290 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สะพร่ังมากย่ิงข้ึน”๗๑ [...เอตรหิ โข ภิกฺขูนํ สารทิเกน อาพาเธน ผุฏฺฐานํ ยาคุปิ ปีตา อุคฺคจฺฉติ
ภตฺตปํ ิ ภุตตฺ ํ อุคฺคจฉฺ ติ เต เตน กสิ า ลขู า ทพุ พฺ ณณฺ า อุปปฺ ณฑฺ ปุ ปฺ ณฑฺ ุกชาตา ธมนิสนถฺ ตคตฺต]
เนยใส (สปฺปิ) หมายถงึ เนยทม่ี ลี ักษณะใสซ่ึงทำจากน้ำนมโค นำ้ นมแพะ นำ้ นมกระบือ เป็น
ตน้
เนยข้น (นวนีตํ) หมายถึง เนยที่มีลักษณะข้นซ่ึงทำจากน้ำนมของโค แพะ และกระบือ เป็น
ต้น
น้ำมัน (เตล)ํ หมายถึง น้ำมนั อัน กดั ออกจากเมล็ดงา เมล็ดพันธ์ุผักกาด เมล็ดมะซาง เมล็ด
ละหุ่ง หรือน้ำมันท่ี กัดจากเปลวหรือมันของสัตว์ ได้แก่ น้ำมันเปลวหมี น้ำมันเปลวปลา น้ำมันเปลว
ปลาฉลาม นำ้ มันเปลวหมู และน้ำมนั เปลวลา
น้ำผ้ึง (มธุ) หมายถึง น้ำหวานที่มลี กั ษณะข้นทผ่ี ึง้ เก็บสะสมเอามาจากดอกไม้ตา่ งๆ
น้ำอ้อย (ผาณติ ) หมายถึง นำ้ หวานท่ีคน้ั ออกมาจากอ้อย
๓) สมุนไพร
กลุ่มยาสมุนไพรท่ีมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมีหลายชนิด เช่น ยาสมุนไพรที่ทำจากรากไม้, น้ำ
ฝาดของตน้ ไม้, ใบไมแ้ ละต้นไม้, ผลไม้ และ ยางไม้ เป็นต้น
รากไม้ ได้แก่ ขม้ิน ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด ข่า แฝก แห้วหมู หนอ่ หวาย หน่อไม้เหง้า
บวั รากบัว หรือรากไมช้ นิดอนื่ ท่เี ปน็ ยาสมุนไพรและไม่จดั วา่ เป็นอาหารน้ำฝาด หมายถึง นำ้ ท่ไี ดจ้ าก
การนำเอาสว่ นต่างๆ ของต้นไม้ไป กดั บีบหรอื คัน้ เอา๗๒
นำ้ ออกมา ไดแ้ ก่ น้ำฝาดสะเดา นำ้ ฝาดมูกมัน นำ้ ฝาดกระดอม หรือข้ีกา นำ้ ฝาดบอระเพ็ด
หรือพญามือเหล็ก น้ำฝาดกระถินพิมาน หรือ น้ำฝาดชนิดอื่นท่ีเป็นยาสมุนไพร และไม่จัดว่าเป็น
อาหาร๗๓
ใบไม้ ได้แก่ ใบสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม หรือข้ีกา ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้ายหรือ
ใบไม้ชนิดอื่นท่ีเป็นยาสมุนไพรและไม่จัดว่าเป็นอาหาร และ ต้นไม้ท่ีนำมาทำเป็นยา ได้แก่ไม้จันทน์
กฤษณา กะลัมพัก ใบเฉียง แหว้ หมู เปน็ ต้น๗๔
ผลไม้ ได้แก่ ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย มอพิเภก มะขามป้อม ผลโกฐ ผลกล้วย
อินทผลมั หรือผลไม้ชนดิ อน่ื ท่ีเปน็ ยาสมนุ ไพรและไมจ่ ัดวา่ เป็นอาหาร๗๕
ยางไม้ ได้แก่ ยางจากต้นหิงคุ ยางที่เค่ียวจากก้านใบและเปลือกของต้นหิงคุ ยางจากยอด
ตนั ตกะ ยางทเี่ คีย่ วจากใบหรอื ก้านตันตกะ ยางจากกำยาน หรือยางชนิดอื่นท่เี ป็นยาสมนุ ไพรและไม่
จดั วา่ เป็นอาหาร๗๖
๔) เกลือ
๗๑ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๑/๔๔-๔๕.
๗๒ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๖.
๗๓ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๗.
๗๔ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๗.
๗๕ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๗.
๗๖ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๗-๔๘.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 291
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตเกลือท่ีเป็นเภสัชไว้ดังนี้ คือ เกลือสมุทร เกลือดำ เกลือ
สินเธาว์ เกลอื ดินโปง่ หรือ เกลือชนิดอื่นทเ่ี ปน็ ยาชนิดอื่นๆ ทมี่ อี ยู่ และไม่จัดวา่ เปน็ อาหาร๗๗
เกลอื สมุทร หมายถงึ เกลอื ท่ไี ดจ้ ากนำ้ ทะเล
เกลือดำ หมายถึง เกลือที่เป็นเศษเกลือ หรือเกลือก้นกอง เม็ดเกลือจะเล็กและมีตะกอนปน
อยมู่ าก เกลือชนดิ นป้ี กติจะใช้เตมิ บ่อกงุ้ เลี้ยงปลา และปรบั สภาพดนิ ในสวนผลไม้
เกลอื สนิ เธาว์ หมายถึง เกลอื ทไี่ ดจ้ ากดนิ เคม็
เกลือดินโป่ง หมายถึง เกลือที่ทำจากดินโป่ง ดินโป่งคือแอ่งดินเค็มตามธรรมชาติ เป็นดินที่
มีเกลอื แรต่ ่างๆ ปนอยู่ เชน่ เกลอื โซเดียมคลอไรด์ เกลอื แคลเซียม โปตสั เซยี ม เปน็ ตน้
๕) ยามหาวกิ ัฏ
คร้ังหนึ่ง ภิกษุรูปหน่ึงถูกงูกัด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอนุญาตให้ภิกษุใช้ยามหาวิกัฏ ๔
อย่างรักษา คือ คถู มตู ร เถ้า ดิน๗๘ ตอ่ มาภิกษรุ ปู หนง่ึ ด่มื ยาพิษเข้าไป พระผูม้ ีพระภาคเจ้าจึงตรัส
อนญุ าตใหภ้ กิ ษุด่มื น้ำเจอื คถู เพอ่ื ใหอ้ าเจียนเอาพิษออกมา
๖) กลมุ่ เบ็ดเตล็ด
กลุ่มยาเบ็ดเตล็ดอ่ืนๆ ท่ีนำมาใช้รักษาโรคเท่าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ได้แก่ ยาดองโลณ
โสวีรกะ ยาผง มูลโค งา ข้าวสาร ข้าวสุก น้ำข้าวใสถ่ัวเขียว ธัญชาติทุกชนิด น้ำด่าง ทับทิม ปลา
เน้ือ น้ำตม้ เนอ้ื และการเกด เปน็ ต้น
ยาดองโลณโสวีรกะ หมายถึงยาท่ีปรุงด้วยส่วนประกอบนานาชนิด เช่น มะขามป้อม สมอ
พิเภก ธัญชาติทุกชนิด ถ่ัวเขียว ข้าวสุก ผลกล้วย หน่อหวาย การเกด อินทผลัม หน่อไม้ ปลา เน้ือ
น้ำผ้ึง น้ำอ้อย เกลือ โดยใส่เคร่ืองยาเหล่าน้ีในหม้อ ปิดฝามิดชิด เก็บดองไว้ ๑ วัน ๒ วัน หรือ ๓
วัน เมื่อยานี้สุกได้ท่ีแล้ว จะมีรสและสีเหมือนผลหว้า เป็นยาแก้โรคลม โรคไอ โรคเร้ือน โรคไข้
เหลอื ง(ดีซ่าน) โรครดิ สีดวง เปน็ ต้น
ในพระวินยั ปิฎก คัมภีรม์ หาวรรค เล่มที่ ๕ เภสชั ชขนั ธกะ มลู าทเิ ภสัชชกถา พระพทุ ธองค์ยงั
ได้กล่าวเก่ียวกับ “โรค” และ “วิธีรักษาโรค” ทางกายอีกมากมาย เช่น ยาผง ยาหยอดตา ยาบด
ผสมยาตา ไม้ป้ายยาตา น้ำมันทาศีรษะ ยานัตถ์ุ สูดควัน น้ำมันหุง น้ำเมาเจือในน้ำมันหุง การอบ
เหง่ือ การใช้เขาสัตว์ระบายโลหิตออก น้ำมันทาเท้า น้ำฝาด ยากฟอก ยาพันแผล เป็นต้น๗๙ ผู้
ศกึ ษาพึงศึกษารายละเอียดเพมิ่ เตมิ เทอญ
๗๗ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๓/๔๘.
๗๘ “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ยามหาวิกัฏ ๔ อย่าง คือ คูถ มูตร เถ้า ดิน” สมัยน้ัน ภิกษุท้ังหลายได้
ปรึกษากันดังนี้ว่า “ยามหาวิกัฏไม่ต้องรับประเคน หรือต้องรับประเคน” ภิกษุท้ังหลายจึงนำเรื่องน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระ
ภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังวา่ “ภิกษุทั้งหลาย เราอนญุ าตให้รับประเคน เม่ือมีกัปปิยการก ถา้ ไม่มีกัปปิยการก
ใหห้ ยบิ เองได้” อา้ งใน ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๘/๖๐.
๗๙ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๖๔-๒๖๗/๔๙-๖๐.
292 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ประวัตขิ องหมอชวี กโกมารภัจจ์
ผู้ศึกษาหลายท่านคงจะรู้จักหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่มักใช้บริการ
รกั ษาพยาบาลด้วยการแพทย์แผนไทย เพราะศนู ยก์ ารแพทยแ์ ผนไทยทุกที่จะมีรปู ปันหมอชีวกโกมาร
ภัจจ์อยู่ เพื่อไว้เป็นเครื่องระลึกถึงพระคุณของท่านท่ีได้ถ่ายทอดวิชาการแพทย์ให้ชาวพุทธและ
ชาวโลกไดใ้ ชบ้ ำบดั รักษากันมาตั้งแต่ มยั พุทธกาลจนถึงปัจจบุ นั
หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นแพทย์หลวงแห่งกรุงราชคฤห์และเป็นแพทย์ประจำพระองคข์ องพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ ท่านเป็นแพทย์ท่ีเก่งกาจสามารถตั้งแต่วัยหนุ่มสามารถรักษาโรคที่
แพทย์ทิศาปาโมกข์เก่ง ๆ หลายต่อหลายคนรักษาไม่ได้ให้หายภายในเวลาอันรวดเร็ว วิธีการรักษา
ของท่านมีหลากหลาย และหลายๆ วิธีก็คล้ายๆ กับการรักษาในยุคปัจจุบัน เช่น การผ่าตัด การขับ
พิษดว้ ยการขับถ่าย หรอื ท่ีเรยี กว่า Doctor (ดที ๊อกซ)์ เป็นตน้
หมอชีวกโกมารภัจจ์ถือกำเนิดขึ้น ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยในสมัยพุทธกาลนั้นมีกุมารี
คนหนึ่งช่ือสาลวดีเป็นสตรีทรงโฉมงดงาม ชาวพระนครราชคฤห์จึงได้คัดเลือกให้นางเป็นหญิงงาม
เมือง ต่อมานางสาลวดีไดต้ ั้งครรภ์และคลอดบุตรเปน็ ชาย นางไมป่ รารถนาจะเลย้ี งดบู ุตร จงึ สงั่ ทาสี
ให้นำบตุ รน้ันไปทิง้ ท่กี องขยะ
ในวันน้ันน่ันเองเจ้าชายอภัยกำลังเสด็จเข้าสู่พระราชวัง ได้ทอดพระเนตรเห็นทารกนั้นซ่ึงฝูงกา
หอ้ มล้อมอยู่ ไดต้ รัสถามมหาดเลก็ ว่าพนาย นั่นอะไร ฝูงการุมกันตอม?
มหาดเล็กกราบทลู วา่ “ทารก พ่ะย่ะคะ่ ”
เจ้าชายอภัยตรัสว่า “ยงั เป็นอย”ู่ หรอื พนาย
มหาดเล็กกราบทลู วา่ “ยังเป็นอยู่ พะ่ ย่ะคะ่ ”
เจา้ ชายอภยั จึงตรสั ว่า “พนาย ถ้าเชน่ นนั้ จงนำทารกน้ันไปทีว่ ังของเราให้นางนมเล้ียงไว”้
มหาดเล็กจงึ นำทารกนน้ั ไปวังของเจ้าชายอภัย แล้วมอบให้นางนมเล้ียงไว้ เพราะอาศัยคำว่า
“ยงั เป็นอย”ู่ พวกเขาจึงขนานนามทารกน้ันว่า “ชีวก” และเพราะเหตุท่ีชีวกน้ันเจ้าชายรบั ส่ังให้เล้ียงไว้
เขาจึงได้ต้ังนามสกุล ว่า “โกมารภัจจ์” ต่อมาไม่นานชีวกโกมารภัจจ์ก็รู้เดียงสาและได้ ทูลถาม
เจา้ ชายอภยั วา่ ใครเปน็ มารดาของเกล้ากระหม่อม ใครเปน็ บดิ าของเกลา้ กระหม่อมพะ่ ย่ะคะ่
เจ้าชายรับส่ังว่า พ่อชีวก ตัวเราก็ไม่รู้จักมารดาของเจ้า แต่ว่าเราเป็นบิดาของเจ้าเพราะเราได้
ให้เล้ียงเจ้าไว้ ชีวกโกมารภัจจ์จึงคิดว่า ราชสกุลเหล่านี้ คนท่ีไม่มีศิลปะจะเข้าพึ่งพระบารมี ทำไม่ได้
งา่ ย ถ้ากระไร เราควรเรยี นวิชาแพทย์ไว้
ในสมัยน้ัน นายแพทย์ทิศาปาโมกข์ต้ังสำนักอยู่ ณ เมืองตักกสิลา ชีวกโกมารภัจจ์ จึงได้ทูลลา
เจ้าชายอภัยเดินทางไปเรียนวิชาแพทย์ ณ เมืองตักกสิลา ชีวกโกมารภัจจ์ เรียนวิชาได้มากเรียนได้
เร็ว เข้าใจดี วิชาที่เรียนได้แล้วก็ไม่ลืม เมื่อเวลาผ่านไป ๗ ปี ชีวกโกมารภัจจ์ จึงเรียนถามอาจารย์
ทิศาปาโมกขว์ ่า กระผมเรียนวิชาแพทยส์ ำเรจ็ ตามหลักสตู รแล้วหรือยงั
อาจารย์ตอบว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นน้ันเธอจงถือเสียมเท่ียวไปรอบเมืองตักกสิลา ระยะทาง ๑
โยชน์ ตรวจดูสิ่งใดไม่ใช่ตัวยา จงขุดส่ิงน้ันมา ชีวกโกมารภัจจ์จึงถือเสียมเดินไปรอบเมืองตักกสิลา
ระยะทาง ๑ โยชน์ ไม่เห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นตัวยาสักอยา่ งหนึ่ง จึงเดินทางกลับมารายงานท่านอาจารย์
อาจารยท์ ิศาปาโมกข์จึงบอกว่า พ่อชีวก เธอศกึ ษาสำเรจ็ แล้ว หลังจากนั้นชีวกโกมารภัจจ์จึงเดินทาง
ไปยังเมืองราชคฤห์ ช่วยรักษาคนเจ็บป่วยหนักๆ ให้หายได้อย่างอัศจรรย์จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 293
แพทย์หลวงแหง่ กรงุ ราชคฤห์และเป็นแพทย์ประจำพระองคข์ องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์
สำหรับวิธกี ารรักษาของทา่ นจะได้กลา่ วในลำดับต่อไป
ผถู้ ูกพิษคอื อวชิ ชาบีบคั้นต้องแสวงหาพระสัทธรรม
อีกนัยยะหนึง่ ในอรรถกถาขุททกนิบาย อปทาน คำว่าโอสถ พระพุทธองค์ทรงอธิบายในมิติ
แหง่ ธรรม
....นระน้ันถูกพิษเบียดเบียน คือถูกงูมีพิษกัด หรือผู้กินยาพิษเข้าไป ด่ืมโอสถแล้วพึงมี
ความสุขโดยประการใด เราถูกอวิชชาคอื โมหะบีบคั้นหนักโดยประการนนั้ ความว่าเราหาคอื แสวงหา
อยู่ซงึ่ โอสถ กลา่ วคอื พระสัทธรรม (สทธฺ มฺมาคทเมสห)ํ
การแสวงหาโอสถ คือธรรมเพื่อกำจัดพิษคือสังสารทุกข์ให้พินาศ (ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต) เรา
ได้พบเหน็ ศาสนาของพระโคดม ผู้ทรงเกิดจากศากยตระกูล
ในระหว่างบรรดาโอสถเหล่านั้น ธัมโมสถ กล่าวคือคำสอนของพระศากยโคดมนั้นเป็นเลิศ
คือเป็นช้ันสูงสุด (อคฺคํ สพฺโพสธานํ ตํ) เช่ือมความว่า เราดื่มธรรมโอสถ ได้แก่ โอสถคือธรรม อัน
เป็นเครื่องบรรเทา (สพฺพสลฺลวิโนทนํ) คือเป็นเครื่องทำความสงบลูกศรทั้งปวงมีลูกศรคือราคะเป็น
ต้น ได้ถอนพิษทงั้ ปวงได้แกพ่ ษิ คอื สังสารทกุ ข์ทัง้ ส้นิ คือทำให้พินาศไป
เช่ือมความว่า เราถอนพิษคือทุกขน์ ้ันแล้ว ได้ถูกต้องคือได้ทำใหป้ ระจักษ์ซึ่งพระนิพพานอันไม่
แก่คือเว้นจากความแก่ อันไม่ตายคือเว้นจากความตาย (อชรามรํ) เป็นภาวะเย็นคือเป็นของเย็น
เพราะเว้นจากความเรา่ ร้อน เพราะราคะเปน็ ตน้
เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบความมืดคือกิเลสอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา ภูตฏฺฏิโต ดังนี้
ในคำนั้นมีวนิ ิจฉยั ดงั ต่อไปน้ี :-
บคุ คลคอื บุรุษถูกภูตผีเบยี ดเบียน คอื ถูกภตู ผีได้แกย่ กั ษ์เบียดเบียนคอื บีบคน้ั ถึงการบีบคัน้ คือ
ถงึ ความทุกข์ เพราะภูตผีสิงคือเพราะยักษ์จับ พึงแสวงหาหมอภูตผี เพ่ือจะพ้นคือเพ่ือต้องการจะพ้น
จากภูตผี คอื จากยกั ษ์จบั ฉันใดคือโดยประการใด
เชื่อมความในคาถาตอนนี้ว่า กเ็ ม่ือแสวงหาหมอผีน้นั พึงพบหมอผีผู้ฉลาดดีคือผู้เฉลียวฉลาด
ในวิชาไล่ผี หมอผีน้ันพึงกำจัดภูตผีท่ีสิงบุรุษผู้ท่ีถูกยักษ์จับน้ัน คือพึงทำให้พินาศไป คือพึงกำจัดเสีย
พร้อมท้งั มลู รากคือพรอ้ มทง้ั มลู เหตุ กระทำไมใ่ หส้ งิ อกี ตอ่ ไป
เช่ือมความในคาถานีว้ ่า ข้าแต่พระมหาวรี เจ้าผู้เป็นวีรบุรษุ สูงสุด ข้าพระองค์ถูกบีบคั้นเพราะ
ความมืดจบั คอื เพราะความมืดคอื กิเลสจับ จึงแสวงหาแสงสว่างคอื ญาณ ได้แกแ่ สงสว่างคือปญั ญา
เพอ่ื จะพน้ คือเพ่ือต้องการจะพ้นไปจากความมดื ไดแ้ ก่จากความมืดคอื กิเลส ฉันน้ันเหมือนกนั คอื โดย
ประการนน้ั เหมอื นกนั
ในคาถานม้ี คี วามว่า ครัง้ น้นั คอื ในลำดับนั้น เราไดเ้ หน็ พระศากยมนุ ีผู้ทรงทำความมืดคอื กเิ ลส
ให้หมดจด คือผู้ทรงทำความมืดคือกิเลสให้พินาศ เชื่อมความว่า พระศากยมุนีน้นั ได้ทรงบรรเทาคือ
ไดท้ รงทำให้ไกลซง่ึ ความมืดคอื ความอันธการ ไดแ้ ก่ความมืดคอื กิเลสใหแ้ ก่เรา เหมือนหมอภูตผีขับไล่
ภตู ผี คอื เหมือนหมอผีบรรเทาคนทถ่ี ูกยักษจ์ บั ให้คลายฉะนน้ั
ความในคาถานวี้ ่า เราน้ันหลุดพ้นอยา่ งน้ีแลว้ ตดั ได้ดว้ ยดีซ่ึงกระแสตณั หา คอื ความหลั่งไหล
ไปในสงสาร เราห้ามกระแสตัณหา ได้แก่โอฆะใหญ่คือตัณหา คือได้กระทำให้หมดไป คือให้เป็นไป
ไมไ่ ด้ เราถอนภพใหม่ทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น คอื ทำให้พินาศไป (ภวํ อุคฺฆาฏยึ สพฺพํ) เชื่อมความว่า
294 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เราถอนได้ท้ังราก เหมือนหมอผีไล่ผีพร้อมทั้งมูลเหตุ แต่นั้น เม่ือจะแสดงการเปรียบเทียบการ
แสวงหาพระนิพพาน ฯลฯ
การรักษาอาพาธในพระไตรปิฎก
จากที่กล่าวแล้วว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายประกอบขึ้นจากสองส่วนท่ีสัมพันธ์กัน คือ
ร่างกาย และ จิตใจ การรักษาอาพาธในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยใู่ นพระไตรปิฎกจึงรักษาทงั้ สอง
ส่วนน้ีไปพร้อมๆ กัน ในส่วนของร่างกายก็มีวิธีการรักษาคล้ายๆ กับการแพทย์ยุคปัจจุบันส่วน
ทางด้านจิตใจน้ันจะบำบัดรักษาดว้ ยธรรมโอสถ
๑) การรกั ษาทางด้านร่างกาย
การรักษาอาพาธทางด้านร่างกายในสมัยพุทธกาลน้ัน มีวิธีการคล้ายๆ กับการแพทย์ยุค
ปจั จุบนั ซึง่ เท่าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปฎิ กมีดังน้ี คือ ให้กินยา ใหด้ ่มื ยา ทายา นตั ถย์ุ า การรม การ
สดู ควันทเ่ี ป็นยา การกรอก การผ่าตัด และการขับพิษ เป็นต้น ซ่งึ นักศึกษาจะได้เรียนรวู้ ิธีการเหล่าน้ี
จากการรกั ษาโรคตา่ งๆ ดงั นี้
๑.๑) วธิ กี ารรกั ษาโรคลม
วิธีการรักษาโรคลมใน มัยพุทธกาลนั้นมีหลายวิธี เช่น ดื่มน้ำมันที่หุงเจือด้วยน้ำเมา, เข้า
กระโจม, รมใบไม้, รมใหญ่, รดตัวด้วยน้ำที่ต้มให้เดือดด้วยใบไม้ น่ึงตัวในอ่างน้ำ ฉันกระเทียมหาก
เป็นโรคลมเสยี ดยอกตามข้อจะรกั ษาดว้ ยวธิ ีระบายโลหิตออก เป็นตน้
การดื่มน้ำมันที่หุงเจือด้วยน้ำเมาเป็นวิธีการท่ีแพทย์รักษาโรคลมของท่านพระปิลินท-วัจฉะ
โดยน้ำเมาที่เจือลงไปเพื่อหุงกับน้ำมันน้ันจะต้องไม่มากจนเกินขนาด ไม่ปรากฏ สี กลิ่นและรสของ
นำ้ เมา
การเข้ากระโจม คำว่า “กระโจม” หมายถึง ผ้าหรือส่ิงที่ทำเป็นลอมขึ้นสำหรับเข้าไปอยู่ข้าง
ในเพือ่ ให้เหง่อื ออก ในสมัยพุทธกาลเรียกว่า “การนงึ่ ตวั ” เพื่อแก้โรคลม
การรมใบไม้ หมายถึง การนึ่งตัวเช่นกัน ใช้ในกรณีท่ีการน่ึงตัวแบบธรรมดาแล้วไม่อาจแก้โรค
ลมใหห้ ายได้ ก็ใหน้ ำใบไม้ท่ีแกโ้ รคลมชนดิ ตา่ งๆ มาในกระโจมแลว้ จุดไฟเพือ่ รมควัน
การรมใหญ่ หมายถึงการนึ่งตัวอกี วิธหี นึ่ง ใช้ในกรณที ่ีรมด้วยใบ้ไมใ้ นกระโจมแลว้ ไม่หายก็จะ
ใช้วิธีน้ี คือขุดหลุมขึ้นประมาณเท่าตัวคน แล้วบรรจุถ่านไฟให้เต็มหลุม กลบด้วยฝุ่นและทราย ฯลฯ
ลาดใบไม้ที่แก้โรคลมชนิดต่างๆ บนหลุมน้ัน จากนั้นก็ให้ผู้ที่อาพาธทาตัวด้วยน้ำมันที่แก้โรคลม เสร็จ
แล้วใหน้ อนพลิกไปพลิกมาบนใบไมท้ ่ีลาดบนหลุมน้นั
การรดตัวด้วยน้ำท่ีต้มให้เดือดด้วยใบไม้ หมายถึง วิธีการรักษาโรคลมอีกแบบหน่ึง ใช้ในกรณี
รมใหญ่แล้วไม่หาย ก็ให้ใช้วิธีนี้คือ หาใบไม้ที่แก้โรคลมชนิดต่างๆ มา แล้วนำมาต้มให้เดือด จากนั้น
นำน้ำต้มดว้ ยใบไม้เหลา่ นั้นมารดตวั แล้วก็เขา้ กระโจม
การนึ่งตัวในอ่างนำ้ หมายถึง วิธีการรักษาโรคลมอีกแบบหนึ่ง ใช้ในกรณีที่รดตัวด้วยน้ำที่ต้ม
เดือดด้วยใบไม้แล้วไม่หาย ก็ให้ใช้วิธีนี้ คือ เอาน้ำอุ่นใส่อ่างหรือราง แล้วลงไปแช่ในน้ำอุ่นน้ันเพ่ือทำ
การน่ึงใหเ้ หงื่อออก จะได้หายจากการเป็นโรคลม๘๐
๘๐ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๗/๕๖-๕๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 295
การระบายโลหิตออก หมายถึง วิธีการรักษาโรคลมอีกแบบหนึ่ง ใช้ในกรณีเป็นโรคลมเสียด
ยอกตามข้อ โดยสมัยน้ัน ท่านพระปิลินทวัจฉะ อาพาธเป็นโรคลมเสียดยอกตามข้อพระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสใหร้ ักษาดว้ ย “การระบายโลหิตออก” แต่ถ้าโรคลมเสียดยอกตามข้อยงั ไม่หาย ก็ให้ดูดโลหติ
ออกดว้ ยเขาสัตว์อกี คร้งั หน่งึ ๘๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็เคยทรงประชวรด้วยโรคลมในพระอุทร หรือท้อง และทรงหาย
ประชวรด้วยการเสวยข้าวตม้ ปรงุ ดว้ ยของ ๓ อย่าง คือ งา ข้าวสาร และถัว่ เขียว ทา่ นพระสารีบตุ ร
กเ็ คยอาพาธเปน็ ลมเสยี ดทอ้ ง และรักษาให้หายไดด้ ้วยการ “ฉนั กระเทียม”๘๒
ในคัมภีร์อรรถกถา บันทึกวิธีการรักษาโรคลมไว้อีกว่า ให้ภิกษุท่ีอาพาธด้วยโรคลม เติมน้ำมัน
เปลวหมีและสุกร เป็นต้น ลงในข้าวยาคูท่ีต้มด้วยน้ำฝาดรากไม้ ๕ ชนิด (น้ำฝาดสะเดา น้ำฝาด
มูกมัน น้ำฝาดขี้กา น้ำฝาดบอระเพ็ด และน้ำฝาดกระถินพิมาน) แล้วด่ืมขา้ วยาคนู ้ัน ข้าวยาคจู ะช่วย
บำบัดโรคได้เพราะมคี วามรอ้ นสูง
๑.๒) วธิ ีการรักษาโรคฝีและโรคฝดี าษ
มีภิกษุรูปหน่ึงอาพาธเป็นโรคฝี พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้รักษาด้วย “การผ่าตัด” แล้วพอก
แผลดว้ ยยา ใช้ผ้าพันปิดแผลไว้ หากแผลคนั ก็ให้ชะล้างแผลด้วยน้ำแป้งเมล็ดพันธ์ุผักกาดถ้าแผลชื้น
หรือเป็นฝ้า ก็ให้รมแผลด้วยควัน หากมีเนื้องอกย่ืนออกมา ก็ให้ตัดเนื้องอกนั้นด้วยก้อนเกลือ แล้วใช้
นำ้ มันทา มานแผล และใช้ผา้ เก่าที่สะอาดๆ ซับน้ำมนั
ครง้ั หน่ึงพระเวลัฏฐสีสะ ซง่ึ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระอานนท์ อาพาธเป็นโรคฝดี าษ หรือโรคอี
สุก อีใส ผ้าน่งุ ผ้าห่มกรังอยู่ทต่ี ัว เพราะน้ำเหลืองของโรคน้ัน เพื่อนภิกษุจึงเอาน้ำชุบผ้าเหล่าน้นั แล้ว
ค่อยๆ ดึงออกมา ตอ่ มาเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทราบจงึ ตรัสว่า “เราอนุญาตเภสชั ชนิดผง สำหรับ
ภกิ ษุ ผู้เปน็ หิด ตุ่ม พพุ อง ฝี สวิ โรคฝดี าษ หรือมกี ลิ่นตัวแรง มูลโค ดินเหนียว กากนำ้ ย้อมสำหรับ
ภิกษผุ ไู้ ม่เปน็ ไข้ ภกิ ษุทั้งหลาย เราอนุญาตครกและสาก”๘๓
๑.๓) วิธีการรกั ษาโรคปวดศรี ษะ
๘๑ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๗/๕๗-๕๘. สมัยน้ัน ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลมขัดยอกตามข้อภิกษุท้ังหลายจึง
นำเรอ่ื งน้ีไปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มพี ระภาครับสั่งวา่ “ภิกษุท้งั หลาย เราอนุญาตให้ระบายโลหติ ออก”
ท่านพระปิลินทวัจฉะก็ยังไม่หายโรคลมขัดยอกตามข้อ ภิกษุท้ังหลายจึงนำเร่ืองนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้เขาสัตว์กอกระบายโลหิตออก” คำว่า กอก คือ การดูดเลือด
หนอง หรือลมออกจากร่างกาย หรอื ดูดเอาน้ำนม ออกจากเต้านม โดยใช้ถว้ ยกระบอก ฯลฯ เป็นเคร่ืองดดู วิธดี ูดให้กดปาก
ถ้วย หรือกระบอกแนบครอบลงบนแผล หนองแล้วยกข้ึนทำบ่อยๆ จนดูดเลือดท่ีเสีย หรอื หนองออกหมด ในที่นี้ใช้เขาสัตว์
กอก
๘๒ สมยั นัน้ พระผมู้ ีพระภาคห้อมล้อมดว้ ยบรษิ ัทหมูใ่ หญ่ ประทบั น่ังแสดงธรรมอยู่ ภิกษุรูปหน่ึงฉันกระเทียม ท่าน
คดิ ว่า “ภกิ ษุทั้งหลายอย่าได้กลิน่ กระเทียม” จึงนั่ง ณ ทีส่ มควรด้านหนง่ึ พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นภิกษุน้ันผู้นั่ง ณ
ท่ีสมควรด้านหน่ึงจึงตรัส ถามว่า “ภิกษุท้ังหลาย ทำไมภิกษุนั้นจึงน่ัง ณ ที่สมควรด้านหนึ่งเล่า” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
“ภิกษุน้ันฉันกระเทียมแล้วคดิ ว่า ‘ภิกษุท้ังหลายอย่าได้กลิ่นกระเทียม’ จึงนั่ง ณ ท่ีสมควรด้านหน่ึง พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มี
พระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุท้ังหลาย อาหารท่ีภิกษุฉันแล้วทำให้เหินห่างจากธรรมกถาเช่นน้ี ควรฉันหรือ” ภิกษุท้ังหลาย
กราบทูลว่า “ไม่ควรฉัน พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันกระเทียม รูปใดฉันต้อง
อาบัติทุกกฏ” สมัยน้ัน ท่านพระสารีบุตรอาพาธเป็นลมเสียดท้อง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหาแล้วถามว่า “ท่านสารี
บุตร เมื่อก่อนท่านเป็นลมเสียดท้อง หายจากโรค เพราะฉันอะไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “เพราะฉันกระเทียม” ภิกษุ
ท้ังหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ฉัน
กระเทยี มได้ เพราะอาพาธเป็นปจั จัย” อ้างใน ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๒๘๙/๗๔.
๘๓ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๔/๔๘.
296 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
วิธีการรักษาโรคศีรษะใน มัยพุทธกาลนั้นมีหลายวิธี เช่น การนัตถ์ุยา การใช้น้ำมันทาศีรษะ
และการสดู ควนั ทีเ่ ปน็ ยา เปน็ ตน้
คร้ังหนึ่งภรรยาเศรษฐีท่านหน่ึงในเมืองสาเกต ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะอยู่ ๗ ปี นายแพทย์
ทิศาปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคนมารักษาแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์
ทราบข่าวจงึ รับอาสาทจี่ ะรักษาภรรยาเศรษฐที ่านนน้ั เมอ่ื ทา่ นตรวจดูอาการแล้ว จงึ นำเนยใสมาหน่ึง
ซองมือ หุงเนยใสน้ันกับยาต่างๆ แล้วให้ภรรยาเศรษฐีนอนหงายบนเตียง ให้นัตถ์ุยาน้ันเพราะการ
นัตถ์ุยาเพยี งครง้ั เดยี วเทา่ น้นั ทำให้โรคปวดศีรษะของภรรยาเศรษฐีซ่ึงเปน็ มา ๗ ปี หายเป็นปลิดทง้ิ
วันหนึ่งพระปิลินทวัจฉะปวดศีรษะ พระผู้มีพระภาคจึงให้รักษาด้วยการเอาน้ำมันทาศีรษะ
แต่โรคปวดศีรษะยังไม่หาย พระพุทธองค์จึงใหร้ ักษาด้วยการนตั ถ์ุ โรคปวดศีรษะก็ยังไม่หาย พระผู้
มีพระภาคจงึ ให้รักษาด้วยการ “สูดควันท่เี ปน็ ยา” เพอ่ื ให้ควนั เขา้ ไประงบั ความปวด
๑.๔) วธิ กี ารรักษาโรคเบด็ เตล็ด
ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธถูกยาแฝด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้รักษาด้วยการ ดื่มน้ำที่ละลายจาก
ดินท่ีติดผาลไถ อาพาธถูกยาแฝด หรือเสนห่ ์ยาแฝด แปลมาจากบาลวี ่า “ฆรทินฺนาพาโธ” หมายถึง
โรคที่เกิดข้ึนเพราะน้ำ หรือ ยาที่หญิงให้ เมื่อด่ืมกินเข้าไปแล้วจะตกอยู่ในอำนาจของหญิงนั้น๘๔
ภาษาในปจั จุบนั เรยี กว่า “ยาเสน่ห์”๘๕
คำว่า “ผาล” หมายถึง เหล็กสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์ไถดิน เช่น ไถดินในท่ีนาเพ่ือปลูกข้าว
เป็นต้น ดินทต่ี ิดผาลไถ จึงเป็นดินที่ตดิ อยู่กับผาลในขณะทำการไถ แต่ทั้งน้ีกไ็ ม่มคี ำอธิบายว่าดินที่ติด
ผาลไถนัน้ ชว่ ยแกย้ าเสน่ห์ไดอ้ ยา่ งไร
ภิกษุอีกรูปหน่ึงอาพาธเป็นโรคท้องผูก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้รักษาด้วยการด่ืมน้ำด่างน้ำ
ด่าง คือน้ำท่ีได้จากการแช่วัตถุท่ีใช้ทำยา เช่น เกลือ ข้ีเถ้า ข้ีวัว เป็นต้น ปกติน้ำด่างท่ีได้จากเกลือ
ข้ีเถ้า และขี้วัวเหล่านี้คนใน มัยพุทธกาลจะใช้สำหรบั ซักผ้าเพราะจะช่วยกัดส่ิงสกปรกให้หลุดออกได้
สำหรบั การใชร้ กั ษาโรคท้องผูกน้นั เข้าใจวา่ มีจดุ ประสงค์เพอื่ ให้น้ำดา่ งช่วยกัดก้อนอจุ จาระทจ่ี บั ตัวกนั
แข็งใหอ้ ่อนลงจะได้ขับถา่ ยได้สะดวกขน้ึ
ภิกษุอีกรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคผอมเหลือง พระผู้มีพระภาคจึงให้รักษาด้วยการ “ดื่มยาผล
มอดองน้ำมูตรโค” และโรคผอมเหลืองน้ียงั สามารถรกั ษาดว้ ย “เนยใส” ไดเ้ ช่นกัน เช่น ครั้งหนึง่ พระ
เจ้าจัณฑปัชโชติทรงพระประชวรดว้ ยโรคผอมเหลือง หมอชีวกโกมารภัจจ์จึงนำเนยใสมาปรงุ เป็นยา
รกั ษาพระองคจ์ นหาย
ภิกษุอีกรูปหนึง่ อาพาธเป็นโรคผิวหนัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้รักษาดว้ ยการ "ลูบไล้ด้วยของ
หอม" นา่ จะคลา้ ยๆ กับการทาแป้งปอ้ งกนั ความชน้ื อันเป็นเหตแุ ห่งโรคผิวหนงั ในปัจจบุ นั
ภิกษุอีกรูปหนึ่งอาพาธมีผดผ่ืนขึ้นตามตัว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้รักษาดว้ ยการ “ด่ืมยาถ่าย”
เหตุท่ีมีผดผ่ืนน้ันน่าจะเป็นเพราะท้องผูก ไม่ขับถ่าย ร่างกายจึงพยายามขับของเสียออกทางผิวหนัง
จงึ ทำให้เกดิ ผดผนื่ ขึ้น
ท่านพระปลิ นิ ทวัจฉะเท้าแตก พระผูม้ พี ระภาคเจ้าจึงให้รักษาด้วยการใช้ “ยาทาเทา้ ” แต่โรค
ยังไม่หาย พระผู้มีพระภาคเจา้ จึงใหป้ รุงนำ้ มันทาเทา้
๘๔ ว.ิ อ.(บาลี) ๓/๒๖๙/๑๗๕, สารตถฺ .ฏีกา.(บาล)ี ๓/๒๖๙/๓๖๗, วมิ ติ.ฏีกา.(บาลี) ๒/๒๖๙/๒๔๔.
๘๕ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๖๙/๖๑-๖๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 297
ครงั้ หน่ึง พระสารีบุตรอาพาธเป็นโรครอ้ นในกาย พระมหาโมคคัลลานะจึงจัดหายาสมุนไพร
คอื เหง้าบัวและรากบัวมาถวาย เมือ่ ทา่ นพระสารีบุตรฉันเหง้าบัวและรากบัวแล้ว อาพาธรอ้ นในกายก็
หายทันที
๑.๕) การผ่าตัดในสมัยพทุ ธกาล
การผ่าตัดใน มัยพุทธกาลเมื่อ ๒,๖๐๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้น มีตัวอย่างบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
๒ เร่ือง คือ การผ่าตัดเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ และการผ่าตัดบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี โดย
แพทยผ์ ้ทู ำการผ่าตดั คือ หมอชวี กโกมารภจั จ์
๑.๕.๑) การผา่ ตัดเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์
สมัยนน้ั เศรษฐีชาวพระนครราชคฤห์คนหน่ึงป่วยเป็นโรคปวดศรี ษะอยู่ ๗ ปี นายแพทย์ทศิ า
ปาโมกข์ใหญ่ๆ หลายคน มารักษาก็ไม่สามารถรกั ษาให้หายได้ แพทย์บางพวกได้ทำนายไวว้ า่ เศรษฐี
คนน้ีจักตายในวันท่ี ๕ บางพวกทำนายไว้ว่าเศรษฐจี ักตายในวันท่ี ๗พระเจ้าพิมพิสารจึงให้หมอชีวก
โกมารภจั จไ์ ปช่วยรักษาเศรษฐที า่ นนี้
เม่ือหมอชีวกตรวจดูอาการแล้ว จึงให้เศรษฐนี อนบนเตียง มัดไว้กับเตียง ถลกหนังศีรษะเปิด
รอยประสานกระโหลกศีรษะ นำตัวสตั ว์ทอี่ ย่ใู นศีรษะของเศรษฐีออกมา องตัวแลว้ แสดงแก่ประชาชน
ว่า จงดสู ัตว์ ๒ ตวั น้ี เล็กตัวหนง่ึ ใหญ่ตวั หนึ่ง โดยสัตวต์ ัวใหญ่จะเจาะกินมนั สมองของเศรษฐใี นวนั ที่
๕ เมื่อมันกินมันสมองจนหมดเศรษฐีก็จักตายสัตว์ตัวเล็กจะเจาะกินมันสมองของเศรษฐีในวันที่ ๗
เม่ือมันกินมันสมองจนหมดเศรษฐกี ็จักตายเช่นกัน เม่ือหมอชีวกนำสัตว์ ๒ ตัวน้ันออกแล้ว จึงปิดแนว
ประสานกะโหลกศีรษะ เย็บหนังศีรษะ ทายาสมานแผล ให้เศรษฐนี อนพักฟ้ืนอยู่ ๓ สัปดาห์จึงหาย
ปว่ ย
๑.๕.๒) การผา่ ตัดบตุ รเศรษฐชี าวเมอื งพาราณสี
การผ่าตัดอีกเร่ืองหนึ่ง คือในมัยน้ัน บุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหน่ึง ได้ป่วยเป็นโรค
เน้ืองอกที่ลำไส้ ทำให้ข้าวยาคูที่ด่ืม และข้าวสวยท่ีรบั ประทาน ไม่ย่อย อุจจาระและปัสสาวะออกไม่
สะดวก ซบู ผอม เศร้าหมอง ตัวเหลืองขนึ้ ๆ สะพรั่งด้วยเส้นเอน็
หมอชีวกจึงช่วยรักษาบุตรเศรษฐีนั้น เม่ือได้ตรวจดูอาการแล้ว จึงเชิญประชาชนให้ออกไป
ข้างนอก ขึงมา่ น มัดบุตรเศรษฐีไว้กับเสา แล้วทำการผ่าหนงั ทอ้ ง ตัดเนือ้ งอกในลำไส้นน้ั ออก สอดใส่
ลำไส้กลับไว้เหมือนเดิม เย็บหนังท้อง ทายาสมานแผล ต่อมาไม่นานบุตรเศรษฐีก็หายป่วยเป็น
อัศจรรย์
๑.๖) วิธกี ารขบั พิษในสมยั พทุ ธกาล
วิธีการขับพิษออกจากร่างกายใน มัยพุทธกาลตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกน้ันมี ๓ วิธีคือ
การขับพษิ ดว้ ยการขับถ่าย การขับพิษดว้ ยการเดินจงกรม และการขบั พษิ ด้วยการอบรา่ งกายในเรอื น
ไฟ ในแต่ละวิธกี ารมีความเป็นมาและรายละเอียดดังนี้
๑.๖.๑) การขับพิษด้วยการขบั ถ่าย
ครั้งหน่ึงพระผู้มีพระภาคเจ้ารับส่ังกับพระอานนท์ว่า กายของตถาคตหมักหมมไปด้วยโทษ
ตถาคตต้องการจะฉันยาถ่าย พระอานนท์จึงแจ้งเร่ืองน้นั แก่หมอชีวกโกมารภัจจ์ๆ คิดว่าการที่เราจะ
พึงทูลถวายพระโอสถถ่ายที่หยาบแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าน้ัน ไม่สมควรเลย เราควรอบก้านอุบล ๓
กา้ นดว้ ยยาตา่ งๆ แล้วทูลถวายพระตถาคต
298 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทา่ นจึงอบก้านอุบล ๓ กา้ นดว้ ยยาตา่ งๆ แล้วนำไปถวายพระผมู้ ีพระภาคเจา้ พร้อมทงั้ กราบทูล
ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสูดก้านอุบล ๑ ก้าน จะทำให้พระองค์ถ่ายถึง ๑๐ คร้ังเม่ือทรงสูด
ก้านอบุ ลครบท้งั ๓ ก้าน ก็จะทรงถ่ายถึง ๓๐ ครงั้
เม่ือท่านถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเสร็จแล้ว ขณะเดินกลับไปถึงนอกซุ้มประตู
ท่านนึกข้ึนได้ว่า พระกายของพระตถาคตหมักหมมไปด้วยโทษ จะทรงถ่ายไม่ครบ ๓๐ คร้ัง แต่เม่ือ
ทรงถา่ ยครั้งที่ ๒๙ แลว้ ได้ รงพระกาย กจ็ ะทรงถา่ ยอกี ครั้งหน่งึ จึงจะครบ ๓๐ คร้งั
พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดน้ันของชีวกโกมารภัจจ์ พระองค์จึงทรงปฏิบัติตามน้ัน จึง
ถ่ายครบ ๓๐ คร้ัง เมื่อทรงถ่ายครบแล้ว ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทลู ว่า ช่วงนพ้ี ระผู้มีพระภาคเจ้าไม่
ควรเสวยพระกระยาหารท่ีปรุงด้วยน้ำต้มผักต่างๆ จนกว่าจะมีพระกายเป็นปกติต่อมาไม่นานพระ
กายของพระผมู้ ีพระภาคเจ้าก็หายเป็นปกติ
๑.๖.๒) การขบั พษิ ดว้ ยการเดินจงกรม
สมัยนั้น ทายกทายิกาในพระนครเวสาลีเร่ิมจัดปรุงอาหารประณีตข้ึนตามลำดับ ภิกษุ
ท้งั หลายฉนั อาหารน้นั แล้ว มโี ทษส่ังสมในร่างกายมาก จึงมอี าพาธมาก
หมอชีวกโกมารภัจจ์เห็นภิกษุมีอาพาธมาก จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า
บัดน้ี ภิกษุทั้งหลาย มีโทษสั่งสมในร่างกายมาก ทำให้มีอาพาธมาก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด
ทรงอนุญาต “ที่จงกรม” และ “เรือนไฟ” เถิด เม่ือเป็นเช่นน้ี ภิกษุทั้งหลายจักมีอาพาธน้อย พระผู้มี
พระภาคเจา้ จึงตรัสว่า ดกู อ่ นภิกษุทั้งหลาย "เราอนญุ าตท่จี งกรมและเรือนไฟ"
ท่ีจงกรม คำว่า “จงกรม” (จงฺกมนฏฺฐานํ : จงฺกมติ กมติ ยตฺถาติ จงฺกมนฏฺฐานํ) หมายถึง
การเดินกลับไปกลับมาโดยมีสติกำกับ จงกรมจึงเป็นการทำสมาธิในท่าเดินนั่นเองส่วน “ท่ีจงกรม”
หมายถึง ถานที่ทไี่ ด้จดั เตรียมไวส้ ำหรบั การเดินจงกรมของพระภิกษุ
การจงกรมขับพิษได้อย่างไร การจงกรมนัน้ ถือเป็นการออกกำลังกายวิธีหนง่ึ เพราะต้องเดิน
กลับไปกลับมาหลายรอบ ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังเป็นเหตุให้เหง่ือออก พิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ใน
รา่ งกายก็จะถกู ขบั ออกดว้ ยเหงอ่ื นน้ั
๑.๖.๓) การขบั พษิ ดว้ ยการอบร่างกายในเรอื นไฟ
เรอื นไฟ หมายถึง โรงเรือนสำหรบั อบร่างกายของพระภกิ ษใุ นสมัยพทุ ธกาล การอบร่างกาย
ก็เป็นการขับพิษอีกวิธีหน่ึง เพราะการอบจะทำให้เหงื่อออกมาก พิษในร่างกายก็จะถูกขับออกมา
พรอ้ มกบั เหง่อื นน้ั
รูปแบบของเรือนไฟและอุปกรณ์ในเรือนไฟมีดังน้ี คือ เรือนไฟสร้างเป็นอาคาร มีฝาผนัง
โดยรอบ มีประตูเข้าออก ๑ ประตู ภายในเรือนไฟมี “เตาไฟ” สำหรับจุดไฟเพ่ืออบร่างกาย ถ้าเรือน
มีขนาดใหญ่จะต้ังเตาไฟไว้ตรงกลาง ถ้าเรือนไฟมีขนาดเล็กจะต้ังเตาไฟไว้ข้างใดข้างหน่งึ และมีปล่อง
ควันอยบู่ นหลงั คาเพือ่ ระบายควนั ออก
ภายในเรือนไฟยังมี “อ่างน้ำ” หรือ “รางน้ำ” เพ่ือให้ความชุ่มเย็น ช่วยลดความร้อนจากเตาไฟ
ในบริเวณรอบๆ เตาไฟก็จะมี “ต่ัง” สำหรับให้พระภิกษุนั่งเพื่ออบร่างกายในบริเวณใกล้เรือนไฟพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้ายังอนุญาตให้สร้าง “ศาลาเรือนไฟ” “บ่อน้ำ” และ “ระน้ำ” ไว้สำหรับให้พระภิกษุ
ปฏิบัติกิจหลังจากออกจากเรือนไฟแล้ว เช่น ซักจีวร ตากจีวรและสรงน้ำ เป็นต้น โดย ระน้ำนั้นจะ
เปน็ ท่ีสำหรับให้พระภิกษุลงอาบชำระลา้ งร่างกายหลังจากออกจากเรือนไฟ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 299
๒. การรักษาจิตใจด้วยธรรมโอสถ
จากที่กล่าวแล้วว่า มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายน้ันประกอบดว้ ย"รา่ งกายกับจิตใจ"ซ่ึงสัมพันธ์กัน
อาศัยซึง่ กันและกันส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เมื่อร่างกายเกิดอาพาธหรือเจ็บป่วยก็จะสง่ ผลถงึ จิตใจ
ด้วย หรือเม่ือไม่สบายใจหรือป่วยทางใจ ก็จะส่งผลถึงร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นในการรักษาจึง
จำเป็นตอ้ งรกั ษาทงั้ ๒ ส่วน คอื ทัง้ กายและใจ อาพาธนั้นๆ จงึ จะหายไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
และท่ีสำคัญสาเหตุแห่งการอาพาธข้อสุดท้าย คือ วิบากกรรมน้ัน เป็นการอาพาธเพราะกรรม
ช่ัวที่ทำไว้ในอดีตชาติหรือในปัจจุบันชาติมาส่งผล เม่ือทำความช่ัวก็จะเกิดบาปขึ้นในใจ บาปนนั้ จะถูก
เกบ็ ไวใ้ นใจและรอคอยเวลาส่งผลใหเ้ รามอี ันเป็นไปต่างๆ เชน่ อาพาธ เปน็ ตน้
อาพาธอนั เกดิ จากบาปนจี้ ะตอ้ งแกด้ ว้ ยธรรมโอสถ คอื การสง่ั สมบญุ จงึ จะหายได้เพราะบญุ จะ
ไปตัดรอดบาปนั้นให้เจือจางลงจนหมดกำลังส่งผล อุปมาบุญเหมือนกับน้ำ บาปเปรียบเหมือนกับ
เกลือท่ีใส่ไว้ในแก้ว เมื่อเราเติมน้ำลงไปในแก้วมากๆ ความเค็มของเกลือก็จะเจือจางลงจนหมดฤทธิ์
เค็มในทส่ี ดุ
สำหรบั วิธีการรักษาจิตใจด้วยธรรมโอสถ คอื การส่ังสมบุญนี้สามารถทำได้หลายวิธีเช่น การ
ใหท้ าน รักษาศีลสวดมนต์ เจรญิ สมาธิภาวนา การทำสัจจกิริยา และฟังธรรม เป็นตน้ อาหารและยา
เป็นเครือ่ งหล่อเลย้ี งและบำบดั รักษาร่างกายฉนั ใด ธรรมโอสถคือการสง่ั สมบุญก็เปน็ เคร่อื งหล่อเล้ียง
และบำบดั รกั ษาจติ ใจฉนั น้นั
๒.๑) การรักษาอาพาธด้วยการฟงั ธรรม
การฟังธรรมเป็นเหตุให้เกิดบุญวิธีหนึ่งเรียกว่า “ธัมมัสวนมัย” หรือ “สทฺธมฺมสฺสวนํ” บุญจาก
การฟงั ธรรมน้สี ามารถรักษาอาพาธได้ ซึง่ มตี ัวอยา่ งการรักษาด้วยวิธีนีจ้ ำนวนมาก
ครง้ั หน่ึง พระมหากัสสปเถระอาพาธหนัก พระผู้มีพระภาคเสด็จเขา้ ไปหาท่านและทรงแสดง
ธรรมเรื่องโพชฌงค์ ๗ ให้ท่านฟังว่า “กัสสปะ โพชฌงค์ ๗ ประการน้ีเรากล่าวไว้ชอบแล้ว บุคคล
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ยอ่ มเปน็ ไปเพ่อื ความรู้ยิง่ เพือ่ ตรสั รู้ เพ่ือนิพพาน ...”
เม่ือพระผู้มีพระภาคแสดงธรรมจบแล้ว พระมหากัสสปเถระ มีใจยินดี ช่ืนชมพระภาษิตของ
พระผ้มู พี ระภาคเจา้ และหายขาดจากอาพาธน้ันเปน็ อัศจรรย์
พระมหาโมคคัลลานะ และ พระคิริมานนท์ ก็เคยอาพาธเช่นนี้เหมือนกัน และหายอาพาธ
เพราะได้ฟังฟังธรรมเร่ืองโพชฌงค์ ๗ และสญั ญา ๑๐ ตามลำดบั พระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็เคยหาย
จากพระประชวรเพราะไดฟ้ งั ธรรมเรือ่ งโพชฌงค์ ๗ เชน่ กนั นอกจากนีย้ ังมีตวั อย่างอ่ืนๆ อกี ซง่ึ บันทกึ
ไว้ในพระสูตรต่างๆ เช่น ในปฐมเคลัญญสูตร วักกลิสูตร ปฐมคิลานสูตรคิลานสูตร อนาถปิณฑิโก
วาทสตู ร เปน็ ต้น
๒.๒) การรกั ษาอาพาธดว้ ยการเจรญิ สมาธิภาวนา
การเจรญิ สมาธิภาวนาเป็นทางมาแหง่ บญุ อกี วธิ ีหนงึ่ เรยี กวา่ "ภาวนามยั " ซ่งึ ถือวา่ เปน็ วิธีท่ที ำให้
ได้รับบุญมากท่ีสุด และบุญท่ีเกิดข้ึนนี้ช่วยรักษาอาพาธให้หายได้เช่นกัน ดัง ตัวอย่างท่ีบันทึกไว้
ในกัมมวปิ ากชสูตร ดงั นี้
ภิกษุรูปหน่ึงอาพาธหนักเพราะวิบากบาปกรรมในอดีต ท่านจึงระงับการอาพาธด้วยการนั่ง
สมาธิ ต้ังกายตรง อดกลนั้ ทุกขเวทนาท่เี ผ็ดรอ้ น อย่ใู นทไ่ี ม่ไกลจากพระผมู้ พี ระภาคเจา้
พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทอดพระเนตรเห็นภิกษรุ ูปนั้น จงึ ทรงเปล่งอทุ านว่า “ภกิ ษุผูล้ ะกรรมทงั้ หมด
ได้... ดำรงมั่น คงที่ กไ็ ม่มปี ระโยชน์อะไรทีจ่ ะบอกใหค้ นชว่ ยเยยี วยา”
300 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็เคยใช้การเจริญสมาธภิ าวนาในรักษาอาการประชวรของพระองค์
เช่นกัน โดยคร้ังหนึ่งพระองคไ์ ด้เกิดพระประชวรรุนแรงจวนเจียนปรนิ ิพพาน ขณะน้ันทรงพระดำริว่า
“...เราควรใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนี้ ดำรงชีวิตสังขารอยู่ต่อไป”๘๖ ความเพียรในที่น้ีคือ การเจริญ
สมาธิภาวนาเพื่อเข้าฌานสมาบัติน่ันเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงใช้ความเพียรขับไล่อาการพระ
ประชวรแล้วอาการพระประชวรจงึ สงบลงและหายในทส่ี ดุ
๒.๓) การรักษาอาพาธด้วยการทำสัจจกิริยา
การทำสัจจกิรยิ า หมายถึงการนกึ ถึงบุญ หรือความจรงิ ทีเ่ คยทำไว้จริง ของตนเองหรือของ
บุคคลท่ีต้องการจะบำบัดรักษา แล้วกล่าวสัจจวาจาโดยอ้างถึงบุญ หรือความจริงน้ันว่า “จงช่วยให้
ตน หรือบุคคลท่ีอาพาธหายจากอาพาธน้ัน” ซ่ึงบุญท่ีได้อ้างถึงนั้นรวมกับบุญจากการรักษาศีลคือ
กล่าวสัจจวาจา ละการพูดเท็จในขณะน้ัน จะช่วยให้หายจากการอาพาธได้เป็นอัศจรรย์ ดังตัวอย่าง
ต่อไปน้ี
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บวชเป็นดาบ อยู่ในป่าหิมพานต์ วันหน่ึงพระโพธิสัตว์ได้ออกจากป่า
เพือ่ ไปเย่ยี มสหายคนหนง่ึ ชือ่ มณั ฑพั ยะ
ในวันนั้นเองบุตรของท่านมัณฑัพยะ ถูกอสรพิษตัวหนึ่งกดั จนสลบล้มลง มารดาและบิดาจึงพา
บุตรไปใหพ้ ระโพธสิ ตั ว์ช่วยรกั ษา พระโพธิสัตวก์ ล่าวว่า “ดแี ล้ว เราจักทำสัจจกิริยา” แล้ววางมือลงที่
ศรี ษะกุมารน้นั พรอ้ มกับกล่าวคาถาว่า
“ตั้งแต่บวชมาจนถึงปัจจุบัน เราได้มีจิตเล่ือมใสในการประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน
เท่านั้น หลังจากน้ัน แม้เราจะไม่มีความใคร่บรรพชา แต่ก็ทนอยู่มาได้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์
อนั น้ี ขอความสวัสดจี งมีแกก่ มุ าร พิษจงคลาย กุมารนีจ้ งรอดชีวติ เถิด”
พร้อมกับสัจจกิริยาน้ัน พิษในกายตอนบนของกุมารก็ตกเข้าแผ่นดินหมด กุมารน้ันลืมนยั นต์ า
ขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า “แม่” แล้วพลิกนอน พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกับ หายว่า กำลังของเราทำได้
เท่าน้ัน ท่านจงทำสัจจกิริยาบ้างเถิด มัณฑัพยะรับคำแล้ว วางมือลงที่หน้าอกของบุตรแล้วได้กล่าว
คาถาว่า
“ในเวลาท่ีสมณพราหมณ์มาขอพกั อยู่ทีบ่ า้ นของเรา บางครง้ั เราไมพ่ อใจจะใหพ้ กั เลยแต่เราก็ตดั
ใจให้พักได้ ด้วยความสัตย์น้ี ขอความสวัสดี จงมีแก่บุตรของเรา พิษจงคลายออกบุตรของเราจง
รอดชีวิตเถิด”
เม่ือบิดาทำสัจจกิริยาแล้ว พิษในกายของบุตรเหนือสะเอวก็ตกเข้าแผ่นดิน กุมารลุกข้ึนนั่งได้
แต่ยังยืนไม่ได้ บิดาจึงกล่าวกะมารดาของกุมารนั้นว่า ที่รัก เจ้าจงทำสัจจกิริยาให้บุตรลุกข้ึนเดินได้
๘๖ ...ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษา ได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรงมีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส
(ทุกขเวทนา ในที่น้ีหมายถึงความรู้สึกเจ็บปวด เป็นอาการของทุกข์ในไตรลักษณ์ซึ่งเกิดข้ึนได้แม้แก่ผู้ท่ีเป็นพระอรหันต์ มิใช่
ทกุ ข์ในปฏิจจสมุปบาทหรอื ในอริยสัจ พระผู้มีพระภาคทรงข่มทกุ ขเวทนานด้ี ้วยความเพียร อ้างใน ท.ี ม.อ.(บาล)ี ๑๖๔/๑๔๘-
๑๔๙, จวนเจียนจะปรินิพพาน พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงอดกล้ันไม่พรั่นพรึงทรงพระดำริว่า “การท่ีเราไม่บอกผู้
อุปัฏฐากไม่อำลาภิกษุสงฆ์ปรินิพพานนั้น ไม่เหมาะแก่เรา ทางท่ีดี เราควรใช้ความเพียร (คำว่า ความเพียร ในท่ีน้ีมี ๒
อย่าง คอื (๑) ความเพยี รทีเ่ ป็นบุพภาค ไดแ้ ก่ การบริกรรมผลสมาบัติ (๒) ความเพยี รทป่ี ระกอบด้วยผลสมาบตั ิ อา้ งใน ท.ี
ม.อ.(บาลี) ๑๖๔/๑๔๙, ที.ม.ฏีกา.(บาลี) ๑๖๔/๑๗๘) ขับไล่อาพาธนี้ ดำรงชีวิตสังขารอยตู่ ่อไป” ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาค
ทรงใช้ความเพียรขับไล่อาการพระประชวรนั้นทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ อาการพระประชวรจึงสงบ เม่ือพระผู้มีพระภาคทรง
หายจากพระประชวร หายจากพระอาการไข้ไม่นาน ได้เสด็จออกจากพระวิหารไปประทับน่ังบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วใน
รม่ เงาพระวิหาร....อ้างใน ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๖๔/๑๐๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 301
มารดากล่าวว่า ความสัตย์ของฉันก็มีอยู่อย่างหน่ึงแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้าท่านสามีกล่าวว่า ถึง
อยา่ งไรกก็ ล่าวไปเถอะทรี่ กั นางรับคำแล้วจึงได้กล่าวคาถาวา่
“ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า ไม่เป็นทีร่ ักของแม่ฉนั ใด บิดาของเจ้าก็ไมเ่ ปน็ ท่ีรักของ
แม่ฉันน้ัน ด้วยความสัตย์น้ี ขอความสวัสดี จงมีแก่บุตรของเรา พิษจงคลายออก บุตรของเรา จง
รอดชีวติ เถดิ ” พรอ้ มกับสจั จกิรยิ านั้นเอง พษิ ท้ังหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดนิ กมุ ารน้นั จงึ ลุกข้ึนยืนและเดนิ
ไดเ้ ป็นปกติ๘๗
เรื่องการรักษาอาพาธด้วยการทำสจั จกริ ิยานั้นยงั มีอีกหลายตวั อยา่ ง ซ่ึงผู้ศึกษาสามารถอา่ น
เพ่ิมเตมิ ไดใ้ นพระไตรปิฎก
การรักษาอาพาธด้วยวิธีน้ีให้ได้ผลดังตัวอย่างท่ีกล่าวมาน้ัน มีปัจจัยสำคัญอยู่อย่างน้อย ๒
ประการ คือสัจจบารมีของผู้ทำสัจจกิริยามีมากน้อยเพียงใด และบุญบาปในตัวของผอู้ าพาธ หากสัจ
จบารมีของผู้ทำสัจจกิริยามีมาก บุญในตัวของผู้อาพาธมีมาก และบาปที่ส่งผลให้เกิดการอาพาธเบา
บางแล้ว การรักษาอาพาธด้วยวิธีนี้ก็จะสำเร็จผลเป็นอัศจรรย์ แต่ถ้าผู้ให้การรักษามีสัจจบารมีน้อย
บุญในตัวของผู้อาพาธน้อย แต่บาปที่ส่งผลให้อาพาธยังมีหนาแน่นการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ยากจะสำเร็จ
ผล
๒.๔ การรักษาอาพาธดว้ ยบญุ สรา้ งและกวาดโรงฉนั
ครั้งหน่ึง พระอนุรุทธเถระได้ไปเมืองกบิลพัสด์ุพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป พระญาติท้ังหลาย
ของท่านจึงพากันมากราบพระเถระ เว้นแต่พระน้องนางชื่อโรหิณี พระเถระถามพวกพระญาติว่า
พระนางโรหณิ อี ยู่ทไี่ หน
พวกพระญาติกล่าวว่า พระนางโรหิณี อยู่ในตำหนัก พระนางอาพาธเป็น “โรคผิวหนัง” ไม่
สงคจ์ ะมาเพราะทรงละอายที่เป็นโรคน้ันพระเถระจึงแนะนำให้พระนางทำบุญสรา้ งโรงฉัน เมื่อสร้าง
เสร็จแล้ว ก็ให้กวาดพื้นโรงฉัน ปูอาสนะ และ ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้สำหรับพระภิกษุเสมอๆ พระนาง
โรหิณีก็ได้ปฏบิ ตั ติ ามน้ันโรคผิวหนงั ของพระนางจงึ ราบลง
ตอ่ มาพระนางได้นมิ นต์ภิกษุสงฆ์มีพระสัมมาสมั พุทธเจ้าเปน็ ประมุขให้มาฉันภัตตาหารในครั้ง
นั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงบุรพกรรมของพระนางโรหิณีว่า ในอดีตพระนางได้นำผงเต่าร้างโปรย
ใส่หญิงคนหนึ่ง รีระของหญิงน้ันจึงพุพองข้ึน กรรมนั้นจึงส่งผลให้พระนางเป็นโรคผิวหนังในชาตินี้
เมื่อพระพุทธองคแ์ สดงธรรมจบแล้ว พระนางโรหิณีก็ดำรงอยูใ่ นโสดาปัตติผลสรีระของพระนางได้มี
วรรณะดจุ ทองคำ โรคผิวหนงั จึงหายเปน็ ปลดิ ทงิ้ ในบัดนน้ั
การรักษาอาพาธด้วยการสั่งสมบุญด้วยวิธีอ่ืนๆ ยังมีอีกหลายประการ ซึ่งนักศึกษาสามารถ
ค้นควา้ เพ่มิ เติมไดใ้ นพระไตรปฎิ ก
๖.๕ สขุ ภาวะในพระพุทธศาสนา
คำว่า “สุขภาวะ” หรือสุขภาพ มาจากบาลีว่า “สุข+ภาว” หรือ “สุขภาวตา” แปลว่า
ความสุข หรือภาวะของผู้มีความสุข คำว่า “สุข” แปลว่า สภาวะที่ทนได้ง่าย (สุเขน ขมิตพฺพนฺติ สุขํ
: ธรรมชาตใดอันบุคคลพึงทนได้โดยง่าย เหตุน้นั ธรรมชาตน้ันช่ือวา่ สุข) ซึ่งใกล้เคยี งกับคำว่า “อปฺปา
พาโธ” (อาพาธนอ้ ย/ปราศจากอาพาธ) “อปปฺ าตงโฺ ก” (มที กุ ข์นอ้ ย /ปราศจากทุกข)์ น่นั เอง
๘๗ ดรู ายละเอยี ดใน ข.ุ ชา.(ไทย) ๒๗/๖๒-๗๑/๓๓๑-๓๓๔.
302 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สขุ ภาพในพระพุทธศาสนา แบง่ ออกเปน็ ๒ ประการคือ (๑) สุขภาพกาย (๒) สุขภาพจติ
สุขภาพทางกาย คอื รา่ งกายมอี าพาธนอ้ ย หรือปราศจากโรค ทีเ่ น่อื งดว้ ยกาย
สุขภาพจิต คือจิตใจมีทุกข์น้อย หรือปราศจากทุกข์ ท่ีเน่ืองด้วยใจ โดยที่สุดคือจิตที่
ปราศจากอกุศลเจตสิก
ดงั นน้ั เม่ือมองในแง่ของสุขภาพจิตตามนัยแห่งพระพุทธศาสนาก็แยกเป็น ๒ ประเด็นคือ (๑)
กายิกสุข คือสขุ ทางกาย (๒) เจตสกิ สขุ คอื สขุ ทางใจ
คำว่าสุข เป็นชื่อของเวทนา หรือเวทนาเจตสิก คือการเสวยอารมณ์ คอื ความรูส้ ึก รู้สึกว่า
สบาย แยกตามประเภทแหง่ ความเป็นใหญใ่ นการรสู้ ึกสขุ แบง่ เป็น ๒ ประการ ได้แก่
(๑) สุขสหคตกายวิญญาณจิต ๑ ที่เป็นอเหตุกกุศลวิบากจิต ได้แก่ สุขทางกาย มี
ลักขณาทิจตกุ กะดังนี้
-อฏิ ฺฐโผฏฺฐพพฺ านุภวนลกฺขขณา มีการสมั ผัสถูกต้องกับอารมณท์ ีด่ ีเปน็ ลกั ษณะ
-สมปฺ ยุตตตฺ านํ พยูหนรสา มีการทำให้สมั ปยตุ ตธรรมเจรญิ เปน็ กจิ
-กายกิ อสสฺ าทปจจฺ ุปฏฐฺ านา มีความชืน่ ชมยินดที างกาย เป็นผล
-กายนิ ฺทรฺ ยิ ปทฏฐฺ านา มีกายประสาท เป็นเหตุใกล้
(๒) โสมนสั เวทนาเจตสกิ ไดแ้ ก่ ความสุขความสบายใจ มลี ักขณาทิจตุกกะดังนี้
-อิฏฺฐารมฺมณานุภวนลกฺขณา มกี ารเสวยอารมณ์ทดี่ ี เปน็ ลักษณะ
-อิฏฺฐาการสมฺโภครสา มีการทำจติ ใหอ้ ยรู่ ่วมกบั อารมณ์ท่ีดี เป็นกจิ
-เจตสกิ อสสฺ าทปฏจฺ ุปจฺฐานา มีความชนื่ ชมยนิ ดที างใจ เป็นผล
-ปสฺสทธฺ ปิ ทฏฐฺ านา มีความสงบกายสงบใจ เปน็ เหตุใกล้
คำว่า โสมนสั (โสมนสฺสสหคต)ํ คือจิตทป่ี ระกอบด้วยโสมนัสสเวทนา มี ๖๒ ดวงไดแ้ ก่
-โลภมลู จิต ประกอบดว้ ยโสมนัส ๔
-สนั ตรี ณจติ ที่ประกอบดว้ ยโสมนสั ๑
-หสติ ุปปาทจติ ทป่ี ระกอบด้วยโสมนสั ๑
-มหากศุ ลจติ ท่ี ประกอบดว้ ยโสมนสั ๔
-มหาวปิ ากจิตท่ี ประกอบด้วยโสมนสั ๔
-มหากริ ิยาจติ ที่ ประกอบด้วยโสมนสั ๔
-ปฐมฌานจติ ประกอบด้วยโสมนัส ๑๑ (ทั้งโลกยิ จิต+โลกตุ ตรจติ )
-ทตุ ิยฌานจิต ประกอบด้วยโสมนสั ๑๑ (ทงั้ โลกิยจติ +โลกตุ ตรจติ )
-ตติยฌานจติ ประกอบด้วยโสมนัส ๑๑ (ทั้งโลกยิ จิต+โลกุตตรจติ )
-จตตุ ถฌานจิต ประกอบด้วยโสมนัส ๑๑ (ทงั้ โลกิยจติ +โลกุตตรจิต)
ก่อนอ่ืนขอเริ่มต้นด้วยความเข้าใจกับคำบาลีที่เรยี กว่า “เวทนา” เสียก่อน เวทนานับเป็นหนึ่ง
ใน “ขันธ์ ๕” อันเป็นสภาวะท่ีจำแนกสรรพส่ิงที่สัมพันธ์กับร่างกายและจิตของมนุษย์ ฯ เวทนาขันธ์
เป็นสว่ นหนึ่งของเบญจขันธ์ ไมใ่ ชท่ ้ังหมดของขนั ธ์ ๕
ส่วนของเวทนาก็คือเจตสิก เรียกว่า เวทนาเจตสิก (ธรรมชาติที่ประกอบในจิต) เป็นเวทนา
ขันธ์ เป็นภาคหนึ่งทางจิตท่ีรับรู้อารมณ์ ๕ ส่วน (สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขา) หรือ ๓
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 303
ส่วนนั่น (สุข ทุกข์ อุเบกขา) คือความรู้สึกเป็นสุข สบาย อันเป็นสัมผัสที่มนุษย์เดนิ ดินท่ัวไปพึงพอใจ
และถวิลหา ความรู้สึกเฉยๆ และอีกสัมผัสหน่ึงคือความรู้สึกเป็นทุกข์เจ็บปวด อันปุถุชนย่อมจะ
ต้องการผลักไสออกไป สภาวะเหล่าน้ีเป็นหนึ่งในองค์ประกอบธรรมดาของชีวิตท่ีจะทำให้เราเข้าใจ
สภาวะของธรรมชาติ นำไปสเู่ ส้นทางหนง่ึ เพ่อื เขา้ ถึงสภาวะรู้ ตนื่ และเบกิ บาน
อาการเจ็บป่วยทางกาย เช่ือมโยงกับทุกขเวทนาโดยตรง (กายิกทุกข์ /ทุกขสหคตกาย
วญิ ญาณจิต ๑) ความต้องการท่จี ะหายจากโรคาพยาธิ ก็เนื่องมาจากความไม่สบายกายเป็นหลัก ซงึ่
มีสาเหตุอันหลากหลายนับต้ังแต่ การเผชิญอุบัติเหตุ โรคภัยจากเช้ือ โรคภัยจากกรรมพันธ์ุ โรคภัย
จากพฤติกรรมการด่ืมกิน รวมไปถึงกายเจ็บป่วยเพราะความทุกข์ทางจิต อย่างเช่นโรคเครียด ใน
ความเขา้ ใจผ้เู ขียนธรรมโอสถน่าจะมงุ่ เน้นการดบั ทุกขท์ างจติ เป็นสำคัญ เปน็ การกำหนดรเู้ ท่าทนั ทุกข์
(เพราะทุกข์ เป็นส่ิงท่ีต้องกำหนดรู้ /ทุกฺขํ ปริญฺเญยฺยกิจฺจํ) ซึ่งก็สอดคล้องกับท่ีพระพุทธองค์ได้ตรัส
ไว้ในสติปัฏฐานสตู ร วา่ “เวทนานปุ สั สนาสติปัฏฐาน”
ความไม่สบายกายจากโรคและความเจ็บป่วย เป็นเรอื่ งปกตธิ รรมดา ที่รกั ษาหายบ้างไม่หาย
บา้ ง ไม่ละเวน้ แมแ้ ต่ผู้ใด ตัวอยา่ งที่ชัดเจนกค็ อื ประวตั ิการเจ็บป่วยอาพาธของพระสงฆ์รปู สำคัญ ไม่
ว่าจะเป็นกรณีของพุทธทาสภิกขุ ท่ีอาพาธใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๒ ครั้ง, หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่ีอาพาธ
ทางด้านสมองจนมีอาการดุจอัมพาตไม่รู้สึกตัวอยู่ถึง ๑๐ ปีกว่าจะมรณภาพ, หลวงปู่ม่ัน ภูริทัตโต
อาพาธต้ังแต่หลังออกพรรษาปี ๒๔๙๒ ก่อนจะมรณภาพ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต)
ก็มีสุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เล็กไม่ว่าจะเป็นหัวใจร่ัว ท้องเสีย ท้องอืด ต้องผ่าตัดถึงสองคร้ัง หูเป็น
น้ำหนวกอักเสบเข้าไปในกระดูกพรุนถึงโพรงศีรษะ แพ้อากาศ โรคปอด นิ่วในไต หลอดลมอักเสบ
กล้ามเน้ือแขนอักเสบ ไวรัสเข้าตา สายเสียงอักเสบ เส้นเลือดไปเล้ียงสมองข้างซ้ายเล็กลีบ จนถึง
ปัจจุบันก็ทนทุกขเวทนาจากโรคภัยต่างๆ เป็นอย่างมาก แม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันก็
อาพาธมาหลายปี
อาการเจ็บป่วย และการรักษาท่ีไม่หายขาด จึงเป็นเร่ืองปกติ ไม่เว้นแม้พระผู้ที่หลายคนเชื่อ
ว่า มีธรรมชั้นสูง เช่ือหรือไม่ว่าสุขภาพของพระบางหมู่เหล่า ท่ีมีความเส่ียงกว่าปกติอีกด้วย เช่น
พระธุดงค์ ที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะขาดการบริโภคอาหาร ประเภทกากใยซ่ึงนำไปสู่สุขภาพการ
ขบั ถา่ ยท่ยี ่ำแย่ นำไปสู่ระบบขบั ถา่ ยทมี่ ีปัญหาเร้ือรัง ฯลฯ
อีกประการหน่ึง คืออาการอาพาธของพระพุทธเจ้า ก็เป็นเรื่องปกติตามสังขารและปัจจัย
คุกคามร่างกายของพุทธเจ้า ตามวัยท่ีชราร่วงโรย และภาวะเจ็บป่วยที่มาเบียดเบียน แม้ว่าคัมภีร์
ทางพุทธศาสนา จะตีความว่า เป็นกรรมเก่าแต่ปางก่อนก็ตาม แต่ความเจ็บป่วยที่เกิดข้ึนและถูก
บันทึกในบาลีพระไตรปิฎก ย่อมสะท้อนความปกติธรรมดาของโรคภัยไข้เจ็บ และความปกติธรรมดา
ท่ีแม้ผู้มีธรรมะชั้นยอดถึงข้ันเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ก็มิอาจหนีความเจ็บป่วยน้ีพ้นและไม่สามารถ
เยียวยาไดใ้ นทุกกรณี
304 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในสังคมไทยท่เี ชิดชูพระพุทธศาสนาใหเ้ ป็นคำตอบสำหรบั ทกุ สิ่งทกุ อย่าง เม่ือผสมผสาน กับ
กระแสชีวจิต๘๘ ท่ีหันกลับมาให้ความสำคับกับสุขภาพกายใจ ธรรมโอสถในฐานะยารักษาโรค
ครอบจักรวาลจึงได้รบั การเนน้ ความสำคญั อีกคร้งั
นอกจากน้ี อาจารย์วศิน อินทสระ แสดงให้ว่า บทสวดบางคร้ังก็เป็นยารักษาโรคได้ เขา
ยกตัวอย่างคำแปลคำอาราธนาพระปรติ รว่า การสวดพระปริตรน้ันเพ่ือป้องกัน ต่อต้าน ทำลายวิบัติ
ของทุกข์ โรคภัยและภัยท้ังปวง และยกเง่ือนไขความสำเร็จท่ีจะป้องกันได้ต้องมีองค์ประกอบ ๓
ประการน่ันคือ ต้องมีความเชื่อเสียก่อน, ต้องไม่มีกรรมมาบัง และต้องไม่มีกิเลสมาขวาง นี่เป็น
คำตอบท่ีพระนาคเสน ตอบพระยามิลินท์ ที่สงสัยว่า การสวดพระปริตรน้ันจะป้องกันภัยได้จริง
หรือไม่? แต่องค์ ๓ น้ันจะขึ้นอยู่กับใคร ผู้สวด ผู้ธรรมพิธี หรือผู้รับทำพิธี แม้ท่านอาจารย์วศิน
อนิ ทสระ ก็ไม่ไดส้ รุป นั่นหมายความวา่ กม็ ไิ ด้มคี วามหมายทต่ี ายตวั ว่า พระปรติ รจะปอ้ งกันโรคภัยได้
จริงเสมอไป เพียงแต่เป็นอุบายวิธีอย่างหน่ึงท่ีเก่ียวข้องกับจิตใจ เพราะร่างกายและจิตใจมีความ
เกย่ี วข้องสมั พนั ธก์ ัน
นอกจากนี้ยังได้นำตัวอย่างในพุทธกาลมาด้วย น่ันคือ กรณีที่พุทธะเดินทางไปเย่ียมพระ
มหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะท่ีเจ็บป่วยอยู่ ก็แสดง “โพชฌงค์ ๗ ประการ” ที่
ประกอบด้วย สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ในพระไตรปิฎกระบุว่า ท้ัง
สองหายจากทุกขเวทนา แม้ตอนพทุ ธะอาพาธ ก็ระบวุ ่า พระพุทธเจ้าใหพ้ ระจนุ ทะ น้องชายพระสารี
บตุ ร สวดจนพุทธะพอใจและหายป่วย จงึ ไม่แปลกที่โพชฌงค์ ๗ จะเป็นท่ีนยิ มในการสวดให้ผู้ปว่ ยใน
บ้านเรา แม้ผู้ฟังส่วนหน่ึงอาจจะไม่เข้าใจความหมายบาลีก็ตาม ยังมีบทสวดอื่นๆ ที่ใช้รักษาโรคใน
ไตรปิฎกอีกน่ันคือ กรณีพระคิริมานนท์ป่วยหนัก พระพุทธเจ้าให้พระอานนท์สวด สัญญา ๑๐ ถึง
กลา่ วถึงความไม่เท่ยี งและการเจริญอาณาปานสติ ปรากฏว่ากห็ ายป่วย แมอ้ าจารยว์ ศนิ อินทสระ ก็
ไม่ได้สรุปว่า การสวดมนต์จะทำให้หายขาดจากโรคได้จริง แต่กล่าวว่าคุณค่าของการสวดมนต์ คือ
การสำรวมกาย วาจา และทำให้จิตสงบ เพ่ือเข้าใจความหมายบทสวดท่ีจะนำไปสู่ความเข้าใจและ
ปญั ญาท่แี ตกฉาน
ในอีกด้านหน่ึง นอกจากธรรมะกับผู้ปฏิบัติธรรมล้วนๆ แล้ว ธรรมโอสถยังสัมพันธ์กับวิชาชีพ
หมออีกด้วย หมอคนแรกที่มีบทบาทเก่ียวข้องในสมัยพุทธกาลก็คือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ เขาเป็น
แพทย์ในราชสำนักของแคว้นมคธ มีบทบาทในการดแู ลอาการเจ็บป่วยพุทธะอย่างมาก จนไดร้ ับการ
ยกย่องว่าเป็นผู้เป็นเลิศ (เอตทัคคะ) ในด้านเป็น “ผู้เลื่อมใสในบุคคล” ในปัจจุบันหมอชีวกโกมารภัจจ์
กลายเป็นบุคคลสำคญั ในสังคมไทย กล่าวคือเป็นบุคคลศกั ด์ิสิทธิ์ท่ไี ด้รับการบูชา โดยมีอานิสงส์อย่ทู ี่
การพ้นจากโรครา้ ยรวมไปถึงโรคเวร โรคกรรม ใหม้ ีอายุมน่ั ขวญั ยืน มีสขุ ภาพกาย สุขภาพจติ ท่ีดี
ประเด็นว่า “สุขภาพ” ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมีการตีความตามทัศนะนักวิชาการอย่าง
กว้างขวาง แต่ในภาพรวม สุขภาพ หมายถึง สภาพที่ทำให้เราทนได้ง่าย ทนอยู่ในสภาพต่างๆ ได้ดี
๘๘ ชีวจิต (ชวี +จิตฺต) คอื รา่ งกายและจิตใจ จุดประสงค์ของชวี จิตคอื ความสุขสมบูรณ์ทั้งกายและใจ โดยยึดเอา
วิธปี ฏบิ ตั ิและความคิดในแนวธรรมชาติเปน็ หลัก ในด้านของรา่ งกายและจิตใจนนั้ ชีวจิตถือวา่ เป็นอันหนึ่งอันเดยี วกัน รา่ งกาย
มีผลต่อจิตใจ และจิตใจก็มีผลต่อร่างกาย ด้วยความสุขสมบูรณ์ท่ีแท้จริงซ่ึงขึ้นอยู่กับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ
ร่างกาย (Wholeness As Perfection) ความคิดเช่นนี้ตรงกันกับทฤษฎี เร่ือง Body and Mind ของ Dr. Norman
Cousin แห่งสหรัฐอเมริกา และตรงกันกับหลักการของโฮลิสติค(Holistic) และท่ีน่าอัศจรรย์ก็คือตรงกันกับหลักการของ
แพทย์แบบจีนเม่ือหกพันปีก่อน และก็ตรงกันกับหลักปรัชญาของเต๋าเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้วเช่นกัน ความคิดในเรื่อง
ความสุขท้ังกายและใจโดยยึดหลักธรรมชาติเป็นหลักนี้ ซ่ึงตรงกันท้ังของเก่าและของใหม่ ถือได้ว่าเป็นสัจธรรมแท้จริงได้
อยา่ งหน่ึง
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 305
ทนต่อความทุกข์ท้ังปวงได้ทั้งรา่ งกายและจิตใจ สุขภาพจึงมิได้หมายถึงเพียงว่าเป็นโรค หรือไม่เป็น
โรคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการหลุดพ้นจากความทุกข์หรือปัญหาสุขภาพ ทั้งนี้การมีสุขภาพดีใน
เบื้องแรกจะครอบคลมุ ถงึ การไมม่ โี รคทางกายและทางใจ
คำว่า “สุขภาพ” มักนิยมใช้คู่กับ “สุขภาวะ” ในความหมายเช่นเดียวกัน ในทัศนะ
พระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ตรัสว่า “สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ” แปลว่า “จิตของบุคคลผู้มีความสุข
ย่อมตง้ั ม่ัน”๘๙ จากพุทธพจน์น้ีแสดงวา่ คนที่มีสขุ นน้ั จิตจะเปน็ สมาธิได้ง่ายน่ันเอง
การมสี ขุ ภาพทด่ี ีสามารถมองได้ ๕ มิติ ดังนี้
๑. สขุ ภาวะทางกาย
๒. สุขภาวะทางจติ
๓. สขุ ภาวะทางสังคม
๔. สขุ ภาวะทางปญั ญา
๑. สุขภาวะทางกาย คือ ปราศจากโรค สามารถผสมผสานการทำหน้าท่ีของร่างกายทั้ง
ทางกายภาพ หรือสรีระและการรับความรู้สึกไม่ตกอยู่ภายใต้ที่เสียงต่อการเกิดโรค รวมท้ังยังมี
พฤติกรรมหรือการปฏิบัติทช่ี ่วยสร้างเสริมสร้างสุขภาพทางกายให้ดีขึ้น โดยการออกกำลังกาย การ
ควบคุมน้ำหนกั การรบั ประทานอาหารทีม่ ีคุณภาพและพอเพียง การหลีกเล่ียงพฤติกรรมท่ีสง่ ผลเสีย
ต่อสขุ ภาพทางกายเชน่ บหุ ร่ี
๒. สุขภาวะทางจิต หมายถึงจิตใจท่ีเป็นสุข ผ่อนคลาย ไม่เครียด คล่องแคล่ว มีความ
เมตตา กรุณา มีสติ มีสมาธิ เป็นต้น สามารถแสดงความรู้สึกและอารมณ์ของตนเองได้อย่าง
เหมาะสม มีความเข็มแข็งด้านจิตใจ การท่ีบุคคลจะมีสุขภาพทางจิตใจจะต้องเข้าใจอารมณ์ ของ
ตนเองเป็นอย่างดี รู้วิธีการเผชิญปัญหา ความอดทนอดกลั้นต่อความเครียด มีความสนุกสนานกับ
การทำกิจกรรมและการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความสามารถในการ
ยอมรับตนเอง ควบคุมตนเอง และปรับตนเองได้เม่ือเผชิญกับปัญหาและความเปลี่ยนในทุก
สถานการณ์
๓. สุขภาวะทางสังคม หมายถึง การอยู่ร่วมกันด้วยดี ในครอบครัว ในชุมชน ในที่ทำงาน
ในสังคม ในโลก ซึ่งรวมถึงการมีบริการทางสังคมท่ีดี และมีสันติภาพ เป็นต้น สามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นด้วยสันพันธภาพทีด่ ี ปราศจากความขัดแย้งหรือปัญหาสังคมต่างๆ มีความสัมพันธ์ท่ีดกี ับบุคคล
รอบข้าง สามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมส่วนรวมได้อย่างมีความสุข พร้อมจะให้ความช่วยเหลือชุมชน
และสามารถปรบั ตัวเข้าบทบาททสี่ ังคมคาดหวังทั้งในสถานการณ์ทเี่ ป็นส่วนหน่ึงของชมุ ชนและสังคม
ได้
๔. สุขภาวะทางปัญญา (จิตวิญญาณ) หมายถึง ความสุขอันประเสริฐท่ีเกิดจากมีจิตใจสูง
เข้าถึงความจรงิ ท้งั หมด ลดละความเห็นแก่ตัว มุ่งเข้าถึงส่ิงสูงสุด ซ่ึงหมายถึงพระนิพพาน หรือพระ
ผู้เป็นเจ้าหรือความดีสูงสุด สุดแล้วแต่ความเช่ือมที่แตกต่างกันของแต่ละคน มีความรู้รอบ ความ
รู้เท่าทันส่ิงต่างๆ ท้ังทางโลกและทางธรรม เข้าใจเหตุปัจจัยของสรรพส่ิงตามท่ีเป็นจริง และความ
เข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุแห่งความดีและเหตุแห่งความช่ัว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่ง
๘๙ “เมื่อภิกษุน้ันพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ท่ีตนละได้แล้ว ย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิด
ปีติ เมอื่ ใจมปี ีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับความสขุ เม่ือมีความสขุ จติ ย่อมต้ังม่ัน” อา้ งใน ที.สี.(ไทย)
๙/๔๖๖/๒๐๓.
306 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
นำไป ู่การมี ติค ยระลึกรู้ใจและ ารมณ์ข งตนเ งตามค ามเป็นจริง มดงั พุทธพจน์ที่ ่า “สมาหิ
โต ยถาภูตํ ปชานาติ : บุคคลผู้มีจิตต้ังมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง”๙๐ รู้จัก
ปล่ ย างค ามยึดม่ันถื ม่ันใน ัตตาตั ตนได้ ร มถึงมีค าม ุขในการถ่ายท ดประ บการณ์และ
ค ามรใู้ นแก่บุคคล นื่ ได้ทงั้ ใน มคู่ ณะและชมุ ชน
รุปได้ ่า สุขภาวะ มายถึงการดำรงชีพข งบุคคล ย่างมี ุขท้ังกายและจิต าจกล่า ได้
่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ร มถึงการมีชี ิตท่ีมีร่างกายแข็งแรง จิตแข็งแรง มีค าม ุข ยู่ใน
ังคม โลกในปัจจุบัน ซ่ึงมีการเปล่ียนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น ย่างร ดเร็ บาง ย่างท่ีเกิดขึ้นก่ ใ ้เกิด
ภา ะคุกคามต่ ุขภา ะคนไทยเกิดเป็นปัญ าด้าน ุขภาพ มลภา ะที่เกิดข้ึน การเปลี่ยนแปลงท่ี
เกีย่ กบั า าร ถิ ีชี ิต ค่านิยมและ ัฒนธรรมทเี่ ปลย่ี นไปล้ นแล้ แต่ก่ ใ ้เกดิ ปัญ า ุขภาพตามมา
ทั้ง ้ินก่ ใ ้เกิดโรคภัยไข้เจ็บเช่นเกิดโรคเ ด ์ เกิดโรคค ามดันโล ิต ูง โรค ั ใจขาดเลื ด เกิด
ุบัติภัย ูงขึ้น เป็นต้น มีโรค ลายโรคที่ าจป้ งกัน รื ามารถลด ัตราเ ่ียงลงได้ ซึ่งต้ งการ
ค ามร่ มมื ร่ มใจจาก ลายๆ ฝ่ายช่ ยการ รา้ งเ รมิ ุขภาพใ ก้ ับ ังคม
ำ รับ ุขภา ะในทางพระพุทธ า นา ท่านกล่า ไ ้ ๔ ประการ ท่านเรียก ่า “ภาวนา”
บ้าง “ภาวิตะ” บ้าง ดังน้ี
๑. กายภาวนา การเจริญกาย รื พัฒนากาย คื พัฒนาค าม ัมพันธ์กับ ิ่งแ ดล้ มทาง
ัตถุ รื ทางกายภาพ (ร มทั้งเทคโนโลยี) โดยเฉพาะรับรู้ ่ิงท้ัง ลายทาง ินทรีย์ ๕ (ตา ู จมูก
ล้ิน กาย) ด้ ยดี โดยปฏิบัติต่ ่ิงเ ล่าน้ันในทางที่เป็นคุณ มิใ ้เกิดโท ใ ้กุ ลธรรมง กงาม ใ ้
กุ ลธรรมเ ่ื ม ูญ
๒. ศีลภาวนา การเจริญ ีล รื พัฒนา ีล คื พัฒนาค ามประพฤติ พัฒนาค าม ัมพันธ์
ทาง ังคมโดยตั้ง ยใู่ นระเบียบ ินยั ไม่เบียดเบียน รื ก่ ค ามเดื ดร้ นเ ีย าย ยู่ร่ มกับผู้ ื่นได้
ด้ ยดี เกื้ กลู กัน
๓. จิตตภาวนา การเจริญจิต รื พัฒนาจิต คื ฝึก บรมพัฒนาจิตใจ ใ ้เข้มแข็งมั่นคง
เจรญิ ง กงามด้ ยคณุ ธรรม เช่น มีเมตตากรณุ า มีฉันทะ ขยัน มั่นเพียร ดทน มี มาธิ และ ดช่ืน
เบิกบาน เปน็ ขุ ผ่ งใ เป็นตน้
๔. ปัญญาภาวนา การเจริญปัญญา รื พัฒนาปัญญา คื ฝึก บรมพัฒนาปัญญา ใ ้
เจริญง กงามจนเกิดค ามรแู้ จ้งชัดตามเป็นจริง โดยรู้เข้าใจ ่ิงท้ัง ลายตามที่มันเป็น รู้เท่าทัน เ ็น
แจ้งโลกและชี ิตตาม ภา ะ ามารถทำจิตใจใ ้เป็น ิ ระ ทำตนใ ้บริ ุทธิ์จากกิเล และปล ดพ้น
จากค ามทกุ ข์ มชี ี ติ เป็น ยู่ แก้ไขปัญ าและทำการทั้ง ลายด้ ยปัญญาทร่ี ู้ถงึ เ ตุปัจจัย
เมื่ รู้ค าม มายข ง ลักธรรม คื “ภาวนา” ที่เป็นเนื้ ตั ข งการปฏิบัติท้ัง ๔ แล้ ก็
เข้าใจ “ภาวติ ” ที่เปน็ คณุ มบตั ขิ งท่านผูจ้ บการปฏิบัติ ผมู้ ีธรรมทั้ง ๔ ข้ นนั้ แล้ ดงั น้ี
๑. ภาวิตกาย ผ้ไู ด้เจรญิ กาย รื มกี ายท่พี ัฒนาแล้ คื ไดฝ้ ึก บรมพฒั นาค าม ัมพนั ธก์ ับ
่ิงแ ดล้ มทาง ัตถุ รื ทางกายภาพ โดยรู้จัก ยู่ดีมี ุข ย่างเก้ื กูลกันกับ ่ิง รรพ์และธรรมชาติ
โดยเฉพาะใ ้การรับรู้ทาง ินทรีย์ ๕ เช่น ดู ฟัง เป็นไปด้ ย ติและเพื่ ปัญญา และใ ้การใช้ ย
เ พบริโภคต่างๆ เป็นไป ย่างพ ดีที่จะได้คุณค่าแท้ที่เป็นประโยชน์จริง ไม่ ลงใ ลเตลิดเพริดไป
ตาม ทิ ธิพลข งค ามช บใจ รื ไม่ช บใจ ไมล่ ุ่ม ลงมั เมา มใิ เ้ กดิ โท แตใ่ ้เป็นคณุ มิใ ถ้ กู บาป
กุ ลคร บงำ แต่ นนุ ใ ก้ ุ ลธรรมง กงาม
๙๐ “ มาธึ ภิกฺขเ ภาเ ถ, มา ิโต ยถาภูตํ ปชานาติ. ภิก ุท้ัง ลาย เธ ทั้ง ลายจงเจริญ มาธิเถิด ภิก ุผู้มีจิต
ต้งั ม่ันย่ มรูช้ ัด ตามค ามเปน็ จริง” า้ งใน ํ. า.(ไทย) ๑๘/๙๙/๑๑๐. มาธิ ตู ร
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 307
๒. ภาวิตศีล ผู้ได้เจริญศีล หรือมีศลี ทพี่ ัฒนาแล้ว คือได้พัฒนาความประพฤติ มีพฤติกรรม
ดีงามในความสัมพันธ์ทางสังคม โดยตั้งอยู่ในระเบียบวินัย อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้ด้วยดี ไม่ใช้กายวาจา
และอาชีพในทางที่เบียดเบียนหรอื ก่อความเดอื ดรอ้ นเสียหายแกใ่ ครๆ แต่ใช้เปน็ เครื่องพัฒนาชีวติ ของ
ตน และชว่ ยเหลอื เก้ือกลู กนั สร้างสรรค์สงั คม
๓. ภาวิตจิต ผู้ได้เจริญจิต หรือมีจิตใจที่พัฒนาแล้ว คือได้ฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ ให้สดใส
เบิกบาน ร่าเริง ผ่องใส โปร่งโล่ง เป็นสุข เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมท้ังหลาย เช่น มีน้ำใจเมตตา
กรุณา ศรัทธา กตัญญูกตเวทิตา เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ ขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง อดทน สงบ ม่ันคง มีสติ
มสี มาธิ เปน็ ต้น
๔. ภาวิตปัญญา ผู้ได้เจริญปัญญา หรือมีปัญญาที่พัฒนาแล้ว คือ ได้ฝึกอบรมพัฒนา
ปัญญา ใหร้ ู้เข้าใจสิ่งท้ังหลายตามเป็นจริง รเู้ ท่าทันเหน็ แจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ ใช้ปัญญาแก้ไข
ปัญหาและดับทุกข์ได้ปลดเปล้ืองตนให้บริสุทธิ์ปลอดพ้นจากกิเลส มีมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา โดยมี
จติ ใจเป็นอิสระสุขเกษมไรท้ กุ ข์
ขอ้ ที่น่าสงั เกตอยา่ งยิง่ ในพุทธพจนน์ ั้น อยตู่ รงท่ตี รัสว่า เหล่าภิกษุ ผู้มิใช่ภาวิตกาย ภาวิตศีล
ภาวิตจิต ภาวิตปัญญา (มิได้พัฒนากาย-ศีล-จิต-ปัญญา) จะเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ฝึกสอนผู้อ่ืน และ
จักไม่สามารถแนะนำภิกษุท้ังหลายที่เป็นศิษย์ ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ท่ีน่า
สังเกตก็คือ เวลาตรัสถึงคุณสมบัติของผู้สอน ทรงใช้คำในชุด ภาวิตะ ๔ ทางกาย ศีล จิต และ
ปัญญา แต่เวลาตรัสถึงสิ่งท่ีจะสอนคือหลักธรรม หรือตัวข้อปฏิบัติ ทรงใช้คำในชุด สิกขา ๓ ที่เรา
เรยี กกันใหส้ ะดวกว่า ศีล สมาธิ ปญั ญา (เรียกเต็มวา่ อธศิ ีลสิกขา อธิจติ สกิ ขา อธิปัญญาสกิ ขา) จุด
น่าสังเกตน้ัน มากับข้อสงสัยหลายอย่าง เร่ิมแต่ข้อที่ง่ายท่ีสุดคือ เหตุใดไม่ทรงใช้คำให้ตรงหรือ
สอดคล้องกนั เช่นนา่ จะตรสั วา่ ผไู้ มเ่ ป็นภาวิต ๔ ด้าน จกั ไม่สามารถแนะนำในภาวนา ๔ อย่าง หรือ
ตรงขา้ ม
จากนั้นอาจจะตรัสว่า ผู้ไม่จบสิกขา ๓ จักไม่สามารถแนะนำในศีล สมาธิ ปัญญา ดังน้ีเป็น
ตน้ แลว้ ก็มีข้อที่สนบั สนุนซ้ำอกี วา่ ท้ังในชุดภาวิต และ ภาวนา ๔ กด็ ี ในชุดสิกขา ๓ กด็ ี หัวข้อยอ่ ยก็
เหมือนๆ กัน ชุดแรกวา่ กาย ศลี จิตใจ และปัญญา ส่วนชุดหลังก็มี ศลี สมาธิคอื จิตใจ และปัญญา
แทบตรงกนั เพราะฉะนน้ั ทั้งตอนต้นและตอนหลงั ก็นา่ จะทรงใช้ชุดใดชุดหนึ่งอย่างเดยี วกันจะได้ง่าย
หน่อย ไม่ชวนให้งงพร้อมกันนั้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตามปกติในการปฏิบัติ ก็ได้ยนิ กันมาเป็นธรรมดา
ว่า ศีล สมาธิ ปญั ญา หรอื อธศิ ลี อธจิ ิต อธิปญั ญา และถือกนั วา่ ครบถว้ นสมบูรณ์แลว้ ๙๑
แต่ส่ิงสำคัญก็คือ “สุขภาวะทางปัญญา” สามารถเรียนรู้เท่าทันโลกและสังคมท่ีจะใช้ชีวิตได้
อย่างเหมาะสม ไม่หลงมัวเมาในส่ิงยั่วยุต่างๆ จนทำให้ดำเนินชีวิตไปในเส้นทางท่ีทำลายสุขภาพ
รวมถึงมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม และ มีการดูแลสุขภาพของตนเองท่ีดีท้ังบนฐานของวิถีโลก
และวิถธี รรม
มีคำในพระไตรปิฎกหลายแห่งทีเดียวท่ีเรียกพระพุทธเจ้าในฐานะเป็น หมอ หรือเป็นแพทย์
คำหนึง่ คอื คำว่า “ภสิ ักกะ” หรือ “ภสิ ักโก”
“ภิสักโก” ก็คือหมอยา และคู่กับความเป็นหมอยาน้ัน ก็คือ“สัลลกัตตะ” หรือ “สัลลกัตโต”
ซ่ึงหมายถึง หมอผ่าตัด คำที่เรียกพระพุทธเจ้า เป็นหมอน้ัน ตามปกติก็เป็นคำท่ีพูดกันทั้ง ภิสักโก
๙๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์คร้ังท่ี ๓๒, (กรุงเทพมหานคร :
สำนกั พิมพ์ผผลิธมั ม์, ๒๕๕๕), หน้า ๓๔๘-๓๕๐.
308 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
และ ัลลกัตโต คือเป็นท้ังหมอยา และหมอผ่าตัด บางทีพระพุทธเจ้าเองก็ตรัสอุปมาไว้อย่าง
จำเพาะชดั เจนทเี ดยี วว่า
คำวา่ หมอยา (ภิสักโก) หมอผ่าตัด (สัลลกัตโต) นีเ้ ปน็ ชื่อของตถาคต อรหันตสัมมาสมั พุทธ
เจา้ ๙๒
อีกอย่างหน่ึงก็ใช้คำว่า “ติกิจฉโก” แปลว่าผู้เยียวยา บำบัด หรือผู้บำบัดโรคนั่นเอง บางที
เรียกพระพุทธเจ้าว่า “ ัพพโรคติกิจฉโก” แปลว่าผู้บำบัดสรรพโรค คือเป็นผู้เยียวยาโรคทุกอย่าง
บาง ท่ีเรียกว่า “ ัพพโลกติกิจฉโก” แปลว่า ผู้เยียวยาสรรพโลกคือเป็นผู้รักษาชาวโลกทั้งหมด
หมายความว่า รักษาโรคด้วยรักษาโลกด้วยตรงน้ีขอให้สังเกตด้วยที่ว่า ทุกโรค และท้ังโลกแสดงว่า
หนา้ ทข่ี องพระองค์กค็ อื ต้องแกไ้ ขโรคทกุ อย่าง และช่วยรักษาคนทงั้ โลก
อีกคำหน่ึงที่เรียกพระพุทธเจ้าเป็นหมอคือ คำว่า “เวชฺช” ซ่ึงเป็นคำเดียวกับแพทย์เลย
ทีเดียว แต่เป็นรูปคำในภาษาบาลีคำว่า เวชช นี้ก็ใช้เรียก พระพุทธเจ้า บ้าง แต่ไม่บ่อยเป็นอันว่า
สรุปความก็คือ พระพุทธเจ้า มีพระนามอย่างหนง่ึ ว่าเป็น “ ม ” หรอื เป็น “แพทย์” เม่ือเป็นหมอ
กม็ ีหน้าท่หี รือทำงานในการเยียวยาบำบัดโรค แต่พระพุทธเจา้ ทรงแก้ไขบำบัดโรคของคนหมดท้ังโลก
คอื ทำงานเพือ่ ประโยชน์แกชีวิตที่เป็นสากล
พระพุทธศาสนานั้น มองความไม่สบาย ว่าเป็นโรคของชีวิตท้ังหมด ไม่ได้มองเพียงด้านใด
ด้านหน่ึงโดยเฉพาะ การที่มองและแยกแยะออกไป ก็เพื่อสะดวกในการปฏิบัติ แต่ตอนแรกให้มอง
โรคของชวี ิตท้งั หมด มองชีวติ ว่ามี “โรค” ที่จะต้องเยียวยา แต่ว่า “โรค” น้นั เยียวยาได้ อันนี้เป็นคำ
สรุปที่ทำให้สบายใจชีวิตน้ีมีโรค แต่โรคน้ันแก้ไขได้ และจุดหมายของพระพุทธศาสนาก็คือการแก้ไข
ความไม่สบายหรือโรคของชวี ิตน้นั
คำว่า “โรค” น้ีเป็นคำที่ใช้แทนคำว่า “ทุกข์”๙๓ ซึ่งเป็นปัญหาของมนุษย์ทุกคน ทุกข์ก็คือ
ปัญหาของชีวิตเพราะฉะนั้น เมื่อใช้คำว่า โรคแทนคำว่า ทุกข์ก็ถือว่าทุกข์น้ันเป็นโรค เป็นสิ่งบีบคั้น
ขัดข้อง เป็นปัญหาท่ีต้องแก้ไขคำว่า โรคน้ัน แปลว่าส่ิงท่ีเสียดแทงอาจจะมีคำที่แปลแล้วส่ือ
ความหมายได้ดีกว่านี้ แต่โบราณาจารย์ แปลกันมาว่า ส่ิงท่ีเสียดแทง (รชุ ฺชตีติ โรโค) โรคก็คือสิ่ง
ทเ่ี สียดแทงชีวิต ซง่ึ จะตอ้ งแก้ไขกำจัดออกไปจะได้โปรง่ ได้ล้างแล้วก็สบาย
ในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์นน้ั พระพทุ ธเจ้าได้ทรงวางหลกั ทั่วไปไว้ เรยี กว่า “อริยสัจ ๔”
หลักอรยิ สัจ ๔ นี้ เป็นกระบวนการ และเป็นระบบเหตผุ ลในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือ
บำบัดโรคของชีวิตอริยสัจน้ัน เป็นระบบการแก้ปัญหาในแนวของการรักษาโรคคล้ายกับว่า
พระพุทธศาสนามองโลกด้วยสายตาอย่างแพทย์ ดังท่ีมีการเปรียบเทียบขั้นตอนของการดับทุกข์
๙๒ “...นิครนถ์ผู้มีอายทุ ้ังหลาย เปรียบเหมือนบุรษุ ถกู ยงิ ด้วยลูกศรอาบยาพิษอย่างร้ายแรง เพราะเหตแุ ห่งการถูก
ลูกศรแทง บุรุษน้ันพึงเสวยทุกขเวทนากล้าเผ็ดร้อน มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาจึงหาหมอผ่าตัดมารักษา หมอ
ผา่ ตัดน้ันใช้มีดผ่าปากแผลของบุรุษนัน้ เพราะเหตุแห่งการใชม้ ีดผ่าปากแผล บุรุษนน้ั พึงเสวยทุกขเวทนากลา้ เผ็ดร้อน หมอ
ผ่าตัดน้ันจึงใช้เคร่ืองมือตรวจหาลูกศร(ในแผล)ของเขา เพราะเหตุแห่งการตรวจหาลูกศร บุรุษน้ันพึงเสวยทุกขเวทนากล้า
เผ็ดร้อน หมอผ่าตัดน้ันจึงถอนลูกศรออก เพราะเหตุแห่งการถอนลูกศรออกบุรุษนั้นพึงเสวยทุกขเวทนากล้า เผ็ดรอ้ น หมอ
ผา่ ตัดนนั้ ใสย่ าถอนพิษที่ปากแผลเพราะเหตุแห่งการใส่ยาถอนพษิ ทปี่ ากแผล บุรษุ น้นั พงึ เสวยทุกขเวทนากลา้ เผ็ดร้อนต่อมา
เพราะบาดแผลหาย มีผิวหนังเรียบสนิท บุรุษนั้นจึงหายโรค มีความสุขมีความเสรี อยู่ตามลำพังได้ เดินได้ตามปรารถนา
.....” อ้างใน ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๓/๔-๕.
๙๓ ุทยพฺพยปฏิปี นฏฺเฐน ทุกฺขา. ช่ือว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเกิดข้ึนและเส่ือมไป และบีบคั้น อ้างใน ขุ.อิ
ต.ิ อ.(บาลี) ๒๐/๓๗๘. มมร. ฯ คำวา่ “ทกุ ข”์ (ทุกขฺ ํ) ได้แก่ ทุกข์อนั ปุถชุ นไม่สามารถจะทานได้
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 309
เหมือนข้ันตอนของการรักษาโรค เช่น ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ท่านพูดถึงเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ซ่งึ เปน็ หวั ขอ้ ทั้ง ๔ ของอรยิ สจั ดังนวี้ ่า๙๔
- ทุกข์ ได้แก่ โรค
- สมุทัย ไดแ้ ก่ โรคนิทาน สมัยก่อนเขาใช้ คำว่า โรคนิทาน ซึ่งก็แปลว่า เหตุของโรค หรือ
สมฏุ ฐานของโรค นัน่ เอง๙๕
- นโิ รธ คือ ภาวะหายจากโรค
- มรรค ไดแ้ ก่ ยาและกระบวนวิธที ใี่ ช้บำบดั โรค หรอื ทำใหห้ ายโรคนน้ั
เม่ือเราประสบปัญหา คอื โรค
- กต็ อ้ งตรวจอาการดู เพ่อื วินจิ ฉัยวา่ เป็นโรคอะไร
- แล้วกจ็ ับตัวสาเหตุใหไ้ ดว้ ่าเปน็ เชื้ออะไร หรอื เกิดจากอะไร
- เสร็จแล้ว ก็กำหนดเป้าหมาย คือความหายโรค หรือความมีสุขภาพดีคาดหมายว่าผลดีท่ี
ต้องการคอื อยา่ งไร แค่ไหน และจะสำเร็จ หรอื เป็นไปได้เท่าใด ไหนเพียงใด ในข้นั ตอนนน้ั ๆ
- แล้วก็วางวธิ ีปฏิบัตใิ นการแก้ไขเชน่ ใหย้ ารวมเปน็ ๔ ข้ันตอน
ข้นั ทห่ี น่ึง ตัวโรค คือ “ทุกข”์
ขน้ั ทส่ี อง สาเหตุต้นตอของโรคน้ันอนั จะต้องหา คอื “สมุทัย”
ขน้ั ทส่ี าม ภาวะหายจากโรค หรอื ความมสี ุขภาพดคี ือ “นโิ รธ”
ข้ันสุดทา้ ยทส่ี ี่การวางวธิ ีแกไ้ ขบำบัด เช่น การใหย้ า เปน็ ตน้ ได้แก่ “มรรค”
รวมมี ๔ ประการดว้ ยกนั
แนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นกระบวนวิธีของการบำบัดโรคทุกข์ รักษาคนไม่สบายจึง
เรียกพระพุทธเจ้าวา เป็นนายแพทย์ ทีน้ีพอจะรักษาก็มีการแยกแยะออกไปว่า “ทุกข์” นั้นอยู่ท่ีชีวิต
ชวี ิตน้ันกแ็ ยกออกไปเป็นองค์ ประกอบต่างๆ เชน่ อาจจะแยกเปน็ ขันธ์ ๕ ตวั ทีเ่ ป็นปญั หาหรือเป็นโรค
ก็คือขันธ์ ๕ นี่แหละ ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเรียกรวมให้สั้นลงไปอีกเป็น ๒
อย่าง ว่า รูปกับนาม ภาษาไทยว่า กายกับใจ กายกับใจนี้ต้องมองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
พระพุทธศาสนามองคนเป็นนามรูป และใช้นามรูปท่ีเป็น ๒ อย่างนี้ รวมกันเป็นเอกพจน์ คือรวมกัน
หรือเน่ืองกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่มองแยกเป็นสอง แต่ต้องมองเป็นสองที่รวมกันอยู่ในความเป็น
๙๔ อุปมาโตติ ฯ ภาโร วิย หิ ทุกฺขสจฺจํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ ภาราทานมิว สมุทยสจฺจํ ฯ ภารนิกฺเขปนมิว นิโรธสจฺจํ ฯ
ภารนิกฺเขปนุปาโย วิย มคฺคสจฺจํ ฯ โรโค วิย จ ทุกฺขสจฺจํ ฯ โรคนิทานมิว สมุทยสจฺจํ ฯ โรควูปสโม วิย นิโรธสจฺจํ ฯ
เภสชฺชมิว มคฺคสจฺจํ ฯ ทุพฺภิกขฺ มิว วา ทุกฺขสจฺจํ ฯ ทุพฺพุฏฺฐิ วิย สมุทยสจฺจํ ฯ สุภิกขฺ มิว นิโรธสจฺจํ ฯ สุวุฏฺฐิ วิย มคคฺ สจฺจํ
ฯ อปิจ เวรเี วรมูลเวรสมุคฺฆาตเวรสมุคฺฆาตปุ าเยหิ วิสรกุ ฺขรุกขฺ มูลมูลปุ จฺเฉทตทปุ จฺเฉทนปุ าเยหิ ภยภยมลู นพิ ฺภยตทธิคมปุ า
เยหิ โอริมตีรอินฺทฺริย สจฺจนิทฺเทโส มโหฆปาริมตีรตํสมฺปาปกวายาเมหิ ปโยเชตฺวาเปตานิ อุปมาโต เวทิตพฺพานีติ ฯ เอว
เมตฺถ อุปมาโต วินจิ ฉฺ โย เวทติ พฺโพ ฯ อา้ งใน วสิ ุทฺธ.ิ (บาลี) ๓/๑๐๐-๑๐๑.
๙๕ คำว่า “นิทาน” (นทิ านํ) แปลว่า ต้นเหตุ ต้นกำเนิด มูลเหตุ แหล่งท่ีมาที่เป็นต้นตอ หรือการเริ่มต้นของเรื่อง
นั้นๆ เช่น นิทาน ๒ ประการตามนัยยะแห่งพระอภิธรรมคือ อธิคมนิทาน (เริ่มต้นแห่งการบรรลุธรรม) และเทสนานิทาน
(เริ่มต้นแห่งการแสดงธรรม) อ้างใน อภิ.อ.(ไทย) ๑/๖๐, และมีนิทานอ่ืนอีก ๓ ประการคือ (๑) ทูเรนิทาน (เรื่องเริ่มต้นใน
กาลไกล) โดยเร่ิมต้ังแต่บาทมูลของพระพทุ ธเจา้ พระนามวา่ ทีปังกร จนถงึ ดุสิตบุรี (๒) อวิทเู รนิทาน (เรอ่ื งเร่มิ ต้นในกาลท่ไี ม่
ไกล) ต้ังแต่ดุสิตบุรไี ปจนถึงควงไม้โพธิ (๓) สันติเกนิทาน (เร่ืองเริ่มต้นในกาลท่ีใกล้) ต้ังแต่คำน้ีว่า “สมัยหนี่ง พระผู้มีพระ
ภาคประทับอยู่ ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ท่ีควงไม้ปาริฉัตตกะ ในหมู่เทพช้ันดาวดึงส์ ณ ท่ีน้ันเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรสั พระอภิธรรมแก่เทพชัน้ ดาวดึงส์ ช่ือว่าสันตเิ กนทิ าน” อา้ งใน อภ.ิ ส.ํ อ.(ไทย) ๑/๑๓๒, ม.อ.(ไทย) ๑๔/๒๘๖/๓๔๓.
310 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อันหน่ึงอันเดียวกัน เพราะมันโยงสัมพันธ์กันเป็นอันหน่ึงอันเดียว ไม่แยกต่างหากจากกัน แต่เป็น
ระบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ จึงเหน็ ไดว้ ่า พระพุทธศาสนามองชีวิตหรือระบบของการ
เป็นอยู่ รวมทั้งกระบวนการของทุกข์นีว้ า่ เป็นกระบวน เป็นระบบแหง่ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
ตา่ งๆ ที่เข้ามาเกีย่ วข้องอิงอาศยั ซง่ึ กันและกัน
ตอ่ จากนน้ั ก็จะตอ้ งสบื สาวหาเหตุโดยลงไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งจะ
ทำให้เราคดิ ค้นสืบสาวหาที่มา หรอื ต้นตอตามกระบวนการของเหตุปัจจัย ทำใหม้ องเห็นความเป็นมา
หรือเหตุเกิดของโรค หรอื ความทกุ ข์ในแงเ่ ป็นกระบวนการของเหตุปัจจัย ทส่ี องต่อสืบทอดกันมารวม
ความว่า ในทัศนะของพระพุทธศาสนานั้น ท่านมองปัญหาของมนุษย์มองทุกข์ มองโรคภัยไข้เจ็บ
พร้อมท้ังการรักษาบำบัด เป็นระบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบท่ีอิงอาศัยซึ่งกันและกัน เป็น
กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยท่ีสืบทอดต่อเน่ืองอันน้ีเป็นหลักท่ัวไปในพุทธศาสนา ซ่ึงสอดคล้องกันหมด
ไม่ว่า จะเป็นหลกั อริยสจั หลกั ไตรลกั ษณ์ หลักปฏิจจสมปุ บาท หรอื หลกั ขนั ธ์ ๕ ก็ล้วน แตเ่ ป็นหลักท่ี
สนับสนุนแนวคิดน้ีท้ังสิ้น เพราะฉะน้ัน เมื่อเราจะปฏิบัติการต่อเรื่องทุกข์ของมนุษย์ หรือต่อปัญหา
ของมนุษย์ รวมท้ังโรคภัยไข้เจ็บน้ีก็จะต้องมองเห็นองค์ประกอบให้ครบ และมองหาเหตุปัจจัยให้
ตลอดสายปัญหาของปัจจุบันน้ี ก็คือวา่ วงการแพทย์กำลังถูกวิจารณ์วา่ เป็นผู้ท่มี องปัญหาโรคภัยไข้
เจ็บในขอบเขตที่คับแคบ โดยตัดตอนเฉพาะช่วงใดช่วงหน่ึง ไม่มองให้ตลอดสาย และไม่มองโยง
ปัจจัยและองค์ประกอบท่ีสัมพันธ์กันให้ท่ัวถึงทั้งหมดด้วย หมายความว่า ในแง่ระบบความสัมพันธ์
ขององค์ประกอบ ก็มองไม่ท่ัวทุกองค์ประกอบในแง่กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยท่ีส่งทอดต่อกันมา ก็
ไมม่ องให้ตลอดสายทงั้ สองอย่าง หรอื ท้ังสองด้านนนั้ จงึ มปี ัญหาท้ังสิ้น หลกั มอี ยู่วา่ เมอ่ื ปัจจัยต่างๆ
พรง่ั พรอ้ ม ผลจึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผลท่ีเกิดข้นึ อันหนึง่ จึงมีปจั จัยทีเ่ ก่ียวข้องมากมายหลายอย่าง
เป็นปัจจัยในฐานะแหล่งก่อตัวบ้าง เป็นปัจจัยหนุนค่ำจุน เป็นปัจจัยให้ช่องให้โอกาส เป็นปัจจัย
ผลักดัน บา้ ง เป็นปัจจยั เสริมสนับสนุน ตลอดจนซ้ำสง่ บ้าง
มใิ ช่แบบว่า โรคอนั หนง่ึ กส็ มฏุ ฐานหนง่ึ หรอื ยา่ งมมี่ ีคำใชว้ า่ one disease one cause มิใช่
แบบนี้ แตเ่ ปน็ ระบบปจั จยั สัมพันธ์ เพราะแปรเปลยี่ นผันแปรไปตามตัวแปรมากลาย อาทิ
กรณีท่ี ๑ เชื้อโรคมีอยู่ แตไ่ ม่แรงนัก ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็เข็มแข็ง มีกังใจดี ทัง้ ๆ ท่มี ีโรค
นน้ั หรือมเี หตุทจ่ี ะเปน็ โรคนนั้ แตโ่ รคกไ็ มเ่ กดิ ทง้ั ๆ ท่ีเชอ้ื โรคมีอยู่ แตไ่ ม่เป็นโรค
กรณีท่ี ๒ เชื้อโรคมีอยู่และไม่แรงนัก แต่ร่างกายแข็งแรงมาก กังน้อยหนอ่ ย ก็ยังไม่เป็นโรค
อยไู่ ด้
กรณีที่ ๓ เช้ือโรคมีอยู่และไม่แรงนัก ร่างกายก็แข็งแรงพอสมควร แต่ท้อแท้ไม่มีกำลังใจ
กลายเปน็ โรคเสยี อกี ทง้ั ๆ ท่รี ่างกายก็ไมค่ อ่ ยเป็นไร แตก่ ำลังใจไม่มเี ลยเป็นโรค
กรณีท่ี ๔ เช้อื โรคแรงเกินไป ทงั้ รา่ งกายก็ดี จิตใจกด็ ี กส็ ูไ้ ม่ได้เหมือนกัน ก็เป็นโรค
จากท่ียกตัวอย่างมานี้แสดงให้เห็นว่า มีเหตุปัจจัยหลายๆ ที่มีความสัมพันธ์กันหลายๆ แบบ
ซ่ึงก็มีอีกมากมายกวา่ น้ี
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า มีเพียง ๓ ประการคือ (๑) เชื้อโรค ร้ายหรือไม่ร้าย (๒) ร่างกาย
แขง็ แรงหรือไม่แข็งแรง (๓) จติ ใจ เขม็ แข็งหรือไมเ่ ขม็ แขง็ (แค่ไหน)
ที่จริงยังมีปัจจัยที่เก่ียวข้องอย่างอ่ืนอีก ทั้งทางสังคม ทางสภาพแวดล้อม ทั้งธรรมชาติและ
วตั ถุ แต่สรุปไดว้ ่า เชื้อโรคนีอ้ าจจะมีอยู่ตลอดเวลา แต่คนจะเป็นโรคหรือไม่เป็นน้ัน ต้องข้ึนต่อปัจจัย
ท่ีสัมพันธ์กันเป็นเงื่อนไข และปัจจัยน้ันอาจมีหลายอย่าง ดังท่ีกล่าวว่า “ผลอยางเดียวจะเกิดข้ึนได้
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 311
นอกจากเหตุแล้ว ยังอาศัยปัจจัยอีกหลายอย่าง และกระทบหลายด้าน เป็นไปในรูปของระบบและ
กระบวนการอย่างทว่ี ่ามาแลว้ ”๙๖
พระพุทธศาสนากับร่างกาย
พทุ ธพจน์ว่า “ภิกษทุ ง้ั หลาย เธอทั้งหลายจงมา จงพิจารณาเห็นกายวา่ ไม่งาม มีความ
สำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล มีความสำคัญในโลกท้ังปวงว่าไม่น่ายินดี พิจารณาเห็นสังขารทั้ง
ปวงวา่ เปน็ ของไม่เทีย่ งอยเู่ ถิด’”๙๗
พุทธพจน์ว่า “อัคคเิ วสสนะ รปู กายน้เี กดิ จากมหาภูตรปู ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เตบิ โต
ด้วยข้าวสุกและขนมกุมมาส มีความไม่เท่ียง มีการไล้ทาบีบนวด แตกสลาย และกระจัดกระจายไป
เป็นธรรมดา ท่านควรพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็น
ดุจลูกศร เป็นสิ่งคับแค้น เป็นสิ่งเบียดเบียน เป็นดุจผู้อื่น เป็นสิ่งท่ีต้องแตกสลาย เป็นของว่างเปล่า
เป็นอนตั ตา เมื่อท่านพิจารณาเหน็ กายนีโ้ ดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี
เป็นดุจลูกศร เป็นส่ิงคับแค้น เป็นสิ่งเบียดเบียน เป็นดุจผู้อ่ืน เป็นส่ิงที่ต้องแตกสลายเป็นของว่าง
เปล่า เปน็ อนัตตา ท่านย่อมละความพอใจในกาย ความเยือ่ ใยในกายและความยอมตามกายได้”๙๘
ในคัณฑสตู ร (วา่ ด้วยฝมี ีปากแผล ๙ แห่ง) พระพุทธองคต์ รัสว่า
“ภิกษุท้ังหลาย ฝีทเ่ี กิดมาได้หลายปี มีปากแผลที่ไม่แตก ๙ แผลเป็นแดนไหลออกแหง่ ทกุ ส่ิง
ไหลออกแต่ส่ิงที่ไม่สะอาด ไหลออกแต่สิ่งที่มีกลิ่นเหม็นไหลออกแต่สิ่งท่ีน่ารังเกียจ เป็นแดนไหลเข้า
แหง่ ทกุ สิ่ง ไหลเขา้ แต่ส่ิงทีไ่ ม่สะอาดไหลเขา้ แตส่ ิ่งท่ีมกี ล่ินเหมน็ ไหลเข้าแต่สิ่งทีน่ ่ารงั เกียจ แม้ฉันใด
ภิกษุทงั้ หลาย คำว่า ‘ฝี’ นี้เป็นช่ือของกายท่ีสำเร็จมาจากมหาภูตรูป ๔ น้ีที่มีมารดาบิดาเป็น
แดนเกิด เติบโตมาด้วยข้าวสุกและขนม มีความไม่เท่ียง มีการไล้ทาบีบนวดแตกสลายและกระจัด
กระจายไปเป็นธรรมดา กายน้ันมีปากแผลท่ไี มแ่ ตก ๙ แผล เป็นแดนไหลออกแหง่ ทกุ ส่ิง ไหลออกแต่
สิ่งที่ไม่สะอาด ไหลออกแต่ส่ิงท่ีมีกลิ่นเหม็น ไหลออกแต่สิ่งท่ีน่ารังเกียจ เป็นแดนไหลเข้าแห่งทุกสิ่ง
ไหลเข้าแต่ส่ิงที่ไม่สะอาด ไหลเข้าแต่สิ่งท่ีมีกลิ่นเหม็น ไหลเข้าแต่สิ่งท่ีน่ารังเกียจ ฉันนั้น ภิกษุ
ท้งั หลาย เพราะเหตนุ ้ันแล เธอทั้งหลายควรเบอ่ื หน่ายในกายน้ี”๙๙
ในกายนิพพินทชาดก (ว่าด้วยความเบ่ือหน่ายร่างกาย) ฤๅษีโพธิสัตว์เม่ือจะเปล่งอุทาน จึง
กลา่ วว่า
เมื่อเราถูกโรคภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง เบียดเบียนอยู่ได้รับทุกข์อย่างแรงกล้า ร่างกายนจ้ี ักซูบ
ซีดโดยฉับพลนั เหมอื นดอกไมต้ กอยทู่ ่ีทรายกลางแดด
ร่างกายอันไม่น่าพอใจกลับเป็นส่ิงท่ีน่าพอใจ ไม่สะอาดกลับเข้าใจว่าเป็นส่ิงที่สะอาดเต็มไป
ดว้ ยซากศพนานาชนิด ปรากฏเปน็ ท่ีนา่ พอใจแก่ผไู้ มเ่ ห็นความจริง
น่าติเตยี นนกั ร่างกายอันเปื่อยเน่า กระสบั กระส่ายน่าเกลยี ด ไมส่ ะอาด มคี วามเจบ็ ป่วยเป็น
ธรรมดาที่หมู่สัตว์พากันมัวเมาหมกมุ่นอยแู่ ลว้ ทำทางท่ีจะเข้าถึงสคุ ตใิ ห้เสือ่ ม๑๐๐
๙๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), การแพทย์แนวพุทธ, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑, (นครปฐม : วัดญาณเวศกวัน ,
๒๕๕๗), หน้า ๓๔-๔๑.
๙๗ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๕๑๑/๕๔๙.
๙๘ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๒๐๕/๒๔๒. ทีฆนขสตู ร
๙๙ องฺ.นวก.(ไทย) ๒๓/๑๕/๔๖๔.
๑๐๐ ข.ุ ชา.(ไทย) ๒๗/๑๒๗-๑๒๙/๑๔๙.
312 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในขุททกนกิ าย เถรคี าถา อภิรปู นันทาเถรีคาถา (ภาษิตของพระนันทาเถรี) ทราบว่า พระผมู้ ี
พระภาคตรัสสอนนันทาสิกขมานาผู้ยนิ ดใี นรูปที่สวยงามเนืองๆ ด้วยพระคาถาเหล่านี้ (ภายหลังพระ
เถรีบรรลอุ รหัตผลแล้วไดก้ ล่าวภาษิตนีว้ ่า)
นนั ทา เธอจงพจิ ารณาดูกายซ่ึงกระสบั กระสา่ ยไมส่ ะอาด เปน็ ของเป่อื ยเนา่ จงอบรมจติ ให้ตัง้
ม่ันดี มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภภาวนาเถิด และจงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ ละเสียซึ่งอนุสัยคือมานะ
เพราะละมานะได้ แต่นน้ั เธอจะอยอู่ ยา่ งสงบ๑๐๑
สุนทรนี นั ทาเถรีคาถา (ภาษติ ของพระสุนทรีนันทาเถรี) พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงธรรมให้
เหมาะแก่พระสุนทรนี นั ทาเถรี จงึ ได้ตรัสพระพุทธภาษติ เหลา่ นว้ี า่
นันทา เธอจงพิจารณาดูร่างกายซ่ึงกระสับกระส่ายไม่สะอาด เป็นของเป่ือยเน่าจงอบรมจิต
ใหต้ ั้งม่ันดี มอี ารมณ์เดยี ว ด้วยอสุภภาวนา
ร่างกายหญิงท่ีเนรมิตข้ึนน้ี ฉันใดร่างกายของเธอนั่น ก็ฉันน้ัน ร่างกายของเธอนั่น ฉันใด
ร่างกายหญิงที่เนรมิตขึ้นนี้ ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ที่พวกคนเขลา
เพลดิ เพลินกันยงิ่ นัก
เมื่อเธอพิจารณาร่างกายน้ันอย่างน้ี ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน แต่นั้น จะเห็น
แจ้งด้วยปญั ญาของตนเองได้
พระสุนทรเี ถรีบรรลุพระอรหตั แล้วไดก้ ลา่ วภาษิตเหลา่ นวี้ า่
เม่ือเราน้ันไม่ประมาทค้นคว้าอยู่โดยแยบคายได้เห็นร่างกายน้ีทั้งภายในและภายนอกตาม
ความเปน็ จริง
ทีนั้น เราจึงเบ่ือหน่ายในรา่ งกายและคลายความกำหนัดในภายในไม่ประมาท ไม่เกาะเกยี่ วใน
ส่งิ อะไรๆ เป็นผ้สู งบระงบั ดบั สนทิ แล้ว”๑๐๒
ในขุททกนิกาย เถรคาถา กัปปเถรคาถา (ภาษิตของพระกัปปเถระ) พระศาสดาตรัสอสุภ
กถาสอนพระเจ้ากปั ปะน้นั ด้วยพระคาถาเหลา่ น้ีวา่
“ร่างกายน้ีเตม็ ไปด้วยของโสโครกและมลทินต่างๆ มีหลุมคถู ใหญ่เป็นทเ่ี กิด เป็นดุจบอ่ น้ำครำ
ทมี่ มี านาน เป็นดจุ ฝีใหญ่ เปน็ ดจุ แผลใหญ่
เป็นกายเต็มไปด้วยหนองและเลือด เต็มไปด้วยหลุมคูถมีน้ำไหลออกเป็นนิตย์ หลั่งของเน่า
เสียออกอยปู่ ระจำ
มีเส้นเอ็นใหญ่ ๖๐ เส้นรัดรึงไว้ มีเครื่องฉาบทาคือเนื้อฉาบทาไว้ มีเส้ือคือหนังหุ้มห่อไว้เป็น
กายเปื่อยเน่า ไม่มีประโยชน์ เชื่อมต่อไว้ด้วยโครงกระดกู เกี่ยวร้อยไว้ด้วยด้ายคือเส้นเอ็นผลัดเปล่ียน
อิริยาบถได้ เพราะมีมหาภูตรูป ๔ ชีวิตินทรีย์ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ (ลมหายใจและลมหายใจเข้า)
และวิญญาณเปน็ ต้นเก่ยี วเนือ่ งกัน
นรชนผู้มีจิตเป็นไปตามความปรารถนาดำเนินไปสู่ความตายอยา่ งแนน่ อนอยใู่ กล้มัจจุราช ละ
ท้งิ รา่ งกายไวใ้ นโลกนี้เอง
ร่างกายที่ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้ถูกกิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่างร้อยรัดไว้เป็นกายจมลงในห้วง
นำ้ คือกเิ ลสถกู ขา่ ยคืออนสุ ยั กเิ ลสปกคลุมไว้ ประกอบดว้ ยนิวรณ์ ๕ เพยี บพร้อมดว้ ยวติ ก
๑๐๑ ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๑๙-๒๐/๕๕๗.
๑๐๒ ข.ุ เถรี.(ไทย) ๒๖/๘๒-๘๖/๕๖๙-๕๗๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 313
ถกู รากเหง้าแหง่ ภพคือตณั หารดั รงึ ถูกเครอื่ งปิดบงั คือโมหะปิดบังไว้
รา่ งกายน้ีถูกเคร่ืองหมุนคือกรรมให้หมุนไป จึงหมุนไปอย่างนี้สมบัติ (ที่มีอยู่ในร่างกายน้ี) มี
วบิ ัตเิ ป็นทีส่ ดุ ยอ่ มมีความพลดั พรากกันเปน็ ธรรมดา
เหล่าปุถุชนผู้โง่เขลาซึ่งยึดถือร่างกายน้วี ่าเป็นของเราย่อมทำสังสารวัฏที่น่ากลัวให้เจริญ ท้ัง
ยดึ ภพใหมไ่ ว้
เหล่ากุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตซ่ึงละร่างกายท่ีน่ารังเกียจนี้คลายอวิชชา และภวตัณหาซึ่งเป็น
รากเหง้าแห่งภพได้แล้วจักปรินิพพานอย่างไม่มีอาสวะ เหมือนคนท่ีต้องการความสุขอยากมีชีวิตอยู่
เห็นอสรพษิ ตัวเปือ้ นคูถแลว้ ก็หลีกหนไี ป ฉะนัน้ ๑๐๓
สัพพกามีเถรคาถา (ภาษติ ของพระสัพพกามีเถระ) พระสัพพกามีเถระได้กล่าว ๖ คาถาดงั น้ี
ว่า
“สัตว์สองเทา้ นี้ ไม่สะอาด มีกล่ินเหม็นเตม็ ไปด้วยซากศพตา่ งๆ หลั่งของไม่สะอาดออกทว่ั ทัง้
รา่ งกายตอ้ งบริหารอยู่ประจำ
กามคุณ ๕ ย่อมลวงเบียดเบียนปุถุชนเหมือนนายพรานแอบใช้เคร่ืองดัก ดักเน้ือเหมือน
ชาวประมงใช้เบ็ดตกปลา และ เหมอื นพรานเน้ือใช้ตงั ดักลิง
กามคุณ ๕ เหล่าน้ัน คอื รูป เสียง กล่ิน รส และโผฏฐัพพะทีน่ ่าชอบใจ ยอ่ มปรากฏในเรือน
รา่ งหญิง
เหล่าปุถุชนทมี่ ีจิตกำหนัด ส้องเสพหญิงเหล่านนั้ อยยู่ ่อมขยายสงั สารวัฏท่นี ่ากลัว ย่อมก่อภพ
ใหม่ไมม่ สี น้ิ สดุ
ส่วนผู้ใดเว้นขาดสตรีเหล่าน้ันผู้นนั้ ช่ือว่ามีสติ ก้าวล่วงตัณหาท่ีซา่ นไปในโลกนไี้ ดด้ ้วยดีเหมือน
คนสลดั หวั งจู ากเท้า
เราเห็นโทษในกามทั้งหลายเห็นการออกบวชโดยความเกษมพรากจากกามเสยี ได้ทั้งหมดแล้ว
ไดถ้ ึงความสิ้นอาสวะ”๑๐๔
กลุ ลเถรคาถา (ภาษติ ของพระกุลลเถระ) พระกลุ ลเถระไดก้ ลา่ ว ๖ คาถาไวด้ งั นีว้ า่
“กุลลภิกษุ ไปป่าช้าผีดิบได้เห็นซากศพหญิงทถี่ ูกทอดท้ิงไว้ในป่าช้าทง้ั ถูกหมู่หนอนบ่อนกัดกิน
กุลละเอ๋ย เจ้าจงพิจารณาดูร่างกายท่ีกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า หลั่งของไม่สะอาดเข้า
ออกทีพ่ วกคนเขลาชืน่ ชมกันนัก
เราใช้แว่นคือพระธรรมส่องดูร่างกายนี้ ซ่ึงว่างเปล่าทั้งภายในและภายนอกเพ่ือบรรลุ
ญาณทัสสนะ๑๐๕
ร่างกายของเรานี้กับซากศพน้ัน ก็เหมือนกันซากศพนั่นกับร่างกายของเรานี้ ก็เหมือนกัน
ร่างกายนี้ ท่อนลา่ ง ทอ่ นบน กเ็ หมือนกนั ทอ่ นบน ท่อนล่างกเ็ หมือนกนั
ร่างกายกลางวัน กลางคืน ก็เหมือนกัน กลางคืน กลางวัน ก็เหมือนกัน ในกาลก่อนกับ
ภายหลงั ก็เหมอื นกนั ภายหลงั กับกาลก่อนกเ็ หมือนกัน
๑๐๓ ข.ุ เถร.(ไทย) ๒๖/๕๖๗-๕๗๖/๔๓๘-๔๓๙.
๑๐๔ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๔๕๓-๔๕๘/๔๑๖-๔๑๗.
๑๐๕ ปัญญาหยั่งรู้ด้วยการเห็นธรรม คือบรรลุธรรมจักษุกล่าวคือมรรคญาณ อ้างใน ขุ.เถร.อ.(บาลี) ๒/๓๙๕/
๑๐๓.
314 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อิสรชนผเู้ พยี บพร้อมดว้ ยกามสขุ ท่ีเขาบำเรอดว้ ยดนตรีเคร่ืองหา้ ย่อมไม่ยินดีเช่นนนั้
เหมอื นกับเราผู้มีจติ แนว่ แนพ่ จิ ารณาเห็นธรรมแจม่ แจง้ โดยชอบ”๑๐๖
พระปาราปรยิ เถระ เม่ือจะประกาศอาการที่ตนคิด จงึ ได้กล่าวภาษติ เหลา่ นว้ี ่า
“ภิกษุช่ือปาราปริยะ เป็นสมณะ น่ังอยู่แต่ลำพังผู้เดียวมีจิตสงบสงัดเข้าฌานอยู่ ได้มี
ความคิดว่า
คนพึงทำอะไรโดยลำดบั ประพฤติวัตรอยา่ งไร ประพฤติมารยาทอยา่ งไรจงึ จะชื่อว่าพึงทำกิจ
ของตนและไมเ่ บยี ดเบยี นใครๆ
อินทรีย์ท้ังหลายน่ันแหละ ย่อมมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์สำหรับมวลมนุษย์
อินทรีย์ท่ีไม่ได้ระวังรักษาย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ ส่วนอินทรีย์ท่ีระวังรักษาแล้วย่อมเป็นไปเพ่ือ
ประโยชน์ คนทีร่ ะวังรักษาและคุ้มครองอินทรีย์เทา่ น้นั ชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตน และไม่พึงเบียดเบียน
ใครๆ
ถ้าผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ท่ีเป็นไปในรูปท้ังหลายมักไม่เห็นโทษผู้นั้นย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้เลย
อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์ที่เป็นไปในเสียงทั้งหลายมักไม่เห็นโทษ ผู้น้ันย่อมพ้นจากทุกข์ไม่ได้เลย
หากผใู้ ดไม่เห็นอบุ ายเปน็ ท่ีสลัดออก ส้องเสพกลิ่นผู้น้ันยังติดอย่ใู นกลน่ิ ย่อมพน้ จากทุกข์ไมไ่ ด้ ผใู้ ดยงั
คำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวาน และรสขมติดอยู่ในความอยากในรส ย่อมไม่รู้สึกถึงความคิดในใจที่
เกดิ ขน้ึ ว่าเราจะทำทสี่ ดุ ทกุ ข์ ผ้นู ้ันก็ย่อมพ้นจากทกุ ข์ไมไ่ ด้ ผูใ้ ดยังนกึ ถึงโผฏฐัพพะทีส่ วยงาม ไมป่ ฏิกูล
ยินดีแลว้ ผ้นู ้นั ย่อมประสบทุกข์ตา่ งๆ ซึ่งมีราคะเปน็ เหตุ
ผู้ใดไม่อาจระวังรักษาใจจากธรรมารมณ์เหล่าน้ีทุกข์ที่เกิดจากกระแสอารมณ์ท้ัง ๕ ย่อม
ตดิ ตามผู้นนั้ เพราะไม่ระวังรักษาใจน้ัน
ร่างกายน้ีเต็มไปด้วยหนอง เลือด และซากศพเป็นจำนวนมากที่นรชนผู้กล้าสร้างไว้ เกล้ียง
เกลา วิจิตรงดงามแต่ภายนอกภายในเต็มไปดว้ ยของไมส่ ะอาด มีคถู เป็นตน้ ดจุ สมุก ทีเ่ ผด็ รอ้ น มีรส
หวานชน่ื ใจ ผูกพันด้วยความรกั เปน็ ทกุ ข์ ฉาบไว้ด้วยของท่นี ่าช่นื ใจภายนอก
ดุจมีดโกนทาน้ำผ้ึงที่คนเขลาไม่รู้ซึ้ง ฉะนั้น บุรุษท่ียังกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น (รส) และ
โผฏฐพั พะของสตรี ย่อมประสบทกุ ขต์ า่ งๆ
กระแสตัณหาในสตรีท้ัง ๕ ยอ่ มไหลไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรษุ ผู้ใดมีความเพียรอาจทำการ
ป้องกันกระแสตัณหาท้ัง ๕ นั้นได้ ผู้นัน้ มีความรู้ตั้งอยู่ในธรรม ขยนั มีปัญญาเคร่ืองพิจารณาถึงจะ
ยินดีอยู่ กพ็ งึ ทำกิจทป่ี ระกอบด้วยเหตผุ ลได้
ถ้ายังติดอยู่กับการประกอบกิจท่ีเป็นประโยชน์ปัจจุบันควรเว้นกิจท่ีไม่เป็นประโยชน์ เป็นผู้ไม่
ประมาทมีปัญญาเคร่ืองพิจารณา รู้ว่ากิจนั้นไม่ควรทำแล้ว พึงเว้นเสีย ควรยึดกิจที่ประกอบ
ประโยชน์ในปจั จุบัน และความยนิ ดที ี่ประกอบดว้ ยธรรม ประพฤติ เพราะความยินดี
นั้นแล ช่ือวา่ เป็นความยนิ ดสี ูงสดุ
ผู้ใดปรารถนาจะใช้อุบายต่าง ๆ ช่วงชิงเอาสิ่งของของคนเหล่าอื่นฆ่า เบียดเบียนผู้อื่น และ
ทำผู้อ่ืนให้เศรา้ โศกฉกชิงเอาส่ิงของของคนเหล่าอ่ืนด้วยความทารุณ ร้ายกาจการกระทำของผู้นั้นไม่
ประกอบดว้ ยประโยชน์
๑๐๖ ข.ุ เถร.(ไทย) ๒๖/๓๙๓-๓๙๘/๔๐๗-๔๐๘.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 315
คนมีกำลัง เม่ือจะถากไม้ย่อมใช้ล่ิมตอกล่ิม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดก็ฉันนั้น ย่อมใช้อินทรีย์น่ัน
แหละขจัดอินทรีย์ นรชนใดอบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ใช้อินทรยี ์ ๕ ฝึกอินทรีย์ ๕
เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ถึงอนุปาทิเสสนิพพาน นรชนนั้นมีความรู้ ตั้งอยู่ในธรรมทำตามอนุสาสนีท่ี
เปน็ คำสอนของพระพทุ ธเจา้ ทกุ ประการย่อมประสบสขุ ”๑๐๗
พระนันทกเถระ ได้กลา่ ว ๔ คาถาไวด้ ังน้ีวา่
“น่าติเตียนร่างกายของเธอ ท่ีเต็มไปด้วยของน่ารังเกียจ มีกล่ินเหม็น เป็นฝักฝ่ายของมาร
ชุ่มไปดว้ ยกิเลส มชี ่อง ๙ ช่อง เป็นทไ่ี หลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นประจำ
เธออย่าได้คิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเย้ายวนพระอริยสาวกเลย แม้ในสวรรค์ ท่า เหล่าน้ันก็ยัง
ไม่ยนิ ดี จะกล่าวไปใยถงึ กามคณุ ของมนษุ ย์เลา่
ชนเหล่าใดโง่เขลา เบาปัญญา ไม่มีความคิด ถูกโมหะครอบงำชนเช่นนั้น ย่อมยินดีในบ่วงที่
มารวางดักไว้นั้น ชนเหล่าใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว ชนเช่นนั้นเป็นผู้ม่ันคง ตัดด้ายคือ
ตณั หาท่นี ำไปสู่ภพไดข้ าดไม่มีเครอื่ งผกู จงึ ไมย่ นิ ดใี นบว่ งแห่งมารนน้ั ”๑๐๘
พระรัฏฐปาลเถระ ได้กล่าวภาษติ เหลา่ นี้วา่
“ขอเชญิ โยมมารดาบิดาทรงดอู ัตภาพ ทีผ่ า้ และอาภรณเ์ ปน็ ตน้ ทำให้วิจติ ร มีกายเป็นแผล มี
กระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่างกระสับกระส่ายที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก ซึ่งไม่มีความ
ยงั่ ยนื ตั้งมน่ั …….”๑๐๙
มาคันทิยสูตร พระผ้มู ีพระภาคตรสั กับมาคนั ทิยพราหมณ์ ว่า๑๑๐
“ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เรา เพราะได้เห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา
เลย ความพอใจในเมถุนธรรมอย่างไรจักมี เพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วยมูตร
และคถู เล่า เราไมป่ รารถนาจะถกู ต่องสรรี ะแหง่ ธดิ าของทา่ นนน้ั แม้ดว้ ยเทา้ ”
เราติเตียนกระท่อม คือ สรีระอันสำเร็จด้วยโครงกระดูกอันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น
เตม็ ไปด้วยของไมส่ ะอาด มกี ล่นิ เหมน็ นา่ เกลียด ทค่ี นทัว่ ๆ ไปเข้าใจวา่ เป็นของผอู้ ื่นและเป็นของตน ใน
รา่ งกายของเธอเชน่ กับถงุ อันเตม็ ไปด้วยคูถ มีหนังหุม้ ห่อปกปดิ ไวเ้ หมอื นนางปศี าจ มีฝีท่ีอก มชี ่องเก้า
ช่องเป็นท่ีไหลออกเนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่องเต็มไปด้วยกล่ินเหม็น ดัง
ชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะน้ัน หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอ
เช่นเดยี วกับฉนั รสู้ ึก กจ็ ะพากันหลบหลีกเธอ
พระอภยมาตุเถรี ได้กล่าวภาษติ เหล่านวี้ า่
“แม่เจ้า ท่านจงพิจารณาร่างกายนี้ เบ้ืองบนต้ังแต่พ้ืนเท้าขึ้นไป เบ้ืองล่างตั้งแต่ปลายผมลง
มาวา่ เปน็ ของไม่สะอาด มกี ลน่ิ เหม็นเน่า เราพิจารณาอยู่อย่างน้ี จึงถอนราคะท้งั ปวงได้
ตดั ความเรา่ ร้อนไดข้ าด เปน็ ผเู้ ย็นดบั สนิทแลว้ ”๑๑๑
พระอภยาเถรี ไดก้ ล่าวภาษติ เหล่าน้วี ่า
๑๐๗ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๗๒๖-๗๔๖/๔๖๓-๔๖๔.
๑๐๘ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๒๗๙-๒๘๒/๓๘๕.
๑๐๙ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๗๖๙/๔๖๘.
๑๑๐ ข.ุ ส.ุ (ไทย) ๒๕/๘๔๒-๘๕๔/๗๐๑-๗๐๕, ข.ุ ม. (ไทย) ๒๙/๗๐-๘๒/๒๑๗-๒๔๕.
๑๑๑ ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๓๕/๕๖๐.
316 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
“อภยา กายซง่ึ ปุถุชนท้งั หลายขอ้ งอยู่ มีสภาวะทจ่ี ะต้องแตกไป เราจะเป็นผู้มีสติสมั ปชัญญะ
อยู่เฉพาะหน้า ละทิ้งกายน้ีเสีย เราถูกทุกข์มากมายกระทบแล้ว จึงยินดีในความไม่ประมาท บรรลุ
ความส้ินตณั หา ได้ทำตามคำสัง่ สอนของพระพุทธเจา้ แลว้ ”๑๑๒
สเุ มธาเถรีคาถา ทราบว่า พระสุเมธาเถรีได้กล่าวภาษติ เหลา่ นว้ี า่
“เราเป็นธิดาของพระอัครมเหสีพระเจ้าโกญจะกรุงมันตาวดี ช่ือว่าสุเมธา ผู้ที่พระอริยเจ้า
ท้ังหลายผู้ทำตามคำส่ังสอนทำให้เกิดเลื่อมใสแล้ว เจ้าหญิงสุเมธามีศีล กล่าวธรรมได้วิจิตรเป็น
พหูสูต ถูกแนะนำในคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้าเข้าเฝ้าพระชนกและพระชนนี กราบทูลว่า “ขอพระ
ชนกพระชนนีท้ัง ๒ พระองค์โปรดตั้งพระทัยสดับคำของลูก ลูกยินดีอย่างย่ิงในนิพพานภพถึงแม้ว่า
จะเป็นทิพย์ก็ไม่ยั่งยืนจะกล่าวไปใยถึงกามทั้งหลายซึ่งเป็นของว่างเปล่ามีความยินดีน้อย มีความคับ
แคน้ มาก
กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษที่พวกคนเขลาหมกมุ่นอยู่พวกคนเขลาเหล่านั้นแออัด
กันในนรกต้องประสบทุกข์เดือดร้อนอยู่เป็นเวลาช้านาน พวกคนเขลาไม่สำรวมกายวาจาและใจ ทำ
แต่ความชัว่ พอกพูนแต่ความชว่ั ยอ่ มโศร้าโศกในอบายทกุ เม่อื
พวกคนเขลาเหลา่ นนั้ มีปญั ญาทราม ไมม่ คี วามคดิ ยนิ ดีแล้วในทกุ ขแ์ ละเหตุใหเ้ กิดทุกข์
ไม่รู้สัจธรรม ๔ ท่ีพระอริยะแสดงอยู่ จึงรู้อริยสัจไม่ได้ ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา คนเขลาเหล่าใดเม่ือ
ไม่รู้สัจจะทั้งหลายท่ีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้แล้ว ยังช่ืนชมภพ พอใจเกิดในหมู่เทพ คน
เขลาเหล่าน้ันมีอยู่เป็นจำนวนมากในโลกน้ี ความเกิดในหมู่เทพในภพที่ไม่เท่ียง เป็นสภาวะที่ไม่ยั่งยืน
พวกคนเขลายอ่ มไม่สะดุ้งกลัวต่อการที่จะต้องเกิดบ่อยๆ สัตว์ทัง้ หลายย่อมได้อบาย ๔ กันง่าย ส่วน
คติ ๒ ได้กันลำบาก เหลา่ สัตวท์ ี่เขา้ ถึงอบาย ในนรกไมม่ ีการบวชนะเพคะ ขอพระชนกพระชนนีทั้ง ๒
พระองค์ทรงอนุญาตให้ลูกบวชในพระธรรมวินัยของพระทศพลเถิดเพคะ ลูกจักขวนขวายน้อย
พากเพียรเพื่อละชาตแิ ละมรณะ
กายที่มีโทษคือกายที่ไร้สาระซึ่งพวกคนเขลาช่ืนชมนักหนาจะมีประโยชน์อะไรในภพขอทั้ง ๒
พระองค์ทรงอนุญาตเถิด ลูกจักบวชเพ่ือดับภวตัณหา (ความอยากในภพ) ความอุบัติข้ึนแห่ง
พระพุทธเจ้าท้ังหลายลูกไดแ้ ล้วอักขณะ (ไม่ใช่เวลา) ลูกก็เว้นแล้วขณะลูกก็ได้แล้วลูกจะไม่พึงทำลาย
ศีลและพรหมจรรยต์ ลอดชีวิต” เจ้าหญิงสุเมธากราบทูลพระชนกพระชนนีอยา่ งนี้ว่า “ตราบใดทลี่ ูกยงั
เป็นคฤหสั ถ์จักไมย่ อมรบั ประทานอาหารถงึ จะตายก็ยอมเพคะ”
พระชนนีของพระนางสุเมธาน้ันทรงเป็นทุกข์ ทรงกันแสงและพระชนกของนางมีพระพักตร์
นองด้วยอัสสุชลท้ัง ๒ พระองค์ทรงพยายามเกล้ียกล่อมพระนางสุเมธานั้นซึ่งฟุบลงที่พ้ืนดิน ณ พ้ืน
ปราสาทว่า “ลุกขึ้นเถิด ลูกรัก จะเศร้าโศกไป ทำไมพ่อแม่ได้ยกลูกให้พระเจ้าอนิกรัตผู้ทรงสง่างาม
ในพระนครวารณวดแี ล้วลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัต ศลี พรหมจรรย์ บรรพชาทำได้
ยากนะลูกรัก อำนาจในแคว้นของพระเจ้าอนิกรัต ทรัพย์ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราชสกุลนี้ถ้าลูก
ปรารถนาแล้ว ก็จักอยู่ในเงื้อมมือของลูกลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามท้ังหลายเถิด ลูกจงวิวาห์เสีย
นะลกู นะ”
ลำดับนั้น เจ้าหญิงสุเมธากราบทูลพระชนกพระชนนีน้ันอย่างน้ีว่า “อำนาจเป็นต้นเช่นนี้จง
อย่ามีเลยเพราะภพหาสาระมิได้ ลกู ขอบวชหรอื ตายเทา่ นั้นแต่ลกู ไมย่ อมววิ าหแ์ นน่ อน
๑๑๒ ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๓๖/๕๖๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 317
กายที่เปื่อยเน่าเหมือนหมู่หนอน ไม่สะอาด มีกล่ินเหม็นฟุ้งไป น่าสะพรึงกลัวเป็นดุจถุงหนัง
บรรจุศพ เต็มดว้ ยของไม่สะอาดไหลออกอยเู่ นือง ๆ ซึ่งคนเขลายดึ ถืออยู่
ลูกรู้อยู่ว่าร่างกายน้ันปฏิกูลเหมือนหมู่หนอนถูกฉาบไว้ด้วยเน้ือและเลือดเป็นที่อยู่ของหมู่
หนอน เป็นเหยื่อของแร้งกาทำไมทูลกระหม่อมจึงพระราชทานซากศพแก่พระราชาพระองคน์ ้ันเพคะ
ไม่ช้าร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ ถูกหมู่ญาติซง่ึ พากันเกลียดชัง ทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ที่เขาก็พา
กันนำไปทง้ิ ป่าช้า
มารดาบิดาของตนยงั เกลียดชงั พากันเอาซากศพน้ันไปทง้ิ ให้เป็นอาหารของสตั วอ์ นื่ ๆ ในป่าช้า
กลับมาก็ตอ้ งอาบน้ำดำเกลา้ จะกลา่ วไปใยถึงหม่ชู นทัว่ ๆ ไปเลา่
หมู่ชนยึดถอื แลว้ ในร่างกายอนั เปอื่ ยเนา่ เปน็ ซากศพ ไม่มแี ก่นสาร เป็นร่างของกระดกู และเอ็น
เตม็ ไปด้วยน้ำลาย น้ำตา และอจุ จาระ
ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายน้ันกลับข้างในมาไว้ข้างนอกผู้น้ันก็จะทนกล่ินเหม็นของร่างกายนั้ น
ไม่ได้ แม้มารดาของตนก็ยังเกลียดชัง ลูกพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะอัน
ปจั จัยปรงุ แต่งแลว้ มีชาตเิ ป็นมลู เหตุ เปน็ ทุกข์ เพราะเหตุไร จะพงึ ปรารถนาการวิวาห์เล่าเพคะ
หอก ๓๐๐ เล่มใหม่เอี่ยมจะพึงตกต้องที่กายทุกๆ วันและทิ่มแทงอยูถ่ ึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐ
กว่า หากว่าความส้ินทกุ ข์ จะพึงมีไดด้ ว้ ยอาการอย่างนี้ ผู้ใดรแู้ จ้งคำสอนของพระศาสดาอยา่ งน้แี ล้ว
พึงยอมรับการทิ่มแทง ด้วยอาการอย่างนั้นยังประเสริฐกว่า เพราะสังสารวัฎของคนเหล่าน้ันซ่ึงถูก
ชราพยาธแิ ละมรณะเบยี ดเบยี นบ่อยๆ ยาวนาน
ในจำพวกเทวดา มนุษย์ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานหมู่อสุรกาย เปรต และสัตว์นรกการทำร้ายกัน
ยงั ปรากฏอยู่หาประมาณมิได้ สำหรบั สัตว์ท่ีเศรา้ หมองอยู่ในอบายยังมีการทำร้ายกันอยู่มากในนรก
แม้ในเทวดาท้ังหลายก็ช่วยไม่ได้สุขอ่ืนนอกจากสุขคือนิพพานไม่มีเลย ชนเหล่าใดขวนขวายในพระ
ธรรมวินัยของพระทศพลมีความขวนขวายน้อย พากเพียรเพ่ือละชาติและมรณะชนเหล่านั้นย่อมถึง
นพิ พาน
ทูลกระหม่อมพ่อ เพคะ วันน้ีแหละลูกจักออกบวชโภคทรัพย์ทั้งหลายท่ีไม่มีแก่นสารจะมี
ประโยชน์อะไรลูกเบือ่ หนา่ ยกามทง้ั หลายแล้วทำให้เสมอด้วยรากสุนัข ทำใหเ้ หมอื นตาลยอดด้วน”
เจ้าหญิงสุเมธาน้ันกำลังกราบทูลพระชนกอยอู่ ย่างน้ีพระเจ้าอนิกรตั ผู้ได้รับพระราชทานพระ
นางสุเมธานั้นมีข้าราชบริพารหนุ่มแวดล้อมแล้วก็เสด็จมาเพ่ือเข้าสู่วิวาห์เม่ือเวลากระชั้นชิดภายหลัง
เจ้าหญิงสุเมธาทราบว่าพระเจ้าอนิกรัตเสด็จมาจึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำขลับท่ีรวบไว้ อ่อน
สลวยทรงปดิ ปราสาท เขา้ ปฐมฌาน
เจ้าหญิงสุเมธานั้นเข้าฌาน อยู่ในปราสาทนั้นและพระเจ้าอนิกรตั ก็ได้เสด็จมาถึงพระนคร สุ
เมธาก็เจริญอนิจจสัญญาอยู่ในปราสาทน้ันน่ันแหละ เจ้าหญิงสุเมธาน้ันกำลังมนสิการ และพระ
เจ้าอนิกรัตทรงแต่งองค์ด้วยแก้วมณีและทองคำก็รีบเสด็จข้ึนปราสาท ทรงประคองอัญชลีอ้อนวอน
พระนางสุเมธาว่า “อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราชสมบัติน้องหญิงยังเป็นสาวอยู่ขอ
เชิญบริโภคกามท้งั หลายกามสขุ หาได้ยากในโลก
ราชสมบตั ิพยี่ อมสละใหน้ ้องหญิงแล้ว เชิญนอ้ งหญิงบริโภคโภคทรัพย์ถวายทานทง้ั หลายเถิด
น้องหญงิ อยา่ ทรงเสียพระทัยเลย พระชนกพระชนนีของพระน้องหญงิ ทรงเป็นทกุ ข”์
เจ้าหญิงสุเมธาไม่ต้องการกามท้ังหลายปราศจากโมหะแล้วจึงกราบทลู พระเจ้าอนกิ รตั น้นั ว่า
“อย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย โปรดทรงเห็นโทษในกามท้ังหลายเถิด เพคะ พระเจ้ามันธาตุ เจ้าแห่ง
318 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทวีปท้ัง ๔ ทรงเป็นยอดผู้บริโภคกามทั้งหลาย ยังไม่ทันทรงอิ่มก็เสด็จสวรรคตไปแล้วทั้งความ
ปรารถนาของพระองค์ ก็ยงั ไมเ่ ต็มเลย
เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งฝนพึงหลั่งฝนคือรัตนะ ๗ ลงมาโดยรอบท่ัวทั้ง ๑๐ ทิศ ความอ่ิมกาม
ทงั้ หลายกไ็ มม่ ี นรชนทงั้ หลายยังไมอ่ ่ิมเลย กพ็ ากันตายไป
กามท้งั หลายเปรียบดว้ ยดาบและหลาว เปรยี บด้วยหัวงเู ห่า เปรยี บดว้ ยร่างกระดกู
เปรียบดว้ ยคบเพลงิ ตามเผาอยู่
กามทัง้ หลายไมเ่ ทยี่ ง ไมย่ งั่ ยนื มีทกุ ข์มาก มพี ษิ มาก เปน็ เหตุแห่งทุกข์ มผี ลเป็นทุกข์ เหมือน
กอ้ นเหลก็ ทล่ี กุ โชน
กามท้ังหลายเปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยช้ินเนื้อนำทุกข์มาให้ เปรียบด้วยความฝัน
หลอกลวงเปรยี บดว้ ยของท่ียมื เขามา
กามท้ังหลายเปรียบด้วยหอกและหลาวเป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก
เสมือนหลุมถ่านเพลงิ เป็นเหตแุ ห่งทกุ ข์ เปน็ ภัย เป็นเพชฌฆาต
กามท้งั หลายมที กุ ขม์ ากอย่างนี้
บัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวว่าทำอันตรายเชิญพระองค์เสด็จกลับไปเสียเถิดหม่อมฉันไม่มีความ
วางใจในภพของตนเองเลย เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของตนเองอยู่ คนอื่นจักช่วยอะไรหม่อมฉันได้ เมื่อ
ชราและมรณะตดิ ตามอยกู่ ค็ วรพยายามกำจัดชราและมรณะน้ันเสีย”
ดิฉันเห็นพระชนกพระชนนีและพระเจ้าอนิกรัตเสด็จยงั ไมท่ ันถึงพระทวารกป็ ระทับนั่งที่พ้นื ดิน
ทรงกนั แสงอยู่จึงไดก้ ราบทลู ดังนี้ว่า
“สังสารวัฏเป็นสภาวะยืดยาวสำหรบั พวกคนเขลาผู้ร้องไห้อยบู่ ่อยๆ เพราะบิดามารดาตาย
พช่ี ายน้องชายถกู ฆา่ และตัวเองถูกฆา่ ในสงั สารวฏั ทม่ี ีเบ้อื งต้นและเบ้อื งปลายรไู้ ม่ไดแ้ ล้ว
ขอพระองค์ทรงโปรดระลึกถึงน้ำตา น้ำนม เลือดและกองกระดูก ของสัตว์ท้ังหลายผู้
ทอ่ งเทย่ี วไปมาว่ามากเพียงไร เพราะความท่ีสงั สารวฏั มีเบ้ืองตน้ และเบอื้ งปลายรไู้ มไ่ ดแ้ ล้ว
โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าท้งั หลายทรงนำมาเปรียบเทียบด้วยน้ำตา
นำ้ นมและเลอื ดโปรดทรงระลกึ ถึงกองกระดกู ในกัปหนงึ่ ของบุคคลคนหนง่ึ เทยี บเท่าภเู ขาวปิ ุลบรรพต
โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินใหญ่ชมพูทวีปท่ีพระพุทธเจ้าท้ังหลายทรงนำมาเปรียบเทียบด้วย
สังสารวัฏของสัตว์ที่ท่องเทย่ี วอยู่ในสังสารวัฏทม่ี ีเบ้ืองต้นและเบ้ืองปลายรู้ไม่ไดแ้ ล้วแผ่นดินทั้งหลาย
ทำใหเ้ ปน็ กอ้ นเทา่ เมล็ดพทุ ราก็มากไมพ่ อเท่าจำนวนมารดาบิดาท้ังหลาย
โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ท่ีพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงนำมาเปรียบเทียบ
เพราะสังสารวัฏมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้วท่อนไม้ท้ังหลายมีขนาด ๔ น้ิวก็มากไม่พอเท่า
จำนวนบิดาและปู่ทั้งหลาย โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอดและช่องแอกอันหมุนวนไปในทิศบูรพาและ
ทิศอน่ื ๆ ในมหาสมทุ รมาสวมหัวเตา่ ตาบอดตัวน้นั เปรียบเทยี บในการไดอ้ ตั ภาพเป็นมนษุ ย์
โปรดทรงระลึกถึงสภาวะท่ีจะสลายไปแห่งโทษคือกายที่ไม่มีแก่นสาร ซ่ึงเปรียบด้วยก้อน
ฟองนำ้ โปรดทรงพิจารณาให้เหน็ ขันธ์ทง้ั หลายวา่ เปน็ สภาพไม่เที่ยงโปรดทรงระลกึ ถงึ นรกทัง้ หลายว่า
มคี วามคบั แค้นมาก
โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลายท่ีพากันทำป่าช้าให้รกในชาติน้ันๆ อยู่ร่ำไปโปรดระลึกถึงภัย
คือจระเข้ (เห็นแก่กินเห็นแก่ปากแก่ท้อง) โปรดทรงระลึกถึงอริยสัจ ๔ เมื่ออมตนิพพานมีอยู่
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 319
พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไร ด้วยของเผ็ดร้อน ๕ อย่างที่ทรงด่ืมแล้วอีกเล่า เพราะว่า ความ
ยนิ ดีกามทุกอย่าง เผด็ รอ้ นกวา่ ของเผด็ รอ้ น ๕ อยา่ ง
เม่ืออมตนิพพานมีอยู่ พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไรด้วยกามท้ังหลายท่ีเร่าร้อนอีกเล่า
เพราะว่าความยินดีกามทุกอย่างอันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดร้อน ให้หวั่นไหว เผาให้ร้อนแล้ว เมื่อ
การออกจากกามซ่ึงไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไรด้วยกามท้ังหลายท่ีมีข้าศึกมาก
กามท้ังหลายมีภัยอยู่ท่ัวไปคือ ราชภัย อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัยและอัปปิยภัย (ภัยท่ีเกิดจากคนร่วม
มรดกทีไ่ ม่ถูกกัน) จึงชือ่ วา่ มขี า้ ศึกมากล
เมอ่ื โมกขธรรมมอี ยู่ พระองคย์ ังจะทรงตอ้ งการอะไร ดว้ ยกามท้ังหลายทม่ี ีการฆ่าการจองจำ
เล่า เพราะว่าการฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทง้ั หลาย สัตว์ท้ังหลายผู้ใคร่กามย่อมไดร้ ับทุกข์ทั้งหลาย
คบเพลิงหญ้าท่ีลุกโพลงย่อมไหม้คนท่ีถือและพวกคนท่ีไม่ยอมปล่อย เพราะว่ากามท้ังหลายเปรียบ
ด้วยคบเพลิงย่อมไหมค้ นท่ไี ม่ยอมละ
โปรดอยา่ ละสขุ อันไพบูลย์ เพราะเหตแุ ห่งกามสุขเพียงเลก็ นอ้ ยอย่าทรงเป็นดุจปลาใหญ่กลืน
เบด็ ตอ้ งเดอื ดร้อนในภายหลัง
โปรดอย่าทรงเป็นดุจสุนัขถูกล่ามโซ่หมุนไปหมุนมา เพราะกามท้ังหลายเลย เพราะกาม
ทั้งหลายจักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนคนจัณฑาลหิวจัดได้สุนัขแล้วทำให้พินาศได้ พระองค์ทรง
ประกอบด้วยกามจกั เสวยทกุ ขซ์ ึ่งหาประมาณมไิ ด้และความเสยี ใจอย่างมาก
โปรดสละกามอันไม่ย่ังยืนเสียเถิด เม่ือนิพพานท่ีไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์ยังจะทรง
ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายท่ีมีความแก่เล่าความเกิดท้ังปวงมีมรณะและพยาธิกำกับไว้ในภพทุก
ภพ
นพิ พานน้ี ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นทางดำเนินถึงความไม่แก่และไม่ตาย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่ถูก
ข้าศกึ เบียดเบยี น ไมพ่ ลาด ไม่มภี ยั ไม่มีความเดือดรอ้ น
นิพพานน้ี พระอริยเจ้าเป็นจำนวนมากบรรลุแล้ว อมตนิพพานน้ีอันผู้พยายามโดยแยบคาย
พงึ ได้ในวนั นนี้ ีแ่ หละ แต่ผู้ไมพ่ ยายามอาจหาไดไ้ ม่”
เจ้าหญิงสุเมธาเม่ือไม่ทรงยินดีในสังขาร กราบทูลอย่างนี้และเม่ือกำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระ
เจ้าอนกิ รัตอย่กู ็ทรงโยนพระเกศาลงที่พ้ืนดิน พระเจ้าอนกิ รตั เสดจ็ ลุกขึ้น ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอน
พระชนกของพระนางว่า “โปรดทรงปลดปล่อยเจ้าหญิงสุเมธาให้ผนวชเถิด เพราะว่าเจ้าหญิงทรง
เห็นวิโมกข์และสัจธรรมแล้ว” เจ้าหญิงสุเมธานน้ั ซึ่งพระชนกชนนีทรงปล่อยแล้ว กลัวภัยคือความโศก
บวชแล้วเมือ่ ศกึ ษาอยู่ ก็ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ และอรหตั ผลแลว้
นิพพานนั้นน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ได้มีแก่สเุ มธาราชกัญญา พระสุเมธาเถรีไดพ้ ยากรณ์วิธีท่ีตน
ประพฤติแล้วในปุพเพนิวาสญาณ เหมือนอย่างท่ีพยากรณ์ในเวลาใกล้ปรินิพพาน ว่า “เมื่อพระผู้มี
พระภาคทรงพระนามว่าโกนาคมนะเสด็จอุบัติข้ึนในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ๆ ข้าพเจ้าได้
เป็นหญิง รวมกับเพื่อนกัน ๓ คน๑๑๓ ได้ถวายวหิ ารแดส่ งฆ์ พวกเราท้ัง ๓ คนเกิดในเทวดา ๑๐ ชาติ
บ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐,๐๐๐ ชาติบ้างไม่จำต้องกล่าวถึงการเกิดในมนุษยเ์ ลย พวก
เรามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดาไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงฤทธิ์ในหมู่มนุษย์ เราเป็นมเหสีนารีรัตน์ของพระเจ้า
จักรพรรดิผู้มีรัตนะ ๗ ประการ การสร้างอารามถวายสงฆ์เป็นวิหารทานนั้นเป็นเหตุเป็นแดนเกิด
(แห่งทิพยสมบัติตามท่ีกล่าวมาแล้ว) ข้อน้ันเป็นมูล และเป็นความเกษมในพระศาสนา เป็นเหตุตั้งม่ัน
๑๑๓ คือ ธนัญชานี เขมา และ ข้าพเจ้า (สเุ มธา) อ้างใน ข.ุ เถรี.อ.(บาลี) ๕๒๐/๓๖๓.
320 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
(พร้อมด้วยธรรมคร้ังที่ ๑) ข้อนั้นเป็นนิพพานสำหรับข้าพเจ้าผู้ยินดีแล้วในธรรม ชนเหล่าใดเชื่อพระ
ดำรัสของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาไม่ทรามชนเหล่านน้ั ยอ่ มกล่าวอย่างน้ี ย่อมเบื่อหน่ายในภพ
คร้นั เบ่ือหน่ายแลว้ ยอ่ มคลายกำหนดั ดังน้ี”๑๑๔
จากท่ีกล่าวมาเกี่ยวท่าทีการมอง “กาย” หรือ “รูปร่างกาย” เพ่ือให้เห็นมุมมองเกี่ยวกับ
ร่างกาย คือ (๑) ร่างกายเป็นบ่อเกิดของโรคทั้งหลาย (๒) ร่างกายก่อให้เกิดทุกข์โทษต่างๆ นานา
ชนิด (๓) รา่ งกายเป็นสภาพที่ถูกบีบค้นั และเบียดเบียดนอย่เู ป็นนิตย์ (๔) ร่างกายเป็นเหตุแห่งความ
ลงมัวเมา (๕) ร่างกายเป็นท่ีตั้งที่เกิดของสติ คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๖) ร่างกายเป็นบ่อเกิด
แหง่ คณุ ธรรมและความดงี าม
สรปุ ท้ายบท
พระพุทธศาสนานั้น มองความไมส่ บายวา่ เป็นโรคของชีวิตทงั้ หมด ไมไ่ ดม้ องเพยี งดา้ นใดด้าน
หนึ่งโดยเฉพาะ การที่มองและแยกแยะออกไปก็เพื่อสะดวกในการปฏิบัติ แต่ตอนแรกใหม้ องโรคของ
ชีวิตท้ังหมด มองชีวิตว่ามี “โรค” ที่จะต้องเยียวยา แต่ว่าโรคนั้นเยียวยาได้ (สเตกิจฉโรโค) อันนี้
เป็นคำสรปุ ทที่ ำใหส้ บายใจ ชีวิตนม้ี ีโรคแต่ละโรคน้ันแก้ไขได้ และจดุ หมายของพระพุทธศาสนา กค็ ือ
การแกไ้ ขความไม่สบายหรอื โรคของชีวิตน้ัน
การบำบัดเยี่ยวยารักษาโรคในพระพุทธศาสนา แยกออกเป็นสองมิติ คือเย่ียวยารักษาโรค
ทางกาย (เยียวยารักษาตามสมุฏฐานของโรคโดยหมอหรือแพทย์) ด้วยการเสพบริโภคส่ิงที่เป็นสัป
ปายะแก่โรคนนั้ ๆ เป็นต้น หรือแม้กระทั้งการปรับอิริยาบถให้เกิดความเหมาะสม เกิดความสมดุลใน
แง่ของกายภาพ ก็ถือว่าเป็นการเยียวยารักษาโรคทางกายเช่นเดียวกัน และการเย่ียวยารักษาโรค
ทางใจ ด้วยธรรมโอสถ คือการนำธรรมะไปประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมแก่โรคทางใจที่เกิดขึ้นใน
ขณะน้ัน ซ่ึงท่ีกล่าวมามีวิธีการที่หลากหลายมิได้เจาะจงว่าต้องใช้บทสวดหรือปริตรใดปริตรหนึ่ง
เท่านัน้ ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงโพชฌงค์ปริตรบ้าง สติปัฏฐานส่ี บ้าง หรือ แม้กระท่ังการต้ังจิต
อธษิ ฐานเปน็ สัจจกริ ิยา ก็มีดังนีเ้ ปน็ ต้น
กล่าวโดยสรุปพุทธวิธีการรักษาเยย่ี วยาโรค ประกอบดว้ ย (๑) การรกั ษาบรรเทาด้วยการน่งั
สมาธิ (๒) รักษาบรรเทาดว้ ยการฟังธรรม (๓) รกั ษาบรรเทาดว้ ยการเดนิ จงกรม (๔) รักษาบรรเทา
ด้วยการทำสัจกิริยา (๕) รักษาบรรเทาด้วยยาสมุนไพร ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก หมวดเภสัชชชันธ
กะ ซ่ึงได้กล่าวถึงสมุนไพรชนิดต่างๆ พร้อมทั้งสรรพคณุ ในการักษาโรคไวเ้ ป็นอยา่ งดี (๖) การใชพ้ ลา
นุภาพ เป็นวิธีในการักษาโดยอาศัยพุทธพานุภาพของพระพุทธเจ้าในการรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค
ต่างๆ (๗) การใช้ธรรมโอสถ เป็นการบำบัดรักษาโรคโดยการใช้หลักธรรม หลักการปฏิบัติ เพ่ือให้
ผู้ป่วยน้ันเกิดความแช่มชื่นจิตใจ เบิกบาน และมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ได้ (๘) รักษา
บรรเทาด้วยการสวดมนต์ (๙) รักษาบรรเทาด้วยน้ำพุทธมนต์ผสมกับผงยาชนิดต่างๆ ในส่วนของ
โรคทางกายนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงใช้ควบคู่ไปกับการแพทย์ในยุคนั้นคือโดยการเน้นยาหรือเภสัชที่
เป็นสมุนไพรท้ังจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ และพระพุทธเจ้าเองทรงแนะนำ อีกประการหนึ่งเน้น
ธรรมชาติบำบัด คือยึดกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เป็นวิธีการบำบัดรักษาโดยไม่ฝืนธรรมชาติ เช่นเม่ือรู้ว่า
โรคนั้นรักษาไม่หายก็จะไม่ฝืนรักษา แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เพียงประคับประคอง
สังขารร่างกายกับความทุกข์ที่เกิดข้ึนอย่างรเู้ ท่าทนั ดงั บทพิจารณาสังขารท่ีว่า “เรามีความตายเป็น
ธรรมดา ไม่ลว่ งพ้นความตายไมไ่ ด”้
๑๑๔ ขุ.เถร.ี (ไทย) ๒๖/๔๕๐-๕๒๔/๖๒๙-๖๔๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 321
หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางใจน้ัน ส่วนใหญ่เป็น
หลักธรรมที่สำคัญท่ีนำมาใช้เพ่ือละคลายความยึดมั่นถือม่ันในเร่ืองของร่างกาย อัตตาตัวตน ถอน
ความยึดมันในตัณหาและอุปาทานในเบญจขันธ์ และนำไปสู่การบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยเฉพาะ
หมวดโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ สัญญา ๑๐ ไตรลักษณ์ สติปัฏฐานส่ีเป็นต้น หลักความไม่
ประมาท การมีสติเพื่อให้เกิดกำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นทางกายมีขวัญกำลังใจอยู่กับ
ปัจจุบันไม่หลงลืมสติ พิจารณาตามหลักธรรมชาติที่ทุกสรรพสัตว์หลีกหนไี ม่พ้น คือ “เรามีความเจ็บ
ไข้เป็นธรรมดา ไมล่ ว่ งพน้ ความเจบ็ ไข้ไม่ได้”
322 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำถามท้ายบท
๑. กฎนิยาม หรือกฎธรรมชาติ แบ่งออกเป็นกป่ี ระเภท อะไรบา้ ง?
๒.จงอธบิ ายเปรยี บเทยี บพุทธวธิ ีบำบดั เยยี วยาสุขภาพในสมัยพุทธกาลกบั สมยั
ปัจจุบัน มีความเหมือนและแตกต่างกนั อย่างไรบ้าง?
๓. ประโยชนจ์ ากการศึกษาพุทธวิธีการบรหิ ารอริ ยิ าบถในพระพุทธศาสนามี
อะไรบา้ ง?
๔. ให้ทา่ นยกตวั อยา่ ง โอสถหรือยารกั ษาโรคท่ปี รากฎในพระไตรปิฎก มาพอ
สงั เขป?
๕. จงนยิ าม คำวา่ สุขภาวะในพระพุทธศาสนา มาพอสงั เขป พร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบ?
บทที่ ๗
สาธารณสขุ ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์
ความนำ
สาธารณสุขศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์คือสาธารสุขตามแนวคำสอนในพระพุทธศาสนา ใน
บทน้ีเป็นการประมวลสาธารณสุขท่ีกล่าวมาต้ังแต่ต้นท้ังหมดลงในหลักพุทธธรรม กล่าวคือ
ความหมายของโรค สมฏุ ฐานของโรค ประเภทของโรค กระบวนการรกั ษาเยียวการและใหค้ ำปรกึ ษา
แนะนำ ตลอดถึงเป้าหมายของการรักษาโรคท่ีกล่าวไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่กล่าวพระไตรปิฎก
และอรรถกถา เป็นต้น
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าโรค มี ๒ อย่าง คือ โรคทางกาย (กายิกโรค) และ โรคทางจิต
วิญญาณ (เจตสิกโรค) พระองค์ทรงประกาศคำสอน เพ่ือรักษาโรคทางจิตวิญญาณ และได้รับการ
ยกยอ่ งจากพระสาวกว่า เปน็ นายแพทยผ์ ู้เยียวยารักษาโรคของชาวโลกทง้ั ปวง (สพฺพโรคตกิ ิจฉโก)
ยาท่ีพระองค์ทรงใช้รักษาโรคก็คือธรรมโอสถ ในคร้ังพุทธกาล ใครป่วยเป็นโรคทางจิต
วิญญาณใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสำหรับรกั ษาโรคนั้น การฟังธรรมได้ผลชะงัดนัก แต่ในสมัย
ปัจจุบันท่ีพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว เหลือไว้แต่ธรรมโอสถจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระ
ธรรมขันธ์ในพระไตรปิฎก ใครจะนำธรรมโอสถไปใช้ คงต้องเลือกขนานท่ีเหมาะกับโรคทางจิต
วญิ ญาณที่รุมเรา้ ตน
ในพระพุทธศาสนามีหลักในการรักษาโรคท่ีเกิดจากการเจ็บป่วยมี ๒ แนวทางด้วยกัน คือ
การรกั ษาด้วยธรรมโอสถ และการรกั ษาด้วยยาสมนุ ไพร โดยการใชส้ มุนไพรหลายชนิดผสมกัน มีทง้ั
ใช้รับประทาน ใช้ทา ใช้หยอด ใช้นัตถ์ยา หรือการสูดดมควัน สำหรับการรักษาโรคทางใจน้ัน
นอกจากรักษาด้วยโพชฌงค์ ๗ สติปัฏฐาน ๔ และสัญญา ๑๐ ควบคู่กับการทำสมาธิเพ่ือให้จิตสงบ
แล้วยงั มีธรรมโอสถท่ีเรียกวา่ สปั ปายะ ๗
การรักษาดว้ ยธรรมโอสถก็เป็นอีกทางหน่ึงในการรกั ษาโรค นอกเหนือจากการรักษาโรคทาง
กายด้วยยาสมุนไพรท่ีพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเพื่อระงับความทกุ ข์ทเี่ กิดจากการเจ็บป่วย การรักษา
โรคทางใจโดยการใช้สมาธิบำบัด หรือด้วยการเจริญสติปัฏฐาน พัฒนาสติ ซ่ึงเป็นองค์ความรู้ที่
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จรงิ ในชีวติ ประจำวัน ท้ังน้ีการรักษาโรคด้วยสมุนไพรและธรรมโอสถของ
ทางวดั ไมข่ ดั แยง้ กบั หลักการรักษาแผนปัจจุบนั
การรักษาด้วยธรรมโอสถน้ี เหมาะสำหรับผู้ท่ีต้องการรักษาโรคแบบองค์รวม (รักษาโรคทั้ง
กาย ใจและจิตวิญญาณ) ผู้ท่ีสนใจรับการรักษาแบบแผนไทยหรือแผนโบราณ ท้ังผู้ที่ต้องการรักษา
โรคแบบคู่ขนานคือรักษาด้วยแผนปัจจุบันมาแล้ว และต้องการบำบัดรักษาเพ่ิมเติมด้วยธรรมโอสถ
และผู้ที่มีศรัทธาต้องการรักษาดว้ ยวิธกี ารของทางวัดโดยเฉพาะ อนั เน่ืองจากเป็นผูป้ ่วยระยะสุดท้าย
ท่ีไมส่ ามารถรกั ษาให้ดีข้ึน ดว้ ยกระบวนการรักษาที่ดีท่สี ุดในการแพทยแ์ ผนปจั จุบัน หรอื กรณไี มม่ ีเงิน
เข้ารับการรักษาแบบแผนปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายสูง ท้ังน้ีทางวัดจะยึดตามความประสงค์และความ
สมัครใจของผู้ป่วยเป็นที่ต้ัง ในการเลือกแนวทางการรักษา การปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ จากพระ
อาจารย์ หรือจากหมอผู้รักษานั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้เลือกเองว่า จะใช้วิธีรักษาอย่างใดจึงจะ
324 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เหมาะสมกับสภาวะของตนตามเหตุปัจจัยต่างๆ และผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการรักษาใดๆ อัน
เกดิ จากการตดั สนิ ใจของตนเองทง้ั ส้ิน
อันหนทางชีวิต คิดดูเถิด เมื่อเราเกิดแล้วต้องแก่ แน่ใช่ไหมหนีไม่พ้น เจ็บไข้ กายและใจจะ
แก้ไข อย่างไร ให้ทกุ ข์คลายเป็นโรคกาย หมอยา รักษาโรคถูกโฉลก ถูกเหตุผล ดลโรคหายเป็นโรค
ใจ ภัยรุมเร้า เศร้าปางตายทุกข์มลาย เม่ือรู้ใช้ “โอสถธรรม” เติมธรรมะ ให้ชีวิต พิชิตโรคดับทุกข์
โศก ดบั ตณั หา อยา่ ถลำดบั กิเลส โลภ-โกรธ-หลง จงหม่ันจำยดึ พระธรรม พระศาสดา เปน็ ยาใจ...ฯ
ธรรมโอสถคือเครื่องรักษาโรคทางจิตท้ังสอง คอื โรคฟุ้งและโรคเครียด โรคทางจิตก็เหมือน
โรคทางกาย ยารักษาโรคทางจิตก็เหมือนยารักษาโรคทางกาย ไม่ว่าจะใช้ยาวิเศษขนานใดก็ตาม ก็
ต้องใช้ยาน้ันให้ได้ขนาดเพียงพอกับอาการของโรค โรคทางกายบางโรคไม่ต้องใช้ยามากและไม่ต้อง
ใช้นาน บางโรคต้องใช้มากและต้องใช้นาน จะใจร้อนใจเร็วให้โรคหายทันใจทุกโรคไม่ได้ แต่โรคทาง
ใจของคนทวั่ ไป ปกติต้องใช้ยามากและต้องใช้นานจึงจะใจร้อนใจเร็วใหเ้ หน็ ผลเป็นความหายขาดจาก
โรคหัวใจอย่างทันตาทันใจไม่ได้ ต้องใช้ธรรมโอสถให้เพียงพอกับอาการของโรค เช่นโรคเครียดและ
โรคฟุ้งท่ีกล่าวแล้วว่า รักษาได้ด้วยธรรมโอสถ คืออุเบกขา ก็ต้องใช้ธรรมโอสถให้เพียงพอ คือใช้ให้
มากพอและใชใ้ หน้ านพอ จงึ จะหายขาดไดจ้ ริง
การมาวัดเพ่ือมาทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นเหมือนกับการ
ให้ยาป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทางด้านจิตใจ คือความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเสียใจ ความกังวล
ความวุ่นวายใจต่างๆ ไม่มีอะไรในโลกน้ีจะระงับหรือป้องกันความทุกข์ใจได้ นอกจากบุญและกุศล
เท่าน้ัน การมาวัด มาทำบุญทำทาน มารกั ษาศีล มาฟังเทศน์ฟังธรรม มาปฏิบัติธรรม ก็เป็นการมา
รับยาคือธรรมโอสถของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกท้ังหลาย ซ่ึงเป็นเหมือนกับหมอท่ีเคย
ไดร้ ับประโยชน์จากยาธรรมโอสถแลว้ ไดเ้ ห็นคณุ อันวิเศษทส่ี ามารถยกจติ ใจของท่านให้อย่เู หนือความ
ทกุ ข์ต่างๆได้ ไม่ว่าจะเปน็ ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากกันก็ดี ทกุ ข์ที่เกิดจากการประสบกับ
สิ่งท่ีไม่ปรารถนาทั้งหลายก็ดี จะไม่สามารถเข้ามาเหยียบย่ำทำลายจิตใจได้เลย เพราะธรรมโอสถ
เป็นเหมือนเกราะคุ้มกนั จิตใจ ไมใ่ ห้ความทุกข์ต่างๆ เข้ามาเบียดเบียน
พระพุทธเจ้าและพระอรหนั ตสาวก ได้พิสจู นไ์ ดส้ มั ผสั ธรรมโอสถทว่ี ิเศษนแี้ ล้ว จึงไดน้ ำเอามา
เผยแผ่ เอามาแจกจ่ายให้กับพวกเรา ซึ่งเปรยี บเหมือนกับคนไข้ที่ยงั ไม่มีภูมิคุ้มกัน เม่ือถูกโรคภัยของ
จิตใจเข้ามากระทบ ก็จะต้องทุกขต์ อ้ งทรมานใจ แตถ่ า้ ได้รับการดูแลดว้ ยธรรมโอสถ ท่ีเป็นเหมือนกับ
การรับประทานยาหรอื การฉีดยาป้องกนั โรคภัยต่างๆ แลว้ ก็จะมีภูมคิ ุ้มกนั ทำให้สามารถต่อสู้กบั ทุกข์
ชนิดต่างๆ ได้ ใจก็เป็นเหมือนกับร่างกาย ที่ต้องมีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกัน ยาท่ีจะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ
จิตใจก็คือ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่ีทรงสอนให้หม่ันทำความดี ละการกระทำบาปและ
ชำระกายวาจาใจให้สะอาดหมดจด ดว้ ยการทำบุญใหท้ าน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ฟังธรรม
อย่างสมำ่ เสมออย่างตอ่ เนื่อง
เริ่มต้ังแต่การทำบุญให้ทาน ท่ีจะพาให้เราเข้าสู่การรักษาศีลต่อไป เม่ือรักษาศีลได้แล้วก็
อยากจะทำจิตใจใหส้ งบ ทำสมาธิ เพราะเห็นคุณค่าของความสงบทีเ่ กิดจากการรักษาศลี ทเ่ี กิดจาก
การทำบุญให้ทาน ว่าเป็นความสุขท่ีแท้จริง และอยากจะได้มากเพิ่มข้ึนไปอีก ก็ต้องภาวนา นั่งทำ
สมาธิและเจริญปัญญา เพราะเป็นวิธีสร้างความสงบให้กับจิตใจได้เต็มร้อย แต่ต้องเริ่มต้นจากชั้น
ประถมขึ้นไปก่อน ทำบุญใหท้ านอยู่เรอ่ื ยๆ อยา่ เสยี ดายเงินเสียดายทองที่เหลอื กินเหลอื ใช้ ไม่มีความ
จำเป็นกับเรา ก็เอามาทำบุญทำทาน แล้วก็รักษาศีล ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความ
เดือดร้อนให้กับผู้อื่น เพราะจะย้อนกลับมาหาเรา เป็นเหมือนเงา หรือเป็นเหมือนกับกระจกทส่ี ะท้อน
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 325
การกระทำของเรา เวลาเรายนื ที่หน้ากระจกทำหน้าบ้ึงตึง คนท่ีอยู่ในกระจกก็ทำหน้าบึ้งตึง เวลายิ้ม
คนท่ียืนอยู่ในกระจกก็ยิ้ม ฉันใดถ้าเราไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่น ทุกข์น้ันก็จะไม่
กลับมาหาเรา เม่ือไม่มีทกุ ข์ท่ีเกิดจากการกระทำบาป การกระทำผิดศีลผิดธรรม ใจกส็ งบ ใจก็สบาย
ก็ทำให้ทำสมาธิได้ง่ายข้ึน เวลานั่งทำสมาธิจะง่ายกว่าคนที่มีความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ท่ีเกิดจาก
การทำผิดศลี ผิดธรรม เมื่อทำจิตให้สงบแลว้ ก็จะมกี ำลังท่ีจะปลงอนิจจังทุกขังอนัตตา พร้อมที่จะรับ
กบั สภาพตา่ งๆที่จะเกดิ ขน้ึ
พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์เป็นแพทย์ผู้วิเศษ ใช้ธรรมโอสถเป็นยารักษาโรคท่ีเกิดขึ้นใน
จติ ใจใหห้ ายได้อยา่ งเด็ดขาด หายแล้วไม่กลับเกิดอีก ถึงอมตะดับทุกข์ร้อนถอนอาลัยไม่กังวล เพราะ
พระองค์ทรงรู้แจ้งในตำแหน่งที่มาของโรคใจได้ทุกประการ และวางยาวิเศษอันได้นามสมัญญาว่า
“มรรคมีองต์ ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา” ให้เหมาะกับโรคนั้นๆ อน่ึง เพื่อสะดวกแก่การรักษาโรค
นั้นๆ โดยเฉพาะ ทา่ นไดจ้ ัดยาไวเ้ ป็นพเิ ศษเพอ่ื รักษาโรคนน้ั ๆ โดยเฉพาะ มีดงั น้ี คอื
โรคราคะ (ราคคฺคิ) ทำให้จิตใจน้อมเอนเอียงไปในความกำหนัด รักใคร่ ไม่ว่าจะเห็นรูปด้วย
ตา ฟังเสียงด้วยหู เป็นต้น ย่อมเหน็ เป็นของน่ารกั ใคร่ นา่ พอใจ ทำให้เกิดความกำหนัดยินดีไปท้งั น้นั
ท่านให้ใช้ยาคือ อสุภะ เหน็ เป็นของปฏิกูลนา่ พงึ เกลยี ด หรือเปน็ เหตุกอ่ ให้เกดิ ทุกข์ เปน็ ต้น
โรคโลภะ เมือ่ ความทะยานอยากได้ไมร่ ู้จกั พอ เพราะไม่เห็นคุณคา่ แหง่ ความแจกจ่ายแบง่ ปัน
ให้แก่คนอ่ืน ฉะนั้นท่านจึงสอนให้รักษาด้วย การให้ทาน เม่ือทำทานไปแล้ว ผู้ที่ได้รับทานจะแสดง
ความขอบใจและดีใจ อาจทำการอะไรอย่างใดอยา่ งหนึง่ ตอบแทนจนเป็นท่ีพอใจ แล้วจะเหน็ คณุ ของ
การทำทานอันล้นค่า หรือเห็นสมบัติท้ังหลายในโลกนี้มิใช่ของตนคนเดียว แต่เป็นของสาธารณะ
เพียงเปลี่ยนมือกันใช้เท่านั้น ตายแล้วทุกคนต้องทอดทิ้งไว้ในโลกน้ีด้วยกันทั้งหมด ไม่มีใครเอาติดตัว
ไปด้วย นอกจากบาปและบญุ เท่านนั้
โรคโกรธ (โทสคฺคิ) คิดแต่แง่ทำลายหมายแต่โทษความผิดของผู้อ่ืน โดยมิได้ทวนทบคิดถึง
ความดีมีประโยชน์ของเขาบ้าง ความช่ัวหรือความผิดมีนดิ เดียวก็สรา้ งให้มากทวีข้ึน หรือแม้ความช่ัว
ความผิดของคนอื่นเขาไม่มีเสียเลย แต่เราไปสร้างข้ึนเองด้วยความไม่พอใจของเรา จึงเป็นโรคท่ี
รา้ ยแรงมาก อาจสร้างนรกไว้บนสวรรค์ก็ได้ เป็นการทำ ความเดอื ดร้อนให้แก่คนอน่ื โดยเฉพาะ ท่าน
จึงสอนใหว้ างยาเยน็ คือ ความเมตตา ปรารถนาให้คนอื่นมคี วามสุข
โรคโมหะ (โมหคฺคิ) ความคิดผิด เห็นผิด เป็นเหตุให้กระทำผิด พูดผิดจากความจริง โดย
เห็นผิดเป็นถูก เห็นดีเป็นชั่ว เป็นต้น อันเป็นเหตุให้กิจการนั้นๆ ไม่สำเร็จลุล่วงไปได้เท่าที่ควร
เหมือนกับปลาตดิ อวนหรอื นกตดิ ข่าย มแี ต่จะนำความหายนะมาใหแ้ ก่ตนสว่ นเดียว ตอ้ งรกั ษาด้วยยา
คอื สุตะ หมน่ั ได้ยินได้ฟังและไต่ถามตริตรองบ่อยๆ
นอกจากยาแตล่ ะขนานที่ท่านจดั ไว้สำหรบั บำบดั โรคแต่ละประเภทดงั กล่าวมาแล้ว ทา่ นยังได้
ให้ยาเพื่อบำบัดโรคนานาชนดิ และโรคท่ีอาจแทรกแซงมากอย่าง อันได้แก่พระกัมมัฏฐาน ๔๐ ใจเป็น
นามธรรม โรคที่เกิดขึ้นก็เป็นนามธรรม ฉะนั้นธรรมโอสถ อันเป็นนามธรรมไว้ รักษาให้ถูกต้องและ
หายได้อย่างเดด็ ขาด หายแล้วกลบั ไมไ่ ดม้ าเกดิ อีกตอ่ ไป
326 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
แนวคดิ การรกั ษาโรคดว้ ยธรรมโอสถ
“ธรรมโอสถ คือยารกั ษาโรคทกุ ข์ใจ”
การศึกษาเล่าเรียนพระสัทธรรม หรือการมาฟังเทศน์ ฟงั ธรรมอยู่เปน็ ประจำก็เหมอื นกับการ
ไปหาหมอ เพื่อไปรับยามารับประทาน มารักษาโรค โรคที่พวกเรามีกันอยู่ทุกคน ก็คือโรคของความ
ทุกข์ใจยาท่ีเรามารับไปรักษาก็คือธรรมโอสถคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถรักษา
โรคของความทุกข์ใจให้หายขาดได้อย่างถาวร อยทู่ ่ีผู้ท่ีรับยาไป ว่าจะรับประทานยาตามท่ีหมอมอบ
ไปให้ได้หรือไม่ ถา้ สามารถรบั ประทานยาตามทห่ี มอสง่ั ไป
โรคภัยคอื โรคของความทุกข์ใจก็ต้องหายไป เพราะยาธรรมโอสถนไ้ี ด้รกั ษาโรคของความทุกข์
ใจของคน มาเป็นจำนวนมากแล้วเป็นเวลาอันยาวนานแล้ว นับต้ังแต่วันแรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรง
แสดงพระปฐมเทศนา โปรดแกพ่ ระปัญจวัคคีย์ ก็มีผู้ท่ีรับยาไปได้ดับความทกุ ข์ภายในใจในข้ันแรกคือ
ขั้นพระโสดาบันได้ ๑ รูปคือพระอัญญาโกณฑัญญะ๑ หลังจากน้ันเม่ือได้ฟังเทศน์ฟังธรรมอีกก็ได้
บรรลุเป็นพระอรหันต์กันท้ัง ๕ รูปได้หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวรได้หลุดพ้นจากการเวียนว่าย
ตายเกดิ อยา่ งถาวร
พระพุทธศาสนาน้ี ส่ังสอนคนนอกศาสนาทัง้ นัน้ เพราะสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงตรสั รู้น้ันยังไม่
มพี ุทธศาสนิกชน มีเพยี งพระพุทธเจา้ เพียงพระองค์เดียวบุคคลตา่ งๆทม่ี าศึกษาพระธรรมคำสอนของ
พระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนจนได้บรรลุมรรคผลนิพพานข้ันต่างๆ ล้วนเป็นบุคคล
นอกพระพุทธศาสนา เป็นบุคคลที่มีศาสนาอืน่ มีคำสอนอ่ืนเป็นครูเป็นอาจารย์ แต่คำสอนเหล่านั้นไม่
สามารถที่จะสอน ให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ มีเพียงพระพุทธเจ้ามีเพียงคำสอนของ
พระพุทธเจ้า เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นท่ีสามารถสอนให้เขาได้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้หลังจากท่ี
เขาฟังธรรมแล้วและได้ปฏิบัติจนดับความทุกข์ภายในใจได้หมดแล้ว เขาก็เปล่ียนศาสนา ขอบวชเป็น
พระในพระพุทธศาสนากัน ดังนั้นศาสนาพุทธ คำสอนของพระพุทธเจ้าน้ีจึงไม่ได้เล็งไปท่ีชาว
พุทธศาสนิกชน เล็งไปที่บุคคลที่นับถือศาสนาอ่ืน หรือไม่มีศาสนาเพราะเป็นเหมือนกับคนท่ีไม่มียา
รักษาโรคหมอก็ต้องไปรักษาคนไข้ ที่ไม่มียารักษาโรคให้เขาได้มียารักษา เพ่ือเขาจะได้หายจาก
โรคภยั ไขเ้ จบ็ ดงั นั้นคำสอนของพระพทุ ธเจ้าน้ี เป็นคำสอนท่สี ากล คอื บางทา่ นถามว่า คนท่เี ขานับถือ
ศาสนาอื่น เวลาเขาทำบุญเขาจะได้รับอานิสงส์เหมือนกับชาวพุทธท่ีนับถือพระพุทธศาสนาหรือไม่
หรือเวลาเขาตายไปแลว้ เขาอทุ ิศบญุ ใหเ้ ขาได้หรือไมไ่ ด้ท้ังน้ันเพราะว่า คำสอนของพระพุทธเจา้ นเ้ี ป็น
คำสอนสากล คอื ใช้ไดก้ บั มนุษย์ทกุ ชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา พระพทุ ธเจ้าในพระพทุ ธคุณ กแ็ สดงไว้
แล้วว่า เป็นสัตถา “สตฺถา เทวมนุสสานํ” เป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย อย่าว่าแต่มนุษย์
เลย เทวดาท่ีเราไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ ก็ยังนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาฟังเทศน์ฟังธรรม
จากพระพุทธเจ้า และได้รับประโยชน์ได้รับอานิสงส์ ได้บรรลุมรรคผลได้ทั้งท่ียังเป็นเทวดาอยู่ บาง
ท่านก็เคยสงสัยว่า ถ้าไปเกิดเป็นเทวดาแล้วยังจะปฏิบัติธรรมได้หรือไม่ ถ้าฟังจากตำราก็ควรจะได้
เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนเทวดา เช่นพระพุทธมารดา ให้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้ แต่เทวดาน้กี ็
มีหลายพวก เทวดาน้ีก็เป็นเหมือนกับผู้ที่ไปท่องเท่ียว เพราะมีเวลาและมีเงิน เหมือนคนท่ีทำบุญน้ีก็
เหมือนกัน มีเงินเวลาตายไปก็สามารถไปท่องเที่ยวในโลกทิพยไ์ ด้ แตค่ นท่ีไปทอ่ งเท่ียวน้ีกม็ ีหลายพวก
บางพวกก็ท่องเที่ยวแล้วก็แวะไปทำบุญด้วยเช่นคนท่ีไปทอ่ งเที่ยวท่ีประเทศอินเดีย อาจจะไปดสู ถานท่ี
ต่างๆ ที่เป็นสถานที่ท่องเท่ียวแล้วก็แวะไปท่ีสังเวชนียสถาน ๔ เพ่ือแสวงบุญ เทวดาบางพวกก็เป็น
๑ ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๑๗/๒๕. ธัมมจักกัปปวตั นสตู ร
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 327
พวกท่ีสนใจธรรมะ ถึงแม้ว่าจะได้เป็นเทวดาได้ไปท่องเที่ยวในสวรรค์แต่ถ้ารู้ว่าที่ไหนมีพระพุทธเจ้า
หรือมีพระอรหันต์ แสดงธรรม เขาก็จะแวะไปนมัสการไปฟังธรรมกัน เทวดาพวกน้ีต้องเป็นพวกที่มี
จิตใจใฝ่ธรรม คือมนี ิสัยชอบมาวดั อยา่ งพวกเรานท้ี ม่ี ีนสิ ัยทีจ่ ะมาฟงั เทศน์ฟังธรรมกนั อยา่ งต่อเน่ือง มี
โอกาสสูงที่เวลาตายไปแล้ว จะได้ไปฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระอรหันต์ หรือจากพระพุทธเจ้าบางรูป
บางองค์ได้ เพราะเวลาไปสวรรค์ก็จะมีเพ่ือนเทวดาด้วยกัน ทจี่ ะส่งข่าวผ่านทางโทรศัพทม์ ือถือ ผ่าน
ทางลงผ่านทางไลน์ (Line) ใหร้ ู้ว่าทไี่ หนมีการแสดงธรรมเทศนาพอถึงวันเวลานนั้ ก็จะแวะเวียนกันไป
อย่างท่ีสมัยพระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ก็ทรงแสดงโปรดเทวดาทุกคืน เป็นหนึ่งในพุทธกิจทรง
ดำเนินอยู่ประมาณ ๔๕ ปีด้วยกันช่วงน้ันก็เป็นช่วงที่เทวดามีโอกาสได้ฟังเทศน์ฟังธรรมได้ศึกษาเท่า
เทียมกับมนุษย์ในช่วงบ่าย ก็เป็นเวลาของฆราวาส ในช่วงคำ่ ก็เป็นช่วงของ พระภิกษุสามเณรภิกษุณี
ในยามดึกก็เป็นช่วงของเทวดาและในยามรุ่งอรุณตอนก่อนท่ีจะทรงออกบิณฑบาต ก็ทรงเล็งญาณดู
ว่า มีใครบ้างที่เหมาะสมกับการรับพระธรรมเทศนา ของพระพุทธเจ้าในวันน้ัน พระองค์ก็จะมุ่งไป
โปรดบุคคลน้ันเพราะอาจจะมีกรณีพิเศษ ก็คือจิตใจเขาอาจจะสุกงอม พร้อมท่ีจะรับพระธรรมคำ
สอน และชีวิตของเขาอาจจะต้องใกล้จะหมดไปถ้าไม่ไปรีบโปรดบุคคลน้ีก่อน ก็อาจจะไปไม่ทัน น่ีคือ
เหตุผลของการเล็งญาณของพระพุทธเจ้า เพื่อดูจิตใจของบุคคลใดบ้าง ท่ีสุกงอมพร้อมท่ีจะบรรลุ
ธรรมได้ และมีเวลาเหลือน้อย ชีวิตของเขาอาจจะต้องหมดไปในระยะเวลาอันใกล้พระองค์ก็จะมุ่งไป
โปรดบุคคลนั้น น่ีคือเรื่องของธรรมโอสถ ยารักษาโรคใจ ที่รักษาโรคใจของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา
ทุกวัยทุกเพศ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ถ้าได้รับยาคือพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าไป
ปฏิบัติแล้ว ก็สามารถท่ีจะรักษาโรคของความทุกข์ใจให้หายขาดไปได้ เพราะอย่างที่ได้แสดงไว้ ใน
สมัยแรกๆ น้ี พระพุทธศาสนาก็ไม่มีพุทธศาสนิกชนก็ต้องสอนบุคคลที่อยู่นอกพุทธศาสนาทั้งนั้น แต่
ตอ่ มาเมอ่ื มผี ู้ทไี่ ด้รับประโยชนจ์ ากพุทธศาสนาหนั หน้ามานบั ถือพทุ ธศาสนาจงึ ปรากฏมพี ทุ ธศาสนิกชน
ปรากฏข้ึนมาตามลำดับจนมีเป็นจำนวนมาก แต่การมีจำนวนมากน้ี กลับเป็นส่ิงท่ีไม่มีคุณค่าไป
เพราะว่าเป็นพทุ ธศาสนิกชนเพียงแต่ชอ่ื คืออยา่ งประเทศไทยเราน้ี เราก็ทราบกันว่ามีชาวไทยท่ีนับถือ
พุทธศาสนาในทะเบียนประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การประพฤติของชาวไทย ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้ไม่
สอดคล้องกับการเป็นพุทธศาสนกิ ชนเลย เพราะถ้าเป็นพุทธศาสนิกชนจรงิ นั้นจะต้องถึงพระพุทธพระ
ธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะเป็นท่ีพึ่ง คือต้องมีความเชื่อฟังมีความเคารพในพระธรรมคำสอนของ
พระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามอยา่ งเคร่งครัด เช่นทำบุญใส่บาตรทุกวัน เข้าวัดฟังเทศนฟ์ ังธรรมในวัน
พระ ละเว้นอบายมขุ ตา่ งๆ เช่นการดม่ื สุรายาเมา เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืนคบคนชว่ั เป็นมิตร และ
ความเกียจคร้าน แต่ในทางความเป็นจริงนนั้ ชาวพุทธไทยเรานไ้ี ม่ได้ปฏบิ ัติตามอยา่ งเครง่ ครัดปล่อย
ให้มีสถานแหล่งบันเทิงต่างๆ ท่ีเที่ยวกลางคืน ออกบานเหมือนดอกเหด็ มีสถาบันเล่นการพนันถูกต้อง
ตามกฎหมาย คือสลากกินแบ่งของรัฐบาล และก็มีโรงผลิตสุรายาเมาถูกต้องตามกฎหมายของ
รัฐบาลเหล่าน้ีไม่ได้เป็นเคร่ืองหมายของการเป็นชาวพุทธถ้าเป็นชาวพุทธจริง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ใน
เมืองไทยนี้ควรจะไม่มีสถานบันเทิง ไม่มีบาร์ไม่มีผับท่ีจะไปด่ืมสุรายาเมา ไม่มีบ่อนการพนันท่ีจะไป
เล่นการพนันกัน แต่น่ีก็เป็นเพราะว่าเป็นพุทธเพียงแต่ช่ือไม่ได้เป็นพุทธท่ีตัวท่ีใจ ถ้าเป็นพุทธท่ีใจนั้น
จะมกี ารปฏิบัติสอดคลอ้ งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่ีไมเ่ ป็นก็เพราะวา่ ไม่ไดม้ าศึกษาไมไ่ ด้ฟงั เทศน์
ฟังธรรมกันนั่นเอง เกิดมาก็เพียงแต่เชื่อตามปู่ย่าตายายบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา
เช่ืออะไรก็เช่ือตาม ทำก็ทำพอหอมปากหอมคอ เช่นในวันสำคัญในวันเกิดวันปีใหม่หรือเวลาทำบุญข้ึน
บ้านใหม่ ทำบุญครบรอบคนตาย ทำบุญครบรอบวันเกิด หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ก็จะมี
การทำบญุ กัน ก็ไดเ้ พียงระดับผวิ ระดบั เปลือก ส่วนลึกเข้าไปนั้นจะไมค่ อ่ ยได้กนั คือระดับศลี และระดับ
ภาวนาศีล ๕ นี้ก็รักษากันไม่ค่อยได้ อบายมุขก็ละเว้นกันไม่ค่อยได้ อย่าไปว่าถึงเรื่องภาวนาเลย
ภาวนานี้แทบไม่รู้เลยว่าเปน็ อะไร ไม่รู้ว่าน่ังหลับตากนั ไปทำไม หาอะไรได้อะไรจากการน่งั หลับตา ไม่
328 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คอ่ ยรู้เรือ่ งราวเหล่าน้ีกันเพราะขาดการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าน่ันเอง จึงไม่ได้ถือว่าเป็น
ชาวพทุ ธอย่างแทจ้ ริง
ธรรมโอสถ (ธมฺม+โอสถ /โอสถคือพุทธธรรม) คือเครื่องรักษาโรคทางจิตใจ คือ โรคฟุ้ง
(อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจ) และโรคเครียด (โทสะ/ปฏิฆะ) เป็นต้น โรคทางจิตก็เหมือนโรคทางกาย ยารักษา
โรคทางจิตก็เหมือนยารักษาโรคทางกาย ไม่ว่าจะใช้ยาวิเศษขนานใดก็ตาม ก็ต้องใช้ยาน้นั ให้ไดข้ นาด
เพียงพอกับอาการของโรค โรคทางกายบางโรคไม่ต้องใช้ยามากและไม่ต้องใช้นาน บางโรคต้องใช้
มากและต้องใช้นาน จะใจร้อนใจเร็วให้โรคหายทันใจทุกโรคไม่ได้ แต่โรคทางใจของคนทั่วไป ปกติ
ต้องใช้ยามากและต้องใช้นานจึงจะใจร้อนใจเร็วให้เห็นผลเป็นความหายขาดจาก โรคหัวใจอย่างทัน
ตาทันใจไม่ได้ ต้องใช้ธรรมโอสถใหเ้ พียงพอกับอาการของโรค เชน่ โรคเครยี ดและโรคฟุ้งทก่ี ลา่ วแล้ว
ว่า รักษาได้ด้วยธรรมโอสถ คือ อุเบกขา ก็ต้องใช้ธรรมโอสถให้เพียงพอ คือ ใช้ให้มากพอและใช้ให้
นานพอ จงึ จะหายขาดได้จริง
การมาวัดเพื่อมาทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เป็นเหมือนกับการ
ให้ยาป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทางด้านจิตใจ คือความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเสียใจ ความกังวล
ความวุ่นวายใจต่างๆ ไม่มีอะไรในโลกนี้จะระงับหรือป้องกันความทุกข์ใจได้ นอกจากบุญและกุศล
เท่านั้น การมาวัด มาทำบุญทำทาน มารกั ษาศีล มาฟังเทศน์ฟังธรรม มาปฏิบัติธรรม ก็เป็นการมา
รับยา คือธรรมโอสถของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกท้ังหลาย ซึ่งเป็นเหมือนกับหมอท่ีเคย
ไดร้ ับประโยชน์จากยาธรรมโอสถแลว้ ไดเ้ ห็นคณุ อนั วิเศษท่ีสามารถยกจติ ใจของท่านใหอ้ ย่เู หนอื ความ
ทุกข์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากกันก็ดี ทุกข์ท่ีเกิดจากการประสบ
กับสิง่ ทไี่ ม่ปรารถนาทัง้ หลายกด็ ี จะไม่สามารถเข้ามาเหยยี บยำ่ ทำลายจิตใจได้เลย เพราะธรรมโอสถ
เปน็ เหมอื นเกราะคุ้มกนั จติ ใจ ไมใ่ ห้ความทกุ ข์ต่างๆ เข้ามาเบียดเบยี น
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ได้พิสจู น์ได้สัมผัสธรรมโอสถทว่ี ิเศษนีแ้ ล้ว จึงได้นำเอามา
เผยแผ่ เอามาแจกจ่ายให้กับพวกเรา ซ่ึงเปรยี บเหมือนกับคนไข้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อถูกโรคภัยของ
จิตใจเข้ามากระทบ ก็จะตอ้ งทกุ ข์ตอ้ งทรมานใจ แต่ถ้าได้รบั การดูแลด้วยธรรมโอสถ ท่เี ป็นเหมอื นกบั
การรับประทานยาหรือการฉีดยาป้องกันโรคภัยต่างๆ แล้ว ก็จะมีภูมิคุ้มกัน ทำให้สามารถต่อสู้กับ
ทุกข์ชนิดต่างๆ ได้ ใจก็เป็นเหมือนกับร่างกาย ท่ีต้องมีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกัน ยาที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน
ให้กับจิตใจก็คอื พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนใหห้ ม่ันทำความดี ละการกระทำบาป
และชำระกายวาจาใจให้สะอาดหมดจด ด้วยการทำบุญให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ฟัง
ธรรม อย่างสมำ่ เสมออย่างตอ่ เนอ่ื ง
เร่ิมต้ังแต่การทำบุญให้ทาน ที่จะพาให้เราเข้าสู่การรักษาศีลต่อไป เมื่อรักษาศีลได้แล้วก็
อยากจะทำจิตใจใหส้ งบ ทำสมาธิ เพราะเห็นคุณค่าของความสงบท่ีเกิดจากการรักษาศลี ทีเ่ กิดจาก
การทำบุญให้ทาน ว่าเป็นความสุขท่ีแท้จริง และอยากจะได้มากเพ่ิมข้ึนไปอีก ก็ต้องภาวนา นั่งทำ
สมาธิและเจริญปัญญา เพราะเป็นวิธีสร้างความสงบให้กับจิตใจได้เต็มร้อย แต่ต้องเร่ิมต้นจากชั้น
ประถมขึ้นไปก่อน ทำบญุ ใหท้ านอยู่เร่อื ยๆ อยา่ เสยี ดายเงินเสยี ดายทองทเี่ หลือกินเหลอื ใช้ ไมม่ คี วาม
จำเป็นกับเรา ก็เอามาทำบุญทำทาน แล้วก็รักษาศีล ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความ
เดือดร้อนให้กับผู้อื่น เพราะจะย้อนกลับมาหาเรา เป็นเหมือนเงา หรือเป็นเหมือนกับกระจกทีส่ ะท้อน
การกระทำของเรา เวลาเรายืนที่หน้ากระจกทำหน้าบึ้งตึง คนท่ีอยใู่ นกระจกก็ทำหน้าบึ้งตึง เวลาย้ิม
คนที่ยืนอยู่ในกระจกก็ยิ้ม ฉันใดถ้าเราไม่เบียดเบียน ไม่สร้างความทุกข์ให้กับผู้อ่ืน ทุกข์น้ันก็จะไม่
กลับมาหาเรา เม่ือไมม่ ีทุกข์ท่ีเกิดจากการกระทำบาป การกระทำผิดศลี ผิดธรรม ใจกส็ งบ ใจก็สบาย
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 329
ก็ทำให้ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น เวลานั่งทำสมาธิจะง่ายกว่าคนที่มีความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ที่เกิดจาก
การทำผิดศีลผิดธรรม เมื่อทำจิตให้สงบแลว้ ก็จะมีกำลังที่จะปลงอนจิ จังทุกขังอนัตตา พรอ้ มที่จะรบั
กบั สภาพต่างๆท่ีจะเกิดข้นึ
ธรรมรกั ษาโรค
“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี” แปลว่า “ธรรมะย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม” เป็นพุทธพจน์
อยใู่ นพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ธมโฺ ม หเว รกขฺ ติ ธมมฺ จารึ
ธมโฺ ม สุจณิ ฺโณ สขุ มาวหาติ
เอสานสิ ํโส ธมเฺ ม สจุ ณิ ฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมมฺ จารตี ิ๒
แปลว่า “ธรรมเท่าน้ัน ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ น้ี
เปน็ อานสิ งส์ในธรรมทีป่ ระพฤติดีแล้ว ผปู้ ระพฤติธรรมย่อมไมไ่ ปสู่ทุคติ”๓
น หิ ธมฺโม อธมโฺ ม จ อโุ ภ สมวปิ ากโิ น
อธมฺโม นริ ยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคฺคตินฺต๔ิ
แปลว่า “เพราะธรรม และอธรรมทัง้ สอง มีผลไม่เหมือนกัน ธรรมและอธรรมทั้งสองมีผลไม่
เหมือนกัน อธรรมนำไปสู่นรก ธรรมใหถ้ ึงสุคต”ิ ๕
กล่าวโดยสรุปธรรมรักษา ก็มีได้หลายระดับ รักษาให้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยรูค้ วามจรงิ ใหร้ ู้ขึ้น
รักษาให้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม ในระดับสติปัฏฐานเกิด รักษาให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม รักษากิเลส
บางตัวดับหมด จนไม่ต้องเกิดในอบายภูมิ (พระโสดาบัน) รักษาไม่ให้มีกิเลสอีกและก็ไม่ต้องเกิดอีก
ครับ ดังนั้น เมื่อเราเพ่ิงเริ่มอบรมปัญญา การฟังธรรมจนเข้าใจขั้นการฟัง ก็เริ่มอบรมความเห็นถูก
รักษาให้มีความเห็นถูกมากขึ้นว่าทุกอย่างเป็นธรรม แม้จะยังไม่ประจักษ์ แต่ต้องเร่ิมต้นจากจุดนี้
จนถงึ วันน้ัน ธรรมรกั ษาจนไมม่ กี เิ ลส ไมต่ อ้ งเกดิ อกี ก็ไม่ต้องเปน็ โรคต่างๆ อกี แลว้ เพราะไม่ต้องเกดิ อีก
ในประเทศไทยมีโครงการธรรมรักษา..รักษาใจยามเจ็บป่วยเม่ือกายปว่ ย ใจจะป่วยดว้ ยเสมอ
ดังน้นั ผู้ปว่ ยโรคเรื้อรัง ผปู้ ่วยระยะสุดทา้ ย รวมถึงครอบครวั จะเกิดความกงั วล ความกลัวอันนำซึง่
ความเครียด เป็นความทุกข์ท่ีเกิดขึ้นทางจิตใจและไปซ้ำเติมการเจ็บป่วยของร่างกายโครงการธรรม
รกั ษาฯ จงึ เปน็ โครงการทต่ี ้องการให้การดูแลช่วยเหลือผู้ปว่ ยและครอบครวั ให้มกี ำลังใจและพรอ้ มรบั
กับความเปล่ียนแปลงที่จะขึ้นในชีวิตได้อย่างสงบสุข กิจกรรมของโครงการธรรมรักษา มี
หลากหลายรูปแบบ อาทิ การจัดธรรมะข้างเตียง ด้วยการนิมนต์พระภิกษุมาสนทนาธรรม ทำบุญ
ตักบาตร การปฏิบัติธรรมกิจกรรมศิลปะบำบัด เป็นเคร่ืองมือท่ีให้ผู้ป่วยได้แสดงและเปิดความรู้สึก
ของตน อันนำไปสู่การเยียวยารักษา กิจกรรมเย็บปักถักร้อย โดยฝีมือของผู้ป่วย เช่นหมวกถัก
๒ ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๑/๘๙.
๓ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๓๐๓/๓๘๙.
๔ ข.ุ ธ.อ.(บาลี) ๑/๒๐.
๕ ข.ุ เถร.(ไทย) ๒๖/๓๐๔/๓๘๙.
330 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ผ้าพันคอถัก มีการนำไปมอบให้กับผู้ป่วยคนอ่ืนๆ ในโรงพยาบาลกิจกรรมจิตอาสา “เพื่อนช่วยเพื่อน”
ซ่ึงจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและไม่หมกมุน่ อย่กู บั อาการป่วยของตนเอง
ธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม เริ่มต้นแห่งธรรมท่ีรักษาผู้ประพฤติธรรม ตามพระบาลีว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ฯ แปลว่า ธรรมนน้ั แลยอ่ มรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมท่ีบุคคลส่ังสมไว้ดีแล้วนำ
ความสุขมาให้ข้อนแี้ หละเปน็ อานสิ งส์ในธรรมความประพฤตดิ ีผปู้ ระพฤติธรรมดเี รยี บรอ้ ยไมไ่ ปส่สู ุคติ
คำวา่ “ธรรม” คือความดี มีเป็นระดับชั้น ถา้ ไมม่ ีความช่วั มาเจอื ปนเลย เป็นวริ าคธาตุ วิราค
ธรรม
คำว่า “ธรรม” แยกเป็น ๔ ประการ [“ธมฺมาติ คุณเทสนาปริยตฺตินสิ ฺสตฺตนชิ ฺชีววเสน จตฺตา
โร ธมฺมา นาม]๖ ตามอรรถกถาธรรมบทภาคท่ี ๑ พระพุทธโฆสาจารย์ อธิบายไวด้ ังน้ี
๑. คุณธรรม ให้ผลตามกาล ดีฝ่ายเดียวให้ผลเป็นสุขฝ่ายเดียว เรียกคุณธรรม ถ้าฝ่ายช่ัว
ย่อมให้ผลเป็นทุกข์ กล่าวคือ “ธัมม์ และ อธัมม์ มีวิบากไม่เสมอกัน อธัมม์ มีผลนำไปสู่นรกหรือ
อบายภมู ิ ๔ สว่ น ธัมม์มผี ลยังผปู้ ฏิบัตใิ ห้ไปสสู่ คุ ติ”
๒. เทศนาธรรม พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้เป็นความงาม ๓ ประการ คือ ไพเราะใน
เบ้ืองต้น คือศีล ตลอดจนกระท่ังถึงดวงศีล ไพเราะในท่ามกลาง คือสมาธิ ตลอดจนกระท่ังถึง ดวง
สมาธิ และไพเราะในเบ้อื งปลาย คอื ปัญญา ตลอดจนกระท่งั ถึงดวงปญั ญา
๓. ปริยัติธรรม การศึกษาให้ครบถ้วนในนวังคสัตถุสาสน์ (ถ้าในปัจจุบัน ก็คือการศึกษาใน
หลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก และเปรียญ ๓–๙)
๔. นิสัตตนิชีวธรรม ธัมม์คือนิสสัตตะนิชชีวะ กล่าวถือไม่มีสัตว์ (สภาวะที่มิใช่สัตว์) ไม่มี
ชีวะ (สภาวะที่มิใช่ชีวะ) เป็นแต่สักว่าสภาวะแห่งกองธรรมมาประชุมร่วมกัน ฯ ในที่น้ี นิสสัตตธัมม์
นน้ั โดยอรรถะ ได้แก่ อรูปขันธ์ ๓ คอื เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์๗ (ยกรปู กับวิญญาณออก
เหลอื แต่เวทนา สัญญา สงั ขาร ไมใ่ ชส่ ตั วไ์ ม่ใชช่ ีวติ )
คำวา่ ธรรมรักษา คอื การรักษาด้วยธรรม หรือธรรมโอสถ โดยนำธรรมมาบำบัดแกไ้ ขชนดิ
ของโรคทเ่ี กิดจากกิเลสเปน็ สมุฏฐาน (กิเลสสมฏุ ฺฐานิโก โรโค)
คำว่า “ธรรมโอสถ” (ธมฺม+โอสถ) หมายถึง โอสถท่ีรักษาร่างกาย หรือจิตใจ ถ้าหมายถึงความ
เจ็บป่วยทางร่างกาย ก็รักษาด้วยโอสถท่ีปรุงจากหมอหรือผู้รู้เช่น ในสมัยพุทธกาลก็มีหมอชีวกโกมารภัจจ์
เปน็ ผู้ปรุงยารักษาพระพุทธเจา้ และเหลา่ พระสาวก
กรณีตวั อยา่ งของจกั กนะอุบาสก
อบุ าสกหนุ่มนัน่ แล โรคเกิดข้ึนแก่มารดา และหมอก็ได้บอกวา่ “ควรไดเ้ นือ้ กระต่ายสด จึงจะ
ควร” (เวชฺเชน จ อลฺลสสกมํสํ ลทฺธุ วฏฏฺตีติ วุตฺตํ) ลำดับนนั้ พี่ชายของเขาใช้นายจักกนะไปด้วยสั่ง
ว่า “พอ่ เจา้ จงไป จงเท่ยี วไปสู่นาเถิด” เขาไปท่นี านน้ั แล้ว
ก็สมัยนั้น กระต่ายตัวหน่ึงมาเพ่ือจะกัดกินข้าวกล้าอ่อน กระต่ายนั้นเห็นนายจักกนะนั้นเข้า
จึงวง่ิ ไปโดยเร็ว ถูกเถาวลั ย์พัน ได้ร้องเสียงดงั ‘กิริ กิริ’ นายจักกนะไปตามเสียงนั้น ก็จับกระตา่ ยนั้น
๖ ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๑/๒๐.
๗ ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ ขนฺธา โหนฺตีติ อยํ นิสฺสตฺตธมฺโม นาม. นิชฺชีวธมฺโมติปิ เอเสวนโย. เตสุ
อมิ สฺมึ ฐาเน นิสฺสตฺตนิชฺชีวธมฺโม อธิปฺเปโต. โส อตฺถโต ตโย อรูปิโน ขนฺธา “เวทนากขฺ นฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ
ติ.อ้างใน ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๑/๒๐-๒๑.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 331
ไว้แล้ว จึงคิดว่า “เราจักผสมยาแก่มารดา” แต่เขาคิดต่อไปอีกว่า ข้อท่ีเราพึงปลงสัตว์เสียจากชีวิต
เพราะเหตุแห่งชีวิตของมารดา หาควรแก่เราไม่ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงปล่อยกระต่ายน้ันไปด้วยคำว่า
เจ้าจงไป จงบริโภคหญ้าและน้ำกับกระต่ายในป่าเถิด ก็เขาถูกพี่ชายถามว่า พ่อ เจ้าได้กระต่ายแล้ว
หรอื จงึ บอกความเป็นไปนัน้ ดังนน้ั พีช่ ายจึงดา่ นายจกั กนะน้นั
เขาไปหามารดายืนกล่าวคำสัจวา่ “แต่กาลทขี่ ้าพเจ้าเกิดแล้ว ยังไมร่ ู้สึกว่าปลงสตั ว์จากชวี ิต”
ทนั ทนี ่ันเอง มารดาของเขากไ็ ดเ้ ป็นผ้หู ายจากโรคแลว้ ๘
กรณเี ร่อื งพระมหามติ ตเถระ
ได้มีโรคฝีมีพิษ (วิสคณฺฑโรโค) เกิดข้ึนแก่โยมหญิงของพระมหามิตตเถระ แม้ธิดาของนางก็บวชใน
สำนักภิกษุณี นางจึงกลา่ วกะภิกษุณธี ดิ านัน้ วา่ “ไปเถิด แม่คณุ เธอจงไปสูส่ ำนักพี่ชาย บอกความที่โยมไม่
สบายแล้วนำยามาเถดิ ”
ภิกษุณีนั้นไปบอกแล้ว พระเถระกล่าวว่า “ฉันไม่รู้จะเก็บยาต่างๆ มียารากไม้เป็นต้น มาต้มเป็นยา
ให้หรอก แต่จักบอกยาแก่เธอ เราจำเดิมแก่กาลที่บวชแล้ว ไม่เคยมีจิตสหรคตด้วยโลภแล้วทำลายอินทรีย์
ทงั้ หลายแลดรู ปู ท่ีเปน็ วิสภาค(ไมเ่ หมาะ) เลย ดว้ ยคำสัตย์น้ี ขอความผาสกุ จงมีแกโ่ ยมหญงิ ของเราเถดิ เธอ
กลับไปเถิด จงว่าคำ ท่ีเรากล่าวน้ีแล้วลูบสรรี ะของอุบาสิกาเถิด” ภิกษุณีนั้นกลับไปแจ้งเน้ือความน้ันแล้ว ได้
กระทำตามสั่งทันใดน้ันเอง ฝีของอุบาสิกาก็ฝ่อหายไป เหมือนฟองน้ำแตกหายไป ฉะนั้น นางลุกข้ึนแล้ว
เปล่งวาจาแสดงความช่ืนบานออกมาว่า “ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังดำรงพระชนม์อยู่ไซร้ ไฉนพระองค์
จะไมพ่ งึ ทรงลบู ศีรษะของภกิ ษุผู้เชน่ ดงั บตุ รของเรา ด้วยพระหัตถ์อนั มีลายวิจติ รเลา่ ” ดงั น้ี เหตุนัน้
“แม้บุคคลอื่น ผู้มีความสำคัญว่า ตนเป็นลูกสกุล ได้บวชในพระศาสนาแล้ว พึงตั้งอยู่ในอินทรีย์
สงั วรอันประเสริฐ ดงั พระมิตตเถระ เทอญ”๙
กรณขี องพระโกกาลกิ ภกิ ษุ
ครั้งนั้น พระโกกาลิกภิกษุ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และใส่ร้ายพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร
กล่าวโจมตีว่า ทา่ นท้งั สอง เป็นผมู้ ีความปรารถชั่ว ตกอยูใ่ นอำนาจของความปรารถนาชวั่
เม่อื โกกาลิกภกิ ษกุ ลา่ วอย่างน้ีแลว้ พระผมู้ ีพระภาคไดต้ รสั กบั โกกาลิกภิกษดุ งั นว้ี ่า
“โกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอยา่ งน้ัน โกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธอจงทำจิตให้เล่ือมใสในสารี
บตุ ร และโมคคัลลานะเถดิ เพราะสารบี ตุ รและโมคคัลลานะ เป็นผู้มีศลี เปน็ ทรี่ ัก”
แมค้ รงั้ ที่ ๒ ....แม้ครงั้ ที่ ๓ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับโกกาลิกภิกษวุ ่า “ ฯลฯ เพราะสารีบุตรและ
โมคคัลลานะ เป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก” คร้ังนั้น โกกาลิกภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค
กระทำประทกั ษิณแล้วจากไป
เมอ่ื โกกาลกิ ภิกษุจากไปไม่นาน รา่ งกายก็มีตุ่มขนาดเทา่ เมลด็ พนั ธุ์ผกั กาดเกิดข้นึ ทว่ั รา่ ง ตุ่มเหล่านั้น
โตเท่าเมล็ดพันธ์ผักกาด แล้วก็โตขึ้นเท่าเมล็ดถั่วเขียวโตเท่าเมล็ดถั่วดำ โตเท่าเมล็ดพุทรา โตเท่าเมล็ด
กระเบา โตเท่าผลมะขามป้อมโตเท่าผลมะตูมอ่อน โตเท่าผลมะตูมแก่ แล้วก็แตกเยิ้ม หนองและเลือดหล่ัง
ออกมาคร้ังน้ัน โกกาลิกภิกษุได้มรณภาพเพราะอาพาธน้ันเอง แล้วไปเกิดในปทุมนรกเพราะมีจิตผูกอาฆาต
ในท่านพระสารีบตุ รและท่านพระโมคคัลลานะ
๘ มงคฺ ลทปี น.ี (บาล)ี ๒/๑๕๖/๑๒๗-๑๒๘., อภิ.ส.ํ อ.(ไทย) ๑/๒๖๑-๒๖๒.
๙ วสิ ุทธฺ .ิ (บาล)ี ๑/๔๙.
332 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ต่อจากนั้นฝีก็เริ่มแตก น้ำหนองไหลออกมาท่ัวร่างกาย ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จนขาดใจตาย
แล้วไปเกิดในปทมุ หานรก อันเป็นส่วนหนง่ึ ของอเวจีมหานรก๑๐
กรรมหนัก : โรคท่ีเกิดขึ้นจากกรรมหนักนี้ ได้แก่ การใส่ร้ายพระอรหันต์ คนดี คนบริสุทธ์ิ
ตัวอย่างเร่ืองพระโกกาลิกภิกษุเป็นเรื่องท่ีอันตราย กล่าวคืออันตรายิกธรรมคืออริยุปวาท (เรียกว่า อริ
ยปุ วาทา อุปวาทนฺตรายิกา นาม)
จากกรณีในพระสุตตันตปิฎกเร่ืองน้ี ควรถือเป็นบทเรียนทีพึงสังวรได้ว่า เม่ือเราจะทำ พูด และคิด
ส่ิงใด อันเป็นอกุสลจิตแล้ว ก็ควรตั้งสติและใช้ปัญญาพจิ ารณาให้มาก สอบสวนใครค่ รวญให้รอบครอบกอ่ น
ว่า ผู้ท่ีเราจะเข้าไปสัมผัสเก่ียวข้องด้วยน้ัน ท่านเป็นคนดีหรือคนชั่ว? ถ้าเป็นคนดีหรือผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็
เปรียบเหมือนการเล่นกับไฟ มีแต่ขาดทุนลกู เดยี ว และเมือ่ ทราบวา่ เราทำผิดแล้วก็ควรรีบไปขอขมาโทษทา่ น
เสียในทันที กรรมประเภทนี้ เรียกว่า “อริยุปวาท”๑๑ คอื การว่าร้าย ใส่ร้ายพระอรยิ ะผู้บริสุทธิ์ โทษหนักก็
จะกลายเป็นเบา ทโ่ี ทษเบาก็จะกลายเป็นอโหสกิ รรม (ไมใ่ หผ้ ลต่อไป) กันได้
จากกรณีท่ียกตัวอย่างมานี้จะเห็นได้ว่า มีท้ังวิธีการรักษาด้วยโรคทางกายและโรคทางใจ โรคทาง
กายหมอก็จะแนะนำให้ยาหรือเภสัชที่แก้ไข ทำการรักษาโรคนั้น ส่วนอีกประการหนึ่งก็การใช้ธรรมโอสถก็
คอื “สจั จะ” (สัจจบารม)ี สจั จอธษิ ฐานเขา้ มาบูรณาการในการเยยี่ วยารกั ษาไปพรอ้ มๆ กนั ไปด้วย
อีกประการหนึ่ง ก็มีตัวอย่างพระภิกษุสงฆ์หลายรูปด้วยกันที่อาศัยการนั่งกรรมฐาน เจริญสมถะ
วิปัสสนา จนสามารถข่มเวทนารวมถึงทำให้โรคร้ายบางโรคหายไปได้จริง (แม้ในสมัยพุทธกาลใน
พระไตรปฎิ กกม็ ีการกล่าวถงึ เรอื่ งทำนองน้ีอยู่ ดงั เชน่ ในโพชฌงคป์ รติ ร เป็นตน้ )
แต่ถ้าหมายถึงโรคทางใจ ก็คือจิตใจท่ีเจ็บป่วย และมีความทุกข์อันเกิดมาจากกิเลสท่ีเข้า
ประกอบในจิตใจ มีวิตก ๓ คือ กามวิตก พยายาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น (ตีหิ วิตกฺเกหิ
อนฺวาสตฺตตาย) ดังเช่นพระเมฆิยเถระ เป็นต้น๑๒ ก็ธรรมะน่ีแหละ คือยาท่ีรักษาโรคชนิดนี้โดยตรง
ซง่ึ ในแตล่ ะกรณศี ึกษากจ็ ะไม่เหมือนกนั ขน้ึ อยู่กบั วา่ มสี าเหตุมาจากอะไร ก็จะนำหลักธรรมนั้นไปแก้ไข
ให้ถกู กับโรคทเี่ กดิ
คำว่า “ธรรมโอสถ” คอื ธรรม ๗ ประการอันได้แก่ สติ วิจัยธรรม วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ
และอเุ บกขา หรือเปน็ ท่รี ูจ้ ักว่า “โพชฌงค์ ๗” แต่เม่อื รวบกนั เข้ามาอาจเป็นเพียงเร่อื ง “ปัจจุบนั ธรรม” ทตี่ ั้ง
อยภู่ ายกฎแหง่ การเปล่ียนแปลง หรือไตรลักษณ์
คำว่า ธรรมโอสถ (ธรรม + โอสถ) ธรรม ในที่นห้ี มายความว่า ธรรมขนั ธ์ กองธรรม, หมวดธรรม,
ประมวลธรรมเข้าเป็นหมวดใหญ่ มี ๕ คือ สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสน
ขนั ธ์
ธรรมโอสถคือศีล ธรรมโอสถคือสมาธิ ธรรมโอสถคือปัญญา คือ อริยมรรค๘ คือธรรมะ
เช่นเดียวกับการรับศีลและสมาธิ คือการน้อมใจเอาใจเข้าสมาทานรักษาข้อวัตรปฏิบัติตามแนวทางของ
ศาสนาอ่ืนๆ เช่น การเป็นคนใหม่ การเป็นผู้มีพระเจ้าเป็นผู้ช่วยให้รอด การถ่อมใจ การเชื่อและศรัทธาใน
พระผู้เป็นเจ้า การไม่ทดลองบาป การขอ การสารภาพ ส่งิ เหล่าน้ีก็เฉกเช่นเดียวกับหลักสมาทานศีล สมาธิ
ปัญญาเข้ามาเป็นธรรมโอสถ การรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นท่ีพึ่งที่ระลึกในการบำบัดโรค จึง
เรยี กว่า “ธรรมโอสถ”
๑๐ ดูรายละเอยี ดใน ส.ํ ส.(ไทย) ๑๕/๑๘๑/๒๔๘-๒๕๒.
๑๑ อริยปุ วาทา อุปวาทนฺตรายิกา นาม ฯ เต ปน ยาว อรเิ ย น ขมาเปนฺติ ตาวเทว น ตโต ปรํ ฯ อ้างใน มงฺ
คลทีปนี.(บาล)ี ๑/๑๔๗/๑๖๙.
๑๒ ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๒/๑๑๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 333
ฉะน้ันธรรมโอสถ คือผลของการที่บุคคลรับเอาการประพฤติปฏิบัติ ตามแนวทางคำส่ังสอน จน
ได้รับผลแห่งความสุข ตามครรลองของการกระทำ ดีและช่ัวย่อมเป็นผลจากความศรัทธา กำลังแห่งการ
ประพฤติปฏิบัติ และผลของการกระทำ รสของพระธรรมจะช่วยเราได้แคไ่ หนอยู่ท่ีพลังแห่งศรัทธาและการ
กระทำนน้ั เอง
โดยพิสดาร กำหนดหมวดธรรมในพระไตรปิฎกว่ามี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็นวินัยปิฎก
๒๑,๐๐๐ สตุ ตนั ตปิฎก ๒๑,๐๐๐ และอภธิ รรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์
โอสถ หมายความว่า ยาแก้โรค
โรค คอื ความวิปลาส (ผดิ จากความเปน็ จริง)
วิปลาส, พิปลาส กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจ
คลาดเคลื่อนจากสภาพทเี่ ปน็ จริง มดี ังนี้
วิปลาสด้วยสามารถวตั ถุเปน็ ทีต่ ั้ง ๔ ประการ คือ
๑. วปิ ลาสในของท่ีไม่เท่ียง ว่าเท่ียง
๒. วิปลาสในของท่ีเป็นทกุ ข์ วา่ เป็นสุข
๓. วปิ ลาสในของท่ีไมใ่ ชต่ น วา่ เปน็ ตน
๔. วิปลาสในของทไี่ ม่งาม ว่างาม
พระอรหันต์ขีณาสพเท่าน้ัน ผู้มีจิตบรสิ ุทธ์ สะอาด ไม่มีกิเลสอยู่ภายในจิตใจ มรรคจิตของท่านทำ
หนา้ ท่ี ปหาณวิปลาสาสธรรม ๔ ได้หมดจด พน้ จากวัฏฏะสงสารโดยสิน้ เชงิ
โรค
โรค คือความเจ็บไข้ ความเจ็บป่วย หรือความเสียดแทง [รุชฺชตีติ โรโค] ในท่ีนี้หมายถึง
โรคทางกายเทา่ น้นั คือ โรคท่ีเกิดทางกายทำให้ร่างกายไม่สบายด้วยโรคต่างๆ มีโรคตาเป็นตน้ ส่วน
โรคทางจิต (จติ ฺตชโรโค)๑๓ หมายถึง โรคอันเกิดจากกิเลสมตี ัณหาอุปาทานเปน็ ตน้
ในอรรถกถา มัชฌมิ นิกาย อุปรปิ ัณณาสก์ วิภงั ควรรค ท่านวิเคราะห์ไว้ดงั นี้
ช่ือว่าโรค เพราะอรรถว่าเบียดเบียน ในบทว่า โรโค เป็นต้น ชื่อว่าคัณฑะ เพราะอรรถว่า
ประทษุ ร้ายในภายใน ชื่อว่าสลั ละ เพราะอรรถวา่ เสยี ดแทงเนอื งๆ๑๔
ความมีโรคเป็นเรอ่ื งปกติของสรรี ะร่างกาย
สิง่ สำคญั สุดยอด ท่ผี เู้ จบ็ ไขไ้ ม่ควรมองขา้ มเปน็ อันขาด นั่นคอื พระพุทธดำรสั ทต่ี รัสไวใ้ นฐาน
สูตรวา่ “เรามคี วามเจ็บไขเ้ ป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจบ็ ไขไ้ ปได้” วา่
“ภิกษทุ งั้ หลาย ฐานะ (หมายถงึ เหตุ) ๕ ประการน้ี อนั สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร
พรหม หรอื ใครๆ ในโลกน้ีไม่พงึ ได้ ฐานะ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑๓ ม.อุป.อ.(บาล)ี หน้า ๖๖. ปปญฺจสทู นี ๓ มมร.
๑๔ สญฺญา โรโคติอาทีสุ อาพาธฏฺเฐน โรโค ฯ สโทสฏฺเฐน คณฺโฑ ฯ อนุปวิฏฺฐฏฺเฐน สลฺลํ ฯ อ้างใน ม.อุป.อ.
(บาลี) หน้า ๕๒๔. ปปญฺจสทู นี ๓ มมร.
334 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๑. ขอสง่ิ ที่มีความแกเ่ ป็นธรรมดา๑๕ อยา่ แก่
๒. ขอสิ่งท่ีมคี วามเจ็บไขเ้ ปน็ ธรรมดา อยา่ เจบ็ ไข้
๓. ขอสิง่ ทีม่ ีความตายเปน็ ธรรมดา อยา่ ตาย
๔. ขอสง่ิ ทมี่ คี วามสิน้ ไปเป็นธรรมดา อย่าสน้ิ ไป
๕. ขอสิ่งทมี่ คี วามฉิบหายเป็นธรรมดา อยา่ ฉิบหาย
ส่ิงที่มีความแก่เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดบั ย่อมแก่ไป เม่ือส่ิงท่มี ีความแก่เป็นธรรมดา
แก่ไปแล้ว เขาไม่พิจารณาเห็นดังน้ีว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงที่มีความแก่เป็นธรรมดาของเราคเดียวเท่านั้นที่แก่ไป
แท้จริง สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงท่ีมีการมา การไป การจุติ และการอุบัติ ก็แก่ไป
ทั้งส้ิน เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำ
ครวญหลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมอง การงานก็จะหยุดชะงัก
พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือสิ่งท่ีมีความแก่เป็นธรรมดา แก่ไปแล้ว เขายอ่ มเศร้า
โศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงายนี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศรคอื ความโศก
ทมี่ พี ษิ ท่ิมแทงแลว้ ย่อมทำตนนั่นเองให้เดอื ดร้อนสงิ่ ท่มี คี วามเจ็บไขเ้ ปน็ ธรรมดาของปุถุชนผ้ไู ม่ได้สดับ
ย่อมเจ็บไข้...สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมตายไป...ส่ิงท่ีมีความส้ินไปเป็น
ธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมสิ้นไป...ส่ิงที่มีความฉิบหายเป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ยอ่ มฉิบหายไป เม่อื ส่ิงท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉบิ หายไปแลว้ เขาไมพ่ ิจารณาเห็นดงั นวี้ า่ ‘ไม่ใช่
สิ่งท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่าน้ันที่ฉิบหายไป แท้จริง สิ่งที่มีความฉิบหายเป็น
ธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงท่ีมีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็ฉิบหายไปทั้งส้ิน เม่ือส่ิงท่ีมีความฉิบ
หายไปเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงม
งาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายกจ็ ะเศร้าหมอง การงานกจ็ ะหยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดี
ใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือสิ่งท่ีมีความฉิบหายเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว เขาย่อมเศร้าโศก
ลำบาก ร่ำไร ทุบอก คร่ำครวญหลงงมงาย น้ีเรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ถูกลูกศรคือความโศกที่มี
พิษท่ิมแทงแล้วย่อมทำตนนั่นเองใหเ้ ดอื ดร้อน
ส่วนส่ิงท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมแก่ไป เม่ือสิ่งที่มีความแก่เป็น
ธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกน้ันพิจารณาเห็นดังน้ีว่า ‘ไม่ใช่ส่ิงท่ีมีความแก่เป็นธรรมดาของเราคน
เดียวเท่าน้ันที่แก่ไป แท้จริง สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงท่ีมีการมา การไป การจุติ
การอบุ ตั ิ ก็แกไ่ ปท้งั สน้ิ
เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำ
ครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรับประทาน กายก็จะเศร้าหมองการงานก็จะหยุดชะงัก
พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่ไปแล้ว อริยสาวกน้ัน
ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอกไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย น้ีเรียกว่า อริยสาวกผู้ได้
สดบั ถอนลูกศรคอื ความโศกทม่ี ีพิษทมิ่ แทงปุถุชนผูไ้ ม่ไดส้ ดบั ทำตนนน่ั เองใหเ้ ดือดร้อน อรยิ สาวกผไู้ ม่
มีความโศกปราศจากลูกศร ยอ่ มดับทกุ ข์ได้ด้วยตนเองสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้
ได้สดับ ย่อมเจ็บไข้ ... ส่ิงท่ีมีความตายเป็นธรรมดา ของอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมตายไป ...ส่ิงที่มี
ความสิ้นไปเป็นธรรมดาของอริยสาวกผู้ได้สดับ ยอ่ มสิ้นไป ...สิ่งที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของ
๑๕ ธรรมดา ในที่น้ีหมายถึง สภาวธรรมที่เกิดเอง คำน้ีมุ่งแสดงกฎแห่งเหตุผล อ้างใน อง.ฺ ทสก.อ.(บาลี) ๓/๒/
๓๑๘.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 335
อริยสาวกผู้ได้สดับ ยอ่ มฉิบหายไป เมื่อสิ่งท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาฉิบหายไปแล้ว อริยสาวก
น้ันพิจารณาเห็นดังน้ีว่า ‘ไม่ใช่สิ่งท่ีมีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของเราคนเดียวเท่านั้นที่ฉิบหายไป
แท้จริง สิ่งท่มี ีความฉิบหายไปเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ก็ฉิบ
หายไปทั้งสิน้
เม่ือส่ิงที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบหายไปแล้ว ถ้าเราจะพึงเศร้าโศกลำบาก ร่ำไร
ทุบอก คร่ำครวญ หลงงมงาย อาหารเราก็จะไม่อยากรบั ประทานกายก็จะเศร้าหมอง การงานก็จะ
หยุดชะงัก พวกศัตรูก็จะดีใจ และพวกมิตรก็จะเสียใจ’ เม่ือส่ิงที่มีความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ฉิบ
หายไปแล้ว อรยิ สาวกน้นั ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก ไม่คร่ำครวญ ไม่หลงงมงาย
น้ีเรียกว่า อรยิ สาวกผู้ได้สดบั ถอนลกู ศรคอื ความโศกท่ีมีพิษท่ิมแทงปุถุชนผู้ไม่ได้สดบั ทำตนนั่นเองให้
เดอื ดรอ้ น อริยสาวกผู้ไมม่ คี วามโศก ปราศจากลกู ศร ย่อมดับทกุ ข์ไดด้ ้วยตนเอง
ภกิ ษุท้ังหลาย ฐานะ ๕ ประการน้ีแล อนั สมณะ พราหมณ์ เทวดา มารพรหม หรือใครๆ ใน
โลกน้ไี มพ่ ึงได้
“ประโยชน์๑๖ แม้เล็กน้อยในโลกน้ี ใครๆ ย่อมไม่ได้ด้วยความเศร้าโศก ย่อมไม่ได้ด้วยความ
คร่ำครวญ พวกศัตรูทราบว่า เขาเศร้าโศก เป็นทุกข์ ย่อมดีใจ แต่ในกาลใด บัณฑิตฉลาดในการ
วนิ ิจฉัยเหตุผล ไมห่ ว่นั ไหวในอนั ตรายทั้งหลาย
ในกาลนน้ั พวกศัตรูเหน็ หน้าซึ่งไม่ผิดปกติของบัณฑิตน้ัน ผู้ยงั ย้ิมแย้มตามเคย ยอ่ มเป็นทุกข์
บณั ฑติ พงึ ไดป้ ระโยชน์ในท่ใี ดๆ ดว้ ยวธิ ใี ดๆ คอื ด้วยการสรรเสริญ ด้วยการรา่ ยมนตร”์
“ด้วยการกล่าวคำสภุ าษติ ดว้ ยการให้ หรือด้วยการอา้ งประเพณีก็พึงบากบน่ั ในท่นี ั้นๆ ด้วย
วิธีนั้นๆ ถ้าทราบว่า ‘ประโยชน์นี้ เราหรือคนอ่ืน ไม่พึงได้’เธอผู้ไม่เศร้าโศก ควรอดทนโดยพิจารณา
วา่ ‘เราได้ทำงานอยา่ งมุ่งมน่ั แล้วบัดน้ี เราจะทำอยา่ งไร’๑๗
คนเราอาศัยอยู่ในโลกและโรคมันก็อาศัยอยู่ในตัวเรา จงพิจารณาให้เห็นจนปราศจากความ
สงสัยใดๆ ว่า ความเจ็บไขนั้น เป็นของสาธารณะท่ัวไป (เรียกว่า สาธารณสุข) มิได้จำเพาะเจาะจง
จะมาเป็นแต่เราคนเดียวเท่านนั้ ก็หามิได้ ถ้ามองให้กว้างและยุติธรรมแล้ว คนในโลกนี้อีกมากมาย ที่
เขาเป็นโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าตัวเรา ร้ายแรงกว่าเรา ทรมานมากกว่าเรา ก็มีมาก และส่วนหน่ึงก็อยู่
ในฐานะทดี่ อ้ ยโอกาสในการเขา้ ถึงการรักษาพยาบาลในระบบของภาครฐั อกี มากมาย
รา่ งกายเปน็ รังแหง่ โรค
คำวา่ “โรคนิทฺธํ ปภงฺคุณํ” พระพุทธองคย์ ืนยันว่า รา่ งกายเป็นบอ่ เกิดแหง่ โรคภยั ไข้เจ็บ ดงั
ข้อความว่า “อุตตรา ก็รูปน้ันแล ช่ือว่าเป็นรังของโรค เพราะอรรถว่า เป็นสถานที่อยู่อาศัยของโรค
ทุกชนิด” [ปริชิณฺณมิทํ รูปํ โรคนิทฺธํ ปภงฺคุณํ, ภิชฺชติ ปูติ สนฺเทโห, มรณนฺตํ หิ ชีวิตนฺติ. ตสฺสตฺโถ
‘ภคินิ อิทํ ตว สรีรสงฺขาตํ รูปํ มหลฺลกภาเวน ปริชิณฺณํ, ตญฺจ โข สพฺพโรคานํ นิวาสนฏฺฐานตฺเถน
โรคนทิ ธฺ ํ]๑๘
ในอรรถกถาขุททกนกิ าย อิติวุตตกะ ติกนบิ าตร เภทนสูตร ท่านอธบิ ายเรอ่ื ง “กาย” ไว้วา่
๑๖ประโยชน์ ในที่นี้หมายถึงสภาวะที่มีความแก่เป็นต้นกลับกลายเป็นสภาวะที่ไม่แก่ อ้างใน องฺ.ปญฺจก.อ.(บาลี)
๓/๔๘/๒๖.
๑๗ องฺ.ปญฺจก.(ไทย) ๒๒/๔๘/๗๘-๘๑.
๑๘ ข.ุ ธ.อ.(บาล)ี ๕/๑๐๐.
336 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คำว่า กาโย ได้แก่ รปู กาย ก็รปู กายนั้น ช่ือว่ากาย เพราะอรรถวา่ เป็นที่ประชุมแห่งอวยั วะ
นอ้ ยใหญ่ทั้งหลาย มีผมเป็นต้นดว้ ย และช่ือว่ากาย เพราะมีวิเคราะห์ว่าเป็นอายะ คือ เป็นแหล่งเกิด
แห่งของนา่ เกลียดนา่ ชังทงั้ หลายอย่างนี้บา้ ง
ในคำว่ากาย น้ัน มีอรรถพ จน์ดังต่ อไป นี้ อาการชื่อว่า อาโย เพ ราะเป็ นที่มา
ถามว่า อะไรมา ตอบว่า สงิ่ ท่ีนา่ เกลยี ดมีผมเป็นตน้ มา
ดังนั้น อาการชื่อว่ากาย เพราะเป็นที่มาแห่งของน่าเกลียดท้ังหลาย ดังนี้บ้าง แต่โดย
ใจความแล้ว ได้แก่กองแห่งธรรมทั้งหลาย คือ ภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ ที่เป็นไปอยู่ด้วย
อำนาจแห่งสนั ตติ ๔ อย่าง มีพุทธาธบิ ายดงั น้ีวา่ ‘ภิกษทุ ้ังหลาย รปู กายท่สี ำเร็จดว้ ยมหาภูตทงั้ ๔ นี้
มกี ารแตกดับ มกี ารแตกสลายไปเปน็ สภาพ มีการกระจัดกระจายไปทุกขณะเปน็ สภาพ’๑๙
ในอรรถกถาขทุ ทกนิกาย อติ ิวุตตกะ ทกุ นบิ าต ปฐมภิกขุสตู ร๒๐ ท่านอธบิ ายไว้อกี ว่า
ก็ กาย มหี ลายอย่างเปน็ ตน้ วา่ “โจปนกาย กรชกาย สมหู กาย ปสาทกาย”
ในกายเหล่านั้น กายนี้ คอื ผมู้ ปี ญั ญา สำรวมกาย และสำรวมวาจา ชอ่ื ว่าโจปนกาย
การนริ มิตกายอ่ืนจากกายนี้ ช่อื กรชกาย
แต่สมหู กาย มีหลายอยา่ งมาแล้วดว้ ยสามารถแหง่ หมู่วญิ ญาณ เป็นตน้
จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวหมู่วิญญาณไว้ในบทมีอาทิว่า “ผู้มีอาวุโส หมู่วิญญาณเหล่านี้มี ๖
อย่าง” ดังนี้ ท่านกล่าวถงึ หมู่ผัสสะเป็นตน้ ในบทมีอาทวิ า่ หมผู่ สั สะ ๖ อย่าง ดังนี้
อนงึ่ ท่านกล่าวเวทนาขันธ์เป็นต้น ในบทมีอาทิว่า “กายปัสสัทธิ (ความสงบกาย) กายลหตุ า
(ความเบากาย)”
ทา่ นกล่าวหมู่ปฐวีธาตเุ ปน็ ตน้ โดยนัยมีอาทิว่า “บุคคลบางคนในโลกน้ี ย่อมพิจารณาเห็นปฐวี
กาย อาโปกาย เตโชกาย วาโยกาย เกสกาย โลมกาย โดยความเป็นของไม่เทยี่ ง” ดังน้ี
การถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ช่ือว่าปสาทกาย จริงอยู่ ปสาทกายนั้นย่อมเป็นไปโดยความ
เป็นวัตถุทวาร ตามสมควรแก่กายวิญญาณเป็นต้น ก็วิญญาณทั้งหมด ท่านเรียกว่ามโน ก็จริง แม้
ถึงอยา่ งน้ัน พงึ ทราบว่า ภวังค์พร้อมด้วยอาวัชชนะเป็นทวาร เพราะในท่ีนท้ี า่ นประสงคเ์ อาความเป็น
ทวาร
กรรมวิธีออกจากโรคทางใจ : ในอรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต อชาต
สตู รทา่ นอธิบายไว้ดงั นวี้ ่า
ช่ือวา่ โรคนิทฺธํ (เป็นรงั แหง่ โรค) เพราะเปน็ รงั แหง่ โรคหลายอยา่ งมีโรคตา เปน็ ตน้
ชื่อว่า ปภงฺคุณํ (ผุพัง) เพราะมีปกติผพุ งั เป็นอย่างยงิ่ โดยการแสดง โดยความพยายาม
ชื่อว่า อาหารเนตฺติปฺปภวํ (มีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด) เพราะมีอาหาร ๔ อย่าง และ
เนตติ คือตัณหาเป็นแดนเกิด คือเป็นสมุฏฐาน ปัจจัยแม้ทั้งหมดเป็นอาหาร แต่ในบัดน้ีพึงทราบว่า
โทษท้ังหลายช่ือว่าตัณหา เพราะตัณหาท่านใช้ศัพท์ว่าเนตติ เพราะฉะนั้น ช่ือว่า อาหารเนตฺติภวํ
๑๙ ข.ุ อิต.ิ อ.(บาล)ี ๒๐/๓๗๗-๓๗๘. ปรมตฺถทีปน.ี มมร.
๒๐ ขุ.อิติ.อ.(บาล)ี ๒๐/๑๕๘-๑๕๙. ปรมตถฺ ทีปนี. มมร.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 337
เพราะมีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด หรือช่ือว่าอาหาร เพราะอรรถว่า นำไป ชื่อตัณหา เพราะ
อรรถวา่ เปน็ ไป แมอ้ ยา่ งน้กี ็ชอื่ ว่า อาหารเนตฺติปปฺ ภวํ
ไม่ควรยินดี (นาลํ ตทภินนฺทิตุí) พอใจอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นไปยิ่งด้วยปัจจัยอย่างนี้
จากนั้นกเ็ ป็นของไม่เทย่ี งและเป็นทกุ ข์ด้วยตัณหาและทฏิ ฐิ
การสลดั ออก (ตสฺส นสิ สฺ รณ)ํ คอื การออกไปแหง่ สักกายะนัน้ ดงั ได้กล่าวแลว้ โดยนัยมีอาทวิ ่า
ชาตํ ภูตํ เกิดแล้ว เป็นแล้วดังน้ี ชื่อว่าเป็นบท เพราะควรเข้าถึงด้วยการล่วงสังสารทุกข์ อันชื่อว่า
ระงับ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น และสังขารทั้งปวงอันมีสภาพไม่สงบ เพราะความสงบแห่ง
กิเลสและสงั ขารน่นั แล เพราะมคี วามสรรเสริญ
ช่ือว่าจะคาดคะเนเอาไม่ได้ เพราะไม่มีอารมณ์แห่งในการคาดคะเน ช่ือว่าเป็นของยั่งยืน
เพราะอรรถว่าเที่ยง จากนั้นก็ไม่เกิด ไม่เกิดพร้อม ช่ือว่าไม่มีความโศก เพราะไม่มีเหตุให้โศก ชื่อว่า
ปราศจากธุลี เพราะธลุ ีมีราคะเป็นต้นปราศจากแล้ว ช่ือวา่ ความดบั เพราะเป็นเหตดุ ับแหง่ ทกุ ขธรรม
มชี าติเป็นต้น ชอ่ื วา่ เป็นความสงบแห่งสังขาร เพราะเป็นเหตสุ งบแห่งสังขารท้งั ปวงอันเป็นทกุ ขธรรม
จากนั้นก็ช่ือว่าเป็นความสุข เพราะเป็นความสุขโดยส่วนเดียวพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องอมตม
หานิพพานเท่านน้ั ด้วยบททั้งหมด
สรุปได้ว่าการออกจากโรคทางใจการละหรือประหารกิเลสท่ีเป็นตัณหาและอุปาทานท่ีเป็น
เหตุให้ยึดมั่นถือมั่นในรูปนามขันธ์ห้า ปราศจากกิเลสเครื่องเสียดแทงจิตใจดุจลูกศร (วิสลฺลํ)
ปราศจากโรคคือกิเลส ปราศจากอาพาธหรือส่ิงที่เป็นปฏิบัติอาพาธ (อนาพาธ) ปราศจากโรคภัยไข้
เจ็บ (อาโรคยํ /อนามย)ํ
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อรรถกถาวิปัสสนากถา ท่านอธิบาย
วิธพี จิ ารณาเพือ่ ผอ่ นคลายตณั หาอุปาทานในขันธห์ า้ ไวด้ ังนี้
พระโยคาวจรผู้เริม่ วิปัสสนาดว้ ยการพจิ ารณากลาปะกำหนดนามรปู และปัจจัยแห่งนามรูปใน
บทมีอาทวิ ่า ‘ปญฺจกขฺ นฺเธ อนจิ จฺ โต’ พิจารณาเหน็ เบญจขนั ธโ์ ดยความเป็นของไม่เทย่ี งในสตุ ตนั ตนิเทศ
อันมีคำถามเป็นเบ้ืองต้นว่า ‘กตีหากาเรหิ’ ด้วยอาการเท่าไรแล้วเหน็ ว่าขันธ์หนึ่งๆ ในขันธ์ ๕ ไม่เทย่ี ง
โดยความเป็นของไมเ่ ทย่ี ง เพราะปรากฏแล้วและเพราะมีเบอื้ งตน้ และที่สุด
โดยความเป็นทกุ ข์ เพราะมีเกดิ ดบั และบบี ค้ันและเพราะเปน็ ทต่ี ั้งแห่งทกุ ข์
โดยความเป็นโรค เพราะยังมชี วี ิตให้เปน็ ไปด้วยปจั จยั และเพราะเปน็ เหตแุ หง่ โรค
โดยเป็นดังหัวผี เพราะประกอบด้วยความทุกข์และความเสียดแทง เพราะอสุจิคือกิเลสไหล
ออก และเพราะบวมแก่จัดและแตกด้วยเกิดแก่และดบั
โดยความเปน็ ดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเสียดแทงภายใน และเพราะนำออก
ได้ยาก
โดยความลำบาก เพราะนา่ ติเตยี น เพราะนำความไมเ่ จริญมาให้ และความชวั่ ร้าย
โดยความป่วยไข้ เพราะให้เกดิ ความไมม่ ีเสรี และเพราะเป็นที่ตงั้ แหง่ ความอาพาธ
โดยความเปน็ อย่างอื่น เพราะไม่มอี ำนาจและเพราะไม่เชื่อฟงั
โดยความเปน็ ของชำรุด ด้วยพยาธิชราและมรณะ
โดยความเปน็ เสนียด เพราะนำความพนิ าศไม่นอ้ ยมาให้
338 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
โดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำความพินาศมากมายอันไม่รู้แล้วมาให้ และเพราะเป็นวัตถุ
แหง่ อนั ตรายท้ังปวง
โดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยท้ังปวง และเพราะเป็นปฏิปักษ์แห่งความหายใจ
เข้าเป็นอย่างย่ิง กล่าวคือสงบยากโดยความเป็นอุปสรรค เพราะถูกความพินาศไม่น้อยติดตาม
เพราะเกี่ยวข้องด้วยโทสะ และเพราะอดกล้นั ไมไ่ ด้ดจุ อุปสรรค
โดยความหว่นั ไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธชิ ราและมรณะและโลกธรรมมีลาภเปน็ ตน้
โดยความผุพัง เพราะเขา้ ถงึ ความผพุ ังด้วยความพยายาม และด้วยหน้าท่ี
โดยความไม่ยั่งยืน เพราะส่งิ ทต่ี ั้งอยตู่ กไป และเพราะความไมม่ คี วามมั่นคง
โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน เพราะต้านทานไม่ได้ และเพราะไม่ได้รับความปลอด
โปรง่
โดยความเป็นของไม่มีอะไรลับล้ี เพราะไม่ควรเพื่อติดและเพราะแม้ส่ิงที่ติดก็ไม่ทำการ
ป้องกันได้
โดยความไม่เปน็ ท่พี ึง เพราะไมม่ สี ่ิงทอ่ี าศยั อนั จะเป็นสาระในความกลัวได้
โดยความเปน็ ของวา่ ง เพราะวา่ งจากความย่ังยืนความสุขและอาหารอรอ่ ยตามท่ีกำหนดไว้
โดยความเป็นของเปล่า เพราะเป็นของว่างนั่นเอง หรือเพราะเป็นของน้อย เพราะของแม้
น้อยท่านกก็ ล่าวว่าเป็นของเปล่าในโลก
โดยความเปน็ ของสญู เพราะปราศจากเจา้ ของท่ีอยอู่ าศยั ผู้ร้ผู ู้กระทำผตู้ ้ังใจ
โดยความเปน็ อนัตตา เพราะตนเองไม่เปน็ เจา้ ของเป็นต้น
โดยความเปน็ โทษ เพราะเปน็ ทกุ ขป์ ระจำและความทีท่ กุ ข์เป็นโทษ
อีกอย่างหน่ึง ช่ือว่าอาทีนพหรือโทษ (อาทนี โว) เพราะฟุ้งไปคือเป็นไปแห่งโทษท้ังหลาย บท
น้ีเปน็ ชือ่ ของมนุษย์ขัดสน
อนึ่ง แม้ขันธ์ ๕ ก็เป็นความขัดสนเหมือนกัน เพราะเหตุน้ัน ชื่อว่าโดยความเป็นโทษ เพราะ
เปน็ เช่นกับโทษนั่นเอง
โดยมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะตามปกติก็แปรปรวนโดยสองส่วน คือโดยชราและ
มรณะ
โดยความไมม่ สี าระ เพราะไมม่ ีกำลังและเพราะทำลายความสุขดุจกระพี้
โดยความเป็นเหตแุ หง่ ความลำบาก เพราะเปน็ เหตุแหง่ ความช่ัวร้าย
โดยความเป็นดงั ฆาตกร เพราะทำลายความวิสาสะดจุ ข้าสกึ ปากพดู ว่าเป็นมิตร
โดยปราศจากความเจริญ เพราะหมดความเจรญิ และความสมบูรณ์
โดยเปน็ ของมอี าสวะ เพราะเป็นทีต่ ง้ั แหง่ อาสวะ
โดยเป็นของอันปัจจยั ปรุงแตง่ เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
โดยความเปน็ เหยื่อของมาร เพราะเป็นเหยือ่ ของมจั จมุ ารและกเิ ลสมาร
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 339
โดยความเป็นของมีความเกดิ แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธแิ ละมรณะ
เปน็ ปกติ
โดยเป็นของมีความโศก ความคร่ำครวญ ความคับแค้นเป็นธรรมดา เพราะมีความโศก
ความคร่ำครวญ และความคับแคน้ เปน็ เหตุ
โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เพราะความท่ีตัณหา ทิฏฐิ ทุจริตและ
สังกิเลสเปน็ วิสยธรรมดา
จรรยาบรรณของผบู้ ำบดั รกั ษา
ใครคอื ผใู้ หก้ ารบำบัดรักษา
ผูใ้ ห้การบำบดั รกั ษา กค็ อื บุคคลทไ่ี ดร้ ับการฝึกอบรมให้มีทักษะเหมาะสมท่ีจะทำหน้าที่ในการ
ให้การบำบัดรักษา อย่างไรก็ตามผู้ให้การบำบัดรักษา ก็ยังเป็นผู้ซ่ึงมีความต้องการทางร่างกาย
จติ ใจและสงั คม เปน็ ผู้ซึง่ ถูกขัดเกลามาจากครอบครวั ต่างๆ กัน ทำใหม้ ีความเช่ือ ค่านิยมในเร่ืองราว
ต่างๆ ทไ่ี ม่เหมอื นกนั ตลอดจนเปน็ ผู้ทม่ี จี ุดอ่อน จดุ เดน่ ในตวั เองทแ่ี ตกต่างกันไปซ่งึ ลกั ษณะทแ่ี ตกต่าง
กนั นเี้ อง อาจมีอิทธิพลส่งเสริม หรอื ขัดขวางในการให้การบำบัดรกั ษาได้ ดงั น้นั ผู้ให้การบำบัดรักษา
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร้จู ักตนเอง รู้ว่าตัวเองมีความเช่ือ และค่านิยมเก่ียวกับพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ
อย่างไร และรู้จักระวังตนเองในการแสดงออกทางวาจา และท่าทางขณะให้การบำบัดรักษาอย่าง
เหมาะสม รู้จักควบคุมและเผชิญอารมณ์ ความรู้สึก ความกลัว หรือ ความรู้สึกรังเกียจให้อยู่ใน
สภาพทไี่ ม่ขัดขวางการปฏิบัตหิ นา้ ที่ หรอื เพ่ือให้เกิดประโยชนต์ อ่ ผู้รบั การบำบดั รักษาให้มากท่ีสุด
ผู้ใหก้ ารบำบัดรกั ษาทีด่ ี ควรมีคณุ สมบตั ิทส่ี ำคญั ดงั นี้
๑. รู้จกั ตนเอง เข้าใจตนเอง และสามารถเป็นตวั ของตนเองได้
๒. มคี วามตอ้ งการและเตม็ ใจ ทจี่ ะชว่ ยเหลอื ดว้ ยความจรงิ ใจ
๓. มีจิตใจอ่อนโยน มีความละเอียดอ่อน ช่างสงั เกต ไวต่อเรื่องของความร้สู ึกนึกคดิ และท่าที
ของบุคคลอน่ื
๔. มีความอดทน อดกล้ันตอ่ พฤตกิ รรมทีไ่ ดแ้ สดงออกมาของผู้มาขอรบั การบำบัดรกั ษา
๕. มีการยอมรับและให้เกียรติ ผู้อ่ืน ไม่ด่วนตัดสินด้วยความรู้สึกนึกคิดของตนเองจากการ
มองเพียงด้านเดียว
๖. เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษยข์ องผู้มารบั คำปรึกษา โดยมีเจตคติท่ีให้ความสำคัญกับการ
ช่วยเหลอื คนให้ไดใ้ ช้ศกั ยภาพของตนอย่างเต็มที่
๗. มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ เช่นการรักษาความลับของผู้มาขอรับคำปรึกษา ไม่ให้เบอร์
โทรศัพทส์ ่วนตัวของตนไม่มีอคติ หรอื ลำเอียงในเรอ่ื งใดเร่อื งหน่ึง
๘. มีความรู้เก่ียวกับจิตใจวิทยาการให้การบำบัดรักษา ความรอบรู้ด้านต่างๆ แหลางข้อมูล
และแหลง่ ใหค้ วามช่วยเหลอื
๙. มที กั ษะในการใหก้ ารบำบดั รกั ษา และทกั ษะในการสื่อสารทด่ี ี