พระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธา : การศึกษาเชิงสุนทรียศาสตร
ปริญญานิพนธ
ของ
ดวงเดือน พัฒนวริ ิยะวาณชิ
เสนอตอบณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ เพอ่ื เปน สวนหนึ่งของการศกึ ษา
ตามหลกั สูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาไทย
มนี าคม 2552
พระราชนพิ นธเ รอ่ื งมทั นะพาธา : การศึกษาเชิงสนุ ทรียศาสตร
ปริญญานพิ นธ
ของ
ดวงเดอื น พฒั นวริ ิยะวาณิช
เสนอตอ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ เพอ่ื เปนสว นหนึง่ ของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
มนี าคม 2552
ลขิ สิทธิเ์ ปน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา : การศึกษาเชิงสนุ ทรยี ศาสตร
บทคดั ยอ
ของ
ดวงเดอื น พฒั นวริ ิยะวาณิช
เสนอตอบณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพอ่ื เปนสว นหนง่ึ ของการศกึ ษา
ตามหลกั สตู รปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
มีนาคม 2552
ดวงเดือน พัฒนวริ ิยะวาณชิ . (2552). พระราชนพิ นธเร่อื งมทั นะพาธา : การศกึ ษาเชิง
สนุ ทรียศาสตร. ปริญญานิพนธ ศศ.ม. (ภาษาไทย). กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. คณะกรรมการควบคุม: รองศาสตราจารยอคั รา บุญทพิ ย,
อาจารยวนิ ัย ภรู ะหงษ.
การศึกษาพระราชนิพนธเรอื่ งมทั นะพาธาในเชิงสนุ ทรยี ศาสตรม ีความมุง หมายเพ่ือศึกษา
สุนทรยี ภาพดานตา ง ๆ และกลวธิ กี ารสรา งสุนทรยี ภาพในพระราชนิพนธ
ผลการศกึ ษาพบวา สนุ ทรยี ภาพในพระราชนิพนธเ กดิ จากการเลอื กสรรคาํ ทีม่ ีเสยี งไพเราะ
มคี วามหมายลึกซงึ้ เหมาะสมกับเน้ือเรอ่ื ง ทาํ ใหสือ่ ความหมายไดชดั เจนและสะเทือนอารมณ สว น
การเรียบเรยี งวลหี รอื ประโยคมคี วามประณีต ประกอบดว ยรสทางวรรณคดคี รบทกุ รส มีการใช
โวหารที่ชว ยสอ่ื ความหมายและกระทบอารมณ ตลอดจนมกี ารใชส ัญลกั ษณใ นสว นตัวละครและเนือ้
เรอ่ื ง ดา นรูปแบบเปนบทละครพูดคาํ ฉันท ประกอบดวยฉันท ๒๑ ชนดิ กาพย ๓ ชนดิ และรอ ย
แกว ซง่ึ เหมาะสมกับลกั ษณะของตัวละครและเน้ือความ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูห วั ทรงพระราชนพิ นธบทละครพดู คําฉนั ทเรอื่ ง
มัทนะพาธา เพอ่ื ทรงแสดงตํานานของดอกกหุ ลาบอนั เปน แกนเรื่องในจินตนาการของพระองค และ
ทรงแสดงแนวคดิ เร่อื ง ความทกุ ขท เ่ี กิดจากความรกั อันสอดคลองกบั แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาวา
ความรกั เปนเคร่ืองผกู พนั ท่กี อ ใหเ กดิ ทกุ ข สว นลกั ษณะของเร่ืองคลา ยบทละครสนั สกฤต จงึ เปน
การผสมผสานลกั ษณะของไทยและอินเดยี เขาดว ยกันอยางกลมกลืน
การทพ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาเปน คํา
ฉันท เนือ่ งดวยพระองคม พี ระราชประสงคท ี่จะทรงแสดงใหค นรุนใหมในสมยั นนั้ ไดเ หน็ แบบอยา ง
การแตง ฉันทแ ละกระตุน ใหส นใจการแตงฉันทข ึ้น เพือ่ อนรุ ักษการแตง คําประพันธข องไทยโบราณ
ไว จงึ เปนพระปรีชาสามารถและพระมหากรณุ าธคิ ุณทีพ่ ระองคท รงมตี อ วงการวรรณคดียงิ่
Madanabadha : a Study of Aesthetical Approaches
AN ABSTRACT
BY
DUANGDUEAN PATTANAWIRIYAWANICH
Presented in partial fulfillment of the requirements
For the Master of Arts degree in Thai
At Srinakarinwirot University
March 2009
Duangduean Pattanawiriyawanich. (2009). Madanabadha : a Study of Aesthetical
Approaches. Master thesis, M.A. (Thai). Bangkok: Graduate School,
Srinakharinwirot University. Advisor Committee: Assoc. Prof. Akkara Buntip,
Lect. Vinai Bhurahongse.
The purpose of the study was to study the various categories of poetic beauty and
the art of creating this beauty.
It was found out in the story that the poetic beauty in the play was created by the
selection of meaningful words with melodious sounds apt to the story making it clear in
meaning and moving. The elaborate arrangement of phrases and statements showed all
aesthetical language containing famous sayings making the statements filled with good
sense and movable. Moreover, the use of symbol represented the characters appropriately
well. The poems were composed of 21 types of “Chanta”, 3 types of “Krap” and prose
which were appropriate to each character in the story.
King Rama VI had written the lyrical play called “Madanabadha” in order to tell
about the origin of the rose which was the main idea of his imaginary play. The pain of
love was the theme which was similar to the Buddhist teaching: “Affection is a bond that
leads to endurable pain”. The story itself was like that of a Sanskrit lyrical drama.
Therefore, the play became a fine combination of Thai and Indian features.
Writing the play in poetry, King Rama VI wanted to make it an example for his
contemporaries to follow and arouse them to the interest of writing “Chanta” in that epoch.
His Majesty’s talent in conserving ancient Thai poems has been appreciated among the
Thai literature circle.
ปรญิ ญานพิ นธ
เรื่อง
พระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา : การศึกษาเชิงสุนทรยี ศาสตร
ของ
ดวงเดอื น พฒั นวริ ยิ ะวาณชิ
ไดรับอนมุ ัตจิ ากบณั ฑติ วิทยาลัยใหน บั เปน สวนหนึ่งของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย
ของมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
.................................................................. คณบดบี ัณฑิตวทิ ยาลยั
(รองศาสตราจารย ดร.สมชาย สันตวิ ฒั นกลุ )
วนั ที่ ........... เดือน ...................... พ.ศ.๒๕๕๒
คณะกรรมการสอบปริญญานพิ นธ
........................................................................ ประธาน
(อาจารยพัทธยา จติ ตเ มตตา)
........................................................................ กรรมการ
(อาจารยว นิ ัย ภูร ะหงษ)
........................................................................ กรรมการ
(รองศาสตราจารยอ คั รา บญุ ทิพย)
........................................................................ กรรมการท่แี ตงตัง้ เพมิ่ เติม
(รองศาสตราจารยพฤทธิ์ ศภุ เศรษฐศริ ิ)
ประกาศคุณปู การ
ปรญิ ญานพิ นธฉ บบั น้สี าํ เร็จลงดวยความกรณุ าของรองศาสตราจารยอ ัครา บุญทพิ ย
ประธานควบคมุ ปรญิ ญานิพนธ และอาจารยว นิ ัย ภรู ะหงษ กรรมการควบคมุ ปริญญานิพนธ ผใู ห
ความรูและคาํ แนะนํา ตลอดจนกรณุ าตรวจแกป รญิ ญานพิ นธอ ยา งละเอยี ด ผูวิจยั ขอกราบ
ขอบพระคณุ มา ณ ท่ีน้ี
ขอกราบขอบพระคณุ อาจารยพ ัทธยา จิตตเมตตา และ รองศาสตราจารยพ ฤทธ์ิ
ศภุ เศรษฐศริ ิ กรรมการสอบปรญิ ญานพิ นธ ที่กรุณาใหค ําแนะนําและตรวจแกไ ขขอ บกพรองตา ง ๆ
และขอกราบขอบพระคณุ คณาจารยภาควชิ าภาษาไทยท่กี รุณาใหค วามรูแกผูวิจยั ตลอดมา
ขอขอบพระคณุ คณาจารยกลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัย
ศรนี ครินทรวิโรฒ ปทมุ วัน และคณาจารยทุกทา นทไ่ี ดม ีสว นสนบั สนนุ ใหผูว จิ ยั ไดศ ึกษาตอ ในคร้ังน้ี
อนึง่ ผวู จิ ยั ขอกราบขอบพระคณุ บิดามารดาท่รี ักยิ่ง และขอขอบคุณครอบครวั ผอู ยูเบ้ืองหลงั
ความสําเร็จทกุ ประการ
ดวงเดือน พฒั นวริ ิยะวาณชิ
สารบัญ ๑
บทท่ี หนา ๑
๑ บทนาํ .................................................................................................... ๕
ภมู หิ ลัง............................................................................................... ๕
ความมงุ หมายของการศึกษาคน ควา .................................................... ๖
ความสาํ คัญของการศึกษาคนควา......................................................... ๖
วิธดี าํ เนินการศึกษาคน ควา ..................................................................
ขอบเขตของการศึกษาคน ควา..............................................................
๒ เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วของ........................................................... ๗
เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ งกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร........................ ๗
เอกสารทเ่ี ก่ยี วของกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร.................................... ๗
งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวของกับการวเิ คราะหว รรณกรรมตามแนวสุนทรยี ศาสตร ๑๘
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ งกับพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา......... ๒๐
เอกสารท่ีเกยี่ วของกบั พระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา........................ ๒๐
งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วของกับพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธา....................... ๒๐
๓ ประวตั ิการแตงและลกั ษณะของเรอ่ื ง................................................... ๒๒
ประวตั กิ ารแตง..................................................................................... ๒๒
ลักษณะของบทละคร............................................................................ ๒๗
ลักษณะของเรื่อง.................................................................................. ๔๔
เนอื้ เร่อื ง....................................................................................... ๔๔
การดาํ เนนิ เร่อื ง............................................................................. ๔๕
แนวคดิ ......................................................................................... ๕๕
ลักษณะของเรือ่ งทค่ี ลายบทละครสนั สกฤต..................................... ๗๓
การตงั้ ชื่อเรือ่ ง........................................................................ ๗๔
ตวั ละคร................................................................................. ๗๕
บทสนทนา............................................................................. ๘๒
โครงเรอื่ ง............................................................................... ๘๕
สถานทแี่ ละเวลา.................................................................... ๑๐๐
บทท่ี หนา
๔ สนุ ทรียภาพในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธา.................................. ๑๐๘
สนุ ทรยี ภาพในคํา................................................................................ ๑๐๘
การใชคํางา ย.............................................................................. ๑๐๘
การใชศพั ทส งู ........................................................................... ๑๑๑
การใชค าํ อัพภาส....................................................................... ๑๑๕
การใชคําผรสุ วาท........................................................................ ๑๒๐
การสรรคาํ สรรพนาม.................................................................. ๑๒๓
การซ้ําพยางค. ......................................................................... ๑๒๘
การซ้ําคํา................................................................................. ๑๓๐
การซ้ํากลมุ คํา.......................................................................... ๑๔๐
การซา้ํ ประโยค............................................................................ ๑๔๕
การซอ นคํา................................................................................. ๑๔๘
การหลากคํา................................................................................ ๑๕๕
การลอความ................................................................................ ๒๐๒
สุนทรยี ภาพในความ.............................................................................. ๒๐๕
รสวรรณคดีตามหลกั ทฤษฎสี ันสกฤต............................................ ๒๐๕
ศฤงคารรส...................................................................... ..... ๒๐๕
เราทรรส............................................................................... ๒๑๑
วีรรส.................................................................................... ๒๑๔
พภี ตั สรส.............................................................................. ๒๑๘
ศานตรส............................................................................... ๒๒๑
หาสยรส............................................................................... ๒๒๒
กรณุ ารส............................................................................... ๒๒๓
ภยานกรส............................................................................. ๒๒๖
อพั ภตู รส............................................................................. ๒๒๘
โวหาร........................................................................................... ๒๓๐
อุปลกั ษณ. ............................................................................ ๒๓๑
อุปมา.................................................................................... ๒๓๓
อทุ าหรณ.............................................................................. ๒๕๖
อตพิ จน.................................................................................. ๒๕๘
ปฏปิ ุจฉา............................................................................... ๒๖๑
บทที่ หนา
สญั ลกั ษณ. ................................................................................... ๒๖๗
เนอ้ื เรอ่ื ง.............................................................................. ๒๖๗
ตัวละคร.............................................................................. ๒๘๕
สุนทรียภาพทางรูปแบบ........................................................................ ๒๙๐
ฉันท............................................................................................. ๒๙๐
กาพย........................................................................................... ๓๘๐
รอ ยแกว ....................................................................................... ๓๙๔
๕ สรุปและอภิปรายผล............................................................................. ๓๙๖
บรรณานุกรม……………………………………………………………… ๓๙๘
ประวตั ิยอผวู ิจยั .................................................................................... ๔๐๓
บทที่ ๑
บทนํา
ภูมหิ ลงั
วรรณคดีเปนศลิ ปะสาขาหน่ึงทก่ี วีถา ยทอดจนิ ตนาการและอารมณสะเทือนใจของตน โดย
มงุ ใหเกดิ ความเพลิดเพลิน ความนึกคิด และเราอารมณใ หเ กิดความรูสึกและนึกเห็นเปนไปตาง ๆใน
สว นท่เี กี่ยวขอ งชะตากรรมของมนุษย วรรณคดีไดสะทอนออกมาในทุกแงท กุ มุมท้งั ในดา นท่ี
เปดเผยและลบั เรน เหลานี้ลว นเปนคุณสมบตั ิของวรรณคดที ่ีถือเปนความงามทางวรรณศิลปโดยแท
ซ่งึ การศึกษาวรรณคดเี พื่อใหเขาถงึ สุนทรียะหรือความงามจึงอยทู ก่ี ารศึกษาภาษาทีก่ วีใชสอื่ สาร
มายงั ผรู บั ดังคาํ กลา วของศาสตราจารย ม.ล.ตุย ชมุ สาย (๒๕๒๔: ๑๙) วา “เหนอื สิง่ อ่ืนใด
ภาวะการสอื่ สารไดเปน สิง่ สาํ คัญท่ีสุด ในการพจิ ารณาคุณคา ของบทประพันธ”
มัทนะพาธาหรือตาํ นานแหงดอกกุหลาบ พระราชนพิ นธในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจาอยหู วั เปนวรรณคดีทม่ี คี วามงดงามทางวรรณศิลป ดังทคี่ ณะกรรมการวรรณคดสี โมสรได
ประกาศยกยองใหเ ปน วรรณคดชี ้ินเอก เม่ือวันท่ี ๑๐ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๗ และทลู เกลาฯ
ถวายประกาศนยี บัตรแดพ ระองค เม่ือวนั ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ครัง้ นั้น
สมเด็จฯ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ สมเดจ็ ฯ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ัดตวิ งศ และ
พระราชวรวงศเธอ กรมหม่ืนพิทยาลงกรณ (๒๔๖๗) ไดทรงลงพระนามรบั รองในประกาศนียบัตร
ความตอนหนง่ึ ในประกาศนียบตั รบรรยายคุณคา ของพระราชนพิ นธวา
…หนังสือบทละครพูดคําฉันทเ รอื่ ง มัทนะพาธา หรอื ตาํ นานแหงดอกกุหลาบ ซึ่ง
พระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงพระราช
นพิ นธเม่ือ พ.ศ.๒๔๖๖ แลพิมพครั้งแรกเมอื่ พ.ศ.๒๔๖๗ เปนหนงั สือแตงดี เพราะทรง
พระราชดําริหใชค าํ ฉนั ทเ ปนบทละครพูด อันเปนของแปลกในกระบวนวรรณคดแี ละแตง ได
โดยยาก ยงั ไมเคยมกี วีคนใดไดพยายามแตง มาแตกอน อกี ประการหนึ่ง ในทางภาษาซงึ่
ทรงปรงุ ช่ือตวั ละคอนและภูมิประเทศถูกตองตามยคุ แหง ภารตะวรรษ อนั จาํ นงใหเ ปนตวั
เรอ่ื ง นับวา รูปเร่ืองปรุงดี จะแตงไดแตดว ยพระปรชี าและสตุ าญาณอนั กวา งขวาง…
สว นเปลื้อง ณ นคร (๒๕๔๔: ๕๐๗–๕๐๘) ไดวิเคราะหวิจารณพระราชนพิ นธเรื่อง
มัทนะพาธาวา
…เรอื่ งนี้แมจะมคี าํ ฉันทชนิดแตงยากอยหู ลายชนิด แตมีคาํ ศพั ทไมมากมายนัก
คาํ ศพั ทบ าลีสนั สกฤตทใ่ี ชสว นมากก็เปนคําศพั ทส ามัญที่ใชกนั แพรหลายแลว ในภาษาไทย
ลลี าของฉันทมีลกั ษณะหลัง่ ไหล ซ่งึ แสดงพระปรชี าสามารถในการเลือกเฟนคํา การใช
๒
ชนิดของฉนั ทกเ็ หมาะกับเน้ือเรื่องอยางยง่ิ เชน ตอนพระกาละทรรศินตอนรบั ทา วชัยเสน
เปนตน
ฉากและทองเร่ืองเปนสมัยภารตะโบราณ มทั นะพาธาอันเปนชื่อเรอื่ งนนั้ เปน นาม
ของนางเอก ซงึ่ ตอมาไดก ลายเปนดอกกหุ ลาบ “อันเปนพันธุไมซ่ึงงามดังสาวรนุ ดอก
ใหญท น สะพร่ังดว ยหนาม มีฝูงผ้ึงเขียวตอมเปน กลมุ ” ดอกกหุ ลาบบัดน้ีสมมุติวาสืบมา
จากนนั้ นี่เปน รสทางเทพนยิ าย มัทนะพาธา แปลวา ความเจ็บหรอื เดือดรอนแหงความรัก
ซงึ่ นบั วา เปน หวั ใจของเรื่อง อนั มีคตวิ าแมส มบตั ิอมรินทรกไ็ มอ าจชะนะความรกั ได
สเุ ทษณผ เู ปนเทพบุตร มคี ณาอปั สรงามสรรพสาํ อาง นึกจะไดอะไรกไ็ ดตามปรารถนา
แตนกึ จะไดจ ากมทั นาไมเปน ผลสําเร็จ ในเนื้อเร่ืองจะพบรสแหง วรรณคดีทุกรส ซึง่ มหากวี
เทานั้นจึงจะนฤมิตได
และรนื่ ฤทัย สัจจพันธุ (๒๕๒๒: ๒๗๖) ไดว จิ ารณเ รือ่ งน้ีไววา
…มัทนะพาธา เปน วรรณคดีทีจ่ ดุ ประกายไฟดวงใหมใ หแกว รรณกรรมไทย ความ
แปลกนี้ปรากฏตัง้ แตช ื่อเร่อื งอนั บง บอกถึงสารัตถะของเร่ือง (theme) วา แสดงถึงความ
เจ็บปวดอันเนื่องมาจากความรัก แทนการตงั้ ชอื่ เรื่องดวยช่ือตวั ละครเอกอยา งวรรณคดี
ไทยสมัยกอนหนานี้ การดาํ เนินเรื่องกเ็ นน นํ้าหนกั ของแกนเรอ่ื งขอ นี้ ฉะนั้นไมว า นาง
มัทนา ชัยเสน สเุ ทษณ นางจัณฑี ตางเจ็บปวดดวยพิษแหงความรักทง้ั ส้ิน ความแปลก
ใหมป รากฏตอไปจนกระทง่ั จบเรื่องดว ยความรัก อันเปนแบบท่ีตา งไปจากการจบวรรณคดี
ไทยทว่ั ไป
นอกจากน้ี ศักดิ์ศรี แยมนัดดา (๒๕๐๐: ๖๐) ไดว ิจารณไวใ นเรียงความเรื่อง พระราช
นิพนธประเภทรอยกรอง โดยกลา วเปรียบเทยี บพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธากบั พระราชนพิ นธเรอ่ื ง
อน่ื ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัววา
…หนังสือเรื่องน้ีถา จะวิจารณอ ยางถี่ถว นแลว จะตอ งวา “เปนหนงั สือท่ีดที ่ีสุดยิง่ ใหญท ่ี
สดุ และมีคา มากที่สุดในวรรณกรรมท้งั หมดทเี่ ปนประเภทรอ ยกรองของรชั กาลที่ ๖“ เหตุที่วา
เชน น้ีกเ็ พราะหนังสือเลม นี้ทรงคิดโครงเร่ืองขนึ้ เองประการหน่ึง เปน คําฉันทซ่งึ ยากในการ
แตง แตก็ทรงสามารถเรียบเรียงไดด ียง่ิ ประการหน่งึ เปนหนงั สือทีก่ อใหเกิดความซาบซึ้ง
กินใจประการหนึ่ง กระบวนบรรยายไพเราะทสี่ ุดประการหนงึ่ เหลานค้ี อื ความดีของเร่ือง
มัทนะพาธา พระนลคาํ หลวงวาดยี งิ่ แตโครงเรื่องก็เอามาจากวรรณคดีอนิ เดยี สว น
มัทนะพาธาน้นั พระองคท รงคิดโครงเร่ืองขึ้นเองและดีเดนไมแพเร่ืองของอนิ เดีย
ความสามารถอันน้คี วรจะเพม่ิ คะแนนใหแกเรื่องนมี้ ากกวา ฉะนนั้ มัทนะพาธาจงึ ดีกวา
พระนลคําหลวง คําศพั ทที่ใชก็ไมม ีอะไรยากเปนคําสามญั ทง้ั น้ันโดยมาก ลลี าของฉนั ทมี
๓
ลักษณะหลงั่ ไหล ซ่ึงแสดงพระปรีชาสามารถในการเลือกเฟน คาํ การใชชนิดฉันทก เ็ หมาะ
กับเนอ้ื เร่ืองอยา งยิง่ …
และ ม.ล.ปน มาลากลุ (๒๕๑๗: ๔๑) ไดว ิเคราะหเปรียบเทยี บพระราชนพิ นธเ รื่อง
มัทนะพาธา กบั เรื่องศกนุ ตลา ของกาลทิ าส วา
พระราชนพิ นธบทละครพูดคาํ ฉันทเ ร่ือง มทั นะพาธา นน้ั มชี ่อื อีกอยางหนง่ึ วา ตํานาน
แหง ดอกกุหลาบ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว ทรงใชก าพยท ั้งสาม คือ ยานี
สุรางคนางคและฉบงั สว นฉนั ทน ้ันมีถงึ ๒๑ คณะฉนั ท … รวมกาพยและฉันท จงึ มีถงึ ๒๔
ดวยกนั ซ่ึงนบั ไดว ากวางขวางวิจติ รพสิ ดารยิ่งนกั เทียบกบั ศกุนตลา ของกาลทิ าส รัตนกวี
กาลิทาสใชอารยาและโสลก ซึง่ พอจะเทียบกับกาพยของเรา และฉนั ทอีก ๑๙ คณะฉันท
รวมเปน ๒๑ เทานนั้
ดวยเหตทุ พี่ ระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธามีความโดดเดนดานวรรณศิลป จึงทาํ ใหม ี
นกั วิชาการสนใจศกึ ษาเรือ่ งน้ีกันอยางกวางขวาง เชน
กุหลาบ ไมเ รยี ง ศึกษาดา นรปู แบบและพบวาพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามี
ลักษณะคาํ ประพันธเ ปน บทละครยุโรปท่มี บี ทเจรจาเปน คําฉันท ๒๔ ชนดิ สว นดา นองคป ระกอบของ
เรือ่ งกม็ ีสัดสวนรับกันเหมาะสม๑
รืน่ ฤทัย สจั จพนั ธุ คนควา ดานที่มาของเรอื่ งและพบวาพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา
เจาอยูห ัวมิไดทรงนําเคา เรือ่ งมาจากวรรณคดเี ร่อื งใดดงั ปรากฎในพระราชนพิ นธค ํานํา แตพระองค
ทรงผสมผสานเนื้อเรื่องจากวรรณคดหี ลายเรื่องท้งั จากวรรณคดีของเกา เชน อุณรุท อนิรุทธคาํ
ฉันท สมทุ รโฆษคําฉนั ท รามเกียรติ์ เปน ตน และวรรณคดที ีท่ รงแปลขน้ึ จากภาษาอังกฤษกอน
พระองคท รงพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาทงั้ วรรณคดีตะวันออกและวรรณคดีตะวันตก ไดแก
ศกุนตลา โรเมโอและจเู ลยี ต จงึ นับวา พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามคี วามสาํ คัญในฐานะวรรณคดี
ท่ีเปนจุดรวมแหง กระแสอทิ ธพิ ลวรรณคดีตะวันออกและตะวันตกซง่ึ พระองคทรงผสมผสานไวอ ยาง
งดงาม๒
นันทา ขนุ ภักดี ศกึ ษาประดิษฐการทางรูปแบบของฉันทและพบวาในพระราชนพิ นธ
เรื่องมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงดัดแปลงสาลินีฉันท โดยทรงเปล่ียน
วรรคท่ีสองใหเปนแบบอนิ ทรวิเชียรฉนั ท อกี ทัง้ ไมทรงนิยมใหม ีสัมผสั ระหวา งวรรคท่ีหนง่ึ และวรรคที่
๑กหุ ลาบ ไมเรียง. (๒๔๘๙). วจิ ารณเ รือ่ งมทั นะพาธาหรอื ตํานานแหงดอกกุหลาบ บทพระราช
นพิ นธข องพระบาทสมเด็จพระรามาธบิ ดีศรีสนิ ทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัว. หนา ๕๔–๑๑๑.
๒รน่ื ฤทัย สัจจพันธุ. (๒๕๒๒, ๒ เมษายน). มัทนะพาธา บทวิเคราะหเ ปรยี บเทียบ. วารสาร
รามคาํ แหง. ๖(๒): ๒๕๙–๒๗๗.
๔
สอง เนื่องจากสาลินีฉนั ทรูปแบบเดมิ มที ว งทํานองเนบิ นาบ เมอ่ื ปรับเปล่ียนแลว กฟ็ ง ไพเราะข้นึ
ทั้งน้ีแสดงถงึ พระปรีชาญาณอนั ลึกซง้ึ ย่งิ ๑
คาํ นิยมและขอมลู วชิ าการขา งตนเนน ยํา้ ใหเห็นพระปรชี าสามารถในพระบาทสมเดจ็ พระ
มงกุฎเกลา เจา อยหู ัวในการทรงใชถ อยคําเปน เครอ่ื งมือในการแสดงออกถึงจินตนาการและอารมณ
สะเทือนใจของพระองค ผา นกระบวนการสรา งสรรคทั้งรูปแบบและเนือ้ หา จึงทําใหพ ระราชนิพนธ
เรื่องมทั นะพาธาเปนวรรณคดที ี่มีความเปนเลิศทางวรรณศลิ ป
นอกจากน้กี ารอธบิ ายความงามของพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาของนักวชิ าการดังกลาว
ยังมปี ระโยชนต อ ผอู านวรรณคดีมาก เพราะนอกจากผูอานจะไดด่ืมดํ่าความไพเราะของวรรณคดี
ดวยตนเองแลว ยงั สามารถทราบเหตุผลทท่ี าํ ใหเ กิดความไพเราะน้นั จากนักวิชาการดว ย อันจะชวย
ใหเ ขา ใจลักษณะของวรรณคดไี ดมากขน้ึ แสดงใหเหน็ วา การรับรสความงามของวรรณคดีเพยี งอยา ง
เดียว อาจใหป ระโยชนดา นความเพลิดเพลนิ ใจ ตราตรึงในอารมณ แตถาสามารถวิเคราะหหา
เหตุผลที่ทาํ ใหเกดิ อารมณส ุนทรียน้ันได ยอมจะชวยใหเกิดความรูความเขาใจท่ีกระจางชดั ย่งิ ข้ึน
ดังที่ วิทย ศวิ ะศริยานนท (๒๕๔๔: ๒๖๔) ไดอธิบายเกี่ยวกบั หลกั การศกึ ษาวรรณคดไี วว า
…นอกจากเราจะตอ งศกึ ษาวรรณคดีเพ่ือเพม่ิ พูน experience ของเราเพื่อใหห ูตา
กวางขวาง ใหเ กดิ ความเห็นอกเห็นใจผูอ่นื และใหเห็นความใหญโ ตโอฬารและหลากหลาย
ของชีวิตแลว เรายงั จะตองศึกษาวรรณคดีในฐานที่เปนศิลปะเปนของงามอีกดวย เรา
จะตอ งพจิ ารณาจบั ความงามนัน้ ใหไ ดอ ยา งบริบรู ณและเสพรสอันโอชะแหงวรรณคดี
จนกระท่งั จติ ใจเราซานกําซาบไปดว ยความงามนั้น ราวกับตัวเรากบั วรรณคดสี มานรูปเปน
เนื้อเดียวกัน แตก ารสาํ เหนียกและเสพความงามของหนังสือเลมน้ันเลม น้กี ็ยงั ไมเ ปนการ
เพียงพอ นกั วรรณคดีจะตอ งสามารถวิเคราะหไดวา นิพนธเลมน้ันๆ งามตรงไหนและ
เพราะอะไร …
อยางไรกด็ ีเหตุผลของความงามในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาควรไดร บั การอธิบายให
ครอบคลุมลุมลกึ ยิ่งขึ้นในทกุ องคประกอบ รวมไปถึงความเหมาะสมกลมกลืนขององคประกอบ
เหลานน้ั เพื่อใหเ หน็ ถงึ สนุ ทรียภาพและกระบวนการสรางสนุ ทรยี ภาพนน้ั ถึงแมว า การเขาถึงคุณคา
ของพระราชนพิ นธอ ยางแทจ ริงเชนน้ีไมใ ชส ่งิ งา ย แตก ารวิเคราะหค วามงามของวรรณคดสี ามารถ
อาศัยทฤษฎีสุนทรียศาสตรเปนแนวทางในการศึกษาได โดยทฤษฎีนมี้ สี าระสําคญั เกยี่ วกบั การ
พจิ ารณาความงามของศลิ ปะ ซ่ึงวรรณคดีเปน ศิลปะแขนงหนึ่งทีส่ ะทอ นแงมมุ ของชวี ิตอันหลากหลาย
เชน เดยี วกับศลิ ปะสาขาอน่ื ดวงมน จิตรจ ํานงค (๒๕๓๖: ๑๔๒–๑๔๓) ไดอ ธิบายลกั ษณะและ
คณุ คา ของการศกึ ษาวรรณคดใี นแนวสุนทรียศาสตรไวว า
๑นันทา ขุนภกั ด.ี (๒๕๒๗–๒๕๒๘). ฉันท: ประดษิ ฐการทางรปู แบบ. วารสารศิลปากร. ๗(๒):
๑๗–๑๘.
๕
การศึกษาสนุ ทรียภาพของภาษา คือการศึกษาภาษาในฐานะศลิ ปะ โดยคาํ นึงถึง
คุณภาพของการสอ่ื สาร ความหมาย จดุ มงุ หมาย องคป ระกอบท้ังแยกยอยและเมอ่ื รวมกนั
เปนเอกภาพ การศกึ ษาสุนทรียภาพในภาษามิใชก ารศึกษารูปแบบแตเพียงลําพงั ดังท่มี ีผู
เขาใจอยูเปนสว นมาก แตเปนการศกึ ษาความผสานของทงั้ รปู แบบและเนือ้ หาซ่ึงกอ รูปข้นึ
โดยการสรางสรรคของกระบวนการแสดงออก ผานการตีความตามทศั นะและจินตนาการ
ของผูประพนั ธ การศึกษาสุนทรยี ภาพในภาษากค็ อื การศึกษาเพอ่ื หย่ังลึกลงในงานเขียน
เพอ่ื เขาถงึ แกนแทของวรรณคดี อันเปนสมบตั ิรว มของมนุษยชาติ การศกึ ษาสนุ ทรยี ภาพใน
ภาษาเปนการศกึ ษาถงึ ความงามในการแสดงออกซง่ึ ความคดิ และอารมณของมนุษย แมส่ิง
ท่แี สดงออกนนั้ อาจงดงามหรือไมกต็ าม เชน ความทุกขท นหมนไหม ความยากไรขัดสน
การเบยี ดเบยี นทํารา ย หรอื ความลมุ หลงเปนทาสอารมณ หากแสดงออกไดอยางงดงาม
หรอื อยางมพี ลังจบั ใจกม็ คี าควรแกการทาํ ความเขา ใจวเิ คราะหแ ยกแยะ
การวเิ คราะหภ าษาของกวใี นแนวทางของสนุ ทรียศาสตรดงั ท่ี ดวงมน จติ รจาํ นงค อธิบายไว
โดยประกอบกับความรูความสามารถในทางภาษาและวิจารณญาณของผศู ึกษาดว ย กจ็ ะชวยใหผ ู
ศึกษาสามารถเขาใจความรสู กึ นกึ คิดของกวไี ดสะดวกขึ้น เน่อื งจากมีหลกั เกณฑเปนแนวทางในการ
พจิ ารณาและชว ยนาํ ไปสูแกนแทของวรรณคดี กระทัง่ สามารถอธบิ ายเหตุผลของสุนทรียะหรือความ
งามของวรรณคดีไดอ ยางครอบคลมุ ลุมลึกเปนระบบระเบยี บ
ตามท่ีไดก ลาวมาแลว วา พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาเปน วรรณคดีท่ีไดร บั การยกยอ งให
เปน วรรณคดีช้ินเอก มคี วามคิดเหน็ ของนกั วชิ าการเปน เครอ่ื งยืนยันถงึ ความงามของวรรณคดีเรื่องน้ี
อยางไรกด็ ีนักวิชาการไดใหเหตุผลไวโ ดยสรุปหรือเฉพาะในดานที่ตนสนใจ ดงั นัน้ ผูวิจัยจึงมีความ
ประสงคท ่ีจะศึกษาพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาในเชงิ สนุ ทรียศาสตร เพ่ือหย่งั ลึกลงใน
รายละเอียดของวรรณคดี และสะทอ นใหเหน็ พลังของภาษาอันมีความงามจับใจ ซงึ่ จะเปนสาระทม่ี ี
ประโยชนตอวงวรรณคดี อีกประการหนง่ึ เพื่อสะทอนพระปรชี าสามารถดานอักษรศาสตรใน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวใหปรากฏย่ังยืนสืบไป
ความมงุ หมายของการศึกษาคน ควา
การศึกษาครั้งน้ผี ูวิจัยมคี วามมุงหมายเพอื่ ใหเห็นสนุ ทรียภาพดา นตาง ๆ และกลวิธกี าร
สรา งสนุ ทรียภาพในพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา
ความสําคัญของการศกึ ษาคนควา
การศึกษาพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธาในเชงิ สุนทรยี ศาสตรท าํ ใหไ ดประจกั ษถงึ กลวธิ ี
ตาง ๆ ในการทรงพระราชนิพนธท ี่กอใหเ กิดสุนทรียภาพ อนั เปนเหตุผลทท่ี าํ ใหพระราชนพิ นธเรื่อง
มัทนะพาธาไดรับการยกยองใหเปน วรรณกรรมยอดเยี่ยม
๖
วิธดี ําเนินการศกึ ษาคนควา
ในการศึกษาครง้ั นี้ ผูวจิ ยั ไดดาํ เนินการตามข้ันตอนดังนี้
๑. ศกึ ษาพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห ัว
๒. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ ง
๓. วิเคราะหสนุ ทรียภาพดานตา ง ๆ ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา
๔. เสนอผลการวจิ ัยแบบพรรณนาวเิ คราะห
ขอบเขตของการศกึ ษาคน ควา
ผูวจิ ัยกาํ หนดขอบเขตของการศกึ ษาคน ควาดังน้ี
๑. ผูวิจยั ศึกษาพระราชนพิ นธเรอื่ งมทั นะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจาอยหู ัว ฉบบั พมิ พค รงั้ ท่ี ๒๖ พ.ศ.๒๕๔๘ โดยสํานักพมิ พอ กั ษรเจริญทัศนเ ปนผจู ัดพิมพ
๒. ผูวิจัยศึกษาพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาในเชิงสุนทรียศาสตรใ นประเดน็ ตอไปนี้
๒.๑ สนุ ทรียภาพในคํา
๒.๒ สนุ ทรียภาพในความ
๒.๒.๑ รสวรรณคดีตามหลกั ทฤษฎสี นั สกฤต
๒.๒.๒ โวหารและสญั ลักษณ
๒.๓ สุนทรียภาพทางรูปแบบ
บทที่ ๒
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ ง
ผวู จิ ยั ไดศ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วของและนาํ เสนอตามหวั ขอ ตอไปน้ี
๒.๑ เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วของกบั ทฤษฎสี ุนทรียศาสตร
๒.๒ เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วของกับพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธา
๒.๑ เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ งกบั ทฤษฎีสุนทรียศาสตร
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ งกบั ทฤษฎสี ุนทรียศาสตรตามทผ่ี ูวจิ ัยไดศึกษามามีดังนี้
๒.๑.๑ เอกสารทีเ่ กี่ยวของกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร
สนุ ทรียศาสตร (Aesthetics)
สนุ ทรียศาสตร แปลตามรปู ศพั ทวา วชิ าทวี่ า ดวยความงาม มาจากคาํ ในภาษาองั กฤษวา
Aesthetics เดมิ ดร.ปรีดี พนมยงค ไดบ ัญญตั ศิ พั ทค าํ วา ลาวณั ยว ทิ ยา๑ แทนคาํ วา Aesthetics แต
คํานีค้ นท่ัวไปไมน ิยมใช ตอ มาพระยาอนุมานราชธนไดคดิ คาํ วา สนุ ทรียภาพ๒ ขน้ึ และปรากฏวา
เปน ท่ีนิยมใช ดงั นนั้ วชิ าที่วาดวยความงามหรอื Aesthetics จงึ ใชคําวา สุนทรียศาสตร กันมาจนถงึ
ปจจุบัน
คาํ วา Aesthetics มาจากการทน่ี กั ปรัชญาชาวเยอรมนั ชอื่ Alexander Gottlieb
Baumgarten ไดแตงหนังสอื ช่ือ Aesthetica ขึน้ คําน้ใี นภาษาองั กฤษสะกดวา Aesthetics ซ่งึ
Baumgarten ไดนําคาํ วา Aesthetica มาจากคาํ ในปรชั ญากรีกวา Aisthetikos แปลวา การรบั รูด วย
ผัสสะ ซงึ่ Baumgarten เปนนกั คิดท่ีสนใจเร่อื งสุนทรยี ะหรือความงาม เขาไดสรุปแนวคิดไวว า
คุณคาและความงามทางสุนทรยี ศาสตรของคําประพนั ธเปนสัดสวนกับเนื้อหาของความคดิ ท่ีชดั เจน
หรือกลา วอกี อยางหนง่ึ วา คุณคาทางสนุ ทรียะของงานศลิ ปะใด ๆ มีสัดสวนขึ้นกบั ความชัดเจนแจม
แจงของประสบการณทงี่ านศิลปะชนิ้ นนั้ กอใหเ กิดขึ้น๓ และเมอ่ื แนวคิดของ Baumgarten ไดร บั การ
เผยแพรส ูสาธารณชน โดยการตีพิมพหนงั สือของเขาในป ค.ศ.๑๗๕๐ คําวา Aesthetics จึงถกู
นาํ มาใชในการศึกษาเกย่ี วกบั สุนทรียะหรือความงามต้ังแตนน้ั มา
๑ปรีดี พนมยงค. (๒๕๑๓). ปรัชญาคอื อะไร. หนา ๒๕.
๒ศิลป พีระศรี. (๒๕๒๗). ศิลปสงเคราะห (พจนานกุ รมศัพทศิลปะของชาวตะวนั ตก). แปลโดย
พระยาอนมุ านราชธน. หนา ๑๗.
๓ม.ล.นพิ าดา เทวกุล. (๒๕๒๘, พฤษภาคม). ธรรมชาตหิ รอื ลักษณะทั่วไปของสนุ ทรียศาสตร.
วารสารคุรุปริทัศน. หนา ๖๐–๖๑.
๘
ความหมายของสุนทรียศาสตรและสุนทรียภาพ
สนุ ทรียศาสตร เปนสาขาหนงึ่ ของวิชาปรชั ญาในแขนงทวี่ า ดวยคณุ คาของส่งิ ตาง ๆ โดย
สนุ ทรียศาสตรจ ะศกึ ษาเกย่ี วกบั ความงามของธรรมชาติและศิลปะ๑ ในดา นประสบการณท่ีเก่ียวกับ
ความงาม คณุ คา ของความงาม รวมถึงกฎเกณฑและมาตรฐานในการตัดสินความงาม
การศึกษาเกยี่ วกับความงามของส่งิ ทมี่ อี ยูในธรรมชาติและศิลปกรรมน้ี นกั ปรัชญาใหค วาม
สนใจศกึ ษากันมานานแลว และตางสงสยั กันวา ความงามอยูทใ่ี ด จนเกิดเปนแนวคิดทห่ี ลากหลายคือ
แนวคิดที่ ๑ ความงามเปน จติ วสิ ัย นกั ปรชั ญากลุมน้ีเช่ือวา การเห็นวาสงิ่ ใดงามนัน้ จติ
เปน ผูกําหนดข้นึ ดงั นนั้ ความงามทแ่ี ทจงึ อยใู นความคดิ โดยสงิ่ ทเ่ี ห็นอาจงามหรอื ไมง ามกไ็ ด
แนวคิดท่ี ๒ ความงามเปนวัตถุวสิ ัย นักปรัชญากลุม นเี้ ชอื่ วา ความงามเปน คุณสมบัติ
ของวัตถหุ รือสง่ิ ท่มี องเห็น เปน สิง่ ที่สวยงามอยูแลว ในตัวของมันเอง ดังนั้นความงามทแี่ ทจึงอยูท ่ีตวั
วตั ถุ
แนวคิดที่ ๓ ความงามเปน สภาวสมั พัทธ๒ นกั ปรชั ญากลุมน้ีเช่ือวา ความงามเกิดจาก
ความสมั พันธร ะหวางวตั ถุกับจติ ใจ หากขาดสงิ่ ใดส่ิงหนึ่งกจ็ ะไมม คี วามหมาย ความงามในวตั ถจุ ะมี
ความหมายก็ตอ เมื่อมีจิตใจรบั รูและชื่นชมยินดี
แนวคิดท่ี ๔ ความงามเปนอบุ ัตกิ ารณใหม นกั ปรชั ญากลุม นเ้ี ชื่อวา ความงามเปนผลที่
เกดิ จากกระบวนการหาคุณคา วตั ถุท่วี า งามเพราะเราใหค วามสนใจอาศัยหลักเกณฑบ างประการอัน
เปน ท่ียอมรบั กันทั่วไปเปน เคร่ืองตัดสนิ คณุ คา ทางความงามจึงเปน ผลท่ีเกิดจากการประเมินคา
วัตถุกลายเปน สงิ่ ทมี่ ีคุณคา เมื่อไดรับความสนใจโดยมเี กณฑที่กําหนดไวเ ปน มาตรฐาน ความงามจึง
เปล่ียนไปตามเกณฑ๓
มผี สู ังเกตวา สุนทรียภาพหรือความงามในทางศลิ ปะมีความหมายแตกตา งจากความงามใน
ความคดิ ของคนท่ัวไป เพราะคนทวั่ ไปมกั ประเมินคาความงามดว ยความรูสกึ ชอบและไมชอบอนั มี
ลักษณะเปน อัตวิสัย (Subjective) ซึง่ มาจากเหตุสองประการ คือ เหตุผลทางธรรมชาติโดยเฉพาะ
ดา นจิตวิทยา และเหตุผลทางวัฒนธรรมท่ีกําหนดโดยสงั คม สว นความงามในทางศิลปะเกดิ จาก
ความสมดุลขององคประกอบตาง ๆ ในชน้ิ งาน ซงึ่ กอ ใหเกิดพลงั เรา อารมณส ะเทอื นใจแกผูรบั รู
ศลิ ปนอาจสรางความงามจากแงมุมตา ง ๆ ของชีวิตมนุษย ไมวาจะเปนความนมุ นวลออนหวานหรอื
ความกกั ขฬะตํา่ ชา ความสุขหรือความทกุ ข วรรณคดีเปน ศิลปะทใี่ ชภาษาเปน อุปกรณส รา งความ
งามเหลานั้น และความงามในวรรณคดเี กิดจากความสัมพันธระหวางเนื้อหาและรูปแบบ ซ่งึ ผสาน
๑ประสทิ ธ์ิ กาพยกลอน. (๒๕๑๘). แนวทางศึกษาวรรณคดี : ภาษากวี แนวทางวิจักษและ
วิจารณ. หนา ๑๙๒. (อางองิ จาก Joseph T. Shipley. Dictionary of the World Literature. p. 3.)
๒เครอื จิต ศรบี ุนนาค. (๒๕๔๒). สุนทรียภาพของชีวติ . หนา ๔.
๓แหลงเดิม. หนา ๔-๖.
๙
กนั อยางพอเหมาะกอใหเกิดความซาบซ้งึ ตรึงใจ รวมท้ังใหค วามรคู วามเขาใจเกย่ี วกบั ชวี ติ จติ ใจของ
มนุษยหลายแงห ลายมมุ ๑
ท้ังนก้ี ารศึกษาวรรณคดีมีขอควรสํานึกอยู ๓ ประการคอื
ประการท่ี ๑ พึงสํานึกวา ตัววรรณกรรมเองนนั้ เปนสิ่งท่ีผูศึกษาจะตองยึดถอื ในการ
วจิ ารณ
ประการที่ ๒ ความใฝรู (curiosity) ในสง่ิ ที่ “เกยี่ วกบั ” วรรณกรรมนนั้ ๆ เปนส่ิงท่ีให
ประโยชนตอการศึกษาวรรณคดไี ด หากความรูท ี่ “เกย่ี วกบั ” วรรณกรรมจะไมทาํ ลายความตน่ื ตัวของ
ผูศ กึ ษาที่มีตอตวั วรรณกรรมเอง
ประการท่ี ๓ วรรณคดศี กึ ษาเปน สว นหนง่ึ ของมนษุ ยศาสตร ซ่งึ เปนกจิ กรรมทาง
ปญญาของมนุษยท่มี ุงจะ “ตีความ” และ “วัดคุณคา” ของประสบการณมนษุ ย เพอื่ สรา ง “ความสาํ นึก
ในคุณคา ของความเปนมนษุ ย” สวนความเปน อัตนัยหรือปรนยั นน้ั เปนเร่ืองของ “ระเบยี บวธิ กี าร”
(methodology) ซึง่ ไมควรยึดมัน่ ถอื มัน่ จนเปน เหตุกอใหเกดิ การพพิ าททางวชิ าการ นักวรรณคดีควร
โตแยง กนั ในเรื่องของการวินิจฉยั คณุ คาจึงจะเหมาะสม๒
การศึกษาสนุ ทรียภาพในวรรณคดี
การศึกษาวรรณคดใี นแนวสนุ ทรียศาสตรเปนการศกึ ษาท่ีมุง หาคณุ คาท่ีแทจ รงิ ของวรรณคดี
ซ่ึงเกดิ จากการคนควาของนกั ทฤษฎีชาวตะวนั ตกช่ือ ไอ.เอ.ริชารด ส (I.A.Richards) อาจารยส อน
วชิ าวรรณคดใี นมหาวทิ ยาลัยแมกดาลีนและฮาวารด เขาพบวา นักศึกษาสว นใหญไมเขาใจวรรณคดี
อยา งแทจรงิ และเกิดปญหาในการวิจารณวรรณคดี ไอ.เอ.รชิ ารด ส จึงพยายามคน หาหลกั เกณฑที่
เหมาะสมจะนํามายึดถือเปน แนวทางในการประเมินคา ของวรรณคดี ตอมาการวจิ ารณว รรณคดใี น
แนวสุนทรียศาสตรกไ็ ดร ับความนิยมและเผยแพรเ ขา มายังประเทศไทย
ไอ.เอ.รชิ ารด ส ไดใ หค วามสาํ คญั กับการพิจารณาความหมายของถอยคําอยา งละเอยี ด โดย
ถอ ยคําท่มี นษุ ยพ ูดจากนั นั้นอาจพิจารณาความหมายแยกจากกันไดเปน ๔ ประการ คือ เน้ือความ
(Sense) นาํ้ เสียง (Feeling) ทาที (Tone) และความมงุ หมาย (Intention)
เน้ือความ (Sense) คือสง่ิ ทีเ่ รามงุ จะบอกกลาว อาจเปน การบอกเลา ช้ีแจง แนะนํา
กระตนุ ถาม สัง่ หา ม และอื่น ๆ
นาํ้ เสยี ง (Feeling) คือความรูส กึ หรือทัศนคตขิ องผูพูดที่มตี อสิ่งที่เขาพูด
ทา ที (Tone) คอื ความรสู ึกหรือทัศนคตทิ ี่ผพู ูดมีตอ ผฟู งซึ่งแตกตางกนั ไป ข้ึนอยกู ับ
ความสมั พนั ธของทง้ั สองฝาย
๑ดวงมน จติ รจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๓-๙.
๒เจตนา นาควัชระ. (๒๕๒๔). วธิ ีการเชงิ อัตนยั และปรนัยในวรรณคดีวิจารณ. ใน ทางไปสู
วัฒนธรรมแหง การวิจารณ. หนา ๑๒๔–๑๒๕.
๑๐
ความมงุ หมาย (Intention) คือจุดมุงหมายในการพูดจาของผพู ูด ซง่ึ อาจพจิ ารณาได
จากเนอ้ื ความ นา้ํ เสียง และทาท๑ี
นอกจากน้กี ารศึกษาวรรณคดีอยา งลกึ ซ้งึ ผูศ กึ ษาจําเปน ตองคนหาใหไ ดวา ความคิดหลัก
ของผปู ระพนั ธนน้ั คืออะไร ซ่งึ ความคิดหลักเปนองคป ระกอบสาํ คญั อยางหนึ่งของเรื่อง และสมั พนั ธ
กบั องคประกอบอน่ื ๆ เชน โครงเรอื่ งหรือแกนเรื่อง และตัวละคร ความคิดหลกั เปนสว นสาํ คญั ทจี่ ะ
กําหนดวางแกนเรื่อง ตลอดจนลักษณะนสิ ัยและพฤติกรรมของตัวละคร ในบรรดาองคประกอบ
เหลานี้ ตัวละครเปน สว นท่ีเหน็ ไดชัดที่สุด รองลงไปคือแกนเรือ่ ง สวนความคิดหลกั เห็นไดยากท่ีสุด
เพือ่ เขาใจความคิดหลกั จาํ เปนตองวิเคราะหแ กนเร่ืองและตัวละคร สวนจะเห็นไดช ัดเจนเพยี งไร
หรือไมน้ัน ขนึ้ อยูก บั ลีลาหรือทวงทาการแสดงออก ตลอดจนโอกาส สถานการณและจุดมุงหมาย
ของบทประพันธ๒
การศึกษาสนุ ทรียภาพในวรรณคดคี วรพิจารณาสิง่ ตอไปนด้ี วย คือ
๑. คํา การแตง คําประพนั ธไ มว าจะเปนรอยแกว หรอื รอ ยกรอง กวียอมเลอื กสรรคาํ แลว
อยางประณีตบรรจง และคาํ มอี งคประกอบ ๒ ประการที่สัมพนั ธกันอยา งแนนแฟน คือ เสียงและ
ความหมาย ถงึ แมไมใ ชท ฤษฎีตายตัวแตเปนส่งิ ท่ีควรนาํ มาพจิ ารณา เพราะคําคอื องคป ระกอบ
สําคญั ทก่ี วีใชเ ปนสอ่ื ถา ยทอดอารมณความคดิ ของตน
คําประกอบดว ยหนวยเสียงหลายหนว ย ไดแก เสียงพยัญชนะตน เสียงพยญั ชนะทา ย เสยี ง
สระ และเสียงวรรณยุกต แตล ะเสียงมีอิทธพิ ลตอความหมายมากนอยตางกันคอื
เสียงพยญั ชนะตน คาํ บางคําความสาํ คญั อยูทเ่ี สียงพยัญชนะตน ดังตวั อยางคําที่
ขนึ้ ตน ดวย “คล” มักแสดงอาการเคล่ือนไหวหรือเคลอ่ื นคลาดไมเ ท่ียงหรือไมบริสทุ ธิ์ ไมมคี ําใด
แสดงภาวะน่งิ หรือแน เชน คลวง คลอ คลอก คลอง คลอง คลอง คลอด คลอน คลอย คละ คลัก …
คลน่ื คลกุ … เคลอ่ื น เคลือบ๓ พยัญชนะตนประเภทเสียงนาสกิ มกั สื่อความหมายบง ความรสู ึกที่
นมุ นวลคอยเปน คอยไป เชน เสยี ง /น/ /ม/ ในคํา นุม นุน แนง นอย นาด เนื่อง นาบ แนบ เนิบ
ละไม ละมา ย แมน มาด มาลย มวน แตเ สียงระเบิดมักใหค วามรสู กึ ที่แข็งกระดา ง หรือสมั ผัสท่เี กิด
จากการปะทะทห่ี นักและเกดิ เสียงดัง เชน เสียง /บ/ /ป/ /พ/ เชน กระบึง กระบอน สะบัด สะบ้ิง
แบะ เบะ บดิ ปด ปาด ปบุ ปบ โปก พึ่บพับ เผียะ โผงผาง ผงึ สว นเสียงเสียดแทรก เชน /ซ/ น้ัน
มกั ใชในคําที่บง ความหมายถงึ การเคลื่อนไหวอยา งเม่ือมีการเสียดสีหรือซึมแทรก เชน ซัด สาด ซา
กระเซน็ ซา น กระซบิ กระซาบ ซู เปน ตน๔
๑ดวงมน จิตรจ ํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๗๓–๗๕.
๒แหลงเดมิ . หนา ๑๐๑.
๓พระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพนั ธ. (๒๕๐๔). ภาษา วรรณคดี และ วทิ ยาการ.
หนา ๕๖.
๔ดวงมน จิตรจํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๑๗.
๑๑
เสยี งสระ คาํ ทม่ี เี สียงสระสน้ั มักใหค วามรูสกึ ไปในทางลบ รสู ึกไมมนั่ คง ขาดเปนชวง
เปน ตอน เชน เตาะแตะ เสาะแสะ สะเงาะสะแงะ หรือใหความรูสกึ ที่ปะทะกันอยา งรนุ แรง เชน ปะ
ดะ ฉะ ผลวั ะ ผัวะ โปะ โผละ โพละ หรืออาจใหความรสู ึกทีส่ กปรก ไมพอดี ไมเ หมาะสม เชน เซอะ
เกรอะ เบอะ เปรอะ เทอะทะ เบะ แบะ ตะแหมะแขะ๑ เสียงสระส้ันหรือยาวอาจมผี ลตอการสราง
ความรสู ึกเรง เรา ฉบั ไวหรอื ยืดยาดเนิบนาบ อาจใหค วามนึกเห็นถงึ การเคล่ือนไหวเล่ือนลอยในชวง
สน้ั ถ่ี หรอื หนกั หนวงเยนิ่ เยอแชม ชา ก็ได เชน ล่วิ ขวับ ระรกิ ยึกยกั มุบมิบ งุบงิบ ขวิด กวัก เควง
ควา ง ขวาง ยาย ยาง เย้อื ง โยก โยน ถาก ถาง ปาด ทาบ เทยี บ๒
เสยี งสระและเสียงพยญั ชนะทา ย คําท่มี เี สียงสระสน้ั และมเี สียงพยัญชนะทา ยเปน
คําตาย จะทาํ ใหค าํ มเี สียงหนกั แนน แขง็ ออกเสียงยาก ทาํ ใหร สู ึกอึดอัด๓ เชน “เจ็บจติ คดิ วิตกอก
อึดอัด” และความรูส ึกจากเสียงสระส้ัน-ยาวประกอบกบั เสียงพยญั ชนะทา ยสามารถนาํ ไปอธบิ ายเรื่อง
จังหวะหนกั -เบา หรือคร-ุ ลหุ ในคาํ ประพนั ธประเภทฉันทได ดังตัวอยาง
เอออเุ หมนะมึงชชิ า งกระไร ทุทาสสถลุ ฉะนี้ไฉน
ก็มาเปน
ศกึ บถงึ และมึงก็ยงั มิเห็น จะนอยจะมากจะยากจะเย็น
ประการใด
อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยน้ั มิทันอะไร
ก็หมิ่นกู
(สามคั คเี ภทคําฉนั ท : ชติ บรุ ทัต)
คาํ ประพนั ธน ้มี ีเสียงหนัก-เบาสลับกนั เกือบตลอดบท ใหความรูสึกถึงการเคลื่อนไหวใน
จงั หวะเร็วและกระช้ัน ส่อื อารมณโ กรธไดแนบเนียนจรงิ จัง เพราะผปู ระพันธร ูจักลกั ษณะการ
แสดงออกในขณะเกดิ อารมณเ ชนนน้ั ของผูมีอาํ นาจไดดวี าฉนุ เฉียวกา วราวอยา งไร จังหวะของเสยี งท่ี
เรียงรอยตอกันจงึ รบั กันกับความหมายของคาํ ท่เี ฟน มาและรว มกันเปนอุปกรณส ําคญั ในการสอื่
อารมณน น้ั ๔
เสียงวรรณยกุ ต เสียงวรรณยกุ ตม ีระดับเสียงสูงต่าํ เหมอื นเสียงดนตรี เสียงที่รอย
เรียงเปนทว งทํานองอันไพเราะชวยสรางความสะเทือนอารมณ เชน
๑ประสิทธิ์ กาพยก ลอน. (๒๕๑๘). แนวทางศกึ ษาวรรณคดี : ภาษากวี แนวทางวจิ ักษแ ละ
วิจารณ. หนา ๑๙๒. (อา งองิ จาก ชมัยพร วิทูธรี ศานต. (๒๕๑๖, มิถุนายน). ภาษาจากความรสู กึ . วารสาร
อกั ษรศาสตรพ ิจารณ. ).
๒ดวงมน จิตรจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๑๘.
๓ระวาท วณิคพนั ธ.ุ (ม.ป.ป.). เกบ็ ตกฉกฉวย. หนา ๖๔.
๔ดวงมน จติ รจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๑๘–๒๐.
๑๒
เขาขนั คคู คู ู เคียงสอง
เย้ืองยางนางยงู ทอง ทอ งทอ ง
ทิวทุงทุงทงุ มอง
เทาเทาเทา ยางหยอง มจั ฉพราศ
เลียบล้ิมริมธาร
(โคลงอกั ษรสามหมู : พระศรีมโหสถ)
นอกจากนก้ี วอี าจเลอื กใชคาํ เลียนเสียงธรรมชาติซ่งึ มีอํานาจเสียงทชี่ วยสรางความหมาย
ดา นความรสู ึกและสรางภาพข้ึนในใจของผอู า น เชน
ควิวควิวอกควากควา ง ลมลอย แลแม
ถอยแตใ จจากถอย ทพั ชา
ทศทิศทอดตาคอย ขวัญเนตร พ่ีเอย
เอาสไบนุชตา งหนา แนบเน้ือแทนนาง
(นริ าศนรินทร : นายนรินทรธิเบศร)
คําประพันธบ ทน้ีมเี สียงกอใหเกิดความรสู ึกไดอยางดี เลียนเสียงอารมณไ ดอ ยา ง
เหมาะเจาะ คาํ บางคาํ ทาํ ใหหขู องเราสรา งเสยี ง ใจสรา งภาพขึ้น “ควิวคววิ ” เปนเสียงทเ่ี กิดจากลม
“ควาก” เปนเสียงท่อี าการของส่งิ หน่ึงขาดจากกัน ทําใหผูอา นพลอยวาเหวเควงควา งเลอ่ื นลอยตาม
ไปดวย๑
คําทีม่ เี สียงสัมผสั กนั ทงั้ สัมผัสสระและสมั ผสั พยญั ชนะ ท้ังสมั ผสั นอกและสมั ผัสใน ตา งทํา
ใหเกดิ เสยี งทคี่ ลองจองกนั เปนลกั ษณะความงามอยา งหน่งึ ในคาํ ประพันธไทยที่ชว ยสรางความรูสกึ
สะเทอื นอารมณ เชน
แจว แจว จกั จน่ั จา จบั ใจ
หร่งิ หร่งิ เร่อื ยเรไร ราํ่ รอ ง
แซงแซวสง เสียงใส ซาบโสต
แหนงนิง่ นึกนชุ นอง นมิ่ เนอ้ื นวลนาง
(กาพยเ หเ รือ : เจาฟา ธรรมธิเบศร)
เสยี งของคาํ ทซ่ี าํ้ กันชวยสรา งความไพเราะและสอ่ื ความหมายดานอารมณ เชน
๑ประจกั ษ พิทยาคาร และคนอ่นื ๆ. (๒๕๑๗). รอ ยกรอง. หนา ๑๒๒.
๑๓
ฝงู ลิงไตกิ่งลางลิงไขว ลางลงิ วิ่งไลก นั วนุ วิ่ง
ลางลงิ ชงิ คางขึน้ ลางลิง กาหลงลงกง่ิ กาหลงลง
เพกากาเกาะทกุ กา นกิง่ กรรณิกากาชิงกนั ชมหลง
มัดกากากวนลวนกาดง กาฝากกาลงทํารงั กา
(เสภาขุนชา งขุนแผน)
การเลอื กสรรคาํ ของกวอี าจมาจากการปรงุ ศัพทข องกวีเองซึ่งมอี ยูหลายวิธี เชน การตัดคํา
การเตมิ คํา การแผลงคาํ การยืดเสยี งของคํา การสรา งคําขนึ้ ใหมโดยวธิ ีสมาสหรือสนธิ การนาํ คํามา
จากภาษาอืน่ เปน ตน ทั้งนีก้ วีมีจดุ ประสงคเพ่อื ความไพเราะดา นเสียงและสื่อความหมายไดตามท่ีกวี
ตองการ
การเลือกเฟนคําจึงหมายถึงการเลือกเฟน เสียง หากเสียงหลาย ๆ เสียงที่ประกอบกันขึน้
เปนคาํ แตล ะคํา มีความสัมพนั ธแนน แฟนกบั ความหมายไมว า จะเปนการแนะภาพ เสยี ง แสง สี
สมั ผัส การเคลื่อนไหวและอารมณ คาํ ท่ีรอ ยเรียงติดตอกันเหลาน้นั ก็มีคาควรแกก ารพจิ ารณาวามกี าร
ผสมผสานกันอยา งไร เนื่องจากผูประพนั ธมิไดใ หความสําคัญเพยี งการจัดกลมุ ของเสียงในคําคําหนงึ่
เทา น้ัน แตไ ดใ หค วามสาํ คญั ตอ การจดั กลมุ ของเสียงในวลแี ละประโยคดว ย๑
๒. ความ กวีเลอื กสรรคําหลาย ๆ คําเพื่อนาํ มาเรียบเรียงเปนกลุมคําและประโยคอยา งมี
ระเบยี บ กลมกลืนและไดจังหวะ เพ่อื ใชส ่ือความหมายอยา งแจม แจง ลึกซึง้ กินใจ ซึ่งการพจิ ารณาช้นั
เชงิ ของการเรียงรอ ยถอยคําอาจดูจากการใชโ วหาร สญั ลักษณแ ละรสทางวรรณคดี
๒.๑ โวหาร หมายถึงสํานวนความที่กวีสรางสรรคข้ึนเพือ่ ความงามในคําประพันธ
แบงออกเปนประเภทตาง ๆ เชน
อุปลกั ษณ (Metaphor) คือการเปรียบเทียบของสองส่ิงวาเปนสิ่งเดียวกันหรอื
เทา กนั โดยใชค ําวา เปน เทา คือ ฯลฯ ในการเปรียบเทียบ เชน เธอเปนชวี ติ จติ ใจของฉนั
อุปมา (Simile) คอื การเปรียบเทยี บของสองสิ่งวาเหมือนกนั คาํ ท่ใี ชใ นการ
เปรยี บเทียบ คือ คาํ วา เหมือน ดุจ ดูราว กล ประหนึง่ ฯลฯ เชน ตาเหมอื นตามฤคมาศ
สมพจนัย (Synecdoche) คือการกลา วถึงเพียงสว นใดสวนหนงึ่ ของสว นท้ังหมด
แตใ หม ีความหมายคลุมหมดทุกสวน เชน “จะพลิกพลวิ้ ชิวหา เปน อาวธุ ” หมายถงึ จะใชวาทศิลป
ซง่ึ รวมถึงสมองและความรูทั้งหมด
นามนยั (Metonymy) คอื การเอย ถึงสิง่ หนง่ึ แตใหมคี วามหมายเปน อยา งอ่นื เชน
“ฉันรจู ักเจาฟากงุ มากกวา รูจกั องั คาร กลั ยาณพงศ” หมายถงึ รูจกั กวนี พิ นธของเจา ฟา กุง มากกวากวี
นิพนธขององั คาร กลั ยณพงศ
๑ดวงมน จติ รจํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๒๔.
๑๔
ปฏิวาทะ (Oxymoron) คอื การนาํ คําท่มี ีความหมายตรงกนั ขา มหรือคา นกนั
มารวมกัน เพื่อใหเกิดคาํ ซ่ึงมีความหมายใหม หรอื มีความหมายทีใ่ หความรสู ึกขัดแยง หรือ
เพมิ่ นาํ้ หนักใหแกความหมายของคําแรก เชน ดีเปนบา รวยฉบิ หาย
ปฏภิ าคพจน (Paradox) คอื ขอ ความที่มีความหมายขัดกนั กลา วถึงสงิ่ ที่แปลกแต
จรงิ หรอื ไมนาเปน ไปไดแตเ ปน ไปแลว เชน ตอนพระรามฆายักษก มุ พล มคี วามวา “มคี วามเมตตา
การณุ นัก จ่งึ ชักพรหมาสตรธนูศร
อาวตั พากย (Synesthesia) คอื การใชคําแทนผลของสมั ผสั ที่ผิดไปจากธรรมดา
เชน รสของความสุข กลิ่นของความรัก คนปากหวาน คนหวั แหลม เสียงเขียว คําคม นิสัยเปรี้ยว
อตพิ จน (Hyperbole) คอื การพูดเกินความจริงเพอื่ เนนความรูสกึ เชน ถึงมว ยดนิ
สิ้นฟามหาสมทุ ร ไมส้นิ สุดความรกั สมัครสมาน
อธพิ จน (Overstatement) คอื การพูดหรือเขียนประหนึ่งโออวดเพ่ือใหผูอา นหรือ
ผฟู ง รูสึกขนั เชน พ่ีกท็ รงศักดากลา หาญ แตขาวสารเต็มกระบุงยงั แบกไหว
ปฏิปุจฉา (Allusion) คือศิลปะของการใชค าํ ถาม เชน เสียงลือเสยี งเลาอา งอันใด
พ่เี อย
๒.๒ สญั ลักษณ คอื การนาํ สิ่งทเ่ี ปนรูปธรรมอยา งใดอยา งหนึ่งแทนส่ิงทเ่ี ปน นามธรรม
ทาํ ใหเ กิดความเขา ใจไดก วางขวางลึกซ้ึง โดยไมตองใชค ําอธิบายเลยก็เขา ใจได๑ เชน ดอกไมใช
แทนหญงิ งาม น้ําคา งมกั แทนความบรสิ ุทธิ์ พระเพลิงใชแ ทนความรอนแรง หรืออาจใชตวั ละครใน
เรอื่ งนิยายหรือบทละครเปนตวั แทนนามธรรม เชน ทศกัณฐ เปน ตวั แทนความเลวรา ยของผมู ีอํานาจที่
ไมมธี รรมะ สีดาเปน ตวั แทนหญงิ ทซี่ ่ือตรงตอสาม๒ี
พระเจาวรวงศเ ธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพนั ธ ทรงอธบิ ายถงึ เหตุผลการใช
สัญลักษณว า “…ผปู ระพนั ธจะตองใชถอยคาํ ซ่ึงทาํ ใหผูอานนึกคดิ ถึงภาพซงึ่ ถายแบบภาพที่
ผูป ระพนั ธนึกคิดนน้ั เอาไปอยางใกลท ่สี ุดที่จะทาํ ได ถอยคาํ ของผูประพันธจ ะตองเปนเหมือนกระจก
เงาสองภาพท่ตี นวาด ดวยเหตนุ ้ีภาษาในวรรณคดีจึงตองเปนสญั ลักขณ (Symbol) คือเปน
เคร่ืองหมายแสดงภาพแหง ความรสู ึกนึกคิด…”๓
การใชส ญั ลักษณข องผเู ขียนแตละคนอาจใชต า งกนั บางคนอาจใชส ญั ลักษณใ หมหรือ
สัญลกั ษณเ กา ในความหมายใหม เชน อังคาร กัลปย าณพงศ ใชคําวา “มณี” เปนสัญลกั ษณของสิ่งท่ีมี
ราคาหรือฐานะสูง “ทราย” เปนสญั ลักษณของส่งิ ที่ไมม ีราคาหรือฐานะต่ํากวา หนา ท่ีของผูอา น
จะตอ งพจิ ารณาวา คาํ ตา ง ๆ ในบทประพนั ธหรอื งานเขียนที่กําลงั ศึกษาหรืออานอยูน ั้น เปน คําทใี่ ห
๑กุหลาบ มัลลิกะมาส. (๒๕๑๗). วรรณกรรมไทย. หนา ๑๖๘.
๒ม.ล.บุญเหลอื เทพยสวุ รรณ. (๒๕๑๗). วเิ คาะหร สวรรณคดไี ทย. หนา ๑๕.
๓พระเจา วรวงศเธอ กรมหม่ืนนราธิปพงศประพนั ธ. (๒๕๐๔). ภาษา วรรณคดี และ วทิ ยาการ.
หนา ๒๖๒.
๑๕
ความหมายตรงตามพจนานกุ รมหรือตามความนิยมทั่วไป หรือวา เปนสญั ลักษณ หากวา เปน
สัญลกั ษณ ก็จะตองพิจารณาตอ ไปวา ผูเขียนนาจะตอ งการใหห มายถึงอะไรในการใชส ัญลักษณ
นนั้ ๆ๑ นอกจากนกี้ ารศึกษาเร่ืองสญั ลักษณอ าจตองศึกษาวฒั นธรรมประกอบดวย เพราะรูปธรรมท่ี
ใชในการแสดงออกแทนนามธรรมนัน้ ผูประพนั ธจ ะหยิบยกจากสง่ิ แวดลอมรอบตัวและวถิ ชี ีวิตของ
เขาเอง และการตีความสญั ลกั ษณต องรอบคอบถวนถี่ ตอ งคาํ นึงถึงเอกภาพและความประสานของ
องคประกอบอืน่ ๆ ของบทประพนั ธดว ย ไมค วรคาดหมายไวกอนวา จะตอ งมีสัญลกั ษณอะไรเปน
พเิ ศษ หรือสัญลักษณทุกอยางจะมลี ักษณะเปน สากลไปหมด๒
๒.๓ รสวรรณคดี คือความรูส กึ ที่เกิดข้นึ ในใจของผอู าน ซ่งึ ผูแตง ไดถ ายทอด
อารมณของตนเองลงไวในงานนน้ั ทฤษฎรี สของสนั สกฤตมีกาํ เนิดจากละคร ในนาฏยศาสตรของ
ภรตมนุ ซี ึง่ เปน คมั ภรี การละครของสันสกฤตกลาววา “ไมม ีเน้ือหาใดที่ปราศจากรส” (รอ ยแกวหลัง
โศลกบทที่ ๓๔ ตอนท่ี ๖) กลา วคอื ผชู มจะไมย อมรับละครเรื่องนน้ั หากไมกอใหเ กิดรสคือปฏิกิริยา
ทางอารมณแกผ ูชม
ศลิ ปะเกดิ ข้ึนไดเ ม่ือศลิ ปนมีอารมณส ะเทือนใจแลว ถา ยทอดความรสู ึกนั้นออกมาใหมี
รปู หรือเสียง เมื่อไดชมงานศลิ ปะ อารมณท่ีศิลปน ถอดถายไวจะกระทบใจทาํ ใหเกดิ รสข้ึนในใจ
ตอ มาทฤษฎีรสมิไดจ ํากดั อยเู พียงแคก ารละครเทาน้ัน เปน ท่ียอมรับกันวาศลิ ปะทุกชนิดกอใหเกิดรส
ข้นึ ในใจของผูช มไดโดยอาศัยส่ือตา ง ๆ และวรรณคดีก็เปน ศลิ ปะที่อาศยั ภาษาเปน สอ่ื กอใหเ กิดรสแก
ผูอา น๓
ทฤษฎรี สของสนั สกฤตมี ๙ รส ดังน้ี
๑. ศฤงคารรส คือรสแหง ความรกั
๒. เราทรรส คือรสแหงความโกรธ
๓. วรี รส คอื รสแหง ความกลาหาญ
๔. พภี ัตสรส คอื รสแหงความนา รงั เกยี จหรอื นา เบอื่ ระอา
๕. ศานตรส คอื รสแหงความสงบใจ
๖. หาสยรส คอื รสแหงความสนกุ สนานขบขัน
๗. กรณุ ารส คอื รสแหง ความสงสาร เกิดจากการรับรคู วามทุกขโศกของ
ตวั ละคร
๘. ภยานกรส คือรสแหง ความหวาดกลวั
๙. อัพภตู รส คอื รสแหง ความอศั จรรยใ จ
๑เถกิง พนั ธเุ ถกงิ อมร. (๒๕๒๘). การอา นทั่วไป. หนา ๘๙.
๒ดวงมน จิตรจํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๑๓๑.
๓กุสมุ า รกั ษมณ.ี (๒๕๒๕). การวเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎีรสของสนั สกฤต. วารสารอักษร
ศาสตร มหาวิทยาลยั ศิลปากร. ๕(๕): ๑-๔.
๑๖
๓. รูปแบบ วรรณคดเี ปนศลิ ปะประเภทหนงึ่ ท่ีประกอบดวยสวนสําคญั ๒ สว นคือ เนื้อหา
และรูปแบบ เน้ือหา คือ สว นทเี่ ปน โครงเรือ่ ง เนื้อเร่ือง ตัวละคร ฉากและบรรยากาศ รวมทัง้ ความคดิ
หลกั ซง่ึ เปนส่งิ สาํ คญั ของวรรณคดี สวน “รูปแบบ” หมายถึงวิธเี รียบเรียงขอความเพ่อื แสดงออกถึง
เนือ้ หาของวรรณคดี เสฐยี รโกเศศ ไดใหค วามเห็นเก่ยี วกับเรื่องนีว้ า “…เราอา นหนังสอื เรอ่ื งหนึง่
รสู ึกยนิ ดีเปนที่พอใจ ทงั้ น้ไี มใ ชเปนเพราะความหมายในขอความของหนังสือเรื่องนั้นเทาน้ัน ยงั เปน
เพราะวิธีเรยี งขอความอยางงามวิจติ ร และวธิ ีใหอา นหรือฟงราบรื่น…”๑ และ วิทย ศิวะศรยิ านนท
ไดอธบิ ายเกี่ยวกับเร่ืองนีว้ า “…ในวรรณคดที ่ีดี รูปและเน้อื เร่ืองยอมกลมกลืนเปน เหตุเปน ผลซึ่งกนั
และกนั เราจะรสู ึกวารูปและเน้ือเรื่องเปนคนละอยา ง ก็ตอ เมอ่ื รูปไมเหมาะกบั เร่อื ง หรือเน้ือเร่ืองไม
เหมาะกบั รูป”๒
ดงั นน้ั รูปแบบจงึ อาจหมายถงึ รปู แบบของคําประพนั ธ เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน
รา ย ฯลฯ อนั เปน ส่ิงสาํ คัญทีใ่ ชในการถา ยทอดเนื้อหา คําประพันธแตล ะประเภทมีลักษณะเฉพาะ
ของตนเอง และวรรณคดจี ะมีสุนทรียะมากนอยเพียงใด ก็ข้นึ อยูก ับความงามของเนื้อหาและความ
พอเหมาะพอดีของรูปแบบซง่ึ จะตองผสานกลมกลนื กัน ทาํ ใหก ารสื่อสารมคี ณุ ภาพ และในทน่ี จี้ ะขอ
กลาวถงึ รปู แบบของคําประพันธประเภทฉนั ทอันเปน รูปแบบสําคญั ที่พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยูห วั ทรงใชในการถา ยทอดเนื้อหาของพระราชนพิ นธเรอ่ื งมัทนะพาธา
๓.๑ ฉันท ฉันทเปน คําประพันธทีไ่ ทยรบั มาจากอินเดีย มลี กั ษณะบังคบั เสียงหนกั -
เบา หรือเสียงสนั้ -ยาวของพยางค ตําราฉนั ทบ าลเี ลมสาํ คัญ คอื คัมภรี ว ุตโตทัยปกรณ เปนท่มี าของ
คัมภรี ว ุตโตทัย ซงึ่ เปน ตน ตําราการแตง ฉนั ทของไทย คัมภรี วุตโตทัยประกอบดวยคาํ ฉันทช นิด
ตาง ๆ ๑๐๘ ชนิด แบงเปนประเภทใหญ ๆ ได ๒ ประเภท ไดแก ฉันทประเภทบังคับพยางคเ รียกวา
“ฉนั ทว รรณพฤต”ิ และฉนั ทประเภทบงั คับมาตราเรียกวา “ฉนั ทมาตราพฤต”ิ
นอกเหนอื จากฉันทในคัมภรี วุตโตทัยแลว กวใี นสมัยตา ง ๆ ยังไดทดลองประดิษฐฉ ันท
รปู แบบอ่ืน ๆ โดยดัดแปลงจากคําประพันธของตา งประเทศบา ง โดยเลียนเสียงเครอื่ งดนตรีบา ง
หรือโดยความบันดาลใจจากสิง่ อน่ื ๆ
ฉันทท ี่กวนี ิยมแตงในคมั ภีรวุตโตทัยและฉนั ทท ี่ประดษิ ฐขึน้ ใหม ลวนจดั อยใู นประเภท
ฉนั ทวรรณพฤตทิ ั้งส้ิน
สวนความไพเราะของฉันทขนึ้ อยกู บั คุณลกั ษณะ ๓ ประการ คือ
๑. ผูแตง มคี วามรูเก่ียวกับฉนั ททจี่ ะนํามาแตงเปน อยางดี แมน ยําในเรือ่ งคณะ
ซึง่ ประกอบดวยคาํ ในบท ในบาท ในวรรค ทีอ่ ยูของครุลหุ หรอื จํานวนของคณะของฉันทใ นแตละ
บาทหรือแตละบท แมนยําเรื่องการสัมผสั ทง้ั ในบทและระหวางบท
๑ศิลป พรี ะศรี. (๒๕๒๗). ศิลปสงเคราะห (พจนานุกรมศัพทศิลปะของชาวตะวนั ตก). แปลโดย
พระยาอนมุ านราชธน. หนา ๑๐๙–๑๑๐.
๒วิทย ศิวะศริยานนท. (๒๕๔๔). วรรณคดแี ละวรรณคดวี ิจารณ. หนา ๖๙.
๑๗
๒. ผูแตงมคี วามรเู ก่ียวกับเน้ือความที่นาํ มาแตงซง่ึ ตองเหมาะสมสอดคลองกบั
ฉันทแตล ะประเภท
๓. ผูแตง เลือกใชประเภทหรือชนิดของฉันทส อดคลองกับเน้ือความในเร่ืองตอน
น้นั ๆ เชน พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงเลือกใช ปยงั วทาฉันท ๑๒ ในเรื่อง
มทั นะพาธา ตอนนางมทั นาถกู สุเทษณสาปใหก ลายเปนดอกกหุ ลาบไปตลอดกาล นางปริยมั วะทา
ซ่งึ เปน สาวใชของมทั นาเห็นเหตกุ ารณทั้งหมดจงึ รองไหค ร่ําครวญ ในฉันทน ี้ใช “ลหุมากกวาครุ” จึง
ทําใหเสียงที่เปลง ออกมาน้ัน ราวกับคนเปลง เสียงถอยคําปนมากับเสียงสะอึกสะอ้นื ดวยความ
เสียใจอยางรนุ แรง๑ ดงั ความวา
ทขุ ะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร,
พระจะมะลายพระชวิ ะจร พระแมไ ฉน
บมดิ าํ รัสวะจะนะชวน พระดว นคระไล,
พระมละทงิ้ ดะนพุ ิไร พลิ าปอะนนั ต ;
พระวรคุณอดลุ ะครอง และปองและกนั ,
ดนฉุ น้ฤี จะมิศัล- ยะเศรา อรุ า.
(มัทนะพาธา : รัชกาลท่ี ๖)
การพิจารณาสุนทรียภาพในวรรณคดที ีใ่ ชรูปแบบของฉันท ผูศึกษาตองอานฉันทใ ห
ถกู ตองตามลีลาของฉนั ทน้นั ๆ ตองรจู กั จังหวะและเสยี งหนักเสียงเบา ตาํ แหนง ครุ ลหุ ใหถองแท
ซ่งึ แสดงวาตอ งแมนลักษณะบงั คับของฉนั ทแตล ะประเภท
ตัวอยาง อนิ ทรวิเชียรฉันท
หมญู าติ / อมาตยมิต ตระสนทิ / และเสนา
สังเวช / ณ เหตุสา หสลว น / สลดใจ
สดุ ที่ / จะกลบั โท มนโศ / กอาลัย
ถวนหนา / มิวา ใคร ขณะเหน็ / บเ วน คน
(สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท : ชิต บุรทัต)
อานวา หมู – ยาด, อะ – หมาด – มดิ ตระ – สะ –หนิด, และ – เส – นา
สงั – เวด, นะ – เหด – สา หะ – สะ – ลวน, สะ – หลด – ใจ
สุด – ท่ี, จะ – กล้ัน – โท มะ – นะ – โส, กะ – อา – ไล
ถว น – หนา , มิ – วา – ใคร ขะ – หนะ – เห็น, บ – เวน – คน
๑วราภรณ บาํ รุงกุล. (๒๕๔๒). รอยกรอง. หนา ๑๘๐–๑๘๙.
๑๘
วรรณคดคี ําฉนั ทน ิยมนาํ คาํ ประพันธประเภทกาพยมาแตงรว มดว ย เชน กาพยยานี
กาพยฉบงั และกาพยสรุ างคนางค สวนประเภทอ่ืนไมน ิยมใช แตตอนจบอาจแตง เปนโคลงส่ีสุภาพ
ได วรรณคดีคาํ ฉนั ทใ นยุคหลังนิยมขึ้นตน ดว ยสัททลุ วิกกฬี ิตฉันท และมเี นื้อความทํานองไหวครูท่ี
เรียกกนั วา บทประณามพจน
๒.๑.๒ งานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ งกับการวเิ คราะหว รรณกรรมตามแนวสุนทรียศาสตร
การวิเคราะหค วามงามของวรรณกรรม ไดเ คยมีผนู าํ ทฤษฎีสุนทรียศาสตรมาใชในการ
วิเคราะหความงามของวรรณคดีและวรรณกรรมเรอ่ื งตาง ๆ ตามที่ผูวจิ ยั ไดร วบรวมมาดงั นี้
ดวงมน ปริปณุ ณะ (๒๕๑๕) ศกึ ษาทวาทศมาสในเชงิ วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บเพ่ือ
คน หาคณุ คาของวรรณคดี ดว ยการใชหลกั วรรณคดีวิจารณของไอ.เอ. รชิ ารด ทีก่ ลา ววา การอาน
อยา งพินิจพจิ ารณาอยา งมเี หตุผลจะชว ยใหคณุ คาท่ีแทจ รงิ ของกวนี ิพนธปรากฏออกมา พบวา
ทวาทศมาสมีแกน เรื่องใหญแสดงความทกุ ขใ นการพลัดพรากจากรกั โดยมคี วามผกู พนั ของมนุษยทีม่ ี
ตอธรรมชาติเปน แกนเร่ืองยอ ยชว ยเนนอารมณส ะเทือนใจและจินตนาการของกวี กวมี ีจนิ ตนาการ ๒
ประเภท คือ ประเภทแคบตายตวั และประเภทลึกซ้ึงกวางขวาง ทว งทาการแสดงออกอาศัยแนวคิด
แบบอุดมคตินยิ มเทียบไดกบั อิมเพรสชน่ั นสิ ม เอกสเพรสชั่นนสิ ม และเซอรเรียลลิสมของศิลปะ
ตะวันตก ภาพพจนแ ละสัญลักษณแสดงใหเ ห็นวา จนิ ตนาการของกวเี กดิ ข้นึ จากแรงกระทบอารมณ
ทเี่ ปนสากล กวีใชถอ ยคําท่มี ีเสียงและความหมายแสดงภาพพจน อารมณส ะเทอื นใจและจนิ ตนาการ
มกี ารใชค าํ ซาํ้ คําซอ น และคํายมื รวมทง้ั กวีสามารถนําฉนั ทลักษณม าเปน ประโยชนในการ
แสดงออกอยางเหมาะสม
ชลดา ศิรวิ ทิ ยเจริญ (๒๕๑๙) ศึกษาลลิ ิตตะเลงพายในแนววเิ คราะห วจิ ารณ และ
เปรยี บเทียบโดยเนนหนักไปในดา นการศึกษาแนวสนุ ทรียศาสตร อาศัยหลักการอา นละเอียดของ
พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณและของไอ.เอ. รชิ ารดส เพ่อื คนหาความงามของ
วรรณคดี พบวา ความไพเราะของวรรณคดีเร่ืองน้เี กดิ จากความสามารถของกวีในการเลือกใชเสียง
คาํ และความหมายไดเหมาะกับเหตุการณใ นแตละตอน มีการใชคาํ ประพนั ธประเภทกลบท เลน
เสยี งสมั ผัสพยญั ชนะ สมั ผัสสระ เลน เสียงวรรณยุกตและเลน คาํ กวนี ยิ มใชค าํ กะทัดรัด มคี วามหมาย
เดน การใชโวหารและบทเปรียบเทียบมีทัง้ แบบเกาและแบบใหม สวนการรบั รสความไพเราะของ
ผูอานอาจรับไดไมเ ทา กนั เพราะข้ึนอยกู ับความสามารถในการอา นของแตล ะบุคคล
พิทยา เหรยี ญสุวรรณ (๒๕๒๐) ศกึ ษาศลิ ปะการใชภ าษาในกวีนพิ นธของ
องั คาร กัลยาณพงศ พบวา องั คารเปนกวีท่ีมีความสามารถสูงในการใชภ าษาเพือ่ สรางจนิ ตภาพ คํา
ทน่ี ํามาใชในการเปรียบเทียบมักเปนคําท่ไี ดร บั อิทธพิ ลจากวรรณคดโี บราณ กวมี คี วามซาบซง้ึ ใน
วรรณคดไี ทยโบราณและศิลปกรรมสาขาอน่ื ๆ มคี วามรกั ความผูกพนั กับธรรมชาติเปนพเิ ศษ มี
จินตนาการถงึ สงิ่ ทอ่ี ยูไกลตวั แตอยใู กลความคิดคาํ นงึ มีอารมณอ อนไหว รุนแรง มีการแสดงออก
จรงิ ใจ และบางครัง้ มีอารมณไมคงท่ี
๑๙
พรทพิ ย ซงั ธาดา (๒๕๓๒) วเิ คราะหร ูปแบบและศิลปะการประพนั ธในรา ยยาวมหา
เวสสันดรชาดก พบวา มศี ิลปะการประพันธใ นดา นการเลือกเฟนถอ ยคาํ คือ มีการใชคาํ แสดงอารมณ
คาํ แสดงฐานะของบุคคล คาํ เลียนเสียง การเลนเสียงมีทั้งสัมผัสสระ สมั ผัสอกั ษร และเลน เสียง
วรรณยกุ ต สว นศิลปะการเรียบเรียงถอ ยคาํ ไดแก การเลนคําเลน อกั ษร การหลากคํา การใชค าํ เรียบ
งาย การแสดงอาการเคลอ่ื นไหว การลาํ ดบั ความตามเหตกุ ารณทเี่ กิดขึ้นกอ นหลัง มีการสรุปความ
ในชว งทา ยของขอความ กวีมีศิลปะในการปลุกเราอารมณ คอื มคี วามสมจริง มีโวหารและการใช
สญั ลักษณ
วงเดือน สุขบาง (๒๕๒๔) วเิ คราะหรสคํา รสความ และทวงทาํ นองการเขียนในพระ
ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธของสมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พบวา คาํ ที่ใชใ น
พระปฐมสมโพธิกถามลี กั ษณะดีเดน ท้ังในดา นความหมายทเี่ หมาะสมกบั เน้ือเร่ือง บคุ คล เหตุการณ
สถานท่ี เวลาและโอกาส เสียงของคาํ ไพเราะสละสลวย มกี ารซํ้าคํา ซาํ้ วลี การหลากคาํ การใชคํา
กอใหเกิดภาพ คาํ ทม่ี ลี กั ษณะสูงสง คําท่ีแสดงอาการเคลอ่ื นไหว และคาํ ที่กอ ใหเ กิดการสะเทือน
อารมณ ทําใหผ ูอา นไดรบั ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกดิ จินตนาการ มองเห็นภาพ มอี ารมณคลอย
ตาม ทว งทํานองเขียนมีลกั ษณะสูงสง ใชโ วหารประเภทตา งๆ กอใหเกิดรสวรรณคดีตามคัมภรี
สโุ พธาลงั การ สรางความซาบซงึ้ ประทับใจและอารมณสุนทรียแกผ ูอาน และชวยโนมนา วจิตใจ
ผูอา นใหเ กิดความเลื่อมใสศรัทธาในหลักธรรมตางๆ
วรางคณา ศรีกําเหนิด (๒๕๔๓) ศึกษาและประเมินคา กลบทในงานพระนพิ นธของ
สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส โดยศกึ ษาพระนพิ นธ ๘ เร่ือง คอื โคลงดั้นเร่ือง
ปฏสิ ังขรณวัดพระเชตุพน ลิลิตตะเลงพาย ลลิ ิตกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค
สรรพสทิ ธ์คิ าํ ฉันท สมุทรโฆษคาํ ฉนั ท ฉนั ทก ลอ มชา งพงั และกาพยข บั ไมก ลอมชางพงั กฤษณา
สอนนอ งคําฉันท และรายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ๑๑ กัณฑ พบวา สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรม
พระปรมานชุ ิตชิโนรสทรงใชกลบทในงานพระนิพนธ ๒๙ ชนิด โคลงดั้นเร่ืองปฏิสงั ขรณว ัดพระ
เชตพุ นเปนวรรณคดีที่มีชนิดของกลบทมากที่สุดถึง๑๓ ชนิด โคลงเปนฉันทลกั ษณท ท่ี รงพระนิพนธ
เปนกลบทมากทีส่ ุด พระนิพนธของพระองคถ ือวา มคี วามงามดา นวรรณศิลป ความงามดา นเสียง
เกดิ จากการใชส มั ผัสคลองจองและการมจี ังหวะเกดิ ข้ึนในบทประพนั ธ นอกจากนัน้ กลบทยงั ชว ย
เสรมิ เน้ือหาตางๆ ในเร่ืองใหม คี วามชัดเจนมากขึ้นและชวยเนนอารมณความรูส กึ ในบทประพนั ธดวย
งานพระนิพนธบางบทดําเนินรอยตามวรรณคดีสมัยอยุธยาในดา นการใชค าํ ในกลบทและการนํา
กลบทมาใชใ นการดาํ เนินเร่ือง
วัชรนิ ทร จติ คงคา (๒๕๔๖) ศกึ ษาสุนทรียภาพในโวหารรกั ทป่ี รากฏในบทละครพระ
ราชนพิ นธใ นพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา นภาลัยในแนวสุนทรียศาสตร โดยศึกษาบทละครใน
๒ เรือ่ ง คือ อิเหนาและรามเกียรต์ิ บทละครนอก ๕ เรื่อง คอื สงั ขท อง ไชยเชษฐ ไกรทอง คาวี และ
มณีพิชยั พบวา โวหารรักในบทละครในมคี วามประณีตในการเลือกใชคําทมี่ ีเสียงไพเราะ คํา
ประพนั ธม ีสัมผัสสระและสัมผัสอกั ษร จงั หวะลลี าเหมาะสมกับบรรยากาศทสี่ ่ือถึงอารมณร ัก มีการ
เลนคาํ ซํา้ คํา หลากคํา ใชค ําท่ีกอใหเกิดความรสู ึกดา นประสาทสมั ผัสทง้ั สี่ คือ รูป รส กลนิ่ เสียง
๒๐
และสมั ผัส มีการใชคาํ ที่กอเกิดความรูสึกตามกระบวนกลอน มีการใชพรรณนาโวหารแบบ
ตรงไปตรงมาและความเปรียบแบบอปุ มา อุปลกั ษณ อติพจน ปฏิปจุ ฉาและสญั ลกั ษณ สว นบท
ละครนอกทรงเลือกใชคําท่มี เี สียงสัมผัสไพเราะ แบง จงั หวะและลลี าของคาํ ไดเ หมาะสม มกี ารเลน คาํ
อยูบางแตการหลากคาํ มีนอย การใชพรรณนาโวหารเปน แบบตรงไปตรงมาและมกี ารใชความเปรียบ
แบบอุปมา อุปลักษณ อติพจน ปฏิปุจฉา และสญั ลกั ษณ
๒.๒ เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ งกบั พระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา
พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาไดมีผศู กึ ษาคนควา ไวในแนวทางตาง ๆ ดงั น้ี
๒.๒.๑ เอกสารท่เี ก่ยี วขอ งกบั พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา
เปล้ือง ณ นคร (๒๕๔๑: ๕๐๗–๕๐๘) อธิบายเกี่ยวกบั พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา
ไวใ นหนังสือประวัตวิ รรณคดวี า พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงพระราชนิพนธเรือ่ งน้ี
เมอ่ื พ.ศ.๒๔๖๖ เรือ่ งนีน้ ับวา เปนประดิษฐการใหมในวรรณคดีไทย มลี กั ษณะเหมอื นนาฏวรรณคดี
ของสันสกฤต เชน เรื่องปริยทรรศกิ าของพระเจา หรรษะ เปน บทละครท่เี หมาะสําหรับเปนบทอานยงิ่
กวาแสดงบนเวที เนื่องจากตอ งใชน าฏศิลปน ทม่ี ีความสามารถมาก และคนดูควรเปน ผูมรี สนิยมและ
การศึกษา
๒.๒.๒ งานวิจัยทเี่ กี่ยวของกับพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา
กหุ ลาบ ไมเรียง (๒๔๘๙) ไดว ิจารณพ ระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาหรอื ตํานานแหง
ดอกกุหลาบ โดยแบง เนื้อหาออกเปนสองตอน คือ ตอนแรกกลาวถึงพระราชประวตั ิและงานพระราช
นิพนธของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว ตอนทส่ี องเลา ท่ีมาของเรื่อง อธิบายลักษณะของ
ละครประเภทตา ง ๆ ไดแก ละครราํ ละครพูด ละครรอง ละครตลก ละครโนราหชาตรี แลวสรปุ วา
มัทนะพาธามีรูปแบบเปน ละครยุโรปที่มบี ทเจรจาเปนคาํ ฉันท คาํ ประพันธประกอบดว ยฉันท ๒๔
ชนิดซงึ่ มคี วามไพเราะ เนื่องจากกวรี ูจกั ใชฉ ันทท่ีมลี ักษณะเหมาะสมกับเน้อื หา องคป ระกอบของ
เรือ่ งมีสดั สว นเหมาะสม มกี ารใชกวีโวหารและแทรกภาษติ สอนใจ จึงเปน วรรณกรรมที่เหมาะ
สําหรับดูและอาน เพราะใหทง้ั ความรูและความบันเทิง ทัง้ นเ้ี พราะกวีทรงมีความเช่ยี วชาญจดั เจน
ท้ังในทางละครและทางวรรณคดี
อรอุษา สุวรรณประเทศ (๒๕๔๒: ๑๔๕–๑๖๒) ศึกษาเร่ือง มทั นะพาธา: ความ
ผสมผสานท่ีกลมกลืนระหวางความเปน ตะวนั ออกและตะวนั ตก สรปุ วา ความผสมผสานระหวา ง
ความเปน ตะวันออกและความเปนตะวันตกในเร่ืองมัทนะพาธามีปรากฏใหเ หน็ อยมู าก เรม่ิ ตงั้ แต
ความคิดในการสรา งเร่ือง ความคดิ เรอ่ื งความรกั ตลอดจนรปู แบบคาํ ประพนั ธและการใชค วาม
เปรียบตาง ๆ กวผี ทู รงพระราชนพิ นธสามารถเลือกสรรองคป ระกอบจากทัง้ ตะวนั ออกและตะวนั ตก
มาผสมผสานจดั เรียงใหเ ปนรปู เร่ืองมทั นะพาธาไดอยา งสมบูรณ มทั นะพาธาจึงมีคณุ คาในฐานะที่
เปน จุดเช่อื มของความเปนตะวันออกและตะวนั ตกอันกลมกลนื งดงาม เปน หลกั ฐานแสดง
๒๑
อจั ฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ผูทรงเปนทั้งนักวรรณคดีและรตั นกวีของ
ไทย
ร่ืนฤทยั สจั จพันธุ (๒๕๒๒: ๒๕๙–๒๗๗) วิเคราะหเร่ืองมัทนะพาธาในแนววรรณคดี
เปรียบเทียบวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวมไิ ดท รงนําเคา เรื่องมาจากวรรณคดโี บราณ
เรือ่ งใดเร่อื งหนงึ่ ดังทมี่ พี ระราชปรารภไวในคํานาํ แตทรงผสมผสานเน้ือเรื่องจากวรรณคดหี ลายเร่ือง
ดว ยกัน เชน อณุ รุท อนริ ทุ ธค ําฉันท ฯลฯ และจากวรรณคดีท่ีทรงแปลขึ้นจากภาษาอังกฤษกอนทรง
พระราชนพิ นธบทละครเร่ืองมทั นะพาธา มีทัง้ วรรณคดีตะวนั ออกและวรรณคดีตะวนั ตก ไดแก
ศกณุ ตลา โรเมโอและจเู ลียต
เอกสารและงานวจิ ยั ที่ไดรวบรวมมาทง้ั หมดน้ี ผูวิจยั ไดใชเ ปน แนวทางในการศึกษาพระราช
นิพนธเ รื่องมัทนะพาธา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั โดยอาศัยทฤษฎีสุนทรียศาสตร
เปนแนวทางในการวจิ ยั เพือ่ ใหท ราบวิธกี ารท่ที าํ ใหพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาเปนวรรณคดที ี่
ไดรับการยกยองใหเปนวรรณคดีชิ้นเอกและเปน วรรณคดที ่ีสรางความประทับใจแกผูทไี่ ดรับรสของ
วรรณคดีเสมอมา อีกทง้ั เพอ่ื ใหเกิดประโยชนต อวงการวรรณคดใี นดานอนรุ กั ษและเชิดชูคุณคาของ
วรรณคดีไทย ตลอดจนสะทอนใหเ ห็นพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ดานการทรงพระราชนิพนธบทละคร
บทที่ ๓
ประวตั ิการแตง และลักษณะของเร่ือง
๓.๑ ประวัตกิ ารแตง
พระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา หรือตํานานแหง ดอกกุหลาบน้ี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลา เจา อยหู วั ทรงพระราชนพิ นธในระหวา งที่พระองคท รงพระประชวร และแพทยถวายคําแนะนํา
ขอใหพ ระองคทรงหยุดพักจากพระราชกรณยี กิจเกีย่ วกับบา นเมือง พระองคจ ึงทรงใชเ วลาขณะทรง
พกั ผอนทรงพระราชนพิ นธต้ังแตวันอาทติ ยท่ี ๒ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๖ ถึงวันพฤหัสบดีที่
๑๘ ตลุ าคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๖ รวมเวลา ๔๓ วัน
ในการนีพ้ ระองคไดทรงปรารภถงึ แกนของเรื่องซึ่งมอี ยูใ นพระราชหฤทัยของพระองคม า
นานแลว โดยทรงแจงไวในหนาคาํ นําของพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาวา “…แกนแหงเร่อื งน,้ี
ไดเ คยมีติดอยูในใจของขา พเจามาชา นานแลว, แตเพราะเหตุตา ง ๆ ซึง่ ไมจ ําจะตอ งแถลงในทน่ี ี้
ขาพเจามิไดล งมอื แตง เรื่องน,ี้ จนมาเมอื่ กลางป พ.ศ.๒๔๖๖, เมอ่ื ไดเกดิ เหตบุ งั คับใหข าพเจาตอ ง
อยูนิง่ ๆ เงียบ ๆ, ขาพเจา จึงไดห วลนึกขึ้นถึงเรอื่ งน…้ี ”๑ และม.ล.ปน มาลากลุ กไ็ ดเ ลา ถึง
พระมหาเทพกษัตรสมุหเพ่ือนผูหน่ึงของทา น ซ่งึ เคยไดย นิ กระแสพระราชดาํ รัสของพระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั วา พระองคท รงมตี ํานานอยสู องเร่อื ง เรอ่ื งหน่ึงคอื ตาํ นานแหง หญาคา
และอีกเรื่องหนึ่งนนั้ คือตาํ นานแหงดอกกุหลาบ๒
พระองคท รงสรางตาํ นานแหงดอกกุหลาบโดยทรงผูกเรอ่ื งจากจนิ ตนาการของพระองคเอง
ในขณะแรกพระองคย ังมไิ ดทรงกําหนดลงไปแนนอนวานางเอกจะตอ งถูกสาปเปนดอกกุหลาบ ทรง
พระราชดาํ ริเพยี งใหเ ปน ดอกไมเ ทานั้น เม่ือทรงเกิดติดขัดเก่ียวกับชนิดของดอกไม พระองคก็ทรง
ปรึกษากบั หมพู ระสหายสนิท บรรดาพระสหายตางมีความคิดเห็นตรงกันวา ควรเปน ดอกกุหลาบ
เพราะเปน ดอกไมทค่ี นทัว่ โลกนยิ มชมชอบ มรี ูปพรรณสันฐาณงดงามและมีกล่นิ หอมชื่นใจ
เกีย่ วกบั เร่อื งนพ้ี ระวรวงศเ ธอพระองคเ จาธานีนิวตั ิ ราชเลขาธกิ าร ไดทรงเลา ประทานไวใน
อารมั ภกถาในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา ฉบับแปลเปน ภาษาอังกฤษวา
ORIGINAL SIAMESE VERSION. As stated above, the King finished his
romance on the 18th October 1923. Before he finished it , a discussion took place
within his intimate circle of friends as to what form of flower should be chosen for
๑พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัว. (๒๕๔๘). มทั นะพาธา หรอื ตาํ นานแหงดอกกหุ ลาบ.
หนา ๑.
๒ม.ล.ปน มาลากลุ . (๒๕๑๗). งานละครของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชิราวธุ . ใน
วงวรรณกรรม. หนา ๔๓.
๒๓
the heroine to assume in her mundane existence. The consensus of opinion was in
favour of the rose as being a universal favourite among flowers on account of its
lovely form and fragrance.๑
ครนั้ พระองคท รงกําหนดประเภทของดอกไมไดแลว ก็จาํ เปน ที่จะตอ งทรงคนหาคาํ ศพั ทที่
แปลวา “ดอกกุหลาบ” ในภาษาบาลีและสนั สกฤต เพ่ือใหไ ดค าํ ศัพททเ่ี หมาะกบั ฉากของเรื่องซ่ึงอยู
ในประเทศอนิ เดียโบราณ สว นคําวา “กุหลาบ” นนั้ เปนคําสามญั ที่ใชอยูในภาษาไทย พระองคทรง
พระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหห ลวงธุระกจิ ภิธาน (ตรี นาคะประทีป) สืบคน คาํ ศพั ทดังกลา ว
หลวงธรุ ะกจิ ภิธานไดน กึ ไปถงึ คาํ วา “ชปา” แตพ ราหมณก ุปปสุ วามิอารยซง่ึ เปนที่ปรกึ ษาทักทวงไว
โดยใหเ หตุผลวา “ชปา” เปน ดอกไมไมมหี นาม แต “กุหลาบ” มหี นาม เมื่อสืบคนตอไปจึงพบคาํ วา
“กุพชฺ ก” อนั เปนคําในภาษาสนั สกฤต ท่ี โมเนยี ร วิลเล่ียมส แปลไวในปทานกุ รมสันสกฤตองั กฤษวา
“Rosa moschata” และคัมภีรธันวันตรยี นฆิ ัณฏ กลา วถึง “กพุ ชฺ ก” วา
บทท่ี ๑ กพุ ฺชโก ภทฺรตรณุ ี พฤฺ หตฺปุษฺปาตเิ กสรา
บทท่ี ๒ มหาสหา กณฺฏกาฒฺยา นลี าลิกุลสกํ ุลา
กุพชฺ ก สุรภิ สวฺ าทุ กษายสฺ ตุ รสายน
ตฺริโทษศมโน วฺฤษย ศตี สํครฺ หโณปร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห ัวมีพระมหากรณุ าธิคณุ ทรงแปลความหมายใน
โศลกท้ัง ๒ บทไวดงั นี้
บทท่ี ๑ กลาวถึงลักษณะของดอก “กพุ ชฺ ก” วา “กุพชฺ กงามดังสาวรนุ , มีดอกใหญ, มเี กสร
ยิ่ง, ทนมาก, สะพรัง่ ดวยหนาม, มีฝงู ผ้งึ เขียวเปนกลมุ .”
บทที่ ๒ กลา วถึงสรรพคณุ ของดอก “กุพฺชก” วา “กพุ ฺชกมกี ลิน่ หอม, กนิ อรอย, หวาน, มี
รสเลิด; (เม่อื กนิ แลว) ระงบั ตรีโทษ (คือกาํ เริบแหงลม, ด,ี เสมหะ), เจริญราค, เย็นสบาย, แกโรคเชน
ทองรว ง.”๒
พระองคทรงรบั เอาคําวา “กุพชฺ ก” ในภาษาสนั สกฤตมาทรงใชในพระราชนพิ นธ ซึ่งมี
ความสอดคลองกบั สถานที่และเวลาในเรื่องทีอ่ ยใู นประเทศอินเดียโบราณ สวนนามของนางเอกนัน้
เดิมพระองคท รงพระราชปรารถนาจะต้ังนามตามชอ่ื ของดอกไม แตครน้ั จะทรงใหชอ่ื นางวา
๑Kromamun Bidyalabh Bridhyakorn. (2494). KING RAMA VI’S LAST WORK. IN
Madanabadha. p. 6.
๒พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั . (๒๕๔๘). มัทนะพาธา หรอื ตํานานแหง ดอกกุหลาบ.
หนา ๒.
๒๔
“กุพชฺ กา” ก็จะแปลความหมายไดวา “นางคอม” พระองคจ งึ ทรงคน หาศพั ทใหมพบคาํ วา “มทน”
แปลวา ความลมุ หลงหรือความรกั อนั มคี วามหมายเหมาะกบั แกนของเรอ่ื ง นางเอกของเรือ่ งจงึ ได
นามวา “มทั นา” และขณะทที่ รงคน หาคาํ ศัพทอยูน น้ั พระองคท รงพบคําวา “มทั นพาธา” โดย
บังเอญิ ซง่ึ โมเนียร วิลเลี่ยมส แปลไวเปนภาษาองั กฤษวา “the pain or disquietude of love” หรือ
ความเจบ็ หรือเดือดรอนแหง ความรัก พระราชนพิ นธจ ึงมีชอ่ื เร่อื งวา มทั นะพาธา ดว ยเหตุน้ี
พระองคท รงพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาจบในปลายพทุ ธศักราช ๒๔๖๖ และเมือ่ ถงึ
ตน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๘ อันเปนปสุดทายในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัว
พระองคท รงพระมหากรุณาธิคณุ แปลพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาออกเปน ภาษาองั กฤษอีก ๒
สํานวน สํานวนแรกทรงแปลเปนรอยแกว สาํ เร็จในเดือนพฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๘ ฉบบั นมี้ ี
ภาคผนวกอธิบายคาํ ศัพทและชอื่ ตาง ๆ ดวย แตพระราชนิพนธแปลฉบับภาษาอังกฤษรอยแกว
รวมทั้งภาคผนวกน้ีภายหลงั ไดสูญหายไป สวนสาํ นวนท่สี อง พระวรวงศเธอ พระองคเ จา ธานีนิวัติ
ราชเลขาธิการ ไดกราบบงั คมทลู พระองคว า หากทรงแปลเปน รอ ยกรองก็จะดยี ่งิ พระราชนพิ นธ
เร่ืองมัทนะพาธาฉบบั ภาษาอังกฤษรอยกรองจงึ ไดเ ริ่มตน ข้ึนในคร้งั นั้น พระวรวงศเ ธอ พระองคเ จา
ธานีนวิ ัติ ไดทรงเลาเหตกุ ารณตอนนี้ไวใ นอารัมภกถาในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธาฉบบั
ภาษาอังกฤษรอยกรองวา
“…I suggested that the value of his translation would be much enhanced if he
could find time to put it into such a form. The suggestion was at first only partially
adopted for the King merely chose the original lyrical portions for versification.
Nevertheless a few months later, in August in fact, a metrical translation of the first
act of some 600 lines took shape.”๑
การทรงพระราชนิพนธเ ปน ภาษาองั กฤษรอ ยกรองนม้ี ใิ ชส่ิงงาย ผูมีอัจฉรยิ ภาพเปนเลิศ
เทาน้นั จึงจะสามารถสรางสรรคงานประพนั ธลักษณะนีไ้ ด เพราะไมเ พียงจะตองแปลใหสาํ เรจ็ แต
จะตองแปลอยางมสี ุนทรียะดวย ในบทบรรณาธกิ ารของฉบับภาษาอังกฤษรอยกรองมขี อความ
กลา วเปรยี บเทียบพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาฉบบั ภาษาไทยกับฉบับภาษาองั กฤษรอยกรองวา
…The two versions not only correspond line for line in content, but also
approximate each other in the number of syllables used in each line. Moreover, in
๑Kromamun Bidyalabh Bridhyakorn. (2494). KING RAMA VI’S LAST WORK. IN
Madanabadha. p. 10.
๒๕
several places the rhyme scheme of the metrical translation imitates that of the Thai
version, i.e., rhymes are found within a line as well as at the end of the lines.๑
ทัง้ สองฉบับไมเ พียงจะมเี นอื้ หาทเ่ี หมือนกันบรรทัดตอบรรทัดเทา น้นั แตยงั มจี าํ นวน
พยางคท ใ่ี กลเ คียงกนั อีกดวย ย่งิ กวา น้นั ฉบับภาษาองั กฤษยังมีสัมผัสหลายแหง ท่ีถอดแบบมาจาก
ฉบบั ภาษาไทย รวมทง้ั มีสัมผัสภายในวรรคดว ย แสดงถึงพระอจั ฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจาอยูหัวเปนอยางยิ่ง ดงั ตวั อยาง
มทั นา : ฟงถอยดํารัสมะธุระวอน ดนนุ ้ีผิเอออวย
จกั เปน มสุ าวะจะนะดวย บมิตรงกะความจริง
(มทั นะพาธา หนา ๒๓)
Madana : Lord, having heard your honey’d word, if I were to agree,
‘Twould be untruth, and would, forsooth, to truth opposséd be.
(Madanabadha p.39)
มัทนา : อันชายประกาศวะระปะทาน ประดิพทั ธะแดหญิง
หญิงควรจะเปรมกะมะละยง่ิ ผวิ ะจติ ตะตอบรัก
(มทั นะพาธา หนา ๒๓)
Madana : When man declares how much he cares and loves a maiden dear,
That maiden coy should thrill with joy, if she too loves, that’s clear.
(Madanabadha p.39)
พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาฉบบั ภาษาองั กฤษ (รอยกรอง) นี้ พระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธค า งไวถงึ ตนองกท่ี ๔ ก็เสด็จสวรรคตในวนั ท่ี ๒๖
พฤศจิกายน พทุ ธศักราช ๒๔๖๘ พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาฉบบั ภาษาอังกฤษรอยกรองน้เี ปน
พระราชนิพนธเ รอื่ งสุดทายในพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ซึ่งไดรับการคนพบบนโตะ
ทรงพระอักษร และเน่อื งจากยงั มิทันที่พระองคจ ะไดท รงกาํ หนดวา จะทรงใชพ ระนามแฝงอยางไร
พอถึงคราวทค่ี ณะกรรมการจะนาํ มาตีพมิ พเ ผยแพรจ ึงตองอาศัยการเขียนพระนามทบั ศพั ทตามฉบับ
ภาษาไทย พระวรวงศเ ธอ พระองคเจาธานนี ิวตั ิ ทรงเทิดทูนพระราชนิพนธประดจุ สง่ิ ล้ําคาที่ไมว า
๑EDITORIAL NOTES. (1980). IN Madanabadha. p.2.
๒๖
ผูใ ดกไ็ มค วรแตะตองนําไปตอ เติม พระองคทรงเรียกพระราชนิพนธฉบับสุดทายน้วี า “Unfinished
Symphony”
พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาหรอื ตํานานแหงดอกกหุ ลาบฉบบั ภาษาไทย
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั มพี ระราชหฤทัยระลกึ ถึงสมเด็จพระนางเจา อนิ ทรศกั ดศ์ิ จี
พระวรราชชายา จงึ มีพระมหากรุณาธิคณุ พระราชทานบทพระราชนิพนธน ี้แกพ ระองค ดงั ปรากฏ
ขอความในคาํ อาํ นวย แสดงถงึ ความรักของบรุ ุษผูหนึ่งท่ีมีตอสตรผี เู ปนที่รักและมคี า ยงิ่ ความวา
คําอํานวย อรเอกมเหษี
วิตะรว มสเิ นหา
๏ อา อินทรฺ ศักดิศะจิองค ชะกะเลดิ สมุ าลา
ผูคหู ทัยและวรช-ี วติร่ืนระตีหวาน
๏ อนั เธอสเิ ปรยี บประดุจะกุพฺ- สิรลิ ักษณวิไลลาน
ดาลดวงฤดีสุมะทะนา- บรสิ ทุ ธิโศภติ
๏ งามใดจะเหมือนพระวรพักตร สรุ ิบุลยะเนืองนิตย
ยวนเนตรระยง่ิ บมิละคดีงาม
๏ หอมใดจะเหมือนพระคุณ จะสะพรัง่ สะพรึบหนาม
ทรงธรรมะเที่ยงและสุจรติ และบมจี ะเสียใด
๏ อนั มาลกิ พุ ชะกะสยิ อม จุฑะแหง ไผทไท
แตเ ธอนะแสนวิมะละวาม อรรับลครนี้
๏ เธอคือกหุ ลาบวรวจิ ิตร จะอุทิศพลศี รี
ฉนั ขอประสาทวะจะนะให ดนุใหสําราญบาน
๏ เปนสวนดนูหทยะจง มนะรักษะทกุ กาล
ตอบเธอผดุงวรฤดี รตจิ วบ ณ วันตาย ฯ๑
๏ ปลมื้ เปรมกะมลเพราะปรฺ ยิ ะมุง
รว มใจบจืดฤดิสมาน
สว นการนําพระราชนพิ นธฉบับภาษาไทยไปจดั การแสดงนัน้ เนื่องจากมลี กั ษณะเปนบท
ละครพดู คาํ ฉนั ท โดยมากมกั นําไปเฉพาะเนอื้ เร่ืองแลว สรา งบทเพลงข้นึ ประกอบ จึงไมนับวาเปน
การแสดงตามบทพระราชนพิ นธ การแสดงตามบทพระราชนิพนธอยา งแทจ ริงคร้งั แรกนน้ั จัดโดย
โรงเรียนสายปญญาเม่ือ พ.ศ.๒๔๙๓ มจี ม่นื มานิตยน เรศรเปนผูฝกซอม และเม่ือวนั ท่ี๕ สิงหาคม
๑พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั . (๒๕๒๔). สารานุกรม พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหัว เลม ๒ ย-อ. หนา ๙๗๒.
๒๗
๒๕๑๕ นกั เรียนไทยในประเทศองั กฤษไดจ ดั แสดงในงานชุมนมุ ประจาํ ป ณ เมือง Doncaster ซงึ่
ครั้งน้ันอาจถือไดว าเปนการแสดงในตางประเทศครั้งแรก๑
๓.๒ ลักษณะของบทละคร
พระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาเปนบทละครพูดคําฉนั ท ซึ่งละครพูดเปนศลิ ปะการแสดง
ของตะวนั ตกท่ีตัวละครเจรจากนั เปน บทพูดรอยแกวหรือรอยกรอง ไมมีการรอ งเพลงประกอบโดย
ตัวละครในทอ งเร่ือง สันนิษฐานวารชั กาลท่ี ๕ ทรงรเิ ร่ิมละครพดู ขึน้ เปนพระองคแรก เนื่องจากในป
พ.ศ.๒๔๒๐ มกี ารจดั แสดงละครพูดแนวตลกเรื่อง “ผัวกลวั เมีย” และในป พ.ศ.๒๔๔๗
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัว ขณะนน้ั ดํารงพระยศเปนสมเด็จเจา ฟามหาวชิราวธุ สยาม
มกุฎราชกุมาร ไดท รงจดั แสดงละครพูดเรื่อง “สมพอสมลูก” ณ ทวปี ญ ญาสโมสร พระราชวงั สราญ
รมย เพอื่ เปนการเล้ียงอาํ ลา สมเดจ็ พระเจาลกู เธอ เจา ฟา อัษฎางคเ ดชาวธุ เสดจ็ ไปทรงศึกษาตอใน
ยุโรป ละครคร้งั นั้นยงั มไิ ดแสดงในโรงละครเพราะยังสรา งไมเ สร็จ ในวนั ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๔๔๘ มีละครพูดแสดงเปดโรงละครใหมในทวีปญญาสโมสร ระหวาง พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๕๓ สมเดจ็
เจาฟา มหาวชิราวุธ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ทรงจัดละครพูดข้ึนไมนอยกวา ๗ เรื่อง จากนน้ั ละครพดู ก็
แพรหลายในระดบั ชนช้นั สูงตอ มา (สุรพล วิรุฬหร กั ษ. ๒๕๔๓: ๒๑๑-๒๑๒)
สว นพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาเปนบทละครพดู ท่ีทรงพระราชนิพนธข้ึนเม่อื พ.ศ.
๒๔๖๖ ทรงใชคาํ ประพนั ธประเภทฉันท กาพยและรอยแกว มีความยาว ๕ องก ซึ่งพระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงสมมตวิ า เปน เร่ืองราวทเ่ี กิดข้นึ ในดินแดนภารตะในสมัยโบราณ และ
จากพระราชนพิ นธคํานาํ สวนท่ีอธิบายเกี่ยวกบั วิธีแสดงละครทําใหทราบถึงความต้ังพระทยั ของ
พระองคใ นการท่ีจะทรงสรางสรรคบ ทละครพูดใหม รี ูปแบบแปลกใหมก วา เดิม ไมท รงยึดติดกับ
รูปแบบของละครพูดตะวนั ตกหรือละครประเภทอ่ืนท่ีมมี ากอนนั้น โดยสว นประกอบของบทละคร
พดู ไดมีการประยกุ ตศลิ ปะการแสดงแบบตา ง ๆ เขาไวด วยกนั พระองคทรงอธบิ ายไวว า
สว นวิธีเลนเร่ือง “มทั นะพาธา” นี้, ฃาพเจากาํ หนดไวใหต ัวละคอน พูด บทของตนเอง,
ไมใชร องบทนั้น ๆ อยางแบบที่เรียกกันวา “ละคอนดกึ ดาํ บรรพ” ตอเมื่อบทใดเปนบท
ขับรองจึง่ ใหร อง; กับใหมีดนตรีเลนคลอเสียงเบา ๆ ในเวลาท่ีเจรจา, และมีหนา พาทยกําหนด
ลงไวบางแหง เพ่ือชว ยการดาํ เนิรแหง เรื่อง.
อนง่ึ เพื่อประดบั หนงั สือเร่ืองน้ี ฃา พเจา ไดใหจ างวางตรี พระยาอนุศาสนจิตรกร
(จันทร จติ รกร) เขยี นภาพขึน้ เพื่อสอดไวใ นทอ่ี นั ควร...๒
๑ม.ล.ปน มาลากลุ . (๒๕๑๗). งานละครของพระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรสี นิ ทรมหาวชริ าวธุ . ใน
วงวรรณกรรม. หนา ๔๔.
๒ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว. (๒๔๖๖). คํานาํ พระราชนพิ นธ. หนา ๓.
๒๘
จากพระราชนพิ นธค าํ นาํ จะเห็นวา พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาเปนบทละครพูดที่
แทรกบทรอง มีการกําหนดเสียงดนตรีและเพลงหนา พาทย ซึ่งนอกจากท่ีไดท รงกลา วแลวก็ยงั มี
สว นประกอบอนื่ อีก และการแทรกภาพประกอบประดับไวในบางแหง ยังเปนการประยุกตเอาวจิ ิตร
ศิลปมาไวใ นหนังสือบทละคร ชวยเสริมแตง ใหบ ทละครมีชวี ติ ชีวาขึ้นดวย หนังสอื พระราชนพิ นธ
เรื่องมทั นะพาธาจงึ เปนหนังสอื บทละครที่แสดงถงึ ความคดิ สรางสรรคอนั นา นิยมของพระองค
พระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธาเปน บทละครพูดคําฉันททมี่ ีสวนประกอบตา ง ๆ ดังน้ี
๓.๒.๑ บทสนทนา
๓.๒.๒ บทรอ ง
๓.๒.๓ บทสวด
๓.๒.๔ บทพากย
๓.๒.๕ เพลงหนาพาทย
๓.๒.๑ บทสนทนา หมายถงึ บทเจรจาท่ตี ัวละครติดตอส่ือสารกันในเร่ือง ซึ่งในพระราช
นพิ นธเรื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงใหต วั ละครสนทนากนั ดวยรอย
แกวและรอ ยกรอง โดยจะใชบ ทสนทนารอยกรองมากกวารอยแกว รอยกรองไดแ ก ฉันทและกาพย
ระหวางทตี่ ัวละครสนทนากนั น้นั จะมีเสียงดนตรคี ลอเบา ๆ
บทสนทนาคําฉนั ท ซึ่งจะมฉี ันทถ งึ ๒๑ ชนดิ สว นใหญจะใชเ ม่อื ตัวละครแสดงอารมณ
ความรสู กึ เชน รัก เศรา เบกิ บาน โกรธ เปน ตน หรือใชก ับบททต่ี องการความไพเราะเปน พิเศษ
รวมทง้ั บททต่ี องการความสงางามนา เกรงขาม ดงั ตวั อยาง
บทสนทนาตอนมัทนาตกอยใู นอารมณร กั แสดงความรูสกึ สับสนวนุ วายใจทไี่ มเ คยเกิด
ข้นึ มากอน เปน บทสนทนาท่ีมีความไพเราะซาบซึ้ง สื่อถึงอารมณร กั แรกของหญงิ สาวไดเ ปนอยา ง
ดี บทสนทนาตอนนี้แตงดวยอนิ ทรวงศฉันท ๑๒ ความวา
ตวั อยางที่ ๑ ละไฉนนะเปนฉน?้ี (อินทวงส, ๑๒.)
มัทนา. โอวาอนาถใจ มะนะนึกระเหระหน;
รตินั้นจะสัประดน
แตไรกไ็ มมี และจะตองระทมระทวย.
ไมเ คยจะเชือ่ วา กม็ ิพกั จะเออจะอวย,
มาสู ณ ใจตน บมิเคยจะลมุ จะหลง;
เมอื่ กอนสิชายรัก นระผูพะวาพะวง,
อวดดีและอวดดว ย จะบพน ระอิดระอา.
ท้งั เคยเยาะเยย หยนั
วาเฃานะเฃลาคง
๒๙
เคยวาบุรุษกลา ว วจะลวงยพุ าและพา
ไปรว มสิเนหา บมิชาก็ทอดกท็ ิง้ ,
ดังนัน้ สิแมชาย อภิปรายและออยและอิ่ง
เราจ่ึงมสิ งุ สิง และบรักสมัคสมาน.
คราน้สี พิ บชาย วรรปู วเิ ศษวศิ าล,
ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ ้ันจะโลดจะลอย!
(มทั นะพาธา หนา ๕๖)
บทสนทนาตอนกาละทรรศินกลา วอัญเชิญเทพเจาในพธิ อี ภิเษกสมรส เปนบททต่ี องการ
ความสงางาม ใหความรสู ึกขลงั ศกั ดิ์สทิ ธ์ิและนา เกรงขาม บทสนทนาตอนน้ีแตง ดวย
กุสุมติ ลดาเวลิตาฉันท ๑๘ ความวา
ตวั อยางที่ ๒
กาละทรรศนิ . ฃาขอไหวอคั คีอธิปะตสิ ุพรร- (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)
ณาทิทตู สฺวรร- คะเรืองเดช,
จงโปรดนําคาํ ทลู ปะระมะสรุ ะเศรษฐ
วศิ วฺ ะเทเวศร มหาศาล:
โอมอัญเชอญนารายะณะพระหรชิ าญ
ชัยบําราบมาร ปะราชัย,
พรอมดวยเทวีศรีภะคะวะติวิไลย
วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;
(มัทนะพาธา หนา ๗๘)
สว นบทสนทนาที่แตง ดว ยคาํ ประพันธประเภทกาพย ไดแก กาพยยานี กาพยฉบงั และ
กาพยส ุรางคนางค สว นใหญจะใชก ับบทสนทนาทสี่ ่ือสารกันอยางธรรมดา ซ่ึงไมใ ชบทท่ีตวั ละคร
แสดงอารมณค วามรูส กึ หรือไมใ ชบ ทท่ีตองเนนความไพเราะเปน พิเศษ แตต องการใชใ นการ
ดาํ เนนิ เรือ่ งใหร วดเรว็ กระชบั ดังตวั อยา ง
บทสนทนาระหวา ง ชัยเสน จติ ระรถและมายาวนิ ตอนจิตระรถพามายาวนิ มาเขา เฝา สุ
เทษณ ตอนน้ีแตง ดว ยกาพยฉ บัง ๑๖ ความวา
จติ ระรถ. ตัวอยา งที่ ๓ มาเฝาบดนิ - (ฉบงง, ๑๖.)
สเุ ทษณ. เทวะ, นีม่ ายาวิน เฃาวาทา นมี
ทะดว ยมะโนภกั ดี.
ขอบใจทม่ี าคราน;ี้
๓๐
ซง่ึ โยคะวิทยาชาญ.
หากเราจะขอใหท า น ชวยเปลื้องราํ คาญ
จะไดล ะหรอื วามา.
มายาวนิ . เทวะ, อนั เวทวิทยา ฃา รูเ รียนมา
สเุ ทษณ.
เตม็ ใจจะใชฉ ลอง
พระเดชพระคณุ ลออง ธลุ บี าทลอง
จนเตม็ สตปิ ญญา.
ทานมีเวทมนตรค าถา อาจดลหัทยา
ใคร ๆ ไดหมดฤๅไฉน?
(มัทนะพาธา หนา ๑๒-๑๓)
และบทสนทนารอยแกวจะใชเ ปนบทสนทนาของศนุ กบั นาคทเ่ี ปนลกู ศิษยของกาละทรรศิน
ซึง่ ตัวละครทั้งสองมีบคุ ลกิ ลกั ษณะทนี่ า ขบขันและมักโตเถียงกันอยตู ลอดเวลา จึงเหมาะกับบท
สนทนารอยแกวที่สามารถแทรกความขบขันไดมากและเขาใจงาย นอกจากนีโ้ สมะทัตก็ใชบ ท
สนทนารอยแกวในเวลาทต่ี องพดู กบั สองคนน้ี รวมทัง้ อราลกี บั ชาวสวนเวลาทสี่ นทนากันดว ย บท
สนทนาระหวางศนุ กับนาคมตี ัวอยา งวา
ตวั อยา งท่ี ๔
นาค. อะไร?
ศนุ . อา ยของหอมของแก. (ชี้ดอกกหุ ลาบ.) นั่นเปนไร.
นาค. (เดริ เฃา ไปยงั ตนกุหลาบ)ฺ จริงของแก ; อา ยดอกนี่เอง. เอะ! เฃาเรียกดอก
อะไรนะ?
ศนุ . ชบา.
นาค. บดั ซบ! ชบาหอมมหี รือ?
ศนุ . ม.ี หอมเขียว!
นาค. มลิ ักข!ู หอมเขียวมีหรือ?
ศนุ . ไมมกี ็แลวไปส.ิ
(มทั นะพาธา หนา ๓๒)
พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธายังปรากฏบทสนทนาเปน คาถาภาษาบาลีอกี ลักษณะหนง่ึ
เปน คาถาท่ีพระกาละทรรศนิ อํานวยพรแกชัยเสนในขน้ั ตอนสุดทา ยของพิธอี ภิเษกสมรส หลงั จากคู
บาวสาวประทกั ษณิ ไฟเสรจ็ แลว กอนเวทจี ะปด มา น กาละทรรศนิ ไดก ลาวคาถาเพ่ืออาํ นวยพรแก
ชัยเสน ซงึ่ สรา งความรสู ึกขลงั ศกั ดิ์สทิ ธิ์ในตอนจบพธิ กี รรม และทําใหก ารจบองคท่ี ๓ มีจงั หวะ
เหมาะสมสงางาม คาถาภาษาบาลมี คี วามวา
๓๑
กาละทรรศิน. สาธุ เทวานุภาเวน สทา โสตถฺ ี วิวฑฒฺ โน (สามัญคาถา.)
ทฆี ายุโก จ นิทฺทกุ ฺโข นิพภฺ โย จ นิรามโยฯ
สิทฺธิ กจิ ฺจจฺ กมฺมฺจ สิทฺธิ ลาโภ ชโย ชโย
ชยเสน มหาราช วรสฺส ภวตุ สพฺพทา.ฯ
คําแปล ดงั ฃาวิงวอน ขอ (พระเจา ชัยเสนมหาราช) จงทรงพระสวสั ดี, ทรงพระ
เจรญิ พเิ ศษ, ทรงพระชนมายยุ ืนนาน ปราศจากทกุ ข, ปราศจากภยั , ไร
ความไมสาํ ราญ, ดว ยอานุภาพเทวดาทกุ เมอื่ ฯ
ขอกจิ ที่สาํ เรจ็ , การงานทีส่ าํ เรจ็ , ลาภท่สี ําเรจ็ , ชยั ชนะท่สี าํ เร็จ, จงมีแด
พระเจาชัยเสนมหาราชผูประเสรฐิ ในกาละทงั้ ปวง.ฯ
(มัทนะพาธา หนา ๘๓)
ดังที่ไดก ลาวมาแลวจะเหน็ วา รูปแบบของบทสนทนาในพระราชนิพนธเร่ือง
มัทนะพาธามคี วามหลากหลาย นอกจากจะใชฉ ันทและกาพยซ่งึ มีหลายชนิดเปนบทสนทนาของตวั
ละครแลว ก็ยังมีบทสนทนาที่เปนรอยแกว และบทสนทนาภาษาบาลีแทรกอยใู นที่อันเหมาะสมดวย
จงึ นบั เปนการผสมผสานหลายส่ิงเขาไวดวยกนั
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ไดทรงใชบทสนทนาเพื่อเปนประโยชน
แกบ ทละครในดา นตา ง ๆ ดวยดังนี้
ก. การดาํ เนนิ เร่ือง บทสนทนาบางตอนในพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาใชส าํ หรับ
ยน ยอเรื่องใหส ั้นลงและทาํ ใหเร่อื งดําเนินไปเรว็ ขนึ้ โดยใชว ิธใี หตัวละครพดู เลา เหตุการณอยางรวบ
รัดแทนการมีบทสาํ หรับแสดงบนเวที
ดังตวั อยาง เหตกุ ารณท จ่ี ัณฑสี ง ขา วใหทาวมคธผเู ปน พระบดิ ายกทัพมาตีกรงุ หัสตินา
ปรุ ะ เพราะโกรธที่ชัยเสนพามัทนามาเปนชายา แตทาวมคธตองพายแพก องทัพของ
ชัยเสน จากน้นั ชัยเสนไดขาววามทั นาไมสบายจึงจะไปเยี่ยม ทัง้ หมดน้ีอยูในคาํ พูดของชัยเสน
ความวา
ชัยเสน. จณั ฑสี ิหมายมงุ มนะพาลประหารก,ู (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
จ่ึงบอกบดิ าจู จระพลพะหลมา.
เออนกึ อนาถจริง ละนะหญิงวหิ ิงสา,
แรงฤทธิอิจฉา บมินกึ ละหนา หลงั .
โชคดีทหารเรา ฤกพ็ รอมพะลงั ขลงั ,
อนั ทา วมคธหวัง จะประยุทธะเรว็ แท
แตย งั มิเรว็ พอ และฉะน้นี ะจ่ึงแพ,
กจู ึ่งมิกลัวแม จะประยุทธะอกี หน.
๓๒
กคู ิดจะไปเย่ียม มะทะนาและพอยล
แลว กลับจะนาํ พล รณะสูศะตรูพาล.
จะส่งั ยธุ าชิต วระเสนชิ ยั ชาญ
ใหอยูและบงการ อภิรักษะคา ยไว;
สวนเจา แหละจงเตรียม วรราชมะโนมัย,
อกี ตวั ก็เตรียมไป วรธานิกบั ก.ู
(มัทนะพาธา หนา ๙๗-๙๘)
ข. บทพรรณนา บทสนทนาบางตอนใชสําหรับเปน บทพรรณนาที่มีความไพเราะ
กอ ใหเ กิดอารมณสะเทอื นใจในลกั ษณะตา ง ๆ แกผ ูอา นผูฟง บางบทสอ่ื ใหจนิ ตนาการถึงภาพที่
งดงาม และบางบทใหความรูสกึ เศราใจ ทกุ ขใจ หรืออ่ิมเอิบเบกิ บาน
ดงั ตัวอยางตอนมายาวนิ พรรณนาลักษณะของดอกกหุ ลาบใหส ุเทษณฟ ง ซึ่งในเร่อื ง
กหุ ลาบเปนดอกไมส วรรค ไมม ใี นดนิ แดนมนุษย บทสนทนาตอนนมี้ ีความไพเราะอยางยงิ่ เพราะ
กระตุนใหจ ินตนาการถึงความงามและคณุ คา ของดอกกุหลาบไดอ ยา งนา มหัศจรรย บทสนทนาท่ีใช
เปนบทพรรณนาดังกลา วมีความวา
มายาวิน. ไมเรยี กผะกากุพ-ฺ ชะกะสีอรณุ แสง (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ปานแกมแฉลม แดง ดรุณีณยามอาย;
ดอกใหญแ ละเกสร สุวคนธะมากมาย,
อยูทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
อกี ทงั้ สะพรั่งหนาม ดุจะเขม็ ประดบั ไว,
ผึ้งเขียวสบิ ินไขว บมใิ ครจะหา งเหิน.
อนั กพุ ชฺ ะกาหอม, บรโิ ภคอรอยเพลนิ ,
รสหวานสิหวานเชอญ นรลม้ิ เพราะเลิดรส;
กนิ แลวระงบั ตรี พธิ ะโทษะหายหมด,
คอื ลมและดลี ด ทุษะเสมหะเสื่อมสรรพ;
อีกทง้ั เจริญกา- มะคณุ าภิรมยน ันท,
เย็นในอุราพลนั , และระงับพยาธี.
(มัทนะพาธา หนา ๒๘)
ค. บทบรรยาย ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามบี ทสนทนาทใี่ ชสาํ หรับบรรยาย
ความเปนมาของตวั ละคร ตลอดจนบรรยายเหตุการณเ รื่องราวตา ง ๆ
ดงั ตวั อยาง ตอนมายาวินเลา ความเปนมาในอดีตชาตขิ องมทั นาและสุเทษณ เพื่อให
สุเทษณไดทราบถงึ สาเหตุท่มี ัทนาปฏเิ สธความรัก บทสนทนามคี วามวา
๓๓
มายาวิน. เม่อื ครงั้ พระองคเปน วรราชะราชัน (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขณั -
ตรัสใชอมาตยเปน ฑะวสิ ทุ ธิปญจาล,
ถงึ ราชะผูผาน
ขอองคธิดาชื่อ วรทตู ะทูลสาร
เปนราชินีตาม
แตท า วสรุ าษฎรไซร นรชาต์ิสรุ าษฎรงาม,
ใหซึง่ พระบตุ ร,ี
ตรสั เกณฑพ หลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชิตรา-
โจมตบี รุ ีปน วรราชประเพณ;ี
จบั ไดน โรดม
จ่ึงมพี ระโองการ บมยิ อมและยนิ ดี
แตห ากธิดามา
ยอมเปนวะธบู าท พระกท็ รงพระโกรธา.
ไถโทษะชีวนั
ฝายนางก็ยอมตาม จตุรงคะเสนา
พอ รอดพระชนมา
ครนั้ นางเสดจ็ ถึง ชะบุรวี โรดม.
กมเกศและกราบที่
แลว ทูลแถลงโดย บมทิ นทลายลม,
วาองคพระนงคราญ
แตไ ดปะฏิญญา นรนาถสุราษฎรมา;
วา จักมยิ อมให
ครง้ั นแี้ หละสุดแสน จะประหารพระชวี า,
เพราะวาบดิ ารกั
จ่งึ ยอมถวายตวั และประนอมมโนฉนั ท,
ขององคช นกนา-
เสรจ็ กจิ จะการดี บรจิ ารกิ านนั ท,
กราบบาทยุคลตน
วา พลางยุพาชกั ก็จะงดพระอาญา.
แทงตรงพระทรวงตาย
ตายแลวกําเนิดใน วรราชะบัญชา,
ฝายองคพ ระภูมี
ก็เพราะลกู สภิ ักด.ี
วรมาละกาศรี
ทวิบาทพระภูบาล,
สิริสจั จะวาทหวาน
บมอิ ยากจะขัดไท,
วรสัจจะม่นั ไว
นรฝนฤดีรกั .
จะประดกั ประเดิดนกั ,
จะบรอดพระชนมา,
และก็ไถพระโทษา
ถะบตองมลายชนม.
กรณยี ะเปนผล,
มะทะนาจะลาตาย.
วรขคั คะแพรวพราย
เฉพาะพักตรพ ระภมู .ี
สุรภพพศิ ษิ ฎน;้ี
กบ็ ําเพญ็ พะลกี รรม,
๓๔
จนไดส ําเรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรักกัน เพราะวะเคยสเิ นหา.
แตก รรมพระทําไว ณ พระชาตอ์ิ ดีตมา
ของขัดและขวางหนา บม ิใหพระสมจินต
(มัทนะพาธา หนา ๑๔-๑๖)
ง. แนวคดิ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวทรงแทรกแนวคิดไวหลาย
ประการในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา โดยทรงแทรกไวในบทสนทนาของตัวละคร ซึ่งลวนเปน
แนวคิดที่มคี ณุ คา
ตวั อยา งแนวคิดท่ีมีความสอดคลองกับเนื้อเรื่อง คือแนวคิดเรื่องธรรมชาติของความรกั
และผูประสบกบั ความรกั ปรากฏอยใู นบทสนทนาของกาละทรรศิน ดงั ความวา
กาละทรรศนิ . ความรกั เหมือนโรคา บนั ดาลตาใหมืดมล, (ยาน,ี ๑๑.)
ไมยนิ และไมยล อุปะสคั คะใด ๆ.
ความรกั เหมอื นโคถกึ กาํ ลังคกึ ผิขงั ไว,
ก็โลดจากคอกไป บยอมอยู ณ ที่ขัง;
ถงึ หากจะผูกไว ก็ดึงไปดว ยกําลัง,
ย่งิ หามก็ยิ่งคลั่ง บหวลคิดถึงเจบ็ กาย,
(มัทนะพาธา หนา ๗๔)
จ. ลักษณะของตัวละคร บทสนทนาบางตอนนอกจากจะเปนการพดู คุยกันระหวา ง
บคุ คลแลว ยงั ชว ยบอกใหทราบถงึ บคุ ลิกลักษณะของตวั ละครบางตัวได ซึง่ รายละเอยี ดจะอยูใ น
ถอ ยคาํ ของการสนทนานั้นเอง
ตัวอยา ง ตอนศุภางคโตเ ถียงกบั อราลี ศุภางคโ กรธทีอ่ ราลเี ขามาวุนวายในสวนหลวง
ขบั ไลก ไ็ มย อมไป ศภุ างคจึงกลา วคําบริภาษเกย่ี วกับความพกิ ารของอราลี ทําใหทราบวา อราลีเปน
ขา หลวงของจัณฑแี ละเปนหญงิ พกิ ารหลังคอ ม มีนิสัยใจคอนา ชงั ความวา
ศุภางค. อนั ตัวนางไซร (ฉบงง, ๑๖.)
มนษุ ฃาบิด
พิการทง้ั กายและจติ ! แยงยมุ ุสา
หลงั คอ มคอมคูดูผดิ แลวนางก็ยงั
แขนเบ้ยี วบเหมือนธรรมดา,
ตัวคดใจคดอิจฉา
ใคร ๆ ยอมรทู ั่ววัง;
รูปชว่ั ตัวแสนนาชัง
๓๕
ไมร ูสํานกึ ตวั เลย.
(มัทนะพาธา หนา ๘๗)
บทสนทนาในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธามีความหลากหลายผสมผสานกนั
อยางกลมกลนื มีการใชฉันทและกาพยห ลายชนิดรวมทั้งรอ ยแกว และคาถาภาษาบาลีมาแตงเปน
บทสนทนาของตัวละคร เพื่อใชป ระโยชนดา นการดําเนินเรือ่ ง ใชเ ปน บทบรรยายและบทพรรณนา
ตลอดจนใชแสดงแนวคิดและแสดงลักษณะของตวั ละคร ดังนน้ั บทสนทนาในพระราชนิพนธเ รื่อง
มัทนะพาธาจงึ เปนบทประพันธท ี่สรา งสรรคม คี ณุ คาและไพเราะยง่ิ
๓.๒.๒ บทรอง ในท่นี ห้ี มายถงึ บทขับรอ งของเหลาคนธรรพและอัปสรซึ่งใชส ําหรับเปด
เร่อื ง โดยเหลาคนธรรพแ ละอัปสรจะตองขับรองและรา ยราํ บทรองมเี นื้อหาสรรเสริญสุเทษณผ เู ปน
นาย เปนการนําไปสูการเปดตัวละครสําคญั คือ สเุ ทษณ บทรองมที ัง้ หมด ๒ บท ไดแก บทรอง
ของคนธรรพ และบทรองของอัปสรดังน้ี
ก. บทรองของคนธรรพ บทรองน้แี ตง ดว ยกาพยยานี ๑๑ ใชทํานองเพลงเหาะ มี
เน้ือหากลาวถึงความเปนมาในชาตกิ อนของสุเทษณและสรรเสริญคุณงามความดี บทสุดทายเปน
บทถวายพร ความวา
๏ ฃา บาทผูภกั ดี ตอ ธุลีพระบาทา (ยานี, ๑๑.)
พรอมกนั ถวายอา- เศยี ระพาทแดเทวัน
๏ ขอจงเสวยสุข นิราศทกุ ขไรโรคัน-
ตะรายแลภยัน- ตะรายาอยา ยายี
๏ พระองคท รงมีคณุ กะตะบญุ บาระมี
บําเพ็ญในอต-ี ตะกาลดลผลไพบลู ย
๏ ชาติกอ นเปนสุกฺษัตร เถลงิ รฐั ราไชสรู ย
ในวงศะประยรู สุระแมนแควน ปญ จาล
๏ ทรงธรรมล้ํามะนษุ ฤทธริ ุทมหาศาล
บําเพญ็ พะลีการ ทุกอยางงามตามวิสัย
๏ ครั้นถึงเวลาควร ภมู ิศวรจากไผท
เสดจ็ สรุ าลัย เสวยสุขในแดนสรวง
๏ เหลาฃา พึง่ พระเดช ปกปองเกศฃา ทั้งปวง
จง่ึ พรอมณแดดวง ภักดีหมายถวายพร
๏ ส่ิงใดพระประสงค จงสทิ ธนิ ริ ันดร
ใดองคจอมอมร ไมโ ปรดปรานเรง ผานไป ฯ
(มัทนะพาธา หนา ๓-๔)
๓๖
บทรอ งน้ใี ชตอนเปดมานในองกที่ ๑ พิณพาทยจ ะบรรเลงเพลงเหาะ เหลา คนธรรพ
ซงึ่ ถอื ชอดอกไมอยกู ลางเวทจี ะรองและรํา ตอจากนั้นจงึ เปน การสนทนากนั ระหวา งสเุ ทษณและจิต
ระเสน ซง่ึ สเุ ทษณไ มพ อใจทีเ่ หลาคนธรรพถ วายพรใหสมประสงคใ นทกุ สิง่ เนอื่ งดว ยขณะน้ีสุเทษณ
ไมอาจสมประสงคในเร่ืองรกั
ข. บทรองของอปั สร แตงดว ยกาพยฉ บัง ๑๖ และอยูตอจากบทรอ งของคนธรรพ
พอสเุ ทษณกบั จิตระเสนสนทนากันไดเลก็ นอย จิตระเสนก็เรยี กเหลานางอัปสรใหออกมาขบั รอ งและ
ฟอ นราํ เชนเดียวกับคนธรรพ บทรองมีเนอ้ื หาสรรเสรญิ สุเทษณวา เปน เทพท่ีทรงพรหมวิหาร ๔ อนั
ประกอบดวย เมตตา กรณุ า มทุ ิตา อเุ บกขา ความวา
๏ เหลา ฃา คณาอัปสร กม เกศยอกร (ฉบงง, ๑๖.)
บังคมพระเทพรังสรรค
๏ พาํ นักเนาสุขทุกวนั พระคณุ อนนั ต
อเนกประดจุ โพธิ์ทอง
๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดุจละออง
วะรณุ ระรน่ื รวยเยน็
๏ พระกรุณาแนเห็น ดิประดจุ เปน
วายุราํ เพยชื่นใจ
๏ พระมุทิตาแนใ น ฃาบาทจ่งึ ได
มานะเปนนิตยในงาน
๏ พระอุเบกฃาสมาน จติ ใหเบกิ บาน
บเ สื่อมบสูญภักดี
๏ เจานายองคใดในตรี โลกฤๅจะมี
เหมือนพระผนู ่งั เกศา
๏ ขอพง่ึ ยุคลบาทา ไปจนเวลา
ประจวบเม่อื กัลปบ รรลัย ฯ
(มัทนะพาธา หนา ๕)
บทรองของอัปสรใชท ํานองเพลงนางนาคซ่ึงผูแ สดงจะตองรอ งและรําพรอ ม กัน ใน
เน้อื เร่ืองแมน างอัปสรจะรองและรําไดด ี สุเทษณก ็ไมร สู ึกรื่นเริงใจ จากนน้ั จงึ นาํ ไปสกู ารเปด เผย
สาเหตุแหง ความเศราใจซึง่ มาจากการหลงรกั มัทนา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงใชบทรองท้ังสองบทในการเปดเร่ือง โดยบท
รองท้งั สองจะคอย ๆ แนะนําใหร จู กั ตวั ละคร คือ สเุ ทษณ ซ่งึ เปนเทพเจา ยง่ิ ใหญ มีบริวารมากมาย
แลว จงึ เขาเรื่องวา สุเทษณมคี วามทุกขใจเพราะหลงรักนางฟา มัทนา และเปนท่มี าของการทีม่ ายา
๓๗
วนิ สะกดเรียกนางมาจนกระทั่งถงึ ถกู สาป จงึ ถอื วา บทรองท้งั สองมีประโยชนตอ การดาํ เนนิ เรื่อง ทํา
ใหเร่ืองเริ่มตนข้นึ อยางนาสนใจและดาํ เนนิ ตอไปอยางตอเนอื่ ง
๓.๒.๓ บทสวด ตอนกาละทรรศินทําพิธีอภเิ ษกสมรส ในพิธีจะมนี กั สวด ๔ คนทาํ หนาที่
สวดบทสวดซึง่ มี ๒ ทํานอง ไดแก บทสวดทาํ นองสรภญั ญะ และบทสวดทํานองสดุดีสงั เวย ดังน้ี
๓.๒.๓.๑ บทสวดทํานองสรภญั ญะ ในท่นี เ้ี ปนบทสวดทแ่ี ตงดว ยอินทรวิเชียรฉันท
๑๑ มีเนอ้ื ความบชู าและอญั เชญิ เทพเจา อคั นีโปรดเปนทูตสวรรคนาํ สารจากมนษุ ยไ ปแจงแกเ ทวดา
ทง้ั หลาย ดงั ความวา
๏ อา องคพ ระอัคนี วรศรปี ระภาใส. (อนิ ทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
เปนเอกอุดมใน หุตะกิจพะลกี าร
๏ ฃา ขอประณตองค สุระท้งั ณตรสี ฺถาน
ทกุ ภาคพเิ ศษมาน มนะมงุ ณการยัญ
๏ หนงึ่ คือสุรียแจม สจุ รสั ณภูมสฺวรรค
สองโลกมนุษนัน- ทะนะอนุ ระอุกาย
๏ ท่ีสองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย
คือวิชชุโชต์ิฉาย รจุ แิ ลบณเมฆา
๏ ที่สามกค็ ือไฟ นระกอณเคหา
เพ่อื กอบสุภักษา และประกอบพะลพี ูน
๏ องคน แ้ี ละไดเ ชอญ พระเสดจ็ ณแทนกูณฑ
ดวยพรอ มมะโนมูล จะกระทําหตุ าการ
๏ อาองคพ ระทรงเมษ สรุ เดชตระการฉาน
โปรดเอื้อและเอาภาร ธรุ ะดว ยสุไมตรี
๏ ยามเรมิ่ พะลีกรร- มะสุยัญญะการน้ี
จงสิทธิดวยดี ดจุ ะฃาทาํ นูลวอน
๏ ชวยนาํ พะจีถงึ สุระเทพณอัมพร
มารับพะลกี ร ดนไุ ดผจงสรรพฯ
(มทั นะพาธา หนา ๗๗-๗๘)
การสวดบทประพันธขา งตน นี้จะใชทํานองสรภญั ญะ หมายถงึ การสวดท่ีมีทวงทํานอง
แบบสวดมนต ซง่ึ การสวดบทประพันธดวยทว งทํานองดังกลา ว ทงั้ เนอื้ หาและทาํ นองอันนุมนวลจะ
ชวยสื่อใหน ึกถงึ เทพเจา อัคนีผูมบี ญุ คุณตอ มนุษย เปน ผูสรางความสวา ง ความอบอนุ และใหไ ฟเพ่ือ
ใชป ระโยชนดานตา ง ๆ เปน ผูอยูใ นฐานะทม่ี นุษยต องเคารพนบนอบอยา งมาก
๓๘
๓.๒.๓.๒ บทสวดทํานองสดุดีสงั เวย ในทน่ี เี้ ปน บทสวดท่ีแตง ดวยวสันตดิลกฉนั ท
๑๔ มเี นือ้ ความกลา วถึงหญงิ ชายที่มีความรกั ตอกันและแตงงานกันถูกตองตามประเพณี ไมทําให
วงศตระกลู เสอื่ มเสีย หญิงชายคูนั้นจะไดรบั ความเจรญิ เทวดาจะอาํ นวยพรและประทานบุตรสบื
สกลุ ขอเทวดาโปรดใหช ัยเสนและมทั นาเจริญดวยอายุ วรรณ สุข พล และทรัพยศ ฤงคาร ดังความ
วา
๏ อา หญงิ และชายฤดิสมคั มะนะรว มสเิ นหา (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔.)
พรอ มจติ ผสมสะมะระมา อภเิ ษกะสมรส
๏ เหมือนหนง่ึ ประมวญสะรริ ะอีก มะนะรวมก็ยงยศ
ยงศกั ดเิ กียรติคุณะหมด เพราะผสมกําลังกนั
๏ ผใู ดสมัคสะมะระสม- ระสะรว มมะโนฉันท
ปวงไทสเุ ทวะมรุสรร- พะอํานวยพระพรพนู
๏ หญิงชายกระทาํ วธิ ิววิ า- หะสมิ ุง ผดงุ กลู
วงศาคณาคณะประยูร บมิเสื่อมมิทรามหาย
๏ เทวาประสิทธวิ รบุตร และธิดาประดจุ หมาย
ใหท รงและสบื สะกุละสาย สุวะพนั ธุพชื งาม
๏ ขอทวยสเุ ทวะสรุ ฤท- ธมิ ะหิทธิเรืองราม
โปรดชวยบํารงุ วรวิศาม- ปะติอกี พระชายา
๏ ใหทรงเจริญสริ ิสวุ ตั - ถพิ พิ ฑั ฒะนาอา-
ยวู รรณะสขุ พะละและสา- ระวิสุทธิศฺฤงคาร
๏ ขอพรประสิทธิบมิฃาด ณพระราชะสมภาร
อกี เทวิองคอระวศิ าล สิริสิทธิภยี โยฯ
(มัทนะพาธา หนา ๘๒-๘๓)
บทประพนั ธนี้แตงดว ยวสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ สาํ หรับใชสวดทาํ นองสดุดสี ังเวยหรือดษุ ฎี
สังเวย ซ่ึงในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏวรรณกรรมช่ือ“คาํ ฉนั ทด ุษฎีสังเวย ของขนุ เทพกระว”ี มี
ลกั ษณะเปน คําฉนั ทท่ปี ระพนั ธข้ึนเพอ่ื ใชอา นในพระราชพธิ ีคชกรรม(กองวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร กรมศิลปากร. ๒๕๔๕: ๔๗) ตอมาจึงมคี ําฉนั ทด ุษฎีสงั เวยสาํ นวนอน่ื เกิดขึน้ ตามมา
ในสมยั กรงุ รตั นโกสินทรม ีคาํ ฉนั ทดุษฎีสังเวยทใี่ ชสรรเสริญสงิ่ ท่ีมคี วามสําคัญอื่น ๆ ท่ไี มไ ดเกี่ยวขอ ง
กบั พระราชพธิ ีคชกรรม เชน ฉันทส รรเสรญิ พระมหามณีรตั นปฏิมากร ฉนั ทสงั เวยพระมหา
เศวตฉตั ร พระทีน่ ง่ั ดุสิตมหาปราสาท ฉนั ทส งั เวยพระท่ีนง่ั บางปะอนิ ฉันทสังเวยกลองวินิจฉัยเภรี
เปนตน ดงั นนั้ คาํ ฉันทดุษฎีสงั เวยจึงใชแ ตงคําประพนั ธท่ีมเี น้ือหาเก่ียวของกบั การอานบชู า
สรรเสรญิ สง่ิ ที่มีความสาํ คัญและสูงสง ยิง่
ในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธาน้ี พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ไดทรงพระ
ราชนพิ นธวสันตดลิ กฉันท ๑๔ โดยมเี นื้อหาเกี่ยวของกบั ชยั เสนและมทั นา สาํ หรบั ใชสวดทํานอง
๓๙
ดุษฎสี ังเวยในฉากที่ทงั้ สองเดินประทกั ษิณรอบกองไฟและพระฤๅษี ๓ รอบ ซง่ึ การประยุกตเ อาคาํ
ประพนั ธม าใชใ นบทละครดังกลา วชวยสรา งความศกั ดิ์สิทธใิ์ หเ กิดข้ึนในตอนประกอบพิธีกรรม จงึ
นบั เปนการสรางสรรคทีน่ า สนใจ
๓.๒.๔ บทพากย บทพากยหรอื คาํ พากยเ ปนสว นประกอบสําคัญของการแสดงโขนและ
หนงั ใหญ ตวั โขนในสมัยโบราณตองสวมหวั โขนทุกตวั (ยกเวน ตัวตลก) ไมสามารถพูดและรองได
จงึ ตอ งมผี ทู าํ หนาทพ่ี ากยและเจรจาแทน คาํ พากยจ ะแตงดวยคาํ ประพนั ธประเภทกาพยยานี ๑๑
และกาพยฉ บัง ๑๖ เมื่อพากยจ บไปบทหนง่ึ ๆ ตะโพนจะตอ งตรี บั ทา ใหกลองทัดตตี าม แลวคน
แสดงภายในโรงก็รองรบั ดว ยคาํ วา “เพย” (ธนติ อยโู พธิ์. ๒๕๐๘: ๑๙๒-๑๙๕)
ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ไดท รง
ดัดแปลงนําทํานองพากยมาใชเปน ทาํ นองสวดของนักสวด ๔ คน แตยงั คงเรยี กวา “บทพากย” ใน
ตอนกระทาํ พธิ ีอภิเษกสมรส ซ่งึ บทพากยม เี นือ้ ความกลาวถึงชัยเสนวาเปน กษตั รยิ ยงิ่ ใหญ มีความ
เชยี่ วชาญในศาสตรต าง ๆ และมีรูปงาม ขณะน้จี ะอภเิ ษกสมรสกับมัทนาผอู ุดมดวยรูปสมบตั ิและ
คณุ สมบตั ิ จงึ ขอใหเทพยดาโปรดประทานพรใหแกค นท้ังสองดวย คาํ ประพันธต อนนี้นักสวดจะ
สวดดวยทํานองพากยว า
๏ อาทวยเทพฟงคาํ เชอญ แลวโปรดอยาเมนิ (ฉบงง, ๑๖.)
มะโนจงนอมพรอมกัน ผูทรงมหันต
๏ ฟง คําฃา ทลู เทวัน ศวฺ รรยาธิปตยั
มหิทธเิ ดชเกรียงไกร ทะราชเรืองศิล-
๏ ดวยองคสมเด็จจอมไอ- อกี ทัง้ ปุราณ
ดํารงซ่งึ รฐั หสั ดิน อาวธุ ถ่ถี วน
๏ ทรงนามชยั เสนนรนิ - พระรูปวิมล
ปะศาสตฺ ฺระเช่ียวชํานาญ รปู สมบัติสลาง
๏ แจง เจนไตรเพทพิศาล แกนะเรนทรส ูร
คัมภรี ก ็รูต ามควร
๏ อีกวอ งไวในกระบวน
ทุกอยา งในทางยทุ ธกล
๏ สนั ทัดอศั วะโกศล
สิรโิ สภาคยสรรพางค
๏ พระคณุ สมบัติ์สําอาง
และโภคสมบัตบิ ูรณ
๏ เทวานเุ คราะหเ ก้อื กลู