คำนำ
เล#มการนำเสนอเล#มนี้เป/นส#วนหนึ่งของวิชา ETP510ปรัชญาการศึกษา คุณธรรม
จริยธรรม และจรรยาบรรณความเป/นครู ผูNจัดทำจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมขNอมูล ความรูNและเป/นสื่อ
การเรียนการสอนในเนื้อหาของวิชาปรัชญาดNานการศึกษา จรรยาบรรณ คุณธรรม และจริยธรรม
สำหรับครูอันเป/นขNอควรศึกษา และปฏิบัติ การจัดทำเล#มการนำเสนอสำเร็จลุลวงตาม
วตั ถุประสงคไX ปไดดN Nวยดี
ผูNจัดทำขอขอบพระคุณรองศาสตราจารยX ดร.ฐิติพร พิชญกุล อาจารยXประจำวิชา ที่ท#าน
ไดNใหNคำแนะนำในการจัดทำเล#มการนำเสนอใหNมีความสมบูรณXมากยิ่งขึ้น ผูNจัดทำมีความมุ#งมั่นใน
การจัดทำเล#มการนำเสนอนี้และหวังว#าจะมีประโยชนXต#อผูNสนใจศึกษาเป/นอย#างมาก หากผิดพลาด
ประการใดผNจู ัดทำตNองขออภัยไวN ณ ทนี่ ดี้ Nวย
คณะผูจN ัดทำ
มีนาคม 2564
สารบัญ หน#า
5
ทฤษฎีพัฒนาการด.านสตปิ 3ญญา /ทฤษฎเี ชาว:นป3ญญา 35
ปรัชญาตะวันตก และ ปรัชญาตะวนั ออก 77
อภิปรัชญา 120
ญาณวิทยาและคุณวิทยา 148
ทฤษฎีการศกึ ษา/ทฤษฎกี ารเรยี นร.ู 221
ความเปPนครู จรรยาบรรณวิชาชพี ครู/เกณฑม: าตรฐานวชิ าชพี 253
จติ วญิ ญาณความเปPนครู คาU นิยมครู 280
กฎหมายการศึกษา
การเปนP แบบอยาU งที่ดี มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม เปPนพลเมืองท่เี ข.มแข็ง 313
ดำรงตนใหเ. ปPนท่เี คารพศรัทธาของผู.เรยี นและสมาชกิ ในชุมชน
สภาพการณ:พัฒนาวิชาชีพครู กลวิธีการพฒั นาการศกึ ษาท่ียงั่ ยืน ความรอบร.ู ทันสมยั 376
ทันตอU การเปลีย่ นแปลง
ทฤษฎีพัฒนาการด.านสตปิ 3ญญา
ทฤษฎีเชาว8นป3ญญา
4
คณะผู.จดั ทำ
นางสาวธิดารัตน, สนธ์ทิ ิม นางสาวปย9 ะธิดา ฉำ่ อำนวย นางสาวพัชรี นามแสง
63B44640507 63B44640514 63B44640515
นางสาวเพ่ิมศิริ ชมพHู นางสาวสุภคั ตรา ใจสอาด นางสาวไอลดา ขันธสนธิ์
63B44640517 63B44640520 63B44640530
5
ความหมายของคำวา+ “สติปญ2 ญา”
สติปญa ญา หมายถงึ ความถนัดของบคุ คลท่มี ี ลกั ษณะรวมๆ หลายสภาวะ และความถนดั นีท้ าใหบN คุ คลสามารถเรยี นรNไู ดN
(ซูเปอรX (Super), 1949: 58-59)
T E M P L AT E
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetadipiscing elitusl
สตปิ aญญา หมายถงึ ความสามารถทไ่ี ดรN บั การพฒั นามาจากปsdรeoะdloสdreoบsediกumsาmagรonณdalteaXทlmiq่ีมpuoaปี r. iUรntcะiednโidiยmunชatdนumtX liคanbiวmorาeveมentสiamา,มารถในการปรบั ตนเอง
ใหNเขNากับ ส่งิ แวดลNอม ความสามารถในการการปฏิบัติ หรอื ความสามารถในการเรียนรูN (เวอรXนอนquis nostrud exLoremoe ipsum dolor sit amet, (Vernon), 1960: 28)
consectetadipiscing elitl sed dou uesu
aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud
exLoremoe
สรปุ สตปิ aญญา หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นรแNู ละนำความรูไN ปใชNประโยชนใX น การปรับตนและแกNไขปญa หาตา# ง ๆ
อ$างองิ : กฤตวรรณ คำสม. (ตุลาคม 2557). การใชฐX านขอX มลู [PDF]. เอกสารประกอบการสอน
รายวชิ า จติ วิทยาสำหรบั ครู (หนXา 105), อดุ รธานี : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี
http://1ab.in/Top p0y 6
ความหมายของ”พัฒนาการทางสติป2ญญา”
• เฮอรลX อค ไดNใหNความหมายของพฒั นาการไววN #า หมายถึง การเปลีย่ นแปลงตา# งๆท่มี ลี ำดับขั้นตอนตอ# เนือ่ ง เนนN
ขบวนการการเปลยี่ นแปลงทง้ั ทางรา# งกาย จิตใจ สติปaญญา ผสมผสานกนั
• เพยี เจทX เชอ่ื วา# พฒั นาการทางสตปิ ญa ญานั้นหมายถึง ความสามารถทจ่ี ะคิดคNนส่งิ ทเี่ ป/นนามธรรมอยา# งมเี หตผุ ล
สุมนา พานชิ กลา# ววา# พฒั นาการทางสติปญa ญา หมายถงึ ความสามารถในการจำ การรูNจกั คดิ การใชNเหตุผลใน
การแกNปaญหา การที่เด็กจะมคี วามสามารถดังกล#าวไดN จำเป/นตNองไดรN ับการพัฒนาไปตามข้ันตอน เร่มิ จากการรบั รNสู งิ่
ต#างๆ ดNวยประสาทสมั ผัสทง้ั หNา คือการจบั ตอN ง การเห็น การไดยN ิน การรูNรส และการไดNกล่ิน การกระตNุนเขาN ประสาท
สมั ผสั ทง้ั หาN ของเด็กทำใหเN กิดพฒั นาการทางสตปิ aญญา
อา$ งองิ : เจXาของรXาน Brain Kiddy. (2562). พัฒนาการเด็ก อายุ1-6 ปu ดXานสติปvญญา
สบื คนX เมอ่ื 16 กมุ ภาพนั ธ, 2564, จากเว็บไซด, http://www.brainkiddy.com/b/46 7
พฒั นาการทางสติปญ. ญาของบุคคลเป7นไปตามวยั ต<าง ๆ เปน7 ลำดับขน้ั 8
ขน้ั ท่ี 1. ข้นั ประสาทรบั รูHและการเคลื่อนไหว เร่มิ ตั้งแต#แรกเกดิ จนถงึ 2 ปu มรี ะยะ พฒั นาการ 6 ระยะ
ระยะท่ี 1 Reflex Activity ( อายแุ รกเกิด-1เดือน)
ระยะที่ 2 First Differentiations (อายุ 1- 4 เดอื น)
ระยะที่ 3 Reproduction of interesting event (อายุ4-8เดือน )
ระยะที่ 4 Coordination of Schemata (อายุ 8-12 เดือน)
ระยะที่ 5 Invention of New Means (อายุ 12-18 เดือน)
ระยะที่ 6 Representation (อายุ 18-24 เดือน)
อา$ งองิ : รศ.สมชาย รัตนทองคำ 2558 ,หนXา 38 - 40
ขัน้ ท่ี 2 ข้นั กอ< นปฏิบตั กิ ารคดิ (Preoperational Stage) เรมิ่ ต้งั แต#อายุ 2-7 ปu แบง# ออกเปน/ ข้นั ย#อยอีก 2 ขนั้ คอื
1. ขน้ั กอ< นเกิดสงั กัป เป/นข้ันพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปu เป/นชว# งท่เี ด็กเริ่มมเี หตผุ ลเบอื้
2. ขน้ั การคิดแบบญาณหยง่ั รูH เป/นขนั้ พฒั นาการของเด็ก อายุ 4-7 ปu ขนั้ นเ้ี ด็กจะเกดิ ความคดิ รวบยอด
ขัน้ ท3ี่ ขน้ั ปฏบิ ตั กิ ารคดิ ดาH น รปู ธรรม (Concrete Operation Stage) เริ่มจากอายุ 7-11 ปu ความสามารถในการ
คดิ ยNอนกลบั
ขั้นที่ 4.ขนั้ ปฏบิ ัติการคิดดวH ยนามธรรม (Formal Operational Stage) เริม่ จาก อายุ 11-15 ปu เดก็ จะสามารถท่ีจะ
คิดหาเหตผุ ลนอกเหนอื ไปจากขอN มลู ท่มี ีอยูส# ามารถทีจ่ ะคิดแบบนักวิทยาศาสตรX สามารถทจี่ ะตัง้ สมมุตฐิ านและทฤษฎี
อา$ งองิ : รศ.สมชาย รตั นทองคำ 2558 ,หนXา 38 - 40 9
1) ความเจรญิ เติบโตทีเ่ พ่มิ ข้นึ สังเกตไดจ. ากการเพิ่มการ 2) ความเจริญเติบโตขึ้นอยUกู ับเหตุการณ: ทีเ่ กดิ ขนึ้ ภายใน
ตอบสนองทไ่ี มUผูกพนั กับส่งิ เร.าเฉพาะตามธรรมชาติ ตัวคนไปสUู "ระบบเกบ็ รกั ษา" ทส่ี อดคล.องกับสิ่งแวดลอ. ม
3) ความเจรญิ เตบิ โตทางสตปิ ญ3 ญา เกยี่ วขอ. งกับการเพิ่ม 4) ความเจริญเตบิ โตทางสตปิ 3ญญาขึ้นอยูกU บั ปฏิสัมพนั ธ:ท่ี
ความสามารถท่ีจะพดู กับตนเองและคนอืน่ ๆโดยใชค. ำพดู และ เปนP ระบบและโดยบงั เอญิ ระหวาU งผูส. อนและผ.เู รียน
สญั ญาลักษณ:
6) การพัฒนาทางสตปิ 3ญญาเหน็ ไดจ. ากการเพ่มิ
5) การสอนสามารถอำนวยความสะดวกไดโ. ดยสื่อทางภาษาซ่ึง ความสามารถทจี่ ะจัดการกับตวั เลอื กหลาย ๆ อยUางใน
จบลงโดยไมเU พียงแตเU ปนP สือ่ สำหรับการแลกเปล่ยี นเทUาน้นั เวลาเดยี วกันความสามารถท่ีจะเฝาl ดขู ั้นตอนตาU งๆใน
แตUยงั เปPนเครื่องมอื ท่ีผ.ูเรยี นสามารถใช.ใหต. นเองนำคำสัง่ ไปยัง ระยะเวลา
ส่ิงแวดลอ. มดว. ย
10
อา$ งองิ : Bruner, 1966 อXางถงึ ใน ธวัชชัย ชัยจริยฉายุล, 2529)
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญa ญาของมนุษยX 1. ขน้ั การเรียนรูNจากการกระทำ (Enactive Stage)
แบง# ไดเN ป/น 3 ข้ัน ใหญ#ๆ คือ 2. ขั้นการเรยี นรจูN ากความคิด (Iconic Stage)
3. ขั้นการเรียนรNูสญั ลกั ษณแX ละนามธรรม (Symbolic Stage)
อา$ งอิง : รศ.สมชาย รตั นทองคำ 2556 ,หนXา 19 - 21
11
ดNานสตปิ ญa ญา (Intellectual Skills) ประกอบดNวยทักษะยอ# ย 4 ประการคอื 12
1. การจำแนกแยกแยะ (Discriminaitons)
2. การสราN งความคดิ รวบยอด (Concepts)
แบUงเปPน 2 ระดบั ยอU ย ๆ คอื
o ความคิดรวบยอดระดบั รูปธรรม (concrete Concerpts)
o ความคิดรวบยอดระดับนามธรรมทีก่ ำหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมตาU ง ๆ (Defined Concepts)
3. การสราN งกฎ (Rules)
4. การสราN งกระบวนการหรือกฎช้ันสงู (Procedures of Higher Order Rules)
อา$ งอิง : รศ.สมชาย รัตนทองคำ 2558 ,หนาX 41 - 42
แบบเกา] ดNานพทุ ธิพสิ ยั
ความรู.
ความเข.าใจ แบบใหม]
การนำไปใช. การจำ
การวิเคราะห: การเข.าใจ
การสงั เคราะห: การประยกุ ตใ: ช.
การประเมินคาU การวิเคราะห:
การประเมนิ ผล
การสรา. งสรรค:
อ$างอิง : มัณฑรา ธรรมบศุ ย,. จติ วิทยาสำหรบั ครู. https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/ 13
ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปญ2 ญาของเลฟ เซเมโนวิช ไวก@อตสก้ี
ไวกอ• ตสก้ีอธบิ ายว#าพัฒนาการทางสตปิ aญญาสามารถแบ#งไดเN ปน/ สองขนั้ (Diaz & Berk,1992) คอื
ระดบั สติปญa ญาขน้ั พืน้ ฐาน ระดับสติปaญญาข้นั สงู
ภาษาสงั คม (อายุ 0-3 ป)u
ภาษาพดู กบั ตนเอง (อายุ 3-7 ป)u
ภาษาในตนเอง (อายปุ ระมาณ 7 ป)u
นอกจากภาษาแลNวยงั มีสญั ลักษณXที่ช#วยในกระบวนการพัฒนาสติปญa ญาดNวยเคร่อื งหมายนแี้ บ#งไดเN ป/น 3 ชนิด คือ
เครอ่ื งหมายดชั นี เครื่องหมายภาพตัวแทน เครือ่ งหมายสัญลักษณX
อ"างอิง : ทิศนา แขมมมณี.(-../). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื?อการจดั กระบวนการเรียนรู้ท?ีมีประสทิ ธิภาพ.กรุงเทพมหานคร.สาํ นกั พิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . 14
การเรยี นรู)เพื่อพัฒนาการทางสตปิ ญ6 ญา
เด็กแต#ละคนมีวิธีการเรียนรูNที่แตกต#างกัน เปรียบเหมือนสายรุNงที่หลากสี บุคคลจึงมีหลากหลาย
รสนิยม มีความแตกต#างของบุคลิกภาพ ครูและผูNปกครองตNองตระหนักและมองเห็นคุณค#าของความแตกต#างเพื่อ
การคNนหาใหNพบว#า เด็กมีลักษณะการเรียนรูNหรือความสามารถที่จะเรียนรูNในทางใด เพื่อจะไดNดำเนินกิจกรรมการ
พฒั นาเดก็ ใหเN ตม็ ตามศกั ยภาพและไดใN ชNความสามารถไดสN งู สุด
(ณัชนนั แกวN ชัยเจริญกิจ, 2550,หนNา 2)
15
โดยแตล< ะข้นั พฒั นาการจะมีความสามารถทางสตปิ ญ. ญาทเ่ี ปน7 เอกลกั ษณเi ฉพาะตน
Ø ไดNมาจากพฒั นาการทางชวี วิทยา
Ø ส่ิงทม่ี ีชีวิตดำรงชพี อยไ#ู ดดN Nวยการปรบั ตัวที่เหมาะสมกบั สภาพแวดลอN ม
Ø ววิ ัฒนาการทางรา# งกายเกิดจากการเปล่ียนแปลงร#วมกนั ของลักษณะทางกรรมพนั ธุแX ละสิ่งแวดลNอม
Ø พัฒนาการทางปaญญาก็คือการเปลี่ยนแปลงโครงสรNางความรูNความคิด (Cognitive structure) หลงั จาก
การมีปฏสิ มั พันธกX ับส่งิ แวดลNอม
(ณัชนนั แกNวชยั เจรญิ กิจ, 2550,หนาN 4) 16
แนวคดิ การเรยี นรู)เพื่อพัฒนาการทางสตปิ ญ6 ญา
ประกอบไปดวH ย
1. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ .ญญาของเพียเจตi
รูปแบบแนวคือ นักเรียนที่มีอายุเท#ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปaญญาที่แตกต#างกัน ดังนั้นจึงไม#
ควรเปรียบเทียบเด็ก ควรใหNเด็กมีอิสระที่จะเรียนรูNและพัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการ
ของเขา
(พรรณี ช. เจนจิต, 2528, หนาN 47)
17
แนวคิดการเรยี นรเ)ู พ่ือพัฒนาการทางสติปญ6 ญา
2. ทฤษฎีพฒั นาการทางสตปิ ญ. ญาของบรุนเนอรi
กระบวนการคNนพบการเรียนรูNดNวยตนเอง เป/นกระบวนการเรียนรูNที่ดีมีความหมายสำหรับผูNเรียน
การวเิ ครา0ะหXแ1ละจัดโครงสรNางเนอ้ื หาสาระการเรยี นร0ใูN หเN 2หมาะสมเปน/ ส่ิงทีจ่ ำเป/นทีต่ Nองทำกอ# น0การ3สอน
Lorem ipsum Lorem ips(uชmยั วัฒนX สทุ ธิรัตน,X 2552 : หนLNาo2re7-m28i)psum
18
Vs.
19
ความหมายและแนวคดิ เชาวนป; =ญญา
เชาวนXปaญญา หมายถึง ความฉลาด ความสามารถในการทำความเขNาใจสิ่งต#าง ๆ ความสามารถในการ
แกNปaญหาไดNอย#างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งศักยภาพในการเรียนรูNจากประสบการณX ปaจจุบันนักจิตวิทยาไดNจัดลำดับ
ลักษณะความสำคัญของคุณสมบัติที่ใชNเป/นตัวแทนในการแสดงถึง ความสามารถทางเชาวนXปaญญาของมนุษยX
ออกเปน/ 3 ลกั ษณะ
อ"างอิง : https://www.mycareer-th.com/res_multiple_intelligences.php 20
ความสามารถทางเชาวนปD ญ2 ญาของมนษุ ยDออกเปGน 3 ลกั ษณะ
1.ความสามารถที่เกี่ยวขNอง 2.ความสามารถในการ 3.ความสามารถในเรื่องต#าง ๆ
กับเรื่องความคิด สัญลักษณX แกNปaญหา ซึ่งจะเนNนใน เช#น ความสามารถทางดNาน
ก า ร ส ร N า ง ค ว า ม ส ั ม พ ั น ธX เรื่องความสามารถใน ภ า ษ า ส ั ญ ล ั ก ษ ณX
ความคิดรวบ ยอด และ การปรับตัวเขNากับ ความสามารถ ทาง
ความสามารถในทำความ สภาพการณXใหม#ไดNอย#าง คณิตศาสตรX ความสามารถ
เขาN ใจกฎเกณฑXต#าง ๆ เหมาะสม ทางดNานมิติสัมพนั ธX
อ"างองิ : https://www.mycareer-th.com/res_multiple_intelligences.php 21
แนวคดิ เชาวน;ป=ญญา
บิเนตX (Binet, 1916) ไดใN หNความหมายเชาวนXปญa ญาไววN #า คอื แนวโนNมในการใชNความสามารถท่ีจะ
เขNาใจสงิ่ ใดส่ิงหนง่ึ ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ แลNวสามารถเอาความเขNาใจนน้ั ไปดัดแปลง แกไN ข สราN งสรรคX
แกปN ญa หาใหNบรรลุตามเปา• ประสงคX และยงั รวมถึงความสามารถในการใชNวจิ ารญาณอกี ดNวย
อ$างอิง : สรุ ศักด์ิ อมรรนั ตศักดิ์, 2544, หนาX 4 22
แนวคดิ เชาวนปD 2ญญา
กอดดารดX (Goddard, 1946) ไดNใหNความหมายเชาวนปX ญa ญาไวNว#า หมายถงึ ความสามารถในการทำ
กจิ กรรมตา# งๆ ซง่ึ มลี ักษณะดังตอ# ไปนี้
1.ยาก 2.ซบั ซอN น
7.มีการกระทำที่คิดขึ้นเอง และยังคง 3.เป/นนามธรรม
รักษากิจกรรมเหล#านั้นไวNไดNภายใตN 4.ประหยดั ทางเศรษฐกจิ
สภาวการณX ซึ่งตNองการมีสมาธิของ
พลงั งานและการต#อตาN นแรงอารมณX
6.ใหคN ณุ ค#าทางสงั คม 5.มกี ารปรับตวั ใหบN รรลุถึงเป•าหมาย
อ"างองิ : จำเนยี ร ชว@ งโชติ, 2547, หนLา 31 23
ความเปน> มาของการวัดเชาวน;ป=ญญา
Gaiton เป/นนักชีววิทยาที่สนใจศึกษาเรื่องพันธุกรรมไดNสรNางเครื่องมือวัดความคล#องแคล#วของการใชN
อวัยวะและประสาทสัมผัสต#างๆ มีความเชื่อคุณลักษณะบางประการทางดNานร#างกาย มีความเกี่ยวขNองกับเชาวนX
ปaญญาของคน ในเวลาต#อมา Cattell ไดNสรNางแบบทดสอบวัดเชาวนXปaญญาขึ้นโดยยึดลักษณะทางดNานร#างกายตาม
แนวทางของ Calton และ Cattell เป/นคนแรกที่ใชNคำว#า Mental Test ตอ# มา Binet มีความเชื่อเรื่องเชาวนX
ปaญญาควรมาจากความสามารถทางสมองดาN นตา# งๆ เช#น ความจำ ความเขNาใจ การคดิ หาเหตุผลเปน/ ตNน
01 02 03
ความสามารถทางสมอง
Lorem ipsum ความจำ LorคeวmามiเpขsHาuใmจ การคิดหาเหLตoผุ rลem ipsum
อา" งอิง : Goddard, 1946, อาL งถึงใน จำเนียร ช@วงโชติ, 2547, หนาL 31 24
ทฤษฎีเก่ยี วกับเชาวนป0 ญ2 ญา
ทฤษฎเี ก่ยี วกบั เชาวนป0 ญ2 ญามีมากมายหลายทฤษฎี แตกต:างกันไปตามความเช่อื และการศึกษา
คนD ควDาของแตล: ะบุคคล เพือ่ ยึดถอื เปนJ หลกั ในการสราD งแบบทดสอบวัดเชาวน0ปญ2 ญา สุรศกั ด์ิ อมรรตั นศกั ด์ิ ไดD
กล:าวถึงทฤษฎีเกย่ี วกบั เชาวน0ปญ2 ญา ดังตอ: ไปน้ี
1. ทฤษฎีองคป: ระกอบเดยี ว 2 .ทฤษฎสี ององค:ประกอบ 3. ทฤษฎีหลายองคป: ระกอบ
Un-Factor Theory Two-Factor Theory Multiple Factor Theory
อ้างอิง*สรุ ศกั ดOิ อมรรัตนศกั ดOิ -.QQ, หน้า Q.-..)* 25
1. ทฤษฎอี งคป; ระกอบเดยี ว (Un-Factor Theory
• บางทเี รยี กทฤษฎนี ี้วา# Global Factor ทฤษฎนี ้มี ีความเชอ่ื วา# เชาวนXปaญญามีลักษณะเป/นอันหนง่ึ อนั
เดียว ไม#แยกเป/นส#วนยอ# ยซง่ึ มีลกั ษณะคลNายกับความสามารถทว่ั ๆไป (General Ability) ผคNู ิดทฤษฎนี คี้ ือ
Binet และเขาไดNสรNางแบบทดสอบวดั เชาวนXปญa ญาตามแนวคิดนี้ โดยคดิ คะแนนจากความสามารถรวม ๆ
แลNวแปลความหมายเชาวนปX ญa ญา
อLางอิง* (สุรศักด์ิ อมรรัตนศกั ด,ิ์ 2544, หนLา 45-55) 26
2 .ทฤษฎสี ององค;ประกอบ (Two-Factor Theory)
• 2.1. ความสามารถทัว่ ๆไป (General Factor) เปน/ ความสามารถในการทำกจิ กรรมต#างๆทุกชนดิ ซงึ่
สอดแทรกอย#ูในทุกอิรยิ าบถของความคดิ และการกระทำของมนุษยแX ตล# ะคนจะมีความสามารถทว่ั ไป
แตกตา# งกนั ไปแตล# ะบุคคล
• 2.2. ความสามารถเฉพาะ (Specific Factor) เป/นความสามารถเฉพาะในการทำกจิ กรรมอย#างใดอย#างหนง่ึ
ความส0ามา1รถเฉพาะนบั ว#าเป/นองคXประกอบสำค0ัญทที่2ำใหมN นษุ ยมX ีความแตกต#างกนั และเป0/นคว3ามสามารถ
พเิ ศษท่ีมอี ยใู# นตัวบุคคล เช#น ความสามารถทางคณติ ศาสตรX ความสามารถทางภาษา ความสามารถทาง
จักรกล และความสามารถทางดนตรเี ป/นตนN
Lorem ipsum Lorem ipsum Lorem ipsum
อLางอิง*สรุ ศกั ดิ์ อมรรัตนศักดิ,์ 2544 หนLา 45-55 27
3. ทฤษฎีหลายองค0ประกอบ (Multiple Factor Theory)
• ผูนN ำคนหน่งึ ของทฤษฎหี ลายองคปX ระกอบคอื Thurstone เปน/ ผทNู ีน่ ำเอาการวิเคราะหXองคปX ระกอบ
(Factor Analysis) แบบ Centroid มาใชNในการวิเคราะหผX ลการสอบจากแบบทดสอบหลายฉบบั ทำใหN
สามารถแยกแยะความสามารถทางสมองออกเป/นส#วนย#อย ๆ ไดหN ลายอยา# งโดยที่ Thurstone ไดสN รุป
ลกั ษณะความสามารถพ้นื ฐานทางสมองทส่ี ำคญั มดี งั นี้
อาX งองิ *สุรศกั ด์ิ อมรรัตนศักดิ์, 2544 หนาX 45-55 28
1. ความสามารถดNานภาษา (Verbal Factor) 29
2. ความสามารถดNานตวั เลข (Number Factor)
3. ความสามารถทางดาN นเหตุผล (Reasoning Factor)
4. ความสามารถดาN นมิติสมั พนั ธX (Spatial Factor)
5. ความสามารถดNานการจำ (Memory Factor)
6. ความสามารถดาN นการรบั รูN (Preception Factor)
7. ความสามารถดาN นความคล#องแคล#วในการใชคN ำ (Word Fluemy Factor)
อLางอิง*สรุ ศกั ด์ิ อมรรตั นศกั ด์,ิ 2544 หนาL 45-55
การวดั เชาวนป* ,ญญา
ระดบั เชาวน,ป.ญญา หรอื ไอควิ (IQ ยอ: จาก Intelligence quotient)
หมายถงึ ความฉลาดทางเชาวน,ปญ. ญา การคิด การใชเP หตผุ ล การ
คำนวณ การเชอื่ มโยง ไอควิ เปXนศกั ยภาพทางสมองท่ตี ิดตัวมาแตก: ำเนิด
เปลีย่ นแปลงแกไP ขไดPยาก ไอคิว สามารถวดั ออกมาเปXนค:าสดั ส:วนตวั
เลขที่แนน: อนไดP
แบบทดสอบ แบบทดสอบ แบบทดสอบ
Standford-Binet Mechisier Scale Otis-Lennon Mental Ability Test
อLางอิง* Sackeim HA, Freeman J, McElhiney M, Coleman E, Prudic J, Devanand DP (1992). "Effects of major depression 30
on estimates of intelligence". J Clin Exp Neuropsychol. 14 (2): 268–88.
แบบทดสอบ Standford-Binet
เปXนแบบทดสอบวดั ความสามารถทางสมองเปXนรายบคุ คลแบบทดสอบ
แบง: เปนX หลายฉบบั ตามระดับอายสุ ามารถวัดเชาวนป, ญ. ญาของเดก็ ไดตP ้งั แต:
อายุ 2 ปcจนถงึ ระดบั ผใPู หญ:
แบบทดสอบสำหรบั เดก็ อายุ แบบทดสอบ Standford- แบบทดสอบสำหรับเด็กอายุ
2 ปd Binet 10 ปd
แบบทดสอบสำหรับเด็กอายุ MA คอื MentaIl.QA. !#g"e" = 100 แบบทดสอบสำหรับผ.ใู หญU
6 ปd (มากกวUา15ป)‹
หรอื อายสุ มอง
อXางอิง* (สรุ ศักดิ์ อมรรตั นศักดิ,์ 2544, หนาX 61 64) CA คอื Chronological Age หรอื อายจุ ริง
ตามปฏทิ นิ
31
แบบทดสอบ Mechisier Scale 32
ในการสรDางแบบทดสอบของ Wechisier มจี ุดม:งุ หมายเพ่อื ใหDมแี บบทดสอบวดั เชาวน0
ป2ญญาสำหรบั ผูDใหญ: ไดสD ราD งและพัฒนาสำหรับคนแตล: ะวัยแบ:งเปJน 3 ชดุ คือ
1. Wechsler Intelligence Scale (WAIS)
2. Wechsler Intelligence Scale for Children (WISC)
3. Wechsler Preschool and Primary Scale of Intelligence (WPPSI)
การหาคาH I.Q. จากการใชXแบบทดสอบของ Wechisier ไดมX กี ารสราX งตาราง Scale Score ไวXสำหรบั เทยี บหา I.Q. ของแบบทดสอบแตลH ะระดับอายุ
อา$ งองิ : สุรศกั ดิ์ อมรรัตนศกั ดิ์, 2544 หนXา 65-72
แบบทดสอบ Otis-Lennon Mental Ability Test
เปXนแบบทดสอบวดั เชาวนป, .ญญาแบบกลุม: สรPางโดย Otis และ Lennon
ในปc ค.ศ. 1967 เปXนแบบทดสอบท่สี ราP งขึ้นเพือ่ วัดความสามารถทวั่ ไปโดย
แบง: ออกเปXน 6 ระดับคอื ต้งั แตร: ะดับอนบุ าลจนถงึ ชัน้ 12 ใชPเวลาในการ
ทดสอบนาน 30-45 นาทขี ้นึ อยูก: บั เดก็ แตล: ะระดบั มกี ารวดั ความเขPาใจ
ทางดาP นภาษาและเหตุผลทางภาษา
อา$ งองิ : สรุ ศกั ด์ิ อมรรัตนศกั ด์,ิ 2544 หนXา 65-72 33
ป รั ช ญ า ต ะ วั น อ อ ก
และ
ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก
34
สมาชิกกลุ@ม 3
นางสาวกนกวรรณ บญุ รินทรz นางสาวกชกร อ@วมอินจนั ทรz นายปารวิ ชั เกาL อุดม
63B4460501 63B44640503 63B44640513
นางสาวสินนี ชุ อ่ิมสกลุ นายภเู บศ เสอื จำศลี นางสาวอชั ชาพรรณ บุญเกอ้ื
63B44640524 63B44640527 63B44640529
35
พระเจาX วรวงศ,เธอกรมหม่ืนนราธปิ พงศ,ประพนั ธ, ความหมายของปรัชญา
ท่ีมา: https://sites.google.com/site/gapsps3300/home-1/08
“ปรัชญา” น้ันเปนP คำทีพ่ ระเจ.าวรวงศ:เธอกรมหมืน่ นราธปิ พงศ:ประพนั ธ:
(พระองค:เจา. วรรณไวทยากร) ไดท. รงบัญญตั ขิ ึ้นเพอื่ ใช.คUูกบั คำภาษาอังกฤษวาU
“Philosophy” เปนP คำมาจากรากศพั ทภ: าษาสนั สฤต 2 คำคือ
1. ปร : ประเสริฐ
2. ชญา : ความร.ู, รู., เข.าใจ
เม่อื รวมกนั แลว. เปPน “ปรชญา” (ปรัชญา) แปลวาU ความร.ูอนั ประเสริฐ เปPน
วชิ าทีว่ Uาดว. ยหลกั แหUงความรู.และความจริง
“ปรัชญา” ตรงกบั คำภาษาบาลีทว่ี Uา “ป3ญญา”
ในพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบัณฑิตสถาน, 2525)
ได.นิยามความหมายของคำวาU “ป3ญญา” เอาไวว. Uา “ความร.ูแจง. , ความรอบรู.,
ความสขุ ุม, ความฉลาด”
อ"างองิ : ทองเปลอื ก อภัยวงศ,/ “ปรชั ญาการศึกษา Philosophy of Education” วารสารมหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตรอQ ยเอด็ 36
ปTท่ี 4 ฉบับท่ี 2 ประจำเดอื นกรกฎาคม- ธันวาคม 2558
ปรัชญาตะวันออก
ปรัชญาตะวันออกเกิดขึ้นมาในความเป/นศาสนา ซึ่งจะมีความเกี่ยวขNองกัน
อย#างแทบจะแยกไม#ไดN โดยศาสนานั้นมีรากเหงNามาจากความเชื่อ ความ
ศรัทธาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนหรือเนื้อหาของศาสนานั้น ๆ นำไปส#ู
พิธีกรรมต#างๆที่มุ#งสู#มรรคผล โดยปรัชญานั้นประกอบแนบแน#นกันกับ
ศาสนาในตวั ของความรNู และวิธีการไดมN าซึ่งความรNู
ปรชั ญาตะวันตก
แนวความคิด หลักการ ความรูNทางปรัชญาที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตกทั้งหมด ซึ่ง
นักปรัชญาเมธีเชื่อ ชาตินั้น ๆ ทางซีกโลกตะวันตกไดNคิดคNนขึ้น ก#อใหNเกิดขึ้นหรือตั้ง
สำนักขึ้น โดยปกติแลNวมักจะถือกันว#า ปรัชญาตะวันตกเริ่มก#อตัวขึ้นประมาณ 600
ปu ก#อนคริสตศักราช และเมื่อเกิดขึ้นก็ไดNมีความเจริญ วิวัฒนาการทางดNาน
ความรูN ความคิดเร่อื ยมาจนกระท่ังปจa จบุ ัน
37
อา" งองิ : สมหมาย ปวะบตุ ร, “ตำราหลักการศกึ ษา” คณะครุศาสตร/ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา; 2558
นกั ปรัชญาตะวนั ออก เล#าจอ้ื
• เลา< จอ้ื เป/นนกั ปราชญXทมี่ ีชือ่ เสยี งชาวจนี ทีส่ ดุ ท#านหน่งึ อ6างอิง: https://sukhumvit1.com/2019/06/09/laozi/
เลา# จอ๊ื ไดเN ขยี นตำราอนั เป/นแบบแผนในทางเต•า นนั่ คอื
“เต•าเต็กเกง็ ซง่ึ เปน/ ผลงานทางลัทธิเตา• ที่ยงั คงตกทอด ซอื หมา# เชยี น
มาถึงยคุ ปจa จบุ นั นี้ เล#าจอ๊ื เปน/ นักปราชญXท่เี ช่ียวชาญทาง
เต•า ประวัติศาสตรX ภูมิศาสตรX ดาราศาสตรX อา6 งองิ : https://th.wikipedia.org/wiki/
• ซือหมา< เชยี น ศึกษาชวี ติ ความเปน/ อย#ูของประชาชน
ขนบธรรมเนียม สภาพสังคม เศรษฐกจิ และเกษตรกรรม
เย่ยี มเยอื นสถานท่ี ท#องเทยี่ วทีม่ ีชอื่ เสยี งในทอN งถิ่นต#างๆ
ของจีน รวบรวมขNอมลู เก่ียวกับ บคุ คลและเหตกุ ารณXสำคญั
ในประวัติศาสตรX
38
นักปรชั ญาตะวันตก
ธาเลส (Thales) เพลโต ( Plato) อรสิ โตเติล (Aristotle)
ไดร# ับการยกย*องใหเ# ป1น ไดร# ับการยกย*องใหเ# ปน1
“บดิ าของปรัชญาตะวนั ตก” “บิดาแห*งวิชาปรัชญาการเมือง” ไดร# ับการยกยอ* งให#เป1น
“บดิ าแหง* รฐั ศาสตร”:
อา6 งอิง:https://dhrammada.wordpress.com/2014/09/07/%E0%B8%98%E0%B8 อา6 งองิ : https://philosophychicchic.com/plato-ad-aristotle/
%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA-thales/ อา0 งอิง: https://www.abnewstoday.com/14201
39
ป รั ช ญ า ต ะ วั น อ อ ก
40
ป รั ช ญ า อิ น เ ดี ย
ปรัชญาอนิ เดียเร่มิ ปรากฏหลกั ฐานวUามมี าตัง้ แตU 3,000 ป‹กUอน ค.ศ. ปรชั ญาที่กลาU วถงึ น้ีก็ คือ
พระเวท ปรชั ญาอินเดียล.วนเกิดจากคำสอนในคมั ภีร:พระเวท
คมั ภีรพc ระเวท เรม่ิ ตง้ั แตมU ีการเกิดมพี ระเวทขึ้นตามประวตั ิระบบแหUงแนวความคิดของอินเดีย
คัมภีร:พระเวทนั้นเปนP คมั ภีร:ทเ่ี กาU แกUท่ีสุด แบUงออกเปนP 4 อยาU งคือ
• ฤคเวท มีลกั ษณะเปPนคำฉนั ท: เปPนบทร.อยกรอง
• ยชุรเวท มีลักษณะเปPนร.อยแกว. วาU ดว. ยระเบยี บวธิ ใี นการประกอบพิธีบชู ายัญ
• สามเวท มีลกั ษณะเปPนคำฉันทใ: ช.สำหรบั สวดขบั กลUอมเทพเจา.
• อถรรพเวท เปPนที่รวบรวมเวทมนตค: าถาอาคมตUาง ๆ สำหรับใช.รUายแกข. องไมUดี และเพอ่ื ใชท. ำลาย
หรือให.เกดิ ผลรา. ยแกUศัตรู
พระมหามฆวินทร/ ปรุ ิสตุ ตฺ โม, ปรชั ญาสากล : วิเคราะหแ/ ละวิจารณ/ มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย ประวตั ิศาสตรป/ รชั ญาตะวันออก. https://superscholar.org/eastern-philosophy/ 41
ม ห า ก า พ ย;
1.มหากาพย) รามายณะ หรือ เปน( มหากาพย/ของอินเดยี ซึ่งทค่ี นไทยรจ<ู ักกนั เป(นอย?างดี คอื รามเกียรต์ิ เชอื่ ว?าเปน(
นทิ านทเี่ ล?าสืบต?อกนั มายาวนานในหลากหลายพน้ื ทีข่ องชมพทู วปี แต?ผไ<ู ด<รวบรวมแตง? ใหเ< ปน( ระเบียบครง้ั แรก คือ
Lษีวาลมีกิ
(พระลักษณ/ พระราม นางสดี า หนมุ าน ทศกัณฑ/ )
อ"างอิง : https://tidtipt2012.wordpress.com/2013/08/21 42
ม ห า ก า พ ย; 43
2. มหากาพยi มหาภารตะ หรือ ภารตะ มหากาพยXที่
ยิ่งใหญ#ของอินเดีย ตามตำนานกล#าวว#าผูNแต#งมหา
กาพยXเรื่องนี้คือ Ÿษีวยาส ซึ่งมีผูNที่ทำหนNาที่จดบันทึก
ทุกเรื่องราวคือ พระพิฆเนศ ซึ่งเป/นเรื่องราวความ
ขัดแยNงของพี่นNองสองตระกูล ระหว#าง ตระกูลเการพ
และตระกูลปาณฑพ ซึ่งทั้งสองตระกูลต#างก็สืบเชื้อ
สายมาจากทNาวภรต แห#ง กรุงหัสตินาปุระ จนบาน
ปลายไปสู#มหาสงครามที่ทุ#งกุรุเกษตร จำนวน 18 วัน
ซึ่งมีพันธมิตรของแต#ละฝ¢ายเขNาร#วมรบดNวยเป/น
จำนวนมาก
อา" งอิง :
https://www.youtube.com/watch?v=5IQeSNvWxE0&list=PLgHq_97HaPvlAcJd1OOCC7roRJr0fpdMz อ"างองิ : http://uptomechannel.blogspot.com/2018/02/blog-post_31.html
http://uptomechannel.blogspot.com/2018/02/blog-post_31.html 44
การแบงO กลมOุ ของปรัชญาอินเดยี จึงแบOงออกเปนG กลOุมใหญๆO ไดT 2 กลมOุ คือ
1. กลม<ุ อาสตกิ ะ (Orthodox) คอื กลุม# ท่ีเชอ่ื ถอื คมั ภรี Xพระเวทและยอมรบั ความสำคญั ของคัมภรี X พระเวท
กลุ#มอาสตกิ ะยงั แบง# ออกไปอีก 6 ระบบ คอื ปรัชญานยายะ ปรชั ญาไวเศษกิ ะ ปรชั ญาสางขยะ ปรัชญา
โยคะ ปรัชญามมี างสา และ ปรชั ญาเวทานตะ
2. กลุ<มนาสตกิ ะ (Heterodox) คือ กล#ุมทไี่ ม#ยอมรบั ความสำคัญของคมั ภีรพX ระเวทและไมเ# ชื่อ ถอื ในความ
ศกั ดิส์ ิทธข์ิ องคมั ภีรXพระเวท มี 3 ระบบ คอื ปรชั ญาพทุ ธศาสนา ปรัชญาเชน และ ปรชั ญาจารวาก
พระมหามฆวินทร/ ปรุ ิสตุ ตฺ โม, ปรัชญาสากล : วเิ คราะห/และวจิ ารณ/ มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั 45
ศ า ส น า ใ น อิ น เ ดี ย 46
ศาสนาฮินดู
คมั ภรี พ: ระเวทเปน1 ส่งิ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ และเกา* แก*ท่ีเกดิ ข้ึนในแถบลุ*มแม*น้ำสินธุ มากกว*า 3,000 ปU พราหมณเ: ปน1 ผู#แทนจากพระเจา# พระเจา# สมัยฮนิ ดู
เปลีย่ นจากการถือวา* พระพรหมเป1นเทพสงู สุด มานบั ถือนารายณ:เป1นเทพสงู สดุ เรียกว*า ปรพรหม พระองคป: ระสงค:จะสรา# งโลกจงึ แบ*งเปน1 สามภาคเรยี กวา* ตรี
เทพหรอื ตรมี รู ติ ถือพระพรหมให#เป1นผสู# ร#างโลก พระวิษณใุ หเ# ปน1 ผู#บริหารโลก และพระศวิ ะใหเ# ป1นผ#ูทำลายโลก เป1นศาสนาท่ีคนอินเดยี นบั ถือมากทีส่ ุด
ศาสนาพทุ ธ
ถือกำเนดิ ในอนิ เดีย มากว*า2,500 กวา* ปU เปน1 ศาสนาท่มี ีพระพุทธเจา# เป1นศาสดา พระพทุ ธเจ#า คัมภรี : คอื พระไตรป_ฎก ไดท# รงเริ่มออกเผยแผค* ำ
สอนในชมพทู วปี ต้ังแตส* มัยพุทธกาล แตห* ลงั ปรนิ ิพพานของพระพุทธเจา# ไดถ# ูกรวบรวมเป1นหมวดหมด*ู #วยการสังคายนาพระธรรมวินัย จนมีข้ึนเป1น
พระไตรป_ฎก พุทธปรชั ญาเปน1 ปรัชญาทคี่ #นพบโดยพระพุทธเจา# เป1นปรชั ญาทีห่ นกั ในความจริงทีเ่ รียกว*า สัจนยิ ม
ศาสนาเชน
ศาสนาเชนเกิดขน้ึ ในประเทศอินเดยี “เชน” มาจากภาษาสันสกฤตวา* ไชน แปลวา* ผูช# นะ ศาสนาเชนมีศาสดามาแล#ว 24 องค:ดว# ยกนั ศาสดา
องคส: ุดท#ายมีนามวา* มหาวรี ะ มีชีวติ อย*ู ในยุคเดียวกบั พระพทุ ธเจา# คำวา* คมั ภรี :ทีส่ ำคัญ คอื คัมภีรอ: าคมะ หรือเรยี กอกี อย*างหนึ่งว*า สทิ ธานตะ
ศาสนาซิกขc
ศาสนาซิกข: หรอื ศาสนาสกิ ข: เป1นศาสนาใหม* ถอื กำเนดิ ขนึ้ ในประเทศอินเดยี เม่ือ พ.ศ. 2012 ศาสนาซกิ ข:เป1นศาสนาโดยครุ ศุ าสดาพระองค:
แรก ครุ ุนานกั และถกู นิยามวา* เป1นทั้งศาสนาเอกเทวนิยม และพหุเทวนยิ มใหถ# อื พระคมั ภรี : ครุ ุกรันตสาหบิ
พระไตรปฎO ก เล#มที่ 25 พระสตุ ตันตปOฎก เล#มที่ 17 ขทุ ทกนิกาย ขทุ ทกปาฐะ-ธรรมบท-อทุ าน-อิติวุตตกะ-สุตตนบิ าต คาถาธรรมบท อัตตวรรคท่ี 12. พระไตรปOฎกฉบบั สยามรัฐ. [ออนไลน]c .
สุชพี ปุeญฺ านภุ าพ. ประวตั ศิ าสนา, 2513 หน0า 71-72.
ศาสนาเชน: วิถแี ห#งอหิงสา. เว็บไซตc : ngthai.com บรษิ ทั อมรนิ ทรพc รน้ิ ติง้ แอนดcพบั ลชิ ชง่ิ จำกัด (มหาชน)
ป รั ช ญ า จี น
• ลัทธิเลา< จอ๊ื -เตาw เกิด 600 ปzก<อนค.ศ. เลาU จื้อเปนP ปรมาจารยผ: ใู. ห.กำเนดิ ปรชั ญาเตา’ มีชีวิตอยใูU นชวU งรUวมสมยั กับขงจ้ือ เตา’ ใชเ. รียกแทนส่งิ
สมบรู ณ:อันเปPนเอกภาพของจักรวาล เลาU จ๊อื สอนให.มีเตา’ เปนP อุดมคติเปนP จุดหมายปลายทางสงู สดุ มจี ดุ มUงุ หมายให.คนมUุงเขา. ทางธรรมหรอื สจั ธรรม
สละทางโลก ไมUสนใจลาภยศ มุงU หาความสงบดำรงชวี ติ อยUางเรยี บงาU ย กลมกลนื กบั ธรรมชาติ มีคติมเี มตตากรณุ า
• ลทั ธิขงจื๊อ เกดิ 551 ปกz อ< นค.ศ. ขงจื้อเปนP นกั ปราชญท: ่มี ีชื่อเสยี งท่ีสดุ ในจีน เปนP ป3จจัยทีม่ อี ิทธิพลทางความคิดมากท่ีสุดคงจะเปPนผใู. หก. ำเนิด
ลกั ษณะเดUนของปรชั ญาจีน คอื มนั มนุษยนยิ ม ซงึ่ หมายถึงการให.ความสำคญั แกบU คุ คลและสังคมมากกวาU พระเจ.าหรืออำนาจนอกเหนือธรรมชาติ
อืน่ ๆ
• ลัทธิมอ< จื๊อ เกดิ 479-438 ปกz <อนค.ศ. ยึดความดขี องกษตั รยิ :โบราณ คอื เปนP ผ.อู ุทิศตนเพือ่ คนอ่ืนอยาU งไมเU หน็ แกUตวั ไมเU ห็นแกUความเหน็ด
เหนอื่ ย ตง้ั ใจที่จะมีชวี ิตอยUูเพอ่ื ชUวยเหลือผู.ตกทกุ ขไ: ด.ยาก สนใจทีจ่ ะแตงU กายใหง. ดงามและสานุศษิ ยแ: ตงU กายด.วยเสอ้ื ผา. หยาบ รองเทา. ฟาง ทำงาน
หนักทง้ั วนั ทง้ั คืนโดยไมหU ยุด
• ลัทธหิ ยางจื้อ-เอยี้ งจือ๊ เกดิ 440-366 ปzกอ< นค.ศ. หยางจอ้ื กลUาววUา ความสขุ ของชวี ิตนัน้ คือ อาหารอนั โอชะ เสอ้ื ผ.าอันสวยงาม ดนตรที ่ี
ไพเราะ และสิ่งสวยงามเจริญตาเจรญิ ใจทัง้ ปวง หยางจื้อสอนใหแ. สวงหาความเกษมสำราญ ความอภริ มย:ของชวี ิต เขาสอนให.คำนงึ ถงึ ผลประโยชน:
ของตัวเองในจุดสำคญั เพราะสัญชาตญาณของสัตว:โลกยUอมมคี วามรักตวั เอง ซึง่ หยางจอื้ ขดั กับลัทธิมอU จอ้ื ที่อุทศิ ตนทำเพอื่ คนอนื่
อา" งอิง : ปรชั ญาจีน (Chinese Philosophy). E-book , http://old-book.ru.ac.th/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=PY225 47
• ลัทธิเม]งจ๊อื เกดิ 390-305 ปuก]อนค.ศ. เมUงจ๊ือหน่งึ ในกลUมุ ผต.ู คี วามของขงจอื้ ท่มี ีชวี ติ อยUชู UวงกอU นราชวงศ:ฮ่ัน เพิง่ จะรจ.ู ักกนั ดวี าU เปนP ปราชญผ: ยู. ่งิ ใหญU
คนหนึง่ ถอื วUาเปนP ศิษย:เอกของขงจ้อื เพราะเปPนคนรวบรวมคำสอนของขงจอ้ื
• ลัทธิจงั จอ๊ื - จวงจอื้ เกดิ 369-286 ปuกอ] นค.ศ. จังจื้อ เลื่อมใสในคำสอนของเลาU จือ๊ มาก ได.อทุ ศิ ตนประกาศคำสอนของเลUาจื๊อไปอยาU งกว.างขวาง
ปรัชญาของจงั จื้อมUุงสอนให.คนดำเนนิ ชีวติ ท่ีสอดคลอ. งกับธรรมชาติ กลมกลนื กบั ธรรมชาติ ดำรงชวี ติ อยูUอยUางเรยี บงาU ยเปนP อิสระโลกและชีวติ เปPน
สรรพสิง่ ล.วนเกิดจากธรรมชาติ จังจื้อปฏเิ สธการสร.างโลกของพระเจ.าเพราะทกุ อยUางเกดิ ข้นึ มาและเปPนไปตามกฎธรรมชาติ
• ลทั ธิซุนจือ๊ เกดิ 298-238 ปuกอ] นค.ศ. ซุนจอื่ มชี วี ิตอยูUในชUวงปลายราชวงศ:โจว หลังจากทเ่ี มUงจื้อเสียชีวติ จึงไดเ. ปPนขน้ึ ชอ่ื วาU ผู.ทเ่ี ดUนอีกคนหนึ่ง คำ
สอนของซนุ จอ้ื คUอนข.างจะแตกตUางจากคำสอนของเมงU จ้ืออยมูU าก เพราะซนุ จ้ือเชื่อวUาธรรมชาตขิ องมนุษยม: คี วามคดิ ทีแ่ ตกตาU งจากของเมUงจ้อื ที่
เช่อื ถอื วาU มนษุ ยม: ธี รรมชาติท่ีดีโดยธรรมชาติ สวU นซนุ จอื้ กลับมีความเชอ่ื วUามนุษย:มธี รรมชาติทช่ี ั่วร.ายโดยธรรมชาติ ซึง่ กลUาววUาธรรมชาตขิ องมนษุ ย:
นั้นช่ัวรา. ยความดขี องมนษุ ยเ: ปPนผลจากการกระทำ
ศาสนาพทุ ธในจีน พระพทุ ธศาสนาได.เขา. มาในประเทศจนี เมื่อประมาณพ.ศ. 608 ในสมัยของพระจักรพรรดิเมงU เต.แหงU ราชวงค:ฮั่น ไดจ. ัดสUงคณะทตู
18 คน พระพุทธศาสนาจะเปPนทีเ่ ลอื่ มใสแตUก็ยังจำกัดอยใูU นวงแคบ นกั ปราชญ:ไดแ. สดงหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา ให.ชาวเมอื งได.เหน็ ถงึ
พระพุทธศาสนาเหนอื กวUาลทั ธิเดิม กบั อาศัยความประพฤติอนั บรสิ ทุ ธ์ิของพระสงฆ:เปPนเครอ่ื งจูงใจให.ชาวจนี เกดิ ศรัทธาเล่อื มใส จนทำให.ชาวเมอื งหนั มา
นบั ถอื พระพทุ ธศาสนามากกวUาลทั ธศิ าสนาอ่นื ๆ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุUงเรือง เร่ิมเสือ่ มลงเม่ือพระเจ.าบจ˜ู งข้นึ ปกครองประเทศ เพราะพระเจา. บจู˜ งทรง
เลอื่ มใสในลทั ธเิ ต’า ปจ3 จบุ ันไดม. ีการฟš™นฟูพระพุทธศาสนาลทั ธิมหายานขนึ้ ใหมU และชาวจนี สUวนใหญUนับถอื พระพุทธศาสนาคUไู ปกบั ลทั ธิขงจื้อ และเตา’
48
อ"างองิ : ปรัชญาจนี (Chinese Philosophy). E-book , http://old-book.ru.ac.th/e-book/inside/html/dlbook.asp?code=PY225
เครื่องหมายหยนิ – หยาง
ลทั ธิเล<าจอื๊ -เตาw
สัญลักษณป, ระจำลัทธิเต•า อนั หมายถงึ อำนาจทมี่ บี ทบาทตHอกันของจกั รวาลนกั ปราชญ, สญั ลักษณ( “แผนผงั แปดทศิ ” หรอื “ปาก้ัวถ”ู (⼋卦图) เปนA สญั ลกั ษณ(แหงB เตDา ทม่ี ักใชJควบคBกู บั
• สดี ำ คอื หยิน หมายถงึ ดวงจันทร, เป•นตวั แทนของการเต็มใจ รบั หรือยอมเปน• ฝ’ายถกู สัญลกั ษณห( ยนิ หยาง (阴阳) ทีค่ นไทยมักรูจJ ักกนั ในชอื่ วBา “ยนั ต(แปดทิศ” และ “ยันตโ( ปยR ขBวย”
เฉยี น (乾) คอื ทิศตะวันตกเฉยี งเหนือ /ตำแหนงB แหBงฟาX หมายถงึ พอB และการสราJ งสรรค(
กระทำ เปน• พลงั แหHงสตรีเพศ ความเยือกเยน็ การหยุดนิ่ง การเคล่ือนลงต่ำ การเก็บ คนุ (坤) คอื ทศิ ตะวันตกเฉยี งใตJ /ตำแหนBงแหงB ดนิ หมายถงึ แมB และการยอมรับ
รกั ษา การยบั ยงั้ เจิน้ (震) คอื ทิศตะวนั ออก /ตำแหนBงแหBงสายฟาX หมายถงึ ลกู ชายคนโต และการตืน่ ตัว
• สีขาว คือ หยาง หมายถงึ ดวงอาทติ ย, อนั เป•นสัญลกั ษณ,ของพลงั แหHงบรุ ษุ เพศ การ ซวิน่ (巽) คือ ทศิ ตะวันออกเฉยี งใตJ /ตำแหนBงแหBงลม หมายถงึ ลกู สาวคนโต และความอBอนโยน
เคลื่อนไหว ความกระตือรอื รนX การเคลอื่ นขนึ้ ไปดาX นบน การเจรญิ เติบโต เจรญิ รุงH เรือง
ความรอX นแรง ต2ยุ (兑) คือ ทศิ ตะวันตก /ตำแหนBงแหงB ทะเลสาบ หมายถึง ลกู สาวคนเล็ก และความรBาเรงิ
เก้ิน (⾉) คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนอื /ตำแหนBงแหงB ภูเขา หมายถงึ ลกู ชายคนเล็ก และความสงบ
สญั ลกั ษณLหยนิ -หยาง จึงแทนความสมดลุ ของพลงั ในจักรวาล ข่ัน (坎) คอื ทิศเหนือ /ตำแหนBงแหBงนำ้ หมายถึง ลูกชายคนกลาง และความลกึ ลับ
หลี (离) คือ ทิศใตJ /ตำแหนงB แหงB ไฟ หมายถงึ ลกู สาวคนกลาง และการติดตาม
http://www.numchoke.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539137161&Ntype=7#:~:text / http://www.finearts.go.th/mahavirawongmuseum/view/12432- / 49
ปรัชญาการศกึ ษาไทย
การแบ2งยคุ สมยั การศกึ ษาของไทย
1. การศกึ ษาของไทยสมัยโบราณ 2. การศกึ ษาของไทย
ถึงกรุงรัตนโกสินทรcตอนตน# สมยั ปฏิรปู การศกึ ษา
4. การศึกษาไทยสมยั 3. การศกึ ษาของไทยสมัยการ
พฒั นาการศกึ ษา
5. การศกึ ษาสมัย ปกครองระบอบ
ปจƒ จุบนั รฐั ธรรมนญู ระยะแรก
อา$ งองิ : ทิศนา แขมมณี /ศาสตรLการสอน : องคLความรเ$ู พือ่ การจดั กระบวนการเรียนรูท$ ี่มปี ระสิทธภิ าพ 50