The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประชุมนวัตกรรม ครั้งที่ 14 ล่าสุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jameson Klangprapan, 2022-07-06 09:12:31

ประชุมนวัตกรรม ครั้งที่ 14 ล่าสุด

ประชุมนวัตกรรม ครั้งที่ 14 ล่าสุด

296

8. เอกสารอ,างองิ
กานดา ศรีตระกลู และพษิ ณุรกั ษ. กนั ทว.ี (2560). รายงานวิจยั เรื่อง ผลของโปรแกรมการรบั ร,ูความเชอ่ื ดา, นสขุ ภาพตMอ

ระดับทัศนคติในสตรี ทีเ่ ข,ารับการตรวจคดั กรองมะเร็งปากมดลูกตำบลทMาขา, วเปลือกอำเภอแมMจัน จงั หวดั เชยี งราย.
เชยี งราย : โรงพยาบาลเชยี งรายประชานเุ คราะห..
คเณศพร เตชะเสาวภาคย. และจนั ทรา คงลำพนั ธ..ุ (2559). รายงานวจิ ยั เรื่อง ปจh จัยทีม่ ีผลตอM การมาตรวจมะเร็งปากมดลกู

ในสตรมี ุสลิม ในเขตหนองจอก กรงุ เทพมหานคร.กรงุ เทพฯ:โรงพยาบาลเกื้อการุณย..
จรัสศรี อินทรสมหวัง และกาญจนำ ศรีสวัสด์ิ. (2562). รายงานวจิ ยั เร่ือง สมรรถนะของพยาบาลในการดูแลสตรมี ะเร็ง ปาก

มดลกู .กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษมบณั ฑิต.

จนั ทกานต. เศวตะพกุ กะ, สาวติ รี พรสินศริ ิรักษ. และวรวรรณ ลัพธะลกั ษ.. (2559). รายงานวจิ ยั เรอื่ ง ความต,องการของผ,ู
รบั บรกิ ารในการแจง, ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก.กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยมหดิ ล.

ทิพวรรณ โคตรสีเขียว. (2563). รายงานวจิ ยั เร่อื ง ผลของโปรแกรมการสอนเพื่อสร,างแรงจูงใจรMวมกบั นวัตกรรม “Mask
in the world ” ทีม่ ตี Mอการรับรูเ, ก่ียวกับโรคมะเรง็ ปากมดลูกและผลการตรวจคัดกรองในสตรอี ายุ 30 - 60 ป™
จังหวดั มหาสารคาม.มหาสารคาม:โรงพยาบาลมหาสารคาม.

สุรยี า สะมะแอ, คนั ธมาทน. กาญจนภมู ิ และเบญฑิรา รัชตพนั ธนำกร. (2559). รายงานวิจัยเร่อื ง ผลของโปรแกรมการสอน
แบบสรา, งแรงจงู ใจตMอการรบั รเู, กยี่ วกบั โรคมะเร็งปากมดลูกกรณีศึกษา: ตำบลกาวะ อำเภอสุไหงปาดี จังหวดั
นราธิวาส. นราธวิ าส:เครอื ข1ายวทิ ยาลัยพยาบาลและการสาธารณสขุ ภาคใต.$

อินทิรา สทิ ธโิ คตร. (2559). ปจh จยั ท่ีมคี วามสัมพนั ธkกบั พฤติกรรมการมารบั บริการตรวจมะเร็งปากมดลกู ของสตรี
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระบรมราชเทวี ณ.ศรรี าชา จงั หวดั ชลบุร.ี วิทยานพิ นธป. ริญญามหาบณั ฑิต คณะสาธารณสุข
ศาสตร. มหาวิทยาลัยเกริก.

คณะอนุกรรมการมะเรง็ วิทยานรีเวช. (2564). รายงานวิจัยเรอ่ื ง แนวทำงเวชปฏบิ ตัิของราชวทิ ยาลัยสตินู รี แพทยแk หMง
ประเทศไทย เร่ือง การตรวจคัดกรองมะเรง็ ปากมดลูก. ค$นเมอ่ื วนั ท่ี 6 กุมภาพนั ธ. 2565 จาก
http://www.rtcog.or.th/home/wp-content.

จริ ภา พลู เทพ. (2561). โครงการรณรงคตk รวจคน, หามะเรง็ ปากมดลกู และคดั กรองมะเรง็ เตา, นม ประจำป™
งบประมาณ 2561. ค$นเมื่อวันที่ 6 กมุ ภาพนั ธ. 2565 จากhttps://localfund.happynetwork.org/project

ชาวนิ แดนมะตาม และฝนทิพย. วชั ราภรณ.. (2561). ชุดตรวจหาเชื้อมะเรง็ ปากมดลูกดว, ยตนเอง
‘LadyKit’ มหาวิทยาลัยมหิดล. ค$นเมือ่ วนั ที่ 6 กุมภาพนั ธ. 2565 จาก
https://www.hfocus.org/content/2018/06/15980.

ชญานิศ อภิรักษ.วิริยะ. (2563). โรคมะเร็งปากมดลกู . ค$นเม่อื วันท่ี 6 กุมภาพันธ. 2565 จาก
https://www.medparkhospital.com/content.

พมิ พ.อปั สร โอษะคลงั . (2564). โครงการรณรงคkตรวจคดั กรองมะเรง็ เต,านม มะเร็งปากมดลูก.คน$ เมอ่ื วันท่ี 6 กมุ ภาพนั ธ.
2565 จาก https://localfund.happynetwork.org/project

ภชุ งค. ลขิ ิตธนสมบตั ิ. (2561).โรคมะเร็งปากมดลกู . คน$ เมอ่ื วันท่ี 6 กุมภาพนั ธ. 2565 จาก https://www.rama.mahidol.ac.th

297

มงคล เบญจำภิบาล. (2564). มะเรง็ ปากมดลกู . ค$นเม่อื วนั ที่ 6 กมุ ภาพันธ. 2565 จาก

https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online
สถาบันมะเร็งแห1งชาติ กรมการแพทย. กระทรวงสาธารณสขุ . (ม.ป.ป.). แนวทำงการคัดกรองมะเร็งปากมดลกู ด,วยวิธี HPV

DNA Test. ค$นเม่ือวนั ท่ี 6 กุมภาพนั ธ. 2565 จาก
https://www.nci.go.th/th/File_download/D_index/ptu/hpv/65_1

298

นวัตกรรม“ตป<ู xองกนั เชือ้ โรคเพ่อื คดั กรองผูป< วc ยโควิด-19
และสือ่ สาธติ การตรวจหาเช้อื โควดิ -19”

ณฐั กัญญ= ทองจิลา1*, ปณt ฑารีย= นิตยิ ะโยธิน1, โรสรนิ บุญม1ี , วรรณภา ทำม1ิ ,วไิ ลวรรณ อินทร=ทองยศ1,
สพุ รรณษา ลิวประโคน1, สรอL ยมรกต ขนุ พิทกั ษ1= ,พมิ พรรณรายณ= โสดาราม1, วนั เพญ็ แวววีรคปุ ต=1,
พนิตนันท= แซHล้มิ 1, และอนัญญา โสภณนำค2
1 คณะพยาบาลศาสตร= มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, นครปฐม

*ผูLรับผิดชอบบทความ: [email protected]

บทคดั ยHอ

การศกึ ษานำร1องการพัฒนำ “ตป$ู Yองกนั เชอื้ โรคเพ่อื คัดกรองผู$ปfวยโควดิ -19 และส่ือสาธิตการตรวจหาเชอ้ื โควิด-19” น้ีมี
วัตถปุ ระสงค.เพ่ือ ศึกษาประสทิ ธิผลของการใช$นวัตกรรม “ตป$ู อY งกันเช้ือโรคเพ่อื คัดกรองผู$ปfวยโควิด-19 และสือ่ สาธติ การตรวจหา
เชื้อโควดิ -19”ตอ1 ความสามารถในการปอY งกันการแพร1กระจำยของเชื้อไวรสั โคโรน1า 2019 สบ1ู ุคคลากรทำงการแพทย. และ
ความสามารถในการตรวจ ATK ดว$ ยตนเองของผท$ู ี่มีความเสีย่ งสงู และผทู$ ่สี งสยั ว1าจะเปน_ ผ$ูติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา1 2019 ทม่ี ารับบริการ
ณ โรงพยาบาลสง1 เสริมสุขภาพตำบลทงุ1 ขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยแบง1 กลุม1 ตวั อยา1 งออกเปน_ 2 กล1มุ คอื
เจ$าหน$าทีท่ ีมสุขภาพ จำนวน 10 คน และประชาชนผ$ูรับบริการ จำนวน 40 คน เครอ่ื งมอื ที่ใชใ$ นการประเมินผล คอื แบบสำรวจ
อาการแสดงของโรคโควิด-19 และ ผลตรวจ ATK ของบคุ คลากร แบบสังเกตพฤตกิ รรมการตรวจ ATK ด$วยตนเอง และ แบบ
ประเมนิ ความพึงพอใจ ผลการศึกษา พบว1า ร$อยละ 100 ของบคุ คลากรทำงแพทยไ. ม1มอี าการปวf ยดว$ ยโรคโควิด-19 และ ผลตรวจ
ATK เป_นลบ ประชาชนผรู$ บั บรกิ าร ร$อยละ 100 สามารถตรวจ ATK ดว$ ยตนเองไดอ$ ยา1 งถูกตอ$ ง คะแนนความสามารถในการตรวจ
ATK ดว$ ยตนเอง หลงั เขา$ ร1วมการทดลอง สูงกวา1 กอ1 นทดลองอยา1 งมีนยั สำคญั ทำงสถิตทิ ่รี ะดบั .01 (t=24,34 p<.001) คะแนน
ความพงึ พอใจตอ1 ชุดนวตั กรรมอยใ1ู นระดบั ดมี าก จึงสรปุ ไดว$ 1า ต$ูปอY งกันเช้อื โรคเพอื่ คดั กรองผปู$ วf ยโควิด-19 มีประสิทธภิ าพในการ
ปอY งกนั การแพร1กระจำยของเชอื้ เชื้อไวรสั โคโรนา1 2019 สู1บคุ คลากรทำงการแพทย.และชุดส่ือสาธิตการตรวจหาเชอ้ื โควดิ -19
ส1งเสริมให$ประชาชนตรวจ ATK ด$วยตนเองไดอ$ ย1างถกู ต$อง ช1วยลดโอกาสเสีย่ งตอ1 การแพร1กระจำยเช้ือใหแ$ กบ1 ุคคลากรทำง
การแพทยไ. ด$
คำสำคัญ: โควดิ -19, การปYองกนั โควิด-19, ATK, สอ่ื สาธติ การตรวจหาเชื้อโควิด-19

299

1. ความเปนg มาและความสำคญั ของปhญหา
เน่ืองจากสถานการณโ. รคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนำ 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทยทมี่ ีรายงานการพบผู$ปวf ยเพิ่มมากขึ้นอยา1 ง

ตอ1 เน่อื งทง้ั ในชมุ ชนและสถานประกอบการหลายแห1ง กระทรวงสาธารณะสุขจึงประกาศการตรวจ Antigen test kit (ATK) หรือชุด
ตรวจการตดิ เชอ้ื โควดิ -19 เปน_ วิธกี ารเฝาY ระวังการค$นหาเชงิ รกุ และการคดั กรองควบคมุ โรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา1 2019 เบื้องตน$ ได$

ในช1วงระหว1างวนั ท่ี 14 มนี ำคม - 2 เมษายน 2565 ขณะฝ°กปฏบิ ตั กิ ารพยาบาลชมุ ชน II ณ โรงพยาบาลสง1 เสริมสขุ ภาพ
ตำบลท1ุงขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได$พบปญÜ หา คือ ประชาชนเข$ามารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป_นจำนวนมาก
ไม1ตำ่ กว1าวันละ 50 คนตอ1 วัน ซึง่ บางวันมีจำนวนสูงสดุ ถงึ 200 คนต1อวนั ทั้งประชาชนท่ีมีความเสีย่ งสงู และประชาชนท่ไี ม1มีความ
เสีย่ งแต1เข$ามารบั การตรวจ ATK ดว$ ยตนเองเพ่ือนำใบรับรองผลการตรวจไปใช$ในการเขา$ สอบ การเข$าเรียนและการเข$าทำงาน
ในชว1 งการระบาดของโรคโควดิ -19 การให$บริการแกป1 ระชาชนดังกลา1 ว ทำใหบ$ ุคคลากรทำงการแพทย.มีความเสย่ี งสูงตอ1 การได$รบั
เชอื้ จากการใหบ$ ริการแก1ประชาชน

ด$วยเหตุผลน้ี คณะผว$ู จิ ัยจึงเกิดแนวคดิ ในการพัฒนำ“นวัตกรรมตปู$ Yองกันเช้อื โรคสำหรับผ$ปู ฏิบตั งิ านคดั กรองผ$ปู fวยโควิด-
19 และส่ือสอนการตรวจหาเช้ือโควดิ -19 ด$วยตวั เอง” เพือ่ ปYองกันการแพร1กระจำยของเช้อื ไวรสั โคโรนา1 2019 ส1ูบคุ คลากรทำง
การแพทย. และสง1 เสริมให$ประชาชนทีม่ ารบั บรกิ ารความสามารถการตรวจ ATK ด$วยตนเองไดอ$ ยา1 งถูกวธิ ีและไดผ$ ลตรวจทแี่ มน1 ยำ
2. วตั ถุประสงคk

วคั ถปุ ระสงคkทว่ั ไป
1.เพ่ือปอY งกันการแพร1กระจำยของเชอื้ ไวรสั โคโรน1า 2019 ส1บู ุคคลากรทำงการแพทย.
วตั ถปุ ระสงคkเฉพาะ
1. เพอ่ื พฒั นำนวตั กรรม “ตูป$ อY งกันเชื้อโรคสำหรับผู$ปฏบิ ตั ิงานคดั กรองผปู$ fวยโควดิ -19” สำหรับบุคคลากรทำงการแพทยใ. ชเ$ ป_น
สถานท่ีตรวจ nasal swab และ “ชดุ ส่ือการสอนวธิ กี ารตรวจ ATK ดว$ ยตนเอง” สำหรับประชาชนใช$เป_นการคดั กรองโรคโควดิ -19
2. เพ่อื ศกึ ษาประสทิ ธิผลของนวัตกรรม “ตปู$ อY งกนั เช้อื โรคเพอื่ คัดกรองผู$ปfวยโควดิ -19 และส่ือสาธิตการตรวจหาเช้ือโควิด-19”
ทีพ่ ฒั นำขึน้ โดยประเมนิ จาก
2.1 เปรียบเทียบจำนวนบุคคลากรทำงการแพทย.ท่มี อี าการปfวยด$วยโรคโควดิ -19 และ ผลตรวจ ATK เป_นลบ กอ1 นและหลัง
เขา$ ร1วมการศกึ ษาวิจยั
2.2 เปรียบเทยี บคะแนนความสามารถในการตรวจ ATK ดว$ ยตวั เองของประชาชนที่มารับบรกิ ารในชว1 งเวลาทศ่ี กึ ษาวจิ ัย
2.3 ประเมินความพึงพอใจของบคุ คลากรทำงการแพทยต. 1อนวตั กรรมที่พัฒนำขึน้
2.4 ประเมินความพึงพอใจของประชาชนท่มี ารับบรกิ ารฯ ตอ1 นวัตกรรมทพี่ ฒั นำขน้ึ

3. กลMมุ เปาm หมาย
แบง1 ออกเปน_ 2 กลุ1ม ได$แก1 เจา$ หน$าทท่ี ีมสขุ ภาพ จำนวน 10 คน และประชาชนผูร$ ับบริการ ณ โรงพยาบาลสง1 เสรมิ สุขภาพ

ตำบลทุ1งขวาง อำเภอกำแพงแสน จงั หวดั นครปฐม จำนวน 40 คน

300

4. กระบวนการพัฒนำ (ตามขนั้ ตอน plan do check act)
วิธีการทำนวตั กรรม “ตป$ู อY งกนั เชือ้ โรคเพือ่ คัดกรองผ$ปู fวยโควดิ -19 และสื่อสาธิตการตรวจหาเช้ือโควดิ -19” มีดังน้ี
4.1 ขน้ั เตรียมการ (plan)
คณะผู$จดั ทำประชุมร1วมกับอาจารยท. ีป่ รึกษาประจำโครงการ ดงั น้ี
4.1.1 ศกึ ษาและสำรวจข$อมลู ท่โี รงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตำบลท1ุงขวาง อำเภอกำแพงแสน จงั หวดั นครปฐม ซ่งึ เป_น

ชมุ ชนเปาY หมายในการจดั กจิ กรรมบริการวชิ าการแก1สังคมของคณะพยาบาลศาสตร. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และพบวา1 ใน
ในชว1 งระหวา1 งวนั ที่ 14 มีนำคม - 2 เมษายน 2565 มีประชาชนเข$ามารับการตรวจหาเช้อื โควดิ -19 เป_นจำนวนมากไมต1 ำ่ กวา1 วนั ละ
50 คนตอ1 วัน ซึ่งบางวนั มจี ำนวนสูงสุดถึง 200 คนต1อวัน

4.1.2 วางแผนทำนวตั กรรมและจัดเตรยี มวสั ดอุ ุปกรณใ. นการประดษิ ฐ.นวัตกรรม “ตู$ปYองกนั เชอ้ื โรคเพือ่ คัดกรองผูป$ วf ยโควิด-
19 และสอื่ สาธติ การตรวจหาเชือ้ โควดิ -19”

4.2 ขัน้ ปฏิบตั ิการ (Do)
4.2.1 ศึกษาขอ$ มลู ในการเลอื กใช$วสั ดใุ นการประดษิ ฐ. จากการทบทวนวรรณกรรมพบว1า มีหน1วยงานหลายแหง1 ผลติ “ต$ู

ปYองกนั เชื้อโรคเพือ่ คัดกรองผปู$ fวยโควิด-19” แตเ1 ป_นตูท$ ่ีบอบบางทำจากพลาสติกใส เมื่อฝนหรือลมพายุพัดจะฉีกขาดไดง$ 1าย
4.2.2 ออกแบบนวัตกรรม ตู$ปYองกนั เช้ือโรคเพ่อื คดั กรองผ$ูปfวยโควดิ -19
4. 2.3 พฒั นำนวัตกรรม สอ่ื สาธติ การตรวจหาเชอ้ื โควิด-19 แบบตงั้ โต∞ะให$มองเห็นในระยะ 2 เมตร ยังไม1พบการจดั ทำไว$

ดงั นน้ั คณะผ$ูจดั ทำจึงวางแผนในการพัฒนำนวตั กรรมขึน้ จากวัสดทุ ่ีสามารถหาได$จากชุมชนและประยกุ ตใ. ช$เทคโนโลยีสารสนเทศใน
การจัดทำคลิปวดิ ีสาธิตการตรวจ ATK ด$วยตนเอง และแปลงเป_น QR code ให$สแกนดไู ด$จากโทรศัพทม. อื ถอื ของผ$มู ารับบริการ
ช1วยลดการสมั ผัสซ่ึงกนั และกัน และ พรนิ้ ตส. ื่อการสอนเป_นไวนิลและจัดทำคล$ายปฏิทินตง้ั โตะ∞ ขนำดใหญ1 และรา1 งเนอ้ื หาที่บรรจุใน
สื่อการสอนซงึ่ ได$จากการทบทวนวรรณกรรม [1-5]

4.3. ขั้นประเมินผลและสรปุ (Check)
เมือ่ นำนวตั กรรมมาทดลองครัง้ ที่ 1 พบวา1
1) นวตั กรรม ตูป$ Yองกันเช้อื โรคเพอ่ื คัดกรองผ$ปู วf ยโควิด-19 มีความแขง็ แรงทนทำน สามารถใช$งานไดด$ ี
2) นวัตกรรม ส่อื สาธิตการตรวจหาเชือ้ โควดิ -19 แบบตัง้ โตะ∞ เนอื้ หามีตวั อักษรเล็กเกินไป จนทำใหผ$ $ปู fวยบางรายอ1านไดไ$ ม1

ชัดเจน และ ไมม1 สี ่ือวิดีโอสาธิตการตรวจ ATK ทำให$เกดิ ความลังเลในการปฏิบตั บิ างข้ันตอน เชน1 การแยกจมูก และ การเทนำ้ ยา
สกดั

4.4 ขน้ั ปรับปรงุ การดำเนนิ การ (Ack)
1) ปรบั ตัวอักษรให$มขี นำดใหญข1 ึน้ สามารถมองเหน็ ได$ชดั เจนในระยะ 2 เมตร
2) จัดทำวดิ โี อสาธิตการตรวจ ATK ทลี ะขน้ั ตอน และ แปงเปน_ QR code แลว$ พิมพ. QR code ไว$ที่สื่อการสอน เพ่ือให$

สามารถลงิ คไ. ปท่ีวิดีโอสาธติ การตรวจ ATK ดว$ ยตนเอง และใหป$ ฏิบตั ิตามทีละข้นั ตอน หากอา1 นสิ่อสิง่ พมิ พ.แลว$ ไมม1 ่นั ใจ

301

5. รายละเอียดและวธิ ีการใช,งานนวตั กรรม
สือ่ สาธติ การตรวจหาเชอื้ โควดิ -19 ประกอบด$วยเนือ้ หาทพ่ี ิมพ.ลงในไวนิลจำนวน 6 สว1 น
ส1วนที่ 1 หนา$ ปกและ QR code วิดโี อสาธิตข้ันตอนการตรวจ ATK ด$วยตนเอง ภายในคลปิ จะประกอบไปดว$ ย

การเตรียมอุปกรณ. การตรวจ ATK ด$วยตนเองและการท้ิงขยะ

ส1วนท่ี 2 ประกอบด$วยขั้นตอนการเตรยี มอปุ กรณก. ารตรวจ ATK และ QR code วดิ โี อสาธติ การเตรยี มอปุ กรณ.
ตรวจ ATK

302

สว1 นท่ี 3 ประกอบดว$ ยขัน้ ตอนการตรวจATKดว$ ยตนเอง และ QR code สาธติ วิธกี ารตรวจATKด$วยตนเอง

303

ส1วนท่ี 4 ประกอบดว$ ยการแปลผลตรวจ ATK

ส1วนท่ี 5 ประกอบด$วยการแยกทิง้ ขยะติดเช้ือ

304

ส1วนท่ี 6 ประกอบด$วย คำแนะนำการปฏิบัติตวั เมื่อพบว1าตนเองตดิ เชือ้ โควดิ -19

ตู,ปอm งกนั เชอื้ โรคเพ่อื คัดกรองผู,ปวó ยโควดิ -19
พัฒนำข้ึนมาจากโครงสรา$ งเดิมใหม$ คี วามแข็งแรงทนทำนมากยิง่ ข้ึน ด$วยการเสริมทอ1 PVC และฟวß เจอรบ. อรด. ท้ังดา$ นบนและ

ดา$ นขา$ ง เปลีย่ นผา$ ยางพลาสตกิ ใสใหมแ1 ละเพ่มิ เปน_ 2 ชน้ั ยดึ ตดิ ด$วยหนวดก$งุ และเทปใส ตดั ชอ1 งสำหรบั สอดมือและติดเทปใสส1วน
ทเ่ี ปน_ ขอบเพือ่ ปอY งกนั การฉกี ขาดของผา$ ยางพลาสติกใส นำฟßวเจอรบ. อร.ดยึดด$วยหนวดกง$ุ ด$านบนของช1องเพ่อื ให$ง1ายต1อการสังเกต
และปอY งกันการฉกี ขาดเพิ่มขึน้ ของผา$ ยางพลาสติกใส

305

ภาพท่ี 1-2 ด$านหนา$ และดา$ นในของต$ปู Yองกันเชอ้ื โรคเพื่อคดั กรองผู$ปfวยโควดิ -19
ภาพที่ 3-4 ดา$ นขา$ งของตปู$ Yองกนั เช้ือโรคเพือ่ คัดกรองผู$ปวf ยโควดิ -19

306

ภาพที่ 5-6 นวัตกรรมทัง้ สองชิ้นสามารถนำมาใชร$ ว1 มกนั ได$

6. ผลการทดลองใช,นวัตกรรมและการอภปิ รายผล
ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมตู$ปYองกันเชื้อโรคเพื่อคัดกรองผู$ปfวยโควิด-19 มีการดำเนินการวิจัยเป_น 3 ระยะคือระยะ

เตรยี มการ ระยะดำเนินการวจิ ยั และระยะเก็บรวบรวมขอ$ มูล โดยมรี ายละเอยี ดดังตอ1 ไปนี้
6.1 ระยะเตรียมการ ออกแบบและสร$างสรรคช. น้ิ งาน ใชเ$ วลา 2 สปั ดาห.

1) ศึกษาปÜญหาจากกลุ1มเจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพที่ปฏิบัติหน$าที่ตรวจ nasal swab แก1ประชาชนผู$ที่เข$ามารับการตรวจหาเชื้อโค
วดิ -19

2) ศึกษาปÜญหา อุปสรรคในการตรวจ ATK ของประชาชนผู$ที่เข$ามารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ณ โรงพยาบาลส1งเสริม
สขุ ภาพตำบลท1งุ ขวาง

3) ทบทวนเอกสารความรเ$ู รื่องโรคโควิด-19
4) จัดเตรียมอปุ กรณ.จัดทำส่อื และนวตั กรรม และ ข้ึนรปู นวัตกรรม
5) ทดสอบความแข็งแรงของตู$ปYองกันเชื้อโรค และ ทดลองใชส$ ื่อสาธิตการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และการสแกน QR code เพื่อ
ทดสอบการเช่อื มโยงกับวิดีโอสาธิต

307

308

ภาพ 7-16 การจัดทำตปู$ อY งกนั เชื้อโรคเพือ่ คดั กรองผู$ปfวยโควิด-19 และส่ือสาธิตการตรวจหาเช้ือโควดิ -19
6.2 ระยะดำเนนิ การ ใช$เวลา 1 สปั ดาห.
การทดลองใช$ “ต$ูปYองกันเชื้อโรคเพือ่ คดั กรองผปู$ fวยโควิด-19” ในกลม1ุ เจ$าหนา$ ท่ีทีมสุขภาพ จำนวน 10 คน
1) ให$เจ$าหน$าที่โรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตำบลทุ1งขวาง นำนวัตกรรม “ตู$ปYองกันเชื้อโรคเพื่อคัดกรองผู$ปfวยโควิด-19” ไปใช$
เพอ่ื เป_นสถานทใ่ี นการทำ nasal swab แกป1 ระชาชน
2) ให$ประชาชนที่มาขอรับบริการตรวจ ATK ใช$สื่อสาธิตการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจ ATK ด$วย
ตนเองโดยมีเจ$าหนา$ ที่ทีมสขุ ภาพและทมี ผู$วจิ ยั ให$การช1วยเหลอื และสังเกตุการณอ. ยูห1 า1 ง ๆ

309

6.3 ระยะเกบ็ รวบรวมข,อมูล

การเก็บรวบรวมข$อมูลใช$ระยะเวลา 2 สัปดาห. โดยเก็บข$อมูลก1อนการทดลอง 1 สัปดาห. (ช1วงพัฒนำชิ้นงาน และ การทดลองใช$
นวัตกรรมเปน_ ระยะเวลา 1 สัปดาห). โดยเก็บรวบรวมขอ$ มูล ดงั นี้

1) เก็บรวมรวมข$อมูลอาการปfวยด$วยโรคโควิด-19 และมีผลตรวจ ATK ของเจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพ ก1อนการทดลองใช$ “ตู$ปYองกัน
เช้ือโรคเพื่อคัดกรองผ$ปู fวยโควดิ -19”

2) เก็บรวมรวมข$อมูลอาการปfวยด$วยโรคโควิด-19 และมีผลตรวจ ATK ของเจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพ หลังการทดลองใช$ “ตู$ปYองกัน
เชื้อโรคเพื่อคัดกรองผู$ปfวยโควิด-19” และ เก็บรวบรวมข$อมูลความพึงพอใจต1อนวัตกรรมโดยใช$แบบสอบถามความพึงพอใจ
นวัตกรรม

3) เก็บรวมรวมข$อมูลความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเอง ของประชาชน จำนวน 20 คน ก1อนการทดลองใช$ “สื่อสาธิต
การตรวจหาเชือ้ โควดิ -19”

4) เก็บรวมรวมข$อมูลความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเอง ของประชาชน จำนวน 20 คน หลังการทดลองใช$ “สื่อสาธิต
การตรวจหาเช้อื โควิด-19” และ เก็บรวบรวมข$อมูลความพงึ พอใจต1อนวตั กรรมโดยใช$แบบสอบถามความพงึ พอใจนวัตกรรม

ผลการทดลอง

1) ข$อมลู ทั่วไปของเจา$ หน$าที่ทีมสุขภาพ
ผู$เข$าร1วมการวิจัยเป_นเจ$าหน$าที่ที่ปฏิบัติงาน ณ โรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตำบลทุ1งขวาง จำนวน 10 คน เป_นผู$ชาย 1 คน
ผ$หู ญงิ 9 คน เป_น นักวชิ าการสาธารณสุข 3 คน พยาบาลวิชาชีพ 2 คน ผู$ช1วยพยาบาล 2 คน นักวิชาการแพทย.แผนไทย 1 คน ทนั
ตาภบิ าล 1 คน และและผ$ชู ว1 ยทนั ตาภิบาล 1 คน อายุอยู1ระหวา1 ง 22-56 ปd และมปี ระสบการณใ. นการทำงานอยูร1 ะหวา1 ง 2 – 26 ปd
2) ผลการสำรวจอาการปfวยดว$ ยโรคโควิด-19 และมีผลตรวจ ATK และความพงึ พอใจต1อนวัตกรรม พบว1า

2.1) ก1อนการทดลองใช$ “ตู$ปYองกันเชื้อโรคเพื่อคัดกรองผู$ปfวยโควิด-19” พบว1า 1 สัปดาห. ก1อนทดสอบนวัตกรรม มี
เจ$าหน$าทม่ี ีอาการปวf ยดว$ ยโรคโควิด-19 และมผี ลตรวจ ATK positive จำนวน 3 คน

2.2) หลังการทดลองใช$ “ตู$ปYองกันเชื้อโรคเพื่อคัดกรองผู$ปfวยโควิด-19” พบว1า เมื่อครบ 1 สัปดาห.ในการทดสอบ
นวัตกรรมฯ ไม1มีเจ$าหน$าที่มีอาการปfวยด$วยโรคโควิด-19 เพิ่ม และ เจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพ จำนวน 7 คน มีผลตรวจ ATK negative
จากเจ$าหน$าทัง้ หมด 7 คนทใี่ หบ$ ริการทำ nasal swab ใหแ$ กป1 ระชาชนจำนวน 940 คน ในระยะเวลา 1 สปั ดาห.

2.3) ผลการสอบถามความพึงพอใจต1อนวัตกรรม พบว1า เจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพให$คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยอยู1ในระดับ
4.8 จาก 5 คะแนน แปลว1า มคี วามพงึ พอใจในระดบั มากที่สดุ

3) ข$อมลู ท่วั ไปของประชาชน
ผู$เข$าร1วมการวิจัยเป_นประชาชนในเขตบริการของโรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตำบลทุ1งขวาง จำนวน 40 คน เป_นผู$ชาย 12
คน ผ$ูหญงิ 28 คน อายอุ ย1รู ะหวา1 ง 12 – 54 ปd
4) ผลการประเมินความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเองและความพงึ พอใจตอ1 นวตั กรรม พบวา1

310

4.1) ก1อนการทดลองใช$ “สือ่ สาธิตการตรวจหาเช้อื โควิด-19” พบวา1 ประชาชนทง้ั 20 คน ขาดความมนั่ ใจในการตรวจ ATK
ดว$ ยตนเอง ต$องมเี จ$าหน$าที่ทมี สุขภาพบอกวิธีปฏบิ ตั ทิ ีละข้ันตอน

4.2) หลังการทดลองใช$ “สื่อสาธิตการตรวจหาเชื้อโควิด-19”พบว1า ความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเอง ของ
ประชาชน จำนวน 20 คน มีความมั่นใจและสามารถตรวจ ATK ด$วยตนเองได$ถูกต$องทุกขั้นตอน โดยเจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพคอย
สังเกตการณอ. ย1ูหา1 ง ๆ

ผลการเปรียบเทียบความแตกต1างระหว1างคะแนนความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเองของประชาชน
ที่มารับบริการ ฯ ก1อนและหลังเข$าร1วมการทดลอง โดยการทดสอบค1าที พบว1า คะแนนความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเอง
หลังเข$ารว1 มการทดลอง สงู กว1ากอ1 นทดลองอย1างมนี ัยสำคญั ทำงสถติ ิท่ีระดบั .01 (t=24,34 p<.001) ดงั แสดงในตารางท่ี 1

4.3) หลังการทดลองประชาชนมีคะแนนความพึงพอใจต1อนวัตกรรม 4.13 จากคะแนนเต็ม 5 แปลว1า มีความพึงพอใจใน
ระดับมาก ดงั แสดงในตารางท่ี 2

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการตรวจ ATK ด7วยตนเองของประชาชนที่มารับบริการฯ ก1อนและหลังเข$าร1วมการทดลอง
(n=40)

ความสามารถในการตรวจ ATK ด7วยตนเอง Mean SD t df p

กอ1 นใชน$ วัตกรรม 2.55 1.18 24.34 19 <.001
หลังใชน$ วตั กรรม
10.85 1.31

ตารางท่ี 2 ความพึงพอใจตอ@ นวัตกรรมของประชาชนทีใ่ ช7 “สื่อสาธิตการตรวจหาเช้ือโควิด-19” ( n = 20 )

ลำดับ หัวขAอการประเมนิ มากท่ีสดุ ระดับการวดั นAอย นอA ย
5 มาก ปาน ทส่ี ดุ
1 มคี วามเปcนป/จจุบัน/ทนั สมัย 2 1
2 มีความนาE สนใจ (คน) กลาง (คน) (คน)
3 ภาษาเขา* ใจงEาย กระชบั อธิบายข*อมูลได*ชัดเจน 43
4 ใชง* าE ย สะดวก หรือขนั้ ตอนไมซE บั ซ*อน 5 (คน) (คน) 0 0
5 สแี ละขนำดตัวอักษร อาE นงEาย ชัดเจน เหมาะสมและถูกตอ* ง 12 0 0
6 เนอื้ หามีความเหมาะสมตอE การเรยี นรู* 8 14 1 0 0
6 71
7 0 0
10 10 2 0 0
11 2

12 1
73

311

ลำดบั หวั ขAอการประเมนิ มากทีส่ ุด ระดบั การวัด นAอย นอA ย
5 มาก ปาน ทส่ี ดุ
7 ข*อมูลที่นำเสนอครบถ*วนตรงกบั ความต*องการ 2 1
8 เนื้อหาและขอ* มลู สามารถนำไปใช*ประโยชนไU ด* (คน) กลาง (คน) (คน)
9 มคี วามคดิ สรา* งสรรคใU นการทำนวตั กรรม 43
10 วสั ดอุ ปุ กรณUท่ใี ช*ทำนวตั กรรมมคี วามแขง็ แรงทนทำนและมีความปลอดภัย 7 (คน) (คน) 0 0
6 0 0
ตEอการใช*งาน 8 10 3 0 0
ความถี่สะสม 12 0 0
คะแนนที่ไดA 14 0
คะแนนรวม 8 93
คะแนนเฉล่ีย 81
71

10 2
101 17

199
4.3

การแปลผลคMาเฉลี่ยระดบั ความพงึ พอใจ

ค1าเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ พึงพอใจมากทสี่ ดุ ค1าเฉล่ยี 3.51 – 4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก

คา1 เฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถงึ พึงพอใจปานกลาง ค1าเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถึง พึงพอใจนอ$ ย

ค1าเฉล่ยี 1.00 – 1.50 หมายถงึ พึงพอใจน$อยท่ีสุด

จากการสรุปผลความพึงพอใจจากการทำนวัตกรรมไปใชง$ านจริงได$คา1 เฉลี่ย 4.3 หมายถงึ พงึ พอใจมาก

312

7. การอภปิ รายและสรุปผล
ผลการสำรวจอาการปวf ยด$วยโรคโควิด-19 และผลตรวจ ATK ของเจ$าหน$าที่ทมี สุขภาพ พบวา1 ไมม1 เี จา$ หน$าที่ท่ีปฏบิ ัติงาน

ปวf ยหรอื มอี าการแสดงของการตดิ เชือ้ ไวรสั โคโรนา1 2019 ทั้งท่ยี ังคงปฏบิ ตั งิ านดว$ ยการทำ nasal swab ให$กบั ผ$ูมคี วามเสี่ยงสงู และ
ปฏิบตั ิการซกั ประวัติผ$ปู fวยและกล1ุมเสี่ยงสงู ทุกวนั แสดงให$เหน็ วา1 การปอY งกันการแพรก1 ระจำยเชอื้ ขณะปฏบิ ัตงิ านโดยใช$ ตู$ปYองกัน
เชอื้ โรคเพอ่ื คดั กรองผูป$ วf ยโควิด-19” สามารถปอY งกันการแพรก1 ระจำยเชอ้ื จากผ$ูปวf ยมาสูเ1 จา$ หน$าทีไ่ ด$ ซ่ึงสอดคลอ$ งกบั ความรท$ู ี่
กระทรวงสาธารณสุข [6] และ องคก. ารอนำมัยโลก [7] ทปี่ ระกาศวา1 บุคคลากรสามารถปYองกันตนเองได$โดยหลกี เล่ียงการสมั ผัส
ผป$ู fวยโดยตรง การปฏบิ ตั หิ น$าทก่ี รณีที่ตอ$ งใกลช$ ดิ ผ$ูปfวยหรือผเ$ู ส่ียงสงู ต$องจัดให$มสี ง่ิ กดี กน้ั การแพร1กระจำยเชือ้ และสวมใส1อุปกรณ.
ปอY งกัน จากการประเมนิ ความพงึ พอใจต1อนวตั กรรม “ต$ปู Yองกนั เชือ้ โรคเพ่ือคดั กรองผ$ูปfวยโควิด-19” อยู1ในระดับมากทสี่ ุด แสดง
ใหเ$ ห็นว1า เจา$ หน$าทท่ี มี สขุ ภาพยอมรับและพงึ พอใจในการนำนวตั กรรมไปใช$งาน

ผลการประเมินความสามารถของประชาชนท่ที ดลองใช$ “สื่อสาธติ การตรวจหาเชอ้ื โควิด-19” พบวา1 ประชาชนท้งั 20 คน
ขาดความมน่ั ใจในการตรวจ ATK ดว$ ยตนเอง ต$องมีเจ$าหน$าที่ทีมสุขภาพบอกวิธปี ฏบิ ตั ทิ ลี ะข้นั ตอน เปรียบเทยี บกับประชาชนที่
ไม1ไดใ$ ชน$ วัตกรรมท่ีขาดความมน่ั ใจในการตรวจ ATK ดว$ ยตนเองและไมส1 ามารถตรวจ ATK ได$เพียงลำพังต$องมเี จา$ หน$าท่ใี หก$ าร
ช1วยเหลืออย1างใกลช$ ิด อีกทั้งประชาชนท่ีทดลองใชน$ วัตกรรมฯ มีความพงึ พอใจต1อนวตั กรรมในระดบั มาก

ผลการทดลองนี้ จงึ สรุปไดว$ 1า นวัตกรรม “ต$ปู อY งกนั เชอ้ื โรคเพ่ือคดั กรองผปู$ วf ยโควดิ -19” มีประสิทธผิ ลในการปอY งกันการแพร1
กระจำยของเชอ้ื ไวรัสโคโรนา1 2019 ส1บู คุ คลากรทำงการแพทยไ. ด$ และ “ส่อื สาธิตการตรวจหาเชือ้ โควดิ -19” มีประสิทธผิ ลตอ1 การ
สร$างเสริมความสามารถในการตรวจ ATK ด$วยตนเองของประชาชน

8. ขอ, เสนอแนะ
การศึกษาครั้งน้ีมีข$อจำกัดเรอ่ื ระยะเวลาในการทดลอง จึงควรศึกษาตดิ ตามประสทิ ธิผลของ“ตป$ู อY งกนั เช้ือโรคเพื่อคดั กรอง

ผู$ปfวยโควดิ -19” ในการปYองกนั การแพร1กระจำยของเช้อื ไวรัสโคโรนา1 2019 สบ1ู คุ คลากรทำงการแพทย.เม่ือนำมาใชใ$ นการ
ปฏบิ ัติงานจำตอ1 ไป อย1างน$อย 2-4 สปั ดาห. เพื่อใหม$ ่ันใจว1าพน$ ระยะฟกÜ ตวั ของโรค

313

9. บรรณานกุ รม

[1] กรมวทิ ยาศาสตรก. ารแพทย. (2564). คำแนะนำเรือ่ งการตรวจวนิ จิ ฉัยไวรัสกMอโรคโควิด-19 (SARS-CoV-2) ทำง
ห,องปฏบิ ตั กิ าร. ค$นเมอ่ื 3 เมษายน 2565 จาก https://www3.dmsc.moph.go.th/post-view/1150

[2] กองควบคุมเครื่องมอื แพทย. สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (2564). ขอ, มูลรายชอ่ื ชดุ ตรวจและน้ำยา
สำหรับ COVID-19 ที่ได,รบั อนญุ าตผลติ และนำเข,าจากสำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา. ค$นเมื่อ 3
เมษายน 2565 จากhttps://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.

[3] กรมวิทยาศาสตรก. ารแพทย,. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กรมการแพทย,. กรมควบคมุ โรค, Uhosnet, คณะทำงาน
วชิ าการ ศูนยป. ฏิบตั กิ ารฉุกเฉนิ ด$านการแพทยแ. ละสาธารณสขุ กรณโี รคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนำ
2019 (2564). ขอ, เสนอการใช, Rapid antigen test สำหรับสถานการณทk ม่ี ีการติดเช้ือในชุมชนวงกว,าง.
คน$ เม่ือ 3 เมษายน 2565 จากhttps://www.cdce.me/uploads/1/2/9/6/129674478/ข$อเสนอแนวทำง
การใช_$ _rapid_antigen_test.pdf

[4] กระทรวงสาธารณสุข (2564). แนวทำงการใช, Antigen test kit ในการตรวจหาเชื้อโควิด 19. ค$นเมอ่ื 3
เมษายน 2565 จาก https://www.facebook.com/fanmoph/videos/335609328

[5] อนกุ รรมการประชาสัมพนั ธ. สภาเทคนิค การแพทย. (2564). 5 Caution: rapid test COVID antigen. คน$ เมื่อ 3 เมษายน
2565 จาก https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/570

[6] กระทรวงสาธารณสขุ . (2564). แนวทำงการปฏบิ ัติสำหรับบคุ ลากรทำงการแพทย.และสาธารณสขุ ทีส่ ัมผสั ผูป$ วf ยยนื ยัน COVID-
19 . คน$ เมื่อ 3 เมษายน 2565 จาก https://covid19.dms.go.th/backend/Content/
Content_File/Covid_Health/Attach/25641008093025AM_COVID_HCW_n_20211004.3.pdf

[7] WHO. (2022). Coronavirus disease (COVID-19) pandemic. Retrieved April 22, 2022 from
https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019

314

การพัฒนำนวตั กรรม “Watch 2 You” นำÖกิ า 2 function เพ่ือคณุ ”

สจั จวรรณฑ= พวงศรเี คน1, วารีรตั น= วรรณโพธ์ิ2 , ขวัญจิรา กันทะโล3, จฑุ าทิพย= บุญเกิ่ง4, ปยí ะธิดา พนั ธพุ รม5
ฐิตมิ า เล่ือมใส6, อิสรยิ ากูล อHุนศิร7ิ , วาศนิ ี แมนสถติ ย= 8, ศศิภา ≥ชยั ราม9

1-3 อาจารย=คณะพยาบาลศาสตร= มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรLอยเอด็
4-9 นักศกึ ษาพยาบาลศาสตร= มหาวทิ ยาลัยราชภฏั รLอยเอด็
สัจจวรรณฑ= พวงศรเี คน : email : [email protected]

บทคัดยHอ

การพัฒนำนวัตกรรม “Watch 2 You” นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” มีวัตถุประสงค.เพื่อสร$างและศึกษาประสิทธิภาพ
ของนวัตกรรม โดยออกแบบเพื่อแจ$งเตือนเวลาการพลิกตะแคงตัวและลดความเคลื่อนในการบริหารยาให$ผู$ปfวย ทั้งนี้เพื่อให$ผู$ปfวย
ลดอุบัติการณ.การเกิดแผลกดทับและได$รับการบริหารยาตามเวลาที่กำหนด โดยมีกลุ1มตัวอย1าง คือ พยาบาลวิชาชีพ 20 คน
ดำเนินการเก็บข$อมูล ณ หอผู$ปfวยวิกฤต ศัลยกรรม โรงพยาบาลร$อยเอ็ด วันที่ 18 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2565 เครื่องมือในการ
เก็บข$อมูล คือ นำ¤ิกา 2 function โดยสามารถตั้งเวลาตั้งแต1ผู$ปfวยเข$ารับการนอนโรงพยาบาล เมื่อกดปุfมตั้งค1าพลิกตะแคงตัว
นำ¤ิกา 2 function จะตั้งเวลาอัตโนมัติ ทุก 2 ชั่วโมง ให$พลิกตะแคงตัว จะเปลี่ยนท1าการพลิกตะแคงตัวไม1ซ้ำ และการบริหารยา
สามารถตั้งเวลาล1วงหน$าก1อนให$ยา และจะมีเสียงเตือนพร$อมสัญญาณไฟล1วงหน$า 5 นำที ก1อนการให$ยา โดยมีแบบประเมินความ
พึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานบนหอผู$ปfวยที่ใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” วิเคราะห.
ด$วยสถิติค1าเฉลี่ย ร$อยละ ส1วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว1าพยาบาลที่ใช$นวัตกรรม มีความพึงพอใจอยู1ในระดับมาก คิด
เป_นค1าเฉลี่ย 4.18 คะแนน (SD. = 0.77) เมื่อพิจารณารายด$าน พบว1าพยาบาลที่ใช$นวัตกรรม มีความพึงพอใจด$านประโยชน.ของ
นวัตกรรม อยู1ในระดับมากที่สุด (X = 4.33, SD = 0.68) รองลงมาคือด$านประสิทธิภาพการใช$งาน (X = 4.10, SD = 0.84) และ
ด$านรูปลักษณ.ของนวัตกรรม (X = 3.80, SD = 0.57) ภายหลังการทดลอง ผู$ปfวยไม1พบการเกิดแผลกดทับ และผู$ปfวยได$รับยาตรง
ตามเวลาตามแผนการรกั ษา

คำสำคัญ: นำ¤ิกา 2 function , แผลกดทบั , ความคลาดเคลือ่ นของยา , ผูป$ fวยวิกฤติ

315

Abstract

The innovative development of “Watch 2 You”, a watch 2 function for you” aims to create and
study the effectiveness of innovation. This innovation is designed for time alert changing position and decrease
medication error .The population are nurses 12 person. This research will be collected at Trauma critical care
department in Roi-et hospital from 18th April to 1st May 2022. The research instrument is “ Watch 2 You” watch
2 function for you ” which set time alert when patient admit in hospital This research instrument start working
after press on then time alert change position every 2 hours and setting time administration medication button
can set before medication time and alarm before medication time 5 minute. Evaluation the effectiveness used
satisfaction scale of nurses who used innovation. Analyze by mean, percentage and SD. Results of the study
showed that satisfaction is high level ( x = 4.18 , SD. = 0.77) , benefit of innovation is high level of ( X = 4.33,
SD = 0.68) ,effective of innovation is second ( X = 4.10, SD = 0.84) and design of innovation is the last ( X = 3.80,
SD = 0.57) . Patients have no pressure sore and administration medication on time after experimental.

Keyword: watch 2 function, bed sore, medication error, critical patients

316

1. ความเปgนมาและความสำคัญของปhญหา
แผลกดทับเป_นหนึ่งในปÜญหาที่พบบ1อยของผู$ปfวยในโรงพยาบาลโดยเฉพาะในผู$ปfวยวิกฤต แม$ว1าแผลกดทับไม1ได$เป_น

สาเหตุการเสียชีวิตของผู$ปfวย แต1การเกิดแผลกดทับส1งผลให$มีภาวะแทรกซ$อนอื่นตามมา ทำให$เพิ่มภาระค1าใช$จ1ายในระบบสุขภาพ
การเกิดแผลกดทับเชื่อว1าส1วนใหญ1สามารถปYองกันได$ ดังนั้นการเกิดแผลกดทับในโรงพยาบาลจึงใช$เป_นตัวชี้วัดที่สำคัญในด$าน
คุณภาพการดูแลรักษาในหอผู$ปfวย ปÜจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข$องกับการเกิดแผลกดทับในผู$ปfวยวิกฤตขึ้นกับหลายปÜจจัยซึ่งมีความซับซ$อน
สามารถแบ1งได$เป_น ปÜจจัยภายนอก ปÜจจัยภายใน และปÜจจัยที่เกี่ยวข$องกับการรักษา ปÜจจุบันมีการพัฒนำเครื่องมือที่ใช$ประเมิน
ความเสยี่ ง และชว1 ยลดความเสย่ี งของการเกิดแผลกดทบั รวมไปถงึ การปอY งกนั การเกิดแผลกดทบั ในผู$ปfวยวกิ ฤต เช1น แบบประเมนิ บ
ราเดน อยา1 งไรกต็ ามการใช$เคร่อื งมือดงั กลา1 วยังมขี $อจำกัดในผป$ู วf ย

จากสถานการณ.การเกิดแผลกดทับต1างประเทศเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก พบอุบัติการณ.การเกิดแผลกดทับในผู$ปfวยเรื้อรังร$อยละ
2.2 – 23.9 ในผู$ปfวยระยะวิกฤติ (Acute care) ร$อยละ 0.4 – 38 แตกต1างกันในนบริบทของโรงพยาบาล(พัทนัย แก$วแพงและ
โศรดา จันทเลิศ , 2555) สำหรับประเทศไทยพบอุบัติการณ. การเกิดแผลกดทับร$อยละ 10.8 - 11.18 หรือคิดเป_นอัตราการเกิด
แผลกดทับ 0.58 - 3.64 ต1อ 1,000 วันนอน โดยกลุ1มผู$ปfวยที่เกิดแผลกดทับเป_นผู$สูงอายุและมีจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาลเป_น
เวลานำน 9, 10, 11, 12 จากการสืบค$นข$อมูลจากแฟYมประวัติของผู$ปfวยกลุ1มเสี่ยงที่พักรักษาในโรงพยาบาลร$อยเอ็ด พ.ศ. 2557-
2559 พบอุบัติการณ.การเกิดแผลกดทับที่มีความรุนแรงระดับ 2 ขึ้นไป เท1ากับ 1.29, 4.18 และ 11.7413 ครั้ง ต1อ 1,000 วันนอน
ตามลำดบั และมแี นวโนม$ สงู ขึ้นทุกปd

จากการทบทวนอย1างเป_นระบบของหอผ$ูปfวยวิกฤติ โรงพยาบาลร$อยเอ็ด พบว1านอกจากการเกิดแผลกดทับแล$ว ปÜญหาท่ี
พบรองลงมา คือ การเกิดความคลาดเคลื่อนทำงการบริหารยา (Medication Errors) ในการบริหารยาให$ตรงเวลา ซึ่ง ซึ่งอาจทำให$
ผู$ปfวยได$รับยาผิดเวลาไปจากที่กำหนด ทำให$ส1งผลต1อประสิทธิภาพของการรักษาล1าช$า จากการทบทวนอย1างเป_นระบบพบว1า
รายงานอุบัติการณ.ความคลาดเคลื่อนในการให$ยาเป_นปÜญหาของระบบสุขภาพเนื่องจากส1งผลให$เกิดความเสียหายต1อผู$ปfวยและ
กระทบต1อค1าใช$จ1ายในการรักษาที่มากขึ้น ซึ่งอุบัติการณ.ความคลาดเคลื่อนทำงการให$ยาก็เป_นสาเหตุหนึ่งที่เป_นประเด็นความเสี่ยง
ด$านความปลอดภัยที่มีความสำคัญ ซึ่งพบว1าจากหลายๆประเทศ เช1น สหรัฐอเมริกามีความคลาดเคลื่อนโดยยาที่ทำให$มีผู$เสียชีวิต
ถึง 7,000 คนต1อปd และออสเตรียเกิดขึ้นร$อยละ 43 มีสาเหตุจากยาแต1ยังปYองกันได$ เพราะฉะนั้นการบริหารยาจึงเป_นกระบวนการ
ที่สำคัญต$องมีการจัดการให$มีคุณภาพเพื่อให$ผู$ปfวยได$รับการรักษาที่ตรงกับแผนการรักษาของแพทย.ไม1ให$เกิดความคลาดเคลื่อนใน
การบริหารยา (ปราณี เทพไชย และคณะ, 2561)

จากการทบทวนวรรณกรรมในเรื่องเครื่องมือช1วยปYองกันแผลกดทับและการให$ยาที่คลาดเคลื่อน พบว1ามีการประดิษฐ.
นวัตกรรมที่ใช$เพื่อการดูแลผู$สูงอายุ ผู$ปfวยติดเตียงมีหลายชิ้นงาน เช1น นำ¤ิกาพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมงและเตียงพลิกตะแคงตัว
และการแจ$งเตือนการให$ยา แต1ยังไม1คลอบคลุมในทุกปÜจจัยดังที่กล1าวไว$ก1อนนี้ ผู$ศึกษาจึงได$เล็งเห็นปÜญหาที่เกิดขึ้นและคิดค$น
นวัตกรรม ชื่อว1า “Watch 2 You” นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ เพื่อส1งสัญญาณเตือนในการพลิกตะแคงตัวและเพื่อปYองกันความ
คลาดเคล่ือนของการให$ยา
2. วัตถุประสงคk

1. เพื่อสร$างและพัฒนำนวัตกรรม “Watch 2 You” นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ”โดยส1งสัญญาณเตือนในการพลิก
ตะแคงตัวและเพือ่ ปYองกนั ความคลาดเคล่ือนของการให$ยา

317

2. เพ่อื ประเมินประสทิ ธิภาพของนำ¤กิ า 2 function โดยเปรียบเทียบการเกิดแผลกดทบั และความคลาดเคลอื่ นในการ
บริหารยาใหผ$ ูป$ fวยก1อนและหลงั การใช$นวตั กรรม

3. เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชีพในการใชน$ วัตกรรม
3. กลMมุ เปาm หมาย

1. พยาบาลวชิ าชพี หอผ$ปู วf ยวกิ ฤติศัลยกรรม โรงพยาบาลรอ$ ยเอ็ด จำนวน 20 คน
2. ผูป$ วf ยวิกฤต จำนวน 12 ราย
4. กระบวนการพัฒนำ (ตามข้ันตอน plan do check act)
4.1 ขั้นตอนที่ 1 วางแผน (Plan) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารงานวิจัยและทบทวนวรรณกรรมข$อมูลรายละเอียด
ทำงการแพทย. เกี่ยวกับกายวิภาค สรีรวิทยาที่เกี่ยวกับผู$ปfวยวิกฤต ความหมาย ระดับแผลกดทับ เครื่องมือประเมินแผลกดทับ
บทบาทพยาบาลในการปYองกันแผลกดทับ ความคลาดเคลื่อนทำงยาและปรึกษาผู$เชี่ยวชาญด$านแผนกไฟฟYากำลัง เพื่อจำลองแบบ
และวางแผนกล1องนวตั กรรม กำหนดภาพลกั ษณข. องนำ¤กิ าถกู ตอ$ งตามหลักวิชาการ
4.2 ขั้นตอนที่ 2 สร,างนวัตกรรมนำΩิกา (Do) โดยออกแบบรูปร1างนวัตกรรมด$วยการใช$โปรแกรม Word
โดยปรับแก$ทัง้ หมด 7 คร้งั ดงั นี้

ภาพท่ี 1 รปู แบบนวตั กรรมช้นิ ท่ี 1 (วันท่ี 02/02/2565 )

ภาพท่ี 2 รูปแบบนวัตกรรมช้นิ ที่ 2 (วนั ที่ 03/02/2565 )

318

ภาพท่ี 3 รูปแบบนวตั กรรมช้ินที่ 3 (วนั ที่ 04/02/2565)
ภาพท่ี 4 รูปแบบนวัตกรรมชน้ิ ที่ 4 (วนั ท่ี 05/02/2565)

319

ภาพท่ี 5 รูปแบบนวตั กรรมช้ินที่ 5 (วนั ที่ 08/02/2565)
ภาพท่ี 6 รูปแบบนวัตกรรมชน้ิ ที่ 6 (วนั ท่ี 10/02/2565)

320

ภาพท่ี 7 รปู แบบนวตั กรรมชิน้ ที่ 7 (วนั ที่ 13/02/2565)
โดยออกแบบโครงร1างและองค.ประกอบของนำ¤ิกา จัดเตรียมอุปกรณ.ต1างๆที่ใช$สร$าง นำโครงร1างของนวัตกรรม “Watch
2 You นำ¤ิกา 2 function เพ่อื คุณ” ทอ่ี อกแบบไปใหผ$ ู$เชีย่ วชาญด$านแผนกไฟฟาY กำลัง เพ่ือสร$างตามรายละเอยี ดที่กำหนด
4.3 ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช,และปรับปรุง (Check) โดยการนำนวัตกรรมที่สร$างมาตรวจสอบคุณภาพโดยผู$ทรงคุณวุฒิ
จำนวน 3 ท1าน ตรวจสอบการใช$ตลอดจนปÜญหาอุปสรรคในการใช$งาน และนำไปทดลองใช$ที่หอผู$ปfวยกุมารเวชกรรม 2 ที่ไม1ใช1
กลุ1มตัวอย1างและพยาบาลวิชาชีพ 20 คน โรงพยาบาลร$อยเอ็ด และพัฒนำปรับปรุงนวัตกรรมตามปÜญหาที่พบ ไปปรับทดลองใช$
เพ่อื เพิม่ ประสิทธภิ าพของนวตั กรรม “Watch 2 You นำ¤กิ า 2 function เพ่อื คณุ ”
4.4 ขั้นตอนที่ 4 ทดลองจริงและประเมินผล (Act) นำนวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ”
ไปทดลองใช$ที่หอผู$ปfวยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลร$อยเอ็ด ผู$ปfวยวิกฤตจำนวน 12 คน พยาบาลวิชาชีพจำนวน 20 คน เป_นเวลา
2 สัปดาห. ตัง้ แต1 18 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2565 หลังจากน้นั ประเมนิ ผลดา$ นความพงึ พอใจ
5. รายละเอยี ดและวิธีการใช,งานนวัตกรรม
5.1 รายละเอียดค1าใช$จา1 ย จำนวน 6,400 บาท
5.2 รายละเอียดและวธิ ีการใช$งานนวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤กิ า 2 function เพ่อื คณุ ”

1.ไฟไซเลนสE 3.นาZกิ าแสดงเวลา 321
2.ลำโพง 4.ปมุ\ ตวั เลขตง้ั เวลา
9.ป\มุ เป]ด-ปด] และเสียบปล๊กั ไฟ
5.ปุ\มเซต็ 8.ปม\ุ RESTART 10. ปมุ\ เพม่ิ และลดเสียง

7.ปุม\ STOP
6. ปมุ\ ฟง` กEชนั่ การพลิกตะแคงตัว

ภาพที่ 8 องคMประกอบของนวตั กรรม

322

วธิ ีการใชง, าน
1. เสียบปลั๊ก กดปมุf เปßด-ปดß เพอื่ เปßดเครอื่ ง
2. เลอื กฟÜงก.ชัน่ การใช$งาน
2.1 ฟÜงกช. น่ั การให$ยา
2.1.1 กดปมfุ ที่ 4 เพอื่ เลือกเวลาท่จี ะใหย$ า
2.1.2 กดปมfุ เซ็ตเพือ่ เรมิ่ การทำงาน
2.1.3 หากตอ$ งการเปล่ียนเวลาให$กดปมfุ ท่ี 4 เลอื กเวลาและกดปมfุ ท่ี 5 เพอื่ เริ่มตน$ ใชง$ านการใชย$ า
2.2 ฟÜงก.ชน่ั การพลกิ ตะแคงตัว
2.2.1 กดปมfุ ท่ี 6 เพอ่ื เรม่ิ การทำงานของฟÜงกช. นั่ พลกิ ตะแคงตวั เวลาจะแจ$งเตอื นอตั โนมตั ทิ ุก 2

ชวั่ โมง
3. เมือ่ แจ$งเตอื นฟงÜ กช. ่ันการให$ยา และฟÜงก.ชนั่ การพลิกตะแคงตวั แจง$ เตอื นข้นึ หากตอ$ งการหยดุ ใหก$ ดปุfมท่ี 7

ปมุf STOP เท1านัน้
หมายเหตุ หา$ มกดปุfมที่ 8 ปfุม RESTART เพราะจะทำให$การทำงานทัง้ 2 ฟงÜ ก.ชั่นจะถูกRESET ใหม1

6. ผลการทดลองใชน, วัตกรรมและการอภปิ รายผล
นวัตกรรมได$รับการตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากผู$ทรงคุณวุฒิ 3 ท1าน ได$แก1 อาจารย.ประจำสาขา

นวัตกรรมและสื่อ มหาวิทยาลัยราชภัฏร$อยเอ็ด 1 ท1าน อาจารย.พยาบาลผู$เชี่ยวชาญเกี่ยวกับนวัตกรรม 2 ท1าน เพื่อประเมินความ
ถูกต$องในเรื่องเครื่องกล ความปลอดภัย ความแข็งแรง การเลือกใช$วัสดุอุปกรณ.และความคุ$มค1าคุ$มทุน ซึ่งผลการตรวจสอบ
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด$านคุณภาพเฉลี่ย 4.89 ด$านประสิทธิภาพเฉลี่ย 4.80 ผลการตรวจสอบคุณภาพด$านโครงสร$าง ด$าน
การใช$งานและด$านคุณค1า เกณฑ.ข$อคำถามในแต1ละด$านมีค1า IOC มากกว1า 0.5 ขึ้นไป แสดงให$เห็นว1านวัตกรรมมีความสอดคล$อง
กับวัตถุประสงค. สามารถนำไปใช$ได$ และมีข$อเสนอแนะในการพัฒนำนวัตกรรม ได$แก1 ควรเพิ่มระบบความปลอดภัย กรณีไฟฟYารั่ว
หรอื ความสามารถในการใชแ$ บตเตอรส่ี ำรอง มคี ม1ู อื การใชง$ าน และลดขนำดของรูปร1าง หรือ ออกแบบให$เข$ากับหอผู$ปfวย เช1น เกาะ
ผนัง

การศึกษาครั้งนี้นำนวัตกรรมไปใช$ในกลุ1มผู$ปfวยวิกฤตจำนวนทั้งสิ้น 12 ราย ที่หอผู$ปfวยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาล
ร$อยเอ็ด ซึ่งลักษณะข$อมูลทั่วไปของกลุ1มผู$ปfวยวิกฤตเป_นเพศชายจำนวน 7 ราย คิดเป_นร$อยละ 64.42 เพศหญิง 5 ราย คิดเป_นร$อย
ละ 35.58 มีอายุเฉลี่ย 64.42 ปd (S.D.= 8.98) คะแนนเฉลี่ยของความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับ โดยใช$แบบประเมิน Barden
scale ของโรงพยาบาลร$อยเอ็ด มีคะแนนเฉลี่ย 13.83 อยู1ในระดับความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับสูง ผลการใช$นวัตกรรมพบว1า
ภายหลังการใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” ของกลุ1มผู$ปfวยวิกฤตจำนวน 12 ราย ดังแสดงในตารางที่
1
ตารางที่ 1 แสดงคะแนนความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับของกลุ1มผู$ปfวยวิกฤตจำนวน 12 ราย ตามแบบประเมิน Braden Scale
กอ1 นและหลังการใช$นวัตกรรม โดยมเี กณฑก. ารประเมนิ ดงั น้ี

6-10 คะแนน = เสีย่ งสงู มาก, 11-15 คะแนน = เสี่ยงสงู , 16-19 คะแนน = เส่ียงปานกลาง, 20-23 คะแนน = เส่ยี งตำ่

323

เกณฑk คMาเฉลีย่ S.D. t. Sig.
ก1อนใช$นวัตกรรม 13.83 2.41 15.65 0.00
หลงั ใชน$ วัตกรรม 17.42 2.54

จากตารางที่ 1 เมื่อพิจารณาความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับจากเครื่องมือประเมินความเสี่ยง Braden Scale
ก1อนและหลังการใช$นวัตกรรม 2 สัปดาห.พบว1า คะแนนเฉลี่ยความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับหลังใช$นวัตกรรม มากกว1า ก1อนใช$

นวัตกรรม อย1างมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ ระดับ .05 จากความเสี่ยงต1อการเกิดกดทับก1อนใช$นวัตกรรมอยู1ในระดับสูง หลังใช$นวัตกรรม
ความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับอยู1ในระดับปานกลาง และไม1พบอุบัติการณ.การเกิดความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาเกิดขึ้น

ระหว1างการใชน$ วัตกรรม
ภายหลงั จากนำนวัตกรรมไปใช$ในหอผู$ปfวยวิกฤตศัลยกรรม โรงพยาบาลร$อยเอ็ด ได$มีการประเมินผลความพึงพอใจในการ

ใช$นวัตกรรมของพยาบาลวชิ าชีพทปี่ ฏบิ ตั ิงานบนหอผูป$ วf ย ดังขอ$ มลู แสดงในตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 แสดงระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานบนหอผู$ปfวยที่ใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2
function เพื่อคุณ” ดว$ ยสถิตคิ า1 เฉล่ยี ส1วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน โดยมีเกณฑก. ารแปลความหมายระดับความพึงพอใจ ดงั น้ี

4.21 – 5.00 มากท่สี ดุ , 3.41 – 4.20 มาก, 2.61 – 3.40 ปานกลาง, 1.81 – 2.60 นอ$ ย, 1.00 – 1.80 น$อยท่ีสดุ

ความพงึ พอใจตHอการใชนV วตั กรรม คHาเฉล่ีย (n=20) S.D.

1. ดVานรูปลักษณขE องนวตั กรรม 4.15 0.59
1.1 ลักษณะสวยงาม น@าใชง7 าน 4.10 0.55
1.2 ขนำดมคี วามเหมาะสมและจัดเก็บไดส7 ะดวก 4.35 0.67
1.3 ตวั เคร่ืองมีความแข็งแรงเหมาะสม 4.20 0.61

เฉล่ยี รวมดาV นรปู ลกั ษณEของนวัตกรรม 4.35 0.67
4.70 0.47
2. ดVานประสิทธภิ าพการใชVงาน 4.30 0.80
2.1 รปู แบบการใช7นวัตกรรมมีความสอดคลอ7 งกับผลทค่ี าดหวัง 4.65 0.49
2.2 สามารถช@วยพลกิ ตะแคงตัวตามเวลาท่ีกำหนด 4.40 0.75
2.3 สามารถกำหนดเวลาการให7ยาถกู ตอ7 ง 4.35 0.67
2.4 ชว@ ยใหผ7 7ูใชป7 ฏิบตั ิกจิ กรรมตา@ งๆได7มากข้นึ 4.46 0.66
2.5 การแจ7งเตอื นชัดเจนและทนั เวลา
2.6 ไมซ@ ับซ7อน สะดวกในการใช7งาน 4.60 0.50

เฉลยี่ รวมดาV นประสิทธิภาพการใชงV าน

3. ดVานประโยชนEของนวัตกรรม
3.1 เปน` นวตั กรรมท่ีสามารถนำไปใช7ได7จริง

324

3.2 มีความเปน` นวตั กรรมท่มี คี วามเหมาะสมกบั ผปู7 nวย 4.75 0.55
3.3 มคี วามปลอดภัยตอ@ ผร7ู บั บริการและผใ7ู ห7บริการ 4.40 0.75

เฉลี่ยรวมดาV นประโยชนขE องนวตั กรรม 4.58 0.62
4.43 0.65
เฉล่ียรวม

จากตารางที่ 2 ความพึงพอใจของพยาบาลบนหอผู$ปfวยวิกฤตที่ใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อ
คุณ” พบว1า มีระดับความพึงพอใจต1อการใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” อยู1ในระดับมากที่สุด คิด
เป_นค1าเฉลี่ย 4.43 คะแนน (S.D. = 0.65) เมื่อพิจารณารายด$าน พบว1า พยาบาลบนหอผู$ปfวยที่ใช$นวัตกรรม มีความ พึงพอใจ คือ
ด$านประโยชน.ของนวัตกรรม อยู1ในระดับมากที่สุด ( X = 4.58, SD = 0.62) รองลงมาคือ ด$านประสิทธิภาพการใช$งาน ( X =
4.46, SD = 0.66) และ ดา$ นรปู ลักษณข. องนวตั กรรม ( X = 4.20, SD = 0.61) ตามลำดับ
อภปิ รายผล

นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” มีแนวคิดมาจากการดูแลผู$ปfวยวิกฤตหรือติดเตียงและการ
เกิดความคลาดเคลื่อนทำงยา ซึ่งในปÜญหาการเกิดแผลกดทับและความคลาดเคลื่อนทำงการบริหารยา เป_นหนึ่งในปÜญหาที่พบบ1อย
และส1งผลกระทบต1อคุณภาพชีวิต ทำให$ผู$ปfวยนอนโรงพยาบาลเป_นระยะเวลาท่ีนำนขึ้น จากการทบทวนวรรณกรรมพบว1ามีการ
จัดทำนวัตกรรมเกี่ยวกับการพลิกตะแคงตัวผู$ปfวยเพื่อปYองกันการเกิดแผลกดทับ ได$แก1 การใช$หมอนรองในการช1วยพลิกตะแคงตัว
การใช$เตียงหมุนช1วยพลิกตะแคงตัว ซึ่งการศึกษาเหล1านี้เป_นการศึกษาที่ช1วยในด$านของการผ1อนแรงในการพลิกตะแคงตัวผู$ปfวย
สำหรับการศึกษาที่ช1วยในด$านการแจ$งเตือนพลิกตะแคงตัว จะเป_นนวัตกรรมที่เกี่ยวกับนำ¤ิกาแจ$งเตือนการพลิกตะแคงตัว ซึ่งใน
นวตั กรรมยังไมม1 ีการแจง$ เตอื นในรูปแบบของแสงและเสียง

ด$วยเหตุนี้จึงทำให$ผลการใช$นวัตกรรม “Watch 2 You นำ¤ิกา 2 function เพื่อคุณ” ที่มีการแจ$งเตือนในรูปแบบของ
แสงและเสียงที่ชัดเจน สามารถช1วยปYองกันการเกิดแผลกดทับในผู$ปfวยวิกฤตได$ ซึ่งจากผลการนำใช$นวัตกรรมพบว1าในกลุ1มตัวอย1าง
12 ราย ไม1มีการเกิดแผลกดทับ ภายหลังจากใช$นวัตกรรม อีกทั้งนวัตกรรมนี้ยังสามารถแจ$งเตือนในการบริหารยาเพื่อปYองกันความ
คลาดเคลอ่ื นไดอ$ กี ดว$ ย ซง่ึ เหมาะกบั บรบิ ทของการให$การพยาบาลในหอผู$ปวf ยวกิ ฤตที่มกี ารให$

การพยาบาลผู$ปfวยที่มีภาวะแทรกซ$อนอย1างต1อเนื่อง อาจทำให$เกิดความคลาดเคลื่อนในเรื่องของเวลาในการพลิกตะแคง
ตวั และการบรหิ ารยา ผลของการใช$นวัตกรรมด$านความคลาดเคลอื่ นในการบริหารยาก็สง1 ผลให$ไม1มคี วามคลาดเคลื่อน

ในการบริหารยาเช1นกัน และผลการประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานบนหอผู$ปfวยต1อการใช$
นวตั กรรมในระดบั มาก เม่ือพจิ ารณารายด$านมีความพึงพอใจในดา$ นประโยชน.ของนวัตกรรมมากที่สดุ ซึ่งเป_นไป

ในทิศทำงเดียวกันและมีความสอดคล$องกับ จิณพิชญ.ชา มะมม, (2558) การพัฒนำนวัตกรรมเตียงพลิกตะแคงตัวเพื่อ
ปYองกันการเกิดแผลกดทับ ผลการศึกษาพบว1า เตียงพลิกตะแคงตัวโดยใช$มือหมุนที่สร$างขึ้นนี้ มีความปลอดภัยและช1วยปYองกันการ
เกิดแผลกดทับไดอ$ ยา1 งมีนยั สำคัญทำงสถติ ิ และญาติผูด$ ูแลมีความพงึ พอใจต1อการใช$เตียงพลิกตะแคงตัวอย1ใู นระดบั ดมี าก

อีกทั้งยังสอดคล$องกับ ทัตภณ พละไชย และคณะ, (2564) ผลการใช$นวัตกรรมนำ¤ิกาแจ$งเตือนปYองกันการเกิดแผลกด
ทับในผู$สูงอายุติดเตียงโรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตําบลก1อและโรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตําบลคําขวาง อําเภอวารินชําราบ

325

จังหวัดอุบลราชธานี ผลการศึกษาพบว1า ความพึงพอใจนวัตกรรมนำ¤ิกาแจ$งเตือนปYองกันการเกิดแผลกดทับในผู$สูงอายุติดเตียงใน
ภาพรวมอยู1ในระดับมาก (X = 4.18, S.D. = 0.07) และคะแนนเฉลี่ยความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับหลังใช$นวัตกรรมมากกว1า
กอ1 นใช$นวัตกรรม (t=19.32, p=.00) อย1างมนี ยั สำคัญทำงสถติ ิทร่ี ะดับ .05

อย1างไรก็ตามแผลกดทับและความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา ยังเป_นปÜญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับผู$ปfวยวิกฤต ผู$ปfวย
สูงอายุที่ช1วยเหลือตนเองไม1ได$ การนำความรู$จากการศึกษาทฤษฏีและการทบทวนวรรณกรรมต1างๆ สู1การออกแบบคิดค$นนวัตกรรม
ทใี่ ช$ได$จรงิ ปลอดภัย สะดวกต1อการใชง$ าน จะสามารถแก$ไขปญÜ หาผป$ู วf ยได$อยา1 งมีประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล
7. ข,อเสนอแนะ

ขอ, เสนอแนะจากการใช,นวัตกรรม
1. การศึกษาครั้งนี้เป_นการทดลองนำใช$นวัตกรรม จำนวนกลุ1มตัวอย1างค1อนข$างน$อย และระยะเวลาในการติดตามอาการ
ยังค1อนขา$ งสนั้ ดังนัน้ ในการศึกษาครงั้ ต1อไปควรเพ่ิมจำนวนของกลมุ1 ตวั อย1างใหม$ ากข้นึ
2. ควรมีการแสดงการเปรียบเทียบผลการศึกษาระหว1างกลุ1มที่ใช$นวัตกรรมที่สร$างขึ้น กับเตียงอื่นๆที่ใช$ในโรงพยาบาล
ท่ัวไป
3. ควรมีการจัดการระบบของการแจ$งเตือนแบบเสียงให$ยาและเสียงเตือนพลิกตะแคงตัวไม1ให$แจ$งเตือนพร$อมกันเพ่ือ
ปYองกนั เสยี งทงั้ สอง แทรกซ$อนกนั
4. ควรปรับเวลาการใหย$ าควรต้งั คร้ังเดยี วแลว$ แจ$งเตือนเองโดยไม1ต$องตั้งเวลาในการให$ยาทกุ ครงั้ ท่ีจะใหย$ าในคร้งั ถดั ไป
5. ควรปรับให$มแี บตเตอรสี่ าํ รองเพ่อื ให$สามารถพกพาได$ และสะดวกต1อการใช$งาน
6. ควรลดขนำดของนวตั กรรมให$มีขนำดเล็กลงเพ่อื สะดวกต1อการใชง$ าน และประหยดั พน้ื ทีใ่ นการใชส$ อย
7. ควรมรี ะบบการตดั ไฟฟาY อัตโนมัติเพอ่ื ปอY งกนั ความปลอดภัยตอ1 ผใู$ ช$งาน
ขอ, เสนอแนะเพอื่ พฒั นำนวัตกรรม
1. ควรมีการประยุกต.นวัตกรรมใหม$ กี ารทันสมยั เชน1 รูปแบบแอพพลเิ คชั่นและใหส$ ามารถใชแ$ บตสํารองได$ เพ่อื
สะดวกแก1การเคล่อื นย$าย
2. นวัตกรรมยังสามารถนาํ ไปใชใ$ นหอผู$ปfวยอายุรกรรมหรอื หอผป$ู วf ยอื่นๆทีม่ ีผป$ู วf ยวกิ ฤติ
3. ในกรณีที่ชมุ ชนสามารถนําไปให$ใช$สําหรับผป$ู fวยติดเตยี งท่อี ย1ูทบี่ า$ นได$

326

8. เอกสารอา, งองิ
กิตติพนธ. เครือวังค.. (2561). ความคลาดเคลื่อนทำงยา. วารสารกฎหมายสุขภาพและสาธารณสุข, 4 (2), 251-265
จิณพิชญ.ชา มะมม. (2558). การพัฒนำนวัตกรรมเตียงพลิกตะแคงตัวเพื่อปYองกันการเกิดแผลกดทับ. วารสารสภาการพยาบาล,

30 (4), 84-93.
ทัตภณ พละไชย และคณะ. (2564). ผลการใช$นวัตกรรมนำ¤ิกาแจ$งเตือนปYองกันการเกิดแผลกดทับในผู$สูงอายุติดเตียง

โรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตําบลก1อและโรงพยาบาลส1งเสริมสุขภาพตําบลคําขวาง อําเภอวารินชําราบ จังหวัด
อบุ ลราชธาน.ี วารสารการบริหารนติ ิบุคคลและนวัตกรรมท,องถนิ่ , 7(11), 137-146.
ปราณี เทพไชย และคณะ. (2561). การปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ.ในการปYองกันการเกิดแผลกดทับ. วารสารพยาบาล
สงขลานครนิ ทร,k 38(3), 38-51.
พัทนัย แก$วแพงและโศรดา จันทเลิศ. (2555). ผลของการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงต1อการเกิดแผลกดทับในผู$ปfวย
ศลั ยกรรมกระดกู และข$อโรงพยาบาลสงขลานครินทร.. สงขลานครินทรkเวชสาร, 30(6), 331-341.
พิศมัย บุติมาลย. และคณะ. (2561). การพัฒนำแนวปฏิบัติทำงการพยาบาลเพื่อปYองกัน ภาวะแทรกซ$อนสําหรับผู$สูงอายุกลุ1มติด
เตียงที่บา$ น. Songklanagarind Journal of Nursing, 38(3), 79-91.
ศิริกัญญา อุสาหพิริยกุล, ศากุล ช1างไม$และวีนัส ลีฬหกุล. (2562). ผลของโปรแกรมการดูแลผู$ปfวยสูงอายุกลุ1มเสี่ยงที่มีภาวะพึ่งพา
ต1อความสามารถในการลงมือปฏิบัติการดูแลเพื่อปYองกันแผลกดทับ. วารสารคณะพยาบาลศาสตรkมหาวิทยาลัยบูรพา,
27(4), 21-31.
สุณี จิรันดร. (2561). ประสิทธิผลของการพัฒนำระบบการปYองกันการเกิดแผลกดทับ. วารสารการแพทยk โรงพยาบาล
ศรีสะเกษ สรุ ินทรk บรุ รี มั ย,k 30(1), 57-69.

327

กลอ] งมหศั จรรยส[ อนเด็กพดู ได<

ทิพย=ภารตั น= ไชยชนะแสง1 ,ภญิ พรรษ=ณี จนั ทรเ= จริญ2 , อริสา ศรพี ยอม2 , พัทธว= ริน ฐิตเิ จริญภัทร 2
ปรยิ าลักษณ= ลดสดี า2, กฤตญิ า สิทธิการ2, วริษฐา บญุ กอL น2

1ผLชู Hวยศาสตราจำรย=กลมุH วิชาการพยาบาลเดก็ และวัยรุHน คณะพยาบาลศาสตร= มหาวิทยาลยั ราชภัฏรLอยเอ็ด
รLอยเอด็

2 นักศกึ ษาหลักสตู รพยาบาลศาสตรบัณฑติ คณะพยาบาลศาสตร= มหาวิทยาลยั ราชภฏั รLอยเอ็ด รอL ยเอ็ด
*ผรูL ับผดิ ชอบบทความ: email [email protected]

บทคดั ยอ(

นวัตกรรมกล1องมหัศจรรย.สอนเด็กพูดได$ มีวัตถุประสงค.เพื่อพัฒนำนวัตกรรมกล1องมหัศจรรย.สอนเด็กพูดได$ และศึกษา
ประสิทธิผลของนวัตกรรมกล1องมหัศจรรย.สอนเด็กพูดได$ สำหรับเด็กอายุ 2-3 ปd ที่มีปÜญหาพัฒนำการด$านภาษา โดยมีขั้นตอน
การพัฒนำนวัตกรรมดังนี้ 1) ศึกษาปÜญหาพัฒนำการด$านภาษาของเด็กอายุ 2-3 ปd 2) ศึกษาสภาพปÜญหาและรูปแบบนวัตกรรม
กล1องมหัศจรรย.สอนเด็กพูดได$ที่เหมาะสมต1อการใช$งาน 3) การศึกษาแนวคิดทฤษฎีในการสร$างและพัฒนำนวัตกรรม 4) สร$าง
นวัตกรรมกล1องมหัศจรรย.สอนเด็กพูดได$ สำหรับเด็กอายุ 2-3 ปd ที่มีปÜญหาพัฒนำการด$านภาษา 5) การประเมินคุณภาพนวัตกรรม
โดยผู$เชี่ยวชาญ และปรับปรุงนวัตกรรม 6) ทดลองใช$นวัตกรรมกับกลุ1มตัวอย1าง จำนวน 10 คน 7) ประเมินประสิทธิผลนวัตกรรม
ในระดับมากท่ีสุด ค1าเฉล่ยี 4.73 สว1 นเบีย่ งเบนมาตรฐาน เทา1 กับ .44

สรปุ ว1า นวตั กรรมสามารถลดปÜญหาพฒั นำการดา$ นภาษาสำหรับเด็กอายุ 2-3 ปd ได$ร$อยละ 100
ข$อเสนอแนะ ให$ปรบั ขนำดกลอ1 งใหเ$ ลก็ ลงและปรบั สีสรรใหส$ วยงามทำให$เด็กมีความสนใจมากขึน้

คำสำคัญ: กล1องมหัศจรรย. , ฝก° เดก็ พูด, นวัตกรรม

328

The innovative magic box to teach children to speak

Abstract

The innovative magic box, the objective is to develop an innovative magic box to teach children to
speak and to research the effectiveness of the magic box innovation in teaching children to speak for children
aged 2-3 years with language development issues.
This study included the development of the innovative magic box, which consisted of 7 steps. 1) Studying
language development issues in children aged 2-3 years. 2) Studying the problems, conditions, and innovative
forms of the magic box to teach children to speak appropriately 3) Studying the theoretical concepts in
innovation creation and development 4) Creating an innovative magic box to teach children aged 2- 3 years
with language development issues to speak. 5) Assessing an Innovative quality by experts and improving the
innovation. 6) Experimenting the innovation with a sample of 10 people. 7) Evaluating innovation’s effectiveness
at the highest level, average = 4.73 , SD=.44

It is concluded that the innovation can reduce language development problems for children aged
2-3 years by 100 percentage

Recommendations: Reduce the size of the box and add additional color to pique children's attention.

Keywords: magic box , children to speak, innovative

329

1. ความเปนg มาและความสำคญั ของปhญหา
องค.การอนำมัยโลกรายงานว1า มีเด็กที่อายุต่ำกว1า 5 ปdจำนวน 249 ล$านคน หรือคิดเป_นร$อยละ43 ในประเทศด$อยพัฒนำ

และประเทศกำลังพัฒนำมีความเสี่ยงระดับสูงต1อการมีพัฒนำการล1าช$า การสำรวจพัฒนำการเด็กปฐมวัยไทยอายุ 1-5 ปd พ.ศ.
2542-2557 จากแบบประเมินพัฒนำการเด็กปฐมวัยไทย พบว1า เด็กมีพัฒนำการสงสัยล1าช$า เฉลี่ยร$อยละ 26.6-32.3 และมีพัฒนำ
การช$าด$านภาษาสูงเป_นอันดับหนึ่ง เฉลี่ยร$อยละ 20-32 โดยเฉพาะ ช1วงอายุ 2-3 ปd ในจำนวนนี้มีเด็กถึง ร$อยละ 20 ไม1ได$รับการ
กระตุ$นพัฒนำการอย1างเหมาะสม จึงทำให$เด็กไทยยังคงประสบปÜญหาพัฒนำการสงสัยล1าช$าอยู1 (จิราภรณ. แสงธารา และคณะ,
2561) ภาษาเป_นสื่อถ1ายทอดมรดกทำงวิชาการและวัฒนธรรมจากสังคม หนึ่งไปยังอีกสังคมหนึ่ง ภาษาเป_นระบบสัญลักษณ.ท่ี
เพิ่มพูนพัฒนำการ ทำงสติปÜญญาระดับบุคคล สังคมและอารยธรรมของโลก การพูดนับเป_นทักษะหนึ่งของภาษา การพูดเป_นทักษะ
ในการสื่อความหมายเพื่อถ1ายทอดความคิดเกี่ยวกับการจัดโครงสร$างของสิ่งที่จะพูดได$ถูกต$องครบถ$วน การจัดลำดับความคิดของ
เรื่องที่จะพูดได$ต1อเนื่องและเหมาะสมกับวัตถุประสงค.ในการพูด การใช$เทคนิคต1าง ๆ ที่จะช1วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอ
ความคิดด$วยการพูด เช1น น้ำเสียง สี หน$าท1าทำง จังหวะการพูดตามที่เรียบเรียงไว$ พัฒนำการทำงภาษาของเด็กปฐมวัย เป_น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการติดต1อสื่อสารระหว1างบุคคล เพื่อให$เกิดความเข$าใจซึ่งกันและกัน โดยผ1าน
กระบวนการรับรู$ แปลความหมาย และแสดงออกซึ่งอาจเป_นภาษาพูด ภาษาเขียน หรือภาษาท1าทำงก็ได$ (อรุณี หรดาล, 2557) มี
ประสิทธิภาพเกิดความมั่นใจในตนเองอยู1ร1วมกับสังคมได$ ความสามารถด$านความเข$าใจภาษาและการสื่อสาร ทั้งภาษาพูดและ
ภาษากาย ซึ่งทักษะด$านนี้จะมีความเกี่ยวข$องกับพัฒนำการด$านสติปÜญญาและสังคม แบ1งเป_น 2 กลุ1ม (พงษ.ศักดิ์ น$อยพยัคฆ. และ
ดุษฎี เงินหลั่งทวี, 2561) ดังนี้ 1. ความเข$าใจภาษา (Receptive Language) เป_นทักษะในด$านความเข$าใจคำพูดหรือท1าทำงที่ผู$อ่ืน
สื่อ 2. การใช$ภาษาด$วยการพูด (Expressive Language) เป_นสามารถในการออกเสียง รวมถึงจังหวะหรือความคล1องของการใช$
คำพูดหรือท1าทำงเพื่อสื่อสารให$ผู$อื่นรับรู$ เล1าเรื่องให$ผู$อื่นเข$าใจได$ทั้งหมดที่อายุ 4 ปd และความชัดเจนของการพูดจะสมบูรณ.เมื่อ
อายุ 7 ปd

จากผลการสำรวจพฒั นำการในชุมชนท1ามว1 งและเกาะแกว$ ใน ปd 2563 พบพฒั นำการเด็กภาพรวมสงสยั ล1าชา$ รอ$ ยละ 41.18
และพบพัฒนำการรายด$านความเข$าใจภาษา และการใช$ภาษามากที่สุด ร$อยละ 28.43 นอกจากนี้ยังพบปÜญหาและอุปสรรคต1อการ
ส1งเสริมพัฒนำการ ความรู$พื้นฐานในการประเมินและส1งเสริมพัฒนำการเด็ก 2) ครูศูนย.พัฒนำเด็กเล็กขาดทักษะการใช$เครื่องมือ
ประเมินพัฒนำการเด็ก (DSPM) และขาดการส1งต1อข$อมูลเมื่อเด็กมีปÜญหาพัฒนำการ 3) เจ$าหน$าที่ในระบบบริการสาธารณสุขขาด
การติดตามประเมิน พัฒนำการเด็กในชุมชนอย1างต1อเนื่อง ผู$วิจัยจึงร1วมกับผู$ให$ข$อมูลในการพัฒนำรูปแบบศักยภาพของชุมชน ใน
การส1งเสริมพัฒนำการ (เด็กทิพย.ภารัตน. ไชยชนะแสง วิภาพร จันทะนำม อุมาสมร หังสพฤกษ พิทักษ.ศิลปŒ ศรีโซ$ง, 2564) จากการ
ทบทวนวรรรกรรม พบว1า เด็กที่มีปÜญหาพูดช$า ส1วนใหญ1ส1วนใหญ1มารดามีระดับการศึกษาต่ำกว1าระดับปริญญาตรี พบเป_นกลุ1มเด็ก
ที่มีน้ำหนักตัวน$อยตั้งแต1แรกเกิด (low birth weight) ร$อยละ 71.5 ในแง1การเลี้ยงดูที่พบ ได$แก1 การใช$สื่อมากกว1า 2 ชม.ต1อวัน
การใชภ$ าษามากกวา1 2 ภาษา (ภาษาถนิ่ ) และทำกิจกรรมกระตุน$ ทกั ษะทำงภาษาน$อย (นติ ิภรณ. บษุ กงก., 2564)
พัฒนำการล1าช$าในเด็กปฐมวัยนับว1าเป_นวิกฤติร$ายแรงต1อการพัฒนำคุณภาพชีวิตของประชากร โดยพบว1าเด็กไทยมีพัฒนำการล1าช$า
ด$านภาษามากกว1าพัฒนำการในด$านอื่น ๆ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ.ว1าความล1าช$าด$านภาษาอาจส1งผลต1อพัฒนำการด$านอื่นให$
ล1าช$าตามไปด$วย ถึงแม$ปÜจจุบันนี้มีการพัฒนำระบบการส1งเสริมพัฒนำการเด็กปฐมวัยที่ชัดเจน (วรรณริชฎา กิตติธงโสภณ ศันสนีย.
เมฆรุ1งเรืองวงศ. อาทิตยา วังวนสินธุ., 2563) แต1เมื่อนำไปสู1การปฏิบัติพบว1ายังต$องมีการปรับปรุงเพื่อให$ระบบ การส1งเสริมพัฒนำ

330

การเด็กมีประสิทธิภาพมากขึ้นดังนั้น แนวทำงการส1งเสริมพัฒนำการด$านภาษา ควรมุ1งเน$นการปรับปรุงระบบเฝYาระวังและ
ติดตามพัฒนำการทั้งเชิงรับและเชิงรุกให$มีประสิทธิภาพ พัฒนำคู1มือเฉพาะสำหรับการส1งเสริมพัฒนำการล1าช$าด$านภาษา
ส1งเสริมพัฒนำการเด็กที่มีพัฒนำการล1าช$าด$านภาษาและพัฒนำระบบเฝYาระวังและติดตามเด็กที่มีพัฒนำการล1าช$าด$านภาษาใน
ศูนยพ. ัฒนำเด็กเล็ก ภายใต$การมสี 1วนรว1 มของชมุ ชน และความรว1 มมือของภาคแี ละหนว1 ยบรกิ ารสขุ ภาพอยา1 งจรงิ จงั
2. วัตถุประสงคk

2.1 ) เพ่อื พฒั นำนวตั กรรมกล1องมหศั จรรยส. อนเดก็ พดู ได$
2.2) เพ่อื ศกึ ษาผลของนวตั กรรม กล1องมหศั จรรย.สอนเด็กพูดได$ ตอ1 การสง1 เสริมพัฒนำการด$านภาษาของเด็กกอ1 นวัยเรยี น
3. กลMุมเปmาหมาย

ประชากรที่เขา$ ศกึ ษาเป_นเดก็ 2-4 ปd ที่มพี ัฒนำการด$านภาษาสงสยั ลา1 ชา$ ทงั้ เพศหญงิ และเพศชาย ไมม1 คี วามพกิ ารใดๆ เช1น
ความผิดปกตทิ ำงการไดย$ นิ การมองเหน็ และความพกิ ารด$านสตปิ Üญญา และสามารถสอื่ สารดว$ ยภาษาไทยได$ และผปู$ กครองของ
เด็กยินยอมให$เดก็ เข$าร1วมวิจัย จำนวน 15 คน
4. กระบวนการพฒั นำ (ตามขั้นตอน plan do check act)

ข้นั ตอนที่ 1 วางแผน (Plan) สำรวจปญÜ หาดา$ นสขุ ภาพของเด็กกอ1 นวัยเรยี น อายุ 2-3 ปd ในชมุ ชน ประชุมกล1ุมและเลอื ก
หัวขอ$ นวตั กรรม ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี เอกสารงานวจิ ัยและทบทวนวรรณกรรมข$อมูลรายละเอยี ดเกยี่ วกับพฒั นำการเดก็ และคัด
กรองเดก็ กอ1 นวยั เรียน เพ่อื วางแผนพัฒนำ รูปลักษณ.นวัตกรรม

ขั้นตอนที่ 2 สรา$ งนวตั กรรม (Do) โดยออกแบบรูปร1างนวตั กรรมดว$ ยการ ดังน้ี
1) ประชมุ รว1 มกบั ผ$เู ชยี่ วชาญดา$ นพฒั นำการเดก็ และการฝ°กพูด สรา$ งรูปแบบโครงสร$างนวัตกรรมกลอ1 งมหัศจรรย.
สอนเด็กพดู ได$
2) ดำเนินการประดิษฐช. ้นิ งานนวัตกรรมตามขั้นตอนการประดษิ ฐ.
3) ผจ$ู ัดทำนวัตกรรมได$นำชิ้นงานนวัตกรรมมาทดลองใช$กบั เดก็ ท่ีมีอายุใกล$เคยี งกับกล1มุ ตัวอย1าง
4) ผ$ูจัดทำมีการแกไ$ ขนวัตกรรมกลอ1 งมหัศจรรยส. อนเดก็ พดู ได$หลังการทดลองใช$ เพื่อให$ความเหมาะสมกับเดก็ อายุ
2-3 ปd เปน_ ครัง้ ท่ี 2
5) ทดลองใชน$ วัตกรรมกลอ1 งมหศั จรรยส. อนเดก็ พดู ได$กบั เด็กอายุ 2-3 ปd ในชมุ ชนบ$านเหลา1 แขมและปรับแก$เป_น
คร้งั ที่ 3

ขน้ั ตอนท่ี 3 ทดลองใชแ$ ละปรับปรงุ (Check) โดยการนำนวตั กรรมทสี่ รา$ งมาตรวจสอบคณุ ภาพโดยผทู$ รงคุณวฒุ จิ ำนวน 3
ทา1 น ตรวจสอบการใช$ตลอดจนปญÜ หาอุปสรรคในการใชง$ าน และนำไปทดลองใชก$ ับผ$สู ูงอายทุ มี่ อี าการปวดเขา1 ซงึ่ อาศยั ในชุมชน
บ$านเหลา1 แขม ตำบลเกาะแก$ว อำเภอเสลภูมิ จงั หวดั ร$อยเอ็ด จำนวน 10 คน เปน_ เวลา 2 สัปดาห. ต1อเน่ือง สรุปผลการใช$
นวัตกรรมและประเมนิ ความพึงพอใจต1อนวัตกรรมลกู ประคบ ก$นกระทะ ลดอาการปวด

331

5. รายละเอยี ดและวธิ กี ารใช,งานนวตั กรรม
เครื่องมอื ทใ่ี ช,ในการทดลอง คอื
1. กลอ1 งบตั รคำ มบี ตั รคำ 6 คำเป_นคำสองพยางค.ท่มี ีความหมาย
2. วงลอ$ บตั รคำ ประกอบไปดว$ ย รปู ภาพวงล$อซึง่ จะเชอ่ื มกบั รูปในบัตรคำ
3. บัตรจบั คข1ู $างกลอ1 งทั้งหมด 27 คำ

ขน้ั ตอนการผลิตนวตั กรรม
1. จดั หาแหล1งในการสร$างกลอ1 งไม$ วงล$อ และบัตรคำ
2. จดั เตรียมวสั ดุอุปกรณ.ท่ีใชใ$ นการประดิษฐ.
3. กล1องไมข$ นำด 30 * 30 * 30 เซนติเมตร วัสดุทใ่ี ช$ทำกลอ1 ง คือ ไมอ$ ดั
4. ฝากลอ1 งขนำดสงู 1.5 เซนติเมตร กวา$ ง 25 เซนตเิ มตร.
5. ขนำดวงลอ$ เสน$ ผา1 ศูนยก. ลาง
ภายในกล1องฝ°กสมองน$องพูดได$ ในกล1องมีบัตรคำขนำด กว$าง 12 cm. ยาว 18 cm. วัสดุเป_นผ$าขนสัตว. นำผ$าสกรีนมา

ติดกับผ$าขนสัตว. โดยใช$เทปตีนตุ∞กแกติด มี 6 ใบ โดยมีคำว1า หิวข$าว ไปไหน กินข$าว แปรงฟÜน อาบน้ำ ขอบคุณ ภายในผ$าสกีนบัตร
คำเป_นรูปการ.ตูนอิริยาบถของบัตรคำ มีบัตรจับคู1 3ชุด ทั้งหมด 27 คำ โดยมีบัตรจับคู1คำหมวดผลไม$ โดยมีคำว1า กล$วย มะม1วง
ชมพู1 เงาะ ส$ม ทุเรียน แอปเปßล แตงโม องุ1น และบัตรจับคู1คำหมวดสัตว. โดยมีคำว1า หมู ไก1 แมว ปู เต1า ปลา งู เสือ กระต1าย และ
บัตรจับคู1คำกิริยา โดยมีคำวา1 ฉันกำลังปลูกผัก แม1กำลังทำอาหาร ฉันกำลังรดน้ำต$นไม$ ฉันกำลังแปรงฟÜน ฉันกำลังอ1านหนังสือ เรา
มาว1ายนำ้ กัน เลน1 ของเล1นด$วยกนั เตะฟุตบอลกนั เรามาทำงานบ$านกนั

ภาพที่ 1 เคร่ืองอัดเสียงขนำดเลก็ ภาพท่ี 2 กลEองไมแ* ละวงลอ* บัตรคำ

ทมี่ า: (ทิพยภU ารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565) ท่ีมา: (ทพิ ยUภารัตนU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

332

ภาพที่ 3 ผา* สักหลาดหลากสี ภาพที่ 4 ผ*าสกรนี บัตรคำ

ทมี่ า: (ทพิ ยภU ารัตนU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565) ทีม่ า: (ทพิ ยUภารัตนU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

ภาพท่ี 5 ตนี ตกุ แก ภาพท่ี 6 ซิป

ทมี่ า: (ทิพยภU ารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565) ท่ีมา: (ทิพยภU ารัตนU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

ภาพท่ี 7 ไม*อัด

ที่มา: (ทิพยภU ารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

333

วิธกี ารใชง, าน
1.นำบตั รคำทไ่ี ม1มเี สียงมาใหเ$ ดก็ ดูพรอ$ มสอนคำศพั ทบ. นบตั รคำที่ไม1มีเสยี ง
2.จากน้นั ใหเ$ ดก็ หมนุ ลกู ศรตกไปทภ่ี าพทีต่ รงกับบตั รคำทีส่ มั พนั ธก. ัน
3.ใหเ$ ด็กกดปุมf ที่อยู1บนบัตรคำจะไดย$ ินเสยี งคำศพั ท.ต1างๆ และใหเ$ ดก็ พูดตามเสยี งทีไ่ ดย$ นิ จากบตั รคำจบครบทง้ั 6 บัตรคำ
4.ใหเ$ ดก็ จับค1ูคำขา$ งกล1องโดยนำแผน1 รปู ไปแปะจบั ค1ู

ตัวอย(างบตั รคำ

ภาพท่ี 8 บัตรคำชดุ ท่ี 1 คำวEา แปรงฟ/น อาบนำ้ กนิ ขา* ว ในผา* สกั หลาดหลากสี

ทมี่ า: (ทพิ ยUภารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

334

ภาพท่ี 9 บตั รคำชุดที่ 2 คำกรยิ า

ทม่ี า: (ทพิ ยภU ารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

ภาพที่ 10 บตั รคำชดุ ท่ี 3 คำวEา ปลา หมู งู ในผา* สักหลาดหลากสี

ที่มา: (ทิพยUภารตั นU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)

335

ภาพที่ 11 บตั รคำชดุ ท่ี 2 คำวาE เงาะ แอปเปqÅล กลว* ย ในผา* สกั หลาดหลากสี

ทม่ี า: (ทิพยUภารัตนU ไชยชนะแสง และคณะ, 2565)
วิธกี ารใช,งาน
1.นำบัตรคำทไี่ มม1 เี สยี งมาให$เดก็ ดูพรอ$ มสอนคำศัพทบ. นบัตรคำท่ไี มม1 เี สยี ง

เม่อื สอนคำว1า “ไปไหน” เดก็ สามารถพดู ตามไดโ$ ดยออกเสียงวา1 “ไปไหน”
เมอื่ สอนคำวา1 “กินขา$ ว” เด็กสามารถพดู ตามไดโ$ ดยออกเสยี งวา1 “กินขา$ ว”
เมื่อสอนคำว1า “อาบน้ำ” เด็กสามารถพูดตามได$โดยออกเสียงวา1 “อาบนำ้ ”
เมื่อสอนคำวา1 “แปรงฟนÜ ” เดก็ สามารถพดู ตามไดโ$ ดยออกเสยี งว1า “แปรงฟนÜ ”
เมื่อสอนคำว1า “ขอบคณุ ” เด็กสามารถพดู ตามไดโ$ ดยออกเสียงว1า “ชอบคุณ”
เมอ่ื สอนคำวา1 “หวิ ข$าว” เดก็ สามารถพูดตามไดโ$ ดยออกเสยี งวา1 “หวิ ขา$ ว”
2.จากนัน้ ใหเ$ ดก็ หมนุ ลกู ศรตกไปที่ภาพทต่ี รงกับบตั รคำท่สี มั พันธ.กัน
เมอ่ื สอนคำว1า “ไปไหน” เด็กสามารถหมนุ ลกู ศรตกไปท่ภี าพท่ีตรงกับบัตรคำคอื คำวา1 “ไปไหน”
เมื่อสอนคำว1า “กนิ ข$าว” เดก็ หมุนลูกศรตกไปท่ีภาพที่ไมต1 รงกับบัตรคำคอื คำว1า “หิวขา$ ว”
เม่ือสอนคำวา1 “อาบน้ำ” เดก็ สามารถหมุนลูกศรตกไปที่ภาพที่ตรงกบั บตั รคำคอื คำว1า “อาบน้ำ”
เมอ่ื สอนคำวา1 “แปรงฟÜน” เด็กสามารถหมนุ ลกู ศรตกไปที่ภาพทีต่ รงกับบตั รคำคอื คำว1า “แปรงฟนÜ ”
เมื่อสอนคำวา1 “ขอบคุณ” เดก็ สามารถหมุนลกู ศรตกไปทีภ่ าพท่ีตรงกับบตั รคำคือคำว1า “ขอบคณุ ”
เมื่อสอนคำว1า “หวิ ขา$ ว” เดก็ สามารถหมุนลูกศรตกไปที่ภาพทีต่ รงกับบัตรคำคอื คำวา1 “หิวข$าว”
3.ใหเ$ ดก็ กดปมุf ท่ีอยบู1 นบัตรคำจะได$ยนิ เสียงคำศพั ท.ตา1 งๆ และใหเ$ ด็กพดู ตามเสียงที่ได$ยนิ จากบัตรคำจบครบท้งั 6 บตั รคำ
เมอ่ื เด็กกดปุมf ที่อยบ1ู นบตั รคำจะได$ยนิ เสียงคำศพั ท. “ไปไหน” เดก็ สามารถพูดตามได$

336

เมื่อเดก็ กดปมfุ ทีอ่ ยู1บนบตั รคำจะไดย$ นิ เสยี งคำศัพท. “กนิ ขา$ ว” เด็กสามารถพดู ตามได$
เมือ่ เดก็ กดปมfุ ที่อยู1บนบัตรคำจะได$ยนิ เสยี งคำศพั ท. “อาบน้ำ” เดก็ สามารถพูดตามได$
เมือ่ เดก็ กดปมfุ ท่ีอย1ูบนบตั รคำจะไดย$ ินเสยี งคำศพั ท. “แปรงฟÜน” เดก็ สามารถพดู ตามได$

เม่อื เด็กกดปfุมที่อยู1บนบัตรคำจะไดย$ ินเสียงคำศัพท. “ขอบคณุ ” เดก็ สามารถพูดตามได$
เมอื่ เด็กกดปมfุ ที่อย1ูบนบตั รคำจะได$ยนิ เสยี งคำศัพท. “หิวข$าว” เด็กสามารถพูดตามได$

4.ให$เด็กจับค1คู ำขา$ งกล1องโดยนำแผ1นรูปไปแปะจับคู1
หมวดผลไม,

เดก็ สามารถจบั คูค1 ำขา$ งกล1องและสามารถออกเสยี งตามรปู คำวา1 “ทุเรียน” ได$

เดก็ สามารถจบั คู1คำข$างกล1องและสามารถออกเสียงตามรูป คำว1า “มะมว1 ง” ได$
เดก็ สามารถจับคค1ู ำขา$ งกล1องและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “เงาะ” ได$

เดก็ สามารถจับคค1ู ำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “ชมพู”1 ได$
เด็กสามารถจับคู1คำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรปู คำวา1 “แตงโม” ได$
เด็กสามารถจบั คู1คำข$างกล1องและสามารถออกเสยี งตามรูป คำวา1 “กลว$ ย” ได$

เด็กสามารถจับคูค1 ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “แอปเปߣล” ได$
เดก็ สามารถจบั คค1ู ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “สม$ ” ได$

เดก็ สามารถจบั คค1ู ำข$างกล1องและสามารถออกเสยี งตามรูป คำว1า “อง1ุน” ได$
หมวดสัตวk

เด็กสามารถจบั คค1ู ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำวา1 “เต1า” ได$
เด็กสามารถจับคคู1 ำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “ปู” ได$
เดก็ สามารถจบั คค1ู ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรูป คำว1า “หม”ู ได$

เด็กสามารถจับคู1คำขา$ งกล1องและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “ไก”1 ได$
เด็กสามารถจบั ค1คู ำข$างกล1องและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “เสือ” ได$

เดก็ สามารถจบั คู1คำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรูป คำว1า “กระต1าย” ได$
เด็กสามารถจับคูค1 ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรูป คำว1า “แมว” ได$
เด็กสามารถจับค1คู ำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “ปลา” ได$

เด็กสามารถจบั คู1คำขา$ งกล1องและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “งู” ได$

337

หมวดกรยิ า
เด็กสามารถจับค1คู ำข$างกล1องและสามารถออกเสยี งตามรูป คำวา1 “เรามาวา1 ยนำ้ กนั ” ได$
เดก็ สามารถจบั คู1คำขา$ งกล1องและสามารถออกเสียงตามรูป คำวา1 “เล1นของเล1นด$วยกัน” ได$
เด็กสามารถจับคู1คำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “เตะฟุตบอลกัน” ได$
เดก็ สามารถจบั ค1ูคำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรปู คำว1า “เรามาทำงานบ$านกนั ” ได$
เด็กสามารถจับคค1ู ำข$างกลอ1 งและสามารถออกเสยี งตามรูป คำวา1 “ฉันกำลังปลูกผัก” ได$
เดก็ สามารถจบั คู1คำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำว1า “ฉนั กำลังอ1านหนังสอื ” ได$
เดก็ สามารถจบั คค1ู ำข$างกล1องและสามารถออกเสียงตามรปู คำวา1 “แมก1 ำลังทำอาหาร” ได$
เดก็ สามารถจบั คู1คำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรูป คำว1า “ฉันกำลังรดน้ำต$นไม$” ได$
เดก็ สามารถจบั ค1ูคำขา$ งกลอ1 งและสามารถออกเสียงตามรปู คำวา1 “ฉนั กำลังแปรงฟนÜ ” ได$

6. ผลการทดลองใชน, วัตกรรมและการอภิปรายผล
ผลการทดลองสรุปผลการทดลอง เมื่อนำบัตรคำที่ไม1มีเสียงมาให$เด็กดูพร$อมสอนคำศัพท.บนบัตรคำที่ไม1มีเสียง เด็ก

สามารถพูดตามได$ครบทุกคำ มีทั้งหมด 6 คำ ได$แก1คำว1า ไปไหน กินข$าว อาบน้ำ แปรงฟÜน ขอบคุณ หิวข$าว คิดเป_นร$อยละ 100
จากนั้นเมื่อให$เด็กหมุนลูกศรตกไปที่ภาพที่ตรงกับบัตรคำที่สัมพันธ.กันเด็กสามารถหมุนลูกศรตรงกับบัตรคำที่สัมพันธ.กันได$ 5 คำ
ได$แก1คำว1า ไปไหน อาบน้ำ แปรงฟÜน ขอบคุณ หิวข$าว และไม1สามารถหมุนลูกศรตรงกับบัตรคำที่สัมพันธ.กัน 1 คำ ได$แก1คำว1า กิน
ข$าว คิดเป_นร$อยละ 83.33 จากนั้น ให$เด็กจับคู1คำข$างกล1องโดยนำแผ1นรูปไปแปะจับคู1 ทั้งหมด 27 คำ มีทั้งหมวด 3 หมวดหลัก
ได$แก1 หมวดผลไม$ หมวดสัตว. และหมวดกริยา เด็กสามารถจับคู1คำข$างกล1องและสามารถออกเสียงตามรูปได$ทั้งหมด คิดเป_นร$อยละ
100 จากการนำไปทดลองใช$นกั ศึกษาไดท$ ำการสอบถามประเมนิ ความพึงพอใจต1อผ$ูปกครองได$ผล

สรุปว1า ผู$ปกครองมีความพึงพอใจต1อนวัตกรรมมากที่สุด ไม1ว1าจะเป_นการอธิบายข$อมูลของผู$รับผิดชอบดูแล ความ
เหมาะสม ความนา1 สนใจ ประโยชนข. องนวัตกรรม รวมท้ังระยะเวลาในการทดลองด$วย

การอภิปรายผล นวัตกรรมนี้สามารนำไปใช$ในการกระตุ$นการพูดแก1เด็กได$จริง และมีจุดเด1นของนวัตกรรม ได$แก1 มีบัตร
คำที่สามารถออกเสียงได$ มีสีสันสวยงาม สดใส ดึงดูดความสนใจของเด็ก มีลูกเล1นที่หลากหลายสามารถนำภาพมาแปะกับคำข$าง
กลอ1 งได$ และใช$งานได$สะดวก
7. ข,อเสนอแนะ

จากการสอบถามผู$ปกครองได$ข$อเสนอแนะให$เพิ่มสีสันบนกล1องให$มีสีสันสดใสและขนำดกล1องมีน้ำหนักมากไม1เอื้อต1อการ
เคลื่อนย$าย เนื่องจากกล1องที่1 ขนำด 30x30 x30 ซม. น้ำหนัก 4.5 กิโลกรัม กล1องที่2 ต$องลดขนำดและมีน้ำหนักน$อยลง
25x25 x25 ซม.น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม จากข$อเสนอแนะที่กล1าวมาข$างต$นพวกเราจะนำไปปรับแก$ในกล1องที่สองซึ่งอยู1ในระหว1างการ
ผลิต

338

8. เอกสารอ,างองิ
กุลยา ตนตผิ ลาชวี ะ. (2542). การเลย้ี งดเู ด็กกอM นวัยเรียน 3 – 5 ขวบ. กรงุ เทพ : โชติสุขการพมิ พ..
จิราภรณ. แสงพารา สุพฒั นำ ศกั ดิษฐานนท. พลสู ขุ ศริ ิพลู เบญจมาศ พระธาน.ี ( 2561). ผลของโปรแกรมการสง1 เสรมิ พัฒนำการ
ด$านภาษาของเดก็ อายุ 2-3 ปd: การศกึ ษาเบอื้ งต$น.วารสารการแพทยkโรงพยาบาลอุดรธาน,ี 22(2), 137-147.
ทิพยภ. ารัตน. ไชยชนะแสง, วิภาพร จันทะนำม, อุมาสมร หังสพฤกษ,พิทักษศ. ลิ ปŒ ศรโี ซ$ง. (2564). ศักยภาพของชุมชนในการ
ส1งเสรมิ พัฒนำการเดก็ ปฐมวยั : การวิจัยเชงิ ปฏบิ ัติการแบบมสี 1วนร1วม. วารสารพยาบาลทหารบก, 22 (2) ,451-459.
นติ ยา ประพฤติกจิ . (2539). การพัฒนำเด็กปฐมวยั . กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร..
เบญจมาศ พระธาน.ี (2540). วรรณกรรมเดก็ . พมิ พค. ร้ังที่ 4. กรุงเทพฯ : บริษทั โรงพมิ พไ. ทยวัฒนำพานิชจํากัด
วรรณรชิ ฎา กติ ตธิ งโสภณ,ศนั สนยี . เมฆรง1ุ เรืองวงศ. อาทิตยา วังวนสินธ.ุ. (2563). การสง1 เสริมพัฒนำการในเดก็ ทม่ี พี ฒั นำการ
ลา1 ช$าด$านภาษาอยา1 งไรใหป$ ระสบผลสำเร็จ.วารสารสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 33(2),6-18.
อรเพ็ญ พงศ.กล่ำ , จริ าวรรณ กล1อมเมฆ, พรรณี ปรรคลกั ษ. ,วรวลญั ช. บรรลือทรัพย.. (2564). การเลน1 แบบมีส1วนรว1 มของผ$ดู ูแล
เด็กโดยไม1ใชส$ ่อื อเิ ล็กทรอนิคที่มผี ลต1อพฒั นำการท่ีเหมาะสมของเด็กวัยกอ1 นเรียนเขตดสุ ิต กรงุ เทพมหานคร
ประเทศไทย.วารสารพยาบาลทหารบก, 22(1),303- 312.

อรรถสทิ ธิ์ แดงมณ.ี (2561). การตรวจคัดกรองเดก็ สงสยั พฒั นำการช$าในเด็กวยั ทำรกและวยั เตาะแตะ. วารสารวชิ าการแพทยk
เขต11, 32(3), 1090-1098.

สิริรัตน. จตั กลุ .(2564). ปÜจจัยที่มคี วามสัมพนั ธก. บั พัฒนำการสงสัยลา1 ชา$ ของเด็กปฐมวยั ในคลนิ ิกสุขภาพเด็กดีโรงพยาบาล
ส1งเสริมสุขภาพศูนย.อนำมยั ท่ี 7 ขอนแก1น.วารสารศนู ยkอนำมยั ท่ี 7 ขอนแกMน, 13(2), 87-102.

จนิ ตนำ พัฒนพงศ.ธร ,วนั วสิ าห. แกว$ แข็งขัน.(2560).การศกึ ษาปhจจัยทมี่ ผี ลตMอพัฒนำการเด็กปฐมวยั . กรมอนำมัยส1งเสริมในคน
ไทยสขุ ภาพด,ี 88-104.

นิติภรณ. บุษกงก..(2564). สถานการณ.และลักษณะของเด็กที่มีปÜญหาพูดช$าในจังหวัดศรีษะเกษ. วารสารการแพทยkโรงพยาบาล
ศรีษะเกษสุรนิ ทรบk ุรีรมั ย,k 36(1), 55-62.

339

ประเภทท่ี 3
เศรษฐกิจพอเพยี ง

340

นวตั กรรมการจัดการความเครียดดว< ยสมุนไพรภมู ิปáญญาทอ< งถนิ่ โดยพยาบาล
ในวงั สวนบ<านแก<ว

นางสาวศนิ ำนำฎ ลุนสะแกวงษ. 1 นางสานางสาวสรุ ารัตน. สุขเสริม 2 นางสาวผกามาศ สหี ะวงษ. 3

นางสาวปรนิ ดา วนั มาวงษ. 4 นางสาวสุวมิ ล สายตาวงษ. 5 นางสาวอตนิ ชุ แซงจนั ดาวงษ. 6
1-7 นกั ศึกษาพยาบาลศาสตร. คณะพยาบาลศาสตร. มหาวิทยาลยั ราชภฏั รำไพพรรณี, จันทบุรี
*ผร$ู ับผดิ ชอบบทความ: [email protected] / [email protected]

บทคดั ยอM
นวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค.เพื่อบรรเทำอาการปวดเมื่อยตามร1างกายและลดอาการเก็งของกล$ามเนื้อ และศึกษาผลลัพธ.ต1อ
อาการปวดเมื่อยหลังการประคบสมุนไพร ซึ่งได$ทำการสุ1มจากตัวอย1างของกลุ1มออฟฟßศซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งระยะเวลา
ในการศึกษาระหว1างเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2564 โดยมีเครื่องมือที่ใช$ประเมินความพึงพอใจของการใช$นวัตกรรม คือ
แบบสอบถามความพึงพอใจต1อการใช$นวัตกรรม ประกอบไปด$วย 2 ส1วน คือ ส1วนที่ 1 แบบสอบถามข$อมูลทั่วไป ส1วนที่ 2
แบบสอบถามความพึงพอใจต1อการใช$นวัตกรรม สถิติที่ใช$ในการวิเคราะห.คือ สถิติเชิงพรรณนำ ได$แก1 ค1าเฉลี่ย ส1วนเบี่ยงเบนมต
รฐาน ผลจากการวิจัยพบว1า ผู$ทดลองมีความพึงพอใจในการใช$นวัตกรรมในระดับมากที่สุด โดยประเด็นความพึงพอใจในด$านความ
พึงพอใจด$านรูปลักษณ. มีขนำดที่เหมาะสม รูปแบบเหมาะสมกับการใช$งาน รูปทรงที่สวยงามมีค1าเฉลี่ยสูงสุด โดยค1าเฉลี่ยเท1ากับ
4.90 รองลงมาคือด$านการใช$สมุนไพรขั้นตอนการประคบไม1ยุ1งยากซับซ$อน ผู$ใช$สามารถใช$ได$โดยไม1ก1อให$เกิดอันตราย มีประโยชน.
สะดวกสามารถนำไปใช$ได$จริง ความเหมาะสมของระยะเวลาในการประคบสมุนไพร ค1าเฉลี่ย 4.70 อันดับสุดท$ายด$านประโยชน.
ของสมุนไพร อาการปวดเมื่อยตามร1างกายลดลงหลังจากประคบสมุนไพร ลดปริมาณค1าใช$จ1าย ค1าเฉลี่ย 4.60 ซึ่งแต1ละหัวข$อที่
กล1าวไปอยู1ในผลลัพธ.ที่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทำให$เห็นว1าการพัฒนำเรื่องงานนวัตกรรมและนำมาต1อยอดถือว1าได$รับการ
ตอบรบั จากผ$ทู ดลองไปในทศิ ทำงท่ดี ี

คำสำคญั : ความเครยี ด,สมุนไพรภูมปิ Üญญาท$องถ่นิ ,นวัตกรรม

341

1. ความเปนg มาและความสำคญั ของปhญหา
อาการปวดเมื่อยกล$ามเนื้อพบได$กับบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะบุคคลวัยทำงาน พบได$บ1อยในผู$หญิงมากกว1าผู$ชาย

ประมาณ 2:4:1 เท1า(สุพรรณี อำนวยพรสถิตย. ,2553) ในประเทศไทยสำนักงานโรคไม1ติดต1อ กรมควบคุมโรค ได$รายงานข$อมูลสถิติ
ของอาการปวดเมื่อยกล$ามเนื้อและกระดูกในปd 2558 พบว1ามีคนงานร$อยละ 50.5 มีอาการปวดเมื่อยกล$ามเนื้อและกระดูก โดยเป_น
เพศหญิงร$อยละ 52.3 และเพศชาย ร$อยละ 48.8 ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นจะมีการอาการปวดเมื่อยเพิ่มมากขึ้นโดยสาเหตุของการปวดมา
จากการทำงานติดต1อในท1าเดิมซ้ำ ๆ มากที่สุด ร$อยละ 78.1 ท1าทำงการทำงานไม1เหมาะสมร$อยละ 50.3 และการยกของหนักเกิน
25 กโิ ลกรัม ร$อยละ 49.2 ตามลำดบั (สำนกั โรคไม1ติดตอ1 กรมควบคมุ โรค , 2558)

ออฟฟßศซินโดรม (Office Syndrome) คือ กลุ1มอาการปวดกล$ามเนื้อและผังผืด (myofascial pain syndrome) เนื่องมาจาก
รูปแบบการทำงานที่ใช$กล$ามเนื้อมัดเดิมซ้ำ ๆ เป_นระยะเวลานำนต1อเนื่อง ซึ่งส1งผลให$เกิดอาการกล$ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อย
ตามอวัยวะต1าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง ไหล บ1า แขน หรือข$อมือ อาการปวดดังกล1าวอาจลุกลามจนกลายเป_นอาการปวด
เรื้อรังได$ ซึ่งอาการออฟฟßศซินโดรมสามารถแบ1งลักษณะอาการปวดได$ทั้งหมด 3 ลักษณะ ดังนี้ คือ การปวดกล$ามเนื้อเฉพาะส1วน
ใดส1วนหนึ่งของร1างกาย เช1น คอ บ1า ไหล1 สะบัก มักมีอาการปวดเป_นบริเวณกว$าง าจมีอาการปวดร$าวทั่วไปบริเวณใกล$เคียงร1วม
ด$วย มีลักษณะอาการปวดล$า ๆ ความรุนแรงมีได$ตั้งแต1ปวดเล็กน$อยเพียงรำคาญจนถึงปวดรุนแรงทรมานอย1างมาก และยังมีอาการ
ของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งพบร1วมได$ เช1น ซ1า วูบ เย็น เหน็บ ซีด ขนลุก เหงื่อออก ตามบริเวณที่ปวดร$าว ถ$าเป_นบริเวณคออาจ
มีอาการมึน งง หูอื้อ ตาพร1า อีกทั้งยังมีอาการทำงระบบประสาทที่ถูกกดทับ เช1น อาการชาบริเวณแขนและมือ รวมถึงอาการอ1อน
แรง หากมีการกดทับเส$นประสาทนำนจนเกินไป สาเหตุของอาการปวดเกิดได$จากการทำงานอย1างใดอย1างหนึ่งซ้ำ ๆ เป_นเวลานำน
หรืออยู1ในท1าทำงการทำงานที่ไม1เหมาะสมต1อเนื่อง แล$วยังอาจเกิดจากปÜจจัยอื่นได$เช1น สภาพแวดล$อมหรืออุปกรณ.ในการทำงานท่ี
ไม1เหมาะสม เช1น โต∞ะหรือเก$าอี้ที่ใช$ทำงานสูงหรือต่ำเกินไป ไม1เหมาะสมกับโครงสร$างของร1างกาย หรือ สภาพร1างกายอื่น ๆที่อาจ
ส1งผลต1ออาการเจ็บปfวย เช1น ความเครียดจากการทำงาน การพักผ1อนไม1เพียงพอ เป_นต$น (โรงพยาบาลศิริราชปßยมหาราชการุณย.
,2564 )

การลดระดับอาการปวดกล$ามเนื้อมีด$วยกันหลายวิธี ดังต1อไปนี้คือ การใช$ยาลดปวด,การนวดแผนไทย,การใช$ความร$อน และ
การใช$สมุนไพรประคบ โดยพบว1าการใช$ความร$อนส1งผลทำให$เพิ่มอุณหภูมิบบริเวณผิว เพิ่มการคลายตัวของกล$ามเนื้อ ลดระดับ
ความปวด งานวิจัยที่ผ1านมาพบวา1 การประคบสมุนไพรส1งผลทำให$เพิ่มการไหลเวยี นของโลหิตบริเวณผิวหนัง ลดการหลั่งของสารท่ี
ทำให$เกิดการอักเสบ และเพิ่มความยืดหยุ1นของกล$ามเนื้อ จะเห็นได$ว1าการประคบสมุนไพรส1งผลทำให$ลดอาการปวดเมื่อยของ
กล$ามเนื้อที่สัมพันธ.กับการเพิ่มความยืดหยุ1นช1วงการเคลื่อนไหวและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังบริเวณที่มีการจำกัดเลือดลดลง
สง1 ผลให$อาการปวดตา1 งๆ ลดลงได$ (อรวรรณ คลา$ ยสังข. และสุภาภรณ. ศิลาเลศิ เดชกลุ ,2563)

ดังนั้นคณะจึงเล็งเห็นปÜญหาและความสำคัญในการแก$ไขเพื่อลดปÜญหาอาการปวดเมื่อยตามร1างกายของบุคคลกลุ1มออฟฟßศ
ซนิ โดรม โดยการออกแบบนวตั กรรมสมนุ ไพรประคบ ซ่ึงนวตั กรรมดังกลา1 วสามารถลดอาการปวดเมอื่ ยกลา$ มเน้ือตามรา1 งกายได$

342

2. วตั ถปุ ระสงคk
1. เพอ่ื บรรเทำอาการปวดเมอื่ ยตามร1างกาย
2. ลดอาการตึงของกล$ามเนื้อ

3. กลMุมเปmาหมาย
กล1ุมที่มอี าการออฟฟßศซนิ โดรม (Office Syndrome)

4. กระบวนการพัฒนำ (ตามขน้ั ตอน plan do check act)
1. ศึกษาปÜญหา
2. ประชุมปรกึ ษาหารือหรือคิดคน$ นวัตกรรมมาแก$ไขปÜญหาที่เกดิ ข้ึน
3. ออกแบบนวตั กรรมใหเ$ หมาะสมกับปญÜ หาทพ่ี บ
4. ประชุมและแบ1งหน$าทีร่ บั ผดิ ชอบ หาซือ้ อุปกรณ.
5. เตรียมอปุ กรณ.ในการทำนวัตกรรม
6. ทดลองทำตน$ แบบ ออกแบนวัตกรรม และทดลองใช$ เพือ่ ปรบั ปรุง
7. ไดน$ วตั กรรมและทดลองใช$ แล$วประเมนิ ประสทิ ธผิ ล

5. รายละเอยี ดและวิธกี ารใช,งานนวัตกรรม
ข้ันตอนการดำเนนิ งาน (งบประมาณทใ่ี ช, : 600 บาท )
1. ศึกษาปญÜ หา
2. ประชุมปรกึ ษาหารอื หรือคิดค$นนวัตกรรมมาแก$ไขปญÜ หาท่เี กิดขึน้
3. ออกแบบนวตั กรรมใหเ$ หมาะสมกบั ปÜญหาทพี่ บ
4. ประชมุ และแบ1งหนา$ ท่รี ับผิดชอบ
5. เตรยี มอปุ กรณใ. นการทำนวัตกรรม
6. ล$างสมุนไพรให$สะอาด หั่นไพล กระวาน ขิง ใบพลับพลึง ตะไคร$บ$าน เป_นชิ้นเล็ก ๆ แล$วนำมาตำพอหยาบ ๆ จากน้ัน

จงึ นำไปตากแห$ง

343

ลา$ งสมนุ ไพรให$สะอาด ล$างสมุนไพรให$สะอาด

หั่นสมุนไพร ตำสมุนไพรพอหยาบ

344

7. นำเกลือแกง พมิ เสน และการบูร มาคุลกเคลา$ กับสมนุ ไพรทต่ี ากแหง$ เสร็จแลว$ ตามอตั ราส1วนท่กี ำหนด
8. ตัดผ$าขาวบางและผ$าฝYายตามรูปแบบของนวัตกรรมที่กำหนดไว$และนำมาเย็บเป_นปลอก ได$แก1 ปลอกหมอนรองคอ

ปลอกถุงอเนกประสงค.

345

9. นำสมุนไพรมาใสใ1 นปลอกรปู แบบต1าง ๆ ทท่ี ำจากผ$าขาวบางแล$วเยบ็ ปßดใหส$ นทิ

10. นำไปอบไมโครเวฟเพื่อให$เกิดความร$อนด$วยอุณหภูมิ 42 องศาประมาณ 3 – 4 นำที แล$วนำไปใส1ถุงผ$าฝYายชั้นนอกท่ี
มซี ปิ เย็บปดß

11. นำไปประคบไดต$ ามความต$องการ (คณะสาธารณสุขศาสตร. ม.ราชภฏั อบุ ลราชธานี )


Click to View FlipBook Version