The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aschapanboonkua, 2021-03-30 11:20:45

รวมPower Point ปรัชญา

รวมPower Point ปรัชญา

ปรชั ญาการศกึ ษาไทยแนวพทุ ธธรรมโดยพระธรรมปฏJ ก

ชีวิตเกิดจาการรวมตัวขององคปD ระกอบตOาง ๆ

รOางกาย จติ ใจ

อา$ งอิง : ทิศนา แขมมณี /ศาสตรLการสอน : องคLความรเ$ู พอ่ื การจดั กระบวนการเรยี นร$ทู ีม่ ีประสทิ ธภิ าพ 51

ปรชั ญาการศึกษาไทยตามแนวพระราชดำรขิ อง
พระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร
มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ประเทศไทย เชน* เดยี วกับประเทศอนื่ ๆ ท่วั โลก ท่ีตอ# งเผชิญกับภาวะวกิ ฤตดิ า# น
ต*าง ๆ ท่เี กิดขนึ้ จากการเปล่ยี นแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมอื ง และ
ส่ิงแวดลอ# ม ความเจริญกา# วหน#าทางวิทยาศาสตรแ: ละเทคโนโลยี แม#จะนำความ
เจรญิ มาสู*ประเทศ แตก* น็ ำผลขา# งเคียงทางลบจำนวนมากมาสูโ* ลก ประเทศไทยก็
ได#รับผลเชน* เดยี วกัน

อา$ งอิง : ทิศนา แขมมณี /ศาสตรกL ารสอน : องคคL วามร$ูเพือ่ การจัดกระบวนการเรยี นร$ูทม่ี ีประสทิ ธิภาพ 52

เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ ีพ ย ง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การพัฒนาตามหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง คือ การพัฒนาท่ีตัง้ อยูบK นพนื้ ฐาน
ของทางสายกลางและความไมKประมาท โดยคำนงึ ถงึ ความพอประมาณ
ความมเี หตผุ ล การสรZางภมู คิ ุZมกันที่ดีในตวั ตลอดจนใชคZ วามรZคู วาม
รอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ

ขอ$ มลู จาก คณะอนกุ รรมการขับเคลอื่ นเศรษฐกิจพอเพียง 53
สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหงf ชาติ

ปรชั ญาการศึกษาไทยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ในการขับเคลอื่ นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในภาคการศกึ ษา เปาh หมายสำคญั ของการขับเคล่ือน การสงf เสรมิ ใหน$ ำหลกั ปรชั ญาฯไปใช$ในสถานศกึ ษาตfางๆ

ม<งุ พฒั นา การทำใหเH ด็กรHจู ัก เขาH ใจ เขHาถงึ
ทตี่ ัวครู ความพอเพียง และพัฒนา

แนวทางการทำงานดาZ นสถานศกึ ษา/ดาZ นวิชาการ/ดาZ นงบประมาณ/ดาZ นพัฒนาบุคลากร/ 54
ดาZ นบรหิ ารท่วั ไป/การจัดกิจกรรมพัฒนาผุเZ รยี นไปสูสK มดลุ 4 มิติ

เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม ส่ิงแวดลZอม

ตดั ตอนบางส.วนมาจาก ภาคผนวก ก - ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งตามแนวพระราชดำริ โดย ดร. ปรียานุช พบิ ลู สราวธุ หวั หน"าโครงการวจิ ยั เศรษฐกิจพอเพียง สำนกั งานทรัพยสN ินส.วนพระมหากษัตรยิ N
และผ"ูชว. ยเลขานกุ ารและอนกุ รรมการขับเคล่อื นเศรษฐกิจพอเพยี ง

ปรชั ญาการศกึ ษาประเทศญ่ปี @ุน

ปรชั ญาญ่ีปนุ„ สมัยโบราณ/ยุคปฏิรปู

ศาสนาชินโต พุทธศาสนา ลทั ธขิ งจื่อ ปรชั ญาจนี

ปรชั ญาอินเดีย เซน สำนกั มโิ ทะงะขุ

ปรชั ญาตะวันตก ปรชั ญาญ่ีปuุน
https://th.wikipedia.org/wiki/ปรชั ญาญี่ปนuุ สมัยใหมf

55

ศาสนาและความเช่ือในประเทศญี่ปุนG ลักษณะปรัชญาญปี่ นaุ
ปรชั ญาของญี่ปุนh จำแนกเป1นฐานหลกั ได# 3 ฐาน คือ
ชาวญ่ีปนุh มคี วามเชอ่ื ด้งั เดิมในเร่อื งการนับถอื บชู าเทพเจา# และภตู ผีปศ_ าจในธรรมชาติ ฐานชินโต ฐานน้ญี ่ีปนุh รับมาในสมัยมกี ารนับถอื ธรรมชาติ (พระเจ#า) มี
รวมท้ังบรรพบรุ ษุ ผล#ู ว* งลับโดยมีหัวหน#าเผ*าเปน1 ผ#ูประกอบพธิ ีกรรม กระท่งั ญีป่ hุนถกู รวมเข#ากนั เปน1 หน่ึง คมั ภีร:โคยกิ แิ ละนเิ ป1น ตำราศาสนาประจำชาติ เร่ิมเปน1 ระบบสง่ั สอน และ
เดยี วภายใตก# ารนำของตระกูลยามาโตะ ความเช่อื ต*างๆถกู หลอมรวมเขา# ดว# ยกนั กลายเป1นลัทธชิ ินโต ปฏิบัตจิ ากราชสำนกั ไปถงึ ราษฎร:สามัญและเพ่ือให#มรี ะเบยี บมน่ั คงเป1น
ศาสนามีแบบมีแผนเทา* เทียมกับศาสนาอ่นื ทีเ่ ข#ามาใหมจ* งึ ต้ังชอ่ื ศาสนาประ
คำว*า “ชินโต” แปลว*า วิถขี องพระเจ#า หมายความวา* บคุ คลต#องปฏิบตั ิตน จาชาติในโลก
ตามทางของสวรรค: ภักดีต*อพระเจา# พระเจา# ในทน่ี หี้ มายถงึ ธรรมชาติ ซึ่งอย*ูรอบตัวมนษุ ย: ธาตุ หรอื ระบบหยาง- หยนิ ของจนี
ศาสนาชินโตยดึ ถือคำสอนสืบเน่ืองมาจากศาสนาเตnาและขงจอื๊ หลายประการ ญ่ปี hุนมีเทพ ฐานมิกาโต คอื ฐานเกี่ยวกบั ระบบการนับถอื จกั รพรรดิ ระบบ ภายใน
นยิ ายมาแตโ* บราณหลายพันปUว*า “ พระอาทติ ยเ: ปน1 ผ#ูสร#างเกาะญ่ีปนุh และชาวญ่ีปhุน ครอบครัวและระบบทางสังคมท่ยี ังเป1นระบบทมี่ ชี วี ติ มกี าร ปฏบิ ัติ ทะนุ
ทงั้ หลายทเ่ี กดิ บนเกาะนี้ เปน1 ลกู หลานของพระอาทติ ย”: คนญ่ีปุhนจึงมีความเชอ่ื ว*า ถนอมรักษากันไว# เป1นเอกลกั ษณไ: มม* เี สอ่ื มคลาย ยากที่จะหาไดใ# นสงั คม
จกั รพรรดิของตนทุกพระองค:ทรงมเี ช้อื สายมาจากพระอาทติ ยด: #วย ปpจจุบนั ความนับถือน้ี ของชาติอืน่ อันประกอบดว# ยความภกั ดีตอ* บรรพบุรษุ ความภักดีต*อ
คลค่ี ลายไปมาก แต*ก็ยงั มีผูน# ับถือเคร*งครัดอยู*ไมน* อ# ย ด#วยเหตุดงั กล*าวนี้ เป1นผลทำใหค# น ครอบครัว ความภกั ดตี อ* สังคมในชาติ
ญ่ีปhุนเปน1 คนรักชาติ รักบรรพบรุ ุษของตนยิง่ กวา* ชาตใิ ด ปตุ สุโต พระพุทธศาสนาความภคั ดตี อ* พระพทุ ธศาสนา เพราะว*า
พระพทุ ธศาสนา มี อทิ ธิพลยง่ิ ใหญ* ควบคูไ* ปกบั ศาสนาชนิ โต กล*อมจิตใจ
ขัน้ พนื้ ฐานของชาวญป่ี ุhนรวมเขา# เป1นหนึ่งเดยี วมาแต*ตน# นาความเจริญดา# น
จิตใจ ด#านศลิ ปะวิทยาการและวัฒนธรรมความ
เปน1 อยม*ู าให#แก* ญ่ปี นุh ทกุ ระดับ ลกั ษณะปรัชญาญีป่ hุน
56

อามาเทราสึ (天照; Amaterasu), อามาเทราส-ึ โอมกิ ะมิ (ญี่ปhุน: 天照⼤神 / 天照⼤御 สญั ลกั ษณbของปรัชญาญีป่ aนุ
神; โรมะจิ: Amaterasu-ōmikami) หรอื โอฮิรุเมะ-โนะ-มุช-ิ โนะ-กะมิ (ญีป่ ุhน: ⼤⽇孁貴神; ซากุระ
โรมะจิ: Ōhiru-menomuchi-no-kami) คอื เทพแห*งแสงสวา* งและดวงอาทิตยห: รือสุรยิ เทพตี ามความ
เช่อื ของศาสนาชนิ โต ซงึ่ เปน1 รากฐานของพิธีกรรมสำคญั ตา* งๆมากมายจนอาจจะเรียกไดว# *าเป1นเทพหลัก มกิ าโด (จักรพรรด)ิ
ของศาสนาชินโตเลยทีเดยี ว โดยว*ากันว*าจกั รพรรดิของชาวญ่ปี นhุ น้นั สบื เช้ือสายมาจากเทพองคน: ี้ และ
เรายงั เห็นธงชาติญี่ปุhนมสี ญั ลกั ษณ:ของดวงอาทิตยจ: นบางทีเรายงั เรียกวา* แดนอาทิตยอ: ุทยั ดว# ย ดารูมา
ตำนานที่เก่ียวขอ# งกับเทพอี งค:นม้ี ีอยู*มากมาย แต*เร่อื งทส่ี ำคญั เรอื่ งหน่งึ คอื การทส่ี รุ ยิ เทพีมีเรอ่ื งกับเทพซู
ซาโนโอะ(Susanoo-no-Mikoto)ซ่งึ เป1นนอ# งชาย จนต#องหลบหนเี ข#าไปอยูใ* นถ้ำซึ่งเป_ดออกไดจ# ากด#าน
ในเทา* น้นั ทำให#ทวั่ ท้ังจกั รวาลตอ# งพบกบั ความมืดมดิ จนเกดิ จลาจล เทพและเทวดาทั้งหลายจงึ ตอ# ง
รวมตัวกนั คิดอุบายให#สรุ ิยเทพปี รากฏตวั ออกมา แสงสวา* งจงึ ไดข# บั ไล*ความมดื และความช่วั ร#าย และคนื
ดกี บั นอ# งชาย และยงั เรอ่ื งราวอกี มากมายทท่ี ำใหเ# ทพอามาเทราสกึ ลายเป1นเทพองค:สำคัญในของ
ศาสนาชินโต ปจp จุบันเชอื่ กนั ว*าถ้ำทเ่ี ทพอามาเทราสึ หนีไปซอ* นตัวน้นั อย*ูท่ี ศาลเจ#าอามาโนะ อวิ าโตะ
(Amano Iwato)ทจ่ี ังหวัดมยิ าซาก(ิ Miyazaki) ในภูมภิ าคคิวชู(Kyushu)

https://www.talonjapan.com/amaterasu/ 57

แผนท่ีปรชั ญาตะวันออก ในประเทศอินเดีย ก.ค.ศ 500 – ปจ= จุบนั

ประเทศอินเดยี ในอดตี ประเทศ
อินเดียใน
ปจa จบุ ัน

ทม#ี าของภาพ : http://oknation.nationtv.tv/mblog/entry.php?id=974712 , http://www.freemapviewer.org/th/map/Map-World_7.html

ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก

59

ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก

ยคุ ดึกดำบรรพ; ยคุ โบราณ ยุคกลาง ยคุ ใหมe ยุคปจ= จุบัน

60

ปรชั ญายุคดึกดำบรรพ9
- ปรัชญายุคนเ้ี กดิ ขนึ้ กอ# นมกี ารจดบันทกึ เปน/ หลกั ฐาน จึงไมท# ราบแนน# อนวา# เกดิ ข้นึ เมื่อไหร#
- แนวทางปรัชญา…เกดิ จากการแสวงหาวธิ ที างดำเนินชีวติ ทีด่ ีท่สี ดุ ในชวี ิต
- ปรัชญาในยคุ นี้ มคี วามเชื่อในเรอื่ งเทพเจNาเป/นผูคN วบคมุ มนษุ ยXโลกและสรรพสิ่งใหNเปน/ ไปตามอำนาจของเทพเจNา
หาวิธีป•องกนั มใิ หปN รากฏการณXทนี่ #ากลวั เกิดโดยพยายามหาวธิ ีใหNเทพเจNาพอใจ

อารยธรรมสำคญั

การนบั ถอื เทพเจNาหลายองคX (พหุเทวนยิ ม) Chaos EROS ความ
- มเี ทพเจาN สงู สุด คือซีอสุ หรือ ซสุ แหง# เขา โอลมิ ปุส หรือ โอลิมปสa ซึง่ ความเวิ้งว.าง รักใครU
รอยแยก
เปน/ เทพเจาN แห#งทNองฟา• และสายฝน 61
กำเนิดโลก
Gaia
Tartarus คุก
อา6 งองิ - ชัยจกั ร ทวยทุ ธานนทX, ผ6แู ปล. ซีกลั , โรเบิรตX เอ, บรรณาธิการฉบับภาษาองั กฤษ.Croot, Viv, author. 30 Second Mythology: The 50 Most จกั รวาฬ
Important Greek and Roman Myths, Monsters, Heroes and Gods Each Explained in Half a Minute. กรุงเทพฯ : ยปิ ซี กรxุป, 2560. - Ambalu,
Shulamit. The Mythology Book: Big Ideas Simply Explained. London: DK Publishing, 2018. - Hamilton, Edith. Mythology : Timeless Tales of
Gods and Heroes. New York: Grand Central Publishing, 1999.

GAEA Uranus Titan 12 Cronus Rhea Leto

Poseidon Hades Hestia Demeter Hera

Zeus
Maia

Ares Hephaestus Artemis Apollo

Athena EROS OR (Cupid) Aphrodite Hermes 62

ปรัชญายคุ โบราณ

ปรัชญายุคดกึ ดำบรรพถ, กู สั่นคลอนจนกลายเปXนปรัชญาโบราณเมื่อ ธาเรส
(Thales of Miletus, 624-546 B.C.) ไดรP ับยกยอ: งใหPเปนX บดิ าของปรชั ญาตะวันตก เขา
เรม่ิ ปรัชญาดPวยคำว:าอะไรคือปฐมธาตุของโลกธาเรสตอบว:านำ้ เปXนปฐมธาตขุ องโลก

1.Pre-Socratic philosophy เปน/ ช#วงเร#งหากฎของโลก คอื ยคุ ปรชั ญากรีกสมัยเรม่ิ ตนN (ก.ค.ศ.650-450)
2.Classical Greek philosophy เปน/ ช#วงเร#งหากฎความจรงิ คอื ยคุ ปรัชญากรีกสมัยรุ#งเรอื ง (ก.ค.ศ.450-322)
3.Hellenistic philosophy เป/นช#วงเรง# หากฎความสุข คือ ยคุ ปรัชญากรีกสมัยเสือ่ ม (ก.ค.ศ.322- ค.ศ.529)

อาX งองิ - หนังสอื ปรชั ญากรีกบอH เกดิ ภมู ปิ vญญาตะวันตก พระราชวรมนุ ี (ประยรู ธมมุ จติ ุโต) บรรณาธกิ าร : เซน นคร สำนักพมิ พศ, ยาม 63

1.Pre-Socratic philosophy เปน7 ชว< งเรง< หากฎของโลก คอื ยุคปรัชญากรีกสมยั เร่มิ ตนH (ก.ค.ศ.650-450)

Anaximander of Miletus (ก.ค.ศ.610-545) เปนP ลกู ศษิ ยข: อง Thales เปนP ลกู ศษิ ยส: ค.ู รู คอื เหน็ ดว. ยกบั ทกุ คำสอน ยกเวน. ปฐมธาตคุ อื นำ้ โดย
คิดวาU เพราะน้ำมีอยูUทั่วไปจนเหมอื นเปนP สง่ิ สำเร็จรูป ปฐมธาตคุ วรเปนP สงิ่ ท่ไี มมU ีลกั ษณะของการเปนP ของสำเร็จรูป จึงเสนอวาU ปฐมธาตคุ อื สารไร.ร.ู
(formless material) เรยี กวUา apeiron ซง่ึ แปลวUาอนนั ต: มีอยUเู ต็มไปหมด
Anaximenes of Miletus (ก.ค.ศ.585-528) เชอื่ วาU เปPนลกู ศิษย:ของ Thales และ Anaximander จงึ เหน็ วUามปี ฐมธาตจุ รงิ และควรมีอยูUมาก
จงึ เสนอวUาปฐมธาตคุ อื ธาตชุ ือ่ aither เปPนสารทีม่ ลี ักษณะเจอื จางลอยอยเUู ตม็ หว. งอากาศ เม่ือเข.มข.นถึงจุดหน่งึ ก็จะเปPนอากาศท่ีเราหายใจ เขม. ขน.
ไปอีกกเ็ ปPนนำ้ เปนP กอ. นหนิ ตน. ไม. สตั ว: ซ่งึ สง่ิ ตาU งๆ เมอ่ื ตายลง จางลง ก็จะกลับไปเปPน aither น่นั เอง

Empedocles (ก.ค.ศ. 492-430) อยูUในอาณานคิ มกรีก Argrigento ตอนใต.ของอติ าลี เสนอวUาปฐมธาตุมี 4 (4 classic elements) อยUาง คอื
ดิน นำ้ ลม ไฟ
Democritus (ก.ค.ศ. 460-370) ปฐมธาตุคอื สิ่งทีย่ อU ยเลก็ ทสี่ ุด เรียกวUา atom

อาX งองิ - หนังสือปรชั ญากรกี บอH เกิดภมู ิปvญญาตะวันตก พระราชวรมนุ ี (ประยูร ธมมุ จิตุโต) บรรณาธิการ : เซน นคร สำนกั พิมพศ, ยาม 64

2.Classical Greek philosophy เปน7 ชว< งเร<งหากฎความจริง คือ ยุคปรัชญากรีกสมยั รุ<งเรือง (ก.ค.ศ.450-322)

Socrates (ก.ค.ศ.470-399) Socrates เสนอแนวคดิ ท่ีจะทำใหส. ังคมอยอูU ยUางสงบสุข นน่ั คือมีความยตุ ิธรรม ยตุ ธิ รรม
จะเกดิ ได.ตอ. งมีมาตรการเดยี วสำหรบั ตดั สนิ ความจริงและความดี มาตรการสากลคอื ความร.ทู ่ตี รงกับวัตถแุ หUงความร.ู
มนษุ ยม: ปี ญ3 ญาคิดได.เอง (Know thyself) แตUมกี ิเลสจึงทำให.เหน็ ผดิ ได. จงึ ควรฝก£ เพUงพนิ จิ
(contemplation) Socrates เสนอ
Plato (ก.ค.ศ.427-347) เสนอใหม. กี ารรอื้ ฟ™šนความทรงจำ (reminiscence) ผาU น 3 ข้ันตอน มปี ระสบการณ:
(experience) การเรียนร.ู (learning) การเพงU พินจิ (contemplation)
โลกน้เี ปลีย่ นแปลงไปเรือ่ ยๆ จึงไมUอาจบรรจุความจรงิ สากลได. ความจริงสากลจงึ ต.องอยUใู นอีกโลกหนง่ึ
Aristotle (ก.ค.ศ.384-322) เกดิ ในตระกูลแพทย: เรียนทีส่ ำนกั Academic เมอ่ื ไดไ. ปสอน Alexander of
Macedon จงึ ไดต. ้งั สำนกั Lyseum โดยเสนอวUามาตรการความจรงิ คือ ประสบการณ:
จากประสบการณ:ตอ. งถอดความจริงสากล (abstractation) ดว. ย
•วเิ คราะห: (analysis)
•คัดออก (elimination)
•สงั เคราะห: (synthesis)

อาQ งอิง-กีรติ บุญเจอื . (2546) “เริ่มรQูจักปรชั ญา” ในชดุ ปรชั ญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั เซนต/จอห/น. 65

เอนก สุวรรณบณั ฑติ . (2558). เอกสารประกอบการสอนวิชาปรชั ญาศกึ ษา. บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา.

3.Hellenistic philosophy เป7นชว< งเรง< หากฎความสุข คือ ยคุ ปรัชญากรีกสมัยเส่ือม (ก.ค.ศ.322- ค.ศ.529)
ยุคน้ีนับตั้งแต# Aristotle เสียชวี ิต จนถึงจกั รพรรดิ Justinian ประกาศรบั รองศาสนาครสิ ตเX ปน/ ศาสนาประจำ

อาณาจักรโรมัน เมอื่ Alexander the great สิ้นพระชนมX (ครองราชยX ก.ค.ศ.336-323) ทำใหNอาณาจักร Macedon แตก
แมท# ัพแตล# ะสว# นไดNแยกปกครองตนเอง แยง# ชิงอำนาจระหว#างกัน นครรัฐในกรีกรบกนั เอง นกั การเมอื งแบง# ฝaกแบ#งฝ¢าย มีการ
ลอบสังหาร และตดิ สินบนอย#างรนุ แรง นกั ปรชั ญาเพยี งรือ้ ฟน©¨ คำสอนเพอ่ื ชีถ้ ึงการดำรงชีวิตอย#างมคี วามสุขในสงั คมไดN เนนN
จรยิ ศาสตรX 6 สำนักเพอื่ ตอบคำถาม How to live well?

อาQ งองิ -กรี ติ บุญเจือ. (2546) “เรม่ิ รQจู ักปรัชญา” ในชุด ปรชั ญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยเซนต/จอหน/ . 66

เอนก สวุ รรณบัณฑิต. (2558). เอกสารประกอบการสอนวชิ าปรัชญาศกึ ษา. บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ ันทา.

ปรชั ญาตะวันตกยุคกลาง (Medieval Philosophy) (ค.ศ.529-1600)

จำแนกตามพื้นฐานความเชอ่ื เรอ่ื งโลกหน.าอนั เปนP คำสอนทางศาสนาของศาสนาท่นี ับถอื พระเจ.า และศาสนาที่เช่อื วUามเี ทวะ การแบงU
ขอบเขตยคุ จงึ ยUงุ ยากในแตลU ะศาสนา
• ยคุ กลางของตะวนั ตก นับจากป‹ ค.ศ.529 ซึง่ ศาสนาครสิ ตไ: ดร. ับการยกเปนP ศาสนาประจำอาณาจักรโรมนั และมกี ารห.ามนับถอื ศาสนาอ่นื ทำ

ให.อิทธพิ ลของศาสนาคริสตเ: กิดขนึ้ อยUางกวา. งขวางกวาU 1,000 ป‹
• ยคุ กลางในศาสนาอสิ ลามนบั เริ่มตั้งแตปU ‹ ค.ศ.622 ซงึ่ เปนP ปท‹ ี่ 1 แหUงฮิจเราะหศ: กั ราช
• ยุคกลางในศาสนาพทุ ธ นับเริ่มตั้งแตUป‹ ก.ค.ศ.543 ซงึ่ เปPนป‹ที่ 1 แหงU พทุ ธศักราช

นักปรัชญาท่เี ปน‰ แกนแห]งยุคกลาง เซนตc ออเกิสทนี ( Augustine 354-430) เสนอลทั ธไิ ตรเอกานภุ าพ (Doctrine of The Trinity) พระเจ.านน้ั
เปนP หน่ึง คือเปนP องค:เดียวแตUแบUงเปนP 3 ภาค คอื
พระบิดา (The Father)
พระบุตร (The Son)
พระจติ (The Spirit)
ความรม.ู คี าU ท่ีสดุ หรือความรูเ. กีย่ วกบั พระเปPนเจ.าและวญิ ญาณ ความรป.ู ระเภทอื่นจะมีคาU กต็ Uอเมอ่ื นำมาสนบั สนุนความรูเ. กี่ยวกับพระเจ.า เพอื่ ให.
เขา. ใจพระเจ.าเทาU น้ัน เปนP หน.าที่ของมนษุ ยท: จ่ี ะตอ. งเขา. ใจสิง่ ทตี่ นเองเช่ืออยาU งแนUวแนU และพยายามหาพ้นื ฐานของศรัทธาดว. ยเหตผุ ล

อาQ งอิง-กรี ติ บญุ เจอื . (2546) “เรม่ิ รจูQ ักปรัชญา” ในชุด ปรัชญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเซนต/จอห/น. 67

เอนก สวุ รรณบัณฑติ . (2558). เอกสารประกอบการสอนวิชาปรชั ญาศกึ ษา. บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา.

ปรชั ญาตะวนั ตกยุคใหมe (Modern paradigm) (ค.ศ.1600-1800)

• เร่มิ จากการคดั คNานแนวคดิ ปรัชญาของยุคกลาง เกย่ี วกับเร่อื งความศรัทธาในพระเจาN
• นำปรชั ญาของอรสิ โตเตลิ และเพลโตเกี่ยวกบั ศาสนาเขาN มาอธบิ ายจนทำใหNปรชั ญาทางศาสนาเกดิ การอ่ิมตัว
• นกั ปรัชญาจึงหันมาสนใจปรัชญาวิทยาศาสตรX สนใจวธิ ีการคNนหาความจริง
• เกิดคำถามสำคญั คือ “คดิ อยา# งไรจงึ จะไดNความจริง”

v Francis Bacon (1561-1626) มาตรการความจรงิ คอื ความรท.ู ีห่ ามาได.อยาU งถูกต.องและไรอ. คติใดๆทัง้ สน้ิ
v John Locke (1632-1704) ไมUมีมูลบทใดท่ีดีพอ ดังนน้ั ความร.ูนาU จะเรม่ิ ตน. จากประสบการณ: มนุษย:เกิดมาเหมอื นกระดาษ

เปลUา “Knowledge comes from experience”
v Immanuel Kant (1724-1804) เหตผุ ลนิยมได.ทำลายศาสนาและศีลธรรม ประสบการณ:นิยมทำลายคณติ ศาสตรแ: ละ

วิทยาศาสตร: ความจรงิ มไิ ดข. น้ึ กับเหตผุ ล แตUข้ึนกบั โครงสร.างสมอง (ปญ3 ญา) ของมนษุ ย: ความรูข. องมนุษย:จงึ เปนP เพียงความร.ู
เทาU ท่ีปรากฏ (phenomena) และไมUมีทางร.ู

อQางองิ -กีรติ บญุ เจอื . (2546) “เริม่ รูQจกั ปรชั ญา” ในชุด ปรัชญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั เซนต/จอห/น. 68

เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2558). เอกสารประกอบการสอนวชิ าปรชั ญาศกึ ษา. บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา.

ปรชั ญาตะวันตกยคุ ปจ= จบุ ัน (Postmodern Paradigm) (ค.ศ.1800-2000+)

• เริ่มหลงั จากท่ีค.านท:สน้ิ ชวี ิตประมาณ ค.ศ 1800 มาถึงป3จจบุ ัน
• แนวความคดิ ของค.านท:มีอิทธพิ ลตUอนักปรัชญาสมยั น้ีมาก แทบทกุ คนจะเชื่อทฤษฎขี องค.านท:ท่ีวาU สมรรถภาพในการคดิ ของทุก

คนมีกลไกคล.ายคลึงกนั จึงไดร. ับความรค.ู ล.ายๆกนั แตนU ักปรัชญาสวU นใหญไU มยU อมรับโครงสรา. งของกลไกการรับรข.ู องค.านท: พวก
เขาเห็นพอ. งกันวUากลไกการรับรู.ซบั ซ.อน
• สงครามโลกครั้งที่ 1 ระหวาU ง ค.ศ. 1914-1918 นโนบายจักรวรรดนิ ยิ มแยงU ชงิ การมอี ิทธิพลเหนือผลประโยชน:ในดนิ แดนตาU งๆ
จักรวรรดอิ อสเตรยี -ฮงั การี จกั รวรรดิออตโตมัน จกั รวรรดเิ ยอรมันต.องลUมสลายลง
• สงครามโลกคร้ังท่ี 2 ระหวUาง ค.ศ. 1939-1945 จบสงครามดว. ยการทิง้ ระเบดิ นวิ เคลียร:ที่ฮโิ รชมิ าและนางาซากิ
• นกั ปรชั ญามองวาU ความรนุ แรงของสงครามเกดิ จากการพัฒนาวทิ ยาศาสตร:เข.มข.นของยคุ ใหมU เชนU ภาพยนตร: โทรทศั น:และนิยาย
ตาU งๆ ลว. นนำเสนอภยั ของวิทยาศาสตร:
• ในป‹ ค.ศ 1951 Richaed D. Mosier ไดร. ้ือและปรับปรุงตรรกะ ศีลธรรม การศึกษา และปรชั ญาของยคุ ใหมU
• ในป‹ ค.ศ 1960-1990 เปPนปร‹ งUุ เรือง โดนเดนU ทงั้ ในด.านศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร: ดนตรี ละคร สถาป3ตยกรรม ประวตั ศิ าสตร:
และปรชั ญา
• ในป‹ ค.ศ. 2001 หลงั เหตุการณ: 9/11 ใช.ปรัชญาปฏบิ ตั นิ ยิ ม คอื รบั มือกับความเปPนจริง เนน. ให.เรียนร.ู จดจำและประยุกต:ใช.
เพ่ือให.เกิดสถานการณ:ใหมทU ีด่ กี วUาเดมิ เปนP การเรยี นรจ.ู ากประสบการณ: มากกวUาทจี่ ะเปนP เพียงกจิ กรรมทางความคดิ อกี ตอU ไป

อQางองิ -กรี ติ บญุ เจอื . (2546) “เร่ิมรQูจักปรัชญา” ในชดุ ปรัชญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั เซนต/จอห/น. 69

เอนก สวุ รรณบณั ฑิต. (2558). เอกสารประกอบการสอนวิชาปรัชญาศกึ ษา. บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

สรุปปรชั ญาตะวันตก

1.ดึกดำบรรพ, (Primitive paradigm) มองทกุ อยา: งวา: มาจากนำ้ พระทยั ของเบอื้ งบน
2.โบราณ (ancient paradigm) มองทกุ อย:างว:ามาจากกฎเกณฑ,ตายตวั
3.ยคุ กลาง (medieval paradigm) มองทกุ อยา: งว:าเปนX ทางไปสโู: ลกหนาP
4.ยคุ ใหม: (modern paradigm) มองทุกอยา: งวา: เปนX ระบบเครือขา: ยตามเกณฑว, ิทยาศาสตร,
5.ยุคป.จจบุ นั (postmodern paradigm) มองทกุ อยา: งดPวยวจิ ารญาณเพื่อการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ

อQางอิง-กรี ติ บญุ เจอื . (2546) “เรม่ิ รจูQ กั ปรชั ญา” ในชดุ ปรัชญาและศาสนาเซนต/จอหน/ , กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั เซนต/จอหน/ . 70
อQางองิ -เอนก สวุ รรณบัณฑิต. (2558). เอกสารประกอบการสอนวิชาปรชั ญาศึกษา. บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา.
อQางองิ - หนังสอื ปรัชญากรีกบ›อเกิดภูมิปœญญาตะวันตก พระราชวรมนุ ี (ประยรู ธมุมจติ ุโต) บรรณาธิการ : เซน นคร สำนักพิมพ/ศยาม

แผนทป่ี รชั ญาตะวันตกอาณาจกั รโรมัน ก.ค.ศ 500 – ป=จจุบัน

อาณาจกั รโรมนั ใน อาณาจกั รโรมนั ใน
อดีต ปัจจบุ นั

ทม#ี าของภาพ : http://3.bp.blogspot.com/_6_tsj8Z61KU/TEgzs-4VohI/AAAAAAAAAdg/LBLlqtqR9VE/s1600/rome-map1.jpg, https://pixers.uk/stickers/colorful-map-of-europe-100726601

แผนท่ีปรชั ญาตะวนั ตกอาณาจกั รกรซี ก.ค.ศ 500 – ปจ= จบุ นั

อาณาจกั รกรีซ อาณาจกั รกรีซ
ในอดีต ในอปัจจบุ นั

ทม#ี าของภาพ : https://www.slideshare.net/jitjaree/34-27164752 , http://krissana40.blogspot.com/2016/12/blog-post.htm

ป รั ช ญ า ต ะ วั น อ อ ก
VS
ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก

73

เ ป รี ย บ เ ที ย บ ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก & ต ะ วั น อ อ ก 74

คณุ ลักษณะของป2ญหาเรื่องความจรงิ

ท้งั ปรัชญาตะวนั ตกและตะวันออกต#างยืนยนั ว#ากระบวนการหาความจริงของมนุษยมX ลี ักษณะพิเศษที่ตา# ง
จากสัตวทX ่วั ไป เนอ่ื งจากมนุษยมX ีสติปญa ญา ดงั นน้ั การรคNู วามจริงของมนุษยXจงึ มลี ักษณะเป/นการรูNตวั หรือทน่ี กั
ปรชั ญาตะวันตกมักใชคN ำว#า “ความสำนึกรN”ู (Consciousness) หรือ “การตระหนกั ร”ูN (Awareness) อนั เป/น
ลกั ษณะพืน้ ฐานของกระบวนการรคูN วามจริงของมนษุ ยX อยา# งไรกต็ ามปaญหาเกี่ยวกบั ความจริงของปรชั ญาตะวันตก
และตะวันออกตา# งมีลักษณะเฉพาะที่สอดคลอN งกบั จดุ เนNนของตน กล#าวคอื
1 คณุ ลักษณะของทฤษฏคี วามรตNู ามแนวปรชั ญาตะวนั ตก : นักปรัชญาตะวันตกมแี นวโนมN ในการศกึ ษา
ความจรงิ ในประเดน็ ทีต่ นสงสยั เมอื่ ไดNแนวคำตอบทถี่ ูกใจ กห็ ยุดเพยี งแค#น้ัน นักปรัชญาตะวนั ตกไมพ# ยายามนำ
แนวคำตอบทตี่ นไดรN ับมาพัฒนาเป/นคำสอนใหNปฏิบตั ิ เพราะถอื วา# ศาสนากบั ปรชั ญาเปน/ คนละสว# นทแ่ี ยกจากกนั
2 คุณลกั ษณะของทฤษฏคี วามรตNู ามแนวปรัชญาตะวนั ออก (เนนN ปรชั ญาอินเดีย) : มีลกั ษณะเป/น “คำสอน
ใหNปฏบิ ัติ” ปรชั ญาอนิ เดียไม#ใชเ# นนN ความรูNอย#างเดียว หากเพือ่ ส#งเสรมิ ใหรN ูเN พอ่ื นำไปปฏบิ ัติ เนนN หลกั ปฏบิ ัติ เพราะ
จดุ หมายสงู สุดของปรชั ญา คือ การรูNแจNงตน

เ ป รี ย บ เ ที ย บ ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก & ต ะ วั น อ อ ก

ลกั ษณะทีเ่ หมือนกัน
1 เนอื้ หา/เปา‡ หมายของปรชั ญา กลา: วคือการมง:ุ แสวงหาความจรงิ สงู สุดและพยายามนำเสนอ

วถิ ีบรรลสุ ูค: วามจริงอาศยั เหตผุ ล โดยอาจแบง: กวาP ง ๆ ไดPสามแนวความคิด คือ วัตถุนิยม จติ นิยม และ
การประสานระหวา: งแนวคดิ ทงั้ สอง (สัจนยิ ม) ซ่ึงเหน็ ไดPชัดเจนในปรชั ญาตะวนั ตกกับปรชั ญาอินเดยี
(สว: นปรัชญาจนี ไมค: อ: ยพดู ถงึ นกั ) นอกจากนน้ั ถาP จะพิจารณาแง:มมุ ทเี่ ชื่อมโยงปรชั ญากับศาสนา เหน็ ไดP
ว:ามกี ารนำเสนอแนวคดิ มลี กั ษณะเปXนปรชั ญา (เชิงศาสนา) แบบเทวนยิ ม (Theism) กับ อเทวนิยม
(Atheism)

2 มีพฒั นาการและตอ: ยอดทางความคิด โดยนักปรชั ญารุน: ใหมไ: ดPศกึ ษาแนวคิดจากนักปรชั ญา
กอ: นหนาP นำมาคดิ ต:อหรอื เสนอความคิดตรงขาP ม หรอื อาจนำความคิดมาขยายตอ: ในเรือ่ งต:าง ๆ ตาม
บรบิ ทของสงั คมแต:ละยคุ สมยั

75

เ ป รี ย บ เ ที ย บ ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก & ต ะ วั น อ อ ก

ลักษณะทตี่ <างกนั
1. ปรัชญาตะวันตกกบั ปรัชญาอนิ เดยี
- ปรชั ญาอินเดยี กบั ปรัชญากรกี
พวกไอโอนกิ ธเลส พวกอเี ลยี ตกิ เฮราไคลตสุ อ-แนกซกX อรสั
เอมพิลโดเดลส เดโมคริตุส โสคราติส พลาโต
อรสิ โตเตลิ เอนติ โลรัส เรอื่ งวิวัฒนาการละเอียดกว#าพุทธปรชั ญา
- ปรัชญาอนิ เดยี กบั ปรชั ญาสมัยกลาง
แมกพุสมแี นวความเชือ่ คลNายมมี อส อะครีปสa พวกสกอลาสติก
Realism Nominalism
“ความคิดเร่อื งน้ีของพวกสมยั กลางก็คลาN ยกับความคิดของปรชั ญาพราหมณXทว่ี #า “ส่งิ ใดมชี ่อื ส่งิ นนั้ เป/น
นาม ส่งิ ใดไม#มชี ื่อ อันพึงรูNไดดN Nวยรูป ส่งิ น้ันเปน/ รปู ”

76

เ ป รี ย บ เ ที ย บ ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก & ต ะ วั น อ อ ก

- ปรัชญาอินเดียกับปรชั ญาสมยั ใหมOถงึ ป2จจบุ ัน เดดารติ (1596-1650)
จติ นิยมของสป-โนช (1632-1677)
เบคอน (1561-1626) ลทั ธิโมนาดของไลมXนิช (1646-1716)
สสารนิยมของฮอบสX (1588-1679) คานตX (1724-1804)
ความคดิ ของลอN ด (1632-1704) สสารนยิ มทางประวัติศาสตรขX องพวกมากซสิ ตX
แรงโนมN ถว# งของนิวตนั มอี ย#ใู นลัทธไิ วเศษกิ พวกสัจนิยมในศตวรรษท่ี 20
Fickte Sohelling Hegel (1775, 1770)
ววิ ฒั นาการของดารวX นิ (1809-1882)

77

เ ป รี ย บ เ ที ย บ ป รั ช ญ า ต ะ วั น ต ก & ต ะ วั น อ อ ก

2.ปรชั ญาตะวันตกกบั ปรชั ญาจนี

ดา# นหลักการสอน ปรัชญาตะวนั ตก ปรัชญาจนี
- มีความสัมพันธใ: กล#ชิดกับวทิ ยาศาสตร: - มคี วามสมั พนั ธใ: กลช# ดิ กบั จรยิ ศาสตร: การเมือง วรรณคดี และ
ด#านประเดน็ ทมี่ าของความร#ู - แสวงหาความร#ูเพ่ือความรู#
- สอนเรื่องความรกั ในพระเจา# ศิลปะ
ดา# นเนอ้ื หาสาระ - ความรนู# น้ั คือมรรควธิ ที ีน่ ำไปสอู* ดุ มคติอันสงู ส*งทีป่ ฏิบตั ไิ ด#ในชีวติ
ดา# นจิตวิญญาณแห*งปรัชญา - การใช#ความคิดทางคาดคะเน และการ จรงิ
วิเคราะหเ: หตผุ ลแบบตรรกวทิ ยา - สอนเร่ืองความรักในเพ่อื นมนุษย:
- เน#นการภาวนาฝกŠ ฝนอบรมตนเอง ซ่งึ ส*งผลให#มีความสนใจ
- สนใจเรอ่ื งของความขัดแย#งกันของส่งิ ที่
แตกต*างจากกันในโลก อยา* งลึกซง้ึ เกยี่ วกบั ปpญหาทเี่ ป1นรปู ธรรม
- มลี กั ษณะไม*ใช*เปน1 ความขดั แย#ง แตเ* ปน1 ความกลมกลนื
- แบ*งออกเปน1 5 สาขา
- ฝงp ใจเก่ยี วกับเรอ่ื งความขดั แยง# กนั ของส่ิงที่ ประสานกันของส่งิ ทั้งหลายในโลก
แตกต*างกันและกนั ที่มอี ย*ูในโลก - ไม*มีการแยกคนออกจาก

-เปน1 ความกลมกลืนประสานสืบเนอ่ื งกันของสิ่งท้ังหลายในโลก

78

79

สมาชิกในกลBุม

นางสาวกนกวรรณ ไสยวุฒิ นางสาวณฐั รุจา เถ่ือนเจริญ นางสาวเพญ็ วรา ธรรมสินธLุ
63B44640502 63B44640505 63B44640516

นางสาวรัตนา แตfงตงั้ นายวิรตั นL ชูรกั ษL นางสาวสมฤดี ภาคนะภา 80
63B44640518 63B44640521 63B44640523

ความหมายของปรัชญา

คำว#า “ปรชั ญา” เป/นศัพททX ่ีพระเจาN วรวงศXเธอ กรมหม่นื นราธปิ พงศปX ระพันธX (พระองคXเจNาวรรณไวทยากร) ทรงบัญญตั ิ
ขึน้ เพื่อใชNคก#ู ับคำภาษาอังกฤษวา# “Philosophy” เปน/ คำมาจากรากศพั ทXภาษาสนั สกฤต 2 คำคอื

1. ปรฺ : ประเสรฐิ 2. ชญฺ า : ความร,Nู รN,ู เขาN ใจ

เมื่อรวมกนั แลวN เป/น “ปรฺ ชฺญา” (ปรชั ญา) แปลว#า ความรูอN นั
ประเสรฐิ เปน/ วิชาท่ีวา# ดNวยหลักแห#งความรูNและความจริง

คำว#า “ปรชั ญา” ตรงกบั คำภาษาบาลีวา# “ปญa ญา” ซ่งึ มรี าก
ศัพทXมาจาก ป (อปุ สรรค = ท่วั ) + ญา (ธาตุ = รูN) เมื่อรวมกัน
แลNว แปลว#า รNทู วั่ , รรNู อบ

81

ความหมายของอภิปรชั ญา

คำว#า “อภิปรัชญา” เป/นศัพทXที่พระเจNาวรวงศXเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศXประพันธX (พระองคXเจNา
วรรณไวทยากร) ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใชNคู#กับคำภาษาอังกฤษว#า “Metaphysics” เป/นคำมาจาก
รากศพั ทภX าษาสนั สกฤต 3 คำคอื

1. อภิ : ย่ิง 2. ปรฺ : ประเสริฐ 3. ชฺญา : ความรูN, รู,N เขาN ใจ

เมื่อรวมกันแลNว เป/น “อภิปฺรชฺญา” (อภิปรัชญา) แปลว#า ความรูHอันประเสริฐที่ยิ่งใหญ< เป7นวิชาที่ว<าดHวยความแทHจริง
ของสรรพสิ่ง คำว#า “อภิปรัชญา” ตรงกับคำภาษาบาลีว#า “ปรมัตถX” ซึ่งมีรากศัพทXมาจาก ปรม (อย#างยิ่ง, ลึกซึ้ง) +
อตั ถ (เน้ือความ) เมือ่ รวมกันแลวN แปลวา# ความรNทู ม่ี ีเนื้อความทลี่ ึกซงึ้

ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ไดNนิยามความหมายของคำว#า “อภปิ รชั ญา” เอาไวNว#า “สาขา 82
หนง่ึ ของปรัชญา ว#าดNวยความแทNจริง ซ่งึ เปน/ เนอ้ื หาสำคัญของปรัชญา”อภปิ รัชญา เป/นปรัชญาบริสุทธิส์ าขาหนึ่ง
มีลักษณะเป/นการศกึ ษาคนN หาความจริงทสี่ ิน้ สดุ เดมิ ทีเรียกวา# “ปฐมปรัชญา” (First Philosophy) หรือปรชั ญา
เร่มิ แรก (Primary Philosophy) ซง่ึ เปน/ ชื่อเรยี ก

ผลงานของ อรสิ โตเตล้ิ (Aristotle) อกี อย#างหนึง่ เหตทุ ี่เรียกวชิ าอภิปรัชญานีว้ #า First
Philosophy เนือ่ งจากวา# เปน/ วชิ าท่ีเก่ยี วเน่อื ง ดNวยหลกั พ้ืนฐานท่ีแทจN รงิ ของจักรวาลและเปน/ วชิ า
ทค่ี วรศึกษาเป/นอันดบั แรก ส#วนวชิ าการตา# ง ๆ ในสมัยแรก ๆ น้นั กร็ วมอยู#ในปฐมปรชั ญาทั้งนั้น
เพราะหลักการของปฐมปรชั ญาสามารถใชอN ธบิ ายวชิ าอ่ืน ๆ ไดNทุกวิชา จงึ เป/นศาสตรตX Nนตอแห#ง
ศาสตรXทงั้ ปวง หรอื เปน/ ศาสตรทX ท่ี ำใหเN กดิ ศาสตรตX #าง ๆ
อภปิ รัชญา (Metaphysics) เรียกอกี อย#างหน่งึ ว#า ภววทิ ยา (Ontology หรอื Theory of Being)
คำวา# “ภววิทยา” มีความหมายวา# เปน/ ทฤษฎีว#าดวN ยความมอี ยู#, ความเปน/ อย#ู มาจากภาษา
สันสกฤต 2 คำ คือ 1. ภว : ม,ี เป/น

2. วิทยา : วชิ า, ศาสตรX
คำว#า “Ontology” มาจากรากศพั ทXภาษากรีก 2 คำคือ 1. Onto : Being 2. Logos : Scienceคำว#า “Ontology”
เปน/ คำทีน่ ักปรัชญาสมัยโบราณใชมN าก#อนคำว#า “Metaphysics” เพราะคำว#า Metaphysics เพิง่ จะเริม่ ใชกN นั เมื่อ
ประมาณศตวรรษท่ี 1 กอ# นคริสตXศกั ราช

83

สเตจ (W.T. Stace) ไดชN แ้ี จงไวN คอื เมือ่ แอนโดรนคิ สุ (Andronicus) จัดพมิ พงX านของ อริสโตเติ้ล (Aristotle) เขาN
เป/นรปู เล#มสมบรู ณX ในการจัดพิมพXครง้ั น้ไี ดนN ำเอาตำราปฐมปรัชญาไปพมิ พไX วNหลงั ฟ-สิกสX คำว#า “Metaphysics”
(เมตาฟ-สกิ สX) จึงมีความหมายว#า “มาหลังฟส- กิ ส”X “ลว# งพนN ฟ-สกิ สX” (After Physics) กลา# วคอื เปน/ เรื่องทเี่ กี่ยวกับสงิ่
นอกเหนือฟส- ิกสX
คำว#า “Metaphysics” ในภาษากรีกซึ่งเปน/ ภาษาด้ังเดมิ ของอภิปรัชญาใชคN ำวา# “Meta ta Physika” หรอื ที่
ภาษาอังกฤษใชNวา# Metaphysics มีรากศัพทมX าจากคำ 2 คำคอื

1. Meta : After, Above (หลัง, เบ้อื งหลงั , ลว# งเลย)
2. Physika : Physics = Nature (สิ่งท่ีสมั ผัสไดดN Nวยประสาทสมั ผัส, สิ่งทส่ี ัมผสั ไดดN วN ยอนิ ทรีย)X

เมอ่ื เป/นเช#นน้ี คำวา# “Metaphysics” จึงหมายถึง “After Physics” แปลว#า “สง่ิ ท่ีอยเ#ู หนือประสาทสมั ผสั , ส่งิ ที่อย#หู ลัง
ฟ-สกิ ส,X ส่งิ ท่ีอยู#เบือ้ งหลังวตั ถุ หรอื วิชาทีว่ า# ดวN ยสงิ่ ทอ่ี ยูเ# บือ้ งหลงั ส่งิ ทร่ี ูสN กึ ทางประสาทสมั ผสั ”
จากความหมายดังกล#าวน้ี มนี ักปราชญขX องไทยบางทา# น ไดบN ัญญตั ศิ พั ทXขึ้นใชNอกี ศัพทXหนง่ึ คอื “อตินทรยี iวิทยา”
(อติ + อนิ ทรยี X = ล#วงเลยอนิ ทรียX หรือล#วงเลยประสาทสมั ผสั ) ดังน้นั เราจงึ สรุปไดNวา# คำว#า “อภิปรชั ญา” มีไวพจนทX ีใ่ ชอN ย#ู
4 อยา# งไดNแก# 1. อภปิ รชั ญา
2. ความรูขN น้ั ปรมัตถX 3. Meta ta physika 4. อตนิ ทรยี วX ทิ ยา

84

เมื่อแยกพิจารณาแลวN เราจะเห็นวา# ไวพจนทX ่ี 1 คอื อภิปรชั ญา ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องเหล#านี้ นักปรัชญาจะ
ไวพจนXที่ 2 คือความรขNู นั้ ปรมัตถX มคี วามหมายที่ พูดถึงลักษณะเหล#านี้ที่คลNายคลึงกัน ทั้งฝ¢าย
ตะวันตก และฝ¢ายตะวันออก ที่ต#างกันเห็น
เหมือนกนั กลา# วคอื เปน/ วชิ าท่ีว#าดNวยการคนN หาความจริงสูงสุด จะเป/นการเรียกชื่อ นั่นคือปรัชญาตะวันตก
ไมม# อี ะไรทจี่ ริงไปกวา# นอี้ กี แลวN ภาษาปรชั ญาเรยี กลกั ษณะเช#นนีว้ #า เรียกว#า “Metaphysics” เพราะเป/นการ
การคนN หาความจริงขั้นอนั ตมิ ะ (Ultimate Reality) ในการศึกษา คNนหาความจริงที่อยู#เบื้องหลัง อันจะมีผลใน
คNนหาความจริงดงั กล#าวน้นั เราอาจจะวิเคราะหXไดN 3 ข้ันตอน (ผศ. การทำใหNแจNงสัจจะของปรากฏการณX
วิธาน สชุ วี คปุ ตX, 2525: 3 - 4) ตามความจรงิ ท่ีเปน/ พ้ืนฐาน น่นั คือ ธรรมชาติ และขNอเท็จจริงที่อยู#เบื้องหลัง
1. ความจริงขัน้ สมมติ เป/นความจรงิ ทเี่ ราสมมติข้ึนใชใN น ปรากฏการณXต#าง ๆ ส#วนปรัชญาตะวันออก
เรียกว#า “อภิปรัชญา หรือ ปรมัตถธรรม”
ชีวิตประจำวนั เพราะเมื่อคNนพบปรมัตถธรรมแลNวก็จะ
2. ความจรงิ ตามสภาวะ เปน/ ความจรงิ ท่อี าศัยสภาพทเ่ี ป/นอย#ู นำมาเป/นแนวทางดำเนินชีวิตใหNกNาวสู#
3. ความจรงิ ขนั้ ปรมตั ถX เปน/ ความจริงสูงสุด ระดับสงู ของการประพฤติต#อไป

ไวพจนทX ี่ 3 คือ Meta ta physika (Metaphysics) 85
ไวพจนXท่ี 4 คือ อตนิ ทรยี วX ิทยา มีความหมายเหมือนกัน
กลา# วคือ ความจริงทีอ่ ยูเ# บือ้ งหลังปรากฏการณX

ดังนั้น อภิปรัชญา (Metaphysics) จึงเป/นการศึกษาถึงความแทNจริงของสรรพสิ่งในโลก ไม#ว#าจะเป/นเรื่อง
ของธรรมชาติ เรื่องของจิตหรือวิญญาณ เรื่องของพระเจNาหรือสิ่งสัมบูรณX โดยศึกษาว#าสิ่งเหล#านี้มีจริง
หรือไม# มีลักษณะเป/นอย#างไร มีการดำรงอยู#อย#างไร เราสามารถที่จะรูNจักสิ่งเหล#านั้นไดNอย#างไร การมีอย#ู
ของส่งิ เหลา# น้ันต#างกนั หรอื ไม#
อภิปรัชญา เป/นสาขาของปรัชญาสาขาหนึ่ง เป/นสาขาที่รวมศาสตรXที่ว#าดNวยความมีอยู#ของจักรวาล เป/น
สาขาที่คNนหาเรื่องสภาวะแห#งความเป/นจริง อะไรเป/นสิ่งที่เป/นจริง และอะไรเป/นสิ่งที่ไดNจากสิ่งที่เป/นจริง โลกคืออะไร
จักรวาลมีไดNอย#างไร วัตถุหรือจิตเป/นความจริง มนุษยXคืออะไร เหล#านี้ลNวนแต#เป/นปaญหาที่จะหาคำตอบไดNจาก
อภิปรชั ญา
เมื่อเป/นเช#นนี้ อภิปรัชญา จึงเป/นสาขาของปรัชญาที่ศึกษาถึงความเชื่อเกี่ยวกับความเป/นจริง ซึ่งพยายาม
จะหาคำตอบจากสิ่งต#าง ๆ มากมาย เช#น อะไรคือจิต จิตมีจริงหรือไม# อะไรคือพระเจNา พระเจNามีจริงหรือไม# จิตกับ
พระเจNามคี วามสัมพันธXซ่งึ กนั และกนั อย#างไรหรือไม# อะไรแน#ทเี่ ป/นความแทจN ริง

86

ท่ีมาของอภปิ รชั ญา

ดังที่ทราบมาแลวN ว#า คำวา# “อภิปรชั ญา” (ปรชั ญาอันย่งิ ใหญ#, ความรูอN นั ประเสรฐิ ทย่ี งิ่ ใหญ)# มาจากภาษาองั กฤษวา#
“Metaphysics” ซงึ่ มีรากศพั ทมX าจาก Meta + Physics รวมกนั แลวN แปลว#า “สภาวะทีอ่ ยู#เหนือการสมั ผสั ” นน่ั หมายถึงวา#
อภปิ รชั ญา เป/นปรัชญาที่เกย่ี วกับสงิ่ ที่อยูเ# หนอื การรเNู หน็ ทว่ั ไป

พระเจNาวรวงศเX ธอ กรมหมน่ื นราธปิ พงศXประพันธX ไดNอธบิ ายไวNวา# การใหคN วามหมายหรอื การแปลศัพทXของคำวา#
Metaphysics นนั้ จะแปลตามมลู ศพั ทXไม#ไดN เพราะว#าคำน้เี กิดข้ึนมาจากความบงั เอิญ น่นั คอื

หลังจากทเี่ พลโตN (Plato) และอรสิ โตเติ้ล (Aristotle) ไดทN ำใหNวิชา Philosophy เจริญขึ้น เพลโตNถือว#า วิชานเี้ ป/นวชิ าท่ี
เกีย่ วกับความจรงิ ทไ่ี ม#เปล่ยี นแปลง แตอ# รสิ โตเติล้ (Aristotle) มคี วามคิดเปน/ วทิ ยาศาสตรX ในหนังสอื ที่อรสิ โตเตล้ิ แปล
และเรยี บเรยี งขนึ้ เลม# หน่งึ ไดNนำเอาเรอื่ ง First Philosophy มาเรยี งไวใN นตอนทNาย ๆ ซงึ่ ต#อมาจากเร่อื งฟ-สิกสX หรือปรัชญา
ธรรมชาติ (Natural Philosophy) ในหนงั สือดงั กลา# ว ไดNจัดเรียงลำดับไวดN ังนี้

1. คณิตศาสตร: (Mathematics) 2. กายภาพของโลก (Physics) 3. ปฐมปรัชญา (First Philosophy)

4. ตรรกศาสตร: (Logic) 5. จติ วทิ ยา (Psychology) 6. จริยศาสตร: (Ethics)

87

สเตจ (W.T. Stace) ไดชN ีแ้ จงไวNว#า คำว#า Metaphysics เปน/ คำทไ่ี ดมN าโดยบงั เอญิ คอื ประมาณ พ.ศ. 480 เมอื่ แอน
โดรนคิ สั (Andronicus) รวบรวมผลงานของอรสิ โตเติล้ เขาN เปน/ รูปเลม# สมบรู ณX ในการจัดพมิ พคX ร้ังนี้ไดนN ำเอาตำรา
ปฐมปรชั ญาไปพมิ พไX วNหลงั ฟส- ิกสX คอื เรยี ง First Philosophy ไวNหลังปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy หรือ
Physics) และนโี คลาอุส (Nicolaus) แห#งดามัสกสั เป/นคนแรกท่เี รยี ก First Philosophy โดยใชภN าษากรกี ว#าTa
meta ta Physika แลวN เรียกสว# นนี้ว#า “หลงั ฟส- กิ ส”X (After Physics) กลา# วคอื เป/นเร่ืองทเ่ี กยี่ วกบั สงิ่ นอกเหนอื ฟ-สกิ สX
ภาษากรีกที่ว#า Meta ta Physika หมายความวา# “งานท่ที ำนอกเหนอื หรือล#วงพNนจากทางร#างกาย, โลกเบื้องหลงั
กายภาพ, สง่ิ ท่อี ย#ูเบือ้ งหลังฟ-สิกสX”

คำว#า Meta (After, Above) แปลวา# “หลงั เหนอื กวา# เบอ้ื งหลงั เลยออกไป” เม่ือรวมกับ Physics จงึ หมายถึงสง่ิ
ทอี่ ยนู# อกขอบเขตการรบั รูดN Nวยประสาทสมั ผัส หรือสงิ่ ทน่ี อกเหนอื ไปจากสสารและพลังงาน หรอื สง่ิ ทงั้ หลายท่ไี ม#
อาจจะรหNู รือเขNาถึงไดดN Nวยอาศยั ประสาทสัมผสั ดังนัน้ อภปิ รชั ญา จึงเป/นวชิ าทีศ่ ึกษาถึงเบ้อื งหลงั หรอื เนื้อแทNของ
ส่ิงตา# ง ๆ ในเอกภพ ซง่ึ ไม#สามารถพสิ จู นแX ละทดสอบดวN ยประสาทสมั ผสั ไดN

ต#อมา นักปรัชญาชาวเยอรมันชือ่ โบเอทอิ ุส (A.M.S.Boethius) ไดเN ปล่ยี นมาใชNเปน/ ภาษาลาตนิ เพยี ง 88
คำเดียววา# metaphysica ต#อมาจึงไดกN ลายมาเปน/ metaphysics อยา# งท่ีนิยมใชกN นั อย#ใู นปจa จบุ ันน้ี
คำวา# “metaphysics” แตเ# ดิมมีความหมายเพยี ง “หลงั ฟ-สกิ ส”X

คำวา# “ฟส- ิกส”X เดิมหมายถึงการศึกษาเกย่ี วกบั ส่ิงต#าง ๆ ในธรรมชาติหรือในโลก ตอ# มาในตอนหลัง ไดมN ีการแปล
ความหมายกวNางขวางออกไปอีกเป/นว#า Physics หมายถึง กายภาพ, ความรูทN ่อี ยใ#ู นขอบเขตของประสาทสมั ผัส,
ส่งิ ที่เราสามารถรับรไูN ดดN วN ยอายตนะ หรือประสาทสัมผสั ทัง้ 5 กลา# วคือสสารและพลังงาน
จะเห็นไดNว#า คำว#า อภิปรัชญา (Metaphysics) เปน/ คำที่นำมาใชใN นสาขาปรัชญาสาขาหนงึ่ นำมาใชNคร้งั แรกประมาณ
พ.ศ. 480 หรือในศตวรรษท่ี 1 ก#อนคริสตXกาล ปรชั ญาเมธอี ริสโตเตลิ้ (Aristotle) ไดNเรียกปรัชญาสาขาทสี่ ำคัญทีส่ ุดนี้
ว#า “ปฐมปรัชญา” (The First Philosophy) ซง่ึ เป/นสาขาที่ว#าดวN ยความแทNจรงิ หรือความมีอยูข# องสรรพส่งิ ซ่ึงไม#จำเป/น
จะตอN งรNูไดดN วN ยประสาทสมั ผสั
ในปรชั ญาสมยั กลาง (Medieval Period) อภิปรัชญามีความสำคญั นNอยกวา# เทววิทยา (Theology) เพราะเทววิทยาไดรN บั
การยอมรับและศึกษากนั อย#างกวาN งขวาง เปน/ ยุคมืดของวงการปรชั ญา นกั ปรชั ญาสว# นมากเปน/ พระนักบวชในคริสตศาสนา
จงึ เนนN เฉพาะคำสอนเกีย่ วกับครสิ ตศาสนาอย#างเดยี ว ตอ# มาประมาณครสิ ตXศตวรรษที่ 16 เปน/ ตNนมา ซึ่งเขNาสป#ู รชั ญา
สมยั ใหม# (Modern Period) อภิปรชั ญา ไดNมคี วามสำคญั เทา# กนั กับเทววิทยา จนกระทั่งถึงปจa จบุ นั

89

อ"างองิ : http://metaarcana.blogspot.com หนา) ทขี่ องอภปิ รชั ญา

นักปรัชญาเริ่มตNนแนวความคิดของตนเกี่ยวกับปรากฏการณX
ทางธรรมชาติ หรือสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ อันเกิดจากความ
สงสัย หรือความประหลาดใจในสิ่งต#าง ๆ ที่เกิดขึ้น และ
พยายามตอบขอN สงสัยในสิ่งเหลา# นน้ั ดNวยเหตผุ ล
แนวความคิดของนักปรัชญาลักษณะเช#นนี้ คือแนวความคิด
เกี่ยวกับปรากฏการณXทางธรรมชาติ เป/นแนวความคิดทาง
อภิปรชั ญา

อ"างอิง : ปย… ะฤทธิ์ พลายมณี. (2556). พระพุทธศาสนากบั ปญ‰ หาทางอภิปรชั ญา.

90

อ"างอิง: https://dhrammada.wordpress.com หน)าทีข่ องอภปิ รัชญา

ธาเลส (Thales) บิดาแหง: ปรัชญากรกี
มีความสงสัยว:า โลกเกิดขึ้นมาจากอะไร มีอะไร
เปXนบ:อเกิดของโลก เขาจึงพยายามคิดคPนหา
คำตอบ โดยไดคP ำตอบวา: น้ำ เปนX บ:อเกิดของโลก
หรือเปXนปฐมธาตุของโลก ซึ่งเขาใหPเหตุผลว:า สิ่ง
ที่มีชีวิตที่อยู:ในโลกลPวนตPองการน้ำ โดยเฉพาะ
อย:างยิ่ง มนุษย,หากขาดน้ำแลPวไม:สามารถจะมี
ชีวติ อยไู: ดP

อ"างอิง : ปย… ะฤทธ์ิ พลายมณี. (2556). พระพุทธศาสนากับป‰ญหาทางอภิปรัชญา.

91

แตIการสืบคLนหรือการแสวงหาความจริง อาL งอิง : http://www.newmana.com
ดังกลIาวนั้น จะตLองประกอบดLวยเหตุผล อาL งองิ : http://xn--m3ciu2am4ccl.blogspot.com
เพราะจุดมุIงหมายของการศึกษา
อภิปรัชญาที่สำคัญ ก็คือ เพื่อใหLมนุษย0
เปcนตัวของตัวเอง มีความคิดเปcนอิสระ
รูLจักวิพากษ0วิจารณ0ปfญหาปรัชญาตาม
หลกั ของเหตุผล

อาL งองิ : https://sites.google.com/site/xphiprachya01/ 92

ดังนั้นหนLาที่ของอภิปรัชญาคือ อา" งอิง : http://primary-philosophy.blogspot.com
การสบื คนL หาอันตมิ
93
สจั อันตมิ ะ คอื ความเปนc จรงิ ข้นั สูงสดุ
สัจจะ คือ ความจริงเพราะฉะนั้น
อันติมสัจ คือ ความจริงที่สิ้นสุด ซึ่งอยIู
เหนือความจริงที่ปรากฏแกIประสาท
สัมผัส เปcนความจริงที่ครอบคลุมสิ่ง
ทง้ั ปวงไดL

ลกั ษณะและขอบเขตอภิปรัชญา

อภิปรัชญาไดNทำหนNาที่ในการตอบปaญหาเกี่ยวกับความเป/นจริงของสรรพสิ่ง รวมทั้ง
กระบวนการของความเป/นไปของสรรพสิ่งดNวย นั่นหมายถึงการศึกษาเกี่ยวกับเอกภพ (Cosmogony)
จักรวาล (Universe) โลก (World) มนษุ ย(X Man) จิต (Mind) หรือวิญญาณ (Soul) ชีวิต (Life) สสาร
(Matter) ธรรมชาติ(Nature) พระเจNา (God) หรอื สง่ิ สมั บรู ณ(X Absolute) ตลอดถึงสิ่งที่เกี่ยวขNองกับสิ่ง
เหลา# นี้
อภิปรัชญามุ#งใหNศึกษาคNนควNาถึงสัจธรรมหรือความเป/นจริงของเอกภพ หรือความเป/นจริงของสรรพสิ่งเท#าที่มีอยู# ไม#ว#า
สิ่งนั้นจะเป/นอยู#ในลักษณะใดก็ตาม ทั้งที่เป/นรูปธรรมทั้งที่เป/นนามธรรม ทั้งที่สัมผัสไดNทั้งที่สัมผัสไม#ไดN อภิปรัชญา
พยายามคNนควNาถึงความแทNจริงของสรรพสิ่ง หรือเรียกอีกอย#างหนึ่งว#า ภววิทยา (Ontology) คือวิชาที่ศึกษาถึงความมีอยู#
เป/นอยข#ู องสรรพส่งิ ในโลก

94

คำทั้งสองนี้บางครั้งใชLรIวมกัน แตIก็มี อา" งองิ : https://dhrammada.wordpress.com/philosophyreligion
การศึกษาที่แตกตIางกัน คือ อภิปรัชญาเนLนศึกษา
ถึงสภาวะที่ไมIอาจรูLไดLโดยประสาทสัมผัสเปcน
ภาวะที่อยูIเหนือประสาทสัมผัสทั้งหLา ซึ่งเปcนเรื่อง
ท่ีเกีย่ วกับนามธรรม

สIวนภววิทยาจะศึกษาถึงสิ่งที่มีอยูIเปcนอยูI
ในจักรวาลทั้งสIวนที่สัมผัสไดLและสัมผัสไมIไดL
กลIาวคือภววิทยาจะศึกษาทั้งสิ่งที่เปcนนามธรรม
และรูปธรรม

95

ขอบเขตหรอื ขอบขา# ยของอภปิ รชั ญา มีอยู# 3 ประการ คอื
1. เอกภพ หรอื ธรรมชาติ รวมไปถึงจกั รวาล (Cosmogony, Nature and Cosmology)

ปaญหาแรกท่อี ภปิ รัชญาจะตอบกค็ ือ เร่อื งเอกภพ สรุ ยิ จักรวาล ว#ามสี ภาพเปน/ จติ หรือสสาร มกี าร
เกิดข้ึนดำรงอยแ#ู ละวิวฒั นา แบบจกั รกล หรอื แบบมวี ตั ฤประสงคแX อบแฝงอย#ู ดงั นั้น จงึ มีปaญหาใหญ# ๆ ทจ่ี ะนำมา
ศกึ ษาอย#ู 3 เรื่องคอื

จิตนยิ ม สสารนยิ ม
(Idealism) (Meterialism)

96

1. จิตนิยมเป/นอภิปรัชญาสุดโต#งดNานหนึ่งของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับสภาวะที่เป/นนามธรรม ซึ่งนักปรัชญา
ยอมรับและเชื่อว#า สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ เมื่อคNนหาความจริงถึงที่สุด จะมีสภาพเป/นจิต หรือนามธรรม
เป/นสภาวะทจี่ บั ตNองไมไ# ดN มองกไ็ มเ# ห็น คือ รูNไม#ไดทN างประสาทสมั ผสั ทงั้ 5 ของคนธรรมดา

ทฤษฎแี บบของเพลโต สิ่งเหล#าน้ีเราไม#สมารถจะมองเหน็ ไดN หรือสมั ผสั ไดN แต#ก็มีอย#ใู นธรรมชาติ
คอื ปรากฏอยใู# นโลกนี้ในฐานะทเี่ ป/นนามธรรม มใิ ช#สสาร

2. สสารนิยมในทางอภิปรัชญาเป/นดNาน 3. ธรรมชาตินิยมเชื่อในความมากมายหลากหลายในจักรวาล
รูปธรรม หรือดNานวัตถุ ซึ่งเป/นสภาวะที่เห็น แต#สิ่งเหล#านี้ มีความจริงอยู#ในตัวมันเอง ไดNแก#ความเชื่อว#า สิ่ง
ไดN, ฟaงไดN, สูดกลิ่นไดN, ลิ้มรสไดN, ไดNรับสัมผัส และเหตุการณXทั้งหลาย มีมูลเหตุมาจากรรรมชาติ มากกว#า
ทางกายไดN มูลเหตุเหนือธรรมชาติ จักรวาลมีมูลกำเนิดมาจากธรรมชาติ
มากกว#ามาจากภาวะเหนือธรรมชาติ

อา" งอิง : อดิศกั ดิ์ ทองบญุ , (2526). คม@ู อื อภิปรชั ญา หนLา (1-2). กรงุ เทพมหานคร :สำนกั พมิ พzประยูรวงศz จำกดั . 97

2. อภิปรชั ญาวา< ดวH ยจติ หรอื วิญญาณ (Mind , Soul or Spirit) อ"างองิ : https://www.slideshare.net
จิต (mind) หลักฐานทางพระพุทธศาสนายืนยันว#า มนุษยXเรานั้น
อ"างองิ : https://www.assosolare.org/soulpower3/
มีวิญญาณ ไม#เฉพาะมนุษยXเท#านั้นมีวิญญาณ สัตวXดิรัจฉานตั้งแต#เล็กที่สุด
ถงึ ใหญท# ี่สุดกม็ วี ญิ ญาณเหมือนกัน 98

เป/นการศึกษาถึงลักษณะกำเนิดจุดหมายปลายทางของวิญญาณ
และสัมพันธภาพระหว#างวิญญาณกับร#างกาย อภิปรัชญาจะทำหนNาที่
คNนควNาเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของวิญญาณ กำเนิดของวิญญาณ จุดหมาย
ปลายทางของวญิ ญาณ และความสัมพนั ธX ระหว#างวญิ ญาณกับรา# งกาย

นักปรัชญาพยายามศึกษาเพื่อที่จะตอบคำถามที่ว#า จิตของมนุษยX
เราคืออะไร มีลักษณะเป/นอย#างไร มนุษยXมีอิสระในการคิดในการหาคำตอบ
หรือไม# หรือมนุษยXมีเสรีภาพในการตัดสินใจ และการเลือกกระทำหรือไม#
มากนNอยเพียงใด จะเป/นการศึกษาเพื่อพิจารณาดูเกี่ยวกับวิญญาณ อัตตา
และจติ วา# เปน/ ส่ิงเดียวกนั หรอื ไม# หรอื เป/นคนละอยา# งกัน

3. อภิปรัชญาวา< ดวH ยพระเจHา หรือปรัชญาเทวะ (God or Absolute and Ontology) อ"างองิ : http://www.kamsonbkk.com
คือการคNนควNาหาสัจภาวะเรื่อง พระเจNา หรือสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษยX ซึ่งเป/นสิ่งที่มี อ"างองิ : https://www.tailueradio.org

อิทธิพลมาตั้งแต#บรรพกาล เป/นลัทธิเทวนิยม “เทวนิยม" ตามพจนานุกรม ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ต. 2525 หมายถึงลัทธิที่เชื่อว#า มีพระเจNาผูNยิ่งใหญ#พระองคXเดียว
พระเจาN นั้นทรงมอี ำนาจครอบครองโลก และสามารถดลบนั ดาลความเป/นไปในโลก

เทวนิยมทางอภิปรัชญา จะเนNนว#า พระเจNามีอยู#จริง ถือเป/นภาวะที่มีอยู#อย#าง
เที่ยงแทNถาวร ไม#ใช#เป/นเพียงอุดมคติ อย#างที่นักปรัชญาธรรมชาติบางพวกเขNาใจ เพราะนัก
ปรัชญาธรรมชาตินิยม นำเอาคำว#า พระเจNา (God) ไปใชN เพยี งหมายถงึ มโนภาพอยา# งหนง่ึ
(concept)

นักปรัชญาเทวนิยม มีหนNาที่สำคัญ คือ หาเหตุผล และขNอเท็จจริงมา
ประกอบการพิสูจนXใหNเป/นจริงว#า พระเจNามีอยู#จริง ขNอพิสูจนXของพวกเทวนิยมอาศัยขNออNาง
ทางศาสนา คือหลักศรัทธา และมีอยู#จำนวนไม#นNอยที่อาศัยขNออNางทางปรัชญา คือหลัก
เหตผุ ลและประสบการณXของมนุษยX

99

ความเปHนจรงิ ท่ีครอบคลมุ

อ"างอิง : http://primary-philosophy.blogspot.com ข.อเท็จจริง : คอื ปรากฏการณ0ของแตIละสง่ิ ท่ี
อา" งองิ : http://primary-philosophy.blogspot.com เกดิ ข้ึน ความจริงทปี่ ระจักษช0 ัด เหตุการณ0ท่ี
เปcนจรงิ
ความจริง : คอื คณุ สมบตั ิของขLอความทมี่ ี
ลกั ษณะพเิ ศษอยIางใดอยIางหนงึ่

ความเปน> จรงิ : คือ สงิ่ ท่ีมอี ยIจู รงิ เปนc อยูจI รงิ

ความเปน> จรงิ สงู สุด : นิพพานความจริงสูงสุด
เปนc ความดีสูงสดุ เปนc สภาวะทส่ี มบูรณ0

อา" งองิ : ผศ.วิธาน สุชวี คปุ ตz. (2561). อภปิ รัชญา,11,สำนักพมิ พz:มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง 100


Click to View FlipBook Version