The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

พระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธา : การศึกษาเชิงสุนทรียศาสตร

ปริญญานิพนธ
ของ

ดวงเดือน พัฒนวริ ิยะวาณชิ

เสนอตอบณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ เพอ่ื เปน สวนหนึ่งของการศกึ ษา
ตามหลกั สูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาภาษาไทย
มนี าคม 2552

พระราชนพิ นธเ รอ่ื งมทั นะพาธา : การศึกษาเชิงสนุ ทรียศาสตร

ปริญญานพิ นธ
ของ

ดวงเดอื น พฒั นวริ ิยะวาณิช

เสนอตอ บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ เพอ่ื เปนสว นหนึง่ ของการศกึ ษา
ตามหลักสตู รปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
มนี าคม 2552
ลขิ สิทธิเ์ ปน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

พระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา : การศึกษาเชิงสนุ ทรยี ศาสตร

บทคดั ยอ
ของ

ดวงเดอื น พฒั นวริ ิยะวาณิช

เสนอตอบณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพอ่ื เปนสว นหนง่ึ ของการศกึ ษา
ตามหลกั สตู รปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
มีนาคม 2552

ดวงเดือน พัฒนวริ ิยะวาณชิ . (2552). พระราชนพิ นธเร่อื งมทั นะพาธา : การศกึ ษาเชิง
สนุ ทรียศาสตร. ปริญญานิพนธ ศศ.ม. (ภาษาไทย). กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. คณะกรรมการควบคุม: รองศาสตราจารยอคั รา บุญทพิ ย,
อาจารยวนิ ัย ภรู ะหงษ.

การศึกษาพระราชนิพนธเรอื่ งมทั นะพาธาในเชิงสนุ ทรยี ศาสตรม ีความมุง หมายเพ่ือศึกษา
สุนทรยี ภาพดานตา ง ๆ และกลวธิ กี ารสรา งสุนทรยี ภาพในพระราชนิพนธ

ผลการศกึ ษาพบวา สนุ ทรยี ภาพในพระราชนิพนธเ กดิ จากการเลอื กสรรคาํ ทีม่ ีเสยี งไพเราะ
มคี วามหมายลึกซงึ้ เหมาะสมกับเน้ือเรอ่ื ง ทาํ ใหสือ่ ความหมายไดชดั เจนและสะเทือนอารมณ สว น
การเรียบเรยี งวลหี รอื ประโยคมคี วามประณีต ประกอบดว ยรสทางวรรณคดคี รบทกุ รส มีการใช
โวหารที่ชว ยสอ่ื ความหมายและกระทบอารมณ ตลอดจนมกี ารใชส ัญลกั ษณใ นสว นตัวละครและเนือ้
เรอ่ื ง ดา นรูปแบบเปนบทละครพูดคาํ ฉันท ประกอบดวยฉันท ๒๑ ชนดิ กาพย ๓ ชนดิ และรอ ย
แกว ซง่ึ เหมาะสมกับลกั ษณะของตัวละครและเน้ือความ

พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูห วั ทรงพระราชนพิ นธบทละครพดู คําฉนั ทเรอื่ ง
มัทนะพาธา เพอ่ื ทรงแสดงตํานานของดอกกหุ ลาบอนั เปน แกนเรื่องในจินตนาการของพระองค และ
ทรงแสดงแนวคดิ เร่อื ง ความทกุ ขท เ่ี กิดจากความรกั อันสอดคลองกบั แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาวา
ความรกั เปนเคร่ืองผกู พนั ท่กี อ ใหเ กดิ ทกุ ข สว นลกั ษณะของเร่ืองคลา ยบทละครสนั สกฤต จงึ เปน
การผสมผสานลกั ษณะของไทยและอินเดยี เขาดว ยกันอยางกลมกลืน

การทพ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาเปน คํา
ฉันท เนือ่ งดวยพระองคม พี ระราชประสงคท ี่จะทรงแสดงใหค นรุนใหมในสมยั นนั้ ไดเ หน็ แบบอยา ง
การแตง ฉันทแ ละกระตุน ใหส นใจการแตงฉันทข ึ้น เพือ่ อนรุ ักษการแตง คําประพันธข องไทยโบราณ
ไว จงึ เปนพระปรีชาสามารถและพระมหากรณุ าธคิ ุณทีพ่ ระองคท รงมตี อ วงการวรรณคดียงิ่

Madanabadha : a Study of Aesthetical Approaches

AN ABSTRACT
BY

DUANGDUEAN PATTANAWIRIYAWANICH

Presented in partial fulfillment of the requirements
For the Master of Arts degree in Thai
At Srinakarinwirot University
March 2009

Duangduean Pattanawiriyawanich. (2009). Madanabadha : a Study of Aesthetical
Approaches. Master thesis, M.A. (Thai). Bangkok: Graduate School,
Srinakharinwirot University. Advisor Committee: Assoc. Prof. Akkara Buntip,
Lect. Vinai Bhurahongse.

The purpose of the study was to study the various categories of poetic beauty and
the art of creating this beauty.

It was found out in the story that the poetic beauty in the play was created by the
selection of meaningful words with melodious sounds apt to the story making it clear in
meaning and moving. The elaborate arrangement of phrases and statements showed all
aesthetical language containing famous sayings making the statements filled with good
sense and movable. Moreover, the use of symbol represented the characters appropriately
well. The poems were composed of 21 types of “Chanta”, 3 types of “Krap” and prose
which were appropriate to each character in the story.

King Rama VI had written the lyrical play called “Madanabadha” in order to tell
about the origin of the rose which was the main idea of his imaginary play. The pain of
love was the theme which was similar to the Buddhist teaching: “Affection is a bond that
leads to endurable pain”. The story itself was like that of a Sanskrit lyrical drama.
Therefore, the play became a fine combination of Thai and Indian features.

Writing the play in poetry, King Rama VI wanted to make it an example for his
contemporaries to follow and arouse them to the interest of writing “Chanta” in that epoch.
His Majesty’s talent in conserving ancient Thai poems has been appreciated among the
Thai literature circle.

ปรญิ ญานพิ นธ
เรื่อง

พระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา : การศึกษาเชิงสุนทรยี ศาสตร

ของ
ดวงเดอื น พฒั นวริ ยิ ะวาณชิ

ไดรับอนมุ ัตจิ ากบณั ฑติ วิทยาลัยใหน บั เปน สวนหนึ่งของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย
ของมหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ

.................................................................. คณบดบี ัณฑิตวทิ ยาลยั
(รองศาสตราจารย ดร.สมชาย สันตวิ ฒั นกลุ )
วนั ที่ ........... เดือน ...................... พ.ศ.๒๕๕๒

คณะกรรมการสอบปริญญานพิ นธ

........................................................................ ประธาน
(อาจารยพัทธยา จติ ตเ มตตา)

........................................................................ กรรมการ
(อาจารยว นิ ัย ภูร ะหงษ)

........................................................................ กรรมการ
(รองศาสตราจารยอ คั รา บญุ ทิพย)

........................................................................ กรรมการท่แี ตงตัง้ เพมิ่ เติม
(รองศาสตราจารยพฤทธิ์ ศภุ เศรษฐศริ ิ)

ประกาศคุณปู การ

ปรญิ ญานพิ นธฉ บบั น้สี าํ เร็จลงดวยความกรณุ าของรองศาสตราจารยอ ัครา บุญทพิ ย
ประธานควบคมุ ปรญิ ญานิพนธ และอาจารยว นิ ัย ภรู ะหงษ กรรมการควบคมุ ปริญญานิพนธ ผใู ห
ความรูและคาํ แนะนํา ตลอดจนกรณุ าตรวจแกป รญิ ญานพิ นธอ ยา งละเอยี ด ผูวิจยั ขอกราบ
ขอบพระคณุ มา ณ ท่ีน้ี

ขอกราบขอบพระคณุ อาจารยพ ัทธยา จิตตเมตตา และ รองศาสตราจารยพ ฤทธ์ิ
ศภุ เศรษฐศริ ิ กรรมการสอบปรญิ ญานพิ นธ ที่กรุณาใหค ําแนะนําและตรวจแกไ ขขอ บกพรองตา ง ๆ
และขอกราบขอบพระคณุ คณาจารยภาควชิ าภาษาไทยท่กี รุณาใหค วามรูแกผูวิจยั ตลอดมา

ขอขอบพระคณุ คณาจารยกลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัย
ศรนี ครินทรวิโรฒ ปทมุ วัน และคณาจารยทุกทา นทไ่ี ดม ีสว นสนบั สนนุ ใหผูว จิ ยั ไดศ ึกษาตอ ในคร้ังน้ี

อนึง่ ผวู จิ ยั ขอกราบขอบพระคณุ บิดามารดาท่รี ักยิ่ง และขอขอบคุณครอบครวั ผอู ยูเบ้ืองหลงั
ความสําเร็จทกุ ประการ

ดวงเดือน พฒั นวริ ิยะวาณชิ

สารบัญ ๑

บทท่ี หนา ๑
๑ บทนาํ .................................................................................................... ๕
ภมู หิ ลัง............................................................................................... ๕
ความมงุ หมายของการศึกษาคน ควา .................................................... ๖
ความสาํ คัญของการศึกษาคนควา......................................................... ๖
วิธดี าํ เนินการศึกษาคน ควา ..................................................................
ขอบเขตของการศึกษาคน ควา..............................................................

๒ เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วของ........................................................... ๗

เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ งกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร........................ ๗
เอกสารทเ่ี ก่ยี วของกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร.................................... ๗
งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวของกับการวเิ คราะหว รรณกรรมตามแนวสุนทรยี ศาสตร ๑๘

เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ งกับพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา......... ๒๐
เอกสารท่ีเกยี่ วของกบั พระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา........................ ๒๐
งานวจิ ยั ท่เี กย่ี วของกับพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธา....................... ๒๐

๓ ประวตั ิการแตงและลกั ษณะของเรอ่ื ง................................................... ๒๒

ประวตั กิ ารแตง..................................................................................... ๒๒
ลักษณะของบทละคร............................................................................ ๒๗
ลักษณะของเรื่อง.................................................................................. ๔๔

เนอื้ เร่อื ง....................................................................................... ๔๔
การดาํ เนนิ เร่อื ง............................................................................. ๔๕
แนวคดิ ......................................................................................... ๕๕
ลักษณะของเรือ่ งทค่ี ลายบทละครสนั สกฤต..................................... ๗๓

การตงั้ ชื่อเรือ่ ง........................................................................ ๗๔
ตวั ละคร................................................................................. ๗๕
บทสนทนา............................................................................. ๘๒
โครงเรอื่ ง............................................................................... ๘๕
สถานทแี่ ละเวลา.................................................................... ๑๐๐

บทท่ี หนา

๔ สนุ ทรียภาพในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธา.................................. ๑๐๘

สนุ ทรยี ภาพในคํา................................................................................ ๑๐๘
การใชคํางา ย.............................................................................. ๑๐๘
การใชศพั ทส งู ........................................................................... ๑๑๑
การใชค าํ อัพภาส....................................................................... ๑๑๕
การใชคําผรสุ วาท........................................................................ ๑๒๐
การสรรคาํ สรรพนาม.................................................................. ๑๒๓
การซ้ําพยางค. ......................................................................... ๑๒๘
การซ้ําคํา................................................................................. ๑๓๐
การซ้ํากลมุ คํา.......................................................................... ๑๔๐
การซา้ํ ประโยค............................................................................ ๑๔๕
การซอ นคํา................................................................................. ๑๔๘
การหลากคํา................................................................................ ๑๕๕
การลอความ................................................................................ ๒๐๒

สุนทรยี ภาพในความ.............................................................................. ๒๐๕
รสวรรณคดีตามหลกั ทฤษฎสี ันสกฤต............................................ ๒๐๕
ศฤงคารรส...................................................................... ..... ๒๐๕
เราทรรส............................................................................... ๒๑๑
วีรรส.................................................................................... ๒๑๔
พภี ตั สรส.............................................................................. ๒๑๘
ศานตรส............................................................................... ๒๒๑
หาสยรส............................................................................... ๒๒๒
กรณุ ารส............................................................................... ๒๒๓
ภยานกรส............................................................................. ๒๒๖
อพั ภตู รส............................................................................. ๒๒๘
โวหาร........................................................................................... ๒๓๐
อุปลกั ษณ. ............................................................................ ๒๓๑
อุปมา.................................................................................... ๒๓๓
อทุ าหรณ.............................................................................. ๒๕๖
อตพิ จน.................................................................................. ๒๕๘
ปฏปิ ุจฉา............................................................................... ๒๖๑

บทที่ หนา
สญั ลกั ษณ. ................................................................................... ๒๖๗
เนอ้ื เรอ่ื ง.............................................................................. ๒๖๗
ตัวละคร.............................................................................. ๒๘๕

สุนทรียภาพทางรูปแบบ........................................................................ ๒๙๐
ฉันท............................................................................................. ๒๙๐
กาพย........................................................................................... ๓๘๐
รอ ยแกว ....................................................................................... ๓๙๔

๕ สรุปและอภิปรายผล............................................................................. ๓๙๖
บรรณานุกรม……………………………………………………………… ๓๙๘
ประวตั ิยอผวู ิจยั .................................................................................... ๔๐๓

บทที่ ๑
บทนํา

ภูมหิ ลงั

วรรณคดีเปนศลิ ปะสาขาหน่ึงทก่ี วีถา ยทอดจนิ ตนาการและอารมณสะเทือนใจของตน โดย
มงุ ใหเกดิ ความเพลิดเพลิน ความนึกคิด และเราอารมณใ หเ กิดความรูสึกและนึกเห็นเปนไปตาง ๆใน
สว นท่เี กี่ยวขอ งชะตากรรมของมนุษย วรรณคดีไดสะทอนออกมาในทุกแงท กุ มุมท้งั ในดา นท่ี
เปดเผยและลบั เรน เหลานี้ลว นเปนคุณสมบตั ิของวรรณคดที ่ีถือเปนความงามทางวรรณศิลปโดยแท
ซ่งึ การศึกษาวรรณคดเี พื่อใหเขาถงึ สุนทรียะหรือความงามจึงอยทู ก่ี ารศึกษาภาษาทีก่ วีใชสอื่ สาร
มายงั ผรู บั ดังคาํ กลา วของศาสตราจารย ม.ล.ตุย ชมุ สาย (๒๕๒๔: ๑๙) วา “เหนอื สิง่ อ่ืนใด
ภาวะการสอื่ สารไดเปน สิง่ สาํ คัญท่ีสุด ในการพจิ ารณาคุณคา ของบทประพันธ”

มัทนะพาธาหรือตาํ นานแหงดอกกุหลาบ พระราชนพิ นธในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจาอยหู วั เปนวรรณคดีทม่ี คี วามงดงามทางวรรณศิลป ดังทคี่ ณะกรรมการวรรณคดสี โมสรได
ประกาศยกยองใหเ ปน วรรณคดชี ้ินเอก เม่ือวันท่ี ๑๐ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๗ และทลู เกลาฯ
ถวายประกาศนยี บัตรแดพ ระองค เม่ือวนั ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ครัง้ นั้น
สมเด็จฯ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ สมเดจ็ ฯ เจา ฟา กรมพระยานริศรานวุ ัดตวิ งศ และ
พระราชวรวงศเธอ กรมหม่ืนพิทยาลงกรณ (๒๔๖๗) ไดทรงลงพระนามรบั รองในประกาศนียบัตร
ความตอนหนง่ึ ในประกาศนียบตั รบรรยายคุณคา ของพระราชนพิ นธวา

…หนังสือบทละครพูดคําฉันทเ รอื่ ง มัทนะพาธา หรอื ตาํ นานแหงดอกกุหลาบ ซึ่ง
พระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวธุ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงพระราช
นพิ นธเม่ือ พ.ศ.๒๔๖๖ แลพิมพครั้งแรกเมอื่ พ.ศ.๒๔๖๗ เปนหนงั สือแตงดี เพราะทรง
พระราชดําริหใชค าํ ฉนั ทเ ปนบทละครพูด อันเปนของแปลกในกระบวนวรรณคดแี ละแตง ได
โดยยาก ยงั ไมเคยมกี วีคนใดไดพยายามแตง มาแตกอน อกี ประการหนึ่ง ในทางภาษาซงึ่
ทรงปรงุ ช่ือตวั ละคอนและภูมิประเทศถูกตองตามยคุ แหง ภารตะวรรษ อนั จาํ นงใหเ ปนตวั
เรอ่ื ง นับวา รูปเร่ืองปรุงดี จะแตงไดแตดว ยพระปรชี าและสตุ าญาณอนั กวา งขวาง…

สว นเปลื้อง ณ นคร (๒๕๔๔: ๕๐๗–๕๐๘) ไดวิเคราะหวิจารณพระราชนพิ นธเรื่อง
มัทนะพาธาวา

…เรอื่ งนี้แมจะมคี าํ ฉันทชนิดแตงยากอยหู ลายชนิด แตมีคาํ ศพั ทไมมากมายนัก
คาํ ศพั ทบ าลีสนั สกฤตทใ่ี ชสว นมากก็เปนคําศพั ทส ามัญที่ใชกนั แพรหลายแลว ในภาษาไทย
ลลี าของฉันทมีลกั ษณะหลัง่ ไหล ซ่งึ แสดงพระปรชี าสามารถในการเลือกเฟนคํา การใช



ชนิดของฉนั ทกเ็ หมาะกับเน้ือเรื่องอยางยง่ิ เชน ตอนพระกาละทรรศินตอนรบั ทา วชัยเสน
เปนตน

ฉากและทองเร่ืองเปนสมัยภารตะโบราณ มทั นะพาธาอันเปนชื่อเรอื่ งนนั้ เปน นาม
ของนางเอก ซงึ่ ตอมาไดก ลายเปนดอกกหุ ลาบ “อันเปนพันธุไมซ่ึงงามดังสาวรนุ ดอก
ใหญท น สะพร่ังดว ยหนาม มีฝูงผ้ึงเขียวตอมเปน กลมุ ” ดอกกหุ ลาบบัดน้ีสมมุติวาสืบมา
จากนนั้ นี่เปน รสทางเทพนยิ าย มัทนะพาธา แปลวา ความเจ็บหรอื เดือดรอนแหงความรัก
ซงึ่ นบั วา เปน หวั ใจของเรื่อง อนั มีคตวิ าแมส มบตั ิอมรินทรกไ็ มอ าจชะนะความรกั ได
สเุ ทษณผ เู ปนเทพบุตร มคี ณาอปั สรงามสรรพสาํ อาง นึกจะไดอะไรกไ็ ดตามปรารถนา
แตนกึ จะไดจ ากมทั นาไมเปน ผลสําเร็จ ในเนื้อเร่ืองจะพบรสแหง วรรณคดีทุกรส ซึง่ มหากวี
เทานั้นจึงจะนฤมิตได

และรนื่ ฤทัย สัจจพันธุ (๒๕๒๒: ๒๗๖) ไดว จิ ารณเ รือ่ งน้ีไววา

…มัทนะพาธา เปน วรรณคดีทีจ่ ดุ ประกายไฟดวงใหมใ หแกว รรณกรรมไทย ความ
แปลกนี้ปรากฏตัง้ แตช ื่อเร่อื งอนั บง บอกถึงสารัตถะของเร่ือง (theme) วา แสดงถึงความ
เจ็บปวดอันเนื่องมาจากความรัก แทนการตงั้ ชอื่ เรื่องดวยช่ือตวั ละครเอกอยา งวรรณคดี
ไทยสมัยกอนหนานี้ การดาํ เนินเรื่องกเ็ นน นํ้าหนกั ของแกนเรอ่ื งขอ นี้ ฉะนั้นไมว า นาง
มัทนา ชัยเสน สเุ ทษณ นางจัณฑี ตางเจ็บปวดดวยพิษแหงความรักทง้ั ส้ิน ความแปลก
ใหมป รากฏตอไปจนกระทง่ั จบเรื่องดว ยความรัก อันเปนแบบท่ีตา งไปจากการจบวรรณคดี
ไทยทว่ั ไป

นอกจากน้ี ศักดิ์ศรี แยมนัดดา (๒๕๐๐: ๖๐) ไดว ิจารณไวใ นเรียงความเรื่อง พระราช
นิพนธประเภทรอยกรอง โดยกลา วเปรียบเทยี บพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธากบั พระราชนพิ นธเรอ่ื ง
อน่ื ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัววา

…หนังสือเรื่องน้ีถา จะวิจารณอ ยางถี่ถว นแลว จะตอ งวา “เปนหนงั สือท่ีดที ่ีสุดยิง่ ใหญท ่ี
สดุ และมีคา มากที่สุดในวรรณกรรมท้งั หมดทเี่ ปนประเภทรอ ยกรองของรชั กาลที่ ๖“ เหตุที่วา
เชน น้ีกเ็ พราะหนังสือเลม นี้ทรงคิดโครงเร่ืองขนึ้ เองประการหน่ึง เปน คําฉันทซ่งึ ยากในการ
แตง แตก็ทรงสามารถเรียบเรียงไดด ียง่ิ ประการหน่งึ เปนหนงั สือทีก่ อใหเกิดความซาบซึ้ง
กินใจประการหนึ่ง กระบวนบรรยายไพเราะทสี่ ุดประการหนงึ่ เหลานค้ี อื ความดีของเร่ือง
มัทนะพาธา พระนลคาํ หลวงวาดยี งิ่ แตโครงเรื่องก็เอามาจากวรรณคดีอนิ เดยี สว น
มัทนะพาธาน้นั พระองคท รงคิดโครงเร่ืองขึ้นเองและดีเดนไมแพเร่ืองของอนิ เดีย
ความสามารถอันน้คี วรจะเพม่ิ คะแนนใหแกเรื่องนมี้ ากกวา ฉะนนั้ มัทนะพาธาจงึ ดีกวา
พระนลคําหลวง คําศพั ทที่ใชก็ไมม ีอะไรยากเปนคําสามญั ทง้ั น้ันโดยมาก ลลี าของฉนั ทมี



ลักษณะหลงั่ ไหล ซ่ึงแสดงพระปรีชาสามารถในการเลือกเฟน คาํ การใชชนิดฉันทก เ็ หมาะ
กับเนอ้ื เร่ืองอยา งยิง่ …

และ ม.ล.ปน มาลากลุ (๒๕๑๗: ๔๑) ไดว ิเคราะหเปรียบเทยี บพระราชนพิ นธเ รื่อง
มัทนะพาธา กบั เรื่องศกนุ ตลา ของกาลทิ าส วา

พระราชนพิ นธบทละครพูดคาํ ฉันทเ ร่ือง มทั นะพาธา นน้ั มชี ่อื อีกอยางหนง่ึ วา ตํานาน
แหง ดอกกุหลาบ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว ทรงใชก าพยท ั้งสาม คือ ยานี
สุรางคนางคและฉบงั สว นฉนั ทน ้ันมีถงึ ๒๑ คณะฉนั ท … รวมกาพยและฉันท จงึ มีถงึ ๒๔
ดวยกนั ซ่ึงนบั ไดว ากวางขวางวิจติ รพสิ ดารยิ่งนกั เทียบกบั ศกุนตลา ของกาลทิ าส รัตนกวี
กาลิทาสใชอารยาและโสลก ซึง่ พอจะเทียบกับกาพยของเรา และฉนั ทอีก ๑๙ คณะฉันท
รวมเปน ๒๑ เทานนั้

ดวยเหตทุ พี่ ระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธามีความโดดเดนดานวรรณศิลป จึงทาํ ใหม ี
นกั วิชาการสนใจศกึ ษาเรือ่ งน้ีกันอยางกวางขวาง เชน

กุหลาบ ไมเ รยี ง ศึกษาดา นรปู แบบและพบวาพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามี
ลักษณะคาํ ประพันธเ ปน บทละครยุโรปท่มี บี ทเจรจาเปน คําฉันท ๒๔ ชนดิ สว นดา นองคป ระกอบของ
เรือ่ งกม็ ีสัดสวนรับกันเหมาะสม๑

รืน่ ฤทัย สจั จพนั ธุ คนควา ดานที่มาของเรอื่ งและพบวาพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา
เจาอยูห ัวมิไดทรงนําเคา เรือ่ งมาจากวรรณคดเี ร่อื งใดดงั ปรากฎในพระราชนพิ นธค ํานํา แตพระองค
ทรงผสมผสานเนื้อเรื่องจากวรรณคดหี ลายเรื่องท้งั จากวรรณคดีของเกา เชน อุณรุท อนิรุทธคาํ
ฉันท สมทุ รโฆษคําฉนั ท รามเกียรติ์ เปน ตน และวรรณคดที ีท่ รงแปลขน้ึ จากภาษาอังกฤษกอน
พระองคท รงพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาทงั้ วรรณคดีตะวันออกและวรรณคดีตะวันตก ไดแก
ศกุนตลา โรเมโอและจเู ลยี ต จงึ นับวา พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธามคี วามสาํ คัญในฐานะวรรณคดี
ท่ีเปนจุดรวมแหง กระแสอทิ ธพิ ลวรรณคดีตะวันออกและตะวันตกซง่ึ พระองคทรงผสมผสานไวอ ยาง
งดงาม๒

นันทา ขนุ ภักดี ศกึ ษาประดิษฐการทางรูปแบบของฉันทและพบวาในพระราชนพิ นธ
เรื่องมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงดัดแปลงสาลินีฉันท โดยทรงเปล่ียน
วรรคท่ีสองใหเปนแบบอนิ ทรวิเชียรฉนั ท อกี ทัง้ ไมทรงนิยมใหม ีสัมผสั ระหวา งวรรคท่ีหนง่ึ และวรรคที่

๑กหุ ลาบ ไมเรียง. (๒๔๘๙). วจิ ารณเ รือ่ งมทั นะพาธาหรอื ตํานานแหงดอกกุหลาบ บทพระราช
นพิ นธข องพระบาทสมเด็จพระรามาธบิ ดีศรีสนิ ทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัว. หนา ๕๔–๑๑๑.

๒รน่ื ฤทัย สัจจพันธุ. (๒๕๒๒, ๒ เมษายน). มัทนะพาธา บทวิเคราะหเ ปรยี บเทียบ. วารสาร
รามคาํ แหง. ๖(๒): ๒๕๙–๒๗๗.



สอง เนื่องจากสาลินีฉนั ทรูปแบบเดมิ มที ว งทํานองเนบิ นาบ เมอ่ื ปรับเปล่ียนแลว กฟ็ ง ไพเราะข้นึ
ทั้งน้ีแสดงถงึ พระปรีชาญาณอนั ลึกซง้ึ ย่งิ ๑

คาํ นิยมและขอมลู วชิ าการขา งตนเนน ยํา้ ใหเห็นพระปรชี าสามารถในพระบาทสมเดจ็ พระ
มงกุฎเกลา เจา อยหู ัวในการทรงใชถ อยคําเปน เครอ่ื งมือในการแสดงออกถึงจินตนาการและอารมณ
สะเทือนใจของพระองค ผา นกระบวนการสรา งสรรคทั้งรูปแบบและเนือ้ หา จึงทําใหพ ระราชนิพนธ
เรื่องมทั นะพาธาเปนวรรณคดที ี่มีความเปนเลิศทางวรรณศลิ ป

นอกจากน้กี ารอธบิ ายความงามของพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาของนักวชิ าการดังกลาว
ยังมปี ระโยชนต อ ผอู านวรรณคดีมาก เพราะนอกจากผูอานจะไดด่ืมดํ่าความไพเราะของวรรณคดี
ดวยตนเองแลว ยงั สามารถทราบเหตุผลทท่ี าํ ใหเ กิดความไพเราะน้นั จากนักวิชาการดว ย อันจะชวย
ใหเ ขา ใจลักษณะของวรรณคดไี ดมากขน้ึ แสดงใหเหน็ วา การรับรสความงามของวรรณคดีเพยี งอยา ง
เดียว อาจใหป ระโยชนดา นความเพลิดเพลนิ ใจ ตราตรึงในอารมณ แตถาสามารถวิเคราะหหา
เหตุผลที่ทาํ ใหเกดิ อารมณส ุนทรียน้ันได ยอมจะชวยใหเกิดความรูความเขาใจท่ีกระจางชดั ย่งิ ข้ึน
ดังที่ วิทย ศวิ ะศริยานนท (๒๕๔๔: ๒๖๔) ไดอธิบายเกี่ยวกบั หลกั การศกึ ษาวรรณคดไี วว า

…นอกจากเราจะตอ งศกึ ษาวรรณคดีเพ่ือเพม่ิ พูน experience ของเราเพื่อใหห ูตา
กวางขวาง ใหเ กดิ ความเห็นอกเห็นใจผูอ่นื และใหเห็นความใหญโ ตโอฬารและหลากหลาย
ของชีวิตแลว เรายงั จะตองศึกษาวรรณคดีในฐานที่เปนศิลปะเปนของงามอีกดวย เรา
จะตอ งพจิ ารณาจบั ความงามนัน้ ใหไ ดอ ยา งบริบรู ณและเสพรสอันโอชะแหงวรรณคดี
จนกระท่งั จติ ใจเราซานกําซาบไปดว ยความงามนั้น ราวกับตัวเรากบั วรรณคดสี มานรูปเปน
เนื้อเดียวกัน แตก ารสาํ เหนียกและเสพความงามของหนังสือเลมน้ันเลม น้กี ็ยงั ไมเ ปนการ
เพียงพอ นกั วรรณคดีจะตอ งสามารถวิเคราะหไดวา นิพนธเลมน้ันๆ งามตรงไหนและ
เพราะอะไร …

อยางไรกด็ ีเหตุผลของความงามในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาควรไดร บั การอธิบายให
ครอบคลุมลุมลกึ ยิ่งขึ้นในทกุ องคประกอบ รวมไปถึงความเหมาะสมกลมกลืนขององคประกอบ
เหลานน้ั เพื่อใหเ หน็ ถงึ สนุ ทรียภาพและกระบวนการสรางสนุ ทรยี ภาพนน้ั ถึงแมว า การเขาถึงคุณคา
ของพระราชนพิ นธอ ยางแทจ ริงเชนน้ีไมใ ชส ่งิ งา ย แตก ารวิเคราะหค วามงามของวรรณคดสี ามารถ
อาศัยทฤษฎีสุนทรียศาสตรเปนแนวทางในการศึกษาได โดยทฤษฎีนมี้ สี าระสําคญั เกยี่ วกบั การ
พจิ ารณาความงามของศลิ ปะ ซ่ึงวรรณคดีเปน ศิลปะแขนงหนึ่งทีส่ ะทอ นแงมมุ ของชวี ิตอันหลากหลาย
เชน เดยี วกับศลิ ปะสาขาอน่ื ดวงมน จิตรจ ํานงค (๒๕๓๖: ๑๔๒–๑๔๓) ไดอ ธิบายลกั ษณะและ
คณุ คา ของการศกึ ษาวรรณคดใี นแนวสุนทรียศาสตรไวว า

๑นันทา ขุนภกั ด.ี (๒๕๒๗–๒๕๒๘). ฉันท: ประดษิ ฐการทางรปู แบบ. วารสารศิลปากร. ๗(๒):
๑๗–๑๘.



การศึกษาสนุ ทรียภาพของภาษา คือการศึกษาภาษาในฐานะศลิ ปะ โดยคาํ นึงถึง
คุณภาพของการสอ่ื สาร ความหมาย จดุ มงุ หมาย องคป ระกอบท้ังแยกยอยและเมอ่ื รวมกนั
เปนเอกภาพ การศกึ ษาสุนทรียภาพในภาษามิใชก ารศึกษารูปแบบแตเพียงลําพงั ดังท่มี ีผู
เขาใจอยูเปนสว นมาก แตเปนการศกึ ษาความผสานของทงั้ รปู แบบและเนือ้ หาซ่ึงกอ รูปข้นึ
โดยการสรางสรรคของกระบวนการแสดงออก ผานการตีความตามทศั นะและจินตนาการ
ของผูประพนั ธ การศึกษาสุนทรยี ภาพในภาษากค็ อื การศึกษาเพอ่ื หย่ังลึกลงในงานเขียน
เพอ่ื เขาถงึ แกนแทของวรรณคดี อันเปนสมบตั ิรว มของมนุษยชาติ การศกึ ษาสนุ ทรยี ภาพใน
ภาษาเปนการศกึ ษาถงึ ความงามในการแสดงออกซง่ึ ความคดิ และอารมณของมนุษย แมส่ิง
ท่แี สดงออกนนั้ อาจงดงามหรือไมกต็ าม เชน ความทุกขท นหมนไหม ความยากไรขัดสน
การเบยี ดเบยี นทํารา ย หรอื ความลมุ หลงเปนทาสอารมณ หากแสดงออกไดอยางงดงาม
หรอื อยางมพี ลังจบั ใจกม็ คี าควรแกการทาํ ความเขา ใจวเิ คราะหแ ยกแยะ

การวเิ คราะหภ าษาของกวใี นแนวทางของสนุ ทรียศาสตรดงั ท่ี ดวงมน จติ รจาํ นงค อธิบายไว
โดยประกอบกับความรูความสามารถในทางภาษาและวิจารณญาณของผศู ึกษาดว ย กจ็ ะชวยใหผ ู
ศึกษาสามารถเขาใจความรสู กึ นกึ คิดของกวไี ดสะดวกขึ้น เน่อื งจากมีหลกั เกณฑเปนแนวทางในการ
พจิ ารณาและชว ยนาํ ไปสูแกนแทของวรรณคดี กระทัง่ สามารถอธบิ ายเหตุผลของสุนทรียะหรือความ
งามของวรรณคดีไดอ ยางครอบคลมุ ลุมลึกเปนระบบระเบยี บ

ตามท่ีไดก ลาวมาแลว วา พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาเปน วรรณคดีท่ีไดร บั การยกยอ งให
เปน วรรณคดีช้ินเอก มคี วามคิดเหน็ ของนกั วชิ าการเปน เครอ่ื งยืนยันถงึ ความงามของวรรณคดีเรื่องน้ี
อยางไรกด็ ีนักวิชาการไดใหเหตุผลไวโ ดยสรุปหรือเฉพาะในดานที่ตนสนใจ ดงั นัน้ ผูวิจัยจึงมีความ
ประสงคท ่ีจะศึกษาพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาในเชงิ สนุ ทรียศาสตร เพ่ือหย่งั ลึกลงใน
รายละเอียดของวรรณคดี และสะทอ นใหเหน็ พลังของภาษาอันมีความงามจับใจ ซงึ่ จะเปนสาระทม่ี ี
ประโยชนตอวงวรรณคดี อีกประการหนง่ึ เพื่อสะทอนพระปรชี าสามารถดานอักษรศาสตรใน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวใหปรากฏย่ังยืนสืบไป

ความมงุ หมายของการศึกษาคน ควา

การศึกษาครั้งน้ผี ูวิจัยมคี วามมุงหมายเพอื่ ใหเห็นสนุ ทรียภาพดา นตาง ๆ และกลวิธกี าร
สรา งสนุ ทรียภาพในพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา

ความสําคัญของการศกึ ษาคนควา

การศึกษาพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธาในเชงิ สุนทรยี ศาสตรท าํ ใหไ ดประจกั ษถงึ กลวธิ ี
ตาง ๆ ในการทรงพระราชนิพนธท ี่กอใหเ กิดสุนทรียภาพ อนั เปนเหตุผลทท่ี าํ ใหพระราชนพิ นธเรื่อง
มัทนะพาธาไดรับการยกยองใหเปน วรรณกรรมยอดเยี่ยม



วิธดี ําเนินการศกึ ษาคนควา

ในการศึกษาครง้ั นี้ ผูวจิ ยั ไดดาํ เนินการตามข้ันตอนดังนี้
๑. ศกึ ษาพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูห ัว
๒. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ ง
๓. วิเคราะหสนุ ทรียภาพดานตา ง ๆ ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา
๔. เสนอผลการวจิ ัยแบบพรรณนาวเิ คราะห

ขอบเขตของการศกึ ษาคน ควา

ผูวจิ ัยกาํ หนดขอบเขตของการศกึ ษาคน ควาดังน้ี
๑. ผูวิจยั ศึกษาพระราชนพิ นธเรอื่ งมทั นะพาธาในพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา

เจาอยหู ัว ฉบบั พมิ พค รงั้ ท่ี ๒๖ พ.ศ.๒๕๔๘ โดยสํานักพมิ พอ กั ษรเจริญทัศนเ ปนผจู ัดพิมพ
๒. ผูวิจัยศึกษาพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาในเชิงสุนทรียศาสตรใ นประเดน็ ตอไปนี้
๒.๑ สนุ ทรียภาพในคํา
๒.๒ สนุ ทรียภาพในความ
๒.๒.๑ รสวรรณคดีตามหลกั ทฤษฎสี นั สกฤต
๒.๒.๒ โวหารและสญั ลักษณ
๒.๓ สุนทรียภาพทางรูปแบบ

บทที่ ๒
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ ง

ผวู จิ ยั ไดศ ึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วของและนาํ เสนอตามหวั ขอ ตอไปน้ี
๒.๑ เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วของกบั ทฤษฎสี ุนทรียศาสตร
๒.๒ เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วของกับพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธา

๒.๑ เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ งกบั ทฤษฎีสุนทรียศาสตร

เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ งกบั ทฤษฎสี ุนทรียศาสตรตามทผ่ี ูวจิ ัยไดศึกษามามีดังนี้
๒.๑.๑ เอกสารทีเ่ กี่ยวของกบั ทฤษฎสี ุนทรยี ศาสตร

สนุ ทรียศาสตร (Aesthetics)
สนุ ทรียศาสตร แปลตามรปู ศพั ทวา วชิ าทวี่ า ดวยความงาม มาจากคาํ ในภาษาองั กฤษวา
Aesthetics เดมิ ดร.ปรีดี พนมยงค ไดบ ัญญตั ศิ พั ทค าํ วา ลาวณั ยว ทิ ยา๑ แทนคาํ วา Aesthetics แต
คํานีค้ นท่ัวไปไมน ิยมใช ตอ มาพระยาอนุมานราชธนไดคดิ คาํ วา สนุ ทรียภาพ๒ ขน้ึ และปรากฏวา
เปน ท่ีนิยมใช ดงั นนั้ วชิ าที่วาดวยความงามหรอื Aesthetics จงึ ใชคําวา สุนทรียศาสตร กันมาจนถงึ
ปจจุบัน
คาํ วา Aesthetics มาจากการทน่ี กั ปรัชญาชาวเยอรมนั ชอื่ Alexander Gottlieb
Baumgarten ไดแตงหนังสอื ช่ือ Aesthetica ขึน้ คําน้ใี นภาษาองั กฤษสะกดวา Aesthetics ซ่งึ
Baumgarten ไดนําคาํ วา Aesthetica มาจากคาํ ในปรชั ญากรีกวา Aisthetikos แปลวา การรบั รูด วย
ผัสสะ ซงึ่ Baumgarten เปนนกั คิดท่ีสนใจเร่อื งสุนทรยี ะหรือความงาม เขาไดสรุปแนวคิดไวว า
คุณคาและความงามทางสุนทรยี ศาสตรของคําประพนั ธเปนสัดสวนกับเนื้อหาของความคดิ ท่ีชดั เจน
หรือกลา วอกี อยางหนง่ึ วา คุณคาทางสนุ ทรียะของงานศลิ ปะใด ๆ มีสัดสวนขึ้นกบั ความชัดเจนแจม
แจงของประสบการณทงี่ านศิลปะชนิ้ นนั้ กอใหเ กิดขึ้น๓ และเมอ่ื แนวคิดของ Baumgarten ไดร บั การ
เผยแพรส ูสาธารณชน โดยการตีพิมพหนงั สือของเขาในป ค.ศ.๑๗๕๐ คําวา Aesthetics จึงถกู
นาํ มาใชในการศึกษาเกย่ี วกบั สุนทรียะหรือความงามต้ังแตนน้ั มา

๑ปรีดี พนมยงค. (๒๕๑๓). ปรัชญาคอื อะไร. หนา ๒๕.
๒ศิลป พีระศรี. (๒๕๒๗). ศิลปสงเคราะห (พจนานกุ รมศัพทศิลปะของชาวตะวนั ตก). แปลโดย
พระยาอนมุ านราชธน. หนา ๑๗.
๓ม.ล.นพิ าดา เทวกุล. (๒๕๒๘, พฤษภาคม). ธรรมชาตหิ รอื ลักษณะทั่วไปของสนุ ทรียศาสตร.
วารสารคุรุปริทัศน. หนา ๖๐–๖๑.



ความหมายของสุนทรียศาสตรและสุนทรียภาพ
สนุ ทรียศาสตร เปนสาขาหนงึ่ ของวิชาปรชั ญาในแขนงทวี่ า ดวยคณุ คาของส่งิ ตาง ๆ โดย

สนุ ทรียศาสตรจ ะศกึ ษาเกย่ี วกบั ความงามของธรรมชาติและศิลปะ๑ ในดา นประสบการณท่ีเก่ียวกับ
ความงาม คณุ คา ของความงาม รวมถึงกฎเกณฑและมาตรฐานในการตัดสินความงาม

การศึกษาเกยี่ วกับความงามของส่งิ ทมี่ อี ยูในธรรมชาติและศิลปกรรมน้ี นกั ปรัชญาใหค วาม
สนใจศกึ ษากันมานานแลว และตางสงสยั กันวา ความงามอยูทใ่ี ด จนเกิดเปนแนวคิดทห่ี ลากหลายคือ

แนวคิดที่ ๑ ความงามเปน จติ วสิ ัย นกั ปรชั ญากลุมน้ีเช่ือวา การเห็นวาสงิ่ ใดงามนัน้ จติ
เปน ผูกําหนดข้นึ ดงั นนั้ ความงามทแ่ี ทจงึ อยใู นความคดิ โดยสงิ่ ทเ่ี ห็นอาจงามหรอื ไมง ามกไ็ ด

แนวคิดท่ี ๒ ความงามเปนวัตถุวสิ ัย นักปรัชญากลุม นเี้ ชอื่ วา ความงามเปน คุณสมบัติ
ของวัตถหุ รือสง่ิ ท่มี องเห็น เปน สิง่ ที่สวยงามอยูแลว ในตัวของมันเอง ดังนั้นความงามทแี่ ทจึงอยูท ่ีตวั
วตั ถุ

แนวคิดที่ ๓ ความงามเปน สภาวสมั พัทธ๒ นกั ปรชั ญากลุมน้ีเช่ือวา ความงามเกิดจาก
ความสมั พันธร ะหวางวตั ถุกับจติ ใจ หากขาดสงิ่ ใดส่ิงหนึ่งกจ็ ะไมม คี วามหมาย ความงามในวตั ถจุ ะมี
ความหมายก็ตอ เมื่อมีจิตใจรบั รูและชื่นชมยินดี

แนวคิดท่ี ๔ ความงามเปนอบุ ัตกิ ารณใหม นกั ปรชั ญากลุม นเ้ี ชื่อวา ความงามเปนผลที่
เกดิ จากกระบวนการหาคุณคา วตั ถุท่วี า งามเพราะเราใหค วามสนใจอาศัยหลักเกณฑบ างประการอัน
เปน ท่ียอมรบั กันทั่วไปเปน เคร่ืองตัดสนิ คณุ คา ทางความงามจึงเปน ผลท่ีเกิดจากการประเมินคา
วัตถุกลายเปน สงิ่ ทมี่ ีคุณคา เมื่อไดรับความสนใจโดยมเี กณฑที่กําหนดไวเ ปน มาตรฐาน ความงามจึง
เปล่ียนไปตามเกณฑ๓

มผี สู ังเกตวา สุนทรียภาพหรือความงามในทางศลิ ปะมีความหมายแตกตา งจากความงามใน
ความคดิ ของคนท่ัวไป เพราะคนทวั่ ไปมกั ประเมินคาความงามดว ยความรูสกึ ชอบและไมชอบอนั มี
ลักษณะเปน อัตวิสัย (Subjective) ซึง่ มาจากเหตุสองประการ คือ เหตุผลทางธรรมชาติโดยเฉพาะ
ดา นจิตวิทยา และเหตุผลทางวัฒนธรรมท่ีกําหนดโดยสงั คม สว นความงามในทางศิลปะเกดิ จาก
ความสมดุลขององคประกอบตาง ๆ ในชน้ิ งาน ซงึ่ กอ ใหเกิดพลงั เรา อารมณส ะเทอื นใจแกผูรบั รู
ศลิ ปนอาจสรางความงามจากแงมุมตา ง ๆ ของชีวิตมนุษย ไมวาจะเปนความนมุ นวลออนหวานหรอื
ความกกั ขฬะตํา่ ชา ความสุขหรือความทกุ ข วรรณคดีเปน ศิลปะทใี่ ชภาษาเปน อุปกรณส รา งความ
งามเหลานั้น และความงามในวรรณคดเี กิดจากความสัมพันธระหวางเนื้อหาและรูปแบบ ซ่งึ ผสาน

๑ประสทิ ธ์ิ กาพยกลอน. (๒๕๑๘). แนวทางศึกษาวรรณคดี : ภาษากวี แนวทางวิจักษและ
วิจารณ. หนา ๑๙๒. (อางองิ จาก Joseph T. Shipley. Dictionary of the World Literature. p. 3.)

๒เครอื จิต ศรบี ุนนาค. (๒๕๔๒). สุนทรียภาพของชีวติ . หนา ๔.
๓แหลงเดิม. หนา ๔-๖.



กนั อยางพอเหมาะกอใหเกิดความซาบซ้งึ ตรึงใจ รวมท้ังใหค วามรคู วามเขาใจเกย่ี วกบั ชวี ติ จติ ใจของ
มนุษยหลายแงห ลายมมุ ๑

ท้ังนก้ี ารศึกษาวรรณคดีมีขอควรสํานึกอยู ๓ ประการคอื
ประการท่ี ๑ พึงสํานึกวา ตัววรรณกรรมเองนนั้ เปนสิ่งท่ีผูศึกษาจะตองยึดถอื ในการ

วจิ ารณ
ประการที่ ๒ ความใฝรู (curiosity) ในสง่ิ ที่ “เกยี่ วกบั ” วรรณกรรมนนั้ ๆ เปนส่ิงท่ีให

ประโยชนตอการศึกษาวรรณคดไี ด หากความรูท ี่ “เกย่ี วกบั ” วรรณกรรมจะไมทาํ ลายความตน่ื ตัวของ
ผูศ กึ ษาที่มีตอตวั วรรณกรรมเอง

ประการท่ี ๓ วรรณคดศี กึ ษาเปน สว นหนง่ึ ของมนษุ ยศาสตร ซ่งึ เปนกจิ กรรมทาง
ปญญาของมนุษยท่มี ุงจะ “ตีความ” และ “วัดคุณคา” ของประสบการณมนษุ ย เพอื่ สรา ง “ความสาํ นึก
ในคุณคา ของความเปนมนษุ ย” สวนความเปน อัตนัยหรือปรนยั นน้ั เปนเร่ืองของ “ระเบยี บวธิ กี าร”
(methodology) ซึง่ ไมควรยึดมัน่ ถอื มัน่ จนเปน เหตุกอใหเกดิ การพพิ าททางวชิ าการ นักวรรณคดีควร
โตแยง กนั ในเรื่องของการวินิจฉยั คณุ คาจึงจะเหมาะสม๒

การศึกษาสนุ ทรียภาพในวรรณคดี
การศึกษาวรรณคดใี นแนวสนุ ทรียศาสตรเปนการศกึ ษาท่ีมุง หาคณุ คาท่ีแทจ รงิ ของวรรณคดี

ซ่ึงเกดิ จากการคนควาของนกั ทฤษฎีชาวตะวนั ตกช่ือ ไอ.เอ.ริชารด ส (I.A.Richards) อาจารยส อน
วชิ าวรรณคดใี นมหาวทิ ยาลัยแมกดาลีนและฮาวารด เขาพบวา นักศึกษาสว นใหญไมเขาใจวรรณคดี
อยา งแทจรงิ และเกิดปญหาในการวิจารณวรรณคดี ไอ.เอ.รชิ ารด ส จึงพยายามคน หาหลกั เกณฑที่
เหมาะสมจะนํามายึดถือเปน แนวทางในการประเมินคา ของวรรณคดี ตอมาการวจิ ารณว รรณคดใี น
แนวสุนทรียศาสตรกไ็ ดร ับความนิยมและเผยแพรเ ขา มายังประเทศไทย

ไอ.เอ.รชิ ารด ส ไดใ หค วามสาํ คญั กับการพิจารณาความหมายของถอยคําอยา งละเอยี ด โดย
ถอ ยคําท่มี นษุ ยพ ูดจากนั นั้นอาจพิจารณาความหมายแยกจากกันไดเปน ๔ ประการ คือ เน้ือความ
(Sense) นาํ้ เสียง (Feeling) ทาที (Tone) และความมงุ หมาย (Intention)

เน้ือความ (Sense) คือสง่ิ ทีเ่ รามงุ จะบอกกลาว อาจเปน การบอกเลา ช้ีแจง แนะนํา
กระตนุ ถาม สัง่ หา ม และอื่น ๆ

นาํ้ เสยี ง (Feeling) คือความรูส กึ หรือทัศนคตขิ องผูพูดที่มตี อสิ่งที่เขาพูด
ทา ที (Tone) คอื ความรสู ึกหรือทัศนคตทิ ี่ผพู ูดมีตอ ผฟู งซึ่งแตกตางกนั ไป ข้ึนอยกู ับ
ความสมั พนั ธของทง้ั สองฝาย

๑ดวงมน จติ รจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๓-๙.
๒เจตนา นาควัชระ. (๒๕๒๔). วธิ ีการเชงิ อัตนยั และปรนัยในวรรณคดีวิจารณ. ใน ทางไปสู
วัฒนธรรมแหง การวิจารณ. หนา ๑๒๔–๑๒๕.

๑๐

ความมงุ หมาย (Intention) คือจุดมุงหมายในการพูดจาของผพู ูด ซง่ึ อาจพจิ ารณาได
จากเนอ้ื ความ นา้ํ เสียง และทาท๑ี

นอกจากน้กี ารศึกษาวรรณคดีอยา งลกึ ซ้งึ ผูศ กึ ษาจําเปน ตองคนหาใหไ ดวา ความคิดหลัก
ของผปู ระพนั ธนน้ั คืออะไร ซ่งึ ความคิดหลักเปนองคป ระกอบสาํ คญั อยางหนึ่งของเรื่อง และสมั พนั ธ
กบั องคประกอบอน่ื ๆ เชน โครงเรอื่ งหรือแกนเรื่อง และตัวละคร ความคิดหลกั เปนสว นสาํ คญั ทจี่ ะ
กําหนดวางแกนเรื่อง ตลอดจนลักษณะนสิ ัยและพฤติกรรมของตัวละคร ในบรรดาองคประกอบ
เหลานี้ ตัวละครเปน สว นท่ีเหน็ ไดชัดที่สุด รองลงไปคือแกนเรือ่ ง สวนความคิดหลกั เห็นไดยากท่ีสุด
เพือ่ เขาใจความคิดหลกั จาํ เปนตองวิเคราะหแ กนเร่ืองและตัวละคร สวนจะเห็นไดช ัดเจนเพยี งไร
หรือไมน้ัน ขนึ้ อยูก บั ลีลาหรือทวงทาการแสดงออก ตลอดจนโอกาส สถานการณและจุดมุงหมาย
ของบทประพันธ๒

การศึกษาสนุ ทรียภาพในวรรณคดคี วรพิจารณาสิง่ ตอไปนด้ี วย คือ
๑. คํา การแตง คําประพนั ธไ มว าจะเปนรอยแกว หรอื รอ ยกรอง กวียอมเลอื กสรรคาํ แลว
อยางประณีตบรรจง และคาํ มอี งคประกอบ ๒ ประการที่สัมพนั ธกันอยา งแนนแฟน คือ เสียงและ
ความหมาย ถงึ แมไมใ ชท ฤษฎีตายตัวแตเปนส่งิ ท่ีควรนาํ มาพจิ ารณา เพราะคําคอื องคป ระกอบ
สําคญั ทก่ี วีใชเ ปนสอ่ื ถา ยทอดอารมณความคดิ ของตน
คําประกอบดว ยหนวยเสียงหลายหนว ย ไดแก เสียงพยัญชนะตน เสียงพยญั ชนะทา ย เสยี ง
สระ และเสียงวรรณยุกต แตล ะเสียงมีอิทธพิ ลตอความหมายมากนอยตางกันคอื

เสียงพยญั ชนะตน คาํ บางคําความสาํ คญั อยูทเ่ี สียงพยัญชนะตน ดังตวั อยางคําที่
ขนึ้ ตน ดวย “คล” มักแสดงอาการเคล่ือนไหวหรือเคลอ่ื นคลาดไมเ ท่ียงหรือไมบริสทุ ธิ์ ไมมคี ําใด
แสดงภาวะน่งิ หรือแน เชน คลวง คลอ คลอก คลอง คลอง คลอง คลอด คลอน คลอย คละ คลัก …
คลน่ื คลกุ … เคลอ่ื น เคลือบ๓ พยัญชนะตนประเภทเสียงนาสกิ มกั สื่อความหมายบง ความรสู ึกที่
นมุ นวลคอยเปน คอยไป เชน เสยี ง /น/ /ม/ ในคํา นุม นุน แนง นอย นาด เนื่อง นาบ แนบ เนิบ
ละไม ละมา ย แมน มาด มาลย มวน แตเ สียงระเบิดมักใหค วามรสู กึ ที่แข็งกระดา ง หรือสมั ผัสท่เี กิด
จากการปะทะทห่ี นักและเกดิ เสียงดัง เชน เสียง /บ/ /ป/ /พ/ เชน กระบึง กระบอน สะบัด สะบ้ิง
แบะ เบะ บดิ ปด ปาด ปบุ ปบ โปก พึ่บพับ เผียะ โผงผาง ผงึ สว นเสียงเสียดแทรก เชน /ซ/ น้ัน
มกั ใชในคําที่บง ความหมายถงึ การเคลื่อนไหวอยา งเม่ือมีการเสียดสีหรือซึมแทรก เชน ซัด สาด ซา
กระเซน็ ซา น กระซบิ กระซาบ ซู เปน ตน๔

๑ดวงมน จิตรจ ํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๗๓–๗๕.
๒แหลงเดมิ . หนา ๑๐๑.
๓พระเจาวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพนั ธ. (๒๕๐๔). ภาษา วรรณคดี และ วทิ ยาการ.
หนา ๕๖.
๔ดวงมน จิตรจํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๑๗.

๑๑

เสยี งสระ คาํ ทม่ี เี สียงสระสน้ั มักใหค วามรูสกึ ไปในทางลบ รสู ึกไมมนั่ คง ขาดเปนชวง
เปน ตอน เชน เตาะแตะ เสาะแสะ สะเงาะสะแงะ หรือใหความรูสกึ ที่ปะทะกันอยา งรนุ แรง เชน ปะ
ดะ ฉะ ผลวั ะ ผัวะ โปะ โผละ โพละ หรืออาจใหความรสู ึกทีส่ กปรก ไมพอดี ไมเ หมาะสม เชน เซอะ
เกรอะ เบอะ เปรอะ เทอะทะ เบะ แบะ ตะแหมะแขะ๑ เสียงสระส้ันหรือยาวอาจมผี ลตอการสราง
ความรสู ึกเรง เรา ฉบั ไวหรอื ยืดยาดเนิบนาบ อาจใหค วามนึกเห็นถงึ การเคล่ือนไหวเล่ือนลอยในชวง
สน้ั ถ่ี หรอื หนกั หนวงเยนิ่ เยอแชม ชา ก็ได เชน ล่วิ ขวับ ระรกิ ยึกยกั มุบมิบ งุบงิบ ขวิด กวัก เควง
ควา ง ขวาง ยาย ยาง เย้อื ง โยก โยน ถาก ถาง ปาด ทาบ เทยี บ๒

เสยี งสระและเสียงพยญั ชนะทา ย คําท่มี เี สียงสระสน้ั และมเี สียงพยัญชนะทา ยเปน
คําตาย จะทาํ ใหค าํ มเี สียงหนกั แนน แขง็ ออกเสียงยาก ทาํ ใหร สู ึกอึดอัด๓ เชน “เจ็บจติ คดิ วิตกอก
อึดอัด” และความรูส ึกจากเสียงสระส้ัน-ยาวประกอบกบั เสียงพยญั ชนะทา ยสามารถนาํ ไปอธบิ ายเรื่อง
จังหวะหนกั -เบา หรือคร-ุ ลหุ ในคาํ ประพนั ธประเภทฉันทได ดังตัวอยาง

เอออเุ หมนะมึงชชิ า งกระไร ทุทาสสถลุ ฉะนี้ไฉน
ก็มาเปน

ศกึ บถงึ และมึงก็ยงั มิเห็น จะนอยจะมากจะยากจะเย็น
ประการใด

อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ขยาดขยน้ั มิทันอะไร
ก็หมิ่นกู

(สามคั คเี ภทคําฉนั ท : ชติ บรุ ทัต)

คาํ ประพนั ธน ้มี ีเสียงหนัก-เบาสลับกนั เกือบตลอดบท ใหความรูสึกถึงการเคลื่อนไหวใน
จงั หวะเร็วและกระช้ัน ส่อื อารมณโ กรธไดแนบเนียนจรงิ จัง เพราะผปู ระพันธร ูจักลกั ษณะการ
แสดงออกในขณะเกดิ อารมณเ ชนนน้ั ของผูมีอาํ นาจไดดวี าฉนุ เฉียวกา วราวอยา งไร จังหวะของเสยี งท่ี
เรียงรอยตอกันจงึ รบั กันกับความหมายของคาํ ท่เี ฟน มาและรว มกันเปนอุปกรณส ําคญั ในการสอื่
อารมณน น้ั ๔

เสียงวรรณยกุ ต เสียงวรรณยกุ ตม ีระดับเสียงสูงต่าํ เหมอื นเสียงดนตรี เสียงที่รอย
เรียงเปนทว งทํานองอันไพเราะชวยสรางความสะเทือนอารมณ เชน

๑ประสิทธิ์ กาพยก ลอน. (๒๕๑๘). แนวทางศกึ ษาวรรณคดี : ภาษากวี แนวทางวจิ ักษแ ละ
วิจารณ. หนา ๑๙๒. (อา งองิ จาก ชมัยพร วิทูธรี ศานต. (๒๕๑๖, มิถุนายน). ภาษาจากความรสู กึ . วารสาร
อกั ษรศาสตรพ ิจารณ. ).

๒ดวงมน จิตรจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๑๘.
๓ระวาท วณิคพนั ธ.ุ (ม.ป.ป.). เกบ็ ตกฉกฉวย. หนา ๖๔.
๔ดวงมน จติ รจ ํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๑๘–๒๐.

๑๒

เขาขนั คคู คู ู เคียงสอง
เย้ืองยางนางยงู ทอง ทอ งทอ ง
ทิวทุงทุงทงุ มอง
เทาเทาเทา ยางหยอง มจั ฉพราศ
เลียบล้ิมริมธาร
(โคลงอกั ษรสามหมู : พระศรีมโหสถ)

นอกจากนก้ี วอี าจเลอื กใชคาํ เลียนเสียงธรรมชาติซ่งึ มีอํานาจเสียงทชี่ วยสรางความหมาย
ดา นความรสู ึกและสรางภาพข้ึนในใจของผอู า น เชน

ควิวควิวอกควากควา ง ลมลอย แลแม

ถอยแตใ จจากถอย ทพั ชา

ทศทิศทอดตาคอย ขวัญเนตร พ่ีเอย

เอาสไบนุชตา งหนา แนบเน้ือแทนนาง

(นริ าศนรินทร : นายนรินทรธิเบศร)

คําประพันธบ ทน้ีมเี สียงกอใหเกิดความรสู ึกไดอยางดี เลียนเสียงอารมณไ ดอ ยา ง
เหมาะเจาะ คาํ บางคาํ ทาํ ใหหขู องเราสรา งเสยี ง ใจสรา งภาพขึ้น “ควิวคววิ ” เปนเสียงทเ่ี กิดจากลม

“ควาก” เปนเสียงท่อี าการของส่งิ หน่ึงขาดจากกัน ทําใหผูอา นพลอยวาเหวเควงควา งเลอ่ื นลอยตาม
ไปดวย๑

คําทีม่ เี สียงสัมผสั กนั ทงั้ สัมผัสสระและสมั ผสั พยญั ชนะ ท้ังสมั ผสั นอกและสมั ผัสใน ตา งทํา
ใหเกดิ เสยี งทคี่ ลองจองกนั เปนลกั ษณะความงามอยา งหน่งึ ในคาํ ประพันธไทยที่ชว ยสรางความรูสกึ
สะเทอื นอารมณ เชน

แจว แจว จกั จน่ั จา จบั ใจ
หร่งิ หร่งิ เร่อื ยเรไร ราํ่ รอ ง
แซงแซวสง เสียงใส ซาบโสต
แหนงนิง่ นึกนชุ นอง นมิ่ เนอ้ื นวลนาง
(กาพยเ หเ รือ : เจาฟา ธรรมธิเบศร)

เสยี งของคาํ ทซ่ี าํ้ กันชวยสรา งความไพเราะและสอ่ื ความหมายดานอารมณ เชน

๑ประจกั ษ พิทยาคาร และคนอ่นื ๆ. (๒๕๑๗). รอ ยกรอง. หนา ๑๒๒.

๑๓

ฝงู ลิงไตกิ่งลางลิงไขว ลางลงิ วิ่งไลก นั วนุ วิ่ง

ลางลงิ ชงิ คางขึน้ ลางลิง กาหลงลงกง่ิ กาหลงลง

เพกากาเกาะทกุ กา นกิง่ กรรณิกากาชิงกนั ชมหลง

มัดกากากวนลวนกาดง กาฝากกาลงทํารงั กา

(เสภาขุนชา งขุนแผน)

การเลอื กสรรคาํ ของกวอี าจมาจากการปรงุ ศัพทข องกวีเองซึ่งมอี ยูหลายวิธี เชน การตัดคํา
การเตมิ คํา การแผลงคาํ การยืดเสยี งของคํา การสรา งคําขนึ้ ใหมโดยวธิ ีสมาสหรือสนธิ การนาํ คํามา
จากภาษาอืน่ เปน ตน ทั้งนีก้ วีมีจดุ ประสงคเพ่อื ความไพเราะดา นเสียงและสื่อความหมายไดตามท่ีกวี
ตองการ

การเลือกเฟนคําจึงหมายถึงการเลือกเฟน เสียง หากเสียงหลาย ๆ เสียงที่ประกอบกันขึน้
เปนคาํ แตล ะคํา มีความสัมพนั ธแนน แฟนกบั ความหมายไมว า จะเปนการแนะภาพ เสยี ง แสง สี
สมั ผัส การเคลื่อนไหวและอารมณ คาํ ท่ีรอ ยเรียงติดตอกันเหลาน้นั ก็มีคาควรแกก ารพจิ ารณาวามกี าร
ผสมผสานกันอยา งไร เนื่องจากผูประพนั ธมิไดใ หความสําคัญเพยี งการจัดกลมุ ของเสียงในคําคําหนงึ่
เทา น้ัน แตไ ดใ หค วามสาํ คญั ตอ การจดั กลมุ ของเสียงในวลแี ละประโยคดว ย๑

๒. ความ กวีเลอื กสรรคําหลาย ๆ คําเพื่อนาํ มาเรียบเรียงเปนกลุมคําและประโยคอยา งมี
ระเบยี บ กลมกลืนและไดจังหวะ เพ่อื ใชส ่ือความหมายอยา งแจม แจง ลึกซึง้ กินใจ ซึ่งการพจิ ารณาช้นั
เชงิ ของการเรียงรอ ยถอยคําอาจดูจากการใชโ วหาร สญั ลักษณแ ละรสทางวรรณคดี

๒.๑ โวหาร หมายถึงสํานวนความที่กวีสรางสรรคข้ึนเพือ่ ความงามในคําประพันธ

แบงออกเปนประเภทตาง ๆ เชน
อุปลกั ษณ (Metaphor) คือการเปรียบเทียบของสองส่ิงวาเปนสิ่งเดียวกันหรอื

เทา กนั โดยใชค ําวา เปน เทา คือ ฯลฯ ในการเปรียบเทียบ เชน เธอเปนชวี ติ จติ ใจของฉนั
อุปมา (Simile) คอื การเปรียบเทยี บของสองสิ่งวาเหมือนกนั คาํ ท่ใี ชใ นการ

เปรยี บเทียบ คือ คาํ วา เหมือน ดุจ ดูราว กล ประหนึง่ ฯลฯ เชน ตาเหมอื นตามฤคมาศ
สมพจนัย (Synecdoche) คือการกลา วถึงเพียงสว นใดสวนหนงึ่ ของสว นท้ังหมด

แตใ หม ีความหมายคลุมหมดทุกสวน เชน “จะพลิกพลวิ้ ชิวหา เปน อาวธุ ” หมายถงึ จะใชวาทศิลป

ซง่ึ รวมถึงสมองและความรูทั้งหมด
นามนยั (Metonymy) คอื การเอย ถึงสิง่ หนง่ึ แตใหมคี วามหมายเปน อยา งอ่นื เชน

“ฉันรจู ักเจาฟากงุ มากกวา รูจกั องั คาร กลั ยาณพงศ” หมายถงึ รูจกั กวนี พิ นธของเจา ฟา กุง มากกวากวี
นิพนธขององั คาร กลั ยณพงศ

๑ดวงมน จติ รจํานงค. (๒๕๓๖). สุนทรยี ภาพในภาษาไทย. หนา ๒๔.

๑๔

ปฏิวาทะ (Oxymoron) คอื การนาํ คําท่มี ีความหมายตรงกนั ขา มหรือคา นกนั
มารวมกัน เพื่อใหเกิดคาํ ซ่ึงมีความหมายใหม หรอื มีความหมายทีใ่ หความรสู ึกขัดแยง หรือ
เพมิ่ นาํ้ หนักใหแกความหมายของคําแรก เชน ดีเปนบา รวยฉบิ หาย

ปฏภิ าคพจน (Paradox) คอื ขอ ความที่มีความหมายขัดกนั กลา วถึงสงิ่ ที่แปลกแต
จรงิ หรอื ไมนาเปน ไปไดแตเ ปน ไปแลว เชน ตอนพระรามฆายักษก มุ พล มคี วามวา “มคี วามเมตตา
การณุ นัก จ่งึ ชักพรหมาสตรธนูศร

อาวตั พากย (Synesthesia) คอื การใชคําแทนผลของสมั ผสั ที่ผิดไปจากธรรมดา
เชน รสของความสุข กลิ่นของความรัก คนปากหวาน คนหวั แหลม เสียงเขียว คําคม นิสัยเปรี้ยว

อตพิ จน (Hyperbole) คอื การพูดเกินความจริงเพอื่ เนนความรูสกึ เชน ถึงมว ยดนิ
สิ้นฟามหาสมทุ ร ไมส้นิ สุดความรกั สมัครสมาน

อธพิ จน (Overstatement) คอื การพูดหรือเขียนประหนึ่งโออวดเพ่ือใหผูอา นหรือ
ผฟู ง รูสึกขนั เชน พ่ีกท็ รงศักดากลา หาญ แตขาวสารเต็มกระบุงยงั แบกไหว

ปฏิปุจฉา (Allusion) คือศิลปะของการใชค าํ ถาม เชน เสียงลือเสยี งเลาอา งอันใด
พ่เี อย

๒.๒ สญั ลักษณ คอื การนาํ สิ่งทเ่ี ปนรูปธรรมอยา งใดอยา งหนึ่งแทนส่ิงทเ่ี ปน นามธรรม
ทาํ ใหเ กิดความเขา ใจไดก วางขวางลึกซ้ึง โดยไมตองใชค ําอธิบายเลยก็เขา ใจได๑ เชน ดอกไมใช
แทนหญงิ งาม น้ําคา งมกั แทนความบรสิ ุทธิ์ พระเพลิงใชแ ทนความรอนแรง หรืออาจใชตวั ละครใน
เรอื่ งนิยายหรือบทละครเปนตวั แทนนามธรรม เชน ทศกัณฐ เปน ตวั แทนความเลวรา ยของผมู ีอํานาจที่
ไมมธี รรมะ สีดาเปน ตวั แทนหญงิ ทซี่ ่ือตรงตอสาม๒ี

พระเจาวรวงศเ ธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพนั ธ ทรงอธบิ ายถงึ เหตุผลการใช
สัญลักษณว า “…ผปู ระพนั ธจะตองใชถอยคาํ ซ่ึงทาํ ใหผูอานนึกคดิ ถึงภาพซงึ่ ถายแบบภาพที่
ผูป ระพนั ธนึกคิดนน้ั เอาไปอยางใกลท ่สี ุดที่จะทาํ ได ถอยคาํ ของผูประพันธจ ะตองเปนเหมือนกระจก
เงาสองภาพท่ตี นวาด ดวยเหตนุ ้ีภาษาในวรรณคดีจึงตองเปนสญั ลักขณ (Symbol) คือเปน
เคร่ืองหมายแสดงภาพแหง ความรสู ึกนึกคิด…”๓

การใชส ญั ลักษณข องผเู ขียนแตละคนอาจใชต า งกนั บางคนอาจใชส ญั ลักษณใ หมหรือ
สัญลกั ษณเ กา ในความหมายใหม เชน อังคาร กัลปย าณพงศ ใชคําวา “มณี” เปนสัญลกั ษณของสิ่งท่ีมี
ราคาหรือฐานะสูง “ทราย” เปนสญั ลักษณของส่งิ ที่ไมม ีราคาหรือฐานะต่ํากวา หนา ท่ีของผูอา น
จะตอ งพจิ ารณาวา คาํ ตา ง ๆ ในบทประพนั ธหรอื งานเขียนที่กําลงั ศึกษาหรืออานอยูน ั้น เปน คําทใี่ ห

๑กุหลาบ มัลลิกะมาส. (๒๕๑๗). วรรณกรรมไทย. หนา ๑๖๘.
๒ม.ล.บุญเหลอื เทพยสวุ รรณ. (๒๕๑๗). วเิ คาะหร สวรรณคดไี ทย. หนา ๑๕.
๓พระเจา วรวงศเธอ กรมหม่ืนนราธิปพงศประพนั ธ. (๒๕๐๔). ภาษา วรรณคดี และ วทิ ยาการ.
หนา ๒๖๒.

๑๕

ความหมายตรงตามพจนานกุ รมหรือตามความนิยมทั่วไป หรือวา เปนสญั ลักษณ หากวา เปน

สัญลกั ษณ ก็จะตองพิจารณาตอ ไปวา ผูเขียนนาจะตอ งการใหห มายถึงอะไรในการใชส ัญลักษณ
นนั้ ๆ๑ นอกจากนกี้ ารศึกษาเร่ืองสญั ลักษณอ าจตองศึกษาวฒั นธรรมประกอบดวย เพราะรูปธรรมท่ี

ใชในการแสดงออกแทนนามธรรมนัน้ ผูประพนั ธจ ะหยิบยกจากสง่ิ แวดลอมรอบตัวและวถิ ชี ีวิตของ

เขาเอง และการตีความสญั ลกั ษณต องรอบคอบถวนถี่ ตอ งคาํ นึงถึงเอกภาพและความประสานของ

องคประกอบอืน่ ๆ ของบทประพนั ธดว ย ไมค วรคาดหมายไวกอนวา จะตอ งมีสัญลกั ษณอะไรเปน
พเิ ศษ หรือสัญลักษณทุกอยางจะมลี ักษณะเปน สากลไปหมด๒

๒.๓ รสวรรณคดี คือความรูส กึ ที่เกิดข้นึ ในใจของผอู าน ซ่งึ ผูแตง ไดถ ายทอด

อารมณของตนเองลงไวในงานนน้ั ทฤษฎรี สของสนั สกฤตมีกาํ เนิดจากละคร ในนาฏยศาสตรของ

ภรตมนุ ซี ึง่ เปน คมั ภรี การละครของสันสกฤตกลาววา “ไมม ีเน้ือหาใดที่ปราศจากรส” (รอ ยแกวหลัง

โศลกบทที่ ๓๔ ตอนท่ี ๖) กลา วคอื ผชู มจะไมย อมรับละครเรื่องนน้ั หากไมกอใหเ กิดรสคือปฏิกิริยา

ทางอารมณแกผ ูชม

ศลิ ปะเกดิ ข้ึนไดเ ม่ือศลิ ปนมีอารมณส ะเทือนใจแลว ถา ยทอดความรสู ึกนั้นออกมาใหมี

รปู หรือเสียง เมื่อไดชมงานศลิ ปะ อารมณท่ีศิลปน ถอดถายไวจะกระทบใจทาํ ใหเกดิ รสข้ึนในใจ

ตอ มาทฤษฎีรสมิไดจ ํากดั อยเู พียงแคก ารละครเทาน้ัน เปน ท่ียอมรับกันวาศลิ ปะทุกชนิดกอใหเกิดรส

ข้นึ ในใจของผูช มไดโดยอาศัยส่ือตา ง ๆ และวรรณคดีก็เปน ศลิ ปะที่อาศยั ภาษาเปน สอ่ื กอใหเ กิดรสแก
ผูอา น๓

ทฤษฎรี สของสนั สกฤตมี ๙ รส ดังน้ี

๑. ศฤงคารรส คือรสแหง ความรกั

๒. เราทรรส คือรสแหงความโกรธ

๓. วรี รส คอื รสแหง ความกลาหาญ

๔. พภี ัตสรส คอื รสแหงความนา รงั เกยี จหรอื นา เบอื่ ระอา

๕. ศานตรส คอื รสแหงความสงบใจ

๖. หาสยรส คอื รสแหงความสนกุ สนานขบขัน

๗. กรณุ ารส คอื รสแหง ความสงสาร เกิดจากการรับรคู วามทุกขโศกของ

ตวั ละคร

๘. ภยานกรส คือรสแหง ความหวาดกลวั

๙. อัพภตู รส คอื รสแหง ความอศั จรรยใ จ

๑เถกิง พนั ธเุ ถกงิ อมร. (๒๕๒๘). การอา นทั่วไป. หนา ๘๙.
๒ดวงมน จิตรจํานงค. (๒๕๓๖). สนุ ทรียภาพในภาษาไทย. หนา ๑๓๑.
๓กุสมุ า รกั ษมณ.ี (๒๕๒๕). การวเิ คราะหว รรณคดีไทยตามทฤษฎีรสของสนั สกฤต. วารสารอักษร

ศาสตร มหาวิทยาลยั ศิลปากร. ๕(๕): ๑-๔.

๑๖

๓. รูปแบบ วรรณคดเี ปนศลิ ปะประเภทหนงึ่ ท่ีประกอบดวยสวนสําคญั ๒ สว นคือ เนื้อหา
และรูปแบบ เน้ือหา คือ สว นทเี่ ปน โครงเรือ่ ง เนื้อเร่ือง ตัวละคร ฉากและบรรยากาศ รวมทัง้ ความคดิ
หลกั ซง่ึ เปนส่งิ สาํ คญั ของวรรณคดี สวน “รูปแบบ” หมายถึงวิธเี รียบเรียงขอความเพ่อื แสดงออกถึง
เนือ้ หาของวรรณคดี เสฐยี รโกเศศ ไดใหค วามเห็นเก่ยี วกับเรื่องนีว้ า “…เราอา นหนังสอื เรอ่ื งหนึง่
รสู ึกยนิ ดีเปนที่พอใจ ทงั้ น้ไี มใ ชเปนเพราะความหมายในขอความของหนังสือเรื่องนั้นเทาน้ัน ยงั เปน
เพราะวิธีเรยี งขอความอยางงามวิจติ ร และวธิ ีใหอา นหรือฟงราบรื่น…”๑ และ วิทย ศิวะศรยิ านนท
ไดอธบิ ายเกี่ยวกับเร่ืองนีว้ า “…ในวรรณคดที ่ีดี รูปและเน้อื เร่ืองยอมกลมกลืนเปน เหตุเปน ผลซึ่งกนั
และกนั เราจะรสู ึกวารูปและเน้ือเรื่องเปนคนละอยา ง ก็ตอ เมอ่ื รูปไมเหมาะกบั เร่อื ง หรือเน้ือเร่ืองไม
เหมาะกบั รูป”๒

ดงั นน้ั รูปแบบจงึ อาจหมายถงึ รปู แบบของคําประพนั ธ เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน
รา ย ฯลฯ อนั เปน ส่ิงสาํ คัญทีใ่ ชในการถา ยทอดเนื้อหา คําประพันธแตล ะประเภทมีลักษณะเฉพาะ
ของตนเอง และวรรณคดจี ะมีสุนทรียะมากนอยเพียงใด ก็ข้นึ อยูก ับความงามของเนื้อหาและความ
พอเหมาะพอดีของรูปแบบซง่ึ จะตองผสานกลมกลนื กัน ทาํ ใหก ารสื่อสารมคี ณุ ภาพ และในทน่ี จี้ ะขอ
กลาวถงึ รปู แบบของคําประพันธประเภทฉนั ทอันเปน รูปแบบสําคญั ที่พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยูห วั ทรงใชในการถา ยทอดเนื้อหาของพระราชนพิ นธเรอ่ื งมัทนะพาธา

๓.๑ ฉันท ฉันทเปน คําประพันธทีไ่ ทยรบั มาจากอินเดีย มลี กั ษณะบังคบั เสียงหนกั -
เบา หรือเสียงสนั้ -ยาวของพยางค ตําราฉนั ทบ าลเี ลมสาํ คัญ คอื คัมภรี ว ุตโตทัยปกรณ เปนท่มี าของ
คัมภรี ว ุตโตทัย ซงึ่ เปน ตน ตําราการแตง ฉนั ทของไทย คัมภรี วุตโตทัยประกอบดวยคาํ ฉันทช นิด
ตาง ๆ ๑๐๘ ชนิด แบงเปนประเภทใหญ ๆ ได ๒ ประเภท ไดแก ฉันทประเภทบังคับพยางคเ รียกวา
“ฉนั ทว รรณพฤต”ิ และฉนั ทประเภทบงั คับมาตราเรียกวา “ฉนั ทมาตราพฤต”ิ

นอกเหนอื จากฉันทในคัมภรี วุตโตทัยแลว กวใี นสมัยตา ง ๆ ยังไดทดลองประดิษฐฉ ันท
รปู แบบอ่ืน ๆ โดยดัดแปลงจากคําประพันธของตา งประเทศบา ง โดยเลียนเสียงเครอื่ งดนตรีบา ง
หรือโดยความบันดาลใจจากสิง่ อน่ื ๆ

ฉันทท ี่กวนี ิยมแตงในคมั ภีรวุตโตทัยและฉนั ทท ี่ประดษิ ฐขึน้ ใหม ลวนจดั อยใู นประเภท
ฉนั ทวรรณพฤตทิ ั้งส้ิน

สวนความไพเราะของฉันทขนึ้ อยกู บั คุณลกั ษณะ ๓ ประการ คือ
๑. ผูแตง มคี วามรูเก่ียวกับฉนั ททจี่ ะนํามาแตงเปน อยางดี แมน ยําในเรือ่ งคณะ

ซึง่ ประกอบดวยคาํ ในบท ในบาท ในวรรค ทีอ่ ยูของครุลหุ หรอื จํานวนของคณะของฉันทใ นแตละ
บาทหรือแตละบท แมนยําเรื่องการสัมผสั ทง้ั ในบทและระหวางบท

๑ศิลป พรี ะศรี. (๒๕๒๗). ศิลปสงเคราะห (พจนานุกรมศัพทศิลปะของชาวตะวนั ตก). แปลโดย
พระยาอนมุ านราชธน. หนา ๑๐๙–๑๑๐.

๒วิทย ศิวะศริยานนท. (๒๕๔๔). วรรณคดแี ละวรรณคดวี ิจารณ. หนา ๖๙.

๑๗

๒. ผูแตงมคี วามรเู ก่ียวกับเน้ือความที่นาํ มาแตงซง่ึ ตองเหมาะสมสอดคลองกบั
ฉันทแตล ะประเภท

๓. ผูแตง เลือกใชประเภทหรือชนิดของฉันทส อดคลองกับเน้ือความในเร่ืองตอน
น้นั ๆ เชน พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงเลือกใช ปยงั วทาฉันท ๑๒ ในเรื่อง
มทั นะพาธา ตอนนางมทั นาถกู สุเทษณสาปใหก ลายเปนดอกกหุ ลาบไปตลอดกาล นางปริยมั วะทา
ซ่งึ เปน สาวใชของมทั นาเห็นเหตกุ ารณทั้งหมดจงึ รองไหค ร่ําครวญ ในฉันทน ี้ใช “ลหุมากกวาครุ” จึง
ทําใหเสียงที่เปลง ออกมาน้ัน ราวกับคนเปลง เสียงถอยคําปนมากับเสียงสะอึกสะอ้นื ดวยความ
เสียใจอยางรนุ แรง๑ ดงั ความวา

ทขุ ะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร,

พระจะมะลายพระชวิ ะจร พระแมไ ฉน

บมดิ าํ รัสวะจะนะชวน พระดว นคระไล,

พระมละทงิ้ ดะนพุ ิไร พลิ าปอะนนั ต ;

พระวรคุณอดลุ ะครอง และปองและกนั ,

ดนฉุ น้ฤี จะมิศัล- ยะเศรา อรุ า.

(มัทนะพาธา : รัชกาลท่ี ๖)

การพิจารณาสุนทรียภาพในวรรณคดที ีใ่ ชรูปแบบของฉันท ผูศึกษาตองอานฉันทใ ห
ถกู ตองตามลีลาของฉนั ทน้นั ๆ ตองรจู กั จังหวะและเสยี งหนักเสียงเบา ตาํ แหนง ครุ ลหุ ใหถองแท
ซ่งึ แสดงวาตอ งแมนลักษณะบงั คับของฉนั ทแตล ะประเภท

ตัวอยาง อนิ ทรวิเชียรฉันท

หมญู าติ / อมาตยมิต ตระสนทิ / และเสนา

สังเวช / ณ เหตุสา หสลว น / สลดใจ

สดุ ที่ / จะกลบั โท มนโศ / กอาลัย

ถวนหนา / มิวา ใคร ขณะเหน็ / บเ วน คน

(สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท : ชิต บุรทัต)

อานวา หมู – ยาด, อะ – หมาด – มดิ ตระ – สะ –หนิด, และ – เส – นา
สงั – เวด, นะ – เหด – สา หะ – สะ – ลวน, สะ – หลด – ใจ
สุด – ท่ี, จะ – กล้ัน – โท มะ – นะ – โส, กะ – อา – ไล
ถว น – หนา , มิ – วา – ใคร ขะ – หนะ – เห็น, บ – เวน – คน

๑วราภรณ บาํ รุงกุล. (๒๕๔๒). รอยกรอง. หนา ๑๘๐–๑๘๙.

๑๘

วรรณคดคี ําฉนั ทน ิยมนาํ คาํ ประพันธประเภทกาพยมาแตงรว มดว ย เชน กาพยยานี
กาพยฉบงั และกาพยสรุ างคนางค สวนประเภทอ่ืนไมน ิยมใช แตตอนจบอาจแตง เปนโคลงส่ีสุภาพ
ได วรรณคดีคาํ ฉนั ทใ นยุคหลังนิยมขึ้นตน ดว ยสัททลุ วิกกฬี ิตฉันท และมเี นื้อความทํานองไหวครูท่ี
เรียกกนั วา บทประณามพจน

๒.๑.๒ งานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ งกับการวเิ คราะหว รรณกรรมตามแนวสุนทรียศาสตร
การวิเคราะหค วามงามของวรรณกรรม ไดเ คยมีผนู าํ ทฤษฎีสุนทรียศาสตรมาใชในการ
วิเคราะหความงามของวรรณคดีและวรรณกรรมเรอ่ื งตาง ๆ ตามที่ผูวจิ ยั ไดร วบรวมมาดงั นี้

ดวงมน ปริปณุ ณะ (๒๕๑๕) ศกึ ษาทวาทศมาสในเชงิ วเิ คราะหแ ละเปรียบเทยี บเพ่ือ
คน หาคณุ คาของวรรณคดี ดว ยการใชหลกั วรรณคดีวิจารณของไอ.เอ. รชิ ารด ทีก่ ลา ววา การอาน
อยา งพินิจพจิ ารณาอยา งมเี หตุผลจะชว ยใหคณุ คาท่ีแทจ รงิ ของกวนี ิพนธปรากฏออกมา พบวา
ทวาทศมาสมีแกน เรื่องใหญแสดงความทกุ ขใ นการพลัดพรากจากรกั โดยมคี วามผกู พนั ของมนุษยทีม่ ี
ตอธรรมชาติเปน แกนเร่ืองยอ ยชว ยเนนอารมณส ะเทือนใจและจินตนาการของกวี กวมี ีจนิ ตนาการ ๒
ประเภท คือ ประเภทแคบตายตวั และประเภทลึกซ้ึงกวางขวาง ทว งทาการแสดงออกอาศัยแนวคิด
แบบอุดมคตินยิ มเทียบไดกบั อิมเพรสชน่ั นสิ ม เอกสเพรสชั่นนสิ ม และเซอรเรียลลิสมของศิลปะ
ตะวันตก ภาพพจนแ ละสัญลักษณแสดงใหเ ห็นวา จนิ ตนาการของกวเี กดิ ข้นึ จากแรงกระทบอารมณ
ทเี่ ปนสากล กวีใชถอ ยคําท่มี ีเสียงและความหมายแสดงภาพพจน อารมณส ะเทอื นใจและจนิ ตนาการ
มกี ารใชค าํ ซาํ้ คําซอ น และคํายมื รวมทง้ั กวีสามารถนําฉนั ทลักษณม าเปน ประโยชนในการ
แสดงออกอยางเหมาะสม

ชลดา ศิรวิ ทิ ยเจริญ (๒๕๑๙) ศึกษาลลิ ิตตะเลงพายในแนววเิ คราะห วจิ ารณ และ
เปรยี บเทียบโดยเนนหนักไปในดา นการศึกษาแนวสนุ ทรียศาสตร อาศัยหลักการอา นละเอียดของ
พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณและของไอ.เอ. รชิ ารดส เพ่อื คนหาความงามของ
วรรณคดี พบวา ความไพเราะของวรรณคดีเร่ืองน้เี กดิ จากความสามารถของกวีในการเลือกใชเสียง
คาํ และความหมายไดเหมาะกับเหตุการณใ นแตละตอน มีการใชคาํ ประพนั ธประเภทกลบท เลน
เสยี งสมั ผัสพยญั ชนะ สมั ผัสสระ เลน เสียงวรรณยุกตและเลน คาํ กวนี ยิ มใชค าํ กะทัดรัด มคี วามหมาย
เดน การใชโวหารและบทเปรียบเทียบมีทัง้ แบบเกาและแบบใหม สวนการรบั รสความไพเราะของ
ผูอานอาจรับไดไมเ ทา กนั เพราะข้ึนอยกู ับความสามารถในการอา นของแตล ะบุคคล

พิทยา เหรยี ญสุวรรณ (๒๕๒๐) ศกึ ษาศลิ ปะการใชภ าษาในกวีนพิ นธของ
องั คาร กัลยาณพงศ พบวา องั คารเปนกวีท่ีมีความสามารถสูงในการใชภ าษาเพือ่ สรางจนิ ตภาพ คํา
ทน่ี ํามาใชในการเปรียบเทียบมักเปนคําท่ไี ดร บั อิทธพิ ลจากวรรณคดโี บราณ กวมี คี วามซาบซง้ึ ใน
วรรณคดไี ทยโบราณและศิลปกรรมสาขาอน่ื ๆ มคี วามรกั ความผูกพนั กับธรรมชาติเปนพเิ ศษ มี
จินตนาการถงึ สงิ่ ทอ่ี ยูไกลตวั แตอยใู กลความคิดคาํ นงึ มีอารมณอ อนไหว รุนแรง มีการแสดงออก
จรงิ ใจ และบางครัง้ มีอารมณไมคงท่ี

๑๙

พรทพิ ย ซงั ธาดา (๒๕๓๒) วเิ คราะหร ูปแบบและศิลปะการประพนั ธในรา ยยาวมหา
เวสสันดรชาดก พบวา มศี ิลปะการประพันธใ นดา นการเลือกเฟนถอ ยคาํ คือ มีการใชคาํ แสดงอารมณ
คาํ แสดงฐานะของบุคคล คาํ เลียนเสียง การเลนเสียงมีทั้งสัมผัสสระ สมั ผัสอกั ษร และเลน เสียง
วรรณยกุ ต สว นศิลปะการเรียบเรียงถอ ยคาํ ไดแก การเลนคําเลน อกั ษร การหลากคํา การใชค าํ เรียบ
งาย การแสดงอาการเคลอ่ื นไหว การลาํ ดบั ความตามเหตกุ ารณทเี่ กิดขึ้นกอ นหลัง มีการสรุปความ
ในชว งทา ยของขอความ กวีมีศิลปะในการปลุกเราอารมณ คอื มคี วามสมจริง มีโวหารและการใช
สญั ลักษณ

วงเดือน สุขบาง (๒๕๒๔) วเิ คราะหรสคํา รสความ และทวงทาํ นองการเขียนในพระ
ปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธของสมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส พบวา คาํ ที่ใชใ น
พระปฐมสมโพธิกถามลี กั ษณะดีเดน ท้ังในดา นความหมายทเี่ หมาะสมกบั เน้ือเร่ือง บคุ คล เหตุการณ
สถานท่ี เวลาและโอกาส เสียงของคาํ ไพเราะสละสลวย มกี ารซํ้าคํา ซาํ้ วลี การหลากคาํ การใชคํา
กอใหเกิดภาพ คาํ ทม่ี ลี กั ษณะสูงสง คําท่ีแสดงอาการเคลอ่ื นไหว และคาํ ที่กอ ใหเ กิดการสะเทือน
อารมณ ทําใหผ ูอา นไดรบั ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกดิ จินตนาการ มองเห็นภาพ มอี ารมณคลอย
ตาม ทว งทํานองเขียนมีลกั ษณะสูงสง ใชโ วหารประเภทตา งๆ กอใหเกิดรสวรรณคดีตามคัมภรี 
สโุ พธาลงั การ สรางความซาบซงึ้ ประทับใจและอารมณสุนทรียแกผ ูอาน และชวยโนมนา วจิตใจ
ผูอา นใหเ กิดความเลื่อมใสศรัทธาในหลักธรรมตางๆ

วรางคณา ศรีกําเหนิด (๒๕๔๓) ศึกษาและประเมินคา กลบทในงานพระนพิ นธของ
สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส โดยศกึ ษาพระนพิ นธ ๘ เร่ือง คอื โคลงดั้นเร่ือง
ปฏสิ ังขรณวัดพระเชตุพน ลิลิตตะเลงพาย ลลิ ิตกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค
สรรพสทิ ธ์คิ าํ ฉันท สมุทรโฆษคาํ ฉนั ท ฉนั ทก ลอ มชา งพงั และกาพยข บั ไมก ลอมชางพงั กฤษณา
สอนนอ งคําฉันท และรายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก ๑๑ กัณฑ พบวา สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรม
พระปรมานชุ ิตชิโนรสทรงใชกลบทในงานพระนิพนธ ๒๙ ชนิด โคลงดั้นเร่ืองปฏิสงั ขรณว ัดพระ
เชตพุ นเปนวรรณคดีที่มีชนิดของกลบทมากที่สุดถึง๑๓ ชนิด โคลงเปนฉันทลกั ษณท ท่ี รงพระนิพนธ
เปนกลบทมากทีส่ ุด พระนิพนธของพระองคถ ือวา มคี วามงามดา นวรรณศิลป ความงามดา นเสียง
เกดิ จากการใชส มั ผัสคลองจองและการมจี ังหวะเกดิ ข้ึนในบทประพนั ธ นอกจากนัน้ กลบทยงั ชว ย
เสรมิ เน้ือหาตางๆ ในเร่ืองใหม คี วามชัดเจนมากขึ้นและชวยเนนอารมณความรูส กึ ในบทประพนั ธดวย
งานพระนิพนธบางบทดําเนินรอยตามวรรณคดีสมัยอยุธยาในดา นการใชค าํ ในกลบทและการนํา
กลบทมาใชใ นการดาํ เนินเร่ือง

วัชรนิ ทร จติ คงคา (๒๕๔๖) ศกึ ษาสุนทรียภาพในโวหารรกั ทป่ี รากฏในบทละครพระ
ราชนพิ นธใ นพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา นภาลัยในแนวสุนทรียศาสตร โดยศึกษาบทละครใน
๒ เรือ่ ง คือ อิเหนาและรามเกียรต์ิ บทละครนอก ๕ เรื่อง คอื สงั ขท อง ไชยเชษฐ ไกรทอง คาวี และ
มณีพิชยั พบวา โวหารรักในบทละครในมคี วามประณีตในการเลือกใชคําทมี่ ีเสียงไพเราะ คํา
ประพนั ธม ีสัมผัสสระและสัมผัสอกั ษร จงั หวะลลี าเหมาะสมกับบรรยากาศทสี่ ่ือถึงอารมณร ัก มีการ
เลนคาํ ซํา้ คํา หลากคํา ใชค ําท่ีกอใหเกิดความรสู ึกดา นประสาทสมั ผัสทง้ั สี่ คือ รูป รส กลนิ่ เสียง

๒๐

และสมั ผัส มีการใชคาํ ที่กอเกิดความรูสึกตามกระบวนกลอน มีการใชพรรณนาโวหารแบบ
ตรงไปตรงมาและความเปรียบแบบอปุ มา อุปลกั ษณ อติพจน ปฏิปจุ ฉาและสญั ลกั ษณ สว นบท
ละครนอกทรงเลือกใชคําท่มี เี สียงสัมผัสไพเราะ แบง จงั หวะและลลี าของคาํ ไดเ หมาะสม มกี ารเลน คาํ
อยูบางแตการหลากคาํ มีนอย การใชพรรณนาโวหารเปน แบบตรงไปตรงมาและมกี ารใชความเปรียบ
แบบอุปมา อุปลักษณ อติพจน ปฏิปุจฉา และสญั ลกั ษณ

๒.๒ เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ งกบั พระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา

พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาไดมีผศู กึ ษาคนควา ไวในแนวทางตาง ๆ ดงั น้ี
๒.๒.๑ เอกสารท่เี ก่ยี วขอ งกบั พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา

เปล้ือง ณ นคร (๒๕๔๑: ๕๐๗–๕๐๘) อธิบายเกี่ยวกบั พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา
ไวใ นหนังสือประวัตวิ รรณคดวี า พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงพระราชนิพนธเรือ่ งน้ี
เมอ่ื พ.ศ.๒๔๖๖ เรือ่ งนีน้ ับวา เปนประดิษฐการใหมในวรรณคดีไทย มลี กั ษณะเหมอื นนาฏวรรณคดี
ของสันสกฤต เชน เรื่องปริยทรรศกิ าของพระเจา หรรษะ เปน บทละครท่เี หมาะสําหรับเปนบทอานยงิ่
กวาแสดงบนเวที เนื่องจากตอ งใชน าฏศิลปน ทม่ี ีความสามารถมาก และคนดูควรเปน ผูมรี สนิยมและ
การศึกษา

๒.๒.๒ งานวิจัยทเี่ กี่ยวของกับพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา
กหุ ลาบ ไมเรียง (๒๔๘๙) ไดว ิจารณพ ระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาหรอื ตํานานแหง

ดอกกุหลาบ โดยแบง เนื้อหาออกเปนสองตอน คือ ตอนแรกกลาวถึงพระราชประวตั ิและงานพระราช
นิพนธของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว ตอนทส่ี องเลา ท่ีมาของเรื่อง อธิบายลักษณะของ
ละครประเภทตา ง ๆ ไดแก ละครราํ ละครพูด ละครรอง ละครตลก ละครโนราหชาตรี แลวสรปุ วา
มัทนะพาธามีรูปแบบเปน ละครยุโรปที่มบี ทเจรจาเปนคาํ ฉันท คาํ ประพันธประกอบดว ยฉันท ๒๔
ชนิดซงึ่ มคี วามไพเราะ เนื่องจากกวรี ูจกั ใชฉ ันทท่ีมลี ักษณะเหมาะสมกับเน้อื หา องคป ระกอบของ
เรือ่ งมีสดั สว นเหมาะสม มกี ารใชกวีโวหารและแทรกภาษติ สอนใจ จึงเปน วรรณกรรมที่เหมาะ
สําหรับดูและอาน เพราะใหทง้ั ความรูและความบันเทิง ทัง้ นเ้ี พราะกวีทรงมีความเช่ยี วชาญจดั เจน
ท้ังในทางละครและทางวรรณคดี

อรอุษา สุวรรณประเทศ (๒๕๔๒: ๑๔๕–๑๖๒) ศึกษาเร่ือง มทั นะพาธา: ความ
ผสมผสานท่ีกลมกลืนระหวางความเปน ตะวนั ออกและตะวนั ตก สรปุ วา ความผสมผสานระหวา ง
ความเปน ตะวันออกและความเปนตะวันตกในเร่ืองมัทนะพาธามีปรากฏใหเ หน็ อยมู าก เรม่ิ ตงั้ แต
ความคิดในการสรา งเร่ือง ความคดิ เรอ่ื งความรกั ตลอดจนรปู แบบคาํ ประพนั ธและการใชค วาม
เปรียบตาง ๆ กวผี ทู รงพระราชนพิ นธสามารถเลือกสรรองคป ระกอบจากทัง้ ตะวนั ออกและตะวนั ตก
มาผสมผสานจดั เรียงใหเ ปนรปู เร่ืองมทั นะพาธาไดอยา งสมบูรณ มทั นะพาธาจึงมีคณุ คาในฐานะที่
เปน จุดเช่อื มของความเปนตะวันออกและตะวนั ตกอันกลมกลนื งดงาม เปน หลกั ฐานแสดง

๒๑

อจั ฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ผูทรงเปนทั้งนักวรรณคดีและรตั นกวีของ
ไทย

ร่ืนฤทยั สจั จพันธุ (๒๕๒๒: ๒๕๙–๒๗๗) วิเคราะหเร่ืองมัทนะพาธาในแนววรรณคดี
เปรียบเทียบวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวมไิ ดท รงนําเคา เรื่องมาจากวรรณคดโี บราณ
เรือ่ งใดเร่อื งหนงึ่ ดังทมี่ พี ระราชปรารภไวในคํานาํ แตทรงผสมผสานเน้ือเรื่องจากวรรณคดหี ลายเร่ือง
ดว ยกัน เชน อณุ รุท อนริ ทุ ธค ําฉันท ฯลฯ และจากวรรณคดีท่ีทรงแปลขึ้นจากภาษาอังกฤษกอนทรง
พระราชนพิ นธบทละครเร่ืองมทั นะพาธา มีทัง้ วรรณคดีตะวนั ออกและวรรณคดีตะวนั ตก ไดแก
ศกณุ ตลา โรเมโอและจเู ลียต

เอกสารและงานวจิ ยั ที่ไดรวบรวมมาทง้ั หมดน้ี ผูวิจยั ไดใชเ ปน แนวทางในการศึกษาพระราช
นิพนธเ รื่องมัทนะพาธา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั โดยอาศัยทฤษฎีสุนทรียศาสตร
เปนแนวทางในการวจิ ยั เพือ่ ใหท ราบวิธกี ารท่ที าํ ใหพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาเปนวรรณคดที ี่
ไดรับการยกยองใหเปนวรรณคดีชิ้นเอกและเปน วรรณคดที ่ีสรางความประทับใจแกผูทไี่ ดรับรสของ
วรรณคดีเสมอมา อีกทง้ั เพอ่ื ใหเกิดประโยชนต อวงการวรรณคดใี นดานอนรุ กั ษและเชิดชูคุณคาของ
วรรณคดีไทย ตลอดจนสะทอนใหเ ห็นพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว
ดานการทรงพระราชนิพนธบทละคร

บทที่ ๓
ประวตั ิการแตง และลักษณะของเร่ือง

๓.๑ ประวัตกิ ารแตง

พระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา หรือตํานานแหง ดอกกุหลาบน้ี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกลา เจา อยหู วั ทรงพระราชนพิ นธในระหวา งที่พระองคท รงพระประชวร และแพทยถวายคําแนะนํา
ขอใหพ ระองคทรงหยุดพักจากพระราชกรณยี กิจเกีย่ วกับบา นเมือง พระองคจ ึงทรงใชเ วลาขณะทรง
พกั ผอนทรงพระราชนพิ นธต้ังแตวันอาทติ ยท่ี ๒ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๖ ถึงวันพฤหัสบดีที่
๑๘ ตลุ าคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๖ รวมเวลา ๔๓ วัน

ในการนีพ้ ระองคไดทรงปรารภถงึ แกนของเรื่องซึ่งมอี ยูใ นพระราชหฤทัยของพระองคม า
นานแลว โดยทรงแจงไวในหนาคาํ นําของพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาวา “…แกนแหงเร่อื งน,้ี
ไดเ คยมีติดอยูในใจของขา พเจามาชา นานแลว, แตเพราะเหตุตา ง ๆ ซึง่ ไมจ ําจะตอ งแถลงในทน่ี ี้
ขาพเจามิไดล งมอื แตง เรื่องน,ี้ จนมาเมอื่ กลางป พ.ศ.๒๔๖๖, เมอ่ื ไดเกดิ เหตบุ งั คับใหข าพเจาตอ ง
อยูนิง่ ๆ เงียบ ๆ, ขาพเจา จึงไดห วลนึกขึ้นถึงเรอื่ งน…้ี ”๑ และม.ล.ปน มาลากลุ กไ็ ดเ ลา ถึง
พระมหาเทพกษัตรสมุหเพ่ือนผูหน่ึงของทา น ซ่งึ เคยไดย นิ กระแสพระราชดาํ รัสของพระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั วา พระองคท รงมตี ํานานอยสู องเร่อื ง เรอ่ื งหน่ึงคอื ตาํ นานแหง หญาคา
และอีกเรื่องหนึ่งนนั้ คือตาํ นานแหงดอกกุหลาบ๒

พระองคท รงสรางตาํ นานแหงดอกกุหลาบโดยทรงผูกเรอ่ื งจากจนิ ตนาการของพระองคเอง
ในขณะแรกพระองคย ังมไิ ดทรงกําหนดลงไปแนนอนวานางเอกจะตอ งถูกสาปเปนดอกกุหลาบ ทรง
พระราชดาํ ริเพยี งใหเ ปน ดอกไมเ ทานั้น เม่ือทรงเกิดติดขัดเก่ียวกับชนิดของดอกไม พระองคก็ทรง
ปรึกษากบั หมพู ระสหายสนิท บรรดาพระสหายตางมีความคิดเห็นตรงกันวา ควรเปน ดอกกุหลาบ
เพราะเปน ดอกไมทค่ี นทัว่ โลกนยิ มชมชอบ มรี ูปพรรณสันฐาณงดงามและมีกล่นิ หอมชื่นใจ
เกีย่ วกบั เร่อื งนพ้ี ระวรวงศเ ธอพระองคเ จาธานีนิวตั ิ ราชเลขาธกิ าร ไดทรงเลา ประทานไวใน
อารมั ภกถาในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา ฉบับแปลเปน ภาษาอังกฤษวา

ORIGINAL SIAMESE VERSION. As stated above, the King finished his
romance on the 18th October 1923. Before he finished it , a discussion took place
within his intimate circle of friends as to what form of flower should be chosen for

๑พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัว. (๒๕๔๘). มทั นะพาธา หรอื ตาํ นานแหงดอกกหุ ลาบ.
หนา ๑.

๒ม.ล.ปน มาลากลุ . (๒๕๑๗). งานละครของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชิราวธุ . ใน
วงวรรณกรรม. หนา ๔๓.

๒๓

the heroine to assume in her mundane existence. The consensus of opinion was in
favour of the rose as being a universal favourite among flowers on account of its
lovely form and fragrance.๑

ครนั้ พระองคท รงกําหนดประเภทของดอกไมไดแลว ก็จาํ เปน ที่จะตอ งทรงคนหาคาํ ศพั ทที่
แปลวา “ดอกกุหลาบ” ในภาษาบาลีและสนั สกฤต เพ่ือใหไ ดค าํ ศัพททเ่ี หมาะกบั ฉากของเรื่องซ่ึงอยู
ในประเทศอนิ เดียโบราณ สว นคําวา “กุหลาบ” นนั้ เปนคําสามญั ที่ใชอยูในภาษาไทย พระองคทรง
พระกรณุ าโปรดเกลาฯ ใหห ลวงธุระกจิ ภิธาน (ตรี นาคะประทีป) สืบคน คาํ ศพั ทดังกลา ว
หลวงธรุ ะกจิ ภิธานไดน กึ ไปถงึ คาํ วา “ชปา” แตพ ราหมณก ุปปสุ วามิอารยซง่ึ เปนที่ปรกึ ษาทักทวงไว
โดยใหเ หตุผลวา “ชปา” เปน ดอกไมไมมหี นาม แต “กุหลาบ” มหี นาม เมื่อสืบคนตอไปจึงพบคาํ วา
“กุพชฺ ก” อนั เปนคําในภาษาสนั สกฤต ท่ี โมเนยี ร วิลเล่ียมส แปลไวในปทานกุ รมสันสกฤตองั กฤษวา
“Rosa moschata” และคัมภีรธันวันตรยี นฆิ ัณฏ กลา วถึง “กพุ ชฺ ก” วา

บทท่ี ๑ กพุ ฺชโก ภทฺรตรณุ ี พฤฺ หตฺปุษฺปาตเิ กสรา
บทท่ี ๒ มหาสหา กณฺฏกาฒฺยา นลี าลิกุลสกํ ุลา
กุพชฺ ก สุรภิ สวฺ าทุ กษายสฺ ตุ รสายน
ตฺริโทษศมโน วฺฤษย ศตี สํครฺ หโณปร

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห ัวมีพระมหากรณุ าธิคณุ ทรงแปลความหมายใน
โศลกท้ัง ๒ บทไวดงั นี้

บทท่ี ๑ กลาวถึงลักษณะของดอก “กพุ ชฺ ก” วา “กุพชฺ กงามดังสาวรนุ , มีดอกใหญ, มเี กสร
ยิ่ง, ทนมาก, สะพรัง่ ดวยหนาม, มีฝงู ผ้งึ เขียวเปนกลมุ .”

บทที่ ๒ กลา วถึงสรรพคณุ ของดอก “กุพฺชก” วา “กพุ ฺชกมกี ลิน่ หอม, กนิ อรอย, หวาน, มี
รสเลิด; (เม่อื กนิ แลว) ระงบั ตรีโทษ (คือกาํ เริบแหงลม, ด,ี เสมหะ), เจริญราค, เย็นสบาย, แกโรคเชน
ทองรว ง.”๒

พระองคทรงรบั เอาคําวา “กุพชฺ ก” ในภาษาสนั สกฤตมาทรงใชในพระราชนพิ นธ ซึ่งมี
ความสอดคลองกบั สถานที่และเวลาในเรื่องทีอ่ ยใู นประเทศอินเดียโบราณ สวนนามของนางเอกนัน้
เดิมพระองคท รงพระราชปรารถนาจะต้ังนามตามชอ่ื ของดอกไม แตครน้ั จะทรงใหชอ่ื นางวา

๑Kromamun Bidyalabh Bridhyakorn. (2494). KING RAMA VI’S LAST WORK. IN
Madanabadha. p. 6.

๒พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั . (๒๕๔๘). มัทนะพาธา หรอื ตํานานแหง ดอกกุหลาบ.

หนา ๒.

๒๔

“กุพชฺ กา” ก็จะแปลความหมายไดวา “นางคอม” พระองคจ งึ ทรงคน หาศพั ทใหมพบคาํ วา “มทน”
แปลวา ความลมุ หลงหรือความรกั อนั มคี วามหมายเหมาะกบั แกนของเรอ่ื ง นางเอกของเรือ่ งจงึ ได
นามวา “มทั นา” และขณะทที่ รงคน หาคาํ ศัพทอยูน น้ั พระองคท รงพบคําวา “มทั นพาธา” โดย
บังเอญิ ซง่ึ โมเนียร วิลเลี่ยมส แปลไวเปนภาษาองั กฤษวา “the pain or disquietude of love” หรือ
ความเจบ็ หรือเดือดรอนแหง ความรัก พระราชนพิ นธจ ึงมีชอ่ื เร่อื งวา มทั นะพาธา ดว ยเหตุน้ี

พระองคท รงพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาจบในปลายพทุ ธศักราช ๒๔๖๖ และเมือ่ ถงึ
ตน พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๘ อันเปนปสุดทายในรัชสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัว
พระองคท รงพระมหากรุณาธิคณุ แปลพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาออกเปน ภาษาองั กฤษอีก ๒
สํานวน สํานวนแรกทรงแปลเปนรอยแกว สาํ เร็จในเดือนพฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๖๘ ฉบบั นมี้ ี
ภาคผนวกอธิบายคาํ ศัพทและชอื่ ตาง ๆ ดวย แตพระราชนิพนธแปลฉบับภาษาอังกฤษรอยแกว
รวมทั้งภาคผนวกน้ีภายหลงั ไดสูญหายไป สวนสาํ นวนท่สี อง พระวรวงศเธอ พระองคเ จา ธานีนิวัติ
ราชเลขาธิการ ไดกราบบงั คมทลู พระองคว า หากทรงแปลเปน รอ ยกรองก็จะดยี ่งิ พระราชนพิ นธ
เร่ืองมัทนะพาธาฉบบั ภาษาอังกฤษรอยกรองจงึ ไดเ ริ่มตน ข้ึนในคร้งั นั้น พระวรวงศเ ธอ พระองคเ จา
ธานีนวิ ัติ ไดทรงเลาเหตกุ ารณตอนนี้ไวใ นอารัมภกถาในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธาฉบบั
ภาษาอังกฤษรอยกรองวา

“…I suggested that the value of his translation would be much enhanced if he
could find time to put it into such a form. The suggestion was at first only partially
adopted for the King merely chose the original lyrical portions for versification.
Nevertheless a few months later, in August in fact, a metrical translation of the first
act of some 600 lines took shape.”๑

การทรงพระราชนิพนธเ ปน ภาษาองั กฤษรอ ยกรองนม้ี ใิ ชส่ิงงาย ผูมีอัจฉรยิ ภาพเปนเลิศ
เทาน้นั จึงจะสามารถสรางสรรคงานประพนั ธลักษณะนีไ้ ด เพราะไมเ พียงจะตองแปลใหสาํ เรจ็ แต
จะตองแปลอยางมสี ุนทรียะดวย ในบทบรรณาธกิ ารของฉบับภาษาอังกฤษรอยกรองมขี อความ
กลา วเปรยี บเทียบพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาฉบบั ภาษาไทยกับฉบับภาษาองั กฤษรอยกรองวา

…The two versions not only correspond line for line in content, but also
approximate each other in the number of syllables used in each line. Moreover, in

๑Kromamun Bidyalabh Bridhyakorn. (2494). KING RAMA VI’S LAST WORK. IN
Madanabadha. p. 10.

๒๕

several places the rhyme scheme of the metrical translation imitates that of the Thai
version, i.e., rhymes are found within a line as well as at the end of the lines.๑

ทัง้ สองฉบับไมเ พียงจะมเี นอื้ หาทเ่ี หมือนกันบรรทัดตอบรรทัดเทา น้นั แตยงั มจี าํ นวน
พยางคท ใ่ี กลเ คียงกนั อีกดวย ย่งิ กวา น้นั ฉบับภาษาองั กฤษยังมีสัมผัสหลายแหง ท่ีถอดแบบมาจาก
ฉบบั ภาษาไทย รวมทง้ั มีสัมผัสภายในวรรคดว ย แสดงถึงพระอจั ฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจาอยูหัวเปนอยางยิ่ง ดงั ตวั อยาง

มทั นา : ฟงถอยดํารัสมะธุระวอน ดนนุ ้ีผิเอออวย

จกั เปน มสุ าวะจะนะดวย บมิตรงกะความจริง

(มทั นะพาธา หนา ๒๓)

Madana : Lord, having heard your honey’d word, if I were to agree,
‘Twould be untruth, and would, forsooth, to truth opposséd be.
(Madanabadha p.39)

มัทนา : อันชายประกาศวะระปะทาน ประดิพทั ธะแดหญิง

หญิงควรจะเปรมกะมะละยง่ิ ผวิ ะจติ ตะตอบรัก

(มทั นะพาธา หนา ๒๓)

Madana : When man declares how much he cares and loves a maiden dear,
That maiden coy should thrill with joy, if she too loves, that’s clear.
(Madanabadha p.39)

พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาฉบบั ภาษาองั กฤษ (รอยกรอง) นี้ พระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนพิ นธค า งไวถงึ ตนองกท่ี ๔ ก็เสด็จสวรรคตในวนั ท่ี ๒๖
พฤศจิกายน พทุ ธศักราช ๒๔๖๘ พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาฉบบั ภาษาอังกฤษรอยกรองน้เี ปน
พระราชนิพนธเ รอื่ งสุดทายในพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ซึ่งไดรับการคนพบบนโตะ
ทรงพระอักษร และเน่อื งจากยงั มิทันที่พระองคจ ะไดท รงกาํ หนดวา จะทรงใชพ ระนามแฝงอยางไร
พอถึงคราวทค่ี ณะกรรมการจะนาํ มาตีพมิ พเ ผยแพรจ ึงตองอาศัยการเขียนพระนามทบั ศพั ทตามฉบับ
ภาษาไทย พระวรวงศเ ธอ พระองคเจาธานนี ิวตั ิ ทรงเทิดทูนพระราชนิพนธประดจุ สง่ิ ล้ําคาที่ไมว า

๑EDITORIAL NOTES. (1980). IN Madanabadha. p.2.

๒๖

ผูใ ดกไ็ มค วรแตะตองนําไปตอ เติม พระองคทรงเรียกพระราชนิพนธฉบับสุดทายน้วี า “Unfinished
Symphony”

พระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาหรอื ตํานานแหงดอกกหุ ลาบฉบบั ภาษาไทย
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั มพี ระราชหฤทัยระลกึ ถึงสมเด็จพระนางเจา อนิ ทรศกั ดศ์ิ จี
พระวรราชชายา จงึ มีพระมหากรุณาธิคณุ พระราชทานบทพระราชนิพนธน ี้แกพ ระองค ดงั ปรากฏ
ขอความในคาํ อาํ นวย แสดงถงึ ความรักของบรุ ุษผูหนึ่งท่ีมีตอสตรผี เู ปนที่รักและมคี า ยงิ่ ความวา

คําอํานวย อรเอกมเหษี
วิตะรว มสเิ นหา
๏ อา อินทรฺ ศักดิศะจิองค ชะกะเลดิ สมุ าลา
ผูคหู ทัยและวรช-ี วติร่ืนระตีหวาน
๏ อนั เธอสเิ ปรยี บประดุจะกุพฺ- สิรลิ ักษณวิไลลาน
ดาลดวงฤดีสุมะทะนา- บรสิ ทุ ธิโศภติ
๏ งามใดจะเหมือนพระวรพักตร สรุ ิบุลยะเนืองนิตย
ยวนเนตรระยง่ิ บมิละคดีงาม
๏ หอมใดจะเหมือนพระคุณ จะสะพรัง่ สะพรึบหนาม
ทรงธรรมะเที่ยงและสุจรติ และบมจี ะเสียใด
๏ อนั มาลกิ พุ ชะกะสยิ อม จุฑะแหง ไผทไท
แตเ ธอนะแสนวิมะละวาม อรรับลครนี้
๏ เธอคือกหุ ลาบวรวจิ ิตร จะอุทิศพลศี รี
ฉนั ขอประสาทวะจะนะให ดนุใหสําราญบาน
๏ เปนสวนดนูหทยะจง มนะรักษะทกุ กาล
ตอบเธอผดุงวรฤดี รตจิ วบ ณ วันตาย ฯ๑
๏ ปลมื้ เปรมกะมลเพราะปรฺ ยิ ะมุง
รว มใจบจืดฤดิสมาน

สว นการนําพระราชนพิ นธฉบับภาษาไทยไปจดั การแสดงนัน้ เนื่องจากมลี กั ษณะเปนบท
ละครพดู คาํ ฉนั ท โดยมากมกั นําไปเฉพาะเนอื้ เร่ืองแลว สรา งบทเพลงข้นึ ประกอบ จึงไมนับวาเปน
การแสดงตามบทพระราชนพิ นธ การแสดงตามบทพระราชนิพนธอยา งแทจ ริงคร้งั แรกนน้ั จัดโดย
โรงเรียนสายปญญาเม่ือ พ.ศ.๒๔๙๓ มจี ม่นื มานิตยน เรศรเปนผูฝกซอม และเม่ือวนั ท่ี๕ สิงหาคม

๑พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั . (๒๕๒๔). สารานุกรม พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหัว เลม ๒ ย-อ. หนา ๙๗๒.

๒๗

๒๕๑๕ นกั เรียนไทยในประเทศองั กฤษไดจ ดั แสดงในงานชุมนมุ ประจาํ ป ณ เมือง Doncaster ซงึ่
ครั้งน้ันอาจถือไดว าเปนการแสดงในตางประเทศครั้งแรก๑

๓.๒ ลักษณะของบทละคร

พระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาเปนบทละครพูดคําฉนั ท ซึ่งละครพูดเปนศลิ ปะการแสดง
ของตะวนั ตกท่ีตัวละครเจรจากนั เปน บทพูดรอยแกวหรือรอยกรอง ไมมีการรอ งเพลงประกอบโดย
ตัวละครในทอ งเร่ือง สันนิษฐานวารชั กาลท่ี ๕ ทรงรเิ ร่ิมละครพดู ขึน้ เปนพระองคแรก เนื่องจากในป
พ.ศ.๒๔๒๐ มกี ารจดั แสดงละครพูดแนวตลกเรื่อง “ผัวกลวั เมีย” และในป พ.ศ.๒๔๔๗
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัว ขณะนน้ั ดํารงพระยศเปนสมเด็จเจา ฟามหาวชิราวธุ สยาม
มกุฎราชกุมาร ไดท รงจดั แสดงละครพูดเรื่อง “สมพอสมลูก” ณ ทวปี ญ ญาสโมสร พระราชวงั สราญ
รมย เพอื่ เปนการเล้ียงอาํ ลา สมเดจ็ พระเจาลกู เธอ เจา ฟา อัษฎางคเ ดชาวธุ เสดจ็ ไปทรงศึกษาตอใน
ยุโรป ละครคร้งั นั้นยงั มไิ ดแสดงในโรงละครเพราะยังสรา งไมเ สร็จ ในวนั ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๔๔๘ มีละครพูดแสดงเปดโรงละครใหมในทวีปญญาสโมสร ระหวาง พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๕๓ สมเดจ็
เจาฟา มหาวชิราวุธ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ทรงจัดละครพูดข้ึนไมนอยกวา ๗ เรื่อง จากนน้ั ละครพดู ก็
แพรหลายในระดบั ชนช้นั สูงตอ มา (สุรพล วิรุฬหร กั ษ. ๒๕๔๓: ๒๑๑-๒๑๒)

สว นพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธาเปนบทละครพดู ท่ีทรงพระราชนิพนธข้ึนเม่อื พ.ศ.
๒๔๖๖ ทรงใชคาํ ประพนั ธประเภทฉันท กาพยและรอยแกว มีความยาว ๕ องก ซึ่งพระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงสมมตวิ า เปน เร่ืองราวทเ่ี กิดข้นึ ในดินแดนภารตะในสมัยโบราณ และ
จากพระราชนพิ นธคํานาํ สวนท่ีอธิบายเกี่ยวกบั วิธีแสดงละครทําใหทราบถึงความต้ังพระทยั ของ
พระองคใ นการท่ีจะทรงสรางสรรคบ ทละครพูดใหม รี ูปแบบแปลกใหมก วา เดิม ไมท รงยึดติดกับ
รูปแบบของละครพูดตะวนั ตกหรือละครประเภทอ่ืนท่ีมมี ากอนนั้น โดยสว นประกอบของบทละคร
พดู ไดมีการประยกุ ตศลิ ปะการแสดงแบบตา ง ๆ เขาไวด วยกนั พระองคทรงอธบิ ายไวว า

สว นวิธีเลนเร่ือง “มทั นะพาธา” นี้, ฃาพเจากาํ หนดไวใหต ัวละคอน พูด บทของตนเอง,
ไมใชร องบทนั้น ๆ อยางแบบที่เรียกกันวา “ละคอนดกึ ดาํ บรรพ” ตอเมื่อบทใดเปนบท
ขับรองจึง่ ใหร อง; กับใหมีดนตรีเลนคลอเสียงเบา ๆ ในเวลาท่ีเจรจา, และมีหนา พาทยกําหนด
ลงไวบางแหง เพ่ือชว ยการดาํ เนิรแหง เรื่อง.

อนง่ึ เพื่อประดบั หนงั สือเร่ืองน้ี ฃา พเจา ไดใหจ างวางตรี พระยาอนุศาสนจิตรกร
(จันทร จติ รกร) เขยี นภาพขึน้ เพื่อสอดไวใ นทอ่ี นั ควร...๒

๑ม.ล.ปน มาลากลุ . (๒๕๑๗). งานละครของพระบาทสมเดจ็ พระรามาธิบดีศรสี นิ ทรมหาวชริ าวธุ . ใน
วงวรรณกรรม. หนา ๔๔.

๒ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว. (๒๔๖๖). คํานาํ พระราชนพิ นธ. หนา ๓.

๒๘

จากพระราชนพิ นธค าํ นาํ จะเห็นวา พระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาเปนบทละครพูดที่
แทรกบทรอง มีการกําหนดเสียงดนตรีและเพลงหนา พาทย ซึ่งนอกจากท่ีไดท รงกลา วแลวก็ยงั มี
สว นประกอบอนื่ อีก และการแทรกภาพประกอบประดับไวในบางแหง ยังเปนการประยุกตเอาวจิ ิตร
ศิลปมาไวใ นหนังสือบทละคร ชวยเสริมแตง ใหบ ทละครมีชวี ติ ชีวาขึ้นดวย หนังสอื พระราชนพิ นธ
เรื่องมทั นะพาธาจงึ เปนหนังสอื บทละครที่แสดงถงึ ความคดิ สรางสรรคอนั นา นิยมของพระองค

พระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธาเปน บทละครพูดคําฉันททมี่ ีสวนประกอบตา ง ๆ ดังน้ี
๓.๒.๑ บทสนทนา
๓.๒.๒ บทรอ ง
๓.๒.๓ บทสวด
๓.๒.๔ บทพากย
๓.๒.๕ เพลงหนาพาทย

๓.๒.๑ บทสนทนา หมายถงึ บทเจรจาท่ตี ัวละครติดตอส่ือสารกันในเร่ือง ซึ่งในพระราช

นพิ นธเรื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงใหต วั ละครสนทนากนั ดวยรอย
แกวและรอ ยกรอง โดยจะใชบ ทสนทนารอยกรองมากกวารอยแกว รอยกรองไดแ ก ฉันทและกาพย
ระหวางทตี่ ัวละครสนทนากนั น้นั จะมีเสียงดนตรคี ลอเบา ๆ

บทสนทนาคําฉนั ท ซึ่งจะมฉี ันทถ งึ ๒๑ ชนดิ สว นใหญจะใชเ ม่อื ตัวละครแสดงอารมณ
ความรสู กึ เชน รัก เศรา เบกิ บาน โกรธ เปน ตน หรือใชก ับบททต่ี องการความไพเราะเปน พิเศษ
รวมทง้ั บททต่ี องการความสงางามนา เกรงขาม ดงั ตวั อยาง

บทสนทนาตอนมัทนาตกอยใู นอารมณร กั แสดงความรูสกึ สับสนวนุ วายใจทไี่ มเ คยเกิด
ข้นึ มากอน เปน บทสนทนาท่ีมีความไพเราะซาบซึ้ง สื่อถึงอารมณร กั แรกของหญงิ สาวไดเ ปนอยา ง
ดี บทสนทนาตอนนี้แตงดวยอนิ ทรวงศฉันท ๑๒ ความวา

ตวั อยางที่ ๑ ละไฉนนะเปนฉน?้ี (อินทวงส, ๑๒.)
มัทนา. โอวาอนาถใจ มะนะนึกระเหระหน;
รตินั้นจะสัประดน
แตไรกไ็ มมี และจะตองระทมระทวย.
ไมเ คยจะเชือ่ วา กม็ ิพกั จะเออจะอวย,
มาสู ณ ใจตน บมิเคยจะลมุ จะหลง;
เมอื่ กอนสิชายรัก นระผูพะวาพะวง,
อวดดีและอวดดว ย จะบพน ระอิดระอา.
ท้งั เคยเยาะเยย หยนั
วาเฃานะเฃลาคง

๒๙

เคยวาบุรุษกลา ว วจะลวงยพุ าและพา
ไปรว มสิเนหา บมิชาก็ทอดกท็ ิง้ ,
ดังนัน้ สิแมชาย อภิปรายและออยและอิ่ง
เราจ่ึงมสิ งุ สิง และบรักสมัคสมาน.
คราน้สี พิ บชาย วรรปู วเิ ศษวศิ าล,
ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ ้ันจะโลดจะลอย!
(มทั นะพาธา หนา ๕๖)

บทสนทนาตอนกาละทรรศินกลา วอัญเชิญเทพเจาในพธิ อี ภิเษกสมรส เปนบททต่ี องการ
ความสงางาม ใหความรสู ึกขลงั ศกั ดิ์สทิ ธ์ิและนา เกรงขาม บทสนทนาตอนน้ีแตง ดวย
กุสุมติ ลดาเวลิตาฉันท ๑๘ ความวา

ตวั อยางที่ ๒

กาละทรรศนิ . ฃาขอไหวอคั คีอธิปะตสิ ุพรร- (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)

ณาทิทตู สฺวรร- คะเรืองเดช,

จงโปรดนําคาํ ทลู ปะระมะสรุ ะเศรษฐ

วศิ วฺ ะเทเวศร มหาศาล:

โอมอัญเชอญนารายะณะพระหรชิ าญ

ชัยบําราบมาร ปะราชัย,

พรอมดวยเทวีศรีภะคะวะติวิไลย

วรรณะผองใส วมิ ลเนตร;

(มัทนะพาธา หนา ๗๘)

สว นบทสนทนาที่แตง ดว ยคาํ ประพันธประเภทกาพย ไดแก กาพยยานี กาพยฉบงั และ
กาพยส ุรางคนางค สว นใหญจะใชก ับบทสนทนาทสี่ ่ือสารกันอยางธรรมดา ซ่ึงไมใ ชบทท่ีตวั ละคร
แสดงอารมณค วามรูส กึ หรือไมใ ชบ ทท่ีตองเนนความไพเราะเปน พิเศษ แตต องการใชใ นการ
ดาํ เนนิ เรือ่ งใหร วดเรว็ กระชบั ดังตวั อยา ง

บทสนทนาระหวา ง ชัยเสน จติ ระรถและมายาวนิ ตอนจิตระรถพามายาวนิ มาเขา เฝา สุ
เทษณ ตอนน้ีแตง ดว ยกาพยฉ บัง ๑๖ ความวา

จติ ระรถ. ตัวอยา งที่ ๓ มาเฝาบดนิ - (ฉบงง, ๑๖.)
สเุ ทษณ. เทวะ, นีม่ ายาวิน เฃาวาทา นมี

ทะดว ยมะโนภกั ดี.
ขอบใจทม่ี าคราน;ี้

๓๐

ซง่ึ โยคะวิทยาชาญ.

หากเราจะขอใหท า น ชวยเปลื้องราํ คาญ

จะไดล ะหรอื วามา.

มายาวนิ . เทวะ, อนั เวทวิทยา ฃา รูเ รียนมา
สเุ ทษณ.
เตม็ ใจจะใชฉ ลอง

พระเดชพระคณุ ลออง ธลุ บี าทลอง

จนเตม็ สตปิ ญญา.

ทานมีเวทมนตรค าถา อาจดลหัทยา

ใคร ๆ ไดหมดฤๅไฉน?

(มัทนะพาธา หนา ๑๒-๑๓)

และบทสนทนารอยแกวจะใชเ ปนบทสนทนาของศนุ กบั นาคทเ่ี ปนลกู ศิษยของกาละทรรศิน
ซึง่ ตัวละครทั้งสองมีบคุ ลกิ ลกั ษณะทนี่ า ขบขันและมักโตเถียงกันอยตู ลอดเวลา จึงเหมาะกับบท
สนทนารอยแกวที่สามารถแทรกความขบขันไดมากและเขาใจงาย นอกจากนีโ้ สมะทัตก็ใชบ ท
สนทนารอยแกวในเวลาทต่ี องพดู กบั สองคนน้ี รวมทัง้ อราลกี บั ชาวสวนเวลาทสี่ นทนากันดว ย บท
สนทนาระหวางศนุ กับนาคมตี ัวอยา งวา

ตวั อยา งท่ี ๔
นาค. อะไร?
ศนุ . อา ยของหอมของแก. (ชี้ดอกกหุ ลาบ.) นั่นเปนไร.
นาค. (เดริ เฃา ไปยงั ตนกุหลาบ)ฺ จริงของแก ; อา ยดอกนี่เอง. เอะ! เฃาเรียกดอก

อะไรนะ?
ศนุ . ชบา.
นาค. บดั ซบ! ชบาหอมมหี รือ?
ศนุ . ม.ี หอมเขียว!
นาค. มลิ ักข!ู หอมเขียวมีหรือ?
ศนุ . ไมมกี ็แลวไปส.ิ

(มทั นะพาธา หนา ๓๒)

พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธายังปรากฏบทสนทนาเปน คาถาภาษาบาลีอกี ลักษณะหนง่ึ
เปน คาถาท่ีพระกาละทรรศนิ อํานวยพรแกชัยเสนในขน้ั ตอนสุดทา ยของพิธอี ภิเษกสมรส หลงั จากคู
บาวสาวประทกั ษณิ ไฟเสรจ็ แลว กอนเวทจี ะปด มา น กาละทรรศนิ ไดก ลาวคาถาเพ่ืออาํ นวยพรแก
ชัยเสน ซงึ่ สรา งความรสู ึกขลงั ศกั ดิ์สทิ ธิ์ในตอนจบพธิ กี รรม และทําใหก ารจบองคท่ี ๓ มีจงั หวะ
เหมาะสมสงางาม คาถาภาษาบาลมี คี วามวา

๓๑

กาละทรรศิน. สาธุ เทวานุภาเวน สทา โสตถฺ ี วิวฑฒฺ โน (สามัญคาถา.)
ทฆี ายุโก จ นิทฺทกุ ฺโข นิพภฺ โย จ นิรามโยฯ
สิทฺธิ กจิ ฺจจฺ กมฺมฺจ สิทฺธิ ลาโภ ชโย ชโย
ชยเสน มหาราช วรสฺส ภวตุ สพฺพทา.ฯ

คําแปล ดงั ฃาวิงวอน ขอ (พระเจา ชัยเสนมหาราช) จงทรงพระสวสั ดี, ทรงพระ

เจรญิ พเิ ศษ, ทรงพระชนมายยุ ืนนาน ปราศจากทกุ ข, ปราศจากภยั , ไร

ความไมสาํ ราญ, ดว ยอานุภาพเทวดาทกุ เมอื่ ฯ

ขอกจิ ที่สาํ เรจ็ , การงานทีส่ าํ เรจ็ , ลาภท่สี ําเรจ็ , ชยั ชนะท่สี าํ เร็จ, จงมีแด

พระเจาชัยเสนมหาราชผูประเสรฐิ ในกาละทงั้ ปวง.ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๘๓)

ดังที่ไดก ลาวมาแลวจะเหน็ วา รูปแบบของบทสนทนาในพระราชนิพนธเร่ือง
มัทนะพาธามคี วามหลากหลาย นอกจากจะใชฉ ันทและกาพยซ่งึ มีหลายชนิดเปนบทสนทนาของตวั
ละครแลว ก็ยังมีบทสนทนาที่เปนรอยแกว และบทสนทนาภาษาบาลีแทรกอยใู นที่อันเหมาะสมดวย
จงึ นบั เปนการผสมผสานหลายส่ิงเขาไวดวยกนั

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ไดทรงใชบทสนทนาเพื่อเปนประโยชน
แกบ ทละครในดา นตา ง ๆ ดวยดังนี้

ก. การดาํ เนนิ เร่ือง บทสนทนาบางตอนในพระราชนพิ นธเ รอื่ งมัทนะพาธาใชส าํ หรับ
ยน ยอเรื่องใหส ั้นลงและทาํ ใหเร่อื งดําเนินไปเรว็ ขนึ้ โดยใชว ิธใี หตัวละครพดู เลา เหตุการณอยางรวบ
รัดแทนการมีบทสาํ หรับแสดงบนเวที

ดังตวั อยาง เหตกุ ารณท จ่ี ัณฑสี ง ขา วใหทาวมคธผเู ปน พระบดิ ายกทัพมาตีกรงุ หัสตินา
ปรุ ะ เพราะโกรธที่ชัยเสนพามัทนามาเปนชายา แตทาวมคธตองพายแพก องทัพของ
ชัยเสน จากน้นั ชัยเสนไดขาววามทั นาไมสบายจึงจะไปเยี่ยม ทัง้ หมดน้ีอยูในคาํ พูดของชัยเสน
ความวา

ชัยเสน. จณั ฑสี ิหมายมงุ มนะพาลประหารก,ู (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
จ่ึงบอกบดิ าจู จระพลพะหลมา.
เออนกึ อนาถจริง ละนะหญิงวหิ ิงสา,
แรงฤทธิอิจฉา บมินกึ ละหนา หลงั .
โชคดีทหารเรา ฤกพ็ รอมพะลงั ขลงั ,
อนั ทา วมคธหวัง จะประยุทธะเรว็ แท
แตย งั มิเรว็ พอ และฉะน้นี ะจ่ึงแพ,
กจู ึ่งมิกลัวแม จะประยุทธะอกี หน.

๓๒

กคู ิดจะไปเย่ียม มะทะนาและพอยล
แลว กลับจะนาํ พล รณะสูศะตรูพาล.
จะส่งั ยธุ าชิต วระเสนชิ ยั ชาญ
ใหอยูและบงการ อภิรักษะคา ยไว;
สวนเจา แหละจงเตรียม วรราชมะโนมัย,
อกี ตวั ก็เตรียมไป วรธานิกบั ก.ู
(มัทนะพาธา หนา ๙๗-๙๘)

ข. บทพรรณนา บทสนทนาบางตอนใชสําหรับเปน บทพรรณนาที่มีความไพเราะ
กอ ใหเ กิดอารมณสะเทอื นใจในลกั ษณะตา ง ๆ แกผ ูอา นผูฟง บางบทสอ่ื ใหจนิ ตนาการถึงภาพที่
งดงาม และบางบทใหความรูสกึ เศราใจ ทกุ ขใจ หรืออ่ิมเอิบเบกิ บาน

ดงั ตัวอยางตอนมายาวนิ พรรณนาลักษณะของดอกกหุ ลาบใหส ุเทษณฟ ง ซึ่งในเร่อื ง
กหุ ลาบเปนดอกไมส วรรค ไมม ใี นดนิ แดนมนุษย บทสนทนาตอนนมี้ ีความไพเราะอยางยงิ่ เพราะ
กระตุนใหจ ินตนาการถึงความงามและคณุ คา ของดอกกุหลาบไดอ ยา งนา มหัศจรรย บทสนทนาท่ีใช
เปนบทพรรณนาดังกลา วมีความวา

มายาวิน. ไมเรยี กผะกากุพ-ฺ ชะกะสีอรณุ แสง (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ปานแกมแฉลม แดง ดรุณีณยามอาย;
ดอกใหญแ ละเกสร สุวคนธะมากมาย,
อยูทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
อกี ทงั้ สะพรั่งหนาม ดุจะเขม็ ประดบั ไว,
ผึ้งเขียวสบิ ินไขว บมใิ ครจะหา งเหิน.
อนั กพุ ชฺ ะกาหอม, บรโิ ภคอรอยเพลนิ ,
รสหวานสิหวานเชอญ นรลม้ิ เพราะเลิดรส;
กนิ แลวระงบั ตรี พธิ ะโทษะหายหมด,
คอื ลมและดลี ด ทุษะเสมหะเสื่อมสรรพ;
อีกทง้ั เจริญกา- มะคณุ าภิรมยน ันท,
เย็นในอุราพลนั , และระงับพยาธี.
(มัทนะพาธา หนา ๒๘)

ค. บทบรรยาย ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามบี ทสนทนาทใี่ ชสาํ หรับบรรยาย
ความเปนมาของตวั ละคร ตลอดจนบรรยายเหตุการณเ รื่องราวตา ง ๆ

ดงั ตวั อยาง ตอนมายาวินเลา ความเปนมาในอดีตชาตขิ องมทั นาและสุเทษณ เพื่อให
สุเทษณไดทราบถงึ สาเหตุท่มี ัทนาปฏเิ สธความรัก บทสนทนามคี วามวา

๓๓

มายาวิน. เม่อื ครงั้ พระองคเปน วรราชะราชัน (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขณั -
ตรัสใชอมาตยเปน ฑะวสิ ทุ ธิปญจาล,
ถงึ ราชะผูผาน
ขอองคธิดาชื่อ วรทตู ะทูลสาร
เปนราชินีตาม
แตท า วสรุ าษฎรไซร นรชาต์ิสรุ าษฎรงาม,
ใหซึง่ พระบตุ ร,ี
ตรสั เกณฑพ หลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชิตรา-
โจมตบี รุ ีปน วรราชประเพณ;ี
จบั ไดน โรดม
จ่ึงมพี ระโองการ บมยิ อมและยนิ ดี
แตห ากธิดามา
ยอมเปนวะธบู าท พระกท็ รงพระโกรธา.
ไถโทษะชีวนั
ฝายนางก็ยอมตาม จตุรงคะเสนา
พอ รอดพระชนมา
ครนั้ นางเสดจ็ ถึง ชะบุรวี โรดม.
กมเกศและกราบที่
แลว ทูลแถลงโดย บมทิ นทลายลม,
วาองคพระนงคราญ
แตไ ดปะฏิญญา นรนาถสุราษฎรมา;
วา จักมยิ อมให
ครง้ั นแี้ หละสุดแสน จะประหารพระชวี า,
เพราะวาบดิ ารกั
จ่งึ ยอมถวายตวั และประนอมมโนฉนั ท,
ขององคช นกนา-
เสรจ็ กจิ จะการดี บรจิ ารกิ านนั ท,
กราบบาทยุคลตน
วา พลางยุพาชกั ก็จะงดพระอาญา.
แทงตรงพระทรวงตาย
ตายแลวกําเนิดใน วรราชะบัญชา,
ฝายองคพ ระภูมี
ก็เพราะลกู สภิ ักด.ี

วรมาละกาศรี

ทวิบาทพระภูบาล,

สิริสจั จะวาทหวาน

บมอิ ยากจะขัดไท,

วรสัจจะม่นั ไว

นรฝนฤดีรกั .

จะประดกั ประเดิดนกั ,

จะบรอดพระชนมา,

และก็ไถพระโทษา

ถะบตองมลายชนม.

กรณยี ะเปนผล,

มะทะนาจะลาตาย.

วรขคั คะแพรวพราย

เฉพาะพักตรพ ระภมู .ี

สุรภพพศิ ษิ ฎน;้ี

กบ็ ําเพญ็ พะลกี รรม,

๓๔

จนไดส ําเรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรักกัน เพราะวะเคยสเิ นหา.
แตก รรมพระทําไว ณ พระชาตอ์ิ ดีตมา
ของขัดและขวางหนา บม ิใหพระสมจินต
(มัทนะพาธา หนา ๑๔-๑๖)

ง. แนวคดิ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวทรงแทรกแนวคิดไวหลาย
ประการในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา โดยทรงแทรกไวในบทสนทนาของตัวละคร ซึ่งลวนเปน
แนวคิดที่มคี ณุ คา

ตวั อยา งแนวคิดท่ีมีความสอดคลองกับเนื้อเรื่อง คือแนวคิดเรื่องธรรมชาติของความรกั
และผูประสบกบั ความรกั ปรากฏอยใู นบทสนทนาของกาละทรรศิน ดงั ความวา

กาละทรรศนิ . ความรกั เหมือนโรคา บนั ดาลตาใหมืดมล, (ยาน,ี ๑๑.)

ไมยนิ และไมยล อุปะสคั คะใด ๆ.

ความรกั เหมอื นโคถกึ กาํ ลังคกึ ผิขงั ไว,

ก็โลดจากคอกไป บยอมอยู ณ ที่ขัง;

ถงึ หากจะผูกไว ก็ดึงไปดว ยกําลัง,

ย่งิ หามก็ยิ่งคลั่ง บหวลคิดถึงเจบ็ กาย,

(มัทนะพาธา หนา ๗๔)

จ. ลักษณะของตัวละคร บทสนทนาบางตอนนอกจากจะเปนการพดู คุยกันระหวา ง
บคุ คลแลว ยงั ชว ยบอกใหทราบถงึ บคุ ลิกลักษณะของตวั ละครบางตัวได ซึง่ รายละเอยี ดจะอยูใ น
ถอ ยคาํ ของการสนทนานั้นเอง

ตัวอยา ง ตอนศุภางคโตเ ถียงกบั อราลี ศุภางคโ กรธทีอ่ ราลเี ขามาวุนวายในสวนหลวง
ขบั ไลก ไ็ มย อมไป ศภุ างคจึงกลา วคําบริภาษเกย่ี วกับความพกิ ารของอราลี ทําใหทราบวา อราลีเปน
ขา หลวงของจัณฑแี ละเปนหญงิ พกิ ารหลังคอ ม มีนิสัยใจคอนา ชงั ความวา

ศุภางค. อนั ตัวนางไซร (ฉบงง, ๑๖.)
มนษุ ฃาบิด
พิการทง้ั กายและจติ ! แยงยมุ ุสา
หลงั คอ มคอมคูดูผดิ แลวนางก็ยงั

แขนเบ้ยี วบเหมือนธรรมดา,
ตัวคดใจคดอิจฉา

ใคร ๆ ยอมรทู ั่ววัง;
รูปชว่ั ตัวแสนนาชัง

๓๕

ไมร ูสํานกึ ตวั เลย.

(มัทนะพาธา หนา ๘๗)

บทสนทนาในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธามีความหลากหลายผสมผสานกนั
อยางกลมกลนื มีการใชฉันทและกาพยห ลายชนิดรวมทั้งรอ ยแกว และคาถาภาษาบาลีมาแตงเปน
บทสนทนาของตัวละคร เพื่อใชป ระโยชนดา นการดําเนินเรือ่ ง ใชเ ปน บทบรรยายและบทพรรณนา
ตลอดจนใชแสดงแนวคิดและแสดงลักษณะของตวั ละคร ดังนน้ั บทสนทนาในพระราชนิพนธเ รื่อง
มัทนะพาธาจงึ เปนบทประพันธท ี่สรา งสรรคม คี ณุ คาและไพเราะยง่ิ

๓.๒.๒ บทรอง ในท่นี ห้ี มายถงึ บทขับรอ งของเหลาคนธรรพและอัปสรซึ่งใชส ําหรับเปด

เร่อื ง โดยเหลาคนธรรพแ ละอัปสรจะตองขับรองและรา ยราํ บทรองมเี นื้อหาสรรเสริญสุเทษณผ เู ปน

นาย เปนการนําไปสูการเปดตัวละครสําคญั คือ สเุ ทษณ บทรองมที ัง้ หมด ๒ บท ไดแก บทรอง

ของคนธรรพ และบทรองของอัปสรดังน้ี

ก. บทรองของคนธรรพ บทรองน้แี ตง ดว ยกาพยยานี ๑๑ ใชทํานองเพลงเหาะ มี

เน้ือหากลาวถึงความเปนมาในชาตกิ อนของสุเทษณและสรรเสริญคุณงามความดี บทสุดทายเปน

บทถวายพร ความวา

๏ ฃา บาทผูภกั ดี ตอ ธุลีพระบาทา (ยานี, ๑๑.)

พรอมกนั ถวายอา- เศยี ระพาทแดเทวัน

๏ ขอจงเสวยสุข นิราศทกุ ขไรโรคัน-

ตะรายแลภยัน- ตะรายาอยา ยายี

๏ พระองคท รงมีคณุ กะตะบญุ บาระมี

บําเพ็ญในอต-ี ตะกาลดลผลไพบลู ย

๏ ชาติกอ นเปนสุกฺษัตร เถลงิ รฐั ราไชสรู ย

ในวงศะประยรู สุระแมนแควน ปญ จาล

๏ ทรงธรรมล้ํามะนษุ ฤทธริ ุทมหาศาล

บําเพญ็ พะลีการ ทุกอยางงามตามวิสัย

๏ ครั้นถึงเวลาควร ภมู ิศวรจากไผท

เสดจ็ สรุ าลัย เสวยสุขในแดนสรวง

๏ เหลาฃา พึง่ พระเดช ปกปองเกศฃา ทั้งปวง

จง่ึ พรอมณแดดวง ภักดีหมายถวายพร

๏ ส่ิงใดพระประสงค จงสทิ ธนิ ริ ันดร

ใดองคจอมอมร ไมโ ปรดปรานเรง ผานไป ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๓-๔)

๓๖

บทรอ งน้ใี ชตอนเปดมานในองกที่ ๑ พิณพาทยจ ะบรรเลงเพลงเหาะ เหลา คนธรรพ
ซงึ่ ถอื ชอดอกไมอยกู ลางเวทจี ะรองและรํา ตอจากนั้นจงึ เปน การสนทนากนั ระหวา งสเุ ทษณและจิต
ระเสน ซง่ึ สเุ ทษณไ มพ อใจทีเ่ หลาคนธรรพถ วายพรใหสมประสงคใ นทกุ สิง่ เนอื่ งดว ยขณะน้ีสุเทษณ
ไมอาจสมประสงคในเร่ืองรกั

ข. บทรองของอปั สร แตงดว ยกาพยฉ บัง ๑๖ และอยูตอจากบทรอ งของคนธรรพ
พอสเุ ทษณกบั จิตระเสนสนทนากันไดเลก็ นอย จิตระเสนก็เรยี กเหลานางอัปสรใหออกมาขบั รอ งและ
ฟอ นราํ เชนเดียวกับคนธรรพ บทรองมีเนอ้ื หาสรรเสรญิ สุเทษณวา เปน เทพท่ีทรงพรหมวิหาร ๔ อนั
ประกอบดวย เมตตา กรณุ า มทุ ิตา อเุ บกขา ความวา

๏ เหลา ฃา คณาอัปสร กม เกศยอกร (ฉบงง, ๑๖.)

บังคมพระเทพรังสรรค

๏ พาํ นักเนาสุขทุกวนั พระคณุ อนนั ต

อเนกประดจุ โพธิ์ทอง

๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดุจละออง

วะรณุ ระรน่ื รวยเยน็

๏ พระกรุณาแนเห็น ดิประดจุ เปน

วายุราํ เพยชื่นใจ

๏ พระมุทิตาแนใ น ฃาบาทจ่งึ ได

มานะเปนนิตยในงาน

๏ พระอุเบกฃาสมาน จติ ใหเบกิ บาน

บเ สื่อมบสูญภักดี

๏ เจานายองคใดในตรี โลกฤๅจะมี

เหมือนพระผนู ่งั เกศา

๏ ขอพง่ึ ยุคลบาทา ไปจนเวลา

ประจวบเม่อื กัลปบ รรลัย ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๕)

บทรองของอัปสรใชท ํานองเพลงนางนาคซ่ึงผูแ สดงจะตองรอ งและรําพรอ ม กัน ใน
เน้อื เร่ืองแมน างอัปสรจะรองและรําไดด ี สุเทษณก ็ไมร สู ึกรื่นเริงใจ จากนน้ั จงึ นาํ ไปสกู ารเปด เผย
สาเหตุแหง ความเศราใจซึง่ มาจากการหลงรกั มัทนา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงใชบทรองท้ังสองบทในการเปดเร่ือง โดยบท
รองท้งั สองจะคอย ๆ แนะนําใหร จู กั ตวั ละคร คือ สเุ ทษณ ซ่งึ เปนเทพเจา ยง่ิ ใหญ มีบริวารมากมาย
แลว จงึ เขาเรื่องวา สุเทษณมคี วามทุกขใจเพราะหลงรักนางฟา มัทนา และเปนท่มี าของการทีม่ ายา

๓๗

วนิ สะกดเรียกนางมาจนกระทั่งถงึ ถกู สาป จงึ ถอื วา บทรองท้งั สองมีประโยชนตอ การดาํ เนนิ เรื่อง ทํา
ใหเร่ืองเริ่มตนข้นึ อยางนาสนใจและดาํ เนนิ ตอไปอยางตอเนอื่ ง

๓.๒.๓ บทสวด ตอนกาละทรรศินทําพิธีอภเิ ษกสมรส ในพิธีจะมนี กั สวด ๔ คนทาํ หนาที่

สวดบทสวดซึง่ มี ๒ ทํานอง ไดแก บทสวดทาํ นองสรภญั ญะ และบทสวดทํานองสดุดีสงั เวย ดังน้ี
๓.๒.๓.๑ บทสวดทํานองสรภญั ญะ ในท่นี เ้ี ปนบทสวดทแ่ี ตงดว ยอินทรวิเชียรฉันท

๑๑ มีเนอ้ื ความบชู าและอญั เชญิ เทพเจา อคั นีโปรดเปนทูตสวรรคนาํ สารจากมนษุ ยไ ปแจงแกเ ทวดา
ทง้ั หลาย ดงั ความวา

๏ อา องคพ ระอัคนี วรศรปี ระภาใส. (อนิ ทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
เปนเอกอุดมใน หุตะกิจพะลกี าร
๏ ฃา ขอประณตองค สุระท้งั ณตรสี ฺถาน
ทกุ ภาคพเิ ศษมาน มนะมงุ ณการยัญ
๏ หนงึ่ คือสุรียแจม สจุ รสั ณภูมสฺวรรค
สองโลกมนุษนัน- ทะนะอนุ ระอุกาย
๏ ท่ีสองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย
คือวิชชุโชต์ิฉาย รจุ แิ ลบณเมฆา
๏ ที่สามกค็ ือไฟ นระกอณเคหา
เพ่อื กอบสุภักษา และประกอบพะลพี ูน
๏ องคน แ้ี ละไดเ ชอญ พระเสดจ็ ณแทนกูณฑ
ดวยพรอ มมะโนมูล จะกระทําหตุ าการ
๏ อาองคพ ระทรงเมษ สรุ เดชตระการฉาน
โปรดเอื้อและเอาภาร ธรุ ะดว ยสุไมตรี
๏ ยามเรมิ่ พะลีกรร- มะสุยัญญะการน้ี
จงสิทธิดวยดี ดจุ ะฃาทาํ นูลวอน
๏ ชวยนาํ พะจีถงึ สุระเทพณอัมพร
มารับพะลกี ร ดนไุ ดผจงสรรพฯ
(มทั นะพาธา หนา ๗๗-๗๘)

การสวดบทประพันธขา งตน นี้จะใชทํานองสรภญั ญะ หมายถงึ การสวดท่ีมีทวงทํานอง
แบบสวดมนต ซง่ึ การสวดบทประพันธดวยทว งทํานองดังกลา ว ทงั้ เนอื้ หาและทาํ นองอันนุมนวลจะ
ชวยสื่อใหน ึกถงึ เทพเจา อัคนีผูมบี ญุ คุณตอ มนุษย เปน ผูสรางความสวา ง ความอบอนุ และใหไ ฟเพ่ือ
ใชป ระโยชนดานตา ง ๆ เปน ผูอยูใ นฐานะทม่ี นุษยต องเคารพนบนอบอยา งมาก

๓๘

๓.๒.๓.๒ บทสวดทํานองสดุดีสงั เวย ในทน่ี เี้ ปน บทสวดท่ีแตง ดวยวสันตดิลกฉนั ท

๑๔ มเี นือ้ ความกลา วถึงหญงิ ชายที่มีความรกั ตอกันและแตงงานกันถูกตองตามประเพณี ไมทําให

วงศตระกลู เสอื่ มเสีย หญิงชายคูนั้นจะไดรบั ความเจรญิ เทวดาจะอาํ นวยพรและประทานบุตรสบื

สกลุ ขอเทวดาโปรดใหช ัยเสนและมทั นาเจริญดวยอายุ วรรณ สุข พล และทรัพยศ ฤงคาร ดังความ

วา

๏ อา หญงิ และชายฤดิสมคั มะนะรว มสเิ นหา (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔.)

พรอ มจติ ผสมสะมะระมา อภเิ ษกะสมรส

๏ เหมือนหนง่ึ ประมวญสะรริ ะอีก มะนะรวมก็ยงยศ

ยงศกั ดเิ กียรติคุณะหมด เพราะผสมกําลังกนั

๏ ผใู ดสมัคสะมะระสม- ระสะรว มมะโนฉันท

ปวงไทสเุ ทวะมรุสรร- พะอํานวยพระพรพนู

๏ หญิงชายกระทาํ วธิ ิววิ า- หะสมิ ุง ผดงุ กลู

วงศาคณาคณะประยูร บมิเสื่อมมิทรามหาย

๏ เทวาประสิทธวิ รบุตร และธิดาประดจุ หมาย

ใหท รงและสบื สะกุละสาย สุวะพนั ธุพชื งาม

๏ ขอทวยสเุ ทวะสรุ ฤท- ธมิ ะหิทธิเรืองราม

โปรดชวยบํารงุ วรวิศาม- ปะติอกี พระชายา

๏ ใหทรงเจริญสริ ิสวุ ตั - ถพิ พิ ฑั ฒะนาอา-

ยวู รรณะสขุ พะละและสา- ระวิสุทธิศฺฤงคาร

๏ ขอพรประสิทธิบมิฃาด ณพระราชะสมภาร

อกี เทวิองคอระวศิ าล สิริสิทธิภยี โยฯ

(มัทนะพาธา หนา ๘๒-๘๓)

บทประพนั ธนี้แตงดว ยวสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ สาํ หรับใชสวดทาํ นองสดุดสี ังเวยหรือดษุ ฎี
สังเวย ซ่ึงในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏวรรณกรรมช่ือ“คาํ ฉนั ทด ุษฎีสังเวย ของขนุ เทพกระว”ี มี
ลกั ษณะเปน คําฉนั ทท่ปี ระพนั ธข้ึนเพอ่ื ใชอา นในพระราชพธิ ีคชกรรม(กองวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร กรมศิลปากร. ๒๕๔๕: ๔๗) ตอมาจึงมคี ําฉนั ทด ุษฎีสงั เวยสาํ นวนอน่ื เกิดขึน้ ตามมา
ในสมยั กรงุ รตั นโกสินทรม ีคาํ ฉนั ทดุษฎีสังเวยทใี่ ชสรรเสริญสงิ่ ท่ีมคี วามสําคัญอื่น ๆ ท่ไี มไ ดเกี่ยวขอ ง
กบั พระราชพธิ ีคชกรรม เชน ฉันทส รรเสรญิ พระมหามณีรตั นปฏิมากร ฉนั ทสงั เวยพระมหา
เศวตฉตั ร พระทีน่ ง่ั ดุสิตมหาปราสาท ฉนั ทส งั เวยพระท่ีนง่ั บางปะอนิ ฉันทสังเวยกลองวินิจฉัยเภรี
เปนตน ดงั นนั้ คาํ ฉันทดุษฎีสงั เวยจึงใชแ ตงคําประพนั ธท่ีมเี น้ือหาเก่ียวของกบั การอานบชู า
สรรเสรญิ สง่ิ ที่มีความสาํ คัญและสูงสง ยิง่

ในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธาน้ี พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ไดทรงพระ
ราชนพิ นธวสันตดลิ กฉันท ๑๔ โดยมเี นื้อหาเกี่ยวของกบั ชยั เสนและมทั นา สาํ หรบั ใชสวดทํานอง

๓๙

ดุษฎสี ังเวยในฉากที่ทงั้ สองเดินประทกั ษิณรอบกองไฟและพระฤๅษี ๓ รอบ ซง่ึ การประยุกตเ อาคาํ
ประพนั ธม าใชใ นบทละครดังกลา วชวยสรา งความศกั ดิ์สิทธใิ์ หเ กิดข้ึนในตอนประกอบพิธีกรรม จงึ
นบั เปนการสรางสรรคทีน่ า สนใจ

๓.๒.๔ บทพากย บทพากยหรอื คาํ พากยเ ปนสว นประกอบสําคัญของการแสดงโขนและ

หนงั ใหญ ตวั โขนในสมัยโบราณตองสวมหวั โขนทุกตวั (ยกเวน ตัวตลก) ไมสามารถพูดและรองได
จงึ ตอ งมผี ทู าํ หนาทพ่ี ากยและเจรจาแทน คาํ พากยจ ะแตงดวยคาํ ประพนั ธประเภทกาพยยานี ๑๑
และกาพยฉ บัง ๑๖ เมื่อพากยจ บไปบทหนง่ึ ๆ ตะโพนจะตอ งตรี บั ทา ใหกลองทัดตตี าม แลวคน
แสดงภายในโรงก็รองรบั ดว ยคาํ วา “เพย” (ธนติ อยโู พธิ์. ๒๕๐๘: ๑๙๒-๑๙๕)

ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ไดท รง
ดัดแปลงนําทํานองพากยมาใชเปน ทาํ นองสวดของนักสวด ๔ คน แตยงั คงเรยี กวา “บทพากย” ใน
ตอนกระทาํ พธิ ีอภิเษกสมรส ซ่งึ บทพากยม เี นือ้ ความกลาวถึงชัยเสนวาเปน กษตั รยิ ยงิ่ ใหญ มีความ
เชยี่ วชาญในศาสตรต าง ๆ และมีรูปงาม ขณะน้จี ะอภเิ ษกสมรสกับมัทนาผอู ุดมดวยรูปสมบตั ิและ
คณุ สมบตั ิ จงึ ขอใหเทพยดาโปรดประทานพรใหแกค นท้ังสองดวย คาํ ประพันธต อนนี้นักสวดจะ
สวดดวยทํานองพากยว า

๏ อาทวยเทพฟงคาํ เชอญ แลวโปรดอยาเมนิ (ฉบงง, ๑๖.)
มะโนจงนอมพรอมกัน ผูทรงมหันต
๏ ฟง คําฃา ทลู เทวัน ศวฺ รรยาธิปตยั
มหิทธเิ ดชเกรียงไกร ทะราชเรืองศิล-
๏ ดวยองคสมเด็จจอมไอ- อกี ทัง้ ปุราณ
ดํารงซ่งึ รฐั หสั ดิน อาวธุ ถ่ถี วน
๏ ทรงนามชยั เสนนรนิ - พระรูปวิมล
ปะศาสตฺ ฺระเช่ียวชํานาญ รปู สมบัติสลาง
๏ แจง เจนไตรเพทพิศาล แกนะเรนทรส ูร
คัมภรี ก ็รูต ามควร
๏ อีกวอ งไวในกระบวน
ทุกอยา งในทางยทุ ธกล
๏ สนั ทัดอศั วะโกศล
สิรโิ สภาคยสรรพางค
๏ พระคณุ สมบัติ์สําอาง
และโภคสมบัตบิ ูรณ
๏ เทวานเุ คราะหเ ก้อื กลู


Click to View FlipBook Version