The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Keywords: ตำรา,พระพุทธศาสนา,สาธารณสุข

บทที่ ๒

สขุ ภาพในพระพุทธศาสนา

ความนำ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มุ่งให้มนุษย์พบกับความสุข ทั้งทางสุขกายและสุขใจ
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ท้ังทางร่างกายและจิตใจ เพราะพระพุทธศาสนามองโลกโดยแบ่งออกเป็น
๒ ทางคือ โลกทางกายและโลกทางจิตภาพ ทั้งสองอย่างนี้จะต้องมีความสมดุลซ่ึงกันและกันจึงจะ
เกิดความสุขอย่างแท้จริง คนในส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะมองโลกท่ีเน้นหนักไปในทางใดทางหนึ่งเสมอ
โดยเฉพาะความสุขทางกาย (กายกิ สุข) เพื่อให้รา่ งกายได้รับส่ิงทดี่ ีที่สุดทต่ี นเองจะพึงหาได้ เช่นการ
รบั ประทานอาหารท่ีดี ออกกำลังกายใหเ้ ข็มแข็ง บำรงุ กายไม่ให้ไดร้ ับความเดือดรอ้ น ให้ได้รับความ
สะดวกสบาย ปรนเปรอร่างกายให้ได้รับความสุขอย่างเต็มที่ แต่ละเลยสุขภาพทางด้านจิตใจ ส่วน
คนอีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นการดูแลสุขภาพจิต เช่น น่ังสมาธิ ปฏิบัติธรรม การทำฌาน แต่ละเลยสุขภาพ
ทางรา่ งกาย ด้วยเหตุนจี้ งึ จะเห็นวา่ บางคนสุขภาพรา่ งกายดี แต่สุขภาพจิตย้ำแย่ บางคนสขุ ภาพจิต
ดี แตส่ ขุ ภาพรา่ งกายยำ่ แย่

การดแู ลสุขภาพเป็นเร่ืองสำคญั “เป็นการป้องกันมากกว่าแก้ไข เป็นการสรา้ งมากกว่าการ
ซ่อม” ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระสาวกอยู่รวมกันจำนวนมากส่ิงท่ีต้องคำนึงก็คือ เร่ือง “อนามัย”
(ความไม่มีโรค)๑ คือ เร่ืองสุขอนามัยทั้งตัวของพระภิกษุสิ่งแวดล้อมทั่วไป คือเสนาสนะท่ีอยู่อาศัย
เป็นต้น เพราะเป็นสิ่งท่ีเอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมและทำให้บรรลุธรรมอันเป็นความหลุดพ้น
นั้นเอง อันท่ีจริงแล้วมนุษย์น้ันมีโรคประจำตัวอยู่แล้วตั้งแต่เกิด ไม่เป็นโรคทางกาย และเป็นโรคทาง
ใจ โรคทางกายก็คือโรคาพยาธิต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายไม่สบาย ส่วนโรคทางใจ ก็คือความทุกข์
ทรมาน ความเจ็บปวดทางจิตใจ หน้าทขี่ องมนุษย์ก็คอื พยายามขจดั โรคต่างๆ ให้หมดไปนั้นเอง ด้วย
กิจกรรมต่างๆ มีการออกกำลังกาย การดูแลสุขอนามัย และการบำบัดรักษาเป็นต้น
พระพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธการมีอยู่ของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นร่างกาย เพราะถือว่าเป็นเร่ือง

๑ อนามัย มาจากคำภาษาบาลีว่า “น+อามย), น แปลว่า ไม่, อามย แปลตามศัพท์ว่า (๑) อาการที่
สเสยี ดแทง (๒) อาการทีเจ็บปวด (๓) อาการที่เบียดเบียนร่างกายอย่างยง่ิ (๔) อาการที่มาเบยี ดเบียน ดังน้ันเม่ือ
แปลเอาความว่า ความเจ็บไข้, ความไม่สบาย, ความเจ็บไข้, โรค, ความเจ็บไข้ได้ป่วย, อาพาธ, ความลำบาก ฯ
“น” เมื่อประสมกับคำท่ีต้นต้นด้วยสระ (ในที่นี้คือ “อา”) แปลง “น” เป็น “อน” = น = อน+อามย จึง = อนาม
ยะ ฯ คำว่า “อนามย-อนามัย” จึงมีความหมายว่าความสบาย, ความไม่มีโรค, ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย, ไมท่ รุดโทรม, มี
สขุ ภาพดี, มอี นามัยดี, ไม่เส่ือมลง ฯในภาษาไทยยังมีคำใชใ้ นความหมายว่า ถูกสขุ ลักษณะ, สะอาด, ส่ิงท่ีใช้เพ่ือทำ
ความสะอาดและป้องกันส่ิงท่ีไม่พึงประสงค์เก่ียวกับสุขภาพร่างกาย ฯ อนามัย แปลว่าความไม่มีโรค (อาโรคฺย)
หมายถึง การมีสุขภาพดี เช่นรัฐบาลต้องเอาใจใส่กับอนามัยของประชาชน แปลว่า เก่ียวกับสุขภาพ ที่ถูก
สขุ ลักษณะ เช่น กรมอนามัย สถานีอนามัยและใช้กับเคร่ืองอุปโภค บริโภค ท่ีสะอาดปราศจากสารพิษเจือปน เช่น
ผักอนามัย ข้าวอนามัย ผ้าอนามัย กระดาษอนามัย ฯ คำว่าอนามัย เม่ือประสมกับคำว่า พล (พละ) เป็น
พลานามัย แปลว่า ภาวะของร่างกายท่ีแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีโรค เช่น ปีใหม่นี้ขอให้เธอมีสุขภาพพลานามัยท่ีดี.
พลานามยั ยงั เป็นชอ่ื วชิ าทีว่ า่ ด้วยการรักษาสขุ ภาพของรา่ งกายและจิตใจอกี ด้วย เช่น วิชาพลานามัยมีประโยชน์ต่อ
ผู้เรียนเป็นอย่างมาก เม่ือใช้ว่า อนามัยจัด จะมีความหมายว่า รักษาความสะอาดมากเกินปรกติ เช่น เธอเป็นคน
อนามัยจัด แม้แต่ราวบันไดก็ต้องเช็ดแอลกอฮอล์ หรือคำว่า เด็กอนามัย หมายถึง ผู้ที่ดูแลรักษาสุขภาพอย่าง
เครง่ ครดั เช่น เธอเป็นเดก็ อนามยั เข้านอน ๒ ทุ่ม ทุกคนื .

42 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ธรรมดาเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นสสารอย่างหน่ึงท่ีเกิดขึ้นร่างกาย เพราะร่างกายเป็นแหล่งเป็น
สถานที่เกิดของโรคท้ังหลาย ดงั พุทธพจน์ว่า “โรคนิทฺธํ (รูป)ํ ” รูปนี้เป็นรังแห่งโรค ดังน้นั การบำบัด
ดูแลรกั ษาป้องกันและแก้ไข เป็นหน้าที่ของผู้นั้นที่จำเป็นต้องดูแลรกั ษาตามอาการและสมุฏฐานที่เกิด
ตามคำแนะนำผ้รู ทู้ ั้งหลาย

สาระสำคัญเกยี่ วกับสุขภาพ

ความสำคัญของสุขภาพ

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นย่ิงต่อความเจริญงอกงามและพัฒนาการทุกๆ ด้านในตัว
บุคคล สุขภาพเป็นรากฐานท่ีสำคัญของชีวิต โดยเร่ิมมาต้ังแต่มีการปฏิสนธิในครรภ์มารดาวัยทารก
วัยผู้ใหญ่จนถึงวัยชรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นพระพุทธสุภาษิตว่า “อโรคยปรมา ลา
ภา” ซ่ึงแปลว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พระพุทธภาษิตข้อนี้ แม้แต่ชาวอารยประเทศ
ทางตะวันตก ก็ยังยอมรับนับถือกัน และเห็นพ้องต้องกันว่า “สุขภาพคือพรอันประเสริฐสุด (Health
is the greatest blessing of all)” นอกจากนี้ยงั มสี ุภาษติ ของชาวอาหรับโบราณกล่าวไวว้ ่า “คนทีม่ ี
สุขภาพดีคือคนท่ีมีความหวัง และคนที่มีความหวังคือคนท่ีมีทุกสิ่งทุกอย่าง (He who has health
has hope and he who has hope has everything)” ซึ่งน่นั ก็หมายความว่าสุขภาพจะเป็นเสมือน
หนึง่ วิถที างหรือหนทางซง่ึ จะนำบุคคลไปสู่ความสุขและความสำเรจ็ ต่างๆ นานาได้

ชีวิตเป็นส่ิงมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินใดๆ ทุกคนย่อมรักษาและหวงแหนชีวิตของตนเอง
ปรารถนาให้ตนเองมีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข จึงจำเป็นต้องรักษาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่
เสมอ การมีสุขภาพดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ มีกล้ามเน้ือท่ี
ทำงานได้ดี สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับส่ิงแวดล้อมได้ดี
ไม่มีความวิตกกังวล ไม่ถูกความเครียดมารบกวน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ย่อมเป็นส่ิงท่ีปรารถนาของมนุษย์ทุกคน สุขภาพจึงเปรียบเสมือนวิถีแห่งชีวิต ท่ีจะนำไปสู่ความสุข
และความสำเร็จต่างๆ ในชีวิตได้

ป ระสิ ท ธิภ าพ ใน ก ารท ำงาน ขอ งป ระช าช น ใน ทุ ก ส าขาอ าชี พ จ ะต้ อ ง อ าศั ย สุ ขภ าพ ท่ี ดี
แข็งแรงสมบูรณ์เป็นปัจจัยสำคัญ การพัฒนาประเทศจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสุขภาพท่ีดีของคนในชาติ
เป็นสำคัญ ประเทศท่ีประชาชนมีสุขภาพดี มีสติปัญญา มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความสามารถ
ในการประกอบอาชีพเพื่อเล้ียงตนเองและครอบครัวได้ ไม่เบียดเบียนและทำร้ายซ่ึงกันและกัน ย่อม
เกิดความสงบสุข และเมื่อบุคคลในชาติมีสุขภาพกายและจิตดี มีมันสมองทม่ี ีศักยภาพ ย่อมเป็นผู้ที่มี
ความสามารถเรียนรู้ และสร้างสรรค์ส่ิงต่างๆ ได้ดี ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาท้ังด้านเศรษฐกิจและ
สังคมของประเทศโดยรวม

กรอบความคิดเรื่องสุขภาพในปัจจุบันวางอยู่บนฐานที่ว่าด้วยเร่ือง สุขภาวะ (well-being)
ทั้งมิติ ทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางปัญญา (จิตวิญญาณ)และทั้งมิติของคน ครอบครัว
ชุมชน และสังคม ดังน้ันสุขภาพมีผลกระทบมาจากหลายปัจจัยจึงต้องให้ความสำคัญกับองค์ความรู้
ทั้งเรื่องของการดำเนินงานทางสาธารณสุข การจัดบริการสาธารณสุขและเร่ืองต่างๆ ที่ปรากฏใน
สังคม เพราะส่ิงเหล่านี้มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรง และทางอ้อม ทั้งด้านบวกและด้านลบ
องค์ความรู้เพ่ือการพฒั นาสขุ ภาพและระบบสุขภาพจึงไมใ่ ช่เรอ่ื งของระบบการแพทย์เพยี งอย่างเดยี ว
แต่เป็นเร่ืองความร่วมมือกันของสังคมที่จะมาร่วมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพ สร้าง

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 43

สิ่งแวดล้อมท่ีปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพดี ร่วมสร้างวัฒนธรรมของการดำเนินชีวิตที่ไม่
เบยี ดเบยี นตนเองและผู้อ่นื และรว่ มกนั สรา้ งสังคม ท่อี ยู่รว่ มกันอยา่ งมีสนั ตสิ ขุ

ความสำคญั ของสขุ ภาพในพระพุทธศาสนา

แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะมองว่า สรรพสิงทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ว่าแท้จริงแล้วเป็นการ
ประชุมกันของเหตุปัจจัย ไม่มีสภาพเป็นตวั ตนทีแ่ ท้จริงใหย้ ึดถอื ไม่เที่ยงแทถ้ าวรมนั่ คง
และมีสภาพเป็นทุกข์บีบค้ันอยู่ทุกขณะ ที่กล่าวมาน้ีก็มิได้หมายความว่าในพระพุทธศาสนาจะถูก
ทอดทิ้ง เมินเฉย ไม่ให้ความสำคัญต่อเร่ืองสุขภาพ หรือการดูแลร่างกายน้ี แต่ตรัสสอนเช่นนั้นก็
เพียงเพ่ือไม่ให้เกิดอาการยึดม่ันถือม่ันในรูปร่างกาย นัยยะตรงกันข้ามพระพุทธองค์ทรงให้
ความสำคัญกบั รา่ งกาย กับชวี ิตและสุขภาพของผู้คน เนือ่ งจากพระพุทธศาสนามองว่า “การได้มาซง่ึ
อัตภาพเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องยาก” (กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ) เป็นโอกาสท่ีหาได้ยากเพราะต้องได้มา
ดว้ ยกศุ ลใหญ่ (มหากศุ ล) การจะดำเนนิ ชีวติ ตอ่ ไปกเ็ ป็นเร่อื งยากเพราะต้องต่อสดู้ ้ินรน และสงิ่ สำคัญ
มนุษย์มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองได้สูง เม่ือทำกิจในการพัฒนาตนเองได้จบส้ินแล้วก็ย่ิงสามารถ
สร้างคุณประโยชน์ให้กับโลกนี้ได้อย่างมาก การให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพระพุทธศาสนามี
ปรากฏท้ังในข้อแนะนำท้ังส่วนตนเองและผู้อื่น เพื่อมุ่งบำบัดโรคท่ีเป็นอยู่ให้หาย รักษาชีวิตผู้ป่วย
ป้องกันคนในสังคมมิให้ป่วยเจ็บ หรือเจ็บป่วยน้อยท่ีสุด บาลีเรียกว่า “อปฺปาพาโธ” (ร่างกายมี
อาพาธนอ้ ย) “อปปฺ โรโค” (ร่างกายมโี รคน้อย) “อปฺปสาวชโฺ ช” (รา่ งกายมโี ทษนอ้ ย) ดงั น้ี

หลักฐานช้ินสำคัญท่ีแสดงว่าพระพุทธศาสนามิได้ทอดท้ิงละเลยปัญหาสุขภาพ พบได้ใน
หลายท่ี เริ่มตั้งแต่เทศนากัณฑ์แรก คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ตรัสบอกว่า “การปฏิบัติธรรมนั้น
ต้องไม่สุดโต้งไปในด้านการทรมานตนเองใหล้ ำบากเปล่า (อตฺตกิลมถานุโยค) หรอื หลงติดอยู่กับการ
เสพบรโิ ภคในวัตถุกรรมและกิเลสกามมากจนเกินไป เรียกว่า หมกมุ่นในกามสุข (กามสุขลฺลิกานโุ ยค)
สมดังที่พระผ้มู ีพระภาค ได้รบั สัง่ กบั ภกิ ษุปัญจวคั คยี ์ว่า “ภิกษทุ ้ังหลาย ที่สุด ๒ อย่างน้ี บรรพชิตไม่
พึงเสพ กล่าวคือ ๑. กามสุขัลลกิ านโุ ยคในกามท้งั หลาย (การหมกมุ่นอย่ดู ว้ ยกามสุขในกามท้ังหลาย)
เป็นธรรมอันทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชนไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบดว้ ยประโยชน์ ๒.
อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตน) เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ ภิกษุท้ังหลาย มัชฌิมาปฏิปทาไม่เอียงเข้าใกล้ที่สุด ๒ อย่างนั้น ตถาคตได้
ตรัสรู้อันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุ (ปัญญาจักษุ) ก่อให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพ่ือความรู้
ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพ่ือพระนิพพาน๒ นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์ท่ีแสดงท่าทีที่ควรปฏิบัติต่อสุข-ทุกข์
ในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีตั้งแต่การไม่แสวงหาทุกข์มาทับถมตนเอง และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธต่อ
ความสุขทีไ่ ดม้ าโดยชอบธรรม แตก่ ็ไม่ให้ตดิ ในสขุ เหลา่ นัน้ และควรแสวงหาสุขที่ประณีตย่ิงขน้ึ ไปกว่า
นั้นอีก นอกจากนี้ยังพบอย่างเป็นรูปธรรมในวินัยหรือสิกขาบทของพระภิกษุ โดยหลายข้อพระพุทธ
องค์ทรงบัญญัติขึ้นให้ภิกษุปฏิบัติตามเพื่อมีสุขภาพกายดี หรือเพื่อรักษาชีวิตและร่างกายผู้ที่ป่วยให้
บรรเทาจากทุกขเวทนาท่ีเนื่องด้วยโรคทางกาย รวมท้ังยังจัดบทบาทและหน้าที่สำหรับภิกษุผู้ดูแล
ผู้ป่วยไวอ้ ยา่ งชัดเจน ซงึ่ จะกลา่ วในรายละเอียดตอ่ ไป

ในแงข่ องการให้ความสนใจสุขภาพ จะเห็นไดจ้ ากการทกั ทายกนั ของภกิ ษใุ นคร้งั พุทธกาลซึ่ง
มีการสอบถามถึงสุขภาวะของคู่สนทนา ซึ่งพบได้ทั่วไปในพระสูตรต่างๆ เช่น เมื่อมีพระภิกษุรูปหน่ึง

๒ ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๒๑.

44 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

จำพรรษาอยู่ในเมืองราชคฤห์ ซง่ึ เป็นท่ีจำพรรษาเดยี วกบั พระพทุ ธเจา้ เม่อื ทา่ นมีโอกาสเข้าไปหาพระ
สารีบตุ รในอีกเมืองหน่งึ ทา่ นพระสารบี ตุ รไดถ้ ามภิกษุนั้นว่า

“ท่านผมู้ ีอายุ พระผมู้ ีภาคไมท่ รงประชวรและยงั ทรงมพี ระกำลงั อยูห่ รือ”
ภิกษุนน้ั กล่าวตอบวา่ “ท่านผู้มีอายุ พระผมู้ พี ระภาคไม่ทรงประชวร และยังทรงมีพระกำลัง
อยู่ ขอรับ”
“ภกิ ษุสงฆไ์ ม่ปว่ ยไข้ และยังมีกำลังอยู่หรอื ”
“แม้ภกิ ษุสงฆ์ก็ไมป่ ่วยไข้และยงั มีกำลังอยู่ ขอรับ”
“พราหมณ์ช่ือธนญั ชานิอยูใ่ กล้ประตูตัณฑุลปาลิ๓ ในกรงุ ราชคฤหน์ ั้น เขาไม่ป่วยไข้และยังมี
กำลังอยู่หรือ”
“แม้ธนัญชานิพราหมณก์ ไ็ มป่ ่วยไข้และยังมีกำลงั อยู่ ขอรับ”
“ธนญั ชานิพราหมณย์ งั เป็นผู้ไม่ประมาทอยหู่ รือ”
ภิกษุนัน้ กราบเรียนว่า “ท่านผู้มีอายุ ธนัญชานิพราหมณ์ของเราจะไม่ประมาทที่ไหนได้ เขา
อาศัยพระราชาเที่ยวเบียดบัง(เอาผลประโยชน์ของ)พราหมณ์และคหบดีอาศัยพวกพราหมณ์และ
คหบดเี บียดบัง(เอาผลประโยชน์)ของรัฐ แม้ภรรยาของเขาผู้มีศรัทธา ทขี่ อมาจากตระกูลมีศรัทธา ก็
ตายไปเสยี แลว้ ภรรยาคนใหม่ของเขาไมม่ ีศรทั ธา เขาขอมาจากตระกลู ไม่มศี รทั ธา”
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ การที่เราได้ฟังว่าธนัญชานิพราหมณ์เป็นผู้
ประมาท เป็นข่าวไม่ดีเลย ถ้ากระไร เราจะได้พบกับธนัญชานิพราหมณ์นั้นสักคร้ังหน่ึง ทำอย่างไร
เราจึงจะได้สนทนาปราศรยั บ้าง”๔……….
มขี ้อความอีกชุดหน่งึ ท่ีเกี่ยวกับสุขภาพ ซึง่ เป็นคำทกั ทายท่ีปรากฏทวั่ ไปในพระสูตรต่างๆ ท่ี
บ่งบอกถึงความสนใจเรือ่ งสุขภาวะ ดังบาลีว่า “อปปฺ าพาธํ อปฺปาตงฺกํ ลหฏุ ฺฐานํ พลํ ผาสุวหิ ารํ ปจุ ฺฉ
...” แปลว่า “พระราชาแห่งแคว้นมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร รับส่ังเรียกวัสสการพ
ราหมณ์มหาอำมาตย์แคว้นมคธมาตรัสว่า “มาเถิด พราหมณ์ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงท่ี
ประทับ กราบพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลถามถึงพระสุขภาพ ความมีพระโรคาพาธน้อย
กระปร้ีกระเปร่า มีพระพลานามัยสมบูรณ์อยู่สำราญตามคำของเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระราชาแห่งแคว้นมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ขอกราบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระ
ภาคด้วยพระเศียรทูลถามถึงพระสุขภาพ ความมีพระโรคาพาธน้อย กระปร้ีกระเปร่า มีพระ
พลานามยั สมบรู ณ์ อยู่สำราญ’..”๕
อย่างไรก็ตาม การถามไถ่ห่วงใยถึงสุขภาพอนามัยทั้งหมดน้ัน โดยเฉพาะความรู้สึกใน
สุขภาพของพระอริยเจ้ามีพระสารีบุตรเป็นต้นนั้น ไม่สามารถกล่าวไดว้ ่าเป็นความรู้สึกห่วงใยแบบคน
ในปัจจุบันรู้สึกหรือไม่ ซ่ึงเป็นความรสู้ ึกแบบยึดม่ันถือมั่นในญาติหรือครบู าจารยข์ องตัวเอง ไม่อยาก
ให้ท่านตอ้ งพลดั พรากไปจากตนเอง
อาจกล่าวได้ว่าแม้พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับสุขภาพ แต่การรับรู้เก่ียวกับสุขภาพ
และความเจ็บป่วยของผู้นับถือพระพุทธศาสนา ย่อมแตกต่างกันไปตามระดับของการเข้าถึงธรรม

๓ ประตูตัณฑุลปาลิ ในท่ีนี้หมายถึง ประตูเล็กประตูหนึ่ง เพราะกรุงราชคฤห์มีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู
ประตูเล็ก ๖๔ ประตู อ้างใน ม.ม.อ.(บาล)ี ๒/๔๔๕/๓๐๘.

๔ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๔๔๕/๕๕๗-๕๕๘. ธนญั ชานสิ ตู ร
๕ องฺ.สตตฺ ก.(ไทย) ๒๓/๒๒/๓๓.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 45

(บรรลุธรรม) และยอมแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาด้วย ท้ังน้ีเพราะทรรศนะในการ
เข้าถึง เข้าใจโลกและสรรพส่ิงแบบพุทธจะเป็นเสมือนกรอบในการรับรู้ท่าทีต่อโรคภัยไข้เจ็บของ
สขุ ภาพดว้ ย ด้วยเหตนุ ้คี วามรู้สึกของสุขภาพและความเจบ็ ป่วยของผู้ที่มีทศั นะแตกต่างกัน จงึ ตา่ งกัน
ตามการรับรู้และความเข้าใจต่อความเป็นจริงในพื้นฐานชีวิต ธรรมชาติและสังคมน้ันๆ การให้
ความสำคญั เก่ียวกบั เรื่องน้กี ไ็ มไ่ ดส้ ามารถสังเกตเพยี งแคร่ ปู แบบที่ปรากฏภายนอกเท่าน้นั แตต่ ้องดทู ี่
วธิ คี ดิ และคำอธบิ ายที่อยู่เบอ้ื งหลงั ของการกรทะเหลา่ นั้นๆ ประกอบดว้ ย

ความหมายของสขุ ภาพ

“A sound mind is in a sound body” “จิตทสี่ ดใส ย่อมอยูใ่ นร่างกายทีส่ มบูรณ์” การท่ี
ได้มีคำเช่นนี้ก็เน่ืองจากรา่ งกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันอยา่ งใกล้ชิดจนเกือบจะแยกกันไม่ได้ และ
ตอ้ งพึ่งพาอาศยั กันตลอดเวลา ถา้ เม่ือใดท่ีร่างกายสขุ สมบรู ณ์ ปราศจากโรคภยั ไข้เจ็บหรอื มสี ขุ ภาพดี
จิตใจก็สุขสบายปราศจากความเศร้าหมองและมีความสดช่ืนร่ืนเริง ในทางตรงกันข้ามหากร่างกาย
ได้รับความทุกข์ร้อน ประสบความผิดหวังและเศร้าโศกเสียใจอยู่เสมอก็พลอยทำให้ร่างกายทรุด
โทรมซูบผอม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ และมีโรคภัยมาเบียดเบียน องค์กรอนามัยโลก (World Health
Organization : WHO) ในฐานะเป็นองค์กรหลักที่ดูแลด้านสุขภาพอนามัย ได้ให้ความหมายของ
สุขภาพ (Health) ไว้ว่า สุขภาพ หมายถึง ภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ (จิต
วิญญาณ) รวมถึงการดำรงชีวติ อยูใ่ นสังคมไดอ้ ย่างปกตสิ ุข และมไิ ด้หมายความเฉพาะเพยี งแต่ความ
ปราศจากโรคหรือความพิการทุพลภาพเท่านัน้ [Health is a state of complete physical, mental
and social well-being and not merely the absence of disease or infirmity.” (WHO,1946)]
ต่อมาในท่ีประชุมองค์การสุขภาพโลกเม่ือเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๑ ได้เพิ่ม สุขภาวะด้านจิตวิญญาณ
(spiritual well-being) เข้าไปอีกหัวขอ้ หนึง่ ๖

จากการประมวลความหมายต่างๆ จึงพอจะสรุปได้ว่าสุขภาพ หมายถึงผลรวมภาวะ
ความสุขของมนษุ ย์ทุกมิติทง้ั รา่ งกาย และจิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ โดยมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้

สุขภาพคือความสมบูรณ์ท้ัง ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ที่เชื่อมโยงซ่ึงกันและ
กันอย่างแบ่งแยกไม่ได้ การขาดความสมดุลในองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งย่อมส่งผลต่อ
องค์ประกอบอ่ืนๆ เสมอ การดำรงภาวะสุขภาพแบบองค์รวม จึงต้องคำนึงถึง การผสมผสานกล
ยุทธ์ที่จะคงความสมดุลในทุกองค์ประกอบ โดยจะครอบคลุมถึงการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมของ
บุคคลเป็นสําคัญ สุขภาพ เป็นการเรียกการกล่าวถึงลักษณะของการไม่เป็นโรค สุขภาพเป็นความ
สมบูรณ์ของคนใน ๔ มติ ิ คือ รา่ งกาย จติ ใจ สังคม และวิญญาณ(ปัญญา) หากสมบรู ณ์อยา่ งสมดุล
แล้ว กจ็ ะเขา้ สทู่ เ่ี รียกวา่ สขุ ภาวะ

สุขภาพ หมายถึง “ความสุขปราศจากโรค ความสบาย” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต
สถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)

สุขภาพ หมายถึง ภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และการดำรงชีวิตอยู่ใน
สังคมด้วยดี ไม่ใช่เพียงแต่ความปราศจากโรค หรือทุพพลภาพเท่านั้น (Health is defined as a

๖ ประเวศ วะสี, สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางจิตวิญญาณ. หมอชาวบ้าน , (กรุงเทพมหานคร :
สำนกั งานนโยบายและยทุ ธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสขุ , ๒๕๔๐), หนา้ ๔. .

46 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

state complete physical, mental and social well-being and merely the absence of
disease infirmity : World Health Organazation - WHO (องค์การอนามยั โลก, ๒๔๙๑)

สุขภาพจึงมีความหมายที่เน้นความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์ท้ังทางร่างกาย จิตใจ และสังคม น่ัน
คอื ต้องมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพทางสังคมครบทกุ ด้านและในท่ีประชุมสมัชชาองคก์ าร
อนามัยโลก เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ตกลงเติมคำว่า “Spiritual Well-being” หรือสุข
ภาวะทางจิตวิญญาณเข้าไป ในคำจำกัดความของสุขภาพเพิ่มเติม จึงอาจกล่าวได้ว่า สุขภาพ
หมายถึงภาวะของการดำรงชีวิตทมี่ ีความสมบรู ณ์ทั้งรา่ งกาย จติ ใจ รวมท้ังการอยูร่ ่วมกันในสังคมได้
ด้วยดี อยบู่ นพ้นื ฐานของคณุ ธรรม และการใชส้ ติปัญญา

ในอดีตคำว่า สุขภาพ หมายถึงสุขภาพกายเป็นหลัก ต่อมาจึงได้รวมสุขภาพจิตเข้าไปด้วย
เพราะเห็นวา่ คนทม่ี ีสุขภาพกายสมบรู ณแ์ ขง็ แรง แต่สขุ ภาพจิตเส่อื มโทรมหรอื เป็นโรคจิตก็ไม่สามารถ
ดำเนินชีวิตเป็นปกติสุขได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำร้ายผู้อ่ืนได้อีกด้วย ในยุคปัจจุบันคำว่าสุขภาพ มิได้
หมายความเฉพาะสุขภาพกายและสุขภาพจิตเท่าน้ัน แต่ยังได้รวมถึงสุขภาพสังคม และสุขภาพจิต
วิญญาณอีกด้วย จึงสามารถสรุปได้ว่าในความหมายของ “สุขภาพ” ในปัจจุบัน มีองค์ประกอบ ๔
ส่วน ด้วยกนั คอื

๑. สขุ ภาพกาย (Physical Health) หมายถงึ สภาพทด่ี ีของรา่ งกาย กล่าวคอื อวยั วะตา่ งๆ
อยู่ในสภาพทด่ี ี มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ รา่ งกายสามารถทำงานได้ตามปกติ
และมีความสัมพนั ธก์ บั ทุกสว่ นเปน็ อยา่ งดี และก่อใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพทีด่ ีในการทำงาน

๒. สุขภาพจิต (Mental Health) หมายถึง สภาพของจิตใจทส่ี ามารถควบคมุ อารมณ์ได้ มี
จิตใจเบิกบานแจ่มใส มิให้เกิดความคับข้องใจหรือขัดแย้งในจิตใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและ
สิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้มี
สุขภาพจิตดี ย่อมมีผลมาจากสุขภาพกายดีด้วย ดังท่ี John Lock ได้กล่าวไว้ว่า “A Sound mind
is in a sound body” คอื “จติ ใจทแี่ จ่มใส ย่อมอย่ใู นร่างกายทสี่ มบูรณ์”

๓. สุขภาพสังคม (Social Health) หมายถึง บุคคลท่ีมีสภาวะทางกายและจิตใจท่ีสุข
สมบูรณ์ มีสภาพของความเป็นอยู่หรือการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมไดอ้ ย่างปกติสุข ไม่ทำใหผ้ ู้อ่ืน หรือ
สังคมเดือดร้อน สามารถปฏสิ มั พันธแ์ ละปรับตวั ใหอ้ ยู่ในสังคมได้เปน็ อยา่ งดีและมีความสุข

๔. สุขภาพจิตวิญญาณ (Spiritual Health) หมายถึง สภาวะท่ีดีของปัญญาทีม่ ีความรทู้ ั่ว
รเู้ ทา่ ทันและความเข้าใจอยา่ งแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความช่วั ความมีประโยชน์และความมีโทษ
ซึ่งนำไปสู่ความมีจติ อันดงี ามและเอ้ือเฟ้ือเผอื่ แผ่

ในองค์ประกอบสุขภาพท้ัง ๔ ดา้ นนัน้ แต่ละดา้ นยงั มี ๔ มิติ ดงั น้ี

๑. การส่งเสริมสุขภาพ เป็นกลไกการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สุขภาพกาย สุขภาพจิต
สขุ ภาพสงั คม และสุขภาพจติ วญิ ญาณ

๒. การป้องกันโรค ไดแ้ ก่มาตรการลดความเส่ียงในการเกิดโรค รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกัน
เฉพาะโรค ด้วยวิธกี ารตา่ งๆ นานา เพอื่ มใิ หเ้ กดิ โรคกาย โรคจิต โรคสังคม และโรคจติ วิญญาณ

๓. การรกั ษาโรค เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้ว เราต้องเรง่ วินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอะไร แล้วรบี ให้การ
รักษาด้วยวิธที ี่ได้ผลดีท่สี ุดและปลอดภัยทีส่ ุดเท่าท่มี นษุ ย์จะรูแ้ ละสามารถให้การบริการรกั ษาได้ เพ่ือ
ลดความเสียหายแก่สขุ ภาพ หรือแม้แตเ่ พ่ือป้องกันมิให้เสียชวี ติ

๔. การฟื้นฟูสภาพ หลายโรคเม่ือเป็นแล้วก็อาจเกิดความเสียหายต่อการทำงานของระบบ
อวยั วะหรือทำให้พกิ าร จึงต้องเร่มิ มาตรการฟนื้ ฟใู หก้ ลับมามีสภาพใกลเ้ คยี งปกติทส่ี ุดเทา่ ที่จะทำได้

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 47

ทั้ง (๑) การส่งเสริมสุขภาพ และ (๒) การป้องกันโรคนี้ เราเรียกรวมกันว่า “การสร้าง
สุขภาพ” เป็นการทำก่อนเกิดโรค ส่วน (๓) การรักษาโรค และ (๔) การฟื้นฟูสภาพน้ี เราเรียก
รวมกันว่า “การซ่อมสขุ ภาพ” เปน็ การทำหลังจากเกดิ โรคแล้วและเปน็ ทเ่ี ชอื่ กนั วา่ “การสร้างสขุ ภาพ”
มีประสิทธิผลดีกว่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า “การซ่อมสุขภาพ” เนื่องจาก “การสร้างสุขภาพ”
เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ส่วน “การซ่อมสุขภาพ” ต้องอาศัยหน่วยงานด้าน
การแพทยเ์ ปน็ หลกั

แม้ว่าสุขภาพโดยองค์รวมแล้วจะเป็นภาวะของมนุษย์ที่เช่ือมโยงกันทั้ง ทางกาย ทางจิต
ทางปัญญา และทางสังคม แต่ในเรื่องของสถิติสาขาสุขภาพนั้น มีข้อจำกัดในการศึกษาทำให้ใน
ขน้ั ต้นจะกล่าวถึงเฉพาะสุขภาพทางกาย และสุขภาพทางจิตเท่านน้ั

องคป์ ระกอบของสขุ ภาพองคร์ วม มี ๔ มติ ิ ไดแ้ ก่

๑. มิติทางกาย (Physical dimension) เป็นมิติทางร่างกายท่ีสมบูรณ์ แข็งแรง
ปราศจากโรค หรือความเจ็บป่วย มีปัจจัยองค์ประกอบทั้งด้าน อาหาร สิ่งแวดล้อม ท่ีอยู่ อาศัย
ปจั จัยเกอ้ื หนุนทาง เศรษฐกจิ ทเ่ี พยี งพอ และสง่ เสรมิ ภาวะสขุ ภาพ

๒. มิติทางจิตใจ (Psychological dimension) เป็นมิติที่บุคคลมีสภาวะทางจิตใจที่
แจม่ ใส ปลอดโปร่ง ไม่มคี วามกงั วล มีความสขุ มีเมตตา และ ลดความเห็นแกต่ วั

๓. มิติทางสังคม (Social dimension) เป็นความผาสุกของครอบครัว สังคม และ
ชุมชน โดยชุมชน สามารถใหก้ ารดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สังคมมีความเป็นอยู่ท่ีเอื้ออาทร เสมอ
ภาค มคี วามยุติ ธรรม และมีระบบบรกิ ารที่ดีและทว่ั ถงึ

๔. มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) เป็นความผาสุก ท่ีเกิดจากจิตสัมผัส
กับส่ิงท่ีมี บุคคลยึดม่ันและเคารพสูงสุด ทำให้เกิดความหวัง ความเชื่อมั่นศรัทธา มีการปฏิบัติในส่ิง
ท่ีดีงาม ด้วยความมีเมตตา กรุณา ไม่เห็นแก่ตัว มีความเสียสละ และยินดีในการท่ีได้มองเห็น
ความสุข หรือความสำเร็จของบุคคลอื่น ทั้งน้ีสุขภาวะทางจิตวิญญาณจะเกิดข้ึนเมื่อบุคคลมีความ
หลดุ พ้นจาก ตวั เอง (self transcending)

มติ ิสุขภาพองค์รวมทัง้ ๔ มิติซ่ึงถือเป็นสุขภาวะจะมีความสัมพนั ธ์เช่ือมโยงกัน โดยสุขภาวะ
ทางจิตวิญญาณจะเป็นมิติที่สําคัญที่บูรณาการความเป็นองค์รวมของกาย จิต และสังคมของบุคคล
และชุมชนให้สอดประสานเข้าเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน จิตวิญญาณเป็นส่ิงสําคัญของสุขภาพที่จะยึด
กุมสุขภาวะในมิติอ่ืนๆ ให้ปรับตัวประสานกันอย่างครอบคลุมและครบถ้วนทั้งในระดับปัจเจกบุคคล
และชุมชน หากขาดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มนุษย์จะไม่พบความสุขทีแ่ ท้จรงิ ขาดความสมบูรณ์ใน
ตนเอง มีความรู้สึกบกพรอ่ ง หากมีความพร้อมถึงส่ิงอันมีคุณค่าสูงสุดก็จะมีความสุขหรือสุขภาวะท่ี
ดไี ด้แมว้ า่ จะบกพรอ่ งทางกาย เชน่ มีความพิการ หรือเป็นโรคเรอื้ รัง หรอื ร้ายแรง

นอกจากน้ี ภาวะความสุขในมิติทางกาย จะพิจารณาจากองค์ประกอบ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑.
ความทุพพลภาพ (Infirmity) ๒. ทรวดทรง (Posture) ๓. ความเจ็บป่วย (Illness) ๔. บาดแผล
(Wound) ๕. สมรรถภาพของรา่ งกาย (Physical Fitness)

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ เห ล่ า น้ี จ ำ เป็ น ต้ อ ง อ ธิ บ า ย ค ว า ม ห ม า ย อ ย่ า ง น้ อ ย ห นึ่ ง
องคป์ ระกอบคือ ทรวดทรง กล่าวคือ ทรวดทรง หมายถงึ ผลสรปุ รวบยอดของส่วนประกอบทกุ สว่ น
ของร่างกาย ตง้ั แต่ผมลงไปจรดเท้า ได้แก่ขนาดของรา่ งกายด้านต่างๆ เชน่ ความสงู -ตำ่ ความอว้ น-
ผอม ความกลม-แบนของลำตัว ส่วนค้าง ส่วนเว้า ลักษณะของผมทั้งสี ขนาด ความกลม-แบน
ความหนาแน่น-บาง ลักษณะและส่วนประกอบของหน้าและความเนียนหยาบของผิว ตลอดถึงสีผิว

48 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ถ้าส่วนประกอบต่างๆ กลมกลืนกันมากเท่าใดย่อมหมายถึงทรวดทรงดีเท่านั้น ภาษาบาลีเรียกว่า
“สุสณฺฐานตา” แปลว่า ความเป็นผู้มีทรวดทรงงามสมส่วน และว่า “สุรปู ตา”๗ แปลว่า ความเป็นผู้
มรี ูปร่างสง่างาม (รูปรา่ งงาม สมส่วน)๘

แม้ตามหลักวิชาภาวะความสุขในมิติทางกายต้องพิจารณาจากองค์ประกอบท้ัง ๕
องค์ประกอบ แต่โดยทั่วไปนิยมวัดจากสมรรถภาพของร่างกาย หรือสมรรถภาพทางกายภาพเพียง
องค์ประกอบเดยี วกย็ อมรับวา่ บ่งบอกภาวะความสุขในมติ ิทางกายไดแ้ ลว้

ภาวะความสขุ ในมิติทางจติ ใจ เน่ืองจากจติ ใจคอื ความรู้สึกตอ่ ส่ิงใดๆ ภาวะความสขุ ในมิติ
ทางจิตใจจะพิจารณาจากองคป์ ระกอบ ๕ ด้าน ได้แก่

๑. มีความรู้สกึ ตอ่ โลกในแง่ทด่ี ี

๒. ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้าโดยฉับพลัน อันเน่ืองจากอารมณ์ต่างๆ ได้อย่าง
เหมาะสม

๓. เมอ่ื เกิดความเครียดมคี วามรูส้ กึ วา่ คนยอ่ มมีโอกาสเครยี ดเปน็ เรอื่ งปกติ

๔. ควบคุมไม่ให้เกิดความเครียดมากได้ และคลี่คลายความเครียดได้เหมาะสมในเวลา
รวดเร็ว

๕. มีความรู้สึกยอมรับความจรงิ ที่เกิดขนึ้

ภาวะความสุขในมิติทางอารมณ์ เน่ืองจากอารมณ์ คือความรู้สึกตอบสนองส่ิงเร้าโดย
ฉับพลัน อารมณ์มี ๒ ด้านคือพึงพอใจ (อิฏฐารมณ์) กับด้านท่ีไม่พึงพอใจ (อนิฏฐารมณ์)๙ ตัวอย่าง
อารมณ์ท่ีพึงพอใจ สนุก ดีใจ รักตื่นต้นเป็นต้น และตัวอย่างอารมณ์ไม่พึงพอใจ เช่น โกรธ เกลียด
อิจฉา ริษยา เศร้า เสียใจ กลัว เป็นต้น อารมณ์ส่ังการให้มีปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเร้าท่ีมากระทบ
แต่ละอารมณ์จะมีปฏกิ ิรยิ าตอบสนองแตกต่างกัน สง่ิ เรา้ ลักษณะเดียวกนั อาจก่อใหอ้ ารมณ์ทแ่ี ตกต่าง
กันในบคุ คลที่ต่างกนั หรอื แม้แต่ในบุคคลเดียวกนั ก็อาจเกิดอารมณ์แตกต่างกนั ได้ขึน้ อยู่กับสถานการณ์
แวดล้อมในขณะนั้นๆ ภาวะความสุขในมิติทางอารมณ์พิจารณาจากองค์ประกอบ ๒ ด้าน ได้แก่ (๑)
ความอ่อนไหว ความหนักแน่นของความรู้สึกตอบสนองสิ่งเร้าโดยฉับพลัน (๒) ความเครียดท่ีสืบ
เน่ืองมาจากส่ิงเรา้ นั้น

ภาวะความสุขในมิติทางสังคม มิติทางสังคมเป็นสถานการณ์ การวางตนในภาวะปกติ
และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ภาวะความสุขในมิติทางสังคมพิจารณาจากองค์ประกอบ ๘ประการ
ได้แก่ ๑. มีวินัยในตนเองและควบคมุ ให้คงอยูไ่ ด้ ๒. มีความรบั ผิดชอบเหมาะสมกับอายแุ ละบทบาท
ทางสังคม ๓. ยอมรับและรกั ษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และกฎเกณฑ์ของสังคม ๔. มีเพ่ือนสนิท
๕. มีกิจกรรมร่วมกับเพ่ือน ญาติและคนอ่ืนๆ ได้เหมาะสม ๖. มีความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ๗. มีเพื่อน
ท้ังเพศเดียวกนั และตา่ งเพศทกุ วยั ๘. มีเพอ่ื นใหม่ๆ

ภาวะความสุขในมิติทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นความรู้สึกของบุคคลท่ีหย่ังรากลึก
จนมั่นคง ความรู้สึกน้ันจะคอยผลักดันพฤติกรรมอันแท้จริงของบุคคลต่อส่ิงต่างๆ และบุคคลอ่ืนๆ

๗ ข.ุ ข.ุ (ไทย) ๒๕/๑๑/๑๙., มงฺคลทปี นี.(บาล)ี ๑/๑๐๐/๑๑๑.
๘ ขุ.สุ.(ไทย) ๒๕/๔๑๓/๕๙๖.
๙ โลกธรรม ๘ ประการ ได้แก่ ๑. ลาภ ๒. เส่ือมลาภ ๓. ยศ ๔. เสื่อมยศ ๕. นินทา ๖. สรรเสริญ ๗.
สุข ๘. ทุกข์ (แบ่งเป็นอิฏฐารมณ์ ๔ และ อนิฏฐารมณ์ ๔) อ้างใน องฺ.อฏฺฐก.(ไทย) ๒๓/๕/๒๐๒-๒๐๓. ปฐม
โลกธัมมสูตร. ฯ คำว่า โลกธรรม หมายถงึ สงิ่ ที่มีความแนน่ อนสำหรับสัตว์โลก อา้ งใน อง.ฺ อฏฺฐก.ฏีกา.(บาลี) ๓/๕/
๒๕๓, ที.ปา.(บาลี) ๑๑/๓๓๗/๒๒๙.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 49

เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณจึงมี ๒ ลักษณะ คือ จิตวิญญาณดี กับจิตวิญญาณไม่ดี ภาวะความสุขใน
มิติทางจิตวิญญาณเป็นลักษณะของจิตวิญญาณดี ซึ่งจะพิจารณาจากองค์ประกอบ ๕ ด้านได้แก่ ๑.
รักตนเอง รกั ผู้อื่น และรักสิ่งแวดล้อม ๒. มุ่งม่ันทำสิ่งดีงามทุกโอกาส แม้ไม่มีใครทราบการกระทำ
นั้น ๓. เห็นแก่ประโยชนส์ ว่ นรวม ไมน่ ้อยกวา่ ประโยชน์ส่วนตน ๔. กระตือรือร้นช่วยเหลือผ้อู ่ืน แต่ไม่
เกนิ กำลังตนเอง ๕. กลา้ ตดั สินใจกระทำทกุ อยา่ งบนพ้ืนฐานความดีงาม

โดยปกติบุคคลทั่วไปเม่ือรวมทุกมิติเข้าด้วยกันแล้ว ย่อมประด้วยด้วยภาวะความสุขและ
ภาวะความทุกข์เสมอนั่นคือ ภาวะความสุข + ภาวะความทุกข์ = ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และระดับของ
ภาวะความสุขกับทุกข์ ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงมีการกำหนดเกณฑ์ของระดับ
สุขภาพไว้ เพ่ือใช้สื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน และเป็นเกณฑ์ในการสร้างเสริมระดับสุขภาพให้ดีขึ้น
ดังนี้

สุขภาพสมบรู ณ์ คอื ภาวะของมนษุ ย์ทม่ี ีความสุขอย่างเดยี ว ไม่มคี วามทกุ ข์เลย
สขุ ภาพดี คอื ภาวะของมนษุ ย์ ท่มี คี วามสุข ๘๐-๙๙ เปอร์เซน็ ต์
สุขภาพค้นข้างดี คือ ภาวะของมนษุ ย์ ทม่ี คี วามสุข ๖๐-๗๙ เปอร์เซน็ ต์
สุขภาพไม่ค่อยดี คอื ภาวะของมนุษย์ ทมี่ คี วามสขุ ๕๐-๕๙ เปอรเ์ ซน็ ต์
สขุ ภาพไม่ดี คอื ภาวะของมนุษย์ ท่มี คี วามทุกข์มากกวา่ ความสขุ
ถา้ เป็นไปได้ใครๆ กค็ งปรารถนาระดับความสุขสูงสุด คือสุขภาพสมบูรณด์ ้วยกันทุกคน แต่
ในความเป็นจริงคงหาคนท่มี ีระดับสุขภาพสมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้น บุคคลท่วั ไปคงจำต้องปรารถนาระดับ
สุขภาพถัดมา คือระดับสุขภาพดี แม้แต่ระดับสุขภาพดีก็มิใช่มีได้ง่ายๆ การสร้างเสริมสุขภาพให้
ระดับสุขภาพสูงขึ้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการ ข้อเท็จจริงที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ
ระดับสุขภาพจะไม่คงที่ โดยแปรเปลี่ยนไปตามผลลัพธ์ รวบยอดขององค์ประกอบต่างๆ ในขณะน้ันๆ
จากเหตุผลและขอ้ เทจ็ จริงท่ียกตวั อยา่ งมาน้ีย่อมยนื ยันไดว้ ่า สุขภาพมีความสำคัญต่อมนษุ ย์

ผลของสุขภาพดีหรอื ไม่ดี ข้นึ ผกู้ ับผลของวิบากกรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปไปได้”๑๐
พุทธดำรัสน้เี ป็นความจริงแท้แน่นอน ท่ีมนุษย์ทกุ คนต้องประสบ ไม่วันใดกว็ ันหน่ึง แต่เมื่อความจริงน้ี
มาถึง ก่อนวัยก่อนกาลอันควร ก็นับเป็นความน่าเสียดาย อย่างยิ่งสำหรับ การเกิดเป็นมนุษย์ ท่ี
ดกี ว่าการอยใู่ นกำเนดิ อน่ื ๆ โดยท่ีสดุ แมเ้ ป็นเทวดา

เพราะอัตภาพมนุษย์เป็นอัตภาพเดียวท่ีสามารถ ส่ังสมบุญกุศล ได้ดีและได้มากกว่า การมี
อายุยืนยาวสำหรับ ผู้ไม่ประมาทจึงเท่ากับมีเวลา ในการส่ังสมบุญกุศลได้มาก แผ่นดินกว้างใหญ่
ไพศาลจึงเป็นท่ีตั้งของทุกส่ิงทุกอย่างได้ อายุท่ียืนยาวเท่านั้น จึงเป็นที่ต้ัง ของบุญกุศล มากมาย
สำหรบั มนุษย์ผ้ไู ม่ประมาท

สำหรับการมีอายยุ ืนยาว ส่ิงจำเป็นที่จะทำใหส้ ามารถ สั่งสมบุญกุศลได้เต็มท่กี ็คือ จะต้อง
มีสขุ ภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มโี รคภยั ไข้เจ็บมาเบยี ดเบยี น

ในพระไตรปิฎกไดก้ ล่าว ถึงเหตุเกิดโรคไว้ ๕ ประการดงั น้ี

๑. เกดิ เพราะอกศุ ลกรรมเกา่

๑๐ อง.ฺ ปญจก.(ไทย) ๒๒/๕๗/๙๙. ฐานสูตร

50 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๒. เกดิ เพราะฤดูทเี่ ปล่ียนแปลง

๓. เกดิ เพราะถกู ประทุษร้าย

๔. เกิดเพราะสังขารเส่ือม

๕. เกิดเพราะการไมเ่ ปลย่ี นอิริยาบถ คืออย่ทู ่าเดียวนานๆ

กรรมเก่าคืออะไร

คำว่า “กรรมเก่า” ในที่นก้ี รรมทฝี่ ังแน่นอยู่ในวิบากจติ ทส่ี บื เน่ืองมาจากขันธสันดาน (ความ
สืบตอ่ แหง่ ขนั ธ์) กรรมท่ีขา้ มภพขา้ มชาติ อาจเปน็ หลายรอ้ ยหลายพันชาตกิ ็ได้ (อปราปรเวทนียธรรม)
ตรงลงว่าไม่ใช่เก่าท่ีเป็นปัจจุบัน (ปัจจุบันนกรรม) ฯ กรรมคือการกระทำน้ัน ได้แก่เจตนาซ่ึงเป็น
สภาพท่ีต้ังใจ จงใจที่จะทำกุศลหรืออกุศล เมื่อได้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมน้ันๆ ลงไปแล้ว ก็
เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วิบากจิตซ่ึงเป็นผลของกรรมเกิดขึ้น การเห็นสิ่งต่างๆ ท่ีดีเป็นผลของกุศลกรรม
การได้ยินเสยี งต่างๆ ทด่ี ีเป็นผลของกุศลกรรม การไดก้ ลน่ิ ตา่ งๆ ทด่ี ีเปน็ ผลของกุศลกรรม การลมิ้ รส
ต่างๆ ที่ดีเป็นผลของกุศลกรรม การท่ีกายกระทบสัมผัสส่ิงที่สบายก็เป็นผลของกุศลกรรมซ่ึงไม่อยู่ใน
อำนาจบงั คับบัญชาของใครเลย ทกุ คนอยากเหน็ แต่สิ่งที่ดๆี ท้ังน้ัน อยากจะไดย้ นิ เสยี งดๆี ไดก้ ลิ่นดีๆ
แต่บางคนก็ได้ บางคนก็ไม่ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัย คือกรรมท่ีได้กระทำไว้ต่างๆ กันนั้นเป็นปัจจัยทำ
ให้จิตเห็น จิตได้ยินสิ่งที่ดีหรือไม่ดีในขณะน้ันๆ กรรมใดจะให้ผลเมื่อใด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ของผู้ใด ดังนนั้ จงึ ควรเจริญกศุ ลทุกประการ...โดยเฉพาะการเจรญิ ปญั ญา...

ในกรณีกรรมเก่านี้ขอยกตัวอย่างเร่ืองเจ้าหญิงโรหิณี ซ่ึงเป็นน้องสาวของเจ้าอนุรุทธะ ท่ี
ปรากฏอรรถกถาธรรม มเี น้ือความยอ่ ว่า

ครั้งนน้ั พระอนุรุทธะ ได้ตามเสด็จพระศาสดาไปเมืองกบิลพัสดุ์ ดว้ ยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ
๕๐๐ รูป เมื่อไปถึงแล้ว ไดม้ ีพระญาติทราบขา่ ว จึงพากนั มาเยี่ยมจำนวนมาก ในจำนวนนี้ขาดแต่เจ้า
หญิงโรหิณีองค์เดียวเท่าน้ัน เมื่อพระเถระถามถึงเหตุท่ีเจ้าหญิงไม่ได้มา ก็ทราบว่า พระนางโรหิณี
ทรงละอาย ที่ตนเองได้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง (สรีเร เม ฉวิโรโค อุปฺปนฺโนติ ลชฺชาย นาคตา...) พระ
เถระจึงได้ให้ไปทูลเชิญเจ้าหญิงมา แล้วก็ได้สนทนาถามสุขทุกข์กะกันและกัน แล้วได้แนะนำให้เจ้า
หญิงโรหิณีทำบุญ เพื่อหนีกรรมเก่าท่ีเคยทำไว้มาก่อน โดยให้นำเคร่ืองประดับของเจ้าหญิงของชาย
ทั้งหมด ได้เงินมาเทา่ ไหร่ก็ใหน้ ำเงินท้ังหมดน้ันเอามาสร้างโรงฉัน (โภชนสาลา) สำหรบั พระสงฆ์

เจ้าหญิงโรหิณีก็ได้กระทำเช่นนั้น โดยนำเงินท้ังหมดไปสร้างหอฉันสองช้ัน แล้วนางก็ได้
เสด็จไปปัดกวาง เช็ดถูก ต้ังน้ำใช้ ต้ังน้ำฉัน และถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่อยู่เป็น
ประจำ ในเวลาไมน่ านนกั โรคผดิ หนังทัง้ หมดของเจา้ หญงิ โรหณิ กี ไ็ ด้จงหายไป

ครั้งน้ัน พระพุทธองค์ได้เสด็จไปบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ได้มาเสวย
ภัตตาหารท่ีโรงฉันที่องค์หญิงสร้างถวายไว้ ได้ตรัสถามถึงสาเหตุท่ีองค์หญิงที่เป็นโรคผิดหนัง พระ
นางได้กราบทูลวา่ “ไม่ทราบ”

เมื่อพระนางทราบทูลถามถึงบุพพกรรม พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงว่า “ในอดีต พระนงได้
ประสูติเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี มีจิตอิจฉาริษยาหญิงนักฟ้อนคนหน่ึงของพระราชา
จึงดำรวิ ่า “เราจักให้ทุกข์เกิดแก่หญิงนักฟ้อนนั้น” [ทุกขฺ มสฺสา อุปฺปาเทสฺสามิ] รับส่ังให้เรยี กหญิงนกั
ฟ้อนน้ันมายังสำนักของตนแล้ว ให้ใส่ผงเต่าร้างใหญ่ (มหากจฺฉุผลานิ) บนท่ีนอน ที่ผ้าห่ม และท่ี
ระหว่างเครื่องใช้ มีผ้าปูที่นอนเป็นต้นของหญิงนักฟ้อนน้นั โดยประการที่นางไม่ทันรู้ตัว โปรยลงแม้ที่
ตัวของนาง ราวกะทำความเยย้ หยันเล่น ทันใดนนั้ เอง สรรี ะของหญิงนักฟ้อนน้ัน ไดพ้ ุพองขึ้นเป็นตุ่ม

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 51

น้อยตุ่มใหญ่ นางเกาอยู่ไปนอนบนที่นอน เมื่อนางถูกผงเต่าร้างกัดแม้บนที่นอนนั้น เวทนากล้าย่ิงนัก
เกดิ ขึ้นแลว้ พระอคั รมเหสใี นกาลนน้ั ไดเ้ ปน็ พระนางโรหิณ”ี นคี้ อื กรรมเกา่ ท่นี างเคยกระทำไว้

พระศาสดา คร้ันทรงนำอดตี นิทานนม้ี าแล้ว ตรสั ว่า “โรหิณี กก็ รรมนนั่ ที่เธอทำแล้วในกาล
นั้น, ก็ความโกรธก็ดี ความริษยาก็ดี แม้มีประมาณเล็กน้อย ย่อมไม่ควรทำเลย” ดังนี้แล้ว จึงตรัส
พระคาถานว้ี ่า :-

โกธํ ชเห วิปฺปชเหยยฺ มานํ

สญฺโญชนํ สพฺพมตกิ ฺกเมยฺย

ตนนฺ ามรปู สมฺ ึ อสชฺชมานํ

อกิญจฺ นํ นานปุ ตนตฺ ิ ทุกฺขา.

แปลว่า “บุคคลพึงละความโกรธ, สละความถือตัว, ล่วงสังโยชน์ท้ังส้ินได้ ทุกข์ท้ังหลาย
ยอ่ มไม่ตกต้องบุคคลน้นั ผ้ไู ม่ขอ้ งในนามรูป ไมม่ กี ิเลสเคร่ืองกงั วล”

ในอรรถกถา ทา่ นพระพทุ ธโฆสาจารย์ อธิบายไวด้ ังนว้ี ่า

คำว่า ความโกรธ (โกธะ) ท่านช้ีแนะไว้ว่า พึงละความโกรธทุกๆ อาการ ก็ดี มานะ ๙
อย่างก็ดี และสงั โยชน์กพ็ งึ ก้าวลว่ งท้งั ๑๐ ประการมกี ามราคสงั โยชนเ์ ปน็ ตน้

อธิบายว่า ก็ผู้ใดยึดถือนามรูปโดยนัยว่า “รูปของเรา, เวทนาของเราเป็นต้น และเม่ือนาม
รูปนั้นแตกไป ย่อมเศรา้ โศกเดือดร้อน ผู้น้ชี ื่อว่าข้องอยูใ่ นนามรูป ส่วนผู้ไม่ยดึ ถืออย่างน้ัน ชื่อว่าย่อม
ไม่ขัดข้อง ขึ้นชื่อว่าทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกต้องบุคคลน้ันผู้ไม่ข้องอยู่อย่างนั้น ผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลส
เครื่องกังวล เพราะไม่มีราคะเป็นต้น ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา
ปตั ตผิ ลเป็นตน้

แม้พระนางโรหิณีก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล สรีระของพระนางได้มีวรรณะดุจทองคำ
ในขณะนั้นเอง พระนางจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในระหว่างเขตแดนของเทพบุตร ๔ องค์ ในภพ
ดาวดงึ ส์ ได้เป็นผู้นา่ เลื่อมใส ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศ เทพบุตรท้ัง ๔ องคเ์ ห็นนางแล้ว เป็นผู้เกิด
ความสิเนหา วิวาทกันว่า “นางเกิดภายในแดนของเรา, นางเกิดภายในแดนของเรา” ไปสู่สำนักของ
ท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า “ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ท้ังสี่เกิดคดีข้ึนเพราะอาศัยเทพธิดาน้ี, ขอ
พระองค์ทรงวินจิ ฉัยคดนี ้นั ”

แม้ท้าวสักกะ แต่พอไดท้ รงเห็นพระนาง ก็เป็นผู้เกิดสิเนหา ตรัสอย่างนวี้ ่า “จำเดิมแต่กาล
ทีพ่ วกท่านเหน็ เทพธิดานีแ้ ล้ว จิตเกิดขึ้นอยา่ งไร?”

ลำดับน้ัน เทพบุตรองค์หนึ่งกราบทูลว่า “จิตของข้าพระองค์ เกิดขึ้นดุจกลองในคราว
สงครามกอ่ น ไมอ่ าจจะสงบลงไดเ้ ลย”

องค์ท่ี ๒. จิตของข้าพระองค์ [เกิดขึ้น] เหมือนแม่น้ำตกจากภูเขา ย่อมเป็นไปเร็วพลัน
ทเี ดยี ว

องค์ท่ี ๓. จำเดิมแตก่ าลทขี่ ้าพระองค์เหน็ นางนี้แลว้ ตาทง้ั สองถลนออกแล้ว ดจุ ตาของปู

องค์ท่ี ๔. จิตของข้าพระองค์ เป็นประดุจธงทเ่ี ขายกขึ้นบนเจดีย์ ไม่สามารถจะดำรงน่งิ อยู่
ได้

คร้ังนั้น ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรท้ังสี่ นั้นว่า “พ่อทั้งหลาย จิตของพวกท่านยังพอข่มได้
กอ่ น สว่ นเราเม่อื ได้เหน็ เทพธิดาน้ี จึงจักเป็นอยู่ เมอื่ เราไมไ่ ด้ จักตอ้ งตาย”

52 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

พวกเทพบุตรจึงทูลว่า “ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ ไม่มีความต้องการด้วยความตาย
ของพระองค์” แลว้ ตา่ งสละเทพธิดาน้นั ถวายท้าวสกั กะแล้วหลีกไป

เทพธิดานั้นได้เป็นที่รักที่พอพระหฤทัยของท้าวสักกะ เมื่อนางกราบทูลว่า “หม่อมฉันจัก
ไปสู่สนามเลน่ ช่อื โนน้ ” ทา้ วสกั กะกไ็ มส่ ามารถจะทรงขดั คำของนางไดเ้ ลย ดังนแ้ี ล๑๑

เร่ืองกรรมเก่านัน้ เป็นเร่อื งท่พี ิสูจน์ได้ยาก แต่มักจะเห็นง่าย กล่าวคือมีคนเป็นอันมากทีใ่ น
ปัจจุบันชาติน้ี ไม่เคยทำกรรมหนักนาอะไรเลย แต่เขาก็ได้รับแต่ความเจ็บป่วย มีความทุกข์ความ
เดือดรอ้ นต่างๆ นานา แทบว่าจะตลอดชีวิต แต่ตรงกันข้ามมีคนอีกจำนวนมากเช่นเดียวกันท่ีในชีวิตนี้
เขาทำแต่กรรมชั่วสารพัด แต่เขากลับอยู่ดีมีสุข(กาย) มีเกียรติ มีหน้าตาเป็นท่ียกย่องในสังคม ใน
กรณีท้ังสองนี้ถ้าเราไม่เชื่อเร่ืองอดีตกรรม แล้วเราจะเชื่ออะไร? เช่ือเคราะห์ เช่ือความบังเอิญหรือ?
เชื่อว่าคนนั้นคนนี้ทำให้หรือ? เชื่อว่าภูตผีปีศาจ หรือเชื่อว่าสิ่งศักด์ิสิทธิ์มาดลให้เป็นไป? ที่กล่าวมา
นอนว่า คนทุปปญั ญา(ปัญญาอ่อน) กย็ ่อมจะต้องโทษนั่นโทษนี้ โทษไปสารพัดร้อยแปดพันเก้า แต่ส่ิง
หนึ่งที่คนประเภทนี้ไม่เคยโทษน่ันก็คือ “อดีตกรรม คือการกระทำของตนเองที่ผ่านมา” ท้ังน้ีก็
เพราะว่าอันธปุถุชนเท่านั้น เป็นคนหลง คนที่มีกิเลสหนาตัณหาจัด ไม่อาจมีญาณหย่ังรู้เหตุผลหรื
อกรรมในอดีตชาติของตนเองได้ ดังนั้นเม่ือปุถุชนอย่างเราไม่มีญาณ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ก็
ขอให้เชื่อพระญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนเถิดว่า “ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมเป็นของของตน
เป็นผู้รบั ผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ มีกรรมเป็นท่ีพ่ึงอาศัย เราทำกรรมใด
ไว้จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”๑๒ เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วมี
ความดีติดตามมาก็เพราะเราทำดีเอาไว้ เกิดมาช่ัวก็เพราะเราได้กรรมอกุศลกรรมเอาไว้ ไม่มี ภูต ผี
ปีศาจ เทวดา ซาตาน หรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิที่ไหนอะไรจะมาทำให้เราได้ นอกจากกรรมที่ตัวเราเคยทำ
เอาไว้เท่านั้น

ดังนั้นเมื่อเราป่วยเจ็บไข้อะไร? มากหรือน้อยก็ตาม ในขั้นแรกขอให้เรารักษากันไปตาม
อาการท่ีเป็นนั้นไปก่อน เมื่อไม่หายจริงๆ แล้วค่อยหันมายอมรับเรื่องกรรมเก่า(อดีตกรรม) เร่ืองผล
ของกรรม ด้วยการทำบุญให้ทานในรูปแบบต่างๆ ตามทไ่ี ด้แนะนำไว้เช่นเรอ่ื งพระหญิงโรหณีดังกล่าว
แต่เม่ือได้กระทำมาจนครบทกุ ข้ันตอนทกุ สูตรหรือครบทกุ ข้ันตอนหรือทุกรูปแบบแล้ว โรคก็ยังไม่หาย
ก็ควรที่จะปลงใจ ทำใจ ยอมรับผลของกรรมที่ตนทำอย่างชื่นตา เมือเรายอมรับได้ ใจก็ยอมจะสงบ
โรคทางใจกห็ ายไป เหลือแต่โรคทางกาย สุดท้ายใจมันกจ็ ะไมก่ ระวนกระวายมาก

แต่สำหรับเหตุแห่งโรคท้ัง ๕ ก็มีข้อยกเว้นที่น่าศึกษาอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น มีพระ
อรหันตเถระ รูปหนึ่งช่ือพากุละ ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง ๑๖๐ ปี คือท่านเป็นฆราวาสอยู่ ๘๐ ปีและบวช
เป็นพระจนวันละสังขาร ๘๐ พรรษา ตลอดอายุของท่านรวม ๑๖๐ ปีน้ัน ท่านไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย
เลย แม้เพยี งเลก็ น้อย ดังหลกั ฐานปรากฏชดั เจน ในพระไตรปิฎก วา่

ท่านพระพากุลเถระ เป็นผู้ไม่เคยอาพาธแม้เล็กน้อย โดยที่สุดแม้เพียง ใช้สองน้ิวหยิบยาดม
ขึ้นมาดมก็ไม่เคยทำ และเม่ือสืบสาวราวเรื่อง ไปดเู หตุท่ที ่านมีสุขภาพ ดีตลอดบวกกับการ มีอายุยืน
ยาวนี้ กจ็ ะเหน็ วา่

ท่านเป็นผทู้ ่ชี ่นื ชอบ เปน็ พเิ ศษในการทำบุญ ดว้ ยการให้ยารักษาโรคกบั ผคู้ นท่วั ไป โดยเฉพาะ
ถวายยา และถวายการรักษา แกพ่ ระภกิ ษุสามเณร ท่อี าพาธ(ปว่ ย) ซง่ึ ไดเ้ นือ้ นาบุญ ท่ดี ีด้วยนัน่ เอง

ศกึ ษาประวตั ขิ องพระพากลุ ะเถระ

๑๑ ข.ุ ธ.อ.(บาล)ี ๖/๑๕๙-๑๖๒. ธมฺมปทฏฺฐกถา (ฉฏโฺ ฐ ภาโค) โรหิณขี ตตฺ ิยกญฺญาวตถฺ ุ.
๑๒ อง.ฺ ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๕๗/๑๐๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 53

๑. พระพากุลเถระ ตอน สรา้ งมหากศุ ลใหญ่ในสมยั พระอโนมทัสสพี ทุ ธเจา้
๒. พระพากลุ เถระ ตอน สร้างมหากศุ ลใหญ่ในสมัยพระปทมุ ตุ ตรพุทธเจ้า
๓. พระพากุลเถระ ตอน สรา้ งมหากุศลใหญ่ในสมัยพระวิปัสสีพทุ ธเจา้
๔. พระพากุลเถระ ตอน สรา้ งมหากศุ ลใหญใ่ นสมยั พระกัสสปพุทธเจา้
๕. พระพากลุ เถระ ตอน ได้เปน็ เอตทัคคะด้านมีอาพาธน้อย
๖. พระพากลุ เถระ ตอน อานิสงส์จากการทำใหพ้ ระภกิ ษหุ ายจากอาพาธ

ประวตั พิ ระพากลุ เถระ เอตทัคคมหาสาวกผมู้ อี าพาธนอ้ ย
การที่ท่านพระพากุลเถระ ท่านนี้ได้รบั การสถาปนาจากพระบรมศาสดาให้อยใู่ นตำแหนง่ ท่ี
เป็นเลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกท้ังหลายผู้มีอาพาธน้อย น้ันก็เนือ่ งด้วยเหตุ ๒ ประการคือ โดยเป็นผู้ยิ่ง
ด้วยคณุ คือพระมหาสาวกองค์น้ัน ไดแ้ สดงความสามารถออกมาใหป้ รากฏในเร่ืองการเป็นผมู้ อี าพาธ
น้อยได้อย่างชัดแจ้ง และอีกเหตุหนึ่งก็คือ เนื่องด้วยท่านได้ตั้งความปรารถนาในตำแหน่งนั้นตลอด
แสนกัป ตามเร่ืองที่จะกลา่ วตามลำดบั ดังนี้๑๓
บุรพกรรมในสมัยพระอโนมทสั สีพุทธเจา้
นบั ย้อนไป อสงไขยกบั อกี แสนกปั นับแตก่ ัปนี้ ในกาลแห่งพระทศพล พระนามวา่ อโนมทัสสี
พระเถระน้ถี ือปฏิสนธิในสกุลพราหมณ์ เม่ือเติบใหญ่แล้ว ก็เล่าเรียนพระเวท แต่เมื่อท่านมาพิจารณา
ดูกม็ องไมเ่ ห็นสาระในคัมภรี ์ไตรเพท จงึ คดิ ว่าน่าจะแสวงหาทางท่จี ะเป็นประโยชน์ตอ่ ไปภายภาคหน้า
จึงไดอ้ อกบวชเป็นฤษี บำเพญ็ เพยี รจนได้อภญิ ญา ๕ และสมาบตั ิ ๘ จากน้ันทา่ นกเ็ สวยสุขอยใู่ นฌาน
สมัยน้ัน เป็นเวลาที่พระอโนมทัสสีโพธิสัตว์ ได้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรง
เสด็จจารกิ ไปพรอ้ มหมู่พระอริยสาวก ทา่ นเมื่อไดท้ ราบข่าวว่า เกิดพระรัตนตรัยข้ึนในโลกแล้ว จึงไป
เข้าเฝา้ พระศาสดา ครั้นได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาค ก็เกิดความเล่ือมใสตั้งอยูใ่ นสรณะ แต่ไม่ได้
ออกบวช ยงั คงอยู่ในฐานะแหง่ ดาบสอยู่ ท่านไปเฝ้าพระศาสดาและฟังธรรมเปน็ คร้ังคราว
ต่อมา สมัยหน่ึง พระตถาคตทรงพระประชวร เกิดลมในพระอุทร ท่านดาบสนั้นเม่ือ
เดินทางมาเพ่ือจะเฝ้าพระศาสดาตามท่เี คยทำ ครั้นทราบว่าพระศาสดาประชวร จึงถามพระภิกษุว่า
ท่านเจ้าข้า พระศาสดาประชวรเป็นโรคอะไร เม่ือภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าเป็นโรคลมในพระอุทร ท่าน
จึงคิดว่า นี้เป็นโอกาสของเราที่จะได้ทำบุญ จึงเดินทางไปยังเชิงเขา รวบรวมยาสมุนไพรชนิดต่างๆ
แล้วประกอบเป็นยา นำไปถวายพระเถระผู้อุปัฏฐากพระศาสดา กล่าวว่า ท่านโปรดน้อมถวายยาน้ี
แต่พระศาสดา คร้ันเมื่อพระศาสดาได้เสวยยาที่ท่านนำมาถวายน้ัน โรคลมในพระอุทรก็สงบ ต่อมา
เมื่อดาบสน้ันไปเฝ้าในเวลาที่พระศาสดาทรงพระสำราญแล้ว ท่านก็ทูลว่า ความผาสุกที่เกิดแก่พระ
ตถาคต เพราะยาของขา้ พระองค์นี้อนั ใด ดว้ ยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองคน์ น้ั ขอความเจบ็ ไข้
ทางรา่ งกายแม้แต่เพียงเท่าการถอนผม ก็จงอย่ามีในภพทข่ี ้าพระองคเ์ กิดแล้ว นีเ้ ป็นกัลยาณกรรมใน
ภพน้ันของท่าน และเม่ือท่านจุติจากภพน้ัน ก็บังเกิดในพรหมโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดามนุษย์ สิ้น
อสงไขยหน่งึ

๑๓ ขุ.เถร.อ.(บาลี) ๒๕/๗๓๒-๗๗๙. ขุทฺทกนิกายฏฺฐกถา เถรคาถาวณฺณนา(ปรมตฺถทีปนี ๑) พากุลตฺเถร
คาถาวณฺณนา มมร.

54 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

บรุ พกรรมในสมยั พระปทมุ ุตตรพุทธเจา้

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปน้ี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่าน
เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในพระนครหงสาวดี วันหนึ่งท่านได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพ่ือฟังพระ
ธรรมเทศนา ได้ยืนฟังธรรมอย่ทู ้ายหมู่พทุ ธบริษัท ไดแ้ ลเห็นพระผ้มู ีพระภาคเจา้ ทรงสถาปนาภิกษรุ ูป
หนึ่ง ไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ทา่ นก็ปรารถนาจะไดอ้ ยใู่ นตำแหน่งเช่นน้ันบ้าง
ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึง่ ในอนาคต จงึ ได้นมิ นตพ์ ระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์ใหฉ้ ันตลอด
๗ วัน แล้วแสดงความปรารถนาในตำแหน่งนัน้

ท่านกระทำกศุ ลจนตลอดชวี ติ เวียนวา่ ยอยู่ในเทวดาและมนุษย์

บุรพกรรมในสมยั พระวิปัสสีพทุ ธเจา้

ในกัปท่ี ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในก่อนกาลท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีจะทรงอุบัติ
ท่านมาเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ณ กรุงพันธุมวดี บวชเป็นฤๅษีโดยนัยเดียวกับเม่ือคร้ังในกาลสมัย
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าน่ันแหละ เป็นผู้ได้ฌาน อาศัยอยู่เชิงเขา พระวิปัสสีโพธิสัตว์บรรลุพระ
สัพพัญญุตญาณ มี ภิกษุหกล้านแปดแสนเป็นบรวิ าร ทรงอาศยั กรงุ พันธุมวดี ทรงทำการสงเคราะห์
พระมหาราชเจา้ ผ้เู ปน็ พุทธบดิ าแล้วประทับอยู่ ณ มคิ ทายวนั อันเกษม

คร้ังนั้น ดาบสนีท้ ราบว่าพระทศพลอุบัติขึ้นในโลก จึงมาฟังธรรมกถาของพระศาสดา แล้ว
ตั้งอยู่ในสรณะ แต่ก็ไม่อาจละเพศดาบสของตนได้ แต่ก็มาอุปัฏฐากพระศาสดาเป็นครั้งคราว สมัย
หนึ่ง ภิกษุทง้ั หลาย เว้นพระศาสดาและพระอัครสาวก เกิดโรคท่ศี ีรษะ เพราะถูกลมของ ต้นไม้มีพิษ
ที่ออกดอกสพร่ังในป่าหิมพานต์อยู่ในเวลาน้ัน ท่านดาบสที่มาเฝ้าพระศาสดา เห็นเหล่าภิกษุน่ังคลุม
ศีรษะจึงถามว่า ท่านเจ้าข้า ภิกษุสงฆ์เป็นอะไร ภิกษุทั้งหลายตอบว่า ผู้มีอายุ เหล่าภิกษุเป็นโรค
ดอกไม้พิษ ดาบสคิดว่า น้ีเป็นเวลาท่ีจะทำการขวนขวายทางกายแก่ภิกษุสงฆ์ ให้บุญบังเกิดแก่เรา
ทา่ นจงึ ไปเกบ็ ยาสมุนไพรชนดิ ตา่ ง ๆ แลว้ เอาประกอบเปน็ ยาถวาย เมอ่ื ได้ฉนั ยาของดาบสน้ันโรคของ
ภิกษุทุกรูปก็สงบไปทันที ดาบสน้ันดำรงอยู่ช่ัวอายุ ก็บังเกิดในพรหมโลก เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและ
มนษุ ย์ เกา้ สบิ เอด็ กัป

บรุ พกรรมในสมัยพระกัสสปพุทธเจา้

คร้ังพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านพระเถระมาบังเกิดในกรงุ พาราณสี เป็นฆราวาส
ผู้ครองเรือนอยู่ วันหน่ึงเขาเห็นว่า เรือนท่ีท่านอาศัยอยู่ชำรุดทรุดโทรมลงไปมากแล้ว ควรท่ีจะต้อง
เดินทางไปยังชายแดนเพ่ือจัดหาวัสดุอุปกรณ์มาซ่อมแซมเรือน จึงออกเดินทางไปกับพวกช่างไม้ ใน
ระหว่างทางไดพ้ บวัดใหญ่ซ่ึงเก่าคร่ำครา่ และปรักหักพังลงไปเพราะขาดการบำรุงรกั ษา ทา่ นก็คิดว่า
การซ่อมแซมเรือนของเราเหน็ ควรรอไวก้ อ่ น ทา่ นได้ให้พวกช่างไม้เหล่านัน้ นำเอาวัสดุอุปกรณท์ ี่จะซ่อม
เรือนเหล่านั้นมาสร้างโรงอุโบสถในวัดน้ัน ให้สร้างโรงฉัน โรงไฟ (ท่ีจงกรม) เรือนไฟ กัปปิยกุฏิ
(เรอื นพยาบาล) ท่ีพักกลางคืนและท่ีพักกลางวัน วัจจกุฏิ (ส้วม) จัดตั้งยาใช้และฉันสำหรับภิกษุสงฆ์
ไว้ทกุ อย่าง

กำเนดิ เป็นพักกลุ ในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจา้

ในภัทรกัปน้ี ท่านจุติจากเทวโลก เกิดในตระกูลมหาเศรษฐี แห่งนครโกสัมพี ในสมัยก่อน
เวลาที่พระพุทธเจ้าของพวกเราจะทรงอุบัติ ต้ังแต่วันท่ีท่านถือปฏิสนธิ สกุลเศรษฐีน้ันก็ประสบลาภ
ผลอันเลิศมาโดยตลอด คร้ังน้ัน มารดาของท่านคิดว่า ลูกของเราคนน้ีมีบุญ กระทำบุญไว้แต่ปาง
ก่อน เป็นผู้ไม่มีโรค อายุยืน ยังดำรงอยู่ตลอดกาลเท่าใด ก็จักเป็นผู้ให้สมบัติแก่เราตลอดกาลเพียง
นั้น ในสมัยนั้นมีธรรมเนียมท่ีถือกันว่า เด็กทั้งหลายท่ีอาบน้ำในแม่น้ำยมุนา จะเป็นผู้ไม่มีโรค ท่าน

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 55

มารดาจึงส่งทารกนั้นไปอาบน้ำ เมื่อพวกพี่เล้ียงพาท่านไปดำเกล้า แล้วลงเล่นในแม่น้ำ เมื่อพวกพ่ี
เล้ียงกำลังให้ทารกเล่นดำผุด ดำว่ายอยู่ ปลาตัวหน่ึงเห็นทารกสำคัญว่าเป็นอาหาร จึงคาบเด็กไป
พวกพีเ่ ลย้ี งต่างกท็ ิง้ เดก็ หนีไป

ฝ่ายปลานั้นเม่ือกลนื เด็กลงไปแล้วน้ัน เป็นธรรมดาของผู้ที่จะมาเกิดเป็นภพสุดทา้ ยย่อมไม่มี
อันตรายถึงชีวิตก่อนท่ีจะบรรลุพระอรหัตผล ดังน้ันทารกน้ันไม่เดือดร้อนเลย ท่านได้เป็นเหมือนเข้า
ไปสู่ห้องนอนแล้วนอนหลับไป ด้วยเดชแห่งทารก ปลามีสภาพเหมือนกลืนภาชนะที่ร้อนลงไป ถูก
ความรอ้ นแผดเผาอยู่ มกี ำลงั วา่ ยไปไดเ้ พยี ง ๓๐ โยชน์แลว้ เข้าไปตดิ ขา่ ยของชาวประมงเมืองพาราณ
สี ปกติปลาใหญ่ทตี่ ดิ ข่ายน้ันจะยังไม่ตายทันที ต่อเม่อื ถูกนำไปถึงจะตาย แต่ด้วยเดชแห่งทารก ปลา
ตัวนพ้ี อเขานำออกจากข่ายกต็ ายทันที และธรรมดาชาวประมง ได้ปลาตวั ใหญ่ๆ แลว้ ย่อมผ่าออกแบ่ง
ขาย แต่ก็ด้วยอานุภาพของเด็ก ชาวประมงยังไม่ผ่าปลานั้น ใช้คานหามไปทั้งตัว ร้องประกาศไปทั่ว
เมอื งว่าจะขายราคาหนง่ึ พันกหาปณะ แต่ก็ไม่มีใครซ้ือ

ในเมืองพาราณสีน้นั มีตระกลู เศรษฐี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ แตไ่ มม่ ีบุตรผู้สบื สกลุ อยตู่ ระกูลหนง่ึ
ครั้นเมื่อชาวประมงหาบปลามาถึงประตูเรือนของเศรษฐีน้ัน ภริยาเศรษฐีเห็นปลาน้ันเข้าก็ชอบใจ จึง
ถามว่า จะขายเท่าไร ชาวประมงแทนท่ีจะตอบตามราคาท่ีตั้งใจไว้ กลับตอบว่าขายหนึ่งกหาปณะ
นางจงึ ให้เงินหน่ึงกหาปณะแล้วซ้อื ไว้ ธรรมดาภรยิ าทา่ นเศรษฐีน้นั ปกตจิ ะไม่ชอบทำปลา แต่ในวนั น้นั
ก็วางปลาไว้บนเขียง แล้วลงมือผ่าเองทีเดียว และก็ธรรมดาปลาต้องผ่าที่ท้อง แต่นางกลับผ่าข้าง
หลัง เห็นทารกผิวดงั ทองในทอ้ งปลา กย็ ินดตี ะโกนวา่ เราได้บุตรในทอ้ งปลา แล้วอุ้มเด็กไปใหเ้ ศรษฐี
ผู้เป็นสามีดู ท่านเศรษฐีก็ให้คนตีกลองประกาศข่าวไปทั่วพระนครในทันทีทันใดนั้นเอง แล้วอุ้มทารก
ตรงไปยังราชสำนัก กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้าได้ทารกในท้องปลา
ข้าพระพุทธเจ้า จะทำประการใด พระราชาตรัสว่า ทารกท่ีอยู่ในท้องปลาได้โดยปลอดภัยได้น้ีมีบุญ
ทา่ นจงเล้ยี งไว้เถดิ

ข่าวน้ันได้กระจายไปถึงนครโกสัมพีว่า ในพระนครพาราณสี ตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่งได้
ทารกในท้องปลา มารดาเดิมของทารกนั้นจึงเดินทางไปในเมอื งนั้น ได้เห็นเขากำลังแตง่ ตัวเด็กแล้วให้
เลน่ อยู่ จึงตรงเข้าอุ้มด้วยคิดว่า เด็กคนนน้ี ่ารักจรงิ หนอ แล้วบอกเลา่ ความเปน็ ไปต่างๆ

ภรยิ าเศรษฐเี มืองพาราณสีพูดวา่ เดก็ คนนีเ้ ปน็ ลูกเรา

มารดาเดมิ ของทารกน้นั ถามว่า ทา่ นไดม้ าจากไหน

ภรยิ าเศรษฐีเมอื งพาราณสี พูดวา่ เราไดใ้ นท้องปลา

มารดาเดมิ ของทารกนนั้ จงึ พดู ว่า เด็กคนน้ีไมใ่ ชล่ ูกของทา่ น เป็นลูกของเรา

ภริยาเศรษฐีเมืองพาราณสี ถามวา่ ทา่ นได้ทีไ่ หน

มารดาเดิมของทารกน้ันน้ัน เล่าว่า เราอุ้มท้องเด็กคนน้ีมาถึง ๑๐ เดือน คราวนั้นปลาได้
กลืนเดก็ ที่พวกพีเ่ ลี้ยงกำลงั ใหเ้ ล่นนำ้

ภริยาเศรษฐีเมืองพาราณสี จึงแย้มว่า ลูกของท่านชะรอยปลาอ่ืนจะกลืนไป แต่เด็กคนน้ี
ขา้ พเจา้ ไดใ้ นทอ้ งปลา

ทง้ั สองฝา่ ยจงึ พากนั ไปยังราชสำนกั

พระราชาตรัสว่า หญิงผู้เป็นมาดาเดิมน้ีใครๆ ก็ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่าไม่ใช่มารดา
เพราะตั้งท้องมาถึง ๑๐ เดือน แม้หญิงคนน้ี ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ใช่มารดา เพราะได้เด็กในท้องปลา

56 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ส่วนพวกชาวประมงท่จี ับปลาได้ ก็ได้ทำการซ้ือขายเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงหมดสิทธิ์ เพราะฉะน้ัน ขอท้ัง
สองฝา่ ยจงเล้ียงดเู ด็กรว่ มกนั เถดิ

นับแต่น้ันมา ทั้งสองตระกูล ก็เลี้ยงดูเด็กร่วมกัน สกุลทั้งสองก็ประสบลาภยศอันเลิศอยา่ ง
ย่ิง จึงพากันขนานนามท่านวา่ พากลุ กมุ าร ซึง่ หมายความวา่ เตบิ โตขึน้ เพราะสองสกุลเล้ียงดู (พา =
สอง, กุละ = ตระกูล) เมอื่ เด็กเจริญวยั แล้ว ตระกลู ทัง้ สองก็ได้สร้างปราสาทให้เขา ไว้ในพระนครท้ัง
สองแล้วให้บำรุงบำเรอด้วยพวกหญิงฟ้อนรำ เขาจะอยู่นครละ ๔ เดือน เม่ือเขาอยู่ในนครหน่ึงครบ
๔ เดือนแล้ว ทั้งสองตระกูลให้ช่างสร้างมณฑปไว้ในเรอื ทต่ี ่อขนานกัน แล้วให้เขาอยูใ่ นเรือนั้น พร้อม
ด้วยหญงิ ฟ้อนรำท้ังหลาย เขาเสวยสมบัตเิ พลิน เดนิ ทางไปอีกเมอื งหน่งึ หญงิ ฟ้อนรำชาวพระนครได้
ไปส่งเขาถึงครึ่งทาง หญิงเหล่านัน้ ต้อนรับห้อมล้อมแล้วนำเขาไปยังปราสาทของตน หญิงฟ้อนรำชุด
เก่าก็พากันกลับเมืองของตนเหมือนกัน เขาอยู่ในปราสาทนั้นตลอด ๔ เดือน แล้วเดินทางกลับไปยัง
อกี เมืองหนึง่ โดยทำนองนน้ั แล เขาเสวยสมบตั อิ ยู่อยา่ งน้จี นอายคุ รบ ๘๐ ปบี รบิ รู ณ์

สมัยน้ัน พระโพธิสัตว์ของเรา ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ประกาศธรรมจักรอัน
ประเสริฐ เสด็จจารกิ มาโดยลำดบั ถึงกรุงโกสัมพี พากุลเศรษฐี สดับข่าวว่า พระทศพลเสดจ็ มาแล้ว
จึงถือเอาของหอมและมาลัยไปสำนักพระศาสดาฟังธรรม ไดศ้ รัทธาก็บวช ท่านเป็นปุถุชนอยู่ ๗ วัน
อรณุ วันที่ ๘ ก็บรรลพุ ระอรหัตพร้อมดว้ ยปฏสิ มั ภทิ า

ครั้งนั้น พวกหญิงแม่บ้านที่ท่านสร้างสมไว้คร้ังเป็นคฤหัสถ์ในนครทั้งสอง ก็กลับไปเรือน
สกุลของตน อยู่ในเรือนสกุลน้ันนั่นแหละ ทำจีวรส่งไปถวาย พระเถระใช้สอยจีวรผืนหนึ่ง ที่ชาวกรุง
โกสัมพีส่งไปถวาย ครึ่งเดือน จีวรผืนหน่ึงท่ีชาวกรุงพาราณสีส่งไปถวาย คร่ึงเดือน โดยทำนองนี้ นี่
แล ชาวนครก็นำจีวรแต่ชนิดสุดยอด ในนครท้ังสองมาถวายแต่พระเถระรูปเดียว พระเถระครอง
เรือน ๘๐ ปี อาพาธเจ็บป่วยไรๆ ก็มิได้มีตลอดกาล แม้เพียงใช้ ๒ น้ิวจับก้อนของหอมสูดดม ในปีที่
๘๐ ก็เข้าบรรพชาโดยสะดวกดาย ท่านแม้บวชแล้ว อาพาธแม้เล็กน้อยหรือความขาดแคลนด้วย
ปจั จยั ๔ มไิ ดม้ ีเลย

พระเถระเป็นผสู้ ำเร็จอภญิ ญาใหญ่

ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์หน่ึง จะมีผู้ท่ีสำเร็จอภิญญาใหญ่ได้เพียง ๔ ท่านเท่านั้น พระ
สาวกท่ีเหลือแม้จะได้อภิญญา แต่ก็ไม่เรียกว่าได้อภิญญาใหญ่ เพราะพระสาวกท่ีเหลือผู้ได้อภิญญา
เหล่าน้ันย่อมสามารถระลึกชาติได้เพียงแสนกัปเท่านั้น ย่ิงข้ึนไปกว่าน้ันระลึกไม่ได้ แต่ท่านผู้บรรลุ
อภญิ ญาใหญ่ ยอ่ มระลึกชาตไิ ด้อสงไขยหน่งึ กับอีกแสนกัป

ในศาสนาของพระศาสดาของพวกเรา ผู้ที่สำเร็จอภิญญาใหญ่ ๔ ท่าน คือ พระสารีบุตร
เถระ พระมหาโมคคัลลานะเถระ พระพากลุ เถระ และ พระนางภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา
พิมพา) สามารถระลึกชาติได้ประมาณเทา่ นี้

ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหนง่ เอตทคั คะ

การท่ีพระเถระได้รับการแต่งต้ังจากพระผู้มี่พระภาคเจ้าใหเ้ ป็นเอตทคั คะเลิศกว่าเหล่าภกิ ษุ
สาวกทั้งหลายผู้มีอาพาธน้อยนั้น เป็นผลบุญท่ีท่านได้กระทำไว้ในกาลสมัยของพระพุทธเจ้าถึง ๔
พระองค์ ได้แก่

ในกาลท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ทรงอุบัติข้ึนแล้ว เม่ือพระศาสดาเกิด
การอาพาธเน่ืองดว้ ยโรคลม จึงไปนำเอาเภสชั มาจากป่าระงับโรคลมนั้นจนสงบดี

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 57

ใน มัยพระพุทธเจ้าพระนาม ่า ปทุมุตตระ ได้เ ็นภิก ุรูป นึ่ง ซึ่งพระ า ดาทรง
ถาปนาท่านไ ้ในตำแ น่งทเ่ี ลิ แ ง่ พ กภิก ุผู้มี าพาธน้ ย ตนเ ง ังจะได้ตำแ น่งน้ันบ้าง จึงได้
ตัง้ ค ามปรารถนาไ ้ ย่างน้ัน

ใน มัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ่า ิปั ี เมื่ ภิก ุท้ัง ลาย เกิดค ามป่ ยไข้เพราะ
ด กไมป้ ่าเป็นเ ตุ จงึ ช่ ยประก บยารกั าโรคนน้ั จน งบ

ในกาลแ ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ่า กั ปะ ได้ม งเ ็นม า ิ าร ลัง น่ึงซึ่งคร่ำ
คร่าทรุดโทรม จึงใ ้ช่างจัดการ ร้างท่ี ยู่ า ัยทั้ง มด มีโรง ุโบ ถเป็นต้นในม า ิ ารนั้น และได้
จัดแจงถ ายเภ ัชทุกชนดิ แกภ่ กิ ุ งฆใ์ นทนี่ น้ั ด้ ย

และท่านก็ได้ตั้งค ามปรารถนาในผลบุญที่ตนกระทำไปน้ัน ่า “ค ามผา ุกเกิดแก่พระ
ตถาคต เพราะยาข งขา้ พระ งค์น้ี นั ใด ด้ ยผลแ ง่ การถ ายยาข งข้าพระ งค์นั้น ข ค ามเจ็บไข้
ทางร่างกายแม้แต่เพยี งเท่าการถ นผม ก็จง ย่ามใี นภพท่ีข้าพระ งค์เกดิ แล้ ”

ด้ ยผลบุญ และด้ ยเจตจำนงที่ได้ตั้งเ าไ ้แล้ นนั้ าพาธแม้มีประมาณน้ ยเพียงคร่เู ดยี
ก็ไม่เคยมีแก่พระเถระน้ัน พระเถระคร งเรื น ๘๐ ปี าพาธเจ็บป่ ยไรๆ ก็มิได้มีตล ดกาล แม้
เพียงจะใช้ ๒ น้ิ จับก้ นข ง ม ูดดมก็ไม่เคยเกิด ในช่ งตล ด ๘๐ ปีท่ีท่าน กบ ชท่านไม่รู้จัก
เคยเกิด าพาธท่ี ุดแม้ชั่ ขณะรีดนมโค ำเรจ็ ไม่เคยต้ งฉันยา แม้ ม ช้นิ น่งึ

พระเถระแสดงวัตรของทา่ นตลอดเวลาที่บวช

มัย น่ึง เม่ื คร้ังปลาย ายุข งพระพากุลเถระ ขณะน้ันท่าน ายุได้ ๑๖๐ พรร า ๘๐
มัยนั้นท่านได้ ยู่ ณ เ ุ นาราม กรุงราชคฤ ์ มัยนั้น มีปริพพาชกผู้ น่ึงนาม ่า เจลกั ปะ
เป็น ายข งท่านมาแต่ครั้งเม่ื ท่านยังเป็นคฤ ั ถ์ เจลกั ปะได้เข้ามาพบพระม าเถระได้
นทนากัน และได้ถามพระม าเถระ ่า ได้บรรพชามานานเท่าใดแล้ พระม าเถระต บ ่า ได้
บรรพชามาไดแ้ ปด ิบปีแล้ เจลกั ปะจึงถามต่ ไป ่า ในช่ งเ ลาดังกล่า ท่านได้เ พเมถุนธรรม
กคี่ ร้งั พระม าเถระต บ ่า ทา่ นไม่ค รถามเรา ยา่ งนั้นเลยแต่ค รจะถามเรา ย่างนี้ ่า ก็ช่ั ๘๐ ปี
น้ี กาม ัญญาเคยเกิดขึ้นแก่ท่านกี่ครง้ั แล้ ท่านก็ต บ ่า เม่ื เราบ ชมาตล ด ๘๐ พรร า ไม่รู้ ึก
กาม ญั ญาเคยเกดิ ขึ้น

เจลกั ปะ จึงได้ถามต่ ไปถึง พยาบาท ัญญา และ ิ ิง า ัญญา กาม ิตก พยาบาท
ิตก .. ิ ิง า ิตก ซึ่งท่านก็ได้ต บ ่า เม่ื ท่านบ ชมาตล ด ๘๐ พรร า ไม่รู้ ึก ่าเรื่ งดังกล่า
เคยเกดิ ข้ึนกบั ทา่ นเลย และท่านไดก้ ลา่ ถึง ัตรปฏบิ ัติข งท่านตล ดเ ลาท่ีทา่ นได้บ ช ยู่ ดงั น้ี

พระเถระ ไมย่ นิ ดีค บดจี ี ร ไม่กระทำน กรรม มกี ารตดั และการเยบ็ เปน็ ต้น

พักกุล ดูก่ นท่านผู้มี ายุ เม่ื เราบ ชมาตล ด ๘๐ พรร า เราไม่รู้ ึกยินดีค บดีจี ร ฯ
(ได้แก่ จี รข งภิก ผุ ู้ ยู่จำพรร า)

พักกุล ดูก่ นท่านผู้มี ายุ เม่ื เราบ ชมาตล ด ๘๐ พรร า ไม่รู้จักใช้ าตราตัดจี ร ..
ไม่รู้จักใช้เข็มเย็บจี ร ..ไม่รู้จักใช้เคร่ื งย้ มจี ร ..ไม่รู้จักเย็บจี รใน ะดึง ...ไม่รู้จักจัดทำจี รข ง
เพ่ื นภกิ รุ ่ มประพฤติพร มจรรย์ด้ ยกัน ..

ก็ถ้าทา่ นพักกุลเถระนั้น ไม่ยินดีค บดจี ี ร ไม่กระทำน กรรม มีการตัดและการเย็บเป็นต้น
ตล ดเ ลาเชน่ นน้ั ท่านจะได้จี รมาแต่ไ น

จี รท่ีท่านใช้นั้นก็มาจาก คนในตระกูลข งท่าน พระเถระได้รับการทะนุบำรุงจาก ง
ตระกูลใน งพระนคร ตระกูลทงั้ งเปน็ ตระกลู เ ร ฐมี า าล ทา่ นจึงเปน็ ผูม้ ยี ใ ญย่ ่งิ บตุ รธิดา

58 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ลานเ ลนข งทา่ นในแต่ละตระกลู ใ ้คนทำจี รด้ ยผา้ เนื้ ละเ ียด ่ น ใ ้ย้ มแล้ ใ ่ในผ บ ง่ ไป
ถ าย ในเ ลาทพี่ ระเถระ าบนำ้ เขาจะ างไ ท้ ี่ประตู ้ งนำ้ พระเถระก็จะนุ่งและ ่มจี รทเี่ ขา างไ ้
เ ล่าน้ัน และท่านก็จะใ ้จี รเก่าแก่บรรพชิตท้ัง ลายท่ีท่านพบ เม่ื ตระกูลท้ัง งเป็นผู้จัดทำจี ร
ถ ายท่านเช่นน้ันแล้ ทา่ นจึงไม่ต้ งกระทำน กรรม กิจกรรมท่ีจะต้ งร บร ม ะไรๆ ก็ไม่มี ท่านจะ
นง่ั เข้าผล มาบัติ เม่ื ครบ ี่เดื นไปแล้ ผ้าน้ันก็จะมีขน ลุดลุ่ย ครา น้นั ลูกๆ ลานๆ ก็จะ ่งจี ร
ไปถ ายทา่ นโดยทำน งนั้นแ ละ

พระ รรถกถาจารย์บางท่านกล่า ไ ้ า่ จี รข งพระเถระนั้น พ ก ญิงในตระกูลข งทา่ น
ท้ัง งตระกูล คื ที่กรุงโก ัมพี และกรุงพาราณ ี ก็ได้จัดทำ ่งไปถ าย ทุกก่ึงเดื น พระเถระใช้
จี รทีช่ า กรงุ โก ัมพี ่งไปถ ายทกุ กึ่งเดื น ชา กรุงพาราณ ี ก็ ่งไปถ ายทกุ กง่ึ เดื น โดยทำน งนี้

พระเถระไมร่ ู้สึกยนิ ดีกจิ นิมนต์

ไม่รู้ ึกยินดีกิจนิมนต์ .. ไม่รู้ ึกเคยเกิดจิตเ ็นปานน้ี ่า ข ใครๆ พึงนิมนต์เราเถิด .. ไม่
รูจ้ ักนง่ั ในละแ กบ้าน ..ไมร่ ้จู กั ฉนั า ารในละแ กบ้าน ...

พระเถระนั้นคนรู้จักกันทั่ งพระนคร โดยท่ีท่านถื การ ยู่ป่าเป็น ัตร ท่านจึงไม่รับกิจ
นิมนต์ และไม่เข้าในเรื นใครนับแต่ชายคาข งบ้านนั้น เม่ื ท่าน กบิณฑบาต พ ท่านมาถึงประตู
เรื นเท่าน้ัน คนจะพากันมารับบาตรไป แล้ ใ ่โภชนะ ันมีร เลิ ต่างๆ ถ าย พระม าเถระก็จะ
กลับมาน่งั กระทำภตั ตกิจ ซ่ึงมี ยูแ่ ่งเดยี เป็นนติ ยม์ ิได้ขาด

พระเถระไม่เคยมองดูมาตุคามเลย

ไม่รู้จักถื เ านิมิตข งมาตุคามโดย นุพยัญชนะ ..ไม่รู้จักแ ดงธรรมแก่มาตุคามแม้ท่ี ุด
คาถา ๔ บาท ....ไม่รู้จักเขา้ ไป ู่ ำนกั ข งภิก ณุ ี ..ไมร่ จู้ ักแ ดงธรรมแกภ่ ิก ุณี ...ไม่รู้จักแ ดงธรรม
แก่ ิกขมานา....ไมร่ ้จู กั แ ดงธรรมแก่ ามเณรี ...

พระม าเถระไม่เคยถื เ านิมิตแ ่งมาตุคาม โดย นุพยัญชนะ เป็นต้น ่า เนตรงาม นม
งาม ผมงาม เลย ท่าน ลีกเล่ียงการเก่ีย เน่ื งกับ ตรีไม่ ่าในรูปแบบใดๆ แม้ ตรีนั้นจะเป็นภิก ุณี
รื นาง กิ ขมานา รื ามเณรี ท่านไม่เคยแ ดงธรรมใ ฟ้ ัง ตรีฟัง แม้เพียงบท ั้นๆ รื เข้าไปใน
ำนักข งนางภกิ ุณเี ลย

พระเถระไมเ่ คยมีศษิ ย์

ไม่รู้จักใ บ้ รรพชา ...ไมร่ จู้ กั ใ ้ ุป มบท .. ไม่รู้จักใ น้ ิ ยั .....

พระเถระน้ันเมื่ ท่านบ ชแล้ ท่านก็มิได้มี ิ ย์ รื ุป มบท รื ใ ้โ าท ั่ง นผู้ใด
ในเรื่ งน้ีพระ รรถกถาจารย์บางท่านจึงกล่า ่า พึงทราบธุตบุคคล (บุคคลผู้กำจัดกิเล ) ธุต าทะ
(การ นเรื่ งการกำจัดกเิ ล ) ธตุ ธรรม (ธรรมเครื่ งกำจดั กิเล ) ธุดงค์ ( งค์ข งผูก้ ำจัดกเิ ล )๑๔

๑๔ ตตฺถ “ธุโตติ ธุตกิเลโ า ปุคฺคโล กิเล ธุนโน า ธมฺโม ฯ “ธุตวาโทติ เ ตฺถ ปน ตฺถิ ธุโต น
ธุต าโท ตถฺ ธิ ุตงคฺ นทิ ฺเทโ น ธโุ ต ธุต าโท ตถฺ ิ เน ธโุ ต น ธุต าโท ตฺถิ ธุโต เจ ธตุ าโท จ ฯ ตตถฺ โย ธุตงฺ
เคน ตฺตโน กิเลเ ธุนิ ปรํ ปน ธุตงฺเคน น โ ทติ นานุ า ติ พากุลตฺเถโร ิย ยํ ธุโต น ธุต าโท ฯ ยถา ฯ
ตยิทํ าย ฺมา พากุโล ธุโต น ธุต าโทติ ฯ โย ปน น ธุตงฺเคน ตฺตโน กิเลเ ธุนิ เก ลํ ญฺ เญ
ธุตงฺเคน โ ทติ นุ า ติ ปุ นนฺทตฺเถโร ิย ยํ น ธุโต ธุต าโท ฯ ยถา ฯ ตยิทํ าย ฺมา ุปนนฺโท กฺยปุตฺ
โต น ธุโต ธุต าโทติ ฯ โย ุภย ิปนฺโน โล ุทายิ ิย ยํ เน ธุโต น ธุต าโท ฯ ยถา ฯ ตยิทํ าย ฺมา โล ุ
ทายิ เน ธุโต น ธุต าโทติ ฯ โย ปน ุภย มฺปนฺโน ธมมฺ เ นาปติ ิย ยํ ธุโต เจ ธุต าโท จ ฯ ยถา ฯ ตยิทํ
าย ฺมา ารีปุตฺโต ธุโต เจ ธุต าโท จาติ ฯ “ธุตธมฺมา เวทิตพฺพาติ ปฺปิจฺฉตา นฺตุฏฺฐิตา ลฺเลขตา ป ิเ ก
ตา ทิ มตฺถิตาติ ิเม ธุตงฺคเจตนาย ปริ ารกา ปญฺจ ธมฺมา ปฺปิจฺฉํเย นิ ฺ ายาติ าทิ จนโต๒ ธตุ ธมมฺ า นาม ฯ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 59

๑. มบี คุ คลผู้กำจดั กเิ ลส ไมม่ ีการสอนเรอื่ งกำจดั กิเลส
๒. มบี คุ คลผูไ้ ม่กำจดั กเิ ลส แตม่ กี ารสอนเรอื่ งกำจัดกิเลส
๓. มบี ุคคลผู้ไมก่ ำจัดกเิ ลส ทั้งไมม่ กี ารสอนเรอ่ื งกำจัดกิเลส
๔. มีบุคคลผ้ทู ั้งกำจัดกเิ ลสและมกี ารสอนเรอ่ื ง กำจัดกเิ ลส
ในบรรดาบุคคลเหล่าน้นั บุคคลใดกำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ แต่ไม่โอวาทไม่อนุศาสนค์ น
อน่ื ด้วยธดุ งค์ เหมือนพระพักกลุ เถระ บุคคลน้ชี ่ือว่าผ้กู ำจัดกเิ ลส แตไ่ ม่มกี ารสอนเรอ่ื งกำจดั กิเลส
ในอังคตุ ตรนิกาย จตุกกนบิ าต ฉวาลาตสุตร อีกแห่งหน่ึง ได้กล่าวว่า ข้ึนชื่อว่า ผู้ปฏิบัติ มี
๔ ประเภท คือ
๑. บคุ คลผไู้ ม่ปฏิบตั ิเพื่อเกือ้ กูลตนเอง และไมป่ ฏิบัตเิ พอ่ื เกือ้ กลู ผู้อื่น
๒. บคุ คลผปู้ ฏบิ ัตเิ พ่ือเก้อื กูลผู้อ่นื แต่ไมป่ ฏบิ ตั ิเพอ่ื เก้อื กูลตนเอง
๓. บคุ คลผู้ปฏิบัตเิ พ่ือเกื้อกลู ตนเอง แต่ไมป่ ฏบิ ตั เิ พ่อื เกอื้ กูลผ้อู น่ื
๔. บคุ คลผู้ปฏบิ ัติเพอื่ เก้ือกูลตนเองและปฏบิ ตั ิเพือ่ เกื้อกูลผู้อนื่
บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลตนเองและไม่ปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลผู้อ่ืน เราเรียกว่า เป็นเหมือน
ท่อนไม้ท่ีถูกทิ้งไว้ในป่าช้า ไฟไหม้ท้ังสองข้าง ตรงกลางเปื้อนคูถ ย่อมไม่อำนวยประโยชน์เป็นเครื่อง
เรือน๑๕ ทง้ั ไม่อำนวยประโยชน์เป็นอปุ กรณ์ในปา่ ๑๖
ในบุคคล ๒ จำพวกแรกของบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้นข้างต้นนี้ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเก้ือกูล
ผอู้ น่ื แตไ่ ม่ปฏบิ ตั เิ พ่อื เกือ้ กลู ตนเองงามกวา่ และประณีตกวา่
ในบุคคล ๓ จำพวกแรก บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลตนเอง แต่ไม่ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลผู้อ่ืนงาม
กว่าและประณตี กว่า
ในบุคคล ๔ จำพวก บุคคลผู้ปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลตนเองและปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลผู้อื่น เป็นเลิศ
ประเสริฐที่สุด เป็นประธาน สูงสุด ย่ิงใหญ่ที่สุด เปรียบเหมือนนมสดจากแม่โค นมส้มจากนมสด
เนยข้นจากนมส้ม เนยใสจากเนยข้น ยอดเนยใสจากเนยใส๑ ยอดเนยใส ชาวโลกถือว่าเป็นเลิศใน
บรรดานมสดเปน็ ต้นน้ัน ฉนั ใด
บรรดาบุคคล ๔ จำพวกน้ี บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลตนเองและปฏิบัติเพื่อเก้ือกูลผู้อ่ืนเป็น
เลิศ ประเสริฐสุด เป็นประธาน สูงสุด ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉันน้ัน ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แลมี
ปรากฏอยใู่ นโลก๑๗

ตตฺถ อปฺปิจฺฉตา จ สนฺตุฏฺฐิตา จ อโลเภ สลฺเลขตา จ ปวิเวกตา จ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อนุปตนฺติ อโลเภ จ อโมเห จ อิ
ทมตฺถิตา ญาณเมว ฯ ตตฺถ อโลเภน ปฏิกฺเขปวตฺถูสุ โลภํ อโมเหน เตเสฺวว อาทีนวปฏิจฺฉาทกํ โมหํ ธุนาติ ฯ อโล
เภน จ อนุญฺญาตานํ ปฏเิ สวนมุเขน ปวตฺตํ กามสขุ านุโยคํ อโมเหน ธตุ งเฺ คสุ อติสลเฺ ลขมุเขน ปวตฺตํ อตฺตกิลมถานุ
โยคํ ธนุ าติ ตสฺมา อเิ ม ปญฺจ ธมฺมา ธุตธมมฺ าติ เวทติ พพฺ า ฯ อ้างใน วิสทุ ฺธ.ิ (บาลี) ๑/๑๐๐-๑๐๑.

๑๕ หมายถึง นำไปใช้เป็นไม้กลอน เสา และบันไดท่ีคด เป็นต้นก็ไม่ได้ อ้างใน องฺ.จตุกฺก.อ.(บาลี) ๒/๙๔/
๓๖๗.

๑๖ หมายถึง นำไปใช้เป็นเสาของกระท่อมในนา หรือเป็นขาเตียงก็ไม่ได้ อ้างใน องฺ.จตุกฺก.อ.(บาลี) ๒/
๙๔/๓๖๗.

๑๗ องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๙๕/๑๔๔-๑๔๕ ฉวาลาตสูตร, ๒๑/๙๖-๙๙/๑๔๕-๑๕๐ (ราควินยสูตร, ขิปปนิ
สันตสิ ตู ร, อัตตหิตสูตร, สกิ ขาปทสตู ร).

60 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

บรรดาผู้ปฏบิ ัติเหล่านน้ั ผู้ใดได้กถาวัตถุ ๑๐ เอง ไม่กล่าวไม่สอนผู้อ่ืนในกถาวัตถุ ๑๐๑๘ นัน้
เหมือนอย่างทา่ นพากลุ ะ ผู้น้ชี ือ่ วา่ ปฏิบัตเิ พอ่ื ประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพ่อื ประโยชนผ์ ูอ้ ืน่

พระเถระไม่ยนิ ดใี นการบำรงุ ตน
ไม่รู้จักใช้สามเณรอุปัฏฐาก .. ไม่รู้จักอาบน้ำในเรือนไฟ .. ไม่รู้จักใช้จุณอาบน้ำ .. ไม่รู้จัก
ยนิ ดีการนวดฟ้ันตัวของเพื่อนภิกษุร่วมประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกนั ..
พระเถระไม่เคยอาพาธ
ไม่รูจ้ กั เคยเกิดอาพาธทส่ี ดุ แมช้ ั่วขณะรีดนมโคสำเร็จ..... ไม่รจู้ ักฉันยาท่ีสดุ แมช้ ้ินสมอ .....
เรอ่ื งนี้ไดก้ ลา่ วไว้แลว้ ในขอ้ “ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหนง่ เอตทัคคะ”
พระเถระสมาทานธุดงค์ข้อ “เนสัชชกิ ธุดงค์” คือถือการนงั่ เป็นวตั รอย่างอุกฤษฏ์
ไมร่ จู้ กั องิ พนกั .. ไม่ร้จู ักสำเร็จการนอน ฯ
พระอรรถกถาจารยก์ ลา่ วไว้ว่า พระพากลุ เถระไม่เคยเหยยี ดหลังบนเตยี ง หรอื แม้การเอน
หลังพงิ พนัก ตลอด ๘๐ ปที ที่ ่านบวช จนปรนิ ิพพาน
พระเถระสมาทานธุดงค์ข้อ “อรญั ญิกธดุ งค”์ คอื การอยปู่ า่ เป็นวัตรอยา่ งอุกฤษฏ์
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อเราบวชมาตลอด ๘๐ พรรษา ไม่รจู้ ักจำพรรษาในเสนาสนะใกล้เขต
บา้ น ฯ
อเจลกัสสปะ ได้กล่าววาจาสรรเสริญ จากนั้นจึงได้ขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย
ในพระพุทธศาสนา และเมื่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้วไม่นาน ก็ได้หลีกออกอยู่ผู้เดียวมิได้ประมาท มี
ความเพียรเผากิเลส มีตนอันส่งไปในพระนิพพาน กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพระธรรมอันยิ่ง ในทฏิ ฐิ
ธรรมด้วยตนเอง ทา่ นได้กล่าวอุทานวาจาประกอบดว้ ย โสมนัสญาณว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรยอ์ ยู่
จบแล้ว กรณีกิจสิบหกประการ ท่ีต้องกระทำได้กระทำเสร็จแล้ว กิจอ่ืนที่จะต้องกระทำต่อไปมิได้มี
แล้ว พระอเจลกสั สปะเถระกไ็ ดเ้ ปน็ พระอรหันตอ์ งค์หนง่ึ ในโลก
พระเถระปรินิพพาน หลังจากที่ท่านได้จัดการให้อเจลกัสสปะได้บวชแล้ว ท่านก็ได้
พิจารณาวา่ กาลแหง่ การปรนิ ิพพานของท่านมาถึงแลว้ พระเถระดำรวิ า่ แมเ้ มื่อเรามีชวี ติ อยู่กอ็ ย่าได้
เป็นภาระแก่ภิกษุเหล่าอื่น สรีระของเราแม้ปรินิพพานแล้วอย่าให้ภิกษุสงฆ์ต้องเป็นกังวลเลย จึงเข้า
เตโชธาตุปรินิพพานแล้วเปลวไฟลุกข้ึนท่วมสรรี ะ ผิวหนัง เน้อื และโลหิตถูกเผาไหม้สิ้นไป เหมือนเนย
ใส ยงั คงเหลอื อยูแ่ ต่ธาตุ ทมี่ ีลกั ษณะดังดอกมะลิตูม
ภาษติ ของพระพากลุ เถระ
พระพากลุ เถระเมอื่ จะพยากรณ์พระอรหัต จึงไดก้ ล่าว ๓ คาถาไว้ดังน้วี า่

“ผ้ตู อ้ งการจะทำกิจทค่ี วรทำก่อนในภายหลัง
ยอ่ มพลาดจากฐานะทนี่ ำความสุขมาให้
และยอ่ มเดอื ดร้อนในภายหลงั ”

๑๘ ภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ คือ ๑. อัปปิจฉกถา (เร่ืองความมักน้อย) ๒. สันตุฏฐิกถา
(เร่ืองความสันโดษ) ๓. ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด) ๔. อสังสัคคกถา (เร่ืองความไม่คลุกคลี) ๕. วีริยารัมภกถา
(เร่ืองการปรารภความเพียร) ๖. สีลกถา (เร่ืองศีล) ๗. สมาธิกถา (เรือ่ งสมาธิ) ๘. ปัญญากถา (เร่ืองปัญญา) ๙.
วมิ ุตตกิ ถา (เร่ืองวมิ ตุ ติ) ๑๐. วมิ ตุ ตญิ าณทัสสนกถา (เร่ืองความรู้ ความเห็นในวิมตุ ติ) อ้างใน องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/
๖๙/๑๕๒.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 61

“บคุ คลพึงพูดถงึ ิง่ ที่ตนทำได้
ไม่พึงพดู ถึง ง่ิ ทีต่ นทำไม่ได้
บณั ฑิตทง้ั ลายย่ มรู้จักบคุ คลผ้ไู ม่ทำ ดีแตพ่ ดู ”

“นิพพานทีพ่ ระ มั มา มั พทุ ธเจ้าทรงแ ดงแล้
เปน็ ุขดี น ไม่มคี ามโ ก
ปรา จากกเิ ล ดจุ ธลุ ี เก ม เปน็ ท่ดี บั ทกุ ข์ได้”๑๙
รรถกถาเพิ่มเติมไ ้ ่า บรรดาบทเ ล่านั้น ข้ ท่ี ่า ผู้ไม่ทำงานที่จะต้ งทำในต นต้น
ภาย ลังประ งค์จะทำ (โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โ กาตุมิจฺฉติ) มายค าม ่า ผู้ใดเมื่ ก่ น
คื เมื่ เ ลาก่ นแต่ที่ชราและโรคเป็นต้นจะคร บงำนั่นเ ง ไม่ทำงานท่ีค รทำ ท่ีจะนำประโยชน์
เก้ื กูลและค าม ุขมาใ ้ตน ภาย ลังแลคื เลยเ ลาที่จะต้ งทำไปแล้ จึง ยากทำ แต่ในกาลน้ัน
เขาไม่ าจจะทำได้ ไม่ าจทำได้ เพราะ ่าเขาถกู ชราและโรคเปน็ ต้นคร บงำแล้ ผู้น้ันจะพลาดจากท่ี
ที่จะใ ้เกิดค าม ุข และจะเดื ดร้ นภาย ลัง ( ุขา โ ธํ เต ฐานา ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ)
มายค าม ่า บุคคลนั้นจะเ ื่ มจากทีท่ ่ีเป็น ุข คื จาก รรคแ์ ละจากนิพพาน เพราะ ุบายท่จี ะใ ้
ถึง ถานท่ีน้ัน ตนยังไม่ได้ใ ้เกิดขึ้น ท้ังจะเดื ดร้ น คื ถึงค าม ิปฏิ ารภาย ลังโดยนัยมี าทิ ่า
เราไมไ่ ด้ทำกรรมดีไ ้
ค ามคาถาท่ี ๒ : บัณฑิตทั้ง ลายรเู้ ด็ดขาด ่า ‘คนน้ี ก็มีเท่านี้แ ละ’ ธิบาย ่า ไม่รู้มาก
ไปก ่าน้ี ด้ ย ่า คนพูด ย่างใด ทำ ย่างนั้นเท่าน้ัน ย่ มงดงามโดย ำนาจ ัมมาปฏิบัติ ไม่ใช่งาม
โดย ย่าง ่นื จาก ัมมาปฏิบัตนิ ั้น
ค ามคาถาที่ ๓ นั้นมีเน้ื ค าม ่า พระนิพพานท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ่า ัมมา
ัมพุทธะ เพราะตรั รู้พระธรรมท้ังม ลด้ ยพระ งค์เ งโดยช บ ทรงแ ดงไ ้แล้ ชื่ ่าไม่มีค าม
เ ร้าโ ก เพราะไม่มีเ ตุแ ่งค ามเ ร้าโ กโดยประการท้ังป ง ชื่ ่าสำรอกแล้ เพราะ ำร ก
ราคะเป็นต้น กไปแล้ เป็น ุขดีจริง น เพราะเ ตุไร? เพราะพระนิพพานเป็นท่ีดับไปโดยไม่มี
เ ลื คื เป็นท่ี งบระงบั ไปโดย ่ นเดีย น่ันเ ง แ ง่ ฏั ทุกขท์ ัง้ น้ิ

โรคมาก หรอื โรคน้อยเน่ืองด้วยผลของกรรม

ในพระพุทธ า นา มีทั นะ ่า ุขภาพดี รื ไม่มีนั้นมาจากผลข งกรรม ( ิบากกรรม)
ทง้ั ท่เี ปน็ กุ ล รื กุ ล ในที่นจี้ ะไดน้ ำเ า ีล ๕ โดยเฉพาะข้ ปาณาติบาต มา ธบิ ายดังนคี้ ื

ในมัชฌิมนิกาย ุปริปัณณา ก์ จู กัมม ิภังค ูตร มีข้ ค ามปรากฏดังนี้ ่า ุภมาณพโต
เทยยบตุ ร เขา้ ไปเฝา้ พระผมู้ ีพระภาคและได้กราบทลู พระผมู้ พี ระภาค า่

“ท่านพระโคดม ะไร น เป็นเ ตุเป็นปัจจัยใ ้ ัต ์ท่เี กิดเป็นมนุ ย์ปรากฏเป็นคนเล และ
คนดี คื มนุ ย์ทั้ง ลายย่ มปรากฏ ่ามี ายุ ั้น มี ายุยืนมีโรคมาก มีโรคน้ ย มีผิ พรรณทราม มี
ผิ พรรณดี มี ำนาจน้ ย มี ำนาจมาก มีโภคะน้ ย มีโภคะมาก เกิดในตระกูลต่ำ เกิดในตระกูล ูง
มปี ัญญาน้ ย มีปัญญามาก ท่านพระโคดม ะไร น เป็นเ ตุเป็นปัจจยั ใ ม้ นุ ยท์ ้ัง ลายทีเ่ กิดเป็น
มนุ ย์ปรากฏเป็นคนเล และคนดี”

๑๙ ข.ุ เถร.(ไทย) ๒๖/๒๒๕-๒๒๗/๓๗๔.

62 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มี
กรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ มีกรรมเป็นท่ีพ่ึงอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ท้ังหลายให้เลว
และดตี ่างกัน”

“ข้าพระองค์ ไม่รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ที่ท่านพระโคดมตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรง
ช้แี จงโดยพิสดารให้พิสดารได้ ขอประทานวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดแสดงธรรมแก่ขา้ พระองค์
โดยวิธีท่ีข้าพระองค์จะพึงรู้ท่ัวถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ท่ีท่านพระโคดมตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรง
ชแ้ี จงโดยพสิ ดารใหพ้ สิ ดารเถิด”

พระผู้มีพระภาคตรสั ว่า “มาณพ ถ้าเช่นน้ัน เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจะกล่าว” สุภมาณพ
โตเทยยบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “มาณพ บุคคลบางคนในโลกน้ี
เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ฝักใฝ่ในการ
ประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย เพราะกรรมน้ันท่ีเขาให้บริบูรณ์ยึดม่ันไว้อย่างน้ัน
หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย
ทุคติ วนิ ิบาต นรก กลบั มาเกดิ เปน็ มนุษยใ์ นที่ใดๆ เขาก็จะเปน็ คนมีอายุสั้น

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเป้ือนเลือด ฝักใฝ่ในการ
ประหัตประหาร ไม่มคี วามกรุณาในสัตว์ทง้ั หลาย นีเ้ ป็นปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) ทีเ่ ป็นไปเพื่อความมีอายุ
ส้นั

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรกี ็ตาม เป็นบุรษุ ก็ตาม เป็นผู้ละเว้นขาดจากการ
ฆา่ สตั ว์ วางทณั ฑาวุธ และ ศัสตราวธุ มคี วามละอาย มีความเอ็นดู มงุ่ หวงั ประโยชนเ์ กื้อกลู ในสรรพ
สัตว์ เพราะกรรมนั้น ท่ีเขาให้บริบูรณ์ยึดม่ันไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลก
สวรรค์ หลังจากตายแล้วถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใดๆ เขาก็จะเป็น
คนมอี ายยุ นื

มาณพ การท่ีบุคคลเป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสตั ว์ วางทัณฑาวุธ และศสั ตราวุธ มีความ
ละอาย มคี วามเอน็ ดู มงุ่ หวงั ประโยชน์เก้ือกลู ในสรรพสัตว์ นี้เปน็ ปฏปิ ทาทเ่ี ปน็ ไปเพอื่ ความมีอายุยนื

มาณพ บุคคลบางคนในโลกน้ี เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์
ท้ังหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง เพราะกรรมนั้นท่ีเขาให้
บริบูรณ์ ยึดม่ันไว้อยา่ งน้ัน หลังจากตายแล้วเขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตาย
แล้ว ถา้ ไมไ่ ปเกิดในอบายทคุ ติ วนิ บิ าต นรก กลับมาเกดิ เป็นมนุษย์ในทใ่ี ดๆ เขาก็จะเปน็ ผู้มีโรคมาก

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วย
ท่อนไมบ้ า้ ง ดว้ ยศัสตราบา้ ง นี้เป็นปฏิปทาท่ีเป็นไปเพ่ือความมีโรคมาก

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกน้ี เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์
ท้ังหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง เพราะกรรมนั้นที่เขาให้
บรบิ ูรณ์ยึดม่ันไว้อย่างน้ัน หลังจากตายแล้วเขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่
ไปเกิดในสคุ ติโลกสวรรคก์ ลับมาเกดิ เปน็ มนุษยใ์ นท่ีใดๆ เขาก็จะเป็นผู้มโี รคน้อย

มาณพ การทบ่ี ุคคลเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทง้ั หลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ดว้ ย
ทอ่ นไม้บ้าง ดว้ ยศัสตราบา้ ง นเ้ี ป็นปฏปิ ทาทเี่ ปน็ ไปเพอ่ื ความมีโรคนอ้ ย๒๐.....ฯลฯ

๒๐ ม.อปุ .(ไทย) ๑๔/๒๘๙/๓๔๙-๓๕๑.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 63

จากที่ยกตัวอย่างมาน้ีแสดงให้เห็นว่า เร่ืองสุขภาพคือการมีโรคมาก (มหาสาวชฺโช) โรค
น้อย (อปฺปสาวชฺโช) เปน็ ตน้ นน้ั เป็นผลของการทำกรรมคือปาณาตบิ าตนนั้ เอง

อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ท่านพระอรรถกถาจารย์ อธิบายเพ่ิมเติมไว้
ดังน้ีว่า๒๑ การยังสัตว์มชี ีวติ ซึ่งมอี ันจะตอ้ งตกไปเป็นสภาพ โดยหน้าที่ของตนน่นั เองให้ตกไป ชอ่ื ว่าอติ
ปาตะ ในบทว่า ปาณาตปิ าโต น้ี อธบิ ายวา่ ไม่ใช่ให้ค่อยๆ ตกไป แตใ่ หพ้ ลนั ตกไป

อีกอย่างหน่ึง การใช้ศาสตราเป็นต้นครอบงำให้ล่วงตกไป ชื่อว่าอติปาตะ อธิบายว่า การ
ฆา่ สัตวม์ ีชวี ิต

อน่ึง ขันธสันดานที่เรียกกันว่าสัตว์ ช่ือว่าปาณะ ในคำว่า ปาณาติปาโต นี้ ขันธสันดานน้ัน
โดยปรมัตถ์ ได้แกร่ ูปชีวิตนิ ทรียแ์ ละอรปู ชีวติ นิ ทรีย์

แทจ้ ริง เม่ือรปู ชีวิตินทรีย์ทีบ่ ุคคลให้พินาศแล้ว อรูปชีวิตินทรยี น์ อกนก้ี ็พินาศไป เพราะอรปู
ชวี ิตินทรีย์ เน่ืองกับรูปชีวิตินทรีย์น้ัน เจตนาคิดจะฆ่าของผู้มีความสำคญั ในสัตว์มชี ีวิตน้นั ว่าเป็นสัตว์
มีชีวิต ทยี่ ังความพยายาม อันเข้าไปตัดขาดชีวิตินทรยี ์ใหต้ ั้งขึ้นเป็นไปแล้วทางกายทวารและวจีทวาร
ทวารใดทวารหนึง่ ชื่อว่าปาณาตบิ าต

แท้จริง มหาภูตรูปท้ังหลายท่ีเกิดข้ึน เพราะปัจจัยคือมหาภูตรูป ที่เป็นเหตุให้ทำความ
พยายาม ท่ีเหมือนกับมหาภูตรูปก่อนๆ จะยังไม่เกิดขึ้นในภูตรูปเป็นท่ีอาศัยแห่งชีวิตินทรีย์ที่กำลัง
เป็นไป (เป็นปัจจุบัน) จะเกิดขึ้นเฉพาะท่ีไม่เหมือนกันเท่าน้ัน ด้วยเจตนาอันใด เจตนาอันนั้น ท่ียัง
ประโยคเช่นนั้นให้ต้ังขึ้น ชื่อว่าปาณาติบาต เพราะว่า ภูตทั้งหลายที่มีความพยายามอันไดแ้ ล้ว จะไม่
ผ่องแผ้วเหมอื นภูตกอ่ นๆ เพราะฉะนั้น ภูตเหล่านนั้ จงึ ไม่เป็นเหตแุ ห่งภตู ท้ังหลายทม่ี ชี าตเิ สมอกัน

คำว่า กายวจีทฺวารานํ อญญฺ ตรทฺวารปฺปวตตา น้ี แสดงถึงความไม่มีแห่งการยังสัตว์มีชีวิต
ใหต้ กลว่ งไป (ปาณาติบาต) ด้วยวธกเจตนาทีเ่ ปน็ ไปแลว้ ในมโนทวาร

จริงอยู่ แม้ในกลุ ุมพสูตร พระผูม้ ีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาวิชชามยฤทธิ ว่า สมณะหรือ
พราหมณ์บางคนในโลกน้ี ผู้มีฤทธ์ิถึงความชำนาญทางใจ ย่อมไม่เพ่งเล็งสัตว์ที่เกิดในครรภ์ที่อยู่ใน
ท้องของหญิงอื่น ด้วยใจที่ใฝ่ต่ำ และวิชชามยฤทธิน้ัน ท้ิงวจีทวารเสียแล้ว ไม่อาจให้เกิดขึ้นได้
เพราะฉะนั้น วิชชามยฤทธินั้น จงึ สำเร็จดว้ ยอำนาจแห่งวจีทวารเท่านั้น. แต่วาทะของอาจารยท์ ี่กล่าว
ว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการภาวนา ท่านประสงค์เอาในกุลุมพสูตรน้ัน ผิดจากภูมิอ่ืนที่กล่าวไว้ในกุศล
ตกิ ะ เวทนาติกะ และ วติ ักกติกะ

ปาณาติบาตนี้น้ัน ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้นที่ปราศจากคุณ สัตว์มี
ชีวิตตวั เล็กๆ ชอ่ื ว่ามโี ทษมาก ในเพราะสัตว์มชี วี ติ ตวั ใหญ่ เพราะเหตไุ ร?

เพราะมีประโยคใหญ่ (มีพิธีการมาก) แม้เม่ือมีประโยคเท่ากัน ปาณาติบาต ช่ือว่ามีโทษ
มาก เพราะมีวัตถุใหญ่เป็นต้น ในบรรดามนุษย์เป็นต้นผู้มีคุณ ในเพราะผู้มีคุณน้อย ปาณาติบาตก็มี
โทษน้อย ในเพราะมีคุณมากก็มีโทษมาก แต่เมื่อร่างกายและคุณเสมอกัน ปาณาติบาตชื่อว่ามีโทษ
น้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อนกำลัง ช่ือว่ามีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรง
กล้า

อนึ่ง ในเรื่องแห่งปาณาติบาตนี้ การท่ีปาณาติบาตมีโทษมาก เพราะมีประโยคและวัตถุ
ใหญ่เป็นต้น พึงทราบโดยความมีเจตนาที่เกิดข้ึน เพราะปัจจัยเหล่านี้มีกำลัง ความที่ประโยคเป็น

๒๑ ข.ุ อิติ.อ.(บาลี) ๒๐/๓๕๔-๓๕๘. ขทุ ฺทกนิกายฏฺฐกถา อิติวุตฺตกวณฺณนา (ปรมตฺถทีปนี) มมร., องฺ.ทสก.
(ไทย) ๒๔/๑๗๘/๓๓๐, ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๔๗/๓๖๒. มจร.

64 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ประโยคใหญ่ ที่ได้เพราะเจตนาอันเป็นตัวให้สำเร็จท่ียังกิจของตนให้สำเร็จลง ด้วยสามารถยัง
ประโยคตามท่ีตนประสงค์ให้สำเร็จโดยเร็ว และที่ได้เสวนะด้วยชวนะทั้งหลาย (ชวนจิต) ที่เป็นไป
มากครง้ั บางคร้ังเม่อื ประโยคเสมอกนั ทั้งในสัตวท์ ี่มชี วี ติ ตัวเล็กและตัวใหญ่ แมม้ ีอยู่ เจตนาของผฆู้ ่า
สัตวใ์ หญ่ มีกำลังกล้ากว่าจะเกดิ ขน้ึ เพราะฉะนน้ั แมค้ วามทวี่ ตั ถเุ ป็นของใหญ่ จงึ เป็นเหตุแหง่ ความที่
เจตนามีกำลังกว่า ดังน้ันท้ังสองอย่างนี้ จึงเป็นเหตุแห่งความท่ีปาณาติบาตมีโทษมาก โดยภาวะที่
เจตนามกี ำลังนน่ั เอง

อนึ่ง เมื่อความที่สัตว์จะต้องฆ่ามีคุณมาก ความที่ปาณาติบาตน้ันมีโทษมาก พึงเห็นได้ว่า
แม้เจตนาที่ไม่เป็นอุปการะแก่การยังเขตพิเศษให้สำเร็จ เป็นเจตนาท่ีมีกำลังและแรงกล้ากว่าจะ
เกิดข้ึน เหมือนเจตนาที่เป็นอุปการะท่เี ป็นไปแล้ว ในสัตว์ท่ีจะต้องฆ่านน้ั เพราะฉะนั้น แม้เมื่อความท่ี
ปัจจัยทั้งหลายมีประโยคและวัตถุเป็นต้นไม้ใหญ่ ก็พึงทราบความที่ปาณาติบาตมีโทษมาก ด้วย
สามารถแห่งความท่ีเจตนาเป็นเจตนามีกำลัง เพราะปัจจัยทั้งหลาย มีความเป็นผู้มีคุณมากเป็นต้น
นน่ั เอง

ปาณาติบาตนน้ั มีองคป์ ระกอบ ๕ อย่าง คือ
๑. ปาโณ สตั ว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้อยู่วา่ สัตวม์ ีชวี ติ
๓. วธกจติ ตฺ ํ จติ คิดจะฆา่
๔. อุปกฺกโม ความพยายามทจ่ี ะฆา่
๕. เตน มรณํ สัตว์ตายดว้ ยความพยายามน้นั

ปาณาติบาตท่ปี ระกอบไปดว้ ยองค์ ๕ ไมพ่ ้นไปจากองค์ ๕ พึงทราบว่าเป็นปาณาติบาต. ใน
องค์ประกอบ ๕ อย่างน้ัน การรู้ว่าสัตว์มีชีวิต และจิตคิดจะฆ่า จัดเป็นบุพภาค (ของปาณาติบาต)
ส่วนความพยายามที่จะฆ่า เป็นองค์ประกอบใหว้ ธกเจตนาปรากฏชัด

ปาณาติบาตนั้นมี ๖ ประโยค คือ
๑. สาหตั ถิกประโยค (ฆ่าด้วยมือตนเอง)
๒. อาณตั ตกิ ประโยค (ใชผ้ อู้ น่ื ฆา่ )
๓. นิสสัคคยิ ประโยค (การขว้างอาวธุ ไป ปล่อยอาวุธไป)
๔. ถาวรประโยค (เครอ่ื งมือฆา่ สตั วท์ ่ที ำไว้ประจำ)
๕. วชิ ชามยประโยค (อำนาจคุณแลไสยศาสตร)์
๖. อทิ ธิมยประโยค (การบันดาลด้วยฤทธิ)์ ๒๒

บรรดาประโยคทั้ง ๖ อย่างน้ัน ประโยค (การฆ่า) ท่ีบังเกิดขึ้นด้วยมือของตน ชื่อว่าสา
หัตถิกประโยค ประโยคท่ีเป็นไปด้วยสามารถแห่งการสั่งบังคับผู้อื่น ช่ือว่า อาณัตติกประโยค
ประโยคท่ีเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งการยิงด้วยลูกศร และพุ่งด้วยหอกเป็นต้นออกไป ชื่อว่า นิส
สัคคิยประโยค ประโยคท่ีเป็นไปด้วยสามารถแห่งการขุดหลุมพรางเป็นต้น ชื่อว่าถาวรประโยค.
ประโยคที่สำเร็จด้วยการร่ายมนต์ เหมือนการร่ายเวทย์ของหมออาถรรพ์เป็นต้น ชื่อว่าวิชชามย
ประโยค ประโยคท่สี ำเรจ็ ดว้ ยฤทธ์ิอนั เกิดแต่กรรมวบิ าก พึงเหน็ เหมือนประโยคของผมู้ ีฤทธิ์ ให้สัตวม์ ี
พิษขบกัดเปน็ ตน้

๒๒ ดูเทียบใน วิ.อ.(ไทย) ๑/๑๗๒/๖๐๘, ม.มู.อ.(ไทย) ๑/๑๘๙/๓๐๕, ข.ุ ข.ุ อ.(ไทย) -/๒/๓๗.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 65

ในข้อนมี้ ผี ู้กล่าวท้วงวา่ ในเม่ือสังขารทั้งหลายมกี ารดับอยู่ทุกๆ ขณะเป็นสภาพ ใครเล่าเป็น
ผู้ฆ่า หรือใครถูกฆ่า ถ้าความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกมีอยู่ ความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกน้ัน เป็น
สิ่งที่ไม่สามารถจะหวั่นไหวได้ ทั้งใครๆ ก็ให้หว่ันไหวไม่ได้ ด้วยสามารถแห่งการสับและการทุบเป็น
ต้น เพราะไม่มีรูปร่างไซร้ เม่ือเป็นเช่นนั้น การสืบต่อแห่งรูปอันใดมีอยู่ การสืบต่อแห่งรูปน้ัน อุปมา
เหมือนดุ้นฟืนและท่อนไม้ เพราะหาเจตนามิได้ เพราะฉะน้ัน จะหาปาณาติบาตไม่ได้ ในการสืบต่อ
แห่งรูปนั้นด้วยการสับเป็นต้น เหมือนแม้ประโยคในร่างท่ีตายแล้ว ปาณาติบาตก็จะพึงมีประโยคมี
การประหารและไม่ประหารเป็นต้นตามท่ีกล่าวแล้ว ในสัตว์และสังขารที่เป็นอดีต เป็นอนาคตหรือ
ปัจจุบัน ก่อนอ่ืนในกาลท้ัง ๓ น้ัน ประโยคตามทกี่ ล่าวแล้วจะไม่เกิดมีในอดีตและอนาคต เพราะอดีต
และอนาคตเหล่านั้นเป็นสภาวะไม่มีอยู่ ประโยคในปัจจุบันท่ีกำลังบ่ายหน้าไปสู่ความสิ้นสูญไป ก็จะ
หาประโยชน์มิได้ เพราะสังขารทัง้ หลายเป็นไปชว่ั ขณะ (และ) เพราะสังขารท้ังหลายมีการดบั ไปตาม
หนา้ ท่ีของตนนนั่ แหละเป็นสภาพ ความตายเป็นตวั เหตุแหง่ ประโยคมกี ารประหารและไม่ประหารเป็น
ต้นก็จะไม่มี เพราะเว้นจากเหตุแห่งการสูญสิ้นไป และใครเล่าจะเป็นเจ้าของประโยค เพราะสังขาร
ท้งั หลายไม่มีจิตใจ ปาณาติบาตจะเป็นกรรมพันธ์ของใครเล่า เพราะสังขารท่ีแตกสลายตลอดเวลาที่
พอเหมาะกับการประสงค์จะฆ่าน่ันเอง ไม่หยุดอยู่จนให้ถึงเวลาส้ินสุดการกระทำ เนื่องจากเป็นไป
ชัว่ ขณะ

อีกอย่างหนงึ่ การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก (นัน่ เอง) ถูกฆ่า แม้เม่ือความท่ีแห่งการสืบต่อ
แห่งจิตและเจตสิกไม่เป็นอารมณ์ของประโยคแห่งการฆ่ามีอยู่ การสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก แม้นั้น
จะขาดสูญไปโดยการขาดสูญแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งประโยคท่ีกระทำแล้วในภูตรูป
ทั้งหลาย เพราะความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิกนั้น มีพฤติกรรมไม่หย่อนไปกว่าการสืบต่อแห่งรูป
ในปัญจโวการภพ(ขนั ธ์ ๕) เพราะฉะนนั้ ปาณาติบาตจะไม่เกดิ ก็หาไม่ ทง้ั ไม่ใชไ่ มเ่ ป็นเหตุ และจะเป็น
ประโยคที่ไร้ประโยชน์ก็หาไม่ มรณะไม่ใช่ไม่มีเหตุ เพราะ (เหตุ ๓ ประการ) คือ ๑. เพราะสังขาร
(นาม) และกลาปะ (รปู ) ท่คี วรจะเกดิ ขึน้ ถดั จากน้นั ก็ไม่เกิดข้ึนเหมือนอย่างน้ัน ด้วยสามารถประโยค
ท่ีทำแล้วในสังขารทั้งหลายท่ีเป็นปัจจุบัน ๒. เพราะขณิกมรณะของสังขารทั้งหลายท่ีมีอยู่ช่ัวขณะ
พระองค์ไมท่ รงประสงคเ์ อาโดยเป็นมรณะในท่นี ี้และ ๓. เพราะการดบั แห่งสันตติ เป็นส่ิงทมี่ เี หตุตาม
นัยที่ได้กล่าวมาแล้ว สังขารท่านกล่าวว่าทำเหตุท่ีมีการยังผลให้เกิดข้ึน โดยสมควรแก่ตนๆ แน่นอน
ด้วยเหตุสักว่า ความมีอยู่ (อัตถิตา) นั่นเอง เพราะเกิดขึ้นตามปัจจัยในสังขารท้ังหลาย แม้ที่
ปราศจากเจตนา ดวงประทีปย่อมส่องสว่างฉันใด เพราะฉะน้ัน การเรียกว่าการฆ่า ย่อมปรากฏชัด
ฉันน้ัน และไม่ปรารถนาเอาปาณาติบาตแห่งจิตเจตสิก (นาม) และกลาปะ (รูป) ที่เกิดพร้อมกับ
ความประสงค์จะฆ่าอย่างเดยี ว แต่ประสงคเ์ อาปาณาติบาตแหง่ จิต เจตสิกและกลาปะท่ีกำลงั เปน็ ไป
ด้วยสามารถแห่งการสืบต่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นกรรมพันธุ์เพราะปาณาติบาต จึงมีอยู่ทีเดียว และ
การทำประโยชน์ย่อมปรากฏแก่ประทีปเป็นต้นที่กำลังส่องแสงอยู่ด้วยสามารถแห่งการต่อเน่ืองกัน
ดังน้ีแล ก็แม้ในอทินนาทานเป็นต้น ข้อวิจารณ์น้ีควรอธิบายให้ชัด ตามสภาพที่เป็นจริง เป็นผู้งดเว้น
จากปาณาตบิ าตน้ัน ชือ่ วา่ อปฺปฏิวิรตา เพราะไมเ่ วน้ ขาด

จริงอยู่ การทำชั่วในพระขีณาสพ ถึงขั้นปาณาติบาต มีโทษมาก. การทำช่ัวในสำนักของ
พระขีณาสพ ถึงขั้นอทนิ นาทาน มีโทษมาก บาปกรรมในเพราะการล่วงเกินภิกษุณีผู้เป็นพระขีณาสพ
ถึงข้ันมิจฉาจาร มีโทษมาก การทำช่ัวในเพราะการทำลายสงฆ์ (ให้แตกกัน) ด้วยมุสาวาท ถึงข้ัน
มุสาวาท มโี ทษมาก การทำชวั่ ในเพราะกรรมมีการดื่มน้ำเมามาก จนสามารถใหก้ ายเคลื่อนไหว ปล้น
ฆ่าชาวบ้านเป็นต้น เพราะสุราบาน มีโทษมาก การทำสงฆ์ให้แตกกันดว้ ยมุสาวาทอยา่ งเดียว มีโทษ
มากกว่าบาปกรรมเหลา่ นีแ้ ม้ทั้งหมด เพราะผู้ทำสงั ฆเภทนนั้ ยอ่ มหมกไหม้อยูใ่ นนรกตลอดกัป

66 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

บัดน้ี พึงทราบวินิจฉัยในบาปกรรมเหล่านั้นโดยอาการ ๖ อย่างคือ โดยสภาพ ๑ โดย
อารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมลู ๑ โดยกรรม ๑ โดยผล ๑

บรรดาอาการท้ัง ๖ อย่างนั้น ว่าโดยสภาพปาณาติบาตเป็นต้นแม้ทั้งหมด เป็นสภาพของ
เจตนาอย่างเดียว

ว่าโดยอารมณ์ ปาณาตบิ าตมีสังขารเปน็ อารมณ์ โดยมีชวิ ิตนิ ทรยี ์เป็นอารมณ.์ อทนิ นาทาน
มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเปน็ อารมณ์บ้าง มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ด้วยอำนาจโผฏฐพั พะ
(แต่) อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่ามีสัตว์เป็นอารมณ์ มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็น
อารมณบ์ า้ ง การดม่ื สรุ ามีสงั ขารเปน็ อารมณ์

ว่าโดยเวทนา ปาณาติบาตมีเวทนาเป็นทุกข์ อทินนาทานมีเวทนา ๓ มิจฉาจารมีเวทนา ๒
ด้วยอำนาจแห่งสุขเวทนา และมัชฌัตตา (อทุกขมสุขเวทนา) สุราบานก็เหมือนกัน (คือมีเวทนา ๒)
แต่ท้งั สองอยา่ ง (คอื มิจฉาจารและสุราบาน) ไม่ใช่มีเวทนาเป็นกลางๆ (คอื อทุกขมสุข) ด้วยจิตที่เป็น
เหตใุ หต้ กลงใจ มุสาวาทมเี วทนา ๓

ว่าโดยมูลฐาน ปาณาติบาตมีมูล ๒ ด้วยสามารถแห่งโทสะและโมหะ. อทินนาทานและ
มสุ าวาทมีมูล ๒ ดว้ ยอำนาจแหง่ โทสะและโมหะหรอื ด้วยอำนาจแหง่ โลภะ และโมหะ มิจฉาจารและ
สรุ าบานมีมลู ๒ ดว้ ยสามารถแหง่ โลภะ และโมหะ

ว่าโดยกรรม บรรดาบาปกรรมทั้ง ๕ นี้ มุสาวาทอย่างเดียวเป็นวจีกรรม ท่ีเหลือท้ัง ๔ ข้อ
เป็นกายกรรมท้งั น้นั

ว่าโดยผล ทุกๆ ข้อมีผลให้เกิดในอบายท้ังน้ัน และถึงในสุคติ ก็ให้ผลไม่น่าปรารถนานานา
ชนิด มีความเป็นผู้มีอายุน้อยเป็นต้น เพราะฉะน้ัน พึงทราบวินิจฉัยในบาปกรรมเหล่านี้ โดยสภาพ
เป็นตน้ ดังพรรณนามานี้

คำว่า ไม่เว้นขาด (อปฺปฏิวิรตา) ได้แก่ ไม่เป็นผู้เว้นขาด เพราะไม่มีสมาทานวิรัติ และ
สัมปตั ตวริ ตั ิ

คำวา่ “ศลี ชว่ั ” (ทุสฺสีลา) ความว่า ถัดจากน้ันไป ก็เป็นคนไม่มศี ีล เพราะไม่มแี ม้เพียงเบญจ
ศลี .

คำว่า “บาปธรรม” (ปาปธมมฺ า) ได้แก่ ธรรมท่ลี ามก คืออาจาระทเ่ี ลวทราม.

คำว่า “เว้นจากปาณาติบาต” (ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต) ความว่าเป็นผู้งดเว้น คือตั้งอยู่ไกล
จากปาณาติบาต เพราะการสมาทานสิกขาบท แม้ในบททเ่ี หลือท้ังหลาย กม็ ีนัยนี้

แม้ในที่น้ี พึงทราบวินิจฉัยโดยสภาพ ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูลฐาน ๑ โดย
กรรม ๑ โดยการสมาทาน ๑ โดยการขาด ๑ โดยผล ๑ แหง่ เวรมณีทงั้ หลายมีปาณาติปาตาเวรมณี
เปน็ ต้น ดงั ต่อไปนี้

จริงอยู่ บรรดาอาการท้ัง ๘ อย่างนั้น โดยสภาพแล้วเวรมณีทั้ง ๕ เป็นเจตนาบ้าง เป็น
วริ ตั ิบ้าง แต่ว่าเทศนามมี าแล้ว ดว้ ยสามารถแหง่ วริ ัติ

วริ ัติของผู้ที่งดเวน้ จากปาณาตบิ าตทีป่ ระกอบด้วยกุศลจิต ท่ีท่านกล่าวไวอ้ ยา่ งนี้วา่ (ในสมัย
นัน้ วิรัตนิ นั้ ) ไดแ้ ก่การงด การเว้นจากปาณาตบิ าต ดงั นี้

โดยประเภทมี ๓ อย่าง คือ สมั ปตั ตวิรัติ ๑ สมาทานวริ ัติ ๑ สมุจเฉทวิรตั ิ ๑

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 67

บรรดาวิรัติ ๓ อย่างนั้น วิรัติท่ีเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่ได้สมาทานสิกขาบท (มาก่อน) แต่พิจารณา
เห็นชาติ วัยและความเป็นพหูสูตเป็นต้นของตน แล้วไม่ฝ่าฝืนวัตถุท่มี าประจวบเข้า ด้วยคดิ ว่าเร่ืองน้ี
ไมเ่ หมาะแกเ่ ราทจ่ี ะกระทำดังนี้ ช่ือว่าสัมปัตตวริ ัติ

ส่วนวิรัติทเ่ี กิดข้ึนแก่ผู้สมาทานสิกขาบท (มากอ่ น) แล้ว แมส้ ละชวี ิตของตนทีม่ ีคณุ ค่าย่งิ กว่า
สิกขาบทน้ัน กไ็ ม่ล่วงละเมิดวตั ถุ เพราะสมาทานสกิ ขาบทไว้ ชือ่ วา่ สมาทานวิรตั ิ

แต่วิรัติทสี่ ัมปยุตด้วยอรยิ มรรค ช่ือว่าสมุจเฉทวิรตั ิ ซึง่ เริ่มแต่เกิดข้ึนแล้ว แม้ความคดิ ว่าเรา
จักฆ่าสัตว์ กไ็ ม่เกดิ ข้ึนแกพ่ ระอรยิ บุคคลท้ังหลาย

ในบรรดาวริ ัติทง้ั ๓ นน้ั ในทน่ี ี้ ทา่ นประสงคเ์ อาสมาทานวริ ัติ
ว่าโดยอารมณ์ อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นเองเป็นอารมณ์ของปาณาติปาตาเวรมณี
เป็นตน้ น้ัน. ด้วยวา่ ข้นึ ชอื่ ว่าการงดเวน้ จะมไี ดก้ ็เพราะมีส่ิงท่ีจะตอ้ งลว่ งละเมดิ น่นั เอง
อนึ่ง กุศลธรรมเหล่านี้ท่ีมีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์นั่นเอง ย่อมละความทุศีลทั้งหลายมี
ปาณาติบาตเป็นตน้ ได้ เหมอื นอรยิ มรรคทีม่ พี ระนพิ พานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสท้งั หลายได้ ฉะนนั้
วา่ โดยเวทนา วริ ัติทงั้ หมดเป็นสขุ เวทนาท้งั นัน้
ว่าโดยมูลฐาน กุศลธรรมเหล่านี้ของผู้ที่งดเว้นด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณมีมูล ๓ ด้วย
สามารถแห่งอโลภะ อโทสะและอโมหะ ของผู้ท่ีงดเว้นด้วยจิตที่เป็นญาณวิปปยุตมีมูล ๒ ด้วย
สามารถแหง่ อโลภะ และอโทสะ
ว่าโดยกรรม การงดเว้นจากมุสาวาทเปน็ วจกี รรม (ส่วน) ทีเ่ หลอื เปน็ กายกรรม
ว่าโดยสมาทาน ผู้ไม่ได้รับการสมาทานนั้นในสำนักของผู้อ่ืนที่เป็นครุฏฐานิยบุคคล
สมาทานศีล ๕ ด้วยตนเองเป็นเอกัชฌสมาทาน หรอื เปน็ ปจั เจกสมาทาน ก็ยอ่ มเป็นอันสมาทานแลว้
ว่าโดยการขาด สำหรบั คฤหสั ถท์ ง้ั หลาย สกิ ขาบทใดทลี่ ่วงเกินแล้ว จะขาดเฉพาะสกิ ขาบท
นัน้ ๆ เท่านั้น นอกนี้ไม่ขาด เพราะเหตุไร? เพราะคฤหัสถ์ทง้ั หลายมีศีล ไม่เก่ียวเนอื่ งกัน (เป็นปัจเจก
สมาทาน) รักษาเฉพาะสกิ ขาบทท่สี ามารถรักษาได้เท่านั้น
ส่วนสำหรบั บรรพชติ เมอ่ื ล่วงละเมดิ สกิ ขาบทเดียว ก็ขาดท้ังหมด
พึงทราบวินิจฉัยเก่ียวกับการเว้นจากปาณาติบาต ว่ามี “ผล” (ผลโต) เป็นอย่างไร?
ดงั ตอ่ ไปน้ี :-
ปาณาติปาตาเวรมณี มีผลมีอาทิอย่างนี้ (คำว่า ผล ก็คือวิบากที่เกิดมาจากการทำ
ปาณาตบิ าต) ไดแ้ ก่
๑. องฺคปจฺจงคฺ สมนฺนาคตา (ความเป็นผสู้ มบูรณด์ ว้ ยอวัยวะน้อยใหญ่)
๒. อาโรหปรณิ าหสมฺปตตฺ ิ (ความถงึ พร้อมด้วยส่วนสงู และสว่ นกวา้ ง)
๓. ชวนสมปฺ ตฺติ (ความถงึ พรอ้ มด้วยเชาว์ไวไหวพรบิ )
๔. สุปตฏิ ฺฐิตปาทตา (ความเปน็ ผมู้ ีเท้าต้งั อยูเ่ หมาะสม)
๕. จารุตา (ความสวยงาม)
๖. มุทตุ า (ความเปน็ ผูอ้ ่อนโยน)
๗. สุจิตา (ความสะอาด)
๘. สูรตา (ความกล้าหาญ)
๙. มหาพลตา (ความเปน็ ผมู้ ีกำลังมาก)

68 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๑๐. วสิ ฏฐฺ วจนตา (ความเปน็ ผมู้ ีถอ้ ยคำสละสลวย)
๑๑. สตฺตานํ ปยิ มนาปตา (ความเป็นผูน้ ่ารัก นา่ พอใจ ของสตั วท์ ้ังหลาย)
๑๒. อภชิ ชฺ ปรสิ ตา (ความเปน็ ผู้มบี ริษทั ไมแ่ ตกแยกกัน)
๑๓. อฉมฺภิตา (ความเปน็ ผูไ้ ม่สะด้งุ หวาดเสียว)
๑๔. ทุปปฺ ธสํ ิยตา (ความเปน็ ผูอ้ นั ใครๆ กำจดั ไดย้ าก)
๑๕. ปรูปกฺกเมน อมรณตา (ความเปน็ ผูไ้ ม่ตายดบั การปองร้ายของผอู้ น่ื )
๑๖. มหาปรวิ ารตา (ความเป็นผู้มบี รวิ ารมาก)
๑๗. สวุ ณฺณตา (ความเปน็ ผมู้ ผี ิวดงั ทอง)
๑๘. สสุ ณฺฐานตา (ความเปน็ ผมู้ ที รวดทรงงาม)
๑๙. อปปฺ าพาธตา (ความเป็นผมู้ ีอาพาธน้อย)
๒๐. อโสกตา (ความเป็นผู้ไม่เศร้าโศก)
๒๑. ปยิ มนาเปหิ อวิปฺปโยคตา (ความเปน็ ผู้ไม่พลดั พราก จากของรักของชอบใจ)
๒๒. ทีฆายุตา (ความเปน็ ผู้มีอายยุ ืน)๒๓
สรุปได้ใจความว่า ผู้ท่ีเบียดเบียน รบกวน หรือทำอันตราย มนุษย์ เทวดาสัตว์โลก สัตว์
นรก หรือเปรต ด้วยมือ ด้วยก้อนดิน ท่อนไม้ หรืออาวุธอยู่เป็นประจำตายไปจะเกิดเป็ นสัตว์
เดรัจฉาน เปรตหรือสัตว์นรกเพราะกรรมท่ีเจตนาทำเอาไว้อย่างน้ี แต่ถ้าตายไปไม่เกิดดังกล่าว ได้
เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคมาก ส่วนผู้ท่ีไม่เบียดเบียน ไม่รบกวน หรือไม่ทำอันตราย มนุษย์
เทวดา สัตว์โลก สัตว์นรก และ เปรตด้วยมือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรืออาวุธอยู่เป็นประจำ ตายไปจะ
เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์เพราะกรรมที่เจตนาทำเอาไว้อย่างนี้ แต่ถ้าตายไปไม่เกิดเป็นเทวดา ได้เกิด
เป็นมนุษย์จะเป็นคนมีโรคน้อย ดังนั้น ทางปฏิบัติเพื่อความมีโรคน้อย คือเป็นผู้ท่ีปกติ ไม่เบียดเบียน
สตั ว์ ด้วยมอื ก้อนดิน ทอ่ นไม้หรอื อาวุธ

แนวคดิ เกย่ี วกบั ความเจ็บป่วย

พระพทุ ธศาสนาเก่ยี วขอ้ งกบั งานสาธารณสขุ อย่างไร
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เป็นส่ิงยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนไทยมาช้า
นาน พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจในสิ่งท่ีมันเกิดข้ึนเอง โดยท่ีไม่มีใครสามารถไป
บังคับให้มันเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างเป็นระบบโดยตัวของมันเองทั้งส้ิน แต่มนุษย์ก็พยายามที่จะฝืน
ธรรมชาติโดยการกระทำหรือสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของตนเองอยู่เสมอสิ่ง
แล้วสิ่งเล่า ซึง่ มนุษย์กจ็ ะไดใ้ ชส้ ิ่งทค่ี ิดวา่ มีค่าเหล่าน้ไี ด้ก็เพียงชั่วคราวเท่าน้ัน เพราะชวี ิตคนเราทกุ คน
น้นั เกิดมาก็เส่ือมลงและเข้าหาความตายไปทุกวันๆ โดยไม่มีใครสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง
ได้และไม่เคยเตรยี มตัวเตรียมใจไว้ว่าจะต้องตาย เมื่อเจ็บไข้ก็ต้องหาทางรกั ษาชีวิตของตนเองไว้ ส่ิง
ตา่ งเหล่านเี้ ป็นความทุกขท์ ี่เกิดขน้ึ กับมนษุ ย์ทกุ ผทู้ กุ นามไมเ่ ลือกชน้ั วรรณะ
จากทุกข์ท่ีเกิดจากการเกิด แก่ เจ็บและตายเหล่าน้ี จึงต้องมีสาธารณสุขเกิดข้ึน เพื่อเป็น
การบรรเทาทุกข์ ส่วนความสุขนั้นก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้นเพราะร่างกายเป็นของธรรมชาติเกิดมา
ตามสภาพกรรม ใครสร้างกรรมอยา่ งไร ก็ต้องเป็นผู้รบั กรรมอย่างน้ัน ดังพทุ ธสภุ าษิตท่วี ่า “กมฺมุนา

๒๓ ข.ุ อิต.ิ อ.(บาล)ี ๒๐/๓๓๕-๓๓๖. ขทุ ฺทกนิกายฏฺฐกถา อติ วิ ุตฺตกวณณฺ นา (ปรมตถฺ ทีปนี) มมร.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 69

วตฺตตี โลโก : สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”๒๔ ไม่มีใครสามารถเลือกร่างกายที่สวยงาม ไม่มีใคร
ห้ามความเกดิ ความเส่ือมและความตายได้ บทบาทของสาธารณสุขน้ันเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์
ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา การเกิด ความเสื่อมและความตาย นอกจากทางด้านรา่ งกายแล้ว
สภาพจิตใจพุทธศาสนาก็เข้ามามีบทบาทด้วย การเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆบางคร้ังก็เกิดความทุกข์จิตใจ
ทอ้ แท้เบ่อื หนา่ ยเศรา้ หมอง

พระพุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจธรรมชาติอยู่แล้วเพ่ือเป็นการกระทำทางใจให้ถูกต้องเป็น
การเตรียมพรอ้ มกับเหตุการณ์ต่างๆ ท่เี กิดข้ึนทั้งในสภาพปัจจุบันและในอนาคตและไม่ใหย้ ึดอดตี หรือ
ความเศรา้ หมองที่ผ่านมาแต่สามารถเอาอดีตมาเป็นบทเรียนสอนตนเองได้ มนุษย์เราถ้าสามารถทำ
ใจได้อย่างนี้แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดข้ึนก็จะพร้อมรับกับเหตุการณ์ต่างๆได้เสมอเพราะน่ันคือธรรมชาติ
เมื่อเกดิ ขึ้นแล้วกต็ ้องดับไม่มธี รรมชาติใดเกิดขึ้นแล้วทรงสภาพเดมิ อย่อู ยา่ งนั้นได้ไมว่ ่าจะเปน็ สภาพสุข
หรอื ทกุ ข์

เมื่อมีผู้ป่วยก็ต้องมีคนดูแลซึ่งเรียกกันว่า “พยาบาล” (วิ+ปาล /วฺยา+ปาล) คำว่า วิ
แปลว่า วิเศษ, แจ้ง, ต่าง, ปาละ แปลว่า รักษา ดังน้ัน พยาบาล จึงแปลว่า การรักษาเป็นอย่างดี
การรักษาอย่างวิเศษ หรือแปลว่า การรักษาโรคต่างๆ๒๕ พยาบาลที่ดีน้ันนอกจากจะมีวิชาความรู้
ทางด้านการพยาบาลแล้วพยาบาลควรมีคุณธรรมในจิตใจ พระพุทธศาสนาก็ได้สอนหลักธรรมไว้
สำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เพื่อความสงบสุข และตัวพยาบาลเองก็ควรได้ศึกษาหลักธรรมให้
เขา้ ใจเพอ่ื ใหเ้ กดิ ปญั ญา (ร้ใู หแ้ จง้ ไม่ใช่รจู้ ำ) เพ่ือนำมาใชใ้ นการปฏิบตั ิงานได้อย่างมคี ณุ ภาพ

ลาภยิ่งใหญข่ องมนษุ ย์ คือความไมม่ โี รค

เมื่อเราเกิดมาแล้ว เราไม่อาจปฏิเสธหรือไม่ยอมรับโรคภัยท้ังหลายได้ แต่ส่ิงหนึ่งท่ีเราทำ
ไดก้ ็คือ การระวงั รกั ษาสุขภาพใหด้ ี ในเรอื่ งน้ีพระพุทธองค์ตรัสวา่

“อาโรคยปรมาลาภา : ความมีไมโ่ รค เปน็ ลาภอย่างย่งิ ”
วิธีการกค็ ือ ไม่บริโภคอาหารที่ไม่ถกู สขุ ลักษณะ แต่ควรบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ (โภช
เนมตฺตญฺญตุ า) มี ๓ ประการ คือ
๑. ไมแ่ สลง (ปฏปิ กฺขกิ ํ โภชน)ํ
๒. เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (กายกิ สขุ าวหํ โภชนํ)
๓. ไดม้ าโดยชอบธรรม (ธมเฺ มน โภชนํ ลภิตพพฺ )ํ

๒๔ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๖๖๐/๖๕๔. “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม สัตว์ท้ังหลายมี
กรรมเปน็ เครอื่ งผูกพัน เปรียบเหมือนรถทแ่ี ล่นไปมหี มุดเปน็ เครอ่ื งตรงึ ไว้ ฉะน้ัน”

๒๕ การพยาบาล ถ้ามองในแง่ของสถานที่ บาลีเรียกว่า อาโรคยาสาลา คิลานสาลา โสตถิสาลา มโหสถ
สาลา พยาปาลสาลา (Hospital)เป็นต้น ถ้าเป็นตัวบุคคล คือหมอ หรือแพทย์ บาลีว่า เวชชะ ติกิจฉกะ ภิสักกะ
คอื บคุ คลทไ่ี ด้รับการฝึกหัดปฏิบตั ศิ าสตรแ์ หง่ การแพทย์

70 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

อโรคยะ๒๖ ความไม่มีโรค รักษาสุขภาพให้ดีมิให้มีโรคภัยเบียดเบียนทั้งร่างกายและจิตใจ
และในการรักษาสุขภาพให้ดีทา่ นบอกวา่ อายุยืนมี สูตร ๖ อ. และ ๔ ก.

สูตร ๖ อ. คือ

อ. ที่ ๑ อาหาร อาหารท่ีจะทำให้ชีวิตยืนยาวและไม่มีโรคภัยเบียดเบียนน้ันต้อง
รับประทานให้เป็นเวลา ไม่เป็นพิษเป็นภัย รู้ประมาณในการบริโภค เลือกรับประทานอาหารที่ย่อย
ง่าย

อ. ที่ ๒ อากาศ ต้องเลือกอากาศบริสุทธิ์เพื่อสุขภาพท่ีดีของคนเรา และอากาศนี้ยัง
หมายถึงลมด้วย ซ่ึงก็คือลมหายใจเข้าออก ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก ชีวิตก็ไม่อาจเป็นอยู่ได้
เร่ืองลมจงึ สำคญั ดังทที่ ่านกลา่ ววา่ มีลมมเี ร่อื ง หมดลมหมดเร่ือง

อ. ที่ ๓ อารมณ์ คือต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ รู้ปล่อยวางอารมณ์ ไม่เก็บอารมณ์ท่ีเสียไว้
ไม่ถือความเห็นของตนเป็นใหญ่จนกลายเป็นคนทิฏฐิ และจะเป็นเหตุให้เกิดการวิวาทบาดหมาง เสีย
ไมตรีเพราะการทะเลาะ ไมก่ ่อให้เกดิ ผลดแี ตอ่ ย่างใด

อ. ที่ ๔ อาจม ต้องระวังสุขภาพอย่าให้ ท้องผูก และควรถ่ายให้เป็นเวลาจะช่วยให้
สขุ ภาพดขี ึ้น

อ. ท่ี ๕ อาชีพ ต้องประกอบอาชีพสุจริต ถ้าประกอบอาชีพไม่สุจริต เอาเปรียบผู้อื่นก็จะ
เป็นเหตใุ หถ้ กู ฆาตกรรม หรือทำให้ร่างกายมโี รคชนดิ หน่งึ เปน็ เหตุใหต้ ายก่อนเวลาอันสมควรได้

อ. ที่ ๖ ออกกำลัง ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้
สุขภาพแข็งแรง ซึ่งเปน็ อบุ ายจะช่วยตา้ นทานโรคภัยไขเ้ จ็บไดอ้ ย่างดี

สตู ร ๔ ก. คอื

๑. กินตรงเวลา คือ กินเป็นเวลาถึงเวลาอาหารชนิดใดก็กินอาหารชนดิ น้ัน ไม่กินจุกกินจิก
กนิ พร่ำเพรอ่ื ไมเ่ ป็นเวลา

๒. กินมีระเบียบ คือ มีระเบียบเป็นท่ีเป็นทาง ไม่กินสกปรกเลอะเทอะ หรือมูมมาม ผู้กิน
เช่นนเ้ี ป็นผไู้ ม่สุภาพ ไมม่ ีวฒั นธรรม ในเรอ่ื งน้ีพระพทุ ธเจ้าตรัสสอนให้ภิกษฉุ ันด้วยความสำรวม

๓. กินพอดี คือไม่มาก ไม่น้อยเกินไป ให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย ใน
พระพทุ ธศาสนาสอนว่าถา้ ร้วู ่าอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ก็ใหห้ ยุดกนิ แลว้ ดมื่ นำ้ ก็อม่ิ พอดี

๔. กนิ เพื่อบรรเทาความหวิ คอื กินเพ่ือแก้ความหวิ เพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ จะไดม้ ีกำลัง
ทำความดีต่อไป มิใช่กินเพ่ือเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อสนุกสนาน มิใช่กินด้วยความอยาก กินพอเหมาะ
อาหารดแี ตก่ ินเกินพอดกี ็เป็นอันตรายได้ ดังน้ันโบราณจงึ สอนวา่

“อยากอย่าเพงิ่ กิน หวิ คอ่ ยกนิ หรอื วา่ อย่ากินเมอื่ อยาก ให้กนิ เมอ่ื หวิ ”

๒๖ “อาโรคฺย” (อา-โรค-คยะ โปรดสังเกต มีจุดใต้ คฺ) รากศัพท์มาจาก :- ขั้นท่ี ๑ : โรค (โร-คะ) =
ความเจ็บป่วย, โรค (illness, disease) ข้ันท่ี ๒ : น + โรค (แปลง น เป็น อ) = อโรค : โรคของผู้น้ันไม่มี เหตุ
น้ัน เขาจึงชื่อว่า “อโรค” (อะ-โร-คะ) = ผู้ไม่มีโรค, ไม่เจ็บป่วย, มีสุขภาพดี (one who without disease, one
who healthy) ข้ันที่ ๓ : อโรค + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ, ทีฆะ อะ ที่ อ-(โรค) เป็น อา ตามสูตร : “ด้วยอำนาจ
ปัจจัยเนื่องด้วย ณ” : อโรค + ณฺย = อโรคณฺย > อโรคฺย > อาโรคฺย แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะของผู้ไม่มีโรค”
หมายถึง ความไม่มีโรค, ความมีอนามัยดี (absence of illness, health) บาลี “อาโรคฺย” สันสกฤตก็เป็น “อา
โรคฺย” รูปเดียวกัน สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า “อาโรคฺย : (คำนาม) ความสำราญ, ความไม่มีโรค;
health, soundness of body”

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 71

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ในพระพุทธศาสนาท่านกล่าวถึงเรื่องสุขภาพเป็นส่ิงสำคัญ
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” (อาโรคฺยปรมา ลาภา) ดังนั้น การมี
สขุ ภาพดีก็คือการไม่มีโรคทง้ั ทางกายและทางใจ ถ้ามนษุ ย์ไม่มสี ุขภาพดี จะไม่สามารถปฏิบัติบทบาท
ของตนเองได้อยา่ งสมบูรณ์

ความเจบ็ ป่วยเกดิ จากตวั เรา

ความเจ็บป่วยส่วนใหญ่ท่ีเกิดข้ึนกับตัวเราน้ัน ส่วนมากเกิดจากพฤติกรรมประจำวันของเรา
เอง โดยการแบ่งพฤตกิ รรมประจำวนั ออกเปน็ ๓ ประเภท ดังนี้

๑. ความเจ็บไขเ้ กดิ จากอาหาร

พุทธพจน์ว่า “ส่ิงมีชีวิตท้ังหลาย ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร” (สพฺพ สตฺตา อารฏฺฐิติกา) และ
ในอาหารนนั้ ก็มีทั้งคณุ และโทษ คนฉลาดในการบรโิ ภคก็จะบริโภคด้วยปัญญา ย่อมจะกินแต่อาหารที่
มีสาระต่อร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ดำรงชีพอยู่ได้แล้ว อาหารยังช่วยป้องกันโรค และรักษาหรือ
บำบัดโรคได้ด้วย แต่คนทไี่ ม่ฉลาดกนิ คือกินด้วยตัณหาทางลิ้นพาไป นอกจากจะทำให้สขุ ภาพเส่ือมไม่
แข็งแรง เพมิ่ โรคและราคาแพงแลว้ ยงั ทำใหอ้ ายสุ น้ั อกี ดว้ ย

การกินอาหารจัดว่า เป็นศิลปะอยา่ งหนงึ่ นอกจากจะได้คุณคา่ ทางโภชนาการอย่างถูกต้อง
และสมบูรณ์แล้ว ยงั เป็นการประหยัดทั้งเวลาในการปรงุ และประหยัดเงินได้อยา่ งมากอีกด้วย ท้ังน้ี
เพราะอาหารที่มีคุณค่าที่รา่ งกายต้องการจริงๆ แล้ว นั้น นอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว ส่วนมากเรา
ยังเพาะปลูกเองได้ เช่น กล้วยน้ำว้า จัดวาเป็นยอดแห่งผลไม้ ท่ีมีคุณค่าทางอาหารสูงและราคาถูก
มากเป็นต้น ผู้ที่มีที่ว่างเพียงเล็กน็อกก็สามารถปลูกได้ และประโยชน์ของกล้วยมิใช่เพียงแค่เป็น
อาหารที่ให้ผลและใบเลย แถมยงั ใชเ้ ป็นยาได้อีกด้วย

๒. ความเจ็บไขเ้ กิดจากการไมอ่ อกกำลังกาย (กายบริหาร)

ร่างกายของคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงนอกจากจะกินอาหารที่มีคุณค่าแล้ว ส่ิงท่ีจะต้อง
ตามมาคกู่ บั อาหารกค็ อื การออกกำลังกายท่หี ลากหลายและไดส้ มดุล การบริหารร่างกายให้สมดลุ ใน
อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน รวมท้ังอิริยาบถย่อยๆ ประจำวัน จะทำให้สุขภาพดี แข็งแรง
คล่องแคล่ว รู้สึกสบายตัว จะประกอบกิจประจำวันก็สะดวก แถมยังมีภูมิคุ้มกันโรคหรือต่อต้านโรค
อกี ด้วย

ร่างกายของคนเราเปรียบเหมือนกับรถยนต์ (สรียนฺตํ) ถ้าจอดอยู่นานๆ ล้อไม่หมุนก็สนิม
จบั สวนประกอบของรถต่างๆ ก็เส่ือมสภาพ ในทำนองเดียวกันการใช้รถมากจนเกินไปก็เส่ือมเรว็ แต่
การใชแ้ ตพ่ อดีและหมน่ั ดูแลรักษาสภาพของรถอยู่เป็นประจำก็จะไดง้ านได้งาน

ร่างกายของคนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ดูแล ไม่หมั่นบริหาร ไม่หมั่นออกกำลังกายอย่าง
สมดุลท้ัง ๔ อิริยาบถ มนั ก็ยอ่ มจะกอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาคอื เจ็บป่วยบ่อย และอายุจะสน้ั ไปด้วย

ในจตุจกั กสตู ร ขอ้ ทว่ี ่า “ยนต์คือสรรี ะ” น้ี พระพทุ ธองคต์ รัสตอบเทวดา ดังน้ี
เทวดาทลู ถามว่า “ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า สรีรยนต์ มี ๔ ล้อ มีประตู ๙ ประตู เต็มไปด้วย
ของไม่สะอาดถูกโลภะประกอบไว้ เปน็ เหมอื นเปอื กตม สรรี ยนตน์ ั้นจกั แล่นไปได้อยา่ งไร”

72 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า “เพราะตัดชะเนาะ เชือกหนัง ตัดความปรารถนาและความ
โลภอันเลวทราม และเพราะถอนตณั หาพรอ้ มท้งั รากได้ สรีรยนตน์ นั้ จักแลน่ ไปได้อย่างนี้”๒๗

ในคมั ภรี อ์ รรถกถา ท่านอธิบายไวด้ งั นี้๒๘
ขอ้ วา่ “มี ๔ ล้อ” (จตจุ กกฺ )ํ หมายถงึ อริ ิยาบถ ๔ คือ เดนิ ยนื น่งั นอน
ข้อว่า “มี ๙ ประตู” (นวทฺวารํ) หมายถึงช่องทั้ง ๙ คือ ตา ๒, หู ๒, จมูก ๒, ปาก ๑,
ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑
ขอ้ ที่ว่า “ชะเนาะ” หมายถึง ความผูกโกรธ
คำวา่ “เชอื กหนงั ” หมายถึง กิเลสมที ิฏฐิ และวิจิกจิ ฉาเป็นต้น๒๙
สำนวนของพระอริยเจ้าท่าน (สมัยคร้ังพุทธกาล) คือท่านไม่มีสมมติบัญญัติ ท่านถือเอา
ของจรงิ นี้มาพูดกัน ถามสุขทุกข์กัน ทา่ นบัญญัติขน้ึ ต่างหากของทา่ น ตามเป็นจรงิ สมมติขนึ้ ตามเป็น
จรงิ คำวา่ คนก็ไมม่ ี คำวา่ มนุษยก์ ็ไมม่ ี เลยทา่ นเลยเปรยี บ พอเหน็ หนา้ เหน็ ตากัน ท่านก็ทกั ทายกนั
สรรี ยนตฺ ํ ยนตค์ อื สรีระของท่าน คมนยี ํ พออดกลน้ั อยู่หรือ?
สรีรยนฺตํ ยนต์คือสรีระของท่าน น่ัน จตุจกฺกํ มีจักร ๔ ขมนียํ พออดกล้ัน พอทนได้อยู่
หรือ?
สรีรยนตฺ ํ นวทฺวารํ มีทวาร ๙ ขมนยี ํ พออดได้ไดห้ รอื ?
ทำไมท่านถามกันอย่างง้ัน ท่านไปดูของจริง เกิดความจรงิ สรีระน้ี เป็นเครือ่ งยนต์ จตุจัก
กัง มีจักร ๔ คอื ได้แก่ อิริยาบถ ๔ นวทวารํ มีทวาร ๙ (คือช่องทางทั้ง ๙) เพราะทวารของเรามี ๙
หมดทง้ั ตัว ขมนยี ํ พออดทนทานอยหู่ รอื ส่วนใหญ่ ท่านจะถามกันอยา่ งน…ี้ .

คำศพั ท์สำคญั คือ “ขมนียํ ยาปนยี ”ํ

ในสำนวนบาลีมีคำทักทายเช่นเดียวกัน ซึ่งสำนวนหนึ่งก็คอื เช่น เมื่อพระพุทธเจ้ากำลังเสดจ็
จาริกไป ทรงเจอพระภิกษุสงฆ์ในระหว่างทางก็ตรัสทักทายว่า “กิจฺจิ ขมนียํ ยาปนียํ ภิกฺขเว น จ
ปิณฺฑิเกน กิลมิตฺถาติ วตฺตา” และพระภิกษุสงฆ์ ก็ทูลตอบว่า “ขมนียํ ภนฺเต ยาปนียํ ภนฺเต ปิณฺฑ
เกน ปน เนว กิลมิมฺหา....”

เวลาแปลเป็นสำนวนไทยในบาลีประโยคสูงๆ อาจแปลว่า “ภิกษุท้ังหลาย สบายดีหรือ?
แล้วก็ตอบว่า “สบายดี พระเจ้าข้า” ...แปลเพียงแค่นี้ก็ผ่านแล้ว... แต่ในคราวแรกเรียนบาลี เวลา
แปลยกศพั ทจ์ ะต้องขึ้นมาให้เตม็ และเหน็ รูปประโยค ซง่ึ ผูเ้ ขียนจะนำมาเลา่ ในครัง้ นี.้ .....

ขมนียํ ภนเฺ ต ยาปนียํ ภกิ ขฺ เว แปลยกศัพท์ ว่า........
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษทุ ั้งหลาย สรรี ยนตฺ ํ อันว่ายนต์คือสรรี ะ จตุจกฺกํ มีล้อ ๔ ล้อ นวทฺวารํ มี
ทวาร ๙ ทวาร ตุมฺเหหิ อนั เธอทง้ั หลาย ขมนียํ พึงอดทนได้หรือ? ยาปนยี ํ พึงให้เป็นไปไดห้ รือ?
ขมนียํ ยาปนียํ ภนเฺ ต แปลยกศพั ทว์ ่า...
ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรรี ยนฺตํ อันว่ายนต์คือสรรี ะ จตุจกฺกํ มีส่ีล้อ นวทวฺ ารํ มีเก้า
ทวาร อมฺเหหิ อันขา้ พระองค์ทงั้ หลาย ขมนียํ พงึ อดทนได้ ยาปนยี ํ พงึ ให้เปน็ ไปไดอ้ ยู่

๒๗ ส.ํ ส.(ไทย) ๑๙/๒๙/๓๒-๓๓, ๑๙/๑๐๙/๑๒๐-๑๒๑.
๒๘ สํ.ส.อ.(บาลี) ๑/๒๙/๕๒.
๒๙ สํ.ส.อ.(บาล)ี ๑/๒๙/๕๓.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 73

ดังนั้น นักเรียนบาลีช้ันต้นๆ เมื่อถึงประโยคน้ีก็ต้องขุดศัพทข์ ้ึนมาแปลให้ได้ และบางคนก็ใช้
วิธีท่องจำ แต่แม้จะไม่ท่องจำ เมื่อเจอหลายๆ ครั้งก็จำได้ไปเอง.....แต่พอเรียนประโยคสูงๆ ก็ไม่
จำเป็นต้องแปลอย่างน้ี แปลตามสำนวนไทยๆ ว่า “สบายดีหรือ? พอทนได้หรือ? พออยู่ได้หรือ? ...
ทำนองนีก้ ไ็ ด้แลว้ เพราะถอื ว่าผเู้ รยี นมคี วามรู้เรือ่ งนีแ้ ลว้ ไม่จำเป็นต้องขุดศัพท์มาใหย้ ุ่งยาก....

สรีรยนฺตํ ยนต์คอื สรรี ะ นัน่ คอื ร่างกายของคนเราน้เี ปรียบเหมือนเคร่ืองยนต์

จตุจกฺกํ มีส่ีล้อ นั่นคือ ต้องบริหารให้เป็นไปด้วยอิริยาบถ ๔ ประการ กล่าวคือ เดิน ยืน
นัง่ และนอน

นวทฺวารํ มีเก้าทวาร นั่นคือ มีประตูทางเข้าทางออกอยู่ ๙ ช่อง ได้แก่ หู ๒ ตา ๒ จมูก
๒ ปาก ๑ ทวารเบา ๑ และ ทวารหนกั ๑

ขมนียํ พึงอดทน ยาปนียํ พึงให้เป็นไป นั่นคือ การบริหารร่างกายน้ีเป็นส่ิงลำบากและ
เหน็ดเหนอ่ื ย เราจึงตอ้ งอดทน เพ่ือให้มันยังคงเป็นอยู่ตอ่ ไปได.้ .. ประมาณน้ี

เพราะฉะน้ัน คำว่า “ขมนียํ ยาปนียํ” ทั้งสองคำน้ี เราสามารถจะนำมาถามตัวเองก็ได้
หรือถามผู้อน่ื กไ็ ดต้ ามอริยโวหาร ในคราวทีม่ คี วามทกุ ขด์ า้ นร่างกายอันเกิดจากความเจบ็ ไข้ เปน็ ต้น...
หรอื ในคราวทีร่ ู้สกึ เบ่อื เหน่ือยหน่าย เกิดความเหือดแห้งภายใน เป็นตน้

๓. ความเจบ็ ไขเ้ กิดจากการไม่บรหิ ารจติ

โดยธรรมชาติของจิตย่อมมีปกติไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ (ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ) คือ ชอบแต่
ละรับ จำ คิด และรู้ แต่ในสิ่งที่ไม่ดีส่วนมาก จิตจึงเปรียบเหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ
อรรถกถาธรรมบทเรื่องอุกกัณฐติ ภิกษุ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า บาทพระคาถาว่า ‘ยตฺถ กามนิ
ปาตนิ ’ํ หมายความว่า จติ มกั ไม่พจิ ารณาดฐู านะทงั้ หลายมชี าติ เป็นต้น จิตยอ่ มตกไปในอารมณ์อย่าง
ใดอย่างหนึ่งนั่นแล จริงอยู่ จิตน้ี ย่อมไม่พิจารณาดูโคตะ ไม่พิจารณาดูวัย ย่อมตกไปในอารมณ์ที่
ปรารถนาอย่างเดียว ย่อมไม่พิจารณาในฐานะที่พึงได้ หรือไม่พึงได้ สมควรหรือไม่สมควร เพราะ
เหตุนน้ั พระผมู้ พี ระภาคเจ้าจงึ ตรัสว่า “มกั ตกไปในอารมณต์ ามความใคร่”

ดังน้ัน ผู้หวังความเจริญไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม จึงมีการฝึกจิตท่ีเรียกว่า “จิตต
ภาวนา” อยู่เป็นประจำ เพราะจิตท่ีฝึกแล้วคุณประโยชน์มาให้ จิตทฝ่ี กึ แล้วเป็นเหตุนำสุขมาให้ (จิตฺตํ
ทนฺตํ สขุ าวหํ)๓๐ การฝกึ จิตเห็นปานนี้นน้ั เปน็ การดี คือความที่จิตอนั บุคคลฝึกฝนด้วยอรยิ มรรค ๔๓๑
ไดแ้ ก่ ความทีจ่ ติ อันบุคคลทำแล้วโดยประการทีจ่ ิตส้ินพยศได้ เปน็ การดี ถามว่า “เพราะเหตุไร?” แก้
ว่า “เพราะว่า จิตนี้อันบุคคลฝึกแล้ว ย่อมเป็นเหตุนำสุขมาให้ คือว่า จิตที่บุคคลฝึกแล้ว ได้แก่ทำให้
ส้ินพยศ ยอ่ มนำมาซ่งึ ความสขุ อันเกิดแต่มรรคผล และสุขคือพระนพิ พานอนั เปน็ ปรมัตถ์”๓๒

ความสุขทีแ่ ท้จริงของคนเรา จะต้องมีความสมดุลทง้ั รา่ งกายและจิตใจควบคู่กันไป การกิน
อาหารที่ดีและถูกต้อง การออกกำลังกายที่สมควรแก่วัยและได้สมดุล ทำให้เกิดความสะดวกสบาย
ในดา้ นรูปธรรมคือรา่ งกายล้วนๆ แต่คนเรามีจติ ใจด้วย

ร่างกายเป็นรูปธรรม จึงต้องการอาหารมาหล่อเล้ียงและต้องการออกำลังกายให้เลือดลม
ไดเ้ ดินดี รา่ งกายจงึ จะมคี วามสุขแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่าย แมจ้ ะเป็นบ้างก็หายง่าย

๓๐ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๕/๓๖. คำว่าการฝึก ในที่นี้หมายถึงการฝึกด้วยอริยมรรค ๔ คือโสดาปัตติมรรค
สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตตมรรค, คำว่าสุข ในที่น้ีหมายถึงสุขท่ีเกิดจากอริยมรรค อริยผล และ
สุขท่ีเกดิ จากการบรรลุนพิ พานอนั เปน็ ประโยชน์สงู สดุ อา้ งใน ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๒/๑๑๘.

๓๑ อริยมรรค ๔ คือ โสดาปัตตมิ รรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตมรรค ๑
๓๒ ข.ุ ธ.อ.(บาล)ี ๒/๑๒๔, ๑๒๙.

74 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ส่วนจิตใจเป็นนามธรรม ยอ่ มต้องการอาหารใจคอื ธรรมะมาหล่อเล้ียง ถ้าจิตใจขาดธรรมะ
มาหลอ่ เล้ยี ง มนั ก็จะหดหู่ ฟ้งุ ซ่าน เศรา้ หมอง เครียด เซ็ง กระสบั กระส่าย ถึงขัน้ คดิ จะฆา่ ตัวตาย

คนท่คี ิดจะมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีคุณค่าและสาระ จะต้องม่ันให้ทาน รักษาศีล และ เจริญ
จิตตภาวนาอย่างสมดุลและครบวงจร คือหมายความว่า ทานกต็ ้องให้ ศีลกต็ อ้ งรกั ษา และภาวนาคือ
สมถะและวิปสั สนาก็ตอ้ งหมนั่ เจรญิ ในชวี ติ ประจำวันใหม้ าก

โรคบางอย่างในอดีตท่ีแรงมากๆ เท่านั้นที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ แต่ในการบำเพ็ญกุสล
อย่างอ่ืนมามาก ก็สามารถจะบรรลุพระอรหัตต์ได้ ท้ังท่ีมีร่างกายเน่าเป็นต้น เช่น พระปูติตัตตติสส
เถระ (พระกายเนา่ ) โดยมเี รื่องยอ่ ดงั นี้๓๓

พระกายเน่าในสมัยพุทธกาล ช่ือท่านพระปูติคัตตติสสเถระ ซึ่งเป็นโรคฝีทั่วตัว จนกระท่ัง
ร่างกายเน่า และจีวรเปื้อนด้วยเลือดและน้ำหนอง เมื่อภิกษุทั้งหลายทอดท้ิงท่าน พระผู้มีพระภาค
ทรงทราบกเ็ สด็จไปอนเุ คราะห์

เม่ือภิกษุทั้งหลายเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จไป ก็ได้ช่วยพระผู้มีพระภาคพยาบาลท่านพระ
ปตู ิคัสสติสสเถระ โดยใหท้ ่านสรงนำ้ ร้อน และช่วยกันเปล่ียนจีวรให้สะอาดกาย สบายใจ ตามรบั สั่ง
ของพระผู้มีพระภาค เม่ือท่านพระปูติตัตตติสสเถระได้รับการดูแลร่างกายให้สะอาด เรียบร้อยดี
แล้ว ท่านก็มคี วามสดชน่ื สบายตัว เม่ือมกี ายพร้อม และทา่ นพรอ้ มทจ่ี ะไดฟ้ ังพระธรรม พระผูม้ ีพระ
ภาคกท็ รงแสดงธรรมทเ่ี หมาะสมแก่อัธยาศยั (ยถานุโลมเทสนา) เมอื่ จบพระธรรมเทศนาท่านกบ็ รรลุ
เป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในวันน้ันน่ันเอง เพราะฉะน้ัน ทา่ นผู้ฟังก็ควรจะระลึกถึงการไม่กระทำ
อกุศลกรรมใดๆ เลยทั้งส้ิน เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมที่ได้กระทำไวแ้ ล้วในอดีตอนนั ตชาติ ก็ยงั พรอ้ ม
ที่จะใหผ้ ลได้ เม่อื ถงึ กาลที่จะให้ผลนนั้ ๆ เกิด

พระผู้มพี ระภาคก็ได้ทรงแสดงอดตี ชาตขิ องทา่ นพระปูตคิ สั สติสสเถระวา่

ในคร้ังศาสนาของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า กัสสปะน้ัน ท่านพระปูติคัตตติสสเถระ
เกิดเป็นพรานนก ฆ่านกขาย นกที่เหลือขายน้ัน ก็หักกระดูกขาและกระดูกปีก ทิ้งไว้เป็นกองๆ ไม่ให้
บนิ ไปได้ เพราะถา้ จะฆ่าให้ตาย นกพวกนนั้ กจ็ ะเนา่ เสีย

ตอนเช้าก็เอานกท่ีหักปีกหักขาเหล่าน้ันไปเท่ยี วขายอีก เหลือจากนัน้ ก็ทำอาหารบรโิ ภคตาม
ตอ้ งการ

วันหนึ่งเม่ือพรานนกน้ันทำอาหารเสร็จแล้ว พระอรหันต์องค์หน่ึงได้เที่ยวบิณฑบาตไปถึง
บ้านของนายพรานนก นายพรานนกเกิดความเล่ือมใสจึงได้ถวายอาหารบิณฑบาต และตั้งความ
ปรารถนาท่ีจะบรรลุธรรม ซึ่งในชาติสุดท้ายท่านก็บรรลุธรรม แต่ว่าอดีตอกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ ก็ทำ
ให้ทา่ นเปน็ โรคฝที ั่วตัวจนรา่ งกายเนา่

และสำหรับการสงเคราะห์อนเุ คราะหภ์ ิกษุสงฆ์นัน้ พระผู้มีพระภาคก็ไม่ได้ทรง สงเคราะห์
โดยทรงแสดงธรรมเท่าน้ัน พระผู้มีพระภาคยังทรงอนุเคราะห์ภิกษุผู้ป่วยไข้ที่ขาดผู้ดูแลพยาบาล
และแมใ้ นกิจเล็กๆน้อยๆของภกิ ษุสงฆ์ เช่นในสงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค อรรถกถาอนุรุทธสูตร ขณะท่ี
พระเถระ ๓ รูป คือท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ และท่านพระอนุรุทธะช่วยกันทำ
จีวรของท่านพระอนุรุทธะนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเองก็ทรงร้อยเข็มประทานให้ เพราะฉะน้ัน ผู้ที่
ศกึ ษาธรรมะแล้วก็พิจารณาโดยละเอียด ยอ่ มเห็นประโยชน์ของการไม่ละโอกาสแม้เพียงเล็กๆ นอ้ ยๆ
ทจ่ี ะกระทำกุศล

๓๓ ดูรายละเอยี ดใน ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๒/๑๔๕-๑๔๙.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 75

น่คี ือบาปกรรมเก่าที่แก้ไขไม่ได้ แต่ด้วยบุญกุศลทที่ ่านได้เอานกท่ีกล่าวมาแล้วทำเป็นอาหาร
ถวายพระในคร้ังนั้น ได้ส่งผลให้ท่านมาเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ดังนั้น เมื่อได้อัตภาพมาในชาตินี้ ก็
ควรทำบญุ กศุ ลไว้บ้าง เม่อื ได้รบั ผลบาปแลว้ บญุ กศุ ลจะได้มาชว่ ยหนนุ ใหพ้ น้ ทกุ ขไ์ ด้

อนุสสตใิ นเร่ืองน้ี

๑. เม่ือยังไม่ได้เจ็บได้ เราไม่ควรประมาท ในเร่ืองของอาหารการกิน การออกกำลังกาย
ประจำวัน และการบริหารจิตในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นการป้องกันไว้ก่อน ย่อมเป็นการป้องกันไว้
ก่อนเปน็ การดกี วา่ การแก้ไขในภายหลงั

๒. เมื่อเกิดเจ็บไข้แล้ว ควรจะค้นหาสาเหตุของโรคชนิดน้ันก่อน อะไรเป็นสาเหตุให้เกิด
โรค? ควรหาความรู้ หรือปรึกษาผู้รกู้ อ่ น ถ้ายงั ไม่รู้กอ็ ยา่ ไปแก้ เรอื่ งเลก็ นอ้ ยจะกลายเป็นเร่ืองใหญ่

๓. ต้องรักษาไปจนสุดกำลังก่อน เมื่อเกิดโรคแล้ว รู้สาเหตุของโรคแล้ว ก็ควรรีบไปทำ
การรักษาเสียแต่ต้น ไม่ควรจะเสียดายเงินหรือเวลาในการรักษา บางทีจะทำให้เสียดายในภายหลัง
ดงั คำกลา่ วที่ว่า “เสยี น้อยเสียยาก เสียมากเสียงา่ ย”

๔. โรคบางชนิด รักษาก็ไม่หาย เมื่อรักษามาพอสมควรแล้ว โรคนั้นไม่หาย ก็ควรจะ
“ทำใจ” และ “ทัมม์ใจ” ปล่อยวางให้มันเป็นเพียงโรคทางกายเท่าน้ัน (ธัมม์ใจ) อย่างให้ลุกลามมา
เปน็ โรคทางจิตใจอกี เลย

๕. ความเจบ็ ไข้ ทำให้มีเวลา เมอ่ื เวลาทเี่ รายงั ไมเ่ จบ็ ไขไ้ ดป้ ว่ ย มักจะอ้างกนั ทวั่ ไปว่า ไม่มี
เวลาไปทำบุญสุนทานต่างๆ แต่พอเจ็บไข้ข้ึนมาก็ทำให้เราได้มีเวลาที่จะใฝ่ในเร่ืองบุญกุศลต่างๆ
บางคร้ังความเจ็บป่วยก็ทำให้เราโชคดี เพราะทำให้เรามีเวลาทบทวนบทเรียนตอนเอง ได้มีเวลา
ทำบุญ รกั ษาศลี และเจรญิ จิตตภาวนา ทำใหเ้ ราฉวยโอกาสน้ีเตมิ เต็มคุณความดใี หก้ บั ตวั เราเอง

สุดยอดของบุญอีกประการหนึ่งของผู้ป่วยไข้ ก็คือ “การสำรวมระวังจิตให้เป็นสมาธิ มีสติ
อยู่เฉพาะหน้า ทำการแผ่เมตตาจิตไปยังเจ้ากรรมนายเวร หม่ันแผ่เมตตา ให้อภัยแก่สรรพสัตว์”
ความเจ็บปว่ ยเป็นเหมอื นเทวทตู มาเตอื นสตใิ หเ้ ราทำดเี พิม่ เตมิ ไม่ทำใหเ้ ราประมาทในวัย ประมาทใน
ชีวิต ประมาทความเปน็ หนมุ่ สาว และประมาทในความไมม่ ีโรค

แนวคิดว่าด้วยร่างกายเปน็ ท่อี ยู่อาศัยของโรคทั้งหลาย

การมีสุขภาพดีในทัศนะพระพุทธศาสนาโดยท่ัวไป หมายถึงความมีโรคน้อย ตรงกับภาษา
บาลีว่า “อปฺปาพาโธ” คือการมีอาพาธน้อย หรือไม่มีอาพาธ และ “อปฺปาตงฺโก” คือการมีทุกข์น้อย
หรือไม่มีทุกข์ (คำว่า อปฺป แปลว่า น้อย) คำว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคท่ีเป็นวิสภาคะ (หรือความ
เสียดเสียดแทงที่เกิดในร่างกาย) เนื่องจากว่าพระพุทธศาสนามองว่า “คนเกิดมาท่ีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
น้ัน เป็นอันไมม่ ีในโลกนี”้ เพราะพระพุทธเจ้าตรสั วา่ “รา่ งกายนเี้ ปน็ รังของโรค”

สมดังทีพ่ ระผูม้ ีพระภาคตรสั พระคาถานีแ้ ก่พระอุตตราเถรผี มู้ ีอายุ ๑๒๐ ปี ดังนี้

ปรชิ ิณฺณมิทํ รูปํ โรคนทิ ธฺ ํ ปภงคฺ ณุ ํ

ภชิ ฺชติ ปูติ สนฺเทโห มรณนตฺ ํ หิ ชีวิตํ ฯ

แปลว่า “ร่างกายนี้แก่หง่อมแล้ว เป็นรังของโรค มีแต่จะทรุดโทรมลงไป ร่างกายที่เน่า
เปอื่ ยนก้ี ็จะแตกดับไป เพราะชวี ติ มีความตายเปน็ ทีส่ ุด”๓๔

๓๔ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๑๔๘/๗๘.

76 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

อีกนัยยะหนึ่ง ทรงตรัสว่า “ธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ ท่ีเกิดข้ึนพร้อมแล้วอันปัจจัยทำ อัน
ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ยั่งยืนระคนด้วยชราและมรณะ เป็นรังแห่งโรค (โรคนิทฺธํ) มีความเส่ือมโทรมเป็น
ปกติ มอี าหารและตณั หาเป็นแดนเกิด บุคคลจึงไม่ควรยนิ ดีธรรมชาติดงั กล่าวนัน้ ความสลัดออกจาก
ธรรมชาติดังกล่าวน้ันได้ เป็นความสงบ มิใช่วิสัยแห่งการคาดคะเน เป็นภาวะที่ย่ังยืนธรรมชาติที่ไม่
เกิด ท่ีไม่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ไม่มีความโศก ปราศจากธุลีคือกิเลส เป็นภาวะควรเข้าถึงแท้จริง ความ
ดบั แห่งธรรมชาติทเ่ี ปน็ ทุกข์ทั้งหลาย คือความสงบระงบั แห่งสงั ขาร เปน็ ความสขุ ”๓๕

เนื่องจากพุทธศาสนามองว่า ความเจ็บไข้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมนุษย์เราประกอบข้ึน
ด้วยองคป์ ระกอบต่างๆ ท่เี ป็นอนจิ ลกั ษณะคือเคล่ือนไหวไม่หยุดน่ิง เปน็ อนิจจัง หลกั สำคญั จงึ อย่ทู ่ีว่า
จะปฏิบัติต่อมนั อย่างไรให้สมบูรณ์ดี และในยามท่เี กดิ เป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้น ก็ไม่ใช่เรือ่ งท่ีเราจะต้องไป
ทกุ ข์ใจ เรามีหน้าทท่ี ่ีจะต้องแก้ไขบำบัดรักษาและบริหารชีวิตให้ดี ถ้าหลีกเลี่ยงโรคไดก้ ็หลีกเล่ียง ถ้า
มันเกิดข้ึนกร็ ักษาไป ทำให้ได้ผลดี แต่อย่าไปทุกขก์ ระวนกระวายกบั โรคภัยไข้เจบ็ นนั้

สุขภาพดีเป็นส่ิงท่ีคนเราต้องแสวงหามาให้ได้ในชีวิต โดยการใช้ความพากเพียรพยายาม
ของตัวเอง การสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าหรือองค์อวตารท่ีมีอำนาจวิเศษ ไม่ทำให้ชีวิตคนเรามี
สุขภาพดขี ึ้นมาได้อย่างแน่นอน แต่ละคนต้องพยายามฝ่าฟันอย่างหนักเพื่อให้มีสุขภาพดี ดงั คำกล่าว
ที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากไดต้ ้องทำเอง” เมื่อคนเรามีสุขภาพดแี ล้ว ควรรักษาสุขภาพของตน
เอาไว้ เพราะวา่ ถา้ ปราศจากสขุ ภาพดีเสยี แลว้ คนเราไมส่ ามารถทำงานเพ่อื พัฒนาตัวเองและสังคม

ในปฐม-ทุติยฐานสูตร๓๖ (ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้) พระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุ
ทั้งหลาย ฐานะ (คำว่าฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุ) ๕ ประการนี้ อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร
พรหม หรอื ใครๆ ในโลกน้ีไมพ่ ึงได้ คือ

๑. ขอส่ิงทม่ี คี วามแก่เปน็ ธรรมดา๓๗ อยา่ แก่
๒. ขอสงิ่ ทีม่ คี วามเจบ็ ไขเ้ ป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้
๓. ขอส่งิ ทมี่ คี วามตายเปน็ ธรรมดา อยา่ ตาย
๔. ขอสิง่ ทม่ี คี วามสิ้นไปเปน็ ธรรมดา อย่าส้ินไป
๕. ขอสงิ่ ที่มคี วามฉิบหายเปน็ ธรรมดา อยา่ ฉิบหาย
ส่ิงที่มีความแก่เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมแก่ไป เม่ือส่ิงท่ีมีความแก่เป็น
ธรรมดา แก่ไปแล้ว เขาไม่พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราคนเดียว
เท่าน้ันท่ีแก่ไป แท้จริง ส่ิงท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ท้ังปวงที่มีการมา การไป การจุติ และ
การอุบัติ ก็แก่ไปท้งั ส้ิน เม่ือสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำ
ไร ทุบ-อก คร่ำครวญหลงงมงาย อาหารเราก็จะไมอ่ ยากรบั ประทาน กายกจ็ ะเศร้าหมอง การงานก็
จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว
เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย น้ีเรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูก
ลูกศรคือความโศกท่ีมพี ิษท่ิมแทงแล้ว ยอ่ มทำตนนนั่ เองให้เดือดร้อน

๓๕ ขุ.อิติ.(ไทย) ๒๕/๔๓/๓๙๒.
๓๖ อง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๒-/๑๖๙-๑๗๐.
๓๗ ธรรมดา ในท่ีนี้หมายถึง สภาวธรรมที่เกิดเอง คำน้ีมุ่งแสดงกฎแห่งเหตุผล อ้างใน องฺ.ทสก.อ.(บาลี)
๓/๒/๓๑๘.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 77

ส่ิงท่ีมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... ส่ิงท่ีมีความตายเป็น
ธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมตายไป ... สิ่งที่มีความส้ินไปเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ย่อมส้นิ ไป ... สิ่งท่มี คี วามฉบิ หายเป็นธรรมดาของ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดบั ย่อมฉิบหายไป เมื่อสิ่งท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว เขา
ไม่พิจารณาเห็นดังน้ีว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นท่ีฉิบหายไป
แท้จริง สิ่งท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงท่ีมีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็ฉิบ
หายไปทั้งสิ้น เมื่อส่ิงท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก
ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมอง การ
งานก็จะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือส่ิงท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดา
ฉิบหายไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงมงาย น้ีเรียกว่า ปุถุชนผู้
ไมไ่ ด้สดบั ถกู ลกู ศรคอื ความโศกท่มี ีพิษท่ิมแทงแลว้

ยอ่ มทำตนน่นั เองให้เดือดรอ้ น

ส่วนส่ิงท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป เม่ือสิ่งท่ีมีความแก่เป็น
ธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกน้ันพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของเราคน
เดียวเท่าน้ันท่ีแก่ไป แท้จริง สิ่งท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ
การอบุ ตั ิ ก็แกไ่ ปทั้งส้นิ เมอ่ื สงิ่ ทีม่ คี วามแกเ่ ป็นธรรมดาแกไ่ ปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก รำ่ ไร
ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเรากจ็ ะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศรา้ หมอง การงานกจ็ ะ
หยดุ ชะงัก พวกศตั รูก็จะดใี จ และพวกมิตรกจ็ ะเสยี ใจ’ เมอ่ื สิ่งท่มี ีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแลว้ อรยิ
สาวกน้นั ยอ่ มไมเ่ ศร้าโศก ไมล่ ำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทบุ อก

ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย น้ีเรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ถอนลูกศรคือความโศกที่มีพิษท่ิมแทง
ปุถชุ นผู้ไมไ่ ดส้ ดับทำตนน่ันเองให้เดอื ดร้อน อริยสาวกผู้ไม่มคี วามโศกปราศจากลูกศร ย่อมดับทุกขไ์ ด้
ดว้ ยตนเอง

ส่ิงท่ีมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้.....สิ่งท่ีมีความตายเป็น
ธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป .....ส่ิงท่ีมีความสิ้นไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้
สดับ ยอ่ มสิน้ ไป.....ส่ิงท่ีมีความฉบิ หายไปเปน็ ธรรมดาของอริยสาวกผู้ไดส้ ดับ ยอ่ มฉบิ หายไป เมอ่ื ส่ิง
ท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว อริยสาวกน้ันพิจารณาเห็นดังน้ีว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงที่มีความ
ฉิบหาย

ไปเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่าน้ันท่ีฉิบหายไป แท้จริง สิ่งท่ีมีความฉิบหายไปเป็น
ธรรมดาของสัตวท์ ัง้ ปวงทม่ี กี ารมา การไป การจตุ ิ การอบุ ตั ิ ก็ฉบิ หายไปท้ังสิน้

เมื่อสิ่งท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศกลำบาก ร่ำไร
ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรบั ประทานกายก็จะเศร้าหมอง การงานก็จะ
หยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือสิ่งท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบ
หายไปแล้ว อริยสาวกนั้นย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่รำ่ ไร ไม่ทบุ อก ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย
นเ้ี รียกว่า อริยสาวกผู้ได้สดบั ถอนลูกศรคือความโศกท่ีมีพิษท่ิมแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดบั ทำตนนั่นเองให้
เดอื ดร้อน อรยิ สาวกผู้ไมม่ ีความโศก ปราศจากลูกศร ย่อมดบั ทกุ ข์ได้ด้วยตนเอง

78 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้แล อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มารพรหม หรือใครๆ
ในโลกนี้ไม่พงึ ไดป้ ระโยชน๓์ ๘ แม้เลก็ น้อยในโลกน้ี

“ใครๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศรา้ โศก ย่อมไม่ไดด้ ้วยความครำ่ ครวญ พวกศัตรูทราบว่า เขา
เศร้าโศก เปน็ ทกุ ข์ ย่อมดีใจ”

“แต่ในกาลใด บัณฑิตฉลาดในการวินิจฉัยเหตุผล ไม่หว่ันไหวในอันตรายทั้งหลาย ในกาล
นั้น พวกศัตรูเห็นหน้าซงึ่ ไม่ผิดปกตขิ องบณั ฑิตน้นั ผยู้ ังยิ้มแยม้ ตามเคย ย่อมเปน็ ทกุ ข์”

“บัณฑติ พึงได้ประโยชน์ในท่ีใดๆ ด้วยวธิ ีใดๆ คือด้วยการสรรเสริญ ด้วยการร่ายมนตร์ด้วย
การกล่าวคำสุภาษิต ด้วยการให้ หรือด้วยการอ้างประเพณี ก็พึงบากบั่นในท่ีน้ันๆ ด้วยวิธีน้ันๆ ถ้า
ทราบว่า ‘ประโยชน์นี้ เราหรือคนอื่นไม่พึงได้’ เธอผู้ไม่เศร้าโศก ควรอดทนโดยพิจารณาว่า ‘เราได้
ทำงานอยา่ งมุ่งมน่ั แล้ว บดั น้ี เราจะทำอยา่ งไร’๓๙

นอกจากน้ีพระพุทธองค์ทรงให้พิจารณาเน่ืองๆ เกี่ยวกับส่ิงเหล่านี้ว่ามีอยู่ประจำตนของทุก
คน วา่

“ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ ที่สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตต้องพิจารณา
เนืองๆ ฐานะ ๕ ประการ อะไรบา้ ง คือ

สตรี บรุ ษุ คฤหสั ถ์ หรือบรรพชติ ควรพิจารณาเนืองๆ วา่
๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไมล่ ว่ งพ้นความแก่ไปได้
๒. เรามคี วามเจบ็ ไขเ้ ปน็ ธรรมดา ไม่ลว่ งพ้นความเจบ็ ไข้ไปได้
๓. เรามคี วามตายเป็นธรรมดา ไม่ลว่ งพน้ ความตายไปได้
๔. เราจะต้องพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจท้งั ส้ิน
๕. เรามีกรรมเป็นของตน เปน็ ผู้รบั ผลของกรรม มกี รรมเป็นกำเนดิ

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้จะเป็น กรรมดีหรอื กรรมช่ัวก็
ตาม ยอ่ มเปน็ ผู้รับผลของกรรมนน้ั

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่
ล่วงพ้นความแก่ไปได้’ เพราะอาศัยอำนาจประโยชนอ์ ะไร เพราะอาศยั อำนาจประโยชน์น้ีแลว่า ‘สัตว์
ทัง้ หลายมีความมวั เมาในความเปน็ หนุ่มสาวซ่งึ เป็นเหตุใหป้ ระพฤติช่ัวด้วยกาย ประพฤติช่ัวด้วยวาจา
ประพฤติช่ัวด้วยใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้น
ได้ โดยสนิ้ เชงิ หรอื ทำใหเ้ บาบางลงได้’

สตรี บรุ ษุ คฤหสั ถ์ หรอื บรรพชติ จึงควรพจิ ารณาเนอื งๆ ว่า ‘เรามคี วามแกเ่ ป็นธรรมดา ไม่
ล่วงพน้ ความแก่ไปได้’

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้’ เพราะอาศยั อำนาจประโยชน์อะไร เพราะอาศยั อำนาจประโยชนน์ ้ีแลว่า
‘สตั ว์ทั้งหลายมีความมัวเมาในความไม่ มีโรคซึ่งเป็นเหตใุ ห้สัตว์ประพฤติช่ัวด้วยกาย ประพฤตชิ ั่วด้วย
วาจา ประพฤติชั่วด้วยใจ เม่อื เขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความไม่มโี รคน้ัน
ไดโ้ ดยสน้ิ เชิง หรอื ทำใหเ้ บาบางลงได้’

๓๘ ประโยชน์ ในท่ีนี้หมายถึง สภาวะที่มีความแก่เป็นต้นกลับกลายเป็นสภาวะท่ีไม่แก่ อ้างใน องฺ.ปญฺ
จก.อ.(บาล)ี ๓/๔๘/๒๖.

๓๙ องฺ.ปญจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๔๘/๗๘-๗๙.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 79

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตจงึ ควรพจิ ารณาเนอื งๆ วา่ ‘เรามีความเจบ็ ไข้เปน็ ธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจบ็ ไขไ้ ปได้’

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรอื บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่
ล่วงพ้นความตายไปได้‘ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเพราะอาศัยอำนาจประโยชนน์ ้ีแลว่า ‘สตั ว์
ทั้งหลายมีความมัวเมาในชีวิตซ่ึงเป็นเหตุให้ประพฤติชั่วด้วยกาย ประพฤติชั่วด้วยวาจา ประพฤติช่ัว
ด้วยใจ เมอื่ เขาพจิ ารณาฐานะนน้ั อย่เู นืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชวี ติ นน้ั ได้โดยส้ินเชงิ หรือทำให้เบา
บางลงได้’

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตจึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ลว่ งพน้ ความตายไปได้’

สตรี บุรุษ คฤหสั ถ์ หรือบรรพชติ ควรพิจารณาเนืองๆ วา่ ‘เราจะตอ้ งพลดั พรากจากของรัก
ของชอบใจทั้งส้ิน‘ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์น้ีแลว่า ‘สัตว์
ท้ังหลายมีความกำหนัดดว้ ยอำนาจความพอใจในของรกั ของชอบใจซึ่งเปน็ เหตใุ หป้ ระพฤติชวั่ ด้วยกาย
ประพฤติชั่วด้วยวาจา ประพฤติชั่วด้วยใจ เม่ือเขาพิจารณาฐานะน้ันอยู่เนืองๆ ย่อมละความกำหนัด
ดว้ ยอำนาจความพอใจในของรกั ของชอบใจนั้นไดโ้ ดยสน้ิ เชงิ หรอื ทำใหเ้ บาบางลงได้’

สตรี บุรษุ คฤหสั ถ์ หรือบรรพชิตจงึ ควรพจิ ารณาเนืองๆ ว่า ‘เราจะต้องพลดั พรากจากของ
รักของชอบใจทัง้ ส้นิ ’

สตรี บุรษุ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รบั
ผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่พ่ึงอาศัย เราทำกรรมใดไว้ จะเป็น
กรรมดีหรือกรรมช่ัวก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น’ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรเพราะ
อาศัยอำนาจประโยชนน์ ีแ้ ลวา่ ‘สัตว์ทั้งหลายมีกายทุจริต วจที ุจริต มโนทุจรติ เมอ่ื เขาพิจารณาฐานะ
นน้ั อยเู่ นอื งๆ ยอ่ มละทจุ ริตได้โดยส้ินเชิง หรือทำใหเ้ บาบางลงได้’

สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิตจึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ‘เรามีกรรมเป็นของตน เป็น
ผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นท่ีพึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้
จะเปน็ กรรมดีหรอื กรรมช่วั กต็ าม ย่อมเปน็ ผู้รบั ผลของกรรมน้ัน’๔๐

พระพุทธองค์ตรัสถึงคนป่วยไว้ คิลานสูตร (ว่าด้วยคนไข้และบุคคลผู้เปรียบด้วยคนไข้)
ดงั น้ี

“ภิกษุทงั้ หลาย คนไข้ ๓ จำพวกนีม้ ีปรากฏอยใู่ นโลก คนไข้ ๓ จำพวกไหนบ้าง คอื
๑. คนไขบ้ างคนในโลกนไ้ี ดโ้ ภชนะที่เป็นสัปปายะ๔๑ หรือไม่ไดโ้ ภชนะที่เป็นสัปปายะกต็ าม ได้
ยาท่ีเป็นสัปปายะ หรือ ไม่ได้ยาที่เป็นสัปปายะก็ตามและได้คนพยาบาลที่เหมาะสม หรือไม่ได้คน
พยาบาลทีเ่ หมาะสมกต็ าม ย่อมไม่หายจากอาพาธนัน้ ได้เลย
๒. คนไขบ้ างคนในโลกน้ี ได้โภชนะท่ีเป็นสัปปายะ หรอื ไม่ไดโ้ ภชนะที่เป็นสัปปายะก็ตาม ได้
ยาท่ีเป็นสัปปายะ หรือไม่ได้ยาที่เป็นสัปปายะก็ตามและได้คนพยาบาลที่เหมาะสม หรือไม่ได้คน
พยาบาลที่เหมาะสมกต็ าม ย่อมหายจากอาพาธนัน้ ได้

๔๐ อง.ฺ ปญจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๕๗/๙๙-๑๐๑.
๔๑ เปน็ สัปปายะ ในทนี่ ี้หมายถึง มีประโยชน์ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเจรญิ อา้ งใน องฺ.ตกิ .อ.(บาลี) ๒/๒๒/๙๙.

80 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๓. คนไข้บางคนในโลกน้ี ได้โภชนะที่เป็นสัปปายะจึงหายจากอาพาธน้ัน เม่ือไม่ได้ ย่อมไม่
หาย ได้ยาที่เป็นสัปปายะ จึงหายจากอาพาธนั้น เม่ือไม่ได้ย่อมไม่หาย และได้คนพยาบาลที่
เหมาะสมจงึ หายจากอาพาธนน้ั เมือ่ ไม่ไดย้ อ่ มไม่หาย

บรรดาคนไข้ ๓ จำพวกนน้ั คนไข้ใดได้โภชนะทเี่ ป็นสปั ปายะจงึ หายจากอาพาธนน้ั เม่อื ไม่ได้
ย่อมไม่หาย ได้ยาที่เป็นสัปปายะจึงหายจากอาพาธน้ันเมื่อไม่ได้ ย่อมไม่หาย และได้คนพยาบาลที่
เหมาะสมจึงหายจากอาพาธนั้น เม่ือไม่ได้ย่อมไม่หาย เพราะอาศัยคนไข้นี้แล เราจึงอนุญาตอาหาร
สำหรับภิกษุไข้ อนุญาตยาสำหรับภิกษุไข้ และอนุญาตคนพยาบาลสำหรับภิกษุไข้ ก็เพราะอาศัย
คนไข้น้ี คนไข้แม้อ่ืนๆ ก็ควรได้รับการพยาบาลด้วย คนไข้ ๓ จำพวกน้ีแลมีปรากฏอยู่ในโลก ฉันใด
บุคคลท่เี ปรียบไดก้ บั คนไข้ ๓ จำพวกนี้ ก็ฉนั นน้ั เหมือนกนั แลมปี รากฏอยู่ในโลก

บคุ คลทเ่ี ปรียบไดก้ บั คนไข้ ๓ จำพวกไหนบ้าง คอื
๑. บุคคลบางคนในโลกน้ีได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยที่
ตถาคตประกาศไว้ หรือ ไม่ได้ฟังธรรมวินัยท่ตี ถาคตประกาศไว้ก็ตาม ยอ่ มไม่หยั่งลงสู่ความเห็นชอบ
ทก่ี ำหนดในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย
๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยท่ี
ตถาคตประกาศไว้ หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศไว้ก็ตาม ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบที่
กำหนดในกศุ ลธรรมทง้ั หลาย
๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เห็นตถาคต จึงหย่ังลงสู่ความเห็นชอบที่กำหนดในกุศลธรรม
ท้ังหลาย เมื่อไม่ได้เห็นย่อมไม่หยั่งลง ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้จึงหย่ังสู่ความเห็นชอบที่
กำหนดในกศุ ลธรรมท้ังหลายเมื่อไม่ได้ฟงั ย่อมไม่หยงั่ ลง
บรรดาบุคคล ๓ จำพวกน้ัน บุคคลใดได้เห็นตถาคตจึงหย่ังลงสู่ความเห็นชอบท่ีกำหนดใน
กุศลธรรมท้ังหลาย เมื่อไม่ได้เห็นย่อมไม่หยั่งลง ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้จึงหยั่งลงสู่
ความเห็นชอบทก่ี ำหนดในกศุ ลธรรมทงั้ หลาย เม่อื ไม่ได้ฟงั ย่อมไมห่ ยั่งลง เพราะอาศยั บคุ คลนแ้ี ล เรา
จึงอนุญาตการแสดงธรรม ก็เพราะอาศัยบุคคลน้ีจึงควรแสดงธรรมแก่บุคคลแม้เหล่าอื่น ภิกษุ
ท้งั หลาย บคุ คลทีเ่ ปรียบไดก้ บั คนไข้ ๓ จำพวกน้แี ลมปี รากฏอยใู่ นโลก๔๒
ในอรรถกถาปฐมคิลานสูตร ท่ี ๔ ท่านอธิบายไว้ดังน้ี บทว่า “ตถา ปหีโน จายสฺมโต
มหากสฺสปสฺส โส อาพาโธ อโหสิ” หมายความว่า ได้ยินว่า เมื่อพระมหากัสสปเถระตั้งใจฟัง
โพชฌงคภาวนาน้ีอยู่ ได้มีความดำรินี้ว่า เม่ือเราแทงตลอดอยู่ซึ่งสัจจะทั้งหลายในวันท่ี ๗ แต่วันที่
เราบวชแล้ว โพชฌงค์เหล่าน้ีก็ปรากฏ ก็เมื่อท่านคิดอยู่ว่า “โอ คำสอนของพระศาสดานำสัตว์ออก
จากทุกข์ดังนี้ โลหิตก็ผ่องใส อุปาทารูปก็หมดจด” โรคหายไปจากกายเหมือนหยาดน้ำตาในใบบัว
ฉะน้ัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ตถา ปหีโน จายสฺมโต มหากสฺสปสฺส โส อา
พาโธ อโหส”ิ ดังน้ี
ความป่วยไข้ที่เกิดแต่ความเย็นอ่อนๆ ซึ่งเกิดข้ึนด้วยการถูกต้องกับลมจากต้นไม้มีดอกเป็น
พิษท่บี า้ นแลว้ ท่เี ชงิ แห่งภเู ขา พงึ ทราบวา่ เปน็ อาพาธของชนแม้ทง้ั ๓ เหลา่ นี้

๔๒ อง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๒-/๑๖๙-๑๗๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 81

โรคบางอยา่ งรักษาก็หาย ไม่รักษากห็ าย

ในจู กัมม ภิ ังค ูตร๔๓ ุภมาณพ โตเทยยบุตรได้เขา้ ไปเฝา้ พระพุทธเจา้ แล้ กราบทูลถาม
า่ ะไรเปน็ เ ตุ ะไรเปน็ ปจั จยั ใ ้คนทีเ่ กดิ มาแล้ มโี รคมาก รื มโี รคน้ ย?

พระพุทธ งค์ได้ตรั ต บ ่า “ดกู ่ นมานพ ! คนบางคนในโลกน้ี จะเป็น ญิง รื ชายกต็ าม
เป็นคนมีปกติช บเบียดเบียน ัต ์ ด้ ยมืด ด้ ยก้ น ิน ด้ ยท่ นไม้ รื ด้ ย าตราก็ตาม เมื่ เขา
ตายจากโลกนี้ไปแล้ ย่ มเข้าถึง บาย ทุคติ ินิบาติ และนรก… เม่ื มาเกิดเป็นมนุ ย์ ย่ มเป็นผู้มี
โรคมาก…”

โดยนยั ตรงกันขา้ ม ผทู้ ่ไี ม่เบยี ดเบียน ัต ์ ย่ มจะเป็นผมู้ ีโรคน้ ย ไม่ ่าจะเกดิ ในภพ รื ภูมิ
ใดๆ

จากพทุ ธ จนะบทนี้ ถา้ เราพจิ ารณาด้ ยค ามลกึ ซึ้งและด้ ยใจท่ีเป็นธรรม กค็ รจะย มรับ
กฎแ ่งกรรม ทเี่ ราได้ทำเ าไ เ้ ง

าจมีบางท่านท่ีย มรับ เพราะไม่มีญาณ ยั่งรู้ ดีตกรรม ที่เราไดท้ ำเ าไ ้ได้ บางคนถึงกับ
รำพรรณใ ้ฟงั ด้ ยค ามน้ ยเนื้ ตำ่ ใจ ่า โธ่.. ต้งั แตเ่ กดิ มาแต่น้ ยค้มุ ใ ญ่ ไม่เคยได้เบียดเบียนใคร
เลย ไม่ า่ จะเปน็ คน รื ตั ์ ทำไมจึงมีโรคภัยมากมาย ยา่ งนี้…

ถ้าเราไม่เชื่ ในกฎแ ่งกรรม ทพี่ ระพุทธเจ้าได้ทรงตรั รู้และนำมา นแล้ เราจะไมเ่ ช่ื ใคร
เชื่ คนด้ ยกนั ก็เ มื นคนตาบ ดจูงคนตาบ ด แล้ ะไรมันจะเกดิ ขนึ้ ?

พระพุทธ า นา เป็น า นาแ ่งปัญญาชน ไม่ ่งเ ริมใ ้เชื่ ะไรแบบงมงาย ไม่มีคำ ่า
“บงั เ ญิ ” การกระทำทกุ ยา่ ง ย่ มเปน็ เ ตุผลข งกนั และกัน เ มื น ่ งลกู โซ่

เรื่ งกฎแ ่งกรรม เป็นเร่ื งลึกลับซับซ้ น ปุถุชนเต็มขั้น ไม่มีทางจะรู้ใ ้ตล ด ายได้เลย
เพราะกรรมบาง ย่างใ ้ผลข้ามภพข้ามชาติ และ าจขา้ ม ลายๆ ชาตเิ ยี ด้ ย

ำ รับชา พทุ ธ นบั ่าโชคดมี าก ท่มี พี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ ผเู้ บกิ ทางไ แ้ ล้ เราเพยี งแตเ่ ดนิ
ตามท่าน เราก็จะมีแต่ค ามปล ดภัย ด้ ยประการท้ังป ง ถ้าไม่เป็นคนประ าท “ ั ล้านน กครู”
เ ยี ก่ น

ในคลิ าน ตู ร๔๔ พระพทุ ธ งค์ไดต้ รั า่ คนเจ็บไขม้ ี ยู่ ๓ จำพ ก คื
- รักษาหรือไม่รักษา กไ็ ม่หาย
- รักษาหรือไมร่ กั ษา ก็หาย
- รกั ษาจงึ หายไมร่ กั ษา ไมห่ าย

เม่ื ทราบ ลักการดังน้ีแล้ เมื่ เรามีโรค ะไรเกิดขึ้น เบ้ื งนรกเราก็ต้ งรัก ากันไปก่ น
ต่ เม่ื รัก าจน ุดค าม ามารถ รื ิ้นกำลังทรัพย์แล้ ก็ค รจะปล่ ยใ ้เป็นเร่ื งข งกรรมเก่า
บา้ ง

ย่า ่าแต่คนธรรมดาเดินดิน ย่างเราๆ เลย แม้พระพุทธเจ้า และพระ ร ันต์ทั้ง ลาย
ทา่ นก็ยงั ต้ งเจบ็ ไข้ ไม่ าจจะ ลกี พ้นจากค ามเจ็บไข้ไปได้ ถ้าคดิ ได้และปลงตก จติ ใจก็จะ บาย ไม่
ต้ งเปน็ โรคทางใจ ขนึ้ มาแทรก กี โรค นึ่ง

๔๓ ม. .ุ (ไทย) ๑๔/๒๘๙-๒๙๗/๒๔๙-๓๕๗.
๔๔ ง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๒/๑๖๙-๑๗๐.

82 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ว่าท่ีจริง โรคทางกายล้วนๆ น้ัน ไม่กระไรนักหรอก รักษาหรือไม่รักษา มันก็อาจหายไปได้
เองเป็นส่วนมาก เพราะธรรมดาของร่างกาย ย่อมมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่แล้วทุกคน ถ้าร่างกายแข็งแรง
มันกเ็ ปน็ โรคยาก และเปน็ แล้วกห็ ายเรว็ ด้วย

ในคิลานสูตร และอินทรียวรรค๔๕ พระพุทธเจ้าได้ตรัสได้ว่า โรค มีอยู่ ๒ อย่าง คือ โรค
ทางกาย กับ โรคทางใจ ท่านว่า คนท่ีไม่มีโรคทางกายตลอดปีหน่ึง จนถึงร้อยปีหรือกว่านั้น ยังพอ
หาได้บ้าง แต่คนที่จะไม่เป็นโรคทางใจเพียงครู่เดียวหลับหาได้ยากยิ่ง ยกเว้นแต่พระอรหันต์พวก
เดียวเทา่ นน้ั ดงั ข้อความท่ีวา่

“ภิกษุทั้งหลาย โรค ๒ อย่างนี้ คือ ๑. โรคทางกาย (กายโิ ก โรโค) ๒. โรคทางใจ (เจตสิ
โก โรโค) สัตว์ผู้อ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางกายตลอดระยะเวลา ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปี
บ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง แม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง ยัง
พอมีอยู่ แต่สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก
ยกเวน้ ท่านผหู้ มดกิเลสแล้ว

ภกิ ษทุ ้งั หลาย โรคของบรรพชติ ๔ อยา่ งนี้ คอื

๑. ภิกษุในธรรมวินัยน้ีเป็นคนมักมาก คับแค้น ไม่สันโดษด้วยจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ
และคลิ านปัจจัยเภสชั ชบรขิ ารตามแตจ่ ะได้

๒. เธอเม่ือมักมาก คับแค้น ไม่สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย
เภสัชชบริขารตามแต่จะได้ ย่อมต้ังความปรารถนาช่ัวเพ่ือไม่ใหผ้ ู้อ่นื ดหู มน่ิ เพ่ือใหไ้ ด้ลาภสกั การะและ
ช่ือเสยี ง

๓. เธอว่งิ เต้น ขวนขวาย พยายามเพื่อไมใ่ หผ้ อู้ ื่นดูหมน่ิ เพ่ือให้ไดล้ าภสกั การะและช่ือเสยี ง

๔. เธอเขา้ ไปหาตระกูลท้งั หลาย น่งั กลา่ วธรรม กลน้ั อุจจาระและปสั สาวะเพ่ือใหเ้ ขานับถอื

ภิกษุทง้ั หลาย โรคของบรรพชิต ๔ อย่างน้แี ล เพราะเหตนุ ้นั เธอทงั้ หลายในธรรมวินัยนพ้ี ึง
สำเหนียกอย่างน้ีว่า “เราจักไม่เป็นคนมักมาก ไม่เป็นคนมีจิตคับแค้น ไม่เป็นคนไม่สันโดษด้วยจีวร
บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่จะได้ เราจักไม่ตั้งความปรารถนาชั่ว
เพ่ือให้คนอ่ืนรจู้ ัก เพ่ือใหไ้ ด้ลาภสักการะและชื่อเสียง เราจักไม่วิ่งเต้น ไม่ขวนขวายไม่พยายามเพื่อให้
คนอื่นรู้จัก เพ่ือให้ได้ลาภสักการะและชื่อเสียง เราจักอดทนต่อความหนาว ความร้อน ความหิว
กระหาย ต่อการถูกเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลานท้ังหลายรบกวน ต่อถ้อยคำหยาบคาย
ร้ายแรงต่าง ๆจักเป็นผู้อดกล้ันเวทนาท้ังหลายอันมีในร่างกายท่ีเกิดข้ึนแล้ว เป็นทุกข์ กล้าแข็ง
เจ็บปวดเผ็ดรอ้ น ไมน่ า่ ยินดี ไมน่ า่ พอใจ พรากชวี ติ ” ภกิ ษทุ ัง้ หลาย พวกเธอพึงสำเหนยี กอย่างนแ้ี ล

ในปริหานิสูตร (ว่าด้วยธรรมท่ีเป็นเหตุเส่ือม) ณ ที่น้ันแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุ
ทั้งหลายมากล่าวว่า “ผู้มีอายุท้ังหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้กล่าวเร่ืองนี้
ว่า ผู้มีอายุท้ังหลาย ผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม ๔ประการอยู่ในตน พึง
แน่ใจได้เลยว่า จะเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะการมีธรรม ๔ ประการอยู่ในตนนี้ พระผู้มี
พระภาคตรสั ว่า มีความเสอ่ื ม ธรรม ๔ ประการ คือ

๑. ความเปน็ ผมู้ ีราคะ หนา

๒. ความเป็นผูม้ โี ทสะ หนา

๓. ความเปน็ ผมู้ โี มหะ หนา

๔๕ องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๑๕๗-๑๕๘/๒๑๗-๒๑๙.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 83

๔. ไมม่ ีปญั ญาจักษ๔ุ ๖ ในเรื่องท่ีควรและไม่ควรอันลกึ ซ้งึ
ผู้มีอายุท้ังหลาย ผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม ๔ ประการน้ีอยู่ใน
ตน พึงแนใ่ จได้ว่า จะเสื่อมจากกุศลธรรมท้ังหลาย เพราะการมีธรรม ๔ ประการอยู่ในตนน้ี พระผู้มี
พระภาคตรสั ว่า มีความเสื่อมผู้มีอายทุ ้ังหลาย ผู้ใดจะเป็นภิกษุหรอื ภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม
๔ ประการอยใู่ นตน พึงแน่ใจได้ว่า จะไมเ่ ส่ือมจากกศุ ลธรรมท้งั หลาย เพราะการมธี รรม ๔ ประการ
อยู่ในตนนี้ พระผูม้ ีพระภาคตรสั วา่ ไมม่ คี วามเสอ่ื มธรรม ๔ ประการ คอื

๑. ความเปน็ ผู้มีราคะ เบาบาง
๒. ความเปน็ ผูม้ โี ทสะ เบาบาง
๓. ความเป็นผมู้ ีโมหะ เบาบาง
๔. มปี ัญญาจักษุในเรอื่ งที่ควรและไม่ควรอนั ลึกซึง้
ผู้มีอายุท้ังหลาย ผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม พิจารณาเห็นธรรม ๔ ประการน้ีอยู่ใน
ตน พึงแนใ่ จไดว้ ่า ไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทงั้ หลาย เพราะการมีธรรม ๔ ประการอยู่ในตนนี้ พระผู้มี
พระภาคตรสั วา่ ไมม่ ีความเสื่อม๔๗
จากพุทธวจนะบทน้ี เราจะเห็นได้ว่า โรคทางใจสำคัญกว่าโรคทางกาย และโรคทางกาย
ส่วนมาก (แพทย์ท้ังหลาย กล่าวว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์) เนื่องไปจากจิตใจ นั่นก็หมายความว่า คนเรา
ถ้าหม่นั รักษาจิตใจให้ปกติ คือควบคุมกิเลสตณั หา ใหอ้ ย่ใู นระดับปกติ ไม่ให้ขน้ึ สูงและลงต่ำจนเกนิ ไป
กจ็ ะทำใหโ้ รคทางกายน้อยลงไปด้วย
จริงอยู่ เงินแม้จะเป็นปัจจัยท่ีสำคัญของชีวิต แต่เงินก็ไม่อาจจะซื้อความสุขทุกอย่างได้
โดยเฉพาะความสุขทางจิต ซ่ึงเป็นยอดของความสุข ถ้าเงินบันดาลความสุขทุกอย่างได้แล้วไซร้
เศรษฐกี ็คงไมฆ่ า่ ตัวตาย ซึง่ มีเปน็ ข่าวอยูเ่ สมอๆ

ทางแก้

๑. ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ว่าคนเรามีกรรมเป็นของเฉพาะตัว
โรคท้ังหลายเกิดจากกรรมที่เราทำไว้เอง ขอให้รักษาไปตามฐานะ ถ้าสุดวิสัยก็ควรปล่อยวาง
(อุเบกขา)

๒. ขอให้เป็นโรคแต่ทางกายอย่างเดียว อย่าให้เป็นโรคทางใจพ่วงเข้ามาด้วย มันจะรักษา
ยาก หรอื รกั ษาไม่ได้ เช่น โรคประสาท โรคความดนั โรคหวั ใจ โรคกระเพาะ เปน็ ต้น

๓. ขอให้เปรียบเทียบ กับคนท่ีเปน็ โรคร้ายแรงกวา่ เรา เจ็บปวดมากกวา่ เรา และยากจนกว่า
เรา ใจจะสบายขึ้น

๔. ถือโอกาสเอาความเจ็บปวด เป็นอารมณ์กรรมฐานเสียเลย โดยเพ่งจิตไปท่ีกำลังเจ็บอยู่
แล้วบริกรรมว่า “ปวดหนอๆ ๆ” พิจารณาให้เห็นสัจธรรม โรคก็จะบรรเทา ใจก็จะสงบและสบาย
ด้วย

๕. ถือโอกาสทพ่ี กั รักษาตวั ศกึ ษาธรรมะด้วยการอ่านการฟัง หรือปฏบิ ัติควบคู่กันไปด้วย ถ้า
ไมเ่ จบ็ ปว่ ยกห็ าเวลาเช่นนี้ยาก ควรจะถอื วา่ เป็นลาภ หรอื โชคดว้ ยซ้ำ

๔๖ ปัญญาจักขุ หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเล่าเรียนและสอบถามบ้าง ปัญญาที่เกิดจากการ
พจิ ารณาและรแู้ จ้งแทงตลอดบา้ ง อ้างใน องฺ.จตกุ กฺ .อ.(บาลี) ๒/๑๕๘/๓๘๕.

๔๗ องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๑๕๘/๒๑๙.

84 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๖. ยอมรบั ความจริงว่า การเจ็บป่วยเป็นผลของอกุศลกรรมเก่า เม่ือเกิดเจ็บปวดก็เปน็ การใช้
หนกี้ รรมเกา่ ไป จะได้ไม่ต้องไปใชก้ ันในภายหลังอีก

๗. โรคบางโรคเกิดจากเวรกรรมเก่า ควรถวายสังฆทานปล่อยสัตว์ต่างๆ แล้วอุทิศส่วนบุญ
ไปให้เจ้ากรรมและนายเวร ถ้าเขายอมรบั และอโหสิ โรคของเราก็อาจหายได้ มีตวั อย่างทงั้ ในปัจจุบัน
และใสคร้ังพทุ ธกาล

๘. ควรฝึกหัดทำสมาธิ ให้จิตสงบพอสมควร แล้วเอาสมาธินั้น เพ่งไปยังจุดท่ีกำลังเจ็บอยู่
บ่อยๆ จะช่วยบรรเทาหรือทำใหห้ ายปวด หรอื หายโรคได้

ท่ีกล่าวมาไม่ใช่เร่ืองเพ้อฝัน ได้ประสบมากับตนเอง และหายมาหลายโรคแล้ว ความต่าง
ข้ึนอยู่ที่ว่า บางโรคหาย บางโรคไม่หาย บางโรคหายเร็ว บางโรคหายช้าท้ังนี้ก็ขึ้นอย่กู ับสมาธิ และ
กรรมของแต่ละบุคคล เป็นสำคัญ แต่อย่างน้อย ก็ทำให้โรคไม่กำเริบ และจิตใจก็สงบสามารถแยก
โรคทางกาย ออกจากโรคทางใจได้ด้วย

๙. ถ้าเป็นโรคร้ายแรง ที่รักษาไม่หาย หรือไม่อาจรักษาได้ หรือเจ็บปวดมากจนจะทนแทบ
ไม่ไหวแล้ว ให้ตั้งสติสำรวมจิตพิจารณา “ทุกขตา” (ความเป็นทุกข์) เอาความทุกข์เป็นอารมณ์จนจิต
เบือ่ หน่ายคลายถอน แลว้ ปล่อยวางให้หมดทกุ ส่งิ จิตอาจบรรลุธรรม และหลุดพน้ ได้

ซ่ึงในอดีตเคยมีพระอรหันต์ ได้สำเร็จมาแล้วหลายองค์ ด้วยวิธีการอย่างน้ี ดังน้ัน จึงมีคำ
กลา่ วสรุปไดว้ ่า

-โรคบางอยางรักษากห็ าย ไม่รักษากไ็ ด้
-โรคบางอยา่ งรกั ษาก็ไม่หาย ไมร่ ักษากไ็ ม่หาย
-โรคบางอย่างรักษากห็ าย ไมร่ ักษากห็ าย

การจดั การสขุ ภาพในสมัยพทุ ธกาล

“อาโรคฺยปรมา ลาภา : ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”๔๘ หลักคำสอนในทางพุทธ
ศาสนาท่คี ุ้นหูกันดีน้ัน แทจ้ รงิ แลว้ ไมไ่ ดพ้ ดู ถงึ ความไม่มโี รค ในความหมายถึงการมสี ุขภาพดแี ต่อย่าง
ใด ความหมายท่ีแท้จริงของความไม่มีโรค (อาโรคยะ) น้ันกลับหมายถึง “นิพพาน” คือเป็นสภาวะ
สมบรู ณส์ งู สดุ

ในคัมภีร์พระไตรปิฎก และอรรถกถา กล่าวถึง “ความไม่มีโรค –อาโรคฺย” คือคำว่า “อา
โรคยฺ าปรมา ลาภา” ไว้หลายแห่งดงั น้ี

“ภิกษุรู้ความไม่มีโรค โดยชอบ พิจารณาแล้วจึงใช้สอยปัจจัย ๔ ดำรงอยู่ในธรรม จบเวท
ยอ่ มไมเ่ ข้าถงึ การนับอกี ต่อไป เพราะอาสวะทัง้ หลายส้ินไป”๔๙

ในอรรถกถา ท่านแก้ความว่า คำว่า ความไม่มีโรค ในท่ีนี้หมายถึง นิพพาน๕๐ คำว่า ไม่
เข้าถึงการนับ ในทีน่ ีห้ มายถงึ ไม่เข้าถงึ การนับวา่ ‘เทพ’ หรอื “มนุษย”์ เป็นตน้ ๕๑

ในมชั ฌมิ นิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ มาคณั ฑยิ สูตร๕๒ วา่

๔๘ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๒๐๔/๙๖.
๔๙ ข.ุ สุ.(ไทย) ๒๕/๗๕๕/๖๘๐-๖๘๑.
๕๐ ข.ุ ส.ุ อ.(บาลี) ๒/๗๕๕/๓๔๑.
๕๑ ขุ.ส.ุ อ.(บาลี) ๒/๗๕๕/๓๔๑.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 85

อาโรคยฺ ปรมา ลาภา นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ

อฏฐฺ งฺคโิ ก จ มคคฺ านํ เขมํ อมตคามินนฺติ ฯ
แปลว่า “ความไม่มโี รคเปน็ ลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสขุ อย่างย่งิ บรรดาทางทงั้ หลายอันให้
ถึงอมตธรรม ทางมีองคแ์ ปดเปน็ ทางเกษม”

คำวา่ “อาโรคฺยปรมา ลาภา นิพฺพาน ปรม สขุ ” ซึ่งเป็นวลีท่เี ราได้ยินกันบ่อย
อาโรคยฺ ปรมา ลาภา = ความไมม่ โี รคเป็นลาภอยา่ งย่งิ

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างย่ิง แต่ในความหมายพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นคือ
มิใช่ลาภสักการะที่เป็นผลพลอยได้ทางกาย (เพราะน้ีเป็นผลโดยอ้อม) ความไม่มีโรค ทรงหมายถึง
ความไม่มีโรคคือกิเลส พวกมีโรคเปรียบเหมือนพวกตาบอด ไม่เห็นตามความเป็นจริง ถูกหลอกด้วย
ผ้าเทียมเป้ือนเขม่า ….“กายน้ีเป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นส่ิงคับแค้น เป็นส่ิง
เบียดเบียน ท่านน้ันกล่าวกายนี้ซึ่งเป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นสิ่งคับแค้น เป็นส่ิง
เบียดเบียนว่า ‘ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคน้ันคืออันนี้ นิพพานนั้นคืออันนี้ ท่านไม่ มีอริยจักขุ๕๓ ท่ี
เปน็ เคร่ืองรคู้ วามไม่มีโรค ที่เป็นเคร่อื งเห็นนิพพานได้”

ส่วน นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งทางท่ีจะให้เข้าถึง ก็ต้อง “บรรดาทาง
ทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม ทางมีองค์แปดเป็นทางเกษม” เท่านั้น ไม่ใช่ด้วยวิธีของสมณะพราหมณ์
เหล่าอ่นื

พระศาสดา ทรงตรัสเป็นภาษาบาลีว่า อาโรคฺยปรมา ลาภา แปลว่า ความไม่มีโรค เป็น
ลาภอยา่ งยง่ิ แต่ผ้ไู ม่ไดส้ ดับ มักจะคิดไปว่า ความไม่มีโรค(ทางกาย) เป็นลาภอย่างยิ่งแต่แทจ้ รงิ แล้ว
ลาภอยา่ งยิง่ (ทย่ี งิ่ กวา่ ท่เี ขาคดิ ) คอื ความไม่มโี รค เพราะความทส่ี น้ิ ไปแห่งอุปาทานในขันธท์ ัง้ หลาย

โรคในทนี่ ี้ คือ อุปาทานขันธ์ทงั้ ๕
ความไม่มีโรค คอื ความดบั ลงไปแห่งอปุ าทานขนั ธท์ ้ัง ๕

ลาภท้ังหลายมีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง คือความดับลงไปแห่งกองทุกข์ท้ังสิ้นน้ีมีได้
เพราะความดบั ไปไมเ่ หลอื แห่งอปุ าทาน

ความส้ินไปแห่งภพยอ่ มไม่มีในที่น้ัน เมื่อความส้ินไปแห่งภพไม่มีในที่ใดชาติ ชรา มรณะต่อไป
ย่อมไม่มีในท่ีน้ัน ที่ท่ีไม่มีชาติ ชรา มรณะต่อไปในท่ีใด ที่นั้นพระศาสดาทรงเรยี กว่า เป็นท่ีท่ีไม่มีโศก
ไม่มธี ุลี ไม่มีความคบั แค้นใจ (คืออมตธาต)ุ ดังนี้

....บัดน้ี คาถาน้ันเป็นคาถาของปุถุชนไปโดยลำดับ มาคัณฑิยะ กายน้ีแลเป็นดังโรคเป็นดัง
หวั ฝี เป็นดงั ลกู ศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ ทา่ นนั้นกล่าวกายนี้เป็นดังโรคเปน็ ดงั หัวฝี เป็น
ดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ว่า ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคน้ันคืออันน้ี นิพพานนั้น
คืออนั นี้ กท็ า่ นไมม่ ีจักษุของพระอรยิ ะ อันเปน็ เคร่ืองร้คู วามไม่มีโรคอนั เป็นเคร่ืองเห็นนพิ พาน

ช่วงท้ายพระสูตร....มาคัณฑิยะ ถ้าเช่นน้ัน ท่านควรคบสัตบุรุษ เพราะเม่ือใดท่านคบ
สัตบุรุษ เมื่อนั้นท่านจักได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เมื่อท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ท่านจักปฏิบัติธรรม
สมควรแกธ่ รรม เม่อื ท่านปฏิบัติธรรมสมควรแกธ่ รรม ท่านจักร้เู อง เห็นเองวา่ โรค ฝี ลูกศร คอื อนั น้ี
โรค ฝี ลูกศร จะดับไปโดยไม่เหลือในที่นี้ เพราะอุปาทานของเราน้ันดับ ภพจึงดบั เพราะภพดบั ชาติ

๕๒ ดรู ายละเอียดใน ม.ม.(ไทย) ๑๓/๒๑๕-๒๒๒/๒๕๔-๒๕๙.
๕๓ อริยจักขุ ในท่ีนี้หมายถึง วิปัสสนาญาณ และมรรคญาณอันบริสุทธ์ิ อ้งใน ม.ม.อ.(บาลี) ๒/๒๑๘/
๑๖๒.

86 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

จึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อุปายาสก็ดับความดับแหง่ กองทกุ ข์
ทงั้ สิน้ น้ี ยอ่ มมีด้วยประการฉะน้ี

เพราะผู้ไม่ไดส้ ดับธรรมของพระองค์ จะเป็นเหมือนมาคัณฑิยะ ที่คิดเพียงผิวเผินว่า ความ
ท่ีกายน้ียังดำรงอยู่ได้ ณ ตอนน้ีคือความไม่มีโรค เป็นความเมาท่ีชื่อว่า “อาโรคยมทะ”ว่าเมาโดย
ความไมม่ ีโรค

กล่าวถึง มทะ ความเมา ๓ อย่าง

๑. อาโรคยมทะ ความเมาในความไมม่ โี รค

๒. โยพพนมทะ ความเมาในความเป็นหนมุ่ สาว

๓. ชาติมทะ ความเมาในชาติ

นั่นคือ “ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง” ในที่น้ีทรงตรัสความที่บุคคลถูกกามตัณหาเสียบ
แทงแล้ว อุปมาด้วยโรคเรื้อนท่ีเป็นอยู่ เม่ือยังไม่ได้รับการรักษา ก็ย่อมยังมีความพอใจในกามอยู่ ก็
ย่ิงชื่อว่าถูกกามเค้ียวกิน เห็นสิ่งท่ีเป็นทุกข์โดยความเป็นความสุข ต่อเม่ือรักษาโรคน้ันหายขาดแล้ว
ซ่ึงหมายถึงกามตัณหาได้ถูกถอนรากแล้ว เขาย่อมไม่แสวงหากามอีก แม้จะมีใครห้ิวพาไปเข้าใกล้
หลุมถ่านเพลิง(คือกาม) ก็ไม่ประสงค์ที่จะตกลงไป เพราะแม้น้ันคือส่ิงที่เห็นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง (เม่ือ
เปรียบเทียบกับกองไฟขนาดย่อม ที่บรรเทาโรคเร้ือน แต่เมื่อตอนน้ันยังเห็นโดยความเป็นสุขจากไฟ
นั้น ทั้งๆ ที่ไฟ ก็ให้ผลที่เหมือนกัน คือความเร่าร้อน อันเป็นทุกข์ แต่เม่ือรักษาโรคหายแล้ว จึงมี
ปัญญาจักขุ เห็นตรงตามท่ีเป็นจริงอย่างน้วี ่า แม้กองไฟ (ไม่ว่าเล็ก หรือ ใหญ่) ต่างให้ผลคือ ความ
ทุกขท์ ัง้ สิ้น ดังน้ันเป็นการสมควรแล้วสำหรบั ผทู้ ีก่ ำหนดรซู้ ง่ึ ความเกิด ความดับ คณุ โทษ และอุบาย
เคร่ืองออกไปได้จากกาม คือผู้ที่กามท้ังหลายจะครอบงำไม่ได้อีก รู้ที่สุดแห่งชาติ และมรณะ ดับ
ความเร่าร้อนได้แล้ว ความเปน็ สุขอยา่ งยิ่ง คอื นิพพาน เป็นบทแห่งธรรมนน้ั

ในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้แบ่งโรคออกเป็น ๒ อย่างด้วยกันคือ โรคทางกายกับ
โรคทางใจ ทั้ง ๒ โรคนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า “คนที่ไม่มีโรคทางกายเป็นเวลานานๆ ก็ยังพอหาได้
แต่คนทีไ่ ม่มีโรคทางใจ แม้เพียงชั่วขณะนั้นหาได้ยากเต็มที จะมีก็แต่พระอรหันต์เท่านั้นทไ่ี ม่มีโรคทาง
ใจ” โดยนัยน้ี พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับโรคทางใจมากกว่าโรคทางกาย ในแง่จุดมุ่งหมาย
สูงสุดของพระพุทธศาสนา สุขภาพกายเป็นเพียงบันไดให้เราไต่ไปสู่จุดหมาย ไม่ใช่เป็นจุดหมาย
ปลายทางแต่อย่างใด เพราะในทส่ี ุดแล้วมนษุ ย์ควรจะมีชีวิตท่ีสมบูรณ์ดว้ ยการมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์
ส่วนสุขภาพกายเป็นพ้ืนฐานที่จะช่วยให้เราเข้าถึงชีวิตที่ดีงามข้ึนไป ไม่ใช่จุดหมายสูงสุดในพุทธ
ศาสนา

ในสมัยพุทธกาล การจัดการสุขภาพโดยเฉพาะในหมู่พระภิกษุสงฆ์ เน้นไปท่ีการจัดการท้ัง
สุขภาพกายและสุขภาพใจ เพราะกายและใจนั้นสัมพันธ์กัน เม่ือใจมีปีติ กายย่อมสงบ เม่ือกายสงบ
ย่อมได้รับความสุข และเมื่อมีความสุข จิตยอ่ มต้ังมั่น ในทางกลับกันถ้าจิตใจไร้ปีติ กายก็ย่อมไม่สงบ
เมอื่ กายไม่สงบ จะหาความสขุ และสมาธไิ ดอ้ ยา่ งไรกนั

ดังจะเห็นได้จากการบำเพ็ญทุกกรกิริยาของพระพุทธองค์ก่อนตรัสรู้ ทรงทรมานพระ
วรกายนานาวิธี มีการกลั้นลมหายใจและอดอาหาร จนทำให้กายไม่สงบ เครียด ระส่ำระสาย หา
ความสขุ ไมไ่ ด้ จติ ก็ไมเ่ ป็นสมาธิ ฟุ้งซ่าน จนพระองค์ต้องหันมาเดินทางสายกลาง การจดั การสุขภาพ
ในความหมายน้ียอ่ มตอ้ งสมดลุ กันทั้งกายและใจ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 87

หลักฐานที่จารึกไวใ้ นคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก กล่าวไว้ว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยของพระภิกษุน้ันมีทง้ั
ระดบั ธรรมดา ระดับปานกลาง กระทั่งระดับรุนแรง ส่วนการดูแลรักษามีดว้ ยกันหลายวิธี ท้ังโดยวิธี
ทางการแพทย์ โดยธรรมะ และโดยการปอ้ งกนั การเกดิ โรคดว้ ยข้อปฏิบตั ิสขุ อนามยั ในวัตร ๑๔

การดูแลรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ หมายถึงการรักษาด้วยยา บางครั้งอาศัยพระภิกษุ
ดูแลกันเอง บางครั้งพระพุทธเจ้าก็ลงมาดูแลด้วยพระองค์เอง และบางคร้ังก็อาศัยหมอชาวบ้านมา
ช่วยดูแล ข้ึนอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้น ยาท่ีใช้ส่วนมากเป็นยาพ้ืนบ้าน ในเภสัชชขันธกะ พระวินัย
ปฎิ กเล่มท่ี ๕ ไดพ้ รรณนาถงึ ยาชนดิ ตา่ งๆ ท่ีใช้กนั อยใู่ นสมัยนัน้ เช่น

ชนิดที่เป็นรากไม้ ได้แก่ ขม้ิน ขิงสด ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิต ข่า แฝก แห้วหมู เหง้า
บวั รากบัว เป็นต้น

น้ำฝาดที่เป็นยา ได้แก่ นำ้ ฝาดสะเดา น้ำฝาดโมกมัน นำ้ ฝาดข้ีกา น้ำฝาดบอระเพ็ด น้ำ
ฝาดกระถินพมิ าน เปน็ ต้น

ยาชนิดท่ีใชใ้ บ ไดแ้ ก่ ใบสะเดา ใบโมกมัน ใบข้กี า ใบแมงลัก ใบฝา้ ย เปน็ ต้น

ยาชนิดท่ีใช้ผล ได้แก่ ลูกพิลังคะ ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลโกศ
เป็นต้น

ยาชนิดทใ่ี ช้ยางไม้ ได้แก่ หิงคุ ยางเค่ียวจากหงิ คุ ยางเคี่ยวจากเปลอื กหิงคุ ยางจากยอด
ตนั ตกะ ยางจากใบตันตกะ ยางจากการเคยี่ วก้านตนั ตกะ กำยาน เปน็ ต้น๕๔

นอกจากยาที่ได้จากธรรมชาติแล้ว ยังมียาที่ได้จากคน สัตว์ เช่น การใช้สมอดองน้ำ
ปสั สาวะโค หรือน้ำปัสสาวะคน การใช้อุจจาระของคนผสมเป็นตวั ยาแกพ้ ษิ

อย่างไรก็ตาม ยังปรากฎหลักฐานว่า ในสมัยพุทธกาลนั้นรู้จักวิธีการผ่าตัดแล้ว ในคัมภีร์
วินัยปิฎก มหาวรรค เล่มท่ี ๕ ว่า “สมัยนั้น ภิกษุรูปหน่ึงอาพาธเป็นฝี ภิกษุท้ังหลายจึงนำเร่ืองน้ีไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตการ
ผา่ ตัด”๕๕ และมีบันทึกที่พรรณนาถึงการผ่าตัดไวค้ รา่ วๆ วา่ “พระเจา้ พมิ พิสารจอมทัพมคธรฐั รบั สงั่ ชี
วกโกมารภจั วา่ “ไปเถิดชีวก เจ้าเดินทางไปกรงุ พาราณสี จงรักษาบตุ รเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี” ชีวก
โกมารภัจกราบทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เดินทางไปกรุงพาราณสี เข้าไปหาบุตรเศรษฐีชาวกรุง
พาราณสี ตรวจดูอาการของเขาแล้วให้คนออกไป ขึงม่านมัดไว้กับเสา ให้ภรรยาอยู่ต่อหน้าแล้วผ่า
หนงั ท้อง นำเน้อื งอกทลี่ ำไส้ออกมาแสดงแกภ่ รรยา ว่า “เธอจงดูความเจบ็ ปว่ ยของสามีเธอ ข้าวต้มที่
เธอดืม่ จึงไม่ย่อยไปดว้ ยดีอาหารที่รับประทานจึงไม่ย่อยไปดว้ ยดี อุจจาระ ปัสสาวะไม่สะดวก ดังนั้น
บุตรเศรษฐนี ้ีจึงซูบผอม หมองคล้ำ ซีดเหลือง เส้นเอ็นขึ้นสะพร่งั ” แล้วตัดเน้ืองอกในลำไส้ออก สอด
ใส่ลำไส้กลับไว้ตามเดิมแล้วเย็บหนังท้องทายาสมานแผล ต่อมาไม่นานนัก บุตรเศรษฐีชาวกรุง
พาราณสี จึงหายป่วยเป็นปกติต่อมาเศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคิดว่า “บุตรของเราหายป่วยแล้ว” จึง
ให้รางวัลแก่ชีวกโกมารภัจเป็นเงิน ๑๖,๐๐๐ กหาปณะ ชีวกโกมารภัจรับเงินจำนวนนั้นแล้วเดินทาง
กลับกรงุ ราชคฤหต์ ามเดิม”๕๖

การดูแลรกั ษาดว้ ยธรรมะ ในพระไตรปิฎกจะพบวา่ มกี ารใช้ ๒ วิธดี ้วยกนั คือ ใช้สวดให้คน
ป่วยฟัง และคนป่วยนำหลักธรรมมาปฏิบัติเพื่อระงับความเจ็บไข้ การสวดพระปริตร หมายถึง การ
ใช้บทสวดต่างๆ สาธยายให้คนป่วยฟัง การฟังสาธยายธรรม ทำให้กายผ่อนคลายไม่เครยี ดได้ เม่ือ

๕๔ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๖-๔๗.
๕๕ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๗/๕๘.
๕๖ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๓๓๓/๑๘๙-๑๙๐.

88 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

กายผ่อนคลายไม่เครียด จิตก็ตั้งม่ันไม่หว่ันไหว สามารถใช้ปัญญาพิจารณาเข้าถึงความจริงแห่งชีวิต
และทำจิตให้มีสุขภาพสมบูรณ์เต็มท่ี กายที่เครียดจากความเจ็บไข้ก็จะผ่อนคลาย ปรับเข้าสู่สภาพ
ปกติได้ง่าย กรณดี ังกลา่ วน้ี พบทั้งกรณีการสวดให้ฆราวาสญาติโยมฟัง การสวดให้พระภิกษดุ ว้ ยกัน
ฟงั รวมกระท่ังการสวดให้พระพุทธเจา้ ฟงั

การสวดในลักษณะดังกล่าว ส่งผลหลายลักษณะ เช่น ในรายที่อาการหนัก ไม่ไหว ไม่รอด
แล้ว ก็ถือเป็นการช่วยประคองจิตให้อยู่ในฐานะที่ควร ท่ีเหมาะสม อย่างน้อยก็พอจะประกันได้ว่า
หากตายไปในสภาพจิตแบบน้ี ไมไ่ ปส่ทู คุ ตแิ น่นอน

ข้อน้ีได้กลายมาเป็นแบบแผนสำหรับการปฏิบัติของชาวพุทธในปัจจุบัน ในกรณีญาติพี่น้อง
พจิ ารณาแล้วเห็นวา่ ผู้ปว่ ยไม่รอดแลว้ ก็จะนิยมนมิ นตพ์ ระมาสวด และเรียกการสวดชนดิ น้ีตามภาษา
ชาวบ้านง่ายๆ ว่า “สวดตัดกรรม” ในรายท่ีเป็นพระสงฆ์สาวก ท่านได้รบั การฝึกจิตมาดีแล้ว มีพลัง
จิตสูง การสวดพระปรติ รจะส่งผลใหห้ ายจากอาการป่วยไข้ได้ การรักษาโรคด้วยการสวดพระปริตร
ให้ฟงั จึงพบเห็นไดบ้ ่อยท้งั ในคมั ภีรพ์ ระไตรปิฎก และคัมภรี ์อรรถกถา

ส่วนการนำหลักธรรมมาปฏิบัติเพื่อระงับความเจ็บป่วย เช่น อิทธิบาท ๔ อันมี ฉันทะ
วิริยะ จิตตะ และวิมังสา มีอานุภาพตรงท่ีทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตจากความเจ็บไข้ เรียนรู้โรคภัยไข้
เจ็บท่ีเกิดข้ึนกับตนและหาหนทางเยียวยาแก้ไขเพื่อระงับความเจ็บปวดให้บรรเทาเบาบางไป เมื่อมี
อิทธิบาท ๔ เราก็จะมีความหนักแน่น อดทน สืบค้นหาเหตุแห่งความเจ็บไข้ ทำให้เราได้เรียนรู้
โรคภัยต่างๆ ทเ่ี กดิ กับตน จนเข้าใจโรคและวิธกี ารเยยี วยารกั ษาได้

แต่ทเี่ น้นเป็นการเฉพาะก็เหน็ จะเป็น ในมหาสติปัฏฐานสูตรและอานาปานสติสูตร ไดพ้ ูดถึง
การเจริญสติและการทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก ทั้ง ๒ พระสูตรน้ี นับว่าเป็นยอด
ของการทำกายและใจให้สงบผ่อนคลายไม่เครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างๆ ทางกายและใจ การเจรญิ สติทุกขณะทเ่ี คล่ือนไหวและการทำสมาธิ ย่อมชว่ ยใหจ้ ิตต้ังม่ัน สงบ
ผ่อนคลาย เมื่อกายผ่อนคลาย อวัยวะต่างๆ ก็จะทำงานปกติมีดลุ ยภาพ รา่ งกายก็สามารถซ่อมแซม
ทำลาย และตอ่ ตา้ นโรคที่คมุ คามเราได้

การป้องกันการเกิดโรคด้วยข้อปฏิบัติสุขอนามัยในวัตร ๑๔ นับได้ว่าพระพุทธองค์ได้วาง
หลกั การดำเนิน

ชีวิตท่ีดีงาม ซ่ึงนำไปสู่การดูแลป้องกันตัวเองจากทุกข์และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
ธรรมเพ่ือส่งเสริมความเป็นมนษุ ย์ ธรรมเพ่ือดำเนินชีวิตให้งอกงาม ธรรมเพื่อส่งเสริมชีวิตทีด่ ีร่วมกัน
ธรรมเพื่อชีวิตครอบครัว ธรรมเพ่ือความสัมพันธ์ในสังคม ธรรมเพ่ือความอยู่ดีทางเศรษฐกิจ และ
ธรรมสำหรับภิกษุสงฆ์ ฯลฯ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้มากมายหลายแห่งด้วยกัน รวมท้ังวัตรปฏิบัติท่ี
พูดถึงมารยาท ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภิกษุสงฆ์ ไม่เว้นแม้แต่เร่ืองถ่าย
อุจจาระ ปัสสวะ เรือ่ งการล้างบาตร การขบฉัน ฯลฯ ล้วนแสดงใหเ้ ห็นถึงสุขอนามัยท่ีพระพุทธองค์
ตรสั สอนภกิ ษุมา

เช่น วัตรปฏิบัติเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ๑ ใน ๑๔ ข้อ ท่ีพระสงฆ์ต้องถือปฏิบัติขณะพำนักอยู่ที่
ใดท่ีหนึ่ง ซ่ึงจัดว่าเป็นสุขอนามัยขั้นพ้ืนฐานสำคัญของพระสงฆ์นอกจากหลักธรรมท่ีกล่าวมาข้างต้น
เพอื่ ป้องกนั โรคภัยไขเ้ จ็บอันเน่ืองมาจากความสกปรกรกรงุ รงั ของเครื่องใช้ไม้สอยตา่ งๆ ในทอี่ ยู่อาศยั
โดยนัยนี้ก็จะเห็นว่า พระพุทธองค์น้ันนับเป็นยอดในการรักษาความสะอาดของอาคารสถานท่ีและ
เครอ่ื งใช้ไมส้ อยต่างๆ ด้วยเชน่ กนั ไมใ่ ช่สะอาดแต่จติ ใจแต่ฝ่ายเดียว ต้องสะอาดดา้ นในและดา้ นนอก
ด้วย

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 89

ในหมู่ภิกษุสงฆ์นั้น ความรู้ด้านต่างๆ เก่ียวกับการจัดการดูแลสุขภาพสืบสายมาจากสมัย
พุทธกาล โดยมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกหลักธรรมคำสอน พระวินัย หรือข้อปฏิบัติ
สำหรับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม และเรื่องราวต่างๆ ของพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ไว้มากมาย
ครอบคลมุ ในทุกมติ ิทเี่ กีย่ วข้องกับชวี ติ ทัง้ หมด

เราจึงเห็นภิกษุสมัยพุทธกาลและหลังพุทธกาล มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของผู้คนใน
ชุมชนหมู่บ้าน แต่ละท่านแต่ละวัดใช้วิธีหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถ่ิน มีท้ังท่ีเข้าไป
สงเคราะห์ชาวบ้านในเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพใจโดยตรง เช่น เข้ามาทำหน้าที่เป็นหมอยา
ช่วยแนะนำและรักษาโรคใหก้ ับชาวบ้านตามโอกาส หรือช่วยบำบัดทางด้านจิตใจใหก้ ับชาวบ้าน ด้วย
การแนะนำให้คำปรึกษาหรือว่าสาธยายธรรมให้คนป่วยฟัง ให้วัตถุมงคลต่างๆ ไปจนถึงประกอบ
พิธกี รรม ดูฤกษด์ ูยาม ขบั ผรี า้ ย เพือ่ ช่วยเหลือชาวบา้ นให้มจี ิตใจเข้มแขง็ ต่อสู้กับทุกขภ์ ยั ไขเ้ จ็บได้

การบรหิ ารสุขภาพตามแนวแหง่ วตั ร ๑๔ ประการ

วตั ตขันธกะ ข้อปฏิบัติตามฐานะ ข้อปฏิบัติต่อส่ิงต่างๆ หมวดว่าด้วยวัตรหรือข้อปฏิบัติ (วัตร
๑๔)๕๗

๑. อาคนั ตุกวตั ร (ข้อปฏบิ ตั ิของภกิ ษผุ จู้ รมา)
“ภกิ ษุทงั้ หลาย ภกิ ษุอาคนั ตุกะคิดว่าจักเข้าไปสู่อารามเด๋ยี วนี้ พึงถอดรองเท้าเคาะ แล้วถือ
ไปตำ่ ๆ ลดรม่ เปิดศรี ษะ ลดจวี รบนศรี ษะลงไวท้ บ่ี า่ ไมต่ ้องรีบรอ้ น ถึงเข้าไปสู่อารามตามปกติ
เม่ือเข้าไปสู่อารามพึงสังเกตว่า ภิกษุเจ้าถ่ินประชุมกันท่ีไหน ภิกษุเจ้าถิ่นประชุมกันทีใ่ ด คือ
สถานที่โรงฉัน ทณฑป หรือโคนไม้ พึงไปที่น่ัน วางบาตรไว้ที่แห่งหน่ึง วางจีวรไว้ที่แห่งหนึ่ง พึงถือ
อาสนะทสี่ มควรนงั่ พึงถามถงึ น้ำฉนั พึงถามถงึ นำ้ ใช้วา่ ไหนนำ้ ฉนั ไหนนำ้ ใช้
ถ้าต้องการน้ำฉัน พึงตักน้ำฉันมาด่ืม ถ้าต้องการน้ำใช้ พึงตักน้ำใช้มาล้างเท้า เม่ือล้างเท้า
พึงรดน้ำด้วยมือข้างหนึ่ง พึงล้างเท้าด้วยมือข้างหน่ึง รดน้ำด้วยมือใด ไม่พึงล้างเท้าด้วยมือน้ัน พึง
ถามถงึ ผ้าเช็ดรองเทา้ แล้วจึงเชด็ รองเท้า เม่อื จะเช็ดรองเท้าพึงใชผ้ า้ แห้งเชด็ ก่อนใชผ้ า้ เปยี กเชด็ ท่ีหลัง
พึงซกั ผ้าเชด็ รองเท้า บดิ แลว้ ผง่ึ ไว้ทีค่ วรแห่งหนง่ึ
ถ้าภิกษุเจ้าิถ่ินแก่พรรษากว่า พึงอภิวาท ถ้าอ่อนพรรษากว่า พึงให้เธออภิวาท พึงถามถึง
เสนาสนะว่า เสนาสนะไหนสมควรถึงแก่ผม พึงถามถึงเสนาสนะที่มีภิกษุอยู่หรือที่ไม่มีภิกษุอยู่ พึง
ถามพึงโคจรคามพึงถามถึงอโคจรคาม พึงถามถึงสกุลท้ังหลายที่ได้รับสมมติว่าเป็น เสกขะ พึงถาม
ถึงท่ีถ่ายอุจจาระ พึงถามถึงที่ถ่ายปัสสาวะ พึงถามถึงน้ำฉันพึงถามถึงน้ำใช้ พึงถามถึงไม้เท้า พึง
ถามถึงกติกาสงฆท์ ี่ตง้ั ไว้วา่ ควรเข้าเวลาเท่าไร ควรออกเวลาเท่าไร
ถ้าวิหารไม่มีภิกษุอยู่ พึงเคาะประตูรออยูส่ ักครู่หน่ึงแล้วถอดล่ิม ผลักบานประตู ยนื อย่ขู ้าง
นอกแลดูให้ท่ัว ถ้าวิหารรก หรอื เตยี งซอ้ นอยู่บนเตียง หรือต่งั ซอ้ นอยบู่ นตัง่ เสนาสนะมลี ะอองจับอยู่
เบ้ืองบน ถ้าอุตสาหะอยพู่ งึ ชำระเสีย
เม่ือจะชำระวิหาร พึงทำตามเสนาสนวัตร มีขนเครื่องลาดพ้ืนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหน่ึง
ก่อน เปน็ ตน้
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นวัตรของภิกษุอาคันตุกะท้ังหลาย ซึ่งภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายพึง
ประพฤตใิ หเ้ รยี บร้อย”

๕๗ ข.ุ จู.(ไทย) ๗/๑๘๒/๒๗๗.


Click to View FlipBook Version