The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aschapanboonkua, 2021-03-30 11:20:45

รวมPower Point ปรัชญา

รวมPower Point ปรัชญา

จดั ทำโดย

นางสาวนจั จนันทc ไชยธวัช
รหสั นกั ศกึ ษา 63B44640510

นางสาวณัฐลดา ค0าเจรญิ นางสาวนาฏนภา สมุ รมั ยc
รหสั นักศึกษา 63B44640505 รหสั นักศกึ ษา 63B44640511

นางสาววนดิ า สญั ญะลักษณc นายวุฒิชยั มารมยc
รหัสนกั ศึกษา 63B44640519 รหัสนักศกึ ษา 63B44640522

151

ทฤษฎีการเรยี นรู-

152

ความหมายทฤษฎีการเรียนร1ู

ทฤษฎีการเรียนรู. หมายถึง แนวคิด หรือหลักการ ซึ่งผIานกระบวนการรวบรวม
แนวคิดและกระบวนการทางวิทยาศาสตร0 จนเปcนที่ยอมรับวIาสามารถใชLอธิบายลักษณะ
การเกดิ การเรียนรLู หรือการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมอยาI งถาวรไดL

อQางอิง : https://sites.google.com/site/anansak2554/thvsdi/thvsdi-kar-reiyn-ru 153

ทฤษฎีการเรียนรVูกลุ+มพฤตกิ รรมนิยม

กลRมุ พฤตกิ รรมนิยมใหค= วามสำคัญกบั ความสัมพันธรJ ะหวRางสงิ่ เร=ากบั การตอบสนอง ( Stimulus-
Response Model หรือ S-R Model ) ผRานการเรยี นร=แู ละการวางเงอ่ื นไขเกดิ เปนW การเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรมทคี่ Rอนขา= งถาวรโดยเรียกกระบวนการท่เี กดิ ข้นึ ทงั้ หมดน้ีวRา “กระบวนการเรยี นรู=” นกั พฤตกิ รรม
นยิ มจะเน=นการเปล่ยี นแปลงของพฤติกรรมภายนอกทส่ี งั เกตไดเ= ปนW หลัก นกั พฤติกรรมนิยมทม่ี ีชอื่ เสยี งมี
หลายทาR นเชนR

-จอหJน บี วัตสัน (John B. Watson -เอด็ เวิรJด ธอรนJ ไดคJ ( Edward Thorndike)

-อวี าน พาฟลอฟ ( Ivan Pavlov ) -บเี อฟ สกนิ เนอรJ (B.F. Skinner )

นกั พฤติกรรมนยิ มมองวRาพฤติกรรมเปWนผลจากการเรยี นรกู= ารวางเง่ือนไขซง่ึ สามารถแบงR ประเภท
ของการวางเงื่อนไขได= 2 ประเภทคอื การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกและการวางเงอ่ื นไขแบบลงมอื กระทำ

ทม่ี า : ผศ.ดร. มานิกา วเิ ศษสาธร .หนงั สอื จิตวทิ ยาคลินิกเบอ้ื งตLน.หนLา 43 สำนักพมิ พมz หาวิทยาลัยรามคำแหง 154

การวางเงอื่ นไขแบบคลาสสคิ

พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) นกั สรรี วทิ ยาชาวรัสเซยี ผทPู ำการทดลอง
เก่ียวกบั สรีรวทิ ยาของระบบย:อยอาหาร และไดรP ับรางรบั โนเบล สาขาสรีรวทิ ยา
เมือ่ ปc ค.ศ. 1904 การทดลองดังกลา: วทำใหพP าฟลอฟพบกระบวนการเรยี นรPโู ดยบงั เอิญ
และเรียกการเรียนรนูP ้ันว:า การเรยี นรPแู บบคลาสสคิ คำว:าคลาสสิค ในทัศนะของพาฟลอฟ หมายถงึ
การกำหนดการกระทำใหม:ข้ึนมา หรือการสรPางพฤติกรรมตอบสนองชนิดใหม:ขนึ้ มา ซึง่ เปXน
พฤติกรรมตอบสนองทีเ่ กดิ จากการเรยี นรPูท่ีตอบสนองตอ: สิง่ เรPาท่ีเปนX กลาง
( Natural Stimulus) โดยปกตแิ ลPวสง่ิ เรPาชนดิ นจี้ ะไมส: ามารถกระตPุนใหPมีการตอบสนองตาม
ธรรมชาติเกดิ ขึน้

ทม่ี า : สุนิสา วงศอz ารยี .z (2559).เอกสารประกอบการสอนจิตวทิ ยาสำหรับคร.ู คณะครุศาสตรมz หาวิทยาลัยราชภฎั อดุ รธานี 155

การทดลองของพาฟลอฟ (Pavlov’s Classic Experiment)

ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=asmXyJaXBC8 156

ท่มี า : http://nukjit.blogspot.com/p/blog-page_90.html?m=1 157

กระบวนการสำคญั ที่เกิดจากการเรียนรPู

กระบวนการท่สี ำคัญ 3 ประการ คอื
• การแผขI ยาย คอื ความสามารถของอนิ ทรียท0 จ่ี ะตอบสนองในลกั ษณะเดมิ ตอI ส่งิ เราL ท่ี
คลLายกัน
• การจำแนก คือ ความสามารถของอนิ ทรยี ใ0 นการทจี่ ำจำแนกความแตกตาI งของสง่ิ เราL
• การลบพฤตกิ รรม (Extinction) เปนc การงดสิง่ เสรมิ แรงจนในท่สี ุดพฤติกรรมที่เคยปรากฏ
กจ็ ะไมIปรากฏอกี

ทม่ี า : สนุ สิ า วงศอz ารียz.(2559).เอกสารประกอบการสอนจิตวิทยาสำหรบั ครู.คณะครุศาสตรzมหาวทิ ยาลัยราชภฎั อดุ รธานี 158

กฎการเรียนรูPจากการวางเงอื่ นไขคลาสสคิ

• การหยุดย้ัง (Law of extinction) หรือกฎการลบพฤตกิ รรม หรือการคลายตวั ของพฤติกรรม
คือ การตอบสนองทถ่ี กู วางเง่อื นไขออ: นกำลงั ลง

• การฟนqp คืนสภาพการตอบสนองจากการวางเงื่อนไข หรือกฎแหง: การคนื กลบั (Law of
spontaneous recovery) คอื การตอบสนองทถ่ี กู วางเงอ่ื นไขลดลง เพราะอนิ ทรยี ไ, ดPรบั สง่ิ เรPาที่
วางเงอ่ื นไขเพยี งอย:างเดียว การตอบสนองสามารถกลับมาไดPอีก และจะเพิ่มมากขึ้นเร่ือยๆ หาก
อนิ ทรยี ม, ีการเรยี นรูPทแ่ี ทPจรงิ

• กฎการแผOขยาย หรือกฎความคลPายคลึง (Law of stimulus generalization) คอื ถPาอินทรียม, ี
การเรยี นรPู โดยการตอบสนองตอ: ส่ิงเรPาท่วี างเงอ่ื นไข ถาP มสี ่ิงเรPาท่มี ลี ักษณคลาP ยคลงึ กันกับส่ิงเรPาท่ี
วางเงื่อนไขเดิมอินทรีย,จะตอบสนองเหมอื นกนั สิง่ เรPาทวี่ างเงือ่ นไขนนั้

• กฎการแยกแยะ หรือ กฎการจำแนก (Law of stimulus discrimination) คือ การเรยี นรPูการ
จำแนก ประเภทของเงือ่ นไข

ท่มี า สนุ ิสา วงศอz ารยี z.(2559).เอกสารประกอบการสอนจิตวิทยาสำหรับคร.ู คณะครศุ าสตรzมหาวทิ ยาลัยราชภฎั อดุ รธานี 159

ทฤษฎีการเรยี นรูแ# บบวางเงอ่ื นไขของวัตสนั (Watson's Conditioning Learning)

แนวคดิ จอหนb บี วัตสัน (John B. Watson)
เปน1 นักจติ วทิ ยาชาวอเมรกิ นั
วัตสันได#นำเอาทฤษฎีของพาฟลอฟมาเปน1 หลักสำคัญในการอธิบายเรอ่ื งการเรยี น มีช*วงชีวติ อย*ูระหว*างปU ค.ศ. 1878 – 1958
ผลงานของวัตสันไดร# บั ความนิยมแพร*หลายจนไดร# ับการยกยอ* งวา* เปน1 “บดิ าของจิตวทิ ยา รวมอายุได# 90 ปU
พฤตกิ รรมนยิ ม” ทฤษฎีของเขามลี กั ษณะในการอธิบายเรอ่ื งการเกดิ อารมณ:จากการวางเงอ่ื นไข

การทดลอ(งConditioned emotion)

เรมิ่ โดยผูว# ิจยั เคาะแผน* เหลก็ ใหด# งั ขึน้ ใหเ# สียงดงั กลา* วเป1นส่ิงเรา# ท่ไี ม*วางเงอื่ นไข(UCS) ซง่ึ จะ
กอ* ให#เกิดการตอบสนองท่ไี ม*ต#องวางเงื่อนไข (UCR) คอื ความกลัว Watson ไดใ# ช#หนูขาวเป1นสิ่งเรา# ท่ีตอ# งวาง
เงื่อนไข (CS) มาล*อ หนนู #อยอัลเบริ :ต (Albert) อายุ 11 เดอื น ชอบหนูขาวไม*แสดงความกลวั แต*ขณะทห่ี นนู #อย
ยน่ื มือไปจบั เสยี งแผ*นเหลก็ กด็ ังข้ึน ซงึ่ ทำใหห# นูนอ# ยกลัว ทำคู*กนั เช*นน้ี เพียงเจ็ดคร้ังในระยะเวลาหน่งึ สปั ดาห:
ปรากฏวา* ตอนหลังหนนู อ# ยเห็นแต*เพยี งหนขู าวกแ็ สดงความกลวั ทันที ต*อมาทดลองให#นำหนูขาวมาให#เด็กดู โดย
แม*จะกอดเดก็ ไว# จากนัน้ เดก็ กจ็ ะค*อย ๆ หายกลัวหนขู าว

เสยี งดงั (UCS) แผนผังการทดลอง กลวั (UCR)
หนูขาว (neutral) ไมHกลวั
หนู + เสียงดัง -------------- กลวั (CR)
หนูขาว (CS) -------------- กลัว (CR)
--------------
--------------

ที่มา :http://surainie405918019.blogspot.com/p/john-b.html 160
ทมี่ า : http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf

ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=9THjh-jhPUE 161

จากการทดลองดังกล<าว วตั สันสรุปเป7นทฤษฎกี ารเรียนรHู ดังน้ี

พฤติกรรมเปPนส่ิงทสี่ ามารถควบคุมให.เกิดขนึ้ ได. โดยการควบคุมสิ่งเรา. ท่ีวางเงือ่ นไขให.
สัมพันธก: บั สง่ิ เรา. ตามธรรมชาติ และการเรียนรจ.ู ะคงทนถาวรหากมีการให.ส่ิงเรา. ทส่ี มั พนั ธ:กนั น้นั ควบคกUู ันไปอยUางสม่ำเสมอ
เมื่อสามารถทำใหเ. กดิ พฤติกรรมใด ๆ ได. กส็ ามารถลดพฤติกรรมนน้ั ใหห. ายไปได.

การประยุกตใi ชHในดHานการเรียนการสอน

1. ความแตกตาU งระหวาU งบุคคล ดา. นสติป3ญญา ด.านอารมณม: กี ารตอบสนองไมเU ทUากัน การจัดการเรียน
การสอนตอ. งคำนึงถงึ ความแตกตUางระหวUางบุคคล

2. การวางเงอ่ื นไข เปPนเรื่องท่เี กย่ี วกบั พฤตกิ รรมทางด.านอารมณ: ผส.ู อนสามารถทำให.ผเ.ู รียนรส.ู ึกชอบ
หรอื ไมชU อบเนอ้ื หาที่เรียนหรอื สิ่งแวดลอ. มในการเรยี นได.

3. การล.างพฤตกิ รรมทว่ี างเงอ่ื นไขในแงUลบ เชนU การทีน่ กั เรยี นกลวั ครู ครอู าจเปลีย่ นวิธีการสอนใหมU
4. สามารถนำความรไ.ู ปแกไ. ขป3ญหาดา. นความกลวั ของเดก็ หรอื วางเง่ือนไขเพ่ือให.เกดิ การตอบสนองใน
เร่อื งทต่ี อ. งการใหแ. สดงพฤติกรรม

ทมี่ า :http://surainie405918019.blogspot.com/p/john-b.html 162
ท่ีมา : http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf

ทฤษฎีการวางเง่อื นไขด)วยการกระทำของสกนิ เนอรS

บ.ี เอฟ.สกนิ เนอร: เกิดเมื่อวนั ท่ี 20 มนี าคม ค.ศ.1940 จบปรญิ ญาตรี ทางวรรณคดี
ในองั กฤษเข.าศึกษาตอU สาขาจิตวิทยา ระดับปริญญาโทและเอก ณ มหาวิทยาลยั ฮารด:
เวิรด: ป‹ ค.ศ.1982 วิชาเอกพฤติกรรมศาสตร: สกินเนอรม: คี วามคิดวาU ทฤษฎีการวาง
เง่ือนไขแบบคลาสสิคของ Pavlov นน้ั จำกดั อยUกู บั พฤตกิ รรมการเรียนร.ทู ่เี กิดขึ้นเปนP
จำนวนนอ. ยของมนุษย: พฤตกิ รรมสวU นใหญแU ล.วมนษุ ยจ: ะเปนP ผู.ลงมือปฏบิ ัติเอง ไมใU ชU
เกดิ จากการจบั คูUระหวUางสิง่ เรา. ใหมUกบั ส่งิ เร.าเกUาตามการอธิบายของ Pavlov

แนวคดิ ทส่ี ำคัญของสกินเนอรc
สกินเนอร: ได.กลาU วไว.วาU การเสรมิ แรงเปนP สิ่งทส่ี ำคญั ท่ีทำให.บคุ คลแสดง

พฤตกิ รรมซำ้ และพฤตกิ รรมของบุคคลสวU นใหญUเปPนพฤติกรรมแบบเรียนรู.ปฏิบัตแิ ละ
พยายามเน.นวUา การตอบสนองตอU สงิ่ เร.าใดๆของบุคคล สง่ิ เร.าน้ันจะตอ. งมีสงิ่ เสริมแรง
อยใUู นตวั หากลดส่งิ เสริมแรงลงเมือ่ ใด การตอบสนองจะลดลงเมอ่ื นนั้

ที่มา : สุรางคz โควLตระกูล. จติ วทิ ยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแz ห@งจฬุ าลงกรณมz หาวิทยาลยั , 2548. 163

ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=d7okp3ZIERk 164

ท่มี า : สรุ างคz โควLตระกลู . จติ วิทยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พzแหง@ จุฬาลงกรณมz หาวทิ ยาลัย , 2548. 165

การทดลอง

วธิ ีการทดลองสกนิ เนอรน, ำหนูท่กี ำลงั หวิ ใส:เขPาไปในกล:อง(Skinner’s box) ซ่งึ ภายใน
ประกอบดPวยกลไกสำหรบั การใหPอาหาร นั่นกค็ ือ ถPาหนูไปแตะโดนทีค่ าน กจ็ ะมีอาหารหล:นลงมา 1 ชน้ิ
ซ่งึ ปรากฏว:าเม่ือหนเู ขPาไปในกล:อง มันก็ว่ิงวนไปมาทั่วกล:อง จนกระทง่ั มอี ยคู: ร้งั หนึ่งที่มันบังเอญิ วง่ิ ไปแตะ
ท่ีคานจึงทำใหมP ีอาหารหล:นลงมา หนูจึงไดกP นิ อาหาร พฤตกิ รรมเช:นน้เี กดิ ขน้ึ หลายครั้ง จนกระท่ัง คร้งั
หลงั ๆ เมอ่ื หนูหิวและตPองการอาการมนั กต็ รงไปกดคานทันที แสดงวา: หนูไดPเกดิ การเรียนรูขP ้ึนแลPว โดยมี
คานเปXนสิง่ เราP (Stimulus) และมอี าหารเปXนตวั เสรมิ แรง (Reinforcer) ทีท่ ำใหPหนเู กดิ การเรียนรPูว:า ถาP
หากมันกดคาน มันก็จะไดPกนิ อาหารอกี ซ่งึ สกนิ เนอรเ, รยี กพฤตกิ รรมการเรยี นรPูทเี่ กิดขึน้ นี้วา: “การเรียนรPู
การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ” (OperantConditioning)

ที่มา : สุรางคz โควLตระกูล. จติ วิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พzแห@งจฬุ าลงกรณมz หาวิทยาลยั , 2548. 166

ท่มี า : https://slideplayer.in.th/slide/15231096/ 167

หลกั การและแนวคดิ ทีส่ ำคัญของสกนิ เนอรi

การเสริมแรง (Reinforcement) คอื การทำใหอ. ัตราการตอบสนองความถขี่ องพฤตกิ รรมเพ่ิมขึ้น อนั เปPนผลมา
จากการได.รับผลกรรม * การใหส. งิ่ เร.าใดๆกต็ ามแลว. ทำให.พฤติกรรมท่เี รา ต.องการน้นั เพิ่มขน้ึ
แบUงออกเปPน 2 ประเภท

1. การเสริมแรงทางบวก คอื การให.อินทรียไ: ดร. บั ในสง่ิ ทีพ่ ึงพอใจหลังจากแสดงพฤตกิ รรมหนึง่ แล.ว มผี ลทำใหค. วามถ่ขี อง
การแสดงพฤติกรรมนน้ั เพิม่ ขนึ้
2. การเสริมแรงทางลบ คอื การนำเอาสง่ิ เร.าท่อี นิ ทรียไ: มUพงึ พอใจออกไป หลังจากที่อินทรยี :แสดงพฤตกิ รรมอยาU งหนงึ่ แล.ว
สงU ผลให.ความถ่ขี องพฤติกรรมนนั้ สงู ขึน้
การลงโทษ (Punishment) คือ การใหส. งิ่ เร.าทอี่ นิ ทรีย:ไมUพอใจหรือการถอดถอน ส่งิ เรา. ที่
อินทรยี พ: งึ พอใจ หลังจากอินทรยี แ: สดงพฤตกิ รรมหนงึ่ แล.ว เปนP ผลใหค. วามถข่ี องพฤติกรรมนั้นลดลง แบงU ออกเปนP 2 ประเภท
1. การลงโทษทางบวก (Positive Punishment) คอื การใหใ. นส่งิ ท่บี ุคคลไมพU งึ พอใจหลังจากทแี่ สดง
พฤติกรรมทไี่ มUดีเปPนผลให.พฤติกรรมท่ไี มUดีลดน.อยลง
2. การลงโทษทางลบ (Negative Punishment) คอื การนำสิ่งทบ่ี ุคคลพงึ พอใจออกไปหลังจากที่แสดงพฤติกรรม
ท่ไี มUดเี ปนP ผลให.พฤตกิ รรมท่ีไมดU ีลดน.อยลง

ที่มา : สุรางคz โควLตระกูล. จิตวิทยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแz ห@งจฬุ าลงกรณมz หาวทิ ยาลยั , 2548. 168

ตาราง เปรยี บเทียบการเสรมิ แรงและการลงโทษ ไดTดังน้ี

ชนิ ด ผล ตวั อย่าง
การเสรมิ แรงทางบวก
การเสรมิ แรงทางลบ พฤตกิ รรมเพมิ0 ขน3ึ เมอ0ื มสี ง0ิ เรา้ โดยเฉพาะ ผเู้ รยี นทท0ี าํ การบา้ นสง่ ตรงเวลาแลว้ ไดร้ บั
อยา่ งยงิ0 เป็นสงิ0 เรา้ ทบ0ี ุคคลนนั3 ตอ้ งการ คาํ ชม จะทาํ การบา้ นสง่ ตรงเวลาสม0าํ เสมอ
การลงโทษ P
พฤตกิ รรมเพม0ิ ขน3ึ เมอ0ื สงิ0 เรา้ ทไ0ี มเ่ ป็นทพ0ี งึ ผเู้ รยี นทท0ี าํ รายงานสง่ ตามกาํ หนด เวลาจะ
การลงโทษ S ปรารถนาถกู ทาํ ใหล้ ดน้อยหรอื หมดไป ไมเ่ กดิ ความวติ กอกี ต่อไป ดงั นนั3 ในครงั3
ต่อไปเขากจ็ ะรบี ทาํ รายงานใหเ้ สรจ็ ตรง
ตามเวลา

พฤตกิ รรมลดลงเมอ0ื มสี งิ0 เรา้ โดยเฉพาะสง0ิ ท0ี เมอ0ื ถกู เพอ0ื น ๆ วา่ "โง"่ เพราะตงั3 คาํ ถาม
เขาไมพ่ งึ ปรารถนาเกดิ ขน3ึ ถามผสู้ อน ผเู้ รยี นคนนนั3 เลกิ ตงั3 คาํ ถามใน
ชนั3 เรยี น

พฤตกิ รรมลดน้อยลง เมอ0ื นําสงิ0 เรา้ ทเ0ี ขาพงึ ผเู้ รยี นทถ0ี กู หกั คะแนนเพราะตอบ ขอ้ สอบ
ปรารถนาออกไป ในลกั ษณะทแ0ี ตกต่างจาก ครสู อน ในครงั3
ต่อไปเขาจะไม่ ตอบคาํ ถามในลกั ษณะนนั3
อกี

ท่มี า: สรุ างค, โควXตระกูล. จติ วิทยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ,แหHงจุฬาลงกรณม, หาวทิ ยาลยั , 2548. 169

ธอรนi ไดคi (Edward L Thorndike) เปPนนกั จิตวทิ ยาและนักการศึกษาชาวอเมรกิ นั เปนP เจา. ของทฤษฎี

การเรียนรู.ทเ่ี น.นความสมั พนั ธ:เช่อื มโยงระหวาU งสิ่งเรา. (S) กบั การตอบสนอง (R) เขาเชือ่ วาU การเรียนรเ.ู กิดข้นึ
ได.ต.องสรา. งสิง่ เชื่อมโยงหรอื พนั ธ: (Bond) ระหวาU งส่ิงเรา. กบั การตอบสนอง จึงเรยี กทฤษฎนี ้ีวUา ทฤษฎพี นั ธะ
ระหวาU งส่งิ เร.ากับการตอบสนอง (Connectionism Theory) หรือ ทฤษฎสี ัมพนั ธ:เชอ่ื มโยง

หลักการเรียนรูH

ซงึ่ ได.กลUาววาU การเรียนรู.คอื การทผ่ี เู. รียนสามารถสร.างความสัมพันธ: เช่ือมโยง (Bond) ระหวาU ง
สิ่งเร.า และการตอบสนอง และได.รับความพงึ พอใจจะทำใหเ. กดิ การเรียนร.ขู น้ึ ธอร:นไดค:ไดท. ำการทดลอง
พบวUาการเรียนรูข. องอินทรียท: ด่ี .อยความสามารถเกดิ จากการลองผิดลองถกู ( Trial and Error )

กฎ 3 ขอ# ของธอร:นไดค: (Thorndike)

1. กฎแห*งผล ( Law of Effect ) กลา* วว*าเมือ่ การเช่ือมโยงระหวา* งสิ่งเร#ากับอาการตอบสนองนำความพอใจมาให# การเช่ือมโยงระหว*างสงิ่ เร#ากบั อาการ
ตอบสนองกจ็ ะแน*นแฟŸนขึน้
2. กฎแหง* การฝŠก ( Law of Exercise ) ความสมั พันธร: ะหวา* งสง่ิ เร#ากับการตอบสนองไดส# มั พนั ธ: แน*นแฟนŸ ข้ึน และความสมั พันธน: ี้จะแน*นแฟนŸ ยง่ิ ขน้ึ เมอื่ มกี าร
ฝกŠ หัดและความสมั พันธน: ้ีจะอ*อนลง เมอ่ื ไมไ* ด#ใช#
3. กฎแห*งความพรอ# ม ( Law of Readiness ) ถา# มนุษยพ: ร#อมที่จะเรยี นรอ#ู ะไรบางอย*างได# พรอ# มที่จะแสดงพฤติกรรมบางอยา* งทีจ่ ำเป1นสำหรบั ขบวนการ
เรยี นร#นู ้ัน
ที่มา : https://sites.google.com/site/supoldee/thxn-dit 170

อาQ งองิ : https://youtu.be/btrpRFo6FMo 171

อาQ งอิง : https://youtu.be/btrpRFo6FMo 172

การทดลอง

ในการทดลอง ธอรDนไดคDได0นำแมวไปขังไว0ในกรงที่สร0างขึ้น แล0วนำปลาไปวางล>อไวนอกกรงให0ห>างพอประมาณ โดยให0แมวไม>สามารถยื่นเท0าไป
เขี่ยได0 จากการสังเกต พบว>าแมวพยายามใช0วิธีการต>าง ๆ เพื่อจะออกไปจากกรง จนกระทั่งเท0าของมันไปเหยียบถูกคานไม0โดยบังเอิญ ทำให0ประตูเป]ดออก
หลงั จากน้ันแมวก็ใช0เวลาในการเปด] กรงได0เร็วข้นึ

จากการทดลองธอรDนไดคDอธิบายว>า การตอบสนองซึ่งแมวแสดงออกมาเพื่อแก0ป_ญหา เปOนการตอบสนองแบบลองผิดลองถูก การที่แมว
สามารถเป]ดกรงไดเ0 ร็วข้นึ ในชว> งหลงั แสดงว>า แมวเกิดการเรยี นรด0ู ว0 ยการสรา0 งพันธะหรอื ตัวเชอ่ื มข้ึนระหว>างคานไม0กับการกดคานไม0

การประยกุ ตใ) ชใ, นด,านการเรยี นการสอน
1. ในการเรียนการสอนครตู อ0 งให0ความสำคญั และความเข0าใจในความแตกตา> งของผู0เรียน ทง้ั แตกต>างทางด0านอารมณD ด0านความชอบ ความสนใจ การ

ตอบสนองได0

2. การวางเงอ่ื นไข ครูควรมีการวางเงอ่ื นไขในการเรยี น เชน> หากผ0ูเรียนสอบหรือทำผลงานได0สำเรจ็ จะให0ทำกิจกรรมนนั ทนาการเพอ่ื คลายความเครยี ด เปนO
ตน0

3. ในการสอน ควรมกี ารใช0การเสรมิ แรงทางบวกแกผ> เ0ู รยี น เช>น การใหค0 ะแนน การให0ของรางวลั การกลา> วคำ
ครูผู0สอนไม>ควรใช0การลงโทษท่รี นุ แรงเกนิ ไป เพราะนอกจากจะไมเ> กิดการเรยี นรูแ0 ล0วยังทำให0ผเู0 รียนผเ0ู รียนเกิดความอคติอีกดว0 ย ควรใชว0 ิธกี ารงดการเสรมิ แรง
เม่ือผเ0ู รียนมพี ฤติกรรมไม>พึงประสงคD

4. ก>อนดำเนนิ การสอนครตู 0องคำนงึ ถึงความพร0อมของผ0เู รียนทง้ั ด0านรา> งกาย ด0านอารมณD ดา0 นอุปกรณกD าร

6. ครผู ส0ู อนควรมีการกระตนุ0 ให0ผู0เรยี นเกิดการฝ[กหัด คือ การใหก0 ารบ0าน การให0ทำแบบฝก[ หัดบ>อยๆ แต>ควรแบบฝก£ หัดท่ีเปPนเร่ืองเดียวกนั แตมU รี ปู แบบ
ทีห่ ลากหลาย เพอื่ ไมUใหผ. .ูเรียนเกดิ ความเบ่ือหนาU ย อQางองิ : https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/citwithya-kar-reiyn-ru/thvsdi-kar-reiyn-ru-khxng-th-xrn-dikh 173

เอด็ วิน อารD กทั ธรี (Edwin R. Guthrie)
เปXนศาสตราจารย,ทางจติ วิทยาแห:งมหาวิทยาลัยวอชงิ ตนั

สหรัฐอเมรกิ า เปนX บคุ คลสำคัญบุคคลหน่งึ ทีท่ ำใหPวงการทฤษฎีการ
เรยี นรกPู าP วหนPาไปไดPไกล จดุ เรม่ิ ตนP ของทฤษฎีการเรยี นรูPของเขามี
รากฐานมาจาก “ทฤษฎกี ารเรยี นรขูP องวตั สนั ” คือ การศึกษาการวาง
เงือ่ นไขแบบคลาสสกิ หรอื ผลจากการแสดงปฏกิ ิรยิ าสะทPอน (Reflex)
เนนP ถงึ การเรียนรPูแบบสัมพนั ธต, อ: เนอ่ื งแต:ต:อมาเขาไดพP ฒั นาทฤษฎขี อง
เขาใหมP ีเอกลักษณะของตนมากขน้ึ

ทีม่ า: https://sites.google.com/site/mcupsychology/6-thvsdi-thi-keiywkhxng-withya/6-5-thvsdi-kar-wang- 174
ngeuxnkhi-baeb-tx-neuxng-khx-ngkath-thri-guthrie-s-contiguous-conditioning-theory

ที่มา : มหาลยั ราชภฏั จนั ทรเกษม 175

กัทธรี(Guthrie) ไดอT ธิบายวาO การกระทำครั้งสุดทาT ยทปี่ ระสบผลสำเร็จจะเปนG
แบบแผนยดึ ไวTสำหรบั การแกปT ญ2 หาครงั้ ตอO ไป และการเรียนรTเู มอ่ื เกดิ ข้นึ แลวT แมเT พียง
ครั้งเดยี วกน็ ับไดTวOาเรยี นรูTแลTวไมจO ำเปนG ตอT งทำซ้ำอกี กฎการเรยี นรTูของกทั ธรีสรปุ ไดT
ดังน้ี

กฎแหง: ความตอ: เนื่อง การเรยี นรDเู กิดขึ้นข้ึนไดD กฎของการกระทำคร้งั หลักการจูงใจ
(Law of Contiguity ) แมเD พียงคร้งั เดียว สุดทDาย ( Motivation ) การ
(One trial learning) เรยี นรูDเกิดจากการจงู ใจ
อ ( Law of Recency) มากกว:าการเสริมแรง

ทมี่ า: https://sites.google.com/site/mcupsychology/6-thvsdi-thi-keiywkhxng-withya/6-5-thvsdi-kar-wang- 176
ngeuxnkhi-baeb-tx-neuxng-khx-ngkath-thri-guthrie-s-contiguous-conditioning-theory

การทดลอง

กัทธรแี ละฮอรต0 นั (Horton) ไดรD :วมกันทดลองการเรยี นรแูD บบต:อเนอ่ื ง โดยใชDแมวและสรDางกล:องป2ญหาขึน้ ซ่งึ มี
ลกั ษณะพิเศษ คอื มกี ลอD งถา: ยภาพยนตร0ตดิ ไวDทก่ี ล:องปญ2 หาดวD ย นอกจากนย้ี งั มเี สาเล็ก ๆ อยู:กลางกลอ: ง และมกี ระจกท่ีประตู
ทางออก

ในการทดลอง กทั ธรีจะปลอ: ยแมวที่หิวจัดเขDาไปในกล:องปญ2 หา แมวจะหาทางออกทางประตหู นาD ซ่งึ เป†ดแงมD อยู:
โดยมีปลายแซลมอน (Salmon) วางไวบD นโตˆะที่อยเู: บ้อื งหนาD กอ: นแลวD ตลอดเวลาในการทดลอง กทั ธรีจะจดบันทกึ พฤติกรรม
ต:าง ๆ ของแมวตั้งแตถ: กู ปลอ: ยเขาD ไปในกล:องปญ2 หาจนหาทางออกจากกล:องไดD

ผลที่ไดจD ากการทดลอง สรปุ ไดDดงั นี้
1. แมวบางตัวจะกัดเสาหลายครัง้
2. แมวบางตวั จะหนั หลงั ชนเสาและหนจี ากกลอ: งปญ2 หา
3. แมวบางตัวอาจใชขD าหนาD และขาหลงั ชนเสาและหมุนรอบ ๆ เสา

ทม่ี า: https://sites.google.com/site/mcupsychology/6-thvsdi-thi-keiywkhxng-withya/6-5-thvsdi-kar-wang- 177
ngeuxnkhi-baeb-tx-neuxng-khx-ngkath-thri-guthrie-s-contiguous-conditioning-theory

การลงโทษ
กทั ธรเี ชื่อวา# คือทำใหอN ินทรียกX ระทำในสงิ่ ใดสิ่งหนง่ึ เขาแยกการลงโทษออกเป/น 4 ข้ัน ดงั นี้

4.1 การลงโทษสถานเบา อาจทำใหNผNูถูกลงโทษมีอาการตน่ื เตนN เพยี งเลก็ นอN ย แต#ยงั คงแสดง
พฤตกิ รรมเดมิ อกี ต#อไป

4.2 การเพมิ่ การลงโทษ อาจทำใหผN ถูN ูกลงโทษเลิกแสดงพฤติกรรมทไ่ี ม#พงึ ปรารถนาไดN
4.3 ถNายงั คงลงโทษต#อไป การลงโทษจะเปรียบเสมือนแรงขบั ที่กระตนุN ใหอN นิ ทรยี Xตอบสนองต#อสิง่
เรNา จนกว#าอินทรยี จX ะหาทางลดความเครยี ดจากแรงขับที่เกดิ ขึน้ กัทธรกี ลา# วว#าการเรยี นรูNทแ่ี ทจN ริงเกดิ จากการ
ไดNรับรางวลั ท่ีพอใจ
4.4 ถNาเกดิ พฤติกรรมทไ่ี มด# ีคือพฤตกิ รรมที่ไมพ# งึ ปรารถนา แลวN ลงโทษจะทำใหNมพี ฤตกิ รรมอน่ื เกดิ
ตามมาหลังจากถูกลงโทษ จงึ ควรขจดั พฤติกรรมทีไ่ ม#ดเี สียก#อน ก#อนทีจ่ ะลงโทษ

ที่มา: https://sites.google.com/site/mcupsychology/6-thvsdi-thi-keiywkhxng-withya/6-5-thvsdi-kar-wang- 178
ngeuxnkhi-baeb-tx-neuxng-khx-ngkath-thri-guthrie-s-contiguous-conditioning-theory

ทฤษฎีการเรียนรPูกลBมุ มนษุ ยนิยม

นักจติ วทิ ยากลIุมมนษุ ยนิยมมคี วามแตกตIางจากกลมIุ พฤตกิ รรมนยิ มและปfญญา
นยิ ม โดยคารล0 โรเจอรเ0 ปนc นกั จิตวิทยาคนสำคัญของกลุIมน้มี ีแนวคิดวาI จุดมงIุ หมายของ
การศกึ ษาคอื การทศ่ี ักยภาพของมนษุ ยไ0 ดรL บั การพฒั นาอยาI งเตม็ ทีผ่ Lูท่ีผIานกระบวนการ
เรยี นรLแู ลวL ยIอมสามารถมีชีวิตอยูไI ดLดLวยความรLสู กึ นึกคดิ ทเ่ี ปยyx มไปดLวยความภาคภมู ใิ จใน
ตนเอง นอกจากนี้มาสโลว0 บุคคลสำคัญอีกทIานกแ็ สดงทัศนะวIาหนาL ที่ของโรงเรียนกค็ ือ
การใหLผูLเรียนไดหL ันมาดตู นเอง สำรวจตนเองการรจูL กั ตนเองน้จี ะเปนc แรงผลกั ดนั ใหLเกิด
คาI นยิ มข้ึนกระบวนการเรียนรLเู ปcนไปในลักษณะของการพ่ึงพาตนเอง เปcนกระบวนการ
เรยี นรLูตลอดชวี ิต

ทม่ี า : ชาตชิ าย ม@วงปฐม.2557.ทฤษฎีการเรียนการสอน.คณะครุศาสตรz มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี 179

อับราฮัม มาสโลว9 (Abrahum Maslow)

อบั ราฮัม มาสโลว- เปน0 นักจิตวทิ ยาชาวอเมรกิ นั ทไ่ี ดร= ับการยอมรบั
ว>าเป0นผน=ู ำแนวคิดของกล>มุ มนุษยนยิ ม
มาสโลวม- ีทัศนะตามแนวคิดมนษุ ยนิยมโดยเนน= วา> มนษุ ย-มีธรรมชาตทิ ี่ดี
ตอ= งการเติบโต และมแี งจงู ใจท่ีผลกั ดนั ใหบ= ุคคลนน้ั ไปสู>เปาN หมายแต>การจะ
กา= วไปสเู> ปาN หมายน้นั บคุ คลต=องไดร= บั การตอบสนองความตอ= งการในขัน้
พน้ื ฐานก>อน โดยมาสโลว-ได=เสนอแนวคิด ลำดับข้นั ความตอ= งการที่ประกอบ
ไปด=วยความตอ= งการ 5 ขัน้ ในลกั ษณะปTรามิด

ทีม่ า : ชาตชิ าย มว@ งปฐม.2557.ทฤษฎีการเรยี นการสอน.คณะครุศาสตรz มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี 180

แนวคดิ ของทฤษฎกี ลBมุ มนษุ ยนิยม

ท่มี า : จติ วิทยาคลินกิ เบื้องตนX ผศ.ดร มานกิ า วิเศษสาธร.รามคำแหงมหาวทิ ยาลยั 181

คารล9 โรเจอร9 ( Carl Roger)

คาร0ล โรเจอร0เกดิ ทรี่ ัฐอลิ ินอยส0 (Illinois) สหรัฐอเมรกิ า
โรเจอร0เปcนนกั จติ วทิ ยามนษุ ยนิยมคนสำคญั เปนc ท่รี LูจักอยาI งแพรหI ลาย
คารล0 โรเจอรม0 คี วามเหน็ วาI ธรรมชาติของมนษุ ย0เปนc สิง่ ทด่ี ีเปcนผทLู ่สี ามารถไดLรบั การขดั
เกลามเี สรีภาพในการเลอื กวถิ ีชีวิตของตน โดยเฉพาะเม่อื อยูใI นสงิ่ แวดลLอมทีเ่ อื้ออำนวย
มแี นวโนLมท่ีจะพัฒนาไปสIคู วามเขาL ใจตนเองอยาI งถอI งแทอL นั จะทำใหเL ปนc บคุ คลท่ีสมบูรณ0

ที่มา : ผศ.ธนญั ญา ธีระอกนิษฐ.z จิตวทิ ยาพฒั นาตนในสังคมยุคใหม@.มหาวทิ ยาลัยราชภฎั อุดรธานี 182

ทฤษฎีของคาร9ล โรเจอร9

คาร,ล โรเจอร, เชือ่ วา: บุคคลถูกกระตุPนโดยความตPองการสำหรับการยอมรบั นับถือทางบวก นนั่
คือ การตอP งการความรัก การยอมรบั และความมีคณุ ค:า ทฤษฎขี องโรเจอร,กลา: ววา: ตนเอง
(Self) คือ การรวมกนั ของรปู แบบค:านิยม เจตคติ การรบั รPคู วามรPูสกึ เปนX ศนู ยก, ลางท่รี วม
ประสบการณท, งั้ หมดของแตล: ะบคุ คล ภาพพจน,ท่ีเกดิ จากการเรยี นรูPตง้ั แตว: ัยเรมิ่ แรกชีวติ
มนุษย,ทกุ คนมตี ัวตน 3 แบบ
1. ตนทต่ี นมองเห็น (Self Concept) คอื ภาพทม่ี องเห็นตนเองวา: ตนเองนั้นเปนX อยา: งไร
2. ตนตามที่เปXนจริง (Real Self) ตัวตนทแ่ี ทจP ริง
3. ตนตามอุดมคติ (Ideal Self) ตัวตนท่อี ยากเปนX แตย: งั ไมไ: ดเP ปXนในสภาพป.จจบุ นั

ทมี่ า : ผศ.ธนัญญา ธีระอกนิษฐ.z จติ วิทยาพฒั นาตนในสังคมยคุ ใหม@.มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั อุดรธานี 183

ทฤษฎกี ารเรยี นรPกู ลมBุ เกสตัลท9

กลุม: จิตวทิ ยาเกสตลั ท, กล:มุ นไี้ ดPชือ่ ว:า กล:ุมจิตวทิ ยาส:วนรว: ม คำวา: Gestaltหมายถงึ
สว: นรวมทั้งหมดหรือโครงสรPางทง้ั หมด กล:มุ เกสตลั ท, เนPนศึกษาพฤตกิ รรมการรับรPู รวมทงั้ การ
เรยี นรPจู ากปญ. ญาความคิด เหน็ ว:าการรับรเูP ปXนพนื้ ฐานทำใหPเกิดการเรียนรูP และคนเรามี
ความสามารถในการรบั รPตู า: งกนั ส:งผลใหPเกิดการเรยี นรทPู แ่ี ตกต:างกนั การจะรบั รPใู หPเขาP ใจไดดP ี
ตอP งรับรูโP ดยสว: นรวมก:อนแลPวจงึ ศกึ ษาส:วนย:อยๆของสิง่ น้ันทส่ี ว: นในภายหลังและการเรยี นรPู
เปXนการแกPปญ. หาอยา: งหนง่ึ ซ่ึงความสามารถในการแกPปญ. หาขน้ึ อย:กู ับความสามารถในการหยั่ง
เห็น (Insight) การหยัง่ เหน็ เปนX การคดิ ช:องทางแกปP ญ. หา เมื่อแกปP ญ. หาไดกP ็จะเกิดการเรยี นรูP
ผูPนำคนสำคญั ของทฤษฎีกล:มุ นี้ คือ แมกซ, เวอร,ธไฮเมอร,

ท่ีมา : ผศ.ธนญั ญา ธีระอกนิษฐ.z จิตวิทยาพฒั นาตนในสงั คมยุคใหม@.มหาวิทยาลัยราชภฎั อดุ รธานี 184

แมกซ9 เวอร9ธไฮเมอร9

แมกซ, เวอรธ, ไฮเมอร, เปนX นกั จติ วิทยาชาวเยอรมัน
เปXนผกูP อ: ต้ังทฤษฎกี ลมุ: เกสตลั ท, ซง่ึ ตอ: มาไดPมีลูกศษิ ย, 2 คน
คือ คอฟฟก¢ าP และโคเลอร, เวอร,ไทเมอร, อายมุ ากกวา: ทั้งสอง
คนทตี่ ั้งจิตวทิ ยากลมุ: เกสตลั ท, ชวี ิตการทำงานส:วนมากอยู:
ท่ีแฟรงเฟริต เวอร,ไทเมอร,ลี้ภยั การเมอื งเขาP ไปอย:ใู นอเมรกิ า
ในปc ค.ศ. 1938 ทำงานอยู:ทเ่ี มืองนวิ ยอร,ค จนเสียชีวติ ในปc
ค.ศ. 1943

ทมี่ า : หนังสือเรยี นรายวิชาPC460.บทท6ี่ . http://old-book.ru.ac.th/e-book/p/PC460(51)/PC460-6.pdf 185

ทฤษฎีการเรียนรูPกลBมุ เกสตลั ท9

ประสบการณกฎ:แกลาะรกเารรยี เนรยีรู.นหรูเ.ลกกั ิดกจาารกเร2ยี นลรักู.ขษอณงทะฤคษอื ฎี กลุมU เกสตัลท:เน.นการเรยี นรท.ู ่ีสวU นรUวมมากกวาU สUวนยอU ย ซึ่งจะเกดิ ขนึ้ จาก

1. การรับร#ู (Perception) เปPนการแปลความหมายจากการสัมผัสดว. ยอวัยวะสมั ผัสทงั้ 5 สวU น ดังน้ันกลมุU เกสทต: ลั ท:จงึ จดั
ระเบียบการรับร.โู ดยแบงU เปPนกฎ ดังน้ี

แตกตUางกนั -กฎแหUงความชัดเจน (Clearness) การเรยี นรู.ทีด่ ีตอ. งมีความชัดเจนแนUนอน เพราะผ.เู รยี นมีประสบการณ:เดมิ ท่ี

- กฎแหUงความคล.ายคลงึ (Law of Similarity) เปนP การวางหลักการรับร.ูในสิ่งทค่ี ลา. ยคลงึ กันเพอื่ จะไดร. บั รว.ู Uา
สามารถจดั เขา. กลุUมเดยี วกัน

ทมี่ า : ผศ.ธนัญญา ธีระอกนิษฐ.z จติ วทิ ยาพัฒนาตนในสงั คมยคุ ใหม@.มหาวิทยาลัยราชภฎั อดุ รธานี 186

- กฎแหUงความใกล.ชดิ (Law of Proximity) ถา. สิง่ ใดหรือสถานการณใ: ดท่มี คี วามใกลช. ดิ กัน ผเ.ู รยี นมแี นวโน.มทจ่ี ะรบั ร.ูสิง่ น้นั ไว.แบบ
เดยี วกนั

- กฎแหงU ความตอU เนือ่ ง (Law of Continuity) สิง่ เรา. ทไ่ี ปในทิศทางเดียวกันผ.เู รียนจะรบั รู.วUาเปPนพวกเดียวกนั

- กฎแหงU ความสมบรู ณ: (Law of Closer) สิง่ เร.าท่ีขาดหายไปผเ.ู รยี นสามารถรับร.ูให.เปนP ภาพที่สมบูรณไ: ดโ. ดยอาศัยประสบการณเ: ดิม

ท่มี า : ผศ.ธนัญญา ธรี ะอกนิษฐ/.จิตวิทยาพฒั นาตนในสงั คมยคุ ใหม.› มหาวิทยาลัยราชภฎั อุดรธานี 187

ทฤษฎีการเรียนรPกู ลุBมเกสตัลท9 (ตอB )

2. การหยั่งเหน็ (Insight) การเกิดความคิดขึ้นมาทันทีทันใด ในขณะพบเจอ
ปญf หาโดยมองเหน็ วิธกี ารแกLปญf หาเปcนข้นั ตอนต้ังแตIแรกเรมิ่ กระท่งั สามารถแกLไขปญf หา
นั้นไดL

ท่มี า : ผศ.ธนญั ญา ธีระอกนษิ ฐ.z จติ วิทยาพัฒนาตนในสังคมยุคใหม@.มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎอุดรธานี 188

ท่มี า : ทศิ นา แขมมณ.ี (2547). ศาสตรก/ ารสอน : องคค/ วามรูQเพ่อื การจัดกระบวนการเรยี นรQทู ี่มปี ระสทิ ธิภาพ.พิมพค/ ร้งั ที่ 3 . กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พแ/ หง› จฬุ าลงกรณม/ หาวทิ ยาลยั . 189

ทมี่ า : ทศิ นา แขมมณ.ี (2547). ศาสตร/การสอน : องคค/ วามรูQเพอ่ื การจดั กระบวนการเรียนรูทQ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ. 190
พมิ พค/ รัง้ ที่ 3 . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ/ หง› จฬุ าลงกรณ/มหาวิทยาลยั .

ทมี่ า : ทศิ นา แขมมณ.ี (2547). ศาสตร/การสอน : องคค/ วามรูQเพอ่ื การจดั กระบวนการเรียนรูทQ ม่ี ีประสิทธภิ าพ.
พมิ พค/ รัง้ ที่ 3 . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ/ หง› จฬุ าลงกรณ/มหาวิทยาลยั .
191

ทมี่ า : ทศิ นา แขมมณ.ี (2547). ศาสตร/การสอน : องคค/ วามรูQเพอ่ื การจดั กระบวนการเรียนรูทQ ม่ี ปี ระสิทธภิ าพ.
พมิ พค/ รัง้ ที่ 3 . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ/ หง› จฬุ าลงกรณ/มหาวิทยาลยั .
192

ทม่ี า : ทศิ นา แขมมณี. (2547). ศาสตร/การสอน : องคค/ วามรูเQ พ่ือการจดั กระบวนการเรยี นรQู 193
ทม่ี ีประสิทธิภาพ.พมิ พ/ครั้งท่ี 3 . กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ/แหง› จุฬาลงกรณม/ หาวทิ ยาลยั .

ทฤษฎีเกสตลั ทb(Gestalt Theory)

การเรียนรโู$ ดยการหย่ังร$ู (Insight Learning) ของโคหเL ลอรL

แนวคดิ พ้นื ฐานเกย่ี วกับการเรียนร$ู
เมอื่ ใดทผ่ี ูXเรยี นเผชญิ กับสถานการณ,เปน• ปvญหา ผูเX รียนจะ พยายาม

สราX งความสมั พนั ธใ, นรปู แบบตHางๆจากองคป, ระกอบยHอย ของสถานการณท, เ่ี ปน•
ปvญหานั้น จนสามารถมองเห็นความสมั พนั ธ, ของสถานการณท, ่เี ปน• ปญv หา แลวX นำ
ความสัมพันธน, ั้นมาใชXในการแกXปvญหาไดX ซึง่ เรยี กวHา การหยั่งรXู /หยง่ั เห็น (Insight)

ปญ• หา ความสัมพนั ธL แกไ$ ขป•ญหา

การทดลองลิงซิมแปนซี ช่ือ “สุลตHาน” โวล,ฟกงั โคหเ, ลอร, (Wolfgang Kohler; 1886-
นำลิงซิมแปนซี ท่ีหวิ จัด ขังกรง มกี ลXวย ไมสX ัน้ ไมยX าว อยHูนอกกรง ลิงไมHสามารถเอื้อมมือหยบิ กลวX ยและไมXยาวไดXถงึ แตH 1941) นกั จติ วิทยาชาวเยอรมัน
สามารถหยิบไมXสัน้ ไดX ลงิ ทำพฤติกรรมตHางๆเพ่อื จะหยิบกลวX ย เอาไมXสน้ั เขย่ี กลXวยไมไH ดX ลิงจึงนง่ั มองสิ่งเราX ตาH งๆทจ่ี ัดวาง
ไวXใหX (ไมXสน้ั ไมXยาว กลวX ย) จนคิดออกวาH จะไดกX ลXวยมากนิ ดวX ยวิธีใด จุดทล่ี ิงหย่งั เหน็ หนทางแกปX vญหา โดยไมHตอX งลงมอื
กระทำ เราเรียกวHา เกิดการหย่ังเหน็ หรอื เกิดการเรียนรูXแบบการหยั่งเหน็

อLางอิง : http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf 194

โคห,เลอร, ไดXทำการทดลองเพ่มิ เติมโดยใชกX ลวX ยแขวนไวXในท่สี งู การแกปX vญหาของลิงซิมแปนซี ช่ือ “สุลตาH น”
และมลี ังไมอX ยHใู นกรง

พฤติกรรมของสลุ ตHานไมมH ีการลองผดิ ลองถูกเลยจึงไดX สรุปวHา สุลตาH น มีการหยงั่ ร$ู (Insight) จากการศกึ ษาทดลองดังกลาf ว จึงไดส$ รุปวfา
ในการแกปX vญหา คอื มองเหน็ ความสัมพนั ธ,ของไมทX อH นสน้ั และทHอนยาว และ ผลไมXไดX
จากผลการทดลองสรปุ วfา “สุลตHาน” เกิดการเรยี นรูXแบบหยงั่ รูX คอื สามารถ โดยปกติแลXว คนเราจะมวี ิธีการเรียนรXแู ละการแกXปvญหา โดยอาศัยความคดิ
แกXปญv หาไดX โดยใชXประสบการณเ, ดมิ ทเ่ี คยเขีย่ สิ่งของตาH งๆภายในกรงมากHอน และประสบการณเ, ดิมมากกวHาการลองผดิ ลอง ถกู เมือ่ สามารถแกXปvญหาใน
ลกั ษณะนั้นไดXแลXว เมือ่ เผชญิ กบั ปญv หาท่คี ลXายคลึงกนั กจ็ ะสามารถแกXปญv หาไดX
ทันที
เพราะมนษุ ย,สามารถจดั แบบ (Pattern) ของความคิดใหมH เพือ่ ใชXในการแกXปญv หาท่ีตน
เผชญิ อยูHไดอX ยHางเหมาะสม

อาL งองิ : http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf 195

ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=6-YWrPzsmEE 196

การทดลองของโคทiเลอรi ไดขH อH สรุปดังน้ี 197

1. แนวทางการเรยี นร.ใู นการแก.ปญ3 หาของผเู. รียนมักจะเกดิ ข้นึ ทันทีทนั ใดจงึ เรยี กวาU “Insight”
2. การที่จะมีความสามารถเรยี นร.ูแกป. 3ญหาอยUางทันทีทันใดได.นั้นผ.ูเรียนจะต.องมปี ระสบการณใ: นการแก.ป3ญหาทำนอง
เดยี วกนั มากอU น เพราะจะชUวยทำให.มองเห็นชUองทางในการแกป. ญ3 หาแบบใหมไU ด.
3. ผ.ูเรยี นจะต.องมีความสามารถในการมองเหน็ ความสัมพันธต: าU ง ๆ เพราะ การท่ีมีความสามารถมองเหน็ ความสมั พันธ:
ของสิ่งตUาง ๆนี้เองจะมีสวU นชวU ยให.ผู.เรียนมีการเรยี นร.ใู นการแก.ปญ3 หาไดอ. ยUางถูกต.อง

การจดั เรยี นการสอนโดยการหยั่งรHู

1. ความแตกตUางด.านสติป3ญญาของผูเ. รียน
เดก็ ทม่ี ีสติปญ3 ญาสูงสามารถมองเห็นความสัมพันธ:ของสถานการณ:ท่เี ปPนป3ญหาได.เร็วกวาU เด็กที่มสี ตปิ ญ3 ญาต่ำ จงึ
ควรจัดการเรยี นการสอนใหม. ีความยากงาU ยเหมาะสมกับระดับสติปญ3 ญาของผูเ. รียนดว. ย
2. จัดประสบการณ:และกจิ กรรมการเรยี นรูท. ี่หลากหลาย

มวี ัสดอุ ปุ กรณ:ทช่ี Uวยให.เกดิ การเรยี นรไ.ู ดง. Uาย และสามารถนำประสบการณท: ไ่ี ดไ. ปชวU ยใหเ. กิดการหยง่ั รู.ในสถานการณ:อ่ีน ๆ

ท่มี า : http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf

ทฤษฎีเคร่อื งหมายของทอลแมน (Sign Theory)

เอ็ดเวริ ด: ซี. ทอลแมน (Edward C. Taolman) เปนP นักจิตวทิ ยาชาวอเมริกนั
ปริญญาตรีทางด.านเคมไี ฟฟาl ตUอมาได.ศึกษาทางดา. นจิตวิทยาในระดบั ปรญิ ญาโทและปริญญา
เอกมหาวิทยาลยั ฮาวาร:ด เมื่อป‹ ค.ศ. 1915 ได.เสนอถึงทฤษฎเี คร่ืองหมาย หรอื ทฤษฎคี วาม
คาดหมาย (Expectancy Theory) ซงึ่ ปรับปรงุ มาจากทฤษฎกี ารแสดงพฤตกิ รรมสจUู ุดหมาย
(Purposive behaviorism)

ทอลแมน กลUาววUา “การเรียนรู.เกิดจากการใช.เครื่องหมายเปPนตัวชี้ทางให.แสดง
พฤติกรรมไปสจูU ดุ หมายปลายทาง” แนวความคิดของทอลแมน คล.ายคลึงกับแนวความคดิ ของพา
ฟลอฟ คือ เน.นสิ่งเร.ามากกวUาการตอบสนอง ดังนั้นถ.าบทเรียนเปPนสิ่งเร.าสิ่งหนึ่งที่จะต.องมีการ
ตอบสนองบางอยUางจะต.องใช.เครื่องหมายมาเน.นอีกสิ่งเร.าหนึ่งคูUกับบทเรียน เพื่อให.มีการ
ตอบสนองตามตอ. งการแสดงเปนP ไดอะแกรมดงั นี้

บทเรยี น (S1)+ เคร่อื งหมาย (S2) การตอบสนองคือการเรียนรู# (R)

ท่ีมา: http://panaratkmitl1.blogspot.com/2006/08/edward-c-tolman.html 198

ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=X4uJFe5Nmgc 199

การเรียนรูโT ดยใชTเคร่ืองหมายน้ี เกิดการเรียนรูTไดT 3 ลักษณะคือ

1. การคาดหมายรางวลั (Reward expectancy) เนือ่ งจากมคี วามแตกต#างระหว#างบคุ คล ดังน้นั
รางวลั แตล# ะอย#างยอ# มทำใหอN ินทรยี Xพอใจแตกต#างกนั ออกไป บาN งชอบสิง่ หนึ่ง บาN งกช็ อบอีกสง่ิ หนึ่ง เช#น แมว
ชอบปลา สุนัขชอบเนอื้ ฯลฯ ดงั นัน้ ถNารางวัลผูNเรยี นคาดว#าจะไดNรับ ไม#ตรงตามที่พอใจและตอN งการ จะแสดง
พฤตกิ รรมมองหาสง่ิ ที่ตNองการต#อไป

2. การเรยี นรูNสถานท่ี (Place learning) ผูเN รียนจะเคลอ่ื นไหวหรอื แสดงพฤติกรรมการเรยี นรจูN าก
จุดเริม่ ตNนไปยงั จุดหมายปลายทางเป/นลำดบั ขัน้ ตอนตามแตส# ถานการณทX เ่ี ปล่ียนไป กล#าวคือ ถNามกี ารเร่มิ ตนN ไป
ยงั จุดหมายปลายทางไดสN ำเร็จผNเู รยี นจะเลอื กแสดงพฤติกรรมนั้นก#อน แต#เม่อื ต#อมามอี ุปสรรคหรอื มกี ารป-ดกัน้
เสนN ทางที่เคยเดินทางมาสู#จดุ หมายปลายทางไดNสำเร็จ ผูเN รยี นจะเปลย่ี นเสนN ทางหรือวธิ ีการเรยี นรไูN ปเร่ือยๆ เพ่อื
ไปยงั จดุ หมายปลายทางใหไN ดN

3. การเรยี นรNูแฝง (Latent learning) ทอลแมนกล#าวว#า การเรียนรเNู ป/นการเปล่ียนแปลงทางดNาน
ความคิด (Congnitive Domain) ซึ่งเปน/ นามธรรมสงั เกตเหน็ ไดN เม่อื อินทรยี เX กดิ การเรียนรNมู ากเทา# ใดไมท# ราบ
ไดNเพราะไม#ไดNแสดงออกมา จนกว#าจะถงึ เวลาทจี่ ำเปน/ หรอื เหมาะสมจงึ จะนำออกมาใชN

ทีม่ า: http://panaratkmitl1.blogspot.com/2006/08/edward-c-tolman.html 200


Click to View FlipBook Version