พBuระdพdทุhธismา aนnาdกบั PuาbธlาicรณHeุขalth
เรียบเรยี งโดย: พระชยานนั ทมนุ ,ี ผ .ดร.
ที่ปรกึ ษา : พระราชวรเมธี, รศ.ดร.
พระราชวรมุน,ี รศ.ดร.
รศ.ดร.วรกฤต เถ่ือนชา้ ง
ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ พระสุธีรตั นบณั ฑิต,รศ.ดร.
รศ.ดร.วโิ รจน์ อนิ ทนนท์
รศ.ดร.ปรตุ ม์ บุญศรตี นั
พิ จู น์อัก ร : พระปลดั นฤดล กติ ตฺ ิภทฺโท ดร.ชำนาญ เกดิ ช่
ออกแบบปก : พระปลดั ชั พง ์ ชริ ปญฺโญ, นาย ภุ กริช เข่ื นเพชร
พมิ พ์คร้ังท่ี ๑ พฤ ภาคม ๒๕๖๑ จำน น ๕๐๐ เลม่
ลิข ทิ ธิ์ : ลขิ ิทธขิ์ ง ิทยาลยั งฆน์ ครนา่ น ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั
เฉลมิ พระเกียรติฯ
า้ มล กเลียน ่ นใดๆ ข ง นัง ื น กจากจะได้รบั นญุ าตเปน็ ลายลกั ณ์
กั รเท่านั้น
ข้อมลู ทางบรรณานุกรมของ อ มดุ แ ่งชาติ
พระชยานนั ทนุมี, ผ .ดร., พระพุทธ า นากับ าธารณ ุข.-- นา่ น : ิทยาลัย งฆ์
นครนา่ น ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณ-ราช ทิ ยาลัย เฉลมิ พระเกียรติ มเดจ็ พระเทพ
รัตนราช ุดาฯ ยามบรมราชกุมาร,ี ๒๕๖๑., จำน น ๔๑๔ น้า
ISBN : 978-616-300-498-7
พมิ พท์ ่ี : โรงพมิ พ์นา่ นออฟเซต 90/1 ถนนอนนั ตวรฤทธิเดช ตำบลในเวียง อำเภอเมือง
จงั วัดน่าน 55000 โทร 054-772679 โทร าร 054-772679
จดั พิมพโ์ ดย : ทิ ยาลัย งฆ์นครนา่ น ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลัย
เฉลมิ พระเกียรติฯ เลขที่ ๔๖๙ ตำบลฝายแก้ ำเภ ภูเพียง จัง ัดนา่ น ๕๕๐๐๐
[ก] พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำนิยม
ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย มีนโยบาย ่งเ ริมใ ้
คณาจารย์ผลิต นัง ื ตำรา และเป็นไปตามปรัชญาข งม า ิทยาลัยที่ ่า “จัด
การ ึก าพระพุทธ า นา บรู ณาการกับ า ตร์ มัยใ ม่ พฒั นาจิตใจและ งั คม
นัง ื เรื่ ง พระพุทธ า นากับ าธารณ ุข (Buddhism and
Public Health) เล่มนี้เรียบเรียงขึ้นโดยท่านเจ้าคุณ พระชยานันทมุนี, ผ .ดร.
าจารย์ประจำ าขา ิชาพระพุทธ า นา และผู้ ำน ยการ ิทยาลัย งฆ์นครน่าน
ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ มเด็จพระเทพ
รัตนราช ุดาฯ ยามบรมราชกุมารี มีเน้ื า าระท่ีประยุกต์ ลักการทาง
พระพุทธ า นากับ า ตรท์ าง าธารณ ุข ซึ่ง ดคล้ งกับนโยบายและปรัชญาข ง
ม า ิทยาลัย ก่ ใ ้เกิดผลงานทาง ิชาการท่ีเป็นประโยชน์ต่ นิ ิต นัก ึก าและ
ผู้ นใจใฝร่ ู้เก่ีย กับพระพุทธ า นาและ าธารณ ุข
ข นุโมทนาชื่นชมในค าม ิริยะ ุต า ะข งเจ้าคุณ พระชยานันทมุนี,
ผ .ดร. ผู้ ำน ยการ ิทยาลัย งฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ที่ได้ม งเ ็น
ประโยชน์ในทาง ิชาการด้านพระพุทธ า นา ด้ ยการผลิต นัง ื พระพุทธ า นา
กับ าธารณ ุขเล่มนี้ข้ึน และ ัง ่า นัง ื เล่มนี้จะ ำน ยประโยชน์แก่นิ ิต
นัก กึ าและผู้ นใจใฝ่ กึ าท้ัง ลาย บื ไป.
(พระพร มบัณฑติ , .ดร.)
กรรมการม าเถร มาคม, เจา้ คณะภาค 2
ดั ประยุร ง า า ร ิ าร
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) [ข]
คำนิยม
นัง ื เล่มนเ้ี รยี บเรียงขึ้นโดยพระชยานันทมุนี, ผ .ดร. าจารย์ประจำ
าขา ิชาพระพุทธ า นา และผู้ ำน ยการ ิทยาลัย งฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย เกิดจากค าม ิริยะ ุต า ะ พากเพียร
พยายาม ึก าค้นค ้าและเรียบเรียงจนเกิดเป็น นัง ื เล่มนี้ขึ้นมา ก่ ใ ้เกิดผลงาน
ทางด้าน ิชาการท่ีเป็นประโยชน์แก่นิ ิต นัก ึก าและผู้ นใจใฝ่รู้เกี่ย กับ
พระพุทธ า นาและ าธารณ ุข เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่ ไป ่าเป็น นัง ื ท่ียังไม่ค่ ย
มีใครเรยี บเรยี งไ ้ ท่านจึงไดด้ ำเนินการเพื่ เป็น นัง ื ประก บการ นโดย นัง ื นี้
เป็น นัง ื ท่ีทรงคุณค่าทางด้านเน้ื า และ าระตามข บข่ายข งราย ิชาท่ี
ม า ิทยาลัยได้กำ นดเ าไ ้ มีเนื้ าคร บคลุมท้ัง า ตร์ มัยใ ม่คื ลัก
าธารณ ุขเบื้ งต้นกับ าธารณ ุขตามแน คำ นในพระพุทธ า นา เป็นการบูรณา
การ า ตร์ทง้ั งประการได้ ยา่ งลงตั
ข ชื่นชมและ นุโมทนาในค ามมี ิริยะ ุต า ะข งท่านเจ้าคุณ ที่ได้
ม งเ ็นประโยชน์ในทาง ิชาการด้านพระพุทธ า นา และ ัง ่า นัง ื เล่มนี้จะ
ำน ยประโยชน์แกน่ ิ ิต นกั ึก าและผู้ นใจใฝ่ กึ าท้งั ลายเป็น ย่างดี.
(พระราชปรยิ ัตกิ ี, .ดร.)
ธิการบดมี า ทิ ยาลยั ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลัย
[ค] พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำนิยม
ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย มีปรัชญา ่า “จัดการ ึก า
พระพุทธ า นา บูรณาการกับ า ตร์ มัยใ ม่ พัฒนาจิตใจและ ังคม” มีพันธกิจใน
การผลิตบัณฑิต ิจัยและพัฒนา ่งเ ริมพระพุทธ า นาบริการ ิชาการแก่ ังคม
และทำนุบำรุง ิลป ัฒนธรรม มีนโยบาย ่งเ ริม พัฒนาบุคลากร าย ิชาการใ ้มี
การผลิตและเผยแพร่ นัง ื ตำรา รื เ ก าร ิชาการในรูปแบบต่างๆ ท่ีมี
คณุ ภาพ
นัง ื พระพุทธ า นากับ าธารณ ุข (Buddhism and Public
Health) เล่มนี้เรียบเรียงขึ้นโดยท่านเจ้าคุณ พระชยานันทมุนี, ผ .ดร. าจารย์
ประจำ าขา ิชาพระพุทธ า นา และผู้ ำน ยการ ิทยาลัย งฆ์นครน่าน
ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ มเด็จพระเท พ
รัตนราช ุดาฯ ยามบรมราชกุมารี มีเน้ื า าระท่ีประยุกต์ ลักการทาง
พระพุทธ า นากับ า ตร์ทาง าธารณ ุข ดคล้ งกับนโยบายและปรัชญาข ง
ม า ิทยาลัย ก่ ใ ้เกิดผลงานทาง ิชาการที่เป็นประโยชน์ต่ นิ ิต นัก ึก าและ
ผู้ นใจใฝร่ ู้เก่ีย กับพระพทุ ธ า นาและ าธารณ ขุ
ข นุโมทนาช่ืนชมในค าม ิริยะ ุต า ะข งเจ้าคุณ พระชยานันทมุนี,
ผ .ดร. ผู้ ำน ยการ ิทยาลัย งฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ที่เ ็นประโยชน์
ในทาง ิชาการด้านพระพุทธ า นา ผลิต นัง ื พระพุทธ า นากับ าธารณ ุขเล่ม
นี้จน ำเร็จเป็นไปด้ ยค ามเรียบร้ ย และ ัง ่า นัง ื เล่มน้ีจะเป็นประโยชน์แก่
นิ ิต นัก กึ าและผู้ นใจ บื ไป.
พระราช รเมธ,ี ร .ดร.
ร ง ธิการบดีฝา่ ยบริ าร
ม า ทิ ยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) [ง]
คำนำ
นัง ื เล่มน้ี ผู้เขียนได้เรียบเรียงขึ้นโดย า ัยประ บการณ์การ นใน
ฐานะ าจารยป์ ระจำ ทิ ยาลัย งฆ์น่านเฉลมิ พระเกยี รตมิ าเปน็ ระยะเ ลา ลายปี ซงึ่ ใน
เบ้ื งต้นได้จัดทำเป็นเ ก ารประก บทีละบทๆไป เพ่ื ใช้ประก บการบรรยายและใ ้
ึก า ำ รับนิ ิตระดับหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ใน
รายวิชา พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย
เนื่ งจากราย ิชาน้ียังขาดเ ก าร ตำรา รื นัง ื ำ รับการเรียนการ น ยู่มาก
จึงยากต่ การทำค ามเข้าใจในรายละเ ียดข ง ิชา แต่เมื่ มี นัง เรียนท่ีค่ นข้าง
มีเน้ื า มบูรณ์จะทำใ ้นิ ิต ามารถ ึก าและค้นค ้าจนเกิดทัก ะการตีค ามและ
เิ คราะ ไ์ ด้ ย่างชัดเจน ซึง่ ถื เป็นเ ตผุ ล ลักที่ทำใ เ้ กิดแรงจูงใจในการเขียน นัง ื
เล่มนีข้ นึ้ มา
ผู้เขียนกราบข บพระคุณ พระเดชพระคุณ พระพร มบัณฑิต, .ดร.
กรรมการม าเถร มาคม เจ้าคณะภาค ๒ ัดประยุ ง า า พระเดชพระคุณ
พระราชปริยัติก ี .ดร. ธิการบดีม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย และ
พระเดชพระคณุ พระราช รเมธี,ร .ดร. ร ง ธิการบดฝี ่ายบริ าร ม า ิทยาลัยม า
จุ าลงกรณราช ิทยาลัย ท่ีได้เมตตาเขียนคำนิยมใ ้เพ่ื เป็นแรงบันดาลใจในการทำ
ผลงาน ชิ าการต่ ไป ข บพระคุณท่าน าจารยผ์ ู้ประ ทิ ธป์ ระ าธน์ ชิ าทุกท่าน
ากบุญกุ ลจากการจัดทำ นัง ื เล่มน้ีจะพึงมีเกิดข้ึน ผู้เขียนข น้ มบูชา
พระคุณบิดามารดา และข น้ มเป็น าจริยบูชาแด่บรรดาบุรพาจารยท์ ุกท่าน และถ้า
มีข้ บกพร่ งประการใดในข้ ค ามทย่ี ังไม่ มบูรณ์ ข ท่านผรู้ ทู้ ้ัง ลายโปรดช่ ยชี้แนะ
และ ัง ่า นัง ื ฉบับน้ีจะพ ำน ยประโยชน์เชิง ิชาการแก่ผู้ นใจใคร่ ึก าตาม
มค รแกฐ่ านะต่ ไป
พระชยานนั ทมนุ ี, ผ .ดร.
[จ] พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) หน้า
ก
สารบญั ง
จ
เรื่อง ช
คำนิยม ๑
คำนำ ๑
สารบญั ๒
คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ๓
บทที่ ๑ ความรู้เบ้อื งตน้ เกย่ี วกับสาธารณสุข ๙
๒๘
บทนำ ๒๘
ความหมายของสาธารณสุข ๒๙
ความเปน็ มาของสาธารณสขุ ๓๒
สาธารณสขุ ในประเทศไทย ๓๓
การสาธารณสขุ
ความสำคัญของสาธารณสขุ ๒๗
หลักในการดำเนนิ งานสาธารณสขุ พ้นื ฐาน ๔๑
องคป์ ระกอบของงานสาธารณสขุ มูลฐาน ๔๑
๔๒
พระพุทธศาสนากบั งานสาธารณสขุ ๔๙
สรุปทา้ ยบท ๖๘
บทท่ี ๒ แนวคิดสาธารณสขุ ในพระพุทธศาสนา ๗๕
ความนำ ๘๔
สาระสำคัญเกย่ี วกบั สุขภาพ ๙๗
ผลของสุขภาพดีหรือไม่ดี ข้ึนอย่กู ับผลของวบิ ากกรรม ๑๑๔
แนวคดิ ว่าดว้ ยความเจบ็ ป่วย ๑๑๗
แนวคิดวา่ ด้วยรา่ งกายเป็นท่อี ย่อู าศยั ของโรคทง้ั หลาย ๑๑๗
การจดั การสขุ ภาพในสมยั พุทธกาล ๑๑๙
แนวคดิ เกีย่ วกับการดูแลสขุ ภาพในพระพุทธศาสนา ๑๒๓
สรปุ ท้ายบท ๑๓๘
บทท่ี ๓ โรคและอาหารในพระพทุ ธศาสนา ๑๔๙
ความนำ ๑๗๐
ชนดิ ของโรคในพระพทุ ธศาสนา
สาเหตุของโรคในพระพทุ ธศาสนา
พุทธวิธีบรรเทาและเยยี วยาโรค
แนวคิดเกี่ยวกับอาหารในพระพุทธศาสนา
สรปุ ท้ายบท
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) [ฉ]
สารบัญ (ตอ่ ) ๑๗๕
๑๗๕
บทที่ ๔ พุทธวธิ กี ารรักษาโรคในพระพทุ ธศาสนา ๑๗๗
ความนำ ๑๘๑
โรคและพทุ ธวิธกี ารดูแลรักษาตามพทุ ธโอสถ ๑๘๙
การดูแลสขุ ภาพตามหลักพระวนิ ยั ๒๐๓
พทุ ธวิธีการดูแลรกั ษาโรคในพระพุทธศาสนา
สรปุ ทา้ ยบท ๒๐๗
๒๐๗
บทท่ี ๕ การบรโิ ภคปจั จยั ๔ ในพระพทุ ธศาสนา ๒๐๘
ความนำ ๒๒๔
โภชนาหารในพระพุทธศาสนา ๒๒๖
แนวคดิ การบริโภคปัจจัย ๔ ทป่ี รากฏในพระไตรปฎิ ก ๒๕๕
การเสพบรโิ ภคตามเศรษฐศาสตรแ์ นวพุทธ
สรปุ ทา้ ยบท ๒๕๙
๒๕๙
บทที่ ๖ พทุ ธวธิ กี ารบำบดั เยยี่ วยาสุขภาพในพระพทุ ธศาสนา ๒๖๐
ความนำ ๒๖๓
กฎนยิ าม หรอื กฏธรรมชาติ ๒๖๗
พทุ ธวิธีการบำบดั เยียวยาสขุ ภาพในสมยั พทุ ธกาล ๒๘๙
พทุ ธวิธกี ารบริหารอิริยาบถในพระพทุ ธศาสนา ๓๐๑
โอสถ หรอื ยารักษาโรคในพระไตรปิฎก ๓๒๐
สุขภาวะในพระพุทธศาสนา ๓๒๔
สรุปทา้ ยบท ๓๒๔
๓๒๖
บทท่ี ๗ สาธารณสขุ ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ๓๒๙
ความนำ ๓๓๙
แนวคิดการรักษาโรคดว้ ยธรรมโอสถ ๓๔๓
ธรรมรกั ษาโรค ๓๕๒
จรรยาบรรณของผูบ้ ำบดั รกั ษา ๓๖๘
พุทธวิธกี ารบำบัดรักษาในพระพุทธศาสนา ๓๘๑
พทุ ธวิธีการให้การบำบดั รักษาตามหลักอริยสจั จ์ ๓๙๔
กรณีตวั อยา่ งในการบำบดั รักษาโรคด้วยธรรมโอสถ ๓๙๘
พุทธวิธีการบำบัดรักษาผ้ปู ระสบทกุ ขเ์ ชิงบูรณาการ ๔๐๑
จดุ มงุ่ หมายพุทธวิธกี ารบำบัดรักษาตามแนวพุทธศาสตร์ ๔๐๔
สรปุ ทา้ ยบท
บรรณานุกรม
ประวตั ิผแู้ ตง่
[ช] พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ
ัก รย่ ใน นัง ื พระไตรปิฎก ิเคราะ ์เล่มน้ี ผู้เขียนใช้ ้าง ิงจาก
พระไตรปิฎกภา าบาลีและพระไตรปิฎกภา าไทย ฉบับม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย
พุทธ กั ราช ๒๕๓๙
พระวนิ ัยปฎิ ก ชอ่ื คัมภรี ์ (ภา าไทย)
คำยอ่ ม า ิภงั ค์ (ภา าไทย)
.ิ ม า. (ไทย) = ินยั ปฎิ ก ม า รรค
.ิ ม. (ไทย) = นิ ัยปิฎก
พระสุตตนั ตปฎิ ก
คำย่อ ชอ่ื คมั ภีร์
ที. .ี (ไทย) = ุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ลี ขนั ธ รรค (ภา าไทย)
ท.ี ม. (บาล)ี = ุตตฺ นฺตปฏิ ก ทีฆนิกาย ม า คฺคปาลิ (ภา าบาลี)
ที.ม. (ไทย) = ุตตนั ตปฎิ ก ทีฆนิกาย ม า รรค (ภา าไทย)
ท.ี ปา. (ไทย) = ตุ ตันตปฎิ ก ทฆี นกิ าย ปาฏิก รรค (ภา าไทย)
ม.ม.ู (ไทย) = ุตตันตปิฎก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณั ณา ก์ (ภา าไทย)
ม.ม. (ไทย) = ุตตนั ตปิฎก มัชฌิมนกิ าย มัชฌมิ ปณั ณา ก์ (ภา าไทย)
ม. .ุ (ไทย) = ุตตนั ตปฎิ ก มัชฌิมนิกาย ปุ ริปัณณา ก์ (ภา าไทย)
.ํ . (ไทย) = ุตตนั ตปิฎก งั ยตุ ตนิกาย คาถ รรค (ภา าไทย)
.ํ นิ. (ไทย) = ตุ ตันตปิฎก ังยตุ ตนกิ าย นทิ าน รรค (ภา าไทย)
ํ.ข. (บาลี) = ุตฺตนฺตปิฏก ยํ ตุ ตฺ นกิ าย ขนธฺ าร คคฺ ปาลิ (ภา าบาล)ี
.ํ า. (ไทย) = ตุ ตนั ตปฎิ ก งั ยุตตนิกาย ายตน รรค (ภา าไทย)
ง.ฺ ทกุ . (ไทย) = ุตตนั ตปฎิ ก งั คตุ ตรนกิ าย ทกุ นบิ าต (ภา าไทย)
งฺ.ตกิ . (ไทย) = ตุ ตันตปิฎก งั คุตตรนกิ าย ติกนบิ าตร (ภา าไทย)
ง.ฺ จตุกกฺ .(ไทย) = ุตตนั ตปฎิ ก งั คุตตรนกิ าย จตุกกนิบาต (ภา าไทย)
ง.ฺ ปญจฺ ก.(ไทย) = ตุ ตนั ตปิฎก ังคตุ ตรนกิ าย ปัญจกนิบาต (ภา าไทย)
ง.ฺ ฉกกฺ . (ไทย) = ุตตนั ตปิฎก งั คุตตรนกิ าย ฉักกนิบาต (ภา าไทย)
ง.ฺ ตตฺ ก.(ไทย) = ุตตนั ตปิฎก งั คุตตรนกิ าย ัตตกนิบาต (ภา าไทย)
งฺ. ฏฐฺ ก.(ไทย) = ตุ ตนั ตปิฎก งั คตุ ตรนกิ าย ฏั ฐกนิบาต (ภา าไทย)
ขุ.ธ. (บาล)ี = ุตฺตนฺตปิฏก ขทุ ฺทกนกิ าย ธมมฺ ปทปาลิ (ภา าบาลี)
ขุ.ธ. (ไทย) = ุตตันตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท (ภา าไทย)
ข.ุ .ิ (ไทย) = ตุ ตันตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ าย มิ าน ตั ถุ (ภา าไทย)
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) [ซ]
พระสตุ ตนั ตปิฎก
คำย่อ ช่ือคมั ภีร์
ขุ.ชา.เ กก.(ไทย) = ุตตันตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย เ กกนิบาตชาดก (ภา าไทย)
ขุ.ม. (ไทย) = ุตตนั ตปฎิ ก ขุททกนิกาย ม านิทเท (ภา าไทย)
ขุ.จู. (ไทย) = ตุ ตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย จู นทิ เท (ภา าไทย)
พระอภธิ รรมปฎิ ก (ภา าไทย)
คำย่อ ช่อื คมั ภีร์ (ภา าไทย)
ภิ.ว.ิ (ไทย) = ภิธรรมปิฎก วภิ งั ค์
ภ.ิ ก. (ไทย) = ภธิ รรมปฎิ ก กถาวตั ถุ
พระไตรปิฎกท่ีใช้ ้าง ิงใ ้ใช้ ัก รย่ บ กชื่ คัมภีร์เป็นระบบเดียวกัน มด
การ ้าง ิงได้ระบุ เล่ม/ข้ / น้า ลัง ัก รย่ ชื่ คัมภีร์ ใ ้ใช้ ัก รย่ ตัวพ้ืนปกติ เช่น ที.
ี.(บาลี) ๙/๒๗๖/๙๗, ที. ี.(ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. มายถึง ทีฆนิกาย ีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ
ภา าบาลี เล่ม ๙ ข้ ๒๗๖ น้า ๙๗ และทีฆนิกาย ีลักขันธวรรค ภา าไทย เล่ม ๙ ข้
๒๗๖ น้า ๙๘ ฉบับม าจุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๒๕๓๙
บทที่ ๑
ความรทู้ วั่ ไปเกีย่ วกับสาธารณสุข
บทนำ
คนเรามชี ีวติ และเจริญเตบิ โตขน้ึ มาได้ โดยต้องอาศยั ส่ิงจำเป็นต่อไปนีค้ ืออาหารท่มี ปี ระโยชน์
นำ้ สะอาดสำหรบั ดมื่ อากาศบริสทุ ธิ์ การออกกำลังกาย และกายพักผ่อนท่ีเพียงพอ การรู้จักปอ้ งกัน
โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสม สิ่งเหล่าน้ีจะช่วยให้ร่างกายของเราเจรญิ เติบโต แข็งแรง
สมบูรณ์ มีสุขอนามัยท่ีสมบูรณ์ และมีอายุยืน การรักษาสุขอนามัยนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ในบ้าน บริเวณ
บ้านของเรา จะต้องหมั่นดูแลรักษาให้สะอาดเรียบร้อย มีส้วมถูกสุขลักษณะ มีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด
และปลอดภัย มีทางระบายนำ้ และทกี่ ำจดั ขยะมูลฝอย
ในการรับประทานอาหาร เราต้องพยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อรา่ งกาย เช่น
ไข่ ผกั สด ผลไมส้ ด เป็นประจำทกุ วัน ควรดม่ื นม และนำ้ สะอาดมากๆ ไมค่ วรดืม่ นำ้ ชากาแฟทกุ ๆ วัน
เราจะต้องรูจ้ ักรักษาสุขภาพอนามัย แปรงฟนั ให้สะอาดทกุ เช้าและก่อนเข้านอน อาบน้ำชำระร่างกาย
ให้สะอาดทุกวนั รกั ษาเลบ็ มือเล็บเท้าใหส้ ะอาด และหมั่นตัดให้ส้นั อยเู่ สมอสวมเส้ือผ้าทสี่ ะอาด ออก
กำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ กับจะต้องมีเวลานอนอย่างน้อยคืนละ ๘ ชั่วโมง ในการป้องกัน
โรค เราจะต้องไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ท่ีโรงพยาบาล สถานีอนามัย ศูนย์บริการสาธารณสุข
หรือที่โรงเรยี นของเรา ตามกำหนดนดั หมาย ไม่ควรเขา้ ใกล้ หรอื คลกุ คลีกับผู้ทีเ่ ป็นโรคติดต่อ เพราะ
อาจจะติดโรคได้ง่าย อน่ึง การระวังรักษาสุขภาพอนามัยดังกล่าวมาแล้ว เป็นส่วนสำคัญเพียงส่วน
หน่ึงของการสาธารณสุข ซ่ึงประกอบด้วยการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพอนามัย การทำจิตใจ
ให้ร่าเริงแจ่มใส การรู้จักไปหาแพทย์ เพื่อรักษาพยาบาลเม่ือยามเจ็บป่วย และเม่ือแพทย์รักษาให้
หายจากโรคแล้ว ก็จะต้องพยายามระมัดระวังร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยอีกต่อไป เมื่อทุกคนพยายาม
บำรุงรักษาสุขภาพอนามัยของตนเอง และเจริญเติบโตขึ้นด้วยความแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจาก
โรคภัยไขเ้ จบ็ ชีวติ ก็จะเปน็ สุข สมตามพทุ ธภาษติ ทว่ี า่ “อาโรคยฺ ปรมา ลาภา : ความไม่มีโรคเป็นลาภ
อันประเสรฐิ ”๑
๑ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๐๔/๒๖. ในพระธรรมบท พระพุทธเจ้าตรัสคำวา่ “ยิ่ง” หรอื “อย่างยิ่ง” (ปรมะ) ไว้ ๔ ประการดังนี้ :
“อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺฐปรมํ ธนํ วสิ ฺสาสปรมา ญาติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” แปลว่า “ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง,
ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง, ญาติมีความคุ้นเคย เป็นอย่างยิ่ง, พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง” ท่านพระอรรถกถาจารย์ แก้
อรรถตอ่ ไปวา่ ข้อทว่ี า่ อาโรคฺยปรมา หมายความวา่ มคี วามเป็นผู้ไม่มโี รคเปน็ อย่างย่งิ , จริงอยู่ ลาภทงั้ หลาย แม้มอี ยู่แก่คนมีโรค ไม่
จัดเป็นลาภแท้ เพราะฉะนั้น ลาภทัง้ ปวงจึงมาถึงแก่คนไม่มีโรคเท่าน้ัน เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรสั วา่ “อาโรคฺยปรมา ลาภา”
ข้อท่ีว่า สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ ความว่า ภาวะคืออันยินดีด้วยวัตถุที่ตนได้แล้ว ซึ่งเป็นของมีอยู่แหง่ ตน ของคฤหสั ถ์หรือบรรพชิตน่ันแล ชื่อ
วา่ สนั โดษ, สันโดษนั้นเปน็ ทรพั ยอ์ นั ยิง่ กวา่ ทรัพย์ที่เหลอื และข้อทวี่ ่า วสิ ฺสาสปรมา ญาตี หมายความวา่ มารดาก็ตาม บดิ ากต็ ามจง
ยกไว้, ไม่มีความคุ้นเคยกับคนใด คนนั้นไม่ใช่ญาติแท้, แต่มีความคุ้นเคยกับคนใด คนน่ันแม้ไม่เน่ืองกัน ก็ช่ือว่าเป็นญาติอย่างยิ่งคือ
อย่างสูง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “วิสฺสาสปรมาญาตี” อน่ึง ชื่อว่าความสุข เหมือนพระนิพพาน ไม่มี, เพราะ
เหตุน้ัน พระผมู้ พี ระภาคเจ้าจึงตรัสวา่ “นพิ ฺพานํ ปรมํ สุข”ํ
2 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ความหมายของสาธารณสุข
มีผู้ให้คำจำกัดความ หรอื นิยามคำว่า “สาธารณสุข” กันหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์วินส
โลว์ (Chares-Edward A. Winslow) ปรมาจารยท์ ่ีมีชื่อเสยี งทางดา้ นการสาธารณสุข ผหู้ นง่ึ ได้ให้
คำจำกัดความเก่ียวกบั การสาธารณสขุ ไว้ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๔ วา่ ๒
“การสาธารณสุขเป็นวิทยาการ และศิลปะแห่งการป้องกันโรค การทำให้อายุ
ยืนยาว และการส่งเสริมอนามัย และประสิทธิภาพของบุคคล โดยความร่วม
แรงร่วมใจของชุมชน ในเร่ืองต่างๆ อันได้แก่ การสุขาภิบาลส่ิงแวดล้อม การ
ควบคุมโรคติดต่อ การให้สุขศึกษาเก่ียวกับสุขวิทยาส่วนบุคคล การจัดบริการ
ทางการแพทย์และพยาบาล เพื่อการวินิจฉัยโรคต้ังแต่เร่ิมแรก และให้การ
รกั ษา เพื่อมใิ ห้ลุกลามตอ่ ไป รวมทั้ง การพฒั นากลไกแหง่ สังคม เพ่ือให้ทกุ คนมี
มาตรฐานการครองชพี ทีเ่ พยี งพอ ต่อการดำรงไว้ ซึ่งอนามัยทีด่ ขี องตน”
คำนิยามดังกล่าวยังคิดวา่ ถกู ต้องและทนั สมยั อยจู่ นตราบเท่าทกุ วนั น้ี
สำหรับคำว่า “อนามัย” (health) นั้น หมายถึง สภาวะความสมบูรณ์
แข็งแรงทั้งร่ายกาย และจิตใจ รวมทั้งการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี มิใช่เพียงสภาวะท่ีปราศจาก
โรค หรอื ความพกิ ารเทา่ นัน้
แผนภมู ิแสดงความหมายของการสาธารณสุข
สาธารณสุข สุขาภิบาล
สงิ่ แวดล้อม
การควบคุมโรคติดตอ่
สุขวิทยาส่วนบุคคล
การบ ริการท างการแพ ท ย์ แล ะ
พยาบาล
การพัฒนากลไกลแหง่ สังคม
ตามรฐั ธรรมนูญขององค์การอนามัยโลก มีกล่าวไว้ว่า “อนามัยเป็นสิทธิของมนษุ ยชน มนุษย์
ทุกคนไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทางด้าน เช้ือชาติ ศาสนา ความเชื่อม่ันทางการเมือง ฐานะทาง
เศรษฐกจิ และสังคม ยอ่ มมีสทิ ธทิ จ่ี ะไดร้ ับการส่งเสริมคุ้มครองเพือ่ ใหม้ ีอนามัยใน ระดบั อันสมควร”
๒ สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน โดยพระประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๙, เล่มที่ ๙ เรื่องที่ ๕ การ
สาธารณสุข/สภากาชาดไทย, (กรุงเทพมหานคร : E-Book)., [ออนไลน์], แหล่งข้อมูล : http://kanchanapisek.or.th/kp9 [๗
มกราคม ๒๕๖๑]
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 3
ความเป็นมาของสาธารณสขุ
๑. ความเป็นมาของการสาธารณสุขของโลก
สมัยก่อนคริสตกาล : คนในสมัยโบราณรู้จักการทำความสะอาด และรักษาอนามัยส่วน
บุคคล เน่ืองจากเหตุผลทางศาสนาเป็นสำคัญ คือมุ่งท่ีจะให้ตนเองบริสุทธิ์สะอาดในการประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนา หรือในการสวดมนต์ภาวนา นับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว เมื่อเกิดโรคระบาดข้ึน พล
โลกมกั จะเข้าใจกนั ว่า เป็นเพราะพระผเู้ ป็นเจ้าลงโทษ จงึ เป็นส่ิงที่อยเู่ หนอื ความสามารถของมนุษย์ใน
การป้องกันตนเอง สิ่งเดียวท่ที ำได้คอื การแยกหรือกำจดั ผปู้ ว่ ยให้พน้ จากครอบครวั และชุมชน
อย่างไรก็ดี ในระหว่างศตวรรษที่ ๔ และ ศตวรรษท่ี ๕ ก่อนคริสตกาล ซ่ึงเป็นสมัยอารย
ธรรมกรีก มีหลักฐานปรากฏว่า มนุษย์เรารู้จักคิดหาสาเหตุ ของโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเน่ืองมาจาก
ส่ิงแวดล้อม เช่น ในระหว่าง ปี ๕๐๓-๔๐๓ ก่อนคริสตกาล พบว่าไข้จับสั่น (มาลาเรีย) มี
ความสัมพันธ์กับแหล่งที่มีน้ำขัง ในหนังสือเร่ือง “อากาศ น้ำ และแผ่นดิน” ซึ่งเขียนโดย ฮิปโปครา
เตส (Hippocrates) ก็มีข้อความพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง โรคภัยไข้เจ็บ กับส่ิงแวดล้อม ซ่ึงเป็น
รากฐาน ของแนวความคิดเก่ียวกับโรคภยั ไข้เจบ็ ในยุคต่อมา
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในระหว่าง ๓,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล
ปรากฏว่า ชนเชื้อชาติไมนอนส์ (Minoans) และเครตันส์ (Cretans) สร้างระบบเก็บกักน้ำ และ
ระบายน้ำใช้ในท้องถิ่นของตนเอง ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ปราชญ์เฮโรโดตุส
(Herodotus) ไดบ้ ันทึกไว้ว่า ชนชาติแรกท่ีได้ชื่อว่า มีสุขภาพอนามัยดกี ว่าเพ่ือน ในหมู่ชาติ ท่ีร่งุ เรือง
อยู่ในยุคน้ัน ได้แก่ ชนเชื้อชาติอียิปต์ ซ่ึงมีหลักฐานว่า รู้จักรักษาอนามัยส่วนบุคคล รู้จักเก็บกักน้ำ
และมีท่อระบายน้ำสาธารณะ ชาวฮิบรูได้ถ่ายทอดความรู้ และการปฏิบัติ จากชาวอียิปต์ โดย
ปรากฏในข้อเขียนของลีวิติคุส (Leviticus) ประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่า
เป็นกติกาอนามัยฉบับแรกแห่งโลก กำหนดให้ประชาชนรักษาอนามัยส่วนบุคคล ให้ชุมชนมีหน้าท่ี
ชว่ ยกัน ป้องกนั การระบาดของโรคติดตอ่ เก็บกกั ผู้ป่วยโรคเร้ือน ทำลายแหล่งแพรโ่ รค ปรบั ปรงุ การ
สุขาภิบาล และส่งเสริมการอนามัยแม่ การสาธารณสุขของชาวอียิปต์ มุ่งท่ีการอนามัยส่วนบุคคล
เป็นสำคญั ส่วนผู้ทอ่ี อ่ นแอเจ็บปว่ ย หรือพกิ าร มักจะทอดทิง้ หรือทำลายเสยี
สะพานสำหรบั วางท่อน้ำของโรมนั โบราณ
เพ่ือส่งน้ำจากยอดเขาเข้ามาในเมือง สะพานสำหรับ
วางท่อน้ำของโรมันโบราณ เพื่อส่งน้ำจากยอดเขาเข้า
มาในเมือง สมัยจักรวรรดิโรมันที่เรียกได้ว่า มีความ
เจริญทางอารยธรรมเหนือกว่าชาติอ่ืน ชาวโรมันรู้จัก
การสำรวจ สำมะโนประชากรเบ้ืองต้น โดยมีกฎหมาย
บังคับให้มีการลงทะเบียนาษฎรและทาส กฎหมาย
ป้องกันการเส่ือมโทรมของอาคารและส่ิงแวดล้อม
กฎหมายควบคุมสถานเริงรมย์ และมีระบบระบายน้ำ
และน้ำใช้ ตลอดจนที่อาบน้ำสาธารณะ มีหลักฐานปรากฏว่า ท่อระบายน้ำบางส่วน ที่สร้างข้ึน
สมัยก่อนครสิ ตกาล ยังใชอ้ ยู่ในกรงุ โรมสมัยปัจจุบนั โดยเช่อื มตอ่ เขา้ กบั ระบบใหม่
ยุคกลาง : ในยุคเริ่มต้นของคริสต์ศาสนา เรียกกันว่า ยุคมืดแห่งการสาธารณสุข อิทธิพล
ทางแนวความคิดสมัยจักรวรรดิโรมัน ได้รับการต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองการอนามัยส่วน
บุคคล และการสุขาภิบาล แม้แต่การมอง เพื่อสำรวจตนเองก็ถือว่า เป็นบาป ชาวบ้านในยุคน้ีจึงไม่
4 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สนใจต่อการชำระล้างร่างกาย เคร่ืองนุ่งห่มก็ไม่สะอาด กล่าวกันว่า สาเหตุน้ีเอง ท่ีทำให้มีการใช้
น้ำหอมในตอนปลายของยุคน้ี
แผนที่แสดงการสำรวจทางบกและทางทะเล
การทำอาหารก็เช่นเดียวกัน มักจะทำอย่างง่ายๆ
ไม่พิถีพิถัน และขาดคุณค่าทางโภชนาการ นิยม
อาหารประเภทหมักดองหรือของแห้ง เป็นผลให้
เครื่องเทศเข้ามามีอิทธิพ ลอย่างมากในกา ร
ทำอาหาร จึงได้มีการสำรวจทางบกและทางเรือ
เพ่ือหาทางไปเสาะแสวงหาเครื่องเทศ ในดินแดน
ห่างไกล
ในครสิ ต์ศตวรรษท่ี ๑๗ ศาสนาอิสลามเร่ิม
แผ่ ไปยังทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย และแถบ คาบสมุทรบอลข่านและไอบีเรีย ก่อใหเ้ กิด
การเดินทาง ไปยงั กรงุ เมกกะอย่างมากมายเพือ่ การจารกิ แสวงบุญ โดยเฉพาะอย่างย่ิง จากประเทศ
อินเดีย ซึ่งในสมัยนั้นเป็น แหล่งระบาดของอหิวาตกโรค เป็นผลทำให้อหิวาตกโรค ระบาดกระจาย
ไปแทบทุกประเทศท่ีมกี ารเดนิ ทาง เพื่อการจาริกแสวงบุญ
นอกจากการเผยแผ่ศาสนาอิสลามแล้ว การเดินทางของผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์จากประเทศ
ตา่ งๆ ในทวปี ยโุ รปไปยังทวีปอ่นื ๆ ไดท้ ำใหอ้ หิวาตกโรคมีโอกาสเข้าไปฟักตวั ในทวีปยโุ รปและเคลอื่ นท่ี
ต่อไปยังทวีปอเมริกาในท่ีสุด เป็นผลให้เกิดการระบาด ของอหิวาตกโรค อย่างรุนแรงหลายคร้ัง
นอกจากนี้ยังปรากฏว่า โรคเร้ือนได้ระบาดจากอียิปต์มาสู่เอเชียไมเนอร์และไปสู่ทวีปยุโรป โดยมี
สาเหตมุ าจากการเดินทางเผยแพร่ศาสนา และการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรในยคุ นนั้ ดว้ ย
การท่ีโรคเร้ือนระบาดในทวีปยุโรป เป็นผลให้ มีมาตรการป้องกันการระบาดของโรค ส่วน
ใหญ่กระทำ โดยการกำจัด และทำลายล้างผู้ติดโรค หลายประเทศได้ ออกกฎข้อบังคับให้ผู้ป่วยโรค
เรื้อนสวมเส้ือผ้าท่ีแตกต่างจากคนทัว่ ไป แขวนระฆังไว้ที่คอ เพ่ือไปไหนมาไหน คนจะไดย้ ินเสียงและ
หนีทนั บางแห่งถึงกับห้ามมิให้คนเป็นโรคเร้ือน เข้าไปปรากฏในชุมชน หากฝ่าฝนื จะถูกกำจัด โดยวิธี
นี้ ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ถูกเนรเทศออกไป ก็มักจะอดตาย เพราะไม่มีอาหาร และไม่ได้รับการ
รกั ษาพยาบาล แต่อย่างใด วิธีกักบรเิ วณและเนรเทศผู้ป่วยดังกล่าวแล้ว ถึงแม้จะไม่ถูกต้องตามหลัก
มนุษยธรรม แต่ก็ทำใหโ้ รคเรอ้ื นหมดไปจากยโุ รปไดใ้ นทส่ี ุดแผนทแ่ี สดงการระบาดของโรคเร้อื น
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 5
แผนท่ีแ ดงการระบาดข งโรคเรื้ น
ลงั จากทโ่ี รคเรื้ นทเุ ลาเบาบางลงเป็นลำดับ กา โรค รื ที่
ชา โลกรู้จักกันในนาม ่า “ค ามตาย ีดำ” รื “black
death” ก็ย่างเข้ามาในยุโรป โดยมี าเ ตุมาจากการติดต่
คา้ ขายระ า่ งยุโรปกับดินแดนทางตะ ัน กและท ปี เ เชีย
กา โรค เป็นโรคติดต่ ร้ายแรง และทำลายชี ิตมนุ ย์
มากมาย ย่างท่ีไม่มีโรคใดทัดเทียม และจากการที่กา โรค
ระบาดน้เี ง ทำใ ้พลโลกมีค ามกระตื รื ร้นในด้านการป้ งกนั โรคมากข้ึน
ผลพล ยไดใ้ นแง่ข งการ าธารณ ุข ันเนื่ งมาจากการระบาดข งกา โรคกค็ ื การเรมิ่ จัด
ใ ้มีด่านกักโรค เพื่ ป้ งกันการระบาดข งโรคติดต่ ที่กรุงเ นิ ใน พ. . ๑๓๔๘ เรื ินค้าและ
ผู้โดย ารที่ต้ ง ง ัย ่า มาจากเขตติดโรค จะไม่ไดร้ ับ นญุ าตใ ้ข้ึนท่าเรื ในบางแ ่งเรื ต้ งจ ด
ยู่นานถึง ๒ เดื นในบริเ ณด่านกักโรค เพื่ พิ ูจน์ ่า ไม่มีการระบาดข งโรค แ ดง ่า
แน ค ามคิดทเ่ี กย่ี กับระยะฟักตั ข งโรคคงจะมมี านานแล้ ถงึ แม้ ่าค ามเชื่ ่า พระเจ้า และโชค
ลาง เป็น งิ่ บนั ดาลค ามเจบ็ ป่ ยใ เ้ กดิ แกค่ นยงั มี ยบู่ า้ งกต็ าม
มัยก่ นคริ ตกาลและยุคกลาง เชื่ กัน ่าโรค ภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น ค ตีบ บิด ไทฟ ยด์
ไทฟั กามโรค และโรคธรรมดา ามัญ ่ืนๆ คงจะมีปรากฏเช่นเดีย กัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกไ ้ใน
ประ ัติ า ตร์ ท้ังน้ี าจเป็นเพราะมีโรค ื่น ที่ร้ายแรงก ่ามาก จึงทำใ ้โรคเ ล่าน้ี ดูเป็นธรรมดา
ามัญไป
ทนี่ ่า ังเกต ่าการ าธารณ ุขในยุคกลางไม่มีเนื้ า าระใดๆ น กเ นื ไปจากการรู้จักการ
กักกันผปู้ ่ ย การทำลายผู้ติดเชื้ โดยเรม่ิ เขา้ ใจ ่า โรคติดต่ มีระยะฟักตั และเข้าใจค ามจำเป็นใน
การจัดใ ม้ ดี า่ นกกั โรคตา่ งๆ
๒. ยคุ ฟน้ื ฟศู ิลปวทิ ยา
ค ามเชื่ ถื ข งมนุ ย์ที่ ่า พระเจ้า บาปบุญคณุ โท และโชคลาง เป็น าเ ตขุ งโรคภยั ไข้
เจ็บในยุคกลาง รื ยุคมืดค่ ยๆ คลี่คลายมา ู่ค าม ่างไ ในยุคฟื้นฟู ิลป ิทยา รื ท่ีเรียก ่า
“renaissance” ต้ังแต่ ต รร ท่ี ๑๖ เป็นต้นมา ในยุคนี้ มีแน ค ามคิดทาง ิทยา า ตร์เกิดข้ึน
ย่างก ้างข าง โดยปรัชญาเมธีชา ตะ ันตก เช่น เด ์การต ์ (René Descartes) คู ิเยร์
(Georges Cuvier) มิท (Adam Smith) โ ลแตร์ (François Marie Arouet 'Voltaire') ดาร์ ิน
(Charles Robert Darwin) และ ีกมากมาย ลายท่าน ซึ่งเป็นผลใ ้คนในคริ ต์ ต รร ท่ี ๑๘ และ
๑๙ คิดถึงเ ตุผลและ ักดิ์ รี ข งค ามเป็นมนุ ย์ โดยไม่ปล่ ยใ ้ตนเ ง ยู่ใต้ ำนาจเร้นลับข ง
โชคชะตารา แี ต่เพยี ง ย่างเดีย
6 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อันเดรอัส เวซาลิอสุ
อันเดรอัส เวซาลิอุสในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ และ ๑๗
นัก กายวิภาคศาสตร์ เชื้อสายเฟลมมิช ช่ือ อันเดรอัส วีซาลิอุส
(Andreas Vesalius, ค.ศ. ๑๕๑๔-๑๕๖๔) ค้นพบระบบกายวิภาค
ศาสตร์เบื้องต้น ของมนุษย์ วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey, ค.ศ.
๑๕๗๘ - ๑๖๕๗) แพทย์ ชาวอังกฤษ ค้นพบระบบวงจรโลหิต จิโรลา
โม ฟราคาสโทโร (Girolamo Fracastoro, ค.ศ. ๑๔๗๘-๑๕๕๓)
แพทย์ชาวเวนิส พบว่า โรคตดิ ต่อระบาดได้โดยมีผู้สมั ผัสโรคเป็นสอื่ นำ
นอกจากน้ีก็มีผู้ศึกษาเก่ียวกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็ นระยะท่ีมีการ
วางรากฐานเก่ียวกับการศึกษาทางกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา และจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรค
อย่างไรก็ตาม ในยุคน้ียังไม่ปรากฏว่า มีการดำเนินงานทางสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ เพียงแต่
เป็นความเคลือ่ นไหว ของนักวิชาการ และชุมชนในบางทอ้ งทเ่ี ทา่ นัน้
๓. ยุคปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรมถึงปจั จุบนั
นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ในคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๘ การสาธารณสุขของโลกได้เจริญ
ข้ึนทั้งในทางป้องกัน และรักษา โดยเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner, ค.ศ. ๑๗๔๙-๑๘๒๓)
แพทยช์ าวองั กฤษ คิดวิธีปลกู ฝปี ้องกนั ไข้ทรพิษไดส้ ำเรจ็ โรเบริ ต์ ค็อก (Robert Koch, ค.ศ. ๑๘๔๓-
๑๙๑๐) ชาวเยอรมัน ค้นพบวิธีแยกเชื้อบัคเตรี ลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur, ค.ศ. ๑๘๒๒-
๑๘๙๕) นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวฝรั่งเศสศึกษาเก่ียวกับเช้ือโรค และวคั ซีนปอ้ งกนั โรคตา่ งๆ ในตอนปลาย
คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ได้มีการศกึ ษาค้นคว้าเก่ียวกับยงุ และแมลงที่เป็นพาหะนำโรค และหลังจากนั้น
กม็ กี ารศกึ ษาความเกีย่ วขอ้ งระหว่างโรคภยั ไขเ้ จ็บ และชุมชนอยา่ งกว้างขวาง
รอเบริ ต์ คอ็ ก
รอเบิร์ต ค็อกความก้าวหน้าของการสาธารณสุขเป็นผลให้อัตราการตาย
ของพลโลก อันเนื่องมาจาก โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ลดน้อยลง มีการสร้าง
โรงพยาบาล ฝกึ อบรมแพทย์พยาบาล และบุคลากรระดบั ผู้ชว่ ย และจัดต้ัง
องค์การต่างๆ เพื่อการรักษาพยาบาล ป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพ
โดยเรมิ่ จากประเทศที่เจรญิ แล้ว และเผยแพรต่ ่อไป ยงั ประเทศดอ้ ยพัฒนา
ซึง่ ส่วนใหญใ่ นระยะแรกๆ เผยแพร่โดยผู้สอนศาสนา
จากความเจริญก้าวหน้าของการสาธารณสุขมา เป็นลำดับดังกล่าวแล้ว เป็นผลทำให้อัตรา
การตายของประชากรลดลงอย่างรวดเรว็ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในประเทศท่ีพัฒนาแล้ว และเนอื่ งจาก
ประเทศเหล่าน้มี ีฐานะทาง เศรษฐกจิ และสงั คมในระดับที่ดี ประกอบกบั มีอัตราการเกดิ ของประชากร
ต่ำ พลเมืองไม่เพิ่มข้ึนมากนัก การให้บริการสาธารณสุข จึงดำเนินการไปได้อย่างกว้างขวาง ทำให้
พลเมืองในประเทศเหล่าน้ีมีสุขภาพอนามัยอยู่ในระดับที่ดี และสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข
ได้ ส่วนในประเทศที่ด้อยพัฒนาและประเทศที่กำลังพัฒนาปรากฏว่า อัตราเกิดของประชากรยังคง
สูงอยู่ จึงทำให้จำนวนพลเมืองเพ่ิมข้ึนรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ เป็นต้นมา
เป็นผลให้การขยายตัวด้านบริการสาธารณสุขไม่ทันต่อความต้องการของพลเมือง โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบท แม้ว่า จะมีการก่อสร้างโรงพยาบาล และสถานีอนามัยข้ึนเป็นจำนวนมาก
และมีการฝึกอบรมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขเพิ่มมากข้ึนแล้วก็ตาม สุขภาพ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 7
อนามัยของประชาชนในชนบทก็ยังไม่อยู่ในระดับท่ีสมควร จึงทำให้เกิดมีแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับ
การพฒั นา การสาธารณสุข และการพัฒนาชนบทขน้ึ โดยเนน้ หนกั ไปท่ี การส่งเสริมให้ประชาชนเข้า
มามีบทบาท และช่วยเหลือตนเองและหมู่คณะ ตลอดจนมีการประสานงาน ระหว่างภาครัฐ และ
ภาคเอกชน ฉะนั้นการสาธารณสุขในยคุ ใหมน่ ีจ้ ึงเป็นยคุ ของการสาธารณสขุ มลู ฐาน
๔.การสาธารณสขุ มูลฐานเพื่อสุขภาพอนามยั ของทุกคน
ในระยะก่ึงศตวรรษท่ีผ่านมา การพัฒนาทางอุตสาหกรรมเป็นผลทำให้เกิดความก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ ของมนุษย์เปล่ียนแปลงไปในทางที่
ดขี ้ึน อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการ และจากการสังเกตของบุคคลโดยท่วั ไปพบว่า
ประชากรเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ท่ีได้รับผลจากความก้าวหน้าดังกล่าว ประชากรส่วนใหญ่ในโลกยัง
ไม่ไดร้ ับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว เท่าที่ควร นอกจากนั้น ปรากฏว่าประเทศในภูมิภาคต่างๆ
ของโลก ยงั มีความแตกต่างกนั ในทางเศรษฐกจิ และสังคม ซงึ่ มีผลกระทบต่อสขุ ภาพและอนามัยของ
ประชาชนในท้องถ่ินเหล่าน้ัน อย่างเห็นได้ชัด ในปัจจุบัน มากกว่าครึ่งหน่ึงของประชากรของโลกยัง
อยู่ในสภาพซ่ึงขาดการบริการสาธารณสุขท่ีน่าพอใจ และเป็นการถาวร ประชาชนจำนวนมากใน
ท้องถ่ินชนบทและในแหล่ง เสื่อมโทรมของเมืองใหญ่ๆ ยังขาดส่ิงจำเป็นในการดำรงชีวิต ในระดับอัน
สมควร อาทิเช่น ขาดที่พักอาศัย น้ำดื่มที่ปลอดภัย การศึกษา และอาหารที่จะบริโภค เป็นต้น
นอกจากนั้น โรคติดต่อหลายชนิดยังคงทำลาย ชีวิตประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่ อัตราตายของ
ทารกยัง อยู่ในระดับสูง ทารกในครรภ์จำนวนล้านไม่มีโอกาสได้รอดชีวิตลืมตามาเห็นโลก และ
ประชาชนอกี จำนวนลา้ น ต้องเสยี ชีวิตหรือพิการทุพพลภาพ อันเนอื่ งมากจากการขาดอาหาร
องค์การอนามัยโลกได้ตระหนักถึงปัญหาดัง กล่าวแล้วและได้พิจารณาเห็นว่า ถ้าปล่อยให้
สถานการณ์ ดำเนินเช่นนี้ต่อไป จะเป็นอันตรายอย่างย่ิงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนของโลกอัน
เป็นการขัดกับธรรมนูญ ขององค์การอนามัยโลก ซ่ึงได้กำหนดไว้เมื่อคร้ังก่อต้ังองค์การฯ ที่ว่า
“สุขภาพอนามัยเป็นความต้องการพ้ืนฐาน และเป็นสิทธิมนุษยชนเบ้ืองต้น ซึ่งประชากรทุกคนใน โลก
จะพึงมี” องค์การอนามยั โลกจึงได้พยายามหาทางแก้ไข โดยร่วมมือกับบรรดาประเทศสมาชกิ ทั่วโลก
ในอันที่จะพัฒนาบริการสุขภาพอนามัย ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน ในแต่ละประเทศ
ได้อย่างแทจ้ รงิ
ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ สมัชชาอนามัยโลกได้พิจารณาเห็นว่า การแก้ปัญหาสุขภาพอนามัยของ
ประชากรในโลก ในระยะต่อไป ควรจะใช้การดำเนินงานทางสาธารณสุขมูลฐาน (primary health
care) ซึ่งมีหลักการที่มีการนำเอาทรัพยากรของท้องถิ่น มาใช้ให้มากที่สุด และให้มีการร่วมมือ
วางแผนและในการดำเนินงาน นอกจากน้ี จำเป็นต้องมีการผสมผสาน ระหว่างแผนงานด้าน
สาธารณสุข กับแผนงานด้านอ่ืนๆ เช่น การเกษตรและการศึกษา ในการพัฒนาชนบทเป็นส่วนรวม
ตลอดจนให้มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในราคาประหยัด และเป็นท่ียอมรับของฝ่ายต่างๆ ที่
เกี่ยวขอ้ ง
8 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
แผนที่โลกแสดงประเทศดอ้ ยพัฒนา
(พน้ื สีแดง)
ดงั นั้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ สมัชชาอนามัยโลก จึงได้มีมติโดยต้ังเป้าหมายทางสังคมไว้ว่า ในปี
พ.ศ. ๒๕๔๓ ประชากรทกุ คนในโลกจะมีสุขภาพอนามัยที่ สามารถดำเนนิ ชวี ิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข
ตามสภาพของเศรษฐกิจและสังคม ในแต่ละท้องถ่ิน และได้เรียก ร้องไห้บรรดาประเทศสมาชิก
ร่วมมือกันดำเนินการให้ บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซ่ึงต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๑ องค์การอนามัยโลก
และองคก์ ารกองทุนสำหรบั เด็ก ของสหประชาชาติ ไดร้ ่วมกันจัดให้มีการประชมุ ระหว่างประเทศ ใน
เรื่องการสาธารณสุขมูลฐานขึ้น ณ เมืองอาลมาอาตา ในสหภาพโซเวียตรัสเซีย ซ่ึงที่ประชุมได้มี
ประกาศว่า การสาธารณสุขมูลฐานเป็นกุญแจสำคัญท่ีจะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และเห็นว่า
การดำเนินงาน สาธารณสุขมูลฐาน คงจะต้องแตกต่างกันตามสภาพของแต่ละประเทศและท้องถิ่น
แตอ่ ย่างน้อยควรตอ้ งประกอบด้วย การบริหารดา้ นตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ีคอื
๑. การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพอนามัย รวมทั้งวิธีการป้องกันและควบคุมปัญหา
เหลา่ น้นั
๒. การส่งเสริมในเรอ่ื งอาหารและโภชนาการ
๓. การจดั หานำ้ ด่ืม น้ำใชท้ ป่ี ลอดภยั รวมท้งั ใหม้ กี ารสขุ าภิบาลข้ันพื้นฐาน
๔. การอนามัยแม่และเดก็ รวมท้งั การวางแผนครอบครวั
๕. การใหภ้ มู ิคุ้มกนั โรคตดิ ตอ่ ที่สำคญั ๆ
๖. การปอ้ งกันและควบคุมโรคท่มี อี ยู่ในท้องถิน่
๗. การรักษาพยาบาลโรคและบาดแผลที่พบไดบ้ ่อยๆ
๘. การจัดหายาทีจ่ ำเปน็
ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ สมัชชาอนามัยโลกได้ผ่านมติเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกพิจารณา
ดำเนินการจัดทำ นโยบาย กลวิธี และแผนปฏิบัติการในการดำเนินงาน เพ่ือท่ีจะได้บรรลุเป้าหมาย
“สุขภาพดถี ว้ นหนา้ เมื่อปีสองหา้ สส่ี าม” ตอ่ ไป
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 9
การสาธารณสุขในประเทศไทย
วิวัฒนาการของการสาธารณสุขในประเทศไทย ในเชิงประวัติศาสตร์อาจแบ่งออกได้เป็น ๓
ยคุ คือ
ยุคแรก ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔ - ๒๓๗๐ (๓๑๗ ปี) คือนับตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระ
รามาธิบดที ี่ ๒ สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา จนถึงตอนต้นรัชกาลที่ ๓ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะก่อนหน้า
นีไ้ ม่มีหลกั ฐานใดๆ เกยี่ วกับการสาธารณสขุ ปรากฏอยู่
ยุคที่ ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑ อันเป็นปีท่ี ๕ ใน รัชกาลท่ี ๓ จนถึง พ.ศ.๒๔๗๕ ในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคนี้เป็นหัวเล้ียวหัวต่อระหว่างการแพทย์แผนโบราณ และ
แผนปจั จุบนั
ยุคท่ี ๓ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคท่ีการแพทย์แผนปัจจุบันเร่ิมมี
วิวัฒนาการ โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับนโยบาย และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคม
แห่งชาติ
ยุคแรก
เร่ิมต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัชกาลท่ี ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทรร์ วมเป็นเวลา ๓๑๗
ปี ในยคุ นี้ คนไทยยังไม่ร้จู กั การสาธารณสขุ เมอื่ เจบ็ ปว่ ยกร็ ักษาพยาบาลกนั ไป โดยใชย้ าแผนโบราณ
หรือการบีบนวด การรักษาพยาบาลแผนโบราณของไทยเรา มีที่มาจากประเทศอินเดียเช่นเดียวกับ
อารยธรรมแขนงอื่น แต่ไม่ได้เข้ามาผสมผสานกับของจีน และความเช่ือถือดั้งเดิมของคนท้องถ่ิน จึง
เป็นเรื่องของสมุนไพร ผสมผสานกับความเช่ือถือทางไสยศาสตร์ และโชคลาง ผู้ที่เป็นหมอแผน
โบราณไดร้ ับความรู้ โดยการฝกึ สอน ซ่ึงอาศัยความจำเป็นหลักและถ่ายทอดกันมา ในหมู่วงศาคณา
ญาติ แต่ปิดบังอย่างมิดชิดตามวิสัยของคนไทยโบราณที่หวงวิชา จึงได้สูญหายตายตามเจ้าของ
ตำรับไปเสียมาก ตำรบั ยาแผนโบราณ ครง้ั แผ่นดนิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ยงั มเี หลืออยจู่ นถงึ
ทกุ วันนี้ ไมใ่ ช่ต้นฉบับเดมิ เป็นฉบับทเี่ ขียนขน้ึ ใหมใ่ นสมยั กรงุ รตั นโกสินทร์
สำหรับการแพทย์การสาธารณสุขแบบยุโรปนั้น ประเทศไทยได้รับมาจากอิทธิพลของ
ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้สอนศาสนา แต่ในระยะแรกการเผยแพร่ ยังไปไม่ถึงชาวบ้าน คง
ใช้อยู่ในกลุ่มผู้สอนศาสนาและข้าราชสำนัก ความจริงชาวยุโรปได้เข้ามาในประเทศไทยนานมาแล้ว
ต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะอย่างย่ิง ในรัชกาล ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีฝรั่ง
มา อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนพัน มีทั้งบาทหลวง พ่อค้า นายช่าง และทหาร กับคงมีแพทย์มา
ด้วย เพราะปรากฏ หลักฐานว่าฝรั่งได้ตั้งโรงพยาบาลข้ึนท่ีกรุงศรีอยุธยาแห่ง หนึ่ง แต่โดยท่ัวๆ ไป
แล้ว ยาฝร่ัง และวิธีรักษาโรคแผนใหม่ ส่วนใหญ่คงจะใช้กันอยู่ในหมู่ฝรั่งและผู้ท่ีใกล้ชิด ส่วน
ประชาชนโดยท่ัวไปยังไม่รจู้ ักและเลือ่ มใส คงรักษาตวั โดยหมอแผนโบราณตลอดยคุ น้ี
เรื่องราวเก่ียวกับโรคภัยไข้เจ็บ และวิธีการรักษาแผนโบราณในประเทศไทยน้ี นายลาลูแบร์
(Monsieur de la Loubere) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งมาเจริญ
สัมพันธไมตรีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐
วา่ โรคร้ายแรงที่สุดของชาวสยามคือ โรคปว่ ง และโรคบิด โรคป่วงคงจะหมายถึง โรคอหิวาตกโรค
นอกจากน้ีก็มีโรคไข้จับส่ัน คุดทะราด ไข้ทรพิษ และโรคผิวหนัง แต่ “หมอสยาม” ในสายตาของ
ลาลูแบร์ ไม่มีความรู้ทางสรรี วิทยา การให้ยาก็ให้ตามอาการเสียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นสูตรที่จำมา
จากบิดามารดา ครูบาอาจารย์ การรักษา ใช้ท้ังการนวดและการให้ยาสมุนไพร และมีการงดของ
แสลง เมื่อยามเจบ็ ไข้ได้ป่วย
10 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคแรกน้ีไม่มีงานด้านสาธารณสุขปรากฏมากนัก
นอกจากจะมีคณะบาทหลวงชาวอิตาลี มาเร่ิมงานสุขาภิบาลในเมืองลพบุรี ในรัชสมัยสมเด็จพระ
นารายณ์มหาราช โดยมาช่วยวางแผนผังระบบส่งน้ำ จากทะเลชุบศร เข้ามาในตัวเมืองลพบุรี ซ่ึง
ต่อมาคณะบาทหลวงทง้ั ชาวอิตาลีและฝรั่งเศส ก็ได้ช่วยกันสร้างท่อส่งนำ้ และถังเก็บน้ำ นำนำ้ เข้ามา
ใชบ้ างแหง่ ในตวั เมอื งลพบุรีเปน็ ผลสำเร็จ
แ ผ น ผั ง ตั ว เ มื อ ง ล พ บุ รี ส มั ย ส ม เด็ จ พ ร ะ น า ร า ย ณ์
มหาราช ทิศทางตามลูกศรชี้นั้นแสดงการนำน้ำจาก
แหล่งต่างๆ เข้ามาใช้ในตัวเมืองแผนผังตัวเมืองลพบุรี
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทิศทางตามลูกศรชี้
น้ัน แสดงการนำน้ำจากแหล่งต่างๆ เข้ามาใช้ในตัว
เมอื ง
ยุคที่ ๔
ใน พ.ศ. ๒๓๗๑ อันเป็นปีท่ี ๕ ในรัชกาลที่ ๓ กล่าวได้ว่าเป็นปีแรกท่ีการแพทย์แผน
ตะวันตกเข้ามามีบทบาทสำคัญ ต่อการแพทย์การสาธารณสุข โดยดำเนินการควบคู่กันไป กล่าวคือ
ใหก้ ารรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย และทำการป้องกนั โรคตดิ ตอ่ ที่ร้ายแรงไปด้วย
นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมอปลัดเล”
นักเผยแผ่คริสต์ศาสนาชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาเมืองไทยในปี พ.ศ. ๒๓๗๘ เป็นผู้ท่ีริเร่ิมการป้องกัน
โรคติดต่อครั้งแรก ในประเทศไทย โดยสั่งหนองฝีป้องกันไข้ทรพิษ จากสหรัฐอเมริกา มาปลูกให้ลูก
ของตนเองก่อน เม่ือฝีขึ้น จึงเอาหนองจากแผลนั้น ปลูกให้เด็กคนอ่ืนๆต่อไป ซ่ึงปรากฏว่า ได้ผลดี
จนกระทง่ั ในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ พระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ทรงโปรดให้หมอหลวงไปเรียนวธิ ี
ปลูกฝจี ากหมอบรดั เลย์ เพื่อปลูกให้แกข่ ้าราชการและประชาชน
ในระยะแรก พันธุ์หนองฝีต้องส่ังจากต่างประเทศ ภายหลังที่นายแพทย์ อัทย์ หะสิตะเวช
กับนาย แพทย์แฮนส์ อะดัมสัน (Hans Adamson) ไปศึกษาวิธีทำหนองฝีที่ประเทศฟิลิปปินส์ จึง
กลับมาผลติ หนองฝใี น ประเทศได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘
ในสมัยรัชกาลท่ี ๔ นายแพทย์ซามูเอล เรย์โนลดส์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House) นัก
เผยแพร่ศาสนาชาวอเมริกา ได้มีบทบาทช่วยในการควบคุมอหิวาตกโรคและรักษาคนไข้ โดยการใช้
ทิงเจอร์การบรู ผสมน้ำใหด้ ่มื เขารายงานไปยงั สหรัฐอเมรกิ ันวา่ ไดผ้ ลดีมาก
ตอ่ มาในรชั สมยั พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว มกี ารประกาศใช้กฎหมาย เก่ยี วกบั การสุขาภบิ าล
เป็นคร้ังแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ พระราชบัญญัติฉบับน้ันช่ือว่า “พระราชบัญญัติธรรมเนียมคลอง"
เพื่อให้มีการรักษาความสะอาดของคลองให้ได้มาตรฐาน เพราะคนสมัยน้ัน เริ่มเช่ือกันว่า การใช้น้ำ
สกปรกเป็นมูลเหตุอย่างหนงึ่ ทีท่ ำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ”
การแพทย์ของประเทศไทยในยุคที่ ๒ นี้ อาจเรียกได้ว่า เป็นยุคหัวเล้ียวหัวต่อ ระหว่าง
การแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า แพทย์แผนปัจจุบันได้วิวัฒนาการโดยเข้าไป
แทนท่ีการแพทย์แผนโบราณทีละเล็กทีละน้อย และประชาชนค่อยๆ เกิดความเช่ือถือศรัทธามากขึ้น
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 11
เป็นลำดับ แต่ก็เป็นความนิยมที่ยังอยู่ในวงแคบๆ เพราะแพทย์มีจำกัด ยิ่งตามชนบทด้วยแล้ว
การแพทยแ์ ผนปัจจุบนั ยังไม่เปน็ ท่ีลว่ งรู้ของประชาชน
การเผยแพร่การแพทย์แผนปัจจุบันออกสู่ต่างจังหวัดครั้งแรก กระทำโดย สำนักงานเผยแผ่
ศาสนาของอเมริกันคณะเพรสไบทีเรียน ซ่ึงออกไปตั้งสาขา ท่ีจังหวัดเพชรบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๐๔
โดยมีศาสนาจารย์เอส. จี. แมคฟาร์แลนด์ (S.G. McFarland) และ ศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิล
วารี (Daniel McGilvary) ออกไปปฏบิ ัตงิ าน แมคฟารแ์ ลนด์ผู้น้ี เป็นบิดาของพระอาจวิทยาคม หรือ
นายแพทย์ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ ผู้เป็นอาจารย์ของแพทย์ไทยหลายรุ่น กล่าวกันว่า เม่ือพระอาจ
วิทยาคมยังเยาว์วัยอยู่ ได้เคยช่วยบิดาห่อยาควินินแจกชาวบ้าน ท่ีจังหวัดเพชรบุรี ศาสตราจารย์
เอส. จ.ี แมคฟาร์แลนด์
ศาสตราจารย์ เอส. จี. แมคฟารแ์ ลนด์
พ.ศ. ๒๔๑๐ การแพทย์แผนปัจจุบันได้ขยายไป ถึงจังหวัดเชียงใหม่ โดย
ศาสนาจารย์แมคกิลวารี ผู้เป็นลูกเขย ของนายแพทย์บรัดเลย์ นำไป
เผยแพร่ และช่วยในการบำบัดโรคไข้จับส่ันและป้องกันโรคไข้ทรพิษอย่าง
เข้มแข็ง โดยใช้ยาควินิน และหนองฝี ที่ได้รับจากนาย แพทย์บรัดเลย์
ส่วนผู้ท่ีมีช่ือเสียงโด่งดัง คือนายแพทย์ แมคเคน (James W. Mckean)
งานสำคัญของท่านคือ การจัดตั้งสถานควบคุมโรคเรื้อนแห่งแรกในประเทศไทย นอกจากน้ีในการ
ควบคุมไข้จับสั่น นายแพทย์แมคเคน เป็นผู้นำเครื่องจักรทำยาเม็ดเข้ามาผลิตยาควินินเม็ดเพ่ือ
แจกจา่ ยให้แก่ราษฎร กับยงั เป็นผู้ตง้ั สถานผลิตภณั ฑห์ นองฝีขนึ้ ในจังหวดั เชยี งใหม่อีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า วิวัฒนาการของการแพทยแ์ ผน ปัจจุบันซึ่งดำเนินการโดยคณะเผยแผ่ครสิ ต์
ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑-๒๔๒๔ เป็นเวลา ประมาณ ๔๐ ปีน้ัน แม้ว่าจะ
ส่งผลไปถึงประชาชนในชนบทหรือในส่วนภูมิภาคได้ไม่มากนัก แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า คณะเผยแผ่
ศาสนาครสิ ตน์ ้ี มีอทิ ธพิ ลก่อใหเ้ กดิ ระบบงานสาธารณสุขในประเทศไทยในยุคต่อมา
โรงศริ ิราชพยาบาล
โรงศริ ริ าชพยาบาล การดำเนนิ งานสาธารณสขุ โดยทางราชการ
การดำเนินงานสาธารณสุขโดยทางราชการน้ัน จากจดหมายเหตุต่างๆ ทั้งท่ีเป็นของทาง
ราชการและของบุคคลนอกวงราชการ ปรากฏว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างใน รัชสมัยของสมเด็จพระปิย
มหาราช โดยเริ่มด้วยการจัดตั้ง “คอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล” เพ่ือสร้างโรงพยาบาลท่ี วังหลัง
ธนบุรี หรือ ศิริราชพยาบาล เม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๙ ภายหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้คณะกรรมการชุดน้ีพ้นจากหน้าท่ี และจัดต้ังกรมพยาบาลขึ้นแทน เม่ือวันท่ี ๒๕ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๓๑ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้านอ้ งยาเธอ พระองคเ์ จ้าศรีเสาวภางค์ เป็นอธบิ ดบี ังคับการ
12 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กรมพยาบาล มีหน้าที่ควบคุมกิจการฝึกอบรมนักเรียนแพทย์และการบริหารของศิริราชพยาบาล
และควบคุมดูแลกิจการของโรงพยาบาลอื่น ที่มีอยู่แล้วในขณะน้ัน ตลอดจนการปลูกฝี ให้แก่
ประชาชน ฉะน้ัน อาจถือได้ว่าปี พ.ศ. ๒๔๓๑ เป็นการเริ่มศักราชใหม่ ของการแพทย์และการ
สาธารณสขุ แผน ปัจจุบนั ในประเทศไทย
สำหรับประวัตขิ องสถาบนั การสาธารณสุขในประเทศไทยอาจกล่าวโดยลำดับได้ดังต่อไปนี้
กรมพยาบาล
สถาบันแรกซ่ึงถือเป็นต้นกำเนิดของกระทรวง สาธารณสุขในปัจจุบัน ได้แก่ กรมพยาบาล
สถาปนา ขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันท่ี ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ดังกล่าวมาแล้ว โดยมีพระเจ้าน้อง
ยาเธอ พระองค์เจ้า ศรีเสาวภางค์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีคนแรก สันนิษฐานกันว่ากรมพยาบาลในปี
แรกคงจะขึ้นตรงต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีต่อมาหลังจากท่ีพระองค์เจ้าศรีเสาว
ภางค์ ทรงประชวรส้นิ พระชนม์ กรมพยาบาลได้ ย้ายไปขึ้นอยกู่ บั กระทรวงธรรมการ
สมเด็จพระศรพี ัชรินทราบรมราชินีนาถ
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ระหว่างที่กรมพยาบาลอยู่ในสังกัดกระทรวง ธรรม
การได้มีกิจการท่ีสำคัญคือ การจัดต้ังโรงเรียนผดุงครรภ์ขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยพระราชทรัพย์
ส่วนพระองค์ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จัดตั้งหน่วยผลิตหนองฝีใช้เองในปี พ.ศ.
๒๔๔๘ ซง่ึ ต่อมาได้ ย้ายไปรวมอยใู่ นสถานเสาวภาเม่อื ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นอกจากน้ี ได้จัดใหม้ กี ารผลิต
ยาตำราหลวง และตั้งโอสถศาลาขึ้น เพ่ือเป็นท่ีสะสมยาและเวชภัณฑ์ เพ่ือใช้ในสถาน พยาบาลและ
องค์การต่างๆ ของรัฐบาล กับให้ต้ังกองแพทย์ขึ้น เพื่อใหม้ ีหนา้ ทอี่ อกไปดำเนินการป้องกันโรคติดต่อ
แก่ประชาชนในชนบท และจัดให้มีแพทย์ประจำเมือง ซึ่งต่อไปได้พัฒนามาเป็นแพทย์สาธารณสุข
จังหวดั ในปัจจุบนั
กรมพยาบาลดำรงฐานะเป็นกรมอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ยุบเลิกกรมพยาบาล โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดกรมนี้ ไปขึน้ อย่กู บั กระทรวงนครบาล เวน้ แต่ศริ ิราช
พยาบาลคงให้เป็นสาขาของโรงเรียนราชแพทยาลัย และย้ายสังกัดไปขึ้นอยู่กับกรมศกึ ษาธิการ โดย
ต้ังเป็นแผนกพยาบาลขึ้นในกรมศึกษาธิการ ส่วนกองทำพันธ์ุหนองฝี กองโอสถศาลารัฐบาล กอง
แพทย์ปอ้ งกนั โรค และแพทย์ประจำเมอื ง ยงั คงอยใู่ นสงั กัดกระทรวงธรรมการดังเดมิ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ กระทรวงมหาดไทย ซ่ึงมีหน้าท่ีเก่ียวกับการปกครองหัวเมือง เพ่ือ
บำบัดทุกข์บำรงุ สุขแก่ประชาชน ในชนบท ได้ขอโอนกองโอสถศาลารฐั บาล กองทำพันธ์ุหนองฝี กอง
แพทย์และแพทย์ประจำเมือง จากกระทรวงธรรมการ มาอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยให้
ขึ้นอยู่กับกรมพลำภัง และในปีเดียวกันได้มีตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาล และประกาศตั้ง
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 13
สุขาภิบาลขึ้นหลายแห่ง เช่น ท่ีจังหวัดนครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครปฐม
ภายหลงั จากทไี่ ดท้ ดลองใหม้ ีสุขาภิบาลเปน็ แห่งแรกที่ ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ในปี พ.ศ.
๒๔๔๘ การควบคุมดูแลการสขุ าภิบาลในชนบทนี้ อยใู่ นหนา้ ทขี่ องกรมพลำภงั เชน่ เดยี วกัน
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ กระทรวงมหาดไทยมีโครงการขยายงานทางการสาธารณสุขอย่าง
กว้างขวาง จึงขอพระบรมราชานุญาต ตั้งกรมพยาบาลข้ึนใหม่ ใน สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อ
รวมงานเกี่ยวกับการ สาธารณสขุ ซึ่งอยู่ในสงั กดั กรมพลำภงั เข้าด้วยกนั โดยแบ่งการบริหารงานของ
กรมพยาบาลออกเปน็ ๖ แผนก คอื
๑. แผนกบัญชาการ
๒. แผนกการแพทย์
๓. แผนกป้องกันโรคระบาด
๔. แผนกปสั ตรุ ะสภา (Pasteur Institute)
๕. แผนกสุขาภบิ าล
๖. แผนกโอสถศาลารฐั บาล
งานที่ก้าวหน้าขึ้นในยุคนี้ ได้แก่ การจัดให้มีแพทย์ประจำทุกจังหวัด และจัดสร้างสถานี
อนามัยในชนบท ซ่ึงเดิมเรียกว่า “โอสถสภา” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “สุขศาลา” และในปัจจุบันเรียกว่า
“สถานีอนามัย” นอกจากนี้ ได้ขยายการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษไปท่ัวทุกจังหวัด และควบคุมการใช้
ยาเสพติดใหโ้ ทษ
กรมประชาภิบาล
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ กระทรวงมหาดไทยมีความ ประสงค์จะปรับปรุงกิจการของกรมพยาบาล
ให้กว้างขวางย่ิงข้ึน จึงได้นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๖ ขอ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนช่ือกรมพยาบาล เป็นกรมประชาภิบาล พร้อมท้ังยกฐานะ
แผนกตา่ งๆ ขน้ึ เป็นกอง ซ่งึ ไดร้ ับพระบรมราชานุญาตเม่ือวันท่ี ๑๙ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ โดย แบ่ง
ส่วนราชการออกเป็น ๔ กองดงั ตอ่ ไปนี้
๑. กองบญั ชาการเบด็ เสร็จ
๒. กองสขุ าภบิ าล
๓. กองพยาบาล
๔. กองเวชวัตถุ
หลังจากสถาปนากรมประชาภบิ าลได้ ๒ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี ๖ ทรงมี
พระราชดำริว่า งานสาธารณสุขยังแยกย้ายอยู่หลายกระทรวง ควรที่จะให้รวมอยู่ในหน่วยงาน
เดียวกันคือ กระทรวงมหาดไทยซึ่งเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฏศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รับ
สนองพระบรมราชโองการ ในการรวบรวมกิจการสาธารณสุขไว้แห่งเดียวกัน
โดยขอให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร ซ่ึงดำรงตำแหน่งผู้ช่วย
ปลัด ทูลฉลอง กระทรวงธรรมการ มาเป็นอธิบดีกรมประชาภิบาล และขอ
พระราชทานความเห็น เกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงชื่อกรมใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ ัว
14 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กรมสาธารณสุข เม่อื วนั ท่ี ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ไดม้ ี ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา
ต้ังกรมสาธารณสุข ขึ้นในกระทรวงมหาดไทย โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร
เปน็ อธิบดีคนแรก ดงั นน้ั ต่อมาทางราชการจึงไดถ้ ือเอาวนั ท่ี ๒๗ พฤศจิกายนของทกุ ปี เป็นวันคล้าย
วันสถาปนาการสาธารณสุขมาจวบกระท่ังทุก วันน้ี ในระยะแรกกิจการสาธารณสุขในชนบทและการ
สาธารณสุขในกรุงเทพฯ ซ่ึงขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล ยังรวมกันไม่ได้เต็มที่ เน่ืองจากติดขัดเร่ือง
การโอน อำนาจความรับผดิ ชอบและเร่อื งงบประมาณ จนกระทัง่ เม่ือวนั ที่ ๑ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๖๕
ได้มีประกาศพระบรมราชโองการรวมการปกครองท้ังหัวเมืองและกรุงเทพฯ ให้อยู่ในกระทรวง
เดียวกัน โดยยุบกระทรวงนครบาลมา รวมกับกระทรวงมหาดไทย การสาธารณสุขและการ แพทย์
ของกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียงมาสังกัดกรมสาธารณสุข โดยได้ปรับปรุงส่วนราชการใหม่ใน
พ.ศ. ๒๔๖๙ แบ่งกิจการออกเป็น ๑๓ กอง
การบริหารงานสาธารณสุขของทางราชการในยุค ต้ังแต่ประกาศต้ังกรมสาธารณสุขในปี
พ.ศ. ๒๔๖๑ จนถึงปีพระราชทานรัฐธรรมนูญใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งได้จัดเอาไว้ยุคที่ ๒ น้ัน การ
ดำเนินงานส่วนใหญเ่ พ่ือป้องกันโรค และส่งเสรมิ สุขภาพอนามัยของประชาชน สำหรับการบำบัดโรค
โดยตรง อันได้แก่การสร้างโรงพยาบาล หรือ สถานีอนามัย ซ่ึงในสมัยนั้นเรียกว่า "โอสถสภา" มี
เพียงแต่การสนับสนุนให้ท้องทต่ี ่างๆ จัดสร้างขน้ึ เอง เท่านัน้
ในยุคท่ี ๒ นี้กล่าวได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของการ แพทย์แผนปัจจุบันและการรวมตัวของ
กิจการสาธารณสุข แต่ก็ได้มีวิวัฒนาการที่สำคัญอันก่อให้เกิดความเจริญ ก้าวหน้าแก่วงการแพทย์
การสาธารณสุขในปจั จบุ นั ซึ่งมีปรากฏเปน็ หลักฐานในแตล่ ะเรื่องดงั ตอ่ ไปนี้
การผลิตยาตำราหลวง
โดยที่พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั มพี ระราชประสงคจ์ ะให้มียาดแี ละจำหนา่ ย
ในราคาถูกให้ราษฎรได้ใช้ ท่ัวราชอาณาจักร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุ
ภาพ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึง่ มีหน้าทบี่ ำบัดโรคภัยไข้เจบ็ แก่ราษฎร ตามหวั เมอื ง จึง
จัดให้มีการประชุมหมอฝรง่ั ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ และหลังจากปรกึ ษาหารือ
กันแลว้ ตกลงให้ผลติ ยาท่อี ยู่ในประเภทยาสามญั ประจำบ้านรวม ๘ ขนาน ในระยะแรก หมออะดัม
สนั ซงึ่ ภายหลงั มีบรรดาศกั ด์ิ เปน็ พระบำบดั สรรพโรค เป็นผู้ผลิต ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ภายหลัง
การจัดตง้ั โอสถ ศาลาแลว้ รฐั บาลจงึ รบั โอนหน้าทน่ี ม้ี าทำเอง
ในระยะแรก ยาโอสถสภาหรือที่เรียกว่า “ยาตำราหลวง” เป็นของใหม่ ราษฎรยงั ไม่นิยมใช้
กระทรวงมหาดไทยจึงจัดประชุมแพทย์ไทย เพื่อจัดทำยาแผนโบราณออกจำหน่ายด้วย โดยตกลง
ผลิตและจัดจำหน่ายรวม ๑๐ ขนาน การจำหน่ายยาตำราหลวงใน ระยะแรกให้แพทย์ประจำตำบล
รบั ไปจำหน่าย และใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ไดผ้ ลิตยาตำราหลวงเพ่ิมขึ้นเป็น ๒๕ ขนาน เพื่อให้เพียงพอต่อ
การรักษาโรคภยั ไข้เจ็บในชนบท
ยาตำราหลวง ๔๙ ชนิด
ยาตำราหลวง ๔๙ ชนิด
พ.ศ. ๒๔๘๕ ความนิยมในการใช้ยาแผนโบราณ ลด
น้อยลง รัฐบาลจึงให้เลิกผลิตยาแผนโบราณ และจากนั้น
ก็สง่ เสรมิ การผลิตยาตำราหลวงเร่อื ยมา โดยโรงงานเภสัช
กรรม (เปล่ียนเป็นองค์การเภสัชกรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙)
ของกระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบในการผลิต และ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 15
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีการผลติ ยา ตำราหลวงรวมทงั้ ส้ิน ๔๙ รายการ จุดประสงคส์ ำคัญ ในการ
ผลิตยาตำราหลวงก็คือ ให้ราษฎรในชนบทมียาที่ จำเป็นในราคาย่อมเยา สำหรับใช้ในการ
บำบดั รักษาโรค อยา่ งง่ายๆ เพอื่ เปน็ การประหยดั เวลาและค่าใชจ้ า่ ยใน การรักษาพยาบาลของคนใน
ชนบท
แพทยป์ ระจำตำบล
การจัดให้มีแพทย์ประจำตำบล เป็นความคิดของเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฏศักดิ์ (เชย
กัลยาณมิตร) เม่ือคร้งั เป็นพระยาศรสี ุริยราชวรานุวัติ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก โดยขอ
ตงั้ หมอพื้นเมืองเป็นแพทยป์ ระจำตำบล เพ่ือใหช้ ่วยจดบันทึกคนเกดิ คนตาย ได้ทดลองทำอยู่ ๒-๓ ปี
(พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๔๕๐) ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำริให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน
เลือกหมอแผนโบราณในท้องท่ีให้เป็นหมอประจำตำบล เพื่อแบ่งเบาภาระแพทย์ประจำเมือง ในการ
ปลูกฝีและจำหน่ายยาตำราหลวง ปรากฏว่าการปฏิบัติได้ผลเป็นท่ีน่าพอใจ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗
กระทรวงมหาดไทยจงึ ได้แกไ้ ขพระราชบัญญัติลกั ษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ ให้มีตำแหนง่ แพทย์
ประจำตำบลตั้งแตบ่ ดั น้ัน เป็นต้นมา
ยาตำราหลวง ๔๙ ชนิด
สถานีอนามัยโอสถสภาหรือสถานีอนามยั
เมือ่ พ.ศ. ๒๔๕๖ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุ
ภาพทรงพระดำริให้จัดต้ังโอสถสภา เพ่ือเป็นสถานท่ี
ทำงานของแพทย์หลวงประจำหัวเมือง โดยให้แต่ละ
ท้องถ่ินหาทุน เพื่อจัดต้ังโอสถสภาประจำท้องถ่ินนั้นๆ
การขยายงานในระยะแรกได้เป็นไปอย่างช้าๆ ในปี พ.ศ.
๒๔๖๔ มีโอสถสภารวมทั้งสิ้น ๔๓ แห่ง ซึ่งเป็นของ
จังหวัด ๓๓ แห่ง และเป็นของสุขาภิบาล ๑๐ แห่ง
โอสถสภานีต้ ่อมาเรียกกันว่า "สขุ ศาลา" และไดว้ วิ ัฒนาการมาเปน็ สถานีอนามัยในปัจจุบัน
โรงพยาบาลหัวเมือง หรอื โรงพยาบาลประจำจังหวดั
ในอดีต การจัดตั้งโรงพยาบาลหัวเมือง มีหลักการ เช่นเดียวกับการจัดตั้งโอสถสภาหรือ
สถานีอนามัย คือ สนับสนุนให้ท้องถิ่นหาทุนจัดตั้งขึ้นเป็นสำคัญ ในระยะ ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕
โรงพยาบาลหัวเมอื งตา่ งๆ ยังไมค่ อ่ ยได้รบั ความนยิ ม จากราษฎรตา่ งจงั หวัดเท่าใดนกั เพราะราษฎร
ยังไม่รู้จักการแพทย์แผนปัจจุบันท่ัวถึง จากสถิติที่หาได้ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ มีโรงพยาบาลหัวเมือง
จำนวน ๑๐ แห่ง แต่มผี ู้ป่วยเข้าพกั รักษาตัวในโรงพยาบาล ทัง้ ปไี ม่ถึง ๒,๐๐๐ คน และมีอยู่ ๒ แหง่
ท่ีไม่มีใครเข้าพักรักษาตัวเลย ดังนั้น ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๗๕ กระทรวงมหาดไทยจึงไม่ได้ขยายการ
ก่อตั้งโรงพยาบาล คงมุ่ง แต่การจัดตั้งโอสถสภาหรือสถานีอนามัยเพ่ิมขึ้น
ดงั ได้กล่าวมาแล้วเท่าน้นั
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำลังอบรมผูส้ ่อื ข่าวสารสาธารณสุข
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำลังอบรมผู้ส่ือข่าวสารสาธารณสุข
แพทยป์ ระจำเมอื ง หรอื นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
16 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ มีแพทย์ผู้ทำหน้าท่ีแพทย์ประจำเมือง เรียกกันว่า “หมอหลวงประจำ
เมือง” โดยให้ผู้ว่าราชการเมืองเลือกหาหมอที่มีความรู้ พอวางใจได้ และแต่งต้ังให้ทำหน้าที่นี้
ภายหลัง พ.ศ. ๒๔๓๖ เมื่อมีแพทย์ประกาศนียบัตรจบการศึกษาแล้ว ก็ได้ออกไปรับราชการใน
ตำแหน่งแพทย์ประจำเมืองบ้าง แต่ก็เป็นจำนวนน้อยแห่ง จวบจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๒ สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกำหนดให้แพทย์ประจำเมืองที่จะรับใหม่ ต้องมีความรู้ทางผ่าตัด
และรักษาบาดแผลด้วย แพทย์แผนปัจจุบันจึงได้กระจายออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น และต่อมาเมื่อได้
เปลี่ยนคำว่า "เมือง" เป็น "จังหวัด" ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๔๕๙ แลว้ กไ็ ดเ้ ปลย่ี นช่อื แพทยป์ ระจำเมือง เปน็ แพทย์ประจำจังหวัด ซงึ่ เปลยี่ นแปลงมาเป็น
นายแพทย์อนามัยจังหวัด และนายแพทย์สาธารณสขุ จงั หวดั ในที่สุด
สมเดจ็ พระบรมราชชนกกบั การสาธารณสขุ
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชโอรสใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงเป็นองค์
อุปถัมภ์งานสาธารณสุขมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม้ว่าในระยะแรก พระองค์ทรงได้รับการ ศึกษาทางด้าน
การทหาร และรับราชการประจำกองทัพเรือ แต่ในระยะหลัง พระองค์ท่านหันมาสนพระทัยกับ
กิจการสาธารณสุขอยา่ งจรงิ จัง ถึงกับเสด็จไปศกึ ษาต่อทางด้านการสาธารณสขุ ทม่ี หาวิทยาลัยฮาร์
วาร์ด (Harvard) สหรัฐอเมริกา และทรงได้รับประกาศนียบัตรสาธารณสุข (C.P.H.) ใน พ.ศ.
๒๔๖๔
มีเร่ืองเล่ากันว่า เมื่อพระองค์เสด็จกลับเมืองไทยชั่วคราว เพ่ือมาร่วมงานพระบรมศพ
สมเด็จพระศรีพัชรินทรงบรมราชินีนาถน้ัน เป็นช่วงที่พระองค์ทรงศึกษาวิชาสาธารณสุข ได้ครึ่งปี
การศึกษา ทรงสนพระทัยในการค้นคว้า เกี่ยวกับงานสาธารณสุขในประเทศไทย โดยเสด็จไปเจาะ
โลหิตจากนักโทษในเรือนจำ ด้วยพระองค์เองจนถึงเที่ยงคืน เพ่ือนำโลหิตไปตรวจหาพยาธิ และใน
การคน้ ควา้ เก่ียวกบั พยาธิปากขอ ได้ทรงพานักเรียนแพทย์ไปตรวจส้วมในเรือนจำ ด้วยพระองค์เอง
ดว้ ย สมเดจ็ พระมหติ ลาธิเบศรอดลุ ยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก
สมเดจ็ พระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวกิ รม พระบรมราชชนก
ในระหว่างเสด็จกลับมาเมืองไทยชั่วคราว ได้ทรงนิพนธ์เร่ือง “โรคทู
เบอรค์ ูโลซิส” คอื โรคฝีในทอ้ งหรือวัณโรค ประทานแก่กรมสาธารณสุข
เพ่ือจัดพิมพ์เป็นของชำร่วยในงานถวายพระเพลิงศพสมเด็จพระ
เชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
เมื่อวันท่ี ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๓
ภายหลังท่ีทรงสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ และเสด็จ
กลับประเทศไทย นอกจากจะทรงทำนุบำรุงกิจการโรงเรียนแพทย์ ให้
เจริญกา้ วหน้าแลว้ ยงั สนพระทยั ในกจิ การสาธารณสุข และสนับสนุนงานอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงในทางการสุขาภิบาล เคยทรงสำรวจ เกี่ยวกับการสุขาภิบาลในกรุงเทพฯ เพ่ือเปรียบเทียบกับ
ตา่ งประเทศ
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ มีการอบรม สาธารณสุขมณฑล ที่กรุงเทพฯ ทรงแสดง
ปาฐกถาเร่ือง วิธีปฏิบัติงานสุขาภิบาลและทรงนำแพทย์ท่ีเข้าอบรมทั้งหมด ไปดูงานสุขาภิบาลใน
กรุงเทพฯ ด้วยพระองค์เอง โดยพาไปดูตึกแถว ตลาดและส้วม เข้าไปตาม ตรอกซอก และอาคาร
บา้ นเรอื นของประชาชน เพือ่ ให้ผู้เขา้ อบรมไดเ้ ห็นจริงเหน็ จงั ในปญั หาทเ่ี กิดข้นึ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 17
อาจมีผู้กล่าวว่าสมเด็จพระบรมราชชนกทรงทำนุ บำรุงกิจการแพทย์มากกว่าทางการ
สาธารณสุข แต่หากจะพิจารณาให้ลึกซึ้ง และถ่องแท้แล้ว จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เล็งเห็น
การณ์ไกล โดยปลูกฝังให้ประชาชนนิยมชมชอบกับการรักษาพยาบาลซึ่งเห็นผลได้ง่ายเสียก่อน
เพราะในสมัยนั้น ความเชื่อเร่ืองการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีน้อยมาก เมื่อประชาชนนิยม นับถือใน
กิจการแพทย์เพิ่มมากข้ึน ก็จะเกิดผลสะท้อนที่ดีต่อการพัฒนาการสาธารณสุข ซึ่งพระองค์ทรงให้
ความสำคัญเพมิ่ ข้นึ ในลำดบั ตอ่ มา
ทุกวันนี้ คำขวัญและพระราโชวาทของสมเด็จพระบรมราชชนกยังเป็นคำท่ีมีความศักด์ิสิทธิ์
และเป็นคติธรรมประจำใจ ของบุคคลในวงการแพทย์การสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง การสูญเสีย
สมเด็จพระบรมราชชนก ในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ นับว่า เป็นการ สูญเสียอย่างใหญ่
หลวงในการสาธารณสุขของประเทศ ถึงแม้พระองค์ทรงมีเวลาให้กับการแพทย์การสาธารณสุข
เพียง ๑๐ ปี แต่พระองค์ก็ได้ทรงวางรากฐานของงานน้ีไว้อย่างสมบูรณ์ และเป็นผลให้การ
สาธารณสขุ ของประเทศ เจรญิ กา้ วหน้าอยา่ งมีมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน
ยุคที่ ๓
การแพทยใ์ นยคุ นี้ เป็นยุคทก่ี ารบริหารประเทศ ดำเนนิ ไปตามระบอบประชาธิปไตย ในระยะ
๑๐ ปีแรก ของยุคน้ี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๕ กรมสาธารณสุขยังคงสังกัดอยู่ใน
กระทรวงมหาดไทย และไม่มีการ เปล่ียนแปลงใดๆ ที่เห็นไดช้ ัด นอกจากได้มีการขยายงานเทศบาล
การจัดตงั้ โรงพยาบาลในส่วนภมู ิภาคและการขยายงานบริการสู่ชนบทเพ่ิมขึ้น โดยสร้างสุขศาลา ช้ัน
๒ หรือ สถานีอนามัยช้ัน ๒ เพิ่มเติมจากโอสถสภาเดิม ซ่ึงต่อมาได้เปลี่ยนช่ือเรียกเป็น สุขศาลาชั้น
๑ และสุขศาลาช้ัน ๒ สำหรับการจัดสร้างนั้น ได้ใช้เงินบริจาคในท้องถ่ินส่วนหน่ึง และรัฐบาลออก
สมทบใหอ้ ีกส่วนหนง่ึ
การสถาปนากระทรวงสาธารณสขุ
ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการแพทย์ และการสาธารณสุขให้เป็นปึกแผ่น
ย่ิงข้ึน จึงได้รวบรวมสถาบัน ที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์การสาธารณสุขเข้าไว้ด้วยกัน และสถาปนา
กระทรวงการสาธารณสุขขึ้น เม่ือวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยแบ่งองค์กรของกระทรวงฯ
ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. สำนกั งานเลขานุการรฐั มนตรี
๒. สำนกั งานปลดั กระทรวง
๓. กรมการแพทย์
๔. กรมประชาสงเคราะห์
๕. กรมมหาวทิ ยาลยั แพทยศาสตร์
๖. กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์
๗. กรมสาธารณสขุ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้มีการโอนกรมประชาสงเคราะห์ จากกระทรวงสาธารณสุข ไป
อยู่ในกระทรวงมหาดไทยตามเดิม และในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุง
กระทรวงทบวงกรม เปลี่ยนชื่อกระทรวงการสาธารณสุข เป็นกระทรวงสาธารณสุข และเปลี่ยนช่ือ
18 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กรม าธารณ ุขเป็นกรม นามัย และใน พ. . ๒๕๐๒ กรมม า ิทยาลัยแพทย า ตร์โ นไป ังกัด
ำนักนายกรฐั มนตรี
กระทรวงสาธารณสุข
กระทร ง าธารณ ุข ภาย ลัง งครามโลกคร้ังที่
๒ ได้มีการขยายงานรัก าพยาบาลใน ่ นภูมิภาค
ย่างเต็มท่ี ลังจากที่ได้ชะงักงันมาพัก นึ่ง ดังจะเ ็น
ได้ ่า เมื่ แรก ถาปนากระทร ง ในปี พ. . ๒๔๘๕ มี
จัง ัดที่มีโรงพยาบาล เพียง ๑๔ จัง ัด แต่ ีก ๗ ปี
ต่ มา ได้มีการก่ ร้างโรงพยาบาลครบทุกจัง ัด
น กจากน้ี โรคติดต่ ันตรายได้รับการค บคุม และ
ป้ งกัน ย่างรัดกุม เป็นผลใ ้ในกาลต่ มา โรคคุดทะราด ไข้ทรพิ และกา โรค ได้ มดไปจาก
ประเท และไขม้ าลาเรยี ได้ลดค ามรนุ แรงในการระบาดลง
ในปี พ. . ๒๕๑๕ ได้มีการปรับปรุง ่ นราชการ กระทร ง าธารณ ุข โดยมี ัตถุประ งค์
ที่จะร มบริการรัก า และป้ งกันโรคใน ่ นภูมิภาคไ ้ใต้ งค์กรเดีย กัน โดยใน ่ นกลางได้มีการ
ร มกรมการแพทย์และกรม นามัย เป็นกรมการแพทย์และ นามัยและใน ่ นภูมิภาค ซ่ึงเดิมการ
บริ ารงานโรงพยาบาลจัง ัด และท่ีทำการ นามัยจัง ัด แยก กจากกัน ก็ได้เข้ามาร มกันโดย
มีนายแพทย์ใ ญจ่ งั ดั เป็น ั น้าผูบ้ ริ ารงานท้งั ทางด้านการรกั า ป้ งกนั และ ง่ เ ริม ขุ ภาพ
ใน พ. . ๒๕๑๗ ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการบริ ารข งกระทร ง าธารณ ุข ท้ังใน
่ นกลางและ ่ นภมู ิภาค ีกครั้ง นง่ึ และยงั คงเปน็ ยู่ถึงปจั จบุ ัน (พ. . ๒๕๒๖) ดังต่ ไปนี้
การบรหิ ารงานสาธารณสุขสว่ นกลาง
การบริ ารงาน าธารณ ุขกลาง แบ่ง ก ได้เป็น ำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี และ ่ น
ราชการ ระดับกรม คื
๑. ำนักงานปลดั กระทร ง
๒. กรมการแพทย์
๓. กรม นามัย
๔. กรมค บคุมโรคตดิ ต่
๕. กรม ทิ ยา า ตร์การแพทย์
๖. ำนักงานคณะกรรมการ า ารและยา
สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการแพทย์ ่ นราชการระดับก งมี
่ นราชการระดบั ก งมีดังน้ี ดงั น้ี
๑. ก งกลาง ๑. ำนกั งานเลขานกุ ารกรม
๒. ก งคลงั ๒. ก งคลัง
๓. ก งการเจ้า น้าที่ ๓. ก งการเจ้า น้าท่ี
๔. ก งนิติการ ๔. ก ง ชิ าการ
๕. ก งแบบแผน ๕. ก ง ุขภาพจติ
๖. ก งชา่ งบำรุง ๖. โรงพยาบาลเด็ก
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 19
๗. กองสถติ สิ าธารณสุข ๗. โรงพยาบาลธัญญารักษ์
๘. กองแผนงานสาธารณสขุ ๘. โรงพยาบาลประสาท
๙. กองการสาธารณสุขต่างประเทศ ๙. โรงพยาบาลราชานกุ ลู
๑๐. กองสขุ ศึกษา ๑๐. โรงพยาบาลเลดิ สนิ
๑๑. กองการประกอบโรคศิลปะ ๑๑. โรงพยาบาลศรธี ัญญา
๑๒. กองระบาดวิทยา ๑๒. โรงพยาบาลสงฆ์
๑๓. กองการพยาบาล ๑๓. โรงพยาบาลสมเด็จเจา้ พระยา
๑๔. กองฝึกอบรม ๑๔. โรงพยาบาลราชวถิ ี
๑๕. กองงานวิทยาลยั พยาบาล ๑๕. สถาบันพยาธิวทิ ยา
๑๖. กองโรงพยาบาลภูมภิ าค ๑๖. สถาบนั มะเร็งแห่งชาติ
๑๗. กองสาธารณสุขภูมภิ าค ๑๗. สถาบันโรคผิวหนงั
๑๘. สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูล
ฐาน
กรมอนามัย กรมควบคุมโรคติดต่อ
สว่ นราชการระดับกองมีดังน้ี สว่ นราชการระดบั กองมีดังน้ี
๑. สำนักงานเลขานกุ ารกรม ๑. สำนกั งานเลขานุการกรม
๒. กองคลัง ๒. กองคลงั
๓. กองการเจา้ หน้าที่ ๓. กองการเจ้าหน้าท่ี
๔. กองทันตสาธารณสขุ ๔. กองกามโรค
๕. กองประปาชนบท ๕. กองมาลาเรีย
๖. กองโภชนาการ ๖. กองโรคติดตอ่ ทัว่ ไป
๗. กองสุขาภิบาล ๗. กองโรคเท้าช้าง
๘. กองอนามัยครอบครัว ๘. กองโรคเร้อื น
๙. กองอนามยั โรงเรียน ๙. กองวณั โรค
๑๐. กองอนามัยสิง่ แวดล้อม ๑๐. โรงพยาบาลบำราศนราดรู
๑๑. กองอาชวี อนามยั ๑๑. โรงพยาบาลพระประแดง
๑๒. โรงพยาบาลโรคทรวงอก
กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สว่ นราชการระดบั กองมีดังนี้ ส่วนราชการระดับกองมดี งั น้ี
๑. สำนักงานเลขานุการกรม ๑. สำนกั งานเลขานุการกรม
๒. กองกฏี วิทยาทางแพทย์ ๒. กองเผยแพรแ่ ละควบคมุ การโฆษณา
๓. กองพษิ วิทยา ๓. กองควบคุมเครอ่ื งสำอาง
๔. กองป้องกนั อันตรายจากรังสี ๔. กองควบคมุ ยา
๕. กองพยาธิวิทยาคลนิ กิ ๕. กองควบคมุ วตั ถเุ สพตดิ
๖. กองวเิ คราะหย์ า ๖. กองควบคุมอาหาร
20 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๗. กองวิเคราะห์อาหาร ๗. กองวชิ าการ
๘. กองวจิ ยั ทางแพทย์ ๘. กองสารวตั ร
๙. สถาบันวจิ ยั ไวรสั
๑๐. กองมาตรฐานชันสตู รสาธารณสขุ
๑๑. ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ ๑
๑๒. ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ ๒
๑๓. ศนู ย์วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ ๓
๑๔. ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์การแพทย์ ๔
๑๕. ศูนย์วิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ ๕
๑๖. ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์การแพทย์ ๖
การบรหิ ารงานสาธารณสุขสว่ นภมู ภิ าค
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับปรุง การจัดรูปองค์กร และระบบการ
บริหารงานสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาค เพ่ือให้สามารถแก้ไขปัญหาสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาคได้
เหมาะสมและมปี ระสิทธภิ าพยิ่งขึน้ หน่วยงานสาธารณสุขสว่ นภูมภิ าคมีดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. สำนักงานสาธารณสุขจงั หวัด
๒. สำนักงานสง่ เสรมิ วชิ าการและบริการ สาธารณสขุ
๓. โรงพยาบาลศนู ย์
๔. โรงพยาบาลทั่วไป ได้แก่ โรงพยาบาล ขนาดกลาง (๑๕๐-๔๐๐ เตียง) ประจำจังหวัด
และ ในบางอำเภอ
๕. โรงพยาบาลชมุ ชน ได้แก่ โรงพยาบาล อำเภอ
๖. สำนักงานสาธารณสขุ อำเภอ
๗. สถานีอนามยั
๘. สำนักงานผดุงครรภ์
การดำเนินงานสาธารณสขุ มลู ฐานในประเทศไทย
การดำเนินงานสาธารณสุขในประเทศไทยเท่าที่ ผ่านมา แม้ว่าจะสามารถลดอัตราป่วยและ
ตายของประชากร ต่ำลงกว่าทเ่ี ป็นมาในอดีต แต่การบริการสาธารณสุข๓ ยังไม่ครอบคลุมประชากร
ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในชนบท ซง่ึ มีประชากรอยถู่ ึงร้อยละ ๘๐ ของประเทศ ในปัจจุบัน
ประชาชนในชนบทยังอยู่ในฐานะยากจน สภาวะทางโภชนาการ การสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และการ
อนามัยครอบครัวยังไม่ดีพอ อีกท้ังได้รับความรู้ในทางสุขศึกษาและบริการให้ภูมิคุ้มกันโรค ยังไม่
กว้างขวางทัว่ ทั้งประเทศ
๓ คำว่า “การบริการสาธารณสุข” หมายความว่า การบริการน้ันเก่ียวเนื่องกับการเสริมสร้างสุขภาพ การปอ้งกันและ
ควบคุมโรค และปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ การตรวจวินิจฉัยและการบำบัดสภาวะความเจ็บป่วยและการฟื้นฟูสมรรถภาพของบุคคล
ครอบครัวและชุมชน อ้างใน สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ, (กรุงเทพฯ :
คณะกรรมการสุขภาพแหง่ ชาติ, ๒๕๕๐), หนา้ ๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 21
ภาพ าดจากการประก ดภาพ าด “ทนั ตแพทยใ์ น ายตา
ข งข้าพเจ้า” เนื่ งใน ัน ถาปนาคณะทันตแพทย า ตร์
จุ าลงกรณม์ า ิทยาลัย เม่ื เดื นพฤ ภาคม ๒๕๒๕
จากการท่ีท่ีประชุม มัชชา นามัยโลกเมื่ พ. . ๒๕๑๘
ได้เ น แนะ ่า การแก้ไขปัญ า ุขภาพ นามัย ข ง
ประชากรในโลก ในระยะต่ ไป ค รจะใช้การดำเนินงาน
ทาง าธารณ ุขมูลฐานเป็นมาตรการ ำคัญ ใน พ. .
๒๕๒๐ มัชชา นามัยโลกจึงได้มีมติ ใ ้ตัง้ เป้า มายทาง
ังคมไ ้ ่า “เมื่ ถึงปี พ. . ๒๕๔๓ ประชากรทุกคนในโลกจะมี ุขภาพ นามัยที่ดีทั่ ถึงกัน ในระดับ
ซง่ึ ามารถดำเนินชี ติ ยไู่ ด้ ยา่ งเป็นปกติ ุข” ประเท ไทยในฐานะที่เป็น มาชกิ ข ง งค์การ นามัย
โลก ก็ได้ใช้ค ามพยายามท่ีจะดำเนินการตามข้ เ น แนะข ง งค์การ นามัยโลกดังกล่า
น กจากนี้ รฐั บาลข งประเท ต่างๆ ในภูมภิ าคเ เชียตะ ัน กเฉียงใตข้ ง งค์การ นามยั โลก ไดใ้ ช้
ค ามพยายาม ใน ันท่ีจะยกระดับ ุขภาพ นามัยข งประชาชน ในแต่ละชาติใ ้ดีก ่าที่เป็น ยู่ ท้ังน้ี
โดย า ัยทรัพยากรท่ีมี ยู่แล้ ย่างจำกัด ข งแต่ละประเท ในการพัฒนา และในการแก้ปัญ า
ุขภาพ นามัยข งประชาชน ตล ดจนระดม รรพกำลัง ร่ มกันระ ่างประเท มาชิกในภูมิภาค
ซ่ึงมีปัญ า ทาง าธารณ ุขที่ ำคัญคล้ายคลึงกัน และได้มีการเ น “กฎบัตรเพ่ื พัฒนาการทาง
ุขภาพ” ันเป็น ลักการและแน ทาง ำ รับประเท มาชิกจะ างแผนและดำเนินการร่ มกัน
ต่ ไป ซึ่งรัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงนามในกฎบัตรดังกล่า แล้ เมื่ ันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์
พ. . ๒๕๒๓
ระบบการดำเนินงาน าธารณ ุขมูลฐาน ซึ่งมี ลักการทใ่ี ม้ ีการนำเ าทรัพยากรข งท้ งถ่ิน
มาใช้ประโยชน์ และใ ม้ ีการร่ มมื ย่างใกลช้ ิดโดยประชาชนนั้น เป็น งิ่ แทรกซมึ ยใู่ น งั คมไทยมา
นานแล้ เพราะคนไทยเราใ ้ค าม ำคัญในการช่ ยเ ลื ซึ่งกันและกนั แพทยป์ ระจำตำบลก็ดี ม
ตำแยก็ดี เป็นเรื่ งที่มีมาใน ดีต ก่ นท่ีจะมีการฝึก บรม า า มัคร าธารณ ุข รื ผู้ ่ื ข่า าร
าธารณ ขุ เพื่ ปฏิบัติงาน าธารณ ุขมูลฐาน ในแบบฉบบั ข งการช่ ยเ ลื กนั เ งภายใน มู่บา้ น
การดำเนินงานในโครงการ าธารณ ุขมูลฐานในประเท ไทย ได้เน้น นักในเรื่ งการขยาย
บริการขั้นพ้ืนฐาน ใ ้คร บคลุมประชากรในทุกท้ งที่ นับแต่การใ ้ ุข ึก าเก่ีย กับปัญ า ุขภาพ
นามัย ร มทั้ง ิธีการป้ งกัน และค บคุมปัญ าเ ล่าน้ัน การ ่งเ ริมในเรื่ ง า าร และ
โภชนาการ การจัด าน้ำดื่มน้ำใช้ท่ีปล ดภัย การจัดใ ้มีการ ุขาภิบาลเบื้ งต้น การ นามัยแม่และ
เด็ก การ างแผนคร บครั การใ ้ภูมิคุ้มกันเพ่ื ป้ งกันโรคติดต่ ท่ี ำคัญ การป้ งกันและค บคุม
โรคทแ่ี พร่ ลาย ย่ใู นท้ งถน่ิ การรัก าโรคและบาดแผลที่พบบ่ ยๆ ตล ดจน การจดั ายาทจี่ ำเป็น
เพื่ บำบัดรัก าโรค ท้ังน้ีโดยใ ้มี า า มัคร าธารณ ุข และผู้ ่ื ข่า าร าธารณ ุขปฏิบัติงาน
ในชุมชน ย่างใกล้ชิด และใ ้มีการผ มผ านระ ่างงาน าธารณ ุขกับงานพัฒนาชนบท ่ืนๆ เป็น
่ นร มค บคู่กันไป ตล ดจนใ ้มีการใช้เทคโนโลยี ท่ีเ มาะ มในราคาประ ยัด และเป็นท่ีย มรับ
ข งฝา่ ยต่างๆ ท่ีเกี่ย ข้ ง เป้า มายระยะยา กำ นด ่า จะใ ม้ ี า า มัคร าธารณ ุขที่ได้รับการ
บรมแล้ มู่บ้านละ ๑ คนและมีผู้ ื่ ข่า าร าธารณ ุข มู่บ้านละ ๑๐ คน ท้ังนี้เพื่ นับ นุน
บรกิ าร าธารณ ขุ มูลฐาน และช่ ยใ ้ประชาชนในตำบล มบู่ ้านไดร้ บั การดแู ลโดยท่ั ถึง
22 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
การฝึกอบรมบคุ ลากรทางการสาธารณสขุ อนื่ ๆ
กระทรวงสาธารณสขุ ไดเ้ ล็งเห็นความสำคญั และจำเป็น
ของบุคลากรประเภทต่างๆ ซ่ึงจะทำหน้าที่ข้างเคียง
แพทย์ในการปฏิบัติงานซ่ึงอยู่ในความรับผิดชอบของ
กระทรวงฯ จงึ ไดม้ ีการผลติ และอบรมบคุ ลากร ประเภท
ต่างๆ ขนึ้ เอง ดงั น้ี
๑. พยาบาล ภายหลังสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายงานด้าน
โรงพยาบาล ท้ังในกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาคและเห็นความจำเป็นจะต้องมีพยาบาลเพ่ือ
ทำหน้าที่ในการรักษาพยาบาล และดูแลผู้ป่วยจึงได้จัดตั้งโรงเรียนพยาบาลข้ึน โดยรับผู้สำเร็จ
การศึกษาชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓ เข้าเรยี นใน หลักสูตรการอบรม ๓ ปี ไดร้ ับประกาศนยี บตั รพยาบาล
และผดุงครรภ์ ต่อมามีการปรับปรงุ เป็นระยะๆ ใน ปัจจุบันรบั จากผู้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (มัธยม
ปีท่ี ๖ หลักสตู รใหม่) หลักสตู ร ๔ ปี และมีคณุ วุฒเิ ทยี บเท่าปริญญาตรี
๒. พยาบาล (ระดับต้น) รับจากผู้สำเร็จการ ศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ (มัธยมปีที่ ๖
หลักสูตรใหม่) หลักสูตร ๒ ปี ผู้จบหลักสูตรนี้ สามารถศึกษาต่อเนื่อง ในหลักสูตรพยาบาลได้ตาม
เงอ่ื นไขที่กำหนด
๓. ผดุงครรภ์อนามัย มีวัตถุประสงคห์ ลักเพ่ือให้บริการอนามัยแม่และเด็ก เรม่ิ ตั้งแต่ระยะ
ต้ังครรภ์ คลอดและหลังคลอด ให้ภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงการอนามัย โรงเรียน โดยรับผู้จบช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ เข้าเรยี นในหลักสูตร ๑ ปี ไดป้ ระกาศนียบัตรผดุงครรภ์ ต่อมา ได้มีการปรบั ปรุง
และพัฒนาหลักสูตรเป็นระยะๆ ในปัจจุบัน รบั จากผจู้ บชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๕ (มัธยมปีที่ ๖ หลักสูตร
ใหม่) หลักสูตร ๒ ปี โดยเพ่ิมวิชาสาธารณสุขให้ สามารถทำงานในท้องที่ได้ และได้รับ
ประกาศนยี บัตร ผดงุ ครรภ์อนามยั
๔. การพยาบาลและจิตเวช เดิมเป็นหลักสูตร ผู้ช่วยพยาบาลจิตเวช มีวัตถุประสงค์ เพ่ือ
ช่วยให้การพยาบาลในหอผู้ป่วย ซึ่งเป็นโรคทางจิต มีหลักสูตร ๑ ปี และต่อมาได้ปรับปรุงหลักสูตร
เป็น ๑ ๑/๒ ปี และรับจากผู้สำเร็จการศึกษาช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓ ปัจจุบันไดป้ รบั ปรุงหลักสูตรใหม่
เป็นหลกั สูตร ๒ ๑/๒ ปี และรบั จากผู้สำเร็จการศึกษาช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (มัธยมปที ี่ ๖ หลักสูตร
ใหม)่
๕. เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข วัตถุประสงค์ของหลักสูตร เพ่ือให้สามารถปฏิบัติงานบริการ
อนามัย เพ่ือช่วยแพทย์ในส่วนภูมิภาค และเป็นผู้ใหบ้ ริการอนามัยโดยตรงต่อประชาชน และชุมชนใน
เขตรบั ผดิ ชอบ
การเรียนภาคทฤษฎขี องนกั เรียนเจา้ พนกั งานสาธารณสขุ
การเรยี นภาคทฤษฎขี องนักเรียนเจา้ พนักงานสาธารณสุข หลักสูตรเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนี้
แตเ่ รมิ่ แรกเมื่อ เปิดการอบรมใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เรียกว่า หลักสตู รพนกั งานอนามัย ซง่ึ เปน็ หลกั สตู ร ๑
ปี รับจากผู้สำเร็จการศึกษา ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ เนน้ หนักทางด้านสุขาภิบาล ต่อมามีการปรับปรุง
หลักสูตรเป็น ๑/๒ ปี โดยเน้นทางสุขาภิบาลป้องกันโรค สุขศึกษา และให้รู้จักการรักษาพยาบาล
เล็กๆ น้อยๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรใหม่เป็น ๒ ปี รับจากผู้สำเร็จ
การศึกษา มัธยมศึกษาปีท่ี ๕ (มัธยมปีท่ี ๖ หลักสูตรใหม่) และเปล่ียนช่ือเป็น “หลักสูตรเจ้าหน้าที่
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 23
สาธารณสุข”โดยเน้นทางด้านงานสาธารณสุขชุมชน และเพ่ิมการรักษาพยาบาล ให้สามารถรักษา
โรคงา่ ยๆ ซึ่งไมจ่ ำเปน็ จะตอ้ งไปพบแพทย์ได้ รวมทั้งให้เขา้ ใจถงึ งานสาธารณสุขมลู ฐานด้วย
๖. ทันตาภิบาล วัตถุประสงค์ของหลักสูตร เพื่อให้ทำการรักษาและป้องกันโรคฟันในเด็ก
อายุตั้งแต่ ๑ ๑/๒ - ๑๔ ปีได้ และสามารถให้ทันตสุขศึกษา กับประชาชนและนักเรียนได้ ทันตาภิ
บาลท่ีจบการศึกษาแล้ว จะไปประจำที่โรงพยาบาลอำเภอ เพื่อให้การป้องกัน และรักษาโรคฟันแก่
เด็กนักเรียน ในอำเภอน้ันๆ มีหลักสูตรการอบรม ๒ ปี รับจากผู้สำเร็จการศึกษาช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
๕ (มัธยมปที ี่ ๖ หลักสูตรใหม่)
๗. พนักงานกายภาพบำบัด วัตถุประสงค์เพื่อแนะนำและให้ความรู้ในด้านกายภาพบำบัด
และการป้องกันความพิการท่ีจะเกิดขึ้นแก่ผู้ป่วย เดิมหลักสูตรน้ีเป็นหลักสูตร ๑ ปี รับจากผู้สำเร็จ
การศึกษาช้ันมัธยม- ศึกษาปีท่ี ๓ และต่อมาได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่เป็น ๒ ปี รับจากผู้สำเร็จ
การศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ (มัธยมปีที่ ๖ หลักสูตรใหม่) เช่นเดิม เพ่ือใหน้ ักเรียนมีประสบการณ์
ทางดา้ นกายภาพบำบดั เบอื้ งต้นให้มากยิง่ ข้นึ
นักเรียนผู้ช่วยกายภาพบำบัด ขณะเรียนภาคปฏิบัติด้วย
การฝึกป ฏิ บั ติ งานในโรงพ ยาบ าล นักเรียนผู้ ช่วย
กายภาพบำบัด ขณะเรียนภาคปฏิบัติ ด้วยการฝึก
ปฏิบตั ิงาน ในโรงพยาบาล
๘. พนักงานวิทยาศาสตร์ วัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่
ตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการในการรักษา ป้อง กัน
และควบคุมโรค มีหลกั สูตรการอบรม ๑ ปี รบั จาก ผสู้ ำเรจ็ การศึกษาช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ (มัธยมปี
ท่ี ๖ หลกั สตู รใหม)่ และหลักสตู รนสี้ ามารถศกึ ษาตอ่ เนื่องได้ ตามเงอ่ื นไขท่ีกำหนดไว้
แพทย์อาสาสมเด็จพระศรนี ครินทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีทราบรมราชชนนีทรงดำริว่า ราษฎรซ่ึงอยู่ในท้องที่กันดารและห่างไกล ยัง
ไมไ่ ด้รบั บริการสาธารณสขุ โดยทัว่ ถงึ ประกอบกับมแี พทย์พยาบาลทพี่ ร้อมจะชว่ ยเหลอื เพ่ือนรว่ มชาติ
อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จึงทรงก่อต้ังมูลนธิ ิแพทย์อาสาข้ึน ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยมีวัตถุประสงค์ท่ี
จะรวบรวมแพทย์ เจ้าหน้าท่สี าธารณสุข และผูท้ ี่สนใจอาสาสมคั ร ออกไปชว่ ยรกั ษาพยาบาลราษฎร
ท่ีอยู่ในถ่ินทุรกันดารห่างไกล ท่ีขาดแคลนแพทย์ โดยไม่คิดมูลค่า และไม่จำกัดว่า จะเป็นคนชาติใด
ภาษาใด และใน พ.ศ. ๒๕๒๓ มีอาสาสมัคร ซง่ึ ประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล
พนักงานอนามัย ทันตอนามัย พยาบาล และอาสาสมัครอ่ืนๆ รวมทั้งสิ้นกว่า ๑๔,๐๐๐ คน
ปฏิบัติงานอยู่ใน ๔๕ จังหวัด เฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ โดยคณะกรรมการ
และอาสาสมัครทุกคนไม่ขอรับเบี้ยประชุม หรือเงินเดือน การออกปฏิบัติงานบางครั้ง ต้องอาศัย
เฮลิคอปเตอร์ของหนว่ ยราชการ ท่ีมฐี านบินอยใู่ กล้เคียงเป็นพาหนะ ในกรณีที่พบผปู้ ว่ ยหนัก จะนำส่ง
โรงพยาบาล และให้การรักษาในฐานะผู้ปว่ ยในพระอปุ ถมั ภ์
สมเด็จพระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ พระองคท์ รงเรม่ิ
ทดลองใช้วิทยุสื่อสาร ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ในห้องท่ีที่ไม่มีแพทย์
อย่ปู ระจำ ตามแบบอย่างท่ีมีมาในประเทศออสเตรเลยี และเรียกโครงการ
นว้ี า่ “โครงการแพทย์อาสาทางอากาศ” ดว้ ยวิธีน้ี ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเงินค่า
เดินทางเข้าไปในตัวจังหวัด เพราะเจ้าหน้าท่ีสามารถติดต่อ ปรึกษา
24 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
วิธีการรักษาพยาบาลจากแพทย์ได้ โดยทางวิทยุ ซ่ึงปรากฏว่า ได้ผลดี และใน พ.ศ. ๒๕๒๔ มีการ
ดำเนินการอย่ใู น ๒๕ จงั หวดั มสี ถานรี ักษาทงั้ สิ้น ๒๙๑ สถานี
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทำให้ประชาชนในถ่ิน
ทุรกันดาร และห่างไกล ได้รับการรักษาพยาบาล โดยหน่วยแพทย์เคล่ือนที่เพ่ิมมากข้ึน นอกจากน้ี
ทางกระทรวงสาธารณสุขได้สนองพระราชดำรินี้ โดยการเร่งรัดจัดให้มีหน่วยแพทย์เคล่ือนที่ออก
ปฏิบัตงิ านในท้องที่กันดาร และหา่ ง ไกล ท่ียังขาดแพทย์ และได้จัดให้มีโครงการรักษาพยาบาลทาง
อากาศเพ่ิมข้ึน โดยใช้ข่ายวิทยุสื่อสารท่อี ยู่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อขยายงานทางด้านการรกั ษาพยาบาล
ทางอากาศใหก้ วา้ งขวางยิ่งขึ้น
องค์การระหวา่ งประเทศเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย
จากการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ตั้งแต่ยุคกลางมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
ระบาดของโรคข้ามแดน เป็นผลให้เกิดความจำเป็นในการประสานงานระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการ
สาธารณสุข การประชุมนานาชาติครั้งแรกได้จัดขึ้น ท่ีกรุงปารีสในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ เพื่อกำหนด
กฎเกณฑ์เก่ียวกบั การควบคุมโรคตดิ ตอ่ ในการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ และจากการ ประชุม
ครั้งน้ีเอง ได้เป็นท่ีมาขององค์การถาวรซ่ึงจัดขึ้น เพ่ือการควบคุมโรคระหว่างประเทศในปี พ.ศ.
๒๔๕๐ ซ่งึ ตอ่ มาได้รวมเข้าอย่ใู นเครอื ขององคก์ ารอนามัยโลกใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๐
องค์การระหว่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในงานสาธารณสุขของประเทศไทย โดย
การใหค้ วามช่วยเหลือทั้งในทางวิชาการ วัสดุครภุ ัณฑ์ และทุนการศึกษา ได้แก่ องคก์ ารอนามัยโลก
และกองทุนสงเคราะหเ์ ด็กแหง่ สหประชาชาติ
องค์การอนามยั โลก (World Health Organization)
ในการประชุมนานาชาติ เพือ่ ร่างกฎบตั รสหประชาชาติในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ณ เมืองซานฟราน
ซิสโก ทุกฝ่ายมีความเห็นต้องกันว่า สหประชาชาติควรมีองค์การอนามัยระหว่างประเทศด้วย และ
ในปีต่อมาได้มีการ ประชุมอนามัยโลก ณ กรุงนิวยอรก์ เพื่อรา่ งธรรมนูญขององคก์ ารอนามัยโลกขึ้น
ในขณะที่รอการใหส้ ัตยาบันของประเทศต่างๆ ได้มีการต้ังคณะกรรมการชั่วคราวขึ้น ทำหน้าที่ก่อตั้ง
องค์การอนามยั โลกใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมนูญ ทไ่ี ดร้ า่ งไว้ เม่ือประเทศตา่ งๆ ใหส้ ัตยาบนั เพียงพอแล้ว
องคก์ ารอนามยั โลกก็ไดก้ ่อต้ังขนึ้ อย่างเปน็ ทางการในเดือนกนั ยายน พ.ศ. ๒๔๙๑
องค์การอนามัยโลกเป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก
ประเทศ ที่ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญขององค์การฯ ท้ังนี้โดยมิคำนึงว่าประเทศเหล่าน้ันจะเป็นสมาชิก
ของสหประชาชาติหรือไม่ หน้าทข่ี ององคก์ ารอนามัยโลกตามธรรมนญู มี ดังน้ี คือ
๑. ช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในการพัฒนาและปรับปรุงบริการทางแพทย์และ
สาธารณสขุ
๒. ส่งเสรมิ การพัฒนามาตรฐานการสอนและการฝึกอบรมในวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุข
และวิชาชพี อ่นื ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
๓. ให้ข้อมูลข่าวสาร การปรึกษาแนะนำ และ ความช่วยเหลือในด้านการแพทย์และ
สาธารณสขุ
๔. ให้การส่งเสริมการพัฒนาในด้านโภชนาการ การเคหะ สุขาภิบาล นันทนาการ สภาพ
การทำงาน และในเรื่องอื่นๆ ของการอนามัยส่ิงแวดล้อม โดยร่วม มือกับองค์การชำนัญพิเศษอ่ืนๆ
ของสหประชาชาติ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 25
๕. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาชีพที่มีส่วนในการสร้าง
ความกา้ วหนา้ ดา้ นการ แพทย์และสาธารณสขุ
๖. ส่งเสริมอนามัยและสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ตลอดจนการดำรงชีวิตท่ีกลมกลืนกับ
สภาพแวดล้อมของบคุ คลโดยท่ัวไป
๗. ส่งเสริมกิจกรรมด้านสุขภาพจิต ท้ังน้ีโดยเฉพาะในกลุ่มของบุคคลที่มีความบกพร่องใน
ดา้ นมนษุ ยสัมพันธ์
๘. ส่งเสริมและดำเนินการวจิ ัย เพ่อื การพัฒนา ในด้านการแพทย์และสาธารณสุข
๙. ศึกษา และรายงานวิธีการและเทคนิคด้าน บริหารและสังคมที่มีผลกระทบต่อการ
ให้บริการทางการ แพทย์และสาธารณสุข โดยร่วมมือกับองค์การชำนัญพิเศษ ต่างๆ ของ
สหประชาชาติ
งานขององคก์ ารอนามัยโลก ดำเนนิ การภายใต้ นโยบายและการปกครองของสมัชชาอนามัย
โลก ที่ประกอบไปด้วยผู้แทน ของประเทศสมาชิก ซึ่งใน พ.ศ ๒๕๒๖ มี ๑๕๗ ประเทศ และเพ่ือ
เปน็ การกระจายการ ปฏบิ ัตงิ านขององคก์ ารฯ ให้ท่ัวถงึ ส่วนตา่ งๆ ของโลก สมัชชาอนามยั โลกในการ
ประชุมสมัยที่ ๑ ไดม้ มี ติ กำหนดพื้นท่ีการดำเนินงานออกเปน็ ๖ ภมู ภิ าค คอื
๑. ภมู ภิ าคอเมรกิ า มีสำนักงานอยู่ ณ กรุง วอชิงตัน ดี. ซ.ี
๒. ภูมภิ าคเมดเิ ตอรเ์ รเนยี นตะวันออก มสี ำนกั งานอยู่ ณ เมอื งอเลก็ ซานเดรยี
๓. ภูมภิ าคตะวันออกเฉยี งใต้ มสี ำนักงานอยู่ ณ กรงุ นิวเดลี
๔. ภูมิภาคแอฟรกิ า มสี ำนกั งานอยู่ ณ เมอื ง บราซาวลิ ล์
๕. ภมู ิภาคแปซิฟิกตะวนั ตก มีสำนกั งานอยู่ ณ กรุงมะนลิ า
๖. ภูมภิ าคยโุ รป มสี ำนกั งานอยู่ ณ กรงุ โคเปนเฮเกน
สำหรับประเทศไทย อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ท้ังหมด ๑๑
ประเทศ คือ ประเทศบังคลาเทศ ประเทศพม่า ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศ
สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลีประเทศสาธารณรัฐมัลดิฟส์ ประเทศ มองโกเลีย
ประเทศเนปาล ประเทศศรีลงั กา ประเทศ ภูฏาน และประเทศไทย
ตราองคก์ ารอนามยั โลก
ตราสญั ลกั ษณอ์ งค์การอนามัยโลก
เพ่ือให้มีการร่วมมือประสานงานกับประเทศ สมาชิกอย่าง
ใกล้ชิด องค์การอนามัยโลกยังได้ต้ังสำนักงานไว้ตามประเภท
ต่างๆ โดยมีผู้ประสานแผนงาน ขององค์การอนามัยโลกเป็น
หัวหนา้ ของสำนกั งานอีกด้วย
กองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations
Children's Fund หรือ UNICEF)
โดยมติของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ กองทุน สงเคราะห์เด็ก
แห่งสหประชาชาติได้ก่อตั้งข้ึนในวันท่ี ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ในช้ันแรกเพื่อให้ความช่วยเหลือ
เร่งด่วนแก่เด็กที่ประสบภัยสงครามในทวีปยุโรป ต่อมา เม่ือสภาพความเดือดร้อนในยุโรปคล่ีคลาย
26 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ลง สมัชชาใหญ่ออกเสียงอีกครั้งหน่ึงในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ให้ต่ออายุกองทุนออกไปอีก ๓
ปี แต่ให้เปลี่ยน เป้าหมายไปสู่เด็กในประเทศที่กำลังพัฒนา และต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ กองทุน
สงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ จึงได้เป็นหน่วยงานถาวรอยู่ในสหประชาชาติ และนิยม เรียกกัน
โดยยอ่ วา่ “ยูนเิ ซฟ” (UNICEF)
ตรากองทนุ สงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ
ตรากองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ เม่ือวันท่ี ๒๐
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๒ สมัชชา ใหญ่สหประชาชาติ ได้มีมติ
ยอมรับปฏิญญาสากลว่า ด้วยสิทธิเยาวชนเป็นเอกฉันท์ โดยมี
หลักเกณฑ์กำหนดไว้ว่า เยาวชนพึงมีสิทธิได้รับการดูแลเลี้ยงดู
ในดา้ น อาหาร ทพ่ี กั อาศัย การละเลน่ เพื่อความบันเทิงและการ
พักผ่อน การแพทย์ และการอนามัย และการศึกษา เพ่ือให้
เจริญเติบโตข้ึนโดยเสรี มีความสมบูรณ์พร้อมเพรียง ท้ัง
ทางด้านร่างกาย สมอง ศีลธรรม และจิตใจ สมกับที่เกิดมา
เป็นสมาชิกคนหนงึ่
เนื่องจากยูนิเซฟเป็นหน่วยงานหน่ึงของสหประชาชาติ ประเทศสมาชิกท้ังหมด และ
หน่วยงานชำนัญพิเศษทั้งหลาย จึงเป็นสมาชิกของยูนิเซฟด้วย นอกจากน้ีองค์การเอกชนและบุคคล
ท่ัวไปก็ได้มีส่วนสนับสนุนงานของยูนิเซฟ ท้ังในด้านการเงิน และวัสดุครุภัณฑ์ต่างๆ อีก เป็นจำนวน
มาก
โดยทั่วๆ ไป ยูนิเซฟจะมีผู้ประสานงานโครงการ อยู่ในประเทศสมาชิกเพื่อดำเนินการ
ช่วยเหลือและสนับสนุนงานพัฒนาเยาวชน โดยเฉพาะอย่างย่ิง งานอนามัยแม่และเด็ก โภชนาการ
การส่งเสริมสุขภาพเด็ก โครงการการเล้ียงเด็กกลางวัน และบริการสวัสดิการชุมชน รวมท้ัง
โครงการทมี่ ีผลทางอ้อมต่อสขุ ภาพอนามัยของเด็ก เชน่ โครงการวางแผนครอบครัว โครงการประปา
หมบู่ ้าน โครงการพฒั นาชนบทแบบผสมผสาน เหล่าน้ี เป็นตน้
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ยูนิเซฟได้รับรางวัลโนเบล ในฐานะท่ีสามารถเช่ือมโยงความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศท่ีร่ำรวยและยากจน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการมอบรางวัลได้
ประกาศว่า “ยูนิเซฟได้สร้างการเชื่อมโยง ระหว่างประเทศที่ร่ำรวย และยากจน ทำให้เราท่วั ไปต่าง
รู้สึกว่า แท้ท่ีจริงแล้วโลกก็คือครอบครัวใหญ่ ครอบครัวหน่ึง ถ้าเราต้องการจะอยู่กัน โดยสันติสุข
เราก็ต้องเรมิ่ ด้วยการให้ความสนใจ และเอาใจใสแ่ ก่เด็กทุกคนในบ้านเปน็ ประการแรก”
สภากาชาดสากล
ผู้ใหก้ ำเนดิ สภากาชาดสากล คอื นายองั รี ดูนังต์ (Henry Dunant) ชาวสวติ เซอร์แลนด์ เขา
เกิดเม่ือวันท่ี ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ณ กรุงเจนีวา ในครอบครัวขุนนางตระกูลสูง ดูนังต์เป็น
นักท่องเท่ียว เขาเดินทางไปแสวงหาโชคลาภในทวีปแอฟรกิ าเหนือ ๒ ครั้ง ในการเดินทางคร้ังท่ี ๒
เขาผ่านไปทางภาคเหนือของอิตาลี ท่ีหมู่บ้านซอลเฟริโน (Solferino) ณ ทีน่ ้ีเองที่เขาได้เหน็ การสู้รบ
ระหว่างทหารฝร่ังเศส ซึ่งเขามาช่วยอิตาลีรบกับออสเตรีย เขาเห็นทหาร ๔๐,๐๐๐ จากจำนวน
๔๐๐,๐๐๐ คน บาดเจ็บล้มตาย โดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ ด้วยแรงบันดาลใจคร้ังนี้ เขาจึงคิดทจี่ ะสรา้ ง
องค์การอาสาสมัคร เพือ่ ดแู ลทหารบาดเจบ็ ในยามสงครามข้นึ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 27
สัญลักษณข์ องกาชาด
ัญลัก ณ์ข งกาชาด จากค ามคิดข ง ังรี ดูนังต์ เม่ื ันท่ี ๑๗
กุมภาพันธ์ พ. . ๒๔๐๖ ก็ได้มีการจัดต้ัง "คณะกรรมการระ ่าง
ป ระเท เพื่ บ รรเท าทุ กข์ท ารบ าด เจ็ บ " (International
Committee for the Relief of Wounded Combatants) ซ่ึ ง
คณะกรรมการชุดนี้ได้รับการปรับปรุงใ ้เป็น ภากาชาด ากล
(International Commitee of the Red Cross) และได้เจริญเป็น
ปกึ แผน่ เรื่ ยมาจนถึงปจั จบุ ัน
ัญลัก ณ์ข งกาชาดคื เครื่ ง มายกากบาทแดง ันเป็นการใ ้เกียรติแก่ประเท
ิตเซ ร์แลนด์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดกาชาด แต่เพ่ื ป้ งกันการเข้าใจผิด ่า เคร่ื ง มายกากบาทมี
ค าม ำคัญทางคริ ต์ า นา ใน นุ ัญญาเจนี าจึง นุมัติใ ้ประชากรมุ ลิมใช้เคร่ื ง มายซีก ง
เดื นแดง แทนกากบาทแดง
ท่ั โลกถื กัน ่า ันที่ ๘ พฤ ภาคมข งทุกปี ซึ่งตรงกับ ันเกิดข ง ังรี ดูนังต์ เป็น ันที่
ระลึกกาชาด ากล และจ บถึงปี พ. . ๒๕๒๓ ภากาชาด ากลมี ภาชิกร มทง้ั ิ้น ๑๒๖ ประเท
ภากาชาดแต่ละประเท ต้ังขึ้น โดยมี ัตถุประ งค์ร่ ม ในการรัก าพยาบาลผู้ป่ ยไข้ และบาดเจ็บ
ทงั้ ในยาม งคราม และยาม งบ ตล ดจนการบรรเทา าธารณภยั โดยไม่เลื กเช้ื ชาติ ช้ัน รรณะ
ลัทธิ า นา รื ุดมคติในทางการเมื งข งผู้ประ บภัยพิบัติ น กจากนี้ยังมี งค์กร ซึ่งทำ น้าที่
ประ านงาน ข ง ภากาชาดไปประเท ต่างๆ เรียก ่า " ันนิบาต ภากาชาด" ซึ่ง ถาปนาข้ึนเมื่
ันที่ ๕ พฤ ภาคม พ. . ๒๔๖๒ โดยนายเ นรี พี. เด ิด ัน (Henry P. Davidson) เป็นผู้ริเริ่ม
และในขณะนมี้ ี ำนกั งานใ ญ่ ย่ทู ่กี รงุ เจนี า ประเท ติ เซ รแ์ ลนด์
สภากาชาดไทย
ค ามคิดทีจ่ ะใ ม้ ี ภากาชาดไทย เริม่ มขี น้ึ ต้งั แตป่ ี พ. . ๒๔๓๖ (ร. . ๑๑๒) ซ่งึ เป็นปีที่เกิด
กรณีพิพาทแยง่ ดนิ แดน ระ ่างไทยกบั ฝร่ังเ ันเป็นผลใ เ้ กดิ มีการ ู้รบกันขึ้น ท่านผู้ ญิงเปลย่ี น
ภา กร ง ์ ั น้า ญิงไทย กุล ูงใน มัยน้ัน มีค าม ่ งใยในท ารบาดเจ็บ จึงนำค ามกราบ
บังคมทลู มเดจ็ พระนางเจา้ า่ ง ฒั นาบรมราชเท ี ข ใ ท้ รงเปน็ งค์ ปุ ถัมภ์ ในการจัดตั้ง งคก์ าร
บรรเทาทุกข์ท าร ในทำน งเดีย กับ ภากาชาดในต่างประเท ซ่ึงในที่ ุด พระบาท มเด็จพระ
จุลจ มเกล้าเจ้า ยู่ ั ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตใ ้จัดตั้ง งค์กรดังกล่า โดยใช้ชื่ ่า
" ภา ุณาโลมแดง" โดยมีเจ้านายฝ่ายในช้ัน ูง และ ญิงผู้มีเกียรติ า า มัครเข้าปฏิบัติงานใน
งค์กรท่ีจัดต้ังขึ้น มีกิจกรรม ำคญั คื การ ่งเ ชภัณฑ์ า าร เ ้ื ผ้า และข งใช้ไปบำรงุ ท ารใน
นามรบ
ท่านผู้ ญิงเปล่ียน ภา กร ง ์กิจกรรมข ง ภา ุณโลมแดงได้ซบเซา ภาย ลังกรณีพิพาท
ระ ่างไทย กับฝรั่งเ ได้ ้ิน ุดลง และได้กลับมาฟ้ืนฟูข้ึนใ ม่ ในรัช มัย พระบาท มเด็จพระ
มงกุฎเกล้าเจ้า ยู่ ั ซ่ึงทรงพระราชทานท่ีดิน และทุนทรัพย์ ก่ ร้างโรงพยาบาลจุ าลงกรณ์ ใ ้
ข้ึน ยู่กับ ภากาชาด ยาม ที่ ิ ัฒนาการมาเป็น ภากาชาดไทยในปัจจุบัน คณะกรรมการกาชาด
ระ ่างประเท ได้รับร ง ภากาชาดไทย เมื่ ันที่ ๒๗ พฤ ภาคม พ. . ๒๔๖๓ และ ันนิบาต
ภากาชาดไดร้ ับ ภากาชาดไทยเข้าเปน็ มาชกิ เมื่ ันท่ี ๘ เม ายน พ. . ๒๔๖๔
28 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สภากาชาดไทยมีตัวแทนอยู่ในจังหวัดต่างๆ ท่ัวราชอาณาจักร ในนามของ “เหล่ากาชาด
จังหวัด” ซ่ึงมีหน้าท่ีบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และราษฎรที่ยากจนในท้องถ่ินทุรกันดาร ตลอดจน
สนับสนนุ และสง่ เสรมิ กิจการอนกุ าชาด อาสากาชาด บรกิ ารโลหิต และบริการดวงตาอีกดว้ ย
ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกา
สภากาชาดไทย และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรรัฐสีมาคุณากรปิยชาติ
สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่ง อปุ นายกิ าสภากาชาดไทย
การสาธารณสขุ (Primary Health Care หรือ PHC หรอื สสม.)
การสาธารณสุขพน้ื ฐาน หมายถงึ การดูแลสุขภาพท่ีจำเป็นซ่งึ จัดให้อย่างทั่งถงึ สำหรบั ทกุ คน
ทุกครอบครวั และในทกุ ชมุ ชน โดยการยอมรบั และการมสี ่วนรว่ มอย่างเตม็ ทขี่ องทุกคน ด้วยค่าใชจ้ า่ ย
ที่ไม่เกินกำลังของชุมชนและประเทศจะรับได้ นอกจากน้ัน การสาธารณสุขพ้ืนฐานยังต้องก่อให้เกิด
การผสมผสานระหว่างระบบบริการสาธารณสุขของประเทศกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทีเ่ ป็น
ธรรม โดยมรี ะบบบรกิ ารสาธารณสขุ เป็นแกนกลาง
การสาธารณสุขพื้นฐาน เป็นกลวิธีทางสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นจากระบบบริการสาธารณสุข ซ่ึง
มีอยู่ในระดับตำบลและหมู่บ้าน ผสมผสานทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การ
ป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพท่ีดำเนินการโดยประชาชน โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ด้วยวิธีการ
หรอื เทคโนโลยที ่ีเหมาะสม โดยมีผสู้ ื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)
เป็นผูป้ ระสานงาน
ความสำคัญของการสาธารณสุขพื้นฐาน
ประวัติความเป็นมา เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๔-พ.ศ. ๒๕๒๕ องค์การอนามัยโลกได้
เสนอความคิดขึ้นมาว่า หากจะใหป้ ระชากรทุกคนในโลกหรอื ประชากรในประเทศมีสขุ ภาพอนามัยทด่ี ี
ข้ึนแล้ว งานสาธารณสุขจะต้องได้รับการส่งเสริม ให้ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
ซึ่งในขณะน้ันก็ได้มีประเทศต่างๆ ได้เริ่มดำเนินการทำนองนี้แล้ว รวมท้ังประเทศไทยด้วย พร้อมกัน
น้ันประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกได้มีมติให้ถือว่า ปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็น
เป้าหมายท่ีประชากรทุกคนของประเทศสมาชิกจะมีสุขภาพอนามัยดีอย่างท่ัวถึง ซึ่งประเทศสมาชิก
ทุกประเทศรวมท้ังประเทศไทย ได้ยอมรับเป้าหมายดำเนินงาน เม่ือเดือนกันยายน ๒๕๒๑ได้มีการ
ประชุมเรอื่ งการสาธารณสุขมูลฐานขึ้นที่เมืองอัลมาอตาประเทศรัสเซีย ที่ประชุมยอมรับหลักการว่า
สาธารณสขุ มูลฐาน เปน็ กลวิธีท่เี หมาะสมทจี่ ะทำใหป้ ระชากรทุกคนมีสขุ ภาพอนามยั ดอี ยา่ งท่ัวถงึ ได้
ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของในงานสาธารณสุข ที่จำเป็นเบื้องต้นหรือพ้ืนฐาน
คืองานด้านการดแู ลรกั ษาโรคหรือการเจ็บปว่ ยท่จี ำเป็น การรจู้ ักระวังและป้องกันโรคตดิ ตอ่ ท่สี ำคัญๆ
และพบบอ่ ยในหมู่บ้าน การมคี วามร้ทู างด้านสาธารณสุข เช่น สขุ าภิบาล อาหาร อนามัยแมแ่ ละเด็ก
การวางแผนครอบครัว การฟ้ืนฟูสภาพผู้ป่วย เป็นต้น โดยความรเู้ หล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่รู้อยู่เฉพาะคน
หนึ่งคนใด แต่จะต้องมีการแพร่กระจายความรู้ดังกล่าวรวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลไปสู่เพื่อนบ้าน
และชุมชนด้วย ภารกิจเหล่านี้ เป็นสิ่งท่ีรัฐบาลโดยระบบบริการของรัฐมีความปรารถนาเป็นอยา่ งย่ิง
ทจี่ ะให้บงั เกดิ ขน้ึ แกป่ ระชาชนทุกคน
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 29
การสาธารณสุขมูลฐาน เป็นกลวิธที างการสาธารณสขุ ทเ่ี พิม่ ข้ึนจากระบบบรกิ ารสาธารณสุข
ของรฐั ซ่งึ มีอยู่ในระดับตำบลและหมู่บ้าน การสาธารณสขุ มูลฐานเป็นวธิ ีการให้บรกิ าร สาธารณสุขท่ี
ผสมผสานทัง้ ทางด้านการรักษาพยาบาล การสง่ เสริมสขุ ภาพ การป้องกนั โรค และการฟืน้ ฟสู ภาพท่ี
ดำเนินการโดยประชาชนเอง ซ่ึงประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนการดำเนินงานและการ
ประเมินผล โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสาร การให้การศึกษา
ฝกึ อบรมและระบบส่งต่อผ้ปู ว่ ย โดยอาศัยทรพั ยากรทมี่ ีอยู่ในทอ้ งถ่ินเป็นหลกั
นอกจากน้ี การสาธารณสุขมูลฐานยังเป็นจุดเร่ิมต้นในการพัฒนาชุมชน เพื่อให้สามารถแก้ไข
ปัญหาได้ด้วยตนเอง และสามารถช่วยตนเองได้ โดยอาศัยการพัฒนาสาธารณสุขผสมผสานไปกับ
การพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การศึกษา การเกษตรและสหกรณ์ และการพัฒนาชุมชน ฯลฯ โดยอาศัย
ความร่วมมือของชุมชนในเรื่องต่างๆ เช่น ความคิด แรงงาน เงิน หรือทรัพยากรอ่ืนๆ ที่สามารถหา
ได้ในท้องถิ่น ความร่วมมือเหล่าน้ีจะต้องเป็นความต้องการและความสมัครใจของชุมชนเอง ในอันที่
จะแก้ไขปัญหาที่เกดิ ขน้ึ เพื่อตัวของเขาเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อชมุ ชนของเขา โดยมิได้หวังสิ่งตอบ
แทนใดๆ ท้ังสน้ิ
นอกจากงานสาธารณสุขมูลฐานจะไดช้ ือ่ ว่าเปน็ จดุ ศูนย์กลางของการผสมผสานของงานต่างๆ
ภายในหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสขุ ดว้ ยกนั แล้ว งานสาธารณสขุ มูลฐานยังมีความสำคัญเก่ยี ว
โยงกับงานพัฒนาด้านอ่ืนๆ อีกด้วย ท้ังนี้เพราะเหตุว่าการพัฒนางานสาธารณสุขแต่เพียงส่วนเดียว
ไม่สามารถที่จะขจัดปัญหาสาธารณสุขของประเทศได้ เพราะเหตุว่างานสาธารณสุขน้ัน จะต้อง
ควบคู่กันไปกับงานพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน เช่น รายได้ การครองชีพ อาชีพ
ภาวะการศึกษา เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การสาธารณสุขมูลฐาน จึงเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญของการ
ผสมผสานระหว่างงานสาธารณสขุ และงานพฒั นาในดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม
หลักในการดำเนนิ งานสาธารณสุขพื้นฐาน
นโยบายพัฒนาชนบทและเขตเมืองเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ในอันท่ีจะทำให้
ประชาชนท่ีมีฐานะยากจน ด้อยการศึกษา และมีสถานภาพทางสุขภาพต่ำ ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
ส่วนท่ีดีอยู่แล้วก็ให้รักษาระดับไว้ได้หรือดียิ่งข้ึนไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่าสุขภาพอนามัยของ
ประชาชนเป็นสิ่งสำคญั ท่ีจะเอ้ือต่อการพัฒนาประเทศ ดังนัน้ รฐั บาลจึงได้เรง่ ระดมทรัพยากรที่มีอยู่
อย่างจำกัดมาดำเนินการในการให้บริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชน แต่บริการสาธารณสุขเหล่าน้ัน
ยังไม่สามารถครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ได้ ทั้งนี้เพราะงบส่วนใหญ่นำไปใช้ในการจัดสร้างสถาน
บริการสาธารณสุขต่างๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดบริการ
สาธารณสุข นอกจากมีงบประมาณจำกัดแล้ว การกระจายบุคลากรทางการแพทย์และการ
สาธารณสุขยังอยู่ในสภาพที่ไม่สมดุลย์กันอีกด้วย โดยยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงหรือตามเมือง
ใหญ่ และประชาชนยังขาดความรู้ในเร่ืองสุขภาพอนามัยและประโยชน์ของสถานบรกิ ารสาธารณสุข
ของรัฐที่มีอยู่ ด้วยเหตุนี้บริการสาธารณสุขท่ีรัฐจัดให้จึงเป็นบรกิ ารที่ไม่สามารถท่ีจะแก้ปัญหาได้ทัน
ถ้าหากไม่หากลวิธีในการแก้ปัญหาเสียใหม่ ซ่ึงกลวิธีนั้นก็คือ กลวิธีในการพัฒนาประชาชนให้เกิด
ความรู้ความสามารถท่ีจะช่วยเหลือ หรือดำเนินการสาธารณสุขที่จำเป็นขั้นมูลฐานหรือขั้นพ้ืนฐานได้
ด้วยตัวของเขาเอง โดยวิธีการอย่างนี้ก็จะมีงานสาธารณสุขที่ประชาชนทำได้และประชาชนทำไม่ได้
รฐั บาลจะทำในส่ิงทปี่ ระชาชนทำไม่ได้ และจะตอ้ งพฒั นาให้ประชาชนเกดิ ความสามารถทำในสง่ิ ทเ่ี ขา
สามารถทำได้โดยอาศัยวิทยาการและวิทยากรต่างๆ เม่ือเป็นเช่นนี้พอจะมองเห็นได้ว่าทรัพยากรไม่
30 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นมากมาย แต่บริการสาธารณสุขที่จำเป็นขั้นมูลฐานหรือข้ันพื้นฐานสามารถเข้าถึง
ประชาชนได้อย่างทว่ั ถึงทุกคน
ดังน้ัน การท่ีจะขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชากรในชนบทให้ได้มากยิ่งข้ึนนั้น
จำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องนำเอาประชาชนมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของชุมชน และ
ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีอยดู่ ้วยวิธีหรือเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม ท้ังน้ีโดยประสานความคิดและความ
ร่วมมือกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบของอาสาสมัครสาธารณสุข โดยภาครัฐให้การ
สนับสนนุ เร่อื งต่างๆ ตลอดจนใหค้ วามรดู้ ้านสาธารณสุขทจ่ี ำเป็นแก่อาสาสมัครสาธารณสุข ซึง่ ไดร้ ับ
การคัดเลือกจากประชาชนในชุมชนของตนเอง แนวความคดิ ในลกั ษณะนีเ้ รียกว่า “การสาธารณสขุ มูล
ฐาน”
หลกั การท่สี ำคัญของการสาธารณสขุ พ้ืนฐานมี ๔ ประการ คอื
๑. การมีส่วนร่วมของชุมชน (People Participation = P.PหรือCommunity Participation,
Community Involvement = C.I) ซ่ึงสำคัญต้ังแต่การเตรียมเจ้าหน้าที่ เตรียมชุมชน การฝึกอบรม
การตดิ ตามดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รูส้ ึกเป็นเจ้าของและเข้ามาร่วมช่วยเหลือ
งานด้านสาธารณสุข ท้ังด้านกำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มิได้หมายถึงชุมชนให้ความ
ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการพัฒนา หากแต่หมายถึงประชาชนในชุมชนน้ันเป็นผู้ตระหนักถึง
ปัญหาของชุมชนของตนเป็นอย่างดี จึงเป็นผู้กำหนดปัญหาสาธารณสุขของชุมชนนั้นเอง เป็นผู้
วิเคราะห์ปัญหา ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาของชุมชน ท้ังนี้ โดยชุมชนมีความสามารถในการ
แยกแยะได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาใดประชาชนในชุมชนสามารถแก้ไขได้ วิธีการใดอยู่นอกเหนือ
ความสามารถของชุมชน ก็ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคลหรือองค์กรภายนอกเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา
รปู แบบการมีส่วนร่วมของประชาชนมีำไดห้ ลายรูปแบบ ตัวอย่างของรปู แบบการดำเนินงานท่ีผ่านมา
ไดแ้ ก่
- การสำรวจและใชผ้ ลการสำรวจความจำเปน็ พืน้ ฐาน (จปฐ.)
- การจดั ตง้ั กองทนุ หมนุ เวยี นในหม่บู า้ นเพอ่ื แกป้ ัญหาสาธารณสขุ
- การจดั ตัง้ ศูนย์สาธารณสุขพนื้ ฐานชมุ ชน (ศสมช.)
- การคดั เลอื กและฝึกอบรม อสม. กสค. เปน็ ต้น
๒. การใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม (Appropriate Technology = AT) เทคนิคและวิธีการท่ีใช้
ในงานสาธารณสุขพ้ืนฐาน ควรเป็นเทคนิควิธีการที่ง่ายไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก เหมาะสมกับแต่ละสภาพ
ท้องถิ่นและประชาชนสามารถปฏิบัติได้ เทคนิควิธีการซึ่งหมายรวมตั้งแต่วิธีการค้นหาปัญหา
ขบวนการในการแก้ไขปัญหา จนกระทง่ั ถึงเทคนิคในการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเอง เช่น การทำระบบ
ประปาด้วยปล้องไม้ไผ่ การใช้สมุนไพรในชุมชน การใช้ระบบการนวดไทยเพื่อบรรเทาอาการปวด
เม่ือย เป็นต้น เทคนิคเหล่านี้อาจเป็นภูมิความรู้ด้ังเดิมในชุมชน ท่ีชุมชนมีการถ่ายทอดในการแก้ไข
ปัญหาสาธารณสุขของตนเองมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เช่น การใช้ยาหรือแพทย์แผนไทยในการ
รักษาพยาบาลโรคบางอย่าง หรือการนวดไทย หรือเป็นภูมิความรู้ใหม่ที่ชุมชนได้เรียนรู้เพ่ิมเติมว่า
เหมาะสมกับชุมชนในการแก้ปัญหา เช่น การใช้อาหารเสริมในการแก้ไขปัญหาโภชนาการ การจัดทำ
โอ่งน้ำเพ่ือเก็บน้ำสะอาด เป็นต้น หากการเรียนรู้ไปยังอีกชุมชนหน่ึงในลักษณะที่ประชาชนถ่ายทอด
ความรู้สู่ประชาชนด้วยกันเอง อาจจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือ โดยการสนับสนุนช่วยเหลือของ
เจ้าหน้าท่ีภาครัฐ โดยวิธีการท่ีเรียกว่า การแลกเปล่ียนเทคโนโลยีระหว่างหมู่บ้าน หรือ TVDV
(Technology cooperation among developing villages) จะทำให้ขบวนการเรียนรู้เหล่านี้เป็นไป
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 31
โดยกว้างขวาง รวดเร็ว ซ่ึงจะเป็นประโยชน์กับประชาชนในการแก้ไขปัญหาของเขาเองที่ประชาชน
สามารถปฏบิ ัติได้
๓. มีการปรับระบบบริการพ้ืนฐานของรัฐ เพ่ือรองรับการสาธารณสุขพื้นฐาน (Reoriented
Basic Health Service = BHS) หรือ Health Infrastructure ระบบบริการของรัฐ และระบบ
บรหิ ารจัดการที่มีอยู่แล้วของรัฐ จะต้องปรบั ให้เชอ่ื มต่อและรองรบั งานสาธารณสุขพ้ืนฐานด้วย ทงั้ นี้
โดยมีความมุ่งหมาย ดงั นี้ คือ
๓.๑ ต้องการให้เกดิ การกระจายการครอบคลุมบรกิ ารให้ทวั่ ไป (Coverage)
๓.๒ การกระจายทรัพยากรลงสู่มวลชน (Resource Mobilization)
๓.๓ การจดั ระบบส่งตอ่ ผู้ป่วยทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ (Referal System)
ในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข มีความพยายามที่จะปรับ ระบบบริการ
สาธารณสุขของรัฐให้เอื้อต่องานสาธารณสุขพ้ืนฐาน ดังจะพิจารณาได้จากโครงการต่าง ๆ ท่ีสำคัญ
คือ
- โครงการบัตรสขุ ภาพ
- โครงการพัฒนาระบบบริการของสถานบริการและหน่วยงานสาธารณสุขในส่วน
ภูมภิ าค (พบส.)
- คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ (คปสอ.)
เป้าหมายของการปรบั เปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุข ก็เพื่อท่ีจะทำให้ประชาชนสามารถท่ี
จะเข้าถึงบริการท่ีมีคุณภาพได้ รวมท้ังสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง การ
ปรับเปล่ียนระบบบริการจะต้องมีการดำเนินงานในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับสถานีอนามัยซ่ึงอยู่
ใกล้ชุมชน โรงพยาบาลชุมชนในระดับอำเภอ โรงพยาบาลท่ัวไป/โรงพยาบาลศูนย์ในระดับจังหวัด
รวมทั้งสถานบริการเฉพาะทางต่าง ๆ เพ่ือให้ประชาชนได้รบั บริการอย่างท่ัวถึงเป็นธรรม และได้รับ
การส่งตอ่ เพ่อื ดแู ลอยา่ งตอ่ เนื่องเมื่อมคี วามจำเป็น
๔. การผสมผสานกับงานของกระทรวงอ่ืน ๆ (Intersectoral Collaboration = IC) งาน
สาธารณสุขพื้นฐานจะสำเร็จผลได้ต้องผสมผสานทำงานไปด้วยกันได้ ท้ังภายในกระทรวงและต่าง
กระทรวง แนวคิดท่ีสำคัญของการดำเนินงานในด้านน้ี คือ การประสานเพ่ือให้หน่วยงานอ่ืนทำงาน
ในความรับผิดชอบของหนว่ ยงานน้นั ๆ ในลักษณะทส่ี ่งเสรมิ หรือสอดคล้องกับการพัฒนาดา้ นสุขภาพ
ไม่ใช่ขอให้บุคลากรของหน่วยงานอ่ืนมาร่วมกันปฏิบัติงานภาคสาธารณสุข ปัจจัยสำคัญท่ีจะช่วยให้
การประสานงานระหว่างสาขาเป็นไปอย่างได้ผล คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ว่า การ
ดำเนินงานเร่ืองอะไร ของหน่วยงานใดจะมีส่วนในการส่งเสริมการมีสุขภาพดี เช่น การศึกษา
การเกษตร การปรบั ปรงุ ด้านสิง่ แวดลอ้ ม การสง่ เสริมบทบาทขององค์กรชุมชน ฯลฯ
การประสานความรว่ มมือต้องดำเนนิ การในหลายระดับ แต่ทส่ี ำคัญน้ันหากสามารถสรา้ งให้
เกิดความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาในชุมชนเป็นหลัก โดยให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดหรือตัดสินใจ ก็จะช่วยให้
ความร่วมมือน้ันชัดเจนและมีประสิทธิภาพ รปู แบบสำคัญที่มีการศึกษาวิเคราะห์และมีประสิทธิภาพ
ในการส่งเสริมการประสานงานระหว่างสาขา คือ การใช้ จปฐ. เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนซ่ึงในแง่ของการส่งเสริมการประสานงานระหว่างสาขานั้นถูกเน้นหนัก คือการ
ประสานงานเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ยอมรับและร่วมกันใช้เป้าหมาย จปฐ. ในส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับ
หน่วยงานของตนเองเป็นเป้าหมายในการทำงานกับประชาชนในพื้นท่ี หรือหากจะมีการปรับเปล่ียน
32 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เป้าหมายและตัวช้ีวัด จปฐ. ก็ต้องปรับเปลี่ยนโดยมุ่งวิเคราะห์ให้เห็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณภาพ
ชีวติ ทีด่ ีขึน้ ของประชาชน
องคป์ ระกอบของงานสาธารณสุขมลู ฐาน
ประกอบด้วยการบริการแบบผสมผสาน ๔ ด้าน คือ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
การ รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพซึ่งงานทั้ง ๔ ด้านน้ี สามารถแยกออกเป็นงานที่ประชาชน
จะมสี ว่ นรว่ มในการดำเนินงานได้ดังต่อไปน้ี คอื
๑. การให้การศึกษาวิธีป้องกัน และการควบคุมปัญหาสุขภาพอนามัยที่มีอยู่โดยการให้สุข
ศึกษาในเร่อื งต่างๆ เช่นเรื่องที่หมู่บ้านไดเ้ ลือกจะดำเนนิ งานตามแผนสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือเรอื่ งท่ี
เป็นปัญหาของท้องถ่ิน และดำเนินงานตามกจิ กรรมทก่ี ำหนด เผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรค
และการสง่ เสริมสุขภาพอนามยั ให้แกป่ ระชาชนในหมูบ่ า้ น หรอื ในชมุ ชน
๒. การสนับสนุนการจัดหาอาหาร และโภชนาการ มุ่งเน้นท่ีกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี และ
หญิงมีครรภ์ โดย ผสส. และ อสม. ทำหน้าท่ีกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโภชนา-
การท่ีเกิดขึ้น เช่น โรคขาดสารอาหารในเด็กอายุ ต่ำกว่า ๕ ปี หรือเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย
เป็นตน้ โดยร่วมมอื กบั ชุมชนในการเฝ้าระวงั ทางโภชนาการของเด็กอายุต่ำกวา่ ๕ ปี ให้ความรู้โภชน
ศึกษาแกม่ ารดา และประชาชน ตลอดจน สง่ เสรมิ การผลิตอาหารท่มี คี ณุ ค่าในหมู่บา้ น
๓. การจัดหาน้ำสะอาดให้พอเพียง และการสุขาภิบาลข้ันพ้ืนฐาน สนับสนุนให้ประชาชนมี
บทบาทในการพัฒนาการสขุ าภบิ าลได้ด้วยตนเอง โดย ผสส. และ อสม. ชแี้ จงให้ประชาชนทราบถึง
ความสำคัญ ของการจัดหาน้ำสะอาดไว้ดื่ม การสร้างส้วม การกำจัดขยะมูลฝอย การจัดบ้านเรือน
ให้สะอาด และรวบรวมข้อมูลในหมู่บ้าน พร้อมท้ังกำหนดเป้าหมายท่ีจะดำเนินการ เพ่ือพัฒนาการ
สุขาภบิ าลในหมบู่ า้ น
๔. การดูแลอนามัยแม่และเด็ก และการวางแผนครอบครัว ผสส. และ อสม. ช้ีแจงให้
ประชาชนทราบถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการดูแลก่อนคลอด (การฝากครรภ์) การคลอด
และการดูแลหลังคลอด พร้อมทั้งนัดหมายเจ้าหน้าที่ ในการออกไปตรวจครรภ์ก่อนคลอด นัดหมาย
มารดา มารับบริการ และความรู้ในการปฏิบัติตัวที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับ
การเลี้ยงดเู ดก็
๕. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อต่อต้านโรคติดต่อท่ีสำคัญ เพ่ือสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน
โรคติดต่อ ทป่ี ้องกันได้ดว้ ยวคั ซีน แก่ประชาชน โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเดก็ อายุต่ำกวา่ ๕ ปี อยา่ งทว่ั ถึง
น้ัน ผสส. และ อสม. ซึ่งเป็นแกนกลางจะช้ีแจงให้ประชาชน ทราบถึงความสำคัญของการได้รับ
วัคซนี และนัดหมายเจ้าหนา้ ท่ี ออกไปใหบ้ รกิ ารแก่ประชาชนตามจดุ นดั พบต่างๆ ซึ่งอาจจะเปน็ ทบ่ี ้าน
หรอื ทป่ี ระชมุ หมูบ่ า้ นกไ็ ด้
๖. การป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในท้องถ่นิ ผสส. และ อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบ
ว่า ในหมู่บ้านมีโรคอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคพยาธิ โรคไข้เลือดออก ซ่ึง
จำเป็นต้องได้รับการป้องกัน และรักษา รวมทั้งการร่วมมือกันในการดำเนินการควบคุม และป้องกัน
มิใหเ้ กดิ โรคระบาดขึ้นได้
๗. การรักษาพยาบาลท่ีเหมาะสมสำหรับโรค และการบาดเจ็บท่ีพบบ่อย อสม.ให้การ
รกั ษาพยาบาลทจี่ ำเป็นเบ้ืองต้นแก่ชาวบ้าน และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความสามารถของ อสม.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 33
ในการรักษาพยาบาล ช้ีแจงให้ทราบถึงสถานบริการของรัฐ ผสส.และ อสม. ร่วมกับประชาชนใน
หมูบ่ ้านช่วยกันจัดหาเวชภัณฑส์ ำหรับหมู่บ้าน และสง่ ต่อผูป้ ว่ ย ถา้ เกนิ ความสามารถของ อสม.
๘. การจัดหายาท่ีจำเป็นไวใ้ ชใ้ นหมู่บ้าน โดยดำเนินการจดั ตั้งกองทนุ ยาและเวชภัณฑ์ประจำ
หมู่บ้าน และดำเนินการให้ประชาชน สามารถซ้ือยาได้จาก อสม. หรือ จากกองทุนยาและเวชภัณฑ์
ประจำหมู่บา้ น ไดส้ ะดวกรวดเรว็ และในราคาถกู
๙. การทันตกรรมสาธารณสุข ผสส. และ อสม. ชี้แจง และให้ความรู้ แก่ประชาชนเรื่อง
การดูแลฟันโดยเฉพาะในเด็ก จะต้องมีการรักษาสุขภาพของช่องปากและฟัน ผสส. และ อสม. นัด
หมายให้ประชาชนรับบรกิ าร เมอื่ มหี นว่ ยทันตกรรมเคลื่อนทีเ่ ขา้ มาในชมุ ชน
๑๐. การสุขภาพจิต ผสส. และ อสม. ช้ีแจงให้ประชาชนทราบ ถึงการส่งเสริมสุขภาพจิต
การค้นหาผู้ป่วยในระดับชุมชน เพือ่ จะได้รับการแนะนำทถ่ี กู ต้อง งานน้จี ะไดผ้ ล ต่อเมอ่ื ผสมผสานกับ
งานบรกิ ารอนื่ รวมท้งั การรว่ มมือของชุมชน
แต่อย่างไรก็ดี องค์ประกอบต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น ครอบคลุมปัญหาของชุมชนใน
ชนบทซึ่งปญั หาดังกล่าวคงจะมีอยอู่ ีกนาน จนกว่าประชาชนทงั้ หมดจะรับรู้ เขา้ ใจและให้ความร่วมมือ
ปฏบิ ตั ิตามหลักการของบรกิ ารสาธารณสุขมูลฐานเทา่ นนั้
พระพทุ ธศาสนากับงานสาธารณสุข
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เป็นสิ่งยึดเหนย่ี วทางจิตใจของคนไทยมาช้านาน
พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจในสิ่งที่มันเกิดข้ึนเอง โดยที่ไม่มีใครสามารถไปบังคับให้
มันเกิดข้ึนได้ ทุกอย่างเป็นระบบโดยตัวของมันเองท้ังสิ้น แต่มนุษย์ก็พยายามที่จะฝืนธรรมชาติโดย
การกระทำหรือสร้างส่ิงต่างๆ ข้ึนมาตอบสนองความต้องการของตนเองอยู่เสมอส่ิงแล้วสิ่งเล่า ซึ่ง
มนุษย์ก็จะได้ใช้สิ่งท่ีคิดว่ามีค่าเหล่านี้ได้ก็เพียงช่ัวคราวเท่าน้ัน เพราะชีวิตคนเราทุกคนนั้นเกิดมาก็
เสื่อมลงและเข้าหาความตายไปทุกวันๆ โดยไม่มีใครสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้และไม่
เคยเตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่าจะต้องตาย เมื่อเจ็บไข้ก็ต้องหาทางรักษาชีวิตของตนเองไว้ สิ่งต่าง
เหล่านีเ้ ป็นความทกุ ขท์ ่ีเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกผู้ทกุ นามไมเ่ ลือกช้ันวรรณะ จากทุกขท์ ีเ่ กิดจากการเกิด แก่
เจ็บและตายเหล่านี้จึงต้องมีสาธารณสุขเกิดข้ึน เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ส่วนความสุขนั้นก็เป็น
เพียงชั่วคราวเทา่ น้ันเพราะร่างกายเป็นของธรรมชาติเกิดมาตามสภาพกรรม ใครสร้างกรรมอย่างไร
ก็ต้องรับกรรมอย่างน้ัน ด่ังพุทธสุภาษิตท่ีว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ไม่มีใครสามารถเลือกร่างกายท่ีสวยงาม ไม่มีใครห้ามความเกิด ความเสื่อมและความตายได้
บทบาทของสาธารณสุขนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่เร่ิมปฏิสนธิในครรภ์มารดา การเกิด
ความเสื่อมและความตาย นอกจากทางด้านร่างกายแล้วสภาพจิตใจพุทธศาสนาก็เข้ามามีบทบาท
ด้วย การเจบ็ ปว่ ยอยบู่ อ่ ยๆบางครง้ั กเ็ กิดความทกุ ขจ์ ติ ใจทอ้ แท้เบื่อหนา่ ยเศร้าหมอง พระพุทธศาสนา
ได้สอนให้เข้าใจธรรมชาติอยู่แล้ว เพ่ือเป็นการกระทำทางใจให้ถูกต้องเป็นการเตรียมพร้อมกับ
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึนท้ังในสภาพปัจจุบันและในอนาคตและไม่ให้ยดึ อดีต หรือความเศรา้ หมองท่ี
ผ่านมาแต่สามารถเอาอดีตมาเป็นบทเรียนสอนตนเองได้ มนุษย์เราถ้าสามารถทำใจได้อยา่ งนีแ้ ล้วไม่
ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะพร้อมรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้เสมอเพราะนั่นคือธรรมชาติ เมื่อเกิดข้ึนแล้วก็
ต้องดบั ไม่มีธรรมชาติใดเกิดข้ึนแล้วทรงสภาพเดิมอยอู่ ย่างน้ันได้ไม่ว่าจะเป็นสภาพสุขหรือทุกข์ เมื่อมี
ผู้ป่วยก็ต้องมีคนดูแลซ่งึ เรียกกันว่า “พยาบาล” พยาบาลทดี่ ีนัน้ นอกจากจะมีวิชาความรูท้ างดา้ นการ
พยาบาลแล้วพยาบาลควรมีคุณธรรมในจิตใจ พระพุทธศาสนาก็ได้สอนหลักธรรมไว้สำหรับการอยู่
34 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ร่วมกันของมนุษย์เพื่อความสงบสุข และตัวพยาบาลเองก็ควรได้ศึกษาหลักธรรมให้เข้าใจเพื่อให้เกิด
ปัญญา(ร้ใู ห้แจ้งไม่ใช่รู้จำ)เพ่ือนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีคณุ ภาพ คุณธรรมที่พยาบาลควรมี
คอื
-พรหมวหิ าร ๔ ไดแ้ ก่ เมตตา คอื การปรารถนาให้ผอู้ ื่นพน้ ทกุ ข์ ผู้ท่ีมคี วามเมตตาอยู่ในจิต
-สังคหวตั ถุ ๔ ไดแ้ ก่ ทาน ปยิ วาจา อตั ถจริยา และ สมานัตตา
-อทิ ธบิ าท ๔ ได้แก่ ฉนั ทะ วริ ิยะ จติ ตะ วมิ ังสา
คุณธรรมเหล่านี้ควรที่จะมีสำหรับผู้ท่ีเป็นพุทธมามกะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยแล้ว
สำหรับพยาบาลกค็ วรจะมคี ุณธรรมประจำใจเพื่อใหก้ ารปฏิบตั ิงานนน้ั สำเรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดี
สาธารณสุข เป็นเร่ืองเกี่ยวข้องกับชีวิตคน (ชีวิตมนุษย์) เป็นความสุขของคนที่ปราศจาก
โรคภัยไข้เจ็บ หรือกระบวนการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคน ในทางพระพุทธศาสนา สุขนัยยะนี้
เป็นได้ท้ังท่ีเป็นโลกิยสุข และโลกุตตรสุข สุขภาพท่ีดีในศาสนาพุทธ เรียกว่า “อนานัย” คือการไม่มี
โรค หรือมีอาพาธน้อย ปราศจากทุกข์
เม่ือไม่กี่ปีท่ีผ่านในแวดวงคนทำงานดา้ นการแพทย์หรอื ทางการสาธารณสุขแลว้ ย่อมไม่มีใคร
เลยท่ีไม่เคยไดย้ ินคำว่า “องค์รวม” (holistic care /holistic health) คำๆ น้ีไดว้ ่าเคยไดย้ ินครั้งแรก
สมยั เม่ือประมาณปี ๒๕๓๖ ซึง่ เป็นวชิ าสังคมศาสตรก์ ารแพทย์และสาธารณสขุ ซึง่ มกั จะเรยี กวิชานี้
ว่า “วิชาหมอผี” (shaman)๔ เพราะผู้กล่าวแต่ละท่านจะนำองคค์ วามรดู้ ้านสังคมศาสตรท์ ี่เก่ียวเน่ือง
กบั การดูแลสุขภาพของชาวบ้าน ซ่ึงแน่นอนว่ายอ่ มหนีไม่พ้น เรื่องหมอมด หมอผี หมอแหก หมอเป่า
หมอเยา และอีกสารพัดหมอ แต่เม่ือได้ฟังได้ศึกษาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว สิ่งที่น่าจะเป็นข้อสรุป
ของวิชาสังคมศาสตรก์ ารแพทย์ตามความรู้สึก ก็คือว่าสังคมวิทยาการแพทยไ์ ด้เพิ่มมิติของการดแู ล
สภาวะด้านจิตวิญญาณ (Spiritual) เข้ามา ซ่ึงต่างจากมุมมองด้านการแพทย์และสาธารณสุขเดิมๆ
หรือท่ีเราเรียกว่าการแพทย์ตะวันตกนนั้ มักจะดูและมิติทางกายเป็นหลัก (แม้จะมีเรอ่ื งของจิตใจอยู่
ด้วย แต่มักจะเป็นเร่ืองโรคจิตประสาทหรือจิตเวชมากกว่า) การดูแลสุขภาพทุกมิติ หรือที่เรียกว่า
การดูและสุขภาพแบบองค์รวมจึงเป็นแนวคิดและวิธกี ารที่มองมนษุ ย์เปน็ คนเตม็ คน ทีป่ ระกอบไปด้วย
กายและจิตใจ ซึ่งการมองกายคนเต็มคนนนั้ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ หลักการมองคนแบบเต็มคน
นั้น พระพุทธองค์ ท่านได้จำแนกแยกแยะคนออกเป็นองค์ประกอบย่อยถึง ๕ ส่วน หรือ ๕ ขันธ์คือ
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ โดยในส่วนท่ีเป็นด้านกายหรือ
รูปธรรมเทา่ น้นั (รูป ๒๘) ท่านจดั เป็นรปู ขันธ์ทง้ั หมด ส่วนอีก ๔ ขันธ์ทเี่ หลือ ท่านจัดไว้เป็นสว่ นด้าน
จิตใจ หรือนามธรรม (เวทนาเจตสิก เป็นเวทนาขันธ์, สัญญาเจตสิก เป็นสัญญาขันธ์, เจตสิก ๕๐
เป็นสังขารขันธ์, จิต ๘๙ เป็นวิญญาณขันธ์) นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาสตร์การดูแลคนครบทั้งคนน้ัน
พระพุทธองค์ท่านได้ทรงสั่งสอนมาก่อนการแพทย์ตะวันตกกว่า ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว และพิสูจน์ให้พวก
เราไดเ้ ห็นวา่ สจั ธรรมทพี่ ระองคค์ น้ พบและนำมาเปดิ เผยนั้น สามารถนำมาประยกุ ตใ์ ชไ้ ดไ้ มจ่ ำกดั เวลา
หากเรามองดูเป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนาแล้วคือการถึงทีส่ ดุ แหง่ ทุกข์หรือนิพพาน อันถือ
ว่าเป็นสภาวะความสมบูรณ์แห่งจิต ท่ีหลุดจากเครื่องร้อยรดั ท้ังหลายน่ันคือกิเลสน่ันเอง บุคคลที่ถึง
สภาวะสมบูรณ์ของจิตนัน้ เรยี กว่าพระอรหันต์ พระพุทธองค์ท่านได้ทรงยังได้ทรงสอนวิธีปฏิบัติให้ถึง
ท่ีสุดแห่งทุกข์ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ พระพุทธองค์ท่านได้มองความทุกข์ของคนอยู่ที่สภาวะจิตเป็น
๔ วิชาพ้ืนบ้าน ที่ว่าด้วยองค์ความรทู้ ่ีสืบต่อกันมาจากรนุ่ สู่รุ่น เป็นกรรมวธิ ีการบำบัดรักษามีแบบภมู ิปัญญาท้องถ่ิน หรือภูมิ
ปัญญาชาวบ้าน มที ้ังเวทยม์ นต์ คาถา การแสดงการรา่ ยรำ การปัดเปา่ ด้วยนำ้ มนต์ การรักษาด้วยพืชสมุนไพร การทำขวัญ การเรยี ก
ขวัญ เปน็ กรรมวธิ ีแบบผสมผสาน โดยผ่านบุคคลที่เรียกวา่ “หมอ” มิใชเ่ พียงแค่หมอผเี ทา่ นั้น ยงั มีหมอประเภทอ่ืนๆ อกี มากมาย ฯลฯ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 35
หลักจนถงึ กับมีพทุ ธพจน์วา่ “คนเรานน้ั ไมป่ ่วยทางกายเลย เป็นเวลานับ ๑๐ ปี กม็ ี ๒๐ ปีกม็ ี ๑๐๐ ปี
ก็มี แต่คนไม่ป่วยทางใจเลยน้ันไม่มีเลย ยกเว้นเพียงพระอรหันต์เท่านั้น” ดังในคิลานสูตร ว่า “ภิกษุ
ทั้งหลาย โรค ๒ อย่างนี้ คือ ๑. โรคทางกาย(กายิโก โรโค) ๒. โรคทางใจ(เจตสิโก โรโค) สัตว์ผู้
อา้ งว่า ตนเองไม่มีโรคทางกายตลอดระยะเวลา ๑ ปบี ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐
ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง แม้ย่ิงกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง ยงั พอมีอยู่ แต่สัตว์ผู้จะ
กล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมด
กิเลสแลว้ ”๕
คำว่า “สาธารณสุข” แยกศัพท์เป็น “สาธารณะ” แปลว่า ท่ัวไป (Public) ไม่เจาะจง
หมายความว่าทั่วไปมิใช่ของใครโดยเฉพาะ ส่วนคำว่า “สุข” (happiness) หมายความว่า ความ
สบาย แยกออกเป็น ๒ ทาง คือ สุขกาย (กายิกสุข : bodily happiness) และสุขใจ (เจตสิกสุข :
mental happiness) เป็นสุขท่ีเกิดทางกายอย่างหน่ึง และเป็นสุขท่ีเกิดทางใจอย่างหน่ึง๖ ดังน้ัน จึง
หมายความถึงความสุขท่ัวไปหรือความสุขของส่วนรวม แต่ในมิติทางโลกของการสาธารณสุขมิได้
หมายเพียงแค่น้ี ให้ความหมายสุขกว้างขวางออกไป และครอบคลุมงานหรือบริการ หรือกิจกรรมที่
จะนำไปสเู่ ป้าหมายของการสาธารณสขุ เพื่อจะเป็นประโยชน์ตอ่ การศึกษาพระพุทธศาสนากับสาธาร
สขุ ต่อไป๗
วงการแพทย์และสาธารณสุข เราตามฝรั่งชาติตะวันตกมานาน ฝรั่งเขามีการประยุกต์
ความร้ดู า้ นอื่นๆ เข้ามากับการแพทย์และสาธารณสุขและเรียกศาสตร์เหล่าน้ี ซึ่งก็มีการนำมาสอนใน
บ้านเรา เช่นสังคมศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ จิตวิทยาการแพทย์ นิติเวชศาสตร์
เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข บริหารสาธารณสุข เป็นต้น แต่ที่แน่ๆ การแพทย์ตะวันตกไม่มีวิชาพุทธ
ศาสตร์สาธารณสุข แน่นอน (สาธารณสุขตามแนวพระพุทธศาสนา หรือพระพุทธศาสนากับ
สาธารณสุข) ดังน้ัน จึงอยากเชิญชวนนักการแพทย์และสาธารณสุข ได้หันมาศึกษาและทำความ
เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงอะไรคือทุกข์ อะไรคือที่มาของทุกข์ อะไรคือที่สุดแห่ง
ทุกข์ และทำอย่างไรให้ถึงท่ีสุดแห่งทุกข์ ให้เหน็ ชีวิตทั้งชีวิตและนำมาประพฤติปฏิบัติ แล้วเราจะได้
ดูแลคนครบทั้งคนได้อย่างสมบรู ณ์แบบ ศาสตร์แห่งการดูและสขุ ภาพแบบคนเตม็ คนจึงนา่ จะเรยี กว่า
เป็นพุทธศาสตร์สาธารณสุข และหากเราได้ศึกษาเข้าใจให้ถ่องแท้แล้ว คำสอนของพระพุทธองค์
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลคนครบคนได้ทุกเร่ืองเช่นหลักของพรหมวิหารที่สอนให้เรา มี
ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือสังคหวัตถุ ท่ีสอนให้เรามีการเสียสละ (ทาน) การพูดจา
ไพเราะ (ปิยวาจา) การบำเพ็ญประโยชน์ (อัตถจริยา) การวางตนให้เหมาะสมเสมอต้นเสมอปลาย
(สมานัตตตา) เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องสนใจทฤษฏีของฝรั่งอย่าง Service Mind หรือ Best
Practice ดว้ ยซ้ำไป
สาธารณสุขในพระพุทธศาสนา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการ กระบวนการบำบัดรักษาโรค
ทางกายและโรคทางจิตใจ เพราะพระพุทธศาสนามององค์รวมของคนว่ามี ๒ องค์ประกอบท่สี ำคัญ
คือ กายและจิต หรือรูปธรรมและนามธรรม (รูปนาม) รวมอีกว่า “ขันธ์ ๕” รูป หรือ ร่างกาย เป็น
สว่ นของรูปธรรม มกี ารแตกสลายไป เพราะวโิ รธิปจั จัยมีเย็นร้อนเป็นตน้ เป็นสถานทีเ่ กิด และเป็นบอ่
เกิดของโรคทั้งหลาย ส่วนจิตหรือใจ เป็นสภาพท่ีเป็นนามธรรม แบ่งออกเป็น จิต คือธรรมชาติท่ีรู้
๕ องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๑๕๗-๑๕๘/๒๑๗-๒๑๙.
๖ อง.ฺ ทุก.(ไทย) ๒๐/๗๑/๑๐๓.
๗ ดร.นายแทพย์อุทัย สุดสุข, สาธารณสุขในพระไตรปิฎก บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวิตมีสุข, (นนทบุรี : เทพประทาน
การพมิ พ์, ๒๕๕๔), หน้า ๓๔.
36 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ารมณ์ และเจต ิก คื ธรรมชาติทีป่ ระก บกบั จิต ใน ่ นข งนามธรรมแบ่ง กเป็น ๒ คื เจต ิก
ขนั ธ์ ๓ และ ิญญาณขนั ธ์ ๑
โรคในพระพุทธ า นา ท่านนยิ ามไปท่ี “กิเลส” (defilements) เรยี กกิเล ่าเป็นโรค เพราะ
เป็น ิ่งที่ทำใ ้จิตเ ร้า ม งไม่ผ่ งใ เป็นเคร่ื งเ ียดแทงจิต ทำใ ้จิต มก มุนด้ ยโลภะ (ค าม
โลภ) โท ะ (ค ามโกรธ) โม ะ (ค าม ลง) ทิฏฐิ (ค ามเ ็นผิด) ิจิกิจฉา (ค าม ง ัย) ุทธัจจะ
(ค ามฟุ้งซ่าน) ถีนะ(ค าม ด ู่ ท้ ถ ย) ิริกะ (ค ามไม่ละ าย) มานะ (ค ามถื ตั ) โนตตัป
ปะ (ไม่ค ามเกรงตั ต่ บาป) ่ิงเ ลา่ นเ้ี รยี ก ่ากเิ ล ๑๐ ประการ เพราะเป็น ิ่งทำใ ้จิตเ ร้า ม ง
โดยโดยธรรมชาติข งจิตน้ันเป็นธรรมชาติประภั ร รื ผ่ งใ ดังพุทธพจน์ ่า “จิตนี้ผุดผ่ ง
(ประภั ร) แต่จิตนั้นแลเ ร้า ม งเพราะอุปกิเลส๘ ที่เกิดขึ้นภาย ลัง จิตน้ีผุดผ่ งและจิตน้ันแล
ลุดพน้ แล้ จาก ปุ กิเล ทเ่ี กดิ ข้นึ ภาย ลงั ”๙
ค าม ุขในพระพุทธ า นา ในเบ้ื งต้นท่านเรียก ่า ามิ ุข ( ุขที่เกิดจาก ามิ ) เป็น ุข
ท่ีไม่แน่แท้ ไม่ยืนยง ไม่ยืนยา แต่ค าม ุขท่ีไม่เกิดจาก ามิ คื นิรามิ ุข เป็นค าม ุข ันเลิ
ประเ ริฐ ุด นิรามิ ุข เป็นค าม ุขจิต ันเนื่ งด้ ยการบำเพ็ญเพียรทางจิต จากภา นาเป็น
ค าม ุขแท้ มั่นคงยืนยงคง ถิตย์ ยู่ในใจจิต ไม่เ ื่ มคลาย ันก่ ใ ้เกิดเป็น ริย ุข มี ารมณ์ใน
ค าม ขุ ที่แทจ้ รงิ คื ารมณค์ าม ุขในพระนิพพาน เป็นที่ ุด
คำ ่า อามิส มี ลายค าม มาย คื ในบางแ ่ง มายถึงกามคุณ ก็มี ในบางแ ่ง มายถึง
กิเล ก็มี ในบางแ ่ง มายถึง ัฏฏะ ก็มี แต่ใน ติปัฏฐาน ูตรท่ี ่า ุขเ ทนา ิง ามิ นั้น มายถึง
ุขเ ทนาที่ า ัยกามคุณ ๕ เช่น การได้เ ็นรูป ยๆ แล้ มีค าม ุข ได้ยินเ ียงไพเราะ ได้กลิ่น
ม ไดร้ ร่ ย ได้กระทบ ัมผั ดีๆ แล้ มีค าม ุข ขุ ย่างน้ีเรียก ่า ุขท่ี งิ ามิ
ดงั ข้ ค ามใน รรถกถามชั ฌิมนกิ าย บางต นดังน้ี ในคำ า่ ามิ ํ า ุขํ เป็นต้น พึงทราบ
นิ ิจฉัย ดังต่ ไปนี้ : โ มนั เ ทนาท่ี า ัย(เกิดมาจาก) เรื น (ตัณ า ุปาทาน) ๖ ย่าง เจื ด้ ย
ามิ คื เบญจกามคุณ ชื่ ่า ามิ ุขเ ทนา โ มนั เ ทนาท่ี า ัย เนกขัมมะ ๖ ย่าง๑๐ ช่ื ่า
นิรามิ ุขเ ทนา
๘ ุปกิเล มายถึง กิเล ท่ีจรมาด้ ย ำนาจโลภะ โท ะ และโม ะเป็นต้นแล้ ทำใ ้จิต(ภ งั คจิต) ท่แี ม้ปกติก็บริ ุทธิ์ ยู่
แล้ ใ ้ต้ งเ ร้า ม งไป คำ ่า อุปกิเลส มี ๑๖ ประการ มี ๑. ภิชฌา ิ มโลภะ(ค ามโลภไม่ ม่ำเ ม คื ค ามเพ่งเล็ง ยากได้
่ิงข งข งผู้ ื่น) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๒. พยาบาท(ค ามคิดป งร้ายผู้ ื่น) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๓. โกธะ(ค ามโกรธ) เป็น ุปกิเล
แ ่งจิต ๔. ุปนา ะ(ค ามผูกโกรธ) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๕. มักขะ(ค ามลบ ลู่คุณท่าน) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๖. ป า ะ(ค ามตี
เ ม ) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๗. ิ า(ค ามริ ยา) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๘. มัจฉริยะ(ค ามตระ นี่) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๙. มายา
(มารยา) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๑๐. าเถยยะ(ค ามโ ้ ด) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๑๑. ถัมภะ(ค าม ั ดื้ ) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๑๒.
ารมั ภะ(ค ามแข่งดี) เปน็ ปุ กิเล แ ่งจิต ๑๓. มานะ(ค ามถื ตั ) เปน็ ปุ กิเล แ ่งจิต ๑๔. ติมานะ(ค ามดู ม่ินเขา) เป็น ุปกิเล
แ ่งจิต ๑๕. มทะ(ค ามมั เมา) เป็น ุปกิเล แ ่งจิต ๑๖. ปมาทะ(ค ามประมาท) เป็น ปุ กิเล แ ่งจิต ้างใน ม.มู.(บาลี) ๑๒/๗๒/
๔๘-๙., (ไทย) ๑๒/๗๑/๖๓-๖๔., ม.ม.ู .(บาลี) ๑/๗๑/๑๘๑, ง.เ กก. .(บาล)ี ๑/๔๙/๕๓.
๙ งฺ.ทกุ .(ไทย) ๒๐/๔๙-๕๐/๙. คำ า่ “จติ ประภั รนี”้ ไดแ้ ก่ จติ ในทน่ี ี้ มายถงึ ภวงั คจิต คื จิตที่เปน็ พนื้ ยู่ระ า่ ง
ปฏิ นธจิ ติ กบั จตุ คิ ื ตง้ั แต่เกดิ จนถงึ ตายในเ ลาท่มี ิได้เ ย ารมณ์ทางท าร ๖ มจี กั ขทุ ารเป็นต้น และคำ ่า ผุดผ่ ง มายถงึ ผดุ ผ่ ง
เพราะบริ ุทธ์ิไม่มี ุปกเิ ล า้ งใน งฺ.เ กก. .(บาล)ี ๑/๔๙/๕๓-๕๔.
๑๐ เนกขัมมะ มายถึงธรรมที่ท นกระแ ข งกิเล มีโลภะ เป็นต้น ดงั น้ัน ภาพธรรมใดท่ที นกระแ กิเล นัน่ คื ภาพ
ธรรมท่เี ป็นกุ ล ช่ื ่าเนกขัมมะ ดงั นัน้ ภาพธรรมท่เี ป็นกุ ลท้ัง มด ชือ่ ว่าเนกขมั มะ เนกขัมมะจึงมี ลายระดบั ตามระดับข งกุ ล
เช่น ทานก็เป็นเนกขัมมะ ศีล บรรพชา การเจรญิ สมถภาวนา วิปสั สนาภาวนา และมรรค ผลนพิ พาน พระนิพพานจัดเป็นเนกขัม
มะ ัน ูง ุด เพราะเป็น ภาพธรรมท่ี งบจากกิเล ทั้ง มด เป็นธรรมท่ที นกระแ กิเล ย่างแท้จรงิ และ กจากามทั้ง มดครับ ฯ
คำ ่า เนกขัมมะ ยัง มายถึงการ กจากกาม ๒ ย่างได้แก่ กิเล กาม และ ัตถุกาม ฯ การออกจากกาม มี ๒ ย่างคื ด้ ยการ
บรรพชา ๑ ด้ ยข้ ปฏิบัติ ๑ การ กบ ชข งผูท้ ี่เ ็นคุณข งเนกขัมมะ การเ ้นกิจข งคฤ ั ถ์ ถื เพ บรรพชิต เป็นผู้ไม่คร งเรื น
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 37
เม่ือกล่าวโดยการเสวยอารมณ์ แยกความสุขเป็นสองประเภทคือ “สุขท่ีมีตัวตนผู้เสวย กับ
สุขที่ไม่มีตัวตนผู้เสวย” ท่ีเรียกว่า ถ้าเป็นสุขกาย เรียกว่า “กายิกสุข” (สุขกาย) หรอื “เวทยิตกสุข”
สุขที่มีตัวตนผู้เสวย เป็นสุขท่ีเจือด้วยท้ังอกุศล หรือโลกิยกุศล ส่วนสุขอีกประเภทหน่ึง เป็นสุขท่ี
ปราศจากโรคคือกิเลสประกอบในขณะน้ัน เป็นความสุขสูงสุดที่สามารถละกิเลส (ประหารกิเลส) ได้
โดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทประหาร เรียกว่า “สันติสุข” คือสุขท่ีเป็นความสงบ ร่มเย็น สุขที่เป็นบรม
สุข สุขที่ปราศจากสรรพกิเลสภายในจติ ใจ สุขทเี่ กดิ จากการปลอ่ ยวา่ ง ไม่ยดึ มั่นถือม่ัน
สรปุ ทา้ ยบท
สารสาธารณสุข (Public Health) หมายถึงการแพทย์ฝ่ายป้องกัน เรียกว่าเวชศาสตร์
ป้องกัน หรือเวชกรรมป้องกัน (Preventive Medicine) มุ่งถึงการป้องกันโรคอันจะพึงเกิดแก่ชุมชน
มใิ ช่มงุ่ แตก่ ารรักษาโรคเฉพาะรายเทา่ นน้ั เชน่ โรคระบาดทเ่ี กดิ ในชุมชนต่างๆ เม่ือเกดิ ข้ึนต้องใช้แพทย์
พยาบาล และเจ้าหน้าท่ีหลายฝ่ายเข้าไปรว่ มมือกันแก้ไข จึงทำให้โรคภัยสงบลงได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่
ติดโรคระบาดหรือชุมชนที่ยงั ไม่มีโรคระบาด ก็ตอ้ งหาทางปอ้ งกันโดยการเพิม่ ความต้านทานโรค เช่น
การให้ภูมิคุ้มกันโรคและการรู้จักป้องกันตนเอง และพยายามตรวจหาแหล่งแพร่เชื้อโรคเพ่ือจัด
ทำลาย ปรบั ปรุงสภาวะแวดลอ้ มต่างๆ ใหอ้ ยใู่ นสภาวะทป่ี ราศจากเชือ้ โรค
การสาธารณสุข เป็นงานจำเป็นที่ต้องทำแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ โดยถือหลักการว่า
ชุมชนหนงึ่ ก็คือคนไขซ้ ึง่ แพทยต์ ้องดแู ล รกั ษา แก้ไขใหป้ ราศจากโรคภัย ชุมชนหนึ่งๆ จะประกอบด้วย
มนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งแพทย์ต้องตระหนักโดยการตรวจใหร้ ู้ถึงสภาพต่างๆ เพื่อค้นหาส่ิง
บกพร่องและแก้ไขได้ทันท่วงทีเพ่ือให้ทันการณ์ด้วยวิธีท่ีเหมาะสม ด้วยเหตุนี้แพทย์ผู้ทำงานด้าน
สาธารณสุข จึงเรียกว่าแพทย์ชุมชน ดังนั้น การสาธารณสุข จึงเป็นงานมุ่งทำเกี่ยวกับการป้องกัน
และควบคุมโรค การจัดการบริการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดสำคัญคือการ
ส่งเสริมสุขภาพ และชว่ ยทำให้ชีวติ ประชาชนยนื ยาวมากข้นึ และสามารถดำรงชีวิตอย่ใู นสงั คมอย่างมี
ความสขุ
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization ตัวย่อ WHO) เป็นทบวงการชำนัญ
พิเศษของสหประชาชาติ รบั ผิดชอบการประสานงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ก่อตั้งเมื่อ ๗
เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๘ มีสำนักงานใหญ่ต้ังอยู่ท่ีกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และมีสำนักงาน
ส่วนภูมิภาคต้ังอยู่อีกใน ๖ เมือง ได้แก่ บราซาวีล, วอชิงตัน ดี.ซี., ไคโร, โคเปนเฮเกน, นวิ เดลี และ
มะนิลา ตราสารจัดตั้งองค์การอนามัยโลกได้รับการลงนามโดย ๖๑ ประเทศเม่ือวันที่ ๒๒
กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๖และได้จัดการประชุมสมัชชาอนามัยโลกขึ้นสมัยแรก เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๔
กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ หน้าท่ีขององคก์ ารอนามัยโลก มี ๔ ข้อดังนี้ (๑) อำนวยความช่วยเหลือแก่
ประเทศต่างๆ ตามความต้องการเมื่อได้ร้องขอมา (๒) จัดให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประเทศ
ต่างๆ ทั่วโลก (๓) ส่งเสริมและประสานงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระหว่างชาติเกี่ยวกับ
ไม่แสวงหาทรัพย์ ไม่รับเงินและทอง เป็นต้น ชื่อว่าออกจากวัตถุกามด้วยการบรรพชา ข้อปฏิบัติคืออุโบสถศีล สมถภาวนา วปิ ัสสนา
ภาวนา สติปัฏฐาน เป็นต้น ชื่อว่าออกจากกิเลสกาม ด้วยข้อปฏิบัติบางนัย หมายรวมถึง กุศลธรรมทุกประเภทเป็นการออกจากกาม
(เนกขัมมะ) ฉะนั้น เนกขัมมะ โดยนยั ท่ี ๒ ในชีวิตประจำวันของคฤหัสถ์ ขณะใดที่เป็นไปกับกุศลทงั้ หลายคือ การใหท้ าน การรักษาศีล
การฟังธรรม การสนทนาธรรม การเจริญสมถะ การเจริญสติปัฏฐาน เป็นต้น ชื่อว่าเนกขัมมะ อีกอย่างหนึ่งการค่อยๆ ออกจากการ
สะสมวตั ถุกาม ด้วยการรู้จักพอ ในส่ิงทต่ี นมีอยู่ ไม่แสวงหาหรอื สะสมมากจนเกินไป รจู้ ักยินดีในของทตี่ นมีอยู่ ด้วยสันโดษ ขณะนั้นก็
เริ่มค่อยๆ ทีจ่ ะออกเริม่ สะสมเนกขัมมะให้ค่อยๆ มีกำลังขึ้น ดังน้ัน จึงสามารถสรุปได้วา่ เนกขัมมะ หมายถึงสภาพธรรมทีท่ วนกระแส
กิเลส นัน่ สภาพธรรมท่เี ป็นกศุ ลทุกประการ จัดเป็นเนกขมั มะ
38 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ปญั หาสขุ ภาพต่างๆ อันไม่อาจดำเนนิ ไปได้โดยลำพังของแต่ละประเทศ (๔) ทำหนา้ ท่ีแก้ปัญหาโรคที่
ยังไม่สามารถรักษาได้ เช่น ซาร์ส ไข้หวัดนก ฯลฯ การสาธารณสุขมูลฐาน (Primary health care)
คือการดูแลสุขภาพท่ีจำเป็นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ โดยใช้เทคโนโลยีท่ีถูกต้องตามหลัก
วิทยาศาสตร์ และเป็นทยี่ อมรับทวั่ ไปในสงั คม เพ่อื เป็นหลักการท่ัวไปใช้ในการดูแลสขุ ภาพส่วนบุคคล
ครอบครัว และคนในชุมชน โดยผ่านการยอมรับของชุมชนและมีค่าใช้จ่ายในระดับที่ชุมชนยอมรับได้
ในทุกๆ ขนั้ ตอนของการพฒั นาตอ้ งมีการยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของคนในกลุ่ม ในอีกความหมายหนง่ึ
สาธารณสุขมูลฐานคือ การดูแลสุขภาพ ในระบบสาธารณสุข รูปแบบหน่ึงท่ีมุ่งเน้น การจัดการ
ทรัพยากรทางสุขภาพโดยใชเ้ ง่อื นไขของชุมชนเปน็ สำคญั
ประเทศไทยได้กำหนดตัวช้ีวัดความก้าวหนา้ ของงานสาธารณสุขมูลฐาน ไว้ ๔ ข้อ เปรียบได้
กับ การวางเสาเข็มบ้าน ๔ เสา เพ่ือค้ำจุนบ้านไม่ให้ทรุด คือ (๑) การที่ทุกคนได้สิ่งจำเป็นพื้นฐาน
(จปฐ.)ที่จำเป็นต่อชีวิต ตามเกณฑ์ถ้วนหน้า (๒) การท่ีประชาชนมีส่วนร่วมในการมีสุขภาพดี (๓)
การเข้าถึงสถานบริการสุขภาพได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย โดยถ้วนหน้า (๔) การมีสถานพยาบาลที่
ใหบ้ ริการสุขภาพ อยา่ งมคี ุณภาพ ทุกแห่ง (๕) การมสี าธารณสขุ มูลฐานดี เป็นพน้ื ฐานท่จี ะทำให้เกิด
สุขภาพดีถว้ นหนา้ ได้งา่ ย
สาธารณสุขในพระพุทธศาสนา เป็นการหลักการและแนวคิดในการบำบัดรกั ษาโรคท่ปี รากฏ
ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ในการมองมาที่จุดศูนย์รวมคือมนุษย์โดยแบ่งเป็น ๒ ภาคส่วน กายกับใจ
หรือรูปกับนาม เรยี กว่าขันธ์ห้า หรอื เรียกตามภาษาชาวโลกว่ามนุษย์ (หรือคน) การบำบัดรักษาโรค
ของคนมีส่วนเก้ือกูลซ่ึงกันและกัน ทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตใจ โดยโรคทางกายทำการรักษา
ดว้ ยระบบวธิ ีธรรมชาติมีสมุนไพรเป็นตน้ และโรคทางใจรกั ษาด้วยธรรมโอสถ หรือในบางครั้งทำการ
บำบัดรกั ษาไปพร้อมๆ กนั ท้งั โรคทางกายและโรคทางใจ เพราะกายกับใจเป็นสง่ิ ท่ีอิงอาศัยซึ่งกันและ
กนั
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 39
คำถามท้ายบท
๑. จงอธิบายคำว่า “สาธารณสุข” มีความหมายอย่างไร และมีลักษณะสำคัญ
อย่างไรบ้าง?
๒. จงอธิบายถึง วิวัฒนาการของการสาธารณสุขในประเทศไทย สามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ปน็ กย่ี ุค อะไรบา้ ง?
๓. สาธารณสุขในพระพุทธศาสนาเป็นหลักการและแนวคิดในการบำบัดรักษาโรค
ที่ปรากฎในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ในการมองมาที่จุดศูนย์รวมคือมนุษย์ สามารถแบ่ง
ออกเปน็ กีภ่ าคส่วน อะไรบา้ ง?
๔. หลักในการดำเนินงานสาธารณสุขพื้นฐาน ประกอบด้วยหลักอะไรบ้าง จง
อธบิ ายให้ชดั เจน?
๕. พระพุทธศาสนากับงานสาธารณสุข มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
บ้าง จงอธิบายเชิงเปรียบเทยี บ?