The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฮอมผญ๋าล้านนา

ฮอมผญ๋าล้านนา

อักษรธรรมจากเชยี งตุงแผเ่ ข้าสู่ดินแดนสองฝ่งั โขงในยูนนาน

อักษรธรรมหรือตัวขืน/ตัวลื้อ ขยายตัวไปทางตะวันออกสู่เมืองสิบสองพันนา จน
กลายเป็นภาษาเขียนท้ังสำ� หรับอาณาจักรและพุทธจักรของสิบสองพันนาเช่นเดียวกับท่ี
ใชอ้ ยู่ในเชยี งตงุ ทุกวนั นี้

ลักษณะรูปร่างอักษรธรรมขืน ลื้อ ไม่ต่างจากอักษรธรรมล้านนามากนัก แต่การ
ใช้อักษรและอักขรวิธี รวมทั้งอักขรวิธีพิเศษนั้นแตกต่างออกไป จนบางครั้งอาจทำ� ให้ผู้
คนุ้ เคยกบั อกั ษรธรรมลา้ นนาหรอื ธรรมลาวเกดิ ความสบั สนได้ ดงั จะขอยกตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้

การใชพ้ ยัญชนะ

๑. ใช้ ฟ ฟ แทน พฺร พรฯ ท้ังนสี้ ันนิษฐานว่าแต่เดมิ อาจเขยี นเปน็ พฺร พรฯ แตต่ ่อมา
เขยี นตัว ร ระวงสน้ั ลงและเขยี นต่อจากเสน้ ปกของ พ จงึ กลายเปน็ รปู ฟ ฟ ดงั ตัวอยา่ ง

ฟอ้ ม (พร้อม) ฟฯอม้ รา้ งฟอ้ ง (ลางพร่อง) รางฟฯ อ้งฯ

คำ� ฟาง (พราง) คำ� ฯฟางฯ เจา้ มหาฟม (พรหม) เจัา้ มหาฟ฿มฯ

ไฟไ่ ท (ไพร่) ไฟไท เผยแฟ่ (แพร)่ เผียแฯ ฟ

เขา้ เฟา้ (ขา้ วเพรา) เข้าั เฟา วนั ฟกู (พรูก) วฟฯนั ูก

๒. ใช้ พรฺ พรฯ แทน ฟ ฟ เชน่

ดงั ไพร (กอ่ ไฟ) ดไงัฯ พรฯ (ตวั ) พรฺ าน (ฟาน) ต฿พฯว รฯานฯ

๓. ใช้อกั ษรควบกล�้ำ ในคำ� ทไ่ี มม่ ตี วั อักษรควบกล�้ำในภาษาไทย

โลกลฺ ี (โลก)ี โลกลีฯ กลฺ า่ ยโข (กา่ ยขวั ) กลฯา่ ยฯโข

กฺรลฺ ยี า (กิริยา) กรฯลียฯ า กลฺ �ำวยร (กรรมเวร) กลฯำวยฯร

ขฺรนาด (ขนาด) ขรฯลนฯาฯด ไขร (ไข) ไขรฯ

ผฺราแลสรฺ ลฺ าก (ผ้าแลสลาก) ฯระฯผาแลฯสรฯลฯาฯก สรฺ ฺลจาย (สละจ่าย) สรฯลจฯ ายฯ

สรฺ ฺลี (ศรี) สรฯล ฯี หฺร่าฝรู (ห่าฝน) หรฯ่าฝรู

คูหรฺ า (คูหา) คูหรฯา

หรฺ าบ (หาบ) หรฯาบ ฯ หรฺ ู (หู) หรฯูฯ หรฺ อเขา้ (หอ่ ข้าว)
หรฯฯ่ํอเขา้ั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 49

๔. ใชพ้ ยัญชนะควบกลำ�้ เขียนในลกั ษณะการแก้เกนิ เหตุ (over correction) โดย
ปกติ พยญั ชนะ ก ก ต ต ป บ เมอ่ื มี ร ควบกลำ�้ จะออกเสยี งเป็น ข ข ถ ถ และ ผ
ผ ตามลำ� ดบั ดงั เชน่

กราบ กรฯาบฯ ออกเสยี งเปน็ ขาบ ตรา ตรฯา ออกเสียงว่า ถา หรือ ถะหลา
ปราบ บรฯาบฯ ออกเสียงว่า ผาบ

การแก้ไขเกินเหตุนี้เกิดข้ึนในลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะดังกล่าวข้างต้น คือ
เขียนค�ำท่ีมพี ยญั ชนะเป็น ข ข ถ ถ และ ผ ผ เปน็ ปกตอิ ยแู่ ลว้ ให้กลับเป็น กฺร กรฯ ตร
ตรฯ และ ปฺร บรฯ เชน่

กรฺ หนาด (ขนาด) กรฯหานฯ ดฯ กฺรรุ (ขนุ ) กรฯฯุร

ปุปฺรา (บปุ ผา) บบุ รฯา ไปร (ไผ) ไบรฯ

การใช้สระ

เสยี งสระในภาษาไทล้อื แตกตา่ งจากสระในภาษาไทย ดังนี้

๑. ค�ำที่ประสมด้วย สระเอะ เอ มีตัวสะกดเปน็ พยัญชนะนาสกิ (ง, น, ม) ในภาษา
ไทย จะกลายเปน็ เสียง สระอหิ รอื สระอี ในภาษาไทลอ้ื ซง่ึ ปรากฏในภาษาเขยี นดว้ ย ดัง
ตวั อย่างคำ� ต่อไปนี้

เขม็ – ขิม ขฯมี เสน้ – สิ้น ส้ฯนี เพ็ง (เพ็ญ) – พิง พฯ งฯิ ํ

๒. คำ� ทป่ี ระสมดว้ ย สระโอะ โอ มตี วั สะกดเปน็ พยญั ชนะนาสกิ ในภาษาไทย จะกลาย
เป็นเสยี ง สระอุ อู ในภาษาไทลือ้ เชน่

บน – บูร บ ฯุร คน – ครู คุ ฯร

สม้ – สู้ม สมู หน (ทาง) – หูร หฯ ฯูร

๓. คำ� ท่ีประสมด้วยสระอะ มตี ัวสะกดเปน็ แม่กด แม่กน ในภาษาไทย จะกลายเป็น
เสยี งสระแอ ในภาษาไทลือ้ เชน่

กษัตรยิ ์ – ครแสด ครฯแสดฯ ดวงจนั ทร์ – โดงแจน โดฯแง จนฯ

สัน่ – แสน่ แสฯน นัน - แนน แนฯน

๔. ในภาษาไทล้ือไม่มีเสียงสระประสม สระเอีย สระเอือ และสระอัว ชาวไทล้ือ
ออกเสยี งเป็นสระเอ สระเออ และสระโอ ตามลำ� ดับ เชน่

50 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

สระเอีย - เอ เช่น เสยี - เส เส เส้ียง - เส้ง เสงฯ

สระเออื - เออ เช่น เมอื ง – เมิง เม ฯิง เดือน – เดิน เดิ เครื่อง – เฅง่ิ เฅง่ิฯ

สระอวั - โอ เช่น ดวง – โดง โด ฯง ขัว - โข (สะพาน) โข หัว – โห โห

แต่ในเอกสารโบราณส่วนใหญ่ก็มกั จะเขียนค�ำทป่ี ระสมด้วยสระเอีย และอวั ไดถ้ ูก
ต้อง สว่ นสระเออื น้ัน เขยี นเป็นสระเออ ทัง้ สิ้น

ต่อมาได้เกดิ ปรากฏการณอ์ กั ขรวิธแี บบแปลกๆ ในเอกสารรุน่ หลัง ในลกั ษณะสลบั
ท่กี นั ซง่ึ อาจเรยี กไดว้ า่ การแก้เกนิ เหตุ (over correction) หรือการเขียนในลกั ษณะสวน
ทางกบั เสยี งพูด ดงั น้ี

๑. เขียนคำ� ทค่ี วรเป็นสระอิ กลับเป็นสระเอ เช่น

นมิ ติ - นเิ มด นเิ ม ฯต มิตร - เมด เม ดฯ บพิตร - บวั เพด บ฿ฯวเพฯด

๒. เขียนค�ำท่ีควรเป็นสระ อุ อู กลับเป็น โอะ โอ เช่น ลุง - ลง ล฿งฯ

คณุ - คน ฅ฿ ฯน สะดุ้ง - สฺรล้ง สรฯฯล฿ง้

เชยี งรุง่ - เชียงร่ง ชยฯงร฿ ่งฯ (ตะ) ครบุ - โคบ โฅบฯ

หนมุ่ - หนม่ หน฿ฯม่ ชุนมุ - ชนุ ม ชุน฿มฯ

๓. เขียนคำ� ท่คี วรเปน็ สระแอ กลับเป็น สระอะ เช่น

แสนหวี - สนั หวี สันหฯ วีฯ แรนดา - รันดา รันฯดา

หนหาว - หูนแหว หูรแห วฯ แทน - ทัน ทัฯน

๔. คำ� ทคี่ วรจะเขยี นเปน็ สระเดย่ี ว กลบั เขยี นใหเ้ ปน็ สระประสม เชน่ เขยี นคำ� ทปี่ ระสม
สระเอ และ สระโอ เปน็ สระเอีย และ สระอวั เช่น

สระเอ/แอ – เอยี

พรเกียดแกวจุฬามณี (พระเกศแกว้ จฬุ ามณี) พรฯกยฯดแกจฯว ุฬามณี

บริเวยี ร (บรเิ วณ) บริวยฯร เชยี ดนำ้� ตา (เช็ด) ชยฯดนาฯํ้ตา

เชยี งเสียน (แสน) ชยฯงสย รฯ เยียบ (เยบ็ ) ยยบฯ

ดอยสุเทียบ (เทพ) ดฯอยสฯ ทุ ยบฯ ปเี มงิ เมยี ด (เมด็ ) ปเมฯมงิ ยดฯ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 51

มหาเถียร (เถร) มหาถยรฯ ปรยาเรียว (เรว็ ) บรฯยฯารยฯว

เกียนเมิง (เกณฑ)์ กยฯรเมิฯง

สระโอ - สระอัว เช่น

กดวด (กระโดด) กดฯดว จวรผรู้ า้ ย (โจร) จวฯรผูรายฯ

เขง้ิ ขวด (โขด-โกรธ) เขฯงข้ิ วฯด อนาฅวด (คต) อนาฯฅฯวด

หฺรว่ั รอ้ ง (โห่) ห฿ฯ่วรฯงอ สวกโสกา (โศก) สฯวกโสกา

อนุรวม (อนโุ ลม) อนุรมวฯ บวั รภวก (โภค) บ฿วฯรภกฯว

คนทวด (คณุ โทษ) ฅ฿ทนฯ ดฯว เทวลวก (โลก) เทวลฯวก

ลักษณะเช่นนี้ ในเอกสารไทลือ้ เทา่ ที่มหี ลกั ฐานเร่ิมปรากฏต้งั แต่ พ.ศ. ๒๓๒๙ และ
เรมิ่ มีจำ� นวนค�ำและความถี่มากข้นึ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๖๔ และด�ำเนินเรื่อยมาถงึ
ปัจจุบัน ในระยะแรกปรากฏกับค�ำท่มี าจากภาษาบาลกี อ่ น ตอ่ มาก็เขยี นลกั ษณะน้ีกับค�ำ
ไทดว้ ย๑

๕. นิยมใชร้ ูปสระโอและไมซ้ ดั สองรูป โ-ฯั้ แทนรปู สระเอา เ-าั เช่น

พรโจ้ – พระเจ้า พรฯโจ ั้ กนิ โข้ (เขา้ ) กโนฯิ ข้ั ยามโช้ – ยามเชา้ ยาโมฯ ชั้

พายโคล้ – พายเคลา้ พายโฯ คล้ฯั บุรโร (บุญเรา) บรุ โรั้

รปู แบบของอักขรวิธใี นดนิ แดนสองลุ่มแม่นำ�้

ลักษณะอักขรวิธีที่ใช้ในเอกสารในภูมิภาคน้ีส่วนใหญ่เหมือนกับอักษรธรรมล้านนา
แต่มีข้อแตกต่างอยู่บางประการ ท่ีคนไทเหล่าน้ีได้ปรับเปลี่ยนเพ่ือความสะดวกในการ
จดจาร จดจ�ำ

๑. คำ� ทปี่ ระสมกบั สระทอี่ ยใู่ นตำ� แหนง่ ใตพ้ ยญั ชนะตน้ เชน่ สระอุ อู ออ อวั และมตี วั
สะกดในแม่กง แมก่ น แม่เกอย ตัวสะกดจะถกู วางไว้เหนือพยญั ชนะต้น ซึง่ ตา่ งจากระบบ
การเขียนของลา้ นนาทว่ี างตวั สะกดไวห้ ลงั พยัญชนะต้น ดงั ตวั อยา่ งเชน่

๑อ่านรายละเอียดใน อภิรดี เตชะศิริวรรณ, พัฒนาการของอักษรและอักขรวิธีในเอกสารไทล้ือ (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา
บณั ฑิต สาขาวิชาภาษาและวรรณกรรมลา้ นนา บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่), ๒๕๔๖, หนา้ ๑๒๒-๕๓

52 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

๒. เขยี นค�ำไทโดยใชอ้ ักขรวิธบี าลี เช่น

อันใด อไน ดฯ โจร เจาร

๓. อกั ษรธรรมลาวมกั วางรปู สระแอไวบ้ นพยญั ชนะตน้ โดยเยอ้ื งไปดา้ นหนา้ เลก็ นอ้ ย
บางคร้ังก็ใช้รปู เหมือนสระเอ เช่น

๔. มกี ารใชเ้ ครอื่ งหมายหรอื อกั ขรวธิ พี เิ ศษ ตา่ งไปจากลา้ นนา ในเรอื่ งนอ้ี ยากตงั้ เปน็
ข้อสังเกตไว้ว่า คมั ภีรใ์ บลานในเชยี งใหม่ ลำ� พนู ซึง่ เขียนโดยชาวลา้ นนา มกั จะมอี ักขรวธิ ี
ถกู ตอ้ งตามหลกั เกณฑ์ท่ีวางไว้ ไมค่ อ่ ยมีลักษณะอักขรวิธีพิเศษ แตพ่ บวา่ คำ� ท่ีเขยี นพิเศษ
ไมต่ รงตามกฎเกณฑม์ ักจาร/เขียนโดยชาวไทลือ้ ไทเขิน มากกวา่ ทงั้ นพี้ ิจารณาจากทีอ่ ยู่
ของเอกสารและผจู้ าร มกั อยใู่ นวดั หรอื ในละแวกทชี่ าวไทลอื้ ไทเขนิ อาศยั อยู่ ในทนี่ จ้ี ะขอ
ยกตวั อยา่ งค�ำท่ีมีอักขรวธิ เี ฉพาะของไทล้ือ ไทเขนิ และธรรมลาว ท่แี ตกตา่ งจากล้านนา

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 53

จากสบิ สองพันนาส่เู มอื งเชียงแขง็ เมอื งสงิ
เม่ือมีชาวไทลอื้ อพยพเข้าไปอยใู่ นเมอื งเชยี งแข็ง เมืองสงิ ซึง่ อยู่ในแขวงหลวงนำ�้ ทา
ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว การใชต้ วั อกั ษรธรรมส�ำหรบั พทุ ธศาสนา
จงึ ยงั มบี ทบาทอยโู่ ดยสมบรู ณ์ และใชอ้ กั ษรลาวสมยั ซงึ่ เปน็ ภาษาราชการส�ำหรบั เรอื่ งทาง
โลก
คนไทเหนอื ในเมืองสงิ ใช้อกั ษรธรรม
ในเขตเมืองสิงมีหมู่บ้านไทเหนืออยู่ ๕ หมู่บ้าน จ�ำนวนประชากรน้อยกว่าชาวไท
ลอ้ื เป็นคนไทเหนอื ทอี่ พยพมาจากเขตปกครองตนเอง ชนชาตไิ ทและจงิ โป่ ใต้คง และ
เมอื งอ่ืนๆ ซงึ่ อยูบ่ ริเวณลมุ่ แม่น้�ำโขงตอนกลางในยูนนาน บางส่วนเลยไปอยเู่ ชยี งตงุ และ
ภายหลังก็ออกจากเชียงตุงมารวมกันอยู่ท่ีเมืองสิง กลุ่มคนเหล่าน้ีมีเอกสารที่เขียนด้วย
อักษรไทเหนอื หรอื “ล่กิ ตวั ยาว/ลิก่ ถว่ั งอก” อยไู่ มต่ �่ำกวา่ ๒๐๐ ฉบบั ปจั จบุ ันไมม่ คี นรุ่น
ใหม่คนใดอ่านเอกสารไทเหนอื ได้ พระสงฆไ์ ทเหนือล้วนแต่เรยี นอกั ษรธรรมลือ้ กนั หมด
ลักษณะอักษรธรรมที่เชียงแข็งและเมืองสิงเหมือนกับอักษรธรรมในสิบสองพันนา
แตล่ กั ษณะอกั ขรวธิ ยี งั คงรกั ษารปู แบบเดมิ มากกวา่ ไมม่ ลี กั ษณะการใชอ้ กั ษรและอกั ขรวธิ ี
สับสนเท่าเอกสารทค่ี ัดลอกสมยั หลงั ในสิบสองพนั นา
คนไทเมา ในเมืองแลมใชอ้ ักษรธรรม
เมืองแลมตั้งอยู่ระหว่างแม่น้�ำสาละวินกับแม่น้�ำโขงอยู่ในเขตจังหวัดซือเหมาหรือผู
เอ่อร์ในปัจจุบัน ประชากรในเมืองแลมมีทั้งคนไทที่อพยพมาจากใต้คง เมืองเมาในสมัย
ราชวงศห์ ยวน มีพวกไทปอ้ ง (พ่อง) หรอื ไทใหญ่ซง่ึ มาจากแสนหวีเมอ่ื ๒๐ กวา่ ปมี าน้ี มี
ไทเขิน และไทลื้อซึ่งเข้ามาไม่มาก มารวมอยู่กับกลุ่มอ่ืนๆ นอกจากน้ียังมีกลุ่มชาติพันธุ์
อ่ืนๆ อีก ชาวเมืองแลมนับถือพุทธศาสนาเถรวาทและใช้ตัวอักษรธรรมเป็นหลัก ส่วน
อกั ษรไทเมา/ไทเหนอื และไทปอ้ ง (ไทใหญ)่ นน้ั มแี ตผ่ สู้ งู อายบุ างคนและพระสงฆพ์ รรษา
สูงเทา่ นนั้ ท่ีจะอา่ น เขียนได้
การตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ นั การคา้ ขาย การแลกเปลยี่ นขา่ วสารขอ้ มลู ของคนไทกลมุ่ ตา่ งๆ
ในภมู ภิ าคลมุ่ แมน่ ำ้� โขง ขา้ มพรมแดนรฐั ชาติ ทำ� ใหเ้ กดิ การผลติ ซำ้� จารตี การเขยี น คดั ลอก
คมั ภรี เ์ พม่ิ มากขนึ้ ปจั จบุ นั ชาวไทลอื้ นยิ มเสาะแสวงหาเอกสารเกา่ มาคดั ลอกหมนุ เวยี นกนั
ในหมปู่ ญั ญาชนทสี่ นใจ ทง้ั ในทอ้ งถนิ่ เองและนำ� ออกสสู่ ายตาของนกั วชิ าการทเี่ ปน็ คนนอก
ท้องถิน่

54 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

อักษรธรรมเผยแพรส่ ูช่ าวไทภเู ขา “ไตหลอย”

เมอื งในเขตตดิ ตอ่ ระหวา่ งบรเิ วณเทอื กเขาในรฐั ฉาน กบั เมอื งตา่ งๆทางตะวนั ตกของ
ยนู นาน มีพวกลัวะและปะหลอ่ งอย่เู ปน็ จ�ำนวนมาก ต้ังหมู่บ้านเรียงรายอย่แู ถบชายแดน
และบนภูเขา คนไทใหญ่เรียกพวกปะหล่องว่า ตะอา้ ง คนไทลอื้ ในสิบสองพนั นา และชาว
ไทเหนือในใต้คง เรียกปะหล่องว่า ปูลงั หรือผู้นอ้ ย พวกนีอ้ ยรู่ ่วมกับคนบนดอยเผา่ อ่นื ๆ
โดยรวมแล้วชาวไทใหญ่เรยี กคนทอี่ าศัยอยู่บนภเู ขาวา่ “ไทดอย” หรือ “ไตหลอย” ชาว
ไทลอ้ื ในสบิ สองพนั นาเรยี กเขาวา่ “ขา้ มอ่ นชาวดอย” ซงึ่ เปน็ กำ� ลงั สำ� คญั สว่ นหนง่ึ ของเจา้
แสนหวฟี า้ สบิ สองพนั นา วดั ของลวั ะและปะหลอ่ งสว่ นใหญส่ รา้ งในรปู แบบสถาปตั ยกรรม
อันงดงามของไทล้ือ

ลวั ะและปะหล่องพดู ภาษาตระกลู ออสโตรเอเชยี ตคิ กลุ่มตระกูลย่อยมอญ-เขมร มี
ต�ำนานและค�ำบอกเล่าว่าพวกปูลัง/ปะหล่อง หรือในประวัติศาสตร์เรียกว่า “ข้าส่ีแสน
หมอนม้า” เป็นเจ้าถิ่นต้ังหลักแหล่งอาศัยอยู่ในสิบสองพันนามาก่อนชาวล้ือซ่ึงเป็นผู้มา
ทหี ลังและบบี บังคับใหเ้ ผ่าปะหลอ่ งสละทร่ี าบให้แก่ตน

หมบู่ า้ นปะหล่องในเชียงตงุ มปี ระชากรหมู่บา้ นละประมาณ ๑๐ หลงั คาเรอื น มวี ัด
ตงั้ อยกู่ ลางหมบู่ า้ นในทกุ ครวั เรอื นมหี ง้ิ พระอยหู่ วั นอน พระสงฆจ์ ะเปน็ ทเี่ คารพนบั ถอื ของ
คนในชมุ ชนเชน่ เดยี วกับผอู้ าวุโส

ชาวลวั ะและปะหล่องในล้านนา รฐั ฉานและในสิบสองพนั นา รวมท้งั พวกวา้ ในเขต
เมอื งแลม จังหวดั ซือเหมาของจนี นบั ถือพุทธศาสนาอยา่ งเครง่ ครดั พ่อแมก่ ็สนบั สนุนให้
บตุ รชายไดบ้ วชเรียนเพื่อศกึ ษาท้งั คัมภรี ์พทุ ธศาสนาและความรู้สาขาอนื่ เชน่ โหราศาสตร์
และวรรณกรรมชาดก “ไตหลอย” เหลา่ น้ี สามารถอา่ นเอกสารใบลานพบั สาไดค้ ลอ่ งแคลว่
และเขยี นอกั ษรธรรมไดอ้ ย่างสวยงามซง่ึ เกดิ จากความศรทั ธาอย่างสูงในพทุ ธศาสนา

ลกั ษณะอักษรธรรมของ “ไตหลอย”

ลกั ษณะอกั ษรธรรมของชาวลวั ะ ปะหลอ่ งนน้ั มรี ปู แบบเหมอื นกบั อกั ษรธรรมลอื้ แต่
การเลอื กใช้อกั ษรและอกั ขรวิธีอาจแตกต่างกันอยูบ่ า้ งดังตวั อย่างตอ่ ไปนี้

๑. ใช้ตัวอักษรแตกต่างจากไทย เช่น ใช้ น สลับกบั ด ใช้ บ สลบั กบั ม เช่น

ไนย นฯิ ไน้ยิน - ได้ยนิ ไห้มฯลานฯ ไหมล้ าน - ใบลาน

บีบฯมยรฯ บีบเมียร - บีบเบียน แมงฯชอรฯ แมงชอร - เบงชร (บญั ชร)

บกฯอ เหยมฯิ ฯ บอกเหมย - หมอกเหมือย ฟาแบบ ฯ (ฟา้ ) แบบ - (ฟ้า) แมบ

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 55

๒. ใชส้ ระ แตกตา่ งจากไทย เช่น ใชร้ ูปสระเออ ในคำ� ทไี่ ทยใช้สระอือ เชน่

เสบิ ฯ เสิบ - สืบ เผ ินฯ เผิน - ผนื

เต ฯนิ เตนิ - ตน่ื กเู ย มฯิ กู้เยิม - กยู้ มื

กาฯงเฅ นิฯ กางเฅิน - กลางคืน เงิดฯ เงดิ - งืด (อศั จรรย์ใจ)

ใชร้ ปู สระแอ แทน สระเอ เชน่

แลดงฯ ู แลงดู - เล็งดู แมฯงชฯรอ แมงชอร - เบงชร

เดนฯิแพ งฯ เดนิ แพง - เดือนเพ็ง (เพ็ญ)

๓. การเขยี นภาษาปะหลอ่ งดว้ ยอกั ษรธรรม เชน่ ตวั อยา่ งในคมั ภรี ว์ ปิ สั สนากณั ฑ์ พบ
ทีเ่ มอื งน้ำ� สัน่ ซ่งึ เปน็ ศูนยก์ ลางพวกปะหลอ่ งในรัฐฉาน เขียนดว้ ยอกั ษรธรรม สองบรรทัด
แรกเปน็ ค�ำบาลแี ละตามดว้ ยภาษาปะหลอ่ งด้วยจนจบความ ดงั น๑้ี

๑Sai Kam Mong. The History and Development of the Shan Scripts. Chiang Mai : Silkworm Books, 2004. P.257

56 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

พ้ืนทร่ี อยตอ่ ระหว่างอักษรธรรมและอกั ษรไท (ลก่ิ ตัวยาว)
จงั หวดั ซอื เหมาหรอื จงั หวดั ผเู ออ่ รใ์ นปจั จบุ นั เปน็ จงั หวดั ใหญท่ างภาคใตข้ องมณฑล
ยูนนาน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเขตใต้คง ซือเหมาตั้งอยู่บริเวณรอยต่อที่น่าจะ
เป็นเขตผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างไทลอื้ และไทเหนือของใตค้ ง๑
การแพรห่ ลายของพุทธศาสนาเถรวาทในภาคตะวันตกของยูนนานในช่วงประมาณ
หา้ หกศตวรรษท่ีผา่ นมา เป็นปัจจัยและมบี ทบาทสำ� คญั มากอยา่ งหนงึ่ ในการปรับเปล่ยี น
อัตลักษณ์และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคนไทด้วยกันเอง เช่น ท�ำให้คน
ไทสองกลุ่มที่มีภาษาพูด ภาษาเขียนต่างกัน เช่นไทล้ือในสิบสองพันนา มีความสัมพันธ์
ใกลช้ ดิ กับไทในเมอื งซือเหมา ซึ่งพดู ภาษาไทเหนอื และเคยใช้อกั ษรไทเหนือ (ล่กิ ตวั ยาว/
ลก่ิ ถ่ัวงอก) แต่กลบั มาใช้ “ตัวธรรม” เปน็ ภาษาเขยี นร่วมกนั ขณะเดียวกนั คนในซือเหมา
ท่ีนับถือศาสนาแบบล้านนา ก็กลับห่างไกลจากคนไทท่ีพูดภาษาเดียวกันในเขตลุ่มน�้ำ
สาละวินตะวันตกในพม่า เพียงเพราะว่าพวกไทเหล่านั้นนับถือพุทธศาสนา “กึงจอง”
แบบพม่า
นอกจากนี้การรับพุทธศาสนาเถรวาทแบบล้านนา (กึงจอง) อาจมีส่วนสร้างสำ� นึก
ความเป็นไท ซึ่งต่างจากจนี และชนกล่มุ น้อยนอกรตี อื่นๆ อกี ด้วย
จากการสำ� รวจจารึก ใบลาน พับสาในเมืองตา่ งๆ ในซือเหมา ผเู้ ขยี นสันนิษฐานว่า
พ้ืนที่รอยต่อท่ีอักษรธรรมและอักษรไตพบกันน้ันคือบริเวณเมืองกึ๋งม้า เมืองก้า (กล้า)
เมอื งบอ่ (จงิ ก)ู่ เมอื งในระนาบนน้ี า่ จะเคยเปน็ ศนู ยก์ ลางพทุ ธศาสนามากอ่ น ทง้ั นพี้ จิ ารณา
จากตัวอักษรและการใช้อกั ษรที่ปรากฏในจารึกและวสั ดุประเภท ท่พี บในวัดเกา่ แก่ ซึ่งใช้
ท้ังอักษรธรรมและอักษรไทในปริมาณมากกว่าพ้ืนที่อื่นๆ โดยแยกบทบาทกันคือ อักษร
ธรรมใช้ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ส่วนอักษรไทหรือลิ่กตัวยาวใช้บันทึกเร่ืองราวอื่น แต่
อย่างไรก็ตามพบว่าคัมภีร์พุทธศาสนาบางเรื่องเช่นต�ำนานพระเจ้าเลียบโลก (พระเจ้า
เทียวหน) มีท้ังฉบับที่บันทึกด้วยอักษรธรรมและฉบับที่บันทึกด้วย “ล่ิกตัวยาว”และใน
พบั ธรรมกพ็ บว่ามีเขยี นด้วย”ลิ่กตัวยาว”แทรกอยู่ด้วย

๑สมุ ติ ร ปติ พิ ฒั น์ และ เสมอชัย พูลสุวรรณ.๒๕๔๖. คนไตในซอื เหมา มณฑลยนู นาน สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ประวัติศาสตร์
การเมือง สงั คมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สถาบันไทยคดศี ึกษา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ หน้า ๓

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 57

แผนทแี่ สดงรอยตอ่ ของอักษรธรรมกบั อักษรไทเหนอื ๑
พ้ืนที่ซง่ึ เป็นรอยต่อของอักษรธรรมและอักษรไทเหนอื คือเมืองต่างๆท่อี ยู่ในกรอบกลาง
พื้นทีซ่ ึ่งมีภาษาเขยี นเป็นอักษรไท คอื เมอื งตา่ งๆ ทีอ่ ยู่ในกรอบบน
พน้ื ท่ซี ึ่งมีภาษาเขียนเป็นอักษรธรรม คอื เมืองตา่ งๆ ทอ่ี ยใู่ นกรอบล่าง

๑ขอขอบคณุ เคอไต ใหม่สูง ทกี่ รุณาลงชอ่ื เมอื งตา่ งๆเปน็ ภาษาไทยในแผนที่

58 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

เศษศลิ าจารึกท่ีเมอื งกล้า ศลิ าจารกึ ทีว่ ัดในเมืองนิม
บันทึกดว้ ยอักษรธรรม ระบปุ ี จ.ศ. ๑๑๐๖ (พ.ศ. ๒๒๘๗)

จารกึ บนแผน่ ประตศู ลิ าทางเขา้ วดั พระบาทดอยกอ่ นเมอื งกลา้ เปน็ อกั ษรธรรมคกู่ บั อกั ษรไทเหนอื
ระบปุ ี จ.ศ. ๑๑๔๗ (พ.ศ. ๒๓๒๘)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 59

ภาพวาดขนาดใหญ่บนผนงั วหิ ารด้านนอกทว่ี ดั ศรีจอมเมือง (วดั ราชฐานหลวง) เมอื งก๋ึงม้า ซึง่
แสดงถงึ เรอื่ งราวการนำ� พทุ ธศาสนามาประดษิ ฐาน ณ เมอื งกง๋ึ มา้ ในปี จ.ศ. ๘๓๕ (พ.ศ. ๒๐๑๖) บนั ทกึ
ดว้ ยอักษรไทเหนอื (ลกิ่ ตวั ยาว)

ปฏิทินไททั้งสองแบบเขียนด้วยอักษรธรรม และ “ล่ิกตัวยาว” ของไทเหนือ ถูกปิดไว้บนผนัง
วหิ ารวดั เพือ่ ใหป้ ระชาชนใชด้ ู แผ่นท่เี ป็นอกั ษรธรรมบอกชอ่ื วันทงั้ วนั เม็ง วันไท ฤกษ์ สว่ นที่เปน็ อักษร
ไทเหนอื บอกเดอื นส�ำหรบั ประชาชน (เดือนนอก) และเดอื นส�ำหรบั พระสงฆ์ (เดอื นใน)

60 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ค�ำปรารถนาท่ีปรากฏบน ลายสักคาถาบนแผ่นหลงั ของ
แผน่ ตงุ ทีถ่ วายวดั เจ้าอาวาสวดั กนุ๋ หนอง เมอื งตงิ่

จารกึ ทว่ี ดั ราชฐานเมอื งบอ่ ผมู้ ศี รทั ธาสรา้ งวหิ ารและพระพทุ ธรปู ไดเ้ ขยี นค�ำปรารถนาดว้ ยอกั ษร
ธรรมไวว้ ่า ในภายหน้าขอใหเ้ กดิ มาพบ “ตนแสงฃิงคำ� มิตเตยะ” ผจู้ ารกึ ใช้อกั ษร ฃ แทนอักษร ฅ ใน
คำ� ว่า ฅิง เพราะอักษร ข ไข่ ในภาษาไทใหญ/่ ไทเหนือแทนเสยี ง ข ฅ นอกจากน้ยี งั ใชค้ �ำศัพทไ์ ทเหนือ
คอื “ถบ” ทแ่ี ปลวา่ พบ (บรรทดั ท่ี ๒) และมคี ำ� ลงทา้ ยข้อความว่า “ขา้ แลบญุ เอย” ซึ่งเปน็ รปู แบบการ
ลงท้ายขอ้ ความในการกัลปนาของชาวไทใหญ่/ไทเหนอื

ความศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาและความมีส�ำนึกในการสืบต่อศาสนาตาม
ธรรมเนียมท่ีมีมาแต่เดิมท�ำให้ชาวไทในเมืองต่างๆที่เป็นพื้นที่รอยต่อนี้ยังคงรักษา
เอกลักษณ์ของตนเองในด้านภาษาพูดคือยังใช้ภาษาไทเหนือ และด้านภาษาเขียนคือ มี
การใชอ้ กั ษรธรรมบนั ทึกคัมภีร์ทางศาสนาควบค่ไู ปกับการใชอ้ ักษรไทเหนือ ซง่ึ เป็นอักษร
แบบเดมิ ของตนไวไ้ ด้

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 61

ครูบาบญุ ช่มุ : ผเู้ ผยแพรพ่ ทุ ธศาสนา ในเขตวัฒนธรรม ๒ ลมุ่ แมน่ ำ้� ๑
ในปัจจุบันอาจถือได้ว่า ครูบาบุญชุ่มเป็นพระภิกษุท่ีมีชื่อเสียงเลื่องลือกว้างขวาง
ที่สุดในเขตพ้ืนที่ทางตอนบนของเอเชียอาคเนย์ เป็นที่นับถือศรัทธาของมหาชนตลอด
ท่ัวบริเวณที่พุทธศาสนาเถรวาทไปถึงโดยมิได้ถูกจ�ำกัดด้วยพรมแดนระหว่างประเทศ
ทา่ นจารกิ แสวงบญุ และออกโปรดสตั วใ์ นพน้ื ทด่ี งั กลา่ วและมกั ถวายพระพทุ ธรปู แบบไทย
และสร้างธาตุเจดีย์แบบล้านนาท่ีท่านออกแบบเองไว้เป็นอนุสรณ์ ในวัดต่างๆ รวมถึง
ในห้องพระของประชาชนคนไทในพม่า ลาว จีน มักมีรูปครูบาบุญชุ่มในเครื่องนุ่มห่ม
สีกรัก สวมมงกุฎทองค�ำ ตงั้ อยอู่ ย่างสะดดุ ตา ชาวไททุกหม่บู ้านปรารถนาใหท้ ่านไปโปรด
ถึงท้องถ่ินของตน โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่ยังไม่มีวัด เช่น หลายหมู่บ้านในเขตเมืองยาง
สบิ สองพันนา ซง่ึ ชาวบา้ นพูดให้ฟังวา่ หากครูบาบญุ ชมุ่ มาโปรดสตั วท์ ่ีน่ันแลว้ พวกเขาก็
จะได้มวี ดั มพี ระธาตใุ ห้ไดม้ โี อกาสทำ� บุญ โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไปท�ำบญุ หรือฝากทำ� บญุ ไป
ถงึ เมอื งเชยี งรงุ่ หรือเชียงเจิง๒
ในรฐั ฉาน นอกจากทา่ นจะไดบ้ รู ณะวดั “พระโหลง” ในเมอื งแสนหวแี ลว้ ทา่ นยงั สรา้ ง
พระประธานองคใ์ หญใ่ นมณฑปซงึ่ เจา้ ฟา้ หม่ เมอื งทรงสรา้ งคา้ งไวต้ งั้ แตเ่ มอ่ื หลายสบิ ปกี อ่ น
นอกจากนั้นยังคิดสร้างศิลาจารึกพระไตรปิฎกท้ังชุดส�ำหรับประดิษฐานไว้ที่ดอย
สามสิบ นอกเมืองแสนหวีอีกด้วย หากความคิดน้ีเป็นจริงขึ้นมา การจารึกภาษาบาลี
น่าจะต้องใช้อักษรธรรมแบบล้านนา ซ่ึงเท่ากับเป็นการฟื้นฟูพุทธศาสนานิกายยวน
รวมท้งั อกั ษรธรรมขน้ึ ในรฐั ฉานฟากตะวันตกแม่น้�ำสาละวนิ อีกวาระหน่งึ ด้วย
บทบาทและสถานภาพของอักษรธรรมจากอดีตถงึ ปัจจุบัน
จากการศกึ ษาสำ� รวจอยา่ งกวา้ งๆ เกยี่ วกบั การใชอ้ กั ษรของคนไท พบวา่ อกั ษรธรรมมี
บทบาทและหนา้ ทที่ างสงั คมไทมากกวา่ อกั ษรชนดิ อน่ื ๆ ขยายพนื้ ทก่ี ารใชง้ านออกไปอยา่ ง
กวา้ งขวาง ในวดั มกี ารเรยี นรสู้ บื ตอ่ กนั มาโดยไมข่ าดสาย หลายวดั ในเขตลาว รฐั ฉาน และ
ยนู นาน ภิกษุสามเณรส่วนใหญ่สามารถอา่ นออกเขยี นได้ ยังใชอ้ กั ษรธรรมทงั้ ในทางพทุ ธ
ศาสนาและในชีวิตประจำ� วนั ทกุ ครัง้ ท่ีมกี ารทำ� บุญ ถวายสง่ิ ของไวก้ ับวดั กับพทุ ธศาสนา
ตอ้ งมกี ารเขยี นช่อื ผถู้ วาย และค�ำอุทศิ ด้วยอกั ษรธรรมเสมอ ถือเป็นเรื่องปกติ

๑อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับครบู าบญุ ชุ่มได้ใน เสมอชยั พูลสวุ รรณ, “รฐั ฉาน” (เมืองไต) : พลวตั ของ “ชาตพิ ันธ์ุ” ในบริบท
ประวัติศาสตร์และ สังคมการเมืองร่วมสมัย. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, โครงการอาณา
บรเิ วณศึกษา ส�ำนักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั , ๒๕๔๖., หนา้ ๑๖๓-๑๑๐.
๒จากการสมั ภาษณ์ชาวไทลือ้ ไทเค (ไทหย่า) ในเมอื งยาง เมอ่ื วันที่ ๒๙ มีนาคม- ๑๒ เมษายน ๒๕๔๘

62 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

จารึกเกีย่ วกบั คณะศรัทธาจากอำ� เภอสอง จังหวัดแพร่ ประเทศไทย สร้างเจดีย์และวหิ ารในวดั
แหง่ หน่งึ ในเมอื งแช่ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๔

แผ่นจารึกบอกเล่าเรือ่ งการปลูกตน้ ศรมี หาโพธิ์ของ “เจ้าหม่อมฅำ� ลือ เจา้ เชียงฮา เจ้าแสงเมือง
และอา้ ยจอมเชวิ่ ชาง” ในโอกาส “ยกยอทหุ ลวงจอมวณั ณสริ ขิ นึ้ เปน็ ครบู าหลวงเมอื ง”เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๔๘
เดือน ๔ ขึ้น ๘ คำ�่

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 63

ปจั จบุ นั ในสบิ สองพนั นามนี ติ ยสารรายเดอื นพมิ พด์ ว้ ยอกั ษรธรรมชอ่ื “๑๒ พนั นา”
นอกจากนยี้ งั มสี งิ่ ตพี มิ พช์ นิ้ หนง่ึ ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ อกั ษรธรรมยงั รบั ใชค้ นไทในชวี ติ ประจ�ำ
วัน คือ นิตยสารหนังสือธัมมห์ นองตงุ พมิ พ์ด้วยอักษรธรรมทง้ั หมด จัดท�ำโดยชมรมชาว
ไท (ไต) แห่งเวยี งแม่สาย จังหวัดเชียงราย มจี ดุ ประสงคเ์ พื่อสร้างความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
คนในเชยี งแสน เชยี งตงุ เชยี งรงุ่ และเชยี งหวี ส�ำหรบั ตอ่ ตา้ นโรคเอดส์ (ซง่ึ เขยี นวา่ เอยี ดส)์
และยาเสพตดิ เนอื้ หาสาระในหนงั สอื มที ง้ั คอลมั นค์ วามรดู้ า้ นตา่ งๆ นำ� เสนอแกผ่ อู้ า่ นดว้ ย
เชน่ ประวตั ิศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกจิ การเมืองการปกครอง เป็นตน้
นบั วา่ เป็นบทบาทใหม่อันนา่ ท่งึ เพราะนั่นย่อมแสดงว่าสภาวะการใช้งานของอักษรธรรม
ในละแวกเมอื งดงั กลา่ วนยี้ งั อยอู่ ยา่ งมนั่ คง เพราะหากพมิ พอ์ อกมาแลว้ คนอา่ นเขา้ ใจ ยอ่ ม
จะนำ� ไปสเู่ ปา้ หมายทต่ี ้งั ไวไ้ ด้
บคุ ลากรผมู้ สี ว่ นทำ� ใหก้ ารเรยี นรอู้ กั ษรธรรมดำ� เนนิ ไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื งคอื พระสงฆ์ และ
นกั วชิ าการทอ้ งถนิ่ มพี ระภกิ ษสุ ามเณรจากรฐั ฉาน สบิ สองพนั นา เขา้ มาศกึ ษาพทุ ธศาสนา
ในเชยี งใหม่ ล�ำพนู และแม่ฮ่องสอน เปน็ จ�ำนวนมาก อ่านเขยี นคัมภรี ์ทางพุทธศาสนาท่ี
ใช้อักษรธรรมและเรยี นรภู้ าษาไทย เมือ่ กลบั ไปทางวดั ก็ตั้งวิทยาลยั สงฆ์ ดำ� เนินการสอน
ตัวธรรมในวัดให้แก่พระภิกษุสามเณรและเยาวชนท่ัวไป บางคร้ังยังสอนภาษาไทยเพ่ิม
เติมให้ด้วย ดังน้ันจึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นกระดานดำ� ในวัดหลายแห่งมีข้อความภาษา
ไทยแสดงความในใจของผู้เขียนแอบอยู่ด้วยเสมอท้ังในเชียงตุง สิบสองพันนา และใน
เมืองอน่ื ๆ ของจังหวดั ผูเออ่ ร์ (ซือเหมา)
บทบาทของอกั ษรธรรมในอนาคต
ในพ้ืนที่เขตวัฒนธรรมลุ่มแม่นำ�้ โขงและสาละวิน ยังมีพระสงฆ์ นักวิชาการท้องถิ่น
รวมทง้ั นกั วชิ าการทเี่ ปน็ คนนอก ตา่ งกม็ บี ทบาททจ่ี ะท�ำใหอ้ กั ษรธรรมยงั คงอยแู่ ละมแี นว
โน้มว่าจะเข้มข้นข้ึนเร่ือยๆ ขณะที่อักษรธรรมในแดนล้านนาซ่ึงเป็นจุดกำ� เนิดของอักษร
ชนดิ นถี้ กู ลดบทบาทลงตง้ั แตล่ า้ นนาถกู ผนวกเขา้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของสยาม แมว้ า่ จะไดม้ กี าร
เรียนการสอนกนั อยู่ แต่ก็ยากทจี่ ะให้กลบั มารับใช้ชีวติ ชาวล้านนาดังเดิม เพราะดจู ะเป็น
ส่วนเกนิ ของชีวติ ไปแลว้
ทา้ ยบท
อทิ ธพิ ลอกั ษรธรรมแผค่ รอบคลมุ บรเิ วณกวา้ งขวางในลมุ่ แมน่ ำ�้ โขง และแมน่ ำ้� สาละวนิ
ฟื้นตัวอย่างส�ำคัญอีกครั้งหน่ึงในรัฐฉานตอนบนพร้อมกับการประดิษฐานใหม่ของ
พทุ ธศาสนา “กึงยวน” หรอื นิกายเชยี งใหม่ คาดวา่ ในอนาคต อักษรธรรมจะเป็นภาษา

64 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

เขียนหลักของพุทธศาสนา และคงจะได้รับการสืบต่อ อย่างมีชีวิตชีวาในเขตวัฒนธรรม
สองล่มุ แมน่ �้ำนต้ี ่อไป
การศึกษาความแตกต่างของพัฒนาการอักษรธรรมในภูมิภาคนี้น�ำไปสู่การอ่าน
เนือ้ หาในเอกสาร ท�ำให้รเู้ ทา่ ทนั ตัวเขยี นและสามารถตีความได้ถูกต้องมากท่ีสดุ นอกจาก
นี้ยงั ท�ำใหเ้ ราเขา้ ใจท่าที ทัศนะของผเู้ ขียน/คัดลอกคมั ภรี ์ ของคนในพนื้ ที่น้ันๆ ดว้ ย

บรรณานุกรม
กรรณิการ์ วิมลเกษม. “พัฒนาการของอักษรโบราณในประเทศไทย” ในสังคมและ
วฒั นธรรมในประเทศไทย.THAILAND:CULTURE AND SOCIETY จดั พมิ พเ์ นอื่ ง
ในวโรกาสสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสดจ็ พระราชด�ำเนิน
เปดิ ศนู ยม์ านษุ ยวทิ ยาสริ นิ ธร วนั องั คารท่ี ๙ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๔๒ หนา้ ๓๘๖-๓๘๗.
คมู โิ กะ คาโต้ และ อสิ รา ญาณตาล. “สถานภาพปัจจบุ ันของเอกสารพบั สาในสิบสอง-
พันนา” ในสรัสวดี อ๋องสกุล และโยชิยูกิ มาซูฮารา(บรรณาธิการ) การศึกษา
ประวัติศาสตรแ์ ละวรรณกรรมของกลมุ่ ชาติพันธ์ุไท. กรงุ เทพฯ : อมรินทรพ์ รนิ้ ตง้ิ
แอนด์พับลชิ ช่ิง, ๒๕๔๕.หนา้ ๑๔๖-๑๕๐.
บุญช่วย ศรีสวสั ด์.ิ ๓๐ ชาติในเชียงราย พิมพ์ครง้ั ท่ี ๒ กรงุ เทพฯ : ศยาม, ๒๕๔๗.
เพ็ญพักตร์ ลิ้มสัมพันธ์. อักษรธรรมอีสาน. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ
โบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๒๖.
ยรรยง จริ ะนครและรตั นาพร เศรษฐกลุ . ประวตั ศิ าสตรส์ บิ สองปนั นา. กรงุ เทพฯ : สถาบนั
วิถที รรศน์, ๒๕๔๔.
เรณู วิชาศิลป์. . เชื้อเครือเจา้ แสนหวีสบิ สองพนั นา. เชยี งใหม่ :ซิลคเ์ วิรม์ บ๊คุ ส์, ๒๕๔๔.
_______ภาษาและอกั ษรล้านนา. ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
เชยี งใหม.่ ๒๕๔๖.
_______. การศึกษาอักษรและเอกสารโบราณของไท. ภาควิชาภาษาไทย คณะ
มนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่ ๒๕๔๘.
สมุ ติ ร ปติ พิ ฒั น์ และ เสมอชยั พลู สวุ รรณ. คนไตในซอื เหมา มณฑลยนู นาน สาธารณรฐั
ประชาชนจนี ประวตั ิศาสตร์การเมือง สังคมและวัฒนธรรม. กรงุ เทพฯ: สถาบนั
ไทยคดศี ึกษา มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 65

เสมอชัย พูลสุวรรณ. “รัฐฉาน” (เมืองไต) : พลวัตของ “ชาติพันธุ์” ในบริบท
ประวัติศาสตร์และการเมืองร่วมสมัย.” Shan State” (Muang Tai) :
The Dinamic of “Ethnicity” in Historical and Contemporary
Sociopolitical Contexts. คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, โครงการอาณาบริเวณศึกษา ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,
กันยายน ๒๕๔๖.
อนาโตล โรเจอร์ เปล็ ติเยร์ “สถานภาพวรรณกรรม ไทขึน ไทลอื้ และลวั ะ” ใน สรัสวดี
อ๋องสกุล และโยชิยูกิ มาซูฮารา (บรรณาธิการ) การศึกษาประวัติศาสตร์และ
วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไท. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นต้ิงแอนด์พับลิชชิ่ง,
๒๕๔๕. หน้า ๘๑-๑๐๘.
อภิรดี เตชะศริ ิวรรณ. พัฒนาการของอกั ษรและอกั ขรวธิ ีในเอกสารไทลือ้ . ศลิ ปศาสตร
มหาบณั ฑิต สาขาวิชาภาษาและวรรณกรรมล้านนา บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั
เชียงใหม,่ ๒๕๔๖.
Sai Kam Mong. The History and Development of the Shan Scripts.
Chiang Mai : Silkworm Books, 2004.

66 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ประวตั ผิ ู้เขียน
รองศาสตราจารย์ เรณู วิชาศลิ ป์
ต�ำแหนง่ - ขา้ ราชการบำ� นาญมหาวิทยาลยั เชียงใหม่
- คณะกรรมการท่ีปรึกษาโครงการศูนย์ศึกษา
พระพทุ ธศาสนาประเทศเพอ่ื นบา้ น สำ� นกั วชิ าการ มหาวทิ ยาลยั
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานทางวิชาการ
ต�ำรายาสบิ สองปันนา. เชยี งใหม่ : ศูนยว์ ัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลยั ครเู ชียงใหม.่
๒๕๓๐.
พงศาวดารไทอาหม (Ahom Buranji) ๒๕๓๙. ไดร้ ับทุนสนับสนุนจาก มลู นิธโิ ตโยตา้ .
อมรินทร์พริ้นต้ิงแอนด์พับลิชช่ิง จัดพิมพ์ (ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเย่ียม สาขา
ปรชั ญา จากสภาวิจยั แหง่ ชาติประจำ� ปี ๒๕๔๒)
ไท TAI (บรรณาธกิ ารรว่ ม-วจิ ยั ). ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ จาก มลู นธิ โิ ตโยตา้ และศนู ยส์ ตรศี กึ ษา
คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๔๑.
ภาษาและอกั ษรลา้ นนา. เชยี งใหม่ : ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
เชยี งใหม่. ๒๕๔๓.
เชอื้ เครอื เจา้ แสนหวี ๑๒ พนั นา. ๒๕๔๔. ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ จาก โครงการประวตั ศิ าสตร์
และสงั คมวฒั นธรรมชนชาตไิ ท. (ซลิ ค์ เวริ ม์ บคุ๊ จดั พิมพ)์
การศึกษาอักษรและเอกสารโบราณของไท. ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่ ๒๕๔๘.
พ้ืนเมืองแสนหวี ฉบับหอคำ� เมืองไหญ, ๒๕๕๐ ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิโตโยต้า.
(ซลิ คเ์ วริ ม์ บุค๊ จัดพมิ พ์)
Chronicles of Chiang Khaeng : A Tai Lue Principalitiy of the Upper
Mekong. 2008. (ผลงานรว่ มกบั Prof. Volker Grabowsky) ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ จาก
DFG Project: Traditional Polities of the Tai .The German Research
Assocition (จดั พมิ พโ์ ดย Center for Southeast Asian Studies, University of
Hawaii)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 67

Chronicle of Sipsongpanna (ผลงานรว่ มกับ Dr.Liew Foon Ming และ Prof.Volker
Grabowsky จัดพิมพโ์ ดย Silkworm Book, 2012)

ป้ายชือ่ วัดราชฐานหลวงเวียงใหม่ เมืองพะยาก รฐั ฉาน ประเทศพมา่
ประกอบดว้ ยอกั ษรไทขึน ไทใหญ่ พมา่ และอักษรไทย โดยข้อความภาษาไทขึนเขียนว่า “ภะยาก”

แต่อกั ษรไทยเขียน “พยคั ฆ์” (เสอื )

68 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความเชอื่ และ
พธิ ีกรรมทางพทุ ธศาสนา

ยุพิน เขม็ มกุ ด์
ความเชอื่ และพิธีกรรม : สายใยในวถิ ชี ุมชน
แม้กาลเวลาผ่านมานานอย่างน้อยนับร้อยปี ที่มนุษย์รักษาจารีต ประเพณีไว้อย่าง
เข้มแข็ง จากประสบการณ์ตรงและไดพ้ บไดเ้ หน็ จนเปน็ ภาพเจนตา เกยี่ วกับการประกอบ
พิธีกรรมตามความเช่ือ จนเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของมนุษย์ และยังไม่เคยปรากฏว่ามี
สงั คมใดทอ่ี ยู่ไดโ้ ดยปราศจากความเช่ือและพธิ ีกรรม ดงั นั้น ความเชือ่ และพธิ ีกรรม เปน็
สายใยท่ีมคี วามสำ� คญั ตอ่ วถิ ีชีวิตของมนษุ ย์ทุกคนทุกสังคมตลอดมา
ความเชอื่ และพธิ กี รรมสอนใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั และสำ� นกึ ในบญุ คณุ ไมเ่ ฉพาะตอ่ คนดว้ ยกนั
ยังมตี อ่ สัตว์ ส่งิ แวดล้อม ต้นไม้ แมน่ ้ำ� ล�ำธาร แสดงใหเ้ ห็นว่า ความเชอ่ื และพิธีกรรมตอ้ ง
มีนยั ยะทางปรชั ญาในการด�ำเนินชวี ติ อยอู่ ย่างลึกซ้ึง ความเชื่อพธิ ีกรรมเป็นศาสตร์ทีย่ าก
ตอ่ การหาค�ำตอบเปน็ วทิ ยาศาสตร์ แตเ่ ปน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งจติ วญิ ญาณกบั ธรรมชาติ
จากกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาหลายช่ัวอายุคนดังกล่าว ความเชื่อและพิธีกรรม
ก็ยังคงอยู่ได้ในวิถีชีวิตของคนในสังคม ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า ส่ิงท่ีมนุษย์สืบสาน เรียน
รกู้ นั มาอย่างต่อเน่ืองนี้ไดผ้ ่านการทดสอบ ทดลองวา่ เปน็ วิธที มี่ นุษยพ์ ่ึงพาอาศัยได้ การ
ประกอบพิธกี รรมเป็นความละเอยี ดออ่ นและซบั ซ้อนยากที่คนท่วั ไปจะเขา้ ใจ จงึ จำ� เพาะ
เจาะจงสำ� หรบั “คนพเิ ศษ” ในสายตาของสมาชกิ ในสงั คมเปน็ ผดู้ แู ลและประกอบพธิ กี รรม
ให้ถกู ตอ้ งทกุ ขั้นตอน เพราะสงั คมถกู สอนใหเ้ ชอื่ วา่ ความถูกต้องเทา่ น้ันจงึ จะประสบผล
สำ� เรจ็ ผทู้ ที่ ำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ตวั กลางในการสอ่ื สารกบั อำ� นาจเหนอื ธรรมชาตจิ งึ เปน็ ผทู้ ม่ี คี วาม
ชอบธรรมและได้รบั การยกยอ่ งจากสงั คม
ถา้ มองในแง่จติ วิทยาแลว้ พธิ ีกรรมมอี ทิ ธิพลตอ่ มนษุ ย์ในการดำ� รงชวี ติ อาทิ
๑. เกิดความสบายใจ มขี วญั และกำ� ลงั ใจ สรา้ งภมู ิคุ้มกันและความเชื่อมั่นหล่อเลี้ยง
ทั้งกายและจิต พิธีกรรมจึงเปรียบเหมือนอาหารและยาของอารมณ์อันพึงปรารถนาของ
มนุษย์

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 69

๒. เกิดการยอมรับว่า จิต มีอิทธิพลต่อกายและวัตถุภายนอก หากใจอ่อนแอ
เศร้าหมองกายก็พลอยป่วยไปด้วย ดังนั้นเม่ือใจมีความเข้าใจ มีความเห็นท่ีถูกต้อง
การแสดงออกทางรูปกายและวัตถุภายนอกย่อมถูกต้องไปด้วย ด้วยเหตุน้ีพิธีกรรมคือ
สง่ิ หนึ่งซ่ึงถกู สรา้ งขึน้ เพือ่ การน้ี
๓. เกิดความคิดว่า วัตถุเป็นสาขาของจิต กล่าวคือมิได้มองว่าวัตถุเป็นเพียงวัตถุ
เท่านั้น หากแต่มองว่าวัตถุนั้นๆ เป็นองค์แห่งการรับรู้ มีชีวิตเย่ียงมนุษย์หากเจ้าของ
รู้สกึ ส�ำนึกในคุณคา่
๔. พธิ ีกรรมเป็นเร่อื งสญั ลกั ษณ์ การใชส้ ญั ลกั ษณใ์ นรูปของอุปกรณ์ กริยา ท่าทาง
ตลอดจนถ้อยค�ำ ทงั้ นเ้ี พอื่ แพร่ขยายพฤติกรรมทางจิต คือชว่ ยใหจ้ ติ เกิดมโนภาพ ความ
คิดรวบยอด จิตภาพและเป้าหมายท่ีชัดเจน ดังนั้นหากเราต้องการผลทางอารมณ์ เรา
ต้องใช้สัญลักษณ์ให้อีกฝ่ายรู้สึก ความส�ำคัญต้องเข้าใจรูปแบบกับเนื้อหาว่า รูปแบบน้ัน
เปน็ สญั ลกั ษณ์ที่ส่ือไปถึงเนอ้ื หาหรอื เปา้ หมายอะไร
พิธกี รรม ความเชือ่ : ความรทู้ ี่มที ัง้ สตแิ ละปัญญา
พิธกี รรม ความเชือ่ ทป่ี ระกอบด้วยสติและปญั ญา จะเปน็ เครื่องชี้นำ� แก่คนในสงั คม
ว่า การทค่ี นเราจะใช้ชีวติ อยา่ งย่ังยืนและเกิดสนั ตสิ ุขกับคนด้วยกัน จะอย่โู ดยไม่ทะเลาะ
เบาะแว้งกนั อยู่กบั ป่า ภเู ขา น้�ำ ฟ้า อากาศทีเ่ ราหายใจเขา้ ไป และฟา้ ยังหมายถึงอำ� นาจ
เหนือธรรมชาติ เหนือมนุษย์อีกด้วย มนุษย์จ�ำเป็นต้องสร้างดุลยภาพกับอ�ำนาจเหนือ
ธรรมชาติด้วยภมู ิปัญญาพืน้ บ้าน ดังนั้นการทีม่ นุษย์จะมีความสขุ หรอื ไมม่ คี วามสุขขึน้ อยู่
กับความสมั พนั ธท์ ่ดี กี ับอ�ำนาจเหนือธรรมชาติ ความสมั พนั ธ์ทด่ี ีกับคนในสงั คม ประเทศ
ชาติบ้านเมือง กบั พืชผกั ต้นไมส้ ัตวต์ ่างๆ ทงั้ สตั ว์เล็กไปถงึ สัตว์ใหญ่ซ่งึ เป็นทั้งอาหารเพ่ือ
ยงั ชพี และเปน็ เพอ่ื นรว่ มโลก การศกึ ษาความเชอ่ื พธิ กี รรมบนพน้ื ฐานของภมู ปิ ญั ญา อาทิ
ความเชื่อเร่ืองผี เรื่องเทวดา เป็นความเช่ือท่ีเป็นองค์ประกอบหนึ่งของปรากฏการณ์ที่
ละเอยี ดออ่ นและซบั ซอ้ น ความเชอ่ื ในศาสนา เชอื่ เรอื่ งระบบค�ำสอนอนั เปน็ เรอ่ื งทเี่ กยี่ วขอ้ ง
ระหวา่ งความเช่อื กบั ความศรัทธา ผนวกกับความเช่อื ในอ�ำนาจเหนอื ธรรมชาติ มนษุ ย์จึง
ไดข้ ยายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั คน คนกบั ธรรมชาตโิ ดยรอบ และสรา้ งความสมั พนั ธ์
ท่ดี ีระหว่างคนกบั อำ� นาจดงั กลา่ ว ซง่ึ มนษุ ยเ์ ช่ือวา่ อ�ำนาจเหล่านนั้ มีพลงั แฝงอยู่ สามารถ
ควบคมุ ธรรมชาติและควบคุมวิถชี ีวติ ของมนษุ ยไ์ ด้
สว่ นพธิ กี รรม คอื การแสดงออกทางพฤตกิ รรมทไี่ ปสมั พนั ธก์ บั ความเชอ่ื เปน็ สว่ นใหญ่
การศกึ ษาพิธีกรรมในแงข่ องการแสดงออกเชงิ สัญลักษณท์ ี่ทำ� หน้าท่ีหรือสะท้อนถึงวิธีคดิ

70 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ภูมิปัญญาชาวบ้าน อาจมีการปรับเปล่ียนบ้างเพ่ือให้สามารถเผชิญกับความเคล่ือนไหว
ของบรบิ ททางสงั คมซงึ่ เปลยี่ นไปตามสภาพแวดลอ้ ม พธิ กี รรมทำ� หนา้ ทตี่ อกยำ้� อดุ มการณ์
เปน็ แบบแผนทางวฒั นธรรม ท�ำหนา้ ทก่ี ลอ่ มเกลาจติ ใจและยงั เปน็ ตน้ แบบของพฤตกิ รรม
มนุษย์ นอกจากน้ันการประกอบพิธีกรรมยังเป็นการรวมกลุ่มกันหรือเป็นศูนย์รวมจิตใจ
ของสังคม เป็นการแสดงออกเพ่อื ลดความตงึ เครยี ดทางใจ และผสานความขดั แย้งท่เี กิด
ข้ึนในสังคม
ดงั นน้ั การศกึ ษาความเชอ่ื และพธิ กี รรมจะตอ้ งวางอยบู่ นฐานความสมั พนั ธข์ องความ
คิดหรือความสัมพันธ์ของมนุษย์กับอ�ำนาจเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่กล่าวมาแล้ว ความเช่ือและพิธีกรรมมนุษย์
สามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ในภาวะวิกฤติ เช่น คนตัดต้นไม้ ท�ำลายป่า มนุษย์ก็น�ำเอา
พธิ กี รรมทางพทุ ธศาสนามาบวชตน้ ไม้ บวชปา่ บวชแมน่ ำ�้ ลำ� ธาร เพอื่ ใหเ้ กดิ ความศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ
เป็นวิธีการผลิตซ�้ำทางวัฒนธรรม เม่ือมนุษย์รู้และเข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม มอง
เห็นคุณค่าและเช้าใจปัญหาสถานการณ์ปัจจุบันก็สามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ได้ถูกต้อง
และเหมาะสม อาจกลา่ วสรปุ ได้ว่า ความเชือ่ และพธิ กี รรมต้องเกย่ี วพันกบั ความเชอื่ และ
พลงั ศรทั ธานับถอื อำ� นาจเหนอื ธรรมชาติดว้ ย
ความเช่อื และพธิ กี รรม : ประโยชน์ของภูมิปัญญาพืน้ บา้ น
คุณค่าภูมิปัญญาที่แฝงมากับความเชื่อและพิธีกรรมน้ัน ซึ่งบางอย่างไม่สามารถ
ถา่ ยทอดหรอื เรยี นรกู้ นั ไดโ้ ดยตรง แตอ่ าศยั ความเชอื่ มนั่ ศรทั ธาเปน็ แรงจงู ใจใหผ้ เู้ ชอ่ื ถอื รบั
ฟงั ยอมรบั รวมถงึ การปฏบิ ตั ติ ามใหเ้ ปน็ ไปในทศิ ทางเดยี วกนั เพอื่ การด�ำรงอยอู่ ยา่ งสนั ตสิ ขุ
ของสังคมชุมชนโดยมีผลตอบสนองต่อสังคมชุมชนในเชิงบวก ก่อให้เกิดความร่วมมือใน
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน เกิดความสามัคคี เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เกิดการยอมรับ
สงั คมชมุ ชน การรู้จักเลือกใช้ทรัพยากรอยา่ งเหมาะสม สว่ นการเรยี นรู้ทางอ้อมผ่านการ
สังเกต จดจ�ำ ซึมซับ และฝกึ ฝนจนเกิดความสามารถ เขา้ ใจและปฏิบตั เิ องได้ กล่าวอกี นยั
หนง่ึ กค็ อื การผา่ นกระบวนการขดั เกลาทางสงั คมและการเรยี นรตู้ ามอธั ยาศยั ภายในกรอบ
วัฒนธรรมของชุมชน
ประโยชน์ของภมู ปิ ญั ญาที่เกดิ จากความเช่อื ทางอ้อม อาทิ
๑. ช่วยหลอ่ หลอมให้มนุษย์มีความเป็นมนษุ ย์ มีผลทางดา้ นจติ ใจ นบั เปน็ เสน้ แบง่ ท่ี
ชดั เจนระหวา่ งความเปน็ มนษุ ย์กบั สัตว์ เพราะในสังคมสัตว์ไม่มกี ารประกอบพธิ กี รรม

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 71

๒. สร้างความหวังให้กับผู้ปฏิบัติท้ังโลกนี้และโลกหน้า มนุษย์มีความหวังในการ
ด�ำเนินชีวิตประจ�ำวันที่ปกติสุข ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุลและมีความ
สัมพันธ์ท่ีดีกับทั้งมนุษย์ด้วยกันกับธรรมชาติและอำ� นาจเหนือธรรมชาติและยังหวังว่าจะ
ไดไ้ ปสู่ภพภูมทิ ีด่ ใี นโลกหน้า (โลกหลงั ความตาย)
๓. สรา้ งความภมู ใิ จและเกดิ ปติ สิ ขุ ทไี่ ดม้ สี ว่ นรว่ มในพธิ กี รรมทบี่ รรพชนไดป้ ฏบิ ตั สิ บื
ตอ่ กนั มา
๔. ช่วยให้ลืมหรือบรรเทาความเศร้าโศกเสียใจ เช่นการสูญเสีย เรื่องบาปบุญ
คณุ โทษ ชว่ ยผอ่ นคลายวกิ ฤติทางด้านจิตใจ
๕. สร้างส่ิงพึ่งพา สร้างความอบอุ่นและก�ำลังใจเม่ืออยู่ในภาวะคับขัน การได้
ประกอบพิธกี รรม บวงสรวงหรือพลีกรรมช่วยให้เกิดความหวังว่าส่ิงที่อยู่เหนือธรรมชาติ
จะช่วยผ่อนคลายจากส่ิงหนักให้เป็นเบา หรือลดภาวะความตึงเครียดลงได้ เช่น
การเจ็บปว่ ยที่ไมร่ ูส้ าเหตุ
๖. สร้างความกลัวเกรงไม่ละเมิดต่อสถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิท่ีสังคมชุมชนให้ความเคารพ
สักการะ ไม่ลักขโมย ไมโ่ กหก ส�ำรวมในเขตหวงห้าม ขณะเดียวกันก็ยึดปฏบิ ัติตามจารตี
ประเพณี ไม่ท�ำตนใหเ้ กดิ การแปลกแยกจากสงั คมชมุ ชน
๗. เกิดประโยชน์โดยตรงในการด�ำรงชีวิต เช่น มีลางบอกเหตุทางธรรมชาติ หรือ
เกดิ ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
๘. สร้างความเป็นเอกภาพ และความสามัคคีในครอบครวั วงศ์ตระกูล สังคมชมุ ชน
และประเทศชาติบ้านเมอื ง
๙. ความเชื่อ และพิธีกรรมกลายเป็นจารีต (ฮีตคลอง) ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นภาค
ส่วนหน่งึ ของวิถชี ีวิตของสงั คมชุมชน
สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของบรรพชนว่า เป็นองค์ความรู้อันเกิดจากปฏิสัมพันธ์
ระหว่างมนุษย์ สัตว์ พืชและธรรมชาติในระบบนิเวศเดียวกัน คือการรักษาความสมดุล
แบบองค์รวมระหว่างกายกับจิตเชื่อมโยงอย่างสมดุลของธาตุทั้ง ๔ “สรรพสิ่งท้ังหลาย
รวมทั้งชีวิตมนุษย์ล้วนปรุงแต่งข้ึนจากธาตุท้ัง ๔ น่ันเอง”กล่าวได้ว่า ความเชื่อและ
พิธีกรรม เป็นฐานจารีตประเพณีท่ีโยงยึดถักทอเป็นเครือข่ายสัมพันธ์กับต่างหมู่บ้าน
ต่างท้องถ่ินท่ีมีบริบทของสภาพแวดล้อมและมีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมกัน
ความเป็นสังคมหมู่บ้านจะพบเห็นโดยท่ัวไปในด้านการช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกันและกัน

72 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

หลายพิธีกรรมยังโยงใยสายสัมพันธ์ท้ังในระบบเครือญาติ และผู้ท่ีมีความเชื่อใน
เรื่องเดียวกัน การติดต่อผูกพันเช่นนี้เป็นไปในลักษณะต่างตอบแทนซ่ึงทางล้านนาเรียก
ว่า “การเอามื้อ” เช่น การเลีย้ งผีมดผีเมง็ งานบุญทางพทุ ธศาสนา เช่น การสืบชะตาบา้ น
สบื ชะตาเมอื ง งานกฐิน ผา้ ปา่ งานบญุ ตามประเพณี เป็นต้น
มีพิธีกรรมหลายอย่างท่ีสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับความ
เช่ือดั้งเดิมคอื “ผีกบั พุทธ” เมอ่ื มนษุ ยไ์ ดเ้ อาธรรมชาติ สงิ่ ทอี่ ยเู่ หนือธรรมชาตแิ ละอ�ำนาจ
ลึกลับท้ังหลายมาสถาปนาเป็นบุคคลข้ึน เช่น เป็นผี เป็นเทพ เป็นเทวดา เส้ือบ้าน
เสื้อวัด เสื้อเมืองแม้ว่าความเชื่อและพิธีกรรมจะไม่เป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์แต่
ก็มีผลทางพฤติกรรมและการดำ� รงชีวิตของมนุษย์ เข้าใจความคิด ทัศนคติและโลกทัศน์
ตลอดถึงมองเห็นพัฒนาการทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สะท้อนให้เห็นสภาพทาง
ภมู ิศาสตร์ และระบบนเิ วศ ปลกู ฝังความคิดความเช่อื สอดคลอ้ งกบั วิถชี วี ิตซงึ่ ปรับเปล่ียน
ไปตามโครงสร้างภายนอกที่เข้ามากระทบ ความเชื่อและพิธีกรรมจึงเป็นเสมือนสายใย
ชีวิตของคนในสังคมชุมชน ในทางประวัติศาสตร์การประกอบพิธีกรรมเป็นการสืบทอด
เร่ืองราวให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ความเป็นมาของท้องถ่ินอันเป็นรากเหง้าเผ่าพันธุ์ของตน
บทสวดในพิธีกรรมรวมถึงภูมิหลังของผีท่ีคุ้มครองถูกสร้างเสริมด้วยจินตภาพกลายเป็น
ตำ� นานเล่าขานและปฏิบัติสืบตอ่ กนั มา
ภมู ปิ ญั ญาพน้ื บา้ น มภี มู ริ แู้ ละภมู ธิ รรม หรอื องคค์ วามรคู้ จู่ รยิ ธรรมทใี่ ชอ้ บรมบม่ เพาะ
ลกู หลาน เยาวชนและสมาชกิ ในสงั คมใหม้ คี วามรบั ผดิ ชอบ การมสี ว่ นรว่ มในสงั คมยอ่ มได้
รบั การถา่ ยทอดภมู ริ แู้ ละภมู ธิ รรมโดยผา่ นความเชอ่ื และพธิ กี รรม การประกอบพธิ กี รรมจงึ
ไมไ่ ด้เกิดขึ้นลอยๆ การแสดงออกทไี่ มส่ ามารถแยกออกไปจากวถิ ีการดำ� เนนิ ชวี ิต นบั เปน็
สอ่ื ที่สะท้อนภูมปิ ัญญาในการจัดการใหเ้ กิดความสมดลุ ระหวา่ งมนุษยก์ ับธรรมชาติ และ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ยด์ ว้ ยกนั เอง นบั เปน็ ตน้ แบบทางวฒั นธรรมทแ่ี สดงถงึ ลกั ษณะ
เฉพาะทางชาติพนั ธุ์ และสทิ ธิในการดำ� รงอย่ใู นฐานะมนษุ ยท์ ่ีมศี ักด์ศิ รีและภูมิปัญญา
ความเช่ือและพิธีกรรมในบริบทของสงั คมลา้ นนา
จากการศึกษาความเช่ือและพิธีกรรมของสังคมล้านนานอกจากการรับรู้โดยผ่าน
ต�ำนานทางพุทธศาสนา ต�ำนานพระพุทธรูปแล้ว เราจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง
พุทธกบั ผี ความเชือ่ เรอ่ื งผี เปน็ ความเช่ือด้งั เดิมทม่ี ีอยใู่ นวฒั นธรรมลา้ นนา ซึ่งสะทอ้ นให้
เหน็ ภาพทปี่ รากฏในบรบิ ทของชมุ ชนในทอ้ งถน่ิ หลายลกั ษณะมที ง้ั ลกั ษณะสง่ เสรมิ ซง่ึ กนั
และกันกับมีลักษณะขัดแย้งกัน ระหว่างความเชื่อในพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์และ
คติความเช่ือดั้งเดิม (Animism) คือความเชื่อเร่ืองผีของชาวล้านนา ไม่ว่าจะเป็นผีสาง

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 73

เทวดายักษ์และพญานาค อ�ำนาจเหนือธรรมชาติ แม้ค�ำสอนในพุทธศาสนาจะเข้ามา
ชเี้ หตชุ ผ้ี ลเขา้ ใจในคำ� สอนตามหลกั ศาสนาพทุ ธมากขนึ้ และไดน้ ำ� เอาพระธรรมคำ� สอนมา
ปฏิบัติ แตเ่ มอื่ เกิดวิกฤตคิ บั ขันข้ึน เช่นเกิดน้ำ� ทว่ ม ไฟไหม้ ฝนแล้ง เกิดพายุใหญ่ แผน่ ดิน
ไหว เปน็ ตน้ ชาวลา้ นนากย็ งั กลบั ไปบวงสรวงสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ นำ� เอาพธิ กี รรมทงั้ พทุ ธและผมี า
ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยกนั ในลักษณะการประนีประนอม สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ ชาวล้านนาให้ความสำ� คญั
นบั ถอื ศรทั ธา “ผดี ง้ั เดิม”ทปี่ รากฏในวฒั นธรรมความคิดความเช่ือที่ถูกอบรมบม่ เพาะมา
ตั้งแต่บรรพชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการบูรณาการความเช่ือดั้งเดิมเก่ียวกับอ�ำนาจ
เหนอื ธรรมชาติกับพทุ ธศาสนาเขา้ ดว้ ยกนั

ความเชื่อและพิธีกรรมในเรื่องของพลังอ�ำนาจเหนือธรรมชาติ หรือผีสางเทวดา
ปะปนอยู่ในความเช่ือทางพุทธศาสนาชองชาวล้านนานั้นจะพบได้โดยท่ัวไปโดยเฉพาะ
ในต�ำนานการสรา้ งพระพทุ ธรูป ต�ำนานการสรา้ งเจดีย์ การสร้างศาสนสถาน หรอื ศาสน
วตั ถุ ลว้ นแตก่ ลา่ วถงึ ผสู้ รา้ งจะไดร้ บั อานสิ งสผ์ ลบญุ มากยกตวั อยา่ งความเชอื่ และพธิ กี รรม
ท่เี ก่ยี วกบั พทุ ธศาสนาเช่น พธิ บี ูชาผีเสื้อบา้ น ผีเสอ้ื วดั ผีเส้อื เมืองหรือเจนบ้าน เจนเมอื ง
ของชาวลา้ นนาเพราะเชอื่ วา่ มีหน้าท่ดี แู ลรักษา ค้มุ ครองบ้านเมอื ง ค้มุ ครองวดั ประเพณี
สรงนำ�้ พระพทุ ธรปู คอื การน�ำนำ้� ทบ่ี รสิ ทุ ธ์ิ น้�ำขมน้ิ สม้ ปอ่ ยสรงน้�ำพระพทุ ธรปู ทสี่ �ำคญั เชน่
พระพุทธสิหิงค์ พระเจ้าฝนแสนห่า เพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล ประเพณีการทานหรือ
ถวายขา้ วพระเจา้ พระพทุ ธรปู ตอ้ งฉนั อาหารเชน่ เดยี วกบั พระภกิ ษสุ งฆ์ เมอื่ ถวายขา้ วแลว้
พระพทุ ธรปู คมุ้ ครองรกั ษา ประเพณที านตงุ ใหก้ บั วดั โดยเฉพาะการทานตงุ ใหค้ นตายโหง
ตอ้ งทานตงุ แดงกอ่ นเพราะเป็นเคลด็ แก้กนั ได้ แลว้ ทานตงุ ขาว ถูกสอนวา่ อานสิ งส์ตงุ ขาว
แรงกวา่ ตุงแดง นอกจากน้ยี ังทานชอ่ ๑๐๘ อนั และกองทราย ๑๐๘ กอง ก็เชือ่ ว่าช่วยให้
คนท่ีตายโหงหรอื ตายไมด่ จี ะพ้นจากวิบากกรรม เป็นตน้

ความเชื่อและประเพณีที่สัมพันธ์กับพุทธ
ศาสนาของคนเมืองแจม๋

จากวดั เดินลัดท่งุ นาไปยังหมบู่ ้าน บทความนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างความ
เช่ือและประเพณีที่เก่ียวกับพุทธศาสนาบาง
ประเพณีท่ีผู้เขียนได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์
บ้านเมืองแจ๋มหรือแม่แจ่มหลายคร้ัง ชาว

๑ไดท้ �ำแผน่ พบั และวดิ ที ศั น์ เรอื่ ง “ไปวดั แบบคนเมอื ง” ทบ่ี า้ ปา่ แดด เผยแพรต่ งั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ เขา้ พรรษาทบี่ า้ นทพั พ.ศ. ๒๕๕๔
และงานปอยหลวงอีกหลายคร้ัง แต่ละครั้งได้เห็นพิธีกรรมหลายอย่างที่น่าประทับใจ เป็นพิธีกรรมที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนาใน
บทความ “เมอื งแจม๋ จึงยงั แจม่ ในวัฒนธรรม”

74 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

บ้านที่น่ีเรียกขานบ้านตนเองว่า เมืองแจ๋ม แบ่งเป็นบ้านแจ๋มเหนือและบ้านแจ๋มใต้ด้วย
ล�ำห้วยชา่ งเคง่ิ เปน็ เป็นเส้นแบ่งเขต เมืองแจม๋ มแี ม่นำ้� แจม๋ เปน็ แม่น้ำ� สายหลกั วถิ ีคนเมือง
แจม๋ คือการทำ� ไรท่ ำ� นาท�ำสวน ลกั ษณะของการตั้งบ้านเรอื นอาจเรยี กว่า “นาลอ้ มบ้าน”
เพราะจากวดั เดนิ ลดั ทงุ่ นาไปยงั หมบู่ า้ นไดด้ งั นน้ั น้�ำทอ่ี ดุ มสมบรู ณจ์ งึ เปน็ ปจั จยั ส�ำคญั ของ
ชมุ ชน การมขี า้ วในยงุ้ หลองพอกนิ ตลอดปถี อื วา่ ไมเ่ ดอื ดรอ้ น คนเมอื งแจม๋ จงึ มปี ระเพณหี นง่ึ
ท่ีแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร คือ “ประเพณีตานเข้าใหม่ ตานเข้า
ล้นบาตร” ชาวบ้านน�ำข้าวเปลือกท่ีได้จากการเก็บเก่ียวใหม่ต้องข้ึนเก็บในยุ้งฉางก่อน
วนั เพ็ญเดือน ๔ (ตรงกบั เดอื นมกราคม) และจะไม่น�ำข้าวเปลอื กไปตำ� หรือสรี บั ประทาน
กอ่ นจะได้ท�ำบุญข้าวใหม่
การท�ำบุญข้าวใหม่หรอื ตานเขา้ ใหม่ คือการทำ� บุญอทุ ศิ ส่วนกุศลใหแ้ ก่เทวดาขุนนำ้�
ผีฝาย ปู่ ย่า ตา ยาย หรือบรรพชนผู้บุกเบิกที่ไร่ที่นาให้ลูกหลานได้ทำ� กิน ก่อนถึงวัน
ท�ำบุญหน่ึงวันล้านนาเรียกวันดา ผู้เขียนได้มีโอกาสเก็บข้อมูลในพื้นที่โดยรอบวัดป่าแดด
พบว่าศรัทธาชาวบ้านทุกหลังคาเรือนต่างก็จัดเตรียมของที่จะน�ำไปท�ำบุญวันรุ่งข้ึนคือ
วนั เพญ็ เดอื น ๔ ประเภทอาหารคาวและและขนมหวานเช่น ขนมเทียนไสม้ ะพรอ้ มอ่อน
ผัดกับน้�ำตาลหรือน้�ำอ้อย ขนมปาด ซ่ึงท�ำจากแป้งน�้ำตาลและกะทิคนจนเหนียวเท
ใสถ่ าด รอจนขนมเยน็ แลว้ ใชม้ ปี าดเปน็ ชน้ิ ๆ ใสป่ น่ิ โตหรอื ภาชนะหรอื หอ่ ดว้ ยใบตองกลว้ ย
เตรียมนำ� ไปท�ำบญุ ขา้ วต้มมัดไสก้ ลว้ ยแต่ท่นี า่ สงั เกตคือ อาหารคาว อาจจะมีหลายอย่าง
แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละครอบครัว แต่ “ห่อน่ึงปลาหลิม” หรือปลาช่อนจะต้อง
มีทุกหลังคาเรือน ผู้เขียนได้สัมภาษณ์หลายครอบครัวได้ค�ำตอบเหมือนกันว่า ปลาหลิม
หรือปลาช่อน เป็นปลาที่ไม่ท�ำลายต้นข้าว เป็นปลาท่ีเก่ียวข้องกับพระพุทธเจ้าเม่ือคร้ัง
พระองค์เสวยพระชาติเป็นพญาปลาช่อนโพธิสตั ว์ ดงั นัน้ จงึ ท�ำหอ่ นง่ึ ปลาช่อน ถวายทาน
หรือตานขันข้าวดว้ ย
ใบตองกล้วยนับเป็นวัสดุส�ำคัญอีกอย่างหนึ่งท่ีขาดไม่ได้ ซึ่งชาวบ้านได้ปลูกกัน
เป็นส่วนใหญ่ บ้านไหนไม่มีก็ขอจากบ้านใกล้เรือนเคียงได้ ต้นกล้วยน้�ำว้า เป็นวัสดุ
เอนกประสงค์ของชาวบ้านเพราะใช้ได้ทุกส่วน ในช่วงงานบุญใบตองกล้วยมีส่วนร่วม

๑คนลา้ นนา มคี มั ภรี ป์ ระเภทชาดก เรอื่ ง พญาปลาชอ่ น เชอื่ วา่ เวลาเกดิ ความแหง้ แลง้ จะมพี ธิ กี รรมการเทศนาธรรมปลาชอ่ น ดว้ ย
เนอื้ หาไดก้ ลา่ วถงึ พระพทุ ธเจา้ เมอ่ื ครงั้ เสวยพระชาตเิ ปน็ พญาปลาชอ่ นโพธสิ ตั ว์ ไดบ้ �ำเพญ็ สงั คหวตั ถธู รรมชว่ ยเหลอื สตั วน์ ำ้� บรวิ าร
ทง้ั หลายใหร้ อดพน้ จากการเปน็ อาหารของนก แรง้ ทงั้ หลายทมี่ าโฉบกนิ ตอนทเี่ กดิ ฝนแลง้ น้�ำในสระแหง้ สรา้ งความเดอื นรอ้ นอยา่ ง
มากอานิสงสก์ ารตัง้ สจั จะอธษิ ฐานของพญาปลาช่อน จึงทำ� ให้ฝนตกไปทว่ั ปฐพี สัตว์น้ำ� ทัง้ หลายรอดตายข้าวกเ็ จริญงอกงามดว้ ย
โปรดดูรายละเอยี ดเกีย่ วกบั พธิ ีขอฝนในสารานกุ รมวัฒนธรรมไทยภาคเหนอื . เลม่ ๒, ๒๕๔๒. หน้า ๕๖๑, ๓๖๙๙.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 75

อย่างสำ� คญั เช่น น�ำมาห่อขนม หอ่ นึ่ง (หอ่ หมก) ท�ำสวย (กรวย) ดอกไม้ ห่อขา้ วและ
หอ่ อาหารส�ำหรับใสบ่ าตร หอ่ หมาก หอ่ พลู และห่อเมยี่ งเปน็ คำ� ๆ ใบตองแห้งกน็ ำ� ไปมวน
บุหรี่ ซ่ึงล้วนแต่เป็นของต้องน�ำไปท�ำบุญเช่นเดียวกัน พบเห็นเกือบทุกหลังคาเรือนที่ตัด
ใบตองกลว้ ยทง้ั กา้ นมาตากแดดใหใ้ บกลว้ ยออ่ นตวั เวลานำ� ไปใชจ้ ะไมแ่ ตกหรอื ขาดฉกี งา่ ย
ในสงั คมชาวบา้ นมกี ารแบง่ หนา้ ทใี่ นการจดั เตรยี มของทำ� บญุ ระหวา่ งฝา่ ยชายกบั ฝา่ ย
หญิงคอ่ นขา้ งชดั เจน กล่าวคอื ฝา่ ยชายจัดเตรียมฟืน สำ� หรบั เปน็ เชือ้ เพลงิ ในการประกอบ
อาหาร เตรียมปอกเปลือกและขูดมะพร้าวส�ำหรับท�ำขนม ตักน้�ำจากบ่อมาเตรียมไว้ให้
เต็มหม้อ เต็มโอ่ง รวมถึงการตดั กา้ นกล้วยมาตากแดด เรยี กว่างานหนกั ต้องออกแรงเป็น
ของฝา่ ยชาย สว่ นฝ่ายหญงิ เปน็ ฝา่ ยจดั เตรียมเรื่องอาหารคาว หวาน เสร็จจากการเตรยี ม
อาหาร รอให้ขนมและห่อนึ่งสุก ก็จัดเตรียมหาดอกไม้ จัดสวยดอกที่ประกอบด้วยธูป
และเทียน ทุกบ้านปลูกดอกไม้ ต้นไม้ท่ีใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการท�ำบุญ เช่น ต้นโกศล
ดอกสบนั งา ดอกสายนำ้� มนิ้ ดอกบานไมร่ โู้ รย ดอกหงอนไก่ (ดอกด้าย) เป็นตน้

งานของฝา่ ยชาย

งานของฝ่ายหญงิ

หอ่ แบบง่ายๆ แตท่ ำ� ดว้ ยจติ ศรัทธา

76 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ห่อนึ่งปลาชอ่ น

จดั เตรยี มดอกไมธ้ ูปเทียน หมาก เมยี้ ง บุหร่ี

ส่ิงที่ผู้หญิงบ้านป่าแดดรวมถึงบ้านแจ๋มใต้ซ่ึงประกอบด้วยบ้านท้องฝาย บ้านไร่
บ้านยางหลวง บ้านห้วยไห บ้านแม่ปานบ้านทัพ ขาดไม่ได้คือซ่ินตีนจกเพราะผู้หญิงใน
หมู่บ้านดังกล่าวทอตีนจกเป็นโดยเฉพาะคนสูงอายุ และให้ความส�ำคัญกับซ่ินตีนจกมาก
ผูห้ ญงิ ทุกคนจะต้องมซี น่ิ ตนี จกอย่างน้อยคนละ ๑ ผนื ซน่ิ ตนี จกมไี ว้นุ่งไปวดั ไปงานบุญ
(งานปอย) เก็บไวน้ ุ่งตอนตาย และเก็บไว้ตานใหก้ บั ตวั เอง คอื อุทศิ สว่ นกุศลให้กบั ตัวเอง
เมื่อตายไปแล้วจากการบอกเล่าของแม่อุ้ยถึงวิธีดูและรักษาซิ่นตีนจกคือ จะกลับด้าน
ในออก ไม่พับเพราะจะท�ำให้เป็นรอยใช้พาดกับราวไม้ไว้พอมีงานบุญก็จะน�ำซิ่นออกมา
ผึ่งแดด เม่ือใช้แล้วถ้าไม่เปื้อนก็จะไม่ซัก ใช้วิธีผ่ึงแดดเช่นเดียวกันส่วนใหญ่จะไม่นิยม
ซกั เพราะจะทำ� ใหส้ ซี ดี และเกา่ เรว็

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 77

ส่วนผู้หญิงทางบ้านแจ๋มเหนือ เช่น บ้านพร้าวหนุ่ม บ้านช่างเค่ิง บ้านต่อเรือไม่ให้
ความส�ำคัญกับตีนจกมากเหมือนบ้านแจ๋มใต้ เพราะทอตีนจกไม่เปน็ สว่ นใหญ่จะทอซน่ิ
ลวั ะ ซนิ่ กา่ น ซนิ่ ยาง ผา้ หม่ ผา้ ขาว กจ็ ะใชซ้ น่ิ ดงั กลา่ วไปวดั หรอื ไปงานบญุ เมอ่ื ตายไปแลว้
ลกู หลานกจ็ ะเลอื กผา้ ซน่ิ ผนื ใหมๆ่ ตานใหเ้ ชน่ ซน่ิ แมก่ งุ้ ซน่ิ ตาแอม้ ซน่ิ กา่ นหรอื ซนิ่ ลวั ะกไ็ ด้
แม่อุ้ยเฮือน ลำ�่ สัน บ้านช่างเค่ิงเล่าว่า“ต๋ายแล้วบ่อต้องกึ๊ดนัก เม่ือเป๋นคนก่อหม่ันไปวัด
ทำ� บญุ เยยี ะดกี ่อไดไ้ ปดี เยียะบ่อดกี อ่ ตก๊ หมอ้ หละฮก”๑
อย่างไรกต็ ามในอดีตการทอผา้ เป็นเรอ่ื งสำ� คญั และมีความจ�ำเปน็ มากสำ� หรับผ้หู ญงิ
บา้ นแมแ่ จม่ นอกจากจะทอเพอ่ื น่งุ ห่มของตนเองแลว้ ตอ้ งทอให้คนในครอบครัว และทอ
สำ� หรบั “ไหว”้ หรือด�ำหวั ผใู้ หญ่ในโอกาสอนั ควร เช่นปีใหม่เมอื ง (เดอื นเมษายน) การได้
นุง่ หม่ ผา้ ดๆี ถอื วา่ เป็นหน้าตาของครอบครัว และไม่มีใครดถู ูกว่าผูห้ ญิงบา้ นน้ีแม่ไม่สอน
ใหท้ อผา้ ใช้ คนทอผา้ ตอ้ งเปน็ ทกุ อยา่ งตง้ั แตป่ ลกู เกบ็ ดอกฝา้ ยจากปยุ ฝา้ ยมาเปน็ เสน้ ฝา้ ย
แลว้ ทอเปน็ ผนื ได้ เพราะคนโบราณมคี ำ� พดู ทส่ี อนลกู หลานวา่ “ตกุ๊ บอ่ ไดก้ น๋ิ บอ่ มไี ผตา๋ มไฟ
สอ่ งตอ๊ ง ตกุ๊ บอ่ ไดน้ งุ่ ได้ หญอ้ งปน้ี อ้ งดแู คน” เรอ่ื งกนิ กนิ อะไรไมม่ ใี ครเหน็ แตเ่ รอ่ื งเสอ้ื ผา้
นงุ่ หม่ คนอน่ื มองเหน็ ถา้ ใสเ่ สอื้ ผา้ ไมด่ พี นี่ อ้ งจะดถู กู ดแู คลน นบั เปน็ วธิ ลี กู สาวใหท้ อผา้ เปน็
เพราะในอดีตนอกจากความจนไม่มีเงินซ้ือแล้วยังหาซื้อยากย่ิงช่วงเกิดสงครามโลกครั้งท่ี
สองถ้าบ้านไหนทอผ้าไมเ่ ปน็ ทุกข์ไม่มจี ะกนิ แลว้ ยังทุกขไ์ ม่มีเสอื้ ผา้ นุง่ หม่ อีกดว้ ย
การทำ� บญุ ขา้ วใหมช่ าวลา้ นนานยิ มท�ำบญุ หลงั เกบ็ เกย่ี วขา้ วขน้ึ ยงุ้ ฉางเรยี บรอ้ ยกอ่ น
วนั เพญ็ (ขน้ึ ๑๕ ค่ำ� ) เดอื น ๔ ประมาณเดอื นมกราคม เพ่อื อุทิศกุศลไปถึงเทวดาขนุ น้ำ�
ผีฝาย แม่โพสพ ตลอดถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ได้มาแพ้วถางที่เป็นไร่เป็นนาให้
ลูกหลานได้ท�ำกิน ข้าวใหม่ที่ได้มาจะไม่เอาไปสีหรือต�ำกินก่อนท�ำบุญนอกจากอาหาร
ที่จัดเตรียมในวันดาดังท่ีกล่าวมาแล้ว ชาวบ้านจะน�ำข้าวเปลือก ข้าวสารไปใส่บาตร
มากน้อยตามแต่ศรัทธา ทางวัดจัดเตรียมเสื่อกะลาและบาตรไว้สองที่ ส�ำหรับใส่ข้าว
เปลือกทห่ี น่งึ ข้าวสารทหี่ นึ่ง เรยี กวา่ ทานข้าวลน้ บาตร กองข้าวเปลือก เรียกว่า ดอยค�ำ
กองข้าวสารเรียกว่า ดอยเงิน ข้าวท่ีศรัทธามาท�ำบุญทางวัดเก็บไว้น่ึงฉันวันท่ีฝนตก
หนักออกบิณฑบาตไม่ได้ แต่ปัจจุบันคนที่ไม่มีที่นาท�ำกินก็จะมาขอซ้ือ ทางวัดเก็บเงิน
ไว้ใช้จ่ายต่อไป ปู่อาจารย์จะเวนทานข้าวใหม่ด้วยการเล่าข้ันตอนการท�ำนาต้ังแต่ไป
ตเี หมืองฝายใหน้ �้ำเข้านาไดส้ ะดวกจนถึงเก็บเกยี่ วน�ำขา้ วขึ้นยุง้ ฉาง๒

๑ดรู ายละเอยี ดใน ประวัตศิ าสตรผ์ า้ ตนี จก-ผ้าทอแม่แจม่ .หนา้ ๙๙-๑๐๐.
๒โปรดดูรายละเอียดใน สารานกุ รมวฒั นธรรมไทยภาคเหนอื .เล่ม๖, หนา้ ๒๗๕๖-๒๗๕๗.

78 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ประเพณตี านหลวั หงิ ไฟพระเจ้า
เดือน ๔ หรือ เดอื นมกราคม เป็นฤดูหนาวทแ่ี ม่แจม่ อากาศจะหนาวเย็นมากหมอก
ลงหนาจนมองไม่เห็นแม้ในระยะใกล้ๆ จึงเป็นภูมิปัญญาอีกอย่างหน่ึงท่ีบรรพชนสร้าง
ไว้นั้นคือการทานหลัว (ฟืน) หิงไฟพระเจ้า เพ่ือให้พระเจ้าคือพระพุทธรูปพระประธาน
ในวิหารได้รับความอบอุ่นคนท่ีมาท�ำบุญในช่วงเวลานั้นก็ได้รับความอบอุ่นในช่วงเวลาท่ี
ฟืนก�ำลังลุกโชนนั้นศรัทธาชาวบ้านท่ีมาวัดในขณะน้ันยืนล้อมวงรอบกองไฟ พิธีกรรมนี้
นับเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมกล่าวคือก่อนถึงเดือน ๔
เจา้ อาวาสจะบอกกลา่ วใหศ้ รทั ธาชาวบา้ นชว่ ยกนั หาไมต้ ามชายปา่ หรอื ตามหวั ไรป่ ลายนา

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 79

เตรียมไว้ ไม้ท่ีจะน�ำมาท�ำเป็นฟืนจุดไฟบูชาพระเจ้าน้ันต้องมี
คุณสมบัติพิเศษ กล่าวคือ ต้องเป็นไม้มีหนาม ข้างในกลวง มี
สีขาว ไม่มรี สเปร้ียวหรือขม ลำ� ต้นมขี นาดเทา่ ลำ� แขนใช้ทั้งตน้
ไม่ต้องผ่า เวลาจุดไฟแล้วไม่แตก ชาวบ้านจะเอาหนามและ
เปลือกออกให้หมด มาเก็บไว้ท่ีบ้านเพื่อให้ไม้แห้งจุดไฟได้
ง่าย ไมท้ นี่ ิยมใช้ เชน่ ไมจ้ ้ี หรอื ไม้คนทา เพราะมลี กั ษณะตาม
ท่ีต้องการปัจจุบันใช้ไม้ไมยราบ นอกจากจะมีคุณสมบัติดัง

กล่าวแล้วยังเป็นไม้ที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอยอย่างอ่ืนนัยยะ
ทางปรัชญาทางพุทธศาสนาที่แฝงอยู่ในไม้หิงไฟพระเจ้า
บรรพชนได้บอกกล่าวไว้ว่าหนามของไม้แทนสติปัญญา
ที่แหลมคม ความกลวงของไม้แทนความว่าง ความสงบ
นอกจากน้ียังใส่ปล้องไม้ไผ่ดิบด้วยเพื่อให้เกิดเสียงดัง
ชาวบ้านทย่ี งั ไมไ่ ดม้ าวดั ในขณะนนั้ จะได้ยินและอนุโมทนา
บุญด้วย เสียงดังเหมือนเสียงประทัด นี่คือภูมิปัญญาของ
ชาวบ้านเพราะในช่วงเวลาเดียวกันท่ีวัดป่าแดดจุดไฟวัด
อืน่ ๆ ก็คงจุดเหมอื นกันเสยี งเหมือนจดุ ประทดั ดังกกึ ก้อง
ในวันดา คือวันข้ึน ๑๔ ค่�ำ ชาวบ้านป่าแดดน�ำ
ไม้ท่ีได้เตรียมไว้มาสุมเป็นวงกลมหน้าพระวิหารตรงกับ
พระประธานบางวัดก็สุมไว้ข้างพระวิหารเช้ามืดของวันขึ้น
80 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

๑๕ ค�่ำเดอื นมกราคม เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ - ๐๕.๐๐ นาฬกิ า เจ้าอาวาสจะเป็นผ้นู �ำ
กรวยดอกไมธ้ ปู เทยี นไปถวายพระประธานพระภกิ ษุ - เณรรว่ มกนั สวดมนตเ์ ปน็ การถวาย
ฟืนพระพุทธเจ้าขณะเดียวกันเจ้าอาวาสเป็นประธานจุดไฟเป็นท่านแรกต่อจากนั้นเป็น
พระ เณร และศรัทธาชาวบ้าน อย่างไรก็ตามการทานหลัวหิงไฟพระเจ้าต้องเสร็จส้ิน
ก่อนสวา่ งที่ฝา่ ยผหู้ ญงิ หรอื แมบ่ ้าน เดก็ ๆ จะมาทำ� บุญใส่บาตร

หลังจากผู้หญิง แม่บ้าน แม่อุ้ย
หาบเครื่องท�ำบุญท้ังหลายที่จัดเตรียมไว้
เดนิ ทางมาตกั บาตร รบั ศลี ทว่ี ดั แตล่ ะคน
จะนุ่งผ้าซ่ินตีนจกสวยงามกิจกรรมแรก
คอื การใสข่ นั แกว้ ทงั้ สาม เมอื่ เสรจ็ พธิ ที าง
ศาสนาแลว้ กลบั ถงึ บา้ นกจ็ ะตอ้ งหยาดนำ�้
อทุ ศิ ส่วนกศุ ลใหก้ บั แมธ่ รณเี จา้ ที่เจ้าทาง
รวมถงึ เจา้ กรรมนายเวรใหไ้ ดร้ บั อานสิ งส์
ผลบุญในครงั้ นดี้ ้วย
ปัจจุบนั “แม่ญิง” เมืองแจม๋ มซี ิ่น
ตนี จกนงุ่ ทกุ คน เอกลกั ษณส์ ำ� คญั ของซนิ่
ตีนจกเมืองแจ๋มจะไม่เหมือนตีนจกท่ีอ่ืน
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชาติพันธุ์ สีเหลือง
มะนาวเป็นสีโดดเด่นของที่นี่ ประกอบ
กับปัจจุบันการทอตีนจกเป็นธุรกิจท่ีท�ำ
รายไดใ้ หก้ บั กลมุ่ แม่บา้ น คนทอไม่เปน็ ก็
สามารถหาซื้อใส่ได้ วัดจึงเป็นสถานที่ที่
จะพบแม่ญิงเมืองแจ๋มนุ่งผ้าซิ่นตีนจกไป
ท�ำบุญกันพร้อมหน้า เห็นคนเมืองแจ๋ม
หลายรุ่นหลายวัยไปประกอบพิธีกรรม
ตามความเช่ือท่ีถูกบ่มเพาะจากรุ่นสู่รุ่น
พร้อมกับการท�ำบุญในวันส�ำคัญทาง
พุทธศาสนาเข่นน้ีแสดงถึงความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม ที่ชาวบ้านมีความภาคภูมิใจใน
รากเหง้าเก่าแก่อันเป็นจารึตประเพณีซ่ึงเป็นมรดกตกทอดจากบรรพชนแสดงให้เห็นว่า
คนเมืองแจม๋ ไม่ไดม้ ดี เี ฉพาะผา้ ซิ่นตนี จกเท่านน้ั

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 81

บรรณานุกรม
โครงการปฏิรปู การศกึ ษาศาสตร.์ ประวัติศาสตรผ์ ้าตนี จก ผ้าทอแม่แจม่ .
ปฐม พงษส์ วุ รรณ.๒๕๕๔. ตำ� นานพระพทุ ธรปู ลา้ นนา. “พลงั ปญั ญาทางความเชอื่ และ
ความสัมพนั ธ์กบั ทอ้ งถ่ิน” ส�ำนกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวิจัย.
ยพุ นิ เขม็ มกุ ด์. ๒๕๕๔. “เขา้ พรรษาเมอื งแจ๋มยงั แจ่มในวัฒนธรรม”, เชยี งใหมป่ ริทัศน์.
ยุพิน เขม็ มุกด์.๒๕๕๔. ความเชอ่ื พิธกี รรมสายใยในวิถีล้านนา สถาบันภาษา ศิลปะและ
วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. ๒๕๔๘. ๑ ปี เวทีแลกเปล่ียนประสบการณ์
ชุดโครงการวิจยั “ประวตั ิศาสตรท์ ้องถนิ่ แมแ่ จ่ม ๑๐๐ ปี”
เอกวิทย์ ณ ถลาง. ภูมิปัญญาล้านนา. ๒๕๔๔.พิมพ์ครั้งท่ี ๒. อมรินทร์พร้ินต้ิงและ
พับลสิ ช่งิ จ�ำกัด
อุดม รงุ่ เรอื งศร.ี ๒๕๕๒. สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ. เล่ม ๒, ๖. จัดพมิ พ์
เนื่องในพระราชพธิ ีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒
อภชิ าติ จนั ทรแ์ ดง. ๒๕๔๖. ความเชอื่ พธิ กี รรม : กระบวนการเรยี นรเู้ พอ่ื ศกั ยภาพการ
พ่ึงตนเองของชุมชนชนบทศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนบ้านยางหลวง ต�ำบลท่าผ่า
อ�ำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตคณะสังคมสงเคราะห์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์

82 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ประวัติผูเ้ ขียน
อาจารยย์ พุ นิ เข็มมุกด์

ตำ� แหนง่
- อดตี ผอู้ �ำนวยการสำ� นกั ศิลปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่.
- อาจารยพ์ เิ ศษคณะมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่
- ทป่ี รึกษาศูนยศ์ ิลปวัฒนธรรม สถาบนั ภาษาศลิ ปะ และวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงใหม่
- ผูท้ รงคุณวฒุ สิ ภาวัฒนธรรมจงั หวดั เชยี งใหม่
- ผทู้ รงคณุ วุฒิสภาวฒั นธรรม อ�ำเภอเมอื ง เชยี งใหม่
- รองประธานมูลนิธิการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาลุ่มแม่น�้ำโขง มจร.
วิทยาเขตเชยี งใหม่
ผลงานวชิ าการ
- งานวจิ ยั พทุ ธศาสนาในลา้ นนาสมยั ราชวงศม์ งั ราย พ.ศ ๑๘๓๙-๒๑๐๑.สภาวจิ ยั
แห่งชาต.ิ ๒๕๒๗.
- สถาบันสงฆ์กับการเมืองการปกครองสมัยราชวงศ์มังราย พ.ศ.๑๙๕๔-๒๑๐๑.
ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรมหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั ศิลปากร ๒๕๓๑.
- ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้. เอกสารประกอบการสอนวิชา
ประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบัน
ราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๓๑.
- งานวจิ ัย ล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๓๑๗. สมาคมวจิ ยั
เชิงคณุ ภาพแห่งประเทศไทย,๒๕๓๕.
- บรรณาธกิ าร. ประวตั ิศาสตร์พทุ ธศาสนาในล้านนา ฉบับ ๖๓๕ ปี พระบรมธาตุ
ดอยสุเทพราชวรวหิ าร, ๒๕๔๙.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 83

- หนังสือ นครกัณฑ์ : ผ้า เครอ่ื งประดับและความงามของพระนางมัทรี. สถาบัน
ภาษาศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่ ,๒๕๔๙.
- หนงั สอื ชอ่ และตุง ศิลป์แหง่ ศรัทธาภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ . สถาบนั ภาษาศิลปะและ
วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม่, ๒๕๕๓.
- หนงั สอื ความเชอื่ พธิ กี รรมสายใยในวถิ ลี า้ นนา,สถาบนั ภาษาศลิ ปะและวฒั นธรรม
มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม,่ ๒๕๕๔.
- หนงั สอื ความปะ ความลม ภาษาไทยพวนภาคเหนอื ตอนบน. สถาบนั ภาษาศลิ ปะ
และวฒั นธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งใหม,่ ๒๕๕๖.
- ยพุ นิ เขม็ มกุ ด์ และคณะ. พจนานุกรมภาษาไทยพวนบา้ นหาดเสี้ยว ฉลอง ๙๐
ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่,๒๕๕๗
84 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่

ชาตลิ อด : คตกิ ารบชู าจลุ ชาติ
ของพระพทุ ธเจ้าในกลมุ่ ชาติพนั ธุไ์ ท

พระนคร ปญฺญาวชโิ ร๑
หากใครเดนิ ทางไปนมสั การวดั ในกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ท โดยเฉพาะวดั ไทเขนิ เมอื งเชยี งตงุ
ประเทศสาธารณรฐั สหภาพเมยี นมาร์ และวดั ไทลอ้ื เมอื งสบิ สองพนั นา ประเทศสาธารณรฐั
ประชาชนจีน มักจะเห็นทุงชนิดหนึ่งแขวนตามเสาด้านข้างพระประธานในวิหารซึ่งมีรูป
สัตว์หลายชนิดเรียงล�ำดับกันลงมา ชาวไทเขินและไทล้ือ เรียกทุงชนิดน้ีว่า ทุงชาติลอด
หรือออกเสียงตามส�ำเนียงท้องถิ่นว่า “ตุงจ้าดลอด” แต่ชาวไทใหญ่มักวาดภาพสัตว์
ก�ำเนิดและยันต์ส�ำหรับบูชาเรียกว่า ชาติซามส่า ส่วนล้านนายังไม่พบว่ามีการจัดท�ำทุง
ชาตลิ อด แตป่ รากฏค�ำบูชาทุงชาติลอดและยนั ต์โสฬสชาติ (๑๖ พระชาต)ิ ส่ิงเหล่านีจ้ ัด
เปน็ งานพทุ ธศลิ ปกรรมชนดิ หนงึ่ ทส่ี รา้ งสรรคด์ ว้ ยความศรทั ธาเพอื่ ถวายสกั การะอดตี ชาติ
ขององคส์ มเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้
ที่มาและความหมายของชาตลิ อด
ชาติลอด๒ มีที่มาจากคติเก่ียวกับการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ใน
สังสารวัฏของพระโพธิสัตว์๓ ที่รอดพ้นจากพระชาติหนึ่งแล้วไปเกิดอีกพระชาติหน่ึงซึ่ง
แต่ละพระชาติท่ีถือก�ำเนิดน้ันทรงบ�ำเพ็ญและส่ังสมบุญบารมีระดับพื้นฐานที่แตกต่างกัน
แต่มีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือตั้งจิตปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ นอกจากนั้นยัง
ถือวา่ การสนิ้ ชีวิตในแต่ละพระชาติที่กำ� เนิดเปน็ สตั วต์ ่างๆ นนั้ ไมเ่ คยสน้ิ ชวี ติ ดว้ ยกริ ิยาที่
ทุกข์ทรมาน เช่น การถูกเข่นฆ่า การถูกเบียดเบียนทำ� ร้าย เป็นต้น หากแต่สิ้นชีวิตโดย
ธรรมชาตหิ รอื สน้ิ อายขุ ยั จนกระทง่ั ไดก้ �ำเนดิ เปน็ มนษุ ยแ์ ลว้ ตรสั รเู้ ปน็ พระอนตุ รสมั มาสมั
พทุ ธเจา้ ในพระชาติปัจจบุ ัน จงึ เรียกวา่ “ชาตลิ อด” (ชาตลฯ อดฯ )

๑ฝา่ ยวชิ าการและวิจยั สำ� นักวชิ าการ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตเชยี งใหม่.
๒สัมภาษณ์พระสวาทิย่ีนวล วัดพระธาตุจอมค�ำ เมืองเชียงตุง ประเทศสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑.
สมั ภาษณพ์ ระสวาทิหนุม่ วดั เชียงขมุ่ เมืองเชยี งตงุ ประเทศสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒.
๓สมั ภาษณน์ างเกยี๋ งค�ำ ช่างทำ� ทุงบา้ นป่าแดง เมอื งเชียงตงุ ประเทศสาธารณรฐั สหภาพเมยี นมาร์ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๒. ผูท้ ่จี ะได้
ตรสั รู้ เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 85

พจนานุกรมล้านนา – ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง๑ ให้ความหมายของค�ำว่า “ชาติ”
(ชาต)ิ วา่ “น. ชนิด, ประเภท, การเกิด, เผ่าพันธ”์ุ ส่วนคำ� ว่า “ลอด” (ลฯอด)๒
หมายถงึ “ผา่ นเขา้ ไปในชอ่ ง หรอื ใตส้ ่ิงทม่ี พี นื้ หรอื ขวางอย่เู บอ้ื งบน มอด ก็วา่ น. เรยี ก
ช่ือพระเคร่ืองชนิดหนึ่งของล�ำพูน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพระเครื่องท่ัวไป ซึ่งนิยมเขียน
พระรอด ว. ขนาดย่อมกว่าปกติ”
เม่ือศึกษาความหมายของค�ำว่า “ชาติ” และ “ลอด” ในพจนานุกรมดังกล่าว
ประกอบการอธบิ ายความหมาย “ชาติลอด” ในคติของชาวเชยี งตุงดงั กล่าวแล้ว จะเห็น
ได้ว่าชาติลอดนั้นไม่ได้มีความหมายแต่เพียงการรอดพ้นจากพระชาติหนึ่งแล้วไปเกิดอีก
พระชาตหิ นงึ่ โดยมลี กั ษณะการสน้ิ ชวี ติ อยา่ งเปน็ ธรรมชาตเิ ทา่ นน้ั เพราะคตเิ ชน่ นถ้ี อื เปน็
คติพื้นฐานเก่ียวกับการเสวยพระชาติของพระโพธิสัตว์อยู่แล้ว หากแต่ยังมีความหมาย
ท่ีครอบคลุมถึงลักษณะการเสวยพระชาติเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ของพระโพธิสัตว์นั้น ถือ
เปน็ พระชาตเิ ล็กหรือพระชาติทไ่ี ม่ยิ่งใหญใ่ นสังสารวฏั เรยี กวา่ “จุลชาติ” (จุล แปลวา่
เลก็ , นอ้ ย) แท้จริงแลว้ การถือก�ำเนดิ ของพระโพธสิ ัตวน์ ้นั มที ง้ั การกำ� เนิดเป็นเทพเทวดา
มนษุ ย์ และสตั วเ์ ดรจั ฉาน แตก่ ารกำ� เนดิ เปน็ เทพเทวดาและมนษุ ยถ์ อื เปน็ “มหาชาต”ิ คอื
พระชาติท่ีย่ิงใหญ่หรือพระชาติที่ประเสริฐ แต่ส่วนมากมักใช้ค�ำว่ามหาชาติกับ
พระเวสสันดรชาดกเท่านั้น เพราะเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนท่ีจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในพระชาติปัจจุบัน ถา้ เปรียบเทยี บการก�ำเนิดเป็นสัตวก์ บั มนุษยแ์ ล้วจะเหน็ ได้ว่ามคี วาม
สำ� คญั แตกตา่ งกนั กลา่ วคอื การถอื กำ� เนดิ เปน็ มนษุ ยใ์ นทางพระพทุ ธศาสนา ถอื เปน็ ชาตทิ ่ี
สำ� คญั เปน็ ชาตทิ ยี่ งิ่ ใหญ่ เปน็ ชาตทิ ห่ี าไดย้ ากยงิ่ และประเสรฐิ กวา่ การถอื ก�ำเนดิ เปน็ สตั ว์
เพราะมนษุ ยม์ ศี กั ยภาพสงู ทงั้ ดา้ นสตปิ ญั ญาและพละกำ� ลงั ทสี่ ามารถฝกึ ฝนพฒั นาตนเองให้
บรรลสุ ภาวธรรมในระดบั ต่างๆ จนถึงท่ีสุดคือการบรรลุมรรคผลนพิ พาน ซ่งึ พระโพธิสตั ว์
ผู้ตั้งจิตปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณน้ัน๖ ย่อมต้องถือก�ำเนิดเป็นมนุษย์เท่าน้ัน
จงึ จะสามารถบ�ำเพญ็ บารมีธรรม ๑๐ ประการให้เตม็ เป่ยี มไดป้ ระกอบดว้ ย
๑. ทาน การให้ การเสียสละ
๒. ศีล การรกั ษากาย วาจา ใจ ใหส้ งบเรียบร้อยดีงาม

๑อุดม รงุ่ เรอื งศรี. พจนานุกรมลา้ นนา-ไทย ฉบับแม่ฟา้ หลวง ปรบั ปรุงครงั้ ที่ ๑ . เชยี งใหม:่ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่. ๒๕๔๗.
หนา้ ๒๑๖.
๒เรอื่ งเดียวกนั . หนา้ ๖๔๑.
๓พระธรรมปฎิ ก (ป. อ. ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐)
หน้า ๒๘๔.

86 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

๓. เนกขมั มะ การออกบวช หรอื การปลีกออกจากกาม
๔. ปัญญา ความรอบรู้อย่างมีเหตุผล และเข้าใจสภาวะทั้งหลายตามความ
เป็นจรงิ
๕. วิรยิ ะ ความเพยี ร ความแกล้วกล้า
๖. ขนั ต ิ ความอดทน
๗. สจั จะ ความจริง (พดู จริง ท�ำจรงิ และจรงิ ใจ)
๘. อธิษฐาน ความตง้ั ใจมนั่ และแน่วแนใ่ นสิง่ ทีป่ รารถนา
๙. เมตตา ความปรารถนาดีและมีไมตรจี ิต
๑๐. อเุ บกขา ความวางใจเปน็ กลาง และสงบ

การที่พระโพธิสัตว์จะบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้น้ันจะต้องผ่านการ
บำ� เพญ็ บารมีธรรมทัง้ ๑๐ ประการนใี้ หค้ รบบรบิ ูรณท์ ้งั ๓ ระดบั ประกอบด้วย ระดบั
พน้ื ฐาน (บารมี ๑๐) ระดับกลาง (อุปบารมี ๑๐) และระดบั สงู สุด (ปรมัตถบารมี ๑๐)
โดยเรยี กบารมธี รรมท้งั หมดนี้วา่ “สมตสึ ปารมี” แปลวา่ บารมี ๓๐ ประการ บางทกี ็
เรยี กอกี อย่างว่า บารมี ๓๐ ทัศ๑

ส่วนการกำ� เนดิ เป็นสัตว์ถอื เปน็ ชาตกิ ำ� เนดิ หนงึ่ ในทคุ ติ๒ อนั เปน็ สงั สารวฏั ของสรรพ
สัตว์ท่ีมีการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบส้ินตามอ�ำนาจแห่งกิเลส กรรม และวิบาก ท่ี
แต่ละชีวิตได้สร้างและส่ังสมเอาไว้ การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานน้ีเป็นก�ำเนิดท่ีไม่ประเสริฐ
ไมย่ ง่ิ ใหญ่ เพราะสตั วเ์ ดรจั ฉานไมม่ ศี กั ยภาพ ไมม่ สี ตปิ ญั ญา และพละก�ำลงั ทจ่ี ะฝกึ ฝนและ
พฒั นาตนเองให้บรรลุสภาวธรรมในระดบั ตา่ งๆ ได้ แมพ้ ระโพธสิ ัตวจ์ ะถือก�ำเนิดเปน็ สัตว์
บา้ งในบางพระชาติ แต่กเ็ ปน็ พระชาตสิ ำ� คญั เพราะได้บำ� เพ็ญบารมธี รรมในระดับพนื้ ฐาน
ตามอุปนสิ ยั ของพระโพธสิ ตั ว์

ด้วยเหตุน้ีเอง การก�ำเนิดเป็นมนุษย์จึงเป็นชาติกำ� เนิดท่ียิ่งใหญ่และประเสริฐกว่า
การกำ� เนดิ เปน็ สตั ว์ ดังนนั้ คำ� วา่ “ชาตลิ อด” จึงมคี วามหมายครอบคลมุ ถงึ การเสวยพระ
ชาตเิ ปน็ สตั วข์ องพระโพธสิ ตั วท์ ไ่ี ดบ้ �ำเพญ็ บารมธี รรมระดบั พนื้ ฐาน เปน็ ชาตเิ ลก็ ชาตนิ อ้ ย
ในสงั สารวัฏ เรยี กวา่ จุลชาติ

๑พระพรหมคณุ าภรณ,์ พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ (๒๕๕๑ : ๑๒๗) อธบิ ายค�ำวา่ ทศั หมายถงึ สบิ หรอื จำ� นวนสบิ
(สันสกฤต : ทศ ; บาลี : ทส) ในข้อความว่า บารมี ๓๐ ทศั มกั ใหถ้ อื ว่า “ทศั ” แปลว่า ครบ หรอื ถว้ น แต่อาจเป็นไปไดว้ ่า ทัศ ก็
คือ สิบ ท้งั น้ีสนั นษิ ฐานว่า บารมี ๓๐ ทศั นัน้ เปน็ คำ� พดู ซ้อน โดยซ่อนความหมายว่า การนบั จำ� นวนสบิ เปน็ ๓ ชุด หรือ ๓ “สบิ ”
๒สถานที่ท่ีสตั วโ์ ลกไปเกดิ อันมีวถิ ีทชี่ ั่ว เลว หรอื มีแบบด�ำเนนิ ชวี ติ ทไ่ี ม่ดี ประกอบด้วย นรก เดรัจฉาน เปรต และอสุรกาย

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 87

เรื่องราวท่ีเป็นอดีตชาติท่ีทรงก�ำเนิดเป็นพระโพธิสัตว์ในภพต่างๆ แล้วบ�ำเพ็ญ
พระบารมีเช่นนี้ ปรากฏในพุทธประวัติโดยเรียกว่า “ชาตกะ” หรือ “ชาดก” ซ่ึงเป็น
เรอื่ งราวในอดตี ชาตขิ องพระพทุ ธเจา้ ทที่ รงน�ำมาเลา่ ใหพ้ ระสาวกสดบั ฟงั ดว้ ยพระองคเ์ อง
มจี ำ� นวนมากกวา่ ๕๐๐ พระชาติ (๕๔๗ พระชาต)ิ ชาวพทุ ธนยิ มเรยี กวา่ “พระเจา้ หา้ รอ้ ย
ชาติ” อดตี ชาตเิ หล่านบ้ี างพระชาติทรงถอื กำ� เนดิ เป็นเทพบ้าง มนษุ ย์บ้าง สตั วบ์ ้าง แต่
พระชาติที่ทรงก�ำเนิดเป็นมนุษย์ซึ่งถือเป็นพระชาติที่ทรงบ�ำเพ็ญบารมีธรรมอย่างย่ิงยวด
จนเปน็ ทร่ี จู้ กั และบชู ากนั โดยทว่ั ไปไดแ้ ก่ “ทศชาตชิ าดก” หรอื เรยี กอกี อยา่ งวา่ “พระเจา้
๑๐ ชาติ”๑ ประกอบดว้ ย

๑. เตมียช์ าดก ทรงบ�ำเพ็ญเนกขมั มบารมี
๒. มหาชนกชาดก ทรงบำ� เพ็ญวริ ิยบารมี
๓. สวุ รรณสามชาดก ทรงบำ� เพญ็ เมตตาบารมี
๔. เนมิราชชาดก ทรงบ�ำเพญ็ อธษิ ฐานบารมี
๕. มโหสถชาดก ทรงบ�ำเพญ็ ปญั ญาบารมี
๖. ภูรทิ ตั ต์ชาดก ทรงบำ� เพญ็ ศีลบารมี
๗. จันทกมุ ารชาดก ทรงบำ� เพญ็ ขนั ติบารมี
๘. นารทชาดก ทรงบ�ำเพ็ญอเุ บกขาบารมี
๙. วธิ รุ ชาดก ทรงบำ� เพญ็ สัจบารมี
๑๐. เวสสันดรชาดก ทรงบำ� เพญ็ ทานบารมี

คติเก่ียวกับพระเจ้าสิบชาตินี้ก็ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นพุทธศิลปกรรมในรูป
แบบของ “ทุงพระเจา้ สิบชาต”ิ ด้วยเชน่ กัน

คตชิ าตลิ อดไดแ้ พรก่ ระจายในวฒั นธรรมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ททอ่ี ยใู่ กลเ้ คยี งกนั ไดแ้ ก่
ไทเขิน ไทลื้อ ไทใหญ่ และไทยวน (ล้านนา) โดยแต่ละวัฒนธรรมนั้น ต่างก็มีรูปแบบที่
แสดงออกถึงความศรัทธาท่ีคล้ายกันและแตกต่างกันท้ังพิธีกรรมและพุทธศิลปกรรมที่
หลากหลาย

ชาตลิ อดในชาตพิ นั ธุไ์ ทเขิน เมอื งเชียงตงุ ประเทศสาธารณรฐั สหภาพเมียนมาร์

ชาวไทเขิน เมอื งเชยี งตงุ ให้ความสำ� คัญกับคตชิ าติลอดเปน็ อย่างมาก โดยจดั ท�ำทุง
ชาติลอดถวายเป็นพุทธบชู าในงานประเพณตี ้ังธรรมเวสสนั ตระ ผูถ้ วายสามารถจัดทำ� เอง

๑พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม, (กรงุ เทพฯ : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐)
หนา้ ๒๘๔.

88 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

หรอื จา้ งวานชา่ งทำ� ใหก้ ไ็ ด้ แลว้ เขยี นชอื่ เจา้ ภาพผถู้ วายพรอ้ มกบั วนั เดอื นปที อี่ ทุ ศิ กำ� กบั ไว้
นำ� ไปถวายแกพ่ ระสงฆ์ เมอ่ื พระสงฆร์ บั การถวายแลว้ กน็ �ำไปแขวนไวก้ บั เสาหรอื ขอ่ื เพดาน
ด้านหน้าของพระประธานในวหิ าร หรือเสาทุงทจ่ี ัดท�ำข้ึนเปน็ พิเศษภายในบริเวณวดั เชอื่
ว่าหากผู้ใดได้ถวายทุงชาติลอดแล้วจะได้ผลานิสงส์ท่ีย่ิงใหญ่ คลาดแคล้วจากภยันตราย
และเป็นการส่ังสมบุญบารมีให้กับตนเอง เมื่อส้ินชีวิตไปแล้วดวงวิญญาณจะได้เกาะชาย
ทุงขึน้ ไปสู่สวรรค์

คติการถวายทุงเป็นพุทธบูชาเช่นนี้เป็นคตินิยมท่ีแพร่หลายในกลุ่มชาติพันธุ์ไท แต่
รปู แบบของทงุ ในแตล่ ะวฒั นธรรม อาจจะมคี วามเหมอื นและแตกตา่ งกนั อยบู่ า้ งตามความ
นิยมในแต่ละวัฒนธรรม แต่ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละชาติพันธุ์
ถ้าเป็นทุงที่แกะสลักด้วยไม้ หรือท�ำด้วยไม้แต่มีแผ่นตะก่ัวหรือแผ่นทองติดอยู่ เรียกว่า
ทงุ กระดา้ ง แต่ถ้าทำ� ดว้ ยผ้าหรือกระดาษขนาดยาวที่ปลอ่ ยหางปลวิ ไปกบั แรงลมท่ีพัดไป
มาตามทศิ ตา่ งๆ เรยี กว่า ทงุ หาง หรือ ทุงไหว ทุงชาตลิ อดที่ท�ำด้วยผา้ หรือกระดาษจดั
เปน็ ทงุ ไหว เชอ่ื วา่ หากใครถวายทงุ ไหวยอ่ มไดร้ บั อานสิ งสต์ ามทศิ ทางทห่ี างทงุ พดั ไปดงั นี้๑๐

ถา้ หางทุงพัดไปทิศอุดร (เหนอื ) จะไดเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ และจะไดเ้ กดิ
ในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย
ถา้ หางทุงพัดไปทศิ อสี าน (ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ) จะไดเ้ ปน็ ท้าวอัมรินทราธริ าช
ถา้ หางทงุ พดั ไปทศิ บูรพา (ตะวันออก) จะไดเ้ ปน็ พระบรมจกั รพรรดริ าช
ถ้าหางทงุ พัดไปทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) จะไดเ้ ป็นมหาเศรษฐี
ถ้าหางทงุ พดั ไปทศิ ทักษิณ (ใต)้ จะได้เปน็ เทวดาชั้นมหาราชกิ า
ถา้ หางทุงพัดไปทศิ หรดี (ตะวนั ตกเฉยี งใต้) จะได้เปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจ้า
ถา้ หางทุงพัดไปทศิ ปัจฉมิ (ตะวันตก) จะไดเ้ ปน็ ผยู้ งิ่ ใหญก่ วา่ คนทงั้ หลาย
ถ้าหางทงุ พัดไปทศิ พายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนอื ) จะไดเ้ ปน็ ผ้รู อบรู้พระไตรปิฎก

ทงุ ชาติลอดของชาวไทเขิน สามารถจำ� แนกตามลักษณะวัสดุท่ที ำ� ได้ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่

๑. ทงุ ชาตลิ อดทท่ี ำ� ดว้ ยผนื ผา้ ทอ ขนาดความยาวประมาณ ๔ เมตร ๘๐ เซนตเิ มตร
แบง่ ออกเปน็ ๑๘ ชอ่ งเรยี งรายกนั ลงมา โดยแตล่ ะชอ่ งจะขดิ (ปกั ) ดว้ ยรปู สญั ลกั ษณต์ า่ งๆ
คอื

ช่องแรก ด้านบนสุดเปน็ รูปพระธาตุ (เจดีย์) อนั เปน็ สัญลักษณ์ หมายถึง พระอนุตร
สัมมาสัมโพธิญาณซ่ึงเปน็ เปา้ หมายสงู สดุ ที่พระโพธิสตั วต์ ง้ั จติ ปรารถนา

๑พระมหาสงิ คำ� รกั ป่า, “การศึกษาวิเคราะห์คัมภีรอ์ านสิ งส์ล้านนา”, บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ ๒๕๔๓, หน้า ๑๙๖.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 89

ชอ่ งที่ ๒ - ๑๗ ประกอบดว้ ยรปู สัตว์ต่างๆ ช่องละ ๑ รปู ซึ่งถอื เป็นอดีตชาติของ
พระพทุ ธเจา้ ทถ่ี อื ก�ำเนดิ เปน็ พระโพธสิ ตั วใ์ นเมอื งตา่ งๆ รวม ๑๖ ชอ่ ง ๑๖ ชนดิ สตั วก์ �ำเนดิ
เรยี งล�ำดบั จากสตั วท์ ถ่ี อื กำ� เนดิ จำ� นวนนอ้ ยชาตลิ งมาถงึ สตั วก์ �ำเนดิ จำ� นวนหลายชาติ เมอ่ื
รวมจ�ำนวนพระชาติทั้งหมด ๑๓๖ ชาติ ๑๔ เมอื ง
ชอ่ งที่ ๑๘ ชอ่ งสดุ ทา้ ยดา้ นลา่ งสดุ เปน็ รปู นางธรณใี นทา่ บบี มวยผม อนั เปน็ สญั ลกั ษณ์
หมายถงึ สกั ขพี ยานแหง่ การสงั่ สมบญุ บารมใี นแตล่ ะชาตขิ องพระโพธสิ ตั ว์ จนไดบ้ รรลพุ ระ
อนตุ รสมั มาสมั โพธญิ าณ
สว่ นดา้ นบน ดา้ นขา้ ง และดา้ นลา่ งสดุ ของทงุ ผา้ ทอแตล่ ะผนื จะประดบั ดว้ ยพกู่ ระดาษ
และลกู ปดั หลากสอี ยา่ งสวยงาม แตเ่ ดมิ ทงุ ชาตลิ อดลกั ษณะนเี้ ปน็ ผนื ผา้ ทอมอื ทจ่ี ดั ท�ำเปน็
หตั ถศลิ ป์ ภายในกลมุ่ ชาวไทเขนิ แตป่ จั จบุ นั นยิ มใชผ้ นื ผา้ ทอและลกู ปดั หลากสจี ากโรงงาน
มาท�ำแทน เนื่องจากมีความสะดวกรวดเรว็ ในการทำ� และสวยงามกว่า

ทุงชาตลิ อดที่ท�ำด้วยผ้าทอส�ำเร็จจากโรงงานแล้วขิด (ปกั ) ดว้ ยรปู สญั ลกั ษณ์ แขวนอยู่บน
เพดานด้านหนา้ พระประธานภายในวิหารวดั ราชฐานหลวงปา่ แดง เมืองเชียงตุง

๒. ทงุ ชาตลิ อดท่ที �ำด้วยแผ่นกระดาษสา ขนาดความยาวประมาณ ๔ เมตร ๒๐
เซนตเิ มตร แบ่งออกเป็น ๑๖ ช่อง โดยแตล่ ะช่องประทบั หมกึ รปู สตั ว์ท่เี ปน็ พระโพธสิ ัตว์
ตามจำ� นวนทกี่ ำ� หนดในแตล่ ะชาติ โดยเรยี งตามลำ� ดบั ชอ่ งจากสตั วท์ ถ่ี อื กำ� เนดิ จำ� นวนนอ้ ย
90 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่

ชาตลิ งมาถงึ หลายชาติ เหมอื นทงุ ชาตลิ อดทที่ ำ� ดว้ ยผา้ ทอเชน่ กนั แตท่ งุ ชาตลิ อดทที่ ำ� ดว้ ย
แผ่นกระดาษสาท่ีพบในปัจจุบัน เป็นทุงท่ีมีจ�ำหน่ายตามร้านค้าทั่วไปซ่ึงไม่มีรูปพระธาตุ
และแม่นางธรณีประกอบ อกี ทัง้ ไมม่ ีการประดับตกแตง่ ด้วยพ่แู ละลกู ปดั
การประทับหมึกรูปสัตว์กำ� เนิดลงบนแผ่นกระดาษสาเช่นนี้เป็นวิธีการผลิตทุงแบบ
ใหม่ที่สะดวก รวดเรว็ และประหยัด ท่ีมบี ทบาทเข้ามาแทนทกี่ ารท�ำทงุ กระดาษแบบเดิม
ทน่ี ยิ มการวาดภาพลายเสน้ หรือวาดภาพระบายสีตามจินตนาการของจิตรกรท้องถน่ิ
แมว้ า่ การผลติ ทงุ ชาตลิ อดดว้ ยวธิ กี ารทที่ นั สมยั เชน่ นจี้ ะสะดวก รวดเรว็ และประหยดั
แต่ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหน่ึงท่ีทำ� ให้ทุงชาติลอดขาดความประณีตและขาดความสมบูรณ์ดัง
เช่น รูปองค์พระธาตแุ ละนางธรณีซงึ่ ถอื เปน็ องคป์ ระกอบและสญั ลักษณ์ส�ำคัญไดส้ ูญไป

ทงุ ชาติลอดทีท่ ำ� ดว้ ยกระดาษสาและประทับหมึกรูปสัตวต์ ามจำ� นวนที่กำ� เนดิ ในแต่ละช่อง
แขวนอยบู่ นเพดานด้านหนา้ พระประธานในวิหารวัดนาวงั สวุ รรณะ เมอื งลัง

การจดั ทำ� ทงุ ชาตลิ อดดว้ ยวสั ดทุ เ่ี ปน็ ผนื ผา้ ทอและแผน่ กระดาษสานนั้ นอกจากจะบง่
บอกถงึ ความศรทั ธาของชาวไทเขนิ ทม่ี ตี อ่ พระพทุ ธศาสนาแลว้ ยงั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความแตก
ตา่ งดา้ นสถานภาพทางสงั คมของผถู้ วายอีกด้วย เนอ่ื งจากการจดั ท�ำทงุ ชาตลิ อดทเี่ ป็นผืน
ผา้ ทอน้ี หากจดั ทำ� เองตอ้ งมคี วามพรอ้ มในหลายๆ ดา้ น เชน่ มคี วามรเู้ กย่ี วกบั คตชิ าตลิ อด

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 91

ทักษะการทอผา้ และการขดิ ลวดลายตา่ งๆ เป็นอย่างดี ซงึ่ ต้องอาศยั ระยะเวลาทำ� นาน
แตถ่ ้าหากจา้ งวานช่างทำ� ให้ย่อมมีคา่ ใชจ้ ่ายสงู กว่าทุงท่ีทำ� จากแผ่นกระดาษสา ประมาณ
๖๐,๐๐๐ จด๊ั (อตั ราเงนิ พมา่ ) เทียบกับอัตราเงนิ ไทยประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ซง่ึ ผ้ทู ี่นยิ ม
จ้างวานช่างท�ำให้ มักจะเป็นผู้ท่ีมีฐานะ ท้ังน้ีต้องส่ังจองไว้ล่วงหน้าหลายวัน เพราะช่าง
จะใช้เวลาในการจัดท�ำนานและจัดท�ำตามท่ีส่ังจองไว้เท่าน้ัน ต่างกับทุงที่ท�ำด้วยแผ่น
กระดาษสาซึ่งผู้ท่ีมีฐานะยากจนสามารถจัดทำ� เองได้จากวัสดุท่ีมีอยู่ในท้องถ่ินหรือหาซื้อ
ไดต้ ามรา้ นค้าภายในชมุ ชนซงึ่ มรี าคาถูก

ส่วนพระชาติท่ีทรงถือกำ� เนิดเป็นสัตว์ต่างๆ ที่ได้รับการบูชา และถ่ายทอดออกมา
เป็น ทุงชาติลอด ในวัฒนธรรมไทเขินนี้มีลักษณะก�ำหนดเป็นรูปสัญลักษณ์สัตว์ก�ำเนิด
๑๖ ชนิด จำ� นวน ๑๓๖ พระชาติ และสถานทีก่ ำ� เนิด ๑๔ เมือง หากจำ� แนกสตั ว์กำ� เนิด
ท้ัง ๑๖ ชนดิ ออกตามถ่นิ ท่อี าศัยแล้วประกอบด้วยสัตวก์ �ำเนดิ ๓ ประเภท ไดแ้ ก่

๑. ประเภทสตั วบ์ ้าน ประกอบด้วย มา้ ควาย ไก่ หมู และวัว
๒. ประเภทสัตวป์ า่ ประกอบดว้ ย ช้าง นกยงู นกแขกเต้า นกการะพิด
(การเวก) นกกาลาบ (นกพิราบ) นกเอ้ียงไพร
(นกสาลกิ า) นกเขียน (นกกระเรยี น) นกจามรี และ
วอก (ลงิ )
๓. ประเภทสตั วป์ า่ หิมพานต์ ประกอบด้วย นกกนิ นรี และราชหงส์

ชาวไทเขนิ ไดถ้ า่ ยทอดความศรทั ธาตอ่ ชาตลิ อดออกมาอยา่ งเปน็ รปู ธรรม โดยนำ� ภาพ
สัตว์ก�ำเนิดเหล่านั้นมาประกอบเป็น “ทุงชาติลอด” โดยเรียงล�ำดับจากสัตว์ที่มีก�ำเนิด
จ�ำนวนน้อยชาติลงมาถึงสัตว์ก�ำเนิดท่ีมีจ�ำนวนหลายชาติ ส่วนด้านบนสุดของทุงน้ันขิด
ดว้ ยรปู พระเจดยี ์ (พระธาต)ุ อนั เปน็ สญั ลกั ษณ์ แหง่ การบรรลพุ ระอนตุ รสมั มาสมั โพธญิ าณ
ซึ่งเป็นความปรารถนาอันสูงสุดของพระโพธิสัตว์ ส่วนด้านล่างสุดของทุงน้ันขิดด้วยรูป
นางธรณีผู้เป็นสักขีพยานแห่งการสั่งสมบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ในแต่ละพระชาติ จน
ไดบ้ รรลพุ ระอนตุ รสมั มาสมั โพธญิ าณดงั ตารางแสดงลกั ษณะทงุ ชาตลิ อดในวฒั นธรรมชาว
ไทเขนิ ซงึ่ ผเู้ ขียนใช้รปู สญั ลักษณท์ ุงชาตลิ อดของนางเกย๋ี งคำ� อายุ ๕๘ ปี ชา่ งทำ� ทุงบา้ น
ปา่ แดง เมอื งเชยี งตงุ ๑ ประกอบตามตารางต่อไปน้ี

๑เกบ็ ขอ้ มูลเม่อื ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๕๒.

92 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ชอ่ งท่ี คติในชาติลอด เมืองทีถ่ ือก�ำเนดิ จำ� นวนชาติ รูปสัญลกั ษณ์

๑ พระเจดยี ห์ รอื พระธาตุ สัญลักษณแ์ ห่งการบรรลุพระอนตุ ร
สัมมาสัมโพธิญาณ อันเป็นความ
ปรารถนา หรอื เปา้ หมายสูงสุดของ
พระโพธสิ ัตว์

๒ ม้าสินธุ เมืองตกั กสลิ า ๑ ชาติ

๓ นกยงู (บางสำ� นวนเปน็ เมืองกลิงคราษฎร์ ๒ ชาติ
ราชสหี ์)

๔ นกแขกเต้า (นกแล เมอื งราชคฤห์ ๓ ชาติ
นกเขยี ว หรือนกแกว้ )

๕ นกกินนารี (กนิ นร)ี เมืองพาราณสี ๔ ชาติ

๖ นกการะพดิ เมอื งเวสาลี ๕ ชาติ
(นกการวกิ )

๗ นกกาลาบ เมืองพาราณสี ๖ ชาติ
(นกโข่ นกกาแกหรอื
นกพิราบ)

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 93

ชอ่ งที่ คตใิ นชาตลิ อด เมืองท่ีถือก�ำเนดิ จ�ำนวนชาติ รปู สญั ลักษณ์

๘ นกเอี้ยงไพร (นกเอี้ยง เมืองมธรุ าช ๗ ชาติ
คำ� หรอื นกสาลกิ า บาง
ส�ำนวนเป็นเสือหลวง
ลาย)

๙ ควาย (กระบอื ) เมืองสาคระ ๘ ชาติ
(บางสำ� นวนเป็น
เมอื งเวสาลี)

๑๐ ราชหงส์ เมอื งจามปา ๙ ชาติ

๑๑ วอก (ลิง) เมอื งมิถิลา ๑๐ ชาติ

๑๒ ช้าง เมอื งสังกสั สะ ๑๑ ชาติ

๑๓ ไก่ เมอื งโกณฑัญญะ ๑๒ ชาติ
๑๔ หมู (บางส�ำนวนเปน็
เมืองโกสัมพ)ี
เมืองโกลิยา ๑๓ ชาติ
(บางส�ำนวนเป็น
เมืองโกลนั ยะ)

94 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่

ช่องที่ คติในชาติลอด เมืองที่ถือก�ำเนดิ จ�ำนวนชาติ รูปสัญลกั ษณ์
๑๕ ววั อุสภุ ราช
เมืองเชตวุ ร ๑๔ ชาติ

๑๖ จามรี (บางแหง่ เป็นรูป เมอื งปาฏลีบตุ ร ๑๕ ชาติ
นกจามรที มี่ ขี นสวยงาม)

๑๗ นกเขยี น (นกกระเรยี น) เมืองกบลิ วตั ถุ ๑๖ ชาติ

๑๘ นางธรณี สักขีพยานแห่งการส่ังสมบุญบารมี
ของพระโพธิสัตว์ในแต่ละพระชาติ
จนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัม- รวม
โพธญิ าณ ๑๘ ภาพ
รวม ๑๔ เมอื ง รวม

๑๓๖ ชาติ

คำ� กลา่ วบูชาชาตลิ อด
นอกจากชาวเชียงตุงจะประดิษฐ์ทุงชาติลอดเพ่ือถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังมีการ
วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหาร และประดิษฐ์ถ้อยคำ� หรือโวหารทั้งภาษาบาลีและภาษา
ถิ่นไทเขินส�ำหรับกล่าวบูชาด้วย โดยเรียกโวหารน้ันว่า “ค�ำไหว้ชาติลอด” หรือ “ไหว้
ธมั มช์ าตลิ อด” เชอ่ื วา่ หากผใู้ ดมคี วามศรทั ธาไดส้ วดสาธยายทกุ วนั จะท�ำใหอ้ ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ
อายุยืนยาว ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย มีโชคมีลาภ มีเกียรติยศช่ือเสียงและแคล้วคลาด
ปลอดภัยจากภยันตราย

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 95

ค�ำกล่าวบูชาชาติลอดภาษาบาลี
ส�ำนวนค�ำกล่าวบูชาชาติลอดภาษาบาลีท่ีน�ำมาประกอบนี้ ปรากฏในหนังสือ(พับ
ธัมม์) ระนึกคุณของคณะแปลธัมม์พุทธปิฏกะ วัดเขมินทร์ เมืองเชียงตุง จัดพิมพ์ในปี
พ.ศ. ๒๕๕๓ มเี นื้อหาสำ� คัญ กลา่ วถึงการเสวยพระชาตขิ องพระโพธิสตั วท์ ่ีถือก�ำเนิดเป็น
สัตว์ต่างๆ โดยระบุจ�ำนวนพระชาติที่ก�ำเนิด แต่ไม่ปรากฏช่ือเมืองท่ีก�ำเนิดแต่อย่างใด
ดงั ส�ำนวนคำ� กลา่ วบูชาชาติลอดภาษาบาลี ดังนี้

โสฬส ปฐมํ โกญฺจา นว หสํ า ตเถว จ
ปาเรวตา ฉกญเฺ จว สวุ กา ติณฺณเมว จ
ปญจฺ การวกิ ญฺเจว จตกุ ิณณฺ รเมว จ
ปญจฺ ทส จ จามรี ทสญฺจ มกกฺ ฏํ ตถา
เอกาทส หตถฺ เี จว จตุทฺทสญจฺ อุสุโภ
เอกสนิ ธฺ ุ วโรเจว มหึสา อฏฐฺ เมว จ
มิคราชา ทฺวยญเฺ จว สาลิกา สตตฺ ชาตกิ า
กกุ กฺ ฏุ า ทฺวาทส อาส ิ ตโย ทส สุกรเมว จ
อิมานิ ตานิ ฐานาน ิ ทกุ ขฺ โต ปรมิ ญุ ฺจนตฺ ิ
ฉตสึ ามิคสเตสุ ชาตเกสุ มหามนุ ี
สมภฺ าเรตฺวาน สมฺภาเร สํสารญจฺ ภวา ภเว
สพพฺ วินิมตุ โฺ ต โสโก ปาปณุ ึ โพธมิ ตุ ตฺ มํ
เอเตน สจจฺ วเชน อนฺตราโย วินาสสฺ นฺตฯุ

นกเอย้ี ง เจ็ดชาติ เมืองปทุมมา
ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบลายค�ำ วัดจอมคำ� เมอื งเชยี งตุง

96 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่

ค�ำกลา่ วบชู าชาตลิ อดภาษาถิ่นไทเขนิ
ส่วนค�ำกล่าวบูชาชาติลอดท่ีเป็นภาษาถิ่นไทเขินน้ันมีหลายสำ� นวน แต่ส�ำนวนท่ีน�ำ
มาประกอบในคร้ังนี้เป็นส�ำนวนที่ปรากฏในหนังสือ (พับธัมม์) ระลึกคุณของคณะแปล
ธมั มพ์ ทุ ธปฏิ กะ วดั เขมนิ ทร์ เมอื งเชยี งตงุ ซง่ึ เปน็ สำ� นวนทม่ี เี นอื้ หาสมบรู ณแ์ ละแพรห่ ลาย
พรอ้ มกนั นไี้ ดต้ รวจทานเนอ้ื หาสำ� คญั บางสว่ นกบั สำ� นวนทป่ี รากฏในพบั ธมั มค์ ำ� ไหวพ้ ระเจา้
ทกุ คำ่� เชา้ ๑ สำ� นวนของวดั เชยี งขมุ่ ๒ สำ� นวนของวดั จอมคำ� ๓ และจติ รกรรมฝาผนงั แบบลาย
คำ� ของวัดจอมคำ� เมอื งเชยี งตุง อีกครง้ั หน่งึ เพ่ือใหเ้ นอื้ หามีความสมบูรณย์ ิง่ ขึ้น

เนื้อหาของส�ำนวนค�ำกล่าวบูชาชาติลอด ตอนต้นจะกล่าวแสดงความนอบน้อมแด่
องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จากนนั้ กจ็ ะกลา่ วพรรณนาถงึ อดตี ชาตขิ องพระพทุ ธเจา้
ท่ีเสวยพระชาติเป็นสัตว์ต่างๆ โดยระบุจำ� นวนของพระชาติและเมืองท่ีกำ� เนิด ส่วนตอน
ท้ายกล่าวถึงการตั้งจิตปรารถนาและขอพรให้ตนเองได้พ้นจากความทุกข์ ขอให้มีอายุ
ยืนยาว และมีโชคลาภตลอดไป จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือช่ือ
เมอื งทก่ี �ำเนดิ มปี รากฏเฉพาะในส�ำนวนคำ� กลา่ วบชู าภาษาถน่ิ ไทเขนิ เทา่ นนั้ แตไ่ มป่ รากฏ
ในสำ� นวนค�ำกล่าวบชู าภาษาบาลี อกี ท้ังเนื้อหาทก่ี ล่าวแสดงถงึ การสน้ิ ชีวิตโดยธรรมชาติ
นนั้ กไ็ มป่ รากฏทง้ั สำ� นวนภาษาถน่ิ และภาษาบาลเี ชน่ กนั ดงั สำ� นวนคำ� กลา่ วบชู าชาตลิ อด
ทปี่ ริวรรตจากภาษาถิ่นไทเขนิ ดังนี้

สาธุ สาธุ ผขู้ ้าน้อยนอ้ มเนิก เลกิ วรอญั ชลุ ีสรีสิบนิ้ว
ตั้งหว่างค้ิวแทบตนี ผม ยอประนมมือขาบไหว้
แทบบาทไธส้ ัพพัญญตู ญั ญาณ ปางเมื่อเทียวสงสารหลายชาติ
ถว้ นขนาดหลายท ี เกดิ ในราชธานใี หญ่
กบลิ วัตถใุ ช่สามาน สร้างสมพานเรียวเร่ง
ศีลห้าเฅง่ กระทำ� เพยี ร เกิดเปน็ นกเขียนตัวสะอาด
ไดส้ บิ หกชาตแิ ทด้ ีหล ี พ�่ำเพง็ ปารมีธมั มส์ ักสวาด
กันคลาดห้นั เมนิ นาน ไดเ้ กิดในเมอื งจามปาคานนครใหญ่
เป็นราชหงสใ์ ฝส่ วัสด ี มีโสภาวิราช
ไดเ้ กา้ ชาติเทียมมา จง่ิ ซ�้ำเกดิ ในเมืองพาราใหญก่ ว้าง

๑อหุ นานสาม, พับธมั ม์ค�ำไหว้พระเจา้ ทุกค่ำ� เชา้ , (เชยี งตงุ : คณะวัฒนธรรมพ้ืนเมอื งเชยี งตงุ , พ.ศ. ๒๕๔๔)
๒ไดร้ บั ความอนเุ คราะห์ขอ้ มลู จากพระสวาทิย่ีนวล เจา้ อาวาสวัดจอมค�ำ เมอื งเชียงตุง. ๒๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๑.
๒ได้รบั ความอนเุ คราะหข์ ้อมูลจากพระสวาทหิ นุม่ เจา้ อาวาสวดั เชียงขมุ่ เมืองเชยี งตุง. ๒๘ ธนั วาคม ๒๕๕๒.

ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 97

อยเู่ สียบสรา้ งกะท�ำธัมม ์ กำ� ศลี เรื่องสุภาพ
เกิดเปน็ นกกาลาบตัวด ี ได้หกชาตบิ ่คลาด
ในเมอื งแก้วราชราชคหะ ตามลักขณะเทียมแทก
เกดิ เป็นนกแขกเตา้ ขนเขียว เทีย่ วไปมาสามชาติ
สงั ขยาอาจตามม ี เกิดในเมืองเวสาล๑ี สักสวาด
ได้เกิดเปน็ นกการะพิด ห้าชาตดิ หี ลี
ในเมืองพารณส๒ี วิเศษ เกดิ เปน็ กิณณรเี พศเหมือนคน
เอาปฏิสนถว้ นถ ี่ ไดส้ ช่ี าตมิ มี า
ในรัฏฐาเมืองม่งิ ปาตลิบตุ ตย์ ิ่งบุรี
เกดิ เปน็ จามรีสิบหา้ ชาติ เมอื งมิถิลาอาจลอื ชา
มีอาณาไกลสดุ ขอก ไดเ้ กิดเป็นวอก
สบิ ชาตเิ วยี นวัง ในเมืองสังกัสสะนคร๓ ใหญก่ ว้าง
ได้เกิดเปน็ ช้าง สบิ เอ็ดชาตติ วั ขาว
ในเมืองเชตุตรนคร พราวสะอาด
ไดเ้ กิดเปน็ ววั อุสภุ ราช ถ้วนสิบสชี่ าตดิ หี ลี
ได้เกิดเมอื งตกั กสิลาดีเลิศล้�ำ จิ่งซ�้ำได้เกดิ เป็นม้าสินธวุ ราช
ไดห้ นึง่ ชาตเิ ทยี วผาย เกิดในเมืองสาคระ๔
เปน็ ควายแปดชาต ิ ในเมืองกลิงคราษฏรร์ าชา
จิง่ ซำ้� ไดเ้ กดิ มา เปน็ นกยูงค�ำ๕ สองชาติ
ในเมอื งมธุราช๖ นครไชย ได้เกิดเปน็ นกเอี้ยงไพร๗ เจ็ดชาติ
ในเมืองโกสัมพ๘ี นคราชแดนไกล
เจา้ ซ้ำ� ไดเ้ กดิ เปน็ สัตว ์ เทยี วไปมาหลายชาติ
เป็นไกอ่ าจเสียงดี เกดิ ในเมอื งโกณฑัญญะ๙

๑ส�ำนวนท่ปี รากฏ ในพับธมั มค์ �ำไหวพ้ ระเจา้ ทุกคำ�่ เชา้ เปน็ “เมอื งสาวด”ี .
๒จติ รกรรมฝาผนังแบบลายคำ� ของวดั จอมคำ� เป็น “เมืองปวาร”.
๓สำ� นวนที่ปรากฏ ในพบั ธมั มค์ �ำไหว้พระเจ้าทกุ ค่ำ� เชา้ เปน็ “เมืองสังคหะ”.
๔ฉบับของวดั เชียงขุม่ และวดั จอมคำ� เปน็ “เมืองเวสาลี” แตจ่ ิตรกรรมฝาผนงั ลายค�ำวัดจอมค�ำ เป็น “เมืองสาวัตถี”.
๕ฉบบั ของวดั เชียงขุ่ม เปน็ “ราชสหี ์” แต่ส�ำนวนภาษาบาลีของคณะแปลธัมม์พุทธปฏิ กะ ใช้ค�ำวา่ “มคิ ราชา ทฺวยญฺเจว”.
๖ฉบับของวัดเชียงขุม่ และวัดจอมคำ� เปน็ “เมอื งวิปุราช”.
๗ฉบับของวดั เชียงขุ่ม เป็น “เสือหลวงลาย” แต่สำ� นวนภาษาบาลขี องคณะแปลธัมม์พทุ ธปิฏกะ ใชค้ ำ� วา่ “สาลกิ า สตฺตชาตกิ า”.
๘จติ รกรรมฝาผนังแบบลายค�ำ ของวดั จอมคำ� เป็น “เมอื งปทุมมา”.
๙ฉบบั ของวดั เชยี งข่มุ เป็น “เมอื งโกสมั พี” สำ� นวนที่ปรากฏ ในพับธมั ม์คำ� ไหวพ้ ระเจา้ ทุกค่ำ� เช้า เปน็ “เมอื งโกรณั ญะ”.

98 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่


Click to View FlipBook Version