ทฤษฎขี องทอลแมน สรุปไดดT งั น้ี
1. ในการเรียนรูตN #างๆ ผเNู รยี นมกี ารคาดหมายรางวลั (reward expectancy) หากรางวลั ท่ีคาดวา#
จะไดรN ับไม#ตรงตามความพอใจและความตอN งการ ผเูN รียนจะพยายามแสวงหารางวลั หรือสิ่งท่ตี Nองการต#อไป
2. ขณะทผี่ ูNเรียนจะพยายามไปใหถN ึงจดุ หมายปลายทางทต่ี อN งการ ผูNเรียนจะเกิดการเรียนรNู
เครอ่ื งหมาย สัญลักษณX สถานท่ี (place learning) และส่ิงอื่นๆท่เี ปน/ เคร่ืองช้ตี ามไปดNวย
3. ผNูเรียนมีความสามารถท่จี ะปรับการเรยี นรNขู องตนไปตามสถานการณทX ่ีเปลย่ี นไป จะไม#กระทำ
ซำ้ ๆ ในทางทไี่ มส# ามารถสนองความตNองการ หรอื วตั ถุประสงคขX องตน
4. การเรยี นรNทู ่ีเกดิ ขึ้นในบคุ คลใดบุคคลหนงึ่ น้นั บางครง้ั จะไมแ# สดงออกในทนั ที อาจจะแฝงอยู#ใน
ตัวผเูN รียนไปกอ# นจนกว#าจะถงึ เวลาทเ่ี หมาะสมหรอื จำเป/นจงึ จะแสดงออก (latent learning)
ทมี่ า: http://panaratkmitl1.blogspot.com/2006/08/edward-c-tolman.html 201
ทฤษฎกี ารเรียนร.ขู องเพยี เจต;
ฌอง เพยี เจต: (Jean Piaget : 1896-1980) เปPนนกั จิตวทิ ยาชาวสวิตเซอร:แลนด: ได.
เรียนจบปรญิ ญาเอกทางวทิ ยาศาสตร: สาขาสตั ววิทยา มหาวทิ ยาลัย Neuchatel
ประเทศสวิสเซอรแ: ลนด:
เพียเจต: (Piaget) ไดศ. กึ ษาเกีย่ วกบั พฒั นาการทางดา. นความคิดของเด็กวUา
มีขั้นตอนหรือกระบวนการอยUางไร เขาอธิบายวUาการเรียนรู.ของเด็กเปPนไปตาม
พัฒนาการทางสติป3ญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยตUางๆ เปPนลำดับขั้น พัฒนาการ
เปPนสิ่งที่เปPนไปตามธรรมชาติ ไมUควรที่จะเรUงเด็กให.ข.ามจากพัฒนาการขั้นหนึ่งไปสูUอีก
ขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให.เกิดผลเสียแกUเด็ก แตUการจัดประสบการณ:สUงเสริมพัฒนาการ
ของเด็กในชUวงที่เด็กกำลังพัฒนาไปสูUขั้นที่สูงกวUา สามารถชUวยให.เด็กพัฒนาไปอยUาง
รวดเร็ว อยUางไรก็ตาม เพียเจต:เน.นความสำคัญของการเข.าใจธรรมชาติ และ
พฒั นาการของเดก็ มากกวาU การกระต.ุนเด็กให.มพี ฒั นาการเร็วขึ้น
ที่มา : http://studentyru.blogspot.com/2015/10/blog-post_47.html 202
ทฤษฎกี ารเรยี นรูขT องเพียเจตD มสี าระสรปุ ไดTดังนี้
1. พัฒนาการทางสติปaญญาของบุคคลเปน/ ไปตามวัยตา# งๆ เปน/ ลำดบั ขนั้ ดงั น้ี
1.1 ขั้นรับรูNดNวยประสาทสมั ผสั (Sensorimotor period)
1.2 ขนั้ ตอนปฏิบตั ิการคดิ (Preopoerational period)
2. ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกตา# งจากผใNู หญ#
3. กระบวนการทางสตปิ ญa ญา มีลักษณะดงั น้ี
3.1 การซมึ ซบั หรอื การดูดซึม (assimilation)
3.2 การปรบั และจัดระบบ (accommodation)
3.3 การเกดิ ความสมดลุ (equilibration)
ทมี่ า: http://studentyru.blogspot.com/2015/10/blog-post_47.html 203
ทฤษฎีการเรียนรูข. องบรูเนอร;
บรูเนอรX เป/นนักจติ วิทยาชาวอเมรกิ นั ไดNปรญิ ญาเอกทางจติ วิทยาจาก
มหาวิทยาลัยฮารXวารดX ในปu ค.ศ.1962 ซึง่ ผลงานส#วนใหญม# ี
ความสัมพันธXเก่ยี วขNองกบั ผลงานของเปยu เจตX บรเู นอรมX ีความสนใจในเรือ่ ง
พัฒนาการการเรยี นรูขN องเด็กตอ# เนือ่ งจาก
เพยี เจตX
บรุนเนอรXเชื่อว#ามนุษยXเลือกที่จะรับรูNสิ่งที่ตนเองสนใจ และการ
เรียนรูNเกิดจากกระบวนการคนN พบดวN ยตัวเอง (discovery learning)
ท่ีมา : http://anusaralangate2239.blogspot.com/2017/01/blog-post.html 204
การทดลองของบรูเนอรD
ครั้งแรกบรูเนอรXใหNเด็กดูภาพจากการจัดแกNว 9 ใบ ต#อจากนั้นหยิบแกNว ออกทีละแถว และ
ใหNเด็กจัดเองใหNเหมือนเดิม จากนั้นหยิบแกNวทั้ง 9 ใบ ออกจากตะแกรงและใหNเด็กจัดใหNเหมือนเดิม
ปรากฏว#าเด็กวัย 5 ขวบ และ 7 ขวบ สามารถทำไดN ความแตกต#างระหว#างเด็ก 2 วัยนี้คือ เมื่อบรู
เนอรXใหNเรียงสลับ โดยใหNเริ่มจากใบใหญ#ใหNอยู#ทางซNายมือ ปรากฏว#าเด็กวัย 5 ขวบ เริ่มตNนอย#างถูกตNอง
แต#แลNวก็งง ในที่สุดจัดออกมาเหมือนแบบที่ใหNดูตั้งแต#แรก ส#วนเด็กวัย 7 ขวบนั้น สามารถเรียงสลับไดN
อย#างถูกตNอง บรูเนอรXจึงสรุปว#า การเกิดภาพในใจซึ่งแสดงใหNเห็นถึงความรูNความเขNาใจนั้นจะเพิ่มขึ้น
ตามอายุ เพราะเด็กรจNู ักที่จะถา# ยทอดประสบการณXออกมาเป/นสญั ลักษณX (Symbolic)
ท่มี า : http://anusaralangate2239.blogspot.com/2017/01/blog-post.html 205
แนวคิดท่ีสำคญั ของบรเู นอรD มีดงั น้ี
ทฤษฎกี ารเรยี นรูH
1. การจัดโครงสรา. งของความรใ.ู ห.มคี วามสัมพันธแ: ละสอดคล.องกับพฒั นาการทางสติ ป3ญญาของเด็ก มผี ลตอU การเรยี นร.ขู องเดก็
2. การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให.เหมาะสมกับระดับความพร.อมของผู.เรียน และสอดคล.องกับพัฒนาการทางสติป3ญญา
ของผเู. รียนจะชUวยใหก. ารเรยี นรเู. กดิ ประสทิ ธิภาพ
3. การคดิ แบบหยงั่ ร.ู (intuition) เปPนการคดิ หาเหตผุ ลอยาU งอสิ ระท่สี ามารถพฒั นาความคิดริเร่ิมสร.างสรรคไ: ด.
4. แรงจงู ใจภายในเปนP ปจ3 จัยสำคัญท่จี ะชUวยให.ผเ.ู รียนประสบผลสำเร็จในการเรียน รู.
5. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ 3ญญาของมนุษย: แบUงไดเ. ปนP 3 ขัน้ ใหญๆU คอื
5.1 ขน้ั การเรยี นร.ูจากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู.จากการใช.ประสาทสัมผัสรับรู.สิ่งตUางๆ การ
ลงมือกระทำชUวยใหเ. ด็กเกิดการเรยี นรไ.ู ด.ดี การเรียนรเ.ู กดิ จากการกระทำ
5.2 ขน้ั การเรยี นรจ.ู ากความคดิ (Iconic Stage) เปPนขั้นที่เด็กสามารถสร.างมโนภาพในใจได. และสามารถเรียนรู.จากภาพ
แทนของจริงได.
5.3 ขน้ั การเรยี นร.ูสญั ลกั ษณแ: ละนามธรรม (Symbolic Stage) เปPนขัน้ การเรยี นรสู. ง่ิ ทซ่ี บั ซอ. นและเปนP นามธรรมได.
6. การเรยี นร.เู กิดได.จากการที่คนเราสามารถสร.างความคิดรวบยอด หรือสามารถสร.างหรือสามารถจัดประเภทของสิ่งตUางๆ ได.อยUาง
เหมาะสม
7. การเรียนร.ูทไี่ ดผ. ลดีท่ีสดุ คอื การใหผ. ู.เรยี นค.นพบการเรียนรู.ด.วยตนเอง (discovery learning)
ที่มา : http://anusaralangate2239.blogspot.com/2017/01/blog-post.html 206
ทฤษฏกี ารเรยี นรอ.ู ยาe งมีความหมายของออซเู บล(David p. Ausubel)
ออซูเบล (Ausubel , David 1963) เปนX นักจิตวิทยาแนวป.ญญานยิ ม
ออซูเบล กลา: วไวPว:า “ การเรียนรูPจะมคี วามหมายแก:ผูเP รียน หากการ
เรยี นรนูP นั้ สามารถเชอ่ื มโยงกับสิ่งใดสิ่งหนง่ึ ที่รมPู าก:อน ”
ท่ีมา: http://eman-yusoh.blogspot.com/2012/09/david-p-ausubel.html 207
หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏนี ้ี คือ มีการนำเสนอความคิดรวบยอดหรอื กรอบมโน
ทัศน, หรือกรอบแนวคิดในเรอื่ งใดเรือ่ งหน่งึ แกผ: เูP รียนก:อนการสอนเน้อื หาสาระนน้ั ๆ
จะช:วยใหผP ูPเรยี นไดPเรียนเนอ้ื หาสาระนนั้ อย:างมคี วามหมาย
ออซูเบล แบง: การเรียนรอูP อกเปนX 4 ประเภท ดังตอ: ไปน้ี
1. การเรยี นรPโู ดยการรบั อย:างมีความหมาย (Meaningful Reception Learning)
2. การเรียนรโPู ดยการรับแบบทอ: งจำโดยไม:คิดหรอื แบบนกแกPวนกขุนทอง
(Rote Reception Learning)
3. การเรียนรโPู ดยการคนP พบอยา: งมีความหมาย (Meaningful Discovery Learning)
4. การเรียนรโูP ดยการคPนพบแบบท:องจำโดยไมค: ดิ หรือแบบนกแกPวนกขนุ ทอง
(Rote Discovery Learning)
ทีม่ า: http://eman-yusoh.blogspot.com/2012/09/david-p-ausubel.html 208
ออซเู บล ไดTแบงO วาO การเรียนรูTอยาO งมคี วามหมายขึน้ อยกูO ับตวั แปร 3 อยาO ง ดังตอO ไปน้ี
1. สิ่ง (Materials) ที่จะตPองเรียนรจPู ะตPองมีความหมาย ซง่ึ หมายความวา: จะตPองเปXนสิ่งทมี่ ี
ความสมั พันธ,กบั สงิ่ ท่ีเคยเรียนรูแP ละเก็บไวPในโครงสรPางพุทธปิ ญ. ญา (cognitive structure)
2. ผูPเรียนจะตอP งมปี ระสบการณ, และมคี วามคดิ ที่จะเชอ่ื มโยงหรือจัดกลมุ: ส่งิ ทเ่ี รยี นรูใP หมใ: หPสัมพันธ,
กับ ความรูPหรือส่ิงทีเ่ รียนรPูเกา:
3. ความต้ังใจของผPเู รยี นและการทผี่ เPู รียนมีความรPู-คดิ ทจ่ี ะเช่ือมโยงสิง่ ท่ี เรียนรใPู หม:ใหมP ี
ความสัมพนั ธ,กบั โครงสรPางพุทธปิ .ญญา (Cognitive Structure) ทอ่ี ยูใ: นความทรงจำแลPว
ที่มา: http://eman-yusoh.blogspot.com/2012/09/david-p-ausubel.html 209
ไดแT บOงการเรยี นรอTู ยาO งมีความหมายเปGน 3 ประเภท คอื
1. Subordinate learning เปXนการเรยี นรPโู ดยการรบั อยา: งมีความหมาย โดยมวี ิธีการ
2 ประเภท คือ
1.1 Deriveration Subsumption เปนX การเชือ่ มโยงสง่ิ ทจี่ ะตPองเรยี นรใPู หมก: บั
หลักการหรือกฎเกณฑ,ท่เี คย เรียนมาแลPว โดยการไดPรบั ขPอมลู มาเพ่ิม เช:น มคี นบอก แลPวสามารถดดู ซึม
เขาP ไปในโครงสราP งทางสติป.ญญาทีม่ อี ยู:แลPวอย:างมคี วามหมาย โดยไม:ตอP งท:องจำ
1.2 Correlative subsumption เปนX การเรียนรูPทีม่ ีความหมายเกดิ จากการ
ขยายความ หรอื ปรบั โครงสราP งทางสติปญ. ญาท่มี มี ากอ: นใหสP ัมพันธก, ับสง่ิ ทจ่ี ะเรยี นรูP ใหม:
2. Superordinate learning เปXนการเรียนรโPู ดยการอนุมาน โดยการจัดกลุม: สง่ิ ทเ่ี รยี น
ใหมเ: ขาP กบั ความคิดรวบยอดที่กวาP งและครอบคลุม ความคิดยอดของสิง่ ท่เี รียนใหม: เชน: สนุ ัข แมว หมู
เปนX สตั วเ, ล้ียงลกู ดวP ยนม
3. Combinatorial learning เปXนการเรียนรหูP ลักการ กฎเกณฑต, า: งๆเชงิ ผสม ในวิชา
คณิตศาสตร, หรือ วิทยาศาสตร, โดยการใชเP หตุผล หรอื การสังเกต เชน: การเรยี นรเPู ก่ยี วกับความสมั พนั ธ,
ระหวา: งนำ้ หนกั กบั ระยะทางในการทท่ี ำ ใหเP กิดความสมดุล
ท่ีมา: http://eman-yusoh.blogspot.com/2012/09/david-p-ausubel.html 210
แนวทางการสอนที่ไดจP ากทฤษฎี
ใชเP ทคนิคการสอนแบบ Advance Organizer คือเปนX วธิ กี ารสรPางการเชื่อมชอ: งวา: งระหวา: งความรทPู ่ี
ผPเู รยี นไดรP PูแลPว (ความรเูP ดมิ ) กบั ความรใูP หม:ทไี่ ดรP บั ท่ีจำเปXนจะตอP ง เรยี นรูPเพอ่ื ผูเP รยี นจะไดมP คี วาม
เขาP ใจเนอ้ื หาใหม:ไดPดแี ละจดจำไดดP ีขึ้น โดยมขี ้นั ตอนดงั นี้
- การจัด เรียบเรยี ง ขPอมูลขา: วสารทตี่ PองการใหเP รียนรูP ออกเปXนหมวดหม:ู หรือ
- นำเสนอกรอบ หลกั การกวPางๆ ก:อนท่ีจะใหPเรียนรูPในเรื่องใหม: หรือ
- แบง: บทเรียนเปนX หัวขPอที่สำคัญ และบอกใหทP ราบเก่ยี วกบั หวั ขอP สำคัญที่เปXนความคดิ
รวบยอดใหม:ทจ่ี ะตอP งเรยี น
ท่ีมา: http://eman-yusoh.blogspot.com/2012/09/david-p-ausubel.html 211
ทฤษฎกี ารเรยี นรHูทางปญ. ญาสังคม (Social Cognitive Theory)
แนวคดิ และทฤษฎี
อลั เบริ :ต แบนดูรา มคี วามเชื่อวาU การเรียนรูข. องมนษุ ยส: UวนมากเปนP การเรียนร.ูโดย
การสงั เกตหรอื การเลียนแบบ เนอ่ื งจากมนุษย: มีปฏิสัมพนั ธก: บั สง่ิ แวดลอ. มที่อยUูรอบ ๆ ตวั อยUู
เสมอ
ทฤษฎีการเรียนรู.ทางป3ญญาสังคมนี้พฒั นาขน้ึ โดย อลั เบริ :ต แบนดูรา พจิ ารณา
สาเหตขุ องการเกดิ พฤติกรรมของบคุ คล ที่ป3จจัยภายนอกนน้ั ไมUคลอบคลมุ ถึงพฤตกิ รรมตUาง ๆ
ของมนษุ ยอ: ยาU งเพียงพอ เพราะในความเปPนจรงิ แล.ว มนุษยม: ปี ญ3 ญา มีความคดิ และมี
ความรู.สึก ดงั นน้ั ปจ3 จยั ภายในเหลUานีต้ Uางหากทีน่ UาจะเปนP ตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล
ปƒจจยั ภายใน นา] จะเปน‰ ตวั กำหนดพฤติกรรมของบคุ คล อัลเบิรzต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจติ วิทยาชาวแคนาดา
-ไดLรบั ปริญญาศลิ ปศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบรติ ิช โคลัมเบีย -
ไดLรบั ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตและปรชั ญาดุษฎีบณั ฑติ ทาง
จิตวทิ ยาคลีนิก จากมหาวิทยาลยั ไอดอวา
ทมี่ า: https://bc20202multimedia.files.wordpress.com 212
ทฤษฎกี ารเรียนรทHู างปญ. ญาสงั คม (Social Cognitive Theory)
- สUวนป3จจัยภายนอกนนั้ นUาจะเปนP เพียงปจ3 จยั ท่ีเออื้ ให.เกดิ พฤติกรรม เทาU นน้ั แตUมใิ ชUเปนP สาเหตุหลกั ทเ่ี ปPน
ตัวกำหนดพฤตกิ รรมของบคุ คล
-แบนดูราได.ทำการเสนอแนวความคดิ ดงั กลาU วของเขาข้นึ ในป‹ 1977 ในทฤษฎีทชี่ อื่ วUา “ทฤษฏีการเรยี นรู.
ทางสงั คม” (Social Learning Theory)
-ตUอมาในป‹ 1986 ได.เปลีย่ นช่ือมาเปPน “ทฤษฎกี ารเรยี นรท.ู าง ป3ญญาสังคม” (Social Cognitive
Theory)
แนวคดิ พื้นฐานของทฤษฎี (Basic Concept of Social Cognitive Theory)
1. แบนดูรา มองวUาพฤติกรรมของบคุ คลไมUได.เกิดข้นึ และเปล่ียนแปลงไป เน่ืองมาจากปจ3 จยั ทางสภาพแวดลอ. ม แตUเพยี งอยUางเดียว
แตจU ะตอ. งมีป3จจยั สUวนบุคคล อันไดแ. กU ปจ3 จยั ทางดา. นป3ญญา และความร.ูสึกนึก คดิ ภายในตาU ง ๆ รวU มกำหนดซง่ึ กนั และกัน
2. แบนดรู า มองพฤติกรรมการเรยี นรู. ในแงUของกระบวนการเปล่ียนแปลง ภายในนน่ั คอื เพียงแคกU ารไดม. าซึ่งความรู. ใหมๆU
แบนดรู าก็ถือวาU การเรียนร.ูไดเ. กดิ ข้ึน แลว. กับบคุ คลนั้น โดยทีบ่ คุ คลนัน้ ยงั ไมจU ำเปนP ตอ. งแสดงพฤตกิ รรมการเรยี นร.ูน้ันออกมาทนั ที
3. แบนดูราเหน็ วาU การเสรมิ แรงไมไU ดเ. ปPนปจ3 จยั หลักท่ที ำใหบ. ุคคล เกิดการเรยี นร.ู แตกU ารเสรมิ แรงเปนP เพียงป3จจัยทจี่ ูงใจใหค. นแสดงพฤติกรรม
เทUาน้ัน เนื่องจากเขาเชอ่ื วUา คนเราสวU นใหญU เรียนรพู. ฤติกรรมผาU นการสงั เกตจากตวั แบบแทบทงั้ สนิ ท่ีมา: https://bc20202multimedia.files.wordpress.com 213
ท่มี า: http://nukjit.blogspot.com/p/blog-page_61.html 214
การทดลองการเรียนรูHโดยการสังเกต (Bandura’s Experiment)
ในการทดลอง แบนดรู าได.แบงU เด็กกUอนวัยเรียนออกเปPน 3 กลUุม โดยให.เดก็ ทั้ง 3 กลUมุ
ไดภ. าพยนตรท: ี่มีตัวแบบผใู. หญU 2 คนท่ีท้งั ชกตUอย ทั้งเตะและขว.างปาสงิ่ ของใสตU ˜กุ ตายาง โดยท่ีตอนจบ
ของภาพยนตร:ตัวแบบทง้ั 2 คนไดร. บั ผลท่ีมาตามมาแตกตUางกัน ดังน้ี คือ
เดก็ ในกลุUมที่ 1 ไดด. ูภาพยนตรท: ีต่ อนจบตวั แบบ ได.รบั รางวลั ซึ่งเปPน ลูกอม เคร่ืองดื่ม และคำช
เด็กในกลุUมท่ี 2 ไดด. ภู าพยนตร:ทีต่ อนจบตัวแบบทีเ่ ปนP ผ.ใู หญUถกู ลงโทษดว. ยการตำหนิและเฆ่ยี นต
เดก็ ในกลUุมท่ี 3 ไดด. ูภาพยนตรท: ี่ตอนจบตวั แบบไม]ไดร# บั ผลกรรมใดๆเลย
ท่มี า: https://bc20202multimedia.files.wordpress.com 215
การทดลองการเรยี นร#โู ดยการสังเกต (Bandura’s Experiment) ทมี่ า: https://bc20202multimedia.files.wordpress.com 216
ท่ีมา:https://prezi.com/zpouqvd390sd/albert-bandura/
ไดXนำเด็ก เขXาไปยังหXองที่มีทั้งตุ¦กตายาง
ที่ปรากฏในภาพยนตร, และของเลHนอื่นๆอยHู
รวมกันในหXอง โดยปลHอยใหXเด็กอยูHในหXองเป•น
เวลา 10 นาที
ในระหวHางนผ้ี ทูX ดลองไดทX ำการสงั เกต และจด
บนั ทึกพฤติกรรมของเดก็ ในทุกๆครงั้ ท่เี ด็ก
แสดงพฤติกรรมกXาวราX ว เหมือนตวั แบบ
จากการทดลอง ปรากฏวKา
เด็กในกลุม* ท่ไี ด#ดูตวั แบบท่ีมีพฤตกิ รรมกา# วรา# วแลว# ไดร# ับรางวัลได#แสดง
พฤติกรรมกา# วร#าวกบั ตกุ ตาตามตวั แบบทไี่ ดด# มู า และยงั พบวา* เมื่อให#เดก็ ไดล# องแสดง
พฤติกรรมทเี่ ขาได#เรยี นร#มู า เด็ก ๆ ทัง้ 3 กลุ*มต*างกส็ ามารถแสดงพฤติกรรมตามตัว
แบบได# เทา* ๆกนั โดยเฉพาะอย*างยิง่ ในเด็กกลมุ* ที่ 3 ทแี่ ม#จะไมไ* ดเ# หน็ ตวั แบบก#าวร#าว
ได#รับ ผลกรรมใด ๆจากการแสดงพฤติกรรม
แต*เมอ่ื ให#เด็กไดล# องเลียนแบบพฤตกิ รรมท่ไี ดด# มู า เดก็ กส็ ามารถเลยี นแบบพฤตกิ รรม
ตามตัวแบบได# อยา* งแม*นยำเลยทีเดยี ว
ทฤษฎกี ารเรยี นรู.กลุมe ผสมผสานของกาเยe
โรเบริ :ต กาเยU (Robert Gagne) เปนP นักปรชั ญาและจิตวิทยาการศกึ ษาชาวอเมริกา
(1916-2002 ไดเ. สนอแนวความคิดเกย่ี วกับการสอน คือ ทฤษฎีเงอื่ นไขการเรยี นรู.
(Condition of Learning) โดยทฤษฎีการเรียนรขู. องกาเยUจัดอยUใู นกลุมU ผสมผสาน
(Gagne’s eclecticism)
กาเยUไดจ. ดั ข้นั ตอนการเรียนร.ูซ่ึงเร่มิ จากงาU ยไปหายาก โดยผสมผสานทฤษฎี
การเรียนรขู. องกลมUุ พฤติกรรมนยิ มและพทุ ธนิ ิยมเข.าด.วยกัน
อาQ งอิง ทศิ นา แขมมณ.ี (2562). ศาสตร/การสอน องคค/ วามรQูเพอ่ื การจัดกระบวนการเรียนรทQู ม่ี ปี ระสิทธิภาพ. กรงุ เทพ : สำนักพิมพ/ 217
จฬุ าลงกรณ/มหาวิทยาลัย
ทฤษฎกี ารเรยี นรขHู องกาเย< 8 ประเภท การจัดการเรยี นรอ#ู ยา] งเปน‰ ระบบซ่ึงเรม่ิ จากง]ายไปหายากมี
ทั้งหมด 9 ข้นั ดังน้ี
1. การเรียนรส#ู ญั ญาณ (Signal Learning)
2. การเรียนส่ิงเร#า – การตอบสนอง (S-R Learning) ขน้ั ที่ 1 สร#างความสนใจ (Gaining attention)
3. การเรยี นร#ารเช่อื มโยงแบบตอ* เน่ือง (Chaining Learning) ข้ันท่ี 2 แจง# จดุ ประสงค: (Informing the learning)
4. การเชื่อมโยงทางภาษา (Verbol Association Learning) ข้นั ที่ 3 กระตุ#นให#ผเู# รียนระลกึ ถงึ ความรเ#ู ดิมทจี่ ำเปน1 (Stimulating
5. การเรยี นรู#ความแตกต*าง (Discrimination Learning) recall of prerequisite learned capabilities)
6. การเรียนรค#ู วามคดิ รวบยอด (Concept Learning) ขนั้ ท่ี 4 เสนอบทเรยี นใหม* (Presenting the stimulus)
7. การเรยี นรก#ู ฎ (Rule Learning) ขั้นที่ 5 ใหแ# นวทางการเรียนร#ู (Providing learning guidance)
8. การเรยี นรก#ู ารแก#ปญp หา (Problem solving) ขน้ั ท่ี 6 ใหล# งมอื ปฏบิ ตั ิ (Eliciting the performance)
ขั้นท่ี 7 ใหข# อ# มูลปŸอนกลับ (Feedback)
หลักการจัดการศกึ ษา ข้ันท่ี 8 ประเมนิ พฤตกิ รรมการเรียนร#ตู ามจดุ ประสงค: (Assessing the
performance)
1. กาเยUพยายามเช่ือมโยงการจดั สภาพการเรยี นการสอนอันเปPน ขั้นท่ี 9 ส*งเสรมิ ความแม*นยำและการถา* ยโอนการเรียนรู(# Enhancing
สภาวะภายนอกตัวผู.เรียนให.สอดคล.องกับกระบวนการเรียนร.ู retention and transfer)
ภายใน
2. ในระบบการจดั การเรยี นการสอน เพอื่ ใหส. อดคลอ. งกบั
กระบวนการเรยี นรูน. ้ันกาเยUได.เสนอระบบการสอน 9 ขน้ั ดงั น้ี
อาQ งองิ ทิศนา แขมมณ.ี (2562). ศาสตรก/ ารสอน องคค/ วามรเQู พอื่ การจัดกระบวนการเรียนรQทู ่มี ี 218
ประสิทธภิ าพ. กรุงเทพ : สำนักพิมพ/จุฬาลงกรณ/มหาวทิ ยาลยั
ทฤษฎขี องกาเยO สรุปไดดT ังน้ี
กาเย:ไดPนำเอาแนวความคิดมาใชPในการเรียนการสอน โดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัด
กิจกรรมการเรียนรูPจากการมีปฏิสัมพันธ, หลักการสอน ไดPแก: เร:งเรPาความสนใจ บอกวัตถุประสงค,
ทบทวนความรูPเดิมนำเสนอเนื้อหาใหม:ชี้แนะแนวทางการเรียนรูP จะมีความสอดคลPองกับการผสมผสาน
ระหว:างพฤติกรรมนิยมกับพุทธินิยม โดยผสมผสานทฤษฎีการเรียนรูPของกลุ:มพฤติกรรมนิยมและพุทธิ
นิยมเขPาดPวยกัน จะทำใหPผูPเรียนมีการเรียนรูPสัญญาณเป‡นการตอบสนองต:อสิ่งเรPา-การตอบสนอง การ
เรียนรูPการเชื่อมโยงแบบตอเนื่อง การเชื่อมโยงทางภาษาการเรียนรูPความแตกต:างทั้งหมดนี้เพื่อใหPเกิดการ
เรยี นรูPที่ผสมผสานกนั
อQางองิ ทศิ นา แขมมณี. (2562). ศาสตรก/ ารสอน องค/ความรQเู พ่ือการจัดกระบวนการเรยี นรทQู ี่มปี ระสิทธภิ าพ. กรุงเทพ : สำนกั พมิ พ/จฬุ าลงกรณ/มหาวิทยาลยั 219
ฮลั ล- ( Clark L.Hull )
เป0นนกั จติ วิทยาพฤตกิ รรมนยิ มท่ีมีชอ่ื เสียงผู=หนงึ่ ของสหรัฐอเมรกิ ามีชว> งชวี ิตอยใ>ู นระหวา> ง
ปb 1884 ถึง 1952 และได=ทำการทดลองทางด=านจิตวทิ ยาการเรยี นรจ=ู นมีช่ือเสยี งโดง> ดงั
นอกจากนี้
ที่มา : https://www.baanjomyut.com/library_3/behaviorism/07.html 220
กฎการเรยี นรูH
1. กฏแหง# สมรรถภาพในการตอบสนอง(Law of Reactive Inhibition) หรือการยับยงั้ ปฏกิ ริ ยิ าคือถาN ร#างกายเกิดความ
เหนอื่ ยลNาการตอบสนองหรอื การเรยี นรูNจะลดลง
2. กฎแหง# การลำดบั กลุ#มนสิ ยั (Law of Habit Hierarchy ) เม่ือมสี ิ่งเรNามากระตุนN แต#ละคนจะมีการตอบสนองตา# งๆกัน
ในระยะแรกการแสดงออกมลี กั ษณะงา# ยง#ายตอ# เมอ่ื เรียนรมNู ากขน้ึ กส็ ามารถเลอื กแสดงการตอบสนองในระดบั ท่สี ูงขนึ้
หรือถกู ตNองตามมาตรฐานของสงั คม
3. กฎแห#งการใกลจN ะบรรลุเปา• หมาย(Goal Gradient Hypothesis )เมือ่ ผNูเรียนย่ิงใกลบN รรลเุ ปา• หมายเทา# ใดจะมี
สมรรถภาพในการตอบสนองมากขึ้นเทา# นัน้ การเสรมิ แรงทใี่ หใN นเวลาใกลเN คยี งเป•าหมายจะชว# ยทำใหNเกิดการเรยี นรูไN ดดN ี
ข้นึ
ท่มี า : https://www.baanjomyut.com/library_3/behaviorism/07.html 221
ฮลั ยังกลาU วถงึ องค:ประกอบตาU งๆทจี่ ำเปนP ในการเรยี นรู.ดงั นี้
1. ความสามารถ(Capacity)ในการเรยี นร.ูของแตUละคนทมี่ ีความแตกตUางกัน
2. การจูงใจ(Motivation)คอื การชวU ยใหเ. กิดพฤติกรรมการเรียนร.ขู ้ึนโดยการสรา. งแรงขับใหเ. กิดขึ้นมากๆในตัวผเู. รียน
3. การเสรมิ แรง(Reinforcement)ฮลั เน.นวาU การเสริมแรงทำให.เกดิ การเรยี นร.ูไดด. แี ละเน.นจำนวนครั้งของการเสรมิ แรงมากกวาU ปรมิ าณของการ
เสริมแรงท่ีหใ. นแตUละครั้ง
4. ความเข.าใจ(Understanding)การเรียนรโ.ู ดยการสร.างความเขา. ใจใหเ. กดิ ขน้ึ อยUางแท.จริงเมอื่ ไปประสบปญ3 หาทค่ี ล.ายครึง่ กบั สถานการณ:เดมิ
ยUอมจะ แกป. ญ3 หาโดยใชค. วามเข.าใจได.เปนP ผลสำเร็จอยUางดยี ง่ิ
5. การถUายโยงการเรียนรถ.ู า. การเรียนร(.ู Transfer of Learning)ใหมUคล.ายคร่ึงกับการเรียนรูเ. ดิมในอดีตอนิ ทรีย:จะตอบสนองตอU การเรยี นร.ใู หมU
เหมือนกบั การเรยี นร.ูเดิม
6. การลืม(Forgetting)เมื่อกาลเวลาผUานไปนานนานและอนิ ทรีย:ไมUไดใ. ช.สิ่งเร.าท่ีเรยี นรู.นัน้ บUอยบอU ยจะทำให.เกดิ การลืมได.
ทมี่ า : https://www.baanjomyut.com/library_3/behaviorism/07.html 222
กลุม$ ที่ 1
เรอื่ ง ความเปนe ครู จรรยาบรรณวิชาชพี ครู
เกณฑ9มาตรฐานวิชาชพี และการเปลยี่ นแปลงบรบิ ทโลก
223
จดั ทำโดย
นางสาวนจั จนันทc ไชยธวัช
รหสั นกั ศกึ ษา 63B44640510
นางสาวณัฐลดา ค0าเจรญิ นางสาวนาฏนภา สมุ รมั ยc
รหสั นักศึกษา 63B44640505 รหสั นักศกึ ษา 63B44640511
นางสาววนดิ า สญั ญะลักษณc นายวุฒิชยั มารมยc
รหัสนกั ศึกษา 63B44640519 รหัสนักศกึ ษา 63B44640522
224
ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย ส มั ย โ บ ร า ณ
สมัยสุโขทัย สมยั กรงุ ศรีอยุธยา สมยั กรุงธนบรุ ี สมัยกรุงรตั นโกสนิ ทรตL อนตน$
พ.ศ. 1792-1892 พ.ศ. 1893 – 2310 พ.ศ. 2311-2325 พ.ศ. 2325 – 2410
สถานท่สี อน : บาL น สำนกั สงฆz พระราชวงั สถานท่สี อน : วดั ราชวัง โรงเรียนมิชชันนารี สถานท่ีสอน : วดั ราชสำนัก สถานทสี่ อน : วัด ราชสำนัก โรงเรียนชาย
ผู"สอน : พระสงฆz พราหมณz กษัตรยิ z ผู"สอน : พระสงฆz มิชชันนารี ผูส" อน : พระสงฆz ศิลปน… สาขาต@างๆ ผู"สอน : พระสงฆz ชาวต@างชาติ ปราชญzราชบัณฑติ
วิชาที่สอน : ศาสตรzดาL นอาวธุ เวชกรรม วชิ าทส่ี อน : การแตง@ โคลงกลอน การเรอื น วิชาท่สี อน : ธรรมะ การแต@งโคลงกลอน วิชาท่ีสอน : การอา@ น การเขียน การคดิ เลข หลักธรรม
ภาษา (บาลี เขมร ฝร่งั เศส) ทางพระพุทธศาสนา จริยธรรม
วิชาชา@ ง การเรือน หลกั ฐานด"านการศึกษา : มหาชาตคิ ำหลวง นาฏศิลป¯ การฝกอาวุธ หลักฐานด"านการศึกษา : ศลิ าจารึกสรรพวิทยาการ
หลกั ฐานดา" นการศึกษา : ศลิ าจารึก กำสรวลศรีปราชญz อนิรุทธคz ำฉนั ทz หลักฐานดา" นการศึกษา : รามเกียรติ์ ต@างๆท่วี ัดพระเชตพุ น
ตำราทีค่ งเหลือ อิเหนาคำฉนั ทz
ไตรภูมิพระรว@ ง ตำรบั ทาL วศรีจฬุ าลกั ษณz เสือโคคำฉันทz
อาQ งอิง : หนงั สอื ประวตั ศิ าสตรไ/ ทยสมยั กรุงศรอี ยธุ ยาตอนตนQ ผQูเขียน นายรอง ศยามานนท,/
หม›อมราชวงศ/ สมุ นชาติ สวสั ดิกลุ และหม›อมราชวงศ/ แสงโสม เกษมศรี
อQางอิง :ปาฐกถาชุด สริ ินทร ครง้ั ที่ 4 เร่อื ง ประวัตศิ าสตร/สุโขทัยจารกึ 225
โดย ศาสตราจารย/ ดร. ประเสริฐ ณ นคร
อาL งอิง: youtube.com/watch?v=rgADOZu7Hdo 226
สรปุ การศกึ ษาของไทยสมยั โบราณ
1. ยึดหลักปรชั ญาจิตนิยมทเ่ี นน. พัฒนาดา. นจติ ใจ เน.นการเข.าใจชีวิตสUงเสรมิ คณุ ธรรมศีลธรรม ศิลปะ ผลติ คนใหเ. ปPนนกั อกั ษรศาสตร:
และศลิ ปศาสตร: เปPนผู.รอบร.ู
สภาวะประเทศเจริญรUุงเรืองสลับกบั ชUวงขยายอาณานคิ มมีการทำศึกสงคราม
2. วดั และรัฐเปนP ศูนยก: ลางประชาคมเปPนสถานท่สี อน และประกอบพธิ ีทางศาสนา
3. ผูน. ำของประเทศเนน. การทำนบุ ำรงุ ด.านการศาสนา และวรรณคดี มากกวาU ดา. นการศึกษา
4. การจัดการเรยี นการสอน เปPนไปด.วยความสมัครใจไมมU ีการบงั คับ ไมมU คี Uาจ.าง สำหรับผูส. อนไมUมกี ารแบงU ชน้ั เรียนทีช่ ดั เจน
5. สอนแบบอาU น ทอU งจำ เลาU ปากตUอปาก มเี ขยี นบางส่อื การสอน มแี บบเรยี นจินดามณีเปPนหลัก วชิ าที่สอน เน.นธรรมะ ศาสตร:ดา. น
อาวธุ การแตUงโคลงกลอน และการอUานหนังสือ วชิ าการปฏิบัติ เชUน วชิ าชาU งตาU งๆ การฝ£กอาวุธ การหลUอป™นใหญU การสรา. งปlอม
ปราการ เปนP ตน.
6. การศึกษาของสตรีไมUไดร. ับการสนบั สนนุ นอกจากเรยี นการเรอื นท่บี า. น หรือในราชสำนกั
อาL งอิง: เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า EC102 การศึกษาและความเปน• ครู 227
การศึกษาไทยสมัยปฏริ ปู การศึกษา สมยั รัชกาลที่ 6 พระมงกฎุ เกลา$ เจา$ อยูfหวั
(พ.ศ. 2412 – 2475) รัชกาลที่ 5- รัชกาลที่ 7 ยุคปฏริ ูป
• สภาวะผู$นำ – เนนX พัฒนาดาX นการศกึ ษา
สมัยรชั กาลท่ี 5 พระจุลจอมเกลา$ เจ$าอยหูf วั • ปรบั ปรงุ พัฒนาแผนการศึกษา – ประกาศใชโX ครงการศกึ ษาเนนX สาย วิชาชพี
สภาวะประเทศ ยคุ การคุกคามของจกั รวรรดินิยมตะวันตก พ.ร.บ.ประถมศึกษา ภาคบังคบั 1 ก.ย. 2464 พ.ร.บ. โรงเรียน ราษฎร, 2461
• สภาวะผน$ู ำ – ปฏริ ปู ประเทศในทกุ ดาX นโดยเฉพาะดXานการศึกษาซึง่ ไดXรบั อทิ ธพิ ล • หนวf ยงานดา$ นการศึกษาระดบั สูง – จัดการศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษา โดยจดั ตั้ง
จากทางตะวันตก จฬุ าลงกรณม, หาวทิ ยาลัย
• สถานที่สอน – จัดตัง้ โรงเรียนชาย โรงเรยี นสตรี โรงเรียนราษฎร, โรงเรยี นสอนภาษา • การจดั การเรยี นการสอนและวิชาท่ีสอน – เชนH เดยี วกบั สมยั รัชกาลที่ 5 แตH เพม่ิ
โรงเรียนแพทย, โรงเรยี นปรยิ ตั ธิ รรม วชิ าการชHางมากขึน้
• แผนการศกึ ษา – ประกาศใชโX ครงการศกึ ษาตามแนวคิดตะวันตก แบงH ระดับการศกึ ษา
เปน• ประถม มัธยม สายสามญั สายวิสามัญ มีหลักสูตรการสอนตามระดบั มีการตรวจนเิ ทศ สมยั รชั กาลที่ 7 พระปกเกล$าเจา$ อยหูf วั
โรงเรียน • สภาวะประเทศ – รบั ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ ท่ัวโลกหลัง สงครามโลกครงั้ ที่ 1
• หนfวยงานดา$ นการศึกษา – จัดตง้ั กรมศึกษาธิการ กรมฝ©กหดั ครู • สภาวะผ$นู ำ– แกวX กิ ฤตภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ ลดงบประมาณในการ พฒั นาทกุ ดXาน
• ผูXสอน – ครูไทย ครูชาวตHางประเทศ • ปรับปรุงพัฒนาแผนการศึกษา – แบHงหลกั สตู รมธั ยมศกึ ษาตอน ปลายออกเปน• แผนก
• การจดั การเรียนการสอน – มีการแบHงระดบั ชนั้ เรียน ใชXส่ือแบบเรยี นภาษาไทย 6 เลมH
สอนการอHานเขียนมกี ารสอบไลH กลาง แผนกภาษา และแผนกวทิ ยาศาสตร,
• วิชาท่สี อน – ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ การคัดลายมือ การแตHงจดหมาย เลข บัญชี และ • การจัดการเรียนการสอน – ไมHมกี ารพฒั นาเทาH ที่ควร ตXองยุบ โรงเรยี นจำนวนมากเพื่อตัด
วชิ าชาH งตาH ง ๆ
ปญv หาดXานงบประมาณ
อLางองิ : เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า EC102 การศึกษาและความเปน• ครู 228
สรุปการศึกษาของไทยสมยั ปฏิรูปการศกึ ษา
(พ.ศ. 2412 – 2475) รัชกาลท่ี 5- รัชกาลท่ี 7
1. เป1นการวางรากฐานของการจดั การศกึ ษาทคี่ รบถ#วน เรม่ิ ตงั้ แตก* ารสรา# งโรงเรียน การประกาศใชโ# ครงการศกึ ษา แบง* เป1น ระดับประถม มธั ยม
และ อาชีวศึกษา การสร#างหลักสูตร และแบบเรียน การประเมนิ ผล การนิเทศ โรงเรยี น
2. มีการบงั คบั การรูห# นงั สอื โดยประกาศใช# พ.ร.บ.ประถมศึกษาภาคบังคบั ปU 2464 เพ่อื ให#เด็กอายถุ งึ เกณฑ: 7 ปU บริบูรณต: อ# งเข#าโรงเรียน ถอื เป1น
การพฒั นาบคุ คลและสร#างโอกาสใหค# นได#เรยี นรู#
3. สร#างความเทา* เทียมกนั ในการศกึ ษาของหญงิ และชาย โดยการจัดตง้ั โรงเรียนสตรีขน้ึ
4. เปน1 จุดเรมิ่ ตน# ของการขยายการศึกษาส*ูมวลชนเพ่อื ความเทา* เทยี มกันใน ดา# นการศึกษา
5. ด#านการจดั การเรยี นการสอนมีหลากหลายวชิ ามากขนึ้ แบง* เปน1 ระดบั ชั้นต*างๆ เพ่อื พฒั นาผ#เู รียนตามศกั ยภาพของตนเอง แมว# า* บรรยากาศการ
จดั การเรยี นร#ยู ังเป1นแบบครเู ป1นศูนย: ใช#วิธีการบรรยายให#จดตามคำบอก เน#นเน้ือหาวชิ ามากกวา* การปฏบิ ตั ิ
6. ขยายโอกาสในระดับอดุ มศึกษา โดยการจัดตง้ั มหาวิทยาลยั ซงึ่ ถือว*าเป1น การพฒั นาผเ#ู รียนใหเ# ป1 นบุคลากรดา# นการศกึ ษา
7. มีการปลกูฝงp คา* นิยมในการประกอบอาชีพอิสระโดยการจัดต้งั สถาบันการอาชวี ศกึ ษาซึง่ ถอื เปน1 กา# วแหง* การพฒั นาในการเปล่ียนแปลงคา* นิยมของ
อาชพี การรับราชการ แม#วา* จะไมไ* ดผ# ลเท*าท่คี วรก็ตาม
8. การประกาศใช# พ.ร.บ.โรงเรียนราษฎรซ: ง่ึ ส*วนมากเป1นโรงเรยี นคริสต:เพื่อควบคุมโรงเรียนเอกชนเหล*าน้ีมใิ ห#อบรมแนวคิดท่ีรฐั ไม*ตอ# งการให#เกดิ แก*
เยาวชน แต*ควบคมุ ให#สอนการอา* น เขียน พูด ภาษาไทยอยา* งถูกตอ# ง ทั้ง ปลกูฝpงค*านิยมความรกั ในความเป1นไทย ซึ่งเป1นผลดี อยา* งมหาศาล ต*อ
ประเทศไทย
อาL งอิง: เอกสารประกอบการสอนรายวิชา EC102 การศึกษาและความเปน• ครู 229
การศึกษาไทยสมยั เปลย่ี นแปลงการปกครอง
สภาวะประเทศ – เปล่ยี นแปลงจากระบบสมบูรณาญาสทิ ธิราชเป1นระบอบประชาธปิ ไตย และผลกระทบจาก
ภาวะเศรษฐกจิ ตกตำ่ สมยั สงครามโลก คร้งั ที่ 2
สภาวะผูZนำ – คณะราษฎรพ: ฒั นาระบบการศกึ ษาเร*งด*วน การจัดระบบการศึกษา ประกาศแผนการศกึ ษาชาติ
ประถมเปน1 6 ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนต#น และปลาย สายอาชวี ศึกษา ประกาศใช#พ.ร.บ. ประถมศึกษา พ.ศ. 2478
เพอ่ื ขยายโอกาส จดั ตั้งมหาวิทยาลยั ขึน้ หลายแห*ง จดั ตง้ั ศูนย:อบรมการศกึ ษาผูใ# หญ* กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
รว* มมอื กับองคก: ารยูเนสโกเพื่อปรบั ปรุงการศึกษาไทย มีโครงการฝกŠ หดั ครูชนบทและจดั ต้งั กรมสามญั ศึกษา
ป„ญหา
1.การขาดแคลนครทู ง้ั ด#านปริมาณและคณุ ภาพทำให#อัตราสว* นระหว*าง ครูและนกั เรยี นไมไ* ดม# าตราฐาน มีผลทำ
ให#คุณภาพผู#เรียนและดา# นการ เรยี นการสอนลดลงอยา* งมาก
2.การสอนเปน1 แบบลองผดิ ลองถกู เนือ่ งจากครผู ส#ู อนไมม* ีประสบการณ: เพราะครูผสู# อนจบแค*ระดับมธั ยมตน# และ
ตอ# งออกไปสอนโรงเรยี นประชาบาลทนั ทีโดยมิไดผ# *านการฝŠกหัดครู ดังนน้ั รฐั จึงได#ตง้ั กรมฝกŠ หดั ครูข้นึ
เพ่อื ยกระดบั คณุ ภาพของครใู หส# ูงขน้ึ
อXางอิง : Journal วิกฤตการศกึ ษาไทยในยคุ 4.0 วิลาสนิ ี วฒั นมงคล นกั วิชาการศึกษา 230
การศกึ ษาไทยในปจ- จุบัน
ความเปน/ มาของระบบการศกึ ษาไทยปรับเปลย่ี นปฏิรูปตามลำดับ จนกระท่ังในยุคปaจจุบัน
ระบบการศกึ ษาในปaจจบุ ันตอN งจัดการศกึ ษาใหสN อดคลNองกบั พฤตกิ รรมของผูNเรยี นท่เี ปลยี่ นไป การ
ประยกุ ตXใชNเทคโนโลยีสมัยใหมเ# ป/นเครือ่ งกระตุNนการเรยี นรNูมุ#งเนNนใหNผูNเรยี นสรNางสสรคXนวัตกรรมและ
การวิจยั ดวN ยวิทยาศาสตรแX ละเทคโนโลยี เพ่ือเพมิ่ ขีดความสามารถแขง# ขนั ของประเทศ
กระทรวงศึกษาธกิ ารไดจN ัดการส#งเสริมสนับสนนุ โครงการสำคัญไดNแก# ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารูN พฒั นา
สง# เสรมิ ผมNู คี วามสามารถพเิ ศษดNานวทิ ยาศาสตรX คณิตศาสตรแX ละเทคโนโลยี พฒั นานักวจิ ัย
หลากหลายสาขาการจดั การเรยี นการสอน STEM
การพฒั นาการศกึ ษาไทยนอกจากใหคN วามรทNู างวิชาการแลNวยงั จำเป/นตอN งปลกู ฝงa ใหเN ดก็ มี
คณุ ธรรม รกั เรยี น และอยร#ู ว# มกับผNูอื่นไดN
อXางองิ : Journal วิกฤตการศึกษาไทยในยคุ 4.0 วิลาสนิ ี วัฒนมงคล นกั วชิ าการศึกษา 231
ความสำคญั ของครู ลกั ษณะครทู ี่ดี
เพอื่ ใหL “คร”ู ไดLตระหนักถงึ ความสำคญั ของการศกึ ษาและความเป•นครู จึงขออญั เชิญท พระบรมราโชวาท และ 1. รอบรทLู ้ังวิชาการ และตัวเด็ก
พระราชดำรสั ของ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติ ร 2. ทำการสอนอยา@ งมปี ระสิทธภิ าพ
มาใหLไดLพิจารณาไตรต@ รอง ดงั น้.ี .. 3. รูLหลักการวัด และประเมินผล
4. รจLู กั แนะแนว
“…การศกึ ษาเป•นเรือ่ งใหญ@และสำคญั ยง่ิ ทม่ี นษุ ยz คนเราเม่ือเกดิ มาไดรL ับการส่ังสอนจากบดิ ามารดาอันเป•นความรLู 5. มคี วามเมตตากรณุ า
เบ้อื งตนL เมอ่ื เจรญิ เตบิ โตข้นึ ก็เป•นหนาL ทข่ี องครูและอาจารยสz งั่ สอนใหไL ดรL ับความรLสู ูง และอบรมจิตใจใหถL ึงพรLอม 6. มีความยุติธรรม
ดLวยคณุ ธรรม เพ่ือจะไดเL ปน• พลเมอื งดขี องชาตสิ บื ไป งานของครจู งึ เป•นงานที่สำคญั ย่งิ ทา@ นท้งั หลายซึ่งจะออกไปทำ 7. มคี วามรับผดิ ชอบ มวี ินัยในตัวเอง
หนาL ทค่ี รูจะตอL งยดึ มน่ั อยูใ@ นหลกั ศีลธรรมและพยายามถา@ ยทอดวชิ าความรLแู กเ@ ดก็ ใหดL ที ีส่ ุดท่ีจะทำไดL นอกจากน้ี จง 8. มคี วามขยนั และอดทน
วางตนใหสL มกับทีเ่ ปน• ครูใหแL กน@ กั เรยี นมีความเคารพนับถือ และเป•นท่ีเลอ่ื มใสไวLวางใจของผปLู กครองนกั เรยี นดวL ย…” 9. มคี วามรักและศรัทธาในอาชีพครู
10. พัฒนาตนเอง พัฒนาชมุ ชน
อาL งองิ : https://www.dailynews.co.th/article/622037 อLางองิ : Plook Teacher เวบ็ ไซตz 232
https://www.trueplookpanya.com/blog/content/62291/
หนาV ที่ความรบั ผดิ ชอบของครู ความรับผดิ ชอบตอB วชิ าชีพ
ประกอบดวV ย 3 ดVาน ดังนี้
มคี วามรักและศรัทธาในวชิ าชีพครู และ
ความรับผิดชอบต<อวิชาชีพ พร"อมท่ีจะพฒั นาวชิ าชีพของตนอยJเู สมอ
ประพฤติตนเปนN แบบอยJางแกผJ "ูเรยี นทงั้ ด"าน
ความรบั ผดิ ชอบตOอศิษยD ศลี ธรรม วฒั นธรรม กจิ นิสยั สุขนิสัย และ
อุปนิสัย มคี วามเปNนประชาธปิ ไตย
หนHาทคี่ วามรบั ผิดชอบต<อสังคม
ใฝหT าความร"แู ละพฒั นาตนเองอยเูJ สมอ
มีความเมตตาแกศJ ษิ ยU และเห็นคุณคJาของศิษยU
ใช"เทคโนโลยที ท่ี นั สมยั ภาษา และการวจิ ยั เพ่ือ 233
เปนN เครอื่ งมือในการพัฒนาตนเอง
อLางองิ : Orathai education เวบ็ ไซตz https://sites.google.com/site/orathaieducation/
ความรบั ผิดชอบตอO ศิษยD หนา. ทีค่ วามรับผดิ ชอบตอe สงั คม
ตงั้ ใจสง่ั สอนศษิ ยแU ละปฏบิ ัติหนา" ที่ใหเ" กิดผลดี ตอ" งเลอ่ื มใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มี
ดว" ยความเอาใจใสJ พระมหากษัตรยิ UเปNนประมขุ ด"วยความบรสิ ุทธ์ใิ จ
อทุ ิศเวลาของตนให"แกศJ ษิ ยU จะละท้งิ หรือ ตอ" งยึดมั่นในศาสนาท่ีตนนบั ถอื และไมดJ ูหมิ่นศาสนาอื่น
ทอดทง้ิ หน"าที่การงานมิได"
ถาJ ยทอดวชิ าความรโู" ดยไมJบิดเบือนและ ครตู อ" งใหค" วามรJวมมือกับผูป" กครองในการอบรมสง่ั สอนศิษยU
ป\ดบงั อำพราง อยJางใกลช" ิดตลอดจนการรวJ มแกป" ญ_ หาของศษิ ยUทกุ ๆดา" น
สุภาพเรยี บรอ" ย ประพฤติตนเปนN แบบอยJางที่ดีแกJศษิ ยU
ต"องใหค" ำปรึกษาหารอื และแนะนำผปู" กครองในการอบรม
รักษาความลับของศษิ ยU เลีย้ งดเู ด็กในปกครองอยาJ งใกลช" ดิ
ครตู "องรกั และเมตตาศษิ ยUโดยใหค" วามเอาใจใสJชวJ ยเหลอื สงJ เสริม ต"องรายงานขอ" มลู ตาJ งๆ ของศษิ ยUให"ผู"ปกครองทราบ
ให"กำลงั ใจอยJางเสมอภาค สมำ่ เสมอและถกู ต"องไมบJ ดิ เบือน
ประพฤติ ปฏบิ ตั เิ ปนN แบบอยJางที่ดีแกศJ ิษยUทัง้ ทางการ วาจาและ
จติ ใจ ประพฤติเปNนผนู" ำในการอนุรกั ษUสภาพแวดล"อม และ
ไมJกระทำตนเปNนปฏปิ ก_ ษUตอJ ความเจรญิ ทางกาย สติปญ_ ญา ศลิ ปวฒั นธรรมของชุมชน
จติ ใจ อารมณแU ละสังคมของศิษยU
รJวมพัฒนาชมุ ชนทกุ ๆด"าน ชวJ ยให"ขอ" มลู ขJาวสารและความร"ู
อQางอิง Jeerawut Kokyai ใหมๆJ ในการดำเนนิ ชีวิตแกJสมาชกิ ทกุ คนในชุมชน
https://sites.google.com/site/krutubtib/khru/hnathi-laea-
khwam-rab-phid-chxb-khxng-wicha-khru อQางองิ Jeerawut Kokyai เว็บไซต/ 234
https://sites.google.com/site/krutubtib/khru/hnathi-laea-khwam-rab-phid-chxb-
khxng-wicha-khru
ความแตกตาO งระหวาO งครู อาจารยD
ครู ผทLู ่ที ำหนLาท่หี ลกั ดาL นการจัดการเรยี นการสอน อาจารย; ผูทL ่ที ำหนาL ทจี่ ัดการเรียนการสอน และการวจิ ยั ในระดบั อดุ มศึกษา
หรอื สงู กวา@
ตLองรกั และเมตตาศษิ ยz โดยใหLความเอาใจใส@ ช@วยเหลือ สง@ เสริม ผสLู ่ังสอนวชิ าความรLแู ละอบรมดูแลความประพฤติของศิษยz
ใหLกำลงั ใจในการศึกษาเลา@ เรียนแกศ@ ิษยโz ดยเท@าเทียมกนั เป•นผLูทค่ี วามเอ้อื อาทร แกศ@ ษิ ยz และศิษยพz ึงประพฤติดวL ย
ตLองอบรม สั่งสอนฝกฝนเสรมิ สราL งความรูL ทกั ษะ และนิสัยที่ถกู ตอL ง ความเออื้ เฟ´³อ
ดีงามใหLเกดิ แกศ@ ิษยอz ยา@ งเต็มความสามารถดLวยความบริสุทธิ์ใจ ผสูL อนในสถานศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษาโดยมีสถานภาพสูงกวา@
ตLองประพฤติปฏิบตั ิตนเป•นแบบอยา@ งทดี่ ีแก@ศษิ ยทz งั้ ทางกาย วาจา ใจ ตำ่ แหนง@ “คร”ู
รกั และศรัทธาในวชิ าชีพครู เป•นสมาชกิ ทด่ี ขี ององคzกรวชิ าชพี ครู
พงึ ปฏบิ ตั ิตนเป•นผLูนำในการอนรุ กั ษz และพฒั นาภูมปิ ญ‰ ญา และ ปฏิบตั หิ นาX โดยมีเสรภี าพทางวิชาการ ไมHยอมตนใหX
วฒั นธรรมไทย ถูกครอบงำดวX ยอทิ ธพิ ล หรอื ผลประโยชน,
ตามพรพะราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหHงชาตไิ มมH คี ำ
วาH อาจารย, แตHใชXคำวHา “คณาจารย,”
235
พ.ศ. 2438 พ.ศ.2443 บทบาทในแต<ละชว< งของคุรุสภา
วทิ ยาทานสถาน สภาไทยาจารยb
พ.ศ.2434 กำเนดิ “วิทยาทานสถาน” โดยเจา$ พระยาภาสกรวงศL (พร บุนนาค)
พ.ศ.2445
สามคั ยาจารยbสโมสรสถาน มกี ารกHอตง้ั “วทิ ยาทานสถาน” โดยเจาX พระยาภาสกรวงศ, (พร บุนนาค)
เสนาบดคี นแรก ต้ังอยทHู ี่ส่ีกัก๊ พระยาศรี ใกลหX าX งแอลยรี ิกนั ดี เปด9 เป•นหอX งสมดุ และสโมสร
พ.ศ. 2447 สำหรบั ประชาชน โดยมีท้งั หนงั สอื ไทยและตHางประเทศ อีกท้ังจัดใหXมีการชุมนมุ เช้อื เชิญ
สามคั ยาจารยbสมาคม ผมXู คี วามรูXมาบรรยายเรื่องตาH งๆ ใหXแกคH รู ตอH มาไดยX าX ยไปตง้ั ท่โี รงเลีย้ งเด็ก หรือโรงเรียน
สายสวลสี ณั ฐานคาร
พ.ศ. 2488
พ.ศ.2438 มกี ารเป„ดอบรมครคู รงั้ แรกท่ี “วิทยาทานสถาน”
คุรสุ ภา
มกี ารจัดอบรมครู เพ่ือเพม่ิ พูนความรใXู หมๆH ใหXแกคH รู มกี ารควบคุมและรกั ษา
อLางอิง https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history/ มาตรฐานการประกอบวิชาชีพครขู องไทยโดยผูXอบรมครูคนแรก คอื เจXาพระยาธรรมศักดิ์
มนตรี (นายสนั่น เทพหสั ดิน ณ อยุธยา)
พ.ศ.2443 มกี ารจดั ตง้ั สภาสำหรับอบรมและประชุมครูขน้ึ ทว่ี ดั ใหมHวนิ ยั ชำนาญ
แขวงบางกอกนXอย จังหวดั ธนบุรี ใชชX อื่ วHา “สภาไทยาจารย,” เปด9 ทำการสอนครทู กุ วนั พระ
อาL งอิง : https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history 236
พ.ศ.2445 กรมศึกษาธิการจดั ตง้ั “สามัคยาจารยส, โมสรสถาน” เพอ่ื ใชXเปน• ท่ีประชุม 2 มนี าคม 2488 กำเนดิ “สำนักงานเลขาธิการคุรสุ ภา”
อบรมและสอนครูขนึ้ ทีโ่ รงเรยี นทวีธาภเิ ษก โดยมเี จXาพระยาพระเสด็จสเุ รนทราธบิ ดี (ม.ร.ว. คณะกรรมการอำนวยการครุ ุสภา ไดปX ระชุมและมมี ตแิ ตHงต้ังขาX ราชการประจำของ
เปuย มาลากลุ ) เป•นนายกสภาคนแรก กระทรวงศกึ ษาธิการมารักษาการในตำแหนงH เลขาธิการ และหวั หนาX แผนกตHางๆ ชุดแรก
จำนวน 9 คน เพ่ือเปน• เจาX หนาX ที่ผปXู ฏบิ ัตงิ าน ตั้งแตHวันท่ี 2 มีนาคม 2488 มพี ระยาจนิ ดา
พ.ศ. 2447 สามคั ยาจารยส, โมสรสถานยกฐานะเป•นสมาคม ใชXชอื่ วาH “สามัคยาจารย, รกั ษ, (อธบิ ดีกรมพลศึกษา) รักษาการในตำแหนHงเลขาธิการคุรสุ ภา จงึ ถือเอาวนั ท่ี 2 มนี าคม
2488 เปน• วนั สถาปนาสำนักงานเลขาธิการครุ ุสภา
สมาคม”
พ.ศ.2506 คุรสุ ภา ไดXกำหนดระเบียบครุ ุสภาวHาดXวยจรรยามารยาทตามระเบยี บประเพณี
พ.ศ.2488
- พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลXาเจXาอยHหู ัว มพี ระมหากรณุ าธคิ ุณทรงรับ “สามัคยา ครู ข้นึ มา 2 ฉบับ
จารย,สมาคม” เขXาไวXในพระบรมราชปู ถมั ภ, พ.ศ.2523 สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงH ชาติ ไดXจัดสัมมนาวHาดวX ยจรรยาบรรณ
- ไดXมกี ารตราพระราชบัญญัติครู มสี าระเกย่ี วกับจริยธรรมครูหรือจรรยาบรรณแหงH
สำหรับครูขนึ้ ทำใหไX ดXจรรยาบรรณครูอีกฉบบั หน่งึ เรยี กวHา “จรรยาครู สำนกั งาน
วชิ าชพี ครู คณะกรรมการการศกึ ษาแหงH ชาติ สำนกั งานคณะรฐั มนตรี พ.ศ. 2523” มี 4 หมวด (ไมHไดมX ี
การประกาศใชXอยHางเป•นทางการ)
16 มกราคม 2488 ประกาศใชX พระราชบญั ญัตคิ รู พทุ ธศักราช 2488 ใหมX ีสภาใน
พ.ศ.2526 เกิดการหลอมรวมกนั ของระเบยี บคุรุสภา 2 ฉบบั ใน พ.ศ.2506 และ
กระทรวงศึกษาธิการ เรยี กวHา “ครุ สุ ภา”
จรรยาบรรณวิชาชีพครขู องคณะกรรมการการศึกษาแหงH ชาติเปน• จรรยามารยาทและวินยั
อาL งองิ : https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history ตามระเบียบประเพณี พ.ศ.2526
อLางองิ :http://old-book.ru.ac.th/e-book/e/EF203/ef203(ed204)-3-1.pdf
อาL งองิ :http://old-book.ru.ac.th/e-book/e/EF203/ef203(ed204)-3-1.pdf 237
พ.ศ.2539 ไดปX ระกาศใชXระเบยี บครุ ุสภา วาH ดXวย จรรยาบรรณครู พ.ศ.2539 แทนระเบียบคุรุ “ครุ สุ ภา”
สภาวาH ดXวยจรรยามารยาทและวนิ ยั ตามระเบียบประเพณี พ.ศ.2526
มีชื่อทางการวาH สภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา เป•นสภาในกระทรวงศึกษาธิการ
12 มถิ ุนายน 2546 ประกาศใชJ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ปจv จบุ นั ครุ สุ ภา มฐี านะเป•นหนHวยงานของรฐั ประเภทองคก, ารมหาชน* ท่จี ัดตัง้ ตาม
ปc พ.ศ.2546 ไดJมีการตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาข้ึน เพื่อ พระราชบัญญัตเิ ฉพาะ ในปu พ.ศ. 2546 มีการตราพระราชบญั ญัติสภาครูและบุคลากร
ทางการศึกษา และมกี ารปรับปรุงคุรุสภาเป•น 2 องค,กร คอื 1) สภาครแู ละบคุ ลากรทางการ
ปรับปรุงคุรุสภาเดิมตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 เปAน 2 องค(กร คือ 1) สภาครูและ ศกึ ษา เรยี กชื่อเหมือนเดมิ วาH “ครุ ุสภา” 2) สำนักงานคณะกรรมการสงH เสรมิ สวัสดกิ ารและ
บุคลากรทางการศึกษา เรียกชื่อเหมือนเดิมวBา “คุรุสภา” มีฐานะเปAนนิติบุคคลอยBูในกำกับของ สวัสดภิ าพครแู ละบุคลากรทางการศึกษา เรียกวาH “สกสค.”
กระทรวงศึกษาธิการ และ 2) สำนักงานคณะกรรมการสBงเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ
บุคลากรทางการศึกษา เรียกวBา “สกสค.” มีฐานะเปAนนิติบุคคล อยBูในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ “สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา”
พ.ศ. 2548 คณะกรรมการครุ ุสภาออกขXอบงั คบั คุรสุ ภาวHาดวX ยมาตรฐานวชิ าชีพและ เป•นหนHวยงานหลักในการขบั เคลอื่ นการปฏริ ูปการศกึ ษาตามพระราชบัญญัติการศกึ ษา
จรรยาบรรณวิชาชพี แหงH ชาติ พ.ศ. 2542 จัดทำแผนการศึกษาแหHงชาติ จดั ทำมาตรฐานการศึกษาของชาติ และ
พ.ศ.2556 เกดิ การยกเลกิ ขอX บังคบั ครุ ุสภาวาH ดXวยมาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณวชิ าชีพ จดั ทำกรอบทิศทางการพฒั นาการศึกษาแหงH ชาติ ระยะ 5 ปu ทีส่ อดคลXองกับแผนการศึกษา
พ.ศ.2548 แบงH เป•น 5 หมวด 9 ขอX แหHงชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหHงชาติ เพอ่ื ใหXหนHวยงานที่เกีย่ วขอX งใชเX ปน• กรอบ
พ.ศ.2562 มีการเปล่ียนแปลงมาตรฐานวิชาชพี มาตรฐานการปฏิบัตติ น (ยงั คงเดมิ ) แนวทางในการจดั การศกึ ษาตอH ไป
จรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ดาX น 9 ขXอ (เหมือนเดมิ )
อLางอิง : https://th.wikipedia.org/wiki
อาL งอิง : https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history
อาL งองิ :http://www.rbac.ac.th/academic/wp-content/uploads/ อาX งองิ : https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history
อLางองิ :http://old-book.ru.ac.th/e-book/e/EF203/ef203(ed204)-3-1.pdf
อLางองิ : http://web.krisdika.go.th/data/lawabout/lawdetail/lawdetail_002.htm#_ftn1
*องค/การมหาชน หมายความวา› องค/การมหาชนทจ่ี ดั ต้ังขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออก 238
ตามความในพระราชบญั ญตั นิ ี้ โดยรัฐบาลมีแผนงานหรอื นโยบายดาQ นใดดาQ นหนงึ่ โดยเฉพาะเพ่อื จัดทำบริการ
สาธารณะ และมคี วามม›งุ หมายใหมQ กี ารใชQประโยชนท/ รพั ยากรและบุคลากรใหQเกิดประสทิ ธิภาพสงู สุด
ความแตกต<างของสภาการศึกษาและคุรสุ ภา อำนาจหน#าท่ีครุ สุ ภา
อำนาจหนา# ทีส่ ภาการศึกษา -กำหนด ควบคุมมาตรฐาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ
- ออก พักใช# และเพิกถอนใบอนุญาต
-จดั ทำแผนการศึกษาแห*งชาตทิ ีบ่ รู ณาการศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรมและกีฬากบั - สนับสนุน ส*งเสริมวิชาชีพ
การศึกษาทกุ ระดบั รวมทั้งจัดทำขอ# เสนอ-นโยบายและแผนในการสนบั สนุน - รับรองปริญญา ความรู#และประสบการณ:ทางวิชาชีพ
ทรัพยากรดา# นการศึกษาของชาติ - ส*งเสริมการศึกษาและการวิจัย
-ประสานการจัดทำข#อเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ - ออกข#อบังคับคุรุสภา
-วิจัยและประสาน สง* เสริม สนบั สนุนการวิจัยและพัฒนาการศกึ ษา การพัฒนา - ให#คำปรึกษา คำแนะนำต*อคณะรัฐมนตรี
เครอื ข*ายการเรียนรแู# ละภูมปิ ญp ญาของชาติ ตลอดจนรวบรวมและพัฒนาระบบ
เครือข*ายข#อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนานโยบายและแผนการศกึ ษาชองชาติ
-ดำเนนิ การเกีย่ วกบั การประเมนิ ผลการจดั การศึกษาตามแผนการศึกษาแห*งชาติ
-ดำเนินการเกย่ี วกับการให#ความเหน็ หรอื คำแนะนำในเร่ืองกฎหมายทเี่ กี่ยวกับ
การศึกษา
-ปฏิบตั ิงานอ่นื ใดทกี่ ฎหมายกำหนดให#เปน1 อำนาจหนา# ท่ีและความรับผิดชอบ
อาL งองิ : http://www.onec.go.th/th.php/page/category/CAT0001153 239
จรรยาบรรณวิชาชีพ ประวตั ิความเปeนมาของ
จรรยาบรรณวิชาชพี
ความหมายของจรรยาบรรณ คำว@า “จรรยาบรรณ” ประกอบดวL ย คำ 2 คำ คือ
จรรยา หมายถงึ ความประพฤติ บรรณ หมายถงึ หนงั สือ สมัยโบราณอาชพี ครยู งั ไม@มจี รรยาบรรณวิชาชพี ครทู ่ีเปน• ลายลกั ษณzอกั ษร
เมอ่ื นำมารวมกันแลวL “จรรยาบรรณ” จงึ หมายถึงหนงั สือหรอื เอกสารทก่ี ล@าวถงึ สง่ิ ท่ีผLู อย@ู ป· พ.ศ.2506 หมอ@ มหลวงป…น¸ มาลากุล ไดLออกระเบยี บจรรยาบรรณสำหรับครไู ทยพรLอมกัน 2 ฉบับ
ในอาชพี น้นั ควรประพฤตปิ ฏบิ ัติ เพอื่ รกั ษาชอ่ื เสยี ง เกยี รติยศ และฐานะของ วิชาชพี นน้ั ๆ ฉบบั ท่ี 1 เรยี กวาJ ระเบยี บครุ สุ ภาวา@ ดLวยวนิ ัยตามระเบยี บประเพณขี องครู
• จรรยาบรรณ หมายถงึ ประมวลความประพฤตทิ ี่ผLูประกอบอาชีพแตล@ ะ อาชพี กำหนด ฉบบั ท่ี 2 เรยี กวาJ ระเบยี บครุ สุ ภาวา@ ดวL ยจรรยามารยาทตามระเบยี บประเพณี ของครู
ข้ึน เพือ่ ใหสL มาชิกปฏิบัติตาม และควบคุมความประพฤติของ สมาชกิ ใหLปฎิบตั ิตนในทางที่ ตอ@ มาท้ัง 2 ฉบบั ถูกยกเลิก เนอ่ื งจากจรรยาบรรณทั้ง 2 ฉบบั นไ้ี ม@ไดLประกาศอยา@ งเปน• ทางการ คุรุสภา
ดมี ีเกยี รตใิ นสังคม เกรงวา@ ครูอาจารยzจะเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ ดงั น้ัน คุรุสภาจึงไดLปรบั ปรุงจรรยาบรรณครขู นึ้ ใหม@
และประกาศใชLใน พ.ศ.2526
อLางองิ ราชกิจจานเุ บกษา หนาL 72-73 พ.ศ. 2523 สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง@ ชาติ ไดLจัดประชุมสมั มนาเกยี่ วกบั จรรยาบรรณครู
ขLอบังคบั คุรสุ ภาวา@ ดLวยจรรยาบรรณวชิ าชพี มขี อL สรปุ ใหLมจี รรยาบรรณครขู ้ึนมาอกี ฉบับหนง่ึ เรยี กวา@ “จรรยาบรรณครู สำนกั งานคณะกรรมการ
ลงวนั ที่ 4 ตุลาคม 2556 การศกึ ษาแห@งชาติ พ.ศ. 2523
2526 ฉบับที่ 3 ระเบยี บคุรสุ ภาว@าดวL ยจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณคี รู 2526
2539 ฉบับที่ 4 ระเบยี บคุรุสภาวา@ ดวL ยจรรยาบรรณครู
2548 ฉบับที่ 5 ขอL บงั คับครุ สุ ภาวา@ ดLวยมาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณวชิ าชีพ
2556 ฉบบั ท่ี 6 ขLอบังคบั ครุ ุสภาวา@ ดLวยจรรยาบรรณวิชาชพี
2562 ฉบบั ที่ 7 มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานการปฏบิ ัติตน (ยงั คงเดิม)
จรรยาบรรณวชิ าชีพ 5 ดาL น 9 ขอL (เหมอื นเดมิ )
อLางองิ https://www.ksp.or.th/ksp2018/wp-content/uploads/2020/06/
อLางอิง http://www.rbac.ac.th/academic/wp-content/uploads/ 240
เปรยี บเทียบจรรยาบรรณวิชาชพี
ฉบับที่ 1 เปน† จรรยาบรรณวิชาชพี ฉบบั แรกท่เี ปน† ลายลกั ษณLอกั ษร และไมfมกี ารประกาศใช$อยาf งเป†นทางการ
พ.ศ. 2506 ทัง้ 2 ฉบบั เกดิ ขึ้นพรอ$ มกัน มรี ายละเอียดฉบับละ 10 ข$อ
ฉบบั ที่ 2
พ.ศ. 2506 จัดทำโดยคณะกรรมการการศึกษาแหfงชาติ มี 4 หมวด ดังนี้
พ.ศ. 2523 1. อดุ มการณคL รู 2. เอกลักษณLครู 3. วินยั แหfงวชิ าชพี 4. บทบาทครูตอf บคุ คลและสงั คม ไมfไดม$ กี ารประกาศใชอ$ ยfางเปน† ทางการ
เกดิ จากการหลอมรวมกันของระเบยี บคุรสุ ภา 2 ฉบบั ใน พ.ศ.2506 และจรรยาบรรณวชิ าชีพครูของคณะกรรมการการศกึ ษาแหfงชาติ
ฉบับที่ 3 เปน† จรรยามารยาทและวนิ ยั ตามระเบยี บประเพณีครู มที ัง้ หมด 10 ขอ$
พ.ศ. 2526
ฉบบั ที่ 4 ยกเลกิ ฉบบั ท่ี 4 ปรบั ปรงุ ข$อบังคับโดยการตัดข$อความท่ีเปน† วินัยออก เหลือบทบัญญัติลกั ษณะจริยธรรม หรอื จรรยาบรรณ
พ.ศ. 2539 มีท้ังหมด 9 ข$อใหญf 28 ข$อยfอย คณะกรรมการอำนวยการครุ ุสภาวางระเบียบปฏิบัติโดยมfงุ เนน$ ความเปน† ครูในด$านการบทบาทหนา$ ท่ี
ความรับผดิ ชอบตfอศิษยL
ฉบับท่ี 5 มตคิ วามเหน็ ชอบของคณะกรรมการคุรุสภา และรัฐมนตรกี ระทรวงศกึ ษาธิการ ให$มีการปรบั ปรงุ ฉบับท่ี 5 เปน† ขอ$ บังคบั คุรุ
พ.ศ. 2548 สภาวาf ดว$ ยมาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณ
ฉบบั ท่ี 6 เกดิ จากการยกเลิกข$อบังคบั คุรสุ ภาวfาดว$ ยมาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณ 2548 แบงf เปน† 5 หมวด 9 ข$อ
พ.ศ. 2556
ฉบับท่ี 7 เน้ือหาสาระยังคงเดมิ ปรบั แกคZ ำแบKงเปน‰ 5 ดาZ น 9 ขอZ
พ.ศ. 2562
อ้างอิง : https://www.ksp.or.th/ksp201284/1tag/
จรรยาบรรณวิชาชพี โทษ
ในป6จจบุ ัน
โทษจรรยาบรรณ 5 สถาน
ดา$ นท่ี 1 จรรยาบรรณตอf ตนเอง (1) ยกขNอกล#าวหา
ขอX ท่ี 1 ตXองมวี นิ ัยในตนเอง พัฒนาตนเองดXานวชิ าชพี บคุ ลกิ ภาพ และวิสัยทศั น, ใหXทนั ตอH การพฒั นาทาง (2) ตกั เตือน
(3) ภาคทณั ฑX
วทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมืองอยHูเสมอ (4) พกั ใชใN บอนญุ าตมกี ำหนดเวลาตามท่ี
ดา$ นที่ 2 จรรยาบรรณตอf วิชาชพี เห็นสมควร แตไ# ม#เกนิ 5 ปu
ขอX ที่ 2 ตอX งรัก ศรทั ธา ซื่อสตั ยส, จุ รติ รับผดิ ชอบตHอวิชาชีพและเป•นสมาชกิ ท่ดี ขี ององค,กรวิชาชพี (5) เพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพ
ด$านท่ี 3 จรรยาบรรณตfอผ$รู ับบริการ (มาตรา 54)
ขอX ท่ี 3 ตอX งรัก เมตตา เอาใจใสH ชวH ยเหลือสงH เสรมิ ใหกX ำลังใจแกHศษิ ย,
ขXอที่ 4 ตXองสHงเสรมิ ใหเX กิดการเรียนรXู ทกั ษะ และนสิ ัย ทถ่ี ูกตอX งดงี ามแกศH ษิ ย, https://www.ksp.or.th/ksp2018/wp-content/uploads/2020/06
ขXอที่ 5 ตอX งประพฤตปิ ฏบิ ัติตนเปน• แบบอยาH งท่ดี ี ทัง้ ทางกาย วาจาใจ
ขXอท่ี 6 ตอX งไมกH ระทำตนเปน• ปฏิปvกษ,ตอH ความเจริญทางกาย สตปิ ญv ญา อารมณ, สงั คม อQางอิงจาก หนงั สอื เตรยี มสอบครผู Qูชว› ย สงั กดั สพฐ. ฉบับปรับปรุงใหม› อปั เดตคร้งั ที่ 5
ขอX ท่ี 7 ตXองใหXบริการดวX ยความจรงิ ใจและเสมอภาค
ดา$ นท่ี 4 จรรยาบรรณตอf ผ$รู fวมประกอบวชิ ีพ 242
ขXอท่ี 8 พงึ ชวH ยเหลอื เก้อื กลู ซง่ึ กันและกนั โดยยดึ มน่ั ในระบบคณุ ธรรม สามคั คใี นหมคHู ณะ
ดา$ นท่ี 5 จรรยาบรรณตอf สงั คม
ขอX ท่ี 9 พึงประพฤติปฏบิ ัตติ นเป•นผXนู ำในการอนุรกั ษ, และพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม ศิลปวฒั นธรรม
https://www.ksp.or.th/ksp2018/wp-content/uploads/2020/06
มาตรฐานวิชาชพี มาตรฐานวชิ าชีพทางการศกึ ษา คอื ข.อกาํ หนดเก่ียวกับ
วชิ าชีพ ( Profession) คอื อาชีพทปี่ ระกอบดว. ยองค: คุณลักษณะและคุณภาพทพ่ี งึ ประสงค:ในการประกอบวิชาชีพทางการ
ความรทู. กั ษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ท่เี ปPนระบบ ศกึ ษา ซง่ึ ผป.ู ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ตอ. งประพฤติปฏิบตั ติ าม
และระดับสงู มีเนอื้ หาสาระทง้ั ทางทฤษฎีในด.านความคิด ควบคูU ประกอบดว. ย
กันไปกบั ทักษะความสามารถในการปฏิบตั งิ าน และคุณธรรม 1. มาตรฐานความรแ.ู ละประสบการณว: ิชาชีพ
น้ำใจทด่ี งี ามมอี ดุ มการณ:ท่ีจะกระทำเพอ่ื สวU นรวม ตอ. งศกึ ษาเลาU 2. มาตรฐานการปฏิบัตงิ าน
เรยี น ฝ£กอบรมในระยะเวลานานหลายป‹ เปนP อาชีพที่มีผู. 3. มาตรฐานการปฏบิ ัตติ น
ประกอบวชิ าชีพรวมตวั กัน มสี มาคมหรือองคก: รวชิ าชีพกำหนด
จรรยาบรรณวชิ าชชพี เพ่อื เปPนแนวทางให.ผป.ู ระกอบวชิ าชพี น้นั ๆ ขTอบังคับคุรสุ ภา วาO ดTวยมาตรฐานวชิ าชพี
ได.ยึดถอื ประพฤตปิ ฏิบตั ิ มกี ารออกกฎหมายรับรองสถานภาพ แบงO ออกเปนG 3 ฉบับ ไดTแกO
ของวิชาชพี เปนP ทยี่ อมรบั ของสังคม
1. ฉบับป‹ พ.ศ. 2548
2. ฉบับป‹ พ.ศ. 2556
3. ฉบับป‹ พ.ศ. 2562 (ปจ3 จุบนั )
อาL งอิง:file:///C:/Users/AVI03/Downloads/5867-18979-1-SM.pdf 243
ผู.บรหิ ารการศกึ ษา
ป| 2548 ป| 2556 ป| 2562
คุณวฒุ ิ มีคณุ วฒุ ไิ มUตำ่ กวาU ปรญิ ญาตรีทางการบรหิ ารการศึกษา หรือเทียบเทาU หรือมีคุณวุฒิอ่ืนทค่ี ุรุสภารบั รอง
มาตรฐานความรู# 10 ขอ# 6 ขอZ
ประสบการณวc ิชาชพี 1) การพัฒนาวชิ าชพี 2) ความเป1นผูน# ำทางวิชาการ
1) หลักและกระบวนการบริหารการศกึ ษา 2) นโยบายและการวางแผน 3) การบริหารการศึกษา 4) การส*งเสริมคุณภาพ
การศกึ ษา 3) การบรหิ ารจดั การการศึกษา 4) การบรหิ ารทรัพยากร การศึกษา 5) การประกันคุณภาพการศึกษา 6) คุณธรรม
5) การประกนั คุณภาพการศกึ ษา 6) การนิเทศการศึกษา 7) การพฒั นา จริยธรรมและจรรยาบรรณ
หลกั สตู ร 8) การบรหิ ารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ 9) การวิจัยทาง
การศึกษา 10) คุณธรรมและจรยิ ธรรมสำหรบั ผูXบริหารการศกึ ษา
(1) มีประสบการณ:ดา# นปฏบิ ัตกิ ารสอนมาแลว# ไม*น#อยกวา* แปดปU หรอื
(2) มีประสบการณ:ในตำแหนง* ผูบ# รหิ ารสถานศึกษามาแลว# ไมน* อ# ยกวา* หา# ปU หรอื
(3) มีประสบการณ:ในตำแหนง* ผบ#ู ริหารนอกสถานศกึ ษาที่ไมต* ่ำกวา* ระดับกองหรอื เทียบเท*ากองมาแลว# ไม*นอ# ยกว*าห#าปU หรือ
(4) มปี ระสบการณ:ในตำแหนง* บคุ ลากรทางการศกึ ษาอื่น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงมาแล#วไม*น#อยกวา* หา# ปU หรอื
(5) มีประสบการณ:ด#านปฏิบตั ิการสอน และมปี ระสบการณ:ในตำแหน*งผูบ# รหิ ารสถานศึกษา หรอื ผบ#ู รหิ ารนอกสถานศกึ ษา
หรอื บุคลากรทางการศกึ ษาอ่นื ตามท่กี ำหนดในกฎกระทรวงรวมกันมาแล#วไมน* #อยกว*าสบิ ปU
มาตรฐานการปฏิบัติงาน 12 ขอ#
อาL งอิงจาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/ 244
ผ.บู รหิ ารสถานศกึ ษา
ปŠ 2548 ปŠ 2556 ปŠ 2562
คณุ วุฒิ มีคณุ วฒุ ิไมตU ำ่ กวUาปริญญาตรีทางการบรหิ ารการศกึ ษา หรือเทยี บเทUา หรอื คุณวุฒอิ ่ืนท่ีคุรสุ ภารับรอง
มาตรฐานความร#ู 10 ข.อ 7 ข.อ
1) หลักและกระบวนการบรหิ ารการศึกษา 2) นโยบายและการวางแผน 1) การพัฒนาวชิ าชพี 2) ความเป1นผ#นู ำทาง
การศึกษา 3) การบรหิ ารดา# นวชิ าการ 4) การบรหิ ารด#านธรุ การ การเงนิ พสั ดุ วิชาการ 3) การบรหิ ารสถานศึกษา
และอาคารสถานที่ 5) การบริหารงานบคุ คล 6) การบรหิ ารกจิ การนกั เรยี น 7) 4) หลกั สูตร การสอน การวัดและประเมนิ ผล
การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา 8) การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ 9) การเรยี นรู# 5) กิจการและกิจกรรมนักเรยี น
การบริหารการประชาสัมพันธ:และความสมั พนั ธช: มุ ชน 10) คณุ ธรรมและ 6) การประกันคุณภาพการศึกษา 7) คณุ ธรรม
จรยิ ธรรมสำหรบั ผูบ# รหิ ารสถานศกึ ษา จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
ประสบการณc (1) มีประสบการณDดา0 นปฏิบัติการสอนมาแล0วไมน> อ0 ยกวา> หา0 ปc หรือ
(2) มปี ระสบการณDด0านปฏิบตั กิ ารสอนและตอ0 งมีประสบการณใD นตำแหน>ง
หวั หน0าหมวด หรือหวั หนา0 สาย หรอื หวั หนา0 งาน หรือตำแหน>งบริหารอ่นื ๆ ในสถานศึกษามาแลว0
ไมน> 0อยกวา> สองปc
มาตรฐานการปฏบิ ัติงาน 12 ข.อ
อาL งอิงจาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/ 245
ครู
ปz 2548 ปz 2556 ปz 2562
คุณวุฒิ มคี ณุ วฒุ ิไมตU ่ำกวUาปรญิ ญาตรีทางการศึกษา หรอื เทียบเทUาหรือมีคณุ วฒุ ิอน่ื ท่คี รุ สุ ภารับรอง
มาตรฐานความรูH 9 ข.อ 11 ข.อ 6 ข.อ
1) ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู 1) ความเปน1 ครู
2) ปรชั ญาการศกึ ษา 1) การเปลีย่ นแปลงบรบิ ทของโลก สังคม และแนวคดิ
2) การพัฒนาหลกั สูตร 3) ภาษาและวัฒนธรรม ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3) การจดั การเรยี นรู# 2) จิตวิทยาพัฒนาการ จติ วทิ ยาการศกึ ษา และ
4) จิตวิทยาสำหรับครู 4) จติ วทิ ยาสำหรบั ครู จิตวิทยาใหค# าปรึกษาในการวเิ คราะหแ: ละพฒั นา
5) การวัดและประเมินผล 5) หลักสตู ร ผู#เรยี นตามศกั ยภาพ
การศึกษา 6) การจัดการเรยี นรแ#ู ละการจดั การชัน้ 3) เนอ้ื หาวชิ าทส่ี อน หลักสตู ร ศาสตร:การสอน และ
6) การบรหิ ารจดั การในห#องเรยี น เรยี น เทคโนโลยดี ิจิทลั ในการจดั การเรียนรู#
7) การวิจยั ทางการศึกษา 7) การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรู# 4) การวดั ประเมินผลการเรียนรู# และการวิจัยเพอื่
8) นวตั กรรมและเทคโนโลยี 8) นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แกป# ญp หาและพฒั นาผูเ# รยี น
สารสนเทศทางการศกึ ษา ทางการศกึ ษา 5) การใชภ# าษาไทย ภาษาองั กฤษเพือ่ การส่ือสาร และ
9) ความเป1นครู 9) การวดั และการประเมนิ ผลการเรยี นร#ู การใชเ# ทคโนโลยีดจิ ิทัลเพือ่ การศึกษา
10) การประกนั คุณภาพการศึกษา 6) การออกแบบและการดำเนนิ การเกีย่ วกับงาน
11) คณุ ธรรม จริยธรรม และ ประกนั คณุ ภาพการศึกษา
จรรยาบรรณ
อาL งอิงจาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/ 246
ครู (ตอe )
ปz 2548 ปz 2556 ปz 2562
ประสบการณiวิชาชีพ ผ*านการปฏบิ ตั ิการสอนในสถานศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาทางการศึกษา เปน1 เวลาไม*นอ# ยกวา* หนงึ่ ปU และผา* นเกณฑก: าร
ประเมนิ ปฏิบัตกิ ารสอนตามหลกั เกณฑ: วิธกี าร และเงือ่ นไขที่คณะกรรมการครุ สุ ภากำหนด ดงั ต*อไปนี้
1) การฝŠกปฏิบตั ิวชิ าชพี ระหว*างเรียน
2) การปฏบิ ตั ิการสอนในสถานศกึ ษาในสาขาวชิ าเฉพาะ
มาตรฐานการปฏิบตั ิงาน 12 ขอJ เปลี่ยนเปน1 3 ดา# น 15 ขอ#
1) ปฏิบัตกิ จิ กรรมทางวชิ าการเพื่อพัฒนาวิชาชพี ครใู หJ ดาL นการปฏิบตั ิหนาL ทคี่ รู 1) ม@งุ มั่นพัฒนาผูLเรียน ดวL ยจติ วิญญาณความเปน• ครู 2) ประพฤตติ น
กJาวหนาJ อยูBเสมอ 2)ตัดสนิ ใจปฏบิ ตั ิกิจกรรมตาB ง ๆ เปน• แบบอยา@ งทดี่ ี มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมีความเป•นพลเมอื งทเี่ ขมL แข็ง 3) สง@ เสริมการเรยี นรLู
โดยคำนึงถงึ ผลท่ีจะเกิดแกผB Jูเรยี น 3) มงุB มนั่ พัฒนา เอาใจใส@ และยอมรบั ความแตกตา@ งของผูLเรียนแต@ละบุคคล 4) สราL งแรงบนั ดาลใจผูเL รียนใหLเป•นผูL
ผเJู รยี นใหJเติบโตเต็มตามศกั ยภาพ 4) พฒั นาแผนการ ใฝเ— รยี นรLู และผสLู ราL งนวัตกรรม 5) พัฒนาตนเองใหมL คี วามรอบรูL ทนั สมยั และทันต@อการ
สอนใหสJ ามารถปฏิบัตไิ ดจJ ริงในชนั้ เรยี น 5) พัฒนาสอื่ เปลยี่ นแปลง ดLานการจัดการเรียนรLู 1) พัฒนาหลกั สตู รสถานศกึ ษา การจดั การเรียนรLู สอ่ื การ
การเรียนการสอนใหมJ ีประสิทธภิ าพอยเBู สมอ 6) จดั วัดและประเมนิ ผลการเรียนรLู 2) บูรณาการความรแูL ละศาสตรzการสอนในการวางแผนและจัดการ
กจิ กรรมการเรยี นการสอนใหJผเูJ รียนรูJจกั คิดวิเคราะห( เรยี นรูLท่ีสามารถพัฒนาผLูเรียนใหLมีป‰ญญารLคู ดิ และมีความเปน• นวตั กร 3) ดูแล ช@วยเหลอื และ
คดิ สรJางสรรคโ( ดยเนJนผลถาวรที่เกิดแกผB Jเู รียน 7) พัฒนาผูเL รยี นเป•นรายบคุ คลตามศักยภาพ สามารถรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผLเู รยี นไดLอยา@ ง
รายงานผลการพฒั นาคณุ ภาพของผูJเรยี นไดJอยาB งมี เป•นระบบ 4) จดั กจิ กรรมและสราL งบรรยากาศการเรยี นรูLใหผL เูL รียนมีความสขุ ในการเรียนโดย
ระบบ 8) ปฏบิ ตั ิตนเปนA แบบอยาB งทด่ี แี กBผJเู รยี น 9) ตระหนกั ถึงสุขภาวะของผเLู รยี น 5) วิจัย สรLางนวัตกรรม และประยุกตzใชLเทคโนโลยีดิจิทลั ใหเL กดิ
รวB มมอื กับผJอู ่นื ในสถานศกึ ษาอยBางสราJ งสรรค( 10) ประโยชนตz @อการเรยี นรูLของผเLู รยี น 6) ปฏบิ ัตงิ านรว@ มกับผอLู ื่นอยา@ งสรLางสรรคแz ละมสี ว@ นรว@ มใน
รวB มมือกับผูอJ นื่ ในชุมชนอยาB งสรJางสรรค( 11) แสวงหา กิจกรรมการพฒั นาวชิ าชพี ดLานความสัมพันธzกบั ผLูปกครองและชุมชน 1) ร@วมมือกบั ผปLู กครองใน
และใชขJ JอมูลขาB วสารในการพัฒนา 12) สรJางโอกาสใหJ การพฒั นาและแกLปญ‰ หาผูเL รียนใหLมีคณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคz 2) สรLางเครอื ขา@ ยความร@วมมอื กบั
ผูJเรยี นไดเJ รียนรJูในทกุ สถานการณ( ผูปL กครองและชุมชน เพือ่ สนับสนุนการเรียนรูLท่มี ีคณุ ภาพของผLูเรยี น 3) ศึกษา เขLาถงึ บริบทของ
ชมุ ชน และสามารถอย@ูร@วมกนั บนพนื้ ฐานความแตกตา@ งทางวัฒนธรรม 4) สง@ เสรมิ อนรุ ักษz
อาL งอิงจาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/ 247
วัฒนธรรม และภูมิปญ‰ ญาทอL งถิ่น
ศึกษานเิ ทศก;
ป| 2548 ป| 2556 ป| 2562
คุณวฒุ ิ มคี ณุ วฒุ ิไมตU ่ำกวUาปรญิ ญาโททางการศกึ ษาหรอื เทยี บเทาU หรอื มีคณุ วฒุ อิ น่ื ที่คุรสุ ภารบั รอง
มาตรฐานความรูT
9 ข.อ 8 ขอ.
ประสบการณวD ิชาชพี 1) การนิเทศศึกษา 2) นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา 3) การพัฒนา 1) การพัฒนาวชิ าชีพ 2) การนิเทศการศกึ ษา
หลกั สตู รและการสอน 4) การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา 5) การบรหิ าร 3) แผนและกจิ กรรมการนเิ ทศ 4) การพฒั นาหลักสตู รและ
จัดการการศกึ ษา 6) การวิจัยทางการศึกษา 7) กลวิธถี าB ยทอดความรJู การจัดการเรยี นรJู 5) การวจิ ัยทางการศกึ ษา 6) นวัตกรรม
แนวคิด ทฤษฎี และผลงานทางวชิ าการ 8) การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยี และเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา 7) การประกนั
สารสนเทศ 9) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสำหรบั ศกึ ษานิเทศก( คุณภาพการศึกษา 8) คุณธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
1) มีประสบการณด: า# นปฏิบัตกิ ารสอนมาแลว# ไมน* อ# ยกวา* ห#าปU หรอื มีประสบการณ:ด#านปฏิบตั กิ ารสอนและมี
ประสบการณ:ในตำแหนง* ผ#บู รหิ ารสถานศกึ ษา หรือผบ#ู ริหารการศกึ ษารวมกนั มาแล#วไม*นอ# ยกวา* หา# ปU
2) มผี ลงานทางวชิ าการท่ีมีคณุ ภาพและมกี ารเผยแพร*
มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน 12 ข.อ 248
1) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทางวชิ าการเพอ่ื พฒั นาการนเิ ทศการศกึ ษา เพอื่ ใหLเกิดการพฒั นาวชิ าชพี ทางการศึกษาอยา@ งสมำ่ เสมอ 2) ตัดสนิ ใจปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมการนเิ ทศการศกึ ษา โดยคำนึงถงึ ผลทจ่ี ะเกดิ แกผ@ รูL ับการนิเทศ 3) มง@ุ มนั่ พัฒนาผูรL บั การนเิ ทศใหลL งมือปฏิบัติกจิ กรรมจนเกดิ ผลต@อการ
พัฒนาอย@างมคี ณุ ภาพ เตม็ ศักยภาพ 4) พัฒนาแผนการนิเทศใหมL คี ุณภาพสูง สามารถปฏิบัตใิ หLเกดิ ผลไดจL รงิ
5) พฒั นาและใชนL วตั กรรมการนิเทศการศกึ ษาจนเกิดผลงานท่ีมีคณุ ภาพสูงขึน้ เป•นลำดับ 6) จัดกิจกรรมการนเิ ทศการศึกษาโดยเนLนผลถาวรทเ่ี กิด
แก@ผLรู ับการนเิ ทศ 7) ดำเนินการและรายงานผลการนเิ ทศการศึกษาใหLมีคุณภาพสูงไดอL ยา@ งเป•นระบบ 8) ปฏบิ ตั ิตนเปน• แบบอยา@ งท่ีดี
9) ร@วมพฒั นางานกับผูอL ่ืนอย@างสรLางสรรคz 10) แสวงหาและใชขL อL มลู ขา@ วสารในการพฒั นา 11) เป•นผLนู ำและสราL งผLูนำทางวิชาการ 12) สรLาง
โอกาสในการพฒั นางานไดทL ุกสถานการณz
อาL งองิ จาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/
สรุปมาตรฐานวิชาชพี บุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2562
คณุ วฒุ ิ ผู้บริหาร ผู้บริหาร ครู ศกึ ษานิเทศก์
มาตรฐานความรูT การศกึ ษา สถานศกึ ษา
ไม#ตำ่ กว#า ป.ตรี ไม#ตำ่ กว#า ป.โท
ไม#ต่ำกวา# ป.ตรี ไมต# ่ำกวา# ป.ตรี 6 ขอN 8 ขNอ
6 ขอN 7 ขNอ
ประสบการณDวชิ าชพี สอนไมน# Nอยกวา# 1 สอนไมน# Nอยกว#า 5 ปu
สอนไมน# Nอยกวา# 8 สอนไม#นNอยกวา# 5 ปu และผา# นเกณฑX และมีผลงานทาง
ปu ปu ประเมิน วิชาการทม่ี คี ณุ ภาพ
และมีการเผยแพร#
มาตรฐานการปฏิบัตงิ าน 12 ขอN 3 ดาN น 15 ขNอ 12 ขNอ
มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น 5 ดาN น 9 ขอN
อาL งอิงจาก https://www.ksp.or.th/ksp2018/2020/06/19628/ 249
แนวโนVมจรรยาบรรณครูในบรบิ ทโลก
การพฒั นาครูในศตวรรษท่ี 21 มกี ารเปล่ียนแปลง ในดNานตา# งๆ อยา# งมากมาย โดยเฉพาะอยา# งยิ่งดาN น
เทคโนโลยที ่ีมกี ารเปลี่ยนแปลงแบบกNาวกระโดด สง# ผลใหกN ารจดั การศึกษาเนNนการเรยี นรทNู ่ีผูNเรยี นเป/นศนู ยกX ลาง ดวN ยการ
พัฒนาใหNผูNเรียนรูNจักกระบวนการสรNางองคคX วามรNดู วN ยตนเอง จากปญa หาซบั ซอN นทเ่ี กิดจากการเปลยี่ นแปลงของโลก การ
เปน/ ครทู ด่ี คี วรพัฒนาการเรยี นรNูทเ่ี นนN ทักษะกระบวนการคดิ ที่สามารถเนNนใหผN Nเู รียนสามารถแกไN ขปaญหาไดอN ยา# ง
สราN งสรรคเX พอื่ ตอบโจทยขX องการเปลีย่ นแปลงของยุคสมยั
ในขณะเดยี วกันความรNเู ร่ืองจรรยาบรรณวชิ าชพี ครูการพัฒนาคณุ ธรรมและจริยธรรม
กเ็ ป/นสงิ่ ทผี่ ูNประกอบวิชาชีพครคู วรมีควบคูก# ันไป มีการพฒั นากระบวนการแกNปaญหา อย#างสราN งสรรคX เรอ่ื ง จรรยาบรรณ
วิชาชีพครูเพอื่ ช#วยในการพฒั นาครรู น#ุ ใหมใ# หNมีกระบวนการทาง ความคดิ ในการแกปN aญหาจากความคดิ สรNางสรรคXท่ี
สง# เสริมกันอย#างเหมาะสม
อาX งองิ : https://sites.google.com/site/krukook25/khru-stwrrs-thi-21 250