190 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
“พราหมณ์ เราอาศัยหมู่บ้าน หรือตำบลใดในโลกน้อี ยู่ ในเวลาเชา้ เราครองอนั ตรวาสก ถือ
บาตรจีวร เข้าไปสู่หมู่บ้าน หรือตำบลนั้นแล เพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันเสร็จ
แล้วเข้าไปสู่ชายป่า กวาดหญ้า หรือใบ้ไม้ท่ีมีอยู่ ในที่น้ันรวมเป็นกองแล้วน่ังขัดสมาธิ ต้ังกายตรง
ดำรงสติมั่นไว้ สงัดจากกาม และอกุศลธรรมแล้ว บรรลุปฐมฌาน....บรรลุทุติยฌาน....บรรลุตติย
ฌาน....บรรลจุ ตุตถฌาน ทไ่ี มม่ ีทุกขไ์ มม่ สี ุข มีสตบิ รบิ รู ณ์ เพราะอุเบกขาอยู่”
ขอ้ วัตรปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจากพทุ ธพจน์ได้ ดังนี้
การบรโิ ภคอาหาร พระองค์ ฉันอาหารม้ือเดียว นอกจากจะทรงถือหลักในการฉันอาหารมื้อ
เดียว ตลอดชีวิตพรหมจรรย์แล้ว พระองค์ยังทรงพร่ำสอน และแนะนำให้เหล่าภิกษุสงฆ์ฉันอาหาร
มอ้ื เดยี วดว้ ย ดังพทุ ธพจนว์ ่า
“ตถาคตฉันมื้อเดียว ไม่ฉันในเวลาวิกาล พระองค์รู้สึกว่า กระปรี้กระเปร่าทำให้มีโรคน้อย
ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด แม้เธอทั้งหลาย ก็จงฉันอาหารมื้อเดียวเถิด เธอท้ังหลายฉันอาหารม้ือเดียว
จักรูส้ ึกวา่ มีโรคน้อย”
พจิ ารณาอาหารก่อนฉนั ดงั พุทธพจน์ว่า..
“ภิกษุในธรรมวินยั นี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต ไม่ใช่เพ่ือเล่น ไม่ใช่เพ่ือมัวเมา
ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง ไม่ใช่เพื่อประดบั ประดา แต่เพียงเพ่ือความดำรงอยู่ได้แห่งกายน้ี เพ่ือให้ชีวิตินทรีย์
เป็นไปได้ เพื่อบำบัดความหิว เพ่ืออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยความคิดเห็นว่า โดยอุบายนี้ เราจัก
กำจัดเวทนาเก่าเสีย และจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำรงอยู่แห่งชีวิต ความไม่มีโทษ และการ
อยู่โดยผาสกุ จกั มีแกเ่ รา แลว้ จึงบริโภคอาหาร”
พระพทุ ธเจา้ ทรงมีเปา้ หมายในการบริโภค ทปี่ ระกอบดว้ ยองค์ธรรม ๑๐ ประการ คือ
๑. ทรงมีสติและรปู้ ระมาณในการบริโภค
๒. ทรงบรโิ ภคอาหารทมี่ ีประโยชน์ไม่ก่อโทษตอ่ รา่ งกาย
๓. ทรงพิจารณาอาหารว่ามลี ักษณะเปน็ เพยี งธาตชุ นดิ หนงึ่
๔. ไมบ่ รโิ ภคเพ่อื เลน่ สนุกสนานเพลิดเพลิน
๕. ไมบ่ ริโภคเพ่อื ความเมามนั
๖. ไม่บรโิ ภคเพอื่ ประดับ
๗. ไม่บริโภคเพอ่ื ตกแตง่
๘. บรโิ ภคเพอื่ ยงั พระชนม์ชีพ
๙. บริโภคเพื่อปอ้ งกันความลำบาก
๑๐. บริโภคเพอื่ อนเุ คราะหแ์ ก่การประพฤตพิ รหมจรรย์
ทรงเลือกพิจารณา ฉันเฉพาะอาหารท่ีเป็นประโยชน์ ไม่ก่อโทษต่อร่างกายเท่านั้น ดังท่ี
ทรงห้ามภิกษุด่ืมสุราและเมรัย เพราะเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรค มีสติในการฉันอาหาร พระองค์
ตรัสแนะนำ พระเจ้าปเสนทิโกศลและภิกษุทงั้ หลายให้เปน็ ผมู้ ีสตใิ นการบริโภค ดงั พทุ ธพจน์ว่า
“…มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้ประมาณในการบริโภค ท่ีได้แล้ว ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขา
ยอ่ มแก่ช้า อายยุ ่ังยืน”
“เราทั้งหลาย จกั เป็นผู้มีสติสัมปชญั ญะ ทำความรสู้ กึ ตัว ในการก้าวไป.....การฉัน การดื่ม
การเค้ียว การล้มิ ”
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 191
รูป้ ระมาณในการฉนั ดงั พทุ ธพจน์ ่า
“ภิก ุในธรรม ินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคาย ่า เราบริโภค า ารไม่ใช่เพื่ เล่น เพ่ื ค าม
มั เมา เพ่ื ประเทื งผิ และเพ่ื ค าม ้ นพี แต่เพ่ื กายน้ีดำรง ยู่ การพิจารณาในการบริโภค น้ี
เรียก า่ ค ามเปน็ ผู้รู้ประมาณในการบรโิ ภค”
ในพระไตรปิฎก ระบุถึงค ามมี ุขภาพ นามัยดี ข งพระพุทธเจ้าไ ้ ลายประการ ได้แก่
บำเพ็ญพุทธกิจได้เกื บตล ดท้ัง ัน ติ ัมปชัญญะบรบิ ูรณ์ดี มีโรคน้ ย มีเป้า มายในการบริโภค มี
ติพิจารณาฉัน เฉพาะ า ารที่เป็นประโยชน์ รู้ประมาณในการบริโภค และ ้ามดื่ม ุราและเมรัย
ทำใ ม้ พี ระพลานามัย มบรู ณ์
พทุ ธวธิ ีบำบัดรกั ษาโรคดว้ ยธรรมโอสถ
พระพุทธเจ้าทรงนำธรรมโ ถ มาบำบัดรัก าโรค ใ ้กับภิก ุ งฆ์และคฤ ั ถ์ จะนำมา
กลา่ พ งั เขปดังนี้
พระพุทธเจ้า ประทับ ณ พระเ ุ ัน ิ าร ทรงประช ร นัก ไดร้ ับทกุ ขเ ทนาแรงกล้า คร้ัง
นน้ั พระม าจุนทะ ด าธยายโพชฌงค์ ๗ ใ ้พระ งค์ฟัง พระ งค์พิจารณาตามธรรมนัน้ ไปด้ ย
ครั้นพระม าจุนทะ แ ดงธรรมจบลง ก็ทรง ายจากพระประช ร พระ งค์ตรั กับพระม าจุนทะ
่า “จนุ ทะ โพชฌงคด์ ีนัก จุนทะ โพชฌงค์ดนี ัก”
พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ ลกั ทั่ ไป ในการแก้ค ามคดิ ค ามดำริที่เป็น กุ ล ดงั น้ี
๑. โรคโลภะ ทรง นใ ้เปน็ ผรู้ ้จู กั พ รู้จกั การถื ันโด และรจู้ กั การใ ้ทาน
๒. โรคโท ะ ทรง นใ เ้ ป็นผมู้ ีค ามเมตตากรุณา มทุ ิตา และรูจ้ ักการใ ้ ภัย
๓. โรคโม ะ ทรง นใ ้เป็นผู้รู้จักการ ึก า ( ุตะ) การเจริญ ติ ัมปชัญญะ และการ
มัน่ เจริญภา นา
การดูแลรกั าตามที่ปรากฏในพระคมั ภีร์ มีทง้ั กรณีท่เี ป็นโรคทางกายและโรคทางใจ การ
รัก าทางกาย เช่น พระบาท ้ พระโล ิตใช้ยาทา โรคไข้ตั ร้ นฉันรากบั เง้าบั การผ่าตัดเนื้
ง ก การรกั าทางใจ เช่น การแยกกายกับจิตเม่ื เจ็บป่ ย การฟังบท ดโพชฌงค์ ๗ ัญญา ๑๐
เ รมิ กำลังใจ ใช้การกำ นดรู้ ติปัฏฐาน ๔ ใชก้ ารกำ นด ติรเู้ ทนาเข้า ่โู พชฌงค์ ๗ ประก บด้ ย
ติ ัมโพชฌงค์ ธัมม ิจย ัมโพชฌงค์ ิริย ัมโพชฌงค์ ปีติ ัมโพชฌงค์ ปั ัทธิ ัมโพชฌงค์
มาธิ ัมโพชฌงค์ และ ุเบกขา ัมโพชฌงค์ ใช้ มาธิพิจารณาเรื่ งขันธ์ ๕ ่าไม่เทย่ี ง เป็นทุกข์ เป็น
นัตตา ฟงั พร ม ิ าร ๔ นั เป็น นทางไป ู่พร มโลก
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เปน็ เร่ื งธรรมชาติข งมนุ ย์และ ตั ท์ ้งั ลายในโลกใบน้ี ถึงกระนน้ั ก็ดี
การรกั าโรคเพ่ื มิใ ต้ ้ งมี ันเจ็บป่ ย รื ทุกขท์ รมานก่ นเ ลา ันค ร ก็น่าจะเป็นเครื่ งเตื น ติ
ใ ้มนุ ย์เรง่ ทำค ามดี ทำบญุ กุ ล ใ ้มากก่ นทจ่ี ะ น้ิ ายุขัยข งตั เ ง
ใน งั คุตตรนิกาย จตกุ กนบิ าต “โรค ตู ร” พระพทุ ธ งคต์ รั เ าไ ้ า่ :-
“โรค ๒ ย่างน้ี คื ๑. โรคทางกาย ๒ โรคทางใจ ชนทั้ง ลายใ ้คำมั่น ัญญา ถึงค าม
ไม่มีโรคทางกายตล ด ๑ ปีมีปรากฏ ยู่ ตล ด ๑๐ ปี มีปรากฏ ยู่ ตล ด ๕๐ ปี มีปรากฏ ยู่ แม้
192 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ตลอดยิ่งกว่า ๑๐๐ ปี ก็ยังมีปรากฏได้ แต่เหล่าชนใดให้คำมั่นสัญญา ถึงความไม่มีโรคทางใจ แม้
สักครหู่ นึง่ นน้ั หาไดย้ ากในโลก เว้นแต่พระอรหนั ต์เทา่ น้ัน”๑๒
ในปุตตสตู ร ทรงกล่าวถึงเหตุที่ทำใหค้ นเราต้องเจ็บป่วย มีอยู่ ๘ ประการดว้ ยกันคือ
๑. ดี (อวัยวะภายใน) เป็นสมุฏฐาน ๒. เสมหะ (เมือกจากลำคอหรือลำไส้) เป็นสมุฏฐาน
๓. ลม (ภายในกาย) เป็นสมุฏฐาน ๔. ประชุมกันเกิดขึ้น ๕. ฤดูแปรปรวน ๖. การบริหารไม่
สมำ่ เสมอ ๗. การบาดเจ็บ ๘. เกิดจากผลกรรม (บาป)๑๓
แม้พระพุทธเจ้าจะไม่มีโรคทางใจใดๆ แต่ก็ยังมีโรคทางกายเกิดข้ึน เพราะทรงเคยไปสร้าง
“วิบากกรรมอันเป็นบาปตามใหผ้ ล” เอาไว้ในอดตี จึงต้องรับผลกรรมเจ็บป่ายทางกายได้อีก เช่นการ
ปรากฏในพระสตุ ตนั ตปิฎก ขทุ ทกนกิ าย อปทาน พทุ ธาปทานชอื่ ปพุ พกัมมปิโลติ วา่
ประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าว่าดว้ ยบุพกรรมเก่า (พระอานนทเถระ เมื่อจะประกาศ
ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระพุทธเจา้ ว่าด้วยบพุ กรรมเกา่ จงึ กล่าววา่ )
“ณ พื้นศิลาท่ีน่ารื่นรมย์ ใกล้สระอโนดาตโชติช่วงด้วยรัตนะต่างๆ ในละแวกป่ามีดอกไม้มี
กล่นิ หอมนานาชนดิ พระพุทธเจ้าทรงเปน็ ผู้นำสัตวโ์ ลก มหี มภู่ กิ ษหุ มู่ใหญห่ ้อมล้อม
ประทับนงั่ ท่ีศลิ าอาสนน์ น้ั ทรงพยากรณ์บุพกรรมของพระองค์ว่า
“ภิกษุทัง้ หลาย พวกเธอจงฟังกรรมของเรา เราเห็นภิกษุ ผู้อยู่ป่าเป็นวัตรจึงได้ถวายผ้าเก่า
ผืนหนงึ่ ในกาลน้นั ข้าพเจ้าปรารถนาการตรัสรู้ เพ่ือความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นคร้ังแรก ผลของการ
ถวายผา้ เก่าให้ผลในความเป็นพระพทุ ธเจ้า”
“ในชาติปางก่อน เราเกิดเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเล้ียง เห็นแม่โคกำลังด่ืมน้ำขุ่น จึงห้าม
มนั ไว้ ดว้ ยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายน้ี เรากระหายน้ำ ก็ไมไ่ ด้ดื่มน้ำตามความปรารถนา”
“ในชาติอื่นๆ ในปางก่อนเราเกิดเป็นนักเลงชื่อว่าปุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้ามีนาม
ว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายใคร ด้วยผลกรรมน้ัน เราจึงได้เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในนรกเป็นเวลานาน
เสวยทกุ ขเวทนาหลายพนั ป”ี
“ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น ในภพสุดท้ายน้ี เราได้รับการกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็น
เหต”ุ
“เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านนั ทะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตราย
ท้ังปวง เราจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกเป็นเวลานาน เราเวียนว่ายตายเกิดอยใู่ นนรกเป็นเวลานาน
ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี คร้ันได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็ได้รับการกล่าวตู่มาก ด้วยผลกรรมท่ีเหลืออยู่น้ันนางจิญจ
มาณวิกาจึงมากลา่ วต่เู ราดว้ ยคำไม่จริงทา่ มกลางหม่ชู น”
“เราเกิดเป็นพราหมณ์ ผู้มีสุตะซ่ึงประชาชนสักการบูชา ได้สอนมนตร์ให้มาณพประมาณ
๕๐๐ คน ในป่าใหญ่ เราได้เห็นฤๅษีผู้น่าเกรงกลัว ผู้ได้อภิญญา ๕ มีฤทธ์ิมาก มายังสำนักของเรา
เราจึงกลา่ วตู่ฤๅษผี ไู้ มป่ ระทษุ ร้ายใคร”
“คร้ังน้ัน เราได้บอกพวกศิษย์ว่า ฤๅษีตนนี้มักบริโภคกามคุณ เพียงเราบอกเท่านั้น พวก
มาณพก็พลอยเชื่อ ตั้งแต่นั้นมา พวกมาณพท้ังหมดไปเที่ยวหาอาหารในตระกูลท้ังหลายพากันบอก
๑๒ อง.ฺ จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๑๕๗/๒๑๗.
๑๓ อง.ฺ จตกุ ฺก.(ไทย) ๒๑/๘๗/๑๓๔.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 193
ประชาชน ่า ฤๅ ีตนน้ีมักบริโภคกามคุณ ด้ ยผลกรรมน้ัน ภิก ุ ๕๐๐ รูปเ ล่าน้ีได้รับการกล่า ตู่
เพราะนาง ุนทรเี ป็นเ ตุ”
“ในชาติก่ น เราได้ฆ่าน้ งชายต่างมารดา เพราะเ ตุแ ่งทรัพย์ จับโยนลงซ กภูเขา แล้
โยน ินทับไ ้ ด้ ยผลกรรมน้ัน พระเท ทัตจึงผลักก้ น ินกล้ิงลงมา ะเก็ด ินกระทบนิ้ ั แม่เท้า
ข งเรา (จน ้ เลื ด)”
“ในชาติก่ น เรายงั เป็นเดก็ เล่น ยู่ที่ นทางใ ญ่ ไดเ้ ็นพระปัจเจกพุทธเจา้
จงึ หว่านก้อนกรวดไ ้ท่ี นทาง ด้ ยผลกรรมนั้น ในภพ ุดท้ายนี้พระเท ทัตจึงชกั ช นนักแม่นธนผู ูเ้ ป็น
นักฆา่ เพื่ ฆา่ เรา”
“ในชาติก่ น เราเป็นนายค าญช้าง ได้ไ ช้างไล่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี ูง ุดซ่ึง
กำลังเที่ย บิณฑบาต ด้ ยผลกรรมนั้น ช้างนา าคีรีเชื กดุร้าย จึง ิ่งไล่เราในกรุงราชคฤ ์ ัน
ประเ ริฐ”๑๔
“ในชาติก่ น เราเป็นท ารราบได้ใช้ กฆ่าคนจำน นมาก ด้ ยผลกรรมน้ัน เราจึงถูกไฟ
ไ ม้ ย่างร้ นแรงในนรก ด้ ยผลกรรมท่ีเ ลื ยู่ในบัดนี้ ไฟน้ันยังตามมาไ ม้ผิ นังท่ีเท้าข งเรา
ทกุ แ ่ง เพราะกรรมยังไม่ ้ินไป”๑๕
“ในชาติก่ น เราเป็นเด็กเล็กลูกข งชา ประมง า ัย ยู่ในเก ัฏฏคาม เ ็นชา ประมงฆ่า
ปลาแล้ เกิดค ามโ มนั ด้ ยผลกรรมนัน้ เราจึงปวดศรี ษะ ในเม่ื เจ้า ากยะทั้ง ลายถูกฆา่ ครา ที่
พระเจ้า ิฑูฑภะฆา่ ”
“เราได้ด่าบริภา เ ล่า า กใน า นาข งพระพุทธเจ้าพระนาม ่าผุ ะด้ ยคำ ่า ท่าน
ทั้ง ลายจงขบเคี้ย จงฉันแต่ข้า เ นีย ย่าได้ฉันข้า าลีเลย ด้ ยผลกรรมนั้น เรารับนิมนต์
พรา มณ์ ยู่จำพรร าในเมื งเ รัญชา ได้ฉนั แตข่ ้า เ นยี ตล ด ๓ เดื น”
“ในชาตกิ ่ น เมื่ นักม ยกำลังชกกัน เราได้กันบุตรชายนักม ยปล้ำไ ้ ด้ ยผลกรรมนน้ั เรา
จึงเกดิ ค ามทกุ ขท์ ี่สนั หลัง(ปวดหลัง)”
“ในชาติก่ น เราเปน็ ม รัก าโรค ได้ถ่ายยาใ ล้ ูกชายเ ร ฐ(ี ถึงแกค่ ามตาย)
ด้ ยผลกรรมนัน้ เราจึงป่ ยเปน็ โรคปกั ขนั ทกิ าพาธ”
“คร้ังนั้น ข้าพเจ้าช่ื ่าโชติปาละ ได้กล่า กับพระ ุคตพระนาม ่ากั ปะ ่า การตรั รู้ท่ี
โคนต้นโพธ์ิจักมีมาแต่ท่ีไ น การตรั รู้ าได้แ นยาก ด้ ยผลกรรมน้ัน เราจึงได้บำเพ็ญทุกรกิริยา
นานถึง ๖ ปตี ่ จากน้นั จึงได้บรรลพุ ระโพธิญาณทต่ี ำบล ุรุเ ลา”๑๖
พระพุทธ งคต์ รั ถึงคนไข้ในโลกน้ี ่ามี ยู่ ลายประเภทด้ ยกัน ดังปรากฏใน ุตตันตปิฎก
งั คตุ ตรนิกาย ติกนิบาต “คลิ าน ตู ร” ดังน้ี
๑๔ ข.ุ ป.(ไทย) ๓๒/๖๔-๘๓/๕๗๔-๕๗๖.
๑๕ ข.ุ ป.(ไทย) ๓๒/๘๔-๘๕/๕๗๖.
๑๖ ขุ. ป.(ไทย) ๓๒/๘๖-๙๓/๕๗๗.
194 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
“ภกิ ทุ ัง้ ลาย คนไข้ ๓ จำพ กนี้มปี รากฏ ยใู่ นโลก คนไข้ ๓ จำพ ก คื
๑. คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะที่เป็น ัปปายะ๑๗ รื ไม่ได้โภชนะท่ีเป็น ัปปายะก็ตาม
ได้ยาที่เป็น ัปปายะ รื ไม่ได้ยาที่เป็น ัปปายะก็ตามและได้คนพยาบาลที่เ มาะ ม รื ไม่ได้คน
พยาบาลทเ่ี มาะ มก็ตามย่ มไม่ ายจาก าพาธน้นั ได้เลย
๒. คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะที่เป็น ัปปายะ รื ไม่ได้โภชนะท่ีเป็น ัปปายะก็ตาม ได้
ยาท่ีเป็น ัปปายะ รื ไม่ได้ยาที่เป็น ัปปายะก็ตามและได้คนพยาบาลท่ีเ มาะ ม รื ไม่ได้คน
พยาบาลทเี่ มาะ มก็ตามย่ ม ายจาก าพาธน้นั ได้
๓. คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะท่ีเป็น ัปปายะจึง ายจาก าพาธน้ัน เมื่ ไม่ได้ ย่ มไม่
าย ได้ยาท่ีเป็น ัปปายะจึง ายจาก าพาธน้ัน เม่ื ไม่ได้ย่ มไม่ าย และได้คนพยาบาลท่ีเ มาะ ม
จึง ายจาก าพาธนน้ั เมื่ ไมไ่ ดย้ ่ มไม่ าย
บรรดาคนไข้ ๓ จำพ กนน้ั คนไขใ้ ดไดโ้ ภชนะท่ีเป็น ปั ปายะจึง ายจาก าพาธนน้ั เม่ื ไม่ได้
ย่ มไม่ าย ได้ยาที่เป็น ัปปายะจึง ายจาก าพาธนั้น เม่ื ไม่ได้ ย่ มไม่ าย และได้คนพยาบาลท่ี
เ มาะ มจึง ายจาก าพาธนั้น เมื่ ไม่ได้ย่ มไม่ าย เพราะ า ัยคนไข้น้ีแล เราจึง นุญาต า าร
ำ รับภิก ไุ ข้ (คิลานภัตร) นญุ าตยา ำ รบั ภกิ ไุ ข้ (คลิ านเภ ชั ) และ นุญาตคนพยาบาล ำ รับ
ภิก ุไข้ (คิลานุปัฏฐาก) ก็เพราะ า ัยคนไข้นี้ คนไข้แม้ ื่นๆ ก็ค รได้รับการพยาบาลด้ ย คนไข้ ๓
จำพ กน้ีแลมีปรากฏ ยู่ในโลก ฉันใดบุคคลท่ีเปรียบได้กับคนไข้ ๓ จำพ กนี้ ก็ฉันน้ันเ มื นกันแลมี
ปรากฏ ยู่ในโลก ก็เพราะคนไขจ้ ำพ ก ดุ ท้ายนีเ้ ง
บคุ คลทเ่ี ปรยี บไดก้ ับคนไข้ ๓ จำพวกไหนบา้ ง คอื
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เ ็นตถาคต รื ไม่ได้เ ็นตถาคตก็ตาม ได้ฟังธรรม ินัยท่ี
ตถาคตประกา ไ ้ รื ไมไ่ ด้ฟงั ธรรม ินยั ท่ตี ถาคตประกา ไ ้ก็ตาม ย่ มไม่ ยัง่ ลง คู่ ามเ ็นช บท่ี
กำ นดในกุ ลธรรมทงั้ ลาย
๒. บุคคลบางคนในโลกน้ีได้เ ็นตถาคต รื ไม่ได้เ ็นตถาคตก็ตาม ได้ฟังธรรม ินัยที่
ตถาคตประกา ไ ้ รื ไม่ได้ฟังธรรม ินัยท่ีตถาคตประกา ไ ้ก็ตาม ย่ ม ย่ังลง ู่ค ามเ ็นช บที่
กำ นดในกุ ลธรรมทั้ง ลาย
๓. บุคคลบางคนในโลกน้ีได้เ ็นตถาคตจึง ย่ังลง ู่ค ามเ ็นช บที่กำ นดในกุ ลธรรม
ทั้ง ลาย เม่ื ไม่ได้เ ็นย่ มไม่ ยั่งลง ได้ฟังธรรม ินัยที่ตถาคตประกา ไ ้จึง ยั่ง ู่ค ามเ ็นช บที่
กำ นดในกุ ลธรรมทั้ง ลายเม่ื ไมไ่ ดฟ้ ังย่ มไม่ ยั่งลง
บรรดาบุคคล ๓ จำพ กน้ัน บุคคลใดได้เ ็นตถาคตจึง ย่ังลง ู่ค ามเ ็นช บท่ีกำ นดใน
กุ ลธรรมท้ัง ลาย เม่ื ไม่ได้เ ็นย่ มไม่ ย่ังลง ได้ฟังธรรม ินัยท่ีตถาคตประกา ไ ้จึง ยั่งลง ู่
ค ามเ น็ ช บทกี่ ำ นดในกุ ลธรรมท้ัง ลาย เม่ื ไม่ไดฟ้ งั ย่ มไม่ ยั่งลง เพราะ า ัยบคุ คลนีแ้ ล เรา
จึง นุญาตการแ ดงธรรม ก็เพราะ า ัยบุคคลนี้จึงค รแ ดงธรรมแก่บุคคลแม้เ ล่า ื่น ภิก ุ
ทงั้ ลาย บคุ คลที่เปรียบไดก้ บั คนไข้ ๓ จำพ กน้แี ลมปี รากฏ ยใู่ นโลก๑๘
ใน “จู กัมม ิภงั ค ูตร” ได้กล่า ถึงเ ตแุ ่งโรคมากเ าไ ้ ่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้
มีปกติเบียดเบียน ัต ์ด้ ยฝ่ามื ท่ นดิน ท่ นไม้ ข งมีคม ากเขาตายไปจะเข้าถึงนรก (ค ามเร่า
ร้ นใจ) ถ้ามาเกดิ เปน็ มนุ ย์จะเป็นคนมโี รคมาก”
๑๗ เปน็ ปั ปายะ ในทน่ี ้ี มายถงึ มีประโยชน์ ก่ ใ เ้ กดิ ค ามเจริญ ้างใน ง.ฺ ตกิ . .(บาลี) ๒/๒๒/๙๙.
๑๘ ง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๒๒/๑๖๙-๑๗๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 195
ในจู กัมม ิภังค ูตร ได้กล่า ถึงเ ตุแ ่งโรคน้ ยเ าไ ้ ่า “บุคคลบางคนในโลกน้ี เป็นผู้มี
ปกติไม่เบียดเบียน ัต ์ด้ ย ฝ่ามื ก้ นดิน ท่ นไม้ ข งมีคม ากเขาตายไปจะเข้าถึง ุคคติโลก
รรค์ (ค ามเย็นใจ) ถ้ามาเกิดเปน็ มนุ ย์จะเปน็ คนมโี รคน้ ย”
ในจู กัมม ิภังค ูตร ได้กล่า ถึงเ ตุแ ่ง ายุ ้ันเ าไ ้ ่า “การเป็นผู้มักทำใ ้ชี ิต ัต ์ตก
ล่ งไป เป็นคนเ ี้ยมโ ดมีมื เปื้ นเลื ด มกมุ่น ยู่ในการประ ัตประ าร ไม่เ ็นดูในเ ล่า ัต ์มี
ชี ติ ากเข้าตายไปจะเขา้ ถึงนรก (ค ามเรา่ ร้ นใจ) ถ้ามาเกิดเป็นมนุ ยจ์ ะเปน็ คนมี ายุ น้ั ”
ในจู กัมม ิภังค ูตร ได้กล่า ถึงเ ตุแ ่ง ายุยืนเ าไ ้ ่า “การเป็นผู้เ ้นขาดจาก
ปาณาตบิ าต (ฆา่ ตั ต์ ดั ชี ิต) าง าชญา (โท ภัย) าง า ตรา (ข งมคี ม) ได้ มีค ามละ าย (ที่
จะทำบาป) เข้าถงึ ค ามเ ็นดู ช่ ยเ ลื ด้ ยค ามเกื้ กลู ใน รรพ ัต ์และภูต ( ิญญาณท่แี ง าท่ี
เกิด) ยู่ ากเขาตายไปจะเข้าถึง ุขคติในโลก รรค์ (ค ามเย็นใจ) ถ้าเกิดมาเปน็ มนุ ย์จะเป็นคนมี
ายุยนื ”๑๙
น จากน้ียงั ปรากฏในม าปรนิ พิ พาน ูตร ได้กลา่ ถึง ำนาจข ง ทิ ธิบาท ๔ เ าไ ้ า่ :
เม่ื ครา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจำพรร าท่ีบ้านเ ุ คาม ทรงประช ร นกั เกิดทุกข์
ทรมาน ย่างรุนแรงใกล้จะปรนิ พิ พาน ทรงมี ติ ัมปชัญญะ ดทน ดกล้นั ไม่พรน่ั พร่ึง แล้ ทรงพระ
ดำริ า่
“การที่เราจะไม่บ กภิก ุผู้ ุปัฏฐาก (ผู้ค ยดูแลรับใช้) ไม่ ำลาภิก ุ งฆ์ แล้ ปรินิพพาน
นั้นเ ีย เป็นการไม่ มค รแก่เราเลย ถ้ากระไรเราพึงใช้ค ามเพียร ( ิทธิบาท ๔) ขับไล่ าพาธนี้
ดำรงชี ิตรา่ งกายใ ้ ยู่เถิด”
แล้ ทรงใช้ค ามเพียรน้ัน ขบั ไล่ค ามเจบ็ ป่ ยไป ทรง ายประช ร ายจากค ามเป็นไขใ้ น
เ ลาน้นั เ ง
ต่ มาเ ดจ็ ไปยงั ปา า เจดียก์ บั พระ านนท์ แล้ ตรั แ ดงถงึ ำนาจข ง ิทธิบาท ๔
พระผู้มีพระภาคได้ตรั กับท่านพระ านนท์ดังน้ี ่า “ านนท์ กรุงเ าลีน่าร่ืนรมย์ ุเทนเจดีย์น่า
รนื่ รมย์ โคตมกเจดีย์นา่ รื่นรมย์ ัตตัมพเจดยี ์ นา่ ร่นื รมย์ พ ุปุตตเจดยี ์น่ารนื่ รมย์ ารนั ททเจดยี ์น่า
รื่นรมย์ ปา าลเจดีย์น่าร่ืนรมย์ ิทธิบาท ๔ ผู้ใดผู้ น่ึงเจริญ ทำใ ้มากแล้ ทำใ ้เป็นดุจยานแล้
ทำใ ้เป็นที่ต้ังแล้ ใ ้ตั้งมั่นแล้ ั่ง มแล้ ปรารภดีแล้ ผู้น้ันเม่ื มุ่ง ัง พึงดำรง ยู่ได้๒๐ กัป๒๑
รื เกินก ่า ๑ กัป ิทธิบาท ๔ ตถาคตเจริญ ทำใ ้มากแล้ ทำใ ้เป็นดุจยานแล้ ทำใ ้เป็นที่ต้ัง
แล้ ใ ้ตั้งม่ันแล้ ั่ง มแล้ ปรารภดแี ล้ ตถาคต เมื่ มุ่ง ัง พึงดำรง ยู่ได้ ๑ กัป รื เกินก ่า
๑ กัป” เมื่ พระผู้มีพระภาคทรงทำนมิ ิตท่ีชัดแจ้ง ทรงทำโ ภา ท่ีชัดเจนแม้ ยา่ งนี้ ท่านพระ านนท์
ก็ไม่ าจจะรู้ทันจึงไม่กราบทลู ิง นพระผู้มีพระภาค ่า “ข้าแต่พระ งค์ผู้เจริญ ข พระผู้มีพระภาค
โปรดดำรงพระชนมชีพ ยู่ตล ดกัป ข พระ ุคตโปรดดำรงพระชนม์ชีพ ยู่ตล ดกัป เพื่ เก้ื กูลแก่
คน มู่มาก เพ่ื ุขแก่คน มู่มาก เพ่ื นุเคราะ ์ชา โลกเพ่ื ประโยชน์ เพ่ื เก้ื กูล เพื่ ุขแก่เท ดา
และมนุ ยท์ งั้ ลาย” ทง้ั นี้เป็นเพราะทา่ นพระ านนทถ์ ูกมารดลใจ แมค้ ร้งั ที่ ๒ แมค้ ร้ังที่ ๓๒๒
๑๙ ดูรายละเ ียดใน ม. ปุ .(ไทย) ๑๔/๒๘๙-๒๙๗/๓๔๙-๓๕๗.
๒๐ ดูเทียบ ํ.ม.(ไทย) ๑๙/๘๒๒/๓๘๕-๓๘๖, งฺ. ฏฺฐก.(ไทย) ๒๓/๗๐/๓๗๒.
๒๑ คำ ่า กัป ในที่นี้ มายถึง อายุกัป คื ช่ ง ายุข งคนแต่ละยุค ในยุคข งพระพุทธเจ้าข งเรา ายุ
กปั ข งคน = ๑๐๐ ปี า้ งใน ท.ี ม. .(บาล)ี ๑๖๗/๑๕๗.
๒๒ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๖๗/๑๑๒.
196 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระตถาคตตรสั แล้ว แต่พระอานนทไ์ ม่อาจร้ทู ัน จึงมิไดท้ ูลวิงงอนพระผู้มีพระภาค ใหท้ รง
ใช้อิทธิบาท ๔ ดำรงอยู่ต่อไปให้ถึง ๑๐๐ ปี ดังน้ัน พระพุทธองค์จึงได้ปรินิพพาน เมื่อทรงมีอายุได้
๘๐ ปี นัน่ เอง๒๓
ในมชั ฌิมนกิ าย มลู ปณั ณาสก์ กกจูปมสูตร ไดก้ ลา่ วถึงการรบั ประทานอาหารเอาไวว้ ่า
“เราฉันอาหาร ณ ท่ีนั่งแห่งเดียว เม่ือเราฉันอาหารหนเดียวอยู่๒๔ รู้สึกว่า ๑. มีความ
เจ็บป่วยน้อย ๒. มีความลำบากกายน้อย ๓. มีความเบากาย ๔. มีกำลัง ๕. อยู่อย่างผาสุก ดูก่อน
ถึงพวกเธอท้ังหลายก็จงฉันหนเดียวเถิด แม้พวกเธอก็จะรู้สึกว่า ๑. มีความเจ็บป่วยนอ้ ย ๒. มีความ
ลำบากกายนอ้ ย ๓. มีความเบากาย ๔. มีกำลงั ๕. อยู่อย่างผาสุก๒๕
ในพระวินยั ปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ พระพุทธเจา้ ทรงถือว่านำ้ มูตร หรือนำ้ มูตรเนา่ ซ่ึง
ก็คือน้ำปัสสาวะเป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ และต้องเป็นนิสสัย ๑ ใน ๔ ของภิกษุ๒๖ โดยพระพุทธ
องค์ตรัสสอนนสิ สยั เอาไว้ว่า
“เธอจงอาศัยน้ำมูตรเน่า (ปัสสาวะสด หรือปัสสาวะที่ผสมของดองอ่ืน) เธอพึงทำความ
อตุ สาหะในส่ิงนีต้ ลอดชีวิต สว่ นอดิเรกลาภอื่นคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำออ้ ย เธอจะปฏเิ สธ
เสียก็ได้”๒๗
และ อีกท้ังปรากฏในสุตตันตปิฎก มหาธรรมสมาทานสูตร ยังได้กล่าวถึงคำตรัสของ
พระพุทธเจ้าเก่ียวกบั น้ำมตู ร (ปัสสาวะ) วา่
เรากลา่ วขอ้ ที่ถอื เอารบั เอาปฏบิ ตั ิ ท่ีมีทุกขใ์ นปจั จุบัน แต่มสี ขุ เปน็ วบิ าก (ผลต่อไป)
“ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนน้ำมูตรเน่าที่ผสมด้วยยาต่างๆ บุรุษที่เป็นโรคผอมเหลือง
มาถึง พวกชาวบ้านบอกเขาว่า ‘บุรุษผู้เจริญ น้ำมูตรเน่าผสมดว้ ยยาต่างๆ น้ี ถ้าทา่ นหวังจะดื่ม ก็ด่มื
เถิด น้ำมูตรเน่าน้ันจักไม่ทำให้ท่านผู้ด่ืมพอใจ ทั้งสี กลิ่น และรส ครั้นท่านด่ืมเข้าไปแล้วก็จักมีสุข’
บุรุษน้ัน พิจารณาแล้วดื่มมิได้วาง น้ำมูตรเน่าน้นั ก็ไม่ทำใหเ้ ขาผู้ด่มื พอใจ ทัง้ สี กล่ิน และรส ครน้ั ดื่ม
๒๓ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๖๔-๑๖๕/๑๐๙-๑๑๑.
๒๔ ฉันอาหารมื้อเดียว (เอกภตฺตํ) หมายถึง การฉันอาหารในเวลาเช้า คือต้ังแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึง
เวลาเที่ยงวัน แม้ภิกษุฉันอาหาร ๑๐ คร้ัง ในช่วงเวลานี้ก็ประสงค์ว่า ฉันอาหารมื้อเดียว อ้างใน ม.มู.อ.(บาลี) ๒/
๒๒๕/๓.
๒๕ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๒๕/๒๓๖.
๒๖ ทรงรับส่ังกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้อุปสมบทบอกนิสสัย ๔ คือ ๑.
บรรพชาอาศัยโภชนะคือคำข้าวท่ีพึงได้ด้วยปลีแข้งเธอพึงทำอุตสาหะในโภชนะคือคำข้าวที่พึงได้ด้วยปลีแข้งน้ันจน
ตลอดชีวติ อตเิ รกลาภ คือ สังฆภตั อุทเทสภัต นิมันตนภัต สลากภัต ปักขิกภัต อุโปสถิกภัต ปาฏิปทิกภัต (สังฆภัต
คือ ภัตตาหารถวายสงฆ์ทั้งหมด, อุทเทสภัต คือภัตตาหารถวายภิกษุ ๒ - ๓ รูป, นิมันตนภัต คือ ภัตตาหารท่ี
นิมนตแ์ ลว้ ถวาย, สลากภตั คือ ภัตตาหารท่ีนิมนต์ใหจ้ ับสลากแล้วถวาย(ตามสลาก), ปักขกิ ภตั คือ ภัตตาหารถวาย
ปักษ์(๑๕ วัน) ละ ๑ คร้ัง, อุโปสถิกภัต คือภัตตาหารถวายในวันอุโบสถ, ปาฏิปทิกภัต คือ ภัตตาหารถวายในวัน
แรม ๑ ค่ำ (สารตฺถ.ฏีกา.(บาลี) ๓/๗๑-๗๓/๒๘๕) ๒. บรรพชาอาศัยผ้าบังสุกุล เธอพึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุล
น้ันจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่านผ้าเจือกัน ๓. บรรพชาอาศัย
เสนาสนะคือควงไม้ เธอพึงทำอุตสาหะในเสนาสนะคือ ควงไม้นั้นจนตลอดชีวติ อติเรกลาภ คือ วิหาร เรือนมุงแถบ
เดียว ปราสาทเรือนโล้น ถ้ำ และ ๔. บรรพชาอาศัยยาคือน้ำมูตรเน่า เธอพึงทำอุตสาหะในยาคือน้ำมูตรเน่านั้นจน
ตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ เนยใส เนยขน้ นำ้ มนั น้ำผึง้ น้ำอ้อย อ้างใน ว.ิ ม.(ไทย) ๔/๘๓/๑๐๑-๑๐๒.
๒๗ วิ.ม.(ไทย) ๔/๗๓/๑๐๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 197
แล้ ก็มี ุข แม้ฉันใด เรากล่า ่า การ มาทานธรรมนี้ท่มี ีทุกข์ในปัจจุบันแต่มี ุขเป็น ิบาก ใน นาคต
มี ุปมาฉันน้ัน”๒๘
น กจากนยี้ ังไดก้ ลา่ ถึงเภ ัช นื่ ใน ตู รเดยี กันนี้ ่า “ภิก ทุ ้ัง ลาย
๑. เปรียบเ มื นน้ำเต้าขมผ มด้ ยยาพิ บุรุ ที่รักชี ิต ยังไม่ ยากตาย รัก ุขเกลียด
ทุกข์ มาถงึ พ กชา บา้ นบ กเขา ่า ‘บุรุ ผูเ้ จริญ นำ้ เตา้ ขมนผี้ มด้ ยยาพิ ถา้ ทา่ น งั จะด่ืม กด็ ื่ม
เถิด น้ำเต้าขมนั้น จักไม่ทำใ ้ท่านผู้ดื่มพ ใจ ท้ัง ี กล่ิน และร คร้ันท่านดม่ื เข้าไปแล้ ก็จักถึงตาย
รื ได้รบั ทุกขป์ างตาย’ บุรุ นน้ั ไมพ่ ิจารณา นำ้ เตา้ ขมนน้ั ด่ืมมิได้ าง น้ำเต้าขมน้นั กไ็ ม่ทำใ ้เขาผดู้ ื่ม
พ ใจท้ัง ี กล่ิน และร คร้ันด่ืมแล้ พึงถึงตาย รื ได้รับทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด เรากล่า ่า การ
มาทานธรรมน้ที ่มี ที กุ ข์ในปจั จุบันและมีทกุ ข์เป็น ิบาก ใน นาคต มี ปุ มาฉันน้นั
๒. เปรียบเ มื นน้ำ าน ๑ ภาชนะ น่าด่ืม ถึงพร้ มด้ ย ี กลิ่นและร แต่ทำการผ ม
ด้ ยยาพิ บรุ ุ ที่รักชี ิต ยงั ไม่ ยากตาย รัก ุขเกลียดทุกข์ มาถงึ พ กชา บา้ นก็บ กเขา ่า ‘ท่านผู้
เจริญ น้ำ าน ๑ ภาชนะ นา่ ดื่ม ถึงพร้ มด้ ย ี กลิ่นและร แต่ผ มด้ ยยาพิ ถา้ ท่าน ังจะด่ืม
ก็ดืม่ เถิด นำ้ าน ๑ ภาชนะนัน้ จักทำใ ้ทา่ น ผู้ด่ืมพ ใจ ทั้ง ี กลิ่น และร ครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้ ก็
จักถึงตาย รื จักได้รับทุกข์ปางตาย’ บุรุ นั้นไม่พิจารณาน้ำ าน ๑ ภาชนะนั้นแล้ ดื่มมิได้ าง
น้ำ าน ๑ ภาชนะน้ันก็ทำใ ้เขาผู้ดื่มพ ใจ ท้ัง ีกล่ิน และร ครั้นดื่มแล้ พึงถึงตาย รื ได้รับ
ทุกข์ปางตาย แม้ฉันใด เรากล่า ่า การ มาทานธรรมนี้ที่มี ุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็น ิบากใน
นาคต มี ปุ มาฉนั นนั้
๓. เปรียบเ มื นน้ำมูตรเน่าที่ผ มด้ ยยาตา่ งๆ บุรุ ที่เป็นโรคผ มเ ลื ง...
๔. เปรียบเ มื นนม ้ม น้ำผ้ึง เนยใ และน้ำ ้ ย ที่ผ มเข้าด้ ยกัน บุรุษผู้เป็นโรคลง
แดง มาถึง พ กชา บ้านบ กเขา ่า ‘บุรุ ผู้เจริญนม ้ม น้ำผึ้ง เนยใ และน้ำ ้ ยนี้ เขาผ มเข้า
ด้ ยกัน ถา้ ทา่ น ังจะดม่ื ก็ด่ืมเถิด ยานนั้ จกั ทำใ ้ทา่ นผู้ดื่มพ ใจ ท้งั ี กลิ่นและร คร้ันทา่ นดม่ื เข้า
ไปแล้ จักมี ุข’ บุรุ น้ัน พิจารณายาน้ันแล้ ด่ืมมิได้ าง ยาน้ันก็ทำใ ้เขาผู้ด่ืมพ ใจทั้ง ี กล่ิน และ
ร ครั้นด่ืมแล้ ก็มีค าม ุข แม้ฉันใด เรากล่า ่าการ มาทานธรรมนี้ที่มี ุขในปัจจุบันและมี ุขเป็น
บิ ากใน นาคต มี ุปมาฉันนน้ั
ภิก ุทง้ั ลาย เปรียบเ มื นใน ารทกาลซ่ึงเป็นเดื นทา้ ยแ ง่ ฤดูฝน ากา โปร่งปรา จาก
เมฆฝน ด ง าทิตย์ล ย ยู่ในท้ งฟ้า กำจัดค ามมืดใน ากา ทั้ง ิ้น ย่ ม ่ งแ ง ่างเจิดจ้า แม้
ฉันใด การ มาทานธรรมน้ีก็ฉันนั้นเ มื นกันมี ุขในปัจจุบันและมี ุขเป็น ิบากใน นาคต กำจัดคำติ
เตียนข งผู้ ื่นคื มณพรา มณ์เป็น ันมากเ ล่า ื่น ย่ ม ่ งแ ง ่างเจิดจ้า” พระผู้มีพระภาคได้
ตรั ภา ติ นแ้ี ล้ ภกิ ุเ ลา่ น้ันมีใจยินดตี ่างชนื่ ชมพระภา ติ ข งพระผู้มีพระภาค ดงั นแี้ ล๒๙
ใน ินัยปิฎก จู รรค ขุททก ัตถุขันธกะ ม ชี กโกมาภัจจ์ ได้มาทำกิจจำเป็น ยา่ ง นึ่งท่ี
นครเ าลี เ ็นภิก ุทั้ง ลาย าพาธกันเป็นจำน นมาก เพราะ ุบา ก ุบา ิกา ที่ รัทธาใน
พระพุทธ า นาจึงได้ถ ายภัตตา ารที่ตกแต่ง ย่างประณีต แต่กลับมีพิ และมีโท มาก จึงได้เข้า
เฝ้าพระพุทธเจ้าเพ่ื ข งใ ้ทรง นุญาต ถานท่ีจงกรมและเรื นไฟ (ยุคนนี้ า่ จะเทยี บได้กับการ บตั )
โดยไดก้ ลา่ า่
๒๘ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๘๓/๕๒๔.
๒๙ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๘๒/๕๒๓-๕๒๕.
198 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
“ภิกษุฉันภัตตาหารประณีต จนร่างกายอ้วนจึงมีอาพาธมาก คร้ังน้ัน หมอชีวกโกมารภัจมี
ธุระต้องเดินทางไปกรุงเวสาลี เห็นภิกษุทั้งหลายมีร่างกายอ้วน มีอาพาธมาก จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาค ณ ทีป่ ระทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคดังน้ีว่า “พระพุทธเจ้าข้า เวลานี้ภิกษุมีร่างกายอ้วน มีอาพาธมาก ขอประทานพระ
วโรกาส พระองคโ์ ปรดอนุญาตทจี่ งกรมและเรอื นไฟ ด้วยวธิ ีการอย่างน้ี ภิกษุท้งั หลายจักได้มีอาพาธ
นอ้ ย”๓๐
พระผู้มีพระภาคได้ทรงฟังคำแนะนำวิธีระบายพิษออกจากร่างกายและวิธีป้องกันรกั ษาโรค
แล้ว กท็ รงอนุญาตใหภ้ ิกษทุ งั้ หลาย ทำทีจ่ งกรมและตัง้ เรือนไฟได้
ในวินยั ปิฎก เภสัชชขนั ธกะ ว่าด้วยเรือ่ งถอนยาพษิ
มีภิกษุรูปหนึ่งดมื่ ยาพิษเข้าไป ภิกษุทง้ั หลายจึงนำเรื่องน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรง
ทราบ
พระผมู้ ีพระภาครบั สั่งวา่ “ภิกษุท้ังหลาย เราอนญุ าตใหด้ ่ืมนำ้ เจอื คูถ”
สมยั นั้น ภิกษทุ ้งั หลายได้ปรกึ ษากนั ดงั น้วี า่ “คถู ไมต่ ้องรับประเคน หรอื จะต้องรบั ประเคน”
ภิกษุท้งั หลายจึงนำเรอื่ งนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคใหท้ รงทราบพระผมู้ ีพระภาครบั สั่งว่า
“ภกิ ษุท้ังหลาย เราอนุญาตคถู ทีภ่ ิกษุหยิบไว้ขณะกำลังถ่ายน่ันแหละเป็นอันประเคนแล้ว จึงไม่ต้องรบั
ประเคนอกี ”
เรื่องภิกษุโดนยาแฝดดม่ื น้ำทล่ี ะลายจากดนิ ติดผาลไถ
สมัยน้ัน มีภิกษุรูปหน่ึงอาพาธโดนยาแฝด๓๑ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตใหด้ ื่มน้ำท่ีเขาละลายดิน
รอยไถติดผาล”๓๒
นอกจากน้ียงั มเี รือ่ งอนื่ ๆ เกยี่ วกบั การใช้เภสัช อีกมากมาย เช่น
เร่อื งดื่มน้ำดา่ งดบิ สมัยนัน้ ภิกษุรปู หนงึ่ อาพาธเป็นโรคทอ้ งผกู ภกิ ษทุ ง้ั หลายจึงนำเร่ืองนี้
ไปกราบทลู พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผมู้ ีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนญุ าตให้ด่ืม
น้ำด่างดบิ ”
เรื่องดื่มน้ำสมอดองมูตรโค สมัยนั้น ภิกษุรูปหน่ึงอาพาธเป็นโรคผอมเหลือง (โรคดีซ่าน)
ภิกษุท้ังหลายจึงนำเร่ืองน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุ
ท้ังหลาย เราอนุญาตให้ด่มื ยาผลสมอดองน้ำมตู ร” ฯ คำวา่ นำ้ มตู รเนา่ ในที่น้ีคอื ดองด้วยมตู รโค๓๓
ทรรศนะว่าด้วยนำ้ มตู รเน่า
ในอรรถกถาทั้งหลาย ได้แสดงไว้ว่า น้ำมูตรเน่า ได้แก่ น้ำปัสสาวะ ที่กล่าวว่า เน่า น้ัน
หมายความว่า มีกล่ินเหม็น แสดงว่าปัสสาวะ แม้จะยังใหม่ๆ ก็ชื่อว่า เน่า ส่วนข้อความที่แสดงว่า
๓๐ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๒๖๐/๓๓.
๓๑ อาพาธโดนยาแฝด แปลมาจากบาลีว่า “ฆรทินฺนาพาโธ” หมายถึงโรคท่ีเกิดขึ้นเพราะน้ำหรือยาที่
หญิงแม่เรือนให้ ซ่ึงดื่มกินเข้าไปแล้วจะตกอยู่ในอำนาจของหญิงนั้น อ้างใน วิ.อ.(บาลี) ๓/๒๖๙/๑๗๕, สารตฺถ.ฏี
กา.(บาลี) ๓/๒๖๙/๓๖๗, วมิ ต.ิ ฏกี า.(บาล)ี ๒/๒๖๙/๒๔๔.
๓๒ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๒๖๘-๒๖๙/๖๑.
๓๓ วิ.อ.(บาล)ี ๓/๒๖๙/๑๗๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 199
พระภิกษุฉันยาดอง (สมอดอง) ด้วยน้ำมูตรเน่า น้ำมูตรเน่า ในท่ีน้ีแสดงว่า เป็นน้ำมูตรของโค ตาม
ข้อความทีว่ า่
อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทสว่า บทว่า “ปูติมุตฺเตน วา” ด้วยน้ำมูตรเน่า คือน้ำ
มูตรโค ดังข้อความว่า “คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่มีค่ามากจะมีประโยชน์อะไรแก่สมณะ สมณะควร
ทำยาด้วยนำ้ มูตรเนา่ หรือชิ้นลกู สมอ จึงจะเปน็ การเหมาะสม”๓๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ “ภิกษุท้ังหลาย เปรียบเหมือนมูตรเน่าอันระคนด้วยยาต่างๆ.
บุรุษท่เี ป็นโรคผอมเหลืองมาถึงเข้า ประชุมชนบอกเขาว่า บุรษุ ผู้เจรญิ มูตรเน่าอันระคนด้วยยาต่างๆ
นี้ ถ้าท่านหวังจะดื่ม ก็ดื่มเถิด มูตรเน่าจักไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ดื่ม ทั้งสี ทั้งกล่ิน ทั้งรส ก็แต่ท่านคร้ัน
ด่มื เข้าไปแล้ว จักมีสุข บุรษุ น้ันพิจารณาแล้วดม่ื มิได้วาง ก็ไม่ชอบใจ ทั้งสี ทง้ั กล่ินท้ังรส ครั้นดื่มแล้ว
ก็มีสุข แม้ฉันใด ดูกรภิกษุท้ังหลาย เรากล่าวธรรมสมาทานน้ี ที่มีทุกข์ในปัจจุบัน แต่มีสุขเป็นวิบาก
ตอ่ ไป วา่ มีอปุ มาฉันน้ัน๓๕
อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์แก้ว่า คำว่า “น้ำมูตรเน่า” ก็คือน้ำ
มูตรน่ันแหละ เหมือนอย่างว่า ร่างกายของคนเราต่อให้เป็นสีทอง ก็ยังถูกเรียกว่า ตายเน่าอยู่น่ัน
แหละ และเถาอ่อนท่ีแม้แต่เพิ่งเกิดในวันน้ัน ก็ย่อมถูกเรียกว่า เถาอ่อนอยู่น่ันแหละ ฉันใด; น้ำมูตร
อ่อนๆ ที่รองเอาไว้ในทันทีทันใด ก็เป็นน้ำมูตรเน่าอยู่น่ันเองฉันนั้น คำว่า “ด้วยตัวยาต่างๆ” คือ ด้วย
ตวั ยานานาชนิด มีสมอและมะขามป้อมเปน็ ต้น
อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กล่าวไว้ว่า ภิกษุอีกรูปหน่ึง ใส่สมอ ดองกับมูตรเนา่ ลง
ในภาชนะใบหนึ่ง ใส่ของมีรสอร่อย ๔ อย่างลงในภาชนะใบหน่ึง เมื่อถูกเพ่ือนภิกษุบอกว่า ท่าน
ต้องการสิ่งใด ก็ถือเอาเถิดทา่ น ถ้าว่า อาพาธของภิกษุนนั้ ระงับไปด้วยสมอดองน้ำมูตรเน่าและของ
รสอร่อยท้ังสองนั้น อยา่ งใดอยา่ งหนึ่งไซร้ เมื่อเป็นดงั นั้นเธอคิดว่า ธรรมดาว่าสมอดองดว้ ยมูตรเน่า
พระพุทธเจ้าเปน็ ตน้ ทรงสรรเสริญแล้ว และพระพทุ ธเจ้าตรัสว่า บรรพชาอาศยั มูตรเนา่ เปน็ เภสัช พึง
ทำความอุตสาหะในมูตรเน่าเป็นเภสัชน้ัน จนตลอดชีวิต ปฏิเสธของมีรสอร่อยเป็นเภสัช แม้กระทำ
เภสัชด้วยสมอดองด้วยมูตรเน่า ก็เป็นผู้สันโดษอย่างย่ิง นี้ช่ือว่า ยถาสารุปปสันโดษในคิลานปัจจัย
ของภกิ ษนุ นั้ ๓๖
อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ อิติวุตตกวรรณนา บทว่า ปูติมุตตํ ได้แก่ น้ำมูตรโค
ชนิดใดชนดิ หน่งึ อธิบายว่า ร่างกายแม้มีผิวพรรณดุจทองคำ ก็เป็นร่างกายท่ีเปื่อยเนา่ อยู่นั่นเอง ฉัน
ใด น้ำมูตรแม้จะใหม่ ก็เป็นน้ำมูตรเน่า ฉันนั้นเหมือนกัน ในเรอ่ื งน้ัน อาจารย์บางพวกเรียกช้ินสมอที่
ดองดว้ ยมูตรโคว่า นำ้ มูตรเน่า อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เภสัชชนิดใดชนิดหนึ่ง ท่เี ขาสละ คือทิ้ง
๓๔ ข.ุ มหา.(ไทย) ๒๙/๘๗/๒๖๒.
๓๕ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๔๘๔/๕๒๔.
๓๖ อปโร ภิกฺขุ เอกสฺมึ ภาชเน ปูติมตุ ฺตหรีตกํ ฐเปตฺวา เอกสมฺ ึ จตุมธุรํ คณฺหาหิ ภนฺเต ยทิจฺฉสีติ วุจฺจมา
โน สจสฺส เตสํ ทฺวินฺนํ อญฺญตเรนปิ พฺยาธิ วูปสมติ ฯ อถ ปูติมุตฺตหรีตกํ นาม พุทฺธาทีหิ วณฺณิตนฺติ จ ปูติมุตฺต
เภสชฺชํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโยติ วุตฺตนฺติ จ จินฺเตนฺโต จตุมธุรเภสชฺชํ ปฏิกฺขิปิตฺวา
ปูติมุตฺตหรีตเกน เภสชฺชํ กโรนฺโตปิ ปรมสนฺตุฏฺโฐว โหติ ฯ อยมสฺส คิลานปจฺจเย ยถาสารุปฺปสนฺโตโส ฯ อ้างใน
ขุ.ขุ.อ.(บาลี) ๑๖/๑๙๖. มมร.
200 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ได้แก่ นำ กมาจากร้านตลาด เป็นต้นเพราะเป็นข งเ ีย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประ งค์เ าว่า
เปน็ นำ้ มูตรเน่า๓๗
เร่ืองไล้ทาของหอม มัยนั้น ภิก ุรปู น่ึง าพาธเป็นโรคผิว นัง ภิก ุทั้ง ลายจึงนำเร่ื ง
น้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคใ ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับ ่ังว่า “ภิก ุท้ัง ลาย เรา นุญาตใ ้
ลูบไลด้ ้วยข ง ม”
เร่ืองดื่มยาถ่าย มัยน้นั ภิก รุ ูป น่ึง าพาธมีผดผ่ืนข้นึ ตามตัว ภกิ ุทั้ง ลายจึงนำเรื่ งน้ี
ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคใ ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับ ่ังว่า “ภิก ทุ ั้ง ลาย เรา นุญาตใ ้ด่ืม
ยาถ่าย”
เรื่องน้ำข้าวใส ภิก ุนั้นต้ งการน้ำข้าวใ ภิก ุท้ัง ลายจึงนำเร่ื งนี้ไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคใ ท้ รงทราบ พระผูม้ ีพระภาครบั ่ังวา่ “ภกิ ุทั้ง ลาย เรา นุญาตนำ้ ข้าวใ ”
เร่ืองน้ำต้มถ่ัวเขียวไม่ข้น ภิก ุนั้นต้ งการน้ำต้มถั่วเขียวไม่ข้น ภิก ุท้ัง ลายจึงนำเรื่ งนี้
ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคใ ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับ ั่งว่า “ภิก ุทั้ง ลาย เรา นุญาตน้ำ
ตม้ ถัว่ เขยี วไมข่ ้น”
เรื่องน้ำตม้ ถั่วเขียวข้น ภกิ ุน้นั ต้ งการน้ำต้มถ่ัวเขียวข้นเลก็ น้ ย ภิก ทุ ัง้ ลายจึงนำเร่ื ง
น้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคใ ้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับ ั่งว่า “ภิก ุท้ัง ลาย เรา นุญาตน้ำ
ตม้ ถ่ัวเขียวข้นเลก็ น้ ย”
เรื่องน้ำต้มเน้ือ ภิก ุนั้นต้ งการน้ำต้มเนื้ ภิก ุท้ัง ลายจึงนำเร่ื งน้ีไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคใ ท้ รงทราบ พระผู้มพี ระภาครบั ั่งวา่ “ภกิ ุทัง้ ลาย เรา นุญาตน้ำตม้ เน้ื ”๓๘
ในเภ ัชชขันธกะ ได้เขยี นเ าไว้ว่า พระ ารีบุตรป่วยเป็นไข้ตวั ร้ น รัก าใ ้ ายได้ด้วยราก
บวั และเงา่ บวั
พระม าโมคคัลลานะ ถามว่า “ท่าน ารีบุตร เมื่ ก่ นท่าน าพาธร้ นในกายกลับมีความ
ำราญด้วยยา ะไร”
ทา่ นพระ ารีบุตรต บวา่ “ท่านผูม้ ี ายุ ผมมคี วาม ำราญดว้ ยเ งา้ บัวและรากบัว”….
พระผมู้ ีพระภาครบั ั่งว่า “ภิก ุทงั้ ลาย พวกเธ รับประเคนฉนั เถิด เรา นุญาตใ ภ้ ิก ุฉัน
แลว้ ้ามภตั ตา ารแลว้ ฉนั โภชนา ารท่ีไมเ่ ปน็ เดน ทเี่ กดิ ในป่าท่เี กิดในก บวั ได้”๓๙
ในวินัยปิฎก จู วรรค ขุททกวัตถุขันธกะ ได้เขียนเ าไว้ว่า พระ ารีบุตรป่วยเป็นลมเ ียด
ท้ ง รัก าใ ้ ายได้ดว้ ยกระเทยี ม ดงั น้วี ่า
ภิก ทุ ้ัง ลายกราบทลู ว่า “ภิก ุนน้ั ฉันกระเทียมแลว้ คิดวา่ ‘ภกิ ทุ งั้ ลาย ยา่
ไดก้ ลิน่ กระเทียม’ จึงน่งั ณ ที่ มควรด้าน นงึ่ พระพทุ ธเจ้าขา้ ”
พระผู้มีพระภาคตรั ถามว่า “ภิก ุท้ัง ลาย า ารท่ีภิก ุฉันแล้วทำใ ้เ ิน ่างจาก
ธรรมกถาเช่นนี้ ควรฉัน รื ”
๓๗ ปูติมุตฺตนตฺ ิ ยงฺกญิ จฺ ิ โคมุตฺตํ ฯ ยถา ิ ุวณฺณวณโฺ ณปิ กาโย ปตู กิ าโยว เ วํ ภินวมฺปิ มุตตฺ ํ ปูติมุตฺต
เมว ตตฺถ เกจิ โคมุตฺตภาวิตํ ริตกีขณฺฑํ ปูติมุตฺตนฺติ วทนฺติ ปูติภาเวน าปณาทิโต วิ ฺ ฏฺฐํ ฉฑฺฑิตํ ปริคฺค ิตํ
ยงกฺ ิญฺจิ เภ ชชฺ ํ “ปูติมุตตฺ นฺติ ธปิ เฺ ปตนตฺ ิ ปเร ฯ ้างใน ขุ. ิติ. .(บาลี) ๒๐/๕๐๔. มมร.
๓๘ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๗/๒๖๙/๖๑-๖๓.
๓๙ ดูรายละเ ยี ดใน ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๗๘/๗๗-๗๘.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 201
ภกิ ษทุ ้ังหลายกราบทลู วา่ “ไม่ควรฉนั พระพทุ ธเจา้ ข้า”
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไม่พึงฉันกระเทียม รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุก
กฏ”
สมัยนัน้ ท่านพระสารีบุตรอาพาธเปน็ ลมเสยี ดท้อง ทา่ นพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหาแล้ว
ถามว่า “ท่านสารีบตุ ร เมอ่ื กอ่ นท่านเป็นลมเสยี ดทอ้ ง หายจากโรค เพราะฉันอะไร”
ทา่ นพระสารีบุตรตอบวา่ “เพราะฉนั กระเทียม”๔๐
ในจีวรขันธกะ ได้เขียนเอาไว้ว่า พระเจ้าปัชโชติ ราชาในกรุงอุชเชนี ทรงประชวรเป็นโรค
ผอมเหลอื ง หมอชีวกรักษาหายดว้ ยการหุงเนยใสใหเ้ สวย๔๑
ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวระขันธกะ ได้กล่าวถึงการระบายพิษออกจากร่างกายด้วย
ยาถ่าย เอาไวว้ ่า
สมัยน้ัน พระผู้มีพระภาคมีพระวรกายหมักหมมด้วยส่ิงอันเป็นโทษพระองค์ได้ตรัสเรียก
ทา่ นพระอานนท์มารับสั่งว่า “อานนท์ ตถาคตมีกายหมักหมมด้วยส่ิงอันเป็นโทษ ตถาคตประสงค์จะ
ฉันยาถา่ ย”
ลำดับน้ัน ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปหาชีวกโกมารภัจถึงที่พัก ครัน้ ถึงแล้วได้กล่าวกับชีวกโก
มารภัจดังน้ีวา่ “ทา่ นชีวก พระตถาคตมีพระวรกายหมักหมมด้วยส่งิ อนั เป็นโทษ พระตถาคตประสงค์
จะฉันพระโอสถถ่าย”
ชีวกโกมารภัจกล่าวว่า “ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ถ้าอย่างน้ัน ท่านโปรดทำพระวรกายของ
พระผ้มู ีพระภาคให้ชุ่มชืน้ สกั ๒-๓ วัน” ครนั้ ทา่ นพระอานนทท์ ำพระวรกายของพระผู้มพี ระภาคใหช้ ุ่ม
ชื้น ๒-๓ วนั แลว้ จึงเข้าไปหาชวี กโกมารภัจถงึ ท่ีพกั คร้ันถงึ แล้วได้กล่าวกบั ชีวกโกมารภัจดังนี้วา่ “ทา่ น
ชีวก พระวรกายของพระผูม้ ีพระภาคชมุ่ ชน้ื ดี เวลาน้ที า่ นจงรู้เวลาทีค่ วร”
เรื่องหมอชีวกทูลถวายพระโอสถถ่าย ๓๐ ครงั้
คร้ังนน้ั ชีวกโกมารภัจได้มีความคิดดังน้ีว่า “การท่ีเราจะทูลถวายพระโอสถถ่ายชนิดหยาบ
แด่พระผู้มีพระภาคน้ันไม่สมควรเลย อย่ากระนั้นเลย เราพึงอบก้านอุบล ๓ ก้านด้วยยาต่าง ๆ แล้ว
น้อมเข้าไปถวายพระตถาคต” แล้วได้อบก้านอุบล ๓ ก้านด้วยยาต่างๆ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ
ภาคถึงท่ีประทับ ครั้นถึงแล้วได้น้อมถวายก้านอุบลก้านหน่ึงแด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า
“พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงสูดดมก้านอุบลก้านท่ี ๑ นี้ วิธนี ี้จะทำให้พระผมู้ ีพระภาค
ทรงถา่ ยถงึ ๑๐ คร้ัง” แล้วได้ทูลถวายก้านอุบลก้านท่ี ๒ แด่พระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า “พระองคผ์ ู้
เจริญ พระผู้มีพระภาคจงทรงสูดดมก้านอุบลก้านที่ ๒ น้ีวิธีนี้จะทำให้พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายถึง
๑๐ ครง้ั ” แล้วไดท้ ลู ถวายกา้ นอุบลก้านท่ี ๓ แด่พระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ พระ
ผู้มพี ระภาคจงทรงสดู ดมก้านอบุ ลกา้ นท่ี ๓ น้ี วธิ นี ี้จะทำใหพ้ ระผูม้ ีพระภาคทรงถ่ายถึง ๑๐ คร้ัง”
ครั้นชีวกโกมารภัจทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อให้ถ่ายครบ ๓๐ ครัง้ แล้ว
ได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณกลับไป เม่ือชีวกโกมารภัจออกไปนอกซุม้ ประตู ได้เกิด
ความคิดดังน้ีว่า “เราทูลถวายพระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพ่ือให้ถ่ายครบ ๓๐ คร้ัง พระ
ตถาคตมีพระวรกายหมักหมมด้วยส่ิงอันเป็นโทษ จะไม่ทำพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ คร้ัง แต่
๔๐ ว.ิ จู.(ไทย) ๗/๒๘๙/๗๓.
๔๑ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม.(ไทย) ๕/๓๓๔/๑๙๑-๑๙๔.
202 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทำพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายเพียง ๒๙ คร้ัง อีกประการหนง่ึ พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจะทรงสรง
สนานแลว้ จึงจะถา่ ยอกี ครงั้ หนงึ่ เมื่อเป็นดงั น้นั พระผูม้ ีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ คร้งั พอดี”
คร้ังนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดของชีวกโกมารภัจด้วยพระทัยจึงรบั ส่ังกับท่าน
พระอานนท์ว่า “อานนท์ เวลาน้ี ชีวกโกมารภัจออกไปนอกซมุ้ ประตูได้มีความคดิ ดงั นว้ี า่ ‘เราทลู ถวาย
พระโอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อให้ถ่ายครบ ๓๐ คร้ัง พระตถาคตมีพระวรกายหมักหมมด้วย
ส่ิงอันเป็นโทษ จะไม่ทำพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายครบ ๓๐ คร้ัง (แต่) จะทำพระผู้มีพระภาคให้ถ่าย
เพียง ๒๙ ครง้ั
อีกประการหน่ึง พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจะทรงสรงสนาน จักทำพระผู้มีพระภาคซึ่ง
ทรงสรงสนานแล้วให้ถ่ายอีกคร้งั หนง่ึ เม่ือเป็นดงั น้นั พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ คร้งั พอดี’
อานนท์ ถ้าอย่างน้ันเธอจงเตรียมน้ำร้อนไว้”ท่านพระอานนท์กราบทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว
จัดเตรียมน้ำร้อนไว้ถวาย ต่อมา ชีวกโกมารภัจเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้ถวายอภิวาทแล้วน่ังอยู่
ณ ที่สมควร ได้กราบทูลว่า “พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วหรือ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาค
ตรัสตอบว่า “ชีวก เราถา่ ยแลว้ ”
ชีวกโกมารภัจกราบทูลว่า “เม่ือข้าพระองค์ออกไปนอกซุ้มประตูคิดว่า ‘เราทูลถวายพระ
โอสถถ่ายแด่พระผู้มีพระภาคเพื่อใหถ้ ่ายครบ ๓๐ คร้ัง พระตถาคตมีพระวรกายหมักหมมด้วยส่ิงอัน
เป็นโทษ จะทำพระผู้มีพระภาคให้ไม่ถ่ายครบ ๓๐ครั้ง แต่จะทำพระผู้มีพระภาคให้ถ่ายเพียง ๒๙
คร้ัง พระผู้มีพระภาคทรงถ่ายแล้วจะทรงสรงสนาน จักทำพระผู้มีพระภาคซึ่งทรงสรงสนานแล้วให้
ถ่ายอีกคร้ังหน่ึง เมื่อเป็นดังนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงถ่ายครบ ๓๐ คร้ังพอดี พระผู้มีพระภาคโปรด
ทรงสรงสนานเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระสุคตโปรดสรงสนานเถิด” ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรง
สรงน้ำอุ่น วิธีน้ีทำพระผู้มีพระภาคซึ่งทรงสรงสนานแล้วให้ถ่ายอีกครั้งหนึ่งจึงครบ ๓๐ ครั้งพอดี
คร้ังน้นั ชีวกโกมารภจั กราบทลู พระผู้มีพระภาคดังนวี้ ่า “พระผู้มีพระภาคไม่ควรเสวยพระกระยาหาร
ท่ปี รุงดว้ ยนำ้ ต้มผักต่างๆ จนกวา่ พระวรกายจะเปน็ ปกติ”๔๒
ท่ีกล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนในการรักษาโรคในสมัยพุทธกาลท่ีบัญญัติเอาไว้เป็น
หลักฐานในพระไตรปิฎกเท่าน้ัน แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเอาไว้ในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
มาคณั ฑิยสูตร เกยี่ วข้อกับความไม่มีโรค และการนพิ พานวา่
.....พระระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจา้ พระองค์ก่อนๆ ไดต้ รัสพระคาถาไวว้ า่
‘ความไมม่ ีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
นิพพานเป็นสุขอย่างยง่ิ
บรรดาทางทัง้ หลายอันให้ถึงอมตธรรม
ทางมีองค์ ๘ เปน็ ทางอนั เกษม’
บัดนี้ คาถานน้ั เป็นคาถาของปุถุชนไปโดยลำดับ มาคัณฑิยะ กายน้ีเป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี
เป็นดุจลูกศร เป็นสิ่งคับแค้น เป็นส่ิงเบียดเบียน ท่านนั้นกล่าวกายน้ีซึ่งเป็นดุจโรค เป็นดุจหัวฝี เป็น
ดจุ ลูกศร เป็นส่ิงคับแค้น เป็นสิ่งเบียดเบียนว่า ‘ท่านพระโคดม ความไม่มีโรคนั้นคืออันนี้ นิพพานน้ัน
คืออันนี้ ท่านไม่มีอริยจักขุ๔๓ ท่ีเป็นเคร่ืองรู้ความไม่มีโรค ท่ีเป็นเคร่ืองเห็นนิพพานได้” “ข้าพระองค์
๔๒ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๓๓๖/๑๙๔-๑๙๗.
๔๓ อริยจักขุ ในท่ีนี้หมายถึง วิปัสสนาญาณและมรรคญาณอันบริสุทธ์ิ อ้างใน ม.ม.อ.(บาลี) ๒/๒๑๘/
๑๖๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 203
เลื่อมใสท่านพระโคดมอย่างน้ี ท่านพระโคดมทรงสามารถแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้า
พระองค์จะรคู้ วามไมม่ ีโรคและเห็นพระนพิ พานได้”
…มาคัณฑยิ ะ เราก็ฉันน้ันเหมือนกัน หากจะพึงแสดงธรรมแก่ทา่ นว่า ‘ความไม่มีโรคนัน้ คือ
อันน้ี นพิ พานนั้นคือน้ี’ ทา่ นนั้นจะพึงรู้ความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้ ทา่ นก็จะละความพอใจและ
ความยินดีในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการพร้อมกับเกิดดวงตาคือปัญญาข้ึน อนึ่ง ท่านจะพึงมีความคิด
อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญเราถูกจิตนี้ล่อลวงให้หลงผิดมานานแล้ว เราเมื่อยึดม่ันก็ยึดมั่นเฉพาะรูป
เฉพาะเวทนา เฉพาะสัญญา เฉพาะสังขาร และเฉพาะวิญญาณเท่าน้ัน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย
ภพจึงมีแก่เรา เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัยชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อปุ ายาสจึงมี ความเกดิ แหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั ส้ินน้ี ยอ่ มมีด้วยประการอยา่ งน้ี”
“ข้าพระองค์เล่ือมใสท่านพระโคดมอย่างนี้ ท่านพระโคดมทรงสามารถแสดงธรรมแก่ข้า
พระองค์ โดยวิธที ่ขี า้ พระองคจ์ ะไมเ่ ปน็ คนตาบอดลกุ ข้นึ จากอาสนะนไ้ี ด้”
“มาคัณฑยิ ะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงคบสัตบุรุษ เพราะเมื่อใดทา่ นคบสัตบุรษุ เมื่อนนั้ ท่านจะได้
ฟังธรรมของสัตบุรุษ เมื่อใดทา่ นได้ฟังธรรมของสัตบุรษุ เม่ือนัน้ ท่านก็จักปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เม่ือใดท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเม่ือนั้นท่านก็จักรู้เอง เห็นเองว่า ‘โรค ฝี ลูกศร คืออันนี้ โรค
ฝี ลูกศร จะดับไปได้โดยไม่เหลือในที่นี้ เพราะอุปาทานของเรานัน้ ดับ ภพจึงดบั เพราะภพดบั ชาติจึง
ดบั เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนัส และ อปุ ายาสจงึ ดับ ความดบั แห่งกอง
ทุกข์ทง้ั ส้ินน้ีย่อมมดี ว้ ยประการอยา่ งนี้”๔๔
สรปุ ท้ายบท
พระพุทธเจ้า ตรัสถึงความสำคัญของการมีสุขภาพร่างกายดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนว่า
เป็นช่วงเวลาท่ีเหมาะแก่ การบำเพ็ญเพียรอย่างย่ิง หากร่างกายเจ็บป่วย ไม่อาจเยียวยาได้แล้ว
พระองค์จะทรงมุ่งเน้นการเยียวยา ทางด้านจิตใจเป็นหลัก ดังเรื่องท่ีปรากฏว่า ครั้งหนึ่งมี ภิกษุ
ทพุ พลภาพป่วยหนัก ระยะสุดท้ายพระพุทธเจ้าทรงเยียวยารักษาดา้ นจติ ใจ ทรงมีพระดำรัสว่า “แม้
ร่างกายจะเจ็บหนัก แต่ยังสามารถพัฒนาให้ไปสู่การบรรลุธรรมได้” พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ
เจ้า ทรงเป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พระองค์มีความสามารถท่ีจะรักษาโรค (สพฺพโรคติกิจฺฉโก) คือ
กิเลสพร้อมทั้งอนุสัย อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความมัวเมา พระองค์ทรงใช้
ญาณตรวจดูโรค เม่ือรู้ภาวะของเหล่าสรรพสัตว์แล้ว ก็ทรงวางยา (แสดงธรรม) คือธรรมะโอสถ
ธรรมะบางหมวด เม่ือฟังแล้วพิจารณาตาม ทำให้จิตใจสงบระงับผ่อนคลาย เป็นสมาธิ ส่งผลไปถึง
กายให้หายจากโรคทางกาย และโรคทางใจได้ ดังพระมหากัสสปะเถระ ท่อี าพาธ พระพุทธเจา้ เสด็จ
ไปเย่ียมแล้วพระองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ให้ฟังพระมหากัสสปะพิจารณาตามธรรมนั้นก็หายจาก
โรค เมื่อภิกษุอาพาธ พระองค์ทรงรับส่ังให้ภิกษุท้ังหลาย รักษาพยาบาลกันเอง และทรงรับสั่งว่า
“ถ้าหากภิกษุรูปใด มีความปรารถนาจะพยาบาล เราตถาคตแล้วไซร้ ขอเธอท้ังหลายจงพยาบาล
ภกิ ษไุ ข้”
พทุ ธวธิ ีบำบัดรกั ษาโรคของพระพุทธองค์ ในการรกั ษาโรคต่างๆ ด้วยเภสัช ๕ ชนดิ คอื เนย
ใส เนยข้น น้ำมัน นำ้ ผ้ึง นำ้ อ้อย ยาสมุนไพรอื่น การใช้ความร้อนบำบัด และการผ่าตัดเป็นต้น การ
รักษาโรคทางใจคือตัดกิเลส พร้อมทั้งอนุสัย อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความ
๔๔ ดรู ายละเอยี ดใน ๑๓/๒๑๔-๒๒๒/๒๕๒-๒๕๙.
204 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
มัวเมา ทรงแสดงธรรมะโอสถ เลือกธรรมะตรง ตามภาวะของโรค เมื่อฟังแล้วพิจารณาตาม ทำให้
จิตใจสงบระงับผ่อนคลาย เป็นสมาธิ ส่งผลไปถึง กายให้หายจากโรคทางกาย และโรคทางใจได้
พุทธวิธีการรักษาโรคทางใจสู่การพัฒนาจิตท่ียั่งยืน น่ันคือการหมดจดจากโรคคือกิเลสทั้งหลายทั้ง
ปวง จนกระทั่งโรค (กเิ ลส) ไมส่ ามารถเกดิ หรือเขา้ ใกล้เราไดเ้ ลย สภาวะน้นั คอื พระอรหันต์ หมายถึง
ผไู้ กลจากกิเลส เมื่อเราไม่เกิดแม้โรคทางกายกม็ อิ าจมีไดอ้ ีกเลยเช่นกนั
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 205
คำถามท้ายบท
๑. โรคทางกายกับโรคทางใจ มคี วามเหมอื นหรือแตกต่างกันอยา่ งไร?
๒. พทุ ธวิธบี ำบัดรักษาโรคในคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก แบง่ ออกเปน็ กีว่ ิธีการ ได้แกอ่ ะไรบา้ งจง
อธบิ ายพรอ้ มยกตวั อย่างประกอบ?
๓. เพราะเหตุใดพรทุ ธศาสนาจึงใช้พุทธวธิ บี ำบัดรกั ษาโรคดว้ ยธรรมโอสถ จงอธิบายโรค
และพทุ ธวิธกี ารดูแลรักษาตามนยั พุทธโอสถ?
๔. จงอธบิ าย พทุ ธวิธีการดูแลสขุ ภาพตามหลักพระวินัยในทางพระพทุ ธศาสนา?
๕. ในสมยั พทุ ธกาลและหลังพทุ ธกาล ภกิ ษมุ ีบทบาทในการดแู ลสขุ ภาพของผ้คู นในชมุ ชน
หม่บู ้าน แตล่ ะทา่ นแต่ละวัด จงอธิบายถึงวิธกี ารดแู ลสุขภาพมาพอสงั เขป?
บทท่ี ๕
วธิ ีการบริโภคปจั จยั ๔ ในพระพุทธศาสนา
ความนำ
ปัจจุบันมีแนวคิดในการับประทานอาหารเพ่ือสุขภาพ หลักโภชนาการที่จะต้องรับประทาน
อาหารให้ครบท้ังห้าหมู่ ในปริมาณสัดส่วนท่ีเหมาะสม และในแต่ละหมู่ก็ควรเลือกให้เหมาะสมทั้งนี้
เพื่อให้ได้อาหารต่างๆ อย่างครบถ้วนตามต้องการของร่างกายเพ่ือให้เกิดโภชนาการที่ดี และไม่
เกิดผลข้างเคียงกับร่างกาย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีโภชนาการทางเลือกมากมาย เช่น (๑) อาหาร
มังสวิรัติ คืออาหารจำพวกผักและผลไม้ ซึ่งทำให้ได้รับกากใยอาหาร อาหารมังสวิรัติน้ันจะไม่มี
เน้ือสัตว์เลย...มังสวิรัติประเภทเคร่งครัด เป็นมังสวิรัติที่กินอาหารจำพวกพืชผักผลไม้เพียงอย่าง
เดียว ไม่มีอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม หรือ ผลิตภัณฑ์จากไข่ และนม เป็นส่วนประกอบของ
อาหารน้ันๆ เลย ประกอบด้วย แป้ง ข้าว ถ่ัว เมล็ดพืช ผักและผลไม้ (๒) อาหารเจ เป็นอาหาร
ประเภทมังสวริ ตั ิเชน่ กัน แต่งดเว้นพืชทีม่ ีกล่ินแรง ๕ ชนดิ และงดนม งดไข่โดยเดด็ ขาด ผู้ที่กนิ เจเปน็
ผู้นับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม ผู้กินเจต้องควบคู่กับการประพฤติ
ธรรม รักษาศีลด้วย (๓) สุขภาพดีแบบแม็คโครไบโอติกส์ (Momypedia) มาจากภาษากรีกโบราณ
ประกอบด้วย “แมคโคร”(macro) ท่ีแปลว่าย่ิงใหญ่หรือยืนยาว และ “ไบโอส์” (bios) ท่ีแปลว่า ชีวิต
แมคโครไบโอติกส์ไม่ใช่เรื่องใหม่ พบว่าการใช้คำน้ีต้ังแต่สมัยของฮิปโปเครตีส (บิดาแห่งการแพทย์
ตะวันตก) และต่อมา จอร์จ โอซาวา (1893-1966) ชาวญ่ีปุ่นท่ีหายจากวัณโรคด้วยการกินแบบนี้
เป็นคนแรกที่ใช้คำว่าแม็คโครไบโอตกิ ส์ และนำแนวคดิ น้ีไปเผยแพร่ทั้งในยโุ รปและอเมรกิ าเหนือ แมค
โครไบโอติกส์ เป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ท่ีดี ซึ่งครอบคลุมท้ังอาหารการกินและวิถีชีวิตทุก
ด้าน เช่นการออกกำลังกายท่ีเหมาะสม การมองโลกในแง่ดี และอยใู่ กล้ชิดธรรมชาติ แต่สำหรับตรง
นี้ขอพูดถึงเฉพาะอาหารแล้วกัน กลัวว่าเน้อื หายาวเกินไปคุณผู้อ่านจะเบื่อซะก่อน จุดเด่นของอาหาร
แบบแมคโครไบโอตกิ ส์ คือการสร้างความสมดุลใหร้ า่ งกาย โดยใช้วิธกี ารปรุงอาหารแบบสมัยก่อนไว้
ใหม้ ากท่ีสุด นั่นคอื ใช้วัตถุดิบตามธรรมชาติ เลี่ยงการใช้ส่ิงอำนวยความสะดวกในทุกข้ันตอนของการ
ผลิต ต้ังแต่การเพาะปลูกวัตถุดิบจนปรงุ เสร็จเป็นจาน ซงึ่ มีอัตราส่วนต่อม้ือในลักษณะแบบนี้ ธัญพืช
ทไี่ ม่ผ่านการขัดสี ๕๐-๖๐ เปอรเ์ ซ็นต์ ผักต่างๆ ๒๐-๓๐ เปอรเ์ ซ็นต์ ถ่ัวชนิดต่างๆ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์
แกงจดื (จากถวั่ เหลืองหมัก ผกั ปลา) ๕-๑๐ เปอรเ์ ซน็ ต์
ขา้ วกล้อง ถ่วั งา ผัก ท่ีใชท้ ำอาหารล้วนปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี และการปรุงก็หลีกเล่ียงเตา
ไมโครเวฟหรือการทอด และเอกลักษณ์อีกอย่างของอาหารแบบน้ีคือรสชาติด้ังเดิมของอาหารชนิด
นั้นๆ โดยท่ีแทบจะไม่แต่งเติม ประโยชน์ของแมคโครไบโอติกส์จากหนังสืออาหารแมคโครไบโอติกส์
ของกรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข มีข้อมูลยืนยันว่า อาหาร
ดั้งเดิมแบบนี้สามารถเยียวยาอาการของโรคหัวใจ เบาหวาน หอบหืด และโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
และสำหรบั คนท่ียังไม่ป่วย การกนิ อาหารแบบน้ีกช็ ่วยชะลอความเสอ่ื มของร่างกาย และลดอตั ราการ
เกดิ โรคต่างๆ ได้ด้วย
ส่วนในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ให้ทัศนะไว้ว่า “ชีวิตของบรรพชิตต้องทำตัวให้คน
อื่นเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่เป็นคนมากเร่ือง” สมดังที่พระผู้มีพระภาคครนั้ ทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัค
208 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
คีย์โดยประการต่างๆ แล้ ได้ตรั โท แ ่งค ามเป็นคนเลี้ยงยาก บำรุงยาก มักมาก ไม่ ันโด
ค ามคลุกคลีค ามเกยี จครา้ น ตรั คณุ แ ง่ ค ามเป็นคนเลี้ยงงา่ ย บำรงุ งา่ ย มกั น้ ย ันโด ค าม
ขัดเกลา ค ามกำจัดกิเล าการที่น่าเล่ื มใ การไม่ ะ ม การปรารภค ามเพียรโดยประการ
ตา่ งๆ๑ และ มดังท่ีปรากฏในปัพพชิต ภณิ ตู ร ( า่ ด้ ยธรรมทีบ่ รรพชิตค รพจิ ารณาเนื งๆ) ่า
ภิก ุทั้ง ลาย ธรรม ๑๐ ประการน้ี บรรพชิตค รพิจารณาเนื งๆ ธรรม ๑๐ ประการ คื
บรรพชิตค รพจิ ารณาเนื งๆ ่า
๑. เราถงึ ค ามมเี พ ตา่ งจากคฤ ั ถ์
๒. การเลี้ยงชพี ของเราเนอื่ งดว้ ยผู้อืน่
๓. เรามี ากปั กิรยิ า ยา่ ง ื่นท่ีจะพึงทำ
๔. เราตเิ ตียนตนเ งโดย ลี ได้ รื ไม่
๕. เพื่ นพร มจารีผรู้ ู้ท้งั ลายพิจารณาแล้ ตเิ ตยี นเราโดย ลี ได้ รื ไม่
๖. เราจักต้ งมคี ามพลดั พรากจากข งรกั ข งช บใจท้งั ิน้
๗. เรามีกรรมเป็นข งตน เป็นผ้รู บั ผลข งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มี
กรรมเป็นท่ีพ่ึง า ัย เราทำกรรมใดไ ้ จะเป็นกรรมดี รื กรรมช่ั ก็ตาม ย่ มเป็นผู้รับผลข งกรรม
นน้ั
๘. นั คนื ล่ งไปๆ บดั น้เี ราทำ ะไร ยู่
๙. เรายนิ ดียงิ่ ในเรื น ่าง ยู่ รื ไม่
๑๐. ญาณทั นะที่ประเ ริฐ ัน ามารถ ัน ิเ ย่ิงก ่าธรรมข งมนุ ย์๒ที่เราบรรลุแล้
ซง่ึ จักเป็นเ ตุใ เ้ ราไม่เก้ เขินเม่ื เพ่ื นพร มจารถี ามในภาย ลัง มี ยู่ รื ไม่
ภิก ุทงั้ ลาย ธรรม ๑๐ ประการนแ้ี ล บรรพชิตค รพจิ ารณาเนื งๆ๒
โภชนาหารในพระพุทธศาสนา
โภชนาหาร (โภชน+อาหาร) แปล ่า า ารทคี่ รแก่การบรโิ ภค เรียก า่ “โภชนยี ํ” และ
“ขาทนยี ”ํ ในเบ้ื งต้นตามรูป พั ท์น้ีก็คื า ารใน ่ นท่บี ำรุงรา่ งกาย (รปู า าร)
ค ามเชื่ ใน ังคมไทยมีการถ าย า ารพระ ่า “ ิมํ ูปพฺยญฺชน มฺปนฺนํ าลีนํ โ ทนํ
ุทกํ รํ พุทธฺ ฺ ปูเชมิ” ข้าพเจ้าข บูชาข้า ุก ันบริ ุทธิ์ พร้ มทง้ั แกงและกับและน้ำ ันประเ ริฐ
น้ี แด่พระพุทธเจ้า ฯ คำบาลีท่ยี กมานี้ มีข้ ังเกตคื “โอทนํ” ซ่ึงแม่ ่า ข้า ุก แต่เดิมท่านใช้คำ ่า
“โภชนํ” แปล ่า โภชนา าร คื า ารท่ีพึงบริโภค ซ่ึงเป็นรูปข ง ุตตกรรม (เป็นรูปข งกรรมใน
ประโยค ไม่ใช่รูปจตุตถี ิภัตติ “โภชนานํ”) ซึ่งเป็นโภชนะที่ประเ ริฐ ( รํ) ดังนั้น โภชนียํ ( ตฺถุ) คื
โภชน ัตถุ ันบุคคลพึงบริโภค ่ นคำ า “ขาทนียํ ( ตฺถุ)” คื ัตถุ ันค รเคี้ย ซึ่งมุ่ง มายถึง
“กพ งิ กา า าร” นัน่ เ ง
๑ .ิ จู.(ไทย) ๕/๒๔๓/๒-๓.
๒ งฺ.ท ก.(ไทย) ๒๔/๒๘/๑๐๔-๑๐๕.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 209
พิจารณา า ารทางธรรม ในคัมภีร์ทางพระพุทธ า นาจำแนก า าร กเป็น ๔ มู่/
ประเภท ไดแ้ ก่
๑. ก ิงการา าร มายถึง า ารประเภทที่เป็นคำข้า รื า ารที่นำเข้า ูร่างกาย
ด้ ย ิธกี ารรับประทาน ดมื่ ฉดี ย ด ยา่ งใด ยา่ ง นงึ่
า ารประเภทน้ี ก็คื ชนิดเดีย กันกบั า ารแบบโลกๆ ทไ่ี ด้กลา่ ถงึ ข้างตน้ ลกั ปฏิบตั ิต่
า ารประเภทนี้ ท่าน นใ ้เราพิจารณาก่ นบริโภคเ ม จุดมุ่ง มายเพื่ ใ ้ได้ า ารที่เป็น
ประโยชน์ต่ ร่างกาย ขณะเดีย กันก็เ ้น ่ นที่เป็นโท กล่า กัน ่าโรคภัยไข้เจ็บท่ีเกิดขึน้ กับชี ิตผู้คน
ในปัจจุบัน ่ น น่ึง รื าจจะกล่า ได้ ่า ่ นใ ญ่มาจากเรื่ ง า ารการกิน แพทย์ทางเลื ก
ปัจจุบันจึง ันมารัก าโรคด้ ยการค บคุม า าร ดคล้ งกับแน ท่ีพระพุทธเจ้า นใ ้เรารู้จัก
บรโิ ภค า ารด้ ย ตปิ ญั ญา ไม่บริโภคด้ ยกิเล ตัณ า ซง่ึ จะนำพาใ ถ้ ึงทกุ ขใ์ นภาค นา้
๒. ผั า าร มายถึง า ารประเภทที่ไม่ต้ งรับประทาน ด่ืม ฉีด ย ดเข้า ู่ร่างกาย
า ัยเพียงแค่ มั ผั ทางตา ู จมูก ลิ้น กาย ยา่ งใด ยา่ ง น่งึ
า ารประเภทน้ี ลายคน าจไม่เคยใ ่ใจ รื ม งข้ามไป ่าจะเป็น า ารได้ ย่างไร
จริงๆ พระพุทธเจ้าข งเราทา่ นทรงละเ ียด ่ น ไม่ม งข้ามค าม ำคัญในเร่ื งน้ี ตรงกันข้าม กลับ
ม งทรงม งเ ็น ่า า ารประเภทนี้เป็นเร่ื งใ ญ่ และ ำคัญ ำ รับชี ิต เพราะ ่งผลกระทบ
โดยตรงต่ พฤติกรรม ท่ี ำคญั เรารับ า ารประเภทนี้กันทั้ง นั ผิดกับ า ารประเภทแรกท่ีรับเพียง
๒-๓ มื้ ต่ ันเท่านั้น ท่ีบ ก ่า เราต้ งรับ า ารประเภทน้ีกันท้ัง ันก็เพราะ ่า ในแต่ละ ัน มี
เร่ื งรา ต่างๆ ผ่านเข้าในชี ิตข งเรามากมาย โดยเฉพาะทางท ารทั้ง ๕ มีจักขุท ารเป็นต้น ซ่ึง
เปิดรับตล ดเ ลา ต้ังแต่ต่ืน กระทั่งเข้าน น เม่ื รับแล้ ก็ทำใ ้มี ารมณ์ค ามรู้ ึกแตกต่างกัน
กไป เช่น ถ้ารบั ผั ะดี ก็ทำใ ้ชี ติ กระชุ่มกระช ย ี น้าผ่ งใ ่งผลดีต่ ุขภาพ ตรงกันข้าม
ถ้ารบั ผั ะไม่ดี ก็ ่งผลใ ้เกิดค าม ด ู่ เ ่ีย แ ้งใจ ่งผลเ ียต่ ุขภาพ ยกตั ย่างง่ายๆ เช่น
เ ียงชม กับเ ียงด่า, เ ียง านไพเราะเ นาะ ู กับเ ียง ยาบคายไร้มารยาท ย่ ม ่งผลต่ ผู้ฟัง
โดยตรง ย่า ่าแต่คนเลย ัต ์ รื แม้กระท่ังพืชบางชนิด ากได้รับผั ะดีๆ ก็ ่งผลดีตามมา
เช่นเดีย กัน คิด ่าท่านผู้ ่านคงเคยได้ยินเรื่ งรา เก ตรกรเปิดเพลง รื ดนตรีใ ้ ัต ์เลี้ยง เช่น
ไก่ ั เปน็ ต้นฟงั นยั ่าจะทำใ ้มี ารมณ์ดี กไข่ รื รีดนำ้ นมไดม้ ากก ่าปกติ
ทราบข้ เทจ็ จรงิ เช่นนี้ เราจึงค รใ ่ใจ ร้าง รรค์ ่ิงทีด่ ีงามใ ้แก่กันและกัน เพื่ ใ เ้ ป็นที่
เจรญิ ู เจรญิ ตา และก็เจรญิ ใจในที่ ุด ซึง่ จะ ่งผลดีต่ การเจรญิ เตบิ โตข งชี ิต
๓. มโน ัญเจตนา าร มายถึง า ารท่ีเปน็ ค ามต้ งการทางดา้ น ารมณ์ค ามรู้ ึกตา่ งๆ
เช่นค ามตงั้ ใจ ค ามปรารถนา ค ามใฝฝ่ ัน ค าม งั เปน็ ต้น
า ารประเภทน้ี จะช่ ยทำใ ้ชี ิตมีคา่ มีค าม มายพร้ มทจี่ ะยนื ยดั รื ดำรงชี ิต ยู่
เพื่ จุด มายท่ี างเ าไ ้ ชี ิตข งผู้ที่ดำรง ยู่ด้ ยค าม ัง กับชี ิตข งผู้ ยู่ ย่างไร้ค าม ังจึง
แตกต่างกนั เพราะทั้ง ๒ ประการน้ี ได้ า ารท่ี ล่ เลี้ยงแตกตา่ งกัน
๔. ิญญาณา าร มายถึง า ารที่เป็นการรับรู้ทางจิต จิตข งคนเรา รับรู้เร่ื งรา
ตา่ งๆ มากมาย และเม่ื พิจารณาโดยละเ ียดแล้ ิ่งท่ถี ูกรบั รู้เ ล่าน้ัน ไม่ได้เพียงแค่ผ่านมาผา่ นไป
เฉยๆ ากแตไ่ ด้ทิ้งร่ งร ยไ ้ในกระแ จิต และจะ ่งผลกระทบโดยตรงต่ ชี ิต ทั้งในระยะ ั้น และ
ระยะยา
ดังน้ัน เมื่ จิตรับรู้เร่ื งรา เช่นไรในชี ิต ไม่ ่าในแง่ดี รื ในแง่ร้าย การรับรู้เ ล่าน้นั ย่ ม
เปน็ เครื่ ง ล่ เลีย้ งชี ติ ข งเขาใ ้เป็นลัก ณะเดีย กันกบั ข้ มูลทีเ่ ขารับรู้
210 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในมงคล ูตร มีกรณีตั ย่าง ท่านพระ ิริมังคลาจารย์ ได้เล่าถึง ลูกนกแขกเต้า ๒ ตั
เกิดจากพ่ แมเ่ ดีย กัน แตพ่ ลัดพรากจากกันไปเพราะลมพายุ ตั นงึ่ ไปตกใกล้ า มฤา ี ีกตั นงึ่
ไปตกใกล้รังโจร นกตั แรก ได้รับรู้แต่ ิ่งดีๆ จากพระฤา ี ทำใ ้นกตั นี้มี ุปนิ ัยใจค ดีงามตามไป
ด้ ย ขณะท่ีนกตกใกล้รังโจร ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินแต่เ ียงปรึก า างแผนข งพ กโจร ่าจะปล้น จะ
ฆ่ากนั ทไ่ี น ทำใ น้ กตั ที่ งนม้ี ี ปุ นิ ัยก้า รา้ ตามไปด้ ย๓
จากท่ีกล่า มาข้างต้น จะเ ็น ่า า าร ๓ ประการ ลัง มี ิทธิพลต่ ชี ิตมนุ ย์มาก
เรียก ่าค ามเป็นตั ตนข งมนุ ย์แต่ละคน ล้ นเกิดจาก า าร ๓ ประการ ลังน้ีทั้ง ิ้น ขณะที่
า ารประเภทแรก ทำ นา้ ท่ี ล่ เลี้ยงเพียงร่างกายเทา่ น้ัน
คำ นในพระพุทธ า นา น กจากจะแ ดง า าร ๔ ประเภท คื ก ิงการา าร
ผั า าร มโน ัญเจตนาการ และ ิญญาณา าร แล้ ยังได้แ ดงชนิดข ง า ารไ ้ ีก กล่า คื
า ารท้ัง ๔ ย่ ลงเป็น ๒ ประเภท คื อาหารทางกาย (รูปอาหาร) และ อาหารทางใจ (นาม
อาหาร)
๑. า ารทางกาย แบ่ง กเปน็ ๒ ประเภทใ ญๆ่ ได้แก่
๑.๑ า ารที่จัดเข้าในกลุ่มกว ิงการา าร ได้แก่ า าร ๑๖ ประเภท คื “ข้า ุก
ขนม ด ขนมแ ้ง ปลา เนื้ น้ำนม นมเปร้ีย เนยใ เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำ ้ ย ข้า ต้ม ข ง
ค รเค้ีย ข งค รล้ิม ข งค รเลีย(ชิม)” ทั้ง มดนี้ เป็น า ารที่บริโภคทางปากโดยตรง ชนิดข ง
า ารท่ี นุญาตใ ้ภิก ุฉัน รื บริโภคได้ ก็จะมีเรื่ งข งกาลเท ะเข้ามาเกี่ย ข้ งด้ ย ดังน้ัน ใน
บาลีพระพุทธ งค์เมื่ พูดถึง ิ่งบรโิ ภค จะใช้คำ ่า “โภชนะ ( า าร) ... ขาทนยี ะ (ข งเคี้ยว) ...
ข งควรบริโภค” (โภชนยี )ํ ... ายนียะ (ข งลิม้ ) ... ปานะ(เครื่ งดม่ื )” ดงั นเ้ี ปน็ ต้น๔ า่
คำว่า ข งเคยี้ ว [ขาทนยี ]ํ
ท่ีชื่ ่า ข งเค้ียว คื ยกเ ้นโภชนะ ๕๕ ยามกาลิก ัตตา กาลิก และยา ชี ิก น กนั้น
ชื่ ่าข งเค้ยี
คำ ่า ยามกาลิก ข งทีภ่ กิ ุรบั ประเคนไ ้แล้ ฉันได้ชั่ นั นง่ึ กับคนื นึ่งก่ น รณุ ข ง ัน
ใ ม่ คื นํ้าปานะ ได้แกน่ ํา้ คนั้ ผลไม้ทีท่ รง นญุ าต ๘ ยา่ ง คื (๑) มั พปานะ นํา้ มะม่ ง (๒) ชมั พุ
ปานะ นา้ํ ้า (๓) โจจปานะ นํ้ากล้ ยมีเมลด็ (๔) โมจปานะ นา้ํ กล้ ยไม่มีเมล็ด (๕) มธกุ ปานะ น้ํา
มะทราง (๖) มุททกิ ปานะ นํ้าผลจันทน์ รื น้าํ งุน่ (๗) าลูกปานะ น้าํ เ งา้ บั (๘) ผารุ กปาน
นา้ํ ผลมะปราง รื นํ้าล้ินจ่ี และ นาํ้ ผลไมท้ กุ ชนิด เ น้ นํ้าตม้ เมลด็ ขา้ เปลื ก, นาํ้ ใบไมท้ กุ ชนิด เ ้นนาํ้
ผกั ด ง, น้ําด กไมท้ กุ ชนดิ เ น้ น้าํ ด กมะทราง น้ํา ้ ย ด ฉนั ได้๖
ัตตา กาลกิ ข งที่ภิก ุรับประเคนไ แ้ ล้ ฉันได้ภายใน ๗ นั คื เภ ัชทงั้ ๕ ไดแ้ ก่ (๑)
ัปปิ เนยใ (๒) น นีตะ เนยข้น (๓) เตละ น้าํ มัน (๔) มธุ นา้ํ ผ้ึง (๕) ผาณิต นํ้า ้ ย๗
๓ ดรู ายละเ ยี ดใน มงคฺ ลตฺถทปี นี.(บาล)ี ๑/๒๑-๒๔/๑๖-๑๙.
๔ .ิ ม า.(ไทย) ๒/๖๗/๒๕๓.
๕ โภชนะ ๕ คื ขา้ ุก ขนม ด ข้า ตู ปลา เนื้ า้ งใน .ิ ม า. (ไทย) ๒/๒๓๙/ ๓๙๗.
๖ ิ.ม.(บาล)ี ๕/๓๐๐/๘๔, ิ. .(บาล)ี ๒/๒๕๕-๖/๓๗๘.
๗ .ิ ม.(บาล)ี ๕/๒๖๐/๒๗.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 211
ยาวชีวกิ ของทภ่ี ิกษุรบั ประเคนไว้แลว้ ฉนั ได้ตลอดไป ไม่จำกดั เวลา คอื ของทใ่ี ช้ปรุงเป็น
ยา ไดแ้ ก่หลทิ ทะ ขมิน้ , สงิ คิเวระ ขงิ , วจะ ว่านน้ํา, วจัตถะ วา่ นเปราะ, อติวิสะ อตุ พดิ , กฏุกโรหิณี
ขา่ , อสุ รี ะแฝก, ภัททมุตตกะ แหว้ หมู เปน็ ต้น๘
คำว่า ของฉนั [โภชน]ํ
ท่ีชื่อว่า ของฉัน (โภชนํ) ได้แก่ โภชนะ ๕ คือ ข้าวสุก ขนมสด ข้าวตู ปลา เน้ือ ภิกษุรับ
ประเคนดว้ ยตง้ั ใจวา่ “จะเค้ยี ว จะฉัน” ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ ฉัน ต้องอาบตั ิปาจิตตีย์ทุกๆ คำกลืน๙
ทรงอนญุ าตปัญจเภสชั สำหรบั ภกิ ษอุ าพาธ
ในพระวินัยปิฎก คัมภีร์มหาวิภังค์ พระพุทธองค์ตรัสไว้ดังน้ีว่า “ก็ เภสัชใด ควรลิ้มสำหรับ
ภิกษุผู้เป็นไข้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผ้ึง น้ำอ้อย ภิกษุรับประเคนเภสัชนั้นแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗
วนั เป็นอย่างมากให้เกินกำหนดน้นั ไป ต้องอาบัตินิสสคั คยิ ปาจติ ตีย์
คำวา่ เภสชั ใดควรลิ้มสำหรบั ภิกษผุ ู้เป็นไข้ มอี ธิบายดังน๑้ี ๐
ที่ช่อื วา่ เนยใส (สปปฺ ิ) ได้แก่ เนยใสทำจากนำ้ นมโคบ้าง เนยใสทำจากนำ้ นมแพะบ้าง เนย
ใสทำจากนำ้ นมกระบือบา้ ง หรอื เนยใสทำจากนำ้ นมสัตว์ท่มี ีมังสะเป็นกปั ปิยะ
ทชี่ ่อื วา่ เนยข้น (นวนีตะ) ไดแ้ ก่ เนยข้นทำจากนำ้ นมสัตว์เหลา่ น้ันแหละ
ที่ชื่อว่า น้ำมัน (เตละ) ได้แก่ น้ำมันท่ีสกัดจากเมล็ดงา น้ำมันท่ีสกัดจากเมล็ดผักกาด
น้ำมันท่ีสกดั จากเมลด็ มะซาง น้ำมนั ทส่ี กดั จากเมล็ดละหงุ่ หรือนำ้ มันไขสัตว์
ทีช่ ่อื ว่า นำ้ ผงึ้ (มธ)ุ ได้แก่ นำ้ รสหวานท่แี มลงผึ้งทำ
ท่ชี ่อื วา่ น้ำออ้ ย (ผาณิต) ได้แก่ น้ำรสหวานท่เี กิดจากอ้อย
คำว่า ภิกษุรับประเคนเภสัชน้ันแล้วเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างมาก คือภิกษุพึงฉันได้ ๗
วนั เป็นอยา่ งมาก
คำว่า ให้เกินกำหนดน้ันไป ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ความว่า เม่ือรุ่งอรุณวันที่ ๘
เภสัชน้ันเป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะหรือแก่บุคคล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึง
สละเภสัชท่เี ปน็ นสิ สคั คีย์อย่างนี้
ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์เก่ียวกับเร่ืองน้ี ท่านใช้ศัพท์ท่ีน่าสนใจก็คือว่า “กปฺปิยํ โภชนียํ
ปฏิสายนียํ” (วัตถุอันเป็นกัปปิยะคือของท่ีเป็นสิ่งเหมาะสม วัตถุอันเป็นโภชนียะคือของท่ีควรบริโภค
วัตถอุ ันเปน็ ปฏิสายนยี ะคือของควรลิ้ม)
ในขุททกนิกาย มหานิเทเทสอธิบายเก่ียวกับ “ข้าว น้ำ และของคบเค่ียว” (โอทน+ปาน+
ขาทนีย) ดังพุทธพจน์ว่า “ภิกษุได้ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดีแล้ว ไม่ควรทำการสะสม
เม่อื ไมไ่ ดข้ า้ วเปน็ ต้นเหล่าน้นั ก็ไม่พงึ สะดุ้ง” ดงั น้ี
คำวา่ “โอทนะ” คือ ขา้ วสกุ ขนมกมุ มาส (นมสด) ข้าวผง (สตั ต)ุ ปลา เนื้อ
คำว่า น้ำ (ปานะ) ไดแ้ ก่ นำ้ ปานะ ๘ อย่าง (อฏฺฐ ปานานิ) คอื
๑. นำ้ มะม่วง (อมพฺ ปานํ)
๒. นำ้ หวา้ (ชมพฺ ปู าน)ํ
๘ ว.ิ ม.(บาล)ี ๕/๒๖๓/๒๙, ว.ิ มหา.(ไทย) ๒/๒๕๖/๔๐๙.
๙ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๒๓๙/๓๙๖-๓๙๗.
๑๐ ว.ิ มหา.(ไทย) ๒/๖๒๒-๖๒๓/๑๔๓-๑๔๔.
212 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๓. น้ำกลว้ ยมเี มลด็ (โจจปาน)ํ
๔. นำ้ กล้วยไม่มเี มลด็ (โมจปานํ)
๕. น้ำมะซาง (มธกุ ปานํ)
๖. น้ำลกู จนั ทน์ หรอื นำ้ องุ่น (มุทธฺ กิ ปานํ)
๗. นำ้ เหงา้ บวั (สาลุกปาน)ํ
๘. นำ้ มะปราง หรอื นำ้ ลนิ้ จ่ี (ผารุสกปาน)ํ
นำ้ ปานะ อกี ๘ อยา่ ง (อปรานปิ ิ อฏฺฐ ปานาน)ิ คอื
๑. น้ำสะครอ้ (โกสมฺพปาน)ํ
๒. น้ำผลเล็บเหยยี่ ว (โกลปาน)ํ
๓. นำ้ พุทรา (พทรปานํ)
๔. นำ้ เปรียง (ฆฏปานํ)
๕. น้ำผสมนำ้ มนั (เตลปานํ)
๖. น้ำขา้ วยาคู (ยาคุปาน)ํ
๗. นำ้ นม (ปโยปานํ)
๘. นำ้ รส (รสปาน)ํ
คำว่า ของขบเค้ียว (ขาทนียํ) ได้แก่ ของขบเคี้ยวทำด้วยแป้ง ของขบเคี้ยวทำเป็นขนม
ของขบเค้ียวทำด้วยหัว (ราก) ของขบเค้ียวทำด้วยเปลือกไม้ ของขบเคี้ยวทำด้วยใบไม้ ของขบเคี้ยว
ทำด้วยดอกไม้ ของขบเคย้ี วทำด้วยผลไม้๑๑
คำวา่ “ปาน”ํ หรอื “ปานยี ”ํ
การดืม่ เพอื่ สง่ เสริมสุขภาวะในพระพุทธศาสนา
ทกุ วนั นีม้ เี คร่อื งดืม่ มากมายหลายชนดิ ในท้องตลาด ทัง้ ทเ่ี ป็นชนิดกล่อง กระปอ๋ ง ขวด หรือ
แม้กระทั่งชนิดบรรจุลงถุงอยา่ งดี น้ำดื่มดังกล่าวก็มีท้ังทีเ่ ป็นน้ำผลไม้แท้ ๑๐๐ เปอร์เซน็ ต์ น้ำผลไม้ท่ี
มีทั้งนำ้ และเนือ้ ปนกัน นมสด นมถ่วั เหลอื ง น้ำนมข้าว เครอ่ื งดื่มบำรุงกำลัง และกาแฟ เป็นตน้ ล้วน
แล้วแต่เป็นของชั้นดีมีคุณภาพควรแก่การบริโภคท้ังนั้น หากผู้บริโภคเป็นฆราวาสผู้อยู่ครองเรือนจะ
ดื่มเพื่อดับกระหาย หรือเสริมสร้างบำรุงกำลังด้วยเครื่องดื่มดังกล่าว ย่อมเป็นสิ่งท่ีสมควรโดยแท้
แต่หากเหล่าพระภิกษุ สามเณร หรือผู้รักษาศีลอุโบสถ จะฉันหรือด่ืมเคร่ืองด่ืมดังกล่าว ต้องมีการ
พิจารณาท่ลี ะเอยี ดลึกซ้งึ ตามหลกั พระวินัยว่า เครอ่ื งดม่ื เหลา่ นน้ั เป็น “นำ้ ปานะ” หรือไม่
คำว่า “ปานะ” แปลว่าเครื่องดื่ม หรือน้ำสำหรับด่ืมท่ีค้ันจากผลไม้ ที่พระพุทธเจ้าทรง
อนญุ าตไว้ ๘ ชนดิ หรอื ท่ีเรยี กว่า น้ำอัฏฐบาน (อฏฺฐ+ปานะ คอื น้ำดื่ม ๗ ชนิด ) ได้แก่ นำ้ มะม่วง,
นำ้ ชมพู่หรือน้ำหว้า, น้ำกล้วยมีเมล็ด, นำ้ กล้วยไม่มีเมล็ด, น้ำมะซางต้องเจือดว้ ยน้ำจึงจะควร, นำ้ ลูก
จันทน์หรือองุ่น, น้ำเหง้าบัว และน้ำมะปรางหรือล้ินจี่ หากเทียบเคียงกับปัจจุบันก็น่าจะหมายถึง
บรรดาน้ำผลไมท้ ่ัวไปนัน่ เอง
๑๑ ขุ.ม.(ไทย) ๒๙/๑๕๙/๔๔๔-๔๔๕. [ “อนฺนานมโถ ปานานํ ขาทนียานํ อโถปิ วตฺถานนฺติ อนฺนานนฺติ
โอทโน กุมฺมาโส สตตฺ ุ มจฺโฉ มํสํ ฯ “ปานานนตฺ ิ อฏฐฺ ปานานิ อมฺพปานํ ชมพฺ ูปานํ โจจปานํ โมจปานํ มธุกปานํ มุทฺธกิ ปานํ
สาลุกปานํ ผารุสกปานํ ฯ อปรานิปิ อฏฺฐ ปานานิ โกสมฺพปานํ โกลปานํ พทรปานํ ฆฏปานํ เตลปานํ ยาคุปานํ ปโยปานํ
รสปานํ ฯ ‘ขาทนยี านนตฺ ิ ปฏิ ฐฺ ขชฺชกํ ปุวขชชฺ กํ มูลขชฺชกํ ตจขชชฺ กํ ปตฺตขชฺชกํ ปปุ ผฺ ขชชฺ กํ ผลขชชฺ กํ ]
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 213
สมดังพุทธพจน์ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตน้ำอัฏฐบาน คือ ‘๑. น้ำมะม่วง ๒. น้ำหว้า
๓. นำ้ กล้วยมเี มล็ด ๔. น้ำกล้วยไมม่ ีเมลด็ ๕. น้ำมะซาง ๖. นำ้ ลูกจันทน์หรอื องุ่น ๗. นำ้ เหง้าบวั ๘.
น้ำมะปรางหรือล้ินจี่’ ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก ภิกษุ
ท้ังหลาย เราอนุญาตน้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำผักดอง ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด
เว้นน้ำดอกมะซาง ภิกษุท้งั หลาย เราอนุญาตน้ำอ้อยสด” คืนนั้น เกณิยชฎิล ให้เตรยี มโภชนาหารอัน
ประณีต ที่อาศรมของตน แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาลพระผู้มีพระภาคว่า “ถึงเวลาแล้ว
พระพทุ ธเจ้าขา้ ภตั ตาหารเสรจ็ แลว้ ”๑๒
วธิ ีทำน้ำปานะท่ีท่านแนะไว้ คือ ปอกหรือคว้านผลไม้เหล่านที้ ่ีสุก เอาผ้าขาวบางห่อแล้วบิด
ให้ตึง อัดเน้ือผลไม้ให้คายน้ำออกจากผ้า อย่าให้มีกาก จากนั้นเติมน้ำลงไปให้พอดี แล้วผสมกับ
น้ำตาลและเกลือ เป็นต้น เพื่อใหไ้ ด้รสท่ีดีข้ึน แต่น้ำปานะดังกล่าวก็มีข้อจำกัดทจ่ี ะพึงทราบคอื ปานะ
น้ีให้สุกด้วยแสงแดดเท่านั้น ห้ามให้สุกด้วยไฟ และน้ำปานะจัดเป็น ยามกาลิก จึงควรเก็บไว้ฉันได้
ตลอด ๑ วัน กับ ๑ คนื เท่านน้ั เมือ่ ขึน้ อรุณของวันใหม่แลว้ เป็นอนั ฉันไมไ่ ด้
เมื่อทราบถึงวิธีการทำนำ้ ปานะแล้ว ยังต้องทำความเขา้ ใจถึง วัตถุดิบทจ่ี ะนำมาทำนำ้ ปานะ
ด้วย วา่ เปน็ ของท่สี มควรหรอื ไม่สมควร เพ่อื เป็นการปอ้ งกนั การล่วงละเมิดพระบัญญตั ิ ดังตอ่ ไปนี้
๑. น้ำปานะ ท่ีไม่สมควรตามหลักพระวินัย ได้แก่ น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว) ๗ ชนิด คือ
ข้าวสาลี ข้าวเจ้า หญ้ากับแก้ ข้าวละมาน ลูกเดือย ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง๑๓ เป็นสิ่งที่ทรงห้ามฉันใน
เวลาตัง้ แต่เที่ยงวันจนถึงอรุณขึน้ วันใหม่
ส่วน น้ำแหง่ มหาผล (ผลไมใ้ หญ่) ๙ ชนดิ คือ ตาล มะพรา้ ว ผลขนุน ขนุนสำปะลอ บวบ
ฟกั เขียว แตงกวา แตงโม ฟักทอง รวมท้ังอปรณั ณชาติท้ังหมด เช่น ถ่ัวเขยี ว ถว่ั ราชมาส งา พืชผัก
ท่ีกินหลังภัตตาหาร แม้จะไม่ได้ทรงห้ามไว้ แต่อนุโลมเข้ากับธัญชาติ ๗ อย่าง เพราะฉะน้ัน จึงทรง
หา้ มฉันในเวลาตั้งแตเ่ ท่ยี งวนั จนถึงอรณุ ขึ้นวันใหมเ่ ชน่ กนั เขา้ กับหลักมหาประเทสขอ้ ๑ และข้อ ๒๑๔
น้ำแหง่ อปรัณณชาติ ไดแ้ ก่ ถ่ัวชนิดต่างๆ มีถั่วเหลือง ถ่ัวเขียว ถ่ัวดำ และงา เป็นตน้ แม้
จะต้มจะกรอง ทำเป็นเคร่ืองด่ืมชนิดต่างๆ เช่น น้ำนมถ่ัวเหลืองชนิดกล่อง หรือชนิดขวดที่วางขาย
ตามท้องตลาด และน้ำนมขา้ ว เป็นต้น จดั เป็นนำ้ ปานะที่ไม่สมควรทง้ั นัน้
๒. น้ำปานะท่ีสมควรตามหลักพระวินัย ได้แก่ น้ำปานะ ๘ ชนิดข้างต้น และน้ำปานะ
แห่งผลไม้เล็ก เช่น ลูกหวาย มะขาม มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหย่ียว เป็นต้น เม่ือพิจารณา
ตามนจ้ี ะพบวา่ น้ำผลไม้ชนิดไม่มีเน้ือปนท่ีวางขายอยู่โดยส่วนใหญ่ จดั เป็นน้ำปานะทส่ี มควร
พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน (น้ำดื่ม ๘ ชนิด) ส่วนน้ำดื่มที่นับเนื่องในน้ำอัฏฐ
บาน ๘ ชนิดนั้น เช่น น้ำหวาย น้ำผลมะงั่ว น้ำต้นเล็บเหยี่ยว และน้ำผลไม้เล็กเป็นต้น แม้จะไม่ได้
ทรงอนุญาตไว้แต่อนโุ ลม เข้ากบั นำ้ อฏั ฐบาน เพราะฉะนน้ั จงึ เป็นอันอนญุ าตด้วย๑๕
๑๒ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๓๐๐/๑๓๑-๑๓๒.
๑๓ วิ.อ.(บาล)ี ๑/๑๐๔/๓๖๘.
๑๔ มหาปเทสไว้ ๔ ข้อ คอื ๑. ภิกษทุ ั้งหลาย สิ่งใดเราไม่ไดห้ ้ามไว้ว่า “ส่ิงน้ีไม่ควร” ถ้าส่งิ นั้น อนโุ ลมเขา้ กับส่ิงที่
ไม่ควร ขัดกับส่ิงที่ควร ส่ิงนั้นไม่ควร ๒. ภิกษุทั้งหลาย ส่ิงใดเราไม่ได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งน้ีไม่ควร” ถ้าส่ิงนั้น อนุโลมเข้ากับส่ิงท่ี
ควร ขัดกบั ส่ิงท่ีไม่ควร ส่ิงน้ันควร ๓. ภิกษุท้ังหลาย สิ่งใดเราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า “ส่ิงนี้ควร” ถ้าส่ิงนั้น อนุโลมเข้ากบั ส่ิงที่ไม่
ควร ขัดกับส่ิงท่ีควร สิ่งน้ันไม่ควร ๔. ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า “สิ่งนี้ควร” ถ้าส่ิงน้ัน อนุโลมเข้ากับสิ่งที่
ควร ขดั กบั ส่ิงท่ไี ม่ควร ส่ิงนนั้ ควร อา้ งใน ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๓๐๕/๑๓๙-๑๔๐. [เชงิ อรรถ]
๑๕ ว.ิ อ.(บาล)ี ๓/๓๐๕/๑๘๘-๑๘๙.
214 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
อย่างไรก็ดี ท่ีต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นเร่ืองราวของ “น้ำนม” เนื่องจากมี
สิกขาบทหน่ึง ระบุว่า น้ำนมเป็นโภชนะอันประณีต ซ่ึงห้ามภิกษุออกปากขอมาบริโภคเพื่อตนเองแล้
ฉัน๑๖......แต่ในเรื่องนี้ก็ยังมีข้อความจากพระไตรปิฎกท่ีขัดแย้งกันอยู่ ๒ แห่งด้วยกัน กล่าวคือ ใน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ ขทุ ทกนกิ าย มหานิเทส ได้ระบุว่า “ปโยปานํ” คือ นำ้ นม จัดเปน็ น้ำปานะ๑๗
และในพระวินยั ปิฎก มหาวิภังค์ เล่มที่ ๒ ว่าด้วยเร่ืองเสขิยกัณฑ์ ได้กล่าวถึง พราหมณ์คนหนึ่งปรุง
น้ำนมถวายสงฆ์ ภิกษุท้ังหลายได้รับน้ำนมมาแล้วก็ดื่มน้ำนม ทำเสียงดังซู้ดๆ จึงเป็นที่มาของ
สกิ ขาบททพี่ ระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษไุ ม่ใหฉ้ นั ทำเสียงดงั ซูด้ ๆ๑๘ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการ
สับสนขึ้นได้ว่า “น้ำนม” หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำนม ควร หรือไม่ควรกันแน่ อันท่ีจริงแล้ว
มิไดเ้ ป็นข้อความที่แยง้ กันแต่ประการใด เพราะแต่ละข้อมีเหตุผลท่ีแตกต่างกันอยา่ งชัดเจน กล่าวคือ
(๑) น้ำนมเป็นโภชนะท่ีประณีต ถ้าไม่อาพาธห้ามออกปากขอ เพราะเป็นอาบัติ (๒) การฉันน้ำนม
(หรือฉันอาหารทุกประเภท) ห้ามพระสงฆ์ทำปากเสียดังซู้ดๆ เพราะเป็นอาบัติ (๓) น้ำนม (ปโย
ปานะ) เป็นน้ำปานะคือน้ำที่ควรดื่มจัดเป็นน้ำอัฏฐปาน พระสงฆ์ด่ืมได้ แต่ต้องไม่ทำผิดเง่ือนไขทาง
พระวนิ ัยดังกล่าว (บาลีว่า ปยะ แปลวา่ นม”
ทรงอนุญาตให้รับและดื่มน้ำนมทีเป็น “ปัญจโครส” [ปญั จโครสาทิอนชุ านนา]
เมณฑกคหบดีส่ังคนเล้ียงโค ๑,๒๕๐ คนไปว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงช่วยกันจับแม่โค
นมคนละตัวแล้วยืนใกล้ภิกษุรูปละคนๆ เราจะเลี้ยงพระด้วยนมสดรีดใหม่ท่ียังอุ่น”แล้วนำของเค้ียว
ของฉันอันประณีตและน้ำนมสดท่เี พง่ิ รดี ด้วยตนเอง ประเคนภิกษุสงฆม์ ีพระพุทธเจา้ ทรงเป็นประธาน
ด้วยตนเองกระทั่งอ่ิมหนำ ภิกษุทั้งหลาย ยำเกรงอยูจ่ ึงไม่ยอมรับประเคนน้ำนมสด พระผู้มีพระภาค
ตรัส ว่า “ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงรบั ประเคนฉนั เถดิ ”
คร้ังนั้น เมณฑกคหบดีนำของเค้ียวของฉันอันประณีตและน้ำนมสดท่ีเพิ่งรีดด้วยมือตนเอง
ประเคนภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานด้วยตนเอง กระท่งั พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ แล้ว
๑๖ พุทธบัญญัติ ; ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นไข้ออกปากขอโภชนะอันประณีตได้ ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรง
แสดงธรรมีกถา เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับส่ังกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุเป็นไข้ออกปากขอ
โภชนะ อันประณีตมาเพื่อตนแล้วฉันได้” แล้วจึงรับส่ังให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทน้ีข้ึนแสดง ดังนี้ ฯ พระอนุบัญญัติ :
อน่ึง ภิกษใุ ดไม่เป็นไข้ ออกปากขอโภชนะอันประณตี เชน่ นี้ คอื เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผ้งึ นำ้ ออ้ ย ปลา เน้ือ นมสด นมส้ม
มาเพ่อื ตนแลว้ ฉนั ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อ้างใน วิ.มหา.(ไทย) ๒/๒๕๗-๒๕๙/๔๑๐-๔๑๑.
๑๗ ขุ.ม.(ไทย) ๒๙/๑๕๙/๔๔๔. ปโยปานํ คอื น้ำปานะ จัดเป็นหน่ึงน้ำอัฏฐปาน ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้รับ
ประเคนและฉนั ได้
๑๘ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๖๒๗/๗๐๓-๗๐๔. ๖๒๗] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขต
กรุงโกสัมพี ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งปรุงนํ้านมถวายสงฆ์ ภิกษุท้ังหลายด่ืมนํ้านมเสียงดังซู้ดๆ ภิกษุผู้เคยเป็นนักฟ้อนรูป
หน่ึงกล่าวอย่างน้ีว่า “สงฆ์นี้ท้ังหมด คงจะหนาวกระมัง” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า
“ไฉนภิกษุจึงล้อเลียนสงฆ์เล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิภิกษุนั้นโดยประการต่างๆ แล้วจึงนำเร่ืองนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระ
ภาคใหท้ รงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท : ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาครับส่ังให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ
ทรงสอบถามภิกษุน้ันว่า “ภิกษุ ทราบว่า เธอล้อเลียนสงฆ์ จรงิ หรือ” ภิกษุนั้นทูลรบั ว่า “จรงิ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระ
ภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงล้อเลียนสงฆ์เล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างน้ี มิได้ทำคนที่ยังไม่
เล่ือมใสให้
เล่ือมใส หรอื ทำคนท่ีเลื่อมใสอยู่แล้วให้เล่ือมใสยงิ่ ข้ึนได้เลย ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วจึงทรงแสดงธรรมีกถา แล้วรับสั่งกับ
ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุไม่พึงทำการล้อเลียนปรารภพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภิกษุใดพึงทำ ต้องอาบัติ
ทุกกฏ”ทีนั้น คร้ันพระผู้มีพระภาคทรงตำหนิภิกษุนั้นโดยประการต่างๆ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ฯลฯ แล้ว
จงึ รับสั่งให้ภิกษุทงั้ หลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ ฯ พระบัญญัติ : ภิกษุพงึ ทำความสำเหนียกว่า เราจักไม่ฉันทำเสยี งดัง
ซดู้ ๆ” ฯ สกิ ขาบทวิภังค์ : ภิกษุไมพ่ ึงฉันทำเสียงดังซดู้ ๆ ภิกษุใดไมเ่ ออื้ เฟ้อื ฉันทำเสยี งดงั ซู้ดๆ ตอ้ งอาบตั ิทุกกฏ
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 215
ทรงห้ามภัตตาหารแล้วละพระหัตถ์จากบาตร จึงได้น่ังเฝ้าอยู่ ณ ท่ีสมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระ
ภาคดังนี้ว่า “ในหนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงเดินทางไปต้องลำบาก ขอ
ประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงอนุญาตเสบียงเดินทางแก่ภิกษุด้วยเถิด พระ
พุทธ-เจ้าข้า” ลำดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงช้ีแจงให้เมณฑกคหบดีเห็นชัด ชวนให้อยากรับไปปฏิบัติ
เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจใหส้ ดชื่นร่าเริงดว้ ยธรรมีกถาแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จ
กลับ ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเร่อื งนี้เป็นต้นเหตุ รับส่ังกับภิกษุท้ังหลายว่า
“ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตโครส ๕ ชนิด คือ นมสด นมเปรี้ยว เปรียง เนยข้น และเนยใส ภิกษุ
ท้ังหลาย หนทางกันดาร อัตคัดน้ำ อัดคัตอาหารมีอยู่ ภิกษุไม่มีเสบียงเดินทางไป ต้องลำบาก เรา
อนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้คือ ผู้ต้องการข้าวสารพึงแสวงหาข้าวสาร ผู้ต้องการถั่วเขียวพึง
แสวงหาถ่ัวเขียว ผู้ต้องการถั่วราชมาสพึงแสวงหาถั่วราชมาส ผู้ต้องการเกลือพึงแสวงหาเกลือ ผู้
ต้องการน้ำอ้อยงบพึงแสวงหาน้ำอ้อยงบ ผู้ต้องการน้ำมันพึงแสวงหาน้ำมัน ผู้ต้องการเนยใสพึง
แสวงหาเนยใส ภิกษุทั้งหลาย คนท้งั หลายที่ศรัทธาเลื่อมใส มอบเงินและทองไวแ้ ก่กัปปิยการกกล่าว
ว่า ‘ส่ิงใดควรแก่พระคุณเจ้า จงถวายสิ่งน้ันจากกัปปิยภัณฑ์นี้’ ดังนี้ก็มีอยู่ ภิกษุท้ังหลาย สิ่งใดควร
จากกัปปิยภัณฑ์นัน้ เราอนุญาตให้ยนิ ดสี ่ิงนั้นได้ แต่เราไม่ไดก้ ล่าวว่า “ภิกษุพึงยนิ ดีและแสวงหาทอง
และเงนิ ไมว่ ่ากรณีใดๆ”๑๙
คำวา่ อาหาร หมายรวมถงึ นำ้ ดืม่ ท่ีทรงอนญุ าต
เรอื่ งทรงอนุญาตกาลกิ ระคนกนั
ในเภสัชชขันธกะ มบี ันทึกไวว้ ่า ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายไดส้ นทนากันดงั น้วี ่า “ยามกาลกิ ระคน
กับยาวกาลิกควรหรือไม่ควรหนอ สัตตาหกาลิกระคนกับยาวกาลิกควรหรือไม่ควรหนอ ยาวชีวิก
ระคนกบั ยามกาลิกควร หรอื ไมค่ วรหนอ ยาวชวี ิกระคนกบั สตั ตาหกาลกิ ควรหรอื ไม่ควรหนอ”
ภิกษุทง้ั หลายจงึ นำเรอื่ งนไ้ี ปกราบทูลพระผ้มู พี ระภาคให้ทรงทราบพระผ้มู ีพระภาครบั ส่ังว่า
“ภิกษทุ ้ังหลาย ยามกาลิกระคนกับยาวกาลิกทรี่ บั ประเคนในวนั นน้ั ควรในกาล ไม่ควรในเวลาวกิ าล
ภิกษุทัง้ หลาย สัตตาหกาลิกระคนกับยาวกาลิกที่รบั ประเคนในวันน้ัน ควรในกาล ไม่ควรใน
เวลาวิกาล
ภิกษุทั้งหลาย ยาวชีวิกระคนกับยาวกาลิกท่ีรับประเคนในวันนั้น ควรในกาลไม่ควรในเวลา
วิกาล
ภิกษุท้ังหลาย สัตตาหกาลิกระคนกับยามกาลิกท่ีรับประเคนในวันน้ัน ควรในกาล ไม่ควรใน
เวลาวกิ าล
ภิกษุท้ังหลาย ยาวชีวิกระคนกบั ยามกาลิกท่รี บั ประเคนในวันน้ัน ควรชั่วยามล่วงยามแล้วไม่
ควร
ภิกษุทงั้ หลาย ยาวชีวิกระคนกับสัตตาหกาลิกที่รับประเคนในวันน้ัน ควรตลอด ๗ วัน ล่วง
๗ วันแล้วไม่ควร๒๐
๑๙ ว.ิ ม.(ไทย) ๕/๒๙๙/๑๒๘-๑๒๙.
๒๐ ว.ิ ม.(บาล)ี ๕/๓๐๕/๑๔๐-๑๔๑.
216 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
พระผู้มีพระภาคทรง นุญาตน้ำอัฏฐบาน (น้ำดื่ม ๘ ชนิด) ่ นน้ำดื่มท่ีนับเนื่ งในน้ำ ัฏฐ
บาน ๘ ชนดิ น้ันเช่น น้ำ าย นำ้ ผลมะง่ั น้ำตน้ เล็บเ ยย่ี และน้ำผลไม้เล็กเป็นตน้ แม้จะไมไ่ ด้ทรง
นุญาตไ แ้ ต่ นโุ ลมเขา้ กับนำ้ ฏั ฐบาน เพราะฉะนั้น จงึ เปน็ นั นญุ าตด้ ย๒๑
คำ า่ กาลิก แปล ่า เน่ื งด้ ยกาล ขึ้นกับกาล เป็นชื่ ข ง ิ่งท่ีจะกลืนกินใ ้ล่ งลำค เข้า
ไปซ่งึ พระ นิ ัยบญั ญัติใ ภ้ ิก รุ บั ประเคนเกบ็ ไ ้ และฉันได้ภายในเ ลาที่กำ นดแบง่ เปน็ ๔ ยา่ ง คื
๑. ยาวกาลิก ข งรับประเคนไ แ้ ละฉันได้ชั่ เ ลาเชา้ ถงึ เที่ยงข ง ันนั้น เช่น ข้า ปลา เน้ื
ผกั ผลไม้ขนมตา่ งๆ
๒. ยามกาลกิ ข งรับประเคนไ ้และฉนั ไดช้ ่ั นั นึ่งกับคืน นงึ่ คื ปานะ (นำ้ ดืม่ ) ๘ ชนดิ
รื นำ้ ัฏฐบาน ได้แก่ (๑) น้ำมะม่ ง (๒) น้ำ ้า (๓) น้ำกล้ ยมีเมล็ด (๔) นำ้ กล้ ยไม่มีเมล็ด (๕)
น้ำมะซาง (๖) นำ้ ลกู จันทน์ ( รื งนุ่ ) (๗) น้ำเ ง้า บุ ล (๘) นำ้ มะปราง ( รื ล้นิ จี่)
๓. สัตตาหกาลิก ข งรับประเคนไ ้แล้ ฉันได้ภายในเ ลา ๗ ัน คื เภ ัชทั้ง ๕ ได้แก่
(๑) เนยใ (๒) เนยขน้ (๓) นำ้ มนั (๔) น้ำผึ้ง (๕) นำ้ ้ ย
๔. ยาวชีวิก ข งรับประเคนแล้ ฉันได้ตล ด ไม่จำกัดเ ลา คื ิ่งข งที่เป็นยารัก า
โรค๒๒
๑.๒ อาหารคืออายตนะ
ายตนะภายน ก ๕ ประการ คื รูป เ ียง กลิ่น ร โผฏฐัพพะ ที่บริโภคเ พเ ยผ่านทาง
ายตนะภายใน ๕ คื ตา ู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพ ใจ รื ที่ไม่น่าปรารถนา
ไม่น่าใคร่ ไม่นา่ พ ใจ
๒. อาหารทางใจ
ได้แก่ธรรมารมณ์ที่เกิดทางใจ ได้แก่ เจต ิกท่ีเกิดกับจิต ซ่ึงมีค ามต้ังใจ (มโน ัญเจตนา
าร, เจตนา) เป็นตั นำแ ่งค ามคิดและการกระทำท้ังในทางท่ีดี (โ ภณเจต ิก) และ ่ นท่ีไม่ดี
( โ ภณเจต ิก) และใน ่ นที่เป็นกลางไม่ดีและไม่ช่ั เกิดขึ้นได้กับจิตทุกด ง ( ัพพจิตต าธารณ
เจต ิก) า ารทางใจ มใี จเปน็ นู ย์กลางในการใ ้ มั ปยตุ ตธรรมทเี่ กิดร่ มกันเ พเ ย
จากท่ีกล่า มา รุปได้ ่า า าร ( ิ่งท่ีนำมาซ่ึงรูป, โ ชา) ช (การเกิด) + รูป (รูป) รูปที่
เกิดจากโ ชา มายถึงกลุ่มข งรูปท่ีเกิดจาก า ารรูป (โ ชา) คื เมื่ รับประทาน า ารท่ีเป็นคำๆ
(กพ ิงการา าร) เข้าไปในร่างกายแล้ โ ชารูปใน า ารที่เป็นคำๆ นั้น จะเป็นปัจจัยใ ้เกิดกลุ่ม
ข งรูปใ ม่ ทำใ ร้ ่างกายเจรญิ เติบโตแขง็ แรง รปู ที่เกิดจาก า าร ( า ารชรูป) มี ๑๒ รปู คื ิ
นพิ โภครปู ๘ ิการรูป ๓ ปริจเฉทรปู ๑
า ารท้ัง ๔ ย่างน้ัน เป็นไปเพ่ื ค ามดำรง ยู่ข ง มู่ ัต ์ผู้ท่ีเกิดแล้ และเป็นไปเพื่
ุปการะเกื้ กูลแก่ผู้ท่ียังต้ งมีการเกิด ยู่ (คื ยังมีกิเล ยู่) แ ดงถึงค ามเป็นจริงข ง ภาพธรรม
ที่ตราบใดก็ตามที่ยังมีการเกิด ันมีต้นต มาจากการท่ียังมี ิชชา ค ามไม่รู้ ยู่ จึงยังต้ งมี
า าร ๔ ย่างนี้เกิดขึ้นเป็นไป มี ภาพธรรมเกิดข้ึนเป็นไปซ่ึงล้ นแล้ แต่เป็นธรรมท่ีเกิดข้ึนเพราะ
เ ตปุ ัจจยั ทง้ั ้ิน
ภาพธรรมท่ีเป็น า ารปัจจัยเลี้ยงดู ค้ำจุนธรรม ท่ีเกิดพร้ มกันมี ๔ ประเภท คื รูป
อาหาร ย่าง นึ่ง และนามอาหาร ๓ ต่างก็เป็นปัจจัยโดยนำมาซ่ึงผล ตาม มค รแก่ ภาพธรรม
๒๑ ิ. .(บาล)ี ๓/๓๐๕/๑๘๘-๑๘๙.
๒๒ .ิ ม.(บาลี) ๕/๓๐๕/๑๔๐.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 217
น้ันๆ กล่าวคือรูปอาหาร ก็นำมาซึ่งกลุ่มรูปที่มีโอชาเป็นท่ี ๘, ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ) ย่อม
นำมาซ่ึงเจตสิกธรรมอ่ืนๆ ที่เกิดร่วมด้วย นำมาซ่ึงจิต และย่อมนำมาซึ่งรูปที่เกิดจากจิตในขณะนั้น
เพราะถ้ากล่าวถึงเจตสิก ก็ต้องหมายรวมจิต และเม่ือกล่าวถึงจิต ก็ต้องหมายรวมเจตสิกด้วย มโน
สญั เจตนาหาร อาหารคอื มโนสัญเจตนา กค็ ือเจตนาเจตสกิ น่ันเอง นำมาซึง่ ภพท้งั หลาย เพราะมกี าร
กระทำท่ีเป็นกรรมอันเป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง จึงทำให้มีการเกิดในภพต่างๆ มีสภาพธรรมเกิดข้ึน
เป็นไป และถ้ากลา่ วถึงในขณะท่ีเกิดพร้อมกัน ก็นำมาซึ่งเจตสิกธรรมท่เี กดิ ร่วมด้วย นำมาซ่ึงจิต และ
รูปท่ีเกิดจากจิตตามควรแก่จิตประเภทนั้นๆ และประการสุดท้าย นามอาหารที่เป็นวิญญาณ คือ
วญิ ญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ ได้แก่จิต ไม่ใช่เพียงเฉพาะปฏิสนธิจิตเท่าน้ัน หมายรวมถึงจิตทุก
ขณะ ทุกประเภท ในขณะท่ีจิตเกิดข้ึน นำมาซึ่งอะไร ก็นำมาซึ่งเจตสิกธรรมท่ีเกิดร่วมด้วย นำมาซ่ึง
รูปที่เกิดจากจิต ตามควรแก่จิตประเภทน้ันๆ เพราะยกเว้นปฏิสนธิจิต ทวิปัญจวิญญาณ อรูปวิบาก
และจุตจิ ติ ของพระอรหนั ต์เท่านนั้ ท่ไี มเ่ ป็นปัจจยั ใหเ้ กิดจติ ตชรูป (รูปทีเ่ กิดจากจิต)
สภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยนั้น แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมทเี่ ป็นอนัตตา ไม่อยู่
ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งส้ิน เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่เท่ียงไม่ย่ังยืน หาความเป็นสัตว์ เป็น
บุคคล เปน็ ตัวตนในสภาพธรรมนนั้ ๆ ไมไ่ ด้เลย เป็นการปฏเิ สธความเป็นตัวตนสัตวบ์ คุ คลอยา่ งสนิ้ เชงิ
ทกี่ ล่าวมาสามารถอธบิ ายเพื่อความกระจา่ งตอ่ ไปไดด้ งั น้ี
คำว่า “โภชนะ” หรือ “โภชนํ” ตามท่ีได้ปรากฏในพระไตรปิฎก ซ่ึงท่านพระพรหมคุณา
ภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในพจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพทว์ ่า หมายถงึ ของฉัน หรือ
ของกิน ๕ อย่าง (ปญฺจ โภชนานิ โอทโน กมฺมาโส สตฺตุ มจฺโฉ มํสํ)๒๓ ได้แก่ ข้าวสุก ขนมสด ขนม
แหง้ ปลา เนอื้ นั้น นบั เปน็ ๑ ในปจั จัย ๔ ในการดำรงชีวิตของมนษุ ย์
เน่ืองจากการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เป็นการสร้างความสมดุล
ให้แก่ร่างกายมนุษย์จึงควรได้รับอาหารที่มีสารอาหารและปริมาณอย่างเพียงพอเช่นเดียวกันกับ
พระภิกษุและสามเณรการฉันอาหารอย่างเหมาะสม ถือเป็นหนึ่งในวัตรปฏิบัติที่มีความสำคัญย่ิงมา
แต่สมัยพุทธกาลดังปรากฏความในพุทธพจน์แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องทรงฉัน
อาหารวันหนงึ่ หนเดยี วแก่ภิกษุทัง้ หลาย แสดงใหเ้ ห็นถึงการดูแลรา่ งกายด้วยอาหาร เพื่อประโยชน์
ในการเจริญสัมมาสติ เจริญวิปัสสนาปัญญาให้ถึงความบริสุทธ์ิหลุดพ้นหลุดพ้นจากกองทุกข์ส้ินเชิง
ตอนหนึง่ ว่า “พระสมณโคดม เสวยมื้อเดยี ว ไม่เสวยตอนกลางคืน ทรงเว้นขาดจากการเสวยในเวลา
วิกาล”๒๔ และตรสั ไว้ในกกจูปมสูตรว่า “‘เราฉันอาหารมื้อเดียว เราเม่ือฉันอาหารม้ือเดียว ย่อมรสู้ ึก
วา่ มีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยอู่ ยา่ งผาสกุ มาเถิด แม้พวก
เธอก็จงฉันอาหารมื้อเดียว แม้เธอท้ังหลายเม่ือฉันอาหารมื้อเดียวจักรู้สึกว่า มีอาพาธน้อย มีความ
ลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก’ เราไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่าน้ันอีก
เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นในภิกษุเหล่าน้ันเท่าน้ัน รถท่ีเทียมด้วยม้าอาชาไนย ซ่ึงฝึกมาดีแล้ว แล่นไป
ตามทางใหญ่ส่ีแพร่ง บนพ้ืนราบเรียบโดยไม่ต้องใช้แส้ เพียงแต่นายสารถีผู้ฝึกหัดม้าที่ฉลาดขึ้นรถ
แล้วจับสายบังเหียนดว้ ยมอื ซา้ ย จับแส้ด้วยมือขวา เตือนม้าให้ว่ิงตรงไป หรือเลย้ี วกลับไปตามถนนท่ี
ต้องการได้ตามความปรารถนา แม้ฉันใด เราก็ฉันน้ันเหมือนกัน ไม่ต้องพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นอีก
เพียงแต่ทำให้สติเกิดขึ้นในภิกษุเหล่านั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายก็จงละอกุศลธรรม จง
๒๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรม ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์คร้ังที่ ๒๘, (กรุงเทพฯ :
สำนกั พมิ พผ์ ลธิ มั ม,์ ๒๕๕๙), หน้า ๒๙๓.
๒๔ ที.สี.(ไทย) ๙/๑๐/๔, ..๙/๑๙๔/๖๖, เวลาท่ีห้ามไว้เฉพาะแต่ละเร่ือง เวลาวิกาลในท่ีนี้ หมายถึง ผิดเวลาที่
กำหนดไว้ คือต้ังแต่หลังเทยี่ งวนั จนถงึ เวลาอรุณขนึ้ อา้ งใน ที.ส.ี อ.(บาลี) ๑๐/๗๕.
218 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ทำความพากเพียรในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้เธอทั้งหลายก็จักถึงความเจริญงอกงาม
ไพบูลย์ในธรรมวนิ ัยน”ี้ ๒๕
ความแตกตา่ งของ “โภชนะ” กับ “เภสชั ชะ” ในพระพทุ ธศาสนา
โภชนะ คอื ของกิน ประกอบไปดว้ ยโภชนะ ๕ ประการ คอื ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา
เนื้อ เรียกว่า ปญั จโภชนะ
ส่วน “เภสัช” (เภสชฺชํ) แปลว่า ยา, ยารักษาโรค เป็นอย่างหนึ่งในปัจจัย ๔, บางที
เรียกว่า “เวชช์” หรือ “เวชชกรรม” เภสัช มี ๕ ประการ ที่เป็น “สัตตาหกาลิก” รับไว้บริโภคได้
ตลอด ๗ วัน คือ (๑) สัปปิ เนยใส (๒) นวนีตะ เนยข้น (๓) เตละ น้ำมัน (๔) มธุ น้ำผ้ึง (๕)
ผาณติ ะ นำ้ อ้อย ส่วนยาแกโ้ รคทท่ี ำมาจาก “รากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้” เป็นต้น จดั เป็นยาวชีวกิ คอื รับ
ประเคนไวแ้ ล้วเก็บไว้ฉันไดต้ ลอดชีวติ ๒๖
ขณะเดียวกนั พระพุทธองคย์ ังทรงบัญญตั หิ ลักธรรมอันเนอ่ื งมาจากโทษแห่งการขาด
ความสมดุลด้านการบริโภค โดยการฉันอาหารท่ีมากเกินควร ว่าเป็นเหตุให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพไว้
ด้วยดังความในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกายชาดก สารีปุตตเถรคาถา ซ่ึงกล่าวถึงเร่ืองไม่ให้
พระภิกษฉุ ันอาหารในปรมิ าณทีอ่ ม่ิ มากเกินความต้องการของร่างกาย อันเปน็ เหตใุ หเ้ กิดทุกข์ทางกาย
ตอนหนึ่งว่า “ภิกษุ เม่ือฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม ไม่พึงฉันให้อิ่มเกินไป ไม่พึงฉันให้น้อยเกินไป
พึงฉันแต่พอประมาณ พึงมีสติอยู่ พึงเลิกฉันก่อนอิ่ม ๔-๕ คำ แล้วดื่มน้ำ เท่าน้ีก็เพียงพอเพื่ออยู่
ผาสุกของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน”๒๗ เมื่อภิกษุบรโิ ภคของสด หรือของแห้ง ไม่ควรให้อิ่มมาก
เกินไป เป็นผู้มีท้องพร่องรู้จักประมาณในอาหาร มีสติพึงงดเว้นเสีย ยังอยู่ ๔-๕ คำ ก็จะอ่ิมพอดี
ควรงดการบริโภค พึงดื่มน้ำแทนเป็นเพียงพอ เพื่ออยู่อย่างผาสุก สำหรับภิกษุผู้มีจิตตั้งม่ัน เวทนา
ของภิกษุน้ันผู้เป็นมนษุ ย์มีสติอยู่ทุกเวลา ผู้ได้โภชนะแล้วรู้จักประมาณ ย่อมเป็นเวทนาท่ีเบาอาหารที่
บริโภคยอ่ มคอ่ ยๆ ย่อยไปเลีย้ งอายุ
การฉันอาหารเกินพอดี ยังถือเป็นความไม่เหมาะสมในข้อวัตรปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์
กระทั่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นข้อห้ามในการบิณฑบาตและฉันอาหารในหลายกรณีเช่น ห้าม
ฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน ๑ ม้ือสืบเน่ืองจากเหตุที่พระภิกษุนามว่า ฉัพพัคคีย์ไปฉันอาหารใน
โรงพักเดนิ ทางทค่ี ณะเจ้าของเขาจัดอาหารให้เป็นทานแก่คนเดินทางท่ีมาพัก แล้วเลยถือโอกาสไปพัก
และฉันเป็นประจำ จนเป็นที่ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า “ภิกษุ พึงฉันอาหาร
ในสถานท่ีพักแรก๒๘ ฉันได้เพียงม้ือเดียว ถ้าฉันเกินกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์”๒๙ แล้วยังเป็นเหตุ
แห่งความเสือ่ มถอยของสุขภาวะทางรา่ งกายในหมพู่ ระภกิ ษสุ งฆส์ าวก
๒๕ ม.มู.(ไทย) ๑๒/๒๒๕/๒๓๖. คำว่า ฉันอาหารมื้อเดียว หมายถึง การฉันอาหารในเวลาเช้า คือตั้งแต่ดวง
อาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน แม้ภิกษุฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ในช่วงเวลาน้ีก็ประสงค์ว่า ฉันอาหารมื้อเดียว อ้างใน ม.มู.อ.
(บาล)ี ๒/๒๒๕/๓.
๒๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รม ฉบบั ประมวลศพั ท์, หนา้ ๒๙๓.
๒๗ ข.ุ ชา.(ไทย) ๒๖/๙๘๒/๕๐๐.
๒๘ อาวสถปิณฺฑ ภัตตาหารในท่ีพักแรม คือ อาหารท่ีทายกผู้ต้องการบุญจัดไว้ในท่ีพักแรม ซึ่งสร้างไว้ มีร้ัว
ล้อมรอบ มีห้องหลายห้อง มีหน้ามุข ตั้งเตียงต่ังไว้สำหรบั คนเดินทาง คนไข้ หญิงมีครรภ์ และบรรพชิต อ้างใน วิ.อ.(บาลี)
๒/๒๐๓/๓๔๓.
๒๙ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๒๐๔/๓๖๖.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 219
หลักการเสพ “โภชนะ” ในพทุ ธวจนะ๓๐
สกิ ขาบทที่ ๑ ภกิ ษพุ ึงทำความศึกษาวา่ เราจกั รับบิณฑบาตโดยเคารพ
สกิ ขาบทที่ ๒ ภิกษุพึงทำความศกึ ษาว่า เราจกั แลดแู ต่ในบาตร รบั บณิ ฑบาต
สกิ ขาบทท่ี ๓ ภกิ ษพุ งึ ทำความศึกษาว่า เราจกั รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง
(ไม่รับแกงมากเกินไป)๓๑
สิกขาบทที่ ๔ ภกิ ษุพึงทำความศึกษาวา่ เราจักรับบณิ ฑบาตพอสมเสมอขอบ
ปากบาตร
สกิ ขาบทท่ี ๕ ภกิ ษพุ งึ ทำความศกึ ษาว่า เราจกั ฉนั บิณฑบาต โดยเคารพ
สิกขาบทท่ี ๖ ภกิ ษุพึงทำความศึกษาวา่ เราจกั แลดูแต่ในบาตร ฉนั บณิ ฑบาต
สกิ ขาบทท่ี ๗ ภกิ ษุพึงทำความศึกษาวา่ เราจกั ฉันบิณฑบาตไปตามลำดบั (ไม่ขุดใหแ้ หว่ง)
สิกขาบทที่ ๘ ภกิ ษพุ งึ ทำความศกึ ษาว่า เราจกั ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกบั แกง
(ไมฉ่ นั แกงมากเกินไป)
สิกขาบทท่ี ๙ ภกิ ษพุ ึงทำความศกึ ษาวา่ เราจกั ฉนั บณิ ฑบาต ไม่ขยุม้ แตย่ อดลงไป
สิกขาบทที่ ๑๐ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาข้าวสุกปิดแกง (กลบแกง) และกับ
(หรือกบั ขา้ ว) ด้วยหวงั จะได้มาก (เพราะอยากจะได้มากๆ)๓๒
พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบท อันเป็นข้อห้ามเพ่ือการรักษาศีล เกี่ยวกับการ
บิณฑบาตและการฉันภัตตาหาร ซึ่งรวบรวมอยู่ในเสขิยวัตร๓๓ ตอนที่ว่าด้วยโภชนปฏิสังยุต (ธรรม
เนยี มเกีย่ วกบั การรับบณิ ฑบาตและฉนั อาหาร) มี ๓๐ สิกขาบทดงั น๓้ี ๔
สิกขาบทที่ ๑๑ ภิกษุพึงทำความศึกษาวา่ (หรอื พึงทำความสำเนียกว่า) เราไม่เจ็บไข้ จักไม่
ขอแกงหรือข้าวสุกเพ่อื ประโยชนแ์ ก่ตนมาฉัน
สกิ ขาบทท่ี ๑๒ ภิกษุพงึ ทำความศกึ ษาวา่ เราจกั ไม่มองดูบาตรของผ้อู ื่นด้วยคดิ จะยกโทษ
สิกขาบทที่ ๑๓ ภกิ ษุพงึ ทำความศึกษาว่า เราจักไมท่ ำคำขา้ วใหใ้ หญเ่ กนิ ไป
สิกขาบทที่ ๑๔ ภิกษพุ ึงทำความศึกษาวา่ เราจกั ข้าวใหก้ ลมกลอ่ ม
สิกขาบทท่ี ๑๕ ภิกษพุ งึ ทำความศึกษาวา่ เราจักไมอ่ า้ ปากในเม่ือคำขา้ วยังไมม่ าถงึ
สกิ ขาบทท่ี ๑๖ ภกิ ษพุ ึงทำความศกึ ษาวา่ เราจักไม่เอามือทัง้ มอื ใส่ปากในขณะฉัน
สกิ ขาบทที่ ๑๗ ภกิ ษพุ ึงทำความศกึ ษาวา่ เราจกั ไม่พูดทั้งทีป่ ากยงั มีคำขา้ ว
สกิ ขาบทที่ ๑๘ ภกิ ษุพงึ ทำความศึกษาว่า เราจกั ไม่ฉนั โยนคำขา้ วเข้าปาก
สกิ ขาบทท่ี ๑๙ ภิกษพุ ึงทำความศึกษาว่า เราจักไมฉ่ นั กดั คำขา้ ว
๓๐ ว.ิ มหา.(ไทย) ๒/๖๐๒-๖๑๒/๖๗๖-๖๘๗.
๓๑ บณิ ฑบาต คือ ภัตตาหารทมี่ ีแกงผสมอย่ปู ระมาณ ๑ ใน ๔ สว่ น คอื บณิ ฑบาต ๓ ส่วน แกง ๑ สว่ น ชอื่ ว่า
บณิ ฑบาตพอเหมาะกบั แกง อ้างใน ว.ิ อ.(บาล)ี ๒/๖๐๔/๔๕๑.
๓๒ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๖๐๒-๖๑๒/๖๗๖-๖๘๗.
๓๓ คำว่า เสขิยวัตร หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติ ว่าด้วยมารยาทที่บรรพชิตพึงฝึกฝนเพ่ือให้หมู่พระภิกษุและ
สามเณรสามารถดำเนินข้อวตั รปฏิบัติด้านโภชนาการอยา่ งมีแบบแผน ยังความศรัทธาของผ้ทู ีม่ ีความศรัทธาอยู่ให้เจริญ และ
ปลูกศรัทธาของผู้ท่ยี ังไมศ่ รัทธาให้งอกงามขึน้
๓๔ วิ.มหา.(ไทย) ๒/๖๑๓-๖๓๒/๖๘๘-๗๑๑.
220 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
สิกขาบทท่ี ๒๐ ภกิ ษพุ ึงทำความศึกษาว่า เราจักไมฉ่ ันทำกระพุ้งแกม้ ใหต้ ุ่ย
สกิ ขาบทท่ี ๒๑ ภกิ ษพุ ึงทำความศกึ ษาว่า เราจกั ไมฉ่ นั พลางสะบดั มือพลาง
สกิ ขาบทท่ี ๒๒ ภกิ ษุพงึ ทำความศึกษาว่า เราจกั ไมฉ่ ันโปรยเมลด็ ข้าว
สกิ ขาบทท่ี ๒๓ ภิกษุพึงทำความศึกษาวา่ เราจกั ไม่ฉันแลบล้นิ
สกิ ขาบทท่ี ๒๔ ภกิ ษพุ ึงทำความศกึ ษาว่า เราจักไมฉ่ นั ดงั จบั ๆ
สกิ ขาบทท่ี ๒๕ ภิกษพุ ึงทำความศึกษาวา่ เราจกั ไม่ฉนั ดงั ซดู้ ๆ
สิกขาบทที่ ๒๖ ภกิ ษุพงึ ทำความศึกษาวา่ เราจักไม่ฉนั เลียมือ
สกิ ขาบทที่ ๒๗ ภกิ ษพุ งึ ทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉนั เลยี บาตร
สกิ ขาบทที่ ๒๘ ภิกษพุ ึงทำความศึกษาวา่ เราจักไมฉ่ ันเลยี รมิ ฝีปาก
สิกขาบทที่ ๒๙ ภิกษพุ ึงทำความศกึ ษาว่า เราจกั ไม่เอามือเปอื้ นจบั ภาชนะน้ัน
สกิ ขาบทที่ ๓๐ ภิกษุพึงทำความศึกษาวา่ เราจักไมเ่ อาน้ำลา้ งบาตร ทมี่ เี มลด็ ข้าว
เทลงในบา้ น
นอกจากข้อกำหนดในเรื่องประเภทของอาหาร หรือวัตถุท่ีพระภิกษุสงฆ์ได้รับการอนุญาต
ให้ใช้น้ำ (ปานะ) มาประกอบกันข้ึนเป็นยา สำหรับฉันเพื่อบรรเทาทุกข์ทางกายตามที่ปรากฏอยู่ใน
พุทธบัญญัติแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงอนุญาตให้หมู่พระภิกษุสงฆ์สาวกสามารถฉันอาหารเสริม ท่ี
สำคญั คือ ข้าวยาคูซง่ึ เป็นอาหารในลักษณะของเหลวด่ืมได้ เปน็ อาหารเบาสำหรับฉันรองท้องก่อนถึง
เวลาฉันอาหารหนัก ที่มีความสำคัญยิ่งในสมัยพุทธกาลโดยมีคุณประโยชน์มากถึงข้ันท่ีพระพุทธองค์
ตรัสสรรเสริญคณุ ของขา้ วยาคไู ว้ ดังปรากฏความในพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก มหาวรรค เร่อื งขา้ ว
ยาคมู ีคณุ หรือประโยชน์ของขา้ วตม้ มี ๑๐ อย่าง
พระผู้มีพระภาคตรัสกับพราหมณ์ผู้นั่ง ณ ที่สมควรว่า “พราหมณ์ ข้าวต้มมีอานิสงส์ ๑๐
ประการ คือ ผู้ถวายข้าวต้มชื่อว่า (๑) ให้อายุ (๒) ให้วรรณะ (๓) ให้สุขะ (๔) ให้พละ (๕) ให้
ปฏิภาณ (๖) บรรเทาความหิว (๗) ระงับความกระหาย (๘) ให้ลมเดินคล่อง (๙) ชำระลำไส้ (๑๐)
เผาอาหารทยี่ งั ไม่ย่อยใหย้ ่อย
พราหมณ์ ข้าวต้มมีอานิสงส์ ๑๐ ประการน้ีแลครั้นตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว พระสุคต
ตรัสอนุโมทนาต่อไปว่า “ทายกผู้ต้ังใจถวายข้าวต้มแก่ปฏิคาหกผู้สำรวมแล้วผู้ฉันอาหารท่ีผู้อ่ืนถวาย
ตามกาลสมควรเขาได้ช่ือว่าตามเพิ่มให้ประโยชน์ ๑๐ ประการแก่ปฏิคาหก คืออายุ วรรณะ สุขะ
พละ ปฏิภาณ
นอกจากนั้น ข้าวต้ม (ยาคู) ย่อมบรรเทาความหิว ความกระหายให้ลมเดินคล่อง ชำระ
ลำไส้ และช่วยย่อยอาหารพระสุคตตรัสว่าข้าวต้มเป็นยา ดังน้ัน ผู้ท่ีต้องการความสุขอันเป็นของ
มนุษย์ตลอดกาลนานและปรารถนาความสุขอันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความงามอันเป็นของมนุษย์
จงึ ควรถวายข้าวตม้ ”๓๕
กล่าวได้ว่าข้าวยาคู เป็นอาหารท่ีทรงคุณประโยชน์ย่ิงกระท่ังพระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญ
ทั้งผู้ให้และผู้รับว่า ต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่ ด้วยคุณประโยชน์ของข้าวยาคู พระพุทธองค์จึงทรง
อนุญาตให้หมู่พระภิกษุสงฆ์สาวกสามารถฉันข้าวยาคูได้ ดังปรากฏพุทธพจน์ว่า “ภิกษุท้ังหลาย เรา
อนุญาตขา้ วตม้ และขนมหวาน”
๓๕ วิ.ม.(ไทย) ๕/๒๘๒/๘๙.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 221
กรณีเรอ่ื ง ตรุณัปปสันนมหามัตตวัตถุ (มหาอมาตย์ผู้เล่ือมใสใหม่) คนท้ังหลายทราบข่าว
ว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตข้าวต้ม และขนมหวานแก่ภิกษุ จึงจัดเตรียมข้าวต้มข้น๓๖ และขนม
หวานถวายแต่เช้า พวกภิกษุท่ีรบั ประเคนข้าวต้มข้นและขนมหวานแต่เช้า ฉันภัตตาหารในโรงอาหาร
ไมไ่ ด้ตามตอ้ งการ
สมัยน้ัน มหาอมาตย์คนหนง่ึ ผู้เลื่อมใสใหม่ได้นมิ นต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเพ่ือ
เจริญกุศลในวันรุ่งขึ้น มหาอมาตย์ผู้เลื่อมใสใหม่น้ันได้มีความคิดดังนี้ว่า “ถ้ากระไร เราพึงตกแต่ง
สำรับเนื้อ ๑,๒๕๐ ท่ี เพื่อภิกษุ ๑,๒๕๐ รปู น้อมเข้าไปถวายภกิ ษุรูปละ ๑ ท่ี” โดยลว่ งไปแห่งราตรีนั้น
เขาสั่งให้จัดเตรียมของฉันอย่างดี และสำรับเน้ือ ๑,๒๕๐ ท่ี แล้วให้เจ้าหน้าท่ีไปกราบทูลภัตกาล
พระผู้มีพระภาคว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว” คร้ันเวลาเช้า พระผู้มีพระ
ภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จไปนิเวศน์ของมหาอมาตย์ผู้เล่ือมใสใหม่นั้น
ประทับนั่งบนอาสนะท่ีเขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เขาได้ประเคนภิกษุในโรงอาหาร พวกภิกษุ
กล่าวอย่างนี้ว่า “มหาอมาตย์ ท่านจงถวายแต่น้อยๆ เถิด” มหาอมาตย์กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ท่าน
อย่ารับเพียงนอ้ ยๆ เพราะคดิ วา่ ‘น่ีเป็นมหาอมาตย์ ผู้เลื่อมใสใหม่’ ผมจัดเตรียมของฉันไวเ้ ป็นจำนวน
มากพร้อมด้วยสำรับเนื้อ ๑,๒๕๐ ที่จะน้อมเข้าไปถวายภิกษุรูปละ ๑ ท่ี ท่านโปรดรับให้พอความ
ตอ้ งการเถดิ ”
ข้าวยาคู หรือ ข้าวกระยาคู คือข้าวอ่อนท่ียังเป็นน้ำนมอยู่ เป็นเปือกมีสีเขียวอ่อนต้องคั้น
สดๆ ทันทีที่ตัดจากต้น ถ้าแห้งแล้วจะไม่มีน้ำ ส่ิงที่ทดแทนน้ำข้าวยาคูจากข้าวอ่อนได้ คือใช้ข้าวจ้าว
หอมมะลิ ๑ ถ้วยตวงใบเตยแก่ๆ ๔-๕ ใบ ลา้ งให้สะอาดห่นั แล้วป่ันกรองเอากากออก ต้มด้วยน้ำลอย
ดอกมะลิ แล้วใช้แช่ข้าวค้างคนื จนข้าวนุ่ม จึงนำไปโม่ให้ละเอียดที่สุด กรองด้วยผ้าขาวบาง ซับนำ้ ให้
แห้งแลว้ จึงนวดด้วยหัวกะทใิ ห้นมุ่
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สามารถด่ืมน้ำที่จะอนุโลมตามน้ำ้ำ
ปานะไว้อีกส่วนหน่ึง เรียกว่า “กัปปิยปานะอนุโลม” หมายถึง น้ำปานะที่สมควร ซ่ึงพระภิกษุสงฆ์
สามารถฉันในยามวิกาลได้โดยไม่อาบัติ ได้แก น้ำปานะจากผลไม้ขนาดเล็ก เช่น ลูกหวาย มะขาม
มะง่ัว มะขวิดและเล็บเหย่ียว เป็นต้น ทั้งยังอนุญาตให้ฉันน้ำปานะท่ีนำมา ผสมกับน้ำตาลแล้วเค่ียว
ไฟจนเข้มขน้ จดั เป็น “อัพโพหาริก” สามารถฉนั ได้ อยา่ งไรกต็ าม มีน้ำบางชนิดทพ่ี ระพุทธองคไ์ มท่ รง
อนุญาตให้ดมื่ เรียกว่า “อกัปปิยปานะอนุโลม” หรือ นำ้ ปานะทไ่ี ม่สมควร พระภิกษุสงฆ์ดื่มในยาม
วิกาลไม่ได้ ถ้าด่ืมต้องอาบัติปาจิตตีย์ ได้แก่ น้ำแห่งธัญชาติ (ข้าว) ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลีข้าวเปลือก
ข้าวเหนยี ว ขา้ วละมาน ข้าวฟ่างลูกเดือย และหญ้ากับแก้ น้ำำแห่งมหาผล (ผลไม้ใหญ่) ๙ ชนิด คอื
ผลตาล มะพร้าว ขนุน สาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไทย แตงโม และฟักทองรวมท้ัง น้ำแห่งอปรัณ
ชาติ ได้แก่ ถัว่ ชนิดตา่ งๆ เชน่ ถ่ัวเหลือง ถว่ั เขียว ถว่ั ดำ และงา เป็นต้น
ไม่เพียงเท่าน้ัน การด่ืมน้ำสะอาดเพ่ือสุขอนามัยที่ดีสำหรับหมู่พระภิกษุสงฆ์ยังปรากฏเป็น
แนวทางปฏิบัติสำคัญทพ่ี ระพุทธองค์ทรงประกาศไว้เป็นพุทธบัญญตั ิอีกดว้ ย โดยปรากฏความในพระ
วินัยท่ีกำหนดใหพ้ ระสงฆ์ต้องกรองนำ้ ด่ืมดว้ ยผ้าหรือที่กรองนำ้ ที่เรยี กว่าธมกรก หรือกระบอกกรอง
นำ้ ของพระสงฆ์ อันเป็นเคร่ืองใช้สอย ๑ อย่างในอัฐบริขาร (เคร่ืองใช้ที่จำเป็น ๘ อย่าง ธมกรกเป็น
กระบอกท่ีใช้กรองน้ำ โดยเอาผ้ากรองปิดคลุมด้านปากไว้ ส่วนด้านก้นปิดเหลือเพียงเป็นรูป หรือมี
กรวยตรงกลางให้ลมผ่าน ซ่ึงใช้ปลายน้ิวปิดได้ ให้น้ำผ่านเข้าทางปากกระบอกผ่านผ้ากรอง ขับลม
ออกทางรทู ี่ก้นจนพอแล้วเอานวิ้ ปิดรูปนั้นก็จะได้น้ำในกระบอกท่กี รองแล้ว, ธมกรณ์ กว็ ่า คือบางแห่ง
๓๖ ข้าวต้มขน้ ข้าวต้มที่ควรบรโิ ภค คือ มีคติอยา่ งข้าวสกุ อา้ งใน สารตถฺ .ฏีกา.(บาลี) ๓/๒๘๓/๓๖๘.
222 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
เขียนว่า ธมกรก บ้าง ธมกรณ์ บ้าง ถ้าเป็นผ้ากรองน้ำตรงๆ เรียกว่า ปฏิสสาวนะ๓๗ สำหรับ
พระภกิ ษุสงฆ์ ไดแ้ ก่ ๑. ผ้าจีวร ๒. ผ้าสังฆาฏิ ๓. ผา้ สบง ๔. ประคดเอว ๕. มีดโกน ๖. บาตร ๗.
เข็มเย็บผ้า ๘. ธมกรก หรือเคร่ืองกรองน้ำ) ซ่ึงพระภิกษุสงฆ์จำเป็นต้องใช้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
ยามที่ต้องธุดงค์หรือเดินทางไกล หากไม่มีท่ีกรองน้ำไว้ใช้ต้องอาบัติทุกกฏ แม้ว่าในสมัยพุทธกาล
การแพทย์และการสาธารณสุขยงั ไมท่ ันสมัยเฉกเช่นในปจั จบุ ัน หากแต่กระน้นั พระพทุ ธองค์ยังทรงให้
ความสำคัญกบั สุขภาวะดา้ นโภชนาการในหมู่พระภกิ ษุสงฆ์สาวกอยา่ งยง่ิ
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงให้ความสำคัญในข้อกำหนดในพระธรรมวินัย เร่ือง“กาลิก”
(กา-ลิก) หมายถึงประกอบด้วยเวลา เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้อาศัยเป็นแนวทาปฏิบัติในเรื่องอาหาร
การฉันอาหารให้เหมาะสมตามเวลา รวมถึงอาหารที่ใช้เป็นยาเพื่อการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง
สมบูรณ์ จำแนกออกเป็น ๔ อย่าง ได้แก่ ยาวกาลิก ยามกาลิสัตตาหกาลิก และยาวชีวิก ดังกล่าว
แล้ว
จาก “โภชนบญั ญัติ” สู่ “โภชนปฏิบัติ”
นอกเหนือไปจากการคัดสรรอาหารอันทรงคุณค่าควรแก่โภชนาการแล้ว พระพุทธองค์ยัง
ทรงใหค้ วามสำคญั ในเร่ืองการบรรเทาทกุ ข์จากอาการอาพาธ หรอื ความเจ็บไขไ้ ด้ป่วยในหมู่พระภกิ ษุ
สงฆ์สาวก ซึ่งเป็นปกติวิสัยเหตุแห่งความทุกข์ทางร่างกายของมนุษย์ไว้อีกด้วย โดย “ทรงอนุญาต
เภสัช ๕ และอื่นๆ” ตามท่ปี รากฏความในพระไตรปฎิ ก ดงั น้ี
๑. ภิกษุหลายรูปอาพาธ ด่ืมข้าวยาคู หรือฉันอาหารก็อาเจียนออก (เพราะอาหารไม่ย่อย)
จึงซบู ผอม พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตเนยใส่นำ้ มัน นำ้ ผ้ึง และน้ำอ้อย ให้ฉันได้ท้ังในกาล (ก่อน
เที่ยง) และในวิกาล (หลงั เท่ยี ง)
๒. ทรงอนญุ าตเปลวสตั วห์ ลายอยา่ ง ให้เค้ยี วบรโิ ภคเปน็ เภสัชไดเ้ ฉพาะในกาล
๓. ทรงอนุญาตให้ฉันมูลเภสัช (ยาที่เปน็ หัวหรอื เหงา้ ไม้) เช่น ขม้ิน ขิง เป็นตน้ ไดต้ ลอดไม่
กำหนด กาล แต่ต้องมีเหตุสมควร ถ้าไม่มีเหตุสมควร ต้องอาบัติทุกกฎ สำหรับพระภิกษุผู้อาพาธ
ทรงอนุญาตให้ใช้หนิ บดบดได้
๔. ทรงอนุญาตให้ฉันกสาวเภสัช (ยาท่ีเป็นน้ำฝาดจากต้นไม้) ได้ตลอดชีวิต ในเม่ือมีเหตุ
สมควร
๕. ทรงอนุญาตให้ฉันปณั ณเภสัช (ใบไมท้ ่ีเป็นยา) ไดต้ ลอดชีวิต เม่อื มีเหตุสมควร
๖. ทรงอนญุ าตให้ฉันผลเภสัช (ผลไม้ที่เป็นยา) เช่น ดีปลี สมอ มะขามป้อม ได้ตลอดชีวิต
เมอ่ื มเี หตุสมควร
๗. ทรงอนุญาตให้ฉันชตุเภสัช (ยางไม้ที่เป็นยา) เช่น มหาหิงค์ุ ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุ
สมควร
๘. ทรงอนุญาตโลณเภสัช (เกลือที่เป็นยา)เช่น เกลือสมุทร เกลือสินเธาว์ ได้ตลอดชีวิต
เมือ่ มีเหตุสมควร
๙. ทรงอนุญาตให้ใช้ยาผง ในเม่ือเป็นแผลพุพอง หรือกล่ินตัวแรง เพื่อมิให้แผลติดจีวร
สำหรับพระภิกษุผู้ไม่อาพาธ ทรงอนุญาตให้ใช้มูลโค (แห้ง) ดิน (แห้ง) และกากเคร่ืองย้อม ทรง
อนญุ าตครก สาก และแลง่ (สำหรบั ร่อนยาผง)
๓๗ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, หน้า ๑๔๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 223
๑๐. ทรงอนุญาตเนื้อสัตวด์ บิ โลหติ ดบิ ในเมอื่ อาพาธ เน่ืองดว้ ยอมนษุ ย์
๑๑. ทรงอนุญาตยาตา กับกลักยาตา สำหรับพระภิกษุผู้อาพาธเป็นโรคตา แต่ห้ามมิให้ใช้
กลักยาตาท่ีทำด้วยเงิน ทอง แบบของคฤหัสถ์ กับทรงอนญุ าตฝาปิดกลักยาตา และให้ใช้ด้ายพันกัน
ฝาตก กับทรงอนุญาตให้ใชไ้ มป้ า้ ยตาและถุงใสไ่ ม้ป้ายยาตา รวมทัง้ สายสำหรับสะพายคล้องบ่า
๑๒. ทรงอนุญาตให้ทาน้ำมันที่ศีรษะ เม่ือเป็นโรคร้อนศีรษะ และอนุญาตให้ใช้นัตถ์ุยาและ
กล้องยานัตถ์ุ แต่ห้ามใช้กล้องยานัตถุ์ท่ีทำด้วยทองเงิน หรืองดงามแบบของคฤหัสถ์ ทรงอนุญาต
กล้องยานัตถ์ุที่มีหลอดคู่ ทรงอนุญาตให้สูดควัน(ของยา) ทางจมูก ทรงอนุญาตกล้องยาสูบ (ที่ใช้
รักษาโรค) แต่ไม่ให้ใช้กล้องท่ีทำด้วยทอง เงิน หรืองดงามแบบคฤหัสถ์ ทรงอนุญาตให้มีเครื่องปิด
กล้องยาสูบ (เพ่ือกันสัตว์เข้าไปข้างใน) ทรงอนุญาตถุงใส่กล้องยาสูบและถุงคู่ รวมทั้งสายสำหรับ
สะพายคลอ้ งบา่
๑๓. ทรงอนญุ าตใหเ้ คยี่ วน้ำมัน (ทายา) และอนุญาตใหเ้ ติมน้ำมันลงในน้ำมัน ท่ีจะทำยาได้
โดยมีเง่ือนไขว่า น้ำเมาท่ีใส่น้ัน สีกล่ินรสไม่ปรากฏทรงอนุญาตภาชนะสำหรับใส่นำ้ มันที่ทำด้วยโลหะ
หรือผลไม้ ทรงอนุญาตการทำให้เหงื่อออก ต้ังแต่อย่างธรรมดาถึงอย่างเข้ากระโจม โดยมีถาดน้ำ
รอ้ นอย่ใู นนั้น
๑๔. ทรงอนุญาตให้น้ำเลือดออกด้วยใช้เขาควายดูด คือการกอก ได้แก่ เจาะเลือดออก
เล็กนอ้ ยแล้วใช้เขาควายกดลงไปใหด้ ูดเลือดออก (ในอรรถกถาไม่ไดบ้ อกว่าต้องจุดไฟดว้ ยหรอื ไม่ตาม
ธรรมดาการทำเช่นน้ีจะต้องจุดไฟที่เศษกระดาษหรือเช้ือไฟอ่ืนๆ เพื่อไล่อากาศ เขาควาย จึงมีแรง
ดูด)
๑๕. ทรงอนญุ าตยาทาเท้า เมอื่ เทา้ แตก และอนญุ าตใหป้ รุงยาทาเท้าได้
๑๖. ทรงอนุญาตการผ่าฝี และอนุญาตกระบวนการท้ังปวงที่เนอ่ื งด้วยแผลผา่ ตดั นนั้
๑๗. ทรงอนุญาตยา ๔ ชนิด ในขณะถูกงูกัดคือ มูตร (ปัสสาวะ) คูถ (อุจจาระ) ขี้เถ้าและ
ดนิ ในขณะรีบด่วนเช่นน้ัน ถ้าไมม่ ีคนทำใหถ้ ือเอาเองแลว้ ฉนั ได้ ไมเ่ ปน็ อาบตั ิ
๑๘. ทรงอนุญาตยาและอาหารอ่อนบางอย่างตามควรแก่โรคและความต้องการท่ีจำเป็น
เช่น น้ำด่างจากข้ีเถ้าของข้าวสุกเผา แก้โรคท้องอืดสมอดองด้วยน้ำมูตรโค แก้โรคผอมเหลือง การ
ทาตัวดว้ ยของหอม แกโ้ รคผิวหนัง น้ำขา้ วใส น้ำถั่วต้มทไ่ี มข่ ้น น้ำถ่วั ตม้ ที่ข้นเล็กน้อย นำ้ เนอื้ ต้ม (เป็น
การผ่อนผนั ใหเ้ หมาะแก่อาพาธ) น้ำอ้อย ดปี ลี สมอไทย
กล่าวได้ว่า การดูแลสุขภาวะสำหรับพระภิกษุและสามเณร โดยเฉพาะอย่างย่ิง การดูแล
ด้านโภชนาการในหมู่พระภิกษุสงฆ์สาวกนับเป็นเร่ืองที่มีความสำคัญอย่างย่ิงมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ท้ังยงั คงไดร้ บั การปฏบิ ัติสืบเนือ่ งมาเปน็ เวลายาวนานกว่า ๒,๖๐๐ ปี
เพื่อการดูแลสุขอนามัยด้านโภชนาการให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ พระภิกษุและสามเณร
รวมถึงบุคคลทวั่ ไปควรบรโิ ภคอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยคดั เลือกอาหารท่ี
จะบริโภคโภชนาหารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายตามหลักการแพทย์ท่ีได้ระบุเอาไว้ เพื่อให้
ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดแบ่งออกเป็น ๖ กลุ่ม
ไดแ้ ก่
๑. กลุ่มข้าวและแป้ง ประกอบด้วย ข้าวเจ้าข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง
ข้าวโพด เผือก มัน ให้คาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ ถ้ารับประทานอาหารในกลุ่มนี้มากเกินกว่าที่
ร่างกายต้องการ คาร์โบไฮเดรตจะเปล่ยี นเป็นไขมันและสะสมในร่างกาย
224 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๒. กลุ่มผัก ให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังให้สารต้านอนุมูล
อิสระและสารพฤกษเคมีหลายชนิด ที่ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด
และโรคมะเรง็
๓. กลุม่ ผลไม้ ให้สารอาหารเช่นเดยี วกบั กลมุ่ ผกั
๔. กลุ่มเนื้อสัตว์ ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ถ่ัวเมล็ดแห้ง ถ่ัวเปลือกแข็ง จัดเป็น
แหล่งท่ีดีของสารอาหารประเภทโปรตีน แคลเซียมวิตามินบี เหล็ก และ สังกะสี เหมาะสำหรับ
สุขภาพและการเจริญเติบโตสำหรบั เดก็
๕. กลุ่มนม เปน็ แหลง่ อาหารของแคลเซยี มโปรตนี ฟอสฟอรสั สังกะสี วติ ามินเอ วติ ามนิ บี
๒ และวิตามินบี ๑๒ จัดเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะสำหรับ
เด็กในวัยเจริญเติบโต นอกจากน้ียังพบแคลเซียมในอาหารอ่ืนด้วย เช่น โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย
ปลากระปอ๋ ง เตา้ ห้อู ่อน เป็นต้น
๖. กลุ่มน้ำมนั นำ้ ตาล เกลือ ควรรับประทานในปรมิ าณนอ้ ย
นอกจากนี้ยังมีอาหารในกลุ่ม “ธงโภชนาการ” ประเภทเดียวกันท่ีสามารถรับประทาน
ทดแทนกันได้ ฯลฯ
แนวคดิ การบริโภคปจั จยั ๔ ท่ปี รากฏในพระไตรปฎิ ก
การเสพปัจจยั ๔ เพอ่ื การส่งเสรมิ สขุ ภาพ
ในสันตุฏฐิสูตร (ว่าด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย ๔) พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย
ปัจจัย ๔ อยา่ งน้ีมีค่าน้อย หาได้งา่ ย และไม่มโี ทษ ปจั จยั ๔ อยา่ ง อะไรบา้ ง คอื
๑. บรรดาจีวร บังสุกุลจวี ร(ผา้ ทไ่ี ด้มาจากกองฝนุ่ ) มคี ่านอ้ ย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ
๒. บรรดาโภชนะ ปิณฑิยาโลปโภชนะ (โภชนะคือคำข้าวที่ได้มาด้วยกำลังปลีแข้ง) มีค่า
นอ้ ย หาไดง้ า่ ย และไม่มโี ทษ
๓. บรรดาเสนาสนะ รุกขมลู เสนาสนะ (อยอู่ าศัยโคนไม้) มีค่านอ้ ยหาได้งา่ ย และไม่มโี ทษ
๔. บรรดายารักษาโรค ปูติมุตตเภสัช (ยาดองน้ำมูตรเน่า) มีค่าน้อยหาได้ง่าย และไม่มี
โทษ
ปัจจัย ๔ อย่างน้ีแลมีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุเป็นผู้
สันโดษด้วยปัจจัยท่ีมีค่าน้อยและหาได้ง่าย นี้เราจึงกล่าวว่า ‘เป็นองค์ประกอบแห่งความเป็นสมณะ
อย่างหน่ึง’ ของภกิ ษนุ ัน้
“จติ ของภกิ ษผุ ูส้ นั โดษด้วยปัจจยั
ทีม่ ีคา่ นอ้ ย หาได้งา่ ย และไมม่ โี ทษ
ยอ่ มไม่มคี วามคบั แค้น ไมต่ ดิ ขัดทัว่ ทิศ
เพราะปรารภจวี ร โภชนะ เสนาสนะ และยารกั ษาโรค
และธรรมท่เี หมาะแกค่ วามเป็นสมณะทภี่ กิ ษุนัน้ กลา่ วไวแ้ ลว้
อนั ภิกษผุ สู้ ันโดษ ไมป่ ระมาท บรรลแุ ลว้ ”๓๘
๓๘ องฺ.จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๒๗/๔๒-๔๓.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 225
ในอริยวังสสูตร (ว่าด้วยอริยวงศ์) พระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์๓๙ ๔
ประการนร้ี ู้กันว่าลำ้ เลศิ รกู้ ันมานาน ร้กู นั ว่าเปน็ อรยิ วงศ์ เปน็ ของเกา่ ไมถ่ ูกลบลา้ งแลว้ ไมเ่ คยถูกลบ
ลา้ ง ไม่ถกู ลบล้าง จกั ไม่ถูกลบล้างไม่ถูกสมณพราหมณผ์ รู้ ู้คัดค้านอริยวงศ์ ๔ ประการ อะไรบา้ ง คือ
ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยนี้
๑. สันโดษ๔๐ ด้วยจีวรตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้ ไม่
แสวงหาอันไม่สมควรเพราะจีวรเป็นเหตุ ไม่ได้จีวรก็ไม่กระวนกระวาย คร้ันได้แล้วก็ไม่ติดใจ ไม่
หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลงมองเห็นโทษ๔๑ มีปัญญาเป็นเคร่ืองสลัดออก ใช้สอยอยู่ และไม่ยกตนข่มผู้อื่น
เพราะความสันโดษดว้ ยจีวรตามแต่จะได้นั้น ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคงใน
ความสันโดษด้วยจีวรตามแต่จะได้ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ผู้ต้ังอยู่ในอริยวงศ์ ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ เป็นของ
เกา่
๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสรญิ ความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่
จะได้ ไม่แสวงหาอันไม่สมควรเพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ ไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่กระวนกระวาย ครั้นได้
แล้วกไ็ มต่ ดิ ใจไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง มองเห็นโทษ มปี ัญญาเป็นเครือ่ งสลัดออกฉันอยู่ และไม่ยกตนข่ม
ผู้อื่นเพราะความสันโดษดว้ ยบิณฑบาต ตามแต่จะไดน้ ้ัน ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจครา้ น มีสัมปชัญญะ มี
สติมั่นคงในความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามแต่จะได้ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้ต้ังอยู่ในอริยวงศ์ท่ีรู้กันว่า
ลำ้ เลิศ เปน็ ของเกา่
๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้ กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่
จะได้ ไม่แสวงหาอันไม่สมควรเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ไม่ได้เสนาสนะก็ไม่กระวนกระวาย คร้ันได้
แล้วก็ไม่ติดใจไม่หมกมุ่น ไม่ลุ่มหลง มองเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเคร่ืองสลัดออกใช้สอยอยู่ และไม่ยก
ตนข่มผู้อื่นเพราะความสันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้น้ัน ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มี
สัมปชัญญะ มีสติมั่นคงในความสันโดษด้วยเสนาสนะตามแต่จะได้ ภิกษุน้ีเราเรียกว่าผู้ต้ังอยู่ในอริ
ยวงศ์ที่รู้กนั ว่าล้ำเลศิ เป็นของเก่า
๔. มีภาวนาเป็นท่ีรื่นรมย์ ยินดีในภาวนา มีปหานะ (คือการละ) เป็นที่ร่ืนรมย์ ยนิ ดีในปหา
นะ และไม่ยกตนข่มผอู้ ืน่ เพราะความเป็นผู้มีภาวนาเป็นทีร่ ่นื รมย์ ยินดใี นภาวนา เพราะความเปน็ ผู้มีป
หานะเป็นที่รน่ื รมย์ ยนิ ดีในปหานะน้ัน ภิกษุใดขยัน ไม่เกียจคร้าน มีสัมปชัญญะ มีสติมัน่ คงในภาวนา
และปหานะ ภิกษุนเ้ี ราเรียกว่าผู้ตัง้ อยู่ในอรยิ วงศ์ที่รกู้ ันวา่ ลำ้ เลิศ เปน็ ของเก่า
ภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ ประการน้ีแลรู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็น
อริยวงศ์ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้างไม่ถูกลบล้าง จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณ
พราหมณผ์ ้รู คู้ ัดคา้ น
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยอริยวงศ์ ๔ ประการนี้ แม้จะอยู่ในทิศตะวันออก ก็
ครอบงำความไม่ยินดีได้ ความไม่ยินดีครอบงำเธอไม่ได้ แม้จะอยู่ในทิศตะวันตก...แม้จะอยู่ในทิศ
เหนือ ... แม้จะอยใู่ นทศิ ใต้ ก็ครอบงำความไม่ยนิ ดีได้ความไม่ยินดคี รอบงำเธอไม่ได้ ขอ้ นนั้ เพราะเหตุ
ไร เพราะเธอเป็นนกั ปราชญ์ ชอื่ ว่าเปน็ ผู้ครอบงำความไม่ยินดแี ละความยนิ ดีได้
๓๙ คำว่า อริยวงศ์ หมายถึง วงศ์ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้า อ้างใน องฺ.
จตกุ ฺก.อ.(บาลี) ๒/๒๘/๓๑๑.
๔๐ คำว่า สันโดษ หมายถึง สันโดษด้วยจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, และการมีภาวนาเป็นท่ีร่ืนรมย์ อ้างใน องฺ.
จตุกกฺ .อ.(บาล)ี ๒/๒๘/๓๑๓-๓๒๐.
๔๑ โทษ ในท่ีนี้หมายถึง การต้องอาบัติเพราะการแสวงหาไม่สมควร และ การบริโภคลาภท่ีติดใจ อ้างใน องฺ.
จตกุ ฺก.อ.(บาล)ี ๒/๒๘/๓๑๗.
226 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
“ความไม่ยนิ ดคี รอบงำนักปราชญ์๔๒ ไม่ได้
ความไมย่ ินดคี รอบงำนักปราชญไ์ ม่ได้
แตน่ ักปราชญ์ครอบงำความไมย่ นิ ดีได้
เพราะนักปราชญ์ชือ่ วา่ ผคู้ รอบงำความไม่ยินดี
ราคะหรือโทสะอะไร
จะปิดกน้ั บคุ คลผบู้ รรเทากเิ ลสแลว้
ผูล้ ะกรรมทุกอย่างได้เดด็ ขาด
ใครเลา่ จะสามารถติเตียนเขา
ผู้เปน็ เหมือนแท่งทองชมพนู ุท
แมเ้ ทวดาและมนุษยก์ ส็ รรเสริญเขา
ถงึ พรหมก็สรรเสรญิ เขา”๔๓
การเสพบรโิ ภคตามแนวเศรษฐศาสตรแ์ นวพทุ ธ (เศรษฐศาสตรม์ ัชฌมิ า)
๑. การบริโภคดว้ ยปัญญา
การบรโิ ภคเป็นจุดเรม่ิ ต้น (โดยเหตุผล) ของกระบวนการเศรษฐกิจท้ังหมด เพราะการผลิต
ก็ดี การแลกเปลี่ยนและการแจกจ่ายหรือวิภาคกรรมก็ดี เกิดขึ้นเพราะมีการบริโภคพร้อมน้ัน การ
บริโภคก็เป็นจุดหมายปลายทาง (โดยสภาพความจริง) ของกระบวนการเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะ
การผลติ ก็ดี การแลกเปลีย่ นและการจำหนา่ ยจา่ ยแจกหรอื วิภาคกรรมนั้นกด็ ี บรรลผุ ลท่กี ารบริโภค
ผู้บริโภค ในฐานะผู้รับผลดีและผลรา้ ยของกระบวนการเศรษฐกิจ ควรมีอิสรภาพ โดยเป็น
ตัวของตัวเองในการเลือกตัดสินใจ เพ่ือให้ตนเองได้รับประโยชน์ท่ีแท้จริงจากการบริโภค ดังนั้นจึง
ตอ้ งให้เปน็ การบรโิ ภคดว้ ยปัญญา ซ่งึ จะเป็นการบรโิ ภคอยา่ งมีประสิทธิภาพ
การบริโภคดว้ ยปัญญา จะทำให้ผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดปัจจัยตัวอ่ืนในกระบวนการเศรษฐกิจ
และทำให้ท้ังการบริโภคน้ันเอง และกระบวนการเศรษฐกิจทั้งหมด บังเกิดความพอดี และเป็น
ประโยชน์อย่างแทจ้ ริง ยกตวั อย่างงา่ ยๆ ของการบริโภคด้วยปัญญา เช่น ในการกินอาหาร ผบู้ รโิ ภค
ตระหนกั รคู้ วามจรงิ ทีต่ น
๑. เป็นบุคคลที่เป็นส่วนในสังคม ผู้มีความต้องการท่ีถูกกระตุ้นเร้าโดยอิทธิพลทางสังคม
เชน่ คา่ นิยม เป็นตน้ อาจบรโิ ภคเพอ่ื แสดงสถานะทางสงั คม ความโกเ้ ก๋ ตลอดจนสนุกสนานบันเทงิ
๒. เปน็ ชีวิตทเ่ี ปน็ ส่วนในธรรมชาติ ผมู้ คี วามตอ้ งการท่ีถูกกำหนดโดยเหตุปจั จยั ในธรรมชาติ
ท่ีจะต้องบริโภคเพ่ือให้ชีวิตเป็นอยู่ได้ ให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ปราศจากโรคเบียดเบียน
เป็นอยูผ่ าสกุ มีร่างกายท่ีพร้อมจะนำไปใช้ในการดำเนนิ ชีวติ ท่ดี งี ามและสรา้ งสรรค์
ถ้าผู้บริโภครู้ว่า ความต้องการท่ีแท้จริงในการกินอาหารคอื ความต้องการของชีวิตในข้อ ๒
เขาจะต้องบริโภคเพ่ือความมุ่งหมายท่ีจะให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพสมบูรณ์และสามารถดำเนิน
ชีวติ ที่ดี ทีพ่ ูดส้ันๆ วา่ คุณภาพชวี ิต
๔๒ นักปราชญ์ ในทนี่ ้หี มายถึง ผู้มีความเพยี ร อา้ งใน อง.ฺ จตกุ ฺก.อ.(บาลี) ๒/๒๘/๓๒๔.
๔๓ องฺ.จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๒๘/๔๓-๔๕.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 227
ดังนั้น ผู้บริโภคน้ีจะบริโภคอาหารเพื่อสนองความต้องการของชีวิตให้ได้คุณภาพชีวิตเป็น
หลัก หรือเป็นส่วนจำเป็นที่จะต้องให้สัมฤทธิ์ก่อน ส่วนการที่จะสนองความต้องการเชิงสังคมหรอื ไม่
แค่ใด ถือเป็นส่วนเสริม ซง่ึ จะพิจารณาตามสมควร
การบรโิ ภคอย่างน้ี เรยี กว่าเป็นการบริโภคด้วยปัญญา ซึง่ จะทำใหผ้ ู้บริโภคได้ประโยชน์จาก
สินคา้ และบรกิ ารอย่างถกู ตอ้ งตามความเป็นจริง
ถ้าพูดด้วยภาษาเศรษฐศาสตร์ตามแบบ การบริโภคก็มิใช่เป็นเพียงการใช้สินค้าและบรกิ าร
บำบัดความต้องการ เพ่ือให้เกิดความพอใจอย่างเล่ือนลอย แต่การบริโภค คือการใช้สินค้าและ
บริการบำบัดความต้องการ เพื่อใหไ้ ด้รบั ความพึงพอใจโดยรู้ว่าจะได้คณุ ภาพชีวิต คอื จะเกิดผลดแี ก่
ชีวิตตรงตามความม่งุ หมายท่แี ท้จริงของการบริโภคอาหารเป็นต้นนน้ั
การบริโภคด้วยปัญญานี้ จึงเป็นหัวใจหรือเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจท่ีชอบธรรม หรือท่ี
เป็นสัมมา เพราะจะทำให้เกิดความพอดีของปรมิ าณและประเภทของส่ิงเสพบรโิ ภค ทีจ่ ะสนองความ
ตอ้ งการเพอ่ื บรรลุจุดหมายทีถ่ ูกตอ้ งเป็นจริงของการบรโิ ภคสนิ ค้าและบริการแต่ละอย่าง
พร้อมน้ันการบรโิ ภคด้วยปัญญาจะเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่คุมการผลิต และจัดปรับกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจอย่างอ่ืนๆ ให้พอดี ป้องกันแก้ไขค่านิยมท่ีผิดในสังคม เช่นความนิยมฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย
และลดการเบียดเบียนทั้งในสังคม และการเบียดเบียนธรรมชาติ ท่ีทำให้มกี ารใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างสิ้นเปลืองสูญเปล่า และก่อมลภาวะเกินกำลังที่จะขจัด ในทางตรงข้าม การบริโภคอย่างขาด
ปัญญา คือบริโภคโดยไม่ได้พิจารณา-ไม่ตระหนักรูถึงความมุ่งหมายท่ีแท้จริงของการเสพบริโภค
สินค้าและบริการนั้นๆ เช่น บริโภคเพียงเพื่อสนองความต้องการทางค่านิยมในสังคม ให้โก้หรูหรา
อวดฐานะ เป็นต้น นอกจากจะไม่สัมฤทธิ์จุดหมายท่ีแท้จริงของการบริโภคแล้ว ยังก่อให้เกิดความ
ส้ินเปลอื ง สูญเปลา่ นำไปสู่การเบยี ดเบียนเพอ่ื นมนุษย์ และการทำลายส่งิ แวดลอ้ ม
หนำซ้ำ การบริโภคอย่างขาดปัญญาน้ัน ทั้งที่สิ้นเปลืองมากมาย แต่กลับทำลายคุณภาพ
ชีวิตที่เป็นจุดหมายอันแท้จริงของการบริโภคไปเสียอีก เช่น บริโภคอาหารโก้หรูหรา ส้ินเปลืองเงิน
หมื่นบาทไปแล้ว กลับทำลายสุขภาพ เกิดโรคภัย บั่นทอนร่างกายและชีวิตของตนเอง ในขณะท่ี
ผู้บรโิ ภคด้วยปัญญาจ่ายเงินเพียง ๕๐ บาท กลับบริโภคแล้วได้ประโยชน์ท่ีสัมฤทธิ์จุดหมายของการ
บริโภค
ย่ิงในยุคปัจจุบันท่ีเศรษฐกิจแบบธุรกิจเพ่ือกำไรสูงสุด แผ่ขยายเป็นโลกาภิวัตน์ กิจกรรม
เศรษฐกจิ ดา้ นการผลิต ได้กา้ วรุดหนา้ ไปไกล
ตามปกตินั้น ผู้ผลิตทำหน้าที่เสมือนรับใช้ผู้บริโภค หรือเป็นผู้สนองความต้องการของ
ผ้บู รโิ ภค และผูบ้ รโิ ภคเปน็ ผู้กำหนดการผลติ
แต่เวลานี้ การณ์กลับกลายเป็นว่า ผู้ผลิตมีอิทธิพลเหนอื ผู้บริโภค จนกระทง่ั ผู้ผลิตสามารถ
กำหนดการบริโภค ทำให้การบริโภคเป็นการสนองความต้องการเชิงธุรกิจของผู้ผลิต ด้วยการปลุก
เร้าความต้องการและปั่นกระแสค่านิยมใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค ซงึ่ ไม่เป็นผลดีอยา่ งแท้จรงิ แก่ผู้บริโภค
และแกโ่ ลก ทง้ั โลกมนษุ ย์และโลกธรรมชาติ
นักผลิตท่ีดี ผู้มีความคิดริเริ่ม จะประดิษฐ์สรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคมี
ทางเลือกที่ดีข้ึนและเพ่ิมขึ้นในการสนองความต้องการของตน เฉพาะอย่างย่ิงส่ิงใหม่ที่ขยายมิติทาง
ปญั ญาและเก้อื หนุนการพัฒนาชวี ติ พฒั นาสงั คม
ถ้าทำอย่างนี้ ก็เข้าหลัก “เศรษฐกิจเป็นปัจจัย” คือเศรษฐกิจเป็นตัวเอื้อและเกื้อหนุนใน
ระบบปัจจยาการ (ความเป็นเหตุปัจจัยในระบบองค์รวมท่ีทุกอย่างทุกด้านสัมพันธ์อิงอาศัยส่งผลต่อ
228 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
กัน) ทคี่ รอบคลุมทั้งชีวิตจติ ใจ สงั คม ตลอดถึงธรรมชาติทงั้ หมด ทจ่ี ะให้อารยธรรมของมนษุ ยด์ ำเนิน
ไปดว้ ยดี
แต่ท่ีเป็นปัญหากันอยู่ ก็คือการผลิตที่มองผู้บริโภคเป็นเหย่ือท่ีจะสนองความต้องการทาง
ธุรกิจท่ีมุ่งผลประโยชน์ ด้วยการปลุกปั่นความต้องการเชิงเสพ เพื่อการบำรุงบำเรอปรนเปรอให้ลุ่ม
หลงมัวเมา จมอยู่ในวังวนของการบริโภค เพ่ือเพ่ิมผลประโยชน์ของผู้ผลิต พร้อมไปกับการทำลาย
คุณภาพชวี ิตของตนเองและบนั่ รอนองค์รวมแหง่ ระบบการดำรงอยูด่ ้วยดี
ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะผู้บริโภคขาดการพัฒนาตนเอง หรือพัฒนาตัวไม่ทันกับอารยธรรม
อย่างน้อยก็ไม่เป็นผู้บริโภคท่ีฉลาดและขาดความสามารถในการแข่งขันเชิงปัญญากับผู้ผลิต เฉพาะ
อยา่ งย่ิง ในประเทศทีก่ ำลังพัฒนา ถ้าไม่สามารถพัฒนาคนใหผ้ ู้บริโภคด้วยปัญญามีจำนวนเพ่ิมข้ึนใน
อัตราส่วนที่สมควร ประชาชนก็จะถูกระบบธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้วท่ีเป็นผู้ผลิต ทำการมอมเมา
ลอ่ ใหต้ กอยใู่ นกับดักแหง่ ค่านยิ มท่ีเป็นทาสแห่งตณั หาของตนเอง ไมม่ ีพลงั ถอนตวั ขน้ึ มาจากภาวะดอ้ ย
หรือกำลงั พฒั นา
ในภาวะเช่นน้ี ถ้าสังคมจะมีช่วงเวลาทเี่ รยี กว่าเศรษฐกิจดี ก็จะเป็นเศรษฐกิจท่ีดแี คต่ ัวเลขที่
ลวงตา ซง่ึ คลุมบังความเส่อื มไว้ ใหค้ วามอ่อนแอผุโทรมคงอย่ไู ด้นาน และแกไ้ ขได้ยากยงิ่ ขน้ึ
จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาผู้บริโภค เพ่ือให้ทันกับผู้ผลิตและกระแสธุรกิจ โดยให้ผู้ผลิต
เป็นเพียงผู้นำเสนอสินค้าและบริการตรงตามบทบาทที่ควรจะเป็น และผู้บริโภครู้จักใช้ปัญญา
ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณ ท่ีจะให้การบริโภคสัมฤทธ์ิประโยชนท์ ่ีแท้จรงิ และผู้บรโิ ภคยังดำรงความ
เป็นอิสระ อยูใ่ นฐานะเปน็ ผู้กำหนดกระบวนกิจกรรมเศรษฐกิจใหส้ นองจุดหมายท่ีแทจ้ ริงของมนุษย์
ดงั นั้นการบรโิ ภคด้วยปัญญานี้ จึงเรียกว่าการบรโิ ภคทีพ่ อดี ซึ่งเป็นแกนของเศรษฐกิจแบบ
พอดี หรือเศรษฐกจิ มชั ฌมิ า ซงึ่ สมควรจะเป็นเศรษฐกจิ ของมนษุ ย์ทีม่ กี ารศึกษา ผไู้ ด้พัฒนาตนแล้ว มี
อารยธรรม
พูดอีกสำนวนหน่ึงว่า การบริโภคด้วยปัญญา เป็นจุดเริ่มและเป็นแกนของเศรษฐศาสตร์
แนวพุทธ เพราะเป็นสาระของเศรษฐกิจและเป็นตัวกำหนด-ควบคุมกระบวนกิจกรรมเศรษฐกิจ
ทั้งหมด ต้งั แตก่ ารผลติ จนถึงการโฆษณาให้คงความเปน็ เศรษฐกจิ ที่ดที ี่สรา้ งสรรค์
พูดอย่างรวบรัดว่า การบริโภคด้วยปัญญา เป็นตัวแท้ของสัมมาอาชีวะ ท่ีจะเป็น
องค์ประกอบแหง่ อรยิ มรรคาคอื ชวี ิตท่ีเป็นอย่ดู ี
ย้ำว่า เศรษฐกิจมัชฌิมา โดยเฉพาะในแง่บริโภคด้วยปัญญาน้ี ต้องสัมพันธ์ไปด้วยกันกับ
การพัฒนามนุษย์ คือการศึกษา และโยงเป็นปัจจัยแก่กันกับหลักการข้ออื่นๆ ของเศรษฐศาสตร์แนว
พุทธนี้
๒. ไมเ่ บียดเบียนตน-ไม่เบียดเบยี นผู้อืน่
คำว่า “ตน” หรือตนเอง หมายถึงมนุษย์แต่ละคน ๑) ท้ังใน ด้านที่เป็นชีวิต ที่เป็นส่วนใน
ธรรมชาติ ๒) ทัง้ ใน ดา้ นท่ีเป็นบุคคล ทีเ่ ปน็ ส่วนในสังคม
คำว่า “ผู้อื่น” (ปโร ปุคฺคโล) หมายถึง ๑) หมู่มนุษย์ ท่ียกเอาตนเองเป็นส่วนพิเศษแยก
ออกไปต่างหาก คือนอกจากตัวเอง ได้แก่สังคมท่ีตนเข้าไปอยู่ร่วมด้วย ๒) ระบบนิเวศ รวมถึง
สิง่ แวดลอ้ ม หรอื โลกท้ังหมด
ความหมายในหัวขอ้ นี้ ชัดเจนในตัวพอสมควรแล้ว จึงไม่ต้องบรรยายมาก ควรพูดแต่เพียง
ว่า มนุษยใ์ นฐานะเป็นส่วนรว่ มอยู่ในระบบสังคมและส่ิงแวดล้อมท้ังหมด จะอยู่ดีมีสุขได้ นอกจากไม่
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 229
เบียดเบียนตนแลว้ ก็ต้องเป็นส่วนร่วมทีด่ ที ่เี ก้ือกูล ไม่กอ่ ความเสยี หายเสอ่ื มโทรมแก่ระบบทีต่ นอาศยั
อยู่ด้วยนั้น เพราะความดำรงอยู่ด้วยดีหรือทุกข์ภัยความเดือดร้อนท่ีเกิดแก่ระบบนั้น ย่อมมีผลถึง
ตนเอง
ก่อนน้ไี มน่ าน (ช่วงกอ่ น ค.ศ. ๑๙๗๐ หรอื พ.ศ. ๒๕๑๓) เศรษฐศาสตร์เรียกได้วา่ ไม่เอาใจ
ใส่เรื่องส่ิงแวดล้อมเลย เพราะถือว่าอยู่นอกขอบเขตความเก่ียวข้องของตน แต่หลังจากนั้นไม่นาน
เศรษฐศาสตรก์ ็ถูกความจำเป็นบังคับให้เดินไปในทางตรงข้าม คือหันมาให้ความสำคัญอย่างมากแก่
ความอยู่ดีของส่ิงแวดล้อม และการพัฒนาที่ย่ังยืน เพราะกิจกรรมเศรษฐกิจในยุคที่ผ่านมา ได้เป็น
ปัจจัยตัวเอกทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาสงิ่ แวดล้อมทงั้ หมดท่โี ลก (ทัง้ โลกมนุษย์และโลกธรรมชาติ) ไดป้ ระสบ
แต่เศรษฐศาสตร์ไม่ควรจะรอให้ถูกความจำเป็นบังคับ จึงค่อยสนใจปัญหาต่างๆ เพราะใน
ความเป็นจริง ปัญหาต่างๆ โยงถึงกันหมด และเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญในเร่ืองที่เศรษฐศาสตร์ยัง
อาจจะไม่สนใจด้วย เช่น บทบาทของเศรษฐกิจต่อความอยู่ดีของชีวิต ที่ไม่ใช่แค่มีกินมีใช้ หรือ well-
being ท่ีไม่ใช่แค่ wealth หรือแค่ material well-being ในความหมายท่ีอาจจะมองแคบๆ ดังเช่น
ปัญหาส่ิงแวดล้อมนั้น ก็เป็นตัวอย่างทใี่ ห้สติข้ึนมาว่า เศรษฐศาสตรจ์ ะต้องโยงและเช่ือมต่อตัวเองไป
เก้อื หนุนระบบการดำรงอยดู่ ้วยดีของมนษุ ย์ทั้งหมด ทัง้ ดา้ นชวี ิต สังคม และสิง่ แวดลอ้ ม
ก่อนจะผ่านหัวข้อน้ีไป มีจุดที่ควรยกขึ้นมาพูดไว้เป็นท่ีสังเกตเล็กน้อยว่า คำว่า “ไม่
เบียดเบียนตน” นัน้ มิใช่หมายความเพียงแคว่ ่าไม่ปล่อยตัวใหอ้ ดอยากขาดแคลน แต่มีปัจจัย ๔ และ
เคร่ืองใช้สอยอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เพียงพออยู่ผาสุกเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการละเว้น
พฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นโทษต่อชีวิตของตนเอง แม้โดยไม่เจตนา และรู้ไม่เท่าถึงการณ์ เช่น
การไม่ร้จู กั บรโิ ภคดว้ ยปญั ญา บรโิ ภคไม่รจู้ ักประมาณ หรอื ไมร่ พู้ อดีดว้ ย
ดังที่ยกตัวอย่างบ่อยๆ บางคนอาจจะใช้จ่ายเงินมากมาย บริโภคอาหารท่ีหรหู ราฟุ่มเฟือย
สนองความต้องการของตัวตนในทางเอร็ดอร่อย หรือค่านิยมโก้แสดงฐานะในสังคม แต่กินอาหารน้นั
แล้ว ไม่สนองความต้องการของชีวิต กลับเป็นโทษ บั่นทอนสุขภาพ ทำร้ายร่างกายของตนเอง ใน
ระยะสน้ั บา้ ง ระยะยาวบา้ ง อยา่ งนกี้ ็เรียกว่าเบียดเบยี นตน
การไม่เบียดเบียนตนในแง่น้ี หมายถึง การบริโภคด้วยปัญญาที่สนองความต้องการของ
ชวี ติ ให้มีสขุ ภาพดีเปน็ ต้น ดังเคยกล่าวแล้ว
การเบียดเบียนตนอกี อย่างหน่ึงสำคญั มาก เพราะสัมพันธ์กับธรรมชาติของมนษุ ย์ และการ
ท่ีจะมชี วี ิตท่ดี ี ซง่ึ เป็นจดุ หมายทีแ่ ทข้ องกจิ กรรมเศรษฐกจิ กล่าวคือ มนษุ ย์น้ีเปน็ สัตว์พิเศษทฝี่ ึกศึกษา
ได้ และจะมีชวี ิตที่ดงี าม เป็นสัตวป์ ระเสรฐิ ไดด้ ้วยการฝึกศึกษานน้ั
มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีงามย่ิงข้ึนๆ ด้วยการฝึกศึกษาให้มีพฤติกรรม กาย วาจา ท่ีประณีต
งดงาม ชำนิชำนาญ ทำการได้ผลดีย่ิงขึ้น จิตใจมีคุณธรรม มีสมรรถภาพเข้มแข็งม่ันคง มีความสุข
สดช่ืนมากขึ้น มีปัญญารู้เขา้ ใจความจริงของส่ิงต่างๆ สามารถสร้างสรรค์ศิลปวฒั นธรรมและผลงาน
รังสรรค์ทางปญั ญา ตลอดจนนำชวี ิตจติ ใจเข้าถึงสนั ติสุขและอิสรภาพทแ่ี ท้จริงได้
การบริโภคปจั จยั ๔ เป็นตน้ เปน็ ปัจจยั เกอ้ื หนนุ ใหม้ นุษยส์ ามารถพฒั นาศกั ยภาพทีก่ ลา่ วน้ี
แต่ถา้ มนษุ ยป์ ล่อยตัวใหข้ าดแคลนสิ่งบรโิ ภคน้กี ็ดี บรโิ ภคด้วยโมหะ เกดิ ความลุ่มหลงมัวเมา
จมอยู่กับการเสพบริโภคหาความสุขทางอามิส ตัดโอกาสของตนเองจากการฝึกศึกษาพัฒนา
ศักยภาพนน้ั ก็ชอ่ื ว่าเปน็ การเบยี ดเบยี นตน
ในยุคปัจจุบันน้ี สังคมมนุษย์บางส่วนมีวัตถุเสพบริโภคนับว่าพรั่งพร้อม แต่แทนที่จะใช้สิ่ง
เหล่านี้เป็นโอกาสในการที่จะพัฒ นาศักยภาพของตนให้ชีวิตเข้าถึงสิ่งดี งามสุขประเสริฐสูงขึ้นไป
230 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
มนุษยจ์ ำนวนมากกลับหลงระเรงิ มัวเมา จมอยู่กบั การเสพบริโภคอย่างฟุ้งเฟ้อฟมุ่ เฟอื ยตกอยใู่ นความ
ประมาท ท้ิงศักยภาพแห่งชีวิตของตนให้สูญส้ินไปเปล่าอย่างน่าเสียดาย จึงจะต้องให้มนุษย์ดำเนิน
ชวี ติ อยูบ่ นฐานของเศรษฐกิจ ท่นี อกจากไม่เบียดเบยี นผอู้ ื่นแล้ว ก็ไมเ่ บียดเบียนตนเองในความหมายท่ี
กลา่ วมาน้ีด้วย
๓. เศรษฐกจิ เป็นปจั จัย
การสร้างความเจริญสมยั ใหม่ได้เน้นความขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ มุง่ ความมงั่ คั่ง
พรัง่ พร้อมทางวตั ถุหรือสิง่ เสพบริโภค ตลอดมา
จนกระทั่งถึงช่วงระยะ พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางชัดเจนและเป็น
ทางการท่ัวโลก โดยประกาศขององค์การสหประชาชาติ ว่าการพัฒนาท่ีได้ทำกันมานั้นเป็น การ
พัฒนาทีไ่ มย่ ่ังยนื
เป็นที่ยอมรับกันด้วยว่า การพัฒนาท่ีไม่ย่ังยืนนั้นมีสาเหตุหลักคือการพัฒนาเศรษฐกิจที่
ผิดพลาด โดยไมค่ ำนึงถึงผลกระทบต่อส่งิ แวดลอ้ ม และเปน็ การพัฒนาอยา่ งไม่สมดุล มไิ ดบ้ ูรณาการ
เข้ากบั การพฒั นาคน
อย่างไรก็ตาม ท้ังท่ียอมรับความผิดพลาดแล้ว แต่การแก้ไขท่ีจริงจังตามท่ียอมรับนั้นก็ยัง
ไม่มี การพัฒนาที่เน้นความม่ังคั่งพร่ังพร้อมทางเศรษฐกิจ อย่างขาดบูรณาการ โดยไม่สมดุล ก็ยัง
ดำเนินต่อมา การพัฒนาท่ียั่งยืน และการพัฒนาท่ีสมดุลมีบูรณการ ยังเป็นเพียงคำพูดสำหรับไว้
อา้ งองิ หรืออวดอ้างกันต่อไป
สาเหตุท่ีทำให้ยังแก้ปัญหาไม่ได้นั้น อาจพูดได้ว่า เพราะหลักการที่จะแก้ไขยังไม่ชัดเจน
และไม่มีความมั่นใจในทางออก แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเหตุท่ีแท้ สาเหตุใหญ่ท่ีแท้จริงก็คือ การแก้ไขปัญหา
น้ัน ขดั ตอ่ สภาพจติ ใจ หรอื ฝืนความปรารถนาของคน
การพัฒนาเศรษฐกิจในยคุ ทผ่ี ่านมา ได้สรา้ งความเคยชนิ ทางจิตใจหรือจิตนิสัยขน้ึ มา ใหค้ น
มองความม่ังค่ังพร่ังพร้อมทางวัตถุ หรือความเจริญทางเศรษฐกิจน้ันว่า เป็นจุดหมายของชีวิตและ
ของสงั คม และฝากความหวงั ในความสขุ ไวก้ บั การมสี ง่ิ เสพบริโภคบำรงุ บำเรอใหม้ ากทสี่ ดุ
พูดง่ายๆ ว่า แนวคิดความเช่ือกระแสหลักของคนยุคนี้ คือการมองเศรษฐกิจ หรือความ
พรัง่ พร้อมทางวัตถุเป็นจุดหมาย
เราต้องยอมรับว่า เร่ืองเศรษฐกิจ หรือ วัตถุเสพบริโภคน้ัน มีความสำคัญและจำเป็นที่จะ
ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ แต่ไม่ใช่เท่านั้น เศรษฐกิจหรือการมีวัตถุยังมีความสำคัญเหนือข้ึนไปกว่าน้ัน
อกี
ถ้าเศรษฐกิจขัดข้อง เริ่มแต่ขาดแคลนปัจจัย ๔ มนุษย์จะไม่สามารถพัฒนาและทำการ
สร้างสรรค์ทางจิตใจและทางปัญญาที่สูงข้ึนไป ซ่ึงเป็นสาระท่ีแท้จริงของวัฒนธรรมและอารยธรรม
และเป็นคณุ ค่าทีแ่ ท้จรงิ ของความเป็นมนษุ ย์
ตรงนี้หมายความว่า เศรษฐกิจหรือความมีวัตถุเสพบริโภคพร่ังพร้อมนั้นมิใช่เป็นจุดหมาย
ของมนษุ ย์ แต่เป็นปัจจัยท้งั ในแงท่ ่ีจะใหม้ นุษย์มีชีวิตอยไู่ ด้ และที่จะให้สามารถสรา้ งสรรคแ์ ละเข้าถึง
ส่ิงดีงามประเสริฐท่ีสูงขึ้นไปเท่าท่ีมนุษย์มีศักยภาพซ่ึงจะพัฒนาข้ึนไปได้ ท้ังนี้เหมือนในเรื่องท่ี
พระพุทธเจ้าทรงให้จัดอาหารให้คนเลี้ยงโคผู้หวิ รบั ประทานให้กายอ่ิมก่อน เพื่อให้เขามีกำลังพรอ้ มท่ี
จะฟังธรรม และก้าวสคู่ วามเจริญงอกงามทางจติ ปญั ญาสงู ขน้ึ ไป
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 231
ถ้ามนุษย์มองเศรษฐกิจเป็นจุดหมาย เขาก็จะฝากความหวังและความสุขไว้กับวัตถุเสพ
บริโภค พร้อมท้ังสาละวนวุ่นวายกับการแสวงหาวัตถุ ทำชีวิตและสังคมให้จมอยู่กับความลุ่มหลง
หมกมุ่นในสิ่งเสพบริโภคเหลา่ นน้ั และทวีการเบียดเบียนในโลก กลายเป็นว่าเงนิ สะพดั เพือ่ ให้ความชั่ว
สะพรงั่
อย่างที่พูดแล้วในหัวข้อก่อนว่า น่าเสียดายที่คนเหล่านั้น เอาชีวิตไปติดจมอยู่เพียงแค่นั้น
ไม่ได้พัฒนาศักยภาพที่เขามีอยู่ให้ก้าวขึ้นสู่คุณค่าดีงามประเสริฐที่สูงขึ้นไป ปล่อยศักยภาพที่ตนมีอยู่
ให้สูญไปเสยี เปล่า กลายเป็นความเจรญิ ท่ไี ร้คณุ ภาพ
ภาวะอย่างน้ี ก็เหมือนกรณีพระเจ้ามันธาตุ ท่ีว่าบุคคลโลภคนเดียวมีอายุยืนยาวออกไป
วัตถุเสพบริโภคมากเท่าไรก็ไม่สามารถสนองความต้องการให้เพียงพอ (ส่วนในกรณีของมัลธัส เม่ือ
จำนวนประชากรเพ่ิมมากขนึ้ ไป วตั ถุเสพบรโิ ภคก็เพ่ิมไม่ทนั ทจ่ี ะสนองความตอ้ งการใหเ้ พยี งพอ)
ถ้าเศรษฐศาสตรจ์ ะมีบทบาทช่วยสรา้ งสรรค์อารยธรรมมนุษย์ ก็จะต้องมองเศรษฐกิจหรือ
ความเจริญทางวัตถุเป็นปัจจัย ที่จะเกื้อหนุนให้มนุษย์พร้อมหรอื มีโอกาสดีย่ิงข้ึนๆ ในการที่จะพัฒนา
ศักยภาพของตน ให้สามารถทำการสร้างสรรค์และบรรลุถึงความเจริญงอกงามทางจิตใจและทาง
ปัญญาท่ีสูงข้ึนไป อันสมกับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตนและทำให้วัฒนธรรม-อารยธรรมงอก
งามประณีตย่งิ ข้นึ
เศรษฐศาสตร์อาจจะพูดตัดบทตามแบบของวิชาการในยคุ แยกสว่ นชำนาญพิเศษว่า การทำ
อย่างนั้นเกินหรืออยู่นอกขอบเขตของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เกี่ยวข้องเพียงแค่พยายามทำให้
มนุษยม์ ีวัตถุเสพบรโิ ภคสนองความตอ้ งการทางเศรษฐกจิ เท่านัน้
แต่การตัดบทแยกตัวเช่นนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างจะเป็น
อยา่ งไร ย่อมไม่พ้นอทิ ธิพลของชวี ทัศนแ์ ละโลกทัศนใ์ นตัวคน และการแยกตวั เช่นน้นั กพ็ น้ สมยั ไปแล้ว
ดังท่ีเศรษฐศาสตร์ไดย้ อมรับเอาเรอ่ื งสง่ิ แวดลอ้ มเขา้ มาอย่ใู นขอบเขตของตนด้วย
เม่ือยอมรบั ความสำคญั ของระบบนเิ วศทางฝ่ายธรรมชาติภายนอกแล้ว เศรษฐศาสตรก์ ห็ นี
ไม่พ้นท่ีจะต้องสนใจเรื่องของชีวิตต่อไป และจะต้องสัมพันธ์กับแดนส่วนอ่ืนของสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตรด์ ้วย
การบริโภคเป็นจุดหมายปลายทางของกระบวนกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ก็มาเป็นจุดเร่ิม
ของปัญหาในความสัมพันธก์ ับธรรมชาติอีกฉันใด การบรโิ ภคทเ่ี ป็นจุดจบของการสนองความต้องการ
ให้เกิดความพอใจแก่บุคคลแล้ว ก็มาเป็นจุดเร่ิมของการที่ชีวิตจะพัฒนาสู่ความงอกงามและการ
สรา้ งสรรค์ตา่ งๆ ฉันนน้ั
เมื่อประมาณ ๖๐ ปีก่อนโน้น มีนักเศรษฐศาสตร์ไทยท่านหนึ่งเขียนไว้ในหนังสือของท่าน
ตอนหนึ่ง มีใจความว่าเมื่อพิจารณาในแง่เศรษฐศาสตร์ พระพทุ ธรูปองค์หน่งึ กบั ปุ๋ยหนง่ึ เข่ง ก็(มีค่า)
ไมต่ า่ งกนั
ข้อความน้ีไม่ได้ยกมาพูดเพ่ือว่ากล่าวกัน แต่ให้รู้ว่านั่นคือทัศนะในยุคท่ีแนวคิดแยกส่วน
ชำนาญพิเศษทางวิชาการกำลังเฟื่องเต็มท่ี และเป็นตัวอย่างคำกล่าวเพ่ือแสดงให้ เห็นว่า
เศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ จงึ เป็นศาสตร์ท่ปี ลอดคณุ คา่ คอื value-free
ไม่ต้องพูดถึงแง่ท่วี ่าในคำพูดน้ันเอง มีเร่ืองของคณุ ค่าแฝงอยู่ด้วยหรือไม่ แต่เวลาน้ตี ้องพูด
เลยไปกว่านั้นแล้วว่า ยุคของวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดแยกส่วนและวิทยาศาสตร์ที่มองธรรมชาติ
เฉพาะด้านวัตถุ กำลังจะหมดสิ้นหรือพ้นสมัย วิชาการก้าวหน้ามาถึงยคุ ที่มนษุ ยส์ ำนึกในการที่จะโยง
ความสมั พนั ธม์ องถึงบูรณาการ
232 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในการที่เศรษฐศาสตร์จะทำหน้าที่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ของเศรษฐศาสตร์เองก็ดี โดย
ความสอดคล้องของโอกาสแห่งยุคสมัยก็ดี ส่ิงสำคัญท่ีจะทำเวลานี้ คงมิใช่การพยายามแสดงตนว่า
ปลอดคุณค่า /value-free แต่ภารกิจสำคัญท่ีน่าจะทำก็คือการแยกและโยงให้เห็นว่า สาระส่วนท่ี
ปลอดคุณค่า จะไปโยงประสานกบั สว่ นทเี่ ป็นเร่อื งของคณุ คา่ ได้อย่างไร
ที่ว่านี้มิใช่หมายความว่า เศรษฐศาสตร์จะต้องไปศึกษาทุกเร่ืองทั่วไปหมดจนพร่า
เศรษฐศาสตรก์ ็ยงั คงดำรงความเป็นศาสตรเ์ ฉพาะสาขาหรอื ชำนาญพเิ ศษเฉพาะทางอยู่นัน่ เอง
แต่หมายถึงการที่เศรษฐศาสตร์น้ันจะต้องจับจุดประสานสัมพันธ์ส่งต่อเป็นต้นให้ถูกต้อง
เชื่อมโยงกับแดนด้านอ่ืนแห่งปัญญาของมนุษย์ โดยมีจุดหมายเพ่ือร่วมกันหนุนนำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดี
งาม อยใู่ นสังคมทีส่ ันติสุข และในโลกทร่ี น่ื รมยน์ า่ อยอู่ าศยั
ถ้ามนุษย์มีวัตถุพร่ังพร้อมด้วยภาวะฟูข้ึนของเศรษฐกิจแล้ว ลุ่มหลงมัวเมาจมอยู่แค่นั้น
ปล่อยศกั ยภาพใหส้ ูญไปเปล่า มีชีวิตและสงั คมท่ีต่ำทรามลงไป เป็นความเจริญที่ไรค้ ุณภาพ ซงึ่ คนได้
วัตถุเพ่ือสูญเสียความเป็นมนุษย์ เศรษฐศาสตร์ก็จะไม่พ้นถูกเรียกอีกว่าเป็น dismal science ใน
ความหมายซึ่งลึกกว่าท่ฝี รงั่ เคยเรียกแตเ่ ดิม
แต่ถ้าเศรษฐศาสตร์ให้มนุษย์จัดการกับเศรษฐกิจอย่างเป็นปัจจัยตามนัยท่ีกล่าวมา
เศรษฐศาสตร์ก็
– จะไม่ติดจมอยู่กับการพยายามทำให้เศรษฐกิจพร่ังพร้อม สำหรับสนองการบำรุงบำเรอ
ตนของบางคนบางกลมุ่ แต่
– จะมุ่งทำให้เศรษฐกิจพอเพียง ท่ีจะให้ทุกคนพร้อมสำหรับการก้าวไปสร้างสรรค์ชีวิต
สงั คมและโลกท่ดี งี ามผาสุก
เศรษฐกิจที่ว่านี้ ไม่ใช่เสรีนิยมท่ีจมอยู่กับความลุ่มหลงมัวเมาเอาแต่ตัวจะเสพ และไม่ใช่
สังคมนิยมเสมอภาคทฝ่ี ืนใจจำยอมอยกู่ ับภาวะเข้มงวดกดดันอยา่ งเทา่ เทยี มกัน แต่เปน็ ความพอเพียง
ท่ีจะสนองความต้องการของคนหลากหลาย ที่กำลังพัฒนาตนท่ามกลางความพรั่งพร้อมแห่ง
องค์ประกอบทกุ ส่วนของอารยธรรม
ถ้าเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจเป็นปัจจัยอย่างน้ี เศรษฐศาสตร์ก็จะมีบทบาทสำคัญอย่าง
ยิง่ ในการสรา้ งสรรคอ์ ารยธรรมของมนุษย์ สมตามจุดหมายทค่ี วรจะเปน็ และทัง้ จะสมกับช่ือที่เรียกใน
ภาษาไทยวา่ เศรษฐศาสตร์ ซง่ึ แปลว่า “ศาสตรอ์ ันประเสรฐิ ” (เสฏฺฐ+สาตถฺ )
๔. สอดคล้องกบั ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์
สภาพจิตหรือแรงจูงใจอย่างหนงึ่ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งอยา่ งมากกับเรอื่ งเศรษฐกิจ ก็คอื ความอยากได้
ทเ่ี รยี กว่า ความโลภ (greed)
นักเศรษฐศาสตร์บางท่านถือว่า ความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังน้ัน จึงไม่เป็นความ
เสียหายอยา่ งใดทจ่ี ะให้คนทำกิจกรรมเศรษฐกิจด้วยความโลภ
ย่ิงกว่านั้น บางท่านก็เห็นว่า ควรสนับสนุนความโลภ เพราะจะเป็นเครื่องกระตุ้นเร้าให้คน
ขยันขันแข็ง มีการแข่งขันอย่างแรงเข้ม ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างมีพลัง เช่น เพ่ิม
ผลผลติ ได้มาก เปน็ ต้น
ที่ว่าความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้น ก็ถูกต้อง แต่บกพร่องคือขาดการจำแนก
แยกแยะ และเป็นการมองด้านเดียว เป็นความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่เพียงพอ เป็นได้
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 233
เพยี งการทึกทกั ในทางการพดู และการคดิ เห็น โดยมไิ ด้มีการศึกษาอยา่ งแท้จรงิ ซงึ่ เปน็ จุดออ่ นสำคญั
อยา่ งหน่ึงทีท่ ำให้เศรษฐศาสตร์ยากทีจ่ ะแก้ปัญหาของมนุษยไ์ ด้
ข้อสังเกตบางอย่างเก่ียวกับความบกพร่องของคำกล่าวว่า “ความโลภเป็นธรรมชาติของ
มนษุ ย์” น้นั คือ
ก) ความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็จรงิ แต่เป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนษุ ย์น้ัน
มนุษยย์ ังมีคุณสมบัติอยา่ งอ่ืนอีกมาก รวมทัง้ คุณสมบัติที่ตรงข้ามกับความโลภนั้น เช่นความมีเมตตา
กรณุ า ความเอือ้ เฟ้ือเผ่อื แผ่ ตลอดจนเสียสละ ซ่ึงก็เป็นธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ด้วยเชน่ กัน
ข) บางคนมองความโลภที่ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์น้ัน เหมือนอย่างที่เห็นว่าความโลภ
เป็นธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายอื่นท่ัวๆ ไป เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข หนู หมู แมว เป็นต้น แต่
ความจริงหาเหมือนกนั ไม่
ความอยากได้ของสัตว์อื่น (ดิรัจฉาน) เหล่าน้ัน เป็นไปตามสัญชาตญาณ เม่ือได้สนอง
ความต้องการในการกิน อยู่ สบื พนั ธ์ุ ข้ันพ้ืนฐานแล้ว ก็จบ
แต่ความโลภของมนุษย์ มีการปรุงแต่งด้วยศักยภาพในการคิด ทำให้ขยายขอบเขต ทั้ง
ด้านปริมาณ และขีดระดับ เช่นทำให้เกิดความรุนแรงอย่างไม่จำกัด ดังท่ีความโลภของคนคนเดียว
อาจเป็นเหตุให้ฆ่าคนอ่ืนเป็นจำนวนล้าน อาจทำใหเ้ กิดการทำลายล้าง ก่อความพินาศแก่เพ่ือนมนุษย์
แกส่ ังคม และแกธ่ รรมชาติ หรือโลกน้ี อย่างคำนวณนับมิได้
ย่ิงกว่านั้น ในการท่ีจะสนองความโลภ มนุษย์อาจใช้ความพลิกแพลงยักเย้ืองด้วยวิธีการ
ต่างๆ ในทางทุจริตได้ซับซ้อนพิสดารอย่างที่ไม่มีในสัตว์อื่นท้ังหลาย ความโลภถ้าจัดการไม่ถูกต้อง
จึงกอ่ ปญั หาใหญย่ ง่ิ
ค) นักเศรษฐศาสตร์บางท่านถึงกับเข้าใจว่าความโลภเป็นสิ่งท่ีดี โดยเข้าใจว่าทำให้ขยัน
ขนั แข็งอยา่ งท่กี ลา่ วแล้ว เป็นตน้ บางทีพาลไปนึกวา่ วงการเศรษฐศาสตรเ์ ห็นอย่างนน้ั
แตน่ ักเศรษฐศาสตรใ์ หญๆ่ ที่สำคญั แมแ้ ต่ในกระแสหลักเอง กร็ ู้ว่าความโลภเปน็ ความชว่ั
ดังเช่น เคนส์ (John Maynard Keynes) มองว่าความโลภเป็นความชั่วอย่างหนึ่ง
เพียงแต่มนุษย์ยังต้องอาศัยใช้ประโยชน์จากมันไปก่อนอีกสักระยะหนึ่ง (“อย่างน้อย อีก ๑๐๐ ปี”)
โดยเขาเข้าใจว่า ความโลภ อยากได้เงินทองน้ี จะต้องมีต่อไปก่อน จนกว่าเศรษฐกิจจะเติบโต สนอง
ความต้องการของมนุษย์ได้เพียงพอ และทำให้มีศกั ยภาพท่ีจะกำจัดความยากไรใ้ หห้ มดไป [“For at
least another heundred years we must pretend to ourselves and to every one that fair
is foul and foul is fair; for foul is useful and fair is not. Avarice and usury and
precaution must be our gods for a little longer still.” – Essay in Persuasion, ch.5, “The
Future” (1931)]
(หลายคนคงบอกว่า สำหรับเศรษฐกิจแบบทีเ่ ป็นอยู่ ถ้าจะรออย่างเคนส์ ว่านี้ ให้เวลาอีก ๕๐๐
ปี หรือให้เศรษฐกจิ โตอีก ๕๐๐ เทา่ กไ็ ม่มีทางขจดั ความยากไร้ได้สำเร็จ)
แตท่ ีส่ ำคญั ทส่ี ดุ คอื ๒ ขอ้ ต่อไป ได้แก่
ง) นักเศรษฐศาสตร์เหล่าน้ัน ไม่เข้าใจธรรมชาติของความโลภ ไม่รู้จักความหมายของมันจริง
มองเหน็ คลุมเครือและพร่ามัว เร่ิมแต่ไม่รู้ว่าความต้องการ ท่ีเรียกว่าความอยาก มีความแตกต่างกัน
แยกในระดบั พ้นื ฐานก็มี ๒ ประเภท ซง่ึ จะเห็นได้จากตวั อยา่ ง
เด็กชาย ก. กวาดเช็ดถูบ้าน เพราะอยากใหบ้ ้านสะอาด
234 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
แต่เด็กชาย ข. กวาดเชด็ ถบู ้าน เพราะอยากได้ขนมเป็นรางวัล
คนในวงวิชาการคนใดคนหน่ึง เขียนหนังสือ หรือทำงานวิจัยข้ึนมาเร่ืองหน่ึง เพราะอยาก
ใหค้ นร้เู ขา้ ใจเรอ่ื งนั้น จะได้ชว่ ยกนั แกป้ ญั หาหรอื ทำการสรา้ งสรรคแ์ ก่สงั คมอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่คนในวงวิชาการอีกคนใดคนหนึ่ง เขียนหนังสือหรือทำงานวิจัยขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เพราะ
อยากให้คนอ่ืนรู้จักตนเอง ทำให้คนอื่นมานับถือตน และต้องการได้คะแนนสะสม เพ่ือมาเล่ือนข้ัน
หรือไดค้ ่าตอบแทนจำนวนหน่งึ
ในตัวอยา่ ง ๒ แบบ ๒ ข้อนี้
๑. ความอยากแบบแรก เป็นความต้องการทำให้ส่ิงใดส่ิงหน่ึงเกิดมีขึ้น ซ่ึงเป็นความ
ต้องการผลโดยตรงของการกระทำ
ความต้องการน้ีเม่ือเกิดข้ึนแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดการกระทำโดยตรง ได้แก่ ความอยาก
ทำ (ในที่นี้หมายเอาการทำเพื่อผลท่ีดี หรือทำใหด้ ี ท่เี รยี กว่าการสร้างสรรค์ = ใฝ่สร้างสรรค์) ดว้ ย
ความตอ้ งการผลของการกระทำน้นั
๒. ความอยากแบบท่ีสอง เป็นความต้องการได้สิ่งสำเร็จแล้วอย่างหน่ึงมาครอบครอง
หรือเพ่ือเสพบริโภค แต่ตนยังไม่มีสิทธิในส่ิงน้ัน และมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำอะไร (อีกอย่างหน่ึง
ต่างหาก) จึงจะไดร้ ับส่งิ ทตี่ นต้องการ
ความต้องการน้ีเม่ือเกิดข้ึนแล้ว ไม่เป็นเหตุใหเ้ กิดการกระทำ (สร้างสรรค)์ โดยตรง แต่ทำ
ให้หาทางดิ้นรนขวนขวายอยา่ งใดอย่างหนงึ่ เพ่ือใหไ้ ด้มา โดยเฉพาะถูกกำหนดด้วยเง่ือนไข ให้ต้องทำ
(งานน้ี) จึงจะได้ (สิ่งน้ัน) เรียกว่าความอยากได้ซึ่งจะทำเพราะถูกกำหนดโดยเง่ือนไข เพราะไม่
ต้องการผลของการกระทำน้ันโดยตรง (เช่น ไม่ต้องการความสะอาด) แต่ต้องการผลตามเง่ือนไข
(เชน่ อยากไดข้ นมรางวัล)
ความอยากท่ีเรียกว่าความโลภ หรือโลภะ น้ัน ได้แก่ ความอยากในข้อท่ี ๒ คือ ความ
อยากได้
ส่วนความอยากในข้อที่ ๑ มีช่ือเรียกต่างหากว่าฉันทะ แปลว่าความอยากทำ หมายถึง
อยากทำให้เกิดผลดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีจึงเรียกว่าอยากสร้างสรรค์ (รวมทั้งอยากทำให้รู้
ด้วย)๔๔
เนื่องจากความโลภเป็นเพียงความอยากได้ คนที่โลภน้ัน เขามิได้อยากทำ และมิได้ต้องการ
ผลของการกระทำนั้น เขาจะทำต่อเมื่อมี เงื่อนไข ว่า “ต้องทำจึงจะได้” ถ้าไดโ้ ดยไม่ต้องทำ ยอ่ มจะ
ตรงกบั ความต้องการมากที่สุด
ดังน้ัน เมื่อต้องทำเขาจึงทำด้วยความจำใจ หรือไม่เต็มใจ คือทำด้วยความทุกข์และไม่เต็ม
ใจทำ ทำใหต้ ้องจดั ตั้งระบบการบังคบั ควบคุม ซ่งึ อาจจะซับซ้อนและฟอนเฟะ
นอกจากน้ัน ถ้าหลีกเลี่ยงได้เขาจะไม่ทำ แต่จะหาทางได้โดยไม่ต้องทำ จึงเป็นเหตุให้เกิด
การทุจริต และการเบยี ดเบียนตา่ งๆ ในสงั คมได้ทกุ รูปแบบ
๔๔ ลุพฺภตีติ โลโภ ฯ โส อารมฺมเณ อภสิ งฺคลกฺขโณ มกฺกฏาเลโป วยิ ฯ จติ ฺตสสฺ อาลมพฺ ิตุกามตามตตฺ ํ ฉนฺโท โลโภ
ตตฺถ อภิคิชฺฌนนฺติ อยเมเตสํ วิเสโส ฯ แปลว่า “สภาพ ท่ีชื่อว่าโลภะ เพราะอรรถว่า ติด (ข้องเกี่ยว) ฯ โลภะ นั้น มีการ
เก่ยี วเกาะอารมณเ์ ป็นลักษณะ เหมือนลิงติดตัง ฉะนั้น ฯ ความต่างกันแห่งฉันทะ และ โลภะนี้อยา่ งน้ี คือ เพียงความท่ีจิต
อยากหนว่ งเหน่ยี วเปน็ ฉนั ทะ ความเก่ียวเกาะในอารมณ์นั้น เปน็ โลภะ” อา้ งใน วภิ าวิน.ี (บาล)ี หนา้ ๑๐๒.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 235
ในเมื่อความโลภ คือความอยากได้ (และความอยากทำท่ีเรียกว่า ฉนั ทะ) มีบทบาทสำคัญ
มากในชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะเป็นตัวนำและขับดันกิจกรรมเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญต่อ
เศรษฐกิจอย่างมาก ถ้าเศรษฐศาสตร์จะให้เศรษฐกิจก่อผลดีแก่ชีวิตและสังคมมนุษย์ ก็จะต้องทำ
ความรู้จกั และจดั การกบั มันใหถ้ กู ต้อง ซง่ึ ในข้นั น้ี จะสมั พนั ธ์กบั ขอ้ ต่อไปดว้ ย๔๕
จ) แนวคิดตะวันตกมองธรรมชาติของมนุษย์แบบนิ่ง หรือตายตัว (static) เศรษฐศาสตร์
ปัจจุบนั ซ่ึงเจริญมาตามแนวคิดตะวันตกนัน้ จึงมองความโลภ และความต้องการต่างๆ เป็นแบบเดียว
หรอื เหมือนว่าจะตอ้ งเปน็ อยา่ งนัน้ ตลอดไป และมงุ่ แตจ่ ะสนองความตอ้ งการในแบบหนึ่งแบบเดียวนน้ั
ดงิ่ ไป
แต่ท่ีจริง ธรรมชาติของมนุษย์น้ันเปลี่ยนแปลงได้ และตรงน้ีเป็นประเด็นสำคัญท่ีสุด
ธรรมชาติของมนษุ ย์ คือเปน็ สัตว์พเิ ศษที่ฝึกศึกษาพัฒนาได้ และการฝึกศึกษานี้เป็นหนา้ ท่ีของ
ทุกชวี ติ พร้อมกับเป็นภารกจิ ของสงั คม
การฝึกศึกษา เป็นหัวใจของการจัดการเกี่ยวกับชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งหมด ในการ
ทีจ่ ะให้มีชีวิตท่ีดี และให้สังคมมีสันติสุข เป็นคณุ สมบัติพิเศษท่ีทำให้มนุษย์สามารถเป็นสัตว์ประเสรฐิ
และมวี ัฒนธรรม มอี ารยธรรมเจรญิ งอกงามได้
โดยเฉพ าะจุดที่สำคัญ ยิ่ง ซึ่งเก่ียวข้องกับเศรษฐศาสตร์มาก คือ เร่ืองค วาม
ตอ้ งการ รวมทงั้ ความอยาก ๒ แบบขา้ งต้น ซง่ึ ปรบั เปลีย่ นพฒั นาได้
ความตอ้ งการน้ี เมอ่ื พัฒนาปรบั เปลยี่ นไป นอกจากทำให้เปลย่ี นแปลงพฤติกรรม ซึง่ รวมท้งั
พฤติกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ก็เป็นปัจจัยนำการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีกมากมาย รวมท้ังการพัฒนา
ความสุขด้วย
การพัฒนาคุณสมบัติเช่นว่านี้แหละ คือการพัฒนาคุณภาพคน ซ่ึงสัมพันธ์สอดคล้องไป
ด้วยกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ชนิดท่ีเป็นปัจจัยแก่กันและกันกับการพัฒนามนุษย์ในความหมายที่
ถกู ตอ้ ง
ขอยกตัวอย่างเล็กน้อย เช่นในเร่ืองการทำงาน เมื่อเราพัฒนาความต้องการโดยมีฉันทะใน
การทำงาน หรือเปล่ียนจากความอยากแบบโลภะ มาเป็นความอยากแบบฉันทะ ความหมายของ
งานและท่าทีต่องานก็เปลย่ี นไป
อยากได้ (โลภะ) อยากทำ (ฉันทะ)
• การทำงานเปน็ เงื่อนไข เพอ่ื ใหไ้ ดส้ ิง่ ท่ีตอ้ งการ • การทำงานเป็นการทำให้เกดิ ผลท่ตี อ้ งการ
• ทำงานด้วยจำใจทกุ ข์ รอเวลาไปหาความสุข • ทำงานเปน็ ความสุขเสรจ็ ไปในตวั
• ทำงานด้วยทุกข์ เพื่อให้ได้เงินไปซื้อความสุข •ทำงานเปน็ ความสุข ไดเ้ งินมายิง่ เพิ่มความสุข
(วิธอี ้อม) (วิธตี รง)
• งานเปน็ การตอบแทนกันในระบบผลประโยชน์ • งานเป็นการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเพ่ือ
ชีวติ และสังคม
เร่อื งนี้ขอพูดไว้เป็นหลักการท่ัวไปก่อน ยังไม่ลงไปในรายละเอียด แต่เพียงเท่าท่ีพูดมานี้ ก็
บ่งชี้ถึงการปฏิบัติในการบริหารจัดการในทางเศรษฐกิจว่า ผู้บริหารเศรษฐกิจ และผู้ปกครอง
บ้านเมอื ง เรม่ิ ตน้ กต็ อ้ งมอง และยอมรบั ความจริงวา่ :-
๔๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ผลิธัมม์, ๒๕๕๕),
หน้า ๙๗๘-๑๐๒๒.
236 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
ในเวลาหนึ่งเวลาใดก็ตาม มนุษย์ในสังคมนี้ อยู่ในระดับการพัฒนาที่แตกต่างไม่เท่ากัน มี
พฤติกรรม มีสภาพจิตใจ มีปัญญาความรู้ความเข้าใจ มีความต้องการ และระดับความสามารถใน
การมคี วามสขุ ไม่เทา่ กนั ซ่งึ ผบู้ รหิ ารหรือผปู้ กครอง
๑. จะตอ้ งจัดสรรเศรษฐกิจ เอ้ืออำนวยบริการและสิ่งเกื้อหนุนต่างๆ ให้เหมาะกับระดับการ
พัฒนาที่ต่างกันของคนเหล่านั้น โดยสนองความต้องการของคนท่ีต่างกันเหล่านั้น เท่าท่ีไม่ก่อความ
เบยี ดเบยี นเสยี หาย ไม่เสยี ความชอบธรรม
๒. กับทงั้ พร้อมกันน้ัน ก็เกื้อหนุนให้ทุกคนก้าวขึ้นสู่การพัฒนาในระดับที่สูงข้ึนไป ไม่ใช่ถอย
หลังหรอื ย่ำอยกู่ บั ที่
แน่นอนว่า ตามหลักการน้ี ผู้บริหารผู้ปกครองย่อมรู้เข้าใจด้วยว่า ในเวลาหนึ่งๆ นั้น คนที่
พัฒนาในระดบั สูงข้ึนไปมีจำนวนนอ้ ยกวา่ แตค่ นที่พฒั นาในระดบั ต่ำมีจำนวนมากกว่า
ยกตวั อย่าง เชน่ ในเรือ่ งความโลภ ผู้บริหารยอ่ มรเู้ ข้าใจว่า ในสังคมน้ีมีคนอยสู่ ่วนหน่ึง ซง่ึ มี
จำนวนน้อย ที่เป็นผู้มีความใฝ่ร้ใู ฝส่ ร้างสรรค์ มีความอยากทำแบบฉันทะแรงเข้ม และมีความสุขอยู่
กับการคน้ คว้าหาความรู้แสวงปญั ญา และการทำงานสร้างสรรค์
คนกลุ่มน้ีแม้จะมีจำนวนน้อย แต่เป็นผู้สร้างความเจรญิ งอกงามแก่ชีวิตและสังคม เป็นผู้พัฒนา
อารยธรรมทแ่ี ท้จริง
แต่คนส่วนมาก ซ่ึงยังพัฒนาคณุ ภาพนอ้ ย ยังขาดฉันทะ มีความใฝ่รใู้ ฝส่ รา้ งสรรค์นอ้ ย มุ่ง
หาความสุขจากส่ิงเสพบริโภค มีโลภะ คือความอยากได้เป็นแรงขับนำ ซ่ึงทำให้โน้มเอียงไปในการที่
จะหลีกเลยี่ งการทำ คืออยากได้โดยไม่ตอ้ งทำ
โลภะตามนัยอภิธรรม ท่านอธิบายไว้ดังน้ี
โลภเจตสิก คือ ความรัก ความอยากได้ ความติดใจในอารมณ์ท้ัง ๖ มีลักขณาทิจตุกกะ
ดังนี้
-อารมฺมณคหณลกขฺ โณ มกี ารยึดมนั่ ซึ่งอารมณ์ เปน็ ลกั ษณะ
-อภสิ งฺครโส มีการตดิ ในอารมณ์ เปน็ กจิ
-อปรจิ จฺ าคปจจฺ ุปฏฺฐาโน มกี ารไมบ่ รจิ าค เป็นผล
-สํโยชนิธมฺเมสุ อสฺสาททสฺสนปทฏฺฐาโน มีการดูด้วยความยินดีในสังโยชน์ เป็นเหตุ
ใกล้
อรรถของโลภะโดยปรยิ าย ในไวยากรณ์ ตามบาลีในปรมัตถทีปนฎี ีกา ได้จำแนกออกไป ๑๐
ประการ คือ
(๑) ตณั หา ความตอ้ งการ
(๒) ราคะ ความกำหนดั
(๓) กามะ ความใคร่
(๔) นนั ทิ ความเพลดิ เพลิน
(๕) อภิชฌา ความเพง่ เลง็
(๖) ชเนตติ ความกอ่ ให้เกิดกเิ ลส
(๗) โปโนพภวกิ ความนำให้เกดิ ในภพใหม่
(๘) อิจฉา ความปรารถนา
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 237
(๙) อาสา ความหวัง
(๑๐) สงั โยชน์ ความเกีย่ วขอ้ ง ความผูกพนั ธ์ ผูกมดั รัดไว้ ล่ามไว้
ปรติ สสฺ ตตี ิ ตณหฺ า๔๖ ฯ ความกระหายอยากได้ซง่ึ อารมณน์ ้นั เรยี กวา่ ตัณหา
กาโม จ โส ตณฺหา จาติ กามตณฺหา ฯ ความกำหนัดท่ีอยากได้ซ่ึงกามคุณอารมณ์น้ัน
เรยี กว่า กามตณั หา
สสฺสตทิฏฐิสหคโต หิ ราโค ภวตณฺหาติ วุจฺจติ ฯ แปลว่า ตัณหาท่ีเกิดพร้อมด้วยสัส
สตทิฏฐิ เรียกวา่ ภวตัณหา
อุจฺเฉททิฏฐิสหคโต หิ ราโค วิภวตณฺหา วุจฺจติ ฯ แปลว่า ตัณหาที่เกิดพร้อมด้วยอุจเฉท
ทิฏฐิ เรียกว่า วิภวตัณหา๔๗
เมื่อมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ ผู้บริหารที่ฉลาด ก็จะจัดสรรต้ังวางระบบและดำเนินการ
จัดการสงั คม ใหส้ อดคล้องกับความจรงิ แห่งความแตกตา่ งกันน้ี ให้ไดผ้ ลดี
๑. คนจำนวนมากหรือส่วนมาก อยู่ดว้ ยความโลภ กจ็ ะอยากได้ แตไ่ มอ่ ยากทำ และหาทาง
ใหไ้ ด้โดยไมต่ ้องทำ ดว้ ยวธิ ตี ่างๆ เช่น
ก. บนบานอ้อนวอน รอผลดลบันดาล
ข. หวงั ผลจากลาภลอยคอยโชค เช่นการพนนั
ค. เป็นนักขอ รอรบั ความชว่ ยเหลือหยิบยนื่ ให้จากผู้อนื่
ง. ทำการทจุ ริต หาทางให้ไดม้ าด้วยการหลอกลวงฉ้อฉล ตลอดจนลกั ขโมย
จ. ใชอ้ ำนาจครอบงำ ข่มเหง เบียดเบยี น บีบคน้ั เอาจากผู้อืน่
ฉ. ดำเนินชีวิตแบบฟงุ้ เฟอ้ ฟมุ่ เฟอื ย ลุ่มหลงมัวเมาในการเสพบริโภค
สำหรบั คนจำนวนมากทเี่ ปน็ อย่างน้ี ผู้บริหารจะดำเนนิ การ โดย
ก. จัดตงั้ ระบบเงื่อนไข เพอ่ื ให้ทกุ คนจะไดต้ ่อเม่อื ทำ หรือตอ้ งทำงานจึงจะได้เงนิ
ข. วางมาตรการเสริมประกอบ เชน่
– จดั วางระบบตรวจสอบบังคบั ควบคมุ ลงโทษ ต่อผลู้ ะเมดิ กติกาในระบบเง่อื นไขน้นั
– ปอ้ งกนั แกไ้ ขการทจุ ริตอยา่ งจริงจงั และมใิ หม้ กี ารบังคบั ขม่ เหงคุกคามกนั
– กำจัดแหลง่ อบายมุข แหลง่ การหลอกลวงและล่อเรา้ ให้คนหวังผลได้โดยไมต่ อ้ งทำ
– ดำเนินกลวิธีตา่ งๆ ท่จี ะกระตนุ้ เร้าปลกุ คนให้ไมเ่ ฉ่ือยชา ไมต่ กอยู่ในความประมาท
กลไกสำคญั ยงิ่ ท่ีจะใหร้ ะบบเงือ่ นไขนีด้ ำเนินไปอยา่ งไดผ้ ล คอื
๑) กฎกติกาหรือกฎหมายจะต้องศักด์ิสิทธิ์ มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ได้ผล
จรงิ จงั
๒) เง่ือนไขนนั้ จะต้องจัดวางอยา่ งฉลาด เพื่อคุมและเบนความโลภ ใหเ้ ป็นเง่ือนไขให้เกิดผล
งานในทางสร้างสรรคม์ ากท่สี ุด อย่างชนดิ ทวี่ ่า ถ้ายงิ่ โลภ ก็ย่งิ ต้องเกิดการทำงานท่เี ป็นเป้าหมายมาก
ท่สี ุด
๔๖ วิสทุ ธฺ .ิ (บาล)ี ๓/๑๒๑.
๔๗ วิสุทธฺ .ิ (บาล)ี ๓/๑๗๙-๑๘๐.
238 | พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health)
๒. คนท่ีมีฉันทะ ทำงานด้วยความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ มีความสุขด้วยการค้นคว้าหาความรู้
แสวงปัญญา และทำงานสร้างสรรคอ์ ยา่ งอทุ ิศตวั แม้จะมีจำนวนนอ้ ย แต่เป็นกำลงั สร้างสรรคส์ ังคม
ทแี่ ท้จริง
ผูบ้ ริหารจะต้องใส่ใจ สนใจ คน้ หาคนประเภทนี้ และส่งเสริมเก้ือหนนุ อยา่ งจริงจงั
๓. ดังไดก้ ล่าวแล้วว่า ธรรมชาติของมนษุ ย์เป็นสตั วท์ ฝ่ี ึกศกึ ษาพฒั นาได้ และคนท่วั ไปยอ่ มมี
ธรรมชาติแห่งศักยภาพทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายปะปนกันอยู่ในตัว โดยเฉพาะความอยาก หรือความ
ตอ้ งการ ๒ ประการน้ี ซง่ึ มีผลตอ่ เศรษฐกิจอยา่ งมาก
ถา้ คนมีความอยากทำ คอื ฉันทะ ก็จะพฒั นาความรักงาน และนสิ ยั นกั ผลิต พรอ้ มทั้งความ
เขม้ แข็ง และมีวินยั เปน็ ตน้
แตถ่ า้ คนมคี วามอยากได้ คอื โลภะ กันมาก สังคมก็จะประสบปญั หาจากคา่ นิยมเสพบริโภค
ความฟุ้งเฟอ้ การทุจริต ความออ่ นแอ ความขาดระเบยี บวินัย ความผิวเผนิ ฉาบฉวย และความเสื่อม
เสียทกุ อย่าง
ถ้าคนขาดฉันทะ และมีโลภะกันมากแล้ว หากกฎหมายก็ยังไม่ศักดิสิทธิ์ มีระบบเง่ือนไขท่ี
ขาดประสทิ ธิภาพอกี ด้วย สังคมนน้ั กจ็ ะงอ่ นแง่นอยา่ งมาก
ดังนั้น รัฐหรือผู้บริหารจะต้องส่งเสริมเอ้ืออำนวยโอกาสและจัดสรรปัจจัยเก้ือหนุนให้
ประชาชนมกี ารศึกษา ท่จี ะกระตุ้นโลภะใหเ้ ปน็ ปัจจัยแกฉ่ นั ทะบ้าง ใหล้ ดละโลภะเพิ่มกำลังฉนั ทะบ้าง
โดยเฉพาะส่งเสริมฉันทะ คือความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ให้แรงเข้ม และมีระบบเง่ือนไขอันรัดกุม
ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ ที่จะกอ่ เกดิ ผลในการพัฒนาชีวติ และสังคมอยา่ งแท้จริง
ลักษณะคืบเคล่ือนคลี่ขยาย (dynamic) ของธรรมชาติมนุษย์ที่เป็นสัตว์ผู้ศึกษาพัฒนาได้นี้
ยังมีท่ีควรกล่าวถึงอีกมากตัวอย่างเช่น เม่ือมนุษย์ยังหย่อนการพัฒนา ความสุขของเขาขึ้นต่อการ
เสพบริโภควัตถุมาก แต่มนษุ ย์ย่งิ มีพัฒนาการทางจิตปัญญาสูงขึ้นไป ความสุขของเขาก็พึ่งพาข้ึนต่อ
วัตถเุ สพบริโภคนอ้ ยลง เป็นอิสระมากขนึ้ การบริหารจัดการสังคมจะตอ้ งดำเนนิ การให้สอดคล้องกับ
ความเปน็ จริงของธรรมชาตมิ นุษย์ท่เี ป็นเช่นน้ี
ข้อท่ีควรย้ำอีกอย่างหนึ่งคือโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อไม่มีทุกข์บีบค้ันภัยคุกคาม ถ้าอยู่
สุขสบาย มนษุ ยจ์ ะมคี วามโนม้ เอียงท่จี ะเฉ่อื ยชา ลมุ่ หลงระเรงิ มัวเมาประมาท
จึงถือเป็นหน้าท่ีของผู้บริหารที่จะจัดวางมาตรการกระตุ้นเร้าให้สังคมต้ังอยู่ใน ความไม่
ประมาท๔๘ ซง่ึ เปน็ ปจั จัยตัวเอกในการป้องกนั ความเสือ่ ม และสร้างสรรค์ความเจรญิ
ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างของการบริหารจัดการในทางสังคม ให้สอดคล้องกับความ
เปน็ จรงิ แหง่ ธรรมชาติของมนุษย์
๕. บรู ณาการในระบบสมั พนั ธ์ของธรรมชาติ
หวั ข้อนี้ มีความหมายกว้างขวางครอบคลุม แม้ยังมิใช่โอกาสที่จะอธิบายอยา่ งจรงิ จังในที่น้ี
แต่เมอื่ มีเรอ่ื งเกย่ี วข้องหรือโยงถงึ ก็ไดพ้ ดู แทรกไวใ้ นหวั ข้ออ่นื ๆ ทผ่ี า่ นมาบา้ งแลว้ หลายแหง่ ในทนี่ ้จี ึง
จะพดู ไวเ้ พยี งเป็นแนว
๔๘ พุทธพจน์ว่า “บัณฑิตทราบความต่างกัน ระหว่างความไม่ประมาทกับความประมาทนั้น แล้วต้ังอยใู่ นความไม่
ประมาท ย่อมบันเทิงใจในความไม่ประมาท ยินดีในทางปฏิบัติของพระอริยะท้ังหลาย” อ้างใน ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๒๒/๓๑,
ความไม่ประมาท น้เี ปน็ ชื่อของสติ ขุ.ธ.อ.(บาลี) ๑/๖๐, ทางปฏิบัตขิ องพระอริยะ หมายถงึ โพธิปักขยิ ธรรม ๓๗ ประการ
มีสตปิ ัฏฐาน ๔ เป็นต้น และ โลกุตตรธรรม ๙ ประการ อ้างใน ขุ.ธ.อ.(บาล)ี ๒/๖๑.
พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Public Health) | 239
สาระสำคญั ในเร่อื งนีก้ ค็ ือพระพุทธศาสนามองเห็นว่า ทุกสงิ่ ทุกอย่างดำรงอยแู่ ละดำเนิน
ไปในระบบสมั พนั ธ์ของธรรมชาติ
แม้แต่เร่ืองราวด้านภาวะทางจิตใจ ท่เี ป็นอัตวิสัย ความคิดคำนึงและจิตนาการของคน ก็ดี
เร่ืองราวและกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์ ก็ดี ที่ปัจจุบันถือว่าไม่ใช่เร่ืองของธรรมชาติ ไม่เป็นเร่ือง
ของวิทยาศาสตร์ และแยกออกมาศึกษาต่างหาก เป็นมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้ น
พระพุทธศาสนาก็มองเห็นว่าเป็นเรื่องในขอบเขตของธรรมชาตินั่นเอง เพียงแต่มีความซับซ้อนในอีก
ระดบั หนึ่ง
ข้อสำคัญก็คือ เร่ืองของคนและสังคมนั้น ในท่ีสุดเราจะต้องรู้เข้าใจมองเห็นความสัมพันธ์
เปน็ เหตปุ ัจจยั ตอ่ กัน ท่ีโยงเปน็ ระบบอันเดียวกับธรรมชาตสิ ่วนอน่ื ท้ังหมด
ถ้ารู้เข้าใจมองเห็นไม่ถึงข้ันนี้ ความรู้และวิทยาการท้ังหลายของมนุษย์ นอกจากจะเป็น
ศาสตร์ที่แยกส่วนจากกันแล้ว แต่ละอย่างก็จะบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ เช่นอย่างวิทยาศาสตร์ ท่ีเป็น
การศึกษาธรรมชาติด้านวัตถุเพียงอย่างเดียว โดยพรากจากองค์ประกอบด้านอ่ืนท่ีอิงสัมพันธ์กับมัน
อยู่ ทำใหแ้ ม้แต่ความเขา้ ใจทางวัตถเุ องก็พลอยไม่เพียงพอและไม่ชัดเจนจนบดั น้ี
เมื่อพูดอย่างนี้ ก็เหมือนกับบอกให้รู้ด้วยว่า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธมีลักษณะเป็นองค์รวม
โดยบูรณาการกบั สรรพวิทยาการและกจิ กรรมด้านอน่ื ๆ ของมนุษย์ ตรงน้จี ะถอื เป็นคำสรปุ กไ็ ด้
จุดโยงท่ีว่าเรื่องของคนและสังคมของมนุษย์รวมอยใู่ นระบบสัมพันธ์ของธรรมชาตินั้น ก็อยู่
ทตี่ ัวคนน่ันเอง กล่าวคอื มนุษยเ์ องนีก้ ็เป็นธรรมชาติอยา่ งหนึ่งหรือส่วนหน่ึง แต่เป็นธรรมชาติส่วนที่มี
คุณสมบตั ิพเิ ศษ
คุณสมบัติพิเศษของมนุษย์น้ันมีมาก แต่ที่สำคัญอย่างย่ิงก็คือเจตจำนง (เจตนา) และ
ปัญญา (บางทีบางขั้นถึงกับเรียกกันว่า ปรีชาญาณ และแม้กระทั่งเป็นโพธิญาณ แต่ก็คือปัญญาน่ัน
แหละ) และคณุ สมบัตพิ ิเศษเหล่านี้ ก็เปน็ ธรรมชาติทัง้ นั้น
โลกมนุษย์หรือสังคมที่เป็นไปต่างๆ ก็มาจากคุณสมบัติพิเศษเหล่าน้ีของมนุษย์ ที่สัมพันธ์
เปน็ เหตปุ จั จยั กบั องคป์ ระกอบอย่างอืน่ ในระบบสัมพันธท์ ง้ั หมดของธรรมชาติ
มนุษย์จะต้องรู้เข้าใจธรรมชาติส่วนท่ีเป็นคุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ของมนุษย์ และมองทะลุอิ
ทปั ปัจจยตา หรือปัจจยาการของมันในระบบสัมพันธ์ของธรรมชาติทั้งหมด แล้วศาสตร์ท้ังหลายก็จะ
บรรจบประสานกันได้ พรอ้ มกบั ท่ีการแก้ประดาปัญหาของมนษุ ย์จึงจะสำเรจ็ แทจ้ ริง และสร้างสรรค์
ตา่ งๆ รวมทง้ั อารยธรรมของมนุษย์จงึ จะบรรลุจุดมงุ่ หมาย
เศรษฐกจิ กเ็ ป็นส่วนรว่ มหรือเป็นองค์ร่วมอย่างหน่ึงในระบบสัมพันธแ์ หง่ ปัจจยาการ อันเป็น
องคร์ วมทวี่ ่านัน้
ดังนั้น เศรษฐศาสตร์จะต้องหย่ังเห็นปัจจยาการของเศรษฐกิจในระบบสัมพันธ์นั้น อย่าง
น้อยใน ๒ ระดบั หรอื ๒ ขอบเขต คือ
๑. ความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยต่อกันระหว่างเศรษฐกิจกับกิจกรรมและความเป็นไปด้าน
อ่ืนๆ ในสังคมมนุษย์ เช่น ค่านิยม วัฒนธรรม ศีลธรรม สุขภาวะ การเมือง การศึกษา (ท่ีผ่านมา
เอาใจใส่การเมืองมาก แต่มองข้ามเรื่องอ่ืนๆ ส่วนใหญ่) ให้เศรษฐกิจกลมกลืนเข้าไปในวิถีชีวิตและ
เกื้อกลู แกช่ ีวติ ท่ดี งี ามมคี วามสุขที่เป็นอิสระมากข้นึ
๒. ความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยต่อกันระหว่างเศรษฐกิจกับองค์ร่วมใหญ่ท้ัง ๓ แห่งการ
ดำรงอยู่ของมนุษย์ คือชีวิตบุคคล สังคม และส่ิงแวดล้อม หรือพูดอีกสำนวนหน่ึงก็คือ การท่ี