอม ลวง เปน็ ตน้
๕. ลวดลายสัตว์ตา่ งๆ ทัง้ สตั วบ์ กและสัตวน์ ้�ำ เชน่ เสอื สิงห์ วัว หมู นก งู ลิง ไก่
จิ้งจก ปลา กงุ้ ฯลฯ
๖. ลวดลายเครือล้านนาหรือพนั ธพ์ุ ฤกษาต่างๆ
๗. ลวดลายทใ่ี ชอ้ กั ขระลว้ นและประกอบกนั เปน็ ภาพตา่ งๆ และลวดลายทไี่ มส่ ามารถ
จำ� แนกได้ เชน่ การประกอบกนั ของคนกบั สัตว์ การประกอบกันของรูปทรงเรขาคณิตกับ
คนจัดอยูใ่ นศลิ ปะแนวเหนอื จรงิ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 173

คมั ภรี ใ์ บลานในปจั จบุ นั เปน็ ลกั ษณะของใบลานทข่ี นึ้ หง้ิ เพราะกลายเปน็ ของเกา่ เกบ็
แตกตา่ งจากในอดตี เพราะในอดตี พระพทุ ธศาสนาเจรญิ รงุ่ เรอื งในลา้ นนาดงั จะเหน็ ไดจ้ าก
การทำ� สงั คายนาพระไตรปฏิ ก ครงั้ ที่ ๘ ของโลกในลา้ นนานนั้ ยอ่ มถอื วา่ คมั ภรี ใ์ บลานและ
การจารอกั ขระบนใบลานมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งดว้ ย แตป่ จั จบุ นั เทคโนโลยกี ารพมิ พส์ มยั ใหม่
มีความง่ายขึ้นสามารถพิมพไ์ ดค้ รัง้ ละมากๆ รวดเรว็ ประกอบกับวถิ ชี วี ิตผคู้ นเปล่ยี นไปจึง
ทำ� ให้การจารใบลานและกรรมวธิ ีต่างๆ หาได้ยากขึน้ ส่วนใหญ่มกั จะอยใู่ นพื้นท่ไี กลจาก
ตวั เมอื ง เชน่ อ.แม่แจม่ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น อย่างไรกต็ ามกรรมวธิ หี รือวิธกี ารจารบนใบ
ลานยังสามารถอนุวัฒน์ย้อนกลับน�ำมาใช้ใหม่ได้ในวิธีการเดิมแต่เปล่ียนวิธีการน�ำเสนอ
เนอื้ หาเร่อื งราวต่างๆ ยงั คงแสดงออกสือ่ ในเรอื่ งของวรรณกรรมในพุทธศาสนา
แรงบันดาลใจจากลวดลายในพับสาใบลานสู่การสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะความ
งดงามของลวดลายท่ีปรากฏในพับสาใบลาน ถือว่าเปน็ ความงามท่อี อกมาจากใจของผ้ทู ่ี
วาดไว้โดยตรง เพราะส่วนมากแล้วคงไม่ได้ศึกษาด้านศิลปะมาโดยตรง ในอดีตผู้ที่เขียน
หรือจารได้คัดลอกจากของเก่าที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมาแล้วแต่สายครูของแต่ละคนหรือ
อาจมีค่าครูส�ำหรับผู้ที่มีลายมืองามคัดลอกให้ แต่ลายเส้นท่ีวาดน้ันจะมีลักษณะเฉพาะ
ของแต่ละบุคคล จากความงดงามจากใจในลวดลายเส้นสีของครูสล่าในอดีตจึงเป็น
แรงบันดาลใจให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแนวศิลปะพื้นบ้านร่วมสมัยข้ึนโดยใช้วัสดุ
พนื้ บา้ น เชน่ ใบลาน กระดาษสา นำ� มาสร้างสรรคเ์ ปน็ ผลงานศิลปะ โดยการตคี วามใหม่
จากวรรณกรรมทางพุทธศาสนา บทสวดโบราณ วรรณกรรมชาดกและปรัชญาธรรม
น�ำมาสร้างสรรค์จารบนใบลานผ่านทัศนธาตุทางศิลปะ ชุดมารผจญในศิลปะพ้ืนบ้าน
ลา้ นนา และอกี หลายๆ ผลงานทเ่ี ชอ่ื มโยงกบั รปู แบบและเนอื้ หาของพบั สาใบลานลา้ นนา
โดยมีแนวความคิดหลักคือ ตามรอยครู สู่การสร้างสรรค์ต่อยอด โดยแสดงออกผ่าน
ทัศนธาตทุ างศลิ ปะสื่อแสดงออกถึงความรู้สกึ ในวิถพี นื้ บ้านจิตวิญญาณแหง่ ล้านนา

174 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรมลายเส้นโดยกรรมวิธีจารใบลานและปิดทองคำ� เปลวได้
รบั แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมทางพุทธศาสนาล้านนา นำ� มาแปลความหมายถา่ ยทอด
ในงานจิตรกรรมลายเส้น เพื่อแสดงความรู้สึกของจิตวิญญาณศิลปะพ้ืนถ่ินล้านนา โดย
การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ท้ังภาคเอกสาร โบราณพับสา และจิตรกรรมฝาผนังล้านนา
ท่ีแสดงออกถึงความรู้สึกเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ส่ือให้เห็นถึงความสุขสงบ อบอุ่น
กลมกลืนกับธรรมชาติโดยไมเ่ สแสรง้
จิตรกรรมและภาพลายเส้นของล้านนานั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นศิลปะที่สำ� คัญและ
น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งเร้าที่สร้างข้ึนเพื่อสนองตอบต่อเง่ือนไขการดำ� รงอยู่
ของสังคมล้านนาในอดีต แล้วยังสามารถบ่งบอกถึงคตคิ วามเชอื่ ของชุมชนนน้ั ๆ กรรมวธิ ี
งานช่างต่างๆ ตลอดจนการแสดงออกทางศิลปะ บ่งบอกถึงความรู้สึกนึกคิดและการ
สัมพันธ์กับสังคมวัฒนธรรมอื่น อีกท้ังมีความส�ำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
อกี ดว้ ย จากบรบิ ทของสงั คมลา้ นนานท้ี �ำใหก้ ารสรา้ งสรรคจ์ ติ รกรรมลายเสน้ โดยกรรมวธิ ี
จารใบลานและปิดทองค�ำเปลวขึ้นมาเกิดคุณค่าและความหมายมากข้ึน ทั้งคุณค่าและ
ความงดงามทางศิลปะ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นการต่อยอดขององค์
ความรู้ภมู ิปัญญาของบรรพชนลา้ นนาให้คงอยู่และสืบต่อไปในอนาคต
การท�ำงานย่อมเกิดปัญหาและอุปสรรคในการสร้างสรรค์จิตรกรรมลายเส้นโดย
กรรมวิธีจารใบลานและปิดทองค�ำเปลวน้ัน ปัญหาของการท�ำงานคือ ใบลาน เพราะ
ปัจจุบันกรรมวิธีการต้มใบลานแบบโบราณ แทบจะสูญหายไปกับกาลเวลา แต่ยังคง
หลงเหลืออยู่ในชนบทห่างไกลตัวเมือง เช่น อ.แม่แจ่ม ใบลานท่ีต้มและได้คุณภาพนั้น
จะต้องมีระยะเวลาการต้มและตากให้แห้งใน ๑ ปี จะมีการท�ำ ๑ คร้ัง จะต้องเลือก
ใบลานที่แห้งสนิทและใบลานมีขนาดใหญ่น�ำมาจารใบลาน องค์ความรภู้ มู ิปัญญาเหลา่ น้ี
ถ้าขาดการส่งเสริม สนับสนุน ก็ขาดการพัฒนา คนรุ่นใหม่นับวันยิ่งห่างหายจากความ
เป็นตัวตนของพ้ืนถ่ินมากข้ึน วัฒนธรรมตะวันตกก�ำลังกลืนวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นถิ่น
ไป ไม่อาจปฎิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่จะมีวิธีการอย่างไรในการใช้พุทธิปัญญาให้เกิด
ประโยชน์ด้วยกันกับองค์ความรู้ภูมิปัญญา ของด้ังเดิมที่ผ่านการตกผลึกของความคิด
สืบทอดตอ่ ๆ กนั มาอยา่ งยาวนาน
ผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรมลายเส้นโดยกรรมวิธีจารใบลานและปิดทองค�ำเปลว
เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ จะต้องด�ำเนินการสอดคล้องกันระหว่างความคิด
และทักษะฝีมือ การทดลองหา วัสดุพ้ืนถิ่น และถ่ายทอดรูปแบบพร้อมกับการพัฒนา

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 175

คล่ีคลาย เพื่อให้ได้ผลงานสร้างสรรค์ที่ประกอบด้วยคุณค่าทางจิตวิญญาณล้านนาท้ัง
รปู แบบและเนอื้ หาในการน�ำเสนอ

กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ส่ิงที่ส�ำคัญคือการเข้าใจตัวเราเอง ศิลปะ
ไม่ใช่สิ่งท่ีแยกจากตัวเรา มันเกิดและเติบโตพร้อมกันเรา พร้อมกับศักยภาพที่อยู่ใน
ตัวเราเอง ประสบการณ์คือแรงกระตุ้นท่ีจะสร้างรูปทรงสัมผัสให้แก่มโนภาพหรือ
ความรู้สึก แสดงออกด้วยเทคนิควิธีการท่ีเหมาะสมกับเน้ือหา และธรรมชาติแท้ใน
ตัวเราเองวิถีชีวิตสิ่งแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพและทางด้านวัฒนธรรมสังคมล้านนา
หล่อหลอมให้เกิดประสบการณ์ กระตุ้นการระลึกรู้ แสดงออกของมโนคติสร้างให้เกิด
รปู ทรง สญั ลกั ษณ์ และความหมาย เปน็ ผลใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานจติ รกรรมลายเสน้
โดยกรรมวิธีจารใบลานและปิดทองค�ำเปลวชุดน้ีขึ้นมาเพื่อสนองตอบแรงกระตุ้นภายใน
โดยการใชส้ ่อื จากวัสดธุ รรมชาติ คือ “ใบลาน” และกรรมวธิ ีจารบนใบลานซ่งึ เปน็ วธิ กี าร
แบบโบราณสรา้ งเปน็ “รปู ทรง” จากมโนภาพและความรสู้ กึ ของการแปรความหมายจาก
วรรณกรรมพุทธศาสนาล้านนา

การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมลายเส้นโดยการจารบนใบลานวัสดุอุปกรณ์หรือ
เครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานนั้นถือว่ามีความส�ำคัญมากในขั้นตอนของการปฏิบัติ
งาน เพราะเม่อื มคี วามพร้อมในรูปทรงและเนอื้ หาแล้วต้องมีความพรอ้ มของวสั ดุอปุ กรณ์
และเคร่ืองมือในการทำ� งานควบคูก่ นั ไป ซ่งึ ประกอบด้วย

๑. ใบลานทต่ี ้มและแหง้ แล้ว ๒. กระดาษแขง็
๓. กาวยาง ๔. เหล็กจาร
๕. น�้ำมนั ยางหรือน�ำ้ มนั พืช ๖. เขมา่ ไฟหรือสีฝุน่ ด�ำ
๗. ทรายละเอียด ๘. กระดาษทรายน้ำ�
๙. ผ้าท�ำลกู ประคบส�ำหรบั เชด็ ๑๐. ขวดหรือวตั ถุทรงกลมแข็ง
๑๑. ดินสอ ๑๒. มีดคตั เตอร์
๑๓. ไมบ้ รรทดั ๑๔. กาวยางมะเด่ือ
๑๕. พกู่ ันเบอร์พิเศษเช่น ๐, ๒, ๔ เป็นต้น ๑๖. ทองคำ� เปลว
๑๗. ตวั หนีบ

176 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ภาพวัสดอุ ุปกรณ์และเครือ่ งมือในการสร้างสรรคผ์ ลงานจารใบลาน

เตรียมกระดาษแข็งและใบลานท่ีได้รูปทรงที่ต้องการทาบลงบนกระดาษใช้ตัวหนีบ
เพื่อไมใ่ ห้ขยบั ไปมา ขีดเส้นดนิ สอหาขอบเขตตามรปู ทรงของใบลานแลว้ ตดั กระดาษดว้ ย
มดี คัตเตอรต์ ามรอยดินสอทก่ี �ำหนด เม่อื ตดั ใบลานให้เท่ากบั กระดาษแข็งพอดีแลว้ ใชก้ าว
ยางทาบนใบลานและกระดาษแขง็ ใหท้ วั่ น�ำมาประกบเพอื่ รดี ใหต้ ดิ กนั ขดี ใหต้ ดิ กนั ระหวา่ ง
ใบลานและกระดาษแขง็ โดยใชข้ วดกลง้ิ ไปมากดนำ�้ หนกั มอื ใหพ้ อดไี มเ่ บาเกนิ ไปเพอื่ ใหต้ ดิ
กันง่ายยิ่งข้ึน ข้ันตอนสุดท้ายจะได้ใบลานที่ติดบนกระดาษแข็งเรียบร้อยแล้วตัดแต่งให้
สวยงามหรือถา้ ต้องการเพ่ิมพ้นื ทใ่ี นการสรา้ งสรรค์ผลงานจติ รกรรมลายเสน้ มากขน้ึ ใหใ้ ช้
กระดาษกาวตดิ เชื่อมใบลานด้านหลงั ตามจ�ำนวนท่ีต้องการ

วัสดุอปุ กรณก์ ารสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจารใบลาน

วิธีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจารใบลาน ข้ันตอนแรกร่างภาพด้วยดินสอบนใบ
ลานก�ำหนดโครงสร้างองค์ประกอบตามภาพท่ีก�ำหนดไว้ คุณสมบัติของใบลานเม่ือร่าง
ภาพหรือปรับเปลี่ยนลายเส้นท่ีร่างไว้แล้วสามารถลบได้ง่ายเพราะผิวของใบลานมีความ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 177

มันการใช้เหลก็ จารจารลงบนใบลานโดยวธิ ีการจับเหมอื นดินสอจารตามรอยของดินสอท่ี
ร่างไว้หรือเพ่ิมเติมรายละเอียดตามความเหมาะสมและจารเป็นลายเส้นตามท่ีร่างไว้ผสม
นำ�้ มนั ยางกบั เขมา่ ไฟพอประมาณไมข่ น้ เกนิ ไปเพราะจะทำ� ใหเ้ หนยี วหนดื หมกึ ไมฝ่ งั ลงบน
รอยจารและลบหมกึ หรืออัดหมึกลงบนใบลานโดยใช้ลูกประคบจุม่ ลงหมึกแล้วปาดอัดลง
ใบลานเพอื่ ให้หมกึ อดุ ลงในเสน้ รอยจารและหลงั จากลบหมึกใชท้ รายละเอียดโรยบนที่ลบ
หมกึ ไวเ้ พอ่ื ขดั ทำ� ความสะอาดใบลานโดยใชผ้ า้ แหง้ เชด็ ทำ� ความสะอาดพรอ้ มทรายเพราะ
ทรายจะเปน็ ตวั ดดู ซบั หมกึ ออกจากใบลานและท�ำความสะอาดใหท้ วั่ ทงั้ ภาพเพอื่ ทจ่ี ะเพมิ่
รายละเอียดสว่ นอื่นๆ ตอ่ ไป

การปิดทองค�ำเปลวบนลวดลายที่มีความ
สำ� คญั เพอื่ ตอ้ งการสรา้ งจดุ เดน่ เนน้ ความส�ำคญั
ของลวดลายและแฝงนยั ยะสำ� คญั เพอ่ื แสดงออก
ถึงความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรืองหรือแสดง
สัญลักษณ์ของความศรัทธา เช่น ภาพของ
ดอกบัวแสดงถึงสัญลักษณ์ของความศรัทธา
และภาพของดอกบวั ยงั แสดงถงึ สญั ลกั ษณแ์ ทนพระพทุ ธองค์ ดอกไมท้ พิ ยแ์ สดงถงึ ลกั ษณะ
ความเป็นสภาวะทิพย์เหนือจริง เทวดาเคร่ืองทรงของกษัตริย์เป็นสมมติเทพ เป็นต้น
ขนั้ ตอนแรกระบายยางมะเดอื่ ลงภายในขอบเขตของเสน้ เวน้ เสน้ ทจี่ ารไวเ้ พ่ือใหเ้ ห็นรอย
ลายเส้น ควรระวังยางมะเด่ือทับลงบนเส้นจะท�ำให้เส้นหายเพราะทองค�ำเปลวปิดทับไว้
ระบายให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ นาทีพอหมาดๆ แล้วจึงปิดทองค�ำเปลวลงไปให้ท่ัวท้ัง
ภาพ ใช้มอื จับทองค�ำเปลวโดยใหด้ ้านกระดาษพับเข้าหาตัวเปดิ กระดาษครึ่งหนึง่ ใช้นวิ้ ชี้
กดลงบนแผน่ ทองค�ำเปลวในกรณพี นื้ ท่ไี มใ่ หญ่มาก ถ้าพ้ืนท่ใี หญใ่ หป้ ดิ ทองคำ� เปลวลงทัง้
178 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

แผ่นจากน้ันกดน้ิวลงบนลายท่ีระบายยางมะเดื่อไว้ให้ทั่ว ใช้น้ิวช้ีกดทองค�ำเปลวให้แน่น
กวาดเศษทองหมนุ วนไปมาเบาๆ แลว้ ใชแ้ ปรงหรอื พกู่ นั ใหญป่ ดั เบาๆ เพอื่ ใหใ้ บลานสะอาด
ทองค�ำเปลวติดแนน่ มากขึ้น

ผลงานพทุ ธศลิ ปล์ า้ นนาจารใบลานปิดทองค�ำเปลว โดย ลปิ ิกร มาแก้ว
ช่อื ผลงาน “มารผจญ” ปีที่สร้าง ๒๕๔๕

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 179

ผลงานพทุ ธศิลป์ลา้ นนาจารใบลานปดิ ทองคำ� เปลว โดย ลปิ กิ ร มาแก้ว
ช่ือผลงาน “ อรยิ สัจ ๔ ” ปที ีส่ ร้าง ๒๕๕๔

บรรณานุกรม
คณะวิจัยศูนย์โบราณคดีภาคเหนือ. ๒๕๕๕. พุทธศิลป์ล้านนาคุณค่าศรัทธาและ
การอนรุ กั ษ์. เชยี งใหม่: ส�ำนกั พมิ พ์วนดิ าการพมิ พ์.
ภาณุพงษ์ เลาหสม.๒๕๔๑. จิตรกรรมฝาผนังล้านนา. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์
เมอื งโบราณ.
ลปิ กิ ร มาแกว้ . ๒๕๔๙. จติ รกรรมลายเสน้ (แนวทางการสรา้ งสรรคเ์ ฉพาะตน). เชยี งใหม:่
คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ลา้ นนา.
ลปิ กิ ร มาแกว้ . ๒๕๕๗. เสน้ สาย ลายศลิ ปใ์ นคัมภีรใ์ บลานและพับสาเอกสารประกอบ
การเสวนาวิชาการ “ศาสตร์และศิลป์ในคัมภีร์ใบลานและพับสา”. เชียงใหม่:
มหาวิทยาลัยราชภฎั เชยี งใหม่.
ศภุ ชยั ชยสโุ ภ,พระ. ๒๕๕๓. ผา้ ยนั ต์ (เฉพาะท่ขี า้ พเจ้าพบในภาคเหนอื ) เอกสารสำ� เนา
เผยแพร.่ เชยี งใหม่: อาคารเรือนเดิม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
สรุ พล ดำ� รหิ ก์ ลุ . ๒๕๔๔. ลายคำ� ล้านนา. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนกั พมิ พ์เมอื งโบราณ.

180 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ประวตั ิและผลงาน

ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ลปิ กิ ร มาแก้ว
ต�ำแหน่งทางวชิ าการ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ระดับ ๘
สถานทีท่ �ำงาน สาขาศิลปกรรม คณะศิลปกรรมและ
สถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล ลา้ นนา
เขตพื้นท่ีพายัพ ตำ� บลชา้ งเผอื ก อำ� เภอเมือง จงั หวัดเชยี งใหม่
แสดงเดีย่ วผลงานศลิ ปกรรม
๒๕๔๕ ลายค�ำลา้ นนา ชดุ พระบฏ ไร่แม่ฟ้าหลวง เชยี งราย
๒๕๔๖ ผลงานศลิ ปนพิ นธป์ รญิ ญาโท ชดุ มารผจญในลกั ษณะศลิ ปะพน้ื บา้ นลา้ นนา
วดั ยางหลวง อ�ำเภอแม่แจม่ จงั หวดั เชียงใหม่
๒๕๕๖ ผลงานชดุ “ขณะจติ หนง่ึ ” พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ หอศลิ ปเ์ จา้ ฟา้ กรงุ เทพฯ
๒๕๕๖ ผลงานชุด “ขณะจิตหนึ่ง” และ “เส้ือยันต์ มนตราล้านนา ณ เฮินศิลป์
ใจ๋ยอง เชยี งใหม่
การแสดงผลงานศลิ ปกรรมกล่มุ ทส่ี �ำคัญ ภายในและต่างประเทศ ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๕๓๒-
ปัจจบุ ัน
นทิ รรศการ ครศุ ลิ ปะสรา้ งสรรคง์ านศลิ ปก์ บั ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ ณ สถานกงสลุ ใหญ่ นคร
ลอสแองเจลิ ลิส สหรัฐอเมริกา
นทิ รรศการพุทธศิลปโ์ ลก The International Buddhist Art Gathering ๒๐๑๑
at Bodh Gaya India
นิทรรศการศิลปกรรม Ne’-Na Contemporary Art Space in the Gwangju
Biennale ๒๐๑๒ ประเทศเกาหลี
นทิ รรศการศลิ ปะ Ne’-Na Contemporary Art Space in the Gwangju Bien-
nale ๒๐๑๒ Korea
เกยี รติประวตั ิ
- รางวัลท่ี ๑ เหรยี ญทองบัวหลวง คร้งั ท่ี ๒๕ มูลนิธิธนาคารกรุงเทพจ�ำกดั มหาชน
พ.ศ. ๒๕๔๔
- รางวลั เชดิ ชเู กยี รติ ภูมแิ ผน่ ดนิ ป่นิ ลา้ นนา สาขาสง่ เสรมิ ศศิลปวฒั นธรรม ประจำ�
ปี ๒๕๕๖ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 181

“มหาวนารามปุปผะสวนดอกไมก้ บั การสรา้ งพระไตรปฎิ ก”

ดิเรก อินจันทร๑์
“๓๐ ปี มหาจุฬาฯ เชยี งใหม”่
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ในพระบรมราชูปถัมภ์) วิทยาเขต
เชยี งใหม่ นับเปน็ มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกในทอ้ งถ่นิ ภาคเหนอื มีบทบาทส�ำคัญในการ
ผลติ บณั ฑติ ทเ่ี ปน็ บรรพชติ คอื พระภกิ ษสุ ามเณร เพอ่ื รบั ใชส้ งั คมและขบั เคลอื่ นกจิ การพระ
ศาสนาในจงั หวดั เชียงใหม่ รวมถงึ จังหวดั อื่นๆ ในเขตภาคเหนอื ของไทย โดยมคี ณาจารย์
จากหลายสถาบันและปราชญ์ท้องถ่ินมาถวายความรู้กับพระนิสิต ให้เป็นนักวิชาการ
นักเผยแผ่ และนักปฏบิ ัติ ทย่ี ังประโยชนใ์ นการพฒั นาตนและพัฒนาสงั คมตลอดมา
บทความนข้ี อนำ� เสนอเรอื่ งราวเกยี่ วกบั วดั สวนดอกและมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
วิทยาเขตเชียงใหม่ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับการจัดสร้างพระไตรปิฎกในยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่
การศึกษาและสังคายนาพระไตรปิฎกในสมัยราชวงศ์มังราย การรวบรวมและจัดสร้าง
พระไตรปิฎกของครูบากัญจนอรัญญวาสี ในสมัยราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน และการจัดพิมพ์
พระไตรปฎิ กของพระธรรมมงั คลาจารย์ (ทอง สิริมงคฺ โล) ในสมยั รชั กาลปัจจุบัน เพ่ือให้
เหน็ ถงึ สถานการณแ์ ละความเคลอ่ื นไหวของคณะสงฆท์ ตี่ ระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของพระไตรปฎิ ก
อนั เป็นคัมภีร์หลกั ในการศึกษาและเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา

อาคารส�ำนักงานและห้องเรียนหลังแรกของมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
(ภาพโดย ปุรวิชญ์ วันตา)

๑เจ้าหน้าทปี่ ระจำ� ศนู ย์ใบลานศกึ ษา สถาบันภาษา ศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่

182 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

วดั สวนดอก และมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย กับพระไตรปฎิ กอักษรธรรมล้านนา
วัดสวนดอก หรือวดั บปุ ผาราม เคยเปน็ ศูนยก์ ลางของพระพทุ ธศาสนาท่สี ืบสายมา
ลังกาวงศ์ผ่านมาทางเมืองพัน โดยพระญากือนาได้นิมนต์พระมหาสุมณเถระจากสุโขทัย
มาเผยแผ่ศาสนาท่ีเมืองเชียงใหม่ ได้สร้างวัดสวนดอกให้เป็นท่ีพำ� นัก เมื่อ พ.ศ. ๑๘๑๔
แล้วแพรห่ ลายไปท่วั ล้านนา เชยี งตุง เมอื งยอง และสบิ สองพันนา ฯลฯ แมว้ า่ ในยคุ ตอ่ มา
จะเกิดมีนิกายใหม่เกิดข้ึนหลังจากที่พระมหาญาณคัมภีร์ไปสืบพระศาสนามาจากลังกา
โดยตรง แตค่ วามสำ� คญั ของวดั สวนดอกในฐานะสำ� นกั เรยี นและศนู ยก์ ลางของพทุ ธศาสนา
แบบลงั กาวงศ์เดิมก็ยงั คงดำ� รงอยู่สืบมา
เมอื่ กลา่ วถงึ พระไตรปฎิ ก ภาษาบาลี อกั ษรธรรมลา้ นนาแลว้ เปน็ ทร่ี บั รแู้ ละยอมรบั
กนั วา่ เมอ่ื พ.ศ.๒๐๒๐ ในรชั สมยั ของพระญาตโิ ลกราช ไดม้ กี ารทำ� สงั คายนาพระไตรปฎิ ก
ท่ีวัดมหาโพธารามเจ็ดยอด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้าน้ันอาณาจักรล้านนาเคยมีพระ
ไตรปฎิ กมากอ่ นแลว้ โดยอาจเปน็ คมั ภรี ท์ รี่ บั มาในสมยั หรภิ ญุ ชยั หรอื สมยั ทพ่ี ระสมุ นเถระ
ไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่เมืองพัน หรือสมัยที่พระญาณคัมภีร์ไปสืบพระศาสนามาจาก
ลังกาโดยตรงก็ได้ คร้ันเมื่อพระญาติโลกราชเป็นองค์อุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎก
ครง้ั ที่ ๘ (ตามมตกิ ารนบั ของไทย) จงึ มกี ารชำ� ระและจดั สรา้ งใหค้ รบถว้ นสมบรู ณใ์ นครานนั้
ดว้ ยเหตทุ พี่ ระญาตโิ ลกราชเคยบรรพชาอปุ สมบทในสำ� นักของพระธรรมทินเถระ (ลังกา
ใหม)่ ท่านจึงไดเ้ ปน็ ประธานสงฆ์ในการท�ำสังคายนาครั้งดงั กล่าว โดยคณะสงฆ์ฝา่ ยสวน
ดอกน่าจะมีส่วนร่วมด้วย เพราะตามหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ชินกาลมาลี
ปกรณ์ จะกล่าวเสมอว่าเม่อื มีงานราชพิธีส�ำคญั จะนมิ นต์คณะสงฆ์ทงั้ ๓ ฝา่ ย คอื นกิ าย
เดมิ (สบื สายมาจากหรภิ ญุ ชยั ) นกิ ายลงั กาเกา่ (สวนดอก) และนกิ ายลงั กาใหม่ (วดั ปา่ แดง)
มารว่ มในงานราชพธิ เี สมอ เมอ่ื ผา่ นไปหลายยคุ สมยั เชยี งใหมห่ รอื อาณาจกั รลา้ นนาไดร้ บั
ผลกระทบจากข้าศึกสงครามหลายคร้ัง วัดวาอารามหรือคัมภีร์ธรรมต่างๆ ท่ีมีอยู่ได้ถูก
เคลอ่ื นย้ายและเสอ่ื มโทรมไปตามกาลเวลา จงึ มีพระเถระหลายรปู ได้พยายามสืบหาและ
จัดสร้างพระไตรปิฏกอักษรธรรมล้านนาให้มีครบชุดสมบูรณ์ เพ่ือประกาศความย่ิงใหญ่
ของอาณาจักรที่มีภาษาและอักษรเป็นของตนเองและตลอดจนสืบทอดขนบประเพณีที่
วา่ “โชฏกะพทุ ธศาสนาใหอ้ ยู่ครบ ๕,๐๐๐ ป”ี
ครบู ากัญจนอรัญญวาสีมหาเถรกับการสร้างพระไตรปฎิ กในเมอื งเชียงใหม่
จากหลักฐานด้านการศึกษาและคัมภีร์ธรรมทางพระพุทธศาสนาในล้านนาจาก
เอกสารต่างๆ นั้นได้กล่าวถึงการนิมนต์พระสงฆ์ผู้ทรงพระไตรปิฎกมาจากละโว้ในสมัยที่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 183

พระนางจามเทวเี สดจ็ มาครองหรภิ ญุ ชยั การไปศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาทเี่ มอื งพนั และนำ� มา
เผยแพรท่ เี่ ชยี งใหมข่ องพระมหาสมุ ณเถระ การไปศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ของพระมหาญาณ
คมั ภรี ท์ ลี่ งั กา และการทำ� สงั คายนาพระไตรปฎิ กในรชั สมยั ของพระเจา้ ตโิ ลกราชนนั้ แสดง
ให้เห็นว่ามกี ารบันทึกหลักธรรมคำ� สอนตา่ งๆ ลงในคัมภีรใ์ บลานแล้ว ดงั ปรากฏหลักฐาน
ทีพ่ บคือคมั ภีร์ใบลานพระไตรปิฎก ภาษาบาลี อกั ษรธรรมลา้ นนา ทีจ่ ารเมอื่ จ.ศ. ๘๓๓
(พ.ศ. ๒๐๑๔) ปจั จุบันเกบ็ รกั ษาไว้ท่พี พิ ิธภัณฑ์วัดไหล่หนิ อ.เกาะคา จ.ล�ำปาง เปน็ ต้น
การคัดลอกหรือจัดสร้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาคงจะเป็นหน้าท่ีและธรรมเนียม
ของพระภกิ ษสุ ามเณรในยคุ สมยั นน้ั แลว้ ตอ่ มาเมอื่ มกี ารท�ำสงั คายนาพระไตรปฎิ กในสมยั
พระเจา้ ตโิ ลกราช ตอ้ งมีการจารหรอื จัดสรา้ งพระไตรปฎิ กลงแผน่ ใบลานเพื่อสมโภช เกบ็
รกั ษาและสง่ ไปถวายตามวดั ตา่ งๆ แตด่ ว้ ยกาลเวลา และเหตปุ จั จยั ตา่ งๆ จงึ ท�ำใหป้ จั จบุ นั
ยงั ไมพ่ บตน้ ฉบบั พระไตรปฎิ กท่ีไดจ้ ากการสงั คายนาคร้ังนั้นครบถว้ นสมบรู ณ์
เม่ือ พ.ศ.๒๓๖๘ ครูบากัญจนอรญั ญวาสีมหาเถรจากเมืองแพร่ ซงึ่ มีปณธิ านทแี่ น่ว
แน่ในการท่ีจะรวบรวมและจัดสรา้ งพระไตรปฎิ กอกั ษรธรรมลา้ นนา รวมถงึ คัมภีรอ์ น่ื ๆ ท่ี
ส�ำคัญไว้ให้มากท่ีสุด ท่านได้เดินทางสู่เมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าเพ่ือให้ความมั่นคง
ของพระศาสนาเพราะคัมภีร์ที่เหลืออยู่ไม่ครบสมบูรณ์และขาดตกบกพร่อง ดังปรากฏ
ขอ้ ความในคมั ภีรใ์ บลานเรื่อง “ชมุ นุมสงั คายนาธรรมครั้งท่ี ๖” วา่ ครูบากญั จนะเหน็ ถงึ
ความขาดตกบกพร่องของคัมภีร์พระไตรปิฎกท่ีมีอยู่ จึงต้องการรวบรวมและจัดสร้างให้
ถูกต้องสมบูรณ์ คัมภีร์ธรรมท่ีมีอยู่ในเมืองเชียงใหม่เพ่ือน�ำไปรักษาไว้ท่ีเมืองแพร่อันจะ
เปน็ การสืบอายแุ ละค�้ำชูพระพทุ ธศาสนา ดังนี้
“(ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร) มาร่�ำเพิงหัน ยังบ้านเมืองบ่หม้ันบ่เท่ียง รู้ขว�้ำ
เหงี่ยงไปมา หันสาสนาแห่งพระพุทธเจ้าหากสับสูน ร่�ำเพิงหันคุณแห่งพระสัทธัมม์เจ้า
บางพรอ่ งน้ันมแี ต่หามลู หายอดบไ่ ด”้ ๑
การทคี่ รบู ากญั จนอรญั ญวาสมี หาเถร ไดเ้ ดนิ ทางไปส�ำรวจและรวบรวมพระไตรปฎิ ก
ในเมืองเชียงใหม่ โดยได้ไปกราบนมัสการครูบาปัญญาแห่งวัดสวนดอกไม้ ซึ่งเคยเป็น
ศูนย์กลางของพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในสมัยพระญากือนาธรรมิกราชท่ีพ�ำนักของ
พระมหาสุมนเถระ แสดงให้เห็นว่าวัดสวนดอกในยุคนั้นยังคงความเป็นวัดและส�ำนัก
เรียนพระพุทธศาสนาของเมืองเชียงใหม่ด้วย โดยเหตุการณ์และเรื่องราวของการส�ำรวจ

๑“ชมุ นมุ สงั คายนาธรรมครงั้ ที่ ๖” ฐานขอ้ มลู คมั ภรี ใ์ บลาน พบั สาและเอกสารอกั ษรไท ศนู ยใ์ บลานศกึ ษา ส�ำนกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม
มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่ (จารเมอ่ื พ.ศ.๒๔๕๓)

184 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

รวบรวมและจัดสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกครั้งนั้น มีบันทึกในคัมภีร์ใบลานเร่ือง “รายชื่อ
คัมภรี ์มหากจั จายนัตถวิลาโสรวบรวมมาจากทีต่ า่ งๆ” ดังน้ี
“ยงั มชี า้ งเผอื กสามตวั ตวั ๑ อยปู่ า่ มหาวนารามปปุ ผะ ตวั ๑ อยปู่ า่ มหาวนสหี ไตรยะ
ตวั ๑ อยปู่ ่าอตลุ พนาไลยมาแตป่ ุรมิ ทสิ เขา้ มาชมุ่ นมุ กนั ในปา่ มหาวนปุปผะ มียอดลาน
แลใจลานรากลาน หากได้เคี้ยวกินเป็นอาหาร แลมีรสอันหวานแลล�ำดีนัก บ่รู้อ่ิมรู้ค่าย
ยอ่ มหือ้ หมู่ชา้ งทงั หลาย ขงขวายแลหอมหยับมาไจ้ๆ”๑
การเปรยี บครบู ามหาเถระ ๓ รปู คอื ครบู าวดั สวนดอก ครบู าวดั พระสงิ ห์ และครบู า
กัญจนอรัญญวาสี วัดสูงเม่น วา่ เป็นช้างเผือกทมี่ ากัดกินยอดลาน ใจลานและรากลานท่ี
วดั สวนดอก เปน็ สำ� นวนเปรยี บใหท้ ราบวา่ ทา่ นเหลา่ นนั้ เปน็ ผทู้ รงพระไตรปฎิ กหรอื คมั ภรี ์
ธรรม เพราะตน้ ลานคอื สญั ลกั ษณ์ของคัมภรี ์พระไตรปิฎก โดยก่อนท่ีพระพุทธศาสนาจะ
เผยแผ่เข้ามายังดินแดนล้านนานี้ พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้แล้วนั้น
ผา่ นการสงั คายนามาแลว้ หลายครง้ั เปลยี่ นผา่ นจากการบนั ทกึ ไวใ้ นความทรงจ�ำของพระ
สาวก มาจนถึงการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลาน เม่ือเผยแผ่ไปถึงที่ใดก็จะมี
การบันทึกไว้ด้วยอักษรท้องถ่ินนั้นๆ ในล้านนาก็เช่นเดียวกัน มีการบันทึกและจัดสร้าง
พระไตรปิฎกและคมั ภีร์ธรรมอื่นๆ โดยจารลงไว้ในใบลานเปน็ จำ� นวนมาก

เ มื่ อ พ ร ะ ม ห า ร า ช ค รู ป ั ญ ญ า ท ร า บ
วัตถุประสงค์ของครูบากัญจนะแล้ว ท่านจึง
กล่าวถึงเร่ืองราวของการสืบทอดพระธรรมวินัย
อนั บนั ทกึ ไวใ้ นคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ กวา่ ในอดตี กาล
สมยั ของพระญามลราชนั้น พระองค์ทรงเล็งเห็น
ว่า พระศาสนาและคัมภีรธ์ รรมในเมืองเชยี งใหม่
นั้นเกิดความคลาดเคลื่อนและไม่สมบูรณ์ จึง
อุปถัมภ์ส่งเสริมให้พระมหาเถรรูปหน่ึงไปสืบ
พระศาสนาที่เมืองลังกาที่เคยมีการสังคายนาไว้
ดแี ลว้ มาเผยแผย่ งั เมอื งเชยี งใหม่ ตอ่ มาในยคุ ของ

ครูบากญั จนอรัญญวาสมี หาเถร

๑“รายช่ือคมั ภีร์มหากัจจายนตั ถวิลาโสรวบรวมมาจากทตี่ ่างๆ” ฐานข้อมูลคมั ภีร์ใบลาน พับสาและเอกสารอักษรไท ศนู ย์ใบลาน
ศกึ ษา ส�ำนักศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่ (จารเมือ่ พ.ศ.๒๓๗๓)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 185

พระญาแกว้ ไดม้ กี ารนำ� คมั ภรี ธ์ รรมเหลา่ นน้ั ไปเกบ็ ไวย้ งั “ถำ�้ พขู ะคะ” และถำ้� อน่ื ๆ โอกาส
นนั้ มหาราชครปู ญั ญาวดั สวนดอก ไดอ้ นโุ มทนาในกศุ ลจติ ทค่ี รบู ากญั จนะจะไปสบื คน้ และ
สรา้ งข้ึนมาใหม่ ซึ่งไดร้ บั การอปุ ถัมภ์จากพระญาพุทธวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชยี งใหม่ ดว้ ย
ความรว่ มมอื ของพระมหาเถระ ภกิ ษสุ ามเณร และอบุ าสกอบุ าสกิ าจ�ำนวนมาก ไปส�ำรวจ
คมั ภีรธ์ รรมทีอ่ ยใู่ นถำ้� พูขะคะนัน้ ปรากฏอยูใ่ น “เส้นธรรมกวิ่ แลแลถำ�้ ตา่ งๆ” ทค่ี ณะของ
ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถรได้ไปส�ำรวจในถ้�ำต่างๆ โดยกล่าวถึงต�ำแหน่งท่ีจัดเก็บ
เช่น “หีดธรรมในกน้ ทถู ำ�้ ” (หบี ธรรมท่ีอยใู่ นซอกลกึ สุดของถ�ำ้ ) “หีดธรรมบนเทิง” (หบี
ธรรมทอี่ ยบู่ นชะงอ่ นผา) เปน็ ตน้ โดยมกี ารบนั ทกึ ชอื่ คมั ภรี แ์ ละจ�ำนวนผกู ไวอ้ ยา่ งละเอยี ด
แต่คัดเลือกมาจารเฉพาะคัมภีร์ท่สี ำ� คัญเทา่ นน้ั โดยไม่ไดน้ �ำมาจารทั้งหมด
เมื่อครูบากัญจนอรัญญาวาสีและคณะจากเมืองแพร่ได้ไปส�ำรวจใบลานเพ่ือน�ำมา
จัดสร้างใหม่นั้น เชื่อว่ามีพระภิกษุสามเณรวัดสวนดอกและราชบัณฑิตในเมืองเชียงใหม่
เขา้ ร่วมดว้ ย
หลังจากการส�ำรวจใบลานตามถ�ำ้ ตา่ งๆ ตามลุม่ แมน่ ำ้� ปงิ เช่น ถำ้� พูขะคะ ถ�ำ้ กวิ่ แล
(อ.สันปา่ ตอง) เขตจอมทอง เมืองหอด (ฮอด) ไปจนถงึ เมอื งระแหง (ตาก) และอาจรวมถงึ
คมั ภรี ธ์ รรมทม่ี อี ยตู่ ามวดั ตา่ งๆ ในเขตเมอื งเชยี งใหมด่ ว้ ย โดยครบู ากญั จนอรญั ญวาสพี รอ้ ม
คณะไดจ้ ารขนึ้ ใหมจ่ �ำนวน ๘๓ มดั แยกไดเ้ ปน็ ๘๕๔ ผูก แลว้ น�ำมาทำ� บญุ สมโภชในเมือง
เชียงใหม๑่ เม่ือจลุ ศกั ราช ๑๑๙๒ ปีขาล วนั เพญ็ เดอื น ๖ (เหนอื ) ซ่ึงตรงกับปพี ุทธศักราช
๒๓๗๓

ค�ำโอกาสถวายทานในงานสมโภชคร้ังนั้น ท�ำให้
ทราบว่าเป็นการเฉลิมฉลองพระพุทธรูปไม้แกะสลัก ๒
องค์ หอไตร และอัฐบริขารตา่ งๆ จำ� นวนมาก ทำ� ให้ครบ
การท�ำบุญ “มหาทานปางใหญ่” (คือสร้างและสมโภช
พระรัตนตรัย ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และ
พระสงฆ์) โดยในส่วนของคัมภีร์ธรรมท่ีสร้างข้ึนใหม่

พระพทุ ธรปู ไม้แกะสลัก
สร้างโดยครูบากญั จนอรญั ญวาสมี หาเถร
(จ.ศ.๑๑๙๒ พ.ศ.๒๓๗๓)

๑ ใน “เส้นธรรมครบู ากาญจนอรัญญวาสีสรา้ งในทต่ี ่างๆ” ไมไ่ ด้ระบุชดั เจนว่า ท�ำบุญสมโภชทว่ี ดั สวนดอกหรือวัดพระสิงห์ แต่ใน
“ชุมนมุ สงั คายนาธรรมครงั้ ท่ี ๖...” กล่าวว่า ทำ� บุญท่ีวัดพระสงิ ห์

186 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ประกอบดว้ ยคมั ภรี ท์ สี่ ำ� คญั ๆ เชน่ ทฆี นกิ าย มชั ฌมิ นกิ าย และนบิ าตชาดกในพระไตรปฎิ ก
สมันตปาสาทิกา (อรรถกถาพระวนิ ยั ปิฎก) ขทุ ทกสกิ ขา วินยั วินิจฉยั กังขาวีตรณี และ
สารตั ถทีปนี (คมั ภีรป์ กรณ์วิเสสอธิบายพระไตรปิฎก) รวมถงึ คัมภรี อ์ นื่ ๆ เช่น อนาคตวงส์
มหาวงส์ ถปู วงส์ และมลู สาสนา เปน็ ตน้ ซง่ึ ล้วนเปน็ คมั ภีรส์ �ำคญั ในการศกึ ษาพระพทุ ธ
ศาสนาทง้ั สนิ้
นอกจากจะส�ำรวจและจัดสร้างคัมภีร์ธรรมในเมืองเชียงใหม่แล้ว ครูบากัญจน-
อรัญญวาสีมหาเถรแห่งเมืองแพร่ ยังได้ไปส�ำรวจและจัดสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกรวม
ถึงคมั ภรี ธ์ รรมอืน่ ๆ จากสถานทต่ี ่างๆ ทงั้ ในเขตเมอื งแพร่ นา่ น เชียงราย ล�ำปาง ล�ำพูน
และตาก รวมถึงเมอื งหลวงพระบาง (ประเทศลาว) ด้วย เพื่อสืบทอดพระพุทธวจนะและ
สถาปนาให้ศาสนาตั้งม่ันในล้านนาแล้วเก็บรักษาไว้ท่ีวัดสูงเม่น ซึ่งคัมภีร์ใบลานเหล่าน้ัน
สว่ นมากยงั ถกู เกบ็ รกั ษาไวเ้ ปน็ อยา่ งดมี าจนถงึ ปจั จบุ นั ทพี่ พิ ธิ ภณั ฑค์ มั ภรี ใ์ บลานวดั สงู เมน่
อ.สูงเมน่ จ.แพร่

คมั ภรี ์ใบลาน วดั สงู เมน่ ต.สงู เม่น อ.สูงเม่น จ.แพร่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 187

พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงป่ทู อง สริ มิ งคฺ โล) กับการสร้างพระไตรปิฎก
พระธรรมมงั คลาจารย์ (หลวงปทู่ อง สริ มิ งคฺ โล) เปน็ พระเถระฝา่ ยวปิ สั สนากมั มฏั ฐาน
ทไ่ี ดศ้ กึ ษาทง้ั ดา้ นสายปรยิ ตั แิ ละปฏบิ ตั ิ แตต่ ระหนกั ถงึ ความส�ำคญั ของคมั ภรี พ์ ระไตรปฎิ ก
จงึ ดำ� เนนิ การสำ� รวจรวบรวมคมั ภรี พ์ ระไตรปฏิ กจากสถานทตี่ า่ งๆ เพอ่ื นำ� มาจดั สรา้ งและ
เผยแพรใ่ หส้ ะดวกตอ่ การศกึ ษาของพระภกิ ษสุ ามเณรและชาวบา้ นทวั่ ไป โดยไดด้ ำ� เนนิ การ
จดั พิมพ์หนังสอื พระไตรปิฏกถงึ ๒ ครัง้ นอกจากนั้นยังได้จัดพิมพค์ มั ภรี ์อรรถกถาดว้ ย
พระไตรปฎิ ก ภาษาล้านนา อักษรธรรมลา้ นนา
หลังจากท่ีครูบากัญจนอรัญญวาสีเคยรวบรวมและจัดสร้างพระไตรปิฎกและคัมภีร์
อนื่ ๆ ไวแ้ ลว้ ไดเ้ กอื บ ๑๕๐ ปี พระเถระและคณะสงฆใ์ นเมอื งเชยี งใหม่ ด�ำเนนิ การโดยพระ
ครูพิพัฒน์คณาภิบาล (ทอง สิริมงฺคโล-สมณศักดิ์ในขณะนั้น) เพื่อจัดสร้างพระไตรปิฎก
ภาษาล้านนา อักษรธรรมล้านนา เพราะเมืองเชียงใหม่เคยมีการท�ำสังคายนาเมื่อ พ.ศ.
๒๐๒๐ ภายหลังได้มีการแปลเป็นภาษาล้านนาเพ่ือให้ภิกษุสามเณรได้ศึกษาและเผยแผ่
พระพุทธศาสนาจึงรวบรวมคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฏก ตรวจชำ� ระแล้วจัดพิมพ์ ซึ่งต้อง
อาศัยบุคลากรท่มี คี วามรู้ เวลา และทุนทรพั ยจ์ ำ� นวนมาก
แต่ได้รับพระมหากรุณาธคิ ณุ จากพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั รัชกาลปจั จุบนั ทรง
พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนหน่ึงเพ่ือสนับสนุนโครงการดังกล่าวน้ี รวมถึงได้เสด็จมาทอด
พระเนตรการจดั พิมพ์พระไตรปิฎกนี้ เมอื่ วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่ดี �ำเนนิ การ
ในวดั ร�ำ่ เปิง (ตโปธาราม) ดว้ ย

การจัดสร้างพระไตรปิฎก ภาษาล้านนา
อักษรธรรมล้านนาในครั้งนั้น มีพระเถระ พระ
ภิกษุสามเณร นักปราชญ์ และชาวบ้านจ�ำนวน
มากร่วมท�ำงานด้วยกันจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ โดย
เร่มิ ตัง้ แต่การสำ� รวจ รวบรวม จัดเตรียมต้นฉบับ
และจดั พมิ พเ์ ปน็ หนงั สอื จำ� นวน ๘๐ เลม่ โดยเรยี ง
ล�ำดับจากพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎกและ
อภธิ รรมปฎิ ก (เรมิ่ พมิ พเ์ ผยแพรเ่ มอื่ พ.ศ. ๒๕๒๖)

“พระไตรปิฎกะภาษาลา้ นนาไทย”
(พระไตรปฎิ ก ภาษาล้านนา
อักษรธรรมลา้ นนา)

188 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

แลว้ สง่ ไปยงั วดั หอ้ งสมดุ ตา่ งๆ ทง้ั ในและตา่ งประเทศ หากมองในแงข่ องกระบวนการและ
แนวคิดแล้วอาจจดั ได้วา่ เป็นการท�ำสงั คายนาคร้งั ที่ ๒ ในพ้นื ท่อี าณาจักรลา้ นนา เพราะ
การรวบรวบ ช�ำระ และเรียบเรียงกเ็ ปน็ การทำ� สังคายนาพระธรรมวนิ ัยลักษณะหน่งึ เชน่
กนั
โดยคัมภีร์พระไตรปิฎกที่เป็นต้นฉบับท่ีน�ำนมาจัดพิมพ์ครั้งนั้น บางผูกได้กล่าวถึงผู้
แปลและจารไวด้ ้วย ดงั นี้

“...โย อาจารโิ ย อนั วา่ อาจารยผ์ ใู้ ด ธมมฺ กาโม อนั มกั ใครใ่ นธมั มอ์ นั เปนคลองปฏบิ ตั
อนั จกั นำ� เข้าสเู่ นรพาน สุปิสทุ ธฺ มนสา เหตุอันมใี จปริสุทธิ์ แลตงั้ อยู่ในคลองแหง่ สปั ปุริสะ
สามญญฺ นามโวหาร อนั เรยี กชอ่ื เปนสามัญวา่ ปทรกฏุ ิคอื กฑุ ีแป้น โสหํ อนั วา่ ข้าผนู้ น้ั สทฺ
ธมมฺ กติ ตฺ ิ อติ วิ สุ โุ ต อนั มชี อ่ื ปรากฎวา่ สทั ธมั มกติ ติ ครุ คุ หติ นามนาเมหํ หากมชี อื่ มาแตค่ รฯู
นวปเุ รรมเฺ มวสนโฺ ต โปฏฐฺ การาเม ตปิ ฏิ เก อคุ คฺ ณหฺ นโฺ ต ปรยิ ตตฺ ิ คตคึ โตฯ โสหํ อนั วา่ ขา้
ผ้นู ้นั วสนโฺ ต อนั อยู่ โปฐการาเม ในอารามวดั ช่างลาน นวปุเรในเวียงเชยี งใหม่ รมฺเม อนั
ควรระเมาเอาใจยงิ่ นกั อคุ คฺ ณหฺ นโฺ ต คเ็ รยี นเอา ตปิ ฏิ เกยงั ปฏิ กะทงั ๓ ปรยิ ตตฺ คิ ตคึ โต อนั
เถิงยงั ปรยิ ตั ติ คอื ว่าบัวรมวณแห่งปรยิ ัตติธมั ม์ ปนุ าหํ อปเรกาเล นครนตฺ เย ปเุ ร วสนโฺ ต
คามเกติเร วาปิสฺสอตุ ตฺ เรภาเคฯ อหํ อนั ว่าขา้ วสนฺโต อันอยู่ คามเก ในบ้าน ตเิ ร ข้าง
ฝั่งวาปสิ ฺส แหง่ หนอง อุตฺตเรภาเค ในสว่ นกล�ำ้ เหนอื อวิชมาโน อนั มี ปุเรในเวยี ง นคร
นฺตเย มกั ว่า นครํ อติ ิ อันมีชื่อวา่ นคอรล�ำพาง อปเรกาเล ในกาละพายลนู ปุน เลา่ แลฯ
โสหํ ทสิ ฺวาน โอสตตฺ ิ สาสนํ วรพุทธฺ สสฺ ตสมฺ าหํ จริ จิสามิ โวหารํ พฺรหฺมชาลสฺส อจภุ ูต
สฺส สตุ ฺตสฺส โลกโวหาเรน เญยฺยสํ าสน วรโชตยิ าฯ โสหํ อนั ว่าข้าผนู้ ้นั ทสิ วฺ าน หนั แล้ว
โอสตตฺ ิ ยงั อนั ถอยลง สาสนวรพุทฺธสสฺ แหง่ วรพุทธสาสนา ตสฺมา เหตุดง่ั อน้ั อหํ อนั วา่
ข้า วริ จิสามิ จักชำ� ระแต่งแปลง...”๑

๑ คณะสงฆจ์ ังหวดั เชียงใหม.่ พระไตรปฏิ กะภาษาลา้ นนาไทย เลม่ ๑. เชียงใหม่ : คณะสงฆจ์ ังหวดั เชียงใหม่, ๒๕๒๖.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 189

พระไตรปฎิ ก ภาษาบาลี อกั ษรธรรมล้านนา
ต่อมา เมอ่ื พ.ศ.๒๕๓๖ พระสุพรหมยานเถร (ทอง สริ มิ งคฺ โล) ได้เสนอแนะกไ็ ดจ้ ัด
ตงั้ โครงการจัดสร้างพระไตรปฎิ กภาษาบาลี อกั ษรธรรมล้านนา คอื “ลานฺนาอกฺขรกิ ปาลิ
เตปฏิ ก”ํ แล้วพิมพ์เปน็ หนังสอื จำ� นวน ๔๕ เลม่ (พมิ พ์เผยแพรเ่ ม่ือ พ.ศ.๒๕๔๐) เพ่ือเทิด
พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันในวาระครองสิริราชสมบัติครบ
๕๐ ปี และสมโภชเมืองเชยี งใหม่ที่มอี ายคุ รบ ๗๐๐ ปี (พ.ศ.๒๕๓๙) หากมองในแง่ความ
เคล่ือนไหวในแวดวงคณะสงฆ์และผู้รู้อักษรธรรมล้านนาอย่างย่ิง เพราะในกระบวนการ
ส�ำรวจ รวบรวม และจดั ทำ� ต้นฉบับต้องใชบ้ คุ ลากรผู้มีความรู้จ�ำนวนมาก

“ลานฺนาอกฺขรกิ ปาลเิ ตปฏิ ก”ํ
(พระไตรปฎิ ก ภาษาบาลี อักษรธรรมลา้ นนา)

โครงการจัดพิมพ์พระไตรปิฎก ภาษาบาลี
อกั ษรธรรมล้านนา เป็นผลงานทสี่ �ำคญั ของคณะ
สงฆ์จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีมหาวิทยาลัยมหา-
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
เป็นส�ำนักงานและศูนย์ประสานงานตั้งแต่การ
จัดประชุมวางแผน การส�ำรวจพระไตรปิฎก
การปริวรรต จดั เตรียมตน้ ฉบบั และการจดั พมิ พ์
จนเสรจ็ สนิ้ สมบรู ณ์ แลว้ นำ� ไปถวายไวก้ บั วดั ตา่ งๆ
ทั้งในและต่างประเทศ
จากเรื่องราวต่างๆ ท่ีกล่าวมาแล้วเบ้ือง
ต้นน้ัน แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำ� คัญ
ของวัดสวนดอก และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ ซง่ึ ตงั้ อยใู่ น
พ้ืนท่ปี ระวัติศาสตรท์ ส่ี �ำคญั ของพระพทุ ธศาสนา
ในอาณาจกั รลา้ นนาตง้ั แตส่ มยั ราชวงศม์ งั รายมา
จนถงึ ปจั จุบัน ในโอกาสทม่ี หาวิทยาลยั มหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ ไดก้ อ่ ตงั้
และเปดิ การเรียนการสอนมาครบ ๓๐ ปี ผเู้ ขยี น

190 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ในฐานทเ่ี ปน็ ศษิ ยเ์ กา่ ของสถาบนั นจี้ งึ เลอื กทจี่ ะนำ� เสนอความสำ� คญั ของวดั สวนดอก และ
มหาจฬุ าฯ ในดา้ นทเี่ กย่ี วกบั การศกึ ษาและเผยแผห่ ลกั ธรรมค�ำสอน โดยเฉพาะคมั ภรี พ์ ระ
ไตรปฏิ กเพอื่ ใหเ้ หน็ ถงึ ความรงุ่ เรอื งของพทุ ธศาสนาและพฒั นาการของคณะสงฆล์ า้ นนาท่ี
ตกทอดมาถงึ คนในยุคสมยั ปจั จุบนั

เอกสารประกอบการเรียบเรยี ง
คมั ภีรใ์ บลาน
“เส้นธรรมร่องน้�ำแม่ระมิงค์”.คัมภีร์ใบลานอักษรธรรมล้านนา (ไม่ระบุปีท่ีจาร). ฐาน
ข้อมลู คมั ภรี ใ์ บลาน พบั สาและเอกสารอักษรไท ศนู ย์ใบลานศกึ ษา ส�ำนกั ศลิ ปะและ
วฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่
“รายชื่อคัมภีร์มหากัจจายนัตถวิลาโสรวบรวมมาจากที่ต่างๆ”.คัมภีร์ใบลานอักษร
ธรรมลา้ นนา (จารเมอ่ื พ.ศ. ๒๓๗๓). ฐานข้อมูลคัมภีร์ใบลาน พบั สาและเอกสาร
อกั ษรไท ศนู ยใ์ บลานศกึ ษา สำ� นกั ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่
“ชมุ นมุ สังคายนาธรรมคร้ังที่ ๖”.คัมภรี ใ์ บลานอักษรธรรม (จารเม่ือ พ.ศ. ๒๔๕๓). ฐาน
ข้อมลู คมั ภรี ใ์ บลาน พบั สาและเอกสารอกั ษรไท ศนู ย์ใบลานศกึ ษา ส�ำนกั ศลิ ปะและ
วัฒนธรรมมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่
หนงั สอื ท่ัวไป
บำ� เพญ็ ระวิน. มูลสาสนา ส�ำนวนล้านนา. เชยี งใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชียงใหม,่ ๒๕๒๔.
พระครพู ศิ ษิ ฐว์ รการ (มานพ ชนิ วํโส). การศกึ ษาชวี ติ และผลงานของพระเทพสทิ ธาจารย์
(ทอง สริ ิมงคฺ โล). วิทยานิพนธ์ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพุทธ
ศาสนา บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘.
พระรตั นปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ.์ พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๒๔.
วัดสูงเมน่ . คมั ภีรใ์ บลาน งานประเพณตี ากธรรม. แพร:่ วัดสูงเม่น ต.สูงเม่น อ.สูงเม่น
จ.แพร่, ๒๕๕๕

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 191

ประวตั ผิ ู้เขยี น
อาจารยด์ เิ รก อนิ จันทร์
ต�ำแหนง่ นักวิชาการศกึ ษา ศูนย์ใบลานศกึ ษา สถาบันภาษา
ศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่

ผลงานวชิ าการ
๒๕๔๒-๒๕๔๗ สำ� รวจและทำ� ทะเบยี นเอกสารโบราณตามวัดต่างๆ ร่วมกบั กลุ่มใบลาน
วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และโฮงเฮียนสืบสาน
ภูมปิ ัญญาลา้ นนา
๒๕๔๕-๒๕๔๖ ผู้ช่วยวิจัย “โครงการช�ำระปฏิทินและหนังสือปีใหม่ล้านนา (ประกาศ
สงกรานต์)” สำ� นกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวิจัย (สกว.)
๒๕๔๗-๒๕๕๐ ผู้ช่วยวิจัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัตถุดิบยาและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ
(ฝา่ ยฐานขอ้ มลู ตำ� รายาสมนุ ไพร)สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่
๒๕๕๑-๒๕๕๓ เจา้ หนา้ ทศี่ นู ยข์ อ้ มลู ภมู ภิ าคลมุ่ นำ�้ โขงและสาละวนิ ศกึ ษาบณั ฑติ วทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่
๒๕๕๓-ปจั จบุ ัน เจา้ หนา้ ทโ่ี ครงการศนู ยใ์ บลานศกึ ษา สถาบนั ภาษา ศลิ ปะและวฒั นธรรม
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม่
หนังสือ / ต�ำรา / บทความ
- ค่มู ือการสำ� รวจคมั ภีรใ์ บลาน. (เชียงใหม่ : ส�ำนกั งานกองทนุ เพื่อสงั คม, ๒๕๔๕.)
- ประวัติวัดและนานาสาระจากข้อความท้ายคัมภีร์ใบลานวัดสันป่าสัก
ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่. (เชียงใหม่ : วัดสันป่าสัก อ.สันทราย
จ.เชยี งใหม่, ๒๕๔๗)
- รายชอื่ คมั ภรี ใ์ บลานและพบั สา วดั สนั ปา่ สกั ต.หนองจอ๊ ม อ.สนั ทราย จ.เชยี งใหม.่
(เชยี งใหม่ : วัดสนั ปา่ สกั อ.สนั ทราย จ.เชียงใหม่, ๒๕๔๗)
- “ตำ� นานพระธาตเุ จา้ แจข้ มุ่ เทา้ จอมดอย” , ตำ� รายาสมนุ ไพรลา้ นนา”, “ตำ� รายา
สมนุ ไพรรกั ษาม้า” ใน อรณุ รัตน์ วเิ ชียรเขยี ว (บรรณาธกิ าร). งานปริวรรตคมั ภีร์
โบราณลา้ นนา. (เชยี งใหม่ :สถาบนั ภาษา ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
เชยี งใหม,่ ๒๕๕๓
192 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ขา้ วัดในลา้ นนา

ศักดิ์นรินทร์ ชาวงิ้ว๑
คำ� ว่า “ข้าวดั ” หมายความว่า เลกวดั ซง่ึ นอกจากค�ำวา่ ข้าวดั แล้วยงั มคี ำ� อื่นๆ ใน
เชิงทม่ี ีความหมายเหมือนกนั ไม่ว่าจะเป็น ขา้ พระ, ขา้ อยาดน�ำ้ หมายทาน, ข้านำ�้ อยาด,
ข้าโอกาสอยาดน้�ำ, ข้าพระเจ้า อันล้วนแล้วแต่หมายถึง เลกวัด หรือบุคคลที่มีผู้กรวด
น้�ำอุทิศถวายไว้เพื่อให้ดูแลวัดเป็นต้น๒ ส�ำหรับจารึกบางหลักอาจใช้คำ� ว่า “อารามิก”๓
อันหมายถงึ ผู้ท�ำการในวดั หรอื คนสำ� หรบั ประจำ� วดั หรอื ในเอกสารทางอยธุ ยาเรยี กวา่
“คนทานพระกลั ปนา”๔ ซึ่งกค็ ือ ขา้ วดั เชน่ เดยี วกัน
ข้าวดั เม่อื แรกเร่มิ ในลา้ นนา
จากก�ำเนดิ “ข้าวัด” ท่ีเป็นผลจากกระบวนการกลั ปนาของผูม้ อี ำ� นาจในสงั คม แต่
ส�ำหรับในดินแดนล้านนาน้ัน ประเพณีการกัลปนาอุทิศท่ีดิน ผู้คน และสิ่งของให้เป็น
ทานไว้กบั วดั หรอื ไว้กบั พระพทุ ธศาสนานนั้ มีหลักฐานปรากฏว่า มีอยา่ งน้อยทีส่ ุดในราว
พุทธศตวรรษท่ี ๑๗ อันเป็นของกลุ่มที่ใช้อักษรมอญ ภาษามอญ ในบริเวณลุ่มน�้ำปิง
ในบริเวณจังหวัดล�ำพนู ด้วยถือหลักฐานอันเป็นศลิ าจารกึ เปน็ ส�ำคัญ
หากเมือ่ พจิ ารณาจากตำ� นาน อนั เป็นงานเขยี นท่มี มี ากในดินแดนลา้ นนา จะพบวา่
มีหลายต�ำนานที่อ้างถึงการกัลปนาข้าวัดไกลกว่าพุทธศตวรรษท่ี ๑๗ น่ันคือในสมัยของ
พระนางจามเทวี ความในตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวงตอนหนง่ึ ว่า
“...แล้วพระนางก็สั่งให้มีการฉลองสมโภชพระสารีรกิ ธาตุตลอด ๗ วนั ๗ คนื เสร็จ
แล้ว พระนางจึงได้จัดการถวายนาราคาล้านเบ้ียให้เป็นนาของพระบรมสารีริกธาตุ และ
ถวายล่ามพันทองกับนางดอกไม้ ท่ีเป็นทาสาและทาสีของพระนาง ให้อยู่เป็นผู้ปฏิบัติ
รักษาพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้ พระนางยังได้ถวายข้าทาสชายหญิงของพระนาง
อกี ๘ ครวั ให้อยู่ปฏิบัตริ ักษาพระบรมสารีริกธาตุ กับไว้ข้าทาสชายหญิงอกี ๒ ครวั ให้

๑นกั วชิ าการศึกษา มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลลา้ นนา.
๒ดใู น อดุ ม รงุ่ เรอื งศรี รวบรวม. พจนานกุ รมลา้ นนา – ไทย ฉบบั แมฟ่ า้ หลวง. ฉบบั ปรบั ปรงุ ครงั้ ที่ ๑. (เชยี งใหม:่ มง่ิ เมอื ง, ๒๕๔๗)
หนา้ ๘๕.
๓พย.๑๔ จารกึ วัดมหาเจดีย์หลวง ใน ประชมุ จารกึ เมืองพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หน้า ๓๓๔.
๔เรอ่ื งการกลั ปนาวัด จังหวัดพัทลงุ ใน คณะกรรมการจดั พิมพ์เอกสารทางประวัตศิ าสตร์ วฒั นธรรมและโบราณคดี. ประชมุ พระ
ตำ� ราบรมราชูทิศเพื่อกลั ปนาสมัยอยธุ ยา ภาค ๑. (กรุงเทพฯ : ส�ำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๐) หนา้ ๖๔.
๕ระววิ รรณ ภาคพรต. การกัลปนาในลานนาไทยต้ังแต่กลางพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๒. หนา้ ๔๓.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 193

อยู่ปฏบิ ตั ิ รกั ษาบ่อน�้ำท่ีเกดิ จากการต้งั สัจจอธิษฐานของพระองค์...”๖
ซงึ่ กพ็ อ้ งกนั กบั ตำ� นานพระธาตลุ ำ� ปางหลวงอกี ๒ ฉบบั ทบ่ี อกวา่ “นางจามเทวี ไวข้ า้
กบั พระมหาธาตเุ จา้ ๙ ฅนแล”๗ สว่ นอกี ฉบบั หนง่ึ กว็ า่ “นางจามเทวไี วข้ า้ กบั พระมหาธาตุ
เจ้า ๙ ครัวแล”๘
สว่ นในเรอ่ื งราวตำ� นานแหง่ พระธาตดุ อยตงุ นนั้ ไดอ้ า้ งการกลั ปนาขา้ วดั ไปถงึ ในสมยั
ของพระญาอชุตราช อันเปน็ กษตั รยิ ์ลำ� ดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์สิงหนวตั ิ ของเวยี งโยนกนคร
ซง่ึ ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๕๖๑ - ๖๖๐๙ ว่า
“เมอื่ นน้ั พระญาอชตุ ธรรมราช กอ็ ยอู่ ปุ ฏั ฐากธาตเุ จา้ กบั ทง้ั อรหนั ตาทนี่ น้ั พระญาก็
เอาทมิละทง้ั หลาย กล่าวคือ ลวะ ทั้งมวลได้ ๕๐๐ คน มาหยาดน้ำ� ไวเ้ ปน็ ข้าพระมหาธาตุ
เจ้าที่อยู่ห้ืออปุ ัฏฐากแลว้ จิง่ ไวเ้ ขต ๓๐๐๐ วา รอดชดุ า้ น แลว้ พระญากห็ ยาดน�ำ้ ไวช้ อุ ัน
แลว้ กล็ งมาส่ทู ่ีอยู่แห่งตน แลว้ กห็ อื้ ทานรักษาศีลบข่ าด”
อกี ฉบับหนง่ึ วา่ “อชตุ ราชเจา้ ซอ้ื เอากับปเู่ จ้าลาวจก บรจิ าคไวร้ กั ษาพระบรมธาตุ
เจ้านั้นเปน็ ราคา ๑,๐๐๐ ต�ำลึงทอง”๑๑
ฉะนน้ั เม่อื พิจารณาจากตำ� นานพระธาตุแล้วกก็ ลา่ วได้ว่า “ข้าวดั ” มมี านานในชว่ ง
พุทธศตวรรษท่ี ๑๗ และกม็ ขี อ้ เสนอบางขอ้ ท่ีกลา่ วว่า ขา้ พระอาจจะมีสมยั ทชี่ าวล้านนา
นบั ถือพุทธศาสนานิกายมหายานแลว้ กเ็ ป็นได๑้ ๒
การสบื ทอดการกัลปนาขา้ วดั ในล้านนา
เม่ือมีจารีตการกัลปนา ถวายทานผลประโยชน์ไว้กับวัดเป็นหลายสิ่ง ท้ังที่เป็น
อาณาเขตวดั ทีน่ า ท้ังนาพระเจา้ นาวัด และสว่ นท่เี ป็นนาจังหัน คือนาที่ส�ำหรับทำ� นาไว้
เป็นจังหันให้กับพระภิกษุสามเณรท่ีอยู่ในวัดนั้น นอกจากนี้ยังมีสวนหมากสวนพลู ข้าว
ของเครอื่ งใชท้ ก่ี ษตั รยิ พ์ ระราชทานมาไว้ ส�ำหรบั วดั ทก่ี ษตั รยิ เ์ ปน็ ผสู้ รา้ งหรอื โปรดใหส้ รา้ ง

๖สงวน โชติสุขรัตน.์ ประชุมต�ำนานลานนาไทย เลม่ ๒. (กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๑๕), หนา้ ๓๔๗.
๗สรสั วดี ออ๋ งสกลุ ปรวิ รรต. ประชมุ ตำ� นานลำ� ปาง. (อดั สำ� เนา). (เชยี งใหม่ : ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
เชียงใหม,่ ๒๕๔๘) , หน้า ๙
๘ต�ำนานพระธาตุล�ำปางหลวง ใน อนุสรณ์ ในงานฌาปนกจิ ศพ เจ้าแม่บวั ค�ำ สมสวัสด์.ิ (กรุงเทพฯ : มติ รนราการพิมพ,์ ๒๕๒๓),
หน้า ๙๐
๙ดู สจุ ติ ต์ วงษเ์ ทศ บรรณาธกิ าร. พระเจา้ พรหม “วรี บรุ ษุ ในตำ� นาน” ของ โยนก-ลา้ นนา. (กรงุ เทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๕), หนา้ ๓๒
๑๐จากตำ� นานพระธาตุดอยตงุ เชยี งราย ใน ประชมุ ต�ำนานลานนาไทย เลม่ ๒ หน้า ๓๙๖ - ๓๙๗
๑๑ประชุมพงศาวดาร ภาคท่ี ๖๑., หนา้ ๖๕
๑๒อรณุ รัตน์ วิเชยี รเขยี ว. การวเิ คราะหส์ งั คมเชยี งใหม่ สมยั รัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามต้นฉบับใบลานในภาคเหนือ. (กรุงเทพฯ:
บัณฑติ วิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๐) หน้า ๒๓๑

194 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

รวมถงึ ของทม่ี าจากจติ ศรทั ธา จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารกลั ปนาขา้ พระใหม้ าจดั การดแู ลในสว่ น
นดี้ ว้ ย โดยเฉพาะในแงข่ องแรงงานในการอปุ ฏั ฐาก จากสมยั หนงึ่ ไปสอู่ กี สมยั หนง่ึ สบื ทอด
กันมาตลอดในช่วงเวลาที่ผา่ นมา
หลังสมยั ของพระนางจามเทวเี ป็นตน้ มา อาณาจกั รหรภิ ุญไชยกม็ กี ารสืบทอดจารตี
น้ีมา โดยเฉพาะในการพบและสรา้ งพระบรมธาตใุ นสมัยของพระยาอาทิตตราช ดงั ความ
ทว่ี ่า
“..พระยาอาทิตตราช ก็ใหช้ ่างทงั้ หลาย กอ่ สรา้ งปราสาทหลังหน่งึ มี ๔ เสา มีโชง
(โค้ง) ทง้ั ๔ ด้าน สูง ๑๒ ศอก ปราสาทหลงั น้ี กอ่ ดว้ ยอฐิ ดิน อิฐเงิน อฐิ ทองค�ำ แตล่ ะกอ้ น
มนี ำ�้ หนัก ๑,๕๐๐ วจิ ติ รดว้ ยรตั นะ ๗ ประการ สรา้ งครอบโกศทองค�ำอกี ชนั้ หนงึ่ และ
พระองค์ก็ทรงกระทำ� การสกั การบูชาและถวายทานเป็นอันมาก ได้ทรงถวายทานทาสไว้
ส�ำหรับปฏบิ ัติกวาดแผว้ จำ� นวน ๔ ครัวเรือน ถวายไม้สฟี นั แลนำ�้ ล้างหน้าแก่พระธาตเุ จา้
ด้วย...” ๑๓
สว่ นในสมยั ราชวงศม์ ังราย ก็มกี ารทำ� บญุ มากมาย ซง่ึ ทางหน่งึ กเ็ ป็นการสรา้ งความ
ชอบธรรมให้กับกษัตริย์ในการขึ้นครองราชย์ ด้วยการท�ำตัวเป็น “ธรรมราชา” ที่เป็น
ศาสนูปถมั ภก เช่น
ดงั เรม่ิ จากตวั ของพระญามงั รายเอง อนั เปน็ ปฐมวงศน์ คี้ ราวเมอ่ื อยเู่ มอื งเชยี งราย กไ็ ด้
ทำ� การกลั ปนาขา้ คนไวก้ บั วดั ดว้ ยเชน่ กนั ดงั ทวี่ า่ “...สกราช ๖๒๔ (พ.ศ. ๑๘๐๕) ทานลวะ
ไว้กับวดั พระหลวง ๘ ครัว แดที่ ๔ เสาไว้กบั วดั พระหลวงทีน่ ั้นก่อนแล...”๑๔
จวบจนในสมยั ของพระญากอื นาในคราวทมี่ าครองเมอื งเชยี งราย กม็ กี ารกลั ปนาคน
ซ�้ำอกี ดังความวา่
“...ท้าวมหาพรหม แลพระกือนามากินเมอื งเชียงรายปีลว้ งไค้ สกราช ๗๓๓ ตวั ทา้ ว
มหาพรหม อนั นอ้ งซ�ำ้ ทานลวะ ๘ ครัวนั้นตามด่ังพระมงั รายน้ันแล้ว ไว้แดนท่ีแถมต้งั หว้ ย
หวา้ ยทา่ งวั ขนึ้ แผวแมก่ กจแุ ดนเมอื งฝาง ไวก้ บั วดั พระหลวงนนั้ ตราบเมย้ี นสาสนา ๕ พระ
วสั สา ตามเจ้ามงั รายเปนถ้วนสองแล...”๑๕

๑๓สงิ ฆะ วรรณสยั รวบรวมและเรยี บเรยี ง. ตำ� นานพระธาตเุ จา้ หรภิ ญุ ชยั จงั หวดั ลำ� พนู . พมิ พเ์ ปน็ ทร่ี ะลกึ ในงานสมโภช สมณศกั ด์ิ
พระครูประสาท สุตาคม เจ้าคณะอ�ำเภอเมอื งล�ำพูน เลอื่ นเปน็ พระครรู องเจา้ อาวาส พระอารามหลวงชน้ั เอก คณะหลวงวัดพระ
ธาตุหริภญุ ชัยวรมหาวิหาร อ�ำเภอเมือง จังหวดั ล�ำพนู . ๑๗ มนี าคม ๒๕๑๖, หน้า ๑๕.
๑๔รวมเรื่องเมืองเชียงใหม:่ หลักฐานประวตั ิศาสตร.์ ในสรสั วดี ออ๋ งสกุล ปริวรรตและจดั ท�ำ. หลกั ฐานประวัติศาสตร์ล้านนาจาก
เอกสารคัมภีร์ใบลานและพับหนังสา : โครงการปริวรรตคัมภีร์ใบลานและพับหนังสาจากอักษรธรรมล้านนาเป็นอักษรไทย
กลาง. (เชยี งใหม่: สถาบันวจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่ ๒๕๓๖) หน้า ๕๑.
๑๕เรือ่ งเดียวกนั .

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 195

ในสมยั ของพญาแสนภูทส่ี รา้ งวัดปา่ สกั ที่เมอื งเชยี งแสน แลว้ ราชบตุ รของพญาแสน
ภู อนั ได้แก่ ทา้ วพันพู ทา้ วเพิงพู ท้าวผายู และทา้ วฅ�ำพู กร็ ว่ มกนั กัลปนาขา้ พระไวด้ ว้ ย
ดังที่ว่า
“...ทา้ วทัง ๔ ตนก็โอกาสขา้ ลวะ ๓ รอ้ ยครวั น้ัน กบั แผ่นดนิ คามเขตปา่ ยางทงั มวล
ฝงู นี้ เวนทานกบั วัดปา่ สกั สอ่ งหน้าพระสังฆเจา้ ๓ ร้อยปลาย ๔ พระองคใ์ นข่วงมหาเจติ
ยะเทยี นหลวงเหล้มหม่ืน (จ�ำนวน) ๔ เหลม้ เจาะปชู าหยาดน้ำ� ตกเหนือแผน่ ดิน ส่งหน้า
พระสงั ฆะเจา้ ชุตน วนั เดือน ๗ เพง็ เม็งวัน ๑ ไทย กาบเส้ด ฤกษ์ ๒๖ ตวั เปนอจั จริยะ
มากนักแล...”๑๖
สำ� หรับในช่วงเวลาเดียวกบั รัชสมยั ของพระญาผายูน้นั ในเมอื งแพร่ ซึง่ ขณะนนั้ ยัง
เปน็ เมอื งอสิ ระ และยงั ไม่ได้ผนวกรวมกับเชียงใหม่น้นั ก็ไดม้ กี ารกลั ปนาคนไว้กบั ศาสนา
ดว้ ยเช่นกนั ดังท่ีว่า “ปีกดั เหมา้ แลโถะแต่กอ่ หินแลงสิบ..(ทั)้ งสทายปูนเดือนหน่ึง แล้วจงึ
ปลกู ท้งั ศาลาด้วยแล จงึ แตง่ หากระยาทา(น) ......คนครอกหนึง่ ให้ดูพระ”๑๗
ส่วนในสมัยของเจ้าสามฝั่งแกน ก็มีการกัลปนาข้าพระให้กับวัดสุวรรณวิหาร ดังนี้
“...จะนับจะบ้านไซรไ้ ด้ ๑๘๗ บา้ น ย่อมบา้ นมีเลิน ผิจะนับเรินว่าไซร้ได้ ๒๔๖ เรนิ ...”๑๘
ต่อมาในสมัยของพระเจ้าติโลกก็มีการให้ทานกัลปนาข้าพระไว้กับวัดด้วย เช่นที่วัด
ป่าเหยี ง ท่ีวา่ “...ในอารามนีไ้ วค้ น ๑๑ ครัว นายสังสา ๑ ชาวไคร ๑ ญาณโพธิ์ ๑ เชียงไต
๑ ออ่ น ๑ อุน่ ๑ ทดิ ขีด ๑ สบิ นอ้ ย ๑ สอง ๑ เหม ๑ ฐาอัวแมไ่ อช้ ี ๑ฯ...”๑๙ สำ� หรบั ทีว่ ัด
พระธาตุหริภญุ ชยั พระเจา้ ติโลกก็ไดไ้ ว้ขา้ ทาสไว้กบั พระธาตดุ ้วยเช่นกันที่ว่า
“...แล้วทรงหลงั่ ทักขิโณทกพระราชทาน ทาสแกพ่ ระพทุ ธ ทาสแก่พระธรรม, ทาส
แกพ่ ระสงฆ์ และลกู ฆอ้ งแกพ่ ระมหาชนิ ธาตเุ จา้ แตล่ ะดา้ นพนั ครวั เรอื นมหี มน่ื ขม่ ดา้ นและ
นายดา้ นทง้ั ๔ ดา้ น นายขึ้นพระ ช่างตเี หล็ก ตที อง ตีคำ� (ทองคำ� ) ข้นึ พระมหาธาตเุ จ้า
เปน็ ประธาน เราไวท้ าสแก่แก้วทงั้ สามให้ท�ำงานแก่พระมหาธาตเุ จา้ ทุกประการ...”๒๐
ตงั้ แตส่ มยั ของพระยอดเชยี งรายเปน็ ตน้ ไป จะพบวา่ มกี ารกลั ปนาขา้ คนไวเ้ ปน็ จำ� นวน
มาก โดยเฉพาะอย่างย่ิง ในสมยั ของพระเมืองแก้ว ทีพ่ บหลักฐานจารกึ ในการทำ� บุญเป็น

๑๖ดูพื้นเมอื งเชียงราย เชียงแสน ใน สรัสวดี อ๋องสกุล ปริวรรต ตรวจสอบ วเิ คราะห.์ พ้ืนเมอื งเชียงแสน. (กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์,
๒๕๔๖) หนา้ ๑๘๙ – ๑๙๐.
๑๗พร.๑ จารกึ วัดบางสนุก ใน จารกึ ล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑, หนา้ ๒๔๗.
๑๘ลพ. ๙ จารึกกษตั รยิ ร์ าชวงศ์มังราย. ใน ประชุมจารกึ เมอื งพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๕๕.
๑๙พย.๕ จารกึ วัดปา่ เหยี ง. ใน เรื่องเดยี วกัน. หนา้ ๑๐๑.
๒๐สิงฆะ วรรณสัย. เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๒๖.

196 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

จ�ำนวนมาก ซึ่งดูจากจารึกของเจ้าเมืองพะเยา จากหนังสือประชุมจารึกเมืองพะเยานั้น
พบว่า ทำ� ในสมัยของพระเจา้ สามฝ่งั แกน มีอยู่ ๔ หลัก๒๑ ทำ� ในสมัยของพระเจา้ ตโิ ลกราช
มีอยู่ ๓ หลกั ๒๒ ท�ำในสมยั ของพระเจ้ายอดเชยี งราย มอี ยู่ ๘ หลัก๒๓ และท�ำในสมยั ของ
พระเมอื งแกว้ ๙ หลกั ๒๔ นอกจากจะแผไ่ ปยงั เมอื งพะเยาแลว้ ในเมอื งนา่ นทเ่ี พงิ่ จะรวมกบั
เชยี งใหมใ่ นสมยั ของพระเจา้ ตโิ ลกราชเปน็ ตน้ มานนั้ กม็ กี ารกลั ปนาขา้ คนในดนิ แดนนดี้ ว้ ย
แตเ่ ปน็ การกลั ปนาโดยเหลา่ ขนุ นาง ดงั เชน่ การกลั ปนาผลประโยชนใ์ หก้ บั วดั พระเกดิ ทว่ี า่
“...ผ้าขาวเพิงครัว ๑ อ้ายคำ� ครวั ๑ ขานีห้ ม่ืนซา้ ยยอดทาน, แมม่ ิ่งครวั ๑ หม่นื ซ้าย
เพกทาน, กบั นารี ๕๐ เขา้ เปน็ นาพระ ๒๕ เป็นนาจังหัน ๒๕, แม่สิมวางครัว ๑ กัลยาครัว
๑ พ่อเพ็งครวั ๑ พ่อไขครัว ๑ นางพมิ ครัว ๑ มงคลครัว ๑ เขาน้นี าเป็(น) มหาสามญี านะ
สธู ระเจา้ ทาน...”๒๕
และลกั ษณะการทำ� บญุ นก้ี จ็ ะพบจนถงึ กษตั รยิ ร์ ชั กาลสดุ ทา้ ยแหง่ ราชวงศม์ งั รายดว้ ย
คอื สมยั ของพระนางวิสุทธเิ ทวี ดังที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้า
จนแม้ในสมัยของท่ีพม่าเข้ามาปกครองล้านนาแล้ว จารีตธรรมเนียมเดิมก็ยังมีการ
สบื ทอดอยู่ต่อไป ดว้ ยกษตั ริย์ของพม่าเองนั้นกม็ ีความเคารพและนบั ถอื พุทธศาสนาดว้ ย
เชน่ กัน จึงมกี ารกลั ปนาขา้ วัดด้วยเชน่ กนั
ดงั ในสมยั ของเจา้ ฟา้ สาวตั ถนี รตรามงั ซอศรมี งั นรธาชอ่ ทไี่ ดเ้ สดจ็ มาไหวพ้ ระในวหิ าร
วดั เชยี งมนั่ ในปี พ.ศ. ๒๑๒๔ ซงึ่ ไดท้ ำ� จารกึ วดั เชยี งมน่ั ขนึ้ ซง่ึ ไดม้ กี ารกลั ปนาพรอ้ มกบั สลกั
รายชือ่ ข้าวัดไวด้ ว้ ย ตัง้ แต่ด้านแรก บรรทดั ที่ ๒๒ จนหมดดา้ น และดา้ นทส่ี องอีกท้ังด้าน
เปน็ รายช่อื ขา้ วดั ท้ังหมด๒๖
แมน้ วา่ ในสมยั ของตลนุ มนิ หรอื ในตำ� นานทางลา้ นนาเรยี กวา่ “ฟา้ สทุ โธธรรมราชา”
หลังจากที่ปราบล้านนาได้แล้วก็ได้สร้างวิไชยอาราม พร้อมกันน้ันก็ได้ไถ่คนมาเป็นข้าวัด
ดังท่ีว่า “...ได้ไถ่ชาวเชียงแสนสิบคน จักไว้อุปฐากพระพุทธเจ้าในวิไชยอารามท่ีน้ี จิ่งใส่
จารกึ ไวห้ อื้ หมน้ั คงุ ตราบตอ่ เทา่ เสยี้ งสานา...”๒๗ และตอนหนง่ึ วา่ “...พระองคเ์ รากว็ างราช

๒๑ประชุมจารึกเมอื งพะเยา = Inscriptional history of Phayao. หนา้ ๑๗.
๒๒เรอ่ื งเดียวกัน, หน้า ๒๑.
๒๓เรื่องเดยี วกนั , หนา้ ๒๔.
๒๔เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๓๐.
๒๕นน. ๒ จารึกวัดเมอื งพง (วัดพระเกิด) ใน จารึกลา้ นนา ภาค ๑ เลม่ ๑, หนา้ ๕๕ – ๕๖.
๒๖ดู หลักท่ี ๗๖ ศลิ าจารกึ วดั เชยี งมั่น จงั หวดั เชียงใหม่ ใน ประชมุ จารึก ภาคท่ี ๓, หนา้ ๒๑๒ – ๒๑๖.
๒๗พ้ืนเมืองเชียงราย เชยี งแสน อ้างใน สรสั วดี ออ๋ งสกุล ปริวรรต ตรวจสอบ วเิ คราะห์. พืนเมืองเชยี งแสน. (กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์,
๒๕๔๖) หนา้ ๒๐๑

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 197

อนญุ าตอนโุ มทนาฅนสบิ ครวั นแี้ ละขา้ กบั โทส ครัวหนึง่ รอมเปนสิบเอ็ดครวั เปนทานเรา
ไวห้ อ้ื อปุ ฐากพระพทุ ธเจา้ ในวไิ ชยอารามสบื เชน่ ลกู เชน่ หลาน เหลน หลดี หล้ี ตราบตอ่ เทา่
๕ พนั วัสสา”๒๘
จวบจนมาในสมัยฟื้นม่านเป็นผลส�ำเร็จ และเชียงใหม่เข้ามาสวามิภักด์ิต่อพระเจ้า
กรุงธนบุรี มาขอขึ้นเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรสยามในปี ๒๓๑๗ น้ันข้าวัดท่ี
กัลปนาอยู่เดิมก็ยังคงมีอยู่ และจารีตการกัลปนาคนไว้กับพระศาสนาในล้านนาก็ยังคงมี
อย่เู ชน่ กนั
ดงั เชน่ ในเมอื งนา่ น สมยั ของเจา้ สมุ นเทวราช กไ็ ดบ้ รู ณะซอ่ มแซมวดั พระธาตแุ ชแ่ หง้
ขึ้น และได้เฉลิมฉลองในวนั ๖ เพง็ อนั เป็นประเพณขี ึน้ พระธาตปุ ระจ�ำปีของวดั พระธาตุ
แช่แหง้ ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ ซง่ึ ตรงกบั สมยั ของพระญาธรรมลังกาแหง่ เชียงใหม่ เจา้ หลวง
เชยี งใหมอ่ งคท์ ่ี ๒ และตรงกบั รชั สมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาล
ท่ี ๒ แห่งรตั นโกสินทร์ ได้กัลปนาข้าวดั ไว้ดงั น้ี
“...เดอื น ๖ เพง็ วนั อาทิตย์ ท่านกเ็ บกิ บายฉลองให้เปนทานไวก้ ับพทุ ธสาสนา ปูชา
พระมหาชนิ ธาตเุ จา้ หัน้ แล ดงั่ สพั พวตั ถทุ านนอกนี้ มีคน ๓ คน แมล่ กู ชาย ๒ ยงิ (หญงิ )
นึ่งถวายให้เปนทานไว้กับพระมหาชินธาตุเจ้าพูเพียงตราบเม้ียน ๕๐๐๐ พระวัสสาวัน
นน้ั แล..”๒๙
ส�ำหรับในเมืองเชียงใหม่เองน้ัน ข้าวัดส่วนใหญ่จะมีตามวัดที่เป็นวัดส�ำคัญท่ีอยู่
นอกเมือง ด้วยเมืองเชยี งใหม่สมยั ก่อนนน้ั เคยร้างผคู้ นไปชว่ งหน่งึ ประมาณ ๒๐ ปี คือ
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๑๙ - ๒๓๓๙๓๐ ด้วยสมัยนั้นบ้านเมืองระส่�ำระสาย สภาพเมือง
เชียงใหม่เป็น “...ป่ารุกขะอุกตันด้วยฅุ่มไม้เครือเขาเถาวัลลิ์ เปนที่อยู่แรดช้างเสือหมี
ผ้ฅู นคบ็ ห่ ลาย ข้อนกันอยเู่ ทา่ พอหมดแตร่ ่มชายฅาแลหนทางเทียวไพมาหากนั เหตวุ ่าบม่ ี
โอกาสจักได้เผ้ียวได้ถาง...”๓๑ ฉะน้ันพระยาวชิรปราการ (บุญมา) ได้ท้ิงเมืองเชียงใหม่
และต้ังมั่นอยู่หลายแห่งจนเสียชีวิตที่กรุงธนบุรี และพระเจ้ากาวิละก็ได้มาฟื้นฟูเมือง
เชยี งใหมใ่ นปี ๒๓๓๙ อกี คร้ังในวาระทเี่ ชยี งใหม่ครบรอบ ๕๐๐ ปี โดยการ “เกบ็ ผกั ใสซ่ ้า
เก็บข้าใส่เมือง” ท�ำให้ข้าวัดทอ่ี ยู่ในตัวเมอื งเชยี งใหม่ไม่มหี ลงเหลอื อย่เู ลย

๒๘เร่ืองเดยี วกนั
๒๙สรัสวดี อ๋องสกุล ปริววรต. พน้ื เมืองน่าน ฉบบั วดั พระเกดิ . (กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๓๙) หนา้ ๕๐.
๓๐สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตรล์ ้านนา, หนา้ ๒๖๔.
๓๑ต�ำนานพนื้ เมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี, หนา้ ๑๑๖.

198 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่


Click to View FlipBook Version