340 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๑๐. ต้องหม่ันฝึกอบรม และศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทางด้านวิชาชีพอยู่เสมอผู้รับการ
บำบัดรักษาคือใคร ผู้รับการบำบัดรักษาคือ ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องการ
ความช่วยเหลือ เพ่ือให้มองเห็นสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหา ผู้รับการบำบัดรักษาแต่ละคนมีความ
แตกต่างกนั เน่ืองจากสาเหตหุ ลายประการ คือพ้ืนฐานของวฒั นธรรมการอบรมเล้ยี งดูจากครอบครวั
การเรียนรู้ในสถาบันการศึกษา ตลอดจนสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม และความพร้อมของผู้มารับการ
บำบดั รกั ษา
วิชาชีพการให้คำปรึกษาเป็นวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับว่า มีความสำคัญในการช่วยให้ผู้รับ
คำปรกึ ษาสามารถแกป้ ญั หาและตดั สินใจได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมใหบ้ คุ คลไดพ้ ฒั นา
อย่างเต็มที่สมาคมแนะแนวแห่งสหรัฐอเมริกา (American Personal and Guidance Association
Ethical Standards. ๑๙๗๔) ไดก้ ำหนดจรรยาบรรณของผใู้ หค้ ำปรกึ ษา ดังนี้
๑. หน้าท่ีสำคัญของผู้ให้การบำบัดรักษา คือให้เกียรติแก่ผู้รับคำปรึกษาและให้ความเมตตา
ช่วยเหลือผู้รับการบำบัดรักษาอย่างเต็มความสามารถไว้ว่า จะเป็นการให้การบำบัดรักษา เป็น
รายบุคคลหรอื เป็นกลุ่มในการให้การบำบัดรกั ษาเป็นกลุ่มผู้ใหค้ ำปรึกษาต้องระมัดระวงั ไม่ใหผ้ ู้รบั การ
บำบัดรักษาได้รับความกระทบกระทัง่ ทางจิตใจจากสมาชกิ ในกลมุ่
๒. ข้อมูลที่ได้จากผู้รับคำปรึกษาจะต้องถือเป็นความลับ ในกรณีของการให้การบำบัดรักษา
เปน็ กลมุ่ ควรขอให้สมาชิกรักษาความลับของข้อมูลซงึ่ กันและกนั
๓. ถ้าผู้ใหค้ ำปรึกษาพบว่าในขณะทผ่ี ู้รับการบำบดั รกั ษา มารบั คำปรึกษานั้น ผู้รบั คำปรึกษา
ได้รับการปรึกษาจากผู้ให้การบำบัดรักษา อีกคนหน่ึงด้วยจึงต้องขออนุญาตผู้ให้คำปรึกษาน้ันก่อน
หรือให้ผู้รับการบำบัดรักษาเลือกที่จะยุติการรับบริการจากผู้อื่น คือจะไม่ให้การบำบัดรักษาซ้อนกับ
ผอู้ นื่
๔. ถ้าจะนำข้อมูลจากผู้รับคำปรึกษาไปใช้ประกอบการสอน การทำวิจัย หรือการเขียน
บทความจะต้องตัดขอ้ มลู ส่วนทีจ่ ะเปน็ การระบุชต้ี วั ผู้รับการบำบดั รักษาออก
๕. ผ้ใู หค้ ำปรึกษาควรชแ้ี จงวตั ถปุ ระสงค์ กระบวนการ กลวิธแี ละขอ้ จำกดั ของการใหก้ าร
บำบัดรกั ษา แกผ่ ู้รบั การบำบัดรกั ษา
๖. ผู้ให้คำปรกึ ษาควรแนะนำ หรือ ส่งตัวผู้รับคำปรกึ ษาไปยงั แหล่งอื่นที่เหมาะสม ถ้าความ
ช่วยเหลือนน้ั อยูน่ อกเหนือขอบขา่ ย ที่ผูใ้ ห้คำปรึกษาจะชว่ ยผรู้ บั คำปรกึ ษาได้
๗. ไมท่ ำสิง่ ทีจ่ ะเปน็ อนั ตรายต่อผูร้ บั การบำบัดรักษา และตอ่ สงั คม
ลักษณะของการให้การบำบัดรักษา มีอยู่หลายลักษณะดังกล่าวมาซ่ึงในที่น้ีจะขอกล่าวถึง
ลกั ษณะทีเ่ ปน็ ลกั ษณะสำคญั ดังนี้
๑. การให้การบำบัดรักษา เป็นกระบวนการซึ่งมีการปฏิบัติต่อเนื่องกันจนกระทั่งบรรลุ
เปา้ หมาย
๒. การให้การปรึกษาเป็นกระบวนการของสัมพันธภาพทอี่ บอุ่น เข้าใจกัน ให้เกียรติซ่ึงกัน
และกนั และยอมรบั กนั ระหว่างผใู้ ห้การบำบดั รกั ษา กบั ผู้รบั การบำบดั รักษา
๓. การให้การบำบัดรักษาเป็นบริการให้ความช่วยเหลือซ่ึงผู้ให้การบำบัดรักษา จะต้องมี
ความรู้ในวิชาชีพการให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีมีประสบการณ์ และสามารถที่จะช่วยให้ผู้รับการ
บำบดั รกั ษา พน้ จากความทุกข์ และแกป้ ัญหาได้
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 341
๔. การให้การปรึกษาเน้นในด้านความคิด ความเข้าใจและช่วยให้ผู้รับการบำบัดรักษา
เปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม เกิดการเรยี นร้ทู จ่ี ะพัฒนาตนเอง และรับผิดชอบตนเอง
๕. การให้การปรึกษาเป็นความร่วมมือกันระหว่างบุคคลต่อบุคคล คือ ผู้ให้การปรึกษากับ
ผู้รบั การบำบัดรักษา หรือ อาจมผี ูร้ ับการบำบดั รกั ษามากกวา่ หนง่ึ คนกไ็ ด้๒๑
ธรรมชาตขิ องการให้การบำบัดรักษาในเชิงบวก๒๒
๑. การให้การบำบัดรักษา เกี่ยวข้องกับการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลด้วยความ
สมัครใจอยา่ งเป็นอิสระของผูม้ าขอรบั การบำบัดรักษา
๒. จุดมุ่งหมายของการศึกษาก็เพ่ือจัดสภาพต่างๆ ที่ช่วยให้เปล่ียนแปลงพฤติกรรมด้วย
ความสมคั รใจซง่ึ สภาพดังกลา่ วก็ไดแ้ ก่การทม่ี ีสทิ ธิ์จะเลอื ก การมสี ทิ ธทิ์ จ่ี ะเป็นตัวของตวั เอง
๓. การให้การบำบดั รักษาน้นั มีขอ้ จำกัดอยู่ท่ีจดุ มุง่ หมายและกระบวนการให้คำปรกึ ษา
๔. สภาพที่ช่วยให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผู้มาขอรับการบำบัดรักษา ส่วนใหญ่
จะกระทำโดยการสมั ภาษณ์
๕. การให้การบำบัดรักษาต้องใช้การฟัง แม้ว่าการฟังทุกอย่างไม่ใช่การให้การบำบัดรักษา
แตใ่ นกรณกี ารฟงั ในแง่ให้การบำบัดรกั ษาน้ันจะต้องมคี วามเข้าใจในแง่คุณภาพมากกวา่ ปริมาณ
๖. การให้การบำบดั รกั ษาตอ้ งดำเนินไปหรือจัดให้มีขึน้ โดยมีลักษณะเปน็ เรอ่ื งส่วนตัวและการ
อภิปรายพูดคุย
จะเห็นได้ว่าธรรมชาติของการให้การบำบัดรักษา เป็นการจัดสภาพอย่างเป็นการส่วนตัว
เพื่อให้ผู้มาขอรับการบำบัดรักษาได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามท่ีตนเลือกหรือตัดสินใจ ทั้งน้ีถือว่าผู้
มาขอรับการบำบัดรักษา เป็นผู้มีปัญหาทางด้านจิตวิทยาและหรือมีปัญหาทางด้านพฤติกรรม ส่วน
ผู้ให้การบำบัดรักษา เป็นผู้มีความชำนาญในด้านการให้การบำบัดรักษา การให้การบำบัดรักษานั้น
เป็นกระบวนการติดต่อสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้มาขอรับการบำบัดรักษาได้เข้าใจตนเองและส่ิงแวดล้อม
รวมท้ังสามารถสร้างจุดมงุ่ หมายและค่านิยมซึง่ เปน็ รากฐานของพฤตกิ รรมของตนเองในอนาคต
จากรายละเอยี ดขา้ งต้น จงึ สรปุ ได้ว่าการให้การบำบดั รกั ษาตามแนวความคิดในกระบวนการ
การศึกษาสมัยใหม่คือกระบวนการที่ช่วยเหลือให้ผู้มาขอรับการบำบัดรักษา สามารถตัดสินใจ
แก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างมีข้ันตอนท่ีชัดเจน ช่วยให้ผู้รับการบำบัดรักษาได้ใช้ศักยภาพของตนเอง
อย่างเต็มที่ ในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ผ่านการให้คำปรึกษาโดยผู้ให้การ
บำบัดรักษา ท่มี ีความรคู้ วามสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจดังกลา่ ว ในบรรยากาศ
ทีเ่ ออ้ื อำนวยแกผ่ ู้ขอรับการบำบัดรักษา และมีความเข้าใจในผ้มู าขอรบั การบำบัดรักษา อย่างแท้จรงิ
คณุ สมบัตผิ ้บู ำบดั รักษาโรคทีด่ ีในพระพทุ ธศาสนา
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ควรพยาบาลภิกษุไข้
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๒๑ ม่ันเกียรติ โกศลนิวัฒน์วงษ์, พุทธธรรม ทฤษฎีและเทคนิคการให้คำปรึกษา, (กรุงเทพมหานคร :
สำนกั พิมพ์ สุวริ ิยาสาส์น, ๒๕๔๑), หน้า ๑๖๐.
๒๒ Patterson, C.H., Theories of Counseling and Psychotherapy, 2nd ed., (New York : Row,
Publisher, ๑๙๗๓), p. ๑๘๗.
342 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๑. ามารถจัดยา [ปฏพิ โล โ ติ เภ ชชฺ ํ ววํ ธิ าตุí]๒๓
๒. ทราบ ง่ิ ท่ีเป็น ัปปายะ และ ิ่งท่ีไม่เป็น ัปปายะ นำ งิ่ ท่ไี ม่เป็น ัปปายะ กไป นำ ิ่งที่
เป็น ัปปายะเขา้ มา [ ปฺปายา ปฺปายํ ชานาติ ปปฺ ายํ ปนาเมติ ปปฺ ายํ ปุ นาเมติ]
๓. มจี ิตเมตตาพยาบาล ไม่เ น็ แก่ ามิ พยาบาล [เมตตฺ จติ โฺ ต คิลานํ ุปฏฺฐาต]ิ
๔. ไม่รังเกียจท่ีจะนำ ุจจาระ ปั าวะ าเจียน รื น้ำลาย กไปท้ิง [โน ามิ นฺตโร
เชคจุ ฺฉี โ ติ จุ จฺ ารํ วา ป ฺ าวํ วา วนตฺ ํ วา เข ํ วา นี รติ ุํ]
๕. ามารถชี้แจงใ ้ภิก ุไข้เ ็นชัด ชวนใจใ ้ ยากรับเ าไปปฏิบัติ เร้าใจใ ้ าจ าญแกล้ว
กล้า ปล บชโลมใจใ ้ ดช่ืนรา่ เริงด้วยธรรมีกถา ตามกาล ันควร [ปฏิพโล โ ติ คิลานํ กาเลน กาลํ
ธมมฺ ยิ า กถาย นฺท เฺ ตํุ มาทเปตํุ มตุ เฺ ตเชตํุí มปฺ ํเ ตํุí]
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แลควรพยาบาลภิกษุ
ไข้๒๔
คุณสมบัติของผู้ไม่ควรบำบัดรกั ษาโรคในพระพทุ ธศาสนา
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้พยาบาลได้ยากธรรม ๕
ประการ อะไรบ้าง คอื
๑. ไม่ทำสง่ิ ที่เปน็ สปั ปายะ
๒. ไม่รจู้ กั ประมาณในสงิ่ ที่เปน็ สัปปายะ
๓. ไมฉ่ นั ยา
๔. ไม่บอกอาพาธท่ีมีอยู่ตามความเป็นจริงแก่ผู้พยาบาลที่ปรารถนาประโยชน์ เช่น ไม่บอก
อาพาธทีก่ ำเริบวา่ ‘กำเริบ’ ไมบ่ อกอาพาธท่ที ุเลาวา่ ‘ทเุ ลา’ ไม่บอกอาพาธที่ยังทรงอย่วู า่ ‘ทรงอย’ู่
๕. ไม่อดกล้ันต่อเวทนาทั้งหลายอันมีในรา่ งกายทีเ่ กิดข้ึนแล้วเป็นทุกข์กล้าแข็ง เจ็บปวด เผ็ด
รอ้ น ไมน่ ่ายินดี ไม่นา่ พอใจ พรากชีวิต
ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภกิ ษุไข้ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการน้แี ล เป็นผู้พยาบาลได้ยาก
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้พยาบาลได้ง่ายธรรม ๕
ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ทำส่งิ ทีเ่ ป็นสปั ปายะ
๒. ร้จู กั ประมาณในสิ่งท่เี ปน็ สัปปายะ
๓. ฉันยา
๔. บอกอาพาธท่มี ีอยตู่ ามความเป็นจริงแกผ่ ู้พยาบาลทีป่ รารถนาประโยชน์ เช่น บอกอาพาธ
ทก่ี ำเรบิ วา่ ‘กำเริบ’ บอกอาพาธทที่ ุเลาว่า ‘ทุเลา’ บอกอาพาธทยี่ ังทรงอยู่ว่า ‘ทรงอย’ู่
๕. เป็นผู้อดกลั้นต่อเวทนาท้ังหลายอันมีในร่างกายท่ีเกิดขึ้นแล้วเป็นทุกข์กล้าแข็ง เจ็บปวด
เผด็ ร้อน ไม่นา่ ยินดี ไมน่ า่ พอใจ พรากชีวติ
ภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษุไข้ประกอบดว้ ยธรรม ๕ ประการนีแ้ ล เป็นผู้พยาบาลไดง้ ่าย๒๕
๒๓ สามารถ ในท่ีนี้หมายถึง มีกำลังกายที่จะปรุงยา และ มีความรู้ที่จะจัดยา อ้างใน องฺ.ปญฺจก.อ.(บาลี) ๓/
๑๒๔/๔๙.
๒๔ องฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๑๒๔/๑๐๔-๒๐๕. ทุตยิ อปุ ัฏฐานสตู รที่ ๔
๒๕ องฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๑๒๓/๑๐๓-๒๐๔.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 343
ภกิ ษผุ ูค้ วรและไมค่ วรพยาบาลภกิ ษไุ ข้
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการไม่ควรพยาบาลภิกษุไข้
ธรรม ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ
๑. ไมส่ ามารถจัดยา
๒. ไม่ทราบส่ิงที่เป็นสัปปายะ และส่ิงที่ไมเ่ ป็นสปั ปายะ นำสิ่งท่ีไม่เป็นสปั ปายะเข้ามา นำส่ิง
ทเี่ ป็นสัปปายะออกไป
๓. เห็นแกอ่ ามสิ (ไม่หวงั ลาภสักการะเครือ่ งตอบแทน) พยาบาล ไม่มจี ติ เมตตาพยาบาล
๔. รังเกียจที่จะนำอุจจาระ ปสั สาวะ อาเจยี น หรือน้ำลายออกไปทิ้ง
๕. ไมส่ ามารถชี้แจงให้ภกิ ษุไขเ้ ห็นชดั ชวนใจให้อยากรบั เอาไปปฏิบัติ เรา้ ใจให้อาจหาญแกล้ว
กลา้ ปลอบชโลมใจให้สดชนื่ รา่ เรงิ ดว้ ยธรรมกี ถาตามกาลอันควร
ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการน้ีแลไม่ควรพยาบาล
ภิกษุไข้๒๖
พุทธวธิ ีการบำบัดรักษาในพระพทุ ธศาสนา
พุทธวิธีเก่ียวกับการให้การบำบัดรักษาตามแนวพระพุทธศาสนาท่ีปรากฏในคัมภีร์
พระไตรปิฎก เป็นพุทธวิธีการแนะนำ ช้ีแนะ บอกแนวทางให้ประพฤติปฏิบัติตนที่ผู้ที่มีความทุกข์
ความเดือนร้อนใจ ให้ผ่อนคลายจิตใจออกจากอารมณ์ท่ีทุกข์ หรือเดือดร้อนใจนั้นๆ ซึ่งเป็นการ
สนทนากันระหว่างพระพุทธเจ้าและผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา โดยพระองค์จะมีเมตตากับทุกคน ผ่าน
กระบวนการพูดคุย สนทนา หรือการสอบถามถึงปัญหานนั้ ๆ อยา่ งละมุนละม่อม เม่ือพบปัญหาแล้ว
พระองค์ก็จะชี้แนะ บอกแนวทางปฏิบัติเพ่ือแก้ปัญหานั้น โดยใช้หลักคำสอนที่สอดคล้องและ
เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ตามลำดับข้ันตอนอย่างเป็นระบบ ซ่ึงจะเรียกรูปแบบน้ีว่า “รูปแบบพุทธ
วิธีการให้การบำบัดรักษา” ก็ได้ กล่าวคือ (๑) การรับฟังปัญหาอย่างสนใจ (๒) เข้าใจและเห็นใจใน
ส่ิงท่ีเกิดข้ึน (๓) ทำการพูดคุยสนทนาด้วยอย่างเป็นกัลยาณมิตรเพื่อนผ่อนคลายถ่ายทอดทุกข์ (๔)
สานเสวนา สอบถามถึงปัญหาท่ีเกิดขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อสืบสาวหาสาเหตุ (๕) บอกขั้นตอนและ
วิธีการปฏิบตั เิ พอ่ื แกป้ ัญหาน้นั (๖) ประเมนิ ผลการใหค้ ำปรกึ ษาโดยการพยากรณ์๒๗
อนึ่งในส่วนของกระบวนการให้การบำบัดรักษา เพ่ือแก้ไขปัญหา สามารถกระทำได้หลายวิธี
เช่นพุทธวิธีการให้การบำบัดรักษาตามแนวอริยสัจ ๔ คือ (๑) ข้ันพิจารณาถึงปัญหาเพื่อกำหนดรู้
(๒) ข้ันสืบสาวและเข้าใจสาเหตุแห่งปัญหาเพ่ือทำการละ (๓) ขั้นลงมือแก้ไขปัญหาเพ่ือพัฒนาตน
(๔) ขน้ั ประเมินผลปัญหาเพอ่ื กระทำใหแ้ จง้ ชัด
อีกนัยยะหนึ่ง พุทธวิธีการให้คำปรึกษาเพื่อการบำบัดทางจิต ๔ ข้ัน คือ (๑) ขั้นปฏิสันถาร
กถาด้วยเมตตาจิต (๒) ขน้ั เข้าใจชีวิตทุกช่วงวัย (๓) ขนั้ ทำใจให้พินจิ ทกุ ข์ (๔) ขน้ั นำพาให้บังเกดิ สุข
ทงั้ ภายในและภายนอกอยา่ งเป็นอิสระ๒๘
๒๖ องฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๑๒๔/๑๐๔.
๒๗ ประพัฒน์ ศรีกูลกิจ, จิตวิทยาการให้คำปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยา, พิมพ์ครั้งท่ี ๒, (พิษณุโลก :
บรษิ ัทโฟกสั พริน้ ตง้ี จำกดั , ๒๕๕๙), หนา้ ๓๒๒-๓๒๓.
๒๘ เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๓๓๒.
344 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พุทธวิธีการให้การบำบัดรักษาตามแนวโยนิโสมนสิการ : โยนิโสมนสิการ หมายถึง
กระบวนการคิดพิจารณาอย่างถูกวิธีหรือความรู้จักคิด หรือคิดเป็น มุ่งให้เกิดความรู้และเข้าใจใน
ธรรมชาติตามความเป็นจริง ช่วยแก้ไขปัญหา ยกระดับจิตใจ และพัฒนาตนตามจุดมุ่งหมายให้เกิด
ประโยชนต์ ่อตนเองผู้อื่นและส่วนรวมร่วมกัน
การให้คำปรกึ ษาตามหลกั โยนิโสมนสกิ าร มี ๑๐ ขั้น
ทศั นะของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต) อธิบายไดว้ ่า วิธโี ยนิโสมนสิการพอประมวลเป็นแบบ
ใหญไ่ ด้ ๑๐ วธิ ดี งั ตอ่ ไปนี้๒๙
๑. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีนี้เป็นวิธีคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นแบบ พ้ืนฐาน
โดยพิจารณาปญั หา หาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ท่ีสัมพันธ์ ส่งผลสืบทอด
กันมา แนวปฏิบัติของวิธีน้ีมีอยู่ ๒ แนว คือ ก. คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ โดยถือหลักว่า สิ่งทั้งหลาย
ย่อมต้องอาศัยซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้นพรอ้ มกัน เช่น “เม่ือสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนีเ้ กิดขึ้น สิ่งนี้จึง
เกดิ ข้ึน เมอ่ื สิ่งนี้ไมม่ ี สิง่ นี้จงึ ไม่มี เพราะส่ิงนด้ี ับ ส่ิงนี้จึงดับ” ข. คดิ แบบสอบสวนหรือต้ังคำถาม เช่น
อุปาทานมีเพราะอะไรเป็นปัจจัยฯ เมื่อคิดแบบโยนโิ สมนสิการจึงรู้ได้ด้วยปัญญาว่า อุปาทานมีเพราะ
ตัณหาเป็นปัจจัย ตัณหามีเพราะอะไรเป็นปัจจัย เมื่อคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงรู้ด้วยปัญญาว่า
ตัณหามีเพราะเวทนาเปน็ ปัจจัย
๒. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบหรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดท่ีมุ่งให้มองและรู้จัก
สิ่งท้ังหลายตามสภาวะของมันเอง เป็นวิภัชชวิธี หรือวิธีคิดแบบวิเคราะห์เป็นการคิดพิจารณาท่ี
แยกแยะโดยถือเอานามรูปเป็นหลัก คือไม่มองสัตว์บุคคลตามสมมุติบัญญัติ ว่าเป็นเขาเป็นเรา เป็น
นายน่ันนายนี่ แต่มองตามสภาวะแยกออกไปว่าเป็นนามธรรมและรูปธรรม กำหนดส่วนประกอบ
ทั้งหลายที่รวมกันอยู่แต่ละอย่างว่า อย่างนั้นเป็นรูป อย่างนี้เป็นนาม เมื่อแยกแยะออกไปแล้วก็มีแต่
นามกับรูป หรือนามธรรมกับรูปธรรม ในเวลาท่ีพบเห็นสัตว์ และส่ิงต่างๆ ก็จะมองว่าเป็นเพียงกอง
แห่งนามธรรมและรูปธรรมเป็นกระแสความคิดที่คอยช่วย ต้านทานไม่ให้หลงใหลติดยึดสมมุติ
บัญญัติมากเกินไป ให้มองเห็นเป็นเพียงสภาวะว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์เป็นคน พระพรหมคุณา
ภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ยกตัวอย่างการใช้ความคิดแนวน้ัน ดังต่อไปน้ี “ท่าน ผู้มีอายุท้ังหลาย ช่องว่าง
อาศัยเคร่ืองไม้ เถารัด ดินฉาบ และหญ้ามุงล้อมเข้าย่อมถึงความนับว่าเรือนฉันใด ช่องว่างอาศัย
กระดูก เอ็น เน้ือ และหนังแวดล้อมแล้วย่อมถึงความนับว่ารูปฉันน้ัน …เวทนา….สัญญา ….
สังขาร…วิญญาณ…การคุมเข้าการประชุมกัน การประมวลเข้าด้วยกันแห่งอุปทานขันธ์ ๕ เหล่าน้ี
เป็นอยา่ งน”้ี
๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรือวิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา หมายถึง การรู้เท่าทันความ
เป็นไปของส่ิงทั้งหลาย เช่นมีการเกิด เปลีย่ นแลงและดับสลายไปในที่สดุ เปน็ ตน้ เป็นการรู้เทา่ ทันว่า
สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติย่อมเกิดจากเหตุปัจจัย และ ข้ึนต่อเหตุปัจจัยเช่นเดียวกัน วิธีคิดแบบนี้
แบ่งได้เป็น ๒ ข้ันตอน คือ ข้ันที่หน่ึง คือรู้เท่าทันและยอมรับความจริง ขั้นที่สอง คือการคิดแก้ไข
และทำการไปตามเหตุปัจจัย เป็นการปฏิบัติด้วยปัญญากล่าวคือ เม่ือรู้และเข้าใจเหตุปัจจัยแล้วก็
จดั การที่ด้วยเหตุปัจจยั น้นั
๔. วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ คิดแบบแก้ปัญหาเป็นวิธีคิดที่สามารถขยายให้ครอบคลุมวิธีคิด
แบบอน่ื ๆ ได้ท้ังหมด มีวิธีคดิ ๒ วิธี คือ
๒๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), วธิ ีคิดตามหลกั พุทธธรรม, หน้า ๒๑-๖๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 345
๔.๑ วิธีคิดตามเหตุผล เป็นการสืบสาวจากผลไปหาเหตุแล้วแก้ไขที่เหตุนั้น ตามปกติจะ
จัดเป็น ๒ คู่ ดังตัวอย่างต่อไปน้ี คู่ท่ี ๑ ทุกข์เป็นผล เป็นตัวปัญหาเป็นสถานการณ์ท่ีไม่ต้องการ
สมุทัยเป็นเหตุ เป็นท่ีมาของปัญหา เป็นจุดที่ต้องการแก้ไข คู่ที่ ๒ นิโรธเป็นผล เป็นภาวะสิ้นปัญหา
เป็นจุดหมายที่ต้องการจะเข้าถึงมรรคเป็นเหตุเป็นข้อ ปฏิบัติท่ีต้องการกระทำในการแก้ไขสาเหตุ
เพือ่ บรรลุจดุ หมาย คือภาวะส้นิ ปญั หาอันได้แก่ความดับทกุ ข์
๔.๒ วิธีคิดท่ีตรงจุดตรงเรื่อง เป็นการคิดอย่างตรงไปตรงมา นำเอาสิ่งหรือเรื่องที่ต้อง
เกี่ยวข้องมาใช้ในการแก้ปัญหา ไม่นำสิ่งหรือเรื่องที่ใช้ปฏิบัติไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวโดยสรุป
หลักการหรือสาระสำคัญของวิธีคิดแบบอริยสัจก็คือการเริ่มต้นจากปัญหา หรือความทุกข์ที่ประสบ
โดยกำหนดและทำความเข้าใจว่าปัญหา คือความทุกข์นั้นให้ชัดเจนแล้วสืบค้นหา สาเหตุเพ่ือเตรียม
แก้ไข ในเวลาเดียวกันกำหนดเป้าหมายของตนให้แน่ชัดว่าคืออะไร จะเป็นไปได้หรือไม่และเป็นไปได้
อย่างไร แล้วคิดวางวิธีปฏิบัติท่ีจะกำจัดสาเหตุของปัญหา ให้สอดคล้องกับการที่จะบรรลุจุดหมายท่ี
กำหนดไว้นั้น ในการคิดตามวิธีนี้ จะต้องตระหนักถึงกิจหรือหน้าท่ีอันพึงปฏิบัติต่ออริยสัจแต่ละข้อ
อยา่ งถกู ตอ้ งดว้ ย
๕. วิธีคดิ แบบอรรถธรรมสัมพันธ์ เป็นวิธีคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย คือพิจารณาให้
เข้าใจความสัมพันธร์ ะหวา่ งธรรม(หลักการ) กับอรรถ(ความมุ่งหมาย) คำว่าหลกั การในท่ีน้ี หมายถึง
หลักความจรงิ หลักความดีงาม หลักการปฏิบัติ หรือหลักท่จี ะนำไปใช้ปฏิบัติรวมท้ังหลักคำสอนท่ีจะ
ให้ประพฤติปฏิบัติและการทำการได้ถูกต้อง ส่วนความมุ่งหมายก็หมายถึงจุดหมายหรือประโยชน์ท่ี
ต้องการ หรือสาระที่พึงประสงค์ ความเข้าใจถูกต้องในเร่ืองหลักการและความมุ่งหมายจะนำไปสู่
การปฏิบัติท่ีถูกต้องการปฏิบัติที่ถูกต้องน้ีสำคัญมาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตัดสินว่าการกระทำนั้นๆ
จะสำเร็จผล บรรลุจดุ มงุ่ หมายได้หรอื ไม่
๖. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบน้ีเป็นการคิดท่ีใช้หลักว่าจะต้องพิจารณา
ปัญหาให้ครบทุกด้าน ได้แก่ ด้านดี(อัสสาทะ) ด้านเสีย(อทีนวะ/อาทีนพ) ต่อจากนั้นจึงหาทางออก
(นสิ สรณะ) หรือทางแก้ปัญหา
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) กล่าววา่ การคดิ แบบน้ีมลี กั ษณะทีพ่ ึงยำ้ ๒ ประการ คอื
๖.๑ การท่ีจะใช้ชื่อว่ามองเห็นตามเป็นจรงิ นั้น จะต้องมองเห็นท้ังด้านดีและด้านเสียหรือ
ท้ังคณุ และโทษของสิง่ นนั้ ๆ ไมใ่ ช่มองเพียงด้านหนงึ่ ดา้ นใดด้านเดยี ว
๖.๒ เมื่อจะแก้ปัญหาหรือลงมือปฏิบัติจะต้องมองเห็นจุดหมายหรือทางออก
นอกเหนือจากการทรี่ คู้ ุณและโทษของส่งิ น้ันๆ การคิดหาทางออกดว้ ยวิธีการดังกล่าวตอ้ งพิจารณาไป
พรอ้ มๆ กับการพิจารณาผลดีผลเสยี จะทำใหห้ าทางออกไดด้ ีทสี่ ุดและปฏบิ ตั ิได้ถูกตอ้ งที่สุด
๗. วธิ ีคดิ แบบคุณคา่ แท้-คณุ คา่ เทยี ม วิธีคิดแบบน้ีใชก้ ันมากในชวี ิตประจำวันเพราะเกี่ยวข้อง
กบั การบริโภคใช้สอย ปัจจัย ๔ คำว่าคุณค่าแท้หมายถึงประโยชน์ของส่ิงท้ังหลายในแง่ท่สี นองความ
ต้องการของ ชีวิตโดยตรงหรือที่มนษุ ยน์ ำมาใช้แก้ปญั หาของตนเพ่ือความดีงาม ความดำรงอย่ดู ว้ ยดี
ของชีวิตหรือเพ่ือประโยชน์สุขทั้งของตนและของผู้อื่น คุณค่าน้ีอาศัยปัญญาเป็นเคร่ืองดีค่าหรือวัด
ราคาจะเรียกว่าคุณค่าที่สนองปัญญาก็ได้ เช่น คุณค่าของอาหารอยู่ท่ีประโยชน์ของมันสำหรับหล่อ
เล้ียงร่างกายให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ มีสุขภาพดี เป็นอยู่อย่างผาสุก มีกำลังเก้ือกูลแก่การบำเพ็ญกิจ
หน้าท่ี เป็นต้น ส่วนคุณค่าเทียมน้ันหมายถึง ประโยชน์ในแง่การปรนเปรอ การเสพเสวยเวทนา
อาศยั ตณั หาเป็นเคร่อื งวัดคณุ ค่าหรอื วัดราคา จะเรยี กวา่ คุณคา่ ตอบสนองตณั หาก็ได้ เชน่ อาหารท่มี ี
คุณค่าที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนานเป็นเครื่องแสดงฐานะความหรูหรา เป็นต้น วิธีคิด
346 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
แบบคุณ ค่าแท้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริงแล้ว ยังเกื้อกูลแก่ความเจริญงอกงาม
ของกุศลธรรม เช่นความมีสติ เป็นต้น ต่างจากคุณค่าเทียมที่พอกเสริมด้วยตัณหา ซึ่งไม่ใคร่เกื้อกูล
แก่ชีวิตทำให้กุศลธรรม เช่นความโลภ ความมัวเมา ความริษยา มานะ ทิฎฐิ เจริญข้ึนอย่างไม่มี
ขอบเขต
๘. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เป็นวิธีคิดที่ส่งเสริมชักนำไปในทางที่ดีงามและเป็น
ประโยชน์ เป็นการขัดเกลาและบรรเทาปัญหา พระธรรมปิฎกอธิบายว่าในเหตุการณ์หรือ
ประสบการณ์เดียวกัน คนหนง่ึ อาจคิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม เปน็ ประโยชน์ อีกคนหนึ่งอาจปรงุ แต่ง
ไปในทางดีงาม เป็นประโยชน์ อีกคนหนงึ่ อาจปรงุ แต่งไปในทางไม่ดีไม่งามเป็นโทษ ท้ังนเี้ นอื่ งมาจาก
การฝึกฝนอบรมและประสบการณ์ที่ได้สะสมมา นอกจากน้ีแม้แต่บุคคลเดียวกัน มองของอย่าง
เดียวกันหรือมปี ระสบการณ์เดยี วกัน แต่ต่างขณะ ต่างเวลา ก็อาจคิดแตกต่างออกไปคร้ังละอยา่ งได้
คราวหนึ่งร้าย คราวหนึ่งดี ทั้งนี้โดยเหตุผลท่ีกล่าวมาแล้ว วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรมหรือ
โยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลในท่ีน้ี จึงมีความสำคัญในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงาม
เป็นประโยชน์ใน ขณะน้ันๆ และในแง่ที่ช่วยแก้ไขนิสัยเคยชินร้ายๆ ของจิตที่ได้สะสมไว้แต่เดิมพร้อม
กบั สร้างนสิ ยั ความเคยชินใหม่ทด่ี ีงามให้แก่ จติ ไปในเวลาเดียวกัน
ในกรณีท่ีความคิดอกุศลเกิด ข้ึนแล้ว พระธรรมปิฎกได้ยกตัวอย่างในวิตักกสัณฐานสูตรว่า
พระพุทธเจา้ ทรงแนะนำหลักทวั่ ไปในการแก้ความคดิ อกุศลไว้เป็น ๕ ขัน้ คอื
๘.๑) คดิ นึกใส่ใจเรื่องอื่นท่ีดงี ามเป็นกุศล เช่นนกึ ถึงเร่อื งท่ที ำให้เกิดเมตตา แทนเรื่อง
ที่ทำให้เกดิ โทสะ เป็นต้น ถา้ ยงั ไมห่ าย
๘.๒) พึงพิจารณาโทษของความคิดที่เป็นอกุศลเหล่าน้ันว่า ไม่ดไี ม่งาม ก่อผลรา้ ยนำ
ความทุกข์อย่างไรมาให้ ถา้ ยังไมห่ าย
๘.๓) พึงใช้วิธีต่อไปคือ ไม่คิดถึง ไม่ใส่ใจในความชั่วร้ายท่ีเป็นอกุศลนั้นเลย ถ้ายังไม่
หาย
๘.๔) พึงพิจารณาสังขารสัณฐานของความคิดเหล่านั้น ว่าความคิดน้ันเป็นอย่างไร
เกดิ จากเหตปุ ัจจยั อะไร ถ้ายังไม่หาย
๘.๕) พึงขบฟัน เอาล้ินดุนเพดาน อธิษฐานจิตคือตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว ข่มใจระงับ
ความคิดน้ันเสยี
๙. วิธีคดิ แบบเป็นอยใู่ นขณะปัจจบุ ัน วิธีคดิ แบบนบี้ างทีเรียกว่า วิธีคดิ แบบมีปจั จุบันธรรม
เป็นอารมณ์ และมีข้อท่ีต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษคือ การท่ีมีผู้เข้าใจผิดเก่ียวกับความหมายของ
การเปน็ อยู่ในปัจจบุ นั หรอื มปี ัจจบุ ันธรรมเปน็ อารมณ์
ความคิดท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันหมายถึง การคิดในแนวทางของความรู้ หรือคิดด้วยอำนาย
ปัญญา การคิดแบบน้ีถือว่า ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หรือเป็นเร่ืองท่ีล่วงไปแล้ว หรือเป็น
เร่อื งของกาลภายหน้า ก็จัดเขา้ ไปเป็นการปจั จุบนั ทัง้ สิ้น
ความคิดถึงอดีตและอนาคต ตามแนวทางของปัญญาท่ีเป็นเรื่องของกิจในปัจจุบันจะช่วยให้
เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ช่วยให้การปฏิบัติในปัจจุบันถูกต้องได้ผลดียิ่งข้ึน และสนับสนุนให้มีการ
ตระเตรียมวางแผนลว่ งหนา้ นับว่าเป็นวธิ คี ดิ ที่มปี ระโยชน์มาก
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 347
๑๐. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท มาจาก วิภชฺช+วาที, วิภัชชะ แปลว่าแยกแยะ จำแนกหรือแจก
แจง ใกล้เคียงคำท่ีใช้ในปัจจุบันว่าวิเคราะห์, วาทะ แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน
วิภัชชวาท จงึ แปลวา่ การพูดจำแนก พูดแยกแยะหรอื แสดงคำสอนแบบวเิ คราะห์ ลักษณะสำคัญของ
การคิดและการพูดแบบน้ีคือ การมองและแสดงความจริงโดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละแง่ละด้าน
ครบทุกแง่ทุกด้าน วิธคี ิดแบบน้ีสามารถจำแนกออกเปน็ ลักษณะต่างๆ ได้ดังน้ี
๑๐.๑ จำแนกด้วยแง่ความจริง แบ่งซอยออกเป็น ๒ อย่าง คือ จำแนกตามแง่ด้าน
ต่างๆ ตามท่ีเป็นจริงของสิ่งนั้นๆ โดยมองทีละด้านอย่างหน่ึง และจำแนกโดยมองหรือแสดงความ
จริงของส่ิงน้นั ๆ ใหค้ รบทุกแง่ทกุ ดา้ นอีกอย่างหน่งึ
๑๐.๒ จำแนกส่วนประกอบ คือวิเคราะห์แยกแยะองค์ประกอบของส่ิงน้ันๆ เพ่ือให้
รู้เท่าทันภาวะของส่ิงนั้นๆ เป็นการคิดในแง่เดียวกันกับการคิดวิธีท่ีสอง (วิธีคิดแบบแยกแยะ
ส่วนประกอบ) ทีก่ ล่าวมาแลว้ ในข้างต้น
๑๐.๓ จำแนกโดยลำดับขณะ คือ แยกแยะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามลำดับความสืบ
ทอดแหง่ เหตุปัจจัย ซอยออกไปเป็นแต่ละขณะๆ ให้มองเห็นตัวเหตุปัจจัยท่ีแทจ้ รงิ ตัวอย่างเช่น เมื่อ
โจรขึ้นบ้านและฆ่าคนตายเพราะความโลภ คำพูดนี้ใช้ได้เพียงเป็นสำนวนพูดให้เข้าใจกันง่าย แต่เม่ือ
วิเคราะห์ทางด้านกระบวนธรรมท่ีเป็นไปภายในจิตอย่างแท้จริง จะพบว่าความโลภเป็นเหตุของการ
ฆ่าไมไ่ ด้ โทสะตา่ งหากท่เี ป็นเหตขุ องการฆ่า ดงั นเ้ี ปน็ ต้น
๑๐.๔ จำแนกโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือสืบสาวว่าสิ่งท้ังหลายทั้งปวงนั้นจะ
เกิดข้ึนหรือดับลงก็ด้วยเหตุปัจจัย เป็นวิธีคิดท่ีตรงกับวิธีที่ ๑ ท่ีกล่าวแล้วข้างต้น ความคิดแบบ
จำแนกโดยสัมพันธ์ของเหตุปัจจัยช่วยใหม้ องเห็นความจรงิ น้ัน และตามแนวคิดนี้พระพุทธเจ้าจึงทรง
แสดงพระธรรมอย่างท่ีเรียกว่าเป็นกลาง คือไม่กล่าวว่า สิ่งน้ีมี หรอื สิ่งนี้ไม่มี แต่ทรงกล่าวว่าเพราะ
สิง่ นี้มี สง่ิ นี้ไมม่ ี เพราะส่ิงนไี้ ม่มีสิง่ นี้จึงไมม่ กี ารแสดงความจรงิ อย่างนี้ นอกจากจะเรียกวา่ อทิ ัปปจั จย
ตา หรือปฏิจจสมุปบาทแล้ว ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชเฌนธรรมเทศนา หรือเรียกส้ันๆ ว่าวิธีคิด
แบบมชั เฌนธรรม
๑๐.๕ จำแนกโดยเง่อื นไข คอื มองความจรงิ โดยพิจารณาเงื่อนไขประกอบดว้ ย เชน่ ถา้ มี
ผู้กล่าวว่า บุคคลน้ีควรคบหรือไม่ หรือถ่ินสถานน้ีควรเกี่ยวข้องด้วยหรอื ไม่ ถ้าพระภิกษุเป็นผู้ตอบว่า
ถา้ คบแลว้ หรอื เข้าไปเกี่ยวขอ้ งแล้วอกุศลธรรมเจรญิ กุศลธรรมเสอ่ื มก็ไมค่ วรคบ ไม่ควรเกี่ยวขอ้ ง แต่
ถา้ อกุศลเสอ่ื ม กศุ ลธรรมเจรญิ จึงควรคบควรเก่ยี วขอ้ ง
ถา้ ถามในแง่การศึกษาว่า ควรปล่อยใหเ้ ด็กพบเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ ในสงั คมอย่างอิสรเสรหี รือไม่ ถ้า
จะตอบก็ต้องวินิจฉัยโดยพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ เช่น เด็กมีความพร้อมหรือไม่ ประสบการณ์เดมิ เป็น
อย่างไร เด็กรู้จักใช้โยนิโสมนสิการโดยปกติหรือ ไม่มีบุคคลหรืออุปกรณ์คอยช่วยเหลือหรือไม่ ส่ิง
หรอื เรอ่ื งท่เี ดก็ จะไดพ้ บเหน็ ในประสบการณน์ ั้น มีผลกระทบรุนแรงเพียงใด ดงั น้ีเปน็ ต้น
๑๐.๖ จำแนกโดยวิภชั ชวาท คือใช้วิภัชชวาทในรูปการตอบปัญหาในบรรดาวธิ ีตอบปัญหา
๔ วิธี ซ่ึงมีช่ือเฉพาะว่าวิภัชชพยากรณ์๓๐ วิธีตอบปัญหาท้ัง ๔ วิธีนั้นได้แก่ ๑. เอกังสพยากรณีย
ปัญหา(ปัญหาท่ีควรตอบโดยนัยเดียว) ๒. วิภัชชพยากรณียปัญหา(ปัญหาที่ควรแยกตอบ) ๓.
ปฏิปจุ ฉาพยากรณยี ปัญหา(ปญั หาท่ีควรตอบโดยย้อนถาม) ๔. ฐปนียปัญหา(ปัญหาทีค่ วรงดตอบ)๓๑
๓๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), วธิ ีคิดตามหลักพทุ ธธรรม, หนา้ ๒๑-๖๐.
๓๑ อง.ฺ จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๔๒/๗๐.
348 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
(๑) เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรตอบเด็ดขาด เช่นถามว่าสิ่งท่ีไม่เท่ียง ได้แก่
จักษใุ ชไ่ หม? พึงตอบไดท้ เี ดียวแน่นอนลงไปว่า “ใช่”
(๒) วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาท่ีควรแยกแยะหรือจำแนกตอบเช่น ถามว่า สิ่งที่ได้มา
ไม่เที่ยง ได้แก่ จักษุใช่ไหม? พึงแยกแยะตอบว่า ไม่เฉพาะแต่จักษุเท่านัน้ แม้โสตะ ฆานะ เป็นต้น ก็
ไมเ่ ทีย่ ง
(๓) ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาท่ีควรตอบโดยย้อนถาม เช่น จักษุ ฉันใด โสตะ ก็
ฉันน้ัน โสตะฉันใดจักษุก็ฉันน้ัน ใช่ไหม? พึงย้อนถามว่า มุ่งความหมายในแง่ใด ถ้าถามโดยหมายถึง
แง่ใช้ดูหรอื เห็นก็ไมใ่ ช่ แตถ่ ้ามงุ่ ความหมายในแง่ทว่ี า่ ไม่เท่ยี ง ก็ใช่
(๔) ฐปนียปัญหา ปัญหาท่ีพงึ ยบั ย้ังหรือพับเสียไม่ควรตอบ เช่นถามว่า ชีวะกบั สรรี ะคือส่ิง
เดยี วกันใช่ไหม? พึงยับยัง้ เสยี ไม่ตอ้ งตอบ
สรุปวธิ คี ดิ แบบโยนิโสมนสิการ
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) กล่าวสรปุ ว่าวิธีคดิ ท่เี ปน็ แบบโยนิโสมนสิการท้ัง ๑๐ วิธนี ้ี
มีขั้นตอนการทำงานท่ีแบ่งออกได้เป็นสองช่วง คือช่วงรับรู้อารมณ์ หรือประสบการณ์จากภายนอก
และช่วงคิดค้น พิจารณาอารมณ์หรอื เร่อื งราวท่ีเกบ็ เขา้ มาภายในแล้ว วธิ ีคดิ ทง้ั ๑๐ วธิ นี ้ี ต่างกอ็ าศัย
กันและกัน รับกันและสัมพันธ์กัน ดังน้ันวิธีการศึกษา เผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหาชีวิตจึงต้อง
บูรณาการความคิดเหล่าน้ี รู้จักเลือกรูปแบบวิธีคิดมาผสมกลมกลืนกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างแนว
ปฏบิ ัติอย่างถกู ต้องตรงกับความจรงิ ในทางสายกลาง
อน่ึงเม่ือพูดเชิงวิชาการในแง่การทำหน้าที่ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) สรุปว่า วิธี
โยนิโสมนสกิ ารทั้งหมดสามารถสรปุ ไดเ้ ป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ
(๑) โยนิโสมนสิการแบบปลุกปัญญา มุ่งให้เกิดความรู้แจ้งตามสภาวะ เน้นท่ีการขจัดอวิชชา
เป็นฝ่ายวิปัสสนา มีลักษณะเป็นการส่องสว่าง ทำลายความมืด หรือชำระล้างสิ่งสกปรก ให้ผลไม่
จำกดั กาล หรือเดด็ ขาด นำไปสโู่ ลกุตตรสมั มาทิฎฐิ
(๒) โยนิโสมนสิการแบบสร้างเสริมคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้ากุศลธรรม เน้นท่ีการสกัดหรือข่ม
ตัณหา เป็นฝ่ายสมถะ มีลักษณะเป็นการเสริมสร้างพลังหรือปริมาณฝ่ายดีขี้นมากดข่มทับหรือบัง
ฝา่ ย ชั่วไว้ ให้ผลข้ึนแก่การช่ัวคราว หรอื เป็นเครื่องตระเตรียมหนนุ เสริมความพร้อมและ สร้างนิสัย
ท่ีนำไปสู่โลกียสัมมาทิฎฐิ วิธีคิดแบบ โยนิโสมนสิการเป็นวิธีคิดท่ีมีประโยชน์มาก เพราะสามารถ
นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกเวลา และจะเป็นเรื่องที่เร้าให้เกิดกุศลธรรม เช่นความรู้สึกเมตตา
กรุณาและความเสียสละเป็นต้น อันจะเป็นผลดีแก่ความเจริญงอกงามของตน ผู้ใดก็ตามเมื่อเข้าใจ
หลักการน้ีแล้ว อาจใช้โยนิโสมนสิการแก้ได้ แม้แต่ทศั นคติและจิตนิสัยไม่ดีท่ีสร้างมาเป็นเวลานานจน
ชิน
วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคสมัยพุทธกาล พบว่าการแสดงธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าทรงมีทัง้ หลักการและหลักปฏิบัติแตกตา่ งกันไปตามกาลเทศะและบุคคลทีจ่ ะทรงสงั่ สอน
ดังน้ันการพิจารณาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระองค์จึงเริ่มตั้งแต่ คุณสมบัติของผู้สอน
ลีลาการสอนและหลักการสอน พุทธวิธีในการสอนน้ันต้องเร่ิมต้นจากปรัชญาข้ันพื้นฐานอันได้แก่
กัลยาณมิตรและมีสติปัญญาไหวพรบิ ที่ชาญฉลาดเป็นเบื้องต้น จากนั้นต้องประกอบด้วยหลักของนัก
เผยแผ่กับผู้ฟังหรือผู้สอนกับผู้เรียนท่ีมีความสัมพันธ์กันในฐานะเป็นกัลยาณมิตรเป็นอันดับต่อไป
เพราะในทางพระพุทธศาสนาถือว่า ผู้เผยแผ่กับผู้ฟังหรือผู้สอนกับผู้เรียนน้ันต้องประสานสัมพันธ์กัน
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 349
มีความกรุณาต่อกันโดยเฉพาะในด้านการอบรมส่ังสอนน้ัน ย่อมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญให้เกิด
คุณลักษณะของผ้สู อนซง่ึ เรียกวา่ องคค์ ณุ ของกลั ยาณมติ ร
ปราชญ์ท้ังหลายและพุทธศาสนิกชนมากมายนิยมกล่าวเรียกพระนามอย่างหน่ึงของ
พระพุทธเจ้าในการสวดบทพุทธคุณเสมอว่า “พระบรมศาสดาหรือพระบรมครู” ซึ่งแปลว่าพระ
ศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หรือผู้เป็นยอดของครู ในภาษาบาลีก็มีบทพุทธคุณ ถวายพระเกียรติว่า “เป็น
สารถีฝึกผู้ท่ีควรฝึกได้อย่างยอดเย่ียม”(อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ) และว่า“พระพุทธเจ้า เป็นครู
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”๓๒ (สตฺถา เทวมนุสฺสานํ) พระนามเหล่านี้แสดงความหมายอยู่ใน
ตัววา่ ปราชญแ์ ละพระพุทธศาสนิกชนท้ังหลายเคารพบชู าและยกยอ่ งเทดิ ทูนพระองคใ์ นฐานะทรงเป็น
นักการสอนท่ีย่ิงใหญ่ที่สุด ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยมในการอบรมสั่งสอน ให้การ
บำบดั รกั ษาในการดำรงชีวิตและไดท้ รงประสบความสำเร็จในงานนีเ้ ป็นอย่างดี๓๓
จากทัศนะดังทีไ่ ด้กล่าวมาท้ังหมดนี้ จึงกลา่ วไดว้ า่ การให้การบำบัดรักษาของพระพุทธองคค์ ือ
การแสดงธรรมเทศนาอนั หมายรวมถงึ การแสดงธรรมใหเ้ ห็น การแนะนำส่ังสอนอย่างมีขั้นตอนและมี
วิธีการ (Methodology) โดยการช่วยเหลือของกัลยาณมิตรต่อกัลยาณมิตรผู้มีทุกข์ ให้เกิดความ
เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ทำให้สามารถปฏิบัติตามหนทางท่ีพระพุทธองค์ทรงแนะนำ จนสามารถ
แก้ปัญหาของตนและพ้นจากทุกข์ได้ อันสอดคล้องกับท่วี ่าพระองคเ์ ป็นเพียงผู้ช้ีให้เห็นกระจ่างในทาง
ดบั ทุกข์เท่านั้น
จะเห็นได้ว่าหลักการการให้การบำบัดรักษาตามแนวคิดทางตะวันตกท่ีได้กล่าวไว้ในเบ้ืองต้น
แล้วน้นั ก็มีลักษณะคล้ายกับพุทธวิธีการให้การบำบัดรักษา หรือการเทศนาแสดงธรรมของพระพุทธ
องค์ ซึ่งพระองค์ได้ปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวคือลักษณะการให้การ
บำบัดรักษาตามแนวความคิดของทางตะวันตก คือกระบวนการช่วยเหลือให้ผู้มาขอรับการปรึกษา
สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างมีขั้นตอนที่ชัดเจน และช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาได้ใช้
ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มท่ีในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ผ่านการให้
คำปรึกษาโดยผู้ให้การบำบัดรักษาท่มี ีความรคู้ วามสารถ ในขณะท่ีพุทธวิธีการให้การบำบัดรักษา คอื
การช่วยเหลือให้คำปรึกษาผ่านการแสดงเทศนาธรรม และเป็นกระบวนการท่ีมีข้ันตอน มีวิธีการและ
มีต้นแบบคือพระพุทธองค์เองแล้วจึงสืบต่อพุทธวิธีการให้การบำบัดรักษา เหล่าน้ันไปยังสาวก
ทั้งหลาย เพ่ือสามารถช้ีแนะแนวธรรมที่ถูกต้องให้แก่มวลมนุษยชาติท้ังหลายโดยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะ
ให้เกิดดวงตาเห็นธรรม เห็นทุกข์ และมีแนวทางในการแก้ปัญหาและดับทุกข์ เพ่ือบรรลุสู่ความสงบ
และพบทางสว่างแห่งชีวิตนั่นเอง โดยทรงตรัสแก่เหล่าภิกษุก่อนจะส่งไปประกาศพระศาสนา
(พรหมจรรย์) ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพ่ือ
อนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกอ้ื กูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกัน
สองรูป จงแสดงธรรมอันมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด จง
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมท้ังอรรถและพยัญชนะบริสุทธ์ิบริบูรณ์ครบถ้วน”๓๔ แสดงให้เห็นว่า
๓๒ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๗๔/๖๕-๖๖. “แม้เพราะเหตุน้ี พระผู้มีพระภาคพระองค์น้ัน เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วย
พระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อยา่ งยอดเยี่ยม เป็น
ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค”, วิ.อ.(บาลี) ๑/๑/๑๐๓-๑๑๘., องฺ.ทุก.(บาลี)
๒๐/๖๔/๒๔๗.
๓๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๔),
หนา้ ๑.
๓๔ ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๓๒/๔๐.
350 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นอกจากพระองคจ์ ะทรงให้ความสำคัญต่อการใหค้ ำปรึกษาช่วยเหลือแนะนำแกช่ นทงั้ หลายใหพ้ น้ จาก
ปญั หาและพ้นจากทกุ ข์ดว้ ยพระองค์เองแล้ว ทรงตระหนักดวี ่ายังมีผู้คนทมี่ ีปัญหา มีความทุกข์อยู่อีก
มากมาย จึงทรงกล่าวพระดำรสั น้เี พื่อเป็นหลักการและเปน็ แนวทาง ใหเ้ หล่าสาวกทง้ั หลายนำวิธกี าร
ต่างๆท่ีพระองค์ทรงค้นพบและแสดงสอนไว้แล้วนั้นไปปฏิบัติในระหว่างออกไปอนุเคราะห์ให้ การ
ปรึกษาแสดงธรรมแก่ชนทั้งหลาย ดั่งเช่นท่ีพระองคท์ รงกระทำเพ่ือให้ชนทั้งหลายมีแนวคดิ มีความรู้
ความเข้าใจในพุทธธรรมคำสอน สามารถพ้นจากความทุกข์และมีดวงตาเห็นธรรมคือเข้าใจในความ
จริงตามธรรมชาติ ใหร้ ู้เหตุแห่งความทกุ ข์ ยอ่ มรบั และเขา้ ใจในเร่ืองทกุ ข์และจัดการกับความทกุ ข์นน้ั
ด้วยปัญญา
อกี ทงั้ พระองคท์ รงทราบดีว่าหากเมือ่ พระองค์ปรนิ พิ พานแล้ว พระพทุ ธศาสนายงั มีพระธรรม
เป็นหลัก แต่หากไม่มีผู้ให้การบำบัดรักษา สอนแสดงพระธรรม พระธรรมน้ันก็จะเลือนหายไป การ
ให้การบำบัดรักษาโดยการนำพระธรรมคำสอนไปสู่ผู้ปฏิบัติอย่างต่อเน่ือง ก็เพื่อให้บุคคลผู้ตั้งใจ
ปฏิบัติสามารถกา้ วข้ามความทุกข์ สามารถไปสู่การบรรลุโลกตุ ตรธรรมได้ ดังนั้นเพ่ือมิใหห้ ลักคำสอน
สูญหายในเวลาอันส้ัน จึงต้องมีพระสงฆ์หรือชนผู้เข้าใจหลักธรรมอย่างถ่องแท้เป็นผู้ให้ การ
บำบดั รกั ษา ใหค้ ำปรกึ ษาแนะนำแนวธรรม๓๕ โดยเน้นความสำคญั ของการให้คำปรกึ ษาแก่ตวั บุคคลผู้
ประสบทุกข์น้นั เป็นหลัก โดยพระสงฆ์หรอื ชนผู้เข้าใจหลักธรรมอย่างถ่องแท้เหล่าน้ัน พึงแสดงธรรม
เทศนาเย่ยี งกัลยาณมิตรเพอ่ื หนทางดับทุกขแ์ กผ่ มู้ ีปัญหาและมีความทุกข์น้นั เพื่อให้เขา้ ใจและสามารถ
นำไปปฏิบัติจนบรรลุหนทางแหง่ การดับทุกข์ได้ จึงเรยี กได้ว่าเป็น “พุทธวิธีการให้การบำบดั รักษา”
อยา่ งแทจ้ ริง
แนวคิดพทุ ธวธิ ีการให้การบำบัดรักษา เพ่อื แก้ปัญหาชวี ิต
หลักการแก้ปัญหา (การให้การบำบัดรักษา) มี ๒ ประการ คือ (๑) แนวคิดเร่ืองการ
แกป้ ญั หา และ (๒) การแกป้ ัญหาตามแนวอรยิ สจั จ์ มคี ำอธบิ ายดังต่อไปนี้
๑. แนวคดิ เร่ืองการแกป้ ัญหา
แนวคิดเรื่องการแก้ปัญหาน้ี สืบเน่ืองจากปัญหาต่างๆ ของบุคคลและสังคม ถือเป็นปัญหา
ส่วนบุคคล แล้วปัญหาส่วนบุคคลเหล่าน้ี ได้ขยายวงกว้างสู่ปัญหาของสังคมท่ีจะต้องแก้ไขอย่างถูก
วิธี ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่าน้ีพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เสนอแนวทางว่าการจะแก้ปัญหาต้องดู
ลึกลงไปในการคิดเป็นว่า เขาคิดเป็นหรือไม่น้ัน เขารู้จักแก้ปัญหาตามแนวทางของเหตุผล หรือตาม
แนวทางของกฎแหง่ เหตุปจั จัยหรือไม่ เรียกตามศัพทท์ างพระพุทธศาสนาว่า “การแก้ปญั หาตามแนว
อรยิ สัจจ์” คอื รู้ความเป็นเหตุรู้ ความเป็นผลและแก้ตามเหตุและผลของปัญหานน้ั อันนี้เป็นขั้นตอนท่ี
สําคัญในการนำเอาส่ิงที่ได้รู้เรียนรู้ทั้งหมดมาใช้ประโยชน์ว่าจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ซึ้งการ
แก้ปญั หาตามกระบวนการแห่งเหตแุ ละผล หรือตามวธิ กี ารแห่งความเข้าใจกฎแหง่ เหตุปจั จยั น้ี เป็น
ข้ันตอนของการใช้ปัญญาเป็นตัวนำชีวิตไม่ใช่เอาตัณหา) (คือความอยากเป็นตัวนำชีวิตวัตถุ๓๖ จะเห็น
ว่าแนวคิดเรื่องการแก้ปัญหานี้ จะต้องใช้ปัญญาเป็นตัวนำของชีวิต โดยการไม่เอาตัวตัณหาความ
อยากมาเป็นตัวนำของชีวิต ก็คือการไม่อาศยั วัตถุมาเป็นตัวนำของชีวิต เช่นการบริโภคใช้จ่ายส่ิงของ
แฟชั่นทั้งหลายอย่างมีสิตพิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วการบริโภคนั้น ก็ไม่ก่อปัญหาแก่ตัวเอง แต่
๓๕ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธศาสตร์กับการแนะแนว, พิมพ์คร้ังท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร:
กองทุนวุฒธิ รรมเพ่อื การศึกษาและปฏิบตั ธิ รรม, ๒๕๔๕), หน้า ๔-๖.
๓๖ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธศาสน์กับการแนะแนว, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพรา้ ว, ๒๕๔๔), หนา้ ๔๔.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 351
เท่าที่เป็นอยปู่ ัจจุบันปญั หาการบริโภคนยิ มชมชอบไปตามความเปลยี่ นแปลงของสงั คม ทำให้นกั เรียน
นั้นหลงไปตามกระแสของสื่อโฆษณาชวนเช่ือต่างๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตใจในการอยากได้มา
บำเรอกเิ ลสเกนิ กำลังทรพั ย์ท่ีจะหาได้ แล้วก็แลกด้วยการบรกิ ารผ่านเน้อื หนงั มงั สาของตวั เอง เพอ่ื จะ
ไดส้ ิ่งนน้ั มาสมใจอยาก แต่ปัญหาที่ตามมากได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัว สังคม และจนเกิดการฆ่า
ตัวตายก็มีให้เห็นดว้ ยเหตุนี้ กระบวนการแก้ไขปัญหาของสังคม ก็ต้องใช้ปัญญาเพ่ือแก้ไขปัญหาใน
ระยะยาว คือตอ้ งพฒั นาปัญญาของเราในการทจี่ ะแกไ้ ขปญั หาน้นั โดยการมองเห็นสาเหตุของปัญหา
ในเมื่อเรามาอยู่กลางตัวปัญหา ก็ต้องไม่แบ่งแยกหรือแยกแยะ แต่มุ่งสร้างภาวะจิตใจแห่งความมี
เมตตากรุณาด้วยปัญญามองเห็นเหตุผลแห่งการมีชีวิต และรักชีวิตรักสุข เกลียดทุกข์เสมอกันของ
สรรพสัตว์ ท่ีจะเป็นฐานของการอยู่ร่วมกันในโลกอย่างมีสันติสุข๓๗ โดยหลักคำสอนในทาง
พระพุทธศาสนาได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาไว้ ๒ ด้าน คือ (๑) ด้านวัตถุ และ (๒) ด้านจิตใจ แต่การ
แก้ปัญญาทั้ง ๒ ด้านน้ี ต้องแก้ไขไปพร้อมๆ กัน และต้องให้ตรงจุด เพราะว่าปัญหาทั้งมวลของ
มนุษย์ท้ังภายในมีจิตใจเป็นแกนกลาง และภายนอกมีสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราล้วนแล้วมีส่วน
เก่ียวข้องซ่ึงกันและกัน ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจจ์จึงเสนอวิธีแก้ปัญหาไว้ ๔
ประเดน็ หลกั คือ
๑. ปัญหาทุกปัญหาแก้ได้ หมายความว่า พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์เข้าใจถึงสภาพตาม
ความจริงของชีวิต ท่ีเต็มไปด้วยปัญหา เช่นการมาเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ก็เป็นเร่ืองยากเมือเกิดเป็น
มนุษย์แล้วการจะดำรงชีพอยู่ได้ในสังคมก็มากไปด้วยปัญหา แต่ว่าทุกปัญหาย่อมจะมีทางออกมีวิธี
ทางท่จี ะแกไ้ ขอยา่ งแนน่ อน ดว้ ยกระบวนการทางปัญญาคอื เขา้ ใจปัญหา
๒. แก้ปัญหาที่สาเหตุ การแก้ปัญหาเราจะต้องรู้ ให้ชัดเจนหรือมองให้ ออกว่าปัญหาอยู่
ตรงไหน และอะไรคือสาเหตุ เพราะบางคนอาจจะไมเ่ ข้าใจกับตัวปัญหา แล้วก็พยายามดับตัวปัญหา
แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุของปัญหาน้ันอยู่ตรงไหน จึงทำให้ไม่อาจดับหรือแก้ปัญหานั้นให้หมดสิ้นไปได้อย่าง
แท้จรงิ ดังน้นั หลักพระพุทธศาสนาสอนใหเ้ รารูว้ า่ การแกป้ ัญหาต้องแก้ทีส่ าเหตุเรียกวา่ สมทุ ัย๓๘
๓. แก้ปัญหาของมนษุ ย์ด้วยตนเอง ประเด็นน้ี หลักอริยสัจจ์ช้ี ให้เห็นว่าปัญหาทั้งปวงของ
มนุษย์น้ัน มนุษย์ต้องแก้ดว้ ยตนเองผู้อื่นอาจช่วยได้เพียงช่วยแนะนำใหค้ วามรเู้ ทา่ นนั้ ทกุ คนต้องลงมือ
กระทำด้วยตนเอง ดังพุทธภาษิตท่ีว่า “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ” แปลว่าบุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความ
เพียร๓๙ ซ่ึงความเพียรนี้ หมายถึงการสร้างปัญญาหรือการสร้างคนให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่งเพื่อ
แกป้ ัญหาท่รี ้ายแรงของโลก น้ีเปน็ ภารกจิ หลกั ของการศกึ ษาทีเ่ ราพงึ ตอ้ งจดั ให้ไดเ้ พื่อโลกจะไดม้ ีอารย
ธรรมอันแท้ทมี่ นุษย์เข้าถึ “ชีวิตดีงาม ธรรมชาตริ ื่นรมย์ สงั คมมสี นั ตสิ ุข”
๔. แก้ปัญหาให้ตรงประเด็น คือเป็นหลักสําคัญของการแก้ปัญหาท้ังปวง แต่ต้องแก้ ให้
ตรงจุดที่เป็นต้นต่อของปัญหา อย่าไปแก้ที่อื่น หรือจุดอ่ืนท่ีนอกเหนือจากนี้ ซึ่งหลักพระพุทธศาสนา
น้ันได้บอกว่าการแก้ปัญหาต้องเข้าใจว่า ปัญหานั้นคืออะไร แล้วจะแก้อย่างไรเช่น ปัญหาสุขภาพจิต
ก็ต้องไปดูเบื้องหลังของปัญหาว่า มาจากสภาพแวดล้อมอย่างไร เม่ือทราบแล้วก็จะได้แก้ไขถูกวิธี
เรียกว่า ข้ันรู้จักปัญหาท่ีเป็นตัวทุกข์ และต้องดับทุกข์ให้ส้ินไป มีพระพุทธพจน์ได้รองรับว่า “อนุรุทธ
๓๗ พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต), สยามสามไตรส่อนาคตท่ีสดใสด้วยการศึกษาไทยวิถีพุทธ์,
(กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท พมิ พส์ วย จาํ กดั , ๒๕๕๒), หนา้ ๑๗๐-๑๗๑.
๓๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พุทธศาสนก์ บั การแนะแนว, หนา้ ๔๖.
๓๙ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๘๔๓/๓๑๕., ข.ุ ขุ.(ไทย) ๒๕/๓๑๑/๓๖๑.
352 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทั้งในกาลก่ น และในบัดน้ี เรา นแต่เร่ื งทุกข์ และค ามดับทุกข์เท่านั้น”๔๐ จากพระพุทธพจน์นี้
แ ดงใ เ้ น็ า่ ตั ทุกข์คื ปัญ าข งม ลมนุ ย์ ซงึ่ เกิดจากปัจจยั ภายในคื จิตใจ และเกดิ จากปจั จัย
ภายน ก คื ภาพแ ดล้ มข ง งั คม
ดังน้ัน กระบ นการแก้ ปัญ าใ ้ตรงจุด ต้ งแก้ปัญ าและ ร้าง รรค์ใ ้ตรงเ ตุปัจจัย ใน
ระบบค าม ัมพันธ์ข ง ่ิงท้ัง ลายท่ีโยงถึงกันเป็น ัน นึ่ง ันเดีย จึงจะ ามารถกู้ ารยธรรมมนุ ย์
ทีก่ าํ ลังกร่ นโทรมด้ ย ารพนั ปญั า ใ ้กลบั ฟ้นื คืนมา ่คู ามมีคุณค่าที่รุ่งเรื ง ําไพ
โดย รุปกระบ นการแก้ปัญ าใ ้ตรงจุดเพื่ ค ามดับทุกข์น้ี ามารถเขียนเป็น
กระบ นการข งค ามคดิ ดงั แผนภมู ิ ดงั นี้
แผนภูมิทแี่ ดงกระบ นการแก้ปัญ าเพ่ื ค ามดบั ทกุ ข์๔๑
การรับรู้ (ผั ะ) ค ามรู้ ึก ขุ ทกุ ข์ (ทกุ ขเ ทนา) ตัณ า ฯลฯ เกดิ ปัญ า(เกิดทุกข)์
โยนโิ มน ิการ ปัญญา แกป้ ญั า (ดบั ทกุ ข)์
จากแผนภูมิ ามารถ รปุ ค ามได้ ๒ ยา่ ง คื (๑) เ ตกุ ารเกิดปัญ า เม่ื ดตู ามแผนภูมิก็
จะเ ็น ่า ปัญ าต่างๆ ที่เกิดข้ึนล้ นแล้ เกิดจากการรับรู้ (ผั ะ) โดยการรับรู้น้ี ถ้านํามา
พิจารณาในบริบทข ง ังคมไทยปัจจุบันปรากฏชัด ่า ปัญ าข งนักเรียนมี ลายรูปแบบจาก
ภาพแ ดล้ มท่ีไม่ดี และก่ ใ ้เกิดการเ พ (บริโภค) ไม่ได้พิจารณาถึงคุณโท เป็นประโยชน์
รื ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ และไม่ได้ไตรต่ ร ง ยา่ งร บค บ(ปัญญา) ในการบริโภคค ามนิยมชมช บตาม
กระแ และการเลียนแบบทำใ ้ปัญ าเกิดแล้ ทกุ ข์จึงมี และ (๒) การดับทุกข์การดับทุกข์นี้ ต้ งใช้
ปัญญา ย่างร บค บ คื ต้ งพิจารณาถึงคุณโท เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์กล่า คื
เมื่ ต้ งการเ พบรโิ ภคต้ งคำนงึ ถึง ิ่งเปน็ โยชนต์ ่ ตั เ งและไม่ รา้ งโท แก่ผู้ ่นื ด้ ย ันน้ี เป็นการ
ร้าง รรค์ปัญญา รู้ถึงเ ตุแ ่งทุกข์และรู้ ิธีการดับทุกข์ ดังจะเ ็นในการปัญ าตาม ลัก ริย ัจจ์
ตามลำดบั
พุทธวิธกี ารให้การบำบดั รักษาตามหลกั อรยิ สจั จ์
การใ ้คำปรึก าตาม ลัก ริย ัจจ์ มายถึง ลักการแก้ปัญ า โดยการแก้ปัญ าน้ีต้ ง
ดำเนินไป ย่างมีขั้นต น เพ่ื แ ง า นทางท่ีจะดับทุกข์ เพราะทุกข์น้ี เป็นปัญ า ่ นใ ญ่ข งทุก
คน และแพร่ขยาย ู่ ังคมโลกเป็น งก ้างที่กำลังเผชิญ ยู่ในปัจจุบัน คื ปัญ าจริยธรรมข งคน
ปญั า ังคม และปัญ าโลก (ธรรมชาติถูกทำลาย) ซ่งึ ล้ นเกิดจากตั มนุมยเ์ ป็นผู้กระทำ ฉะนั้นเม่ื
เกิดปัญ าแล้ ต้ งแก้ไขใ ้ตรงจุด ตรงประเด็นที่เป็นปัญ าโดยเร่ื งนี้ พระพุทธ า นาได้เ น
๔๐ ํ. า.(ไทย) ๑๘/๔๑๑/๔๗๗.
๔๑ พระพร มคณุ าภรณ์ (ป. . ปยตุ โฺ ต), วธิ ีคดิ ตามหลกั พุทธธรรม, นา้ ๒๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 353
หลักการแก้ปัญหา ท่ีเรียกว่าอริยสัจจ์ หรอื วิธีแห่งความดับทุกข์๔๒ ซึ่งเป็นวิธีการทีเหมาะสมสำหรับ
นำมาประยุกตใ์ ช้เพ่ือแก้ปัญหา แบ่งได้เป็น ๓ ข้ันตอน คือ
๑. ข้ันเตรียมการ เป็นขั้นแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งท่ีเป็นปัญหาหรือส่ิงที่ต้องการแก้ไขให้
ชดั เจนครบถ้วน ประกอบด้วย ๔ ขนั้ ตอน คือ
๑) ขันปัญหาการแก้ปัญหาอันดับแรกต้องรจู้ ักปัญหาแต่ละปัญหาเสียก่อนว่าปัญหามีอยจู่ ริง
และสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่สังคมจริง ต่อจากน้ันก็ต้องรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับปัญหา คือ
จะต้องรูเ้ หตุท่เี ป็นปัญหาอยา่ งถูกต้องถ่ีถ้วนทุกแง่มุมว่า อะไรท่ีเป็นปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบันน้ีปัญหาอยู่
ท่ีไหน ขอบเขตปัญหาเป็นอย่างไร ปัญหาที่เกิดจากฝีมือมนุษย์กระทำหรือปัญหาท่ีเกิดจากภัย
ธรรมชาติ เช่น กรณปี ญั หานกั เรยี นยกพวกทะเลาะกนั ระวา่ งสถาบัน
๒) ข้ันหาสาเหตุ ผู้มีภาระหน้าท่ีแก้ปัญหาต้องรู้สาเหตุหรือปมของปัญหาอย่างถูกต้องว่า
ปัญหานั้นๆ เกิดจากสาเหตุคืออะไร เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาแล้ว ในขั้นนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
ใหล้ ะหรอื กำจัดที่เปน็ เหตุของปญั หา ก็ตอ้ งอาศยั การพฒั นาปญั ญาท่ีถกู ต้อง
๓) ข้ันกำหนดเป้าหมาย การแก้ปัญหาแต่ละอย่างจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการ
แก้ปัญหาว่า มีเป้าหมาย หรือจุดหมายในการแก้ปัญหาระดับไหนโดยมีขั้นตอนดังน้ี คือ ขั้นแรก
ต้องรู้ว่าเป้าหมายของการแก้ปัญหาสามารถแก้ไขได้ และขั้นสุดท้ายต้องมีการตรวจสอบดูว่า การ
แกป้ ญั หานน้ั ๆ ถกู ตอ้ งชดั เจนหรอื ยงั เพ่อื การยับยงั้ ป้องกัน และการบรรเทาจุนปญั หานั้นหมดไป
๔) ข้ันรู้หรือกำหนดวิธีการแก้ไข คือเป็นข้ันสรุปความคิดทั้งหมดจากการรู้ขั้นตอนท้ัง ๓
ประการ ดังกล่าวข้างต้นจนสามารถกำหนดวิธีปฏิบัติ หรือแนวทางการดำเนินการเพ่ือให้บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาได้ถูกต้อง และหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้ปัญหาน้ันเกิดข้ึนมาอีก
โดยหลักการสําคัญ คือต้องมีการตรวจสอบดูผลของการปฏิบัติว่า แผนงานหรือวิธีดำเนินการเพื่อ
แก้ปัญหาที่นำเสนอไปนั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ปฏิบัติได้ถูกต้องครบถ้วนหรือยัง เมื่อ
ปฏบิ ัติตามวิธที ่ีไดน้ ำเสนอนั้นแล้วได้รับผลเป็นอยา่ งไร
๒. ขั้นปฏิบัติการ คือดำเนินการแก้ไขปัญหาตามวิธีการท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบว่า และ
สามารถแก้ปัญหาของชีวิตได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”๔๓ คือ ต้องดำเนิน
ตามหลักสายกลาง เม่ือรวมกนั แลว้ ก็ต้องดำเนินตามหลกั การ ๓ ประการได้แก่
๑) หลักศีลสิกขา คือต้องรู้พฤติกรรม หมายถึงสิ่งท่ีจะต้องแก้ไขควบคู่กันไปกับการแก้ ไข
ด้านความรู้ และความคิดก็คือการแก้ ไขเปล่ียนแปลงด้านพฤติกรรม หรือความประพฤติของกลุ่ม
เป็นหมายซึ่งอาจทำได้โดยออกกฎหมาย กติกา กฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อนความเป็นระเบียบเรยี บร้อยใน
สังคม เป็นการควบคุมพฤติกรรมคนท่ีไม่ดีไม่ให้มีโอกาสที่จะสร้างความช่ัวความเสียหาย ความ
เดือดร้อน ท้ังยังเป็นการส่งเสริมให้คนดีได้มีโอกาสสร้างสรรค์ความเจรญิ ให้แก่สังคม และมีชีวิตอยู่
ในสงั คมที่ร่มเย็นเป็นสขุ
๔๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๙, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
ศยาม, ๒๕๔๙), หนา้ ๕๒.
๔๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์,หน้า ๑๙๓. ดูรายละเอียดใน
พระอุปติสสเถระ, วิมุตติมรรค, แปลโดย พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) และคณะ, พิมพ์คร้ังท่ี ๒,
(กรุงเทพมหานคร : สํานกั พมิ พ์ศยาม, ๒๕๓๘), หน้า ๕-๖.
354 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ฉะน้ัน การค บคมุ พฤติกรรมน้ีเป็นเรื่ ง ําคัญ เพราะ า่ ถ้าจะใ ท้ ุกๆ คนทำ ะไรตามช บใจ
ตนเ งโดยไมม่ กี ารค บคมุ เลย ตา่ งคนก็จะแ ง าค าม ขุ าประโยชนใ์ ่ตนเ งและพ กพ้ ง ย่าง
ไม่มีข บเขต แม้การกระทำนั้นจะเป็นการ ร้างค ามทุกข์เดื ดร้ นแก่ผู้ ื่นก็ตาม ซ่ึงน กจากการ
ค บคุมพฤติกรรมแล้ ผู้ทต่ี ้ ง า ิธีเยีย ยาแก้ไขใ โ้ กา เขาไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทเี่ คย
เป็นคนไม่ดกี ลายมาเป็นคนดี และต้ งมีกิจกรรม รื งานใ ท้ ำเพ่ื นจะเป็น ิธีพัฒนาไม่ใ ้เขากลับไป
มีพฤติกรรมด้านเ ีย าย ีก ก็ต้ งมีการดำเนินการ ๓ ด้าน คื (๑) การค บคุม (๒) การแก้ไขและ
และ (๓) การพฒั นา
๒) ลักจติ ต ิกขา คื การเปล่ยี นแปลงด้านจิตใจ รื ด้านพฤติกรรมทางจิตซ่ึงเร่ื งน้ี น้ัน
จะบรรลุผลตามเป้า มายได้ก็ต่ เมื่ จิตใจต้ งมีค ามพร้ มท่ีจะรับการแก้ไขด้ ย เพราะจิตนั้นเป็น
รากฐานท่ี ําคัญในทุกด้านข งชี ิต ดังพระพุทธดำรั ่า “ธรรมทัง้ ลาย มีใจเป็น ั น้า มีใจเป็น
ใ ญ่ ำเร็จด้ ยใจ ถ้าคนมีใจชั่ ก็จะพูดช่ั รื ทำชั่ ตามไปด้ ย เพราะค ามช่ั น้ัน ทุกข์ย่ ม
ติดตามเขาไปเ มื นล้ มนุ ตามร ยเทา้ โคท่ีลากเก ียนไป ฉะนนั้ ”๔๔
จากพุทธดำรั นี้ เป็นการช้ี ใ ้เ ็นชัด ่า การ ึก าเรื่ งงจิต รื จิต ิกขานี้ เป็นเร่ื ง
ําคัญ กล่า คื มู่มนุ ย์ท่ีฝึกฝน บรมพัฒนาจิตใจได้แล้ เป็นผู้ประเ ริฐที่ ุด๔๕ ในการคิดก็ดีการ
พูดก็ดี การกระทำก็ดี ทุก ย่างล้ นมีพื้นฐานมาจากจิตใจ ดังน้ัน การพัฒนาจิตใจ จึงเป็นเรื่ งใ ญ่
และจำเปน็ ย่างมากในภา ะ ิกฤตท่ปี รากฏใน ังคมไทยปจั จุบนั ซึ่งการพฒั นาจติ เป็นพืน้ ฐานข งการ
แก้ปญั าทงั้ ป ง
๓) ลักปัญญา ิกขา คื จะต้ งมีค ามรู้เกี่ย กับปัญ าท่ีจะเข้าไปแก้ไข และทุก
กลุ่มเป้า มายที่ต้ งการแก้ไขซ่ึงปัญญา ิกขา รื การใ ้ค ามรู้จะต้ งคร บคลุมเป้า มาย ๔ ด้าน
ได้แก่ (๑) รู้ปัญ า (๒) รู้ค ามจริง (๓) รู้ ิธีแก้ไข และ (๔) รู้ ิธีป้ งกันฉะน้ัน กระบ นการ ร้าง
ปัญญาทั้ง ๔ ประการข้างต้น เป็นเรื่ งท่ีทุกภาค ่ นข ง ังคมจะต้ งช่ ยกันและเป็นภารกิจท่ีต้ ง
กระทำท่ีจะพัฒนาฝึกฝนใ ้ผู้รบั คำปรึก า ได้รับการ บรมท่ีดีทางด้านจิตใจ ก็ต้ งผ่านกระบ นการ
ตาม ลักไตร ิกขา กล่า คื ต้ งดำเนินการและพัฒนาแบบ งค์ร มเพื่ ใ ้เกิดค าม มดุลระ ่าง
ทั้งทางกาย ทาง าจา และทางใจ คื ไม่ค รท่ีจะแยกแยะแก้ ไขไปแต่ละด้าน แต่ต้ ง บรมทั้ง าม
เท่าๆ กันซึ่งประก บด้ ย ีล มาธิ และปัญญา ันเป็นที่มาข ง ลัก ริย ัจจ์ รื ริยมรรค แล้
พัฒนาคณุ มบัติทด่ี ีข งค ามเป็นมนุ ยใ์ ้มีค าม มบูรณ์ตาม ลักแ ง่ ัปปุริ ธรรม คื รเู้ ตุ รผู้ ล
รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน รู้บุคคล รู้ปัญ า ิธีการแก้ไขปัญ า และการพัฒนาเป็นลำดับ
ดุ ท้ายข งกระบ นการ ึก าเกี่ย พุทธ ธิ ีในการบำบัดรกั าด้ ยธรรมโ ถ
แบบอย่างและกระบวนการการใหก้ ารบำบดั รกั ษาตามแนวพทุ ธวิธี
พระม ากรุณาธิคุณข งพระพุทธเจ้า ที่ทรง นุเคราะ ์แก่ชา โลกในการใ ้คำปรึก าต่างๆ
โดยทั่ ไปได้ทรงแ ดงใ ้เ ็นในพุทธกิจประจำ ัน ซ่ึงเ ็นได้ชัด ่า ันเ ลาท่ีผ่านไปแต่ละ ันนั้น ่ิงทีทรง
กระทำก็เพ่ื ค ามเป็นไปเพ่ื ประโยชน์ข งผู้ ื่นท้ัง ้ิน ันเ ็นได้จากการที่ไม่ ่าจะเ ด็จไประทับ ณ ท่ีใด
ก็ทรงกำ นดเ ลาในการใ ้คำปรกึ าแ ดงธรรมแก่มนุ ย์และเท ดาโดยใ ้คำปรึก า ย่างต่ เน่ื งตล ด
๔๔ ข.ุ ขุ.(ไทย) ๒๕/๒/๒๔.
๔๕ ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๓๓/๕๗. ขุ.ม า.(ไทย) ๒๙/๔๑๓/๒๙๑., ขุ.จู .(ไทย) ๓๐/๑๔๘/๗๔.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 355
ทงั้ วนั โดยแบง่ เวลาในพทุ ธกิจประจำวันนน้ั ออกเปน็ ๕ ส่วน ดังทเ่ี รียกวา่ พทุ ธกิจ ๕ ประการ๔๖ ดงั น้ี
ในอรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ท่านพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า๔๗ ข้ึนช่ือว่ากิจน้ี มี ๒
อย่าง คอื กิจทม่ี ีประโยชน์ และ กจิ ทไี่ มม่ ปี ระโยชน์
บรรดากิจ ๒ อย่างน้ัน กิจท่ีไม่มีประโยชน์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเพิกถอนแล้วด้วยอรหัตมรรค
ณ โพธิบัลลังก์ พระผู้มีพระภาคเจา้ ทรงมกี ิจแตท่ ่มี ีประโยชนเ์ ท่านน้ั
กจิ ท่มี ีประโยชน์ของพระผู้มพี ระภาคเจ้านั้น มี ๕ อย่าง คือ
๑. กจิ ในปเุ รภตั (กจิ ในชว่ งเวลากอ่ นฉนั )
๒. กจิ ในปจั ฉาภตั (กจิ ในชว่ งเวลาฉนั เสร็จแลว้ )
๓. กจิ ในปุรมิ ยาม (กิจในช่วงเวลาปรุ ิมยามคือ ยามแรกแห่งราตร)ี
๔. กจิ ในมชั ฌิมยาม (กจิ ในช่วงเวลามชั ฌมิ ยามคือ ยามท่ีสองแหง่ ราตร)ี
๕. กิจในปจั ฉิมยาม (กจิ ในช่วงเวลาปจั ฉมิ ยามคือ ยามทสี่ ามแห่งราตร)ี
ในบรรดากิจ ๕ อย่างนั้น กิจในปุเรภัต มีดังน้ี ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ทรง
ปฏิบัติพระสรีระ มีบ้วนพระโอฐเป็นต้น เพื่อทรงอนุเคราะห์อุปัฏฐาก และเพ่ือความสำราญแห่งพระสรีระ
เสร็จแล้วทรงประทับยบั ยั้งอยบู่ นพุทธอาสน์ที่เงียบสงัด จนถึงเวลาภิกษาจาร ครั้งถึงเวลาภิกษาจาร ทรง
นุง่ สบง ทรงคาดประคดเอว ทรงครองจีวร ทรงถอื บาตร บางคร้งั เสด็จพระองค์เดยี ว บางครัง้ แวดล้อมไป
ดว้ ยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังคามหรือนคิ ม บางคร้งั เสดจ็ เข้าไปตามปกติ บางครั้งก็เสด็จเข้าไป
ด้วยปาฏิหาริยห์ ลายประการ
คืออย่างไร? เมื่อพระบรมโลกนาถเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ลมที่พัดอ่อนๆ พัดไปเบื้องหน้าแผ้วพ้ืน
พสุธาใหส้ ะอาดหมดจด พลาหกก็หลั่งหยาดนำ้ ลงระงับฝุ่นละอองในมรรคา กางก้ันเป็นเพดานอยเู่ บ้ืองบน
กระแสลมก็หอบเอาดอกไม้ท้ังหลายมาโรยลงในมรรคา ภูมิประเทศท่ีสูงก็ต่ำลง ที่ต่ำก็สูงข้ึน ภาคพ้ืนก็
ราบเรยี บสม่ำเสมอในขณะท่ีทรงย่างพระยุคลบาท หรือมีปทุมบุปผชาติอันมีสัมผัสน่ิมนวลชวนสบายคอย
รองรับพระยคุ ลบาท พอพระบาทเบ้ืองขวาประดิษฐานลงภายในธรณีประตู พระฉัพพรรณรังสีก็โอภาสแผ่
ไพศาล ซา่ นออกจากพระพุทธสรีระพุ่งวนแวบวาบประดับปราสาทราชมณเฑียรเป็นต้น ด่งั แสงเลื่อมพราย
แห่งทอง และดง่ั ลอ้ มไวด้ ้วยผนื ผา้ อนั วจิ ติ ร
บรรดาสัตว์ท้งั หลายมีช้าง ม้าและนกเป็นต้นซึง่ อยู่ในสถานท่ีแห่งตนๆ ก็พากันเปล่งสำเนียงอย่าง
เสนาะ ท้ังดนตรีท่ีไพเราะ เช่น เภรแี ละพิณเป็นต้น ก็บรรเลงเสียงเพียงดนตรีสวรรค์และสรรพาภรณ์แห่ง
มนุษยท์ ้ังหลาย กป็ รากฏสวมใสร่ า่ งกายในทันที
ด้วยสัญญาณอันนี้ ทำใหค้ นทั้งหลายทราบไดว้ า่ วนั นพี้ ระผู้มีพระภาคเจา้ เสด็จเขา้ ไปบิณฑบาตใน
ยา่ นน้ี เขาเหล่าน้ันต่างก็แต่งตัวนงุ่ ห่มเรียบร้อย พากันถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากเรือนเดนิ ไป
ตามถนน บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าดว้ ยของหอมและดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพ ถวายบังคมแล้ว กราบทลู ขอ
สงฆ์ว่า “ข้าแต่พระองคผ์ ู้เจริญ ขอพระองค์โปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รปู ข้าแต่พระองค์
๔๖ ท.ี อ.(บาล)ี ๑/๖๑, สํ.อ.(ไทย) ๑/๒๘๕, อง.ฺ อ.(ไทย) ๑/๖๖.
๔๗ ท.ี อ.(ไทย) ๑/๗๓-๗๕๖
356 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ผูเ้ จรญิ ขอพระองคโ์ ปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๒๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๕๐ รูป แก่พวกข้า
พระองค์ ๑๐๐ รูป” ดังนี้ แล้วรับบาตรแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูลาดอาสนะน้อมนำถวายบิณฑบาต
โดยเคารพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงตรวจดูจิตสันดานของสัตว์เหล่านั้น ทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนาโปรดให้บางพวกตั้งอยู่ในสรณคมน์ บางพวกต้ังอยู่ในศีล ๕ บางพวกต้ังอยู่ในโสดาปัตติผล
สกทาคามิผล อนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่ง บางพวกบวชแล้วตั้งอยู่ในพระอรหัต ซ่ึงเป็นผลเลิศ ทรง
อนุเคราะห์มหาชนดังพรรณนามาฉะน้ีแล้ว ทรงลุกจากอาสนะ เสด็จไปยังพระวิหาร คร้ันแล้วประทับนั่ง
บนพุทธอาสน์อันบวรซึ่งปูลาดไว้ในมัณฑลศาลา ทรงรอคอยการเสร็จภัตกิจของภิกษุท้ังหลาย คร้ันภิกษุ
ท้ังหลายเสรจ็ กิจเรยี บรอ้ ยแล้ว ภิกษผุ ู้อุปัฏฐากก็กราบทลู พระผู้มีพระภาคเจ้าใหท้ รงทราบ ลำดบั นน้ั พระ
ผู้มีพระภาคเจา้ กเ็ สดจ็ เข้าพระคนั ธกุฎี นี้เป็นกิจในปเุ รภัต อนั ดบั แรก
คร้ังน้ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้าคร้ันทรงบำเพ็ญกิจในปุเรภัต เสร็จแล้วอย่างนี้ ประทับน่ัน ณ
ศาลาปรนนิบัติใกล้พระคันธกุฎี ทรงล้างพระบาทแล้วประทับยืนบนตั่งรองพระบาท ประทานโอวาทภิกษุ
สงฆ์ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เธอท้ังหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่
ประมาทเถิด”๔๘ และว่า
ทลุ ลฺ ภญฺจ มนุสฺสตฺตํ พุทฺธปุ ฺปาโท จ ทุลลฺ โภ
ทลุ ลฺ ภา ขณสมปฺ ตฺติ สทธฺ มฺโม ปรมทุลฺลโภ
ทลุ ฺลภา สทธฺ าสมฺปตฺติ ปพพฺ ชฺชา จ ทลุ ฺลภา
ทุลฺลภํ สทธฺ มมฺ สฺสวนํ
“ความเปน็ มนุษย์ หาไดย้ าก
ความเกดิ ข้ึนของพระพุทธเจา้ หาไดย้ าก
ความถงึ พรอ้ มดว้ ยขณะ หาไดย้ าก
พระสทั ธรรม หาได้ยากอยา่ งยิง่
ความถงึ พร้อมด้วยศรัทธา หาได้ยาก
การบวช หาไดย้ าก
การฟังพระสทั ธรรม หาได้ยาก”
ณ ที่นน้ั ภิกษุบางพวกทูลถามกรรมฐาน กะพระผู้มีพระภาคเจา้ แม้พระผู้มีพระภาคเจา้ กป็ ระทาน
กรรมฐานทเ่ี หมาะแก่จริตของภกิ ษุเหล่าน้ัน
ลำดับน้ัน ภิกษุทั้งปวงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วไปยังที่พักกลางคืนและกลางวันของ
ตนๆ บางพวกก็ไปป่า บางพวกก็ไปสู่โคนไม้ บางพวกก็ไปยังท่ีแห่งใดแห่งหน่ึงมีภูเขาเป็นต้น บางพวกก็ไป
ยงั ภพของเทวดาชนั้ จาตุมหาราชกิ า ฯลฯ บางพวกก็ไปยังภพของเทวดาช้ันวสวตั ตีดว้ ยประการฉะนี้
ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี ถ้ามีพระพุทธประสงค์ก็ทรงมีพระ
สติสัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาครหู่ นง่ึ (พักผ่อนอิริบาบถด้วยการบรรทม) โดยพระปรัศว์เบ้ืองขวา ครั้นมี
พระวรกายปลอดโปร่งแล้ว เสด็จลุกข้ึนตรวจดูโลกในภาคท่ีสอง ณ คามหรือนิคมที่พระองค์เสด็จเข้าไป
๔๘ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๒๑๘/๑๖๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 357
อาศัยประทับอยู่ มหาชนพากันถวายทานก่อนอาหาร ครั้นเวลาหลังอาหารนุ่งห่มเรียบร้อย ถือของหอม
และดอกไม้เป็นต้น มาประชุมกันในพระวิหาร ครั้นเม่ือบริษัทพร้อมเพรียงกันแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสดจ็ ไปดว้ ยพระปาฏิหาริย์อันสมควร ประทับน่งั แสดงธรรมทค่ี วรแก่กาลสมัย ณ บวรพุทธอาสน์ท่ีบรรจง
จัดไว้ ณ ธรรมสภา คร้นั ทรงทราบกาลอันควรแล้วก็ทรงส่งบริษัทกลับ. เหล่ามนุษยต์ ่างก็ถวายบังคมพระ
ผมู้ ีพระภาคเจ้า แล้วพากนั หลีกไป น้เี ปน็ กิจหลงั อาหาร (ปจั ฉาภตั ตกิจ)
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ัน ครั้นเสร็จกิจหลังอาหารอย่างนี้แล้ว ถ้ามีพระพุทธประสงค์จะ
โสรจสรงพระวรกาย ก็เสดจ็ ลกุ จากพุทธอาสน์ เข้าซมุ้ เป็นที่สรงสนาน ทรงสรงพระวรกายด้วยน้ำทภ่ี ิกษุผู้
เปน็ พทุ ธปุ ัฏฐากจัดถวาย ฝา่ ยภกิ ษุผู้เป็นพุทธุปัฏฐากก็นำพุทธอาสนม์ าปูลาดท่บี ริเวณพระคันธกฎุ ี พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงครองจีวรสองชั้นอันยอ้ มดแี ล้ว ทรงคาดประคดเอว ทรงครองจีวรเฉวียงบ่าข้างหนง่ึ แล้ว
เสดจ็ ไปประทบั นั่งบนพุทธอาสนน์ ั้น ทรงหลีกเร้นอย่คู รู่หน่งึ แต่ลำพังพระองคเ์ ดยี ว ครัน้ น้ัน ภิกษุทัง้ หลาย
พากันมาจากที่น้ันๆ แล้วมาสู่ท่ีปรนนิบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่น้ัน ภิกษุบางพวกก็ทูลถามปัญหา
บางพวกกท็ ูลขอกรรมฐาน บางพวกก็ทลู ขอฟังธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าประทบั ยบั ยั้งตลอดยามต้น ทรง
ให้ความประสงคข์ องภกิ ษุเหล่านน้ั สำเร็จ นเี้ ป็นกจิ ในปฐมยาม (ปุรมิ ยามกจิ )
ก็เม่ือส้ินสุดกิจในปฐมยาม ภิกษุท้ังหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป เหล่าเทวดา
ในหม่ืนโลกธาตุท้ังส้ิน๔๙ เมื่อไดโ้ อกาสก็พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ต่างทูลถามปัญหาตามท่ีเตรียม
มา โดยที่สุดแม้อักขระ ๔ ตัว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบปัญหาแก่เทวดา เหล่านั้น ให้มัชฌิมยามผ่าน
ไป น้เี ป็นกิจในมัชฌมิ ยาม (มชั ฌมิ ยามกจิ )
ส่วนปัจฉิมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือทรงยับย้ังอยู่ด้วยการเสด็จจงกรม
ส่วนหนึ่ง เพ่ือทรงเปล้ืองจากความเม่ือยล้าแห่งพระสรีระอันถูกอิริยาบถน่ังต้ังแต่ก่อนอาหารบีบคั้นแล้ว.
ในส่วนท่ีสอง เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา. ใน
ส่วนท่สี าม เสดจ็ ลุกข้ึนประทบั นั่งแลว้ ทรงใช้พทุ ธจกั ษุตรวจดูสัตวโ์ ลกเพือ่ เล็งเหน็ บุคคลผู้สรา้ งสมบุญญาธิ
การไวด้ ้วยอำนาจทานและศลี เป็นต้น ในสำนกั ของพระพุทธเจ้าองคก์ ่อนๆ นเี้ ป็นกจิ ในปัจฉิมยาม (ปจั ฉิม
ยามกิจ)
ก็วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังกิจก่อนอาหารให้สำเร็จในกรุงราชคฤห์แล้ว ถึงเวลาหลัง
อาหารเสด็จดำเนินมายังหนทาง ตรัสบอกกรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลายในเวลาปฐมยาม ทรงแก้ปัญหาแก่
เทวดาทั้งหลายในมัชฌิมยาม เสด็จขึ้นสู่ที่จงกรม ทรงจงกรมอยู่ในปัจฉิมยาม ทรงได้ยินภิกษุประมาณ
๕๐๐ รูปสนทนาพาดพิงถึงพระสัพพัญญุตญาณนี้ ด้วยพระสัพพัญญุตญาณน่ันแล ได้ทรงทราบแล้ว
ด้วยเหตุนน้ั ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวว่า เมื่อทรงกระทำกิจในปัจฉิมยาม ได้ทรงทราบแล้ว ก็และครัน้ ทรงทราบ
แล้ว ได้มีพระพุทธดำริดังนี้ว่า “ภิกษุเหล่านี้ กล่าวคุณพาดพิงถึงสัพพัญญุตญาณของเรา แต่กิจแห่ง
สัพพัญญุตญาณไม่ปรากฏแก่ภิกษุเหล่านี้ ปรากฏแก่เราเท่านั้น เมื่อเราไปแล้ว ภิกษุเหล่านี้ก็จักบอกการ
สนทนาของตนตลอดกาล แต่น้ัน เราจักทำการสนทนาของภิกษุเหล่านั้นให้เป็นต้นเหตุ แล้วจำแนกศีล ๓
อย่าง บันลือสีหนาทอันใครๆ คัดค้านไม่ได้ ในฐานะ ๖๒ ประการ ประชุมปัจจยาการกระทำพุทธคุณให้
ปรากฏ จักแสดงพรหมชาลสูตร อันจะยังหมื่นโลกธาตุให้หว่ันไหว ให้จบลงด้วยยอดคือพระอรหัต ปาน
ประหนึ่งยกภูเขาสิเนรรุ าชข้ึน และดจุ ฟาดทอ้ งฟ้าด้วยยอดสุวรรณกูฏ เทศนานน้ั แม้เม่ือเราปรนิ ิพพานแล้ว
๔๙ คำว่า “๑๐ โลกธาตุ” แปลมาจากบาลีว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุ หมายถึง โลกธาตุขนาดเล็ก ๑๐ โลกธาตุ
ประกอบดว้ ย ๑๐,๐๐๐ จักรวาล, โลกธาตุเล็ก เรียกวา่ สหัสสโี ลกธาตุ = ๑,๐๐๐ จกั รวาล อ้างใน ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/๑๔๙/๔๗.
358 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ก็จักยังอมตมหานฤพานให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลาย ตลอด ๕,๐๐๐ ปี” ครั้นมีพระพุทธดำริ ย่างนี้แล้ ได้
เ ด็จเขา้ ไปยงั าลามณฑลทีภ่ ิก เุ ลา่ นั้นนั่ง ยู่ ด้ ยประการฉะน๕้ี ๐
สำหรับปัจฉิมยามกิจ พุทธกิจในปัจฉิมยาม ทรงแบ่งเป็น ๓ ่ น ส่วนแรกเ ด็จดำเนินจงกรม
เพ่ื ใ ้พระ รกายไดผ้ ่ นคลายจากการท่ีทรงประทบั นงั่ ใ ้คำปรึก ามาตล ดต่ เนื่ งตั้งแต่เช้า ส่วนท่ี ๒
เ ดจ็ เข้าไปพระคันธกุฏีทรงมีพระ ติและ ัมปชัญญะบรรทมตะแคงข้างข าในส่วนท่ี ๓ เ ด็จลุกข้ึน
ประทับน่ัง ตร จดู ัต ์โลกด้ ยพุทธจัก ุ เพ่ื ท ดพระเนตรบุคคลผู้ได้กระทำบุญญาธิการไ ้ด้ ย
ทาน และ ีลเป็นต้น ใน ำนักข งพระพุทธเจ้าทั้ง ลายในปางก่ น เพ่ื จะได้ทรงเ ด็จไปโปรด
โดยเฉพาะเป็นพิเ เมื่ ทรงกำ นดพระทัยไ ้แล้ ก็จะทรงเ ด็จไปโปรดในปุเรภัตตกิจข ง ันถัดไป
พระ งค์ทรงใ ้คำปรึก า รื นใน ิ่งทมี่ ีค าม มาย ค รทีบ่ ุคคลท้ัง ลายพึงจะเรยี นรู้และเข้าใจ เป็น
ประโยชนแ์ ก่ตั เขาเ ง จงึ ตรั พระ าจาตาม ลัก าจา ๖ ประการ๕๑ คื :-
๑. าจาท่ีไมจ่ รงิ ไมแ่ ท้ ไม่เป็นประโยชน์ ไมเ่ ปน็ ท่ีรักทีช่ บใจข งผู้ น่ื ตถาคตไมต่ รั
๒. าจาทจ่ี ริง ท่ีแท้ แต่ไม่เปน็ ประโยชน์ ไมเ่ ป็นทร่ี ักท่ชี บใจข งผู้ ื่น ตถาคตไมต่ รั
๓. าจาทจ่ี รงิ ทีแ่ ท้ เปน็ ประโยชน์ ไมเ่ ป็นท่ีรักท่ชี บใจข งผู้ ื่น ตถาคตเลื กกาลตรั
๔. าจาที่ไมจ่ รงิ ไม่แท้ ไม่เป็นประโยชน์ ถงึ เปน็ ทร่ี กั ท่ชี บใจข งผู้ ่ืน ตถาคตไม่ตรั
๕. าจาท่ีจริง ทแ่ี ท้ แตไ่ มเ่ ปน็ ประโยชน์ ถึงเปน็ ทรี่ ักท่ีช บใจข งผู้ น่ื ตถาคตไม่ตรั
๖. าจาทีจ่ ริง ทแ่ี ท้ เป็นประโยชน์ เปน็ ทรี่ ักที่ช บใจข งผู้ น่ื ตถาคตเลื กกาลตรั
ลัก ณะการใ ้คำปรกึ า รื คำ นทรงมีลัก ณะเป็น กาลวาที สัจจวาที ภูตวาที อัตถวาที
ธรรมวาที วินยั วาที ๕๒ จุดมงุ่ มายในการ น รื การใ ค้ ำปรึก าข งพระพทุ ธ งค์ ไม่ ่าจะเ ด็จ
ไปทางไ น รื ทำ ะไรพระพุทธเจ้าทรงตั้งจุดมุ่ง มายเ ม แม้แต่การ น รื การใ ้คำปรกี า
ก็เช่นเดีย กัน าการที่พระพุทธเจ้าทรง ่ัง น ๓๕๓ (ลัก ณะการ นข งพระพุทธเจ้า ที่ทำใ ้คำ
นข งพระ งค์ ค รแก่การประพฤติปฏิบตั ิตาม และทำใ ้เ ล่า า กเกิดค ามมั่นใจเคารพเลื่ มใ
ในพระ งค์ ย่างแท้จรงิ มี ๓ ประการดังนี้
๑. อภิญญายธัมมเทสนา ทรงแ ดงธรรมด้ ยค ามรู้ย่ิง, ทรงรู้ยิ่งเ ็นจริงเ งแล้ จึงทรง
นผู้ ่ืน เพื่ ใ ้รู้ยิ่งเ ็นจริงตาม ในธรรมท่ีค รรู้ย่ิงเ ็นจริง มายค าม ่า๕๔ ่ิงท่ีทรงรู้แล้ เ ็น
แล้ แตเ่ ม่ื ทรง า่ ไมจ่ ำเป็น ำ รบั า กนน้ั ๆ เ มื นครทู ม่ี ีค ามรู้ ูงมาก แต่ถงึ กระนัน้ ก็ย่ มนำเ า
เฉพาะค ามรู้เท่าที่จำเป็นแก่ ิ ย์ในข้ันนั้นๆ มา นเท่าท่ี ิ ย์จะรับได้เพ่ื ประโยชน์แก่ ิ ย์ นึ่ง
เ มื นบิดา/มารดา แม้มีทรัพย์มากปานใดก็ย่ มใ ้ทรัพย์แก่บุตรตามค รแก่ ัย และค ามจำเป็น
ข ง บุตรนั้น คื ทรงแ ดงเท่าท่ีจำเป็นแก่การระงับดับทุกข์ แม้จะทรงรู้ธรรมทั้งป ง ( ัพพัญญู)
ทรงเ ็น งิ่ ทง้ั ป ง ( พั พทั า )ี แต่ ่ิงใดไม่จำเปน็ เพื่ กำจัดทกุ ข์ก็ไม่ทรงแ ดง ดั่งทีพ่ ระพุทธทรง
๕๐ ท.ี .ี .(ไทย) ๗๓-๗๗. รรถกถาภา าไทย ตุ ตันตปิฎก ทฆี นกิ าย ีลขันธ รรค ฉบบั ม า ิทยาลยั ม าจุ า
ลงกรณราช ิทยาลัย ๒๕๖๐.
๕๑ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๙๔/๙๘, เทยี บ ที.ปา (ไทย) ๑๑/๑๑๙/๘๘.
๕๒ พระพร มคุณาภรณ์ (ป. .ปยุตฺโต), รู้หลักก่อน แล้วศึกษา และ สอนให้ได้ผล, (กรุงเทพม านคร :
ำนกั พมิ พธ์ รรม ภา, ๒๕๕๑), นา้ ๒๑๐-๒๑๑.
๕๓ พระพร มคุณาภรณ์(ป. .ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๗,
(กรงุ เทพม านคร : ม า ิทยาลยั ม าจุ าลงกรณ์ราช ิทยาลัย, ๒๕๕๗), น้า ๑๑๑.
๕๔ ิน ินท ระ, พุทธวิธิในการสอน, พิมพค์รั้งท่ี ๓, (กรุงเทพม านคร : โรงพิมพ์ม ามกุฏราช ิทยาลัย,
๒๕๓๘), นา้ ๘-๓๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 359
กล่าวเม่ือคร้ังประทับอยู่ ณ สีสปาวัน๕๕ เขตกรุงโกสัมพี ทรงได้หยิบใบไม้ประดู่ลาย ๒-๓ ใบข้ึนมา
แล้วทรงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ กับ ในป่า ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุ
ท้ังหลายกราบทูลว่า ในป่ามากกว่า จึงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่มิได้ทรงสอน เหมือนใบประดู่
ลายในป่า ส่วนที่ทรงส่ังสอน นอ้ ยเหมือนใบประด่ลู ายในพระหัตถ์ และตรัสแสดงเหตุผลในการทีม่ ิได้
ทรงสอนท้ังหมดเทา่ ท่ตี รสั รู้ว่า เพราะสิง่ เหลา่ น้นั ไม่เปน็ ประโยชน์ ไมใ่ ช่จดุ เร่มิ ต้นแหง่ พรหมจรรย์ ไม่
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพ่ือดับ ไม่เป็นไปเพื่อสงบระงับ ไม่
เป็นไปเพื่อรู้ย่ิง ไม่เป็นไปเพื่อตรัสรู้ ไม่เป็นไปเพ่ือนิพพาน ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้ยิ่ง
เห็นจริง เป็นไปเพ่ือความเบ่ือหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพ่ือรู้ยิ่ง เพ่ือตรัสรู้
เพอ่ื นพิ พาน
๒. สนิทานธัมมเทสนา ทรงแสดงธรรมมีเหตุผล, ทรงสั่งสอนชี้แจงให้เห็นเหตุผล ไม่เล่ือน
ลอยจุดมงุ่ หมายในการสอน คือเพื่อให้ผู้ฟังตรองตามแล้วเห็นจรงิ ได้ ทรงแสดงธรรมอยา่ งมเี หตผุ ลท่ี
ผู้ฟังพอตรองตามให้เห็นดว้ ยตนเอง เพราะพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ไม่ยากเกินไปจนถึงกับ
ตรองตามแล้วก็ไม่เห็น และไม่ง่ายเกินไปจนไม่ต้องตรองขบคิดก็เห็นได้พุทธวิธีในการสอนจึงอยู่
ท่ามกลางระหว่างความยากเกินไปกับความง่ายเกินไป ส่วนใหญ่ทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาด้วย
ตนเอง และเม่อื ปฏิบัตดิ ้วยตนเองแล้วจะเหน็ จริงตามที่ทรงแสดงไว้ แมจ้ ะมกี ารยักย้ายเปล่ียนแปลง
ไปอย่างไรก็ตาม นั้นคือการแสดงเหตุเพื่อใหเ้ กิดผลเป็นปัญญา ความบริสุทธ์ิและความเมตตากรุณา
ขึ้นภายในจิตใจของผู้ฟังเป็นสำคัญ เพ่ือให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ในการแสดง จึงได้รับการยก
ย่องจากผู้ฟังในสมัยนั้นๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเหมือน “หงายของที่คว่ำไว้ เปิดของที่ปิด
ไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมอง เห็นได้”๕๖ ทรงแสดง
ธรรมมีเหตุผลนนั้ ไม่ใช่งมงายเล่ือนลอย และธรรมที่ทรงแสดงแล้วผู้ฟังย่อมตรองตามให้เห็นจริงได้
เป็น “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ” คือเหมาะสมกับภูมิปัญญาของผู้ฟังแต่ละท่าน แต่ละกลุ่ม พระ
ธรรมของพระตถาคตเจ้าน้ันไม่ยากเกินไปจนตรองแล้วก็ไม่เห็นเหตุผล และไม่ง่ายเกินไปจนไม่ต้อง
ตรองก็มองเหน็ เป็นโยนิโสมนสกิ ารคือเมื่อใช้ปัญญาพิจารณาใครค่ รวญแล้วก็จะเข้าใจ ไม่ยากไม่ง่าย
พอดีๆ สำหรับมนุษยท์ ่วั ไป หมัน่ ตรึกหมน่ั ตรองกจ็ ะเหน็ เหตผุ ลท่ีพระองคต์ รสั ไว้
๓. สัปปาฏิหาริยธมั มเทศนา ทรงแสดงธรรมใหเ้ ห็นจริงได้ผลเป็นอัศจรรย์, ทรงสั่งสอนให้
มองเห็นชัดเจนสมจริงจนต้องยอมรับ และนำไปปฏิบัติได้ผลจริงเป็นอัศจรรย์ คือทรงมีคำสอนเป็น
อัศจรรย์ ผู้ประพฤติปฏิบัติตามจะได้รับผลตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อย่าง
อื่น แสดงให้เห็นว่าเป็นคุณ เป็นโทษอย่างไร เมื่อใครปฏิบัติตามท่ีทรงสอน หรือล่วงละเมิดในข้อที่
ทรงส่ังห้ามไว้ เขาจะประสบคณุ แห่งกุศลธรรมและโทษจากอกุศลธรรม ตรงตามท่ีทรงแสดงไว้เสมอ
ที่เรียกว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ คือปฏิบัติชอบมากย่อมได้รับผลมาก ปฏิบัติน้อย ได้รับผลน้อย พระ
พุทธองค์ยังได้ตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อีกว่า “อานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อ่ืน มิใช่สิ่งที่
กระทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงต้ังธรรม ๕ ประการไว้ภายในแล้วจึงแสดงธรรมแก่
ผู้อ่ืน๕๗ ธรรม ๕ ประการนั้นก็คือวิธีดำเนินข้ันตอนการให้คำปรึกษา กล่าวสอนแสดงธรรมแก่ผู้ประสบ
ปัญหา หรือประสบความทุกข์ใจในเร่อื งต่างๆ ซึ่งปัญหาในแตล่ ะบุคคลก็มีความแตกต่างกันไป ดงั นนั้
ในลักษณะการให้คำปรกึ ษากจ็ ะมีรูปแบบทีด่ ำเนนิ แตกต่างกนั ไปตามการแสดงธรรม ๕
๕๕ สํ.ม.(ไทย) ๑๙/๑๑๐๑/๖๑๓.
๕๖ ส.ํ ส(ไทย) ๑๕/๒๐๗/๓๐๐.
๕๗ อง.ฺ ปญฺจกฺก.(ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.
360 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๑. อนุปุพฺพิกถํ กล่า ค ามไปตามลำดับ คื แ ดง ลักธรรม รื นเน้ื าข งธรรมนั้นท่ี
ค่ ยลุ่มลึกจากง่ายและยากลุ่มลึกขึ้นไปและมีค ามต่ เน่ื งกันเป็น ายลงไปมีเ ตุผล ัมพันธ์
ต่ เน่ื งกัน แ ดงธรรมใ ้มีลำดับ ไม่ตัดลัดใ ้ขาดค าม เช่น แ ดงเรื่ งทานเป็นลำดับที่ ๑ แ ดง
เรื่ ง ีลเป็นลำดับที่ ๒ แ ดงเร่ื ง รรค์เป็นลำดับที่ ๓ รื ีกนัย นึ่ง มายถึงแ ดงธรรมใ ้
คร บคลุมเน้ื า าระตามทีต่ ้ัง ุตตบท รื คาถาบทไ แ้ ล้ จงึ แ ดงธรรมแก่ผู้ ่นื
๒. ปริยายทสฺสาวี กถํ ช้ีแจงยกเ ตุผลมาแ ดงใ ้เข้าใจ คื ช้ีแจงใ ้เข้าใจชัดในแต่ละแง่
แตล่ ะประเดน็ โดย ธิบายขยายค าม ยกั เยื้ งไปตา่ งๆ ตามแน เ ตผุ ล
๓. อนุทยตํ ปฏิจฺจ กถํ แ ดงธรรมด้ ย า ัยเมตตา คื นเขาด้ ย า ัยค ามเ ็นดู
มายถึงการ นุเคราะ ์ด้ ยคิด ่า “จักเปลื้ งเ ล่า ัต ์ผู้มีค ามคับแค้นมากใ ้พ้น จากค ามคับ
แค้น”
๔. น อามิสนฺตโร กถํ ไม่แ ดงธรรมด้ ยเ ็นแก่ ามิ คื มายถึงไม่มุ่ง ังลาภคื ปัจจัย
๔ รื ผลประโยชน์ต บแทนเพื่ ตน
๕. อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ กถํ แ ดงธรรมไม่กระทบตนและผู้ ่ืน คื นตาม ลัก
ตามเนื้ า ม่งุ แ ดง รรถ แ ดงธรรม ไมย่ กตน ไม่เ ยี ด ีขม่ ขผี่ ู้ ่นื ๕๘
ด้านเน้ื าในการใ ้คำปรกึ า รื การแ ดง นข งพระพุทธ งค์ ทรงเลื กการใช้เน้ื า
ในการใ ค้ ำปรึก า รื การแ ดง นตามลกั ณะข งผู้รบั การปรึก า รื ผ้มู ปี ัญ าดงั นี้
๑. ทรงแ ดงจาก ่ิงท่ีรเู้ ็นเข้าใจง่าย รื รเู้ ็นเข้าใจ ยู่แล้ ไป า ่ิงทีเ่ ข้าใจยาก รื
ยัง ไมร่ ไู้ ม่เ ็น ไมเ่ ข้าใจ ดังตั ย่างเช่น ริย ัจ ซึ่งทรงเริ่ม นจากค ามทกุ ข์ ค ามเดื ดร้ น ซึ่ง
เป็นตั ปัญ าข้ึนแ ดงก่ นเพราะเ ็นได้ง่ายเป็นปัญ าชี ิตท่ีทุกคนประ บ ยู่เป็นธรรมดา รู้เ ็น
ประจัก ์กัน ยู่ทุกคนแล้ จากนั้นก็ า ไป าเ ตุข งทุกข์แล้ โยงเข้าถึงการดับทุกข์พร้ มเพ่ื ใ ้
เข้าใจและเขา้ ถงึ นทางแ ง่ การดับทกุ ข์
๒. ทรงแ ดงเนื้ เร่ื งท่คี ่ ยลุ่มลึกยากข้ึนไปตามลำดบั ขั้น และค ามต่ เนื่ งกันเป็น าย
ลงไป ย่างเช่น นุปุพพีกถา ไตร ิกขา พุทธโ าท ดังในกรณีที่ น นุบุพพิกถาแก่ย กุลบุตร
ร มท้งั บิดามารดาและภรรยาเก่าข งพระย ะ ายข งพระย ะ๕๙ พรา มณ์โปกขร าต๖๐ ุบาลี
ค บด๖ี ๑ ี เ นาบด๖ี ๒ และ ปุ ปพทุ ธะ๖๓ เป็นตน้
๓. าก ่ิงที่ทรงแ ดงเป็น ิ่งท่ีแ ดงได้ก็จะทรงแ ดงด้ ยข งจริง ใ ผ้ ู้เรยี นได้ดู ไดเ้ ็น
ได้ฟังเ ง ย่างท่ีเรียก ่าประ บการณ์ตรง เช่นทรงแ ดง นพระนันทะที่คิดถึงคู่รักคนงาม ด้ ย
๕๘ งฺ.ปญฺจกฺก.(ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓., งฺ.ปญฺจก. .(ไทย) ๓/๑๕๙/๖๐., พระพร มคุณาภรณ์(ป. .ปยุตฺโต),
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี ๒๗, (กรุงเทพม านคร : ม า ิทยาลัยม าจุ าลงกรณ์ราช
ทิ ยาลยั , ๒๕๕๗), นา้ ๑๖๔.
๕๙ ดรู ายละเ ยี ดใน ิ.ม.(ไทย) ๔/๒๖-๓๑/๓๒-๔๐.
๖๐ ท.ี ี.(ไทย) ๙/๒๙๘/๑๐๙.
๖๑ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๖๙/๖๕.
๖๒ ง.ฺ ฏฐฺ ก. (ไทย) ๒๓/๑๒/๒๓๒.
๖๓ ข.ุ ุ.(ไทย) ๒๕/๔๓/๒๕๕-๒๕๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 361
การทรงพาไปชมนางฟ้า นางอัปสรเทพธิดาให้เห็นกับตา๖๔ ตรัสสอนนันทาสิกขมานาผู้ยินดีในรูปท่ี
สวยงาม๖๕ เป็นต้น
๔. ทรงแสดงสอนตรงเน้ือหา ตรงเร่ือง คุมอยู่ในเร่ือง มีจุด ไม่วกวน ไม่ไขว้เขว ไม่ออก
นอกเร่ือง โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนือ้ หาเลย เชน่ การสอนปุราณชฎิลถงึ คณุ และโทษของไฟ๖๖
๕. ทรงแสดงสอนมเี หตุผล ตรองตามเห็นจริงได้ เชน่ ทรงแสดงกาลามสูตรแก่ชาวกาลา
มะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล หรือท่ีเรียกกันว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร เป็น
หลักแหง่ ความเชื่อที่พระพุทธองค์ ทรงทรงแสดงสอนไม่ให้เช่ือส่ิงใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญา
พจิ ารณาให้เหน็ จริงถึงคุณโทษหรือดไี มด่ กี อ่ นเชอื่ ๖๗
๖. ทรงแสดงสอนเท่าที่จำเป็นพอดีสาหรับให้เกิดความเข้าใจ ให้การเรียนได้ผล ไม่ใช่
สอนเท่าที่ตนรู้ หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มาก ดังพระดำรัสคร้ังเม่ือประทับอยู่ในป่าเขต
เมืองโกสัมพีท่ีทรงตรัสว่า สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่มิได้ทรงสอนเหมือนใบประดู่ลายในป่า ส่วนท่ีทรง
สั่งสอนน้ันเพียงแค่ใบประดู่ลายในพระหัตถ์ และทรงตรัสแสดงเหตุผลในการท่ีมิได้ทรงสอนท้ังหมด
เท่าที่ตรัสรู้ว่า เพราะส่ิงเหล่านนั้ ไม่เป็นประโยชน์มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสรฐิ ไม่ช่วยนำไปสู่
จุดหมายคือพระนพิ พานได๖้ ๘
๗. ทรงแสดงสอนสิ่งที่มีความหมาย เป็นประโยชน์ ควรรู้และมีสาระแก่ผู้ฟัง ดังพระ
พุทธดำรัสที่ทรงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก๖๙ หากจักแสดงธรรมพึง
แสดงเพือ่ ความเบอ่ื หน่าย เพือ่ คลายกำหนัด เพ่ือดบั ชราและมรณะ ดังนีเ้ ป็นต้น
คุณสมบัตขิ องนักให้การบำบัดรักษา ตามแนวพุทธจติ วทิ ยา
ในพุทธวิธีการให้การบำบัดรักษา ได้กล่าวถึงกัลยาณมิตรธรรมคือองค์คุณของ
กัลยาณมิตร, คุณสมบัติของมิตรดีหรอื มิตรแท้ คือทา่ นท่ีคบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุใหเ้ กิดความดี
งามและความเจริญ ในท่ีนมี้ ุ่งเอามิตรประเภทครหู รอื พ่ีเล้ียงท่ีทำหน้าทเ่ี ป็นผู้ให้คำปรึกษาเป็นสำคัญ
มี ๗ ประการได้แก่
๑. ปโิ ย น่ารกั ในฐานเป็นท่ีสบายใจและสนิทสนม ชวนใหอ้ ยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม
๒. ครุ คอื นา่ เคารพ ในฐานประพฤติสมควรแกฐ่ านะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เปน็ ทพี่ งึ่
ใจ และปลอดภัย
๓. ภาวนีโย คือน่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญา
แทจ้ ริง ท้ังเปน็ ผู้ฝึกอบรมและปรบั ปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลกึ และเอย่ อ้างด้วยซาบซง้ึ
ภมู ิใจ
๖๔ ข.ุ อุ.(ไทย) ๒๕/๒๒/๒๑๐-๒๑๔.
๖๕ ข.ุ เถร.ี (ไทย) ๒๖/๑๙/๕๕๗.
๖๖ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม.(ไทย) ๔/๕๔/๖๓-๖๕.
๖๗ ดรู ายละเอยี ดใน อง.ฺ ติก.(ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๕-๒๖๓.
๖๘ ส.ํ ม.(ไทย) ๑๙/๑๑๐๑/๖๑๓.
๖๙ สํ.นิ.(ไทย) ๑๖/๑๖/๒๕.
362 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๔. วตฺตา จ คือการรู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักช้ีแจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร
คอยใหค้ ำแนะนำว่ากลา่ วตักเตือน เป็นที่ปรกึ ษาท่ีดี
๕. วจนกฺขโม คืออดทนต่อถ้อยคำ คือพร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำเสนอแนะ
วิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังไดไ้ ม่เบอ่ื ไม่ฉนุ เฉยี ว
๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตตฺ า คือแถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซอ้ น ให้
เขา้ ใจ และให้เรยี นรเู้ รอ่ื งราวท่ลี ึกซึง้ ยิง่ ขึน้ ไป
๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือไม่แนะนำในเร่ืองเหลวไหล หรือชักจูงไป
ในทางเสอื่ มเสยี ๗๐
วิธีที่ทรงให้การบำบัดรักษา ของพระพุทธเจ้ามีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ได้จำกัดอยู่
ด้วยวิธีใดวิธีหน่ึง มีการเปล่ียนแปลงไปตามความเหมาะสมกับเหตุการณ์ กาลเทศะและความพร้อม
ของผู้ฟังกำลังแห่งสติปัญญา และสภาพแวดลอ้ มเป็นต้น ซงึ่ ลักษณะวธิ ีท่ีทรงให้คำปรึกษาแสดงสอน
บอ่ ยๆ มีอยู่ ๔ แนวทาง๗๑ ดังนี้
๑. แบบสากจั ฉา หรอื การสนทนา วธิ ีนเ้ี ป็นวธิ ีทท่ี รงใช้บอ่ ยไม่นอ้ ยกว่าวธิ ใี ดๆโดยเฉพาะ
ในเม่ือผู้มาเฝ้าหรอื ทรงพบนั้น ยังไม่ได้เล่ือมใสศรทั ธาในพระพุทธศาสนา ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจหลักธรรม
ในการสนทนาพระพุทธเจ้ามักจะทรงเป็นฝ่ายถามนำคู่สนทนาเพ่ือให้เข้าสู่ความเข้าใจ ธรรมและ
ความเลื่อมใสศรัทธาในท่ีสุด แม้ในหมู่พระสาวก พระองค์ก็ทรงใช้วิธีน้ีไม่น้อย และทรงส่งเสริมให้
สาวกสนทนาธรรมกัน อย่างในมงคลสูตรว่า “กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” การสนทนา
ธรรมตามกาล เปน็ มงคลอันอุดม” ดงั นี้
๒. แบบบรรยาย วิธีสอนแบบนี้ ทรงใช้ในที่ประชุมใหญ่ในการแสดงธรรมประจำวันซ่ึงมี
ประชาชน หรือพระสงฆ์จำนวนมาก และส่วนมากเป็นผู้มีพ้ืนความรู้ความเข้าใจ กับมีความเลื่อมใส
ศรัทธาอยู่แล้ว มาฟังเพื่อหาความรู้ความเข้าใจเพ่ิมเติม และหาความสงบสุขทางจิตใจ นบั ได้ว่าเป็น
คนประเภทและระดับใกล้เคียงกันพอที่จะใช้วิธีบรรยายอันเป็นแบบกว้างๆ ได้ลักษณะพิเศษของพุทธ
วธิ สี อนแบบนี้ทพ่ี บในคัมภรี ์บอกวา่ ทกุ คนทฟี่ ังพระองคแ์ สดงธรรมอยู่ในที่ประชุมนนั้ แตล่ ะคนจะรูส้ กึ
ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอยู่กับตัวเองโดยเฉพาะ ซึ่งนับว่าเป็นความสามารถอัศจรรย์อีกอย่างหน่ึงของ
พระพทุ ธเจ้า
๓. แบบตอบปญั หา ผู้ที่มาถามปัญหานัน้ นอกจากผู้ท่ีมีความสงสัยข้องใจในข้อธรรมต่างๆ
แล้ว โดยมากเป็นผนู้ ับถือลัทธิศาสนาอนื่ บา้ งก็มาถามเพื่อต้องการร้คู ำสอนทางฝ่ายพระพุทธศาสนา
หรือเทียบเคียงกับคำสอนในลัทธิของตน บ้างก็มาถามเพื่อลองภูมิ บ้างก็เตรียมมา ถามเพื่อข่มปราบ
ให้จน หรือให้ได้รับความอับอาย ในการตอบพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหา
และใช้วิธีตอบให้เหมาะกัน ในสังคีติสูตร ท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตาม ลักษณะวิธีตอบเป็น ๔
อยา่ งดังนีค้ ือ
๓.๑) เอกังสพยากรณียปัญหา หมายถึง ปัญหาที่ตอบแบบตรงไปตรงมาคือควรตอบ
นยั เดียว คือการตอบรบั หรอื ตอบปฏิเสธอยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง โดยพระอรรถกถาจารย์ยกตัวอยา่ ง เช่น
ถามวา่ “จักษเุ ป็นอนิจจังหรอื ” พึงตอบตรงไปได้ทีเดียวว่า “ถกู แล้ว”
๗๐ องฺ. สตตฺ ก.(ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗.
๗๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด,
๒๕๔๔), หน้า ๔๗-๕๑.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 363
๓.๒) ปฏิปุจฉาพยากรณียปญั หา หมายถึง ปญั หาที่ย้อนถามใหช้ ดั เจนก่อนแลว้ จงึ ตอบ
ปัญหาน้ัน พระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่าง เช่น เขาถามว่า “โสตะก็เหมือนจักษุหรือ” พึงย้อนถาม
ก่อนว่า “ที่ถามน้ันหมายถึงแง่ใด”ถ้าเขาตอบว่า “ในแง่เป็นเคร่ืองมองเห็น” พึงตอบว่า “ไม่เหมือน”
ถา้ เขาว่า “ในแง่เป็นอนิจจัง” จึงควรตอบรับว่า “เหมอื น”
๓.๓) วิภัชชพยากรณียปัญหา หมายถึง ปัญหาที่ควรแยกตอบเป็นประเด็น เช่น เม่ือ
เขาถามว่า “สิ่งท่ีเป็นอนิจจัง ได้แก่ จักษุใช่ไหม? ” พึงแยกความออกตอบว่า “ไม่เฉพาะจักษุเท่าน้ัน
ถึงโสตะ ฆานะ ฯลฯ ก็เป็นอนิจจัง” หรือปัญหาว่า “ปัญหาว่าพระพุทธเจ้าทรงติเตียนตบะทั้งหมด
จริงหรอื ” ก็ต้องแยกตอบว่าชนดิ ใดติเตียน ชนิดใดไมต่ เิ ตยี น ดังน้ีเป็นต้น
๓.๔) ฐปนียปัญหา หมายถงึ ปญั หาทไี่ ม่ควรตอบ ถือว่าไม่มปี ระโยชน์ เป็นเร่ืองไรส้ าระ
ทำให้เสียเวลาพึงยับย้ังเสีย แล้วชักนำผู้ถามกลับเข้าสู่แนวเร่ืองท่ีประสงค์ต่อไป เช่น เมื่อถามว่า
“ชวี ะอันใด สรีระก็อันนั้นหรือ? ” อย่างนเ้ี ป็นคำถามประเภทเก็งความจรงิ คอื อธิบายอย่างไรผู้ถามก็
ไมอ่ าจเข้าใจ เพราะไม่อยู่ในฐานะที่เขาจะเข้าใจได้ พสิ จู น์ไมไ่ ด้ ทง้ั ไม่เกดิ ประโยชนอ์ ะไรแกเ่ ขาดว้ ย
๓.๕) พระองค์ยังทรงให้คำนึงถึงเหตุแห่งการถามปัญหาของชนท้ังหลายด้วย ซ่ึงใน
เร่ืองน้ี พระสารีบุตรก็ได้แสดงเหตุแห่งการถามปัญหาไว้ว่า “บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ย่อมถามปัญหากะ
ผ้อู ่ืนดว้ ยเหตุ ๕ ประการทั้งหมด หรอื เหตใุ ดเหตุหนึง่ โดยเหตุ ๕ ประการนั้น คือ
๓.๕.๑. ถามปัญหาเพราะความโง่เขลา เพราะความไมเ่ ข้าใจ
๓.๕.๒. ถามปัญหาเพราะมคี วามปรารถนาลามก เกิดความอยากได้
๓.๕.๓. ถามปัญหา ดว้ ยตอ้ งการอวดเด่นขม่ เขา
๓.๕.๔. ถามปัญหา ด้วยประสงคจ์ ะรู้
๓.๕.๕. ถามปัญหา ด้วยมีความคิดว่า เม่ือถามไปแล้วถ้าเขาตอบถูกต้องก็เป็นการดี แต่
ถ้าถามไปแล้ว เขาตอบไม่ถูกต้อง จะไดช้ ่วยแก้ให้ถูกต้อง”๗๒
๔. แบบวางกฏข้อบังคับ หมายถึง เมื่อมีผู้นำความมากราบทูลปรึกษาด้วยเรื่องมีภิกษุ
กระทำผดิ เกิดขนึ้ เป็นครง้ั แรก หรือมภี ิกษุกระทำเรอ่ื งบางเร่ืองข้ึนแลว้ ชนท้ังหลายตเิ ตยี น พระองค์จะ
เรียกประชุมสงฆ์ แล้วสอบถามภิกษุนนั้ ว่าไดก้ ระทำเรื่องน้นั ๆ จรงิ หรอื ไม่ หากผิดจริงก็จะทรงตำหนิ
ช้ีแจงผลเสียหายที่จะมีแก่ส่วนรวมหากประพฤติไม่ดี และพรรณนาคุณประโยชน์ของการประพฤติดี
งาม แล้วจงึ ทรงแสดงธรรมกถาท่ีเหมาะสมกับเรื่องนนั้ ๆ จากนั้นจะทรงบญั ญัตสิ ิกขาบทข้อนั้นๆ ดว้ ย
ความเห็นชอบพรอ้ มกันของสงฆ์ ไมท่ รงบงั คับเอาโดยพลการ๗๓
การให้การบำบัดรักษา หรือการแสดงธรรมของพระพุทธองค์น้ันก็คือ การสนทนากับคนๆ
หนึง่ หรือหมู่หนึ่ง โดยพระพุทธองค์จะทรงอธบิ ายความ ยอ้ นถามเมื่อควรยอ้ น ยอมใหค้ ้านเม่ือสงสัย
ทรงชี้แจงพร้อมด้วยตัวอย่างเปรียบเทียบ และพูดสะกิดใจให้เขาได้ใคร่ครวญ ทำให้บุคคลมีสติเห็น
แนวทางดบั ทกุ ข์ และปฏิบัติเพ่ือการดบั ทกุ ข์ได้อยา่ งส้ินเชิง การแสดงธรรมของพระพุทธองคไ์ พเราะ
ในเบ้ืองต้น ท่ามกลาง และท่ีสดุ ๗๔
๗๒ อง.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๑๖๕/๒๗๒.
๗๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จำกัด,
๒๕๔๔), หน้า ๔๗ – ๕๑.
๗๔ พทุ ธทาสภกิ ขุ, ตามรอยพระอรหันต์, (กรุงเทพมหานคร : สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๑), หน้า ๑๑๑–๑๑๒.
364 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
การใ ้คำปรึก า รื การแ ดงธรรมข งพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง แม้ท่ีเป็นเพียงธรรมกถา
รื การ นทนาท่ั ไปซงึ่ มิใชค่ รา ที่มคี ามมุ่ง มายเฉพาะพเิ กจ็ ะดำเนินไป ย่าง ำเร็จผลดี โดย
มี งคป์ ระก บท่เี ป็นคุณลัก ณะท่เี รยี กได้ ่า เป็นลลี าในการ น มี ๔ ประการ ในภา าบาลีเรยี ก ่า
“ธมั มีกถา”๗๕ คื
๑. สันทสั สนา ชแ้ี จง ธบิ ายใ ้เ ็นชดั เจนแจ่มแจ้ง เ มื นจูงมื ไปดูใ เ้ น็ กบั ตา
๒. สมาทปนา ชักจูงใ ้เ น็ จริงด้ ย ช นใ ้คล้ ยตาม จนต้ งย มรบั และนำไปปฏิบัติ
๓. สมุตเตชนา เร้าใจใ ้แกล้ กล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกใ ้มี ุต า ะแข็งขัน มั่นใจ ่าจะทำ
ใ ้ ำเร็จได้ ไม่ ัน่ ระย่ ต่ ค ามเ นื่ ยยาก
๔. สัมปหังสนา ชโลมใจใ ้แช่มช่ืน ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่ และเปี่ยมด้ ยค าม ัง
เพราะม งเ น็ คณุ ประโยชนท์ ีต่ นจะพงึ ไดร้ บั จากการปฏิบตั ิ๗๖
ในการทรงใ ้คำปรึก าน้ัน น กจากการใช้ ลักธรรมเป็นแกนกลางแล้ ก็ยังทรงพิจารณา
บุคคลท่ีจะใ ้คำปรึก าด้ ย ่ามาในลัก ณะใด มีบุคลิก ย่างไร ก็จะทรงใช้กล ิธีและ ุบายที่ใช้
ประก บการใ ้คำปรึก าต่างกันไป ากเทียบกับ ิธีปัจจุบันก็คงคล้ายกับการใช้กล ิธีเ ล่าน้ีเพ่ื
ละลายพฤตกิ รรม ลดแรงตา้ นก่ นใ ้คำปรึก า ซึ่งมี ิธตี ่างๆ ดงั น้ี
๑. การยกอุทาหรณ์ และการเล่านิทานประก บ การยกตั ย่างประก บคำ ธิบาย และ
การเล่านทิ านประก บการ นช่ ยใ เ้ ขา้ ใจค ามได้งา่ ย และชดั เจน ช่ ยใ จ้ ำแม่นยำ เ น็ จรงิ และ
เกดิ ค ามเพลิดเพลิน ทำใ ้การเรียนการ นมีร ย่ิงขึ้น เชน่ เมื่ จะทรง ธิบายใ เ้ น็ ่า คนมีค าม
ปรารถนาดี ยากช่ ยแต่ขาดปัญญา าจทำลายประโยชน์ลงได้ก็ทรงเล่านิทานชาดกเร่ื ง ลิงเฝ้า
น๗๗ คนขายเ ลา้ ๗๘ เป็นต้น
๒. การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมาคำอุปมาช่วย ใ ้เร่ื งท่ีลึกซ้ึงเข้าใจยาก ปรากฏ
ค าม มายเด่นชัด กมา และเข้าใจง่ายข้ึน โดยเฉพาะมักใช้ในการ ธิบาย ิ่งท่ีเป็นนามธรรม รื
แม้เปรียบเรื่ งท่ีเป็นรูปธรรมด้ ยข้ ุปมาแบบรูปธรรม ก็ช่ ยใ ้เนื้ ค ามค าม นักแน่นเข้า เช่น
“ภูเขา ิลาล้ น เป็นแท่งทึบ ย่ มไม่ ่ันไ ด้ ยแรงลม ฉันใด บัณฑิตทั้ง ลาย ย่ มไม่ ั่นไ
๗๕ ธัมมีกถา เรียก ่าลีลาการสอน รื เทศนาวิธี ๔ คื (๑) ันทั นา ช้ีแจงใ ้เ ็นชัด (๒) มาทปนา ช น
ใ ้ ยากรบั เ าไปปฏิบตั ิ (๓) มตุ เตชนา เรา้ ใจใ ้ าจ าญแกล้ กลา้ (๔) ัมป ัง นา ปล บชโลมใจใ ้ ดช่ืนรา่ เรงิ มาใน
บาลีมากแ ่ง ได้แก่ ิ.ม า.(บาลี) ๑/๒๒-๒๔,๒๙๐/๑๓-๔,๒๒๒, ิ.ภิกฺขุนี.(บาลี) ๓/๗๘๓/๗๒-๓, ิ.ม.(บาลี) ๔/๒๙,๘๙-
๙๐,๑๐๕,๑๓๒,๑๓๗/๒๕,๑๐๖-๗,๑๒๐,๑๔๖,๑๕๐, ิ.ม.(บาลี) ๕/๒๗๐,๒๗๖,๒๘๐-๑, ๒๘๘,๒๙๔,๒๙๘,๓๓๗/
๓๘,๔๕,๕๐,๕๒,๖๕,๗๔,๘๑,๑๓๙, ิ.จู. ๖/๓๓,๑๙๒/๔๓-๔,๒๒๕, ิ.จู.(บาลี) ๗/๒๖๐,๒๖๘-๙,๔๐๔,๔๔๕/๒๑,๓๓-
๔,๒๓๗,๒๘๒, ที. ี. ๙/๓๔๔,๓๕๘/๑๔๐,๑๕๐, ท.ี ม.(บาล)ี ๑๐/๑๖๑-๒, ๑๙๔/๘๗-๙,๑๑๗-๘, ที.ปา.(บาล)ี ๑๑/๓๔,๒๙๙/
๒๒,๑๘๙, ม.มู. ๑๒/๒๕๒,๒๕๕-๖,๒๘๙/๒๑๕-๒๑๗,๒๕๓-๔, ม.ม.(บาลี) ๑๓/๒๒,๒๘๕,๓๗๑/๑๘,๒๖๑,๓๕๕, ํ. .(บาลี)
๑๕/๑๕๒-๓,๑๕๕,๑๘๕,๒๔๑/๑๓๕-๘,๑๘๗,๒๕๓, ํ.นิ.(บาลี) ๑๖/๒๔๑/๒๖๕, ํ.ข. ๑๗/๘๑/๗๗, ํ. า. ๑๘/๑๓๓/
๑๑๔, ง.ฺ ฏฺฐก-น ก.(บาลี) ๒๓/๑๒,๒๔, ๗๘,๔/๑๕๖,๑๘๐,๒๗๓,๒๙๖, ง.ฺ ท ก. ๒๔/๙๓/๑๕๒, ขุ. ุ.(บาล)ี ๒๕/๖๑,๗๑-
๕/๒๐๓,๒๑๒-๕, ขุ. ิติ.(บาลี) ๒๕/๑๐๔/๓๒๓.
๗๖ พระพร มคุณาภรณ์ (ป. .ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี ๒๗,
(กรงุ เทพม านคร : ม า ทิ ยาลยั ม าจุ าลงกรณ์ราช ิทยาลยั , ๒๕๕๗), น้า ๒๐๔.
๗๗ ขุ.ชา. .(ไทย) ๒/๒๓.
๗๘ ข.ุ ชา. .(ไทย) ๒/๒๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 365
เพราะคำนินทาและสรรเสริญน้ัน” การใช้อุปมานี้ น่าจะเป็นกลวิธีประกอบการสอนท่ีพระพุทธองค์
ทรงใช้มากทีส่ ดุ มากกวา่ กลวิธอี ่นื ใด
๓. การใช้อุปกรณ์การแสดงสอน ในสมัยพุทธกาล ยอ่ มไม่มีอุปกรณ์การสอนชนิดต่างๆ ที่
จัดทำขึ้นไว้เพ่ือการสอนโดยเฉพาะเหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการจัดการศึกษาเป็นระบบ
ข้ึนมากอย่างกว้างขวาง หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็คงต้องอาศัยวัตถุส่ิงของที่มีในธรรมชาติ หรือ
เคร่ืองใช้ต่างๆ ที่ผู้คนใช้กันอยู่ พระองค์มักทรงใช้อุปกรณ์การสอนแก่ผู้ที่อายุยังน้อย เช่นทรงสอน
สามเณรราหุล โดยตรัสถามว่า “ราหุล แว่นมีประโยชน์อย่างไร? สามเณรทูลตอบว่า “มีประโยชน์
สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า” ทรงตรัสตอบว่า “อันนั้นเหมือนกัน บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน จึง
กระทำกรรมดว้ ยกาย วาจา และใจ”
๔. การทำเป็นตัวอย่าง เป็นวิธีท่ีแสดงสอนท่ีดีท่ีสุดอยา่ งหน่ึง โดยเฉพาะในทางจริยธรรม
คือการทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอน เป็นทำนองการสาธิตให้ดู แต่ที่
พระพุทธเจ้าทรงกระทำน้ันเป็นไปในรูปทรงเป็นผู้นำที่ดี การสอนโดยทำเป็นตัวอย่าง ก็คือพระจริย
วัตรอันดีงามที่เป็นอยู่โดยปกตินั้นเอง แต่ท่ีทรงปฏิบัติเป็นเรื่องราวเฉพาะก็มี เช่นคราวหน่ึงทรงเห็น
ภิกษุรูปหนึง่ อาพาธเป็นโรคท้องร่วง ไมม่ ีผู้คอยดูแล จึงเสดจ็ เข้าไปหา จัดการทำความสะอาดแล้วจึง
ประชุมสงฆ์ ทรงสอบถามและตรัสตอนหนง่ึ วา่ “ภกิ ษทุ ้ังหลาย พวกเธอไมม่ ีมารดา ไมม่ ีบดิ า ผู้ใดเลา่
จะพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาลกันเอง ใครเลา่ จักพยาบาล ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ขอให้
ผ้นู ้ันพยาบาลภกิ ษุอาพาธเถดิ ”๗๙
๕. การเล่นภาษา เลน่ คำ และใช้คำในความหมายใหม่ การเล่นภาษาและการเลน่ คำ เปน็
เรื่องของความสามารถในการใช้ภาษาผสมกับปฏิภาณ ข้อน้ีก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชา
สามารถของพระพุทธเจ้าท่ีมีรอบไปทุกด้านแม้ในการสอนหลักธรรมทั่วไป บางครั้งผู้มาเข้าเฝ้า
บริภาษพระองค์ด้วยคำพูดรุนแรงยิ่ง พระองค์ทรงยอมรับคำบริภาษเหล่านั้นท้ังหมดแล้วทรงแปล
ความหมาย อธิบายเสียใหม่ให้เป็นเรื่องที่ดีงาม เช่น กรณีของเวรัญชพราหมณ์ นอกจากน้ีก็ทรงรับ
เอาคำศพั ท์ทม่ี อี ยู่แตเ่ ดิมในลัทธศิ าสนาเก่ามาใช้ แต่ทรงกำหนดความหมายใหม่ ซึงเปน็ วธิ ีการช่วยให้
ผู้ฟังผู้เรียนหันมาสนใจ และกำหนดคำสอนได้ง่าย เพียงแต่มาทำความเข้าใจเสียใหม่เท่าน้ัน และ
เป็นการช่วยใหม้ ีการพิจารณาเปรียบเทยี บไปในตัวด้วยว่าอยา่ งไหนถูก อย่างไหนผิดอย่างไร จึงเห็น
ได้ว่า คำว่า พรหม พราหมณ์ อริยะ ยัญ ตบะ ไฟบูชายัญ ฯลฯ ซ่ึงคำในลัทธิศาสนาเดิม ก็มีใช้ใน
พระพุทธศาสนาด้วยทัง้ สิน้ แตม่ คี วามหมายตา่ งออกไปเป็นอย่างใหม่
๖. อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล การเลือกคนเป็นอุบายสำคัญในการให้
คำปรึกษาการเผยแพรศ่ าสนา ในการประกาศธรรมของพระพุทธเจา้ เริ่มแต่ระยะแรกของการแสดง
สอนพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าเวลาท่ีพระพุทธเจ้าทรงดำเนินพุทธกิจ พระองค์จะทรงสอดส่อง
พจิ ารณาบุคคลผคู้ วรโปรดในวันน้ันตงั้ แตเ่ วลาจวนร่งุ สาง และเสด็จไปโปรดในเวลาเชา้ หากผู้น้ันเป็น
ผู้มีความทุกขม์ ากควรเอาพระทัยใสเ่ ป็นพิเศษกจ็ ะไดร้ บั การให้คำปรึกษาแก้ไขก่อนผอู้ ่ืนในคราวน้ันๆไว้
ด้วย กับท้งั แสดงธรรมโดยวิธกี ารที่จะทำให้ทุกคนในที่ประชุมนั้นได้รบั ผลประโยชน์เป็นไปอยา่ งเป็นท่ี
เป็นทน่ี ่าพอใจ ทำใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ แกท่ ุกคนวา่ พระพุทธเจ้าตรสั แสดงธรรมอยู่กบั ตน
๗๙ ว.ิ อ.(ไทย) ๕/๑๖.
366 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๗. การรู้จักจังหวะและโอกาส ผู้สอนต้องรู้จักใช้จักหวะและโอกาสให้เป็นประโยชน์ เม่ือ
ยงั ไม่ถึงจังหวะ ไม่เป็นโอกาส เช่นผู้เรียนยังไม่พร้อม ต้องมีความอดทน ไม่ชิงหักหาญหรือดึงดันทำ
แต่ต้องต่ืนตัวอยู่เสมอ เมือถึงจังหวะหรือเป็นโอกาส ก็ต้องมีความฉับไวท่ีจะจับมาใช้ใหเ้ ป็นประโยชน์
ไม่ปล่อยให้ผา่ นเลยไป
ความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการให้คำปรึกษาแสดงสอนอย่างไม่มีอัตตา ตัดตัณหา มานะ ทิฏฐิ
เสียได้ ก็จะมุ่งไปยงั ผลสำเร็จในการเรียนรู้เป็นสำคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้การสอนไดผ้ ลดีที่สุด ก็
จะทำในทางน้ัน ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติ ไม่กลัวจะถูกรู้สึกว่าแพ้ บางคราวก็ยอมให้ผู้รับการปรึกษา
รสู้ ึกว่าตัวเขาเก่ง บางคราวต้องข่มก็ข่ม บางคราวสมควรโอนอ่อนผ่อนตาม ก็ยอมตาม สมควรขัดก็
ขดั สมควรปลอบก็ปลอบ ดงั พทุ ธดำรัสว่า “เรายอ่ มฝกึ คนดว้ ยวธิ ีละมุนละไมบ้าง ด้วยวิธรี ุนแรงบ้าง
ด้วยวิธีท้ังอ่อนละมุนละไม และทั้งรุนแรงปนกันไปบ้าง” ดังคราวท่ีเวรัญชพราหมณ์บริภาษ
พระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงรับสมอ้างตามคำบริภาษน้ันให้สมใจเวรัญชพราหมณ์ แล้วจึงค่อยช้ีแจง
แกไ้ ขให้เวรัญชพราหมณ์ยอมรบั ตามพระองคภ์ ายหลงั
๙. การลงโทษ และใหร้ างวัล การใชอ้ ำนาจลงโทษ ไมใ่ ช้การฝกึ คนของพระพทุ ธเจ้า แมใ้ น
การแสดงธรรมตามปกติพระองค์ ก็แสดงไปตามเน้ือหาธรรมไม่กระทบกระท้ังใคร ดังที่ว่า “ทรง
แสดงธรรมในบริษัท ไม่ทรงยอบริษัท ไม่ทรงรุกรานบริษัท ทรงชี้แจงให้บริษัทเห็นแจ้ง ให้สมาทาน
ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมิกถา” ตามปกติการสอนไม่ใช้ท้ังวิธีลงโทษหรือให้รางวัล อาจทรงใช้
การชมเชยยกย่องบ้าง ก็เป็นไปเพื่อให้เขามั่นใจในการทำความดขี องตน เชน่ ทรงชมพระนันทกะ ชม
พระสุชาต ชมพระลกุณฏกภัททยิ ะ ตำหนิเตือนพระนนั ทะ การสอนโดยการไม่ลงโทษ เป็นการแสดง
ความสามารถของผู้สอนด้วย ในระดับสามัญ สำหรับผู้สอนทั่วไป อาจต้องคิดคำนึงว่าการลงโทษ
ควรมี หรอื ไม่ แค่ไหน และอย่างไร แต่ผทู้ ี่สอนคนไดส้ ำเร็จผลโดยไม่ต้องใช้อาญาโทษเลย ย่อมชอ่ื ว่า
เปน็ ผูม้ ีความสามารถในการสอนมากทส่ี ดุ
๑๐. กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดข้ึนต่างคร้ังต่างคราว
ย่อมมีลักษณะแตกต่างกันไป การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมต้องอาศัยปฏิภาณคือความสามารถใน
การประยุกต์หลักวิธีการและกลวิธีต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม ซ่ึงเป็นเร่ืองเฉพาะครั้ง เฉพาะคราวไป
ซง่ึ จากข้อมูลในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศในการแก้ปัญหาเฉพาะ
หน้าเพื่ออบรมสั่งสอนและให้ความรู้แก่บรรดาสาวกอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น มีพราหมณ์คนหน่ึงใน
เมืองราชคฤห์ มีภริยาเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธองค์อย่างแรงกล้า จนทำให้พราหมณ์ผู้สามีนั้นไม่
พอใจอย่างย่ิง จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทั้งๆ ท่ีมีความโกรธอยู่ และ ถามคำถามพระองค์ว่า “ฆ่าตัว
อะไรเสียได้ จงึ จะนอนเปน็ สขุ ” พระพทุ ธเจ้าทรงตอบทนั ทวี า่ “ฆา่ ความโกรธเสียได้ ก็จะนอนเป็นสุข”
เมื่อพราหมณ์ได้ยินดังนัน้ จึงเกดิ ความเล่อื มใสในพระองคท์ นั ที๘๐
นอกจากหลักการและวิธีต่างๆ ท่ีได้กล่าวไว้แล้วน้ัน การให้คำปรึกษาของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าที่นับว่า เป็นการแสดงธรรมเทศนาโปรดประชาชนของพระพุทธองค์อีกลักษณะหนึ่ง ซ่ึงทรงมี
วิธีการในการให้คำปรึกษาแสดงธรรมทเี่ รียกว่าปาฏหิ าริย์ ๓๘๑ คือ
๘๐ ส.ํ ส.(ไทย) ๑๕/๖๒๖/๖๓๐.
๘๑ ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/๘๓๓/๒๑๔. ; อง.ติก.(ไทย) ๒๐/๖๑/๒๓๕. ; ข.ุ ป.(ไทย) ๓๑/๓๐/๕๘๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 367
๑. อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิ าริย์คื ฤทธ์ิ แ ดงฤทธ์ิได้เป็น ั จรรย์ มายถึง การแ ดงฤทธิ์
ต่างๆ ได้เช่น คนเดีย ทำเป็น ลายคน ลายคนทำเป็นคนเดีย เ าะไปใน ากา ดำดิน เดินน้ำ
และทำ ะไร ่ืนๆ ีกได้ด้ ยฤทธิ์ (Marvel of Psychic power) เพื่ ประโยชน์ในการลดมิจฉาทิฏฐิ
รื ลดค ามลังเล ง ัยในการบำบัดรัก า รื ใ ข้ ้ แนะนำ ตั ย่างข งการใช้ ิทธิปาฏิ าริย์ เช่น
กรณีท่ีทรงโปรดชฎิล ามพ่ีน้ ง๘๒ กรณีท่ีทรงบันดาลไม่ใ ้เ ร ฐีบิดาข งย กุลบุตรม งเ ็นบุตร๘๓
กรณีท่ีทรงแก้ค าม ง ัยข งเ ลพรา มณ์๘๔ และในครา ที่ทรงโปรด งคุลิมาล๘๕ เป็นต้น ิธีน้ีไม่
นยิ มใชน้ กั เพราะทรงเล็งเ ็น ่าการแ ดงฤทธ์ินั้น มีทง้ั แงด่ แี ละไมด่ ใี นตั เ ง คื ผทู้ ม่ี ี รัทธาเล่ื มใ ก็
ย่ิงยกย่ ง ่งเ ริมมากข้ึน ่ นผู้ที่ไม่เล่ื มใ าจจะดู มิ่น ่าการแ ดงปาฏิ ารยิ ์แบบน้ีไม่เ ็นแปลก
ะไรเพราะคนที่เรียน ิชาคันธาริ๘๖ ก็ ามารถทำได้เช่นเดีย กัน และตรั ่า “เราเล็งเ ็นโท ใน
ทิ ธิปาฏิ าริย์ ยา่ งนี้ จึง ดึ ดั ระ าเกลยี ดการแ ดง ิทธิปาฏิ าริย”์ ๘๗
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิ าริย์คื การทายใจ, ร บรู้กระบ นข งจิตจน ามารถ
กำ นด าการท่ี มายเล็กน้ ยแล้ บ ก ภาพข งจิตค ามคิด ุปนิ ัยได้ถูกต้ ง เป็น ั จรรย์ คื
การดักใจคน ่ืนได้ ่าเขาคิด ย่างไร รื เพียงแต่เ ็นเคร่ื ง มายบาง ย่างก็ทำนายได้ ่า จิตใจ
ข งผู้นั้นผู้นี้เป็น ย่างไร ร มค าม ่า ามารถกำ นดรู้ าระจิตข งผู้ ่ืนได้ ตั ย่างแบบ าเท นา
ปาฏิ าริย์ เช่นทรงปราบค าม ั ด้ื ข งพระปัญจ ัคคีย์ ทรง ะกด งคุลิมาลด้ ยคำพูด ทรงแ ดง
นพา ิยะ ย่างย่ ๘๘ และการที่ทรงแ ดง นแบบไม่พูดแต่ใ ้ลงมื ทำ เช่นทรงใ ้จู ปันถกลูบผ้า
ขา ๘๙ ทรงใ น้ างกี าโคตมี๙๐ ร้จู กั รื เขา้ ใจเรื่ งค ามตายด้ ยตนเ ง
๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปาฏิ าริย์คื นุ า นี, คำ นเป็นจริง นใ ้เ ็นจริง นำไป
ปฏบิ ัตไิ ด้ผล มจริง เป็น ั จรรย์ คื พระพุทธเจา้ ทรงแ ดงธรรมใ เ้ น็ จรงิ ไดผ้ ลเปน็ ั จรรย์ โดย
การ นใ ้ชนทั้ง ลายได้รู้ได้เ ็น ภาพชี ิตตามค ามเป็นจริง ใ ้ร้จู ัก นใจ ่ิง ันค ร นใจใ ้ละ ่ิง
ค รละ บำเพ็ญ ิ่งค รบำเพ็ญ นใ ้รู้จักนึกคิดและนำไปปฏิบัติ ากลงมื ปฏิบัติก็ย่ มได้รับผล
แ ่งการปฏบิ ตั ติ ามกำลังข งตนๆ
ในบรรดาปาฏิ าริย์ทั้ง ๓ นั้น พระพุทธ งค์ทรง รรเ ริญ นุ า นีปาฏิ าริย์ ่าดี
ที่ ุด ประณีตท่ี ุดและเป็นประโยชน์ท่ี ุด ข้ น้ีเป็นค ามจริง ย่างยิ่งเพราะพระพุทธ า นาท่ีดำรง
เป็นประโยชน์แก่ม าชนมาจนกระท้ังบัดน้ีก็ด้ ย านภุ าพข ง นุ า นีปาฏิ าริย์นั่นเ ง โดยทรงเน้น
ใ ้ทกุ คนล งลงมื ปฏบิ ัติด้ ยตนเ งตามคำ ่งั นข งพระ งคเ์ พื่ ประโยชนข์ งผู้ปฏบิ ตั ิเ ง
๘๒ ดรู ายละเ ยี ดใน .ิ ม.(ไทย) ๔/๓๗/๔๗.
๘๓ ดรู ายละเ ียดใน .ิ ม.(ไทย) ๔/๒๗/๓๓.
๘๔ ดรู ายละเ ียดใน ม.ม.(ไทย) ๑๓/๓๙๖/๔๙๐.
๘๕ ดรู ายละเ ยี ดใน ม.ม.(ไทย) ๑๓/๓๔๗/๔๒๑.
๘๖ ิชาเกย่ี กับการแ ดงฤทธ์ิ รื ปาฏิ ารยิ ต์ ่างๆ แ ดงโดยฤ คี ันธาร
๘๗ ท.ี ี.(ไทย) ๙/๔๘๔/๒๑๕.
๘๘ ํ. า.(ไทย) ๑๘/๘๙/๘๘.
๘๙ ข.ุ ป.(ไทย) ๓๒/๔๖-๕๓/๑๐๙.
๙๐ ขุ.พทุ ธ.(ไทย) ๓๓/๕๕-๖๒/๔๖๓.
368 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กรณีตวั อย่างการพุทธวธิ ใี นการบำบัดรกั ษาดว้ ยธรรมโอสถ
๑. กรณีตัวอยา่ งนางกีสาโคตมี
ในอดีตสมัยพุทธกาลน้ัน มีเรื่องเกี่ยวกับนางกีสาโคตมี ท่ีพระพุทธเจ้าแสดงการทำ
counselling จนปมทางจิตของนางกีสาโคตมีสามารถผ่อนคลายจากความเศรา้ โศรกออกได้ แต่สมัย
นั้นคงไม่มีใครพูดว่าเป็นโรคซึมเศร้า และก็จิตแพทย์ก็คงไม่มีโอกาสไปทำ assessment แต่เอาเป็น
ว่านางกีสาโคตมี เป็นโรคซึมเศร้าหรือป่าว เพราะข้อมูลไม่ได้บอกแบบตรงๆ แต่ที่แน่ๆ นางกีสานั้น
ทุกข์มากเพราะลูกตาย และคงใช้สมองมากโดยใช้เวลาคิดเร่ืองเครียด หรือกลัวยาวนานเกินไป /๑
วนั (Adrenaline: หลั่งอะดรนี าลีน มากจนเกนิ ไป)๙๑ ซ่งึ มีรายละเอียดดังนี้
กีสาโคตมีเถรีบังเกิดในสกุลคนเข็ญใจ กรุงสาวัตถี ช่ือเดิมของนางว่า โคตมี แต่เพราะตัว
ผอม ชนท้ังหลายจึงเรียกว่า กิสาโคตรมี เวลาเจริญวัยแล้วก็ไปสู่การครองเรือน แต่ก่อนท่ีนางจะมี
คู่ครองเรือน มีเหตุแห่งนิมิตท่ีบอกว่า นางกีสาโคตมี บุญบารมีให้ปรากฏแก่ตระกูลของสามีซึ่งเป็น
เศรษฐี ดงั ความย่อว่า
ได้ยินว่า ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี ได้กลายเป็นถ่านหมด
เศรษฐเี ห็นเหตุนัน้ เกิดความเศรา้ โศก จึงไมย่ อมทานอาหาร นอนอยู่บนเตียงน้อย
สหายผู้หน่ึงของเศรษฐีนั้นถามว่า “เหตุไร จึงเศร้าโศกเล่า? เพ่ือน” คร้ันเม่ือได้ฟังเรื่องราว
ทั้งหมดแล้ว สหายผู้น้ันจึงกล่าวว่า “อย่าเศร้าโศกเลย เพ่ือน ฉันทราบอุบายอย่างหนึ่ง จงทำอุบาย
นัน้ เถดิ ” เศรษฐี : ทำอยา่ งไรเล่า? เพือ่ น
สหาย : เพอ่ื น ท่านจงปเู สอ่ื ลำแพนทต่ี ลาดของตน ทำถา่ นให้เป็นกองไว้ จงนัง่ เหมือนจะขาย
ถ้ามีผู้มาพูดกับท่านอย่างนี้ว่า ‘คนอ่ืนเขา ขายผ้า น้ำมัน น้ำผ้ึง และน้ำอ้อยกัน ส่วนท่านกลับน่ังขาย
ถ่าน’ ทา่ นกจ็ งพูดกบั คนเหล่าน้ัน ว่า ‘ถ้าเราไมข่ ายของๆ ตน แล้วเราจักทำอะไร?’ แต่ถ้ามีผู้ใดพูดกับ
ทา่ นอย่างนว้ี ่า ‘คนอน่ื ขายผา้ น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำออ้ ยเป็นตน้ สว่ นท่านนงั่ ขายเงนิ และทอง”
ท่านก็จงพูดกับผู้นั้นว่า ‘เงินและทองท่ีไหนกัน ก็เม่ือเธอพูดว่า ‘น้ีไงเล่า’ ท่านก็จงพูดว่า ‘จง
นำเงินทองน้ันมาก่อน เมื่อเขานำมาให้แล้วก็จงรับด้วยมือทั้งสอง ของท่ีเขาให้ในมือของท่านน้ัน จัก
กลายเป็นเงินและทอง และถ้าผู้น้ันเป็นหญิงรุ่นสาว ท่านจงให้นางแต่งงานกับบุตรของท่านแล้วมอบ
ทรพั ย์ ๔๐ โกฏิใหแ้ ก่นาง พงึ ใชส้ อยเงินทองทีน่ างให้ ถา้ เปน็ เดก็ ชาย ท่านพึงใหธ้ ิดาผูเ้ จรญิ วัยแล้วใน
เรอื นของทา่ นแกเ่ ขา แล้วมอบทรพั ย์ ๔๐ โกฏใิ ห้แกเ่ ขา ใชส้ อยทรัพย์ที่เขาให้
๙๑ Adrenaline เป็น “ฮอร์โมน” สร้างขึ้นจากต่อมหมวกไตของสัตว์ อดรีนาลีนจะหล่ังออกมาขณะที่ โกรธ, ตกใจ,
ต่ืนเตน้ อย่างรุนแรง เปน็ ววิ ัฒนาการที่ทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางรา่ งกายเพ่อื รับมือกบั สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพ
ทางรา่ งกายในระยะเวลาอนั สั้น เลือดสามารถไปเลี้ยงกล้ามเน้ือส่วนต่างๆของรา่ งกายได้อย่างรวดเรว็ ออกซิเจนสามารถเขา้ สู่ปอดได้
อย่างรวดเร็ว ฯ Adrenaline เป็นสารแห่งความโกรธ ดุเดือด มีพลัง พร้อมสำหรับการต่อสู้ ป้องกันตัว (Endorphine เป็นสารแห่ง
ความสุข) อะดรีนาลีน เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อ ระบบการหายใจ หัวใจทำงานอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อต่อสู้หรือถอยหนี
อะดรีนาลีนจะไปกระตุ้นให้กลไกของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ฮอร์โมนนี้จะถูกระต้นให้หล่ังออกมาเม่ือร่างกายเกิด
อารมณ์เครียด เช่น โกรธ ตื่นเต้น เป็นต้น เซลล์ท่ีพบหลักๆ คือ เซลล์ในระบบประสาท ซึ่งตัว Epinephrine จะถูกหล่ังเม่ือถูกระตุ้น
ด้วยระบบประสาท Sympathetic (Sympatetic Nervous System) ผลของ Epinephrine ในระบบร่างกายคือเพ่ิมการเต้นหัวใจ
และแรงดันเลือด ขยายหลอดลม และเพ่ิมระดับน้ำตาล ทำให้คนเราสามารถทำงานอะไรได้อย่างที่ทำไม่ได้ตอนปรกติ สรุปคือวา่ ไม่ได้
ทำให้ต่ืนเต้น แต่การตื่นเต้นทำให้เกิดการหล่ัง และแค่หล่ังเพิ่ม ไม่ได้สร้างใหม่ ฮอร์โมนพวกน้ีอยู่ในกลุ่มที่กดการทำงานของสมอง
สารกลุ่มน้ีจะทำหน้าที่ (๑) ยับยั้งการส่งข้อมูลของแต่ละเซลล์สมอง (๒) ยับย้ังการเจริญเติบโตของสมองและใยประสาท (๓) ยับย้ัง
เส้นทางความจำทุกๆส่วน ทำให้คิดอะไรไม่ออก (๔) กระตุ้นใหห้ ัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด และรา่ งกายทำงานผิดปกติ และถ้ามีมาก
เกนิ ไป จะมีอนั ตรายต่อทัง้ อารมณแ์ ละรา่ งกาย รวมทั้งทำลายองค์ประกอบภายในของสมองอีกดว้ ย
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 369
เศรษฐีนั้นกล่าวว่า “อุบายดี” จึงนำถ่านให้กองไว้ในร้านตลาดของตน นั่งทำเหมือนกะขาย
คนเหล่าใดพูดกะเศรษฐีอย่างน้ันอย่างนี้ว่า “คนอื่นเขา ขายผ้า น้ำมัน น้ำผ้ึง และน้ำอ้อยกัน ส่วน
ท่านกลับนั่งขายถ่าน” ท่านเศรษฐีก็ให้คำตอบแก่คนเหล่านั้นว่า “ถ้าเราไม่ขายของๆ ตน แล้วเราจัก
ทำอะไร?” ถา่ นกลายเป็นทรัพย์อยา่ งเดิม
ครั้งน้ัน หญิงรุ่นสาวคนหน่ึงช่ือโคตมี ปรากฏช่ือว่า “กิสาโคตมี” เพราะนางมีสรีระแบบบาง
เป็นธิดาของตระกูลเก่าแก่ ไปยงั ประตูตลาดด้วยกิจอยา่ งหน่ึงของตน เห็นเศรษฐีนั้น จงึ กล่าวอยา่ งน้ี
ว่า “พอ่ คนอืน่ ขายผ้า น้ำมนั น้ำผ้งึ และนำ้ ออ้ ยเป็นต้น ส่วนท่านนง่ั ขายเงินและทอง?”
เศรษฐีถามวา่ เงินทองทไ่ี หนเล่า แม่ นางโคตมี ท่านนงั่ จบั เงนิ ทองนน้ั เอง มิใช่หรือ?
นางกอบเงินทองเหล่าน้ันจนเต็มมือแล้ววางไว้ในมือของเศรษฐีน้ัน ถ่านน้ันได้กลายเป็นเงิน
และทองท้งั นน้ั
ลำดับนั้น เศรษฐีถามนางว่า “แม่ เรือนเจ้าอยู่ไหน.” เมื่อนางบอกสถานที่อยู่ของนางและ
เศรษฐีซักถามจนรู้ความท่ีนางยังไม่มีสามีแล้ว จึงเก็บทรัพย์แล้วนำนางแต่งงานกับบุตรของตน ให้
นางรับทรพั ย์ ๔๐ โกฏิไว้ ทรพั ยท์ ัง้ หมดไดก้ ลายเปน็ เงินและเป็นทองดงั เดิม
พวกชนในสกลุ นน้ั ดหู ม่นิ นางว่า เป็นธดิ าของสกลุ คนเขญ็ ใจ
สมัยต่อมานางตั้งครรภ์ โดยกาลล่วงไป ๑๐ เดือน นางก็ได้คลอดบุตรคนหน่ึง ในครั้งน้ันชน
ทั้งหลายก็ได้ทำความยกย่องนาง คร้ันเม่ือบุตรของนางตั้งอยู่ในวัยพอจะวิ่งไปวิ่งมาเล่นได้ก็มาตาย
เสยี ความเศรา้ โศกกไ็ ด้เกดิ ขึ้นแกน่ าง
นางห้ามพวกชนท่ีจะนำบุตรน้ันไปเผา เพราะนางไม่เคยเห็นความตาย จึงอุ้มบุตรใส่สะเอว
เทย่ี วเดนิ ไปตามบ้านเรอื นในพระนครแลว้ พูดวา่ ขอพวกทา่ นจงให้ยาแกบ่ ุตรของเราดว้ ยเถดิ ดังน้ี
ครน้ั เมื่อนางเทยี่ วถามไปวา่ “ทา่ นทงั้ หลาย รูจ้ กั ยาเพ่ือรักษาบตุ รของฉนั บา้ งไหมหนอ?”
เมอื่ นั้นคนท้ังหลายก็พดู กับนางว่า “แม่ เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรอื ? เจ้าเทยี่ วถามถึงยาเพือ่ รักษา
บุตรทีต่ ายแลว้ .”
พวกคนท้ังหลายต่างก็กระทำการเย้ยหยันว่า ยาสำหรับคนตายแล้ว ทา่ นเคยเห็นที่ไหนบ้าง
แต่นางมิได้เขา้ ใจความหมายแหง่ คำพูดของพวกเขาเลย
ทีน้ัน บุรุษผูเ้ ป็นบณั ฑิตคนหน่ึง เห็นนางแลว้ คิดวา่ “หญิงนคี้ งจะคลอดบุตรคนแรก ยังไมเ่ คย
เห็นความตาย เราควรเปน็ ท่พี ึง่ ของหญงิ น”้ี จงึ กล่าววา่ “แม่ ฉนั ไม่รจู้ กั ยา แต่ฉันรู้จักคนผูร้ ยู้ า”
นางโคตรมี : ใครร?ู้ พอ่
บณั ฑติ : แม่ พระศาสดาทรงทราบ จงไปทูลถามพระองคเ์ ถดิ
นางกล่าวว่า “พ่อ ฉันจักไป จักทูลถาม พ่อ” ดังนั้น แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคม
แล้วยืนอยู่ ณ ทส่ี ุดข้างหนง่ึ ทลู ถามว่า “ทราบว่า พระองค์ทรงทราบยาเพ่ือบุตรของหมอ่ มฉนั หรือ?
พระเจ้าข้า.”
พระศาสดา : เออ เรารู้ นางโคตมี: ไดอ้ ะไร? จงึ ควร
พระศาสดา : ได้เมล็ดพันธ์ุผักกาด สักหยิบมือหนง่ึ ควร
นางโคตรมี : จักได้ พระเจา้ ข้า แต่ไดใ้ นเรือนใคร? จึงควร
370 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระศาสดา : บุตรหรือธดิ าไรๆ ในเรือนของผู้ใด ไม่เคยตาย ได้ในเรือนของผ้นู ั้น จงึ ควร
นางทูลรับว่า “ดีละ พระเจ้าข้า” แล้วถวายบังคมพระศาสดา อุ้มบุตรผู้ตายแล้วเข้าสะเอว
แล้วเข้าไปภายในบ้าน ยืนที่ประตูเรือนหลังแรกกล่าวว่า “เมล็ดพันธุ์ผักกาดในเรือนนี้ มีบ้างไหม?
ทราบวา่ นน่ั เปน็ ยาเพื่อบตุ รของฉัน”
เมื่อเขาตอบว่า มี จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างน้ัน จงให้เถิด” เมื่อคนเหล่านั้นนำเมล็ดพันธุ์ผักกาด
มาให้ จงึ ถามวา่ “ในเรือนนี้ เคยมบี ุตรหรอื ธดิ าตายบ้าง หรอื ไมเ่ ล่า? แม่”
เม่ือเขาตอบว่า “พูดอะไรอย่างนั้น? แม่ คนเป็นมีไม่มาก คนตายน้ันแหละมาก” นางจึงกล่าว
ว่า “ถ้าอย่างนั้น จงรับเมล็ดพันธ์ุผักกาดของท่านคืนไปเถิด น่ันไม่เป็นยาเพื่อบุตรของฉัน” แล้วได้ให้
เมล็ดพันธุ์ผักกาดคืนไป แล้วก็เที่ยวถามโดยทำนองนี้ ต้ังแต่เรือนหลังต้นไปเร่ือยจนถึงเย็น นางหา
เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีบุตรธิดาที่ตายลงไม่ได้แม้แต่หลังหน่ึง จึงได้คิดว่า “โอ กรรม
หนกั เราได้ทำความสำคัญว่า ‘บุตรของเราเท่านั้นทต่ี าย ก็ในบ้านทั้งส้ิน คนท่ีตายเท่านัน้ มากกว่าคน
เป็น” ดังน้ี จึงได้ความสังเวชใจ แล้วจึงออกไปภายนอกนครนั้นทีเดียว ไปยังป่าช้าผีดิบเอามือจับ
บุตรแล้วพูดว่า “แนะ่ ลูกนอ้ ย แม่คิดว่าความตายนี้เกิดขึ้นแก่เจา้ เท่านั้น แต่ว่าความตายนี้ ไม่มีแก่เจ้า
คนเดียว นเ่ี ปน็ ธรรมดามีแก่มหาชนทวั่ ไป” ดงั นแ้ี ล้ว จงึ ทิ้งลูก ในปา่ ช้าผดี ิบแล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
“ธรรมน้ีน่ีแหละคือความไม่เที่ยง มใิ ช่ธรรมของชาวบ้าน มใิ ช่ธรรมของนิคม ท้ังมิใช่ธรรมสกลุ
เดียวด้วย แต่เปน็ ธรรมของโลกทั้งหมด พร้อมทั้งเทวโลก”
เมื่อนางคิดอยู่อยา่ งนี้ หัวใจที่อ่อนด้วยความรกั บุตร ได้ถงึ ความแข็งแล้ว นางทิ้งบุตรไว้ในป่า
ไปยงั สำนกั พระศาสดา ถวายบงั คมแล้ว ไดย้ ืน ณ ทส่ี ดุ ข้างหนึง่
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า “เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาด ประมาณหยิบมือหน่ึงแล้ว
หรือ?”
นางโคตรมี กราบทูลว่า “ไม่ได้ พระเจ้าขา้ เพราะในบ้านทงั้ ส้ิน คนตายนั้นแหละมากกว่าคน
เปน็ ”
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า “เธอเข้าใจว่า ‘บุตรของเราเท่านั้นตาย’ ความตายน่ัน
เป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์ท้ังหลาย ด้วยว่า ปัจจุราชฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยยังไม่เต็ม
เปย่ี มน่นั และลงในสมุทรคอื อบาย ดุจห้วงนำ้ ใหญฉ่ ะนั้น” เมื่อจะทรงแสดงธรรมจึงตรัสพระคาถานวี้ ่า
:-
ตํ ปตุ ฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตตฺ มนสํ นรํ
สุตตฺ ํ คามํ มโหโฆว มจจฺ ุ อาทาย คจฉฺ ตตี ิ
แปลว่า “มฤตยู ย่อมพาชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์ของเลี้ยง ผู้มีใจซน่ ไปในอารมณ์ต่างๆ ไป
ดจุ หว้ งน้ำใหญ่ พัดชาวบ้านผหู้ ลบั ใหลไป ฉะนนั้ ”
ในกาลจบคาถา นางกีสาโคตมีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แม้ชนเหล่าอ่ืนเป็นมาก บรรลุอริย
ท้งั หลาย มโี สดาปัตตผิ ลเป็นตน้ ดังนี้แล
นางกีสาโคตรมีบวชในพทุ ธศาสนา ฝา่ ยนางกีสาโคตรมี นั้นทูลของบรรพชากะพระศาสดา
แล้ว นางทำประทักษิณพระศาสดา ๓ คร้ัง ถวายบังคมแล้วไปยังสำนกั ภิกษุณี นางได้อุปสมบทแล้ว
ปรากฏชือ่ วา่ “กสิ าโคตมเี ถร”ี
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 371
วันหน่ึง นางถึงวาระในโรงอุโบสถ น่ังตามประทีปเห็นเปลวประทีปลุกโพลงขึ้นและหรี่ลง ได้
ถือเป็นอารมณ์ว่า “สัตว์เหล่าน้ีก็อย่างนั้นเหมือนกัน เกิดข้ึนและดับไปดังเปลวประทีป ผู้ถึงพระ
นิพพาน ไม่ปรากฏอย่างน้นั ”
พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฏีน่ันแล ทรงแผ่พระรัศมีไป ดงั น่ังตรสั ตรงหน้านาง ตรัส
วา่ “อยา่ งนั้นแหละโคมี สัตว์เหล่าน้นั ย่อมเกิดและดับเหมือนเปลวประทีป ถึงพระนิพพานแล้ว ย่อม
ไม่ปรากฏอย่างน้ัน ความเป็นอยู่แม้เพียงขณะเดียว ของผู้เห็นพระนพิ พานประเสริฐกว่าความเป็นอยู่
๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นพระนิพพานอย่างนั้น” ดังนี้แล้ว เม่ือจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระ
คาถานว้ี า่ :-
โย จ วสสฺ สตํ ชเี ว อปสสฺ ํ อมตํ ปทํ
เอกาหํ ชวี ติ ํ เสยฺโย ปสฺสโต อมตํ ปทนฺติ
แปลว่า “ก็ผู้ใด ไม่เห็นอมตบท พึงมีชีวิตอยู่ต้ัง ๑๐๐ ปี ชีวิตของผู้เห็นอมตบทเพียงวันเดียว
ยังประเสรฐิ กวา่ ” ดังนี้
จบพระคาถา นางกบ็ รรลุอรหัต เป็นผู้เครง่ ครดั ยิ่งในการใชส้ อยบรขิ าร ห่มจีวรประกอบดว้ ย
ความปอน ๓ อย่างเท่ยี วไป
ต่อมาพระศาสดาประทับน่ังในพระเชตวัน เม่ือทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณีไว้ในตำแหน่งต่างๆ
ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่า พวกภิกษุณีสาวิกา ผู้ทรง
จวี รเศร้าหมอง แล
นางกิสาโคตรมีเลิศทางทรงผ้าบงั สุกุล พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ภิกษุณีนน่ั ชื่อกิ
สาโคตมี เปน็ ธิดาของตถาคต เป็นยอดแห่งพระเถรผี ู้ทรงผ้าบังสกุ ลุ ท้งั หลาย” ดังนี้ ตรสั พระคาถานี้
ว่า :- “ปํสุกูลธรํ ชนฺตุí กิสนฺธมนิสนฺถตํ เอกํ วนสฺมึ ฌายนตํ ตมหํ พฺรูมิ พราหฺมณํ : เราเรียกชนผู้
ทรงผ้าบังสุกุล ผผู้ อม สะพรัง่ ดว้ ยเอน็ ผู้เพ่งอยผู่ ูเ้ ดียวในปา่ นั้นวา่ เปน็ พราหมณ์”
บุพกรรมในอดีตชาติ คร้ังพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล กรุง
หังสวดี ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่ง ไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง จึงทำกุศลให้ย่ิงยวดข้ึนไป
ปรารถนาตำแหน่งน้ัน นางเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ตลอดแสนกัป คร้ังพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่ากัสสปะ ก็ถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่
นอ้ งนาง ๗ พระองค์ คอื นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขนุ ี (ภกิ ขณุ )ี นางภกิ ขุทาสิกา นางธัมมา
(ธรรมา) นางสธุ มั มา (สุธรรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗
พระราชธิดาเหล่าน้ัน ในบัดนี้ [คร้ังพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณา
เถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสเี ถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถร)ี พระกิสาโคตมเี ถรี พระ
ธรรมทินนาเถรี และนางวิสาขา ครบ ๗ ดว้ ยกศุ ลกรรมที่ทำไว้แล้วน้ัน และด้วยการต้ังเจตนจ์ ำนงไว้
ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งน้ี ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีท่ีตก
ยาก จนทรพั ย์ เป็นวงศต์ ่ำ ไปสูส่ กุลทีม่ ที รัพย์ ดังความกล่าวมาแล้วขา้ งตน้ ๙๒
๙๒ ธ.อ. (บาล)ี ๔/๑๔๓, ธ.อ. (บาล)ี ๗/๘๓-๘๔, ธ.อ.(บาลี) ๘/๑๑๘-๑๑๙.
372 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สรุปพุทธวธิ ีการให้คำปรกึ ษาแก่นางกีสาโคตรมี
๑. นางกสี าโคตรมี เกิดความทุกข์ เพราะความเสียใจทีล่ กู นอ้ ยตาย
๒. พระพุทธองค์ทรงออกอุบายให้เที่ยวถามบ้านที่มีเมล็ดพันธ์ุผักกาด เพื่อมาทำยา แต่
ตอ้ งเป็นบ้านท่ไี ม่เคยมคี นตายมาก่อนแมแ้ ต่คนเดยี ว
๓. นางเกิดฉุกคิด “คิดได้” ว่าบ้านหลังไหนๆ ก็มีคนเคยตายทั้งนนั้ เพราะเป็นสัจจธรรม
แห่งชีวิต ท่ที ุกคนตอ้ งเกิดและต้องตาย ไมม่ ีใครเปน็ อมตะ
๒. กรณตี วั อย่างนางปฏาจารา
พระนางปฏาจาราเถรีนั้น เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๔๐ โกฎิ ในกรุงสาวัตถี มีรูปร่าง
สวยงาม ในเวลานางมีอายุ ๑๖ ปี มารดาบิดาเพื่อจะรักษาไม่ให้เกิดข้อครหานนิ ทา จึงให้นางอยู่บน
ชน้ั บนปราสาท ๗ ชน้ั ถงึ แมเ้ ป็นเช่นนั้น นางกย็ งั ลักลอบได้เสยี กับคนรับใชค้ นหนึ่งของตน
กาลต่อมา มารดาบิดาของนางตกลงจะยกนางให้แก่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ในสกุลท่ีมีชาติเสมอ
กันแล้ว กำหนดวันวิวาหะ (วิวาห์) เม่ือวันวิวาหะใกล้เข้ามา นางจึงพูดกะคนรับใช้ผู้นั้นว่า “ได้ยินว่า
มารดาบิดาจักยกฉันให้แกส่ กุลโนน้ เมอ่ื เวลาทฉี่ นั ไปสู่สกลุ ผวั แลว้ แมท้ ่านจะถอื บรรณาการมาเพือ่ ฉัน
ก็เข้าไปในทน่ี นั้ ไมไ่ ด้ ถ้าทา่ นมคี วามรักในฉนั ก็จงพาฉันหนีไปโดยทางใดทางหน่งึ ในบัดน้นี ีแ่ ล”
คนรบั ใช้น้ันรับคำว่า “ดีละ นางผู้เจริญ” แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจักยืนอยู่ท่ีประตูเมือง
แตเ่ วลาเช้าตรพู่ รุ่งน้ี หลอ่ นพึงออกไปด้วยอบุ ายอย่างหนง่ึ แลว้ มาในทีน่ น้ั ” ในวันท่ี ๒ ก็ไดย้ นื อยใู่ นที่
นดั หมายกันไว้
นางปฏาจาราหนีไปกบั คนใช้ ฝา่ ยธดิ าเศรษฐีนน้ั น่งุ ผ้าปอนๆ สยายผม เอารำทาสรรี ะ ถือ
หม้อนำ้ ออกจากเรือนเหมอื นเดนิ ไปกบั พวกทาสี ไดไ้ ปยังทีน่ ้นั แตเ่ ชา้ ตรู่.
ชายคนรับใช้น้ันพานางไปไกลแล้ว อาศัยอยู่บ้านแห่งหน่ึง ไถนาในป่าแล้ว ได้นำฟืนและผัก
เปน็ ต้นมา.
ธิดาเศรษฐีเอาหม้อน้ำมาแล้ว ทำกิจมีการตำข้าวและหุงต้ม เป็นต้นด้วยมือตนเอง เสวยผล
แหง่ ความช่วั ของตน
คร้ังนั้น นางได้ต้ังครรภ์ข้ึนแล้ว ต่อมาเม่ือครรภ์แก่แล้วนางจึงอ้อนวอนสามีว่า “ใครๆ ผู้
อุปการะของเราไม่มีในท่ีน้ี ธรรมดามารดาบิดา เป็นผู้มีใจอ่อนโยนในบุตรทั้งหลาย ท่านจงนำฉันไป
ยงั สำนักของทา่ นเถิด ฉันจกั คลอดบุตรในที่นั้น”
สามีนั้นคัดค้านว่า “นางผู้เจริญ เจ้าพูดอะไร? มารดาบิดาของเจ้าเห็นฉันแล้ว พึงลงทัณฑ์
ด้วยประการต่างๆ ฉนั ไม่อาจไปในที่น้ันได้” นางแม้ออ้ นวอนแล้วๆ เล่าๆ เมอ่ื ไม่ไดค้ วามยินยอม
นางรอเวลาที่สามีนั้นไปป่า จึงเรียกคนผู้คุ้นเคยมาส่ังว่า “ถ้าเขามาไม่เห็นฉัน จักถามว่า ‘ฉัน
ไปไหน?’ พวกทา่ นพงึ บอกความทฉี่ นั ไปสู่เรอื นแหง่ ตระกลู ของตน” ดงั นี้แล้วก็ปิดประตเู รอื นหลกี ไป
ฝ่ายสามีนั้นมาแล้ว ไม่เห็นภรรยาน้ันจึงถามคนคุ้นเคย ฟังเร่ืองนั้นแล้ว ก็ติดตามไปด้วยคิด
วา่ “จักใหน้ างกลับ” เมื่อพบนางแลว้ แม้เขาจะอ้อนวอนประการตา่ ง ๆ ก็มิอาจทำให้นางกลับได้ ทีน้ัน
ลมกมั มัชวาตของนางป่ันปว่ นแล้วในทีแ่ ห่งหนึ่ง
นางเข้าไปในระหว่างพุ่มไม้พุ่มหนงึ่ พดู วา่ “นาย ลมกัมมชั วาตของฉันป่ันป่วนแล้ว”
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 373
นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นดิน คลอดเดก็ โดยยากแล้ว คิดว่า “เราพึงไปสู่เรอื นแหง่ ตระกูลเพ่ือ
ประโยชน์ใด ประโยชน์นัน้ สำเร็จแลว้ ” จึงกลบั มาสู่เรือนกับสามี อยกู่ ันอีกเทียว
สมัยต่อมา ครรภ์ของนางต้ังขึ้นอีก. นางเป็นผู้มีครรภ์แก่แล้วจึงอ้อนวอนสามีโดยนัยก่อนน่ัน
แล เมื่อไม่ได้ความยินยอม จึงอุ้มบุตรด้วยสะเอวหลีกไปอย่างน้ันนั่นแล แม้ถูกสามีน้ันติดตามไปพบ
แลว้ ก็ไม่ปรารถนาจะกลับ
ครง้ั น้ัน เมือ่ ชนเหล่านัน้ เดินไปอยู่ มหาเมฆอันไม่ใช่ฤดูกาล (พายุนอกฤดู) เกดิ ข้ึน. ท้องฟ้าได้
มีท่อธารตกลงไม่มีระหว่าง (ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก) ดังสายฟ้าแผดเผาอยู่โดยรอบ ดังจะทำลาย
ลงดว้ ยเสียงแผดแหง่ เมฆ ในขณะน้นั ลมกัมมัชวาตของนางปั่นปว่ นแลว้
นางเรียกสามีมากล่าวว่า “นาย ลมกัมมัชวาตของฉันปั่นป่วนแล้ว ฉันไม่อาจทนได้ ท่านจงรู้
สถานที่ฝนไม่รดฉันเถิด” สามีนั้นมีมีดอยู่ในมือ ตรวจดูข้างโน้นข้างน้ี เห็นพุ่มไม้ซ่ึงเกิดอยู่บนจอม
ปลวกแห่งหนงึ่ เร่ิมจะตัด
ลำดบั นนั้ อสรพิษมีพิษร้ายกาจเลื้อยออกจากจอมปลวก กัดเขาในที่นั้นน่นั แล สรรี ะของสามี
สเี ขียวดงั ถูกเปลวไฟอันตง้ั ขึ้นในภายในไหมอ้ ยู่ ล้มลงในท่ีน้นั นน่ั เอง
ฝ่ายภรรยาก็ได้เสวยทุกข์อย่างมหันต์ เฝ้ามองดูการมาของสามีอยู่ โดยไม่ทราบว่าเขาได้
ตายไปแลว้ กม็ ิไดเ้ ห็นเขาเลย ในท่ีสุดก็คลอดบตุ รคนที่ ๒ อกี
ทารกทงั้ ๒ ทนกำลังแหง่ ฝนและลมไม่ได้ ก็ร้องไห้ลน่ั
นางเอาทารกทั้ง ๒ คนนั้นไว้ที่ระหว่างอุทร ยืนคร่อมเด็กทั้งสองด้วยเข่าและมือท้ัง ๒ เพ่ือ
บังฝนใหจ้ นตลอดราตร.ี ร่างกายทัง้ สิน้ ไดซ้ ดี เป็นดงั สีใบไมเ้ หลอื ง เหมือนไม่มีโลหิต.
คร้ันเมื่ออรุณขึ้นนางก็อุ้มบุตรคนท่ีเพ่ิงคลอดซึ่งมีสีดังช้ืนเน้อื สดดว้ ยเอว จูงบุตรคนโตด้วยน้ิว
มอื พลางกล่าววา่ “มาเถดิ พอ่ บดิ าเจ้าไปโดยทางน้ี” แล้วก็เดนิ ไปตามทางท่สี ามีไป คร้ันเมอื่ เห็นสามี
น้นั ล้มตายบนจอมปลวกมีสีเขียวตัวกระด้าง ก็ร้องไห้รำพันว่า “เป็นเพราะเราทเี ดียว สามีของเราจึง
ต้องตายทห่ี นทางเปล่ยี ว” ดังน้แี ลว้ ก็เดนิ ไป
นางเห็นแม่นำ้ อจิรวดี เต็มเป่ียมดว้ ยนำ้ สงู ประมาณเพียงหน้าอก เพราะฝนตกตลอดคืนยงั รุ่ง
นางไม่อาจลงนำ้ พร้อมด้วยทารกท้ัง ๒ คนได้ เพราะตนมีความรู้อ่อน จึงใหบ้ ุตรคนใหญ่รออยู่ที่ฝั่งนี้
แล้วอุ้มบุตรคนเล็กข้ามแม่นำ้ ไปทฝี่ ่ังโน้น ปูลาดก่ิงไม้ไว้ให้บุตรนอนแล้วคิดว่าจะข้ามรบั บุตรคนโต แต่
ใจของก็ไมอ่ าจจะละความเปน็ ห่วงบุตรอ่อนได้ กลับแลดแู ลว้ ๆ เล่า ๆ เดินไป
คร้ันในเวลาท่ีนางถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหน่ึงก็เห็นลูกคนเล็กซ่ึงมีผิวแดงดังชิ้นเน้ือนอนอยู่
จงึ โฉบลงมาจากอากาศ ดว้ ยสำคัญวา่ เป็นช้ินเนอ้ื
นางเห็นมันโฉบลงเพ่ือต้องการบุตร จึงยกมือท้ังสองขึ้น ร้องไล่ด้วยเสียงอันดัง ๓ ครั้ง ว่า
“สู สู” เหยีย่ วไมไ่ ดย้ นิ เสยี งน้ันเลยเพราะไกลกัน จงึ เฉย่ี วเด็กบนิ ข้ึนสูเ่ วหาสไปแล้ว.
สว่ นบุตรผู้ยนื อยทู่ ฝ่ี ง่ั นี้ เหน็ มารดายกมอื ท้ังสองขึ้น ร้องเสียงดังทา่ มกลางแม่น้ำ จึงกระโดด
ลงแมน่ ้ำโดยเรว็ ดว้ ยสำคัญว่ามารดาเรียกจึงถูกกระแสนำ้ พัดหายไป เหยยี่ วเฉยี่ วเด็กออ่ นของนางไป
บตุ รคนโตกถ็ กู นำ้ พัดไป ด้วยประการฉะน้ี
นางทราบข่าววา่ มารดาบิดาตายอีก นางเดินร้องไห้รำพันวา่ “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยย่ี ว
เฉยี่ วไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีก็ตายเสียในท่เี ปล่ียว” เมื่อพบบุรุษผู้หนงึ่ เดินมาจากกรุงสาวัตถี จึง
ถามว่า “พอ่ ทา่ นอยู่ทไี่ หน?”
374 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
บรุ ษุ . ฉันอยูใ่ นกรงุ สาวัตถี แม่
ธดิ าเศรษฐ.ี ตระกูลชือ่ โนน้ เหน็ ปานนี้ ใกลถ้ นนโนน้ ในกรุงสาวตั ถมี ีอยู่ ทราบไหม? พ่อ
บรุ ุษ. ฉันทราบ แม่ แต่อย่าถามถงึ ตระกลู นน้ั เลย ถ้าทา่ นรูจ้ ักตระกูลอ่ืน จงถามเถิด
ธิดาเศรษฐี. ฉันไม่มีธรุ ะท่เี กีย่ วกบั ตระกูลอ่นื ฉนั ถามถงึ ตระกูลนั้นเท่าน้ันแหละ พอ่
บรุ ษุ . แม่ ฉนั บอก กไ็ มค่ วร
ธดิ าเศรษฐี. บอกฉนั เถิด พอ่
บรุ ุษ. วันน้ี แมเ่ ห็นฝนตกคืนยังร่งุ ไหม?
ธิดาเศรษฐ.ี ฉนั เหน็ พอ่ ฝนนัน้ คืนยังรุง่ เพ่ือฉนั เท่านั้นไม่ตกเพอ่ื คนอื่น แต่ฉนั จักบอกเหตุทีฝ่ น
ตกเพอื่ แก่ท่านภายหลัง โปรดบอกความเปน็ ไปในเรือนเศรษฐีนั้นแกฉ่ นั ก่อน
บุรุษ. แม่ วันนี้ ในกลางคืน พายุได้พัดเอาเรือนล้มทับ คนที่อยู่ข้างในตายหมด วันนี้คนท้ัง
สามเหล่านน้ั กถ็ ูกเผาบนเชงิ ตะกอนเดยี วกนั แมเ่ อย๋ ควันน่นั ยังปรากฏอยู่
นางไดฟ้ งั ดังนัน้ ถงึ ความเป็นคนวกิ ลจริตยนื ตะลงึ อยู่ รอ้ งไห้รำพนั บ่นเพอ้ เซซวนไปว่า
“บุตร ๒ คน ตายเสยี แลว้ สามขี องเรา
กต็ ายเสยี ทท่ี างเปล่ียว มารดาบิดาและพ่ีชายกถ็ ูกเผา บนเชงิ ตะกอนเดยี วกนั .”
เท่ียวกระเซอะกระเซิงไป ไม่รู้สึกถึงผ้าท่ีนุ่งซึ่งได้หลุดลง คนทั้งหลายเห็นนางแล้ว เข้าใจว่า
“หญงิ บ้า จงึ เอาหยากเย่อื กอบฝุน่ โปรยลงบนศรี ษะ ขว้างดว้ ยก้อนดิน”
พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้
ทอดพระเนตรเหน็ นางผู้บำเพ็ญบารมีมาแสนกัลป์ สมบรู ณด์ ว้ ยอภนิ หิ ารเดินมาอยู่
นางไดต้ งั้ ความปรารถนาไวใ้ นชาติก่อน ได้ยินวา่ ในกาลแหง่ พระพทุ ธเจา้ ทรงพระนามว่าป
ทุมุตตระ นางปฏาจารานั้น เห็นพระเถรีผู้ทรงวินิจฉัยรูปหนึ่ง อันพระปทุมุตตรศาสดาทรงตั้งไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ จึงทำคุณความดีแล้ว ต้ังความปรารถนาไว้ว่า “แม้หม่อมฉันพึงได้ตำแหน่ง
เอต ทั ค ค ะผู้เลิศ กว่าพ ระเถรีผู้ ท รงวินิจฉั ยทั้ งห ลายในส ำนักพ ระพุ ท ธเจ้าเช่นกับ ด้ วยพ ระองค์ . ”
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ทรงเล็งอนาคตต้ังญาณไป ก็ทรงทราบความปรารถนาจะสำเร็จจึงทรง
พยากรณว์ า่
“ในอนาคตกาลหญิงผู้นีจ้ ักเป็นผู้เลิศกว่าพระเถรผี ู้ทรงวินจิ ฉัยท้ังหลาย มีนามว่าปฏาจาราใน
ศาสนาของพระโคดมพุทธเจา้ ”
พระศาสดา ทรงเหน็ นางผู้มีความปรารถนาตั้งไวแ้ ลว้ อยา่ งนนั้ ผู้สมบรู ณ์ด้วยอภินิหาร กำลัง
เดินมาแต่ท่ีไหนเทียว ทรงดำริว่า “เว้นเราเสีย ผู้อ่ืนช่ือว่าสามารถจะเป็นท่ีพึ่งของหญิงผู้นี้ได้ ไม่มี”
จงึ ได้ทรงบันดาลใหน้ างเดนิ บ่ายหนา้ มาส่วู หิ าร
พวกพุทธบริษทั เห็นนางแลว้ จงึ กล่าวว่า “ทา่ นทัง้ หลาย อย่าให้หญงิ บ้านี้ มาทนี่ ้เี ลย”
พระศาสดาตรัสว่า “พวกท่านจงหลกี ไป อย่าห้ามเธอ”
ในเวลานางมาใกล้ จึงตรัสว่า “จงกลบั ไดส้ ติเถดิ น้องหญิง”
นางกลบั ไดส้ ติ ดว้ ยพทุ ธานภุ าพในขณะนน้ั เอง
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 375
ในเวลาน้ี นางกำหนดความที่ผ้านุ่งหลุดได้แล้วให้เกิดหิริโอตัปปะขึ้น จึงน่ังกระโหย่ง ลำดับ
นนั้ บรุ ษุ ผ้หู นึง่ จึงโยนผ้าหม่ ไปใหน้ าง
นางนุ่งผ้าน้ันแล้วเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แทบพระบาทท้ัง
สองซ่ึงมีพรรณะดังทองคำแล้วทูลว่า “ขอพระองค์จงทรงเป็นท่ีพ่ึงแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า
เพราะว่าเหย่ียวเฉ่ียวบุตรคนหน่งึ ของหม่อมฉันไป คนหนึง่ ถกู นำ้ พัดไป สามีตายท่ีทางเปลี่ยว มารดา
บิดาและพ่ีชายถกู เรือนทับตายเขาเผาเชิงตะกอนเดยี วกนั ”
พระศาสดาทรงสดับคำของนาง จึงตรัสว่า “อย่าคิดเลย ปฏาจารา เธอมาอยู่สำนักของผู้
สามารถจะเป็นท่ีพ่ึงพำนักอาศัยของเธอได้แล้ว เหมือนอย่างว่า บัดน้ี บุตรคนหนึ่งของเธอถูกเหยี่ยว
เฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีตายแล้วท่ีทางเปล่ียว มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับฉันใด
น้ำตาท่ีไหลออกของเธอผู้ร้องไห้อยู่ในสงสารน้ี ในเวลาที่ปิยชนมีบุตรเป็นต้นตาย ยังมากกว่าน้ำแห่ง
มหาสมุทรทง้ั ๔ กฉ็ นั นนั้ เหมือนกนั ” ดังน้แี ลว้ ตรสั พระคาถาน้วี า่ :-
“จตูสุ สมุทเฺ ทสุ ชลํ ปริตฺตกํ
ตโต พหíุ อสฺสชุ ลํ อนปฺปกํ
ทุกฺเขน ผุฏฺฐสสฺ นรสฺส โสจโต
กึการณา อมมฺ ตุวํ ปมชฺชสตี ิ
แปลว่า “น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก
ไมใ่ ชน่ อ้ ย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนนั้ เหตุไร เธอจงึ ประมาทอยู่เลา่ ? แม่นอ้ ง”
เม่ือพระศาสดาตรัส อนมตัคคปริยายสูตร อยู่อย่างน้ัน ความโศกในสรีระของนาง ได้ถึง
ความเบาบางแลว้
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบที่นางผู้มีความโศกเบาบางแล้ว ทรงเตือนอีก แล้วตรัสว่า
“ปฏาจารา ข้ึนช่ือว่าปิยชนมีบุตรเป็นต้น ไม่อาจเพ่ือเป็นที่ต้านทาน เป็นท่ีพึ่ง หรอื เป็นทปี่ ้องกันของผู้
ไปสู่ปรโลกได้ เพราะฉะน้ัน บุตรเป็นต้นเหล่าน้นั ถึงมีอยู่ ก็ช่ือวา่ ยอ่ มไม่มีทเี ดียว ส่วนบัณฑิตชำระศีล
แลว้ ควรชำระทางท่ียงั สัตวใ์ หถ้ ึงนิพพานของตนเท่านนั้ ”
เม่อื จะทรงแสดงธรรม ไดต้ รสั พระคาถาเหล่านวี้ า่ :-
น สนตฺ ิ ปุตฺตา ตาณาย น ปติ า นปิ พนธฺ วา
อนตฺ เกนาธิปนฺนสสฺ นตถฺ ิ ญาตสี ุ ตาณตา
เอตมตถฺ วสํ ญตฺวา ปณฺฑิโต สลี สวํ โุ ต
นพิ ฺพานคมนํ มคคฺ ํ ขิปฺปเมว วโิ สธเยติ
แปลว่า “บุตรท้ังหลาย ไม่มีเพ่ือต้านทาน บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี เม่ือบุคคลถูกความ
ตาย ครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทงั้ หลาย ย่อมไม่มี ; บัณฑติ ทราบอำนาจประโยชน์นัน้ แล้ว
สำรวมในศลี พงึ ชำระทางไปนพิ พานโดยเร็วทีเดยี ว”
ในกาลจบเทศนา นางปฏาจาราเผากเิ ลสมีประมาณเท่าฝุ่นในแผ่นดินใหญ่แล้ว ตัง้ อยู่ในโสดา
ปัตตผิ ล ชนแม้เหล่าอื่นเปน็ อนั มาก บรรลุอรยิ ผลทั้งหลาย มีโสดาปตั ติผลเป็นตน้ ดังนแ้ี ล
376 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นางปฏาจาราทูลขอบวช ฝ่ายนางปฏาจารานั้นเป็นโสดาบันแล้ว ทูลขอบรรพชากะพระ
ศาสดา. พระศาสดาทรงส่งนางไปยังสำนักของพวกภิกษุณีให้บรรพชาแล้ว. นางได้อุปสมบทแล้ว
ปรากฏชอ่ื วา่ “ปฏาจารา” เพราะนางกลับความประพฤติได้
วันหน่ึง นางกำลังเอาหม้อตักน้ำล้างเท้า เทน้ำลง.น้ำนั้นไหลไปหน่อยหน่ึงแล้วก็ขาด. ครั้งที่
๒ น้ำที่นางเทลง ได้ไหลไปไกลกว่านั้น คร้ังที่ ๓ น้ำท่ีเทลง ได้ไหลไปไกลกว่าแม้นั้น ด้วยประการ
ฉะนี้. นางถอื เอาน้ำนน้ั น่นั แลเป็นอารมณ์ กำหนดวยั ทง้ั ๓ แลว้ คดิ ว่า
“สัตว์เหล่านี้ ตายเสียในปฐมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เราเทลงคร้ังแรกตายเสียในมัชฌิมวัยก็มี
เหมือนน้ำที่เราเทลงคร้ังท่ี ๒ ไหลไปไกลกว่านนั้ ตายเสียในปัจฉมิ วัยก็มี เหมือนน้ำที่เราเทลงคร้ังท่ี ๓
ไหลไปไกลแมก้ ว่านน้ั ”
พระศาสดาประทับในพระคันธกุฎี ทรงแผ่พระรัศมีไป เป็นดังประทับยืนตรัสอยู่เฉพาะหน้า
ของนาง ตรัสวา่
“ปฏาจารา ข้อนั้นอย่างน้ัน ด้วยความเป็นอยู่วันเดียวก็ดี ขณะเดียวก็ดี ของผู้เห็นความ
เกดิ ข้ึนและความเสอื่ มแห่งปญั จขนั ธ์เหลา่ น้นั ประเสรฐิ กว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้ไมเ่ ห็นความเก
อดข้ึนและความเส่ือมแห่งปัญจขันธ์”ดังน้ีแล้ว เม่ือจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาน้ี
วา่
โย จ วสฺสสตํ ชเี ว อปสฺสํ อทุ ยพพฺ ยํ
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อทุ ยพฺพยนตฺ ิ
แปลว่า “ก็ผู้ใด ไม่เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมอยู่พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ความเป็นอยู่วัน
เดยี วของผู้เห็นความเกิดและความเส่อื ม ประเสริฐกวา่ ความเปน็ อยขู่ องผนู้ ัน้ ”
นางครั้นบวชแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต เรียนพุทธวจนะ ท่านเป็นผู้ช่ำชองชำนาญใน
วินัยปิฏก ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณีไว้ใน
ตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระปฏาจาราเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทคั คะเป็นเลิศกว่าพวก
ภกิ ษณุ สี าวิกาผู้ทรงวินยั แล
ผลงานของพระปฏาจาราเถรี พระปฏาจาราเถรี ท่านมีเมตตาและได้อนุเคราะห์แก่สตรี
หลายท่าน ภายหลังสตรีเหล่าน้ัน ได้มาบวชเป็นภิกษุณี และท่านได้สอนและเตือนสติแก่สตรี ด้วย
ท่านเป็นผู้ทรงพระวินัยและฉลาดในคาถาธรรม ทำให้สตรีหลายท่าน เช่น อุตตราเถรี จันทาเถรี
ปัญจสตมัตตาเถรี เป็นต้น ฯลฯ ได้บรรลุพระอรหันต์และแนะนำสอนสตรี ๕๐๐ คน ให้เกิดความ
สังเวชใจจึงพากันบวชในสำนักของพระเถรี ครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็
ต้งั อย่ใู นพระอรหตั พรอ้ มด้วยปฏิสัมภทิ า ๔
บรุ พกรรมของท่านในอดีตชาติ : ดงั ไดส้ ดับมา พระเถรีนนั้ คร้ังพระพุทธเจ้าพระนามว่าป
ทมุ ุตตระ ถือปฏิสนธิในครอบครวั กรุงหงั สวดี ต่อมา กำลงั ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็น
พระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหน่ึงไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาผู้ทรง
วินัย ทำกุศลใหย้ ิ่งยวดข้ึนไป ปรารถนาตำแหน่งนน้ั ทา่ นทำกศุ ลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดา
และมนุษย์ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ถือปฏิสนธิในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากิงกิ เป็น
พระธิดาพระองคห์ นงึ่ ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ คอื นางสมณี นางสมณคุตตา นางภิกขุนี
(ภิกขณุ ี) นางภิกขุทาสิกา นางธัมมา (ธรรมา) นางสุธัมมา (สธุ รรมา) และนางสังฆทาสี ครบ ๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 377
พระราชธิดาเหล่านั้น ในบัดนี้ [ครั้งพุทธกาลชาติปัจจุบัน] คือพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณา
เถรี พระปฏาจาราเถรี พระนางกุณฑลเกสีเถรี (พระภัททากุณฑลเกสาเถรี) พระกิสาโคตมีเถรี พระ
ธรรมทนิ นาเถรี และนางวสิ าขา ครบ ๗. ประพฤตพิ รหมจรรย์อยถู่ ึง ๒๐,๐๐๐ ปี สรา้ งบริเวณถวาย
ภิกษุสงฆ์ บังเกิดในเทวโลกอีก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหน่ึง ฯ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิใน
ครอบครวั เศรษฐี กรงุ สาวัตถี ดงั กลา่ วมาแล้ว๙๓
สรุปพทุ ธวธิ ีการให้คำปรกึ ษาแกพ่ ระนางปฏาจาราเถรี
๑. นางปฏาจารา เกิดความเครียด ความทุกข์เพราะการพลัดพรากจากของที่รัก คือ
สามตี าย บุตรธดิ าตาย และพ่อ-แม่ตาย
๒. พระพทุ ธองคท์ รงช้ใี หเ้ ธอเกดิ สติ (สติมา)
๓. พระพทุ ธองค์ทรงแสดงขอ้ อปุ มาใหน้ างคลายจากความทกุ ขว์ า่ น้ำในสมุทรท้ั
๔. มปี ระมาณนอ้ ย น้ำตาของคนผอู้ นั ทกุ ขถ์ ูกต้องแล้ว เศรา้ โศก ไมใ่ ช่น้อย มากกวา่ น้ำใน
มหาสมุทรนนั้ เหตุไร เธอจงึ ประมาทอย่เู ล่า? น้องหญงิ ”
๕. เม่อื นางกลับได้สติ และได้รบั คำแนะนำตอ่ ไปจึงไดบ้ รรลุธรรม
พระปฏาจาราเถรมี คี ณุ ธรรมทีค่ วรถอื เปน็ แบบอยา่ ง ดงั นี้
๑. เป็นผู้มีความต้ังใจจริง นิสัยตั้งใจจริง ต้องทำตามที่ต้ังใจไว้ให้สำเร็จนี้ ได้มีมาตั้งแต่
พระปฏาจาราเถรียังเป็นเด็กสาวแต่เนื่องจากยังขาดประสบการณ์และขาดวิจารณญาณ จึงทำให้
ผิดพลาดในชีวิตโดยสังเกตได้ว่า นางตั้งใจจะแต่งงานกับชายคนที่ตนรักไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่
บิดามารดาเลือกให้ ก็ต้องทำให้ได้
แต่เม่ือได้บวชเป็นนางภิกษุณีแล้วนางได้สานต่อความต้ังใจน้ันในทางที่ถูกต้องน่ันคือความ
ตั้งใจศกึ ษาพระวินัยปิฎกให้เช่ียวชาญ ก็ไม่ลดละความพยายามนางได้ใช้วริ ิยะอุตสาหะเป็นอย่างมาก
จนกระทั่งสำเร็จตามปรารถนาได้รับยกยอ่ งจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้เลิศกว่านางภิกษุณีรูปอ่ืนในด้าน
ผทู้ รงพระวินยั
๒. เป็นผู้แนะแนวชวี ิตท่ีดี ชวี ิตของนางปฏาจาราเถรี เปน็ ชีวิตทีม่ ากด้วยประสบการณไ์ ดผ้ ่าน
มาทั้งความสุข ความสมหวัง และความทุกขค์ วามผดิ หวังอยา่ งสาหัสจนเกือบกลายเป็นคนบ้าเสยี สติ
ถาวร
เมื่อนางได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตแห่งชีวิตเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาแล้วประสบการณ์
เหล่าน้ันกลับเป็นประโยชน์แก่นางและคนอื่น คือสตรีอื่นๆ ที่มีปัญหาชีวิตพากันมาขอคำแนะนำ นาง
ได้ให้คำแนะนำทด่ี ี และช่วยแกป้ ัญหาให้พวกเขาเหล่านั้น จนกระทั่งได้รบั ยกยอ่ งว่า “เป็นครูย่ิงใหญ่”
ของพวกเขา
ตามธรรมดาว่า สตรอี นิ เดียในสมยั โบราณนิยมคลอดบตุ รทบ่ี ้านสกลุ เดมิ ของตน
ธรรมเนยี มพราหมณ์อย่างหนงึ่ มีว่า หญิงใดจะใหก้ ำเนดิ บุตรต้องกลบั ไปคลอดที่บา้ นสกลุ เดิม
ของตน หาคลอดที่บ้านของสามีไม่ การเชื่อเช่นน้ีอาจเนื่องมาจากเหตุผลบางอย่างเพราะตามปกติ
หญิงท่ีกำลังจะให้กำเนิดบุตรน้ัน มีความต้องการความอบอุ่นทางใจต้องการคนช่วยเหลือ และคอย
๙๓ ธ.อ.(บาลี) ๔/๑๓๕-๑๔๒, ธ.อ.(บาล)ี ๗/๘๔-๘๖.
378 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เป็นห่วงเปน็ ใยความอบอุ่นเชน่ นอี้ าจหาได้ยากจากญาติของฝ่ายสามตี รงกันข้ามหญิงนนั้ จะรสู้ กึ สบาย
ใจและอบอนุ่ ใจมาก หากได้อยู่ใกลญ้ าตพิ น่ี ้องของตนเองซง่ึ รกั และเข้าใจเธอมากกวา่
๓. กรณศี กึ ษาพระนางรปู นันทาเถรี
ได้ยินว่า วันหน่ึง พระนางรูปนันทาน้ันทรงดำริว่า “เจ้าพี่ใหญ่ของเราสละสิริราชสมบัติ
(ออก) ผนวชเป็นพระพุทธเจ้าผู้อัครบุคคลในโลก, แม้โอรสของพระองค์ทรงนามว่าราหุลกุมาร ก็
ผนวชแล้ว, แม้เจ้าพี่ของเรา(คือพระนันทะ) ก็ผนวชแล้ว แม้พระมารดาของเราก็ทรงผนวชแล้ว เม่ือ
คณะพระญาติมปี ระมาณเทา่ นี้ ทรงผนวชแลว้ , แมเ้ ราจักทำอะไรในเรอื น จกั ผนวช (บา้ ง)”
พระนางเสด็จเข้าไปสู่สำนักภิกษุณีทั้งหลายแล้วทรงผนวช พระนางทรงผนวชเพราะสิเนหา
ในพระญาติเท่าน้ัน หาใช่เพราะศรัทธาไม่ แต่เพราะพระนางเป็นผู้มีพระโฉมอันวิไล จึงปรากฏพระ
นามวา่ “รูปนนั ทา”
พระนางไม่เข้าเฝ้าพระศาสดาเพราะเกรงถูกตำหนิ พระนางได้ทรงสดับว่า “ได้ยินว่า
พระศาสดาตรัสว่า ‘รปู ไม่เที่ยง เปน็ ทุกข์ เป็นอนตั ตา, เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เท่ียง เป็น
ทุกข์ เป็นอนัตตา” จึงไม่เสด็จไปเผชิญพระพักตร์พระศาสดา ด้วยทรงเกรงว่า “พระศาสดาจะพึง
ตรสั โทษในรปู แมข้ องเราซง่ึ น่าดู น่าเลื่อมใสอยา่ งน”ี้
ชาวนครนิยมฟังธรรม ชาวพระนครสาวัตถีถวายทานแต่เช้าตรู่ สมาทานอุโบสถแล้วห่มผ้า
สะอาด มีมือถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ในเวลาเย็น ประชุมกันฟังธรรมในพระเชตวัน.
แม้ภิกษุณีสงฆ์ผู้เกิดฉันทะในพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็ย่อมไปวิหารฟังธรรม. ชาวพระนคร
สาวัตถีเหล่านนั้ ครน้ั ฟงั ธรรมแล้ว เมื่อเขา้ ไปสู่พระนคร ก็กล่าวแต่คุณกถาของพระศาสดาเทา่ น้นั เข้า
ไป.
ความเลื่อมใสของบุคคล ๔ จำพวก
จริงอยู่ จำพวกสัตว์ในโลกสันนิวาส ซึ่งมีประมาณ ๔ จำพวก ที่เห็นพระตถาคตอยู่ ไม่เกิด
ความเล่ือมใส มีจำนวนนอ้ ยนกั
๑. รูปัปปมาณิกา ด้วยว่าจำพวกสัตว์ท่ีเป็นรูปัปปมาณิกา (ถือรูปเป็นประมาณ) เห็นพระ
สรีระของพระตถาคต อันประดับแล้วด้วยพระลักษณะและอนุพยัญชนะ มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ
ย่อมเลอื่ มใส
๒. โฆสัปปมาณิกา จำพวกโฆสัปปมาณิกา (ถือเสียงเป็นประมาณ) ฟังเสียงประกาศ
พระคุณของพระศาสดา ซึ่งอาศัยเป็นไปแล้วตั้งหลายร้อยชาติ และเสียงประกาศพระธรรมเทศนา
อันประกอบดว้ ยองค์ ๘๙๔ ย่อมเล่อื มใส
๓. ลูขัปปมาณิกา แม้จำพวกลูขัปปมาณิกา (ถือการปฏิบัติเศร้าหมองเป็นประมาณ) อาศัย
ความที่พระองคเ์ ปน็ ผเู้ ศรา้ หมองดว้ ยปจั จยั ท้ังหลายมจี ีวรเปน็ ตน้ ย่อมเล่ือมใส
๔. ธัมมัปปมาณิกา แม้จำพวกธัมมัปปมาณิกา (ถือธรรมเป็นประมาณ) ก็ย่อมเล่ือมใสว่า
“ศีลของพระทศพลเห็นปานน้ี สมาธิเห็นปานน้ี ปัญญาเห็นปานน้ี พระผู้มีพระภาคเจ้าหาผู้เสมอมิได้
๙๔ เสียงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ (๑) แจ่มใส (๒) ชัดเจน (๓) นุ่มนวล (๔) ชวนฟัง (๕) กลมกล่อม
(๖) ไม่พร่า (๗) ลึกซ้ึง (๘) กงั วาน อา้ งใน ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๒๘๔/๒๑๖. ชนวสภสูตร
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 379
ไม่มีผู้เสมอเท่า หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ไม่มีผู้ทัดเทียม ด้วยคุณท้ังหลายมีศีลเป็นต้น” เม่ือชนเหล่าน้ัน
พรรณนาคณุ ของพระตถาคตอยู่ ปากไมเ่ พียงพอ (พูดพรรณนาไปเท่าไหรก่ ็ไมพ่ รรณนาไม่สน้ิ สดุ )
พระนางรูปนันทาเถรีเข้าเฝ้าทรงสดับธรรม : พระนางรูปนันทาได้สดับคำพรรณนาคุณ
ของพระตถาคต แต่สำนักพวกภิกษุณีและพวกอุบาสิกา จึงทรงดำริว่า “ชนทั้งหลาย ย่อมกล่าวชม
เจ้าพ่ีของเรานักหนาทเี ดียว แมใ้ นวนั หน่งึ พระองคเ์ มือ่ จะตรสั โทษในรูปของเรา จะตรัสได้สักเท่าไร?
ถา้ กระไร เราพงึ ไปกบั พวกภกิ ษุณี ไมแ่ สดงตนเลย เฝ้าพระตถาคตฟังธรรมแล้วพงึ มา”
พระนางจึงตรัสบอกแก่พวกภิกษุณีว่า “วันนี้ ฉันจักไปสู่ท่ีฟังธรรม” พวกภิกษุณีมีใจยินดีว่า
“นานนักหนา การที่พระนางรปู นันทาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ท่ีบำรุงพระศาสดาเกิดขึ้นแล้ว,
วนั น้ี พระศาสดาทรงอาศัยพระนางรปู นันทาน้ีแล้ว จกั ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอันวจิ ติ ร” ดงั นแ้ี ล้ว
พาพระนางออกไปแลว้ . ตง้ั แต่เวลาทอี่ อกไป พระนางทรงดำริวา่ “เราจะไม่แสดงตนเลย”
พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระนาง : พระศาสดาทรงดำริว่า “วันนี้ รปู นันทาจักมาที่
บำรุงของเรา ธรรมเทศนาเช่นไรหนอแล? จักเป็นท่ีสบายของเธอ” ทรงทำความตกลงพระหฤทัยว่า
“รูปนันทานั่น หนกั ในรูป มีความเย่อื ใยในอตั ภาพอย่างรุนแรง การบรรเทาความเมาในรปู ดว้ ยรูปน่ัน
แล เปน็ ท่สี บายของเธอ ดจุ การบ่งหนามดว้ ยหนามฉะนัน้ ”
ในเวลาท่ีพระนางเข้าไปสู่วิหาร ทรงนิรมิตหญิงมีรูปสวยพริ้งผู้หนึ่ง อายุราว ๑๖ ปี นุ่งผ้า
แดง ประดับแล้วด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ถือพัด ยืนถวายงานพัดอยู่ในท่ีใกล้พระองค์ ด้วยกำลังพระ
ฤทธ,์ิ ก็แล พระศาสดาและพระนางรูปนันทาเท่านั้น ทรงเห็นรปู หญงิ นน้ั
พระนางเสดจ็ เขา้ ไปวิหารพร้อมกบั ภิกษุณีทั้งหลาย ทรงยนื ข้างหลังพวกภิกษุณี ถวายบังคม
พระศาสดาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นั่งในระหว่างพวกภิกษุณี ทรงแลดูพระศาสดาตั้งแต่พระบาท
ทรงเหน็ พระสรีระของพระศาสดาวิจิตรแล้วด้วยพระลักษณะ รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะ อันพระรัศมี
วาหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงแลดพู ระพักตร์อันมีสิริดุจพระจันทรเ์ พ็ญ ได้ทรงเหน็ รูปหญิงยืนอยู่ในท่ีใกล้
แล้ว
พระนางทรงแลดูหญิงนั้นแล้ว ทรงแลดูอัตภาพ (ของตน) รู้สึกว่าตนเหมือนนางกา (ซึ่งอยู่)
ข้างหน้านางพระยาหงส์ทอง. ก็จำเดิมแต่เวลาท่ี (พระนาง) ทรงเห็นรูปอันสำเร็จแล้วด้วยฤทธ์ิ
ทีเดียว พระเนตรท้ังสองของพระนางก็วิงเวียน. พระนางมีจิตอันสิริโฉมแห่งสรีรประเทศทั้งหมด
ดึงดูดไปแล้วว่า “โอ ผมของหญิงนีก้ ็งาม, โอ หนา้ ผากก็งาม” ดังน้ี ได้มีสิเนหาในรูปนั้นอย่างรุนแรง
พระศาสดาทรงทราบความยินดีอย่างสุดซึ้งในรปู นัน้ ของพระนาง พอเมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงทรง
แสดงรูปน้ันให้ล่วงภาวะของผู้มีอายุ ๑๖ ปี มีอายุราว ๒๐ ปี. พระนางรูปนนั ทาไดท้ อดพระเนตร มี
จติ เบ่ือหน่ายหน่อยหนึ่งวา่ “รูปน้ี ไมเ่ หมอื นรูปก่อนหนอ”
พระศาสดา ทรงแสดงความแปรเปล่ียนเพศของหญิงนนั้ โดยลำดบั เทียว คอื เพศหญิงคลอด
บตุ รครั้งเดียว เพศหญงิ กลางคน เพศหญิงแก่ เพศหญงิ แก่คร่ำครา่ แลว้ เพราะชรา.
แม้พระนางก็ทรงเบื่อหน่ายรูปนั้น ในเวลาท่ที รุดโทรมเพราะชราโดยลำดับเหมือนกัน ว่า “โอ
รูปน้หี ายไปแล้วๆ” (ครัน้ ) ทรงเหน็ รปู นน้ั มีฟนั หัก ผมหงอก หลงั โกง มซี โ่ี ครงข้นึ ดจุ กลอน มไี มเ้ ท้ายัน
ข้างหน้า งกงันอยู่ ก็ทรงเบ่ือหนา่ ยเหลือเกิน
ลำดับนนั้ พระศาสดาทรงแสดงรปู หญิงน้ันให้เป็นรูปอันพยาธิครอบงำ ในขณะน้ันเอง หญิง
นน้ั ทิ้งไม้เท้าและพัดใบตาล ร้องเสียงขรม ล้มลงที่ภาคพ้ืน จมลงในมูตรและกรีสของตน กลิ้งเกลือก
ไปมา พระนางรปู นันทาทรงเหน็ หญงิ นั้นแลว้ ทรงเบื่อหนา่ ยเต็มที
380 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระศาสดาทรงแสดงมรณะของหญิงนั้นแล้ว. หญิงน้ันถึงความเป็นศพพองข้ึนในขณะน้ันเอง
สายแหง่ หนองและหม่หู นอนไหลออกจากปากแผลทงั้ ๙๙๕ ฝูงสัตว์มีกาเปน็ ตน้ รุมแย่งกนั กนิ แล้ว
พระนางรูปนันทาทรงพิจารณาซากศพน้ันแล้ว ทรงเห็นอัตภาพโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
ว่า “หญิงนถี้ ึงความแก่ ถงึ ความเจบ็ ถึงความตาย ในท่ีน้เี อง, ความแก่ ความเจบ็ และความตาย จัก
มาถึงแก่อัตภาพแม้น้ีอย่างน้ันเหมือนกัน” และเพราะความท่ีอัตภาพเป็นสภาพอันพระนางทรงเห็น
แล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงน่ันเอง อัตภาพน้ันจึงเป็นอันทรงเห็นแล้วโดยความเป็นทุกข์ โดย
ความเป็นอนัตตาทีเดียว ลำดับนั้น ภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่พระนางดุจถูกไฟเผาลนแล้ว และดุจซากศพ
อันเขาผกู ไวท้ พ่ี ระศอ จติ มงุ่ ตรงต่อกรรมฐานแลว้
พระศาสดาทรงทราบว่า พระนางทรงคิดเห็นอัตภาพโดยความเป็นสภาพไม่เท่ียงแล้ว จึง
ทรงพิจารณาดู ว่า “พระนางจักสามารถทำท่ีพึ่งแก่ตนได้เองทีเดียว หรือไม่หนอแล?” ทรงเห็นว่า
“จักไม่อาจ การที่พระนางได้ปัจจัยภายนอก (เสียก่อน) จึงจะเหมาะ” ดังนี้แล้ว เม่ือจะทรงแสดง
ธรรม ด้วยอำนาจธรรมเปน็ ที่สบายแหง่ พระนาง ได้ตรสั พระคาถาเหล่าน้ีว่า
“นันทา เธอจงดูกายอนั กรรมยกขน้ึ อันอาดูร ไม่สะอาด
เปื่อยเนา่ ไหลออกอยขู่ า้ งบน ไหลออกอยูข่ ้างล่าง ที่พาลชน
ทัง้ หลายปรารถนากันนกั สรรี ะของเธอน้ี ฉันใด
สรีระของหญงิ นน่ั ก็ฉันนัน้ , สรรี ะของหญิงนน่ั ฉันใด
สรรี ะของเธอนี้ กฉ็ นั น้ัน เธอจงเห็นธาตทุ ้งั หลายโดยความเปน็ ของสูญ,
อยา่ กลบั มาสู่โลกนอี้ ีก, เธอคลี่คลายความพอใจในภพเสยี แลว้
จกั เปน็ บคุ คลผสู้ งบเทีย่ วไป”
พระนางนันทาสำเร็จโสดาปัตติผล ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภพระนาง
นันทาภิกษุณี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล พระนางนันทาทรงส่งญาณไปตาม
กระแสเทศนา บรรลโุ สดาปัตติผลแล้ว
พระศาสดาทรงแสดงวิปัสสนา ลำดับน้ัน พระศาสดา เพ่ือจะตรัสสุญญตกรรมฐาน เพ่ือ
ต้องการอบรมวิปัสสนา เพ่ือมรรคผลท้ังสามยิ่งข้ึนไปแก่พระนาง จึงตรัสว่า “นันทา เธออย่าทำ
ความเข้าใจว่า ‘สาระในสรีระน้ี มีอยู่’ เพราะสาระในสรีระนี้แม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่มี, สรีระนี้ อัน
กรรมยกกระดกู ๓๐๐ ท่อนขน้ึ สรา้ งใหเ้ ปน็ นครแห่งกระดูกทงั้ หลาย” ดังน้ี แล้วตรัสพระคาถานว้ี ่า
อฏฺฐนี ํ นครํ กตํ มํสโลหิตเลปนํ
ยตถฺ ชรา จ มจจฺ ุ จ มาโน มกโฺ ข จ โอหิโต
แปลวา่ “สรรี ะอนั กรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกท้งั หลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นทต่ี ้งั
ลงแห่งชรา มรณะ มานะ และมกั ขะ”๙๖
ขนั้ ตอนการให้คำปรึกษาแก่พระนางรูปนันทาเถรี
๑. ทรงช้ใี ห้เห็นโทษของความหลงในรูปกาย
๙๕ แผลทง้ั ๙ คอื ตา หู จมูก อยา่ งละ ๒ ปาก ๑ ทวารหนกั ๑ ทวารเบา ๑
๙๖ ธ.อ.(บาล)ี ๕/๑๐๒-๑๐๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 381
๒. ทรงช้ีให้เห็นสงิ่ เร้าทีเ่ ปน็ ปัจจัยภายนอกโดยเนรมิตหญงิ งามทต่ี ั้งอยใู่ นระหวา่ ง ๓ วัย
๓. ทรงชใ้ี หเ้ หน็ ทางออกจากภพท้ัง ๓ โดยพิจาณารูปวา่ เป็นสญุ ญตา
๔. ทรงแสดงให้เห็นถึงสาเหตุท่ีทำให้เกิดความหลง ๔ ประการ คือ รูปปัปปมาณิกา
โฆสปั ปมาณิกา ลขู ัปปมาณกิ า ธมั มัปปมาณกิ า
๕. นางรูปนนั ทาเถรี เจรญิ วปิ ัสสนา มจี ิตหลดุ พน้ จากกิเลส บรรลุพระอรหนั ต์
พุทธวธิ กี ารบำบัดรกั ษาแก่ผ้ปู ระสบทุกขเ์ ชงิ บรู ณาการ
คำว่า “ทุกข์” ในท่ีน้ีมุ่งหมายถึง ทุกข์ ๓ ประการคือ ทุกข์ทางกาย (กายิกทุกข์) และ ทุกข์
ทางใจ (เจตสกิ ทกุ ข)์ และ ทกุ ขใ์ นวัฏฏะ (วฏั ฏทุกข)์ ๙๗ ดังพุทธพจนท์ ่วี ่า “เราไม่เห็นธรรมอื่นแมอ้ ยา่ ง
หนึ่ง ทไี่ ม่ได้เจริญไม่ทำให้มากแล้วยอ่ มนำทุกข์มาใหเ้ หมือนจิตนี้ จิตทไี่ ม่ได้เจริญไม่ได้ทำใหม้ ากแล้ว
ย่อมนำทกุ ข์มาให”้ ๙๘
“บุคคลพิจารณารู้เท่าทันกิเลสเคร่ืองเน่ินช้า และนามรูปภายในตนและกิเลสอันเป็นมูลเหตุ
แหง่ โรคในภายนอก เป็นผู้หลดุ พน้ จากเคร่อื งผูกอนั เปน็ มูลเหตแุ หง่ โรคท้งั ปวง เป็นผู้คงท่ี ดำรงตนอยู่
เชน่ น้ันบัณฑิตเรยี กว่า ผ้รู ตู้ าม”๙๙
ทกุ ขท์ างกาย (กายกิ ทกุ ข์)
คำว่า ทุกข์ คอื ส่ิงท่ีทนได้ยาก ดังวิเคราะห์ว่า “กุจฺฉิตํ หุตฺวา ขนติ กายิกสุขํ ทุกฺขมนฺติ วา
ทุกฺขํ ฯ ทุกฺกรโมกาสทานํ เอตสฺสาติ ทุกฺขนฺติปิ อปเร๑๐๐ ฯ ธรรมชาติท่ีช่ือว่าทุกข์ เพราะอรรถว่า
เป็นของน่าเกลียด ขุดสุขทางกายเสีย ฯ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่า ทนได้ยาก
อาจารยพ์ วกอื่นกล่าวว่า ธรรมชาติชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถวา่ การให้โอกาสแกธ่ รรมชาตนิ ้นั ทำไดย้ าก
ดังน้ีบ้าง ฯ ดังน้ันทุกข์กาย (กายิกทุกข์) เป็นเวทนาท่ีเกิดทางกาย เน่ืองมาจากสาเหตุต่างๆ ท่ีเป็น
สมุฏฐาน
เมื่อมีรูป (รูปกาย) คอื ร่างกาย ไม่มีใครสามารถหลีกเล่ียงความเจ็บไข้ได้ป่วยร่างกายเป็นรัง
ของโรค เมอื่ มีรูปตา ก็มโี รคตา มหี ูก็มีโรคหู เปน็ ต้น มรี ูปรา่ งกาย ก็มโี รคทรี่ ่างกาย...ร่างกายจงึ เป็น
รังของโรคแตผ่ ้ทู ่มี รี ่างกายสบายดี แตใ่ จเป็นทกุ ข์ เพราะอะไร? ฉะนั้นต้องแยกด้วยความเข้าใจความ
ละเอียดของสภาพธรรม เพราะเหตุว่า ทุกข์กายเกิดขึ้น เพราะกรรมในอดีต เป็นปัจจัยแม้พระผู้มี
พระภาค หรอื พระอรยิ บคุ คล กไ็ มพ่ น้ จากทุกข์กายอันเกิดขน้ึ เพราะกรรมในอดตี เปน็ ปัจจยั
ผู้ทีม่ ีทุกข์กาย แตไ่ ม่ทุกขใ์ จนนั้ มีอยู่สำหรับผูท้ ่ไี มม่ ปี ญั ญามที ้ังทุกข์กายและทุกขใ์ จแมไ้ มม่ ที ุกข์
กายเลย แต่ก็มีทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น ต้องทราบว่าทุกข์กาย ทุกข์ใจเกิดจากอะไร? และมีความ
แตกต่างกัน อย่างไร? ทุกข์ไหน ที่หลีกเล่ียงไม่ได้ทุกข์ไหน ที่สามารถดับได้ ปัญญาของคนอื่น จะไป
ดับทุกข์ ให้คนอ่ืน เป็นไปไม่ได้แต่ต้องเป็นปัญญาของผู้น้ันเอง ฉะน้ัน ถ้าใครไม่มีปัญญาแล้วจะไม่ให้
มีทุกข์ เป็นไป ปัญญาเท่าน้ันท่ีจะดับความทุกข์ใจได้ แต่ปัญญาไม่สามารถดับความทุกข์กายได้ก็
๙๗ อง.ฺ ทกุ .(ไทย) ๒๐/๖/๖๒, วัฏฏทกุ ขห์ มายถึงทกุ ข์ในวฏั ฏทุกข์ทั้งสน้ิ อา้ งใน องฺ.ทุก.อ.(บาล)ี ๒/๖/๘.
๙๘ อง.ฺ ทุก.(ไทย) ๒๐/๒๙/๖.
๙๙ ขุ.ส.ุ (ไทย) ๒๕/๕๓๖/๖๒๕.
๑๐๐ วิภาวนิ ี.(บาล)ี หนา้ ๗๖.
382 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เพราะเหตุว่าทุกข์กายเป็นผลของอกุศลกรรมในอดีต แม้แต่พระอรหันต์ก็หลีกเล่ียงทุกข์กายไม่ได้
แต่เน่อื งจากทา่ นดบั กิเลสหมดส้นิ เป็นสมุจเฉทท่านจึงไมท่ ุกขใ์ จ
เกิดมาก็หนีไม่พ้นความทุกข์ ทุกข์ทางกายเป็นผลของกรรม แต่ทุกข์ทางใจเกิดจากกิเลสท่ี
เป็น โลภะ โทสะ โมหะ จะรักษาทุกข์ทางใจได้ด้วยธรรมโอสถ ยิ่งศึกษาธรรมเข้าใจ ทุกข์ใจก็จะ
ลดลงไปด้วยตามกำลังของปญั ญาและการสัง่ สมของแตล่ ะคน
ทางโลกคิดว่า การช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุขด้วยรูป รส กล่ิน เสียง สัมผัส เป็นสิ่งท่ีมี
ประโยชน์เพราะได้เห็นบทบาทของผู้ท่ีช่วยเหลือและผู้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเด่นชัดแต่การ
ช่วยเหลือน้ันไม่จบส้ิน เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง เป็นเพียงการช่วยเหลือ และ
บรรเทาทุกข์ของผู้ท่ีประสบผลของอกุศลกรรมของตน ซงึ่ เป็นปลายเหตุแต่ถ้าผู้นั้นยังมีกิเลส ก็ไม่พ้น
จะต้องประสบกับทุกข์อีก คำสอนของพระผู้มีพระภาคช่วยให้ผู้ที่ศึกษาถูก เกิดปัญญารู้ทุกข์ รู้เหตุ
เกิดทุกข์ รูก้ ารดับทุกข์และรู้หนทางท่ีจะนำไปสู่การดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ได้ ซงึ่ เมื่อดับเหตุแห่งทกุ ข์
ทีแ่ ท้จริง คอื กิเลสได้ จึงจะได้ช่ือว่า พบกับความสุขที่แท้จรงิ คือการไม่ต้องกลับมาทุกข์เพราะกิเลส
อกี
ในกรณีนี้พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า “ร่างกายเป็นรังของโรค” (โรคนิทฺธํ) ไว้ดังตัวอย่าง
เร่อื งพระอุตตราเถรี ความว่า พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุตตราเถรี
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ปริชิณฺณมิทํ รูปํ” เป็นต้น พระอุตตราเถรี ซึ่งชราภาพมีอายุ ๑๒๐ ปี ใน
วันหน่ึงขณะเดินกลับจากบิณฑบาต พบภิกษุรูปหน่ึง จึงนิมนต์ให้รับภัตตาหารที่นางบิณฑบาตมาได้
ภิกษุรูปน้ันไม่พูดว่าอะไร พระเถรีจึงถวายภัตตาหารจนหมดบาตร วันนั้นพระเถรีจึงไม่ได้ฉันอาหาร
และพระเถรีก็ได้ทำเช่นเดียวกันน้ันในวันที่ ๒ และวันท่ี ๓ เม่ือพระเถรีอดอาหารติดต่อกันสามวันก็
หมดเรี่ยวแรง พอถึงวันท่ี ๔ ขณะเดินบิณฑบาต พบพระศาสดาในที่แคบๆ แห่งหนึ่ง พระเถรีจึง
ถอยหลังเพ่ือหลีกทางใหพ้ ระศาสดา และได้เหยียบชายจวี รของตัวเองทห่ี ้อยลงมา เกิดการซวนเซหก
ล้ม พระศาสดาเสด็จไปใกล้พระเถรีแล้วตรัสว่า “น้องหญิง อัตภาพของเธอแก่หง่อมแล้ว ต่อกาลไม่
ชา้ นกั ก็จะแตกสลายไป” จากนนั้ พระศาสดาได้ตรสั พระธรรมบท พระคาถานวี้ า่
ปริชิณฺณมิทํ รปู ํ โรคนิทฺธํ ปภงคฺ ณุ ํ
ภิชชฺ ติ ปตู ิ สนเฺ ทโห มรณนตฺ ํ หิ ชีวติ ํ ฯ
แปลว่า “ร่างกายนี้แก่หง่อมแล้ว เป็นรังของโรค มีแต่จะทรดุ โทรมลงไป ร่างกายที่เน่าเป่ือย
นีก้ จ็ ะแตกดับไป เพราะชีวิตมคี วามตายเป็นทส่ี ุด”๑๐๑
เน้ือความแห่งพระคาถาน้ัน ท่านพระพุทธโฆสาจารย์อธิบายว่า “น้องหญิง รปู น้ี คือที่นบั ว่า
สรีระของเธอ ชื่อว่าแก่หง่อมแล้ว เพราะความเป็นคนแก่, ก็รูปนั้นแลชื่อว่าเป็นรังของโรค เพราะ
อรรถว่า เป็นสถานที่อยอู่ าศัยของโรคทุกชนดิ เปรยี บเหมือนสุนขั จ้ิงจอก แม้หนมุ่ เขาเรียกว่า “สุนัข
จ้ิงจอกแก่” เถาหวั ด้วน แม้อ่อน เขาเรยี กว่า “เถาเน่า” ฉันใด, รูปนี้ ก็ฉันนั้น เกิดในวันน้ัน แม้เป็นรูป
มีสีเหมือนทองคำ ก็ช่ือว่ากายเน่า เป่ือยพัง เพราะอรรถว่าไหลออกเป็นนิตย์ กายของเธอนี้นั้นเป็น
ของเน่า พึงทราบเถิดว่า “จะแตกคือจักทำลาย ต่อกาลไม่นานนัก” เพราะเหตุไร เพราะชีวิตมีความ
ตายเป็นท่ีสุด พระผู้มีพระภาคตรัสคำอธิบายไว้ ว่า “เพราะชีวิตของสรรพสัตว์มีความตายเป็นท่ีสุด
ท้ังนั้น” ในเวลาจบเทศนา พระเถรีบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว เทศนาได้เป็นกถามีประโยชน์ แม้แก่
มหาชนแลว้ ดังน้ีแล
๑๐๑ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๑๔๘/๗๘, ธ.อ. (บาลี) ๕/๙๙-๑๐๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 383
พทุ ธวิธีการให้คำแนะนำดา้ นสขุ ภาพอนามัยทางกาย
ลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎก ลายแ ่ง ระบุถึงค ามมี ุขภาพ นามัยข งพระพุทธเจ้าไ ้
ลายประการ เช่น บำเพ็ญพุทธกิจได้เกื บตล ดทั้ง ัน คื เ ลาเช้าเ ด็จบิณฑบาตเพ่ื โปรด ัต ์
เ ลาเย็นทรงแ ดงธรรม เ ลาพบค่ำทรงประทานโ าทแก่เ ล่าภิก ุ และจ น ่างทรงตร จ
พิจารณา ัต ์ท่ี ามารถและท่ียังไม่ ามารถบรรลุธรรม ันค รจะเ ด็จไปโปรด๑๐๒ พระ งค์ทรงมี
ติ ัมปชัญญะบริบูรณ์ดี แม้จะทรงมีพระชนมายุถึง ๘๐ พรร า๑๐๓ ๖๐ แล้ ก็ตาม ดังท่ีตรั ยืนยัน
่า พระ งค์เป็นคนแก่ชราแม้ ่าจะทรงเจ็บป่ ย ย่าง นัก ก็ไม่ทำใ ้พระ งค์ ลงลืม ติและ
ปัญญา๑๐๔ พระ งค์เ ด็จด้ ยพระบาทจาริกไปเผยแผ่ธรรมตามที่ต่างๆ จนช่ ง ุดท้ายแ ่งชี ิต
ขณะที่พระ งค์ทรงประช ร นัก ด้ ยโล ิตปักขันทิกาพาธ (ถ่ายเป็นพระโล ติ ) ยังทรง ามารถเดนิ
ทางไกล จากเมื งปา า เู่ มื งกุ ินารา นั เป็น ถานทปี่ รินพิ พานได้๑๐๕
บุคคลท่ีใกล้ชิดพระพุทธเจ้า กล่า ขานถึงพระ งค์ ่า ทรงเป็นผู้มีพระโรคาพาธน้ ยทรง
กระปร้กี ระเปรา่ มีพระพลานามัย มบูรณ์ ยู่ ำราญดี๑๐๖ พระ งคต์ รั กับพรา มณ์ผู้ น่ึง ถึงค าม
เป็น ยู่ข งพระ งค์ไ ้ ่า พรา มณ์เรา า ัย มู่บ้าน รื ตำบลใดในโลกน้ี ยู่ ในเ ลาเช้า เราคร ง
ันตร า ก ถื บาตรจี ร เข้าไป ู่ มู่บ้าน รื ตำบลนั้นแลเพื่ บิณฑบาต กลับจากบิณฑบาต
ลังจากฉันเ ร็จแล้ เข้าไป ู่ชายป่า ก าด ญ้า รื ใบ้ไม้ที่มี ยู่ในท่ีนั้นร มเป็นก งแล้ นั่งขัด มาธิ
ต้ังกายตรงดำรง ติมั่นไ ้ งัดจากกาม และ กุ ลธรรมแล้ บรรลุปฐมฌาน....บรรลุทุติยฌาน....
บรรลตุ ติยฌาน....บรรลุจตุตถฌานท่ีไมม่ ที ุกขไ์ มม่ ี ขุ มี ตบิ รบิ ูรณ์เพราะ เุ บกขา ยู่๑๐๗
ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ขิ องพระพทุ ธเจ้าจากพทุ ธพจนไ์ ด้ ดงั นี้
การบริโภค า าร พระ งค์ฉัน า ารม้ื เดีย น กจากจะทรงถื ลักในการฉัน า ารมื้
เดีย ตล ดชี ิตพร มจรรย์แล้ พระ งค์ยังทรงพรำ่ น และแนะนำใ ้เ ล่าภิก ุ งฆ์ฉนั า ารม้ื
เดีย ด้ ย ดังพุทธพจน์ ่า “ตถาคตฉันม้ือเดียว ไม่ฉันในเวลาวิกาล พระองค์รู้สึกว่ากระปร้ีกระเปร่า
ทำให้มีโรคน้อย ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด แม้เธอทั้งหลาย ก็จงฉันอาหารมื้อเดียวเถิด เธอท้ังหลายฉัน
อาหารม้ือเดยี ว จักรู้สกึ วา่ มโี รคนอ้ ย”๑๐๘ พจิ ารณา า ารก่ นฉัน ดงั พุทธพจน์ า่ ..
ภิก ุในธรรม ินัยน้ีพิจารณาโดยแยบคายแล้ ฉันบิณฑบาต ไม่ใช่เพ่ื เล่น ไม่ใช่เพ่ื มั เมา
ไม่ใช่เพ่ื ตกแต่ง ไม่ใช่เพ่ื ประดับประดา แต่เพียงเพ่ื ค ามดำรง ยู่ได้แ ่งกายนี้เพื่ ใ ้ชี ิตินทรีย์
เป็นไปได้เพ่ื บำบัดค าม ิ เพื่ นุเคราะ ์พร มจรรยด์ ้ ยค ามคดิ เ ็น ่าโดย ุบายนี้เราจักกำจัด
เ ทนาเก่าเ ีย และจักไม่ใ ้เ ทนาใ ม่เกิดข้ึน ค ามดำรง ยแู่ ่งชี ิตค ามไม่มีโท และการ ยู่โดย
ผา กุ จกั มแี ก่เรา แล้ จงึ บริโภค า าร๑๐๙
๑๐๒ ที. .ี .(บาลี) ๑/๖๑ และดูเพิม่ เติมใน พระธรรมปิฎก (ป. .ปยุตโฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบบั ประมวล
ศพั ท์, (กรงุ เทพม านคร : ม าจุ าลงกรณราช ทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), น้า ๑๘๙.
๑๐๓ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๖๕/๑๑๐.
๑๐๔ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๑๖๑/๑๖๔-๕.
๑๐๕ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๘๙/๑๓๗-๑๔๗.
๑๐๖ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๓๒/๗๗, .ํ ม.(ไทย) ๑๙/๑๐, ๔๘/๕๗๑.
๑๐๗ งฺ.เ กก.(ไทย) ๒๐/๖๔/๒๕๐.
๑๐๘ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๒๕/๒๓๖, ม.ม.(ไทย) ๑๓/๑๓๔, ๑๗๔/๑๕๐.
๑๐๙ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๓/๒๓.
384 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระพทุ ธเจา้ ทรงมเี ป้า มายในการบริโภค ที่ประก บด้ ย งค์ธรรม ๑๐ ประการคื
๑. ทรงมี ตแิ ละรูป้ ระมาณในการบริโภค
๒. ทรงบรโิ ภค า ารที่มปี ระโยชน์ไมก่ ่ โท ต่ ร่างกาย
๓. ทรงพจิ ารณา า าร า่ มีลัก ณะเป็นเพียงธาตุชนิด นง่ึ
๔. ไมบ่ ริโภคเพ่ื เลน่ นกุ นานเพลดิ เพลิน
๕. ไมบ่ รโิ ภคเพื่ ค ามเมามนั
๖. ไม่บรโิ ภคเพื่ ประดับ
๗. ไมบ่ รโิ ภคเพื่ ตกแต่ง
๘. บริโภคเพื่ ยังพระชนม์ชีพ
๙. บรโิ ภคเพื่ ป้ งกันค ามลำบาก
๑๐. บริโภคเพ่ื นุเคราะ ์แก่การประพฤติพร มจรรย์
ทรงเลื กพิจารณาฉันเฉพาะ า ารที่เป็นประโยชนไ์ ม่ก่ โท ต่ ร่างกายเทา่ น้นั ดงั ท่ีทรง ้าม
ภกิ ุด่ืม รุ าและเมรยั เพราะเปน็ บ่ เกิดข งการเกดิ โรค๑๑๐
มีสติในการฉันอาหาร : พระ งค์ตรั แนะนำพระเจ้าปเ นทิโก ล และภิก ุท้ัง ลายใ ้
เปน็ ผมู้ ี ติในการบริโภค ดังพทุ ธพจน์ ่า “…มนุ ย์ผมู้ ี ติ ยทู่ กุ เม่ื รูป้ ระมาณในการบรโิ ภคทีไ่ ด้แล้
ย่ มมีเ ทนาเบาบาง เขาย่ มแก่ช้า ายุยงั่ ยนื ”๑๑๑ “เราท้งั ลาย จกั เปน็ ผมู้ ี ติ ัมปชัญญะ ทำค าม
รู้ ึกตั ในการก้า ไป.....การฉัน การด่ืม การเค้ีย การล้ิม”๑๑๒ รู้ประมาณในการฉัน ดังพุทธพจน์ ่า
“ภิก ุในธรรม ินัยน้ีพิจารณาโดยแยบคาย ่า เราบริโภค า ารไม่ใช่เพ่ื เล่น เพื่ ค ามมั เมา เพื่
ประเทื งผิ และเพ่ื ค าม ้ นพีแต่เพ่ื กายนี้ดำรง ยู่ การพิจารณาในการบริโภค น้ีเรยี ก ่า ค าม
เป็นผูร้ ปู้ ระมาณในการบริโภค”๑๑๓
กล่า โดย รุป ในพระไตรปิฎกระบุถึงค ามมี ุขภาพ นามัยดีข งพระพุทธเจ้าไ ้ ลาย
ประการ ได้แก่ บำเพ็ญพุทธกิจได้เกื บตล ดทั้ง ัน ติ ัมปชัญญะบริบูรณ์ดี มีโรคน้ ย มีเป้า มาย
ในการบรโิ ภค มี ติพิจารณาฉนั เฉพาะ า ารทเี่ ป็นประโยชนร์ ู้ประมาณในการบริโภคและ ้ามดืม่ รุ า
และเมรยั ทำใ ม้ พี ระพลานามัย มบูรณ์
พุทธวธิ กี ารบำบัดรกั ษาโรคดว้ ยพระธรรมโอสถ
พระพุทธเจ้าทรงนำพระธรรมโ ถ มาบำบดั รัก าโรคใ ก้ ับภกิ ุ งฆ์ และคฤ ั ถ์จะนำมา
กล่า พ ังเขปดังน้ี พระพุทธเจ้า ประทับ ณ พระเ ุ ัน ิ าร ทรงประช ร นักได้รับทุกขเ ทนา
แรงกล้า ครั้งนั้น พระม าจุนทะ ด าธยายโพชฌงค์ ๗ ใ ้พระ งค์ฟัง พระ งค์พิจารณาตาม
๑๑๐ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๒๔๗/๒๐๒-๒๐๓.
๑๑๑ ํ. .(ไทย) ๑๕/๑๒๔/๑๔๕-๑๔๖.
๑๑๒ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๒๔/๔๕๗.
๑๑๓ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๒๒/๔๕๖, ภ.ิ .ิ (ไทย) ๓๕/๕๑๘/๓๙๑.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 385
ธรรมน้ันไปด้วย คร้ันพระมหาจุนทะแสดงธรรมจบลง ก็ทรงหายจากพระประชวร พระองค์ตรัสกับ
พระมหาจนุ ทะวา่ “จุนทะ โพชฌงค์ดนี กั จนุ ทะ โพชฌงคด์ นี กั ”๑๑๔
พระพทุ ธเจ้าทรงแนะนำหลักทัว่ ไปในการแกค้ วามคิด ความดำริทเี่ ป็นอกศุ ล ดังน้ี
๑. โรคโลภะ ทรงสอนให้เป็นผู้รู้จกั พอ ร้จู กั การถือสนั โดษและรู้จักการใหท้ าน๑๑๕
๒. โรคโทสะ ทรงสอนใหเ้ ปน็ ผู้มคี วามเมตตากรุณา มทุ ิตา และรู้จกั การใหอ้ ภัย๑๑๖
๓. โรคโมหะ ทรงสอนให้เป็นผู้ร้จู ักการศกึ ษา (สุตะ) การเจริญสตสิ ัมปชัญญะ และการหมั่น
เจริญภาวนา๑๑๗
๑. กรณตี ัวอยา่ งการดแู ลรกั ษาทป่ี รากฏในคัมภรี พ์ ระไตรปิฎก
กรณที ี่ ๑ พระพทุ ธองคพ์ ระบาทห้อพระโลหติ
คร้ังหน่งึ พระเทวทตั กลิ้งก้อนหนิ ลงจากยอดเขาคิชฌกฏู หมายใจจกั ให้หนิ ทับพระพุทธองค์
ขณะประทบั อยู่เชิงเขา สะเก็ดหินแตกจากกอ้ นหนิ ใหญ่ ตกลงมากระทบพระบาทของพระพุทธเจ้าจน
ห้อพระโลหิต ภิกษุทง้ั หลาย นำเสด็จไปประทับยงั ชีวกัมพวนารามเมื่อหมอชีวกโกมารภัจ ตรวจพระ
อาการ ถวายการรักษา และถวายพระโอสถปรุงด้วยเคร่ืองยาสรรพคุณแรงทาทั่วบริเวณพระบาท
พระอาการหอ้ พระโลหิตหาย บาดแผลหายสนทิ ๑๑๘
กรณที ี่ ๒ พระสารบี ตุ รเป็นโรคไข้ตัวรอ้ น
เมื่อพระสารีบุตรป่วยด้วยโรคไข้ตัวร้อน พระมหาโมคคัลลานะได้ถามว่า ก่อนน้ีท่านฉันอะไร
จึงหายจากโรค พระสารีบุตรตอบว่า รักษาหายด้วยรากบัวและเง่าบัว ดังนั้น พระมหาโมคคัลลานะ
จงึ ไป ณ ริมฝั่งสระโบกขรณีมันทา โดยมีช้างเชือกหนึ่งได้มากราบทลู ถามวา่ ทา่ นประสงค์ส่ิงใด พระ
มหาโมคคัลลานะตอบว่า ฉันประสงค์เง่าบัวและรากบัว เมื่อทราบดังนั้น ช้างเชือกนี้จึงสั่งช้างอีก
เชือกหน่ึงทันทีให้ถวายเง่าบัวและรากบัว ช้างเชือกท่ีถูกใช้น้ันลงสู่สระโบกขรณีมันทากินีใช้งวงถอน
เหง้าบัวและรากบัวล้างน้ำให้สะอาด ม้วนเป็นห่อเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อได้สิ่งดัง
ประสงค์พระมหาโมคคัลลานะน้อมเง่าบัวและรากบัวเข้าไปถวายพระสารีบุตร เม่ือพระสารีบุตรฉัน
เง่าบัวและรากบวั แล้ว โรคไขต้ ัวร้อนกห็ ายทันที๑๑๙
กรณีที่ ๓ พระมหาโมคคัลลานะ อาพาธหนัก อยู่ ณ ภูเขาคชิ ฌกูฏคร้ังน้ัน พระผู้มี
พระภาคเจ้าเสด็จไปเย่ียมถึงท่ีพัก พระองค์ทรงแสดงธรรม “โพชฌงค์ ๗” ให้พระมหาโมคคัลลานะ
ฟัง พระมหาโมคคัลลานะน้อมจิตพิจารณาตามไปด้วยคร้ันทรงแสดงธรรมจบลง พระโมคคัลลานะก็
หายจากอาพาธ และอาพาธนน้ั พระมหาโมคคัลลานะละไดแ้ ลว้ ๑๒๐
๑๑๔ ส.ํ ม.(ไทย) ๑๙/๑๙๗/๑๓๐-๑๓๑.
๑๑๕ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๘๓-๘๖/๗๒-๗๘.
๑๑๖ อง.ฺ ติก.(ไทย) ๒๐/๗๐/๒๗๕-๒๗๙, องฺ. ปญจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๑๖๑/๒๖๕-๒๖๙.
๑๑๗ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๘๓-๘๖/๗๒-๗๘,
๑๑๘ ว.ิ จู.(ไทย) ๗/๓๔๑/๑๙๑-๑๙๕.
๑๑๙ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๗๘/๗๖-๗๗.
๑๒๐ สํ.ม.(ไทย) ๑๙/๑๙๖/๑๒๙-๑๓๐.
386 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ปัจจุบันพุทธบริษัทท่ีศึกษาธรรม นิยมนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์๗ ให้ผู้ป่วยฟังเพื่อมุ่งหวัง
สง่ เสรมิ กำลงั ใจ และใหห้ ายจากโรค
กรณที ี่ ๔ พระคริ มิ านนท์อาพาธหนกั
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว ทรงมอบให้พระอานนท์ไปเย่ียมแทน พร้อมกับโปรดให้
พระอานนท์นำสัญญา ๑๐ ไปสวดสาธยายให้พระคิริมานนท์ฟัง พระคิริมานนท์ฟังธรรมน้ีแล้ว
อาพาธหนกั นั้นกส็ งบระงับในทนั ท๑ี ๒๑
กรณีท่ี ๕ พระอนุรุทธะ อาพาธหนัก อยู่ ณ ป่าอันธวัน เขตกรงุ สาวัตถี คร้ังนน้ั ภิกษุ
จำนวนหน่ึงไปเย่ียมถึงที่พัก เห็นพระอนุรุทธะได้รับทกุ ขเวทนาอย่างรุนแรงแต่ไม่ได้แสดงอาการทรุ น
ทรุ าย จึงถามถึงหลักธรรมที่ใช้อยู่ในขณะน้ัน พระอนรุ ุทธะตอบว่า ท่านมีจิตตั้งม่ันอยู่ใน “สติปัฏฐาน
๔” ทุกขเวทนาทางกายที่เกดิ ขนึ้ จงึ ไม่สามารถครอบงำจิตทา่ นได้”๑๒๒
กรณีที่ ๖ พระมหากัสสปะ อาพาธเป็นไข้หนัก อยู่ท่ีถ้ำปิปผลิคูหา พระพุทธองค์
ทรงเสด็จไปเยี่ยมและตรัสพระดำรัสน้ีเพ่ือให้คำแนะนำว่า “กัสสปะ เธอพอทนได้หรือพอยังอัตภาพ
ให้เป็นไปได้หรือ ทกุ ขเวทนาสร่างลง ไม่กำเริบหรือที่สุดของความสร่าง ทุกขเวทนาปรากฏ ความ
กำเริบไม่ปรากฏ หรอื พระมหากสั สปะทูลวา่ “ข้าพระองคท์ นไมไ่ ด้ยังอัตภาพใหเ้ ป็นไปไม่ได้พระเจ้าข้า
ข้าพระองค์มีทกุ ขเวทนาอย่างแรงกลา้ ยังกำเริบ ไมส่ ร่างลงพระเจา้ ข้า ความสิ้นสดุ แห่งความกำเริบ
ยังปรากฏ ความสร่างลงไม่ปรากฏ พระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กัสสปะ โพชฌงค์ ๗
เหล่านี้เรากล่าวชอบแล้ว อบรมแล้วทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ย่ิง เพื่อตรัสรู้เพ่ือนิพพาน
โพชฌงค์ ๗ อะไรบ้าง กัสสปะ คือ สติสัมโพชฌงค์ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์วิริยสัมโพชฌงค์ปีติสัม
โพชฌงค์ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์อุเบกขาสัมโพชฌงค์เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคล
เจริญแล้วกระท าให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือความรู้ย่ิง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน” เมื่อจบลง
ทา่ นมหากสั สปะกป็ ลม้ื ใจวา่ โพชฌงค์ดีนัก จากน้ันหายจากอาพาธทนั ที๑๒๓
กรณที ่ี ๗ พระวกั กลิเถระได้รกั ษาโรคลมด้วยตนเอง
คร้ังหน่ึงพระพุทธองค์ตรัสถามพระวักกลิเถระ ว่า “ขณะท่ีอยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งไม่มีส่ิงอันใดอัน
จะรบกวนใจให้เศร้าหมอง หากเธอป่วยเป็นโรคลม จะทำอย่างไร พระวักกลิเถระกราบทูลว่า “ข้า
พระองค์จะยังปีติและความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่า
ใหญ่ จักเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่เพราะได้เห็นภิกษุ
ท้ังหลาย ผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเด่ียว มีความบากบ่ันม่ันเป็นนิตย์มีความพร้อมเพรียงกัน มี
ความเหน็ ร่วมกัน ข้าพระองค์จึงจักอยู่ในป่าใหญ่ เม่ือข้าพระองคร์ ะลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มีพระองคอ์ ัน
ฝึกแลว้ มพี ระหฤทยั ต้งั มนั่ จงึ เป็นผูไ้ มเ่ กียจคร้านตลอดท้งั กลางคนื และกลางวันอยู่ในป่าใหญ”่ ๑๒๔
กรณที ี่ ๘ พระอสั สชิอาพาธหนกั
คร้ังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จไปเยยี่ มถึงที่พัก ทรงทราบว่า พระอัสสชิมีความทุรนทุ
รายเพราะคิดว่า ตนน้ันเสื่อมจากสมาธิพระองคต์ รัสบอกอย่าไดย้ ึดถือสมาธินัน้ เลยหากมีศีลบรสิ ุทธ์ิดี
๑๒๑ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๒๘-๑๓๑.
๑๒๒ สํ.ม.(ไทย) ๑๙/๙๐๘/๔๔๐-๔๔๑.
๑๒๓ สํ.ม.(ไทย) ๑๙/๑๙๕/๑๒๘.
๑๒๔ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๓๕๒-๒๕๓/๓๙๘-๓๙๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 387
แล้วไม่ควรที่จะทุรนทุรายอะไรอีก ตรสั สอนให้พิจารณาเร่ืองขันธ์ ๕ วา่ ไม่เที่ยง เป็นทุกขเ์ ป็นอนัตตา
ทรงสอนให้พิจารณากำหนดรู้ชัดเวทนา ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ล้วนแต่ไม่เท่ียง ไม่น่า
หมกมุ่น ไมน่ า่ เพลดิ เพลนิ หลังจากตายไป กใ็ ห้ก าหนดร้ชู ัดในอาการเชน่ นี้๑๒๕
กรณีที่ ๙ ธนญั ชานิพราหมณป์ ่วยหนกั
ธนัญชานิพราหมณ์ จึงให้คนไปนิมนต์พระสารีบุตรให้โปรดอนุเคราะห์มาเยี่ยมด้วยพระสารี
บุตรได้ไปเย่ียมถึงท่ีบ้าน ทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์มีจิตอยากไปสู่พรหมโลก จึงได้แสดงธรรมว่า
ด้วยพรหมวิหาร ๔ อันเป็นหนทางไปสู่พรหมโลก ระหว่างฟังธรรมจิตของธนัญชานิพราหมณ์ น้อม
พิจารณาตาม มีความประสงคจ์ ะไปเกิดในพรหมโลก หลังจากนน้ั ไม่นานธนญั ชานพิ ราหมณ์ก็สิ้นชีวิต
ลง หลังจากตายแล้วไดไ้ ปสพู่ รหมโลกตามที่จติ มงุ่ หมายไว้๑๒๖
กรณีท่ี ๑๐ คหบดผี สู้ ูงวัยชอ่ื นกลุ ปิตา ถกู โรคภัยไข้เจ็บเบยี ดเบยี น
คหบดีผู้สูงวัยชื่อ นกุลปิตา ถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน อยู่เสมอได้รับทุกขเวทนาอยา่ งหนัก
เกิดความทุกข์ใจ รำคาญใจอย่างย่ิง คร้ันมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงได้กราบทูลขอพร ถึง
วิธีการแก้ไขเยียวยารกั ษาโรคที่เป็นอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกนกุลปิตาไปดังนวี้ ่า พึงต้ังใจไว้
อยู่เสมอว่า ถึงแม้กายจะกระสับกระส่าย แต่จิตจักไม่กระสับกระส่ายตามไปด้วยท่านได้ฟังอมตะ
ธรรมนั้นแล้วก็เกดิ ความยนิ ดมี ีอนิ ทรีย์ผอ่ งใสและสหี น้าบริสทุ ธผ์ิ ดุ ผ่องข้นึ ทนั ที๑๒๗
กรณที ี่ ๑๑ อนาถปณิ ฑกิ คหบดีแห่งกรงุ สาวัตถปี ่วยหนกั
คร้ังนั้น พระสารีบุตร และพระอานนท์ไปเยี่ยมที่บ้าน จากนั้นจึงแสดงธรรมให้พิจารณาเห็น
ว่า อายตนะภายนอก ๖ อายตนะภายใน ๖ วิญญาณ ๖ สัมผัส ๖ เวทนา ๖ ธาตุ ๖ ขันธ์ ๕ อรูป
ฌาน ๔ โลกนโี้ ลกหน้า และอารมณ์ที่รบั รู้ทางอายตนะ ๖ เป็นสิ่งทไี่ ม่ควรยึดม่ันถือม่ัน อนาถปิณฑิก
คหบดีเกิดปีติซาบซ้ึงในธรรมถึงกับร้องไห้เน่ืองจากได้ฟังธรรมที่ละเอียดประณีตลึกซ้ึง จากน้ันได้
กล่าวขอร้องให้มีการแสดงธรรมช้ันสูงท่ีละเอียดลึกซ้ึงเช่นนี้แก่คฤหัสถ์อื่นๆ ได้รับฟังต่อไป เพราะ
บคุ คลผู้ฉลาดมปี ัญญาร้ธู รรมและเขา้ ใจได้ยังมีอยมู่ าก อนาถปิณฑิกคหบดีสิน้ ชีวิตลงอย่างสงบ ได้ไป
เกิดในเทวโลกช้ันดสุ ิต๑๒๘
กรณที ี่ ๑๒ บุตรเศรษฐคี นหน่งึ ป่วยเป็นโรค
บุตรเศรษฐีคนหน่ึงอยู่เมืองพาราณสีป่วยเป็นโรคเน้ืองอกในลำไส้อาหารไม่ย่อยอุจจาระและ
ปัสสาวะไม่สะดวก ทำให้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณซูบซีดเหลือง เม่ือหมอชีวกโกมารภัจจ์
เดินทางไปยังนครพาราณสีได้เข้าเย่ียมตรวจดูอาการ ให้คนท้ังหมดออกไปภายนอกยกเว้นภรรยา
ของบตุ รเศรษฐีน้ัน ใหย้ ืนอยูใ่ นทเี่ ฉพาะหนา้ จากน้ันหมอชีวกทำการผา่ ตดั หนังหน้าท้อง นำลำไสอ้ อก
แสดงให้ภรรยาดูว่า “สามีของเธอไม่สบาย เพราะโรคเน้ืองอกน้ีเอง ทำให้ข้าวยาคูหรือข้าวสวยไม่
๑๒๕ ส.ํ ข.(ไทย) ๑๗/๘๘/๑๖๓-๑๖๖.
๑๒๖ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๔๔๙-๔๕๓/๕๖๘-๕๗๒.
๑๒๗ ส.ํ ข.(ไทย) ๑๗/๑/๑-๓.
๑๒๘ ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๓๘๓/๔๓๓-๔๔๑.
388 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สามารถจะย่อยได้อุจจาระหรอื ปัสสาวะก็ไม่สะดวก เมื่อตัดเนื้องอกออกแล้วก็สอดลำไส้เข้าตามเดิม
เย็บที่ผา่ แลว้ ทายาสมานแผลให้ตอ่ มาไมน่ านนกั บุตรเศรษฐีกห็ ายเป็นปกติ”๑๒๙
สุดท้ายของชีวิต ชราคือความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอกความมี
หนงั เหย่ี วย่น ความเสื่อมอาย.ุ ...เพราะชาติเกิดชราและมรณะจงึ เกิด เพราะชาติดบั ชราและมรณะจึง
ดับ อริยมรรคมีองค์๘ น้ีเท่าน้ันคือ สัมมาทิฏฐิ...ชื่อว่าเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งชราและ
มรณะ๑๓๐
กล่าวโดยสรุป พุทธวิธีการให้คำปรึกษาเพื่อการดูแลรักษาตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ มีทั้ง
กรณที เ่ี ปน็ โรคทางกายและโรคทางใจ การรักษาทางกาย เชน่ พระบาทหอ้ พระโลหิตใช้ยาทา โรคไข้
ตัวรอ้ นฉันรากบัว เง้าบัว การผ่าตัดเนือ้ งอก การรักษาทางใจ เช่น การแยกกายกับจิต เมื่อเจ็บป่วย
การฟังบทสวดโพชฌงค์ ๗ สัญญา ๑๐ เสริมกำลังใจ ใช้การกำหนดรู้สติปัฏฐาน ๔ ใช้การกพหนด
สติรู้เวทนาเข้าสู่โพชฌงค์ ๗ ประกอบด้วย สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยะ สัมโพชฌงค์ วิ
รยิ สมั โพชฌงค์ ปตี ิสัมโพชฌงค์ ปัสสทั ธิสมั โพชฌงค์ สมาธสิ มั โพชฌงค์ และอเุ บกขาสัมโพชฌงค์ ใช้
สมาธิพิจารณาเร่ืองขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ฟังพรหมวิหาร ๔ อันเป็นหนทางไปสู่
พรหมโลก
๒.พุทธวิธกี ารบำบัดทกุ ขท์ างใจ ดว้ ยธรรมโอสถ
ทุกข์ทางใจ (เจตสิกทุกข์) หรือโทมนัสสเวทนา (โทมนสฺสสหคตํ) เป็นทุกข์ท่ีเกิดทางใจ
เนื่องจากจิตมีอกุศลเจตสิกหรือกิเลสประกอบ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ธรรม
ทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ก็จะพูดช่ัว
หรือทำชั่วตามไปด้วย เพราะความชั่วน้ัน ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคท่ี
ลากเกวียนไป ฉะนั้น”๑๓๑ ในคัมภีร์อรรถกถาทา่ นแก้ว่า คำว่า “มนสา เจ ปทฏุ ฺเฐน” คือบุคคลมีใจอัน
โทษประทุษร้ายแล้ว หมายถึงจิตที่มีกิเลสประกอบ ซ่ึงในที่นี้ได้แก่จิตท่ีเป็นไปกับด้วยโทมนัส
ประกอบด้วยปฏฆิ ะอยา่ งเดียว
จากท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า ทุกข์กายเป็นผลของอกุศลกรรม ส่วนทุกข์ใจเป็นเร่ืองของ
กิเลส เป็นเร่ืองอกุศล ตราบใดท่ียังมีร่างกาย ก็ต้องมีทุกข์ทางกายเป็นของธรรมดา แม้แต่
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท้ังหลาย ก็ยังมีทุกข์กาย แต่ท่านไม่มีทางทุกข์ใจ เพราะท่านดับกิเลส
หมดแลว้ สว่ นปุถุชน ยงั มีทุกขใ์ จ เพราะยังมีกเิ ลสอยู่ แมไ้ ม่ทุกข์กาย ก็ยงั มที กุ ข์ใจเกดิ ได้
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกาย หรือทุกข์ใจ (ความไม่สบายใจ) ก็ไม่พ้นไปจากธรรม เป็นธรรมท่ี
เกิดข้ึนเพราะเหตุปัจจัย ทุกข์ทางกาย เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นผลของอกุศลกรรม เป็น
ทกุ ขเวทนาท่ีเกิดร่วมกับอกุศลวิบากทางกาย ที่เป็นทุกขกายวิญญาณ เกิดขึ้นโดยทไ่ี ม่มีใครทำให้เลย
ความเจ็บปวด ต้องเป็นเฉพาะทางกายเท่านั้น แต่สำหรับผู้ท่ียังมีกิเลสอยู่ อกุศลจิตย่อมเกิดข้ึนเป็น
สว่ นใหญ่ เมือ่ ได้รับทกุ ข์ทางกายแลว้ สภาพจิตทีเ่ กิดตอ่ น้ัน เป็นอกุศลจิตประเภททเ่ี ป็นโทสมูลจติ ซ่งึ
เวทนาท่ีเกิดร่วมกับโทสมูลจิต มีเพียงเวทนาเดียวเท่าน้ัน คือโทมนัสสเวทนา อันเป็นเวทนาที่ทำให้
เกิดความไม่สบายแก่จิต ขณะทีเ่ กดิ ความไมช่ อบ ไม่พอใจ แม้จะเล็กนอ้ ย กเ็ ปน็ โทสมูลจิต ท่มี โี ทมนัส
เวทนาเกิดร่วมด้วยเสมอ ซ่ึงไม่ใช่ในขณะท่ีเป็นทุกข์ทางกาย ความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครไป
๑๒๙ วิ.ม.(ไทย) ๕/๓๓๓/๑๘๙-๑๙๐.
๑๓๐ ส.ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/๒๗/๕๓.
๑๓๑ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๑/๒๓.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 389
เปล่ียนแปลงได้ สำคัญที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกว่าเป็นธรรมท่ีมีจริง ทุกขเวทนาที่เกิดทางกาย ก็เป็น
ธรรมที่มีจริง ความไม่สบายใจ อันเป็นโทมนัสสเวทนา ก็เป็นธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เรา และจะได้เข้าใจ
ได้ ก็ตอ้ งอาศัยการฟงั การศึกษาพระธรรม สะสมความเขา้ ใจถูกเห็นถูกไปตามลำดบั จรงิ ๆ
ถ้ากล่าวตามนัยแห่งพระอภิธรรมแล้ว ถามว่า เวทนาเจตสิกที่เกิดกับจิต เห็น จิตได้ยิน จิต
ได้กล่ิน จิตลมิ้ รส ท่ีเรียกว่าวญิ ญาณจติ น้ัน (ทวิปญั จวิญญาณจติ ๑๐) เป็นวบิ ากจติ แต่เวทนาทีเ่ กิด
ร่วมด้วย เป็นเวทนาอะไร แก้ว่า เวทนาเจตสิก ที่เกิดกับจิตเห็น (จักขุวิญญาณ ๒ ดวง) จิตได้ยิน
(โสตวิญญาณ ๒ ดวง) จิตได้กล่ิน (ฆานวิญญาณ ๒ ดวง) จิตล้ิมรส (ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง)
ท้ังหมดท่ีกล่าวมาเกิดกับอุเบกขาเวทนา แต่กายวญิ ญาณจิต ๒ ดวง ดวงหน่ึงเกิดกับเวทนาทเี่ ป็นสุข
ฯ เวทนา อีกดวงหน่ึงเกิดกับเวทนาที่เป็นทุกขเวทนา กายวิญญาณจิต ท้ัง ๒ ดวง ไม่เกิดกับอุเบขา
เวทนาเลย
ทุกข์กาย และทุกข์ใจ เป็นเรื่องของเวทนาเจตสิก คำว่าเวทนา คือสภาพธรรมท่ีมีจริง เป็น
นามธรรมที่เป็นเจตสิก เวทนา ความรู้สึก มี ๕ อย่าง ดังน้ี ความรู้สึกสุขกาย หรือสุขเวทนา
ความรู้สึกสุขใจ คือโสมนัสเวทนาความรู้สึกเฉยๆ หรืออทุกขมสุขเวทนาความรู้สึกทุกข์กาย หรือ
ทุกขเวทนา แลความรู้สกึ โทมนสั เวทนา เป็นความไมส่ บายของจติ
กรณีตวั อย่างการให้คำปรกึ ษาทกุ ขท์ างใจ
กรณที ี่ ๑ พระเมฆิยเถระ ผูม้ ีความทุกข์ทางใจ
ก็พระศาสดาตรัสเรียกพระเมฆิยเถระผู้ไม่สามารถเพื่อประกอบความเพียรในอัมพวันนั้นได้
เพราะความที่ท่านถูกวิตก ๓ อย่างครอบงำมาแล้ว ตรัสว่า “เมฆิยะ เราเป็นผู้ๆ เดียว, เธอจงรอ
คอย จนกว่าภิกษุบางรูปแม้อื่นจะปรากฏ” ดังนี้ ไว้ให้อยู่แต่ผู้เดียว ไปอยู่ ชื่อว่าทำกรรมอันหนักย่ิง,
ข้ึนช่ือว่าภิกษุ ไม่ควรเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิตอย่างนี้ เพราะธรรมดาจิตนี้เป็นธรรมชาติแล่นไป
เร็ว, การยังจิตนนั้ ใหเ้ ป็นไปในอำนาจของตน ยอ่ มควร” ดังน้ีแล้ว จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา ๒ พระ
คาถาเหล่าน้ีว่า
ผนทฺ นํ จปลํ จิตตฺ ํ ทรุ กฺขํ ทนุ นฺ ิวารยํ
อุชíุ กโรติ เมธาวี อสุ กุ าโร ว เตชน
วาริโชว ถเล ขติ ฺโต โอกโมกตอพุ ฺภโต
ปรผิ นทฺ ติท จติ ฺต มารเธยฺย ปหาตเว ฯ
“จิตท่ดี นิ้ รน กวัดแกวง่ รกั ษายาก ห้ามยาก ผมู้ ีปัญญาสามารถควบคมุ ใหต้ รงได้ เหมือนช่าง
ศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะน้ัน จิตนี้ย่อมดิ้นรนไปมา เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำโยนไปบนบก ฉะนั้น
ดังนัน้ ผ้มู ปี ัญญาจึงควรละบว่ งแหง่ มาร”๑๓๒
“ชนผู้มีปัญญาย่อมทำจิตท่ีดิ้นรน กลับกลอกอันบุคคลรักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ทำให้ตรง
ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น จิตน้ี (อันพระโยคาจรยกขึ้นจากอาลัยคือกามคุณ ๕ แล้ว ซัดไปใน
วปิ ัสสนากัมมัฏฐาน) เพือ่ ละบว่ งมารย่อมดิ้นรน ดุจปลาอันพรานเบ็ด ยกขน้ึ จากที่อยูค่ ือน้ำ แลว้ โยน
ไปบนบก ดิน้ รนอยู่ ฉะน้ัน”
๑๓๒ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๓๓/๓๕.