The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Keywords: ตำรา,พระพุทธศาสนา,สาธารณสุข

90 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๒. อาวาสิกวัตร (ขอ้ ปฏบิ ตั ิของภกิ ษุเจา้ ถิน่ )

“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเจ้าถิ่นเห็นภิกษุอาคันตุกะผู้แก่กว่าแล้ว พึงปูอาสนะ พึงตั้งน้ำล้างเท้า
ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเทา้ พึงลุกรบั บาตร จวี รพงึ ถามดว้ ยน้ำฉัน พงึ ถามด้วยนำ้ ใช้

ถ้าอุตสาหะ พึงเช็ดรองเท้า เม่ือจะเช็ดรองเท้า พึงใช้ผ้าแห้งเช็ดก่อนใช้ผ้าเปียกเช็ดทีหลัง
พึงซักผ้าเช็ดรองเท้าบิดแล้วผึ่งไว้ ณ ท่ีควรแห่งหน่ึง พึงอภิวาทภิกษุอาคันตุกะผู้แก่กว่า พึงจัด
เสนาสนะถวายว่า เสนาสนะน่ันสมควรแกท่ ่าน พงึ บอกเสนาสนะที่มีภกิ ษุอยู่หรอื ไม่มีภิกษุอยู่ พึงบอก
โคจรคาม พงึ บอกสกุลท่ีเป็นเสกขสมมติ พงึ บอกทถ่ี า่ ยอุจจาระ พึงบอกทถี่ า่ ยปัสสาวะ พงึ บอกน้ำฉนั
พงึ บอกนำ้ ใช้ พึงบอกไม้เท้า พึงบอกกตกิ าสงฆ์ทตี่ ง้ั ไว้ว่า เวลานค้ี วรเข้า เวลานีค้ วรออก

ถา้ ภิกษอุ าคันตุกะอ่อนพรรษากว่า พึงนงั่ บอกว่า ทา่ นจงวางบาตรที่นนั่ จงวางจวี รท่ีนนั่ จง
น่ังอาสนะนี้ พึงบอกน้ำฉัน พึงบอกน้ำใช้ พึงบอกผ้าเช็ดรองเท้า พึงแุนะนำภิกษุอาคันตุกะให้อภิวาท
พึงบอกเสนาสนะว่า เสนาสนะน่ันสมควรแก่ท่าน พึงบอกเสนาสนะที่มีภิกษุอยู่ หรือไม่มีภิกษุอยู่ พึง
บอกโคจรคาม พึงบอกอโคจรคาม พึงบอกสกุลที่เป็นเสกขสมมติ พึงบอกที่ถ่ายอุจจาระ พึงบอกท่ี
ถา่ ยปัสสาวะ พงึ บอกนำ้ ฉัน พึงบอกนำ้ ใช้ พึงบอกกตกิ าสงฆท์ ี่ตง้ั ไว้วา่ เวลานีค้ วรเขา้ เวลานค้ี วรออก

ภกิ ษุท้ังหลาย นีแ้ ลเป็นวัตรของภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลาย ซ่ึงภิกษุเจ้าถิ่นท้ังหลายพึงประพฤติให้
เรียบรอ้ ย.”

๓. คมิกวตั ร (ข้อปฏบิ ตั ิของภกิ ษุผ้จู ะเดินทางจากไป)

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เตรียมจะไปพึงเก็บเคร่ืองไม้ เครื่องดิน ปิดประตูหน้าต่าง
มอบหมายเสนาสนะ ถา้ ภกิ ษุไมม่ ี พึงมอบหมายสามเณร ถ้าสามเณรไม่มี พึงมอบหมายคนวดั ถา้ คน
วัดไมม่ ี พงึ มอบหมายอุบาสก

ถา้ ไม่มีภิกษุ สามเณร คนวัดหรืออุบาสก พึงยกเตียงขึ้น วางไว้บนศิลา ๔ แผ่น แล้วพึงยก
เตียงซ้อนเตียง ยกต่ังซ้อนต่ัง แล้วกองเคร่ืองเสนาสนะไว้ข้างบน เก็บเคร่ืองไม้ เครื่องดิน ปิดประตู
หนา้ ต่าง แลว้ จงึ หลีกไป

ถา้ วิหารฝนรัว่ ถ้าอตุ สาหะอยู่พงึ มุง หรือพึงทำความขวนขวายว่าจะมงุ วหิ ารไดอ้ ยา่ งไร ถ้า
ได้ตามความขวนขวายอย่างนี้ น่ันเป็นความดี ถ้าไม่ได้ที่ใดฝนไม่รั่ว พึงยกเตียงข้ึนวางบนศิลา ๔
แผ่นในท่ีน้ัน แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียง ยกต่ังซ้อนตั่ง แล้วกองเครื่องเสนาสนะไว้ข้างบน เก็บเคร่ือง
ไม้เคร่ืองดิน ปิดประตูหน้าต่างแล้วจึงหลีกไป ถ้าวิหารฝนรั่ว ถ้าอุตสาหะอยู่พึงมุง หรือพึงทำความ
ขวนขวายว่า จะมุงวิหารไดอ้ ย่างไร ถ้าได้ตามความขวนขวายอย่างนี้ นนั่ เป็นความดี ถ้าไม่ได้ท่ีใดฝน
ไม่ร่ัว พึงยกเตียงข้ึนวางบนศิลา ๔ แผ่นในที่นั้น แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียงยกต่ังซ้อนตั่ง แล้วกอง
เครอ่ื งเสนาสนะไว้ข้างบน เก็บเคร่ืองไม้เครือ่ งดิน ปิดประตูหน้าต่างแล้วจึงหลีกไป ถ้าวิหารฝนรั่วทกุ
แห่ง ถ้าอุตสาหะอยู่พึงขนเครื่องเสนาสนะเข้าบ้าน หรือพึงทำความขวนขวายว่า จะขนเคร่ือง
เสนาสนะเข้าบ้านอย่างไร ถ้าได้ตามความขวนขวายอย่างน้ี นั่นเป็นความดี ถ้าไม่ได้พึงยกเตียงขึ้น
วางบนก้อนศิลา ๔ แผ่นในท่ีแจ้ง แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียง ยกต่ังซ้อนตั่ง กองเคร่ืองเสนาสนะไว้
ข้างบนเก็บเคร่ืองไม้ เครื่องดิน แล้วคลุมด้วยหญ้าหรือใบไม้ แล้วจึงหลีกไปด้วยคิดว่า อย่างไรเสีย
สว่ นของเตียงต่ังคงเหลืออยู่บา้ ง

ภิกษุทั้งหลาย น้ีแลเป็นวัตรของภิกษุผู้เตรียมจะไป ซ่ึงภิกษุผู้เตรียมจะไปพึงประพฤติให้
เรยี บรอ้ ย.”

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 91

๔. ภัตตานโุ มทนาวัตร (วตั รในการอนุโมทนาในทฉี่ นั )

สมัยนั้น ภิกษทุ ้ังหลายไม่อนุโมทนาในท่ฉี ัน คนท้งั หลายจึงเพ่งโทษติเตยี นโพนทะนาว่า ไฉน
พระสมณะเช้ือสายพระศากยบุตร จึงไม่ได้อนุโมทนาในที่ฉัน ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกน้ันเพ่งโทษ
ตเิ ตียน โพนทะนาอยูจ่ ึงกราบทลู เร่ืองนั้นแด่พระผูม้ ีพระภาค

ลำดับน้ันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธัมมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้นในเพราะเหตุแรก
เกดิ น้นั แลว้ รบั ส่งั กับภิกษุทัง้ หลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อนโุ มทนาในท่ีฉัน เราอนุญาตใหภ้ ิกษุผู้เถระอนโุ มทนาในท่ีฉัน
เราอนุญาตให้ภิกษุเถระ อนุเถระ ๔–๕ รปู รอ(เป็นเพ่ือน)อยู่ในท่ีฉัน ดกู ่อนภิกษุท้ังหลาย เม่ือมีกิจท่ี
จะพงึ ทำเราอนญุ าตให้บอกลาภิกษผุ ู้นัง่ อย่ใู นลำดบั (ใกล้ๆ) แลว้ ไปได้”

๕. ภัตตคั ควตั ร (วตั รปฏบิ ัตใิ นท่ฉี นั )

“ถ้าภัตตุเทสก์บอกภัตกาล ภิกษุเมื่อปกปิดมณฑล 3 พึงนุ่งใ้ห้เป็นปริมณฑล คาดประคด
เอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ช้ัน กลัดลูกดุม กรอกน้ำเพื่อล้างบาตรแล้วถือเข้าบ้านโดยเรียบร้อย ไม่ต้องรีบ
รอ้ น ไมพ่ ึงเดินแซงไปข้างหน้าพระเถระทง้ั หลาย

พึงสำรวมด้วยดีตามเสขิยวัตร (หมวดสารูป มีการปกปิดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน เป็น
ต้น) เม่ือเขาถวายน้ำ พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับน้ำ พึงกรอกล้างบาตรถือต่ำๆ ให้ดี อย่าให้
ครูดสี ถ้ากระโถนมี พึงค่อยๆ เทน้ำลงในกระโถน ด้วยคิดว่ากระโถนอย่าเลอะเทอะด้วยน้ำ ภิกษุ
ใกล้เคียงอยา่ ถกู น้ำกระเซน็ ผา้ สังฆาฏิ อย่าถกู น้ำกระเซ็น ถา้ กระโถนไม่มี พึงคอ่ ยๆ เทน้ำลงท่พี น้ื ดิน
ด้วยคดิ ว่าภกิ ษุใกลเ้ คียงอยา่ ถูกนำ้ กระเซน็ ผ้าสังฆาฏอิ ยา่ ถกู น้ำกระเซ็น

เมื่อเขาถวายข้าวสุก พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับข้าวสุก พึงเว้นเนื้อท่ีไว้สำหรับแกง
ถ้ามีเนยใส น้ำมัน หรือแกงอ่อม พระเถระควรบอกว่าจงจัดถวายภิกษุทั้งหลายเท่าๆกันทุกรปู พึงรบั
บณิ ฑบาตโดยเคารพ และพงึ ปฏิบตั ติ ามเสขยิ วัตรในการฉนั (หมวดโภชนสังยตุ )

พระเถระไม่พึงรับน้ำก่อนจนกว่าภิกษุท้ังหมดฉันเสร็จ เมื่อเขาถวายน้ำพึงใช้มือท้ังสอง
ประคองบาตรรบั น้ำ พึงคอ่ ยๆ ลา้ งบาตรถอื ต่ำๆ ใ้ห้ดี อยา่ ใหค้ รูดสี ถ้ากระโถนมี พึงค่อย ๆเทน้ำลง
ในกระโถน ด้วยคิดว่า กระโถนอย่าเลอะเทอะด้วยน้ำ ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ำกระเซ็น ผ้าสังฆาฏิ
อย่าุถูกน้ำกระเซ็น ถ้ากระโถนไม่มี พึงค่อยๆ เทน้ำลงบนพ้ืนดิน ด้วยคิดว่า ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ำ
กระเซ็นผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ำกระเซ็น ไม่พึงเทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน เม่ือกลับ ภิกษุ
ใหมพ่ งึ กลบั ก่อน พระเถระพงึ กลบั ทหี ้อง ปฏิบตั ิตามเสขยิ วตั รทั้งปวง

ภิกษุทั้งหลาย นี้แล วัตรในที่ฉันของภิกษุทั้งหลาย ซ่ึงภิกษุทั้งหลายพึงประพฤติให้
เรียบรอ้ ยในที่ฉนั .”

๖. ปณิ ฑจารกิ วัตร (วตั รของภิกษผุ ู้เที่ยวบณิ ฑบาต)

“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เท่ียวบิณฑบาตเป็นวัตร คิดว่าจักเข้าบ้านในบัดนี้ เมื่อปกปิดมณฑล
สาม พึงนุ่งให้เป็นปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ช้ันกลัดลูกดุม กรอกล้างบาตรแล้ว ถือ
เข้าบ้านโดยเรียบร้อยไม่ต้องรีบร้อน พึงปฏิบัติตามเสขิยะมีการปกปิดกายด้วยดี เป็นต้น เมื่อเข้า
เขตบ้านพึงกำหนดว่า จักเข้าทางนี้ จักออกทางน้ี อย่ารีบร้อนเข้าไป อยา่ รบี รอ้ นออกเรว็ นัก อย่ายืน
ไกลนัก อย่ายืนใกล้นัก อย่ายืนนานนกั อย่ากลับเร็วนัก พึงยนื กำหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษา
หรือไม่ประสงคจ์ ะถวาย ถ้าเขาพักการงาน ลุกจากท่ีนงั่ จบั ทัพพี หรือจับภาชนะ หรอื ต้ังไว้พึงยืนดว้ ย
คิดว่า เขาประสงคจ์ ะถวาย

92 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

เมื่อเขาถวายภกิ ษา พงึ แหวกผ้าซ้อนดว้ ยมือซ้าย พึงน้อมบาตรเข้าไปด้วยมือขวา แลว้ พงึ ใช้
มือท้ังสองประคองบาตรรับภิกษา และไม่พึงมองดูหน้าผู้ถวายภิกษา พึงกำหนดว่าเขาประสงค์จะ
ถวายแกงหรือไม่ประสงค์จะถวาย ถ้าเขาจับทัพพี จับภาชนะ หรือต้ังไว้ พึงยืนอยู่ด้วยคิดว่า เขา
ประสงคจ์ ะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษาแลว้ พึงคลมุ บาตรดว้ ยผ้าซ้อน แลว้ กลบั โดยเรียบรอ้ ยไม่ต้องรบี
รอ้ น ปฏบิ ตั ติ ามเสขยิ ะทุกประการ

ภิกษุใดกลับบิณฑบาตจากบ้านก่อน ภิกษนุ ้นั พึงปูอาสนะไว้ พึงจัดตง่ั น้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า
กระเบื้องเช็ดเท้า พึงล้างภาชนะรองของฉันตัง้ ไว้ พึงตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ ภิกษใุ ดกลับบณิ ฑบาตจากบ้าน
ทหี ลัง ถ้าอาหารท่ีฉันแล้วยังเหลืออยู่ ถ้าจำนงก็พึงฉัน ถ้าไม่จำนงก็พึงเททิ้งในที่ปราศจากของเขียว
สด หรือพึงเทลงในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์ ภิกษุน้ันพึงร้ือขนอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบ้ือง
เชด็ เทา้ พงึ ลา้ งภาชนะรองของฉัน เกบ็ ไว้ พงึ เก็บนำ้ ฉนั นำ้ ใช้ พึงกวาดโรงฉนั

ภิกษุใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำชำระว่างเปล่า ภิกษุน้ันพึงจัดหาไปตั้งไว้ ถ้า
เปน็ การสุดวสิ ยั พงึ กวักมือเรยี กเพอ่ื นมา ให้ชว่ ยกันจัดตัง้ ไว้ แตไ่ ม่พงึ เปล่งวาจาเพราะขอ้ น้นั เปน็ เหตุ

ภิกษุทงั้ หลาย นแี้ ลเป็นวัตรของภกิ ษุผูเ้ ท่ียวบณิ ฑบาตเปน็ วตั ร ซึ่งภกิ ษุผู้เท่ียวบิณฑบาตเป็น
วัตร พึงประพฤติใหเ้ รียบร้อย.”

๗. อารญั ญกิ วัตร (วัตรของภกิ ษผุ ูอ้ ยูป่ า่ )

“ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร พึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ พึงสวมถุงบาตร คล้องบ่า พาด
จวี รบนไหล่ สวมรองเท้า เก็บเครื่องไม้ เครื่องดินปดิ ประตหู นา้ ต่าง แล้วออกจากเสนาสนะ กำหนดรู้
ว่าจักเข้าบ้านเดี๋ยวน้ี พึงถอดรองเท้าเคาะต่ำๆ แล้วใส่ถุงคล้องบ่า เมื่อปกปิดมณฑลสาม พึงนุ่งให้
เป็นปริมณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ช้ันกลัดลูกดุม กรอกล้างบาตรแล้วถือเข้าบ้านโดย
เรียบร้อย ไมต่ ้องรบี ร้อนพงึ ปกปิดกายด้วยดไี ปในละแวกบ้าน พึงสำรวมดว้ ยดไี ปในละแวกบ้านปฏบิ ัติ
ตามเสขิยวัตร และบิณฑจาริกวัตรดังกล่าวแล้วข้างต้น ออกจากบ้านแล้ว สวมถุงบาตร คล้องบ่า
พบั จวี ร วางบนศีรษะ สวมรองเทา้ เดนิ ไป

ภิกษุทงั้ หลาย ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร พึงต้ังน้ำฉัน พึงต้ังน้ำใช้ พึงติดไฟไว้ พึงเตรยี มไม้สีไฟ
ไว้ พงึ เตรยี มไม้เทา้ ไว้ พงึ เรยี นทางนักกษัตรท้ังสน้ิ หรือบางสว่ นไว้ พงึ เปน็ ผู้ฉลาดในทศิ

ภิกษุท้ังหลาย น้ีแลเป็นวัตรของภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ซ่ึงภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร พึงประพฤติ
ใหเ้ รียบร้อย.”

๘. เสนาสนวัตร (วัตรปฏิบัตเิ กย่ี วกับทีอ่ ยอู่ าศัย)

“ภิกษุอยู่ในวิหารใด ถ้าวิหารน้ันรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงชำระ เม่ือจะชำระวิหาร พึงขน
บาตร จีึวร ออกไปวางไว้ท่ีควรแห่งหนึ่งก่อน พึงขนผ้าปูน่ัง ผ้าปูนอน ออกวางไว้ท่ีควรแห่งหน่ึง พึง
ขนฟูก หมอน ออกไปวางไว้ท่ีควรแห่งหน่ึง เตียงพึงยกต่ำๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครูดสี กระทบ
กระแทกบานหรือกรอบประตู แล้วตั้งไว้ท่ีควรแห่งหน่ึง ต่ังพึงยกต่ำๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครูดสี
กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วต้ังไว้ทค่ี วรแห่งหนง่ึ เขียงรองเท้าเตียง พงึ ขนออกไปวางไว้
ทคี่ วรแห่งหน่งึ กระโถนพึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหน่ึง พนักอิงพึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหน่ึง
เครอื่ งลาดพ้ืน พึงกำหนดที่ ๆ ปูไวเ้ ดิม แล้วขนออกไปวางไวท้ ค่ี วรแห่งหนึง่

ถา้ ในวิหารมีหยากไย่ พงึ กวาดแต่เพดานลงมากอ่ น พึงเชด็ กรอบหน้าตา่ ง ประตแู ละมุมหอ้ ง

ถา้ ฝาทานำ้ มันขึน้ ราพึงเอาผ้าชุบน้ำบดิ แลว้ เช็ด ถ้าพ้ืนทาสีดำข้นึ รา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้ว
เชด็ ถา้ พื้นไม่ไดท้ ำ พึงเอานำ้ พรมแล้วกวาดด้วยคดิ ว่า อย่าให้ฝนุ่ กลบวิหาร พึงกวาดหยากเยอื่ ไปทิ้ง
เสยี ณ ท่ีควรแห่งหน่งึ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 93

ไม่พึงเคาะเสนาสนะในท่ีใกล้ภิกษุ ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้วิหาร ไม่พึงเคาะเสนาสนะ
ในที่ใกล้น้ำฉัน ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้น้ำใช้ ไม่พึงเคาะเสนาสนะบนท่ีสูงเหนือลม พึงเคาะ
เสนาสนะในทใี่ ต้ลม

เครื่องลาดพื้นพึงผึ่งแดดในท่ีควรแห่งหน่ึง ชำระ เคาะ ปัด แล้วขนกลับไปปูไว้ตามเดิม
เขียงรองเท้า เตียง พึงผึ่งแดดไว้ในท่ีควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม เตียง ต่ัง พึงผ่ึง
แดดไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง ขัดสี เคาะ ยกต่ำๆ ทำให้ดีอย่าให้ครูดสี กระทบบานและำกรอบประตู ขน
กลับตั้งไว้ตามเดิม ผ้าปูน่ังและผ้าปูนอน พึงตากไว้ที่ควรแห่งหน่ึง สลัดให้สะอาดแล้วขนไปปูไว้
ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึงตากไว้ที่ควรแห่งหน่ึง เช็ดแล้วขนไปตั้งไว้ตามเดิม ผ้าปูนั่งและผ้าปู
นอน พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง สลัดให้สะอาดแล้วขนไปปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึงตากไว้ที่
ควรแหง่ หน่ึง เชด็ แล้วขนไปตัง้ ไว้ตามเดมิ

พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหน่ึงลูบคลำใต้
เตียงหรือใต้ตั่งแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรบนพ้ืนที่ปราศจากเคร่ืองรอง เม่ือจะเก็บจีวร พึงเอา
มอื ขา้ งหนึง่ ถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรอื สายระเดยี งพึงทำชายจวี รไว้ข้างนอก ขนดจีวรไว้
ขา้ งใน เกบ็ จวี ร

ถ้ามีลมเจือด้วยผลคลีพัดมาทางทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้ามีลมเจือ
ด้วยผลคลีพัดมาทางทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้ามีลมเจือด้วยผลคลีพัดมาทางทิศ
เหนือพึงปดิ หนา้ ตา่ งดา้ นเหนือ ถ้ามลี มเจอด้วยผลคลพี ดั มาทางใต้ พึงปิดหน้าต่างดา้ นใต้

ถ้าฤดูหนาวกลางวันพึงเปิดหน้าต่าง กลางคืนพึงปิด ถ้าฤดูร้อนกลางวัน พึงปิดหน้าต่าง
กลางคืนพงึ เปดิ

ถา้ บรเิ วณ ซุ้มนำ้ โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎีรก พึงปัดกวาดเสีย ถา้ น้ำฉัน น้ำใชไ้ ม่มี พึงจัดต้ังไว้
ถ้านำ้ ในหมอ้ ชำระไม่มี พงึ ตักน้ำมาไวใ้ นหม้อชำระ

ถา้ อยใู่ นวิหารหลังเดยี วกบั ภิกษุผู้แก่กว่า ยงั ไม่อาปุจฉา (ถามขอโอกาสก่อน) ภิกษุผู้แก่กว่า
ไม่พึงให้อุเทศ ไม่พึงให้ปริปุจฉา ไม่พึงทำการสาธยายไม่พึงแสงดธรรม ไม่พึงตามประทีป ไม่พึงดับ
ประทปี ไมพ่ ึงเปดิ หน้าต่าง ไม่พึงปิดหนา้ ตา่ ง

ถ้าเดนิ จงกรมในที่จงกรมเดยี วกับภิกษุผู้แก่กว่า พึงเดินคล้อยตาม ภิกษุผู้แก่กว่า และไม่พึง
กระทบกระทงั่ ภิกษุผูแ้ ก่กว่า ด้วยชายผ้าสงั ฆาฏิ

ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นเสนาสนวัตรของภิกษุทั้งหลาย ซ่ึงภิกษุท้ังหลายพึงประพฤติให้
เรียบร้อยในเสนาสนะ.”

๙. ชนั ตาฆรวัตร (วัตรปฏิบัตใิ นเรือนไฟ)

ภกิ ษุใดไปสู่เรอื นไฟก่อน ถ้ามเี ถ้ามาก พึงเทเถ้าทิง้ เสีย ถ้าเรอื นไฟรก พึงกวาดเสีย ถ้าชาน
ภายนอกรก พึงกวาดเสีย ถ้าบริเวณซุ้มประูตูศาลาเรือนไฟรก พึงกวาดเสีย พึงบดจุณไว้ พึงแช่ดิน
เหนยี ว พงึ ตักน้ำไว้ในรางน้ำ

เม่ือจะเข้าไปสู่เรือนไฟ พึงเอาดินเหนียวทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้าข้างหลัง แล้วจึงเข้าไปสู่
เรือนไฟ ไม่พึงน่ังเบียดเสียดพระเถระ ไม่พึงกีดกันอาสนะ ภิกษุใหม่ ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงทำบริกรรม
แกพ่ ระเถระในเรอื นไฟ

94 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

เม่ื กจากเรื นไฟ พึงถื ต่ัง ำ รับเรื นไฟ แล้วปิดทั้งข้าง น้าข้าง ลัง กจากเรื น
ไฟ ถ้า ุต า ะ ยู่ พึงทำบรกิ รรมแก่พระเถระ แม้ในน้ำ ไม่พึง าบน้ำข้าง น้าพระเถระ แม้เ นื น้ำ
กไ็ มพ่ ึง าบ าบแลว้ เมื่ จะข้นึ พงึ ใ ้ทางแกพ่ ระเุถระผจู้ ะลง

ภิก ุใด กจากเรื นไฟภาย ลงั ถา้ เรื นไฟเปร ะเปร้ื น พึงล้างใ ้ ะ าด พึงล้างรางแช่
ดนิ เกบ็ ตง่ั ำ รับเรื นไฟ ดบั ไฟ ปดิ ประตู แล้วจึง ลีกไป ดกู ่ นภิก ุทัง้ ลาย นแ้ี ลเป็นวัตรในเรื น
ไฟข งภกิ ุทงั้ ลาย ซึ่งภิก ทุ ั้ง ลาย พงึ ประพฤติใ ้เรยี บร้ ยในเรื นไฟ.”

๑๐. วจั กฎุ ีวตั ร (วตั รปฏบิ ัตเิ กี่ยวกบั สว้ ม)

“ภิก ุท้ัง ลาย ภิก ุถ่าย ุจจาระแล้ว เม่ื น้ำมี ยู่ จะไม่ชำระไม่ได้ รูปใดไม่ชำระ ต้ ง
าบัตทิ ุกกฏ ฯ

ภิก ุไม่พึงถ่าย ุจจาระในวัจกุฎีตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใดถ่ายต้ ง าบัติทุกกฏ ดูก่ นภิก ุ
ทัง้ ลาย เรา นญุ าตใ ถ้ ่าย ุจจาระตามลำดับข งผู้มาถึงก่ น.”

ภิก ุใดไปวัจกุฎี ภิก ุนน้ั ยนื ยูข่ ้างน ก พึงกระแ มขึ้น แม้ภิก ุผู้น่ัง ย่ขู ้างในก็พึงกระแ ม
รับ พึงพาดจีวรไว้บนราวจีวร รื บน ายระเดียง แล้วเข้าวัจกุฎี ทำใ ้เรียบร้ ยไม่ต้ งรีบร้ น ไม่
พงึ เขา้ ไปเร็วนกั ไมพ่ งึ เวกิ ผ้าเข้าไปยนื บนเขียงถา่ ย จุ จาระ แล้วจงึ ค่ ยเวกืิ ผา้

ไม่พึงถ น ายใจใ ญ่พลายถ่าย ุจจาระ ไม่พึงเค้ียวไม้ชำระฟังพลางถ่าย ุจจาระ ไม่พึง
ถ่าย ุจจาระน กราง ุจจาระ ไมพ่ ึงถ่ายปั าวะน กรางปั าวะ ไม่พึงบ้วนเข ะลงในรางปั าวะ
ไม่พึงชำระดว้ ยไม้ ยาบ ไม่พึงทิ้งไม้ชำระลงในช่ งถ่าย ุจจาระ ยนื บนเขียงถ่ายแล้วพึงปิดผ้า ไม่พึง

กมาเร็วนัก ไม่พึงเวิกผ้า กมา ยืนบนเขียงชำระแล้วพึงเวิกผ้า ไม่พึงชำระใ ้มีเ ียงดังจะปุจะปุ
ไมพ่ งึ เ ลื นำ้ ไว้ในกระบ กชำระ ยืนบนเขยี งชำระแล้วพึงปิดผ้า ถ้า วจั กุฎี นั ภกิ ุถา่ ยไว้เล ะเท ะ
ต้ งล้างเ ีย ถ้าตะกร้าใ ่ไม้ชำระเต็ม พึงเทไม้ชำระ ถ้าวัจกุฎี ันภิก ุถ่ายไว้เล ะเท ะ ต้ งล้างเ ีย
ถ้าตะกร้าใ ่ไมช้ ำระเต็มพึงเทไม่ชำระ ถ้าวัจกุฎี พึงกวาดวัจกุฎี ถ้าชานภายน ก บรเิ วณ ซมุ้ ประตูรก
พึงกวาดเ ยี ถ้านำ้ ใน ม้ ชำระไม่มทีพงึ ตักน้ำมาไวใ้ น ม้ ชำระ

ภิก ุทั้ง ลาย น้ีแลเป็นวัจกุฎีวัตรข งภิก ุทั้ง ลาย ซ่ึงภิก ุทั้ง ลายพึงประพฤติใ ้
เรยี บร้ ยในวัจกุฎ”ี

๑๑. อปุ ัชฌายวัตร (วัตรปฏบิ ัตติ ่อพระอุปัชฌาย์)

“ภิก ุท้ัง ลาย ัทธิวิ าริกพึงประพฤติช บใน ุปัชฌาย์ วิธีประพฤติช บใน ุปัชฌาย์นั้น
ดังต่ ไปนี้

ัทธิวิ าริกพึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถ ดร งเท้า ่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชำระฟัน ถวาย
น้ำลา้ ง นา้ ปู า นะไว้

ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะ แล้วน้ มยาคูเข้าไป เมื่ ุปัชฌาย์ดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ำ รับ
ภาชนะมา ถื ต่ำๆ ล้างใ ้เรียบร้ ย ย่าใ ้กระทบ แล้วเก็บไว้เม่ื ุปัชฌาย์ลุกแล้ว พึงเก็บ า นะ
ถา้ ทน่ี ั้นรก พงึ กวาดทน่ี นั้ เ ยี

ถ้า ุปัชฌาย์ประ งค์จะเข้าบ้านพึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคดเ ว
พึงซ้ นผ้า ่ม งช้ันถวาย พึงกร กล้างบาตรแล้วถวายพร้ มทั้งน้ำ ถ้า ุปัชฌาย์ปรารถนาใ ้เป็น
ปัจฉา มณะ พงึ ปกปิดกายใ ป้ ิดมณฑล าม นุง่ ใ ้เป็นปรมิ ณฑล คาดประคดเ ว ซ้ นผ้า ม่ งชั้น
่มคลุมกลัดลูกดุม กร กล้างบาตรแล้วถื ไปเป็นปุัจฉา มณะข ง ุปัชฌาย์ ไม่พึงเดินใ ้ ่างนัก ใ ้
ชดิ นัก พึงรับวตั ถุทเ่ี น่ื งในบาตร

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 95

เม่ืออุปชั ฌาย์กำลังพดู ไม่พึงพูดสอดขนึ้ ในระหว่างๆ เมื่ออุปัชฌายก์ ล่าวถอ้ ยคำใกลต้ ่ออาบตั ิ
พึงหา้ มเสีย

เมื่อกลับ พึงกลับมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ พึงวางน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้ากระเบื้องเช็ดเท้าไว้
ใกล้ๆ พึงรับบาตร จีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผ่ึงแดดสักครู่หน่ึง
แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ท่ีแดด พึงพับจีวรเม่ือจะพับจีวร พึงพับจีวรให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มี
รอยพบั ตรงกลางพึงสอดประคดเอวไวใ้ นขนดจีวร

ถา้ บณิ ฑบาตมี และอุปชั ฌายป์ ระสงคจ์ ะฉัน พงึ ถวายนำ้ แล้วนอ้ มบิณฑบาตเข้าไป พงึ ถาม
อุปัชฌาย์ถึงน้ำฉัน เมื่ออุปัชฌาย์ฉันแล้ว พึงถวายน้ำรับบา่ตรมา ถือต่ำๆ ล้างให้เรียบร้อยอย่าให้
กระทบ ลา้ งเช็ดใหห้ มดนำ้ แล้วพึง ผ่ึงไวท้ ่ีแดดสกั ครู่หนงึ่ แตอ่ ยา่ ผง่ึ ทง้ิ ไวท้ ่ีแดด พงึ เกบ็ บาตร จวี ร

เมื่อเก็บบาตร เอามือข้างหน่ึงจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่ง แล้วเก็บ
บาตร แต่อย่าเก็บบาตรไวบ้ นพนื้ ที่ปราศจากเครือ่ งรอง เมื่อเก็บจวี รพงึ เอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือ
ข้างหน่ึงลูบราวจีวร หรือสายระเดียง แล้วทำชายจีวรไว้ข้่างนอกขนดไว้ข้างใน แล้วเก็บจีวร เมื่อ
อุปัชฌายะลุกข้ึนแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าท่ีนั้นรก พึง
กวาดที่น้นั เสยี

ถ้าอุปัชฌาย์ใคร่จะสรงน้ำ พึงจัดน้ำสรงถวาย ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดน้ำเย็นถวาย ถ้า
ต้องการน้ำร้อน พึงจัดนำ้ ร้อนถวาย

ถ้าอุปัชฌายะใคร่จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือต่ังสำหรับเรือนไฟแล้วเดินตามหลัง
อุปัชฌายะไป ถวายตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่วนข้างหน่ึง พึงถวายจุณ
ถวายดนิ

ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้าง
หลัง แล้วเข้าเรือนไฟ อย่านั่งเบียดภิกษุผู้เถระ อย่ากีดกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรมแก่
อุปัชฌาย์ในเรือนไฟ เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือต่ังสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้าท้ังข้างหลัง
ออกจากเรือนไฟ

พึงทำบริกรรมอุปัชฌาย์แม้ในน้ำ อาบเสรจ็ แล้ว พึงข้ึนมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้งน้ำ นุ่ง
ผ้าแล้วพึงเช็ดนำ้ จากตัวของอุปัชฌาย์ พึงถวายผ้านุ่งผ้าสังฆาฏิ ถือต่ังสำหรับเรอื นไฟมาก่อน แล้วปู
อาสนะไว้ พงึ วางนำ้ ล้างเท้า ตงั่ รองเทา้ กระเบ้อื งเช็ดเท้า่ไว้ใกล้ๆ พึงถามอุปชั ฌายด์ ว้ ยน้ำดม่ื

ถ้าอปุ ัชฌายต์ ้องการจะให้เรียน พึงเรียน ถา้ อุปชั ฌายต์ อ้ งการจะใหส้ อบถาม พงึ สอบถาม

อุปัชฌายะอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าิวิหารแห่งน้ันรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย เม่ือปัด
กวาดวหิ าร พึงปฏบิ ัติดงั กล่าวแล้วในเสนาสนวัตร

ถ้าบริเวณซุ้มน้ำ โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎีรก พึงปัดกวาดเสีย ถ้าน้ำฉัน น้ำใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้
ถ้าน้ำในหมอ้ ชำระไมม่ ี พงึ ตักมาไว้ในหม้อชำระ

ถ้าความกระสนั บังเกิดข้ึนแ่ก่อุปัชฌาย์ สทั ธิวหิ าริกพึงช่วยระงบั หรือพึงวานภิกษอุ ่ืนให้ช่วย
ระงับ หรือพึงแสดงธัมมกถาแก่อุปัชฌาย์น้ัน ถ้าความรำคาญบังเกิดแก่อุปัชฌาย์ ลัทธิวิหาริกพึง
ช่วยบรรเทา หรือพึงวานภิกษุอ่ืนให้ช่วยบรรเทา หรือพึงแสดงธัมมกถาแก่อุปัชฌาย์ ถ้าทิฏฐิบังเกิด
แกอ่ ุปัชฌาย์สัทธวิ หิ ารกิ พึงใหส้ ละเสีย หรอื พึงวานภิกษุอ่ืนใหช้ ่วย หรือพงึ แสดงธมั มกถาแก่อปุ ัชฌาย์
นั้น

96 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ถ้าอุปัชฌายะต้องอาบัติหนัก ควรแก่ปริวาส สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วย
อุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่อุปัชฌาย์ ถ้าอุปัชฌาย์ผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม
สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่าดว้ ยอุบายอยา่ งไรหนอ สงฆ์พึงชักอุปัชฌายเ์ ข้าหาอาบัติเดิม ถ้า
อุปัชฌาย์ผู้ควรแก่มานัต สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอสงฆ์ สงฆ์พึง
อัพภานอุปชั ฌาย์

ถ้าสงฆ์ใคร่กระทำกรรมแก่อุปัชฌาย์ คือตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิ
สารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม สัทธิวิหาริกพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ
สงฆ์ไม่พึงทำกรรมแก่อุปัชฌาย์ หรอื สงฆ์พึงน้อมไปเพ่ือกรรมเบา หรืออุปัชฌาย์นั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนี
ยกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว สัทธิวิหาริกพึงทำ
ความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่าไงรหนอ อุปัชฌายะพึงประพฤติชอบหายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัว
ไว้ สงฆพ์ ึงระงับกรรมนัน้ เสีย

ถ้าจีวรของอุปัชฌาย์จะต้องซกั สัทธิวิหารกิ พึงซกั หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย
อย่างไรหนอ ใครๆ พึงซักจีวรของอุปัชฌาย์ ถ้าจีวรของอุปัชฌาย์จะต้องทำ สัทธิวิหาริกพึงทำ หรือ
พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงทำจีวรของอุปัชฌาย์ ถ้าน้ำย้อมของ
อุปัชฌาย์จะต้อง ต้ม สัทธิวิหาริกพึงต้มเอง หรือ พึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ
ใครๆ พึงต้มน้ำย้อมของอุปัชฌาย์ ถ้าจีวรของอุปัชฌาย์จะต้องย้อม สัทธิวิหาริก พึงย้อมหรือพึงทำ
ความขวนขวายวา่ ด้วยอุบายอยา่ งไรหนอ ใครๆ พึงยอ้ มจีวรของอุปชั ฌาย์ เมือ่ ย้อมจีวรพึงย้อมพลิก
กลบั ไปกลบั มาให้ดี เมือ่ หยาดน้ำยอ้ ม ยังหยดไม่ขาดสาย อย่าหลกี ไปเสยี

สัทธิวิหาริกไม่บอกอุปัชฌาย์ก่อน อย่าให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป อย่ารับบาตร อย่าให้จีวร
อยา่ รบั จีวร อย่าให้บรขิ าร อย่ารบั บริขารของภิกษุบางรูป อย่าปลงผมใหแ้ กภ่ กิ ษุบางรูป อย่าให้ภิกษุ
บางรูปปลงผมให้ อย่าทำบริกรรมแก่ภิกษุบางรูป อย่าให้ภิกษุบางรูปทำบริกรรมให้ อย่าทำความ
ขวนขวายแก่ภิกษุบางรูป อย่าสั่งให้ภิกษุบางรูปไปเป็นปัจฉาสมณะ อย่านำบิณฑบาตไปให้แก่ภิกษุ
บางรูป อยา่ ให้ภิกษบุ างรูปนำบิณฑบาตมาให้

ไม่บอกลาอุปัชฌาย์ก่อน อยา่ เข้าบ้าน อยา่ ไปป่าช้า อย่าหลีกไปสู่ทิศอื่น ถ้าอุปัชฌายอ์ าพาธ
พงึ พยาบาลจนตลอดชีวติ หรือจนกวา่ จะหาย

ภิกษุทั้งหลาย น้ีแลเป็นอุปัชฌายวัตรของสัทธิวิหาริกท้ังหลาย ซึ่งสัทธิวิหาริกพึงประพฤติ
ชอบในพระอปุ ัชฌาย.์ ”

๑๒. สัทธวิ หิ ารกิ วตั ร (ข้อปฏบิ ัติตอ่ สัทธิวหิ ารกิ )

ภิกษุท้ังหลาย อุปัชฌาย์พึงประพฤติชอบในสัทธิวิหาริก วิธีประพฤติชอบในสัทธิวิหาริกนั้น
ดังตอ่ ไปนี้ :-

ภิกษุทงั้ หลาย อุปัชฌาย์พึงสงเคราะห์ อนุเคราะห์สทั ธิวิหารกิ ด้วย อุเทศ ปรปิ ุจฉา โอวาท
อนศุ าสนี

ถ้าอุปัชฌาย์มีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มี อุปัชฌาย์พึงให้แ่ก่สัทธิวิหาริกหรือพึงทำความ
ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรพึงบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวร สัทธิวิหาริก
ไม่มี อุปัชฌาย์พึงให้แก่สัทธิวิหาริกหรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึง
บังเกิดแก่สัทธิวิหาริก ถ้าอุปัชฌาย์มีบริขารสัทธิวิหาริกไม่มี อุปัชฌาย์พึงให้แก่สัทธิวิหาริก หรือพึง
ทำความขวนขวายวา่ ดว้ ยอุบายอย่างไรหนอ บรขิ ารพงึ บังเกดิ แก่สัทธิวหิ าริก

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 97

ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌาย์พึงลุกแต่เช้าตรู่ พึงปฏิบัติดังที่สัทธิวิหาริกปฏิบัติแก่ตนใน
ยามไมอ่ าพาธ มีการให้ไม้ชำระฟนั เป็นต้น

ถ้าความกระสันบังเกิดแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงระงับ หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ
หรือพึงแสดงธัมมกถาแก่สัทธิวิหาริกนน้ั ฯลฯ ดงั เชน่ กล่าวแล้วในสัทธิวิหาริกพึงกระทำต่ออุปชั ฌาย์

ถ้าจีวรของสัทธิวิหาริกจะต้องซัก อุปัชฌาย์พึงสั่งว่า ท่านพึงซักอย่างน้ีหรือพึงทำความ
ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงซกั จีวรของสัทธิวิหาริก ถ้าจีวรของสัทธวิ ิหาริกจะต้อง
ทำ อปุ ชั ฌาย์พึงสั่งว่า ท่านพงึ ทำอยา่ งน้ี หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอบุ ายอย่างไรหนอ ใครๆ
พึงทำจีวรของสัทธิวิหารกิ ถ้านำ้ ย้อมของสัทธิวิหารกิ จะต้องต้ม อุปัชฌายะพึงส่ังว่าทา่ นพึงต้มอย่าง
นี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใครๆ พึงต้มน้ำยอ้ มของสัทธิวิหาริก ถ้าจีวร
ของสัทธิวิหาริกจะต้องย้อม อัุปัชฌาย์พึงสั่งว่า ท่านพึงย้อมอย่างน้ี หรือพึงทำความขวนขวายว่า
ด้วยอุบายอยา่ งไรหนอ ใครๆ พึงย้อมจีวรของสัทธิวิหารกิ เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมา
ใหด้ ี เมอื่ หยาดน้ำย้อมยงั หยดไม่ขาดสาย ไมพ่ งึ หลกี ไปเสยี

ถ้าสัทธวิ หิ าริกอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชวี ติ หรือจนกวา่ จะหาย
ภิกษุทั้งหลาย น้ีแลเป็นสัทธิวิหาริกวัตรของอุปัชฌาย์ทั้งหลาย ซึ่งอุปัชฌาย์ท้ังหลายพึง
ประพฤติชอบในสทั ธิวิหาริก”
๑๓. อาจาริยวัตร (ข้อปฏิบัติต่ออาจารย์) มีใจความเหมือนใน อุปัชฌายวัตร
ดงั กล่าวแล้วน้ันแล๕๘
๑๔. อันเตวาสิกวัตร (ข้อปฏิบัติต่ออันเตวาสิก) มีใจความเหมือนใน สัทธิวิหาริกวัตร
ดังกลา่ วแล้ว นนั้ แล
สกุลเสกขสมมติ คอื ตระกูลทมี่ ีศรัทธาในการใหท้ านวัตถุมากจนหมดทุนทรัพย์ได้ เพ่ือไม่ให้
ตระกูลเช่นน้ีเดือดร้อนจากการถวายสิ่งของแก่ภิกษุสงฆ์ หรือเพื่อไม่ให้ภิกษุสามเณรรบกวนตระกูล
เช่นน้นั สงฆ์จงึ ประกาศสมมติ(แตง่ ตั้ง) ตระกูลเช่นนนั้ ใหเ้ ป็น “เสกขสมมติ”๕๙

แนวคดิ เกยี่ วกบั การดูแลสุขภาพในพระพทุ ธศาสนา

การดูแลสุขภาพ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) การดูแลสุขภาพร่างกาย และ (๒) การ
ดูแลสุขภาพจิตใจ ความจริงแล้วทั้งร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่อาจจะแยก
จาก กันขาดทีเดยี ว แต่เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการอธิบายและการศึกษาจึงกล่าวแยกออกเป็น ๒
ประเดน็

การดูแลสุขภาพร่างกาย การมีสุขภาพร่าง กายดี คือการมีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย
และมีอายุขัยยืนนาน ส่วนการมีสุขภาพจิตใจดี คือการที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ผ่องใสอยู่เสมอ จุดสูงสุด
ของการมสี ขุ ภาพ จติ ใจดี คอื การกำจดั กิเลสอาสวะได้หมด หรือการเป็นพระอรหนั ตน์ ่ันเอง

พระอรหันต์ทุกรูป จึงเป็นผู้ท่ีมีสุขภาพจิตใจดีเสมอเหมือนกันทุกรูป แต่สุขภาพทางด้าน
ร่างกายนั้นแตกต่างกัน พระอรหันต์บางรูปมีอาพาธน้อย บางรูปมีอาพาธปานกลาง บางรูป มี
อาพาธมาก เช่น พระปิลินทวัจฉะ เป็นต้น ในขณะท่ีบางรูปไม่มีอาพาธเลยซ่ึงก็คือ พระพากุล-เถระ

๕๘ ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๗๔-๗๘/๑๐๒-๑๑๒.
๕๙ ดรู ายละเอียดใน ว.ิ จู.(ไทย) ๗/๓๕๖-๓๘๒/๒๒๒-๒๖๗.

98 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

นนั่ เอง “พระเถระครองเรือน ๘๐ ปี อาพาธเจ็บป่วยไรๆ ก็มิได้มีตลอดกาล...แม้บวชแล้ว อาพาธแม้
เล็กน้อยมิไดม้ ีเลย”

พระพากุลเถระ จึงเป็นต้นแบบของพุทธบริษัท ผู้มีสุขภาพร่างกายดี คือ แข็งแรง ไม่มี
อาพาธ และอายุยืนคอื ท่านมีอายุถึง ๑๖๐ ปี เหตุท่ที ่านมรี ่างกายแข็งแรงและอายุยืนเชน่ น้ีเพราะผล
บุญท่ีท่านได้ทำไว้ใน อดีตชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะบุญจากการถวายยารักษาโรคแก่พระสัมมาสัม
พุทธเจา้ เปน็ ตน้

อยา่ งไรกต็ าม การดแู ลสุขภาพรา่ งกายในปัจจุบนั ชาตินี้ ก็ชว่ ยให้ร่างกายแข็งแรงและมอี ายุ
ยืนไดเ้ ช่นกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรสั หลักการดูแลสุขภาพร่างกายไว้ ๕ ประการซ่ึง ปรากฏอย่ใู น
ปฐม-ทตุ ิยอนายสุ สาสูตร (คือธรรมเปน็ เหตุใหอ้ ายุสน้ั อายุยืน) ดังน้ี

“ภิกษุท้ังหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุสั้นคือ ๑. ไม่ทำสิ่งท่ีเป็นสัปปายะ ๒.
ไม่รู้จักประมาณในส่ิงท่ีเป็นสัปปายะ ๓. บริโภคส่ิงท่ีย่อยยาก ๔. เท่ียวในเวลาไม่สมควร ๕. ไม่
ประพฤตพิ รหมจรรย์ ภกิ ษทุ ้งั หลาย ธรรม ๕ ประการน้แี ล เป็นเหตใุ ห้อายุสั้น

ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุยืน คือ ๑. ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ ๒.
รู้จักประมาณในส่ิงท่ีเป็นสัปปายะ ๓. บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๔. เที่ยวในเวลาท่ีสมควร ๕. ประพฤติ
พรหมจรรย์ ภกิ ษุทัง้ หลาย ธรรม ๕ ประการน้ีแล เปน็ เหตใุ หอ้ ายยุ นื

ในทุติยอนายสุ สาสูตร พระพุทธองค์ตรสั ว่า ภิกษทุ ้งั หลาย ธรรม ๕ ประการน้ี เป็นเหตุให้
อายุสั้น ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ไม่ทำสิ่งท่ีเป็นสัปปายะ ๒. ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่
เปน็ สัปปายะ ๓. บริโภคสงิ่ ทีย่ ่อยยาก ๔. ทุศลี ๕. มปี าปมติ ร(มิตรช่วั )

ภิกษุท้ังหลาย ธรรม ๕ ประการน้ีแล เป็นเหตุให้อายุส้ัน ธรรม ๕ ประการน้ี เป็นเหตุให้
อายุยืน คือ ๑. ทำสิ่งท่ีเป็นสัปปายะ ๒. รูจ้ ักประมาณในส่ิงทเ่ี ป็นสัปปายะ ๓. บรโิ ภคส่ิงที่ย่อยง่าย
๔. มศี ีล ๕. มีกัลยาณมติ ร(มิตรดี) ภิกษทุ ัง้ หลาย ธรรม ๕ ประการนีแ้ ล เปน็ เหตุใหอ้ ายยุ ืน”๖๐

๑) ทำส่ิงที่เป็นสัปปายะ

สัปปายะ แปลว่าสบาย ทำสิ่งท่ีเป็นสัปปายะ หมายถึงทำในส่ิงท่ีทำให้มีความสบายต่อ
สุขภาพของตนเอง สัปปายะมี ๗ ประการได้แก่ อาวาส, โคจร, การสนทนา, บุคคล, โภชนะ, ฤดู
และ อิรยิ าบถ๖๑

สัปปายะท้ัง ๗ ประการนี้เป็นเคร่ืองสนับสนุนให้การเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐาน ใหม้ ีความก้าวหน้า ส่วน สัปปายะท่ีมีผลโดยตรงต่อการดูแลสุขภาพน้นั มี ๔ ประการ คือ
อาวาส, โภชนะ, ฤดู และ อริ ยิ าบถ

อาวาส แปลว่าสถานที่อยู่อาศัย อาวาสเป็นที่สบายต่อสุขภาพ หมายถึงอาวาสที่มี
ส่งิ แวดล้อมดี มีอากาศบรสิ ุทธิ์ ไมม่ ีมลภาวะเป็นพษิ ไม่รอ้ นเกินไป ไม่หนาวเกนิ ไป เป็นตน้ การไดอ้ ยู่
ในอาวาสเชน่ นีก้ ็จะทำใหม้ ีสุขภาพรา่ งกายแข็งแรงและอายยุ นื

โภชนะ แปลว่าอาหาร อาหารเป็นท่ีสบายต่อสุขภาพ หมายถึงอาหารท่ีมีประโยชน์ มีคุณค่า
ทางอาหารครบถ้วน และปลอดจากสารพษิ เปน็ ต้น

๖๐ อง.ฺ ปญจฺ ก.(ไทย) ๒๒/๑๒๕-๑๒๗/๒๐๕-๒๐๗.
๖๑ อาวาโส โคจโร ภสฺสํ ปุคฺคโล โภชนํ อุตุ อิริยาปโถติ สตฺเตเต อสปฺปาเย วิวชฺชเย สปฺปาเย สตฺต
เสเวถ เอวญหฺ ิ ปฏิปชฺชโต นจิเรเนว กาเลน โหติ กสฺสจิ อปปฺ นาติ ฯ อา้ งใน วิสุทฺธิ.(บาล)ี ๑/๑๖๑.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 99

ฤดู หมายถงึ ภูมิอากาศในแต่ละช่วงของปี โดยท่ัวไปมีอยู่ ๓ ฤดู คอื ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดู
ร้อน ฤดูนนั้ มีความสำคญั ต่อสขุ ภาพ เป็นสาเหตแุ หง่ การเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงรอยตอ่
ของการเปลี่ยนแปลงฤดู หากร่างกายปรับตัวไม่ทันก็อาจจะเจ็บป่วย หรือ ถึงข้ันเสียชีวิตได้ เหตุที่
ช่วงเปลี่ยนฤดู มีคนไม่สบายมาก ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่ได้ปรับความเป็นอยใู่ ห้ทันกับสภาพอากาศท่ี
เปลี่ยนไป เช่น ในหน้าร้อน ก็ใส่เส้ือบางเบา กลางคืนก็ไม่ห่มผ้าหรือห่มผ้าห่มผืนบาง พอวันไหนมี
อากาศหนาวข้นึ มาทันทีทันใด อณุ หภูมอิ าจลดลง ๕-๑๐ องศา แตย่ งั เคยชินกับการใส่เสอื้ ผ้าบาง ห่ม
ผ้าผืนบางอยู่ กม็ ีโอกาสไม่สบายสงู เป็นตน้

อิริยาบถ หมายถึงอาการท่รี ่างกายอยู่ในทา่ ใดทา่ หน่ึง เช่น ยืน เดนิ น่ัง นอน อิรยิ าบถน้ันก็
มีความสำคัญต่อสุขภาพมาก ในแต่ละวันเราจะต้องผลัดเปล่ียนอิริยาบถให้สม่ำเสมอ ให้เกิดความ
สมดุลกัน เลือดลมในตัวจึงจะไหลเวียนไดส้ ะดวก ไม่เกิดการเมื่อยล้าเพราะอยใู่ นอิรยิ าบถใดอิรยิ าบถ
หนึ่งนานเกินไป ซ่ึงจะเป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วยได้ ในอรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงผ่อนคลายความปวดเม่ือยจาก อิริยาบถหน่ึงด้วยอิริยาบถหนึ่ง ย่อมทรงบริหาร คือยังทรง
อตั ภาพให้เป็นไปมิให้ทรุดโทรม

กจิ วตั รของพระภิกษใุ นสมยั พุทธกาลนน้ั มีหลากหลายจึงทำใหภ้ ิกษุไดผ้ ลัด เปล่ยี นอริ ยิ าบถ
อยู่เร่ือยๆ กล่าวคือ มีท้ังการนั่งสมาธิ บิณฑบาต เดินจงกรม กวาดลานวัด และนอนอย่างมีสติคือ
สำเร็จสีหไสยาสน์ เป็นต้น โดยเฉพาะการเดินจงกรมน้ันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าช่วยให้
“อาหารท่ีกิน ด่ืม เค้ียว ล้ิมแล้วย่อยได้ง่าย และทำให้มีอาพาธน้อย” นอกจากน้ีพระภิกษุยังมีการ
บริหารร่างกายดว้ ยการ “ดัดกาย” และผ่อนคลายกล้ามเน้ือดว้ ยการ “บบี นวด” อกี ดว้ ย

นอกจากการผลัดเปล่ียน อริ ิยาบถใหส้ มำ่ เสมอแล้ว ในแตอ่ ริ ิยาบถจะต้องมีความถกู ต้องอีก
ด้วย จึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งการน่ัง เดิน ยืน และนอน ในการนั่งโดยเฉพาะนั่งสมาธินั้น
พระพทุ ธองค์ทรงเน้นย้ำเสมอวา่ จะต้องน่ังให้ “ตัวตรง” (อุชุí กายํ กโรต)ิ ดังพระดำรัสว่า “ภกิ ษใุ น
ธรรมวินัยน้ี ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี น่ังคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะ
หน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก...”๖๒ ส่วนการนอนหรือจำวัดนัน้ พระองคต์ รสั สอนให้นอนแบบ
ราชสีหค์ ือนอนตะแคงขวา

สาเหตุ ท่ีต้องนอนตะแคงขวาเพราะจากการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุน การ
สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบวา่ ทา่ นอนตะแคงขวาเป็นท่าทีถ่ ูกหลักอนามัยทส่ี ุด เนื่องจากรา่ งกาย
จะไม่กดทับหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ไม่ทำงานหนักจนเกินไป อาหารจากกระเพาะถูกบีบลง
ลำไสเ้ ลก็ ได้ดี ชว่ ยบรรเทาอาการปวดหลังได้ด้วย

๒) ร้จู ักประมาณในสง่ิ ทเี่ ปน็ สัปปายะ

รจู้ ักประมาณในส่ิงท่ีเป็นสัปปายะ ในที่น้ีคือ “การรู้จักความพอดี” เช่น เรื่องอาหาร เม่ือ
เราจัดหาอาหารท่ีดี มีประโยชน์ได้แล้ว อาหารนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นอาหารสัปปายะ แต่ในเวลา

๖๒ สํ.ม.(ไทย) ๑๙/๙๗๗/๔๕๓., คัมภีร์อรรถกถา อธิบายเพ่ิมเติมไว้ดังนี้ว่า “คำว่า น่ังคู้บัลลังก์
หมายถึงน่ังพับขาเข้าหากันท้ัง ๒ ข้าง เรียกว่า นั่งขัดสมาธิ คำว่า “ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า” หมายถึง ต้ังสติ
กำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน ฯ คำว่า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ตามอรรถกถาพระสูตร อัสสาสะ หมายถึง
หายใจเข้า ปัสสาสะ หมายถึง หายใจออก (อสฺสาโสติ อนฺโตปวิสนนาสิกวาโต. ปสฺสาโสติ พหินิกฺขมนนาสิกวาโต.
อา้ งใน ม.ม.อ.(บาลี) ๒/๓๐๕/๑๓๖., ส่วนอรรถกถาพระวินัยกลับกันคือ อัสสาสะ หมายถึง หายใจออก ปัสสาสะ
หมายถึง หายใจเข้า (อสฺสาโสติ พหินิกฺขมนวาโต. ปสฺสาโสติ อนฺโตปวิสนวาโต” อ้างใน วิ.อ.(บาลี) ๑/๑๖๕/
๔๔๕-๔๔๖.

100 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

รับประทานอาหารน้นั เราจะต้องร้จู ักประมาณ ต้องรจู้ ักความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกนิ ไป ดังท่ี
พระสารบี ุตรกล่าวไว้ว่า “ภิกษุ เม่ือฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม ไม่พึงฉันใหอ้ ่ิมเกินไป ไม่พึงฉันให้
นอ้ ยเกนิ ไป พงึ ฉันแตพ่ อประมาณ พงึ มสี ตอิ ยู่”

การรับประทานอาหารอย่างพอดีนั้น เราจะอยู่เป็นสุข ไม่หิว และ ไม่อึดอัด นอกจากนี้คนท่ี
รับประทานอาหารมากจนเกินไป จะเป็นเหตุให้อาหารไม่ย่อย และเสียชีวิตได้ เช่น นายโกตุหลิก
ภทั ทวตยิ เศรษฐี และนักบวชเปลอื ยช่ือโกรักขตั ติยะ เปน็ ต้น

ความพอดีของแต่ ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ข้ึนอยู่กับสภาพร่างกายและเพศภาวะ สำหรับพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุในสมัยพุทธกาลนั้น ฉันภัตตาหารเพียงมื้อเดียว ก็เพียงพอต่อความ
ต้องการของร่างกายแล้ว เพราะหน้าทข่ี องนักบวชคือการปฏิบัติธรรมและสอนธรรมะ ไม่ได้ทำงานที่
ใช้แรงงานหนักเหมือนฆราวาสบางอาชีพ จึงไม่จำเป็นต้องฉัน ภัตตาหารมาก พระพุทธองค์ตรัส
อานิสงส์การฉันม้ือเดียวไว้ว่า “เราฉันอาหารม้ือเดียว... สุขภาพมีโรคาพาธนอ้ ย กระปรี้กระเปรา่ มี
พลานามัยสมบรู ณ์ อยู่สำราญ”

สำหรับวธิ ีการรบั ประทานอาหารให้พอ ดใี นแตล่ ะม้อื นน้ั พระสารีบุตร กลา่ วไว้วา่
“ผูใ้ ดมสี ติประพฤติเหมือนผู้สำรวมกาย เหมอื นสตั บุรุษ

ไม่ประมาท เหมอื นผสู้ ำรวมความคดิ
ยินดใี นการเจรญิ กรรมฐานไว้ภายใน
มจี ิตตั้งมนั่ ดีอยผู่ ้เู ดียว สันโดษ
นักปราชญ์ท้ังหลาย เรียกผนู้ ัน้ วา่ เป็นภกิ ษุ”

“ภกิ ษุ เม่อื ฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม
ไมพ่ ึงฉนั ใหอ้ ิ่มเกนิ ไป ไม่พึงฉนั ใหน้ อ้ ยเกนิ ไป
พงึ ฉันแตพ่ อประมาณ พึงมสี ตอิ ยู่”

“พงึ เลิกฉนั ก่อนอมิ่ ๔-๕ คำ แลว้ ด่มื นำ้
เท่านีก้ ็เพียงพอเพอ่ื อยู่ผาสุก
ของภกิ ษุผมู้ ีใจเดด็ เดยี่ วมงุ่ นิพพาน”๖๓
เหตุท่ีต้องเลิกก่อนฉันอิ่ม ๔–๕ คำนั้น ก็เพื่อสำรองพื้นที่ในกระเพาะไว้สำหรับอาหารที่อยู่
ระหว่างเดินทางในหลอด อาหาร และน้ำที่จะด่ืมหลังเลิกฉันอาหารแล้ว เม่ืออาหารในหลอดอาหาร
ตกถงึ กระเพาะ และดม่ื น้ำเขา้ ไปแล้วกจ็ ะทำให้รู้สึกอม่ิ พอดี

๓) บรโิ ภคส่ิงทย่ี ่อยงา่ ย

อาหารท่ีรับประทานเข้าไปแล้วจะย่อยง่ายหรือย่อยยากขึ้นอยู่กับเหตุอย่าง น้อย ๒
ประการ คือประเภทของอาหาร และความคุ้นเคยกับอาหาร โดยประเภทของอาหารน้ัน หากเป็น
อาหารจำพวกเนื้อสัตว์จะย่อยยาก แต่ถ้าเป็นผักผลไม้จะย่อยง่าย ส่วนความคุ้นเคยกับอาหารน้ันคือ
คนแต่ละท้องถ่ินและแต่ละชาติจะคุ้นเคยกับอาหารแตกต่างกันไป หรือ บางคนคุ้นเคยกับอาหารดีๆ
ประณีต แต่เมื่อต้องไปรบั ประทานอาหารท่ีไม่ประณีต ก็เป็นเหตุให้ระบบการย่อยทำงานไม่เป็นปกติ
หรือไม่ย่อยเพราะไม่คุ้นเคยกับ อาหารนั้น บางคนถึงกับเสียชีวิตด้วยเหตุนี้ได้ เช่นพระเจ้าปเสนทิ
โกศล เป็นตน้ ก่อนสวรรคตพระองคเ์ สดจ็ ไปเมืองราชคฤห์ ระหวา่ งเดินทางได้เสวยพระกระยาหารท่ี

๖๓ ข.ุ เถร.(ไทย) ๒๖/๙๘๑-๙๘๓/๔๐๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 101

ไม่คุ้นเคยอาหารจึงไม่ย่อยด้วยดี และเพราะทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลจึงเป็นเหตุให้
พระองค์สวรรคตในทสี่ ุด

การท่ีอาหารไม่ย่อยหรือย่อยยากนั้นจึงมีโทษมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุใน
สมัยพุทธกาล จึงแก้ไขด้วยการฉันยาคูหรือข้าวต้มในเวลาเช้า เพราะยาคมู ีอานิสงส์ ๕ ประการ คือ
“บรรเทาความหิว ระงับความกระหาย ให้ลมเดินคล่อง ชำระลำไส้ และเผาอาหารที่ยังไม่ย่อยให้
ยอ่ ย”

๔) เป็นผู้เทยี่ วในกาลสมควร

ประเด็นน้ีมุ่งการงดเท่ียวในเวลาไม่สมควรโดยเฉพาะการเท่ียวกลางคืน เพราะจะเป็นเหตุให้
ต้องนอนดึก หรือบางครั้งไม่ได้นอนซ่ึงจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่เที่ยว
กลางคืน กจ็ ะมโี อกาสพักผ่อนได้เต็มที่ สุขภาพก็จะสมบูรณ์แข็งแรง การแพทย์ในปจั จุบันพบวา่ การ
นอนดึกจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าเหมือนกับเคร่ืองยนต์ ‘overload’ เป็นเหตุให้อายุสั้น การนอนดึก
อย่างตอ่ เน่อื งจงึ เป็นการเรง่ วันตายใหต้ ัวเอง

๕) ประพฤติพรหมจรรย์

มีข้อสังเกตอย่างหน่ึงคือ ผู้ท่ีประพฤติพรหมจรรย์โดยเฉพาะนักบวชนั้นจะมีสุขภาพ
แข็งแรงและอายุยืนกว่าบุคคลท่ัวไป เม่ือปีที่แล้วสำนักข่าวโซหูเน็ตของจีนรายงานว่า พบหลวงจีน
มรณภาพรปู หนึ่ง ทว่ี ัดหลิงฉวน อำเภออันหยาง ในมณฑลเหอหนัน ซ่ึงมีนามว่า อู๋อว๋ินชิง อายุ ๑๖๐
ปี ท่านเกิดเม่ือปี ค.ศ. ๑๘๓๘ (พ.ศ. ๒๓๘๑) เม่ืออายุ ๑๕ ปีบิดามารดาเสียชีวิต หลังจากน้ันท่าน
จงึ ออกบวช จนกระทั่งมรณภาพด้วยโรคชราเมอื่ ปี ค.ศ. ๑๙๙๘ (พ.ศ. ๒๕๔๑)

ในเมืองไทยก็มีนักบวชหลายท่านท่ีมีอายุยืนเกิน ๑๐๐ ปี เช่น หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน เป็นต้น
ท่านมอี ายถุ ึง ๑๓๕ ปี หลวงปูล่ ะมัยเป็นเจ้าสำนักสงฆ์สวนป่าสมุนไพร อ.เมือง จ.เพชรบรู ณ์ แมท้ ่าน
จะมีอายุมากแล้ว แต่เส้นผมยังดกดำ สุขภาพแข็งแรงพระท่ีมีอายุยืนกว่านี้ยังมีอยู่อีกจำนวนมาก
ได้แก่พระผู้สำเร็จ หรือพระบังบด เช่น หลวงปู่พูสี เป็นต้น ซึ่งมีอายุถึง ๔๐๐ กว่าปี เป็น ๑ ใน ๖
ของพระบังบดท่ีมอี ยู่ ณ ภูเขาควาย ประเทศลาว (สปป.ลาว ปัจจบุ ัน)

จากตัวอย่างท่ี กล่าวมาน้ีชี้ให้เห็นว่า การประพฤติพรหมจรรยน์ ้ันเป็นเหตุให้มีสุขภาพแข็งแรง
และอายุยืน ท้งั นี้อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับเร่อื งกามราคะและไม่ต้องทนทุกข์ กับปัญหา
ทางครอบครัวและสังคมแบบชาวโลก มุ่งหน้าศึกษาพระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นหลัก
ส่วนคฤหัสถก์ ส็ ามารถประพฤตพิ รหมจรรย์ได้ ดว้ ยการรกั ษาศีล ๘ ในวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา
ตา่ งๆ เช่นวนั พระหรือช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น

การดูแลสขุ ภาพจิตใจ

จิตใจนั้นมีความสำคัญมากกว่าร่างกาย เพราะจิตใจเป็นนาย ส่วนร่างกายเป็นบ่าว เมื่อ
จติ ใจมีความสำคญั อยา่ งนี้ การดูแลสขุ ภาพจิตใจจึงมีความสำคัญเป็นอยา่ งยงิ่

102 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ภาวะปกติของจิตใจมนุษย์จะ “ประภัสสร คือสว่างไสว
บริสุทธ์ิ” (ขาว สะอาด) แต่เพราะมีกิเลสจรเข้ามาห่อหุ้มทำให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่สว่างไสว และไม่
เข้มแข็ง๖๔ เวลามีอะไรมากระทบใจเข้าหน่อยก็จะหวั่นไหวไปกับสิ่งน้ัน เช่น ทำให้เกิดความโกรธบ้าง
หรือบางคร้ังก็เกิดความทุกข์เศร้าเสียใจในเรื่องต่างๆ จนเกินไป หรือมีความเครียดกับการทำงาน
บ้าง ส่ิงเหล่าน้ีลว้ นเป็นเหตใุ หเ้ จบ็ ป่วยได้ท้ังสิน้

การดูแลสุขภาพจติ ใจให้กลับสู่ภาวะปกติ คอื บริสุทธ์ิ สว่างไสวนั้น ทำได้ด้วยการส่ังสมบุญ
ด้วยการให้ทาน รักษาศีล สวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา ฟังธรรม เป็นต้น ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีเป็นกิจวัตร
ประจำวนั ของพุทธบรษิ ทั ทัง้ ๔ ท่ตี ้องทำเปน็ ประจำอย่แู ล้ว

บุญนั้นจะช่วยชำระล้างกิเลสในจิตใจให้เบาบางลงไปเรื่อยๆ ยิ่งกิเลสเบาบางลงไปมาก
เท่าไร ความบริสุทธ์ิของจิตใจก็มีมากเท่าน้ันและจะกลับคืนสู่ภาวะปกติมากเท่านั้น เช่นกัน โดย
อาการแสดงออก คือความเป็นผ้มู ีใจนิง่ หนกั แนน่ มัน่ คง ไม่หวั่นไหวต่อสิง่ ที่มากระทบ จดุ สูงสุดของ
ภาวะปกตขิ องจิตใจคอื การละกเิ ลสไดห้ รือหมดบรรลเุ ป็นพระอรหนั ตน์ ั่นเอง

การรกั ษาสขุ ภาพจติ ในพระพุทธศาสนา

การรักษาจิต คือหัวใจของพระพุทธศาสนา ดงั พุทธพจนว์ า่ “สจติ ฺตปริโยทปนํ : การทำจิต
ของตนให้สะอาด ขาวรอบ ผ่องแผ้ว”๖๕ พระอรรถกาจารย์ อธิบายว่า การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
หมายถึง การทำจิตของตนให้ผ่องใสปราศจากนิวรณ์ ๕ ประการคอื กามฉันทะ (ความพอใจในกาม
คุณอารมณ์) พยาปาทะ (ความขัดเคืองแค้นใจ ผูกใจเจ็บ อาฆาต พยาบาท) ถีนมิทธะ อุทธัจจะอุก
กจุ จะ (ความฟงุ้ ซ่านรำคาญใจ) และวิจิกจิ ฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย)๖๖

นวิ รณ์ คือเครอื่ งกีดกนั้ การทำงานของจิต ส่งิ ที่ขัดขวางความดงี ามของจิตมี ๕ อยา่ งคือ
๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม คือความอยากได้ในกามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น
รส โผฎฐัพพะ ทีน่ ่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เปน็ กเิ ลสในกลุ่มโลภะ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบกามฉันทะเหมือน “หน้ี” ผู้ท่ีเป็นหน้ีเขา แม้จะถูกเจ้าหน้ี
ทวงถามด้วยคำหยาบ ก็ไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ ต้องสู้ทนนิ่งเฉย เพราะลูกหนี้เขา แต่ถ้าเมื่อใดชำระ
หนีห้ มดสนิ้ แลว้ มที รัพยเ์ หลือเป็นกำไร ยอ่ มมคี วามรู้สกึ เป็นอิสระและสบายใจ อุปมาข้อน้ี ฉันใด ผู้ที่
สามารถละกามฉนั ทะในจิตใจได้เดด็ ขาดแล้ว ย่อมมีความปราโมทย์ยินดอี ยา่ งยงิ่ ฉนั นน้ั
๒) พยาบาท ความขัดเคอื งแค้นใจ ได้แก่ ความขดั ใจ แค้นเคือง เกลียดชัง ความผกู ใจ
เจ็บ การมองในแงร่ ้าย การคิดรา้ ย มองเหน็ คนอืน่ เป็นศัตรู

๖๔ จิตน้ีผุดผ่อง แต่จิตน้ันแลเศร้าหมอง เพราะอุปกิเลสท่ีเกิดข้ึนภายหลัง อ้างใน องฺ.เอกก.(ไทย) ๒๐/
๔๙/๙, คำว่า จิต (จิตประภัสสร) ในท่ีน้ีหมายถึง ภวังคจิต คือจิตท่ีเป็นพ้ืนอยู่ระหว่างปฏิสนธิจิตกับจุติจิต คือ
ต้ังแต่เกิดจนถึงตายในเวลาท่ีมิได้เสวยอารมณ์ทางทวาร ๖ มจี ักขุทวารเป็นต้น และคำว่า ผดุ ผ่อง หมายถงึ ผดุ ผ่อง
เพราะบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลส อ้างใน องฺ.เอกก.อ.(บาลี) ๑/๔๙/๕๓-๕๔, คำว่าอุปกิเลส (ที่เป็นอาคันตุกะ/จรมาใน
ภายหลัง) มี ๑๖ ประการ มอี ภิชฌาวิสมโลภะ - คิดเพ่งเล็งอยากได้โดยไม่เลือกว่าควร หรือไม่ควร เป็นต้น อ้างใน
ม.ม.ู (บาลี) ๑๒/๗๒/๔๘-๙, และอรรถกถาธรรมบท ท่านอธิบายไว้ว่า “จติ ที่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลส ๑๖ เข้ามา
ประกอบในภายหลังจึงทำใหจ้ ติ สญู เสียปกตภิ าพไป เพราะสภาพปกติของจิต คือภวังคจิต (ปกติมโน หิ ภวงฺคจิตฺตํ)
อปุ มาเหมอื นน้ำ โดยปกติแล้วจะใส ไมข่ ุ่น แต่ท่ีน้ำเปลี่ยนสีไปมาก็เพราะมีส่ิงแปลกปลอมมาทำให้มสี ีต่างๆ...” อา้ ง
ใน ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๑/๒๑-๒๒.

๖๕ ข.ุ ธ.(ไทย) ๑๘๓/๙๐,
๖๖ ข.ุ ธ.อ.(บาลี)๖/๔/๙๕.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 103

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบพยาบาท เป็นเหมือน “โรค” ผู้ที่เป็นโรคต่างๆ ย่อมมี
ความทุกข์ มีความเจ็บป่วย ไม่สบายทั้งกายและใจ เมื่อจะทำการส่ิงใดก็ต้องฝนื ทำด้วยความทรมาน
ยากท่ีจะพบความสุขความสำเร็จได้ฉันใด ผู้ท่ีตกอยู่ในอำนาจพยาบาท ใจย่อมเป็นทุกข์
กระสับกระส่าย แม้จะพยายามปฏิบัติธรรม ก็ยากที่จะซาบซึ้ง ในรสแห่งธรรม ไม่อาจพบความสุข
อันเกดิ จากฌานได้ ฉนั นน้ั

๓) ถีนมิทธะ คือความหดหู่และเซื่องซึม หรือเซ็งและซึม แยกเป็นถีนะ ความหดหู่ ห่อ
เห่ียว ถดถอย ท้อแท้ ความซบเซา เหงาหงอย ละเหี่ยใจ ที่เป็นอาการของจิตใจ กับมิทธะ ความ
เซ่ืองซึม เฉื่อยเฉา ง่วงเหงาหาวนอน โงกง่วง อืดอาด มันมัว ต้ือตัน อาการซึมๆ เฉาๆ ที่เป็นไปทาง
กาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปรียบถีนมิทธะเหมือน “การถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ” คนท่ี
ถูกจองจำอยู่ในเรือนจำนั้น ย่อมหมดโอกาสท่ีจะได้รับความบันเทิงจากการเที่ยวดู หรือชมมหรสพ
ต่างๆ ในงานนักขัตฤกษ์ ฉันใด ผู้ที่ตกอยู่ ในอำนาจถีนมิทธะ นิวรณ์ยอ่ มหมดโอกาสที่จะรับร้รู สแห่ง
ธรรมบนั เทิง คือความสงบสขุ อนั เกดิ จากฌานฉนั น้ัน

๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านและเดือดร้อนใจ แยกเป็นอุทธัจจะ คือความท่ีจิต
ฟุ้งซ่าน ไม่สงบซัดส่าย กับ กุกกุจจะ คือความวุ่นวายใจ รำคาญใจ ระแวง เดือดร้อนใจ ยุ่งใจ
กล้มุ ใจ

พระสัมมาสมั พุทธเจ้าทรงเปรียบอุทธัจจกุกกุจจะเป็นเหมือน “ความเปน็ ทาส” ผู้ท่ีเปน็ ทาส
เขา จะไปไหนตามความพอใจไมไ่ ด้ ตอ้ งคอยพะวงถึงนาย เกรงจะถกู ลงโทษ ไม่มีอิสระในตัว

๕) วิจกิ ิจฉา คือความลังเลสงสัย ไดแ้ ก่ความเคลือบแคลง ไม่แน่ใจ สงสัย เกี่ยวกับพระ
ศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ เกีย่ วกับสิกขาและปฏิจจสมปุ บาท เปน็ ตน้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบวิจิกิจฉาเป็นเหมือน “บุรุษผู้มั่งคั่งเดินทางไกลและ
กันดาร พบอุปสรรคมากมาย” บุรุษท่ีเดินทางไกล หากเกิดการสะดุ้งกลัวต่อพวกโจรร้าย ย่อม
เกิดความลังเลใจว่า ควรจะไปต่อหรือจะกลับดี ความสะดุ้งกลัวพวกโจรผู้ร้าย เป็นอุปสรรคต่อการ
เดินทางไกลของบุรุษฉันใด ความลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการ
บรรลอุ รยิ ภมู ิของพระภกิ ษฉุ นั น้ัน

พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาหนึ่งในโลก ทใี่ หค้ วามสำคัญอยา่ งสงู แก่จติ ใจ ดังพุทธพจน์ทีว่ ่า
“ธรรมท้ังหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจช่ัว ก็จะพูดชั่วหรือ

ทำช่ัวตามไปด้วย เพราะความช่ัวน้ัน ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคท่ีลาก
เกวียนไป ฉะนัน้ ”๖๗

คำว่า “ธรรมท้ังหลาย” (ธมฺมา) มีความหมาย ๔ ประการ คือ (๑) คุณธรรม (๒) เทศนา
ธรรม (๓) ปริยัติธรรม(๔) นิสสัตตธรรม (สภาวะที่มิใช่สัตว์) หรือนชิ ชีวธรรม (สภาวะท่ีมิใช่ชีวะ) ใน
ท่ีนีห้ มายถึงนิสสตั ตธรรมไดแ้ ก่ อรปู ขนั ธ์ ๓ คอื เวทนาขันธ์ สญั ญาขันธ์ และสังขารขนั ธ์๖๘

คำว่า “ใจ” (มโน) หมายถึง จิต ๔ ระดับ คือ จติ ระดับกามาวจรภูมิ จติ ระดับรูปาวจรภูมิ
จิตระดับอรูปาวจรภูมิ และ จิตระดับโลกุตตรภูมิ แต่ในท่ีนี้หมายเอา จิตที่มีโทมนัสประกอบด้วย
ปฏิฆะ (โสมนสฺสสหคตํ ปฏิฆสมฺปยุตฺตํ) เดิมทีเดยี ว จิตนนั้ เป็นภวังคจิต คอื เป็นจิตที่ผ่องใส(ปภัสสร

๖๗ ขุ.ข.ุ (ไทย) ๒๕/๑-๒/๒๓-๒๔., ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๑/๓๒-๓๔.
๖๘ ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๑/๒๐-๒๑, และดู ขุ.ชา.(ไทย) ๒๗/๓๘๖/๕๓๗.

104 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

จิต) แต่เมื่อถูกเจตสิกธรรมฝ่ายชั่วกล่าวคืออุปกิเสสธรรมจรมากระทบเข้า ก็กลายเป็นจิตเศร้าหมอง
ท่ีเรียกว่า ใจช่ัว ซ่ึงพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมออกมาทางกายและวาจา คำว่า “เป็นหัวหน้า”
(ปพุ พฺ งคฺ มา) หมายถึง เป็นหัวหนา้ ของเจตสกิ ธรรม กล่าวคอื เปน็ เหตปุ จั จัยใหเ้ จตสกิ ธรรมเกดิ ขึ้น๖๙

และคาถาที่สอง พระองค์ทรงแสดงโดยนัยตรงข้ามกับคาถาท่หี นึ่งว่า “ธรรมท้ังหลาย มีใจ
เป็นหวั หน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเรจ็ ด้วยใจ ถา้ คนมใี จดี ก็จะพดู ดีหรอื ทำดตี ามไปด้วย เพราะความดนี ้นั
สุขยอ่ มติดตามเขาไป เหมือนเงาตดิ ตามตวั เขาไป ฉะน้นั ”

ธรรมะคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้าท่ีปรากฏในพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม เมื่อสรุปลงแล้วมี ๓
คือ ศีล สมาธิ ปญั ญา๗๐

ศีล ที่แท้จริง ได้แก่ วิวัติเจตนา หรือความคิดงดเว้นจากความช่ัว ซ่ึงเป็นเร่ืองของจิตใจ
สมาธิ การทำใจให้สงบก็เป็นเร่ืองของใจ และปัญญา การสร้างความรู้ท่ัวไปให้เกิดขึ้นในใจ ก็เป็น
เรื่องของจติ ใจ

ฉะน้ัน คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงรวมอยู่ที่จิตใจ ถ้าเรารักษาใจตัวเดียวได้ ก็ชื่อ
ว่า ปฏบิ ตั ติ ามธรรมของพระพุทธเจา้ ได้ทั้งหมด

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุใหม่องค์หน่ึง เกิดความท้อถอยในการปฏิบัติธรรม เพราะเหตุว่า
ธรรมวินัยในพระพุทธศาสนามีมากข้อมากมาตราปฏบิ ัตไิ มไ่ หว พระพทุ ธเจา้ จึงทรงแนะนำใหร้ กั ษาจิต
เป็นสำคัญ ซ่ึงต่อมาไม่นานหลังจากท่ีพระภิกษุองค์นั้น ได้ถือปฏิบัติรักษาจิตอย่างเคร่งครัด ก็ได้
บรรลุพระอรหนั ต์ แสดงว่า หัวใจของพระพทุ ธศาสนา คือ การรักษาจติ

โรคจติ ในทางพระพุทธศาสนา

โรค หมายถึง กิเลส หรือตัวประกอบทางจิตต่างๆ ที่มาทำให้จิตเสียคุณภาพ และ เสีย
สุขภาพ ทำใจให้เศร้าหมอง บางทีก็เรียกว่า อาสวะ แปลว่าสิ่งทหี่ มักหมมทับถมอย่ใู นใจ บางคร้ังก็
เรยี ก อนสุ ยั แปลวา่ สิง่ ท่เี กาะจบั จติ ใจ

โรคจิตตัวท่ีละเอียดท่ีสุด เรยี กว่า อวิชชา คือความโง่ ความไม่รู้ความจรงิ ไม่ร้ใู น อริยสัจ
๔ ประการคือ ทุกข์ สมุทัย นโิ รธ และ มรรค

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา จำแนกโรคจิตไว้อย่างละเอียดถึง ๑๖๐๘ ชนิด เช่น ตัณหา
ความอยาก อุปาทาน ความยดึ ถอื โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง เป็นตน้

การแบง่ ประเภทของคนตามโรคจติ

พระพทุ ธศาสนา จัดประเภทตามขนาดโรคจิตเป็นชั้นๆ คอื
๑. อันธพาลชน คือเป็นคนที่มีปริมาณของโรคที่เข้มข้นมาก มีพฤติกรรมเป็นอันตราย ต่อ
สังคม
๒. พาลชน คือ คนทีม่ ปี รมิ าณของโรคเข้มข้นปานกลาง

๖๙ ข.ุ ธ.อ.(บาล)ี ๑/๒๐-๒๑.
๗๐ การประกอบความเพยี รในอธิจิต (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) อ้างใน ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๘๕/๙๑, คัมภีร์อรรถ
กถา ท่านอิบายเพ่ิมเติมไว้ดังน้ีว่า “อธิจิต ในที่น้ีหมายถึงสมาบัติ ๘ รวมถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ด้วย” อา้ งใน ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๖/๙๕., นอกจากน้ีโอวาทปาฏิโมกขก์ ล่าวคือ “การไมท่ ำบาปท้ังปวง (สีลสกิ ขา) การทำ
กุศลให้ถึงพร้อม (จิตตสิกขา) การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว (ปัญญาสิกขา) น้ีคือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ท้ังหลาย” อ้างใน ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๑๘๓/๙๐, เมอื่ กล่าวโดยสรปุ กค็ อื ไตรสกิ ขานนั้ เอง

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 105

๓. ปถุ ุชน๗๑ คือ พวกท่ีมที ้งั คุณและโทษต่อสังคม
๔. กัลยาณชน คอื พวกท่ีไดร้ ับการอบรมทางจติ แลว้ พวกท่มี ีคณุ มากกว่าโทษ
๕. อรยิ ชน ขั้นโสดาบัน คือ บคุ คลทลี่ ะโรคจติ ได้เดด็ ขาด ร้อยละ ๒๕
๖. อรยิ ชน ขั้นสกิทาคามี ละขาดได้ รอ้ ยละ ๕๐
๗. อรยิ ชน ขั้นอนาคามี ละขาดได้ ร้อยละ ๗๕
๘. อริยชน ขน้ั อรหนั ต์ ละขาดได้เต็มร้อย คือไมม่ ีโรคจิตเหลืออยอู่ กี เลย
ในคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ (การบัญญัติเก่ียวกับบุคคล) อภิธรรมปิฎก ท่านอธิบายเกี่ยวกับ
บุคคลไว้หลายประเภทโดยละเอียด ซึ่งก็เป็นการจำแนกตามโรคคือกิเลสเช่นเดียวกัน แต่ผู้เขียนขอ
นำมาพอสังเขปดงั นี้
บคุ คล ๒ จำพวก เช่น ๑. โกธโน ผู้โกรธ, ๒. อุปนาหี ผู้ผูกโกรธ, ๑. ทุพพโจ ผู้ว่ายาก,
๒. ปาปมิตโต ผู้คบคนชั่วเปน็ มิตร, ๑. ตติ โต ผอู้ ิม่ เอง ๒. ตัปเปตา ผู้ทำผอู้ น่ื ใหอ้ มิ่ ฯลฯ
บุคคล ๓ จำพวก เช่น อนฺธจกฺขุ : คนตาบอด เอกจกฺขุ : คนตาข้างเดียว ทฺวิจกฺขุ :
คนตาสองข้าง
บุคคลตาบอด คือบุคคลบางคนในโลกนี้ไม่มีนัยน์ตา เป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้
หรือทำ โภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้เพ่ิมพูน และเขาไม่มีนัยน์ตาเป็นเคร่ืองรู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล รู้
ธรรมท่มี โี ทษและไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมทม่ี ีสว่ นเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและธรรม
ฝา่ ยขาว นเี้ รยี กวา่ บคุ คลตาบอด
บคุ คลตาเดียว คอื บุคคลบางคนในโลกนม้ี ีนยั น์ตาเป็นเหตุให้ได้โภคทรพั ย์ท่ียังไม่ได้ หรือ
ทำโภคทรัพยท์ ่ีได้แล้วให้เพ่ิมพูน แต่เขาไม่มีนัยน์ตาเป็นเคร่ืองรู้ธรรมท่ีเป็นกุศลและอกุศล รู้ธรรมท่ีมี
โทษและไมม่ ีโทษ รูธ้ รรมท่เี ลวและประณีต รู้ธรรมท่ีมีส่วนเปรยี บดว้ ยธรรมฝา่ ยดำและธรรมฝ่ายขาว
น้ีเรยี กว่า บคุ คลตาเดียว
บุคคลสองตา คอื บุคคลบางคนในโลกน้ีมีนยั นต์ าเป็นเหตใุ ห้ไดโ้ ภคทรัพย์ที่ยงั ไมไ่ ด้หรอื ทำ
โภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้เพิ่มพูน และเขามีนัยน์ตาเป็นเครือ่ งรู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล รู้ธรรมท่ีมีโทษ
และไม่มีโทษ รู้ธรรมท่ีเลวและประณีต รู้ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว นี้
เรยี กวา่ บคุ คลผู้มีสองตา๗๒
บคุ คล ๔ จำพวก เชน่
-ตโม ตมปรายโน : บุคคลผู้มืดมาและมืดไป
-ตโม โชตปิ รายโน : บุคคลผมู้ ืดมาและสวา่ งไป
-โชติ ตมปรายโน : บุคคลผูส้ ว่างมาและมืดไป
-โชติ โชตปิ รายโน : บคุ คลผสู้ วา่ งมาและสวา่ งไป๗๓

๗๑ ปุถุชน หมายถึง คนท่ียังมกี ิเลสหนา ท่ีเรียกเช่นน้ีเพราะบุคคลประเภทนี้ยังมเี หตุก่อให้เกิดกิเลสอย่าง
หนานานัปการ ปุถุชนมี ๒ ประเภท คือ (๑) อันธปุถุชน คนท่ีไม่ได้รับการศึกษาอบรมทางจิต และ (๒) กัลยาณ
ปุถุชน คนท่ีได้รับการศึกษาอบรมทางจิตแล้ว อ้างใน ที.สี.อ.(บาลี) ๑/๗/๕๘-๘๙, ในคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ ท่าน
กล่าวไว้ดังน้ีว่า “บุคคลผู้เป็นปุถุชน เป็นไฉน? คือบุคคลใดยังละสังโยชน์ ๓ ไม่ได้และไม่ปฏิบัติเพ่ือละสภาวธรรม
เหลา่ น้นั บคุ คล นเ้ี รยี กวา่ ผเู้ ปน็ ปถุ ชุ น” อ้างใน อภ.ิ ปุ.(ไทย) ๓๖/๙/๑๕๑.

๗๒ อภ.ิ ปุ.(ไทย) ๓๖/๑๐๔-๑๐๖/ ๑๗๒.
๗๓ อภิ.ปุ.(ไทย) ๓๖/๑๖๘/๒๐๑-๒๐๒.

106 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

(๑) บุคคลผู้มืดมาและมืดไป ได้แก่บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูล
จัณฑาล ตระกูลนายพรานตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างรถ หรือตระกูลคนเทขยะ เป็นตระกูลยากจน
มีข้าว น้ำและส่ิงของเครื่องใช้น้อย เป็นไปอย่างฝืดเคือง เป็นแหล่งท่ีหาของกินและเคร่ืองนุ่งห่มได้
ยาก และเขามีผิวพรรณหม่นหมอง ไม่น่าดู ต่ำเตี้ย มีความเจ็บป่วยมาก ตาบอดเป็นง่อย เป็นคน
กระจอก หรือเป็นโรคอัมพาต มักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ของหอม เคร่ืองลูบไล้ ที่นอน ท่ีพัก
และเคร่ืองประทีป เขายงั ประพฤติกายทุจริตวจีทุจรติ มโนทจุ รติ คร้ันประพฤติกายทุจริต วจีทจุ ริต
มโนทุจริตแล้ว หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก บุคคลผู้มืดมาและมืดไป เป็น
อย่างน้ี

ในอัฏฐกถาปัญจปกรณ์ อธิบายว่า ตโมตมปรายนบุคคล เป็นคนมักโกหกหาเลียงชีพว่า
นิพพานมลี ักษณะอย่างน๗้ี ๔

(๒) บุคคลผู้มืดมาแต่สว่างไป ได้แก่บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูล
จัณฑาล ตระกูลนายพรานตระกูลช่างสาน ตระกูลช่างรถ หรือตระกูลคนเทขยะ เป็นตระกูลยากจน
มีข้าว น้ำและส่ิงของเครื่องใช้น้อย เป็นไปอย่างฝืดเคือง เป็นแหล่งท่ีหาของกินและเครื่องนุ่งห่มได้
ยาก และเขามีผิวพรรณหม่นหมอง ไม่น่าดู ต่ำเต้ีย มีความเจ็บป่วยมาก ตาบอดเป็นง่อย เป็นคน
กระจอก หรือเป็นโรคอัมพาต มักไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ท่ีนอน ท่ีพัก
เครอื่ งประทปี แต่เขาประพฤติกายสุจรติ วจสี ุจริตมโนสจุ ริต คร้ันประพฤตกิ ายสจุ ริต วจีสุจรติ มโน
สจุ ริตแล้ว หลงั จากตายแลว้ จะไปเกดิ ในสคุ ตโิ ลกสวรรค์ บุคคลผู้มดื มาแต่สวา่ งไป เป็นอยา่ งน้ี

(๓) บุคคลผู้สว่างมาแต่มืดไป ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกน้ีเกิดในตระกูลสูงคือ
ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาล เป็นตระกูลมั่งค่ัง มี
ทรัพย์มาก มีโภคะมากมีทองและเงินมากมาย มีเครื่องใช้ท่ีน่าปล้ืมใจมากมาย มีทรัพย์และธัญชาติ
มากมายและเขามีรูปงาม น่าดู น่าเล่ือมใส มีฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก ได้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้
ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เคร่ืองประทีป แต่เขาประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ครั้นประพฤติกายทุจรติ วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก บุคคลผูส้ ว่างมาแต่มดื ไป เปน็ อยา่ งน้ี

(๔) บุคคลผู้สว่างมาและสว่างไป ได้แก่ บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดในตระกูลสูง คือ
ตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูล พราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาล เป็นตระกูลม่ังค่ัง มี
ทรพั ย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มีเครื่องใช้ที่น่าปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์และธัญชาติ
มากมาย และเขามีรูปงาม น่าดู น่าเล่ือมใส มีฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก ได้ข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้
ของหอม เคร่ืองลูบไล้ ที่นอน ท่ีพัก เคร่ืองประทีปและเขาประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ครั้นประพฤตกิ ายสจุ รติ วจีสจุ ริตมโนสุจรติ แล้ว หลังจากตายแลว้ จะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ บคุ คล
ผ้สู ว่างมาและสว่างไป เปน็ อย่างน้ี๗๕

บคุ คล ๕ จำพวก เช่น ๑. ผู้ใหแ้ ล้วดูหม่ิน, ๒. ผู้ดหู ม่ินเพราะอยู่ร่วมกัน, ๓. ผู้มีหน้าถอื เอา
(หเู บา เช่ืองา่ ย), ๔. ผโู้ ลเล, ๕. ผู้โงเ่ ขลา ฯลฯ

บุคคล ๖ จำพวก เชน่

๗๔ เอวํ ปุคฺคโล ตโม โหติ ตมปรายโนติ เอตฺถ เอโก ปุคฺคโล พหิทฺธา อาโลกํ อทิสฺวา มาตุกุจฺฉิสฺมึ
เยว กาลํ กตฺวา อปาเยสุ นิพฺพตฺโต สกเลปิ กปฺเป สรติ โสปิ ตโม ตมปรายโนว ฯ โส ปน กุหกปุคฺคโล ภเวยฺยกุ
หกสฺส หิ เอวรปู า นิพฺพตตฺ ิ โหตีติ วุตตฺ ํ ฯ อ้างใน อภ.ิ ปญฺจ.อ.(บาล)ี หน้า ๑๒๒.

๗๕ องฺ.จตุกกฺ .(ไทย) ๒๑/๘๕/๑๒๙-๑๓๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 107

๑. มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน, บรรลุความเป็น
สัพพัญญู (ผู้รู้สิ่งท้ังปวง)ในธรรมที่ได้ตรัสรู้น้ัน และบรรลุความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมอันเป็นกำลัง
(ได้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

๒. มีบุคคลบางคนตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน ไม่บรรลุความเป็น
สัพพัญญูในธรรมท่ีได้ตรัสรู้น้ันและไม่บรรลุความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมอันเป็นกำลัง (ได้แก่พระ
ปัจเจกพุทธเจ้า)

๓. มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน, เป็นผู้ทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้ในปัจจุบัน และบรรลุบารมีท่ีให้เป็นพระสาวก (ได้แก่พระสารบิ ุตรและพระโมคคัลลานะผู้เป็น
อคั รสาวก)

๔. มีบุคคลบางคนไม่ตรัสรู้สัจจะด้วยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมาก่อน, เป็นผู้ทำท่ีสุดแห่ง
ทุกขไ์ ดใ้ นปจั จุบนั และไมบ่ รรลบุ ารมีท่ีให้เปน็ พระสาวก (ได้แกพ่ ระอรหันตท์ ว่ั ๆ ไป)

๕. มีบุคคลบางคนไมต่ รสั รู้สัจจะดว้ ยตนเองในธรรมทไ่ี ม่เคยสดบั มากอ่ น, ไม่ทำทสี่ ดุ แหง่ ทุกข์
ในปจั จบุ ัน เปน็ พระอนาคามี ไมม่ าสคู่ วามเป็นเชน่ นอ้ี กี

๖. มีบุคคลบางคนไมต่ รัสรู้สัจจะดว้ ยตนเองในธรรมท่ีไม่เคยสดับมากอ่ น, ไมท่ ำท่ีสุดแหง่ ทุกข์
ในปจั จุบัน เป็นพระโสดาบัน หรอื พระสกทาคามี มาสคู่ วามเป็นอย่างน้อี ีก๗๖

บุคคล ๗ จำพวก
สัตตกอุทเทส หมวดว่าด้วยบุคคล ๗ จำพวก บุคคลเปรียบเหมือนคนตกน้ำ ๗ จำพวก
คือ๗๗
๑. บคุ คลผจู้ มแล้วครงั้ เดียวกย็ ังจมอยู่นนั่ เอง (ประกอบอกุศลฝ่ายเดยี ว)
๒. บุคคลผโู้ ผล่ขนึ้ แล้วจมลงอกี (มศี รัทธาดี แต่ปญั ญาไมค่ งท)ี
๓. บุคคลผู้โผล่ขนึ้ แล้วหยดุ อยู่ (มศี รทั ธาดี ปญั ญาไมเ่ สื่อม ไมเ่ จรญิ อยู่กับท่ี)
๔. บุคคลผู้โผล่ข้ึนแล้วเหลียวมองดู (มีศรัทธาดี ปัญญาดี ละสังโยชน์ ๓ ได้ส้ิน เป็น
โสดาบัน มีความแนน่ อน)
๕. บุคคลผู้โผล่ข้ึนแล้วข้ามไป (...ละสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไปและเพราะทำราคะ โทสะ
โมหะเบาบาง เป็นสกทาคามี กลบั มาสู่โลกน้ีอกี เพยี งคร้ังเดียวเทา่ นน้ั ก็จะทำทส่ี ดุ แห่งทุกข์ได)้
๖. บุคคลผู้โผล่ข้ึนแล้วได้ท่ีพึ่ง (....เพราะละสังโยชน์เบ้ืองต่ำ ๕ ประการส้ินไป เป็น
โอปปาติกะ จะปรนิ ิพพานในเทวโลกนั้น ไม่กลับมาจากภพน้นั ...)
๗. บุคคลผโู้ ผลข่ ึ้นแล้วข้ามไปถงึ ฝงั่ เป็นผลู้ อยบาปอยู่บนบก (....ทำให้แจ้งเจโตวิมตุ ติ ปัญญา
วิมตุ ติอนั ไมม่ ีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปญั ญาอนั ย่งิ เองเขา้ ถึงอยู่ในปจั จุบนั )
บุคคล ๘ ได้แก่บุคคลที่สมบูรณ์ด้วยมรรค ๔ ประเภท บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยผล ๔
ประเภท๗๘
บคุ คล ๙ จำพวก ได้แก่ ๑. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรสั รู้ได้เองและตั้งศาสนา) ๒. พระ
ปัจเจกพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ได้เอง แต่มิได้ตั้งศาสนา) ๓. อุภโตภาควิมุต (ผู้พ้นโดยส่วนท้ังสอง คือท้ัง

๗๖ อภ.ิ ปุ.(ไทย) ๓๖/๒๐๒/๒๒๖-๒๒๗.
๗๗ อภิ.ป.ุ (ไทย) ๓๖/๑๓/๑๔๗.
๗๘ อภ.ิ ป.ุ (ไทย) ๓๖/๒๐๗/๒๒๙.

108 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ด้วยสมาธิและด้วยปัญญา) ๔. ปัญญาวิมุต (ผู้พ้นด้วยปัญญา) ๕. กายสักขี (ผู้เห็นธรรมด้วยนาม
กาย สน้ิ อาสวะบางสว่ น) ๖. ทิฏฐปิ ัตตะ (ผู้เห็นสัจจธรรมดว้ ยปญั ญา สิ้นอาสวะบางสว่ น) ๗. สัทธา
วิมุต (ผู้พ้นด้วยศรทั ธา ส้ินอาสวะบางส่วน) ๘. ธัมมานุสารี (ผู้แล่นไปตามธรรม คือปฏิบัติเพ่ือทำให้
แจ้งโสดาปัตติผล มีปัญญานุสารี ปัญญาออกหน้า) ๙. สัทธานุสารี (ผู้แล่นไปตามศรัทธาคือปฏิบัติ
เพ่ือทำใหแ้ จง้ โสดาปัตตผิ ล มสี ัทธานสุ ารี ศรทั ธาออกหน้า)๗๙

ทสกปคุ คลบญั ญัติ บุคคล ๑๐ จำพวก
บุคคลผูม้ คี วามสำเร็จในกามาวจรภูมิน้ี ๕ จำพวก เป็นไฉน? บุคคล ๕ จำพวกเหล่าน้ี คือ๘๐
๑. บุคคลผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ (ผู้มีเจ็ดคร้ังเป็นอย่างย่ิง คือเวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่าง
มากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลอุ รหัต)
๒. บุคคลผู้เป็นโกลังโกละ (บุคคลผู้โกลังโกละ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดในสุคติภูมิอีก ๒-๓
ครั้ง กจ็ ักบรรลอุ รหันต์)
๓. บุคคลผู้เป็นเอกพีชี (ผู้มีพืช คอื อัตตภาพอันเดียว คือเป็นผู้เท่ียงต่อการเกิดอีกคร้ังเดยี ว
กจ็ ักบรรลุอรหัต)
๔. บคุ คลผเู้ ป็นสกทาคามี (สกทาคามี หรือสกิทาคามี แปลว่าผู้กลบั มาเพยี งครั้งเดียว เป็น
ช่ือเรียกพระอริยบุคคลลำดับท่ี ๒ ใน ๔ ประเภท ท่ีเรียกว่า “ผู้กลับมาเพียงคร้ังเดียว” หมายถึง
พระสกทิ าคามจี ะเกดิ ในกามาวจรสุคตภิ ูมิอีกเพียงครง้ั เดยี วเทา่ นน้ั ก็จะถงึ พระนิพพาน)
๕. บุคคลผ้สู ำเรจ็ เป็นพระอรหันต์ในอตั ภาพน้ี
บุคคลผู้มีความสำเร็จในกามาวจรภูมิน้ี ๕ จำพวกเหล่าน้ี บุคคลผู้ละอัตภาพในกามาวจรภูมิ
แล้วสำเร็จ ๕ จำพวก คือบุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ ๑. บุคคลผู้เป็นอันตราปรนิ ิพพายี ๒. บุคคล
ผู้เป็นอุปหัจจปรินิพพายี ๓. บุคคลผู้เป็นอสังขารปรินิพพายี ๔. บุคคลผู้เป็นสสังขารปรินิพพายี ๕.
บคุ คลผูเ้ ปน็ อทุ ธังโสโตอกนิฏฐคามี๘๑
บุคคลผู้ละอัตภาพในกามาวจรภูมิน้ีแล้วสำเรจ็ ๕ จำพวกเหล่านีแ้ ล การบัญญัติบุคคลย่อมมี
ดว้ ยบัญญัติเพียงเท่านี้
ที่ยกตัวอย่างบุคคลต่างๆ มาข้างต้นดังกล่าวนี้เพ่ือให้เข้าใจว่า “โรคคือกิเลส” ในจิตใจของ
แต่ละคนมีปริมาณไม่เท่ากัน มีความแตกต่างกันไปตามสภาพจิตที่แต่ละบุคคลข่มได้ ละได้ ประการ
ได้

การแยกโรคจติ ตามระดับความละเอียด

คำว่า “ความละเอียด” ในที่นี้คือความละเอียดของกิเลสท่ีประกอบในจิต เรียกว่า “อกุศล
เจตสกิ ” กิเลสเปน็ สภาพที่เศร้าหมอง เป็นสภาพธรรมทม่ี ีจริง โดยองค์ธรรม คอื เจตสิกทไ่ี ม่ดี (อกุศล
เจตสิก) ท่ีเกิดร่วมกับจิตมี โลภะ โทสะ โมหะ มานะ เป็นต้น คำว่า “กิเลส” มาจากฐานศัพท์ภาษา
บาลี คือ กิลิส แปลว่า ความเร่าร้อน หรือการเบียดเบียน แปลโดยนัยแห่งธรรม หมายถึงเครื่องท่ี
ทำใหจ้ ิตใจเร่าร้อนหรอื เข้าเบยี ดเบียนจติ ใจใหเ้ ศร้าหมอง

๗๙ ดรู ายละเอยี ดใน อภ.ิ ป.ุ (ไทย) ๓๖/๒๐๗/๒๒๙-๒๓๑.
๘๐ อภ.ิ ปุคฺคล.(ไทย) ๓๖/๒๐๙/๒๓๑-๒๓๒.
๘๑ อภิ.ปุคคฺ ล.(ไทย) ๓๖/๓๖-๔๔/๑๕๕-๑๕๖.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 109

กล่าวโดยกลุ่มของกเิ ลส มี ๓ ประการ คอื

๑. กล่มุ วีตกิ กมกเิ ลส

๒. กลมุ่ ปรยิ ฏุ ฐานกเิ ลส

๓. กลุ่มอนุสัยกเิ ลส

วีติกกมกิเลส เป็นกิเลสอย่างหยาบ ทำให้ล่วงเป็นทุจริตกรรมทางกาย วาจา วิรัติคือละ
เวน้ วีติกกมกเิ ลสได้ดว้ ยศลี

ปริยุฏฐานกิเลส เป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต แต่ไม่ถึงขั้นล่วงออกมาเป็น
ทุจริตกรรม ระงบั ปรยิ ฏุ ฐานกิเลสไดช้ วั่ คราว เป็นวิกขมั ภณปหานด้วยฌานกุศลจติ

อนสุ ยั กเิ ลส เปน็ กิเลสอย่างละเอยี ด เม่ือยังไมไ่ ด้ดับกเิ ลส อนสุ ยั กิเลสก็นอนเนื่องอยใู่ นจติ ท่ี
เกิดดับสืบต่อกันเป็นเช้ือเป็นปัจจัยให้เกิดปริยุฏฐานกิเลส กิเลสทั้งหลายจะดับหมดส้ินเป็นสมุจเฉท
ปหาน ไม่เกิดอีกเลย เม่ือโลกุตตรมัคคจติ รู้แจง้ อริยสัจธรรม โดยประจักษแ์ จ้งสภาพของพระนพิ พาน
ตามลำดับขั้นของมัคคจิต ซ่งึ ปหานกิเลสเป็นสมุจเฉท ตามลำดับข้นั ของมคั คจติ น้ันๆ

เม่ือแยกประเภทตามขนาดของโรคทางจิต (จติ เภท) สามารถกลา่ วสรุปไดด้ งั นี้

๑. ละเอยี ดท่ีสุด เรียกว่า อวิชชา ความไม่รคู้ วามจรงิ ความโง่ ความมืดมัวของจิต ทีไ่ ม่รู้
ในอริยสัจ ๔ คือ ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ และไม่รู้วิธีปฏิบัติ เพ่ือดับทุกข์
ส่วนความจริงท่ีไม่รู้นั้นมีหลายประเภท คือสมมติสัจจะ สภาวสัจจะ ปรมัตถสัจจะ และอริยสัจจะ
ทางพระพุทธศาสนาตอ้ งรูอ้ รยิ สัจจะ จึงจะกำจดั อวิชชาได้ และเป็นพระอริยเจา้

๒. ละเอียดขนาดกลาง มี ๒ ประเภท คือ ตัณหาและอุปาทาน ประเภทแรก ตัณหา
แปลว่า ความอยากได้ มี ๒ อยา่ งคือ ภวตัณหาคอื ได้มาแล้วอยากให้มีอยู่ กับ วิภวตัณหา คือมีแล้ว
เบือ่ อยากให้พน้ ประเภทที่สอง อปุ าทาน แปลวา่ ความยดึ ถือ ติดอยใู่ นสมบตั สิ ัจจะ สภาวสจั จะและ
ปรมัตถสัจจะ ตดิ อยู่ในเรา ในเขา และของเรา ของเขา

๓. หยาบขนาดกลาง ได้แก่ โรคจิต ๓ ประการ ที่เรียกว่า อกุศลมูล คือเหตุแห่ง ความ
ช่ัว มีโลภะ ความโลภอยากได้ โทสะ ความโกรธเคือง ขุน่ แคน้ โมหะความหลงใหลมัวเมา

๔. หยาบท่ีสุด มี ๓ ประเภท คือ อภิชฌาคือความเพ่งเล็งอยากได้ จนจิตใจมืดมัว ไม่มี
เหตุผลใดๆ เหลืออยู่ ความพยาบาทคือความคิดมุง่ รา้ ยต่อผู้อน่ื มิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด เชน่ เห็น
ถูกเปน็ ผิด เหน็ ดีเป็นชวั่ เหน็ จรงิ เป็นเทจ็ เป็นตน้ เปน็ พฤตกิ รรมทางจติ

เมื่อใจถูกโรคจิตเหล่าน้ีบ่อนทำลายแล้ว จิตก็เสียสุขภาพ เศร้าหมอง เดือดร้อน วุ่นวาย
กระสับกระส่าย เมื่อจิตเช่นนี้ แสดงพฤติกรรมออกมาทางวาจา คำพูดก็จะเป็นไปเพื่อทำลาย เช่น
พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดกระแทกแดกดัน เมื่อแสดงออกมาทางกาย ก็จะเป็นการฆ่า
ทรมาน เบยี ดเบียน ลัก ปลน้ จ้ี โกง ประพฤตผิ ดิ กามประเวณี ด่ืมยาดองของเมา

เม่ือโรคจิตแสดงพฤติกรรมออกมาทางกาย วาจา ใจ ครบท้ัง ๓ แล้ว ผู้ป่วยโรคจิตก็จะ
ได้ผล ๓ ประการ คือ ผลทางใจ จะได้รบั ความเดือดรอ้ น ความโศก ความทุกข์ระทมตรมใจ ความ
สะดุง้ หวาดกลัว เป็นตน้

ผลทางกาย จะถกู ทำลายตอบ จะถูกจับ จำขงั ถกู ทรมาน หมดอิสรภาพ

ผลทางสังคมจะถกู คนเกลียดชัง ถูกตำหนิตเิ ตยี น เสื่อมจากลาภ ยศ สรรเสรญิ ถูกตัดญาติ
ขาดมิตร เปน็ ตน้

110 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ชนดิ ของโรคทางใจดังกล่าวมานี้ สามารถสรปุ ออกมาได้ดังนี้ “อวิชชา (อุทธัจจะ วิจิกิจฉา)
ตัณหา อุปาทาน โลภะ โทสะ โมหะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ” หรอื เรียกอีกอย่างหน่ึงตามนัย
แห่งพระอภิธรรมว่าคือกิเลส คือสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง กิเลสเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นเจตสิก
(สภาวธรรมทป่ี ระกอบในจิตในฝ่ายอกุสลเจตสกิ ) กิเลสมี ๑๐ ประการคือ

๑. ทฏิ ฐิกิเลส อันได้แก่ ทฏิ ฐิเจตสิก คือความเห็นผดิ ทเ่ี ป็นเครอื่ งเศร้าหมองจิต
๒. วจิ ิกจิ ฉากเิ ลส อนั ได้แก่ ความสงสัย ทเ่ี ปน็ เครอื่ งเศรา้ หมองจิต
๓. โทสะกิเลส อันไดแ้ ก่ ความโกรธความขุ่นมวั ใจ ที่เป็นเคร่อื งเศร้าหมองจิต
๔. โลภะกเิ ลส อันได้แก่ ความติดขอ้ ง ต้องการ ที่ทำใหใ้ จเศร้าหมอง
๕. โมหะกเิ ลส อันได้แก่ ความหลงลมื ไมร่ ู้ความจริง เปน็ เครอ่ื งเศร้าหมองจติ
๖. ถีนะกิเลส อนั ไดแ้ ก่ ความหดหู่ ทอ้ ถอย ซมึ เซา เปน็ เคร่อื งเศรา้ หมองจติ
๗. อุทธจั จะกเิ ลส อันไดแ้ ก่ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ เป็นเคร่ืองเศร้าหมองจติ
๘. อหิริกะกเิ ลส อนั ไดแ้ ก่ ความไม่ละอายตอ่ บาป เป็นเครือ่ งเศร้าหมองจิต
๙. มานะกเิ ลส อันไดแ้ ก่ ความสำคัญตน การเปรียบเทยี บ ทำใหใ้ จเศร้าหมอง
๑๐. อโนตตัปปะกิเลส อันได้แก่ ความไมเ่ กรงกลัวต่อบาป ทำใหใ้ จเศร้าหมอง๘๒
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังได้ตรัสถึงกิเลสทน่ี อนเนื่องในขันธสันดานซ่ึงยังละไม่ได้ เรียกว่า
“อนสุ ัย” ๗ ประการ คือ

๑. กามราคานุสยั (อนุสยั คอื กามราคะ)
๒. ปฏิฆานสุ ยั (อนุสยั คือปฏฆิ ะ)
๓. มานานสุ ยั (อนสุ ัยคอื มานะ)
๔. ทฏิ ฐานสุ ยั (อนุสยั คือทิฏฐิ)
๕. วิจิกจิ ฉานุสยั (อนุสยั คอื วิจิกจิ ฉา)
๖. ภวราคานสุ ัย (อนสุ ัยคอื ภวราคะ)
๗. อวิชชานุสัย (อนุสัยคืออวิชชา)
ราคานุสัยของสัตว์ท้ังหลายย่อมนอนเน่ืองอยู่ในปิยรูปสาตรูป๘๓ ในโลก ปฏิฆานุสัยของ
สัตว์ท้ังหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูปอสาตรูปในโลก อวิชชาตกไปในสภาวธรรมทั้ง ๒ นี้ ด้วย
อาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉา พึงเห็นว่าตั้งอยู่ในฐานะแห่งเดียวกันกับอวิชชาน้ัน นี้ชื่อว่า
อนสุ ัยของสัตวท์ ้ังหลาย๘๔
แตกต่างตามระดบั ของการละได้ กิเลสมีหลายอย่างหลายประการ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ซ่ึงตัณหา หรือโลภะ ละได้เม่ือถึงความ
เป็นพระอรหันต์ ส่วนกิเลสท่ีเป็นโทสะ ละไดเ้ มื่อเป็นพระอนาคามี วิจิกิจฉาทเ่ี ป็นกิเลส ละได้เมื่อเป็น

๘๒ อภิ.ส.ํ (ไทย) ๓๔/๑๒๓๕/๓๑๒.
๘๓ ปิยรูป สาตรูป คือสภาวะที่น่ารัก น่าชื่นใจ มงุ่ เอาส่วนท่ีเป็นอฏิ ฐารมณ์ ซ่ึงเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา อ้าง
ใน อภ.ิ ว.ิ อ.(บาล)ี ๘๑๖/๔๙๕.

๘๔ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๘๑๔/๒๕๕, ๓๕/๘๑๖/๕๒๖.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 111

พระโสดาบันเป็นต้น จะเห็นว่ากิเลสมีมากซึ่งการจะสามารถละกิเลสได้ในแต่ละประเภท ก็แตกต่าง
กันไป แตส่ ำหรบั ตัณหา หรือโลภะ ละไดเ้ ม่ือถงึ ความเปน็ พระอรหนั ต์

ประการที่สำคัญท่ีสุด สำหรับการศึกษาธรรม โดยเฉพาะในเร่ืองของกิเลส คือการศึกษาช่ือ
กิเลส เพื่อเข้าใจว่า กิเลสคอื เจตสิกธรรมชนดิ หน่ึง ไม่ใช่เรา ซงึ่ กิเลสไม่ได้อยทู่ ี่ไหนไกลกำลังเกิดใน
ขณะนี้ พระพุทธเจ้า จึงทรงแสดงธรรมให้เห็นกิเลสที่อยใู่ นจิตใจของพุทธบริษัท ตามความเป็นจริง
ใหเ้ ห็นโทษของกิเลสประการต่างๆ และเม่ือเหน็ โทษ จึงอบรมปญั ญาเพือ่ ละกเิ ลส แตไ่ มใ่ ชแ่ สดงกเิ ลส
และจะใหท้ ำละกเิ ลส โดยไมม่ คี วามเขา้ ใจพระธรรม เพราะกเิ ลสจะละได้ก็ด้วยอาศยั ปัญญา ไมใ่ ช่เรา
เพราะฉะนั้น เมอ่ื เห็นโทษของกเิ ลสโดยนัยต่างๆ จงึ อบรมปัญญาเพอื่ จะละกิเลส น่นั คือรู้จักตัวกเิ ลสที่
เป็นข้าศึกภายในตัณหา ก็เป็นกิเลสท่ีเป็นข้าศึกภายใน ถ้าไม่รู้ ก็ละไม่ได้ รู้ด้วยปัญญาว่า กิเลส
ประเภทต่างๆ รวมท้ังตัณหา ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจำวัน เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา เม่ือเข้าใจดังน้ี
การศึกษาธรรมก็จะเบาสบาย เพราะไม่ไปบังคับพยายามให้กิเลสและตัณหาไม่เกิด เพราะเป็นไป
ไม่ได้ แต่ อยู่กับกิเลสด้วยความเข้าใจทีเกิดข้ึน หลังจากกิเลสและตัณหา เกิดแล้วว่า เป็นธรรม
ไม่ใช่เรา น่ีคือหนทางละกิเลส เพราะรู้จักกิเลสและไม่บังคับกิเลส สำคญั คืออบรมเหตุคือการฟังพระ
ธรรม ศกึ ษาพระธรรม ธรรมฝ่ายดีที่เกิดข้ึนจะรู้ และละ(ประหาร) ได้ทีละน้อย สัตว์โลกมีกิเลส แต่
ใครจะเหน็ โทษของกิเลส ตามความเปน็ จริง นนั่ คือรจู้ กั ตวั กเิ ลสช่ือว่า ร้จู ักโทษของกเิ ลส

วิธรี ักษา ควบคุม และแกไ้ ข

เพ่ือให้ทุกคนมีสุขภาพจิตเป็นปกติ ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีจัดการกับ โรคจิตไว้
หลายวธิ ี ตามระยะตา่ งๆ ของโรค คือ

๑. วิธีระงับผลทุกข์ วิธีน้ีใช้เม่ือคนตกเป็นทาสของจิตจนกระทำความชั่ว และได้รับผล คือ
ความทุกข์แล้ว เช่นนักโทษท่ีถูกขังอยู่ในเรือนจำ คนอกหัก ผู้ที่ประสบภัยต่างๆ ซึ่งในข้ันนี้ ต้องใช้วิธี
ระงับทุกข์ เสมือนกนิ ยาแก้ปวดบรรเทาไว้กอ่ น แลว้ คอ่ ยแก้ทสี่ มฎุ ฐาน ท่ีแท้จรงิ

วิธีระงับทุกข์ทางพุทธศาสนา เป็นการแนะนำช้ีแจง ให้ผู้ทุกข์เกิดปัญญารู้จริงเห็นแจ้งใน
หลักธรรมดา เช่น นักโทษทก่ี ำลังทนทุกข์ในเรือนจำ เราก็แนะนำว่า เขาไดท้ ำกรรมช่ัวมาแล้ว ขณะนี้
กำลังใช้กรรมช่ัว ใช้ไปทุกวันไม่ช้ากห็ มดกรรม กลับเป็นอิสระได้อีก ขณะทก่ี ำลังใช้หน้ีอาจจะเป็นทุกข์
แต่กด็ กี วา่ จะตอ้ งเปน็ หนต้ี ลอดไป เขาก็จะยอมรบั โทษด้วยใจช่ืนบาน

ส่วนคนอกหัก เราก็สอนให้เขาเข้าใจหลักอนิจจัง ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่แท้เท่ียง ล้วน
เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา อยา่ ไปหลงจริงจังในส่ิงต่างๆ แม้ความทุกข์ท่ีกำลังเผชิญอยนู่ ี้ก็เป็นอนิจจัง
ไม่นานก็จะลดลงและหายไปในที่สุด จงมีขันติความอดทน เขาจะได้ไม่คิดสั้นเพราะมีความหวังว่า
ความทกุ ข์จะตอ้ งคลี่คลายหมดไปในทีส่ ุดน่นั เอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถูกความทุกข์ครอบงำแล้ว ยากท่ีจะเกิดปัญญารู้จริงเห็นแจ้ง
ฉะนัน้ พระพทุ ธศาสนาจึงนิยมใช้วธิ กี ัน มากกว่าวธิ ีแก้

๒. วิธีป้องกัน ในการป้องกันโรคทางกาย เราจะเลือกอยู่ในที่ถูกสุขลักษณะ เลือกคบคนที่
ไม่มีโรคตดิ ตอ่ เว้นอาหารทีมโี ทษ กินเฉพาะทม่ี ีประโยชน์ ออกกำลงั กายเพ่ิมภมู ิตา้ นทานโรค เป็นต้น

ส่วนการป้องกันโรคทางใจ พระพุทธเจ้าสอนให้เลือกอยู่ใน ปฏิรูปเทศ ท่ีซึ่งมีเหตุปัจจัย
ส่งเสริมให้เจริญในธรรม เว้นจากการคบคนพาลให้คบบัณฑิต งดเว้นจากการประพฤติชั่วทุกทาง
ดว้ ยการรกั ษาศลี จะได้ไมต่ อ้ งหวาดสะดุ้ง ทำใหเ้ สยี สุขภาพจติ

112 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๓. วิธีบำรุงส่งเสริมสุขภาพจิต อาหารบำรุงใจ คือการทำความดี เช่นการให้ทาน การ
บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อ่ืน เรียกว่า อัตถจริยา การพูดดีต่อผู้อ่ืน เรียกว่า ปิยวาจาการเจริญเมตตา
แผไ่ มตรจี ติ และความปรารถนาดไี ปยงั ผู้อ่ืน

เมื่อกระทำความดที างกาย วาจา ใจแล้ว ผลที่ได้รบั คือความอิ่มเอิบใจ สงบสุข ร่าเริงเบิก
บานแจ่มใส มีเสน่ห์ ปลอดโปรง่ ใจเป็นอิสระ เป็นท่ีรักของคนท่ัวไป ฉะนั้น การทำความดีจึงเป็นการ
ส่งเสริมสุขภาพจิตโดยตรง

๔. การบริหารจิต ในการออกกำลังกายต้องเคล่ือนไหว ตรงข้ามกับการบรหิ ารจิต ซ่งึ ต้อง
พยายามควบคุมให้อยู่น่ิง เพราะตามธรรมดาจิตจะวิ่งวุ่นปรุงแต่ง การทำให้จิตนิ่ง ทางพุทธศาสนา
เรียกสมถะ หรือสมาธิภาวนา ซง่ึ มีหลายวธิ ี เช่น เอาใจไปจดจอ่ อยูก่ บั ลมหายใจเข้าออก เรียก อานา
ปานสติ หรอื การใชค้ ำบรกิ รรมให้จิตสงบ การพิจารณากายเคลือ่ นไหว หรอื พิจารณาความร้สู กึ ทาง
จิตและคุณภาพของใจ หรือการเอาจิตไปจดจ่อกับสภาพใดสภาพหนึ่งท่ีเรียกว่า กสิณ เป็นต้น ซง่ึ แต่
ละวิธีมีผลทำให้ จิตนง่ิ ได้ เปน็ ขณิกสมาธิ(ความสงบชั่วขณะ) หรืออาจพัฒนาน่ิงนานขึ้น เป็นอุปจาระ
สมาธิ และอปั ปนาสมาธิ ตามลำดับ

ถา้ สามารถสงบจติ ได้นานตามตอ้ งการ และมีประสบการณท์ างจิตตา่ งๆ เกิดข้ึนเปน็ ระยะๆ
ตามทที่ ่านกล่าวไว้ เรยี กว่า ฌาน

มีคำถามว่า การข่มจิตให้สงบน่ิงนานๆ มีประโยชน์อันใด คำตอบ คือถ้าจิตเป็นสมาธิถึงขั้น
อัปปนาสมาธิแล้ว สนิมใจบางอย่างจะหายไป คือกามฉันทะความยินดีพอใจ พยาบาท ความแค้น
เคืองใจ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาซึมเซา อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ วิจิกิจฉา ความ
สงสัยลังเล

เมื่อสนิมใจท้ัง ๕ ประการนี้ ดับไป ก็เหลือแต่ใจที่สะอาด บริสุทธ์ิ สงบน่ิง มีคุณธรรม มี
ปัญญารู้แจ้งแจ่มชัด เปรียบเหมือน้ำนิ่งใสเป็นกระจกสะท้อนเห็นเงาหน้าได้หรือ เปรียบเหมือนคน
หยุดอยู่กับที่ ย่อมเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าคนที่กำลังว่ิง หรือแสงแดดเมื่อกระจายอยู่ย่อมมีพลังอ่อน
แต่ถ้าใช้กระจกรวมแสงใหอ้ ยู่จุดเดียว ย่อมมีแสงสว่างมาก มีความร้อนมาก จิตใจก็เช่นกัน เมื่อรวม
น่ิงเปน็ สมาธิ ย่อมทำงานได้ดเี ปน็ พิเศษ ซ่ึงสามารถนำไปใช้งานในขั้นที่ ๕ ตอ่ ไป

๕. การใช้พลังจิตทำลายเช้ือโรคทางจิต คือเม่ือจิตใจใสสะอาดบรสิ ุทธ์ิ มีพลัง ก็นำไปใช้ใน
การพจิ ารณาความจรงิ ของชวี ิต จนเห็นแจ้งชัดใน อนิจจัง ความไมเ่ ท่ียงแท้แน่นอน ทุกขัง ความทกุ ข์
อนัตตา ความไม่มีตัวตนท่ีแท้จริง เห็นชัดใน อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เม่ือเห็นชัด
ด้วยปัญญาอันยอดเย่ียม ก็จะเกิด อาสาวักขยญาณ ทำลาย อาสวะ กิเลสละเอียด คือ อวิชชา
ตัณหา อุปาทาน ให้หมดส้ินไปจากจิตใจ ต่อจากนั้น ใจก็จะบริสุทธ์ิสมบูรณ์ มีสุขภาพจิตดี พ้นทุกข์
ได้ น้คี อื จดุ ม่งุ หมายสูงสดุ ในทางพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนากล่าวว่า คนทุกคนมีโรคจิต คือกิเลสต่างๆ เจืออยู่ในจิต ทำให้มีพฤติกรรม
ทีเ่ ป็นอันตรายต่อตนเองและสังคม มากนอ้ ยต่างกนั ตามภูมิคมุ้ ภัย คืออำนาจใจทต่ี นมี คนทมี่ ีกำลงั ใจ
เข้มแข็ง สามารถจำกัดขอบเขตของโรคกิเลสไว้ได้ ไม่แสดงกรรมช่ัว ทางกาย วาจา ใจ ก็จะทุกข์กับ
ชีวิตน้อย

ในสังคมด้อยพัฒนา คนเป็นโรคทางกายมาก แต่เป็นโรคทางจิตน้อย ส่วนผู้ท่ีอยู่ในสังคม
พัฒนาทางวัตถุมากจะประสบปัญหาทางจิตสูง ต้องการการเยียวยาแก้ไขพระพุทธศาสนาจึงเป็น
หลกั ท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผู้ถอื ปฏบิ ัติตามคำสอนอยา่ งเครง่ ครดั ซงึ่ จะเห็นผลดีมีสุขในชีวติ ดว้ ยตนเองได้

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 113

จงหันมาเป็นจิตแพทยเ์ ยยี วยารกั ษาโรคจิตในตนและคนขา้ งเคียงกนั เถดิ ดว้ ยการใช้ธรรมะ เป็นโอสถ
ของชวี ติ

ท่ีอยอู่ าศยั ที่เอื้อตอ่ สุขภาพกายและจติ

ในพระพุทธศาสนาไดก้ ลา่ วถงึ ทอี่ ยู่อาศัยที่เออื้ ตอ่ การประพฤตปิ ฏิบตั ธิ รรมไวด้ งั น้ี
เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นอยา่ งไร คอื เสนาสนะในธรรมวนิ ยั น้ี
๑. อยูไ่ ม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก๘๕ มที างไปมาสะดวก กลางวันไม่พลุกพล่านกลางคืนมเี สียงนอ้ ย
ไมอ่ ึกทึก มีเหลือบ ยุง ลม แดด และสตั วเ์ ลือ้ ย คลานกระทบน้อย
๒. เม่ือภิกษุอยู่ในเสนาสนะนน้ั มีจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบรขิ าร
ทีเ่ กิดขน้ึ โดยไมฝ่ ดื เคอื งเลย
๓. ภิกษุผเู้ ถระทั้งหลาย เป็นพหสู ตู เรียนจบคัมภีร์๘๖ ทรงธรรม ทรงวนิ ัยทรงมาติกาอยู่ใน
เสนาสนะนั้น
๔. ภิกษุนนั้ เข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ในเวลาทส่ี มควรแล้ว จงึ สอบถามไต่ถามว่า “พุทธ
พจน์น้เี ปน็ อยา่ งไร เนอ้ื ความแหง่ พทุ ธพจน์นเี้ ปน็ อยา่ งไร”
๕. ภิกษุผู้เถระเหล่าน้ัน ย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผย ทำข้อที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่าย
และบรรเทาความสงสัยในธรรมทนี่ า่ สงสัยหลายอยา่ งแกภ่ ิกษุนัน้
เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นอย่างน้ีแล ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
อาศัยใช้สอยเสนาสนะอันประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่นานนัก ก็จะทำให้แจ้ง ฯลฯ เพราะอาสวะส้ินไป
ด้วยปญั ญาอนั ยง่ิ เองเขา้ ถึงอยใู่ นปจั จบุ ัน๘๗
นอกจากนี้ยังได้กลา่ วถงึ สปั ปายะ ๔ คอื ความสบายทอ่ี ยใู่ นการปฏบิ ตั ธิ รรม
๑. เสนาสนะสัปปายะ ท่ีอยู่อาศัย ที่น่ัง ที่นอนสบาย พออยู่ได้ สงบ ปลอดภัยไม่มี
อันตรายแมลงรบกวนอยู่ได้สะดวกสบาย โปร่งสบาย อากาศถ่ายเทสะดวกไม่วุ่นว่าย พลุกพล่าน
เสยี งดงั เหมาะแก่ กายวิเวกได้ จัดเป็น เสนาสนะสบาย (กาย)
๒. อาหารสัปปายะ อาหารเพียงพอต่อการบริโภค พอเลี้ยงร่างกายใหม้ ีความสุขไม่ขัดข้อง
ไม่ลำบากต่อการแสวงหามากเกินไป ร่างกายต้องสมบูรณ์ ทำให้ กายดี จิตดีได้จัดเป็น อาหาร
สบาย (กาย)
๓. บุคคลสัปปายะ คนท่ีคบหากันต้องมีอัธยาศัยถูกต้อง ไม่แตกแยกกันไปทางเดียวกันคน
ชอบให้ทานก็ต้องอยู่กับคนชอบให้ทาน ชอบเสียสละ เพ่ือสาธารณะต้องอยู่กับคนลักษณะเดียวกัน
ชอบไม่เหมือนกนั ทำงานดว้ ยไม่ได้ ไม่ไปทางเดียวกัน งานไม่สำเร็จ ยากอีก กระทบใจกันใจไม่สบาย
ใจ ใจไม่สบาย การปฏิบัติธรรม ก็ไม่สะดวกราบร่ืน ธรรมะไม่เจริญ เรื่องนี้ต้องคำนึงถึงจัดเป็น
บคุ คลสบาย (ใจ)

๘๕ เสนาสนะที่อยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก มีอธิบายประกอบว่า เสนาสนะท่ีอยู่ไกลนัก เมื่อภิกษุอยู่อาศัย
ย่อมลำบากกายที่จะเท่ียวบิณฑบาต จิตใจกระสับกระส่าย ไม่สามารถเจริญสมาธิให้เกิดได้ เสนาสนะที่อยู่ใกล้นัก
ก็จะพลุกพลา่ นไปดว้ ยผู้คน อ้างใน องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑/๓๒๐.

๘๖ เรียนจบคัมภีร์(อาคตาคม) ในท่ีน้ีหมายถึง เรียนจบพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก ๕ นิกาย ได้แก่
ทฆี นิกาย มัชฌิมนิกาย สงั ยตุ ตนิกาย อังคตุ ตรนกิ าย และ ขทุ ทกนิกาย อ้างใน อง.ฺ ติก.อ.(บาล)ี ๒/๒๐/๙๘.

๘๗ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๑๑/๑๘-๑๙.

114 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๔. ธัมมสัปปายะ ธรรมะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจง่าย ถูกจริต ตรงตามสายธรรม วาสนาเดิม
ได้รับความก้าวหน้ามีความสุขภายใน อิ่มภายใน เกิดความรู้ มีปัญญา แก้ปัญหาได้ รู้ทุกข์ เข้าใจ
ทุกข์ไมท่ ุกขไ์ ด้ น้ีเรียกวา่ ธรรมะสบาย (ใจ)

เม่ือที่อยู่และสภาพสิ่งแวดล้อม ท้ังคนท้ังสิ่งต่างๆ สัปปายะ สบายก็จะเอื้อประโยชน์ต่อ
กาย และใจ ทำให้ศึกษาธรรมะได้ไวและก้าวหน้าเร็ว ก็ทำให้มีปัญญา แก้ปัญหาในชีวิตได้ ไม่ทุกข์
กาย และทกุ ข์ใจเมือ่ ไมท่ กุ ขก์ ไ็ มเ่ บยี ดเบยี นกัน ท้ังตนเองและผอู้ ่ืน๘๘

สรปุ ท้ายบท

แนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพในพระพุทธศาสนา สรุปได้ว่าสุขภาพ ตรงกับภาษาบาลีว่า “สุข
ภาวะ” (สุขภาวตา หรือสุขภาโว) แปลว่า ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีความสุข หรือสุขภาพดีน้ันเอง
สุขภาพน้ันเกิดมาจากการมีโรคน้อย (อปฺปาพาโธ) ปราศจากโรค หรือความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน
คำว่า โรคในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประการคือ โรคทางกาย และโรคทางใจ โรคทางกายมีโรคเกิด
ในทอ้ งเปน็ ต้น โรคทางใจคอื โรคทเ่ี กดิ จากกิเลสมีราคะเป็นต้น

แนวคิดพระพุทธศาสนายอมรับว่า ทุกคนเกิดมาในโลกน้ีหนีไม่พ้นจากกฎธรรมดา กฎ
ธรรมชาติทม่ี ีประจำตัวของมนุษย์คือ ชรา พยาธิ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อุปายาส และมรณะ
ดงั นน้ั พระพุทธองค์จึงตรสั สอนให้พิจารณาเน่ืองๆ ว่า ‘เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่
ไมไ่ ด,้ เรามคี วามเจ็บไขเ้ ป็นธรรมดา ไมล่ ่วงพน้ ความเจ็บไขไ้ มไ่ ด,้ เรามคี วามตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วง
พ้นความตายไม่ได้, เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจท้ังหลาย, เรามีกรรมเป็นของๆ ตน,
เราจักเปน็ ผ้รู ับผลของกรรมนน้ั , เรามีกรรมเปน็ แดนเกิด, เรามีกรรมเป็นเผ่าพนั ธ์ุ, เรามกี รรมเปน็ ทีพ่ ่ึง
อาศัย, เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรม
นั้น เราทงั้ หลายพงึ พจิ ารณาเนอื งๆ อยา่ งนี้แล”

อีกนัยยะหนึ่งให้พิจารณา อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ คือข้อท่ีสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม คฤหัสถ์ก็
ตาม บรรพชติ กต็ าม ควรพจิ ารณาเนอื งๆ

๑. ชราธมั มตา ควรพจิ ารณาเนอื งๆ ว่า เรามีความแกเ่ ป็นธรรมดา ไม่ล่วงพน้ ความแก่ไปได้
๒. พยาธิธัมมตา ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไมล่วงพ้นความ
เจ็บป่วยไปได้
๓. มรณธัมมตา ควรพิจารณาเนืองๆ วา่ เรามีความตายเปน็ ธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไป
ได้

๘๘ อีกนัยยะหนึ่ง สัปปายะ (สิ่งท่ีเหมาะกัน สิ่งที่เก้ือกูล ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี
ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เส่ือมถอย) ท่านกล่าวไว้โดยพิสดาร มี ๗ ประการ ได้แก่ (๑) อาวาสสัปปายะ ท่ีอยู่ซึ่ง
เหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ (๒) โคจรสัปปายะ (ที่หาอาหาร ที่เท่ียวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้าน
หรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป (๓) ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยท่ีเหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขาน
กันแต่ในกถาวัตถุ ๑๐ และพูดแต่พอประมาณ (๔) ปุคคลสัปปายะ บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรง
คณุ ธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นท่ีปรึกษาเหมาะใจ (๕) โภชนสัปปายะ (อาหารท่เี หมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เก้ือกูล
ต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก (๖) อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมท่ีเหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อน
เกินไป เป็นต้น และ (๗) อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับน่ัง
ตลอดจนมกี ารเคลื่อนไหวท่พี อดี อา้ งใน วสิ ทุ ธฺ .ิ (บาลี) ๑/๑๖๑, ว.ิ อ.(บาล)ี ๑/๕๒๔.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 115

๔. ปิยวินาภาวตา ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เราจักต้องมีความพลัดพรากจากของรักของชอบ
ใจทง้ั สิ้น

๕. กมั มัสสกตา ควรพจิ ารณาเนืองๆ วา่ เรามกี รรมเป็นของตน เราทำกรรมใด ดกี ็ตาม ช่ัวก็
ตาม จกั ตอ้ งเปน็ ทายาท ของกรรมน้ัน

ข้อที่ควรพิจารณาเนืองๆ ๕ อย่างน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อละสาเหตุต่างๆ มี ความมัวเมา
เป็นต้นทีท่ ำใหส้ ัตวท์ ง้ั หลายตกอยู่ในความประมาทและประพฤติทจุ ริตทางไตรทวาร กลา่ วคอื

ข้อ ๑ เป็นเหตลุ ะหรือบรรเทาความเมาในความเปน็ หนุ่มสาวหรือความเยาว์วยั
ขอ้ ๒ เป็นเหตลุ ะหรือบรรเทาความเมาในความไมม่ ีโรค คอื ความแข็งแรงมีสขุ ภาพดี
ขอ้ ๓ เปน็ เหตุละหรือบรรเทาความเมาในชีวติ
ขอ้ ๔ เปน็ เหตุละหรอื บรรเทาความยดึ ตดิ ผูกพนั ในของรกั ทั้งหลาย
ข้อ ๕ เป็นเหตุละหรอื บรรเทาความทุจรติ ต่างๆ โดยตรง

เม่อื พิจารณาขยายวงออกไป เหน็ ว่ามิใช่ตนผ้เู ดียวที่ต้องเปน็ อย่างนี้ แต่เปน็ คตธิ รรมดาของ
สัตว์ท้ังปวงท่ีจะตอ้ งเป็นไป เม่ือพิจารณาเหน็ อยา่ งนี้เสมอๆ มรรคก็จะเกิดขน้ึ เมือ่ เจริญมรรคนั้นมาก
เข้า ก็จะละสังโยชน์ทั้งหลาย ส้ินอนุสัยได้ พระคาถาดังกล่าว ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ เป็นอเนก
เพื่อให้เกิดนิพพิทาไม่ใช่เฉพาะเวลาสวดมนต์แต่อย่างเดียว จึงจักบังเกิดผลย่ิง เป็นเครื่องรู้ เครื่อง
ระลึก เครื่องเตือนสติ ให้ประกอบกรรมดี และไม่ใช่เพ่ือการพิรี้พิไรรำพันโอดครวญ หรือไปกังวลถึง
กรรมในอดตี ที่ผ่านไปแล้ว

116 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

คำถามท้ายบท

๑. จงอธิบายสาระสำคัญเก่ียวกับสุขภาพ ตามแนวคิดสาธารณสุขในทาง
พระพุทธศาสนามาพอสังเขป?

๒.ในพระไตรปฎิ กได้กลา่ วถึง เหตแุ หง่ การเกิดโรคไวท้ ัง้ หมดเทา่ ไร อะไรบ้าง?
๓. ความรู้สึกของสุขภาพและความเจ็บป่วย มีความเหมือนและแตกต่างกัน
อย่างไร จงอธบิ ายให้ชดั เจน?
๔. เพราะเหตุใด ร่างกายจึงเป็นบ่อเกิดของสรรพโรค จงอธิบายพร้อม
ยกตัวอย่างประกอบ?
๕. จงสรุปแนวคิดเกีย่ วกับการดแู ลสุขภาพในพระพทุ ธศาสนามาพอสังเขป?

บทที่ ๓

โรคและอาหารในพระพุทธศาสนา

ความนำ

พระพุทธเจ้าตรสั ถึงความสำคัญของการมีสุขภาพรา่ งกายดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนว่า เป็น
ช่วงเวลาท่ีเหมาะแก่ การบำเพ็ญเพียรอย่างย่ิง หากร่างกายเจ็บป่วย ไม่อาจเยียวยาได้แล้ว
พระองค์จะทรงมุ่งเน้นการเยียวยา ทางด้านจิตใจเป็นหลัก ดังเร่ืองที่ปรากฏว่า ครั้งหน่ึงมี ภิกษุ
ทุพพลภาพป่วยหนัก ระยะสุดท้าย พระพุทธเจ้าทรงเยียวยารักษาด้านจิตใจ ทรงมีพระดำรัส
ว่า “แม้ร่างกายจะเจ็บหนัก แต่ยังสามารถพัฒ นาให้ไปสู่การบรรลุธรรมได้ ” คำว่า “สุข
ภาวะ” หรือ “สุขภาพ” เป็นคำเดียวกันในภาษาบาลี แต่ภาษาไทยแผลง “ว” เป็น “พ” เป็นคำ
ว่า “สุขภาพ” เม่ือความหมายของสุขภาพคือสุขภาพทางกาย จิต สังคม และปัญญา จึงส่ือ
ความหมายใกล้ความสุข ภาวะที่ปลอดทุกข์ เป็นสุข เป็นภาวะท่ีสมบูรณ์ คำสมัยใหม่เรียกว่า “องค์
รวม” ความสุขแนวพุทธหรือสุขภาพแนวพุทธ ประกอบด้วยลักษณะที่เป็นวิชชา (ความสว่างผ่องใส)
วมิ ุตติ (ความหลุดพ้นเป็นอิสระ) วสิ ุทธิ (ความหมดจด ไม่ขุ่นมัวเศรา้ หมอง) สันติ (ความสงบไมร่ ้อน
รนกระวนกระวาย) ซึ่งเปน็ ภาวะท่ีเปน็ ความดีงามของชวี ติ

นับเป็นเวลาประมาณ ๕ ๐ ปี ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (World Health
Organization) ซ่ึงเรียกโดยย่อว่า WHO ได้ให้บทนิยามของคำว่า “สุขภาพ” ไว้ว่า “สุขภาพ คือ
ความสุขทีส่ มบูรณ์ท้ังทางรา่ งกาย จิตใจ และสังคม ไม่เพียงแต่ความปราศจากโรค หรอื ทุพพลภาพ
เท่าน้ัน” ความหมายของคำว่า สุขภาพดังกล่าวนี้ ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างย่ิง ใน
วงการแพทย์และสาธารณสุข ต่อมาผู้เช่ียวชาญของ องค์การอนามัยโลกหลายคน มีความเห็นว่า
บทนิยามที่ได้ให้ไว้ยังขาดความสมบูรณ์ น่าจะมีการเพ่ิมองค์ประกอบทางจิตวิญญาณเข้าไปด้วย
ดงั น้ันคำจำกดั ความของ สุขภาพขององค์การอนามยั โลก คำว่า “สุขภาพ” หรือ Health จึงหมายถงึ
สุขภาวะที่สมบูรณ์ ใช้คำว่า “Complete Well-being” ทางกาย(Physical) ทางจิต(Mental) ทาง
สังคม(Social) และทางจิตวิญญาณ (Spiritual) ฉะน้ัน คำจำกัดความดังกล่าว เป็นคำนิยามท่ีลึก
ท่สี ดุ กวา้ งที่สดุ ครอบคลุมทุกอย่างท้ัง ทางกาย ทางจิต ทางสงั คม และทางจิตวญิ ญาณ สขุ ภาพจึง
ไม่ใช่เรื่องโรค เร่ืองโรงพยาบาล หรอื เรอ่ื งยาเทา่ นน้ั แต่เป็นเรอ่ื งที่ครอบคลมุ ไปท้งั หมด

สุขภาวะ เป็นการดูแลรักษา การป้องกัน และการเยียวยา ท้ังทางด้าน ร่างกาย สังคม
และจิตใจ มนุษย์ทุกคนจำต้องปฏิบัติ ประยุกต์ใช้หลักธรรมเพื่อเป็นส่วนหน่ึงของการดูแล การ
ป้องกันและการเยียวยาชีวิต โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ การส่งเสริมกำลังใจ ให้ผู้ป่วยหนัก มี
ความหวังท่ีจะดูแลรักษาใจ ซึ่งถือว่าสำคัญท่ีสุด เพื่อผู้ป่วยสามารถประคองจิต ท่ีดีของตนได้
ตลอดไป จนกว่าจะส้ินชีวิต หรือหากประคองจิตได้ถึงขั้นสูงสุด คือการบรรลุธรรมได้ พร้อมกับการ
สิ้นชีวิต ที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” ถือว่าเป็นการบรรลุ เป้าหมายชีวิตในโอกาส
สุดท้ายที่สูงสดุ

อนั ทีจ่ ริงแล้วความสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งกายกับจติ น้ัน เปน็ ส่ิงที่เกยี่ วเนือ่ งกนั อย่างแยกจากกนั
ไม่ได้ แต่เม่อื ใดก็ตามถ้ากายไม่สมบรู ณ์มีโรคภัยไขเจ็บเบยี ดเบียนก็จะทำให้จิตใจไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส
จนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรทางจิตได้ ในขณะเดยี วกันถ้าสุขภาพจิตไม่ดี ก็จะกระทบมาถึงรา่ งกายได้
ถ้าหากปล่อยร่างกายก็จะอ่อนเพลียและเป็นโรคในท่ีสุด ทางท่ีดีจะต้องคอยดูแลทั้งสองด้าน ใน

118 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

พระพุทธ า นาจึงเน้นทั้ง า ารกายและ า ารใจไปพร้ มๆ กัน า ารข งคนทั่ ไปนนั้ เป็น า าร
ประเภท าร า าร ซ่ึงเป็น า ารทาง ัตถุเพียง ย่างเดีย เทา่ นัน้ เรยี ก ่า “ า ารกาย” (กล่า คื
ก ีงการา าร) เพราะร่างกายดำรง ยู่ได้ด้ ย า าร ดังพุทธพจน์ท่ี ่า “สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺ
ฐติ ิกา : ัต ์ทัง้ ลายทั้งป งดำรง ยู่ไดด้ ้ ย า าร”๑ เพราะ า ารเป็น ่ิง ำคัญและเป็น ิ่งจำเป็น
ย่ิงต่ ร่างกาย ท่จี ะทำใ ้รา่ งกายดำรง ยู่และดำเนนิ ไปได้

น กจากน้ีมนุ ย์ท้ัง ลายยังต้ งทาน า ารใจคื ทางผั ะ ทางเจตนา และทาง
ญิ ญาณ๒ มดังทพ่ี ระระ ารีบตุ ร กล่า า่ “...เมื่ ใด พระ รยิ า กรชู้ ดั า ารเ ตุเกดิ แ ่ง า าร
ค ามดับแ ่ง า าร๓ และข้ ปฏิบัติใ ้ถึงค ามดับแ ่ง า าร เม่ื นั้น แม้ด้ ยเ ตุเพียงเท่าน้ี พระ
ริย า กก็ช่ื ่ามี ัมมาทฏิ ฐิ มคี ามเ น็ ตรง มคี ามเล่ื มใ ันแน่ แนใ่ นธรรม มา ูพ่ ระ ัทธรรมนี้

า าร เป็น ย่างไร เ ตุเกิดแ ่ง า าร เป็น ย่างไร ค ามดับแ ง่ า ารเป็น ยา่ งไร ข้
ปฏิบัติใ ้ถงึ ค ามดับแ ่ง า าร เป็น ยา่ งไร คื า าร ๔ ชนดิ น้ี ย่ มมีเพ่ื ค ามดำรง ยู่ข ง มู่
ัต ผ์ ้เู กิดแล้ รื เพ่ื นเุ คราะ เ์ ล่า ัต ์ผแู้ ง าท่ีเกดิ

อาหาร ๔ ชนดิ คอื

๑. กว ิงการา าร ( า ารคื คำขา้ ว) ยาบบ้าง ละเ ียดบ้าง
๒. ผั า าร ( า ารคื การ มั ผั )
๓. มโน ญั เจตนา าร ( า ารคื ความจงใจ)
๔. วญิ ญาณา าร ( า ารคื วญิ ญาณ)
เพราะตัณ าเกิด เ ตุเกิดแ ่ง า ารจึงมี เพราะตัณ าดับ ความดับแ ่ง า ารจึงมี
ริยมรรคมี งค์ ๘ ได้แก่ ๑. ัมมาทิฏฐิ ๒. ัมมา ังกัปปะ ๓. ัมมา าจา ๔. ัมมากัมมันตะ ๕.
ัมมา าชี ะ ๖. ัมมา ายามะ ๗. ัมมา ติ ๘. ัมมา มาธิ นี้แลเป็นข้ ปฏิบัติใ ้ถึงค ามดับแ ่ง
า ารได้
เมื่ ใด พระ ริย า กรู้ชัด า าร เ ตุเกิดแ ่ง า าร ค ามดับแ ่ง า ารและข้ ปฏิบัติ
ใ ถ้ งึ ค ามดบั แ ง่ า าร ย่างน้ี เมื่ นั้น ทา่ นละราคานุ ยั บรรเทาปฏฆิ านุ ยั ถ นทิฏฐานุ ัย และ
มานานุ ัยท่ี ่า ‘เปน็ เรา’ ( งั การ มมังการ) โดยประการท้ังป งละ ชิ ชาไดแ้ ล้ ทำ ิชชาใ ้เกิดขน้ึ
แล้ เป็นผู้ทำที่ ดุ แ ่งทุกข์ไดใ้ นปัจจุบนั น้ีเ งแมด้ ้ ยเ ตุเพยี งเท่าน้ี พระ ริย า กกช็ ่ื ่ามี มั มาทิฏฐิ
มีค ามเ ็นตรง มีค ามเลื่ มใ ันแน่ แนใ่ นธรรม มา ่พู ระ ัทธรรมนี้”๔

๑ ้างใน ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๓/๒๕๑, “ ัต ์ทั้ง ลายทั้งป ง ดำรง ยู่ได้ด้ ย า าร, ัต ์ท้ัง ลายท้ัง
ป ง ดำรง ยูไ่ ดด้ ้ ย งั ขาร”

๒ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๙๐/๘๔.
๓ ความดับแห่งอาหาร จะปรากฏได้ก็ต่ เม่ื ดับตัณ าที่เป็นปัจจัยแ ่ง า ารทั้งท่ีเป็น ปุ าทินนกะ และ
นุปาทินนกะได้ กล่า คื เมื่ เ ตุดับไปโดยประการท้ังป ง แม้ผลก็ย่ มดับไปโดยประการทั้งป ง ้างใน ม.มู. .
(บาล)ี ๑/๙๐/๒๒๘, ม.มู.ฏีกา.(บาล)ี ๑/๙๐/๓๙๓.
๔ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๙๐/๘๔-๘๕.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 119

ชนดิ ของโรคในพระพุทธศาสนา
ความหมายของโรค และอาพาธ

๑. รุชตีติ โรโค ฯ แปลว่า “สภาพใด ย่อมเสียดแทง เพราะเหตุนั้น สภาพนั้นชื่อว่าโรค
คือสภาพทเ่ี สยี ดแทงร่างกาย (โรค ความเจ็บป่วย : illness, disease)

๒. อาพาธนฏฺเฐน อาพาธา ฯ แปลว่า “ช่อื ว่าอาพาธ เพราะอรรถะว่า เบียดเบียนทวั่ ไป

โรค ๓๒ ประเภท

ในอรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส (สัทธัมมโชติกา) ท่านกล่าวถึงโรค หรืออาพาธไว้
๓๒ ประการดงั น๕ี้

จกฺขโุ รโค ได้แก่ โรคที่เกดิ ในจกั ษุ
จกฺขุโรโค เป็นต้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งวัตถุ ก็ธรรมดาโรคย่อมไม่มีแก่คนประสาทดี
(จกั ขปุ สาทด)ี
กณณฺ โรโค ได้แก่ โรคหขู ้างนอก
มุขโรโค ได้แก่ โรคที่เกดิ ในปาก
ทนฺตโรโค ได้แก่ โรคปวดฟนั
กาโส ได้แก่ โรคไอ
สาโส ได้แก่ โรคอาเจยี นท่ีเปน็ มาก
ปินาโส ได้แก่ โรคนาสิกข้างนอก
ฑโห ได้แก่ ความร้อนทเ่ี กิดภายใน
มุจฺฉา ไดแ้ ก่ โรคขาดสติ
ปกขฺ นทฺ กิ า ไดแ้ ก่ โรคท้องร่วงเปน็ โลหิต โรคลงแดง
สุลา ไดแ้ ก่ โรคเสียดท้อง
วสิ จู ิกา ได้แก่ โรคท้องร่วงอยา่ งแรง
กลิ าโส ไดแ้ ก่ โรคกลาก
โสโส ได้แก่ โรคมองครอ่ ทำใหผ้ อมแหง้
อปมาโร ไดแ้ ก่ โรคผสี ิง เปน็ โรคท่เี กดิ แต่ผ้มู ีเวร หรือยักษเ์ บยี ดเบียน
ทททฺ ุ ได้แก่ โรคหิดเปื่อย
กณฺฑุ ไดแ้ ก่ โรคหดิ ด้าน
กจฺฉุ ไดแ้ ก่ โรคคุดทะราด หูด
รขสา ได้แก่ โรคเปน็ ตรงทเี่ ลบ็ ขว่ น. บาลวี ่า นขสา ก็มี
โลหิตปิตตฺ ํ ไดแ้ ก่ โรคดีกำเริบ. ทา่ นอธิบายวา่ โรคดแี ดง

๕ ขุ.มหา.อ.(บาล)ี ๓๘/๘๔-๘๕. ขุททฺ กนกิ ายฏฐฺ กถา มหานิทเฺ ทสวณณฺ นา (สทธฺ มฺมปชโฺ ชตกิ า) มมร.

120 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

มธุเมโ ได้แก่ โรคร้ายภายในร่างกาย มจริงดังท่ีท่านกล่า ไ ้ ่า ีก ย่าง นึ่ง
โรคเบา าน เปน็ โรคร้ายแรง

ํ า ไดแ้ ก่ โรคริด ดี งง ก
ปิ กา ไดแ้ ก่ โรคพพุ ง
ภคนฺทลา ได้แก่ โรคริด ีด งท าร เพราะ รรถ ่า ทำลาย ัย ะ มีคำที่ท่าน ธิบาย ่า
ผ่า จั จมรรค
ปิตตฺ มฏุ ฺฐานา ค าม ่า มีดเี ปน็ มุฏฐาน คื เป็นทเี่ กิดขึน้ ข ง าพาธเ ลา่ นั้น

ได้ยิน ่า าพาธเ ล่านั้นมี ๓๒ ชนิด แม้ใน าพาธท่ีมีเ ม ะเป็น มุฏฐานเป็นต้น ก็นัยนี้
แ ละ

บท ่า นฺนิปาติกา ได้แก่ าพาธที่เกิดขึ้นด้ ยลม ดีและเ ม ะประชุมกัน คื ร มกัน ชื่
่า อาพาธ ด้ ย รรถ า่ เบยี ดเบยี น

ตุ ปุ ริณามชา ได้แก่ โรคทเ่ี กดิ ข้นึ เพราะฤดแู ปรปร น คื ร้ นเกินไป นา เกนิ ไป
ิ มปริ ารชา ไดแ้ ก่ เกดิ ด้ ยการบริ ารไม่ ม่ำเ ม มยี ืนและน่งั เกินไปเป็นต้น
โ ปกกฺ มกิ า ไดแ้ ก่ ท่ีเกดิ ด้ ยค ามพยายามมีการฆา่ และจ งจำเปน็ ตน้
กมฺม ิปากชา ไดแ้ ก่ เกดิ แต่ ิบากแ ง่ กรรมทีม่ ีกำลงั

ประเภทของโรคในทางพระพุทธศาสนา

คำ ่า “โรค” ในทางพระพุทธ า นามาจากราก ัพท์บาลี ่า “รุช ธาตุ” แปล ่า เ ียดแทง
มคี าม มาย า่ ่งิ ท่เี ยี ดแทงใ เ้ จบ็ ป ด

โรคะ ตามคัมภีร์แพทย์โบราณ ่า ด้ ย มฏุ ฐานแ ่งโรค มายถึงโรคประจำตั โรคทต่ี ดิ ตั
ยู่ประจำรกั าไม่ าย

คำ ่า “โรค” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย ถาน พ. .๒๕๔๒ ใ ้คำจำกัดค ามไ ้ ่า
มายถงึ ค ามเจ็บไข้ ค ามเจ็บป่ ย

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ใ ้ค าม มาย ่า “โรค” คื ่ิงที่เ ียดแทงชี ิต ใช้
แทนคำ ่าทุกข์ ซงึ่ เป้นท้ังโรคและทุกข์ เป็น ่ิงท่ีบีบค้ันขัดข้ งเป็นปัญ าต้ งแก้ไข ต้ งกำจัด กไป
ชี ิตจะไม่ได้ลำบาก” โรคน้ีเป็นคำท่ีใช้แทนคำ ่า “ทุกข์” ซ่ึงเป็นปัญ าข งมนุ ย์ทุกคน ทุกข์ก็คื
ปญั าข งชี ติ ๖

นกั ชิ าการแพทย์ มัยใ ม่ ได้ใ ค้ าม มายโรคไ ้ า่ โรค มายถงึ ภา ะผิดปกตทิ ีเ่ กิดข้นึ
ในร่างกาย เน่ื งจาก งค์ประก บข งร่างกายทำงานผิดปกติ ทำใ ้รู้ ึกไม่ บาย รื มี าการที่
ผิดปกติท่ีแ ดง กมาใ ้เ ็น เช่น มีไข้ตั ร้ น ไ จาม ป ด บ ม เป็นต้น แต่ในบางคร้ัง เรา าจ
เป็นโรคโดยที่ไม่มีการผิดปกติ รื ไม่รู้ตั ่าเป็นโรคเลยก็ได้ ถ้าค ามผิดปกติน้ัน เกิดขึ้นเพียง
เล็กน้ ย รื ย่ใู นระยะแ บแฝงตั ยงั ไม่แ ดง าการ กมา

๖ พระธรรมปิฏก (ป. .ปยุตโต), การแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพม านคร :
บริ ัทธรรม าร จำกัด. ๒๕๔๒), น้า .

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 121

โรค หมายถึงความเจ็บไข้ ความเจ็บป่วย ความไม่สบาย โรคประจำตัวโรคท่ีติดตัวอยู่
ประจำรักษาไม่หาย ซงึ่ เป็นปัญหาของมนุษย์ทุกคน ปัญหาของชีวิตคือทุกข์ อาจเป็นโรคแอบแฝงตัว
โดยท่ไี มม่ ีการผิดปกติออกมา ภาวะผิดปกติทเี่ กดิ ขึ้น ทำใหร้ สู้ ึกไม่สบาย เสียดแทงให้เจ็บปวด หรือมี
อาการทีผ่ ิดปกติแสดงออกมาให้เห็น

โรคที่เกิดข้ึนทางกายจากพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต คิริมานนทสูตร
พบวา่ มีโรคชนิดต่างๆ ทมี่ กี ารกล่าวถึง เปน็ จำนวนมาก

โดยเฉพาะโรคทางกาย คือ “โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคล้ิน โรคปาก โรคศีรษะ โรคใบหู
โรคกาย โรคฟัน โรคหืด โรคไอ โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซ่ืองซมึ โรคท้อง โรคลงแดง (คือโรค
ท่ีถ่ายอุจจาระท้องเดินเป็นเลือด) โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคกลาก โรคมองคร่อ โรค
ลมบ้าหมู โรคคุดทะราด โรคหิดเป่ือย โรคหิดด้าน โรคหูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนเป็นโลหิต
โรคเบาหวาน โรคเรมิ โรคพุพอง โรคริดสีดวง โรคอหวิ าตกโรค โรคฝีดาษ โรคหิด โรคตุ่ม โรคกล่ิน
ตัวแรง โรคอมนุษย์เข้าสิง โรคหนอ่ ทีเ่ ทา้ โรคปวดร้อนศีรษะ โรคลมตามอวัยวะ โรคลมขัดยอกตาม
ข้อ โรคลม โรคเทา้ แตกโรคฝี เนอ้ื งอก แผลไม่งอก โรคทอ้ งผกู โรคผอมเหลอื ง โรคโดนยาแฝด โรค
งูพิษ โรคผดผื่นคัน โรคร้อนในกาย โรคลมในท้อง โรคเนื้องอกในลาไส้ โรคท้องร่วง โรคปอด โรค
ลมชัก โรคพันธุกรรม โรคอลสกะ โรคอัมพาต…..อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสลดเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน อาพาธที่เกิดแต่ฤดูแปรปรวน
อาพาธท่ีเกดิ แตก่ ารบริหารทไี่ มส่ ม่ำเสมอ อาพาธท่เี กิดแต่ความเพยี รเกินกำลงั อาพาธทเี่ กดิ แตว่ บิ าก
ของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ” … พระ
พุทธองคต์ รสั ว่า ‘กายนีม้ ที กุ ขม์ าก มีโทษมาก เพราะฉะน้ัน อาพาธตา่ งๆ จึงเกดิ ขึน้ ในกายน’ี้ ๗

โรคท่ที รงหา้ มบวชในพระพทุ ธศาสนา

โรคท่ีพระพุทธพุทธองค์ ทรงห้ามบรรพชาอุปสมบทมีอยู่ ๕ ชนิด คือ (๑) โรคเรื้อน (๒)
โรคฝี (๓) โรคกลาก (๔) โรคมองคร่อ๘ (๕) โรคลมบ้าหมู .... “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้ถูกโรค ๕
ชนดิ เบยี ดเบยี น ไม่พึงใหบ้ รรพชา รูปใดให้บรรพชา ต้องอาบัตทิ กุ กฏ”๙

พระพุทธเจ้าทรง จำแนกชนิดของโรคออกเป็น ๒ ชนิดคือ โรคทางกาย(กายิกโรโค) และ
โรคทางใจ (เจตสิกโรโค)

๑. โรคทางกาย หมายถึง การเจ็บป่วยทางกาย เช่น ป่วยด้วยโรคตา โรคหู โรคจมูก โรค
ลิน้ โรคในกาย โรคศีรษะ โรคในช่องหู โรคปาก

๒. โรคทางใจ หมายถึง โรคที่เกิดทางใจ เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความ
อิจฉารษิ ยา ความหึงหวง ความวติ กกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความคบั แคน้ ใจ

ท่านพุทธทาสภิกขุ๑๐ ได้แบ่งโรคออกเป็น ๓ ประเภท คือ (๑) โรคทางกาย ได้แก่ ความ
เจ็บป่วยท่ีเกิดขึ้นกับร่างกาย (๒) โรคทางจิต ได้แก่ โรคจิตท่ีเกี่ยวเน่ืองกันอยู่กับกาย (๓) โรคทาง

๗ อง.ฺ ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๒๙-๑๓๐.
๘ โรคมองคร่อ คือ โรคหลอดลมโป่งพอง มเี สมหะแห้งอยู่ในช่องหลอดลม ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง ห้าม
ผู้ท่เี ป็นโรคน้บี วชเปน็ ภิกษุ (พจนานกุ รมราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
๙ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม.(ไทย) ๔/๘๘-๘๙/๑๔๒-๑๔๔.
๑๐ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ, พุทธทาสธรรม ๑๘ ปล่อยวาง, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ,
๒๕๕๐), หนา้ ๙-๑๓.

122 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

วิญญาณ ได้แก่ การที่วิญญาณหรือจิตส่วนลึก ประกอบด้วยกิเลส โดยเฉพาะอย่างย่ิงอวิชชาหรือ
มิจฉาทิฏฐิ เมือ่ คนมีความเหน็ ผดิ ก็เป็นเหตุใหค้ ดิ ผิด พูดผดิ และการกระทำผิด หรอื อาจจะกล่าวอีก
นัยหนึ่งว่า โรคทางวิญญาณก็ คอื การยึดม่ันถือม่ันว่า เป็นเรา เป็นเขา ดว้ ยเหตุที่แพทย์ในปัจจุบันได้
ใช้คำวา่ “โรคจิต” กบั ผ้ทู ี่มีความผดิ ปกติทางจติ และต้องทำการรักษากบั จิตแพทย์ ความหมายจึงไม่
ตรงกับพุทธพจน์ ดังน้นั ทา่ นพทุ ธทาสภิกขุ จงึ ไดบ้ ญั ญัติคำวา่ “โรคทางวญิ ญาณ” ข้นึ มาใหม่

ลักษณะของการเป็นโรค :- การเป็นโรคนั้น เราอาจจะจำแนกให้สิ้นเชิงได้โดยจัดเป็น ๓
ประการด้วยกัน คอื การเป็นโรคทางกาย ทางรา่ งกาย ซึ่งเราเห็นกันอยู่ท่ัวๆ ไป น้ีอย่างหน่ึงท่ีสูงข้ึน
ไปกว่านัน้ อีกช้ันหนึ่ง ก็คือการเป็นโรคทางจิต ทีนี้เราลองคิดกันดูว่าจะมีโรคอะไรอีกไหม ที่สูงไปกว่า
โรคทางจิต? ถ้าเข้าใจความข้อนี้จะดีมาก ในบัดน้ี ตามทางธรรมหรือทางปรัชญาท่ีเกี่ยวกับศาสนา
ได้มีการบัญญัติคำข้ึนใช้อีกคำหน่ึง ซ่ึงเป็นคำสำหรับเรียกโรคในทาง ซึ่งเราเรียกกันไปทีก่อนว่าทาง
วิญญาณ

โรคทางกายนั้นคงใช้คำว่า Physical Disease โรคทางจิตก็ คือ Mental Disease ต่อ
มาถึงโรคประเภทสุดท้ายนี้ เรียกว่า Spiritual Disease คำนี้ ตามธรรมดาหรอื ถ้าเป็นคนธรรมดาก็
มักจะเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องผีเรื่องสาง หรือเรื่องอะไรทำนองนั้น , แต่ความจริงนั้น Spiritual
Disease นี้ มไิ ดห้ มายถงึ โรคเกยี่ วกบั ผีสางอะไรทำนองนนั้ เลย. มันหมายถงึ โรคท่ี

เกี่ยวกับกิเลสแผดเผา ถ้าจะชี้ที่ตัวจริงของโรคนก้ี ็คือ ความทนทรมานทางจิตทเ่ี กิดมาจากกิเลส. แต่
โรคน้ันปรากฏทางจิตหรือวิญญาณล้วนๆ ซึ่งตรงกับคำว่า Spiritual ซึ่งสูงไปกว่าคำว่า Mental
เพราะคำว่า Mental น้ัน กระเดียดไปทางเกี่ยวพันกับ Physical อยู่มาก โรคทางกายคือความเจ็บ
ไข้ทางกาย, โรคทางจิต ก็คือความป่วยในทางจิต, แต่โรคทางวิญญาณ นียิ่งไปกว่านั้น แม้ไม่ป่วย
ทางกาย ไม่ปว่ ยทางจิต แต่ถา้ ยงั มกี ิเลสตัณหาอวชิ ชาอยู่แล้ว ก็ถอื ว่าเป็นคนป่วยในทาง Spirit หรอื
วิญญาณ๑๑ อยู่ด้วยกันทุกคน อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือความอยาก อุปาทานคือความยึดม่ัน
เหล่านี้เป็นเครอ่ื งทำ ให้คนเราตกอยู่ในสภาพของความป่วยในทางวิญญาณ ส่ิงนีย้ ่ิงไปกว่าความป่วย
ทางจิต

คำวา่ จติ หรอื วิญญาณน้ี ออกจะปนกันยุ่ง ฉะน้ันอย่าไปยดึ ถอื ถอ้ ยคำนัก, ขอใหย้ ึดถอื กิรยิ า
อาการท่ีเกิดข้ึนจริงๆ ก็แล้วกัน ถ้าป่วยทางกายก็ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลทั่วๆ ไป, ถ้าป่วย
ทางจิต ก็ไปโรงพยาบาลพิเศษ เช่นที่ปากคลองสานเป็นต้นโดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นทางวิญญาณ หรือ
Spiritual แล้ว ก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่างน้ีเป็นต้น ถ้าเราเข้าใจว่าโรค
ของคนทุกคน มีอยู่เป็น ๓ ชั้นดังนี้แล้ว เราก็จะรู้จักอานิสงส์ รู้จักประโยชน์รู้จักความสำคัญของ
พระพุทธศาสนาย่ิงข้ึนทันที เม่ือเป็นดังน้ี เราจะเห็นได้ว่า การท่ีจะแก้ปัญหาในการเป็นโรคทาง
วิญญาณนี้ มันเหลือวิสัยท่ีศีลธรรมสากลท่ัวๆ ไป จะช่วยแก้ไขได้ ต้องอาศัยหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนาในส่วนท่ีเป็นชั้นสูง คือส่วนท่ีสามารถจะกำจัดกิเลสตัณหาได้จริงๆ เท่าน้ัน เป็น
เครื่องเยียวยารักษา นี่แหละ จะทำให้เราสนใจในตัวพุทธศาสนาย่ิงข้ึน : เราจะมองเห็นความท่ี
ศาสนาหรือพุทธศาสนามีสภาพอยเู่ หนือกว่าศีลธรรมทว่ั ๆ ไป ดงั ทกี่ ล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า ใจความ
สำคัญของพระพุทธศาสนาน้ัน คือวิชาและระเบียบปฏิบัติจนเกิด ความรู้อันถูกต้องว่าอะไรเป็นอะไร
ถ้ารู้ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่า สิ่งท้ังปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา : ใครไปยึดถือว่าเป็นตัวตน

๑๑ คำว่า วิญญาณ โดยทั่วไป ตรงกับคำว่า Consciousness ที่ตรงกับคำว่า Spirit เป็นคำพิเศษของ
ฝ่ายพวกที่ถอื ว่ามี เจตภตู หรอื ตัวตน, มิใชศ่ พั ท์ทางพุทธศาสนาโดยตรง พุทธศาสนาปฏิเสธตัวตน ทำนองนัน้

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 123

หรือของตนเข้า มันก็เป็นความทุกข์; แม้ที่สุดแต่ใครไปหลงใหล หลงรัก หลงชัง มันเข้า ก็เป็นความ
ทกุ ข์ เราเรียกความทุกข์หรือความทรมานอันน้เี องวา่ เป็นโรคทางวญิ ญาณ๑๒

สาเหตขุ องโรคในพระพุทธศาสนา
สาเหตุของการเกิดโรคในทัศนะทัว่ ไป

ในสภาวะความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยไี ดเ้ จรญิ เติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทต่อ
การดำรงชพี ของคนปัจจบุ ันเป็นอยา่ งมาก โดยเฉพาะผทู้ ี่อาศัยในตัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น กรงุ เทพฯ
....การนำเอาธรรมชาติมาแปรรูปเป็นส่ิงอำนวยความสะดวกใหก้ ับมนษุ ย์ เริ่มขึ้นอย่างฟุ่มเฟือย และ
กลายเป็นความเคยชิน และในท่ีสุดเราก็คิดว่าเป็นปัจจัยท่ีจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน (ท่ีเรา
ขาดไม่ได้) ความไม่รู้หรือการหลงผิดในความคิดน้ี ทำให้เรากลับไปพึ่งพาสารเคมีทีแฝงมาอยู่ในรูป
“คุณหมอวเิ ศษ” ท่ีดลบันดาลใหใ้ นทุกรูปแบบ

ถ้าหากมาทำความเข้าใจในหลักใหญ่ของธรรมชาติและเรียนรู้ว่า “มนุษย์เกิดขึ้นมาจาก
ธรรมชาติ” เพราะฉะนั้นสิ่งใดท่ีมนุษย์ปฏิบัติตนผิดหลักของ ธรรมชาติแล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อตัว
เราเอง ดงั นนั้ ถ้าเราเข้าใจพน้ื ฐานของร่างกายเรา เรากจ็ ะทราบว่าสาเหตุท่นี ำไปสกู่ ารเกิดโรคภยั ไข้
เจ็บ และอาการท่เี กดิ ข้นึ ต่างๆ ในร่างกาย โดยสรุปมีดงั น้ี :-

๑. อาหาร เน่ืองจากพบว่าคนไทยในสังคมปัจจุบันมีความเจ็บป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดิน
อาหารกันเป็นส่วนมาก เช่ือมโยงไปสู่อวัยวะต่างๆ อย่างมากมายอันมีสาเหตุมาจากการ บริโภค
อาหาร ที่ไม่ถูกต้อง จากค่านำยมที่ผิดๆ และสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย การทดลองซึ่งเป็นงานวิจัย
ของต่างชาติแต่นำมาใช้กับคนไทย ซ่ึงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นถ่ินกำเนิน, สาย
พันธ์ุ, ภูมิประเทศ, ภูมิอากาศ, การบริโภคและอ่ืนๆ อีกมากมาย ถ้าให้ข้อมูลด้านโภชนาการท่ีมีอยู่
ถูกนำมาใชอ้ ย่างไมถ่ ูกต้อง

ร่ายกายไดร้ บั สารอาหารท่ฟี ้ืนฟูตัวเองในทุกระบบแบบค่อยเปน็ ค่อยไป รวมถึงเป็นอาหารท่ี
ย่อยง่าย ดูดซึมทันที ทำให้ร่างกาย นำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ขับถ่ายง่ายไม่เหลือของเสียตกค้าง
ใช้ไดก้ บั ผ้ปู ่วยทุกประเภทและคนปกตอิ ยา่ งมีข้อจำกัดนอ้ ยท่สี ุด
ปลอดภยั และมรี าคาต่ำ ที่สำคญั ทุกคนปฏบิ ัตเิ องได้ เชน่ น้ำผักผลไมป้ นั่

๒. อารมณ์ อารมณ์ตึงเครียดจะส่งผลทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลีน (ฮอร์โมน
แหง่ ความทุกข์) หลั่งมาจากต่อมหมวกไต ทำใหภ้ าวะความเป็นกรดในเลือดสูงขึ้น เลือดข้นขึ้น ความ
ดนั โลหิตสงู

ขบวนการเคมีเกิดขึ้นมากมายแต่ไม่สมดุลเกิดเซลตายจำนวนมากมาย และในขณะท่ีเครียด
ถุงน้ำดีจะปิดการย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูป เป็นพลังงาน แก่ร่างกายและเป็น ส่วนประกอบที่สำคัญ
ของรา่ งกาย

ถ้าขบวนการเผาพลาญอาหารมาเป็นพลังงานในการสร้างเซลใหม่และกำจัดของเสียเกิดไม่
ทัน จะเกิดการสะสมเซลตายซ่ึงเป็นสาเหตุของอาการและโรคจำนวนมาก ดังต่อไปนี้เช่น อาการ
สารพัดปวด, เนื้องอก, มะเร็ง, ภูมิแพ้, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ท้องผูก, โรคกระเพาะ,โรคลำไส้, โรคไต,

๑๒ พุทธทาส อินฺทปญฺโญ, พุทธทาสธรรม ๑๘ ปล่อยวาง, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ,
๒๕๕๐), หนา้ ๙-๑๓.

124 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ผมหงอกก่อนวัย, กระดูกผุ, ปวดประจำเดือน, ความดันโลหิตสูง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, ต้อเนื้อ, ต้อ
กระจก, ตอ้ ลม, ตาพร่า ฯลฯ

๓. อากาศ เราจะพบว่าคนไทยส่วนมากโดยเฉพาะในสังคมเมืองหลวงหายใจส้ันและเร็ว
ทำใหก้ ารหายใจแต่ละครั้งได้ปรมิ าณ O2 นอ้ ย และเอา CO2 ออกได้นอ้ ยเชน่ กนั ปอดทั้งสองขา้ งจะ
ทำงานไม่ได้เต็มที่ เม่ือปล่อยให้เป็นไปอย่างต่อเน่ืองยาวนาน ส่งผลให้เกิดความเสื่อม ไปถึงความ
ผดิ ปกติยงั ระบบอืน่ ๆ

๔. อุจจาระ การขับถ่ายของคนเราโดยเฉพาะอุจจาระน้ัน ควรทำให้เป็นปกติทุกวันก่อน
๗ โมงเช้า ควรขับของเสียออกให้หมด และเตรียมรับอาหารม้ือเช้า คนที่ไม่พยายามขับถ่ายให้เป็น
ปกติ ปล่อยให้ท้องผูกเป็นประจำจะเป็นการปล่อยใหร้ ่างกายดูดซึมของเสียไปเล้ียงร่างกายเนือ่ งจาก
ปกตอิ าหารท่เี รากินกันอยสู่ ว่ นมาก ภายใน ๑๒ ช่วั โมง กเ็ ร่ิมบดู เนา่ คนที่ท้องผูกเปน็ ระยะเวลานานๆ
จะเป็นสาเหตุอันนำไปสู่อาการและโรคจำนวนมากมายหลายโรคเช่น สมองเสื่อม หลงลืม ปวด
ทงั้ หลาย ภูมิแพ้ ไซนสั อกั เสบ เนอ้ื งอก มะเร็ง อัมพฤกษ์

อัมพาต หอบหืด นอนไม่หลบั ฯลฯ

๕. การออกกำลังกาย ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตนเอง เวลาที่
เหมาะสมกับการออกกำลังกายควรเป็นช่วง ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐ น. ในตอนเช้า เพราะจะเป็นการช่วยให้
ลำไส้ใหญ่ และไตขับของเสยี ออกให้หมด และพรอ้ มทจี่ ะขบั ถ่าย และรบั อาหารใหมใ่ นตอนเช้า

๖. การนอน เวลาที่ควรให้รา่ งกายได้รับการพักผ่อนกค็ อื ชว่ งเวลา ๓ ทุ่มถึงตี ๓ (จะต่นื
หลังตี ๓ ก็ได้) แต่ไม่ควรเข้านอนเกิน ๓ ทมุ่ การนอนดึกหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำใหอ้ วัยวะ
ต่างๆ ในร่างกายทำงานหนักและทำให้เสื่อมเร็ว การนอนดึกจะส่งผลไปยังความเสื่อมของอวัยวะ
ต่างๆ ในทุกระบบ เนื่องจากทุกอวัยวะต้องได้รับสารอาหารจากการไหลเวียนตลอดเวลา มีของเสีย
ตกค้างระดับเซล ทำให้มีอาการทางผิวหนังแพ้ง่าย เป็นฝ้า กระ แผลพุพองจากการติดเชื้อ โรค
ผิวหนังต่างๆ และเกิดอาการปวดบริเวณหลังส่วนบนของร่ายกาย ได้แก่ ไหล่ ศีรษะ ไมแกรน
ความจำเสื่อม สมองฝ่อ ขี้ลืม ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่เราจะปฏิบัติตนและทำความเข้าใจว่า..
โรคแต่ละชนิดนนั้ มี ทมี่ าไม่ตา่ งกนั ทตี่ า่ งกนั คือช่อื เทา่ นนั้

ปรัชญาไทย มีคำกล่าวไว้ว่า “นักปราชญ์นอน ๔ (ช่ัวโมง) เศรษฐีนอน ๖ ยาจกนอน ๘
(นอนตลอดทัง้ วนั )”

อีกนัยยะหนึ่ง ข้อคิดดังกล่าวนี้ ท่านกล่าวไว้ในมุมของปริศนาธรรมที่ว่า “ฆราวาสนอน ๓
พระนอน ๔ เศรษฐนี อน ๖ ยาจกนอนตลอดทง้ั วนั ” อธิบายไดว้ ่า

คำว่า “ฆราวาสนอน ๓” มิได้ความว่านอน ๓ ชั่วโมงต่อวัน ถ้าแต่ต้องอยู่กับธรรมะ ๓
ประการ (บญุ กิริยาวตั ถุ) คือ ทาน (ทานมยั ) ศีล (ศีลมัย) และ ภายนา (ภาวนามยั )

คำว่า “พระนอน ๔” (จำวัด ๔) นั้นหมายความว่า พระภิกษุก็ต้องนอนอยู่กับธรรมะท่ี
เรียกวา่ จตุปารสิ ุทธิศลี คอื ศีลเปน็ เครอ่ื งทำใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ ๔ ประการ ได้แก่

๑. ปาฏิโมกขสังวรศีล คอื การสำรวมในพระปาฏิโมกขศลี ๒๒๗ ขอ้

๒. อินทรียสังวรศลี คือ การสำรวมในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ

๓. อาชวี ปาริสุทธิศีล คือ การเลยี้ งชพี ในทางทชี่ อบธรรม

๔. ปัจจัยสันนิสิตศีล คือ การพิจารณาก่อนบริโภคปัจจัยสี่ มีจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และเภสัช

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 125

คำว่า “เศรษฐีนอน ๖” น้ัน หมายความว่า คนท่ีเป็นเศรษฐีนั้นจะต้องนอนอยู่กับธรรมะ
เรอ่ื งทิศทงั้ หก คอื วันหน่งึ ๆ นัน้ จะต้องดแู ลทศิ ท้ังหกใหด้ ี จะตอ้ งปฏิบัติต่อคนทง้ั หกประเภททง้ั หกทิศ
อย่างดี ทิศหก ได้แก่ ๑. ทิศเบ้ืองหน้า คือพ่อแม่ ๒. ทิศเบ้ืองขวา คือ ครูอาจารย์ ๓. ทิศ
เบื้องหลัง คือสามีภรรยาและลูก ๔. ทิศเบ้ืองซ้าย คือมิตรสหาย ๕. ทิศเบ้ืองบน คือพระสงฆ์ ๖.
ทศิ เบือ้ งลา่ ง คือลูกนอ้ ง ลกู จ้าง

ส่วนคำว่า “ยาจกนอนท้ังวัน” น้ัน ก็ไม่ไดม้ ีความหมายแฝงอะไรเท่าใด แต่ที่ว่านอนทง้ั วัน
น้ันก็คือการจะปล่อยเวลาไปโดยไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น หรือจะหมายถึงการนอนทั้งวันเลยก็ว่าได้
เปน็ อุปนิสัยของยาจกนนั่ เอง เพราะเป็นผูม้ ากดว้ ยความเกยี จคร้าน (โกสชฺชตา)

สรุปความได้ว่าปริศนาธรรมข้อน้ีได้ให้หลักการดำเนินชีวิตของคนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น
บุคคลท่ัวไปหรือพระภิกษุสงฆ์เองว่า..จะต้องอยู่ในหลักธรรมหรือหน้าท่ีของตนเอง ไม่ให้ละเลย
ละเมิดในหน้าที่ของตนเอง ฆราวาสต้องนอนอยู่กับทาน ศีล ภาวนา ส่วนพระสงฆ์ก็ต้องนอนอยู่กับ
ศีลที่ทำให้บริสุทธิ์ ตลอดท้ังเศรษฐีหรือคนมีฐานะ หัวหน้าคน ก็ต้องนอนอยู่กับทิศหกดังกล่าวมาแต่
ยาจกทงั้ หลายนน้ั ไมไ่ ด้นอนอยูก่ ับอะไรเลย นอกจากจะนอนทง้ั คนื ทั้งวัน....เท่าน่นั เอง

วิธีปอ้ งกัน

การควบคุมและป้องกันโรค ได้มีการพฒั นามาโดยต่อเนื่องเร่ิมด้วยการนำเอาข้อสังเกตและ
สมมติฐานจากลักษณะการเกิดโรค การแพรก่ ระจายของโรคและอาการสำคญั ของผู้ป่วยในชุมชนมา
ใช้ประกอบการควบคุมและป้องกันโรค ต่อมาได้มีการนำความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการค้นคว้า
ศึกษาและวิจัยในส่วนท่ีเก่ียวกับเช้ือท่ีเป็นสาเหตุของโรค คน สัตว์ และภาวะสิ่งแวดล้อมมา
พฒั นาการควบคุมและป้องกันโรคให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากขึน้ เปน็ ลำดบั จนสามารถกำจัดและกวาดลา้ ง
โรคติดต่อท่ีร้ายแรงบางโรคให้หมดไปได้ ซ่ึงสามารถแบ่งการควบคุมและป้องกันโรคออกได้เป็น ๓
ระดับ ดงั นี้

ระดบั ท่ี ๑ การปอ้ งกันโรคล่วงหนา้ (Primary Prevention)

ระดับที่ ๒ การปอ้ งกนั ในระยะมีโรคเกิด (Secondary Prevention)

ระดับท่ี ๓ การป้องกันการเกิดความพิการและการไร้สมรรถภาพ (Tertiary
Prevention)

ระดับท่ี ๑ การปอ้ งกันโรคล่วงหน้า คือการป้องกันโรคก่อนระยะที่โรคเกิด เป็นวิธีการที่
ยอมรับกันทั่วไปว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด ประหยัดท่ีสุด และได้ผลมากท่ีสุดกว่าการป้องกันและ
ควบคุมโรคระดับอื่นๆ วัตถุประสงค์หลักของการป้องกันโรคล่วงหน้า คือ การปรับสภาพความ
เป็นอยู่ของมนุษย์ หรือการปรับปรุงภาวะสิ่งแวดล้อมหรือท้ังสองประการร่วมกัน เพ่ือให้เกิดภาวะท่ี
โรคต่างๆ ไม่สามารถเกิดหรือคงอยู่ได้ โดยการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนให้สมบูรณ์ทั้ง
ร่างกายและจิตใจ มีความต้านทานต่อโรคต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าท่ีจะทำได้ การปรับปรุงสุขาภิบาล
สิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกัน มิให้มีพาหะและส่ือนำโรค ทั้งน้เี พื่อทำใหก้ ารแพร่กระจาย
ของเชื้อท่ีเป็น สาเหตุทำให้เกิดโรค โดยผ่านทางสื่อต่างๆ ท่ีมีอยู่ในชุมชนหมดไป ซึ่งกิจกรรมในการ
ป้องกันโรค ลว่ งหนา้ มีดังน้ี

๑.๑ การให้สุขศึกษาเก่ียวกับความรู้ทั่วไปในการป้องกันโรค การเปล่ียนแปลง ทัศนคติ
และการปฏิบัตงิ านให้ถกู หลกั สขุ วิทยาสว่ นบุคคลและชุมชน

126 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๑.๒ การจัดโภชนาการใ ้ถูกต้ งตามมาตรฐาน เ มาะ มกับกลุ่ม ายุและภา ะค าม
ต้ งการข งบุคคล เช่น ทารก เด็กเล็ก ัยรุ่น ัยชรา ญิงมีครรภ์ แม่ระยะใ ้นมลูก รื ผู้ป่ ย
ด้ ยโรคบางชนดิ ทีม่ คี ามต้ งการ า ารพิเ เฉพาะโรค

๑.๓ การใ ้ภูมิคุ้มกันโรคเพ่ื ป้ งกันโรคติดต่ ต่างๆ ท่ี ามารถป้ งกันได้ โดยการใช้ ัคซีน
เช่น การใ ้ภูมิคุ้มกันโรคขั้นพ้ืนฐาน ำ รับเด็กเล็กที่จำเป็นต้ งได้รับ ำ รบั การป้ งกันโรคค ตีบไ
กรน บาดทะยัก ไข้ไข ัน ลัง ักเ บ รื โรคโปลิโ และ ัณโรค และการใ ้ภูมิคุ้มกันโรคข้ันเ ริม
ซ่ึงได้แก่ กลุ่มชน ายุต่างๆ ตามค ามจำเป็นและโ กา ที่ต้ งเ ี่ยงต่ การเกิดโรค ได้แก่การใ ้
ภูมิคุม้ กันโรค ิ าต์ ไขไ้ ทฟ ยด์ ไข้ ม ง ักเ บ ไข้ ดั เป็นตน้

๑.๔ กิจกรรมท่ี ่งเ ริมในด้านการเลี้ยงดูเด็กท่ีถูกต้ ง การ นใจ การ ังเกตถึงการ
เจริญเติบโตข งเด็กท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ ท้ังนี้เพ่ื จะใ ้เด็กได้เจริญเติบโตเป็นผู้ใ ญ่ท่ีมี
ขุ ภาพ นามยั มบูรณ์ทัง้ รา่ งกายและจิตใจ

๑.๕ การจัดท่ี ยู่ า ัยที่ถูก ุขลัก ณะ การจัด า ถานพักผ่ น ย่ นใจในชุมชนได้
เพียงพ การจัด ถานท่ี ันทนาการ นามกี า นามเด็กเล่น ร มทงั้ ถานที่ ำ รับประก บ าชีพ
ที่ปล ดภยั และเ มาะ ม

๑.๖ การจัด รื ปรับปรุงการ ุขาภิบาล ่ิงแ ดล้ ม ได้แก่การจัด าน้ำ ะ าดการกำจัด
ข งเ ียและ ่ิงปฏิกูล การ ุขาภิบาล า าร เครื่ งด่ืม นม การกำจัด รื ค บคุมมลพิ การกำจัด
รื ค บคมุ ตั แ์ ละแมลงนำโรค และการค บคุม ่ิงทก่ี ่ ใ เ้ กดิ ค ามรำคาญต่างๆ

๑.๗ การจัดบริการใ ้ค ามปล ดภัยในด้านการป้ งกัน ุบัติเ ตุ ภัยจากการประก บ
าชีพ การจราจร การเดนิ ทางท่ งเทยี่ ฯลฯ

๑.๘ การจัดใ ้มีบริการด้านการตร จ ุขภาพ นามัย โดยเฉพาะ ำ รับเด็กเล็ก รื เด็ก
นักเรียนซง่ึ กำลังเจริญเติบโต เพ่ื ใ ้มี ุขภาพ มบูรณ์แข็งแรง ย่เู ม

๑.๙ การจัดใ ้มีบริการด้านใ ้คำปรึก า และแนะนำเกี่ย กับเพ ึก า การ มร การ
่งเ รมิ ุขภาพจติ ค ามรเู้ ก่ีย กับพนั ธุกรรม การป้ งกันโรค และการโภชนาการ

ระดับที่ ๒ การปอ้ งกันในระยะมโี รคเกดิ

คื การป้ งกันโรคล่ ง น้าระดับท่ี ๒ ในกรณีท่ีการดำเนินงานระดับท่ี ๑ ยังไม่ได้ผล ทำ
ใ ้มีโรคเกิดขึ้น ดังนั้น ค ามมุ่ง มายท่ี ำคัญข งการป้ งกันโรคในระยะมีโรคเกิด คื การระงับ
กระบ นการดำเนนิ ข งโรค การป้ งกันการแพรเ่ ชื้ และระบาดข งโรคไปยังบุคคล ่ืนในชุมชน และ
การลดการเจ็บป่ ยท่ีเกิดข้ึนในชุมชนใ ้น้ ยลงและ ายไปใ ้เร็ ที่ ุด ซึง่ กิจกรรมการป้ งกันระยะมี
โรคเกดิ มดี ังนี้

๒.๑ การคน้ าผูป้ ่ ยใ ไ้ ด้ในระยะเรม่ิ แรก นบั า่ เป็นการป้ งกันและค บคมุ โรคที่ดี

และมีประ ิทธิภาพมากที่ ุด โดยเฉพาะในกรณีโรคที่เกิดขึ้นเป็นโรคติดต่ ท่ีร้ายแรงและ ามารถ
แพร่โรคไปยังบุคคล ่ืนๆ ในชุมชนได้ง่ายและร ดเร็ เช่นไข้ทรพิ ไข้ ัดใ ญ่ ิ าตกโรค ไข้ ัด
โรคค ตีบ ไข้ไข ัน ลัง ักเ บ(โปลิโ ) และไข้ราก าดน้ ย เป็นต้น การท่ี ามารถค้น าผู้ป่ ยโรค
เ ล่านี้ได้ในระยะเร่ิมแรกที่มี าการและโรคยังไม่แพร่กระจายไปยังบุคคล ่ืน ทำใ ้ ามารถระงับ
กระบ นการดำเนินข งโรคได้ เพ่ื ใ ้การรัก าได้ถูกต้ ง และ ามารถป้ งกันมิใ ้โรคติดต่ ไปยัง
ผู้ ่ืน ร มท้ัง ามารถป้ งกันโรคแทรกซ้ นและผลเ ียท่ี าจเกิดตามมา เป็นผลใ ้เกิดการไร้
มรรถภาพและค ามพกิ ารลดน้ ยลงได้

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 127

๒.๒ การวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้ทันที โรคต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนหากได้รับการวินิจฉัยได้
ถกู ต้องและรวดเร็ว จะสามารถช่วยให้การรกั ษาโรคถูกต้องและมปี ระสทิ ธิภาพ มผี ลให้ความเจบ็ ป่วย
หายได้รวดเร็วและสามารถป้องกันผลเสียและโรคแทรกซ้อนที่เกิดตามมาได้เป็นอย่างดี และการ
รกั ษายังมผี ลในดา้ นการกำจดั แหล่งแพร่โรคหรอื บ่อเกดิ โรคซึ่งอยู่ในตัวผู้ป่วยได้ด้วย

๒.๓ การป้องกันการแพร่เช้ือ มีความจำเป็นมากสำหรับโรคติดต่อแพร่กระจายไปสู่บุคคล
อื่นในชุมชน โดยปะปนไปกับอาหาร น้ำ และแมลงนำโรคชนิดต่างๆ ดังนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับ
การกำจัดเช้ือทอ่ี ยใู่ นนำ้ อาหาร สิ่งแวดล้อมท่ีเป็นส่ือนำโรค โดยวิธีต่าง ๆ เช่น การควบคุมสตั ว์และ
แมลงนำโรค การทำน้ำให้สะอาดปราศจากเช้ือ โดยเติมสารฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน ตลอดจนการ
สุขาภิบาลอาหารและสุขาภิบาลสิ่งแวดลอ้ ม ซึง่ เปน็ สงิ่ จำเป็นอยา่ งยิ่งทจี่ ะป้องกันการแพรเ่ ชอื้ โรค

๒.๔ การเพิ่มความต้านทานหรือป้องกันโรคให้แก่บุคคลหรือชุมชน เพื่อใหบ้ ุคคลในชุมชนมี
ความต้านทานต่อโรคท่ีเกิดขึ้น ท่ีสามารถจะป้องกันได้โดยการใช้วัคซีน เช่นการฉีดวัคซีน ป้องกัน
อหิวาตกโรค วัคซีนป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบในระยะท่ีเกิดการระบาดของโรค
ข้ึนควบคู่ไปกับการให้สุขศึกษาแก่ชุมชน เมื่อมีโรคเกิดขึ้นในชุมชน โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติตน
เกี่ยวกับการป้องกันมิให้เกิดโรคขึ้น การระมัดระวังในเรื่อง อาหาร น้ำ การระวังและหลีกเลี่ยงจาก
การติดต่อ หรือสัมผัสกบั ผู้ปว่ ย การระมดั ระวังในดา้ นสุขภาพร่างกายเปน็ พิเศษ

๒.๕ การใช้กฎหมายสาธารณสุข ในกรณีที่มีโรคติดต่อร้ายแรงเกิดข้ึน และแม้ว่าจะได้ใช้
มาตรการปอ้ งกนั และควบคุมโรคโดยวิธีการตา่ งๆ แลว้ แตไ่ มไ่ ด้ผล เนือ่ งจากไมไ่ ดร้ ับความร่วมมือจาก
ชุมชนด้วยดี จึงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาช่วยสนับสนุนเพ่ือให้การดำเนินงานควบคุมโรค
สามารถดำเนนิ การได้รวดเร็วมีประสิทธภิ าพ ก็จะทำให้โรคสงบลงเร็วทสี่ ุด

ระดับที่ ๓ การป้องกันการเกิดความพกิ ารและการไร้สมรรถภาพ

คือการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการให้หายโดยเร็ว เพื่อลดผลเสียและโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดข้ึน
ตามมาภายหลังการเกิดโรค รวมทั้งการติดตามสังเกตและให้การป้องกันอย่างต่อเน่ือง เพ่ือป้องกัน
การเกิดโรคซ้ำ การป้องกันในระดับน้ีจะรวมถึงการบำบัดความพิการและฟ้ืนฟูสมรรถภาพร่างกาย
ด้วย การดำเนินงานจะเกดิ ผลดจี ะตอ้ งประกอบด้วยสิ่งต่อไปน้ี

๓.๑ มีวิธกี ารรักษาโรคทดี่ ีและมปี ระสทิ ธภิ าพ

๓.๒ มีการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขกระจายอย่างทั่วถึงและมากพอท่ี
ประชาชนจะมาใช้บริการได้สะดวก

๓.๓ ประชาชนมีความเข้าใจ และรู้จักใช้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีอยู่ให้
ถูกตอ้ ง

๓.๔ มีการศึกษาวิจัยและค้นคว้าถึงวิธีการใหม่ๆ ท่ีใช้รักษาโรคให้หายโดยรวดเร็วและ
รักษาต่อเน่ืองเพ่ือป้องกันการเกิดโรคซ้ำ เป็นการลดความพิการและการไร้สมรรถภาพท่ีอาจจะเกิด
ตามมาใหน้ อ้ ยลง

จากการควบคมุ และป้องกันโรคทง้ั สามระดับทีก่ ลา่ วมาแล้วจะดำเนินไปได้ดว้ ยดแี ละ

มีประสิทธิภาพ ต้องอาศยั การสนบั สนนุ และส่งเสริมจากบุคคล ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง
ประกอบด้วยการสนับสนุนด้านนโยบาย การสนับสนุนด้านการบริหาร การสนับสนุนด้านวัสดุ
อุปกรณ์ และทรัพยากร รวมทั้งการสนับสนุนของชุมชนและสังคมด้วย จึงจะทำให้การควบคุมและ
ป้องกนั โรคประสบความสำเรจ็

128 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

สาเหตุของโรคในทรรศนะพระพุทธศาสนา

อีกนยั ยะหน่ึง สิง่ ท่ีเป็นสาเหตุของโรคทงั้ ปวง มี ๔ อย่าง ใหญๆ่ คือ
๑. กรรม (กมมฺ สมฏุ ฺฐาโน โรโค) โรคท่ีเกิดจากกรรม หรอื การกระทำ
๒. จติ (จติ ฺตสมุฏฺฐาโน โรโค) โรคท่ีเกดิ จากจติ
๓. อุตุ (อตุ ุสมฏุ ฐฺ าโน โรโค) โรคท่ีเกดิ จากอุตหุ รอื อากาศ ความเย็น, รอ้ นเปน็ ตน้
๔. อาหาร (อาหารสมฏุ ฺฐาโน โรโค) โรคที่เกิดจากอาหาร๑๓
ธรรมทั้ง ๔ ประการน้ี เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรค (สภาพที่เสียดแทง) ต่อร่างกาย
ในทางพระพุทธศาสนา มีพระพุทธพจนท์ ี่ตรสั บอกสาเหตุของโรค ท่เี กิดมาจากการกระทำอกุศลของ
คนเรา เชน่
- ผลแห่งการมนษุ ย์, ฆ่าสัตว์, ทรมานสัตว์ เป็นสาเหตุทำใหม้ ีอายสุ ั้น เปน็ โรคภัยต่างๆ ซ่ึง
รกั ษาไม่หาย ซ่ึงเกิดกบั ร่างกายโดยเฉพาะ อยา่ งเช่นประวัติของท่านปูติคัตตตสิ สะเถระ มีต่มุ พองข้ึน
ตามตัวแล้วแตกทำให้ร่างกายเน่า เหมือนโรคฝีดาด หรือโรคเอดส์ในปัจจุบัน, กระดูกในส่วนต่างๆ
ในร่างกายของท่าน แตกพรุน ไม่แข็งแรง......พระพุทธเจ้าตรัสถึงสาเหตุแห่งโรคของท่านว่าเป็น
เพราะในอดีตชาติ ท่านเคยเป็นนายพรานล่านก ล่านกได้แล้วก็หักปีกหักขาเพ่ือไม่ให้นกบินหนีไปได้
แลว้ เก็บไว้ในถุง บางครั้งกล็ ืมนกบางตัวไม่ตาย แต่กท็ ำให้กระดูกปีกและขา เปน็ แผล เน่า...
อีกเร่ืองหน่ึง เร่ืองพระนางโรหิณีในธรรมบท พระนางเป็นโรคทางผิวหนัง ภาษาบาลีใช้คำ
ว่า ฉวโิ รโค (โรคทางผิวหนงั นา่ จะผวิ หนังไม่น่าดู ขรุขระ หรือเป็นปมต่างๆ ดุจทา้ วแสนปม) ไม่กล้า
มาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์รับส่ังให้มาเฝ้าแล้วทรงตรัสถึงอดีตกรรมให้ฟังว่า “สมัยหนึ่งพระ
นาโรหณิ ี เคยเป็นพระมเหสีของพระราชาพระองค์หนึ่ง เกิดความโกรธ อิจฉาในนางฟ้อนรำทใ่ี กล้ชิด
พระราชา จึงรับสั่งให้คนนำผลหมามุ่ย บาลีใช้ศัพท์ว่า “มหากัจฉุผลานิ” ไปใส่ในท่ีนอนที่น่ังของนาง
ฟ้อนรำคนนั้น พร้อมด่าทอต่างๆ นานา ทำให้หญิงนักฟ้อนผู้น้ันได้รับทุกขเวทนาเพราะพิษแห่ง
หมามุ่ยน้ัน” ผลกรรมนั่นเองเป็นเหตุให้พระนางโรหิณีมีผิวพรรณทราม ขรุขระ เป็นปมต่าง ๆ ใน
ปัจจุบันชาติน้ี ฯ โรคท่ีน่าจะเทียบเคียงกันได้ในสมัยน้ีก็คือโรคมะเร็ง โรคมะเร็ง เป็นโรคท่ีเกิดจาก
อกุศลกรรมเพราะการฆ่าสัตว์ ทรมาณสัตว์แน่นอน...และอีกหลายๆ โรค เกิดมาจากพฤติกรรมของ
มนุษย์ คือโรคเอดส์ สมั ส่อนทางเพศ, โรคทเ่ี กิดเพราะการไม่ทำกรรม หมายถึงไม่ออกกำลังกาย ทำ
ใหเ้ ป็นโรคตา่ งๆ ได้
มีหลายเรื่องที่เกี่ยวเน่ืองด้วยอกุศลกรรมท่ีบุคคลทั้งหลายได้กระทำไว้ บางคนบางท่าน
เข้าใจว่าการไปโทษกรรมในอดีตไม่น่าเป็นเร่ืองท่ีถูกต้อง แท้จริงแล้วกรรมท่ีบุคคลกระทำแล้ว ไม่ว่า
จะผ่านไปเพียงวินาทีเดียวก็จัดว่าเป็นอดีตกรรมแล้ว เพราะคำว่าอดีตแปลว่าล่วงไปแล้ว คำว่า ล่วง
ไปแล้วนี้ ไม่ได้กำหนดว่านานแคไ่ หน กรรมต่างๆ ท่บี ุคคลกระทำไว้ ไมว่ ่าจะเป็น นาทที ่ีแล้ว ช่ัวโมงที่
แลว้ วันที่แล้ว เดอื นทแี่ ลว้ ปีทแี่ ล้ว สิบปีท่แี ลว้ หา้ สบิ ปีทแ่ี ล้ว รอ้ ยปีที่แลว้ ชาตทิ ่ีแลว้ .....จดั เปน็ อดตี
กรรมไดท้ ั้งนั้น และกรรมที่กระทำไปแล้วน้ันมีผลทง้ั ทางตรงและทางอ้อม จะต้องมีผลเกิดขึ้นแนน่ อน

๑๓ ดูรายรายละเอียดสมุฏฐาน ๔ โดยพิสดารใน อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/๖๖๐-๖๖๖, วิสุทฺธิ.(บาลี) ๓/๑๑-๑๒,
๔๙-๕๐, ๑๖๘-๑๖๙. ฯลฯ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 129

ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในติกมาติกาบทหนึ่งว่า “อุปฺปาทิโน ธมฺมา”๑๔ แปลว่า สภาวธรรม
ทงั้ หลายที่จักเกิดขึ้นโดยแน่นอน เพราะมีเหตุทีจ่ ะใหเ้ กิดผลน้นั สำเร็จลงแล้ว หมายความว่าอยา่ งไร
หมายความว่า กรรม คือการกระทำทุกอย่าง เป็นสาเหตุของผลที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุน้ันๆ จะต้องมี
ปรากฏโดยแน่นอน (องค์ธรรมของ อุปปาทิโน ธมฺมา ได้แก่ วิปากจิต ๓๖ เจตสิก ๓๘ กัมมชรูป
๒๐) ขอ้ นี้เปน็ เคร่อื งยืนยนั ถึงการตาย การเกิดของมมุษย์-สัตว์ไดด้ ีอกี ดว้ ย....ฯ

- โรคบางอย่าง หรือหลายๆ โรค เกิดมาจากจิต เพราะคำว่า จิต คือธรรมชาติที่รับรู้
อารมณ์ คิดนึกอารมณ์ การรับรู้อารมณ์ของจิต เป็นไปได้ท้ังใน ๓ กาล คือ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และ
อนาคต (จิตบางชนดิ รับรูใ้ นส่ิงท่ีไม่เป็นท้ังอดตี ปัจจบุ ัน หรอื อนาคตก็ได)้ เพราะฉะนน้ั จิตจึงคดิ ไปใน
เรอ่ื งอดีตกไ็ ด้ ในเรื่องขณะปัจจบุ นั นก้ี ไ็ ด้ และคิดนกึ ไปในเร่อื งอนาคตกไ็ ด้ และจติ ทค่ี ิดนกึ ไปตา่ งๆ น้ัน
บางครง้ั กเ็ ปน็ กุศล บางคร้ังกเ็ ปน็ อกศุ ล และจะเป็นมากดว้ ยตามวสิ ยั ของปถุ ชุ น

ความท่ีจิตคดิ โดยไรเ้ หตผุ ล โดยปราศจากสติสมั ปชญั ญะเขา้ ควบคุม บางครง้ั กท็ ำใหจ้ ติ คิด
เลยเถิด นั่นแหละบ่อเกิดของโรคท่ีเกิดทางจิต คนท่ีวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน หรือเรียกว่า เป็นบ้า
เพราะควบคุมการคิดไม่ได้ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ทำไปได้ทุกอย่างตามที่จิตคิดออกมา โดยวิสัยของ
ปถุ ุชนแล้วทา่ นบอกว่ามีภาวะของความเป็นบ้า หรือมีจิตฟ่ันเฟือน ดว้ ยกนั ทกุ คน ขึ้นอยกู่ ับว่าใครจะมี
สติสัมปชัญญะในการควบคุมมากกว่ากัน จะเห็นได้ว่าคนทีวิกลจริต จิตเภท มีอยู่ในสังคมมากมาย
และที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะน้ีคอื การคิดฆา่ ตวั ตาย การคดิ ฆ่าตัวตาย ก็เป็นโรคทเ่ี กดิ ทางจติ ส่วนมาก
เป็นจิตโกรธที่ไม่สามารถระงับได้ จิตที่ประสบความทุกข์อย่างแสนสาหัส แล้วไม่มีทางออก คือไม่มี
สติป้ญญาแก้ไขได้ ดังนั้นการฝึกฝนจิต อบรมจิตให้มีสติปัญญา จึงเป็นส่ิงสำคัญท่ีสุด เพราะพุทธ
พจน์ทีว่ ่า

-จติ ฺตํ ทนตฺ ํ สขุ าวหํ : จติ ทฝี่ กึ ดแี ล้ว นำสขุ มาให๑้ ๕
-จติ ตฺ ํ คตุ ฺตํ สุขาวหํ : จติ ที่คุม้ ครองดแี ลว้ นำสุขมาให้๑๖

-เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา : ผู้ท่ีสำรวมจิตได้ จะพ้นจากบ่างแห่ง
มาร๑๗

เชอื่ หรือไม่วา่ โรคมะเร็งอาจมสี าเหตมุ าจากจิต ก็ได้ บุคคลที่มจี ิตโกรธ มีจติ เศรา้ หมองอยู่
เป็นประจำ อาจเป็นสาเหตหุ น่ึงทำให้เกิดโรคมะเรง็ ได้ เพราะอะไร? ก็เพราะว่า โรคมะเร็งบางอย่าง
ที่มีสภาวะเป็นเน้ือร้ายท่ีเกิดในจุดต่างๆ ของร่างกายน้ัน เนื้อร้ายที่ลุกลามอาจเกิดมาจากจิตที่เศร้า

๑๔ ความว่า “สภาวธรรมที่จักเกิดข้ึนแน่นอน เป็นไฉน? คือ วิบากแห่งสภาวธรรมท่ีเป็นกุศลและอกุศล ที่
ยงั ไม่ใหผ้ ล ซ่ึงเป็นกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร และท่ไี มน่ ับเนื่องในวัฏฏทกุ ข์ ได้แก่ เวทนาขนั ธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์
และรูปที่กรรมปรุงแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่าน้ีชื่อว่าจักเกิดข้ึนแน่นอน” ฯ อ้างใน อภิ.สํ.(ไทย) ๓๔/๑๗/๔. ๓๔/
๑๐๔๓/๒๖๘, อภิ.สงฺ.อ.(บาลี) ๙๓. ฯ สภาวธรรมท่ีเกิดขึ้น เป็นไฉน? คือ วิบากในภูมิ ๔ รูปอันกรรมปรุงแต่ง
สภาวธรรมเหล่านีช้ ื่อว่าเกดิ ขึน้ ก็มี ทจ่ี ักเกิดแน่นอนกม็ ี แต่กลา่ วไม่ได้ว่า ยงั ไม่เกดิ ขนึ้ กุศลในภูมิ ๔ อกุศล อัพยากต
กิริยาในภูมิ ๓ รปู อันกรรมไมป่ รุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านชี้ ื่อวา่ เกิดข้นึ ก็มี ยงั ไม่เกิดขน้ึ ก็มี แต่กล่าวไม่ได้วา่ จกั เกิดข้ึน
แน่นอน นพิ พานกล่าวไมไ่ ด้ว่าเกดิ ข้ึน ยังไมเ่ กดิ ข้นึ หรือจกั เกดิ ขึ้นแน่นอน อา้ งใน อภ.ิ ส.ํ (ไทย) ๓๔/๑๔๓๐/๓๕๒.

๑๕ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๕/๓๖., คำว่า นำสุขมาให้ (สุขาวหํ) ได้แก่ สุข ในที่น้ีหมายถึง สุขท่ีเกิดจาก
อรยิ มรรคจิต ๔ อรยิ ผลจิต ๔ และ สขุ ท่เี กิดจากการบรรลนุ ิพพานอนั เป็นประโยชน์สงู สุด อ้างใน ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๒/
๑๑๘.

๑๖ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๖/๓๖.
๑๗ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๗/๓๗. คำว่า “เครื่องผูกแห่งมาร” หมายถึง วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ (กามาวจร
ภูมิ รปู าวจรภูมิ อรูปาวจรภมู ิ) อ้างใน ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๒/๑๒๖.

130 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

หมอง (สังกิลิฏฐจิต) เพราะเมือใดก็ตามท่ีจิตเศร้าหมองเกิดขึ้น จะมีรูปชนิดหนึ่งเกิดข้ึนตามมาด้วย
นั่นคือจิตตรูป (รูปท่ีเกิดจากจิต) จิตที่เศร้าหมองคือจิตท่ีเป็นอกุศล รูปท่ีเกิดมากด้วยก็เป็นรูปที่เกิด
จากจิตท่ีเป็นอกุศล รูปท่ีเกิดจากจิตที่เห็นได้ชัด คือ วรรณรูป คือสีต่างๆ จะเห็นได้ว่าคนโกรธ หรือ
คนร้องไห้ คนที่มีจิตใจเศรา้ หมอง ใบหน้าจะคล้ำ ไม่ผ่องใส คนทเ่ี ศร้าหมองบ่อยๆ จะมีจุดจ้ำด่างดำ
ข้ึนตามร่างกาย น่ันคือสีแห่งผิวพรรณที่เกิดมาจากจิตทีเ่ ศร้าหมอง บางอย่างมีผลกระทบต่ออวัยวะ
ร่างกายภายในได้ เช่นคนวิตก กังวล เครียด อาจเป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคปวดศีรษะ นอนไม่
หลับก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น...ฯ เหล่าน้ีคือโรคที่เกิดมาจากจิต มีจิตเป็น
สมฏุ ฐาน.

- อุตุ (อุตุสมุฏฺฐาโน โรโค) ฤดู ความเปลยี่ นแปลงของอากาศ หนาวเกนิ ไป รอ้ นเกินไป ช้ืน
เกินไป ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้ อีกประการหน่ึง อุตุที่อยูภ่ ายในร่างกายก็เป็นสาเหตุแห่งโรคได้
ความเย็น ร้อนในร่างกายที่ปรับไม่สมดุลกับความเย็นร้อนในภายนอกไม่ทัน ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิด
โรคต่างๆ เช่น หวัด แพ้อากาศ บางครั้งฝุ่นละอองที่มาในอากาศ บริเวณที่มีอากาศเป็นพิษ มีกาซ
ต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากเกินไป ก็ทำให้เป็นโรคต่างๆ ได้ และท่ีสำคัญควันที่มาจากบุหรี่
เป็นสาเหตขุ องมะเร็งในปอด ทปี่ จั จบุ ันนหี้ น่วยงานตา่ งๆ ได้มกี ารรณรงคใ์ ห้เลกิ สบู บหุ ร.่ี ....ฯ

- อาหาร (อาหารสมุฏฺฐาโน โรโค) โรคที่เกิดจากอาหารนี่ เป็นเรื่องใหญ่เลย แทบจะทุก
ชนิด ต้องมีอาหารเข้าไปร่วมด้วยเสมอ ตั้งแต่โรคที่ฮิตกันในปัจจุบันคือ โรคอ้วน ไขมันมากเกินไป
เป็นเหตุให้หลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคความดัน โรคเบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ โรคท่ีเกิดจาก
อาหารเป็นพิษ ด่ืมสุราเป็นอาหาร, สูบบุหร่ีเป็นอาหาร...พระพุทธศาสนา ให้รู้จักคำว่า “โภชเน
มตฺตญฺญุตา” คือรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร และให้รู้ด้วยว่า ส่ิงไหนบริโภคเข้าไปแล้วมี
ผลเสยี ต่อร่างกาย กใ็ หห้ ลีกเลย่ี งเสีย เท่านีก้ ท็ ำให้เราปราศจากโรคท่มี สี าเหตุมาจากอาหารได้....ฯ

เหตุของการเกดิ โรคภัยไข้เจ็บ

มนุษย์ทุกคนเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มักจะต้องไปหาหมอเพ่ือทำการรักษา ซ่ึงนับเป็นการ
กระทำท่ีเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บถูกต้องอันดับแรก สาเหตุทท่ี ำใหเ้ กิดโรคนั้นมีหลายสาเหตุ ซ่ึง
ต้องมาพิจารณาดูกันให้ถี่ถ้วน หากกล่าวในแง่ของพระพุทธศาสนาน้ัน “โรค” หมายถึงสภาวะและ
อาการที่ท่ิมแทง ทำลาย ขัดขวาง ย่ำยี เบียดเบียน และเป็นอุปสรรคของชีวิต ทำให้ชีวิตได้รับ
ทกุ ขเวทนา ปราศจากสุขและพบแตส่ ่งิ ทไี่ มน่ า่ ปรารถนาอยู่ร่ำไป

โรคดังกลา่ วนั้น สามารถแบ่งได้อยู่ ๒ ประเภทคอื

๑. โรคทางจิต คอื โรคที่เป็นต้นกำเนดิ ในการทำลายสันติและก่อให้เกิดพาหะนำไปข้ามภพ
ข้ามชาติได้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “โรคาที่มาจากการกรรมเก่า” เช่นเกิดมาก็มีสติปัญญาพิกลพิการ
ฟน่ั เฟอื น สมาธสิ ้ัน ภาวะทางอารมณบ์ กพร่อง ฯลฯ

๒. โรคทางกาย คือโรคที่ทำลายรูปธรรมให้พบแต่ความชำรุด คร่ำคร่าจนเกิดเวทนา
อย่างแรงกล้า หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นโรคที่เกิดมาจากกรรมใหม่และกรรมเก่าผสมกัน เช่น ป่วย
เป็นโรคมะเร็ง หรือป่วยเป็นโรคเรื้อรังใดๆ ที่รักษาไม่หาย ใช้เวลารักษานานมาก ก็ยังไม่หายขาด
อาการทรงๆ ทรุดๆ อยตู่ ลอดเวลา

พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง โรค ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย และโรคทางใจ ดังพุทธพจน์ท่ี
ตรสั ไว้ว่า “ภกิ ษทุ ้งั หลาย โรค ๒ อยา่ งนี้ คือ ๑ โรคทางกาย ๒ โรคทางใจ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 131

๑) สาเหตุของโรคทางกาย
ในพระไตรปิฎกได้มีปรากฏ ถึงสาเหตุของการเกิดโรคทางกาย ไว้หลายประการสาเหตุที่
สำคัญ คือ ความไม่สมดุลของธาตุท้ัง ๔ และสาเหตุที่ปรากฏใน คิริมานันทสูตร๑๘ ๘ ประการ ที่
พระพุทธองคไ์ ด้ตรสั ไวว้ า่ กายนี้ มีทกุ ขม์ าก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น อาพาธตา่ งๆ จึงเกิดขึ้นในกาย น้ี
คอื

๑. อาพาธมีดเี ปน็ สมฏุ ฐาน
๒. อาพาธมเี สมหะเปน็ สมฏุ ฐาน
๓. อาพาธมลี มเปน็ สมฏุ ฐาน
๔. อาพาธมีไขส้ นั นิบาตเป็นสมฏุ ฐาน
๕. อาพาธอันเกดิ แตฤ่ ดูกาลแปรปรวน
๖. อาพาธอันเกิดแต่การบริหารกายไมส่ มำ่ เสมอ
๗. อาพาธอนั เกิดแตค่ วามเพียรเกินกาลัง
๘. อาพาธอนั เกดิ แตว่ บิ ากของกรรม๑๙
การเกิดโรคทางกาย ดังที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานี้ ใกล้เคียงกับศาสตร์ทาง
การแพทย์ มีเพียงสาเหตุเดียว ทีม่ ีกลา่ วเฉพาะในพระพุทธศาสนา คือ สาเหตุของโรคท่เี กิดจาก ผล
กรรม ดังพุทธพจนท์ ีว่ า่
“บุคคลในโลกน้ี.....เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ท้ังหลาย ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนหินบ้าง ด้วย
ท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง เพราะกรรมนั้นท่ีเขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างน้ัน....หลังจากตายแล้ว
ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในท่ีใดๆ เขาก็จะเป็นผู้มีโรคมาก ....
มาณพ การที่บุคคล เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือบ้าง....นี้เป็นปฏิปทา ที่เป็นไปเพ่ือ
ความมโี รคมาก”
เรามกี รรมเปน็ ของตน เปน็ ผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนดิ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรม
เป็นที่พ่ึงอาศัย เราทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับ ผลของกรรม
น้ัน “โรคกรรม” พบได้ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ว่าโรคบางชนิดแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุ
และวินิจฉัยโรคได้ เรียกโรคทำนองน้ีว่า “โรคที่รักษาไม่หาย” หรือ “โรคที่รักษายาก” เป็นต้น ทาง
พระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็น “โรคกรรม” จะรักษาอย่างไร ใช้ความพยายามแค่ไหน ก็ไม่หาย
จนกว่าจะส้ินกระแสแห่งกรรมนั้น
บุคคลทำกรรมใด ทางกาย ทางวาจา ทางใจ กรรมนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนำ
กรรมนัน้ ไปได้ อนึง่ กรรมน้นั ย่อมตดิ ตามเขาไป ดุจเงาตดิ ตามตวั ไป ฉนั นน้ั
การเกิดโรคทางกาย มีหลายสาเหตุ คือ โรคเกิดจากดี เสมหะ ลม ไข้สันนิบาต ฤดู
แปรปรวน การบริหารไม่สม่ำเสมอ การใช้ความเพียรเกินกำลัง ผลของกรรม หนาว ร้อน หิว
กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ธาตุ ๔ ไม่สมดุล การไม่รู้ประมาณในการบริโภค การถูก
สัมผัสจากเหลอื บยงุ และสตั ว์เลือ้ ยคลาน การถกู ทำร้าย และการมอี ายมุ าก

๑๘ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๘๒-๑๓๓.
๑๙ อง.ฺ ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๓๐.

132 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

โรคทางกายมีหลายสาเหตุ ความไม่สมดุลของธาตุทั้ง ๔ เป็นสาเหตุที่สำคัญ สาเหตุอื่นๆ
ได้แก่ เกิดจากดี เสมหะ ลม การเปล่ียนแปลงของฤดูกาล การบริหารไม่สม่ำเสมอ การใช้ความ
เพียรเกินกำลัง และผลของกรรม ความรุนแรงของโรค ซ่ึงเกิดจากสาเหตุดังกล่าว อาจแตกต่างกัน
ขน้ึ อยู่กบั สภาพความสมบรูณ์ของรา่ งกาย และผลจากกรรมในแต่ละบุคคล

๒) สาเหตขุ องโรคทางใจ

โรคทางใจ ได้แก่ การที่จิตใจของคนเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ความเศร้าหมอง คือ โลภะ
โทสะ และโมหะ เข้าครอบงำท่ีเรียกว่า อนุสัยหรืออาสวะ ที่นอนเนื่องอยู่ภายในของภวังคจิต
ประกอบไปด้วย ราคะ ปฏิฆะ อวิชชา โรคที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ก็มี เฉพาะทางกาย และทางใจเท่านั้น
คนบางคนอาจจะไม่มีโรคทางกาย ต้ังแต่แรกเกิดจนแก่ชรา แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว ซงึ่ มีจิตใจทห่ี นา
ไปด้วยกิเลสตัณหา เป็นผู้มีโรคทางใจกันทั้งน้ัน เว้นแต่ว่าใครจะมีมากน้อยเพียงใดเท่านั้น มีแต่พระ
อรหนั ตผ์ ู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสเทา่ น้ัน ท่ีไม่มีโรคทางใจ

ในทางพระพุทธศาสนา ได้อธิบายถึงสาเหตุท่ีทำให้เกิดโรคทางใจ ที่เกิดข้ึนจากกิเลสและ
ตัณหามอี ยู่ ๓ ประการ คอื

๑. โรคเกดิ ขนึ้ เพราะความโลภ ความโลภไม่วา่ จะเกดิ ข้ึนในใจของผู้ใด ผู้นัน้ เป็นโรคทางใจ
ท่ีเกิดจากความโลภ ทำให้อยากได้ อยากมี อยากเป็นและบางครั้งก็อยากได้เกินขอบเขตจนถึง
เบียดเบียนผู้อื่น เพราะความโลภทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัว เกิดความกระหายอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ทำ
ให้เป็นคนที่มีจิตใจเร่าร้อน มีความทะเย่อทะยานอยากได้ในทางท่ีผิด เมื่อความปรารถนาไม่สมหวัง
ในส่ิงที่ตนมุ่ง ก็เกิดความคับใจ อันเป็นสาเหตุท่ีทำให้เกิดความทุกข์ เม่ือมีความทุกข์มากๆ ผลท่ี
ตามมาก็คือ สุขภาพจิต ทำให้นอนไม่ได้ บางคนเป็นบ้าเสียสติไปเลยก็มี เกิดการอิจฉาผู้อ่ืน เมื่อ
ตนเองไม่ได้ดงั ความปรารถนาของตน แม้ในท่ีสดุ ถงึ ตรอมใจตาย

๒. โรคเกิดขึ้น เพราะความโกรธ เม่ือเกิดข้ึนกับผู้ใดแล้ว คนผู้นั้นเป็นโรคทางใจ เพราะ
ความโกรธทำให้จิตใจ ของผมู้ ักโกรธนัน้ เปน็ คนท่มี ีจิตใจขัดเคอื ง หงุดหงิด ขุ่นเคอื งผู้อ่ืน ทำใหจ้ ิตใจ
เรา้ ร้อนกระวนกระวายอยู่ไม่เปน็ สุข แผดเผาร้อนรนในใจของตนเอง มีจติ ใจทม่ี ุ่งร้ายอาฆาตพยาบาท
ผู้อนื่ อันเปน็ สาเหตนุ ำไปสู่การเบยี ดเบียน ลา้ งผลาญซ่งึ กันและกนั ผลก็คอื ความทกุ ข์ทเี่ กดิ จากใจ

๓. โรคเกิดจากความหลง (โมหะ) เพราะความหลงเกิดขึ้นกับผู้ใด ผู้น้ันเป็นโรคทางใจ
เปน็ บุคคลท่ีเชื่อง่าย และเชอ่ื ในสง่ิ ทีผ่ ิด เข้าใจในสง่ิ ทผ่ี ิด มีจติ ใจทีม่ ืดบอด มองไม่เห็นทาง ไม่รจู้ ักผิด
ชอบชั่วดี มักจะถูกชักนำไปในทางทผี่ ิดไดง้ ่าย เช่น เห็นดีเป็นชั่ว เหน็ ชั่วเป็นดี เห็นทกุ ข์เป็นสุข ความ
หลงทำให้ได้รับความทุกข์ เพราะการคิดผิดของตนเอง ท่ีทำให้เกิดความร้อนใจ ท่ีนำความเสียหาย
มาให้แก่ตนเอง อย่างมากมาย เพราะการคิดผิด ทำให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ให้ได้รับความทุกข์
ทรมาน อนั เปน็ ความทกุ ขท์ างใจ

โรคทางใจ คือ การทีจ่ ติ ใจของมนุษย์ถูกครอบงำไปด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ซ่ึงแสดงออกมา
ทางกายกรรม วจกี รรม และมโนกรรม

ชีวิตน้ีมีโรค แต่โรคน้ันแก้ไขได้ : จุดหมายของพระพุทธศาสนาคือการแก้ไขความไม่สบาย
หรือโรคของชีวิต คำว่า “โรค” เป็นคำทีใ่ ชแ้ ทนคำว่า “ทุกข์” ซึ่งเป็นปัญหาของมนษุ ย์ทุกคน ทกุ ข์ คอื
ปัญหาของชีวิต เพราะฉะนั้น เม่ือใช้คำว่า โรค แทนคำว่า ทุกข์ ก็ถือว่า ทุกข์นั้นเป็นโรค เป็นสิ่งบีบ
ค้ัน เป็นปัญหาท่ีต้องแกไ้ ข

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 133

ภาวะท่ีหายทุกข์หรือหมดทุกข์ มีสุขหรือปลอดทุกข์และเป็นสุข เป็นด้านหนึ่งของภาวะที่
สมบรูณ์ เป็นส่วนหนึ่ง หรือด้านหน่ึงของภาวะองค์รวม ซึ่งยังมีภาวะด้านต่างๆ อยู่ด้วยกัน กับ
ความสขุ เป็นลักษณะองค์ประกอบของภาวะ ท่ีเป็นความดงี ามสมบรูณ์ของชวี ติ

การเกิดโรคนั้นเป็นความทกุ ขอ์ ย่างหน่งึ เม่อื พิจารณาถึงโรคที่เกดิ ข้นึ ท้ังสองประเภท ทำใหร้ ู้
ว่ามีความสอดคล้องกับ ทุกขอริยสัจ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย น้ีจัดเป็น
โรคทางกาย ความเศร้าใจ ความรำคาญ คร่ำครวญ พิไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ
ความประจวบกับส่ิงที่ไม่เป็นท่ีรัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความไม่ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา
เหล่าน้จี ัดเป็นโรคทางจติ ว่าโดยยอ่ อุปาทานขนั ธ์ ๕ เป็นทุกข์๒๐ จดั เป็นโรคทางใจ

โรคทางใจ คือการที่จิตใจของคนเราถูกครอบงำ ด้วยกิเลสความเศร้าหมอง ด้วยความโลภ
อยากได้ อยากมี ทำใหม้ ีจิตใจเรา่ ร้อน เมอ่ื ความปรารถนา ไมส่ มหวงั ในสง่ิ ท่ีตนม่งุ ความโกรธ ทำให้
เป็นคนที่มีจิตใจ ขัดเคือง หงุดหงิด ขุ่นเคืองผู้อ่ืน ทำให้จิตใจเร้าร้อน กระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข
ความหลง ทำให้เชื่อในสิง่ ท่ีผดิ เข้าใจในส่ิงทผี่ ิด มีจติ ใจที่มดื บอด มองไม่เห็นทาง ไมร่ ูจ้ กั ผิดชอบชวั่ ดี
มักจะถูกชักนำ ไปในทางทีผ่ ิดไดง้ ่าย ความโลภ โกรธ หลง ทำใหเ้ กิดความทุกข์

๓) สาเหตุของโรคทางจิต
โรคทางจิต ตามวิถีแพทย์ปัจจุบัน ความแปรปรวนทางจิต เกิดข้ึนจากหลายสาเหตุ ซึ่งมี
ความแตกต่างกันออกไป ได้แก่ โรคทางจิตมีสาเหตุมาจาก พันธุกรรม ความผิดปกติทางโครโมโซม
โครงสร้างของร่างกาย อายุ เพศ การแตง่ งาน เชอ้ื ชาติ การตั้งครรภ์ อาชีพ และภาวะทางการงาน
ปัจจัยทางครอบครัว สังคม และวัฒนธรรม สุรา ความเจ็บป่วย ความแปรปรวนทางสมองท่ัวไป
การติดเชื้อ สิ่งเป็นพิษ ความแปรปรวนทางต่อมไร้ท่อ การขาดส่ิงที่จำเป็น การขาดออกซิเจน การ
ขาดอาหาร การขาดวิตามิน การขาดการนอน การขาดความฝัน การขาดสิ่งเร้า การแยกจากสังคม
ความสำคญั ระหว่างบคุ คล ความเศร้าใจความขัดแย้งทางใจ
ความแปรปรวนทางจิตใจ ชนิดรุนแรง เช่น เอะอะ โวยวาย ก้าวร้าว หลงผิด ประสาท
หลอน หวาดระแวง มีสาเหตุมาจากจิตใจ หรือร่างกาย และมีผลทำให้เกิดความผิดปกติ ในการคิด
การตอบสนองทางอารมณ์ ความจำ การส่ือสาร การตีความหมาย และพฤติกรรมที่เหมาะสม จน
เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต มีความคิดแปรปรวน สับสนขาดเหตุผล พูดสับสนหลายเรื่องพูดไม่
ติดต่อ เพ้อเจ้อ วกวน เหม่อลอย ทำให้ประสาทหลอน และอาการหลงผิด มีอารมณ์แปรปรวน
เดี่ยวดีเด่ียวร้าย คลุ้มคลั่งอาจ เป็นอันตรายกับคนท่ีอยู่ใกล้ชิด ความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งทไี่ ม่ชอบใจ ความพลัดพรากจากส่ิงท่ีเป็นที่รัก
ความไมส่ มปรารถนา ซง่ึ เป็นอาการแสดงออกของจิต ทป่ี ระสบทุกขอ์ ยา่ งใดอย่างหนึ่ง

โรคทกุ อยา่ งไมไ่ ดเ้ กดิ จากกรรมเสมอไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า “หากใครเห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดมาจาก
กรรมท้ังส้ิน ยอ่ มเป็นความเข้าใจท่ีคลาดเคลอื่ น”๒๑ เพราะโรคภัยไข้เจบ็ นน้ั เกิดขนึ้ ไดจ้ ากหลายสาเหตุ
กรรมหรือการกระทำเป็นเพียงปัจจยั หน่ึงเท่านัน้ ที่ทำใหเ้ กิดโรค ดงั ทปี่ รากฏในสวิ ิกสูตร (ว่าดว้ ยสวี ก
ปริพาชก) ว่า

๒๐ วิ.ม.(ไทย) ๔/๑๔/๒๑. ธรรมจักกัปปวตั นสูตร
๒๑ ส.ํ ส.(ไทย) ๑๘/๒๖๙/๓๐๑-๓๐๒. สิวิกสูตร

134 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

มัย น่ึง พระผู้มีพระภาคประทับ ยู่ ณ พระเ ุ ัน ถานท่ีใ ้เ ย่ื กระแต เขตกรุงรา
ชคฤ ์ ครงั้ น้นั ปรพิ าชกชื่ โม ิย ี กะ๒๒ เข้าไปเฝ้าพระผู้มพี ระภาคถึงท่ีประทับ ได้ นทนาปรา รัย
พ เป็นท่ีบันเทิงใจ พ เป็นท่ีระลึกถึงกันแล้ นง่ั ณ ที่ มค ร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ ่า “ข้า

แต่พระโคดมผ้เู จรญิ มี มณพรา มณ์พ ก น่ึงมี าทะ ยา่ งน้ี มีทิฏฐิ ย่างนี้ า่ ‘บุรุ บคุ คลน้เี ย ุข

ทกุ ข์ รื ทกุ ขม ขุ ยา่ งใด ย่าง น่ึง ุข ทกุ ข์ รื ทุกขม ุขทงั้ มดน้ัน มีเ ตุที่ได้ทำไ ้ในปาง
ก่ น’ กใ็ นข้ น้พี ระโคดมผู้เจริญตรั ไ ้ ยา่ งไร”

พระผู้พระภาคตรั ต บ ่า “ ี กะ เ ทนาบาง ย่างมีดีเป็น มุฏฐาน เกิดขึ้นในกายน้ีก็มี

การท่ีเ ทนาบาง ย่างซ่ึงมีดีเป็น มุฏฐานเกิดข้ึนในกายนี้ บุคคลพึงรู้ได้เ งนี้ก็มี การท่ีเ ทนา

บาง ย่างซึ่งมีดีเป็น มุฏฐานเกิดข้ึนในกายน้ี ชา โลก มมติ ่าเป็นค ามจริงก็มี ในข้ น้ัน มณ
พรา มณ์เ ลา่ ใดมี าทะ ย่างนี้ มีทิฏฐิ ยา่ งนี้ ่า ‘บรุ ุ บุคคลน้เี ย ุข ทุกข์ รื ทุกขม ขุ ย่างใด

ย่าง น่งึ ุข ทุกข์ รื ทุกขม ุขทงั้ มดน้ันมีเ ตุทไี่ ดท้ ำไ ้ในปางก่ น’ ย่ มแล่นไป า ่ิงท่ตี นเ ง

รู้และแล่นไป า ิ่งที่ชา โลก มมติ ่าเป็นค ามจริง เพราะฉะน้ันเราจึงกล่า ่า ‘เป็นค ามผิดข ง
มณพรา มณ์เ ลา่ นน้ั ’

... มีเ ลดเป็น มุฏฐาน ฯลฯ มีลมเป็น มฏุ ฐาน ฯลฯ มีดี เ ลดและลมร มกันเป็น มุฏฐาน
ฯลฯ เกิดจากการเปล่ียนฤดู ฯลฯ เกิดจากการบริ ารกายไม่ ม่ำเ ม ฯลฯ เกิดจากการถูกทำร้าย

ฯลฯ เ ทนาบาง ย่างเกิดจากผลกรรมเกิดขึ้นในกายนี้ก็มี การทเ่ี ทนาบาง ย่างซึ่งเกิดจากผลกรรม
เกดิ ข้ึนในกายน้บี ุคคลพึงรู้ได้เ งก็มี การที่เ ทนาบาง ยา่ งซงึ่ เกิดจากผลกรรมเกิดขึน้ ในกายน้ีชา โลก
มมติ ่าเป็นค ามจริงก็มี ในข้ นั้น มณพรา มณ์เ ล่าใดมี าทะ ย่างนี้ มีทิฏฐิ ย่างน้ี ่า ‘บุรุ

บคุ คลน้ีเ ย ขุ ทกุ ข์ รื ทกุ ขม ขุ ย่างใด ยา่ ง น่ึง ขุ ทกุ ข์ รื ทกุ ขม ขุ ทัง้ มดนน้ั มเี ตทุ ี่

ได้ทำไ ้ในปางก่ น’ ย่ มแล่นไป า ิ่งท่ีตนเ งรู้ และแล่นไป า ่ิงท่ีชา โลก มมติ ่าเป็นค ามจริง
เพราะฉะน้ันเราจงึ กล่า ่า ‘เป็นค ามผิดข ง มณพรา มณ์เ ลา่ น้นั ”

เมื่ พระผู้มีพระภาคตรั ย่างน้ีแล้ ปริพาชกชื่ โม ิย ี กะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค

ดังนี้ ่า “ข้าแต่ทา่ นพระโคดม พระภา ิตข งท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะย่งิ นกั ฯลฯ ข ท่านพระโค

ดมจงทรงจำข้าพระ งค์ ่าเป็น ุบา กผถู้ ึง รณะ ตัง้ แต่ นั นี้เป็นต้นไปจนตล ดชี ิต”

ปิตตฺ ํ เ มฺ ญจฺ าโต จ นฺนปิ าตา ตุ ูนิ จ

ิ มํ โ ปกกฺ มกิ ญฺจ กมมฺ ปิ าเกน ฏฐฺ มีติ ฯ

แปลค าม ่า “ดี ๑ เสลด ๑ ลม ๑ ดี เสลด และลม รวมกัน ๑ ฤดู ๑ การบริหารกายไม่
สมำ่ เสมอ ๑ การถกู ทำรา้ ย ๑ รวมกับผลกรรมอีก ๑ เปน็ ๘”๒๓

ในทางพระพทุ ธ า นา ไดแ้ บ่งกฎเกณฑ์การเจบ็ ป่ ยไ ้ ย่างแยบคาย ๕ ประการดังน๒้ี ๔

๑. เกิดจากอุตุนิยาม เป็นกฎธรรมชาติทเี่ กี่ย กับ ภาพดนิ ฟ้า ากา และ ิ่งแ ดล้ ม เช่น

ค ามร้ น ค าม นา ทม่ี ากเกินไป เกดิ ุทกภยั าตภัย นั ถื เป็น าเ ตุ นงึ่ ท่ีทำใ ้เกิดโรค

๒. เกิดจากพีชนิยาม เป็นกฎธรรมชาติข งพืชพันธ์ รื เกิดจากพันธุกรรม เช่น
โรคเบา าน โรค ั ใจ โรคเ ด ์ ท่ี ามารถถ่ายท ดไดก้ รรมพันธุ์

๒๒ คำ ่า ี กะ เป็นช่ื ตั ่ น โม ิยะ เป็นช่ื เล่น เพราะช บไ ้ผมจุก ้างใน ํ. า. .(บาลี) ๓/
๒๖๙/๑๔๒.

๒๓ ํ. .(ไทย) ๑๘/๒๖๙/๓๐๑-๓๐๒. ิ กิ ตู ร
๒๔ ภิ. ํ. .(ไทย) ๑/๑๕๕-๑๕๘.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 135

๓. เกิดจากจิตตนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเก่ียวกับสภาพจิตใจ หรืออุปาทานความนึกคิดที่
อาจปรุงแตง่ จนเกินไปได้ อาจมีผลกระทบต่อภาวะจิตใจและสง่ ผลตอ่ ไปถึงรา่ งกาย

๔. เกิดจากกรรมนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ท่ีเกิดจากการ
กระทำหรือการแสดงเจตนา เป็นสิ่งท่ีเก่ียวข้องกับมนษุ ย์โดยตรงคอื ตนเองเป็นคนสรา้ งการกระทำท่ี
ทำใหเ้ กิดโรคขน้ึ มาจึงตอ้ งรับผลแหง่ การเปน็ โรคนน้ั ๆ ด้วยตนเอง เช่นโรคท่ีเกดิ จากความเส่ือมสภาพ
ของร่างกายท้งั หลาย

๕. เกิดจากธรรมนิยาม เป็นกฎที่ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ส่ิง
ทั้งหลายเกิดข้ึนตั้งอยู่แล้วดับไป การเกิดโรคก็เช่นเดียวกันเม่ือมีการเกิดโรคย่อมมีการหายจากโรค
หรือมีการดำเนินของโรคนน้ั ไปตามความเป็นจรงิ

เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดอยู่ตอนนี้กับทุกท่านมันมีสาเหตุ
แน่นอน ไม่ใช่เร่ืองบังเอิญ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันคือ ผลที่มาจากเหตุล้วนๆ อาจเกิดมาจากรรมหรือ
การกระทำลว้ นๆ หรอื อาจเกดิ ไดต้ ามกฎแหง่ ธรรมชาติ

กรรมคืออะไร

กมฺมนุ า วตตฺ ตี โลโก กมฺมุนา วตฺตตี ปชา
นพิ นธฺ นา สตตฺ า รถสฺสาณวี ยายโต ฯ
“สตั วโ์ ลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
หมูส่ ตั ว์ เปน็ ไปตามกรรม
สัตว์ทัง้ หลาย มกี รรมเป็นเคร่อื งผกู พัน
เปรยี บเหมือนรถท่แี ล่นไปมีหมุดเป็นเคร่ืองตรงึ ไว้ ฉะน้นั ”๒๕
อุทฺเทส กมมฺ ปจจฺ โย : เพราะมีเจตนาต้ังใจเป็นปัจจยั
กัมมปัจจัย หมายถึง การกระทำของจิตใจท่ีเป็นเหตุให้เกิดผล หรือให้สำเร็จกิจในหน้าท่ี
ของตนเรียกวา่ “กรรม”
ดงั พุทธภาษติ กลา่ วไวใ้ นองั คตุ ตรนิกาย ฉกั กนิบาตวา่ ...
“เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ เจตยิตฺวา กมฺมํ กาเยน วาจาย มนสา” แปลว่า “ภิกษุท้ังหลาย
เรา(ตถาคต) กลา่ วเจตนาว่าตวั กรรม บุคคลคดิ แล้ว จึงกระทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ดว้ ยใจ”๒๖
กล่าวคือย่อมมีความต้ังใจ มีการปรุงแต่ง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ ดังลักขณาทิจตุกกะของเจตนา
เจตสิกว่า
เจตนาเจตสิก คือการแสวงหา หรือขวนขวายที่จะให้เป็นไปในอารมณ์ หรือความตั้งใจ
หรอื ความสำเร็จ มีลักขณาทจิ ตกุ กะ ดังนี้
-เจตนาภาวลกฺขณา มีการชักชวน เปน็ ลกั ษณะ
-อายูหนรสา มกี ารขวนขวาย เปน็ กิจ
-สวํ ิธานปจฺจปุ ฏฐฺ านา มีการจดั แจง เปน็ ผล
-เสสขนฺธตฺตยปทฺฐานา มีนามขันธ์ท้ัง ๓ ที่เหลือ (คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาน
ขันธ์) เป็นเหตใุ กล้

๒๕ ขุ.อิติ.(ไทย) ๒๕/๖๖๐/๖๕๔.
๒๖ องฺ.ฉกฺก.(ไทย) ๒๒/๖๓/๕๗๗.

136 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ดังจะเห็นได้ว่าการกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ต้อง
อาศัยเจตนาเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการกระทำนั้นๆ ฉะน้ัน เจตนาจึงเป็นตัวกรรม หรือเป็นหัวหน้า
ของสงั ขารขนั ธท์ ั้งหลาย

กัมมปัจจัยที่กล่าวว่า เป็นปัจจัยให้เกิดผลก็ เพราะทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ให้เกิดผลใน
อนาคต เรยี กว่า พีชนิธานกิจ คอื ทำกิจส่ังสมพืชเช้ือ เพ่ือให้งอกต่อไปในอนาคต เป็นนานกั ขณิกกัมม
ปจั จัย

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ถอื การกระทำเป็นใหญ่ เป็นกรรมนิยม ซึง่ ผดิ กับศาสนาอนื่ ที่
ถือเทวนยิ ม เปน็ ต้น เพราะเขา้ ใจวา่ ทุกสิ่งเกดิ ขึ้นดว้ ยการบันดาลของเทพเจ้า

แต่ส่วนของพระพุทธศาสนาถือว่า สัตว์ท้ังหลายจะดีหรือชั่วย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของ
ตนเอง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อ่ืน หรือข้ึนอยูก่ ับวงศต์ ระกูล เพราะการทำดีทำช่ัวต้องทำด้วยตนเอง ไม่ใช่มี
ผู้อน่ื มาทำใหไ้ ด้ เหตนุ ีส้ ตั ว์ท้งั หลายจึงมีกรรมเปน็ ของตน เรยี กวา่ ...

กมมฺ สฺสโกมฺหิ : เม่อื ทำกรรมไวอ้ ยา่ งไร ก็ตอ้ งรบั ผลของกรรมนน้ั ตามทีท่ ำไว้
กมมฺ ทายาโท : คอื เปน็ ทายาทของกรรมทีท่ ำแล้วจึงจำแนกสตั วใ์ หไ้ ปเกดิ ในทีต่ ่างๆ กนั
กมฺมโยนิ : คือมีกรรมเป็นกำเนิด และกรรมที่ทำแล้วยังจะติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะไม่
สญู หายไปไหน
กมฺมพนฺธุ : คือมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ แม้พ่อ-แม่ญาติพ่ีนอ้ งก็ไม่ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์วงศ์ญาติท่ี
แท้จริง คือชาตินี้เป็นญาติกัน แต่พอตายแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่ส่วนกรรมที่ทำแล้วย่อมจะติดตาม
ตนไปทุกภพทกุ ชาติ จนกวา่ จะเขา้ สพู่ ระนพิ พาน
ถ้าทำกรรมดีก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ดี ญาติดีก็จะอุปถัมภ์ค้ำชูให้มีความสุข ความเจริญ แต่
ถ้าทำกรรมชั่ว ก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ช่ัว ญาติชั่วก็จะติดตามล้างผลาญให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเรื่อยไป
กรรมจงึ เป็นทีพ่ ึง่ อาศัยของสัตว์โลก
กมฺมปฏิสรโณ : เพราะเมื่อกรรมช่ัวใหผ้ ลอยู่ แมญ้ าติพ่อ-แม่พน่ี อ้ งตลอดจนผมู้ ีอำนาจราช
ศักด์ิ ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้ากรรมดีให้ผลอยู่ แม้ใครจะคิดร้ายทำลายชีวิตก็ไม่อาจถูก
ทำลายไดเ้ ลย๒๗
อกี นัยหนึง่ ท่านเปรยี บกรรมคือการทำกศุ ล อกศุ ล สว่ นผลคอื วิบาก เปรียบเหมือนเงา เมอื่
มคี นท่ีไหนก็ต้องมเี งาทีน่ ่ัน คอื มีกรรมก็ตอ้ งมวี บิ ากรบั ผล
ในยุคปัจจุบัน ท่ีเรียกกันว่า ระยะเวลาท่ีเราสร้างกรรมใหม่ที่เราทำตัวเองนั้น มาจากเหตุ
ท่วี ่าหากเราเป็นคนที่ไม่รจู้ ักรกั ษาสุขภาพของตัวเอง ไม่รบั ประทานอาหารใหค้ รบท้งั ๕หมู่ท่ีร่างกาย
ต้องการ หรือรับประทานอย่างหน่ึงอย่างใดมากเกินจนล้น จนเกินความพอดีก็ทำให้เกิดโรคได้
เพราะได้รับการติดเชื้อจากโรคต่างๆ ด้วยการขาดความรู้ การไม่ระมัดระวังตัวเองให้ดี หรอื ไม่ยอม
ดูแลสุขภาพอยา่ งทค่ี วรจะเปน็
แต่ยังมีคนเป็นจำนวนมากท่ีมีความเชื่อว่า การที่คนเราเจ็บป่วยนั้นป่วยเป็นโรคน้ันโรคนี้มา
จาก “กรรมเกา่ ” โดยเฉพาะโรคเวรโรคกรรมทีร่ กั ษากันอยา่ งไรกไ็ ม่หายเสียที

๒๗ ที.สี.(ไทย) ๙/๒๘๙/๓๔๙-๓๕๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 137

ควรทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า กรรมเก่า หมายถึง ผลของกรรม หรือการกระทำท่ี
สง่ ผลขา้ มภพขา้ มชาติ อาจเปน็ หลายพันชาตกิ ไ็ ด้ ทำใหเ้ กิดผลกรรมท่ีตามผูกพนั กัน ซ่งึ มาจากการได้
เคยได้กระทำกรรมไม่ดีใหก้ บั คนหรือสัตว์ ส่ิงมีชวี ิตอืน่ ๆ มาก่อน

เมื่อความอาฆาตพยาบาทที่ฝังแน่นในจิตท่ีเราเคยกระทำไว้ในอดีต ยังมีความอาฆาตแค้น
อยู่กับตัวผู้ท่ีสร้างกรรมกับตนเอง ก็มักจะติดตามคนท่ีมีกรรมผูกพันการที่ติดตามตัวใครก็ตามน้ี
ส่งผลให้คนๆ น้ันจะมีการเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ตามอาการท่ีดวงวิญญาณเหล่านั้นเคยเป็นก่อนตาย
เช่นหากแรงอาฆาตนน้ั เคยปวดทอ้ งอย่างรนุ แรงก่อนตาย กจ็ ะทำการเบียดเบยี นใหค้ นท่ีมีแรงอาฆาต
ดวงนี้ติดตาม เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ เหมือนดวงวิญญาณนั้นๆ ไปดว้ ย
หรอื อาจเกิดจากผลกรรมทีไ่ ดส้ รา้ งเอาไวใ้ นภพชาติปัจจบุ ันกเ็ ปน็ ไปไดเ้ ช่นกัน เป็นตน้

อาการเจ็บป่วยที่เกิดข้ึนในลักษณะเหล่าน้ี เรียกได้ว่าไม่สามารถรักษาด้วยการแพทย์
โดยท่ัวไป ถึงไปหาหมอ ก็จะไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร จะรักษาอาการอย่างไรทาง
การแพทยก์ ็ดูเหมือนจะไม่ทุเลาลงไปได้ ดว้ ยเหตุนี้เองจงึ เป็นที่มาความเชื่อในเรอื่ งของการไปทำ “พิธี
แกก้ รรมขจัดโรครา้ ย” ดว้ ยวิธกี ารต่างๆ ซง่ึ บ้างกถ็ กู บ้างก็ผดิ เพ้ยี นไปตามความเชื่อ โดยเฉพาะคนที่
ขาดความรู้อาจถูกชักนำให้หลงผิดไปยังวิชาไสยศาสตร์ จนเป็นเหตุให้การรักษาที่ถูกต้องไม่มีความ
คบื หนา้ จนผ้ปู ว่ ยอาจถงึ กบั เสียชวี ิต

ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวว่า โรคที่เราไม่สามารถหาสาเหตุการเจ็บป่วย อันเกิดจาก
เวรกรรม จากดวงวิญญาณติดตามน้ี กลับสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการใช้อำนาจของบุญกุศล
มาอุทิศให้ดวงจิตวิญญาณที่ติดตามร่างกายของคนผู้น้ัน เพราะเมื่อดวงวิญญาณเขาอนุโมทนารับใน
ผลบุญท่ีเราอุทิศให้จนเพียงพอแล้ว เขาก็จะสามารถไปเกิดใหม่ไดตามสมควรแก่ภพภูมิเม่ือน้ันความ
เจบ็ ป่วย ทเี่ ปน็ อยู่ก็ย่อมจะทเุ ลาลงและหายไปในท่ีสุด

หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว โรคอะไรก็ตามทเ่ี กิดข้ึน เราก็ต้องทำการรักษาให้ถูกต้องตรงกับ
โรคเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นไปในทางใดทั้งที่รู้สาเหตุและสามารถรักษาสาเหตุได้ด้วยยา การผ่าตัด
หรือรักษาทางกายอ่ืนๆ ย่อมจะหายหรอื ทเุ ลาไดร้ วดเรว็ โดยกรรมวธิ ที างการแพทย์

นอกจากนั้นการรักษาจะเกิดผลดีย่ิงขึ้นเมื่อมีการรักษาในทางธรรมด้วย เพราะหลักธรรม
น้ันจะช่วยให้คนไข้มีกำลังใจและสภาพจิตใจและร่างกายพร้อมสำหรับการรักษาดังกล่าว และเป็นท่ี
ยืนยันจากการแพทย์สมัยท่ัวโลกแล้วว่า การรักษาทางจิตใจน้ันสำคัญไม่แพ้กับทางกายเลย ผู้เขียน
เช่ือว่าหลายคนคงเคยได้ยิน “โรคกลัวหมอ” เพราะถ้าคนไข้น้ันมีความศรัทธาและเช่ือถือในตัวหมอ
มากๆ บางครงั้ เมอ่ื เห็นหนา้ หมอ หรือแคไ่ ดพ้ ดู คยุ อาการเจบ็ ปว่ ยกห็ ายเปน็ ปลดิ ทงิ้

ส่วนโรคท่ีไม่ร้สู าเหตุหรือรู้สาเหตุแต่ยงั ไม่สามารถรักษาสาเหตุได้ มักจะหายหรือทเุ ลาได้
ด้วยจิตใจ ท่ีมีความหวัง มีความเข้าใจและยอมรับในสภาพของโรคของตน ทั้งนี้อาจจะอาศัยความ
ศรัทธาหรือความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ ในผู้ให้การรักษา หรือในสิ่งอ่ืนๆ ซึ่งข้ึนกับความเช่ือ
ขนบธรรมเนียมประเพณี และความยึดถือของตนและสังคมของตน ความอบอุ่นท่ีได้รับจากญาติมิตร
ครอบครวั และสงั คม มักจะชว่ ยใหจ้ ิตใจของคนไข้เขม้ แขง็ ข้นึ

นอกจากน้ีแล้ว ยังมีโรคจำนวนมากที่หายเองได้ อาจหายเองได้หรือหายโดยไม่ทราบว่า
หายได้อย่างไร ผู้ที่ป่วยเป็นโรคใดๆ อยู่ก็ตามจึงไม่ควรท้อถอย วิตกกังวล หรือเศร้าซึมจนเกินกว่า
เหตุ เพราะจะทำใหโ้ รคทรดุ ลง หรอื รู้สึกวา่ โรคทรุดลงและทำให้มีอาการมากข้นึ ได้

ขอให้พิจารณาอย่างถ้วนถี่ ด้วยสติปัญญา หาสาเหตุของโรคให้เจอและพยายามรักษาให้
หาย และการทำการแก้ไขโรคภัยดว้ ยการสรา้ งบุญบารมี ด้วยการทำทาน รกั ษาศีล สวดมนต์ เจริญ

138 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ภาวนากรรมฐานซ่ึงเป็นแนวทางการรักษาทางพุทธศาสนาน้ัน มีการพิสูจน์กันมาเป็นเวลานานแล้วว่า
มอี ำนาจแหง่ พลานุภาพในการบำบดั รักษาป้องกันโรคภัยได้จรงิ

ในพุทธศาสนิกชนและคนท่ีสนใจทว่ั ไป วิชาศาสตร์แหง่ การบุญบารมี ซ่ึงเป็นวิชาท่ไี ม่เนน้ ใน
เร่ืองวัตถุ ถือเปน็ อีกหนึ่งทางเลือกท่คี นทีร่ ักตวั เองและรกั คนอืน่ เปน็ ไม่ควรปฏิเสธ หากไดล้ องปฏบิ ัตดิ ู
ด้วยตนเองแล้วก็จะสามารถพบคำตอบนั้นได้ด้วยตัวท่านเองโดยยังไม่จำเป็นต้องปลงใจเช่ือในส่ิงที่
ผ้เู ขยี นกล่าวทง้ั หมดในหนงั สือเลม่ น้ี ซ่งึ มาร่วมคน้ หาคำตอบร่วมกนั ไดใ้ นหนา้ ถดั ไป

พุทธวิธบี รรเทาและเยียวยาโรค

หลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกหลายแห่ง ระบุถึงความมีสุขภาพอนามัยของพระพุทธเจ้าไว้
หลายประการ เช่น บำเพ็ญพุทธกิจได้เกือบตลอดทั้งวัน คือเวลาเช้าเสด็จบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตว์
เวลาเย็นทรงแสดงธรรม เวลาค่ำทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ และจวนสว่างทรงตรวจพิจารณา
สัตว์ ที่สามารถและท่ียังไม่สามารถบรรลุธรรม อันควรจะเสด็จไปโปรด พระองค์ทรงมี
สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดี แม้จะทรงมีพระชนมายุถึง ๘๐ พรรษา ๖๐ แล้วก็ตาม ดังที่ตรสั ยืนยันว่า
“พระองค์เป็นคนแก่ชรา แม้ว่าจะทรงเจ็บป่วยอย่างหนัก ก็ไม่ทำให้พระองค์หลงลืม สติและปัญญา
พระองค์เสด็จด้วยพระบาทจาริก ไปเผยแผ่ธรรมตามท่ีต่างๆ จนช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต ขณะที่
พระองค์ทรงประชวรหนัก ด้วยโลหิตปักขันทิกาพาธ๒๘ (ถ่ายเป็นพระโลหิต) ยังทรงสามารถเดิน
ทางไกลจากเมืองปาวาสู่เมืองกุสินารา อันเป็นสถานที่ปรินิพพานได้ ดังมีบันทึกว่า “หลังจากพระผู้มี
พระภาคเสวยพระกระยาหารของนายจุนทกัมมารบุตรได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรง ลง
พระบังคนหนักเป็นโลหิต (เรียกว่า โรคปักขันธิกาพาธ) ทรงมีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จวน
เจียนจะปรินิพพาน พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะทรงอดกล้ันทุกขเวทนาเหล่าน้ันไว้ไม่พร่ันพรึง

๒๘ คำว่า ลงพระบังคลหนักเป็โลหิต แปลจากคำว่า โลหิตปกฺขนฺทิกา ในอรรถกถาอธิบายว่า คำว่า
อติสาระ คือ เป็นอาการของโรคที่ถ่ายเป็นเลือดตลอดเวลา [“อติสาโรติ โลหิตปกฺขนฺทิกาวิเรจนํ] อ้างใน ที.ม.อ.
(บาลี) ๑๙๐/๑๗๓, โลหิตปักขันทิกาพาธ คือโรคอะไร อะไรเป็นเหตุให้เกิดแก่โรคน้ี ปัจจุบันยังมีโรคน้ีอยู่หรือไม่?
โรคปักขันธิกาพาธ คือโรคถ่ายเป็นเลือด และเป็นโรคประจำตัวที่เคยกับพระพุทธเจ้า เป็นเพราะกรรมเก่าของ
พระพุทธเจ้า สมัยก่อนที่เกิดเป็นหมอรักษาโรค มีลูกเศรษฐีคนหน่ึงป่วยมานาน หาหมอท่ีไหนก็รักษาไม่ได้ แล้ว
พระพุทธเจ้าก็เคยเกิดเป็นหมอฝีมอื ดีในสมัยนั้น แต่พ่อเศรษฐีจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย ให้เป็นค่าตอบแทนหมอ หมอก็
เลยจัดยาผสมด้วยพิษให้กินอกี ชุดหน่ึง [เทยฺยธมฺมทาเนน ปมาทมาคมมฺ อปรํ โอสถํ ทตฺวา วมนวิเรจนํ อกาสิ] ลูก
เศรษฐีคนน้ันเลยถ่ายเป็นเลือดจนตาย (โรคท้องร่างถ่ายเป็นเลือด).......ด้วยวิบากกรรมนั้น โรคปักขันธิกาพาธจึง
เกิดแกเ่ ราในกาลบัดน้ี อา้ งใน ข.ุ อป.อ.(บาลี) ๔๒/๒๒๒. มมร., .....“อานนท์ ตถาคตระหายน้ำมาก เธอช่วยไปนำ
น้ำด่ืมมา เรากระหายจะด่ืมน้ำ (ระงับความระหายให้สงบ)” ทรงกล่าวแก่พระอานนท์ถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์ “ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ เกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่ม เพิ่งข้ามไป เม่ือกี้น้ี น้ำนั้นมีน้อย ถูกล้อเกวียนย่ำจนขุ่นเป็นตมไหล
ไป ข้าแต่พระองค์ผูเ้ จริญ แม่น้ำกกุธาอยู่ไม่ไกลแค่น้ีเอง มีน้ำใส จืดสนทิ เย็นสะอาดมที ่าเทียบน่ารนื่ รมย์ ขอพระผู้
มีพระภาคเสด็จไปทรงดื่มและสรงสนานพระวรกายในแม่น้ำกกุธานี้เถิด”.... อ้างใน ที.สี.(ไทย) ๑๐/๑๙๑/๑๓๙,
แสดงว่า ทรงกระหายน้ำอย่างมาก ต้องเสวยทุกขเวทนาซึ่งเกิดแก่สังขาร นี่แสดงว่าตอนใกล้ปรินิพพานท่านก็มี
ความทรมานเหมือนคนทั่วไปอยา่ งน้ันเหรอ ทำไมท่านไมจ่ ากไปแบบสง ฯ เพราะท่านอยากกินน้ำทีใ่ กล้ๆ และทราบ
ว่าถ้าพระอานนท์ไปที่แหล่งน้ำท่ีขุ่น น้ำจะใสทันที เป็นการบอกใบ้ให้รู้ ฯ แม้ท่านพระสารีบุตร เมื่อจวนจะ
ปรินิพพาน ท่านเดินทางไปโปรดมารดาของท่านซ่ึงยังเป็นมจิ ฉาทิฐิ ให้มารดาได้เป็นพระโสดาบัน แล้วปรินิพพานที่
บ้านเกิด ด้วยโรคปักขันทิกาพาธ คำว่าปักขันธิกาพาธ (ปกฺขนฺธิกาพาโธ) คืออาพาธอันเกิดจากอาเจียนเป็นเลือด
หรือถ่ายอุจจาระออกเป็นเลือด อ้างใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสนา ฉบับ
ประมวลศัพท์, หนา้ ๒๒๘.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 139

รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “มาเถิด อานนท์ เราจะเข้าไปยังกรุงกุสินารากัน” ท่านพระ
อานนทท์ ลู รับสนอง๒๙

บุคคลท่ีใกล้ชิดพระพุทธเจ้า กล่าวขานถึงพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้มีพระโรคาพาธน้อย ทรง
กระปร้ีกระเปร่า มีพระพลานามัยสมบูรณ์ อยู่สำราญดี พระองค์ตรัสกับพราหมณ์ผู้หน่ึง ถึงความ
เป็นอยูข่ องพระองค์ไวว้ ่า

“พราหมณ์ เราอาศัยหมู่บ้านหรือตำบลใดในโลกนี้อยู่ ในเวลาเช้า เราครองอันตรวาสก ถือ
บาตรจีวร เข้าไปสู่หมู่บา้ นหรือตำบลนนั้ แล เพื่อบณิ ฑบาต กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉนั เสร็จแล้ว
เข้าไปสู่ชายป่า กวาดหญ้า หรอื ใบไม้ท่ีมีอย่ใู นท่ีน้ันรวมเป็นกองแล้วนงั่ ขัดสมาธิ ตั้งกายตรงดำรงสติ
ไว้มั่น สงัดจากกาม และอกุศลธรรมแล้ว บรรลุปฐมฌานมีวิตก วิจาร ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เพราะวติ กวิจารสงบระงบั ไป เราบรรลุทุตยิ ฌานมคี วามผ่องใสภายใน มีภาวะทจ่ี ติ เป็นหนึง่ ผุดขึ้น ไม่
มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติจางคลายไป เรามีอุเบกขามี
สติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายบรรลุตติยฌานที่พระอริยะท้ังหลายสรรเสรญิ ว่า “ผู้มีอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุข” เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว เราบรรลุจตุตถ
ฌานท่ีไม่มีทกุ ข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ถ้าเราน้ันผเู้ ป็นอยา่ งนี้ จงกรมอยู่ ในสมัยนน้ั ท่ี
จงกรมของเรานั้นช่ือว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้ยืนอยู่ ในสมัยที่ยืนของเราน้ัน ช่ือว่าเป็นทิพย์
ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้นั่งอยู่ ในสมัยนั้นท่ีน่ังของเรานั้นช่ือว่าเป็นทิพย์ ถ้าเราผู้เป็นอย่างนี้นอนอยู่ ใน
สมัยนั้นที่นอนสูงและท่ีนอนใหญ่ของเราน้ันชื่อว่าเป็นทิพย์ นี้แลคือที่นอนสูงและท่ีนอนใหญ่ที่เป็นของ
ทพิ ย์ ทเ่ี ราได้ตามความปรารถนาโดยไมย่ าก ไมล่ ำบากในปจั จุบนั นี้”๓๐

ข้อวัตรปฏบิ ตั ขิ องพระพุทธเจ้าจากพุทธพจน์ สรปุ ไดด้ ังนี้

การบรโิ ภคอาหาร พระองค์ ฉันอาหารม้ือเดียว นอกจากจะทรงถือหลักในการฉันอาหารมื้อ
เดียว ตลอดชีวิตพรหมจรรย์แล้ว พระองค์ยังทรงพร่ำสอน และแนะนำให้เหล่าภิกษุสงฆ์ฉันอาหาร
มอ้ื เดียวด้วย ดังพุทธพจนว์ ่า

“ภิกษุท้ังหลาย เราฉันอาหารมื้อเดียว เราเม่ือฉันอาหารมื้อเดียว ย่อมรู้สึกว่าสุขภาพมี
โรคาพาธน้อย กระปร้ีกระเปร่า มีพลานามัยสมบูรณ์ อยู่สำราญ ภิกษุท้ังหลาย มาเถิด แม้เธอ
ทั้งหลายก็จงฉันอาหารมื้อเดียวเถิด เธอทั้งหลาย เมื่อฉันอาหารมื้อเดียว จักรู้สึกว่าสุขภาพมี
โรคาพาธนอ้ ย กระปรีก้ ระเปรา่ มพี ลานามัยสมบูรณ์ อยสู่ ำราญ”๓๑

๒๙ ท.ี ส.ี (ไทย) ๑๐/๑๙๐/๑๓๙.
๓๐ อง.ฺ ติก.(ไทย) ๒๐/๖๔/๒๔๙-๒๕๐.
๓๑ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๑๓๔/๑๕๐. ภัททาลสิ ตู ร


Click to View FlipBook Version