แบบฐานสมรรถนะบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนโยบาย คุณธรรม 12 ประการ รหัสวิชา 30200-1001 วิชา หลักเศรษฐศาสตร์ หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 จัดทำโดย นางสาวชุติมา อินณุมาน วิทยาลัยเทคนิคสตูล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ด้วยการบูรณา การคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในรายวิชา และในการคิดกิจกรรมที่จะ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้เป็นรูปธรรม จึงได้จัดทำแผนการ เรียนรู้แบบฐานสมรรถนะบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนโยบาย คุณธรรม 12 ประการ รายวิชาหลักเศรษฐศาสตร์รหัสวิชา 30200-1001 (3-0-3) ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ การวิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะรายวิชา ตารางวิเคราะห์หลักสูตรรายวิชา ตารางวิเคราะห์หน่วย การเรียนรู้และเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง การเทียบสมรรถนะรายวิชากับสมรรถนะงานของสถานประกอบการ ขอขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการสอนในครั้งนี้ นางสาวชุติมา อินณุมาน
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ลักษณะรายวิชา ค ตารางวิเคราะห์หลักสูตร ง โครงการสอน จ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 34 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 58 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 85 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 115 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 138 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 162 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 191 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 194 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 223 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 262 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 293 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 316 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 341 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 364 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 377 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 401
แผนการจัดการเรียนรู้ รหัสวิชา 30200-1001 ชื่อวิชา หลักเศรษฐศาสตร์จำนวน 3 หน่วยกิต 3 ชม./สัปดาห์ หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชา พาณิชยกรรม สาขาวิชาการบัญชี จุดประสงค์รายวิชา 1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์อุปสงค์ อุปทาน พฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติการเงินการธนาคาร นโยบายการเงินการคลัง การค้าระหว่างประเทศ และวัฏจักรเศรษฐกิจ 2. สามารถนำแนวทางคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 3. สามารถนำแนวทางคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทานพฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบ เศรษฐกิจรายได้ประชาชาติ การเงินการธนาคาร นโยบายการเงินนโยบายการคลัง การค้าระหว่างประเทศ และวัฏจักรเศรษฐกิจ 2. ประยุกต์หลักเศรษฐศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันและงานอาชีพ 3. ปฏิบัติงานด้วยความมีคุณธรรมจริยธรรมค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง คำอธิบายรายวิชา ศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปทางหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทานภาวะดุลยภาพของตลาด พฤติกรรม ผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติ การเงินการธนาคาร นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง การค้าระหว่างประเทศ วัฏจักรเศรษฐกิจการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตารางวิเคราะห์หลักสูตร รหัสวิชา 30200-1001 ชื่อวิชา หลักเศรษฐศาสตร์จำนวน 3 หน่วยกิต 3 ชม./สัปดาห์ พุทธิพิสัย (40%) ความรู้ ความ การ เข้าใจ การ นำไปใช้ การ วิเคราะห์ การ สังเคราะห์ ทักษะพิสัย (30%) ประเมิน จิตพิสัย (30%) รวม ลำดับความสำคัญ จำนวนชั่วโมง 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ 1 1 - - - 1 1 1 5 14 8 2. อุปสงค์ อุปทาน และภาวะดุลยภาพของตลาด 1 1 1 - - 1 1 1 6 10 4 3. ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน 1 1 - - - 1 1 1 5 13 4 4. พฤติกรรมผู้บริโภค 1 1 1 1 - 1 1 1 7 5 4 5. การผลิต 1 1 1 - - 1 1 1 6 11 4 6. ต้นทุน รายรับ และกำไร 1 1 1 2 - 1 1 1 8 3 4 7. ตลาดในระบบเศรษฐกิจ 1 1 1 1 - 1 1 1 7 6 4 8. รายได้ประชาชาติ 1 1 1 1 - 1 1 1 7 7 4 9. การกำหนดรายได้ประชาชาติ 1 1 - 1 - 1 1 1 6 12 4 10. การเงินการธนาคารและนโยบายการเงิน 1 1 1 1 - 1 1 1 7 8 4 11. นโยบายการคลัง 2 2 1 - - 1 1 1 8 4 4 12. เงินเฟ้อ เงินฝืด การว่างงาน และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาค 2 1 1 1 1 1 1 1 9 2 4 13. การค้าระหว่างประเทศ 1 1 1 1 - 1 1 1 7 9 4 14. การพัฒนาเศรษฐกิจและวัฏจักรเศรษฐกิจ 2 2 2 2 1 1 1 1 12 1 8 สอบกลางภาคเรียน 4 สอบปลายภาคเรียน 4 รวม 17 16 12 11 2 14 14 14 100 72 ลำดับความสำคัญ พฤติกรรม ชื่อหน่วย
โครงการสอนรายวิชา รหัสวิชา 30200-1001 ชื่อวิชา หลักเศรษฐศาสตร์ จำนวนหน่วยกิต 3 จำนวนชั่วโมง/สัปดาห์ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 หมวดวิชา วิชาชีพ แผนกวิชา การบัญชี หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2563 ระดับชั้น/กลุ่ม ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 จัดทำโดย นางสาวชุติมา อินณุมาน แผนกวิชา การบัญชี วิทยาลัยเทคนิคสตูล จังหวัดสตูล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ลักษณะรายวิชา รหัสวิชา 30200-1001 ชื่อวิชา หลักเศรษฐศาสตร์ หน่วยกิต(ชั่วโมง) 3 (3) เวลาเรียน/ภาคเรียน 54 ภาคเรียนที่ 1 รายวิชาตามหลักสูตร สมรรถนะรายวิชา ชั่วโมง จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์อุปสงค์ อุปทาน พฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติการเงินการธนาคาร นโยบายการเงิน การคลัง การค้าระหว่างประเทศ และวัฏจักรเศรษฐกิจ 2. สามารถนำแนวทางคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 3. สามารถนำแนวทางคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง คำอธิบายรายวิชา ศึกษาเกี่ยวกับคว ามรู้ทั่ว ไปทางห ลัก เศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทานภาวะดุลยภาพของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติ การเงินการธนาคาร นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง การค้าระหว่างประเทศ วัฏจักร เศรษฐกิจการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทานพฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ตลาดในระบบ เศรษฐกิจรายได้ประชาชาติ การเงินการธนาคาร นโยบายการเงินนโยบายการคลัง การค้าระหว่าง ประเทศ และวัฏจักรเศรษฐกิจ 2. ประยุกต์หลักเศรษฐศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และงานอาชีพ 3. ปฏิบัติงานด้วยความมีคุณธรรมจริยธรรมค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง 54 รวม 54
โครงการสอน ชื่อวิชา หลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 ท–ป–น 3 – 0 – 3 จำนวนคาบสอน 3 คาบ : สัปดาห์ ระดับชั้น ปวส.1 สัปดาห์ที่ หน่วยที่ รายการสอน จำนวนคาบ 1-2 1 ปฐมนิเทศ 1.จุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชา และสมรรถนะรายวิชา 2.แนวทางการวัดผลและการประเมินผลการเรียนรู้ หน่วยที่1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ 1.ความหมายและประวัติของวิชาเศรษฐศาสตร์ 2.แขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์ กับวิชาอื่นๆ 3.วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ 4.หน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ 5.ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 6.ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ กับการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 6 3 2 หน่วยที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และภาวะดุลยภาพของตลาด 1.อุปสงค์ 2.การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อและการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ 3.อุปทาน 4.การเปลี่ยนแปลงปริมาณขายและการเปลี่ยนแปลงอุปทาน 5.ดุลยภาพของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพตลาด 3 4 3 หน่วยที่ 3 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน 1.ความหมายของความยืดหยุ่น 2.ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ 3.ความยืดหยุ่นของอุปทาน 4.ประโยชน์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน 3 5 4 หน่วยที่ 4 พฤติกรรมผู้บริโภค 1.ความหมายและลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค 2.ทฤษฎีอรรถประโยชน์ 3
3.ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน 4.เส้นงบประมาณหรือเส้นราคา 5.ดุลยภาพของผู้บริโภค 6 5 หน่วยที่ 5 การผลิต 1.ความหมายและลักษณะของการผลิต 2.การวิเคราะห์การผลิตในระยะสั้น3.การวิเคราะห์การผลิตในระยะ ยาว4.ดุลยภาพของการผลิต 3 7 6 หน่วยที่ 6 ต้นทุน รายรับและกำไร 1.ความหมายของต้นทุนประเภทต่าง ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ 2.ความหมายของต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดในระยะสั้น 3.ความหมายและลักษณะของต้นทุนการผลิตในระยะยาว 4.ความหมายและรายรับจากการผลิตแต่ละชนิด 5.ความหมายของกำไรทางเศรษฐศาสตร์ 3 8 7 หน่วยที่ 7 ตลาดในระบบเศรษฐกิจ 1.ความหมายของตลาด 2.ประเภทของตลาด 3.ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ 4.ตลาดผูกขาด 5.ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด 3 9 - สอบกลางภาค 3 10 8 หน่วยที่ 8 รายได้ประชาชาติ 1.ความหมายของรายได้ประชาชาติ 2.การคำนวณรายได้ประชาชาติ 3.ความสัมพันธ์ระหว่างกันของรายได้ประชาชาติ 4.รายได้ประชาชาติที่แท้จริงและรายได้เฉลี่ยต่อบุคคล 5.ประโยชน์และข้อควรระวังในการใช้บัญชีรายได้ประชาชาติ 3 11 9 หน่วยที่ 9 การกำหนดรายได้ประชาติ 1.รายจ่ายเพื่อการบริโภคและการออม 2.รายจ่ายเพื่อการลงทุน 3.การใช้จ่ายของภาครัฐบาล 3
4.การส่งออกสุทธิ 12 10 หน่วยที่ 10 การเงินการธนาคารและนโยบายการเงิน 1.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเงิน 2.ความสำคัญของเงินต่อระบบเศรษฐกิจ 3.ตลาดการเงิน 4.ธนาคารพาณิชย์ 5.ธนาคารกลาง 3 13 11 หน่วยที่ 11 นโยบายการคลัง 1.ความหมายและความสำคัญของการคลัง 2.ความหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบายการคลัง 3.ประเภทและเครื่องมือของนโยบายการคลัง 4.รายได้และรายจ่ายสาธารณะของรัฐบาล 5.งบประมาณแผ่นดิน 3 14 12 หน่วยที่ 12 เงินเฟ้อ เงินฝืด การว่างงานและการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจมหภาค 1.เงินเฟ้อ 2.เงินฝืด 3.การว่างงาน 3 15 13 หน่วยที่ 13 การค้าระหว่างประเทศ 1.ความหมายและความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ 2.ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศ 3.ตลาดเงินตราต่างประเทศและการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศ 4.การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทย 5.ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ 3 16-17 14 หน่วยที่ 14 การพัฒนาเศรษฐกิจและวัฏจักรของเศรษฐกิจ 1.ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ 2.หลักเกณฑ์ในการวัดและปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ 3.บทบาทของรัฐบาลกับการพัฒนาเศรษฐกิจ 4.การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 6
5.การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย 6.ความเป็นมาและการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 7.วัฏจักรเศรษฐกิจ 18 ทดสอบประมวลความรู้ 3 รวม 54 ผู้รับผิดชอบรายวิชา ชื่อ-สกุล นางสาวชุติมา อินณุมาน ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย แผนกวิชา การบัญชี วิทยาลัยเทคนิคสตูล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กิจกรรมการเรียนการสอน 1. ผู้สอนบรรยายเนื้อหาสาระตามหน่วยการเรียนรู้ 2. ผู้สอนอธิบายและให้นักเรียนทำใบงาน 3. ผู้เรียนอภิปรายเนื้อหา ถาม- ตอบ 4. ผู้เรียนทำแบบประเมินผล ก่อน- หลังเรียน 5. ผู้เรียนปฏิบัติตามใบงานต่าง ๆ 6. ผู้เรียนค้นคว้าทำรายงานและนำเสนอหน้าชั้นเรียน 7. ผู้สอนประเมินคุณธรรม จริยธรรมผู้เรียน สื่อการสอน 1. หนังสือเรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ 2. ใบความรู้ , ใบงาน หนังสือ – ตำรา – เอกสารประกอบการสอน หนังสือเรียนรายวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ เวลาเรียน - เวลาเรียน 18 สัปดาห์ / ภาคเรียน ประกอบด้วย - เรียนทฤษฎี 3 ชั่วโมง / สัปดาห์ - เรียนปฏิบัติ 0 ชั่วโมง / สัปดาห์ รวม 3 ชั่วโมง / สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 54 ชั่วโมง ตลอดภาคเรียน หรือ 18 สัปดาห์ / ภาคเรียน เวลาเรียน 80 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 43 ชั่วโมง
การวัดผล คะแนนเก็บระหว่างภาคเรียน 60 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วย การทำแบบฝึกหัดและทดสอบตามใบงาน (60 เปอร์เซ็นต์) คะแนนประเมินผลตามมาตรฐานรายวิชา 20 เปอร์เซ็นต์ คะแนนคุณธรรม จริยธรรม ที่พึงประสงค์ 20 เปอร์เซ็นต์ รวม 100 เปอร์เซ็นต์ เกณฑ์การประเมินผลคุณธรรม – จริยธรรม 20 เปอร์เซ็นต์ มีดังต่อไปนี้ ✓1. มีมนุษยสัมพันธ์ ✓2. ความมีวินัย ✓3. ความรับผิดชอบ ✓4. ควมซื่อสัตย์สุจริต ✓5. ความเชื่อมั่นในตนเอง ✓6. การประหยัด ✓7. ความสนใจใฝ่รู้ ✓8.การละเว้นสิ่งเสพติดและการพนัน ✓9. ความรักสามัคคี ✓10. ความกตัญญูกตเวที ✓11. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ✓12. การพึ่งตนเอง ✓13. ความอดทนอดกลั้น ……..14. อื่น ๆ การประเมินผล ประเมินตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ได้คะแนน 80 - 100 ได้เกรด 4.0 ได้คะแนน 75 - 79 ได้เกรด 3.5 ได้คะแนน 70 - 74 ได้เกรด 3.0 ได้คะแนน 65 - 69 ได้เกรด 2.5 ได้คะแนน 60 - 64 ได้เกรด 2.0 ได้คะแนน 55 - 59 ได้เกรด 1.5 ได้คะแนน 50 - 54 ได้เกรด 1.0 ได้คะแนน 0 - 49 ได้เกรด 0
1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่1 หน่วยที่ - รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 1 ชื่อหน่วย ปฐมนิเทศ จำนวน - ชั่วโมง สาระสำคัญ การศึกษาวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่เน้นการศึกษาทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการจัดการหรือการ วางแผนกลไกลการตลาดเพื่อก่อให้เกิดผลผลิตที่ดีทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้ เกิดประโยชน์ในงานธุรกิจ รวมทั้งการนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันทั่วไปอีกด้วย ผู้เรียนวิชานี้นอกจากจะได้ ความรู้ที่ถูกต้อง ผ่านการบรรยายและเทคนิคการสอนต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการเรียนรู้สูงสุดต่อ ผู้เรียนอีกด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรฯ ได้ 2. บอกแนวทางวัดผลและการประเมินผลการเรียนรู้ได้ สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา 2. การวัดและประเมินผล ของวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ สาระการเรียนรู้ 1. จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรฯ ได้ 2. แนวทางวัดผลและการประเมินผลการเรียนรู้ได้
2 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูผู้สอนแนะนำจุดประสงค์ที่ผู้เรียนจะได้จากหลักสูตร โดยกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์ อุปทาน และภาวะดุลยภาพของตลาด ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และ อุปทาน พฤติกรรมผู้บริโภค การผลิต ต้นทุน รายรับ และกำไร ตลาดในระบบเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติ การกำหนด รายได้ประชาชาติ การเงินธนาคารและนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง เงินเฟ้อ เงินฝืด การว่างงาน และการแก้ไขปัญหา การค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาเศรษฐกิจและวัฏจักรเศรษฐกิจ 2. ครูสนทนากับผู้เรียนเพื่อให้เห็นความสำคัญของการเรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ ขั้นสอน 3. ผู้เรียนรับฟังคำชี้แจงสังเขปรายวิชาและการวัดประเมินผล ซักถามข้อปัญหารวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การเรียนวิชานี้ 1. การวัดผล - พุทธิพิสัย 1) แบบฝึกหัด 15 % 2) ทดสอบหลังเรียน 10 % 3) วัดผลสัมฤทธิ์ 10 % รวม 35 % - ทักษะพิสัย 1) ใบงาน 30 % 2) วัดผลสัมฤทธิ์ 20 % รวม 50 % - จิตพิสัย รวม 15 % รวมทั้งหมด 100 % (คะแนนทดสอบก่อนเรียนไว้สำหรับเปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบหลังเรียน) คะแนนระหว่างภาค/ปลายภาค 70 : 30 ระหว่างภาค 1) แบบฝึกหัด 15 % 2) ทดสอบกลางภาค 10 % 3) ใบงาน 30 % 4) จิตพิสัย 15 % รวม 70 % ปลายภาค ทดสอบปลายภาค 30 % รวม 100 %
3 2. การประเมินผล (อิงเกณฑ์) 80 – 100 คะแนน ได้ผลการเรียน 4.0 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม 75 – 79 คะแนน ได้ผลการเรียน 3.5 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 70 – 74 คะแนน ได้ผลการเรียน 3.0 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี 65 – 69 คะแนน ได้ผลการเรียน 2.5 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีพอใช้ 60 – 64 คะแนน ได้ผลการเรียน 2.0 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ 55 – 59 คะแนน ได้ผลการเรียน 1.5 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์อ่อน 50 – 54 คะแนน ได้ผลการเรียน 1.0 หมายถึง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์อ่อนมาก 50 คะแนน ได้ผลการเรียน 0 หมายถึง ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 4. ครูให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ก่อนที่จะเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ ขั้นสรุปและการประยุกต์ 5. ผู้เรียนวางแผนการเรียนวิชาหลักเศรษฐศาสตร์และการนำความรู้ที่ได้จากรายวิชาไปประยุกต์ใช้กับงานใน ชีวิตประจำวันที่จำเป็นโดยทั่วไป ซึ่งทุกคนจะต้องวางแผนการทำงานต่าง ๆ ในอนาคต สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียน รหัส 30200 -1001 หลักเศรษฐศาสตร์ 2. สื่อ Power Point 3. กิจกรรมการเรียนการสอน หลักฐาน 1. บันทึกการสอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล
4 เครื่องมือวัดผล แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล เกณฑ์การประเมินผล เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง กิจกรรมเสนอแนะ แนะนำให้วางแผนการเรียนและศึกษาเนื้อหาก่อนเรียนล่วงหน้า
5 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
6 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่2 หน่วยที่1 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 2 ชื่อหน่วย ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ เศรษฐศาสตร์ เป็นการศึกษาถึงแนวทางการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เศรษฐศาสตร์จึง มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับหลายสาขาวิชา การศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์จะทำให้เข้าใจ และทราบถึงปัจจัยที่กำหนด กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งการผลิต การบริโภค และการลงทุน โดยจะต้องใช้เครื่องมือหลายๆ ประเภทในการศึกษาและทำ ความเข้าใจกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านั้น เช่น คณิตศาสตร์ สถิติ กราฟ เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของเศรษฐศาสตร์ เข้าใจประวัติและแขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์รวมทั้งความสัมพันธ์ ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับวิชาอื่นๆ ได้ 2. อธิบายวัตถุประสงค์และวิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ได้ 3. อธิบายหน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจได้ 4. อธิบายปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ รวมทั้งแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ 5. อธิบายเครื่องมือประกอบการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ 6. อธิบายประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ สมรรถนะประจำหน่วย แสดงความรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและประวัติของวิชาเศรษฐศาสตร์ 2. แขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับวิชาอื่นๆ 3. วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ 4. หน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ 5. ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 6. ระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ กับการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
7 สาระการเรียนรู้ 7. เครื่องมือประกอบการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ 8. ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์
8 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาการแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์ ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชา เศรษฐศาสตร์ คือ อดัม สมิธ (Adam Smith) ได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก ชื่อ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1776 สังคมหนึ่งๆ ประกอบด้วยหน่วยเศรษฐกิจที่ทำ หน้าที่แตกต่างกันไป และมีจารีตประเพณีที่แตกต่างกันด้วย จึงจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และนโยบายที่เป็นแบบแผน เพื่อใช้เป็น แนวทางในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลก จะเป็นแบบใดก็ตามต่างมีจุดมุ่งหมายจะแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือ ปัญหาว่าจะผลิตอะไร (what to Produce?) ปัญหาว่าจะใช้วิธีการผลิตอย่างไร (How to Produce?) และปัญหาว่าจะผลิตเพื่อใคร (For whom to Produce?) เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจหลักการของเศรษฐศาสตร์เพื่อนำความรู้ และวิธีการต่างๆ ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเกิดประโยชน์มากที่สุด 2. ครูกล่าวว่า ในรายวิชานี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้หลักเศรษฐศาสตร์รวมไปถึงข้อควรรู้ต่างๆ ขั้นสอน 3. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยายความหมายและประวัติของวิชาเศรษฐศาสตร์ 3.1 ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์(Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์เกี่ยวกับการ เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในการผลิตสินค้าและบริการสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งโดยทั่วไปมีอย่างไม่จำกัด โดยให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพ (Efficiency) สูงสุด นั่นคือต้องใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อตนเองและสังคมสูงสุด ทรัพยากรการผลิตหรือปัจจัยการผลิตดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ที่ดิน (Land) แรงงาน (Labour) ทุน (Capital) และผู้ประกอบการ (Entrepreneur) 1) ที่ดิน (Land) ได้แก่ ที่ดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าไม้ แร่ธาตุ สัตว์ป่า สิ่งเหล่านี้มีอยู่ ตามธรรมชาติ มนุษย์สร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่สามารถปรับปรุงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติได้บ้าง เช่นการปรับปรุงที่ดินให้มี ความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เป็นต้น ผลตอบแทนจากการใช้ที่ดินเรียกว่า ค่าเช่า (Rent) 2) แรงงาน (Labour) ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ (human resource) ได้แก่ ความสามารถทั้งกำลังกาย กำลังสติปัญญา และความรู้ความสามารถที่นำไปใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ผลตอบแทนของแรงงานเรียกว่า ค่าจ้าง (Wage) 3) ทุน (Capital) เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ในการผลิตสินค้าและ บริการ เช่น เครื่องจักร เครื่องมือ โรงงาน อาคาร เป็นต้น ผลตอบแทนของทุนเรียกว่า ดอกเบี้ย (Interest) 4) ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) เป็นผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมปัจจัยการผลิตทั้งสามประเภท คือ ที่ดิน แรงงาน และทุน เพื่อมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ ผลตอบแทนของผู้ประกอบการ เรียกว่า กำไร (Profit)
9 ในทางเศรษฐศาสตร์ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 2 ประเภท คือ เศรษฐทรัพย์ (Economic Goods) และสินค้า ไร้ราคา (Free goods) โดยเศรษฐศาสตร์จะศึกษาเฉพาะสินค้าที่เป็นเศรษฐทรัพย์เท่านั้น 1) เศรษฐทรัพย์ (Economic Goods) หมายถึง สินค้าและบริการที่มีต้นทุน มีจำกัดและมีราคาการจะ ได้สินค้าประเภทนี้ต้องซื้อหรือจ่ายเงิน เศรษฐทรัพย์ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สินค้าเอกชน(private goods) เป็นสินค้า ที่แยกการบริโภคออกจากกันได้ และเจ้าของสามารถกีดกันผู้บริโภครายอื่นได้เช่น นายเอกเป็นผู้จ่ายเงินซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์มาใช้เครื่องหนึ่ง นายเอกสามารถกีดกันไม่ให้คนอื่นใช้ประโยชน์จากเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นได้ และสินค้า สาธารณะ (public goods) ซึ่งเป็นสินค้าที่บริโภคร่วมกัน และไม่สามารถกีดกันบุคคลใดให้พ้นจากการบริโภคได้ เพราะมี ผู้บริโภคจำนวนมากจึงไม่สามารถกีดกันได้ เช่น ถนน สะพาน สวนสาธารณะ โรงพยาบาล เป็นต้น 2) สินค้าไร้ราคา (Free Goods) หมายถึง สินค้าและบริการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดจึงเป็นสินค้าที่ไม่มี ต้นทุน จึงไม่มีราคาที่ต้องจ่าย ได้แก่ อากาศ นํ้าฝน นํ้าทะเล สายลม แสงแดด เป็นต้น 3.2 ประวัติของวิชาเศรษฐศาสตร์ เมื่อเทียบกับสาขาวิชาบางแขนง ได้แก่ ปรัชญา รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ แล้ว เศรษฐศาสตร์ยังนับเป็นสาขาวิชาที่ค่อนข้างใหม่ บุคคลแรกที่วางรากฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ อดัม สมิธ (Adam Smith,1723 - 1790) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เขาได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลกขึ้น ชื่อว่าAn Inquiry the Nature and Causes of the Wealth of Nations (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1776) ซึ่งได้กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ และเรื่องทั่วไปทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ มูลค่าของเศรษฐทรัพย์ต่างๆ การสะสมทุน การออม การค้าระหว่างประเทศ การคลัง สาธารณะ และการเก็บภาษีอากร ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อมาได้ใช้ประโยชน์จากตำราเล่มนี้ในการปรับปรุงเนื้อหาวิชา เศรษฐศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษอีก 2 ท่านที่มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo, 1772 - 1823) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มสำนักคลาสสิก (Classical School) แนวคิด ที่สำคัญของกลุ่มนี้ ได้แก่ ความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (Laissez Faire) ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของ ภาคเอกชน โดยรัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปล่อยให้เอกชนดำเนินธุรกิจต่าง ๆ โดยเสรี และยังให้ ความสำคัญกับปัญหาในระยะยาว เช่น อัตราการเพิ่มขึ้นของพลเมือง การสะสมทุน ผลตอบแทนของเงินทุน เป็นต้น และอัลเฟรด มาร์แชลล์ (Alfred Marshall, 1842 - 1924) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในกลุ่มนีโอคลาสสิก (Neo-Classical School) ซึ่งได้รับช่วงแนวคิดของกลุ่มคลาสสิกมาปรับปรุง โดยเน้นให้เห็นถึงการมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากร และการใช้ ทรัพยากรให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งในระดับบุคคล หน่วยผลิต และประเทศสำหรับนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญที่เป็นผู้ปฏิรูป และวางรากฐานให้กับสาขาเศรษฐศาสตร์มหภาค คือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes, 1883 - 1946) เขา เป็นผู้เขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคที่สมบูรณ์แบบเล่มแรกชื่อThe General Theory of Employment, Interest and Money ซึ่งอธิบายถึงสาเหตุของภาวะสินค้าล้นตลาด การว่างงานทั่วไป และวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกตํ่าโดยใช้นโยบาย การเงินและการคลัง ในช่วงต่อมาจนถึงปัจจุบันก็ยังมีนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายท่านที่ได้พัฒนาแนวคิดและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์ได้รับการพัฒนาให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการหาแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
10 4. ครูใช้วิธีการบรรยายแขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับวิชาอื่นๆ 4.1 แขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์ ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ได้จำแนกวิชาเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1) เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของหน่วยย่อยๆ ในสังคม เช่น การผลิต การลงทุน การกำหนดราคาในตลาดของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง การบริโภคของครัวเรือน ผลตอบแทนของ เจ้าของปัจจัยการผลิต เป็นต้น ทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาและวิเคราะห์ ได้แก่ ทฤษฎีผู้บริโภค ทฤษฎีผู้ผลิต และทฤษฎีการกำหนด ราคาของปัจจัยการผลิต หรือรวมเรียกว่า ทฤษฎีราคา (Price Theory) 2) เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของส่วนรวมหรือ ระดับประเทศ เช่น รายได้ประชาชาติ ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป การบริโภค การออมและการลงทุน ภาวะเงินเฟ้อ การคลัง การเงิน การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นต้น การศึกษาเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาคในบางครั้งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการศึกษาคน ละแบบ เช่น ถ้ากล่าวถึงราคาในเศรษฐศาสตร์จุลภาค จะหมายถึงราคาของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ในขณะที่ เศรษฐศาสตร์มหภาค จะหมายถึงราคาโดยเฉลี่ยของสินค้าในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้น เศรษฐศาสตร์สองแขนงนี้จึงไม่ สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด มีความเกี่ยวพันกันและสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 4.2 ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กับวิชาอื่นๆ เศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นแขนงหนึ่งสังคมศาสตร์ (Social Science) ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ เศรษฐศาสตร์จึงมีความสัมพันธ์กับสาขาวิชาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) เศรษฐศาสตร์กับการบริหารธุรกิจ วิชาทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอยู่มาก การดำเนินธุรกิจ จะประสบ ความสำเร็จได้ ผู้ประกอบการก็ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ติดตามสภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศหรือของโลก เพื่อคาดการณ์ในอนาคตรวมทั้งสามารถนำความรู้ เทคนิคและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มา ประยุกต์ใช้เพื่อให้ธุรกิจของตนก้าวไปสู่เป้าหมายได้ 2) เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์นับว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเมืองมากแต่เดิม กิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจของรัฐ เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy)” กิจกรรมต่างๆ ทาง เศรษฐกิจ การดำเนินการหรือการตัดสินใจต่างๆ อาจไม่เป็นไปตามหลักการหรือแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ แต่มักมีปัจจัยของ การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้บริหารประเทศต้องใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยในการวางแผนกำหนดนโยบาย ของเศรษฐกิจ หรือจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ 3) เศรษฐศาสตร์กับสังคมแขนงอื่น เศรษฐศาสตร์ยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมศาสตร์แขนงอื่น ด้วย เช่น นิติศาสตร์ เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ร่วมกันกำหนดขึ้นเรียกว่า “กฎหมาย” มีผลบังคับ ให้ทุกคนปฏิบัติตามเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ในการตรากฎหมายใช้บังคับนั้นเราจะใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ สนับสนุนเพื่อป้องกันไม่ให้สังคมต้องเดือดร้อน เช่น เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น ทำให้ผู้มีรายได้ประจำ เดือดร้อน รัฐบาลอาจแก้ไขได้โดยการออกกฎหมายการควบคุมราคาสินค้า เป็นต้น
11 ประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาถึงความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตที่เกี่ยวกับสังคม มนุษย์ ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ให้เข้าใจได้ดีขึ้นเพราะเศรษฐศาสตร์ก็มี วิวัฒนาการมาตามยุคตามสมัย สังคมวิทยา เป็นการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ทั้งทางการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ สังคมวิทยาช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์เกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจบทบาทของ สถาบันการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ในส่วนที่เกี่ยวพันกับพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ จิตวิทยา เป็นการศึกษาถึงสิ่งจูงใจที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาเศรษฐศาสตร์ก็ สนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมเช่นกัน เช่น ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคพฤติกรรมของผู้ผลิต เป็นต้น นอกจากนี้เศรษฐศาสตร์ยังมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ สถิติ เป็นต้น การศึกษา ทำความเข้าใจกับเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน นิยมนำหลักคณิตศาสตร์และสถิติมาเป็นเครื่องมือช่วยอธิบายและทำความเข้าใจ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มากขึ้น 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยายวิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ 5.1 วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ ดังที่กล่าวมาแล้วว่าเศรษฐศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งของสังคมศาสตร์ เป็นเรื่อง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ดังนั้น ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์จึงยากแก่การแก้ปัญหามากกว่าปัญหาทาง วิทยาศาสตร์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์สามารถแยกสิ่งที่ต้องการศึกษาออกจากสิ่งอื่นๆ แล้วนำมาทดลองเป็นการเฉพาะได้ แต่การแก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถแยกสิ่งที่ต้องการศึกษาออกจากสิ่งอื่นๆ ได้ดังนั้น การตั้งข้อสมมติฐาน (Hypothesis) จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ จึงมักพบข้อสมมติที่กำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจาก สิ่งที่สนใจศึกษาคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเสมอ ด้วยเหตุนี้การนำทฤษฎีไปใช้ในทางปฏิบัติผู้ใช้ต้องสังเกตสภาพแวดล้อมว่า สอดคล้องกับข้อสมมติของ ทฤษฎีหรือไม่เพียงใด ถ้าไม่เหมือนกัน การอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องใช้ความระมัดระวังให้มากหรือพยายาม หาทางแก้ไข ทำให้สภาพที่เกิดขึ้นจริงมีลักษณะใกล้เคียงกับข้อสมมติมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดคำกล่าวที่ว่า “ทฤษฎีนำมาใช้ ปฏิบัติไม่ได้” ดังนั้น ผู้ศึกษาเศรษฐศาสตร์จึงต้องให้ความสนใจข้อสมมติของแต่ละทฤษฎีโดยจะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจ เสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปวิธีการในการศึกษาเศรษฐศาสตร์แบ่งออกได้3 วิธี คือ 1) สังเกตจากประวัติศาสตร์ (Historical Method) การสังเกตภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์มักจะซํ้ารอยเดิมแต่การใช้วิธีนี้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ง่าย เนื่องจากสภาพแวดล้อมในอดีตและปัจจุบันไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามการศึกษาวิธีนี้ยังมีประโยชน์และนิยมทำกัน 2) วิธีหาผลจากเหตุ (Deductive Method) เป็นการกำหนดข้อสมมติฐาน (Hypothesis) เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเป็นไว้ก่อนแล้ว จึงทำการศึกษาพิสูจน์ข้อสมมติฐานโดยทำการสังเกตปรากฏการณ์ และทดลองว่าข้อสมมติฐานนั้นใช้ได้หรือไม่ และทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาทำการศึกษาผลที่เกิดขึ้นจริงทำซํ้า ๆ หลาย ๆ ครั้ง ถ้าผลส่วนใหญ่ที่ได้จากข้อเท็จจริงตรงกับข้อสมมติฐานที่ตั้งไว้ ก็แสดงว่าข้อสมมติฐานนั้นถูกต้องสามารถนำมาตั้งเป็น ทฤษฎีเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ถ้าไม่ตรงก็ยกเลิกไป
12 3) วิธีหาเหตุจากผล (Inductive Method) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเหตุการณ์ต่างๆ เฉพาะ รายมาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อสรุปเป็นทฤษฎี เป็นการศึกษาจากเรื่องเฉพาะที่เป็นส่วนย่อยเพื่อสรุปเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือ ใช้เป็นทฤษฎีทั่วไป โดยปกติการศึกษาเศรษฐศาสตร์จะไม่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นการเฉพาะ แต่จะใช้ หลาย ๆ วิธีร่วมกัน เพราะการตั้งข้อสมมติฐานโดยปราศจากเรื่องในอดีตกระทำได้ยาก จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลบางอย่าง ก่อนเพื่อเป็นแนวทางในการตั้งสมมติฐาน และการรวบรวมข้อมูลก็ต้องมีความคิดอยู่ก่อนแล้วว่าอะไรมีความสัมพันธ์กัน 6. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยายหน่วยเศรษฐกิจและวงจรในระบบเศรษฐกิจ หน่วยเศรษฐกิจ (Economic Units) หมายถึง หน่วยที่ทำหน้าที่ทางด้านการผลิต การบริโภคและการจำแนก แจกจ่ายสินค้าและบริการที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกคนอยู่ดีกินดี หน่วยเศรษฐกิจของทุกประเทศไม่ว่าจะอยู่ใ น ระบบเศรษฐกิจแบบใดจะประกอบด้วยภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล ซึ่งแต่ละหน่วย เศรษฐกิจจะมีหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) ภาคครัวเรือน (Household Sector) มีฐานะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและผู้บริโภค ในฐานะที่เป็น เจ้าของปัจจัยการผลิต ภาคครัวเรือนจะเสนอขายปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการให้กับผู้ผลิตเพื่อ ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ โดยผู้ผลิตจะจ่ายผลตอบแทนให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิตในรูปของค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย และกำไร เมื่อเจ้าของปัจจัยการผลิตได้รับรายได้ก็จะนำไปซื้อสินค้าและบริการ ดังนั้น ภาคครัวเรือนจึงมีฐานะเป็นทั้งเจ้าของ ปัจจัยการผลิตและเป็นผู้บริโภค 2) ภาคธุรกิจ (Business Sector) เป็นผู้ที่ทำการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภค โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ภาคธุรกิจจะประกอบด้วยหน่วยธุรกิจต่างๆ ที่ทำการผลิต เพื่อมุ่งแสวงหากำไรสูงสุด 3) ภาครัฐบาล (Government Sector) รัฐบาลในระบบเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ จะมีบทบาทแตกต่างกัน เช่น ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม รัฐบาลไม่มีบทบาททางเศรษฐกิจเลย ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลมี บทบาทอย่างมาก รัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้น ในระบบเศรษฐกิจที่ต่างกันรัฐบาลจะมี บทบาทที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมรัฐบาลไม่มีบทบาททางเศรษฐกิจเลย ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจ แบบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลมีบทบาทอย่างมาก รัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้น ในระบบเศรษฐกิจที่ต่างกันรัฐบาลจะมีบทบาท ที่ต่างกัน แต่โดยทั่วไปรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจโดยทำหน้าที่วางระเบียบ กฎเกณฑ์เพื่อให้เศรษฐกิจมี ความเจริญเติบโตและสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างสะดวก นอกจากนี้รัฐบาลยังทำหน้าที่ให้บริการประชาชน เพื่อให้ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่หวังผลกำไร แต่ภาคธุรกิจจะทำการผลิตสินค้าและบริการเพื่อประชาชนโดยหวังผลกำไร ในการหารายได้ของรัฐบาลจากการเก็บภาษีอากรจากประชาชนนั้นก็เพื่อนำไปพัฒนาประเทศนั่นเอง เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึง เปรียบเสมือนผู้บริโภคด้วยเช่นกัน
13 สามารถแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของหน่วยเศรษฐกิจทั้ง 3 ส่วนได้ดังรูป จากรูป ความสัมพันธ์ในวงจรกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้างต้นสามารถแยกอธิบายได้เป็น 2 ช่วง ดังนี้ 1) ความสัมพันธ์ในช่วงล่าง ครัวเรือนซึ่งเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุนและ ผู้ประกอบการ จะนำปัจจัยไปขายให้ภาคธุรกิจและภาครัฐบาลในตลาดปัจจัยการผลิต โดยที่อุปสงค์ (Demand) สำหรับ ตลาดปัจจัย ภาคการเงิน ภาครัฐบาล ตลาดสินค้าและบริการ ภาคครัวเรือน สินค้าและบริการ ค่าใช้จ่ายในการบริโภค ภาคธุรกิจ ปัจจัยการผลิต ค่าตอบแทนปัจจัย การผลิต วงจรกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
14 ปัจจัยการผลิตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภาคธุรกิจและภาครัฐบาล ซึ่งอุปสงค์นี้จะส่งผลต่อราคาของปัจจัยการผลิตประเภท ต่าง ๆ ด้วย ครัวเรือนซึ่งเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตก็สนองตอบต่อราคาดังกล่าว และทำการเลือกว่าควรจะเสนอขายปัจจัยที่ ไหนอย่างไร การเลือกเช่นนี้จะเป็นตัวกำหนดอุปทาน (Supply) ของปัจจัยการผลิต และจะมีผลกระทบต่อราคาของปัจจัย การผลิต ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ภาคธุรกิจและภาครัฐบาลจ่ายให้แก่เจ้าของปัจจัยการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ กัน ได้แก่ ค่าจ้าง (Wage) ค่าเช่า (Rent) ดอกเบี้ย (Interest) และกำไร (Profit) ก็จะกลายเป็นรายได้ของเจ้าของปัจจัยการผลิตหรือครัวเรือน 2) ความสัมพันธ์ในช่วงบน เมื่อภาคธุรกิจและภาครัฐบาลรวบรวมปัจจัยการผลิตได้ แล้วก็นำมาผลิตเป็น สินค้าและบริการ จากนั้นนำไปขายให้แก่ภาคครัวเรือนในตลาดสินค้าและบริการ โดยที่ครัวเรือนซึ่งเป็นเจ้าของเงินจะมี อุปสงค์สำหรับสินค้าและบริการชนิดใดเป็นเท่าใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของครัวเรือนในขณะเดียวกันภาคธุรกิจต้องอาศัย ราคาสินค้าและบริการในตลาดเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจว่าจะทำการผลิตสินค้าและบริการอะไรบ้างที่จะก่อให้เกิดกำไร ซึ่งก็คืออุปทานของสินค้านั่นเอง สำหรับภาครัฐบาลเมื่อผลิตสินค้าและบริการสาธารณะแล้ว ก็จะจำแนกแจกจ่ายไปยัง ประชาชนทั้งหมดในประเทศ ทั้งที่อยู่ในภาคครัวเรือนและธุรกิจโดยได้รับค่าตอบแทนในรูปของภาษีอากร (tax) 7. ครูใช้วิธีบรรยายปัญหาพื้นทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า ทุกสังคมจะประสบกับปัญหาอย่างเดียวกัน คือ ผลิตอะไร อย่างไร และเพื่อใคร เนื่องจากทรัพยากรมีจำนวนจำกัด จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนในสังคมได้ ปัญหาที่ เผชิญอยู่นั้นรวมเรียกว่าปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 1) ผลิตอะไร (What) เมื่อทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกมีจำนวนจำกัดและไม่สามารถสนองความต้องการทั้งหมด ของทุกคนในสังคมมนุษย์ได้ จึงต้องมีการคำนวณและวางแผนเพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดควรจะผลิตและสิ่งใดไม่ควรผลิต และสิ่งที่ควร ผลิตนั้นควรจะผลิตในปริมาณเท่าใด จึงจะเพียงพอกับความต้องการและความจำเป็น เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรอันจำกัด นั้นเกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้ได้สิ่งที่มีคนต้องการมากที่สุด กล่าวโดยสรุป ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจข้อแรกก็คือ จะ ผลิตสินค้าหรือบริการอะไร(what to Produce?) 2) ผลิตอย่างไร (How) เมื่อได้กำหนดหรือตัดสินใจแน่ว่าจะเลือกผลิตสินค้าหรือบริการอะไร และผลิตใน จำนวนเท่าไร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกคนในสังคมแล้ว ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจข้อต่อไปก็คือ จะผลิต สินค้าหรือบริการที่เลือกนั้นด้วยวิธีใด จึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ในแง่ที่ว่าเสียต้นทุนการผลิตต่อหน่วยตํ่าที่สุดหรือใช้ จำนวนปัจจัยการผลิตเท่าเดิม แต่ผลิตสินค้าหรือบริการได้เพิ่มขึ้น ย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่หน่วยเศรษฐกิจทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง จะผลิตสินค้าหรือบริการอย่างไร (How to Produce?) 3) ผลิตเพื่อใคร (For Whom) เมื่อได้กำหนดหรือตัดสินใจว่าจะเลือกผลิตสินค้าหรือบริการอะไรผลิตใน จำนวนเท่าไร และผลิตด้วยกรรมวิธีใดที่จะเสียต้นทุนการผลิตตํ่าที่สุด ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจข้อที่สามก็คือ สินค้าหรือ บริการที่ผลิตขึ้นนั้นจะผลิตเพื่อใคร (For Whom to Produce?) จึงจะเป็นการแบ่งสินค้าและบริการที่ผลิตได้ด้วยทรัพยากร อันจำกัดนั้นไปยังบุคคลต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เสมอภาคและยุติธรรม 8. ครูให้ผู้เรียนวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมให้ผู้เรียนร่วมกันอธิปรายว่าควรจะผลิตสินค้าหรือบริการ ใดที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ พร้อมทั้งบอกว่า ผลิตผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร
15 9. ครูบรรยายระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ กับการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาพื้นฐานทาง เศรษฐกิจทั้ง 3 ประการนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของระบบเศรษฐกิจแต่ละแบบว่า มีลักษณะของระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างไร โดยทั่วไประบบเศรษฐกิจ (Economic System) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 9.1 ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism Economic System) ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้ 1) การมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หน่วยเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยหน่วยครัวเรือนและหน่วยธุรกิจนั้นจะเป็น เจ้าของปัจจัยการผลิต จึงมีสิทธิและเสรีภาพในการจัดการกับปัจจัยการผลิตตามความเหมาะสม 2) การมีเสรีภาพในธุรกิจ ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตมีเสรีภาพในการเลือกประกอบธุรกิจหน่วย ครัวเรือนเองก็มีเสรีภาพในการขายปัจจัยการผลิตของตนให้แก่หน่วยธุรกิจตามต้องการ 3) การมีกำไรเป็นสิ่งจูงใจ รายได้จากการขายปัจจัยการผลิตจะเป็นสิ่งจูงใจให้มีการนำปัจจัยการผลิตที่มี อยู่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าและบริการ และพยายามหาวิธีที่จะลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ผู้บริโภคจะ เปรียบเทียบราคากับความพอใจที่จะได้รับจากการบริโภคสินค้านั้นและจะเลือกซื้อสินค้าที่ทำให้ตนได้รับความพอใจมากที่สุด โดยจ่ายในราคาตํ่าสุด 4) ราคา การแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะใช้ราคาเป็นเกณฑ์ในการ ตัดสิน ราคาตลาดจะกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการนั้น ถ้าปริมาณซื้อและปริมาณขายเท่ากัน ราคา สินค้าก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าปริมาณซื้อและปริมาณขายไม่เท่ากัน ราคาสินค้าจะเปลี่ยนแปลงทันที กล่าวคือ ราคาสินค้า จะสูงขึ้นหากปริมาณซื้อมากกว่าปริมาณขาย และราคาสินค้าจะลดลงหากปริมาณซื้อน้อยกว่าปริมาณขาย กลไกสำคัญของการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือ การกำหนดราคาและการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่ง ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะใช้กลไกราคาในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 1. ปัญหาผลิตอะไร ผู้บริโภคจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจผลิตสินค้าและบริการของผู้ผลิตผู้ผลิตจะทราบ ความต้องการของผู้บริโภคจากจำนวนเงินที่ผู้บริโภคนำมาใช้จ่าย โดยปกติถ้าผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการใดมาก ก็ยินดี จ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการนั้นมากและในราคาที่สูงด้วย ผู้ผลิตจึงนำราคาสินค้าและบริการนั้นมาเปรียบเทียบกับต้นทุนการ ผลิตเพื่อดูว่าจะกำไรหรือขาดทุน ถ้าได้กำไรก็จะพิจารณาว่าควรจะผลิตเท่าใดจึงจะได้กำไรสูงสุด ถ้าขาดทุนก็จะไม่ทำการ ผลิต 2. ปัญหาผลิตอย่างไร ผู้ผลิตต้องเลือกวิธีการผลิตที่เสียต้นทุนตํ่าสุดเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด ดังนั้น ผู้ผลิต จะเลือกวิธีการผลิตใดนั้นต้องดูจากราคาสินค้าและราคาปัจจัยการผลิตร่วมกัน 3. ปัญหาผลิตเพื่อใคร ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะใช้ราคาสินค้าและบริการเป็นเกณฑ์ในการแจกจ่าย สินค้าและบริการให้แก่คนในสังคม เมื่อสินค้าและบริการมีจำนวนจำกัด ผู้บริโภคจึงต้องแข่งขันกันซื้อสินค้าและบริการที่ตน ต้องการ ผู้บริโภคที่มีรายได้มากจะมีอำนาจซื้อมาก สินค้าจะถูกจัดสรรไปยังผู้บริโภคที่ต้องการและมีรายได้พอที่จะซื้อสินค้า นั้นตามราคาตลาด ข้อดีและข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
16 ข้อดี มีดังนี้ 1. คล่องตัว ระบบเศรษฐกิจมีความคล่องตัวและมีความสามารถในการปรับตัวได้มากหรือมี ความสามารถในการจัดการหรือกระตุ้นให้มีการดำเนินการเพื่อผลิต หรือให้บริการสินค้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ 2. เสรีภาพ หน่วยเศรษฐกิจมีเสรีภาพในการใช้ทรัพยากรหรือประกอบกิจการใดที่ต้องการ ถ้าไม่ขัดต่อ ความสงบหรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ระบบเศรษฐกิจแบบนี้จะมีการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยกลไกราคาและการทำงานของระบบตลาด เพราะระบบเศรษฐกิจนี้มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากที่แต่ละคนมีความรู้ ในสถานการณ์ของตลาดและสินค้าที่ตนเกี่ยวข้องมาก และสามารถที่จะเข้าหรือออกจากตลาดนั้น 3. ประสิทธิภาพ ทรัพยากรสามารถหมุนเวียนเคลื่อนไหวไปยังที่ต่าง ๆ ได้คล่องและรวดเร็วโดยอาศัย กลไกราคาเป็นเครื่องช่วย เช่น เจ้าของปัจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนย้ายทรัพยากรของตนเองได้ หรือผลิตสินค้าที่ให้ ผลตอบแทนมากกว่าได้ ซึ่งการเคลื่อนย้ายทรัพยากรนี้จะกระทำไปจนกระทั่งการจัดสรรทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตได้ดุลย ภาพ ข้อเสีย มีดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ ในระบบเศรษฐกิจนี้การจัดสรรทรัพยากรอาจไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ ถ้าบุคคลมีสิทธิ และเสรีภาพในการดำเนินการและประกอบกิจการต่างๆ จนนำไปสู่การผูกขาด 2. ความเสมอภาค ระบบเศรษฐกิจนี้อาจมีการสืบทอดทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีผลให้เกิดความไม่เสมอภาค ในการจัดสรรรายได้และความมั่งคั่ง หรือการจัดสรรทรัพยากร เช่น การผลิตสินค้า ซึ่งอาจทำเพื่อส่วนน้อยโดยไม่คำนึงถึง ความต้องการของคนส่วนใหญ่ 3. ความมีเสถียรภาพและปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจนี้อาจก่อให้เกิดความไม่มี เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การผันแปรรวดเร็วในตลาดหุ้นและตลาดทุน อันเนื่องมาจากการเก็งกำไร หรืออาจก่อให้เกิด ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมขึ้น อันเนื่องมาจากการผลิตสินค้าและบริการที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมใน ระยะยาว การพัฒนาอะไรก็ตามถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ย่อมเป็นผลดีแก่ทุก ๆ ฝ่าย นอกจากนี้การ พัฒนาเศรษฐกิจยังเน้นทางด้านวัตถุมากกว่าทางด้านศีลธรรมของประชาชน แม้จะทำให้ประเทศมีความก้าวหน้าและ ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย แต่อาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่รุนแรงและก่อความไม่สงบสุขให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศได้ 9.2 ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialist Economic System) หรือระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง (Central Planning) มีลักษณะสำคัญคือ รัฐบาลเข้า ควบคุมการผลิตในส่วนสำคัญและในบางกรณีรัฐบาลอาจเข้ายึดถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแทนเอกชนก็ได้ เสรีภาพในการผลิต ของเอกชนถูกจำกัด รัฐบาลเป็นผู้กำหนดชนิดของสินค้าที่จะทำการผลิต ตลอดจนวิธีการผลิตและอื่น ๆ รวมทั้งเป็นผู้ พิจารณาว่าจะใช้ผลผลิตอย่างไร โดยทำการจัดสรรผลผลิตตามหลักแห่งการผลิตเพื่อใช้ ไม่ให้แสวงหากำไร ในระบบ เศรษฐกิจแบบนี้แรงงานอาจได้ค่าจ้างเป็นเงินและมีทรัพย์สินส่วนตัวสำหรับดำเนินธุรกิจขนาดย่อมได้ แต่การควบคุมการผลิต
17 ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ประชาชนมีเสรีภาพที่จะเลือกอาชีพและเลือกใช้สิ่งของใด ๆ ตามความต้องการได้บ้าง แต่ระบบ ราคามิได้เป็นส่วนสำคัญ ระบบเศรษฐกิจแบบนี้อาจเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม การแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งแผนคือเอกสารที่ระบุรายละเอียดของ การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่การจัดสรรทรัพยากร การผลิต การลงทุนและการจัดสรรผลผลิต ไปสู่ผู้บริโภค รัฐจึงต้องใช้แผนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นักวางแผนจะต้องกำหนดเป้าหมายและความต้องการของรัฐในด้านเศรษฐกิจและไม่ใช่เศรษฐกิจให้ชัดเจน ต้องมีรายละเอียดของข้อมูลที่สมบูรณ์และถูกต้อง เช่น ปริมาณแรงงาน ประเภทของแรงงานปริมาณวัตถุดิบ กำลังการผลิต ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภค เป็นต้น รายละเอียดของข้อมูลเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหา พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะต้องปฏิบัติตามแผนที่นักวางแผนได้จัดทำไว้ ข้อดีและข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ข้อดี มีดังนี้ ผู้ที่นิยมระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีความเห็นว่าการดำเนินงานบางอย่างมีความคล่องตัว เช่น การยึดกิจการ บางอย่างเข้าเป็นของรัฐอาจเป็นประโยชน์ในการขจัดการแข่งขันทางด้านการโฆษณาที่ไร้ประโยชน์ และการล้มเลิกระบบการ ผูกขาดโดยเอกชนในธุรกิจบางชนิด นอกจากนี้การที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินกิจการบางอย่างอาจช่วยให้มีการจัดสรรทรัพยากรและ มีการกระจายรายได้ที่ดี เพราะรัฐบาลมีเงินเพียงพอที่จะดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งกิจการ เหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เอกชนจึงไม่ยินดีที่จะเข้ามาดำเนินการเพราะอาจประสบกับการขาดทุนได้ ข้อเสีย มีดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ การวางแผนจากส่วนกลางมักจะไม่มีประสิทธิภาพและอาจผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากการรวม อำนาจไว้แหล่งเดียว หากผู้วางนโยบายเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถอาจทำให้การตัดสินใจและการจัดสรรทรัพยากรไม่เป็นไปตาม หลักที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและอาจเกิดการสูญเปล่าได้ อันมีผลทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะงักงันได้ 2. เสรีภาพ การที่ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต ตลอดจนขาดเสรีภาพในการ ดำเนินการ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนขาดกำลังใจที่จะปรับปรุงให้กิจการมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานของกลไก ราคาหรือระบบตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้วางนโยบายจาก ส่วนกลาง ซึ่งประชาชนอาจไม่ได้สินค้าหรือบริการที่ตนต้องการ 3. ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก ทำให้ระบบเศรษฐกิจนี้อาจจะมี ปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลควบคุมกิจการต่าง ๆ มากเกินไปและบางครั้งไม่สามารถควบคุมได้ทั่วถึงจึงเกิดช่องว่าง หรือการสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการดำเนินการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่เจริญก้าวหน้า 4. แรงจูงใจ การขาดแรงจูงใจที่จะกระตุ้นให้ทำการผลิตหรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพราะเอกชนไม่มี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนไม่สามารถแสวงหากำไรจากการ ดำเนินงานของตน
18 5. การผลิตสินค้าและบริการ การผลิตหรือการจัดสรรสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคอาจไม่ตรงกับความ ต้องการ เพราะรัฐบาลอาจจะเห็นว่าสินค้าที่ผลิตนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย จึงจำกัดปริมาณการผลิตและหันไปผลิตสินค้าอื่นที่ รัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นแทน เช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้อาจเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ต้องการก็ได้ 9.3 ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy System) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกับระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง ทั้งรัฐบาลและเอกชนมีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รัฐบาลและเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินกลไกราคาจะมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร และจัดสรรผลผลิต แต่จะมีบทบาทน้อยกว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเนื่องจากมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจหลายฝ่าย เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมการค้าและธุรกิจ กลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลและอำนาจผูกขาดบางส่วน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจผลิต การ ลงทุน การจัดสรรทรัพยากร เป็นต้น ระบบเศรษฐกิจแบบผสมเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้มีการเลือกเครื่องมือเพื่อใช้ในการ แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับกิจกรรม เพราะเป็นระบบที่ใช้ทั้งกลไลราคาและการวางแผนจากส่วนกลาง ข้อดีและข้อเสียของระบบเศรษฐกิจแบบผสม ข้อดี มีดังนี้ การดำเนินการมีความคล่องตัว เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของสภาพเศรษฐกิจได้การอาศัย กลไกราคาเพื่อจูงใจให้เอกชนทำการลงทุนและทำการผลิตสินค้าและบริการเพื่อลดภาระของรัฐบาล แต่ถ้าการดำเนินการ ของเอกชนไปถึงระยะหนึ่งที่รัฐบาลเห็นว่าถ้ายังคงให้เอกชนดำเนินการต่อไปอย่างอิสระอาจเกิดปัญหาและความเดือดร้อนแก่ ประชาชนได้ รัฐบาลก็จะเข้ามาดำเนินการควบคุมหรือออกกฎข้อบังคับหรือกฎหมาย และเมื่อใดที่รัฐบาลเห็นว่าไม่มีความ จำเป็นที่ต้องเข้าไปกำกับก็จะปล่อยให้เอกชนดำเนินการต่อไป ข้อเสีย มีดังนี้ เอกชนอาจขาดแรงจูงใจในการดำเนินการ เพราะเอกชนมีความรู้สึกว่าการเข้ามาดำเนินการต้องเสี่ยงกับความ ไม่แน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายและการใช้อำนาจต่าง ๆ ทำให้เอกชนขาดความ มั่นใจในการลงทุน การดำเนินการผลิตขนาดใหญ่ของรัฐบาลมักจะขาดประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเอกชน กล่าวคือ คุณภาพ จะไม่เท่าเทียมกับที่เอกชนผลิตขึ้น 10. ครูใช้วิธีการเขียนกระดานพร้อมทั้งเทคนิคการบรรยาย เครื่องมือประกอบการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ใน การศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจที่ตรงกัน นักเศรษฐศาสตร์จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ บางอย่างเข้ามาช่วย นอกเหนือจากการอธิบายโดยวิธีพรรณนา ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ ฟังก์ชัน สมการ กราฟ ความชัน ค่ารวม ค่าเฉลี่ย และค่าหน่วยเพิ่ม รวมทั้งค่าสูงสุด-ค่าตํ่าสุด ก่อนที่จะได้ทำการศึกษาต่อไป ในที่นี้จะอธิบายเครื่องมือต่าง ๆ คร่าว ๆ โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์ของตัวแปรเพียงสองตัวเท่านั้น เพื่อไม่ให้ยุ่งยากเกินไปและสามารถเข้าใจทฤษฎีในบทต่อ ๆ ไปได้ 10.1 ฟังก์ชัน (Function) หมายถึง ความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปโดยสามารถแสดงในรูป คณิตศาสตร์ได้ เช่น
19 Y = f(X) นั่นคือ Y เป็นฟังก์ชันของ X หมายความว่า ค่าของ Y ขึ้นอยู่กับค่าของ X เมื่อค่าของ X เปลี่ยนแปลงไปจะทำ ให้ค่าของ Y เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จึงเรียกตัวแปร Y ว่าตัวแปรตาม (Dependent Variable)เพราะมีค่าเปลี่ยนแปลงตาม ค่าของ X และเรียกตัวแปร X ว่าตัวแปรอิสระ (Independent Variable)เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าของตัวแปรใดๆ การใช้ฟังก์ชันแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น ฟังก์ชันอุปสงค์แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างจำนวนสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องการซื้อ (Qx ) และปัจจัยอื่น ๆ เช่น ราคาสินค้าชนิดอื่น (PY) รายได้ (Y) รสนิยม (T) เป็น ต้น สามารถเขียนเป็นฟังก์ชันอุปสงค์ได้ดังนี้ Qx = f(Px , Py , Y, T) ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะบอกเพียงว่า ค่าของตัวแปรใดขึ้นอยู่กับค่าของตัวแปรใด หากต้องการแสดง ความสัมพันธ์ที่แน่นอนจะต้องแสดงความสัมพันธ์ในรูปของสมการเพื่อถอดหาค่า เช่น Y = 4X หมายความว่า ค่าของ Y จะ เป็น 4 เท่าของค่า X เสมอ 10.2 สมการ (Equation) ฟังก์ชันจะแสดงให้เห็นว่าตัวแปรใดมีความสัมพันธ์กันเท่านั้น แต่ไม่ได้แสดงให้เห็น ถึงความสัมพันธ์ที่เฉพาะเจาะจง กล่าวคือ ถ้าต้องการแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆอย่างแน่ชัดต้องแสดงโดยใช้สมการ ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะสมการเส้นตรง (Linear Equation) เท่านั้น รูปทั่วไปของสมการเส้นตรงเมื่อ Y = f(X) คือ Y = a + bX เมื่อ a คือ ค่าของ Y เมื่อ X มีค่าเท่ากับศูนย์ หรืออาจเรียกว่าส่วนตัดแกนตั้ง หรือแกน Y b คือ ค่าการเปลี่ยนแปลงของ Y เมื่อ X เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย โดยเครื่องหมายข้างหน้า b จะเป็น เครื่องหมายแสดงความสัมพันธ์ของ X และ Y ถ้าเครื่องหมายบวก แสดงว่า X และ Y มีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อค่าของ X เพิ่มขึ้นค่าของ Y จะเพิ่มขึ้นด้วย และถ้าค่าของ X ลดลงค่าของ Y ก็จะลดลง แต่ถ้าเครื่องหมายลบ แสดงว่า X และ Y มีความสัมพันธ์ไปในทางตรงข้ามกัน กล่าวคือ เมื่อค่าของ X เพิ่มขึ้น ค่าของ Y จะลดลง และถ้าค่าของ X ลดลง ค่าของ Y จะเพิ่มขึ้น สมมติว่า สมการการบริโภค คือ C = 100 + 0.75Yd เมื่อ C = รายจ่ายในการบริโภค
20 Yd = รายได้สุทธิส่วนบุคคลที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ จากสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายจ่ายในการบริโภคและรายได้สุทธิข้างต้น ทำให้ทราบว่ารายจ่ายใน การบริโภคจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิ รายจ่ายคงที่ในการบริโภคจะมีค่าเท่ากับ 100 หน่วย (คือค่าตัว a ใน สมการทั่วไป) และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองเป็นไปในทางเดียวกันโดยถ้ารายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะทำให้ รายจ่ายในการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.75 หน่วย และในทางตรงข้าม ถ้ารายได้สุทธิลดลง 1 หน่วย จะทำให้รายจ่ายในการบริโภค ลดลง 0.75 หน่วยด้วย (คือค่าตัว b ในสมการรูปทั่วไป) 10.3 กราฟ (Graph) ใช้แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่2 ตัวขึ้นไปในลักษณะรูปกราฟที่พบเสมอในทาง เศรษฐศาสตร์ใช้แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรเพียง 2 ตัวบนกราฟที่มี2 แกน คือ แกนตั้งและแกนนอนทั้งสองแกนนี้จะตั้ง ฉากกัน โดยจุดตัดเรียกว่า จุดกำเนิด (Origin) ณ จุดนี้ค่าของแกนตั้งและแกนนอน มีค่าเท่ากับศูนย์ การอ่านค่า จากกราฟบน แกนตั้งที่อยู่เหนือจุดกำเนิด จะมีค่าเป็นบวก ค่าที่อยู่ใต้จุดกำเนิดจะมีค่าติดลบ ส่วนแกนนอนนั้นค่าที่อยู่ทางขวาของจุด กำเนิดจะมีค่าเป็นบวก และค่าที่อยู่ทางซ้ายของจุดกำเนิดจะมีค่าติดลบ และโดยปกตินิยมกำหนดให้แกนนอนแสดงค่าของตัว แปรอิสระ และบนแกนตั้ง แสดงค่าของตัวแปรตาม ดังรูป จากสมการการบริโภค C = 100 + 0.75Yd ถ้าแทนค่าของ Yd ลงในสมการ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะได้ค่า ของ C ชุดหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับค่าของ Yd ดังตาราง รายได้สุทธิ (Yd ) รายจ่ายในการบริโภค (C) แสดงแกนตั้งและแกนนอนของกราฟ ตารางแสดงรายจ่ายในการบริโภค ณ ระดับรายได้สุทธิระดับต่างๆ
21 0 100 100 175 120 190 160 220 200 250 จากตาราง เมื่อนำค่าของ C และ Yd มาเขียนกราฟ โดยให้แกนตั้งแสดงค่าของ C และแกนนอนแสดงค่าของ Yd นำค่าของ C และ Yd แต่ละคู่มาเขียนเป็นกราฟเส้นตรง ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ของ C และ Yd ซึ่งมีลักษณะความสัมพันธ์ ดังสมการ C = 100 + 0.75Yd ดังรูป 10.4 ความชัน (Slope) คือ อัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงของค่าตัวแปรบนแกนตั้งต่อการเปลี่ยนแปลงของ ค่าตัวแปรบนแกนนอน หรือสามารถเขียนในรูปคณิตศาสตร์ได้ดังนี้ เมื่อ ΔY คือ ค่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรบนแกนตั้ง ΔX คือ ค่าการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรบนแกนนอน และวิธีการหาค่าความชันพิจารณาได้ ดังรูป เส้นแสดงการบริโภค งการบริโภค
22 จากรูปทั่วไปของสมการเส้นตรง Y = a + bX ค่า b คือ ค่าการเปลี่ยนแปลงของ Y เมื่อ X มีการเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย หรือสามารถเขียนรูปคณิตศาสตร์ คือ b= นั่นคือ ความชัน (Slope) = b นั่นเอง ในกรณีกราฟเส้นตรงค่าความชัน ณ จุดต่าง ๆ จะมีค่าเท่ากันตลอดทั้งเส้น ส่วนการหาค่าความชันบน เส้นโค้งต้องลากเส้นตรงสัมผัสจุดที่ต้องการหาค่าความชัน ซึ่งค่าความชันของเส้นตรงที่ลากมาสัมผัสนี้จะเป็นค่าความชันของ เส้นโค้ง ณ จุดที่ต้องการหา โดยจุดต่าง ๆ บนเส้นโค้งจะมีความชันไม่เท่ากัน ดังรูป แสดงการหาค่าความชันของกราฟเส้นตรง งการบริโภค แสดงการหาค่าความชันของกราฟเส้นโค้ง งการบริโภค
23 ทั้งนี้ ค่าความชันอาจมีค่าเป็นได้ทั้งค่าบวก ค่าลบ ศูนย์ หรืออินฟินิตี้ก็ได้ ดังรูป จากรูป (ก) แสดงค่าความชันซึ่งมีค่าเป็นลบ แสดงค่าของ X และ Y เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงข้ามกัน ค่าของ X เพิ่มขึ้น ค่าของ Y จะลดลง หรือถ้าค่าของ X ลดลง ค่าของ Y จะเพิ่มขึ้น สมการทั่วไปของเส้นตรงแบบนี้ คือ Y = a – bX จากรูป (ข) แสดงค่าความชันซึ่งมีค่าเป็นบวก แสดงว่าค่าของ X และ Y เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน ถ้าค่า ของ X เพิ่มขึ้น ค่าของ Y จะเพิ่มขึ้นด้วย ในทำนองเดียวกัน ถ้าค่าของ X ลดลง ค่าของ Yจะลดลงด้วย สมการทั่วไปของ เส้นตรงแบบนี้ คือ Y = a + bX จากรูป (ค) แสดงค่าความชันซึ่งมีค่าเป็นศูนย์ แสดงว่าไม่ว่าค่าของ X จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรค่าของ Y จะ ไม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ค่าของ Y จะมีค่าคงที่ สมการทั่วไปของเส้นตรงแบบนี้ คือ Y = a จากรูป (ง) แสดงค่าความชันซึ่งมีค่าเป็นอินฟินิตี้ หมายความว่า ไม่ว่าค่าของ Y จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ค่า ของ X จะไม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและมีค่าคงที่ตลอด สมการทั่วไปของเส้นตรงแบบนี้ คือ X = d ในกรณีเส้นตรงลากออกจากจุดกำเนิดค่าจุดตัดแกนตั้ง หรือ a จะมีค่าเป็นศูนย์ สมการทั่วไปของเส้นตรงแบบ นี้จึงมีลักษณะเป็นดังนี้Y = bX และในกรณีที่เส้นตรงลากจากจุดกำเนิดทำมุม 45 องศากับแกนตั้งและแกนนอน ค่าความชัน ของเส้นตรงนี้จะมีค่าเท่ากับ 1 โดยมีสมการทั่วไป คือ Y = X นั่นคือ ทุกๆ จุดบนเส้นตรงเส้นนี้ให้ค่า X และ Y ที่เท่ากัน ดังรูป แสดงกราฟเส้นตรงที่มีค่าความชันแบบต่างๆ งการบริโภค
24 10.5 ค่ารวม ค่าเฉลี่ย และค่าหน่วยเพิ่ม (Total, Average and Marginal Value) เมื่อเราทราบแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรอิสระ เราจึงต้องศึกษาต่อไปว่าความเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้เท่าไร โดยทั่วไปอาจวัดค่าออกมาได้3 แบบ คือ 1) ค่ารวม (Total Value) คือ ยอดรวมทั้งหมด เช่น ต้นทุนรวม รายได้รวม กำไรรวม เป็นต้น 2) ค่าเฉลี่ย (Average Value) อัตราส่วนของยอดรวมตัวแปรตามกับยอดรวมของตัวแปรอิสระ เช่น ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย รายได้เฉลี่ยต่อวัน กำไรเฉลี่ย เป็นต้น 3) ค่าหน่วยเพิ่ม (Marginal value) เป็นวิธีวัดค่าที่นิยมกันมากในทางเศรษฐศาสตร์ค่าหน่วยเพิ่ม คือ การพิจารณาว่าตัวแปรตามจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร เมื่อตัวแปรอิสระเปลี่ยนแปลงค่าไป จากเดิม 1 หน่วย สูตรของหน่วยเพิ่ม = 10.6 ค่าสูงสุดและตํ่าสุด (Maximum and Minimum Value) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มักให้ความสำคัญกับ การหาค่าสูงสุดและตํ่าสุด การหาค่าดังกล่าวสามารถทำได้โดยวิธีแคลคูลัสและโดยอาศัยรูปกราฟ นอกจากนี้การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ยังได้อาศัยการอธิบายภาวะดุลยภาพ (Equilibrium) เพื่อประโยชน์ใน การอธิบายสภาวะที่เป็นไปในท้ายที่สุดของการปรับตัว และเป็นหลักในการคาดคะเนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทาง เศรษฐกิจ โดยดุลยภาพในทางทฤษฎีหมายถึง สภาวะบางส่วนหรือทังหมดของระบบเศรษฐกิจที่ปัจจัยต่าง ๆ ที่เคยก่อให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงมีความพอดี อยู่ในภาวะสมดุลโดยตัวแปรต่าง ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่โดยทั่วไปตัวแปร ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่เป็นจริงจึงมักไม่อยู่ในภาวะสมดุล เป็นแต่เพียง การวิ่งเข้าหาภาวะสมดุลที่ผันแปรอยู่เสมอเท่านั้น 11. ครูใช้วิธีบรรยาย ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีความสำคัญและมีประโยชน์ ทำให้ทราบถึงวิธีการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเหตุผล ดังนั้น วิชานี้จึงมักเป็นวิชาพื้นฐานของการศึกษาในแขนงวิชา อื่น ๆ ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ดังนี้ แสดงกราฟเส้นตรงที่ลากจากจุดกำเนิด งการบริโภค ส่วนเปลี่ยนของตัวแปรตาม Y ส่วนเปลี่ยนของตัวแปรอิสระ X งการบริโภค
25 1. ช่วยให้การดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์และมีเหตุมีผล เพราะมนุษย์จะต้องตัดสินใจใน กิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเวลา เช่น ซื้อสินค้าอะไรมาบริโภค จำนวนเท่าใด ซื้ออะไรก่อนอะไรหลัง การตัดสินใจอย่างมี หลักเกณฑ์จะช่วยให้การดำรงชีวิตประจำวันเป็นปกติสุข 2. เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจและอาชีพอิสระ เช่น นักการธนาคาร นักบัญชี นัก ปกครอง ผู้จัดการบริษัท ทนายความ นักหนังสือพิมพ์ เป็นต้น 3. หน่วยธุรกิจสามารถนำความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น สามารถคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจใน อนาคตได้ถูกต้อง ทำให้การวางแผนเกี่ยวกับการลงทุน การผลิต การกำหนดราคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 4. ในแง่ของส่วนรวม ถ้าประชาชนมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ก็จะสามารถประกอบอาชีพในอันที่จะก่อให้เกิด ความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองและส่วนรวม หรือในกรณีที่ประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลก็จะได้รับความร่วมมือใน การแก้ไขปัญหาอย่างดี ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่อนคลายไปในทางที่ดีได้รวดเร็วขึ้น 5. เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เข้าใจกฎเกณฑ์และสถาบันทางเศรษฐกิจที่มนุษย์ตั้งขึ้น ทำให้เกิดแนวทางการ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคมเศรษฐกิจที่ตนอาศัยอยู่ให้มีความเจริญยิ่งขึ้น 6. ในแง่ของรัฐบาล ทำให้ผู้บริหารประเทศเข้าใจถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัจจัย สภาวะแวดล้อมและสภาวะทาง เศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ โดยจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐศาสตร์ไปแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง วางแผนส่งเสริมและพัฒนาให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเจริญก้าวหน้าและมีเสถียรภาพต่อไป สรุป วิชาเศรษฐศาสตร์ คือ วิชาที่ศึกษาถึงการเลือกทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ในการผลิต สินค้าและบริการอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด และหาทางแจกจ่ายหรือกระจายสินค้าและบริการออกไปเพื่อ สนองความต้องการของมนุษย์ที่มีความต้องการไม่จำกัดให้ได้รับความพอใจสูงสุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด บิดาของวิชา เศรษฐศาสตร์ คือ อดัม สมิธ วิชาเศรษฐศาสตร์แบ่งการศึกษาออกเป็นเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค โดย เศรษฐศาสตร์จุลภาคเป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนย่อยของระบบเศรษฐกิจ แต่เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็น การศึกษาเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งระบบในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มีเครื่องมือที่นิยมนำมาใช้อธิบายทฤษฎีทางด้าน เศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ข้อความบรรยาย ฟังก์ชัน สมการ และกราฟ 12. ครูสอนนักเรียนเพิ่มเติมเรื่องการประพฤติตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและหน้าที่การเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ขั้นสรุปและการประยุกต์ 13. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 14. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้
26 สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
27 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของเศรษฐศาสตร์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. ปัจจัยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง และเจ้าของปัจจัยการผลิตแต่ละประเภทได้ ผลตอบแทนในรูปใด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. เศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาคมีความแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. ผู้เรียนคิดว่าการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์มีวัตถุประสงค์อย่างไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 5. “เศรษฐศาสตร์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของนายซี หากนายซีอยู่คนเดียวบนเกาะหนู” ท่านเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
28 6. หน่วยเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจประกอบด้วยอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ทุกระบบเศรษฐกิจต้องเผชิญมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแตกต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. ท่านคิดว่าการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มีประโยชน์อย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. ภาวะดุลยภาพในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงอะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
29 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ได้จำแนกวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างไรบ้าง ก. เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์และเศรษฐศาสตร์นโยบาย ข. เศรษฐศาสตร์การเงินและเศรษฐศาสตร์การคลัง ค. เศรษฐศาสตร์จุลภาคและเศรษฐศาสตร์มหภาค ง. เศรษฐศาสตร์ภายในประเทศและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จ. เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์และเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ 2. วัตถุประสงค์ในการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์เพื่อควบคุมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามที่ต้องการ เป็นการศึกษา เศรษฐศาสตร์ในแนวทางใด ก. เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ ข. เศรษฐศาสตร์นโยบาย ค. เศรษฐศาสตร์การเงิน ง. เศรษฐศาสตร์การคลัง จ. เศรษฐศาสตร์จุลภาค 3. วิธีการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์มีกี่วิธี อะไรบ้าง ก. 2 วิธี คือ วิธีหาผลจากเหตุ และวิธีหาเหตุจากผล ข. 2 วิธี คือ วิธีสังเกตจากประวัติศาสตร์ และวิธีศึกษาจากสภาพปัจจุบัน ค. 3 วิธี คือ วิธีสังเกตจากประวัติศาสตร์ วิธีหาผลจากเหตุ และวิธีหาเหตุจากผล ง. 3 วิธี คือ วิธีศึกษาสภาพปัจจุบัน วิธีหาผลจากเหตุ และวิธีหาเหตุจากผล จ. 4 วิธี คือ ประสบการณ์ ประวัติศาสตร์ วิธีหาผลจากเหตุ และวิธีหาเหตุจากผล 4. ปัญหาข้อใดเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาค ก. ปัญหาความยากจน ข. ปัญหาการว่างงาน ค. เนื้อหมูขาดตลาด ง. ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ จ. การขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงิน 5. เนื้อหาสาระเรื่องใดต่อไปนี้ที่จัดอยู่ในเศรษฐศาสตร์มหภาค ก. พฤติกรรมของหน่วยผลิต ข. การศึกษารายได้ประชาชาติ ค. อุปสงค์ในการซื้อเนื้อสัตว์ ง. ความต้องการซื้อรถยนต์ จ. การผูกขาดในหน่วยผลิตต่าง ๆ
30 6. ปัจจัยการผลิตทางเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วยอะไร ก. ที่ดิน โรงงาน ทุน และวัตถุดิบ ข. ที่ดิน โรงงาน เงินทุน และผู้ประกอบการ ค. ที่ดิน แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ ง. ที่ดิน แรงงาน เงินทุน และเครื่องจักร จ. ที่ดิน วัตถุดิบ แรงงาน และโรงงาน 7. ปัญหาพื้นฐานใดในทางเศรษฐกิจที่ทุกระบบเศรษฐกิจจะต้องเผชิญ ก. ผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตเพื่อใคร ข. ผลิตอะไร ผลิตจำนวนเท่าใด และผลิตอย่างไร ค. ผลิตอะไร ผลิตจำนวนเท่าใด และผลิตเพื่อใคร ง. ผลิตอะไร ผลิตอย่างไร และผลิตจำนวนเท่าใด จ. ผลิตเพื่อใคร ผลิตจำนวนเท่าใด และผลิตเพื่ออะไร 8. ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด ก. ประชากรยากจน ข. การผูกขาดทางเศรษฐกิจ ค. ความต้องการของมนุษย์มีจำกัด ง. การนำสินค้าเข้ามากกว่าการส่งสินค้าออก จ. ทรัพยากรมีไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ 9. ประโยชน์ของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์คืออะไร ก. ทำให้เจ้าของธุรกิจรํ่ารวย ข. ทำให้เศรษฐกิจไม่ตกตํ่า ค. ทำให้บ้านเมืองมีความสงบ ง. ทำให้บุคคลในสังคมเข้าใจระบบเศรษฐกิจมากขึ้น จ. ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการได้ถูกต้อง 10. จากสมการ Y = f(X) Y คืออะไร ก. Y คือ ตัวแปรตาม X คือ ตัวแปรอิสระ ข. Y คือ ตัวแปรอิสระ X คือ ตัวแปรตาม ค. Y คือ ตัวแปรภายนอก X คือ ตัวแปรภายใน ง. Y คือ ตัวแปรภายใน X คือ ตัวแปรภายนอก จ. Y คือ ตัวแปรคงที่ X คือ ตัวแปรภายนอก
31 ตอนที่3 จงใส่เครื่องหมาย ✓ หรือ × หน้าข้อความที่เหมาะสม ..................... 1. ในทางเศรษฐศาสตร์ได้แบ่งสินค้าออกเป็น 2 ชนิด คือ สินค้ามีคุณภาพ และสินค้าไม่มีราคา ..................... 2. แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญมี3 สำนัก คือ คลาสสิก นีโอคลาสสิก และเคนส์ ..................... 3. เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษา ..................... 4. ภาคครัวเรือน เป็นหน่วยเศรษฐกิจที่ทำได้ทั้งการผลิต การบริโภค และการเก็บภาษี ..................... 5. ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ..................... 6. เครื่องมือที่ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ฟังก์ชัน สมการ กราฟ ความชัน ค่าตํ่าสุด-สูงสุด ..................... 7. แกนตั้งของกราฟวิชาเศรษฐศาสตร์แทนค่าตัวแปรอิสระ ส่วนแกนนอนแทนค่าตัวแปรตาม ..................... 8. ค่าของหน่วยเพิ่ม เป็นวิธีวัดค่าที่นิยมกันมากทางเศรษฐศาสตร์ ..................... 9. อุปสงค์ส่วนเกินเป็นภาวะที่ความต้องการซื้อมากกว่าปริมาณขาย ..................... 10. ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ทำให้ผู้บริหารประเทศเข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจและทราบแนวทางแก้ไขที่ เหมาะสม
32 ใบงานที่ 1 “เราไม่ถือว่าแรงงานสัตว์เป็นปัจจัยการผลิตประเภทแรงงาน แต่อนุโลมให้เป็นปัจจัยทุน” ผู้เรียน เห็นด้วย หรือไม่ เพราะเหตุใด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 ในบรรดาปัจจัยการผลิตทั้ง 4 ประเภท ผู้เรียนเห็นว่า “ปัจจัยการผลิตใดมีความสำคัญที่สุดในการสร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” เพราะเหตุใด อธิบายเหตุผล ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 3 ผู้เรียนคิดว่า “ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบใด” อธิบายและยกประเด็นสำคัญให้เห็นชัดเจน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
33 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
34 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่3 หน่วยที่2 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 3 ชื่อหน่วย อุปสงค์ อุปทาน และภาวะดุลยภาพของตลาด จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน กลไกราคาหรือระบบตลาดจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาและปริมาณ การซื้อขายสินค้าและบริการ ซึ่งเกิดขึ้นจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคหรืออุปสงค์ และการเสนอขายจากผู้ผลิตหรือ อุปทาน โดยทั้งอุปสงค์และอุปทานมีการเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยที่กำหนด และมีการปรับตัวเข้าหาจุดสมดุลหรือจุดดุลย ภาพในที่สุด จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ชนิดของอุปสงค์ ตัวกำหนดอุปสงค์ และกฎของอุปสงค์และเส้นอุปสงค์ได้ 2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อและการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ 3. อธิบายความหมายของอุปทาน ตัวกำหนดอุปทาน และกฎของอุปทานและเส้นอุปทานได้ 4. อธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณขายและการเปลี่ยนแปลงอุปทานได้ 5. อธิบายดุลยภาพของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพตลาดได้ สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ 2. แสดงความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปทาน สาระการเรียนรู้ 1. อุปสงค์ 2. การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อและการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ 3. อุปทาน 4. การเปลี่ยนแปลงปริมาณขายและการเปลี่ยนแปลงอุปทาน 5. ดุลยภาพของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพตลาด
35 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า โดยทั่วไปผู้ซื้อและผู้ขายแต่ละฝ่ายจะตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของตน การตัดสินใจของ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายนี่เองที่ร่วมกันกำหนดราคาสินค้าและบริการในตลาด การตัดสินใจของผู้ซื้อจะเกี่ยวข้องกับอุปสงค์ (Demand) ส่วนการตัดสินใจของผู้ขายจะเกี่ยวข้องกับอุปทาน (Supply) ดังนั้น ราคาสินค้าและบริการในตลาดจึงถูกกำหนด จากอุปสงค์และอุปทานร่วมกัน 2. ครูกล่าวว่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 นี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงหลักการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ โดยการใช้หลัก อุปสงค์และอุปทาน เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ ขั้นสอน 3. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย อุปสงค์ และยกตัวอย่างประกอบตามความเหมาะสมของ เนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น 3.1 ความหมายและชนิดของอุปสงค์ อุปสงค์ (Demand) หมายถึง ปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคมีความต้องกาซื้อ ในระยะเวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ของสินค้าและบริการนั้นคำว่า “ความต้องการซื้อ” ที่ปรากฏในความหมายข้างต้น ไม่ได้ หมายถึง ความต้องการธรรมดา (Want)แต่เป็นความต้องการที่มีอำนาจซื้อ (Purchasing Power) กำกับอยู่ด้วย คือ ผู้บริโภคจะต้องมีเงินเพียงพอที่จะจ่ายซื้อสินค้าและบริการนั้น ๆ ได้ เช่น (ยกตัวอย่าง) นายนภดลต้องการซื้อเครื่องเสียงติด รถยนต์ และนายนภดลมีเงินเพียงพอที่จะซื้อเครื่องเสียงนั้น ความต้องการของนายนภดลนี้เป็นสิ่งที่นายนภดลสามารถทำให้ เป็นจริงขึ้นได้ จึงถือว่าเป็นอุปสงค์ ในกรณีตรงข้าม หากนายนภดลไม่มีเงินที่จะจ่ายซื้อเครื่องเสียงความต้องการที่ปราศจาก อำนาจซื้อนี้จะไม่ถือว่าเป็นอุปสงค์ 3.2 ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์ ตัวกำหนดอุปสงค์ หมายถึง ตัวแปร (Variable) หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภค มีความต้องการที่จะซื้อ (Quantity Demanded) ปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อปริมาณซื้อมากน้อยไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละคน และกาลเวลา ปัจจัยต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้ 1. ราคาของสินค้า ด้วยเหตุที่ผู้บริโภคมีรายได้จำกัด เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นปริมาณซื้อจะ มีน้อยลง แต่ถ้าราคาสินค้าและบริการลดตํ่าลง ปริมาณซื้อจะมีมากขึ้น 2. ราคาของสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามปกติความต้องการของผู้บริโภคอาจถูกตอบสนองได้ด้วย สินค้าหลายชนิด ถ้าสินค้าชนิดหนึ่งมีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นน้อยลง และหันไปซื้อสินค้าอีกชนิดที่ใช้ ทดแทนกันได้ เช่น (ยกตัวอย่าง) เนื้อหมูกับเนื้อไก่ ผักบุ้งกับผักคะน้า เป็นสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้เมื่อราคาผักคะน้า สูงขึ้นในขณะที่ราคาผักบุ้งไม่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคอาจจะบริโภคผักบุ้งเพิ่มขึ้นโดยลดการบริโภคผักคะน้าลง ทำให้ปริมาณ
36 ซื้อเปลี่ยนแปลง สำหรับกรณีของสินค้าที่ต้องใช้ประกอบกัน เช่น กาแฟกับนํ้าตาล รถยนต์กับนํ้ามัน เป็นต้น เมื่อผู้บริโภค ต้องการบริโภคกาแฟมากขึ้น ก็ต้องบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น 3. รายได้เฉลี่ยของผู้บริโภค โดยทั่วไปเมื่อประชากรมีรายได้เฉลี่ยสูง ความต้องการสินค้าและบริการจะ เปลี่ยนไป กล่าวคือ มักจะลดการบริโภคสินค้าด้อย (Inferior Goods) ขณะเดียวกันก็หันไปบริโภคสินค้าปกติ (Normal Goods) มากขึ้น 4. รสนิยมของผู้บริโภค ปัจจัยที่กำหนดรสนิยมของผู้บริโภค ได้แก่ อายุ เพศ ค่านิยม การศึกษา แฟชั่น และอิทธิพลการโฆษณา เมื่อใดก็ตามที่รสนิยมของผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ปริมาณซื้อสินค้าและบริการ เปลี่ยนแปลงไปด้วย กล่าวคือ สินค้าและบริการใดเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคมจะทำให้ปริมาณซื้อสินค้าและบริการ ชนิดนั้นเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ปริมาณซื้อสินค้าและบริการชนิดนั้นจะลดลงเมื่อมีผู้นิยมน้อยลง เช่น เสื้อผ้า ภาพยนตร์ เทป เพลง รถยนต์ รองเท้า เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ หน่วยธุรกิจจึงยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในการโฆษณาเพื่อหวังผลในการ เปลี่ยนแปลงหรือรักษารสนิยมของผู้บริโภค 5. จำนวนประชากร ตามปกติเมื่อประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น ความต้องการสินค้าและบริการจะเพิ่ม สูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีข้อแม้ว่าประชากรเหล่านี้จะต้องมีอำนาจซื้อด้วย จึงจะสามารถซื้อสินค้าและบริการได้มากขึ้น 6. การคาดคะเนของผู้บริโภค นอกจากผู้บริโภคจะดูราคาปัจจุบันแล้ว ยังคาดคะเนราคาในอนาคตด้วย เช่น (ยกตัวอย่าง) ราคานํ้ามันจะเพิ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ผู้ใช้รถยนต์จะรีบนำรถไปเติมนํ้ามันในวันนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ในทาง ตรงข้าม ถ้าคาดว่าราคาในอนาคตจะลดลง ผู้บริโภคจะชะลอการซื้อ อุปสงค์ในปัจจุบันลดลงหรือเคลื่อนไปทางซ้ายมือทั้งเส้น 7. สภาพดินฟ้าอากาศหรือฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศหรือฤดูกาลส่งผลต่อปริมาณซื้อ สินค้าและบริการตามไปด้วย เช่น ในฤดูหนาวปริมาณซื้อเครื่องนุ่งห่มกันหนาวจะเพิ่มมากขึ้นหรือในฤดูร้อนปริมาณการซื้อ เครื่องปรับอากาศ พัดลม ไอศกรีม เป็นต้น จะมีมากขึ้น นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อปริมาณอุปสงค์ของสินค้าและ บริการ เช่น ระดับการศึกษา การโฆษณา และการเลียนแบบ เป็นต้น แต่การศึกษาอุปสงค์ในทางเศรษฐศาสตร์มักจะอธิบาย เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณซื้อสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งกับราคาสินค้าและบริการชนิดนั้นเท่านั้น โดย กำหนดให้ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์อื่น ๆ อยู่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การหาความสัมพันธ์ 3.3 กฎของอุปสงค์และเส้นอุปสงค์ กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) อธิบายไว้ว่า “เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ ปริมาณของสินค้า และบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อย่อมเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้ามกับราคาของสินค้าและบริการชนิดนั้น เสมอ” หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดนั้นในปริมาณน้อยลง และเมื่อราคาลดลงผู้บริโภคจะ ซื้อสินค้าในปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้โดยสมมติให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณสินค้า นอกจากแสดงเป็นฟังก์ชันอุปสงค์แล้ว ยังอาจแสดงได้ในรูป สมการอุปสงค์ ตารางอุปสงค์ และเส้นอุปสงค์ ได้ดังนี้
37 สมการอุปสงค์ คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณซื้อในรูปของสมการ ซึ่งอาจเป็น สมการเส้นตรงหรือเส้นโค้ง แต่ส่วนมากเป็นสมการเส้นตรง เช่น Qd = 10 – 2P จากสมการอุปสงค์ดังกล่าวสามารถสร้าง เป็นตารางอุปสงค์ โดยสมมติค่าต่างๆ ของ P แล้วคำนวณค่า Q ได้ ดังตาราง ราคาต่อหน่วย (บาท) ปริมาณซื้อ (กก.) 5 0 4 2 3 4 2 6 1 8 จากตาราง แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาต่อหน่วยกับปริมาณเงาะที่ผู้บริโภคต้องการซื้อในระยะเวลา หนึ่ง จากตัวเลขทั้งหมดในตารางสามารถแสดงเป็นรูปกราฟเส้นได้ด้วย การหาจุดต่าง ๆ บนกราฟแต่ละจุดจะแทนด้วยราคา เงาะระดับหนึ่งกับปริมาณเงาะที่ตรงคู่กัน เมื่อลากเส้นเชื่อมจุดเหล่านี้แล้วจะได้เส้นอุปสงค์ของเงาะ (D) เส้นอุปสงค์มีลักษณะ ทอดตํ่าลงจากซ้ายมาขวา และมีค่าความชันเป็นลบ ดังรูป 3.4 อุปสงค์รายบุคคลและอุปสงค์ของตลาด เส้นอุปสงค์ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. อุปสงค์รายบุคคล (individual demand) คือ เป็นปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งของ ผู้บริโภครายใดรายหนึ่ง ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ตาราง แสดงปริมาณซื้อเงาะของผู้บริโภคคนหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ ลักษณะของเส้นอุปสงค์ (Demand Curve)
38 2. อุปสงค์ของตลาด (market demand) เป็นปริมาณความต้องการรวมของผู้บริโภคทุกรายในตลาด ในที่นี้จะได้กล่าวถึงอุปสงค์รายบุคคลและอุปสงค์ของตลาด เนื่องจากปริมาณสินค้าแต่ละชนิดที่ผู้บริโภค แต่ละคนซื้อ (individual demand) ณ ระดับราคาต่าง ๆ เมื่อรวมกันจะเท่ากับปริมาณซื้อรวมณ ระดับราคานั้น ๆ ดังนั้น อุปสงค์ของตลาด (market demand) สำหรับสินค้าชนิดใด จึงหาได้จากการรวมอุปสงค์สำหรับสินค้าชนิดนั้นของผู้บริโภค แต่ละคน ดังตาราง ราคา (บาท/ขวด) ปริมาณซื้อ ของนาย ก (ขวด) ปริมาณซื้อ ของนาย ข (ขวด) ปริมาณซื้อ ของนาย ค (ขวด) ปริมาณซื้อ ของตลาด (ขวด) 0 7 5 4 16 1 5 3 2 10 2 3 2 0 5 3 2 0 0 2 4 0 0 0 0 จากตาราง การหาอุปสงค์ของตลาดนํ้าผลไม้ชนิดหนึ่ง สมมติว่าในตลาดนี้มีผู้ซื้อเพียง 3 ราย คือ นาย ก นาย ข และนาย ค วิธีการคือ รวมปริมาณซื้อของคนทั้ง 3 ในแต่ละระดับราคา ผลรวมของปริมาณซื้อของตลาด ณ ราคานั้น เมื่อได้ปริมาณของตลาด ณ ทุกระดับราคาแล้ว ก็นำตัวเลขเหล่านั้นไปหาจุดบนกราฟลากเส้นเชื่อมจุดเหล่านี้เข้าด้วยกัน เส้น ที่เกิดขึ้นคือ เส้นอุปสงค์ของตลาดนํ้าผลไม้ชนิดนั้น ดังรูป ตาราง แสดงอุปสงค์ของบุคคลและอุปสงค์ของตลาดน้ำผลไม้ แสดงการหาเส้นอุปสงค์ของตลาดจากเส้นอุปสงค์ของบุคคล