139 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า การที่ผู้ผลิตจะตัดสินใจทำการผลิตสินค้าหรือบริการเป็นจำนวนเท่าใดจากปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ใน ขณะนั้น จึงจะได้รับกำไรสูงสุดหรือขาดทุนน้อยที่สุด ผู้ผลิตจะต้องนำต้นทุนการผลิตและรายรับจากการผลิตมาเปรียบเทียบ กัน การศึกษาต้นทุนการผลิต รายรับจากการผลิตและกำไรจากการผลิตจึงเป็นการศึกษาทางด้านอุปทานของสินค้าหรือ บริการ ซึ่งเป็นการพิจารณาทางด้านพฤติกรรมของผู้ผลิต ขั้นสอน 2. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายของต้นทุนประเภทต่างๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ ในทางเศรษฐศาสตร์แบ่งต้นทุนออกเป็นลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ ต้นทุนค่าเสียโอกาส ต้นทุนชัดแจ้งต้นทุนไม่ชัด แจ้ง ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนทางบัญชี ต้นทุนเอกชนและต้นทุนทางสังคม โดยมีลักษณะของต้นทุนแต่ละชนิดดังนี้ 2.1 ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เนื่องจากทรัพยากรมีอยู่จำกัดและมีน้อยกว่าความต้องการของมนุษย์ จึงทำให้ต้องตัดสินใจใช้ทรัพยากร ในทางเลือกหนึ่ง ๆ และถ้าตัดสินใจใช้ทรัพยากรไปในทางใดทางหนึ่งแล้วย่อมเสียโอกาสที่จะนำทรัพยากรนี้ไปใช้ในทางอื่น ๆ เรียกว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” คือ มูลค่าสูงสุดของผลประโยชน์จากทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ได้เลือก เนื่องจากได้ตัดสินใจใช้ ทรัพยากรในทางเลือกหนึ่งไปแล้ว ในการผลิตสินค้าอย่างหนึ่งผู้ผลิตจะต้องซื้อปัจจัยการผลิตจำนวนหนึ่งจากเจ้าของปัจจัย การผลิต และเมื่อตัดสินใจนำปัจจัยเหล่านั้นไปใช้ในการผลิตสินค้าแล้ว จะทำให้ไม่สามารถนำปัจจัยดังกล่าวไปใช้ในทางเลือก อื่นได้เช่น การที่ผู้ผลิตใช้ทรัพยากรจำนวนหนึ่งผลิตสินค้า A ก็หมายถึง สินค้า B, C, D, …. ที่ผลิตโดยใช้ทรัพยากรจำนวน เดียวกันหายไปจากสังคม การที่นักศึกษาใช้เวลาในการอ่านหนังสือเตรียมสอบ ก็จะทำให้หมดโอกาสที่จะใช้เวลาดังกล่าวไปดู ภาพยนตร์ หรือเที่ยวเตร่ หรือการใช้เวลาในการศึกษาเล่าเรียนก็หมดโอกาสที่จะใช้เวลานั้นทำงานหารายได้ เป็นต้น การ ตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรในทางใดทางหนึ่งนั้น ทำให้เกิดต้นทุนในการเลือกขึ้น ต้นทุนดังกล่าวนี้เรียกว่า “ต้นทุน ค่าเสีย โอกาส” 2.2 ต้นทุนชัดแจ้ง ต้นทุนไม่ชัดแจ้ง ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนทางบัญชี ต้นทุนชัดแจ้ง (Explicit Cost) เป็นรายจ่ายที่ผู้ผลิตได้จ่ายออกไปจริง ๆ ซึ่งอาจจ่ายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อ เป็นค่าตอบแทนในการใช้ปัจจัยการผลิต ส่วนต้นทุนไม่ชัดแจ้ง (Implicit Cost) เป็นต้นทุนของการใช้ปัจจัยการผลิตในส่วน ที่ผู้ผลิตไม่ได้จ่ายออกไปจริง ๆ หรือหมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ผลิตที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นต้นทุนที่ ไม่ได้จ่ายออกไปจริง ๆ ได้แก่ ต้นทุนของปัจจัยการผลิตที่ผู้ผลิตเป็นเจ้าของ ได้แก่ ค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และกำไร ที่ได้มา จากปัจจัยการผลิตของผู้ผลิต ทำให้ผู้ผลิตสูญเสียโอกาสที่จะนำปัจจัยการผลิตเหล่านี้ไปใช้ในทางเลือกอื่น และค่าเสื่อมราคา ทางเศรษฐศาสตร์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Cost) ประกอบด้วยต้นทุนทั้งหมดที่รวมทั้งต้นทุนชัดแจ้งและ
140 ต้นทุนไม่ชัดแจ้งแต่ต้นทุนทางบัญชี (Accounting Cost) ประกอบด้วยต้นทุนชัดแจ้งเท่านั้น ดังนั้นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ จึงมีความหมายกว้างกว่าต้นทุนทางบัญชี 2.3 ต้นทุนเอกชนและต้นทุนทางสังคม ต้นทุนเอกชน (Private Cost) เป็นรายจ่ายที่เกิดจากการผลิตทั้งหมดและผู้ผลิตถือว่าเป็นต้นทุน ของตนเอง ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนชัดแจ้งและต้นทุนไม่ชัดแจ้ง อย่างไรก็ตาม ต้นทุนประเภทนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อบุคคล อื่น ๆ ในสังคม เช่น โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยนํ้าเสียออกมาตามแม่นํ้าลำคลอง ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นป่วย ซึ่ง ผลเสียที่เกิดขึ้นถือเป็นต้นทุนภายนอก (External Cost) ดังนั้น ต้นทุนทางสังคม (Social Cost) เป็นต้นทุนทุกชนิดที่ เกิดขึ้นโดยตรงหรือสืบเนื่องมาจากการผลิตประกอบด้วยต้นทุนเอกชนและต้นทุนภายนอก 3. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายของต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดในระยะสั้น ปัจจัยการผลิตในระยะสั้นประกอบด้วยปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร ดังนั้น ต้นทุนการผลิตในระยะสั้นจึง ประกอบด้วยต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตและต้นทุนการผลิตในระยะสั้นแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ ต้นทุนรวม ต้นทุนเฉลี่ย และต้นทุนหน่วยสุดท้าย 3.1 ต้นทุนรวม (Total Cost : TC) หมายถึง ต้นทุนของปัจจัยการผลิตทุกชนิดที่นำมาใช้ในการผลิต ประกอบด้วยต้นทุนรวมและต้นทุนผันแปรรวม เขียนเป็นสมการได้ดังนี้ TC = TFC + TVC 1. ต้นทุนคงที่รวม (Total Fixed Cost: TFC) หมายถึง ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตจะ ไม่ผลิตหรือผลิตมากน้อยเท่าไรก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ต้นทุนเหล่านี้ เช่น ค่าเช่าที่ดินค่าก่อสร้างอาคารโรงงาน ค่าเครื่องจักรรวมทั้งค่าติดตั้ง เป็นต้น 2. ต้นทุนผันแปรรวม (Total Variable Cost: TVC) หมายถึง ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิต ต้นทุนประเภทนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีการผลิต เช่น แรงงาน วัตถุดิบ นํ้ามันเชื้อเพลิงนํ้าประปา ค่าไฟฟ้า เป็นต้น 3.2 ต้นทุนเฉลี่ย (Average Cost: AC) หรือต้นทุนรวมเฉลี่ย (Average Total Cost: ATC) คือต้นทุนรวม เฉลี่ยต่อหน่วยของผลผลิต ซึ่งสามารถหาต้นทุนเฉลี่ยได้จากอัตราส่วนของต้นทุนรวมกับจำนวนผลผลิต ดังสมการต่อไปนี้ AC = TC Q = AFC + AVC
141 1. ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (Average Fixed Cost: AFC) คือ ต้นทุนคงที่ทั้งหมดเฉลี่ยต่อหน่วยของผลผลิต สามารถหาต้นทุนคงที่เฉลี่ยได้จากอัตราส่วนของต้นทุนคงที่รวมกับจำนวนผลผลิต ดังสมการต่อไปนี้ AFC = TFC Q 2. ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (Average Variable Cost: AVC) คือ ต้นทุนผันแปรทั้งหมดเฉลี่ยต่อหน่วยของ ผลผลิต โดยหาต้นทุนผันแปรเฉลี่ยได้จากอัตราส่วนของต้นทุนผันแปรรวมกับจำนวนผลผลิตดังสมการต่อไปนี้ AVC = TVC Q 3.3 ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost: MC) คือ ต้นทุนรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเปลี่ยนแปลงปริมาณ การผลิต 1 หน่วย สามารถหาต้นทุนหน่วยสุดท้ายได้จากอัตราส่วนของส่วนเปลี่ยนแปลงของต้นทุนรวมกับส่วนเปลี่ยนแปลง ของจำนวนผลผลิต ดังสมการต่อไปนี้ MC = ΔTC ΔQ ต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดที่กล่าวถึงข้างต้น สามารถแสดงความสัมพันธ์ได้ดังตารางต่อไปนี้ และจากตัวเลข เหล่านี้สามารถนำามาเขียนเป็็นเส้นต้นทุนประเภทต่าง ๆ ได้
142 ในตาราง แสดงต้นทุนชนิดต่าง ๆ ในแต่ละระดับผลผลิตของการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งเริ่มจากผลผลิต 0 หน่วยเป็นต้นไป และแสดงถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนแต่ละชนิด เมื่อมีการเพิ่มการผลิตเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งหน่วย จากรูปข้างต้นแสดงลักษณะของเส้นต้นทุนชนิดต่าง ๆ และจำนวนผลผลิตเป็นแกนนอน อธิบายได้ดังนี้ 1. ต้นทุนคงที่รวม (Total Fixed Cost: TFC) มีค่าเท่าเดิมหรือไม่เปลี่ยนแปลงตามจำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แสดงในตารางข้างต้นของช่องที่ 2 จะพบว่าต้นทุนคงที่รวมมีค่าเท่ากับ 50 เท่ากันตลอดทุกระดับผลผลิต เมื่อพิจารณาจาก รูป เส้นต้นทุนคงที่รวมมีลักษณะเป็นเส้นตรงขนานกับแกนนอน แสดงว่าต้นทุนนี้ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าผู้ผลิตจะไม่ผลิต ผลิต น้อย หรือผลิตมากก็ตาม ตาราง จำนวนผลผลิตและต้นทุนประเภทต่างๆ เส้นต้นทุนคงที่รวม เส้นต้นทุนผันแปรรวม และเส้นต้นทุนรวม
143 2. ต้นทุนผันแปรรวม (Total Variable Cost: TVC) เป็นเส้นที่มีลักษณะความโค้งแบบ Cubic Curve กล่าวคือ ในระยะแรกเป็นเส้นที่เว้าออกจากแกนนอนและช่วงหลังเว้าเข้าหาแกนนอน ลักษณะของเส้นเป็นไปตามกฎของการ ผลิตในระยะสั้น คือ กฎว่าด้วยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่ ดังแสดงในรูปและตารางช่องที่ 3 TVC มีค่าเท่ากับศูนย์เมื่อยังไม่มี การผลิต ต่อมาในระยะแรก ๆ ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้นทุนผันแปรรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง เมื่อทำ การผลิตเพิ่มขึ้น ในช่วงต่อมาผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง จึงทำให้ต้นทุนผันแปรรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์นี้เกิดจากกฎการลดน้อยถอยลงของผลได้ และเส้น TVC ต้องเป็นเส้นที่ออกจากจุดกำเนิด (Origin) เสมอ เพราะถ้าผู้ผลิตไม่ทำการผลิตเลย TVC จะมีค่าเป็นศูนย์ ค่าใช้จ่าย TVC เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่านํ้า ค่าไฟ เป็นต้น 3. ต้นทุนรวม (Total Cost: TC) มีค่าเท่ากับต้นทุนคงที่รวมเมื่อยังไม่ได้มีการผลิตแต่อย่างใดจากตาราง ข้างต้น ในช่องที่ 4 ผลผลิตเท่ากับศูนย์ ต้นทุนรวมเท่ากับ 50 มีค่าเท่ากับต้นทุนคงที่รวมต่อมาต้นทุนรวมจะมีค่าเพิ่มขึ้นตาม จำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนรวมมีลักษณะคล้ายกับเส้นต้นทุนผันแปรรวม จะเห็นได้ว่า ต้นทุนรวมมีค่ามากกว่าต้นทุนผัน แปรรวม (TC > TVC) เท่ากับ 50 เส้นต้นทุนรวมเป็นเส้นที่ลากออกจากแกนตั้ง ณ จุดเดียวกับเส้นต้นทุนคงที่รวม แสดงว่า แม้ว่าผู้ผลิตยังไม่ได้เริ่มผลิตแต่ก็มีต้นทุนเกิดขึ้นแล้ว เช่น ค่าที่ดิน ค่าโรงงาน ค่าเครื่องจักร เป็นต้น ต้นทุนรวมจึงมีค่าเท่ากับ ต้นทุนคงที่รวมต่อมาเส้นต้นทุนรวมจะเอียงขึ้นไปทางขวาและมีลักษณะคล้ายกับเส้นต้นทุนผันแปรรวม จะแตกต่างกันก็ตรง ตำแหน่งของเส้นต้นทุนรวมอยู่สูงกว่าตำแหน่งของเส้นต้นทุนผันแปรรวม เมื่อวัดระยะห่างของเส้นต้นทุนทั้งสองตามแกนตั้ง จะมีค่าเท่ากับต้นทุนคงที่รวมพอดี 1. ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (AFC) มีค่าลดลงอย่างรวดเร็วในระยะแรกและจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนคงที่รวมมีค่าเท่าเดิมแต่ผลผลิตมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้นทุนคงที่เฉลี่ยลดลงเรื่อย ๆ ดังแสดงในตาราง ข้างต้นของช่องที่5 เมื่อพิจารณารูปเส้นต้นทุนคงที่เฉลี่ยมีค่าความชันเป็นลบและมีลักษณะโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด แสดงว่า เมื่อจำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนคงที่เฉลี่ยลดลงแต่ต้นทุนคงที่เฉลี่ยจะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ แต่จะไม่เท่ากับศูนย์ เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้าย เส้นต้นทุนคงที่เฉลี่ย เส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย และเส้นต้นทุนเฉลี่ย
144 2. ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) มีค่าลดลงในระยะแรก เมื่อถึงผลผลิตระดับหนึ่งต้นทุนผันแปรเฉลี่ยจะมีค่า เพิ่มขึ้น ดังแสดงในตารางข้างต้นของช่องที่ 6 สำหรับเส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ยมีลักษณะคล้ายรูปตัวยู แสดงว่า ในระยะแรก ของการเพิ่มการผลิต ค่าเฉลี่ยของต้นทุนผันแปรมีค่าลดลง ต่อมาเมื่อผลิตเพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่ยของต้นทุนผันแปรกลับมีค่าสูงขึ้น เส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ยจึงมีค่าความชันเป็นบวก 3. ต้นทุนเฉลี่ย (AC) ในระยะแรกมีค่าลดลง ต่อมาเมื่อผลผลิตจนถึงระดับหนึ่งต้นทุนเฉลี่ยจะมีค่าเพิ่มขึ้น มี ลักษณะคล้ายกับต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) แต่ต้นทุนเฉลี่ยมีค่ามากกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ยดังต้นทุนเฉลี่ยในช่องที่ 7 จะ พบว่า ต้นทุนเฉลี่ยมีค่ามากกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ย โดยมีค่าเท่ากับต้นทุนคงที่เฉลี่ยพอดี ส่วนลักษณะเส้นต้นทุนเฉลี่ยจะ คล้ายกับตัวยู แสดงว่า ค่าเฉลี่ยของต้นทุนรวมในระยะแรกของการผลิตมีค่าลดลงและจะมีค่าสูงขึ้นเมื่อเพิ่มการผลิตมากขึ้น 4. ต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MC) มีค่าลดลงในระยะแรก ๆ และมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผลิตเพิ่มขึ้นดังต้นทุน หน่วยสุดท้ายในช่องที่ 8 เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้าย จะมีลักษณะเอียงลงหรือมีความชันเป็นลบในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อผลิต เพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้ายจะตํ่าสุดหรือความชันมีค่าเท่ากับศูนย์ในตอนเริ่มแรก ต่อมาจะมีค่าความชันเป็น บวก ในช่วงที่เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้ายเอียงขึ้นต้องตัดที่จุดตํ่าสุดของเส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย และจุดตํ่าสุดของเส้นต้นทุนเฉลี่ย ตามลำดับ 3.4 ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นต้นทุนเฉลี่ยและเส้นต้นทุนหน่วยสุดท้าย ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นต้นทุนเฉลี่ยและเส้นต้นทุนหน่วยสุดท้าย สรุปได้ดังนี้ 1. ตราบใดที่ MC มีค่าน้อยกว่า AVC ค่า AVC จะลดลง เมื่อการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เส้น MC ช่วงนี้จะอยู่ ตํ่ากว่าเส้น AVC 2. ตราบใดที่ MC มีค่ามากกว่า AVC ค่า AVC จะเพิ่มขึ้น เมื่อผลิตจำนวนเพิ่มขึ้น เส้น MC ช่วงนี้จะอยู่ เหนือเส้น AVC จากเหตุผล 2 ประการข้างต้น MC จะเท่ากับ AVC เมื่อ AVC มีค่าตํ่าสุด เส้น MC จึงตัดจุดตํ่าสุดของเส้น AVC และความสัมพันธ์ระหว่าง MC และ AC ก็เช่นเดียวกัน 4. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายของต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดในระยะยาว เนื่องจากการผลิตในระยะยาว ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตได้ทุกชนิด หรือมีเฉพาะปัจจัยผันแปร เท่านั้น ดังนั้น ต้นทุนการผลิตในระยะยาวจึงประกอบด้วยต้นทุนผันแปรเท่านั้นสำหรับการผลิตในระยะยาว เมื่อผู้ผลิต ต้องการเปลี่ยนแปลงจำนวนผลผลิตที่ผลิต ผู้ผลิตจะเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตทุกชนิด รวมทั้งขนาดของโรงงานให้เหมาะสม กับจำนวนผลผลิตที่ต้องการผลิตซึ่งทำให้เสียต้นทุนเฉลี่ยตํ่าสุด ซึ่งจะแตกต่างจากการผลิตในระยะสั้นที่ผู้ผลิตต้องใช้โรงงาน ขนาดเดิมที่มีอยู่และไม่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดของโรงงานตามจำนวนผลผลิตที่ผลิตได้ 4.1 ต้นทุนการผลิตในระยะยาว ในระยะสั้นเพื่อที่จะได้รับกำไรสูงสุด ผู้ผลิตอาจต้องผลิต ณ จุดที่ต้นทุนเฉลี่ยไม่ใช่จุดตํ่าสุด แต่ในระยะ ยาวผู้ผลิตสามารถปรับปรุงขนาดของโรงงานให้เหมาะสมกับการผลิตได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถเลือกขนาดของโรงงานที่เสีย ต้นทุนการผลิตตํ่าสุดได้ พิจารณาจากรูปต่อไปนี้
145 จากรูป สมมติว่าในการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งมีขนาดของโรงงานให้เลือกทั้งหมด 3 ขนาด แต่โรงงานมีเส้น ต้นทุนเฉลี่ยระยะสั้น (Short-run Average Cost: SAC) คือ เส้น SAC1 , SAC2 และ SAC3 ตามลำดับในระยะยาวผู้ผลิต สามารถเลือกขนาดของโรงงานได้ทุกขนาด โดยจะเลือกขนาดโรงงานที่เหมาะสมกับจำนวนผลผลิตที่เสียต้นทุนเฉลี่ยตํ่าสุด เสมอ เช่น ถ้าต้องการผลิตสินค้าจำนวน 0Q1 หน่วย ควรเลือกโรงงานที่มีขนาดของต้นทุน คือ SAC1 เพราะจะทำให้เสีย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตํ่ากว่าการใช้โรงงานขนาดอื่น ๆ หรือถ้าต้องการผลิตสินค้าจำนวน 0Q3 หน่วย ก็ใช้โรงงานที่มีต้นทุน SAC2 แต่ ถ้าต้องการผลิตสินค้าจำนวน 0Q2 จะใช้โรงงานขนาด SAC1 หรือ SAC2 ก็ได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันแต่อย่างใด จากที่ กล่าวมาสรุปได้ว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ยระยะยาว (LAC) คือ ส่วนที่เป็นเส้นหลักของ SAC ถือว่า LAC คือ เส้นวางแผนของเส้นSAC และเป็นเส้นที่สัมผัสกับเส้น SAC ทั้งหลาย เสียต้นทุนเท่ากับ aQ1 และ bQ1 ตามลำดับดังนั้น จะเห็นได้ว่าในบรรดาโรงงาน ขนาดต่าง ๆ นั้น จะมีอยู่ขนาดหนึ่งที่เป็นขนาดที่ดีที่สุดหรือเป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ เส้นต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย ตํ่าสุด เมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานในขนาดต่าง ๆ โรงงานขนาดที่กล่าวนี้จุดตํ่าสุดของเส้น SAC สัมผัสกับจุดตํ่าสุดของเส้น LAC คือ โรงงานที่มีต้นทุน SAC2 และผลผลิตที่เหมาะสม คือ 0Q4 เส้นต้นทุนเฉลี่ยระยะยาว จุดการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว
146 จากรูป ในระยะยาวหากจำนวนผลผลิตคือ 0Q1 โรงงานที่เหมาะสมที่สุด คือ โรงงานที่มีเส้นต้นทุนการ ผลิต SAC1 = LAC SMC1 = LMC อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว คือ 0Q2 โดยที่ SAC2 = LAC = SMC2 = LMC 5. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายและรายรับจากการผลิตแต่ละชนิด รายรับจากการผลิต คือ รายได้ที่ผู้ผลิตได้รับจากการขายผลผลิตของตนตามราคาตลาด รายรับจากการผลิตแบ่ง ออกเป็น 3 ชนิด คือ รายรับรวม (Total Revenue: TR) รายรับเฉลี่ย (Average Revenue: AR)และรายรับหน่วยสุดท้าย (Marginal Revenue: MR) 5.1 รายรับรวม (Total Revenue: TR) คือ รายได้ที่ผู้ผลิตได้รับทั้งหมดจากการขายผลผลิตสามารถหาได้จากผล คูณของราคาและจำนวนผลผลิตที่ขายได้ ดังสมการต่อไปนี้ TR = P×Q 5.2 รายรับเฉลี่ย (Average Revenue: AR) คือ จำนวนรายรับรวมทั้งหมดเฉลี่ยต่อหน่วยของผลผลิตที่ขายได้ สามารถหาได้จากอัตราส่วนของรายรับรวมกับจำนวนผลผลิตที่ขายได้ ดังสมการต่อไปนี้ AR = TR Q โดยที่ TR = รายรับรวม P = ราคา Q = จำนวนผลผลิตที่ขายได้ โดยที่ AR = รายรับเฉลี่ย TR = รายรับรวม Q = จำนวนผลผลิตที่ขายได้
147 5.3 รายรับหน่วยสุดท้าย (Marginal Revenue: MR) คือ จำนวนรายรับรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อจำนวน ผลผลิตที่ขายได้เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย สามารถหาได้จากอัตราส่วนของส่วนเปลี่ยนแปลงของรายรับรวมกับส่วน เปลี่ยนแปลงของจำนวนผลผลิตที่ขายได้ ดังสมการต่อไปนี้ MR = ΔTR ΔQ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรายรับรวมเท่ากับราคาคูณจำนวนผลผลิตที่ขายได้ หรือ TR = P X Q และเมื่อนำไปแทนที่ ในสมการของรายรับเฉลี่ยจะได้ข้อสรุปดังนี้ AR = TR = PxQ = P Q Q ดังนั้น AR = P กล่าวคือ รายรับเฉลี่ยมีค่าเท่ากับราคาจากความหมายของรายรับจากการผลิตดังกล่าว สามารถ แสดงลักษณะและความสัมพันธ์ของเส้นรายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับหน่วยสุดท้ายได้ดังตารางและรูปต่อไปนี้ โดยที่ MR = รายรับหน่วยสุดท้าย ΔTR = ส่วนเปลี่ยนแปลงของรายรับรวม ΔQ = ส่วนเปลี่ยนแปลงของจำนวนผลผลิตที่ขายได้ ตาราง รายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับหน่วยสุดท้าย ในกรณีที่ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง
148 จากตารางและรูปข้างต้น เมื่อพิจารณาในมุมมองของผู้บริโภค สองช่องแรกของตารางแสดงถึงจำนวนผลผลิตที่ ผู้บริโภคซื้อกับราคาที่ซื้อ เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของอุปสงค์ที่มีต่อผลผลิตที่ผู้ผลิตขายหรือเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญ (เส้น d) มีลักษณะทอดลงจากบนลงล่าง ผู้ผลิตที่ต้องการจะขายสินค้าให้ได้จำนวนมากก็ต้องยอมลดราคาสินค้าลง ดังนั้น ผลผลิตที่มากขึ้น ผู้ผลิตจะขายในราคาที่ถูกลง ทำให้ผู้ผลิตมีรายรับเฉลี่ย (AR) ลดลง ซึ่งรายรับเฉลี่ยมีค่าเท่ากับราคาพอดี (AR = P) มีผลทำให้เส้นรายรับเฉลี่ยเป็นเส้นเดียวกันกับเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญพอดี ความสัมพันธ์ระหว่างรายรับหน่วยสุดท้ายกับรายรับรวม (MR กับ TR) พบว่าผลผลิตในช่วงแรกที่ขายได้ ผู้ผลิตมี รายรับรวมเพิ่มขึ้น แต่รายรับหน่วยสุดท้ายลดลง เพราะราคาถูกลงเรื่อย ๆ แต่รายรับหน่วยสุดท้ายยังมีค่าเป็นบวกอยู่ (MR>0) รายรับรวมจะยิ่งมีค่ามากขึ้น ถ้าผู้ผลิตขายผลผลิตเพิ่มขึ้นจนถึงผลผลิตที่รายรับหน่วยสุดท้ายมีค่าเท่ากับศูนย์ (MR = 0) รายรับรวมจะสูงสุด แต่ถ้าผู้ผลิตยังขายเพิ่มอีกก็จะเผชิญกับราคาที่ถูกลงมาก จนทำให้รายรับหน่วยสุดท้ายติดลบ (MR < 0) รายรับรวมจะลดลง การเปรียบเทียบเส้นรายรับหน่วยสุดท้ายกับเส้นรายรับเฉลี่ย (MR กับ AR) พบว่า เส้นรายรับหน่วยสุดท้ายอยู่ตํ่า กว่าเส้นรายรับเฉลี่ย และมีความชันเป็นสองเท่าของเส้นรายรับเฉลี่ย 6. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายของกำไรทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ผลิตจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนผลผลิตที่จะผลิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือ การได้รับกำไรสูงสุด (Maximize Profit) โดยผู้ผลิตจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างรายรับรวมกับต้นทุนรวม ซึ่งจะต้องเลือกการผลิตที่ทำให้ รายรับรวมสูงกว่าต้นทุนรวมมากที่สุด และโดยทั่วไป กำไร (Profit) หมายถึง ผลต่างระหว่างรายรับรวมกันต้นทุนรวม เขียน เป็นสมการได้ดังนี้ เส้นอุปสงค์ที่ผู้ผลิตเผชิญและเส้นรายรับจากการผลิต ในกรณีที่ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง
149 π = TR - TC กำไรทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง จะเกิดขึ้นเมื่อรายรับรวม (TR) มากกว่าต้นทุนรวม (TC) กำไรทาง เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงนี้อาจเรียกว่า “กำไรเกินปกติ (Excess Profit)” เพราะผู้ผลิตได้รับรายรับมากกว่าผลตอบแทนที่ควร จะได้รับตามปกติ หรือได้รับมากกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งหมดจากทรัพยากรที่ใช้ไปในการผลิต ถ้ารายรับรวมเท่ากับต้นทุน รวมจะเรียกว่า “กำไรปกติ (Normal Profit)” แต่กำไรปกติไม่ถือเป็นกำไรที่แท้จริงทางเศรษฐศาสตร์ เพราะผู้ผลิตได้ รายรับเท่ากับต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งหมด จากทรัพยากรที่ใช้ไปในการผลิต หรือกล่าวได้ว่า กำไรปกติเป็นผลตอบแทนสูงสุดที่ผู้ผลิตเสียโอกาสที่จะได้รับ เมื่อไปผลิตสินค้าอื่น แต่ถ้ารายรับรวมน้อยกว่าต้นทุนรวม เรียกว่า “ขาดทุน (loss)” กล่าวคือ ผู้ผลิตได้รับรายรับน้อยกว่า ผลตอบแทนที่ควรจะได้รับตามปกติ หรือได้รับน้อยกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งหมดจากทรัพยากรที่ใช้ไปในการผลิต เนื่องจากกำไรคือเป้าหมายสำคัญของผู้ผลิต ดังนั้น ปัญหาที่น่าสนใจคือ การหากำไรสูงสุดถ้าพิจารณาจาก รายรับรวมและต้นทุนรวม ในสมการกำไรจะเห็นได้ว่ากำไรจะมีค่าสูงสุด ต่อเมื่อรายรับรวมและต้นทุนรวมมีค่าต่างกันมาก ที่สุด พิจารณาจากรูป โดยที่ π = กำไร TP = รายรับรวม TC = ต้นทุนรวม แสดงกำไรรวมมีค่าสูงสุด
150 จากรูป กำไรสูงสุดจะอยู่ที่ผลผลิต 0Q ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ TR อยู่สูงกว่า TC มากที่สุด ยิ่งกว่านั้นช่วงที่ TR อยู่ ห่างจาก TC ตามแนวดิ่งมากที่สุดนี้ยังแสดงว่า slope ของ TR และ TC มีค่าเท่ากันพอดี แต่เนื่องจาก slope ของ TR = ΔTR ΔQ และ slope ของ TC = ΔTC ΔQ ดังนั้น กำไรสูงสุดจะอยู่ที่รายรับเพิ่มเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MR = MC) ส่วนระดับอื่น ๆ จะให้กำไรน้อย กว่าทั้งสิ้น เหตุผลคือ ตราบใดที่รายได้เพิ่มยังมีมากกว่าต้นทุนหน่วยสุดท้ายแล้ว กำไรของผู้ผลิตยังคงสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ ถ้าการ ผลิตยังคงเพิ่มต่อไป แต่เมื่อใดที่ต้นทุนหน่วยสุดท้ายมากกว่ารายได้เพิ่มแล้วกำไรจะลดลง ดังนั้น กำไรสูงสุดจะมีเพียงจุดเดียว คือ ตรงที่ MC = MR และที่ตำแหน่งนี้จะเป็นดุลยภาพของผู้ผลิตด้วย นั่นคือ ผู้ผลิตจะได้รับกำไรสูงสุด ณ เงื่อนไขที่ MC = MR สรุป ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ประกอบด้วยต้นทุนชัดแจ้งและต้นทุนไม่ชัดแจ้ง ต้นทุนค่าเสียโอกาส คือ มูลค่าสูงสุดของผลประโยชน์จากทางเลือกอื่นที่เสียสละไป เนื่องจากตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง แล้ว ต้นทุนชัดแจ้ง คือ รายจ่ายที่จ่ายออกไปจริงๆและจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการใช้ปัจจัยการผลิต ต้นทุนไม่ ชัดแจ้ง คือ ต้นทุนจากการใช้ปัจจัยการผลิตในส่วนที่ไม่ได้จ่ายออกไปจริง ๆ ต้นทุนระยะสั้นประกอบด้วยต้นทุนรวม ต้นทุนคงที่รวม ต้นทุนผันแปรรวม ต้นทุนหน่วยสุดท้าย ต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนคงที่เฉลี่ย และต้นทุนผันแปรเฉลี่ย ต้นทุนระยะยาวจะพิจารณาจากต้นทุนเฉลี่ย ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการ ผลิตทุกชนิดได้ และเปลี่ยนแปลงขนาดของโรงงานให้เหมาะสมกับจำนวนผลผลิตที่เสียต้นทุนการผลิตตํ่าสุด รายรับจากการผลิตแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ รายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับหน่วยสุดท้าย กำไรทางเศรษฐศาสตร์ คือ ผลต่างระหว่างรายรับรวมกันต้นทุนรวม ถ้ารายรับรวมมากกว่าต้นทุนรวม ผู้ผลิตจะ ได้รับกำไรเกินปกติ ผลผลิตที่ทำให้ผู้ผลิตได้รับกำไรสูงสุดคือผลผลิตที่มีส่วนต่างระหว่างรายรับรวมกับต้นทุนรวมมากที่สุด ส่วนต่างอาจเป็นบวก (กำไร) หรือเป็นลบ (ขาดทุน) ก็ได้ ขั้นสรุปและการประยุกต์ 7. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 8. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ =MR =MC
151 สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
152 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ต้นทุนทางบัญชีและต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. ต้นทุนการผลิตในระยะสั้นประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. แสดงให้เห็นว่าเส้นรายรับเฉลี่ยของผู้ผลิตก็คือเส้นอุปสงค์ของสินค้า ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. ถ้าราคาสินค้าเท่ากับ 200 บาทต่อหน่วย ผู้ผลิตขายสินค้าได้จำนวน 20 หน่วย จงตอบคำถามต่อไปนี้ (ก) รายรับรวมมีค่าเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
153 (ข) รายรับเฉลี่ยมีค่าเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ค) ในกรณีที่ราคาสินค้าลดลงเหลือ 100 บาทต่อหน่วย ผู้ผลิตขายสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 25 หน่วย รายรับ หน่วยสุดท้ายมีค่าเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 5. กำไรปกติและกำไรเกินปกติ ในทางเศรษฐศาสตร์หมายความว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 6. แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตได้รับกำไรสูงสุด ณ เงื่อนไข MC = MR ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. รายรับจากการผลิตคืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
154 8. ในระยะยาวผู้ผลิตจะเลือกขนาดโรงงานอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้ายคืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. อธิบายต้นทุนหน่วยสุดท้าย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ค่าเช่าสถานที่ที่เจ้าของปัจจัยการผลิตควรได้รับถ้าให้ผู้อื่นเช่าทำธุรกิจ แต่เขาได้นำสถานที่มาประกอบ ธุรกิจของตนเอง ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นต้นทุนประเภทใด ก. ต้นทุนรวม ข. ต้นทุนทางบัญชี ค. ต้นทุนชัดแจ้ง ง. ต้นทุนไม่ชัดแจ้ง จ. ต้นทุนผันแปรรวม 2. ค่าใช้จ่ายประเภทใดจัดเป็นต้นทุนคงที่ ก. ค่าขนส่ง ข. ค่าโฆษณา ค. ค่าวัตถุดิบ ง. ค่าปัจจัยการผลิต จ. ค่าจ้างและเงินเดือน
155 3. การใช้แนวคิดต้นทุนค่าเสียโอกาสมีประโยชน์ในทางเศรษฐศาสตร์อย่างไร ก. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาต้นทุนตํ่าสุด ข. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณากำไรสูงสุดของผู้ผลิต ค. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดหรือไม่ ง. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จ. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาทางเลือกสำหรับการผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง จากรูปต่อไปนี้จงตอบคำถามข้อ 4 – 10 4. เส้น AB หมายถึงเส้นอะไร ก. ต้นทุนรวม ข. ต้นทุนเฉลี่ย ค. รายรับรวม ง. รายรับหน่วยสุดท้าย จ. ต้นทุนหน่วยสุดท้าย 5. เส้น CD หมายถึงเส้นอะไร ก. ต้นทุนรวม ข. ต้นทุนเฉลี่ย ค. รายรับรวม ง. รายรับหน่วยสุดท้าย จ. ต้นทุนหน่วยสุดท้าย
156 6. ช่วง ab หมายถึงข้อใด ก. ขาดทุนตํ่าสุด ข. กำไรปกติ ค. กำไรสูงสุด ง. รายรับหน่วยสุดท้ายมากที่สุด จ. ต้นทุนหน่วยสุดท้ายตํ่าที่สุด 7. กำไรปกติ หมายถึงข้อใด ก. TR – TC = 0 ข. TR – TC = 1 ค. TC – TR = 1 ง. TC – TR = -1 จ. TR > TC > 1 8. กำไรเกินปกติ หมายถึงข้อใด ก. TR > TC ข. TR = TC ค. TR < TC ง. TR – TC = 0 จ. TC – TR = 1 9. เงื่อนไขอะไรที่ทำให้ผู้ผลิตได้รับกำไรสูงสุด ก. TR มีค่าสูงสุด ข. AR มีค่าสูงสุด ค. MR = MC ง. MR < MC จ. MR = 0 10. ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง ก. เมื่อปริมาณขายเพิ่มขึ้น MR มีค่ามากกว่าศูนย์ และ TR มีค่าเพิ่มขึ้น ข. เมื่อปริมาณขายเพิ่มขึ้น AR มีค่าลดลง และ MR มีค่ามากกว่า AR ค. TR มีค่าสูงสุด เมื่อ MR มีค่าเป็นศูนย์ ง. TR มีค่าเป็นศูนย์ เมื่อ MR มีค่าน้อยกว่าศูนย์ จ. AR ลดลง เมื่อปริมาณขายเพิ่มขึ้น และ MR < AR
157 ตอนที่3 จงใช้ตารางต้นทุนการผลิตของหน่วยผลิตแห่งหนึ่งดังต่อไปนี้ คำนวณค่าในตาราง ปริมาณ ผลผลิต (Q) ต้นทุน คงที่รวม (TFC) ต้นทุน ผันแปร รวม (TVC) ต้นทุน รวม (TC) (TFC+TVC) ต้นทุน คงที่เฉลี่ย (AFC) ต้นทุน ผันแปร เฉลี่ย (AVC) ต้นทุน รวมเฉลี่ย (AC) ต้นทุน หน่วย สุดท้าย (MC) 0 6 0 - - - - 1 6 7 2 4.5 9 3 18 4 8.75 10.25 31 5 66 ตาราง จำนวนผลผลิตและต้นทุนประเภทต่างๆ
158 ใบงานที่ 1 สำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด กำลังจะพิมพ์หนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นออกจำหน่าย โดยมีต้นทุนการพิมพ์ ต่าง ๆ ดังนี้ ต้นทุนคงที่รวม (TFC) = 100,000 บาท - ค่าตรวจปรู๊ฟ = 10,000 บาท - ค่าพิมพ์คงที่ = 70,000 บาท - ค่าใช้จ่ายจำหน่ายคงที่ = 20,000 บาท ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) - ค่าพิมพ์ผันแปร = 5 บาท - ค่าลิขสิทธิ์ = 4 บาท - ค่าส่วนลดร้านค้า = 7 บาท - ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ = 4 บาท รวม 20 บาท ราคาจำหน่ายเล่มละ 30 บาท จุดคุ้มทุน คือ จุดที่หน่วยผลิตมีรายรับรวมเท่ากับต้นทุนรวม หรือรายรับรวมเฉลี่ยเท่ากับต้นทุนรวมเฉลี่ยโดยหน่วย ผลิตมีเฉพาะกำไรปกติเท่านั้น (ก) แสดงการคำนวณหาจำนวนพิมพ์ ณ จุดคุ้มทุน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ข) ถ้าต้องการกำไรเกินปกติ40,000 บาท จะต้องพิมพ์จำนวนเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
159 (ค) สมมติว่าใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่สามารถลดต้นทุนคงที่ลงเหลือ 50,000 บาท จำนวนพิมพ์ ณ จุดคุ้มทุน จะเป็นเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ง) ถ้า TFC = 100,000 บาท, AVC = 20 บาท แต่ราคาขายเปลี่ยนเป็นเล่มละ 40 บาท จำนวนพิมพ์ ณ จุดคุ้มทุนจะเป็นเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 เส้นต้นทุนการผลิตระยะยาวมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการผลิตโดยเสียต้นทุนตํ่าสุดอย่างไร อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
160 ใบงานที่ 3 (ก) นาย ก มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งแถบชานเมือง กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นเขตอุตสาหกรรม นาย ก จึง มีแผนจะตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปบนที่ดินแปลงนี้ ในการดำเนินการตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการผลิต ให้ แจกแจงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ประเภทต่าง ๆ มาโดยละเอียด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ข) ในการสร้างโรงงานดังกล่าวจะมีผลกระทบภายนอกต่อชุมชนรอบ ๆ อย่างไรบ้าง ทั้งในด้านบวก และลบ ต้นทุนสังคมของกรณีนี้คืออะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
161 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
162 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่8 หน่วยที่7 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 8 ชื่อหน่วย ตลาดในระบบเศรษฐกิจ จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือระบบเศรษฐกิจแบบผสมนั้น การผลิต การจำแนกแจกจ่าย และการบริโภค เอกชนเป็นผู้ดำเนินการตามกลไกตลาดหรือกลไกราคา เพื่อนำสินค้าและบริการไปสู่ผู้บริโภค โดยอาศัยการเชื่อมโยงกัน ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ตลาดในระบบเศรษฐกิจมีความสำคัญมาก เนื่องจากสินค้าและบริการจะต้องผ่านตลาดต่างจาก ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการแบ่งปันสินค้าและบริการให้แก่ประชาชนโดยไม่ผ่านตลาดตลาดแต่ ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตลาดผูกขาด และตลาดผู้ขายน้อยราย โดยแต่ละตลาดมีทั้งข้อดี และข้อเสียต่อผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมาย และประเภทของตลาดได้ 2. อธิบายลักษณะของตลาดประเภทต่าง ๆ และการกำหนดราคาในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ตลาดผูกขาด ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด และตลาดผู้ขายน้อยรายได้ 3. อธิบายดุลยภาพตลาดในแต่ละตลาดได้ 4. เปรียบเทียบผลของตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาดได้ 5. อธิบายการกำหนดราคาและปริมาณสินค้าของผู้ผลิตในแต่ละตลาดได้ สมรรถนะประจำหน่วย แสดงความรู้ในเรื่องตลาดในระบบเศรษฐกิจ สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของตลาด 2. ประเภทของตลาด 3. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ 4. ตลาดผูกขาด 5. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
163 สาระการเรียนรู้ 6. ตลาดผู้ขายน้อยราย 7. การเปรียบเทียบผลของตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาด 8. การเปรียบเทียบผลของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดและตลาดประเภทอื่นๆ
164 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมหรือระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนั้น การผลิตส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเอกชน เป็นผู้ดำเนินการตามกลไกราคาเพื่อนำสินค้าและบริการไปสู่ผู้บริโภค โดยอาศัยการตลาดทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตกับ ผู้บริโภค ตลาดในระบบเศรษฐกิจนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้มีการกระจายสินค้าและบริการจากแหล่ง ผลิตสู่มือผู้บริโภค ช่วยให้ผู้บริโภคมีสินค้าและบริการมาบำบัดความต้องการได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจ เกี่ยวกับความหมายของตลาด ลักษณะทั่วไปของตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ตามลำดับ 2. ครูกล่าวว่า ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 7 นี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตลาดในระบบเศรษฐกิจ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ ในการวิเคราะห์และแยกแยะตลาดแต่ละประเภท รวมไปถึงกลไลการตลาดของตลาดแต่ละประเภท ขั้นสอน 3. ครูใช้เทคนิคการบรรยาย ความหมายของตลาด ตลาด โดยทั่วไปหมายถึง สถานที่ที่ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบปะซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันซึ่งมีสถาน ที่ตั้งและอาณาเขตที่แน่นอน เช่น ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดรถยนต์ ตลาดข้าวเปลือก ตลาดโภคภัณฑ์เป็นต้น ในทาง เศรษฐศาสตร์คำว่า “ตลาด (Market)” หมายถึง ตลาดของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเมื่อผู้ซื้อและผู้ขายมีการตกลงซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ หรือสิ่งอื่นใดเกิดขึ้นก็แสดงว่าตลาดได้เกิดขึ้นแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการพบกันโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่หรืออาณาเขตที่แน่นอน และไม่จำเป็นต้องชำระเงินหรือส่งมอบของกันทันที 4. ครูใช้เทคนิคการบรรยาย ประเภทของตลาด ในการซื้อขายสินค้าและบริการตามท้องตลาดโดยทั่วไปนั้น สินค้าบางชนิดอาจมีผู้ผลิตหรือผู้ขายรายเดียว โดย ไม่มีคู่แข่งขัน แต่สินค้าบางชนิดอาจมีผู้ผลิตจำนวนน้อยหรือผู้ขายจำนวนมาก เช่นผู้ผลิตไฟฟ้า ประปา สลากกินแบ่งรัฐบาล นํ้าอัดลม ปูนซีเมนต์ เป็นต้น สินค้าสำหรับบริโภคในชีวิตประจำวันจะมีผู้แข่งขันในตลาดเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในทาง เศรษฐศาสตร์จึงแบ่งตลาดตามลักษณะของตลาดได้4 ประเภท ดังนี้ 1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ 2. ตลาดผูกขาด 3. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด 4. ตลาดผู้ขายน้อยราย
165 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint/เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การแข่งขันในตลาดจะมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก และสินค้ามีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันทั้งในด้าน คุณภาพและปริมาณ จึงเรียกว่า “การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ (Perfect Competition)” ดังนั้นตลาดแข่งขันสมบูรณ์จึงมี ลักษณะดังนี้ 1. มีผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ มากจนไม่สามารถรวมกลุ่มกันตั้งราคาสินค้าและบริการได้ตามใจ ชอบ ดังนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้า ราคาสินค้าที่ขายในตลาดจึงถูกกำหนดขึ้นโดยอุปสงค์ และอุปทานของตลาด ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์และอุปทานของสินค้าที่มีอยู่ในตลาดขณะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ผู้ ซื้อและผู้ขายในตลาดนี้มีลักษณะเป็น“ผู้รับราคา (Price Taker)” 2. ผู้ผลิตมีอิสระในการเข้าออกจากตลาดโดยเสรี เช่น ถ้าตลาดมีสินค้าน้อย ราคาสินค้าจะสูงและมีกำไรมาก จึง เป็นเหตุจูงใจให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาผลิตแข่งขันมากขึ้น แต่ถ้าปริมาณสินค้านั้นมีมากทำให้ราคาถูกและมีกำไรน้อยหรือ ขาดทุน ก็จะทำให้หยุดผลิตหรือออกจากตลาดไปในที่สุด 3. ผู้ซื้อและผู้ขายมีความรอบรู้ใหม่ในหน่วยธุรกิจทั้งคุณภาพและปริมาณของสินค้าและบริการรวมทั้งการ เคลื่อนไหวในราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย 4. สินค้าและบริการแต่ละรายมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ (Homogeneous Products) สินค้าของผู้ขาย แต่ละรายจะสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ 5. การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ถ้าการขนส่งสินค้าจากแหล่งผู้ผลิตไป ถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วก็จะทำให้ราคาสินค้าไม่แตกต่างกันนัก ดังนั้น คุณสมบัติของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ จึงไม่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริง แต่ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า ถ้าตลาดในระบบเศรษฐกิจอยู่ในเงื่อนไขนี้จะทำให้มีเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจและมีความมั่นคง 5.1 อุปสงค์และอุปทานของหน่วยผลิตในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ เนื่องจากการแข่งขันในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ จะประกอบไปด้วยผู้ซื้อผู้ขายเป็นจำนวนมากราคาสินค้าที่ ทำการซื้อขายในตลาดถูกกำหนดขึ้นโดยอุปสงค์และอุปทาน ดังนั้น ราคาดุลยภาพของตลาดจะอยู่ที่จุดตัดระหว่างเส้นอุปสงค์ และเส้นอุปทาน จุดดังกล่าวผู้ผลิตต้องขายสินค้าในราคาตลาดจึงจะขายสินค้าของตนได้หมด เส้นอุปสงค์ที่ผู้ซื้อมีต่อสินค้า ของหน่วยผลิตแต่ละรายจึงเป็นเส้นตรงขนานแกนนอน ดังรูป
166 จากรูป รูป (ก) เป็นรูปที่แสดงการกำหนดราคาและปริมาณดุลยภาพในตลาด เมื่อเส้นอุปสงค์( D1 ) ตัดกับ เส้นอุปทาน (S) ณ จุด E1 ราคาดุลยภาพคือ 0P1 บาท และปริมาณดุลยภาพคือ 0Q1 หน่วยรูป (ข) ผู้ขายรายหนึ่งจำเป็นต้อง ยอมรับราคา 0P1 บาท มาตั้งราคาขายสินค้าของตนและขายสินค้านั้นได้หมด ถ้าสมมติว่าปริมาณเสนอซื้อเพิ่มขึ้นจาก D1 เป็น D2 และเส้นอุปทาน (S) คงที่ เส้น D2 ตัดกับเส้น S ที่จุด E2 ทำให้เกิดราคาดุลยภาพใหม่คือ 0P2 บาท ผู้ขายรายนี้ต้อง เปลี่ยนแปลงราคาขายใหม่เป็น 0P2 บาทดังนั้น ถ้าผู้ขายตั้งราคาสินค้าตามราคาตลาด เขาจะขายสินค้าได้หมด แต่ถ้าเพิ่ม ราคาสินค้าสูงกว่าราคาตลาดจะขายสินค้าไม่ได้เลย หรือถ้าลดราคาสินค้าลงมาก็จะทำให้รายรับลดลง ผู้ขายจึงต้องยอมรับ ราคาสินค้าในตลาดมาเป็นราคาสินค้าของตนเสมอ 5.2 ดุลยภาพระยะสั้นของผู้ผลิตในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ เนื่องจากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตได้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น หมายถึง ระยะที่ปัจจัยการผลิต ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น โรงงาน ที่ดิน เครื่องจักรต่างๆ เป็นต้น ส่วนระยะยาว หมายถึงระยะที่ปัจจัยการผลิตสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ที่ดิน เครื่องจักรต่าง ๆ ดังนั้น ในระยะสั้นของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ถ้าผู้ผลิตต้องการให้ ได้กำไรสูงสุดจะต้องทำการผลิตณ ปริมาณ MC = MR ซึ่งถือว่าเป็นจุดดุลยภาพของผู้ผลิต ดังรูป แสดงความสัมพันธ์ของอุปสงค์และอุปทานในตลาดแข่งขันสมบูรณ์
167 จากรูป ผู้ขายจะเลือกขายที่ MC = MR พอดี และปริมาณสินค้าเท่ากับ 0Q1 หน่วย โดยมีรายรับเฉลี่ย (AR) เท่ากับ 0P1 บาท รายรับรวมเท่ากับ P1 x Q1 บาท มีต้นทุนเฉลี่ย (AC) หน่วยละ 0P2 บาท ต้นทุนรวมเท่ากับ P2 x Q1 บาท ดังนั้น ผู้ขายรายนี้จะมีกำไรเฉลี่ยต่อหน่วยเท่ากับ P1 P2 บาท หรือเท่ากับช่วง AB กำไรรวมจึงเท่ากับ P1 P2 x Q1 บาท หรือเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยม P1 P2 AB หรือพื้นที่แรเงาทั้งหมดในการขายสินค้าระยะสั้นผู้ขายบางรายอาจประสบกับการขาดทุน นั่นคือ ต้นทุนเฉลี่ย (AC) สูงกว่ารายรับเฉลี่ย (AR) ดังแสดงในรูปต่อไป ผู้ขายจะเผชิญกับต้นทุนเฉลี่ยที่สูงกว่ารายรับเฉลี่ย หรือราคาขายที่ 0P1 บาท ผู้ขายจะประสบกับการขาดทุน เพราะผู้ขายจะขายสินค้าได้หรือไม่ก็ต้องเสียต้นทุนคงที่ จากรูป เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด (หรือขาดทุนน้อยที่สุด) ผู้ขายต้องเลือกขายที่ MC = MR พอดีณ จุด A ปริมาณสินค้าเท่ากับ 0Q1 หน่วย โดยมีรายรับเฉลี่ยเท่ากับ 0P1 บาท รายรับรวมเท่ากับ P1 x Q1 บาทโดยมีต้นทุนเฉลี่ย (AC) เท่ากับ 0C บาท ต้นทุนรวมเท่ากับ C x Q1 บาท หรือเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยม 0CBQ1 ผู้ขายรายนี้จะขาดทุนเฉลี่ยหน่วยละ CP1 บาท หรือเท่ากับช่วง AB โดยขาดทุนรวมเท่ากับ Q1 x AB บาท แสดงดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ขาย : กรณีขาดทุน
168 หรือเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยม ABC P1 หรือพื้นที่แรเงาทั้งหมดจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้ขายจะตัดสินใจว่าควรจะ ผลิตต่อไปหรือไม่นั้นต้องทำการเปรียบเทียบระหว่างรายรับเฉลี่ยกับต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) หากรายรับเฉลี่ยตํ่ากว่าต้นทุน ผันแปรเฉลี่ย ผู้ขายจะต้องตัดสินใจเลิกผลิตหรือเลิกกิจการทันที แต่ถ้ารายรับเฉลี่ยสูงกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AR > AVC) ผู้ขายจะตัดสินใจผลิตต่อ เพราะการผลิตต่อทำให้มีกำไรบางส่วน ซึ่งนำมาชดเชยการขาดทุนจากต้นทุนคงที่ได้บางส่วน ทำให้ การขาดทุนรวมน้อยกว่าจำนวนต้นทุนคงที่ทั้งหมด ในระยะสั้นผู้ขายในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะตัดสินใจผลิตสินค้า ที่ MC = MR เมื่อราคาสินค้า เปลี่ยนแปลงไป ปริมาณสินค้าย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้หาความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณเสนอขายได้ ความสัมพันธ์ดังกล่าวคือ อุปทานในระยะสั้นของผู้ขาย ซึ่งเราสามารถหาเส้นอุปทานของผู้ขายได้โดยกำหนดให้ราคาอยู่ที่ ระดับต่าง ๆ กัน ในรูปต่อไปจะเห็นได้ว่า ราคาสินค้าหน่วยละ 0P1 บาท ผู้ขายจะขายสินค้าจำนวน 0Q1 หน่วย เพราะ MC = MR ผู้ขายจะมีกำไรเกินปกติ หากราคาสินค้าลดลงมาเป็น 0P2 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เท่ากับจุดตํ่าสุดของเส้นต้นทุนเฉลี่ย (AC) พอดี ผู้ขายจะผลิตสินค้าออกมาขายจำนวน 0Q2 หน่วย ณ จุด B ผู้ขายจะไม่มีกำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน นั่นคือมีกำไรปกติ หรือมีกำไรทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับศูนย์ เพราะรายรับเฉลี่ยเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยพอดี แสดงว่า ณ จุด B เป็นจุดคุ้มทุน(breakeven point) หากราคาลดตํ่าลงมาเป็น 0P3 บาท ผู้ขายจะขาดทุนเพราะรายรับเฉลี่ยตํ่ากว่าต้นทุนเฉลี่ย แต่ผู้ขายยังคงผลิต ต่อไป เนื่องจากรายรับเฉลี่ยยังสูงกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ยหากราคาลดลงมาเป็น 0P4 บาท ซึ่งเป็นจุดตํ่าสุดของต้นทุนผันแปร เฉลี่ย (AVC) ผู้ขายจะขายต่อไปหรือไม่ก็ได้ถ้าเลือก ณ จุด D ปริมาณสินค้าเท่ากับ 0Q4 หน่วย แต่ถ้าราคาตํ่ากว่า 0P4 บาท หรือตํ่ากว่าจุด Dผู้ขายควรปิดกิจการทันที ดังนั้น จุด D จึงเป็นจุดปิดกิจการ (Shutdown Point) สรุปได้ว่า เส้นอุปทานในระยะสั้นของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ คือ เส้น MC นับตั้งแต่จุดตํ่าสุดของต้นทุนผัน แปรเฉลี่ย (AVC) เป็นต้นไป แสดงการหาเส้นอุปทานในระยะสั้นของผู้ขาย
169 5.3 ดุลยภาพระยะยาวในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การผลิตในระยะยาวจะไม่มีปัจจัยคงที่ ผู้ขายจึงสามารถเลือกขนาดการผลิตที่เหมาะสมได้ และที่สำคัญใน ระยะยาวผู้ขายรายใหม่สามารถเข้ามาทำการแข่งขันในตลาดได้ หากในตลาดมีกำไรเกินปกติอยู่จะจูงใจให้ผู้ขายรายใหม่เข้า มาแข่งขันในตลาดมากขึ้น เมื่อผู้ขายมีจำนวนมากขึ้น จะทำให้อุปทานของสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น หากอุปสงค์ของตลาดไม่ เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าอุปทาน จะทำให้ราคาดุลยภาพของตลาดลดตํ่าลง เป็นผลให้รายรับเฉลี่ย (AR) และ รายรับหน่วยสุดท้าย (MR) ของผู้ขายแต่ละรายลดตํ่าลงด้วย กำไรจะค่อย ๆ ลดลงจนไม่มีกำไรเกินปกติอีกต่อไป ผู้ขายราย ใหม่จะไม่เข้ามาแข่งขันในตลาดอีก จุดดุลยภาพในระยะยาวจะอยู่ ณ จุดตํ่าสุดของต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาว (LAC) และ รายรับเฉลี่ยเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยพอดี ในระยะยาวผู้ขายในตลาดจะไม่มีกำไรเกินปกติจะมีเพียงกำไรปกติเท่านั้น จากรูป รูป (ก) แสดงดุลยภาพของตลาด ส่วนรูป (ข) แสดงดุลยภาพของผู้ขายรายหนึ่งณ ราคา 0P1 บาท เป็นราคาตลาดในระยะสั้น และเส้น SAC1 และ SMC1 เป็นต้นทุนในระยะสั้นของผู้ขายผู้ขายจะเลือกโรงงานขนาดอื่น ไม่ได้ ต้นทุนเฉลี่ยจึงเป็นเส้น SAC1 เท่านั้น ณ ราคา 0P1 บาท ผู้ขายจะขายสินค้าจำนวน 0Q1 หน่วย หรือจุด A เป็นจุดที่ รายรับหน่วยสุดท้ายเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้ายในระยะสั้น โดยมีกำไรเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยมที่แรเงา เมื่อผู้ขายมีกำไรเกินปกติ ทำให้ผู้ขายรายใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนอุปทานของตลาดเพิ่มขึ้น เส้นอุปทานจะเคลื่อนจากเส้น S1 เป็นเส้น S2 ราคาดุลยภาพของตลาดลดลง ผู้ขายรายนี้ได้ปรับตัวจนเข้าสู่การผลิตในระยะยาว โดยสามารถเลือกขนาดการ ผลิตที่เหมาะสมที่สุดได้ ซึ่งก็คือ โรงงานที่มีต้นทุนเฉลี่ยตํ่าสุด และเป็นขนาดการผลิตที่อยู่ ณ ต้นทุนหน่วยสุดท้ายในระยะยาว (LMC) เท่ากับรายรับหน่วยสุดท้ายเสมอ (LMC = MR) ณ จุด B ในรูป (ข)เป็นจุดที่แสดงถึงดุลยภาพในระยะยาวของผู้ขาย สามารถเขียนเงื่อนไขที่ทำให้เกิดดุลยภาพในระยะยาวของผู้ขายในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ได้ดังนี้ แสดงดุลยภาพระยะยาวในตลาดแข่งขันสมบูรณ์
170 SAC = LAC = SMC = LMC = MR = P อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดแข่งขันสมบูรณ์อาจหาได้ยากในภาวะปัจจุบัน เนื่องจากหน่วยการผลิต ต่างๆ พยายามจะทำให้เกิดกำไรแก่ธุรกิจของตนให้มากที่สุด แต่การแข่งขันที่เข้าใกล้จุดสมบูรณ์มากเท่าไร จะทำให้ราคา สินค้าลดตํ่าลง ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความพอใจในการดำเนินธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหน่วยธุรกิจออกห่างจากการ แข่งขันสมบูรณ์ก็จะทำให้ประชาชนในสังคมได้รับความลำบากมากขึ้น 6. ครูใช้สื่อ PowerPoint/เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ตลาดผูกขาด ลักษณะของตลาดผูกขาด (Monopoly) คือ ไม่มีคู่แข่งขันในตลาดเลย เพราะมีหน่วยธุรกิจหรือผู้ขายราย เดียวในตลาด ไม่มีสินค้าทดแทนกันได้หรือทดแทนกันได้ยาก และไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้เช่น กิจการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไปรษณีย์ โรงงานยาสูบ สุรา เป็นต้น อำนาจในการผูกขาดเกิดขึ้นได้หลายกรณี เช่น การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ที่สำคัญแต่เพียงผู้เดียว หรือหน่วยธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มากจนก่อให้เกิดการประหยัดเนื่องจากขนาดและต้นทุนการผลิตตํ่าลง การคิดประดิษฐ์สิ่งของออกมาแล้วทำการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาผลิตแข่งขัน หรือกรณีที่รัฐบาลออก กฎหมายให้ผูกขาดแต่ผู้เดียว ตลาดที่มีผู้ขายเพียงรายเดียว สินค้าทั้งหมดในตลาดจะเป็นของผู้ขายรายนั้นเพียงผู้เดียว ผู้ขายจึงมีอำนาจใน การกำหนดราคาสินค้าหรือปริมาณผลผลิตได้ตามต้องการ หรือเรียกว่า “Price Maker” อุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญก็คือ อุปสงค์ ของตลาดนั่นเอง โดยทั่วไปอุปสงค์ของตลาดมีลักษณะทอดลงจากซ้ายไปขวาและมีความชันเป็นลบ ดังนั้น เส้นอุปสงค์ที่ ผู้ขายเผชิญจึงเป็นเส้นเดียวกับเส้นอุปสงค์ของตลาดดังแสดงในรูป (ก)จากลักษณะเส้นที่ทอดลงนี้แสดงว่าเมื่อผู้ขายลดราคา สินค้าลง ทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น และถ้าผู้ขายขึ้นราคาสินค้าทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าลดลง แสดงลักษณะเส้นอุปสงค์ในตลาดผูกขาด
171 จากรูป รูป (ก) เส้น D = AR เป็นเส้นอุปสงค์ของตลาด เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญจะเป็นเส้นเดียวกับเส้นอุปสงค์ ของตลาด การที่ผู้ขายต้องเผชิญกันเส้นอุปสงค์ที่มีลักษณะทอดลงจากซ้ายไปขวา แสดงว่าถ้าผู้ขายต้องการขายสินค้าให้ ได้มากขึ้น จะต้องลดราคาสินค้านั้นลงมา รูป (ข) เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญเป็นเส้นเดียวกับรายรับเฉลี่ย (D = AR) และรายรับ เฉลี่ยมีค่าเท่ากับราคา (AR = P) เมื่อผู้ขายต้องการขายสินค้ามากขึ้น จะยอมขายสินค้าในราคาที่ถูกลง ทำให้รายรับเฉลี่ยของ ผู้ขายลดลงตามเส้นอุปสงค์ส่วนเส้นรายรับส่วนเพิ่ม (MR) จะอยู่ตํ่ากว่าเส้นอุปสงค์ทุก ๆ ระดับสินค้า โดยมีความชันเป็นสอง เท่าของเส้นอุปสงค์ เมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น MR จะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเท่ากับศูนย์และติดลบในที่สุด ในตลาดผูกขาด แม้ว่าผู้ขายจะกำหนดราคาสินค้าได้ แต่จะไม่สามารถกำหนดให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าของตนตาม จำนวนที่ต้องการขายได้ โดยปริมาณสินค้าที่ขายได้จะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของผู้บริโภค ณ ระดับราคาหนึ่ง ๆ ที่ผู้ขาย กำหนดขึ้นมา ซึ่งพิจารณาได้จากเส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญ ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ขายกำหนดปริมาณสินค้าที่ต้องการจะขาย ผู้ขายจะไม่สามารถขายสินค้าได้ตามราคาที่ต้องการขายได้เพราะราคาจะขึ้นอยู่กับความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภค สรุปได้ว่า ผู้ขายไม่สามารถกำหนดราคาและปริมาณสินค้าได้พร้อมกัน แต่สามารถเลือกกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างราคากับ ปริมาณสินค้าได้ 6.1 ดุลยภาพในระยะสั้นของตลาดผูกขาด ผู้ขายในตลาดทุกประเภทจะเลือกระดับผลผลิตที่ทำให้ได้รับกำไรสูงสุด หรือขาดทุนน้อยที่สุดซึ่งทำให้ผู้ ผูกขาดเข้าสู่ดุลยภาพในระยะสั้น โดยเลือกผลิตที่ MC = MR ในตลาดผูกขาดแม้ว่าผู้ผูกขาดจะมีอำนาจในการกำหนดราคา หรือปริมาณสินค้า แต่ก็จะไม่ได้กำไรเกินปกติเสมอไป ซึ่งผู้ผูกขาดอาจจะได้รับเพียงกำไรปกติ หรือขาดทุนก็ได้ ขึ้นอยู่กับ ต้นทุนการผลิตของผู้ผูกขาดและอุปสงค์ของตลาด หากผู้ผูกขาดประสบกับการขาดทุนแต่เขายังคงทำการการผลิตต่อไปถ้า ราคาขายหรือรายรับเฉลี่ยยังคงสูงกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ย(AR > AVC) แต่ถ้าราคาขายหรือรายรับเฉลี่ยตํ่ากว่าต้นทุนผันแปร เฉลี่ย (AR < AVC) ผู้ผูกขาดจะหยุดผลิตหรือเลิกกิจการทันที แสดงดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ผูกขาด : กรณีมีกำไร
172 จากรูป ระดับผลผลิตที่ทำให้ผู้ผูกขาดได้รับกำไรสูงสุด คือ 0Q หน่วย ตรงกับจุดตัดของเส้น MR กับเส้น MC ณ จุด E ผู้ผูกขาดกำหนดราคาขายตามเส้นอุปสงค์หรือรายรับเฉลี่ย (D = AR) คือ ราคาหน่วยละ0P บาท ณ จุด A แต่ ต้นทุนเฉลี่ยที่ 0Q หน่วย คือ 0C บาท ณ จุด B ดังนั้น ผู้ผูกขาดจะมีกำไรเกินปกติหน่วยละ CP บาท หรือกำไรรวมเท่ากับ พื้นที่สี่เหลี่ยม CPAB หรือเท่ากับพื้นที่แรเงาทั้งหมด จากรูป ในกรณีนี้ผู้ผูกขาดประสบกับการขาดทุน เพราะเส้นต้นทุนเฉลี่ยอยู่สูงกว่าเส้นอุปสงค์หรือรายรับ เฉลี่ย ผู้ผูกขาดเลือกผลิตที่ MC = MR โดยผลิตสินค้าจำนวน 0Q หน่วย กำหนดราคาขายตามเส้นอุปสงค์หรือรายรับเฉลี่ย (D = AR) คือ ราคาหน่วยละ 0P บาท ถ้าผู้ผูกขาดเลิกกิจการจะทำให้ขาดทุนเท่ากับต้นทุนคงที่ทั้งหมด หรือพื้นที่สี่เหลี่ยม CDFB ถ้าผู้ผูกขาดตัดสินใจดำเนินกิจการต่อจะขาดทุนเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยม PAFD ซึ่งน้อยกว่าการเลิกกิจการ ในระยะสั้นผู้ผูกขาดจะประสบได้ทั้งกำไรเกินปกติ กำไรปกติ หรือขาดทุน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเส้น รายรับเฉลี่ย (AR) และเส้นต้นทุนเฉลี่ย (AC) ของผู้ผูกขาด หากผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าของผู้ผูกขาดมากหรือเส้น อุปสงค์ของผู้ผูกขาดอยู่สูงกว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ย ผู้ผูกขาดจะได้รับกำไรเกินปกติหรือกำไรทางเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าสินค้าไม่ค่อย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ผูกขาดมีต้นทุนการผลิตสูงจนทำให้เส้นอุปสงค์สัมผัสกับเส้นต้นทุนเฉลี่ย ผู้ผูกขาดจะได้รับ เพียงกำไรปกติเท่านั้น และถ้าเส้นอุปสงค์ของผู้ผูกขาดอยู่ตํ่ากว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ยผู้ผูกขาดจะประสบกับการขาดทุน การที่ ราคาสินค้าในตลาดผูกขาดสูงกว่าต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P > MC) จะทำให้สังคมไม่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้ ทรัพยากรการผลิตและสังคมต้องสูญเสียผลประโยชน์บางส่วนไป แต่ถ้าราคาเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P = MC)เช่น ใน ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ สังคมจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากรการผลิต ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรการผลิตที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด แสดงดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ผูกขาด : กรณีขาดทุน
173 6.2 ดุลยภาพในระยะยาวของตลาดผูกขาด ในระยะยาวผู้ผูกขาดสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตและเปลี่ยนแปลงขนาดการผลิตได้ถ้า ผู้ผูกขาดประสบกับการขาดทุน เขาจะเลิกกิจการทันที แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ผูกขาดจะยังคงมีกำไรเกินปกติในระยะยาว เพราะ ผู้ผลิตรายใหม่ๆ ไม่สามารถเข้ามาทำการแข่งขันกับผู้ผูกขาดรายเดิมได้ จากรูป ผู้ผูกขาดสามารถปรับขนาดการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าในระดับต่างๆ ได้ ผู้ผูกขาดยินดีขายสินค้าจำนวน 0Q หน่วย ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาว (LAC) หน่วยละ 0C บาท และขายสินค้าตามเส้น อุปสงค์หรือรายรับเฉลี่ย (D = AR) คือ ราคาหน่วยละ 0P บาท ทำให้มีกำไรในระยะยาวเท่ากับ CP บาท หรือเท่ากับพื้นที่ สี่เหลี่ยม CPAB ซึ่งถือเป็นกำไรเกินปกติ และผู้ผูกขาดจะยังคงมีกำไรเกินปกติในระยะยาว เพราะผู้ขายรายอื่น ๆ ไม่สามารถ เข้ามาทำการแข่งขันในตลาดได้ 7. ครูใช้สื่อ PowerPoint/เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition) คือ หน่วยธุรกิจในตลาดมีจำนวน มากและแต่ละหน่วยธุรกิจจำหน่ายสินค้าเป็นสัดส่วนน้อยในตลาด โดยแต่ละหน่วยธุรกิจจำหน่ายผลผลิตหรือบริการมี ลักษณะแตกต่างไปจากคู่แข่งขันเล็กน้อย ซึ่งเป็นการแข่งขันไม่สมบูรณ์นั่นเอง เพราะมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกับตลาดแข่งขัน สมบูรณ์ และยังมีบางอย่างที่คล้ายกับตลาดผูกขาดจึงเรียกว่า “ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด” มีลักษณะดังนี้ 1. ลักษณะที่คล้ายคลึงกับลักษณะของการแข่งขันสมบูรณ์ คือ มีผู้ขายเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละหน่วยธุรกิจ จำหน่ายผลผลิตเป็นสัดส่วนน้อยในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด 2. ลักษณะที่แตกต่างไปจากคู่แข่งขันอื่น คือ เรื่องผลผลิตและบริการ ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมราคาของ ตนเองได้บ้าง ดังนั้น เส้นอุปสงค์ของแต่ละหน่วยธุรกิจจะมีความชันต่างกัน แสดงดุลยภาพในระยะยาวของผู้ผูกขาด
174 หน่วยธุรกิจที่มีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดในประเทศไทย เช่น ร้านตัดผม ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ร้านอาหารต่าง ๆ สถานีบริการอัดฉีดรถยนต์ เป็นต้น สินค้าอาจแตกต่างกันด้านคุณภาพ รูปร่างหลากสี การบรรจุหีบห่อ ตรา ยี่ห้อ ซึ่งเป็นลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่า สินค้าในตลาดนี้มีลักษณะแตกต่างกัน แต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ จึงทำให้ราคาสินค้าของผู้ขาย แต่ละรายมีความแตกต่างกัน และราคาสินค้าไม่ได้กำหนดจากราคาตลาด แต่จะกำหนดตามลักษณะของอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญ อยู่ในขณะนั้น เส้นอุปสงค์จึงมีลักษณะเป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวาคล้ายกับอุปสงค์ของตลาดผูกขาด แต่เนื่องจากสินค้า ของผู้ขายมีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก และสามารถใช้ทดแทนด้วยสินค้าของผู้ขายรายอื่นได้ง่าย ทำให้อุปสงค์ที่ผู้ขายมีความ ยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคามากกว่าในตลาดผูกขาด ดังรูป โดยเส้น d เป็นเส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญรายหนึ่งเผชิญอยู่ในตลาด เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญมีลักษณะเป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา มีความลาดชันมาก เพราะผู้ขายแต่ละราย ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ขายจำนวนมากที่ขายสินค้าคล้ายกัน จากรูป เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญมีลักษณะทอดลงจากซ้ายไปขวา แสดงว่า ถ้าผู้ขายกำหนดราคาสินค้าแพงขึ้น จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าน้อยลง ในทางตรงข้าม ถ้ากำหนดราคาสินค้าถูกลง จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญยังเป็นเส้นเดียวกับรายรับเฉลี่ย (d = AR) แต่รายรับส่วนเพิ่มมีค่าน้อยกว่ารายรับเฉลี่ย ณ ทุกระดับ สินค้า (MR < AR) เมื่อพิจารณาจากรูป เส้นรายรับส่วนเพิ่ม (MR) จะอยู่ในตำแหน่งที่ตํ่ากว่าเส้นรายรับเฉลี่ย และมีความชัน เป็นสองเท่าของเส้นรายรับเฉลี่ย (AR) 7.1 ดุลยภาพในระยะสั้นของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ผู้ขายแต่ละรายในตลาดจะตัดสินใจผลิตสินค้า ณ MC = MR ซึ่งผู้ขายอาจได้รับกำไรเกินปกติกำไรปกติ หรือขาดทุนก็ได้ ถ้า P > AVC ผู้ขายจะยังคงขายสินค้าต่อไป เพื่อนำเงินส่วนต่างระหว่างรายรับกับต้นทุนผันแปรไปชดเชย กับต้นทุนคงที่ที่มีอยู่ แสดงเส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายแต่ละรายในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดเผชิญ
175 จากรูป ผู้ขายยินดีเสนอขายสินค้าจำนวน 0Q หน่วย เส้นอุปสงค์อยู่สูงกว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ย แสดงว่าผู้ขาย สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย (P > AC) หรือมีรายรับเฉลี่ยสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย(AR > AC) ผู้ขายจะได้กำไร เฉลี่ยเท่ากับ CP บาท หรือเท่ากับพื้นที่สี่เหลี่ยม PABC ในกรณีนี้ผู้ขายจะได้รับกำไรเกินปกติ ในระยะสั้น ผู้ขายแต่ละรายจะพยายามสร้างความแตกต่างให้แก่สินค้าของตน ซึ่งอาจทำได้ดังนี้คือ 1) การคิดค้นหรือพัฒนาสินค้า เพื่อให้เกิดความแตกต่างอย่างแท้จริง และ 2) การโฆษณา เพื่อให้เกิดความแตกต่างในด้าน การรับรู้ของผู้บริโภค จากการสร้างความแตกต่างของสินค้าจะทำให้ผู้ขายสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น และทำให้ ผู้ขายได้รับกำไรเกินปกติ ถึงแม้ว่ารายรับและต้นทุนของผู้ขายจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ผู้ขายจะยังคงตัดสินใจผลิต ณ MC = MR เสมอ 7.2 ดุลยภาพในระยะยาวของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ผู้ขายสามารถเข้าและออกจากตลาดได้อย่างเสรี หากผู้ขายรายเดิมมีกำไร เกินปกติ จะจูงใจให้ผู้ขายรายใหม่ ๆ เข้ามาทำการแข่งขันในตลาดเรื่อยๆ เมื่อมีผู้ขายในตลาดมากขึ้นจะทำให้ผู้ขายแต่ละราย ในตลาดมีส่วนแบ่งตลาดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้ผู้ขายได้รับกำไรลดลง ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ขายบางรายขาดทุน และออกจาก การแข่งขันในตลาด จะทำให้จำนวนผู้ขายลดลง และส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้น จึงสรุปได้ว่า การผลิตในระยะยาวผู้ขายจะมี การปรับตัวทั้งเข้าและออกจากตลาด จนในที่สุดผู้ขายทุกรายในตลาดจะได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น และเกิดดุลยภาพใน ระยะยาวในที่สุด ดังรูป แสดงดุลยภาพในระยะสั้นของผู้ขายในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
176 จากรูป แสดงดุลยภาพในระยะยาวของผขู้ ายรายหนึ่ง ผขู้ ายจะปรับขนาดการผลิตจนเขา้ สดูุ่ลยภาพที่ ปริมาณสินค้าเท่ากับ 0Q หน่วย ซึ่ง LMC = MR โดยขายสินค้าในราคาหน่วยละ 0P บาท ซึ่งเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาว (LAC) พอดี ทำให้ผู้ขายมีเพียงกำไรปกติเท่านั้น 8. ครูใช้สื่อ PowerPoint/เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ตลาดผู้ขายน้อยราย ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) คือ ตลาดที่มีหน่วยธุรกิจเพียงสามสี่ราย ซึ่งแต่ละรายจะจำหน่ายสินค้า เป็นสัดส่วนมากในตลาด สินค้าที่ขายมีลักษณะเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้แต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ดี ตัวอย่างขอตลาด ผู้ขายน้อยราย เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ บริษัทผลิตรถยนต์บริษัทผลิตยางรถยนต์ เหล็กกล้า เหมืองแร่ นํ้าอัดลม เป็นต้น แต่กรณีที่ผู้ผลิตรายนี้อาจจะไม่ใช่สามหรือสี่รายเพราะคำว่าน้อยรายนี้ไม่ได้จำกัดว่าจะมีกี่ราย แต่ผู้ผลิตน้อยรายนี้จะมี อิทธิพลเหนือราคาตลาดอยู่บ้าง ผู้ขายในตลาดผู้ชายน้อยราย มีพฤติกรรมหลายลักษณะ ได้แก่ การรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ และการแข่งขันทางด้านราคาและไม่ใช้ราคา ดังนั้น การศึกษาพฤติกรรมของผู้ขายในตลาดนี้ต้องใช้แบบจำลองการ รวมกลุ่มแบบคาร์เทล ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ขายที่อยู่ในตลาดและเป็นทางการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดความไม่แน่นอน ที่เกิดขึ้นในตลาด เพื่อลดการแข่งขันหรือการกีดกันการเข้ามาของผู้ขายรายใหม่ และเพื่อแสวงหากำไรเพิ่มมากขึ้นจากการ กำหนดราคา การรวมกลุ่มแบบทางการ คือ การที่ผู้ขายที่มีอยู่น้อยรายมารวมตัวกันเพื่อกำจัดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นใน ตลาดและเพื่อแสวงหากำไรเพิ่มมากขึ้นจากการกำหนดราคาสินค้า ซึ่งแบบจำลองการรวมกลุ่มแบบคาร์เทล แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ คาร์เทลรวมอำนาจไว้ที่องค์กรส่วนกลาง และคาร์เทลแบ่งส่วนแบ่งตลาด 1. คาร์เทลรวมอำนาจไว้ที่องค์กรส่วนกลาง เป็นการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ องค์กรส่วนกลางมีอำนาจใน การตัดสินนโยบายทางด้านการกำหนดราคา ปริมาณสินค้ารวมของกลุ่ม และการจัดสรรโควตาให้กับผู้ขายที่เป็นสมาชิก ใน ที่นี้สมมติว่ามีผู้ขายในตลาดเพียงสองราย คือ ผู้ขาย A และผู้ขาย B โดยมีต้นทุนการผลิตแสดงในรูป (ก) และ (ข) ส่วนรูป (ค) แสดงถึง (1) เส้นอุปสงค์ที่กลุ่มเผชิญ (D)เป็นเส้นเดียวกับเส้นอุปสงค์ของตลาดเพราะผู้ขายทุกรายในตลาดรวมเป็นกลุ่ม แสดงดุลยภาพในระยะยาวของผู้ผูกขาด
177 เดียวกัน (2) เส้นรายรับหน่วยสุดท้าย (MR) ของกลุ่ม และ (3) เส้นต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MC) ได้มาจากต้นทุนหน่วยสุดท้าย (MC) ของผู้ขาย A และผู้ขาย B รวมกัน หรือ MC = MCA + MCB องค์กรส่วนกลางจะตัดสินใจเลือกระดับผลผลิตที่ทำให้ได้รับกำไรสูงสุด โดยเลือกที่ MC = MR จากรูป (ค) องค์กรส่วนกลางเลือกผลิตเท่ากับ 0Q* หน่วย และกำหนดราคาของกลุ่มเท่ากับ 0P* บาทจากนั้นองค์กรส่วนกลางจะจัดสรร โควตาให้แก่สมาชิก โดยจัดสรรโควตาให้ผู้ขาย A และผู้ขาย B คือ 0QA และ 0QB หน่วย ซึ่งเป็นปริมาณสินค้าที่ทำให้ต้นทุน หน่วยสุดท้ายของผู้ขาย A ต้นทุนหน่วยสุดท้ายของผู้ขาย B ต้นทุนหน่วยสุดท้ายของกลุ่ม และรายรับหน่วยสุดท้ายของกลุ่มมี ค่าเท่ากันทั้งหมดเท่ากับ C* (MCA= MCB = MC = MR = C*) 2. คาร์เทลแบ่งส่วนแบ่งตลาด เป็นการรวมกลุ่มของผู้ขายและมีการตกลงที่จะแบ่งส่วนแบ่งตลาดระหว่างกัน ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่ตกลงกัน โดยผู้ขายแต่ละรายยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบายที่ต้องการ การแบ่งส่วนแบ่งตลาด ทำได้2 ทาง คือ การกำหนดโควตา และการตกลงขายในราคาเดียวกันแต่จะแข่งขันโดยไม่ใช้ราคา การรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ แม้ตลาดจะมีผู้ขายจำนวนน้อยราย แต่ผู้ขายทุกรายไม่มีโอกาสรู้ถึงนโยบาย การค้าของผู้อื่นเพราะเป็นความลับ ทำให้ผู้ขายต้องติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งขันตลอดเวลา เพื่อที่จะปรับตัวให้ทันกับ คู่แข่งขันได้ ดังนั้น จึงมีการรวมกลุ่มของผู้ขาย โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลดการแข่งขันและลดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตลาด แต่เนื่องจากมีกฎหมายห้ามการรวมตัวกัน จึงมีการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการขึ้น โดยมีข้อตกลงต่าง ๆ ที่รู้กันระหว่างผู้ที่ เข้ามารวมกลุ่ม เช่น การขายสินค้าในราคาเดียวกัน การแบ่งเขตการขาย เป็นต้น แต่การรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการนี้จะมี ผู้ขายรายใหญ่และผู้ขายที่มีต้นทุนการผลิตตํ่ามาเป็นผู้นำในการกำหนดราคา การแข่งขันทางด้านราคา ผู้ขายในตลาดผู้ขายน้อยรายจะทำการลดราคาหรือตัดราคาขายเพื่อแย่งลูกค้าหรือ แย่งส่วนแบ่งตลาด ราคาสินค้าจึงไม่คงที่ การแข่งขันที่ไม่ใช้ราคา โดยทั่วไปผู้ขายจำนวนน้อยจะไม่ขายสินค้าตัดราคากัน เนื่องจากการตัดราคาโดยไม่ ระมัดระวัง อาจจะทำให้ผู้ขายรายอื่นโต้ตอบ จนทำให้เกิดสงครามราคาได้ หรือผู้ขายบางรายต้องขาดทุนและล้มเลิกกิจการ แสดงการกำหนดราคาโดยองค์กรส่วนกลางจากการรวมกลุ่มแบบคาร์เทล
178 ไปในที่สุด ดังนั้น การแข่งขันระหว่างผู้ขายจึงเป็นการแข่งขันที่ไม่ใช้ราคา เช่น การปรับปรุงคุณภาพสินค้า การปรับปรุงบรรจุ ภัณฑ์ การโฆษณา การลดแลกแจกแถม เป็นต้น 8.1 ดุลยภาพในระยะสั้นและระยะยาวของตลาดผู้ขายน้อยราย เนื่องจากเส้นอุปสงค์ของผู้ขายจะคล้ายกับเส้นอุปสงค์ในตลาดผูกขาดและตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดการ พิจารณาดุลยภาพในระยะสั้นของตลาดนี้จึงไม่แตกต่างไปจากผู้ขายในตลาดทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว นั่นคือ ผู้ขายอาจจะมีกำไร หรือขาดทุนก็ได้แต่ถ้าขาดทุนราคาที่ขายจะต้องมากกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ย เขาจะยังคงทำการผลิตต่อไป ดังนั้น การอธิบาย ดุลยภาพของตลาดนี้จึงขออธิบายเฉพาะดุลยภาพในระยะยาวเท่านั้น จากรูป ดุลยภาพของผู้ขายจะเกิดขึ้นที่ MR = LMC ปริมาณสินค้าดุลยภาพคือ 0Q หน่วยโดยมีต้นทุนเฉลี่ย หน่วยละ 0C บาท และราคาสินค้าที่ตั้งไว้จะเท่ากับ 0P บาท ทำให้มีกำไรจากการขายหน่วยละ CP บาท หรือพื้นที่สี่เหลี่ยม PABC ซึ่งเป็นกำไรเกินปกติที่ผู้ขายรายเดิมอาจมีต่อไปได้ในระยะยาว 9. ครูใช้เทคนิคการบรรยาย การเปรียบเทียบผลของตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาด จากการศึกษาลักษณะของตลาดแข่งขันสมบูรณ์และตลาดผูกขาด ทำให้ทราบว่าผลของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ มีต่อระบบเศรษฐกิจมีความแตกต่างจากตลาดผูกขาดที่มีต่อระบบเศรษฐกิจดังนี้ 1. การจัดสรรทรัพยากรในการผลิต ผู้ผลิตทั้งสองตลาดต่างต้องการกำไรสูงสุดจากการผลิตและเลือกขาย ณ ปริมาณสินค้าที่ทำให้ได้รับกำไรสูงสุดเช่นกัน แต่ผู้ขายในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะเลือกผลิตในระดับที่ทำให้ได้กำไรสูงสุด ณ P = MC สังคมจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากรการผลิตและเป็นการจัดสรรทรัพยากรการผลิตที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ผู้ขายในตลาดผูกขาดจะเลือกผลิตในระดับที่ราคาสูงกว่าต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P > MC) จึงทำให้ ราคาในตลาดผูกขาดสูงกว่าราคาในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ และปริมาณสินค้าในตลาดผูกขาดมีน้อยกว่าปริมาณสินค้าในตลาด แข่งขันสมบูรณ์จึงเห็นได้ว่าการดำเนินการในตลาดผูกขาดมีผลทำให้การจัดสรรทรัพยากรในการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ 2. ผลประโยชน์ของสังคม เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการจัดสรรทรัพยากรในการผลิต ผู้ผลิตจะเลือกผลิตที่ MC = MR จะพบว่าราคาสินค้าในตลาดแข่งขันสมบูรณ์มีค่าเท่ากับต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P = MC) ซึ่งก่อให้เกิดผลประโยชน์ แสดงดุลยภาพในระยะยาวของผู้ขายในตลาด
179 สูงสุดแก่สังคม ในขณะที่ราคาสินค้าในตลาดผูกขาดมีค่าสูงกว่าต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P > MC) ทำให้สังคมไม่ได้รับ ผลประโยชน์สูงสุดในการจัดสรรทรัพยากร และสูญเสียผลประโยชน์บางส่วนไปอีกด้วย 10. ครูใช้เทคนิคการบรรยาย การเปรียบเทียบผลของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดและตลาดประเภทอื่นๆ จากการศึกษาลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดแล้ว สามารถนำมาเปรียบเทียบกับตลาดประเภทอื่นๆ ได้ ดังนี้ ในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดผู้ขายจะตั้งราคาสูงกว่ารายรับหน่วยสุดท้ายและต้นทุนหน่วยสุดท้าย (P > MR และ MC) ซึ่งแตกต่างจากตลาดแข่งขันสมบูรณ์แต่คล้ายกับตลาดผูกขาด ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรในการผลิตของตลาดกึ่ง แข่งขันกึ่งผูกขาดจึงไม่มีประสิทธิภาพ หรือมีประสิทธิภาพน้อยกว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ส่วนปริมาณสินค้าผู้ผลิตจะขายน้อย กว่าขนาดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นการผลิตในขนาดการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมีการใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ 10.1 การเปรียบเทียบผลของตลาดผู้ขายน้อยรายกับตลาดประเภทอื่นๆ ในตลาดผู้ขายน้อยราย ผู้ผลิตหรือผู้ขายจะมีการร่วมมือกันกำหนดราคาสินค้า เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดจากการใช้ทรัพยากรการผลิต ผู้ผลิตใช้วัตถุดิบที่ด้อยคุณภาพเพื่อหวังกำไรสูงสุดโดยการตั้ง ราคาขายให้สูง แต่ผู้ขายในตลาดนี้ส่วนใหญ่ไม่นิยมแข่งขันกันด้านราคา แต่จะใช้วิธีต่อไปนี้ในการกำหนดราคาตลาด 1. ถ้าผู้ขายในตลาดผู้ขายน้อยรายมีขนาดใกล้เคียงกัน การกำหนดราคามักนิยมใช้วิธีการรวมหัวกันตกลงราคา หรือการรวมหัวกันผูกขาด ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย นอกจากนี้ยังต้องตกลงเรื่องการจำกัดปริมาณผลิต เพื่อให้ราคาอยู่ ในระดับสูงได้ 2. ถ้าผู้ขายบางรายในตลาดมีขนาดใหญ่กว่า หรือมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่ารายอื่น การกำหนดราคาตลาดมัก เป็นการตั้งราคาตามผู้นำ โดยที่ผู้ขายรายย่อยจะถือเอาราคาที่ผู้ผลิตรายใหญ่กำหนดมาเป็นราคาขายของตน ซึ่งผู้ผลิตราย ใหญ่นั้นถือเป็นผู้นำด้านราคา (price leader) กล่าวคือ ถ้ารายใหญ่ตั้งราคาอย่างไร รายย่อยก็จะต้องตั้งราคาตามนั้น สรุป ตลาดในทางเศรษฐศาสตร์ คือ การที่ผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการโดย ไม่จำเป็นต้องมีการพบกันโดยตรง ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ที่แน่นอนและไม่จำเป็นต้องชำระเงินหรือส่งมอบสินค้าแก่กันทันที ตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก สินค้าในตลาดมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญจะมีลักษณะขนานกับแกนนอน ณ ราคาตลาดดุลยภาพของผู้ขาย หมายถึง สภาวะที่ผู้ขายตัดสินใจ เลือกระดับปริมาณสินค้าที่ขายแล้วได้รับกำไรสูงสุดหรือขาดทุนน้อยที่สุด โดยผู้ขายไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบาย การขาย ผู้ขายในระยะสั้นอาจได้รับกำไรเกินปกติ กำไรปกติ หรือขาดทุนก็ได้ แต่ในระยะยาวผู้ขายจะได้รับเพียงกำไรปกติ เท่านั้น ตลาดผูกขาดเป็นตลาดที่มีผู้ขายเพียงรายเดียวและสินค้าไม่เหมือนกับผู้ขายรายอื่นเส้นอุปสงค์ที่ผู้ผูกขาดเผชิญเป็น เส้นเดียวกับเส้นอุปสงค์ของตลาดซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นทอดลงจากซ้ายลงมาขวาและมีความชันเป็นลบ ทั้งในระยะสั้นและ ระยะยาว ผู้ผูกขาดอาจได้รับทั้งกำไรเกินปกติ กำไรปกติ หรือขาดทุน ในบางกิจการรัฐบาลจะเข้าไปควบคุมการดำเนินงาน ของผู้ผูกขาดโดยรัฐบาลจะกำหนดให้ผู้ผูกขาดตั้งราคาเท่ากับต้นทุนเฉลี่ย (ราคายุติธรรม) หรือตั้งราคาเท่ากับต้นทุนหน่วย สุดท้าย (ราคาอุดมคติ)
180 ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดเป็นตลาดที่มีผู้ขายเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้ขายแต่ละรายมีอิทธิพลต่อราคาสินค้าในตลาด น้อยมาก และทำให้การดำเนินนโยบายของผู้ขายรายหนึ่ง ๆไม่กระทบต่อผู้ขายรายอื่น ๆ ในตลาด สินค้าในตลาดนี้มีลักษณะ แตกต่างกันแต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เส้นอุปสงค์ที่ผู้ขายเผชิญจึงมีลักษณะทอดลงจากซ้ายลงมาขวา และเป็นเส้นค่อนข้าง ลาดผู้ขายในระยะสั้นอาจได้รับกำไรเกินปกติ กำไรปกติ หรือขาดทุน แต่ในระยะยาวผู้ขายจะได้รับเฉพาะกำไรปกติเท่านั้น ตลาดผู้ขายน้อยรายเป็นตลาดที่มีผู้ขายตั้งแต่สองรายขึ้นไป ปริมาณสินค้าของผู้ขายแต่ละรายมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ส่วนสินค้าในตลาดอาจมีลักษณะคล้ายกันหรือต่างกันแต่สามารถใช้ทดแทนกันได้ แบบจำลองการรวมกลุ่มแบบคาร์เทลเป็น ลักษณะของการรวมกลุ่มผู้ขายที่อยู่ในตลาด ซึ่งแบ่งเป็นคาร์เทลรวมอำนาจไว้ที่องค์กรส่วนกลางและคาร์เทลแบ่งส่วนแบ่ง ตลาด 11. ครูให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ร่วมกันจัดทำแผนผังความคิดในหัวข้อ “ตลาดในระบบเศรษฐกิจ” โดยให้ ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่า ตลาดประเภทแตกต่างกันอย่างไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรหลังจากนั้นให้แต่ละกลุ่มนำเสนอ แผนผังความคิดของกลุ่มภายในชั้นเรียน ขั้นสรุปและการประยุกต์ 12. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 13. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน
181 การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
182 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายตลาดในทางเศรษฐศาสตร์แตกต่างจากตลาดโดยทั่วไปอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. อธิบายลักษณะของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. ปัจจัยที่กำหนดขนาดของตลาดมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. หน้าที่ของตลาดมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
183 5. อธิบายลักษณะของตลาดผูกขาด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 6. ประเภทของตลาดโดยทั่วไปจำแนกออกเป็นตลาดประเภทใดบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. ตลาดผูกขาดมีลักษณะเด่นอย่างไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. อธิบายลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. ผลของการแข่งขันก่อให้เกิดผลดีและผลเสียอย่างไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
184 10. ผลของการผูกขาดก่อให้เกิดผลดีและผลเสียอย่างไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพยีงข้อเดียว 1. ตลาดแบ่งตามลักษณะของสินค้าได้กี่ประเภท ก. ผู้ผลิตกับผู้บริโภค ข. หน่วยธุรกิจกับผู้ผลิต ค. การซื้อขายทันทีและล่วงหน้า ง. สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม จ. แข่งขันสมบูรณ์และแข่งขันไม่สมบูรณ์ 2. เส้นอุปสงค์ของผู้ผลิตในข้อใดที่ขนานกับแกนนอน ก. ผูกขาด ข. ผู้ขายมากราย ค. แข่งขันสมบูรณ์ ง. ผู้ขายน้อยราย จ. แข่งขันไม่สมบูรณ์ 3. เราเรียกผู้ผลิตในตลาดผูกขาดว่าอย่างไร ก. Price Taker ข. Price Maker ค. Single Seller ง. Price Monopoly จ. Price Discrimination
185 4. ข้อใดคือเส้นอุปสงค์ของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ก. เป็นเส้นที่ทอดจากขวาไปซ้าย ข. เป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา ค. เป็นเส้นตรงที่ขนานกับแกนนอน ง. เป็นเส้นตั้งฉากกับแกนนอน จ. ผิดทุกข้อ 5. ข้อใดเป็นลักษณะของผู้ผลิตในตลาดผูกขาด ก. มีผู้ผลิตสินค้าสองราย ข. มีผู้ผลิตสินค้าเพียงรายเดียว ค. ผู้ผลิตไม่มีอิทธิพลในการกำหนดราคา ง. สินค้าที่ผลิตได้สามารถทดแทนกันได้ จ. การเข้าออกจากตลาดทำได้โดยเสรี 6. ข้อใดบ่งชี้ว่าผู้ผลิตมีอำนาจผูกขาดในการขายสินค้าในตลาด ก. ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ข. ความสามารถในการวางแผนกำไรของกิจการ ค. ความสามารถในการผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนตํ่า ง. ความสามารถในการกำหนดราคาสินค้าและปริมาณ จ. ถูกทุกข้อ 7. ข้อใดคือลักษณะของตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ก. สินค้าในตลาดมีลักษณะแตกต่างกันแต่ทดแทนกันได้ ข. สินค้าในตลาดมีลักษณะคล้ายกันแต่ทดแทนกันได้ ค. สินค้าในตลาดมีลักษณะที่คล้ายกันแต่ทดแทนกันไม่ได้ ง. สินค้าในตลาดไม่เหมือนกันและทดแทนกันไม่ได้ จ. สินค้าในตลาดมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ
186 8. ข้อใดคือลักษณะสินค้าในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ก. ตลาดข้าวเปลือก ตลาดนํ้ามันเชื้อเพลิง ข. ตลาดข้าวเปลือก ก๊าซธรรมชาติ ค. ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ง. ตลาดข้าวเปลือก ตลาดยางพารา จ. เสื้อผ้าสำเร็จรูป เฟอร์นิเจอร์ 9. ข้อใดคือเส้นอุปทานของผู้ผลิตในตลาดผูกขาดในระยะสั้น ก. เส้น MC อยู่เหนือจุดตํ่าสุดของเส้น AVC ขึ้นไป ข. เส้น MC อยู่ตํ่ากว่าเส้น AVC ลงมา ค. เส้น AVC อยู่เหนือจุดตํ่าสุดของเส้น AC ขึ้นไป ง. เส้น MC ที่อยู่เหนือเส้น AC จ. หาเส้นอุปทานไม่ได้ 10. การเพิ่มราคาในตลาดแข่งขันสมบูรณ์เพื่อให้กำไรมากขึ้น จะทำให้ผู้ขายสินค้าเป็นอย่างไร ก. ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าของเขาแทนสินค้าของผู้ผลิตรายอื่น ข. ทำให้เขาต้องการเพิ่มการผลิตเพื่อขายมากขึ้น เพราะมีผู้บริโภคมาซื้อมากขึ้น ค. ทำให้ผู้ผลิตขายสินค้าได้มากขึ้น เพราะผู้บริโภคซื้อสินค้ามากขึ้น ง. ทำให้เขาไม่สามารถขายสินค้าได้เลย เพราะผู้บริโภคจะหันไปซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่น จ. ทำให้คู่แข่งขายสินค้าได้ลดลง เพราะสินค้าคุณภาพตํ่า ไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค
187 ตอนที่3 จงใส่เครื่องหมาย ✓ หรือ × หน้าข้อความที่เหมาะสม .............. 1. การซื้อขายทางเว็บไซต์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตลาดออนไลน์ .............. 2. การแสดงราคาสินค้าให้ผู้บริโภครับรู้เป็นลักษณะสำคัญของตลาดแข่งขันสมบูรณ์ .............. 3. บริษัทปูนซีเมนต์เป็นผู้ผลิตที่จำหน่ายสินค้าเป็นสัดส่วนมากในตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย .............. 4. สบู่ ผงซักฟอกเป็นสินค้าในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่มีลักษณะและคุณภาพเหมือนกันจนแทบไม่เห็นความแตกต่าง .............. 5. สินค้าในตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน .............. 6. สัมปทาน หมายถึงการที่รัฐบาลให้สิทธิพิเศษแก่เอกชนในการประกอบธุรกิจ .............. 7. ราคาสินค้าและบริการที่ถูกกำหนดขึ้นในสภาพการแข่งขันของตลาดแข่งขันแบบสมบูรณ์เป็นราคาที่ไม่มีความ ยุติธรรมต่อผู้บริโภค .............. 8. ตลาดช่วยให้ผู้บริโภคมีมาตรฐานการครองชีพตํ่าลง .............. 9. ข้อดีของตลาดแข่งขัน ผู้บริโภคมีโอกาสในการเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง .............. 10. ข้อเสียของตลาดแข่งขันสมบูรณ์คือ มีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตอย่างแท้จริง
188 ใบงานที่ 1 ค้นคว้าข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับลักษณะของตลาดในระบบเศรษฐกิจ โดยวิเคราะห์ว่าสินค้าและ บริการเหล่านั้นอยู่ในตลาดประเภทใด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 ให้ทำแผ่นพับเรื่องลักษณะของตลาดตามประเด็นต่อไปนี้ (1) ความหมายของตลาด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (2) ลักษณะสำคัญของตลาดในประเภทต่าง ๆ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (3) ตัวอย่างสินค้าและบริการที่อยู่ในตลาดประเภทต่าง ๆ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................