39 4. ครูใช้วิธีการเขียนกระดานในการวาดกราฟ ประกอบกับเทคนิคการบรรยาย การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อและ การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ 4.1 การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ (Change in Quantity Demand) เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์บน เส้นอุปสงค์เดียวกัน หมายถึง การที่ตัวกำหนดโดยตรงคือราคาสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไปอันมีผลทำ ให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลง ไปด้วยตามกฎของอุปสงค์ส่วนตัวกำ หนดโดยอ้อมทั้งหลายสมมติว่าอยู่คงที่ การเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อจึงเป็นการย้าย ตำแหน่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์เดิม เช่น เมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นคงที่ หากรถโดยสาร ขสมก. เพิ่มค่าโดยสาร ขึ้นการใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. จะลดลง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ภายในเส้นอุปสงค์ (Move Along the Demand Curve) ดังรูป จากรูป สมมติว่าเดิมค่าโดยสารอยู่ ณ ระดับ P1 บาท ปริมาณการใช้บริการจะเท่ากับ Q1 หน่วยต่อมาราคาค่า โดยสารเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่P2 บาท ปริมาณการใช้บริการจะลดลงเป็น Q2 หน่วย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนย้ายจากจุด a ไปยัง จุด b บนเส้นอุปสงค์เส้นเดิม 4.2 การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ (Change In Demand) เป็นการเปลี่ยนย้ายของเส้นอุปสงค์ไปทั้งเส้น หมายถึง การที่ตัวกำหนดอุปสงค์โดยอ้อม เช่น รายได้ รสนิยม ราคาของสินค้าอื่น เป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวเปลี่ยนแปลงไป และมีผลทำให้ปริมาณซื้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ ระดับราคาเดิม เช่น อุปสงค์ต่อการใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. จะเพิ่มขึ้นถ้า ค่าโดยสารของรถแท็กซี่เพิ่มขึ้น หรือรายได้เฉลี่ยของประชาชนลดลง ในทางตรงข้าม อุปสงค์ต่อการใช้บริการรถโดยสาร ขส มก. ลดลง ถ้ารายได้เฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้น หรือมีการลดค่าโดยสารของรถแท็กซี่ลง หรือมีเหตุการณ์จี้ผู้โดยสารบนรถ แท็กซี่ลดลง เป็นต้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทั้ง ๆ ที่ราคาค่า โดยสารยังคงเดิม ในกรณีเช่นนี้จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายของเส้นอุปสงค์ของรถโดยสาร ขสมก. ไปทั้งเส้นโดยจะย้ายไปอยู่ ทางขวาหรือทางซ้ายของเส้นเดิมขึ้นอยู่กับตัวกำหนดอุปสงค์โดยอ้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้การใช้บริการรถโดยสารเพิ่มขึ้น แสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ
40 หรือลดลงจากเดิม ณ ราคาเดิม กล่าวคือ ถ้าทำให้ปริมาณซื้อเพิ่มขึ้น หรืออุปสงค์เพิ่มขึ้น (Increase in Demand) เส้นอุป สงค์จะย้ายไปอยู่ทางขวาของเส้นเดิม ในทางตรงข้ามถ้าทำให้ปริมาณซื้อลดลงหรืออุปสงค์ลดลง (Decrease in Demand) เส้นอุปสงค์จะย้ายไปอยู่ทางซ้ายของเส้นเดิม ดังรูป จากรูป สมมติว่าสินค้าชนิดหนึ่งที่กำลังพิจารณาอยู่ คือ การใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. และเส้นอุปสงค์ของ การใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. คือ เส้น D1 ต่อมาถ้าค่าบริการรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นราคาของสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องแพงขึ้น โดยที่ค่าบริการรถโดยสาร ขสมก. ไม่เปลี่ยนแปลง จะมีผลทำให้อุปสงค์ของการใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. เพิ่มขึ้น กล่าวคือ เส้นอุปสงค์ของการใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. เดิม D1 ย้ายไปทางขวามือของเส้นอุปสงค์ใหม่ คือ D2 ทั้งนี้เนื่องจากการใช้ บริการรถโดยสาร ขสมก.และการใช้บริการรถแท็กซี่เป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้ ดังนั้น ถ้าค่าบริการรถแท็กซี่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะหันไปใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. แทน ในทางตรงข้าม ถ้าค่าบริการรถแท็กซี่ลดลง ปริมาณการใช้บริการรถ โดยสาร ขสมก.จะลดลง เส้นอุปสงค์ของการใช้บริการโดยสาร ขสมก. จะย้ายไปทางซ้ายมือของเส้นอุปสงค์เส้นเดิม 5. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย อุปทาน และยกตัวอย่างประกอบตามความเหมาะสมของ เนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น 5.1 ความหมายของอุปทาน อุปทาน (Supply) คือ ปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตพร้อมที่จะเสนอหรือผลิต ออกขาย ณ ระดับราคาต่าง ๆ กันภายในระยะเวลาที่กำหนด 5.2 ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปทาน ตัวกำหนดอุปทาน หมายถึง ตัวแปรหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจำนวนสินค้าและบริการ ซึ่งผู้ผลิต ต้องการที่จะผลิตออกขาย ปัจจัยเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อปริมาณขายมากน้อยไม่เท่ากัน ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายอย่าง แยกพิจารณาได้ดังนี้ 1. ราคาของสินค้านั้น โดยทั่วไปถ้าราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ผู้ผลิตยินดีที่จะผลิตมากขึ้นแต่ถ้าราคา สินค้าและบริการลดลง ผู้ผลิตก็จะลดปริมาณการผลิตลง แสดงการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์
41 2. ราคาของสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง เมื่อสินค้าและบริการชนิดหนึ่งมีราคาสูงขึ้นย่อจูงใจให้ผู้ผลิตทำ การผลิตสินค้าและบริการชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพราะผู้ผลิตต่างก็หวังกำไรเป็นสำคัญ เช่น (ยกตัวอย่าง) การผลิตในด้าน เกษตรกรรม เมื่อราคาของพืชไร่บางชนิดสูงขึ้น เกษตรกรก็มักจะหันมาเพาะปลูกพืชไร่ชนิดนั้นแทนพืชไร่ชนิดที่เพาะปลูกมา ก่อนหรือถ้าเป็นพืชไร่ชนิดเดียวกับที่เพาะปลูกอยู่แล้วก็จะปลูกมากขึ้นกว่าเดิม โดยการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก 3. ราคาของปัจจัยการผลิต การเปลี่ยนแปลงราคาของปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ ที่ดิน แรงงาน ทุนและ ผู้ประกอบการ จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรที่ผู้ผลิตจะได้รับ กล่าวคือ เมื่อราคาของปัจจัยการผลิต สูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น กำไรของผู้ผลิตที่จะได้รับก็จะลดลง ดังนั้น ปริมาณการผลิตเพื่อขายจึงลดลง ในทาง ตรงกันข้าม ถ้าราคาของปัจจัยการผลิตลดตํ่าลง จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง กำไรของผู้ผลิตที่จะได้รับก็จะเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็ จะทำการผลิตเพื่อเสนอขายมากขึ้น 4. จำนวนของผู้ผลิตหรือผู้ขายในตลาด ในกรณีที่ตลาดมีผู้ผลิตจำนวนมาก ปริมาณขายทั้งหมดใน ตลาดย่อมจะมีมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากจำนวนผู้ผลิตลดลง ส่งผลให้อุปทานของตลาดลดลงด้วยเช่นกัน 5. เป้าหมายของธุรกิจหรือผู้ผลิต เช่น บริษัทผลิตยาและเวชภัณฑ์มีความพอใจที่จะผลิตยารักษาโรค แทนการผลิตยาลดความอ้วนป้อนสู่ท้องตลาด ก็จะทำให้ตลาดมียารักษาโรคซึ่งจำเป็นมากกว่ายาลดความอ้วนเพิ่มขึ้น 6. สภาพเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต เมื่อวิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าขึ้นและสามารถนำมา ประยุกต์ใช้เพื่อการผลิตได้ จะทำให้ปริมาณเสนอขายสินค้าและบริการบางประเภทเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้ามถ้านำเอา เทคโนโลยีที่ล้าสมัยมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการแล้ว จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลงย่อมจะทำให้ปริมาณเสนอขาย สินค้าและบริการบางประเภทลดลง 7. สภาพดินฟ้าอากาศหรือฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศหรือฤดูกาล จะส่งผลให้ปริมาณ ขายสินค้าและบริการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะการผลิตสินค้าและบริการที่ต้องอาศัยสภาพดินฟ้าอากาศ เช่น (ยกตัวอย่าง) ในปีใดฝนแล้งการทำนาจะไม่ได้ผล ผลผลิตข้าวในปีนั้นจะน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณข้าวที่เสนอขายลดน้อยลงไป ด้วย นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อจำนวนอุปทานของสินค้าหรือบริการได้ เช่น การคาดคะเนราคาสินค้าหรือบริการในอนาคต ตลอดจนภาวะสงครามและการเมือง เป็นต้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ มักจะอธิบายเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณขายสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งกับราคาสินค้าและบริการชนิดนั้น เท่านั้น โดยกำหนดให้ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปทานอื่น ๆ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง Qx = f(Px )
42 5.3 กฎของอุปทานและเส้นอุปทาน กฎของอุปทาน (Law of Supply) อธิบายไว้ว่า “เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ ปริมาณขาย ของ สินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้ผลิตเสนอขายย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันกับราคาของสินค้าและบริการชนิดนั้น เสมอ” หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้ผลิตมีความเต็มใจที่จะผลิตสินค้าออกขายมากขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าลดลง ผู้ผลิตจะผลิตเพื่อเสนอขายในปริมาณน้อยลง ทั้งนี้โดยสมมติให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณเสนอขายสินค้า นอกจากแสดงเป็นฟังก์ชันอุปทานแล้วยังอาจแสดง ได้ในรูปสมการอุปทาน ตารางอุปทาน และเส้นอุปทาน ได้ดังนี้ สมการอุปทาน คือ การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณขายในรูปของสมการ ซึ่งอาจเป็น สมการเส้นตรงหรือเส้นโค้ง แต่ส่วนมากเป็นสมการเส้นตรง เช่น Qs = 5 + P จากสมการอุปทานดังกล่าว สามารถสร้างเป็น ตารางอุปทาน โดยสมมติค่าต่าง ๆ ของ P แล้ว คำนวณค่า Q ได้ดังตารางต่อไปนี้ ราคาต่อหน่วย (บาท) ปริมาณขาย (กก.) 5 10 4 9 3 8 2 7 1 6 จากตารางข้างต้น เป็นตัวเลขที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณของส้มที่ผู้ผลิตยินดีขายใน ระยะเวลาหนึ่ง จากตัวเลขเหล่านี้นำมาหาจุดต่าง ๆ บนกราฟ เมื่อลากเส้นเชื่อมต่อจุดเหล่านี้จะได้เส้นอุปทานของส้ม ซึ่งมี ลักษณะทอดลงจากขวามาซ้ายและมีค่าความชันเป็นบวก ดังรูป ตาราง แสดงจำนวนส้มที่ผู้ผลิตคนหนึ่งยินดีจะนำออกขาย ณ ระดับราคาต่างๆ ลักษณะของเส้นอุปทาน (Supply Curve)
43 เนื่องจากปริมาณสินค้าแต่ละชนิดที่ผู้ผลิตแต่ละคนเสนอขาย ณ ระดับราคาต่าง ๆ เมื่อรวมกันเข้าจะ เท่ากับปริมาณขายรวม ณ ระดับราคานั้น ๆ ดังนั้น อุปทานของตลาด (Market Supply) สำหรับสินค้าใดจึงหาได้จากการ รวมอุปทานสำหรับสินค้าชนิดนั้นของผู้ผลิตแต่ละราย ดังตารางต่อไปนี้ ราคา (บาท/กก.) ปริมาณขาย ของนาย ก (กก.) ปริมาณขาย ของนาย ข (กก.) ปริมาณขาย ของนาย ค (กก.) ปริมาณขาย ของตลาด (กก.) 5 50 40 30 120 4 40 30 20 90 3 30 20 10 60 2 20 10 5 35 1 10 5 1 16 จากตาราง การหาอุปทานของตลาดยางพาราแห่งหนึ่ง สมมติว่าในตลาดนี้มีผู้ขายเพียง 3 ราย คือ นาย ก นาย ข และนาย ค วิธีการคือ รวมปริมาณขายของคนทั้งสามในแต่ละระดับราคา ผลรวมของปริมาณขาย ณ ระดับราคาใด ก็ คือปริมาณขายของตลาด ณ ราคานั้น (ทำนองเดียวกับการหาอุปสงค์ของตลาดดังกล่าวแล้ว) ดังรูป ตาราง แสดงอุปทานของบุคคลและอุปทานของตลาดยางพารา แสดงการหาเส้นอุปทานของตลาดจากเส้นอุปทานของผู้ผลิตแต่ละราย
44 6. ครูใช้วิธีเขียนกระดานในการเขียนกราฟ ประกอบเทคนิคการบรรยาย การเปลี่ยนแปลงปริมาณขายและการ เปลี่ยนแปลงอุปทาน 6.1 การเปลี่ยนแปลงปริมาณขาย การเปลี่ยนแปลงปริมาณขาย (Change in Quantity Supply) เกิดจากราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปทำให้ปริมาณขายหรือ จำนวนผลผลิตเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามกฎของอุปทาน โดยสมมติให้ตัวกำหนดอุปทานโดยอ้อมอยู่คงที่ การเปลี่ยนแปลง ปริมาณขายเป็นการย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งบนเส้นอุปทานเส้นเดิม เช่น เมื่อราคาข้าวเปลือกลดลง เกษตรกรจะลด พื้นที่เพาะปลูกลง ปริมาณขายข้าวเปลือกที่เสนอขายก็จะลดลง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ภายในเส้นอุปทาน (Move Along the Supply Curve) ดังรูป จากรูป สมมติว่าเดิมราคาข้าวเปลือกอยู่ ณ ระดับ P1 ปริมาณขายจะเท่ากับ Q1 ต่อมาราคาข้าวเปลือกลดลงมา อยู่ที่P2 ปริมาณขายจะลดลงเป็น Q2 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนย้ายจากจุด A ไปยังจุด B1 บนเส้นอุปทานเส้นเดิม 6.2 การเปลี่ยนแปลงอุปทาน การเปลี่ยนแปลงอุปทาน (Change in Supply) หมายถึง การที่ตัวกำหนดอุปทานโดยอ้อม เช่นเทคโนโลยีที่ใช้ ในการผลิต ราคาของปัจจัยการผลิต สภาพดินฟ้าอากาศหรือฤดูกาล เป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวเปลี่ยนแปลงไป และ มีผลทำให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ ระดับราคาเดิม เช่น การผลิตข้าวเปลือกของเกษตรกรจะลดลง หากเกิดภาวะฝน แล้ง ค่าจ้างแรงงานหรือปุ๋ยมีราคาสูงขึ้น ในทางตรงข้ามการผลิตข้าวเปลือกของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น หากสภาพดินฟ้าอากาศ เอื้ออำนวย ค่าจ้างแรงงานหรือปุ๋ยราคาถูกลง จะเห็นได้ว่าปริมาณขายข้าวเปลือกของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงทั้ง ๆ ที่ราคาข้าวเปลือกคงเดิมในกรณีเช่นนี้ จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายของเส้นอุปทานของข้าวเปลือกไปทั้งเส้น โดยจะย้ายไปอยู่ทางขวาหรือทางซ้ายของเส้นเดิมขึ้นอยู่ กับตัวกำหนดอุปทานโดยอ้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะมีผลทำให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ ระดับราคาเดิม กล่าวคือ ถ้าทำให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้นหรืออุปทานเพิ่มขึ้นเส้นอุปทานจะย้ายไปทางขวามือของเส้นเดิม ในทางตรงข้าม ถ้าทำให้ปริมาณ ขายลดลงหรืออุปทานลดลงเส้นอุปทานจะย้ายไปอยู่ทางซ้ายมือของเส้นเดิม ดังรูป แสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณขาย
45 จากรูป สมมติว่า S คือ เส้นอุปทานเดิมของเกษตรกรรายหนึ่งในการผลิตข้าวเปลือก ถ้าราคาข้าวเปลือกอยู่ ณ ระดับราคา P เกษตรกรจะขายข้าวเปลือก ณ ระดับ 0Q ในปีต่อมาสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยเกษตรกรจะทำนาเพิ่มมาก ขึ้น ทำให้ปริมาณข้าวเปลือกที่นำออกขายเพิ่มขึ้นเป็น 0Q1 ทั้ง ๆ ที่ราคาข้าวเปลือกยังอยู่ ณ ระดับราคา P เมื่อปริมาณขาย เพิ่มขึ้นหรืออุปทานเพิ่มขึ้น จะเป็นผลทำให้เส้นอุปทานเดิม S ย้ายไปทางขวาเป็นเส้น S1 7. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการบรรยาย ดุลยภาพของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของดุลยภาพ ตลาด 7.1 ดุลยภาพของตลาด (Market Equilibrium) โดยเหตุที่ทั้งอุปสงค์และอุปทานต่างก็มีความสัมพันธ์หรือขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าและบริการ ดังนั้น ปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อและผู้ขายต้องการขายจะปรับตัวไปตามระดับราคาสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ เนื่องจากการปรับตัวของปริมาณซื้อและปริมาณขายเท่ากันพอดี ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ณ ระดับราคา นั้นปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการซื้อจะเท่ากับปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตต้องการจะผลิตออกขายในขณะเดียวกันพอดี มีผลทำ ให้เกิดราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price) และปริมาณดุลยภาพ (Equilibrium Quantity) เรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่า “ดุลย ภาพตลาด (Market Equilibrium)”ราคาดุลยภาพและปริมาณดุลยภาพนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะคงอยู่เช่นนั้นตราบใดที่อุปสงค์ และอุปทานไม่เปลี่ยนแปลง เหตุผลคือ ถ้าราคาเปลี่ยนแปลงไปจากดุลยภาพด้วยเหตุใดก็ตาม จะทำให้อุปสงค์และอุปทาน ขาดความสมดุล ราคาที่เปลี่ยนแปลงไปจากดุลยภาพจึงดำรงอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆจนเกิดราคาดุลยภาพอีกครั้ง หนึ่งจึงจะหยุดนิ่ง ดังรูป แสดงการเปลี่ยนแปลงอุปทาน
46 จากรูป ถ้าเรานำอุปสงค์และอุปทานตลาดมาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นได้ว่า ที่ราคาสูง ๆ ปริมาณซื้อจะน้อยแต่ ปริมาณเสนอขายจะมีมาก เช่น ที่ราคา 0P1 บาท ปริมาณซื้อจะเท่ากับ 0Q1 ปริมาณเสนอขายจะมีมากถึง 0Q2 ณ ราคาที่ ปริมาณเสนอขายมากกว่าปริมาณซื้อ จะก่อให้เกิด “อุปทานส่วนเกิน (Excess Supply)” ในที่นี้อุปทานส่วนเกินเท่ากับ Q1 Q2 แสดงว่า ถ้าผู้ผลิตยืนยันว่าจะขาย ณ ราคานี้จะขายได้เพียง 0Q1 เท่านั้น ถ้าผู้ผลิตไม่ต้องการให้มีสินค้าเหลือ เขาจะต้อง ลดราคาลงมา ในทางตรงข้ามที่ราคาต่ำ ๆ ปริมาณซื้อจะมีมากแต่ปริมาณเสนอขายจะมีน้อย เช่น ที่ราคา 0P2 ปริมาณซื้อมี สูงถึง 0Q2 แต่ปริมาณเสนอขายมีเพียง 0Q1 เท่านั้นที่ราคา 0P2 นี้ ปริมาณซื้อมากกว่าปริมาณเสนอขาย ก่อให้เกิด “อุปสงค์ ส่วนเกิน (Excess Demand)” ในที่นี้อุปสงค์ส่วนเกินเท่ากับ Q1 Q2 ถ้าราคาที่ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับนี้ จะด้วยเหตุผลใดก็ ตาม จำนวนสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้จริง คือ 0Q1 ความต้องการซื้อจึงยังไม่ได้รับการตอบสนองทั้งหมด เพราะสินค้า ขาดแคลนถ้าผู้บริโภคต้องการจะให้มีสินค้ามาตอบสนองมากกว่านี้ เขาจะต้องเสนอราคาที่สูงกว่านี้เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเสนอ ขายในจำนวนที่มากขึ้น สรุปได้ว่า ณ ราคาใดก็ตาม หากปริมาณซื้อไม่เท่ากับปริมาณเสนอขาย จะก่อให้เกิดแรงผลักดันจากผู้บริโภคและ ผู้ผลิต จนกระทั่งราคาสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันกลับมาอยู่ตรงที่ทำให้ไม่มีอุปทานส่วนเกินและอุปสงค์ส่วนเกิน นั่นคือ ราคาที่ ปริมาณซื้อเท่ากับปริมาณเสนอขายพอดี เราเรียกภาวะนี้ว่า “ดุลยภาพ (Equilibrium)” จากรูปข้างต้น ดุลยภาพของตลาด จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อราคาที่ซื้อขายกันเท่ากับ 0P0 เท่านั้นเพราะราคานี้ปริมาณซื้อเท่ากับปริมาณเสนอขายพอดี คือ 0Q0 จึง ไม่มีอุปทานส่วนเกินและอุปสงค์ส่วนเกินราคาที่ก่อให้เกิดดุลยภาพของตลาดนี้เรียกว่า “ราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price)” ส่วนปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง ณ ราคาดุลยภาพนี้เรียกว่า “ปริมาณดุลยภาพ (Equilibrium Quantity)” ในที่นี้คือ 0Q0 ถ้าพิจารณาจากกราฟ จะเห็นว่า ทั้งราคาดุลยภาพและปริมาณดุลยภาพก็คือ ราคาและปริมาณของสินค้าตรง จุดตัดระหว่างเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน หรือที่เรียกว่า “จุดดุลยภาพ (Equilibrium Point)” ในที่นี้คือ จุด E ดุลยภาพที่ เกิดขึ้นจะคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป ตราบใดที่อุปสงค์และอุปทานไม่เปลี่ยนแปลง ดุลยภาพตลาดและการปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพ
47 7.2 การเปลี่ยแปลงของดุลยภาพตลาด อย่างไรก็ตามภาวะดุลยภาพนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ ถ้าอุปสงค์และอุปทานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสอง อย่างเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานเกิดจากตัวกำหนดอุปสงค์และอุปทานโดยอ้อมชนิดต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่ปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงจนทำให้ปริมาณซื้อและปริมาณขาย เปลี่ยนตามไปด้วย ณ ทุกระดับราคา จะทำให้ตำแหน่งดุลยภาพเปลี่ยนแปลงไป เพื่อความเข้าใจจะแสดงตัวอย่างการปรับตัว เข้าสู่ดุลยภาพ โดยสมมติกรณีตัวอย่างต่าง ๆ กันดังนี้ 1. อุปสงค์เปลี่ยนแปลงในขณะที่อุปทานคงที่ สมมติว่า D และ S เป็นเส้นอุปสงค์และอุปทานของ เครื่องปรับอากาศ ซึ่งเกิดภาวะดุลยภาพที่จุด E ต่อมาการไฟฟ้านครหลวงได้ประกาศลดอัตราค่ากระแสไฟฟ้าลงเนื่องจาก ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศเป็นสินค้าที่ใช้ร่วมกัน เมื่ออัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงย่อมส่งผลให้อุปสงค์ของเครื่องปรับอากาศ เพิ่มขึ้น เส้นอุปสงค์ใหม่จะย้ายมาทางขวามือและเกิดภาวะดุลยภาพใหม่ณ จุด E1 ทั้งราคาและปริมาณใหม่ต่างเพิ่มขึ้น ดังรูป ในทางตรงข้าม ถ้าหากการไฟฟ้านครหลวงประกาศขึ้นอัตราค่ากระแสไฟฟ้า จะทำให้อุปสงค์ของเครื่องปรับอากาศลดลง เส้น อุปสงค์ใหม่จะย้ายมาทางซ้ายมือและเกิดภาวะดุลยภาพ ณ จุด E2 ทั้งราคาและปริมาณใหม่ต่างลดลง 2. อุปทานเปลี่ยนแปลงในขณะที่อุปสงค์คงที่ สมมติว่า D และ S เป็นเส้นอุปสงค์และอุปทานของที่พัก ตากอากาศบนเกาะหลีเป๊ะ ภาวะดุลยภาพอยู่ที่จุด E ต่อมามีนักลงทุนไปลงทุนสร้างที่พักตากอากาศเพิ่มมากขึ้น ทำให้เส้น อุปทานย้ายมาทางขวามือเกิดภาวะดุลยภาพใหม่ ณ จุด E1 เมื่อมีที่พักเพิ่มมากขึ้นทำให้ราคาที่พักตากอากาศลดลง ในทาง ตรงข้าม ถ้าเกิดภาวะเศรษฐกิจตกตํ่าจะทำให้นักลงทุนลงทุนน้อยลงหรือปิดกิจการไป ทำให้เส้นอุปทานย้ายมาทางซ้ายมือ ของเส้นอุปทานเส้นเดิม จะเกิดภาวะดุลยภาพใหม่ณ จุด E2 ราคาที่พักตากอากาศจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณที่พักลด น้อยลงนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ กรณีอุปสงค์เปลี่ยนแปลงในขณะที่อุปทานคงที่
48 3. อุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนแปลง สมมติให้D และ S เป็นอุปสงค์และอุปทานของไก่แช่แข็งซึ่งเกิด ภาวะดุลยภาพ ณ จุด E เมื่อเวลาผ่านไปรายได้เฉลี่ยของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีอุปสงค์ต่อไก่แช่แข็งส่งผลให้เส้นอุปสงค์ ใหม่ย้ายไปทางขวามือ ขณะเดียวกันราคาอาหารสำหรับเลี้ยงไก่สูงขึ้นด้วย ต้นทุนการเลี้ยงไก่จึงสูงขึ้น ทำให้อุปทานของไก่แช่ แข็งลดลง ส่งผลให้เส้นอุปทานใหม่ย้ายมาทางซ้ายมือ เกิดภาวะดุลยภาพใหม่ ณ จุด E1 ราคาไก่แช่แข็งสูงขึ้นและปริมาณไก่ แช่แข็งจะลดลง ดังรูป สรุป อุปสงค์ คือ ปริมาณซื้อสินค้าและบริการชนิดหนึ่งในทุกระดับราคาที่เป็นไปได้ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กฎของอุปสงค์กล่าวว่า เมื่อกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ ถ้าราคาของสินค้าและบริการชนิดหนึ่งลดลง ปริมาณซื้อของสินค้าและ บริการชนิดนั้นจะเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าราคาสินค้าและบริการชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น จะทำให้ปริมาณซื้อของสินค้าและ บริการชนิดนั้นลดลงปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ ได้แก่ ราคาสินค้าชนิดนั้น รายได้ของผู้บริโภค ราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง รสนิยมของผู้บริโภค จำนวนผู้บริโภค และการคาดคะเนราคาสินค้าในอนาคตของผู้บริโภค อุปทาน คือ ปริมาณขายสินค้าและบริการชนิดหนึ่งในทุกระดับราคาที่เป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กฎของอุปทานกล่าวว่า เมื่อกำหนดให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ ถ้าราคาของสินค้าและบริการชนิดหนึ่งถูกลง ปริมาณขายของสินค้าและ การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ กรณีอุปทานเปลี่ยนแปลงในขณะที่อุปสงค์คงที่ การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ กรณีอุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนแปลง
49 บริการชนิดนั้นจะลดลง ในทางตรงกันข้ามถ้าราคาสินค้าและบริการชนิดหนึ่งแพงขึ้น ปริมาณขายของสินค้าและบริการชนิด นั้นจะมากขึ้นปัจจัยที่กำหนดอุปทาน ได้แก่ ราคาสินค้าชนิดนั้น ราคาของปัจจัยการผลิต ราคาของสินค้าชนิดอื่นที่ผู้ผลิต สามารถผลิตได้ จำนวนผู้ผลิต เทคโนโลยีการผลิต และการคาดคะเนเกี่ยวกับราคาในอนาคตของผู้ผลิต ดุลยภาพตลาด คือ สภาวะที่ปริมาณซื้อเท่ากับปริมาณขายพอดี หากเมื่อใดที่อุปสงค์และอุปทาน หรือทั้ง อุปสงค์และอุปทานเกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้ดุลยภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไปด้วย ขั้นสรุปและการประยุกต์ 8. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 9. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน
50 เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
51 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของอุปสงค์และกฎของอุปสงค์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. อุปสงค์แบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. ตัวกำหนดอุปสงค์มีอะไรบ้าง อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. อธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อ และการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 5. อธิบายความหมายของอุปทานและกฎของอุปทาน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
52 6. ตัวกำหนดอุปทานมีอะไรบ้าง อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. ปัจจัยตัวใดที่เป็นตัวกำหนดอุปทานโดยตรง ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. อธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณขายและการเปลี่ยนแปลงอุปทาน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. อธิบายภาวะดุลยภาพของตลาด พร้อมวาดรูปประกอบคำอธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 10. ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพของกรณีใดกรณีหนึ่ง พร้อมทั้งวาดรูปประกอบคำอธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
53 ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้ามาบริโภคในจำนวนที่น้อยลง แต่ถ้าราคาสินค้าลดลงผู้บริโภคจะซื้อสินค้า เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงข้อใด ก. กฎของอุปสงค์ ข. กฎของอุปทาน ค. กฎว่าด้วยการมีจำกัด ง. กฎว่าด้วยการลดน้อยถอยลง จ. กฎว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการผลิตหน่วยสุดท้าย 2. เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นผู้ผลิตเต็มใจที่จะผลิตสินค้าออกขายมากขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าลดลงผู้ผลิตจะผลิตสินค้าออกขาย ลดลงแสดงให้เห็นในข้อใด ก. กฎของอุปสงค์ ข. กฎของอุปทาน ค. กฎว่าด้วยการมีจำกัด ง. กฎว่าด้วยการลดน้อยถอยลง จ. กฎว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงการผลิตหน่วยสุดท้าย 3. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแบ่งชนิดของอุปสงค์ ก. 2 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อรายได้ และอุปสงค์ต่อปัจจัยการผลิต ข. 2 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อราคา และอุปสงค์ต่อรายได้ ค. 2 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อราคา และอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น ง. 3 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อราคา อุปสงค์ต่อรายได้ และอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น จ. 3 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อราคา อุปสงค์ต่อค่าใช้จ่าย และอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น จากตารางต่อไปนี้จงตอบคำถามข้อ 4 – 7 4. ราคาดุลยภาพเท่ากับข้อใด ก. 4 บาท ข. 5 บาท ค. 6 บาท ง. 7 บาท จ. 8 บาท
54 5. ปริมาณดุลยภาพคือข้อใด ก. 100 หน่วย ข. 90 หน่วย ค. 80 หน่วย ง. 70 หน่วย จ. 60 หน่วย 6. ณ ระดับราคา 11 บาท จะเกิดอะไรขึ้น ก. ราคาตลาด ข. อุปสงค์ส่วนเกินเท่ากับ 80 หน่วย ค. อุปสงค์ส่วนเกินเท่ากับ 180 หน่วย ง. อุปทานส่วนเกินเท่ากับ 80 หน่วย จ. อุปทานส่วนเกินเท่ากับ 180 หน่วย 7. ณ ราคา 1 บาท จะเกิดอะไรขึ้น ก. สินค้าล้นตลาด ข. อุปสงค์ส่วนเกินมีค่าเท่ากับ 120 บาท ค. อุปสงค์ส่วนเกินมีค่าเท่ากับ 180 บาท ง. อุปทานส่วนเกินมีค่าเท่ากับ 120 บาท จ. อุปทานส่วนเกินมีค่าเท่ากับ 180 บาท 8. ตัวกำหนดโดยตรงของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งคือข้อใด ก. เป้าหมายของผู้ผลิตสินค้าชนิดนั้น ข. เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าชนิดนั้น ค. จำนวนผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าชนิดนั้นออกขาย ง. ราคาสินค้าชนิดนั้น จ. ราคาของสินค้าชนิดอื่น 9. การที่เส้นอุปสงค์เคลื่อนย้ายไปทางขวามือทั้งเส้นอาจเกิดจากข้อใด ก. ต้นทุนการผลิตลดลง ข. เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าดีขึ้น ค. จำนวนผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าชนิดนั้นเพิ่มขึ้น ง. จำนวนผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จ. ราคาปัจจัยการผลิตลดลง
55 10. รัฐบาลได้ประกาศให้ประชาชน “บริโภคอาหารประเภทปลาจะให้โปรตีน และมีไขมันตํ่ากว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ ประเภทเนื้อหมูและเนื้อวัว” ผลจะเป็นอย่างไร ก. เส้นอุปสงค์ของเนื้อปลาจะเคลื่อนย้ายไปทางซ้ายมือทั้งเส้น ข. เส้นอุปสงค์ของเนื้อปลาจะเคลื่อนย้ายไปทางขวามือทั้งเส้น ค. เส้นอุปสงค์ของเนื้อหมูจะเคลื่อนย้ายไปทางขวามือทั้งเส้น ง. เส้นอุปสงค์ของเนื้อวัวจะเคลื่อนย้ายไปทางขวามือทั้งเส้น จ. เส้นอุปสงค์ของเนื้อหมูจะเคลื่อนย้ายไปทางขวามือ ตอนที่3 วิเคราะห์การเพิ่มอุปทานของสินค้าเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรมีฐานะยากจนลง ผู้เรียนคิดว่า จะมีแนวทางช่วยเกษตรกรได้อย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
56 ใบงานที่ 1 ตามกฎของอุปสงค์ระบุว่า “ปริมาณสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อย่อมแปรผกผันกับราคา สินค้าและบริการชนิดนั้นเสมอ” ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากอะไร อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 2 ในนิยามของอุปสงค์ต่อราคา ความต้องการซื้อและความต้องการธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 3 การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์และการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อมีสาเหตุแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
57 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
58 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่4 หน่วยที่3 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 4 ชื่อหน่วย ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ จากการศึกษาเรื่องอุปสงค์และอุปทานทำให้ทราบว่าเมื่อราคาสินค้าและบริการ และปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดอุปสงค์ และอุปทานเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ปริมาณเสนอซื้อหรือปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไป เมื่อราคาสินค้าและบริการ รายได้ ของผู้บริโภค ราคาสินค้าและบริการชนิดอื่นที่ใช้ทดแทนกันหรือประกอบกันเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน อุปสงค์และอุปทาน แต่การเปลี่ยนแปลงจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและบริการนั้น ๆ เช่น สินค้า และ บริการที่ต้องใช้บริโภคประจำ สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าเกษตรกรรม สินค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งค่าที่คำนวณออกมาได้ของ สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อหรือปริมาณเสนอขายที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาและปัยจัยอื่น ๆ คือ ค่าความยืดหยุ่น จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของความยืดหยุ่นได้ 2. บอกความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้และความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อ ราคาของสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องได้ 3. อธิบายความยืดหยุ่นของอุปทานได้ 4. ระบุค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน และอธิบายลักษณะของเส้นอุปทานได้ 5. บอกประโยชน์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน และวิเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ สมรรถนะประจำหน่วย แสดงความรู้ในเรื่องความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของความยืดหยุ่น 2. ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ 3. ความยืดหยุ่นของอุปทาน 4. ประโยชน์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน
59 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า จากการศึกษาอุปสงค์และอุปทานในหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ทำให้ทราบว่าปริมาณซื้อและปริมาณ เสนอขายจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อปัจจัยหรือตัวกำหนดอุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงจะมีมากน้อย เพียงใดขึ้นอยู่กับค่าความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักเศรษฐศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อใช้วัดดูปฏิกิริยาตอบสนองของปริมาณซื้อ หรือปริมาณเสนอขายที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวกำหนดต่าง ๆ ว่ามีความไวมากน้อยเพียงใด ความยืดหยุ่นนี้ใช้วัดได้ทั้งอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากแบ่งอุปสงค์ออกเป็น 3 ชนิด คือ อุปสงค์ต่อราคา อุป สงค์ต่อรายได้ และอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น ส่วนความยืดหยุ่นของอุปทานมีความหมายเช่นเดียวกับความยืดหยุ่นของ อุปสงค์ต่างกันที่ต้องเปลี่ยนปริมาณซื้อเป็นปริมาณเสนอขายเท่านั้น 2. ครูกล่าวว่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 นี้ ผู้เรียนจะได้ความรู้เกี่ยวกับความยืดหยุ่นในหน่วยการเรียนรู้นี้สามารถ นำไปใช้เป็นเครื่องมืออธิบายและวิเคราะห์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ ได้แก่ การแทรกแซงราคาโดยรัฐบาล และการเก็บภาษีสินค้า ขั้นสอน 3. ครูใช้วิธีบรรยาย ความหมายของความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่น (Elasticity) หมายถึง การวัดการตอบสนองของตัวแปรหนึ่งต่ออีกตัวแปรหนึ่ง ดังนั้น ความ ยืดหยุ่นเป็นการวัดสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงในตัวแปรตัวหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กับสัดส่วนการเปลี่ยนแปลง ของอีกตัวแปรหนึ่ง ความยืดหยุ่นทางเศรษฐศาสตร์ เป็นการอธิบายถึงสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในปริมาณสินค้าที่มี ความสัมพันธ์กับสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า หรือสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอื่นที่กำหนด เช่น รายได้ ราคาสินค้าชนิดอื่น เป็นต้น 4. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการเขียนกระดานและการบรรยาย ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of Demand: Ed ) หมายถึง เปอร์เซ็นต์หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของ ปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อตัวแปรที่เป็นปัจจัยกำหนดปริมาณเสนอซื้อนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไปหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ ในการศึกษาเรื่องความยืดหยุ่นของอุปสงค์จะแยกพิจารณาตามลักษณะของอุปสงค์ คือ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ต่อราคา ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ และความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นหรือความยืดหยุ่นไขว้ 4.1 การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเป็นการศึกษาเบื้องต้นว่า เมื่อราคาสินค้าชนิดหนึ่งชนิดใดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จะมีผลทำให้ปริมาณซื้อสินค้าและบริการเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายจึงสมมติให้อัตราการเปลี่ยนแปลง ของราคาเป็น 1% และคำตอบที่ได้คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อสินค้าและบริการมากกว่า 1% หรือน้อยกว่า 1% หรือเท่ากับ 1% โดยไม่สามารถให้คำตอบเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ว่า ตัวเลขที่ได้มากกว่าหรือน้อยกว่า 1% นั้นคือเท่าไร โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถสรุปความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาในรูปสมการได้ว่า
60 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (E P d ) = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง0 เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดนั้น000 ดังนั้น เมื่อต้องการทราบอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อที่ตอบสนองต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา ให้เป็นตัวเลขที่แน่นอน เพื่อจะนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ต่อไปว่าสินค้าชนิดนั้น ๆ มีความยืดหยุ่นมาก (Elastic) หรือ มีความยืดหยุ่นน้อย (Inelastic) เพียงใดก็สามารถทราบได้โดยการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นจากสูตร การวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา สามารถทำได้2 วิธี คือ การวัดความยืดหยุ่นแบบจุดและการวัดความ ยืดหยุ่นแบบช่วง ดังนี้ 1. การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด (Point Elasticity of Demand) เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ นิยมใช้ในกรณีที่ราคาสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยจนแทบจะสังเกตไม่เห็น สูตรการ คำนวณหาความยืดหยุ่นแบบจุดมีดังนี้ โดยที่ E P d (แบบจุด) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ณ จุดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ ΔQ = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อ หรือ Q2 – Q1 ΔP = ส่วนเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า หรือ P2 – P1 Q1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง P1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง แสดงการหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาแบบจุด
61 ตัวอย่าง กำหนดให้Qx = 500 – 20Px ถ้าราคาสินค้า X เปลี่ยนแปลงจากชิ้นละ 10 บาท เป็น 15 บาท ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อสินค้า X เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไปจะมีค่าเท่าไร วิธีทำ ณ ระดับราคา Px1 = 10 บาท : Qx1 = 500 – 20(10) = 500 – 200 = 300 ณ ระดับราคา Px2 = 15 บาท : Qx2 = 500 - 20(15) = 500 – 300 = 200 จากสูตร E P d = Q2 – Q1 P2 – P1 = 200 -300 15 -10 = - 0.67 ค่าความยืดหยุ่นที่คำนวณได้ติดลบ หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปจะมีผลให้ปริมาณซื้อ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้าม ตัวอย่างเช่น ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคามีค่าเท่ากับ 0.67(ไม่คิดเครื่องหมายลบ) แสดงให้เห็นว่า เมื่อราคาสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีผลให้ปริมาณซื้อสินค้าเปลี่ยนแปลงไป 0.67 เปอร์เซ็นต์ ในทิศทางตรงข้าม 2. การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง (Arc Elasticity of Demand) เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ในช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ หรือวัดจากจุด 2 จุดบนเส้นอุปสงค์ ค่าความยืดหยุ่นที่คำนวณได้จะเป็นค่าเฉลี่ยของช่วง ดังกล่าว การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วงนี้นิยมใช้วัดในกรณีที่ราคามีการเปลี่ยนแปลงมากจนสังเกตเห็นได้ สามารถเขียนเป็น สูตรได้ดังนี้ โดยที่ E P d (แบบช่วง) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาในช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ Q1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง Q2 = ปริมาณซื้อหลังการเปลี่ยนแปลง P1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง P2 = ราคาสินค้าหลังการเปลี่ยนแปลง P1 Q1 X X 10 300
62 ตัวอย่าง สมมติให้ราคาสินค้า X ลดลงจาก 15 บาท เป็น 10 บาท ปริมาณซื้อที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า X เพิ่มขึ้น จาก 1,600 หน่วย เป็น 2,000 หน่วย สามารถหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์จากราคา 15 บาท เป็น 10 บาท ได้ดังนี้ วิธีทำ E P d(แบบช่วง) = Q2 – Q1 P1 + P2 P2 – P1 Q1 + Q2 = 2,000-1,600 15+10 10-15 2,000+1,600 = - 0.56 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเท่ากับ -0.56 หมายความว่า ในช่วงที่ราคาสินค้าลดลงจาก 15 บาท เป็น 10 บาท โดยเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า X ร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อุปสงค์ต่อสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปในทิศทาง ตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.56 เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ 4.2 ชนิดของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา โดยปกติค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาจะมีค่าเป็นลบ เพราะราคากับปริมาณซื้อจะผันแปรในทิศทางตรงกันข้ามตามกฎของอุปสงค์ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือ 1) มีความยืดหยุ่นมาก 2) มีความยืดหยุ่นน้อย 3) มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง 4) ไม่มีความยืดหยุ่นเลย และ 5) มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ มีรายละเอียดของความยืดหยุ่นดังนี้ 1. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก (Relatively Elastic) |Ed | > 1 หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ของปริมาณเสนอซื้อมากกว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาเส้นอุปสงค์ในกรณีนี้จะมีลักษณะค่อนข้างลาด ดังรูป เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นมาก หมายถึง เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า 1 แต่น้อยกว่าอินฟินิตี้ (∞) ส่วนใหญ่ได้แก่ สินค้าประเภทฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ สุราจากต่างประเทศ เครื่องสำอาง รถยนต์ราคาแพง เป็นต้น ลักษณะของเส้นอุปสงค์ในกรณีนี้จะค่อนข้างลาด ดังรูป จะเห็นได้ว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อมากกว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา กล่าวคือ เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไป 1%จะทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงไปมากกว่า 1% X X แสดงเส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นมาก
63 2. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย (Relatively Inelastic) |Ed | < 1 หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ของปริมาณซื้อน้อยกว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาเส้นอุปสงค์ ในกรณีนี้จะมีลักษณะค่อนข้างชัน ดังรูป เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นน้อย คือ อุปสงค์ที่มีค่ามากกว่า 0 แต่น้อยกว่า 1 มักเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อ การครองชีพ เช่น อาหาร และยารักษาโรค เป็นต้น 3. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง (Unitary Elastic) |Ed | =1 หมายความว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ของปริมาณซื้อเท่ากับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของเส้นราคา กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง ทุก ๆ จุดบนเส้น อุปสงค์มีค่าความยืดหยุ่นเท่ากับ 1 ตลอดทั้งเส้น ดังรูป เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง หมายถึง เส้นอุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่งตลอดทั้งเส้น เส้นอุป สงค์ในกรณีนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้งแบบ Rectangular Hyperbolar ดังรูป จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของ ปริมาณซื้อเท่ากับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา กล่าวคือรายจ่ายมวลรวมของผู้บริโภคและรายรับรวมของผู้ผลิตเท่า เดิมเสมอ ไม่ว่าราคาจะลดลงหรือสูงขึ้นก็ตาม แสดงเส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นน้อย แสดงเส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง
64 4. อุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย (Perfectly Inelastic) |Ed | = 0 หมายความว่า ปริมาณซื้อไม่เปลี่ยนแปลง เลย แม้ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน ทุก ๆ จุดบนเส้นอุป สงค์จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับศูนย์ตลอดทั้งเส้น ดังรูป สินค้าที่อุปสงค์มีความยืดหยุ่นเท่ากับศูนย์ ได้แก่ สินค้าที่มีความจำเป็นมากที่สุด สำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง โดยเฉพาะ เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน ดังรูป ในกรณีนี้การเปลี่ยนแปลงของราคาไม่ว่า จะสูงขึ้นหรือลดลงก็ตาม จะไม่มีผลทำให้ปริมาณซื้อสินค้าและบริการเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด เช่น โลงศพ ไม่ว่าราคา จะสูงหรือถูกลง ผู้ซื้อก็จำเป็นต้องซื้อเพียง 1 โลงเท่านั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ 5. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly Elastic) |Ed | = ∞ หมายความว่า ณ ระดับราคานั้น ๆ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าราคาสินค้าสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะไม่ซื้อสินค้านั้นเลย เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็น เส้นตรงตั้งฉากกับแกนตั้ง ทุก ๆ จุดบนเส้นอุปสงค์จะมีความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับ ∞ ตลอดทั้งเส้น ดังรูป แสดงเส้นอุปสงค์ต่อราคาที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย แสดงเส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์
65 สินค้าที่อุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์หรือมีความยืดหยุ่นเท่ากับอินฟินิตี้ ได้แก่ สินค้าที่มีการแข่งขัน อย่างสมบูรณ์ เช่น พืชผลทางการเกษตร เป็นต้น เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงขนานกับแกนนอน ดังรูป จะ เห็นได้ว่า ณ ราคา 0P1 ปริมาณซื้อขายจะมีโดยไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าผู้ขายรายใดขึ้นราคาสินค้าสูงกว่า 0P1 แม้เพียงเล็กน้อย ผู้ซื้อจะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ขายรายนั้นเลย ปริมาณซื้อจะเท่ากับศูนย์ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าชนิด เดียวกันในราคา 0P1 จากผู้ขายรายอื่น ๆ ในตลาดได้ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Income Elasticity of Demand: Ei ) เป็นการวัดการตอบสนองของ ปริมาณซื้อต่อการเปลี่ยนแปลงในรายได้ของผู้บริโภค เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดให้คงที่ ทั้งนี้พิจารณาได้จาก อัตราส่วนของเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อกับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของรายได้ ดังสูตรต่อไปนี้ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Ei ) = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงในรายได้ของผู้บริโภค การวัดความยืดหยนุ่ ของอุปสงค์ต่อรายได้มีอยู่ 2 วิธี คือ การวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ได้แก่ การ วัดความยืดหยุ่นแบบจุด และการวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง 1. การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด สามารถคำนวณหาความยืดหยุ่นแบบจุดได้ด้วยสูตรต่อไปนี้ โดยที่ E1 (แบบจุด) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ณ ระดับรายได้หนึ่ง ΔQ = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อ หรือ Q2 – Q1 ΔY = ส่วนเปลี่ยนแปลงของรายได้ผู้บริโภค หรือ Y2 – Y1 Q1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง Y1 = รายได้ของผู้บริโภคก่อนการเปลี่ยนแปลง 2. การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง สามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้
66 โดยที่ E1 (แบบช่วง) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ในช่วงหนึ่งของรายได้ Q1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง Q2 = ปริมาณซื้อหลังการเปลี่ยนแปลง Y1 = รายได้ก่อนการเปลี่ยนแปลง Y2 = รายได้หลังการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่าง สมมติว่าผู้บริโภครายหนึ่งมีรายได้5,000 บาท เขาจะซื้อสินค้า X จำนวน 2 หน่วย ต่อมารายได้ของ เขาเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาท เขาจะซื้อสินค้า X เพิ่มขึ้นเป็น 6 หน่วย จงหาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ วิธีทำ จากสูตร Ei = Q2 – Q1 Y1 + Y2 Y2 – Y1 Q1 + Q2 Ei = 6-2 5,000 + 10,000 10,000 - 5,000 6 + 2 Ei = 4 15,000 5,000 8 = 0.5 x 3 = 1.5 ค่าที่ได้นี้แสดงให้เห็นว่าถ้ารายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีผลทำให้ปริมาณซื้อสินค้า Xเพิ่มขึ้น 1.5 เปอร์เซ็นต์ การแบ่งค่าของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ เหมือนกับการแบ่งชนิดของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อ ราคาทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากราคาเป็นรายได้เท่านั้น สำหรับค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ มีโอกาสเป็นได้ทั้ง ค่าบวกและค่าลบขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า ดังนี้ 1. เครื่องหมายลบที่หน้าค่าความยืดหยุ่น แสดงว่าสินค้าประเภทนั้นเป็นสินค้าด้อยคุณภาพซึ่งผู้บริโภคมักจะ บริโภคจำนวนน้อยเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น 2. เครื่องหมายบวกที่หน้าค่าความยืดหยุ่น แสดงว่าสินค้าประเภทนั้นเป็นสินค้าปกติ ได้แก่ สินค้าทั่วไป และ สินค้าคุณภาพดี ซึ่งผู้บริโภคมักจะบริโภคเพิ่มขึ้นเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น X X X
67 ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง (Cross Elasticity of Demand: Ec )หรือความ ยืดหยุ่นไขว้คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณซื้อของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง ซึ่งตอบสนองต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องโดยสมมติให้สิ่งอื่น ๆ คงที่ ในการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาสินค้าจำนวน 2 ชนิด คือ สินค้าที่ใช้ทดแทนกันหรือใช้ประกอบกัน เมื่อราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไป มักมีผลกระทบต่อปริมาณซื้อของ สินค้าที่กำลังพิจารณาอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องศึกษาว่าปริมาณซื้อสินค้าชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อราคาสินค้า ชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น (Ec ) = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดอื่น การวัดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 2 วิธี คือ การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด และการวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง 1. การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด สามารถคำนวณหาความยืดหยุ่นแบบจุดได้ด้วยสูตรต่อไปนี้ โดยที่ Ec (แบบจุด) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ ระดับราคาหนึ่งของสินค้าชนิดอื่น (สินค้า Y) ΔQx = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อ หรือ Q2 – Q1 ΔPy = ส่วนเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า หรือ Py2 – Py1 Qx1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง PY1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง
68 2. การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง สามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ โดยที่ Ec (แบบช่วง) = ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ในช่วงหนึ่งของรายได้ Qx1 = ปริมาณซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลง Qx2 = ปริมาณซื้อหลังการเปลี่ยนแปลง Py1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง Py2 = ราคาสินค้าหลังการเปลี่ยนแปลง 5. ครูใช้สื่อ PowerPoint ประกอบเทคนิคการเขียนกระดานและการบรรยาย ความยืดหยุ่นของอุปทาน ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Elasticity of Supply: Es ) หมายถึง การวัดการตอบสนองของปริมาณขายต่อ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดอุปทานคงที่จากความหมายดังกล่าวจะเห็นว่าการ เปลี่ยนแปลงของราคาเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไป จึงเรียกความยืดหยุ่นของอุปทานว่า ความยืดหยุ่น ของอุปทานต่อราคา (price elasticity of supply) ซึ่งเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Es ) = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอขายสินค้าชนิดหนึ่ง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าชนิดนั้น ความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการผลิตสินค้าเป็นหลัก ดังนี้ 1. สินค้าชนิดใดเมื่อมีความต้องการเพิ่มขึ้นแล้วสามารถทำการผลิตออกมาตอบสนองความต้องการได้อย่าง ทันท่วงที แสดงว่าสินค้าชนิดนั้นเป็นสินค้าที่ผลิตได้ง่าย กรณีเช่นนี้ความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาจะมีค่ามาก หมายความ ว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณขายมีมากกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป เมื่อ ราคาไหวตัวเพียงเล็กน้อยจะทำให้ปริมาณขายของสินค้าดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
69 2. สินค้าที่ผลิตได้ยากในการผลิตต้องอาศัยระยะเวลา จึงไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการ ได้ทันต่อเหตุการณ์ สินค้าที่ผลิตได้ยากจะมีค่าความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาน้อย ได้แก่ สินค้าเกษตรกรรม สินค้า อุตสาหกรรมประเภทเครื่องมือ เครื่องจักร ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงสำหรับใช้ประโยชน์ ดังนั้น สินค้าที่มีความยืดหยุ่นของ อุปทานต่อราคาน้อยจะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอขายน้อยกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา 5.1 การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน มีวิธีการคำนวณ 2 แบบ คือ การคำนวณค่าความยืดหยุ่น แบบจุด และการคำนวณค่าความยืดหยุ่นแบบช่วง ดังต่อไปนี้ 1. การวัดความยืดหยุ่นแบบจุด (Point Elasticity of Supply) เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปทาน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปทาน ซึ่งนิยมใช้ในกรณีที่ราคาสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากจนแทบจะสังเกตไม่เห็น สามารถเขียน เป็นสูตรได้ดังนี้ โดยที่ Es (แบบจุด) = ความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคา ณ จุดจุดหนึ่งบนเส้นอุปทาน ΔQ = ส่วนเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอขาย หรือ Q2 – Q1 ΔP = ส่วนเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า หรือ P2 – P1 Q1 = ปริมาณเสนอขายก่อนการเปลี่ยนแปลง P1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง ค่าความยืดหยุ่นของอุปทานจะมีค่าเป็นบวกเสมอ เป็นไปตามกฎของอุปทานที่อธิบายว่าปริมาณเสนอขายจะ แปรผันตามราคาสินค้า ดังนั้น ค่าความยืดหยุ่นที่เป็นบวกแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกันระหว่างปริมาณเสนอ ขายกับราคาสินค้า แสดงการหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทานแบบจุด
70 ตัวอย่าง การคำนวณค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน ณ จุด A โดยสมมติให้เดิมอยู่ ณ จุด A ต่อมาราคา เปลี่ยนแปลงไปจาก 30 บาท เป็น 50 บาท ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นจาก 200 หน่วย เป็น 350 หน่วยณ จุด B เมื่อนำค่ามา แทนในสูตรจะได้ดังนี้ วิธีทำ Es = ΔQ P1 ΔP Q1 = 350-200 30 50-30 200 = 150 30 20 200 = 1.125 ค่าความยืดหยุ่นของอุปทานจะมีค่าเป็นบวกเสมอ ค่าความยืดหยุ่นของอุปทานเท่ากับ 1.125 หมายความว่า ถ้าราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไป 1% จะมีผลทำให้ปริมาณขายสินค้าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันเท่ากับ 1.125% กล่าวคือ ถ้าราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 1% ปริมาณขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น 1.125% และในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาสินค้าลดลง 1% ปริมาณขายสินค้าจะลดลง 1.125% 2. การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วง (Arc Elasticity of Supply) เป็นการวัดความยืดหยุ่นของอุปทานในช่วง ใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน การวัดความยืดหยุ่นแบบช่วงนี้นิยมใช้วัดในกรณีที่ราคามีการเปลี่ยนแปลงมากจนสังเกตเห็นได้ สามารถเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ โดยที่ Ec (แบบช่วง) = ความยืดหยุ่นของอุปทานในช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน Q1 = ปริมาณเสนอขายก่อนการเปลี่ยนแปลง Q2 = ปริมาณเสนอขายหลังการเปลี่ยนแปลง P1 = ราคาสินค้าก่อนการเปลี่ยนแปลง P2 = ราคาสินค้าหลังการเปลี่ยนแปลง X X X
71 ตัวอย่าง สมมติให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 30 บาท เป็น 50 บาท ปริมาณเสนอขายที่ผู้ขายยินดีขายเพิ่มขึ้นจาก 200 หน่วย เป็น 350 หน่วย สามารถหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทานได้ดังนี้ วิธีทำ Es = Q2 - Q1 P1+ P2 P2 - P1 Q1+ Q2 = 350-200 30+50 50-30 200+350 = 150 80 20 550 = 1.09 5.2 ชนิดความยืดหยุ่นของอุปทาน จากกฎของอุปทานระบุว่าปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับราคาสินค้าค่าความยืดหยุ่น ของอุปทานที่คำนวณได้ เส้นอุปทานเป็นเส้นที่ทอดขึ้นจากซ้ายไปขวา มีความชันเป็นบวกซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคา กับปริมาณเสนอขายสินค้าและบริการเป็นไปในทิศทางเดียวกันดังนั้น ค่าความยืดหยุ่นของอุปทานจะมีค่าเป็นบวก ซึ่งเป็นไป ตามกฎของอุปทาน ความยืดหยุ่นของอุปทานแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะตามค่าความยืดหยุ่นที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมาก (Relatively Elastic) Es > 1 หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ของปริมาณเสนอขายมากกว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา กล่าวคือถ้าราคาเปลี่ยนแปลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะมีผลทำ ให้ปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างสินค้า คือ สินค้าอุตสาหกรรม ในกรณีนี้เส้นอุปทานจะมีลักษณะค่อนข้างลาด ดังรูป X X X แสดงเส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นมาก
72 2. อุปทานมีความยืดหยุ่นน้อย (Relatively Inelastic) Es < 1 หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง ของปริมาณเสนอขายน้อยกว่าเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา กล่าวคือ ถ้าราคาเปลี่ยนแปลงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะมีผล ทำให้ปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างสินค้า คือ สินค้าเกษตรกรรม ในกรณีนี้เส้นอุปทานจะมีลักษณะค่อนข้างชัน ดังรูป 3. อุปทานที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง (Unitary Elastic) Es =1 หมายความว่า เปอร์เซ็นต์การ เปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอขายเท่ากับเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคา กล่าวคือ ถ้าราคาเปลี่ยนแปลงหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ จะมีผลทำให้ปริมาณเสนอขายเปลี่ยนแปลงไปเท่ากับหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ในกรณีนี้เส้นอุปทานจะเริ่มต้นจากจุด กำเนิด (origin) ดังรูป แสดงเส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นน้อย แสดงเส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง
73 4. อุปทานไม่มีความยืดหยุ่นเลย (Perfectly Inelastic) Es = 0 หมายความว่า ปริมาณเสนอขายไม่ เปลี่ยนแปลงเลย แม้ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม กล่าวคือ ไม่ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือลดลง ปริมาณเสนอขาย สินค้าจะไม่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างสินค้าคือ วัตถุโบราณ กรณีนี้เส้นอุปทานจะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนนอน ดังรูป 5. อุปทานที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly Elastic) Es = ∞ หมายความว่า ณ ระดับราคานั้น ๆ ผู้ขายยินดีเสนอขายสินค้าอย่างไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าราคาสินค้าสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะไม่ขายสินค้านั้นเลย กล่าวคือ ปริมาณ เสนอขายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เส้นอุปทานจะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับ แกนตั้ง ดังรูป แสดงเส้นอุปทานที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย แสดงเส้นอุปทานที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์
74 6. ครูใช้วิธีบรรยาย ประโยชน์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน การศึกษาเรื่องความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานจะช่วยให้เกิดประโยชน์หลายประการ ดังนี้ 1. ทำให้ทราบถึงปริมาณซื้อและปริมาณเสนอขายที่เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ กำหนดอุปสงค์และปัจจัยที่กำหนดอุปทาน 2. ทำให้ผู้ขายสามารถทราบถึงรายรับรวมที่เปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงเช่น ถ้า ผู้ขายทราบว่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาของสินค้ามีค่ามาก ผู้ขายสามารถตัดสินใจได้ว่าควรใช้นโยบายลดราคาสินค้า เนื่องจากจะทำให้มียอดจำหน่ายสูงขึ้นแม้ว่ากำไรต่อหน่วยจะลดลงก็ตามแต่เมื่อขายสินค้าได้มากขึ้นจะทำให้รายได้รวมของ ผู้ขายสูงขึ้น 3. ทำให้ทราบถึงความจำเป็นของสินค้าต่าง ๆ ที่มีต่อผู้บริโภค สินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันจะมีค่า ความยืดหยุ่นตํ่า 4. สามารถนำความรู้เรื่องนี้ไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์เรื่องอื่น ๆ ได้ เช่น ผลกระทบของการส่งออกจาก นโยบายการลดค่าเงิน ผลกระทบของการเก็บภาษีอากรจากการขายสินค้าและภาระภาษีของทั้งผู้ขายและผู้บริโภค เป็นต้น สรุป ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เป็นการวัดการตอบสนองของปริมาณซื้อต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา สินค้า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือ 1) อุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นมาก 2) อุปสงค์ที่มีความ ยืดหยุ่นน้อย 3) อุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง 4) อุปสงค์ที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย และ 5) อุปสงค์ที่มีความยืดหยุ่นอย่าง สมบูรณ์ อุปสงค์ต่อราคาของสินค้าแต่ละชนิดมีค่าไม่เท่ากัน เพราะผลของความสามารถในการใช้ทดแทนกันของสินค้า มูลค่า สินค้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้ ความสำคัญก่อนการตอบสนองความต้องการสินค้าขั้นพื้นฐาน และระยะเวลานับตั้งแต่ราคา สินค้าเปลี่ยนแปลง ความยืดหยุ่นของอุปทาน เป็นการวัดการตอบสนองของปริมาณเสนอขายต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า ความยืดหยุ่นของอุปทานแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือ 1) อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมาก 2) อุปทานที่มีความยืดหยุ่นน้อย 3) อุปทานที่มีความยืดหยุ่นเท่ากับหนึ่ง 4) อุปทานที่ไม่มีความยืดหยุ่นเลย และ 5) อุปทานที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ ปัจจัย ที่ทำให้อุปทานมีความยืดหยุ่นต่อราคาแตกต่างกัน คือ ระยะเวลา ความเป็นไปได้ในการผลิต ความเป็นไปได้ในการเก็บรักษา ผลผลิต และต้นทุนการผลิต 7. ครูให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายถึงประโยชน์ของความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน 8. ครูสอนผู้เรียนเพิ่มเติมในเรื่องของการพลเมืองที่ดีของสังคมและการปฏิบัติตนให้เหมาะสมตามบริบททางสังคม ขั้นสรุปและการประยุกต์ 9. ครูสรุปบทเรียน โดยใช้สื่อ PowerPoint และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัย 10. ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรียนรู้
75 สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนหลักเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา 30200-1001 2. สื่อ PowerPoint 3. แบบประเมินผลการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน หลักฐาน 1. บันทึกการสอนของผู้สอน 2. ใบเช็ครายชื่อ 3. แผนจัดการเรียนรู้ 4. การตรวจประเมินผลงาน การวัดผลและการประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 3. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 4. ตรวจใบงาน เครื่องมือวัดผล 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน เกณฑ์การประเมินผล 1. เกณฑ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไม่มีช่องปรับปรุง 2. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 3. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% กิจกรรมเสนอแนะ 1. แนะนำให้ผู้เรียนอ่านทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม 2. ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่ออินเทอร์เน็ต
76 แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ตอนที่ 1 จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. อธิบายความหมายของความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. อธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ 1. อุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 2. ตัวกำหนดอุปสงค์มีอะไรบ้าง อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นคงที่ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
77 5. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นมากที่สุด ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 3. ถ้าราคาเนื้อหมูกิโลกรัมละ 60 บาท แม่บ้านต้องการซื้อเนื้อหมู3 กิโลกรัมต่อ 1 เดือน แต่ถ้าราคาเนื้อหมูลดลงเป็น กิโลกรัมละ 58 บาท แม่บ้านจะซื้อเนื้อหมูเพิ่มขึ้นเป็น 4 กิโลกรัมต่อ 1 เดือน จงหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์แบบ จุดของเนื้อหมู ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 4. กำหนดให้เส้นอุปสงค์ของสินค้าชนิดหนึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ จากรูป จงหาค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ระหว่างจุด A กับ B ว่าค่าความยืดหยุ่นที่ได้เป็นอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
78 5. ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้คืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 6. เดิมผู้บริโภคมีรายได้เดือนละ 3,000 บาท เขาจะซื้อเนื้อไก่บริโภคเดือนละ 7 กิโลกรัม แต่ถ้ารายได้ของเขาเพิ่มขึ้น เป็นเดือนละ 5,500 บาท เขาจะซื้อเนื้อไก่บริโภคเดือนละ 10 กิโลกรัม จงหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 7. ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นหรือความยืดหยุ่นไขว้คืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 8. ถ้าราคากาแฟเพิ่มขึ้นจากขวดละ 150 บาท เป็นขวดละ 155 บาท โดยที่ราคาชาคงที่ ผู้บริโภคจะซื้อชามาบริโภค เพิ่มขึ้นจากเดือนละ 1 ขวด เป็น 2 ขวด จงหาค่าความยืดหยุ่นไขว้ของกาแฟ ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... 9. ความยืดหยุ่นของอุปทานคืออะไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
79 10. การประกันราคาขั้นสูงและการประกันราคาขั้นตํ่าแตกต่างกันอย่างไร ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ตอนที่2 จงเลือกข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. สินค้าใดต่อไปนี้มีค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Ed ) เท่ากับศูนย์ ก. โลงศพ ข. เสื้อผ้า ค. เครื่องจักร ง. วัตถุโบราณ จ. อาหารและเครื่องดื่ม 2. สินค้าข้อใดต่อไปนี้มีค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Ed ) น้อยกว่า 1 ก. อาหารและเครื่องดื่ม ข. เสื้อผ้า ค. ยารักษาโรค ง. นํ้ามันเชื้อเพลิง จ. ถูกทุกข้อ 3. ปัจจัยใดที่กำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ก. สินค้าอื่นที่ทดแทนกันได้ ข. การเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิต ค. เทคโนโลยีการผลิต ง. ต้นทุนส่วนเพิ่ม จ. ฤดูกาลในการผลิต 4. สินค้าใดต่อไปนี้มีค่าความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาน้อยกว่า 1 ก. สินค้าเกษตร ข. สินค้าฟุ่มเฟือย ค. สินค้าด้อยคุณภาพ ง. สินค้าอุตสาหกรรม จ. สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ 5. การกำหนดราคาขั้นสูง รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือใคร ก. ผู้ผลิต ข. ผู้บริโภค ค. เกษตรกร ง. ผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบท จ. ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง
80 6. เส้นอุปทานที่มีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับศูนย์ จะมีลักษณะอย่างไร ก. เส้นตรงขนานแกนนอน ข. เส้นตรงขนานแกนตั้ง ค. เส้นที่ทอดลงจากซ้ายไปขวา ง. เส้นที่ทอดขึ้นจากซ้ายไปขวา จ. เส้นที่ออกจากจุดกำเนิดทำมุม 45º 7. สินค้าใดต่อไปนี้เมื่อลดราคาสินค้าแล้ว จะทำให้ผู้ผลิตมีรายรับเพิ่มขึ้น ก. เครื่องดื่ม ข. เครื่องจักร ค. ข้าวราดแกง ง. กระเป๋าแฟชั่น จ. อาหารแห้ง 8. สินค้าเกษตรมีค่าความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาเท่ากับข้อใด ก. Es = 0 ข. Es = 1 ค. Es > 1 ง. Es < 1 จ. 0 > Es > 1 9. สินค้าใดต่อไปนี้มีค่าความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคา (Es) เท่ากับศูนย์ ก. เครื่องเพชร ข. วัตถุโบราณ ค. ยารักษาโรค ง. เครื่องนุ่งห่ม จ. รถยนต์ 10. การที่สินค้าชนิดหนึ่งมีค่าความยืดหยุ่นของอุปทานเท่ากับ ∞ หมายความตามข้อใด ก. สินค้าชนิดนั้นเป็นสินค้าจำเป็น ข. สินค้าชนิดนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ค. ถ้าผู้ขายรายหนึ่งตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด จะขายสินค้าไม่ได้เลย ง. ถ้าผู้ขายรายหนึ่งตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาด จะมีสินค้าไม่พอขาย จ. ณ ราคาเดิม ปริมาณขายสินค้าไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าลดราคาเพียงนิดเดียว ผู้ขายจะไม่นำสินค้า ออกมาขายเลย
81 ตอนที่3 จงใช้ตัวเลือกต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 1 – 5 ก. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นสมบูรณ์ ข. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก ค. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นคงที่ ง. อุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย จ. อุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย 1. ถ้าสินค้า A ไม่ว่าราคาจะสูงขึ้นหรือลดลง ปรากฏว่าไม่มีผลทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด แสดงว่าสินค้า A มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาประเภทใด ……....................................….……….. 2. ถ้าสินค้า A เมื่อผู้ผลิตขึ้นราคาเพียงนิดเดียว ผู้บริโภคจะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตคนนั้นเลย แสดงว่า สินค้า A มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาประเภทใด ………...........................……………………………. 3. ถ้าสินค้า A เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไป 1% มีผลทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงไป 0.5% แสดงว่าสินค้า A มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาประเภทใด …..........................................………………………………… 4. ถ้าสินค้า A เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไป 1% มีผลทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงไป 2% แสดงว่าสินค้า A มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาประเภทใด ….........................................…………………………………. 5. ถ้าสินค้า A เมื่อราคาเปลี่ยนแปลงไป 1% มีผลทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงไป 1% แสดงว่าสินค้า A มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาประเภทใด …………….........................................……………………….
82 ใบงานที่ 1 กำหนดให้สมการอุปสงค์และอุปทานของตลาดปาล์มนํ้ามันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นดังนี้ QD = 40 – 8P Qs = 7 + 3P (ก) สร้างตารางอุปสงค์ และตารางอุปทาน (ข) หาราคาและปริมาณดุลยภาพของตลาด (ค) ณ ราคาดุลยภาพ หาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
83 ใบงานที่ 2 “เส้นอุปทานที่เป็นเส้นตรงจะมีค่าความชันคงที่ ดังนั้นจึงมีค่าความยืดหยุ่นคงที่ด้วย” ข้อความนี้ ถูกต้องหรือไม่ อธิบาย ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ใบงานที่ 3 วิเคราะห์ผลกระทบของการเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศผู้นำเข้าสินค้า แต่กรณีนี้เก็บในอัตราไม่สูงนัก ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................................................
84 บันทึกหลังการสอน ข้อสรุปหลังการสอน .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
85 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่5 หน่วยที่4 รหัส 30200-1001 หลักเศรษฐศาสตร์ สอนครั้งที่ 5 ชื่อหน่วย พฤติกรรมผู้บริโภค จำนวน 3 ชั่วโมง สาระสำคัญ ผู้บริโภคเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการบริโภค โดยต้องมีหลักการในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ เพื่อให้เกิดความพอใจหรือได้รับอรรถประโยชน์สูงสุด ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นการเข้าสู่ดุลยภาพของ ผู้บริโภคที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อราคาสินค้าและบริการหรือรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายและลักษณะทั่วไปของผู้บริโภคได้ 2. อธิบายทฤษฎีอรรถประโยชน์ได้ 3. อธิบายทฤษฎีความพอใจเท่ากันได้ 4. อธิบายเส้นงบประมาณและการเปลี่ยนแปลงของเส้นงบประมาณได้ 5. อธิบายดุลยภาพของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพได้ สมรรถนะประจำหน่วย แสดงความรู้ในเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภค สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค 2. ทฤษฎีอรรถประโยชน์ 3. ทฤษฎีความพอใจเท่ากัน 4. เส้นงบประมาณหรือเส้นราคา 5. ดุลยภาพของผู้บริโภค
86 กิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูกล่าวว่า การศึกษาทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค จะทำให้ทราบถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริโภค ทฤษฎีที่นิยม นำมาศึกษามีสองทฤษฎี คือ ทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Utility Theory) และทฤษฎีความพอใจเท่ากัน (Indifference Preference Theory) เป็นการวิเคราะห์ด้วยเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve Analysis)ทฤษฎีอรรถประโยชน์ เป็นการวิเคราะห์ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า ความพอใจของผู้บริโภคสามารถวัดเป็นหน่วยได้ส่วนทฤษฎีความพอใจเท่ากันสามารถ จัดอันดับความพอใจได้ แต่ไม่จำเป็นต้องวัดออกมาเป็นหน่วย 2. ครูกล่าวว่า หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 นี้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันในวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคหากผู้เรียนจะเป็นผู้ประกอบการ ขั้นสอน 3. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ความหมายและลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค 3.1 ความหมายของผู้บริโภค ผู้บริโภค (Consumer) เป็นหน่วยเศรษฐกิจ (Economic Unit) หน่วยหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของอุปสงค์ใน สินค้าและบริการชนิดต่าง ๆ และมีผลต่อเนื่องทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการประเภทต่าง ๆ ผลผลิตยังมีความสำคัญต่อ เศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ความสำคัญของผู้บริโภคดังกล่าวทำให้นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจต่อ พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) และทำการศึกษาอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคขึ้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ ทฤษฎีที่ว่าด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค จะอธิบายว่าผู้บริโภคตัดสินใจอย่างไรที่จะเลือกซื้อสินค้า ทำไมจึง ซื้อ ซื้ออะไร และจำนวนเท่าใด ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ทฤษฎีอรรถประโยชน์ และทฤษฎีความ พอใจเท่ากันและเส้นงบประมาณ 3.2 ลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ข้อสมมติฐานในทาง เศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค มีดังนี้ 1. การเลือกซื้อสินค้าและบริการ ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ทำให้ได้รับความพอใจมาก ที่สุด บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น “มนุษย์เศรษฐกิจ” จะมีการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ทำให้ได้รับความสนใจมาก ที่สุด และได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคสินค้าและบริการนั้น ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ 2. งบประมาณของผู้บริโภค ในกรณีที่ผู้บริโภคมีรายได้จำนวนจำกัด จำเป็นต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราคาและปริมาณของสินค้าและบริการ จะพบว่าในผู้บริโภคที่มีรายได้ตํ่าจะชอบเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาถูก และได้ ของในปริมาณมาก จึงต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกซื้อนาน ในทางตรงกันข้าม ผู้บริโภคที่มีงบประมาณอย่างไม่จำกัด
87 มักจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาและปริมาณของสินค้าและบริการนั้น และมักจะมุ่งสู่ความพอใจเป็นหลักสำคัญ 3. อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม ผู้บริโภคจะคำนึงถึงความพอใจส่วนที่เพิ่มเข้ามาจากการบริโภคสินค้าและ บริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่ง “ส่วนเพิ่ม” ของการบริโภคสินค้าที่บริโภคเพิ่มขึ้นทีละหน่วยจะมีค่าลดลง เมื่อผู้บริโภคบริโภค สินค้าชนิดนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าหน่วยแรก ๆ จะมากกว่าที่ได้รับ จากสินค้าหน่วยหลัง ๆ ซึ่งเป็นไปตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย 4. สินค้าต่างชนิดกัน ผู้บริโภคย่อมมีความพอใจที่จะได้บริโภคสินค้าหลายชนิดแตกต่างกันไปตาม จำนวนที่สามารถจะบริโภคได้ เป็นการแบ่งรายได้ใช้จ่ายในสินค้าหลาย ๆ รายการ เพื่อการดำรงชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับ ภาวะเศรษฐกิจ โดยได้รับความพอใจจากการบริโภค ข้อสมมติเหล่านี้ เป็นลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค ซึ่งจะศึกษารายละเอียดในเรื่องของทฤษฎี อรรถประโยชน์ (Utility Theory) และเส้นความพอใจเท่ากัน (Indifference Curve) การเข้าใจถึงอุปสงค์และอุปทาน จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์การทำงานของกลไกตลาดได้อย่างถูกต้อง มากขึ้น ส่วนสำคัญของการศึกษาอุปสงค์ก็คือ การศึกษาทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค และส่วนสำคัญของการศึกษาอุปทานก็คือ การศึกษาทฤษฎีการผลิตและการกำหนดราคาของผู้ผลิต ในที่นี้ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภคมีอยู่สองทฤษฎีหลัก ๆ คือ ทฤษฎี อรรถประโยชน์ และทฤษฎีความพอใจเท่ากัน ทฤษฎีอรรถประโยชน์เป็นการวิเคราะห์ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า ความพอใจของ ผู้บริโภคสามารถวัดเป็นหน่วย ๆ ได้ส่วนทฤษฎีความพอใจเท่ากันไม่จำเป็นต้องวัดออกมาเป็นหน่วย ๆ แต่ให้จัดอันดับความ พอใจเท่านั้น 4. ครูใช้สื่อ Power Point ประกอบเทคนิคการบรรยาย ทฤษฎีอรรถประโยชน์ เป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้พยายามอธิบายพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้บริโภค ซึ่งทฤษฎีนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในตอนปลาย ศตวรรษที่19 จากผลงานของนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน เช่น Le'on Walras นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และ Alfred Marshall นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นต้น ก่อนที่จะศึกษาหรืออธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยทฤษฎีอรรถประโยชน์ ควรทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า “อรรถประโยชน์”เสียก่อน 4.1 ความหมายและลักษณะของอรรถประโยชน์ อรรถประโยชน์ (Utility) หมายถึง ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการชนิดใด ชนิดหนึ่ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง สินค้าใดที่สร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภคได้มาก แสดงว่าสินค้านั้นมีอรรถประโยชน์มาก แต่ถ้า สร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภคได้น้อย แสดงว่าสินค้านั้นมีอรรถประโยชน์น้อยอรรถประโยชน์จะขึ้นอยู่กับความชอบ ความ พอใจ หรือการตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งนั้นของผู้บริโภคแต่ละคน ดังนั้น สินค้าชนิดเดียวกันอาจสร้างความพอใจให้กับ ผู้บริโภคแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น ผู้บริโภคที่ชอบดื่มกาแฟย่อมได้รับอรรถประโยชน์จากกาแฟมากกว่าผู้บริโภคที่ไม่ชอบดื่ม กาแฟ แม้ว่าจะเป็นผู้บริโภคคนเดียวกัน แต่ถ้าบริโภคในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจทำให้อรรถประโยชน์ที่ได้รับจากการดื่มกาแฟ ต่างกันไปด้วย ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ามาบริโภคเพื่อให้ได้รับความพอใจสูงสุดตามทฤษฎีอรรถประโยชน์มีข้อสมมติดังนี้
88 1. ผู้บริโภคเป็นผู้ที่มีเหตุผลในการเลือกบริโภคสินค้า (Rationality) โดยจะเลือกซื้อสินค้าที่ทำให้ได้รับ อรรถประโยชน์สูงสุด และผู้บริโภคทุกคนมีรายได้จำกัด ดังนั้น ในการเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบอรรถประโยชน์ ของสินค้าแต่ละชนิดก่อน และสินค้าที่ให้อรรถประโยชน์มากที่สุดจะถูกเลือกก่อนตามลำดับ 2. ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าและบริการ (Cardinal Utility) สามารถวัดออกมา เป็นหน่วยหรือตัวเลขได้ เช่นเดียวกับการวัดนํ้าหนักของสินค้าและบริการอื่น ๆ หน่วยนับของอรรถประโยชน์หรือความพอใจ คือ ยูทิล (Utils) เช่น นํ้าดื่ม 1 ขวด ให้ความพอใจหรือให้อรรถประโยชน์แก่ผู้บริโภค10 ยูทิล เป็นต้น และสินค้าสามารถแบ่ง ออกเป็นหน่วยย่อย ๆ ได้ แต่ละหน่วยมีลักษณะและคุณภาพเหมือนกันทำให้การซื้อขายสินค้าทำได้สะดวกและสินค้าสามารถ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ 3. อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility) การลดน้อยถอยลง (Diminishing) กล่าวคือถ้าผู้บริโภค บริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้รับจากสินค้าหน่วยหลัง ๆ จะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นไป ตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (Law of Diminishing Marginal Utility) 4. อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเงินมีค่าคงที่ (Constant margind Utility of Money) กล่าวคือ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเงินนั่นคงที่ ไม่ว่าจำนวนเงินจะลดลงหรือเพิ่มมากขึ้นเพียงไร 5. ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าแต่ละชนิดเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งหมายความว่าความ พอใจในการบริโภคสินค้า x ขึ้นอยู่กับการบริโภคสินค้า x เพียงอย่างเดียว และได้ขึ้นกับประมาณการบริโภคของสินค้า y 4.2 ประเภทของอรรถประโยชน์ อรรถประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. อรรถประโยชน์รวม (Total Utility: TU) หมายถึง จำนวนความพอใจทั้งหมดที่ผู้บริโภคได้รับจาก การบริโภคสินค้าในปริมาณหนึ่ง ๆ ซึ่งหาได้จากการนำอรรถประโยชน์ที่ได้รับจากสินค้าทุกหน่วยที่บริโภคมารวมกัน ดังนั้น ค่าของอรรถประโยชน์รวมจึงขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่บริโภค 2. อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย หรืออรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility: MU) หมายถึง อรรถประโยชน์ส่วนที่เพิ่มขึ้น (หรือลดลง) เมื่อผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าชนิดเดียวกันนั้นเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) อีกหนึ่งหน่วย หรือสามารถแสดงได้ว่า อรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย คือ ความพอใจที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อจำนวนสินค้าที่บริโภค เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย