The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข โดย พระชยานันทมุนี,ผศ.ดร. อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

Keywords: ตำรา,พระพุทธศาสนา,สาธารณสุข

140 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

คำว่า “ฉันอาหารม้ือเดียว” (เอกภตฺตํ) หมายถึง การฉันอาหารในเวลาเช้า คือตั้งแต่ดวง
อาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเท่ียงวัน แม้ภิกษุฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ในช่วงเวลานี้ก็ประสงค์ว่า ฉันอาหารม้ือ
เดยี ว๓๒

“ตถาคตฉันมื้อเดียว ไม่ฉันในเวลาวิกาล พระองค์รสู้ ึกว่า กระปร้กี ระเปร่าทำใหม้ ีโรคน้อย ภิกษุ
ทั้งหลาย มาเถิด แม้เธอทั้งหลาย ก็จงฉันอาหารม้ือเดียวเถิด เธอท้ังหลายฉันอาหารม้ือเดียว จัก
ร้สู กึ ว่า มโี รคนอ้ ย”

พิจารณาอาหารก่อนฉัน ดังพุทธพจน์ว่า…. “ภิกษุในธรรมวินัยน้ี พิจารณาโดยแยบคายแล้ว
ฉันบิณฑบาต ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพ่ือมัวเมา ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง ไม่ใช่เพื่อประดับประดา แต่เพียงเพ่ือ
ความดำรงอยู่ได้แห่งกายนี้ เพ่ือให้ชีวิตินทรีย์เป็นไปได้ เพ่ือบำบัดความหิว เพ่ืออนุเคราะห์
พรหมจรรย์ ด้วยความคิดเห็นว่า โดยอุบายน้ี เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสีย และจักไม่ให้เวทนาใหม่
เกิดข้ึน ความดำรงอยู่แห่งชีวิต ความไม่มีโทษ และการอยู่โดยผาสุกจักมีแก่เรา แล้วจึงบริโภค
อาหาร”

พระพทุ ธเจ้าทรงมีเปา้ หมายในการบรโิ ภค ท่ปี ระกอบด้วยองคธ์ รรม ๑๐ ประการ คอื
๑. ทรงมสี ติและร้ปู ระมาณในการบริโภค
๒. ทรงบริโภคอาหารที่มีประโยชนไ์ มก่ ่อโทษตอ่ รา่ งกาย
๓. ทรงพจิ ารณาอาหารว่ามีลกั ษณะเป็นเพียงธาตุชนดิ หนึง่
๔. ไม่บรโิ ภคเพอื่ เล่นสนุกสนานเพลดิ เพลนิ
๕. ไมบ่ ริโภคเพือ่ ความเมามัน
๖. ไมบ่ ริโภคเพ่ือประดบั
๗. ไมบ่ ริโภคเพ่ือตกแต่ง
๘. บริโภคเพอื่ ยังพระชนมช์ ีพ
๙. บรโิ ภคเพอื่ ป้องกันความลำบาก
๑๐. บรโิ ภคเพ่ืออนุเคราะหแ์ ก่การประพฤติพรหมจรรย์

๓๒ ม.มู.อ.(บาลี) ๒/๒๒๕/๓. อรรถกถาจารย์ท่านกล่าวว่า “เอกเสยฺยํ เอกภตฺตํ พฺรหฺมจริยํ อติทุกฺกรํ”
เป็นส่ิงท่ีกระทำได้อยากย่ิงนัก ฯ ในอรรถกถา อังตุตตรนิกาย อุโปสถสูตร ท่านอธิบายคำว่า มื้อเดียว ไว้ดังน้ี :
บทว่า เอกภตฺติกา ความว่า อาหารมี ๒ เวลา คือ อาหารที่จะต้องรับประทานในเวลาเช้า ๑ อาหารที่จะต้อง
รับประทานในเวลาเย็น ๑ ฯ บรรดาอาหารท้ังสองอย่างน้ัน อาหารท่ีจะรับประทานในเวลาเช้า กำหนดโดยเวลา
ภายในเที่ยงวัน ส่วนอาหารที่จะรับประทานในเวลาเย็น นอกนี้กำหนดโดยเวลาแต่เลยเที่ยงไป จนถึงเวลาอรุณข้ึน
เพราะฉะน้นั ในเวลาภายในเท่ียงถงึ จะรับประทาน ๑๐ คร้ัง กช็ ื่อวา่ มีการรับประทานอาหารเวลาเดียว ฯ พระผู้
มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เอกภาตฺติกา ทรงหมายถึง การรับประทานอาหารภายในเวลาเท่ียงวันเท่าน้ัน การ
รับประทานอาหารในเวลากลางคืน ช่ือว่ารตฺติ ผเู้ ว้นจากการรับประทานอาหารในเวลากลางคืนนั้น เพราะฉะน้ัน
จึงช่ือว่า รตฺตูปรตา. การรับประทานอาหารในเวลาเลยเท่ียงวันไป จนถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ชื่อว่าการ
รับประทานอาหารในเวลาวิกาล ผู้ช่ือว่าเว้นจากวิกาลโภชน์ เพราะเว้นจากการรับประทานอาหารในเวลาวิกาลนั้น
(เอกภตฺติกาติ ปาตราสภตฺตํ สายมาสภตฺตนฺติ เทฺว ภตฺตานิ ฯ เตสุ ปาตราสภตฺตํ อนฺโตมชฺฌนฺติเกน ปริจฺฉินฺนํ
อิตรํ มชฺฌนฺติกโต อุทฺธํ อนฺโตอรุเณน ฯ ตสมฺ า อนฺโตมชฺฌนฺติเก ทสกฺขตฺตํุ ภุญฺชมานาปิ เอกภตฺติกาว โหนฺติ ฯ ตํ
สนฺธาย วุตฺตํ เอกภตฺติกาติ ฯ รตฺติโภชนํ รตฺติ ตโต อุปรตาติ รตฺตูปรตา ฯ อติกฺกนฺเต มชฺฌนฺติเก ยาว สุริยตฺถงฺ
คมนา โภชนํ วิกาลโภชนํ นาม ตโต วิรตตฺตา วิรตา วิกาลโภชนา ฯ) อ้างใน องฺ.ติก.อ.(บาลี) ๑๔/๓๒๘. มมร.
มโนรถปูรณี

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 141

ทรงเลื กพิจารณา ฉันเฉพาะ า ารท่ีเป็นประโยชน์ ไม่ก่ โท ต่ ร่างกายเท่านั้น ดังท่ี
ทรง ้ามภิก ุด่ืม ุราและเมรัย เพราะเป็นบ่ เกิดข งการเกิดโรค มี ติในการฉัน า าร พระ งค์
ตรั แนะนำ พระเจา้ ปเ นทโิ ก ลและภิก ทุ ั้ง ลายใ เ้ ปน็ ผ้มู ี ตใิ นการบริโภค ดงั พุทธพจน์ า่

“…มนุ ย์ผู้มี ติ ยู่ทุกเมื่ รู้ประมาณในการบริโภค ท่ีได้แล้ ย่ มมีเ ทนาเบาบาง เขา
ย่ มแก่ชา้ ายยุ ง่ั ยืน”

“เราทง้ั ลาย จักเปน็ ผู้มี ติ ัมปชัญญะ ทำค ามรู้ ึกตั ในการก้า ไป.....การฉนั การด่ืม
การเค้ีย การลมิ้ ”

รปู้ ระมาณในการฉัน ดังพทุ ธพจน์ ่า
“ภิก ุในธรรม ินัยน้ี พิจารณาโดยแยบคาย ่า เราบริโภค า ารไม่ใช่เพ่ื เล่น เพ่ื ค าม
มั เมา เพ่ื ประเทื งผิ และเพื่ ค าม ้ นพี แต่เพ่ื กายน้ีดำรง ยู่ การพิจารณาในการบริโภค นี้
เรยี ก า่ ค ามเปน็ ผ้รู ้ปู ระมาณในการบริโภค”
ในพระไตรปิฎก ระบุถึงค ามมี ุขภาพ นามัยดี ข งพระพุทธเจ้าไ ้ ลายประการ ได้แก่
บำเพ็ญพุทธกิจได้เกื บตล ดทั้ง ัน ติ ัมปชญั ญะบรบิ ูรณ์ดี มีโรคน้ ย มีเป้า มายในการบริโภค มี
ติพิจารณาฉัน เฉพาะ า ารที่เป็นประโยชน์ รู้ประมาณในการบริโภค และ ้ามด่ืม ุราและเมรัย
ทำใ ้มีพระพลานามยั มบรู ณ์

พุทธวิธีบำบัดรกั ษาโรคด้วยธรรมโอสถ

พระพุทธเจ้าทรงนำธรรมโ ถ มาบำบัดรัก าโรค ใ ้กับภิก ุ งฆ์และคฤ ั ถ์ จะนำมา
กล่า พ ังเขปดงั นี้

พระพทุ ธเจา้ ประทับ ณ พระเ ุ ัน ิ าร ทรงประช ร นัก ได้รับทกุ ขเ ทนาแรงกล้า คร้ัง
น้ัน พระม าจุนทะ ด าธยายโพชฌงค์ ๗ ใ ้พระ งค์ฟัง พระ งคพ์ ิจารณาตามธรรมน้ันไปด้ ย
คร้ันพระม าจนุ ทะ แ ดงธรรมจบลง กท็ รง ายจากพระประช ร พระ งค์ตรั กบั พระม าจุนทะ ่า
“จนุ ทะ โพชฌงค์ดนี กั จุนทะ โพชฌงค์ดนี ัก”

พระพทุ ธเจา้ ทรงแนะนำ ลักท่ั ไป ในการแก้ค ามคดิ ค ามดำริที่เป็น กุ ล ดงั น้ี
๑. โรคโลภะ ทรง นใ เ้ ปน็ ผรู้ จู้ ักพ รูจ้ กั การถื ันโด และรูจ้ ักการใ ้ทาน
๒. โรคโท ะ ทรง นใ ้เป็นผู้มคี ามเมตตากรุณา มทุ ติ า และรจู้ ักการใ ้ ภยั
๓. โรคโม ะ ทรง นใ ้เป็นผู้รู้จักการ ึก า ( ุตะ) การเจริญ ติ ัมปชัญญะ และการ

มนั่ เจรญิ ภา นา
ีกนัยยะทรงแนะนำ ิธีแก้โรคกิเล ตามแน พุทธ า ตร์เป็นต้น ดังเรื่ งนาง ุตตรา

ุบา ิกา ท่ีพระผู้มีพระภาคทรงชมเชยนาง ุตตราท่ี ดกล้ันค ามโกรธต่ นาง ิริมา จึงตรั พระ
คาถานี้แก่นาง ุตตรา ดังน้ี

“บุคคลพึงชนะคนโกรธด้ ยค ามไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้ ยค ามดี พึงชนะคนตระ น่ี
ด้ ยการใ ้ พงึ ชนะคนพูดเ ลาะแ ละด้ ยคำ ตั ย์”๓๓

๓๓ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒๓/๑๐๒., ข.ุ ชา.(ไทย) ๒๗/๒/๖๒.

142 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

และพระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาน้ีแก่พระมหาโมคคัลลานเถระ ดังน้ี “บุคคลควรพูดคำ
จริง ไม่ควรโกรธ แม้เขาขอเพียงเลก็ นอ้ ยก็ควรให้ (คือการให้ไทยธรรมแก่ทา่ นผู้ทรงศลี ) ดว้ ยเหตุ ๓
อย่างน้ี (อยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ) บุคคลพงึ ไปเทวโลกได”้ ๓๔

การดูแลรักษาตามท่ีปรากฏในพระคัมภีร์ มีท้ังกรณีที่เป็นโรคทางกายและโรคทางใจ การ
รักษาทางกาย เช่น พระบาทห้อพระโลหิตใช้ยาทา โรคไข้ตัวร้อนฉันรากบัว เง้าบัว การผ่าตัดเนื้อ
งอก การรักษาทางใจ เช่น การแยกกายกับจิตเมื่อเจ็บป่วย การฟังบทสวดโพชฌงค์ ๗ สัญญา
๑๐๓๕ เสริมกำลังใจ ใช้การกำหนดรู้สติปัฏฐาน ๔ ใช้การกำหนดสติรู้เวทนาเข้าสู่โพชฌงค์ ๗
ประกอบด้วยสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ
สัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ใช้สมาธิพิจารณาเรื่องขันธ์ ๕ ว่าไม่เที่ยง
เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนัตตา ฟังพรหมวิหาร ๔ อนั เป็นหนทางไปสู่พรหมโลก

แนวคิดเกย่ี วกับอาหารในพระพุทธศาสนา
สัตว์ทง้ั หลายดำรงอยู่ไดด้ ้วยอาหาร

สพเฺ พ สตตฺ า อาหารฏฺฐติ ิกา สตั วท์ ั้งหลายท้งั ปวง ดำรงอย่ไู ด้ด้วยอาหาร
ในอรรถกถาองั คตุ ตรนกิ าย ทสกนิบาต ท่านอธบิ ายความไว้ดังน้ีว่า คำว่า สัตว์ท้ังหลายทั้ง
ปวง ช่ือว่าอาหารัฏฐิติกา เพราะดำรงอยู่ด้วยอาหาร (อาหารฏฺฐิติกาติ อาหารโต ฐิติ เอเตสนฺติ
อาหารฏฺฐติ กิ า)
คำว่า สพฺเพ สตฺตา หมายถึง สัตว์ท้ังปวงในภพท้ังปวง เช่นในกามภพเป็นต้น ในสัญญีภพ
เปน็ ตนั และในเอกโวการภพเป็นน้นั
ธรรมอย่างหน่ึงชื่อว่าอาหาร เพราะเป็นเหตุตั้งอยู่แห่งสัตว์ท้ังปวง ด้วยประการฉะนี้ ใน
ธรรมอย่างหนงึ่ นนั้
ถามว่า ก็เมื่อเป็นเช่นน้ัน คำใดตรสั ว่า เทพอสัญญีสัตว์ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะเป็น
ตน้ คำนัน้ ก็ผิดมใิ ช่หรอื ?
ตอบวา่ ไม่ผิด เพราะฌานของอสญั ญสี ตั วเ์ หล่าน้นั ยอ่ มเป็นอาหาร
ถามว่า แม้เม่ือเปน็ เช่นน้ัน แมค้ ำว่า ภิกษทุ ัง้ หลาย อาหาร ๔ เหลา่ น้ี แมน้ ีก้ ็ผิดหละสิ
ตอบว่า ไม่ผิด เพราะในพระสูตรนัน้ ธรรมทง้ั หลายที่มีลักษณะเป็นอาหาร ตรัสว่า อาหาร
โดยตรง สว่ นในพระสูตรน้ี ปจั จยั ทั้งหลายตรสั วา่ อาหารโดยอ้อม

๓๔ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒๔/๑๐๒.
๓๕ “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี
สมัยนั้นแล ท่านพระคิริมานนท์อาพาธ ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก ท่านพระอานนท์จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงท่ี
ประทับ ถวายอภิวาทแล้วน่ัง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มพี ระภาคดังนี้ว่า “ขา้ แต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระคิริ
มานนท์อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไขห้ นักขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มพี ระภาคได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จไปเยี่ยมท่าน
พระคิริมานนท์ยังท่ีอยเู่ ถิด พระพุทธเจา้ ข้า” พระผูม้ ีพระภาคตรสั วา่ “อานนท์ ถ้าเธอเข้าไปหาแลว้ กลา่ วสัญญา ๑๐
ประการแก่คิริมานนท์ภิกษุ เป็นไปได้ท่ีการอาพาธของคิริมานนท์ภิกษุจะสงบระงับโดยฉับพลันเพราะได้ฟังสัญญา
๑๐ ประการน้ี คือ ๑. อนิจจสัญญา ๒. อนัตตสัญญา ๓. อสุภสัญญา ๔. อาทีนวสัญญา ๕. ปหานสัญญา ๖. วิ
ราคสัญญา ๗. นิโรธสัญญา ๘. สพั พโลเก อนภริ ตสญั ญา ๙. สพั พสงั ขาเรสุ อนจิ จสญั ญา ๑๐. อานาปานสติ”…
อ้างใน อง.ฺ ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๒๘.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 143

จรงิ อยู่ ปจั จัยแห่งธรรมทั้งหมดควรได้ช่อื วา่ อาหาร ด้วยว่าปัจจยั นน้ั ยงั ผลใดๆ ใหเ้ กดิ กช็ อ่ื
วา่ ยอ่ มนำผลน้นั ๆ มา เพราะฉะนนั้ ปจั จัยทา่ นเรียกว่า อาหาร

ด้วยเหตุนั้นน่ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย เรากล่าวว่าแม้อวิชชาก็มี
อาหาร ไม่กล่าววา่ ไม่มีอาหาร ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่า นิวรณ์
๕ ในพระสูตรน้ี ทรงประสงคเ์ อาปัจจยาหารน้ี ก็เม่ือทรงถอื เอาปจั จยาหารอย่างหนง่ึ แลว้ ทงั้ อาหาร
โดยอ้อม ท้ังอาหารโดยตรง ก็เป็นอันทรงถือเอาท้งั หมดเลย ในอสญั ญีภพนน้ั ก็ยอ่ มไดป้ ัจจยาหาร”

เมื่อพระพุทธเจ้ายงั ไม่ทรงอุบัติ สัตว์ทั้งหลายบวชในลัทธิเดียรถีย์ ทำบริกรรมในวาโยกสิณ
ทำฌานใหบ้ งั เกิด ออกจากฌานนั้นแลว้ เกิดชอบใจ พอใจวา่ “จิตนห้ี นอ ไม่มีจิตเสยี ไดน้ ่าจะดี เพราะ
อาศยั จิต จึงเกิดทุกข์มีการฆ่า การจองจำเป็นต้นเป็นปัจจัย เม่ือไม่มีจิต ทุกข์น้ันก็ไม่มี” ดังน้ี แล้วยัง
ไม่เส่ือมฌาน ทำกาละ [ตาย] ก็บังเกิดในอสัญญีภพ อิริยาบถใดอันผู้ใดตั้งไว้แล้วในมนุษยโลก ผู้น้ัน
บังเกิดตามอิริยาบถนน้ั เป็นเสมือนรูปจิตรกรรมตั้งอยู่ ๕๐๐ กัปเป็นเหมือนนอนนานถึงเพียงนี้ฉะนั้น
เหลา่ สัตวเ์ หน็ ปานนก้ี ไ็ ดป้ ัจจยั เปน็ อาหาร

จริงอยู่ สัตว์เหล่าน้ันเจริญฌานใดๆ เกิดแล้วฌานนั้นน่ันแหละเป็นปัจจัยของสัตว์เหล่านั้น
ลูกศรท่ียิงไป เพราะแรงเรว็ แห่งสาย ตราบใด แรงเร็วแห่งสายยังมีอยู่ ลูกศรมียังแล่ไปได้ตราบนั้น
ฉันใด ตราบใดท่ีปัจจัยแห่งฌานยังมีอยู่ ตราบน้ันสัตว์ท้ังหลายก็ต้ังอยู่ได้ฉันนั้น เมื่อปัจจัยแห่งฌาน
น้นั จบสน้ิ แล้ว สัตวเ์ หลา่ น้นั ก็ตกไป [คอื ตอ้ งจุติไป] เหมือนลกู ศรท่สี นิ้ แรงเร็วฉะนัน้

ถามว่า สัตว์นรกเหล่าใด ท่านกล่าวว่า มิใช่อาศัยผลแห่งความหมั่นเป็นอยู่ มิใช่อาศัยผล
แหง่ บญุ เปน็ อยู่ สตั ว์นรกเหลา่ นนั้ มอี ะไรเป็นอาหาร

ตอบว่า สัตว์นรกเหลา่ นัน้ มกี รรมอย่างเดยี วเปน็ อาหาร

ถามวา่ อาหารมี ๕ หรือ

ตอบวา่ ไมค่ วรพดู วา่ อาหารมี ๕ อาหารมไี มถ่ ึง ๕

ถามว่า ปจั จัยเปน็ อาหารมิใช่หรอื

ตอบว่า ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายบังเกิดในนรกเพราะกรรมใด
กรรมน้นั น่ันแหละเป็นอาหาร เพราะเปน็ ปัจจัยแห่งการตง้ั อยู่ไดแ้ หง่ สัตว์เหล่านนั้ เพราะเหตุนน้ั ท่าน
หมายเอากรรมใดจึงกล่าวคำนี้ สัตว์นรกจะยังไม่ทำกาละ ตราบเท่าที่บาปกรรมนั้นยังไม่ส้ิน แม้
ปรารภ กพ งิ การา าร อาหารคือคำข้าว ก็ไม่ควรขดั แยง้ กนั ในเรื่องอาหารน้ี

ความจริง แม้น้ำลายที่เกิดขึ้นในปาก ก็สำเร็จกิจเป็นอาหารสำหรับสัตว์เหล่าน้ัน ด้วยว่า
น้ำลายก็เป็นทุกขเวทนียปัจจัย ปัจจัยท่ีให้เสวยทุกข์ในนรก เป็นสุขเวทนียปัจจัย ปัจจัยท่ีให้เสวยสุข
ในสวรรค์ ด้วยเหตุน้ี ในกามภพจึงมีอาหาร ๔ โดยตรง, ในบรรดารูปภพและอรูปภพ เว้นอสัญญา
ภพ อาหาร ๓ ยอ่ มมีแกพ่ รหมท่ีเหลือ, ปัจจยาหารย่อมมแี ก่อสญั ญสตั ว์ และสตั ว์ที่เหลอื เพราะเหตุ
นั้น จงึ ควรทราบว่า สัตวท์ ัง้ หมดต้ังอยู่ได้ด้วยอาหาร โดยอำนาจสัจจะ ๔ อยา่ งนี้ว่า

“จตตฺ าโร อาหารา โย วา ปน โกจิ ปจจฺ ยาหาโร ทกุ ฺขสจจฺ ํ อาหารสมุฏฐฺ าปิกา
ปรุ มิ ตณหฺ า สมุทยสจฺจํ อภุ นิ นฺ ํ อปฺปวตตฺ ิ นิโรธสจฺจํ นโิ รธปชานนา ปญญฺ า มคคฺ สจจฺ นฺติ

“ า าร ๔ รื ปัจจยา าร ย่างใด ยา่ ง นึ่ง เปน็ ทกุ ข ัจ

ตัณ าก่ นๆ ซ่งึ มี า ารเป็น มฏุ ฐาน เปน็ มทุ ัย ัจ

ความไมเ่ ป็นไปแ ง่ ัจจะทัง้ ๒ เปน็ นโิ รธ จั

144 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ปัญญาทร่ี อบร้นู โิ รธสัจ เป็นมรรคสัจ”๓๖

ส่วนในอรรถกถาปฏิสมั ภิทามรรค ท่านกลา่ ไ ้ ่า

คำ ่า อาหารฏฺฐิตกิ า -มี า ารเป็นท่ีตั้ง ค าม ่า การดำรง ยู่ข ง ัต ์ทงั้ ลายเ ล่านั้น
เพราะ า าร ฉะนน้ั จึงชื่ า่ า ารฏฺฐติ กิ า -มี า ารเป็นท่ีตั้ง

กใ็ นคำ ่า ฐติ ิ -การดำรง ยนู่ ้ี ท่านประ งค์เ า ค ามมี ยใู่ นขณะข งตน

ชื่ ่า า าร เพราะเป็นเ ตุแ ง่ การดำรง ยู่แ ่ง ัต ์ทั้งป ง เป็นธรรม ัน นึ่ง เป็นธรรม
ค รรู้ด้ ยปัญญา ันยิ่ง คร้ันรู้ปัจจัยแล้ ก็เป็น ันรู้ปัจจยุปบัน -ธรรมเกิดแต่ปัจจัย เพราะปัจจัย
และปจั จยปุ บัน๓๗ ทัง้ ๒ นั้นเพง่ ค าม า ัยกันและกนั ญาตปริญญาเปน็ ันทา่ นกลา่ แล้ ด้ ยคำนนั้

ถาม ่า ก็เมื่ เป็น ย่างนั้น คำใดที่ท่านกล่า ไ ้ ่า ัญญ ัตตาเท า - ัญญ ัตตา
พร ม ไม่มเี ตุ ไม่มี า าร ไมม่ ผี ั ะ ดังน้ีเป็นต้น คำนั้นจะมิผดิ ไป รื ?

ต บ า่ คำที่ทา่ นกล่า นั้นไมผ่ ดิ เพราะฌานเป็น า ารข ง ัญญ ัตตาเท าเ ลา่ นน้ั

ถาม ่า ถึงแม้เป็น ย่างนั้น คำนี้ ่า “ภิก ุทั้ง ลาย า ารท้ัง ลาย ๔ เ ล่านี้เพ่ื ค าม
ตง้ั ยูแ่ ่ง ตั ์ผเู้ กิดแล้ เพ่ื นเุ คราะ แ์ กเ่ ลา่ ัมภเ ี”๓๘

า าร ๔ เปน็ ไฉน? คื กพ ีการา าร - า ารคื คำขา้ เป็น า าร ยาบ รื ละเ ียด,
ผั ะ - า ารคื ผั ะเป็นที่ ๒, มโน ัญเจตนา - า ารคื เจตนาเป็นท่ี ๓, ิญญาณ - า าร
คื ญิ ญาณเปน็ ท่ี ๔ ดงั น้ี กย็ ่ มผิด

ต บ ่า ถึงแม้คำน้ันก็ไม่ผิด เพราะในพระ ูตรตรั ไ ้โดยนิปริยาย ่า ธรรมท้ัง ลายมี
า ารเป็นลัก ณะแล ชื่ ่า า าร แต่ในที่น้ีตรั โดยปริยาย ่า ปัจจัยชื่ ่า า าร เพราะ ังขต
ธรรมท้ังป งได้ปัจจัย ย่ มค ร ก็ปัจจัยน้ันย่ มยังผลใดๆ ใ ้เกิดข้ึน ชื่ ่าย่ มนำมาซ่ึงผลนั้นๆ
เพราะฉะนัน้ ทา่ นจึงเรียก า่ า าร

๓๖ งฺ.ท ก. .(บาลี) ๑๕/๔๙๑-๔๙๓. งคฺ ุตฺตรนิกายฏฺฐกถา (มโนรถปูรณี ๓), มมร.
๓๗ ค ามแตกต่างข ง รับปัจจัยนี้มคี ำท่ีคู่กัน คื ปัจจัย ปัจจยุปบัน และปัจจนิกธรรม ได้แก่ “ปัจจัย
ธรรม” คื ธรรมทเ่ี ปน็ ปจั จัย ที่ทำใ ้ ภาพธรรม กี ย่าง นึ่งเกดิ ขึ้น ฯ “ปจั จยปุ บนั ” คื ภาพธรรมทเ่ี กิดเพราะมี
ปจั จัย ืน่ ทำใ ้เกิดข้นึ และ “ปัจจนิกธรรม” คื ธรรมท่ีไม่เกี่ย ข้ งกบั ภาพธรรม ซ่ึงเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันข ง
กันและกัน เพราะฉะนั้นเ ลาที่กำลังเ ็นเด๋ีย นี้ จติ และเจต ิกท่ีทำกิจเกิดขนึ้ เ ็นเป็นจกั ขุ ิญญาณ พร้ มทั้งเจต ิก
ท่ีเกิดร่ มด้ ย ๗ ด ง เ ็น ่ิงท่ีกำลังปรากฏทางตา จิตและเจต ิกเป็น ิปากปัจจัยซึ่งกันและกัน เพราะเ ตุ ่า
มีกัมมปัจจัยซึ่งเป็น ดีตปัจจัย ทำใ ้ ิปากปัจจัยเกิดข้ึน ฯ ิปากปัจจัยเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยโดยเป็นปัจจุบัน
เพราะเกิดพร้ มกัน เป็น ิบากที่เกิดขึ้นเพราะกรรมเดีย กัน ฯ ปัจจยธรรม (เป็นปัจจัยช่ ย ุปการะ) งค์ธรรม
ได้แก่ จิต ๘๙ เจต กิ ๕๒ รปู ๒๘ นิพพาน บัญญัติ ฯ ปัจจยุปบันนธรรม งค์ธรรมได้แก่ จติ ๘๙ เจต กิ ๕๒
รปู ๒๘ ฯ ปัจจยธรรม ธรรมที่เป็นปัจจัยได้แก่ งั ขตธรรม ังขตธรรม และบัญญัติท้ัง มดไม่จำกัด ฯ สว่ นปัจจ
ยุปบันธรรม มายค าม ่า ธรรมท่ีเป็นปัจจยุปบัน ได้แก่ ังขตธรรมโดย ่ นเดีย คื จิต เจต ิก รูป ท่ีถูกปรุง
แต่งด้ ยเ ตุต่างๆ มี กรรม จิต ุตุ า าร ารมณ์ ฯ คำ ่า “ปัจจัย” รื “ปัจจยะ” มายค าม ่า เป็นเ ตุ
ข งผลท่ีเกี่ย เนื่ งด้ ยเ ตุนน้ั ๆ ่ นคำ ่า “ปัจจยุปบัน” มายค าม า่ เป็นผลที่เกดิ ขึน้ โดย า ัยธรรมที่เป็นเ ตุ
นนั้ ๆ ดงั นั้น รุปได้ า่ ปัจจยั ได้แก่ ธรรมทีเ่ ปน็ เ ตุ ่ นปัจจยุปบัน ได้แกธ่ รรมที่เป็นผลน้นั เ ง
๓๘ “ภิก ุท้ัง ลาย า าร ๔ ย่างนี้ เป็นไปเพ่ื การดำรง ยู่ข ง มู่ ัต ์ผู้เกิดแล้ รื เพ่ื นุเคราะ ์
มู่ ัต ์ผู้แ ง าท่ีเกิด๑ า าร ๔ ย่าง คื ๑. ก ิงการา าร ( า าร คื คำข้า ) ท่ี ยาบ รื ละเ ียด ๒.
ผั า าร ( า าร คื ผั ะ) ๓. มโน ญั เจตนา าร ( า าร คื มโน ัญเจตนา) ๔. ิญญาณา าร ( า าร คื
ญิ ญาณ) า าร ๔ ยา่ งน้ี เป็นไปเพ่ื การดำรง ยขู่ ง มู่ ัต ์ผูเ้ กดิ แล้ รื เพ่ื นุเคราะ ์ มู่ ัต ์ผแู้ ง าที่
เกดิ ” ้างใน .ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/๑๑/๑๗.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 145

ด้วยเหตุน้ันน่ันแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็กล่าว
ว่ามีอาหาร๓๙ มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา ควรตอบว่า ‘นิวรณ์ ๕’ แม้
นิวรณ์ ๕ เรากก็ ล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าววา่ ไม่มอี าหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรตอบ
ว่า ‘ทุจริต ๓’ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
ทุจรติ ๓ ควรตอบวา่ ‘ความไม่สำรวมอินทรยี ์’

แม้ความไมส่ ำรวมอินทรีย์ เราก็กลา่ ววา่ มีอาหาร มไิ ด้กล่าววา่ ไมม่ ีอาหาร
อะไรเลา่ เปน็ อาหารของความไม่สำรวมอินทรีย์ ควรตอบวา่ ‘ความไม่มีสติสมั ปชญั ญะ’
แมค้ วามไมม่ สี ติสมั ปชญั ญะ เรากก็ ลา่ ววา่ มีอาหาร มิไดก้ ล่าวว่าไมม่ อี าหาร
อะไรเล่าเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรตอบว่า ‘การมนสิการโดยไม่แยบ
คาย’
แมก้ ารมนสิการโดยไมแ่ ยบคาย เรากก็ ล่าววา่ มีอาหาร มิได้กลา่ วว่าไม่มอี าหาร
อะไรเล่าเปน็ อาหารของการมนสกิ ารโดยไม่แยบคาย ควรตอบว่า ‘ความไมม่ ีศรัทธา’
แม้ความไม่มีศรัทธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหาร
ของความไมม่ ีศรัทธา ควรตอบวา่ ‘การไมฟ่ ังสัทธรรม’
แมก้ ารไม่ฟังสัทธรรม เรากก็ ล่าวว่ามีอาหาร มไิ ด้กล่าววา่ ไม่มีอาหาร
อะไรเลา่ เป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรตอบว่า ‘การไมค่ บสัตบุรษุ ’
การไม่คบสตั บุรษุ ทบี่ รบิ รู ณ์ ยอ่ มทำใหก้ ารไม่ฟงั สทั ธรรมบริบูรณ์
การไม่ฟังสทั ธรรมทีบ่ รบิ รู ณ์ ยอ่ มทำให้ความไม่มศี รทั ธาบริบูรณ์
ความไมม่ ีศรทั ธาทบ่ี รบิ ูรณ์ ยอ่ มทำให้การมนสิการโดยไม่แยบคายบริบรู ณ์
การมนสกิ ารโดยไม่แยบคายท่ีบริบูรณ์ ย่อมทำใหค้ วามไม่มีสติสัมปชญั ญะบริบูรณ์
ความไมม่ ีสตสิ ัมปชัญญะทบ่ี ริบรู ณ์ ยอ่ มทำให้ความไมส่ ำรวมอินทรยี บ์ ริบูรณ์
ความไม่สำรวมอนิ ทรียท์ ่ีบริบรู ณ์ ย่อมทำใหท้ จุ รติ ๓ บริบูรณ์
ทจุ รติ ๓ ที่บรบิ รู ณ์ ยอ่ มทำให้นิวรณ์ ๕ บรบิ ูรณ์
นวิ รณ์ ๕ ที่บริบรู ณ์ ย่อมทำใหอ้ วิชชาบริบรู ณ์
อวิชชาน้ีมอี าหารอย่างนี้ และบรบิ ูรณ์อยา่ งน้ีแล”๔๐
เพราะฉะนน้ั อาหารดงั กลา่ วแลว้ นี้ ประสงค์แลว้ ในทน่ี ี้
ครั้นถือเอาอาหารคือปัจจัยแม้นี้ อาหารท้งั โดยปริยาย และอาหารท้ังโดยนิปริยาย ก็เป็นอัน
ถอื เอาท้ังหมด ในคำนัน้ ปัจจยาหารยอ่ มได้ในอสญั ญีภพ
จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติข้ึน พวกท่ีบวชเป็นเดียรถีย์ทำบริกรรมในวาโย
กสณิ ยังจตุตถฌานใหเ้ กิดข้ึนออกจากฌานนั้นแล้ว ก็เห็นว่าจิตน้เี ป็นของนา่ ติเตียนมาก ความไม่มีจิต
เสยี เลยเป็นการดี เพราะทุกข์มีการฆ่าและจองจำเป็นต้นย่อมเกิดข้ึนเพราะอาศัยจติ , เม่อื ไม่มีจิตทกุ ข์
นน้ั ก็ย่อมไมม่ ี เพราะฉะนน้ั จงึ เกิดความยินดีพอใจ ฌานไม่เส่อื มทำกาละแลว้ เกิดในอสญั ญีภพ

๓๙ อาหาร ในทนี่ ห้ี มายถึง ปจั จัย หรอื เหตุ อ้างใน องฺ.ทสก.อ.(บาล)ี ๓/๖๑-๖๒/๓๕๒.
๔๐ อง.ฺ ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๑/๑๓๔-๑๓๕. อวชิ ชาสูตร

146 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ผู้ใดตั้ง ยู่ใน ิริยาบถใดในมนุ ย์ ผู้นั้นก็ย่ มเกิดด้ ย ิริยาบถน้ัน ถิต ยู่ตล ด ๕๐๐ กัป.
เป็นเ มื นน น นัง่ รื ยืนตล ดกาลยา นานมปี ระมาณเพยี งน้นั .

ก็ปัจจยา าร ย่ มได้แก่ ัต ์ท้ัง ลายเ ล่านั้น เพราะ ัต ์เ ล่าน้ันเจริญฌานใดแล้ เกิด
ฌานน้นั ก็เป็นปจั จัยแก่ ัต ท์ ้ัง ลายเ ล่าน้นั เ มื นลูก รที่ยงิ ไปด้ ยกำลงั แ ง่ ายธนู กำลัง ายธนู
มีกำลังเพียงใดก็ไปได้เพียงนั้นฉันใด กำลังฌานปัจจัยมีประมาณเพียงใดก็ ถิต ยู่ได้เพียงนั้นฉันน้ัน.
เม่ื กำลงั ฌานปจั จยั ิน้ แล้ ัต เ์ ลา่ น้ันก็จตุ ิ ดจุ ลกู รท่มี กี ำลงั ้ินแล้ ฉะน้นั

่ น ัต ์เ ล่าใดเป็นผู้เกิดในนรก ัต ์เ ล่าน้ัน ท่านกล่า ่าไม่เป็นผู้มีชี ิต ยู่ด้ ยค าม
เพียร ไม่เป็นผู้มีชี ิต ยู่ด้ ยผลแ ่งบุญเลย, ะไรเป็น า ารข ง ัต ์เ ล่าน้ันเล่า? กรรมน่ันแลเป็น
า ารข ง ตั เ์ ล่านนั้ ดงั นี้

ถาม ่า า ารมี ๕ ย่าง รื ? ต บ ่า คำนี้ไม่พึงกล่า ่ามี ๕ รื มิใช่ ๕ ดังนี้. าทะ
่าปัจจัยเป็น า าร ท่านกล่า ไ ้แล้ มิใช่ รื ? เพราะเ ตุนั้น ัต ์เ ล่านั้นเกิดในนรกด้ ยกรรมใด
กรรมนน้ั น่นั แ ละเป็น า ารข ง ัต เ์ ล่านนั้ เพราะเปน็ ปจั จัยแ ่งการดำรง ย.ู่

คำน้ีท่านกล่า มายเ าคำใด คำน้ัน ่า “ก็ ัต ์นรกยังไม่ทำกาละตราบเท่าท่ีบาปกรรมยัง
ไม่ ้นิ ” มดงั พระผู้มพี ระภาคเจ้าตรั ไ ้ในเทวทูตสูตร ่า “..พญายมถามเขา า่ “เจ้าไมไ่ ด้ทำค ามดี
ทางกาย าจา และใจ เพราะมั ประมาท ยู่ เ าเถ ะ เขาจะลงโท เจ้าตามฐานะท่ีประมาท ก็
บาปกรรมน้ันบิดามารดา พ่ีชายน้ งชาย พี่ ญิงน้ ง ญงิ มิตร ำมาตย์ ญาติ าโล ิต เท ดา มณ
พรา มณ์ไม่ได้ทำใ ้เลย เจ้าทำเ งแท้ๆ เจ้านั่นเ งต้ งรับผลข งบาปกรรมน้ัน” พญายมคร้ัน

บ นซักไซ้ไล่เลียงเขา (ผู้ทำกรรมตกนรก) ถึงเท ทูตท่ี ๓ นั้นแล้ ก็น่ิงเ ีย นายนิรยบาลจึงทำ
กรรมกรณ์ (เครื่ ง ำ รับลง าญา) ช่ื เครื่ งพนั ธนาการ ๕ ย่าง คื ต กตะปูเ ล็กแดง ทม่ี ื ๒
ข้าง ท่ีเท้า ๒ ข้าง และที่กลาง ก เขาเ ยทุกขเ ทนากล้า ย่าง นัก เผ็ดร้ น ณ ท่ีนั้น แต่ยังไม่
ตายตราบเทา่ ท่ีบาปกรรมยังไม่ ิ้นไป นายนิรยบาลฉุดลากเขาไป เ าข านถาก เขาเ ยทุกขเ ทนา
กลา้ ยา่ ง นกั เผ็ดร้ น ณ ทนี่ นั้ แตย่ ังไม่ตายตราบเท่าท่บี าปกรรมยงั ไม่ ิ้นไป

นายนริ ยบาลจับเขา เ าเทา้ ขึน้ เ า ีร ะลง เ ามีดเฉื น ฯลฯ จับเขาเทยี มรถแล่นกลับไป
กลับมาบนพื้น ันร้ นลุกเป็นเปล โชติช่ ง ฯลฯ บังคับเขาขึ้นลงภูเขาถ่านเพลิงลูกใ ญ่ ท่ีไฟลุกโชน
ฯลฯ จับเขาเ าเท้าข้ึน เ า ีร ะลง ทุ่มลงในโล กุมภี ันร้ นแดงลุกเป็นแ งไฟ เขาถูกต้มเดื ดจน
ตั พ งในโล กุมภีน้ัน บางคร้ังล ยขึ้นบางคร้ังจมลง บางครั้งล ยข าง เขาเ ยทุกขเ ทนากล้า
ย่าง นัก เผ็ดร้ น ยใู่ นโล กุมภี ันร้ นแดงนนั้ แต่ยงั ไม่ตายตราบเท่าทบ่ี าปกรรมยังไม่ ้ินไป นาย
นิรยบาลจงึ ทมุ่ เขาลงในม านรก

“กม็ หานรกนั้นมี ๔ มุม ๔ ประตู แบ่งออกเปน็ ส่วน
มกี ำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบดว้ ยฝาเหลก็
มีพนื้ เป็นเหล็กลกุ โชนโชติช่วง
แผไ่ ปไกลด้านละ ๑๐๐ โยชน์ต้ังอยู่ทุกเม่ือ”๔๑
เพราะฉะน้ัน คำ า่ า ารฏฺฐิตกิ า -มี า ารเปน็ ท่ีตง้ั จงึ มีค าม ่า มีปัจจัยเป็นทต่ี ้ัง
ก็ในคำนี้ ่า เพราะปรารภกพ ีการา าร ไม่พึงทำการกล่า ใ ้แตกต่างกันไป เพราะ ่า
ถึงแมน้ ้ำลายท่ีเกดิ ในปากกใ็ ้ ำเรจ็ กจิ เป็น า ารแก่ ตั ์เ ล่านั้นได้

๔๑ ง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๓๖/๑๙-๒๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 147

จรงิ อยู่ น้ำลายก็เป็นปัจจัยแก่พวกเกิดในนรกซึ่งเสวยทุกขเวทนา และแก่พวกเกิดในสวรรค์
ซึ่งเสวยสุขเวทนา.

ในกามภพมอี าหาร ๔ โดยตรง, ในรปู ภพและอรปู ภพ เวน้ อสัญญีภพเสีย นอกนัน้ มีอาหาร
๓, อสญั ญีภพและภพนอกนัน้ มปี จั จยาหารด้วยประการฉะน้ี เพราะเหตุนั้น สตั วท์ ้ังหลายทง้ั ปวงเป็น
ผมู้ อี าหารเป็นทีต่ งั้ ด้วยอาหารดังกล่าวมาแลว้ น้ี.

คำว่า สพฺเพ สตฺตา - สัตว์ท้ังหลายท้ังปวง เป็นบุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา อธิบายว่า
สังขารทั้งหลายทั้งปวง

จรงิ อยู่ เทสนาของพระผูม้ ีพระภาคเจา้ มี ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งธรรมะและบคุ คลคือ
ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑
ธรรมาธฏิ ฐานบคุ ลเทสนา ๑
บุคลาธฏิ ฐานบุคลเทสนา ๑
บคุ ลาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑

ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่น เทสนา ทพี่ ระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภกิ ษุทงั้ หลาย
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ไดเ้ จริญแล้วย่อมไม่ควรแก่การใช้งานเหมือนจิตน้ี จิตที่
ไม่ได้เจรญิ แลว้ ยอ่ มไมค่ วรแกก่ ารใช้งาน
เราไม่เห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหน่ึงท่ีได้เจริญแล้วย่อมควรแก่การใช้งานเหมือนจิตน้ี จิตท่ีได้
เจริญแลว้ ย่อมควรแกก่ ารใช้งาน
เราไม่เหน็ ธรรมอ่ืนแม้อย่างหน่ึงท่ไี มไ่ ด้เจริญแลว้ ยอ่ มเป็นไปเพ่ือมใิ ชป่ ระโยชนม์ ากเหมือนจิต
นี้ จิตท่ไี มไ่ ดเ้ จริญแลว้ ย่อมเป็นไปเพ่อื มิใช่ประโยชนม์ าก
เราไม่เหน็ ธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งท่ีได้เจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนจิตนี้ จิต
ทีไ่ ด้เจริญแลว้ ย่อมเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชนม์ าก
เราไม่เห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหน่ึงที่ไม่ได้เจริญไม่ปรากฏชัดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์
มากเหมือนจิตนี้ จติ ที่ไม่ไดเ้ จรญิ ไมป่ รากฏชัดแลว้ ย่อมเป็นไปเพื่อมใิ ช่ประโยชน์มาก
เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่ได้เจริญปรากฏชัดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก
เหมือนจนิ ี้ จิตที่ไดเ้ จริญปรากฏชดั แลว้ ยอ่ มเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชน์มาก
เราไม่เหน็ ธรรมอื่นแมอ้ ย่างหน่งึ ทไ่ี มไ่ ด้เจรญิ ไมท่ ำให้มากแลว้ (ไม่กระทำบ่อยๆ) ยอ่ มเป็นไป
เพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนจิตน้ี จิตที่ไม่ได้เจริญไม่ได้ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์
มาก
เราไม่เห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหนึ่งที่ได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพ่ือประโยชน์มาก
เหมอื นจิตน้ี จติ ทไี่ ด้เจรญิ ทำใหม้ ากแล้วยอ่ มเป็นไปเพอ่ื ประโยชนม์ าก
เราไม่เห็นธรรมอ่ืนแม้อย่างหนึ่งที่ไม่ได้เจริญไม่ทำให้มากแล้วย่อมนำทุกข์มาให้เหมือนจิตน้ี
จติ ที่ไมไ่ ดเ้ จริญไม่ไดท้ ำให้มากแลว้ ยอ่ มนำทุกขม์ าให้
เราไม่เหน็ ธรรมอนื่ แม้อย่างหน่งึ ท่ีได้เจรญิ ทำใหม้ ากแลว้ ย่อมนำสุขมาให้เหมอื นจติ นี้ จิตท่ีได้
เจริญทำใหม้ ากแลว้ ย่อมนำสขุ มาให้๔๒

๔๒ อง.ฺ เอกก.(ไทย) ๒๐/๒๑-๓๐/๕-๖.

148 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ธรรมาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นทรงแสดง ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เป็นไปไม่ได้เลย๔๓ ท่ีบุคคลผู้
ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ๔๔ พึงยึดถือสังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเท่ียง แต่เป็นไปได้๔๕ ที่ปุถุชนพึง
ยึดถอื สังขารไรๆ โดยความเป็นสภาวะเทย่ี ง”

บุคลาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทง้ั หลาย บุคคลผู้เป็นเอก เมื่อ
เกดิ ข้ึนในโลก ย่อมเกิดขน้ึ เพ่ือเก้ือกูลแก่คนหมู่มาก เพ่ือสขุ แกค่ นหมู่มาก เพ่ืออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ
ประโยชน์ เพ่ือเก้ือกูล เพ่ือสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกคือใคร คือพระตถาคต
อรหันตสัมมาสมั พุทธเจ้า บคุ คลผเู้ ป็นเอกน้ีแล เม่ือเกิดขึ้นในโลก ยอ่ มเกิดข้นึ เพื่อเกอ้ื กูลแกค่ นหม่มู าก
เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพ่ืออนุเคราะห์ชาวโลก เพ่ือประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพ่ือสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ท้ังหลาย”๔๖

บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นทรงแสดงว่า “ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความ
ปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งแสงสว่างอันย่ิงใหญ่ เป็นความปรากฏแห่งโอภาส
อนั ยงิ่ ใหญ่ เป็นความปรากฏแหง่ อนุตตรยิ ะ ๖๔๗ เปน็ การทำใหแ้ จง้ ปฏิสัมภิทา ๔๔๘ เปน็ การรูแ้ จ้งชัด
ธาตุหลายชนิด เป็นการรู้แจ้งชัดธาตุที่แตกต่างกัน เป็นการทำให้แจ้งผลคือวิชชา(ความรู้แจ้ง) และ
วิมุตติ (ความหลุดพ้น) เป็นการทำให้แจ้งโสดาปัตติผลสกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล
บุคคลผู้เป็นเอกคอื ใคร คอื พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความปรากฏแหง่ บุคคลผู้เป็น
เอกน้ีแล จึงมีความปรากฏแห่งจักษุอันยิ่งใหญ่ มีความปรากฏแห่งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ มีความ
ปรากฏแหง่ โอภาส อันย่ิงใหญ่ มีความปรากฏแห่งอนตุ ตรยิ ะ ๖ มีการทำให้แจ้งปฏิสัมภิทา ๔ มีการ
รู้แจ้งชดั ธาตุหลายชนิด มีการรแู้ จ้งชัดธาตุทแ่ี ตกต่างกนั มีการทำให้แจง้ ผลคอื วชิ ชาและวมิ ตุ ติ มกี าร
ทำให้แจง้ โสดาปตั ติผล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล และ อรหตั ตผล๔๙

ในเทสนา ๔ เหลา่ น้นั ในทนี่ ้ี ทา่ นประสงคเ์ อาบุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา

อีกนัยยะหน่ึง ในกรณีน้ีท่านพระอานนท์ได้กล่าวกับภิกษุณี ผู้อาพาธหนัก มีทุกข์ เป็นไข้
หนัก นางขอกราบเท้าพระคุณเจ้าอานนท์’ และจงเรียนอย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาส ขอ
พระคุณเจ้าอานนท์ ได้โปรดอนุเคราะห์เข้าไปหาภิกษุณีน้ันยังสำนักของภิกษุณีด้วยเถิด” บุรุษน้ัน
รับคำแลว้ เขา้ ไปหาทา่ นพระอานนทถ์ ึงทอี่ ยู่ ไหวแ้ ลว้ น่งั ณ ท่สี มควร ได้เรียนท่านพระอานนทว์ า่

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุณีชื่อน้ีอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก นางขอกราบเท้าพระคุณเจ้า
อานนท์ด้วยเศียรเกล้า” และเรียนอย่างน้ีว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาส ขอพระคณุ เจ้าอานนท์ได้
โปรดอนเุ คราะห์ เขา้ ไปหาภกิ ษณุ ีนนั้ ยังสำนักของภิกษณุ ีดว้ ยเถดิ ”

๔๓ เป็นไปไม่ได้เลย หมายถึง ปฏิเสธฐานะ (เหตุ) และ ปฏิเสธโอกาส (ปัจจัย) ท่ีให้เป็นไปได้ อ้างใน องฺ.
เอกก.(ไทย) ๒๐/๔๑/๗, องฺ.เอกก.อ.(บาลี) ๑/๒๖๘/๔๐๒.

๔๔ บคุ คล ในท่ีน้ีหมายถึง พระอริยบุคคลชั้นโสดาบันขึน้ ไป และทิฏฐิ ในท่ีนี้หมายถึง สัมมาทิฏฐิ คือความ
เหน็ ชอบ อา้ งใน องฺ.เอกก.อ.(บาลี) ๑/๒๖๘/๔๐๒.

๔๕ เปน็ ไปได้ ในท่ีน้หี มายถึง ยอมรับฐานะ (เหต)ุ ทใ่ี หเ้ ปน็ ไปได้ อ้างใน องฺ.เอกก.อ.(บาล)ี ๑/๒๖๘/๔๐๒.
๔๖ อง.ฺ เอกก.(ไทย) ๒๐/๑๗๐/๒๒.
๔๗ อนุตตรยิ ะ ๖ คือ ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอันเยี่ยม สวนานตุ ตริยะ การฟังอันเยยี่ ม ลาภานตุ ตริยะ
การได้อันเย่ียม สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันเย่ียม ปาริจริยานุตตริยะ การบำรุงอันเย่ียม อนุสสตานุตตริยะการ
ระลึกอันเยี่ยม อ้างใน อง.ฺ เอกก.อ.(บาลี) ๑/๑๗๕-๑๘๖/๑๐๖.
๔๘ ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเน้ือความ ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานใน
หลักการ นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในความคิดทันการ
อา้ งใน องฺ.จตกุ กฺ .(บาลี) ๒๑/๑๗๒/๑๘๓-๑๘๔, ข.ุ ปฏิ.(บาลี) ๓๑/๑๑๐/๑๒๓, อภิ.ว.ิ (บาลี) ๓๕/๗๑๘/๓๕๙.
๔๙ องฺ.เอกก.(ไทย) ๒๐/

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 149

ทา่ นพระ านนท์รบั โดยดุ ณีภาพครนั้ เ ลาเช้า ท่านพระ านนท์คร ง ันตร า ก ถื บาตร
และจี ร เข้าไป าภิก ุณีน้ันยัง ำนักข งภิก ุณี ภิก ุณีนั้นเ ็นท่านพระ านนท์มาแต่ไกล น นคลุม
ีร ะ ยูบ่ นเตียง

ลำดับน้ัน ในเ ลาเช้า ท่านพระ านนท์เข้าไป าภิก ุณีนั้นถึงท่ี ยู่ นั่งบน า นะที่ปูลาดไ ้
ได้กล่า กับภิก ุณีนน้ั ดงั น้ี ่า “น้องหญิง กายน้ีเกิดขึ้นเพราะอาหาร บุคคลอาศยั อาหาร๕๐ แล้วพึงละ
อาหาร๕๑ เสียกายนี้เกิดข้ึนเพราะตัณหา บุคคลอาศยั ตัณหา๕๒ แล้วพึงละตัณหา๕๓เสีย กายนเี้ กิดขึ้น
เพราะมานะ บุคคลอาศัยมานะแล้วพึงละมานะเสีย กายน้ีเกิดขึ้นเพราะเมถุนและการฆ่าปัจจัยแ ่ง
เมถุนด้ ย รยิ มรรค พระผู้มีพระภาคตรั ไ ้แล้ น้ ง ญิง เรากล่า ไ ้แล้ เช่นน้ีแล ่า ‘กายน้ีเกิดข้ึน
เพราะ า าร บุคคล า ัย า ารแล้ พึงละ า ารเ ีย‘เพราะ า ัยเ ตุ ะไรเราจึงกล่า ไ ้เช่นนั้น
น้ ง ญิง ภิก ุในธรรม ินัยน้ีพิจารณาโดยแยบคายแล้ จึงฉัน า าร ไม่ใช่เพ่ื เล่น ไม่ใช่เพ่ื มั เมา
ไม่ใช่เพื่ ประดับ ไม่ใช่เพื่ ตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพ่ื ค ามดำรง ยู่ได้แ ่งกายน้ี เพื่ ใ ก้ ายน้ีเป็นไปได้
เพื่ กำจัดค ามเบียดเบียน เพ่ื นุเคราะ พ์ ร มจรรยโ์ ดยคิดเ ็น ่า ‘เราจักกำจัดเ ทนาเก่าและจัก
ไม่ใ ้เ ทนาใ ม่เกิดขึ้นค ามดำเนินไปแ ่งกาย ค ามไม่มีโท และค าม ยู่ผา ุกจักมีแก่เรา’ เธ
า ยั า ารแล้ ภาย ลงั จึงละ า ารเ ียได้๕๔

แนวคดิ เกยี่ วกบั อาหารในพระพทุ ธศาสนา

มนุ ย์ในทรร นะพระพุทธ า นา กล่า ่า มาจาการร บกันข งเบญจขันธ์ (ขันธ์ ๕) รูป
ขนั ธ์ เ ทนาขันธ์ ญั ญาขนั ธ์ ังขารขันธ์ ญิ ญาณขันธ์ เพราะการร มตั ข งขันธ์ า้ น้ีเ งจงึ เรียก า่
“มนุษย์” ได้ ถ้าแยกขันธ์เ ล่าน้ี กจากกันแล้ จะไม่ใช่ภา ะแ ่งมนุ ย์ต่ คื จะเป็น ่ นย่ ยๆ
เท่านั้น เช่น ตา ู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นต้น เป็น ่ นที่ละเ ียดจนไม่ ามารถระบุได้ ่า ค ามเป็น
มนุ ย์ ย่ตู รงไ น มีเพียงก งขนั ธ์ ก งธาตุเทา่ น้ัน

เมื่ กล่า โดยย่ ามารถ รปุ ได้ ๒ ประการ ไดแ้ ก่
๑. ่ นท่ี ยาบ ามารถม งเ ็นได้ รื ัมผั ได้ด้ ยประ าท ัมผั เรียก ่า “รูป” รื
ร่างกาย
๒. ่ นที่ละเ ียด ไม่ ามารถม งเ ็นได้ รับร้ไู ด้ด้ ยประ าท มั ผั ทั้ง ้า เรียก ่า “นาม”
รื “นามธรรม” ได้แก่ จิต และเจต ิก ร มเรียก ่า นามขันธ์ ๔ (เ ทนา ัญญา ังขาร
ญิ ญาณ)
พระพุทธ า นาแม้จะกล่า ่า จิตเป็น ิ่งท่ี ำคัญก ่าร่างกาย เพราะกระบ นต่างๆ ที่
แ ดง กทางกายและ าจาน้ัน เป็นผล ืบเนื่ งมาจากจิต เป็นกระบ นการทำงานข งจิต ถึงข้ัน
กลา่ ่า “จิตเปน็ นาย กายเปน็ บ่า ” ดังพทุ ธพจน์ า่ “ธรรมทัง้ ลาย มใี จเปน็ ั น้า๓

๕๐ อาหาร ในที่นี้ มายถึง ก ิงการา าร ( า าร คื คำข้า ) ในปัจจุบัน ้างใน งฺ.จตุกฺก. .(บาลี)
๒/๑๕๙/๓๘๕.

๕๑ อาหาร ในท่ีนี้ มายถึง า ารคื กรรมในกาลก่ น รื ใน ดีต ้างใน งฺ.จตุกฺก. .(บาลี) ๒/๑๕๙/
๓๘๕.

๕๒ ตัณหา ในที่น้ี มายถึง ตัณ าปจั จุบัน ซึ่งเกิดข้ึนขณะนี้ ที่เกิดขึ้นแก่ผูใ้ ้ค าม ยากเกิดขนึ้ ใน ิโมกข์ ัน
ย ดเยย่ี ม ้างใน งฺ.จตุกกฺ . .(บาลี) ๒/๑๕๙/๓๘๕., ง.ฺ จตกุ ฺก.ฏกี า.(บาล)ี ๒/๑๕๙/๔๒๒.

๕๓ ตณั หา ในที่นี้ มายถึง ตณั าท่ีเป็นมลู รากใน ฏั ฏะ า้ งใน งฺ.จตกุ กฺ . .(บาลี) ๒/๑๕๙/๓๘๕.
๕๔ งฺ.จตุกกฺ .(ไทย) ๒๑/๒๕๙/๒๑๙-๒๒๑.

150 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

มีใจเป็นใ ญ่ ำเร็จด้ ยใจ ถ้าคนมีใจช่ั ก็จะพูดช่ั รื ทำชั่ ตามไปด้ ย เพราะค ามช่ั น้ัน ทุกข์
ย่ มตดิ ตามเขาไปเ มื นล้ มนุ ตามร ยเท้าโคทล่ี ากเก ยี นไป ฉะนั้น”๕๕ แต่ ย่างไรกต็ ามจติ ดำรง
ยู่ได้ก็ด้ ย า ัยถ้ำคื ร่างกาย (คู า ยํ) เพราะต้ ง า ัยเป็นเรื นที่ า ัย ที่ต้ังท่ีเกิด กายจึงมี
ค าม ำคญั ในฐานะเป็นทพ่ี กั า ัยและมคี าม ัมพันธ์เนื่ งถงึ กัน มี ิทธิพลต่ กัน ถา้ ร่างกาย ่ นล้า
รื ป่ ย จติ ก็จะฟุง้ ซ่าน กระ บั กระ ่ายตามไปด้ ย ถา้ กาย งบ จิตจะต้งั มน่ั

ร่างกายนั้น จะดำรง ยู่ได้ด้ ย า าร เพราะมนุ ย์จะดำรง ยู่ได้ก็ด้ ย า ารเป็น ำคัญ
ในบรรดาปัจจัย ่ีคื า าร ที่ ยู่ า ัย เคร่ื งนุ่ง ่ม และยารัก าโรค ทั้ง มดเป็น ิ่งจำเป็นและ
ำคัญต่ มนุ ย์ท้ัง ิ้น แต่ถ้ามนุ ย์ขาด า ารเ ียแล้ ก็ทำใ ้มีชี ิต ยไู่ ด้ ยา่ งยากลำบากและจะมี
ชี ิต ย่ไู ดไ้ มน่ าน ดังนั้น า ารจึงเป็น ่งิ ำคญั ย่งิ ในการดำเนินชี ติ มนุ ย์ ดังพทุ ธพจน์ทตี่ รั ไ ้ ่า

“ภิกษุทั้งหลาย กายน้ีดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร อาศัยอาหารจึงดำรงอยู่ได้ ขาดอาหารก็
ดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ ๕ ประการก็ฉันน้ันเหมือนกัน ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร อาศยั อาหาร
จึงดำรงอย่ไู ด้ ขาดอาหารก็ดำรงอย่ไู ม่ได้”๕๖

นิยามคำวา่ อาหารในพระพุทธศาสนา

คำ ่า “อาหาร” ใน รรถกถา ัทธัมมปัชโชติกา และ ัทธัมมปกา ินี ธิบายไ ้ ่า ได้แก่
ปัจจัย เพราะ ่าปัจจัยย่ มนำมาซึง่ ผลข งตน เ ตุน้ันจึงช่ื ่า า าร ( ตฺตโน ผลํ า รตีติ อาหา
โร : ภาพใด ย่ มนำมาซึ่งผลข งตน เพราะเ ตุนนั้ ภาพน้ันชื่ ่า า าร)๕๗ ฯ

รรถกถา ังยุตตนิกาย นิทาน รรค า าร ูตร ่า “ า าราติ ปจฺจยา ฯ ปจฺจยา ิ
า รนฺติ ตฺตโน ผลํ ต ฺมา ‘ า าราติ ุจฺจนฺติ”๕๘ บท ่า อาหารา ได้แก่ ปัจจัย จริง ยู่ ปัจจัย
ท่านเรียก ่า า าร เพราะนำผลใ แ้ กต่ น

“อาหารฏฺฐิติกาติ า ารโต ฐิติ เ เต นฺติ า ารฏฺฐิติกา. “ฐิตีติ เจตฺถ กกฺขเณ ตฺถิ
ตา ธิปฺเปตา ฯ ิติ พฺพ ตฺตานํ ฐิติเ ตุ า าโร นาม๕๙ ฯ แปล ่า “ค ามดำรง ยู่ได้ ย่ มมีแก่
ัต ์ทั้ง ลายเ ล่าน้ี เพราะ า าร เ ตุนั้น ัต ์ท้ัง ลายช่ื ่า า ารัฏฐิติกา คื ดำรง ยู่ได้เพราะ
า าร, ที่ชื่ ่าฐิติ ท่านประ งค์เ าค ามมี ยูภ่ า ะทีเ่ ป็นไปกับขณะข งตน, เ ตุแ ง่ ฐติ ขิ ง ัต ์ท้ัง
ป งท้ัง ลาย ช่ื ่า า าร ด้ ยประการฉะน้ี”

ใน รรถ าลินี รรถกถา ท่านกล่า ไ ้ ่า “ า ริยตีติ อาหาโร ฯ กพ ํ กตฺ า ชฺโฌ รยิ ตี
ติ ตฺโถ ฯ รูปํ า รตีติปิ า าโร”๖๐ แปล ่า “ชื่ ่า า าร เพราะ รรถ ่าย่ มถูกกลืนกิน
ธิบาย ่า บุคคลทำคำข้า แล้ ย่ มกลืนกิน ีก ยา่ ง นึ่ง ท่ชี ื่ ่า า าร เพราะ รรถ ่า ย่ มนำมา
ซง่ึ รปู ”

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยกช่ื ข้ึนแ ดงด้ ย ำนาจแ ่ง ัตถุ ย่างน้ีแล้ เพื่ จะทรง
แ ดง า ารนั้นนั่นแ ละด้ ย ามารถแ ่ง ัตถุ ีก จึงตรั คำมี าทิ ่า โ ทโน กุมฺมาโ (ข้า ุก
ขนม ด) ดังนี้ จริง ยู่ า าร ๑๒ ย่าง มีข้า ุกเป็นต้น มีน้ำ ้ ยเป็นท่ี ุด เป็น ัตถุแ ่ง า ารท่ี

๕๕ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๑/๒๓.
๕๖ ํ.ม.(ไทย) ๑๙/๑๘๓/๑๑๐. กาย ูตร
๕๗ ข.ุ จู. .(บาลี) ๓๙/๖๐. ัทธัมมปัชโชติกา. มมร.
๕๘ ํ.น.ิ .(บาล)ี ๑๑/๓๔. ารตฺถปกา นิ ี
๕๙ ขุ.ปฏ.ิ .(บาลี) ๔๐/๑๐๙. ทั ธมั มปกา ินี ๑ มมร.
๖๐ ภิ. .ํ .(บาลี) ๔๖/๖๐๑.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 151

ทรงประ งค์เ าในที่นี้ า ารมีรากไม้และผลไม้เป็นต้น ที่ไม่ได้ตรั ไ ้ในพระบาลีก็ร มเข้าในเย า
ปนกธรรม

ใน ภิธัมมัตถ ิภา ินี ใ ้นิยาม ่า “โ ชฏฺฐมกรปู าทโย า รนฺตีติ า ารา ฯ ก ีการา า
โร ิ โ ชฏฺฐมกรูปํ า รติ ฯ”๖๑ ธรรมที่ช่ื ่า า าร เพราะ รรถ ่า นำรปู ที่มีโ ชะเป็นท่ี ๘ เป็น
ต้นมา ฯ จรงิ ยู่ ก ีการา าร ย่ มนำรปู มโี ชะเป็นท่ี ๘ มา ฯ

ะไรคื โ ชา ท่าน ิเคราะ ์ ่า “ ตฺตโน ุทยานนฺตรํ รูปํ ชเนตีติ โอชา”๖๒ แปล ่า ชื่ ่า
โ ชะ ด้ ย รรถ ่า ยังรูปใ ้เกิดในลำดับท่ีตนเกิด มายค าม ่า โ ชา (Nutritive essence) ท่าน
ธิบาย ่า เป็นธรรมชาติที่ทำใ ้รูปเกิดขึ้นติดต่ กันพร้ มกับค ามเกิดข้ึนแ ่งโ ชา กล่า คื เม่ื
โ ชาน้เี ข้า ู่รา่ งกายข งมนุ ย์และ ัต ์ทั้ง ลายแล้ ทำใ ้ร่างกายข ง ัต ์ทั้ง ลายเจรญิ เติบโตข้ึน
เฉพาะภายในข ง ัต ์และมนุ ย์ท่ีกำลังเจริญเติบโต แต่ในกายข ง ัต ์และมนุ ย์ที่เจริญเติบโต
เต็มท่ีแล้ จะไปทำใน ่ นที่ช่ ยใ ้ร่างกายแข็งแรง มบูรณ์ คื ซ่ มแซม ่ น ึก ร และทำใ ้
ามารถดำรงชี ิต ยู่ได้ ดังน้ัน คำ ่า โ ชา จึง มายถึง าร า ารท่ีเรียกกันในปัจจุบัน เพราะเป็น
่ นท่ีมี ยู่ใน า าร ทำ นา้ ท่ีใ ้พลังงานและค ามร้ น ช่ ยบำรงุ ร่างกายใ เ้ จรญิ เติบโต และช่ ย
ซ่ มแซมใน ่ นท่ี ึก ร ข งร่างกาย น กจากน้ียังช่ ยค บคุมปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในร่างกาย และ
การทำงานข ง ัย ะทุก ่ น ทั้งช่ ยในการป้ งกันและต้านทานโรคต่างๆ ทำใ ้ร่างกายแข็งแรง
ดังนั้น า ารจึงเปรียบเ มื นกับแม่ท่ีเล้ียงดูเด็กทารก ฉะน้ัน มดังข้ ค ามใน รรถกถา า าร
ตู ร งั ยตุ ตนิกาย นทิ าน รรค า่

จริง ยู่ ันกพ ีการา าร เม่ื ค้ำจนุ ย่ มมเี พื่ ค ามดำรง ยู่แ ง่ ัต ์ทั้ง ลาย เพราะการ
ดำรงกายไ ้ กก็ ายนแี้ ม้กรรมใ เ้ กดิ ันกพ ีการา ารค้ำจุน ย่ มดำรง ยู่ ตล ดปริมาณ ายุ ๑๐ ปี
บา้ ง ๑๐๐ ปบี า้ ง

ถาม ่า เปรียบเ มื น ะไร

ต บ ่า เปรียบเ มื นเด็ก แม้มารดาใ ้เกิดมาถูกแม่นมใ ้ดื่มนมเป็นต้น เล้ียงดูย่ มดำรง
ย่ไู ดน้ าน และเปรยี บเ มื นเรื น นเ าเรื นคำ้ ไ ้ มดังทพ่ี ระผูม้ ีพระภาคเจา้ ตรั ไ ้ า่

“ม าบพิตร เรื นเม่ื จะล้ม ถูกไม้เคร่ื งเรื น ย่าง ่ืนค้ำไ ้ เรื นน้ันก็ไม่ล้มฉันใด
ม าบพิตร ันกายข งเรานี้ก็เ มื นกัน ดำรง ยู่ได้เพราะ า าร า ัย า ารจึงดำรง ยู่ได้” กพ ี
การา าร เมื่ คำ้ จนุ ย่ มใ ้ า ารกจิ ำเรจ็ ด้ ย าการ ยา่ งน”้ี

น่ึง กพ ีการา าร แม้จะใ ้ า ารกิจ ำเร็จด้ ย าการ ย่างน้ี ย่ มเป็นปัจจัยแก่รูป
ันตติท้ัง ง คื ทั้งท่ีมี า ารเป็น มุฏฐาน และท้ังที่เป็น ุปาทินนกะ กพ ีการา ารเป็น นุปาลก
ปัจจัย (ปัจจัยที่ตามรัก า) แก่รูปท่ีเกิดแต่กรรม เป็นชนกปัจจัย (ปัจจัยท่ีใ ้เกิด) แก่รูปที่มี า าร
เปน็ มฏุ ฐานด้ ยประการฉะน๖ี้ ๓

ร มค ามแล้ า าร จึง มายถึง ิ่งใดก็ตามที่รับเข้า ู่ร่างกายแล้ ไม่ ่าจะเป็นการกิน
การด่ืม รื การฉีด แล้ เกิดประโยชน์แก่ร่างกายโดยใ ้ าร า าร ย่างใด ย่าง นึ่ง รื ลายๆ
ย่าง เพราะ า ารเป็นเคร่ื งค้ำจุดชี ิต ล่ เลี้ยงชี ิต ซึ่งในทางพระ ภิธรรมใ ้นิยามแล้ ่า
า ารกล่า คื โ ชา เปน็ ปจั จยั นำมาซึง่ รปู มโี ชาเป็นที่ ๘๖๔ นั มายถงึ ประโยชน์ต่ ร่างกายนั้นเ ง

๖๑ ิภา ิน.ี (บาล)ี ๒๒๒. ารตั ถปกา ินี ๒
๖๒ ภิ า ินี.(บาลี) ๒๐๔.
๖๓ ํ.นิ. .(บาลี) ๑๑/๓๙-๔๐. า าร ูตร
๖๔ ภิ า นิ ี.(บาล)ี ๒๒๒.

152 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

คุณ มบัติข ง า ารมิใช่จะ ำน ยประโยชน์เฉพาะแต่มนุ ย์เท่านั้น แม้แต่ ัต ์ประเภท
นื่ ๆ ทเ่ี รียก า่ “ ัมภเ ี” า ารนย้ี งั มี ง่ ผลต่ การดำเนนิ ชี ิตด้ ย ดังพุทธพจน์ ่า

“ภิก ทุ งั้ ลาย า าร ๔ ยา่ งนี้ เป็นไปเพ่ื การดำรง ยู่ข ง มู่ ตั ์ผู้เกดิ แล้
รื เพื่ นเุ คราะ ์ มู่ ตั ผ์ ูแ้ ง าทเ่ี กิด ( มฺภเ )ี า าร ๔ ยา่ ง คื

๑. ก งิ การา าร ( า าร คื คำขา้ ) ที่ ยาบ รื ละเ ียด
๒. ผั า าร ( า าร คื ผั ะ)
๓. มโน ัญเจตนา าร ( า าร คื มโน ญั เจตนา)
๔. ญิ ญาณา าร ( า าร คื ญิ ญาณ)
า าร ๔ ย่างน้ี เป็นไปเพื่ การดำรง ยู่ข ง มู่ ัต ์ผู้เกิดแล้ รื เพื่ นุเคราะ ์ มู่
ัต ์ผู้แ ง าทเ่ี กิด”๖๕
ค าม ำคัญข ง า ารมิใช่เพียงแต่ทำใ ้ร่างกายข งมนุ ย์เจริญเติบโตและแข็งแรง
เท่านั้น แต่ในทางพระพุทธ า นา า ารยงั เป็นปัจจัย ุด นุนและ ง่ เ ริมการปฏบิ ัติธรรม ใ บ้ รรลุ
ธรรมได้ ีกด้ ย เพราะถ้าขาดแคลน า าร รื มี า ารน้ ย จนร่างกายซูบผ ม มดเรีย่ แรง ก็
ไม่ ามารถประพฤติปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรมได้เช่นเดยี กัน าทิ เมื่ พระพุทธเจ้า บำเพ็ญทุกกร
กิรยิ าใน าระที่ ๓ ด้ ยการ ด า าร จนร่างกายผ มโทรม ....แต่ไม่ ามารถบรรลุธรรมได้ แต่เมื่
ได้เ ย า ารทเ่ี ปน็ ัปปายะแล้ ก็ ามารถบรรลธุ รรม งู ุดทีเ่ ปน็ ปุ าทิเ นพิ พานได้

การบำเพ็ญทกุ กรกิริยาของพระพทุ ธเจา้
ทรงกัน้ ลมหายใจ

าระที่ ๑ : ทรงขบฟันด้ ยฟัน ัดเพดานด้ ยลิ้น ข่มจิตด้ ยจิต บีบใ ้แน่นจนร้ นจัด -
เ ง่ื ไ ล กจากรักแร้ท้ัง ง เปรียบเ มื นคนท่ีแข็งแรงจับคนกำลังน้ ยท่ี ีร ะ รื ค บีบใ ้
แน่นจนร้ นจัด

าระที่ ๒ : ทรงกลั้นลม ายใจ กเข้าท้งั ทางจมูกและทางปาก – เ ียงลม กทางช่ ง ู
ท้งั งดังเ ลื ประมาณ เ มื นเ ียงลมใน ูบแ ่งชา่ งท งที่ ูบไปมา

าระที่ ๓ : ทรงทรงกล้ันลม ายใจ กเข้า ท้ังทางจมูกทางปากและทางช่ ง ูท้ัง ง –
ลมกล้าเ ลื ประมาณแทงเซาะขน้ึ ไปบนกระ ม่ ม เ มื นถูกบุรุ แขง็ แรง เชื ดเ าทแี่ กกระ ม่ ม
ด้ ยมีดโกน นั คม

าระท่ี ๔ : ทรงกล้ันลม ายใจ กเข้า ท้ังทางจมูกทางปากและทางช่ ง ูท้ัง ง (ทรง
ทำใ ้ย่ิงข้ึนไป ีก) – ทรงรู้ ึกป ด ีร ะทั่ ไปท้ัง ีร ะ เ ลื ประมาณ เปรียบปานถูกบุรุ แข็งแรง
รดั ีร ะเข้าทั้ง ีร ะด้ ยเชื กมเี กลีย นั เขมง็ ฉะนน้ั

าระท่ี ๕ : ทรงกล้ันลม ายใจ กเข้า ท้ังทางจมูกทางปากและทางช่ ง ูทั้ง ง (ทรง
ทำใ ้ยิ่งขึ้นไป ีก) – ลมกล้าเ ลื ประมาณ นกลับแทงเ าพ้ืนท้ ง ดุจถูกคนฆ่าโค รื ลูกมื ตั
ขยนั ข งเขา เฉื นเน้ื พ้นื ท้ งด้ ยมีด ำ รับเฉื นเนื้ โค ันคมฉะนั้น

๖๕ ํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๑๑/๑๗.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 153

วาระท่ี ๖: ทรงกล้นั ลมหายใจออกเข้า ทง้ั ทางจมูกทางปากและทางช่องหทู ้ังสอง (ทรงทำ
ให้ยิ่งข้ึนไปอีก) – ก็เกิดความร้อนกล้าข้ึนทั่วกาย ดุจถูกคนแข็งแรงสองคนช่วยกันจับคนกำลังน้อยที่
แขนขา้ งละคนแลว้ ย่างรมไว้เหนือหลมุ ถา่ นเพลงิ อันระอุ

ขณะน้นั เทวดาทง้ั หลายเมอื่ เหน็ แลว้ ;
บ้างกล่าวว่า “พระสมณโคดมทำกาละ(เสยี ชีวติ )แลว้ ”
บา้ งกลา่ ววา่ “พระสมณโคดมไม่ได้ทำกาละแลว้ เปน็ แตก่ ำลังทำกาละอยู่”
บ้างกล่าวว่า “พระสมณโคดมไม่ได้ เป็นทั้งสองอย่างน้ัน ท่านเป็นอรหันต์แล้ว นั่นคือการ
เปน็ อยขู่ องพระอรหนั ต”์
วาระที่ ๗ : เทวดามาหา แล้วขอร้องให้พระองค์เลิกอดอาหาร โดยพวกเทวดาจะแทรก
อาหารทิพย์ลงตามขุมขนของพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงคิดในใจว่า “ถ้าท่านรับอาหารทิพย์ ก็เท่ากับ
ท่านมสุ า” ทา่ นจงึ หา้ มเทวดาทั้งหลายวา่ อยา่ เลย

ทรงอดอาหาร

พระพุทธองค์ได้ค่อยๆ ลดอาหารท่ีเสวยลง จนเหลือวันหน่ึงเท่ากับ “เยื่อในเมล็ดบัว” เมื่อ
ทา่ นเสวยอาหารน้อยเพียงนี้ ส่ิงทเ่ี กิดขึน้ กับพระวรกายคือ

อวยั วะน้อยใหญข่ องท่านเปรยี บเหมือนเถาวลั ยอ์ าสีตกิ บรรพ
เน้อื ที่สะโพกทนี่ ่ังทบั ของท่าน มสี ัณฐาานดงั เท้าอฐู
ข้อกระดูกสนั หลังผดุ ข้ึนระเกะระกะราวกับเถาวัลย์วัฏฏนาวลี
ซีโครงของท่านโหรงเหรงเหมือนกบั กลอนศาลา อันเก่าคร่ำคร่า
ดวงตา ลกึ อยู่ในกระบอกตา
ผวิ หนังศีรษะ เหี่ยวย่นเหมอื นน้ำเตา้ ออ่ นท่ตี ดั มาแต่ยังสด ถกู แดดเผาเห่ยี วยน่
เมื่อพระองค์คิดจะจับท้อง ก็ถูกถึงกระดูกสันหลัง เม่ือพระองค์คิดจะจับกระดูกสันหลัง ก็
จับถูกเข้าถึงทอ้ ง เมื่ออพระองค์คิดจะถ่ายปัสสาวะหรอื อุจาระ ก็เซล้มราบอยู่ ณ ที่น้นั เมื่อพระองค์
ลูบพระวรกาย ขนที่มีรากเน่าก็หลุดติดมืออกมาก.....ดังข้อความว่า....ดวงตาทัง้ ๒ ข้างก็ลึกเข้าไปใน
เบา้ ตาเหมือนดวงดาวปรากฏอยู่ในบ่อน้ำลึก หนังบนศีรษะก็เห่ียวหดเหมือนลูกนำ้ เต้าที่เขาตัดมาขณะ
ยงั ดบิ ตอ้ งลมและแดดเขา้ ก็เห่ียวหดไป เพราะเป็นผมู้ ีอาหารน้อยนั้นเราคิดวา่ ‘จะลูบพ้นื ท้อง’ กจ็ ับถึง
กระดูกสันหลัง คิดว่า ‘จะลูบกระดูกสันหลัง’ ก็จับถึงพื้นท้อง เพราะพื้นท้องของเราแนบติดจนถึง
กระดูกสันหลัง เราคิดว่า ‘จะถ่ายอุจจาระหรือถ่ายปัสสาวะ’ ก็ซวนเซล้มลง ณ ท่ีน้ัน เม่ือจะให้กาย
สบายบ้าง จึงใช้ฝ่ามือลูบตัว ขนทั้งหลายที่มีรากเน่าก็หลุดร่วงจากกาย เพราะเป็นผู้มีอาหารน้อย
มนษุ ยท์ ั้งหลายเห็นเราแล้ว ก็กล่าวอยา่ งน้ีว่า ‘พระสมณโคดมดำไป’ บางพวกก็กล่าวอยา่ งนวี้ ่า ‘พระ
สมณโคดมไม่ดำเพียงแต่คล้ำไป’ บางพวกก็กล่าวว่า ‘ไม่ดำไม่คล้ำ เพียงแต่พร้อยไป’ เรามีผิวพรรณ
บรสิ ทุ ธิ์ เปล่งปลัง่ เพยี งแต่เสยี ผวิ ไปเพราะเป็นผู้มอี าหารนอ้ ยเทา่ นน้ั ๖๖

ชนดิ ของอาหารในพระพทุ ธศาสนา

อาหาร โดยศัพท์ หมายถึง นำมา คอื เป็นปัจจัย หรือนำมาซงึ่ ผล เพราะฉะนนั้ สภาพธรรม
อะไรก็ตาม ซ่ึงนำมาซ่ึงผล หมายถึงอาหาร อาหารจึงไม่ได้ หมายถึง อาหารท่ีเราบริโภคกันเท่าน้ัน
แต่ อาหารมคี วามละเอยี ด หลากหลายนยั ดังน้ี

๖๖ ดูรายละเอยี ดใน ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๓๗๗-๓๐๘/๔๑๒-๔๑๕. มหาสัจจกสตู ร

154 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

อาหาร มี ๔ ประเภท ดงั น้ี

๑. ก ิงการา าร มายถึงรูป า ารที่เป็นคำๆ ทเี่ ราบริโภคเข้าไป ่ นท่ีจะเป็นประโยชน์
ล่ เลยี้ งร่างกาย า ารทเ่ี ปน็ คำๆ นำมาซง่ึ โ ชารปู

๒. ผั า าร มายถงึ ผั เจต กิ ซ่งึ เปน็ ปัจจยั ใ ้ ัมปยุตธรรมเกิดขึ้น นำมาซง่ึ เ ทนา

๓. มโน ัญเจตนา าร มายถึงเจตนาเจต ิกท่ีเป็นกรรม ทั้งกุ ลกรรม และ กุ ลกรรม
ย่ มนำมาซง่ึ ปฏิ นธิ ญิ ญาณ (การเกิด)

๔. ิญญาณา าร มายถึง ปฏิ นธิ ิญญาณ ย่ มนำมาซ่ึงนามรปู และ ีกนยั นึ่งจิต ่ืนๆ
ทน่ี ำมาซึง่ ผล คื นาม รูป รื า่ นาม รื รปู ย่างใด ย่าง นง่ึ กไ็ ม่พน้ จาก า ารปัจจยั ท่เี ป็น
ิญญาณา ารด้ ย

ในค ามเป็นจริง มโน ัญเจตนา าร ไม่ใช่ค าม ังที่ ยากมีชี ิต ยู่ แต่ มายถึงเจตนา
เจต ิกที่เป็นไปในกุ ลกรรม และ กุ ลกรรม เพราะย่ มนำมาซ่ึงการเกิด ่ นค าม ังที่ ยากมี
ชี ิต ยู่ เป็นโลภะเจต ิก ท่ีเป็นค าม ยาก ค ามติดข้ ง ที่ไม่ใช่เจตนาเจต ิกท่ีเป็นไปในกุ ลกรรม
กุ ลกรรมท่เี ปน็ มโน ัญเจตนา าร

ถามท ่า ผั า าร และ ิญญาณา าร จะ ธบิ ายด้ ยเ ตกุ ารณใ์ นชี ติ จริง ยา่ งไร

ผั า าร มายถงึ ผั เจต ิก ซงึ่ เป็นปัจจยั ใ ้ มั ปยุตธรรมเกดิ ข้นึ นำมาซึง่ เ ทนา ซงึ่
ในชี ิตประจำ ัน ในขณะน้ี ที่มีค ามรู้ ึกประเภทต่างๆ ุข ทุกข์ เฉยๆ เพราะ า ัยการกระทบกัน
ข ง ภาพธรรม ท่ีมีผั ะ ทำ น้าท่ีกระทบ เพราะถ้าไม่มีการกระทบกันข งรูป คื ิ่งที่ปรากฏ
ทางตา และ จักขุป าทรูป เป็นต้น ก็จะไม่มีการเกิดขึ้นข ง การเ ็น ขณะทีเ่ ็นกม็ ีค ามรู้ กึ แล้ ท่ี
เฉยๆในขณะท่ีเ ็นและ า ัยการกระทบ ผั ะ เกิดข้ึน ก็ทำใ ้มีการเกิดขึ้นข ง จิตประเภทต่างๆ
ทำใ ้เกิดค ามรู้ ึกประเภทต่างๆ เพราะ า ัยการกระทบกันข ง ภาพธรรม ซึ่งในค ามเป็นจริง
การจะเข้าใจผั า าร ด้ ยปัญญาระดับ ูง ที่รู้ตั ผั ะ และด้ ย ิปั นาญาณ ไม่ใช่เพียงการ
ธิบายขนั้ คดิ นึก จะรตู้ ั ผั ะได้

ิญญาณา าร มายถึง ปฏิ นธิ ิญญาณ ย่ มนำมาซึ่งนามรูป และ ีกนัย น่ึงจิต ่ืนๆที่
นำมาซ่ึงผล คื นาม รูป รื ่า นาม รื รูป ย่างใด ย่าง น่ึง ก็ไม่พ้นจาก า ารปัจจัยที่เป็น
ิญญาณา ารด้ ย

ขณะน้ีในชี ิตประจำ ัน ก็มี ิญญาณ คื จิตเกิดข้ึน เป็น ิญญาณ า าร ท่ีนำมาซ่ึงผล คื
นามและรูป คื เจต ิกท่ีเกิดร่ มด้ ย และรูปท่ีเกิดพร้ มกับจิตน้ันยกตั ย่างเช่น ขณะท่ีเกิดค าม
โกรธ จิตท่ีเป็นโท ะเกิดขึ้น นำมาซ่ึงผลเป็น า าร คื เจต ิกท่ีเกิดร่ มด้ ย ท่ีเป็นเจต ิกท่ีไม่ดี คื
โท ะเจต ิกและโม ะเจต ิก คื ค ามไม่รู้ในขณะนั้นที่เมื่ โกรธก็ทำ ะไรผิด เพราะมีค ามไม่รู้เกิด
ร่ มด้ ย และนำมาซึ่งผล คื รูปท่ีเกิดจากจิตท่โี กรธ รปู ที่ไมดี แ ดงถึงลัก ณะ นา้ ตา และรูปทไ่ี ม่ดี
ที่เกิดจากค ามโกรธ น่ีคื การ ธบิ ายคร่า ๆ ในชี ิตประจำ ันข ง ิญญาณา าร แต่การจะประจกั ์
ค ามจริงข ง ภาพธรรมท่ีเป็น า ารไม่ใช่ด้ ยการคิดนึก เป็นเรื่ งรา ่าจะพิจารณา ย่างไร แต่
ต้ งเป็นปัญญาระดับ ูงที่ประจัก ์ลัก ณะข ง ภาพธรรมแต่ละ ย่าง ท่ีเป็น า ารแต่ละ ย่าง ทั้ง
ิญญาณา าร ที่เปน็ จิตแต่ละขณะ ่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใชเ่ รา ซึง่ จะต้ งเร่ิมจากการฟังพระธรรม
กึ าพระธรรม

า ารทั้ง ๔ ย่าง นั้น เป็นไปเพื่ ค ามดำรง ยู่ข ง มู่ ัต ์ผู้ท่ีเกิดแล้ และเป็นไปเพื่
ุปการะเก้ื กูลแก่ผู้ที่ยังต้ งมีการเกิด ยู่ (คื ยังมีกิเล ยู่) แ ดงถึงค ามเป็นจริงข ง ภาพธรรม
ท่ีตราบใดก็ตามท่ียังมีการเกิด ันมีต้นต มาจากการท่ียังมี ิชชา ค ามไม่รู้ ยู่ จึงยังต้ งมี

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 155

า าร ๔ ยา่ งนเ้ี กดิ ขน้ึ เปน็ ไปมี ภาพธรรมเกิดขนึ้ เป็นไปซงึ่ ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมท่เี กดิ ขน้ึ เพราะเ ตุ
ปัจจัยทั้ง ิน้

ภาพธรรมท่ีเป็น า ารปัจจัยเล้ียงดู ค้ำจุนธรรมที่เกิดพร้ มกัน มี ๔ ประเภท คื รูป
า าร ย่าง นึ่ง และนาม า าร ๓ ต่างก็เป็นปัจจัยโดยนำมาซ่ึงผล ตาม มควรแก่ ภาพธรรมน้ัน
ๆ กล่าวคื

รปู า ารกน็ ำมาซ่งึ กลมุ่ รปู ทม่ี ีโ ชาเปน็ ที่๘, ผั า าร า ารคื ผั ะ นำมาซึ่งเจต ิก
ธรรม ื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย นำมาซ่ึงจิต และนำมาซ่ึงรูปที่เกิดจากจิตในขณะน้ัน เพราะถ้ากล่าวถึง
เจต ิก ก็ต้ ง มายรวมจิต และเมื่ กล่าวถึงจิต ก็ต้ ง มายรวมเจต ิกด้วย มโน ัญเจตนา าร
า ารคื มโน ัญเจตนา ก็คื เจตนาเจต ิกน่ันเ ง นำมาซึ่งภพทั้ง ลาย เพราะมีการกระทำท่ีเป็น
กรรม ันเป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง จึงทำใ ้มีการเกิดในภพต่างๆ มี ภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไป และถ้า
กล่าวถึงในขณะท่ีเกิดพร้ มกัน ก็นำมาซึ่งเจต ิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย นำมาซึ่งจิต และรูปท่ีเกิดจาก
จติ ตามควรแก่จติ ประเภทนั้นๆ

และประการ ุดท้าย นาม า ารที่เป็นวิญญาณ คื วิญญาณา าร า ารคื วิญญาณ
ได้แก่จิต ไม่ใช่เฉพาะปฏิ นธิจิตเท่าน้ัน มายรวมถึงจิตทุกขณะ ทุกประเภทในขณะที่จิตเกิดขึ้น
นำมาซง่ึ ะไร ก็นำมาซึง่ เจต ิกธรรมทีเ่ กิดร่วมดว้ ย นำมาซึ่งรูปทีเ่ กิดจากจิต ตามควรแก่จิตประเภท
นั้นๆ เพราะยกเว้นปฏิ นธิจิต ทวิปัญจวิญญาณ รูปวิบาก และจุติจิตข งพระ ร ันต์เท่านั้น ที่ไม่
เปน็ ปจั จัยใ เ้ กดิ จิตตชรูป(รูปท่เี กิดจากจิต)

ภาพธรรม ที่เกิดเพราะเ ตุปัจจัย นั้น แ ดงถึงความเป็นจริงข งธรรมที่เป็น นัตตา ไม่
ยู่ใน ำนาจบังคับบัญชาข งใครทั้ง ิ้น เกิดเพราะเ ตุปัจจัย ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน าความเป็น ัตว์
เป็นบุคคล เป็นตัวตน ใน ภาพธรรมนั้นๆ ไม่ได้เลยเป็นการปฏิเ ธความเป็นตัวตน ัตว์บุคคล ย่าง
น้ิ เชิง

ใน รรถกถา ังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภิ มัย ังยุตต์ า าร ูตร ท่านพระ รรถกถาจารย์
ธิบาย “ า าร ๔” ไว้ดงั นี้๖๗

คำว่า “วิญญาณ” (วิญฺญาณํ) ได้แก่ จิต ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแ ดง า าร ๔ ใ ้
เป็น มวดเดียวกัน ไว้ในที่น้ีด้วย ำนาจ า าร ท่ีเป็น ุปาทินนกะ และ นุปาทินนกะ ด้วยประการ
ฉะน้ี

จรงิ ยู่ กพ ีการา ารที่เปน็ ปุ าทินนกะ กม็ ี ทีเ่ ปน็ นุปาทนิ นกะกม็ ี ถงึ ผั ะเป็นตน้ ก็
เ มื นกัน

พงึ ทราบวินจิ ฉัยในคำน้นั (คำวา่ ปุ าทินนฺ โกปิ ตฺถิ นปุ าทนิ ฺนโกปิ) ดงั ต่ ไปนี้ :-

พงึ ทราบ กพ กี ารา ารที่เป็น ุปาทนิ นกะ ด้วย ำนาจกบเป็นต้น ท่ีถูกงูกลืนกนิ ันกบเป็น
ต้นถูกงูกลืนกนิ แม้จะ ยู่ในท้ งก็ยงั มชี ีวิต ยู่ ชัว่ เวลาเลก็ น้ ยเทา่ นั้น กบเ ล่าน้ัน ตราบใดท่ยี ัง ยูใ่ น
ฝ่าย ุปาทินนกะ ก็ไม่ ำเร็จประโยชน์เป็น า ารตราบนั้น แต่เมื่ ทำลายไป ยู่ในฝ่าย นุปาทินนกะ
จึงใ ้ ำเร็จเป็น า ารได้ ท่านกล่าวว่า ุปาทินนกา าร ก็จริง แต่คำท่ีว่านี้ ท่านเพิ่มเข้าใน รรถ
กถาว่า าจารย์ท้ัง ลายมิได้กล่าวไว้ แล้วกล่าวไว้ดังน้ีว่า า ารท่ีเกิดร่วมกับปฏิ นธิจิตข ง ัตว์
เ ล่านี้ ซง่ึ กินก็ดี ไม่กินก็ดี ปริโภคก็ดี ไม่บริโภคก็ดี ช่ื ว่า กัมมชรูป (รูปเกิดแต่กรรม) มี ยู่ า าร
นั้นย่ ม ล่ เล้ียงชีวติ ไปไดจ้ นถึงวันที่ ๗ า ารนแี้ ละพึงทราบวา่ กพ กี ารา ารท่เี ป็น ปุ าทนิ นกะ

๖๗ ํ.น.ิ .(บาลี) ๑๑/๓๗-๔๕. า าร ุตฺตวณณฺ นา ํยุตฺตนกิ ายฏฺฐกถา ( ารตถฺ ปกา ินี ๒) มมร.

156 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ผั ะเป็นต้นท่ีเป็น ุปาทินนกะพึงทราบด้ ย ำนาจ ิบาก ันเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เป็น นุปาทินนกะพึง
ทราบด้ ย ำนาจกุ ลจิต กุ ลจิต และกิริยาจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ ่ นที่เป็นโลกุตระ ท่านกล่า ไ ้
โดยท่กี ินค ามถงึ ด้ ย

ในข้ นี้ท่านผู้ท้ งได้ท้ ง ่า ผิ ่า า ารมี รรถ ่าปัจจัย ปัจจัยมี รรถ ่า า ารไซร้ เมื่
เป็นเช่นนั้น เพราะเ ตุไร เมื่ ปัจจัย แม้เ ล่า ื่นข ง ัต ์ทั้ง ลายมี ยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรั
า าร ๔ เ ลา่ นี้ไ แ้ ล้ จะเฉลยต่ ไป :-

ท่ีพระ งค์ตรั ไ ้ ่า เพราะ า ารเป็นปัจจัยพิเ ข งค าม ืบต่ ( ันตติ) ในภายใน
จริง ยู่ กพ ีการา ารน้ันเป็นปัจจัยพิเ แ ่งรูปกายข ง ัต ์ท้ัง ลายที่มีกพ ีการา ารเป็นภัก า
ผั า ารเป็นปัจจัยพิเ แ ่งเ ทนาในนามกาย มโน ัญเจตนา ารเป็นปัจจัยพิเ แ ่ง ิญญาณ
ิญญาณา ารเปน็ ปัจจัยพิเ แ ง่ นามรูป

เ มื น ย่างท่ีพระผู้มีพระภาคเจา้ ตรั ไ ้ า่ “ภิก ทุ ้งั ลาย กายนด้ี ำรง ยไู่ ดเ้ พราะ า าร
า ัย า ารจึงดำรง ยู่ได้ ไม่มี า าร าดำรง ยู่ได้ไม่แม้ฉันใด เพราะมีผั ะเป็นปัจจัย จึงมี
เ ทนา เพราะมี ังขารเป็นปจั จยั จงึ มี ิญญาณ เพราะมี ญิ ญาณเป็นปจั จยั จงึ มีนามรูป กฉ็ นั นน้ั ”

ถาม ่า กใ็ นข้ นี้ า าร ะไร นำ ะไรมาใ ้

ต บ ่า กพ ีการา ารนำรูป ันมีโ ชะเป็นท่ี ๘ มา ผั า ารนำเ ทนา ๓ มา มโน
ัญเจตนา ารนำภพทั้ง ๓ มา ญิ ญาณา ารนำปฏิ นธแิ ละนามรปู มาใ ้

ถาม า่ นำมา ย่างไร

ต บ ่า ันดับแรก กพ ีการา าร พ างไ ้ที่ปากเท่านั้น ก็ใ ้รูป ๘ รูปต้ังข้ึน แต่เมล็ด
ข้า แต่ละเมล็ดทฟี่ ันเคยี้ ละเ ียดกลืนลงไป ก็ใ ้รปู ย่างละ ๘ รปู ตั้งข้ึนทนั ที กพ ีการา าร นำรปู
ันมโี ชะเป็นที่ ๘ มาด้ ย าการ ยา่ งนี้

นึ่งในผั า าร ผั ะ ันเป็นท่ีต้ังแ ่ง ุขเ ทนา เม่ื เกิดข้ึนน่นั แลย่ มนำ ุขเ ทนามาใ ้
ที่เป็นท่ีตั้งแ ่งทุกขเ ทนา ย่ มนำทุกข์มาใ ้ ที่เป็นท่ีตั้งแ ่ง ทุกขม ุขเ ทนา ย่ มนำ ทุกขม ุข
เ ทนามาใ ้ ร มค าม ่า ผั า ารย่ มนำเ ทนาทั้ง ๓ มาใ ้ แม้โดยประการทั้งป ง ด้ ย าการ
ยา่ งน้ี

มโน ัญเจตนา าร ย่ มนำกามภพมาใ ้แก่ผู้เข้าถึงกามภพ ย่ มนำภพน้ันๆ มาใ ้แก่ผู้
เข้าถึงรูปภพและ รูปภพ มโน ัญเจตนา ารย่ มนำภพท้ัง ๓ มาใ ้ แม้โดยประการทั้งป ง ด้ ย
าการ ยา่ งนี้

่ น วิญญาณาหาร ท่านกล่า ่า ย่ มนำมาซึ่งขันธ์ทั้ง ๓ ที่ ัมปยุตด้ ยปฏิ นธิ ิญญาณ
นน้ั ใ ้ขณะปฏิ นธิและรูป ๓๐ ซึ่งเกดิ ขึ้นด้ ย ำนาจคติ นั ตติโดยนัยแ ง่ ปจั จัยมี ชาตปัจจัยเปน็ ต้น
เพราะเ ตุน้ัน ิญญาณา าร ย่ มนำนามรูปในปฏิ นธิมา ย่างน้ี ก็ในข้ นี้ ท่านกล่า กุ ลเจตนาท่ี
เป็นกุ ลที่มี า ะเท่าน้ัน ่า มโน ัญเจตนานำภพท้ัง ๓ มาใ ้ กล่า ปฏิ นธิ ิญญาณเท่าน้ัน ่า
ิญญาณนำนามรูปในปฏิ นธิมาใ ้. แต่เมื่ ่าโดยไม่แปลกกัน ปัจจัยเ ล่านั้น พึงทราบ ่า อาหาร
เพราะนำธรรมซ่ึง มั ปยตุ ด้ ยปจั จยั นนั้ ๆ มีปัจจยั นั้นๆ เป็น มุฏฐานมาใ ้

บรรดา า าร ๔ ย่างนนั้ กพ ีการา าร เมื่ จะค้ำจุนย่ มใ ้ า ารกิน ำเร็จได้ ผั ะ
เมื่ ถูกต้ งกใ็ ้ า ารกิจ ำเรจ็ ได้. มโน ัญเจตนา เม่ื ประม ลมาก็ใ ้ า ารกจิ ำเรจ็ ได.้ ิญญาณ
เมื่ รู้แจ้งกใ็ ้ า ารกิจ ำเร็จเช่นกัน

ถาม ่า ใ ้ ำเรจ็ ย่างไร

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 157

ต บ ่า จริง ยู่ ันกพ ีการา าร เมื่ ค้ำจุนย่ มมีเพ่ื ค ามดำรง ยู่แ ่ง ัต ์ทั้ง ลาย
เพราะการดำรงกายไ ้ ก็กายนี้แม้กรรมใ ้เกิด ันกพ ีการา ารค้ำจุน ย่ มดำรง ยู่ ตล ดปรมิ าณ
ายุ ๑๐ ปีบา้ ง ๑๐๐ ปบี ้าง

ถาม ่า เปรยี บเ มื น ะไร

ต บ ่า เปรียบเ มื นเด็กแม้มารดาใ ้เกิดมาถูกแม่นมใ ้ด่ืมนมเป็นต้น เล้ียงดูย่ มดำรง
ยไู่ ดน้ าน และเปรยี บเ มื นเรื น นเ าเรื นค้ำไ ้

มดังท่ีพระผู้มีพระภาคเจ้าตรั ไ ้ ่า “ม าบพิตร เรื นเม่ื จะล้ม ถูกไม้เคร่ื งเรื น ย่าง
่ืนค้ำไ ้ เรื นน้ันก็ไม่ล้ม ฉันใด ม าบพิตร ันกายข งเรานี้ก็เ มื นกัน ดำรง ยู่ได้เพราะ า าร
า ยั า ารจึงดำรง ยู่ได”้ กพ กี ารา าร เมื่ ค้ำจนุ ย่ มใ ้ า ารกจิ ำเร็จด้ ย าการ ย่างนี้

น่ึง กพฬีการาหาร แม้จะใ ้ า ารกิจ ำเร็จด้ ย าการ ย่างน้ี ย่ มเป็นปัจจัยแก่รูป
ันตติท้ัง ง คื ทั้งที่มี า ารเป็น มุฏฐาน และท้ังท่ีเป็น ุปาทินนกะ กพ ีการา ารเป็น นุปาลก
ปัจจัย (ปัจจัยท่ีตามรัก า) แก่รูปที่เกิดแต่กรรม เป็นชนกปัจจัย (ปัจจัยที่ใ ้เกิด) แก่รูปท่ีมี า าร
เปน็ มฏุ ฐานด้ ยประการฉะนี้

่ นผั ะ เมื่ ถูกต้ ง ารมณ์ ันเป็นที่ต้ังแ ่ง ุขเป็นต้น ย่ มเป็นไปเพ่ื ค ามดำรง ยู่
แ ่ง ตั ท์ งั้ ลาย เพราะค ามเปน็ ไปแ ่ง ุขเ ทนาเป็นตน้

มโน ัญเจตนาเม่ื จะประม ลมาด้ ย ำนาจกุ ลกรรมและ กุ ลกรรมย่ มเป็นไปเพื่ ค าม
ดำรง ย่แู ่ง ตั ท์ ั้ง ลาย เพราะใ ้มลู แ ่งภพ ำเรจ็

ิญญาณเม่ื รู้แจ้ง ย่ มเป็นไปเพ่ื ค ามดำรง ยู่แ ง่ ตั ท์ ั้ง ลาย เพราะใ น้ ามรปู เป็นไป
ด้ ย าการ ยา่ งนี้

ใน า ารเ ล่านี้ ท่ีใ ้ า ารกิน ำเร็จด้ ย ำนาจการค้ำจุน ย่างน้ี ก็พึงเ ็นภัย ๔ ย่าง
คื ภัย ันเกิดแต่ค ามติดใจในกพ ีการา าร ภัยคื การเข้าไป าผั ะ ภัยคื การประม ลมโน
ญั เจตนามา ภัยคื การตกไปใน ญิ ญาณ

เพราะเ ตไุ ร

เพราะ ัต ์ทั้ง ลายติตใจในกพ ีการา ารแล้ มุ่งค ามเย็นเป็นต้น เบื้ ง น้าเมื่ จะทำ
การงานมีมุทธาคณนา ( ิชาคำน ณ) เป็นต้น เพื่ ต้ งการ า ารย่ มประ บทุกข์มิใช่น้ ย ก็บาง
พ กแม้จะบ ชใน า นานี้แล้ ก็แ ง า า ารด้ ย เน นกรรม มีเ ชกรรมเป็นต้น ย่ มถูกเขาติ
เตียนในปัจจุบัน แม้ในภพ น้า ก็ย่ มเป็น มณเปรต ตามนัยที่กล่า ไ ้ในลักขณ ังยุต มี าทิ ่า แม้
งั ฆาฏิข งเธ กถ็ ูกไฟไ ม้ลกุ โชนแล้ เพราะเ ตนุ ี้ ันดับแรก ค ามตดิ ใจในกพ กี ารา าร พึงทราบ
่าเปน็ ภัย

ผู้ท่ียินดีในผั ะแม้เข้าไปใกล้ผั ะ ก็ย่ มผิดในภัณฑะมีเมียเขาเป็นต้น ที่คน ่ืนเขารัก า
คุ้มคร งไ ้ เจ้าข งภัณฑะ( ามีเขา) จับเ าคนเ ล่านั้นมาพร้ มท้งั ภัณฑะ(เมีย) แล้ ตัดเป็นชิ้นน้ ย
ชิ้นใ ญ่ แล้ ท้ิงไปในก งขยะ รื ม บถ ายแด่พระราชา แต่นั้นพระราชาทรงมีรับ ั่งใ ้ลง
าชญากรรมตา่ งๆ คนเ ล่านน้ั เมื่ กายแตกทคุ ตกิ เ็ ปน็ ัน งั ได้ ภัยในปัจจุบันกด็ ี ในภพ นา้ กด็ ี ซึ่งมี
ค ามยินดีในผั ะเป็นมูลเ ตุ ย่ มมาพร้ มกันไดท้ ้ัง มดด้ ยประการฉะน้ี เพราะเ ตุนี้ การเข้าไป
าผั า ารน่นั แล พึงทราบ ่าเปน็ ภยั

158 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ก็เพราะประมวลกุศลกรรมและ กุศลกรรม ภัยในภพทั้ง ๓ ซ่ึงมีกุศลกรรมและ กุศลกรรม
เปน็ ตน้ มูล จึงมาพร้ มกันทง้ั มด ดว้ ยเ ตนุ ี้ การประมวลมาในมโน ญั เจตนา ารนั่นแล พึงทราบว่า
เปน็ ภัย

่วนปฏิ นธิวิญญาณ ตกไปในท่ีใดๆ ก็ย่ มถื เ าปฏิ นธินามรูป ไปเกิดในท่ีนั้นๆเมื่
ปฏิ นธินามรูปเกิดแล้ว ภัยทุก ย่างก็ย่ มเกิด ตามมาด้วย เพราะมีปฏิ นธินามรูปนั้นเป็นมูล ด้วย
ประการฉะนี้ เพราะเ ตนุ ี้ ความตกไปในวญิ ญาณา ารนั่นแล พงึ ทราบวา่ เป็นภัยดงั พรรณนามาฉะนี้

พึงทราบวนิ จิ ฉัยในคำว่า กึนิทานา ดงั ต่ ไปน้ี :-

นิทานะ (เ ตุเกิด) ท้ังปวงเป็นไวพจน์ข งการณะ (เ ตุ) ย่ มม บผลใ ้ คล้ายจะม บใ ้
ว่า เชิญรับ ่ิงน้นั เถิด เพราะเ ตุนัน้ ทา่ นจึงเรียกว่านทิ านะ เพราะเ ตุทผี่ ลผุดคื เกิด ไดแ้ ก่เกิดก่ น
แต่เ ตุนั้น เพราะฉะน้นั ทา่ นจึงเรยี กวา่ มทุ โย ชาตปิ ภโว ดงั นี้

ก็ในข้ นมี้ ีเน้ื ความเฉพาะบทดังต่ ไปนี้ :-

ะไรเปน็ แดนม บใ แ้ ่งเ ตเุ ลา่ นัน้ เ ตุน้นั จงึ ช่ื วา่ กึนทิ านา

ะไรเปน็ แดนก่ ใ ้เกดิ แ ่งเ ตเุ ลา่ นัน้ เพราะฉะนนั้ จงึ ช่ื ว่า กึ มทุ ยา

ะไรเปน็ แดนเกดิ แ ง่ เ ตเุ ล่านนั้ เพราะฉะนน้ั จงึ ช่ื วา่ กึชาตยิ า

ะไรเปน็ แดนเกดิ ก่ นแ ่งเ ตเุ ลา่ นน้ั เพราะฉะน้นั จึงช่ื วา่ กปึ ภวา

ก็เพราะตัณ าข งคนเ ล่าน้ัน เป็นแดนม บใ ้ เป็นเ ตุก่ ใ ้เกิด เป็นความเกิดและเป็น
แดนเกดิ ก่ น โดยนยั คื โดย รรถตามท่กี ลา่ วมา เพราะเ ตุนัน้ ท่านจงึ กลา่ วคำว่า ตณฺ านทิ านา

ความทุกๆ บทพึงทราบด้วย าการ ยา่ งนี้

ก็ในคำว่า “ ิเม จตฺตาโร า ารา ตณฺ านิทานา” นี้พึงทราบเ ตุแ ่ง า ารกล่าวคื
ตั ภาพ ตัง้ ตน้ แต่ปฏิ นธิด้วย ำนาจตัณ าในก่ น

ถามวา่ พึงทราบ ย่างไร

ต บว่า ันดับแรก ในขณะปฏิ นธิ ัตว์ท่ีมี ายตนะครบบริบูรณ์ มีโ ชาท่เี กดิ ในภายในรูป
ท่เี กิดข้ึนด้วย ำนาจ ันตติ ๗ ตั ว์ที่เ ลื มโี ชาท่ีเกดิ ในภายในรปู ท่ีเกิดขึน้ ด้วย ำนาจ ันตตทิ ี่ ย่ น
กวา่ นนั้ นี้ชื่ วา่ กพ ีการา ารท่ีเป็น ุปาทนิ นกะมีตัณ าเป็นเ ตุ

่วน า ารเ ล่าน้ี คื ผั ะและเจตนาที่ ัมปยุตด้วยปฏิ นธิจิต และจิตคื วิญญาณเ ง
ช่ื ว่าผั า าร มโน ัญเจตนา าร และวิญญาณา ารที่เป็น ุปาทินนกะ มีตัณ าเป็นเ ตุ เ ตุนั้น
า ารทีป่ ระก บดว้ ยปฏิ นธจิ ติ มตี ัณ าในก่ นเป็นเ ตุ จึงมดี ้วย าการ ยา่ งน้ี

พึงทราบ า ารท่ี ัมปยุตดว้ ยปฏิ นธิจติ ฉันใด ต่ จากน้นั ก็พึงทราบ า ารแมท้ ่ีเกดิ ในขณะ
แ ง่ ภวังคจติ ดวงแรกเปน็ ตน้ ฉนั น้นั

กเ็ พราะพระผมู้ ีพระภาคเจ้า มิไดท้ รงทราบเฉพาะเ ตแุ ่ง า าร ย่างเดียว ทรงทราบท้งั
เ ตุแ ่งตัณ าซ่ึงเป็นเ ตุแ ่ง า าร ท้ังเ ตุแ ่งเวทนาแม้ท่ีเป็นเ ตุตัณ าด้วย เพราะเ ตุน้ัน
พระ งค์ทรงแ ดงวัฏฏะ แลว้ แ ดงววิ ฏั ฏะ โดยนยั มี าทิว่า “ตณฺ า จายํ ภกิ ฺขเว กึนิทานา” ดังนี้

แต่ในท่ีน้ีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเทศนาใ ้มุ่งเฉพาะ ดีต แล้วแ ดงวัฏฏะ โดยนัยที่เป็น
ดีต

ถามว่า ทรงแ ดง ยา่ งไร

ต บว่า ทรงยดึ ถื ตั ภาพนีด้ ว้ ย ำนาจ า าร

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 159

ตัณ าน้ัน ได้แก่ กรรมท่ียัง ัตภาพนี้ใ ้เกิด พระ งค์ตรั เ ทนา ผั ะ ายตนะ นามรูป
และ ิญญาณไ ้เพื่ จะแ ดงถึง ัตภาพท่ีกรรมดำรง ยู่ประม ลไ ้ เพราะมี ิชชาและ ังขาร กรรม
จึงใ ้ ัตภาพนน้ั เกิด

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่ ทรงแ ดงธรรมแม้ท้ัง ๒ ประการ คื กรรมและ ิบากข งกรรม
โดย ังเขป ่า ัตภาพในฐานะทั้ง ๒ กรรมที่ยัง ัตภาพน้ันใ ้เกิดในฐานะทั้ง ๒ ทรงทำเท นาใ ้มุ่ง
เฉพาะ ดีต แ ดง ัฏฏะโดยนัยทเ่ี ป็น ดีต ด้ ยประการฉะนี้ ในข้ น้ัน ไม่พึงเ ็น ่าเท นาไม่บริบูรณ์
เพราะไม่ทรงแ ดง นาคตไ ้ แตพ่ ึงเ น็ ่าบริบูรณ์โดยนัย

เปรียบเ มื นบรุ ุ ผู้มีจัก ุ เ ็นจระเขน้ น ยเู่ นื นำ้ เม่ื ม งเฉพาะ ่ น น้าข งมนั ก็จะ
เ ็นแต่ค ในเข้าไปก็แผ่น ลัง ุดท้ายก็โคน าง แต่เม่ื ม งดูใต้ท้ ง ก็จะไม่เ ็นปลาย างที่ ยู่ใน
น้ำ และเท้าท้งั ๔ เพียงเทา่ น้ี บุรุ น้ันจะถื ่า จระเข้ไม่บรบิ ูรณ์ (มี ัย ะไม่ครบ) าได้ไม่ แต่เม่ื
า่ โดยนัยกถ็ ื ได้ ่า จระเขม้ ี ัย ะครบบรบิ ูรณ์ฉนั ใด ข้ ปุ ไมยนี้ กพ็ งึ ทราบ ฉนั น้ัน

ก็ ฏั ฏะ ันเปน็ ไปในไตรภูมิ เปรียบเ มื นจระเข้ทีน่ น ยเู่ นื นำ้
พระโยคา จร เปรียบเ มื นบุรุ ผูม้ ีจัก ทุ ่ียืน ยรู่ ิมฝั่งนำ้
เ ลาท่ีพระโยคีเ ็น ัตภาพนี้ด้ ย ำนาจ า าร ก็เ มื นเ ลาท่ีบุรุ นั่น เ ็นจระเข้ที่เ นื
ผิ น้ำ
เ ลาทตี่ ณั าท่ใี ้ ัตภาพนี้เกิด เ มื นเ ลาทบ่ี ุรุ นัน้ เ ็นค ขา้ ง นา้
เ ลาท่ีเ ็น ัตภาพท่ีคนทำกรรมที่ประก บด้ ยตัณ า ด้ ย ำนาจเ ทนาเป็นต้น เ มื น
เ ลาท่ีบรุ ุ น้นั เ ็น ลงั
เ ลาที่ ิชชาและ งั ขารท่ีใ ้ ตั ภาพนนั้ เกิด ก็เ มื นเ ลาทเี่ น็ โคน าง
ก็ปัจจัย ัฏฏะไม่มาในบาลีในทใี่ ดๆ ในท่ีนน้ั ๆ ย่าถื ่า เท นาไม่บริบูรณ์ พึงถื เ าโดยนัย
่าบริบรู ณท์ ีเดีย
เปรียบเ มื นบุรุ น้ัน เมื่ ม งดูใต้ท้ ง แม้จะไม่เ ็นปลายทาง และเท้าท้ัง ๔ ก็ไม่ถื ่า
จระเข้มี ัย ะไมบ่ รบิ ูรณ์ แต่ถื โดยนัย ่า บริบูรณฉ์ ะนน้ั ก็ในข้ นนั้ ทรงแ ดง ฏั ฏะมี นธิ ังเขป ๓
ประการ คื ระ ่าง า ารและตัณ าจัดเป็น นธิ น่ึง ระ ่างตัณ าและเจตนาจัดเป็น นธิ น่ึง
ระ ่าง ิญญาณและ ังขารจดั เปน็ นธิ นึ่ง ดงั พรรณนาฉะนี้๖๘

หนา้ ทขี่ องอาหารท้งั ๔ ประเภท

า าร ๔ ประเภทเ ล่าน้ี มี น้าท่ีแตกต่างกัน กไป กล่า คื ก ีการา าร ทำ น้าท่ี
ุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงร่างกายใ ้ดำรง ยู่ได้ เพราะกพ ิงการา ารย่ มนำโ ชัฏฐมกรูป (รูปกลาปมี
โ ชาเปน็ ท่ี ๘ : ม าภูตรปู ๔ ัณโณ คนั โธ รโ โ ชา) มา

ผั า าร ทำ น้าที่ถูกต้ งรับ ารมณ์ท่ีมากระทบผ่านทางประ าท ัมผั ทาง ๕ เพราะ
ผั า ารนำเ ทนา ๓ มา

มโน ัญเจตนา าร ทำ น้าท่ีพ กพูน ครุ่นคิด ร มไปถึงกิจการทาง ติปัญญาด้ ย เพราะ
มโน ญั เจตนา ารนำปฏิ นธใิ นภพ ๓ มา

๖๘ .ํ น.ิ .(บาลี) ๑๑/๓๗-๔๕. า าร ุตฺต ณณฺ นา ยํ ุตตฺ นกิ ายฏฐฺ กถา ( ารตฺถปกา ินี ๒)

160 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ิญญาณา าร ทำ น้าที่รับรู้ ่ิงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่ เป็นเช่นนี้ า ารแต่ละประเภทช่ื ่า
ทำ น้าที่ข งค ามจำเป็นข ง า ารใ ้ ำเร็จลุล่ งไป เพราะ ิญญาณ ารนำมารูปในขณะปฏิ นธิ
มา๖๙

โทษข ง า ารท้ัง ๔ ประเภท

กว ีการา าร โดยตั ข งมันเ งแล้ (โดยชาติ) ไม่ดีและไม่ช่ั (เพราะเป็นรูปธรรม /
เปน็ ัพยากตะ) เป็น ัพยากตธรรม ยใู่ นกามา จรภูมิ คื โลกข งผู้เ พเ ยปรนเปร ชี ิตตนด้ ย ิ่ง
ทน่ี ่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพ ใจ แม้กระนน้ั ก็ตาม ก ีการา าร มีค ามยดึ ตดิ เย่ื ใย รื ค ามตดิ ใจ
ใน า ารเป็นภัย เพราะเป็นค ามผูกพันระ ่างมนุ ย์ผู้ต้ งการ า ารกับร ชาติข ง า าร ผู้ท่ี
ต้ งการ า ารเพ่ื ดำรงชีพต้ งผ่านร้ นผ่าน นา ทำงาน นัก ลำบากตรากตรำ จึงจะได้มาซ่ึง
า าร จงึ นับ ่าเปน็ ค ามทุกข์ ย่าง น่ึง เรียก า “อาหารปรเิ ยฏฐทิ ุกข”์

า ารปริเยฏฐิทุกข์ คื ทุกข์ในการ ากิน มนุ ย์และ ัต ์ที่มีชี ิต ย่ มต้ ง า ัย า าร
เป็น ยู่ ขาด า าร ยู่ไม่ได้ ต้ งตาย ัต ์ชีพจึงต้ งแ ง า า าร ยู่เนื งนิตย์ ในการแ ง า
า ารน้ัน ดิรัจฉานท่ีมีเนื้ เป็นภัก าย่ มต้ งล้างผลาญชี ิต ัต ์ชนิดเล็กก ่าตนบ้าง ต้ งต่ ู้กับ
ตั ์ชนิดเดีย กันเพื่ แยง่ า ารกันบ้าง ถึงเ ียชี ิตก็มี บาดเจบ็ ยา่ ง นักก็มี ัต ์เล็กก็กิน ตั ์ที่เล็ก
ก ่าลงไป ีก เพราะเ ตุที่ ัต ์กินกันเ ง ย่างน้ี จึงต้ ง าดระแ งภัย ยู่เ ม เผล รื ู้ไม่ได้
ย่ ม มายถึงการ ูญเ ียชี ิต ัต ์ที่กิน ญ้าเป็น า าร ก ากิน ย่ มเ ี่ยงต่ ันตราย
นานาประการ เช่น นั ตรายจาก ัต ม์ ีพิ เช่น งู เป็นตน้ น กจากน้ี ยงั ต้ งค ย นี ัตรู คื ัต ์ท่ีมี
กำลงั เ นื ก า่ และมนุ ย์ผูม้ ุ่งเ า ตั ์บางชนิดมาเป็น า าร รื ฆ่าเพ่ื ค ามเพลิดเพลิน นกุ นาน
ข งตน ัต ์เช่น ุนัข ซ่ึงมีค ามขาดแคลน า าร ยู่เนื งนิตย์ ต้ งเที่ย แ ง า า ารตามก ง
ยากเย่ื ถงั ขยะ ต้ งแยง่ ชงิ กัน กัดกนั เม่ื ไมไ่ ด้ า ารในบางครา ก็ต้ งทน ดเป็น ลายๆ ัน

ใน มู่มนุ ย์ก็เช่นเดีย กัน ต้ งทำงาน าบเ งื่ ต่างน้ำ ชา นาต้ งเ า ลัง ู่ฟ้าเ า น้า ู้
ดิน ย่ตู ล ด ัน ทนกรำแดดกรำฝน ทนน้ำ ทนโคลนและ ตั บ์ างชนิด เช่น ปลิงทีม่ าเกาะ ูบเลื ดกิน
ต้ งทน ัต ์เล็ก เช่นเ ลื บ ยุง บุ้ง ร้ิน เ ี่ยงต่ ัต ์ร้าย เช่น งู ตะขาบ น กจากน้ียังต้ งประ บ
ันตราย เช่นเ กระเบื้ งเ แก้ บาดเท้า แต่ก็ต้ งทนทำงานไป ยดุ ไม่ได้ าชีพบังคบั ใ ้ต้ งทำ
ภายในกำ นดเ ลา นั จำกดั ชา ไร่ ชา นกต็ ้ งทน ีก ยา่ ง น่งึ

กรรมกรขุดดิน ขน ิน ถีบ ามล้ ขับรถเมล์ เรื เมล์ ตำร จ ท าร ข้าราชการ พ่ ค้า
าณิช ครู าจารย์ ล้ นมีปัญ า นักใจกันไปคนละ ย่างต่างๆ กัน ร มค าม ่า ขึ้นชื่ ่าการ
ประก บ าชีพแล้ ย่ มต้ งมี ปุ รรคทัง้ นัน้ ต้ งลำบากใจกันท้ังน้นั “เพราะ มู่มนุ ย์มีการงานขัด
ทางแ ่งกันและกัน ต่างคิดแข่งขันตัดร นกัน ทำร้ายกันผลาญชี ิตกันเพราะเ ตุแ ่ง าชี ะก็มี ได้
เ ยทุกข์ ันเป็น ิบาก เนื่ งมาจาก าชี ะก็มีเป็น ันมาก แม้ผู้มีทาง าได้โดยไม่ต้ งประกันผู้ ่ืน
( มายค าม ่าไม่ต้ งพึ่งพา า ัยผู้ ื่น รื ไม่ต้ งการช่ ยเ ลื ผู้ ื่น) แทบทุกคนยังรู้ ึก ่า าได้ไม่
พ เพ่ื เป็น ยู่ ะด ก ทกุ ขช์ นดิ น้แี ดงในบาลโี ดยเป็น งั เ ค ตั ถุ (เร่ื งช น งั เ ช) ประการ นง่ึ ”

แม้แต่คนบางกลุ่มท่ีเข้ามาบ ชในพระพุทธ า นาแ ง า า ารเพ่ื าชีพท่ีไม่เ มาะ ม
เป็นท่ีคร านินทาข งชน มู่มากก็มี เช่น “ มณพรา มณ์ผู้เจริญบางพ กฉันโภชนา ารท่ีเขาใ ้ด้ ย
รัทธาแล้ ยังเล้ียงชีพผิดทางด้ ยเดรัจฉาน ิชา ย่างนี้ คื ใ ้ฤก ์ า า มงคล ฤก ์ ิ า มงคล
ฤก ์เรียง ม น ฤก ์ ย่าร้าง ฤก ์ร บร มทรัพย์ ฤก ์ใช้จ่ายทรพั ย์ ทำใ ้โชคดี ทำใ เ้ คราะ ์ร้าย
ใ ้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนตร์ทำใ ้ล้ินแข็ง ทำใ ้คางแข็ง ทำใ ้มื ั่นทำใ ้คาง ั่น ทำใ ้ ู ื้ เป็น

๖๙ ิ ุทฺธิ.(ไทย) ๒/๒/๑.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 161

ม ดูลูกแก้ ใช้ ญิง า เป็นคนทรง ใช้ ญิงประจำเท าลัยเป็นคนทรง บ ง ร งด ง าทิตย์และ
ท้า ม าพร ม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทำพิธีเรียกข ัญ....” เป็นต้น๗๐ ิ่งเ ล่านี้เป็นโท ข งก ีกา า
าร

ผั า าร มีการเข้าถึงการ ัมผั บ่ ยๆ ด้ ย ำนาจแ ่งค ามพ ใจเป็นภัย เพราะผู้ที่ตก
ยู่ใน ำนาจข งผั ะ ามารถประพฤติผิดในท่ีมิใช่ข งข งตนได้ าทิ ประพฤติผิดในภรรยาข ง
ผู้ ่ืน เป็นตน้ ซึ่งต้ งไดร้ ับทกุ ข์และโท ในภพนีแ้ ละภาพ น้า นเ้ี ปน็ ภัยข งผั า าร

มโน ัญเจตนา าร มีการพ กพูน ครุ่นคิดเป็นภยั คื การผนั ผ นครุ่นคิดพิ ดารใน ่ิงที่ไม่
ดี ไม่เป็นประโยชน์ จะเป็นภัยในภพท้ัง ๓ ันเน่ื งด้ ยมโน ัญเจตนา ารนั้น เพราะถ้าคิดดี จะมีมี
คติท่ีดีคื ุคติ แตถ่ ้าคิดชั่ กจ็ ะมคี ตทิ ่เี ป็นทุคติ นี้เป็นภยั ข งมโน ญั เจตนา าร

่วนวิญญาณา าร มีการเกิดขึ้นต่ ไปเป็นภัย เพราะถ้าเกิดในภาพใด ในฐานะใด ก็จะพา
เ ารูปนามไปด้ ย ซึ่งเป็นตั เ ตุใ ้ภัยต่างๆ ข้างต้นเกิดขึ้นตามมาด้ ย เพราะค ามที่ภัยท้ังป งนั้น
มี ญิ ญาณา ารเปน็ รากเ ง้า๗๑

ในคัมภีร์ ิ ุทธิมรรค พระพุทธโฆ าจารย์ รปุ ภัยท่ีเกิดเพราะ า ารเป็นเ ตุ ๔ ประการ
ไ ้ดงั น้ี

ใน า าร ๔ ย่างน้ัน ภัยคื ค ามนิยมยินดี ย่ มมีในเพราะกพ ิงการา าร ภัยคื ค าม
เข้าไป า ย่ มมีในเพราะผั า าร ภัยคื ค ามเข้าถึง (คื เกิด) ย่ มมีในเพราะมโน ัญเจตนา าร
ภัยคื ปฏิ นธิ ย่ มมีในเพราะ ิญญาณา าร ก็แลใน า ารทั้ง ลาย ันมีภัยจำเพาะ ย่างนี้น่ัน
กพ ิงการา าร จงึ ค รช้ีแจงด้ ยพระโ าทท่ีเปรยี บ า ารด้ ยเน้ื บุตร ผั า าร ค รชี้แจงด้ ย
พระโ าทท่ีเปรียบผั ะด้ ยโคถก นัง มโน ัญเจตนา าร ค รชี้แจงด้ ยพระโ าทที่เปรียบภพ
ด้ ย ลุมถา่ นเพลิง ญิ ญาณ ารค รชีแ้ จงด้ ยพระโ าททเี่ ปรยี บ ญิ ญาณด้ ย ก ลา แล๗๒

า ารตามนยั แ ง่ พระ ภิธรรม

า ารนฺตีติ า ารา ฯ ธรรมท่ีเป็นเ ตุ ุด นุน ่งเ ริมใ ้เกิดผล ธรรมนั้นแ ละ ช่ื ่า
อาหาร ฯ

ธรรมใด นำมาซึ่งรปู ันเกิดจากโ ชา, นำมาซงึ่ เ ทนา, นำมาซึ่งปฏิ นธิ ญิ ญาณ และนำมา
ซงึ่ เจต ิกกับกัมมชรูป ธรรมนน้ั ๆ ชื่ ่า า าร

า าร มี ๔ ประการ คื

๑. กพ ีการา าร นำมาซ่งึ รูป นั เกดิ จากโ ชา คื ขา้ นำ้ ขนม นม เนย น่ีแ ละ ทำใ ้
เกิด า ารช ุทธัฏฐกกลาปใน ันดานข ง ัต ์ทงั้ ลาย มีมนุ ย์เป็น ต้น เป็น า ารแ ง่ รปู กายข ง
ัต ์ ล่ เล้ียงและทำค ามเจริญใ ้แก่ร่างกายข ง ัต ์ ถ้าขาด า ารเ ียแล้ รูปกายข ง ัต ์ก็
จะพลันพนิ า ลง ดำรงคง ยู่ บื ไป ไม่ได้ งค์ธรรมข งกพ ีการา ารนั้น ได้แก่ โ ชาท่ี ยใู่ น า าร
ต่างๆ ก็คื า ารรูปนั่นเ ง กพ ีการา ารเป็นรูปปรมัตถ กพ ีการา ารนี้บางทีก็เรียก ่า ก ีง
การา าร

๗๐ ที. ี.(ไทย) ๙/๒๐๕-๒๑๒/๖๙-๗๒.
๗๑ ม.ม. .(บาล)ี ๗/๓๕๔-๓๖๐. มชฺฌมิ นกิ ายฏฐฺ กถา (ปปญฺจ ูทนี ๑) มลู ปริยาย คคฺ ณฺณนา มมร.
๗๒ ิ ทุ ธฺ ิ.(ไทย) ๒/๒/๑-๒.

162 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

กพ ํ กริยตีติ กพ ึกาโร ฯ า ริยตีติ า าโร ฯ ‘กพ ํ กตฺ า ชฺโฌ ริยตีติ ตฺโถ ฯ
รปู ํ า รตีติปิ า าโร ฯ เ ํ ตฺถุ เ น นามํ ุทธฺ ริตฺ า ปนุ ตฺถุ เ เนเ ตํ ปเภทโต ท เฺ ตุํ โ ท
โน กมุ ฺมาโ ติ าทิ ุตตฺ ํ ฯ โ ทนาทีนิ ิ ผาณิตปริยนฺตานิ ทฺ าท ิธาธิปฺเปต ฺ า าร ฺ ตฺถูนิ
ฯ ปาลิยํ นาคตานิ มูลผลาทีนิ เย าปนกํ ป ิฏฺฐานิ ฯ แปล ่า า ารทีช่ ื่ ่า กพ ิงการะ เพราะ
ถกู การทำใ ้เป็นก้ น (เป็นคำขา้ ) ชื่ ่า า าร เพราะ รรถ ่าย่ มถูกกลนื กิน ธิบาย ่า บุคคลทำ
คำข้า แล้ ย่ มกลนื กิน ีก ยา่ ง น่ึง ทีช่ ่ื ่า า าร เพราะ รรถ า่ ย่ มนำมาซึง่ รปู ฯ พระผมู้ ีพระ
ภาคเจ้า ครั้นทรงยกช่ื ข้ึนแ ดงด้ ย ำนาจแ ่ง ัตถุ ย่างน้ีแล้ เพื่ จะทรงแ ดง า ารน้ันน่ัน
แ ละด้ ย ามารถแ ง่ ัตถุ กี จึงตรั คำมี าทิ า่ “โ ทโน กมุ ฺมาโ ” (ข้า ุก ขนม ด) ดังน้ีเป็นตน้
จริง ยู่ า าร ๑๒ ย่าง มีข้า ุกเป็นต้น มีน้ำ ้ ยเป็นท่ี ุด เป็น ัตถุแ ่ง า ารที่ทรงประ งค์
เ าในทน่ี ี้ า ารมีรากไม้และผลไมเ้ ป็นตน้ ทีไ่ มไ่ ดต้ รั ไ ใ้ นพระบาลี ก็ร มเข้าในเย าปนกธรรม๗๓

๒. ผัสสาหาร นำมาซึง่ เ ทนา คื การเ ย ารมณ์เปน็ ุขบ้างทกุ ข์บา้ ง ไม่ทกุ ข์ไม่ ขุ บ้าง
ใ ้เกิดขึ้น งค์ธรรมได้แก่ ผั เจต ิก ท่ีในจิตทั้ง มด เ ทนาท้ัง ลายนั้น ถ้าไม่มีผั ะแล้ ก็ไม่
เกิดข้ึน เพราะผั ะน่ีแ ละเป็นเ ตุใ ้เกิดเ ทนา จึง ่าผั ะเป็น า ารข งเ ทนา ผั า ารเป็น
เจต ิกปรมตั ถ์

๓. มโนสัญเจตนาหาร นำมาซ่ึงปฏิ นธิ ิญญาณ คื การเกิดเป็นมนุ ย์ เท ดา พร ม
และ บาย ัต ์ งค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจต ิก ที่ใน กุ ลจิต ๑๒ โลกียกุ ลจิต ๑๗ เจตนาท่ีเป็น
กุ ล- กุ ลน่ีแ ละเป็นเ ตุใ ้เกิด ิญญาณ ันเป็น กุ ล ิบากและ กุ ล ิบาก ทั้งในปฏิ นธิกาลและ
ในป ตั ติกาล ถ้าไม่มีเจตนา คื กรรมมาปรุงแตง่ แล้ ัต ท์ ้ัง ลายเมื่ ตายแล้ กไ็ ม่มีการเกิด เมื่ ไม่
มีการเกิดก็ไม่มี การเ ็น การได้ยิน เป็นต้น ดังน้ันเจตนาเจต ิกจึงได้ชื่ ่าเป็นมโน ัญเจตนา าร
มโน ญั เจตนา ารนีเ้ ปน็ เจต กิ ปรมตั ถ์

๔. วิญญาณาหาร นำมาซึ่งเจต ิกและกัมมชรูป งค์ธรรมข ง ิญญาณา าร ได้แก่ จิต
ทง้ั มด (จิต ๘๙) จิตทง้ั มดน่ีแ ละนำมาซงึ่ เจต ิก เพราะจิตและเจต ิกต้ ง เกิดพร้ มกัน แต่จิต
น้ีเปน็ ประธาน จงึ กล่า ได้ ่า จติ นำมาซ่ึงเจต ิก ่ นกมั มชรปู เปน็ รปู ท่เี กิดจากกรรม ันไดก้ ระทำมา
แต่ ดีตก็จริง แต่ ่าในภพปัจจุบันน้ี กัมมชรูป ก็เกิดพร้ มกับจิตทุกๆ ขณะจิต (ในปัญจโ การภูมิ)
ดงั นัน้ กก็ ลา่ ได้ า่ จิตนำมา ซงึ่ กมั มชรปู

มีคำ ธิบาย ีกนัย น่ึง ่า จิต คื ิญญาณ เป็นผู้นำใ ้เจต ิกและกัมมชรูป เกิดข้ึนนั้นใน
ปฏิ นธิกาล ปฏิ นธิ ิญญาณนำใ ้เจต ิกและกัมมชรูปเกิด ในป ัตติ กาล ป ัตติ ิญญาณนำใ ้
เจต ิกเกิดแต่ ย่างเดีย เพราะกัมมชรูปไม่ใช่รปู ท่เี กิดจาก จิต แต่ ย่างไรกต็ าม กมั มชรูปทเี่ กิดในป
ัตติกาลก็ดี แม้แต่กัมมชรูปข ง ัญญ ัตตพร มก็ดี ซ่ึงไม่ได้เกิดจากจิตในภพปัจจุบันก็จริง แต่ ่า
า ยั เกดิ มาจากกรรมใน ดตี ทเ่ี รยี ก า่ กัมม ิญญาณ กข็ ึน้ ช่ื า่ ิญญาณเ มื นกนั ดังนัน้ จงึ กล่า
ได้ า่ ญิ ญาณนำใ เ้ กดิ กัมมชรูป ญิ ญาณา ารนเี้ ปน็ จติ ปรมัตถ

ในมิ ก งั ค ะ า าร ๔ น้ี กลา่ โดย รปุ คงได้ค าม ่า

กพ กี ารา าร งค์ธรรมไดแ้ ก่ า ารรูป เปน็ รูปปรมตั ถ ทำใ เ้ กดิ า ารชรปู

ผั า าร งคธ์ รรมได้แก่ ผั เจต กิ เป็นเจต ิกปรมัตถ์ ทำใ เ้ กิดเ ทนา

มโน ัญเจตนา าร งค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจต ิก เป็นเจต ิกปรมัตถ์ ทำใ ้เกิดปฏิ นธิ
ิญญาณ

๗๓ ภิ. ํ. .(ไทย) ๑/๖๔๓-๖๔๔.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 163

วญิ ญาณาหาร งค์ธรรมไดแ้ ก่ จิตทัง้ มด เป็นจติ ปรมัตถ์ ทำใ ้เกิดเจต ิก และกัมมชรปู

อาหารปจั จัยน้ี (อาหารปจฺจโย) จำแนกออกได้เปน็ ๒ คือ

ก. อาหารประเภท ข้าว น้ำ นม ขนม เนย เป็นต้น ท่ีเรียกว่า กพ ีการา าร คื รูป
า ารน้ัน เปน็ ปจั จัยชว่ ย ปุ การะรูปกายใ เ้ จริญเตบิ โตและตงั้ ยูไ่ ด้นัน้ มชี ื่ ว่า รปู า ารปัจจัย

ข. ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร คื นาม า าร ๓ น้ัน เป็นปัจจัย
ช่วย ปุ การะใ ้ เวทนาเจต ิก ปฏิ นธวิ ญิ ญาณ และเจต กิ กับกัมมชรูป (ตามลำดับ) ใ เ้ กิดข้นึ และ
ตงั้ ยู่ไดน้ ้นั มชี ื่ ว่า นาม า ารปจั จัย

รูปอาหารปจั จยั

๑. รูป า าร มายความวา่ า ารที่เป็นรปู ธรรม คื กพ กี ารา าร
๒. ประเภท รปู เปน็ ปัจจยั รปู เปน็ ปัจจยปุ บนั น
๓. ชาติ เปน็ า ารชาติ มายความวา่ ปัจจัยธรรมนนั้ ได้แก่ า ารนนั่ เ ง
๔. กาล เปน็ กาลปัจจบุ ัน
๕. ตั ติ มีทั้ง ชนก ัตติ และ ปุ ถัมภก ัตติ
๖. งคธ์ รรมข งปจั จัย ได้แก่ พ ิทธโ ชาที่ ยู่ใน า ารตา่ งๆ
ีกนัย น่ึงแ ดงว่า ได้แก่ กัมมชโ ชา จิตตชโ ชา ุตุชโ ชา า ารชโ ชา ท่ี ยู่ภายใน
( ชั ฌตั ต นั ตานะ) และ ุตชุ โ ชาที่ ยู่ภายน ก (พ ิทธ ันตานะ) คื โ ชาท่ี ย่ใู น า ารตา่ ง ๆ
งคธ์ รรมข งปจั จยุบบันน ได้แก่ า าร มฏุ ฐานิกรูป คื รปู ทเี่ กิดจาก า าร
ีกนัย น่ึงแ ดงว่า ได้แก่ จตุ มุฏฐานิกรูป ท่ีต้ัง ยู่ในกลาป ันเดียวกันกับ ปัจจัยธรรม
และทตี่ ง้ั ยูใ่ นกลาป ื่นๆ (เวน้ โ ชาที่ ยูใ่ นกลาป นั เดยี วกนั )
งค์ธรรมข งปัจจนิก ได้แก่ จิต ๘๙, เจต ิก ๕๒, จติ ตชรูป, ปฏิ นธิ กัมมชรูป, พา ริ รูป
, ตุ ชุ รูป, ญั ญ ตั ตกมั มชรปู , ปวตั ตกิ ัมมชรูป
กี นยั น่งึ แ ดงวา่ ไดแ้ ก่ จิต ๘๙, เจต ิก ๕๒ และพา ริ รปู
๗. ความ มายโดยย่ รูป า ารปัจจัยมีวาระเดียวคื พยากตะ เป็นปัจจัยแก่ พยาก
ตะ
กพ ีการา าร บ้างก็เรียก กว ิงการา าร คื โ ชาท่ี ยู่ใน า ารต่างๆ รื ีกนัย นึ่ง
ได้แก่ โ ชาที่ ยู่ท้ังภายในและภายน กเป็นรูป า ารปัจจัย จตุ มุฏฐานิกรูป คื รูปท่ีเกิดจาก
มุฏฐานท้ัง ๔ ท่ีตั้ง ยู่ในกลาป ันเดียวกันกับปัจจัย ธรรม และตั้ง ยู่ในกลาป ่ืนๆ เป็นรูป า าร
ปัจจยุปบันน ขยายความว่า โ ชาท่ีเป็นปัจจัยธรรมน้ัน เมื่ ช่วย ุปการะแก่ า ารชรูป คื า ารช
โ ชาน้ัน เป็นไปโดย ำนาจชนก ัตติ แต่ถ้าเป็นการช่วย ุปการะแก่ติชรูป ท่ีเ ลื น กนั้น คื กัมมช
โ ชา จิตตชโ ชา และ ุตชุ โ ชาแลว้ เป็นไปโดย ำนาจ ุปถมั ภก ัตติ
๘. ปัจจัยท่ีเกิดร่วมดว้ ยกันได้ รวม ๓ ปัจจัย คื ๑. รปู า ารปัจจัย ๒. า ารตั ถิปัจจัย
๓. า าร วคิ ตปจั จัย

164 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

นามอาหารปจั จัย

๑. นามอาหาร หมายความถึง ผัสสาหาร คือผัสสเจตสิก, มโนสัญเจตนาหาร คอื เจตนา
เจตสิก และ วิญญาณาหาร คือ จิตท้งั หมด

๒. ประเภท นามเปน็ ปจั จยั นามรปู เป็นปจั จยุปบันน

๓. ชาติ เปน็ สหชาตชาติ หมายความว่า ปจั จยั ธรรมกับปจั จยปุ บนั นธรรมน้ัน เกิดพร้อมกนั

๔. กาล เป็นปัจจบุ ัน

๕. สตั ติ มที ง้ั ชนกสัตติ และอปุ ถัมภกสัตติ

๖. องคธ์ รรมของปจั จัย ไดแ้ ก่นามอาหาร องค์ธรรม ๓ คอื ผัสสะ เจตนา และวญิ ญาณ

องค์ธรรมของปัจจยุปบันน ได้แก่ จิต ๘๙, เจตสิก ๕๒, จิตตชรูป, ปฏิสนธิ กัมมชรูป ท่ี
เกดิ พรอ้ มกบั ปจั จัยธรรม

องค์ธรรมของปัจจนิก ได้แก่พาหิรรูป, อาหารชรูป, อุตุชรูป, อสัญญสัตต กัมมชรูป, ปวัต
ติกัมมชรปู

๗. ความหมายโดยย่อ นามอาหารปัจจยั นี้ มี ๗ วาระ

(๑) กุสลเป็นปัจจัยแก่กุสล กุสลนามอาหาร ๓ คือ ผัสสะ เจตนา วิญญาณ ท่ีในกุสลจิต
๒๑ เปน็ นามอาหารปจั จัย กุสลสัมปยตุ ตขนั ธ์ อันไดแ้ ก่ กุสลจิต ๒๑ เป็นนามอาหารปัจจยุปบันน

(๒) กุสลเป็นปัจจัยแก่อพยากตะ กุสลนามอาหาร ๓ ในกุสลจิต ๒๑ ใน ปัญจโวการภูมิ
เปน็ นามอาหารปจั จยั กุสลจติ ตชรปู เป็นนามอาหารปัจจยุปบันน

(๓) กุสลเป็นปัจจัยแก่กุสลด้วยแก่อพยากตะด้วย กุสลนามอาหาร ๓ ใน กุสลจิต ๒๑
ในปัญจโวการภูมิ เป็นนามอาหารปัจจัย กุสลจิต ๒๑ ด้วย กุสล จิตตชรปู ด้วย เป็นนามอาหารปัจจ
ยุบบนั น

(๔) อกุสลเป็นปัจจัยแก่อกุสล อกุสลนามอาหาร ๓ คือ ผัสสะ เจตนา วิญญาณ ท่ีในอ
กุสลจติ ๑๒ เป็นนามอาหารปัจจยั อกุสลสมั ปยุตตขันธ์ อนั ได้แก่ อกุสลจิต ๑๒ เป็นนามอาหารปัจจ
ยบุ บันน

(๕) อกุสลเป็นปัจจัยแก่อพยากตะ อกุสลนามอาหาร ๓ ในอกุสลจิต ๑๒ ในปัญจโวการภูมิ
เป็นนามอาหารปัจจยั อกุสลจติ ตชรปู เปน็ นามอาหารปัจจยบุ บนั น

(๖) อกุสลเป็นปัจจัยแก่อกุสลด้วยแก่อพยากตะด้วย อกุสลนามอาหาร ๓ ในอกุสลจิต ๑๒
ในปัญจโวการภูมิ เป็นนามอาหารปัจจัย อกุสลจิต ๑๒ ด้วย อกุสลจิตตชรูปด้วย เป็นนามอาหาร
ปจั จยบุ บนั น

(๗) อพยากตะเป็นปัจจัยแก่อพยากตะ อพยากตะนามอาหาร ๓ คือ ผัสสะ เจตนา
วิญญาณ ท่ีในวิบากจิต ๓๖ ท้ังในปวัตติกาลและในปฏิสนธิกาล, ที่ในกิริยา จิต ๒๐ ในปวัตติกาล
อย่างเดียวเป็นนามอาหารปัจจัย วิบากจิต ๓๖, กิริยาจิต ๒๐, วิบากจิตตชรูป, กิริยาจิตตชรูป,
ปฏิสนธิกัมมชรูป เปน็ นามอาหารปัจจยบุ บันน

๘. ปัจจัยท่ีเกิดร่วมด้วยกันได้ รวม ๑๒ ปัจจัย คือ ๑. นามอาหารปัจจัย ๒. สหชาตาธิ
ปติปจั จยั ๓. สหชาตปัจจัย ๔. อัญญมัญญปจั จัย ๕. สหชาตนสิ สยปจั จยั ๖. สหชาตกมั มปัจจยั ๗.
วิปากปัจจัย ๘. สหชาตินทริยปัจจัย ๙. สัมปยุตตปัจจัย ๑๐. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๑๑. สห
ชาตัตถิปัจจัย ๑๒. สหชาตอวคิ ตปจั จยั

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 165

จะเ ็นได้ ่า คำ ่า า ารในพระพุทธ า นา มิได้ มายถึงเฉพาะ าการที่เรารับประทาน
เขา้ ไปโดย ่ นเดีย เท่านน้ั แต่ร ม มายถงึ า ารทางดา้ นจติ ใจ ที่ตาเ น็ รปู ไู ดย้ ินเ ียง จมูกดม
กล่ิน ล้ินล้ิมร กายได้ ัมผั กระทบ ตล ดจึงจิตที่ได้รับรู้ ารมณ์ต่างๆ ทางมโนท าร ีกด้ ย
เรียก า่ เปน็ การบริโภคเช่นนัน้ คื บรโิ ภคทางตา ู จมกู ล้นิ กาย และใจ

บรรดา า ารท้ัง ๔ ประเภทน้ัน แต่ละประเภทมี าการเป็น “ทวิลักษณ์” คื ลัก ณะเป็น
๒ ด้านเ ม กล่า ถื ามารถใ ้ท้ังโท และคุณได้ ในขณะที่ า าร ำน ยประโยชน์ต่ มนุ ย์ ยู่
ถ้าผู้เ พเ ย เ พด้ ยค าม ลง ไม่มี ติ มั ปชัญญะ ไม่รู้เทา่ ทนั ก็จะทำใ ้เกดิ โท ภัยตา่ งๆ ตามมา
โดยเป็นเ ตุปัจจัย นุนเน่ื ง ่งผลใ ้ได้รับผลดังกล่า มาแล้ เพื่ ป้ งกันทุกข์โท ภัยข ง า ารใน
การบริโภค พระพุทธ งค์จึงได้ าง ลักเกณฑ์ในการบริโภคไ ้ “มิใช่” ท้ังน้ีเพื่ มิใ ้ยึดติดเผล ใจใน
ร ชาติข ง า ารชนดิ น้ัน เพราะ ่งิ ท่ี ามารถใ ้โท ภัยได้น้นั ีกมมุ นึง่ ก็ ำน ยประโยชน์ ดังที่ทรง
ตรั แนะนำไ ้ า่

“กายน้ี เกิดขน้ึ ไดเ้ พราะอาหาร บคุ คลอาศยั อาหารแลว้ พงึ ละอาหารเสยี ” ดงั นี้เปน็ ต้น๗๔

“ภิก ุท้ัง ลาย า าร ๔ ย่างเ ล่านี้เป็นไปเพื่ ค ามดำรง ยู่ข ง มู่ ัต ์ท่ีเกิดแล้ .....
ถ้าราคะ(ค ามกำ นัด) นันทิ(ค ามเพลิดเพลิน) ตัณ า(ค ามทะยาน ยาก)มี ยู่ ในก ิงการา าร
ิญญาณจะต้ัง ยู่ง กงามในก ิงการา ารน้ัน ที่ใด ิญญาณต้ัง ยู่ง กงาม ที่นน้ั ย่ มมีนามรูป ยั่ง
ลง ที่ใดมีนามรูป ย่ังลง ที่นั้นย่ มมีค ามเจริญแ ่ง ังขารท้ัง ลาย ท่ีใดมีค ามเจริญแ ่ง ังขาร
ทั้ง ลาย ที่นั้นย่ มมีการเกิดในภพ ใ ม่ต่ ไป ท่ีใดมีการเกิดในภพใ ม่ต่ ไป ท่ีนั้นย่ มมีชาติ ชรา
และมรณะต่ ไป ที่ใดมีชาติ ชราและมรณะต่ ไป เรากล่า ่าที่นั้นมีค ามโ ก มีค ามกระ นกระ าย
และมคี ามคบั แคน้

ถา้ ราคะ นันทิ ตัณ า มี ยู่ในผั า าร ...

ถา้ ราคะ นนั ทิ ตัณ า มี ย่ใู นมโน ญั เจตนา าร ...

ถ้าราคะ นนั ทิ ตัณ า มี ยู่ใน ญิ ญาณา าร ญิ ญาณจะต้ัง ยู่ง กงาม

ใน ิญญาณา ารนั้น ท่ีใดมี ิญญาณต้ัง ยู่ง กงาม ท่ีนั้นย่ มมีนามรปู ย่ังลงท่ีใดมีนามรูป
ย่ังลง ทน่ี ั้นย่ มมีค ามเจริญแ ่ง ังขารท้ัง ลาย ทใ่ี ดมีค ามเจรญิ แ ่ง ังขารทั้ง ลาย ทนี่ ั้นย่ ม
มีการเกิดในภพใ ม่ต่ ไป ที่ใดมีการเกิดในภพใ ม่ต่ ไป ท่นี ้ันย่ มมีชาติ ชราและมรณะต่ ไป ท่ีใดมี
ชาติ ชราและมรณะต่ ไป เรากล่า ่า ท่ีน้ันมีค ามโ ก มีค ามกระ นกระ ายและมีค ามคับแค้น
เปรียบเ มื นเม่ื มีน้ำย้ ม ครั่ง ขม้ิน ีเขีย รื ีแดง ่ น ช่างย้ ม รื จิตรกรพึงเขียนรูปภาพ
ตรี รื รูปภาพบุรุ ใ ้ได้ ัด ่ นครบถ้ นลงบนแผ่นกระดานท่ีขัดดีแล้ ฝาผนัง รื แผ่นผ้า
ุปมานี้ฉันใด ุปไมยก็ฉันนั้น ถ้าราคะ นันทิ ตัณ ามี ยู่ในก ิงการา าร ิญญาณจะตั้ง ยู่ง ก
งามในก งิ การา ารน้ัน ที่ใดมี ิญญาณตั้ง ยงู่ กงาม ท่นี นั้ ย่ มมีนามรูป ยั่งลง ที่ใดมีนามรูป ย่ัง
ลง ท่ีนั้นย่ มมีค ามเจรญิ แ ่ง ังขารทัง้ ลาย ท่ีใดมีค ามเจริญแ ง่ งั ขารท้ัง ลาย ที่น้นั ย่ มมีการ
เกิดในภพใ ม่ต่ ไป ท่ีใดมีการเกิดในภพใ ม่ต่ ไป ท่ีนั้นย่ มมีชาติ ชราและมรณะต่ ไปที่ใดมีชาติ
ชราและมรณะต่ ไป เรากล่า ่าทนี่ นั้ มีค ามโ ก มีค ามกระ นกระ ายและมคี ามคับแค้น....”๗๕

น กจากน้ี า ารยังใช้ในค าม มายเกี่ย กับธรรม คื ธรรม ย่าง นงึ่ เป็นปัจจัยแก่ธรรม
ีก ย่าง น่ึงตามลำดับเน่ื งกันเป็นเ ตุเป็นผลซ่ึงกันและกัน ท้ังในฝ่ายท่ีเป็นกุ ลธรรม และ กุ ล
ธรรม ดงั ข้ ค ามท่แี ดงไ ้ดังน้ี า่

๗๔ งฺ.จตุกกฺ .(ไทย) ๒๑/๑๕๙/๒๒๐-๒๒๒.
๗๕ ํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๖๔/๑๒๓-๑๒๕.

166 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ในอวิชชาสูตร๗๖ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่
ปรากฏ ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี ภายหลังจึงมี เพราะฉะน้ัน เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ ก็เมื่อเป็น
เช่นน้ัน อวชิ ชาที่มขี อ้ นี้เปน็ ปจั จยั จึงปรากฏ

แม้อวิชชา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร (ปัจจัย หรือเหตุ) มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็น
อาหารของอวิชชา ควรตอบวา่ ‘นิวรณ์ ๕’

แม้นวิ รณ์ ๕ เรากก็ ล่าววา่ มีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเปน็ อาหารของนิวรณ์
๕ ควรตอบวา่ ‘ทจุ รติ ๓’

แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของทจุ ริต
๓ ควรตอบวา่ ‘ความไม่สำรวมอนิ ทรีย์’

แม้ความไม่สำรวมอินทรีย์ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็น
อาหารของความไม่สำรวมอินทรีย์ ควรตอบวา่ ‘ความไมม่ สี ติ-สัมปชญั ญะ’

แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็น
อาหารของความไม่มสี ติสัมปชญั ญะ ควรตอบวา่ ‘การมนสกิ ารโดยไมแ่ ยบคาย’

แม้การมนสิการโดยไม่แยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่า
เปน็ อาหารของการมนสกิ ารโดยไม่แยบคาย ควรตอบว่า ‘ความไมม่ ีศรัทธา’แมค้ วามไม่มศี รัทธา เราก็
กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรตอบว่า
‘การไม่ฟงั สัทธรรม’

แม้การไม่ฟังสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหาร
ของการไม่ฟงั สัทธรรม ควรตอบว่า ‘การไม่คบสัตบรุ ุษ’

การไมค่ บสตั บุรุษที่บริบรู ณ์ ย่อมทำใหก้ ารไม่ฟังสทั ธรรมบริบูรณ์
การไมฟ่ งั สทั ธรรมทบี่ ริบูรณ์ ยอ่ มทำใหค้ วามไม่มีศรัทธาบริบูรณ์
ความไม่มศี รัทธาทบี่ ริบูรณ์ ยอ่ มทำให้การมนสกิ ารโดยไม่แยบคายบริบรู ณ์
การมนสกิ ารโดยไม่แยบคายทบ่ี รบิ รู ณ์ ยอ่ มทำใหค้ วามไมม่ สี ติสัมปชญั ญะบริบรู ณ์
ความไมม่ สี ติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความไมส่ ำรวมอินทรยี บ์ ริบูรณ์
ความไม่สำรวมอินทรีย์ทบี่ ริบูรณ์ ยอ่ มทำใหท้ ุจริต ๓ บริบูรณ์
ทุจรติ ๓ ท่ีบริบรู ณ์ ย่อมทำใหน้ ิวรณ์ ๕ บริบูรณ์
นิวรณ์ ๕ ท่บี รบิ รู ณ์ ย่อมทำใหอ้ วิชชาบริบูรณ์
อวชิ ชานม้ี อี าหารอย่างน้ี และบรบิ ูรณอ์ ย่างนแ้ี ล
ภิกษุทงั้ หลาย การไม่คบสัตบุรุษทีบ่ ริบูรณ์ยอ่ มทำใหก้ ารไม่ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ฯลฯ นวิ รณ์
๕ ที่บรบิ ูรณ์ ย่อมทำให้อวิชชาบริบูรณ์ อวิชชาน้มี ีอาหารอย่างนี้ และบรบิ ูรณ์อย่างนี้ เปรยี บเหมือน
เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดเขา เม่ือฝนตกลงหนักๆ น้ำน้ันไหลไปตามท่ีลุ่มทำให้ซอกเขา ลำธาร
และห้วยเตม็ เปย่ี ม ซอกเขา ลำธารและหว้ ยเต็มเป่ียมแล้วทำให้หนองเต็ม หนองเตม็ แล้วทำใหบ้ ึงเต็ม
บงึ เต็มแลว้ ทำให้แม่น้ำน้อยเต็ม แมน่ ้ำนอ้ ยเต็มแล้วทำใหแ้ ม่น้ำใหญเ่ ต็ม แม่นำ้ ใหญ่เต็มแล้วทำให้มหา
สมทุ รสาครเต็ม มหาสมุทรสาครน้ีมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างน้ี”

๗๖ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๑-๖๒/๑๓๔-๑๔๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 167

“ภิกษทุ ั้งหลาย แม้วิชชาและวิมุตติ๗๗ เรากก็ ล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไร
เล่าเปน็ อาหารของวชิ ชาและวมิ ุตติ ควรตอบว่า ‘โพชฌงค์ ๗’

แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
โพชฌงค์ ๗ ควรตอบวา่ ‘สตปิ ฏั ฐาน ๔’

แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
สตปิ ัฏฐาน ๔ ควรตอบวา่ ‘สุจรติ ๓’

แมส้ ุจรติ ๓ เรากก็ ลา่ ววา่ มีอาหาร มไิ ดก้ ล่าวว่าไมม่ ีอาหาร อะไรเล่าเปน็
อาหารของสจุ รติ ๓ ควรตอบว่า ‘ความสำรวมอินทรยี ’์
แม้ความสำรวมอินทรีย์ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็น
อาหารของความสำรวมอินทรีย์ ควรตอบว่า ‘สตสิ มั ปชญั ญะ’
แม้สติสัมปชัญญะ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
สตสิ มั ปชัญญะ ควรตอบว่า ‘การมนสกิ ารโดยแยบคาย’
แม้การมนสิการโดยแยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มไิ ด้กลา่ วว่าไมม่ อี าหาร
อะไรเล่าเปน็ อาหารของการมนสกิ ารโดยแยบคาย ควรตอบวา่ ‘ศรัทธา’
แม้ศรทั ธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของศรัทธา
ควรตอบว่า ‘การฟงั สัทธรรม’
แมก้ ารฟังสทั ธรรม เรากก็ ลา่ วว่ามีอาหาร มไิ ด้กลา่ ววา่ ไม่มอี าหาร อะไรเลา่ เป็นอาหารของ
การฟงั สัทธรรม ควรตอบวา่ ‘การคบสัตบรุ ุษ’
การคบสัตบุรษุ ที่บรบิ รู ณ์ ยอ่ มทำใหก้ ารฟงั สัทธรรมบริบรู ณ์
การฟังสทั ธรรมที่บรบิ รู ณ์ ยอ่ มทำให้ศรัทธาบรบิ รู ณ์
ศรทั ธาที่บริบรู ณ์ ย่อมทำให้การมนสกิ ารโดยแยบคายบรบิ รู ณ์
การมนสิการโดยแยบคายที่บรบิ ูรณ์ ย่อมทำให้สติสมั ปชญั ญะบริบูรณ์
สตสิ ัมปชัญญะที่บริบรู ณ์ ย่อมทำใหค้ วามสำรวมอินทรยี ์บรบิ ูรณ์
ความสำรวมอนิ ทรยี ท์ บ่ี รบิ ูรณ์ ยอ่ มทำใหส้ จุ ริต ๓ บรบิ ูรณ์
สุจริต ๓ ทบี่ รบิ ูรณ์ ยอ่ มทำให้สติปฏั ฐาน ๔ บรบิ รู ณ์
สติปัฏฐาน ๔ ทบ่ี ริบรู ณ์ ยอ่ มทำให้โพชฌงค์ ๗ บรบิ ูรณ์
โพชฌงค์ ๗ ทีบ่ รบิ รู ณ์ ย่อมทำใหว้ ชิ ชาและวมิ ตุ ติบรบิ รู ณ์”
วชิ ชาและวิมุตตนิ ม้ี ีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้
“ภกิ ษุท้งั หลาย การคบสัตบุรษุ ทบี่ รบิ ูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสทั ธรรมบรบิ รู ณ์ ฯลฯ
โพชฌงค์ ๗ ทีบ่ รบิ ูรณ์ ยอ่ มทำให้วิชชาและวมิ ุตติบรบิ ูรณ์ วิชชาและวิมุตตินีม้ ีอาหารอย่าง
นี้ และบริบูรณอ์ ย่างน้ี เปรียบเหมอื นเมื่อฝนเม็ดใหญต่ กลงบนยอดเขา เม่ือฝนตกลงหนกั ๆ นำ้ น้นั ไหล
ไปตามท่ีลุ่มทำให้ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มเป่ียม ซอกเขาลำธารและห้วยเต็มเป่ียมแล้วทำให้
หนองเต็ม หนองเต็มแลว้ ทำให้บงึ เตม็ บึงเต็มแล้วทำให้แม่น้ำน้อยเต็ม แม่น้ำนอ้ ยเตม็ แล้วทำใหแ้ ม่นำ้

๗๗ วิชชา และวิมุตติ ในที่น้ีหมายถึง ผลญาณ และสัมปยุตตธรรมท่ีเหลือ อา้ งใน องฺ.ทสก.อ.(บาลี) ๓/
๖๑-๖๒/๓๕๒.

168 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

ใหญ่เต็ม แม่น้ำใหญ่เต็มแล้วทำให้มหาสมุทรสาครเต็ม มหาสมุทรสาครน้ีมีอาหารอย่างน้ี และเต็ม
เปยี่ มอยา่ งน้ี

ในตัณหาสูตร พระผู้มพี ระภาคตรสั ว่า “ภิกษุทง้ั หลาย เงอ่ื นตน้ แห่งภวตณั หา(ความทะยาน
อยากในภพ)ย่อมไม่ปรากฏ ในกาลก่อนแต่น้ี ภวตัณหาไม่มี ภายหลังจึงมี เพราะฉะน้ัน เราจึงกล่าว
คำนีอ้ ย่างนี้ เม่ือเปน็ เชน่ นน้ั ภวตัณหาทมี่ ขี อ้ น้ีเป็นปจั จัยจึงปรากฏ

แม้ภวตัณหา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
ภวตัณหา ควรตอบวา่ ‘อวิชชา’

แม้อวิชชา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของอวิชชา
ควรตอบวา่ ‘นิวรณ์ ๕’

แม้นิวรณ์ ๕ เรากก็ ล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไมม่ ีอาหาร อะไรเล่าเปน็ อาหารของนิวรณ์
๕ ควรตอบว่า ‘ทุจริต ๓’

แม้ทุจรติ ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของทุจริต
๓ ควรตอบว่า ‘ความไมส่ ำรวมอนิ ทรีย์’แมค้ วามไมส่ ำรวมอินทรีย์ เรากก็ ล่าววา่ มีอาหาร มไิ ดก้ ล่าววา่
ไมม่ อี าหาร

อะไรเล่าเป็นอาหารของความไมส่ ำรวมอินทรยี ์ ควรตอบวา่ ‘ความไม่มีสตสิ มั ปชัญญะ’
แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารอะไรเล่าเป็น
อาหารของความไมม่ ีสติสัมปชัญญะ ควรตอบว่า ‘การมนสกิ ารโดยไม่แยบคาย’
แมก้ ารมนสิการโดยไม่แยบคาย เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิไดก้ ลา่ วว่าไมม่ ีอาหาร
อะไรเล่าเป็นอาหารของการมนสิการโดยไมแ่ ยบคาย ควรตอบวา่ ‘ความไม่มีศรทั ธา’
แม้ความไม่มีศรัทธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหาร
ของความไมม่ ีศรัทธา ควรตอบวา่ ‘การไม่ฟงั สทั ธรรม’
แม้การฟังอสัทธรรม เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหาร
ของการฟังอสทั ธรรม ควรตอบวา่ ‘การไม่คบสตั บรุ ษุ ’
การไม่คบสตั บุรุษทีบ่ ริบรู ณ์ ยอ่ มทำให้การไม่ฟงั สทั ธรรมบริบูรณ์
การไมฟ่ ังสทั ธรรมท่บี ริบรู ณ์ ย่อมทำใหค้ วามไมม่ ศี รทั ธาบรบิ ูรณ์
ความไมม่ ีศรทั ธาทบี่ ริบรู ณ์ ยอ่ มทำให้การมนสิการโดยไม่แยบคายบริบรู ณ์
การมนสิการโดยไม่แยบคายทบี่ ริบรู ณ์ ย่อมทำให้ความไม่มีสติสมั ปชัญญะบรบิ ูรณ์
ความไมม่ สี ติสัมปชญั ญะท่ีบริบรู ณ์ ยอ่ มทำใหค้ วามไมส่ ำรวมอินทรียบ์ ริบูรณ์
ความไม่สำรวมอนิ ทรีย์ท่ีบรบิ รู ณ์ ย่อมทำใหท้ จุ รติ ๓ บริบูรณ์
ทจุ รติ ๓ ท่บี ริบูรณ์ ยอ่ มทำใหน้ ิวรณ์ ๕ บรบิ รู ณ์
นวิ รณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมใหอ้ วชิ ชาบรบิ ูรณ์
อวิชชาท่ีบริบรู ณ์ ยอ่ มทำใหภ้ วตณั หาบรบิ ูรณ์”
ภวตณั หาน้ีมอี าหารอย่างน้ี และบรบิ รู ณอ์ ย่างน้ี
“ภิกษุท้ังหลาย การไม่คบสัตบุรุษท่ีบริบูรณ์ ย่อมทำให้การไม่ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ฯลฯ
อวิชชาท่ีบริบูรณ์ ย่อมทำให้ภวตัณหาบริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างน้ี และบริบูรณ์อย่างนี้
เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดเขา เมื่อฝนตกลงหนักๆ น้ำน้ันไหลไปตามที่ลุ่มทำให้ซอก

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 169

เขา ลำธาร และหว้ ยเตม็ เป่ยี ม ซอกเขาลำธาร และหว้ ยเต็มเปย่ี มแลว้ ทำหนองใหเ้ ตม็ หนองเต็มแล้ว
ทำให้บึงเต็ม บึงเต็มแล้วทำให้แม่นำ้ น้อยเต็ม แม่น้ำน้อยเต็มแล้วทำให้แม่นำ้ ใหญ่เต็ม แม่นำ้ ใหญ่เต็ม
แล้วทำใหม้ หาสมทุ รสาครเต็ม มหาสมุทรสาครนีม้ ีอาหารอยา่ งนี้ และเต็มเปีย่ มอย่างน้ี

แม้วิชชาและวิมตุ ติ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มไิ ด้กล่าววา่ ไมม่ ีอาหาร อะไรเล่าเปน็ อาหารของ
วชิ ชาและวิมตุ ติ ควรตอบว่า ‘โพชฌงค์ ๗’

แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
โพชฌงค์ ๗ ควรตอบว่า ‘สตปิ ัฏฐาน ๔’

แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
สตปิ ัฏฐาน ๔ ควรตอบวา่ ‘สจุ รติ ๓’

แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิไดก้ ล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของสุจริต
๓ ควรตอบว่า ‘ความสำรวมอนิ ทรีย์’

แม้ความสำรวมอินทรีย์ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็น
อาหารของความสำรวมอนิ ทรีย์ ควรตอบวา่ ‘สติสัมปชญั ญะ’

แม้สตสิ มั ปชญั ญะ เราก็กลา่ วว่า มีอาหาร มไิ ด้กล่าวว่าไมม่ อี าหาร อะไรเลา่ เป็นอาหารของ
สตสิ มั ปชัญญะ ควรตอบวา่ ‘การมนสิการโดยแยบคาย’

แมก้ ารมนสกิ ารโดยแยบคาย เรากก็ ลา่ ววา่ มอี าหาร มไิ ดก้ ล่าววา่ ไม่มีอาหาร
อะไรเลา่ เป็นอาหารของการมนสิการโดยแยบคาย ควรตอบวา่ ‘ศรทั ธา’
แม้ศรทั ธา เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของศรัทธา
ควรตอบวา่ ‘การฟงั สัทธรรม’
แม้การฟงั สัทธรรม เรากก็ ล่าวว่ามีอาหาร มิไดก้ ลา่ วว่าไมม่ ีอาหาร อะไรเล่าเป็นอาหารของ
การฟังสัทธรรม ควรตอบว่า ‘การคบสตั บรุ ุษ’
การคบสัตบุรษุ ทบ่ี ริบรู ณ์ ยอ่ มทำใหก้ ารฟังสัทธรรมบรบิ ูรณ์
การฟังสทั ธรรมที่บริบูรณ์ ยอ่ มทำใหศ้ รทั ธาบรบิ รู ณ์
ศรทั ธาที่บรบิ ูรณ์ ย่อมทำให้การมนสกิ ารโดยแยบคายบริบูรณ์
การมนสกิ ารโดยแยบคายทบี่ ริบูรณ์ ย่อมทำใหส้ ตสิ ัมปชัญญะบรบิ รู ณ์
สตสิ ัมปชญั ญะทบ่ี ริบูรณ์ ยอ่ มทำให้ความสำรวมอินทรยี ์บริบูรณ์
ความสำรวมอินทรีย์ทบ่ี รบิ รู ณ์ ยอ่ มทำให้สุจรติ ๓ บริบูรณ์
สจุ ริต ๓ ท่ีบรบิ รู ณ์ ย่อมทำให้สตปิ ัฏฐาน ๔ บรบิ รู ณ์
สตปิ ฏั ฐาน ๔ ท่ีบริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บรบิ รู ณ์
โพชฌงค์ ๗ ท่บี รบิ รู ณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวมิ ุตติบริบรู ณ์
วชิ ชาและวิมุตติน้มี อี าหารอยา่ งน้ี และบรบิ รู ณอ์ ยา่ งนี้
ภิกษุท้ังหลาย การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ฯลฯโพชฌงค์
๗ ทบี่ ริบูรณ์ ยอ่ มทำใหว้ ชิ ชาและวมิ ตุ ติบริบรู ณ์ วชิ ชาและวิมุตตินม้ี อี าหารอยา่ งนี้ และบริบรู ณ์อยา่ ง
น้ี เปรียบเหมือนเม่ือฝนเม็ดใหญ่ตกลงบนยอดเขา เม่ือฝนตกลงหนักๆ น้ำนั้นไหลไปตามท่ีลุ่มทำให้
ซอกเขา ลำธาร และห้วยเต็มเปี่ยม ซอกเขาลำธาร และหว้ ยเตม็ เปี่ยมแล้วทำให้หนองเตม็ หนองเต็ม

170 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

แล้ ทำใ ้บึงเต็ม บึงเต็มแล้ ทำใ ้แม่น้ำน้ ยเต็ม แม่นำ้ น้ ยเต็มแล้ ทำใ ้แม่น้ำใ ญ่เต็ม แม่นำ้ ใ ญ่
เต็มแล้ ทำใ ้ม า มทุ ร าครเต็ม ม า มทุ ร าครน้มี ี า าร ยา่ งนี้ และเตม็ เปยี่ ม ยา่ งนี้”๗๘

สรปุ ทา้ ยบท

พระบรม า ดา ทรงเป็นนายแพทย์ผู้เช่ีย ชาญ พระ งค์มีค าม ามารถที่จะรัก าโรค คื
กิเล พร้ มทั้ง นุ ัย ันได้แก่ ค ามโลภ ค ามโกรธ ค าม ลง และค ามมั เมา พระ งค์ทรงใช้
ญาณตร จดูโรค เมื่ รู้ภา ะข งเ ล่า รรพ ัต ์แล้ ก็ทรง างยา (แ ดงธรรม) คื ธรรมะโ ถ
ธรรมะบาง ม ด เมื่ ฟังแล้ พิจารณาตาม ทำใ ้จิตใจ งบระงับผ่ นคลาย เป็น มาธิ ่งผลไปถึง
กายใ ้ ายจากโรคทางกาย และโรคทางใจได้ ดังพระม ากั ปะเถระ ที่ าพาธ พระพุทธเจ้าเ ด็จ
ไปเยี่ยมแล้ พระ งค์ทรงแ ดงโพชฌงค์ ๗ ใ ้ฟังพระม ากั ปะพิจารณาตามธรรมน้ันก็ ายจาก
โรค เม่ื ภิก ุ าพาธ พระ งค์ทรงรับ ั่งใ ้ภิก ุทั้ง ลาย รัก าพยาบาลกันเ ง และทรงรับ ั่ง
า่ “ถ้า ากภิก รุ ูปใด มีค ามปรารถนาจะพยาบาล เราตถาคตแล้ ไซร้ ข เธ ท้ัง ลายจงพยาบาล
ภิก ุไข”้

พระพุทธ งค์ตรั ่า “ค าม ิ เป็นโรค ย่างย่ิง (ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา) า ารเป็นปัจจัย
ย่าง น่ึงที่ทำใ ้ชี ิตดำเนินไป า ารในทั นะพระพุทธ า นา มายถึงปัจจัย ันนำมาซ่ึงผลเป็น
เครื่ ง ล่ เลี้ยงชี ิตเป็นเครื่ งคำ้ จุนชี ติ มี ๒ ประการ คื า ารกาย (รปู า าร) และ า ารใจ
(นาม า าร) แยกย่ ย กไป ีกเป็น ๔ ย่าง คื ๑. ก ิงการา าร า าร คื คำข้า (เป็น
า ารที่รับประทานท่ั ไป) ๒. ผั า าร า ารคื ผั ะถูกต้ งทางท ารทั้ง ก ๓. มโน
ัญเจตนา าร า ารคื มโน ัญเจตนาคื ค ามจงใจใ ท้ ำดที ำช่ั ล่ เล้ยี งใ ้เ ียน า่ ยตายเกิด ๔.
ิญญาณา าร า าร คื ิญญาณค ามรู้ ารมณ์ทางท ารทั้ง ก เป็นปัจจัย ุด นุน ล่ เลี้ยงใ ้
เกิดรปู นาม [ข้ ๑ คื รูป า าร ่ นข้ ๒-๔ คื นาม า าร]

พุทธ ิธีบำบัดรัก าโรคข งพระพุทธ งค์ในการรัก าโรคต่างๆ ด้ ยเภ ัช ๕ ชนิด คื เนย
ใ เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำ ้ ย ยา มุนไพร ่ืน การใช้ค ามร้ นบำบัด และการผ่าตัด การรัก า
โรคทางใจ คื ตัดกิเล พร้ มทั้ง นุ ัย ันได้แก่ ค ามโลภ ค ามโกรธ ค าม ลง และค ามมั เมา
ทรงแ ดงธรรมะโ ถ เลื กธรรมะตรง ตามภา ะข งโรค เมื่ ฟังแล้ พิจารณาตาม ทำใ ้จิตใจ
งบระงบั ผ่ นคลาย เป็น มาธิ ่งผลไปถงึ กายใ ้ ายจากโรคทางกาย และโรคทางใจได้

ำ รับการแก้ปัญ าทาง ุขภาพที่มีค าม ลับซับซ้ นเ ล่านั้น าจจะต้ งมีประเด็นการ
ข งการย มรับ ภาพข งข้ จำกัดข งปญั าใ ้มาก ค บคู่กบั การพัฒนาเพ่ื แก้ไขปัญ าเท่าที่จะทำ
ได้ ย่างเช่นในการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่ นำมาใช้เป็นเครื่ งมื ในการป้ งกัน ันตราย ่ นบุคคล ที่มี
ประ ิทธิภาพ ูงมากข้ึนก ่าแต่ก่ นมา เม่ื นำมาใ ้พนักงานใช้งาน ก็จะเกิดข้ จำกัดเก่ีย กับใช้งาน
ข งพนักงานในแต่ละบริบทเช่นเดีย กัน จากน้ันเราก็จะมาคดิ ค้น ิธีในการ ่งเ ริมใ พ้ นักงานใช้งาน
แต่ละรูปแบบ ิธีการ พ เ ารูปแบบการใช้งานแต่ละ ิธีการนำไป ู่การปฏิบัติจริง ก็มีปัญ าและ
ุป รรคใน ลาก ลายมิติทั้งใน ่ นการติดตามประเมินผล งบประมาณ และ งค์ค ามรู้ ข งผู้ที่
เกี่ย ข้ ง คล้ายจะเป็นการแก้ปัญ าที่มีค ามต่ เนื่ งไม่ ิ้น ุด เราแก้ปัญ านี้ได้ก็จะมีปัญ าที่เกิด
จาก ิ่งที่เราแก้เกิดเป็นปัญ าใ ม่ข้ึนมา ีกเรื่ ยๆ ่งต่ กันไปจากรุ่น ู่รุ่นไม่มีที่ ิ้น ุด จากปัญ า ู่
ีกปัญ า นึ่งต่ เน่ื งกันไป เ มื นกับ าเ ตุแ ่งค ามทุกข์น้ันก็จะมีเกิดข้ึน คง ยู่ และดับไป ยู่
เช่นนั้นตล ดไปด้ ย ดังน้ัน เม่ื เราจะแก้ปัญ า เราก็แก้ปัญ าไม่ถูกจุด เพราะเราไม่รู้ ่า ะไร คื

๗๘ ง.ฺ ท ก.(ไทย) ๒๔/๖๑-๖๒/๑๓๔-๑๔๐.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 171

สาเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง เพราะรากแท้ของปัญหามันไม่ชัดเจน เมื่อเราเข้าใจสาเหตุของปัญหาไม่
ชัดเจน เราก็จะแก้ไขปัญหาท่ีอาจจะเป็นเพียงองค์ประกอบของปัญหาเท่านั้น หรือแก้ปัญหาเฉพาะ
คนหนึ่งได้ แต่ในภาพรวมก็ยังแก้ไม่ได้อีกเช่นเดิม และในขณะเดียวกันเมื่อสาเหตุท่ีแท้ของปัญหา
ยังคงอยู่ สักวันปัญหานั้นก็จะกลับมาเช่นเดิม แต่อาจจะเป็นในบริบทใหม่ทส่ี ลับซบั ซอ้ นข้ึนไปกว่าเดิม
อีกหลายเทา่ ตัว ดงั น้ันการท่ีจะแก้ไขปัญหาใดๆ ต้องเข้าใจสาเหตุของปัญหาให้ถ่องแท้เสียก่อน การ
จะเข้าใจปญั หานน้ั ให้ถอ่ งแทไ้ ด้คงไม่จำเป็นต้องร้ทู กุ เร่ืองของปัญหานน้ั แต่ต้องรู้เทา่ ที่เราจะสามารถ
ร้ไู ด้ ในส่ิงท่ีเรารู้ไม่ได้ก็พึงระมัดระวังเอาไว้ในใจเวลาที่เราลงมือแก้ไขปัญหานั้น เมื่อเราเข้าใจสาเหตุ
ของปัญหาบนข้อจำกัดท่ีมีแล้ว จากน้ันเราก็คงต้องทบทวนและแก้ไขปัญหานั้นด้วยกระบวนการที่มี
ความทันสมัยและมีประสิทธิภาพในขณะนั้น ซ่ึงหลักการดังกล่าวก็สอดคล้องตามคำสอนทาง
พระพุทธศาสนา คือ “อริยสัจ ๔” อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นอกจากนี้ยังมีทุกข์
บางอยา่ ง บางประเภทท่ีไม่สามารถแก้ไขให้หายขาดไดห้ รือหายขาดได้ยากเชน่ โรคมะเร็ง โรคเอดส์
เป็นต้น กระบวนการบำบัดรักษาโรคท่ีมีความสลับซับซ้อนเหล่าน้ี สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก คือ
การยอมรบั ต่อบริบทของโรค ผ่านกระบวนการของการสรา้ งความเข้าใจในความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต
และความสมมติของสิ่งปรงุ แต่งตา่ งๆ วา่ สดุ ทา้ ยความตายก็เป็นสจั นริ ันดรท์ ี่ทุกคนต่างหนีไมพ่ ้น แต่
การดำรงอยู่ในขณะท่ีเป็นโรคด้วยความอดทน อดกล้ันและทำแต่ความดี จะส่งผลให้มีความสุขที่
จิตใจ มาควบคุม ดแู ลความไมส่ บายกายเหล่านั้น

แน วท างในก ารป้ อ งกั น โรค ท่ี มี ค วาม ส ลั บ ซับ ซ้อ นที่ มี องค์ ป ระกอ บ ด้ านพ ฤ ติ ก รรม แล ะ
เทคโนโลยี ที่สำคญั คอื การรักษาศีลในการดำรงชีวิต เนอ่ื งจากศีลในทางพระพุทธศาสนาเป็นกฎแห่ง
ความปรกติของมนษุ ย์เรา โดยศลี ๕ ประกอบดว้ ย การละเวน้ การทำลายชีวิต ละเวน้ จากการถือเอา
ของผู้อ่ืนท่ีเขาไม่ได้ให้ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดเท็จ และเว้นจากการดื่ม
น้ำเมา หากว่าเรายึดถือปฏบิ ัติศลี ๕ ในการดำรงชีวิตแล้ว พฤติกรรมเสี่ยงดา้ นสุขภาพต่างๆ ก็จะไม่
เกิดขึ้น หรือเกิดข้ึนก็ไม่มีปัจจัยเสริม เม่ือไม่เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต้ังแต่ต้น แม้ปัญหาที่เกิดในระยะ
ถัดไปที่มีความสลับซับซ้อนก็จะไม่เกิดข้ึนด้วยเช่นกัน ตามหลักการเหตุและผล เช่น เม่ือเราไม่
ประพฤติผิดในกาม เราก็จะไม่เส่ียงต่อโรคเอดส์ เมื่อเราไม่ด่ืมสุรา พฤติกรรมที่มีสุราเป็นปัจจัยเอื้อ
หรือปัจจัยเสริมก็อาจจะลดลง เช่น อุบัติเหตุทางถนน การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงด้าน
เพศสัมพันธ์ เป็นต้น นอกจากน้ีในบางปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ปัญหายาเสพติด ท่ีใน
ปัจจบุ ันกำลงั ทวคี วามรุนแรงมากขึน้ และผลของการพยายามท่ีจะบำบัดรักษาและฟื้นฟสู มรรถภาพผู้
เสพ /ผู้ติดยาเสพติดด้วยวิธีการต่างๆ นั้น สามารถช่วยให้ผู้เสพฯ เลิกเสพได้ในระหว่างการ
บำบัดรักษาเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ที่เสพยาเสพติด มีสติและรักษาศีล ๕ ก็จะลด
พฤติกรรมเสี่ยงและมีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็งต่อสู้กับปัญหาท่ีเกิดจากการเลิกยาเสพติดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และในด้านของผู้ค้ายาเสพติดหากเข้าใจว่าการค้ายาเสพติด คือการทำลายชีวิต
ทำลายจิตใจของผู้อ่ืน หันมารกั ษาศีล ๕ ปัญหายาเสพติดกจ็ ะหมดไปอย่างแน่นอน

ปัญหาสุขภาพที่สลับซับซอ้ นทุกวันนี้ เทคโนโลยีในดา้ นต่างๆ มีความพยายามอย่างเต็มที่ท่ี
จะพัฒนาให้ทันสมัยเพียงพอท่ีจะยับยั้ง บรรเทาและก้าวหน้ามากกว่าปัญหาสุขภาพน้ัน แต่ยิ่ง
เทคโนโลยพี ัฒนามากเทา่ ไหร่ ก็จะมีอีกด้านของเทคโนโลยี ท่ีมีผลกระทบเป็นลูกโซใ่ ห้ต้องระมัดระวัง
แก้ไขอยู่เสมอ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นการสอนเช่นเดียวกับศาสนาทุกศาสนาทั่วไป คือ
หลักการเหตุและผล ได้แก่ คิดดี (สุจินฺติตจินฺตี) พูดดี (สุภาสิตภาสี) ทำดี (สุกตกมฺมการี) และให้
อภัย (อภยทานํ) นอกจากนี้ผู้เขียนมีความเห็นว่าศาสนาอ่ืนๆ ก็มีแนวทางในการปกป้องดูแลสุขภาพ
อย่างลึกซ้งึ เช่นเดียวกนั เพียงแต่ว่าในตำราเลม่ น้ีนำคำสอนในทางพระพุทธศาสนามายกเป็นตวั อย่าง
เท่านน้ั แตเ่ ชอ่ื วา่ ศาสนาอ่ืนๆ ก็มีหลักการคล้ายๆ กันในการสอนเร่ืองของความดีงามเกี่ยวกับสุขภาพ

172 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

เพราะเป็นหลักสากล เมื่อพระพุทธศาสนาสอนให้ขุดเอารากเหง้าท่ีแท้จริงของปัญหามาแก้ไข ดังน้ัน
พระพุทธศาสนาจึงเป็นแนวทางในการแก้ไขท่ีต้นตอของสาเหตุปัญหาสุขภาพท่ีสลับซับซ้อนและมี
ความเกีย่ วพนั กันอยู่ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 173

คำถามทา้ ยบท

๑. พระธรรมปิฎก (ประยทุ ธ์ ปยตุ โฺ ต) ไดใ้ ห้ความหมายคำว่า “โรค” ว่าอยา่ งไร
บา้ ง จงอธิบาย?

๒.มนุษย์เกดิ ขึน้ มาจากธรรมชาติ ให้อธบิ ายสรปุ สาเหตทุ ่นี ำไปสู่การเกดิ โรคภัย
ไขเ้ จบ็ ในทางพระพทุ ธศาสนามาพอสงั เขป?

๓. ในทางพระพทุ ธศาสนา ไดแ้ บง่ กฎเกณฑก์ ารเจบ็ ปว่ ยไว้อย่างแยบคายเป็นก่ี
ประเภท อะไรบา้ ง?

๔. นยิ ามความหมายและยกตัวอยา่ งของคำว่า อาหาร ในทางพระพทุ ธศาสนา?
๕. จงสรปุ แนวคดิ เก่ียวกบั อาหารในทางพระพทุ ธศาสนา มาพอสงั เขป?



บทที่ ๔

วิธกี ารรกั ษาโรคในพระพทุ ธศาสนา

ความนำ

คำว่า การรักษาโรคในทรรศนะทางพระพุทธศาสนา จำแนกออกเป็น ๒ ประการ คือการ
รักษาโรคทางกายและการรักษาโรคทางจิตใจ ในโรคสองอย่างน้ี โรคทางกายรักษาได้ด้วยการดูแล
สุขภาพอนามัยให้ถูกสุขลักษณะ โรคทางใจคือกิเลส รักษาได้ด้วยการนำธรรมะมาป้องกันและละ
(ปหาน) กิเลสนั้นๆ ตามลำดบั แหง่ มรรคจติ

พระพุทธศาสนาช่วยแก้ปัญหาสุขภาพโดยปรับวิธีคิด การมองโลก การมองชีวิตใหม่
เพราะตัวปัญหาที่แท้จรงิ คอื การมองโลกมองชีวิตทีผ่ ิดพลาด คือเราคิดว่าการป่วยคือปัญหา แต่พุทธ
ศาสนามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การเจ็บป่วยรวมไปถึงความตายได้ให้อะไรที่เป็นประโยชน์
กับเรามากมาย พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการรักษาเมื่อเจ็บป่วย เช่นเมื่อเครียด แล้วนอนไม่หลับ
วทิ ยาการทางการแพทยม์ องว่า การนอนไม่หลบั เป็นเร่ืองของระบบประสาท มีสารสอื่ ประสาทบาง
ตัวออกมา ก็จะให้กินยา เพื่อรักษาอาการให้หาย แต่ก็ไม่ไดม้ องสาเหตุของการที่นอนไม่หลับ เช่นลูก
ติดยา ภาระหนี้สิน ในขณะที่ทางพระพุทธศาสนา มองครอบคลุมมากกว่า มองการเจ็บป่วยว่าเป็น
เรอ่ื งของเหตุ–ปัจจัยมากมายมาเกี่ยวข้อง อาจกินยาไประงับ บรรเทาอาการไว้ก่อน แต่หลังจากน้ัน
จะต้องไปแก้ท่ีสาเหตุด้วย ต้องมองชีวิตท้ังชีวิต มองชีวิตให้มันถูก แล้วเข้าไปจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ
พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพียงแต่เทคโนโลยีน้ันต้องไม่ขัดต่อหลักการของ
พุทธศาสนา โดยเฉพาะอรยิ มรรคทงั้ ๘ เช่น จะตอ้ งไม่เบียดเบยี นชวี ติ ผูอ้ ่นื

ทา่ นพุทธทาสภิกขุ เป็นตัวอย่างท่ีดขี องผู้ท่ดี ูแลสุขภาพภายใต้หลักการของพุทธศาสนา ตัว
ท่านมีความรู้เรื่องสมุนไพรมาก หลายครั้งท่านรักษาตนเองและรักษาพระลูกวัดด้วยสมุนไพรเพราะ
ทา่ นทราบดีวา่ โรคเหลา่ น้ันทา่ นรกั ษาไดด้ ้วยสมุนไพร แต่ถา้ รวู้ า่ เปน็ โรคท่ที ่านรักษาไมไ่ ด้ก็จะเร่งใหไ้ ป
รักษาท่ีโรงพยาบาล ช่วงท้ายของชีวิตท่าน ท่านปฏิเสธการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันหลาย
อย่าง แต่เม่ือมีแพทย์แนะนำว่าท่านควรไปผ่าตัดดวงตาเพื่อช่วยให้มองเห็นชัดข้ึน ท่านกลับยินดีตก
ลงไปผ่าตัด ท้ังน้ีเพื่อจะได้ใช้สายตาที่ดีขึ้นมาอ่านมาเขียนทำงานท่ีเกื้อกูลประโยชน์ให้กับสังคมได้
ต่อไป นี่เป็นจุดต่างท่ีสำคัญ จากแพ ทย์แผนปัจจุบัน คือเป้าหมายในการรักษาให้หาย
พระพุทธศาสนามองวา่ การเจบ็ ป่วยเปน็ อุปสรรคตอ่ การใชช้ ีวติ และการพฒั นาตน การรกั ษาให้หาย
ป่วยก็เพื่อให้ใช้ร่างกายที่ปราศจากโรคน้ีเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง และทำประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป
ไม่ใชห่ ายเพอ่ื จะได้กนิ ได้เสพได้เทย่ี วอย่างมคี วามสขุ เหมือนเดิมเท่าน้นั

ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว การเกิดเป็นมนุษย์เป็นส่ิงที่มีคุณค่ามาก ดังพุทธพจน์ท่ีว่า
“การได้เกดิ มาเป็นมนุษย์กน็ บั ว่ายาก (กจิ ฺโฉ มนสุ ฺสปฺปฏิลาโภ) การดำรงชวี ติ อยู่ของเหล่าสตั วก์ ็นบั ว่า
ยาก (กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ)๑ และคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่การฝึกฝนพัฒนาตน๒ (ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเส

๑ ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๘๒/๙๐, ค่ำวา การเกิดเป็นมนุษย์ นับว่ายาก เพราะจะต้องได้มาด้วยความ
พยายามมากและด้วยกุศลมาก ฯ การดำรงชีวิตอยู่ นับว่ายาก เพราะต้องทำการงานเลี้ยงชีวิต และเพราะต้อง
ดำรงชวี ิตอยเู่ พยี งชว่ั ระยะนิดหน่อย อา้ งใน ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๖/๙๓.

176 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

สุ)” เม่ือเจ็บป่วยข้ึนมา พระพุทธศาสนามองความเจ็บป่วยในหลายแง่มุมมาก ท้ังด้านที่เป็นภัย เป็น
อุปสรรคตอ่ ชวี ิต เป็นเรือ่ งธรรมดาของทกุ คน หรอื แม้แตเ่ ป็นเร่ืองที่เปน็ ประโยชน์ทีช่ ี้ให้เห็นความบอบ
บางของชีวิต เตือนให้ไม่ประมาทต่อชีวิต สุขภาพท่ีดีที่สุดทีค่ าดหวัง ถ้าเอาตามโครงการอนามัยโลก
คอื ความสมบูรณพ์ ร้อมทางกาย จติ สังคมและวิญญาณ แต่ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว สุขภาพที่
ดีท่ีสุดคือนิพพาน ใครคิดว่าตัวเองสุขภาพแข็งแรงที่สุดแล้ว น้ันแสดงว่าเราคิดผิด เพราะเรายังมี
ความโกรธ ความอิจฉา พยาบาท อาฆาต หรือขุ่นเคืองอยู่ ซ่ึงพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นโรคอย่าง
หน่ึง พระพุทธศาสนามองวา่ ผ้ทู ่ีบรรลุนิพพานแลว้ เท่านนั้ เป็นผู้ทป่ี ราศจากโรคอยา่ งแท้จริง

ทุกข์หรือปัญหาท้ังปวงของมนุษย์ พุทธศาสนาถือว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง ความชราก็แฝงอยู่
ในทุกคนที่คดิ ว่ามีสุขภาพดีอยแู่ ล้ว ความเจ็บป่วยจึงมีอยู่ในทุกคน ถ้ามีกเิ ลสอยกู่ ็ถอื ว่าป่วยแล้ว พุทธ
ศาสนามองความเจ็บป่วยอย่างกว้างขวาง ทำให้เราไม่ประมาทต่อการใช้ชีวิตอันบอบบางนี้ แม้เมื่อ
เราเร่ิมเจ็บป่วย พระพุทธศาสนายังให้เราใช้ประโยชน์จากทุกๆ ขณะที่เจ็บป่วย เช่น ปวดเข่า ก็ได้
เห็นว่าสังขารไมเ่ ท่ยี ง มันเจ็บ มันแปรสภาพ มันไม่มตี วั เราของเรา แตก่ ไ็ ม่ใชน่ ่ิงดูดาย หรือยอมรบั ว่า
มันเป็นกรรมเก่า ต้องแสวงหา การเยียวยารักษา แต่ถ้ารักษาไม่หาย ก็ต้องยอมรับเหตุ ปัจจัย
เพราะเราไม่สามารถจัดการเหตุท้ังหมดได้ มันมีเหตุปัจจัยอ่ืนๆ ท่ีเราไม่สามารถจัดการได้ด้วย ย่ิง
ช่วงใกล้ตาย เป็นช่วงท่ีมีความสำคัญมากสำหรับพุทธศาสนิกชน ต้องใช้ช่วงวิกฤติน้ีให้คุ้มค่าท่ีสุด
เพราะตลอดช่วงชีวิตเราไม่เคยเจอวิกฤติแบบนี้เลย ถ้าพลาดไปโอกาสจะแก้ตัวใหม่น้ันอีกยาวไกล
พระพุทธศาสนาจึงให้ใช้ประโยชน์ทุกขณะของชีวิตในการพัฒนาตน การเจ็บป่วยไม่ว่าอยู่ในข้ันตอน
ไหนก็ตาม ถ้าเรายังมองไม่เห็นคุณค่า เราขาดทุน ไม่ได้ใช้ปัญญาอย่างเต็มท่ี ท่านอาจารย์พุทธทาส
ภิกขุ บอกว่าป่วยทีไรต้องใหฉ้ ลาดข้ึนทกุ ที ไมใ่ ชห่ ายปว่ ยแลว้ ก็กลับไปใชช้ วี ติ เหมือนเดมิ

ความเขา้ ใจในการมองชีวิตและมองโลกเป็นเรอ่ื งท่ีสำคัญ นอกจากมิติทางด้านกายแลว้ มิติ
ทางด้านจิตใจก็มีผลมาก เมื่อเรามีมุมมองต่อโลกและชีวิตท่ีกว้างขึ้นอย่างท่ีพุทธศาสนามอง เราก็มี
วิธีการท่ีหลากหลายขึ้นในการแก้ปัญหาสุขภาพด้วย เช่นการทำบุญตักบาตร การสะเดาะเคราะห์
หรือการขอขมาลาโทษเม่ือได้ทำผิดพลาดไป ก็เป็นวิธีการรักษาสุขภาพได้ด้วยเช่นกัน กรรม ภพภูมิ
อ่นื ก็มผี ลตอ่ สขุ ภาพของเราดว้ ย วิธกี ารดแู ลกห็ ลากหลายขึ้น ไม่ใช่เรื่องตัวผปู้ ว่ ยอย่างเดียว คนรอบ
ข้างก็มีผลในการช่วยเยียวยารักษาไดด้ ้วย ความลึกซง้ึ ในการมองชีวิตในเร่อื งอ่ืนๆ ก็จะกว้างขวางขึ้น
ดว้ ย

ดว้ ยวธิ ีคิดของคนยุคปจั จุบันทม่ี องวา่ ชีวิตคนเราเริ่มข้นึ เม่ือคลอด และจบลงที่การตาย การ
ฆ่าตัวตายก็เลยถูกมองว่าคือการปิดสวิต (switch off /turn off) ชีวิตมันมีแค่น้ี เม่ือทุกข์มาก เมื่อ
ถึงทางตนั กฆ็ ่าตัวตาย ในขณะที่คนรนุ่ เก่าจะมองวา่ การฆ่าตัวตายเป็นบาป ก่อภพก่อชาติ กรรมเก่าก็
ยังใช้ไม่หมด กรรมใหม่จากการฆ่าตัวตายก็มาก จึงไม่คิดฆ่าตัวตาย เมื่อผ่านจุดวิกฤติมาได้ ก็จะทำ
ให้เกิดการเรียนรู้ มีผลมากมายในการกำหนดชวี ติ ต่อไป

๒ “ในหมู่มนุษย์ คนที่อดกล้ันถ้อยคำล่วงเกินได้ช่ือว่าเป็นผู้ฝึกตนได้แล้ว [ฝึกตนได้แล้ว หมายถึง ฝึกตน
ได้ด้วยอริยมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัตตมรรค) ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๗/๑๒๕ ]
เป็นผู้ประเสริฐท่ีสุด มา้ อัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่ ท่ีได้รับการฝึกหัดแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่คนท่ี
ฝึกตนได้แล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะเหล่านั้น” อ้างใน ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๒๑-๓๒๒/๑๓๓, ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๙๐/
๒๘๒, ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/๑๘/๑๑๗-๑๑๘, คำว่า “ผู้ฝึกตนแล้ว” ได้แก่ “บุคคลใดอบรมอินทรีย์ทั้งหลายได้แล้วใน
โลกท้ังปวงท้ังภายในและภายนอก ร้ชู ดั ท้ังโลกน้ีและโลกหนา้ รอคอยอยแู่ ตเ่ วลาเท่านั้นบุคคลนั้นผู้อบรมตนแลว้ เช่นนี้
บัณฑิตเรียกว่า ผู้ฝึกตนแล้ว” อ้างใน ขุ.สุ.(ไทย) ๒๕/๕๒๒/๖๒๑, ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๙๐/๒๘๒, ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/
๑๘/๑๑๘.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 177

โรคและวธิ ีดแู ลรักษาตามพุทธโอสถ

โรคหรือภาวะที่ทำให้ชาวโลกและชาวไทยเรา ป่วย พิการ และตายมากท่ีสุดในปัจจุบันนี้
คือโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง หรือ Non-Communicable Disease (NCD) เช่น โรคเบาหวาน ความดัน
โลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบตัน กล้ามเน้ือหัวใจตาย อัมพาต และมะเร็ง ห้าโรคหลักท่ีกล่าวมานี้
เป็นเป้าหมายที่ยุทธศาสตร์ระดบั ชาติ คือ “ยุทธศาสตร์ สุขภาพดี วิถีชีวิตไทย” ต้องการให้ชาวไทย
เรา ป่วย เจ็บ ตายกันน้อยลง (อโรคยา ห้าโรค) โดยใช้ยุทธวิธีท่ีเรียกว่า “ใส่ใจ ๓ อ. บอกลา ๒
ส.”๓

“๓ อ. ๒ ส.” คือ อ. อาหาร อ. ออกกำลังกาย อ. อารมณ์ (ออกกำลังใจ) ส. สูบบุหร่ี
และ ส. เสพสุรา เน้นเรอื่ งการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการกินอาหารทดี่ ีตอ่ สขุ ภาพอย่างพอเพียง เพ่ิม
อิริยาบถ เคล่ือนไหว ออกแรงออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ดูแลภาวะจิตใจ อารมณ์ให้มีความสงบ
สุข ไม่เซ็ง ไม่ซึมเศรา้ ไม่เครียด ไม่ฟุ้งซา่ นจนเกินไป ให้เกิดความ “รู้ ตื่น และ เบิกบาน” สำราญใจ
สบายอารมณ์ หรือเรียกว่า การออกกำลังใจ งดการสูบบุหรี่หรือดมควันบุหร่ีจากผู้อื่นท่ีสูบและลด
ละ เลกิ การดื่มสุราของมึนเมา ยาเสพตดิ ให้โทษ

ทำไมตอ้ งธรรมะในพระพทุ ธศาสนา?
องค์ความรู้ที่ทั่วโลกใชก้ ันในการปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรม ๓ อ. ๒ ส. มพี ืน้ ฐานมาจาก
การศึกษาวิจัยด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตะวันตก (ความรู้ระดับโลก :
Global knowledge) เช่น การแพทย์สาธารณสุขแบบตะวนั ตกหรือกระแสหลกั
ความรู้เฉพาะถ่ิน ภูมิปัญ ญ าท้องถิ่น (ความรู้เฉพาะถ่ิน Local knowledge) เช่น
การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลอื ก ซึ่งมที ง้ั สว่ นท่ีเป็นความเช่ือตามกนั เป็นแฟชั่น ชั่วระยะเวลา
หนึ่งแลว้ กค็ อ่ ยๆ จางหายไปเอง เช่น ล้างพิษตับ นำ้ หมกั มะรุมเม็ด
การแพทย์ทางเลือก ที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนพอที่จะเป็นการแพทย์กระแส
หลัก เช่น วิตามิน อาหารเสริมบางชนิด จึงไม่ได้มีการใช้และอยู่ในการเรียนการสอนนิสิตแพทย์
นกั ศึกษาแพทย์ พยาบาล เจ้าหนา้ ท่สี าธารณสุข
การแพทย์ผสมผสาน เช่น แพทยแ์ ผนไทย แผนจีน ฝงั เข็ม ช่ีกง ไทเ้ ก้ก โยคะ อาหารไทย
ซึ่งมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนให้ใช้ผสมผสานกับการแพทย์ตะวันตกกระแสหลัก มีการใช้และ
สอนในโรงเรียนแพทย์ วิทยาลยั พยาบาล เจ้าหนา้ ที่สาธารณสุข
หลายสิบปีผ่านมา องค์ความรู้ในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้อย่าง
กว้างขวางในการดูแลสุขภาพ รักษาและปอ้ งกันโรค แต่จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ตดิ ตอ่ เร้ือรงั กลับเพิ่มมาก
ข้ึน เพราะ “ความอยาก” อ.อร่อยเกิน “ความอยาก” อ.อยู่สบายเกนิ และ “ความอยาก” อ.เอาแตใ่ จ
เกิน เม่ือไม่ได้ด่ังใจ ก็เครียด ก็เซ็ง ซึมเศร้า ย่ิงเครียดก็ยิ่งกิน ย่ิงนอน ย่ิงขี้เกียจ ก็ยิ่งอ้วนมากขึ้น
โรคเบาหวานและพวกความดันฯ และคณะ ก็ตามมาเป็นขบวน บางคนย่ิงเครียด เซ็ง ก็ย่ิงสูบบุหรี่
กนิ เหล้า คลายเครียด แกเ้ ซง็ ดังน้นั ปญั หาการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมไม่ไดอ้ ยทู่ ่ี “ไม่รู้” เพราะแมแ้ ต่
แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขที่ “รู้หมด” ว่า ๓ อ. ๒ ส. คืออะไร ทำอย่างไร แต่ก็ “อด
ไม่ได้” เพราะเอาชนะ “ความอยาก” ไมไ่ ด้

๓ นายแทพย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์, Health Start Here : แต่ละวัน แต่ละคำ แต่ละมื้อ,
(กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พ์โรงพมิ พพ์ ระพุทธศาสนา, ๒๕๕๖), หน้า ๓.

178 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

สรุปว่าโรคไม่ติดต่อเร้ือรงั ดังกล่าว เกิดจาก “การกิน-อยู่” ท่ี อ.อร่อยเกิน อ.อยู่สบายเกิน
อ.เอาแต่ใจตัวเอง เพราะ “ความอยากอร่อย สบาย เอาแต่ใจ” หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า “กิเลส”
ถ้าชาวไทยและชาวโลกลดกิเลสการกิน-อยลู่ ง (Kilesa Management /Defilements Management)
(กิเลสจัดสรร) จะป่วย พิการ และตายนอ้ ยลงกวา่ ท่ีเปน็ อยู่

คำถามต่อไป คือ “ใครเป็นผู้ท่ีบริหารจัดการกิเลส (Kilesa Management) ได้ดีที่สุด เก่ง
ทสี่ ุดในโลก” คำตอบ คอื “ศาสดาของศาสนาพทุ ธ”

ดังนนั้ คำพูดท่ีศาสดาตรัสสอนไว้หรอื ธรรมวินยั จากพระโอษฐ์ ซงึ่ เป็นส่ิงที่ ผู้ศกึ ษา-ปฏิบัติ
พึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก) ปฏิบัติให้ผลได้ไม่จำกัดเวลา (อกาลิโก) ควรเชิญชวนให้ผู้อื่นมาดู
(เอหิปัสสิโก) ควรน้อมนำเข้ามาใส่ตัว (โอปะนะยิโก) และ ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) จึงเป็น
สัทธรรมที่จริงแท้ เป็นประโยชน์เก้ือกูล น่าพึงพอใจกว่าองค์ความรู้ใดๆ โดยไม่เปล่ียนแปลงตลอด
กาล

อ.อาหาร กับ ธรรมวนิ ยั ในพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธเจา้ สอนเร่อื งอาหารไว้มากมาย ตวั อย่างเช่น
ธรรม ๕ ประการเป็นเหตุให้อายุยืน ในข้อที่ ๓ “ให้บริโภคส่ิงท่ีย่อยง่าย” ส่วนธรรม ๕
ประการเป็นเหตุให้อายุสั้น ข้อท่ี ๓ คือ บริโภคส่ิงที่ย่อยยาก ความหมายของคำว่า “ย่อยง่าย”
(ปริณตโภชี) “ย่อยยาก” (ทปุ ฺปรณิ ตโภช)ี เมอื่ นำมาเทียบเคียงกับเหตุปจั จัยที่เก่ียวขอ้ งกบั การตาย
(อายุส้ัน) ของชาวโลกในปัจจุบันจะสรุปได้ว่า บริโภคอาหารที่หวาน มัน เกลือ (โซเดียม) สูง อ้วน
สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เพ่ิมโอกาสตายหรืออายุสั้น ส่วนการบริโภค พืช (ผัก ผลไม้) สด ลดเกลือ เน้ือ
น้อย ด้อยมัน น้ำตาลต่ำ ลดโอกาสตาย หรืออายุยืน สรุปว่า บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย หมายความว่า
กินอาหาร เคร่ืองด่มื ท่ีบรโิ ภคแล้ว “ย่อยสลายง่าย” ไม่พอกพูนสะสมในร่างกายจนน้ำหนัก น้ำตาล
ไขมัน ความดันเลือดเพิ่มขึ้นจนเกิดเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หลอดเลือดตีบจากไขมันสะสม ความดัน
เลอื ดสูง
ธรรมทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้อายุยนื ๕ ประการ
“ภกิ ษทุ ้งั หลาย ธรรม ๕ ประการน้ี เปน็ เหตุให้อายยุ ืนธรรม ๕ ประการ คือ

๑. ทำสงิ่ ทเ่ี ปน็ สปั ปายะ (สปปฺ ายการี โหต)ิ
๒. รูจ้ ักประมาณในสิง่ ทเ่ี ปน็ สปั ปายะ (สปฺปาเย มตฺตํ ชานาต)ิ
๓. บริโภคสิ่งทย่ี อ่ ยงา่ ย (ปริณตโภชี จ โหต)ิ
๔. เที่ยวในเวลาทส่ี มควร (กาลจารี จ โหติ)
๕. ประพฤตพิ รหมจรรย์๔ (พรฺ หฺมจารี จ โหต)ิ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเม่ือ รู้จักประมาณในโภชนะท่ีได้มา ย่อมมี
เวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน” เม่ือเทียบเคียงกับการศึกษาการกินอาหารของ
ชาวโอกินาวา ซ่ึงเป็นประชากรท่ีอายุยืนท่ีสุดในโลก พบว่าชาวโอกินาวากินอาหารเพียงร้อยละ ๘๐
ของความอ่ิม ซึ่งการจำกัดพลังงานจากการกินอาหาร (calorie restriction) เป็นเหตุปัจจัยหน่ึงท่ี
นักวทิ ยาศาสตรใ์ นปจั จบุ นั เช่ือวา่ ทำให้อายุยนื

๔ องฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๑๒๕/๒๐๕.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 179

ปริมาณ า ารทกี่ ิน พระพุทธ งค์ทรง นใ ้ ไมก่ นิ เพื่ เลน่ เพื่ มั เมา เพื่ ตบแตง่ แตใ่ ้
กนิ เพื่ ใ ก้ ายน้ีดำรง ยไู่ ด้ ไม่ลำบาก กินเพียงบรรเทาเ ทนาเก่า (คื ค าม ิ ) จักไมใ่ ้เ ทนาใ ม่
(คื ค าม ่ิมจน ึด ัด) เกิดข้ึน” รุปคื กินแค่ “ าย ิ ” การกิน ิ่มเกินไปจน ึด ัด (heavy meal)
ท่ีพระพุทธ งค์ทรง ้ามไ ้เป็นเ ตุปัจจัย น่ึงท่ีเป็นปัจจัยกระตุ้นใ ้เกิดกล้ามเนื้ ั ใจตายได้ มดัง
พุทธพจน์ที่ตรั ไ ใ้ น “การฉันบณิ ฑบาต” ในบท ่าด้ ยโภชเนมตั ตญั ญุตา ดังน้ี ่า

“ภิก ุช่ื ่ารู้ประมาณในการบริโภค า าร เป็น ย่างไร คื ภิก ุในธรรม ินัยน้ีพิจารณา
โดยแยบคาย แล้ ฉัน า าร ไม่ใช่เพื่ เล่น ไม่ใช่เพื่ มั เมา ไม่ใช่เพื่ ประดับ ไม่ใช่เพ่ื ตกแต่ง แต่
เพียงเพื่ ค ามดำรง ยู่ได้แ ่งกายนี้ เพื่ ใ ้กายน้ีเป็นไปได้ เพื่ กำจัดค ามเบียดเบียน เพ่ื
นุเคราะ ์พร มจรรย์ ด้ ยคิดเ ็น ่า ‘เราจักกำจัดเ ทนาเก่า และจักไม่ใ ้เ ทนาใ ม่เกิดข้ึนค าม
ดำเนินไปแ ่งกาย ค ามไม่มีโท และการ ยู่ผา ุก จักมีแก่เรา’ ภิก ุชื่ ่ารู้ประมาณในการบริโภค
า ารเปน็ ยา่ งนี้แล”๕

อ.อริ ยิ าบถ ออกแรง ออกกำลังกาย กบั ธรรมวนิ ยั ในพระพุทธศาสนา

การกิน า ารท่ีมีคุณภาพ “ย่ ยง่าย” (ปริณตโภชี จ โ ติ) ปริมาณ “ าย ิ ” ตามธรรม
ินัย า ดา เป็นการกิน า าร ย่างพ เพียง โดยเฉพาะ ำ รับพระภิก ุ าย รัญญ า ี ซึ่งฉัน
า ารเพียง ันละม้ื เดีย ตาม ลักธุดงค ัตร การเคลื่ นไ กแรงแค่ “เดิน” (จงฺกมติ) ก็
เพียงพ แล้ ที่จะดูแลรัก า ุขภาพ ( าพาธน้ ย ายุยืน) ไม่จำเป็นต้ งไปเต้นแ โรบิก รื
กิจกรรมทางกายท่ี นักก ่า มากก ่าการเดิน (กินไม่เกิน เดินก็พ ) พระพุทธ งค์จึงบัญญัติการเดิน
จงกรม เป็นกิจกรรมทางกาย ำ รับชา พุทธ านิ ง ์ (ผลแ งค ามดี) ข งการเดินจงกรม ๕
ประการคื

“ภิก ุทั้ง ลาย านิ ง ์แ ่งการเดินจงกรม ๕ ประการน้ี านิ ง ์แ ่งการเดินจงกรม ๕
ประการ ะไรบ้าง คื

๑. เป็นผู้มีค าม ดทนต่ การเดินทางไกล
๒. เป็นผ้มู ีค าม ดทนต่ การบำเพ็ญเพียร
๓. เป็นผู้มี าพาธน้ ย
๔. า ารทก่ี นิ ดื่ม เค้ีย ลมิ้ แล้ ย่ ยไดง้ ่าย
๕. มาธิท่ีไดเ้ พราะการเดินจงกรมตั้ง ยไู่ ดน้ าน”๖
จะเ ็นได้ ่า การเดินจงกรม น กจากจะเป็นคนท่ี ุขภาพดีขึ้น (ป่ ยน้ ย คื ลดโ กา
เป็นโรคเบา าน ค ามดันเลื ด ูง โรค ั ใจและ ล ดเลื ด โรค ้ น มะเร็งบางชนิด เป็นต้น) ยัง
ทำใ ้ า ารย่ ยได้ดี (ย่ ยง่ายขึ้น) ด้ ย การเดิน ลัง า าร ๑๕ นาทีทุกมื้ ช่ ยลดระดับน้ำตาล
ในเลื ดท่ี ูงข้ึน ลัง า ารในผู้ป่ ยที่กำลังจะเป็นโรคเบา านได้ดีก ่าเดินเ ลา ื่น เพราะทำใ ้
ระดบั น้ำตาล ลงั า ารที่ งู ขึน้ ถกู นำไปใช้ท่ีกล้ามเน้ื แขนขา รื ย่ ย ลายได้ง่ายข้นึ

อ. ออกกำลังใจ กับ ธรรมวนิ ยั ในพระพทุ ธศาสนา

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน- ยู่ จาก “รู้หมด อดไม่ได้” มาเป็น “รู้หมด อดให้ได้”
ต้ ง า ัย “กำลังใจ” ที่จะเ าชนะกิเล (ค าม ยาก ร่ ยเกิน บายเกิน เ าแต่ใจเกิน) พระพุทธ

๕ .ํ า.(ไทย) ๑๘/๑๒๐/๑๔๒.
๖ งฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๒๙/๔๑.

180 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

องค์ทรงสอนเรื่องกำลัง ๔ ประการ เพื่อก้าวล่วงภัย ไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต (รวมถึงโรคภัย
ไข้เจ็บจากการใช้ชีวิต) กำลัง ๔ ประการคือ กำลังคือปัญญา (เจริญวิปัสสนา ด้วยอานาปานสติ
หรือ นัง่ รูล้ ม) กำลังคือความเพียร (อดทนต่อการบำเพ็ญเพียรด้วยการเดินจงกรม) กำลังคือการ
งานไม่มีโทษ (มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ คือ มีวินัย มีศีล และอานาปานสติ
สมาธิ) กำลังคือการสงเคราะห์ (สังคหวัตถุ ๔ คือ ทานหรือการให้ ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัต
ตา) สรุปเปน็ แนวปฏิบัติคือ การออกกำลังใจ คอื การให้ วนิ ัย นัง่ รู้ลม เดินจงกรม อดุ มปญั ญา หรอื
ทาน ศลี ภาวนา (อานาปานสตสิ มาธิ) และเดินจงกรม เพอื่ สมถะ วปิ สั สนา คเู่ คียงกนั ไป)

ออกกำลงั ใจ ๔ วิธนี ี้ ถา้ ให้เลอื กวธิ ีเดียวก็ใหเ้ ลือก “น่งั รลู้ ม หรือ อานาปานสติ” เพราะเป็น
วหิ ารธรรม (ที่ตงั้ ของใจ) ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงใช้เองมาตลอด และตรัสสอนมากทสี่ ุด ผู้ท่มี ีทกุ ข์ทรมาน
ทางกายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การเจริญอานาปานสติสมาธิ ช่วยทำให้กายเราไม่ลำบาก อดทนอด
กลั้นตอ่ ความทกุ ขท์ างกายได้

ส.สบู บหุ รี่ กบั ธรรมวนิ ยั ในพระพทุ ธศาสนา

แม้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ ห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ แต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้สูบบุหรี่เป็นยา
เหมือนทก่ี ล่าวอา้ งกัน และองค์ความรทู้ างโลกได้แสดงใหเ้ หน็ โทษของการสบู บุหรมี่ ากมาย เช่น อายุ
สั้น เพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคมะเรง็ เป็นต้น เป็นการเบียดเบียนตนเอง
ทงั้ ผู้ที่สบู เอง และผู้อ่ืนทดี่ มควันบุหรี่ ซึง่ เปน็ อกุศลกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงของชาวพุทธ นอกจากนพี้ ระ
พุทธองค์ยังสอนว่า “ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีอาพาธ (เจ็บป่วย) น้อย โรคเบาบาง
ประกอบดว้ ยเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) สำหรบั ย่อยอาหารสม่ำเสมอ อันมีวิบาก (ผลของกรรม) เสมอกัน
ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ ควรแก่ความเพียร ฯ”๗ หมายความว่า ผู้ท่ีเจ็บป่วยน้อยไม่
เป็นโรค จึงจะเหมาะสมในการเพียร ทำการงานไดด้ ี ดังน้ัน การสบู บุหรี่เป็นเหตุปจั จัยทำให้เจบ็ ปว่ ย
มาก จงึ ไม่สมควรจะสบู

ส.สรุ า กบั ธรรมวินัยในพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธเจ้าสอนว่า “ภิกษุทั้งหลาย ข้อน้ีก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่เว้นขาดจากการดื่ม
นำ้ เมาคือสุราและเมรยั อันเป็นเหตุแห่งความประมาทมีจำนวนน้อย ส่วนสัตว์ท่ีไม่เว้นขาดจากการดื่ม
นำ้ เมาคอื สรุ าและเมรยั อนั เป็นเหตุแห่งความประมาทมจี ำนวนมากกวา่ ๘ ฯลฯ

....ภกิ ษุทั้งหลาย การดืม่ สรุ าและเมรยั ท่ีบคุ คลเสพ เจรญิ ทำใหม้ ากแล้ว ย่อมอำนวยผลให้
ไปเกิดในนรก อำนวยผลให้ไปเกิดในกำเนดิ สัตว์ดริ ัจฉาน อำนวยผลให้ไปเกิดในเปรตวิสัย วิบากแห่ง
การดื่มสุราและเมรัยอย่างเบาท่ีสุด ย่อมอำนวยผลให้เป็นผู้วิกลจริตแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์ (อุมมัตตะ
กะ)”๙ ผู้ทดี่ ่ืมน้ำเมา จนระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า ๘๐ mg/dL จะคุมตัวเองไม่ได้ผลระยะยาว
ของการดื่มนำ้ เมา เพิ่มโอกาสเกิดโรคมากกว่า ๑๕ โรค เช่น อุบัติ ตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ ความดัน
เลอื ดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเรง็ ทางเดินอาหาร ตบั เต้านม เปน็ ตน้

ถา้ มีใครถามว่า “วิธดี แู ลสุขภาพตนเองทด่ี ที ่ีสุด ง่ายทสี่ ุดอย่างเดยี ว เพื่อใหเ้ ราห่างไกลจาก
โรคท่ีคนไทยเราเป็นกันมากที่สุดคืออะไร” คำตอบ คือ “ทำตามธรรมวินัยที่พระศาสดาสอนไว้ ให้
เจริญอานาปานสติสมาธิทุกขณะ จิตท่ีมีโอกาสในชีวิตประจำวัน แม้นั่งรู้ลม (หายใจ) เพียงชั่วลัดน้ิว

๗ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๕๕/๓๗๙.
๘ ส.ํ ม.(ไทย) ๑๙/๑๑๓๔/๖๔๑.
๙ องฺ.อฏฺฐก.(ไทย) ๒๓/๔๐/๓๐๒.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 181

มือ เช้า เท่ียง เยน็ ก็ไดป้ ระโยชนใ์ นการให้กำลังใจ เอาชนะความอยากอรอ่ ยเกิน สบายเกิน เอาแต่
ใจเกิน (kilesa Management) นำไปสู่ การกิน อ. อาหาร ที่ย่อยง่าย หายหิว อ. อิริยาบถ ออก
แรง ออกกำลังกายท่ีเพียงพอ ด้วยการเดินจงกรม อ. อารมณ์ ท่ีรู้ ต่ืน และเบิกบาน ด้วยการให้
วินัย น่ังรู้ลม เดินจงกรม อุดมปัญญา งด ส. สูบบุหร่ี และ ลด ละ เลิก ส. สุรา น้ำเมา และ
หลกี เลย่ี งอบายมขุ ”

ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค สิงคาลกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “การ
หมกมุ่นในการเสพของมึนเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็นอบายมุขแห่ง
โภคะทั้งหลาย คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความ
ประมาท มโี ทษ ๖ ประการน้ี คือ

๑. เสยี ทรพั ย์ทันตาเห็น
๒. ก่อการทะเลาะววิ าท
๓. เปน็ บอ่ เกดิ แห่งโรค
๔. เป็นเหตุให้เสียชอ่ื เสียง
๕. เป็นเหตใุ หไ้ มร่ ้จู ักอาย
๖. เป็นเหตุทอนกำลงั ปญั ญา
คหบดีบุตร การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความ
ประมาทมีโทษ ๖ ประการนแ้ี ล”๑๐

การดแู ลสุขภาพตามหลักพระวนิ ยั

ในพระวินัยปิฎกอภิสมาจาร คือขนบธรรมเนียมของภิกษุ สิกขาบทแผนกน้ีมานอกพระ
ปาติโมกข์ ไม่ได้บอกจำนวนแน่นอน แต่มีจำนวนมาก ท่านจัดไว้ตามกิจหรือวัตถุ เรียกว่า ขันธกะ
อันหนึง่ ๆ คือ

๑. วา่ ดว้ ยอุโบสถ เรียกวา่ อโุ บสถขนั ธกะ ๒. ว่าดว้ ยจีวร เรยี กว่า จีวรขันธกะ
มาในท่ีอ่ืนนอกจากขันธกะ คือ ๑. มาในนิทานต้นบัญญัติแหง่ สิกขาบทในพระปาติโมกข์ ๒.
มาในวนิ ตี วัตถแุ ห่งคมั ภรี ว์ ภิ งั ค์ ๓. มาในอรรถกถา ทเี่ รยี กวา่ บาลมี ุตตกะ
สิกขาบทแผนกน้ี มรี ปู เคา้ เป็น ๒ คอื ๑. เป็นขอ้ หา้ ม ๒. เปน็ ข้ออนญุ าต
ขอ้ หา้ มนนั้ ปรบั อาบตั ิเพียง ๒ คือ ๑. ถุลลจั จัย ๒. ทกุ กฏ

๑๐ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๒๔๘/๒๐๒-๒๐๓.

182 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

การดูแลสุขภาพตามแนวกายบริหารและบรขิ ารบรโิ ภค

กายบริหาร หมายถึง การปฏบิ ตั ริ ักษารา่ งกายใหส้ ะอาดปลอดภยั มี ๑๔ ข้อ ดงั นี้
๑. อย่าพงึ ไวผ้ มยาว จะไวไ้ ด้เพยี ง ๒ เดือนหรือ ๒ น้ิว๑๑
๒. อยา่ พึงไว้หนวดเครายาว พงึ โกนเสีย
๓. อย่าพงึ ไวเ้ ล็บยาว
๔. อยา่ พงึ ไวข้ นจมูกยาว
๕. อยา่ พงึ ให้นำซึง่ ขนในที่แคบออก คือในรม่ ผา้ และรกั แร้ เวน้ ไวแ้ ตอ่ าพาธ
๖. อย่าพึงผดั หน้า ปะหนา้ ทาหนา้ เจิมหน้า ยอ้ มตัว เว้นไวแ้ ต่อาพาธ
๗. อย่าพึงเคร่ืองแตง่ เครื่องประดบั ต่างๆ
๘. อยา่ พงึ ส่องดหู นา้ ในกระจกหรือวัตถุอ่นื จะสอ่ งดเู พอื่ ทายาไดอ้ ยู่
๙. อย่าพึงเปลือยการในที่ไม่บังควร ในเวลาไม่บังควร (ถ้าเปลือยเป็นวัตรอย่างเดียรถีย์
ต้องถุลลัจจัย เปลือยเป็นกิจแก่กัน เช่น ไหว้ รับไหว้ เวลาฉันอาหารปรับทุกกฏ เปลือยในเรือนไฟ
สำหรบั อบรา่ งกายให้หายจากโรคไมอ่ าบัติ)
๑๐. อย่าพงึ นุ่งห่มผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์
๑๑. ถ่ายอุจาระแล้ว เม่ือมีนำ้ อยู่ ต้องชำระ เว้นไว้แต่หาน้ำไม่ได้ หรือไม่มีภาชนะตัก เช่นน้ี
จะเชด็ ด้วยไมห้ รือของอื่นกไ็ ด้
๑๒. อย่าพึงให้ทำสัตถกรรมในท่ีแคบ หรือใกล้ที่แคบเพียง ๒ นิ้ว อย่าพึงให้ทำวัตถิกรรม
ให้ทำต้องถุลลัจจัย (สัตถกรรม คือการผ่าตัดถวารหนักด้วยศาสตรา วัตถิกรรมคือการผูกรัดทวาร
หนกั )
๑๓. เป็นธรรมเนียมของภิกษุตอ้ งใชไ้ ม้ชำระฟนั
๑๔. นำ้ ดื่มต้องกรองก่อน เพ่อื ป้องกนั ตวั สัตว์และเพอื่ ใหน้ ำ้ สะอาด

ข้อห้ามการแต่งผม ดงั น้ี
๑. ไม่ให้หวผี มดว้ ยหวหี รอื แปรง
๒. ไมใ่ หเ้ สยผมด้วยนว้ิ มือโดยอาการหวีผม
๓. ไม่ให้แต่งผมดว้ ยน้ำมันเจอื ข้ีผึง้ หรอื ด้วยน้ำมนั เจือนำ้
๔. ไมใ่ หต้ ัดผมด้วยกรรไกร เว้นไว้แตอ่ าพาธ
๕. ไมใ่ ห้ถอนผมหงอก

๑๑ “ภกิ ษุทง้ั หลาย ภิกษุไม่พงึ ไว้ผมยาว รปู ใดไว้ ต้องอาบตั ิทุกกฏ ภิกษุท้งั หลาย เราอนุญาตใหไ้ วผ้ มยาว
ได้ ๒ เดือน หรือยาวได้ ๒ นิ้ว” อ้างใน วิ.จู.(ไทย) ๗/๒๔๖/๘, อรรถกถา กล่าวไว้วา “ถ้าภายใน ๒ เดือน ผม
ยาวถึง ๒ น้ิว พึงตัดภายใน ๒ เดือน ไม่ควรปล่อยให้ยาวเกิน ๒ นิ้ว หรือแม้ผมจะยังไม่ยาวก็ไม่ควรปล่อยไว้เกิน
๒ เดือนไปแม้แตว่ ันเดียว” อา้ งใน วิ.อ.(บาลี) ๓/๒๔๖/๓๐๓.

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 183

ขอ้ หา้ มการแตง่ หนวด ดงั นี้
๑. ไมใ่ ห้แตง่ หนวด
๒. ไม่ให้ตัดหนวดด้วยกรรไกร

ข้อห้ามการนุ่งหม่ ผา้ อยา่ งคฤหสั ถ์ ดังน้ี
๑. ห้ามเครอื่ งนงุ่ ห่มของคฤหสั ถ์ เช่นกางเกง เส้ือ ผ้าโพก หมวก ผา้ นงุ่ ผา้ หม่ สีตา่ งๆ ชนิด
ตา่ งๆ
๒. ห้ามอาการนงุ่ หม่ ตา่ งๆ ทมี่ ใิ ชข่ องภิกษุ

ประโยชน์ของการเค้ยี วไมช้ ำระฟัน ดังนี้
๑. ฟันดูไม่สกปรก
๒. ปากไม่เหมน็
๓. เส้นประสาทรบั รสหมดจดดี
๔. เสมหะไมห่ ุ้มอาหาร
๕. ฉนั อาหารมรี ส

การบรหิ ารสุขภาพตามแนวบรขิ ารบรโิ ภค

บริขารบริโภค หมายถึง บริขารเครื่องใช้สอยของภิกษุ ท่านจำแนกไว้ ๔ อย่าง คือ๑.
จวี ร ๒. บาตร ๓. เครื่องอปุ โภค ๔. เครอ่ื งเสนาสนะ

จีวร เป็นเคร่ืองด้ังเดิมอย่างหนึ่งของภิกษุ และจีวรน้ันคราวแรกคงมีเพียง ๒ ผืน คือ

ผ้านุ่งผืนหนึ่ง (อันตรสาวก) ผ้าหม่ ผนื หน่ึง (อตุ ราสงค์)

ประมาณไตรจีวรไวน้ นั้ ดงั น้ี

๑. สงั ฆาฏิ ยาวไม่เกนิ ๖ ศอก กว้างไมเ่ กนิ ๔ ศอก
๒. อตุ ราสงค์ ยาวไม่เกิน ๖ ศอก กวา้ งไมเ่ กิน ๔ ศอก
๓. อันตรวาสก ยาวไม่เกิน ๖ ศอก กว้างไม่เกิน ๒ ศอก ( ขนาดผ้าจีวรดังกล่าวน้ี ก็ยัง
ใหญ่ไปสำหรับพระขนาดกลาง อาจตอ้ งลดส่วนลงมาอกี ตามรปู รา่ งของแตล่ ะบคุ คล )

ผ้าสำหรับทำจวี รมี ๖ ชนิด คือ
๑. โขมะ ผ้าทำด้วยเปลอื กไม้ เช่น ผา้ ลินิน
๒. กปั ปาสิกกะ ผา้ ทำดว้ ยฝา้ ย
๓. โกเสยยะ ผา้ ทำด้วยไหม เช่น แพร
๔. กมั พละ ผา้ ทำด้วยขนสตั ว์ ยกเว้นผมและขนมนุษย์ เชน่ ผา้ สกั หลาด
๕. สาณะ ผา้ ทำด้วยเปลอื กป่าน

184 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๖. ภังคะ ผ้าทำด้วยของ ๕ อย่างนั้น อย่างใดอย่างหน่ึงปนกัน เช่น ผ้าทำด้วยด้ายแกม
ไหม ผ้านุ่งห่มท่ีทำด้วยของเหล่านี้ ห้ามมิให้ใช้ คือ คากรอง เปลือกต้นไม้กรอง ผลไม้กรอง ผ้ากำ
พลทำดว้ ยผมคน ผ้ากำพลทำดว้ ยหางขนสตั ว์ ปีกนกเค้า หนังสอื ทำดว้ ยปอ

(นงุ่ หม่ ผ้าทท่ี ำด้วยของเหล่าเปน็ วตั ร ตอ้ งถุลลัจจยั เป็นแตส่ กั วา่ นงุ่ ห่ม ตอ้ งทกุ กฏ)

จีวรนน้ั โปรดใหต้ ัดเปน็ กระทง มี ช่อื เรยี กดงั นี้
๑. อฑั ฒมณฑล คเี วยยกะ
๒. มณฑล วิวฏั ฏะ
๓. อฑั ฒมณฑล ชงั เฆยยกะ
๔. มณฆล อนุววิ ฏั ฏะ
๕. อัฑฒมณฑล พาหันตะ
๖. มณฑล อนวุ ิวัฏฏะ
๗. อัฑฒกุสิ
๘. กสุ ิ
๙. อนวุ าต
๑๐. รังดมุ
๑๑. ลูกดุม
จีวรน้ันโปรดให้ตัดอย่างคันนาชาวมคธ คือ เป็นกระทงมีเส้นคั่น กระทงใหญ่ เรียกว่า
มณฑล กระทงเล็ก เรียกว่าอัฑฒมณฑล เส้นคั่นในระหว่างดุจคันนาขวาง เรียกว่า อัฑฒกุสิ รวม
มณฑลอัฑฒมณฑล อัฑฒกสุ ิ เรยี กว่า ขณั ฑ์ ในระหวา่ งขัณฑ์ มเี สน้ คั่นดุจคนั นายาว เรยี กว่า กสุ ิ
จีวรผืนหนึ่งมีขัณฑ์ ไม่น้อยกว่า ๕ ขัณฑ์ เกินกว่าน้ันใช้ได้ แต่ต้องเป็น ขัณฑ์ขอน(ค่ี) คือ
๗,๙,๑๑ ขันฑ์ จีวรนั้นใหย้ ้อมดว้ ยของ ๖ อย่างๆ ใดอยา่ งหน่งึ คอื
๑. รากหรือเหงา้
๒. ตน้ ไม้
๓. เปลือกไม้
๔. ใบไม้
๕. ดอกไม้
๖. ผลไม้
สีที่ห้ามย้อมจีวรมี ๗ คือ ๑. สีคราม ๒. สีเหลือง ๓. สีแดง ๔. สีบานเย็น ๕. สีแสด
๖. สีชมพู ๗.สีดำ
(สีที่รับรองกันคือ สีเหลืองเจือสีแดงเข้ม หรือสีเหลืองหม่น เว้นสีท่ีย้อมด้วยแก่นขนุน (สี
กรัก) ใชไ้ ด้
หา้ มใชจ้ ีวรกาววาว คอื
๑. จีวรเป็นรูปลายสตั ว์
๒. จีวรเป็นลายดอกไม้ ผลไม้ เปน็ ต้น

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 185

(จวี รมดี อกเล็กๆ ไมก่ าววาว เชน่ ดอกเมลด็ พริกไทย หรือทเ่ี ป็นรวิ้ เช่น แพรโล่ ใช้ได้)

ลูกดุม ในบาลีอนุญาตให้ทำด้วยของเหล่าน้ี คือ ๑. ประคดแผ่น ๒. งา ๓. เขา ๔. ไม้ไผ่
๕. ไม้รวก ๖. ไมแ้ กน่ ๗. ครง่ั ๘. กะลา ๙. โลหะ ๑๐. สงั ข์ ๑๑. ดา้ ยถัก

ประคดเอว ๒ ชนดิ
๑. ประคดแผ่น (หรือประคดลังกา)
๒. ประคดไสส้ กุ ร (ผา้ เย็บเป็นปลอก)

ผ้าที่ทรงอนญุ าตให้ใชเ้ พ่มิ อีก (นอกจากไตรจวี ร) คอื
๑. ผา้ อาบนำ้ ฝน (วัสสกิ สาฏกิ ะ)
๒. ผา้ ปดิ ฝี (กัณฑุปฏิฉาท)ิ
๓. ผ้าปูนัง่ (นสิ ีทนะ)
๔. ผา้ ปนู อน (ปัจจตั ถรณะ)
๕. ผ้าเช็ดหนา้ เชด็ ปาก (มุขปญุ ฉนะ)
๖. ผ้าใชเ้ ป็นบริขาร เชน่ ถุงบาตรและยา่ ม (บริขารโจละ)
(ผ้านุ่งห่มก็ดี ผ้าใช้สอนดังกล่าวมาน้ีก็ดี ต้องอธิษฐาน เมื่อจะเปลี่ยนใหม่ต้องปัจจุทธรณ์
คือ ถอนอธิษฐานของเดิมก่อน) ผ้าอื่นๆ นอกจากนี้ มีกำหนด ยาวต้ังแต่ ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว ขึ้นไป
จัดเข้าในอดิเรกจีวรตอ้ งวิกปั ปไ์ ว้ คอื ทำให้เปน็ สองเจา้ ของ

ผ้านิสีทนะ

ผ้านิสีทนะ มีจำกัดประมาณยาว ๒ คืบ กว้างคืบคร่ึง ชายคืบหน่ึง วิธีทำผ้านิสีทนะนั้นมี
๓ แบบ คอื

๑. แบบของพระอรรถกถาจารย์
๒. แบบของสมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์
๓. แบบใหม่

บาตร เป็นบริขารด้ังเดิมของภิกษุคู่กับไตรจีวร บาตรนั้นทรงอนุญาตไว้ ๒ ชนิด คือ ๑.
บาตรดนิ เผา ๒. บาตรเหลก็

ของหา้ มใชแ้ ทนบาตร
๑. กระทะดนิ เผา
๒. กะโหลกนำ้ เตา้
๓. กะโหลกหัวผี

186 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

บาตรบางชนิดท่ีห้ามใช้ คือ
๑. บาตรท ง ๒. บาตรเงนิ ๓. บาตรแก้ มณี ๔. บาตรแก้ ไพฑูรย์ ๕. บาตรแก้ ผลึก ๖.
บาตรแก้ ุง ๗. บาตรท งแดง ๘. บาตรท งเ ลื ง ๙. บาตรดีบุก ๑๐. บาตร งั กะ ี ๑๑. บาตร
ไม้
ขนาดของบาตร ๓ อยา่ ง คอื
๑. ยา่ งใ ญ่ จขุ ้า ุกแ ่งข้า ารกึง่ า กะ
๒. ย่างกลาง จขุ า้ ุกแ ่งข้า ารนา ี น่ึง
๓. ย่างเลก็ จุข้า ุกแ ่งข้า ารปตั ถะ นึง่
จำน นบาตรที่ นุญาต ภิก ุท่ีมีบาตรเพ่ื ธิ ฐานไ ้ได้เพียงใบเดีย ต้ังแต่ใบท่ี ง
เรียก ่า ดิเรกบาตร เก็บไ ้ได้เพียง ๑๐ ัน ถ้าจะเก็บไ ้ต้ ง ิกัปป์ ถ้าจะเปลี่ยนบาตรใ ม่ ต้ งปัจ
จุธรณ์บาตรเดิมก่ นแล้ จึง ธิ ฐานใ ม่บาตรท่ีจะเปลี่ยนใ ม่ ต้ งมีร ยร้า แ ่งเดีย รื ลาย
แ ่งร มกันได้เปน็ ๑๐ น้ิ เรยี ก ่ามแี ผล ๕ แ ่ง รื แตกทะลมุ ี า ารรั่ กได้
ธรรมเนยี มระวงั รักษาบาตร
๑. า้ ม างบาตรบนเตียง ๒. า้ ม างบาตรบนตงั่ (ม้า รื โต๊ะ) ๓. า้ ม างบนบาตรรม่
๔. ้าม างบาตรบนพนัก ๕. ้าม างบาตรบมพรงึ (ชานน กพนัก) ๖. ้าม างบาตรบนตัก (เกรง
ลุกข้ึนไม่มี ติ บาตรจะแตก) ๗. ้าแข นบาตร (เช่นรา จี ร) ๘. ไม่ใ ้ค ่ำบาตรในพ้ืนที่แข็ง ัน
จะปทุ รา้ ยบาตร ๙. มีบาตร ยูใ่ นมื า้ มผลกั บานประตู
น่ึง ใ ้รู้จักรัก าบาตร ้ามไม่ใ ้ใช้บาตรต่างกระโถน จะทิ้ง ก้างปลา กระดูก เน้ื ลงใน
บาตร ไม่ค ร ้ามลางมื บ้ นปากลงในบาตร จะเ ามื เปื้ นจับบาตรก็ไม่ค ร ฉันแล้ ต้ งล้าง
บาตร จะเก็บบาตรทง้ั ยังเปียกๆไม่ได้ ต้ งผงึ่ แดดก่ น ้ามผึง่ ทั้งยังเปียก ต้ งเช็ดนำ้ ใ ้ มดก่ นจึง
ผ่ึง จะผึ่งไ ้นานก็ไม่ได้ ใ ้ผึ่ง ักครู่ น่ึง (คร้ังพุทธกาลคงใช้บาตรดินเป็นพ้ืน จึงมีธรรมเนียม ระ ัง
รกั าบาตร ย่างก ดขนั เชน่ น)้ี

การบรหิ ารสุขภาพตามหลักกจิ วัตร ๑๐

กจิ วตั ร ๑๐ ประการ กิจ ตั รพืน้ ฐานข งพระ งฆใ์ นพระพุทธ า นา ท่บี รรพชนประพฤติ
มาไม่ขาด าย ๑๐ ประการ

๑. ลง โุ บ ถ (= ประชมุ ฟงั ดพระปาติโมกขท์ กุ กึง่ เดื น)
๒. บิณฑบาตเล้ยี งชีพ
๓. ดมนตไ์ พ้ ระ
๔. ก าด า า ิ ารลานพระเจดีย์
๕. รัก าผ้าคร ง (= ใช้เคร่ื งนุ่ง ม่ น่ึงชดุ ดแู ลใ ้บริ ุทธ์ิ ยู่เ ม )
๖. ยปู่ ริ า กรรม
๗. โกนผม ปลง น ด ตัดเล็บ
๘. ึก า กิ ขาบทและปฏบิ ัตพิ ระ าจารย์
๙. เท นาบัติ (= ปลง าบัติ เปน็ กจิ ตั รประจำ ัน)
๑๐. พจิ ารณาปัจจเ กขณะท้งั ๔ เปน็ ต้น (= ใช้ ยปัจจยั ย่างมี ต)ิ

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 187

กิจวัตร ๑๐ เหล่านี้ เป็นกิจใหญ่ควรท่ีภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด และจำไว้เพ่ือ
ปฏิบตั ิสมควรแกส่ มณสารูปแหง่ ตน ฯ

ประโยชน์ของกจิ วตั ร ๑๐ อย่าง
ลงอุโบสถ ได้ประโยชน์ ๖ อย่าง

๑. ได้สง่ เสรมิ พระธรรมวนิ ัย
๒. ทำใหเ้ กดิ ความสามคั คี
๓. มีความบรสิ ทุ ธ์ิ
๔. มุตตกนสิ ัย
๕. คนเล่อื มใสศรทั ธา
๖. พาให้เป็นแบบอย่างท่ีดี

บิณฑบาตเล้ยี งชีพได้ประโยชน์ ๖ อย่าง

๑. ได้เจรญิ รอยตามยคุ ลบาท
๒. ได้โอกาสออกกำลังกายตอนเชา้
๓. ไดเ้ ข้าถึงความสำนกึ ในพระคณุ แม่
๔. ได้เหน็ ทุกข์ในการแสวงหาอาหาร
๕. ไดเ้ หน็ ความตอ้ งการของประชาชน
๖. ไดท้ ำตนให้เป็นเนอ้ื นาบญุ ย่ิงขึ้น

สวดมนต์ไหว้พระ ได้ประโยชน์ ๖

๑. ได้เฝ้าพระพุทธเจา้
๒. เขา้ ใจศาสนพธิ ี
๓ มีจติ เป็นกุศล
๔. ทำตนใหแ้ กลว้ กล้า
๕. ชาวบา้ นศรัทธา
๖. รักษาสัทธรรม

กวาดวหิ ารลานเจดีย์ ไดป้ ระโยชน์ ๖ อยา่ ง

๑. ได้ออกกำลงั กาย
๒. ทำใหส้ ถานทส่ี ะอาด
๓. ปราศจากโรคภัย
๔. จิตใจคลายเครียด

188 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)

๕. เสนยี ดจัญไรลดลง
๖. คงไวซ้ ่ึงศรทั ธา

รกั ษาผ้าครอง ไดป้ ระโยชน์ ๖ อย่าง

๑. ได้ต่นื แตเ่ ช้า
๒. เอาใจใสใ่ นกิจวัตร
๓. ฝกึ หัดจติ ใจ
๔. ทำให้สุขภาพดี
๕. มีความจำเยี่ยม
๖. เตรียมตารางชวี ิต

อยปู่ รวิ าสกรรม ไดป้ ระโยชน์ ๖ อย่าง

๑. ได้ปฏบิ ัตติ ามกจิ วัตร
๒. ไดก้ ำจดั อาบตั ิโทษ
๓. ได้โปรดญาติโยม
๔. ไดข้ ่มมานะ และทฏฐิ ิ
๕. ปีติปราโมทย์
๖. ได้ประโยชนใ์ นการแพร่ศาสนา

โกนผม โกนหนวดตัดเลบ็ ไดป้ ระโยชน์ ๖ อย่าง

๑. ปฎิบัติตามตจปญั จกกัมมฎั ฐาน
๒. ขจัดความสกปรก
๓. ยกยอ่ งธรรมเนียม
๔. รจู้ ักการปลง
๕. ไมย่ ึดติดใน รูป
๖. เคารพต่อคำสอนของอุปชั ฌาย์

ศกึ ษาและปฏิบัตคิ รูอาจารย์ ได้ประโยชน์ ๖ อย่าง

๑. เข้าใจในหลกั ของตน
๒. พ้นความสงสัย
๓. ปอ้ งกันภัยจากอาบตั ิ
๔. ยืนหยัดกตญั ญู
๕. เคารพครูอาจารย์

พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 189

๖. สืบสานวฒั นธรรม

เทศนาบัติ ได้ประโยชน์ ๖ อยา่ ง

๑. เป็นผ้ไู มป่ ระมาท
๒. ปราศจากมลทนิ
๓. มศี ลี บรสิ ุทธิ์
๔. หยดุ ความวปิ ฏสิ าร
๕. ทำการบอกอาบัติ
๖. กำจัดความรังเกียจ

พจิ ารณาปจั จเวกขณะ ไดป้ ระโยชน์ ๖ อยา่ ง

๑. ไมเ่ ปน็ ผู้มกั มากในลาภ
๒. ฉันอาหารไมเ่ ปน็ โทษ
๓. ไมย่ ดึ ติดกบั สงิ่ ของเสนาสนะ
๔. เปน็ ประโยชนแ์ กก่ มั มัฏฐาน
๕. รู้จกั รักษาโรคดว้ ยตนเองเปน็ เบอ้ื งต้น
๖. เป็นผ้มู สี ติ สมาธิ รอบคอบ
กจิ วัตรสิบขอ้ น้ี คือรูปแบบของคนทจ่ี ะเปน็ พระทด่ี ี ถึงบางข้อจะหา่ งเหนิ การปฏบิ ตั ิ แตเ่ ราก็
ต้องพยายามรักษากิจวัตร ข้ออื่นๆ ที่มีโอกาสกระทำให้ได้ เพ่ือความเป็นพระท่ีคนอ่ืนๆ จะกราบไหว้
ได้อย่างสนิทใจ และไม่เป็นบาปกับตัวเรา บวชพระเพ่ือสละลดละกิเลส ท่ีขจัดขัดเกลากิเลสที่กัดใจ
อยเู่ รอ่ื ยไปเพ่อื สุดทา้ ยเป็นพระอเสขะ

พทุ ธวธิ ีการดูแลรักษาโรคในพระพทุ ธศาสนา
พุทธวธิ ีการดแู ลสุขภาพท่วั ไป

หลักฐานในคัมภีร์พระไตรปิฎกหลายแห่ง ระบุถึงความมีสุขภาพอนามัยของพระพุทธเจ้าไว้
หลายประการ เช่น บำเพ็ญพุทธกิจได้เกือบตลอดท้ังวัน คือเวลาเช้าเสด็จบิณฑบาตเพ่ือโปรดสัตว์
เวลาเยน็ ทรงแสดงธรรม เวลาค่ำทรงประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ และจวนสว่างทรงตรวจพิจารณา
สัตว์ ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรม อันควรจะเสด็จไปโปรด พระองค์ทรงมี
สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดี แม้จะทรงมีพระชนมายุถึง ๘๐ พรรษา ๖๐ แล้วก็ตามดังท่ีตรัสยืนยันว่า
พระองค์เป็นคนแก่ชรา แม้ว่าจะทรงเจ็บป่วยอย่างหนัก ก็ไม่ทำให้พระองค์หลงลืม สติและปัญญา
พระองค์เสด็จด้วยพระบาทจาริก ไปเผยแผ่ธรรมตามท่ีต่างๆ จนช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต ขณะท่ี
พระองค์ทรงประชวรหนัก ด้วยโลหิตปักขันทิกาพาธ (ถ่ายเป็นพระโลหิต) ยังทรงสามารถเดิน
ทางไกล จากเมืองปาวา สู่เมืองกุสินารา อันเป็นสถานท่ีปรินิพพานได้ บุคคลท่ีใกล้ชิดพระพุทธเจ้า
กล่าวขานถึงพระองค์ว่า ทรงเป็นผู้มีพระโรคาพาธน้อย ทรงกระปร้ีกระเปร่า มีพระพลานามัย
สมบรู ณ์ อย่สู ำราญดี พระองคต์ รัสกับพราหมณ์ผู้หนึง่ ถึงความเปน็ อยู่ของพระองค์ไวว้ ่า


Click to View FlipBook Version