240 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เศรษฐกิจจะต้องเกื้อหนุนให้มนุษย์มี ชีวิตท่ีเป็นสุขดีงาม (สุขิโน) ท่ามกลางธรรมชาติแวดล้อมท่ี
รืน่ รมย์ในสงั คมทีเ่ กษมศานต์ อนั จะเปน็ การพฒั นาทย่ี ่งั ยืนได้แท้จรงิ
เศรษฐศาสตร์จะต้องมองเห็นและสามารถช่วยเกื้อหนุนให้ระบบสัมพันธ์ในระดับต่ างๆ
ประสานปัจจัยทงั้ หลายส่คู วามพอดีท่จี ะบูรณาการให้เกดิ ภาวะแหง่ จุดมุ่งหมายทก่ี ล่าวมานนั้ และนีก่ ็
คือหลกั การสำคัญของเศรษฐศาสตร์ท่เี รยี กวา่ เปน็ มชั ฌมิ า
หลักท่ัวไปของเศรษฐศาสตร์มัชฌิมา ยังมีอีก เช่นการประสานให้เกื้อหนุนกัน ระหว่าง
ความเจริญแบบปลายเปิดของสงั คม กับความเจรญิ แบบปลายปดิ ของชีวิตบุคคล แต่เห็นวา่ ควรกล่าว
ไวเ้ ท่าน้กี ่อน
แนวคดิ ทางเศรษฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์
ระบบเศรษฐกิจยุคปัจจุบันเป็นไปตามกระแสทุนนิยม ซึ่งตอบสนองความต้องการของ
กระแสโลก คือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขัน (Competition Economy) มีเป้าหมายใน การผลิต
เพ่ือการตลาด แข่งขันกันผลิตและแข่งขันกันบริโภค โดยการส่งเสริมให้มีการบรโิ ภค มากที่สุดเท่าที่
จะมากได้ ซ่ึงอาศัยกลไกทางการตลาดสร้างแรงจูงใจให้มีการบริโภค และใช้ วิธีการประชาสัมพันธ์
ส่งเสรมิ การขายในหลากหลายรูปแบบ เช่นการลดแลกแจกแถม เพอ่ื กระตนุ้ ตัณหาให้ผ้บู ริโภคหรอื ผู้
ซื้อเกิดความโลภและหลงใหลต้องพยายามด้ินรนหาเงินมากขึ้น เพื่อต้องการนำไปซ้ือสินค้าและ
บรกิ าร ดงั นัน้ จึงไม่มีคำว่า พอและพอเพียง ในระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นยิ ม ปัจจุบันนี้มนษุ ย์กำลังถูก
กระแสวัตถุนิยม และบริโภคนิยมเข้าครอบงำจิตใจอย่าง รุนแรงโดยไม่รู้สึกตัว การซึมซาบของ
วัฒนธรรมบาปทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่หลงใหลลืมตัวและ หลงระเริง เห็นคุณค่าทางวัตถุมากกว่า
คุณค่าทางด้านจิตใจ บางคนยอมทำทุกอย่างทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุหรือส่ิงของหรือกระท่ัง
อำนาจที่ตนเองต้องการ สภาพสังคมที่ปรากฏใน ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความที่แต่ละคนกำลัง
กระเสือกกระสนด้ินรนแสวงหาในส่ิงท่ีตนเอง ปรารถนาอย่างไม่มีจุดจบ การบริโภคได้กลายเป็น
เป้าหมายสูงสุดของชีวิตของคนในปัจจุบัน การบริโภคเป็นทั้งจุดหมายและเป็นตัวกำหนดคุณค่าชีวิต
ห้างสรรพสินค้าจึงเป็นแหล่ง แสวงหาความสุขท่ีคนส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคย การซ้ือของหรือเท่ียว
ห้างก็กลายเป็นสิ่งท่ีขาด ไม่ได้เหมือนยาเสพติดที่กำลังระบาดรุนแรง การใช้จ่ายเงินผ่านเครดิต
การ์ดก็สามารถทำได้ อย่างง่ายดายในสังคมปัจจุบัน รูปแบบของการบริโภคนั้นมีหลากหลาย จาก
การบริโภควัตถุ และบริการพัฒนาไปสู่การบริโภคประสบการณ์และสัญลักษณ์ การบริโภคอย่างไม่
รู้จัก ประมาณและไม่คำนึงถึงคุณและโทษน้ีมีผลเสียอย่างมหาศาลต่อวิถีชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อ
ความสัมพนั ธ์ภายในสังคม และตอ่ สิง่ แวดลอ้ มทงั้ ในปจั จบุ ันและอนาคต
คำว่า เศรษฐศาสตร์ คือศาสตร์หรือวิชาท่ีวา่ ดว้ ยการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการ
บริโภคใช้สอยส่ิงต่างๆ ของชุมชน เศรษฐศาสตร์ (economics) หมายถึงวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับการ
ตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรท่ีมี อยู่อย่างจำกัด เพื่อให้การผลิตและการแบ่งปันสินค้าและบริการ
สามารถตอบสนองความ ต้องการของมนุษย์และสังคมจนบรรลุสวัสดิการสูงสุด เศรษฐศาสตร์เป็น
แขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์ ที่ศึกษาถึงการเลือกหาหนทาง ที่จะใช้ปัจจัยการผลิตซึ่งมีอย่างจำกัด
(Scarcity) เพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์ซ่ึงมีอยู่ อย่างมากมายนับไม่ถ้วน๓ จะเห็นได้ว่า
เศรษฐศาสตร์ศึกษาเก่ียวกับการจัดสรรทรัพยากรท่ีมี อยู่อย่างจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการ
ต่างๆ ของมนุษย์ท่ีมีอยู่อย่างไม่จำกัด และ เศรษฐศาสตร์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชีวิตมนุษย์อย่าง
ยากที่แยกจากกันได้ ตราบใดท่ีมนุษย์ ยังดำเนินมีชีวิตอยู่ต่อไป เศรษฐศาสตร์ก็ยังต้องเก่ียวข้องกับ
มนุษย์อยู่ต่อไปเช่นกัน เพราะว่า เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการทำมาหากิน เป็นเรื่องของปากท้อง
สมัยก่อนความซอ้ นของ สังคมและประชากรโลกมีนอ้ ย ความต้องการบรโิ ภคสินค้าและบรกิ ารต่างๆ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 241
ก็มนี ้อย แต่ทรัพยากรทางธรรมชาติมอี ย่มู าก ดังนน้ั ความเดอื ดรอ้ นในการครองชพี จึงมีไมม่ ากนัก แต่
ต่อมาเมื่อโลกมีจำนวนประชากรเพิ่มมากข้ึน ความต้องการในสินค้าและบริการต่างๆ มีมาก เพิ่มขึ้น
ตามมาด้วย จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องปากเร่ืองท้องซ่ึงเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ๒ ประการ คือ ๑.
ความต้องการไม่มีท่ีสิ้นสุด เมื่อประชากรสูงขึ้น ความต้องการในสินค้าและบรกิ ารก็เพิ่มสูงขึ้นเร่อื ยๆ
ซึง่ เปน็ ความตอ้ งการท่ไี ม่มีสิ้นสดุ แต่เดิมมนษุ ย์ตอ้ งการเพียงปัจจัยในการดำรงชวี ติ ไดแ้ ก่ อาหาร ที่
อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคเท่านั้น ต่อมาเม่ือมี ความสามารถในการทำงานมีรายได้
สูงข้ึน ก็มีความต้องการส่ิงฟุ่มเฟือยต่างๆ เร่ือยไปไม่มี สิ้นสุด ๒. ปัจจัยการผลิตมีจำนวนจำกัด
(scarcity) ตามปกติปัจจัยการผลิตซึ่งได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ เหล่านี้มีอยู่
อย่างจำกัดสินค้าต่างๆ ท่ีเราผลิตได้จึงมีจำนวน จำกัดจนไม่สามารถสนองความต้องการของมนุษย์
ไดท้ กุ อยา่ งทุกเวลา เม่อื มีสิง่ ของไม่เพียงพอ แกค่ วามตอ้ งการ มนุษยจ์ ึงตอ้ งพยายามแสวงหาวิธีการ
แก้ไขปัญหาเหล่านั้น คือทำอย่างไรจึง จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด สามารถสนองความ
ต้องการได้อย่างเพียงพอเพื่อให้มนุษย์อยู่ ดีกินดี วิธีแก้ปัญหาปากท้องดังกล่าวน้ัน คือวิชาท่ีว่าด้วย
เรื่องเศรษฐศาสตร์ ซ่ึงเน้ือหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้แก่การผลิต การบริโภค
การแลกเปลี่ยน ตลอดจน การกระจายผลประโยชน์ระหว่างกลมุ่ ต่างๆ ในสงั คม
ความต้องการของมนุษย์ (wants) มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่ส้ินสุด เรียกว่าเป็นคนไม่
เต็ม คือไม่รู้จักพอ มนุษย์มีความรู้สึกว่าตนเองยังพร่องอยู่เสมอจึงแสวงหาในสิ่งท่ีตนต้องการอย่าง
ไม่สิ้นสุด สมดังพุทธพจน์ที่ว่า “นตฺถิ ตณฺหาสมา นที : แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี”๔๙ ไม่มีแม่น้ำใด
เสมอเหมือนแม่น้ำคือตัณหาความทะยานอยาก แม่น้ำทั่วไปน้ันยังมีวันเต็มและเอ่อล้น แต่ความ
ต้องการทะยานอยากของมนุษย์น้ันไม่ เคยเต็มไม่ร้จู ักพอ เม่ือไดส้ ิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องการอีกสิ่งหนึ่งและ
ส่ิงอ่ืนๆ เพ่มิ ขน้ึ ไปเรื่อยๆ นคี้ อื ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ ดงั นน้ั การสนองความตอ้ งการของมนษุ ยโ์ ดยการ
แสวงหาสิ่งท่ีต้องการน้ัน จึงไม่มีวันส้ินสุด อีกประการหนึ่ง ในการแสวงหาของมนุษย์นั้น เมื่อไม่ได้
ตามต้องการด้วยวิธี ปกติธรรมดาก็จะแสวงหาด้วยอุบายวิธีที่อาจจะเบียดเบียนท้ังตนเองและผู้อ่ืน
เร่ืองความต้องการของมนุษย์น้ีทางเศรษฐศาสตร์มีความเข้าใจถูกต้องตรงกันกับพุทธศาสนา คือ
เข้าใจว่ามนุษย์มีความต้องการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ความต้องการของมนุษย์น้ี ไม่มีส้ินสุด แต่
ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนการแก้ปัญหานั้นแตกต่างกันแบบตรงกันข้าม ทางเศรษฐศาสตร์
กระแสหลักแก้ปัญหาโดยการสนองความต้องการของมนุษย์ ดว้ ยการผลิต สินค้าออกมาให้เพียงพอ
แก่ความต้องการ เมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้วก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อกระตุ้นเร้าตัณหาให้ดิ้น
รนขวนขวายเป็นเจ้าของหรือบริโภคสินค้าน้ันๆ แต่ในทางพุทธเศรษฐศาสตร์แก้ปัญหาท่ีต้นเหตุคือ
ความต้องการหรือความทะยานอยาก (ตัณหา/โลภะ) โดยใหม้ ีความรจู้ ักประมาณในการบรโิ ภคและ
บริโภคเท่าท่จี ำเป็นอย่างมีคณุ ภาพ บริโภคเพ่ือใหม้ ีคุณภาพชีวิตทดี่ ี เป็นการบรโิ ภคสินค้าและบรกิ าร
ด้วยปัญญา พุทธศาสนากับเศรษฐกิจ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปัจจุบันเป็นสมเด็จพระพุทธโฆสา
จารย์ ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงเศรษฐศาสตร์แนวพุทธว่า๕๐ เศรษฐศาสตร์แนวพุทธน้ันต้องสอดคล้อง
๔๙ “ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี ผู้จับเสมอด้วยโทสะไม่มี ข่ายเสมอด้วยโมหะไม่มี แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี”
อ้างใน ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๕๑/๑๑๐, พระอรรถกถาจารย์ ท่านขยายความไว้ว่า “ความหมายในคาถาน้ี คือ ไฟยังแสดงควัน
ให้รวู้ ่ายังมีไฟคนจึงสามารถดับได้ แต่ราคะเผาสัตว์ภายในไม่แสดงอาการให้รู้, ผู้จับ เช่น ยักษ์ เป็นต้น สามารถจับสัตว์ได้
ในชาติเดียวเท่าน้ัน แต่โทสะจับสัตว์ไม่มีที่ส้ินสุด, ตาข่ายที่รดั รึงสัตว์ยงั สามารถแก้หรอื คลายได้ แต่โมหะที่รัดรงึ สัตว์ยากท่ี
จะแก้หรอื คลายได้, แม่น้ำยงั มีวันพร่องหรอื เต็มปรากฏให้เห็นได้ แต่ตัณหาไม่มีวันเต็ม ไม่มีวนั เหือดแห้ง ทั้งยังปรากฏความ
พร่องอยูเ่ ป็นนติ ย์ เตมิ ใหเ้ ตม็ ไดย้ าก” อา้ งใน ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๗/๒๕.
๕๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : อนรรฆ
เสรเี ชฏฐพงษ์ พิมพเ์ ผยแพร่เพอ่ื สรา้ งสรรคก์ ศุ ล ในมงคลวารเริ่มวัยครบ ๒๐ ปี, ๒๕๔๘), หนา้ ๔๘-๕๗.
242 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กับกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยอย่างครบวงจร การท่ีจะสอดคล้องกับกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย
อย่างครบวงจร ก็ต้องเป็นไปโดยสัมพันธ์ด้วยดี กับองค์ประกอบทุกอย่างในระบบการดำรงอยู่ของ
มนุษย์ องค์ประกอบท้ังสาม (มนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม) ในการดำรงอยู่ ของมนุษย์น้ันจะต้อง
ประสานเกื้อกูลกัน หมายความว่าองค์ประกอบเหล่านปี้ ระสานกันด้วย และเกื้อกูลต่อกันด้วย ในการ
ดำรงอยู่ร่วมกันและก็เดินไปด้วยกัน ฉะน้ัน พฤติกรรมในทางเศรษฐกิจของมนุษย์ จะต้องเป็นไป
ในทางท่ีไม่เบียดเบียนตน คือไม่ทำให้เสียคุณภาพชีวิตของตนเอง แต่ให้เป็นไปในทางที่พัฒนา
คุณภาพชวี ติ เสริมคุณภาพชวี ิตน้ัน น่ีเป็นการไมเ่ บียดเบียนตน และไม่เบยี ดเบียนผอู้ น่ื คือไม่ก่อความ
เดือดร้อนแก่สังคม และไม่ทำให้เสียคุณภาพของ eco-systems หรือระบบธรรมชาติแวดล้อม เม่ือ
กล่าวถึงเร่ืองเศรษฐกิจ โดยมากเรามักจะมองแตเ่ พยี งด้านวัตถุของการผลิตอย่างเดียว แต่เบ้ืองหลัง
ของการผลิตมักจะถูกมองข้าม ซ่ึงในความเป็นจริงแล้วปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจ คือทรัพยากร
มนุษย์ และส่ิงท่ีมีค่าสูงสุดของมนุษย์ก็คือจริยธรรม คุณธรรมหรือ จริยธรรมนี้มีความสำคัญต่อ
เศรษฐกิจเปน็ อย่างมาก ดงั น้ันเราควรจะสนใจจรยิ ธรรม คำวา่ จริยธรรมในที่นมี้ คี วามหมายรวมไปถงึ
คณุ ธรรมและคุณคา่ ทางจิตใจ คุณธรรม คณุ คา่ ทางจิตใจ และความประพฤตดิ คี วามประพฤตชิ ั่วหรือ
สภาพจิตใจท่ีเป็นไปต่างๆ ย่อมมีผลกระทบต่อ เศรษฐกิจอย่างมากในการดำเนินการกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ หัวใจของการผลิตที่สำคัญก็คือ คณุ ภาพของ คน และคุณธรรมของคน ที่แสดงออกมาใน
รูปของพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ก็คือ ความขยัน ความอดทน ความซื่อสัตย์สุจริต ความรัก
และเอาใจใส่ในงาน ความตรงต่อเวลา และความเสียสละ เป็นต้น ทั้งหมดน้ีย่อมมีผลต่อคุณภาพใน
การผลิต มีความสำคัญต่อการเพ่ิมผลิต อย่างมาก กล่าวคือถ้าคนทำงานรักและเอาใจในงานท่ี
ตนเองทำ มีความขยนั หมั่นเพียร ผลผลิตทีอ่ อกมาก็จะดีมีคุณภาพ ในทางตรงข้าม ถ้าคนทำงานเกิด
ความเบ่ือหน่ายไม่ กระตือรือร้น หรือมีการทุจริตคอรัปชั่น มีความท้อแท้ท้อถอย กลุ้มใจกังวลใจ ก็
ย่อมมี ผลกระทบต่อการลดหรือ เพิ่มผลผลิตน้ันๆ พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เกื้อกูลกับระบบ
เศรษฐกิจ ซึ่งจะให้บรรลุประโยชนส์ ุข ปัจจุบันซงึ่ เรยี กว่าทฏิ ฐธัมมิกัตถประโยชน์ ทพี่ ระพุทธองค์ตรสั
วา่ เปน็ ข้อปฏิบัตใิ นการสง่ เสรมิ ความม่นั คงทางเศรษฐกิจมี ๔ ประการคือ
๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหม่ันเพียร ในการประกอบอาชีพอันสุจริต มี
ความชำนาญ ใช้ปัญญาพจิ ารณาสอดสอ่ งใคร่ครวญ มีความคิดริเริ่มสร้าง รวู้ ิธีการในการดำเนนิ การ
ดา้ นเศรษฐกจิ ใหไ้ ดผ้ ลดี
๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา เป็นผู้สามารถคุ้มครองรักษาทรัพย์ทหี่ ามา ได้
น้นั ไมใ่ หพ้ ินาศหรือเส่อื มไปดว้ ยภัยอันตรายต่างๆ
๓. กัลยาณมิตตตา คบคนดีเป็นเพ่ือนซึ่งจะเป็นเหตุให้มีความเจริญก้าวหน้าย่ิงๆ ขึ้น ไป
เลือกคบกับบัณฑิตผู้ทรงคุณธรรมมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เป็นต้น ตลอดจนรู้จัก ปฏิบัติต่อ
ทรัพย์ของตนอย่างถกู ต้อง ไมใ่ ห้ถกู บาปมติ รชกั นำไปทางอบายมุข
๔. สมชีวิตา มีความเป็นอยู่อย่างพอดีรู้จักกำหนดรายรับรายจ่ายเล้ียงชีวิตพอดีไม่ให้
ฝืดเคอื งหรือฟุม่ เฟอื ยฟุ้งเฟอ้ จนเกนิ ไป มีรายเหลอื เก็บไว้ใช้ในคราวฉุกเฉนิ ๕๑
แนวคิดด้านการผลิต ปัจจัยสำคัญในการผลิตในระบบเศรษฐกิจแบบพุทธศาสตร์น้ัน มี ๓
ประการคือทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างข้ึนได้แก่เทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติ
หรอื วัตถุดิบ สิ่งสำคญั ทีส่ ดุ คอื ทรัพยากรมนษุ ย์ซึ่งเรียกว่าเป็นพลังสมองหรือปัญญา ซงึ่ ทำให้มนุษย์
มีความสามารถในการคิดตามระบบตรรกะด้วยการใช้เหตุผล พลังสมองของมนุษย์ท่ีประกอบด้วย
๕๑ องฺ.อฏฐฺ ก.(บาลี) ๒๓/๑๔๔/๒๘๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 243
ความฉลาดและปัญญา ความฉลาดของมนุษย์มีส่วนสำคัญ ในการสะสมทุนและสร้างสรรค์
เทคโนโลยี แต่ความฉลาดน้ันอาจจะใช้ในทางให้เกิดผลลบ หรือผลบวกก็ได้ ดังน้ันเพ่ือให้ความฉลาด
ทำงานผิดพลาดน้อยลง ความฉลาดจะต้องถูกควบคุมด้วย ปัญญา นอกจากปัญญาจะทำหน้าที่ใน
การกำกับทุนและเทคโนโลยีโดยตรงผ่านความฉลาดแล้ว ปัญญายังต้องกำกับและควบคุมการใช้
พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอ่ืนๆ เพ่ือให้เกิดความสัมพันธ์ในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มี
ของเสียจากกระบวนการผลิต น้อยที่สุดภายในกระบวนการผลิตเองก็ไม่เบียดเบียนตัวเอง บุคคลอ่ืน
ตลอดจนมีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างผลกระทบในทางลบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด
ปัญญาควร สามารถควบคุมในการตัดสนิ ใจอย่างถูกต้องเหมาะสม ตลอดถึงการใชท้ ุนและเทคโนโลยี
ท่ีไม่ ย้อนกลับมาทำอันตรายต่อมนุษย์ ควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานในลักษณะท่ี
ย่ังยืน การผลิตตามหลักสัมมาอาชีวะ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยใช้หลักธรรม มา
ปฏิบัตอิ ย่างเป็นระบบ
ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต กล่าวถึง สัมมาอาชีวะ คือการหาเลี้ยงชีพโดยทางชอบ
ธรรม หมายถงึ การเว้นจากมิจฉาชพี ไม่ประกอบอาชีพทผ่ี ิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม แต่หาเลยี้ งชีพโดย
ทางสุจริต คือไม่ประกอบอาชีพที่เป็นการเบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ชีวิตอ่ืน และแก่
สังคม หรือที่จะทำชีวิต จิตใจ และสังคมให้เสื่อมโทรม ตกต่ำ ดงั น้นั สำหรับคฤหัสถ์ จึงมีพุทธพจน์
แสดงอกรณยี วณชิ ชา คอื การค้าขายทีอ่ บุ าสกไมพ่ ึง ประกอบ ๕ อย่าง ไดแ้ ก่
๑. สตั ถวณชิ ชา คา้ ขายอาวธุ
๒. สตั ตวณชิ ชา คา้ ขายมนษุ ย์
๓. มังสวณชิ ชา ค้าขายเนื้อสตั วห์ รอื เล้ียงสตั วไ์ ว้ขาย
๔. มัชชวณชิ ชา คา้ ขายนำ้ เมา
๕. วิสวณิชชา คา้ ขายยาพษิ ๕๒
การเว้นมิจฉาชีพประกอบสัมมาชีพ อันเป็นการงานที่เป็นไปเพื่อแก้ปัญ หาและช่วย
สร้างสรรค์เก้ือกูลแก่ชีวิตและสังคม สัมมาชีพ นอกจากเป็นอาชีพการงานท่ีเป็นประโยชน์แก่ ชีวิต
และสังคมแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาพัฒนาชีวิตของตนเองด้วย เป็นการ ฝึกฝนพัฒนา
ทักษะต่างๆ ฝึกกายวาจากิริยามารยาท พัฒนาความสามารถในการส่ือสาร สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์
ฝึกความเข้มแข็งขยันอดทน ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความมี ฉันทะ มีสติ และสมาธิ พัฒนา
ความสุขในการทำงาน และพัฒนาด้านปัญญา เรียนรู้จากทุกส่ิงทุกเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องเข้ามา คิดค้น
แก้ไขปรับปรุงการงานและในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นอกจากน้ียังมีหลักธรรมสำหรับการดำเนนิ ธุรกิจ
ท่ีเรียกว่าปาปณิกธรรม คือหลักธรรมสำหรับผู้ประกอบการค้า กล่าวไว้ ๓ ประการ๕๓ คือ ๑. จักขุ
มา ตาดี คือรู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถคำนวณราคา กะทุนเก็งกำไร แม่นยำ ๒. วิธูโร จัดเจน
ธุรกิจ รู้แหล่งซ้ือแหล่งขาย รู้ความเคล่ือนไหวความต้องการของตลาด สามารถในการจัดซ้ือจัด
จำหน่าย รู้ใจและรู้จัก เอาใจลูกค้า ๓. นิสสยสมั ปันโน พรอ้ มด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย เป็นทเ่ี ช่ือถือ
ไวว้ างใจในหมู่ แหลง่ ทุนใหญ่ๆ หาเงนิ มาลงทนุ หรือดำเนินกิจการโดยง่าย
๕๒ องฺ.ปญฺจก.(บาลี) ๒๒/๑๗๗/๒๓๓.
๕๓ ดรู ายละเอียดใน องฺ.ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๐/๑๖๓-๑๖๕.
244 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
แนวคดิ ดา้ นการบริโภค
การบริโภคถือว่าเป็นเป้าหมายของเศรษฐศาสตร์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์นั้น มี
เป้าหมายสุดท้ายอยทู่ ี่การบริโภค การบรโิ ภคเปน็ การบำบดั หรือสนองความตอ้ งการซ่งึ ถอื เป็นจดุ ต้น
กำเนิดของกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของมนษุ ย์ หากพิจารณาความหมายตามวธิ กี าร ของเศรษฐศาสตร์
กระแสหลัก การบริโภคคือการใช้สินค้าและบริการบำบัดความต้องการ เพ่ือให้เกิดความพึงพอใจ
หรือความสุข ในระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไป กิจกรรมทางการผลิตและ การบริโภคมักจะถูกแยกออก
จากกัน ด้วยเหตุผลทีว่ ่า ผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่จำเปน็ ต้องเป็น บุคคลคนเดียวกัน ทำใหแ้ ต่ละคนต่าง
มีบทบาทหน้าท่ีแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ในหลายกรณี ผู้ผลิตจะสร้างผลผลิตในส่วนท่ีตัวเองไม่ได้
บริโภค แต่ต้องการนำไปจำหน่ายเพื่อแลกเป็นเงิน รายได้ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็บริโภคในสิ่งที่
ตัวเองผลิตไม่ได้ และบางคร้ังก็มักจะบริโภคเกิน กำลังใช้จ่ายของตัวเอง เรียกว่ารายได้จากกิจกรรม
ทางการผลิตไมเ่ พียงพอต่อการใชจ้ า่ ยเพ่อื การบริโภค จนกลายเปน็ การก่อหนส้ี ินเพอ่ื การบรโิ ภคตาม
คา่ นยิ มโดยขาดความพอดี พฤติกรรมการบรโิ ภคของมนษุ ย์นนั้ มี ๒ ประเภท ไดแ้ ก่การบริโภคแบบ
ตณั หา คอื การบรโิ ภค ท่ีพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) ใช้คำวา่ เพ่ือสนองความต้องการเสพสิง่
ปรนเปรอบำรุงบำเรอตน๕๔ ซ่งึ เป็นการบรโิ ภคแบบเสพรสให้เกิดความพึงพอใจเร่ือยไปไม่รู้จบไม่รอู้ ่ิม
กับการบรโิ ภคเพื่อสนองการมีชีวิตท่ีดี ซึ่งเป็นการบริโภคที่มีจุดหมายของการมีชีวิตที่ดี และเป็นฐาน
ของการฝึกฝนพัฒนาศักยภาพของตนเอง ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีข้อพิจารณาว่า เม่ือเกิด
ความต้องการข้ึนแล้ว ทำอย่างไรจะได้สนองความต้องการ แต่ในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธหรือ
เศรษฐกิจพอเพียง นอกจากการหาวิธีสนองความต้องการแล้ว ยังมีข้อพิจารณาต่อไปว่า ถ้าเป็น
ความต้องการที่เป็นโทษทำลายการมีชีวิตที่ดี เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อ่ืน ก็ให้สามารถระงับ
ความต้องการนั้นไดด้ ้วย ดงั น้ัน ความหมายของการบริโภคในความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง คือ
การใช้สินคา้ และ บริการบำบดั ความตอ้ งการเพอื่ ใหไ้ ดร้ บั ความสุขจากการมคี ณุ ภาพชวี ิตทดี่ ี
ความหมายของการบริโภคท่ีแท้จริง คือการบริโภคแบบมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการ
บริโภคเพ่ือการ หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ บริโภคด้วยเหตุผลและด้วยปัญญา๕๕ หลักน้ีมีกล่าวอยู่
เสมอ แม้แต่ในโอวาทปาติโมกข์ท่ีเราเรียกว่าหัวใจพุทธศาสนาก็ระบุไว้ว่า มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ
(ความรู้จัก ประมาณในอาหาร)๕๖ รู้จักประมาณ คือรู้จักพอดีความพอประมาณคือความพอดี คําว่า
“มัตตัญญุตา”๕๗ คอื ความรูจ้ ักพอดีนี้ เป็นหลักสําคญั กระจายอย่ทู ่ัวไป สมดังพุทธพจน์ว่า “ภิกษุเป็น
มตั ตัญญู อยา่ งไร คอื ภิกษุในธรรมวนิ ัยน้รี จู้ ักประมาณในการรับจวี ร บิณฑบาต เสนาสนะ และคลิ าน
ปัจจัยเภสัชชบรขิ าร๕๘ หากภิกษุไม่รูจ้ ักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชชบริขาร เราไม่พึงเรียกเธอว่าเป็นมัตตัญญูในท่ีนี้แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร
๕๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ, พิมพ์ครั้งท่ี ๙, (กรุงเทพมหานคร : อนรรฆ
เสรีเชฏฐพงษ์ พิมพเ์ ผยแพรเ่ พื่อสรา้ งสรรคก์ ุศล ในมงคลวารเร่มิ วัยครบ ๒๐ ปี, ๒๕๔๘), หนา้ ๗๖.
๕๕ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), เศรษฐศาสตร์แนวพทุ ธ, หน้า ๕๐.
๕๖ ข.ุ อุ.(ไทย) ๒๕/๓๖/๒๒๔ ปณิ โฑลสูตร, ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๑๘๕/๙๑.
๕๗ องฺ.สตตฺ ก.(ไทย) ๒๓/๒๘/๔๔. ปฐมปริหานิสตู ร
๕๘ คิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร คือ เภสัชท้ัง ๕ ได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย อ้างใน วิ.อ.(บาลี)
๒/๒๙๐, สารตฺถ.ฏีกา.(บาลี) ๒/๒๙๐/๓๙๓, เป็นส่ิงสัปปายะสำหรบั ภิกษุเจ็บไข้ จัดว่าเป็นบรขิ าร คือ บริวารของชีวิตดุจ
กำแพงล้อมพระนครเพราะคอยป้องกันรักษาไม่ให้อาพาธที่จะบั่นรอนชีวิตได้ช่องเกิดข้ึน และเป็นสัมภาระของชีวิตคอย
ประคับประคองชีวิตให้ดำรงอยู่ได้นาน อ้างใน วิ.อ.(บาลี) ๒/๒๙๐/๔๐-๔๑, ม.มู.อ.(บาลี) ๑/๑๙๑/๓๙๗, ม.มู.ฏีกา.(บาลี)
๑/๒๓/๒๑๓, เป็นเคร่ืองป้องกันโรคบำบัดโรคที่ให้เกิดทุกขเวทนาเน่ืองจากธาตุกำเริบให้หายไป อ้างใน สารตฺถ.ฏีกา.(บาลี)
๒/๒๙๐/๓๙๓.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 245
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร ฉะน้ัน เราจึงเรียกเธอว่าเป็นมัตตัญญู ด้วย
ประการฉะน้ี”๕๙ อีกนัยยะหนึ่ง จุดประสงค์ของการรู้จักประมาณในอาหาร พระพุทะองค์ตรัสไว้ว่า
“วิธีรู้จักประมาณในการบริโภคสำหรับนันทะ ดังน้ี คือ นันทะต้องพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉัน
อาหาร ไม่ใช่เพื่อเล่น (เนว ทวาย)๖๐ ไม่ใช่เพ่ือความมัวเมา (น มทาย)๖๑ ไม่ใช่เพ่ือประดับ๖๒ ไม่ใช่
เพ่ือตกแต่ง๖๓ แต่เพ่ือให้กายนี้ดำรงอยู่ได้๖๔ เพ่ือให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป๖๕ เพื่อบำบัดความหิว๖๖ เพื่อ
อนุเคราะห์พรหมจรรย์๖๗ ด้วยคิดเห็นว่า ‘โดยอุบายนี้เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียได้ และจักไม่ให้
เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำรงอยู่แห่งชีวิต ความไม่มีโทษและการอยู่ โดยผาสุกจักมีแก่เรา’ ภิกษุ
ทง้ั หลาย นแ้ี ลคอื วิธีรจู้ ักประมาณในการบริโภคสำหรบั นนั ทะ”๖๘
๕๙ อง.ฺ สตฺตก.(ไทย) ๒๓/๖๘/๑๔๔.
๖๐ ในพระบาลีว่า ทวาย นั้น นักเต้นรำและคนกระโดดสูงเป็นต้น ชื่อว่าย่อมบริโภคเพ่ือเล่น เพราะเม่ือเขาบริโภค
โภชนะใดแล้ว การเล่นกล่าวคือ ฟ้อนรำกาพย์กลอนและการเล่นโศลก ย่อมแจ่มใสยิ่งนัก ชนเหล่าน้ันแสวงหาอาหารโดย
อธรรมมิได้สม่ำเสมอแล้วย่อมบริโภคอาหารเหล่านั้น แต่ภิกษุน้ีไม่บริโภคอย่างนั้น, ส่วน การบริโภคตามแนวพุทธ ย่อมไม่
เปน็ ไปเพอ่ื เลน่ (เนว ทวาย)
๖๑ เพื่อความมัวเมา (มทาย) หมายถึง ความถือตัว ความลำพองตน ความทะนงตน ความเห่อเหิม ในที่น้ี
หมายถงึ ความถือตวั ว่า มีกำลงั เหมือนนักมวยปล้ำ ความถอื ตัวเพราะมานะ และ ความถือตัววา่ เปน็ ชาย อา้ งใน องฺ.ฉกฺก.ฏี
กา.(บาลี) ๓/๕๘/๑๕๕) และดูรายละเอียดใน องฺ.ติก.(ไทย) ๒๐/๑๖/๑๕๙-๑๖๐, องฺ.ฉกฺก.(ไทย) ๒๒/๕๘/๕๔๙, อภิ.วิ.
(ไทย) ๓๕/๘๔๕/๕๕๐๒, วิสุทธิ.(บาลี) ๑/๑๘/๓๓, คำว่า “บทว่า เนว มทาย (ไม่ใช่เพื่อจะมัวเมา) ได้แก่ ภิกษุย่อมไม่
บริโภคเพื่อความเพิ่มพูนความเมาด้วยมานะ และเมาด้วยสำคัญว่าเป็นบุรุษ. ในข้อน้ัน พระราชาและมหาอำมาตย์ของ
พระราชา ช่ือว่าย่อมบริโภคเพื่อความมัวเมา เพราะชนเหล่านั้นย่อมบริโภคโภชนะมีรสกลมกล่อมและประณีต เพ่ือความ
เพิ่มพูนความเมาด้วยมานะและเมาดว้ ยสำคญั ว่าเปน็ บุรษุ ของตน แต่ภิกษุน้ียอ่ มไม่บรโิ ภคอย่างน้ัน อ้างใน อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/
๗๕๙, วสิ ุทฺธิ.(ไทย) ๑/๑๘/๔๖-๔๗.
๖๒ เพื่อประดับ (มณฺฑนาย) ในทีน่ ห้ี มายถึง เพอื่ ใหร้ า่ งกายอ้วนพีอวบอิม่ เหมือนหญงิ แพศยา อ้างใน อง.ฺ ฉกฺก.ฏี
กา.(บาลี) ๓/๕๘/๑๕๕, คำว่า น มณฺฑนาย (ไม่บริโภคเพื่อประเทืองผิว) หมายความว่า ไม่บริโภคเพื่อตกแต่งสรีระ ในข้อ
น้ัน หญิงแพศยา หญิงชาวบ้าน หญิงในเมืองเป็นต้น ย่อมดื่มเนยใสและน้ำอ้อย ยอ่ มบริโภคอาหารแต่น้อยทั้งเป็นอาหารท่ี
ละเอียดอ่อน ด้วยคิดว่า การบริโภคอย่างนี้ การดำรงอยู่แห่งอวัยวะของพวกเราจักดำรงอยูด่ ี ฉวีวรรณในสรรี ะ จักผ่องใส
ดังน้ี แตภ่ ิกษนุ ีย้ ่อมไม่บริโภคอย่างนน้ั อ้างใน อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/๗๕๙.
๖๓ เพ่ือตกแต่ง ในท่ีนี้หมายถึง เพื่อประเทืองผิวให้งดงามเหมือนหญิงนักฟ้อน อ้างใน องฺ.ฉกฺก.ฏีกา. ๓/๕๘/
๑๕๕, วิสุทธิ.(บาลี) ๑/๑๘/๓๓, การเสพบริโภคโภชนะ ต้องไม่เป็นไปเพื่อประดับตกแต่ง ดังในบทบาลีท่ีว่า “น วิภู
สนาย” (ไม่บริโภคเพื่อความอ้วนพี) ได้แก่ ไม่บริโภคเพื่อต้องการประดับด้วยเน้ือในสรีระ ในบุคคลเหล่านั้น นักมวยปล้ำ
นักมวยกำหมัด และนักมวยสมัครเล่นเป็นต้น ย่อมยังสรีระให้ล่ำสันด้วยโภชนาหารมีปลาและเนื้อเป็นต้นท่ีสนิทดี โดยคิดว่า
ด้วยการบริโภคอย่างนี้ เนื้อของพวกเราจักล่ำสัน เพื่อประโยชน์แก่การท่ีจะทนต่อการต่อยตี ดังนี้ แต่ภิกษุนี้ย่อมไม่บริโภค
เพอ่ื ประโยชน์ทำเนื้อให้ล่ำสันในสรีระอย่างนน้ั อา้ งใน อภ.ิ สํ.อ.(ไทย) ๑/๗๕๙-๗๖๐.
๖๔ บทว่า อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา (เพ่ือให้กายน้ีดำรงอยู่ได้) ได้แก่ ย่อมบริโภคเพื่อต้องการให้กรชกายอัน
ประกอบดว้ ยมหาภูตรูปท้ัง ๔ นี้ ดำรงอยู่ ข้อนเี้ ปน็ ประโยชน์ในการกลืนกินอาหารของภกิ ษนุ ี้
๖๕ ขอ้ ท่ีว่า ยาปนาย (เพอ่ื ใหช้ ีวติ ินทรีย์เป็นไป) ได้แก่ ยอ่ มบริโภคเพอื่ ประโยชน์แกก่ ารให้ชวี ติ ินทรียเ์ ป็นไป
๖๖ บทว่า วิหึสูปรติยา (เพื่อบำบัดความหิว) ได้แก่ ความหิวเกิดข้ึนเพราะการไม่ได้บริโภคเป็นปัจจัย ช่ือว่า
วหิ ิงสา ยอ่ มบริโภคเพื่อตอ้ งการกำจดั วิหงิ สานน้ั คอื เพ่อื ใหว้ ิหงิ สานน้ั สงบลง.
๖๗ บทว่า พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์) ความว่า ไตรสิกขาคือศาสนาทั้งสิ้น ชื่อว่า
พรหมจรรย์ ย่อมบรโิ ภคเพอื่ อนุเคราะห์พรหมจรรย์นัน้ อา้ งใน อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/๗๖๐.
๖๘ องฺ.อฏฺฐก.(ไทย) ๒๓/๙/๒๑๔, นอกจากน้ีพระอรรถกถาจารย์ ได้อธิบายเพ่ิมเติมดังน้ี “ข้อว่า เราจักกำจัด
เวทนาเก่าเสียด้วย (ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหํขามิ) หมายความว่า เวทนาที่เกิดข้ึนเพราะการไม่ได้บริโภคอาหารเป็นปัจจัย ชื่อ
ว่า เวทนาเก่า ภิกษุย่อมบริโภคอาหารด้วยคิดว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่าน้ัน ข้อท่ีว่าจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดข้ึนด้วย (นวญฺจ
เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ) หมายความว่า เวทนาอันเกิดข้ึน เพราะการบริโภคเกินไปเป็นปัจจัย (ฉบับพม่าเป็น อติภุตฺตปจฺ
จเยน) ช่ือว่าเวทนาใหม่ ภิกษุย่อมบริโภคด้วยคิดว่า เราจักไม่ให้เวทนาใหม่น้ันเกิดข้ึน ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง เวทนาอันเกิดข้ึน
เพราะการบริโภคแล้วเป็นปัจจัย ชื่อว่าเวทนาใหม่ ภิกษุย่อมบริโภคเพื่อมิให้เกิดเวทนาน้ันซ่ึงยังไม่เกิดข้ึนนั่นแหละ ข้อที่ว่า
ความไม่มีโทษ (อนวชฺชตา จ) น้ี ได้แก่ ในการบริโภคน้ี ส่ิงที่มีโทษก็มี สิ่งที่ไม่มีโทษกม็ ี ในสองอย่างน้ัน การแสวงหาโดยไม่
246 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นอกจากนี้ในบท “ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ” ท่านพระอรรถกถาจารย์อธิบาย
เพิม่ เติมไวอ้ ยา่ งละเอียดดังนี้๖๙
ข้อว่า พิจารณาโดยแยบคายบริโภคอาหาร (ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ) ได้แก่
บุคคลรูด้ ้วยปญั ญาเปน็ เครอ่ื งพจิ ารณาแล้วบรโิ ภคอาหารโดยอุบาย
บัดน้ี เพ่ือทรงแสดงอุบายน้ัน จึงตรัสคำมีอาทิว่า เนว ทวาย (ไม่ใช่เพ่ือเล่น) ดังนี้ ในบท
เหลา่ นั้น บทว่า เนว ทวาย ไดแ้ ก่ ไม่บริโภคเพื่อเลน่ ในพระบาลนี ้ัน นักเต้นรำและคนกระโดดสูงเป็น
ต้น ช่ือว่า ย่อมบริโภคเพ่ือเล่น เพราะเมื่อเขาบริโภคโภชนะใดแล้ว การเล่นกล่าวคือฟ้อนรำกาพย์
กลอนและการเล่นโศลก ย่อมแจ่มใสย่ิงนกั ชนเหล่าน้ันแสวงหาอาหารโดยอธรรมมิได้สม่ำเสมอแล้ว
ยอ่ มบริโภคอาหารเหล่าน้นั แตภ่ กิ ษนุ ้ไี มบ่ ริโภคอยา่ งนนั้
บทว่า น มทาย (ไม่ใช่เพื่อจะมัวเมา) ได้แก่ ย่อมไม่บริโภคเพ่ือความเพิ่มพูนความเมาด้วย
มานะและเมาด้วยสำคัญว่าเป็นบุรุษ. ในข้อน้ัน พระ-ราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ชื่อว่า
ย่อมบริโภคเพื่อความมัวเมา เพราะชนเหล่าน้ันย่อมบริโภคโภชนะมีรสกลมกล่อมและประณีต เพ่ือ
ความเพ่ิมพูนความเมาดว้ ยมานะและเมาด้วยสำคัญว่าเป็นบุรษุ ของตน แต่ภิกษุนี้ย่อมไม่บรโิ ภคอยา่ ง
นน้ั
บทว่า น มณฺฑนาย (ไม่บริโภคเพ่ือประเทืองผิว) ความว่า ไม่บริโภคเพื่อตกแต่งสรีระ ในข้อ
นั้น หญิงแพศยา หญิงชาวบ้าน หญิงในเมืองเป็นต้น ย่อมดื่มเนยใสและน้ำอ้อย ย่อมบริโภคอาหาร
แต่น้อยท้ังเป็นอาหารทลี่ ะเอียดอ่อน ด้วยคิดว่า การบรโิ ภคอย่างนี้ การดำรงอย่แู ห่งอวยั วะของพวก
เราจักดำรงอยูด่ ี ฉววี รรณในสรรี ะจักผ่องใส ดงั นี้ แก่ภิกษุน้ยี ่อมไมบ่ ริโภคอยา่ งน้นั
บทว่า น วิภูสนาย (ไม่บริโภคเพ่ือความอ้วนพี) ได้แก่ ไม่บรโิ ภคเพ่ือต้องการประดบั ดว้ ยเน้ือ
ในสรีระ ในบุคคลเหลา่ นัน้ นักมวยปล้ำนกั มวยกำหมัด และนักมวยสมัครเลน่ เป็นตน้ ยอ่ มยังสรีระให้
ล่ำสันด้วยโภชนาหารมีปลาและเนื้อเป็นต้นที่สนิทดี โดยคิดว่า ด้วยการบริโภคอย่างนี้ เนื้อของพวก
เราจักล่ำสนั เพื่อประโยชน์แก่การทจี่ ะทนตอ่ การต่อยตี ดงั นี้ แต่ภิกษุน้ยี ่อมไม่บริโภคเพื่อประโยชน์ทำ
เนื้อใหล้ ่ำสนั ในสรรี ะอยา่ งนน้ั
บทว่า ยาวเทว (เพียง) นี้เป็นคำแสดงการกำหนดประโยชน์ในการกลืนกินอาหาร. บทว่า
อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา (เพื่อให้กายน้ีดำรงอยู่ได้) ได้แก่ ย่อมบริโภคเพ่ือต้องการให้กรชกายอัน
ประกอบด้วยมหาภูตรูปทั้ง ๔ นี้ดำรงอยู่ ข้อนี้เป็นประโยชน์ในการกลืนกินอาหารของภิกษุนี้ บทว่า
ยาปนาย (เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป) ได้แก่ ย่อมบริโภคเพ่ือประโยชน์แก่การให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป บท
ว่า วิหึสูปรติยา (เพื่อบำบัดความหิว) ไดแ้ ก่ ความหิวเกิดขึ้นเพราะการไม่ได้บริโภคเป็นปัจจัย ช่ือว่า
วหิ ิงสา ยอ่ มบรโิ ภคเพ่อื ตอ้ งการกำจัดวหิ งิ สาน้ัน คือเพือ่ ใหว้ ิหงิ สานั้นสงบลง
ชอบธรรม การรบั เอาโดยไม่ชอบธรรม การบริโภคโดยไม่ชอบธรรม นี้ชื่อว่าสาวชั ชะ (มีโทษ) การแสวงหาโดยธรรม การรับ
เอา การพิจารณาแล้วบริโภคโดยธรรม นี้ชื่อว่าอนวชั ชะ (ไม่มีโทษ) บุคคลบางคนย่อมทำอาหารที่ไม่มีโทษนั่นแหละให้มีโทษ
คือทำอาหารท่ีตนได้มาโดยธรรมแล้วบริโภคเกินประมาณ เธอย่อมไม่อาจเพื่อให้อาหารนั้นๆ ให้ย่อย ย่อมลำบากด้วยการ
อาเจียนและถ่ายท้องเป็นต้น พวกภิกษุท้ังวัดต้องช่วยกันขวนขวายในการปฏิบัติร่างกายและแสวงหายาเป็นต้นให้ภิกษุน้ัน
เมื่อถูกถามว่า น่ีอะไรๆ กัน พวกภิกษุก็จะพูดว่า ภิกษุรูปโน้นท้องข้ึนดังนี้เป็นต้น ภิกษุท้ังหลายก็จะพากันตำหนิติเตียนว่า
ท่านนี้มีปรกติอย่างน้ีเป็นนิจกาลแหละ ยอ่ มไม่รู้จักประมาณท้องของตน ดังนี้ ภิกษุน้ีชื่อว่าย่อมทำอาหารท่ีไม่มีโทษให้มีโทษ
อย่างน้ี. ภิกษุไม่กระทำเหมือนอย่างน้ัน ย่อมฉันอาหารด้วยมนสิการว่า ความไม่มีโทษจักมี ดังนี้ แม้ในข้อท่ีว่า และการอยู่
โดยผาสกุ (ผาสวุ หิ าโร จ) น้ีความว่า การอยู่โดยผาสุกก็มี การอยู่โดยไม่ผาสกุ กม็ ี อ้างใน อภ.ิ สํ.อ.(ไทย) ๑/๗๖๐-๗๖๑.
๖๙ อภ.ิ ส.ํ อ.(ไทย) ๑/๑๓๕๕-๑๓๕๕/๗๕๙-๗๖๓., อภิ.วิ.(ไทย) ๓๕/๕๑๘/๓๙๑, อภิ.ส.ํ อ.(บาลี) ๔๕๘-๔๕๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 247
บทว่า พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย (เพ่ืออนุเคราะห์พรหมจรรย์) ความว่า ไตรสิกขาคือศาสนา
ทั้งส้ิน ชื่อว่าพรหมจรรย์ ย่อมบริโภคเพ่ืออนุเคราะห์พรหมจรรย์นั้น บทว่า อิติ นี้เป็นบทแสดงถึง
อุบาย อธิบายว่า ด้วยอุบายน้ี บทว่า ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหํขามิ (เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วย)
ความว่า เวทนาท่ีเกิดขึ้น เพราะการไม่ได้บรโิ ภคอาหารเป็นปัจจัย ช่ือว่าเวทนาเก่า ภิกษุย่อมบริโภค
อาหารดว้ ยคิดวา่ เราจกั กำจดั เวทนาเก่าน้ัน
บทว่า นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ (จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย) ความว่า เวทนาอัน
เกิดข้ึนเพราะการบริโภคเกินไปเป็นปัจจัย ชื่อว่าเวทนาใหม่ ภิกษุย่อมบริโภคด้วยคิดว่า เราจักไม่ให้
เวทนาใหม่น้ันเกิดขึ้นดังน้ี อีกอย่างหน่ึง เวทนาอันเกิดข้ึนเพราะการบริโภคแล้วเป็นปัจจัย ชื่อว่า
เวทนาใหม่ ภิกษุยอ่ มบรโิ ภคเพื่อมิให้เกิดเวทนานนั้ ซง่ึ ยงั ไม่เกิดขนึ้ น่นั แหละ ความดำรงอยูแ่ ห่งชวี ิตจัก
มแี กเ่ รา (ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ) ความไมม่ ีโทษ (อนวชชฺ ตา จ) นี้ ไดแ้ ก่ในการบริโภคน้ีสงิ่ ทม่ี ีโทษก็มี
สิ่งท่ีไม่มีโทษก็มี ในสองอย่างนั้น การแสวงหาโดยไม่ชอบธรรมการรับเอาโดยไม่ชอบธรรม การ
บริโภคโดยไม่ชอบธรรม นี้ช่ือว่าสาวัชชะ (มีโทษ) การแสวงหาโดยธรรม การรับเอา การพิจารณา
แล้วบรโิ ภคโดยธรรม น้ีชอื่ วา่ อนวัชชะ (ไม่มโี ทษ)
บุคคลบางคน ย่อมทำอาหารที่ไม่มีโทษนั่นแหละให้มีโทษ คือทำอาหารที่ตนได้มาโดยธรรม
แล้วบริโภคเกินประมาณ เธอย่อมไม่อาจเพ่ือใหอ้ าหารนั้นๆ ใหย้ ่อย ย่อมลำบากด้วยการอาเจียนและ
ถ่ายท้องเป็นต้น พวกภิกษุท้ังวัดต้องช่วยกันขวนขวายในการปฏิบัติร่างกายและแสวงหายาเป็นต้นให้
ภิกษุนั้นเมื่อถูกถามว่า น่ีอะไรๆ กัน พวกภิกษุก็จะพูดว่า ภิกษุรูปโน้นท้องขึ้น ดังนี้เป็นต้น ภิกษุ
ทั้งหลายก็จะพากันตำหนิติเตียนว่า ท่านนี้มีปกติอย่างน้ีเป็นนิจกาลแหละ ย่อมไม่รู้จักประมาณท้อง
ของตน ดังนี้ ภิกษุน้ี ช่ือว่าย่อมทำอาหารท่ีไม่มีโทษให้มีโทษ อย่างน้ี ภิกษุไม่กระทำเหมือนอย่างนั้น
ยอ่ มฉันอาหารด้วยมนสิการว่า ความไม่มีโทษจักมี ดงั นี้ แม้ในบทว่า ผาสุวิหาโร จ (และการอยโู่ ดย
ผาสกุ ) นี้ความวา่ การอยโู่ ดยผาสกุ ก็มี การอยโู่ ดยไมผ่ าสุกก็มี พราหมณต์ ะกละ ๕ คน
ในการบรโิ ภคนน้ั การบริโภคของพราหมณ์ ๕ คนเหลา่ นี้ คือ พราหมณ์ชอื่ อาหารหัตถกะ ๑
พราหมณ์ชื่อ อลังสาฏกะ ๑ พราหมณ์ชื่อ ตัตถวัฏฏกะ ๑ พราหมณ์ชื่อ กากมาสกะ ๑ พราหมณ์ช่ือ
ภตุ ตวมติ กะ ๑ ชื่อวา่ อยไู่ มผ่ าสกุ
จริงอยู่ บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น พราหมณ์ชื่อ อาหารหัตถกะบริโภคมากไม่อาจลุกขึ้นได้
ตามธรรมดาของตน จึงพูดว่า ช่วยฉุดมือที ดังนี้ พราหมณ์ช่ืออลังสาฏกะ บริโภคอาหารมากแม้จะ
ลุกข้ึนไดแ้ ต่ได้ไม่อาจนุ่งผ้าได้ พราหมณ์ช่ือ ตัตถวัฏฏกะ บริโภคมากไม่สามารถลุกข้ึนได้ ยอ่ มกลิ้งอยู่
ที่นั้นน่ันแหละ พราหมณ์ช่ือ กากมาสกะ บริโภคมากจนล้นถึงปาก จนถึงพวกกาอาจจิกกินได้
พราหมณ์ชื่อ ภุตตวมิตกะ บริโภคมากไม่อาจเพ่ือหุบปากได้ ย่อมอาเจียนในที่น้ันน่ันแล ภิกษุย่อมไม่
ทำอย่างน้ี ยอ่ มฉนั อาหารดว้ ยคิดวา่ “การอยู่โดยผาสกุ จักมแี ก่เรา” ดงั นี้
การที่ท้องพร่องด้วยคำข้าว ๔-๕ คำ ชื่อว่า การอยู่เป็นผาสุก เพราะเม่ือภิกษุบรโิ ภคอาหาร
เพียงน้ีแล้วดื่มน้ำ อิริยาบถ ๔ ย่อมเป็นไปโดยสะดวก เพราะฉะน้ัน พระธรรมเสนาบดี จึงกล่าว
คาถาไวอ้ ยา่ งนวี้ ่า
จตฺตาโร ปญฺจ อาโลเป อภตุ วฺ า อุทกํ ปิเว
อลํ ผาสวุ ิหาราย ปหิตตตฺ สฺส ภิกขฺ ุโน
แปลว่า “ภิกษุไม่บริโภคอาหาร ๔-๕ คำ แล้ว พึงด่ืมน้ำแทน การบริโภคอย่างนั้น สมควร
เพ่ืออยูเ่ ปน็ ผาสุกของภิกษผุ ู้มีจิตเปน็ ไปในกรรมฐานเดด็ เดยี วม่งุ ตอ่ พระนิพพาน” ดังน๗้ี ๐
๗๐ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๙๘๓/๕๐๐, อภ.ิ สํ.อ.(ไทย) ๑/๗๖๒.
248 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
องค์ ๑๒ ของภิกษุผฉู้ นั อาหาร ก็ในฐานะนี้ควรประมวลองคท์ ้ังหลาย คอื
ขอ้ วา่ ไม่บริโภคเพื่อเลน่ เป็นองค์ ๑
ข้อว่า ไม่บรโิ ภคเพื่อมวั เมา เปน็ องค์ ๑
ข้อวา่ ไม่บรโิ ภคเพอ่ื ประเทืองผิว เปน็ องค์ ๑
ข้อวา่ ไมบ่ รโิ ภคเพือ่ อ้วนพี เปน็ องค์ ๑
ขอ้ วา่ เพ่อื กายดำรงอยแู่ ละชีวิตนิ ทรยี เ์ ปน็ ไป เปน็ องค์ ๑
ข้อวา่ เพื่อบำบดั ความหวิ เพือ่ อนุเคราะห์พรหมจรรย์ เป็นองค์ ๑
ขอ้ ว่า เพราะโดยอบุ ายน้ี เราจกั กำจัดเวทนาเกา่ และไมใ่ หเ้ วทนาใหมเ่ กดิ เป็นองค์ ๑
ขอ้ วา่ ความดำรงอย่แู หง่ ชีวิตจักมีแกเ่ รา เป็นองค์ ๑
ความไม่มโี ทษ และการอยเู่ ป็นสุข เป็นองค์ ๑
ในการบริโภคอาหารน้ี เป็นอานิสงส์แห่งการบริโภคโภชนะ
พระมหาสิวเถระจดั องคไ์ ว้ ๘
ส่วนพระมหาสีวเถระกล่าว องค์ ๔ ข้างต้น ชื่อว่าเป็นข้อห้ามรวนเป็นองค์ ๑ พึงประมวล
องค์ ๘ เบ้ืองปลายมา ในองค์ ๘ เบ้ืองปลายน้ัน ข้อว่าเพียงให้กายนี้ดำรงอยู่ จัดเป็นองค์ ๑ ข้อว่า
เพื่อใหช้ ีวิตินทรยี ์เป็นไปจัดเป็นองค์ ๑ ข้อว่า เพ่ือบำบัดความหิว จัดเป็นองค์ ๑ ข้อว่า เพ่ือประพฤติ
พรหมจรรย์ จัดเป็นองค์ ๑ ข้อว่า ด้วยอุบายน้ีเราจักกำจัดเวทนาเก่าจัดเป็นองค์ ๑ ข้อว่า จักไม่ให้
เวทนาใหม่เกดิ ขน้ึ จดั เปน็ องค์ ๑ ขอ้ วา่ ความดำรงอยแู่ ห่งชีวิตจกั มแี กเ่ รา จดั เปน็ องค์ ๑ ข้อวา่ ความ
ไม่มโี ทษจดั เป็นองค์ ๑ ก็การอยู่ผาสกุ เปน็ ผลของการบริโภค ดงั นี้
ภิกษุเมื่อบริโภคอาหารประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
อาหาร ความว่า การบริโภคด้วยการพิจารณาเป็นไปด้วยสามารถการรู้จักประมาณอันควรในการ
แสวงหา การรับและการบริโภคนี้ ชื่อว่า โภชเน มตตฺ ญฺญตุ า (ความเปน็ ผรู้ ปู้ ระมาณในโภชนาหาร)๗๑
แม้ในสัปปุริสธรรม ๗ ประการก็มี โดยเฉพาะในหลักการบริโภค จะมีมัตตัญญุตาน้ีเข้ามา
ทนั ที ตัวกำหนดเศรษฐศาสตร์แนวพทุ ธ ก็คือมัตตัญญตุ า ความรจู้ ักประมาณ รจู้ กั พอดใี นการบริโภค
หมายถงึ ความพอดีทีใ่ หค้ ณุ ภาพของชวี ิตมาบรรจบกับความพงึ พอใจ เป็นวิถที างแหง่ การดำรงชีพโดย
ชอบ คอื ทางสายกลาง ได้แก่สัมมาอาชีวะ เป็นระบบเศรษฐกิจท่ีไมเ่ บียดเบียนตนเองสง่ิ แวดล้อมและ
ผู้อ่ืน ดังนั้น คุณค่าทางจิตวิญญาณเช่นน้ี จึงเป็นส่ิงที่จำเป็นต้องสร้างข้ึน ด้วยการจัดระบบ
การศึกษาที่สามารถปลูกฝังระบบคุณค่าที่ดีงามขึ้นมาให้มีจิตสำนึกในการบริโภคท่ีไม่ก่อให้เกิดการ
ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การบริโภคในทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีพลังมาก จนคนส่วนใหญ่
ถกู มอมเมาดว้ ย ระบบการตลาดกระตุ้นใหเ้ กดิ การบริโภคจนไม่รู้วา่ อะไรเหมาะสมหรอื ไม่เหมาะสม ดี
หรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในการวัดความเจริญทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั้นจะมุ่งวัดในเชิง
วัตถุ เช่นความสะดวก ความรวดเร็ว การได้รับความพึงพอใจและได้รับความสุขจากการท่ีตัณหา
ความทะยานอยากได้รับการตอบสนอง แต่ในทางพุทธศาสตร์น้ันวัดความสุขจากภายในจิตใจ ใน
เรือ่ งของความเจริญน้นั เป็นเรือ่ งของการพฒั นาจิตให้เป็นคนท่ีมีความอดทน อดกลั้น มีความขยันและ
มคี วามสุขจากภายในจิตใจท่ีได้ปฏิบตั อิ ย่างถกู ต้อง
๗๑ อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/๑๓๕๕-๑๓๕๕/๗๕๙-๗๖๓., อภ.ิ วิ.(ไทย) ๓๕/๕๑๘/๓๙๑, อภ.ิ สํ.อ.(บาล)ี ๔๕๘-๔๕๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 249
เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ มีหลักการหลักคิดคนละอยา่ ง เน้นการบริโภคให้น้อยทีส่ ุดเพ่ือการ
อยู่เย็นเป็นสุขมากท่ีสุดเป้าหมายจึงอยู่ท่ีการอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่การบริโภค เศรษฐศาสตรแ์ นวพุทธ
ถือว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทนุ ท่ีสำคัญเพ่ือการมีชีวิตอยู่จึงต้องใช้อย่างมีสติ ใช้แบบไม่ทำลายให้
หมดไป แต่ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน การบริโภคปัจจัย ๔ ในพุทธศาสนามีหลักในการบริโภคด้วยเหตุผล
คือก่อนทจ่ี ะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัยส่ี นัน้ ให้พจิ ารณาเสียก่อนวา่ เพ่ืออะไร คือให้บริโภคดว้ ยปัญญา
ก่อนบริโภคใช้สอยปัจจัยทั้งหลายควรพิจารณาให้เห็นถึงคุณค่าหรือสาระของส่ิงนั้นๆ ว่าแท้จริงแล้ว
คืออะไร พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) กล่าวถึงคณุ ค่าวา่ คณุ ค่าของวัตถุนัน้ อาจจะแยกออกได้
๒ ส่วน คือ คุณค่าแท้ กับคุณค่ารอง๗๒ ยกตัวอย่างเช่นปัจจัย ๔ ความสำคัญของเคร่ืองนุ่งห่ม
หรือเสื้อผา้ น้ี คุณคา่ แท้ของมันคอื เพื่อปกปิดร่างกาย ป้องกนั ความละอาย แก้ความหนาว ความร้อน
เป็นต้น น้ีคือประโยชน์แท้ หรือคุณค่าแท้ของมัน แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว ไม่ได้ต้องการเพียง
คุณค่าแท้เท่าน้ัน มักจะต้องการคุณค่ารองอีก คุณค่ารองนี้คือส่ิงท่ีจะให้เกิดความรู้สึกสวยงาม โก้
หรหู รา อวดกันว่าเป็นของแพง ทนั สมัย หรือเป็นของจากต่างประเทศ เป็นต้น น้ีคือคุณคา่ รอง หรือ
เรียกว่า ไม่ใช่สาระ สาระของรถยนต์ คือใช้เป็นยานพาหนะ นำเราไปสู่ท่ีหมาย ด้วยความสะดวก
รวดเร็ว แนวความคิดที่ควบกับคุณค่าน้ีก็คือ พยายามให้สะดวกและปลอดภัย ทนทานท่ีสุด นี้เป็น
คณุ ค่าแท้ ส่วนคุณคา่ รองก็คือจะต้องให้โก้หรูเป็นสิ่งแสดงฐานะ เป็นรถรนุ่ ใหม่ล่าสุดท่ีนำเข้ามาจาก
ประเทศทางยุโรปหรอื อเมรกิ า เป็นต้น ความคิดท่คี วบกับคุณคา่ แบบน้ี ก็คือต้องพยายามให้สวย ให้
เด่นที่สุด บ้านเรือนหรือท่ีอยู่อาศัย ก็มีคุณค่าแท้ คือให้เป็นท่ีพักพิงหลบภัย และเป็นที่ที่เราจะได้
ดำรงชีวิตส่วนเฉพาะของเรา ในครอบครัวของเราให้มีความสุข แต่ก็มีคุณค่ารองอีก ในความหมาย
ของปุถุชน เชน่ การแสดงฐานะ แสดงความหรูหรา ส่ิงทั้งหลายท่เี กย่ี วข้องกับชีวิตของคนเรา ในส่วน
ท่ีเป็นวัตถุนี้ ปุถุชนท่ัวไปมักจะมี คุณค่าอยู่ ๒ อย่าง คือ คุณค่าแท้ กับคุณค่ารอง พระพุทธศาสนา
ยอมรับคณุ คา่ แท้ เกยี่ วกับคณุ คา่ แท้น้เี ราสามารถเหน็ ในเวลาพระจะบริโภคปจั จัยสี่กจ็ ะพจิ ารณากอ่ น
จะใช้สอยว่า ขา้ พเจ้าได้ พจิ ารณาแลว้ โดยแยบคาย จงึ ใช้สอยจีวร เพียงเพื่อปอ้ งกันความหนาว เพอ่ื
ป้องกันความร้อน เพื่อป้องกันสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เล้ือยคลานท้ังหลาย
เพียงเพ่ือ ปกปิดอวัยวะอันให้เกิดความละอาย พิจารณาแล้วโดยแยบคาย จึงฉันบิณฑบาต ไม่ฉัน
เพื่อคะนองกายเล่น ไม่ฉันเพ่ือความ มัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อ
ความดำรงอยู่แห่งกายนี้ เพ่ือยัง อัตภาพให้เป็นไป เพ่ือกำจัดความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์
พรหมจรรย์ ด้วยการพิจารณาอย่างน้ี ข้าพเจ้าจักบรรเทาเวทนาเก่าคือความหิวได้ จักไม่ยังเวทนา
ใหม่ให้เกิดข้ึน ความเป็นไป สะดวกแห่งการก็ดี ความไม่มีโทษก็ดี ความอยู่ผาสุกก็ดี จักมีแก่เรา
พิจารณาแล้วโดยแยบคาย จงึ อย่อู าศัยเสนาสนะ เพียงเพอ่ื ป้องกันความหนาว เพื่อปอ้ งกันความรอ้ น
เพื่อป้องกันสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานท้ังหลาย เพียงเพื่อบรรเทา
อันตรายอันเกิดจากดินฟ้าอากาศ เพื่อให้ยินดีในการหลีกเรน้ สำหรับภาวนา พิจารณาแล้วโดยแยบ
คาย จึงฉันยาแก้ไข้ เพียงเพื่อป้องกันเวทนาทั้งหลายที่เกิดแต่ อาพาธต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนแล้ว เพื่อไม่ถูก
เบียดเบียนเป็นอยา่ งย่ิงในชีวิตของปุถุชนนี้ถือว่าคุณค่ารองหรือส่วนเกินน้เี ป็นเร่ืองสำคัญ แล้วคุณค่า
รองท่ีเป็นส่วนเกินนี้เอง ท่ีสร้างปัญหาแก่มนุษย์มากท่ีสุด ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากความ
แร้นแค้น ยากจน อันเป็นสาเหตุทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญมาก เป็นปัญหาใหญ่ และมีผล
กว้างไกล กว่าปัญหาท่ีคนยากจนสร้างขึ้น เป็นตัวการสำคัญซ่อนอยู่เบ้ืองหลังการเกิดปัญหา
๗๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์คร้ังท่ี ๓๒, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
ผลธิ มั ม์, ๒๕๕๕), หนา้ ๖๔๖-๖๔๗.
250 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เศรษฐกิจที่ ร้ายแรง วิธีคิดในเรื่องของการบริโภคท่ีถูกต้อง เป็นพุทธวิถีแห่งการบริโภคที่มุ่งเน้นให้
เกิดดลุ ย ภาพแหง่ ชวี ิตและธรรมชาติอย่างแท้จรงิ
หลักการบริโภคตามทฤษฎีพุทธศาสตร์คือจะต้องบริโภคด้วยโยนิโสมนสิการ ด้วยทฤษฎี
คณุ ค่าแท้ - คุณค่าเนียมตามหลักพิจารณาด้วยปัญญา การบริโภคที่จะเกิดอัตถประโยชน์ท่ีสมบูรณ์
นัน้ จะต้องประกอบด้วยพอใจ ๓ ขั้นคอื อตั ถประโยชน์ชั้นตน้ ได้แก่กามฉันทะ อัตถประโยชนช์ ้ันกลาง
ได้แก่กุศลฉันทะ อัตถประโยชน์ช้ันสูง ได้แก่ ธัมมฉันทะ อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด เป็น
ปฏิปทาหรือทางดำเนินชีวิตที่เป็นส่วนแก่น สารเนื้อแท้ ซ่ึงจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญ เป็นผู้
ดำเนินอยใู่ นแนวทางแห่งความปลอดพ้น จากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด มี ๓ ประการ ได้แก่ ๑.
อินทรียสังวร การสสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วย
อินทรีย์ทั้ง ๖ ๒. โภชเน มัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณา
รับประทาน อาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก ไม่ใช่เพื่อสนุกสนาน มัวเมา ๓.
ชาครยิ านโุ ยค การหมั่นประกอบความต่ืน ไม่เหน็ แก่นอน คอื ขยันหมั่นเพียรตื่นตวั อยูเ่ ป็นนิตย์ ชำระ
จิตมใิ ห้มีนวิ รณ์ พร้อมเสมอทกุ เวลาที่จะปฏิบัติกจิ ให้ก้าวหนา้ ต่อไป๘ ทรพั ย์กับความสขุ ความสุขของ
คฤหสั ถ์ เรียกว่าคิหิสุข หรือ กามโภคีสุข คือสุขของชาวบ้าน เป็นความสุข ทช่ี าวบ้านควรพยายาม
เข้าถึงให้ไดอ้ ยา่ งสมำ่ เสมอ เปน็ ความสุขอนั ชอบธรรมท่ผี คู้ รองเรอื น ควรมี ๔ ประการ คือ
๑. อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนโภคทรัพย์ที่ได้มา
ดว้ ยนำ้ พักน้ำแรงความขยนั หมน่ั เพียรของตน และโดยชอบธรรม
๒. โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ท่ี
ไดม้ าโดยชอบนั้น เล้ียงชพี เลยี้ งผูค้ วรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์
๓. อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มี
หนีส้ ินติดค้างใคร
๔. อนวัชชสุข สขุ เกดิ จากความประพฤตไิ ม่มโี ทษ คือ ความภมู ิใจ เอิบอ่ิมใจ ว่าตนมี ความ
ประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียนไม่ได้ ท้ังทางกาย ทางวาจา และทางใจ ใน
ตอนท้ายพระพุทธองค์สรุปว่า “....คหบดี คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม๗๓ พึงได้รับสุข ๔ ประการนี้แลตาม
กาล ตามสมยั
“นรชนผู้จะต้องตาย รู้สุขเกิดจากความไม่เป็นหน้ี ระลึกถึงสุขเกิดจากความมีทรัพย์ เสวย
สุขเกดิ จากการใช้จา่ ยทรพั ย์ ยอ่ มเห็นแจง้ ดว้ ยปัญญา”๗๔
บรรดาสุขเหล่านี้ อนวัชชสุข มีค่ามากท่ีสุด การจัดสรรโภคทรัพย์ โภคอาทิยะ หรือ โภ
คาทิยะ ๕ ประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ หรือ เหตุผลท่ี อริยสาวกควรยึดถือ ในการท่ีจะมี
หรือครอบครองโภคทรัพย์ เม่ือแสวงหาโภคทรัพย์มาได้ ด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของ
ตนและโดยทางสุจริตชอบธรรมแล้ว ดังนี้๗๕ ๑. เล้ียงตัว มารดาบิดา บุตรภรรยา และคนใน
ปกครองท้ังหลายให้เป็นสุข ๒. บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมกิจการงานให้เป็นสุข ๓. ใช้ป้องกัน
ภยันตราย ๔. ทำพลี ๕ อย่าง (ก. ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ ข. อติถิพลี ต้อนรับแขก ค. ปุพพ
เปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ ง. ราชพลี บำรุงราชการด้วยการเสียภาษีอากรเป็นต้น จ. เทวตา
๗๓ ผู้บริโภคกาม (กามโภคี) ในที่น้ีหมายถึง ผู้เสพวัตถุกาม กิเลสกาม (มุ่งหมายเอา ผู้อยู่ครองเรือน) อ้างใน
องฺ.จตกุ กฺ .อ.(บาลี) ๒/๖๒/๓๕๔.
๗๔ ดรู ายละเอยี ดใน องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๖๒/๑๐๕-๑๐๗. อาณณั ยสุขท่ี ๒.
๗๕ ดรู ายละเอียดใน อง.ฺ ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๔๑/๖๔-๖๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 251
พลี ถวายเทวดา คือสักการะบำรงุ หรือทำบุญอุทิศสิ่งทเี่ คารพบูชาตามความเชื่อถือ สำหรับผู้ที่ยังมี
ความเชื่อถือในส่ิงเหล่าน้ี พระพุทธศาสนาสอนเปล่ียนแปลงเพยี งให้เลิก เซ่นสรวงสังเวยเอาชวี ิตบูชา
ยัญ หันมาบูชายัญชนิดใหม่ คือบริจาคทานและบำเพ็ญกุศลกรรมต่างๆ อุทิศไปให้แทน คือมุ่งท่ี
วิธีการอันจะให้สำเร็จประโยชน์ก่อน ส่วนการเปล่ียนแปลงความ เชื่อถือเป็นเรื่องของการแก้ไขทาง
สติปัญญา ซึ่งประณีตขึ้นไปอีกชั้นหน่ึง โดยเฉพาะนักบวชใน ประเภทที่ ๑ แม้สาวกใดจะเปลี่ยนมา
นับถือพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์ พระพุทธเจ้าก็ทรง แนะนำให้อุปถัมภ์บำรุงนักบวชนั้นต่อไป
ตามเดิม)๗๖ ๕. อุปถัมภ์บำรงุ สมณพราหมณ์ผปู้ ระพฤตดิ ีปฏิบัติชอบ๗๗ เมือ่ ใชโ้ ภคทรัพย์ทำประโยชน์
อย่างนแ้ี ล้ว ถงึ โภคะจะหมดสนิ้ ไป กส็ บายใจได้ว่า ไดใ้ ช้ โภคะน้ันให้เป็นประโยชนถ์ ูกต้องตามเหตุผล
แล้ว ถ้าโภคะเพ่ิมข้ึนก็สบายใจเช่นเดียวกัน เป็นอันไม่ต้องเดือดร้อนใจในท้ังสองกรณี หลักคำสอน
ทางพระพุทธศาสนาท่ีเกี่ยวกับเร่ืองเศรษฐกิจมีจุดสำคัญว่ามนุษย์ทุกคน ดำรงชีวิตอยู่ปัจจัยส่ีและ
ต้องมีปัจจัยสี่อย่างเพียงพอจึงจะเป็นอยู่เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตทีดี งามในสังคมต่อไปได้ด้วยเหตุนี้
พระพุทธศาสนาเมือ่ จะพัฒนาจึงยอมรับเร่ืองเศรษฐกิจเปน็ เบื้องต้นกอ่ นและมีการเนน้ มากแม้แต่การ
จัดระบบเศรษฐกิจในวัดท่ีเรียกว่าวินัย ก็เน้นปัจจัยส่ีไว้มาก แม้ว่าปัจจัยสี่จะเป็นสิ่งจำเป็นที่มนษุ ย์คน
ต้องมีแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีมากเกินความจำเป็น มีปัจจัยสี่เพียงเพ่ือเป็นอยู่ได้ก็สามารถมีชีวิตทีดีงาม
และเป็นสุขไดส้ ามารถมีความสขุ ด้วยปัจจยั สนี่ ้อยทสี่ ุดก็มีชวี ิตดีงามได้เช่นพระสงฆ์แตช่ าวบ้านทั่วไป
ก็มุ่งให้มีปัจจัยส่ีเป็นพื้นฐานก่อนจึงค่อยขยายหาทรัพย์สินอื่นๆ เพ่ือใช้ทำประโยชน์ต่างๆ มากมาย
ดังกล่าว
ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเศรษฐกิจในพระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้โดยรวมได้ ๔ อย่าง คือ ๑.
การแสวงหาทรพั ย์ต้องแสวงหามาโดยชอบธรรมหรือเป็นธรรม ๒. การเก็บออม คอื เก็บออมเพ่ือเป็น
ทุนทำงานหรือเป็นทุนในการ ประกอบการต่ออาชีพของตน เก็บออมไว้เป็นหลักประกันชีวิตในยาม
จำเป็น และหากมีมากเกินกว่าการใชจ้ ่าย ดงั กลา่ วกจ็ ะกลายเป็นทุนทรัพยเ์ พอื่ สาธารณประโยชนแ์ ละ
เก้ือหนนุ สังคมต่อไป ๓. การใช้จ่าย แยกเป็นการใชจ้ า่ ยเพอ่ื ตนเอง เช่นเล้ียงตัว เลีย้ งครอบครัว เป็น
ต้นและจ่ายเพ่ือมิตรภาพการอยรู่ ่วมกันในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม เช่น การต้อนรับปฏิสันถาร ๔.
การสัมพันธ์กับชีวติ ดา้ นอื่น โดยเฉพาะจิตใจไม่มัวเมาไมห่ ่วงกงั วลเป็นทกุ ข์กนิ ใช้ อย่างรูเ้ ทา่ ความจริง
ใช้ทรัพย์เป็นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพของตนเองในการฝึกฝน อบรมจิตใจ พัฒนาปัญญาให้
เจริญยิง่ ๆ ขนึ้ ไป
เศรษฐศาสตร์ตามแนวพุทธ เป็นเครื่องมือท่ีเหมาะสมในการจัดการกับปัญหาท่ีเรา เผชิญ
อยู่ปัจจุบัน เคร่ืองมือในการวิเคราะห์นี้มีความต้องการเพียงให้ประชาชนตระหนักถึง ข้อเท็จจริงท่ี
เป็นอยู่ตามกฎธรรมชาติ คือความไม่มีอยู่ของตัวตน ถ้าแนวความคิดนี้ได้รับความเข้าใจอย่างชัดเจน
ชีวิตมนุษย์จะได้รับการมองจากแง่มุมที่แตกต่างออกไปจากการเป็นผู้บริโภค ส่ิงท่ีมีความหมายมาก
ท่ีสุดในชีวิตไม่ใช่มาจากการบริโภค การบริโภคอย่างเหมาะสมจะไม่ทำให้ให้เกิดการทำลายล้าง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่ีจริงแล้วทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมสามารถทำให้ดีขึ้นได้
พรอ้ มกับการมีชีวิตอย่างมีผาสุกของประชาชน มีความสะอาด ความสงบและสรา้ งสรรค์ อย่างไรก็
ตาม การเรม่ิ ต้นวธิ ีคดิ ใหม่นจ้ี ะต้องปลกุ ใหต้ ระหนกั ถึง ธรรมชาตทิ ่ีแท้จรงิ ของมนุ ษย์และกฎธรรมชาติ
เกี่ยวกับการไม่มีอยู่ของตัวตนพร้อมกับส่ิงอ่ืนๆ ด้วย เช่นกฎแห่งไตรลักษณ์ คืออนิจจัง หรือความ
เปล่ียนแปลง ความไม่อยู่น่ิงและความเป็น อิสระจากการยึดติดที่สร้างข้ึนโดยเศรษฐศาสตร์กระแส
หลักและการดำรงอยู่ของความชั่วร้าย ๔ ประการ (ทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยม บริโภคนิยมและ
๗๖ องฺ.จตุกกฺ .อ.(บาลี) ๒/๖๑/๓๕๓.
๗๗ ขุ.จ.ู (บาลี) ๓๐/๑๒๐/๔๕.
252 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เงินตรา) จะต้องได้รับการเผยแพร่ให้ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ความยากจนที่อธิบายด้วย
รายได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงความยากจนสัมพัทธ์เป็นการ อธิบายที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนในลักษณะ ดังกล่าวได้ ถ้าพยายามแก้ไขโดยการเพิ่มรายได้
ในท่ีสุดนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้แล้วจะนำไปสู่ระบบทำลายตนเอง ถ้าใช้พุทธ
เศรษฐศาสตรแ์ ก้ปัญหาความยากจน จะมีกรณีเดยี วคือความยากจนที่เกิดจากการขาดแคลนปัจจัยส่ี
ซึ่งสามารถแกไ้ ขไดง้ ่าย ถ้าหากมีวิธีบริหารจดั การที่ชาญฉลาดในที่สดุ การแก้ปัญหาความยากจนหรือ
ความทุกข์ จึงมิใช่ เป็นการใช้เงินหรือทรัพยากรเป็นหลัก แต่เป็นการจัดการอย่างชาญฉลาดคือใช้
“ปัญญา” ในการแก้ปญั หานนั่ เอง
ความสันโดษกับความพอเพียง สันโดษ ความยินดีความพอใจ ความยินดีด้วยของของตน
ซึ่งได้มาด้วยเร่ียวแรงความ เพียรโดยชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัยส่ี ตามมีตามได้ความรู้จักอ่ิม
รู้จักพอ มี ๓ ประการ คือ ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามท่ีได้ยินดีตามท่ีพึงได้ คือตนได้ส่ิงใดมา
หรือเพียรหาส่ิงใดมาได้ เมื่อเป็นส่ิงที่ตนพึงได้ ไม่วา่ จะหยาบหรอื ประณีต ก็ยินดีพอใจด้วยส่ิงน้นั ไม่
ติดใจ อยากได้สิ่งอื่น ไม่เดือดร้อนกระวนกระวายเพราะส่ิงที่ตนไม่ได้ ไม่ปรารถนาสิ่งท่ีตนไม่พึงได้
หรือเกินไปกว่าท่ีตนพึงได้โดยถูกต้อง ชอบธรรม ไม่เพ่งเล็งปรารถนาของท่ีคนอื่นได้ ไม่รษิ ยาเขา ๒.
ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือยินดีแต่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและวิสัยแห่ง การใช้สอยของ
ตน ไม่ยินดีอยากได้เกินกำลัง ตนมีหรือได้สิ่งใดมาอันไม่ถูกกับกำลังร่างกายหรือ สุขภาพ เช่น ภิกษุ
ได้อาหารบิณฑบาตทแ่ี สดงต่อโรคของตน หรอื เกนิ กำลงั การบริโภคใชส้ อย กไ็ ม่หวงแหนเสยี ดายเก็บ
ไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ย่อมสละให้แก่ผู้อื่นท่ีจะใช้ได้และรับหรือแลกเอาสิ่งที่ถูก
โรคกับตน แต่เพียงท่ีพอแก่กำลังการบริโภคใช้สอยของตน ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดตี ามสมควร
คอื ยินดตี ามทเี่ หมาะสมกับตน อันสมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวติ และจดุ หมายแห่งการบำเพ็ญ
กิจของตน เช่น ภิกษุไม่ปรารถนา ส่ิงของอันไม่สมควรแก่สมณภาวะ หรือภิกษุบางรูปได้ปัจจัยส่ีท่ีมี
ค่ามาก เหน็ ว่าเป็นสิ่งสมควร แก่ทานผู้ทรงคณุ สมบัตินา่ นับถือ ก็นำไปมอบให้แก่ท่านผู้นั้น ตนเองใช้
แต่สิ่งอันพอประมาณ หรือภิกษุบางรูปกำลังประพฤติวัตรขัดเกลาตน ได้ของประณีตมา ก็สละให้แก่
เพ่ือนภิกษุรูปอ่ืนๆ ตนเองเลือกหาของปอนๆ มาใช้หรอื ตนเองมีโอกาสจะได้ลาภอย่างหน่ึง แต่รู้ว่าสิ่ง
นนั้ เหมาะสมหรอื เปน็ ประโยชน์แกท่ า่ นผอู้ ื่นทเ่ี ชีย่ วชาญถนัดสามารถดา้ นน้ัน ก็สละให้ลาภถึงแก่ท่านผู้
นั้น ตนรับเอาแต่ส่ิงที่เหมาะสมกับตน๗๘ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ช้ีแนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาว
ไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ต้งั แต่ก่อนเกิด วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรง
เน้นยำ้ แนวทางการแก้ไขเพ่ือใหร้ อดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมน่ั คงและยง่ั ยนื ภายใต้กระแส
โลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาช้ีถึงแนวการดำรงอยู่และ
ปฏิบัติตนของประชาชนในทุก ระดับ ต้ังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ท้ังในการ
พัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือให้ก้าว
ทนั ต่อโลกยคุ โลกาภิวตั น์
ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมี
ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดพี อสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อนั เกิดจากการเปล่ียนแปลงทงั้ ภายนอก
และภายใน ท้ังน้ีจะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง อย่างยิ่งในการนำ
วิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้อง
เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าท่ีของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุก
๗๘ ที.อ.(บาลี) ๑/๒๕๓, ม.อ.(บาลี) ๒/๑๘๘, อง.ฺ อ.(บาล)ี ๑/๘๑, ขุททฺ ก.อ.(บาลี) ๑๕๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 253
ระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีความรอบ รู้ท่ีเหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วย
ความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับ
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทง้ั ด้านวัตถุ สังคมส่งิ แวดลอ้ ม และวัฒนธรรมจากโลก
ภายนอกได้เป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของ
เมืองไทยและ คนไทยอย่างลึกซ้ึงและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และ
ช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพ่ึงตนเองได้มีความ พออยู่พอกิน และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่
ต้อง ติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปล่ียนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่า หาก
ประชาชนพ่ึงตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในท่ีสุด พระ
ราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและ สามารถ
ทำมาหากินใหพ้ ออย่พู อกินได้ดงั นี้ “….ในการสร้างถนน สรา้ งชลประทานให้ประชาชนใช้นนั้ จะต้อง
ช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษา
และการรักษาอนามัย เพ่ือให้ประชาชนในท้องท่ีสามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…”
เศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นเศรษฐกจิ ทพ่ี อเพียงกับตวั เอง ทำให้อยูไ่ ด้ ไม่ต้องเดอื ดร้อน มีส่ิงจำเปน็ ท่ีทำได้
โดยตวั เองไมต่ ้องแข่งขันกบั ใคร และมเี หลอื เพ่อื ช่วยเหลอื ผูท้ ี่ไม่มี อันนำไปสู่ การแลกเปลี่ยนในชุมชน
และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็น เศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจาก
ตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของ
ครอบครัวซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ” คือ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ในระบบเศรษฐกิจ
พอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่าน้ันขาดจิตวิญญาณ เพราะ
เป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ท่ีเน้นท่ีจะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซ่ึงไร้ขอบเขต ถ้าไม่
สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะ รวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการ
บริโภคท่ีก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการ
บริโภค ท่ีจะก่อให้ความพอใจและความสุข ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร อย่างนี้จะควบคุม
ความต้องการท่ีไม่จำกัดได้ และสามารถ จะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและ
ความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลาย
ทรพั ยากรเพอ่ื ให้เกิดรายไดม้ าจดั สรรส่ิงท่ีเปน็ “ความอยากท่ีไมม่ ที ส่ี ้ินสุด” และขจัดความสำคญั ของ
“เงิน” ในรูปรายได้ท่ี เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหน่ึง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของ
กลไกของตลาด และการพง่ึ พิงกลไกของตลาด ซึง่ บุคคลโดยทว่ั ไปไม่สามารถจะควบคมุ ได้ รวมท้งั ได้
มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียจะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน
ซงึ่ กอ่ ใหเ้ กิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มปี ัญหา การพัฒนายั่งยืน การบริโภคที่ฉลาดดงั กล่าวจะช่วย
ป้องกันการขาดแคลน แม้จะไม่ร่ำรวยรวดเรว็ แต่ในยามปกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึน้ ในยามทุกข์ภัย
ก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟ้ืนตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อ่ืนมากเกินไป
เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้น
ไม่ไดห้ มายความว่า ทุกครอบครวั ตอ้ งผลติ อาหารของตัวเองจะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปล่ยี น
กันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมืองและแม้กระท่ังระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือการบริโภคนั้นจะทำให้เกิด
ความรู้ที่ จะอยรู่ ว่ มกับระบบ รกั ธรรมชาติ ครอบครวั อบอุน่ ชมุ ชนเขม้ แข็ง เพราะไมต่ ้องท้ิงถิ่นไปหา
งานทำเพ่ือหารายได้มาเพ่ือการบริโภคที่ไม่เพียงพอ ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอ
สำหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึดคุณค่า มากกว่า มูลค่า ยึดความสัมพันธ์ของ
บุคคล กับระบบ และปรับความต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพ่ือกำไร และอาศัย
ความร่วมมือเพ่ือให้เกิดครอบครัวที่ เข้มแข็งอันเป็นรากฐานท่สี ำคญั ของระบบสังคม การผลิตจะเสีย
ค่าใช้จ่ายลดลงถ้ารู้จักนำเอาส่ิงที่มีอยู่ในขบวนการธรรมชาติมาปรุงแต่ง ตามแนวพระราชดำริใน
254 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เรื่องต่างๆ ในการผลิตน้ันจะต้องทำด้วยความรอบคอบไม่เห็นแก่ได้ จะต้องคิดถึงปัจจัยที่มีและ
ประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง จะเกิดปัญหาอย่างเช่นบางคนมีโอกาสทำโครงการแต่ไม่ได้คำนึงว่าปัจจัย
ต่างๆ ไม่ครบ ปัจจัยหน่ึงคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถท่ีจะปฏิบัติได้ แต่ข้อสำคัญ
ท่ีสุด คือวัตถุดิบ ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกรที่เหมาะสม เกษตรกรก็จะไม่
ผลิต ยิ่งถ้าใช้วัตถุดิบสำหรบั ใช้ในโรงงาน้ัน เป็นวัตถุดิบที่จะต้องนำมาจากระยะไกล หรือนำเข้าก็จะ
ย่งิ ยาก เพราะว่าวัตถุดบิ ทีน่ ำเข้านน้ั ราคายิ่งแพง บางปีวัตถุดบิ มีบรบิ ูรณ์ ราคาอาจจะต่ำลงมา แต่
เวลาจะขายสิ่งของท่ีผลิตจาก โรงงานก็ขายยากเหมือนกัน เพราะมีมากจึงทำให้ราคาตก หรือกรณี
ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เกษตรกรรู้ดีว่าเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนเพ่ิมข้ึน และผลผลิตที่เพิ่มน้ันจะ
ล้นตลาด ขายได้ในราคาท่ีลดลง ทำให้ขาดทุน ต้องเป็นหน้ีสิน การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็น
ต้นแบบการคิดในการผลิตท่ีดีได้ ดังนี้ ๑. การผลิตน้ันมุ่งใช้เป็นอาหารประจำวันของครอบครัว
เพ่ือให้มีพอเพียงในการ บริโภคตลอดปี เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและเพื่อจำหน่าย ๒. การผลิต
ต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่นการเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดู
แหล่งน้ำจะก่อให้เกิดประโยชน์ท้ังการผลิต และประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ ๓. ปัจจัยประกอบอ่ืนๆ ที่จะ
อำนวยให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี และเกิดประโยชน์ เชื่อมโยงทีจ่ ะไปเสริมให้เกิดความย่ังยนื ในการ
ผลิต จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้ง เกษตรกร ธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเช่ือมโยงเศรษฐกิจ
พอเพยี งเข้ากบั เศรษฐกิจการค้า และให้ดำเนนิ กจิ การควบคู่ไปด้วยกันได้ การผลิตจะตอ้ งตระหนกั ถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กับระบบ การผลิตน้ันต้องยดึ ม่ันในเร่ืองของคุณค่า ใหม้ ากกว่า มูลค่า
ตัวอยา่ งพระราชดำรัสที่เก่ียวกับการสร้างความ ตระหนักให้แก่ประชาชน ไดแ้ ก่ “….ประเทศไทยน้ี
เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถ่ินฐาน แต่ว่าต้องรกั ษาไว้ไม่ทำให้ ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็น
ทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้….” ทรงสร้างความสนใจแก่ประชาชน (Interest) หลายท่านคงได้ยิน
หรือรับฟังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีนามเรียกขาน
แปลกหู ชวน ฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการ
เส้นทางเกลือ โครงการนำ้ ดีไล้น้ำเสีย หรอื โครงการนำ้ สามรส ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้
ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียด เป็นที่เข้าใจง่าย
รวดเร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ ในประการต่อมาทรงให้เวลาในการประเมินค่าหรือประเมินผล
(Evaluate) ด้วย การศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ว่าโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้น
เปน็ อยา่ งไร สามารถนำไปปฏบิ ัตไิ ดใ้ นสว่ นของตนเองหรอื ไม่ ซึ่งยังคงยดึ แนวทางท่ีใหป้ ระชาชนเลือก
การพัฒนาด้วยตนเอง ที่ว่า “….ขอให้ถือว่าการงานท่ีจะทำน้ันต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมา
ก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้อง
ปรองดองกับ เขาให้ได้แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องค่อยพยายามแก้ไขไปตามท่ี
ถูกที่ควร….” แนวพระราชดำริท้ังหลายดังกล่าวข้างต้นน้ีแสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะท่ี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพ่ือค้นคว้าหาแนว
ทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุขสถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระ มหา
กรณุ าธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลามากกว่า ๕๐ ปี จึงกล่าว ได้ว่าพระ
ราชกรณียกิจของพระองค์น้ัน สมควรอย่างย่ิงที่ทวยราษฎรจักได้เจรญิ รอยตามเบื้อง พระยุคลบาท
ตามท่ีทรงแนะนำสั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยดู่ ีมีสุขโดย ถ้วนเช่นกัน โดยการ
พัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับต้องสร้างพ้ืนฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชน
ส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ท่ีประหยัด แต่ถูกต้องตาหลักวิชาการ เพ่ือได้
พ้ืนฐานท่ีมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อย สร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะ
ทางเศรษฐกิจข้ึนที่สูงขึ้นไปตามลำดับจะก่อให้เกิดความ ยั่งยืนและจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 255
ครอบครัว ชุมชน และสงั คม สุดท้ายเศรษฐกิจดี สังคม ไม่มีปัญหา การพัฒนายง่ั ยืน แนวคดิ ในทาง
เศรษฐกิจแบบพุทธท้ังด้านการผลิต การบริโภค และการแจกจ่าย มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตเป็นสำคัญ
ส่วนของการบริโภคน้ันให้บริโภคเท่าที่จำเป็น รู้จักประมาณ ไม่กักตุน ไม่บริโภคสงิ่ ไร้สาระ บรโิ ภคไม่
เบียดเบียน ไม่บริโภคเพื่อสร้างทกุ ข์ในอนาคต แต่ใหพ้ ิจารณาบริโภคเพื่อยงั ชีพให้ดำรงอยูไ่ ด้ และไม่
บริโภคด้วยความอยากหรือตามใจตนเอง จนหลงใหลมัวเมาขาดสติปัญญาไร้การพิจารณาใครค่ รวญ
ไตร่ตรอง
สรปุ ทา้ ยบท
การเสพบริโภคปัจจัย ๔ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) ตามแนว
พระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายก็คอื มิใช่บริโภคเพ่ือการเล่น (เนว ทวาย) มิใชบ่ ริโภคเพ่ือความเจริญ
แห่งความเมาด้วยความถือตัวและความเมาแห่งบุรษุ (เนว มทาย) ไม่บรโิ ภคเพื่อตกแต่งร่างกาย (น
มณฺฑนาย) อย่างเช่นเหล่าสตรีท่อี าศยั รปู เล้ียงชีพและชาววังจึงดื่มเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น บรโิ ภค
อาหารละเอียดออ่ นและนุ่ม ดว้ ยหวังว่า ข้อนิ้วมอื ของเราจักเรยี บ ผวิ พรรณในรา่ งกายจักผ่องใสด้วย
อาหารอย่างนี้ ไม่ฉันเพื่อประดับ คือไม่ฉันเพ่ือประดับเน้ือในร่างกาย (น วิภูสนาย) เป็นการบริโภค
เพื่อดำรงกายน้ี (อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา) คือเพ่ือดำรงกรชกายอันมีมหาภูตรูป ๔ นี้ นี้เป็นประโยชน์
ในการบริโภคนน้ั เป็นการบริโภคเพ่ือให้รา่ งกายเป็นไป (ยาปนาย) คอื เพ่ือให้ชีวิตินทรียเ์ ป็นไป เป็น
การบริโภคเพ่ือกำจัดความลำบาก (วิหึสุปรติยา) คือความหิวเกิดข้ึนเพราะเหตุที่ไม่บริโภค ชื่อว่า
ความลำบาก บริโภคเพ่อื สงบความลำบากนนั้ และ เปน็ การเสพบรโิ ภคเพอื่ อนุเคราะห์แกพ่ รหมจรรย์
(พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย) คือสิกขา ๓ คำสอนท้ังส้ินช่ือว่าพรหมจรรย์ บริโภคเพ่ืออนุเคราะห์แก่
พรหมจรรย์น้นั โดยทำในใจว่า เราจกั บริโภคเพื่อบำบัดเวทนาเกา่ เสีย เวทนาเกิดเพราะเหตุไมบ่ ริโภค
ช่ือว่าเวทนาเก่า บริโภคด้วยต้ังใจว่า เราจักบำบัดเวทนาเก่าน้ันเสีย ดังนี้ และจักไม่ยังเวทนาใหม่ให้
เกิดขึน้ เวทนาเกิดขึ้น เพราะเหตุที่บรโิ ภคมากจนเกินไป ช่อื ว่าเวทนาใหม่ บริโภคดว้ ยตั้งใจว่า เราจัก
ไม่ยังเวทนาใหม่นั้นให้เกิดข้ึน ดังน้ีเวทนาเกิดขึ้นเพราะเหตุ บริโภคแล้ว ชื่อว่าเวทนาใหม่ ฉันเพ่ือ
เวทนาใหม่ที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น การดำเนินไปจักมีแก่เรา คือชีวิตของเราจักดำเนินต่อไปได้๗๙
ดังน้ัน พระพุทธองค์จึงได้ตรัสสอนไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุได้รับปัจจัย ๔ แล้ว ไม่
พิจารณาบริโภคไม่ควรเลย เพราะฉะน้ัน จำเดิมแต่น้ี พวกเธอต้องพิจารณาแล้วจึงค่อยบริโภค เม่ือ
ทรงแสดงวิธีพิจารณา ทรงวางแบบแผนไว้ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย อน่ึง ภิกษุในธรรมวินัยน้ี
พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงใช้สอยจีวร ฯลฯ เพ่ือต้องการปกปิดอวัยวะที่น่าละอาย แล้วตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย การพิจารณาปัจจัย ๔ อย่างน้ีแล้วบริโภค ย่อมสมควร ข้ึนช่ือว่าการไม่พิจารณาแล้ว
บริโภค เป็นเช่นกับบริโภคยาพิษท่ีร้ายแรงย่ิงใหญ่ ด้วยว่า คนในครั้งก่อนไม่พิจารณา ไม่รู้โทษ
บรโิ ภคยาพษิ ผลทส่ี ุดต้องเสวยทกุ ข์ใหญ่หลวง ดงั นี้”๘๐ (พิจารณาโดยแยบคายแลว้ จึงบริโภค)
๗๙ รู้จกั ประมาณในโภชนะ : “กิจที่ควรทำให้ยงิ่ ขึ้นไป เป็นอย่างไร คือเธอท้ังหลายควรสำเหนียกอยา่ งน้ีว่า ‘เรา
ทั้งหลายจักรูจ้ กั ประมาณในโภชนะ จักพจิ ารณาโดยแยบคายแล้วกลนื กินอาหาร ไมใ่ ชเ่ พื่อเลน่ ไม่ใช่เพื่อความมวั เมาไมใ่ ช่เพื่อ
ประดับ ไม่ใช่เพ่ือตกแต่ง แต่เพียงเพื่อกายน้ีดำรงอยู่ได้ เพ่ือให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป เพ่ือบำบัดความหิว เพื่ออนุเคราะห์
พรหมจรรย์ โดยอุบายนี้ เราจักกำจดั เวทนาเก่าเสียได้ และจักไม่ให้เวทนาใหมเ่ กิดขึ้น ความดำรงอยู่แห่งชวี ิตความไม่มีโทษ
และการอยูโ่ ดยผาสุกจักมีแก่เรา” อ้างใน ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๒๒/๔๕๖, ๑๒/๒๓/๒๓.
๘๐ ดูรายละเอียดใน ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๓-๒๖/๒๒-๒๕ สพั พาสวสูตร, และเทียบใน อรรถกถา ลติ ตชาดก ว่าด้วย
ลูกสกาอาบยาพษิ .
256 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
การเ พบริโภคปัจจัย ๔ เพ่ื ใ ช้ ี ติ ดำเนนิ ไปเพ่ื การงานท่ียิง่ ใ ญ่ก ่า ไมเ่ พบริโภคโดย
ตกเป็นทางข งโ ชา าร ไม่ตกเป็นทางข งตัณ า รู้ประมาณในการบริโภค ดังบาลี ่า “โภชเน
มตฺตญฺญุตา”๘๑ (รูป้ ระมาณใน า าร) เข้าถึงคุณค่าแทแ้ ละคุณคา่ เทียมในการเ พบรโิ ภค โดยมีฐาน
จิตคื ยินดี พ ใจด้ ยข งข งตนซึ่งได้มาด้ ยเรี่ย แรงค ามเพียรโดยช บธรรมตามปัจจัย ่ีตามมี
ตามได้ ตามกำลัง (เรียก ันตุฏฐิธรรม) พระพุทธ า นามีปรัชญาในการใช้ ยปัจจัยเท่าท่ีจำเป็น
มิใช่เ น ใ ้เป็น า นาบริโภคนิยม เป็นเ ลา งพันก ่าปีนับต้ังแต่พระเจ้า โ กม าราชได้ ่ง มณ
ทูตคื พระโ ณะและพระ ุตตระ มายังดนิ แดนที่เรียก ่า ุ รรณภูมิ นับตั้งแต่นั้นมาพระพุทธ า นา
ก็ ยู่คู่กับ ังคมไทยมาโดยตล ด เจริญบ้างเ ่ื มบ้างในบางคร้ัง แต่บรรพบุรุ ก็เ าตั ร ดรัก า
า นาไ ้ได้ ตราบเท่ายุค มัยแ ่งเรา ใน ังคมบริโภคนิยม ทิ ทางข งการบริโภคปัจจัยก็ย่ ม
เปลี่ยนแปลงไปด้ ย ปัจจุบันเราจึงได้เ ็นจี ร ยๆ า าร ร่ ย กุฎี าลา โบ ถ์ ิ ารท่ีใ ญ่โต
โ าร บางแ ่งราคา ลายร้ ยล้าน แม้แต่เ ลาเจ็บป่ ยก็ต้ งพ่ึงพาโรงพยาบาลเ กชนที่ใ ้บริการ
ย่างดีเยี่ยม และค่าใช้จ่ายก็แพงไปด้ ย า นาใน ังคมไทยท่ามกลางกระแ โลกาภิ ัตน์ รื ่า
ไกลไปตามข งกระแ ัตถุนิยม ลงตามกระแ (อนโุ สตคามี) เพราะเป็นผู้ถูกราคะโท ะและโม ะ
เป็นต้นถูกต้ งแล้ และคร บงำแล้ ันที่จริงแล้ พระพุทธ า นามีลัก ณะและท่าทีเป็น “ปฏิโสต
คามี” คื การประพฤติปฏิบัติทที่ นกระแ (ท นกระแ กิเล ตัณ า ุปาทาน...โลภะ โท ะ โม ะ
เป็นต้น) โดยปฏิบัติที่เป็นข้า ึกต่ กิเล เ ล่าน้ัน ปฏิโ ตคามีโดยท่ี ุด ได้แก่ ัจจธรรม ๔ ท่ีไปแล้
ย่างนี้ ่า นิจฺจํ ทุกฺขํ นตฺตา ุภํ (ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็น นัตตา ไม่งาม) ันท นกระแ แ ่ง
ธรรมมีค ามเทย่ี งเปน็ ตน้
ังคมไทย ผลท่ีเกิดข้ึนตามมาจากการแพร่ขยายข ง า นาบริโภคนิยม ก็คื การถื
เงินตราเป็น รณะ เ าค ามเจริญเติบโตทางเ ร ฐกิจเป็นเป้า มาย ูง ุดข งการพัฒนาประเท
ถื เ าผลิตภัณฑ์ม ลร มประชาชาติเป็นเกณฑ์ ัดค าม ำเร็จข งคนทั้งประเท ย่ิงก ่าจะใ ้
ค าม ำคัญกับค าม ุขและชี ิตที่มีคุณภาพ เช่นเดีย กับท่ีผู้คนต่างถื เ ารายได้ รื ทรัพย์ ินเป็น
เครื่ ง ัดค าม ำเร็จข งชี ิต ปรากฏการณ์ดังกล่า เป็นเครื่ งบ่งบ ก ่า พระพุทธ า นาถูกทุน
นิยมและบริโภคนิยมเบียดขับ กไปจากการเป็น า นา ลักข ง ังคมไทยไปแล้ ในแง่ นึ่งก็เป็น
ัญญาณบ่งบ กถึง ิทธิพลข งทุนนิยมท่ีเ นื พระพุทธ า นา และเม่ื ประเท ไทยถึงแก่ค าม ิบัติ
ในทางเ ร ฐกิจ ันมี าเ ตุ ่ น นึ่งมาจากการบรโิ ภค ยา่ งฟุ่มเฟื ยกันทง้ั ประเท โดยแทบจะไม่
มีเ ียงเตื นจากพระพุทธ า นามาก่ นเลย นั่นก็เท่ากับช้ี ่าพระพุทธ า นาได้พ่ายแพ้ต่ บริโภค
นิยมไปแล้ แม้ า่ ัด า ารามและโบ ถ์ ิ าร ันใ ญ่โตจะผุด ะพรั่งทั่ ทั้งประเท ก็ตาม ิ่ง ำคญั
เราในฐานะชา พุทธ ต้ งทำในใจเ ม ่า ต้ “ต้ังจิต” “ต้ัง ลัก” และ “มีจุดยืน” ในการเ พบริโภค
ใ ถ้ ูกต้ งตรงตาม ลักธรรมคำ นในพระพุทธ า นาทั้งในแง่ข งการเผยแผ่พระพุทธ า นา และ
การใช้ชี ิตประจำ ัน ย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากท่ี ุด ตาม ลักการท่ี ่า “เป็นประโยชน์ทั้ง
แต่ตนเ ง และผู้ ่ืน และเป็นประโยชน์ ูง ุด” ( ตฺตตฺถ, ปรตฺถ และ ปรมตฺถ) เป็นการใช้ชี ิตในเชิง
บูรณาการทัง้ ามมิติ
๘๑ ภิ. ํ. .(ไทย) ๑/๗๕๙-๗๖๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 257
คำถามท้ายบท
๑. จงอธิบายเปรยี บเทียบการจดั หมวดหมู่ระหว่างอาหารทางโลกกับทางธรรม
มคี วามเหมอื นและแตกต่างกนั อย่างไร?
๒. โภชนะ กบั เภสชั ชะ ในทางพระพทุ ธศาสนา มีความเหมือนและแตกต่างกนั
อย่างไร?
๓.ปพั พชิตอภิณหสตู ร (ว่าด้วยธรรมทีบ่ รรพชิตควรพจิ ารณาเนอื งๆ)
ประกอบดว้ ยธรรมก่ปี ระการ จงอธิบายมาพอสังเขป?
๔. จงยกตวั อยา่ งและอธบิ ายรายละเอยี ดการบรโิ ภคปัจจยั ๔ ทป่ี รากฏใน
พระไตรปฏิ ก เพ่ือการส่งเสรมิ สุขภาพ?
๕. นิยามความหมายการเสพบริโภคตามแนวพทุ ธเศรษฐศาสตร์ มกี ส่ี ว่ น
อะไรบา้ ง?
บทท่ี ๖
พุทธวธิ ีการบำบดั สุขภาพในสมยั พทุ ธกาล
ความนำ
กิจวัตรกิจกรรมของพระภิกษุในสมัยพุทธกาลนั้นมีหลากหลายจึงช่วยแก้ปัญหาการเจ็บป่วย
อันเกิดจากการผลดั เปลย่ี นอริ ิยาบถไม่สม่ำเสมอได้เป็นอย่างดี กลา่ วคือมีทั้งการนง่ั สมาธิเจริญภาวนา
การบิณฑบาต การเดินจงกรม การดูแลความสะอาดวัด การทำงานทางด้านนวกรรม หรืองาน
ก่อสร้างและปฏิสังขรณ์อาราม การสำเร็จสีหไสยาสน์คือ นอนตะแคงขวาอย่างมีสติ เป็นต้น การ
บิณฑบาตนั้นนอกจากเพอื่ โปรดญาติโยม และเพื่อเลยี้ งชพี ตามวสิ ัยของบรรพชิตแลว้ ยังเปน็ การออก
กำลังกายและเป็นการนวดเท้าอยา่ งดีอีกด้วย เพราะพระภิกษุต้องออกเดนิ ดว้ ยเทา้ เปล่าต้ังแต่เช้าตรู่
เป็นระยะ ๒-๓ กโิ ลเมตรต่อวัน จึงเท่ากับได้ออกกำลังกายไปในตัว และการไม่สวมรองเท้าทำใหเ้ ท้า
ได้สัมผัสกับกอ้ นกรวด กอ้ นหนิ โดยตรง จงึ เปน็ การนวดเท้าไปในตวั เชน่ กนั
สว่ นการเดนิ จงกรมนนั้ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าตรัสไว้ในจงั กมสูตร วา่ “ชว่ ยให้อาหารทก่ี ิน ด่ืม
เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อยได้ง่ายและทำให้เป็นผู้มีอาพาธน้อย...” นอกจากนี้ในส่วนหนึ่งของกิจวัตรของ
พระภิกษุนั้น ยังมีการบรหิ ารรา่ งกายด้วยการ “ดัดกาย” (ปริมททฺ น) เพื่อแก้ความเมื่อยขบและมกี าร
ผ่อนคลายกล้ามเน้อื ด้วยการ “บีบนวด” (สมฺพาหน/ปรจิ ารกิ ะ)๑ อีกด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็
ทรงผ่อนคลายกล้ามเนือ้ ด้วยการบบี นวดเช่นกนั ดังทีป่ รากฏในชราสูตร สงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตาในบุพพาราม
เขตกรุงสาวัตถี คร้ันในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากท่ีหลีกเร้น ประทับนั่งผินพระ
ปฤษฎางค์ให้แดดที่ส่องมาจากทิศตะวันตกครั้งน้ัน ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ถวายอภิวาทแล้วบีบนวดพระวรกายของพระผู้มีพระภาคด้วยฝ่ามือ (ภควโต คตฺตานิ ปาณิ
นา อโนมชฺชนฺโต) พลางกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นา่ อัศจรรย์จริง ไม่
เคยปรากฏ บัดน้ีพระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน พระอวัยวะทุก
สว่ นก็เห่ียวยน่ เป็นเกลยี ว พระวรกายกค็ ้อมไปข้างหนา้ และพรอินทรีย์ท้ังหลาย คือ จักขุนทรีย์ โสติ
นทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ก็ปรากฏแปรเปลี่ยนไป” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จริง
อย่างนัน้ อานนท์ ความแกม่ ีอย่ใู นความเป็นหนุ่มสาว ความเจ็บไข้มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายกม็ ี
อยู่ในชวี ิต ผิวพรรณไมบ่ รสิ ทุ ธิผ์ ุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน อวัยวะทุกส่วนก็เหยี่ วย่นเปน็ เกลียว กายกค็ อ้ ม
ไปข้างหน้า และอินทรีย์ทั้งหลาย คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์กายินทรีย์ ก็
ปรากฏแปรเปลี่ยนไป” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา
ประพันธต์ ่อไปอีกว่า
“ถึงท่านจะติความแก่ท่ีเลวทราม จะติความแก่ที่ทำให้ผิวพรรณทรามไปสักเพียงใดรูปท่ีน่า
พึงพอใจก็คงถูกความแก่ย่ำยเี พียงนัน้ แม้ผู้ใดพึงมีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ผู้นน้ั ก็มีความตายอยูเ่ บื้องหน้า
ความตายไมล่ ะเว้นใครๆ ยอ่ มย่ำยีสัตวท์ ้ังหมดทีเดียว”๒
๑ “....อุจฺฉาทน-ปริมทฺทน-นหาปน-สมฺพาหเนน ...” “การอบกล่ิน, การนวด, การให้อาบน้ำ, การดัดกาย” อ้างใน
มงคฺ ลตถฺ ทีปน.ี (บาลี) ๑/๒๙๗/๒๗๓.
๒ ส.ํ มหา.(ไทย) ๑๙/๕๑๑/๓๒๒.
260 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
จากท่ีกล่าวมาท้ังหมดจะเห็นว่า กิจวัตรกิจกรรมของพระภิกษุนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการดูแล
รักษาสุขภาพด้วย “ดุลยภาพบำบัด” ได้เป็นอย่างดี ตรงกับภาษาบาลีว่า “ธมฺเมน สเมน ฐิตาทโย
อิริยาปถา ปติฏฺฐาเปตพฺพา” (โยคาวจรบุคคล พึงปรับอิริยาบถทั้งหลายมียืน เดิน น่ัง นอนเป็นต้น
ไม่สม่ำเสมอ) ดังข้อความว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าคร้ันทรงแนะนำเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญ
อานาปานสติกรรมฐาน อันเก้ือกูลดว้ ย ๓ ฤดู และเกื้อกูลด้วยธาตุ และจริยาแก่ภิกษุน้ัน แล้วเมื่อจะ
ทรงแนะนำถึงอิริยาบถอันสงบ อันเป็นฝ่ายแห่งความไม่ท้อแท้และไม่ฟุ้งซ่านจึงตรัสว่า ‘นั่ง’ (นิสีท
ติ) คร้ันแล้วเมื่อจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นนั่งได้ม่ันคง ความท่ีลมอัสสาสะปัสสาสะเป็นไป
ปกติ และอุบายกำหนดถือเอาอารมณ์ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา คู้บัลลังก์
(ขัดสมาธิ)”๓ กล่าวคือพระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำใหพ้ ระภิกษุรักษาสรีระในอิริยาบถต่างๆ ให้สมดลุ คอื
ให้เหมาะสมอยู่เสมอ และพยายามปรับเปลี่ยนอิริยาบถให้สมดุลกันทั้งการเดิน นั่ง ยืน นอน ไม่
ดำรงอยูใ่ นอิรยิ าบถใดนานเกนิ ไปเพ่ือป้องกนั การเจ็บป่วย นอกจากนีย้ ังมีการบรหิ ารรา่ งกายด้วยการ
ดัดกาย มีการออกกำลังกายด้วยการบิณฑบาตและเดินจงกรม มีการผ่อนคลายกล้ามเน้ือและเส้น
เอน็ ดว้ ยการนวดอกี ด้วย
อย่างไรก็ตามหลักดุลยภาพบำบัดในสมัยพุทธกาล ก็มีความแตกต่างกับดุลยภาพบำบัดใน
สมัยปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น การเดนิ การยนื การน่งั การนอน (เรียกว่า อิริยาบถใหญ่) จะได้อธบิ ายใน
หวั ขอ้ ถัดไป
กฎนยิ าม หรอื กฎธรรมชาติ
สำหรับนิยามนไ้ี ดป้ รากฏในคัมภีรท์ างพระพุทธศาสนา ดงั น๔ี้
๑. อุตุนิยาม (Physical Laws) คือกฎธรรมชาติที่ครอบคลุม ความเป็นไปของ
ปรากฏการณใ์ นธรรมชาติ เกย่ี วกับวตั ถุทไ่ี ม่มชี ีวิตทุกชนดิ เช่นปรากฏการณ์ฟ้ารอ้ ง ฟ้าผ่า แม้กระทั่ง
การเกิดและการดับสลายของโลกก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อน้ี ในตำราพระพุทธศาสนาที่เขียนโดย
ชาวฝร่ัง มักใช้คำว่า คนอินเดียในสมัยพุทธกาลสงสัยกันว่า อะไรคือส่ิงกำหนดให้มีความสม่ำเสมอ
คงที่ในธรรมชาติ ส่วนท่ีเก่ียวกับวัตถุ เช่นความสม่ำเสมอของฤดูกาล ซึ่งทางพระพุทธศาสนาตอบ
ปัญหานี้วา่ ส่ิงทกี่ ำหนด คอื อตุ นุ ยิ าม
๒. พีชนยิ าม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชาติทคี่ รอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต
ท้ังพืชและสัตว์ กฎธรรมชาตินี้ เม่ือเรานำเมล็ดข้าวเปลือกไปเพาะ ต้นไม้ท่ีงอกออกมาจะต้องเป็นต้น
ข้าวเสมอ หรือ ช้างเม่ือคลอดลูกออกมาแล้วก็ย่อมเป็นลูกลิงเสมอ ความเป็นระเบียบน้ีพุทธศาสนา
เชือ่ วา่ เป็นผลมาจากการควบคมุ ของพชี นยิ าม
๓. จิตนิยาม (Psychic Laws) คือกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต
พระพุทธศาสนาเช่ือว่า คนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ ๒ ส่วน คือร่างกายและจิตใจ จิตมี
กฎเกณฑ์ในการทำงาน เปลี่ยนแปลงและแสดงพฤตกิ รรมเป็นฉบบั เฉพาะตัว
๔. กรรมนิยาม (Kamic Laws) คือ กฎการให้ผลของกรรม กรรมคือการกระทำท่ี
ประกอบด้วยความตั้งใจ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือกรรมดีและกรรมชั่ว กรรมดีย่อมตอบสนอง
ในทางดี กรรมช่ัวยอ่ มตอบสนองในทางช่ัว นค่ี อื กฎแห่งกรรมน่นั เอง
๓ วิสทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๒/๕๘. มมร.
๔ อรรถกถามหาปทานสตู ร ทีฆนกิ ายอรรถกถา และอรรถกถาจติ ตปุ บาทกัณฑ์ คัมภีรอ์ รรถกถสาลนิ ี
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 261
๕. ธรรมนิยาม (General Laws) คือกฎธรรมชาติเก่ียวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่ง
ทง้ั หลาย เปน็ กฎสากลทคี่ รอบคลุม ความเปน็ ไปทั้งฝา่ ยจิตและฝ่ายวตั ถุ กฎขอ้ น้ีมีขอบเขตครอบคลุม
กวา้ งขวางทส่ี ุด กฎ ๔ขอ้ ข้างตน้ สรปุ รวมลงในข้อสดุ ทา้ ยนี้
อุตุนิยาม กฏแห่งฤดู หรือกฏธรรมชาติเก่ียวกับอุณหภูมิ โดยเฉพาะดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล
การท่ีมีร้อนมีหนาว หรือมีฤดูเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติน้ัน เป็นกฏธรรมชาติอย่างหน่ึง แต่ใน
คัมภีร์ท่านกล่าวว่า “การที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกผลและผลิใบพร้อมกันในฤดูกาลนั้นๆ คือ อุตุ
นิยาม”
พีชนิยาม กฏแห่งพืช หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช เช่น ปลูก
มะม่วง ผลทอ่ี อกมาก็เป็นมะม่วง ปลูกข้าว ผลท่อี อกมาก็เป็นข้าว ปลูกพืชอะไรก็ออกต้น ออกผลเป็น
พืชนั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น อย่างน้ีเรียกว่า พีชนิยาม และการท่ีต้นไม้มีลำต้น ดอกผล ใบ
และอื่นๆ แตกต่างกันนนั้ ก็จดั เป็นพีชนิยาม กฎของพืชทั้งส้นิ
จิตตนิยาม กฏแห่งจิต หรือกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติของจิต ได้แก่ การทำงานของจิต ซ่ึงมี
กฏเกณฑโ์ ดยเฉพาะของจิต เช่น จิตเกิดเรว็ ดบั เร็ว จิตออกรบั อารมณ์ทีละอยา่ งเทา่ น้ัน จิตดวงหนึ่ง
เกิดข้ึนแล้วจะมีเจตสิกอะไรประกอบได้บ้าง หรือมีเจตสิกอะไรรวมไม่ได้ มันมีกฏเกณฑ์ของมัน หรือ
เม่ือจะมีจิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ มันจะดำเนินไปอย่างไร ก่อนจะเคลื่อนไหว มันเป็นอดีตภวังค์ (ภวังค์
เดิม) เม่ือเคล่ือนตัวจะออกจากภวังค์ก็เป็นภวังคจลนะ (ภวังค์ไหว) แล้วจึงเป็นภวังคุปัจเฉทะ (ตัด
กระแสภวังค์) จากน้ันก็มีการทำหน้าที่ต่างๆ ต่อไป จนถึงชวนจิต แล้วกลับตกภวังค์อย่างเดิมอีก
อย่างนเ้ี รียกวา่ จิตตนิยาม
แม้การท่ีจิตเกิดข้ึน (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) แล้วดับไป (ภังคะ) ของจิต อันมีอย่ตู ลอดเวลาก็
จดั เป็นจิตนยิ าม กฎของจติ เชน่ กัน
กรรมนยิ าม กฏแหง่ กรรม หรือกฏธรรมชาติเกีย่ วกับกรรม เชน่ ทำดไี ดด้ ี ทำชว่ั ได้ช่ัว ผใู้ ดทำ
กรรมผู้น้ันจะได้รับผลของกรรมน้ัน เป็นต้น ความที่กรรมนั้นๆ ให้เช่นเดียวกันกับกรรมน้ันๆ อย่างน้ี
คือกรรมท่ีประกอบด้วยกุศลเหตุ ๓ (อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ) ย่อมให้วิบากเป็นติเหตุกะ,
ทุเหตุกะ (อโลภเหตุ อโทสเหตุ) และอเหตุกะ กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๒ ย่อมให้วิบากเป็น
ทเุ หตุกะ และอเหตกุ ะ ไม่ใหว้ บิ ากเป็นติเหตุกะ ช่อื ว่ากรรมนิยาม
ธรรมนิยาม กฏแห่งธรรมะคือกฏเกี่ยวกับเหตุและผลของส่ิงท้ังหลาย อันเป็นไปตามเหตุ
ปัจจัย เช่นคนเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย, สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตาม
ธรรมชาติ อยา่ งน้ีเรยี กว่า ธรรมนิยาม๕
แม้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในธรรมนิยามสูตร ว่า “สังขารท้งั ปวงไม่เท่ียง สังขาร
ท้ังปวงเป็นทุกข์ ธรรมท้ังปวงเป็นอนัตตา” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หลักอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือ
ธรรมนยิ าม - กฏแหง่ ธรรมะ
แต่ในคัมภีร์ และอรรถกถาอรรถสาลินี ท่านกล่าวว่า การที่จักรวาล ๑ หมื่น หวั่นไหวในกาล
ทรงถอื ปฏิสนธิ และประสตู ิจากพระครรภ์พระมารดาของพระโพธิสตั ว์เจ้าทั้งหลาย, ในการตรัสรู้ ใน
กาลทรงแสดงธรรมจักร ในกาลปลงพระชนมายุสังขาร และในกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระ
ตถาคตเจ้า จัดเป็นธรรมนิยาม - กฎแห่งธรรมะคือกฎธรรมชาติ จะต้องปรากฏเช่นนี้เอง เมื่อถึง
โอกาสเชน่ นี้
๕ ดรู ายละเอียดใน อภ.ิ ส.ํ อ.(ไทย) ๑/๕๕๕-๕๕๘.
262 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
จะเห็นได้ว่านิยาม-กฎเกณฑ์เก่ียวกับธรรมชาติ หรือกฎแห่งเหตุและผล ๕ ประการน้ี ผู้
ศึกษาจะเห็นชัดแล้วว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดข้ึนในโลกน้ัน หาใช่เป็นไปตามกฎแห่งกรรมเท่านั้นไม่
หากแตเ่ ป็นกฎธรรมชาติอยา่ งอื่นด้วย อย่าไดค้ ิดว่าเป็นกฎแหง่ กรรมเสมอไป เพราะยงั มีกฎธรรมชาติ
อีก ๔ อย่าง หาใช่มีแต่กฎแหง่ กรรมอย่างเดยี วไม่
ความแตกต่างของกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติอ่ืน กฎแห่งกรรม แม้จะเป็นกฎธรรมชาติ
เช่นเดียวกับกฎอื่นๆ แต่ก็แตกต่างจากกฏธรรมชาติอ่ืนๆดังท่ีได้กล่าวมาแล้วว่า การท่ีจะเป็นกรรมได้
นัน้ กต็ อ้ งเกิดจากการกระทำ และตอ้ งทำด้วยเจตนาเทา่ นนั้ และเราต้องทำเอง ไม่ใช่คนอนื่ ทำให้ ดัง
พุทธพจน์ที่ว่า “ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสา”
แปลว่า “ภิกษุท้ังหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นตัวกรรม ครั้งบุคคลมีเจตนาแล้ว ย่อมกระทำกรรม
โดยทางกาย วาจา และใจ”๖ (พุทธภาษิตว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ, เจตนาเจตสิกน้ันแหละ
เป็นตวั กรรม เป็นเป็นเคร่อื งช้เี จตนา) โปรดอยา่ เข้าใจผิด เอากฎแหง่ กรรมไปปนกบั กฎธรรมชาติอื่นๆ
เพราะแยกไม่ออกว่า อย่างไหนคือกฎแห่งกรรม และอย่างไหนคือกฎธรรมชาติอย่างอ่ืน เพื่อไม่ให้
เข้าใจผิดในเรื่องน้ี เราต้องทำความเข้าใจกฏธรรมชาติอย่างอื่นอีก ๔ ข้ออันเป็นกฎธรรมชาติที่
นอกเหนือไปจากกฎแห่งกรรมด้วยยกตัวอย่าง เช่น สมมติว่า นายดอนเหง่ือออก ถามว่านายดอน
เหง่ือออกเพราะอะไร ถ้าหากว่าเป็นเพราะอากาศร้อน ลองวินิจฉัยดูว่าอยู่ในนิยามไหน ถ้าว่าอะไรๆ
เป็นเพราะกรรมหมดแล้ว เปน็ กรรมอะไรของนายดอนทต่ี ้องเหงอ่ื ออก แทท้ จ่ี ริงเมื่อเปน็ เพราะอากาศ
ร้อน ก็เป็นอุตุนิยาม ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้านายดอนไปทำผิดไว้ พอเข้าที่ประชุม เขาเกิดสอบสวน
หาตัวผู้ทำผิด นายแดงมีความกลัวมาก ก็อาจจะกลัวจนเหงื่อออกอย่างนี้ นายดอนเหง่ือออกเพราะ
อะไร ตรงนี้ ตอบได้ว่าเพราะกรรม ถ้าอยา่ งน้ี เป็นกรรมนยิ าม
อีกตัวอยา่ งหนึง่ สมมติว่า นางสนปลกู ตน้ ไม้ไว้ท่สี วนของหล่อน แตต่ ้นไม้นน้ั ออกผลมาเปร้ยี ว
ก็ไม่ใช่กรรมของนางสน หากแต่เป็นพีชนิยาม คือกฎของพืชต่างหาก แต่ถ้านางสนได้รับประทาน
ผลไม้น้ันเข้าเกิดตายขึ้นมา นั้นก็เป็นกฎแห่งกรรม เพราะแกอาจจะเคยสร้างกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
มา จึงเป็นเหตุให้ต้องรับประทานผลไม้นั้นเข้า เม่ือคนเราตาย ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในทันที คือเม่ือ
จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณก็เกิดในทันที การท่ีเป็นอย่างนี้เป็นจิตนิยามไม่ใช่กรรม
นิยาม แต่ถ้าเมื่อตายแล้วไปเกิดในนรกหรือสวรรค์ หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ อย่างน้ีเป็นกรรมนิยาม
เพราะสัตว์โลกยอ่ มเป็นไปตามกรรมทต่ี นได้ทำไว้ การท่ีโลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์
ก็ดี การที่ดวงดาวในจักรวาลต่างๆ เคล่ือนไหวอยตู่ ลอดเวลาก็ดี การมีกลางวันและกลางคืนก็ดี การ
ท่ฝี นตกหรือแดดออกก็ดี การท่ีภูเขาไฟระเบิดหรอื แผ่นดนิ ถล่มก็ดี ท้ังหมดน้เี ป็นธรรมนิยาม -กฏแหง่
ธรรมะ ไม่ใชก่ รรมนิยาม แต่ถ้าใครต้องตาย เม่ือภูเขาไฟระเบิดหรอื แผ่นดินถล่ม นัน้ คือกรรมของเขา
น้จี ัดเป็นกรรมนยิ าม ใครก็ตามทยี่ ึดถือว่าอะไรๆ ทุกอย่างล้วนเกิดจากผลของกรรมท้งั สิ้น เป็นคนถือ
ผิด แม้ในเรือ่ งโรคภัยไขเ้ จ็บ พระพุทธองค์ตรสั ไวใ้ นคิรมิ านนทสูตร ว่า
โรคบางอย่างเกิดจากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอก็มี โรคบางอย่างเกิดจากฤดู คือ
สภาพแวดล้อมเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากดีเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจาก
สมุฏฐานตา่ งๆ ประกอบกนั ก็มี เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานก็มี คอื โรคบางอย่างเกิดจากกรรม แต่โรค
หลายอย่างเกิดจากอย่างอ่ืน เช่นเกิดจากฤดู เกิดการแปรปรวนของร่างกาย จากการบรหิ ารกายไม่
สม่ำเสมอ เช่น พักผ่อนน้อยเกินไป หรือออกกำลังมากเกินไป เป็นต้น กฎแห่งกรรมนี้เป็นเพียงเหตุ
หนึ่งเท่านั้น ผศู้ ึกษาต้องเอาหลักเรื่องนิยาม ๕ มาวินิจฉัยดว้ ย ไม่ควรถือว่าเป็นเรอ่ื งของกรรมไปเสีย
๖ ดูรายละเอยี ดใน องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๒/๖๓/๕๗๗, อภ.ิ ก.(ไทย) ๓๗/๕๓๙/๕๘๓, อภิ.สํ.อ.(ไทย) ๑/๒๓๑.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 263
ท้ังหมด และบางอย่างก็เกิดจากนิยามต่างๆ หลายนิยามมาประกอบกัน ฉะนั้น ผู้ศึกษาจึงต้องรู้จัก
นิยาม ๕ ไว้ด้วยจะทำให้หาเหตุผลเพ่ิมข้ึนไปอีก ซึ่งแท้ท่ีจริงนิยาม ๕ ล้วนสรุปลงในธรรมนิยาม
นนั่ เอง คอื มีลักษณะที่วา่ ไม่เที่ยง เปน็ ทกุ ข์ เปน็ อนัตตา ดว้ ยกนั ทกุ สิง่ ทกุ อยา่ ง
จากการศึกษานิยาม ๕ นี้ ชี้ให้เห็นว่าหลักพุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะกล่าวถึงถึงกฏ
ธรรมชาติว่าด้วยเหตุผล อันเราควรภูมิใจ และยึดม่ันว่าเป็นคำสอนท่ีไม่ตาย ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทน
ต่อการพิสูจน์ของนักปราชญ์มาทุกยุคทุกสมัย จนถึงทุกวันนี้และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพุทธ
จิตวิทยาเพ่ือการแก้ปัญหาด้านจิตของมนุษย์ต่อไปโดยคิดอย่างมีเหตุมีผล พร้อมเผชิญปัญหาท่ี
เกิดข้ึนอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้ศึกษาคงจะเริ่มมองออกแล้วใช่ไหมว่า พุทธจิตวิทยาการบำบัด
เยียวยาจะออกมาในลักษณะใด
พทุ ธวิธีการบำบัดเยยี วยาสขุ ภาพในสมยั พุทธกาล
ดุลยภาพ หมายถึงความเทา่ กัน ความเสมอกัน ตรงกับบาลีว่า “ธมฺเมน สเมน ฐานานรุ ูเปน
....” ส่วน ดุลยภาพบำบัด หมายถึง วิธีการป้องกันบำบัดรักษาโรค และบำรุงสุขภาพด้วยการปรับ
ความสมดลุ โครงสรา้ งของรา่ งกาย ซึง่ มีองคป์ ระกอบ ๔ ประการคอื
๑. การระวงั รักษาอิริยาบถตา่ งๆ ให้สมดุลตลอดเวลา หมายถงึ ในการนง่ั นอน ยืน เดิน วิ่ง
ทำงานหรอื กิจกรรมใดๆ ก็ตาม ต้องฝกึ ตัวเองให้มีสติระวังรกั ษาแนวกระดูกสันหลังให้อย่ใู นแนวแกน
ปกติของรา่ งกายอย่เู สมอ คอื อยใู่ นแนวตรงตามธรรมชาติ
๒. การบริหารจัดโครงสร้างของร่างกายให้สมดุล หมายถึงการบริหารร่างกายเพื่อจัดการ
ใหโ้ ครงสร้างของร่างกายอยใู่ นภาวะสมดุลเสมอ
๓. การออกกำลังกายเพอ่ื เสริมประสิทธภิ าพในการรักษาสมดลุ
๔. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เพ่ือให้เกิดการไหลเวียนท่ีดี ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น
การนวด โยคะ ฤษีดดั ตน การฝงั เข็ม เป็นต้น
หากจะหาร่างกายของบุคคลที่มีลักษณะได้ดุลยภาพหรือสมดุลในทุกส่วนแล้วคงไม่มีใครเกิน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระวรกายของพระองค์ได้ลักษณะมหาบุรุษเป็นปริมณฑล ดุจต้นไทร
วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์เท่ากับวาของพระองค์ทรงมีพระ
กายตรงเหมือนกายพรหม มีพระทนต์เรียบเสมอกนั เป็นตน้ พระวรกายของพระสมั มาสมั พุทธเจ้าจึง
เป็นต้นแบบของร่างกายมนุษย์ มีความสมบูรณ์แข็งแรงแม้จะทรงบำเพ็ญทุกรกริ ิยาอย่างหนักอย่างที่
ไม่มีใครทำได้แตก่ ็ไม่ทรงส้นิ พระชนม์
ส่วนร่างกายของพุทธบริษัทและชาวโลกท้ังหลายอาจกล่าวได้ว่าเป็นร่างกายที่ยังบกพร่อง
ทงั้ ส้ินเม่ือนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานคือกายมหาบุรษุ แม้กายมนุษยข์ องชาวโลกจะไม่สมบูรณ์ มี
ร่างกายไม่ตรงเหมอื นกายพรหม เป็นต้น แตก่ ม็ ีความสำคญั ต่อการสร้างบุญบารมีพระสัมมาสมั พุทธ
เจา้ จงึ ตรัสสอนใหด้ แู ลรกั ษารา่ งกายให้ดี โดยสงั เกตได้ว่าพระองค์ทรงเนน้ ยำ้ พระภิกษุทุกครั้งในเวลา
264 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นงั่ สมาธเิ จรญิ ภาวนาว่า “ให้ต้ังกายใหต้ รง” ดังพระดำรัสว่า “ภิกษุในธรรมวินัยน้ีไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคน
ไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี๗ น่ังคู้บัลลังก์๘ ตั้งกายตรง๙ ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า๑๐ มีสติหายใจเข้า มีสติ
หายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’ เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า ‘เรา
หายใจออกยาว’ เมื่อหายใจเข้าส้ัน ก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’ เม่ือหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า ‘เรา
หายใจออกส้ัน’ สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมท้ังปวง หายใจเข้า’...”๑๑ จากการค้นข้อมูลใน
พระไตรปิฎกพบคำสอนในลักษณะเดียวกันน้ีจำนวน ๘๙ แห่ง จึงชี้ให้เห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงให้ความสำคญั กบั “การต้งั กายให้ตรง” มาก
ในคริ มิ านนทสูตร พระพุทธองคไ์ ด้อธิบายวิธีบำบดั แกไ้ ขไวด้ งั น้ี
ทา่ นพระอานนทจ์ ึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงทีป่ ระทับ ถวายอภิวาทแล้วน่ัง ณ ที่สมควร
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระคิริมานนท์อาพาธ ได้รับทุกข์
เป็นไข้หนัก ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดอนุเคราะห์เสด็จไปเย่ียมท่านพระคิริมา
นนทย์ ังทีอ่ ย่เู ถิด พระพทุ ธเจ้าขา้ ”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ถ้าเธอเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการแก่คิริมา
นนทภ์ ิกษุ เป็นไปได้ที่การอาพาธของคิริมานนทภ์ ิกษุจะสงบระงับโดยฉับพลันเพราะได้ฟังสัญญา ๑๐
ประการน้ี
สญั ญา ๑๐ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. อนิจจสัญญา ๒. อนัตตสญั ญา
๓. อสุภสญั ญา ๔. อาทนี วสญั ญา
๕. ปหานสัญญา ๖. วริ าคสัญญา
๗. นโิ รธสญั ญา ๘. สัพพโลเก อนภริ ตสญั ญา
๙. สัพพสังขาเรสุ อนจิ จสญั ญา ๑๐. อานาปานสติ
อนิจจสัญญา เป็นอยา่ งไร คอื ภิกษุในธรรมวินยั น้ไี ปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาว่า ‘รูปไม่เท่ียง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เท่ียง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง’เป็นผู้
พจิ ารณาเหน็ โดยความเปน็ ของไมเ่ ทีย่ งในอุปาทานขนั ธ์ ๕ นี้อยอู่ ยา่ งนีน้ ้ีเรยี กวา่ อนจิ จสญั ญา
อนัตตสัญญา เป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า ตาเป็นอนัตตา รูปเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา
กลิ่นเป็นอนัตตา ล้ินเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะ เป็นอนัตตา ใจเป็น
อนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา เป็นผู้พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาในอายตนะท้ังหลายท่ีเป็น
ภายในและภายนอก ๖ ประการนี้อยอู่ ยา่ งนนี้ เ้ี รยี กวา่ อนัตตสัญญา
๗ คำว่า “เรือนวา่ ง” หมายถงึ ท่ที ่ีสงัด คอื เสนาสนะ ๗ อย่าง เวน้ ปา่ และโคนไม้ ได้แก่ (๑) ภูเขา (๒) ซอกเขา
(๓) ถ้ำ (๔) ป่าช้า (๕) ป่าชัฏ (๖) ทแี่ จ้ง (๗) ลอมฟาง อา้ งใน ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๒๐/๒๔๘.
๘ คำว่า “น่ังคู้บัลลังก์” หมายถึง นั่งขัดสมาธิ ฯ คำว่า “ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า” หมายถึง ต้ังสติมุ่งตรงต่อ
กัมมัฏฐาน อ้างใน วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๑๘/๒๙๕.
๙ บทว่า อชุ ุí กายํ ปณธิ าย หมายความวา่ ตัง้ กายตอนบนใหต้ รงให้ปลายกระดูกสนั หลัง ๑๘ ขอ้ จดกนั
๑๐ บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา หมายความว่า ต้ังสติมุ่งต่อพระกรรมฐาน หรือทำพระกรรมฐานไว้ใกล้หน้า
ด้วยเหตุน้ันแล ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า สติน้ีปรากฏแล้ว ตั้งอยู่ด้วยดีแล้วที่ปลายจมูกหรือท่ีใบหน้า เหตุนั้น ท่านจึง
กลา่ ววา่ ดำรงพระสติเฉพาะพระพักตร์
๑๑ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๔/๓๐๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 265
อสุภสัญญา เป็นอยา่ งไร คอื ภิกษุในธรรมวินัยนพี้ ิจารณาเหน็ กายนเี้ ทา่ นั้น ตั้งแต่พ้นื เท้าขนึ้ ไป
ต้ังแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ‘ในกายนี้มี
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับพังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้
น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหง่ือ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไข
ขอ้ มูตร’ เป็นผพู้ ิจารณาเห็นโดยความเปน็ ของไมง่ ามในกายนี้อยอู่ ย่างน้ี นีเ้ รยี กว่า อสภุ สญั ญา
อาทีนวสญั ญา เป็นอย่างไร คอื ภกิ ษุในธรรมวินยั น้ไี ปสูป่ ่ากด็ ี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรอื นว่างก็ดี
พิจารณาเหน็ ว่า ‘กายนี้มีทกุ ข์มาก มีโทษมาก เพราะฉะน้ัน อาพาธต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นในกายน้ีคือ โรค
ตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟันโรคไอ โรคหืด โรค
ไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เช่ือมซึม โรคท้อง โรคลมสลบ โรคลงแดง (หมายถึงโรคที่ถ่ายอุจจาระ
ท้องเดินเป็นเลือด) โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู
โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนเป็นเลือด โรคดี
โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสลดเป็นสมุฏฐาน
อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน อาพาธท่ีเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธที่
เกิดแต่การบริหารท่ีไม่สม่ำเสมอ อาพาธท่ีเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธท่ีเกิดแต่วิบากของ
กรรมความหนาว ความร้อน ความหวิ ความกระหาย ปวดอจุ จาระ ปวดปสั สาวะ’เปน็ ผ้พู ิจารณาเหน็
โดยความเปน็ โทษในกายนี้อยอู่ ยา่ งนี้ น้เี รยี กวา่ อาทีนวสญั ญา
ปหานสัญญา เปน็ อย่างไร คือ ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ีไม่รบั กามวิตกท่เี กิดขึน้ ละ บรรเทา ทำให้
สิ้นสุด ทำให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ไม่รับพยาบาทวิตกท่ีเกิดข้ึน ละ บรรเทา ทำให้ส้ินสุดทำ
ให้ถึงความเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ไม่รับวิหิงสาวิตกท่ีเกิดข้ึน ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำให้ถึงความ
เกดิ ขึ้นไม่ไดอ้ กี ต่อไป ไม่รับบาปอกุศลธรรมทเี่ กดิ ขนึ้ แล้วเกิดข้ึนอีก ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสดุ ทำให้ถึง
ความเกิดขน้ึ ไมไ่ ดอ้ ีกต่อไป นเ้ี รียกว่าปหานสญั ญา
วิราคสัญญา เป็นอย่างไร คอื ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรอื นว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า ‘ภาวะท่ีสงบ ประณีต คือความระงับสังขารท้ังปวง ความสละคืนซ่ึงอุปธิท้ังปวง
ความสน้ิ ไปแห่งตณั หา ความคลายกำหนดั นพิ พาน’ นี้เรียกวา่ วริ าคสญั ญา
นโิ รธสัญญา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
พิจารณาเห็นว่า ‘ภาวะท่ีสงบ ประณีต คือความระงับสังขารท้ังปวง ความสละคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง
ความส้นิ ไปแห่งตณั หา ความดับ นิพพาน’ นเ้ี รียกว่า นิโรธสัญญาสัพพโลเก
อนภิรตสัญญา เป็นอย่างไร คอื ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ีละอุปาทานในโลกท่เี ป็นเหตุต้ังม่ัน ยึดมั่น
และเปน็ อนสุ ยั แหง่ จิต งดเว้น ไมถ่ อื ม่นั น้เี รยี กวา่ สพั พโลเก อนภริ ตสญั ญา
สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมอึดอัด ระอา รังเกียจ
ในสงั ขารท้งั ปวง นี้เรยี กว่าสัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา
อานาปานสติ เป็นอย่างไร คือ ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ีไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้กด็ ี ไปสู่เรือนว่างก็ดี
น่ังคบู้ ัลลังก์ ต้งั กายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหนา้ ๑๒ มีสติหายใจเขา้ มสี ติหายใจออก๑๓
๑๒ น่งั ค้บู ัลลังก์ หมายถึง นงั่ พบั ขาเขา้ หากนั ทงั้ ๒ ขา้ ง เรยี กว่านง่ั ขัดสมาธิ ฯ ดำรงสติไวเ้ ฉพาะหน้า หมายถงึ
ต้ังสตกิ ำหนดอารมณก์ ัมมฏั ฐาน อ้างใน วิ.อ.(บาล)ี ๑/๑๖๕/๔๔๕.
๑๓ ตามอรรถกถาพระสูตรน้ี อัสสาสะ หมายถึง หายใจเข้า ปัสสาสะ หมายถึงหายใจออก ( “อสฺสาโสติ อนโฺ ต-
ปวิสนนาสกิ วาโต. ปสสฺ าโสติ พหนิ กิ ฺขมนนาสกิ วาโต. อา้ งใน ม.ม.อ.(บาลี) ๒/๓๐๕/๑๓๖
266 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อานาปานสติ ๑๖ ขนั้ ๑๔
๑. เมือ่ หายใจเขา้ ยาวก็รชู้ ดั ว่าหายใจเข้ายาวเมอ่ื หายใจออกยาวก็รชู้ ัดวา่ หายใจออกยาว
๒. เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดวา่ หายใจเข้าสัน้ เมอื่ หายใจออกส้ันก็รชู้ ดั ว่าหายใจออกสนั้
๓. สำเหนียกว่า จะรู้ชัดกองลมทั้งปวง หายใจเข้าสำเหนียกว่า จะรู้ชัดกองลมท้ังปวง
หายใจออก
๔. สำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกว่า จะระงับกายสังขาร หายใจ
ออก
๕. สำเหนยี กวา่ จะรชู้ ดั ปตี ิ หายใจเข้าสำเหนยี กว่า จะร้ชู ัดปีติ หายใจออก
๖. สำเหนยี กวา่ จะร้ชู ดั สุข หายใจเข้าสำเหนยี กวา่ จะรชู้ ดั สุข หายใจออก
๗. สำเหนียกวา่ จะร้ชู ดั จติ ตสังขาร หายใจเขา้ สำเหนียกวา่ จะรู้ชัดจิตตสังขาร หายใจออก
๘. สำเหนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจเข้าสำเหนียกว่า จะระงับจิตตสังขาร หายใจ
ออก
๙. สำเหนยี กวา่ จะรู้ชัดจิต หายใจเข้าสำเหนยี กวา่ จะรูช้ ดั จติ หายใจออก
๑๐. สำเหนียกว่า จะยังจิตให้บันเทิง หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะยังจิตให้บันเทิง หายใจ
ออก
๑๑. สำเหนยี กว่า จะตัง้ จติ มัน่ หายใจเขา้ สำเหนยี กวา่ จะต้ังจติ มน่ั หายใจออก
๑๒. สำเหนียกวา่ จะเปลือ้ งจติ หายใจเขา้ สำเหนียกว่า จะเปล้ืองจิต หายใจออก
๑๓. สำเหนียกวา่ จะพจิ ารณาเห็นวา่ ไม่เท่ยี ง หายใจเข้า สำเหนยี กวา่ จะพจิ ารณาเห็นว่าไม่
เทยี่ ง หายใจออก
๑๔. สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความคลายออกได้ หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณา
เห็นความคลายออกได้ หายใจออก
๑๕. สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความดับไป หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็น
ความดบั ไป หายใจออก
๑๖. สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็น
ความสละคืน หายใจออก
น้ีเรียกว่า อานาปานสติ
ถ้าเธอจะพึงเข้าไปหาแล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการน้ีแก่คิริมานนท์ภิกษุเป็นไปได้ที่อาพาธ
ของคริ ิมานนท์ภกิ ษนุ น้ั จะระงับไปโดยฉบั พลันเพราะได้ฟงั สญั ญา ๑๐ ประการน้ี
คร้ังนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เรียนสัญญา ๑๐ ประการนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค เข้า
ไปหาท่านพระคิริมานนท์ถึงที่อยู่ กล่าวสัญญา ๑๐ ประการนี้แก่ท่านพระคิริมานนท์ ขณะน้ันเอง
อาพาธของท่านพระคิริมานนท์สงบระงับลงโดยฉับพลันเพราะไดฟ้ ังสัญญา ๑๐ ประการน้ี ท่านพระ
คริ มิ านนทไ์ ด้หายขาดจากอาพาธน้นั อาพาธนัน้ เปน็ โรคอันทา่ นพระคิรมิ านนท์ละได้ อย่างน้ีแล๑๕
๑๔ ม.ม.(บาลี) ๑๓/๑๔๑/๙๕-๖, ม.อ.ุ (บาล)ี ๑๔/๑๔๗/๑๓๐-๑๓๑, ส.ํ ม.(บาลี) ๑๙/๙๗๗/๒๖๙.
๑๕ องฺ.ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๒๘-๑๓๓.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 267
นอกจากน้ีในเสขิยวัตร ก็ยังปรากฏสิกขาบทเก่ียวกับการเดินและนั่งในบ้านด้วยท่าท่ีไม่
สมควรคือ ไม่เดินโคลงกาย ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไม่นั่งโคลงกาย ไม่น่ังรัดเข่า และไม่เอามือค้ำกาย
น่ังในบ้านเป็นตน้ ๑๖ จุดประสงค์ของของสิกขาบทเหล่านี้นอกจากเพื่อยังศรทั ธาให้เกิดข้ึนแกป่ ระชาชน
ท่พี บเหน็ แล้ว การไม่เดนิ และไม่นัง่ อย่างน้ยี งั ช่วยรักษาสรรี ะใหต้ รง สง่างามอกี ด้วย
นอกจากการรักษาสุขภาพด้วยการพยายามตงั้ กายใหต้ รงในอิริยาบถตา่ งๆ ดังกล่าวแล้วพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ยังตรสั ถึงสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยไว้ ๘ ประการ เพื่อให้พุทธบริษัทระวังป้องกัน
ดงั ที่ได้กลา่ วแลว้ ในบทนำ คอื
๑. โรคเกิดแตด่ ใี หโ้ ทษ (อาพาธมดี ีเปน็ สมุฏฐาน /ปิตตฺ ิสมุฏฺฐานา อาพาธา)
๒. โรคเกดิ แตเ่ สมหะให้โทษ (อาพาธมเี สลดเปน็ สมุฏฐาน /เสมหฺ สมุฏฐฺ านา อาพาธา)
๓. โรคเกิดแต่ลมให้โทษ (อาพาธมลี มเป็นสมุฏฐาน /วาตสมฏุ ฺฐานา อาพาธา)
๔. โรคเกิดแต่ทั้งดี เสมหะ และลมกำเริบให้โทษ (อาพาธมีไข้สันนิบาตเป็นสมุฏฐาน
/สนฺนปิ าตกิ า อาพาธา)
๕. โรคเกิดแต่ฤดูแปรปรวน (อาพาธท่ีเกิดแต่ฤดูกาลแปรปรวน /อุตุปริณ ามชา
อาพาธา)
๖. โรคเกิดแต่การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ (อาพาธท่ีเกิดแต่การบริหารที่ไม่
สม่ำเสมอ /วิสมปริหารชา อาพาธา)
๗. โรคเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง(อาพาธที่เกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง/โอปกฺกมิกา อา
พาธา)
๘. โรคเกิดแต่วิบากกรรม (อาพาธทเี่ กดิ แต่วิบากของกรรม /กมฺมวิปากชา อาพาธา)๑๗
สาเหตุประการท่ี ๖ ท่ีว่า โรคเกิดแต่การผลัดเปล่ียนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ หมายถึง โรคที่
เกิดจากการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ โดยมีนั่งนาน หรือยืนนาน เป็นต้น กล่าวคือในบรรดา
อิริยาบถท้ัง ๔ คือ ยืน เดิน น่ัง และนอนนั้น ถ้าดำรงอยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งนานเกินไป จะ
ทำให้ร่างกายเกิดความเมื่อยล้าเป็นเหตุให้เจ็บป่วยได้ ในอรรถกถาอธิบายไว้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงผ่อนคลายความปวดเมื่อยจากอิริยาบถหนึ่งด้วยอิริยาบถหนึ่ง ย่อมทรงบริหาร คือ ทรงยัง
อตั ภาพให้เปน็ ไปมิให้ทรดุ โทรม การปรบั เปล่ยี นอริ ยิ าบถของพระพทุ ธองค์จึงเป็นการป้องกันโรคท่ีจะ
เกิดขนึ้ จากการผลดั เปล่ียนอิริยาบถไมส่ มำ่ เสมอ
พทุ ธวธิ ีการบริหารอิรยิ าบถในพระพทุ ธศาสนา
อริ ิยาบถ มาจาก อิริยา+ปถ = อิริยาบถ ฯ อิริยา แปลว่า อาการ เคลื่อนไหว ปถ แปลว่า
ทาง ดังนั้น อิริยาบถ แปลว่า ทางเคล่ือนไหว หมายถึง อาการที่ร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหน่ึง
(อิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง) คือ ยืน เดิน น่ัง หรือนอน เป็นต้น เรียกว่า อิริยาบถ ๔ ฯ คำน้ีมักจะ
เขยี นผิด เช่น อริ ิยาบท ตอ้ งใช้ “ถ” สะกดเท่านน้ั ในความหมายของศัพท์น้ี
๑๖ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๕๙๐-๖๐๘/๖๖๔-๖๘๓.
๑๗ อง.ฺ ทสก.(ไทย) ๒๔/๖๐/๑๓๐.
268 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในการปฏิบัติกรรมฐาน อิริบาบถ เป็นอสัปปายะอย่างหนึ่งใน อสัปปายะ ๗ ประการ คือ
“ทอ่ี ยู่ โคจร การพดุ คยุ บุคคล โภชนะ ฤดู และอิริยาบถ”๑๘
พุทธวิธีบำบดั ด้วยอริ ยิ าบถ
๑. เรื่องการเดิน หรอื ทา่ เดิน (คจฺฉ /คจฺฉติ)
การเดินในพระพุทธศาสนาเมื่อมองในภาพรวมก็คือการเดินตามปกติของมนุษย์ เพียงแต่ว่า
การเดินในรูปแบบของสมณะหรือบรรพชิตน้ัน ต้องมีอาการสำรวมระวังมากกว่าคนทั่วไปธรรมดา
ทา่ นเรียกว่า “สงั วร” เพราะเป็นการเดินแบบระมดั ระวงั ทวารตา่ งๆ ดงั พทุ ธพจนว์ ่า
จกฺขนุ า สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร
ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ ชวิ หฺ าย สวํ โร
กาเยน สวํ โร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร
มนสา สวํ โร สาธุ สาธุ สพฺพตถฺ สํวโร
สพพฺ ตฺถ สวํ โุ ต ภิกขฺ ุ สพพฺ ทุกขฺ า ปมุจฺจต.ิ
ความสำรวมทางตา เป็นคณุ ยงั ประโยชนใ์ ห้สำเรจ็ ,
ความสำรวมทางหู เป็นคณุ ยงั ประโยชนใ์ หส้ ำเร็จ,
ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยงั ประโยชน์ใหส้ ำเร็จ,
ความสำรวมทางล้นิ เปน็ คุณยงั ประโยชนใ์ ห้สำเรจ็ ,
ความสำรวมทางกาย เปน็ คณุ ยงั ประโยชนใ์ ห้สำเร็จ,
ความสำรวมทางวาจา เป็นคุณยงั ประโยชนใ์ หส้ ำเรจ็ ,
ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยังประโยชน์ใหส้ ำเรจ็ ,
ความสำรวมในทวารท้ังปวง เปน็ คุณยงั ประโยชนใ์ หส้ ำเรจ็ ,
ภิกษุผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ท้ังปวงได้๑๙ (ทุกข์ทั้งปวง คือ
ทุกข์ในวัฏฏสงสาร)
ในอรรถกถาธรรมบท พระพุทธโฆสาจารย์ ทา่ นแกอ้ รรถไว้ดงั นี้
กใ็ นกาลใด รูปารมณ์มาสคู่ ลองในจักษุทวารของภิกษุ ในกาลน้นั เมื่อภิกษุไม่ยินดีในอารมณ์ท่ี
น่าปรารถนา ไม่ยินร้ายในอารมณ์ท่ีไม่น่าปรารถนา ไม่ยังความหลงให้เกิดข้ึนในเพราะความเพ่งเล็ง
อันไม่สม่ำเสมอ, ความสำรวม คือความก้ัน ได้แก่ความปิด หมายถึงความคุ้มครอง ช่ือว่าเป็นกิริยา
อันภิกษุทำแล้วในทวารนั้น ความสำรวมทางจักษุนั้นเห็นปานน้ันของภิกษุนั้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้
สำเรจ็ นัยแม้ในทวารอน่ื มโี สตทวารเปน็ ต้น กเ็ หมอื นกับนัยนี้
ก็ความสำรวมหรือความไม่สำรวม ย่อมไม่เกิดในทวารทั้งหลายมีจักษุทวารเป็นต้นเลย แต่
ความสำรวมหรือความไมส่ ำรวมน้ี ยอ่ มได้ในวิถแี ห่งชวนจติ ขา้ งหนา้ ;
๑๘ “อาวาโส โคจโร ภสฺสํ ปุคฺคโล โภชนํ อุตุ อิริยาปโถติ สตฺเตเต อสปฺปาเย วิวชฺชเย สปฺปาเย สตฺต เสเวถ
เอวญหฺ ิ ปฏปิ ชฺชโต นจิเรเนว กาเลน โหติ กสสฺ จิ อปฺปนาติ ฯ อ้างใน วสิ ทุ ฺธ.ิ (บาล)ี ๑/๑๖๑.
๑๙ ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๓๖๐-๓๖๑/๑๔๖, เชน่ การสำรวมมือ หมายถึงไมค่ ะนองมือ หรือไมท่ ำร้ายสัตว์ดว้ ยมือ แม้เท้า
วาจา กม็ นี ยั เดียวกันนี้ อ้างใน ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๘/๕๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 269
จริงอยู่ ในคราวน้ัน ความไม่สำรวมเม่ือเกิดขึ้นเป็นอกุศลธรรม ๕ อย่างนี้ คือ “ความไม่เช่ือ
ความไม่อดทน ความเกียจคร้าน ความหลงลืมสติ ความไม่รู้” ย่อมได้ในอกุศลวิถี ความสำรวมเมื่อ
เกิดขึ้นเป็นกุศลธรรม ๕ อย่างน้ี คือ “ความเช่ือ ความอดทน ความเพียร ความระลึกได้ ความรู้”
ยอ่ มได้ในกศุ ลวิถี
ก็ ปสาทกาย ก็ดี โจปนกาย ก็ดี ย่อมได้ในสองบทน้ีว่า “สำรวมกาย เป็นการดี : กาเยน
สํวโร” ก็คำว่าปสาทกาย และ โจปนกาย (การเคลื่อนไหวร่างกาย)๒๐ แม้ทั้งสองน่ัน คือกายทวาร
นั่นเอง ในกายทวารทั้งสองนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความสำรวมและความไม่สำรวมไว้ในปสาท
ทวารเทียว ตรัสปาณาติบาต อทินนาทาน และ มิจฉาจารซ่งึ มีปสาททวารน้ันเป็นที่ต้ังไว้แม้ในโจปน
ทวาร ทวารนั้น ชื่อว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะอกุศลธรรมเหล่านั้น ซ่ึงเกิดข้ึนอยู่ในอกุศลวิถี
พร้อมด้วยปสาททวารและโจปนทวารเหล่านั้น, ทวารนั้น ชื่อว่าเป็นอันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะวิรัติ
ทง้ั หลาย มีเจตนาเปน็ เครื่องเว้นจากปาณาติบาตเปน็ ต้น ซงึ่ เกดิ ขน้ึ อยู่ในกศุ ลวถิ ี
โจปนวาจา ตรัสไว้แม้ในสองบทนวี้ า่ “สำรวมกาย เป็นการดี : สาธุ วาจาย” ทวารนนั้ ชื่อว่า
อนั ภิกษุไมส่ ำรวมแล้ว เพราะวจีทุจรติ ท้งั หลายมีมุสาวาทเป็นต้น ซงึ่ เกิดขึน้ อยู่ พรอ้ มดว้ ยโจปนวาจา
นน้ั , ชื่อวา่ อันภกิ ษุสำรวมแลว้ เพราะวริ ตั ทิ ัง้ หลาย มีเจตนาเปน็ เครอ่ื งเว้นจากมุสาวาทเปน็ ตน้ .
มโนทุจริตท้ังหลายมีอภิชฌาเป็นต้น กับดว้ ยใจอื่นจากใจท่ีแล่นไป ย่อมไม่มีแม้ในสองบทน้วี ่า
“สำรวมใจ : มนสา สํวโร” แต่ทวารน้ัน ชื่อว่าอันภิกษุไม่สำรวมแล้ว เพราะมโนทุจริตท้ังหลายมี
อภิชฌาเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้น อยู่ในขณะแห่งชวนจิตในมโนทวาร ช่ือว่าอันภิกษุสำรวมแล้ว เพราะมโน
สุจริตทั้งหลายมีอนภิชฌาเป็นต้น (ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิตในมโนทวาร) สองบทว่า สาธุ
สพฺพตถฺ ความว่า ความสำรวมแม้ในทวารท้ังปวงมีจกั ษทุ วารเป็นต้นเหล่านั้น เป็นคณุ ยังประโยชน์ให้
สำเร็จ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทวารที่ภิกษุสำรวม ๘ อย่าง และทวารที่ภิกษุไม่สำรวม ๘
อยา่ ง ดว้ ยพระพทุ ธพจน์เพยี งเทา่ น้ี ภิกษุผ้ตู งั้ อยใู่ นทวารท่ีไมส่ ำรวม ๘ อย่างนั้น ย่อมไม่พ้นจากทกุ ข์
ซึ่งมีวัฏฏะเป็นมูลทั้งส้ิน, ส่วนภิกษุผู้ต้ังอยู่ในทวารที่สำรวม ย่อมพ้นจากทุกข์ซ่ึงมีวัฏฏะเป็นมูลแม้
ท้ังส้ิน เพราะฉะนั้น พระผู้มพี ระภาคเจ้าจงึ ตรัสวา่ “สพพฺ ตฺถ สวํ โุ ต ภกิ ฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ”
การเดินตามพุทโธบาย คือการเดินเพือ่ ประกาศและสร้างความสุขแก่ชนหมูม่ าก ดงั พุทธพจน์
ว่า “ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
เพ่ือประโยชน์เก้ือกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดง
ธรรมมีความงามในเบอ้ื งตน้ มีความงามในท่ามกลาง และมคี วามงามในทีส่ ุด จงประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทัง้ อรรถและพยัญชนะบริสทุ ธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ท้งั หลายที่มีธลุ ีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเสื่อม
เพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุท้ังหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานคิ มเพ่ือแสดง
ธรรม”๒๑
๒๐ คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ตรงนี้ ท่านพูดถึงกาย ๒ ชนิดคือ ปสาทกาย หน่ึง โจปนกาย หนึ่ง คำ
วา่ “ปสาทกาย “ ท่านหมายถึง กายประสาทท่ีมีลกั ษณะเหมือนกลีบดอกบวั ท่ีทาบอยบู่ นผวิ หนัง และอวัยวะทั่วไปของกาย
เว้นปลายผมและปลายเล็บเป็นต้น ท่านว่ามีลักษณะเหมือนกลีบดอกบัว ที่ซ้อนอยู่ทั่วสรรพางค์กายถึงเจ็ดชั้น ลักษณะอยา่ ง
ท่ีว่านั้นแหละทา่ นเรียกเรยี กว่าเป็นกายทวาร เป็นทเ่ี ดินเข้า เดนิ ออกของกายวิญญาณคอื ความรู้สึกเยน็ รอ้ น ออ่ นแขง็
ส่วน โจปนกายนั้น ท่านหมายถึง กายวิญญัติ คือการไหวกายให้คนอ่ืนรู้ว่าทำดีหรือทำชั่ว การไหวกายอันนั้น
แหละ ท่านเรียกวา่ “โจปนกาย” คือเป็นกายทวารเป็นที่เดินเข้าเดินออกของกรรมดีกรรมช่ัว แต่การท่จี ะทำดี หรือ ทำชั่วก็
จะต้องเกี่ยวด้วยปสาทกาย จะเว้นเสียมิได้ เช่นการทำกาเมสุมิฉาจาร ถ้าเว้นจากประสาทกายเสียแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์
อะไร เพราะไม่ต่างอะไรกับส่ิงโตหินที่เข้าต้ังไว้ท่ีหน้าโบสถ์ เพราะมันไม่มีความรู้สึกอะไร เหตุน้ัน ท่านจึงได้กล่าวว่าโจปน
กาย มีปสาทกายเป็นทอี่ าศยั ฯลฯ
๒๑ วิ.ม.(ไทย) ๔/๓๒/๔๐.
270 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อีกนัยยะหนึ่ง การเดินเพ่ือทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “การเดิน
บิณฑบาต” บณิ ฑบาต๒๒ เป็นภาษาบาลี มาจากคำวา่ ปณิ ฺฑ + ปาต แปลว่า การตกลงแหง่ กอ้ นข้าว
โดยท่ัวไปคำน้ีหมายถึงกิจวัตรของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพระพุทธศาสนา ในการออกเดินถือ
บาตรรับการถวายภัตตาหาร หรือสิ่งของจากชาวบ้านในเวลาเช้า เรียกว่าการออกบิณฑบาต การ
ออกบิณฑบาตของพระภิกษุเป็นกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุ
สามเณรมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ทรงสรรเสรญิ การบิณฑบาตว่าเป็นกิจอนั ประเสรฐิ
หรือในสามัญเรียกว่าการโปรดสัตว์ เพราะการออกบิณฑบาตน้ันนับว่าเป็นการเผยแผ่พระศาสนา
ทางหน่ึงด้วย ดังในสมัยพุทธกาลท่ีพระภิกษุสงฆ์จะเทศนาโปรดแก่บรรดาชาวบ้านซ่ึงมาร่วมทำบุญ
อันเป็นต้นเหตแุ ห่งการสวดให้พรหลังภัตตกจิ ในปจั จบุ นั นี้
ทนี่ อกเหนือจากทีก่ ลา่ วมาก็คอื การเดนิ จงกรม (จงฺกเม จงฺกมติ) การเดนิ จงกรม คือ การเดิน
เป็นเส้นตรงระยะไม่เกิน ๓ เมตร กลับไปกลับมา ขณะท่ีเดินนั้นจะต้องมีสติกำหนดอิริยาบถให้ทัน
ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา การกำหนดอิริยาบถให้ทันปัจจุบัน คือการพูดค่อยๆ หรือนึกในใจตามกิริยา
อาการท่ีกำลังกระทำอยู่ โดยพูด หรือนกึ พร้อมกับกิริยาอาการท่ีกระทำอยู่ (ไม่พูดก่อนหรือหลังการ
กระทำ) และกำหนดใจให้มน่ั อยู่กับส่งิ ท่ีกำลังกระทำตามสง่ั นัน้ เปน็ ชว่ งๆ เรียกวา่ ขณิกสมาธิ
ทา่ เริม่ เดนิ
๑. ยืนตัวตรง มอื ทง้ั สองข้างปล่อยตามสบายแนบ ลำตัวเท้าชิดกนั
๒. ใบหน้าและลำคอตั้งตรงทอดสายตาลงที่พ้ืนห่างจากปลายเท้าประมาณ ๓-๔ เมตร ไม่
กม้ มองปลายเท้าและไมม่ องระดับสูงไกลออกไป เพราะจะทำใหจ้ ิตสงบช้า
๓. ยกมือซ้ายมาวางที่หน้าท้องเหนือสะดือ แล้วยกมือขวาตามมาวางทับมือซ้าย พร้อมกับ
เอาสติมาพิจารณากำหนดอิริยาบถการยกมือนั้น ใช้องค์ภาวนา “ยก.....หนอ, มา.....หนอ, วาง.....
หนอ”
อธิบาย : พูดค่อยๆ หรือนึกในใจว่า “ยก” พร้อมกับทำกิริยายกมือซ้ายขึ้นช้าๆ หักข้อศอก
เพื่อให้แขนช่วงศอกถึงมือตั้งฉากกับลำตัว มืออยู่ในลักษณะตะแคงเรียบร้อยแล้วค้างไว้นิดหน่ึงจึง
กล่าวคำวา่ “หนอ”
พูดค่อยๆ หรือนึกในใจว่า “มา” พร้อมกับทำกิริยาเคล่ือนมือซ้ายเข้าหาหน้าท้องจนเกือบถึง
หน้าทอ้ ง จึงหยดุ คา้ งไว้นดิ หนงึ่ แล้ว กลา่ วคำวา่ “หนอ”
พูดค่อยๆ หรือนึกในใจว่า “วาง” พร้อมกับทำกิริยา วางมือซ้ายแนบลงบนหน้าท้อง
เรียบร้อยแล้วจงึ กลา่ วคำว่า “หนอ”
ต่อไปยกมอื ขวามาวางทบั มือซา้ ย พรอ้ มกับกำหนดอริ ยิ าบถตาม เชน่ เดยี วกบั การยกมอื ซ้าย
๔. กำหนดอิริยาบถยืน ใช้องค์ภาวนาว่า “ยืน.....หนอ”(๓ ครั้ง) โดยตัวยืนอยู่เฉยๆ ใช้สติ
กำหนด รูร้ ูป ตั้งแต่ เส้นผมจรดปลายเทา้ ลง-ขึน้ สลบั กันไป
๕. กำหนดความรู้สึกอยากเดิน ใช้องค์ภาวนาว่า “อยาก.....เดิน.....หนอ” (๓ ครั้ง) โดยตัว
ยังคงยนื อย่เู ฉย มสี ติ กำหนดรู้อยู่ทีใ่ จ เป็นการเพ่ิมวิริยะ คือความเพยี ร
๒๒ บิณฑจาริกวัตร วัตรของผู้เท่ียวบิณฑบาต, ธรรมเนียมหรือข้อควรปฏิบัติสำหรับภิกษุท่ีจะไปรับบิณฑบาต
เช่น นุ่งห่มให้เรียบรอ้ ย สำรวมกริ ิยาอาการถือบาตรภายในจวี รเอาออกเฉพาะเมื่อจะรับบิณฑบาต กำหนดทางเข้าออกแห่ง
บ้านและอาการของชาวบ้านท่ีจะให้ภิกขาหรือไม่ รับบิณฑบาตด้วยอาการสำรวม รูปที่กลับมาก่อน จัดท่ีฉัน รูปท่ีมาทีหลัง
ฉนั แล้วเก็บกวาด อา้ งใน พระพรหมคุณภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต),
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 271
การเดนิ จงกรม เปน็ การออกกำลงั กายตามพทุ ธวธิ ขี องพระสงฆ์อีกอยา่ งหนึ่ง การเดินจงกรม
นั้นเป็นวิถีเป็นวิถีการปฏิบัติเจริญสติที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ การเดินจงกรมเป็นการเดินด้วยการ
กำหนดสติอยู่ที่ขณะเดินทุกอย่างก้าว จะดินเร็วหรือช้าไม่เป็นประมาณ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การเดิน
อย่างมีสติ การเดินจงกรมจะเป็นไปเดินมาในท่ีไม่ไกลนัก โดยจัดสถานที่เกินให้เรียบ เดินสะดวก ไม่
เกิดการบาดเจ็บของเท้า เป็นการออกกำลังกายแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืน
สภาวะของร่างกาย ความอบรุ่นหรือความร้อนท่ีได้จากร่างกายจึงเป็นการปรับความสมดุล เพราะ
การเดินจงกรมมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างปกติ เป็นธรรมชาติ มีความสม่ำเสมอ และมีสิตอยู่
ตลอดเวลา ในขณะท่ีเดินต้องทอดสายตาก้มดูทางเดิน คัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวว่า “ในขณะเดิน ให้
ทอดสายตาลงท่ีพ้ืนขณะเดินจงกรมประมาณช่ัวแอก”๒๓ เป็นการรักษาสมดุลทางร่างกายและจิตใจ
ผู้ท่ีเดินจงกรมเป็นประจำจะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี แม้พระพุทธองค์เองก็เดินจงกรม
ประมาณวันละ ๑ ชั่วโมง การเดินจงกรมเป็นการเจริญสติและเกิดสมาธิ ทำให้ร่างกายแข็งแรงเดิน
ทางไกลๆ ได้สบาย ทำความเพียรได้นานๆ เป็นการแสดงความบูรณาการระหว่างร่างกายและจิตใจ
ประสานกัน เมื่ออาการย่อยง่าย ไม่มีส่ิงใดหมักหมมในร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บก็มีน้อยไม่มีสิ่ง
เบียดเบียน ซึ่งการย่อยอาหารย่อยมาจากหารง่ายมาจากการออกกำลังกาย และเม่ือจิตเป็นสมาธิ
นานเท่าใด จิตก็ปลอดโปร่งจากกิเลสรบกวนมากเท่านั้น มีความหนักแน่น ม่ันคง สงบเยือกเย็น สด
ชื่อผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรก้ี ระเปรา่ เบิกบาน มีเมตตากรณุ า มองดูรู้จักตนเองและผู้อ่ืนตาม
ความเปน็ จรงิ อันเป็นบคุ ลิกภาพของผูท้ ่มี ีสุขภาพจิตดี
อีกนัยยะหน่ึง การเดิน (คจฺฉ) หรือการเที่ยวไป (จาริก /จริยา) ในคัมภีร์อรรถกถาท่านอธิ
บาไวว้ ่า
จริงอยู่ บุคคลเป็นไปในท่ามกลางสมณะต้ังพัน ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตัดความเก่ียวข้องกับ
คฤหสั ถเ์ สยี ได้ ผู้เดียวดว้ ยเพศกล่าวคอื บรรพชาอย่างน้ี ชอื่ ว่าผูเ้ ดยี ว ด้วยอรรถว่ายนื คนเดียว นง่ั คน
เดียว นอนคนเดียว เปล่ียนอิริยาบถคนเดียว เป็นไปคนเดียว ผู้เดียวด้วยอรรถว่าไม่มีเพ่ือนอย่างน้ี
ชื่อวา่ ผูเ้ ดยี ว ดว้ ยอรรถวา่ ละตณั หาอยา่ งน้วี ่า
“คนมตี ัณหาเป็นเพอ่ื นสอง ท่องเท่ยี วอยู่ส้ินกาลนาน
ยอ่ มไม่กา้ วล่วงสังสารวฏั ซ่งึ มสี ภาวะเปน็ อยา่ งนี้และไม่มีสภาวะ
เป็นอย่างอ่นื ๒๔ ภิกษุมีสติ ปราศจากตัณหา
ไมย่ ึดมนั่ รูโ้ ทษน้นั แล้ว พึงละเวน้ ตณั หา อัน
เป็นแดนเกดิ ของทุกขเ์ สยี ” ดังน๒ี้ ๕
พระอรรถกถาจารย์ ท่านแก้ความไว้ดังนี้ :- บุคคลช่ือว่าผู้เดียว ด้วยอรรถว่ามีกิเลสปราศไป
แลว้ โดยสว่ นเดียวอยา่ งนวี้ ่า กเิ ลสทงั้ ปวงอนั ภกิ ษุนน้ั ละแลว้ มีรากเหงา้ ถูกตดั ขาดแล้ว เปน็ ดุจตน้ ตาล
ฯลฯ มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ชื่อว่าผู้เดียว ด้วยอรรถอย่างน้ีว่าเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ รู้เอง
๒๓ กตโม อารกฺขโคจโร อิธ ภิกฺขุ อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโฐ วถี ึ ปฏิปนฺโน โอกฺขิตฺตจกฺขุ ยุคมตฺตทสฺสาวี สํวุโต คจฺฉติ น
หตฺถึ โอโลเกนฺโต น อสฺสํ น รถํ น ปตฺตึ น อิตฺถึ น ปุริสํ โอโลเกนฺโต น อุทฺธํ โอโลเกนฺโต น อโธ โอโลเกนฺโต น ทิสา
วทิ ิสมปฺ ิ เปกฺขมาโน คจฺฉติ อยํ วจุ ฺจติ อารกฺขโคจโร ฯ อ้างใน วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๒๓.
๒๔ สภาวะอย่างนี้ หมายถึง อัตภาพนี้ ฯ สภาวะอย่างอ่ืน หมายถึงอัตภาพต่อไป อ้างใน องฺ.จตุกฺก.อ.(บาลี) ๒/
๙/๒๘๗.
๒๕ องฺ.จตกุ ฺก.(ไทย) ๒๑/๙/๑๕. ตัณหุปปาทสตู รที่ ๙
272 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ตรัสรู้ชอบเฉพาะซึ่งปัจเจกโพธิญาณได้ด้วยตนเองน้ันแล ผู้เดียว ด้วยอรรถว่าตรัสรู้ชอบเฉพาะซึ่ง
ปัจเจกโพธิญาณอย่างนี้
ข้อทีว่ ่า “เที่ยวไป” (จเร) ได้แก่ จรยิ า ๘ เหลา่ น้ี คือ
๑. อิรยิ าปถจริยา ในอิรยิ าบถ ๔ สำหรับผูถ้ งึ พรอ้ มดว้ ยปณิธิ
๒. อายตนจรยิ า ในอายตนะภายใน สำหรับผู้มที วารอันคมุ้ ครองแล้วในอินทรียท์ ้งั หลาย
๓. สติจริยา ในสตปิ ัฏฐาน ๔ สำหรบั ผู้อย่ดู ้วยความไมป่ ระมาท
๔. สมาธจิ รยิ า ในฌาน ๔ สำหรบั ผูต้ ามประกอบซึ่งอธิจิต
๕. ญาณจรยิ า ในอริยสจั ๔ สำหรับผ้ถู งึ พรอ้ มดว้ ยพทุ ธิ
๖. มรรคจรยิ า ในอรยิ มรรค ๔ สำหรับผปู้ ฏบิ ตั ิชอบ
๗. ปกติจริยา ในสามัญผล ๔ สำหรบั ผู้บรรลุผล
๘. โลกตั ถจรยิ า ในสตั วท์ ้งั หลาย สำหรบั พระพุทธเจา้ ท้งั ๓
ในพระพุทธเจ้าท้ัง ๓ นั้น พระปัจเจกพุทธะ และพระสาวก มีโลกัตถจริยาเพียงบางส่วน
สมดังท่ีทา่ นกล่าวว่า คำวา่ จริยา ได้แก่ จริยา ๘ ความพิสดารก็คือ อริ ิยาปถจรยิ า๒๖อธบิ ายวา่ พึง
เปน็ ผูถ้ ึงพรอ้ มดว้ ยจริยาเหลา่ นนั้
อีกอย่างหน่ึง อธิบายว่า จริยา ๘ แม้อื่นเหล่านี้ใด คือบุคคลเม่ือน้อมใจเช่ือย่อมประพฤติ
ดว้ ยศรัทธา เมื่อประคองย่อมประพฤติด้วยวิรยิ ะ เม่ือเข้าไปต้ังม่ันย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ เม่ือรู้ชัดย่อมประพฤติด้วยปัญญา เม่ือรู้แจ้งย่อมประพฤติวิญญาณ กุศล
ธรรมทั้งหลายย่อมสืบต่อสำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติอย่างน้ี เพราะฉะน้ัน จึงช่ือว่าประพฤติอายตนจรยิ า
บุคคลปฏิบัติอย่างน้ีย่อมบรรลุถึงคณุ วิเศษ เพราะฉะนั้น จึงช่ือว่าประพฤติด้วยจริยาพิเศษ พึงเป็นผู้
ถงึ พรอ้ มดว้ ยจริยาเหล่าน้ัน
พระพุทธองค์ตรัสว่า การเดินจงกรมมีประโยชน์มากทั้งทางกายและจิตใจ ดังน้ีคือ “ภิกษุ
ทง้ั หลาย อานิสงสแ์ ห่งการเดนิ จงกรม ๕ ประการน้ี คอื
๑. เป็นผูม้ คี วามอดทนตอ่ การเดนิ ทางไกล
๒. เปน็ ผูม้ ีความอดทนตอ่ การบำเพ็ญเพยี ร
๓. เป็นผ้มู ีอาพาธน้อย
๔. อาหารทกี่ ิน ด่ืม เคยี้ ว ล้มิ แล้วยอ่ ยได้งา่ ย
๕. สมาธทิ ่ีไดเ้ พราะการเดนิ จงกรมต้งั อย่ไู ดน้ าน”๒๗
ส่วนการเดินแบบจิตภาพเชิงบูรณาการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า “ปุน จปรํ ภิกฺขเว
ภิกฺขุ คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ : ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเม่ือเดิน ก็รู้ชัดว่า ‘เรา
เดนิ ’ ดงั น๒ี้ ๘
ในปัจจุบันสังคมไทย นิยมเรียกการเดินน้ีว่า “ธุดงค์” คือการเที่ยวไปของภิกษุหรือคฤหัสถ์
อันท่จี รงิ แลว้ มิไดม้ ีความหมายอยางท่คี นส่วนใหญ่เขา้ ใจ การเดิน หรือการเท่ียวไปไม่ใชธ่ ุดงค์ เพราะ
ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ ข้อ ใน ๑๓ ข้อเหล่านี้ มีข้อท่ีเก่ียวกับอิริบาบถอยู่เพียงไม่ก่ีข้อ เช่น ปิณฑปาติกังค
๒๖ ขุ.จ.ู (ไทย) ๓๐/
๒๗ อง.ฺ ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๒๙/๔๑. จงกมสตู ร
๒๘ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 273
ธุดงค์ (ถือการเดินรับบิณฑบาตรเป็นวัตร) สปทานจาริกังคธุดงค์ (ถือการเดินตามลำดับเป็นวัตร)
เอกาสนกิ ังคธุดงค์ (ถอื การนั่งฉนั อาสนะเดียวเป็นวัตร) และเนสัชชิกังคธดุ งค์ (ถืออริ ิยาบถไมน่ อนเปน็
วัตร คือถอื อริ ิยาบถ ๓ ยนื เดิน น่งั )
ธุต + องฺค = ธุตงฺคํ. แปลตามศัพท์ว่า “องค์แห่งผู้กำจัด” “องค์เป็นเคร่อื งขัดเกลาอกุศล
ธรรม” ธุตงฺค ภาษาไทยใช้ว่า “ธุดงค์” ธุดงค์คืออะไร : ธุดงค์ หมายถึง องค์คุณเครื่องสลัด หรือ
กำจัดกิเลส๒๙ เป็นข้อปฏิบัติประเภทวัตรท่ีผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เพื่อเป็นอุบายขัด
เกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษเป็นต้น (อปฺปิจฺฉตาสนฺตุฏฺฐิตาทิอริยธมฺมปทฏฺฐานา
น)ิ ดังลักขณาทิจตุกกะของธุดงคท์ ่วี า่
-ธดุ งคม์ ีเจตนาแห่งการสมาทาน เปน็ ลักษณะ (สมาทานเจตนาลกขฺ ณานิ)
-ธุดงคม์ กี ารจำกดั ความละโมบโลภมาก เป็นหนา้ ท่ี (โลลุปิปวิทฺธํสนรสาน)ิ
-ธดุ งคม์ ีการปราศจากความละโมบ เป็นอาการปรากฏ (นลิ โลลุปปฺ ภาวปจจฺ ุปฏฺฐานาน)ิ
-ธุดงคม์ คี วามมักน้อยและสันโดษเปน็ เหตใุ กล้(อปฺปิจฉฺ ตาสนฺตุฏฐฺ ติ าทิอรยิ ธมมฺ ปทฏฐฺ านานิ)๓๐
หรืออีกศัพท์ชุดหนึ่ง คือ “ธมฺมยาตรา” [ธมฺม+ยาตรา] คือการเดินด้วยธรรมะ หรือการเดิน
อย่างมีธรรมะ หรือธัมมจารกิ การเทีย่ วไปเพื่อเผยแผ่ธรรม ดังนเ้ี ป็นต้น ในประเดน็ หลังน้ีก็เก่ียวข้อง
กบั การเดินเช่นเดียวกัน แต่เป็นการเดินด้วยสติ เดินไปเพื่อประกาศพระสัทธรรม เปน็ การประยุกต์คำ
ข้ึนมาใช้ใหม่เช่นเดยี วกนั
๒. เรื่องการยืน หรือท่ายืน (ฐิต /ติฏฺฐน /ติฏฺฐติ) คือการยืน การยืนในพระพุทธศาสนา
ทา่ นอธิบายไว้ดังน้ี “...เทวดาองคห์ นง่ึ มีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทบั ถวายอภิวาทแล้ว ยนื อยู่ ณ ท่สี มควร...”๓๑
คำว่า “ยืน ณ ท่ีสมควร /ได้สำเร็จการยืน ณ ท่ีสมควรอย่างหนึ่ง” (เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ)
พระอรรถกถาจารย์ไขความดังน้ี : ท่ีสมควร (เอกมนฺตํ) หมายถึง ท่ีเหมาะสม คือ เว้นโทษ ๖
ประการ ได้แก่
(๑) อตทิ ูเร ฐานํ กปเฺ ปสิ / ฐโิ ต ไกลเกนิ ไป
(๒) อจจฺ าสนเฺ น ฐานํ กปเฺ ปสิ ใกลเ้ กินไป
(๓) อปุ ริวาเต ฐานํ กปเฺ ปสิ อยู่เหนอื ลม
(๔) อณุ ฺณตปปฺ เทเส ฐานํ กปฺเปสิ สูงเกนิ ไป
(๕) อติสมมฺ เุ ข ฐานํ กปเฺ ปสิ อยตู่ รงหนา้ เกนิ ไป
๒๙ สพฺพาเนว ปเนตานิ เตน เตน สมาทาเนน ธุตกิเลสตฺตา ธุตสฺส ภิกฺขุโน องฺคานิ กิเลสธุนนโต วา
ธุตนฺติ ลทฺธโวหารํ ญาณํ องฺคํ เอเตสนฺติ ธุตงฺคานิ ฯ อถวา ธุตานิ จ ตานิ ปฏิปกฺขานํ ธุนนโต องฺคานิ จ ปฏิปตฺติยาติ
ธุตงฺคานิ ฯ อา้ งใน วสิ ทุ ธฺ ิ.(บาล)ี ๑/๗๖.
๓๐ วสิ ุทธฺ .ิ (บาลี) ๑/๗๖.
๓๑ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๑/๑ โอฆตรณสตู ร.,
274 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
(๖) อตปิ จฺฉาย ฐานํ กปเฺ ปสิ อยขู่ า้ งหลังเกนิ ไป๓๒
การยืนนับว่าเป็นมารยาทอย่างหน่ึงท่ีสำคัญย่ิง เรียกว่า ครุฐานียะ เป็นการตั้งอยู่ในฐานะ
แห่งความเคารพ หรือมารยาทวา่ ด้วยความเป็นผู้มสี มั มาคารวะนนั้ เอง
ท่ีกล่าวมานับได้ว่า เป็นการยืนแบบกายภาพ ส่วนการยืนแบบจิตภาพเชิงบูรณาการ พระ
พุทธองค์ตรัสว่า “ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฐิโต วา ‘ฐิโตมฺหีติ ปชานาติ : ภิกษุทั้งหลาย อีกประการ
หนึ่ง ภกิ ษเุ ม่ือยนื ก็รู้ชดั วา่ ‘เรายืน’ ดงั น๓ี้ ๓
๓. เรื่องการน่ัง หรือท่าน่ัง (นิสีทน /นิสินฺโน/นิสีทติ) : (ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุ กายํ
ปณธิ าย ปริมุขํ สติ อุปฏฺฐเปตวฺ า) : นงั่ พับขาโดยรอบ ตดิ กนั นง่ั ให้อาสนะติดกบั ขาอ่อนชิดกนั ไปโดย
ชอบ (บัลลังก์คอื การน่ังขัดสมาธิ)๓๔, ข้อว่า “ต้ังกายตรง” (อุตุกายปณิธาน) คือ กายทดี่ ำรงไว้ ตั้งไว้
ย่อมเปน็ กายตรง ต้งั กายเบือ้ งบนใหต้ รง แล้วใหก้ ระดูกสนั หลัง ๑๘ ข้อจดถงึ กัน กเ็ มอ่ื ทา่ นนงั่ อยา่ งนี้
หนัง เนื้อ และเอ็นจะไม่ตึง เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้น่ังอย่างน้ัน, จริงอยู่ ภิกษุนั่งอย่างน้ีหนังเนื้อเอ็น
ไม่ขัดกัน เม่ือเป็นอย่างนั้นเวทนาท้ังหลายที่พึงเกิดทุกขณะ เพราะความขัดกันแห่งหนังเน้ือเอ็น
เหล่านัน้ เป็นปัจจัย ก็ไม่เกิดแก่ภิกษุน้นั เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตก็มีอารมณ์เดียว กัมมัฏฐานก็
ไม่ตกไป กเ็ ข้าถึงความเจริญงอกงาม ตง้ั สติมุ่งตรงตอ่ พระกัมมัฏฐาน หรือกระทำไวใ้ กล้หน้า หรือทำ
การกำหนดและการนำออกจากทุกขใ์ หป้ รากฏชัด๓๕ ด้วยเหตนุ ้ันแล ทา่ นจึงกล่าวไวใ้ นคัมภีร์วิภงั ค์ ว่า
‘สตินี้ เป็นอันภิกษุดำรงไว้ม่ันแล้ว ต้ังไว้ดีแล้วท่ีปลายจมูก หรือท่ีนิมิตเหนือริมฝีปาก’๓๖ เพราะฉะน้ัน
จงึ เรียกว่า ดำรงสติมน่ั มงุ่ เฉพาะกรรมฐาน’ ด้วยเหตุนั้น ท่านจงึ กล่าวว่า ตั้งสติไวร้ อบหน้า’ อีกอยา่ ง
หน่ึง ศัพท์ว่า ปริ (คือกำหนด) มีอรรถว่า ถือเอาโดยรอบ ศัพท์ว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออก ศัพท์ว่า
สติ (คอื ตั้งมั่น) มีอรรถว่าปรากฏ ดว้ ยเหตุนนั้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกล่าวว่า ‘มีสติไว้เฉพะหน้า’ (ปริ
มุขํ สตึ) พึงเห็นความในคำน้ีโดยนัยท่ีกล่าวมาแล้ว ในปฏิสัมภิทามรรคด้วยประการฉะนี้ ในคำนั้นมี
ความสังเขปดังน้ีว่า ทำสติเคร่ืองนำออกจากทกุ ข์ท่ีกำหนดไว้เป็นอารมณ์ (ปริคฺคหิตนิยฺยานํ สตึ กตฺ
วา)
ดังนั้นการนั่งเพ่ือสุขภาวะในพระพุทธศาสนา คือการน่ังคู่บัลลังก์ขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง
ดำรงสติอยู่เฉพาะหน้า กำหนดดูลมหายเข้าและลมหายใจออกเพ่ือให้เกิดคุณค่าทางด้านบูรณาการ
ทั้งทางกายและทางจิตใจ ด้านทางกายคือการตั้งกายให้ตรงเกิดความสมดุล ส่วนด้านทางจิต
กำหนดสติไว้เฉพาะหน้าหรือทีล่ มหายใจปลายจมูกหรือเงาของหน้าน้นั เอง ดังพุทธพจนใ์ นสติปัฏฐาน
สตู รวา่ “ภิกษุท้ังหลาย อีกประการหน่ึง ภิกษุเม่ือนั่ง ก็รู้ชดั ว่า ‘เรานัง่ ’ ดงั น้ี
๓๒ “อฏฺฐาสตี ิ ฐานํ กปเฺ ปสิ ฯ ปณฺฑติ า หิ เทวมนุสสฺ า ครฏุ ฐฺ านยิ ํ อุปสงกฺ มติ ฺวา อาสนกุสลตาย เอกมนฺตํ ตฏิ ฐฺ นฺติ
อยญจฺ เทโว เตสํ อญฺญตโร ตสฺมา เอกมนตฺ ํ อฏฺฐาสิ ฯ กถํ ฐิโต ปน เอกมนตฺ ํ ิโต โหตีติ ฉ ฐานโทเส วชเฺ ชตฺวา ฯ เสยฺย
ถีทํ อติทูรมจฺจาสนฺนํ อุปริวาตมุณฺณตปฺปเทสํ อติสมฺมุขมติปจฺฉาติ ฯ อติทูเร ฐิโต หิ สเจ กเถตุกาโม โหติ
อจุ ฺจาสทฺเทน กเถตพพฺ ํ โหติ ฯ อจฺจาสนเฺ น ฐโิ ต สงฺฆฏนํ กโรติ ฯ อปุ ริวาเต ฐโิ ต สรรี คนเฺ ธน พาธติ ฯ อุณฺณตปปฺ เทเส ฐโิ ต
อคารวํ ปกาเสติ ฯ อติสมฺมุขา ิโต สเจ ทฏฺฐุกาโม โหติ จกฺขุนา จกฺขํุ อาหจฺจ ทฏฺฐพฺพํ โหติ ฯ อติปจฺฉา ฐิโต สเจ
ทฏฺฐุกาโม โหติ คีวํ ปสาเรตฺวา ทฏฺฐพฺพํ โหติ ฯ ตสฺมา อยํปิ เอเต ฉ ฐานโทเส วชฺเชตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ เตน วุตฺตํ เอกมนฺตํ
อฏฺฐาสีติ เอตทโวจาติ เอตํ อโวจ ฯ อ้างใน สํ.ส.อ.(บาลี) ๑/๑/๑๕, สํ.นิ.อ.(บาลี) ๒/๖๐/๙๘, องฺ.ทุก.อ.(บาลี) ๒/๑๖/๑๕, มงฺคล
ทปี นี.(บาลี) ๑/๙/๙. “อฏฺฐาสีติ ฐานํ กปฺเปสิ ‘ฐิตา อโหสีตฺยตฺโถ ฯ อติปจฺฉโต ฐานํ อติปุรโต อจฺจาสนฺเน อติทูเร ปฏิวาเต อุนฺนตปฺป
เทเส ฐานนตฺ ิ ฉฏฺฐานโทเส วชเฺ ชตวฺ า ฐิตา หิ เอกมนตฺ ํ ฐิตา นาม ฯ
๓๓ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔.
๓๔ อภิ.วิ.(ไทย) ๓๕/๕๓๕/๓๙๕.
๓๕ วิสุทฺธิ.(บาลี) ๒/๕๘-๕๙.
๓๖ อภิ.วิ.(ไทย) ๓๕/๕๓๗/๓๙๕.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 275
๔. เรือ่ งการนอน หรือท่านอน (นิปนนฺ ) กล่าวคือท่านอนท่ีถูกตอ้ งตามหลักดลุ ยภาพบำบัด
ท่านอนท่ีถูกต้องตามทัศนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ “ท่านอนตะแคงขวา” หรือ “สีหไสยาสน์”
และจากการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า การนอนใน
ท่าตะแคงขวาเป็นท่านอนที่ถูกหลักอนามัยท่ีสุด ดังท่ีปรากฏในจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพฉบับ
สร้างสุขของ เม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาว่า “ท่านอนตะแคงขวา เป็นท่าที่ถูกหลัก
อนามัยท่ีสุด เนื่องจากร่างกายจะไม่กดทับหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ไม่ทำงานหนักจนเกินไป
อาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ดว้ ยแต่ว่าคนกลับนยิ มท่า
นอนหงายกันมากท่ีสุด อาจเป็นเพราะสะดวกดีและเหมาะกับรา่ งกาย ถ้าเลือกนอนท่านีค้ วรใช้หมอน
ต่ำเพื่อให้ต้นคออยู่แนวระนาบเดียวกับลำตัว จะได้ไม่ปวดคอ แต่ทา่ น้ไี ม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและ
โรคหัวใจ เพราะกล้ามเน้ือ กะบังลมจะกดทับปอด ทำให้หายใจไม่สะดวก คนปวดหลังก็ไม่เหมาะ
เพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้นสำหรับท่าตะแคงซ้ายช่วยลดอาการปวดหลังได้ แต่ควรกอดหมอน
ข้างและพาดขาไว้ เพื่อป้องกันอาการชาส่วนท่านอนคว่ำ เป็นท่าที่ทำให้หายใจติดขัด ปวดต้นคอ
เพราะตอ้ งเงยหน้ามาทางดา้ นหลัง หรือบิดหมุนไปข้างใดขา้ งหนง่ึ เปน็ เวลานาน ดังน้ัน ถ้าจำเปน็ ต้อง
นอนท่านคี้ วรใชห้ มอนรองใตท้ รวงอกเพอื่ ป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ”
การนอน หรือจำวัด
จำวัด หมายถึงการนอนพักผ่อน, การนอนหลับของพระภิกษุสามเณร เป็นคำเฉพาะ จัดวัด
ปกติใช้ในกรณีนอนพักผ่อนในตอนกลางวัน แต่ถ้านอนในเวลากลางคืนก็เรียกว่า “นอน” ธรรมดา๓๗
แม้พุทธบัญญัติก็ทรงอนุญาตให้พักผ่อนได้ ดังพุทธพจน์ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้จะ
หลีกเร้นพักผ่อนกลางวันปิดประตูแล้วจึงหลีกเร้นพักผ่อน”๓๘ แต่พระพุทธองค์ก็มิไดก้ ำหนดว่า ถ้าไม่
ปฏบิ ัตติ ามถือเปน็ อาบตั ิ แต่ภายหลังพระเถระทั้งหลาย มีพระอุบาลเี ป็นตน้ ไดต้ ง้ั อรรถกถาไวว้ ่า เปน็
อาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ไม่ปิดประตูเสียก่อนพักผ่อน แต่อรรถกถาถามว่าประตูเช่นไร ควรปิด ไม่ควร
เปดิ มอี รรถกถาตอบดงั น้ี
ถามว่า ก็ประตูเช่นไรควรปดิ ? เชน่ ไรไม่ควรปดิ ?
แก้ว่า ประตูเวียนท่ีเขาเอาบรรดาวัตถุชนิดใดชนิดหนึ่ง มีไม้เลียบ ไม้ไผ่เลียบ ลำแพนและ
ใบไม้เป็นต้น ทำเป็นบานประตูแล้วสอดลูกล้อครกไว้ตอนล่างและห่วงบนไว้ตอนบนนั่นแล ควรปิด
ประตูชนิดอื่นเห็นปานนี้ คือประตูลิ่มสลักไม้และประตูหนาม ที่คอกฝูงโค ประตูล้อเล่ือนสำหรับกั้น
บ้านในบ้าน ประตูแผงเลื่อนที่เขาทำประกอบลูกล้อ ๒-๓ อันไว้ที่แผ่นกระดานหรือท่ีกันสาด ประตู
แผงลอยทเ่ี ขาทำยกออกได้ เหมือนอยา่ งในรา้ นตลาด ประตูลูกกรงท่เี ขารอ้ ยซี่ไม้ไผ่ไว้ในที่ ๒-๓ แห่ง
ทำไว้ทบี่ รรณกุฎี (กระท่อมใบไม้) ประตูม่านผ้า ไม่ควรปิด ก็ประตูม่านผ้าชนิดเดียวเท่านั้น ไม่ทำให้
ต้องอาบัติ ในเวลาท่ีภิกษุมีบาตรท่ีมือผลักบานประตู เม่ือผลักประตูทเ่ี หลือต้องอาบัติ แต่ประตูเวียน
นนั่ แล ทำใหต้ ้องอาบัติแก่ภิกษุผู้พักผอ่ นในกลางวนั ประตูท่ีเหลือ เมื่อภิกษุปิดก็ตาม ไม่ปดิ ก็ตามแล้ว
จำวดั อาบตั หิ ามีไม่ แตค่ วรปดิ เสยี ก่อน จงึ จำวัด ขอ้ นเ้ี ป็นธรรมเนยี ม
ถามวา่ ก็ประตเู วียนยอ่ มเป็นอนั ปดิ ดีแลว้ ดว้ ยเหตุมปี ระมาณเท่าไร?
แกว้ ่า เมือ่ ใส่ลูกดาลและล่มิ สลกั แลว้ ก็เป็นอนั ปดิ ด้วยดีทเี ดยี ว
๓๗ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช, ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชดุ คำวัด,
(กรุงเทพมหานคร : วดั ราชโอรสาราม, ๒๕๔๘), หน้า ๑๖๓.
๓๘ วิ.มหา.(ไทย) ๑/๗๗/๖๖. วินีตวตั ถุ
276 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อีกประการหนึง่ แม้เมอ่ื ใส่เพียงลูกดาลแล้วจะพักจำวดั ก็ควร แม้เม่ือใส่เพียงลม่ิ สลักแล้ว จะ
พักจำวัดก็ควร แมเ้ มอ่ื ปดิ พอให้บานประตจู ดกันแล้ว จะพกั จำวัดกค็ วร แม้เม่อื ปดิ แง้มไว้เล็กนอ้ ยแล้ว
จะพักจำวัดก็ควร ด้วยวิธีอย่างหลังที่สุด แม้เม่ือปิดประตูแง้มไว้ขนาดพอศีรษะสอดเข้าไม่ได้ จะพัก
จำวดั ก็ควรฉะนแี้ ล
ถ้าสถานท่ีน้ันเป็นท่ีใช้ของคนหมู่มาก แม้จะพูดกะภิกษุหรือสามเณรว่า อาวุโส จงช่วยกัน
รักษาประตู แล้วจำวัดก็ควร. ถ้าแม้จะทำความผูกใจไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายผู้น่ังทำจีวรกรรม หรือกิจ
อะไรอยา่ งไรอนื่ อยู่ เธอเหลา่ นัน้ จักชว่ ยรกั ษาประตนู นั่ ดังนแี้ ลว้ จำวัดก็ควร
สว่ นในอรรถกถากรุ นุ ที ทา่ นกล่าววา่ จะบอกแม้กะอุบาสกหรือจะทำความผกู ใจไว้วา่ อุบาสก
น้ีจะช่วยรักษา แล้วจำวัดก็ควร, จะบอกภิกษุณีหรือมาตุคามอย่างเดียวไม่ควร ถ้าลูกล้อหรือห่วงบน
ประตูเสียหายไป หรือไม่ตั้งอยู่ (ในทีเ่ ดิม) จึงไม่อาจจะปิดได้ ก็อีกอย่างหน่ึง เพ่ือประโยชน์แก่นวกร
รม (งานก่อสรา้ ง) เขาทำกองอิฐหรือกองดินเหนียวเป็นต้นไว้ภายในประตู หรอื ผูกน่งั รา้ นไว้ โดยที่ไม่
อาจจะปิด (ประตู) ได้ ในอันตรายเห็นปานน้ัน แม้จะไม่ปิดประตู พักจำวัดก็ควร ก็ถ้าไม่มีบานประตู
เป็นอันได้ข้ออ้างแท้. เมื่อจะจำวัดข้างบนควรยกม่านข้ึนไว้ จึงจำวัด ถ้าข้างบนม่านมีไม้สำหรับกั้นไว้
ควรก้ันไว้ จึงจำวัด. เม่ือจะจำวัดในหอ้ ง จะปิดประตูหรอื ประตหู นา้ มุขอย่างใดอยา่ งหน่ึงไว้แล้วจำวัด
ก็ควร
ถ้าท่ีข้างทั้งสองในเรือนมีฝาด้านเดียว เขาทำใช้หลายประตู, ควรรักษาทั้งสองประตู. ใน
ปราสาทแม้ ๓ ช้ัน ควรรักษาประตูเดียวเท่าน้ัน ถ้าภิกษุมากรูปกลับจากเที่ยวภิกขาจาร เข้าไปยัง
ปราสาทเช่นโลหปราสาท เพ่ือพักผ่อนกลางวัน, พระสังฆเถระควรสั่งผู้รักษาประตูว่า จงช่วยรักษา
ประตู หรือจะทำความผูกใจไวว้ า่ การรกั ษาประตูเป็นภาระของนายทวารบาลนั่น แล้วพึงเข้าไปจำวัด
เถิด ภิกษุทั้งหลายควรทำอย่างน้ันเหมือนกันจนถึงพระสังฆนวกะ ผู้ท่ีเข้าไปก่อนแม้จะทำความผูกใจ
ไวอ้ ย่างนว้ี ่า ขน้ึ ชอ่ื วา่ การรักษาประตูเป็นภาระของผูม้ าภายหลัง ดังน้กี ค็ วร
เมื่อภิกษุไม่ทำการบอกเล่าหรือความผูกใจไว้ แล้วพักจำวัดภายในห้องท่ีไม่ได้ปิดประตูหรือ
ภายนอกห้อง เป็นอาบัติ. แม้ในเวลาจำวัดในห้องหรือในภายนอกห้อง ทำความผูกใจไว้ว่า ขึ้นช่ือว่า
การรักษาประตใู นประตูใหญเ่ ป็นภาระของนายทวารบาล ดงั นี้แล้วจำวัด ควรเหมอื นกัน. แม้ภกิ ษผุ ู้จะ
จำวดั ทีพ่ ื้นอากาศ (ดาดฟ้า) ในสถานทม่ี โี ลหปราสาทเป็นต้น ควรปิดประตูแท้ทเี ดียว๓๙.......
ก่อนอื่น ก็ต้องเข้าใจตั้งแตเ่ บอ้ื งต้นว่า ขณะที่หลับสนทิ ไม่ว่าจะเป็นชว่ งเวลาใดกต็ ามขณะนั้น
เป็นภวังคจิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ซึ่งเป็นจิตชาติวิบากตามความเป็นจริงแล้ว ขณะที่หลับสนิท เป็น
วิบาก ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล ขณะท่ีหลับสนิทนั้น กุศลไม่เกิดเลยในขณะน้ัน รวมถึงอกุศลก็ไม่ได้
เกิดขึ้น เป็นไปด้วยเช่นกัน ที่น่าพิจารณา คือถ้าเป็นผู้มากไปด้วยความเป็นผู้เห็นแก่นอน ก็จะทำให้
ช่วงเวลาแห่งการเกิดข้ึนของกุศลธรรมท่ีควรจะเกิดข้ึน ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะมัวแต่นอนไม่ได้ฟังพระ
ธรรม ไม่ไดส้ ะสมความดที ่ีควรจะได้สะสมในขณะนัน้
ธรรมเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัยจริงๆ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ซ่งึ ไม่ไดม้ ี
กฏตายตัวว่าจะต้องไม่นอน ทุกอย่างเกิดข้ึนเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่สำหรับผู้ที่เห็นคุณของกุศล
ธรรม เห็นคุณของการอบรมเจริญปัญญาแล้ว นอกเหนือจากเวลาท่ีพักผ่อน ก็จะมีเวลาให้กับสิ่งที่
เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปที
ละเลก็ ทีละน้อย
๓๙ วิ.อ.(บาล)ี ๑/๘๕๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 277
สำหรบั พระธรรมทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงมหี ลากหลายนยั แม้แต่เรื่องการนอนกลางวนั ทไี่ ม่
ควรนอน กม็ ีการแสดงไว้ ในสว่ นของเพศบรรพชิต ทพี่ ระพุทธเจ้าให้เป็นผู้ปรารภความเพียร ไม่เป็น
ผู้นอนมาก แต่ เป็นผู้ปรารภความเพียร อบรมปัญญาไม่เหน็ แก่นอน ดว้ ยว่าเพศบรรพชิต เป็นเพศท่ี
สละท้ังหมด และจุดประสงค์ท่ีสำคัญ คือเพื่อดับทุกข์โดยสิ้นเชิง การนอนมาก เอาแต่นอนกลางวัน
ย่อมไม่ควรกับเพศพระภิกษุ ท่ีมุ่งดับกิเลส เพราะ การนอน ในขณะที่นอ เป็นภวังคจิต ขณะนั้น ไม่
เป็นกุศล อกุศล เมื่อไม่เป็นกุศลธรรม ก็ไม่สามารถเกิดปัญญา เกิดความเห็นถูก และขณะนอนจึงไม่
สามารถอบรมปัญญาได้ การนอน จึงเหมือนการเป็นหมันของชีวิต ท่ีไม่ได้ทำให้ชีวิตเจริญขึ้นในทาง
กุศลธรรม น่กี ล่าวโดยนัยของเพศบรรพชิต ที่ไม่ควรเหน็ แก่นอน แม้แต่การนอนกลางวนั
ส่วนสำหรบั เพศคฤหสั ถ์ ไม่ใชเ่ พศที่จะสละหมดโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนัน้ จึงไมใ่ ช่หา้ มคฤหสั ถ์
ไม่นอนกลางวัน แต่ใช้ชีวิตเป็นปกติ ท่ีควรแก่การเป็นเพศคฤหัสถ์ เพราะไม่ใช่เพศบรรพชิต
เพราะฉะน้ัน ก็มีการนอนกลางวันได้ และก็สามารถต่ืนมาใช้ชีวิตเป็นปกติด้วยการแบ่งเวลา ศึกษา
พระธรรม รวมท้ังสามารถรู้ความจริงในขณะท่ีสภาพธรรมกำลังปรากฏในขณะตื่นแล้วได้ การอบรม
ปัญญาของเพศคฤหัสถ์ จึงเป็นเร่ืองปกติ ไม่ใช่การจะไปทำตามเพศบรรพชิตแต่ควรที่จะอบรม
ปญั ญา ศกึ ษาพระธรรมในชีวิตประจำวนั ตามควรแต่โอกาส ตามความเหมาะสม
การโดยสรุปการพักผ่อนนอนหลับสรปุ ไดว้ ่า ตามพุทธบัญญัติการพักผ่อนนอนหลับเป็นได้ทั้ง
กลางวันและกลางคืน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ พระภิกษุควรจำวัดและนอนอย่างมีสติ ไม่ใช่หลงใหล
กบั การนอนพกั ผ่อนจนกลายเป็นความขี้เกยี จ (โกสชชฺ ตา) ขาดการปฏิบัติธรรม และขาดการดำรงตน
อย่างเหมาะสมแกส่ มณเพศ ถ้ามองแบบโลกิยะแล้วการพกั ผ่อนเปน็ ความจำเป็นสำหรบั ทุกคน แต่ถ้า
นอนหลับมากจนเกินไปจะเกิดโทษทั้งทางกายคือร่างกายขาดการเคลื่อนไหลเพื่อเผาพลาญพลังงาน
จนกลายเป็นส่วนเกินสะสมและหลายเป็นโรคอ้วน และโทษทางจิตใจคือขาดสติในการครองตน ไม่
หม่ันในการปฏิบัติธรรมเกิดความเกียจคร้านเป็นต้น นกั ปฏิบัติธรรมจึงควรพักผ่อนอยา่ งมีสติ แต่ควร
นอนหลับพักผ่อนนานพักผ่อนเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมนั้น ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนระบุไว้ในพระไตรปิฎก
เพียงแต่กล่าวกันว่า “บัณฑิตนอน๔, เศรษฐีนอน ๖, ยาจกนอน ๘, ส่วน นอแรดนอน ๑๐ ยาวๆ
ไป”...... เหตผุ ลเพราะรอแรดมีปกตเิ ทีย่ วไปแตผ่ ู้เดยี ว อยคู่ นเดียว นอนคนเดยี วไม่สนใจอยา่ งอน่ื ๔๐
ในอังคุตตรนิบาต จตุกกนิบาต เสยยาสูตร และอสุภสูตร พระพุทธองค์ ได้ตรัสไว้ดังน้ีว่า
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย การนอน มี ๔ ประการนี้ คอื
๑. นอนอย่างคนตาย (เปตเสยฺยา)๔๑
๒. นอนอย่างคนบริโภคกาม (กามโภคเิ สยฺยา)
๓. นอนอยา่ งราชสหี ์ (สหี เสยยฺ า)
๔. นอนอยา่ งตถาคต (ตถาคตเสยยฺ า)
๔๐ ขุ.สุ.(ไทย) ๒๕/๓๕-๓๖/๕๐๗, คัมภีร์อรรถกถา อธิบายว่า “ประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด หมายถึง
ประพฤติตามจริยา ๘ อย่าง คือ (๑) ความประพฤติในอิรยิ าบถ ๔ (๒) ความประพฤติในอายตนะภายในและภายนอก (๓)
ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ (๔) ความประพฤติในสมาธิคือฌาน ๔ (๕) ความประพฤตใิ นอริยสัจ ๔ (๖) ความประพฤติ
ในอริยมรรค ๔ (๗) ความประพฤติในสามัญญผล ๔ (๘) ความประพฤติเพ่ือประโยชน์แก่โลก และสามารถละตัณหาได้
ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ละกิเลสได้ส้ินเชิง ดำเนินทางสายเอกกล่าวคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ และตรัสรอู้ นุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนแรดมีนอเดียว ไม่มีนอที่สอง
อ้างใน ขุ.จู. (ไทย) ๓๐/๑๒๑/๓๙๕-๔๐๑, ขุ.ส.ุ อ.(บาลี) ๑/๓๕/๖๐-๖๑.
๔๑ การนอนอย่างคนตาย อกี ประการหน่งึ หมายถงึ เปรต เพราะเปรตมีเน้ือและเลือดนอ้ ย เกี่ยวพันกันด้วยโครง
กระดูก จงึ ไมอ่ าจทจ่ี ะนอนตะแคงได้ ดงั นัน้ จึงต้องนอนหงาย อ้างใน อง.ฺ จตุกฺก.อ.(บาล)ี ๒/๒๔๖/๔๔๕.
278 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นอนอย่างคนตาย เป็นอย่างไร คื ่ นมากคนตายน น งาย นี้เรียก ่า น น ย่างคน
ตาย
นอนอย่างคนบริโภคกาม เป็นอย่างไร คื ่ นมากคนบริโภคกาม ย่ มน นตะแคงซ้าย
น้เี รยี ก ่า น น ยา่ งคนบรโิ ภคกาม
นอนอย่างราชสีห์ เป็นอย่างไร คื พญาราช ี ์ย่ ม ำเร็จการน นตะแคงข า ซ้ นเท้า
เ ลื่ มเท้า ด างเขา้ ในระ า่ งโคนขา มนั ตนื่ ขน้ึ ยืดกาย ่ น นา้ แล้ เ ลยี ดูกาย ่ น ลัง ถ้ามัน
เ ็นกายผิดแปลก รื ไม่ปกติ ย่างไรไป มันย่ มเ ียใจด้ ยเ ตุนั้น แต่ถ้าไม่เ ็น ะไรผิดปกติ มัน
ย่ มดใี จ น้ีเรยี ก า่ น น ยา่ งราช ี ์
นอนอย่างตถาคต เป็นอย่างไร คื ตถาคตในธรรม ินัยนี้ งัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถ
ฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มี ุข มี ติบริ ุทธิ์ เพราะ ุเบกขา ยู่ น้ีเรียก ่า น น ย่างตถาคต ภิก ุท้ัง ลาย
การน น ๔ ประการน้แี ล๔๒
่ นการน นแบบจิตภาพเชิงบูรณาการ พระพุทธ งค์ตรั ่า “ปุน จปรํ ภิกฺขเ ภิกฺขุ ยา
โน า ‘ ยาโนมฺ ีติ ปชานาติ : ภิก ุทั้ง ลาย ีกประการ น่ึง ภิก ุเมื่ น น ก็รู้ชัด ่า ‘เราน น’
ดังน๔ี้ ๓
แม้ ลักดุลยภาพบำบัดใน มัยพุทธกาลจะมีค ามแตกต่างกับ ลักดุลยภาพบำบัดตามทั นะ
ข งแพทย์ปัจจุบัน ยู่บ้าง แต่โดยภาพร มแล้ ถื ่า ลักการต่างๆ ดคล้ งกันโดยมากด้ ยเ ตุนี้
จึง าจกล่า ได้ ่า ดุลยภาพบำบัดน้ันไม่ได้เป็น า ตร์ใ ม่แต่มีมาต้ังแต่ มัยพุทธกาล ๒๖๐๐ ก ่าปี
แล้ และมีการพัฒนา ืบต่ กันมาตามลำดับ งการแพทย์ มัยปัจจุบันก็ได้ใ ค้ าม นใจใน า ตร์
นี้กนั มากข้ึน โดยเฉพาะนายแพทย์ถา ร กา ม ันนั้นได้ ึก าเรื่ งดุลยภาพบำบัดมาก ่า ิบปี ทำใ ้
คุณ ม มีค ามเชี่ย ชาญในด้านน้ี ามารถถ่ายท ดค ามรูท้ ่ี ่ัง มมาเป็นแน ทางในการบำบัดรัก า
ได้ ย่างละเ ียด
ค ามเช่ื พื้นฐานทาง า นามี ิทธิพลต่ การ ธิบาย าเ ตุแ ่งการเจ็บป่ ย ย่ มมีผลต่
ธิ กี ารปฏิบตั ิ รื ทาง กเพื่ ใ พ้ น้ จากการเจบ็ ป่ ยด้ ย พระพทุ ธ า นาก็เชน่ เดีย กัน โดยเฉพาะ
พระพุทธ า นา าย ัชรยานข งธิเบต จะ ธิบายถึงรากเ ง้าข งโรคภัยไข้เจ็บทางกายท้ัง ลาย ่า
มาจาก กุ ลมูล ๓ คื โลภะ โท ะ โม ะ การรัก าโรคใดๆ ก็ตามตามทั นะน้ีต้ งทำการรัก า
ค บคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมเ ม เพื่ ลดละกิเล พื้นฐานตามตั น้ีด้ ย ซึ่งแต่เดิมแล้ เ ล่าพระลา
มะจะทำ น้าท่ีเป็นผู้บำบัดรัก าโรคด้ ย แต่ในปัจจุบันจะมีผู้ที่ทำ น้าท่ีน้ีมากข้ึน แม้ใน ่ นข งพระ
า ดาก็มีพระพุทธเจ้าในปางท่ีช่ื พระโภ ัชยคุรไุ ฑูรยประภา ซงึ่ จะได้รับการเคารพบูชาจากผู้ที่ใ ้
การรัก าผู้เจ็บป่ ย รื ญาติพ่ีน้ ง เม่ื พระลามะทำการปรุงยารัก าผู้ป่ ย ประ ิทธิผลข งยา
น กจากข้ึนกับ มุนไพรท่ีเป็น งค์ประก บแล้ ยงั ขึน้ ยกู่ ับพลังข งบท ดมนต์และการ ธิ ฐานข
พทุ ธานภุ าพจากพระไภ ัชยคุรุฯ กี ด้ ย
แต่พระพุทธ า นาฝ่ายเถร าทแบบประเท ไทย มิได้ ่งเ ริมและ นับ นุนใ ้พระ งฆ์ทำ
น้าที่เป็น ม รัก าโรค เพราะเ ็น ่าขัด รื แย้งต่ พุทธพจน์๔๔ แต่เดิมท่านก็ใ ้มีการใช้ยา รื
เทคนิคในการดูแล ุขภาพที่มี ยู่ในขณะนั้นรัก าผู้ป่ ย รื พระท่ี าพาธ ย่างเต็มท่ี ( าก ิธีการนั้น
ไม่ขัดต่ พระธรรม ินัยท่ีบัญญัติไ ้) เพราะพระพุทธ า นาใ ้ค าม นใจรัก าโรคทางใจมากก ่า
๔๒ งฺ.จตุกกฺ .(ไทย) ๒๑/๒๔๖/๓๖๖-๓๖๗ เ ยยา ูตร. ๒๑/๑๖๓/๒๒๙ ุภ ตู ร.
๔๓ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔.
๔๔ ดรู ายละเ ียดใน ท.ี ี.(ไทย) ๙/๗-๒๗/๓-๑๐. พร มชาล ตู ร (จู ลี มัชฌิม ลี และม า ีล)
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 279
โรคทางกาย ก็จะมีวิธกี ารมากมายในการทำจิตให้ปลอดจากโรค สว่ นโรคทางทางมกั จะยกหน้าท่ีให้
เป็นฆราวาสเป็นผู้รักษา หรือบางกรณีก็ช่วยกันดูแลเองตามความรู้ความสามารถของพระสงฆ์
อิทธิพลพระพุทธศาสนาท่ีมีต่อการรักษาผู้ป่วยจึงมักเป็นการขอพุทธานุภาพให้มาช่วยเป็นกำลังใจให้
ผูป้ ่วยและญาติเปน็ ส่วนมาก หรือช่วยปกป้องผู้ป่วยจากอำนาจชั่วรา้ ย อยา่ งไรกต็ ามในมิติทางสังคม
และวัฒนธรรม ในอดีตเม่ือระบบสาธารณสุขกระแสหลักยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก พระสงฆ์และ
วัดคือองค์กรหลักในการสืบทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพและเป็นผู้รักษาเยียวยาผู้ป่วย ความเชื่อใน
พุทธานภุ าพก็ได้เข้ามามีสว่ นในการรกั ษาโรคในรูปของคาถาปรงุ ยา คาถาเสกยา รวมทั้งมีการทำบุญ
อุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรไปพร้อมกันอีกด้วยเป็นต้น ซึ่งยังมีการปฏิบัติอยู่ในการักษาแบบพ้ืนฐาน
และสังคมไทยทั่วไปในปัจจุบัน
ในพระไตรปิฎก ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ “กายืน การเดิน การนั่ง” ของภิกษุ พระพุทธองค์
ทรงเน้นยำ้ ภกิ ษทุ ุกครั้งในเวลานงั่ สมาธภิ าวนา วา่ “ใหต้ ้งั กายให้ตรง” ดังพทุ ธดำรสั ว่า “ภกิ ษใุ นธรรม
วินัยนี้ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี น่ังคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก ฯลฯ สำเหนียกว่า จะพิจารณาเห็นความสละคืน หายใจเข้า
สำเหนียกว่าจะพิจารณา เห็นความสละคืน หายใจออก ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติท่ีภิกษุเจริญ
อย่างนแี้ ล ทำใหม้ ากแล้วอย่างน้ี จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”๔๕ แม้ในพระเสขิยวัตรพระพุทธองคก์ ็
ทรงย้ำไม่ให้ภิกษุไม่ว่า “จะเดิน หรือน่ัง” ก็ไม่ให้เดินโคลงกาย ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไม่น่ังโคลงกาย
ไม่นั่งรัดเข่า ไม่เอามือค้ำกายนั่ง”๔๖ จุดประสงค์ของสิกขาบทเหล่าน้ี นอกจากเพ่ือยังศรัทธาปสาทะ
ให้เกิดแก่ประชาชนที่พบเห็นแล้ว การไม่เดิน การไม่นั่งในลักษณะดังกล่าวน้ันยังช่วยทำให้รักษา
ร่างกายสรีระใหต้ รงถกู สขุ ลกั ษณะและช่วยให้เกดิ ผลดีตอ่ สุขภาวะอีกด้วย เพราะการวงิ่ (วง่ิ ออกกำลัง
กาย) เป็นการเคล่ือนไหวที่ไมเ่ หมาะสมสำหรับบรรพชติ ในพระพทุ ธศาสนา (สมณสารปู ) และยงั อาจ
ทำให้เกิดอบุ ตั เิ หตุคือการหกลม้ การกระแทก ชน หรอื กล้ามเน้ืออักเสบได้ เป็นการไม่เหมาะกับสมณ
สารูปในพระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้าตรัสถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยอีกประการหนึ่ง คือการผลัดเปล่ียนอิริยาบถไม่
สมำ่ เสมอ โดยมกี ารน่ัง หรือยนื นานเกนิ ไป เป็นต้น กลา่ วคือในอิริยาบถท้ัง ๔ คือ ยนื เดิน น่ัง นอน
นน้ั ถ้าดำรงอยู่ในอิริยาบถใดอิรยิ าบถหน่ึงนานจนเกินไป จะทำให้ร่างกายเกิดความเม่ือยล้าเป็นเหตุ
ให้เจ็บป่วยได้ การบริหารร่างกายหรือการออกกำลังกายโดยการทำกิจวัตรเป็นประจำนั้นจึงเป็นส่ิง
สำคัญอย่างย่ิงในการเสริมสร้างสุขภาพ รวมทั้งสะท้อนให้เห็นการรักษาสุขภาพด้วย “ดุลยภาพ
บำบัด” ได้เป็นอยา่ งดี ดังที่พระพุทธองค์ทรงเน้นให้รกั ษาสรีระในอิรยิ าบถต่างๆ ใหส้ มดุล คือใหต้ รง
อยู่เสมอ และพยายามเปล่ียนอิริยาบถให้สมดุลยโดยการเดิน การยนื การนงั่ และการสอน ไม่ดำรง
อย่ใู นอริ ยิ าบถใดอิริยาบถหนงึ่ นานจนเกนิ ไปเพ่อื ปอ้ งกนั การเจบ็ ป่วย
สรุปได้ว่า การออกกำลังกายของภิกษุในพระพุทธศาสนาน้ันก็คือการทำกิจวัตรต่างๆ ทั้งใน
การปฏิบัติธรรมและปฏิบัติกิจของพระสงฆ์เพื่อให้ร่างกายและส่วนต่างๆ ได้เกิดการเคล่ือนไหวอย่าง
ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๒๐-๓๐ นาที และควรปฏิบัติมากกว่า ๓ คร้ังต่อสัปดาห์เพื่อให้ระบบต่างๆ ใน
ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพระสงฆ์เองจึงออกกำลังกายใน
มิติของการเดินบิณฑบาต การทำความสะอาดบริเวณต่างๆ เช่น ลานวัด โบสถ์ วิหาร กุฏิ และ
เสนาสนะต่างๆ ตลอดถงึ การปฏิบตั ธิ รรม เชน่ การเดินจงกรม รวมถึงการรักษาสมดุลยของอิริยาบถ
๔๕ สํ.มหา.(ไทย) ๑๙/๙๗๙/๔๕๖.
๔๖ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๓๖๔/๒๓๑.
280 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในการยืน การเดิน การนั่ง และ การนอน กิจกรรมเหล่าน้ีจัดอยู่ในกิจวัตรของสงฆ์ที่พึงกระทำ ซ่ึง
เป็นพุทธานญุ าตทที่ รงบญั ญัติไว้ในพระธรรมวนิ ัย
การดูแลสุขภาวะ สำหรับพระภิกษุและสามเณร หรือ บุคคลทั่วไปด้านการเคลื่อนไหว
อิริยาบถ
การดูแลสุขภาวะด้านร่างกายสำหรับพระภิกษุและสามเณร ด้วยการเคลื่อนไหวอิริยาบถ
นบั เป็นเร่ืองท่ีมีความสำคัญเป็นอย่างย่ิงมาแต่คร้ังสมัยพุทธกาล ไม่ว่า จะเป็นการยืน การเดิน การ
นั่งการนอนการเคลื่อนไหวมือ แขนขา หรือส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกาย ล้วนแล้ว แต่เป็นเรื่องท่ีมี
ความสำคญั อย่างยงิ่ ด้วย นอกจากจะเป็นแนวทางในการเจริญภาวนา “กายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน”
อันเป็นการพิจารณาการเคลอื่ นไหวอิริยาบถทางกายทเี่ รยี กว่า อิริยปถบรรพ ดังปรากฏความในเรอ่ื ง
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดอิริยาบถ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
มหาวรรค กล่าวถงึ พทุ ธพจน์วา่ ดว้ ยการเคลอ่ื นไหวอิริยาบถทางกายไวค้ วามตอนหนึง่ ว่า
“ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อกี ประการหนึ่ง ภิกษุเมอ่ื เดนิ กร็ ชู้ ดั ว่า ‘เราเดิน’
เม่อื ยืน กร็ ู้ชัดวา่ ‘เรายืน’
เม่ือนงั่ กร็ ู้ชดั วา่ ‘เรานั่ง’
หรือเมอ่ื นอน ก็รู้ชัดวา่ ‘เรานอน’
ภกิ ษุนน้ั เม่ือดำรงกายอยู่โดยอาการใดๆ ก็รชู้ ดั กายทดี่ ำรงอยู่โดยอาการน้นั ๆ ดว้ ยวธิ นี ้ี ภิกษุ
ยอ่ มพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่๔๗ พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่๔๘ หรือพิจารณาเห็น
กายในกายทัง้ ภายในท้งั ภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกดิ ในกายอยู่ พจิ ารณาเหน็ ธรรมเปน็
เหตุดบั ในกายอยู่ หรือพิจารณาเห็นท้ังธรรมเป็นเหตุเกิดท้ังธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่ หรอื ว่า ภิกษุ
นั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า ‘กายมีอยู่’ ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่าน้ัน ไม่อาศัย
(ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่ และไม่ยดึ มั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลก ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุพิจารณาเหน็ กายในกาย
อยู่ อย่างนแ้ี ล”๔๙
นอกจากน้ี พระพุทธองค์ยังได้แนะนำถึง “อิริยาบถย่อย” อ่ืนๆ อีก ไว้ในบทว่าด้วยกายา
นปุ ัสสนา หมวดสมั ปชญั ญะ
“ภกิ ษุทัง้ หลาย อกี ประการหนงึ่ ภกิ ษุทำความรสู้ กึ ตวั ในการก้าวไป การถอยกลบั
ทำความรู้สกึ ตวั ในการแลดู การเหลียวดู
ทำความรู้สึกตัวในการคู้เขา้ การเหยยี ดออก
ทำความรู้สึกตวั ในการครองสังฆาฏิ บาตร และจวี ร
ทำความร้สู กึ ตัวในการฉัน การด่มื การเค้ียว การลิม้
ทำความรสู้ กึ ตัวในการถ่ายอจุ จาระและปัสสาวะ
ทำความรสู้ ึกตวั ในการเดิน การยืน การน่งั การนอน การตน่ื การพูด การนง่ิ
๔๗ กายภายใน ในที่นี้หมายถึง อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของตน อ้างใน ที.ม.อ.(บาลี) ๓๗๕/
๓๘๓.
๔๘ กายภายนอก ในท่ีนี้หมายถึง อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ในกายของผู้อื่น อ้างใน ที.ม.อ.(บาลี)
๓๗๕/๓๘๓.
๔๙ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔-๓๐๕.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 281
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่๕๐ พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่๕๑
หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่
พิจารณาเห็นธรรมเปน็ เหตุดับในกายอยู่ หรือพจิ ารณาเห็นทัง้ ธรรมเป็นเหตุเกิดทง้ั ธรรมเปน็ เหตดุ บั ใน
กายอยู่หรือว่า ภิกษุน้ันมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า ‘การมีอยู่’ ก็เพียงเพ่ืออาศัยเจริญญาณ เจริญ
สติเท่าน้ัน ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่ และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆ ในโลก ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
พจิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ อยา่ งนแี้ ล”๕๒
อย่างไรกต็ าม นอกจากการเจรญิ กายานปุ สั สนาสติปัฏฐานจะเปน็ “กมั มัฏฐาน” ทนี่ ำไปสกู่ าร
เจริญวิปัสสนากรรมฐานให้ถึง “อริยมรรค” เพ่ือก้าวสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกองทุกข์ส้ินเชิงแล้ว
ในขณะเดียวกันยังเป็นแนวทางของการบริหารขันธ์ (คำว่า ขันธ์แปลว่า กอง หมวดหมู่ ส่วน ในทาง
พระพุทธศาสนา หมายถึง ส่วนประกอบของกาย หรือรูป แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ได้แก่ รูป เวทนา
สัญญา สังขาร และวิญญาณ) อันเป็นแนวทางการบริหารกายของพระภิกษุสงฆ์และสามเณร ซ่ึง
ท่านพุทธทาสภิกขุได้ใหค้ วามหมาย
คำว่า “บริหาร” ในที่นี้ หมายถึงการดำรงรักษาการซ่อมแซม ให้อยู่ในสภาพที่ควรจะเป็น
และพร้อมให้เป็นประโยชน์ตามความมุ่งหมายนั้นๆ๕๓ แตกต่างจากคำว่าบริหารร่างกายสำหรับ
ฆราวาสโดยท่วั ไป
คำว่า “บริหารขันธ์” (บริหาร+ขันธ์) คือ การบริหารขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วญิ ญาณ)
“การออกกำลังกายสำหรบั พระสงฆ์นั้น มีความหมายจำกัดเฉพาะ และไม่ควรเรียกว่าการ
ออกกำลังกายด้วยซ้ำ แตค่ ำที่เรียกในทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกบั การดูแลสุขภาพนใี้ ชค้ ำวา่ ‘บรหิ าร
ขันธ์’ หรอื การบรหิ ารร่างกาย...”
นอกจากน้ีการบริหารขันธ์อันมีความหมายถึงการบริหารร่างกาย จึงมีความหมายถึงการที่
พระสงฆ์สามารถจะออกกำลังกายคือบริหารขันธ์น้ีได้ แต่ต้องเป็นการบริหารร่างกายด้วยความ
สำรวมระวังไม่ใหศ้ รทั ธาปสาทะของสาธชุ นผูใ้ ฝ่ในธรรมเส่ือมไปต้องทำด้วยความเหมาะสม พอดี ทำ
ในที่อันควรไมแ่ สดงไปตามวสิ ัยของชาวบ้าน
ด้ วย เห ตุ น้ี ก ารเค ล่ื อ น ไห วอิ ริย าบ ถ ท างก าย ห รือ ก ารบ ริห ารขัน ธ์ส ำ ห รับ พ ระภิ ก ษุ แ ล ะ
สามเณรในทางพระพุทธศาสนา จึงเปน็ แนวทางปฏิบตั ิเพ่อื การดแู ลรา่ งกายให้สามารถใช้งานได้อย่าง
มปี ระสทิ ธภิ าพ มากกว่าจะเป็นไปเพื่อความกำยำร่างกาย๕๔ ซงึ่ การบรหิ ารขันธข์ องภกิ ษุสงฆ์สาวกได้
ปรากฏขึ้นมาแต่สมัยพุทธกาล ภายใต้วัตรปฏิบัติที่ยังคงสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน ได้แก่การ
บณิ ฑบาต การกวาดลานวดั และการจงกรม
๕๐ กายภายใน ในที่น้ีหมายถึงสัมปชัญญะ ๔ ในกายของตน คือ (๑) สาตถกสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่ามีประโยชน์)
(๒) สัปปายสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ) (๓) โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นโคจร) (๔) อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่า
ไมห่ ลง) ในกายของตน อ้างใน ที.สี.อ.(บาลี) ๒๑๔/๑๖๖, ๓๗๖/๓๘๓, อภ.ิ วิ.อ.(บาลี) ๕๒๓/๓๗๒-๓๗๓.
๕๑ กายภายนอก ในทนี่ ห้ี มายถงึ สมั ปชญั ญะ ๔ ในกายของผอู้ ื่น อ้างใน ท.ี ม.อ.(บาลี) ๓๗๖/๓๘๓.
๕๒ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๗๖/๓๐๕.
๕๓ พุทธทาสภิกข,ุ คำสอนสำหรับผู้บวชใหม่ : คู่มือดำเนนิ ชวี ิตของนกั บวชใหมใ่ ตร้ ่มกาสาวพัสตร์, (สุราษฎร์
ธานี : วดั ส่วนโมกขพลาราม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๐๐.
๕๔ พินิจ ลาภธนานนท์, ประเด็นสุขภาวะในพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ จรัสสนิทวงศ์การ
พิมพ์ จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า ๗๘.
282 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทัง้ นี้การบิณฑบาตและการกวาดลานวัด ซง่ึ เป็นการเคล่ือนไหวอิริยาบถทางกายจัดเป็น ๑
ใน ๔ แห่ง “นิสสัย ๔ ของพระสงฆ์” ตามพุทธบัญญัติประกอบด้วย ๑. บิณฑบาต ๒. กวาดลานวัด
๓. ดื่มน้ำมูตรเน่า (น้ำปัสสาวะของโค) ๔. อยู่โคนต้นไม้ซึ่งปรากฏความใน พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ตอนหนง่ึ ว่า
“ทันใดน้ันแหละ พึงวัดเงา พึงบอกประมาณแห่งฤดูพึงบอกส่วนแห่งวัน พึงบอกสังคีติพึง
บอกนิสสัย ๔ วา่ ดังน้ี
๑. บรรพชาอาศัยโภชนะคือคำข้าว อันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำความอุตสาหะใน
ข้อน้ันจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือภัตถวายสงฆ์ ภัตเฉพาะสงฆ์การนิมนต์ ภัตถวายตามสลากภัต
ถวายในปกั ษภ์ ัตถวายในวนั อโุ บสถ ภัตถวายในวนั ปาฏิบท
๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในข้อนน้ั จนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือผ้า
เปลอื กไม้ผา้ ฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสตั วผ์ ้าปา่ น ผ้าแกมกัน
๓. บรรพชาอาศัยโคนต้นไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต
อติเรกลาภ คอื วิหาร เรอื นมงุ แถบเดียว เรือนชั้น เรอื นโลน้ ถำ้
๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในข้อน้ันจนตลอดชีวิตอติเรกลาภ คือ
เนยใส เนยข้น นำ้ มนั นำ้ ผง้ึ นำ้ ออ้ ย”๕๕
การเดินบิณฑบาตยังคงเป็นวัตรปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์และสามเณรที่สืบทอดมาจวบ
จนปจั จบุ ันซ่ึงการเดินบิณฑบาตด้วยเท้าเปล่าเป็นระยะทาง ๒-๓ กิโลเมตรตอ่ วัน นอกจากจะเปน็ การ
เจรญิ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันได้อานิสงส์มากในทางวิปัสสนากรรมฐาน ดังที่พระพุทธองค์ทรง
แสดงธรรมเปรยี บเทียบระหว่าง “อสัตบุรษุ ” กับ “สัตบุรุษ” (ผู้ท่ีพร้อมมูลด้วยธรรม) ซึ่งไดร้ วบรวม
ไว้ในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวสูตร๕๖ สัปปุริสสูตร๕๗ ตอนหนึ่งว่า นอกจากจะเป็นการ
“ภิกขาจาร” เพื่อขอภัตตาหารจากชาวบ้านเพ่ือการยังชีพแล้ว การบิณฑบาต ยังเป็นการปฏิบัติเพ่ือ
ยังความศรทั ธาในหมู พุทธศาสนิกชนทั้งหลายแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรง “ปิณฑจาริกวัตร” หรือการ
ดำเนินบิณฑบาตด้วยพระองค์เอง เพื่อโปรดสัตว์โลกทั้งหลายอย่างเป็นปกติ ซึ่งได้รับการสืบทอด
ต่อเนื่องไปยังหมู่พระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลายสืบต่อมาจวบจนปัจจุบัน “ดว้ ยบิณฑบาตอย่างใดอยา่ ง
หน่ึง ก็ในบิณฑบาตสันโดษน้ีภิกษุพึงรู้จักบิณฑบาต พึงรู้จักเขตของบิณฑบาต พึงรู้จักสันโดษด้วย
บิณฑบาต พึงรู้จักธุดงค์ที่เก่ียวด้วยบิณฑบาต ดังข้อความท่ีปรากฏในอรรถกถา ทีฆนิกาย
ปาฏกิ วรรค สังคตี สิ ตู ร๕๘ ว่า
ข้อท่ีว่า ด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่างหนึ่ง (อิตริตเรน ปิณฺฑปาเตน) แม้ในข้อน้ี บัณฑิตก็พึง
ทราบบิณฑบาต เขตในการเที่ยวบิณฑบาต ความสันโดษในบิณฑบาต ธุดงค์ท่ีเกี่ยวเน่ืองด้วย
บณิ ฑบาต
บรรดา ๔ ข้อน้ัน ข้อว่าบิณฑบาต ๑๖ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาส ข้าวตู ปลา เน้ือ
น้ำนม เนยส้ม เนยใส เนยข้น นำ้ มัน นำ้ ผ้งึ น้ำอ้อย ขา้ วต้ม ของควรเค้ียว ของควรลิม้ ของควรเลีย
(ชมิ )
๕๕ ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๗๓/๑๐๑-๑๐๒.
๕๖ ม.อุป.(ไทย) ๑๔/๙๓-๙๗/๑๑๐-๑๑๕.
๕๗ ม.อุป.(ไทย) ๑๔/๑๐๕-๑๐๘/๑๒๕-๑๓๕.
๕๘ ท.ี ป.อ.(บาลี) ๖/๓๓๒-๓๓๕. ทีฆนิกายฏฺฐกถา (สมุ งคฺ ลวิลาสินี ๓) สงคฺ ตี สิ ตุ ฺตวณณฺ นา มมร.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 283
ข้อว่า เขตแห่งการเท่ียวบิณฑบาต (ปิณฺฑปาตกฺเขตฺตํ) มี ๑๕ คือ ภัตท่ีเขาถวายพระสงฆ์
ภัตที่เขาถวายเจาะจง ภัตที่ได้ในที่นิมนต์ ภัตท่ีเขาถวายพร้อมกับสลาก ภัตท่ีเขาถวายประจำปักษ์
ภัตที่เขาถวายในวันอุโบสถ ภัตที่เขาถวายในวันปาฏิบท (คือวันขึ้นหรือแรมค่ำหนึง่ ) ภัตท่ีเขาถวายแก่
ภิกษุผู้จรมา ภัตท่ีเขาถวายแก่ภิกษุผู้เตรียมจะไป ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุไข้ ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้
อุปัฏฐากภิกษุไข้ ภัตที่เขาถวายในวิหารใกล้ ภัตที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้เฝ้ากุฏิ ภัตที่เขาถวายประจำวัน
ภัตท่เี ขาถวายแกภ่ กิ ษผุ ูเ้ ฝ้าวหิ าร.
ข้อวา่ “ความสนั โดษในบณิ ฑบาตร” (ปิณฑฺ ปาตสนฺโตโส) ความวา่ สันโดษมี ๑๕ คือ สนั โดษ
ในการตรกึ ในบิณฑบาต สันโดษในการไป สันโดษในการแสวงหา สันโดษในการได้เฉพาะ สันโดษใน
การรับ สันโดษในการรับแต่พอประมาณ สันโดษในการเวน้ จากความอยากได้ สนั โดษตามได้ สนั โดษ
ตามกำลัง สันโดษตามสมควร สันโดษในการบำรุง สันโดษในการกำหนด สันโดษในการบริโภ ค
สนั โดษในการเว้นจากการสะสม สันโดษในการสละ.
บรรดาสันโดษเหล่าน้ัน ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้ว ย่อมตรึก. ก็ภิกษุผู้เท่ียวไปกับคณะ ภิกษุผู้
เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ในเวลาอุปัฏฐากพระเถระในเวลาเย็น ถูกถามว่า พรุ่งนี้พวกเราจักเที่ยว
บิณฑบาตที่ไหน ตอบว่า ในบ้านชื่อโน้นขอรับ คิดเพียงเท่านี้ จากน้ันไปก็ไม่พึงตรึก (อีก). ภิกษุผู้
เท่ียวไปรูปเดยี ว พึงยืนตรึกในโรงสำหรับตรึกเถิด ภิกษุผู้ตรึกเกินกว่าน้ัน ย่อมเป็นผู้เคล่ือน เหินห่าง
จากอรยิ วงศ์ ขอ้ ทวี่ ่ามาน้ี ชื่อว่าสนั โดษในการตรึก
กภ็ ิกษุผู้จะเข้าไปบิณฑบาต ไม่ต้องคิดว่า จักไดท้ ี่ไหน พึงไปโดยมีกรรมฐานเป็นใหญ่เถดิ . ข้อ
นชี้ ือ่ ว่าสันโดษในการไป ภิกษุผู้แสวงหาไม่ต้องกำหนดว่าเป็นอะไร พึงพาเอาภิกษุผู้เป็นลัชชี มีศีลเป็น
ทีร่ ักเท่าน้ัน ไปแสวงหาเถิด ข้อน้ีช่ือว่าสันโดษในการแสวงหา ภิกษุเห็นคนนำอาหารมาแต่ไกล ไม่พึง
ใหเ้ กิดความคิดขนึ้ วา่ ของนนั้ นา่ พอใจ ของน่ันไมน่ ่าพอใจ ดังน้ี นีช้ ือ่ ว่าสนั โดษในการได้เฉพาะ
ภิกษุไม่พึงคดิ ว่า ของนีน้ ่าชอบใจ เราจักรบั ของน้ีไม่นา่ ชอบใจ เราจะไม่รับ ดังนีแ้ ล้ว รบั เอา
แตเ่ พียงอาหารพอยงั อัตภาพอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เท่านน้ั เถดิ น้ชี ื่อว่าสนั โดษในการรบั
ก็ในสันโดษข้อนี้ ไทยธรรมมีมาก แต่ทายกต้องการจะถวายแต่น้อย พึงรับเอาแต่น้อย แม้
ไทยธรรมก็มีมาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายมาก พึงรับเอาแต่พอประมาณเท่านั้น ไทยธรรมมีไม่
มาก ถึงทายกก็ต้องการจะถวายไม่มาก พึงรับเอาแต่น้อย ไทยธรรมมีไม่มาก แต่ทายกต้องการจะ
ถวายมาก กพ็ ึงรบั เอาแต่พอประมาณเท่าน้นั
ก็ภิกษุผู้ไม่รู้จักประมาณในการรับย่อมทำความเลื่อมใสของพวกมนุษย์ให้แปดเปื้อน ทำ
ศรัทธาไทยให้ตกไป ไม่กระทำคำสอน ไม่สามารถจะยึดจิตแม้ของมารดาผู้บังเกิดเกล้าได้ ภิกษุพึง
รจู้ ักประมาณเสียกอ่ นแลว้ จึงรับ ดว้ ยประการฉะนแ้ี ล น้ีชือ่ วา่ สันโดษในการรบั แต่พอประมาณ
ภิกษุไม่ไปยังตระกูลท่ีม่ังคั่งเท่านั้น พึงไปตามลำดับประตูเถิด นี้ช่ือว่าสันโดษในการเว้นจาก
การอยากได้ ยถาลาภสันโดษเปน็ ตน้ มีนัยดงั กลา่ วแลว้ ในจีวรนนั่ แหละ
การที่ภิกษรุ ู้อปุ การอย่างน้ีว่า เราจักฉนั บิณฑบาตแล้ว รกั ษาสมณธรรมดังนี้แล้วฉัน ชอื่ วา่ อุป
การสันโดษ
ภิกษุไม่พึงรบั บิณฑบาตทเ่ี ขาบรรจุเต็มบาตร แล้วนำมา (ถวาย) เมื่อมีอนุปสัมบัน (ลูกศษิ ย์)
พึงให้อนุปสัมบันนั้นนำมา เมื่อไม่มี ก็พึงให้เขานำมาแล้วรับเท่าท่ีพอรับได้. นี้ชื่อว่าสันโดษในการ
กำหนด
การทภี่ ิกษุฉันโดยมนสิการอย่างนว้ี ่า การฉันนี้บรรเทาความหิวได้ การออกไปจากภพจะมีได้
ในเพราะการฉันน้ี ชื่อว่าสันโดษในการบริโภค. ภิกษุไม่พึงเก็บสะสมไว้ฉัน. น้ีชื่อว่าสันโดษในการเว้น
284 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
จากการสะสม ภิกษุไม่พึงเหน็ แก่หนา้ ต้ังอยู่ในสาราณียธรรมแลว้ พึงสละเถิด. นี้ช่ือวา่ สนั โดษในการ
สละ.
ก็ธุดงค์ ๕ ข้อคือ ปิณฑปาติกังคะ สปทานจาริกังคะ เอกาสนิกังคะ ปัตตปิณฑิกังคะ ขลุ
ปัจฉาภัตติกังคะ เก่ียวเนื่องกับบิณฑบาต กถาอย่างพิสดารของธุดงค์ท้ัง ๕ ข้อนั้น ทา่ นกล่าวไว้แล้ว
ในวิสทุ ธิมรรค
ภิกษุผู้บำเพ็ญมหาอริยวงศข์ อ้ ว่า การสันโดษในบิณฑบาต ย่อมรักษาธุดงค์ ๕ ข้อน้ไี ว้ได้ด้วย
ประการฉะน้ี ภิกษุเมื่อรักษาธุดงค์ ๕ ข้อนี้ได้ ย่อมเป็นผู้สันโดษตามมหาอริยวงศ์ ข้อว่าการสันโดษ
ด้วยบณิ ฑบาต
ในข้อเหล่าน้ันข้อว่าบิณฑบาต ได้แก่ บิณฑบาต ๑๖ คือ ข้าวสุกขนมสดข้าวสัตตุปลา เน้ือ
น้ำนมนมส้ม เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผ้ึง น้ำอ้อย ข้าวยาคูของควรเค้ียว ของควรล้ิม ของควร
เลยี ”๕๙
“ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เพราะความเป็นผู้ถือการเท่ียวบิณฑบาตเป็นวัตร
ธรรมคอื โลภะย่อมไม่ถึงความส้ินไป ธรรมคอื โทสะยอ่ มไมถ่ งึ ความส้ินไป หรือธรรมคอื โมหะย่อมไมถ่ ึง
ความส้ินไปแม้ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ถือการเท่ียวบิณฑบาตเป็นวัตรแต่เป็น ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบประพฤติตามธรรมเธอก็เป็นผู้ควรบูชาควรสรรเสริญ ในหมู่ภิกษุน้ัน’ เพราะความเป็นผู้ถือ
การเทยี่ วบิณฑบาตเป็นวัตรน้ันสัตบุรุษน้ันจึงทำข้อปฏิบัติเท่านั้นไว้ในภายใน แล้วไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อ่ืน
ภิกษทุ ง้ั หลาย นชี้ ่ือวา่ ธรรมของสตั บรุ ุษ...”
การบิณฑบาต เป็นการเคล่ือนไหวอิริยาบถ หรือการบริหารขันธ์ท่ีจัดเป็นวัตรปฏิบัติท่ีมี
ความสำคัญย่ิงสำหรับภิกษุสงฆ์สาวกดังปรากฏความในพุทธพจน์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าท่ีปรากฏอยู่ใน อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ที่ว่า “อิตริตเรน ปิณฺฑปาเตน” ตอนหน่ึงว่า “การ
เดินบิณฑบาต ยังเป็นการบรหิ ารขันธ์ หรือ ออกกำลังกายสำหรับพระภิกษุสงฆ์และสามเณรอย่างดี
ยง่ิ ด้วยการบิณฑบาต”
โดยนัยยะตรงกันข้าม สมดงั ที่พระพุทธองคต์ รสั ว่า “การบรหิ ารขันธ์เป็นเรอ่ื งยาก” (ขนธฺ ปริ
หรสมํ ทุกฺขํ นาม นตฺถิ, ภิกฺขเว ชิคจฺฉาโรคสทิโส หิ โรโค นาม นตฺถิ) ดังน้ีว่า “เพราะโรคอย่างอ่ืน
รักษาคราวเดียวก็หาย หรอื ว่าอันบุคคลย่อมบำบัดได้ ด้วยความสามารถแห่งองค์น้ันๆ (คือเป็นคร้ัง
คราว), สว่ นความหวิ ต้องรักษากันส้นิ กาลเป็นนติ ย์ทเี ดยี ว เหตนุ ้นั ความหวิ นี้จงึ จดั เปน็ เยี่ยมกวา่ โรค
ที่เหลือ ขันธ์ ๕ ช่ือว่า สังขารทั้งหลาย บัณฑิตทราบเน้ือความตามเป็นจรงิ ว่า “โรคเสมอด้วยความ
หิว ย่อมไม่มี (ชิคจฺฉา ปรมา โรคา), ช่ือว่าทุกข์ เสมอด้วยการบริหารขันธ์ ย่อมไม่มี (ขนฺธปริหา
รณสมํ ทกุ ขฺ ํ นตถฺ ิ)” แลว้ กระทำพระนิพพานใหแ้ จง้ เพราะพระนพิ พานนั้นเป็นสุขอยา่ งยอด คอื อย่าง
สงู สุดกว่าสุขทง้ั หมด๖๐ (นิพพฺ านํ ปรมํ สขุ ํ)๖๑
การกวาดลานวัด เป็นวัตรปฏิบัติสำหรับพระภิกษุและสามเณรในพระพุทธศาสนามาต้ังแต่
สมัยพทุ ธกาล เมอ่ื ภิกษุกลับจากบิณฑบาตแล้ว มกั ดูแลความสะอาดบรเิ วณโดยรอบโบสถ์วหิ าร ลาน
๕๙ ที.ป.อ.(บาล)ี ๖/๓๓๒-๓๓๕. ทฆี นิกายฏฺฐกถา (สมุ งคฺ ลวิลาสินี ๓) สงฺคีติสตุ ฺตวณณฺ นา มมร.
๖๐ ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๖/๑๒๘-๑๒๙. อญญฺ ตรอุปาสกวตฺถุ ธมมฺ ปทฏฺฐกถา (ฉฏโฐ ภาโค)
๖๑ “ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา เอตํ ญตฺวา ยถาภูตํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” แปลว่า “ความหิวเป็น
โรคอย่างยิ่ง, สังขารทั้งหลาย (ขันธ์ ๕) เป็นทุกข์อย่างยิ่ง, บัณฑิตทราบเนื้อความน่ันตามความจรงิ แล้ว ย่อมกระทำให้แจ้ง
ซ่ึงพระนิพพาน เพราะพระนพิ พานเป็นสขุ อยา่ งยงิ่ ” อา้ งใน ข.ุ ธ.(ไทย) ๒๕/๒๐๓/๙๕. คำว่า “ความหวิ ” ทเ่ี รียกว่า เป็นโรค
อย่างย่ิง เพราะจะต้องเยยี วยารักษาอยูต่ ลอดเวลา อ้างใน ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๖/๑๑๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 285
พระเจดีย์ด้วยการกวาดพ้ืนให้สะอาด จนชวนให้รู้สึกได้ว่า การบิณฑบาตกับการกวาดลานวัดเป็น
กิจวัตรที่เนื่องกัน ด้วยในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้า และ ภิกษุสาวกทั้งหลาย อาศัย “สวน” หรือ
“ปา่ ” อันรม่ รืน่ ด้วยหมแู่ มกไม้นานาพรรณ เปน็ เสนาสนะเพอื่ พำนักอาศยั การกวาดลานวัดจึงเปน็ วัตร
ปฏิบัติที่สำคัญย่ิงประการหน่ึง จนถึงกับปรากฏอานิสงส์ของการกวาดลานวัด ในพระวินัยปิฎก
ปริวารวรรค ถงึ ๕ ประการ คือ
การกวาด มีอานสิ งส์ ๕ อยา่ ง คือ
๑. จติ ของตนเลอ่ื มใส
๒. จิตของผ้อู ่นื เลื่อมใส
๓. เทวดาช่นื ชม
๔. สัง่ สมกรรมทีเ่ ปน็ ไปเพื่อใหเ้ กดิ ความเลื่อมใส
๕. หลงั จากตายแลว้ ย่อมไปบังเกดิ ในสคุ ติโลกสวรรค์
การกวาดแม้อ่ืนอีก กม็ ีอานสิ งส์ ๕ อยา่ ง คือ
๑. จติ ของตนเล่อื มใส
๒. จิตของผู้อน่ื เลื่อมใส
๓. เทวดาช่ืนชม
๔. เปน็ อันทำตามคำส่งั สอนของพระศาสนา
๕. ชนรุ่นหลังยดึ ถอื เปน็ แบบอย่าง๖๒
นอกจากจะยงั ผลด้านความสะอาดใหแ้ กเ่ สนาสนะ รวมถึง วดั วาอารามทงั้ หลายแลว้ ยังเป็น
การบรหิ ารขนั ธ์ท่ีใหผ้ ลด้านความแข็งแรงสมบูรณ์ของสุขภาวะทางกาย รวมตลอดถึงการเจรญิ กายา
นปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน อนั เปน็ แนวทางสำคัญในการเจริญวิปสั สนากรรมฐาน เพื่อถึง “อริยมรรค”
“เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากอนิมิสเจดีย์ในสัปดาห์ที่สาม ทรงปรารถนาจะกระทำปาฏิหาริย์
เพ่ือระงับเสียซ่ึงความสงสัยในพุทธธรรมของปวงเทวดาท้งั หลาย จึงทรงหยุด ณ กลางทางระหว่าง
ต้นอชปาลนโิ ครธ (ต้นไทรมีคนเล้ียงแกะอาศยั พักอย่ใู นเวลาเลี้ยงแกะ)กับอนิมิสเจดยี ์เนรมิตท่ีรัตนจง
กรมขึ้นทางทิศเหนือแห่งมหาโพธิพฤกษ์แล้วเสด็จดำเนินจงกรมอยู่ณ ที่แห่งน้ันตั้งแต่วันสิ้นเดือน
วิสาขะเป็นเวลา ๗ วัน สถานที่แห่งนั้นได้นามในเวลาต่อมา ว่า “รัตนจงกรมเจดีย์”หรือ “เจดีย์
จงกรมแก้ว”
“ภิกษุท้ังหลาย อานิสงส์ในการจงกรม ๕ ประการนี้ คือ ภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทน
ต่อการเดินทางไกล ๑ ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่
กิน ด่ืม เค้ียว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี สมาธิที่ได้เพราะการเดินจงกรมย่อมต้ังอยู่ได้นาน ๑ ภิกษุ
ทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดนิ จงกรม ๕ ประการ นี้แล”
คำว่า จงกรม มาจากคำ จังกม หมายถึง การเดินอย่างมีสติกำหนดรู้ความเคล่ือนไหวทาง
กายในทุกย่างก้าวอันเป็นวัตรปฏิบัติที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญเป็นอย่าง
ย่ิง ดงั ปรากฏความในพระพุทธประวัติตอนท่ี ๔๖ เร่ือง ทรงเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาหท์ ี่สาม ณ รัต
นจงกรมเจดีย์ความตอนหน่ึงว่า นอกจากการจงกรมจะเป็นแนวทางปฏิบัติสู่อริยมรรคแล้ว
พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมถึงคุณความดีของการจงกรมว่าเป็นแนวทางส่วนหน่ึงของการบริหาร
๖๒ ว.ิ ปร.ิ (ไทย) ๘/๓๒๕/๔๖๖-๔๗๗.
286 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ขันธ์ให้ห่างไกลจากความเจ็บไข้ได้ป่วยอีกด้วย ดังความในพระพุทธพจน์เรื่อง จังกมสูตร ว่าด้วย
อานิสงสแ์ ห่งการจงกรม ๕ ประการตอนหน่ึงว่าการจงกรม
ด้วยความสำคัญของการจงกรม พระพุทธองค์จึงทรงส่งเสริมให้หมู่ภิกษุสาวกท้ังหลาย
ปฏบิ ัติจงกรมอยา่ งสมำ่ เสมอ ดังในมชั ฌิมนิกาย อปุ รปิ ณั ณาสก์ คณกโมคคัลลานสูตร ตอนหน่งึ วา่
“…พราหมณ์ ในกาลใดภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร ในกาลนั้นตถาคตย่อม
แนะนำเธอให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงเป็นผู้ประกอบความเพียรเคร่ืองต่ืนอย่างต่อเนื่อง คือ
เธอจงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมท้ังหลายที่เป็นเคร่ืองขัดขวาง ด้วยการจงกรม ด้วยการน่ังตลอด
วัน จงชำระจิตใหบ้ ริสุทธิ์จากธรรมท้ังหลายที่เป็นเคร่ืองขัดขวาง ด้วยการจงกรม ด้วยการน่ังตลอด
ปฐมยามแห่งราตรี นอนดจุ ราชสีห์โดยข้างเบ้ืองขวา ซ้อนเท้าเหล่ือมเท้า มีสติสัมปชัญญะกำหนดใจ
พรอ้ มจะลุกขน้ึ ตลอดมัชฌมิ ยามแหง่ ราตรี จงลุกขึ้นชำระจิตใหบ้ รสิ ทุ ธ์จิ ากธรรมทั้งหลายที่เปน็ เคร่อื ง
ขดั ขวาง ด้วยการจงกรม ดว้ ยการนง่ั ตลอดปจั ฉมิ ยามแหง่ ราตรี’ …”๖๓
นอกจากน้ีการจงกรม ยังจัดเป็นอุบายสำคัญในการละ “นิวรณ์” แปลว่า เคร่ืองก้ันจิตมิให้
บรรลุถึงธรรมประกอบด้วยกามฉันทะความพอใจยินดีในกาม พยาปาทะ ความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ
ถีนมิทธะ ความหดหู่ เศร้าซึม อุทธัจจกุกกุจจะความฟุ้งซ่าน และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยอันเป็น
กิเลสเครื่องก้ันไม่ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงอริยมรรค ดังความในจปลายนสูตร อังคุตรนิกาย สัตตก
นิบาต ตอนหนึ่งวา่
๑. เม่ือเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้น ย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่าได้มนสิการถึง
สัญญาน้นั อยา่ ได้ทำสัญญานนั้ ใหม้ าก เป็นไปไดท้ ีเ่ ม่อื เธออยูอ่ ย่างนัน้ จะละความงว่ งนั้นได้
๒. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้
สดบั มา ได้เลา่ เรียนมา เปน็ ไปได้ท่ีเมือ่ เธออย่อู ยา่ งนนั้ จะละความง่วงนนั้ ได้
๓. ถ้าเม่ือเธออยู่อยา่ งน้ัน ยังละความง่วงนนั้ ไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้
เล่าเรียนมาโดยพสิ ดาร เป็นไปไดท้ เ่ี ม่ือเธออยู่อยา่ งนน้ั จะละความงว่ งน้ันได้
๔. ถ้าเม่ือเธออยอู่ ยา่ งน้ัน ยงั ละความง่วงน้นั ไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้ง ๒ ข้างใชม้ ือบีบนวด
ตวั เปน็ ไปได้ที่เมอ่ื เธออยอู่ ยา่ งนนั้ จะละความงว่ งน้ันได้
๕. ถ้าเม่ือเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงน้ันไม่ได้ เธอพึงลุกข้ึนยืน ใช้น้ำลูบตาเหลียวดูทิศ
ท้งั หลาย แหงนดดู าวนกั ษัตร เปน็ ไปได้ท่เี มอ่ื เธออยอู่ ย่างน้นั จะละความง่วงนั้นได้
๖. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างน้ัน ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลก-สัญญา(ความ
กำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น
กลางคนื อย่างไร กลางวันก็อย่างนนั้ มีใจเปิดเผยไม่มอี ะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปรง่ ใส เปน็ ไปไดท้ เี่ มือ่ เธอ
อย่อู ยา่ งนัน้ จะละความง่วงนนั้ ได้
๗. ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างน้ัน ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรมกำหนดหมายเดิน
กลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอกเป็นไปได้ท่ีเมื่อเธออยู่อย่างน้ัน จะละ
ความงว่ งนั้นได้
ถา้ เม่ือเธออยู่อย่างนัน้ เธอยงั ละความง่วงน้นั ไมไ่ ด้ กพ็ ึงสำเรจ็ สีหไสยา (การนอนดุจราชสีห)์
โดยตะแคงขา้ งขวา ซ้อนเท้าเหล่ือมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา (กำหนดหมาย ว่าจะลุก
ขึ้น) ไว้ในใจ พอตื่น ก็รีบลุกขึ้นด้วยต้ังใจว่า‘เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบ
๖๓ ม.อปุ .(ไทย) ๑๔/๗๕/๘๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 287
ความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ’ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
โมคคัลลานะ เพราะเหตุน้ันแล เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราจักไม่ชูงวง (ง่วงคือมานะ) เข้าไปยัง
ตระกูล’ เธอพึงสำเหนยี กอยา่ งนี้แล๖๔
ไม่เพียงเท่าน้ัน การจงกรมยังเป็นวัตรปฏิบัติสำคัญในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเข้า
สู่อริยมรรคโดยแท้ดงั ความใน มัชฌิมนกิ าย มูลปัณณาสกต์ อนหนงึ่ วา่
“เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอยา่ งนว้ี ่า ‘เราทัง้ หลายจักเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็น
เครือ่ งตนื่ อยา่ งต่อเนื่อง จกั ชำระจิตให้บริสทุ ธิจ์ ากธรรมอนั เปน็ เครือ่ งขัดขวางดว้ ยการเดินจงกรมและ
การน่ังตลอดวัน จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ด้วยการน่ัง
ตลอดปฐมยามแห่งราตรี สำเร็จการนอนดุจราชสีห์โดยตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มี
สติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกข้ึนตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกข้ึนชำระจิตให้บริสุทธ์ิจากธรรม
เป็นเครือ่ งขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ดว้ ยการน่งั ตลอดปจั ฉมิ ยามแหง่ ราตรี’ บางที เธอท้ังหลายจะ
มีความคิดอย่างน้ีว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจาร
บริสุทธ์ิ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธ์ิ เป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้จัก
ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเคร่ืองตื่นอย่างต่อเนื่องแล้ว พอละด้วยกิจเพียง
เท่าน้ี เราทัง้ หลายทำกิจเสรจ็ แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่าน้ี ประโยชน์จากความเป็นสมณะ เราทั้งหลายก็
ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีอีก’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจ
เพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอท้ังหลาย เม่ือกิจที่ควรทำให้ย่ิงขึ้นไปยังมีอยู่
ประโยชน์จากความเปน็ สมณะทเี่ ธอทัง้ หลายปรารถนาอย่าไดเ้ สือ่ มไปเลย”๖๕......
การจงกรม จึงนับเป็นวัตรปฏิบัติที่ไม่เพียงแต่จะหนุนนำให้หมู่พระภิกษุสามเณร อุบาสก
อุบาสิกาสามารถเข้าถึงอริยมรรคได้โดยตรงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการบริหารขันธ์ท่ีนำไปสู่ความ
แขง็ แรงสมบูรณข์ องรา่ งกายไดอ้ ยา่ งดอี ีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า ท้ังการบิณฑบาต การกวาดลานวัด และการจงกรม ล้วนแล้วแต่เป็นแนว
ทางการบริหารขันธ์สำหรับพระภิกษุและสามเณร ที่ยังผลให้เกิดความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
อีกท้งั ยงั เกื้อหนุนต่อการเจรญิ วิปัสสนาปญั ญา เพื่อถงึ ความบริสทุ ธ์ิหลดุ พ้นจากกองทุกข์ส้ินเชิงอย่าง
แทจ้ ริง
“พราหมณ์ เราน้ันได้มีความดำริว่า ‘ทางที่ดี เราควรอยู่ในเสนาสนะเช่นนี้ คือ อารามเจดีย์
วนเจดีย์ รุกขเจดีย์๖๖ อันน่าสะพรึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้าในราตรีท่ีกำหนดรู้กันว่าวัน ๑๔ ค่ำ
๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ ด้วยหวังว่า ‘เราจะได้เห็นความน่ากลัวและความขลาด’ ต่อมา เราได้
๖๔ อง.ฺ สตตฺ ก.(ไทย) ๒๓/๖๑/๑๑๖-๑๑๗. จปลายนสูตร
๖๕ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๒๓/๔๕๖. มหาอัสสปุรสูตร, ปรารภความเพียร ในท่ีนี้หมายถึง มีความเพียรท่ีบริบูรณ์
และมีความเพียรที่ประคับประคองไว้สม่ำเสมอไม่หย่อนนัก ไม่ตึงนัก ไม่ให้จิตปรุงแต่งภายใน ไม่ให้ฟุ้งซ่านภายนอก คำว่า
ความเพียร ในท่ีนี้หมายเอาทั้ง ความเพยี รทางกาย เช่น เพียรพยายามทางกายตลอดคืนและวัน ดุจในประโยคว่า “ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธ์ิจากธรรมท่ีกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดีด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน” อ้างใน อภิ.วิ.
(ไทย) ๓๕/๕๑๙/๓๙๑) และ ความเพียรทางจิต เช่น เพียรพยายามผูกจิตไว้ด้วยการกำหนดสถานที่เป็นต้น ดุจในประโยค
ว่า “เราจะไม่ออกจากถ้ำน้จี นกวา่ จิตของเราจะหลดุ พน้ จากอาสวะ ไม่ถือม่ันด้วยอุปาทาน” อา้ งใน องฺ.เอกก.อ.(บาลี) ๑/๑๘/
๔๓.
๖๖ อารามเจดีย์ หมายถึง สถานท่ีท่ีงดงามด้วยไม้ดอกและไม้ผล ที่เรียกว่า เจดีย์ เพราะเป็นสถานที่กระทำให้
วิจิตร ทำให้น่าบูชา วนเจดีย์ หมายถึงชายป่าที่ต้องนำเคร่ืองพลีกรรมไปสังเวย ป่าสุภควันและป่าที่ต้ังศาลเป็นท่ีสถิตของ
เทวดาเป็นต้น รุกขเจดีย์ หมายถึงต้นไม้ใหญ่ท่ีคนเคารพบูชาใกล้ปากทางเข้าหมู่บ้านหรือนิคมเป็นต้น โดยเข้าใจว่าเป็นท่ีอยู่
ของเทวดาผู้มฤี ทธิ์ อา้ งใน ม.ม.ู อ.(บาลี) ๑/๔๙/๑๒๙.
288 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ยู่ในเ นา นะและราตรีดังกล่า แล้ น้ัน เมื่ เรา ยู่ในเ นา นะนั้น ัต ์ป่ามา นกยูงทำไม้ใ ้ตกลง
มา รื ลมพัดเ ใบไม้ใ ้ตกลงมา เรานั้นได้มีค ามดำริ ่า ‘ค ามกลั และค ามขลาดนี้น้ันย่ ม
เกิดข้ึนแน่น น’ เรานั้นได้มีค ามดำริ ่า ‘เพราะเ ตุไร เราจึง ังเฉพาะ แต่เรื่ งค ามกลั ยู่ ย่าง
เดีย ทางท่ีดี เราค รจะกำจัดค ามกลั และค ามขลาดท่ีเกิดขึ้นแก่เราใน ิริยาบถที่เราเป็น ยู่นั้นๆ
เ ีย’ เมื่ เรากำลังจงกรม ยู่ ค ามกลั และค ามขลาดเกิดขึ้นแก่เรา เราจะไม่ยืน ไม่น่ัง ไม่น น จะ
จงกรม ยู่ จนก ่าจะกำจัดค ามกลั และค ามขลาดนั้นได้ เม่ื เรายนื ยู่ ค ามกลั และค ามขลาด
เกิดข้ึนแก่เรา เราจะไม่จงกรม ไม่น่ัง ไม่น น จะยืน ยู่จนก ่าจะกำจัดค ามกลั และค ามขลาดนั้น
ได้ เมื่ เรานั่ง ยู่ ค ามกลั และค ามขลาดเกิดขึ้นแก่เรา เราจะไม่น น ไม่ยืน ไม่จงกรม จะนั่ง ยู่
จนก ่าจะกำจัดค ามกลั และค ามขลาดน้ันได้เม่ื เราน น ยู่ ค ามกลั และค ามขลาดเกิดข้ึนแก่
เรา เราจะไม่นั่ง ไมย่ นื ไม่จงกรมจะน น ยู่จนก ่าจะกำจดั ค ามกลั และค ามขลาดนน้ั ได้”๖๗
นึ่งในการดูแลรัก า ุขภาพ ันเป็นภูมิปัญญาด้ังเดิมข งไทยท่ีปรากฏ ลักฐานมาต้ังแต่
โบราณคื การดูแล ุขภาพด้ ยการเคล่ื นไ ิริยาบถที่เรยี ก ่า “ฤษีดัดตน” โดยปรากฏ ลักฐาน
ในรัช มัยพระบาท มเด็จพระพุทธย ดฟ้าจุ าโลกม าราช (รชั กาลที่๑) ระบุ ่า เมื่ ครั้งที่ทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ใ ้ดำเนินการบูรณปฏิ ังขรณ์ ัดโพธาราม รื ัดพระเชตุพน ิมลมังคลารามใน
ปัจจุบัน เม่ื รา พ. . ๒๓๓๑ น้ัน ได้โปรดเกล้าฯ ใ ้ร บร มการแพทย์แผนโบราณและ ิลปะ
ิทยาการต้ังแต่ มัยกรุง รี ยุธยาโดยเฉพาะ ย่างยิ่งท่าดัดตนข งฤ ีคลายกล้ามเนื้ เพ่ื พักผ่ น
ิรยิ าบถมาแ ดงไ ้ภายใน ัดแ ง่ นใ้ี ้รา ฎรท่ั ไปได้ ึก าเล่าเรียนและดูแล ุขภาพข งตนได้ ยา่ ง
ก ้างข าง ซ่ึงใน มัยแรกนั้นมีการปั้นรูปฤ ีแ ดงท่าดัดตนแบบต่างๆ ด้ ยดินไ ้ใกล้กับพระ ิ าร
ทางทิ ใต้กระท่ังในรัช มัยพระบาท มเด็จพระน่ังเกล้าเจ้า ยู่ ั (รัชกาลที่ ๓) ทรงพระกรณุ าโปรด
เกล้าฯ ใ ้มีการบูรณปฏิ ังขรณ์ ัดแ ่งนี้เป็นการใ ญ่ เมื่ พ. . ๒๓๗๙ จึงโปรดเกล้าฯ ใ ้กรม
มื่นณรงค์ ริรัก ์เป็นแม่ก งกำกับช่าง ล่ รูปฤ ีแ ดงท่าดัดตนด้ ย ังกะ ีผ มดีบุก เรียก ่า
“ชิน” จำน น ท่าแล้ โปรดเกล้าฯ ใ ้นักปราชญ์ราชบัณฑิตร่ มกันประพันธ์โคลงประก บรูปฤ ีดัด
ตนจารกึ ลงบนแผ่น ิลาประดบั ไ ้ตามผนัง าลารายร บ ัดพระเชตุพน ิมลมงั คลาราม ืบมาจ บจน
ปัจจุบนั ๖๘
ำ รับค าม ำคัญข ง “การดัดตน” ันทรงคุณประโยชน์ต่ การดูแลรัก า ุขภาพ
ร่างกายโดยการยืด การง การบิดร่างกายใน ่ นต่างๆ น้นั นบั ่าเป็นภูมิปัญญาแพทย์แผนโบราณ
ันทรงคณุ ค่าข งไทย ย่างย่ิง ด้ ยน กจากจะช่ ยใ ้โล ิตไ ลเ ียนได้ ะด กแล้ ยังเป็นการช่ ย
เ รมิ ร้างค ามแข็งแกร่งข งกล้ามเนื้ ได้ ีกด้ ย ท้งั นี้ ถาบันการแพทย์แผนไทย
กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลื ก ังกัดกระทร ง าธารณ ุขได้คัดเลื กท่าฤ ีดัด
ตนที่ปรากฏ ลักฐานมา แต่โบราณซึ่งมีจำน นมากถึง ๑๒๗ ท่า มาประยุกต์ใ ้เกิดค ามต่ เนื่ ง
ด้านการเคลื่ นไ ร่างกายในท่ งท่า ลักๆ เป็นจำน น ๑๕ ท่า เผยแพร่ ู่ น่ ยงานต่างๆ ทั้ง
ภาครัฐและภาคเ กชนไดน้ ำไปเป็นตน้ แบบด้านการ กกำลงั กาย ำ รับประชาชนท่ั ไปโดยท่าฤ ดี ัด
ตนพืน้ ฐาน ๑๕ ท่า ประก บด้ ย
การบริ ารร่างกาย ำ รับพระ งฆ์ด้ ยการยืดเ ยียดกล้ามเน้ื มีประโยชน์ต่ การเพิ่ม
ค าม ่ นตั และค ามยืด ยุ่นข งกล้ามเน้ื และข้ ต่ ช่ ยใ ้กล้ามเนื้ และข้ ต่ ่ นต่างๆ ข ง
๖๗ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๙/๔๐.
๖๘ ประวัติความเป็นมาของฤษีดัดตน, [ นไลน์], แ ล่งข้ มูล : [www.yesspathailand.com], [๙ ิง าคม
๒๕๖๐]
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 289
ร่างกายสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ช่วยลดความเจ็บปวด
และการยืดเกร็งของกล้ามเน้ือสง่ ผลใหส้ มรรถภาพทางกายดีข้ึนรวมทง้ั ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้รบั
การผอ่ นคลายมากข้นึ ดว้ ย โดยแบ่งออกเป็น ๔ หมวดตา่ งๆ ดังน้ี
๑. การบริหารร่างกาย ดว้ ยการยดื เหยยี ดกล้ามเนือ้ ตน้ คอ
๒. การบริหารร่างกาย ด้วยการบรหิ ารกลา้ มเนอ้ื แขน
๓. การบริหารรา่ งกาย ดว้ ยการบริหารกล้ามเนอ้ื ลำตวั
๔. การบรหิ ารร่างกาย ดว้ ยการยืดเหยยี ดกลา้ มเนอ้ื ในท่าน่ังพน้ื ๑๑ ทา่ ๖๙
ในบทน้ีจะได้นำมากลา่ วเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารผู้ศึกษาพึงค้นคว้าเพม่ิ เตมิ เทอญ
โอสถ หรือยารกั ษาโรคในพระไตรปิฎก
ยารักษาโรคในพระไตรปิฎก เป็นยาที่ได้จากธรรมชาติโดยตรง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ
สามารถนำมาใช้เป็นตัวยาได้ทั้งหมด หากเรารู้คุณสมบัติในส่วนท่ีเป็นยาของมันคร้ังหน่ึงหมอชีวกโก
มารภัจจ์ถือเสียมเดินไปรอบเมืองตักกสิลาเป็นระยะทาง ๑ โยชน์ เพ่ือต้องการหาว่ามีส่ิงใดบ้างท่ีไม่
อาจจะนำมาทำเป็นยาได้ แต่ท่านไม่พบสิ่งนั้นเลย จากเรื่องนี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่า “สรรพส่ิงใน
ธรรมชาติสามารถนำมาทำยาได้หมด” สำหรบั ยาต่างๆ ท่ปี รากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถานั้น
สามารถแบง่ ออกเป็น ๖ กลมุ่ ดงั น้ี คือ นำ้ มูตรเน่า, เภสัช ๕, สมุนไพร, เกลอื , ยามหาวิกฏั และกลุ่ม
เบด็ เตล็ด
๑) น้ำมูตรเนา่
มูตร แปลว่า น้ำปัสสาวะ คำว่า “น้ำมูตรเน่า” ก็คือนำ้ มูตรน่ันเอง เพราะร่างกายของคนเราได้
ชื่อว่าเป็นส่ิงเปื่อยเน่า น้ำมูตรท่ีออกมาใหม่ๆ และรองเอาไว้ในทันทีทันใด ก็ได้ช่ือว่าเป็นน้ำมูตรเน่า
เพราะออกมาจากรา่ งกายทเ่ี ปื่อยเนา่
การนำน้ำมูตรเน่ามาทำเป็นยาจะทำโดยวิธีการดองด้วยตัวยาอื่นๆ เช่น สมอ เป็นต้นจึงมักจะ
เรยี กว่า “ยาดองน้ำมตู รเนา่ ” ซง่ึ มสี รรพคุณในการรกั ษาโรคต่างๆ ได้หลายชนดิ
น้ำมูตรเน่าเป็นยารักษาโรคหลักของพระภิกษุในสมัยพุทธกาล เป็นหนึ่งใน “นิสสัย ๔” ที่
พระภิกษุจะต้องใช้เป็นประจำ ซ่ึงพระอุปัชฌาย์จะบอกในวันบวชว่า “ให้อยู่โคนไม้เป็นวัตรบิณฑบาต
เป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และฉันน้ำมูตรเน่าเป็นยา” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุ
ท้ังหลายว่า “บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำอุตสาหะในส่ิงนั้นตลอดชีวิต...” และพระองค์
ยังตรัสวา่ นำ้ มตู รเน่าน้นั เปน็ ของหางา่ ย และไม่มโี ทษ
๒) เภสัช ๕
เภสัช ๕ หมายถึง ยารักษาโรค ๕ ชนิด คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผ้ึง และ น้ำอ้อย
โดยในเบื้องต้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุฉัน เพ่ือรักษาโรคไข้เหลืองหรือ ดีซ่าน๗๐
อาการของผู้เป็นโรคดีซ่าน “เบ่ืออาหาร ร่างกายซูบผอม ผิวหมองคล่ำ ซีดเหลือง และเส้นเอ็นขึ้น
๖๙ ดูรายละเอียดใน การบริหารแบบไทย, ท่าฤษีดัดตนพื้นฐาน ๑๕ ท่า, [ออนไลน์]. แหล่งข้อมูล :
[www.tungsong.com], [๙ สิงหาคม ๒๕๖๐]
๗๐ ดูรายละเอียดใน วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๐-๑๖๑/๔๓-๔๕, ปัญจเภสัชชกถา. อาพาธในฤดูสารท คือ ไข้เหลือง
(หรือโรคดีซา่ น) ที่เกิดข้ึนในฤดูสารท (ฤดูใบไม้รว่ ง) เพราะในฤดูสารทนี้ ภิกษุท้ังหลายเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนบ้าง เดินยำ่ โคลน
บา้ ง แสงแดดแผดกล้าบา้ ง ทำให้นำ้ ดีของภิกษุทง้ั หลายขงั อยแู่ ตใ่ นถุงนำ้ ดี อ้างใน วิ.อ.(บาลี) ๓/๒๖๐/๑๗๓.