239 10. การคาดคะเนของผู้ผลิต ถ้าผู้ผลิตคาดคะเนว่าสินค้าของเขาจะขายดีขึ้น เขาจะลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้า คาดว่าในอนาคตสินค้าจะขายไม่ออก การลงทุนก็จะลดลง 4.1 ฟังก์ชันการลงทุนและเส้นการลงทุน จากปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นตัวกำหนดการลงทุน สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนกับตัว กำหนด ต่าง ๆ ด้วยสัญลักษณ์ทางพีชคณิตซึ่งเรียกว่า “ฟังก์ชันการลงทุน (Investment Function)” ได้ดังนี้ I = f(Y, B1 , B2 , B3 ,…) เมื่อ I = ปริมาณการลงทุน Y = ระดับรายได้ B1 = อัตราดอกเบี้ย B2 = กำไรที่คาดว่าจะได้รับ B3 = รายจ่ายที่เกี่ยวกับการลงทุน เป็นต้น จากฟังก์ชันการลงทุน จะเห็นได้ว่า ปริมาณการลงทุนทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ และจาก การศึกษารายได้ประชาชาติพบว่า รายได้ของบุคคลเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดต่อการลงทุน ดังนั้น รายได้จึงเป็น ตัวกำหนดโดยตรงในการลงทุน ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เป็นตัวกำหนดโดยอ้อม และเมื่อพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการ ลงทุนทั้งหมดกับรายได้ สามารถแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. การลงทุนแบบอิสระ (Autonomous Investment: Ia ) เป็นการลงทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ตามระดับ รายได้ กล่าวคือ ไม่ว่ารายได้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การลงทุนก็ยังคงเดิม ซึ่งการลงทุนอิสระนี้ ส่วนมากเป็นการเปลี่ยน การลงทุนสินค้าคงเหลือและของภาครัฐบาลเป็นการลงทุนที่ไม่หวังผลกำไร ตอบแทนโดยตรง เช่น การลงทุนในกิจการด้าน การศึกษา การลงทุนด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ การลงทุน สร้างถนนหนทาง เป็นต้น เส้นการลงทุนจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง ขนานกับแกนนอน ดังรูป (ก) 2. การลงทุนโดยการจูงใจ (Induced Investment : I i ) เป็นการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปในทาง เดียวกันกับรายได้ กล่าวคือ เมื่อรายได้สูงขึ้นย่อมจูงใจให้ผู้ผลิตมีการลงทุนผลิตสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้น และเมื่อรายได้ ลดลง การลงทุนผลิตสินค้าและบริการก็จะลดลงตามไปด้วย เส้นการลงทุนลักษณะนี้ อาจเป็นได้ทั้งเส้นตรงหรือเส้นโค้งขึ้นอยู่ กับค่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายของการลงทุน (Marginal Propensity to Invest: MPI) หมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลง ของการลงทุนอันเนื่องมาจากรายได้ เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย นั่นคือ MPI = ΔI ΔY
240 เมื่อ ΔI = อัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการลงทุน ΔY = อัตราการเปลี่ยนแปลงของรายได้ จากรูป (ก) เส้น Ia เป็นเส้นการลงทุนโดยอิสระซึ่งขนานกับแกนนอนแสดงว่า ปริมาณการลงทุน จะคงที่เสมอ ไม่ว่าระดับรายได้ประชาชาติจะเป็นเท่าใด ส่วนรูป (ข) นั้น Ii เป็นเส้นการลงทุนโดยการจูงใจ ซึ่งออกจากจุดกำเนิด และค่า ความชันเป็นบวก หมายความว่า ถ้ารายได้ประชาชาติเท่ากับศูนย์ การลงทุน โดยการจูงใจก็เท่ากับศูนย์ด้วย แต่ถ้ารายได้ ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้นการลงทุนโดยการจูงใจก็จะเพิ่มสูงขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับค่าความชันของเส้นการลงทุน ดังกล่าว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ความโน้มเอียง หน่วยสุดท้ายของการลงทุน (Marginal Propensity to Invest: MPI)” ซึ่งมีสูตร ว่า MPI = ΔI ΔY ถ้านำส่วนที่เป็นการลงทุนโดยอิสระกับส่วนที่เป็นการลงทุนโดยการจูงใจมารวมกัน จะได้สมการ การลงทุนดังนี้ I = Ia + I i เมื่อ I = ปริมาณการลงทุนทั้งสิ้น Ia = การลงทุนแบบอิสระ I i = การลงทุนโดยการจูงใจ
241 เนื่องจากการลงทุนโดยการจูงใจมีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกับระดับรายได้ ดังนั้น I i = iY เมื่อ I i = ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายของการลงทุน MPI = ΔI ΔY Y = ระดับรายได้ แทนค่า I i ในสมการการลงทุนจะได้ว่า I = Ia + iY และจากสมการการลงทุนนี้ สามารถแสดงได้ด้วยเส้นกราฟ ดังรูป จากรูป แสดงเส้นการลงทุนทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่า การลงทุนแบบอิสระมีค่าเท่ากับ Ia ซึ่งเป็นการลงทุน ณ ระดับ รายได้เท่ากับศูนย์ และ I = iY เป็นการลงทุนโดยการจูงใจ ณ ระดับรายได้ประชาชาติY0 การลงทุน ทั้งหมดเท่ากับ Y0 A โดยแยกเป็นการลงทุนโดยอิสระเท่ากับ Y0 B และการลงทุนโดยการจูงใจเท่ากับ AB ในที่นี้ขอแสดงตัวอย่างการคำนวณปริมาณการลงทุน เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังนี้ สมมติว่า ปริมาณการลงทุนทั้งหมด ณ ระดับรายได้ (Y) 2,500 ล้านบาท โดยกำหนดให้MPI = 0.20 และการ แสดงเส้นการลงทุนทั้งหมด
242 ลงทุนเมื่อยังไม่มีรายได้ (Ia ) = 1,000 ล้านบาท พร้อมทั้งวาดรูปประกอบ วิธีทำ จากสมการการลงทุน I = Ia + iY แทนค่าลงในสมการการลงทุนจะได้ว่า I = 1,000 + 0.20(2,500) = 1,000 + 500 = 1,500 ล้านบาท นั่นคือ ณ ระดับรายได้2,500 ล้านบาท ปริมาณการลงทุนทั้งหมดเท่ากับ 1,500 ล้านบาท โดยแสดง เส้นการ ลงทุนทั้งหมดได้ ดังรูป การเปลี่ยนแปลงปริมาณการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงการลงทุนเช่นเดียวกับการบริโภคที่ได้ พิจารณาไปแล้ว กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงปริมาณการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงการลงทุนมีความหมาย แตกต่างกัน สามารถพิจารณาได้ จากฟังก์ชันการลงทุนดังนี้ I = f(Y, B1 ,B2 , B3 ,…) เมื่อ Y = ระดับรายได้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดโดยตรงของการลงทุน B1 , B2 , B3 ,… = อัตราดอกเบี้ย กำไรที่คาดว่าจะได้รับ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รายจ่ายที่เกี่ยวกับการ ลงทุน นโยบายของรัฐบาล และเสถียรภาพทาง การเมือง เป็นตัวกำหนดโดยอ้อมของการลงทุน การเปลี่ยนแปลงของตัวกำหนดโดยตรงและตัวกำหนดโดยอ้อม จะมีผลต่อการลงทุนดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงปริมาณการลงทุน (Change in The Amount Invested) หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงระดับการลงทุนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงในระดับรายได้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดโดยตรง ในการลงทุนการ เปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เป็นการย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนเส้นการลงทุนเดียวกัน ดังรูป แสดงเส้นการลงทุนทั้งหมด
243 จากรูป กำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ อยู่คงที่ เมื่อรายได้เท่ากับ 0Y1 การลงทุนเท่ากับ 0I1 (ณ จุด A) ต่อมารายได้ เพิ่มขึ้นเป็น 0Y2 การลงทุนจึงเพิ่มขึ้นเป็น 0I2 (ณ จุด B) นั่นคือ เกิดการย้ายจากจุด A ไปยังจุด B บนเส้นการลงทุน เส้น เดียวกัน จะเห็นได้ว่า เส้นการลงทุนไม่เปลี่ยนแปลง แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนเลื่อนจากจุด A ไปยังจุด B 2. การเปลี่ยนแปลงการลงทุน (Shift in Investment) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงระดับการลงทุน อัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงตัวกำหนดโดยอ้อมในการลงทุน โดยที่ระดับรายได้ซึ่งเป็นตัวกำหนด โดยตรงยังคงเดิม การ เปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้จะมีผลทำให้เส้นการลงทุนทั้งเส้นเคลื่อนย้ายไปจาก ตำแหน่งเดิม ดังรูป จากรูป I1 เป็นเส้นการลงทุนเริ่มแรก ต่อมาสมมติว่า ผู้ผลิตคาดการณ์ว่ากำไรที่คาดว่าจะได้รับจะน้อยลง จึง ชะลอการลงทุน ซึ่งมีผลทำให้เส้นการลงทุนเคลื่อนย้ายจาก I1 มาอยู่ที่ I2 ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ผลิตคาดการณ์ ว่ากำไรที่ คาดว่าจะได้รับจะเพิ่มสูงขึ้น ผู้ผลิตก็จะลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เส้นการลงทุนเคลื่อนย้ายจาก I1 มาอยู่ที่ I3 จึงสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงในตัวกำหนดโดยอ้อมจะทำให้เส้นการลงทุนเคลื่อนย้ายไปจากเดิม ทั้งเส้น แสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณการลงทุน
244 4.2 ความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการออม การลงทุนมีความสัมพันธ์กับการออม คือ แหล่งเงินทุนได้มาจากแหล่งเงินออม ในกรณีที่ระบบ เศรษฐกิจมีภาคเอกชน แต่ไม่มีภาครัฐบาล และภาคต่างประเทศ สมการจะเป็นดังนี้ S = I นั่นคือ การออมของภาคเอกชนจะเท่ากับการลงทุนของภาคเอกชน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า การ ลงทุนของประเทศที่เกิดขึ้นจริงจะเท่ากับการออมที่เกิดขึ้นจริง ผู้ผลิตหรือหน่วยธุรกิจจะทำหน้าที่เป็น ผู้ลงทุน ส่วนครัวเรือน หรือผู้บริโภคจะทำหน้าที่เป็นผู้เก็บออม โดยมีสถาบัน เช่น ธนาคารพาณิชย์เป็น ตัวกลาง ทำให้หน่วยธุรกิจสามารถหาเงินทุน เพิ่มเติมจากที่ตนมีอยู่มาใช้ในการลงทุนได้ สรุปได้ว่า การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงจะต้องเท่ากับการออมที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ณ ระดับรายได้ ประชาชาติ หนึ่ง ๆ แต่การลงทุนที่ตั้งใจไว้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการออมที่ตั้งใจไว้ กล่าวคือ ณ ระดับรายได้ ประชาชาติหนึ่ง ๆ การลงทุน ที่ตั้งใจไว้อาจจะมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับการออมที่ตั้งใจไว้ก็ได้ 4.3 ความไม่มีเสถียรภาพของการลงทุน ถ้าจะเปรียบเทียบความมีเสถียรภาพของการบริโภคและการลงทุน ซึ่งต่างก็เป็นตัวกำหนดระดับ รายได้ ทั้ง 2 ตัว อาจกล่าวได้ว่า การบริโภคมีเสถียรภาพมากกว่าการลงทุน ด้วยเหตุนี้การลงทุนจึงมี ผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ มากกว่าการบริโภค เหตุที่การลงทุนไม่มีเสถียรภาพ เพราะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายประการซึ่งล้วนแต่มีความไม่แน่นอน เช่น การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งบางช่วงเวลา มีการค้นพบมาก แต่บางช่วงเวลามีการค้นพบน้อย ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้นไม่ สม่ำเสมอ หรือผลกำไรปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นฐานการคาดคะเนผลกำไรในอนาคตก็ไม่แน่นอน บางครั้งสูง บางครั้งน้อย นอกจากนี้การลงทุน ที่ได้ผลตอบแทนในระยะยาว ผู้ลงทุนต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและมีความมั่นใจจึงจะลงทุน 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบกับเทคนิคการบรรยาย การใช้จ่ายของภาครัฐบาล การใช้จ่ายของภาครัฐบาล (Government Expenditure: G) แบ่งเป็นรายจ่ายเพื่อการบริโภค เช่น เงินเดือนและค่าจ้าง ค่าใช้สอย ค่าวัสดุครุภัณฑ์ เป็นต้น รายจ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสร้าง สิ่งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ และรายจ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งรายจ่ายประเภทเงินโอน (Transfer Payments) เช่น เงิน บำเหน็จบำนาญที่จ่ายให้ข้าราชการเกษียณอายุ เงินสงเคราะห์การรักษา พยาบาล สงเคราะห์การศึกษาและสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก เงินให้เปล่า เป็นต้น รายจ่ายประเภทนี้เป็นเพียง การโอนอำนาจซื้อจากรัฐบาลไปยังประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ เกี่ยวพันกับการเพิ่มผลผลิต จึงไม่นับรวมอยู่ใน รายจ่ายมวลรวม (รายจ่ายของรัฐบาลที่จะรวมเป็นรายได้ประชาชาติต้องกัน ค่าใช้จ่ายเงินโอนออกไปก่อน) ปัจจัยที่กำหนดการใช้จ่ายของภาครัฐบาล มี2 ประการ ดังนี้
245 1. รายรับของรัฐบาล (Government Revenue) ประกอบด้วย รายได้จากภาษีอากร รายได้ที่ มิใช่ภาษี อากร และเงินกู้ หากรัฐบาลมีรายรับมากย่อมมีความสามารถที่จะใช้จ่ายได้มาก แต่ถ้ามีรายรับน้อย ย่อมใช้จ่ายได้น้อย 2. นโยบายการคลังของรัฐบาล (Fiscal Policy) มี2 แบบ คือ นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary Fiscal Policy) ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวเพราะระบบเศรษฐกิจ มีการใช้จ่ายน้อย เกินไป รัฐบาลจะใช้นโยบายขยายตัว เช่น การให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือ หรือการเก็บภาษี อากรลดลง เพื่อให้ประชาชนมีการ ใช้จ่ายเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เมื่อคนมีรายได้มากขึ้นอันเนื่องมาจาก การมีงานทำ ระบบเศรษฐกิจก็จะขยายตัวในที่สุด และนโยบายการคลังแบบหดตัว (Contractionary Policy) ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจหดตัว เพราะมีการใช้ จ่ายเงินมากเกินไป รัฐบาลจะ ใช้นโยบายหดตัว เช่น การเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น หรือรัฐบาลให้เงินอุดหนุนลดลง จะทำให้ ประชาชนใช้จ่าย น้อยลง และทำให้การบริโภคลดลงและเงินออมลดลง ในที่สุดรายได้ประชาชาติก็จะลดลง 5.1 เส้นรายจ่ายของรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงเส้นรายจ่ายรัฐบาล รายจ่ายของภาครัฐบาลมักจะกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี เส้นรายจ่ายของรัฐบาลจึงเป็น เส้นตรง ขนานแกนนอนหรือแกนรายได้ประชาชาติ ดังรูป จากรูป สมมติว่า G0 เป็นเส้นการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่กำหนดไว้เดิม ต่อมารัฐบาลได้ตัดสินใจ เพิ่มการใช้ จ่ายให้มากขึ้น ทำให้เส้นการใช้จ่ายของภาครัฐบาลย้ายจากเส้น G0 เป็นเส้น G1 ในทางตรงข้าม ถ้ารัฐบาลตัดสินใจลดรายจ่าย ลงจากเดิม เส้นการใช้จ่ายของรัฐบาลจะย้ายจากเส้น G0 เป็นเส้น G2 6. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบกับเทคนิคการบรรยาย การส่งออกสุทธิ เมื่อระบบเศรษฐกิจมีการติดต่อกับต่างประเทศ ไม่ว่าในรูปของการส่งออกหรือการนำเข้าย่อมมีผลกระทบ ต่อ ผลผลิต รายได้และการว่าจ้างทำงานภายในประเทศ การส่งออกสินค้าทำให้การผลิต การว่าจ้างทำงาน และ รายได้ แสดงเส้นการใช้จ่ายของภาครัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงเส้นการใช้จ่ายของรัฐบาล
246 ประชาชาติเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดกระแสการไหลเข้าของรายจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะผู้ส่งออก เมื่อได้รับรายได้จากผู้ซื้อใน ตลาดต่างประเทศ ก็จะนำรายได้นั้นมาจับจ่ายใช้สอยทั้งการบริโภคและการลงทุน ทำให้รายได้ของบุคคลอื่น ๆ ในระบบ เศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนการนำเข้าทำให้ประเทศต้องสูญเสีย เงินตราต่างประเทศ เพื่อจ่ายให้แก่ประเทศที่ส่งสินค้าเข้ามาทำ ให้การจ้างงานและรายได้ประชาชาติลดลง เกิดกระแสการรั่วไหลของรายได้ออกจากระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้าการส่งออก สุทธิ (ส่วนต่างระหว่างมูลค่า การส่งออกกับมูลค่าการนำเข้า) มีค่าเป็นบวกจะทำให้รายได้ การจ้างงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าการส่งออกสุทธิมีค่าเป็นลบ จะทำให้รายได้การจ้างงานและการลงทุนลดลง การส่งออก (Export: X) หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการที่ประเทศหนึ่งส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ การนำเข้า (Import: M) หมายถึง มูลค่าสินค้าและบริการที่ประเทศหนึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจัยที่กำหนดการส่งออก มีดังนี้ 1. นโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการส่งออก เช่น การลดภาษีสินค้าส่งออก การขยายตลาด ในประเทศ การลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ การปรับปรุงพิธีการศุลกากรให้สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส จะทำให้การ ส่งออกเพิ่มขึ้นเพราะฉะนั้นเส้นการส่งออกจะเคลื่อนสูงขึ้นเป็น X1 2. ราคาสินค้าส่งออก ถ้าราคาสินค้าส่งออกของประเทศใดสูงกว่าราคาสินค้าของต่างประเทศ ซึ่งเป็นสินค้า ชนิดเดียวกัน จะทำให้ประเทศนั้นส่งออกได้ลดลง เส้นการส่งออกจะเคลื่อนต่ำลงเป็น X2 ในทางตรงข้าม ถ้าราคาสินค้า ส่งออกต่ำกว่าราคาสินค้าของต่างประเทศซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน จะทำให้ การส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าส่งออก ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศ ถ้าเงินบาทมีค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินค้า ส่งออกของไทยจะมีราคาต่ำโดยมองจากผู้ซื้อในต่างประเทศ ทำให้ปริมาณการส่งออก ของไทยเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เส้นการส่งออกจะเคลื่อนสูงขึ้นเป็น X1 จากรูป เส้น X0 เป็นเส้นการส่งออกเดิมของประเทศ A สมมติว่าประเทศนี้ได้ทำการพัฒนาและค้นพบ เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ทำให้ราคาสินค้าส่งออกลดลง ปริมาณการส่งออกจึงเพิ่มขึ้น เส้นการ แสดงการส่งออกและการเปลี่ยนแปลงเส้นการส่งออก
247 ส่งออกจะเคลื่อนจาก X0 เป็นเส้น X1 ในทางตรงข้าม ถ้าประเทศ A ไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ การส่งออกก็จะ ลดลง เส้นการส่งออกจะเคลื่อนจาก X0 เป็นเส้น X2 3. ความต้องการของตลาดต่างประเทศและคุณภาพสินค้าถ้าต่างประเทศต้องการซื้อสินค้า จากเรามากขึ้น หรือคุณภาพของสินค้าส่งออกดีขึ้น แม้จะมีราคาแพง ก็อาจจะทำให้การส่งออกสินค้าไป ต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ เส้นการ ส่งออกจะเคลื่อนขึ้นเป็น X1 ในทางตรงข้าม ถ้าคุณภาพของสินค้าส่งออก แย่ลง การส่งออกก็จะลดลง เส้นการส่งออกจะ เคลื่อนต่ำลงเป็น X2 4. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า กล่าวคือ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากเดิม 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ สหรัฐฯ ราคาสินค้าส่งออกเปรียบเทียบกับราคา สินค้าชนิดเดียวกันจากต่างประเทศจะมีราคาถูกลง เพราะ ฉะนั้น ต่างประเทศจะซื้อสินค้าของเรามากขึ้น เส้นการส่งออกจะ เคลื่อนสูงขึ้นเป็น X1 ในทางตรงข้าม ถ้า อัตราแลกเปลี่ยนลดลงจากเดิม 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงเหลือ 28 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาสินค้าส่งออกเปรียบเทียบกับราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากต่างประเทศแพงขึ้น ต่างประเทศจะซื้อ สินค้า ของเราลดลง เส้นจะเคลื่อนต่ำลงเป็น X2 ปัจจัยที่กำหนดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีดังนี้ 1. รายได้ประชาชาติ (Y) ถ้าระบบเศรษฐกิจมีรายได้ประชาชาติสูง ประชาชนส่วนใหญ่จะมีงานทำ มีรายได้ เพิ่มสูงขึ้น จึงมีอำนาจซื้อสินค้าสูงขึ้น เพราะฉะนั้นประชาชนจะมีความต้องการในการนำเข้าสินค้า จากต่างประเทศมากขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้ารายได้ประชาชาติลดลง การว่างงานอาจเพิ่มขึ้น ประชาชน จะมีรายได้น้อย จึงมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้า จากต่างประเทศลดลง 2. สินเชื่อผู้บริโภคและอัตราดอกเบี้ย (i) ถ้าประชากรสามารถซื้อสินค้าจากต่างประเทศด้วย เงินผ่อน มีการ จ่ายเงินดาวน์ต่ำ และมีระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน และอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้บริโภคจะ มีแนวโน้มในการนำเข้าสินค้าจาก ต่างประเทศมากขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าต้องจ่ายเงินดาวน์สูง มีระยะเวลา ในการผ่อนชำระสั้น และอัตราดอกเบี้ยสูง จะทำให้ ผู้บริโภคนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลง 3. สินทรัพย์ของผู้บริโภค (A) ถ้าผู้บริโภคมีสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในมือมาก เขาจะรู้สึกว่า ฐานะทาง การเงินมั่นคง การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น และถ้าผู้บริโภคมีสินทรัพย์คงทน ถาวรบางอย่างอยู่ในมือมาก ก็ อาจทำให้มีการนำเข้าสินค้าที่ใช้ประกอบกันมากขึ้น หรือในกรณีที่ผู้บริโภค มีสินทรัพย์คงทนบางอย่างอยู่ในมือมาก ก็จะทำ ให้การซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนกันจากต่างประเทศลดลงได้ 4. การคาดคะเนของผู้บริโภค (E) ถ้าผู้บริโภคคาดคะเนว่ารายได้ของเขาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือราคาสินค้า นำเข้าจากต่างประเทศจะสูงขึ้น หรือสินค้าบางชนิดจะขาดตลาด ทำให้ผู้บริโภคนำเข้า สินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นใน ปัจจุบัน 5. รสนิยมหรือค่านิยม (T) ถ้าคนในประเทศมีแนวโน้มนิยมใช้สินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ความ ต้องการซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นตามไปด้วย
248 6. จำนวนประชากรและโครงสร้างอายุของประชากร (Pop) ถ้าจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร หรือถ้าโครงสร้างอายุของ ประชากรเป็นวัยรุ่น รสนิยมในการ บริโภคสินค้าจากต่างประเทศก็จะมากขึ้น จะทำให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นตามไปด้วย 7. ราคาเปรียบเทียบระหว่างสินค้านำเข้ากับสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศ (Pm) ถ้าราคาสินค้า นำเข้า เปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศถูกกว่า ความต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะ มากขึ้น ในทางตรงข้าม หากราคาสินค้านำเข้าเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศแพงกว่า ความต้องการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะ ลดลง 8. คุณภาพของสินค้านำเข้า(Q) เปรียบเทียบกับสินค้าในประเทศ หากสินค้านำเข้ามีคุณภาพ ดีกว่าสินค้าใน ประเทศ ความต้องการในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะมากขึ้น ถึงแม้ราคาสินค้า จะแพงก็ตาม 9. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (ER) จะมีผลกระทบต่อมูลค่าการนำเข้าเช่นเดียวกัน ถ้าอัตรา แลกเปลี่ยนสูงขึ้น เช่นจากเดิม ฿ 32 = $ 1 เป็น ฿ 35 = $ 1 ราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจะแพงขึ้น เพราะฉะนั้น ความต้องการซื้อสินค้านำเข้าจะลดลง เช่น เดิมอัตราแลกเปลี่ยน ฿ 32 = $ 1 ถ้าราคาสินค้า นำเข้า 1 หน่วย เท่ากับ 1 ดอลลาร์ เมื่อซื้อ 1 หน่วยต้องจ่าย $ 1 ซึ่งก็คือ ต้องจ่ายเงินบาทเป็นจำนวนเท่ากับ 32 บาท ต่อมาอัตราแลกเปลี่ยน เปลี่ยนเป็น ฿ 35 = $ 1 ถ้าซื้อสินค้าเข้าจากต่างประเทศเท่าเดิม 1 หน่วย ผู้นำเข้าต้องจ่ายเป็นเงินบาทแพงขึ้นเป็น 35 บาท เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น ฉะนั้นเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น ราคาสินค้านำเข้าจะ แพงขึ้น ความต้องการจะซื้อ สินค้าเข้าจะน้อยลง ซึ่งสามารถแสดงฟังก์ชันการนำเข้าสินค้า ได้ดังนี้ M = f(Y, i, A, E, T, Pop, Pm, Q, ER, … ) การนำเข้าสินค้า(M) เป็นค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือน ผู้ประกอบการและรัฐบาลนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดย ปกติปริมาณการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับรายได้ประชาชาติ กล่าวคือ เมื่อรายได้ ประชาชาติสูงขึ้น ปริมาณการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้ารายได้ประชาชาติลดลง ปริมาณ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็จะลดลงด้วย ดังนั้น ฟังก์ชัน การนำเข้าสินค้าจะเป็นดังนี้ M = Ma + mY
249 เมื่อ Ma = มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อ Y มีค่าเท่ากับศูนย์ M = ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายของการนำเข้าสินค้า (Marginal Propensity to Import: MPM) และ m หาได้จากการหาส่วนเปลี่ยนแปลงของมูลค่า การนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติหนึ่งหน่วย หรือ m = ΔM ΔY ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อรายได้สูงขึ้นจะมีความโน้มเอียง ที่จะนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างใด ซึ่งอาจทำความเข้าใจด้วยรูปได้ดังนี้ จากรูป เส้น M คือ เส้นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เส้น X คือ เส้นการส่งออกสินค้า สมมติให้ เส้น X มี ค่าคงที่ เส้นจึงขนานกับแกนนอนหรือขนานกับเส้นรายได้ประชาชาติ ทั้งสองเส้นตัดกันที่จุด E ซึ่งเป็นจุดที่มูลค่าการส่งออก เท่ากับมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือ X – M = 0 แสดงว่า “ดุลการค้า สมดุล” และรายได้ประชาชาติเท่ากับ 0Y ณ รายได้ที่ต่ำกว่า 0Y มูลค่าการส่งออกมากกว่ามูลค่าการนำเข้า หรือ X > M แสดงว่า “ดุลการค้าเกินดุล” ส่วนรายได้ที่ มากกว่า 0Y มูลค่าการส่งออกน้อยกว่ามูลค่าการนำเข้า หรือ X < M แสดงว่า “ดุลการค้าขาดดุล” ค่า MPM จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้านำเข้า การผลิตสินค้าของประเทศ รสนิยมของคนใน ประเทศ และราคาสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศเทียบกับสินค้าจากต่างประเทศ แสดงการเปลี่ยนแปลงเส้นการส่งออกและเส้นการนำเข้า
250 สรุป องค์ประกอบของรายได้ประชาชาติ ประกอบด้วย รายจ่ายเพื่อการบริโภคและ การออม รายจ่ายเพื่อการ ลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐบาลและการส่งออกสุทธิ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคและการออม เช่น รายได้สุทธิส่วนบุคคล สินทรัพย์ สภาพคล่องที่บุคคลมีอยู่ สินทรัพย์ถาวรที่บุคคลมีอยู่ รายได้ในอนาคต การคาดคะเนระดับ ราคาสินค้า สินเชื่อเพื่อการบริโภค อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น รายได้สุทธิส่วนบุคคลจะถูกจัดสรรไป ระหว่างการบริโภคและการออม แม้ผู้บริโภคจะไม่มีรายได้เลย แต่ก็ยังต้องบริโภค เงิน ที่นำมาใช้จ่าย อาจได้มาจากการกู้ยืมหรือเงินออม หรือการนำทรัพย์สินสภาพคล่องที่มีอยู่ออกมาขายก็ได้ เมื่อผู้บริโภคมี รายได้สูงขึ้น การบริโภคจะสูงขึ้น แต่ถ้ารายได้ลดลง การบริโภคก็จะลดลงเช่นกัน ดังนั้น รายได้สุทธิส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์ กับการบริโภคในรูปแบบสมการเส้นตรง รายจ่ายเพื่อการลงทุน ประกอบด้วย รายจ่ายในการก่อสร้าง รายจ่ายในการซื้อเครื่องมือ เครื่องจักรใหม่ในการ ผลิตต่าง ๆ และส่วนเปลี่ยนของสินค้าคงเหลือ การลงทุนมีบทบาทสำคัญต่อ ความเจริญเติบโตและความมีเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจของประเทศ การใช้จ่ายของภาครัฐบาล แบ่งเป็นรายจ่ายเพื่อการบริโภค รายจ่ายเพื่อการลงทุน และ รายจ่ายเพื่อการพัฒนา ประเทศ แต่รายจ่ายประเภทเงินโอนจะไม่นับรวมในรายจ่ายมวลรวม เพราะ รายจ่ายประเภทนี้ไม่เกี่ยวพันกับการเพิ่มผลผลิต การส่งออกสุทธิ การส่งออกสินค้าจะทำให้การผลิต การว่าจ้างทำงานและรายได้ประชาชาติ เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิด กระแสการไหลเข้าของรายจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่วนการนำเข้าทำให้ประเทศ ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ทำให้การ จ้างงานและรายได้ประชาชาติลดลง เกิดกระแส การรั่วไหลของรายได้ออกจากระบบเศรษฐกิจ ถ้าการส่งออกสุทธิมีค่าเป็น บวก จะทำให้รายได้ การจ้างงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าการส่งออกสุทธิมีค่าเป็นลบ จะทำให้รายได้ การจ้างงาน และ การลงทุนลดลง 7. ครูให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “ประโยชน์ของการกำหนดรายได้ประชาชาติ” ขั้นสรุปและการประยุกต์ 8. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 9. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้
251 สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50%
252 กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
253 แบบเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของรายจ่ายเพื่อการบริโภค ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. ปัจจัยที่กำหนดรายจ่ายเพื่อการบริโภค ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. ความโน้มเอียงเฉลี่ยและความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภคคืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. การเปลี่ยนแปลงปริมาณรายจ่ายเพื่อการบริโภคและการเปลี่ยนแปลงการบริโภคแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
254 5. ความโน้มเอียงเฉลี่ยและความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายของการออมคืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 6. การบริโภคและการออมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. กำหนดให้สมการการบริโภค คือ C = 30 + 0.8Yd 1) จงหาสมการการออม ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2) จงหาค่า MPC และ MPS ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. ตัวกำหนดการลงทุนมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
255 9. จงอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ 1) การลงทุนอิสระ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2) การลงทุนโดยการจูงใจ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. การเปลี่ยนแปลงปริมาณการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงการลงทุนแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
256 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. การหาฟังก์ชันของการบริโภคใช้องค์ประกอบของอะไร ก. ค่าใช้จ่ายของเงินออมมาเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชันของการบริโภค ข. ใช้เงินโบนัสมาเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชันของการบริโภค ค. ใช้ค่าจ้างมาเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชันของการบริโภค ง. ใช้รายได้สุทธิส่วนบุคคลมาเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชันของการบริโภค จ. ใช้ดอกเบี้ยเงินฝากมาเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชันของการบริโภค 2. ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภคหมายถึงข้อใด ก. อัตราส่วนระหว่างรายจ่ายเพื่อการบริโภคกับรายได้ ณ รายได้ระดับหนึ่ง ข. อัตราการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายเพื่อการบริโภค ค. อัตราการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายเพื่อการบริโภคต่อการออม ง. รายจ่ายเพื่อการบริโภคเฉลี่ยต่อคน จ. อัตราการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายต่อการออม 3. จงหาสมการการบริโภคเมื่อกำหนดให้ค่า MPC = 0.8 รายได้ส่วนบุคคล = 10 และรายจ่ายเพื่อ การบริโภค = 18 ก. C = 12 + 0.6Yd ข. C = 10 + 0.8Yd ค. C = 12 + 0.8Yd ง. C = 16 + 0.6Yd จ. C = 18 + 0.8Yd 4. ถ้ากำหนด ΔC = 40, C =50, Yd = 100, ΔYd = 50 ก. ค่า APC = 1.25 ข. ค่า APC = 2 ค. ค่า APC = 0.5 ง. ค่า APC = 0.4 จ. ค่า MPC = 0.7 5. การออมของครัวเรือนมีความสัมพันธ์กับรายได้ของครัวเรือนอย่างไร ก. การออมเป็นตัวกำหนดระดับรายได้ ข. รายได้เป็นตัวกำหนดการออม ค. การออมกับรายได้ไม่มีความสัมพันธ์กัน ง. ถ้าการออมเพิ่มขึ้นรายได้จะลดลงเสมอ จ. ถ้าการออมลดลงรายได้ไม่เปลี่ยนแปลง
257 6. ถ้าสมการการออม S = -0.10 + 0.60Yd แล้ว MPS มีค่าเท่าใด ก. MPS = -10 ข. MPS = 0.60 ค. MPS = -0.10 ง. MPS = 0.40 จ. MPS = -0.40 7. ถ้า S = 0 แล้วค่า APS มีค่าเท่าใด ก. APS = 1 ข. APS > 1 ค. APS < 0 ง. APS = 0 จ. APS = 0.5 8. MPS กับ MPC มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ก. MPC จะต้องมีค่าสูงกว่า MPS เสมอ ข. MPC + MPS = 1 เสมอ ค. เมื่อ MPC สูงขึ้น MPS ก็สูงขึ้นตาม ง. MPC กับ MPS เป็นอิสระต่อกัน จ. MPC จะต้องมีค่าน้อยกว่า 1 เสมอ 9. ข้อใดไม่ใช่รายจ่ายในการลงทุน ก. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคาร ข. ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องมือเครื่องจักร ค. ส่วนเปลี่ยนแปลงสุทธิของสินค้าคงเหลือ ง. ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารใหม่ จ. การซื้อสินทรัพย์และหลักทรัพย์มือสอง 10. เส้นการบริโภคจะเลื่อนสูงขึ้นด้วยเหตุผลใด ก. ความโน้มเอียงในการบริโภคลดลง ข. ความโน้มเอียงในการออมเพิ่มขึ้น ค. ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายของการออมลดลง ง. รายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น จ. ผู้บริโภคเพิ่มรายจ่ายเพื่อการบริโภคในระดับรายได้ต่าง ๆ กัน
258 ตอนที่3 จงใส่เครื่องหมาย ✓ หรือ × หน้าข้อความที่เหมาะสม .............. 1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าใช้จ่ายในการบริโภคและการออมมากที่สุดคือ รายได้สุทธิส่วนบุคคล .............. 2. การเก็บภาษีมีผลทางอ้อมต่อรายได้สุทธิส่วนบุคคล .............. 3. สมการการบริโภคและการออมอยู่ในรูปของสมการเส้นโค้ง .............. 4. การออมเป็นผลต่างระหว่างรายได้สุทธิส่วนบุคคลกับรายจ่ายในการบริโภค .............. 5. APS + APC = 1 เสมอ .............. 6. รายได้สุทธิส่วนบุคคลจะถูกแบ่งไปใช้เพื่อการบริโภคและเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน .............. 7. เมื่อรายได้สูงขึ้น APC มีค่าเพิ่มขึ้น แต่ APS มีค่าลดลง .............. 8. MPC + MPS = 0 เสมอ .............. 9. การลงทุนในทางเศรษฐศาสตร์จะพิจารณาเฉพาะการเพิ่มสินค้าทุน .............. 10. การซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไร การซื้อพันธบัตรถือเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน
259 ใบงานที่ 1 กำหนดให้ระบบเศรษฐกิจหนึ่งมีแบบจำลองระบบเศรษฐกิจ 3 ภาคเศรษฐกิจ, Y = C + I + G ดังนี้ (หน่วยเป็นล้านบาท) C = 10 + 0.80Yd , I = 5 + 0.10Y, G = 20 และ T = 5 โดยที่Yd = รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Y - T) Y = รายได้ประชาชาติ จงหา (ก) รายได้ประชาชาติดุลยภาพ (Y) ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ข) ค่าของรายได้ประชาชาติที่มีค่าเท่ากับรายจ่ายเพื่อการบริโภค ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ค) ค่าความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภค (APC) เมื่อ Y =100 ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
260 ใบงานที่ 2 สมมติว่าทุกครัวเรือนในระบบเศรษฐกิจนำรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเก็บเป็นเงินออม จะมีผลต่อ เส้น รายจ่ายเพื่อการบริโภคอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 3 เคนส์ (John Magnard Keynes) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคและรายได้ อธิบายข้อสรุป ของ การศึกษาเรื่องนี้ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................
261 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
262 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่12 หน่วยที่10 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 12 ชื่อหน่วย การเงินการธนาคารและนโยบายการเงิน จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการและเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญประเภทหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ ปริมาณเงินจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของเงิน ผู้ลงทุนทำการผลิตสินค้าและบริการสามารถแสวงหาเงิน ได้จากตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นจากสถาบันการเงินหรือตลาดหลักทรัพย์ ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องพยายาม ใช้นโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย วิวัฒนาการของเงิน หน้าที่และประเภทของเงินได้ 2. เข้าใจความสำคัญของเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ 3. อธิบายความหมายและประเภทของตลาดการเงินได้ 4. อธิบายระบบและการดำเนินธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ได้ 5. เข้าใจความเป็นมา ประเภทและหน้าที่ของธนาคารกลาง 6. เข้าใจประเภทและเครื่องมือของนโยบายการเงิน รวมทั้งนโยบายการเงินของประเทศไทย สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับการเงินและการธนาคาร 2. แสดงความรู้เกี่ยวกับนโยบายการเงิน สาระการเรียนรู้ 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเงิน 2. ความสำคัญของเงินต่อระบบเศรษฐกิจ 3. ตลาดการเงิน 4. ธนาคารพาณิชย์ 5. ธนาคารกลาง
263 สาระการเรียนรู้ 6. นโยบายการเงิน 7. นโยบายการเงินของประเทศไทย
264 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมและไม่สามารถผลิตสิ่งของได้ทุกอย่าง จึงจำเป็นต้องเลือกผลิต เฉพาะ สิ่งที่ตนมีความถนัด โดยนำสิ่งของที่ตนผลิตได้ไปแลกกับสิ่งของที่ผู้อื่นผลิตได้ การแลกเปลี่ยน จึงเกิดขึ้นมาพร้อมกับการ เกิดขึ้นของสังคมมนุษย์ การแลกเปลี่ยนจึงได้พัฒนาจากการใช้ขนสัตว์ ใบยาสูบ เกลือ เปลือกหอย ลูกปัด เป็นต้น มาเป็นการ ใช้โลหะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ได้แก่ ทองคำ เงิน ทองแดง และแร่ดีบุก ต่อมาโลหะมีจำกัดและหายาก เนื่องจาก มนุษย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้พัฒนามาใช้ เงินกระดาษเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จนกระทั่งเป็นระบบ เศรษฐกิจที่ใช้เงินตราอย่างปัจจุบัน 2. ครูกล่าวว่า ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 10 นี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การเงินการธนาคารและนโยบายการเงิน เพื่อนำ ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ในชีวิตประจำวัน ขั้นสอน 3. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบกับเทคนิคการบรรยาย ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเงิน ในสมัยโบราณยังไม่มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จึงใช้วิธีการ แลกเปลี่ยนสิ่งของ ต่อของ (Barter System) ซึ่งการแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้จะขาดความสะดวก และ เป็นอุปสรรคขัดขวางการขยายขอบเขต ของการแลกเปลี่ยน เมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น ผู้บริโภคมี ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การแลกเปลี่ยนแบบของต่อ ของจึงไม่สะดวก จึงต้องใช้เงินเป็น สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งการแลกเปลี่ยนโดยวิธีนี้ทำได้โดยสะดวกและรวดเร็ว และ สามารถ ขยายขอบเขตได้กว้างขวางเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เงินเป็นสิ่งที่มนุษย์ยอมรับให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันโดยมีธนาคารเป็นตัวกลาง ในการระดม เงินจากประชาชน ระบบธนาคารจะสร้างเงินฝากขึ้นมา ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงิน เพื่อนำไปให้ผู้ประกอบธุรกิจกู้ยืม ไปลงทุนขยายการผลิตสินค้าและบริการ 3.1 ความหมายของเงิน เงิน (Money) คือ สิ่งที่คนในสังคมยอมรับกันโดยทั่วไปให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือใช้จ่าย ใน การซื้อสินค้าและบริการ หรือใช้ในการชำระหนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายรวมถึง เงินตราและ เงินประเภทอื่น ได้แก่ เงิน เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร และเงินฝากธนาคารประเภทฝากกระแสรายวันโดยใช้เช็ค 3.2 วิวัฒนาการของเงิน ก่อนที่จะเริ่มมีการใช้เงินนั้นมนุษย์ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนโดยตรง เช่น ชาวนานำข้าวไปแลกเนื้อสัตว์กับนายพราน หรือนำข้าวไปแลกเสื้อผ้ากับชาวบ้าน หรือนำไข่ไปแลกเสื้อผ้า กับชาวบ้าน เป็น ต้น แต่การแลกเปลี่ยนโดยตรงนี้ขาดความสะดวกสบาย เมื่อสังคมมีขนาดใหญ่ขึ้น
265 ความต้องการในการแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น การแลกเปลี่ยนโดยตรงจึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงได้หาวิธี แลกเปลี่ยนทางอ้อมโดยใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน กล่าวคือ จะต้อง นำสิ่งของที่ต้องการแลกเปลี่ยนนั้นไป เปลี่ยนเป็นเงินก่อน โดยขายให้กับผู้ที่ต้องการสิ่งของนั้นแล้วจึงน ำเงิน ไปซื้อสิ่งของที่ตนต้องการอีกต่อหนึ่ง ในระยะแรกสิ่งที่ใช้เป็น “เงิน” ได้แก่ สิ่งของหรือสินค้าบางชนิดที่สังคมนั้นยอมรับซึ่งแตกต่างกันไป ตาม ท้องถิ่น และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น ขนสัตว์ หนังสัตว์ ใบชา ยาสูบ เกลือ เปลือกหอย ลูกปัด ซึ่งส่วนมากจะเป็น สิ่งของที่หายากในสังคมนั้นเพื่อให้มีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่เงินที่เป็นสิ่งของนี้มี ข้อจำกัดหลายประการ เช่น ขาดความคงทนถาวร นำติดตัวไปด้วยไม่สะดวก แบ่งแยกเป็นหน่วยย่อย ๆ ได้ยาก คุณภาพของ สิ่งของก็ไม่เหมือนกัน ในระยะเวลาต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้เงินที่ทำด้วยโลหะแทน เงินโลหะ ได้แก่ โลหะที่มีค่า เช่น ทองคำ เงิน ในตอนแรกการชำระเงินใช้วิธีชั่งโลหะให้มีน้ำหนัก เท่ากับมูลค่าที่ ต้องการจะชำระ ต่อมาได้มีการนำโลหะมาหลอมเป็นเหรียญซึ่งมีค่าแน่นอน มีการทำเหรียญ กษาปณ์ได้โดยเสรี และอนุญาต ให้โลหะนั้นเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้โดยเสรี มูลค่าของเหรียญกษาปณ์ จะมีมูลค่าเท่ากับเนื้อโลหะที่มาทำเป็นเหรียญ กษาปณ์ ต่อมาเหรียญกษาปณ์ได้วิวัฒนาการมาเป็นเงินที่มี ค่าไม่เต็ม กล่าวคือ มูลค่าของเนื้อโลหะที่มาทำเป็นเหรียญ กษาปณ์จะน้อยกว่ามูลค่าของเหรียญกษาปณ์นั้น เพราะเมื่อโลหะหายากและมีราคาสูงขึ้น ประชาชนจึงพากันฝนเนื้อโลหะ ออก หรือนำไปหลอมทำเป็น เครื่องประดับหรือเครื่องใช้อื่นและเหรียญกษาปณ์ก็มีจำนวนน้อยลงทุกที จึงได้มีการทำขอบ เหรียญกษาปณ์ ให้มีรอยหยักและผสมโลหะเนื้อแข็งที่มีค่าน้อยลงไปเพื่อให้ทนทานขึ้น เหรียญกษาปณ์ในปัจจุบันนี้ เป็นเงินที่ มีค่าไม่เต็มทั้งสิ้น และต่อมาโลหะหายากขึ้น มีราคาแพงและไม่สะดวกในการผลิตและ การพกพา จึงเริ่มวิวัฒนาการมาใช้เงิน กระดาษขึ้น เงินกระดาษมีกำเนิดมาจากใบรับฝากเงินของพวกช่างทองในสมัยโบราณ กล่าวคือ ประชาชนมัก จะฝากโลหะมี ค่า เงิน ทองไว้กับช่างทอง เนื่องจากเป็นบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือและมีที่เก็บรักษาที่แข็งแรง และพวกพ่อค้าไม่สามารถจะ นำเงินและทองติดตัวไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา เพราะไม่สะดวกและ ไม่ปลอดภัย พวกช่างทองก็จะออกใบรับฝากให้ เจ้าของถือไว้แทน ใบรับฝากนี้สามารถจะโอนกรรมสิทธิ์กันได้ โดยการเซ็นชื่อสลักหลังใบรับ ในตอนแรกพวกช่างทองจะออก ใบรับให้กับคนที่นำโลหะมาฝากเท่านั้น ต่อมา จากประสบการณ์พวกช่างทองพบว่า ผู้ฝากมักจะไม่ถอนโลหะหรือเงินเหรียญ ออกไปพร้อม ๆ กัน และถอนคืน ไม่หมด ดังนั้น พวกช่างทองจึงนำเอาโลหะเหล่านี้ออกให้กู้ โดยออกใบรับให้แก่ผู้ที่ไม่ได้นำ โลหะมาฝาก และคิดค่าบริการเป็นดอกเบี้ยตามสมควร ใบรับนี้สามารถนำมาขึ้นเป็นโลหะได้เช่นเดียวกับใบรับทั่วไป พวก ช่างทองเหล่านี้จึงทำหน้าที่เป็นนายธนาคารและใบรับนี้ก็ได้แก่ บัตรธนาคาร (Bank Card) ปัจจุบันเงินกระดาษ ได้แก่ ธนบัตร ซึ่งรัฐบาลพิมพ์ขึ้นมาใช้และรับรองให้ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยทั่วไป แล้วการพิมพ์ธนบัตรจะต้องมีทุนสำรองเงินตราหนุนหลัง ทุนสำรองเงินตรานี้ประกอบด้วยทองคำและเงินตราต่างประเทศ ทั้งเงินเหรียญและธนบัตรนี้ไม่มีมูลค่าเต็มตามโลหะ กล่าวคือ ไม่สามารถนำไปแลกโลหะคืนได้เต็มตามจำนวน นอกจากนี้ยังมี การชำระหนี้หรือจ่ายเงินซื้อสินค้าโดยใช้เช็ค ซึ่งกระทำได้ โดยมีเงินฝากหรือทำความตกลงกับธนาคารไว้ว่า ให้จ่ายเงินเมื่อ เขียนเช็คสั่งจ่าย การใช้เช็คนี้เรียกกัน โดยทั่วไปว่าเงินฝากเผื่อเรียก หรือเงินฝากกระแสรายวัน (Current Account)
266 ปัจจุบันการสื่อสารที่ทันสมัยทำให้การใช้เงินโดยผ่านธนาคารสะดวกสบายและมีหลายรูปแบบมากขึ้น บางครั้ง เงินฝากกระแสรายวันสามารถตัดบัญชีออกจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีเงินฝากประจำได้ หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ที่มี ความคล่องตัวมาก ๆ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ บัตรเครดิต เช็คของขวัญ เช็คเดินทางก็อาจใช้แทนเงินได้อีกด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรียกว่า “สิ่งคล้ายเงิน” ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจมาก ๆ เช่น ประเทศในยุโรปและอเมริกายังมี การโอนเงินกัน ทางโทรศัพท์ ทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งในอนาคตอาจจะนับรวมอยู่ในประเภทของเงินต่อไป เนื่องจากวิวัฒนาการของเงินนั้นยังคง มีอยู่เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ สำหรับประเทศไทยนั้นได้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่โบราณเช่นเดียวกัน ในสมัยโบราณการผลิต เป็นแบบเลี้ยง ตัวเอง การค้าขายแลกเปลี่ยนมีน้อย ความจำเป็นในการใช้เงินมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานว่า มีการใช้เงินตรามา เป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี ศรีวิชัย ในสมัยสุโขทัย ซึ่งการค้าเจริญรุ่งเรืองจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มิได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินมากนัก จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้เปิด ประตูการค้ากับต่างประเทศ มากยิ่งขึ้น มีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398 ให้สิทธิแก่ชาวอังกฤษที่จะมาทำการค้ากับ คนไทยได้ โดยเสรีและก็มีประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศที่ได้เข้ามาทำสัญญาในทำนองเดียวกัน ทำให้ปริมาณเงิน ที่มีอยู่ไม่ เพียงพอกับปริมาณการค้าและเงินที่ใช้ในสมัยนั้นผลิตโดยแรงงานคนจึงผลิตได้เป็นจำนวนน้อย ต่อมาจึงมีการผลิตโดยใช้ เครื่องจักรเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่พระนางเจ้าวิคตอเรีย ราชินีแห่งอังกฤษ ถวายเป็นของขวัญแด่พระเจ้ากรุงสยาม ผลิตเหรียญออกมาใช้ครั้งแรก เป็นเหรียญเงิน 4 ชนิด คือ หนึ่งบาท กึ่งบาท หนึ่งสลึง และหนึ่งเฟื้อง มีเหรียญทองแดง 2 ขนาดเรียกว่า ซีกและเสี้ยว มีเหรียญดีบุก 2 ขนาด ให้เป็นเงินย่อยแทนเบี้ย เรียกว่า อัฐและโสฬส และมีทองคำอีก 3 ขนาด เรียกว่า ทศ พิศ และพัดดึงส์ นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์กระดาษหรือธนบัตรขึ้นอีกด้วย เรียกว่า “หมาย” ซึ่งมีอยู่ 3 ราคา คือ ใบละเฟื้อง ใบ ละสลึง และใบละแปดสิบบาท ซึ่งสามารถนำมาแลกเป็นเหรียญกษาปณ์ได้ที่พระคลังมหาสมบัติ และได้ มีการจ่ายเบี้ยหวัด ให้แก่ข้าราชการ เรียกว่า ใบพระราชทานเงินตรา ซึ่งสามารถนำมาแลกเป็นเหรียญกษาปณ์ได้ เช่นเดียวกัน ดังนั้น เงิน กระดาษทั้ง 2 ชนิดนี้จึงมีลักษณะคล้ายเช็คและไม่นิยมใช้แลกเปลี่ยนกัน ส่วนมากจะนำไปขึ้นเป็นเหรียญกษาปณ์จากพระ คลังมหาสมบัติหมด ในที่สุดก็เลิกใช้ไปเมื่อสิ้นรัชกาลที่ 4 ในสมัยรัชกาลที่ 5 แร่ดีบุกและทองแดงมีราคาสูงขึ้น ทำให้ราษฎรพากันหลอมเป็นโลหะเพื่อส่งขาย ต่างประเทศ จึงขาดแคลนเงินตราเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้มีธนาคารพาณิชย์เข้ามาเริ่มดำเนินการ ในประเทศไทยเป็นครั้ง แรก ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ใน พ.ศ. 2431 รัชกาลที่5 ได้โปรดให้ ประกาศใช้พระราชบัญญัติธนบัตร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2445 (ร.ศ. 121) และโปรดให้ตั้งกรมธนบัตรขึ้นรับผิดชอบในการออกธนบัตรรวม 5 ชนิด ได้แก่ ใบละ 5, 10, 20, 100 และ 1,000 บาท ตามลำดับ พิมพ์โดยบริษัท โทมัส เดอ ลารู (Thomas de La Rue) ประเทศอังกฤษ และต่อมา เนื่องจากการค้า ได้เจริญมากขึ้น การที่มีหน่วยเงินแบบดั้งเดิมคือ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง และโสฬสไม่สะดวกในการ ลงบัญชี จึงมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบบาท สตางค์หรือระบบหนึ่งส่วนต่อร้อยส่วนโดยได้ตรา พระราชบัญญัติมาตรา ทองคำ พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) ขึ้น และได้เพิ่มสตางค์ปลีก ได้ทำเหรียญกษาปณ์ ทองขาวและทองแดงขึ้น 3 ชนิด คือ 10
267 สตางค์5 สตางค์ และ 1 สตางค์ และประชาชนชาวไทยก็เริ่มยอมรับ ธนบัตรเป็นเงินตราใช้หมุนเวียนในท้องตลาดตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ เมื่อกิจการ ธนาคารพาณิชย์เจริญรุ่งเรืองขึ้นเงินฝากกระแสรายวันก็เริ่มมีบทบาทขึ้นและ เริ่มมีการใช้เช็คกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้บัตรเครดิตของธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ จากวิวัฒนาการของเงิน จะเห็นได้ว่า เงินที่มีคุณสมบัติไม่ดีก็ค่อย ๆ เลิกใช้กันไปในที่สุด และเงิน ที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบันมีคุณสมบัติของเงินที่ดีดังนี้ 3.3 คุณสมบัติของเงิน 1. เป็นที่ยอมรับในสังคม คือ สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้และเป็นที่ยอมรับในการ ชำระ หนี้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีคนยอมรับก็ไม่สามารถใช้จ่ายสิ่งของได้ 2. มีความทนทาน ไม่เน่าเปื่อยหรือเสียหายได้ง่ายเมื่อเก็บเอาไว้นาน ๆ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนมือ เพราะ เงินย่อมมีการหมุนเวียนในท้องตลาดจากมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่งเสมอ เช่น สิ่งของต่าง ๆ เป็นหนังสัตว์ ใบชา อาจขึ้นรา หรือ เปลือกหอยอาจแตกหักได้ ดังนั้น เหรียญที่เป็นโลหะส่วนมากจะมีการนำไปผสมกับ โลหะอื่น ๆ บางชนิดเพื่อให้ทนทานยิ่งขึ้น หรือถ้าเป็นธนบัตรก็จะใช้กระดาษที่มีความเหนียวและทนทาน กว่ากระดาษทั่วไป มาทำธนบัตร 3. แบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ง่าย แบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ง่ายและจะต้องเหมือนกันทุกหน่วย กล่าวคือ ต้องมี มาตรฐานทั้งด้านรูปร่าง น้ำหนัก และคุณภาพ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสนได้ จะเห็นได้ว่าสิ่งของที่ใช้เป็นเงินต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีคุณสมบัตินี้จึงได้เลิกใช้ไปในที่สุด 4. เป็นสิ่งที่หายาก เป็นสิ่งที่หายากและยากต่อการปลอมแปลง กล่าวคือ จะต้องมีปริมาณจำกัด เพราะ ถ้าหาง่ายจะไม่มีค่าและอาจจะมีการปลอมแปลงได้ง่าย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในการทำเงินเหรียญจะมีการยกขอบหรือทำ ลวดลายที่ขอบ ในการพิมพ์ธนบัตรก็จะทำเป็นลายน้ำ เพื่อให้เห็นลักษณะของเงิน แต่ละชนิดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และยากต่อการ ปลอมแปลง 5. สะดวกสบายในการใช้จ่าย เงินควรทำจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีขนาดพอเหมาะเพื่อสะดวก แก่การ แลกเปลี่ยน กล่าวคือ จะต้องไม่หนักหรือใหญ่เกินไปจนยากต่อการพกพาและไม่เล็กเกินไปจนกระทั่งหยิบไม่ติดหรือทำให้ สูญหายได้ง่าย 3.4 หน้าที่ของเงิน หน้าที่ของเงินในระบบเศรษฐกิจมี4 ประการ ดังนี้ 1. เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) คือ แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เป็น เงินแล้วจึงนำเงินไปซื้อสินค้าและบริการอื่น ๆ หน้าที่นี้นับว่าเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมากที่สุด จะเห็นได้ว่า กิจกรรมทาง เศรษฐกิจส่วนมากต้องกำหนดเป็นตัวเงินทั้งนั้น เช่น ราคาสินค้าและบริการ ค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าที่ดิน ค่าใช้จ่ายและรายได้ ต่าง ๆ 2. เป็นมาตรฐานและหน่วยในการวัดมูลค่า (Standard of Value and Unit of Account) เมื่อมี การแลกเปลี่ยนสินค้าจำเป็นต้องมีหน่วยในการวัดมูลค่าสินค้าแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น กำหนดให้ไข่ไก่ ฟองละ 4 บาท ไก่
268 ตัวละ 150 บาท ค่าตัดผมครั้งละ 150 บาท เป็นต้น และเป็นประโยชน์เพราะสามารถ รวมมูลค่าสิ่งของต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ เนื่องจากมีหน่วยเดียวกัน 3. เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ภายหน้า (Standard of Deferred Payments) การใช้เงิน ทำให้ สามารถเลื่อนเวลาชำระหนี้ไปในอนาคตได้ ทำให้มีการซื้อขายเงินเชื่อเกิดขึ้น เช่น ในการทำสัญญา ซื้อขายสินค้าต่าง ๆ จะต้องทำความตกลงว่าจะชำระหนี้เมื่อได้รับมอบงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว การตกลง ทำสัญญานี้จะต้องตกลงกันเป็นตัวเงิน ถ้าตกลงกันเป็นสิ่งของจะค่อนข้างลำบากเพราะคุณภาพและราคา ของสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงหรือเน่าเสียได้ 4. เป็นเครื่องสะสมมูลค่า (Store of Value) กล่าวคือ สะสมเงินในปัจจุบันนี้เพื่อใช้ในโอกาสต่อไป เช่น เก็บไว้ใช้เมื่อยามป่วยไข้ หรือยามชรา เป็นต้น เหตุที่คนนิยมเก็บเงินก็เพราะสามารถใช้จ่ายได้ทันที แต่มีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ ไม่ก่อให้เกิดผลกำไรมากนักอาจจะได้ดอกเบี้ยบ้างเล็กน้อยและค่าของเงินอาจจะ เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับระดับราคา สินค้า เช่น ค่าของเงินจะลดลงเมื่อระดับราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น สำหรับหน้าที่ของเงินนั้นเป็นหน้าที่ที่ช่วยให้การดำเนินการของระบบเศรษฐกิจเป็นไปได้ด้วยดี กล่าวคือ เป็นเครื่องหล่อลื่นของระบบเศรษฐกิจและสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการถือเงินและชุมชน กลุ่มต่าง ๆ 3.5 ประเภทของเงิน ปัจจุบันประเภทของเงินที่ใช้ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิด คือ 1. เหรียญกษาปณ์ (Coins) หมายถึง เงินเหรียญที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย การออกเหรียญกษาปณ์ เป็นหน้าที่ของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง สำหรับชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด ลวดลายและลักษณะ อื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์นั้นให้กำหนดโดยกฎกระทรวงการคลัง 2. ธนบัตร (Bill) หมายถึง เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตรที่ออกใช้ ในปัจจุบันเป็นธนบัตรของ รัฐบาล ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำและนำออกใช้ 3. เงินฝากธนาคารประเภทฝากกระแสรายวัน หรือเงินฝากเผื่อเรียก (Current Account) คือ เงิน ฝากกระแสรายวันซึ่งจ่ายโอนกันด้วยเช็ค เงินฝากประเภทนี้มีอำนาจซื้อเช่นเดียวกับธนบัตรและ เหรียญกษาปณ์ 4. ครูใช้เทคนิคการบรรยาย ความสำคัญของเงินต่อระบบเศรษฐกิจ เงินมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินจะก่อให้เกิด การ เปลี่ยนแปลงในระดับรายได้ผลผลิตและการจ้างงาน กล่าวคือ ถ้าพิจารณาด้านความต้องการใช้จ่าย มวลรวม เมื่อปริมาณเงิน ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยสิ่งอื่น ๆ คงที่ อัตราดอกเบี้ยจะลดลง ทำให้ ความต้องการในการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การ จ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง โดยสิ่งอื่น ๆ คงที่ อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ทำให้ ความต้องการในการลงทุนมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้รายได้ประชาชาติลดลง ดังนั้น เงิน จึงมีความสำคัญต่อ ระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นอย่างมาก กล่าวคือ 1. ความสำคัญในด้านการผลิต ผู้ประกอบการมักแสวงหาเงินตรามาลงทุนประกอบการผลิต หรือทำการค้า โดยหวังผลกำไรตอบแทนเป็นเงินตรา หากผู้ประกอบการคาดว่าจะได้รับกำไรสูง ย่อมมี การลงทุนเพิ่มมากขึ้น การใช้จ่าย ลงทุนย่อมเป็นผลดีต่อสังคม ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
269 2. ความสำคัญในด้านการแลกเปลี่ยนและการอุปโภคบริโภค เนื่องจากเงินตราเป็นสิ่งที่มนุษย์ ยอมรับและ ใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างแพร่หลาย เงินตราจึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้สินค้า จากแหล่งผลิตสู่มือผู้บริโภคได้ รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามปกติผู้บริโภคจะมีรายได้เป็นเงินตราในรูปของเงินเดือน ค่าจ้าง ดอกเบี้ย หรือค่าเช่า สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินรายได้ไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ มาบำบัดความต้องการได้มากกว่าการแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิม คือ การแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ และ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตราในการแลกเปลี่ยนนั้นช่วยให้ระบบการแลกเปลี่ยน สม่ำเสมอ ชุมชนมีมาตรฐาน การครองชีพสูงขึ้นเพราะช่วยให้มีการผลิตสินค้าสู่มือผู้บริโภคสูงขึ้น 3. ความสำคัญในด้านสังคม การที่มนุษย์นิยมใช้เงินตรากันอย่างกว้างขวางเพราะสามารถ ซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการได้ทุกชนิด เงินตราจะเป็นหลักประกันที่มั่นคงในระบบการเปลี่ยนแปลง แต่ละคนจึงเลือกทำงานแต่เฉพาะที่ ตนมีความชำนาญเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตราไปใช้จ่าย การแบ่งงานกันทำเป็นลักษณะของสังคมปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดการผลิต การค้า และความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์สูงยิ่งขึ้น 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย ตลาดการเงิน ตลาดการเงิน (Financial Market) คือ ตลาดที่อำนวยความสะดวกในการโอนเงินจาก หน่วยเศรษฐกิจที่มี เงินออมไปยังหน่วยเศรษฐกิจที่ต้องการเงินออมเพื่อนำไปลงทุน ตลาดการเงิน ประกอบด้วยตลาดเงินและตลาดทุน 1. ตลาดเงิน (Money Market) คือ ตลาดที่มีการระดมเงินทุนและการให้สินเชื่อระยะสั้น ไม่เกิน 1 ปี ได้แก่ การโอนเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีอายุการไถ่ถอนระยะสั้น เช่น ตั๋วเงินคงคลัง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้ เงิน เป็นต้น ตลาดเงินเป็นที่รวมกลไกที่ทำให้การหมุนเวียนของเงินทุนระยะสั้น เป็นไปด้วยดี ได้แก่ การให้สินเชื่อแก่บุคคล การจัดหาทุนเพื่อการประกอบการของธุรกิจ การจัดหาเงินทุน ระยะสั้นของภาครัฐบาล ตลาดเงินยังแบ่งออกเป็น 1) ตลาดเงินในระบบ ประกอบด้วย สถาบันการเงินที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ได้แก่ ธนาคารกลาง ธนาคาร พาณิชย์ สถาบันเฉพาะกิจของรัฐ บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ กิจกรรมหลักของตลาดเงินในระบบ ได้แก่ การกู้โดยตรงหรือ เบิกเกินบัญชี (Over Draft) การกู้ยืมระหว่างธนาคารด้วยกันเอง (Inter Bank) การกู้โดยขายตราสารทางการเงิน ตั๋วสัญญา ใช้เงิน ตั๋วเงินคลัง ตราสารการค้า และ ตราสารที่ธนาคารรับรอง 2) ตลาดเงินนอกระบบ เป็นแหล่งการกู้ยืมที่ไม่มีกฎหมายรองรับสถานภาพของผู้ให้กู้ กิจกรรมที่สำคัญ ของตลาดเงินประเภทนี้ ได้แก่ การเล่นแชร์ การให้กู้ และการขายฝาก 2. ตลาดทุน (Capital Market) คือ ตลาดที่มีการระดมเงินออมและให้สินเชื่อในระยะยาว ตั้งแต่ 1 ปีขึ้น ไป ได้แก่ เงินฝากประจำ หุ้นสามัญ หุ้นกู้ และพันธบัตรทั้งของรัฐบาลและเอกชน โดยอาจแบ่งเป็น ตลาดสินเชื่อทั่วไป และ ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดสินเชื่อทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันชีวิต และบริษัทเงินทุน ส่วนตลาด หลักทรัพย์ แบ่งออกเป็นตลาดย่อยได้2 ตลาด คือ 1) ตลาดแรก (Primary Market) คือ ตลาดที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ เป็นการซื้อขายที่ หน่วยธุรกิจผู้ออกหลักทรัพย์ได้รับเงินทุนจากผู้ซื้อหลักทรัพย์ใหม่ ทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าการซื้อขาย หลักทรัพย์ในตลาดนี้ เป็นการลงทุนที่แท้จริง
270 2) ตลาดรอง (Secondary Market) คือ ตลาดที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์เก่า ในทางเศรษฐศาสตร์ ถือ ว่าไม่ใช่การลงทุนที่แท้จริง เป็นเพียงการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหลักทรัพย์โดยหน่วยธุรกิจผู้ออก หลักทรัพย์นั้น ๆ ไม่ได้รับ เงินทุนจากการซื้อขายเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดรองก็มีบทบาทเกื้อกูล ต่อตลาดแรก เพราะทำให้ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาด แรก มีความมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนหลักทรัพย์ เป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ ปัจจุบันการแบ่งตลาดเงินและตลาดทุนออกจากกันชัดเจนทำได้ค่อนข้างยาก เพราะสถาบันการเงิน แต่ละ แห่งมักมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งสินเชื่อระยะสั้นและระยะยาว ในการศึกษาจึงพิจารณารวมกันเป็น ตลาดการเงิน 5.1 ความสำคัญของตลาดการเงิน 1. ระดมทุนจากหน่วยเศรษฐกิจที่มีเงินออม หากไม่มีตลาดการเงิน เงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย ของ หน่วยเศรษฐกิจบางส่วนจะถูกถือไว้โดยไม่มีผลประโยชน์งอกเงย เมื่อมีตลาดการเงิน หน่วยเศรษฐกิจ เหล่านั้นก็สามารถนำ เงินออกไปฝากไว้กับสถาบันการเงินในรูปเงินฝากประเภทต่าง ๆ และสามารถ แลกเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้ ตามความเหมาะสมโดยได้รับผลตอบแทน 2. เกิดการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยเศรษฐกิจใดที่ต้องการลงทุน ถ้าไม่มีเงินออม ของตน ก็สามารถหาได้จากตลาดการเงิน โดยจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของเงินทุน และจ่ายค่าใช้จ่ายใน การดำเนินงานของสถาบัน การเงิน ดังนั้น โครงการลงทุนที่อาศัยเงินทุนจากตลาดการเงิน จึงต้องมีอัตรา ผลตอบแทนสูงเพียงพอเพื่อให้คุ้มกับต้นทุน เงินทุนที่กู้ยืมมา ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการใช้เงินทุนอย่างมี ประสิทธิภาพ 3. รักษาอัตราการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ สินเชื่อจากตลาดการเงินมีส่วนช่วยให้การบริโภค และการ ผลิตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ หากขาดตลาดการเงิน อุปสงค์มวลรวมจะลดต่ำลง ในช่วงที่เกิดภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เมื่อมี ตลาดการเงินที่ปล่อยสินเชื่อได้อย่างพอเพียงในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะช่วยรักษา ระดับการใช้จ่ายมวลรวมไม่ให้ตกต่ำลง 4. ระบบเศรษฐกิจที่มีตลาดการเงินที่ได้รับการพัฒนา ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงิน เพื่อปรับ สภาวะทางเศรษฐกิจให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาค 5.2 ทฤษฎีการเงิน ปริมาณเงินหรืออุปทานของเงิน (Supply of Money: Ms) หมายถึง ปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ ในระบบ เศรษฐกิจในขณะใดขณะหนึ่ง กล่าวคือ เนื่องจากแต่ละประเทศใช้เงินเป็นสื่อกลางในการ แลกเปลี่ยนหลายชนิด บางชนิด เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในทุกประเทศ เช่น ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ เป็นต้น แต่ บางชนิดก็ยอมรับมากน้อยไม่เท่ากันใน แต่ละประเทศ เช่น เช็ค ดราฟต์ เป็นต้น ดังนั้นคำว่า ปริมาณเงิน หรืออุปทานของเงินในประเทศต่าง ๆ จึงแตกต่างกัน โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยนั้นธนาคาร แห่งประเทศไทยได้กำหนดความหมายของปริมาณเงินไว้ดังนี้ 5.2.1 ปริมาณเงินในความหมายแคบ (Narrow Money) หมายถึง ปริมาณของเหรียญกษาปณ์ ธนบัตร และเงินฝากกระแสรายวัน รวมกันทั้งหมดที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในมือเอกชน องค์กร ห้างร้าน บริษัท และหน่วยราชการต่าง ๆ ในขณะใดขณะหนึ่ง โดยไม่นับรวมเงินที่อยู่ในมือของธนาคารและรัฐบาล เพราะเงินเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้หมุนเวียน การกำหนดปริมาณเงินตามความหมายอย่างแคบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้วัดอำนาจซื้อของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ถ้า
271 ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น อำนาจซื้อของ ประชาชนในระบบเศรษฐกิจก็จะเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าปริมาณเงินลดลงอำนาจซื้อ ของประชาชน ในระบบเศรษฐกิจจะลดลง 5.2.2 ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (Broad Money) เป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ สมัยใหม่ที่เชื่อว่า บทบาทของเงินไม่ได้มีไว้เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่มีบทบาทในการ เป็นเครื่องรักษามูลค่าด้วย นั่นคือมีความ ต้องการถือเงินไว้เพื่อเก็งกำไร ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่จึง เห็นว่า ความหมายของปริมาณเงินควรขยายเพิ่มเติม ออกไป โดยรวมหลักทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่นที่มี สภาพคล่องสูง ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำ เข้าไว้ใน ปริมาณเงินด้วย ฉะนั้นปริมาณเงิน ในความหมายกว้างจึงประกอบด้วยเหรียญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากกระแสรายวัน เงิน ฝากออมทรัพย์ และ เงินฝากประจำ ที่อยู่ในมือของหน่วยเศรษฐกิจในขณะใดขณะหนึ่ง ดังนั้น การวิเคราะห์อุปทานของเงินในทางทฤษฎีโดยทั่วไป มักจะใช้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง นั่นคือ ปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งจะมีจำนวนเท่าใดก็ตาม จะไม่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย แต่ ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง เมื่อเป็นเช่นนี้ เส้นอุปทานของเงินจึงไม่มีความยืดหยุ่นต่ออัตรา ดอกเบี้ย และมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน ดังรูป 5.3 ความต้องการถือเงินหรืออุปสงค์ของเงิน อุปสงค์ของการถือเงิน คือ ปริมาณเงินทั้งสิ้นที่ระบบเศรษฐกิจต้องการถือไว้ในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งทฤษฎี การเงินของเคนส์ ได้จำแนกความต้องการถือเงินหรืออุปสงค์ของเงินไว้3 ประเภท ดังนี้ 5.3.1 ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายประจำวัน (Transaction Demand for Money) เช่น ค่าอาหาร ค่าพาหนะ ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายในกิจการของธุรกิจ ค่าของใช้ภายในสำนักงาน เป็นต้น จะมีมากหรือ น้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ รายได้ อุปนิสัยในการบริโภค และระยะเวลาที่ได้รับรายได้นั้น กล่าวคือ คนที่มีรายได้ เดือนละ 7,500 บาท ก็อาจจะมีความ เส้นปริมาณเงินหรืออุปทานของเงิน (M s )
272 ต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายประจำวันมากกว่าคนที่มีรายได้เดือนละ 4,000 บาท หรือคนที่มีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็อาจมีความ ต้องการถือเงินมากกว่าคนที่มีนิสัยประหยัด ระยะเวลาที่ได้รับรายได้ก็เช่นเดียวกัน คนที่ได้รับรายได้เป็นรายเดือนก็ต้องถือ เงินไว้จำนวนหนึ่งเพื่อเฉลี่ยไว้ ใช้ทั้งเดือน ขณะที่คนมีรายได้เป็นรายวันอาจมีความจำเป็นจะต้องถือเงินประเภทนี้น้อยมาก สำหรับธุรกิจ ย่อมต้องการเงินจำนวนหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่าย เงินเดือน วัตถุดิบ สาธารณูปโภค เป็นต้น ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ย จะ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการถือเงินประเภทนี้ 5.3.2 ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉิน (Precautionary Demand for Money) ได้แก่ เงินที่ เก็บไว้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือว่างงาน เพื่อเป็นการไม่ประมาทคนส่วนมากจะมีความต้องการ ถือเงินไว้จำนวน หนึ่งเพื่อเหตุเหล่านี้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรายได้ อุปนิสัยส่วนบุคคล และสวัสดิการ ทางสังคมของประเทศ ใน ประเทศที่เจริญแล้วมักจะมีโครงการสวัสดิการทางสังคม เพื่อช่วยเหลือคนงาน เมื่อยามชราหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย โครงการสวัสดิการทางสังคมทำให้ความต้องการถือเงินประเภทนี้ ลดน้อยลง ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินจะมี ความสัมพันธ์กับรายได้เช่นเดียวกับความต้องการ ถือเงินเพื่อใช้จ่ายประจำวัน และอัตราดอกเบี้ยไม่มีความสัมพันธ์กับความ ต้องการถือเงินประเภทนี้ 5.3.3 ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร (Speculative Demand for Money) หมายถึง ความต้องการ ถือเงินไว้เพื่อเสี่ยงหากำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยจะซื้อขายหลักทรัพย์ในขณะที่มี ราคาต่ำ แล้วนำออกขายเมื่อ หลักทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาขายก็คือกำไรที่จะได้รับ ซึ่งโดยปกติราคาหลักทรัพย์จะมีความสัมพันธ์ ในทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูง ราคาหลักทรัพย์จะต่ำ และเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ราคา หลักทรัพย์ก็จะสูง ดังนั้น เพื่อให้ได้กำไร บุคคลจะซื้อ หลักทรัพย์เป็นจำนวนมาก เมื่อหลักทรัพย์มีราคาต่ำและอัตราดอกเบี้ย สูง ก็จะเหลือเงินที่ถือไว้เพื่อการ เก็งกำไรน้อย การที่บุคคลถือหลักทรัพย์ไว้มากในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูง เพราะคาดว่าใน อนาคตอัตรา ดอกเบี้ยจะต่ำลง จะมีผลทำให้ราคาหลักทรัพย์สูงขึ้น เมื่อนำหลักทรัพย์ออกขายก็จะได้กำไร ในทางตรงกันข้าม ถ้าหลักทรัพย์มีราคาสูงและอัตราดอกเบี้ยต่ำ บุคคลจะไม่ซื้อหลักทรัพย์เลยก็จะเหลือเงินที่ถือไว้ เพื่อการเก็งกำไรเป็นจำนวน มาก ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร จะมีความสัมพันธ์ ตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ดังรูป เส้นอุปสงค์ของความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร
273 จากรูป Md คือ เส้นอุปสงค์ของความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร มีลักษณะเป็นเส้นที่ลาดลงจาก ซ้ายมือไป ขวามือ ซึ่งหมายความว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไรของบุคคลและ หน่วยธุรกิจจะน้อยลง และถ้าอัตราดอกเบี้ยตำลง ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไรของบุคคลและหน่วย ธุรกิจจะเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ณ ระดับอัตรา ดอกเบี้ย r0 ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไรจะมีค่าเท่ากับ M0 เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงเป็น r1 ความต้องการถือเงินเพื่อเก็ง กำไรจะเพิ่มขึ้นเป็น M1 5.4 ดุลยภาพของตลาดเงิน เนื่องจากอุปสงค์ของการถือเงินมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย โดยที่อุปทาน ของเงินไม่มี ความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ย เพราะปริมาณเงินจะเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น ดุลยภาพของตลาดเงินจะ เกิดขึ้น ณ ระดับที่อุปสงค์ของการถือเงินเท่ากับอุปทานของเงิน ดังรูป จากรูป Md คือ เส้นอุปสงค์ของความต้องการถือเงิน และ Ms คือ เส้นอุปทานของเงิน ตัดกัน ณจุดดุลยภาพ E ปริมาณเงินจะเท่ากับ M ซึ่งเป็นปริมาณเงินทั้งหมดที่ถืออยู่จริงและเท่ากับปริมาณเงินที่ ต้องการถือ และอัตราดอกเบี้ยดุลย ภาพของตลาดเงินจะเท่ากับ r ถ้าอัตราดอกเบี้ยอยู่สูงกว่าดุลยภาพของ ตลาดเงิน เช่น r1 ปริมาณเงินที่ต้องการถือมีจำนวน น้อยกว่าปริมาณเงินทั้งหมดที่ถืออยู่จริง จึงเป็นเหตุให้ ตลาดการเงินต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก r1 เป็น r ซึ่งเป็นระดับ ดุลยภาพของตลาดเงินและจะไม่ลดต่ำต่อไปอีก เพราะความต้องการถือเงินจะเท่ากับปริมาณเงินที่ถืออยู่จริง ในทางตรงข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ย อยู่สูงขึ้นจาก r2 เป็น r เพื่อลดอุปสงค์ของการถือเงินลง ณ ระดับดุลยภาพของตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ย จะ ไม่สูงขึ้นต่อไปอีก ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ดุลยภาพของตลาดเงินเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะอยู่เช่นนั้น ตราบใดที่อุปสงค์ของ การถือเงินและ อุปทานของเงินไม่เปลี่ยนแปลง เหตุผลก็คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไปจากดุลยภาพ ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทำให้อุปสงค์ ดุลยภาพของตลาดเงิน
274 ของการถือเงินและอุปทานของเงินขาดความสมดุล อัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยน ไปจากดุลยภาพจึงดำรงอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง อยู่เรื่อย ๆ จนเกิดดุลยภาพของตลาดเงินอีกครั้งหนึ่ง จึงจะหยุดนิ่ง อย่างไรก็ตาม ดุลยภาพของตลาดเงินจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าอุปสงค์ของการถือเงินหรืออุปทานของเงิน อย่างใด อย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่างเปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของตลาดเงินจะมีผลกระทบ ต่อการลงทุน ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของความต้องการใช้จ่ายมวลรวม และการเปลี่ยนแปลงความต้องการใช้จ่าย มวลรวมจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในผลผลิต รายได้และการจ้างงาน ด้วยเหตุนี้ การใช้นโยบายการเงิน จึงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน มีผลกระทบถึง การเปลี่ยนแปลงของผลผลิต รายได้และการจ้างงาน 6. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank) เป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของ ประเทศมาก เพราะ เป็นสถาบันการเงินที่สามารถระดมเงินฝากและให้สินเชื่อมากกว่าสถาบันการเงินอื่น ๆ ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทหน้าที่ แตกต่างจากสถาบันการเงินทั่วไปประการหนึ่งคือ ธนาคารพาณิชย์รับฝาก เงินกระแสรายวัน ซึ่งจ่ายโอนโดยเช็ค แต่สถาบัน การเงินเฉพาะอย่างไม่สามารถกระทำการได้ หากกระทำการดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย หน้าที่นี้เองที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ สามารถสร้างเงินฝากขึ้นได้เอง โดยอยู่ ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทางการเงินของรัฐบาล คือ ธนาคารกลาง เพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดความ เสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารในประเทศไทยเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ได้เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ธนาคารแห่งแรกที่เป็นของคนไทยเดิมชื่อว่า “ธนาคารสยามกัมมาจล” และได้เปลี่ยนชื่อ เป็นธนาคารไทยพาณิชย์เมื่อ วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2482 มีทุนเริ่มแรก 3 ล้านบาท ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 กิจการธนาคารพาณิชย์มีความเจริญก้าวหน้า มีรากฐานมั่นคง ธนาคารพาณิชย์จึงกลายเป็นสถาบันการเงิน ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจมากที่สุด การดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และ 2522 (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งให้คำจำกัดความของธนาคารพาณิชย์ไว้ว่า ธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบ ธุรกิจ ประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อหมดระยะ เวลาที่กำหนดไว้และใช้ประโยชน์ จากเงินนั้นในทาง หนึ่งหรือหลายทาง เช่น การให้กู้ยื มการซื้ อขายหรื อเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด หรือการซื้อหรือ ขายเงิน ปริวรรตเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น ระบบของธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งขึ้นที่นิยมในปัจจุบัน อาจจำแนกออกได้เป็น 2 ระบบ ดังนี้ 1. ระบบธนาคารเดี่ยวหรือระบบธนาคารเอกเทศ คือ ระบบธนาคารที่แต่ละธนาคารมีสำนักงาน เพียงแห่งเดียว ไม่มีสาขา ไม่เกี่ยวข้องหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของผู้หนึ่งผู้ใด หรือธนาคารหนึ่งธนาคารใด ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นตามความ ต้องการทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นหนึ่ง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจโดยส่วนรวมของท้องถิ่น เป็นสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบธนาคารเดี่ยว อย่างแพร่หลาย เนื่องจากลักษณะการปกครองแบ่ง ออกเป็นมลรัฐ อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้กิจการธนาคาร พาณิชย์มีการแข่งขันกันอย่างเสรี
275 2. ระบบธนาคารสาขา คือ ระบบที่ธนาคารแต่ละแห่งมีสาขาตั้งแต่ 1 สาขาขึ้นไป โดยกระจาย อยู่ในท้องที่ต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ระบบธนาคารสาขาจะบริหารโดยมีสำนักงานใหญ่ เป็นผู้วางนโยบายและควบคุมดูแลการ ดำเนินงาน ประเทศต่าง ๆ ส่วนมากรวมทั้งประเทศไทยใช้ระบบ ธนาคารสาขา หน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ ที่สำคัญมีดังนี้ 1. การรับฝากเงิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) เงินฝากประเภทกระแสรายวัน เป็นการรับฝากเงินที่จะต้องจ่ายคืนทันทีเมื่อทวงถาม ปัจจุบันธนาคารจะไม่ จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝาก เงินฝากประเภทนี้เป็นที่นิยมกันในวงการธุรกิจ 2) เงินฝากประเภทฝากประจำ เป็นเงินฝากประเภทที่ถอนคืนได้เมื่อหมดกำหนดระยะเวลา หรือถอนคืนเมื่อไป แจ้งให้ธนาคารทราบล่วงหน้าเท่านั้น ธนาคารจะให้ดอกเบี้ยเงินฝากชนิดนี้ ตามกำหนด ระยะเวลาที่ฝาก และอัตราดอกเบี้ย จะสูงกว่าการฝากเงินแบบอื่น ๆ เพราะธนาคารสามารถนำเงินไปลงทุน ในระยะยาวได้ แต่ถ้าถอนก่อนกำหนดจะไม่จ่าย ดอกเบี้ยให้ 3) เงินฝากประเภทฝากออมทรัพย์ เงินฝากประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้มีรายได้น้อย เก็บสะสมทรัพย์ 2. การให้เงินกู้และการขยายสินเชื่อ ลูกหนี้ธนาคารสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารตามเงื่อนไข และนโยบายของ ธนาคาร โดยการทำสัญญากู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ อาจใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายและ เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร 3. การให้บริการอื่น ๆ อาทิ 1) การให้บริการในด้านเป็นตัวแทนของลูกค้า เช่น ซื้อขายหุ้น เก็บเงินตามเช็ค ตั๋วเงิน และตราสารอื่น ๆ และ ช่วยเก็บเงินประเภทอื่น ๆ เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือทะเบียนรถยนต์ ช่วยจัดทำ พินัยกรรม และช่วยเป็นตัวแทนรัฐบาลในการจัดการเงินบางประเภท เช่น ขายพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น 2) การให้บริการช่วยเหลือด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ เช่น การเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เพื่อสั่งซื้อ สินค้าเข้ามาขายในประเทศ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ค่าสินค้าส่งออก การเรียกเก็บเงิน ตามตั๋วเงินต่างประเทศ 3) การให้บริการอื่น ๆ ที่ให้ความสะดวกแก่ลูกค้า เช่น การรับฝากของมีค่า การบริการขายเช็ค เดินทาง รับโอน เงินภายในและภายนอกประเทศ บริการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ออกหนังสือและ เอกสารต่างๆ แจ้งข่าวสารทางการ ค้าและเศรษฐกิจแก่ลูกค้า 7. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย ธนาคารกลาง เนื่องจากปริมาณเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี เมื่อ ปริมาณเงินมี พอเหมาะ แต่ถ้าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากหรือน้อยเกินไป ก็จะกระทบต่อภาคการผลิต ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือ เงินฝืดได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมปริมาณเงินให้มีความพอเหมาะ สถาบันที่ทำหน้าที่นี้คือ “ธนาคารกลาง (Central Bank)” ซึ่งเป็นสถาบันที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ การควบคุมปริมาณเงินและการจัดการทางด้านการเงินของระบบ เศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทาง เศรษฐกิจ เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป็น ต้น
276 สำหรับธนาคารกลางของประเทศไทย คือ “ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ธนาคารชาติ” ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ตามพระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 กำหนดให้เป็นองค์กรอิสระ โดยได้เลียนแบบมาจากธนาคารแห่ง ประเทศอังกฤษ (Bank of England) ธนาคารแห่งประเทศ ไทยมีสาขาทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ ที่จังหวัดลำปาง จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา และที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ ที่สี่แยกบางขุนพรหม และมีสำนักงานอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ ลักษณะสำคัญของธนาคารกลาง ธนาคารกลางมีลักษณะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ ดังนี้ 1. ธนาคารกลางทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ใช่สถาบันที่ แสวงหากำไร เหมือนธนาคารพาณิชย์ 2. ธนาคารกลางจะไม่ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ 3. ลูกค้าของธนาคารกลางเป็นคนละประเภทกับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าของธนาคารกลาง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ สำหรับลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ พ่อค้าและประชาชน ทั่วไป 4. ธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ อย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ต่อระบบ เศรษฐกิจของประเทศ บทบาทและหน้าที่ของธนาคารกลาง ธนาคารกลางในทุกประเทศมีวัตถุประสงค์และนโยบายหลักคล้ายคลึงกัน คือ รักษาเสถียรภาพ ของเงินตรา และเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาจสรุปหน้าที่หลักของธนาคารกลางโดยเฉพาะธนาคารแห่ง ประเทศไทย ได้ดังนี้ 1. การออกธนบัตร หน้าที่ของธนาคารกลาง ได้แก่ การออกธนบัตรใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยปริมาณ ที่ออกใช้จะต้องเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ เพราะถ้ามีการออกธนบัตรมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือถ้าปริมาณธนบัตรที่ออกใช้มีน้อยเกินไปก็จะเกิดภาวะเงินฝืดได้ เพื่อให้ การออกธนบัตรมีความมั่นคงเป็นที่เชื่อถือของ ประชาชน และมีความยืดหยุ่นได้ตามความต้องการทางเศรษฐกิจ กฎหมายธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ จึงได้กำหนดให้ การออกธนบัตรต้องมีเงินทุนสำรองเงินตราเป็น อัตราส่วนไม่น้อยกว่าที่กำหนด สำหรับประเทศไทยปัจจุบันการออกธนบัตร จะต้องมีเงินทุนสำรองเงินตรา เป็นทองคำ และสินทรัพย์ต่างประเทศรวมกันทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 100 ของยอดธนบัตรที่ พิมพ์ออกใช้ และในจำนวนนี้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต้องเป็นทองคำและเงินตราต่างประเทศสกุลหลัก 2. การเป็นนายธนาคารของรัฐบาล หน้าที่ในฐานะที่เป็นนายธนาคารของรัฐบาลมีดังนี้ 1) รักษาบัญชีเงินฝากของรัฐบาล หน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ 2) ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืมเงิน เป็นแหล่งเงินกู้ยืมแหล่งสุดท้ายของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ในกรณีที่ รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจไม่สามารถกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นได้ ธนาคารกลางมี2 ลักษณะ คือ ให้กู้ได้เพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล และให้กู้เพื่อใช้จ่ายตามโครงการเฉพาะกิจ ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
277 3) เป็นตัวแทนในการจัดการทางการเงินของรัฐบาล ได้แก่ เป็นตัวแทนในการจัดการหนี้ของ รัฐบาล และ เป็นตัวแทนของรัฐบาลในองค์การการเงินระหว่างประเทศ เช่น การกู้ยืมเงินจากเอกชนให้แก่รัฐบาล โดยวิธีประมูลขายตั๋วเงิน คลัง การจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล และตราสารอื่น ๆ ทำหน้าที่โอนเงินระหว่างประเทศ และภายในประเทศให้รัฐบาล ทำการ ซื้อขายทองคำ ควบคุมและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และซื้อขายเงินตรา ต่างประเทศ 4) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของรัฐบาล ในการดำเนินนโยบายการคลังและหนี้สาธารณะ ของรัฐบาล รัฐบาลจำเป็นต้องระวังไม่ให้เกิดผลเสียหายแก่ระบบการเงินของประเทศอันจะส่งผลกระทบ ไปถึงเศรษฐกิจของประเทศใน ที่สุด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของรัฐบาลได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ในการดำเนินนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง 3. การเป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลางให้บริการต่าง ๆ แก่ธนาคารพาณิชย์ ในลักษณะ เดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ให้แก่ลูกค้าของธนาคาร การทำหน้าที่เป็นนายธนาคารของ ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ การรับฝากเงิน ของธนาคารพาณิชย์ การควบคุมปริมาณเงินและเครดิต การเป็นสำนักงานกลางในการหักบัญชีระหว่างธนาคาร การให้ ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงิน และการเป็นศูนย์กลาง การโอนเงิน รวมทั้งการแก้ปัญหาทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น การให้บริการของธนาคารกลาง จึงสามารถกระทำได้โดยผ่านธนาคารพาณิชย์อีกทีหนึ่ง ซึ่งการทำหน้าที่เป็นนายธนาคารของ ธนาคารพาณิชย์ อาจแยกได้ดังนี้ 1) หน้าที่ในการรับฝากเงิน โดยธนาคารพาณิชย์จะนำเงินสำรองตามกฎหมายส่วนหนึ่งฝากไว้ ที่ธนาคาร กลาง นอกจากนี้เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารกลางยังใช้ประโยชน์ในการหักบัญชีชำระหนี้ระหว่างธนาคารพาณิชย์ ได้อีกด้วย 2) หน้าที่ในการให้กู้ยืม เมื่อธนาคารพาณิชย์ขาดแคลนเงินสดและมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ธนาคารพาณิชย์ สามารถขอกู้จากธนาคารกลางโดยมีหลักทรัพย์ประกันหรือนำตั๋วเงินที่เชื่อถือได้ขายลด แก่ธนาคารกลาง ในการนี้ธนาคารกลางจะคิดดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ โดยหักอัตราดอกเบี้ยจากเงินต้นทันที ก่อนที่จะจ่ายเงินกู้ จึง เรียกว่า “อัตราส่วนลด (Discount Rate)” ธนาคารกลางจะใช้อัตราส่วนลด นี้เป็นเครื่องมือควบคุมสินเชื่ออย่างหนึ่ง เพราะ การเพิ่มหรือลดอัตราส่วนลดจะมีผลยับยั้งหรือส่งเสริม การกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ 3) หน้าที่ในการกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน เพื่อดูแลการ ประกอบการของ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย มีความมั่นคงและมี เสถียรภาพ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าผู้ฝากเงิน 4) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการหักบัญชีและการโอนเงิน ธนาคารกลางเป็นศูนย์กลางการโอนเงิน ระหว่าง ธนาคารต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพราะทุกธนาคารมีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารกลาง การหักหนี้และการโอนเงิน โดยผ่านธนาคารกลาง จึงทำได้สะดวก และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
278 4. เป็นผู้รักษาเงินสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศจะมีมากหรือ น้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจและดุลการชำระเงินของประเทศ จึงเป็นหน้าที่ของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในการออก ธนบัตรและรักษาเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ธนาคารกลางจึงควร เป็นผู้รักษาเงินสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด เพื่อผลประโยชน์ในการดำเนินหน้าที่ของธนาคารกลาง และสะดวกแก่การควบคุมเงินสำรองนี้ 5. เป็นผู้ควบคุมปริมาณเงินและเครดิต หน้าที่หลักของธนาคารกลาง คือ ควบคุมปริมาณเงิน และเครดิตที่ เหมาะสมในประเทศ กล่าวคือ ถ้าปริมาณเงินมีมากหรือน้อยเกินไป จะกระทบต่อความก้าวหน้า และเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจ ซึ่งการควบคุมปริมาณเงินของระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจะใช้วิธีควบคุม การขยายเครดิตเป็นสำคัญ ถ้า ต้องการเพิ่มปริมาณเงินก็จะขยายเครดิตมากขึ้น และถ้าต้องการลดปริมาณเงิน ก็จะลดการขยายเครดิต มาตรการต่าง ๆ ที่ นำมาใช้ก็คือ นโยบายการเงิน ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักอันหนึ่ง ของประเทศที่ใช้สำหรับรักษาเสถียร ภาพและความ เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ 6. เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ สามารถกู้ยืมเงินจาก ธนาคารกลาง ได้ วิธีกู้มี3 วิธี คือ 1) นำตั๋วเงินที่เชื่อถือได้ขายลดแก่ธนาคารกลาง 2) ขายตั๋วเงินคลังและพันธบัตรรัฐบาลแก่ธนาคารกลาง 3) กู้ยืมโดยมีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ธนาคารกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้ภาวะเงินฝืดทางการเงินลดลง ธนาคารกลางและ สถาบันการเงินมีสภาพ คล่องสูงขึ้น ธนาคารกลางสามารถให้กู้ยืมได้เกือบจะไม่มีขอบเขตจำกัด แต่การให้กู้ยืม ของธนาคารกลางควรเป็นไปอย่าง รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียแก่เศรษฐกิจของประเทศ 7. เป็นผู้ควบคุมธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะมีผล โดยตรงต่อการลงทุน ธนาคารกลางจึงเข้ามาควบคุมการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ หากธนาคารกลาง พบข้อบกพร่องอย่างไรจะแจ้งให้ทราบเพื่อแก้ไขได้ทันท่วงที และธนาคารกลางยังมีอำนาจในการอนุมัติ การจัดตั้งธนาคาร และสาขาอีกด้วย 8. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย นโยบายการเงิน นโยบายการเงิน (Monetary Policy) หมายถึง การควบคุมดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อ โดยธนาคารกลางเพื่อ บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจประการใดประการหนึ่ง หรือหลายประการ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพของราคา การส่งเสริม ให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาดุลยภาพของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ และการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
279 ประเภทของนโยบายการเงิน การดำเนินนโยบายการเงิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Restrictive Monetary Policy) โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทางการเงินเพื่อทำให้ ปริมาณเงินมีขนาดเล็กลง มักใช้ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ คือ ภาวะ ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น ประชาชนจะใช้จ่าย มากกว่าความสามารถในการผลิตของระบบเศรษฐกิจ หรือประชาชน ใช้จ่ายเกินตัว ดุลการค้าและดุลการชำระเงินขาดดุล เป็นต้น การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดจะช่วย ลดความรุนแรงในระบบเศรษฐกิจลงได้ 2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Easy Monetary Policy) โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทางการเงินเพื่อทำให้ ปริมาณเงินมีขนาดใหญ่ขึ้น มักใช้ในกรณีต่อไปนี้ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา กล่าวคือ การลงทุนรวมทั้งการผลิตและการใช้จ่าย ของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ ความต้องการสินเชื่อมีน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณเงินออมที่มีอยู่ การใช้นโยบายการเงินแบบ ผ่อนคลายจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจ มีการฟื้นตัว เครื่องมือของนโยบายการเงิน เครื่องมือของนโยบายการเงิน แบ่งได้2 ลักษณะ คือ การควบคุมทางปริมาณหรือโดยทั่วไป (Quantitative or General Control) และการควบคุมทางคุณภาพหรือการควบคุมเฉพาะอย่าง (Qualitative or Selective Credit Control) 1. การควบคุมทางปริมาณหรือโดยทั่วไป เป็นการควบคุมปริมาณเครดิต เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางคิดจากธนาคาร พาณิชย์ โดย ปกติเป็นการกู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์รัฐบาลค้ำประกัน หากธนาคารกลางต้องการเพิ่มปริมาณเงิน ก็จะลดอัตราดอกเบี้ย มาตรฐาน ในทางตรงข้าม หากธนาคารกลางต้องการลดปริมาณเงินก็จะขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยมาตรฐาน การเปลี่ยนแปลงอัตรา ดอกเบี้ยมาตรฐานมีผลต่อดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ ในบางประเทศการปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอาจมีผลทำให้ อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปภายในประเทศ ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน และอาจก่อให้เกิดความ แตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย ภายในและภายนอกประเทศมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้นจากประเทศ ที่มีอัตรา ดอกเบี้ยต่ำกว่าไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งมีผลกระทบต่อบัญชีทุนเคลื่อนย้ายอันเป็นส่วนหนึ่ง ของ บัญชีดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ 2) อัตรารับช่วงซื้อลด (Rediscount rate) หมายถึง ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางเก็บล่วงหน้า จากธนาคาร พาณิชย์ เมื่อธนาคารพาณิชย์นำตั๋วเงินที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อลดไปขายลดต่อให้กับธนาคารกลาง ธนาคารกลางสามารถเพิ่ม หรือลดอัตรารับช่วงซื้อลดเพื่อเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อ ของธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ ถ้าธนาคาร กลางลดอัตรารับช่วงซื้อลด ธนาคารพาณิชย์จะกู้ยืมจากธนาคารกลาง มากขึ้น ดังนั้น เงินสดสำรองจึงเพิ่มขึ้น ธนาคาร พาณิชย์สามารถขยายสินเชื่อได้มากขึ้น ปริมาณเงินซึ่งรวมทั้ง เงินฝากจึงเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม ถ้าธนาคารกลางเพิ่มอัตรา รับช่วงซื้อลด ปริมาณเงินและเงินฝากก็จะลดลง ปัจจุบันธนาคารกลางได้โอนกิจการรับช่วงซื้อลดไปให้ธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการต่อโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก 3) อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve Ratio) การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสด สำรองตาม กฎหมายนี้ มีผลกระทบต่อกระบวนการสร้างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ กล่าวคือ ในกรณีที่ ธนาคารกลางประกาศเพิ่ม
280 อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายให้สูงขึ้น หากธนาคารพาณิชย์ไม่มีเงินสดสำรอง ส่วนเกิน ธนาคารพาณิชย์ต้องการเพิ่มเงิน สดสำรองตามกฎหมายให้เพียงพอตามอัตราใหม่ จะมีทางเลือก 4 ทาง คือ (ก) ขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ (ข) ขอกู้ยืมจากธนาคาร พาณิชย์ด้วยกัน (ค) ขอกู้ยืมจากธนาคารกลาง และ (ง) ลดเงินฝากโดยเรียกเงินกู้ที่มีอยู่ขณะนั้นบางส่วนกลับคืน หรือ ไม่ต่อ อายุสินเชื่อที่ถึงเวลาชำระคืน ในทางตรงข้าม เมื่อธนาคารกลางลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย ธนาคารพาณิชย์จะ สามารถขยายสินเชื่อ ต่อไปได้อีก ทำให้จำนวนเงินฝากทั้งสิ้นเพิ่มขึ้น และปริมาณเงินเพิ่มขึ้นด้วย การเพิ่มหรือลดอัตราเงินสด สำรองตามกฎหมายเป็นวิธีการที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินและสินเชื่อค่อนข้างมาก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงอัตรา เงินสดสำรองตามกฎหมายต้องใช้อย่างระมัดระวัง หรือใช้เมื่อมีวิกฤตการณ์ทางการเงิน และมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อเป็น เวลานาน 4) การซื้อขายหลักทรัพย์ (Securities Trading) ธนาคารกลางจะขายหลักทรัพย์ เมื่อต้องการลดปริมาณ เงินและสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ เพราะการขายหลักทรัพย์จะทำให้ธนาคารกลาง ดึงเงินส่วนที่มีอยู่มากเกินไปออกจาก ระบบเศรษฐกิจ ในทางตรงข้าม ธนาคารกลางจะซื้อหลักทรัพย์กลับคืน เมื่อต้องการเพิ่มปริมาณเงินและสินเชื่อในระบบ เศรษฐกิจให้มากขึ้น การซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารกลาง จะเพิ่มเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ จึงทำให้ปริมาณเงินและ สินเชื่อเพิ่มขึ้น การซื้อขายหลักทรัพย์ ของธนาคารกลางยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเงินสดสำรองและการขยายสินเชื่อของ ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินอีกด้วย เมื่อธนาคารกลางซื้อหลักทรัพย์ ราคา หลักทรัพย์จะสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลงเพื่อจูงใจให้นำหลักทรัพย์มาขายแก่ธนาคารกลาง ถ้าปริมาณซื้อหลักทรัพย์มี มากพอ ปริมาณทุนเพื่อการให้กู้ยืมจะลดลง อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินจึงลดลง ในทางตรงข้ามถ้าธนาคารกลางต้องการขาย หลักทรัพย์ ราคาหลักทรัพย์จะต่ำและอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ลงทุนซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารกลาง 2. การควบคุมทางคุณภาพหรือด้วยวิธีเลือกสรร เป็นการควบคุมการให้เครดิตของธนาคาร พาณิชย์บางประเภท วิธีการทั่วไปได้แก่ การกำหนดเงื่อนไขการกู้ยืมประเภทที่ต้องการจำกัดเครดิต เช่น จำนวนเงินดาวน์ (Down Payment) ระยะเวลาของการผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น ซึ่งธนาคาร พาณิชย์และสถาบันการเงินต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามโดย เคร่งครัด ชนิดของเครดิตที่ธนาคารกลางใช้ในการ ควบคุม ได้แก่ 1) การควบคุมเครดิตเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ประเทศที่ตลาดทุนมีระดับการพัฒนาสูง จะมีบุคคลประเภท หนึ่งประกอบอาชีพค้าขายหากำไรจากหลักทรัพย์ บุคคลเหล่านี้จะซื้อหลักทรัพย์ เมื่อราคาหลักทรัพย์ต่ำ (ดอกเบี้ยสูง) และ ขายเมื่อราคาหลักทรัพย์สูง (ดอกเบี้ยต่ำ) การซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นเรื่องของการเก็งกำไรทั้งสิ้น เพราะต้องมีการคาดคะเน อัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ตลาดหลักทรัพย์ได้ ธนาคารกลางสามารถควบคุมเหตุการณ์เช่นนี้ ได้ด้วยวิธีจำกัดเครดิต เพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ กล่าวคือ โดยปกติผู้ซื้อหลักทรัพย์มักจะมีเงินสดไม่พอ จำเป็นต้องกู้ยืมเงิน บางส่วน โดยใช้หลักทรัพย์ที่ซื้อเป็นหลักประกันจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ จึงใช้วิธีกำหนดอัตราต่ำสุด ของราคาหลักทรัพย์ที่ผู้ซื้อต้องชำระเป็นเงินสดที่เรียกว่า Margin Requirement ยิ่งมีอัตรา สูงเท่าใด ก็หมายความว่า ธนาคารกลางต้องการจำกัดเครดิตเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์มากเท่านั้น 2) การควบคุมเครดิตเพื่อการอุปโภคบริโภค เครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้สำหรับควบคุม เครดิตประเภทนี้มี 2 ชนิด คือ การกำหนดจำนวนเงินต่ำสุดที่ต้องชำระครั้งแรก และระยะเวลาสูงสุดของ การผ่อนชำระ กล่าวคือ การเพิ่ม
281 จำนวนเงินต่ำสุดที่ต้องชำระครั้งแรก และการลดระยะเวลาสูงสุดของการ ผ่อนชำระจะทำให้สามารถจำกัดเครดิตเพื่อการ อุปโภคบริโภคได้มากขึ้นและมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามที่ต้องการ 3) การชักชวนให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม ธนาคารกลางอาจดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายหรือ เข้มงวดได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดังกล่าวข้างต้นแต่ใช้วิธีการชักชวนด้วยวาจาให้ธนาคารพาณิชย์ ปฏิบัติตามในเรื่องที่ ขอร้อง เช่น การขอร้องให้ละเว้นจากการให้กู้ยืมแก่ธุรกิจเก็งกำไร เป็นต้น การที่ธนาคารกลาง สามารถใช้บังคับด้วยวิธีการนี้ ได้ด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือ ธนาคารกลางมีเครื่องมืออื่นพร้อมจะนำมาใช้บังคับได้ถ้าไม่ปฏิบัติตามและธนาคารพาณิชย์ ต้องพึ่งธนาคารกลางทั้งด้านการเงินและบริการต่าง ๆ อย่างมาก 9. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย นโยบายการเงินของประเทศไทย ธนาคารกลางได้ดำเนินนโยบายการเงินและเลือกใช้มาตรการทางการเงินที่แตกต่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ดังนี้ 1. การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน มาตรการทางการเงินที่ใช้มี2 กรณี กรณีภาวะเงินเฟ้อ ใช้นโยบายการเงินแบบ เข้มงวด ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน เพิ่มอัตรา เงินสดส ำรองตามกฎหมาย เพิ่มเพดาน อัตราดอกเบี้ยเงิ นกู้และเงิ นฝาก การซื้อหลักทรัพย์ รัฐบาล ส่วนกรณี ภาวะเงินฝืด ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยใช้ มาตรการต่าง ๆ ในทิศทางตรงกันข้ามกับกรณีเงินเฟ้อ 2. การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันการเงิน มาตรการที่นำมาใช้ได้แก่ การกำหนดอัตรา เงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องดำรง กำหนดอัตราการสำรองหนี้ที่สงสัยจะสูญ (Non-Performing Loan: NPL) กำหนด เงื่อนไขและอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินจะให้บุคคลกู้ยืม จำกัด การถือหุ้นของผู้ถือหุ้น ส่งเสริมการกระจายการถือหุ้นไปยังประชาชน ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ของกรรมการสถาบันการเงินนั้น ๆ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบในการกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน 3. การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มาตรการที่ใช้ได้แก่ การรับช่วงซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงินในภาค เศรษฐกิจที่ต้องการสนับสนุน เช่น การส่งออก การเกษตร อุตสาหกรรม เป็นต้น กำหนดนโยบายและขอความร่วมมือจาก ธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มสินเชื่อให้สาขาเศรษฐกิจดังกล่าว การให้ ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินที่มีบทบาทในการ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เช่น ธนาคาร พัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น นโยบายอัตราการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่วันที่2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยน แบบลอยตัว (Managed Float Currency) ซึ่งค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลต่าง ๆ ถูกกำหนดโดย กลไกตลาดตามอุปสงค์และ อุปทานของตลาดเงินตราในประเทศและต่างประเทศ และสามารถเปลี่ยนแปลง ขึ้นลงได้ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางจะเข้าซื้อหรือขายดอลลาร์สหรัฐฯ ตามความจำเป็น เพื่อไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนมากเกินไป และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจ ระบบ ดังกล่าวทำให้นโยบายการเงินมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมาก
282 ยิ่งขึ้นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งทำให้ทางการสามารถ ดูแลการไหล เข้าออกของเงินทุนต่างประเทศได้ดีขึ้น สรุป ธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเอกชนที่ ทำหน้าที่รับฝากเงินและให้กู้ยืม แก่ประชาชน ส่วนธนาคารกลางจัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพ ของเงินตราและเศรษฐกิจของประเทศโดยการใช้นโยบาย การเงิน ควบคุมการดำเนินงานของ ธนาคารพาณิชย์ และทำหน้าที่ในการควบคุมทางด้านปริมาณ โดยการซื้อขายหลักทรัพย์ รัฐบาล เพิ่มลด อัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน เพิ่มลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย หรือการควบคุมทางด้านเครดิต เฉพาะ อย่าง ซึ่งเป็นการควบคุมเครดิตเพื่อการเก็งกำไร ควบคุมเครดิตเพื่อการบริโภค ควบคุม เครดิตเพื่อการก่อสร้าง ควบคุม เครดิตโดยการขอร้องอย่างเป็นกันเอง ตามปกติปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ หากมีมากหรือน้อยเกินไป จะไม่เป็นผลดีต่อ การ พัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จึงใช้นโยบายการเงินเพื่อป้องกันหรือแก้ไขไม่ให้มีภาวะ เงินเฟ้อหรือภาวะ เงินฝืด เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตามเป้าหมาย 10. ครูให้ผู้เรียนสรุปความรู้เกี่ยวกับธนาการพาณิชย์และธนาคารกลาง จัดทำเป็นแผนผังความคิดและร่วมกัน อภิปรายภายในชั้นเรียน ขั้นสรุปและการประยุกต์ 11. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 12. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน
283 การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
284 แบบเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. เงินคืออะไร และมีหน้าที่อะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. เงินที่ใช้ในประเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. อธิบายความสำคัญของตลาดการเงิน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. ตามแนวคิดของเคนส์ (John Moynard Keynes) อุปสงค์ของการถือเงินประกอบด้วยอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
285 5. อุปทานของเงินหรือปริมาณเงินประกอบด้วยอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 6. ธนาคารกลางมีลักษณะที่แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่นอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. ระบบธนาคารพาณิชย์แบ่งออกเป็นกี่ระบบ อะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. นโยบายการเงินหมายถึงอะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. เมื่อปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
286 10. การควบคุมปริมาณเงินที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปเป็นการควบคุมแบบใด และมีเครื่องมืออะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
287 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ประเทศอิหร่านต้องการแลกน้ำมันกับข้าวของประเทศไทย ถือเป็นการแลกเปลี่ยนแบบใด ก. Barter System ข. Modern System ค. Commodity System ง. Credit System จ. Indirect System 2. ในทัศนะของเคนส์ประชาชนมีความต้องการถือเงินสดไว้เพื่ออะไร ก. เพื่อใช้จ่ายประจำวัน ข. เพื่อเก็งกำไร ค. เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน ง. เพื่อหากำไรจากหลักทรัพย์ จ. ถูกทุกข้อ 3. อุปทานของเงินขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง ก. นโยบายของรัฐบาลและธนาคารกลาง ข. อัตราดอกเบี้ย ค. ระดับรายได้ ง. การใช้จ่ายของรัฐบาล จ. การใช้จ่ายของประชาชน 4. ธนาคารแห่งแรกในประเทศไทยคือธนาคารใด ก. ธนาคารซี่ไฮทง ข. ธนาคารหวั่งหลี ค. ธนาคารสยามรัฐ ง. ธนาคารสยามกัมมาจล จ. ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ 5. ระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเป็นระบบใด ก. ระบบธนาคารเดี่ยว ข. ระบบธนาคารสาขา ค. ระบบธนาคารคู่ ง. ระบบธนาคารกลุ่ม จ. ระบบธนาคารลูกโซ่
288 6. ข้อใดมิใช่ลักษณะของธนาคารกลาง ก. ไม่ทำธุรกิจติดต่อโดยตรงกับประชาชนทั่วไป ข. ทำธุรกิจโดยไม่แสวงหากำไร ค. ธนาคารกลางเป็นของรัฐบาลเท่านั้น ง. ธนาคารทำเพื่อประโยชน์ของชาติ จ. ธนาคารกลางมีลูกค้าประเภทเดียวกับธนาคารพาณิชย์ 7. ธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรเป็นจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับสิ่งใด ก. ปริมาณสินค้าที่ผลิตขึ้น ข. ทุนสำรองเงินตรา ค. ตามคำขอของรัฐบาล ง. รายจ่ายของรัฐบาล จ. โครงการเร่งด่วน 8. ถ้าธนาคารกลางต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อมากขึ้นจะทำได้โดยวิธีใด ก. เพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย ข. ขายพันธบัตรรัฐบาลให้ธนาคารพาณิชย์ ค. การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ง. ลดอัตรารับช่วงซื้อลด จ. ไม่มีข้อใดถูก 9. ข้อใดมิใช่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศไทย ก. เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า ข. เพื่อขยายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ค. เพื่อหาทางใช้หนี้เงินกู้ต่างประเทศของภาคเอกชน ง. เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน จ. ส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 10. ข้อใดมิใช่ความสำคัญของตลาดการเงิน ก. ระดมเงินออม ข. จัดสรรเงินทุน ค. การจัดเก็บภาษีเป็นธรรม ง. รักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จ. ผิดทุกข้อ