390 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำว่า “จิตเป็นธรรมชาติดน้ิ รน” (ผนทฺ นํ จิตฺตํ) หมายถึง ดิ้นรนไปอยู่ในอารมณ์ท้ัง ๖ มีรูปา
รมณเ์ ปน็ ตน้
คำว่า “จิตเป็นธรรมชาติกลับกลอก” (จปล) หมายถึงหวั่นไหว ไม่อาจจะดำรงอยู่ในอารมณ์
เดียวได้ เหมือนทารกในบ้านผไู้ มน่ ิ่งอยดู่ ้วยอริ ยิ าบถหน่งึ ฉะน้นั จึงชอื่ ว่า กลับกลอก
คำว่า “จิต” (จิตฺตํ) ได้แก่ วิญญาณ ก็วิญญาณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า “จิต”
เพราะเป็นธรรมชาติวจิ ิตรด้วยภมู ิ วัตถุ อารมณ์ และวถิ จี ติ มีกิริยาจิตเป็นต้น
คำว่า “จิตเป็นธรรมชาติรักษายาก” (ทุรกฺขํ) หมายถึง ชื่อว่าอันบุคคลรักษาได้ยาก
เพราะตั้งไว้ได้ยากในอารมณ์อันเป็นที่สัปปายะ อารมณ์หนึ่งนั่นแล เหมือนโคท่ีคอยเค้ียวกินข้าวกล้า
ในนา อนั คับค่งั ไปด้วยขา้ วกลา้ ฉะน้นั
คำว่า “จิตเป็นธรรมชาติห้ามยาก” (ทุนฺนิวารยํ) ความว่า ช่ือว่า อันบุคคลห้ามได้ยาก
เพราะเปน็ ธรรมชาตทิ รี่ กั ษาได้ยาก เพอื่ จะห้าม (กนั ) จิตอันไปอยสู่ ู่วสิ ภาคารมณ์
คัดจิตให้ตรงเหมือนดัดลูกศร : ความว่า นายช่างศร นำเอาท่อนไม้ท่อนหนึ่งมาจากป่าแล้ว
ทำไม่ให้มีเปลือก (ปอกเปลือกออก) แล้วทาด้วยน้ำข้าวและน้ำมัน ลนที่กระเบื้องถ่านเพลิง ดัดท่ีง่าม
ไม้ทำให้หายคดคือให้ตรง ให้เป็นของควรท่ีจะยิงขนทรายได้, ก็แลครั้นทำแล้วจึงแสดงศิลปะแด่
พระราชาและราชมหาอำมาตย์ ย่อมได้สักการะและความนับถือเป็นอันมาก ช่ือฉันใด, บุรุษผู้มี
ปัญญา คือผู้ฉลาด ได้แก่ผู้รู้แจ้ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือทำจิตน้ี อันมีสภาพดิ้นรนเป็นต้นให้หมด
เปลือก คือให้ปราศจากกิเลสท่ีหยาบด้วยอำนาจธุดงค์ และการอยู่ในป่า แล้วชโลมด้วยยางคือ
ศรทั ธา ลนดว้ ยความเพียรอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต ดัดที่ง่ามคอื สมถะและวิปสั สนาทำให้
ตรงคือมิให้คด ได้แก่ให้ส้ินพยศ, ก็แลคร้ันทำแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย ทำลายกองอวิชชาใหญ่
ได้แล้ว ทำคุณวิเศษนี้ คือวิชชา๑๓๓ ๓ อภิญญา๑๓๔ ๖ โลกุตตรธรรม๑๓๕ ๙ ให้อยู่ในเง้ือมมือทีเดียว
ยอ่ มไดค้ วามเป็นทักขิไณยบุคคลผเู้ ลศิ
อปุ มาดว้ ยพ่อค้าปลายกปลาไว้บนบน ได้แก่ อนั พรานเบด็ ซัดไปบนบก ด้วยมือ เทา้ หรือด้วย
เคร่ืองดักมีตาข่ายเปน็ ต้น อยา่ งใดอย่างหนง่ึ
คำว่า “จิตนี้ด้ินรนไปมา” (ปริผนฺทติท จิตฺต) ความว่าจิตน้คี ือท่ียินดแี ล้วในอาลัยคือกามคุณ
๕ อันพระโยคาวจรยกขึ้นแล้วจากอาลัยคือกามคุณ ๕ นน้ั ซัดไปในวิปัสสนากัมมัฏฐานเผาด้วยความ
เพียรอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิตเพื่อละวัฏฏะกล่าวคือบ่วงมาร ย่อมด้ินรนคือย่อมไม่อาจ
ตัง้ อยใู่ นวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นได้, เหมือนอยา่ งปลานัน้ อันพรานเบ็ดยกขึน้ จากอาลัยคือนำ้ แล้วโยนไป
บนบก เมือ่ ไม่ได้น้ำยอ่ มด้นิ ใน ฉะน้ัน แม้เมื่อเป็นอยา่ งน้ี บุคคลผมู้ ปี ัญญา ไม่ทอดธรุ ะ ยอ่ มทำจติ น้ัน
ให้ตรง คอื ให้ควรแก่การงาน โดยนยั ทก่ี ล่าวแลว้ นัน่ แล
อีกนัยหนึ่ง จิตน้ีคือที่ละบ่วงมารลือกิเลสวัฏไม่ได้ ต้ังอยู่ย่อมดิ้นรนดุจปลานั้น ฉะนั้น ,
เพราะฉะน้ัน พระโยคาวจรควรละบ่วงมารเสียคือควรละบ่วงมาร กล่าวคอื กิเลสวัฏอันเป็นเหตุดน้ิ รน
แหง่ จติ นน้ั ดงั นี้แล ในกาลจบคาถา พระเมฆยิ เถระ ได้ตัง้ อยูใ่ นพระโสดาปตั ตผิ ล๑๓๖
๑๓๓ วิชชา ๓ คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รจู้ ักระลึกชาติได้ ๑ จุตูปปาตญาณ รจู้ ักกำหนดจุติและเกิดของสัตว์
ท้งั หลาย ๑ อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สนิ้ ไป ๑
๑๓๔ อภญิ ญา ๖ คอื อิทธวิ ิธิ แสดงฤทธิ์ได้ ๑ ทิพพโสต หูทิพย์ ๑ เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนดใจผู้อน่ื ได้ ๑ ปุพ
เพนิวาสานสุ สติ ระลกึ ชาติได้ ๑ ทพิ พจักขุ ตาทพิ ย์ ๑ อาสวกั ขยญาณ รจู้ ักทำอาสวะให้สิน้ ไป
๑๓๕ โลกตุ ตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นพิ พาน ๑.
๑๓๖ ธ.อ. (บาล)ี ๒/๑๑๖-๑๑๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 391
จากเรื่องของพระเมฆยิ ะดงั กลา่ วมานี้ สามารถสรปุ ไดว้ า่
๑. พระเมฆิยะ มีปญั หาทางด้านจิตใจ เพราะถูกวติ ก ๓ ครอบงำ คอื กามวิตก (ดำริในทาง
กาม) พยาปาทวิตก (ดำริในทางพยาบาทอาฆาต) วิหึงสาวิตก (ดำริในทางเบียดเบียน) จึงไม่
สามารถประกอบความเพียรได้
๒. มีปัญหา โดยคิดเองว่า ตนเองเป็นคนโดดเดียว อยู่คนเดียว ไม่ปราศจากคนเหลียวแล
จงึ วติ ก ฟงุ้ ซ่าน
๓. พระพทุ ธองค์ทรงแนะนำให้คำปรึกษาว่า “พระภิกษุ ไมค่ วรตกไปในอำนาจของจติ เพราะ
จติ เป็นธรรมชาตทิ ่เี ปน็ ไปเร็ว”
๔. พระพุทธองค์ทรงแนะนำวิธปี ฏบิ ตั ิว่า “พึงทำจิตนี้ อนั มีสภาพดิ้นรนเป็นต้น ใหห้ มดเปลือก
คือให้ปราศจากกิเลสที่หยาบด้วยอำนาจธุดงค์ และการอยู่ในป่า แล้วชโลมด้วยยางคือศรัทธา ลน
ด้วยความเพียรอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต ดัดที่ง่ามคือสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐานทำใหต้ รงคอื มิใหค้ ด ได้แก่ให้สน้ิ พยศ”
๕. ผลการให้คำปรึกษาแก่พระเมฆิยะ เม่ือท่านได้รับคำปรึกษาจากพระพุทธเจ้าแล้ว
บำเพ็ญเพียรทางจิต ทำให้จิตปราศจากกามวิตก พยายาทวิตก วิหึงสาวิตก และความโดดเดียว
บำเพญ็ สมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลเุ ปน็ พระอริยบุคคลระดบั โสดาบัน
สรปุ เปน็ แผนภมู กิ ระบวนการบำบดั รกั ษาแก่พระเมฆยิ ะ
ข้นั ตอนพุทธวธิ กี ารให้ จติ ถูกวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นตน้ ครอบงำ
คำปรกึ ษา และฟงุ้ ซา่ น
๑. ข้ันรบั ฟงั ปญั หา
๒ . ขั้ น ให้ ค ำ แ น ะ น ำ แ ล ะ ให้ เป็นภกิ ษุ ไมค่ วรตกไปในอำนาจของจิต (คิดมาก)
คำปรึกษา ธดุ งค์ การอยู่ป่า สมถะและวปิ ัสสนา
๓. ข้นั ตอนการบอกวธิ ีปฏบิ ตั ิตน
๔ . ข้ั น ต อ น ป ร ะ เมิ น ผ ล ก า ร ให้ จติ หมดความพยศ บรรลพุ ระโสดาบัน
คำปรึกษา
กรณีท่ี ๒ อกุ กณั ฐิตภิกษุ (ภิกษผุ ู้กระสนั อยากสกึ )
พระศาสดา เม่ือประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน (จะสึก) รูปใดรูปหนึ่ง
ตรสั พระธรรมเทศนาน้วี ่า “จิตเปน็ ธรรมชาติทเ่ี หน็ ไดย้ าก” (สุทุทฺทส)ํ เปน็ ต้น
พระเถระแนะอุบายพ้นทุกข์แก่เศรษฐีบุตร : ดังได้สดับมา เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ใน
กรุงสาวัตถี บุตรเศรษฐีผู้หนึ่ง เข้าไปหาเถระผู้เป็นชีต้น (กุลุปกะ : ผู้เข้าไปอยู่ในตระกูล) ของตน
เรียนว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมใคร่จะพ้นจากทุกข์, ขอท่านโปรดบอกพวกเราสำหรับพ้นจากทุกข์แก่
392 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กระผมสักอย่างหนึ่ง” พระเถระ กล่าวว่า “ดีละ ผู้มีอายุ ถ้าเธอใคร่จะพ้นจากทุกข์ไซร้, เธอจง
ถวายสลากภัตร (ภัตรท่ีทายกถวายตามสาก) ถวายปักขิกภัตร (ภัตรที่ทายกถวายในวันปักษ์)
ถวายวัสสาวาสิกภัตร (ภัตรท่ีทายกถวายแก่ภิกษุผู้จำพรรษา) ถวายปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น,
แบ่งทรัพย์สมบัตขิ องตนใหเ้ ป็น ๓ ส่วน ประกอบการงานด้วยทรัพย์สว่ น ๑ เล้ียงบุตรและภรยิ าดว้ ย
ทรัพย์สว่ น ๑ ถวายทรพั ยส์ ่วน ๑ ไว้ในพระพุทธศาสนา” เขารบั ว่า “ดีละ ขอรบั ” แล้วทำกจิ ทกุ อยา่ ง
ตามลำดับแห่งกิจที่พระเถระบอก แล้วเรียนถามพระเถระอีกว่า “กระผมจะทำบุญอะไรอย่างอ่ืน ท่ี
ยงิ่ ขนึ้ ไปกว่านีอ้ กี เลา่ ? ขอรับ”
พระเถระ ตอบว่า “ผู้มีอายุ เธอจงรับไตรสรณะ และ ศีล ๕” เขารับไตรสรณะและศีล ๕
แม้เหล่าน้นั แล้ว จึงเรยี นถามบุญกรรมทีย่ ่ิงขึน้ ไปกว่านน้ั . พระเถระก็แนะว่า “ถ้ากระน้นั เธอจงรับศลี
๑๐” เขากล่าวว่า “ดลี ะ ขอรับ” แลว้ ก็รับศลี ๑๐ เพราะเหตุท่เี ขาทำบุญกรรมอยา่ งนั้นโดยลำดบั เขา
จงึ มีนามว่า อนุปุพพเศรษฐีบุตร เขาเรยี นถามอีกว่า “บญุ อันกระผมพึงทำ แม้ย่งิ ขึ้นไปกล่านี้ ยงั มีอยู่
หรอื ขอรบั ” เม่ือพระเถระกล่าวว่า “ถ้ากระน้นั เธอจงบวช” จงึ ออกบวชแล้ว ภกิ ษผุ ทู้ รงพระอภิธรรม
รูปหนึ่ง ได้เป็นอาจารย์ของเธอ, ภิกษุผู้ทรงพระวินัยรปู หน่ึง เป็นพระอุปัชฌาย์, ในเวลาที่ภิกษุนั้นได้
อุปสมบทแล้วมาสู่สำนักของตน (อาจารย์) อาจารย์กล่าวปัญหาในพระอภิธรรมว่า “ช่ือว่า ใน
พระพุทธศาสนา ภิกษทุ ำกิจนี้ จึงควร, ทำกจิ น้ี ไม่ควร”
ฝ่ายพระอุปัชฌาย์ ก็กล่าวปัญหาในพระวินัย ในเวลาที่ภิกษุน้ันมาสู่สำนักของตนว่า “ช่ือว่า
ในพระพทุ ธศาสนา ภิกษทุ ำสิง่ น้ี จึงควร, ทำสง่ิ นี้ จึงไมค่ วร, ส่ิงน้ีควร สิง่ นีไ้ มค่ วร”
อยากสึกจนซูบผอม : ท่านคิดว่า “โอ กรรมน้ีหนัก, เราใคร่จะพ้นจากทุกข์ จึงบวช, แต่ใน
พระพุทธศาสนาน้ี สถานเป็นทเ่ี หยียดมือของเรา ไม่ปรากฏ, เราดำรงอยู่ในเรอื นก็อาจพ้นจากทุกข์ใน
วัฏฏะได้ เราควรเปน็ คฤหสั ถ์ (ดกี วา่ )” ตงั้ แต่นน้ั ท่านกระสัน (จะสกึ ) หมดยนิ ดี (ในพรหมจรรย)์ ไม่
ทำการสาธยายในอาการ ๓๒ ไม่เรียนอุทเทส ผอม ซูบซีด มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ถูกความ
เกียจครา้ นครอบงำเกลือ่ นกล่นแลว้ ดว้ ยหิดเปอ่ื ย
ลำดบั นัน้ พวกภิกษุหนุ่มและสามเณร ถามท่านว่า “ผู้มีอายุทำไม? ทา่ นจึงยืนแฉะอยู่ในที่ยืน
แล้ว นน่ั แฉะในทีน่ ่ันและ ถูกโรคผอมเหลืองครอบงำ ผอม ซูบซีด มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ถูกความ
เกียจครา้ นครอบงำ เกล่อื นกล่นแล้วดว้ ยหดิ เปอื่ ย, ท่านทำกรรมอะไรเล่า?”
ภิกษุ. ตอบว่า ผู้มีอายุ ผมเป็นผู้กระสัน. ภิกษุหนุ่มและสามเณร. เพราะเหตุไร? ภิกษุนั้น
บอกพฤติการณ์นั้นแล้ว ภิกษุหนุ่มและสามเณรเหล่าน้ัน บอกแก่พระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ของ
ท่านแล้ว พระอาจารย์และพระอปุ ัชฌาย์ ไดพ้ าท่านไปยังสำนักพระศาสดา. รักษาจิตอยา่ งเดียวอาจ
พน้ ทุกข์ได้
พระศาสดา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาทำไมกัน?” อาจารย์และอุปัชฌาย์
กราบทลู วา่ ข้าแตพ่ ระองค์ผูเ้ จริญ ภกิ ษรุ ปู นีก้ ระสันในศาสนาของพระองค์
พระศาสดา ตรัสถามว่า ได้ยินว่า อย่างน้ันหรือ? ภิกษุ” ภิกษุ กราบทูลว่า “อย่างนั้น พระ
เจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “เพราะเหตุไร” ภิกษุ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะข้า
พระองค์ใคร่จะพ้นจากทุกข์ จึงได้บวช, พระอาจารย์ของข้าพระองค์ รูปนั้นกล่าวอภิธรรมกถา, พระ
อุปัชฌาย์ กล่าววินัยกถา ข้าพระองค์น้ันได้ทำความตกลงใจอย่างแน่วแน่แล้ว ว่า “ใน
พระพุทธศาสนานี้ สถานเป็นท่ีเหยียดมือของเราไม่มีเลย, เราเป็นคฤหสั ถ์ก็อาจพ้นจากทุกข์ได้, เรา
จกั เปน็ คฤหสั ถ์” ดงั นี้ พระเจ้าขา้
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 393
พระศาสดา ตรัสว่า “ภิกษุ ถ้าเธอจักสามารถรกั ษาได้เพียงส่ิงเดียวเท่านนั้ , กิจคือการรักษา
ส่ิงท้ังหลายท่ีเหลือ ย่อมไม่มี” ภิกษุ ทูลถามว่า “อะไรหรือ? พระเจ้าข้า” ฯ พระศาสดา ตรัสว่า
“เธอ จักอาจรักษาเฉพาะจิตของเธอ ได้ไหม?” ภิกษุ กราบทูลว่า “อาจรักษาได้ พระเจ้าข้า” พระ
ศาสดา ประทานพระโอวาทน้ีว่า “ถ้ากระน้ัน เธอจงรักษาเฉพาะจิตของตนไว้, เธออาจพ้นจากทุกข์
ได”้ ดังน้แี ลว้ จงึ ตรสั พระคาถานี้
ทนุ ฺนคิ ฺคหสสฺ ลหโุ น ยตถฺ กามนิปาตโิ น
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตตฺ ํ ทนฺตํ สุขาวหนฺติ
แปลว่า “ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต ที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตาม
ความใคร่ เพราะวา่ จติ ทคี่ ุม้ ครองไว้ได้ เป็นเหตนุ ำสุขมาให้”๑๓๗
อรรถกถาท่านแก้ไว้ว่า คำว่า “จิตเห็นได้ยาก” (สุทุทฺทสํ) หมายความว่า ยากที่จะเห็นได้
ด้วยดี คำว่า “จิตเป็นธรรมชาติที่ละเอียด” (สุนิปุณํ) ละเอียดท่ีสุด ได้แก่ ละเอียดอย่างย่ิง คำว่า
“จิตเป็นธรรมชาติมักตกไปในสิ่งท่ีต้องการ” (ยตฺถ กามนิปาตินํ) หมายความว่า มักไม่พิจารณาดู
ฐานะทั้งหลายมชี าติเปน็ ตน้ ตกไปในอารมณ์อย่างใดอย่างหนงึ่ ในฐานทค่ี วรไดห้ รือไม่ควรได้ สมควร
หรือไมส่ มควร ฯ
“ผู้มีปัญญาเท่าน้ันรักษาจิต” (จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี) หมายความว่า คนอันธพาล มีปัญญา
ทราม ชื่อว่า สามารถรักษาจิตของตนไว้ได้ ย่อมไม่มี เขาเป็นผู้เป็นไปในอำนาจจิต ย่อมถึงความ
พินาศฉิบหาย ส่วนผู้มีปัญญา คือเป็นบัณฑิตเทียว ย่อมอาจรักษาจิตได้ได้ เพราะเหตุนั้น แม้เธอจง
คุ้มครองจิตไว้ให้ได้ เพราะว่าจิต ท่ีคุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ คือย่อมนำมาซึ่งสุขอันเกิดแต่
มรรคผลและนพิ พาน ดังน้ี
ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้น บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้เหล่าอ่ืนเป็นอันมาก ได้เป็น
อริยบคุ คล มพี ระโสดาบนั เปน็ ตน้ ๑๓๘
จากทก่ี ล่าวมาเกย่ี วกบั เรอ่ื งภิกษุผู้กระสนั สามารถสรปุ ได้วา่
๑. อุกกัณฐิตภิกษุ มีปัญหากล่าวคือมีความอึดอัด อันเกิดจากการศึกษาและรับฟังโอวาทจาก
การอาจารย์ทั้งฝ่ายพระวินัย และฝ่ายพระอภิธรรมท่ีอบรมสังสอนที่ว่า “ช่ือว่า ในพระพุทธศาสนา
ภกิ ษทุ ำสงิ่ นจี้ ึงควร, ทำสิ่งนจ้ี งึ ไม่ควร ส่ิงนค้ี วร สงิ่ นีไ้ มค่ วร”
๒. อุกกัณฐิตภิกษุ เบ่ือหน่าย คลายความเพียร ต้องการลาสิกขา โดยท่านคิดว่า “โอ เวร
กรรมน้ีหนักนัก เราต้องการจะหลุดพ้นจากทุกข์ จึงมาบวช, แต่ในพระพุทธศาสนาน้ี สถานเป็นที่
เหยียดมือของเรา ไม่ปรากฏ, เราดำรงอยู่ในเรือนก็อาจพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ เราควรเป็นคฤหัสถ์
ดีกว่า” ต้ังแต่นั้น ท่านกระสันจะสึก หมดยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ทำการสาธยายใน
อาการ ๓๒ ไม่เรียนอุทเทส (บาลี) ผอม ซูบซีด มีตัวสะพร่ังไปด้วยเส้นเอ็น ถูกความเกียจคร้าน
ครอบงำ เกลื่อนกล่นแล้วด้วยหิดเป่ือย พวกเพ่ือนสหธัมมิกและพระอุปัชฌาย์ทราบจากการถาม จึง
ไดน้ ำท่านไปเข้าพบพระพทุ ธองค์
๓. พระพุทธองค์ทรงให้คำแนะนำปรึกษาว่า “ถ้าเธอจักสามารถรักษาได้เพยี งสิ่งเดียวเท่านั้น
, กิจคือการรักษาสิ่งท้ังหลายท่ีเหลือ ย่อมไม่มี” ภิกษุทูลถามว่า รักษาอะไร พระเจ้าข้า” พระ
๑๓๗ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๓๖/๓๖.
๑๓๘ ธ.อ. (บาลี) ๒/๑๒๖-๑๒๙.
394 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ศาสดาตรสั ว่า “เธอจักอาจรกั ษาเฉพาะจิตของเธอ ได้ไหม” ภิกษุกราบทูลว่า “อาจรกั ษาได้ พระเจ้า
ข้า” พระศาสดา ประทานพระโอวาทนี้ว่า “ถ้ากระน้ัน เธอจงรักษาเฉพาะจิตของตนไว้, เธออาจพ้น
จากทุกข์ได”้ ดงั น้ี
๔. ผลการรับคำปรึกษาแล้วทำให้อุกกัณฐิตภิกษุ การฝึกจิต อบรมจิตจนสามารถได้บรรลุ
พระโสดาบัน
สรุปเป็นแผนภูมิ กระบวนการบำบดั แก่อกุ กณั ฐิตภิกษุ
ขนั้ ตอนพุทธวิธกี ารบำบดั รกั ษา มปี ญั หาเก่ียวกับการปฏิบัตติ นตามพระธรรมวนิ ัยวา่ ส่ิง
๑. ข้ันการรับฟังปญั หา นก้ี ท็ ำไม่ได้ สงิ่ นนั้ กไ็ มค่ วร จะเหยียดมอื เท้าก็ผิด
๒. ขน้ั ใหค้ ำแนะนำและใหค้ ำปรกึ ษา ทรงใหค้ ำปรกึ ษาวา่ รักษาสง่ิ เดียว กพ็ อ ส่งิ อนื่ ไมต่ ้อง
๓. ข้นั ตอนการบอกวธิ ปี ฏิบัตติ น แนะนำให้รกั ษาจติ ดวงเดียว เพราะจติ รู้ยาก เห็นยาก
๔. ข้นั ตอนประเมินผลการบำบัดรักษา เม่อื ทา่ นคุม้ ครองจิตอย่างดแี ล้ว ก็ไดบ้ รรลุพระโสดาบัน
กล่าวโดยสรุป พุทธวิธีการบำบัดรักษาเชิงบูรณาการ เป็นตามความจริงแห่งธรรมชาติของ
ชีวิต กล่าวคือกายกับใจหรือรูปกับนาม โดยนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือ เช่น
ธุดงค์ การอยู่ป่า สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ในด้านการใหค้ ำคำแนะนำนน้ั นอกจากผู้ให้
แนะนำ (คือกัลยาณมิตร) กับผู้รับแนะนำแล้วจะต้องสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมอีกด้วย กล่าวคือปลิโพธ
๑๐ สัปปายะ ๗ กัลยาณมิตตธรรม ๗ พุทธวิธีการให้คำปรึกษาจะสำเร็จได้จะต้องมีความสัมพันธ์
กันระหว่างผู้ใหค้ ำปรึกษากับผู้รับคำปรึกษา (กระบวนการสนทนาโต้ตอบ) และต้องฝึกจิต อบรมจิต
คุ้มครองจิต พัฒนาจิตใจและปัญญา ปัญญาเป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้การสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อมและภาวะต่างๆ ของจิตใจดำเนินไปได้ พุทธวิธีการให้คำปรึกษาแบบบูรณาการ ควรมี
ลักษณะผสมผสานรวม สนใจทกุ สว่ นของชวี ติ ผ้ปู ่วย เน้นลกั ษณะเฉพาะตัวของผปู้ ว่ ย หลักการพฒั นา
จิตของมนษุ ยข์ องพระพทุ ธศาสนาเรียกว่าภาวนา
จุดมงุ่ หมายพุทธวิธกี ารบำบดั รักษาตามแนวพุทธศาสตร์
ผู้ให้การบำบัดรักษาและผู้มารับการบำบัด ต้องทำงานประสานร่วมมือกันเพื่อบรรลุ
จุดมุ่งหมายของการปรึกษา ระดับต้นคือประโยชน์สุขในปัจจุบันระดับกลาง คือประโยชน์สุขใน
อนาคต และระดับสงู สุดคอื การบรรลุธรรม ซึ่งมีรายละเอยี ดของจุดหมายทัง้ ๓ ระดบั ดังต่อไปน้ี
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 395
ประการแรก จดุ มงุ่ หมายเพื่อประโยชนส์ ขุ ในปัจจุบัน (ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ)
จุดมุ่งหมายของการปรึกษาเพื่อประโยชน์สุขที่ตามองเห็น (ประโยชน์สุขในปัจจุบัน)
ประโยชน์สุขท่ีตามองเห็นนนั้ หมายถึงการปรึกษาเพื่อป้องกันหรอื แก้ปัญหาชีวิตท่ีเก่ียวข้องกับความ
ต้องการของมนุษย์ อันได้แก่ ปัจจัย ๔ ซึ่งประกอบไปด้วย (๑) การปรึกษาเพ่ือการมีสุขภาพท่ีดี มี
ร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย สุขสบายใช้การได้ดี (๒) การปรึกษาเพื่อการมี
ทรัพย์สินเงินทอง การงานดำรงชีพด้วยอาชีพสุจริตเป็นหลักเป็นฐานสามารถพ่ึงตนเอง จัดหา ใช้
จ่าย และเกบ็ ออม (๓) การปรึกษาเพ่ือการมีความสัมพันธ์ทดี่ ีกบั เพ่ือนมนุษย์ สถานะทางสังคมเป็นท่ี
ยอมรบั มกี ัลยาณมติ ร (๔) การปรกึ ษาเพื่อการมคี รอบครวั ท่ีสมบรู ณ์และเปน็ สุข (กรณคี ฤหสั ถ์)๑๓๙
ประโยชน์สุขในระดับต้นน้ีตรงกับศัพท์เฉพาะท่ีเรียกว่า “ทิฎฐธัมมิกัตถะ” คือประโยชน์
ปัจจุบัน อันถือว่ามนุษย์จะขาดไม่ได้ เพราะถือเป็นฐานท่ีม่ันคงต่อการดำเนินชีวิตต่อไปในภายภาค
หนา้ ซ่ึงทุกคนต้องพัฒนาใหเ้ กิดขึน้ และแสวงหาส่ิงเหลา่ น้ี มาเพอื่ ความสุขของตนทำให้สขุ ภาพดี เมือ่
สุขภาพดี เราสามารถหาเงินได้สะดวก เม่ือมีทรัพย์สิน ส่ิงที่ตามมา คือ ฐานะทางสังคมเป็นท่ี
ยอมรบั มียศ มีตำแหน่ง สืบเนื่องอาศัยกัน ทำให้ได้มาซึ่งมิตรและบริวาร ช่วยให้ทำอะไรได้สะดวก
และกว้างไกลขึ้น อันเป็นฐานให้ครอบครัวมั่นคงและมีความสุข เล้ียงดูบุตรหลานได้ จะสามารถ
สร้างสรรค์ความเจริญของชีวิตครอบครัว วงศ์ตระกูลและสังคมประเทศชาติต่อไป แต่ถ้าใครขาด
ประโยชนร์ ะดับต้นน้ีชีวติ ก็จะลำบาก เกิดความทุกข์ และมีปญั หาชีวิต๑๔๐ เมื่อบุคคลมีกลั ยาณมิตรที่ดี
สามารถแนะนำ ปรกึ ษาให้เข้าใจประโยชน์สุขทีต่ ามองเห็นได้แล้ว จึงสามารถทำความเข้าใจต่อไปว่า
เม่ือปฏิบัติหรือดำเนนิ ชีวิตแบบนแี้ ล้ว จะสามารถนำไปสู่ประโยชน์สุขท่ีตามองเห็นซึ่งเป็นเป้าหมายใน
การพัฒนานั้นได้อย่างไร แนวทางการให้คำปรึกษาเพ่ือพัฒนาผู้มาขอรับการปรึกษาเพ่ือนำไปสู่
ประโยชน์สุขท่ีตามองเห็นนัน้ สามารถดำเนินไปตามหลักความต้องการของมนุษย์ท้ัง ๔ น้นั มนุษย์ทุก
คนควรทำใหเ้ กิดขึ้น เพราะถ้าใครขาดระดับน้คี วามเป็นอยูข่ องชีวิตจะลำบาก มีชีวิตได้ยาก และก้าว
ไปสู่ความสุขหรือประโยชน์ในระดับสูงติดขัดมาก ฉะน้ัน เม่ือเราอยู่ในโลกต้องพยายามสร้าง
ประโยชน์สุขในระดับนี้ให้ได้ เพื่อความเป็นอยู่ท่ีสบาย เรม่ิ จากการดูแลให้ตนเอง มีรา่ งกายแข็งแรง
สุขภาพดี ไมเ่ จบ็ ไขไ้ ด้ป่วยใชก้ ารไดด้ ี เมื่อมสี ุขภาพดี หาเงินทองได้สะดวก ไม่ต้องวนุ่ วายกับโรคภยั ไข้
เจ็บ การมีสุขภาพดีน้ันถือเป็นฐานในการรองรับขั้นพ้ืนฐานไว้ก่อน เม่ือมีทรพั ย์สินเงินทองแล้ว ฐานะ
ทางสังคมจะพ่วงมาด้วยเพราะตามหลักของค่านิยมในสังคม เมื่อใครมีทรัพย์สินเงินทองมักเป็นท่ี
ยอมรับ กลายเป็นคนมีฐานะได้รับการยกย่อง มีเกียรติ มีอำนาจ ทำให้ทางแห่งการใช้มาของ
ทรัพย์สินเงินทองมีมากขึ้นด้วย เม่ือมีทรัพย์สินเงินทอง มียศ มีตำแหน่งแล้ว จะทำให้มีมิตรบริวาร
ตามมาด้วย เป็นเคร่ืองประกอบท่ีช่วยทำให้อะไรต่างๆ สามารถทำได้สะดวกและกว้างขวางย่ิงขึ้น
สุดท้ายความเป็นครอบครัวท่ีดี ที่ม่ันคงมีความสุข จะทำให้การทำหน้าท่ีของการงานนั้นปลอดโปร่ง
โล่งใจคล่องตัว อันเป็นส่ิงที่เกื้อกูลแก่กันและกัน การพัฒนาปัญญาก็เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เพราะ
บรรลุเป้าหมายท่ีได้วางไว้๑๔๑ ซง่ึ ถ้ามองตามหลักจิตวิทยาแล้ว หลักทิฏฐิธัมมิกัตถประโยชน์ก็คือการ
สนองความตอ้ งการ ๕ ประการ ตามแนวคิดของนักจติ วิทยาชอื่ อบั ราฮมั มาสโลว์น้นั เอง
๑๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), ชีวิตที่สมบูรณ์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : ระฆังทอง,
๒๕๔๙), หนา้ ๑๘-๑๙.
๑๔๐ เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๑๘-๑๙.
๑๔๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๑๙-๒๐.
396 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๑. ความต้องการด้านร่างกาย (physiological needs) เป็นความต้องการข้ันพื้นฐาน ได้แก่
ความต้องการอาหาร นำ้ ดม่ื อากาศ การพกั ผ่อน ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น
ต้องการขจัดความเจ็บป่วย และต้องการรักษาความสมดุลของร่างกาย ทุกคนต้องการส่ิงเหล่าน้ี
เหมือนกัน อาจแตกต่างกันเป็นรายบุคคล ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับเพศ วัย และสถานการณ์ ฯลฯ ความ
ต้องการปัจจยั ๔ ดงั กล่าวขา้ งต้น หากเพียงพอแล้ว มนุษยจ์ ะพัฒนาในขน้ั ตอ่ ไป
๒. ความต้องการความม่ันคงปลอดภัย (safety needs) เม่ือได้รับความพึงพอใจทางด้าน
ร่างกายแล้ว มนุษยจ์ ะพัฒนาไปสู่ขน้ั ท่ีสองคือ ความรู้สึกม่นั คงปลอดภยั ส่ิงที่แสดงถึงความต้องการ
ขั้นนี้คอื การท่ีมนษุ ยช์ อบอยอู่ ย่างสงบ มีระเบียบวินัย ไม่รกุ รานผู้อ่ืน ความต้องการระดับน้ีอาจแยก
ย่อยได้ดังน้ี ความม่ันคงในครอบครัว การมีบ้านแข็งแรงปลอดภัย มีความรักใคร่ปรองดองกันใน
ครอบครัวความม่ันคงปลอดภัยในอาชีพ มีรายได้ยุติธรรม ไม่ถูกไล่ออก งานไม่เสี่ยงอันตราย
ผูบ้ งั คับบัญชาดีมคี วามยตุ ิธรรม ฯลฯ มีหลักประกนั ชีวติ เชน่ มีผู้ดูแลเอาใจใส่ยามชรา ยามเจบ็ ไข้
๓. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (belongingness and love need) ความ
ต้องการมีเพ่ือน ความต้องการการยอมรับจากกลุ่ม ต้องการแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม ต้องการรัก
คนอนื่ และได้รบั ความรักจากคนอนื่ ต้องการความร้สู ึกวา่ สงั คมเป็นของตน
๔. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง และความภาคภูมิใจ (self- esteem need) ได้แก่
ต้องการยอมรับความคิดเห็นหรือข้อเสนอ ต้องการเกียรติยศชื่อเสียงจากสังคม ต้องการนับถือ
ตนเอง มีความม่ันใจตนเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อ่ืน ต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อ่ืน ต้องการความ
ม่นั ใจในตนเอง และรสู้ กึ ตนเองมคี ณุ ค่า
๕. ความต้องการตระหนักในตนเอง (self-actualization need) ได้แก่ ต้องการรู้จักตนเอง
ยอมรับตนเอง เปิดใจรับฟังคำวิจารณ์โดยไม่โกรธ ต้องการรู้จักแก้ไขตนเองในส่วนท่ียังบกพร่อง
ต้องการพัฒนาตนเอง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเก่ียวกับตนเอง ต้องการค้นพบความ
จริง พร้อมท่ีจะเปิดเผยตนเองโดยไม่มีการปกป้อง ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ประสบความสำเร็จ
ด้วยตวั เอง
แนวคิดตามทฤษฏีของมาสโลว์ จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรม บุคคลที่พัฒนาถึงข้ันตระหนักในตนเอง (self-actualization) เป็นบุคคลท่ีมีจริยธรรม มี
วินัยในตนเอง และมีบุคลิกภาพประชาธิปไตย การพัฒนาจากข้ันต้นไปสู่ข้ันต่อๆ ไปน้ัน ต้องอาศัย
ความ “พอ” ของบุคคล ซ่ึงความพอน้ี นอกจากจะข้ึนกับสภาพทางกายแล้ว ยังข้ึนอยู่กับความรู้สึก
พอดีด้วย จึงมิไดห้ มายความว่าทกุ คนจะต้องไดร้ ับการสนองตอบความต้องการพื้นฐานเทา่ ๆ กัน แต่
เป็นไปตามลำดับข้นั เหมอื นๆ กัน
ประการท่ีสอง จุดมงุ่ หมายเพื่อประโยชน์สขุ ในอนาคต (สัมปรายิกตั ถะ)
แม้มนุษย์จะสามารถบรรลุประโยชน์สุขในระดับต้นมาได้ แต่ใช่ว่าจะเพียงพอโดยยังมี
ข้อบกพร่อง คือ ยังรู้สึกไม่โปร่งโล่งใจเต็มท่ี เช่น แม้มีทรัพย์สินเงินทอง แต่ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยห่วง
กังวล และแม้ว่ามียศ มีตำแหนง่ แตย่ ังคงไม่แนใ่ จวา่ เปน็ ท่ยี อมรับในสังคมหรอื ไม่ จึงกลายเป็นว่าส่ิง
เหล่าน้ีล้วนเป็นของเทียม เช่นเกียรติยศ ความเคารพ เป็นต้น ทำใหเ้ กิดเป็นปมในใจ ทำให้ไม่ไดส้ ุขท่ี
แท้จริงจึงเกิดเป็นปัญหาชีวิตขึ้นมา เพราะความไม่เต็มอิ่ม ไม่โปร่งโลง ระแวง อิจฉาริษยา และ
ความรูส้ ึกไม่ม่ันใจในตนเอง เม่ือเป็นเช่นน้ีการปรกึ ษาจนสามารถบรรลุประโยชน์สุขระดับทสี่ อง จึงมี
ความจำเป็นการปรึกษาเพื่อใหไ้ ด้ประโยชน์ในขนั้ น้ี เป็นเรือ่ งของจิตใจท่ีลึกซึ้งลงไป เรยี กว่าประโยชน์
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 397
ท่เี ลยจากตามองเห็น (ด้านนามธรรม) หรือเลยไปข้างหนา้ ไม่เห็นเป็นรปู ธรรมต่อหน้าต่อตา เรยี กว่า
สัมปรายิกัตถะ๑๔๒ เช่น การปรึกษาเพ่ือความมีชีวิตท่ีมีคุณค่าเป็นประโยชน์ เป็นต้น การที่เราได้
ชว่ ยเหลอื ผู้อนื่ ได้ทำประโยชน์ให้แกเ่ พื่อนมนษุ ย์ เม่ือใดทีน่ กึ ถงึ สิง่ นนั้ ข้ึนมา ว่าไดท้ ำชวี ติ ใหม้ คี ณุ คา่ ได้
ใช้ชีวติ อยา่ งมีประโยชน์ จะทำใหอ้ ่ิมใจและมคี วามสุขอกี แบบหนงึ่
หลังจากการปรึกษาเพื่อพัฒนาไปสู่เป้าหมายระดับต้นแล้ว ถือได้ว่ามีความพร้อมท่ีจะ
พัฒนาการปรึกษาในข้ันต่อมา กล่าวคือการพัฒนาปัญญาของผู้มาขอรับการปรึกษาจนสู่เป้าหมาย
ระดับทเ่ี ลยจากตามองเห็น (ประโยชนใ์ นอนาคต) จะสามารถนำทรพั ยส์ ินเงินทอง ซึ่งเป็นผลจากการ
บรรลุเป้าหมายในระดับต้นนั้น มาจัดสรรช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ตามฐานะของตนเอง ความมั่นใจใน
ตนเองจะเกิดข้ึน แต่ถ้าหากทำระดบั หน่ึงไว้ไม่ดี ไม่มีเงินไปช่วย จะทำประโยชน์สุขได้นอ้ ย ทำใหต้ ้อง
มีทั้งสองขึ้น ความสุขใจ ช่ืนใจในการได้ช่วยเหลือเก้ือกูลผู้คน จะทำให้เกิดความมั่นใจในชีวิตตน เมื่อ
นกึ ข้ึนมาเมื่อใดจะเป็นความสุขลึกซึ้งอยู่ภายใน เนอ่ื งจากเป็นคุณธรรมภายใน พอมีคณุ ธรรมภายในท่ี
ชว่ ยเสรมิ หนุนประโยชน์ทุกทางด้านของจติ ใจ โดยเฉพาะศรัทธา ทำให้เกิดความเชื่อมน่ั ในคณุ ความดี
ในการกระทำความดี ในจุดหมายที่ดีงาม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสุขประณีตส่วนที่แท้อยู่ในส่วนลึก
ภายใน การปรึกษาในข้ันน้ี เป็นการพัฒนาปัญญาของผู้มาขอรับการปรกึ ษาเพื่อบรรลุเป้าหมายท่ีได้
วางไว้ คือประโยชนส์ ุขในระดับทส่ี อง
ประการสดุ ทา้ ย จดุ ม่งุ หมายเพอ่ื การบรรลุธรรม (ปรมัตถะ)
การให้คำปรึกษาเพ่ือการพัฒนาปัญญาของผู้มาขอรับการปรึกษามีเป้าหมายสูงสุด คือการ
บรรลุธรรม ซึ่งเป็นภาวะชีวิตท่ีพบความสุขอย่างแท้จริง ลักษณะสำคัญของภาวะชีวิตนี้ คือการมอง
สิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นหรือเห็นตามความเป็นจริง รู้สามัญลักษณะท่ีเป็นอนิจจัง ทุกขังอนัตตา
รู้เท่าทันสมมติบัญญัติ ไม่ถูกหลอกให้หลงไปตามรูปลักษณ์ภายนอกของส่ิงทั้งหลาย และยอมรับ
ความจริง๑๔๓ เมื่อพัฒนาปัญญาของผู้มาขอรับการปรึกษาจนถึงข้ันบรรลุธรรมแล้วจะกลายเป็นผู้
บรรลุธรรม ซึ่งจัดเป็นสาวกที่แท้ของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า สาวกสงฆ์ เป็นต้น หรือท่ีเรียกว่า
อริยบุคคล หรือพระอรยิ ะ ซึ่งแปลว่าผู้เจริญบา้ ง ท่านผู้ประเสริฐบา้ ง หรือทา่ นผู้ไกลจากกเิ ลส๑๔๔ มี
ขนั้ ปญั ญาทีบ่ รรลธุ รรม ๔ ระดบั ดว้ ยกนั คือ ๑) โสดาบนั เปน็ เกณฑ์ทจ่ี ดั แบบตามกเิ ลส คือสงั โยชน์ที่
ละได้ในแต่ละช้ันพร้อมไปกับความก้าวหน้าในการบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ และปัญญาพระ
โสดาบัน ผถู้ งึ กระแส คอื เขา้ สู่มรรค เดินทางถกู อย่างแท้จริง หรือปฏิบัตถิ ูกต้องตามอริยมรรคอยา่ ง
แท้จริงแล้ว๑๔๕ ละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพปรามาส๑๔๖ ๒) พระ
สกทาคามีผู้กลับมาสู่โลกน้ีอีกครั้งเดียวก็จะกำจัดทุกข์ได้ส้ิน เป็นผู้ทำได้บริบูรณ์ในขั้นศีลสมาธิและ
ปัญญาทำได้พอประมาณ นอกจากละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้แล้ว ยงั ทำราคะ โทสะ และโมหะ ใหเ้ บา
บา้ งลงดว้ ยเป็นผูท้ ำไดบ้ รบิ ูรณใ์ นข้ันศีลไดพ้ อประมาณสมาธิ และทำใหพ้ อประมาณในปญั ญา๑๔๗
๑๔๒ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), ชวี ติ ท่ีสมบูรณ,์ หนา้ ๑๘-๑๙.
๑๔๓ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตฺโต), ประโยชน์สงู สุดชวี ิตน้ี, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๔๗), หนา้ ๑๙.
๑๔๔ อา้ งแล้ว, หนา้ ๑๒๙.
๑๔๕ อา้ งแล้ว, หนา้ ๑๔๕.
๑๔๖ ที.ส.ี (ไทย). ๙/๓๗๓/๑๕๖.
๑๔๗ องฺ.ติก.(ไทย). ๒๐/๘๗/๓๑๓.
398 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๓) พระอนาคามี คือผู้จะปรินิพพานในท่ีผุดเกิดขึ้น ไม่กลับมาอีก เป็นผู้ทำได้ศีล สมาธิ
บริบูรณ์แต่ปัญญาทำได้พอประมาณ ละสังโยชน์ได้อีก ๒ ข้อ คือ กามราคะ และ ปฏิฆะ ๔) พระ
อรหันต์ คือผู้ควรแก่ทักขิณา หรือ การบูชาพิเศษ เป็นผู้ส้ินอาสวะ๑๔๘ เป็นผู้ทำได้บริบูรณ์ใน
ไตรสิกขา คือ ศลี สมาธิ และปัญญา๑๔๙ ละสังโยชนเ์ บื้องสูงทเ่ี หลือท้ัง ๕ ข้อได้ คอื รปู ราคะ อรูป
ราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวชิ ชา๑๕๐
กล่าวโดยสรุป จุดมุ่งหมายของการปรึกษาเชิงพุทธตามหลักกัลยาณมิตร คือการส่งเสริม
การพฒั นาปัญญาของผมู้ าขอรบั การปรกึ ษาใหไ้ ด้รับประโยชนท์ ่แี ท้ คือประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายของ
พระพุทธศาสนา ที่จะกำจัดกิเลส และให้รู้เท่าทันความจริงทั้งหลายให้รู้ถึงความที่สิ่งท้ังหลายเป็น
อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาอย่างไร แล้วรู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง จนกระทั่งสามารถวาง
จิตใจต่อชีวติ และโลกไดอ้ ย่างถกู ต้อง เป็นจติ ท่ีสงบ โล่ง โปร่ง ผ่องใส เบา เป็นอสิ ระปราศจากกิเลส
ไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่ยึดอะไรเลย ไม่มีอะไรหรือความเป็นไปใดๆ ในโลกท่ีจะมาทำให้จิตหว่ันไหวได้
อีกต่อไป เนื่องจากปัญญาเข้าถึงความจริงได้ ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา ที่รู้ตามความเป็นจริง
และทำตรงตามเหตุปจั จยั
สรปุ ท้ายบท
สาธารณสุขศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความสุขทั่วไปแก่บุคคลทุกประเภท หรือสุข
สาธารณะนั้นเอง ในเน้นการป้องกัน แก้ไข บำบัด รักษาด้านสาธารณสุขพ้ืนฐาน สาธารณสุข คือ
ศาสตรแ์ ละศิลปะท่เี ก่ยี วขอ้ งกับการดแู ลและจดั การสขุ ภาพท้ังปวงของชมุ ชนโดยอิงตามการวิเคราะห์
ด้านสุขภาพของประชากร คำว่าสุขภาพน้ัน มีนิยามและจัดการในลักษณะต่างๆ กันจากหน่วยงาน
ต่างๆ สำหรับองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ ซ่ึงได้กำหนดมาตรฐานและเฝ้าระวังโรคท่ัว
โลก ได้นิยามคำว่าสุขภาพ ไว้ว่า “สภาพของการมีชีวิตทางกายภาพ ทางจิตใจ และทางสังคมที่
สมบูรณ์ ไม่ใช้เพียงไม่มีโรคภัยหรือความแข็งแรงทางกายเท่านน้ั ” ประชากรท่ีกล่าวไว้ข้างต้นอาจมี
เพียงน้อยนิด หรือปริมาณมหาศาลในระดับทวีปก็ได้ สาธารณสุขมีด้วยกันหลายสาขาย่อย แต่
โดยท่ัวไปจะแบ่งเป็นหมวดต่างๆ ได้แก่ระบาดวิทยา (epidemiology) ชีวสถิติ (biostatistics) และ
บริการสุขภาพ (health services) นอกจากนี้แล้ว สุขภาพเชิงส่ิงแวดล้อม เชิงสังคมและเชิง
พฤตกิ รรม รวมทัง้ สุขภาพเชิงอาชีพ กเ็ ปน็ สาขาทสี่ ำคัญของสาธารณสุขด้วย
พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ทางด้านพระพุทธศาสนา ท่ีว่าด้วย หลักธรรมคำสอนใน
พระพุทธศาสนาที่นำมาใช้กับการเยียวยารักษาโรค ท้ังโรคทางกายและโรคทางใจตามที่ปรากฏใน
คมั ภีร์พระพทุ ธศาสนามีพระไตรปิฎก อรรถกถา เป็นต้น ทัง้ ท่เี ป็นพุทธพจนท์ ่พี ระพุทธองคต์ รัสไวเ้ อง
และท้งั ท่ีเปน็ หลกั คำสอนทเี่ หลา่ พระสาวกทัง้ หลายไดก้ ลา่ วเอาไว้เก่ียวกบั กระบวนการรักษาโรค
สาธารณสุขศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ เป็นการบูรณาการศาสตรท์ างสาธารณสุขกับพุทธ
ศาสตร์มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน อันที่จริงแล้วสาธารณสุขในพระพุทธศาสนาน้ัน พระพุทธเจ้าได้ตรัส
แนะนำไว้แล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยเฉพาะโรคทางกาย มีปรากฏส่วนมากในพระวินัยปิฎกเป็น
ส่วนมาก ทรงแนะนำตัวยาหรือเภสัชเอาไว้มากมายตลอดถึงสรรพคุณที่เก่ียวกับการรักษาโรคนั้นๆ
๑๔๘ วสิ ทุ ธิ.(ไทย). ๘๑๖/๑๑๔๐.
๑๔๙ อง.ฺ ติก.(ไทย). ๒๐/๘๘/๓๑๖.
๑๕๐ องฺ.ติก.(ไทย). ๒๐/๘๘/๓๑๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 399
ตามอาการและสมุฏฐานของโรคท่ีเกิดข้ึน ส่วนโรคทางใจ ทรงแนะนำไว้หลากหลายวิธี เพราะโรค
ทางใจในพระพุทธศาสนา ท่านมุ่งหมายถึงโรคท่ีเกิดจากกิเลสมีโลภ โทสะ โมหะเป็นต้น ดังนั้นการ
แนะนำวิธีการักษาจึงแตกต่างไปตามอาการของโรคคือกิเลสชนิดน้ันๆ เช่น ผู้ท่ีถูกโรคคือกามวิตก
ครอบงำอย่างพระเมฆิยะ และอุกกัณฐิตภิกษุ ก็ทรงแนะนำให้นำเอากายคตาสติหรืออสุภกรรมฐาน
มาใช้ในการรักษา ผู้ท่ีเจ็บป่วยบางรายก็ทรงแนะนำให้นำเอาโพชฌงค์ ๗ มาประพฤติปฏิบัติ ในบาง
กรณีทมี่ ีอาการหนกั เช่นนางปฏาจารา พระพุทธองค์ก็ทรงใช้พุทธานภุ าพในการบำบัดรักษา ดังนี้เป็น
ต้น ดังนั้นสาธารณสุขศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์จึงเรียกรวมว่า พุทธวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ
อนามัยตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถ
ดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข หรือถ้ามีโรคทางกายที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ก็สามารถดำเนินชีวิต
ต่อไปได้โดยใช้ธรรมโอสถมาประยุกต์ใช้ให้เห็นและเข้าใจในกฏแห่งธรรมชาติของชีวิตและโลกตาม
ความเปน็ จริง
400 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำถามท้ายบท
๑. จงวิเคราะห์แนวคิดความสำคัญของการรักษาโรคด้วยธรรมโอสถ ตามแนว
พระพุทธศาสนามาโดยสังเขป?
๒.เพราะเหตุใดผู้ที่เกี่ยวข้องกบั สาธารณสุขศาสตร์ตามแนวพุทธ จะต้องตระหนัก
และให้ความสำคญั กบั จรรยาบรรณของผบู้ ำบดั รกั ษา?
๓. พระพุทธศาสนาได้เสนอหลักการแก้ปัญหา ท่ีเรียกว่าอริยสัจจ์ หรือวธิ ีแห่งการ
ดบั ทุกข์ จะสามารถนำมาประยุกตใ์ ช้เพ่ือแก้ปัญหาในดา้ นใดบา้ ง จงอธบิ าย?
๔. รูปแบบของพุทธวิธีการบำบัดรักษาโรคท่ีนิยมใช้ในปัจจุบันมีกี่รูปแบบ
อะไรบ้าง? จงอธบิ าย?
๕. จุดมุ่งหมายพทุ ธวิธีการบำบัดรักษาตามแนวพุทธศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นก่ี
ประเภท อะไรบา้ ง?
บรรณานุกรม
๑. ภา าบาลี-ไทย
ก. ข้ มูลปฐมภูมิ
ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั . พระไตรปิฎกภา าบาลี ฉบับม าเตปฏิ กํ ๒๕๐๐.
กรงุ เทพม านคร : โรงพมิ พ์ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.
__________. พระไตรปฎิ กภา าไทย ฉบบั ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั .
กรุงเทพม านคร : โรงพิมพ์ม าจุ าลงกรณราช ิทยาลยั , ๒๕๓๙.
.__________. รรถกถาภา าบาลี ฉบบั ม าจุ า ฏฺฐกถา. กรุงเทพม านคร :
โรงพิมพ์ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลัย, โรงพมิ พ์ ิญญาณ, ๒๕๓๒.
.__________. รรถกถาภา าไทย ฉบับม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช
ทิ ยาลัย.
กรุงเทพม านคร : โรงพมิ พ์ม าจุ าลงกรณราช ิทยาลยั , ๒๕๖๐.
__________. ปกรณ ิเ ภา าบาลี ฉบับม าจุ าปกรณ ิเ โ . กรุงเทพม านคร
:โรงพมิ พ์ ญิ ญาณ, ๒๕๓๙.
ม ามกุฏ ทิ ยฺ าลเย คนฺถาธกิ ารตเฺ ถเร ิ ปนุ ปิ โ ธิโต. ธมมฺ ปทฏฐฺ กถา ปฐโม- ฏฺฐโม
ภาโค. ม าเท นครํ: เ กนู ตึ ติเม าเร มุทฺทติ า. ฺยามรฏฺฐ ฺ ราชธานยิ ํ
ม ามกุฏราช ิทยฺ าลเยน ปกา ิตา พทุ ธฺ ปรินพิ ฺพานา ๒๕๔๑.
ม ามกุฏ ทิ ฺยาลเย คนฺถาธกิ ารตฺเถเร ิ ปนุ ปิ โ ธโิ ต. ิ ุทฺธิมคฺค ฺ นาม ปกรณ เิ ฺ
ปฐโม-ตติโย ภาโค. น เม าเร มทุ ทฺ ติ า. ยฺ ามรฏฺฐ ฺ ราชธานิยํ ม ามกฏุ ราช
ทิ ยฺ าลเยน ปกา ิตา พทุ ฺธปรนิ พิ พฺ านา ๒๕๔๐.
ข. ข้ มูลทุติยภมู ิ
๑. นงั ื ภา าไทย- ังกฤ
จำล ง ดิ ย ณิช. พุทธ า นากับจิตเ ช า ตร.์ าร ารจิตแพทยแ์ ง่ ประเท ไทย, ๒๕๔๑.
เค็นเนธ็ จี ซิ ค.์ ลัทธนิ กั พรตและการเยยี ยาใน นิ เดียโบราณ : ระบบการแพทยใ์ น
พุทธ าราม, ๒๕๕๒. แปลโดย ธรี เดช ทุ ยั ทิ ยารตั น.์ พิมพค์ ร้ังที่ ๒.
กรุงเทพม านคร : มลู นิธโิ กมลคมี ท ง.
ประพฒั น์ รีกลู กิจ. จติ ทิ ยาการใ ้คำปรกึ าตามแน พทุ ธจิต ทิ ยา. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๒.
พิ ณโุ ลก : บริ ทั โฟกั พริ้นตี้ง จำกดั , ๒๕๕๙.
ประเ ะ ี. ขุ ภา ะทางจิต ขุ ภา ะทางจติ ญิ ญาณ. ม ชา บา้ น.
กรงุ เทพม านคร : ำนกั งานนโยบายและยทุ ธ า ตร์ กระทร ง าธารณ ุข, ๒๕๔๐.
__________. การปรับทรร นะทางการแพทยแ์ ละ าธารณ ขุ . กรุงเทพม านคร :
ม ชา บ้าน, ๒๕๓๓.
__________. งค์ร มแ ่ง ุขภาพ : ทั นะใ ม่เพื่ ดุลยภาพและการบำบัดรัก า.
กรงุ เทพม านคร : ำนักพมิ พ์มูลนธิ ิโกมลคมี ท ง, ๒๕๓๖.
พรเทพ ริ ิ นารัง รรค.์ Health Start Here : แตล่ ะ นั แตล่ ะคำ แตล่ ะม้ื .
กรุงเทพม านคร : ำนกั พมิ พ์โรงพมิ พ์พระพทุ ธ า นา, ๒๕๕๖.
พระ ปุ ติ เถระ. มิ ตุ ติมรรค. แปลโดย พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยรู ธมฺมจติ โฺ ต) และ
คณะ. พิมพ์ครง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพม านคร : ํานักพมิ พ์ ยาม, ๒๕๓๘.
402 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลศพั ท์.
พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๒๘. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพ์ผลธิ มั ม,์ ๒๕๕๙.
__________. พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พมิ พ์คร้งั ท่ี ๓๒. กรุงเทพมหานคร :
สำนักพมิ พผ์ ลธิ ัมม,์ ๒๕๕๕.
__________. การแพทย์แนวพทุ ธ. พมิ พ์ครัง้ ที่ ๑๑.นครปฐม : วัดญาณเวศกวัน , ๒๕๕๗.
__________. พุทธศาสตร์กับการแนะแนว. พมิ พ์คร้งั ท่ี ๗. กรุงเทพมหานคร :
กองทุนวฒุ ธิ รรมเพ่ือการศึกษาและปฏบิ ัติธรรม, ๒๕๔๕.
__________. สยามสามไตรสอ่ นาคตที่สดใสด้วยการศึกษาไทยวถิ ีพทุ ธ์.
กรุงเทพมหานคร : บริษทั พมิ พส์ วย จาํ กัด, ๒๕๕๒.
__________. วธิ คี ดิ ตามหลักพทุ ธธรรม. พิมพค์ รั้งที่ ๙. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพศ์ ยาม,
๒๕๔๙.
__________. รู้หลักก่อน แลว้ ศึกษา และ สอนใหไ้ ด้ผล. กรุงเทพมหานคร : สำนกั
พมิ พ์ธรรมสภา, ๒๕๕๑.
__________. ชวี ติ ทส่ี มบูรณ์. พมิ พ์ครัง้ ที่ ๑๑. กรงุ เทพมหานคร : ระฆังทอง, ๒๕๔๙.
__________.พทุ ธวิธใี นการสอน. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท สหธรรมกิ จำกัด, ๒๕๔๔.
พระธรรมปฏิ ก (ป.อ.ปยตุ โต). การแพทยย์ ุคใหม่ในพทุ ธทศั น.์ พิมพ์ครัง้ ที่ ๒.
กรุงเทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จำกัด. ๒๕๔๒.
__________. ประโยชนส์ งู สุดชวี ติ น้ี. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๗.
__________. กรรมกับโรคพันธุกรรมในทศั นะพระพทุ ธศาสนา. พมิ พค์ รง้ั ที่ ๘.
กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั พิมพ์สวย, ๒๕๔๓.
__________. ดลุ ยภาพสาระแห่งสุขภาพและความสมบรู ณ์. พิมพค์ รั้งที่ ๓. กรงุ เทพฯ :
มูลนธิ พิ ุทธธรรม, ๒๕๔๐.
__________. อายยุ ืนอย่างมคี า่ . กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๐.
__________. รักษาใจยามป่วยไข้. พิมพ์คร้ังท่ี ๑๖. กรุงเทพฯ : บริษทั สหธมั มกิ , ๒๕๓๘.
__________. สขุ ภาวะองคร์ วมแนวพุทธ. พิมพค์ รัง้ ท่ี ๓๕. นครปฐม : วดั ญาณเวศกวนั
จัดพิมพเ์ ปน็ ธรรมทาน, ๒๕๕๗.
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช, ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต). พจนานุกรมเพื่อการศึกษา
พุทธศาสน์ ชุดคำวัด. กรุงเทพฯ : วัดราชโอรสาราม, ๒๕๔๘.
พทุ ธทาสภกิ ข.ุ คำสอนสำหรบั ผบู้ วชใหม่ : คมู่ อื ดำเนินชีวติ ของนักบวชใหม่ใต้รม่
กาสาวพสั ตร์. สุราษฎร์ธานี : วดั สว่ นโมกขพลาราม, ๒๕๔๓.
__________. ตามรอยพระอรหนั ต์. กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๔๑.
__________. การมีสตสิ ัมปชญั ญะต่อสู้ความเจ็บไข.้ กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ,์ ๒๕๓๖.
__________. ยาระงับสรรพโรค. สุราษฏร์ธานธี านี : ธรรมทานมลู นธิ ิ, ๒๕๔๒.
พนิ จิ ลาภธนานนท์. ประเดน็ สุขภาวะในพระไตรปิฎก. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พ์
จรัสสนิทวงศก์ ารพิมพ์ จำกัด, ๒๕๔๖.
ม่นั เกยี รติ โกศลนวิ ัฒนว์ งษ์. พุทธธรรม ทฤษฎีและเทคนิคการใหค้ ำปรกึ ษา.
กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พ์ สุวริ ิยาสาส์น, ๒๕๔๑.
มูลนธิ ิโกมลคีมทอง. มลู นิธิเด็ก : มูลนิธิสวนสรา้ งสรรค์-บวรรัตน์. สมุดภาพช่วงสุดท้ายชีวิต
ของพทุ ธทาสภิกข.ุ กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ วี พริน้ , ๒๕๓๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 403
ราชบัณฑิต. พจนานุกรมฉบับราชบัณ ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพมหานคร :
ศิริวฒั นาอนิ เตอรพ์ รินท,์ ๒๕๕๖.
รัญจวน อินทรกาํ แหง. ทานอาจารยพทุ ธทาสในฐานะครู. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พ
มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๓๘.
วศิน อนิ ทสระ. พุทธวิธิในการสอน. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
มกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๘.
สมพร บษุ ราทิจ. พุทธวธิ ีจติ บำบดั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์นันทพนั ธ์, ๒๕๔๒.
สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรนิ ายก. สัจจธรรมชวี ิต. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์ครุ สุ ภา ลาดพรา้ ว, ๓๕๓๔.
Patterson C.H. Theories of Counseling and Psychotherapy. 2nd ed. New York :
Row, Publisher, 1973.
๓. ส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (ส่อื ออนไลน์)
การบรหิ ารแบบไทย. ท่าฤษีดัดตนพื้นฐาน ๑๕ ท่า. [ออนไลน์]. แหล่งขอ้ มลู :
[www.tungsong.com], [๙ สิงหาคม ๒๕๖๐]
ประวัติความเป็นมาของฤษีดัดตน. [ออนไลน์], แหล่งขอ้ มลู : [www.yesspathailand.com]
[๙ สิงหาคม ๒๕๖๐]
สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน โดยพระประสงค์ในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั รัชการที่ ๙.
เล่มท่ี ๙ เรื่องท่ี ๕ การสาธารณสุข/สภากาชาดไทย, (กรงุ เทพมหานคร : E-Book.
[ออนไลน์], แหล่งขอ้ มูล : http://kanchanapisek.or.th/kp9 [๗ มกราคม ๒๕๖๑]
ประวตั ผิ ู้เขียน
ช่อื - กลุ พระชยานนั ทมุนี, ผ .ดร.
(Asst.Prof.Dr.Phrachayanantamunee)
ตำแ น่งปัจจบุ นั - ผู้ ำน ยการ ทิ ยาลยั ทิ ยาลยั งฆน์ ครนา่ น
- ผู้ ำน ยการ ูนย์ จิ ยั พุทธ า ตรน์ ่าน
- เจา้ า า ดั พระธาตุแช่แ ง้ พระ าราม ล ง
น่ ยงานและ ถานที่อยูต่ ดิ ตอ่ ได้ ะด ก
ทิ ยาลยั งฆ์นครน่าน ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั เฉลิมพระเกียรตฯิ
ตำบลฝายแก้ ำเภ ภเู พยี ง จงั ัดน่าน 55000
โทร พั ท์ : 054-601063
โทร ัพทม์ ื ถื : 08-9432-7801
E-mail: [email protected]
ประ ัติการ ึก า
- นักธรรมชนั้ เ ก, เปรียญธรรม 4 ประโยค
- ปริญญาตรี (พธ.บ.) ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณราช ิทยาลัย ิทยาเขตพะเยา
- ปรญิ ญาโท ( .ม.) าขาการบริ ารการ ึก า ม า ิทยาลยั รามคำแ ง
- ปรญิ ญาเ ก (พธ.ด.) าขาพระพทุ ธ า นา ม า ิทยาลยั ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั
าขา ิชาที่มคี ามชำนาญ
- าขา ิชาพระพุทธ า นา
- าขา ชิ าประ ตั ิ า ตร์