89 จากรูป ทฤษฎีอรรถประโยชน์กล่าวไว้ว่า ในระยะแรกเมื่อผู้บริโภคบริโภคสินค้าและบริการ อรรถประโยชน์รวม (TU) และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU) จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกล่าวคือ ในขณะ ที่อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU) ของสินค้าหรือบริการที่ได้รับเพิ่มขึ้นทีละ 1 หน่วย กำลังลดน้อยถอยลงตามลำดับนั้น อรรถประโยชน์รวม (TU) กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณสินค้าและบริการที่ได้รับเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับสินค้าหรือบริการ เพิ่มขึ้นถึงปริมาณหนึ่งที่อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU) ลดลงเหลือศูนย์แล้ว เมื่อนั้นอรรถประโยชน์รวม (TU) จะมี จำนวนมากที่สุด และต่อจากนั้นถ้าผู้บริโภคยังคงบริโภคสินค้าและบริการหน่วยต่อ ๆ ไปอีก ทั้งอรรถประโยชน์รวม (TU) และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU) จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกัน คือ ลดลงเหมือน ๆ กัน เมื่อพิจารณาจากตาราง ลักษณะความสัมพันธ์ของ TU และ MU ดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎการลดน้อย ถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Law of Diminishing Marginal Utility) มีสาระสำคัญว่า ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคบริโภคสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย ที่จะได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นแต่ละหน่วยนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับ จนมีค่าเป็นศูนย์ และติดลบ โดยกฎนี้มีการกำหนดข้อสมมติหรือเงื่อนไขบางอย่าง คือ การบริโภคสินค้านั้นต้องบริโภคต่อเนื่องในช่วงเวลาห นึ่ง โดย ในขณะที่พิจารณารสนิยมของผู้บริโภคต้องไม่เปลี่ยนแปลงและต้องกำหนดหน่วยของสินค้าที่บริโภคให้ชัดเจนด้วย ดังตาราง ต่อไปนี้ แสดงอรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม
90 น้ำ (แก้ว) อรรถประโยชน์รวม (TU) อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (MU) 8 8 15 7 20 5 22 2 22 0 20 -2 จากตาราง หากผู้บริโภคยังไม่มีความต้องการดื่มนํ้า อรรถประโยชน์รวม (TU) และอรรถประโยชน์หน่วย สุดท้าย (MU) จะมีค่าเท่ากับ 0 ยูทิล เมื่อเริ่มดื่มนํ้าแก้วแรก ผู้บริโภคจะได้รับอรรถประโยชน์รวมเท่ากับ 8 ยูทิล ซึ่งเท่ากับ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายพอดี เนื่องจากเป็นการดื่มนํ้าแก้วแรก หลังจากนั้นถ้าดื่มนํ้าแก้วที่ 2 และเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงแก้วที่ 6 ผู้บริโภคจะได้รับอรรถประโยชน์รวมดังนี้15, 20, 22, 22 และ 20 ยูทิล ในขณะที่อรรถประโยชน์หน่วย สุดท้ายจะเป็นดังนี้7, 5, 2, 0 และ -2 ยูทิลตามลำดับทั้งนี้เนื่องจากอรรถประโยชน์รวมจะมีค่าเท่ากับผลรวมของ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่ได้รับจากการดื่มน้ำในแต่ละแก้ว จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่ ได้รับจากการดื่มนํ้าจะมีลักษณะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย ผู้บริโภค ยังคงดื่มนํ้าตราบเท่าที่อรรถประโยชน์รวมมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีค่าสูงสุดเมื่ออรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าเท่ากับ ศูนย์ นั่นคือนํ้าแก้วที่ 5 อรรถประโยชน์รวมเท่ากับ 22 ยูทิล ในขณะที่อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเท่ากับ 0 ยูทิล แต่ ผู้บริโภคจะหยุดดื่มนํ้าแก้วที่6 เนื่องจากนํ้าแก้วที่ 6 ทำให้อรรถประโยชน์รวมลดลงเหลือ20 ยูทิล และอรรถประโยชน์หน่วย สุดท้ายติดลบ คือ -2 ยูทิล สรุป ความสัมพันธ์ระหว่างอรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่ผู้บริโภคได้รับจากการ บริโภคสินค้าเพิ่มขึ้นดังนี้ 1. เมื่ออรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าเป็นบวก (MU > 0) อรรถประโยชน์รวม (TU) มีค่าเพิ่มขึ้น 2. เมื่ออรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าเป็นศูนย์ (MU = 0) อรรถประโยชน์รวม (TU) มีค่าสูงสุด 3. เมื่ออรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าเป็นลบ (MU<0) อรรถประโยชน์รวม (TU) มีค่าลดลง ตาราง อรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของการดื่มน้ำ
91 4.3 ดุลยภาพของผู้บริโภคตามทฤษฎีอรรถประโยชน์ เมื่อผลของการบริโภคสินค้าแต่ละชนิดเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย แล้ว ผู้บริโภคยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของงบประมาณที่มีอยู่จำกัดจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือกบริโภค สินค้าแต่ละชนิดในจำนวนที่ทำให้ได้รับอรรถประโยชน์หรือความพอใจสูงสุดเรียกสภาวการณ์นี้ว่า “ดุลยภาพของผู้บริโภค (Consumer's Equilibrium)” ทั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้บริโภคมีรายได้ไม่จำกัดและกรณีที่ผู้บริโภคมีรายได้ จำกัด 1. กรณีที่ผู้บริโภคมีรายได้ไม่จำกัด การที่ผู้บริโภคมีรายได้ไม่จำกัดย่อมทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า ต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ แต่จากข้อสมมติผู้บริโภคมีเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้า คือ ได้รับความพอใจสูงสุดจากการบริโภค ผู้บริโภคจะเลือกบริโภคโดยเรียงตามลำดับของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่ได้รับจากสินค้าและจะบริโภคต่อไปจน อรรถประโยชน์รวมจากสินค้าสูงสุด และอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีค่าเท่ากับศูนย์ ผู้บริโภคจึงจะหยุดการบริโภคและเกิด ดุลยภาพของผู้บริโภค ซึ่งสามารถเขียนเงื่อนไขดุลยภาพของผู้บริโภคได้ดังนี้ MUA = MUB = .... = MUN = 0 โดยที่ MUA คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า A MUB คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า B MUN คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าแต่ละชนิด ตาราง อรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของการดื่มน้ำ
92 จากตาราง ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ไม่จำกัด ผู้บริโภคจะเลือกบริโภคสินค้าแต่ละชนิดไปจนกระทั่ง อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า A (MUA ) สินค้า B (MUB ) และสินค้า C (MUC ) มีค่าเท่ากับศูนย์โดยพิจารณาจากช่อง ที่ 2, 4 และ 6 ดังนั้น ผู้บริโภคจะบริโภคสินค้า A จำนวน 7 หน่วย สินค้า B จำนวน 7 หน่วยและสินค้า C จำนวน 6 หน่วย จึงจะทำให้ผู้บริโภคได้รับความพอใจสูงสุด และเกิดดุลยภาพของผู้บริโภค 2. กรณีที่ผู้บริโภคมีรายได้จำกัด ผู้บริโภคจะไม่สามารถบริโภคสินค้าได้ทุกชนิดตามที่ต้องการแต่มีสิทธิ์ เลือกบริโภคสินค้าได้ไม่เกินรายได้หรืองบประมาณที่มีอยู่ และถ้าราคาสินค้าเท่ากัน ผู้บริโภคจะเลือกบริโภคสินค้าที่ให้ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมากที่สุดก่อนแล้วจึงเลือกสินค้าอื่น ๆ รองลงมาตามลำดับ และจะบริโภคจนสินค้าหน่วยที่ให้ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้ามีค่าเท่ากันทั้งหมดผู้บริโภคก็จะหยุดการบริโภค และเกิดดุลยภาพของผู้บริโภค เขียน เป็นเงื่อนไขได้ดังนี้ MUA = MUB = .... = MUN โดยที่ MUN คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าแต่ละชนิดถ้าสินค้าแต่ละชนิดมีราคาไม่เท่ากัน หมายความว่า อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่ได้รับจากสินค้าแต่ละชนิดนั้นมาจากจำนวนเงินที่จ่ายไปมากน้อยแตกต่างกัน และสินค้าแต่ละชนิดมีคุณค่าต่อผู้บริโภคแตกต่างกันด้วย ดังนั้น เพื่อให้สามารถนำอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมา เปรียบเทียบกันได้จึงต้องปรับอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายให้จำนวนเงินเท่ากันก่อน ทั้งนี้สามารถทำได้โดยนำเอาราคาสินค้า ไปหารอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าทุกชนิด (MUN /PN ) จะได้อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายที่มาจากจำนวนเงินที่ จ่ายไป 2 บาทเท่ากัน จึงนำมาเปรียบเทียบกันได้ กฎของอรรถประโยชน์สูงสุดมีสาระสำคัญว่า เมื่อผู้บริโภคบริโภคสินค้าชนิดต่าง ๆ จนทำให้ได้รับ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายต่อเงิน 2 บาทของสินค้าทุกชนิดมีค่าเท่ากัน (โดยใช้รายได้ทั้งหมดที่มีอยู่)ผู้บริโภคจะได้รับ อรรถประโยชน์สูงสุด และเกิดดุลยภาพของผู้บริโภค จึงสามารถเขียนเป็นเงื่อนไขดุลยภาพของผู้บริโภคได้ดังนี้ MUA MUB MUN PA PB PN โดยที่ MUA คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า A และ PA คือ ราคาสินค้า A MUB คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า B และ PB คือ ราคาสินค้า B MUN คือ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าแต่ละชนิด และ PN คือ ราคาสินค้า N = = …….. =
93 ราคาสินค้าแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ราคาต่อหน่วยของสินค้า A เท่ากับ 2 บาท สินค้า B เท่ากับ 4 บาทและ สินค้า C เท่ากับ 6 บาท และผู้บริโภคมีรายได้ทั้งหมด 40 บาท เมื่อราคาสินค้าทั้ง 3 ชนิดไม่เท่ากันก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจ เลือกบริโภคสินค้าจะต้องนำราคาสินค้าไปหารอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าแต่ละชนิด เพื่อปรับให้เป็น อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายต่อเงิน 2 บาท จากนั้นเปรียบเทียบแลพิจารณาว่าสินค้าใดที่ให้อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายต่อ เงิน 2 บาทมากที่สุด และรองลงมาตามลำดับพิจารณาจากช่องที่ 3, 5 และ 7 สรุปได้ว่า ผู้บริโภคจะซื้อสินค้า A จำนวน 1 หน่วยเป็นเงิน 2 บาท ซื้อสินค้า B จำนวน 5 หน่วยเป็นเงิน 20 บาท และซื้อสินค้า C จำนวน 3 หน่วยเป็นเงิน 18 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 40 บาท โดยหน่วยสุดท้ายของการซื้อสินค้า ทุกชนิดให้อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายต่อเงิน 2 บาท แก่ผู้บริโภคเท่ากันคือ 6 (6 ยูทิลต่อเงิน 2 บาท) เขียนเป็นเงื่อนไขดุลย ภาพของผู้บริโภคได้ดังนี้ MUA MUB MUN PA PB PN อรรถประโยชน์รวมที่ผู้บริโภคได้รับทั้งหมดมาจากการนำอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้าทุก หน่วยที่ซื้อมารวมกัน (ช่อง 2, 4 และ 6) ได้แก่ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า A จำนวน1 หน่วย ที่ซื้อเท่ากับ 12 ยูทิล อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า B จำนวน 5 หน่วย ที่ซื้อเท่ากับ 240 ยูทิล(72+60+48+36+24) และ อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของสินค้า C จำนวน 3 หน่วย ที่ซื้อเท่ากับ 144 ยูทิล(60+48+36) ดังนั้น ผู้บริโภคจะได้รับ อรรถประโยชน์รวมเท่ากับ 396 ยูทิล (TU = 12+240+144) ซึ่งเป็นอรรถประโยชน์รวมที่ได้รับจากการใช้รายได้ทั้งหมด 40 บาท 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน (Indifference Preference Theory) หรือการวิเคราะห์ด้วยเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve Analysis) การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคตามทฤษฎีนี้ทำได้โดยไม่ต้องสมมติว่าอรรถประโยชน์ สามารถวัดออกมาเป็นหน่วย ๆ ได้ แต่ผู้บริโภคสามารถบอกได้ว่าความพอใจหรืออรรถประโยชน์ที่เขาได้รับจากสินค้าแต่ละ ชนิดนั้นมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากันเมื่อเทียบกับความพอใจหรืออรรถประโยชน์อีกชนิดหนึ่ง การวิเคราะห์นี้ผู้บริโภคจะ บรรลุอรรถประโยชน์สูงสุดภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัดได้อย่างไร เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ เส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve: IC) ซึ่งบอกถึงระดับความพอใจหรืออรรถประโยชน์ที่สะท้อนในรูปของปริมาณสินค้าที่ได้บริโภค และ เส้นงบประมาณ (Budget Line) จะบอกถึงขีดความสามารถหรือข้อจำกัดของรายได้หรืองบประมาณที่ผู้บริโภคมีอยู่ใน ช่วงเวลานั้น = = = 6
94 ข้อสมมตืที่สำคัญของทฤษฎีความพอใจเท่ากัน ดังนี้ 1. ผู้บริโภคเป็นผู้ที่มีเหตุผล มีความสามารถในการเปรียบเทียบ และจัดอันดับความพอใจระหว่างการ บริโภคสินค้าในจำนวนหนึ่งกับอีกจำนวนหนึ่งได้ กล่าวคือ ผู้บริโภคสามารถบอกผลจากการบริโภคโดยการเปรียบเทียบได้ว่า พอใจสินค้าใดมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากัน โดยผู้บริโภคมีรายได้จำกัด 2. ผู้บริโภคเป็นบุคคลที่มีความคงเส้นคงวา กล่าวคือ ถ้าผู้บริโภคมีความพึงพอใจในสินค้าและบริการชนิด หนึ่งแล้ว ระดับความพอใจจะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับสินค้าใดก็ตาม เช่น เมื่อผู้บริโภคพอใจสินค้า X มากกว่า สินค้า Y และพอใจสินค้า Y มากกว่าสินค้า Z ดังนั้น เมื่อผู้บริโภคมีความคงเส้นคงวาแล้วผู้บริโภคย่อมพอใจสินค้า X มากกว่า สินค้า Z ด้วย คุณสมบัติของผู้บริโภคในลักษณะนี้ เรียกว่า ความสามารถในการถ่ายทอด 3. สินค้าที่บริโภคทุกชนิดเป็นสินค้าดี เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการหรือสร้างความพอใจในการบริโภคได้ กล่าวคือ สินค้าทุกชนิดที่บริโภคเป็นสินค้าที่ให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคได้ หากมีการบริโภคในจำนวนมากย่อมสร้างความ พอใจในระดับที่สูงกว่าการได้บริโภคในจำนวนน้อย ๆ หรือบริโภคมากดีกว่าน้อย 4. การบริโภคอยู่ภายใต้กฎการลดน้อยถอยลงของอัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย(Law of Diminishing Marginal Rate of Substitution: MRS) นั่นคือจำนวนสินค้าชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคยอมที่จะบริโภคลดลง เพื่อ แลกกับการได้บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย โดยผู้บริโภคยังได้รับความพอใจเท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะ ยอมแลกข้าว 5 ช้อนโต๊ะ เพื่อแลกกับนํ้า 1 แก้ว หรือแลกกับการที่จะไม่มีนํ้าดื่มเลย อย่างไรก็ดี ในระดับความพึงพอใจเท่า เดิม เราจะยอมแลกข้าวน้อยกว่า 8 ช้อนโต๊ะสำหรับนํ้าแก้วที่ 2 5.1 ความหมายของเส้นความพอใจเท่ากัน เส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve: IC) คือ เส้นที่แสดงถึงส่วนผสมของการบริโภคสินค้า สองชนิดในจำนวนต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความพอใจเท่ากัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกบริโภคสินค้าทั้งสองชนิด ณ ส่วนผสมใดบนเส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดียวกันก็จะได้รับความพอใจที่เท่ากันตลอดทั้งเส้น ส่วนผสม จำนวนสินค้า X (หน่วย) จำนวนสินค้า Y (หน่วย) A 0 25 B 1 18 C 2 12 D 3 7 E 4 3 F 5 0 ตาราง ส่วนผสมของการบริโภคสินค้า X และ Y ที่ให้ความพอใจเท่ากัน
95 จากตาราง กำหนดให้มีสินค้าให้เลือกบริโภคเพียง 2 ชนิด คือ สินค้า X และสินค้า Y สำหรับส่วนผสม A - F แสดงถึงส่วนผสมของสินค้า X และสินค้า Y ในจำนวนต่าง ๆ ที่ให้ความพอใจเท่ากันแก่ผู้บริโภคในการเลือกบริโภค สินค้า X และสินค้า Y เพื่อให้ได้ความพอใจเท่ากันตลอด สามารถทำได้ถ้ามีการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นจะต้องลดการ บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งลง หรือถ้าลดการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งลงจะต้องเพิ่มการบริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งให้มากขึ้น เช่น ที่ส่วนผสม A ผู้บริโภคไม่บริโภคสินค้า X เลย แต่บริโภคสินค้า Y จำนวน 25 หน่วย ส่วนผสม B ผู้บริโภคบริโภคสินค้า X จำนวน 1 หน่วยผู้บริโภคต้องลดการบริโภคสินค้า Y ลงอีกเหลือ 18 หน่วย ส่วนผสม C บริโภคสินค้า X เพิ่มขึ้นอีก 1 หน่วย ทำให้ต้องลดการบริโภคสินค้า Y ลงอีกเหลือ 12 หน่วย กล่าวคือ เพื่อรักษาระดับความพอใจให้เท่าเดิมผู้บริโภคต้องบริโภค สินค้า X เพิ่มขึ้นทีละ 1 หน่วย และยอมลดการบริโภคสินค้า Y ลง จากรูป กำหนดให้แกนตั้งเป็นสินค้า Y และแกนนอนเป็นสินค้า X เส้นที่เชื่อมโยงส่วนผสมของสินค้าที่ทำ ให้ผู้บริโภคได้รับความพอใจเท่ากัน คือ เส้นความพอใจเท่ากัน (IC) ในกรณีที่สินค้าทั้งสองชนิดสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ได้ ทุก ๆ จุดบนเส้นความพอใจเท่ากันเป็นส่วนผสมต่าง ๆ ของสินค้าสองชนิดที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความพอใจเท่ากัน 5.2 คุณสมบัติของเส้นความพอใจเท่ากัน เส้นความพอใจเท่ากันมีคุณสมบัติที่สำคัญ ดังนี้ 1. เส้นความพอใจเท่ากันเป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา หรือมีความชันเป็นลบ และมีลักษณะโค้ง เว้าเข้าหาจุดกำเนิด แสดงว่าสินค้าทั้งสองชนิดสามารถใช้ทดแทนกันได้ เมื่อมีการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ผู้บริโภค จะต้องลดการบริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งลง ในทางตรงข้าม เมื่อมีการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งลดลง ผู้บริโภคจะเพิ่มการบริโภค สินค้าอีกชนิดหนึ่งให้มากขึ้น โดยที่ผู้บริโภคได้รับความพอใจเท่าเดิมหรืออยู่บนเส้นความพอใจเท่ากันเส้นเดิม แสดงเส้นความพอใจเท่ากัน
96 2. เส้นความพอใจเท่ากันมีได้หลายเส้น กล่าวคือ เส้นความพอใจเส้นที่อยู่สูงกว่าหรืออยู่ด้านขวาจะมี ความพอใจที่มากกว่า ผู้บริโภคคนหนึ่ง ๆ สามารถสร้างเส้นความพอใจเท่ากันจากการบริโภคสินค้าสองชนิดได้หลายเส้น แต่ ละเส้นแสดงถึงความพอใจที่แตกต่างกัน เรียกว่า “แผนภาพเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Map)” จากรูป ผู้บริโภคคนหนึ่งมีเส้นความพอใจเท่ากัน 3 เส้น โดยเส้น IC2 เป็นเส้นความพอใจเท่ากันเส้นที่อยู่ สูงสุด ซึ่งแสดงถึงระดับความพอใจมากที่สุด และมากกว่าระดับความพอใจของเส้นที่อยู่ตํ่ากว่าทั้งสองเส้นคือ IC1 และ IC ส่วนผสม IC ให้ระดับความพอใจเท่ากันตํ่าสุด 3. เส้นความพอใจเท่ากันมีลักษณะต่อเนื่องหรือไม่ขาดช่วง แสดงว่าสินค้าทั้งสองชนิดมีความสามารถ ในการทดแทนกันได้โดยหน่วยของสินค้าจะเล็กมาก กล่าวคือ มีส่วนผสมของสินค้าทั้งสองชนิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถ สร้างความพอใจที่เท่ากันได้โดยไม่ขาดช่วง แสดงเส้นความพอใจเท่ากัน แสดงแผนภาพเส้นความพอใจเท่ากัน
97 4. เส้นความพอใจเท่ากันจะตัดกันไม่ได้ หากเส้นความพอใจเท่ากันตัดกันจะขัดแย้งกับข้อสมมติที่ว่า เมื่อบริโภคสินค้ามากย่อมทำให้ผู้บริโภคได้รับความพอใจมากกว่าการบริโภคน้อย จากรูป สมมติว่าเส้นความพอใจเท่ากันตัดกันที่จุด a และถ้ายอมรับคุณสมบัติที่ว่า เส้นความพอใจเท่ากัน เส้นที่อยู่สูงกว่าจะให้ความพอใจมากกว่าเส้นที่อยู่ตํ่าลงมาทางซ้ายมือ จะเห็นได้ว่า ส่วนประกอบของสินค้า X และสินค้า Y ที่ จุด b จะให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคมากกว่าที่จุด a แต่ส่วนประกอบของสินค้าที่จุด a ให้ความพอใจแก่ผู้บริโภคเท่ากับที่จุด c และส่วนประกอบของสินค้าที่จุด a ก็ให้ความพอใจเท่ากับที่จุด b เช่นกัน ทั้งนี้เพราะจุด a อยู่บนเส้นความพอใจเท่ากันทั้ง เส้น IC และเส้น IC1 ถ้าพิจารณาตามข้อสมมติแล้ว ความพอใจที่ได้รับจากการบริโภคสินค้าที่จุด b ก็จะต้องให้ความพอใจ เท่ากับการบริโภคสินค้าที่จุด c ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะที่จุด b มีการบริโภคสินค้า y ในปริมาณที่มากกว่าจุด c และอยู่บนเส้น ความพอใจเท่ากันที่สูงกว่า การบริโภคสินค้าที่จุด a ให้ความพอใจ 2 ระดับ ดังนั้น ถ้าเส้นความพอใจเท่ากันตัดกันจะแสดง ให้เห็นเงื่อนไขของการเลือกที่ขัดแย้งกัน ฉะนั้นเส้นความพอใจเท่ากันจะตัดกันไม่ได้ อัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย (Marginal Rate of Substitution: MRS) อัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย หมายถึง จำนวนสินค้าชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคยอมที่จะบริโภค ลดลง เพื่อแลกกับการได้บริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย โดยผู้บริโภคยังคงได้รับความพึงพอใจเท่าเดิม ถ้ามีการลดการบริโภคสินค้า Y ลงเพื่อแลกกับการได้บริโภคสินค้า X เพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะเขียนเป็น สัญลักษณ์MRSXY แต่ถ้ามีการลดการบริโภคสินค้า X ลงเพื่อแลกกับการได้บริโภคสินค้า Y เพิ่ม 1 หน่วย จะเขียนเป็นสัญลักษณ์MRSYX อัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้ายสามารถเขียนเป็นสูตรคำนวณได้ดังนี้ แสดงเส้นความพอใจเท่ากันตัดกันไม่ได้
98 โดยที่ ΔX คือ ส่วนเปลี่ยนแปลงของสินค้า X ΔY คือ ส่วนเปลี่ยนแปลงของสินค้า Y เครื่องหมายลบ (-) ที่อยู่หน้า ΔX หรือ ΔY แสดงถึงการที่ผู้บริโภคยอมที่จะลดการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่ง ลง ในอัตราที่น้อยลง เพื่อจะเพิ่มการบริโภคสินค้าอีกชนิดหนึ่งให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของอัตราการ ทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย เราสามารถทำความเข้าใจเรื่องกฎการลดน้อยถอยลงของอัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย จากตารางและตัวอย่าง ดังนี้ ตาราง อัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย แสดงอัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย
99 จากตารางและรูป พบว่า จำนวนสินค้า Y ที่ผู้บริโภคยอมสละ (ΔY) จะลดลงเรื่อย ๆ เพื่อแลกกับการได้ บริโภคสินค้า X เพิ่มขึ้นทีละ 1 หน่วย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ค่า MRSXY มีค่าลดลงเรื่อย ๆ เช่น ส่วนผสม A ไม่มีการบริโภค สินค้า X เลย ส่วนผสม B ผู้บริโภคยอมลดการบริโภคสินค้า Y ลง 25 หน่วย ณ ส่วนผสม C ผู้บริโภคยอมลดการบริโภคสินค้า Y ลง 20 หน่วย ในทำนองเดียวกัน ณ ส่วนผสม D, E และ F ผู้บริโภคยอมลดการบริโภคสินค้า Y ลง 15, 10 และ 5 หน่วย ตามลำดับ ทั้งนี้จะพบว่า ΔY มีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้ค่า MRSXY ลดลง และเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของ อัตราทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้าย 6. ครูใช้สื่อ PowerPoint / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย เส้นงบประมาณหรือเส้นราคา เส้นงบประมาณหรือเส้นราคา (Budget Line or Price Line) หมายถึง เส้นที่แสดงถึงส่วนผสมของสินค้า 2 ชนิดในจำนวนต่าง ๆ ซึ่งสามารถซื้อได้ด้วยเงินจำนวนหนึ่งที่เท่ากัน ไม่ว่าผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าทั้งสองชนิด ณ ส่วนผสม ใด ๆ บนเส้นงบประมาณเดียวกัน ผู้บริโภคจะจ่ายเงินให้จำนวนที่เท่ากันตลอดทั้งเส้น พิจารณา ณ ราคาตลาดในขณะนั้น เส้นงบประมาณจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง มีความชันเป็นลบเสมอ ส่วนผสม จำนวนสินค้า X (หน่วย) จำนวนสินค้า Y (หน่วย) A 0 25 B 10 20 C 20 15 D 30 10 E 40 5 F 50 0 จากตาราง กำหนดให้มีสินค้า 2 ชนิดให้เลือกซื้อ ได้แก่ สินค้า X และสินค้า Y โดยสินค้า X ราคาหน่วยละ 10 บาท และสินค้า Y ราคาหน่วยละ 20 บาท โดยที่ผู้บริโภคมีงบประมาณ 500 บาท ส่วนผสม A - F แสดงถึงส่วนผสมของ ปัจจัย X และปัจจัย Y ในจำนวนต่าง ๆ สามารถซื้อด้วยงบประมาณ 500 บาทหากนำความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและ จำนวนสินค้าทั้งหมดที่ซื้อด้วยงบประมาณที่มีอยู่ สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ ตาราง ส่วนผสมของสินค้า X และสินค้า Y ด้วยงบประมาณเท่ากัน (500 บาท)
100 M = X(PX ) + Y(PY ) โดยที่ M = งบประมาณที่มีอยู่ Y = จำนวนสินค้า Y ที่ผู้บริโภคซื้อ X = จำนวนสินค้า X ที่ผู้บริโภคซื้อ PX และ PY = ราคาสินค้า X และราคาสินค้า Y จากรูป ข้อมูลจากตารางสามารถหาเส้นงบประมาณได้จากการเชื่อมจุด A - F ซึ่งแต่ละจุดแสดงถึงส่วนผสม ของสินค้า X และสินค้า Y โดยใช้งบประมาณที่เท่ากันในการซื้อสินค้า คือ 500 บาทเมื่อลากเส้นเชื่อมจุดทั้งหมดจะได้เส้น งบประมาณ เส้นนี้มีลักษณะเป็นเส้นตรงลาดลงจากซ้ายไปขวามีความชันเป็นลบ กล่าวคือ ถ้าผู้บริโภคซื้อสินค้า X เพิ่มขึ้นก็ จะซื้อสินค้า Y ลดลง เช่น ถ้าผู้บริโภคซื้อสินค้า X จำนวน 10 หน่วย จะซื้อสินค้า Y จำนวน 20 หน่วย ในจำนวนเงินที่มีอยู่ คือ 500 บาท หากซื้อสินค้า X เพิ่มขึ้นจาก 10 หน่วยเป็น 20 หน่วย ก็จำเป็นต้องลดการซื้อสินค้า Y ลงจาก 20 หน่วยเหลือ 15 หน่วยแต่ยังคงใช้จำนวนเงินเท่าเดิมคือ 500 บาท ซึ่งสามารถหาค่าความชันของเส้นงบประมาณได้จากสูตรต่อไปนี้ โดยที่ -ΔY = ส่วนเปลี่ยนแปลงของจำนวนสินค้า Y ที่ลดลง ΔX = ส่วนเปลี่ยนแปลงของจำนวนสินค้า X ที่เพิ่มขึ้น แสดงเส้นงบประมาณ
101 จากรูป จุด H ผู้บริโภคไม่สามารถซื้อสินค้าได้ ณ ส่วนผสมนี้ได้ เนื่องจากต้องใช้เงินเกินกว่างบประมาณที่มีอยู่ ส่วนจุด G เป็นจุดที่แสดงส่วนผสมของสินค้าที่ใช้เงินน้อยกว่างบประมาณ ในทำนองเดียวกันจุดอื่น ๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ สามเหลี่ยม 0AF เป็นจุดที่แสดงถึงส่วนผสมของสินค้าที่ใช้เงินน้อยกว่าเงินงบประมาณที่มีอยู่หรือเป็นจุดที่สามารถซื้อได้ใน ขอบเขตของงบประมาณที่มีอยู่ซึ่งใช้เงินงบประมาณไม่หมดสำหรับทุก ๆ จุดบนเส้นงบประมาณจะแสดงถึง ส่วนผสมของ สินค้าที่ใช้เงินเท่ากับงบประมาณที่มีอยู่พอดี 6.1 การเปลี่ยนแปลงของเส้นงบประมาณ เส้นงบประมาณมีการเปลี่ยนแปลง 2 ลักษณะ คือ การเปลี่ยนแปลงเส้นงบประมาณเมื่อรายได้ที่แท้จริง เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงเส้นงบประมาณเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงเส้นงบประมาณเมื่อรายได้ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงไป รายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค คือ จำนวนสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อได้ ซึ่งแสดงถึงอำนาจซื้อของผู้บริโภค ดังนั้น รายได้ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลงไปนั้นมี สาเหตุมาจากรายได้ที่เป็นตัวเงินเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ราคาสินค้าคงที่ หรือสาเหตุจากรายได้ที่เป็นตัวเงินคงที่ แต่ราคา สินค้าเปลี่ยนแปลงกรณีที่รายได้ที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าคงที่ ย่อมทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้มากขึ้นใน ทางตรงข้าม ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ที่เป็นตัวเงินลดลง ย่อมทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้น้อยลง ดังนั้น รายได้ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลง ไปจะมีผลทำให้เส้นงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังแสดงในรูป จากรูป สมมติว่างบประมาณเดิมคือ เส้น AB ใช้จ่ายเงินงบประมาณไปจำนวนหนึ่ง เมื่อผู้บริโภคมีรายได้ เพิ่มขึ้นเส้นงบประมาณจะเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่เส้น EF แต่ถ้าผู้บริโภคมีรายได้หรืองบประมาณลดลงเส้นงบประมาณจะ เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่เส้น CD ในขณะที่ราคาสินค้ายังคงที่ 2. การเปลี่ยนแปลงเส้นงบประมาณเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงเส้นงบประมาณ ในลักษณะนี้เกิดจากราคาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเปลี่ยนไปโดยที่ราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่งและงบประมาณไม่เปลี่ยนแปลง ดังแสดงในรูป แสดงการเปลี่ยนแปลงของเส้นงบประมาณเมื่อรายได้ที่แท้จริงเปลี่ยนแปลง
102 จากรูป สมมติว่าราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงถูกลง และผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้า X เพียงชนิดเดียวจะ สามารถซื้อได้มากขึ้น โดยใช้งบประมาณเท่าเดิม (AB) สำหรับสินค้า Y ผู้บริโภคจะซื้อในจำนวนเท่าเดิมเนื่องจากราคาสินค้า Y ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อราคาสินค้า X ถูกลงจะมีผลทำให้เส้นงบประมาณเดิมย้ายไปทางขวามือ โดยย้ายไปยังเส้น งบประมาณใหม่ คือ AD ในทางตรงข้าม ถ้าราคาสินค้า Y ถูกลง ผู้บริโภคจะซื้อสินค้า Y เพิ่มขึ้น โดยซื้อสินค้า X เท่าเดิม ผล ที่ตามมาคือ เส้นงบประมาณเดิมย้ายไปทางขวามือโดยย้ายไปยังเส้นงบประมาณใหม่ คือ BC 7. ครูใช้สื่อ PowerPoint / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ดุลยภาพของผู้บริโภค เราทราบแล้วว่าจุดต่าง ๆ บนเส้น IC เส้นเดียวกันจะให้ความพอใจเท่ากัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภค จะสามารถเลือกบริโภคหรือเลือกซื้อสินค้าและบริการ ณ จุดใด ๆ บนเส้น IC ได้ตามใจชอบการจะเลือกซื้อสินค้าและบริการ ณ จุดใด ๆ ต้องคำนึงถึงรายได้ที่ตนเองมีอยู่ด้วย และเนื่องจากแผนภาพเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Map) จะมี เส้นความพอใจเท่ากันอยู่หลายเส้น ดังนั้น เมื่อนำเส้นงบประมาณไปวางลงในแผนภาพนี้จะต้องมีIC เส้นใดเส้นหนึ่งสัมผัสกับ เส้นงบประมาณพอดีณ จุดสัมผัสนี้เองแสดงให้เห็นว่าจำนวนของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ซึ่งซื้อด้วยเงินจำนวนที่กำหนดให้จะทำให้ ผู้บริโภคได้รับความพอใจสูงสุด เราเรียกจุดนี้ว่า “จุดดุลยภาพของผู้บริโภค (Consumer's Equilibrium) ” ดังรูป แสดงการเปลี่ยนแปลงของเส้นงบประมาณเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง แสดงจุดดุลยภาพของผู้บริโภค
103 จากรูป แผนภาพแสดงเส้นความพอใจเท่ากันและเส้นงบประมาณ เมื่อพิจารณาพบว่า ผู้บริโภคสามารถเลือก ซื้อสินค้า X และสินค้า Y ได้เฉพาะส่วนผสมที่ใช้เงินซื้อเท่ากับงบประมาณที่มีอยู่ นั่นคือ จุด E ให้ความพอใจแก่ผู้บริโภค สูงสุดและอยู่ภายใต้เงื่อนไขงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งจุด E ถือเป็นจุดดุลยภาพของผู้บริโภค ผู้บริโภคจะซื้อสินค้า X จำนวน X หน่วย และซื้อสินค้า Y จำนวน Y หน่วยจุดดุลยภาพของผู้บริโภค เป็นจุดสัมผัสระหว่างเส้นงบประมาณกับเส้นความพอใจ เท่ากัน และความชันของเส้นความพอใจเท่ากันที่จุด E เท่ากับความชันของเส้นงบประมาณ ซึ่งค่าความชันของเส้นความ พอใจเท่ากันคือ ค่า MRSXY ส่วนค่าความชันของเส้นงบประมาณคือ PX /PY ดังนั้น ณ จุดดุลยภาพของผู้บริโภคจะได้ว่า slope ของเส้นความพอใจเท่ากัน = MRSXY = -ΔY ΔX และ slope ของเส้นงบประมาณ = PX PY นั่นคือดุลยภาพของผู้บริโภคคนหนึ่งที่มีรายได้จำนวนหนึ่งจะเกิดขึ้น ณ เงื่อนไขที่ความชันของเส้นความพอใจ เท่ากันเท่ากับความชันของเส้นงบประมาณ ณ จุดสัมผัส และผู้บริโภคจะได้รับความพอใจสูงสุด ณ เงื่อนไข MRSXY = PX PY จากเงื่อนไขดุลยภาพของผู้บริโภคข้างต้น การที่จะทำให้เกิดดุลยภาพของผู้บริโภคได้นั้น ผู้บริโภคจะต้องเลือก ซื้อสินค้าทั้งสองชนิดจนกระทั่งอัตราการทดแทนกันของสินค้าหน่วยสุดท้ายเท่ากับสัดส่วนของราคาสินค้าพอดี 7.1 การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของผู้บริโภค ดุลยภาพของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าราคาสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรายได้ของ ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการและรายได้ของผู้บริโภค ทำให้เส้น งบประมาณย้ายจากที่เดิม ไปสัมผัสกับจุดใดจุดหนึ่งบนเส้น IC เส้นอื่น เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นจะแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1. ดุลยภาพเปลี่ยนแปลงเมื่อราคาสินค้าและบริการชนิดหนึ่งเปลี่ยนแปลง แต่ราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่ง คงเดิม ดังรูป สมมติว่าราคาสินค้า X ลดลง ผู้บริโภคจึงซื้อสินค้า X ได้เพิ่มขึ้นด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม ดังนั้น เส้นงบประมาณ AB จึงย้ายมาอยู่ที่ AB1 และสัมผัสเส้น IC1 ณ จุด E1 ดุลยภาพของผู้บริโภคจึงเปลี่ยนจาก E มาอยู่ที่ E1 ปริมาณซื้อสินค้า 2 ชนิด จึงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อดุลยภาพอยู่ ณ จุด E ผู้บริโภคซื้อสินค้า X จำนวน X หน่วย และซื้อสินค้า Y จำนวน Y หน่วย เมื่อราคาสินค้าลดลงดุลยภาพย้ายมาอยู่ ณ จุด E1 ปริมาณซื้อสินค้า X จึงเป็น X1 หน่วย และปริมาณซื้อสินค้า Y เป็น Y1
104 หน่วย และเส้นที่เชื่อมต่อจุดดุลยภาพ E และ E1 เรียกว่า “เส้นการบริโภคตามราคา (Price Consumption Curve : PCC)” ซึ่งหมายถึง เส้นที่แสดงแนวทางการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง 2. ดุลยภาพเปลี่ยนแปลงเมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดให้ราคาสินค้า X และสินค้า Y คงที่ เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจะมีผลให้เส้นงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปด้วย คือเส้นใหม่จะขนานและอยู่ห่าง จากเส้นเดิมเป็นระยะเท่ากันตลอดเส้น แต่จะอยู่สูงหรือตํ่ากว่าเส้นเดิมขึ้นอยู่กับรายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเส้น งบประมาณใหม่อยู่เหนือเส้นเดิม ถ้ารายได้ลดลงเส้นงบประมาณใหม่อยู่ใต้เส้นเดิม ดังรูป เส้น AB คือ เส้นงบประมาณเดิม และ E คือ จุดดุลยภาพเดิม เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นงบประมาณจึงขยับสูงขึ้นเป็นเส้น A1 B1 และสัมผัสกับเส้น IC1 ที่ จุด E1 ดุลยภาพใหม่จึงย้ายมาอยู่ที่จุด E1 ปริมาณซื้อสินค้า X คือ X1 ปริมาณซื้อสินค้า Y คือ Y1 และเส้นที่เชื่อมต่อจุด ดุลยภาพ E และ E1 เรียกว่า “เส้นการบริโภคตามรายได้ (Income Consumption Curve: ICC)” ซึ่งหมายถึงเส้นที่แสดง แนวทางการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของผู้บริโภคเมื่อราคาสินค้าชนิดหนึ่งเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงดุลยภาพของผู้บริโภคเมื่อรายได้เปลี่ยนแปลง
105 สรุป ทฤษฎีอรรถประโยชน์เป็นทฤษฎีที่นำมาใช้อธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งใช้ในการวิเคราะห์แบบนับ จำนวนได้ โดยมีข้อสมมติที่สำคัญคือ อรรถประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการสามารถวัดค่าออกมา เป็นหน่วยได้ อรรถประโยชน์ หมายถึง ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ อรรถประโยชน์คือ สิ่งที่มีอยู่ในตัวสินค้าและบริการซึ่งสามารถบำบัดความต้องการหรือสร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภคได้ ดุลยภาพของผู้บริโภค คือ สภาวะที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้าชนิดต่าง ๆ ที่ทำให้ได้รับอรรถประโยชน์รวมสูงสุด ทฤษฎีความพอใจเท่ากันเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่นำมาใช้อธิบายพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งใช้การวิเคราะห์แบบ นับลำดับที่ได้ โดยมีข้อสมมติที่สำคัญคือ ผู้บริโภคเป็นผู้ที่มีเหตุผลและมีความสามารถในการเปรียบเทียบและจัดอันดับความ พอใจของการบริโภคสินค้าและบริการได้ ทฤษฎีนี้ต้องอาศัยเส้นความพอใจเท่ากันและเส้นงบประมาณมาช่วยในการ วิเคราะห์ เส้นความพอใจเท่ากันเป็นเส้นที่แสดงส่วนผสมของการบริโภคสินค้าสองชนิดในจำนวนต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผู้บริโภค ได้รับความพอใจเท่ากัน ส่วนเส้นงบประมาณเป็นเส้นที่แสดงถึงส่วนผสมของสินค้าสองชนิดในจำนวนต่างๆ ซึ่งสามารถซื้อได้ ด้วยงบประมาณหนึ่งที่เท่ากัน ดุลยภาพของผู้บริโภคคือ สภาวะที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการสองชนิดในส่วนผสมที่ ทำให้ได้รับความพอใจสูงสุดด้วยงบประมาณที่มีอยู่ 8. ครูให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ของการที่ผู้ประกอบการทราบถึงพฤติกรรมของ ผู้บริโภค ขั้นสรุปและการประยุกต์ 9. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 10. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ
106 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
107 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของอรรถประโยชน์ และข้อสมมติของทฤษฎีอรรถประโยชน์กล่าวว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายมีว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. อรรถประโยชน์รวมกับอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. อธิบายดุลยภาพของผู้บริโภคและเงื่อนไขดุลยภาพของผู้บริโภคในทฤษฎีอรรถประโยชน์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 5. อธิบายเส้นความพอใจเท่ากันและคุณสมบัติของความพอใจเท่ากัน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
108 6. อธิบายสาระสำคัญของอัตราการทดแทนกันหน่วยสุดท้าย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. อธิบายเงื่อนไขดุลยภาพของผู้บริโภคในกรณีใช้ทฤษฎีเส้นความพอใจเท่ากันวิเคราะห์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. เหตุใดเส้นความพอใจเท่ากันจึงตัดกันไม่ได้ อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. เส้นการบริโภคตามราคา (Price Consumption Curve: PCC) คืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. เส้นการบริโภคตามรายได้ (Income Consumption Curve: ICC) คืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
109 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว จงตอบคำถามข้อที่1 ถึงข้อที่ 4 กำหนดให้ผู้บริโภคคนหนึ่งมีเงินได้20 บาท สินค้า A และ B ราคาหน่วยละ 2 บาท และ 1 บาท ตามลำดับและให้ ผู้บริโภคคนนี้มีอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายดังตาราง สินค้า A สินค้า B QA MUA QB MUB 1 40 1 30 2 35 2 26 3 30 3 22 4 25 4 18 5 20 5 14 6 15 6 10 7 10 7 6 8 5 8 2 1. ดุลยภาพของผู้บริโภคในการซื้อสินค้า A จำนวนกี่หน่วย ก. จำนวน 4 หน่วย ข. จำนวน 5 หน่วย ค. จำนวน 6 หน่วย ง. จำนวน 7 หน่วย จ. จำนวน 8 หน่วย 2. ดุลยภาพของผู้บริโภคในการซื้อสินค้า B จำนวนกี่หน่วย ก. จำนวน 4 หน่วย ข. จำนวน 5 หน่วย ค. จำนวน 6 หน่วย ง. จำนวน 7 หน่วย จ. จำนวน 8 หน่วย 3. ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า A จำนวนกี่บาท ก. จำนวน 8 บาท ข. จำนวน 10 บาท ค. จำนวน 12 บาท ง. จำนวน 14 บาท จ. จำนวน 16 บาท
110 4. ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า B จำนวนกี่บาท ก. จำนวน 10 บาท ข. จำนวน 8 บาท ค. จำนวน 6 บาท ง. จำนวน 4 บาท จ. จำนวน 2 บาท 5. ข้อใดคือข้อสมมติของทฤษฎีอรรถประโยชน์ ก. ความพอใจของผู้บริโภคนับหน่วยไม่ได้ ข. สินค้าและบริการแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ไม่ได้ ค. อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบริโภคมากขึ้น ง. ความพอใจในการบริโภคสินค้าแต่ละชนิดเป็นอิสระต่อกัน จ. ผู้บริโภคไม่สามารถแสวงหาความพอใจสูงสุดได้ 6. กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายเป็นความสัมพันธ์ในข้อใด ก. ปริมาณสินค้ากับความพึงพอใจ ข. ราคาสินค้ากับความพึงพอใจ ค. ราคาสินค้ากับปริมาณเสนอขาย ง. ราคาสินค้ากับปริมาณซื้อสินค้า จ. ราคาสินค้ากับสินค้าที่ทดแทนกันได้ 7. ข้อใดคือเส้นความพอใจเท่ากัน ก. เป็นเส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งที่ให้ความพอใจเท่ากัน ข. เป็นเส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคสินค้า 2 ชนิดที่ให้ความพอใจเท่ากัน ค. เป็นเส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคสินค้าชนิดหนึ่งที่ให้ความพอใจสูงสุด ง. เป็นเส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ปัจจัยการผลิต 2 ชนิดที่ให้ความพอใจเท่ากัน จ. เป็นเส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ปัจจัยการผลิต 2 ชนิดที่ให้ผลผลิตเท่ากัน 8. เส้นงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปทางขวาขนานกับเส้นเดิม เกิดจากสาเหตุใด ก. ความพอใจในการบริโภคเพิ่มขึ้น ข. งบประมาณของผู้ผลิตลดลง ค. งบประมาณของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ง. งบประมาณของผู้บริโภคเท่าเดิม จ. ต้นทุนปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลง
111 9. อรรถประโยชน์รวมมีค่าเท่ากับอรรถประโยชน์เพิ่มในกรณีใดอย่างไร ก. เมื่อ MU มีค่าเป็นบวก ข. เมื่อ MU มีค่าเท่ากับศูนย์ ค. เมื่อ MU มีค่ามากกว่าหนึ่ง ง. เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้ามากกว่าหนึ่งหน่วย จ. ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าหน่วยที่หนึ่ง 10. เส้นงบประมาณมีลักษณะอย่างไร ก. เส้นตรง ข. เส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน ค. เส้นตรงตั้งฉากกับแกนตั้ง ง. เส้นโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด จ. เส้นโค้งเว้าออกจากจุดกำเนิด ตอนที่3 จงใส่เครื่องหมาย ✓ หรือ × หน้าข้อความที่เหมาะสม .............. 1. ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าโดยได้รับความพอใจมากที่สุดและได้รับประโยชน์สูงสุดแต่ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ .............. 2. ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เรียกว่า อรรถประโยชน์ .............. 3. หน่วยของอรรถประโยชน์หรือความพอใจเรียกว่า หน่วย .............. 4. เส้นความพอใจเท่ากันแต่ละเส้นตัดกันได้ .............. 5. เส้นความพอใจเท่ากันเป็นเส้นโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด .............. 6. รองเท้าข้างซ้ายกับรองเท้าข้างขวาเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกันไม่ได้แต่จำเป็นต้องใช้คู่กัน .............. 7. เส้นการบริโภคตามราคาเป็นเส้นที่แสดงแนวทางการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคเนื่องจากราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง .............. 8. เส้นการบริโภคตามรายได้เป็นเส้นที่แสดงแนวทางการบริโภคสินค้าอันเนื่องจากรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง .............. 9. ดุลยภาพของผู้บริโภคอยู่ที่เส้นความพอใจเท่ากันเท่ากับความชันของเส้นงบประมาณสัมผัสกันพอดี .............. 10. สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้แต่ไม่สมบูรณ์นัก
112 ใบงานที่ 1 กำหนดให้ผู้บริโภคมีรายได้5,000 บาทต่อเดือน เพื่อนำไปซื้อสินค้า 2 ชนิด คือ สินค้า X และสินค้า Y กำหนดให้Px = 100 บาท และ Py = 200 บาท (ก) ถ้ารายได้และราคาสินค้า X ลดลงจากเดิมครึ่งหนึ่ง แต่Py เพิ่มขึ้นเป็น 400 บาท จงคำนวณหา เงินงบประมาณของผู้บริโภคว่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... (ข) เมื่อรายได้เท่ากับ 5,000 บาท ราคาสินค้า X และสินค้า Y เพิ่มเป็น 200 บาท และ 400 บาท ตามลำดับ จงคำนวณหาเงินงบประมาณของผู้บริโภคว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 หาข่าวจากหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยยกตัวอย่างสินค้ามา 1 ชนิด ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นวิเคราะห์ทฤษฎีที่ศึกษามาแล้ว (15 – 20 บรรทัด) ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
113 ใบงานที่ 3 ผู้บริโภครายหนึ่งใช้จ่ายภายในวงเงินที่กำหนดไว้เพื่อการบันเทิงสองอย่างทุก ๆ เดือน คือ ค่าบัตร ชมภาพยนตร์รอบละ 80 บาท และค่าบัตรชมการแข่งขันกีฬารอบละ 120 บาท หากเขาใช้บริการทั้ง 2 อย่าง โดย ที่อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้ายของการชมภาพยนตร์รอบสุดท้ายของเขาเท่ากับ 40 ยูทิล และอรรถประโยชน์หน่วย สุดท้ายของการชมกีฬารอบสุดท้ายเท่ากับ 30 ยูทิล อยากทราบว่าผู้บริโภครายนี้จะได้รับความพึงพอใจสูงสุดจาก การบริโภคดังกล่าวหรือไม่ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
114 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
115 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่6 หน่วยที่5 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 6 ชื่อหน่วย การผลิต จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ การผลิต คือ การสร้างอรรถประโยชน์หรือความพอใจของปัจจัยการผลิตชนิดต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ เพื่อก่อให้เกิดสินค้า และบริการชนิดต่าง ๆ ขึ้น เพื่อนำไปตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ การผลิตที่ดีต้องใช้ต้นทุนการผลิตตํ่า สุดหรือใช้ต้นทุนเท่าเดิม แต่ผลิตได้ปริมาณมากที่สุด การผลิตที่มีประสิทธิภาพทำได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การ วิเคราะห์การผลิตจะใช้ฟังก์ชันการผลิต เส้นผลผลิตเท่ากัน และเส้นต้นทุนเท่ากัน (Isoquant - Isocost Approach) เป็น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของจำนวนผลผลิตและปัจจัยการผลิต และศึกษาดุลยภาพของการผลิต ณ จุดที่เส้นผลผลิตเท่ากัน สัมผัสกับเส้นต้นทุนเท่ากันพอดี จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ลักษณะของการผลิต และฟังก์ชันการผลิตได้ 2. วิเคราะห์การผลิตในระยะสั้นได้ 3. วิเคราะห์การผลิตในระยะยาวได้ 4. อธิบายดุลยภาพของการผลิตได้ สมรรถนะประจำหน่วย แสดงความรู้เกี่ยวกับการผลิตและดุลยภาพของการผลิต สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและลักษณะของการผลิต 2. การวิเคราะห์การผลิตในระยะสั้น 3. การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว 4. ดุลยภาพของการผลิต
116 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า ทฤษฎีการผลิตเป็นการศึกษาทางด้านอุปทานหรือผู้ผลิต โดยศึกษาพฤติกรรมของผู้ผลิตในการผลิต สินค้าและบริการออกมาจำหน่าย ณ ระดับราคาต่าง ๆ ว่าผู้ผลิตควรเลือกใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดอย่างไร จึงจะทำให้เสีย ต้นทุนการผลิตตํ่าที่สุด หรือการทำให้ได้ผลผลิตสูงที่สุดภายใต้เงินทุนที่เขามีอยู่อย่างจำกัด ทฤษฎีการผลิตจะศึกษา ความสัมพันธ์ของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตที่เรียกว่าInput และจำนวนผลผลิตที่ได้รับ เรียกว่า Output 2. ครูกล่าวว่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 นี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงการผลิต เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ การผลิต สินค้าหรือบริการ ขั้นสอน 3. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายและลักษณะของการผลิต 3.1 การผลิต การผลิต (Production) หมายถึง กระบวนการแปลงสภาพของทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ให้ออกมาเป็นสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งผลผลิตที่ได้ อาจอยู่ในรูปของสินค้า (Goods) ที่จับต้องได้ เช่น อาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น หรือบริการ (Services) เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น การให้บริการต่าง ๆ อาทิ การตัดผม การตัดเสื้อผ้า การเสริมสวย การศึกษา เป็นต้น ความหมายของการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์จะมีความหมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตให้เป็นสินค้า และบริการ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการผลิต คือ การแสวงหากำไรสูงสุด (Profit Maximization) แม้ว่าผู้ผลิตจะมี จุดมุ่งหมายร่วมหรือยุทธวิธีทางธุรกิจหลายอย่าง เช่น เพิ่มยอดขาย เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตก็ ตาม ในการศึกษาทฤษฎีการผลิตจะเกี่ยวข้องกับฟังก์ชันการผลิตดังนี้ 3.2 ฟังก์ชันการผลิต (Production Function) ฟังก์ชันการผลิต คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตต่าง ๆ กับจำนวนผลผลิตที่ผู้ผลิตผลิต ได้จากการใช้ปัจจัยการผลิตจำนวนหนึ่ง ภายใต้เทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่ นั่นคือ ฟังก์ชันการผลิตจะอธิบายถึงความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยการผลิตและผลผลิต ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง สามารถเขียนเป็นฟังก์ชันได้ว่า Q = ƒ(X1 , X2 , X3 , …, Xn ) โดยที่ Q คือ จำนวนผลผลิต X1 , X2 , X3 , …, Xn คือ ปัจจัยการผลิต
117 อ่านได้ว่า จำนวนผลผลิตจะมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิต ผู้ผลิตสามารถเพิ่ม หรือลดจำนวนผลผลิตได้ด้วยการเพิ่มหรือลดจำนวนของปัจจัยการผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการผลิตมันสำปะหลังสามารถเขียนเป็นฟังก์ชันได้ว่า Q = ƒ(S, F, L, R, T, etc) โดยที่ Q คือ จำนวนผลผลิตที่ได้รับ S คือ จำนวนท่อนพันธุ์ F คือ ปริมาณปุ๋ยที่ใช้ L คือ จำนวนแรงงานที่ใช้ในการผลิต R คือ ปริมาณน้ำฝน T คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต จากฟังก์ชันการผลิต สมมติว่าเป็นการผลิตมันสำปะหลังซึ่งต้องใช้ทั้งท่อนพันธุ์ ปุ๋ย แรงงาน นํ้าฝนและ เทคโนโลยี ประกอบกันเป็นปัจจัยการผลิต ดังนั้น ผลผลิตจะออกมามากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณของปัจจัยการผลิต และระยะเวลาของการผลิต สำหรับการแบ่งระยะของการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์จะพิจารณาจากความสามารถในการ เปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตเป็นสำคัญในการศึกษาทฤษฎีการผลิตเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ โดยทั่วไปนิยมที่จะสมมติให้มี ปัจจัยการผลิตเพียง 2 ชนิด คือ ปัจจัยทุน และปัจจัยแรงงาน ซึ่งเขียนเป็นฟังก์ชันได้ดังนี้ Q = ƒ(K, L) โดยที่ K คือ จำนวนปัจจัยทุน L คือ จำนวนปัจจัยแรงงาน การใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดในช่วงแรก ๆ หากผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนปริมาณการผลิตได้ในการ ผลิตนั้นปัจจัยบางชนิดอาจเปลี่ยนแปลงได้ยากในระยะสั้น เช่น ที่ดิน เครื่องจักร อาคาร โรงงานเป็นต้น ซึ่งปัจจัยนี้เรียกว่า “ปัจจัยคงที่ (Fixed Factors)” ส่วนปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่น แรงงาน วัตถุดิบ ค่านํ้าและค่าไฟ เป็นต้น ปัจจัย นี้เรียกว่า “ปัจจัยผันแปร (Variable Factors)”
118 3.3 ความหมายของการผลิตในระยะสั้นและระยะยาว โดยทั่วไปเมื่อผู้ผลิตพบว่าสินค้าของตนขายได้มากหรือน้อย ผู้ผลิตย่อมจะพยายามปรับจำนวนผลผลิตให้ มากขึ้นหรือน้อยลงตามไปด้วยซึ่งมีผลต่อการเพิ่มหรือลดปัจจัยการผลิต อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตมักจะพบว่าในขณะที่ตนสามารถ เปลี่ยนแปลงปริมาณปัจจัยการผลิตหลายอย่างได้ทันที แต่ก็มีปัจจัยการผลิตบางอย่างที่ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเพิ่ม หรือลดจำนวนลงได้ การผลิตในทางเศรษฐศาสตร์จึงแบ่งการวิเคราะห์การผลิตออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1. การผลิตในระยะสั้น (Short Run Production) หมายถึง ช่วงเวลาของการผลิตที่ผู้ผลิตไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงระดับการใช้ปัจจัยการผลิตบางชนิดได้ตามความต้องการ กล่าวคือ ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนปริมาณการผลิต โดยการเพิ่มหรือลดการใช้ปัจจัยการผลิตบางชนิดได้ แต่ยังคงใช้ปัจจัยการผลิตบางชนิดในปริมาณเท่าเดิม เช่น ชาวไร่อ้อย สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้โดยการเพิ่มเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเวลาในการดูแลเอาใจใส่ นํ้า เป็นต้น โดยที่ยังใช้ที่ดินในขนาดเท่าเดิม เราเรียกปัจจัยการผลิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามระดับผลผลิตว่า “ปัจจัยคงที่” และเรียกปัจจัยการผลิตที่เปลี่ยนแปลง ตามระดับผลผลิตว่า “ปัจจัยผันแปร” จึงสรุปได้ว่า การผลิตในระยะสั้นจะประกอบไปด้วยปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร 2. การผลิตในระยะยาว (Long Run Production) หมายถึง ช่วงเวลาของการผลิตที่ผู้ผลิตสามารถ เปลี่ยนแปลงระดับการใช้ปัจจัยการผลิตทุกชนิดได้ตามความต้องการ กล่าวคือ ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ ปัจจัยการผลิตให้มากหรือน้อยได้ตามต้องการ การจะปรับใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละชนิด มากน้อยเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับ ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผลผลิตที่ผู้ผลิตต้องการกับปริมาณปัจจัยการผลิตที่ใช้และราคาของปัจจัยการผลิตแต่ละชนิด ซึ่ง ราคาของปัจจัยการผลิตจะสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิต ตลอดจนผลกำไรที่ผู้ผลิตควรจะได้รับ แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่จำเป็นของการได้กำไรสูงสุดของผู้ผลิต คือ ผู้ผลิตจะต้องใช้ส่วนผสมของปัจจัยการผลิตแต่ละชนิดให้เกิด ประสิทธิภาพสูงก่อน จึงสรุปได้ว่าการผลิตในระยะยาว ปัจจัยการผลิตจะมีประเภทเดียวคือ ปัจจัยผันแปร ปัจจัยที่เคยเป็น ปัจจัยคงที่ในระยะสั้นเช่น ที่ดิน เครื่องจักร อาคาร โรงงาน เป็นต้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อจำนวนผลผลิตเปลี่ยนแปลง ไปในระยะยาว ซึ่งหมายความว่า ในระยะยาวปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยผันแปรทั้งสิ้น จะพบว่า การผลิตในระยะสั้นและการผลิตในระยะยาวจะแบ่งตามการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตคงที่ ทุกชนิดให้เป็นปัจจัยผันแปรทั้งหมด ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ผลิตในการเปลี่ยนแปลงปัจจัยคงที่ให้เป็นปัจจัยผันแปร นอกจากนี้ในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดยังใช้เวลาที่แตกต่างกัน สำหรับการเปลี่ยนแปลงปัจจัยคงที่ให้เป็นปัจจัยผันแปร 4. ครูใช้สื่อ Power Point / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย การวิเคราะห์การผลิตในระยะสั้น การผลิตในระยะสั้น เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผลผลิตกับปัจจัยการผลิตซึ่งปัจจัยการผลิต ในระยะสั้นประกอบด้วยปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร ถ้ากำหนดให้ปัจจัยการผลิต 2 ชนิดคือ ปัจจัยทุน (K) ซึ่งเป็นปัจจัยคงที่ และแรงงาน (L) เป็นปัจจัยผันแปร สามารถนำความสัมพันธ์ของปัจจัยการผลิตและจำนวนผลผลิต มาเขียนเป็นฟังก์ชันการ ผลิตในระยะสั้นได้ดังนี้ Q = ƒ(K, L)
119 เนื่องจากในระยะสั้น ปัจจัยทุน (K) ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนได้ การเพิ่มจำนวนผลผลิตจึงต้องทำโดย การเปลี่ยนแปลงแรงงาน (L) ให้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว จึงเขียนฟังก์ชันการผลิตใหม่ได้ว่า Q = ƒ(L) ฟังก์ชันการผลิตในระยะสั้น จะแสดงถึงจำนวนผลผลิตที่ผลิตมาจากการใช้ปัจจัยทุนซึ่งเป็นปัจจัยคงที่ร่วมกับ ปัจจัยแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยผันแปร ดังนั้น จำนวนผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปจึงขึ้นอยู่กับจำนวนปัจจัยแรงงานที่ใช้ในการผลิต การวิเคราะห์การผลิตในระยะสั้น จะอธิบายถึงกำว่าด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่ (Law of Variable Proportions) ซึ่งอธิบายถึงลักษณะและความสัมพันธ์ของผลผลิตแต่ละชนิด และอธิบายถึงกฎการลดน้อยถอยลง ของผลได้ (Law of Diminishing Returns) รวมทั้งการแบ่งช่วงของการผลิต 4.1 กฎว่าด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับปัจจัยการผลิตในระยะสั้น เป็นไปตามกฎว่าด้วยการใช้ปัจจัย การผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่จะอธิบายว่า เมื่อปัจจัยคงที่ทำงานร่วมกับปัจจัยผันแปรที่เพิ่มขึ้นทีละหน่วยโดยกำหนดให้ เทคโนโลยีการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง พบว่าจำนวนผลผลิตรวม (Total Product: TP) ที่ได้รับในช่วงแรกจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จน ระดับจำนวนผลผลิตรวมสูงสุด จากนั้นผลผลิตรวมจะลดลงผลผลิตประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์การผลิตในระยะสั้น ประกอบด้วย ผลผลิตรวม ผลผลิตเฉลี่ย ตาราง การเปลี่ยนแปลงของจำนวนผลผลิตมันสำปะหลัง เมื่อเพิ่มปัจจัยผันแปร (ปุ๋ย) ทีละหน่วยให้กับปัจจัยคงที่ (ที่เดิม)
120 จากตารางข้างต้น เป็นตัวอย่างฟังก์ชันการผลิตมันสำปะหลังในระยะสั้นของเกษตรกรรายหนึ่งโดย กำหนดให้ปุ๋ยเป็นปัจจัยผันแปร ซึ่งเพิ่มขึ้นครั้งละ 1 กิโลกรัม และที่ดินเป็นปัจจัยคงที่เท่ากับ 1 ไร่ทำงานร่วมกันเพื่อผลิตมัน สำปะหลัง โดยผลผลิตมันสำปะหลังที่ได้รับเป็นไปตามตาราง นำมาเขียนเป็นเส้นผลผลิตประเภทต่าง ๆ และช่วงการผลิตได้ ดังนี้ 4.2 ความสัมพันธ์ของผลผลิตรวม ผลผลิตเฉลี่ย และผลผลิตหน่วยสุดท้าย ลักษณะและความสัมพันธ์ของผลผลิตรวม ผลผลิตเฉลี่ย และผลผลิตหน่วยสุดท้าย จากรูป สรุปลักษณะและความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตแบบต่าง ๆ และระหว่างผลผลิตกับปัจจัยการผลิตได้ ถ้ากำหนดให้ผู้ผลิตรายหนึ่งใช้ปัจจัยการผลิตเพียง 2 ชนิด คือ ที่ดินและปุ๋ย โดยให้ที่ดินเป็นปัจจัยคงที่ และปุ๋ยเป็นปัจจัยผัน แปรเพียงชนิดเดียว ผลของการเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัยผันแปรพิจารณาได้จากผลผลิตชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1. ผลผลิตรวม (Total Product: TP) หมายถึง จำนวนผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากการใช้ปัจจัยผันแปร จำนวนหนึ่ง ๆ ร่วมกับปัจจัยคงที่ที่มีอยู่ในขณะนั้น (Marginal Product) ตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายในช่อง 5 เส้น ผลผลิตรวมจะมีลักษณะคล้ายรูประฆังควํ่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเพิ่มปัจจัยผันแปรหน่วยแรก ๆ เพื่อทำงานร่วมกับปัจจัย คงที่นั้น มีสัดส่วนพอเหมาะ และดึงศักยภาพของปัจจัยคงที่มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแต่เมื่อเพิ่มปัจจัยผันแปรมาถึงจุดหนึ่งแล้ว การเพิ่มปัจจัยผันแปรต่อไป จะทำให้ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายลดลงเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ ซึ่งทำให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นช้ากว่าระยะแรก ผลผลิตรวมจะสูงสุดเมื่อผลผลิต หน่วยสุดท้ายเป็นศูนย์ ดังนั้น ถ้ายังเพิ่มปัจจัยผันแปรต่อไปอีก จะทำให้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายติดลบ เป็นผลให้ผลผลิตรวม ลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามกฎว่าด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่ 2. ผลผลิตเฉลี่ย (Average Product: AP) หมายถึง ผลผลิตที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยของปัจจัยผันแปร ซึ่งหา ได้โดยการนำจำนวนผลผลิตรวมที่ได้รับหารด้วยจำนวนปัจจัยผันแปรที่ใช้ ผลผลิตเฉลี่ยจะบอกว่าปัจจัยผันแปรแต่ละหน่วย เส้นผลผลิตชนิดต่าง ๆ และการแบ่งช่วงการผลิต
121 โดยเฉลี่ยแล้วก่อให้เกิดผลผลิตเท่าใด เช่น ผลผลิตรวมทั้งหมด 100 หน่วยใช้ปัจจัยแรงงาน 5 คน ร่วมกับปัจจัยทุน แสดงว่า แรงงานแต่ละคนก่อให้เกิดผลผลิตโดยเฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 20 หน่วย เป็นต้น สามารถหาค่า AP ได้จาก AP = TP L โดยที่ AP = ผลผลิตเฉลี่ย TP = ผลผลิตรวม L = ปัจจัยผันแปร (แรงงาน) 3. ผลผลิตหน่วยสุดท้าย (Marginal Product: MP) หมายถึง จำนวนผลผลิตรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อ เพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรเข้าไปทีละหนึ่งหน่วย กล่าวคือ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจะบอกให้ทราบว่าเมื่อผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงปัจจัย ผันแปรไปจากเดิม 1 หน่วย ทำให้ผลผลิตรวมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมกี่หน่วยค่า MP บอกให้รู้ว่า การใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้น แต่ละหน่วย จะทำให้จำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าใด เช่น เดิมใช้แรงงาน 5 คน ผลผลิตรวมที่ได้รับ 100 หน่วย หากเพิ่ม แรงงานคนที่ 6 เข้าไป ทำให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 110 หน่วย แสดงว่า แรงงานคนที่ 6 นี้ ก่อให้เกิดผลผลิตเท่ากับ 10 หน่วย เป็นต้น สามารถหาค่า MP ได้จาก MP = ΔTP ΔL โดยที่ MP = ผลผลิตหน่วยสุดท้าย ซึ่งเป็นค่าความชันของเส้น TP ΔTP = ส่วนเปลี่ยนแปลงของผลผลิตรวม ΔL = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปัจจัยผันแปร (แรงงาน) การผลิตในระยะสั้น จำนวนผลผลิตที่ได้รับจากการใช้ปัจจัยคงที่ร่วมกับปัจจัยผันแปรเป็นไปตามกฎการลด น้อยถอยลงของผลได้ (Law of Diminishing Returns) กฎนี้กล่าวว่า “การผลิตที่มีการใช้ปัจจัยคงที่ร่วมกับปัจจัยผันแปร เมื่อใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะแรก ผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น ( Increasing Returns) ต่อมา ผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง (Diminishing Returns)จนกระทั่งถึงระดับที่ผลผลิตรวมสูงสุด หากยังเพิ่มปัจจัยผัน แปรเข้าไปอีก ผลผลิตรวมจะลดลง (NegativeReturns)” ซึ่งกฎนี้มีสาเหตุเนื่องมาจากการใช้ปัจจัยการผลิตในสัดส่วนที่ไม่ เท่ากัน เช่น การปลูกมันสำปะหลัง สมมติว่าใช้ที่ดิน 1 ไร่ กับชาวไร่ 2 คน เป็นอัตราส่วนผสมของปัจจัยที่เหมาะสมในการ
122 ปลูกมันสำปะหลัง หากเราเพิ่มชาวไร่ซึ่งเป็นปัจจัยผันแปรเข้าไปเรื่อย ๆ ในการปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ ซึ่งเป็นปัจจัยคงที่ จะ เห็นว่า ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจะค่อย ๆ ลดลง เพราะชาวไร่มีจำนวนมากเกินไปสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ 4. ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตรวม (TP) ผลผลิตเฉลี่ย (AP) และผลผลิตหน่วยสุดท้าย (MP) แบ่งการ วิเคราะห์ออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่1 (Stage I) เป็นช่วงแรกของการใช้ปัจจัยผันแปรในช่วงที่ผลผลิตเฉลี่ย (AP) มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และ สิ้นสุดตรงที่ผลผลิตเฉลี่ยมีค่าสูงสุด ในขั้นนี้ผลผลิตรวม (TP) จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ค่าของ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายมากกว่าผลผลิตเฉลี่ย (MP > AP) และ ณ จุดที่ AP มีค่าสูงสุด ค่าของ AP = MP จะเป็นเส้นแบ่งขั้นของ การผลิตขั้นที่ 1 และขั้นที่2 ขั้นที่2 (Stage II) เป็นช่วงของการเพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรเข้าไปแล้ว ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยเริ่มลดลงและ สิ้นสุดตรงที่ผลผลิตรวมสูงสุด นั่นคือค่าของผลผลิตหน่วยสุดท้ายมีค่าเป็นศูนย์ (MP = 0) ในช่วงนี้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในอัตรา ที่ลดลง ผลผลิตหน่วยสุดท้ายมีค่าลดลง แต่ยังมากกว่าศูนย์ และค่าของ AP > MP ขั้นที่3 (Stage III) เป็นช่วงของการเพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรเข้าไปแล้ว ทำให้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายลดลง และมีค่าติดลบ แสดงว่ามีการใช้ปัจจัยผันแปรมากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยคงที่ เมื่อมีการใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้น ผลผลิต รวมลดลง ดังนั้น แม้ว่าผู้ผลิตจะใช้ปัจจัยผันแปรโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ผู้ผลิตที่มีเหตุผลจะไม่ดำเนินการผลิตในขั้นนี้ สรุป การใช้ปัจจัยผันแปรที่เหมาะสมจะอยู่ในการผลิตขั้นที่ 2 เนื่องจากการผลิตในขั้นที่ 1 ปัจจัยผันแปรมี น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยคงที่ การเพิ่มปัจจัยผันแปรเพื่อทำงานร่วมกับปัจจัยคงที่ทำให้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายมีค่า มากกว่าผลผลิตเฉลี่ย (MP > AP) แสดงว่าผู้ผลิตสามารถใช้ปัจจัยผันแปรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผลผลิตหน่วยสุดท้าย (MP) จะแสดงถึงประสิทธิภาพของปัจจัยผันแปรหน่วยที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตเฉลี่ย (AP) แสดงถึงประสิทธิภาพของปัจจัยผัน แปรโดยเฉลี่ย ดังนั้น เมื่อเพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรมีผลให้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายลดลง แสดงถึงการลดลงในประสิทธิภาพของ ปัจจัยผันแปรหน่วยที่ใช้เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตรวมยังคงเพิ่มโดยเพิ่มในอัตราที่ลดลง แสดงว่าผลผลิตรวมที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการ เพิ่มของประสิทธิภาพของปัจจัยคงที่ ฉะนั้น ผู้ผลิตจึงไม่ควรหยุดการใช้ปัจจัยผันแปรในช่วงนี้ เนื่องจากการเพิ่มการใช้ปัจจัย ผันแปร ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพของปัจจัยคงที่ จึงทำให้ผลผลิตรวมยังคงเพิ่มขึ้น ถึงแม้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายของ ปัจจัยผันแปรจะลดลง แต่ผลผลิตเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้น แสดงถึงการเพิ่มขึ้นในประสิทธิภาพของปัจจัยผันแปรโดยเฉลี่ย ในขั้น การผลิตนี้จึงมีการใช้ปัจจัยผันแปรน้อยไปเมื่อเทียบกับปัจจัยคงที่ สำหรับการผลิตขั้นที่ 2 (Stage II) ถึงแม้การเพิ่มขึ้นของ ปัจจัยผันแปรจะทำให้ผลผลิตหน่วยสุดท้ายและผลผลิตเฉลี่ยลดลง แต่ผลผลิตหน่วยสุดท้ายยังคงเป็นบวก และผลผลิตรวม ยังคงเพิ่มขึ้นแต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง แสดงว่าการเพิ่มการใช้ปัจจัยผันแปรร่วมกับปัจจัยคงที่จำนวนหนึ่งผลผลิตหน่วย สุดท้ายลดลง แสดงถึงการลดลงในประสิทธิภาพของปัจจัยผันแปรที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตเฉลี่ยลดลง แสดงถึงการลดลงของ ประสิทธิภาพของปัจจัยผันแปรโดยเฉลี่ย แต่ผลผลิตรวมยังคงเพิ่ม แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มปัจจัยผันแปรขึ้นอีกจะทำให้ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของปัจจัยคงที่ มีผลให้ผลผลิตรวมยังคงเพิ่มขึ้นฉะนั้นขั้นการผลิตที่เหมาะสมที่ผู้ผลิตจะใช้ปัจจัยผัน แปรร่วมกับปัจจัยคงที่ จึงอยู่ในขั้นการผลิตที่ 2 (Stage II) เพราะเป็นช่วงการผลิตที่สิ้นสุดความคงที่ผลผลิตหน่วยสุดท้าย
123 (MP) มีค่าเท่ากับศูนย์ ถ้ามีการขยายการผลิตโดยการเพิ่มปัจจัยผันแปรเข้าไปอีก จะทำให้ประสิทธิภาพของปัจจัยคงที่ลดลง และทำให้ผลผลิตรวม (TP) ลดลง เพราะฉะนั้นไม่ควรเพิ่มปัจจัยผันแปรเกินกว่าจุดนี้ 5. ครูใช้สื่อ Power Point / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว จะใช้ทฤษฎีเส้นผลผลิตเท่ากัน (Isoquant Curve) และเส้นต้นทุนเท่ากัน (Isocost Curve) เนื่องจากการผลิตในระยะยาว ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตทุกชนิดได้ตามต้องการ และมี ปัจจัยผันแปรเพียงชนิดเดียว ผู้ผลิตที่ต้องการกำไรสูงสูดจะเลือกส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้จำนวน มากที่สุด ภายใต้งบประมาณหรือต้นทุนที่มีอยู่ 1. เส้นผลผลิตเท่ากัน (Isoquant Curve: IQ) คือ เส้นที่แสดงส่วนผสมต่าง ๆ ของปัจจัยการผลิตสองชนิดที่ ทำให้ได้ผลผลิตในจำนวนที่เท่ากัน ไม่ว่าผู้ผลิตจะเลือกผลิตสินค้าโดยใช้ปัจจัยการผลิตทั้งสองชนิดบนเส้นผลผลิตเท่ากัน ย่อม ทำให้ผู้ผลิตผลิตสินค้าได้ในจำนวนที่เท่ากันตลอด กล่าวคือเมื่อผู้ผลิตต้องการใช้ปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ผู้ผลิต จำเป็นต้องลดการใช้ปัจจัยการผลิตอีกชนิดหนึ่งลงเพื่อรักษาระดับของจำนวนผลผลิตที่ผลิตให้เท่าเดิมตลอด ดังแสดงใน ตารางต่อไปนี้ ส่วนผสม ปัจจัย L (หน่วย) ปัจจัย K (หน่วย) A 0 30 B 1 20 C 2 12 D 3 6 E 4 2 F 5 0 ตาราง ส่วนผสมต่างๆ ของการใช้ปัจจัย L และปัจจัย K ในการผลิตสินค้าจำนวน 100 หน่วย
124 จากตาราง สมมติว่าผู้ผลิตมีปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือ ปัจจัย L และปัจจัย K ในการเลือกใช้ปัจจัย Lและปัจจัย K เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ในจำนวนเท่ากัน คือ 100 หน่วย ดังนั้น ถ้ามีการใช้ปัจจัยชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นจะต้องลดการใช้ ปัจจัยอีกชนิดหนึ่งลง เช่น ส่วนผสม A ผู้ผลิตใช้ปัจจัย L จำนวน 1 หน่วย ใช้ปัจจัยK จำนวน 30 หน่วย ส่วนผสม B ใช้ปัจจัย L จำนวน 2 หน่วย จึงลดการใช้ปัจจัย K ลงเหลือ 20 หน่วยจากรูป กำหนดให้แกนตั้งเป็นปัจจัย K และแกนนอนเป็นปัจจัย L เมื่อนำข้อมูลจากตารางมาวาดกราฟจะได้จุด A – F ซึ่งแต่ละจุดแสดงถึงส่วนผสมของการใช้ปัจจัย L และปัจจัย K ที่มีจำนวน ต่างกันแต่ให้ผลผลิตเท่ากัน เมื่อลากเส้นเชื่อมจุดทั้งหมดจะได้ “เส้นผลผลิตเท่ากัน (Isoquant Curve: IQ)” คุณสมบัติของเส้นผลผลิตเท่ากัน เส้นผลผลิตเท่ากันมีคุณสมบัติดังนี้ 1. เส้นผลผลิตเท่ากันเป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายมาขวาหรือมีความชันเป็นลบ และโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด ซึ่ง แสดงให้เห็นว่าปัจจัยการผลิตทั้งสองชนิดสามารถใช้ทดแทนกันได้แต่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือถ้าผู้ผลิตเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต ชนิดหนึ่งขึ้น ก็ต้องลดการใช้ปัจจัยการผลิตอีกชนิดหนึ่งลง เพื่อให้จำนวนผลผลิตยังคงเท่าเดิม 2. เส้นผลผลิตเท่ากันมีได้หลายเส้น เส้นที่อยู่ทางขวาหรืออยู่สูงกว่าเส้นเดิม แสดงถึงส่วนผสมของการใช้ปัจจัย การผลิตที่ทำให้ได้ผลผลิตในจำนวนที่มากกว่า เส้นผลผลิตเท่ากันสามารถสร้างขึ้นได้หลายเส้นซึ่งเรียกว่า “แผนภาพเส้น ผลผลิตเท่ากัน (Isoquant Map)” เส้นผลผลิตเท่ากันที่อยู่สูงกว่า แสดงถึง จำนวนผลผลิตที่มากกว่า ส่วนเส้นผลผลิตเท่ากัน ที่ตํ่าสุด (IQ1 ) แทนจำนวนผลผลิต 100 หน่วย เส้นที่อยู่ถัดขึ้นไปจากเส้นต่ำสุด (IQ2 ) แทนจำนวนผลผลิต 200 หน่วย และ เส้นที่อยู่สูงสุด (IQ3 ) แทนจำนวนผลผลิต 300 หน่วย แสดงเส้นผลผลิตเท่ากัน
125 จากรูป แสดงแผนภาพเส้นผลผลิตเท่ากันประกอบด้วย เส้นผลผลิตเท่ากัน 3 เส้น โดยเส้นที่ให้ผลผลิตมากที่สุด และรองลงมาคือ เส้น IQ3 เส้น IQ2 และเส้น IQ1 3. เส้นผลผลิตเท่ากันตัดกันไม่ได้ เนื่องจากขัดแย้งกับคุณสมบัติข้อ 2 หากเส้นผลผลิตเท่ากันจำนวน 2 เส้นตัด กัน หมายความว่า ณ จุดที่ตัดกันส่วนผสมของปัจจัยการผลิตจะเท่ากันและผลผลิตที่ได้ก็เท่ากันด้วย ซึ่งขัดแย้งกับจำนวน ผลผลิตที่ได้จากเส้นผลผลิตเท่ากันในช่วงที่ไม่ได้ตัดกัน โดยเส้นที่สูงกว่าจะให้ผลผลิตมากกว่า ดังนั้น เส้นผลผลิตเท่ากันจึงตัด กันไม่ได้ อัตราการใช้ปัจจัยการผลิตทดแทนกัน (Marginal Rate of Technical Substitution: MRTS) 1. อัตราการใช้ปัจจัยการผลิตทดแทนกัน หมายถึง จำนวนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตสามารถใช้ลดลง เมื่อมีการใช้ปัจจัยการผลิตอีกชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย โดยที่ผลผลิตยังคงเท่าเดิม ดังนั้น อัตราการใช้ปัจจัยการผลิต ทดแทนกันจึงแสดงถึงความสามารถในการทดแทนกันของปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่ง(ที่เพิ่มขึ้นทีละหน่วย) กับปัจจัยการผลิตอีก ชนิดหนึ่ง (ที่ลดลง) โดยผลผลิตยังคงเท่าเดิม สามารถเขียนสมการได้ดังนี้ MRTSLK = -ΔK ΔL โดยที่ ΔK = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปัจจัย K ΔL = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปัจจัย L จากตารางข้างต้น เมื่อมีการใช้ปัจจัย L เพิ่มขึ้นทีละหนึ่งหน่วย ผู้ผลิตต้องลดการใช้ปัจจัย K ลงเรื่อยๆกล่าวคือ ค่า MRTSLK มีค่าลดลง ปรากฏการณ์นี้เป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของผลได้ (Law of Diminishing Returns) เกิดจาก การเพิ่มปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วทำให้สัดส่วนของการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งสองชนิดไม่เหมาะสม แสดงแผนภาพเส้นผลผลิตเท่ากัน
126 2. เส้นต้นทุนเท่ากัน (Isocost Curve หรือ Isocost Line) คือ เส้นที่แสดงการเลือกซื้อปัจจัยการผลิต 2 ชนิด ในอัตราส่วนต่าง ๆ โดยกำหนดให้ราคาของปัจจัยการผลิตสองชนิดที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทุนที่เท่ากันเส้นต้นทุน เท่ากัน จึงเป็นเส้นที่บอกให้ทราบว่า ณ จุดที่ปัจจัยการผลิตถูกนำเข้ามาในกระบวนการผลิตผู้ผลิตจะเสียต้นทุนเท่าไร สำหรับ ค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิตนั้น สมมติให้มีปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือ K และ L ดังนั้น สมการต้นทุนก็คือ TC = L⋅ PL + K⋅PK โดยที่ TC คือ ต้นทุนการผลิตรวม L คือ จำนวนปัจจัย L K คือ จำนวนปัจจัย K PL คือ ราคาต่อหน่วยของปัจจัย L PK คือ ราคาต่อหน่วยของปัจจัย K เส้นต้นทุนเท่ากัน มีวิธีการหาคล้ายกับเส้นงบประมาณ ดังรูป จากรูป สมมติว่าผู้ผลิต กำหนดต้นทุนการผลิตไว้100 บาท สำหรับซื้อปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือปัจจัย K และ ปัจจัย L โดยราคาปัจจัย K หน่วยละ 25 บาท ปัจจัย L หน่วยละ 10 บาท ถ้าผู้ผลิตไม่ซื้อปัจจัย K แต่ซื้อปัจจัย L อย่างเดียว เขาจะซื้อปัจจัย L ได้10 หน่วย (ณ จุด C) แต่ถ้าไม่ซื้อปัจจัย L แต่ซื้อปัจจัย K เพียงอย่างเดียว เขาจะซื้อปัจจัย K ได้4 หน่วย (ณ จุด A) ถ้าผู้ผลิตซื้อปัจจัยการผลิตทั้ง 2 ชนิด (ณ จุด B) เขาจะซื้อปัจจัย K ได้2 หน่วย และปัจจัย L ได้5 หน่วย ซึ่งใช้เงินซื้อปัจจัยการผลิตเป็นเงิน100 บาทเท่ากัน กล่าวคือ เส้นต้นทุนเท่ากัน
127 ณ จุด A ค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิต = 0(10) + 4(25) = 100 บาท ณ จุด B ค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิต = 5(10) + 2(25) = 100 บาท ณ จุด C ค่าใช้จ่ายในการซื้อปัจจัยการผลิต = 10(10) + 0(25) = 100 บาท ลักษณะของเส้นต้นทุนเท่ากัน มีดังนี้ 1. เป็นเส้นตรงทอดลงจากซ้ายไปขวา 2. มีส่วนตัดแกนตั้งและแกนนอนเท่ากับต้นทุนหารด้วยราคาของปัจจัยการผลิตในแกนตั้งและแกนนอน ตามลำดับ 3. ความชัน (Slope) ของเส้นต้นทุนเท่ากันมีค่าเท่ากับราคาของปัจจัยการผลิตในแกนนอนหารด้วยราคาของ ปัจจัยการผลิตในแกนตั้ง นั่นคือ ความชันของเส้นต้นทุนเท่ากัน = PL PK โดยที่PL คือ ราคาของปัจจัย L PK คือ ราคาของปัจจัย K 6. ครูใช้สื่อ Power Point / เขียนกระดาน ประกอบเทคนิคการบรรยาย ดุลยภาพการผลิต หลังจากการศึกษาเกี่ยวกับเส้นผลผลิตเท่ากันและเส้นต้นทุนเท่ากันแล้ว สามารถนำเส้นเหล่านี้มาใช้ในการ วิเคราะห์ว่า ผู้ผลิตควรตัดสินใจเลือกใช้ปัจจัยการผลิตสองชนิดในส่วนผสมใด จึงจะทำให้คุ้มค่ามากที่สุดกับงบประมาณที่มี อยู่ ดุลยภาพของการผลิต (Production's Equilibrium) คือ จุดที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมที่สุด ผู้ผลิตเสียต้นทุนการผลิตตํ่าที่สุด ได้รับผลผลิตมากที่สุด กล่าวคือ การใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมที่สุด โดยเสียต้นทุนการ ผลิตตํ่าสุดอยู่ ณ จุดที่เส้นผลผลิตเท่ากันสัมผัสกับเส้นต้นทุนเท่ากันพอดี และค่าความชันของจุดนี้จะเท่ากัน คือ MRTSLK = -ΔK = PL ΔL PK
128 การใช้ส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่เสียต้นทุนตํ่าที่สุดพิจารณาได้ดังรูป จากรูป สมมติว่าผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตเท่ากับ 100 บาท โดยซื้อปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือ ปัจจัยL และปัจจัย K โดยที่ราคาปัจจัย L หน่วยละ 10 บาท และราคาปัจจัย K หน่วยละ 25 บาท ซึ่งผลิตสินค้าได้จำนวน 100 หน่วย เส้น IQ คือ เส้นผลผลิตเท่ากัน และเส้น ED คือ เส้นต้นทุนเท่ากัน ผู้ผลิตจะเลือกผลิต ณ จุด A ซึ่งเป็นจุดที่เส้นผลผลิตเท่ากันสัมผัส กับเส้นต้นทุนเท่ากันพอดี ทำให้ผู้ผลิตเสียต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดในการผลิตสินคา้ จำนวน 100 หน่วย โดยผู้ผลิตจะใช้ปัจจัย L จำนวน 5 หน่วย และปัจจัย K จำนวน 2 หน่วย โดยเสียต้นทุนการผลิตเท่ากันคือ100 บาท สำหรับการผลิต ณ จุด B และ จุด C แม้ผู้ผลิตจะได้รับผลผลิตจำนวน 100 หน่วยเท่ากันก็ตาม แต่ทั้งจุด B และจุด C อยู่สูงกว่าเส้นต้นทุนเท่ากันแสดงให้ เห็นว่าผู้ผลิตจะต้องใช้ต้นทุนมากกว่า 100 บาท ส่วนการผลิตในจุด F จะได้ปริมาณผลผลิตเท่ากับ 200 หน่วย ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ สามารถทำการผลิตได้ เนื่องจากเกินงบประมาณที่มีอยู่ กฎผลได้ต่อขนาด การผลิตในระยะยาวเป็นการผลิตที่ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตได้ทุกชนิดตามที่ต้องการ ถ้า ผู้ผลิตเพิ่มปัจจัยการผลิตทุกชนิดในอัตราส่วนเท่ากัน จะมีผลทำให้ผลผลิตที่ได้รับจากการขยายขนาดของการใช้ปัจจัยการ ผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า เท่ากัน หรือตํ่ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิต แต่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการ ผลิตในระยะยาวเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า “กฎผลได้ต่อขนาด (returns to scale)” ซึ่งมีลักษณะของผลได้ต่อขนาดดังนี้ 1. ผลได้ต่อขนาดเพิ่มขึ้น (Increasing Returns to Scale) เป็นลักษณะที่ผู้ผลิตได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นใน อัตราที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิตทุกชนิดที่ใช้ 2. ผลได้ต่อขนาดคงที่ (Constant Returns to Scale) เป็นลักษณะที่ผู้ผลิตได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ เท่ากับอัตราการเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิตทุกชนิดที่ใช้ ซึ่งอาจเกิดจากประสิทธิภาพที่มาจากผลของการแบ่งงานกันทำได้เพิ่ม จนถึงจุดสูงสุดแล้ว และไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อีก แสดงดุลยภาพของการผลิต
129 3. ผลได้ต่อขนาดลดลง (Decreasing Returns to Scale) เป็นลักษณะที่ผู้ผลิตได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นใน อัตราที่ตํ่ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิตทุกชนิดที่ใช้ ซึ่งเกิดจากปัญหาความยุ่งยากอันเนื่องมาจากการผลิตที่มี ขนาดใหญ่มากเกินไป สรุป การผลิต (Production) หมายถึง การนำทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อันได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ มาผ่านกระบวนการแปรสภาพให้กลายเป็นสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของ มนุษย์ ผู้ผลิตมีจุดมุ่งหมาย คือ แสวงหากำไรสูงสุด (profit maximization) การผลิตในระยะสั้น เป็นการผลิตในช่วงระยะเวลาที่ผู้ผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัยการผลิตบาง ชนิดได้ตามความต้องการ ดังนั้น การผลิตในระยะสั้นประกอบด้วยปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร เมื่อเพิ่มปัจจัยผันแปรทีละ หนึ่งหน่วยในช่วงแรก ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจะมีค่าเพิ่มขึ้นมีค่าสูงสุด และหลังจากนั้นจะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นไปตามกฎ การลดน้อยถอยลงของผลผลิตหน่วยสุดท้าย การผลิตในระยะยาว เป็นการผลิตในช่วงระยะเวลาที่ผู้ผลิตสามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ปัจจัยการผลิตทุกชนิด ได้ตามความต้องการ ดังนั้น การผลิตในระยะยาว ปัจจัยการผลิตจะมีประเภทเดียวคือ ปัจจัยผันแปร ปัจจัยที่เคยเป็นปัจจัย คงที่ในระยะสั้น เช่น ที่ดิน เครื่องจักรอาคาร โรงงาน เป็นต้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อจำนวนผลผลิตเปลี่ยนแปลงไปใน ระยะยาวซึ่งหมายความว่าในระยะยาว ปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยผันแปรทั้งสิ้น การวิเคราะห์การผลิตในระยะยาวจะใช้เส้นผลผลิตเท่ากันและเส้นต้นทุนเท่ากัน ผู้ผลิตที่ต้องการกำไรสูงสูดจะ เลือกส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากที่สุดภายใต้งบประมาณหรือต้นทุนที่มีอยู่ ผู้ผลิตจะ เลือกใช้ส่วนผสมปัจจัยการผลิตที่เสียต้นทุนการผลิตตํ่าสุด ณ จุดที่เส้นผลผลิตเท่ากันสัมผัสกับเส้นต้นทุนเท่ากันพอดี และค่า ความชันของจุดนี้จะเท่ากัน เรียกจุดนี้ว่า “ดุลยภาพของการผลิต” ขั้นสรุปและการประยุกต์ 7. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 8. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน
130 หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
131 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของการผลิต และฟังก์ชันการผลิต ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. อธิบายการผลิตในระยะสั้นและระยะยาวว่าแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. กฎว่าด้วยการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนไม่คงที่ อธิบายไว้ว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. ผลผลิตเฉลี่ย ผลผลิตหน่วยสุดท้าย หมายความว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 5. การผลิตแบ่งออกได้กี่ช่วง แต่ละช่วงมีลักษณะอย่างไร และช่วงการผลิตใดเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
132 6. เส้นผลผลิตเท่ากันคืออะไร และมีคุณสมบัติอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. เส้นต้นทุนเท่ากันคืออะไร และมีคุณสมบัติอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. อัตราการใช้ปัจจัยการผลิตทดแทนกันหมายความว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. เงื่อนไขการใช้ส่วนผสมของปัจจัยการผลิตที่เสียต้นทุนตํ่าที่สุดมีว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. สมการต้นทุนจากการใช้ปัจจัยการผลิต 2 ชนิดมีว่าอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
133 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดคือจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ของผู้ผลิต ก. ต้นทุนการผลิตคงที่ ข. ต้นทุนการผลิตลดลง ค. แสวงหาซึ่งกำไรสูงสุด ง. รายรับจากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น จ. รายรับจากการขายปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น 2. การผลิตในระยะสั้นขั้นใดที่ผลผลิตหน่วยสุดท้าย (MP) มีค่าเท่ากับศูนย์ ก. ขั้นที่ 1 ข. ขั้นที่2 ค. ขั้นที่3 ง. ขั้นที่4 จ. ขั้นที่1 และ 2 3. ตามทฤษฎีการผลิต ข้อใดเป็นการผลิตขั้นที่ 1 ในการผลิตระยะสั้น ก. เป็นระยะก่อตั้งกิจการใหม่ ข. เป็นช่วงการผลิตที่ MP เท่ากับศูนย์ ค. เป็นช่วงการผลิตที่ MP น้อยกว่า AP ง. เป็นช่วงการผลิตที่ MP มากกว่า AP จ. เป็นช่วงการผลิตที่ MP น้อยกว่า 0 4. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยคงที่ ก. ที่ดิน ข. อาคารโรงเรือน ค. วัตถุดิบ ง. เครื่องจักร จ. โรงงาน 5. ข้อใดเป็นกฎที่ใช้ในการผลิตระยะสั้น ก. กฎการลดน้อยถอยลงของต้นทุนการผลิต ข. กฎว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ค. กฎว่าด้วยการลดน้อยถอยลงของผลผลิตเฉลี่ย ง. กฎการลดน้อยถอยลงของผลผลิตหน่วยสุดท้าย จ. กฎการลดน้อยถอยลงของผลผลิตรวม
134 6. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของเส้นผลผลิตเท่ากัน ก. เป็นเส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา ข. เป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน ค. เป็นเส้นที่ตัดกันได้ และมีได้หลายเส้น ง. เป็นเส้นโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด จ. เส้นที่อยู่สูงกว่าให้ผลผลิตมากกว่า 7. ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์การผลิตในระยะยาว ก. เส้น TP, MP และ AP ข. เส้นต้นทุนการผลิต ค. เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน ง. เส้นผลผลิตเท่ากันและเส้นต้นทุนเท่ากัน จ. เส้นความพอใจเท่ากันและเส้นงบประมาณ 8. ค่า MRTSLK = -5 มีความหมายว่าอย่างไร ก. การเพิ่มปัจจัย L = 1 ต้องลดปัจจัย K = 5 ข. การเพิ่มปัจจัย K = 1 ต้องลดปัจจัย L= 5 ค. การเพิ่มปัจจัย L = 5 ต้องลดปัจจัย K = 5 ง. การเพิ่มปัจจัย K = 5 ต้องลดปัจจัย L = 1 จ. ผิดทุกข้อ 9. สมมติว่าผู้ผลิตเพิ่มปัจจัยการผลิตทุกชนิดในอัตรา A ผลผลิตที่ได้รับเพิ่มขึ้นในอัตรา B ผู้ผลิตเห็นว่า A น้อยกว่า B เราเรียกการผลิตนี้ว่าอะไร ก. ผลตอบแทนต่อขนาดลดลง ข. ผลตอบแทนต่อขนาดเพิ่มขึ้น ค. ผลตอบแทนต่อขนาดคงที่ ง. ผลตอบแทนต่อขนาดลดน้อยถอยลง จ. ผลตอบแทนต่อขนาดไม่มีการเปลี่ยนแปลง 10. ข้อใดเป็นความหมายของกฎว่าด้วยการลดน้อยถอยลงของผลผลิตหน่วยสุดท้าย (MP) ก. เมื่อใช้ปัจจัยคงที่เพิ่มขึ้นทีละ 1 หน่วย ผลผลิตเพิ่มจะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ ข. เมื่อใช้ปัจจัยผันแปรเพิ่มขึ้นทีละ 1 หน่วย ผลผลิตเพิ่มจะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ ค. ผลผลิตเพิ่มจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อใช้ปัจจัยผันแปรมากขึ้น ง. ผลผลิตเพิ่มจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อผู้ผลิตขยายกิจการ จ. ผิดทุกข้อ
135 ตอนที่3 จงใช้ข้อความต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 1 ถึงข้อ 5 หน่วยผลิตแห่งหนึ่งทำการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งโดยใช้เงินลงทุน 1,000 บาท สำหรับซื้อปัจจัยการผลิต L และ K ทั้งนี้ราคาของปัจจัยการผลิตL และ K หน่วยละ 10 บาท และ 20 บาท ตามลำดับและลักษณะการใช้ส่วนผสมระหว่างปัจจัย การผลิตทั้ง 2 ชนิด เป็นดังรูปข้างล่าง 1. ณ จุด L1 มีค่า …………………………………....................................................……....…..………. หน่วย 2. ณ จุด L2 มีค่า …………………………………………………..................................…….….....………. หน่วย 3. ณ จุด K1 มีค่า …………………………………………………..................................……….….....……. หน่วย 4. ต้นทุนรวม (TC) ณ จุด A มีค่า ………………………………………………..............................………. บาท 5. ณ จุด B และ C หมายความว่าอย่างไร ……………………………………….……………………...................….
136 ใบงานที่ 1 เป้าหมายของหน่วยผลิตมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 อธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ การผลิต หน่วยผลิต อุตสาหกรรม ที่ใช้ในหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 3 เกษตรกรรายหนึ่งต้องการผลิตรังไหมนํ้าหนัก 1 ตัน ภายใน 1 ปี ด้วยต้นทุนตํ่าสุด โดยใช้ปัจจัยการผลิต 2 ชนิด คือ แรงงาน และต้นหม่อน สมมติว่าไม่มีต้นทุนอื่น และสมมติว่าปัจจัยทั้ง 2 ชนิดนี้มีราคาคงที่ พบว่าเขา จะต้องใช้ต้นหม่อน 20 ตัน และแรงงาน 80 คน ต้นหม่อนราคาตันละ 1,000 บาทMP ของต้นหม่อนและแรงงาน เท่ากับ 2.5 และ 10 ตามลำดับ จงแสดงการคำนวณหาค่าจ้างต่อปีที่ต้องจ่ายให้คนงาน และต้นทุนรวม ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
137 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
138 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่7 หน่วยที่6 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 7 ชื่อหน่วย ต้นทุน รายรับ และกำไร จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ จากการศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้ผลิตในหน่วยที่ 5 ทำให้ทราบแนวคิดในการจัดสรรต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดใน การเลือกซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุดหรือเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดและเสียต้นทุนการผลิตตํ่าที่สุด ผู้ผลิต จำเป็นต้องศึกษาถึงหลักการใช้ต้นทุนการผลิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้เสียต้นทุนตํ่าสุดและ ต้องศึกษาถึงรายรับที่ได้จากการผลิตที่ทำให้ได้รับกำไรสูงสุดจากการวางแผนการผลิตในช่วงเวลาต่าง ๆ กันได้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของต้นทุนประเภทต่าง ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ได้ 2. อธิบายความหมายของต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดในระยะสั้นได้ 3. อธิบายความหมายและลักษณะของต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้ 4. อธิบายความหมายและรายรับจากการผลิตแต่ละชนิดได้ 5. อธิบายความหมายของกำไรทางเศรษฐศาสตร์ได้ สมรรถนะประจำหน่วย 1. แสดงความรู้ในเรื่องต้นทุน 2. แสดงความรู้ในเรื่องรายรับ 3. แสดงความรู้ในเรื่องกำไร สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของต้นทุนประเภทต่าง ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ 2. ความหมายของต้นทุนการผลิตแต่ละชนิดในระยะสั้น 3. ความหมายและลักษณะของต้นทุนการผลิตในระยะยาว 4. ความหมายและรายรับจากการผลิตแต่ละชนิด 5. ความหมายของกำไรทางเศรษฐศาสตร์