พฒั นาการบรรพชาสามเณรภาคฤดรู ้อนที่สมสมยั จงั หวัดนา่ น ท่ีมุ่งหมายน�ำเสนอคณุ ค่า
ตอ่ ชวี ติ และสงั คมของการบรรพชาสามเณรภาคฤดรู อ้ น กระบวนการ และปจั จยั เงอื่ นไขที่
สง่ ผลต่อการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โดยพบว่า การบรรพชาสามเณรภาคฤดรู ้อนมี
ความสำ� คญั ตอ่ การอบรมกลอ่ มเกลาคณุ ธรรมแกเ่ ยาวชน และการสบื ทอดพระพทุ ธศาสนา
มีทั้งยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มคนที่มีพิธีกรรมทางศาสนาเป็นศูนย์กลาง
และกระบวนการของการขัดเกลามีการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทาง
สงั คม เชน่ ในสว่ นของเน้อื หา ข้ันตอนพธิ กี รรม หากแตก่ ารด�ำเนนิ งานบรรพชาสามเณร
ภาคฤดรู ้อนยังมอิ าจสัมฤทธผิ ลตามวตั ถุประสงคท์ ีก่ ำ� หนด จำ� เปน็ ตอ้ งประสานความร่วม
มืออยา่ งจรงิ จงั ของผ้ทู ่ีมสี ว่ นเกย่ี วขอ้ ง ในการทบทวนวิเคราะหห์ าจดุ แข็ง จุดออ่ น วกิ ฤต
และ โอกาสในการพัฒนาหรอื ในนอกจากนรี้ ายงานการวจิ ัยยงั ไดน้ ำ� เสนอถึง รูปแบบการ
จดั การเรยี นการสอนพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ยท์ ส่ี อดคลอ้ งกบั เครอื ขา่ ยโรงเรยี นพทุ ธศาสนา
วนั อาทติ ยว์ า่ ควรมรี ปู แบบการจดั การเรยี นการสอนในลกั ษณะการบรู ณาการระหวา่ งการ
จัดการเรยี นการสอนแบบเป็นทางการ ไม่เปน็ ทางการและตามอธั ยาศัย โดยผันแปรตาม
สภาพสถานศึกษา อีกท้ังศกั ยภาพของการจัดการเรยี นการสอนพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ยย์ ัง
มขี อ้ จำ� กดั เน่ืองด้วยความพรอ้ มของบุคลากร งบประมาณ ส่อื การมสี ว่ นร่วมของชมุ ชน
องคก์ ร และการก�ำหนดนโยบายในการดำ� เนินงาน
ในส่วนของยุทธศาสตร์เชิงรับและการปรับตัว ได้สะท้อนถึงความพยายามของ
กลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาในการแสวงหาแนวทางการสร้างสมดุลย์ระหว่างกระแสสากล
และชุมชนท้องถ่ิน เพื่อให้ประชาชนมีลักษณะคิดอย่างสากลและอยู่อย่างท้องถ่ิน ซ่ึง
ประกอบดว้ ย การรอื้ ฟน้ื และผลติ ซ�้ำสายสมั พนั ธท์ างสงั คมแบบดง้ั เดมิ สง่ เสรมิ โอกาสการ
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งคนรนุ่ เกา่ และคนรนุ่ ใหม่ ดว้ ยตระหนกั ถงึ ปรากฎการณข์ องสงั คมทอ้ ง
ถ่ินที่ได้เปลี่ยนผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนคร้ังสำ� คัญหลายหน ซ่ึงล้วนมี
ความแตกต่างกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยในแต่ละกาล
สมัยทผ่ี ันผา่ นสังคมทอ้ งถิ่นได้ผลิตรุน่ ชนท่ีมปี ระวตั ศิ าสตร์ในหลายรปู แบบ โดยแต่ละรนุ่
ชนลว้ นมคี วามประทบั ใจทางประวตั ศิ าสตร์ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ไปตามหว้ งประสบการณข์ องตน
ซง่ึ ในกระบวนการวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว่ นรว่ มเพอ่ื การพฒั นาชมุ ชนของพระสงฆพ์ บ
วา่ พระสงฆไ์ ดท้ ำ� หนา้ ทเี่ สมอื นหนงึ่ วทิ ยากรกระบวนการในการมงุ่ หมายฟน้ื ฟคู วามสมั พนั ธ์
ทางสังคมของชุมชน ระหวา่ งคนวัยตา่ งๆ และสานสมั พนั ธ์ระหวา่ งวดั กบั ชมุ ชน ผา่ นการ
ชกั ชวนใหช้ มุ ชนเกดิ การเรยี นรรู้ ว่ มกนั เกยี่ วกบั สาระถตั ทางภมู ปิ ญั ญาของกลมุ่ ชนในสว่ น
ของวัฒนธรรมทางภาษาและจารตี ประเพณี โดยเปรียบเทียบกบั คำ� สอนทางพทุ ธศาสนา
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 349
ดังเช่นรายงานการวิจัยเร่ือง การฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
ของชาวปะกากะญอ ต. บา้ นจนั ทร์ ซงึ่ ผลการวจิ ยั เรอื่ งนไี้ ดส้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ กระบวนการ
สรา้ งการเรยี นรรู้ ว่ มกนั เกย่ี วกบั คณุ คา่ ของระบบความสมั พนั ธแ์ ละวถิ แี หง่ ภมู ปิ ญั ญาดงั้ เดมิ
รวม รวมทงั้ ตระหนกั รถู้ งึ การเปลยี่ นแปลงของระบบความสมั พนั ธแ์ บบดงั้ เดมิ สสู่ งั คมสมยั
ใหม่ จากเดิมที่โครงสร้างสายสัมพันธ์ฉันท์มิตรเป็นระบบเครือญาติ มีการกำ� หนดความ
สมั พนั ธท์ างสายเลอื ด วงศต์ ระกลู และลำ� ดบั ของความอาวโุ สตามศกั ดแ์ิ ละความสนทิ สนม
โดยความผกู พนั ดงั กลา่ วไดร้ บั การตอกย้�ำ ดว้ ยการสรา้ งความยอมรบั เรอ่ื งประเพณปี ฏบิ ตั ิ
ระหวา่ งเครอื ญาติ การพงึ่ พาเออื้ เฟอ้ื เกอ้ื กลู กนั การตดิ ตอ่ สมั พนั ธใ์ กลช้ ดิ ความรจู้ กั มกั คนุ้
พเิ ศษและการมวี ถิ ชี วี ติ รว่ มกนั ซงึ่ เปน็ มติ กิ ลมุ่ ทน่ี ำ� ไปสคู่ วามโนม้ เอยี งใหก้ ลมุ่ ชนคดิ และทำ�
ในลกั ษณะของการคลอ้ ยตามหรอื ปรบั เขา้ หากนั อนั เปน็ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งเกอ้ื กลู อบอนุ่
หากแต่กาลสมัยที่เปล่ียนไปสายใยของโครงสร้างด้ังเดิมเริ่มผุกร่อนและอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ในขณะทโ่ี ครงสรา้ งสายสมั พนั ธแ์ บบใหม่ มลี กั ษณะเปน็ อสิ ระ มคี วามเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ
ตัวสูง ความผูกพันระหว่างบุคคลได้รับการตอกย้�ำด้วยการสร้างความยอมรับเร่ืองความ
สำ� เรจ็ ตำ� แหนง่ หนา้ ท่ี อำ� นาจเกยี รตยิ ศ ชอ่ื เสยี ง ผลตอบแทนจากการทำ� งานรว่ มกนั หรอื
การมรี สนยิ มรว่ มกนั ในบางเรอ่ื ง ซงึ่ เปน็ มติ ขิ องปจั เจกบคุ คลหรอื ความอยรู่ อดเฉพาะตวั ท่ี
นำ� ไปสคู่ วามโนม้ เอยี งทางพฤตกิ รรมบางดา้ น ท�ำใหแ้ ตล่ ะคนคดิ และทำ� เพอื่ การสรา้ งความ
แตกตา่ ง โดดเดน่ แปลกแหวกแนว ล้�ำยคุ เหนอื คนอนื่ และการเคลอ่ื นตวั ของโครงสรา้ งของ
สายสมั พนั ธน์ ี้ ไดส้ งั่ สมรอยรา้ วของสมั พนั ธภาพแบบดง้ั เดมิ ใหข้ ยายวงกวา้ ง กอ่ เกดิ ความ
ขดั แยง้ แอบแฝงในระหวา่ งกลมุ่ ชนรนุ่ เกา่ และรนุ่ ใหม่ ทำ� ใหส้ ะพานประวตั ศิ าสตรร์ ะหวา่ ง
รนุ่ ชนขาดการเช่อื มโยง หากแตด่ ้วยอานสิ งฆ์จากการสร้างกระบวนการเรียนรรู้ ว่ มกนั ทม่ี ี
พระสงฆเ์ ป็นแกนนำ� มวี ดั เป็นศนู ย์กลางและมพี ทุ ธศาสนาเปน็ กลไก ท�ำให้คนรุ่นเก่าและ
รุ่นใหม่เกดิ สำ� นกึ รว่ มถึงชะตากรรมของชีวิต ปรัชญา และเปา้ หมายชวี ติ
นอกจากน้ียังพบว่า พระสงฆ์ได้พยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพลิกฟื้น
ภมู ปิ ญั ญาของชมุ ชนและสรา้ งสมั พนั ธภาพระหวา่ งรนุ่ ชน โดยการปรบั ปรนวฒั นธรรมทง้ั
ในสว่ นของกลไกสงั คม จารตี ประเพณที ผี่ า่ นการทบทวนคณุ คา่ ประเพณดี งั้ เดมิ ภมู ปิ ญั ญา
ของบรรพชนและของชุมชนท้องถิ่น ทั้งในด้านสาระถัตเชิงคุณค่าและกลไกเพ่ือการ
ร้อื ฟื้น ปกป้อง สงวนรักษาตอ่ เนื่อง ซง่ึ ถอื เปน็ ความพยายามในการก่อรปู ใหมข่ องความ
รู้ และแหล่งความรู้ท่ีเกิดจากการเชื่อมโยงภูมิปัญญาเดิมและมติกลุ่มชน ในการสร้าง
กระบวนทศั นเ์ พอื่ การสรา้ งพฒั นาความเขม้ แขง็ แกช่ มุ ชน ทง้ั ในสว่ นของมมุ มองตอ่ ปจั จบุ นั
อนาคตทีน่ า่ จะเป็น จดุ ออ่ นจดุ แขง็ โอกาสในการพฒั นา ตลอดจนแงม่ ุมทค่ี วรรักษา หรือ
350 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
เปลยี่ นแปลง ทง้ั นเ้ี พอื่ ใหช้ มุ ชนทอ้ งถนิ่ เกดิ การปรบั ตวั ใหส้ ามารถดำ� รงอยอู่ ยา่ งเหมาะสม
ท่ามกลางความสัมพันธ์กบั สังคมภายนอก หรอื กระแส ดังจะปรากฏจากรายงานการวจิ ยั
เร่ืองกระบวนการเรียนรู้เพ่ือสร้างสำ� นึกฟื้นฟูและสืบทอดภูมิปัญญาสมุนไพรปกากะญอ
ของเยาวชน บา้ นแม่ระเมิง ต. แม่สอง อ. ท่าสองยาง จ.ตาก
ขณะเดียวกันยังพบว่า พระสงฆ์ได้มีความพยายามในการส่งเสริมการผลิตซ้�ำพลัง
นวัตกรรมทางจิตใจ เพื่อการเยียวยาปัญหาสังคมที่สลับซับซ้อน และเสริมพลังการจัด
ระเบียบสังคม โดยการใช้ตน้ ทุนทางวัฒนธรรมของสงั คมมารองรบั ผสานกับแนวคดิ หลกั
ธรรมทางพุทธศาสนาเพ่ือการพัฒนาสังคม ท้ังนี้การท�ำงานของพระสงฆ์มีลักษณะเป็น
อสิ ระ มีความผันแปรตามสภาพการณ์ในพ้ืนท่ี ซึ่งแตกต่างจากการทำ� งานของรัฐ ดงั เชน่
รายงานการวิจัยเรื่อง กระบวนการและเทคนิคการทำ� งานของพระสงฆ์นักพัฒนาจังหวัด
เชียงใหม่ หรือเรื่องหลักการและการปฏิบัติงานของพระธรรมจาริกบนท่ีสูงที่สมสมัย
ซึ่งผลการวิจัยท้ังสองเร่ืองได้สะท้อนให้เห็นถึง ความพยายามของพระสงฆ์นักพัฒนา ใน
การสร้างสภาพท่ีพึงปรารถนาเพื่อการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการส่งเสริมให้
ผู้คนในชุมชนรวมตัวกันในชุมชนเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการปฏิบัติ โดยมีเป้าหมาย
เพอื่ การทำ� มาหากนิ และการร่วมกันอยา่ งพอเพยี ง มคี วามเอื้ออาทรตอ่ กนั มีลกั ษณะการ
เรียนรรู้ ว่ มกัน เคารพและเออ้ื อาทรตอ่ กนั มกี ารร่วมสร้างความรแู้ ละตอ่ ยอดความรูเ้ พอื่
เกื้อกูลกัน การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบมากกว่าความเกรงใจ
นับเป็นการสร้างพลังชุมชน โดยการน�ำแหล่งทุนสังคมที่เข้มแข็ง มีความเป็นพลวัตรสูง
และแฝงตัวอยูใ่ นสังคม มาดำ� เนนิ การสรา้ งคุณคา่ และมูลค่า เพือ่ ความอย่เู ยน็ เป็นสุขร่วม
กัน ซึ่งเป็นการบ่มฟักความเข้มแข็งของชุมชน โดยการบูรณาการแนวคิดการมีส่วนร่วม
เพอ่ื การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ภายใต้บริบทของชุมชน
อย่างไรก็ตามผลการวิจัยทั้งสองเร่ืองยังได้สะท้อนมุมมองเก่ียวกับการท�ำงานเพื่อ
สงั คมของพระสงฆท์ ยี่ งั ตอ้ งเผชญิ กบั เงอ่ื นไขหลายประการทอ่ี าจเสรมิ หรอื ลดทอน แนวคดิ
และพลงั ในการท�ำงาน อาทิ ระบบการปกครองของสงฆ์ ซง่ึ สมั พนั ธก์ บั การสนบั สนนุ อยา่ ง
จริงจังจากคณะผู้ปกครองระดบั สูงของสงฆ์ องคก์ รภาครฐั และเอกชน ตลอดจนมมุ มอง
จากพทุ ธศาสนกิ ชนถึง สงิ่ ใดที่ควรเปน็ กิจของสงฆ์ ทัง้ นอ้ี าจด้วยมโนทศั นท์ ว่ี า่ “หากพระ
สงฆ์เข้าหาสังคมมากเกินไป ก็อาจถูกครอบง�ำจากโลก แต่หากมุ่งหลุดพ้นไม่สนใจความ
สัมพันธ์กับโลกฆราวาส ก็จะเป็นการจ�ำกัดการเติบโตและการเผยแพร่ศาสนา” ดังน้ัน
ส่ิงท่ีท้าทายส�ำหรับพระสงฆ์คือ การประคองตนท่ามกลางแรงเหวี่ยงระหว่างโลกทั้งสอง
ได้อย่างไร พร้อมกับการท่ีสังคมคงต้องร่วมกันทบทวนเส้นแบ่งระหว่างโลกกับธรรมที่
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 351
เหมาะสม เพ่ือการสง่ เสรมิ ให้พระสงฆ์ไดเ้ ปน็ ผูส้ านกลไกการคืนความหมายทางสงั คมแก่
พทุ ธศาสนา
อนึ่งในสภาพการแปรเปลี่ยนของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก และท้องถิ่น ก่อเกิด
ปญั หาโลกรอ้ น สภาพความเส่ือมโทรมของสภาพสง่ิ แวดลอ้ มในพ้นื ท่ีต่างๆ ปัญหาหมอก
ควนั พษิ การขาดแคลนนำ�้ เพอื่ การเพาะปลกู สง่ ผลกระทบตอ่ สงั คมทงั้ มติ กิ ายภาพ สขุ ภาพ
กายจติ เศรษฐกจิ วฒั นธรรมและการเมอื ง ซงึ่ สาเหตแุ ละผลกระทบของปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม
ลว้ นเช่อื มโยงเป็นพลวัตร
ทุกส่วนงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามแสวงหาวิธีการในการป้องกันแก้ไข
โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เพ่ือปรับเปล่ียนพฤติกรรมการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม
อยา่ งมจี รยิ ธรรม
มิติจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมน้ัน นักคิดนักวิชาการจ�ำนวนมากเช่ือว่า การปฏิบัติ
ตามค�ำสอนทางพุทธศาสนาคือ แนวทางสำ� คัญยิ่ง ที่ต้องศึกษาท�ำความเข้าใจและน�ำมา
ปรบั ใชใ้ ห้เหมาะกับกาลสมยั ดังนนั้ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ควรยงิ่ ที่
จะมีบทบาทช้ีน�ำสังคมด้านส่ิงแวดล้อม เพ่ือให้สมดังปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ว่า
“จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม”
เฉพาะอยา่ งยงิ่ วทิ ยาเขตเชยี งใหมซ่ ง่ึ ไดร้ บั มอบใหเ้ ขา้ ไปใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ จำ� นวนแปดรอ้ ย
กวา่ ไร่ ในพ้ืนท่ตี �ำบลโป่งกุม่ อ�ำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชยี งใหม่ จากกระทรวงทรัพยากร
สงิ่ แวดลอ้ ม จงึ เสมอื นผธู้ �ำรงและรงั สรรคค์ วามฝนั สคู่ วามจรงิ ในการน�ำหลกั พทุ ธธรรมเพอ่ื
การจดั การสงิ่ แวดลอ้ มอยา่ งยงั่ ยนื ดง่ั ทไ่ี ดป้ ระกาศสสู่ งั คมวา่ “จะเปน็ มหาวทิ ยาลยั สเี ขยี ว”
352 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
ประวัติผู้เขยี น
อาจารย์รุ่งทิพย์ กล้าหาญ
ต�ำแหนง่ - อาจารยป์ ระจำ� คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหา
จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตเชียงใหม่
- อาจารย์พิเศษระดับปริญญาโท สาขาภูมิพัฒนา
สังคมยัง่ ยนื มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
- อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี
เชยี งใหม่
- อาจารย์พิเศษ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั เชียงใหม่
ผลงานทางวชิ าการ
- งานวิจัยเรอื่ ง กระบวนการเรียนร้ขู องชุมชนเพ่ือการเลย้ี งปลาระบบชีววถิ ีบนฐาน
คิดเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากส�ำนักงานคณะกรรมการ
อาชีวศึกษา ปี ๒๕๕๔
- งานวจิ ยั เรอื่ ง การพฒั นาระบบยงุ้ ขา้ วแบบลา้ นนา ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั จาก
ส�ำนกั งานคณะกรรมการอุดมศึกษา ปี ๒๕๕๔ ประเภทงานวจิ ยั รว่ มภาครฐั และ
เอกชน
-งานวิจัยเร่ือง กระบวนการเรียนรู้การจัดการเกษตรชีววิถี ได้รับทุนสนับสนุนการ
วจิ ยั จากส�ำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแหง่ ชาตปิ ี ๒๕๕๔
- งานวิจัยเร่ือง การจัดการความรู้เกษตรอินทรีย์ ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก
ส�ำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติปี ๒๕๕๕
- งานวจิ ยั เรอื่ ง การขบั เคลอ่ื นขบวนการพทุ ธแนวใหม:่ สงั ฆพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ และ
ชมุ ชน ไดท้ นุ สนบั สนนุ การวจิ ยั จากสำ� นกั งานคณะกรรมการสง่ เสรมิ สขุ ภาพ (สสส)
- งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผู้น�ำที่มีศีลธรรม ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์
ปี ๒๕๕๖
- งานวิจัยเร่ือง การพัฒนาภาวะผู้น�ำด้วยกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ได้รับทุน
สนบั สนนุ การวจิ ัยจากส�ำนกั งานคณะกรรมการอาชวี ศกึ ษา ปี ๒๕๕๖
- งานวจิ ยั เรอ่ื ง การจดั การความรเู้ ครอื ขา่ ยพระสงฆพ์ ทิ กั ษว์ ฒั นธรรม ไดร้ บั ทนุ จาก
สถาบันวจิ ัยพุทธศาสตร์ ปี ๒๕๕๖
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 353
- งานวิจัยเร่ือง ความสัมพันธ์ทางสังคมองค์กรวัฒนธรรมไทเขิน ได้รับทุนจาก
สถาบนั วจิ ัยพทุ ธศาสตร์ ปี ๒๕๕๖
- งานวิจัยเรื่อง การจัดการความรู้บูรณาการพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลยั ได้รบั ทนุ จากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ ปี ๒๕๕๖
354 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
กลไกทางพระพุทธศาสนา :
การสง่ เสริมสุขภาวะดา้ นจิตใจของผสู้ งู อายุ
พระมหาไกรสร โชติปญโฺ ญ (แสนวงค์)๑
๑. บทน�ำ
ผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่ลูกหลาน และประเทศชาติเป็นอันมาก
เปน็ ทรัพยากรทท่ี รงคณุ คา่ ท่ีได้สัง่ สมประสบการณจ์ ากชีวติ ของท่าน จึงเปน็ ผู้ท่คี วรได้รบั
การยกย่องในสงั คม ปัจจุบันประชากรไทยอายยุ ืนยาวมากขน้ึ ผู้สูงอายุซงึ่ เป็นประชากร
อายุ ๖๐ ปขี นึ้ ไปเปน็ ประชากรกลมุ่ หนง่ึ ทม่ี จี �ำนวนเพม่ิ ขนึ้ และมสี ดั สว่ นสงู ขน้ึ เมอื่ เปรยี บ
เทียบกับประชากรกลุ่มอ่ืนจากข้อมูลของประเทศไทย พบว่าประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูง
อายแุ ลว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ซงึ่ มีผสู้ ูงอายุคิดเป็นประมาณรอ้ ยละ ๑๐.๔๒ และยงั คาดการว่า
ในอกี ๒๐ ปขี ้างหนา้ สงั คมไทยจะเปน็ สังคมผูส้ ูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) โดย
พิจารณาจากจ�ำนวนประชากรทมี่ ีอายุ ๖๐ ปขี น้ึ ไปมากกวา่ ร้อยละ ๒๐ หรือมปี ระชากร
ท่ีมอี ายุ ๖๕ ปี ข้นึ ไปเกนิ กว่ารอ้ ยละ ๑๔ คาดว่าในปี ๒๕๗๑ ประเทศไทยจะมผี ู้อายุเกนิ
๖๐ ปี รอ้ ยละ ๒๓.๕๐ โดยในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา มีผสู้ งู อายคุ ิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๓.๒๒ ของ
จำ� นวนประชากรทงั้ ประเทศ ตามค�ำนยิ ามขององคก์ ารสหประชาชาติ (UN) ทก่ี �ำหนดไวว้ า่
ประเทศใดมปี ระชากรอายุ ๖๐ ปขี น้ึ ไป สดั สว่ นเกนิ รอ้ ยละ ๑๐ ของประชากรทง้ั ประเทศ
ถือว่าประเทศน้ันได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เมื่อ
สัดสว่ นประชากรอายุ ๖๐ ปขี นึ้ ไป เพม่ิ เปน็ ร้อยละ ๒๐ ของประชากรท้งั ประเทศ๒ กล่าว
โดยรวมแลว้ ประเทศไทยจะกา้ วจากสงั คมผสู้ งู อายุ เปน็ สงั คมผสู้ งู อายโุ ดยสมบรู ณ์ ในเวลา
เพยี ง ๒๐ กวา่ ปเี ทา่ นน้ั ซง่ึ ถอื วา่ ใชเ้ วลานอ้ ย๓ ในขณะทก่ี ลมุ่ ประเทศทเ่ี ปน็ คลน่ื ระลอกแรก
ของสงั คมผสู้ งู อายซุ ง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ ประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ ใชเ้ วลาคอ่ นขา้ งมาก เชน่ ฝรง่ั เศส
ใชเ้ วลา ๑๑๕ ปี สวเี ดน ๘๕ ปี ออสเตรเลยี ๗๓ ปี สหรฐั อเมรกิ า ๖๙ ปี ทำ� ใหป้ ระเทศเหลา่
นมี้ เี วลาปรบั ตวั ปรบั โครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ และสงั คมเพอ่ื รองรบั สงั คมผสู้ งู อายอุ ยา่ งเพยี ง
พอ ขณะทก่ี ลมุ่ ประเทศทเี่ ปน็ คลน่ื ลกู ทส่ี าม ซง่ึ สว่ นใหญเ่ ปน็ ประเทศก�ำลงั พฒั นา ใชเ้ วลา
ส้นั กว่ามาก เชน่ ชลิ ี ในเวลา ๒๗ ปี จีน ๒๖ ปี ไทย ๒๒ ปี สงิ คโปร์ ๑๙ ปี ทำ� ใหม้ ีเวลา
๑วทิ ยาลัยสงฆล์ ำ� พนู มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
๒สรุปผลทีส่ �ำคัญการท�ำงานผสู้ ูงอายุในประเทศไทย ปี ๒๕๕๖, สำ� นกั งานสถติ แิ ห่งชาต,ิ หน้า ๔.
๓สถาบนั ประชากรศาสตร์, ใหก้ ารดแู ลให้บริการตา่ งๆ แก่ผู้สงู อายุ, (จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๕๓), หนา้ ๑๖.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 355
เตรยี มตวั นอ้ ย ปจั จยั ทท่ี ำ� ใหผ้ สู้ งู อายมุ จี ำ� นวนเพม่ิ มากขนึ้ คอื ความกา้ วหนา้ ทางการแพทย์
และการสาธารณสขุ การรกั ษาพยาบาลดว้ ยยาทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู ประกอบกบั ความรใู้ น
เรอื่ งการดูแลสขุ ภาพการรบั รขู้ า่ วสารและสภาพสงั คมเศรษฐกิจท่มี กี ารพัฒนา ในขณะท่ี
ประชากรกลมุ่ วัยท�ำงานมีอตั ราลดลงเน่อื งจากโรคภัยไข้เจ็บทีส่ �ำคัญ โดยเฉพาะนโยบาย
การคุมก�ำเนิดประชากรของประเทศไทยในระยะ ๓๐ ปีที่ผ่านมาน้ีทำ� ให้อัตราการเจริญ
พนั ธ์ลุ ดลงอย่างรวดเรว็ การลดจำ� นวนของประชากรวยั เด็กและวยั ทำ� งานซ่ึงเป็นกลุม่ คน
ที่รับภาระในการเล้ียงดูผู้สูงอายุในขณะที่จำ� นวนผู้สูงอายุยังคงสูงข้ึนเร่ือยๆ เป็นส่ิงท่ีคน
ทัว่ ไปควรตระหนักและน่าจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมในระยะยาว
การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะท่ีผ่าน ส่งผลให้การด�ำเนินชีวิต
ของประชากรในชุมชนเปล่ียนแปลงไปจากเดิมมาก ขนาดครอบครัวในชุมชนจึงมีขนาด
ลดลง ส่งผลใหก้ ารอยู่รวมกนั แบบครอบครัวขยาย คอื ปู่ย่าตายาย พอ่ แมล่ กู อย่รู วมกนั
ในครอบครวั มแี นวโนม้ ลดลง การศกึ ษาระบบใหมท่ ม่ี กี ารแขง่ ขนั ในการสง่ เดก็ ไปโรงเรยี น
ต้ังแต่อายุยังน้อย และความจำ� เป็นทีสมาชิกบางคนในครอบครัวต้องเคล่ือนย้ายเพ่ือไป
ประกอบอาชีพอื่นนอกชุมชน ท�ำใหค้ นรนุ่ หลังไมม่ โี อกาสได้ใกลช้ ดิ กับผู้สงู อายุเหมือนใน
อดตี ความตอ้ งการพงึ่ พอระหวา่ งคนรนุ่ ตอ่ รนุ่ ในการถา่ ยทอดประสบการณร์ ะหวา่ งคนใน
ครวั เรอื นมนี อ้ ยลง ระบบเครอื ญาตเิ ดมิ มคี วามสมั พนั ธแ์ นน่ แฟน้ เรมิ่ คลายความสมั พนั ธล์ ง
ซง่ึ อดตี โครงสรา้ งครอบครวั สว่ นใหญเ่ ปน็ ครอบครวั ขยาย ทป่ี ระกอบดว้ ยคนรนุ่ พอ่ แมป่ ยู่ า่
หรือตายายและลูกหลานอยรู่ ่วมกัน มีการประกอบอาชพี ร่วมกัน มีการแบ่งปัน การแบง่
งานอยา่ งเหมาะสม ผสู้ งู อายซุ งึ่ มปี ระสบการณม์ โี อกาสถา่ ยทอดความรแู้ ละประสบการณ์
ใหก้ บั คนรนุ่ ลกู รนุ่ หลาน ทงั้ ในดา้ นความเปน็ อยู่ การทำ� มาหากนิ การดแู ลสขุ ภาพ ประเพณี
วัฒนธรรม และพิธีกรรมทางศาสนา ปจั จุบนั โครงสร้างครอบครวั เร่ิมลดขนาดลง รปู แบบ
การประกอบอาชพี ทเ่ี ปลย่ี นจากการผลติ เพอ่ื การบรโิ ภคในครวั เรอื น เปน็ การท�ำงานนอก
หมบู่ า้ น ในลกั ษณะไปแตเ่ ชา้ กลบั คำ�่ ทำ� ใหก้ จิ กรรมทตี่ อ้ งทำ� รว่ มกบั คนในชมุ ชนทำ� ไดน้ อ้ ย
ลง เวลาทใ่ี ชใ้ นการอบรมเลยี้ งดลู กู หลานและดแู ลพอ่ แมท่ สี่ งู อายลุ ดนอ้ ยลงความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งผู้สงู อายุกับลกู หลานจึงขาดตอน ระบบเครอื ญาตเิ ดิมที่มคี วามสมั พนั ธแ์ น่นแฟน้
เร่ิมคลายความสัมพันธล์ ง๑
ผู้สูงอายุในชุมชนจ�ำนวนไม่น้อยมีวิถีชีวิตเปล่ียนไปจากเดิม จากการใช้ชีวิตอย่าง
เรียบง่ายอยู่กับลูกหลานในครัวเรือน เป็นการใช้ชีวิตท่ีพ่ึงพาระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน
๑สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, โครงการรายงานสขุ ภาพจติ ประจ�ำปี ,(มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๕๔), หน้า ๖๗
356 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
เป็นปัจจัยด�ำรงชีพ ในด้านความสัมพันธ์กับลูกหลาน แบบแผนการเลี้ยงดูแบบสมัย
ใหม่ท�ำให้ผู้สูงอายุถูกมองข้าม เพราะขาดความทันสมัยผู้สูงอายุจึงมีเวลาว่างมากขึ้นใน
ขณะเดียวกันการยอมรับนับถือจากลูกหลานก็ลดน้อยลง การเปล่ียนแปลงของผู้สูงอายุ
เป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายท่ีเห็นได้ชัด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง เช่น
พนั ธุกรรม การด�ำรงชวี ติ การดำ� เนนิ ชีวติ และสภาพจิตใจด้วย จะเห็นว่าบางคนแมอ้ ายุ
มากทำ� ไมจงึ ดูไม่แก่ แต่บางคนอายไุ ม่มากทำ� ไมดแู ก่เกนิ วยั ทงั้ นี้เปน็ เพราะองคป์ ระกอบ
ดงั ไดก้ ล่าวมา และปญั หาทพ่ี บจากผู้สงู อายุในปัจจบุ นั คอื ปญั หาด้านสขุ ภาพทางจิตใจ ท่ี
มคี วามเครยี ดสงู ขน้ึ และมกี ารเปลยี่ นแปลงทงั้ ทางกาย มคี วามเสอ่ื มของอวยั วะตา่ งๆ เมอ่ื
อายุมากข้ึน ผิวหนา้ กล้ามเนือ้ สายตาแยล่ ง และผู้สงู อายุประสบกบั การสญู เสยี ในชวี ติ
มาก อาทิ เกษียณอายกุ ารทำ� งาน สญู เสียเพือ่ จากการเสยี ชีวิต คู่ครอง ท�ำให้ผ้สู งู อายุต้อง
ปรบั ตวั มากเมอื่ เขา้ สวู่ ยั ดงั กลา่ ว อกี ทงั้ ผสู้ งู อายยุ งั ประสบปญั หาในเรอ่ื งความวติ กกงั วลใน
การพงึ่ ลูกหลาน กลัวถูกทอดท้งิ กลวั ภัย กลวั ตาย จึงเกดิ ภาวะซึมเศร้า หงุดหงดิ ระแวง
เอาแตใ่ จตนเอง และถ่ายทอดมาทางพฤติกรรมจูจ้ ี้ ขีบ้ ่น อยู่ไมเ่ ปน็ สุข ความจำ� ไม่ค่อยดี
ปัญหาเหลา่ นีจ้ �ำเป็นตอ้ งได้รับการสง่ เสริมและช่วยเหลือผูส้ ูงอายุ
ปัจจุบันผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเพื่อท�ำกิจกรรมมากขึ้น เป็น
กจิ กรรมทท่ี ำ� ใหไ้ ดพ้ บปะพดู คยุ แลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ การสนั ทนาการ การดแู ลสขุ ภาพ
การเขา้ รว่ มกจิ กรรมทางศาสนาและกจิ กรรมเพอื่ เพมิ่ รายได้ กจิ กรรมทเ่ี กดิ ขนึ้ บางกจิ กรรม
เปน็ กจิ กรรมทม่ี มี าแตด่ งั้ เดมิ ของหมบู่ า้ น บางกจิ กรรมเกดิ ขนึ้ จากการเรยี นรจู้ ากภายนอก
จากกลุ่มผู้สูงอายุหมู่บ้านอื่น หรือจากกลุ่มองค์กรอื่นๆ เช่นชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน
กลุม่ อาชพี ฯลฯ และมีการพัฒนามาเป็นล�ำดบั ซึ่งอาจเป็นส่วนหนงึ่ ในการตอบสนองใน
การแกไ้ ขปัญหาและตอบสนองความต้องการของผสู้ ูงอายุและคนในชมุ ชน
ในการรวมกลมุ่ ทำ� กจิ กรรมของผสู้ งู อายทุ ำ� ใหม้ อี งคก์ รและหนว่ ยงานทง้ั ในและนอก
พ้ืนที่ให้ความสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม กิจกรรมท่ีเกิดขึ้นมักเป็นกิจกรรมท่ีพบเห็นได้โดย
ทั่วไปในชมุ ชนตา่ งๆ บางโครงการได้รบั การสนับสนนุ จากภาครัฐใหก้ ่อต้ังเพ่ือตอบสนอง
นโยบายในภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะพ้ืนที่ จึงเป็นไปได้ว่ากิจกรรมที่เกิดข้ึนอาจไม่
สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันชุมชนก็มี
กลไกทางพระพทุ ธศาสนาของชมุ ชน เชน่ หลกั ธรรม ความเชอ่ื คา่ นยิ ม แบบแผน กจิ กรรม
ประเพณวี ัฒนธรรม และหลักการด�ำเนินชีวติ ทางพระพทุ ธศาสนา ท่สี ามารถสร้างความ
สัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนได้ รวมท้ังชุมชนยังมีการรวมกลุ่มต่างๆ ท่ีมีวิธีการใน
การจัดระบบความสัมพันธ์ที่จะทำ� ให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีจารีตประเพณี ระบบ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 357
กฎเกณฑ์และพิธีต่างๆ เป็นแนวทางให้สมาชิกของชุมชนท้ังรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปได้
ยึดถือปฏิบัติอย่างสันติ ตลอดจนมีวิถีทางในการส่งเสริมและช่วยเหลือพึ่งพา มีความ
เอื้อเฟื้อเก้ือกูลและสมานสามัคคี และมีพลังสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาในชุมชนโดย
ผ้สู ูงอายุเอง
๒. เมื่อกา้ วสสู่ ังคมผู้สูงอายอุ ยา่ งสมบูรณ์ จะเกดิ อะไร และอยา่ งไร ตอ่ ผู้สูงอายุ
ผสู้ งู อายจุ ดั วา่ อยใู่ นชว่ งสดุ ทา้ ยของชวี ติ ซง่ึ จะเปน็ ชว่ งระยะทมี่ กี ารเปลย่ี นแปลงของ
ชีวติ จากชวี ติ ท่มี คี ณุ ค่าหรอื ชีวิตทม่ี คี วามน่ายินดี ไปสชู่ วี ติ ทจ่ี ะตอ้ งมีการพลดั พรากตาย
จากกนั ไมส่ ามารถใชป้ ระสทิ ธภิ าพทางรา่ งกายไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ จงึ ท�ำใหค้ นบางคนมองหรอื
คิดว่าผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีความเศร้าใจ สามารถติดโรคได้ง่าย สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง
ฉะนน้ั ระยะเวลาเรมิ่ ตน้ ของผสู้ งู อายจุ งึ มกั จะเรม่ิ เมอ่ื อายุ ๖๐ ปี อยา่ งไรกต็ ามบคุ คลทอ่ี ายุ
๖๐ ปีก็ยงั ไมส่ ามารถตดั สินได้ว่าบคุ คลผ้นู นั้ ไดก้ ้าวเขา้ สู่การเป็นผสู้ ูงอายุ เพราะขนึ้ อยกู่ ับ
แต่ละบุคคลเป็นส�ำคัญ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในปัจจุบันนี้สภาพชีวิตและการรักษาสุขภาพ
อนามัยทางการแพทย์ดีกว่าสมัยก่อนมาก ท�ำให้คนบางคนเป็นผู้สูงอายุเมื่ออายุ ๖๕ ปี
บางคนจะเริ่มก็ต่อเมอื่ อายุ ๗๐ ปี จากการศกึ ษาค้นควา้ ในเรือ่ งช่วงชวี ติ ของคนนน้ั พบ
ว่า คนในสมัยก่อนมีช่วงอายุท่ีสั้นกว่าในสมัยปัจจุบัน ท้ังน้ีอาจจะเน่ืองมาจากการรักษา
สขุ ภาพอนามยั กเ็ ปน็ ได้ กลา่ วคอื ในสมยั กรงุ โรม ผคู้ นมอี ายเุ ฉลย่ี ๒๓ ปี ครน้ั มาถงึ ปี ค.ศ.
๑๘๕๐ จะมีอายุเฉลยี่ ๔๐ ปี และในปี ค.ศ.๑๙๔๐ อายคุ นเฉลยี่ ๔๙.๒ ปี ค.ศ.๑๙๕๔ จะ
มอี ายเุ ฉล่ยี ๖๙.๖ ปี สำ� หรับปี ค.ศ.๑๙๖๐ - ๑๙๖๕ มอี ายุเฉลยี่ เทา่ กับ ๖๕ ปี ฉะน้นั จะ
เหน็ ไดว้ า่ จากสภาพทางการแพทยท์ กี่ า้ วหนา้ ขน้ึ มาก ทำ� ใหช้ ว่ งชวี ติ ของผสู้ งู อายเุ พม่ิ มาก
ขน้ึ และการที่มอี ายุยืนมากนอ้ ยเพียงใดนั้นกข็ น้ึ อยกู่ บั ปจั จัยหลายประการ คอื
พนั ธุกรรม เร่ืองของพนั ธกุ รรมพบวา่ ถ้าบรรพบุรุษมอี ายยุ ืน บคุ คลร่นุ ตอ่ มากม็ ีอายุ
ยืนตามไปด้วย
เพศ โดยทว่ั ไป เพศหญิงจะมีอายุยืนมากกวา่ เพศชาย เพราะเพศหญงิ จะมชี ีวิตที่ไม่
โลดโผนเช่นเดยี วกับเพศชาย
เชอื้ ชาติ คนผวิ ขาวมกั มแี นวโนม้ อายยุ นื กวา่ ผวิ ไมข่ าว คอื หญงิ ผวิ ขาวจะมอี ายเุ ฉลย่ี
๗๓.๖ ปี ชาวผิวขาวจะเฉลีย่ ๖๗.๔ ปี แตห่ ญงิ ผิวไม่ขาวเฉล่ีย ๖๕.๘ ปี สว่ นชายผิวไมข่ าว
จะเฉลย่ี ๖๑.๐ ปี
สภาพแวดล้อม ของแต่ละบุคคลจะมีผลต่อช่วงอายุยืนของบุคคลเป็นอันมาก เช่น
คนท่ีอย่ใู นชนบทกับคนอย่ใู นกรงุ เป็นตน้
358 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
รูปแบบของครอบครวั ลักษณะรูปแบบของครอบครวั ของผ้สู งู อายุก็จะมผี ลตอ่ การ
มชี ีวติ ของผู้สงู อายไุ มน่ อ้ ย จากการศึกษาพบว่า อตั ราการตายของคนท่อี ยู่คนเดียว หรอื
ครอบครัวที่มกี ารหย่ารา้ งจะมีการตายมากกวา่ อยใู่ นครอบครัว และมกั พบเพศชายมกี าร
ตายมากกว่าเพศหญงิ
ระดับการศึกษา จากการศกึ ษาพบว่า คนทีม่ ีการศกึ ษาสูงยอ่ มจะมอี ายุยนื กวา่ คนท่ี
มกี ารศึกษาต่�ำ เพราะวา่ รจู้ กั วิธกี ารรกั ษาสุขภาพตนได้เป็นอย่างด๑ี
นอกจากนก้ี ารปฏบิ ตั ธิ รรมยงั มสี ว่ นชว่ ยสง่ เสรมิ ใหอ้ ายยุ นื ขนึ้ เชน่ กนั ดงั ปรากฏในจกั
กวตั ตสิ ตู ร ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค เลม่ ท่ี ๑๑ ตอนทา้ ยของพระสตู ร พระพทุ ธเจา้ ทรงตรัส
สอนใหภ้ กิ ษทุ ง้ั หลายเจรญิ สตปิ ฏั ฐานและทรงย�้ำใหภ้ กิ ษมุ บี ญุ และมธี รรมเปน็ ทพี่ ง่ึ และให้
ถอื เอาสตปิ ฏั ฐาน ๔ เปน็ ธรรมทพ่ี ง่ึ เพราะเมอื่ ถอื เอาสตปิ ฏั ฐานเปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั ิ
กจ็ ะถึงความเจริญ ด้วยความเจริญ ๕ อย่าง คอื
๑. จะมอี ายุยืน ถึง ๑ กัปป์ ถา้ ตอ้ งการมีอายยุ ืนก็ให้เจรญิ อิทธบิ าท
๒. ปทานสงั ขาร คอื การเจรญิ อทิ ธบิ าททเ่ี ปน็ ไปในเจโตสมาธิ คอื เปน็ ไปในทางสมาธิ
สมาบตั ิ
๓. เจริญดว้ ยวรรณะ หมายถึง มีศลี มีธรรมดี
๔. สุข หมายถึง สขุ ในฌาน ๔
๕. โภคะ หมายถึง เจรญิ พรหมวหิ าร ๔ ถึงขั้นอัปปมัญญา เรียกวา่ เจรญิ ด้วยโภคะ๒
เป็นความเจริญท่ีว่าในแต่ละช่วงชีวิตของมนุษย์จะต้องมีลักษณะเฉพาะเป็นของตัว
เอง ซึ่งจะเหน็ ได้ว่า ในผสู้ งู อายุจะมีลกั ษณะเฉพาะ ลักษณะดงั กล่าวจะประกอบไปด้วย
ลักษณะท่ีไม่น่าชื่นชมเทา่ ใดนัก เป็นระยะเวลาของการเส่อื มถอยของรา่ งกาย เปน็ ระยะ
ที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางจิตใจ ซ่ึงลักษณะของผู้สูงอายุตามหลักพระพุทธศาสนา
กล่าวคือ รา่ งกายของมนษุ ย์ไมว่ า่ เด็กหรอื แก่ประกอบด้วยธาตทุ ง้ั สี่ คือ ดิน น�ำ้ ลม ไฟ
เป็นองค์ประกอบหลกั นอกจากนั้นยงั มีองคป์ ระกอบอื่นๆ อกี ดังปรากฏในหนงั สอื พทุ ธ
ธรรมทไ่ี ดก้ ลา่ วไวว้ า่ รา่ งกายของมนษุ ยเ์ ราแทท้ จี่ รงิ ประกอบดว้ ยขนั ธท์ งั้ ๕ ขนั ธ์ กลา่ วคอื
๑. รูป ไดแ้ กส่ ่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมท้งั หมด รา่ งกายและพฤตกิ รรมทงั้ หมด
ของร่างกาย หรือสสารและพลังงานฝ่ายวัตถุ พร้อมท้ังคุณสมบัติ และพฤติการณ์ต่างๆ
ของสสารพลังงานเหลา่ นนั้
๑พรรณทพิ ย์ ศริ ิวรรณบศุ ย,์ จิตวทิ ยาครอบครัว, (กรงุ เทพฯ,๒๕๓๖), หนา้ ๔๓๐- ๔๓๑.
๒วศิน อนิ ทสระ, เพ่อื สขุ ภาพจิตด,ี (กรงุ เทพฯ,๒๕๔๕), หนา้ ๑๔๑.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 359
๒. เวทนา ไดแ้ ก่ความรูส้ กึ สุข ทกุ ข์ หรือเฉยๆ ซ่ึงเกดิ จากผัสสะทางประสาทท้ัง ๕
และทางใจ
๓. สญั ญา ไดแ้ กค่ วามกำ� หนดได้ หรอื หมายรู้ คอื กำ� หนดรอู้ าการเครอ่ื งหมายลกั ษณะ
ตา่ งๆ อันเปน็ เหตใุ หจ้ �ำอารมณ์นน้ั ๆ ได้
๔. สังขาร ได้แก่องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิตมีเจตนาเป็นตัวน�ำ ซึ่ง
ทำ� ให้จิตดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ ปรงุ แปรการตรึกตรองนึกคดิ ในใจ และการแสดงออก
ทางกาย วาจา ใหเ้ ป็นไปต่างๆ เปน็ ทีม่ าของกรรม เช่น ศรทั ธา สติ หิริ โอตตปั ปะ เมตตา
กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา เปน็ ตน้ เรยี กรวมงา่ ยๆ วา่ เครอ่ื งปรุงของจิต เคร่ืองปรุงความคิด
หรอื เครอื่ งปรุงของกรรม
๕. วญิ ญาณ ไดแ้ กค่ วามรแู้ จง้ ทางอารมณท์ างประสาททง้ั ๕ และทางใจ คอื การเหน็
การไดย้ นิ การได้กลิ่น การร้รู ส การสมั ผสั ทางกาย และการรอู้ ารมณ์ทางใจ๑
จากลักษณะการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุจึงพบว่าผู้สูงอายุประสบปัญหาท้ังด้าน
ร่างกายและจิตใจ และยังพบว่าปัญหาด้านสุขภาพจิตเป็นปัญหาท่ีสำ� คัญในการส่งเสริม
ดแู ลผู้สูงอายุ ดงั น้ี
๑. ความวติ กกังวล กลวั ว่าจะต้องพงึ่ ลกู หลาน มกั แสดงออกเด่นชัดเปน็ ความกลวั
ขาดความเชื่อม่นั นอนไมห่ ลบั กลัวถกู ทอดทง้ิ กลัวภัย กลัวขาดความสามารถ กลัวตาย
กลวั ไมไ่ ดร้ บั การเอาใจใสด่ แู ลจากลกู หลาน ผสู้ งู อายมุ กั กลวั ไปตา่ งๆ นานา อาจแสดงออก
ทง้ั ทางอารมณ์ไม่สบายใจ และออกทางกาย เช่น ใจสั่น แน่นหนา้ อก หายใจไมอ่ มิ่ ทำ� ให้
อ่อนเพลยี ไม่มีแรง เปน็ ลมงา่ ย หายใจไม่ออก เบือ่ อาหาร เปน็ ตน้
การแกไ้ ข ควรแกท้ คี่ วามคดิ ของตนเอง พยายามมองในแงค่ วามเปน็ จรงิ มากกวา่ คดิ
ไปลว่ งหนา้ กอ่ นทจี่ ะเกดิ เหตกุ ารณ์ คาดคะเนอนาคตในทางทด่ี มี ากกวา่ จะจนิ ตนาการแต่
ในแงร่ า้ ย รสู้ าเหตเุ รอื่ งทท่ี �ำใหก้ งั วล แกป้ ญั หานน้ั โดยตรง การท�ำใจใหส้ งบโดยวธิ ที างพทุ ธ
ศาสนา จะเปน็ ประโยชน์อยา่ งยงิ่ ถ้าผสู้ งู อายุหม่ันศึกษาธรรมะ ไหวพ้ ระ ฝึกสมาธิ จะชว่ ย
ให้จิตใจสงบมากขน้ึ
๒. การเปลย่ี นแปลงของอารมณ์ ผูส้ งู อายบุ างคนซึมเศร้า หงดุ หงดิ ระแวง เอาแต่ใจ
ตนเอง ท�ำใหร้ ู้สึกวา่ เป็นการสูญเสยี ทางใจ หมดก�ำลังใจ นอนไมห่ ลับ เป็นต้น ผู้สงู อายุที่
มปี ัญหานอนไมห่ ลับ มักชอบตื่นกลางดึก ตืน่ เชา้ กว่าปกติ ตน่ื แลว้ หลับตอ่ ไม่ได้ หรือเป็น
๑พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, (กรงุ เทพฯ, ๒๕๓๒), หนา้ ๑๕.
360 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
ตง้ั แตเ่ ขา้ นอน นอนหลบั ยากกวา่ ปกติ โดยทว่ั ไปในวยั สงู อายุ มกั ตอ้ งการเวลานอนนอ้ ยลง
จากการเปล่ียนแปลงของสรรี ะวิทยา ทำ� ให้นอนหลับนอ้ ยลง ตนื่ เช้ากวา่ ปกติ แตผ่ ูส้ ูงอายุ
บางทา่ นอาจกงั วลมาก ทำ� ใหป้ ญั หาเพม่ิ มากขนึ้ และผสู้ งู อายมุ กั มปี ญั หาสขุ ภาพอนื่ ๆ อาทิ
ปวดเขา่ ปวดทอ้ ง ทำ� ใหเ้ ปน็ สาเหตขุ องการนอนไมห่ ลบั ดว้ ย รวมถงึ โรคซมึ เศรา้ ถอื เปน็ การ
เปลย่ี นแปลงทางอารมณท์ พ่ี บบอ่ ย เพราะวยั สงู อายจุ ะพบความสญู เสยี ไดบ้ อ่ ย ผสู้ งู อายทุ ี่
มีโรคซึมเศรา้ ส่วนใหญจ่ ะมีอาการทางอารมณ์ เชน่ เบื่อหนา่ ย ทอ้ แท้ หงดุ หงิดง่าย ใจคอ
ไม่ดี เบื่อความสนใจในกิจกรรมท่เี คยชอบ พดู ง่ายๆ คอื เซ็ง นอกจากน้อี าจจะมีนอนไม่
หลบั เบือ่ อาหาร ไม่มีสมาธิ ผูส้ งู อายุบางทา่ นจะบ่นว่าความจำ� แยล่ ง ซึง่ จรงิ ๆ แล้วไม่ใช้
โรคสมองเสอ่ื มแตเ่ ปน็ จากสมาธิไม่ดี ทำ� ใหล้ มื งา่ ยมากกว่า ถ้าซึมเศรา้ มากๆ อาจมีความ
คิดอยากตาย ตอ้ งการท�ำรา้ ยตนเองซ่งึ เปน็ ภาวะเร่งด่วนมาก ต้องรบั ให้ความชว่ ยเหลอื
๓. การเปลีย่ นแปลงทางความคดิ ผูส้ ูงอายุมักจะคดิ ซ้�ำซาก ลังเล ระแวง หมกมนุ่
เรอ่ื งของตวั เอง และเรอื่ งในอดตี จะคดิ เรอื่ งในอดตี ดว้ ยความเสยี ใจ เสยี ดาย ทปี่ ลอ่ ยเวลา
ทผี่ า่ นมาใหเ้ ปลา่ ประโยชน์ และคดิ ถงึ ปจั จบุ นั ดว้ ยความหวาดกลวั กลวั ถกู ทอดทงิ้ กลวั ถกู
เขารงั เกียจ
๔. พฤติกรรม มักเอาแตใ่ จตัวเอง จู้จ้ี ข้บี น่ อยไู่ ม่สุข ชอบยงุ่ เร่อื งคนอน่ื หรืออาจมี
ปญั หาทางเพศ ในสังคมไทย มกั ไมพ่ ูดถึงเรือ่ งเพศ แท้จริงเรอื่ งเพศในผูส้ งู อายุ อาจพบได้
บอ่ ยกวา่ ทค่ี ดิ ในผู้ชายความต้องการทางเพศจะมีอยไู่ ด้ตลอด อาจพบได้ในวยั สงู อายุ กวา่
ท่คี าดคิด แต่ในเพศหญงิ อาจไม่พบมคี วามตอ้ งการทางเพศแล้ว อาจท�ำให้เกดิ ปัญหาขึ้น
ระหวา่ งคสู่ มรส เราควรตระหนกั ถงึ ปญั หาดงั กลา่ วไว้ ไมค่ วรอบั อาย หรอื ถอื วา่ เปน็ เรอื่ งผดิ
ปกติ ควรเหน็ ใจ เข้าใจ ปัญหาดงั กลา่ ว ถ้าท่านผู้สูงอายุ เกิดปญั หาขึ้น ควรปรกึ ษาแพทย์
เพื่อขอความช่วยเหลอื ตอ่ ไป
๕. ความจ�ำ มกั จ�ำปัจจบุ นั ไม่คอ่ ยได้ และชอบย�ำ้ คำ� ถามซ้ำ� ๆ กับคนท่ีคยุ ดว้ ย ทำ� ให้
เกิดความเบื่อหน่าย บางรายจ�ำผิดพลาดจนกลายเป็นพูดเท็จ เป็นภาวะที่เรียกว่าสมอง
เส่อื มเป็นธรรมดาที่ผู้สูงอายจุ ะมกี ารเปล่ียนแปลงเรอ่ื งความจำ� อาทิ ลืมงา่ ย ตอ้ งพดู ซำ�้ ๆ
ถามซ�้ำๆ จ�ำเหตุการณ์ใหม่ๆ ได้ไม่ดี จ�ำเหตุการณ์ในอดีตได้แม่น แต่ถ้าไม่รบกวนชีวิต
ประจำ� วนั ของผสู้ งู อายถุ อื วา่ ไมผ่ ดิ ปกติ แตใ่ น ผสู้ งู อายทุ มี่ โี รคสมองเสอื่ ม การสญู เสยี ความ
จำ� จะรนุ แรงมากจนมผี ลในชวี ติ ประจ�ำวนั การชว่ ยเหลอื ตนเองแยล่ ง มปี ญั หาในการดแู ล
ชว่ ยเหลือตนเองไมไ่ ด้ ซ�ำ้ ตอ้ งใหค้ �ำปรกึ ษาหรือรักษาจากแพทย์ ในผู้สูงอายทุ ล่ี ืมง่าย อาจ
หาวธิ ตี า่ งๆ มาชว่ ยเตอื นความจำ� อาทิ สมดุ บนั ทกึ จดั สงิ่ ของใหเ้ ปน็ ระเบยี บ ลกู หลานควร
ใหค้ วามเชอ่ื มนั่ เขา้ ใจ และใหค้ วามชว่ ยเหลอื จดั กจิ วตั รประจ�ำวนั ใหต้ รงเวลา เตอื นถงึ วนั
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 361
เดือนปี ชว่ ยเตอื นความจำ� อื่นๆ แต่ถา้ อาการรนุ แรงมาก นอกจากหลงลืมมีอาการทางจิต
พฤตกิ รรมเปล่ยี นแปลงมาก ควรปรึกษาแพทย์
๖. โรคจิต ความพิการทางสมอง มกี ารเสอื่ มของสมอง ในกรณีท่เี สือ่ มนอ้ ย เป็นไม่
มากไมต่ อ้ งนอนพกั รักษาตัว ซงึ่ สาเหตขุ องสขุ ภาพจิตเสอ่ื มแตกต่างกันไปในแตล่ ะบคุ คล
แตถ่ า้ จะกลา่ วโดยทว่ั ไป สว่ นใหญท่ ที่ �ำใหส้ ุขภาพจติ เสอ่ื ม อยทู่ ีก่ ารไมส่ ามารถปรบั ตวั เขา้
กบั สงิ่ แวดล้อมได้ เม่ือปรบั ไมไ่ ดก้ ็เกดิ ความเครียดข้นึ จากการศกึ ษาพบว่า ผ้สู งู อายุไทยมี
ปญั หาในชวี ติ ประจ�ำวนั มากมายหลายอยา่ ง แตพ่ อจะประมวลรวมกนั ไดว้ า่ มปี ญั หาหลกั
อยู่ ๓ ประการคอื
๑. ปญั หาเรอื่ งสขุ ภาพกายทมี่ คี วามเสอ่ื มไปตามอายขุ ยั ทำ� ใหส้ มรรถภาพตา่ งๆ ของ
รา่ งกายทีเ่ คยดี - เคยเกง่ - เคยรวดเรว็ ลดลง ไมส่ ามารถดำ� เนินได้ดีเท่าหนุ่มหรือเท่าเดิม
หู - ตา เส่ือมลง - ความคล่องแคล่ว - การตดั สินใจลดลง แถมเพมิ่ ความหลงลมื ขึ้น สงิ่
ตา่ งๆ เหลา่ นที้ ำ� ใหค้ วามเปน็ เลศิ ในอดตี กลายมาเปน็ ความเปน็ รอง ผลกค็ อื ทำ� ใหจ้ ติ ใจไหว
หว่ัน ไดร้ ับความกระทบกระเทือนพอสมควร ซำ�้ ยงั ไมม่ ที างจะไปร้องเรียนเอากบั ใครได้
๒. ปัญหาเร่อื งการเงินหรอื สถานภาพทางเศรษฐกิจ โดยทว่ั ไปจะลดลง เพราะต้อง
เกษยี ณจากการงาน เงนิ เดือนค่อยลดลง หรือแมจ้ ะไมต่ อ้ งเกษียณอายุการงาน เพราะมี
กิจการเป็นของตนเอง ผลงานก็จะลดตำ่� ลง เพราะสภาพรา่ งกายลดความแข็งแรง จะเหน็
ไดจ้ ากผ้มู ีอาชีพเกษตรกรรม อายุมากเข้ากท็ ำ� ไมไ่ หว ทำ� ใหร้ ายไดต้ กต�่ำลง เพราะสภาพ
ร่างกายลดความแข็งแรงลง ผใู้ ดมีเงินออมเก็บไว้มากพอก็ดไี ป ผู้สงู อายใุ ดไมไ่ ดส้ ะสมเงิน
ออมไว้จะเกิดปัญหา ยิ่งค่าครองชีพสูงขึ้น ย่ิงล�ำบาก บางทีต้องอาศัยเงินทองจากบุตร
หลาน ท�ำให้ความภาคภมู ิใจลดตำ่� ลง ปะเหมาะเคราะห์ร้าย บุตรไม่ดอี ย่างใจ ยิ่งซ้ำ� ร้าย
เข้าไปอกี เร่ืองอย่างนี้สมุ อยใู่ นอก - ในจิต ทำ� ใหส้ ขุ ภาพจติ เส่อื มลงไดม้ าก
๓. ปัญหาทางสังคม ย่ิงผู้สูงอายุใดเคยมีบทบาทในสังคมสูง เช่น เป็นข้าราชการ
ระดบั สงู มีอำ� นาจวาสนาคนนับหน้าถือตาลอ้ มหน้าล้อมหลงั เมื่อสงู อายุ เกษยี ณอายกุ าร
งานออกมาเปน็ คนธรรมดา จะยงิ่ มปี ญั หาทางสขุ ภาพจติ มากกวา่ คนธรรมดา ประกอบกบั
สงั คมสมยั ใหม่ สงิ่ แวดลอ้ มใหม่ คนรนุ่ ใหม่ มคี วามรเู้ ฉลยี วฉลาดมากขนึ้ มองคนสงู อายเุ ปน็
ไดโนเสารเ์ ตา่ ลา้ นปี ผสู้ งู อายไุ มส่ บอารมณใ์ นสถานภาพทางสงั คมอยา่ งใด กไ็ มม่ อี �ำนาจใน
การต่อรองทางสงั คมได้ สิ่งเหล่าน้เี ป็นผลต่อจิตใจคอ่ นขา้ งมาก
นอกจากปัญหาหลักๆ ๓ ประการนี้แล้ว ยังมีปญั หาปลกี ยอ่ ยในแตล่ ะบคุ คลซ่ึงแตก
ตา่ งกนั ไปอกี มาก ผลของปญั หาเหลา่ นจ้ี ะกระทบจติ ใจของผสู้ งู อายุ ท�ำใหเ้ กดิ ความเครยี ด
362 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
เปน็ ธรรมดา มนษุ ยท์ กุ คนตอ้ งมปี ญั หา ตอ้ งมคี วามเครยี ด ไมม่ ใี ครไมม่ ปี ญั หาอยทู่ ว่ี า่ แตล่ ะ
คนจะปรับตวั สูค้ วามเครยี ดน้ันอย่างไร
ถ้าปรับตัวได้ ร่างกายและจิตใจก็อยู่ในสภาพปกติ ผู้ใดปรับตัวไม่ได้ก็จะเกิดภาวะ
สุขภาพจิตเส่ือมเกิดข้ึน เส่ือมมากขึ้นก็กลายเป็นโรคประสาทมากข้ึนไปอีกก็เป็นโรคจิต
ในผสู้ งู อายุได๑้
๓. กลไกทางพระพทุ ธศาสนาทอ่ี าจมองข้าม : คุณคา่ ทส่ี ง่ ผลต่อสขุ ภาวะด้านจติ ใจ
กลไกทางพระพุทธศาสนา คือองค์ประกอบทางพระพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วย
โครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ได้แก่ หลักพุทธธรรม ประเพณีท้องถิ่น เช่น
ประเพณีสลากยอ้ ม ประเพณปี ี๋ใหม่ ประเพณสี รงน�ำ้ พระธาตุ เป็นตน้ พิธกี รรมความเชื่อ
ไดแ้ ก่ งานศพ ขน้ึ บา้ นใหม่ สบื ชาตา เป็นต้น ค่านยิ ม ทศั นคติ ท่ีชุมชนยอมรบั และปฏบิ ัติ
ตามเพ่อื กอ่ ใหเ้ กดิ ความสัมพนั ธ์ของคนในชมุ ชนและการอยู่ร่วมกันในสังคมให้เกดิ คุณคา่
ของการมสี ุขภาวะทางดา้ นจิตใจ ท่ีทำ� ใหช้ ุมชนดำ� รงอยูไ่ ด้
การท่ีผู้สูงอายุซ่ึงเป็นคนส่วนหนึ่งของชุมชนสามารถดำ� รงชีวิตอยู่ได้ ท่ามกลางการ
เปลย่ี นแปลงดา้ นสงั คม เศรษฐกจิ และการศกึ ษา วถิ กี ารผลติ และแบบแผนการด�ำรงชวี ติ
ของคนในชมุ ชนนนั้ มบี างสง่ิ ทเี่ ปน็ สงิ่ ยดึ เหนย่ี วท�ำใหค้ นในชมุ ชนมคี วามสมั พนั ธท์ ด่ี ตี อ่ กนั
และมกี ารชว่ ยเหลอื กนั ภายใตบ้ รบิ ทชมุ ชน นนั่ คอื มกี ลไกทางพระพทุ ธศาสนาในชมุ ชน ใน
การเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนด้วยกัน ภายใต้กิจกรรม ประเพณี พิธีกรรม
และความเชื่อ ทางพระพุทธศาสนา ดงั น้ี
๓.๑ กิจกรรมทางพระพทุ ธศาสนา
๑) การไหว้พระสวดมนต์เปน็ ประจ�ำทุกวัน
พุทธศาสนกิ ชนผมู้ คี วามเลอื่ มใสม่ันคงในพระพทุ ธศาสนา ก่อนจะออกจากบ้าน
และกอ่ นเขา้ นอนนยิ มสวดมนตเ์ พอื่ ท�ำใหจ้ ติ ใจสงบ เพราะการสวดมนตเ์ ปน็ การสรรเสรญิ
คณุ พระศรรี ัตนตรัย คอื พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ บทสวดมนต์ น�ำมาจากพระ
สตู รต่างๆ ในพระไตรปิฎกบา้ ง นักปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนาแตง่ ขน้ึ บ้างเพอื่ ใชส้ วดใน
โอกาสตา่ งๆ เปน็ อบุ ายฝกึ จิต และฝึกสมาธไิ ด้เปน็ อย่างดี เพราะขณะสวดมนตจ์ ติ ของผู้
สวดจะต้องจดจ่ออยูท่ ี่บทสวด จงึ จะสวดได้ถกู ตอ้ ง ถา้ จติ ฟ้งุ ซ่านแล้ว ก็จะสวดผดิ บ่อยๆ
ผทู้ ี่สวดมนต์เปน็ ประจำ� จะได้รบั อานสิ งสต์ ่างๆ เชน่ ตดั ความกงั วลได้ เพราะขณะสวดจิต
๑แพทย์หญงิ ศรีประภา ชัยสนิ ธพ, สภาพจติ ใจของผ้สู ูงอายุ, มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๕๖
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 363
ระลกึ ถงึ แต่บทสวด ปล่อยวางความคิดอยา่ งอนื่ เสียได้ ได้เจริญพุทธานสุ สติ เพราะขณะ
สวดจิตระลึกถึงพระพุทธคุณ และคำ� ส่ังสอนของพระพุทธองค์ และจิตเป็นสมาธิม่ันคง
จิตจะแน่วแนอ่ ยูใ่ นอารมณเ์ ดยี ว เม่ือสวดเป็นประจำ� จะทำ� ใหเ้ ป็นคนมจี ติ ม่ันคง เปน็ ต้น
๒) การท�ำบุญใสบ่ าตรประจำ� วัน
การท�ำบุญใส่บาตรพระสงฆ์เวลาเช้าประจำ� วัน นับเป็นส่วนหนึ่งท่ีได้ช่วยกันสืบ
ต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ดำ� รงอยู่ และกิจกรรมการทำ� บุญใส่บาตรยังเป็นการให้ทานที่
ฝึกการคลายความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ความโลภในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความ
ใส สวา่ ง สะอาดของจติ ใจขึ้นมา
๓) การเข้าวัดวนั ธรรมสวนะ
พทุ ธศาสนกิ ชนสามารถปฏิบัตศิ าสนกจิ ในวนั ธรรมสวนะ คอื วนั ก�ำหนดประชมุ
ฟังธรรมของพุทธบริษัท ที่เรียกเป็นค�ำสามัญโดยทัว่ ไปว่า “วนั พระ” เป็น ประเพณีนิยม
ของพุทธบรษิ ทั ทีไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิสบื เนอ่ื งกันมาแล้วแต่ครง้ั พทุ ธกาล โดยถอื ว่าเป็นการฟงั ธรรม
ตามกาลทก่ี ำ� หนดเปน็ ประจำ� ไว้ ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ สตปิ ญั ญา และสริ มิ งคลแกผ่ ฟู้ งั อยา่ งนอ้ ยได้
รบั ธรรมสวนานสิ งสอ์ ยแู่ ลว้ วนั กำ� หนดฟงั ธรรมนี้ พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ไิ วใ้ นเดอื นหนงึ่ ๆ
ทัง้ ขา้ งขึ้น และขา้ งแรม ของทกุ เดือน วันทัง้ ๔ นี้ ถอื กันว่าเป็นวนั กำ� หนดประชุมฟงั ธรรม
โดยปกติ นบั กจิ กรรมนเี้ ปน็ การมสี ว่ นรว่ มในการพบปะซงึ่ กนั และกนั เกดิ กระบวนการแลก
เปลย่ี นเรยี นรู้ และเวทีสาธารณะในการสง่ เสริมสขุ ภาพจิตอยา่ งเป็นรูปธรรม
๔) การรกั ษาศีล
การรักษาศีล ความประพฤติดี หรือประพฤตชิ อบ ทางกายและวาจา การรกั ษา
กายวาจาให้เรียบร้อย เป็นพ้ืนฐานของการทำ� ความดีทุกอย่าง บุคลควรได้มีการปฏิบัติ
ควบคกู่ บั การรกั ษาศลี ดว้ ยเหตวุ า่ ผมู้ ศี ลี ยอ่ มเปน็ บอ่ เกดิ ของคณุ ธรรมตา่ งๆ จะนำ� พาและ
เปน็ แนวทางแหง่ การทำ� ความดี และจรรโลงชวี ติ สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ ความสงบสขุ การประพฤติ
ปฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ คณุ งามความดี เพอื่ ความสงบสขุ ของตนเองและสงั คม ไดแ้ ก่ ศลี ๕ (เบญจศลี )
และธรรม ๕ (เบญจธรรม)
๓.๒ ประเพณที อ้ งถน่ิ ทางพระพุทธศาสนา
นับจากอดีต ชีวิตของชาวล้านนาผูกพันอยู่กับพุทธศาสนา ซ่ึงจะเห็นได้จากการ
ดำ� เนนิ ชวี ติ และสถาบนั ทางศาสนาในชมุ ชน รวมทง้ั ระบบหวั วดั ซง่ึ มกี ารรวมกลมุ่ ของวดั
ตา่ งๆ ไมว่ า่ ใกล้หรือไกลกนั และคนในชมุ ชนชักชวนคนอกี ชมุ ชนหน่งึ มาท�ำบุญทว่ี ัดของ
ตนเป็นการเช่ือมความสัมพันธ์กัน ขณะที่พุทธศาสนามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของคนเมือง
364 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
อย่างลึกซงึ้ แต่ความเช่อื ดง้ั เดิมเร่ืองผปี ยู่ ่าและผเี ส้อื เมอื ง ผเี จา้ เมอื งก็มีปะปนอยู่ จนแยก
กนั ไมอ่ อก คนในท้องถน่ิ สามารถน�ำทั้งสองมาผสมผสานกนั ได้อยา่ งกลมกลืน ในงานพิธี
และประเพณตี า่ งๆ ซงึ่ จะพบได้ในปัจจุบัน ประเพณแี ละงานพิธที ่สี ำ� คัญในรอบปีของชาว
ลา้ นนามอี ยมู่ ากมาย อาทิ ประเพณสี งกรานต์ ประเพณลี อยโคมลอยโขมด พธิ เี ลย้ี งผปี แู่ ละ
ย่า ประเพณีการท�ำบุญสลากภตั ต์ เปน็ ตน้
ประเพณี หมายรวมถึงความเชอื่ ความคดิ การกระท�ำ ค่านยิ ม ทศั นคติ ศีลธรรม
ระเบยี บแบบแผน และวธิ กี ารกระทำ� สงิ่ ตา่ งๆ ตลอดจนถงึ การประกอบพธิ กี รรมในโอกาส
ต่างๆ ที่กระทำ� กันมาในอดีต ลักษณะสำ� คัญของประเพณี คือเป็นสิ่งที่เช่ือถือปฏิบัติกัน
มาจนกลายเป็นแบบอย่างความคิดหรือการกระท�ำที่ได้สืบต่อกันมาและมีอิทธิพลจนถึง
ปจั จุบัน ความสำ� คัญของประเพณีมีดังน้ี
๑. ประเพณีเป็นกฎเกณฑ์หรือแบบแผนที่สังคมกำ� หนดขึ้นใช้ร่วมกันในหมู่สมาชิก
ประเพณี จึงเป็นเครื่องหมายบอกความเป็นพวกเดียวกันของพวกท่ียึดถือในประเพณี
เดยี วกนั
๒. ประเพณจี ดั ว่าเป็นวฒั นธรรมประจ�ำชาติหรือเป็นเอกลกั ษณข์ องสังคม แสดงว่า
สังคมน้ันมีความเจริญมาตั้งแต่อดีต หรือมีลักษณะของตนมาเป็นเวลานาน ดังนั้นการมี
ประเพณี เปน็ ของตนเองจึงนับเปน็ ความภาคภูมใิ จอยา่ งย่ิง
๓. ประเพณมี ีส่วนสนบั สนุนให้ประเทศชาติเจรญิ รงุ่ เรือง
๔. ประเพณีเปน็ ส่ิงเชอ่ื มโยงให้คนในสงั คมมีความรู้สึกเปน็ อันหน่งึ อนั เดยี วกนั
๕. ประเพณีเปน็ รากฐานของกฎหมายของประเทศ
ประเพณที อ้ งถน่ิ ลา้ นนา ประกอบดว้ ยประเพณที สี่ ำ� คญั ตา่ งๆ ในแงข่ องปรชั ญา ความ
เชือ่ อุดมคติ ของชาวลา้ นนา ทเี่ ป็นสงิ่ ท่มี าแต่โบราณ สืบทอดตอ่ กนั มาชว่ั ลูกชัว่ หลาน ซง่ึ
มปี ระเพณที ่สี ำ� คัญ ดงั ต่อไปน้ี
๑) ประเพณสี บื ชะตา ความเชอื่ แตโ่ บราณวา่ การเกดิ เมอื งหรอื การสรา้ งเมอื งนน้ั
สรา้ งตามฤกษย์ ามทเ่ี ปน็ มหามงคลตบะเดชะ เหมอื นกบั การเกดิ ของประชาชนทมี่ คี วามสขุ
ความเจรญิ ความสุข ความสมหวงั และบางครั้งก็เสื่อมโทรมอบั เฉาเศร้าหมอง นานัปการ
เม่ือประสบปัญหาเหล่าน้ี ชาวลา้ นนาไทยมีความเชอ่ื วา่ หากได้ทำ� บุญสบื ชะตาจะช่วยให้
ทุกสิ่งทุกอย่างดขี นึ้ เหมอื นเดมิ หรอื ดกี ว่าเดิม จงึ ปฏบิ ัติสืบตอ่ กันมาช้านาน การสืบชะตา
ไดแ้ ก่ การสบื ชะตาการเกดิ สบื อายุ สบื ชวี ติ ใหย้ นื ยาวออกไปนานเทา่ นาน ผใู้ ดปรารถนา
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 365
จะมีอายุยืนควรประกอบพิธีสืบชะตาเป็นประจ�ำทุกปี พิธีสืบชะตาปริศนาธรรมของคน
ล้านนา ในวิถีชีวิตของคนล้านนาไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ มีพิธีกรรมในพระพุทธ
ศาสนาที่เก่ียวข้องกับการด�ำเนินชีวิตต้ังแต่เกิดจนตาย คนล้านนาในสมัยโบราณมีความ
เชอ่ื มนั่ ศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาจนฝงั รากลกึ มองเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ ในรม่ เงาของวดั วาอาราม
เป็นของศกั ด์สิ ิทธิ์ เวลาเดินเข้าวัดจะไม่ยอมสวมรองเท้าเพราะถือวา่ เปน็ การอยู่ท่ีสูง ขาด
ความเคารพ แตโ่ ดยแทจ้ รงิ คนโบราณตอ้ งการใหเ้ ทา้ ไดส้ มั ผสั กบั ดนิ ทรายในวดั หรอื ทเี่ รยี ก
ว่า “ข่วงแกว้ ตงั สาม” เพื่อให้ไดก้ ลิ่นไอแหง่ สถานทีศ่ กั ดิ์สิทธซิ์ มึ ซับเขา้ ไปในร่างกายจติ ใจ
นน่ั เอง เวลาเดนิ ไปจะไมย่ อมเหยยี บเงาพระธาตเุ จดยี ์ เงาพระภกิ ษสุ ามเณรถอื วา่ เปน็ บาป
เมอ่ื พบพระสงฆก์ ลางทางจะนงั่ ยองๆ ถา้ ไมย่ กมอื ไหวก้ จ็ ะรอใหพ้ ระผา่ นไปกอ่ น บางคนข่ี
จกั รยานกจ็ ะลงจากจกั รยาน สวมหมวก กางร่มก็จะถอดหมวกพับรม่ เสยี จะเห็นได้ว่าวิถี
ชีวติ ของชาวลา้ นนาโบราณใหค้ วามเคารพนับถอื พระสงฆ์สามเณร มคี วามเคารพยำ� เกรง
ตอ่ วดั วาอาราม เจดยี สถานอยา่ งมาก เพราะฉะนน้ั พธิ กี รรมตา่ งๆ ทส่ี ำ� คญั ในการประกอบ
พิธีและให้พระภิกษสุ ามเณร อาจารย์ (มคั คทายก) ให้ค�ำปรึกษา เปน็ ผ้จู ัดการท�ำให้ความ
ผูกพันระหว่างบา้ นกับวดั ชาวบ้านกบั ชาววดั จึงแนน่ แฟน้ ไม่เสอื่ มคลาย
๒) ประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมือง) เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นประเพณีวันข้ึน
ปีใหม่ทางไทยมาแต่โบราณ เป็นประเพณีท่ีงดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วย
บรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่ง
กนั และกัน สะทอ้ นให้เหน็ ถงึ ลกั ษณะของความเป็นไทยไดอ้ ยา่ งชดั เจน โดยใช้น้�ำเป็นการ
เช่ือมสมั พันธไมตรี ปจั จบุ ันสงกรานตต์ รงกับวนั ท่ี ๑๓, ๑๔ และ ๑๕ เมษายนของทกุ ปี
ซึ่งรฐั บาลไดป้ ระกาศใหเ้ ป็นวนั หยดุ ราชการตอ่ เนื่องกนั เพ่ือใหป้ ระชาชนทท่ี ำ� งานในต่าง
ท้องท่ีได้กลับไปยังถ่ินฐานของตน เพ่ือร่วมท�ำบุญ เยี่ยมเยือนบุพการีและสนุกสนานกับ
ครอบครวั เพื่อนฝูง สงกรานตป์ ใี หม่ แมเ้ ราจะนบั วนั ท่ี ๑ มกราคมของทุกปเี ปน็ วันขึน้ ปี
ใหมแ่ บบสากลนยิ มตามทก่ี ลา่ วมาแตด่ ว้ ยลกั ษณะพเิ ศษทคี่ นในชมุ ชนไดถ้ อื ปฏบิ ตั สิ บื เนอื่ ง
มาแตโ่ บราณไมว่ า่ จะเปน็ การท�ำบญุ ทำ� ทาน การอทุ ศิ สว่ นกศุ ลแตบ่ รรพบรุ ษุ ผลู้ ว่ งลบั การ
สรงน้ำ� พระ การรดน้�ำขอพรผ้ใู หญ่ การเลน่ สาดน�ำ้ และการละเลน่ ร่นื เริงต่างๆ ล้วนท�ำให้
ชาวไทยส่วนใหญย่ ังคอื ประเพณีสงกรานตเ์ ปน็ ปใี หม่แบบไทยๆ ท่ีเป็นเทศกาลแห่งความ
เออื้ อาทร เก้ือกลู ผกู พนั ซึ่งกนั และกนั
๓) ประเพณีแหค่ รัวทาน งานแห่ครัวทาน เปน็ กิจกรรมเก่าแกข่ องลา้ นนา เปน็
สว่ นประกอบทสี่ ำ� คญั ของพธิ กี รรมทางศาสนา คอื การทศี่ รทั ธาชาวบา้ นรวมตวั กนั เปน็ กลมุ่
บคุ คล เพ่อื นำ� เอาเคร่ืองไทยทานท่ีจัดท�ำขน้ึ ไปถวายแกพ่ ระสงฆใ์ นงาน พอยหลวง (อา่ น
366 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
“ปอยหลวง”) คือ งานฉลองถาวรวัตถุในวัดน้ัน เช่น งานประเพณีฉลองสมโภช โบสถ์
วิหาร กุฏิ หรือถาวรวัตถุท่ีสำ� คัญของพุทธศาสนา ถือว่าบุคคลที่ได้ร่วมการแห่ครัวทาน
น้ี จะไดร้ ับอานิสงส์เปน็ อนั มาก “ปอยหลวง” เป็นประเพณหี นงึ่ ในภาคเหนือโดยเฉพาะ
คนเมืองล้านนาเราประเพณีปอยหลวงจัดขึ้นเป็นการเฉลิมฉลองถาวรวัตถุทางพระพุทธ
ศาสนา งานทีจ่ ัดเป็นงานใหญโ่ ต เช่น ฉลองวหิ าร ฉลองอโุ บสถ กฏุ ิ ก�ำแพง เจดยี ์ ศาลา
การเปรยี ญฯลฯ เป็นต้น “ปอยหลวง” จะจดั งานหลังจากเก็บเก่ยี วข้าวเสร็จแล้วคนวา่ ง
งานประกอบอาชพี ในเดอื นกมุ ภาพนั ธถ์ งึ เดอื นมถิ นุ ายนทางเหนอื เรากจ็ ะเปน็ หนา้ แลง้ ซงึ่
เหมาะกับอากาศด้วย เมอ่ื ใดท่ีวัดหนึง่ ได้กอ่ สรา้ งถาวรวตั ถุ ดงั กล่าว เสรจ็ เรยี บร้อยพรอ้ ม
ท่จี ะใชก้ ารได้แล้ว อาทิ วิหารก็ดี โบสถก์ ็ดฯี ลฯ คณะศรัทธามีกรรมการวัดพร้อมดว้ ยเจา้
อาวาส กจ็ ะก�ำหนดวนั ท�ำบญุ เฉลมิ ฉลองมอบถาวรวตั ถนุ น้ั ใหเ้ ปน็ ศาสนสถานในพระพทุ ธ
ศาสนา โดยประชุมปรึกษาหารือกัน ก�ำหนดวัน “ปอยหลวง” ก�ำหนด วันแห่ครัวทาน
วันมหรสพจะมีมากน้อยสุดแลว้ แตก่ ำ� ลังทนุ ทรัพย์ของศรทั ธาและของ
๔) ประเพณบี ายศรสี ่ขู วัญ สขู่ วนั หรือ สู่ขวัญ หมายถงึ พธิ ีเลยี้ งอาหารแก่ขวญั
ซ่ึงการสูข่ วันของชาวลา้ นนา คือพิธีกรรมทตี่ รงกับการเรียกขวัญของคนในไทยภาคกลาง
และมีข้อปลกี ยอ่ ยท่ตี ่างกนั ไม่มากนัก การสขู่ วนั นี้อาจเรยี กวา่ “สู่เขา้ เอาขวนั เรียกขวนั
(อา่ น “เฮยี กขวนั ”) หรอื รอ้ งขวนั (อา่ น “ฮอ้ งขวนั ”) คอื ปอ้ นอาหารเพอื่ เชญิ ขวญั ใหค้ นื สู่
ตนตวั ของบคุ คลซง่ึ ปว่ ยเรอื้ รงั มเี หตเุ สยี ใจหรอื หมดกำ� ลงั ใจอยา่ งรนุ แรง หรอื เปลยี่ นวถิ ชี วี ติ
ความเปน็ อยูใ่ หม่ โดยกล่าวกนั ว่าขวัญของบคุ คลดังกลา่ วได้เตลิดไปจากตัวตน จึงต้องทำ�
พธิ เี รยี กและปลอบประโลมขวญั นน้ั ใหก้ ลบั คนื สบู่ คุ คลตามเดมิ การสขู่ วนั หรอื สพู่ ระขวญั
หรอื สพู่ ระขวญั เปน็ ประเพณขี องชาวลา้ นนาไทยมาแตโ่ บราณกาล ทางภาคกลางนยิ มเรยี ก
ว่า การรับขวญั คนทเี่ ดนิ ทางไกลไปต่างถน่ิ เปน็ เวลานาน บางทีก็ประสบความเหนือ่ ยยาก
ในการเดินทาง มคี วามคิดถึงบ้าน หรอื ตอ้ งเผชิญกบั เหตกุ ารณท์ ท่ี �ำให้ตกใจและเสยี ขวญั
เมือ่ กลับมาถงึ บา้ นเรือนของตนแลว้ กน็ ิยมเอาธปู เทียน ดอกไมไ้ ปบูชากราบไหว้พระสงฆ์
และผู้ใหญ่ทเ่ี คารพนบั ถือ มีบดิ ามารดา เปน็ ตน้ เพื่อขอให้ท่านซง่ึ มีวัยวุฒิเหลา่ นัน้ เรียก
ขวญั และปลอบอกปลอบใจใหข้ วญั กลบั มาอยกู่ บั เนอื้ กบั ตวั ตอ่ ไป อยา่ ไดไ้ ถลไปทอี่ น่ื คนท่ี
เจ็บไขไ้ ด้ป่วยเปน็ เวลานานหรือป่วยหนกั จนก�ำลงั ลดถอยลง มักจะขอให้พระหรือคนเฒา่
คนแก่ทำ� พธิ ผี กู มอื เรยี กขวัญ ในการน้ที า่ นจะกลา่ วถอ้ ยคำ� อนั เป็นสริ ิมงคลเรียกขวญั แล้ว
อ�ำนวยพร ให้พ้นภัยพิบัติอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป การกล่าวค�ำเรียกขวัญนี้ บางทีท่านก็
กล่าวเป็นค�ำประพันธ์และอาจเป็นท�ำนองที่มีไพเราะด้วย การเรียกขวัญหรือสู่ขวัญเช่น
น้ีได้ท�ำกันแพร่หลาย ภายหลังได้ขยายการท�ำดอกไม้บูชาเป็นพุ่มงดงามเรียกว่าบายศรี
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 367
ประกอบด้วยเครื่องเซ่น ไหว้เพิ่มเติมข้ึนอีก โดยเฉพาะในการต้อนรับคนต่างถ่ินหรือผู้มี
เกียรตทิ ีม่ าเยยี่ มเยือน ถา้ เปน็ งานตอ้ นรับขนาดใหญม่ ากนกั จะมีขบวนแหด่ ว้ ย
จะเหน็ ได้ว่ากลไกทางพระพุทธศาสนาทก่ี ล่าวไว้ขา้ งต้น เปน็ เพยี งบางองคป์ ระกอบ
ที่แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการเหล่าน้ันถูกดำ� เนินการภายใต้คุณค่าทางพระพุทธ
ศาสนา และบรู ณาการกบั วถิ ชี วี ติ ของคนในชมุ ชน เมอ่ื มกี ารเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มกบั กลไกทาง
พระพทุ ธศาสนาแลว้ นนั้ นอกจากจะเปน็ ไปดว้ ยความเชอ่ื และความศรทั ธาแลว้ นน้ั บทบาท
ของกลไกทางพระพทุ ธศาสนาจงั มคี ณุ คา่ มหาศาลในดา้ นการพฒั นาจติ ใจของคนในชมุ ชน
อย่างตอ่ เนอ่ื ง
๓. หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนากับการสง่ เสรมิ สุขภาวะด้านจิตใจของผู้สูงอายุ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) อธิบายว่า “สุขภาวะ” หรอื “สขุ ภาพ” เปน็ คำ�
เดยี วกนั ในภาษาบาลี แต่ภาษาไทยแผลง “ว” เป็น “พ” เปน็ คำ� วา่ “สขุ ภาพ” เม่อื ความ
หมายของสขุ ภาพคือสุขภาพทางกาย จติ สงั คม และปญั ญา จึงสอ่ื ความหมายใกลค้ วาม
สขุ ภาวะทปี่ ลอดทกุ ข์ เปน็ สขุ เปน็ ภาวะทส่ี มบรู ณ์ คำ� สมยั ใหมท่ เ่ี รยี กวา่ “องคร์ วม” ความ
สุขแนวพุทธหรือสุขภาพแนวพุทธประกอบด้วยลักษณะที่เป็นวิชชา (ความสว่างผ่องใส)
วิมุตติ (ความหลดุ พน้ เปน็ อสิ ระ) วสิ ุทธิ (ความหมดจด ไมข่ ุ่นมัวเศรา้ หมอง) สันติ (ความ
สงบไม่ร้อนรนกระวนกระวาย) ซงึ่ เป็นภาวะที่เปน็ ความดีงามของชวี ิต๑
จากงานศึกษาของ ศศิธร เขมาภิรัตน์ เกี่ยวกับค�ำว่า “สุขภาพ” ในคัมภีร์พระ
ไตรปฎิ ก๒ พบวา่ มีคำ� กล่าวท่ีบง่ ถึงภาวการณม์ สี ุขภาพดีมอี ยู่ ๒ คำ� คอื ค�ำวา่ “อัปปา
พาโธ” มีความเจ็บป่วยน้อย หรือ “อัปปาตังโก” มีโรคน้อย เช่น “ภิกษุ ในธรรมวินัย
น.้ี ..... เปน็ ผมู้ อี าพาธนอ้ ย มโี รคเบาบาง”๓ “บคุ คลในโลกน้ี .....เปน็ ผไู้ มเ่ บยี ดเบยี นสตั ว์ ....
กลบั มาเกดิ เปน็ มนษุ ย์ในท่ีใดๆ เขาก็จะเป็นผูม้ โี รคนอ้ ย”๔ “ภิกษุทง้ั หลาย องค์ของภกิ ษุ
ผบู้ ำ� เพญ็ เพียรมี ๕ ประการ คือ..... หลงั จากตายแล้ว ถา้ ไม่ไปเกดิ ในสคุ ติสวรรคก์ ลบั มา
เกิดเป็นมนุษย์ในท่ีใดๆ เขาก็จะเป็นผมู้ ีอาพาธนอ้ ย มโี รคเบาบาง”๕ ทศั นะเร่อื งความเจบ็
ป่วยท่พี ระพุทธเจา้ ทรงแสดงไวป้ ระการหน่งึ วา่ “ร่างกายเปน็ รงั แห่งโรค” การทรี่ า่ งกาย
๑พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), “สขุ ภาวะองคร์ วมแนวพุทธ”, พทุ ธจกั ร, ปที ่ี ๕๙ ฉบบั ท๑่ี ๑ (พฤศจิกายน ๒๕๔๘) : หนา้
๕-๑๐.
๒ศศิธร เขมาภิรตั น,์ “การศึกษาเปรยี บเทียบพุทธวธิ ใี นการดแู ลสขุ ภาพแบบองค์รวมกับการแพทย์แผนไทย”, วทิ ยานิพนธพ์ ุทธ
ศาสตรมหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘), หนา้ ๓๒
๓ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๗๙/๔๖๔.
๔ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๗/๓๐๖-๓๐๗, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๓๔/๑๕๐, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๒๙๑/๓๕๑.
๕องฺ. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๓-๕๔/๙๒-๙๓.
368 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
เปน็ ฐานหรอื ท่ตี ัง้ แห่งโรค๑ ย่อมจะป่วยอย่างใดอย่างหน่ึงไมม่ ากกน็ อ้ ย มธี รรมอกี คำ� หน่งึ
คือ ค�ำวา่ “อโรคฺย” ไมม่ ีโรค ดงั พุทธภาษติ วา่ “อาโรคฺยปรมา ลาภา” แปลวา่ ความไมม่ ี
โรคเปน็ ลาภอนั ประเสรฐิ ๒ นอกจากนนั้ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทสี่ ง่ ผลตอ่ การพฒั นา
ดา้ นจติ ใจของผูส้ งู อายุ ได้แก่
๑) ไตรสกิ ขา (สกิ ขา ๓) เปน็ ระบบการปฏบิ ตั ทิ ถี่ อื ไดว้ า่ เปน็ ระบบกลางหรอื พนื้ ฐาน
กวา้ งขวาง ครอบคลมุ ใชเ้ ป็นมาตรฐานของการปฏิบตั ิมากทีส่ ดุ เพ่อื มองภาพทชี่ ดั เจนอีก
แงห่ นงึ่ ยกเอาไตรสกิ ขา นเ้ี ขา้ คเู่ ทยี บมรรคแลว้ จะเหน็ วา่ มรรคเปน็ ทางด�ำเนนิ ชวี ติ ทด่ี งี าม
หรือระบบการด�ำเนนิ ชวี ิตทด่ี งี าม สว่ น ไตรสกิ ขาเปน็ ระบบการศึกษา หรอื ระบบการฝกึ
อบรมกาย วาจา ใจ และปญั ญาใหย้ ง่ิ ขนึ้ ไป หลกั ทงั้ สองนเ้ี นอ่ื งอยดู่ ว้ ยกนั เพราะเมอ่ื มกี าร
ศกึ ษาหรอื การฝกึ ฝนอบรม กเ็ กดิ เปน็ การดำ� เนนิ ชวี ติ ทด่ี ี ดงั นนั้ เมอ่ื ฝกึ ตามไตรสกิ ขา มรรค
ก็เกดิ ข้ึนด้วย เท่ากับวา่ การฝึกไตรสิกขากเ็ พอื่ ใหม้ รรคเกิดขึ้น สกิ ขา ๓ ได้แก่ อธิศลี สิกขา
อธิจิตตสิกขา และอธปิ ัญญาสกิ ขา ซึ่งมกั เรียกกนั งา่ ยๆ สะดวกๆ วา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา๓
๑.๑) อธิศลี สิกขา (ศลี ) คอื การฝกึ ความประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และ
อาชวี ะ ไดแ้ ก่ รวมเอาองคม์ รรคขอ้ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และสมั มาอาชวี ะเขา้ มา วา่
โดยสาระกค็ อื การด�ำรงตนอย่ดู ้วยดีในสงั คม รักษาระเบียบวนิ ัย ปฏิบตั หิ นา้ ท่แี ละความ
รบั ผดิ ชอบทางสงั คมใหถ้ กู ตอ้ ง มคี วามสมั พนั ธท์ างสงั คมทด่ี งี าม เกอ้ื กลู เปน็ ประโยชนด์ ว้ ย
การปฏบิ ตั ิ หรอื ศลี ทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงบญั ญตั ไิ วเ้ พอื่ สาวก หรอื ศาสนกิ ชนไดย้ ดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ
ตามสมควรแก่อัตภาพของแต่ละอย่าง โดยจัดประเภทตามความพยายามมากน้อยและ
หยาบละเอียด ดังนี้ คือ
(๑) ศลี ๕ เปน็ ศลี สำ� หรบั ชาวบา้ นผอู้ ยคู่ รองเรอื นทวั่ ๆ ไป ทเี่ รยี กวา่ คฤหสั ถ์
ศีล ๕ นี้ บางทเี รียกวา่ “นิจศลี ” คอื ศีลทรี่ กั ษาไวเ้ ปน็ ประจ�ำ
(๒) ศีล ๘ เปน็ ศลี ส�ำหรบั คฤหสั ถ์ หรือฆราวาส ผตู้ ้ังใจปฏบิ ตั ใิ ห้สูงข้ึนจาก
ศีล ๕ ส�ำหรบั ผ้ปู ฏบิ ตั ิรักษาศีลเปน็ ประจำ� มกั จะแตง่ กายนุ่งขาวห่มขาวและโกนผม ถ้า
ผชู้ ายเรยี กว่า ตาปะขาว ส่วนผู้หญิงเรียกว่านางชี หรือแม่ขาว
(๓) ศลี ๑๐ เป็นศีลสำ� หรบั สามเณรหรอื สามเณรี ผบู้ วชท่ีอายุไมถ่ ึง ๒๐ ปี
หรอื อายถุ งึ แลว้ แต่ยังไม่ขอบวชเป็นพระหรือเปน็ ภิกษณุ ี
๑ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๔๘/๗๘, ข,ุ อป. (ไทย) ๓๓/๑๕๕/๔๐๘.
๒ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๑๕-๒๑๖/๒๕๔-๒๕๕.
๓พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๙๑๔-๙๑๖.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 369
(๔) ศลี ๒๒๗ เป็นศีลพระภิกษุ ถือเปน็ ข้อปฏบิ ตั ิทีล่ ะเอยี ดลงไป
(๕) ศีล ๓๑๑ เป็นศีลสำ� หรับภิกษณุ ี
๑.๒) อธิจติ ตสกิ ขา (สมาธ)ิ คอื การฝกึ ปรอื ในด้านคุณภาพ และสมรรถภาพ
ของจิต ได้แก่ รวมเอาองคม์ รรค ขอ้ สัมมาวายามะ สมั มาสติ และสัมมาสมาธิเข้ามา โดย
สาระกค็ ือ การฝึกใหจ้ ติ ใจเข้มแข็งมั่นคง แนว่ แน่ ควบคมุ ตนให้ดี มีสมาธิ มีกำ� ลังใจสงู ให้
เปน็ จติ ทส่ี งบผอ่ งใส เปน็ สขุ บรสิ ทุ ธ์ิ ปราศจากสง่ิ รบกวนหรอื ทำ� ใหเ้ ศรา้ หมอง อยใู่ นสภาพ
เหมาะแกก่ ารใชง้ านมากทส่ี ดุ โดยเฉพาะการใชป้ ญั ญาอยา่ งลกึ ซงึ้ แบะตรงตามความเปน็
จรงิ กลา่ วโดยยอ่ อธจิ ติ ตสกิ ขา กค็ อื หลกั สมาธิ ความแนว่ แนแ่ หง่ จติ ใจ โดยใชห้ ลกั สมถะ
และวปิ สั สนาเปน็ สำ� คญั ในการพฒั นาจติ เพอ่ื ใหม้ คี ณุ ภาพทดี่ ี จนสามารถละอวชิ ชาได้ ตาม
ลำ� ดบั ดังพทุ ธพจนท์ ตี่ รสั ไว้ว่า “สมถะทภ่ี ิกษุเจริญแลว้ ย่อมให้จิตเจรญิ จิตทเ่ี จริญแลว้ ...
ยอ่ มละราคะได้ วปิ สั สนาทภ่ี กิ ษเุ จรญิ แลว้ ย่อมให้ปัญญาเจริญ ปญั ญาทเี่ จรญิ แลว้ ...ย่อม
ละอวิชชาได้”๑
๑.๓) อธิปัญญาสิกขา (ปัญญา) คือ การฝึกปรือปัญญา ให้เกิดความรู้ความ
เขา้ ใจสง่ิ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ จนถงึ ความหลดุ พน้ มจี ติ ใจเปน็ อสิ ระ ผอ่ งใส เบกิ บาน
โดยสมบูรณ์ได้รวมเอาองค์มรรค ข้อสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ สองอย่างแรกเข้ามา
วา่ โดยสาระ กค็ ือ การฝกึ อบรมใหเ้ กิดปญั ญาบรสิ ุทธิ์ ที่ร้แู จ้งชดั ตรงตามสภาพความเป็น
จริง ปัญญาอันย่ิง จำ� แนกตามแหลง่ เกดิ มี ๓ อย่าง คอื
(๑) สตุ มยปญั ญา ปญั ญาเกดิ จากการฟัง ไดแ้ ก่ ความร้เู กิดจากการศึกษา
เลา่ เรียนการได้ยนิ ได้ฟังและประสบการณ์ต่างๆ ซ่ึงเปน็ ความรรู้ ะดบั ประสาทสัมผัส
(๒) จินตามยปญั ญา ปญั ญาเกดิ จากการคดิ ได้แก่ ความรทู้ เ่ี กดิ จากการ
ไตร่ตรองพิจารณา วิเคราะห์วิจัยและเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นความรู้ที่ละเอียดกว่าความรู้
ระดบั ประสาทสัมผสั
(๓) ภาวนามยปญั ญา ปญั ญาเกดิ จากการอบรมจติ ไดแ้ ก่ ความรทู้ เ่ี กดิ จาก
การภาวนะหรอื การฝึกจติ ใหเ้ กิดความสงบแลว้ ใชจ้ ติ ท่ีสงบแลว้ นน้ั พิจารณาปัญหาตา่ งๆ
กจ็ ะเกดิ การหยง่ั รภู้ ายในจติ ความรทู้ เี่ ปน็ ภาวนามปญั ญาน้ี จดั วา่ เปน็ ความรอู้ นั สงู สดุ ทง้ั
ศลี สมาธิ และปญั ญา ตา่ งกอ็ าศยั ซงึ่ กนั และกนั กลา่ วคอื ศลี เปน็ เบอื้ งตน้ ใหเ้ กดิ สมาธแิ ละ
สมาธิเป็นฐานให้เกิดปญั ญา และในขณะเดยี วกนั สมาธกิ ช็ ่วยควบคมุ พฤติกรรมทางกาย
๑องฺ,ทุก. (ไทย) ๒๐/๓๒/๗๖
370 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่
วาจา ใจไปด้วย เชน่ เดยี วกบั ปัญญากช็ ว่ ยควบคมุ ศีลและสมาธิไปในตวั ดว้ ยเหมือนกัน
โดยสรปุ แล้วไตรสกิ ขาโดยสาระ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาท่ปี ฏบิ ัติถกู ต้องตามหลักการ
ของพทุ ธศาสนา เปน็ ไปเพอื่ ความกา้ วหนา้ ในการปฏบิ ตั ธิ รรม หากผสู้ งู อายไุ ดฝ้ กึ ฝนปฏบิ ตั ิ
ตามหลกั ไตรสกิ ขา จะชว่ ยสง่ เสรมิ พฒั นาขดั เกลาจติ ใจ จากภายนอกเขา้ ไปหาภายใน จาก
สว่ นหยาบเขา้ ไปหาสว่ นทลี่ ะเอยี ดและลกึ ซงึ้ กวา่ หรอื จากสว่ นทง่ี า่ ยไปหาสว่ นทย่ี าก การ
ฝึกส่วนหยาบข้ันศีลจะช่วยเป็นฐานให้การฝึกขั้นจิต (สมาธิ) และเกิดปัญญาให้ได้ผลย่ิง
ขนึ้ และจะสง่ ผลให้การด�ำเนินชีวิตภายนอก เม่ือฝกึ ตลอดระบบของสกิ ขามาแลว้ ระบบ
การดำ� เนนิ ชวี ติ ทงั้ หมดกก็ ลายเปน็ ระบบของมรรค สอดคลอ้ งกบั ทงั้ หมดทง้ั ภายนอกและ
ภายใน จะท�ำให้ผสู้ งู อายบุ รรลเุ ปา้ หมายนั่น คือ จิตสงบเย็น อยอู่ ย่างมคี วามสุข
๒) บุญกริ ยิ าวัตถุ เป็นระบบวิธีของมรรค จดั รปู ข้นั ตอนใหม่เปน็ หลักทัว่ ไปท่ีเรียก
วา่ บุญกิริยาหรือบุญกริ ิยาวตั ถุ ๓ประการนน้ั คอื ๑
๒.๑) ทาน คือ ท�ำบุญดว้ ยการให้ การสละ การเผอื่ แผแ่ บง่ ปนั เปน็ การให้เพ่ือ
การอนเุ คราะห์ เชน่ การชว่ ยเหลอื ผู้ยากไรต้ กทุกข์ขาดแคลนบา้ ง ให้เพ่อื สงเคราะห์ เพื่อ
ยึดเหน่ียวจิตใจ สมานไมตรี แสดงน้ำ� ใจสรา้ งสามัคคบี ้าง ใหเ้ พอ่ื บชู าคณุ งามความดี เพ่ือ
ยกยอ่ งสง่ เสรมิ สนบั สนนุ คนดบี า้ ง เปน็ การใหใ้ นดา้ นทรพั ยส์ นิ สงิ่ ของ ปจั จยั เครอื่ งใชย้ งั ชพี
วสั ดอุ ปุ กรณต์ า่ งๆ กม็ ี ใหค้ วามรศู้ ลิ ปะวทิ ยาการ ใหค้ ำ� แนะนำ� สง่ั สอน บอกแนวทางดำ� เนนิ
ชีวิต หรอื ให้ธรรมกม็ ี ให้ความมีสว่ นร่วมในการบ�ำเพ็ญกจิ ท่ีดีงาม กม็ ี ตลอดจนใหอ้ ภัยที่
เรียกว่า อภัยทาน
๒.๒) ศลี คอื ทำ� บญุ ดว้ ยการรกั ษาศลี ประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ งี าม และการหาเลยี้ งชพี
ในทางสุจรติ ความมรี ะเบยี บวินยั และความมกี ิรยิ ามารยาทงดงาม เฉพาะอย่างย่ิงเนน้ ศลี
ในระดับการไมเ่ บยี ดเบียนหรือการอยรู่ ่วมกนั ด้วยดี โดยสงบสุขในสงั คม กล่าวคือ การไม่
ประทษุ รา้ ยตอ่ ชวี ติ และรา่ งกาย การไมล่ ะเมดิ กรรมสทิ ธใ์ิ นทรพั ยส์ นิ ของกนั และกนั การไม่
ละเมดิ ของรกั ไมป่ ระทษุ รา้ ยจิตใจ ลบหลเู่ กยี รติ ท�ำลายวงศ์ตระกลู ซงึ่ กันและกนั การไม่
หกั รอนลดิ รอนผลประโยชนก์ นั ดว้ ยวธิ ปี ระทษุ รา้ ยทางวาจา และการไมซ่ ำ้� เตมิ ตนเองดว้ ย
ส่งิ เสพติด ซ่งึ ทำ� ใหเ้ สือ่ มทรามเสยี สตสิ ัมปชัญญะ ท่ีเปน็ เครื่องเหน่ียวร้ังปอ้ งกนั จากความ
ผดิ พลาดเสยี หาย และคมุ ตวั ไวใ้ นคณุ ความดี นอกจากน้ี อาจพยายามฝกึ ฝนเพม่ิ เตมิ ขน้ึ ใน
ดา้ นการงดเวน้ สงิ่ หรหู รา ฟมุ่ เฟอื ยบำ� รงุ บำ� เรอปรนเปรอความสขุ ตา่ งๆ และหดั ใหเ้ ปน็ คน
๑อง.ฺ อฏฐก. (ไทย) ๒๓/๓๖/๒๙๔-๒๙๕ ; ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๙.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 371
อย่งู ่ายๆ ด้วยการรกั ษาอโุ บสถ ถอื ศีล ๘ ตลอดจนศีล ๑๐ ประการ ตามโอกาสหรอื อาจ
ปฏบิ ตั ใิ นทางบวก เชน่ ขวนขวายชว่ ยเหลอื รบั ใชร้ ว่ มมอื และบรกิ ารตา่ งๆ (ไวยาวจั กรรม)
๒.๓) ภาวนา คอื ทำ� บญุ ดว้ ยการเจรญิ ภาวนา ดว้ ยการฝกื ปรอื จติ และปญั ญา การ
อบรมจติ ใจให้เจริญขึ้น ด้วยคณุ ธรรมตา่ งๆ ใหเ้ ขม้ แข็ง มน่ั คงหนกั แน่น และใหม้ ปี ัญญารู้
เทา่ ทันสังขาร หรอื ทเ่ี รยี กวา่ รูเ้ ทา่ ทันโลกและชีวิต ภาวนานีก้ ็คือ สมาธภิ าวนาและปัญญา
ภาวนาในไตรสกิ ขานนั่ เอง มคี วามหมายคลมุ ตงั้ แตส่ มั มาวายามะทใี่ หเ้ พยี รละกเิ ลส เพยี ร
อบรมปลูกฝังกุศลธรรม ในหมวดสมาธทิ ่ีเรยี กได้ว่า รเู้ ท่าทันโลกและชวี ิต จนมาถงึ การมี
สมั มาทฏิ ฐิ และความดำ� รทิ ชี่ อบประกอบ ดว้ ยเมตตา กรณุ า ในสมั มาสงั กปั ปะทเี่ ปน็ หมวด
ปญั ญา วธิ ีการและขอ้ ปฏบิ ตั เิ ปน็ การแสวงหา และชำ� ระจติ ใจด้วยการสดบั ธรรม รวมถงึ
การอา่ น ที่เรียกว่า สวนะ การแสดงธรรม สนทนาธรรม ตลอดจนการแก้ไข ปลกู ฝงั ความ
เชอ่ื ความเหน็ ความเขา้ ใจถกู ตอ้ ง การเจรญิ เมตตา และการควบคมุ ขดั เกลากเิ ลสโดยทวั่ ไป
จดุ หมายของการปฏบิ ตั ิ จดั เปน็ ระดบั ตา่ งๆ เปน็ ระบบ วธิ ดี ำ� เนนิ ชวี ติ หรอื วธิ ปี ระพฤติ
ปฏบิ ตั ธิ รรมใหส้ อดคลอ้ งกนั ดว้ ย มองเหน็ ไดช้ ดั ปฏบิ ตั ไิ ดง้ า่ ย คอื ทานและศลี มงุ่ ใหข้ ดั เกลา
ทำ� ชวี ติ จติ ใจภายในใหป้ ระณตี เจรญิ งอกงามขนึ้ ดว้ ยการก�ำจดั กเิ ลสหยาบ สว่ นการปฏบิ ตั ิ
ภาวนา ขน้ั สมาธแิ ละปัญญา เนน้ หนกั ภายในโดยตรงเป็นเรือ่ งยากและละเอียดลกึ ซงึ้
โดยสรปุ แล้วการบ�ำเพ็ญบุญกริ ยิ าวตั ถุ ๓ คือ การบำ� เพ็ญทานมัย สีลมยั ภาวนา
มัย การท�ำบุญนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ผสู้ ูงอายุมีจติ ใจดี รู้จักการให้ การเสยี สละ ขจดั ความ
โลภ จะนำ� ความสุขมาให้ และเปน็ การเตรยี มเสบยี งไว้ในขณะท่ีมชี วี ติ อยู่ ผ้สู ูงอายทุ หี่ มัน่
บ�ำเพ็ญบญุ จะไดร้ บั อานสิ งส์ คือ มีความสขุ และความเจรญิ ในชวี ติ มีจติ ใจบนั เทงิ เกดิ คาม
สุขใจยนิ ดใี นกุศลที่ได้กระทำ� นนั้ ท้ังในโลกนี้ คือ ปจั จบุ ันชาติและในโลกหน้าอีกด้วย
๔. กลไกทางพระพุทธศาสนาทางเลือกแห่งทุนทางสังคมที่เป็นเครื่องมือในการส่ง
เสริมสุขภาวะด้านจิตใจของผ้สู ูงอายุไดอ้ ยา่ งย่งั ยนื
จะเห็นได้ว่าความเป็นผสู้ ูงอายุ เรม่ิ ตน้ ทอี่ ายุเทา่ ไรนน้ั เรอ่ื งของตัวเลขที่แน่นอนยัง
เปน็ ปญั หาทไ่ี มย่ ตุ ถิ า้ มองในดา้ นการเกษยี ณอายุ ในประเทศไทยถอื วา่ อายุ ๖๐ ปี เปน็ วยั ที่
เกษยี ณอายรุ าชการ ขณะท่ีบางแห่งอาจจะใชอ้ ายุ ๕๕ หรือ ๖๕ ปี ก็ได้ ในทางการแพทย์
แลว้ ถอื วา่ มกี ารเปลยี่ นแปลงในทางเสอ่ื มลงของรา่ งกาย ซง่ึ อวยั วะตา่ งๆ กเ็ สอ่ื มลงในเวลา
ไมเ่ ทา่ กัน ความสงู อายุนีจ้ ะมอี ัตราการเปลยี่ นแปลงไปในแตล่ ะคนไมเ่ ท่ากันด้วย บางคน
แม้ จะอายเุ พยี ง ๕๐ ปี กอ็ าจจะมองดสู งู อายทุ งั้ ดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ ขณะทบ่ี างคนอายุ
๖๕ปแี ล้ว ก็ยงั ดไู มต่ ่างจากคนหนุ่มอายุ ๕๐ ปแี ตอ่ ย่างใด อย่างไรกต็ าม ส่งิ ท่ีแนน่ อนและ
372 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
หลีกเล่ียงไม่ได้ส�ำหรับผู้สูงอายุทุกราย คือ นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเปล่ียนแปลง ทั้งใน
ด้านสรีรวิทยาและจิตใจ การเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมต่างๆ สัมพันธภาพในสังคม
บคุ คลใกลช้ ิด และการคาดคำ� นงึ ถงึ ความตายทใ่ี กล้เขา้ มา การเปล่ยี นแปลงหลายๆอยา่ ง
ท่เี กดิ ขึ้นในวยั สงู อายุ อาจจะไม่ถอื ว่าเปน็ ความผิดปกติ (abnormalities) แตบ่ อ่ ยครั้งท่ี
การเปลย่ี นแปลงอนั เปน็ ไปตามภาวะธรรมชาตนิ ้ี กก็ อ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาทเ่ี หมอื นกบั เปน็ โรคภยั
ไขเ้ จ็บ โดยเฉพาะปญั หาจติ ใจหรือชวี วิทยา (Biology ofaging) เรอ่ื งสมองของผสู้ งู อายุ
ปัญหาทางด้านจิตใจ มักจะเกิดจากความรู้สึกสูญเสีย๑๑โดยเฉพาะเก่ียวข้องกับ
ความสามารถของตนเอง เชน่ การเคยเป็นท่พี งึ่ เป็นผูน้ ำ� ใหก้ บั คนอ่ืน การเป็นทยี่ อมรบั
และยกย่องจากคนข้างเคียงเพื่อนฝูงหรือสังคม การขาดท่ีพ่ึง เช่น ผู้ใกล้ชิด เพื่อนสนิท
ถึงแก่กรรม เป็นต้น นอกจากนี้ การท่ีสุขภาพไม่แข็งแรงพอท่ีจะปฏิบัติภารกิจต่างๆใน
ชีวิตประจ�ำวันได้ ขาดการติดต่อไปมาหาสู่กับผู้อ่ืน บุตรหลานก็เติบโตมีครอบครัวแยก
ยา้ ยกนั ไป ทำ� ให้เกดิ ความรู้สึกเหงา วา้ เหว่ ไมส่ บายตามรา่ งกาย ปวดเมื่อย ไมม่ แี รง นอน
ไมห่ ลบั เบ่ืออาหาร ปัญหาทางดา้ นสงั คม กเ็ ป็นอีกด้านหน่งึ ทก่ี ่อให้เกิดความเครยี ดทาง
จิตใจได้มาก สังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วจากระบบเกษตรกรรมไปสู่ระบบ
อตุ สาหกรรมทำ� ให้เกิดภาวะทม่ี ีการแข่งขันกนั มากข้ึน ต่างคนต่างอยู่มากขน้ึ พง่ึ พาอาศยั
กันนอ้ ยลง ครอบครัวเปล่ียนแปลงจากการอยู่กันเป็นครอบครวั ใหญม่ ปี ู่ย่าตายาย พ่อแม่
ลกู กลายเปน็ ครอบครวั เลก็ ๆ ล�ำพงั พอ่ แมล่ กู ท�ำใหผ้ สู้ งู อายขุ าดความสนใจจากลกู หลาน
นอกจากนี้ ภาระหน้าที่ทางสังคมที่เคยกระท�ำมาก็ขาดหายไปจะเนื่องจากเกษียณอายุ
หรือเน่ืองจากบุตรหลานไม่อยากให้ท�ำงานต่อไปด้วยความหวังดีว่า ท�ำงานหนักมานาน
แล้ว สมควรที่จะพักผ่อนให้สบายก็ตาม การขาดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในสังคมน้ี
อาจเป็นเหตุใหก้ ระทบตอ่ ความรู้สึกในคุณค่าของผู้สงู อายุเอง ทำ� ให้เกิดความรู้สกึ นอ้ ยใจ
เสียใจ เบอ่ื หนา่ ย แยกตัวออกจากสงั คมได้
พฒั นาการทางดา้ นจติ ใจของผสู้ งู อายเุ ปน็ สง่ิ ทน่ี า่ ศกึ ษามใิ ชน่ อ้ ย Erikson ไดอ้ ธบิ าย
ถงึ ภาวะทางจติ ใจของผสู้ งู อายุ วา่ เปน็ ระยะทบี่ คุ คลควรจะสามารถรวบรวมประสบการณ์
ของชีวิตท่ีผ่านมา และเม่ือหันกลับไปมองชีวิตตัวเองแล้วก็เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในส่ิง
ที่ตนได้กระท�ำลงไป ภาคภูมิใจในชีวิตของตนท่ีผ่านมา ภาวะที่บุคคลบรรลุถึงจุดนี้น้ัน
Erikson เรียกว่า “ego integrity” ซึง่ ตรงกนั ข้ามกบั ภาวะของความส้นิ หวังทอ้ แท้ “the
state of despair” ซึ่ง Erikson อธบิ ายวา่ เปน็ ภาวะท่บี คุ คลประกอบดว้ ย ความรสู้ กึ
กลัวตาย รู้สกึ ว่าชีวิตท่ผี ่านมาของตนนั้นลม้ เหลวอย่างส้นิ เชงิ ท�ำให้เกดิ ความรู้สึกท้อแท้
ส้ินหวัง นอกจาก Erikson แล้ว ยังมผี ้อู น่ื อกี มากมายทมี่ องวัยสูงอายุนวี้ ่าบคุ คลเหล่านไ้ี ด้
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 373
สั่งสมประสบการณ์ในการสร้างชีวิตวัยต่างๆมาได้สำ� เร็จ และก็ก�ำลังท�ำต่อไปในช่วงของ
การมอี ายมุ ากขนึ้ การผสมผสานประสบการณ์ในอดตี ทำ� ให้พัฒนาตอ่ ไป จากการมวี ฒุ ิ
ภาวะ (maturity) ไปสคู่ วามมีปัญญา (wisdom) การมองเห็นชวี ิตทเ่ี ปล่ยี นแปลงขึน้ ลง
ทำ� ให้เกิดการยอมรับการเปล่ยี นแปลงในความยดึ มัน่ ตา่ งๆ แมแ้ ต่การท่สี ามารถมองชวี ิต
ด้วยอารมณ์ขันมากขึ้น เป็นต้น การมองชีวิตของคนสูงอายุผิดกับเม่ืออยู่ในวัยหนุ่มสาว
เพราะในวัยน้นั เตม็ ไปดว้ ยการต่อสเู้ พอื่ ผดงุ ตน สรา้ งฐานะครอบครวั ตั้งหน้าท�ำมาหากนิ
สรา้ งสรรคแ์ ละสะสมดา้ นวตั ถุ เมอ่ื อายมุ ากขนึ้ เรมิ่ มองไปขา้ งหลงั และเรม่ิ คดิ วา่ ไดท้ ำ� อะไร
มาบา้ งแลว้ เรม่ิ มองวา่ เปน็ วยั ทจี่ ะเกบ็ เกยี่ วผลประโยชนซ์ งึ่ ตนท�ำมาตลอดชวี ติ หลงั จากที่
ไดล้ งทนุ สรา้ งสมมาเปน็ เวลานาน ไดป้ ระหยดั มามากแลว้ ทง้ั ทรพั ยส์ มบตั แิ ละเวลา บดั นถ้ี งึ
คราวทจ่ี ะชนื่ ชมและใชจ้ า่ ยใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กต่ น มผี สู้ งู อายหุ ลายคนทต่ี อ้ งพยายามปรบั
ตวั และเผชญิ กบั ภาวะทต่ี อ้ งพง่ึ พาอาศยั ผอู้ นื่ อาจจะเปน็ ในดา้ นความมน่ั คงปลอดภยั ทาง
จติ ใจ หรอื ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองกต็ าม ซง่ึ เปน็ ภาวะทก่ี ลบั ไปเหมอื นเดก็ ทต่ี อ้ งพงึ่ พาอาศยั ผอู้ น่ื
ถึงแม้จะมองสภาพจติ ใจของผสู้ ูงอายุในแงม่ ุมต่างกนั ไดก้ ็ตาม แตส่ งิ่ หนึง่ ท่ีทุกคนเห็นเห
มือนๆกนั คือ ผ้สู งู อายุน้นั ตอ้ งเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในเรอื่ งส�ำคญั ๆ เหมอื นกนั
คือ ในเร่ืองของภาวะเศรษฐกิจ สงั คม การหาทางออกให้กับตนเองเพือ่ ใหร้ ู้สึกวา่ ชวี ติ ยังมี
คณุ คา่ และเรอื่ งของหนา้ ทขี่ องตนในครอบครวั บางคนมกี ารเตรยี มตวั เผชญิ หนา้ กบั ความ
ตายท่ีใกล้เข้ามาทกุ ที ในขณะท่บี างคนไม่ยอมรบั ในเรือ่ งนเี้ ลยก็ได้ สภาพทางจิตใจของผู้
สูงอายุท่ีเปล่ียนแปลงไปน้ียังท�ำให้เกิดผลตามมาอีกหลายประการ ที่เห็นได้ชัดประการ
หน่ึงคือ การสนใจในตนเองมากขึ้น หมกมุ่นกับเรื่องของตัวเอง (egocentricity) ความ
สามารถในการเก็บกดระงับความกังวลในยามทเ่ี กิดความคับขอ้ งใจ (repression) ลดลง
เมื่อเผชิญปัญหาก็ท�ำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลอย่างมาก ผู้สูงอายุท่ีฉลาด สุขุม
เข้าใจชีวิต เผชิญปัญหาได้โดยการยอมรับความเป็นจริงและปลงตก ปฏิบัติกิจกรรมอัน
มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างสมำ�่ เสมอ ก็ย่อมที่จะคงความมีสุขภาพจิตที่ดี
และพัฒนาภาวะจิตใจของตนไปสู่ความรสู้ กึ พึงพอใจ ภูมใิ จในชวี ติ ของตนที่เกดิ มา สังคม
กับการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ และเมื่อใดก็ตามท่ีสังคมมองเห็นคุณค่าของผู้สูง
อายุย่อมมีบทบาทสำ� คัญในการส่งเสริมสุขภาพจิต การรักษาวัฒนธรรมและค่านิยมของ
ชาติตอ่ ผู้สงู อายุ เชน่ ประเพณรี ดน้ำ� ผใู้ หญ่ในวนั สงกรานต์ จะท�ำให้เกิดการกระตุ้นเตอื น
ความสนใจในเรอ่ื งของผู้สูงอายุ ท�ำใหม้ ีกิจกรรมในสังคมรว่ มกนั นอกจากนี้ การจดั ให้มี
บริการทางสุขภาพของผู้สูงอายุ ส่งเสริมและสนบั สนนุ การเตรยี มแผนการในชีวิตท้งั ด้าน
รา่ งกาย จิตใจ สังคม ครอบครวั และการเงิน ส่งเสรมิ ให้มบี รกิ ารหรือใหผ้ ู้สงู อายไุ ดช้ ว่ ย
เหลอื ตนเองให้มีความเป็นอิสระ โดยสงั คมชว่ ยจัดหาความสะดวกสบายให้ตามสมควร ก็
374 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
จะท�ำใหผ้ ู้สงู อายุเกิดความม่นั ใจในตนเองมากข้ึน การสง่ เสรมิ ให้ผู้สูงอายไุ ด้ชว่ ยเหลอื ซ่งึ
กันและกัน เช่น ในรูปแบบของสมาคมซ่ึงเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุท่ีพอมีความสามารถอยู่
บา้ ง และเต็มใจช่วยเหลือผสู้ ูงอายดุ ้วยกันก็จะได้ประโยชนท์ ้ังสองฝา่ ย คือ ฝา่ ยรบั ความ
ช่วยเหลือก็เกิดกำ� ลังใจ ฝ่ายใหค้ วามชว่ ยเหลือกไ็ ดร้ ับความภมู ใิ จ
จะเหน็ ไดว้ า่ สงั คมก�ำลงั ตระหนกั ถงึ การแกไ้ ขและสง่ เสรมิ สขุ ภาพของผสู้ งู อายทุ งั้ ทาง
กายและจติ ใจ โดยผา่ นแนวคดิ ทฤษฎี และกจิ กรรมสกู่ ารปฏบิ ตั ิ ซงึ่ กระบวนการเหลา่ นนั้
ทพ่ี บเหน็ ในยคุ ปจั จบุ นั และแนวทางในการดำ� เนนิ การในอนาคต ไดบ้ ง่ บอกถงึ สภาพทนุ ทาง
สงั คมในแกไ้ ขปญั หาสขุ ภาพของผสู้ งู อายุ แตก่ ระบวนการเหลา่ นนั้ แทท้ จ่ี รงิ แลว้ ไดป้ รากฎ
ผา่ นทนุ ทางสงั คมและสะทอ้ นถงึ ภมู ปิ ญั ญาทถ่ี กู ถา่ ยทอดภายใตก้ ลไกทางพระพทุ ธศาสนา
และเปน็ องคป์ ระกอบทอ่ี าจจะถกู มองขา้ งมาโดยตลอดในการสง่ เสรมิ ด้านสขุ ภาวะของผู้
สงู อายุ
ดังนั้นกลไกทางพระพุทธศาสนาของชุมชน เช่น หลักธรรม ความเช่ือ ค่านิยม
แบบแผน กจิ กรรม ประเพณีวัฒนธรรม และหลักการด�ำเนนิ ชวี ิตทางพระพุทธศาสนา ท่ี
กล่าวมาข้างต้นได้แสดงให้เห็นว่า สามารถสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนได้
รวมทั้งชุมชนยังมีการรวมกลุ่มต่างๆ ที่มีวิธีการในการจัดระบบความสัมพันธ์ที่จะทำ� ให้
มกี ารอยู่รว่ มกนั อยา่ งสนั ติ มีจารตี ประเพณี ระบบ กฎเกณฑแ์ ละพิธีตา่ งๆ เป็นแนวทาง
ให้สมาชิกของชุมชนท้ังรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปได้ยึดถือปฏิบัติอย่างสันติ ตลอดจนมีวิถี
ทางในการส่งเสริมและช่วยเหลือพึ่งพา มีความเอ้ือเฟื้อเก้ือกูลและสมานสามัคคี และมี
พลงั สรา้ งสรรคใ์ นการสง่ เสรมิ สขุ ภาวะดา้ นจติ ใจทง้ั ทางตรงและทางออ้ มตอ่ ผสู้ งู อายอุ ยา่ ง
ยง่ั ยืนต่อไป
เอกสารอา้ งองิ
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั .
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.
กาญจนา แกว้ เทพ. เคร่ืองมือท�ำงานตามแนววัฒนธรรมชุมชน, ๒๕๓๘
เกรกิ ศักดิ์ บุญญาณพุ งศ์. นโยบายของรัฐและแนวทางการจัดบรกิ ารสังคมแก่ผูส้ ูงอาย.ุ
สถาบนั วจิ ยั สงั คมศาสตร์. มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,่ ๒๕๔๐
โครงการรายงานสุขภาพจิตประจ�ำปี. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัย
มหิดล, ๒๕๕๔
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 375
โครงการพฒั นาทมี่ ผี ลตอ่ วถิ กี ารดำ� เนนิ ชวี ติ ของผสู้ งู อายุ (รายงานการวจิ ยั ). สถาบนั วจิ ยั
ประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
หนุ่มสาวไทย. สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. พฤติกรรมการ
ดูแลสขุ ภาพของผู้สูงอายุในชมุ ชนแออดั เขตเมือง, ๒๕๔๕
สำ� นกั งานวัฒนธรรมแห่งชาต.ิ ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ น. กรงุ เทพฯ. สำ� นกั งานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแห่งชาติ, ๒๕๓๓
สรุปผลท่สี �ำคญั การท�ำงานผสู้ ูงอายใุ นประเทศไทย ปี ๒๕๕๖, ส�ำนกั งานสถติ แิ หง่ ชาติ
สถาบันประชากรศาสตร์, ให้การดูแล ให้บริการต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ, (จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลยั , ๒๕๕๓)
376 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ประวตั ผิ เู้ ขียน
พระมหาไกรสร โชตปิ ญฺโญ (แสนวงค์)
ต�ำแหน่งปจั จบุ ัน อาจารย์ประจ�ำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะ
สังคมศาสตร์/หัวหน้าฝ่ายวางแผนและวิชาการ มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาลัยสงฆ์ลำ� พูน
ผลงานวจิ ัย
๑. การจัดการเรียนรู้ภายใต้กระบวนการท�ำงานกลุ่มโดยเน้นการน�ำเสนอ งานใน
ห้องเรยี นตามประเดน็ ค�ำถามปลายเปดิ เพื่อส่งเสริมการคดิ วิเคราะห์เชงิ บูรณาการ
๒. บทบาทพระสงฆ์กบั การพัฒนาชมุ ชน ตำ� บลอุโมงค์ อ�ำเภอเมอื ง จงั หวดั ลำ� พนู
๓. การศกึ ษาอบรมและพฒั นาเยาวชนกลมุ่ เสยี่ งในโรงเรยี นใหด้ �ำเนนิ ชวี ติ อยา่ งเหมาะ
สมตามหลักพทุ ธธรรม (สถาบันวจิ ยั พุทธศาสตร์ ๐๖๐/๒๕๕๒)
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 377
พทุ ธธรรมกับการแก้ไขปญั หาวกิ ฤติทางสังคม
ดร.บศุ รา โพธิสุข๑
พทุ ธธรรม : กับการแกไ้ ขปญั หาวกิ ฤตทิ างสงั คม
ประเทศไทยนัน้ เปน็ สังคมหนง่ึ ซึง่ ยอมรับพระพทุ ธศาสนา และได้รบั การหลอ่ หลอม
จากพุทธธรรมตามหลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนามายาวนาน วิถีชวี ติ ของคนไทย
ส่วนใหญ่ตั้งแต่กำ� เนิดจนถึงตาย จึงเก่ียวโยงสัมพันธ์เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระพุทธ
ศาสนา แต่เม่ือสังคมโลกเปิดกว้างข้ึนท้ังในด้านส่ือสารมวลชน เศรษฐกิจ การเมืองและ
วฒั นธรรม จงึ เปน็ เหตผุ ลสำ� คญั ทน่ี ำ� พาใหส้ งั คมไทยกา้ วเขา้ ไปสกู่ ระแสแหง่ ยคุ โลกาภวิ ฒั น์
สง่ ผลใหส้ งั คมไทยตอ้ งเผชิญกบั ปญั หาด้านสังคม พระพุทธศาสนา จึงเปน็ กระบวนทศั น์
ใหม่ท่ีจะสามารถน�ำหลักการส�ำคัญที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา
ในแบบองค์รวม เพื่อจะทำ� ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างครบวงจร อันจะส่งผลดีกับการ
แกไ้ ขปัญหาวิกฤตติ า่ งๆ ของสังคมไทยตอ่ ไป
วิกฤตติ ่างๆ ที่เกิดข้ึนลว้ นโยงใยถึงกัน
เป็นลูกโซ่ เป็นปจั จัยเกื้อหนุนซึ่งกนั และกัน
เมื่อเกิดวิกฤติข้ึนในด้านใดด้านหนึ่งของ
สังคมนั้นหมายถึงว่า ผลพวงจากวิกฤติน้ัน
ย่อมกระทบต่อระบบในสังคมนั้นด้วย เช่น
บ้านเมืองปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤติ เพราะ
เปน็ ผลกระทบจากภาวะทางเศรษฐกจิ ทรดุ
ตวั นกั การเมอื ง บคุ คลในสงั คมหวงั เพอ่ื จะ
กอบโกยผลประโยชนเ์ ปน็ ส่วนตัวมากขน้ึ ประชาชนอดอยากมากข้ึน จงึ เป็นภาวะวิกฤติ
ทางสังคมเมื่อบุคคลในสังคมมีมากข้ึนความเห็นแก่ตัวมากขึ้น สภาพส่ิงแวดล้อมรอบตัว
จึงไม่มีคนเอาใจใสด่ ูแลจนเกดิ เป็นภาวะวิกฤตทิ างสง่ิ แวดล้อม ถึงเวลาแลว้ ทสี่ ังคมไทยจะ
ต้องน�ำกระบวนทัศน์ทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
ตา่ งๆ ในขณะนส้ี ภาพของสงั คมไทยปจั จบุ นั นบั วนั ยง่ิ เลวรา้ ยลงทกุ ที ตลอดทง้ั ปญั หาทาง
ดา้ นสงั คม เศรษฐกจิ การเมอื ง และจรยิ ธรรม ในดา้ นการสรรคส์ รา้ งคณุ งามความดที เ่ี ปน็
๑อาจารย์ประจำ� สาขาวชิ ารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตเชียงใหม่
378 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
ประโยชน์ตอ่ ตวั เองและสังคมก็หาไดย้ ากมากผิดกบั เม่ือ ๑๐ - ๒๐ ปีท่ีผ่านมา การปฏบิ ัติ
ตนของคนในสงั คมปจั จุบันมแี ต่สภาพของความเหน็ แกต่ ัวเอาแต่ได้ ไม่มจี ติ ใจเอือ้ เฟอื้ ต่อ
กนั โดย เฉพาะสังคมในกรงุ เทพฯ สังคมไทยเปน็ สงั คมของพระพุทธศาสนา แตก่ ารอบรม
สง่ั สอนเยาวชนของชาตใิ นดา้ นจรยิ ธรรมลดนอ้ ยลงหรอื อาจจะหายไปในบา้ ง ท่ี เชน่ ในรว้ั
มหาวทิ ยาลัย เมอื งไทย ในอดีตเคยไดช้ อ่ื ว่าเมืองแห่งพระพุทธศาสนา เปน็ สยามเมืองยิ้ม
ประชาชนหนา้ ตาเบกิ บาน ไมเ่ ครง่ เครยี ดเหมอื นในปจั จบุ นั ทรี่ ฐั บาลประกาศวา่ ประชาชน
ยากจนข้นแคน้ นายทนุ ข่มเหงคนจนขม่ ผ้ใู ชแ้ รงงาน มองดูสภาพสังคมทีเ่ ดอื นรอ้ นอย่ทู กุ
วนั นี้ เปน็ อยา่ งไร ท�ำไมจงึ เปน็ อยา่ งนนั้ มคี นเขา้ ใจหรอื ยดึ มนั่ ในพระพทุ ธศาสนามากนอ้ ย
แคไ่ หน สภาพจรยิ ธรรมศลี ธรรมในสงั คมไทยปจั จบุ นั ไมว่ า่ สงั คมจะมสี ภาพทางสงั คมมาก
น้อยเพียงใด แต่ในทุกสถาบันก็มีปญั หาดว้ ยกันแทบท้งั สิน้
ปัญหาของสังคม
ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัว ครอบครัวนับว่าเป็นสถาบันมูลฐานของสังคม
สมาชิกของสังคมทุกคน ก็ถือก�ำเนิดเกิดก่อจากแต่ละครอบครัวนั่นเอง และเป็นสภาพ
แวดลอ้ มทใี่ กลต้ วั คนมากทส่ี ดุ ถา้ สมั พนั ธภ์ าพ หรอื สภาพครอบครวั ทด่ี ี ไม่ พกิ าร หรอื แตก
ร้าวปญั หาทางสังคมอนื่ ๆ เช่น การหยา่ ร้างคนจรจดั หรือโสเภณี ศีลธรรมเส่ือม เป็นต้น
ซงึ่ เปน็ ปญั หาสงั คมทจ่ี ะมผี ลกระทบตอ่ สงั คมโดยสว่ นรวมจะไมเ่ กดิ ขนึ้ เพราะฉะนนั้ ปญั หา
ความแตกรัวในครอบครัว จึงนับว่าเป็น
ปัญหาสังคมทีส�ำคัญมากที่จะต้องได้รับ
การแก้ไขอีกหลายๆ ฝา่ ย โดยรวดเร็วและ
ถกู จึงนับว่าเปน็ ปัญหาสังคมทส่ี �ำคญั มาก
ท่จี ะตอ้ งรบั การแกไ้ ขจากหลาย ฝา่ ย โดย
รวดเร็วและถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ต่อ
การอยู่ร่วมกับของครอบครัวและสังคม
โดยสว่ นรวม
ปญั หาอาชญากรรมและทารณุ กรรมตา่ งๆ ซง่ึ เกดิ ขน้ึ เปน็ ประจ�ำวนั ในชวี ติ คอื ความ
เป็นอยู่ในปัจจุบันน้ันอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุหลายประการ เช่น พฤติกรรมเป็น
อาชญากร ปัญหาเศรษฐกิ สังคม ครอบครวั สง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ ตน้
ปญั หาศลี ธรรมเสอ่ื ม ปญั หาขอ้ นจ้ี ดุ ส�ำคญั ทต่ี วั เองของบคุ คลแตล่ ะบคุ คล เพราะตวั
เองแต่ละคนมักจะวางเฉยต่อศีลธรรมดังน้ันจะเห็นได้ว่าผู้ท่ีประพฤติผู้ท่ีประพฤติทุจริต
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่ 379
เช่น พวกขโมยกไ็ มอ่ ยากให้ใครมาขโมยพวกตนต่อไป พอ่ ค้าท่ีขดู เลือดขดู เน้อื ประชาชน
ก็ไม่อยากจะให้ข้าราชการมาใช้อ�ำนาจนอกหน้าที่ขูดรีดเน้ือตน สามีท่ีตบตีภรรยาได้ทุก
วันๆ มเี พือ่ นบา้ นมาระรานกัน ข้าราชการไมม่ คี วามปราณี เจ้าที่ไมย่ ุตธิ รรม นเ้ี ปน็ ความ
จริงซึง่ สามารถพิจารณาเห็นไดใ้ นสงั คมทกุ วนั น้ี
ปัญหาโสเภณี ปัญหาโสเภณีนับว่าเป็นปัญหาสังคมที่ส�ำคัญปัญหาหนึ่งในสังคม
อารยะทุกสงั คม
ลว้ นมหี ญงิ โสเภณเี หมอื นกนั หมดสนิ้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ หญงิ โสเภณเี ปน็ ผลติ ผลทางสงั คม
และก็กลายเป็นปัญหาสังคม เหตุที่หญิงโสเภณีมักอ้างในเมื่อถูกซักถามถึงเหตุท่ีต้องมา
เลยี้ งชพี แบบนี้ คอื ชวี ติ ทางครอบครวั มสี ภาพไมม่ นั่ คง ชวี ติ การแตง่ งานไมร่ าบรน่ื ประสบ
ปญั หาทางเศรษฐกจิ ใน เหตุผลส่วนตัวบางอยา่ ง เพราะถูกหลอกลวงไปโดยอา้ งว่า เพราะ
ปญั หาวา่ งงาน เพราะคบเพอ่ื นไมด่ ี ผปู้ กครองหรอื พอ่ แมบ่ างคนยนิ ยอมทจ่ี ะใหไ้ ปกระกอบ
อาชีพเช่นนน้ั เปน็ ตน้
สาเหตตุ า่ งๆ ตามทยี่ กมากลา่ วพอเปน็ ตวั อยา่ งขา้ งตน้ น้ี ทที่ ำ� ใหเ้ ดก็ เยาวชนหรอื เดก็
หญงิ ตัวน้อยๆ อายุ ๑๒-๑๘ ปี ต้องกลายเปน็ โสเภณที ่มี ีชีวิตจมปลักหมกั หมมอยู่ในห้วง
อเวจี ไม่มีอิสระในตัวโสเภณีบางคนถูกบังคับให้ทำ� งานชนิดไม่ได้พักผ่อนหลับนอนเพียง
พอทงั้ ไมใ่ หล้ า ไมใ่ หห้ ยดุ หรอื ไมใ่ หม้ าสาย จนสขุ ภาพรา่ งกายทรดุ โทรม รา่ งโรย ตายดา้ น
ตง้ั แตเ่ ยาวว์ ยั ผลตอบสนองทส่ี งั คมไดร้ บั จากหญงิ โสเภณี จนกลายเปน็ ปญั หาสงั คมนน้ั มี
หลายประการ เช่น
การแพรเ่ ชอ้ื โรค ผ้หู ญิงโสเภณี เป็น ผ้สู ำ� ส่อนทางเพศยอ่ มเปน็ บอ่ เกิดแหง่ กามโรค
และโอกาสทจ่ี ะแพรเ่ ชอื้ กามโรคให้ แกผ่ ชู้ ายทไี่ ปเทยี่ วผอ่ นคลายความกำ� หนดั ไดเ้ ปน็ อยา่ ง
มากและงา่ ยดาย เชน่ โรคเรมิ แผลรมิ ออ่ น ฝมี ะมว่ ง หนองในเทยี ม ซฟิ ลิ สิ โดยทส่ี ดุ แมแ้ ต่
เชอ้ื เอดส์
ท�ำลายความม่ันคงของครอบครัวไปติดกามโรคมา ก็อาจจะน�ำเชื้อมาเผยแพร่ให้
สมาชกิ ของครอบครัว แทนทีจ่ ะติดโรคคนเดยี วก็กลายเป็นสองคนหรือสามคน นอกจาก
จะเสียเงินไปเป็นค่าบ�ำรุงบ�ำเรอให้โสเภณีแล้วก็ต้องน�ำเงินทองมาใช้จ่ายเป็นค่ายารักษา
โรค เปน็ จ�ำนวนมิใช่เลก็ นอ้ ยแทนที่จะไดน้ �ำเงินน้นั ไปใช้จา่ ยบ�ำรงุ ความสุขแก่ครอบครวั
และบางทีถึงกับครอบครัวแตกสลายลงเพราะภรรยาฟ้องหย่ากับสามีในเร่ืองเช่นน้ี มักมี
ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยคร้ัง หรือบางทีก็เกิดเป็นการทะเลาะกันเกิดระหองระแหงภายใน
ครอบครวั ขาดความไวว้ างใจกนั ในระหวา่ งคคู่ รอง สมาชกิ ของครอบครวั ขาดความอบอนุ่
380 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
และมปี มดอ้ ยเปน็ การทำ� ลายบรรยากาศความสขุ ในครอบครวั ได้ ซงึ่ กเ็ ปน็ การบอ่ นทำ� ลาย
ความมั่นคงของครอบครวั อันเปน็ สถาบันพนื้ ฐานท่ีสุดของสงั คมนน่ั เอง
เปน็ ตน้ เหตทุ ำ� ลายศลี ธรรมจรรยาอนั ดงี ามของสตรี เพราะผหู้ ญงิ หรอื สตรโี ดยทวั่ ๆ ไป
จะตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามละอาย มกี ริ ยิ ามารยาทเรยี บรอ้ ยสมเปน็ กลุ สตรี แตค่ ณุ ธรรมจรรยาดงั
กลา่ วจะหาไดย้ ากมากในพวกผหู้ ญงิ โสเภณี มแี ตจ่ ะเปน็ ทปี่ รากฏโดยทว่ั ไปวา่ หญงิ พวกนี้
มคี วามละอายนอ้ ยขาดจรรยา มารยาทดี่ งี ามและมคี วามประพฤตชิ ว่ั ชา้ กกั ขฬะหยาบโลน
ผลกระทบกบั สงั คมไทย
ในแง่ของปัจเจกบุคคล ย่อมท�ำให้ประชาชนมีสุขภาพจิตเสื่อมทรามลง สุขภาพ
บุคลิกภาพถดถอย ขาดสตปิ ัญญาความรอบรใู้ นการแกไ้ ขปัญหาชีวิต เปน็ ต้น
ในแงข่ องสงั คมส่วนรวม สงั คมขาดความสงบสขุ เนอื่ งจาก ปญั หาดงั กลา่ วขา้ งต้น
ใน แงข่ องการเมอื ง บคุ คลในสงั คมเปน็ สว่ นประกอบส�ำคญั ในสถาบนั ทง้ั ปวง ผลอนั
โยงใยถงึ กนั ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมม่ นั่ คงในการเมอื ง ไมเ่ ปน็ ทยี่ อมรบั ในสายตาของชาวโลก
ในแง่ของเศรษฐกิจ ย่อมเป็นปัญหาระยะยาวอันเกิดจากพฤติกรรมของบุคคลใน
สงั คม การวา่ งงาน การขาดรายได้ การประกอบอาชพี ไมส่ จุ รติ คณุ ภาพของบคุ คลในสงั คม
ยอ่ มส่งผลกระทบกบั เศรษฐกิจของสังคมด้วย
พระพทุ ธศาสนาโดยหลักพทุ ธธรรมกบั การแก้ไขปญั หาสงั คม
ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัว อาจจะมาจากสาเหตหุ ลายอย่าง เช่นสาเหตทุ าง
เศรษฐกิจบ้าง สุขภาพอนามัยบ้าง สิ่งแวดล้อมบ้างและสาเหตุท่ีส�ำคัญที่สุดก็คือ การ
บกพรอ่ งในหน้าท่ขี องบคุ คล ไมค่ นใดกค็ นหนึง่ หรือเกดิ บกพร่องพอๆ กัน สาเหตเุ หล่าน้ี
นา่ จะเปน็ บทเรยี นสำ� หรบั ผจู้ ะมชี วี ติ ครอบครวั ควรจะไดพ้ จิ ารณาขอ้ คดิ บางประการกอ่ น
จะตดั สนิ ใจแตง่ งาน กลา่ วคอื ทงั้ ฝา่ ยชายและฝา่ ยหญงิ จะตอ้ งมคี วามรกั ความเขา้ ใจซง่ึ กนั
และกนั จะตอ้ งมคี วามมนั่ คงในทางการเงนิ จะตอ้ งพรอ้ มทจี่ ะอดทนในการเผชญิ ตอ่ ความยงุ่
ยากอนั จะพงึ มขี น้ึ จะตอ้ งไมม่ ปี ญั หาในเรอื่ งสถานทอ่ี ยหู่ รอื บา้ นพกั ทง้ั สองฝา่ ยจะตอ้ งแสดง
ความจรงิ ใจตอ่ กนั จะตอ้ งมคี วามสมบรู ณแ์ หง่ สขุ ภาพและการสนองความตอ้ งการทางเพศ
ทงั้ นเี้ พราะปญั หาทจ่ี ะน�ำไปสกู่ ารแตกรา้ วในครอบครวั โดยเฉพาะการหยา่ รา้ งอนั เกดิ จาก
ทางฝา่ ยสามี ทางพทุ ธศาสนาได้กล่าวไว้ใน สงั ขปัตตชาดกว่ามี ๘ อย่าง คอื สามีเปน็ คน
เขญ็ ใจ ขโ้ี รค คนแก่ ขเี้ มา โฉดเขลา เพิกเฉยท�ำมาหากนิ และสามีหาทรัพยม์ าเล้ียงดูไมไ่ ด้
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่ 381
สาเหตจุ ากปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มนนั้ กอ็ าจจะแกไ้ ดโ้ ดยการงดจากอบายมขุ (เหตยุ อ่ ยยบั
แหง่ โภคทรพั ย)์ ๔ ประการดงั กลา่ วไวน้ นั้ โดยเฉพาะขอ้ ที่ ๔ การเวน้ จากการคบคนชว่ั เปน็
มติ รสหาย แลว้ พยายามเลอื กคบแตเ่ พ่อื นทด่ี ที ี่เปน็ กลั ยามติ ร เพราะเพอ่ื นนน้ั นับวา่ เปน็
สิ่งแวดล้อมใกล้ตัวทอ่ี ิทธพิ ลและมคี วามสำ� คัญมาก คนทไี ดด้ ีมคี วามสำ� เรจ็ ในชวี ติ ไดน้ ั้นก็
เพราะมเี พอ่ื นดี หรอื คบแตเ่ พอื่ นดนี นั่ เองดงั ทกี่ ลา่ วกนั วา่ “คบคนดเี ปน็ ศรแี กต่ วั ” จะรไู้ ด้
อย่างไรวา่ เพอ่ื นดที จ่ี ดั เปน็ กลั ยาณมิตรนั้น มีลกั ษณะอยา่ งไร พระพุทธเจา้ ไดท้ รงก�ำหนด
ลกั ษณะของมติ รทด่ี แี ละชว่ั ไวม้ นทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรควา่ ลกั ษณะของเพอื่ นทดี่ ี หรอื เพอ่ื น
แท้ มี ๔ ประการคือ ๑) เพ่ือนท่ีมอี ุปการะ ๒) เพอื่ นท่รี ว่ มสุขร่วมทกุ ข์ ๓) เพ่ือนที่แนะนำ�
ประโยชน์ ๔) เพอื่ นทม่ี คี วามรกั ใคร่
สาเหตุมาจากการบกพร่องในหน้าที่ อาจจะแก้ได้โดยการรักษาหน้าที่ของตนให้ดี
ทส่ี ุด พ่อบา้ นแมเ่ รือนต่างกม็ ีหน้าทร่ี บั ผิดชอบดงั ท่พี ระพุทธองคไ์ ดต้ รัสเอาไวใ้ นทฆี นิกาย
ปาฏิกวรรค ในฐานะของผูเ้ ปน็ สามี กต็ อ้ งทำ� หนา้ ท่ีทีพ่ งึ ท�ำต่อภรรยาดงั น้ี เช่น ยกยอ่ งให้
เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา ไม่แสดงอาการดูหม่ินเหยียดหยามภรรยา ไม่เก่ียวข้องกับ
สตรีอ่นื ในทางประเวณี เปน็ ต้น
ส่วนผูเ้ ป็นภรรยา ก็ตอ้ งทำ� หนา้ ที่ท่พี ึงท�ำเป็นการอนุเคราะหส์ ามดี งั น้ี เช่น จดั การ
งานภายในบ้านในฐานะที่ตนเป็นแมบ่ ้านใหส้ ะอาดเรยี บรอ้ ย สงเคราะหญ์ าติมติ รท้ังสอง
ฝา่ ยด้วยดี ไมป่ ระพฤติกรรมอันเปน็ ข้าศึก ต่อความเป็นภรรยาสามี ไดแ้ ก่ การเกีย่ วข้อง
กบั ชายอน่ื ในทางชสู้ าว หรอื ไมห่ งึ หวงจนเกดิ เหตุ เปน็ ตน้ พรอ้ มกนั นน้ั กจ็ ะตอ้ งนำ� เอาหลกั
ธรรมสำ� หรบั การครองเรือน คอื ฆราวาสธรรม ๔ ประการ มาใช้ต่อกนั ในบา้ นด้วย ดงั นี้
สัจจะ ความจรงิ ใจ คือ ซ่ือสัตย์ตอ่ กัน ทงั้ จริงใจ จรงิ วาจา และจริงในการกระท�ำ
ทมะ ฝึกตน คือ รูจ้ กั ควบคุมจิตใจ ฝึกหดั ตดั นิสยั แก้ไขขอ้ บกพร่องขอ้ ขัดแยง้ ปรับ
ตวั ปรับใจเขา้ หากนั
ขันติ อดทน คือ มีจิตใจเขม้ แข็งหนักแนน่ ไมว่ วู่ าม ทนตอ่ ความลว่ งลำ้� กล�้ำเกนิ กัน
และรว่ มกนั อดทนตอ่ ความเหนอื่ ยยาก ล�ำบากตรากตร�ำ ฝา่ ฟันอปุ สรรคไปด้วยกัน
จาคะ เสยี สละ คอื มนี ำ�้ ใจ สามารถเสยี สละความสขุ สำ� ราญ ความพอใจ สว่ นตนเพอ่ื
คคู่ รองได้ เชน่ อดหลบั อดนอนพยาบาลกนั ในยามเจบ็ ไข้ เปน็ ตน้ ตลอดจนมจี ติ ใจเออ้ื เฟอ้ื
เผื่อแผต่ ่อญาตมิ ติ รสหายของคูค่ รองไม่ในแคบ
382 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
ฝ่ายพ่อบ้านหรือสามี ก็จะต้องเป็นผู้เห็นใจแม่บ้านหรือภรรยาเป็นกรณีพิเศษด้วย
ท้ังนเ้ี พราะสตรีมี
ความทกุ ขอ์ นั เป็นลักษณะเฉพาะตวั อกี ส่วนหนงึ่ ตา่ งหากจากผูช้ าย ซึง่ สามจี ะต้อง
เขา้ ใจและพงึ ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยความเอาใจใสเ่ หน็ อกเหน็ ใจดว้ ย เชน่ ผหู้ ญงิ ตอ้ งจากหมญู่ าตมิ าอยู่
กบั ตระกูลของสามที ัง้ ทเ่ี ปน็ เด็กสาว สามคี วรใหค้ วามอบอ่นุ ใจ ผู้หญงิ มรี ะดู ซงึ่ บางคราว
ก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนท้ังจิตใจและร่างกาย ฝ่ายชายควรเข้าใจ ผู้หญิงมีครรภ์
ซงึ่ ยามนนั้ ต้องการความเอาใจใส่ บ�ำรุงกายใจเปน็ พิเศษ เปน็ ตน้ สมาชกิ ครอบครัว ไมใ่ ช่
มแี ต่สามภี รรยาเท่าน้นั สมาชกิ ทสี่ ำ� คัญอกี จ�ำพวกหนึ่งก็คอื ลกู ๆ ผทู้ ี่เปน็ พอ่ บา้ นแมบ่ า้ น
หรอื เปน็ พอ่ แม่จะตอ้ งรกั ษาหนา้ ทข่ี องตนทจี่ ะต้องมี ตอ่ ลกู โดยปฏบิ ตั หิ น้าที่น้ันใหด้ ีที่สุด
และยตุ ิธรรมกับลกู ๆ ทกุ คน หน้าท่ีของพ่อแมน่ น้ั พระพทุ ธองคไ์ ด้ตรัสแนะเอาไวใ้ นทีฆนิ
กายปาฏกิ วรรค ดงั นี้ เชน่ หา้ มไมใ่ หล้ กู ท�ำชวั่ แนะนำ� ใหล้ กู ตงั้ อยใู่ นความดี ใหล้ กู ไดศ้ กึ ษา
เล่าเรียน เป็นตน้
ปัญหาอาชญากรรมและทารณุ กรรมตา่ งๆ สำ� หรบั ปญั หาอาชญากรรมและทารุณ
กรรมต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจ�ำวันในชีวิต คือความเป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะเกิด
มาจากหลายสาเหตุหลายประการ เช่น สันดานเป็นอาชญากร ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม
ครอบครวั สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สำ� หรบั สาเหตจุ ากปญั หาเศรษฐกจิ และครอบครวั ไดก้ ลา่ วถงึ วธิ แี กม้ าแลว้ ขา้ งตน้ ซงึ่
อาจจะน�ำมาใช้ในกรณีนไี้ ด้เช่นเดียวกัน สว่ นทเ่ี กย่ี วกับสิ่งแวดลอ้ มเชน่ แหล่งจำ� หนา่ ยยา
เสพตดิ เปน็ ตน้ ถา้ จะใหไ้ ดผ้ ลดี ทางฝา่ ยรฐั บาลหรอื ชนชนั้ บรหิ ารนา่ จะไดจ้ ดั การแกไ้ ขให้
ดกี ว่าที่เปน็ อย่ทู ุกวนั นี้ โดยรัฐบาลหรือผู้มีหนา้ ท่รี บั ผิดชอบทางฝ่ายบ้านเมือง อาจจะแก้
ดว้ ยการนำ� เอาธรรมะไปเปน็ หลกั ในการทำ� งาน เมื่อเหน็ วา่ สงิ่ แวดล้อมใดทีข่ ัดกบั หลกั ศลี
ธรรมและจารีตประเพณที ่ีดีงาม กจ็ ดั การให้เป็นไปในทางดเี สยี ก็จะเปน็ อุบายวิธีแก้ไขท่ี
ได้ผลมากทางหนงึ่
ปัญหาศีลธรรมเส่ือม สาเหตุแห่งศีลธรรมเสื่อมน้ัน มีมากมายอาจจะมาจาส่วนตัว
สว่ นครอบครัว สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฯลฯ การแกส้ าเหตจุ ากครอบครวั ส่ิงแวดลอ้ ม และ
เศรษฐกิจน้ัน ไดก้ ลา่ วไวแ้ ล้ว แตใ่ นทน่ี ้ีนบั วา่ สำ� คญั มากทส่ี ดุ ก็คอื ส่วนตวั แตล่ ะบุคคล จะ
เป็นกุญแจดอกส�ำคญั ที่จะไขไปสกู่ ารแกป้ ญั หาศีลธรรมเส่อื ม คือจะต้องจดั การกับตัวเรา
เองใหไ้ ดอ้ ย่างนอ้ ย ๒ วิธี คือ
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 383
๑) พยายาม หัดหรอื ปลูกฝังให้เกดิ ความฝังใจในการรังเกียจความช่วั ชา้ ต่างๆ และ
ประทับใจในความนิยมชมชอบในคุณงามความดีท้ังในที่ลับและท่ีแจ้ง อาจจะโดยวิธี
พจิ ารณาให้เหน็ ว่า ความชัว่ เปน็ ตวั สกปรกเป็นของเสยี ของเหมน็ สาบ ไม่มีใครชอบ
๒) พจิ ารณาถงึ เหตผุ ลในเรอื่ งเอาใจเขามาใสใ่ จเรา เทยี บเคยี งกนั และกนั คนทจ่ี ะเหน็
อกเห็นใจผอู้ ื่นได้นน้ั มักจะรู้เทียบเคยี งอกเขาอกเราเสมอ จะเปน็ การฝึกไม่ลมื ตน และยงั
สามารถทำ� ตนใหเ้ ปน็ ทนี่ ยิ มรกั ใครข่ องคนทงั้ หลายได้ เพราะคนทลี่ มื ตนนน้ั เมอ่ื ตนเองเปน็
ฝา่ ยไดเ้ ปรยี บ เปน็ ฝา่ ยเหนอื คนอนื่ กม็ กั จะขม่ ขหู่ รอื เหยยี บผอู้ นื่ โดยปราศจากความปรานี
ปญั หาโสเภณี สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิ รญาณโรรส ไดท้ รงรจนาไวใ้ น
หนงั สอื เบญจศลี เบญจธรรม เกย่ี วกบั ผเู้ ทยี่ วซกุ ซนชอบคบคา้ กบั หญงิ แพศยา (โสเภณ)ี จะ
ประสบความเสอื่ มเสียประการตา่ งๆ คอื
๑) ตอ้ งเสยี ทรพั ยเ์ ปน็ คา่ บ�ำเรอหญงิ นน้ั ทกุ คราวไป ทรพั ยท์ เี่ สยี ไปนี้ ไมใ่ ชส่ �ำหรบั ทำ�
อปุ การะโดยฐานเมตตาทไี่ ดช้ อ่ื วา่ เปน็ อนั จา่ ยดว้ ยดี แตเ่ ปน็ คา่ ปรบั เพราะลอุ ำ� นาจแกก่ เิ ลส
กาม
๒) หญิงแพศยาผปู้ ระพฤติส�ำส่อนในกาม ยอ่ มเป็นบ่อเกดิ แห่งโรค อนั ท�ำใหร้ ่างกาย
พกิ ารไปตา่ งๆ เสยี กำ� ลงั ไมแ่ ขง็ แรง ทสี่ ดุ เสยี ชวี ติ และโรคนต้ี ดิ ตอ่ กนั ได้ มบี ตุ รภายหลงั แต่
เป็นคนมักมีโรค ไมแ่ ข็งแรง
๓) เสยี่ งตอ่ อนั ตรายตา่ งๆ เพราะหญงิ แพศยา ยอ่ มผกู สมคั รรกั กบั ชายหลายคน ฝา่ ย
ชายต่างคนก็จะเกิดหึงหวงเกียจกันและกันขึ้นเองเป็นฐานะท่ีเขาจะเกิดวิวาทกันข้ึนแล้ว
ท�ำลายกนั
ตามทรรศนะทางพุทธศาสนาแล้ว การจะแก้ปัญหาอะไรก็ตามจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ
แก้ กนั ไปใหถ้ งึ ตน้ เหตจุ รงิ ๆ นา่ จะไดส้ าวหาตน้ เหตขุ องการเกดิ โสเภณอี ยา่ งแทจ้ รงิ นา่ จะ
เปน็ ไปได้ท่วี า่ เพราะตราบใดยงั มีคนไปเที่ยวโสเภณี ตราบน้ันก็ตอ้ งมโี สเภณีแน่ และหาก
ยงิ่ มคี นไปใชบ้ รกิ ารนม้ี าก กย็ ง่ิ เกดิ โสเภณมี ากยง่ิ ขนึ้ แลว้ ทำ� ไมจงึ มคี นถงึ มอี ารมณท์ างเพศ
รนุ แรงเพม่ิ ขน้ึ ก็เพราะ
๑) สภาพสงั คมทอี่ ยูร่ อบตัวเรานัน่ เองส่งเสริมโดยเฉพาะอย่างย่งิ ทางส่ือมวลชน ไม่
วา่ จะเปน็ ภาพยนต์ วดี โี อ ละคร เพลง การโฆษณา การจดั ประกวดนางงามธดิ าตา่ งๆ การ
กีฬา หนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือลามกต่างๆ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ มีการเผยแพร่ยั่วยุ
กามราคะจัดย่งิ ขนึ้ ฉะนนั้ ตราบใดทก่ี ารสื่อสารต่างๆ ยงั ปอ้ นภาพ-เสียง-สัมผสั ทีเ่ รง่ เรา้
384 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชียงใหม่
ปลกุ อารมณท์ างเพศใหร้ ะอฮุ อื โหมแกป่ ระชาชนอยตู่ ลอดเวลาแลว้ ตราบนน้ั ปญั หาโสเภณี
ยอ่ มไมม่ วี นั ลดนอ้ ยลงไปได้ และโสเภณมี แี ตจ่ ะถกู เพมิ่ จ�ำนวนใหม้ ารองรบั อารมณก์ ามของ
ผ้ชู ายมากขึ้น พรอ้ มกันนน้ั สื่อสารลามกต่างๆ กจ็ ะออกมาเอาใจลกู ค้า กามตณั หาก็เพม่ิ
ทวีคูณยง่ิ ขนึ้ ไปอีก
๒) ตัวบุคคลแต่ละคน พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนให้รักษาศีล ๕ เป็นนิจศีลสำ� หรับ
บคุ คลทว่ั ไป มใิ หข้ าดมใิ หท้ ำ� ลาย ซง่ึ ในศลี ๕ นน้ั มขี อ้ ที่ ๓ ทใี่ หม้ เี จตนางดเวน้ จากประพฤติ
ผิดในทางกามมีรายละเอียดดังกล่าวไว้ในบทท่ี ๒ ข้อที่ว่าด้วยเบญจศีลเบญจธรรม เมื่อ
งดเว้นจากการประพฤติในกามน้ีเป็นขั้นของศีล แต่จะมีธรรมควบคู่ด้วย คือ จะต้องมี
กามสังวร ปติวัตร และสทารสันโดษ เพราะฉะน้ันบุคคลแต่ละคนน้ีแหละท่ีเป็นต้นเหตุ
อันแท้จริงของการเกิดโสเภณีเพราะบุคคลแต่ละคนขาดธรรมคือกามสังวร ซ่ึงพระพุทธ
องค์ไดท้ รงแนะนำ� ให้ “สังวรในกาม คอื กริ ิยาทร่ี ะมดั ระวงั ไมป่ ระพฤติมักมากในกาม” ก็
เพราะในด้านของปัจเจกชน หากไม่มีความสังวรในกามแล้วจิตใจก็จะหาความสงบมิได้
จะมคี วามกระวนกระวายแสวงหากามอยู่เรือ่ ยไป ท้ังจะวิจติ รพิศดารขนึ้ เรือ่ ยๆ อย่างไม่มี
ขอบเขต เพราะว่าการเสพกามจะทำ� ให้เตม็ อิ่มน้นั ไมไ่ ด้ มันไม่เหมือนกบั การกินขา้ ว ทก่ี นิ
แลว้ ยงั ร้จู กั อ่มิ แต่การเสพกามนเ้ี หมอื นกับยาเสพตดิ อย่างหนึ่ง คือยง่ิ เสพก็ย่งิ ติด วิธกี าร
ทฉี่ ลาดกวา่ ในการทจี่ ะทำ� ใหอ้ ม่ิ ในกามใหเ้ กดิ ขนึ้ กค็ อื วธิ ตี ามแนวพทุ ธศาสนา คอื การเสพ
กามให้น้อยลง นอ้ ยลงเร่อื ยๆ จนหยดุ ไปเอง
การจะถอื หลักที่ว่า “นำ�้ มไี หล ไฟมีควนั ชายมนี ารี สตรีมบี รุ ษุ ” ก็เปน็ ธรรมดาของ
ปถุ ชุ น เพราะเมอื่ เปน็ ผใู้ หญจ่ บการศกึ ษามหี นา้ ทกี่ ารงานแลว้ กส็ ามารถมคี รอบครวั คอื มี
สามี หรอื ภรรยา เปน็ เพอื่ นคชู่ ดิ มติ รคใู่ จเปน็ คสู่ รา้ งคสู่ ม มคี วามรกั ทบี่ รสิ ทุ ธติ์ อ่ กนั ซอื่ สตั ย์
ต่อกันจริงใจต่อกัน เข้าใจกันและกัน อาจมีเพื่อนต่างเพศคบกัน ดูใจกัน สังเกตอุปนิสัย
ใจคอกันและกันก่อน และอย่าชิงสุกก่อนห่าม ถ้าจะให้ดีก็ต้องให้พ่อแม่ท้ังสองฝ่ายรับรู้
เหน็ ชอบด้วย จะไดม้ หี ลกั ประกันหรือมพี ยาน ชนิดทเี่ ราเรียกกนั วา่ เข้าตามตรอก ออก
ตามประตอู ยา่ เขา้ หลงั บ้านออกทางหน้าต่าง ไม่ปลอดภยั แน่ จะต้องแน่ใจว่าเปแนความ
รักท่ีบริสทุ ธจ์ิ รงิ ใจต่อกันให้มสี ติสมั ปชัญญะ อยา่ ใหถ้ ึงขัน้ มืดมน ดงั ท่กี ล่าวกันวา่ “ความ
รกั เหมอื นโรคา บันดาลตาใหม้ ดิ มน” รกั อย่างนม้ี ีเพอ่ื ต่างเพศอย่างน้ีมจี ดุ หมายท่แี นน่ อน
เพื่อจรรโลงชวี ติ คูห่ รอื ชวี ติ ครอบครัวอย่างนี้ มีจดุ หมายท่แี นน่ อน เพอื่ จรรโลงชีวิตค่หู รือ
ครอบครัวอยา่ งนี้ไม่มคี วามเสยี หาย สังคมยอมรับปฏบิ ตั ิกันอยูแ่ ล้ว
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชยี งใหม่ 385
บทสรปุ
ปญั หาทกุ ปญั หาทส่ี งั คมโลกและทกุ ประเทศ รวมถงึ สงั คมไทยก�ำลงั เผชญิ อยนู่ น้ั เปน็
บทเรียนราคาแพงที่ทุกคนได้รับ สาเหตุ ท่ีแท้จริงของทุกปัญหานั้นมาจากเหตุเพียงเหตุ
เดียว คือ ความด้อยคุณภาพของประชากร ท้ังระดับครอบครวั ระดบั สังคม ระดับชาติ
จำ� นวนประชากรทมี่ ีคณุ ภาพต�ำ่ เป็นจ�ำนวนมากในสังคมเหลา่ นนั้ ดงั น้นั การแกป้ ัญหาจงึ
ต้องทำ� ทุกวิถีทางที่จะสร้างคุณภาพท่ีสูงขึ้นไปแก่ ประชาชนในสังคมไทยปัญหาต่างๆ ท่ี
เกดิ ขน้ึ ในสงั คมปจั จบุ นั น้ี เชน่ ปญั หาเศรษฐกจิ ปญั หาสงั คม กเ็ กดิ จากฝมี อื ของคนเหน็ แก่
ตัว หวังเพ่อื ประโยชนส์ ่วนตนท้งั สน้ิ โดยไม่มองถึงความเดือดรอ้ นของคนอ่นื เห็นความ
เดอื ดร้อนของคนอืน่ เปน็ เรอ่ื งไกลตวั แต่ถ้าคนเราแก้ปญั หาตรงจดุ น้ไี ด้ มองวา่ มนุษย์เทา่
เทยี มกนั และคนเหลา่ นไี้ มเ่ อาเปรยี บกนั มจี ติ ส�ำนกึ ดี เชอ่ื วา่ ปญั หาตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คม
คงจะหายไป เพราะฉะน้ันคนที่เอาเปรียบคนอ่ืน หรือเห็นแก่ตัวควรจะมองปัญหาสังคม
และเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมนเ้ี สยี แลว้ ปญั หาตา่ งๆ กจ็ ะไมต่ ามมา จะแกไ้ ขปญั หางา่ ยมาก
เพยี งแค่คนมจี ิตส�ำนึก รจู้ กั คำ� วา่ “หนา้ ที่ บทบาท ระเบยี บ และมีวินัย “ ปัญหา ต่างๆ ก็
คงไมเ่ ป็นแบบวนั นี้ และคงไมฝ่ งั รากจนเตบิ โตจนยากแก่การแกไ้ ข แตถ่ า้ คดิ จะแกไ้ ขก็คง
ไม่สายถ้าคิดจะทำ� กระแสความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และอิทธิพลของ
โลกาภวิ ฒั น์ กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ชมุ ชนและบคุ คลในสงั คม ทงั้ รา่ งกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา
อารมณ์ และค่านิยม ควรที่ทุกฝ่ายท้ังอาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานร่วมมือกัน
ปอ้ งกันแกไ้ ข ปญั หาในระบบสังคม คา่ นยิ ม อุดมการณ์ รวมทั้งคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และ
รว่ มกนั ปลกู จติ สำ� นกึ บคุ คลในสงั คมใหม้ คี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมสว่ นรวมมาก ขนึ้ การ แก้
ปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั ทส่ี ดุ คอื การนำ� เอาหลกั ธรรมทางศาสนาประยกุ ตเ์ ขา้ กบั
การดำ� รงชวี ติ ในปจั จบุ นั ควบคกู่ บั การสรา้ งคณุ ภาพชวี ติ เยาวชนผเู้ ปน็ ประชากรใหมข่ อง
สงั คมในยุคปัจจุบัน และอนาคต โดยสถาบันครอบครัวมอี ิทธิพลตอ่ เยาวชนเป็นอย่างย่งิ
เพราะเปน็ สถาบนั แรกทใ่ี หก้ ารอบรมทางดา้ นจติ ใจ ใหค้ วามรกั ความอบอนุ่ เอาใจใสด่ แู ล
ทะนุถนอม ปกครองดูแลอยา่ งถกู ต้องแลว้ ก็จะสามารถใหเ้ ยาวชนเป็นบคุ คลท่ีมคี ุณภาพ
และ คณุ ธรรมได้อยา่ งแน่นอน อีกทั้งยงั ช่วยลดปัญหาใหก้ ับสงั คม ส่งผลให้สังคมมคี วาม
สงบสขุ เพราะเยาวชนในวนั นกี้ ค็ อื ผนู้ ำ� และพฒั นาสงั คมประเทศชาตทิ ม่ี กี ารปกครองในรปู
แบบระบอบประชาธปิ ไตย ภายใตก้ ฎหมายรฐั ธรรมนญู โดยมพี ระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ ประมขุ
ของประเทศ ให้เกดิ ความมั่นคงกา้ วหนา้ ทดั เทียมกบั นานาอารยะประเทศ
386 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วทิ ยาเขตเชยี งใหม่
เอกสารอ้างองิ
จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร. สวัสดิการสังคมทางแก้วิกฤตสังคมไทย. กรุงเทพฯ: บริษัท
ฟ้าอภยั , ๒๕๔๐.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โต). ธรรมกับการพฒั นาชีวิต. กรุงเทพฯ : มูลนธิ พิ ทุ ธธรรม,
๒๕๓๙.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โต). พุทธวธิ ีแก้ปญั หา เพ่อื ศตวรรษท่ี ๒๑. กรุงเทพฯ : มลู นิธิ
พุทธธรรม, ๒๕๓๙.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พก์ รมการศาสนา ,๒๕๔๒.
สมพร สุขเกษม. ความจรงิ ของชีวิต. กรุงเทพฯ: สถาบนั ราชภฏั บ้านสมเดจ็ เจา้ พระยา,
๒๕๔๒.
สำ� นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาต.ิ สงั คมวทิ ยาตามแนวพทุ ธศาสตร.์ กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พก์ รมศาสนา, ๒๕๓๐.
ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ 387
ประวัตผิ เู้ ขียน
ดร.บุศรา โพธสิ ขุ
ต�ำแหน่งปจั จุบัน อาจารยป์ ระจำ� คณะสงั คมศาสตร์ สาขา
วชิ ารัฐศาสตร์การปกครอง มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย วิทยาเขตเชยี งใหม่
ประสบการณ์
- คณะท�ำงานวิชาการงานส่งเสริมสร้างจิตส�ำนึก ของมูลนิธิโครงการหลวง
จ.เชียงใหม่
- นกั วิจัยและนกั วิจัยอาสา ดา้ นสังคมของมลู นิธโิ ครงการหลวง จ.เชียงใหม่
- อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ โครงการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกับ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต พัฒนา
ข้าราชการการปกครองสว่ นท้องถิ่น
- ไดร้ บั การแตง่ ตง้ั อาจารยผ์ ทู้ รงคณุ วฒุ เิ ปน็ อาจารยถ์ วายความรแู้ ดพ่ ระสงั ฆาธกิ าร
นสิ ิต, พระนสิ ิต, สามเณรนสิ ิต, นิสิตคฤหสั ถ์, ขา้ ราชการ, ผบู้ ริหาร
ผลงานเป็นท่ียอมรบั ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ตอ่ การส่งเสริม
- งานวิจัยการศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการ อิพเทค
(IPTED) เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการวางแผนพงึ่ ตนเองของชมุ ชน ชาวไทยภเู ขาในศนู ย์
พัฒนาโครงการหลวง
- บทบาทและภารกจิ ของผปู้ ฏบิ ัตงิ านศูนยพ์ ฒั นาโครงการหลวง
ผลการประเมินประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลของกระบวนการ
- โดยผลงานได้น�ำเสนอผลงานวิจัยรายงานการประชุมวิชาการ ประชุมผลงาน
วจิ ยั เฉลิมพระเกยี รติ พระชนมายุ ๘๐ พรรษา ปี ๒๕๕๐ ณ โรงแรมโลตสั ปาง
สวนแกว้ จ.เชียงใหม่
- นำ� ผลงานไปเผยแผ่ งานวจิ ยั โครงการหลวง โดยผา่ นเครอื ขา่ ยฐานขอ้ มลู หอ้ งสมดุ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดยผา่ นเครอื ขา่ ย E-library สำ� นกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
388 ฮอมผญา ๓๐ ปี มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่