๔๐
จึง่ ทรงสวัสด์แิ สนดี
๏ สิง่ ทรามใด ๆ ไปมี มากลว้ั ณท่ี
พระองคสมเดจ็ ภูบาล
๏ บัดนพ้ี ระหฤทัยทาน เมตตานงคราญ
วิสุทธศิ ักดโ์ิ สภา
๏ อันมีนามะไธยยา วา มะทะนา
วเิ ศษสลุ กั ษะณานวล
๏ ทว่ั ทั้งสรรพางคน างยวล เนตรชมอีกชวน
ใหเพง และเพลนิ เจรญิ ใจ
๏ มรรยาทเรียบรอยและใคร ยลชมอรไทย
วา แสนประเสรฐิ เลิดดี
๏ สมควรเปนองคเทวี คูบาระมี
สมมตเิ ทพรงั สรรค
๏ พระงามนางงามสมกัน ทงั้ คณุ อนนั ต
อเนกะเทา ทงั้ สอง
๏ ฃา ขอทวยเทพทง้ั ผอง พรอมกันปรองดอง
ประทานพระพรเพม่ิ ศรี
๏ แดราชาธิบดี อกี องคเทวี
วิสุทธคิ ูสมรส
๏ บัดน้ีองคพ ระดาบส จะถวายรด
อุทกประกอบคาถา
๏ อกี เฉลมิ พระพกั ตรา เพิม่ มงั คะลา
ธิการณกิจพธิ ี
๏ ขอจงสององคท รงศรี ศุภะสฺวัสดี
ครองคูกันอยจู ีระกาล ฯ
(มัทนะพาธา หนา ๗๙-๘๑)
บทพากยหรอื คาํ พากยน ีเ้ ปน ศลิ ปะโบราณอีกอยา งหนงึ่ ท่ีพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู ัวทรงดัดแปลงมาไวในบทละครพดู เพอ่ื ใชบรรยายระหวางท่กี าละทรรศนิ
กระทําพิธีพลไี ฟ รดนา้ํ สังขและเจิมคบู า วสาว ซ่ึงบทพากยสง เสริมใหการกระทําพิธมี ีบรรยากาศของ
ความศักดิส์ ิทธ์ิและเปนสิรมิ งคล
๔๑
๓.๒.๕ เพลงหนา พาทย หมายถงึ เพลงปพาทยท่มี ีทาํ นองและลักษณะการบรรเลง
ตายตวั เปนเพลงชั้นสูงทางดรุ ิยางคศลิ ป ใชบ รรเลงประกอบกริ ยิ าของมนุษย สัตว ส่ิงของ วตั ถุ
หรือธรรมชาติ (สุรพล วิรฬุ หรักษ. ๒๕๔๓: ๑๔๕) ในการแสดงโขนและละครราํ ผูแสดงตองเตน
ตอ งราํ ไปตามจังหวะและทํานองของเพลงหนาพาทย ซึ่งแตละเพลงมีความหมายและจังหวะทํานอง
เปนแบบอยางตางกนั (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๒-๒๓๓)
ในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาซึ่งเปนบทละครพูด พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวไดทรงกาํ หนดเพลงหนา พาทยไวใ นบางแหงเพือ่ ชว ยการดาํ เนนิ เรื่อง แตตวั ละครไมต อง
เตน หรือราํ เน่ืองจากเปนบทละครพูด ไมใ ชบทละครรํา เพลงหนาพาทยท ี่กาํ หนดไวในพระราช
นิพนธเรื่องมทั นะพาธามี ๑๖ เพลง ดังน้ี
๑. เพลงโหมโรง ๙. เพลงรวั ฉ่ิง
๒. เพลงเหาะ ๑๐.เพลงพระยาเดิร
๓. เพลงนางนาค ๑๑.เพลงพระยาโศก
๔. เพลงลา ๑๒.เพลงตระเชิญ
๕. เพลงสาธุการ ๑๓.เพลงกลองโยน
๖. เพลงตระสันนิบาต ๑๔.เพลงเร็ว
๗. เพลงรวั ๑๕.เพลงคุกพาทย
๘. เพลงโอด ๑๖.เพลงเชิด
เพลงหนา พาทยท ั้ง ๑๖ เพลงกําหนดไวเพื่อชว ยการดาํ เนินเร่ืองโดยตวั ละครไมตอ งเตน
หรอื ราํ แตย ังคงความหมายของเพลงไวต ามเดมิ เชน
เพลงคุกพาทย เปน เพลงหนาพาทยที่แสดงมหิทธฤิ ทธ์ิ จงั หวะของเพลงมีชามีเรว็
มรี กุ เรา เปนตอน ๆ ทํานองเพลงกระตุน ใหบงั เกิดอารมณรสู ึกเสมือนวา อากาศในขณะน้ันวปิ ริต
ประกอบดวยเสียงฟา คาํ รามรอ งและพงุ แสงแปลบปลาบ มพี ายุปน ปว นผงคลีมืดคลุม โลกธาตุ
แปรปรวนอยางนา สะพรึงกลวั เมือ่ บรรเลงประกอบเขากบั ตัวราํ กย็ งิ่ กระตนุ ความรสู ึกใหแลเหน็
เปนวา ตวั รํานัน้ มฤี ทธม์ิ ีอาํ นาจอยา งมหึมา หนา โขนท่ีสวมก็ดูประหนง่ึ เปล่ียนแปลงใหเห็นเปน นา
คร่นั ครามข้นึ ไดอยางมหัศจรรย (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๕-๒๓๖)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงนาํ เพลงคกุ พาทยม ากาํ หนดไวตอน
สเุ ทษณสาํ แดงอิทธิฤทธ์ิสาปมัทนาเปนดอกกุหลาบ โดยทรงพระราชนิพนธค าํ อธิบายเกี่ยวกับ
วิธีการแสดงไวใ นวงเล็บ ดงั ตวั อยาง
สุเทษณ. ตวั อยางท่ี ๑ จุติอยานาน
นางมทะนา สุระแมนสวรรค,
จงมะละฐาน ณ หิมาวัน
ไปเถอะกําเนดิ
๔๒
ดงั ดนลุ ่นั วจิสาปไว !
(พณิ พาทยทาํ เพลงคุกพาทย. สเุ ทษณแผลงฤทธ,ิ์ ฟาแลบแวบวาบตลอดเพลง. พอถึง
รวั ทาย มทั นารอ งกรี๊ดและลม ลงกับพ้นื .)
(ปดมาน.)
เพลงโอด เปน หนา พาทยสาํ หรบั ประกอบกิริยารอ งไหห รอื ตาย นกั ปราชญทางดนตรี
ไดนําเอาระยะลุม ๆ ดอน ๆ ของกิริยาสะอึกสะอ้ืนเขา มาบรรจุไวในเพลง และแตง ทํานองเขา
ประกอบใหเ หมาะสม ซง่ึ จะฟงไดจากวธิ ีตกี ลองประจําเพลงโอด (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๖.)
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั ทรงนาํ เพลงโอดมาประกอบในพระราชนิพนธ
บทละครเร่ืองมทั นะพาธา ตอนปริยัมวะทารองไหส ะอึกสะอื้น หลงั จากทมี่ ทั นาจากไปกลายเปนดอก
กหุ ลาบ ดังตวั อยา ง
ตวั อยา งท่ี ๒
ปริยมั วะทา.ชะชะพระมัจจุฤกระไร หทัยธพาล, (ปยวํ ทา, ๑๒.)
กด็ นุนี้สมิ ิประหาร, ประหารพระแม.
ทขุ ะระทมกะมละเปลี่ยว จะเหลยี วจะแล
ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?
พระปยะมาตจุ ระดั้น ณ สรรคะใด
ดนจุ ะขอจะริกะไป ณกาละนี้ !
(พณิ พาทยทําเพลงโอด: ปรยิ มั วะทารองไหสอกึ สอ้ืน. พอจบหนา พาทยก พ็ อพระ
กาละทรรศนิ เดิรนาํ เสดจ็ ทา วชยั เสนออกมาทางซาย; นันทวิ รรธนะ, โสมะทัต, และนายทหารตาม
ออกมาดวย. ในชัน้ ตนผูท ีม่ าใหมยงั ไมม ใี ครเห็นตนกุหลาบ.)
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)
เพลงตระสนั นิบาต เปน เพลงหนา พาทยใ ชในการชมุ นุมเพ่ือกระทําพิธีสําคญั ๆ
ตา ง ๆ (สรุ พล วริ ฬหรักษ. ๒๕๔๓: ๑๔๘)
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงกาํ หนดเพลงตระสันนบิ าตไวใ นตอน
มายาวนิ บชู าพระพิฆเนศวรและพระนารายณใ นการกระทาํ พิธีสะกดเรียกมัทนา ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๓
มายาวิน. อาสองเทเวศร โปรดเกศฃาบาท ทรงฟงซึ่งวาท ที่กราบทลู เชอญ,
โปรดชวยดลใจ ทรามวัยใหเ พลนิ จนลืมขวยเขิน แลวรบี เร็วมา.
ดว ยเดชเทพไท ทรามวัยรูปงาม จงไดท ราบความ ฃาขอนน้ี า,
แมคิดขัดขืน ฝนมนตรคาถา ขอใหนิทรา เฃา สงึ ถึงใจ
๔๓
มาเถิดนางมา อยาชา เช่ืองชอย ตฃู า นคี้ อย ตอนรบั ทรามวัย,
อานางโศภา อยา ชามาไว ตูฃาสงั่ ให โฉมตรูรีบจร.
โฉมยงอยา ขัด รบี รัดมาเถิด ขืนขดั คงเกิด ในทรวงเรารอน,
มาเรว็ บดั น้ี รีบลลี าจร มาเรว็ บังอร ฃา เรียกนางมา.
(มายาวินประนมมือและนงั่ บริกรรม. พิณพาทยทาํ เพลงตระสนั นิบาต. ทุก ๆ คนต้งั ตา
คอยมองด.ู พอถงึ รัวทายตระ มทั นาเดริ ออกมา, ตาจอ งเปงไมแลดูใครและกริ ิยาอาการเปนอยางคนท่ี
ยังหลับอยู, และพูดหรือแสดงกิริยาอยา งคนที่ฝน . สุเทษณล กุ จากบลั ลงั กลงมาตอ นรบั ดว ยความ
ยินดี, แตครั้นเห็นมัทนาจังงังอยูไมยิม้ แยมก็ชงัก, แลว หันไปพูดกบั มายาวิน.)
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
จากตัวอยา งจะเห็นวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงนําเพลงหนา พาทยซงึ่
ใชในบทละครรําและโขนมาประยกุ ตใชกบั บทละครพูดคําฉันทของพระองค โดยท่ีตัวละครไมตอ ง
เตน หรอื รําอยา งโขนและละครรํา เพยี งแตทํากริ ิยาตามบทบาทของตวั ละคร ซง่ึ การกาํ หนดเพลง
หนา พาทยไวในทีต่ าง ๆ ของบทละครพูดนน้ั ชวยทาํ ใหการดาํ เนินเรอื่ งจากเหตุการณหนงึ่ ไปยงั อีก
เหตกุ ารณหนึ่งมีความตอเนื่องกัน และการกําหนดเพลงกไ็ ดค งความหมายของเพลงตามที่
นกั ปราชญโบราณดา นดนตรีไดสรางสรรคไ ว
พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธาเปนบทละครพูดคาํ ฉันท ๕ องก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงตั้งพระทัยทจ่ี ะทรงสรา งสรรคบ ทละครใหมคี วามแปลกใหม ไมทรงยึดติด
กบั รูปแบบของละครทีม่ ีมากอนน้ัน โดยสวนประกอบของบทละครไดป ระยุกตศ ิลปะแบบตาง ๆ ทง้ั
เกา และใหมเขา ไวด วยกัน ประกอบดว ยบทสนทนา บทรอง บทสวด บทพากย และมกี ารกําหนด
เพลงหนา พาทย ซง่ึ ทําใหพ ระราชนิพนธเ รอ่ื งมัทนะพาธาเปน บทละครที่มีลักษณะไมซ้ํากบั บทละคร
เรอื่ งใด ทําใหการถา ยทอดเร่ืองราว แนวคิด คติธรรมตา ง ๆ เปนไปอยางลึกซ้ึงนา ประทับใจ
๓.๓ ลักษณะของเรื่อง
พระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาเปน วรรณกรรมประเภทบทละครทพี่ ระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจาอยหู วั มไิ ดทรงนาํ เนอื้ หาของบทละครมาจากท่ีใด มีขอความปรากฏในพระราชนิพนธ
คาํ นาํ วา “...ละคอนเร่อื งนี้ไมใชไดเนอื้ เร่อื งหรือตัดตอนมาจากแหง ใด ๆ เลย, จ่งึ ขอบอกไวใหผูอา น
ทราบเพื่อไมตองเสียเวลาไปเที่ยวคนหาเรื่องน้ใี นหนงั สอื โบราณใด ๆ. แกน แหงเรอื่ งน,้ี ไดเคยมีติด
อยูในใจของฃาพเจามาชา นานแลว ,...”๑
๑ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูห ัว. (๒๕๔๘). มัทนะพาธา หรอื ตาํ นานแหง ดอกกุหลาบ.
หนา ๑.
๔๔
พระราชนิพนธมีแกน หรือแนวคิดหลกั วา ความรักเปน เครอ่ื งผูกพนั ท่กี อ ใหเ กิดทกุ ข อัน
เปน แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนา และมีลักษณะของบทละครบางประการคลายคลึงวรรณคดีการ
ละครของสันสกฤตในประเทศอินเดยี ซ่งึ นิยมนับถือเทพเจาในศาสนาพราหมณ เนื้อเร่ืองมคี วามเช่อื
ทางไสยศาสตรปะปนอยูดว ย ลักษณะของเรื่องจึงมบี รรยากาศแบบอนิ เดียแตสะทอ นปรชั ญาใน
ศาสนาพทุ ธ นอกจากน้ีผูท รงพระราชนพิ นธไดทรงสอดแทรกแนวคิดอื่นอนั มสี ารประโยชนเพิ่มเตมิ
ไวดว ย
๓.๓.๑ เนื้อเร่อื ง
มัทนานางฟารปู งาม สุเทษณเ ทพบุตรวงิ วอนขอความรักจากนางแตนางไมยินดี จงึ ถกู
สาปใหจตุ ิเปนดอกกุหลาบยงั โลกมนุษย พอถงึ วันเพ็ญนางจะกลายรางเปนหญงิ นาน ๑ วัน ๑ คืน
หากนางเกิดความรกั ตอชาย นางจะพน คาํ สาปไมต องกลายเปนดอกกุหลาบแตจ ะตอ งประสบกับ
ความทุกขอนั เกิดจากความรกั พระฤๅษกี าละทรรศินมาพบดอกกุหลาบอยใู นปา เกรงวา นางจะ
ไดร บั ความลาํ บาก จึงกลา วชวนดอกกุหลาบไปอยู ณ สวนขา งอาศรม ชัยเสนกษัตริยแหง กรงุ
หัสตินาปุระเสด็จประพาสปา ไดเห็นมทั นาขณะอยูรบั ใชกาละทรรศนิ และเกดิ จติ ปฏพิ ัทธตอ นาง
สว นนางกม็ ีจติ หวน่ั ไหวเนื่องดวยความรกั กาละทรรศนิ กระทําพธิ ีสมรสใหคนทั้งสอง จากน้นั มัทนา
ไดต ิดตามชัยเสนไปอยใู นวัง จัณฑมี เหสขี องชัยเสนหงึ หวงจงึ สง ขาวไปทลู ทาวมคธพระบิดาใหย ก
ทพั มาโจมตี ตอมาวางกลอบุ ายใสร า ยวา มัทนาทําเสนหอาถรรพและเปนชูกับศุภางคทหารคนสนทิ
ของชยั เสน ชัยเสนหลงเชอื่ จงึ สง่ั ใหนาํ ตัวศุภางคแ ละมทั นาไปประหารชีวติ แตอํามาตยสงสารไมไ ด
ฆาฟน ศุภางคแ อบกลับเขา ไปรบในกองทัพและถูกศัตรูฆา ตาย สวนมัทนากลับไปยังอาศรม
ตอ มาพราหมณผ ทู ําเสนหขอเขาเฝาและสารภาพวาเปนแผนของจณั ฑี ชยั เสนเสียใจมากจึงรบี ไป
ตามมัทนา ฝายมัทนาไดท าํ พิธบี ชู าสุเทษณวงิ วอนขอใหชว ยนางพนจากความทุกข
สุเทษณเ สนอจะชวยดว ยการรับนางไปเปนชายาแตนางปฏิเสธ สุเทษณจ งึ สาปมทั นาใหก ลายเปน
ดอกกุหลาบชั่วนิรันดร
๓.๓.๒ การดําเนนิ เรือ่ ง
พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉันท ๕ องก แบงเปน ๒ ภาค คือ
ภาคสวรรคและภาคบนดิน เหตุการณในเร่ืองไดดําเนนิ ไป ดังน้ี
ภาคสวรรค
องกท ี่ ๑ เร่มิ เรื่องดว ยบทระบําซ่งึ เปน บทขบั รองและราํ ของหมูคนธรรพ มเี น้อื หา
สรรเสรญิ และถวายพระพรสเุ ทษณเทพบุตรตัวละครสาํ คัญ บทขบั รองเลา ความเปนมาของตัวละคร
ในชาตปิ างกอนสเุ ทษณเ กิดเปน กษตั ริยแหงแควน ปญจาลและบาํ เพ็ญตบะจนไดมาอบุ ัติในแดน
สวรรค ดังความวา
พระองคท รงมีคุณ กะตะบญุ บาระมี (ยาน,ี ๑๑.)
บําเพญ็ ในอต-ี ตะกาลดลผลไพบูลย
๔๕
ชาติกอนเปนสกุ ฺษัตร เถลิงรฐั ราไชสรู ย
ในวงศะประยรู สรุ ะแมนแควน ปญ จาล
ทรงธรรมลํา้ มะนษุ ฤทธิรุทมหาศาล
บาํ เพญ็ พะลีการ ทกุ อยางงามตามวิสัย
ครนั้ ถึงเวลาควร ภูมศิ วรจากไผท
เสดจ็ สรุ าลัย เสวยสขุ ในแดนสรวง
(มทั นะพาธา หนา ๓-๔)
จากน้ันจึงดําเนนิ เรือ่ งโดยเผยใหเหน็ ปมปญ หาที่เกิดขึ้นอยูกอ นแลว แตเผยเพียงบางสวน
รายละเอียดถูกเกบ็ งาํ ไวเ พอ่ื ใหติดตาม กลา วคอื สเุ ทษณสนทนากบั จติ ระเสนผูเปน บรวิ าร คําพูด
ของสุเทษณแสดงความคบั ของใจท่ีไมสมหวงั ในบางสง่ิ ดังนี้
สเุ ทษณ เชนนั้นทาํ ไม พวกมงึ มาให พรกบู ัดน,้ี (สุรางคณา, ๒๘.)
วาประสงคใด ใหสมฤด?ี มงึ รูอยูน ี่ วากเู ศรา จติ
เพราะไมไดสม จิตท่ีใฝชม, อกกรมเนอื งนติ ย.
(มัทนะพาธา หนา ๔)
จติ ระเสนรูค วามในใจของผเู ปนนาย จงึ เรยี กเหลานางอัปสรออกมารองและรําเพ่ือสราง
ความบนั เทิงใจ บทขบั รองบอกวาสเุ ทษณเ ปนเทพผูทรงพรหมวิหาร ๔ คอื มีเมตตา กรุณา มทุ ิตา
และอเุ บกขา ซง่ึ กอนน้นั ไดกลา วมาแลวคร้งั หนึ่งวา สุเทษณเดมิ เปนกษัตริยผ ูบ าํ เพญ็ ตบะจนไดม า
อุบัติในแดนสวรรค แสดงวาสุเทษณเปนเทพผูทรงคณุ ธรรมองคห นึ่ง บทรองของอัปสรมวี า
อนั พระเมตตาเนอื งนอง ประดจุ ละออง (ฉบงง, ๑๖.)
วะรณุ ระร่ืนรวยเย็น
พระกรณุ าแนเหน็ ดิประดจุ เปน
วายุราํ เพยเชยใจ
พระมุทิตาแนว ใน ฃา บาทจึ่งได
มานะเปน นิจในงาน
พระอเุ บกขาสมาน จติ ใหเบิกบาน
บเ สอ่ื มบสญู ภักดี
(มัทนะพาธา หนา ๕)
ตอ มาความทกุ ขใ จของสเุ ทษณท ี่ถูกปดบงั ไวไ ดร บั การเปดเผยทัง้ หมด ซง่ึ มีสาเหตมุ าจาก
ความขดั แยงระหวางสเุ ทษณกับนางฟาช่อื มัทนา สเุ ทษณรักมทั นาแตมัทนาไมร กั ตอบ ความ
๔๖
ขัดแยง ดังกลา วยงั ไมถ งึ ขัน้ รุนแรงและพ่ึงเร่มิ เกดิ ข้นึ ไดไมนาน แตเปนจดุ ทกี่ อใหเ กดิ เรื่องราวตา ง ๆ
ตามมาอีกมาก ความขัดแยง นี้ถูกเผยดว ยคําพูดของสเุ ทษณว า
สเุ ทษณ. จรงิ อยนู ะเจาเอย ผจิ ะเชยสมัคสมาน (อินทวงส, ๑๒.)
นางใดณแมนการ ก็จะสิทธสิ มฤด,ี
เวนเดียวก็แตโฉม มะทะนาวสิ ทุ ธิศรี
ผเู ลิดสุรางคมี วรรูปวิเลขวิไลย.
(มทั นะพาธา หนา ๖)
สเุ ทษณพ ยายามแกไ ขปญ หาความไมส มหวังในรกั ของตนโดยการใชจิตระรถบริวารอีกผู
หน่ึงไปวาดรูปหญงิ งามทัว่ จักรวาลมาใหช ม แตไ มมีนางใดท่สี ุเทษณพงึ ใจไปกวามทั นา การแกไ ข
ปญ หาคร้งั ทส่ี องเริ่มขึ้นแตกลับทําใหปญหาทม่ี ีอยูแลวมากยิ่งขน้ึ สุเทษณสั่งใหม ายาวนิ ใช
เวทมนตรสะกดเรียกมัทนามา กอนทม่ี ายาวินจะใชเวทมนตร มายาวินไดเลาความสมั พันธในชาติ
อดตี ระหวา งสุเทษณก ับมัทนา ทาํ ใหทราบสาเหตุท่ีมทั นาไมพ ึงใจสเุ ทษณ และสเุ ทษณไ มมที างทจี่ ะ
สมหวังในรัก แตท งั้ หมดไมอ าจชวยใหสุเทษณห ักหามความรักได ยังยนื ยันทจ่ี ะเรียกนางมา
ความตงึ เครียดเพ่มิ ขึ้นเมื่อมัทนาปฏเิ สธความรักของสเุ ทษณ ทาํ ใหสเุ ทษณโ กรธและ
แกปญหาดวยวิธีรนุ แรงโดยการสาปมัทนาใหจ ุติเปน ดอกกหุ ลาบในโลกมนุษยโดยมีเงือ่ นไขดงั นี้
สเุ ทษณ. ดวยอาํ นาจอทิ ธ์ิฤทธ.ี อันประมวญมี (ฉบงง, ๑๖.)
ณตวั กูผแู รงหาญ ใหจตุ ผิ าน
เปนมาลเี ลิด
กูสาปมัทนานงคราญ รสู กึ อรุ ะ
ไปจากสรุ าลยั เลิด, ใหน างน้เี ปน
แตห ากนางมี
สูแดนมนุษยและเกิด คงรปู อยูไซร
อันเรียกวากพุ ชะกะ, บมีสุฃา-
ใหเปนเชน น้ันกวาจะ
ระอุเพราะรกั รึงเขญ็ .
ทกุ เดือนเมอ่ื ถึงวันเพญ็
มนษุ อยูก ําหนดมี
เพียงหน่ึงทวิ าราตร;ี
ความรกั บุรุษเมื่อใด,
เมอ่ื นนั้ แหละใหท รามวัย
บคนื กลับเปนบุปผา.
หากรกั ชายแลวมัทนา
ภริ มยเ พราะเลิดรางรกั ,
๔๗
และนางเปนทุกขย่ิงหนกั จนเหลอื ที่จกั
อดทนอยูอกี ตอไป,
(มทั นะพาธา หนา ๒๙)
ภาคบนดนิ
องกท ่ี ๒
ตอนท่ี ๑ ในกลางหมิ ะวัน มทั นาจตุ บิ นโลกมนุษยและประสบปญ หาประการแรกคือ
ความยากลาํ บากในการดาํ รงชีวติ อยูทา มกลางปา เขา เพราะตองมสี ภาพเปนดอกไมส ลบั กับการ
เปนมนษุ ย เปนเหตใุ หพระฤๅษีกาละทรรศินผูเล็งญาณทราบความเปน มาของดอกกุหลาบตอ ง
ชว ยเหลือดวยการเชญิ ไปอยู ณ บรเิ วณอาศรม ท้ังนี้ขึน้ อยกู บั ความสมคั รใจของมทั นา ความ
ปรารถนาดีของกาละทรรศินและการตัดสนิ ใจยินยอมของมัทนานาํ พาชีวติ ของมทั นาไปสปู ญหาและ
อปุ สรรคท่ีหนกั ขน้ึ
ตอนท่ี ๒ ทางเดริ ในดง ชยั เสนกษัตริยแหง กรงุ หสั ตินาปุระเสด็จประพาสปา ลา สัตว
ชยั เสนตามกวางมาจนใกลบ รเิ วณอาศรม และกวางเปน ส่อื ใหช ัยเสนไดพบกับมัทนา
ตอนท่ี ๓ ลานหนา อาศรมของพระกาละทรรศิน ชัยเสนเห็นมทั นาและพอใจนาง
คาํ พดู ของศุภางคทหารเอกแสดงความวิตกวา ตอไปมทั นาอาจตอ งประสบปญ หาอันใหญห ลวง แต
ก็มไิ ดบ อกใหใ ครทราบดังน้ี
ศุภางคก ลา วกับโสมะทัต ถงึ ชัยเสนและมทั นาวา
ศภุ างค. ทา นเปนซ่งึ เผาพนั - ธพุ ระจันทะเรอื งศร,ี (สาลินี, ๑๑.)
หากเห็นซง่ึ เทวี ธก็คงจะโปรดปราน;
แตหากนางเปนบาท บรจิ าริกาทาน,
ฃาเกรงคงเกดิ การ ทมุ ะนัสละแนนอน.
(มทั นะพาธา หนา ๔๘)
และศภุ างคร าํ พงึ วา
ศุภางค. นกึ นาอนาถจติ ก็จะคิดประการใด (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
นกึ แลววะทรามวัย ฤก็ควรกะทรงศกั ด์ิ
นกึ เลา กส็ งสาร วนดิ ายพุ าพักตร
นกึ ถึงจะตอ งหนัก อุระแนละนงคราญ
(มทั นะพาธา หนา ๕๓)
๔๘
องกท ่ี ๓ ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศนิ ชยั เสนและมัทนาเกิดความรูส กึ รักตอ
กนั มีภาวะจิตที่ปราศจากความสงบ มคี วามกระสบั กระสา ย ทรุ นทรุ ายใจ ปรารถนาท่ีจะไดอ ยู
ใกลช ดิ กับผูที่ตนรัก ตัวอยาง
ชยั เสนรูสึกทุกขเพราะความรักรมุ เรา ในใจ โดยราํ พึงรําพันวา
ชัยเสน. พิศโฉมและฟงเสียง ละก็เพยี งจะขาดใจ, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลบั ไหล ฤฉนน้ี ะอกเอย!
ขืนนอนก็รอนเรา ฤดเิ ฝาคะนึงเชย,
หากขืนจะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพงั ภนิ .
(มทั นะพาธา หนา ๕๕)
มัทนาทรุ นทรุ ายใจเพราะปรารถนาจะไดอยรู ับใชช ัยเสน นางครํ่าครวญวา
มทั นา. โอนึกข้ึนมาแลว ละก็แทบจะรอ งไห, (อินทวงส, ๑๒.)
พอหมดคืนนีไ้ ซร กจ็ ะชวดละโอกาส.
เออทําฉันใดดี นะจะใหพระทรงราชย,
อยูตอไมล ลี าศ จระจากณที่นี้?
หากวาไมไ ดเปน ยุวพรหมะจาร,ี
คงกลาแลพาที พจะทูลพระภธู ร,
ใหค งแรมอยูอ ีก ณประเทศะนี้กอ น;
แลหากวา ทลู วอน พระก็อาจะเดารู
(มทั นะพาธา หนา ๕๗)
ชยั เสนแอบฟง ถอ ยคํารําพันความในใจของมทั นา ทาํ ใหท ราบวา มัทนามคี วามรกั ตอ
พระองคเชน เดียวกับที่พระองคมคี วามรักตอนาง ตอนนี้จึงเปนจดุ เปล่ียนที่สําคัญซ่งึ นําพาชีวิต
ของมทั นาไปเผชิญกับอุปสรรคอนั ยากลาํ บากยง่ิ
มัทนาไมไดพยายามหลีกหนใี หพน จากหวงแหง ความรัก นางยนิ ดที ี่จะถวายการปรนนิบัติ
ชยั เสนดวยความจงรักภักดี ทง้ั ท่ีรวู า การเปนกษัตริยยอมมีหญงิ อื่นอยูแลว มากมาย การดําเนิน
เรื่องตอจากน้ีเปน พิธีอภเิ ษกสมรสระหวา งชยั เสนกับมทั นาซงึ่ กลา วไวอยางเปนข้นั ตอน
๔๙
องกท ี่ ๔
ตอนท่ี ๑ สวนหลวงขางพระราขวัง, ในกรงุ หัสตนิ าปรุ ะ หลงั พิธีอภิเษกสมรส
มัทนาติดตามชัยเสนมาอยูท่สี วนหลวงขางพระราชวงั ชัยเสนยังมไิ ดกลับเขาไปยงั พระราชฐาน
ชัน้ ในตงั้ แตก ลบั จากการประพาส เมอื่ จณั ฑมี เหสขี องชัยเสนใชน างอราลีขา หลวงมาสบื ความ แต
ศุภางคม าพบอราลีเสยี กอนและโตเ ถียงกัน ปริยัมวะทานางกํานัลของชัยเสนเขา มาชว ยแกไข
สถานการณ อราลียอมจากไป การสนทนาระหวางปรยิ ัมวะทากบั ศภุ างคป ูพน้ื ใหเหน็ ลักษณะนิสัย
ที่บกพรอ งของจัณฑี อนั จะนํามาสคู วามขัดแยงระหวางจัณฑีกับมทั นา ดังตัวอยา ง
ปริยัมวะทา.ดิฉนั เหน็ มะเหษี ธคงทราบและหงึ สหวง (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
ศุภางค. พระนางเธอก็โทษา คะตมิ กั จะครอบดวง
ฤทกั มักจะยิง่ ใหญ
หะทยั อยูและใครทว ง
(มทั นะพาธา หนา ๘๙-๙๐)
และอกี ตอนหนง่ึ ศุภางคพูดกบั ปริยมั วะทาเกี่ยวกับเหตุผลของการอภิเษกสมรส
ระหวา งชยั เสนกับจัณฑี แตเนื่องจากไมใชเ รอื่ งท่ีสมควรจะนาํ มาพดู ปริยัมวะทาจงึ ปรามไว จุดนี้
นอกจากจะคอ ย ๆ เผยใหเห็นความสัมพนั ธของทัง้ สองท่ีไมไดมีพื้นฐานมาจากความรกั แลว ยงั ชว ย
ใหเกดิ ความสงสัยใครรวู าเรื่องราวทงั้ หมดเปนอยางไร ดังความวา
(ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
ศภุ างค. ผเิ ลอื กคูเพราะเพง ทาง ประโยชนเ พียงณการเมือง
มชิ านานกจ็ าํ เคือง ระคายจติ ระคายตา!
ปริยัมวะทา.อะพ่ชี ายขยายเรื่อง ฉนี้เคร่ืองจะเลยพา
พะหโู ทษะพลนั มา กระทบกายมบิ งั ควร
(มัทนะพาธา หนา ๙๐)
ตอมาเกิดความขัดแยงขึ้นระหวา งชยั เสนกบั จณั ฑี ทั้งสองโตเ ถียงกนั อยางรนุ แรง
จณั ฑีไมพ อใจทชี่ ัยเสนไมก ลบั เขา ไปยังพระราชฐานช้นั ใน และยังใหค วามสาํ คัญกับมทั นามากกวา
นาง ฝายชัยเสนก็ไมพ อใจทจี่ ณั ฑีใชถ อ ยคาํ ประชดประชันและยงั ขวู าหากทาวมคธพระบดิ าของนาง
ทรงทราบกอ็ าจไมพอพระทยั ชัยเสนโกรธจงึ กลาวถงึ การอภเิ ษกสมรสระหวางตนกบั จณั ฑีวาไมได
มสี าเหตมุ าจากความรัก หากแตเ ปนเร่ืองของการเมอื งทพ่ี ระบดิ าของทั้งสองไดตกลงกนั ดงั ความ
วา
ชัยเสน. มคธราชา กบั พระบดิ า สิทานชอบกัน, (สรุ างคณา, ๒๘.)
จึ่งไดตกลง สององคก ลาวหมน้ั ตวั เธอกับฉัน ไวแตยงั เยาว;
ใชฉ ันตะกาย ไปรกั โฉมฉาย เองเมือ่ ไรเลา,
สองบดิ าทาน จดั การใหเ รา, ฝายฉนั นเี้ ลา กอบกะตญั ู
๕๐
จึง่ ยอมตามทา น และไปทําการ แตง กับโฉมตร,ู
และแตนั้นไซร กไ็ ดเ ลี้ยงดู สมควรแกผู เปนมหิษ.ี
ฉนั จงใจรกั , และผนิ งลักษณ มีจิตไมตรี
คงจะไมต อ ง ขุนหมองคราน;ี้ ขอจงตริดี ก็คงแลเห็น.
(มัทนะพาธา หนา ๙๕)
เมอื่ ชัยเสนพามัทนาจากไปโดยไมสนใจจณั ฑี นางจงึ พยายามหาวิธเี พ่อื ใหชัยเสนกลบั มา
สนใจนางอีก ซ่งึ ทําใหม ทั นาตองประสบปญ หาในเวลาตอมา
ตอนที่ ๒ รมิ รัว้ คา ยหลวง, ตาํ บลกรุ ุเกษตร. จณั ฑีทําอบุ ายโดยการลอบสงขาว
ใหทา วมคธพระบิดายกทพั มาโจมตีกรงุ หัสตินาปุระ ขณะท่ชี ัยเสนออกบญั ชาการรบกไ็ ดร ับขาว
วามัทนากาํ ลังประชวร จงึ วติ กและรีบกลบั เขา วงั เพือ่ เยี่ยมมัทนา
ตอนที่ ๓ สวนหลวงขางพระราชวัง, ในกรงุ หัสตนิ าปรุ ะ. จัณฑดี ําเนนิ อุบายตอ
เพือ่ แกปญหาของตน โดยรว มมือกบั นางขาหลวงคนสนิทและพราหมณวทิ ูรสรา งสถานการณใหชัย
เสนเขา ใจผิดวา มัทนาใชพราหมณว ทิ รู ทาํ เสนหอาถรรพแ ละเปนชูก ับศุภางค
มัทนาไมมีโอกาสแกไ ขปญหาของตนเอง เมอื่ ชัยเสนสง่ั ประหารชีวิตมทั นากับศุภางคและลงโทษผูท่ี
เกยี่ วของ ชัยเสนส่ังลงโทษวา
ชยั เสน. เหวยนันทวิ รรธน จบั ศุภางคม ดั เอาไปทันท,ี (สุรางคณา, ๒๘.)
แลว ฆามนั ให บรรลัยคืนน้ี คนคดอัปรีย มิควรอยนู าน.
สวนมะทะนา ก็อหังการ ริเร่มิ เหิมหาญ,
ขืนจะเอาไว ตอไปไมนาน ก็คงคิดการ ประหารกูตาย.
จงเอาโฉมตรู ไปพรอ มกบั ชู ของนางโฉมฉาย,
ฆาเสียดว ยไซร จะไดส มหมาย พรอ ม ๆ กนั ตาย ไปคเู คยี งกนั .
ปร ิยัมวะทา กช็ ่วั หนักหนา ไมควรเลย้ี งมนั ,
จงขบั นางออก นอกเมืองกูพลัน และอยาใหมนั น้ันกลบั คืนมา.
ฝายนางทาสี โทษก็ควรมี จงลงอาญา,
สงมนั จําไว ในตรุจนกวา จะครบเวลา รวมไดสามป.
ตาพราหมณห มอเฒา วุนวายนกั เลา ผิดมากคราน,ี้
จงตระเวนรอบ ขอบเขตธานี แลว ขบั ธชี พนเขตภารา!
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๐-๑๑๑)
๕๑
การแกปญหาของจณั ฑสี ามารถกาํ จัดมทั นาออกไปใหพ นทาง แตแ ทนทชี่ ัยเสนจะหนั
มาสนใจนางดงั เดิม ชัยเสนกลับกลายเปนเกลียดชงั นางยงิ่ ขน้ึ นางแสรง ขอออกไปเจรจาหามทัพ
ของพระบิดา ชัยเสนกลาววา
ชัยเสน. ชะเกงละจัณฑี ชะชะมอี บุ ายครบ, (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
เตรียมเพื่อจะตัดรบ รณะดว ยจะหา มทัพ!
การศึกกเ็ ธอกอ ขณะนจี้ ะขอดบั ,
ผฉิ นั จะยอมรบั กจ็ ะอวดวะยอมแพ.
ฉน้ันสิฉันมงุ รณะยุทธะอกี แท,
คอยดูเถิดหนอแน ละจะฝากกาํ นลมา;
ฉนั คิดจะสงเศยี ร มะคะธาธิราชา
แหละใหกะโฉมนา- รขิ บถณสาม!ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๒)
องกที่ ๕
ตอนที่ ๑ พลบั พลาในคา ยหลวงทตี่ าํ บลกรุ ุเกษตร. ชัยเสนคนพบความจรงิ
เนื่องจากพราหมณวิทรู กลับใจมาขอเขาเฝาและกราบทลู เรอื่ งทีจ่ ัณฑวี างแผนใสรา ยมัทนา ชัยเสน
เสียใจถงึ กับจะฆาตัวตาย แตน นั ทิวรรธนะไดเ ปดเผยเสียกอนวาตนเองมไิ ดประหารชีวิตมัทนา มี
พราหมณคณะหนงึ่ รบั มทั นากบั ปริยมั วะทาเดินทางเขาปา ไป สวนศุภางคกไ็ ดสละชีพในสนามรบ
อยางชายชาติทหาร เหตกุ ารณเ ร่มิ คลค่ี ลายเม่ือทา วมคธถกู จบั เปน เชลย ชัยเสนสงั่ ใหต ัดพระเศยี ร
ทาวมคธใสชะลอม แลว ใหจัณฑที ูนพระเศยี รพระบิดาออกจากเมอื งไป
ตอนที่ ๒ กลางปา หิมะวนั . ชัยเสนไปตามมทั นายงั อาศรมแตไมทันการ
มัทนาไดก ระทาํ พธิ พี ลีไฟเพ่อื บูชาสุเทษณ นางวงิ วอนขอใหส เุ ทษณช ว ยเหลือนาง เม่ือสเุ ทษณ
ยนิ ดจี ะชวยโดยการรบั นางกลับสสู วรรคเพ่ือไปเปน ชายาแตมัทนาปฏเิ สธ สเุ ทษณจ ึงถามถงึ ความ
ปรารถนาของนาง มัทนาตอบวา
มัทนา. ใดจะพึงกะมละกวา พระสามทิ ี่ (รโธทธฺ ตา, ๑๑.)
เปนวราภะระณะศรี ณเกศถกล.
ฃา ก็ขออะมระฤทธิ์ ประสิทธิผล,
ชวยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด
แหงพระวีระชยะเสน นเรนทะรัตน,
ใหพระจากนะคะระหัส- ตินาและมา
รบั ดนูจระณขณั ฑ, ฉนนั้ แหละฃา
๕๒
โศกจะสางและมะทะนา จะเปรมหทยั !
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐-๑๓๑)
การขอใหช ัยเสนมารบั นางกลบั กรุงหสั ตินาปุระขัดความจดุ ประสงคของสุเทษณที่
ตอ งการใหม ัทนารสู ึกทุกขทรมาน เพือ่ วานางอาจหวนกลับมานกึ ถงึ สเุ ทษณและยินยอมเปน ชายา
แตท ุกสง่ิ กลบั ไมไ ดเ ปนไปตามท่คี าด สเุ ทษณจ ึงผดิ หวงั และสาปนางใหเ ปน ดอกกุหลาบชั่ว
นิรันดร เพอื่ นางจะไดไมตองพบพานความรกั ของชายคนใดอีกตอไป
สุเทษณ . แตณกาละทวิ ะนี้ วนิดาภา
เปนสกุ ุพชะกะผะกา บมเิ ปล่ียนเลย,
เพอื่ ประกนั บุรษุ ะอน่ื บมชิ น่ื เชย.
โฉมอนงคดรุณิเอย, วจะฃาขลัง,
สาปกจ็ ักอะจิระสทิ - ธิสะมิทด์ิ งั :
ฃาประกาศวะจะนะสั่ง นะสดับด:ี
กลายเถอะรา งสมุ ะทะนา ดจุ ะมาล,ี
เปนสุกพุ ชะกะฉนี้ เถอะนิรันดร!
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๑-๑๓๒)
ชัยเสนมาพบเพียงตน กุหลาบและไดประจกั ษช ัดในความซอื่ สัตยข องมทั นา
ชัยเสนแข็งใจดบั ความทกุ ขโศกกลาวเชิญดอกกหุ ลาบกลับกรุงหัสตินาปรุ ะ จากน้นั ชัยเสนหลง่ั น้ํา
จากสงั ขท่ีโคนตน กหุ ลาบ คนขุดก็ขุดตน กุหลาบสถติ ไวบนวอทองโดยงาย
ตอนจบของเร่ืองบรรยากาศกลบั เขา สคู วามสงบ กาละทรรศนิ ขอพระอินทรป ระทาน
พรแกช ัยเสนใหส ุขสวัสดีมฤี ทธานุภาพเกรยี งไกร ดงั ความวา
กาละทรรศิน. ฃาขอใหเทพองคอะธิปะติณไตร- (กสุ ุมติ ลดา, ๑๘.)
ตรึงษะโปรดให พระพรสิทธ์ิ
แดองคส มเดจ็ ราชะปะระมะบพติ ร
เรืองมหาฤท- ธเิ ดชา,
มีชยั ในการยุทธะและบมิปะรา-
ชยั ณท่วั หลา สกลฃาม,
ฃอจงทรงสวัสดีนจิ จะสุขะอภริ าม
รมยะทุกยาม บเสอื่ มซา.
(มทั นะพาธา หนา ๑๔๑-๑๔๒)
๕๓
และขอพระอินทรโปรดอาํ นวยพรใหดอกกุหลาบจงเปนพรรณไมท ีค่ งอยใู นโลก
ตลอดไป เพ่ือความงดงามจะชวยบาํ รุงจติ ใจของมนษุ ยใหเบิกบาน กล่ินอนั หอมจะชว ยให
ปราศจากทกุ ข และยามท่ีหญงิ ชายเริ่มรูจักความรกั ดอกกุหลาบจะแทนความหมายใหรูว ารักแท
ดงั ความวา
กาละทรรศนิ . หนึ่งอวยพรใหก ุพช ะกะสุระผกา (กุสุมิตลดา, ๑๘.)
คงดลิ กหลา บสูญพรรณ,
เปนสงิ่ ชวนยวนจติ ตะนระสุวะคนั ธ
ชว ยระงับสรร- พะทกุ ขหนกั ;
หญงิ ชายยามเร่ิมรรู ะสะณฤดริ ัก
ใชก ุหลาบจัก ระเริงใจ,
อันดวงมาลีกุพช ะกะสผิ วิ ะให
พึงจะรไู ด วา รักแท,
แลยามดมดอกกุพชะกะนะก็จะแก
เดือดณดวงแด และสุขพลัน.
ขอมาลีศรีกพุ ชะกะสริ สิ คุ นั ธ
จงประดษิ ฐพ รรณ นิรนั ดร!
(มัทนะพาธา ๑๔๒)
ชยั เสนรบั พรจากกาละทรรศนิ จากนั้นกระบวนเสดจ็ ของชยั เสนก็คอย ๆ เคล่ือนกลบั
สกู รงุ หัสตินาปุระ มตี นกหุ ลาบสถติ อยูบ นวอทองและจะดํารงคงอยูคกู รุงหสั ตินาปรุ ะตลอดไป
พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธามเี หตุการณท ่ีดาํ เนนิ ไปเพอ่ื แสดงตํานานของดอกกุหลาบ
และเพอื่ นําเสนอแนวคิดดานพุทธปรัชญา คือ ความรกั กอใหเ กิดทุกข โดยการเปดเรอ่ื งเร่ิมจากการ
แนะนําตวั ละครช่ือ สุเทษณ เทพบุตรผูทรงพรหมวิหาร ๔ ซงึ่ ในอดีตชาติไดบําเพญ็ ตบะจนมาเกิด
บนสวรรค สเุ ทษณเ ปนผูเริ่มตนสรางปมปญหาอนั มเี หตุมาจากความรกั ใหเกิดขนึ้ ในเร่อื ง เพราะสุ
เทษณหลงรกั มัทนาแตม ัทนาไมรักตอบ ความขดั แยง จงึ เกิดขึน้ ระหวา งมัทนากับสเุ ทษณซ ึ่ง
ระยะแรกยงั ไมรุนแรงแตเปน จดุ ทีท่ ําใหเ กิดปญหาอยา งอื่นตามมาอีกมาก เม่ือมัทนาปฏเิ สธความรัก
ของสเุ ทษณโ ดยส้ินเชิง ความขัดแยง จงึ รนุ แรงขน้ึ จนสุเทษณโกรธและสาปมทั นา สง ผลใหว ถิ ีชีวิต
ของมทั นาตองประสบกบั ปญ หาในเวลาตอมา สวนการแนะนําตวั ละครตอนตนเรื่องวา สเุ ทษณเปนผู
บาํ เพญ็ ตบะและทรงพรหมวหิ าร ๔ นั้นชว ยสนับสนุนแนวคิดของเรื่องวา แมผูทรงคณุ ธรรมก็อาจถูก
ครอบงาํ ดวยความลมุ หลงอันเปนกิเลสได เมอ่ื มัทนาลงมาจุตยิ ังโลกมนษุ ยและไดพ บกับชัยเสน ท้ัง
สองก็ตกอยูในหว งแหง ความรกั ตา งมีอาการกระวนวายดว ยเหตุคิดถึงอีกฝายหนึง่ ซงึ่ ถือเปน
ความรูสึกทกุ ขเ พราะจิตใจขาดความสงบ แมว ามทั นาจะทราบวาชัยเสนมีหญงิ อน่ื อยูแลว มัทนาก็
๕๔
ไมไดหวนั่ เกรง สวนชยั เสนกไ็ มสนใจวา จะเกดิ ปญหาอยางใดตามมา เหตุการณช วยแสดงอิทธพิ ล
ของความรักวา หากตกอยูในอํานาจของความรักแลวก็ยากทจี่ ะมสี ่งิ ใดมาขวางกนั้ ได จากนนั้ เกิด
ความขัดแยงขึ้นระหวางจัณฑีกับชัยเสน จณั ฑกี บั มทั นา เพราะจัณฑีเกดิ ความหึงหวงชยั เสน ตอ
มาจณั ฑีพยายามแกไขปญหาใหช ยั เสนกลับมาสนใจตนดว ยการสง ขา วใหพ ระบดิ ายกทัพมาตี
กรุงหสั ตินาปุระและวางอบุ ายใสรา ยมัทนาวา เปนชูก บั ศุภางค ทาํ ใหเหตกุ ารณพ ลกิ ผนั ไปกลายเปน
ความขดั แยงระหวางชยั เสนกับมัทนา และชยั เสนกับศุภางค ชยั เสนสง่ั ประหารชีวิตมทั นาและ
ศภุ างคเ นอ่ื งจากหึงหวงจนขาดสติ แตอํามาตยผ ูรบั คําส่ังไดปลอยท้ังสองคนไป จณั ฑสี ามารถ
กาํ จดั มทั นาได แตชัยเสนกลบั เกลียดชังนางมากขนึ้ ตอมาสั่งประหารชวี ิตพระบิดาของนาง สวน
นางเองกต็ องถกู เนรเทศออกจากบานเมืองไป เหตกุ ารณแ สดงใหเห็นถึงความรักเปน กิเลสทีน่ าํ พา
กิเลสชนิดอนื่ มาสจู ิตใจ เชน ความโกรธ เปน ตน เปนเหตใุ หท ัง้ ตนเองและผอู ่ืนไดร ับความทกุ ข
ตอมาเหตุการณด ําเนนิ ไปสูการคลี่คลายเมื่อชัยเสนคน พบความจรงิ วา มทั นาและศภุ างคเปน ผู
บริสทุ ธ์ิ ชัยเสนไปตามมทั นา แตเ กิดจดุ หกั เหขึ้น เพราะมทั นาวงิ วอนตอ สุเทษณใหชว ยเหลอื นาง
สุเทษณจะรบั นางกลบั สวรรคไ ปเปนชายาแตมัทนาปฏิเสธอีกครั้ง ชวี ิตของมัทนาจึงพลกิ ผนั ถกู
สเุ ทษณส าปกลายเปน ดอกกหุ ลาบตลอดกาล
การจบเรือ่ งไมมีตัวละครใดเลยที่สมหวังในความรกั ทกุ คนลวนไดร บั ความทกุ ขจากความ
รกั ท้งั สิน้ อยา งไรก็ดหี ลังจากท่มี ัทนาถูกสาปกลายเปนดอกกหุ ลาบแลว บรรยากาศของเรื่องได
บรรเทาความตงึ เครียดลงดว ยคาํ อํานวยพรของกาละทรรศิน ซึ่งชวยใหก ารปดเรื่องมีบรรยากาศ
ผอ นคลายเขาสูความสงบเหมาะทีจ่ ะเปน เรือ่ งสะทอนแนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนา และมีการ
ผสมผสานความนา ประทบั ใจที่ใหด อกกุหลาบกลายเปนสญั ลกั ษณข องความรกั แทตลอดไป
๓.๓.๓ แนวคดิ พระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามีแนวคิดจาํ แนกเปน ๒ ประเด็น ดงั น้ี
๓.๓.๓.๑ แนวคิดหลัก
๓.๓.๓.๒ แนวคิดรอง
๓.๓.๓.๑ แนวคดิ หลัก
“มัทนะพาธา” เปน คําในภาษาสันสกฤตท่ี โมเนียร วิลเลี่ยมส แปลไวว า “the pain or
disquietude of love” หรอื ความเจบ็ หรือเดือดรอนอันเนื่องมาจากความรัก ตัวละครในเรือ่ งลว น
ไดรับความทกุ ขกายและความรอนรมุ กลุมใจเพราะเหตุแหง ความรักความผูกพันทง้ั สน้ิ ตรงกบั
แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาที่วา ความรกั กอใหเกิดทุกข
ทุกข หมายถงึ ภาวะที่ทนไดยากยิง่ มี ๒ ลักษณะคือ ทุกขตามสภาพ ไดแก การเกิด
การแก การเจ็บ และการตาย ทกุ ขจ ร คือทกุ ขท ่ีเกิดจากการเบยี ดเบียนของกิเลสซ่ึงมิไดม ีอยปู ระจาํ
บางครั้งเกิดข้ึนในใจแลว ก็อาจหายหรือเปลย่ี นแปลงไป ไดแก ความโลภ ความโกรธ และความหลง
ซง่ึ ความทกุ ขท ้งั หลายเกิดขึ้นเพราะจติ ผกู พันอยูก บั สิ่งในโลกที่ลว นเปนอนจิ จงั ทุกขัง อนัตตา คือ
๕๕
ไมเ ที่ยง เปน ทกุ ข และไมมตี วั ตนที่แทจ รงิ ทุกสิ่งลวนตองเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามวิสัย หากใคร
หลงผกู พันยึดม่ันกท็ ําใหเ กิดทุกข
การเกิดทุกขเ ริ่มจากมอี ายตนะภายนอก คือ รูป เสยี ง กลิ่น รส สมั ผสั และ
ธรรมารมณ๑ มากระทบกับอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากเกดิ ความรูสึกพอใจใน
ส่งิ นัน้ กเ็ รียกวา สุขเวทนา รูสึกไมพอใจเรียกวา ทุกขเวทนา ไมแนว าสุขหรือทุกขเ รียกวา
อทุกขมสุขเวทนา ความรสู ึกสามประการนมี้ ีอํานาจทาํ ใหเ กดิ ความอยากหรือความตองการอยา งใด
อยางหนึ่งซงึ่ เรยี กวา ตัณหา๒
ตัณหา แปลวา ความอยากหรือความตอ งการ๓ มี ๓ ประเภท คือ
๑. กามตณั หา หมายถึงความอยากในสิง่ นารกั ใครพอใจใน รปู เสียง กล่ิน รส
สมั ผัส และธรรมารมณ
๒. ภวตณั หา หมายถึงความอยากเปนอยา งน้นั อยางนี้
๓. วิภวตณั หา หมายถึงความอยากไมใหมีและอยากไมใหเปนอยา งนั้นอยา งนี้
ตัณหาหรือความอยากทาํ ใหเกิดความหนักใจหรอื ความทกุ ขขึน้ มา เพราะเมอื่ มคี วาม
อยากก็ตองกระทาํ ตามความอยากนนั้ ก็ยอมมที กุ ขต ามสวนของการกระทํา ตราบใดทเ่ี ปนทาสของ
ความอยากกจ็ ะเกดิ ความรอ นใจไมสน้ิ สุด๔ พระพทุ ธภาษิตบทหนึ่งตรัสไวว า “แมน้าํ เสมอดวยตณั หา
(ความอยาก) ไมม ”ี ๕ ตัณหาทําใหเ กิดความยึดม่นั ถือม่นั ทเ่ี รยี กวา อุปาทาน อนั เปน เหตใุ หเกิด
ความรกั
ความรกั ในทางพุทธศาสนาไมไดมคี วามหมายเพียงความรสู ึกผกู พนั ระหวางบุคคล
เทา นั้น แตห มายรวมไปถงึ ความรูส กึ ติดตาตอ งใจในวัตถุและสิ่งมชี วี ติ อ่ืน ๆ ดวย ซ่ึงความรักเกิด
จากอุปาทานประเภททเ่ี รียกวา กามุปาทาน หรือความยึดมน่ั โดยความเปน กามหรือของรกั ใคร
ทั่วไป ตามปกติมนุษยม ีความติดพันในสิ่งทน่ี า รักใครพอใจ ไดแ ก รูป เสียง กลน่ิ รส สัมผสั และ
ธรรมารมณ รวมเรียกวา กามารมณ ๖ อันเปนเหตนุ ํามาซงึ่ ความยงุ ยากวุนวายไมจ บส้ิน เพราะ
มนษุ ยตอ งดนิ้ รนขวนขวายเพ่ือใหไดม าซงึ่ ความสบายใจในทาง รปู เสียง กลนิ่ รส และสัมผัส
ดงั กลา ว แมว า ในทางโลกการติดกามจะเปนประโยชนเ พราะจะทาํ ใหร กั ครอบครวั ขยันขันแข็งใน
การแสวงหาทรพั ยและช่ือเสียง ฯลฯ แตใ นทางธรรมะจะรูสกึ วาเปนทางมาของความทุกขอันเรน ลับ
๑ส่ิงทีผ่ ุดข้ึนในใจ จะเปนอดตี ปจ จุบัน หรอื อนาคตกไ็ ด เก่ยี วกับวัตถภุ ายนอกหรอื ภายในก็ได เปน
เพียงคิดฝน ไปกไ็ ด แตทําใหเกิดความเอร็ดอรอยเพลิดเพลินทางจติ ใจในขณะทร่ี ูส ึก.
๒พุทธทาสภกิ ขุ. (๒๕๔๑). ปรมตั ถธรรมสําหรับดาํ เนนิ ชวี ิต. หนา ๒๔-๒๕.
๓การสมั ผัสทางตา หู จมูก ลนิ้ กาย หากมผี ลเพยี งการรับรแู ตไ มไ ดร สู กึ ยินดยี ินรายหรือสงสยั ใด ๆ ถือ
วาเปน การสมั ผสั เพียงระบบประสาท ไมไ ดส มั ผัสโดยมโนวญิ ญาณทีท่ าํ ใหเกดิ ความหมายเปน ท่ีต้งั ของความยนิ ดี
ยนิ ราย หลงรักหรือไมหลงรัก อยางนีก้ ็จะไมเกิด ตัณหา.
๔พุทธทาสภกิ ขุ. (๒๕๓๘?). คมู ือมนุษย. หนา ๓๕.
๕ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน). (๒๕๓๗). ความเขาใจเรื่องชวี ิต. หนา ๔๘.
๕๖
และการติดกามเปนส่งิ ทต่ี องละกนั ใหห มดจึงจะดับความทกุ ขไ ด๑ ปรากฏพระพุทธวจนะในพระธรรม
บทวา
มา ปเ ยหิ สมาคญฉิ
อปปเ ยหิ กทุ าจน
ปยาน อทสสน ทกุ ข
อปปยานญจ ทสสน
อยาติดอยูใ นสิง่ ทเ่ี รารกั หรือไมร ัก
การพลัดพรากจากสงิ่ ที่เรารัก เปนทุกข
การพบเหน็ แตส่ิงทเี่ ราไมร กั กเ็ ปน ทุกข
ตสมา ปย น กยิราถ
ปยาปาโย หิ ปาปโก
คนถา เตส น วิชช นต ิ
เยส นตถิ ปยาปย
เพราะฉะนัน้ ไมควรรักส่ิงใด
เพราะพลัดพรากจากของรกั เปนทุกข
ผูทีห่ มดความรักและความไมร กั แลว
เครอ่ื งผกู พัน ก็พลอยหมดไปดวย๒
ความทุกขของตวั ละครในเรือ่ งเกิดขึ้นเพราะตัวละครนาํ จิตใจของตนไปผูกไวกับบคุ คล
ผเู ปนทรี่ กั ความรักของตวั ละครอาจจําแนกและอธิบายไดดังนี้
๑. ความรกั ของชายหญงิ
๑.๑ ความรกั ของสเุ ทษณท่มี ตี อมัทนา สุเทษณเ หน็ มทั นาและหลงใหลรูป
กายและนํา้ เสยี งซง่ึ เปน กามารมณ ปรารถนาทจี่ ะไดเ ปนชายาของตน โดยสเุ ทษณไมไ ดพจิ ารณา
คณุ สมบัติดานอื่นเลย แตจะเพอถึงความงามแตละสวน ไดแก ผวิ แกม ผม ตา อก เอว แขน และ
เพอถงึ นาํ้ เสียงท่ีไพเราะของนางดว ย ดงั ตัวอยา ง
๑พทุ ธทาสภิกขุ. (๒๕๓๘?). คมู ือมนุษย. หนา ๔๕-๔๗.
๒ พทุ ธวจนะในธรรมบท. (๒๕๒๓). แปลโดย เสฐียรพงษ วรรณปก. หนา ๒๔๔–๒๔๕.
๕๗
สเุ ทษณ. งามเอวอนงคร าว สรุ ะศิลปชาญฉลาด (อินทวงส, ๑๒.)
เกลากลงึ ประหนงึ่ วาด วรรูปพิไลยพะวง;
งามกรประหนง่ึ งวง สุระคชสุเรนทะทรง,
นวยนาฏวิลาศวง ดุจะรําระบําระเบง;
ซํา้ ไพเราะน้ําเสียง อรเพียงพริ มประเลง,
ไดฟ ง กว็ ังเวง บมวิ างมิวายถวิล.
(มัทนะพาธา หนา ๗)
ความรักของสเุ ทษณม ตี ัณหานาํ ไปสคู วามยึดมนั่ ถือม่ันอยา งเหนยี วแนน
ประกอบดว ยอวิชชาหรือโมหะ คอื ความไมรใู นส่งิ ทง้ั หลายตามท่มี นั เปน โดยสุเทษณไมไดต ระหนกั
วารูปทีง่ ามและเสียงทไ่ี พเราะน้นั เปนส่ิงไมเ ท่ียง ขณะทีย่ ังหาวิธีครอบครองนางไมได สเุ ทษณก ม็ ี
อาการฉนุ เฉียว จิตใจหดหเู ศราหมอง แมวาคนธรรพและอปั สรจะขับรอ งและรา ยรําไดดี ก็ไม
สามารถทาํ ใหส เุ ทษณคลายความทกุ ขใ จได ดังท่สี ุเทษณก ลาวกบั จติ ระเสนวา
สุเทษณ. ดีแลวทง้ั การราํ และลํานาํ ขับรอ งหวาน, (ยานี, ๑๑.)
ทั้งดนตรีประสาน กฟ็ ง เพราะเสนาะด;ี
แตกทู ่ีใจเศรา และงมเหงาอยูเชน น้ี
ตัวเจาก็รดู ี วา เหตนุ ้นั เปน ฉันใด.
(มัทนะพาธา หนา ๖)
สเุ ทษณล ุมหลงมทั นามาก แมวาจิตระรถจะวาดรปู หญงิ งามทีม่ ีรูปโฉมไมย่ิง
หยอนไปกวามทั นามาใหช ม สุเทษณก็ไมส นใจ ความหมกมนุ ในกิเลสผลักดนั ใหสุเทษณใ ช
มายาวินเรียกมัทนามา ทั้งที่จิตระเสนทกั ทว งวาอาจทาํ ใหเสื่อมเกียรติหากนางปฏิเสธ คาํ พูดของ
สุเทษณแสดงถงึ ความทกุ ขใ จจนไมอ าจทนตอไปได จงึ จะลองเส่ยี งดู โดยสุเทษณห วงั วา การไดเ ห็น
เพยี งใบหนาของมทั นาอาจชว ยบรรเทาความทุกขไ ดบ า ง สเุ ทษณกลา ววา
สุเทษณ. เจา พูดถกู ทกุ ส่งิ อัน, แตกูอัดอั้น อรุ ะดวยรักรึงใจ (ฉบงง, ๑๖.)
ฉนัน้ ถงึ อยา งไร ๆ
แหง มทั นานงราม, เพียงแตใ หไ ด เหน็ วรพกั ตรเลดิ งาม
กอ็ าจมีความ ประโมทยมนัสสมถวลิ .
(มทั นะพาธา หนา ๑๒)
การไดเ หน็ มทั นากลับทําใหสุเทษณท ุกขใ จมากข้ึน ทง้ั ท่ีเปน เทพผูมีอาํ นาจ แต
ถอ ยคาํ ท่ีสุเทษณก ลา วขอความรักจากมทั นากลับเปนการวิงวอนอยา งนา สงสาร ไมไ ดคาํ นงึ ถงึ
๕๘
เกยี รติของตน หวงั เพยี งใหม ทั นาเห็นใจยอมรับรักเทานั้น คาํ พูดของสเุ ทษณแสดงถงึ ความทกุ ขใ จ
ทมี่ ีอยูแลวและจะทวีมากข้ึนไปอีกหากไมสมหวังในรัก ดังความวา
สุเทษณ. อาชว ยระงบั ดับ ทขุ ะพีร่ ะคายระคาง; (อินทวงส, ๑๒.)
พ่รี กั อนงคนาง ผิมสิ มฤดีถวิล,
เหมือนพ่มี ไิ ดค ง วรชีวิชวี ติ ิน-
ทรยี ไ ซรบ ใ ฝจนิ - ตะนะหว งและหอ นนิยม.
ชพี อยูก็เหมอื นตาย, เพราะมิวายระทวยระทม
ทุกขย ากและกรากกรม อุระช้ําระกําทว.ี
อา ฟง ดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี
พอใหดนนู ี้ สุขะร่นื ระเรงิ ระรวย.
(มัทนะพาธา หนา ๒๒)
มทั นาปฏิเสธความรักของสุเทษณ ทําใหส เุ ทษณผิดหวงั อยา งรนุ แรง พอความ
อยากไดอยา งเหน็ แกตวั ซงึ่ เรียกวา โลภะ ถูกขัดขวาง ก็เกิดกิเลสอีกประเภทหนึ่งตามมาคือ โทสะ
หรือความโกรธ ทง้ั ความโกรธและความหวงแหนไมตอ งการใหเ ทพองคอ ื่นไดน างไป ทาํ ใหส เุ ทษณ
ตัดสนิ ใจลงโทษมทั นาโดยการสาปใหนางไปอยใู นท่พี น หูพนตา และสาปเปน ดอกกุหลาบตลอดกาล
ในตอนทายเรอื่ ง สุเทษณก ลาวกับมัทนาวา
สุเทษณ. ผัวก็ทงิ้ และบมิหวง วธหุ ว งได, (สวาคตา, ๑๑.)
ทีดะนวู ะธไุ ฉน บมยิ อมรกั ?
ฃา จะวอนสุปยะรัตน กส็ บัดพกั ตร,
ราวกะทรามและทุระลกั ษณ บมมิ ดี .ี
ฃา จะกลาววะจะนะจัง ละนะครงั้ นี้;
คอื ผินางจะบมิมี มะนะรกั ไซร,
ฃา จะมีฤดปิ ระนอม ฤจะยอมให
หลอ นนะรักบรุ ษุ ะใด นะฤอยา คิด.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๑)
ความรกั ของสุเทษณทีม่ ีตอมัทนามีตณั หานําพาไปสูความยึดม่นั ถือมนั่ ปรารถนา
ใหไดส ง่ิ นัน้ มาเปน ของตน เม่อื ไมไ ดก็เกิดความทกุ ข อยางไรก็ดสี เุ ทษณเปนเทพที่ครองพรหม
วิหาร ๔ ไดแก เมตตา กรุณา มุทิตา และอเุ บกขา ถึงแมจ ะถูกเบยี ดเบียนดวยกิเลสทําใหคุณธรรม
เสอื่ มถอยไปจนสรางความเดือดรอนใหแกม ัทนา แตไ มถ ึงกบั บังคับจติ ใจมัทนาใหย อมเปน ชายา
๕๙
ทัง้ ๆ ท่ีสามารถทาํ ได อยางไรเสียสุเทษณก ็ปรารถนาใหมัทนารบั รักตนดวยความจริงใจ ความรกั
จึงเปน สง่ิ ทบ่ี ังคับใหร กั และไมใ หรักไดยากยิง่
๑.๒ ความรักของชยั เสนทมี่ ีตอมทั นา ความรักของชัยเสนท่ีมีตอมทั นา
เรมิ่ ตนขณะชยั เสนสนทนาอยกู บั กาละทรรศนิ และไดเ ห็นนาง ชัยเสนหลงใหลความงดงามของมทั
นาถงึ กับมกี ลาววา “งามเกนิ มนุษจรงิ กละหญิงนิมิตรฝน ” เมือ่ ไดฟ งเสียงกร็ สู ึกวา “ราวดม่ื อุทก
เพ็ญ รสะร่ืนระรวยใจ” และเม่อื พิจารณากิรยิ ามารยาทของนางกเ็ ห็นวามีความแชม ชอย เชน “ยาม
เดินบเขินขัด กละนจั จะนาชม” รวมความแลว ชยั เสนพึงใจในรูป เสยี งและทว งทกี ิรยิ าของมทั นา
เกดิ เปนความปรารถนาใหไ ดน างมาเปนชายา ดังทก่ี ลา วกบั ศภุ างคว า
ชยั เสน. พธูประดามี ณบรุ ีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)
จะหาวิไลยปาน ฤก็กบู เคยเห็น.
และหากวะ กไู ด กจ็ ะรนื่ ฤดีเย็น,
จะรกั และยกเปน ภรยิ าภิรมยสม;
(มัทนะพาธา หนา ๕๑)
จิตใจของชัยเสนรมุ รอนกระวนกระวายเพราะความปรารถนา ไมอาจบรรทมหลบั
ไดจนตอ งมาทบี่ รเิ วณอาศรมของมัทนาเพียงเพ่ือใหไ ดอ ยใู นที่ท่ีใกลกับนาง จึงเปนความทุกขทเี่ กิด
จากการนําจิตไปผูกพนั ยึดมั่นไวกบั สงิ่ ที่รกั เมือ่ ไมสามารถไดส่ิงน้ันมาไวในครอบครองก็รูสกึ ทกุ ขใจ
ดังความวา
ชัยเสน. โอโอก ระไรเลย บมิเคยณกอนกาล ! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
พอเห็นก็ทราบสาน ฤดิรกั บหกั หาย.
ยิง่ ยลวะนิดา ละก็ยิง่ จะรอ นคลา ย
เพลิงรุมประชมุ ภาย ณอุราบลาลด.
(มัทนะพาธา หนา ๕๔)
ความรักของชยั เสนมีโลภะหรอื ความอยากไดอ ยา งเห็นแกต ัวประกอบอยูดวย
เนอ่ื งจากชัยเสนมมี เหสีแลวและมนี างสนมอีกจาํ นวนหนึ่ง แตก พ็ รอมทจี่ ะทอดทิง้ นางเหลาน้นั เพ่ือ
อยูเชยชมมัทนาเพียงเพราะมทั นามีความงามล้ําเลศิ กวา โดยมิไดกลาวถงึ คณุ สมบัติดา นอื่นเลย
การประจกั ษในคณุ งามความดขี องมัทนาเกดิ ขน้ึ หลังจากอภิเษกสมรสแลว ในตอนแรกชัยเสน
พิจารณาคาของสตรจี ากรูปกายภายนอกเทา นั้น โดยเปรียบเทียบมัทนากบั นางสนมวา
ชยั เสน. เพราะนารณี วังใน บมีใครจะงามพกั ตร( ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
๖๐
ฤงามรูปวไิ ลยลกั ษณ เสมอเจาบพึงม.ี
คณานางสนมเปรียบ ประหน่ึงกาและถอ ยที,
วธูยอดฤดพี ่ี ประหนึ่งหงสสุพรรณพรรณ:
กพ็ ่นี ้ีสิเคยชม วิหคหงสะเลอสรร,
จะกลับชมอิกานนั้ บไดแ ลวนะแกว ตา!
(มัทนะพาธา หนา ๖๐-๖๑)
ชัยเสนอภิเษกสมรสกบั มทั นาดงั ประสงค แตก ารทมี่ ที ้งั พระมเหสีและพระชายาได
สรา งความทุกขใหช ัยเสนเอง มัทนาถกู จัณฑกี ลน่ั แกลงวา เปน ชกู ับศุภางค ชยั เสนหลงกลอุบาย
อยา งงา ยดายทง้ั ทเ่ี ปน กษัตริยน าจะมสี ติปญ ญารอบคอบ แตเ พราะความผกู พนั ยึดมั่นนําไปสูความ
หงึ หวงทําใหเบาความ จึงขาดสตใิ นการพจิ ารณาเหตุผล สุดทา ยจงึ ตดั สินไปตามอาํ นาจของความ
หงึ หวงและความโกรธ โดยสงั่ ประหารชีวติ มทั นา ดงั นี้
ชยั เสน. สวนมะทะนา ก็อหังการ รเิ ริม่ เหิมหาญ, (สรุ างคณา, ๒๘.)
ขืนจะเอาไว ตอไปไมนาน กค็ งคดิ การ ประหารกตู าย.
จงเอาโฉมตรู ไปพรอมกับชู ของนางโฉมฉาย,
ฆา เสียดว ยไซร จะไดสมหมาย พรอม ๆ กันตาย ไปคเู คียงกนั .
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๐-๑๑๑)
เม่ือความจรงิ ปรากฏ ชัยเสนก็เสียใจจนขาดสติถึงกบั จะฆาตวั ตาย เน่อื งจากตอง
สญู เสยี ชายาผเู ปนทรี่ ักย่งิ ซ่งึ สาเหตุสว นหนง่ึ มาจากการเบาความของตนเอง ดังความวา
ชัยเสน. โดยความหงึ สหนักเพราะรกั ครั้น คะดิประทะทุษะพลนั (สัทธรา, ๒๑.)
พลงุ ประหน่ึงควัน กระทบตา,
สุดแสนคง่ั แคนฤดวี า ปยะวะทุมะทะนา
นอกฤดฃี า ก็ผิดใหญ.
บัดน้ีปรากฏบผิดใด สุปยะชิวะประลัย
ฃา จะอยูใย ณ โลกน้ี !
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)
และเมอ่ื มัทนาถูกสาปเปนดอกกุหลาบอยางถาวรในตอนทายเร่ือง ชัยเสนกไ็ ดรู
ซงึ้ ถงึ ความทุกขอ นั เกิดจากการพลัดพรากจากสง่ิ ที่รัก ชยั เสนพลัดพรากจากมัทนาที่เปนมนุษย
เหลอื เพียงมัทนาท่ีเปนดอกกุหลาบ เหนอื ส่งิ อื่นใดชัยเสนไดต ระหนกั ถึงความรายกาจของกเิ ลสท่ี
๖๑
เขา ครอบงําจิตใจจนหลง แมจะเปน กษตั ริยยิง่ ใหญเพียงใด หากจิตใจไมห นกั แนน กไ็ มอ าจรอดพน
กิเลสอันเน่ืองมาจากความรักใครผูกพันได
๑.๓ ความรกั ของมทั นาท่ีมตี อ ชยั เสน มทั นามหี นาทเ่ี ตรียมโภชนาหาร
และเครื่องสรงแดชัยเสนขณะมายังอาศรม มทั นาจงึ ไดม ีโอกาสเขา เฝา และรสู กึ ประทับใจความสงา
งามของชัยเสน ความรกั ของมทั นาจึงเกดิ จากการไดเ ห็นชัยเสนแลวพอใจรูป เกิดเปนความผูกพัน
รักใครต ามมา จติ ใจหวั่นไหวกระสบั กระสายกลายเปนความทุกขเพราะไมรูว า จะทําอยา งไรใหสม
ปรารถนา เนื่องจากหญิงไมอาจแสดงความรักตอชายไดอยางเปด เผย ดงั ปรากฏในคําประพนั ธว า
มทั นา. ครานีส้ พิ บชาย วรรูปวิเศษวิศาล, (อินทวงส, ๑๒.)
ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ น้ั จะโลดจะลอย !
เธอนน้ั ฤเจยี มตวั กริ ิยากเ็ รียบกร็ อย,
ไมมีละสกั นอย จะแสดงณทว งณที
วาเธอประสงคจ ะ อภิรมยฤ ดีระต,ี
เปนแตชําเลอื งท่ี ดนบุ า งณครงั้ ณคราว;
คราใดประสบเนตร ฤกเ็ ราละรอ นและหนาว,
เธอไกลก็ดรู าว นภะไรตวนั และเดือน.
โอว า ณคราน้ี แหละฤดจี ะฟนจะเฟอน,
ดวยรักกระทาํ เชือน ละฉน้จี ะทาํ ไฉน?
(มัทนะพาธา หนา ๕๖)
ความรกั ของมทั นามีอิทธิพลอยูเหนือความหวัน่ เกรงตออุปสรรค แมว า มัทนาจะรู
วาชยั เสนมีหญิงอน่ื อยูแลว แตมัทนากไ็ มไดหวาดหวนั่ นางยินดีทจ่ี ะติดตามชัยเสนไปทกุ แหงหน
และคดิ วา การไดอยูกับส่ิงท่ีรักจะทาํ ใหมคี วามสขุ แทจริงแลวเปน เพียงความสุขทอี่ าจเปล่ียนเปน
ความทกุ ข หากชัยเสนเลิกเมตตานาง มัทนากลาวกับชัยเสนวา
มทั นา. ฃาพระบาทจะสุขสราญฤดี (อีทสิ ะ, ๒๐.)
กย็ อ มจะโดยพระบาระมี ธปกเกลา:
พึง่ พระคณุ กะรุณย ะคาํ่ และเชา
จะปราศะโศกบมีเศรา ฤทุกข;ํ
ใจจะอิ่มจะเอมเพราะเปรมปรยิ ํ,
และรนื่ ณรสระตีจริ ํ ระรวยใจ.
ทลู กระหมอมเสดจ็ ณเทศะใด
๖๒
ก็ฃา พระบาทจะตามธไป พระเจาฃา !
(มทั นะพาธา หนา ๖๓-๖๔)
เม่อื มทั นาถกู จณั ฑีกลัน่ แกลง ความสุขอนั ไมเท่ียงแทก ็ไดกลายเปนความทกุ ข
มัทนาตองพลดั พรากจากสงิ่ ทรี่ กั คอื ชัยเสน นางไมอ าจสงบใจใหคลายทุกขไ ด จงึ เพยี รทําพิธพี ลไี ฟ
ขอใหสเุ ทษณช วยเหลือ คาํ พูดสุดทา ยทมี่ ทั นากลาวกับสเุ ทษณค อื ขอใหชัยเสนมารับนางกลบั ไป
แสดงถงึ ความรักใครผ กู พันอันเหนียวแนน นางพดู วา
มัทนา. ฃากข็ ออะมระฤทธ์ิ ประสิทธิผล, (รโธทฺธตา, ๑๑.)
ชวยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด
แหงพระวีระชยะเสน นเรนทะรตั น,
ใหพ ระจากนะคะระหัส- ตินาและมา
รับดนูจระขณั ฑ, ฉนน้ั แหละฃา
โศกจะสา งและมะทะนา จะเปรมหทยั !
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๑)
คาํ พูดดังกลาวทําใหสุเทษณโกรธและสาปมัทนาเปนดอกกหุ ลาบตลอดกาล แต
การทาํ เชน นีไ้ ดช วยใหมัทนารอดพน จากการถกู หมายปอง เพราะดอกกุหลาบไมมีความงดงามแบบ
หญิงสาวซ่ึงเปนทสี่ ะดุดตาแกช าย อันเปน สิ่งท่ีนาํ ความทกุ ขม าใหม ัทนาตัง้ แตในอดีตชาติ
๑.๔ ความรักของจัณฑที ม่ี ีตอ ชัยเสน จัณฑีเปน มเหสีของชัยเสน ความรกั
ของจณั ฑมี โี ลภะหรอื ความอยากไดอยางเห็นแกตวั ปนอยมู าก และแปรเปน ความอจิ ฉาริษยา ความ
หงึ หวง พาใหจ ติ ใจรอนรมุ เปน ทุกข เมื่อเหน็ ชยั เสนอยูกับมัทนา นางก็ใชวาจากลาวกระทบ
กระเทยี บโดยมจี ุดประสงคเ พ่ือสรา งความเจบ็ ใจใหอีกฝายหนง่ึ ดังทนี่ างกลา วกบั มทั นาวา
จณั ฑี. ดะนกู ็รูว า พระสโิ ปรดนะแนช ดั , (อปุ ชาติ,๑๑.)
เหตวุ านะรรี ัตน บมมิ ีจะขดั ขนื !
หญงิ ใดตระหนี่ตัว ละกผ็ ัวบรกั ยนื ,
ฉนั้นบขัดขนื และประจบสิผัวรัก;
ดะนูสเิ ปน ลกู วระราชะทรงศกั ด,ิ์
ถือยศบรูจัก จะประจบประแจงด,ี
ท่ีไหนจะสเู ยา- วสดุ าพระโยคี !
(มทั นะพาธา หนา ๙๓)
๖๓
ชยั เสนบริภาษจณั ฑีและพามัทนาจากไปอยางไมไ ยดี กระตุนใหจ ณั ฑเี กดิ โทสะ
นางระบายโทสะดว ยการบรภิ าษมัทนากบั อราลีผเู ปนบริวาร ดว ยเหตุท่จี ัณฑมี คี วามถือตวั วา ตนเปน
ถงึ ธิดาทา วมคธผยู ิ่งใหญ ไมค วรที่ชัยเสนจะทําใหนางไมพอใจ นางจึงสง คนไปทลู ทา วมคธใหยก
ทัพมาตกี รุงหัสตินาปรุ ะเพ่ือส่ังสอนชยั เสน ความวา
จณั ฑี. ชะฉาอะราลี ออิ ะปรียอิตวั การ. (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑)
กระไรละเหิมหาญ บมริ ูสํานึกตัว;
อโิ สภณิ ีดี ตะประจบสาํ ออยผวั ,
แนะ มึงนะเงาหัว บมมิ ลี ะรูไหม?
พระผัวกม็ วั หลง และพะวงอชิ าวไพร,
บนกึ วะกไู ซร สิสดุ ามคธราช.
ผกิ จู ะใชค น จรยงั ชะนกนาถ
และทูลคดีกาจ ฤวะไทจ ะดูดาย?
(มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)
กิเลสตา ง ๆ นาํ พาใหจ ณั ฑเี กดิ โมหะหรืออวิชชา คือ ความโงเ ขลา จณั ฑวี างแผน
คบคิดกับบรวิ ารซึ่งเปนคนชนั้ ตํา่ เบาปญ ญาเพอื่ กําจดั มทั นา แมวาอุบายจะสําเรจ็ แตการที่นางให
ทา วมคธยกทพั มา ทําใหชัยเสนเกลียดชงั นางมากถงึ ข้ันทีจ่ ะจับตวั ทาวมคธมาประหาร สุดทายเมื่อ
แผนการถกู เปดเผย จัณฑตี อ งถูกชัยเสนลงโทษอยา งรุนแรง โดยถกู ขับไลอ อกจากเมืองและตอง
ทลู ชะลอมที่ใสพระเศยี รของพระบิดาไปดว ย ดังนี้
ชยั เสน. และปลงพระชนมทาว มคะธาธเิ บนทรน้ัน (อุปชาติ, ๑๑.)
รองเลือดชําระสรร- พะอบุ ทั วณบาทเรา;
เอาเศียรอะลใี ส ณชลอมและใหเจา
ธิดาและรับเอา ศริ ะแหงบิดาไซร,
และทูลกะบาลจาก วรธานิกูไป
สูแดนมคธให นระเห็นและเปนตวั
อยา งวา นรีคด และขบถประทษุ ผวั
ก็แพณ ภัยตวั บมิไดเ จรญิ นาน.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)
ความรกั ของจัณฑที ม่ี ตี อ ชยั เสนเปนความรกั ที่ตองการครอบครองสง่ิ ท่ีรกั ไวเ พยี ง
ผเู ดยี ว เม่ือไมไดก เ็ กิดกเิ ลสชนดิ อ่นื ตามมามากมาย เชน ความอิจฉาริษยา ความหงึ หวง ความ
โกรธ ความไมร ู เปน ตน ทําใหต นเองตองทุกขใ จ เพราะในใจมแี ตก เิ ลสสกปรก สุดทาย
๖๔
จณั ฑีกต็ องประสบกับความทุกขท่เี กิดจากการสญู เสยี คือสูญเสียตาํ แหนง มเหสซี ึง่ เปน
ยศถาบรรดาศักด์ิ และพลดั พรากจากพระสวามีผเู คยใหเกียรติยกยองนาง เหนืออ่นื ใดจัณฑตี อง
สูญเสยี พระบิดาผเู ปน ท่ีรักยงิ่ ของตน เหลา น้ีลวนมเี หตมุ าจากความรกั ใครผูกพนั ทงั้ สน้ิ
๒ ความรกั ของพอและลูก
๒.๑ ความรกั ของกาละทรรศนิ ทีม่ ตี อมทั นา กาละทรรศนิ รกั มัทนาราวกับมทั
นาเปนลกู แท ๆ และรูสกึ วาการไดลูกสาวมาจากปา เปนโชคของตน เพราะมทั นาจะเฝา ปรนนบิ ัตกิ า
ละทรรศินทุกวนั เพญ็ แมว า กาละทรรศินจะเปนนักบวชที่มงุ บาํ เพญ็ ตบะ แตก ็ยังติดอยกู ับความสุข
ทางโลก เชน ติดใจในรสชาติของอาหารที่มัทนาปรงุ ข้ึน ติดอยกู ับความสบายกายสบายใจท่มี ีมทั นา
คอยปรนนิบัติ เปน ตน ดังทกี่ าละทรรศินกลา ววา
กาละทรรศิน. ธิดาชางบําเรอจิต บดิ าใหฤดเี ย็น; (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)
ประดิษฐโ ภชนาเชน บเคยล้ิมณกอ นกาล,
จะกินเคม็ ฤกนิ มนั ก็พลันสมมะโนมาลย,
จะชอบเปร้ยี วฤชอบหวาน ก็ปรงุ รสบผิดใจ.
(มัทนะพาธา หนา ๔๓)
ความสขุ กายสุขใจทาํ ใหค วามผกู พนั ฉนั พอลูกยิ่งแนน แฟน เม่ือกาละทรรศิน
ตรวจฤกษยามรวู า มัทนาจะตองจากไปมีคคู รองและตองประสบเคราะหก รรมรายแรง กาละทรรศนิ ก็
เกิดความทุกขใจ ถงึ กบั คร่ําครวญวา
(มันทักกันตา, ๑๗.)
กาละทรรศิน. อาโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, พอสเิ พลินตา เพราะลูกขวญั !
ลกู อยใู กลพอ ละก็กะมละฉนั เฉกอุทกอัน ประพรมใจ.
ไมเคยมีศิษยดุจะอรวิไลย, ชา งประพฤตใิ ห บิดาสุข,
วนั เพ็ญพอเปนระมะณยิ ะบทกุ ข, ปราศะเขญ็ ขุก และราํ คาญ,
สว นวนั อ่นื พอฤกบ็ มสิ ราญ เหมือนณวนั วาร ธิดาใกล;
ดงั น้ีแมว า สะมะระจะคระไล จากบดิ าไป กพ็ อ นี้
คงตองไรความสุขะเพราะวะฤดี คงบไดมี ละผองแผว .
อา ลูกนอ ยกลอยฤดสิ ุมะณแิ กว, พรากธิดาแลว จะอาดรู !
(มัทนะพาธา หนา ๔๔)
ความรักของกาละทรรศินทม่ี ีตอมทั นาทาํ ใหกาละทรรศินมคี วามทกุ ข เพราะเม่ือ
ลกู ตอ งจากไป พอ กอ็ าลัยอาวรณ รูสกึ หว งใย วิตกกงั วล เปนทุกข เกรงวา ลกู ของตนจะไดร ับภัย
อนั ตราย หรืออาจไมส บายกายใจดว ยเหตุตาง ๆ ความรสู กึ เหลานเ้ี ปนความทกุ ขท ่ีเกิดจากความ
๖๕
รักผกู พนั ของคนในครอบครวั ถึงแมไ มใ ชค วามรักท่ีครอบงาํ ดว ยกเิ ลสหนา แตก็นําความไมสบาย
ใจมาใหอ ยา งมาก
๒.๒ ความรักของทา วมคธท่มี ีตอ จัณฑี ทาวมคธเปนพระบดิ าของจัณฑี
พระองคท ําหนาที่พอ เชนเดียวกบั พอท่วั ไป คือหาคูค รองทีเ่ หมาะสมใหแ กลกู ของตน พระองคหม้ัน
หมายจณั ฑไี วกบั ชยั เสนตั้งแตท งั้ สองยังเยาว แมวา จะมีเหตุผลทางการเมอื งแอบแฝง แตชัยเสนก็
อุดมดว ยทรพั ย อํานาจ และชาติตระกลู ทส่ี ูงสง เม่ืออภิเษกสมรสแลว จัณฑีกม็ ตี ําแหนง เปนถงึ พระ
มเหสี ดังท่ีชัยเสนรบั ส่ังวา
(สุรางคณา, ๒๘.)
ชยั เสน. สองบดิ าทา น จดั การใหเรา, ฝายฉันน้ีเลา กอบกตญั ู
จง่ึ ยอมตามทาน และไปทาํ การ แตง กับโฉมตรู,
และแตน ้ันไซร กไ็ ดเ ลี้ยงดู สมควรแกผู เปนมหษิ .ี
(มัทนะพาธา หนา ๙๕)
ความรักลกู ของทาวมคธมมี ากจนขาดการไตรตรอง พระองคยกทัพมาตี
กรงุ หัสตินาปุระตามที่จัณฑีตอ งการ ทง้ั ทไี่ มใ ชวิธที ่ีถูกตองทภี่ รรยาจะเอาชนะสามี เพราะไมชวยให
เกิดความปรองดองกนั แตจ ะย่ิงสรา งความราวฉานใหม มี ากขนึ้ วิธีนท้ี ําใหช ัยเสนส้ินความเกรง
พระทัยทาวมคธ เมือ่ จบั ทา วมคธไดก็สั่งตัดพระเศียรและนาํ เลือดมาชําระพระบาท สว นจณั ฑกี ็
ไดรับความลาํ บากตองถกู เนรเทศออกจากเมอื งไปและตองทลู ชะลอมใสพระเศียรของทา วมคธไป
ดว ย ดงั ความวา
ชัยเสน. อันทา วมคธยก พลกอกะลบี ร, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
เพราะเชือ่ ธิดารอน รณะปราศะธรรมา,
และไดปะราชิต ขณะน้ีก็ตกมา
เปนตวั เชลยขา บมคิ วรจะปราณ.ี
ใหโ หระหาฤกษ ดิถงิ ามและยามด,ี
จะทําพธิ ศี รี วรดุ มประถมกรรม,
และปลงพระชนมทาว มคะธาธิเบนทรน้ัน
รองเลือดชาํ ระสรร- พะอบุ ทั วณบาทเรา;
เอาเศียรอะลใี ส ณชลอมและใหเจา
ธิดาและรับเอา ศิระแหงบิดาไซร,
และทลู กะบาลจาก วรธานิกไู ป
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๑-๑๒๒)
๖๖
หากทาวมคธใหคาํ แนะนําท่ีดีแกลกู เหตุการณร ายแรงก็อาจไมเ กิดขึ้น แตเพราะ
พระองครกั ลูกมากเกนิ ไปจนขาดความย้งั คิด กลายเปน การตามใจลกู อยา งผิด ๆ จงึ นาํ ความทกุ ข
มาใหพระองคจ นถึงแกชีวิต รวมทงั้ ไมอาจปกปองลูกของตนใหพ นจากความทกุ ขกายทกุ ขใ จได
๓. ความรกั ของเพือ่ น
๓.๑ ความรกั ของศุภางคทมี่ ีตอชัยเสน ศุภางคเปนทหารคนสนทิ ของ
ชัยเสน มหี นา ที่รบั ใชใกลช ิดมาต้งั แตศ ุภางคยงั เยาว และไดร บั เกยี รตเิ ปนพระสหายสนทิ ของชัย
เสนอีกอยา งหนงึ่ ชัยเสนกลาวถึงศุภางคอยางชน่ื ชมยกยองวา
ชยั เสน. แสวงเถอะจนสดุ พะสธุ าสุราลยั (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
เมียใดและเพือ่ นใด บมเิ ปรียบละของกู !
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๙)
ศุภางคมีความจงรักภกั ดีตอพระมหากษตั รยิ ของตนอยา งยงิ่ เปนความรักท่ี
ประกอบดวยคณุ ธรรมหลายประการ เชน ความซ่ือตรง ความอดทน ความเพียร ความเสียสละ
ความกตญั ู เปนตน การกระทําท่ีแสดงถงึ ความจงรกั ภักดี คือ การอยูร บั ใชชัยเสนใหไ ดรับความ
สะดวกสบาย การถวายคาํ แนะนาํ ทีเ่ หมาะควร และการเขาสงครามอยา งไมเ สียดายชีวิต ศุภางค
ทลู ชัยเสนถงึ ความจงรักภักดีของตนวา
ศภุ างค. ฃาเคยสนองบาท ธลุ ิองคพ ระทรงชยั , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
แตเ ล็กประจวบใหญ บมเิ คยจะขัดคํา;
เมื่อมีพระบัญชา ละกร็ บั และรบี ทาํ ,
ถึงหากจะชอกชาํ้ ฤจะเจ็บวรนิ ทรยี
แทบตายบวายเพียร, และผิยังบเสร็จดี
เพยี รจนประจวบที่ นรนาถะบัญชา.
อังคาพยพของ ดนุเปนพยานวา
เคยทนและเคยฝา พหอุ ันตะรายแท,
ทัว่ กายะฃา น้ี ฤกม็ นี ะบาดแผล
เพือ่ ไดแสดงแก นระชนผิอยากด;ู
ทกุ แผลก็สกั ขี จะแสดงกะตัญ,ู
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๙)
การไดร ับผิดชอบตอ หนาที่ของตนอยางสดุ ความสามารถดงั กลา วเปนสิ่งท่ศี ุภางค
พอใจ เมอื่ ไดทาํ ก็รสู ึกสุขใจ แมตนเองอาจไดร บั ความเหน็ดเหน่ือยหรือบาดเจบ็ ก็ตาม นี้มเี หตมุ า
๖๗
จากความยดึ มน่ั ถือม่ันทําใหเกิดความผูกพันตอสงิ่ ทีร่ กั แตเ ปน ความรกั ในดา นสงเสรมิ ใหเกิด
ประโยชนตอสว นรวม อยางไรก็ดีศุภางคจะรสู กึ เปน ทุกข หากตองอยูหางจากชัยเสนและไมไ ด
ปฏิบตั ิหนา ท่ีของตน ดังน้ันเมือ่ มีโอกาสทจ่ี ะหนีไปใหพน จากการถกู ประหารชีวติ ศภุ างคจ ึงไม
กระทาํ แตไดแฝงตนเขา รวมรบในกองทพั และไดพ ลีชีพเพื่อพระมหากษัตริยสมความปรารถนา
ดงั ทน่ี นั ทวิ รรธนะทลู ชัยเสนวา
นันทวิ รรธนะ. ฃาบอกแกเสนี จะบปลงละชีวนั , (สาลินี, ๑๑.)
เปนแตใหเ ฃาน้ัน มละเฃตประเทศน;ี้
เฃาตอบวา เฃานัน่ ฤดิมั่นณภักดี,
ตอ งหางจากทรงศีร ชวิ ะเฃาบอยากครอง,
ขอลาแลวามงุ จระตรงณที่กอง
ทพั หลวงดวยใจปอง ฤดิแฝงระหสั อยู
จนถึงเวลาที่ จะประยุทธะตอ สู
ศกึ แลวเฃาเตรียมจู จระรบศะตรพู าล,
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐-๑๒๑)
ความรกั ทศ่ี ุภางคมีตอชัยเสนเปนความจงรกั ภกั ดีที่พรอมเสียสละเพ่อื
พระมหากษัตริยและชาตบิ านเมือง แตไ มว า จะเปน ความรักในลักษณะใด ก็ยอมสรา งความทุกข
ใหแ กผนู ั้น ดงั ทีศ่ ภุ างคเ ปนทุกขเพราะหวงใยชยั เสน ความรูสึกผูกพนั หว งใย วติ กกงั วลตาง ๆ จึง
เปน ความทุกขท ่เี กิดข้ึนจากความรักทศี่ ุภางคมตี อ พระมหากษัตริยของตน
๓.๒ ความรักของชัยเสนท่ีมีตอ ศุภางค ชยั เสนใหเ กียรติแกศ ุภางคอ ยาง
สูงนอกจากจะมอบหมายหนาทีใ่ หเ ปน นายทหารคนสนิทแลว ชยั เสนยังคบหาศุภางคใ นฐานะพระ
สหายและรกั ใครร าวกบั ศภุ างคเปนนองชาย ดงั ที่ชัยเสนกลาวดวยความรูส กึ อาลัยอาวรณห ลงั จากท่ี
ทราบวาศุภางคไ ดสละชพี ในสงครามวา “สมุ ติ ระคนน้ัน นะกด็ ุจอนชุ เรา,”
ชยั เสนเสยี ใจท่ีตัดสนิ ประหารชวี ิตเพอ่ื นท่ีดี ดว ยเหตุทชี่ ัยเสนปลอยใหโทสะเขา
ครอบงาํ จนกลายเปน โมหะ คอื ความไมรู ทาํ ใหช ยั เสนตอ งประสบกับความทกุ ข ตองสญู เสยี เพ่ือน
คใู จผูเปรียบเสมือนพาหะวเิ ศษที่เคยนําพาชัยเสนไปสสู ิง่ ทม่ี งุ หวงั ดังท่ีชัยเสนกลาววา
ชัยเสน. เพราะโกรธะครองใจ ดนใุ หประหารช-ี (อเุ ปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)
วะเพ่อื นกบ็ ัดนี้ นะสริ ูว ะ ไรผิด.
ศภุ างคะเหมอื นพา- หะวิเศษะแรงฤทธ,ิ์
ดนูสิปลดปลิด วรพาหะแหง ตน.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)
๖๘
ชัยเสนสาํ นึกถงึ การกระทําที่ขาดการไตรตรอง ถึงกับตเิ ตียนตนเองวา “และนึกก็
ชงั ตู เพราะวะ โงน ะเหลอื ทน.” แตเ มอ่ื ทราบวา ศุภางคม ิไดต ายเพราะถูกประหารชวี ิต แตไดสละ
ชีพในสงครามซึง่ เปน การตายทค่ี นท้งั หลายยกยอง กช็ วยใหช ัยเสนเบาใจลง แสดงใหเห็นวาชยั เสน
หวงใยเกยี รติยศชอ่ื เสียงของเพือ่ นรกั ดังทีก่ ลาววา
ชยั เสน. เออกคู อยคลายความ ทขุ ะทบั หทัยอย,ู (สาลนิ ี, ๑๑.)
เม่ือทราบมติ รของกู บมิเสียชวิ ที ราม;
เปนเชื้อชาต์ินกั รบ สละชีพณสงคราม
นับวาไดตายงาม ดุจะนายทหารกลา .
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๑)
ชัยเสนสั่งใหจดั การศพของศุภางคอยา งสมเกียรติ เพื่อเปนการตอบแทนทศ่ี ุภางค
ไดกระทําความดีไวม าก ดังท่ชี ัยเสนกลาววา
ชยั เสน. อนึ่งศภุ างคผู ศภุ ะมิตระยอดด,ี (อุเปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
กค็ วรจะเผาผี และสนองคุณานนั ต;
ผิศพศุภางคย งั บมิสญู ก็จงพลนั
ประดิษฐะเชิงชนั้ วรจติ ระกาธาร,
และเผาสุมิตรแลว ละกแ็ หว ะรางคาร
ณฝง มหาธาร ยะมนุ านะทศ่ี ร,ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๔)
การจดั งานศพอยา งสมเกียรติชวยลางมลทนิ ใหแกศ ภุ างค ขณะเดียวกันกช็ ว ยให
ชัยเสนเบาบางความทกุ ขใ นใจลง ซึง่ เปนความทกุ ขท่มี ีเหตุมาจากการสูญเสยี เพอ่ื นท่รี ักใครยงิ่ และ
ทเ่ี ศรา ใจมากทีส่ ดุ ก็คือ ชัยเสนทําลายชีวิตของเพอื่ นรักเพราะโทสะและโมหะของตนเอง
๔ ความรักของบาวและนาย
๔.๑ ความรักของปริยัมวะทาท่มี ตี อ มัทนา ปริยมั วะทาเปน นางกาํ นัลของชัย
เสนและมหี นาทค่ี อยดูแลรบั ใชมัทนา นางเห็นมัทนาเปนหญิงทม่ี ีกิรยิ าวาจาเรยี บรอย มคี วาม
เหมาะสมคูค วรกับชัยเสน นางจึงรูส กึ รักใครมัทนาจนกลายเปนความผูกพนั ท่ีแนน แฟน
ปริยัมวะทากลาวถึงมัทนาวา
๖๙
ปริยมั วะทา. ดฉิ นั นึกกส็ งสาร สนุ งคราญพระองคใหม (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
เพราะเรยี บรอยและดูไม พระโอษฐจัดถนัดเถียง
ดฉิ ันมาและรับใช สนิธแลว กเ็ ห็นเนียง
ประเสริฐแทและควรเคียง พระองคผ ูป ระเสรฐิ ชาย!
(มทั นะพาธา หนา ๙๐)
ความรกั ท่ีปริยัมวะทามีตอมทั นาเปนความผูกพนั ที่เหนียวแนน นางไมปรารถนา
ที่จะอยูหา งจากมทั นาและจะรสู ึกเปนทกุ ขห นักถาตองพลัดพรากจากกนั นางจึงไมต อ งการใหมัทนา
กระทาํ พธิ พี ลไี ฟสาํ เรจ็ เพราะเกรงวา มทั นาจะกลับไปสวรรคและทอดท้ิงใหน างตอ งอยูเพียงลาํ พงั
ดังท่ีนางกลาววา
ปริยมั วะทา. กระหมอ มฉันมิอยากให พะลีนป้ี ระสิทธิ์ผล; (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
เพราะหากวา พะลีเสร็จ เสด็จกลับณเบื้องบน,
กระหมอมฉันจะตอ งทน ระทมทุกขขะหงอยเหงา.
เพราะทุกวารกบ็ านใจ และรับใชพระแมเ จา,
บาํ เรอบาทะค่ําเชา บเคยคลาดและคลาไกล.
พระแมโปรดกระหมอมฉัน ก็อยาพลันเสด็จไป,
จะทรงทิ้งสะขีให อนาถโอบสงสาร.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๖)
ปริยมั วะทายินดีติดตามมัทนาไปทกุ หนแหง แมว ามทั นาจะละจากโลกนี้ไป ปริยัม
วะทากย็ ินดที ่จี ะตายตามเพ่ือไปอยรู ับใชมัทนาดว ยความซือ่ สัตยจ งรักภกั ดี แสดงถงึ ความรกั ใคร
ผูกพนั ท่ปี ริยัมวะทามตี อมทั นาอยางลึกซึง้ ดงั ที่ปริยมั วะทาคร่าํ ครวญหลงั จากที่มทั นากลายเปน
ดอกกหุ ลาบแลว วา
ปริยมั วะทา. ชะชะพระมจั จฤุ กระไร หทัยธพาล, (ปย วํ ทา, ๑๒.)
กด็ นนุ ้ีสมิ ิประหาร, ประหารพระแม.
ทุขะระทมกะมละเปลี่ยว จะเหลียวจะแล
ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?
พระปย ะมาตุจระดนั้ ณสรรคะใด
ดนจุ ะขอจะริกะไป ณกาละนี้ !
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๒)
๗๐
ความทุกขของปริยมั วะทามเี หตุมาจากความยึดมนั่ ถือม่ันตอเจา นายผูเปน ที่รกั
ทาํ ใหเ กิดความรักใครผูกพนั และปรารถนาทจ่ี ะอยูรบั ใชต ลอดไป แตพอไมเปนไปตามท่ีปรารถนา
เพราะตอ งประสบกับการพลัดพรากจึงรสู ึกทุกขทรมานจิตใจมาก
๓.๓.๓.๒. แนวคิดรอง
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวไดทรงสอดแทรกแนวคิดอนื่ ท่ีมีคณุ คา ไวใน
พระราชนิพนธเ ร่ืองนีด้ ว ย ดังน้ี
ก. แนวคิดเรอ่ื งความรกั ชาติ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห วั มีพระราชดาํ ริสงเสรมิ ใหคนไทยรกั ชาติ
และเสียสละเพื่อบา นเมอื ง พระองคท รงใชว รรณคดีเปนเครอื่ งมอื โนมนาํ จติ ใจของประชาชนใหเห็น
แกชาตบิ า นเมืองของตน ดงั ปรากฏในพระราชนิพนธของพระองคห ลายเรอ่ื ง เชน หัวใจนกั รบ
เทศนาเสือปา พระรว ง เปนตน
ในพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธานพ้ี ระองคไดสอดแทรกแนวพระราชดาํ ริ
เกยี่ วกบั การเสียสละชพี เพื่อชาตไิ ว ในตอนกรุงหัสตินาปรุ ะทําสงครามปอ งกันบานเมืองใหพ นจาก
การรุกรานของกองทัพฝายแควนมคธ ศุภางคท หารกรงุ หัสตนิ าปุระไดตอสูขา ศกึ และพลชี วี ิตอยา ง
กลา หาญ ดงั ท่ีนันทวิ รรธนะทลู ชัยเสนวา
นนั ทิวรรธนะ. คร้ันถงึ เวลายุทธ ดนเุ ห็นศุภางคไซร (สาลนิ ี, ๑๑.)
ออกนาํ หนา พลไป และประยทุ ธะหนาทพั ,
เห็นพวกฃาศกึ หอม ณศุภางคะเหลือนับ,
ท้งั ฟนท้ังแทงยบั และศภุ างคะลม ตาย.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๑)
ชัยเสนจงึ ยกยองศภุ างคว า สมกบั ทเี่ ปน นกั รบ เพราะไดสละชพี ในสงครามอยาง
กลาหาญและถอื เปนการตายทมี่ เี กียรติ ดงั ท่กี ลา ววา
ชยั เสน. เปนเชือ้ ชาติน์ กั รบ สละชีพณสงคราม (สาลินี, ๑๑.)
นับวาไดตายงาม ดจุ ะนายทหารกลา .
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๑)
การกระทาํ ของศภุ างคเปนสิ่งควรยกยอง เพราะแสดงถงึ ความรักและความ
เสยี สละเพอ่ื ชาตบิ า นเมืองของตน ซงึ่ เปนแนวพระราชดําริท่ผี ูท รงพระราชนพิ นธไดท รงสอดแทรก
ไวในพระราชนิพนธเรื่องนข้ี องพระองค
๗๑
ข. แนวคดิ เรือ่ งหนาทข่ี องพระมหากษตั ริย
พระราชนิพนธเรื่องน้มี เี นอื้ หาบางสวนสะทอ นแนวคิดวา พระมหากษตั รยิ ทรงมี
หนาทเ่ี ปนทีพ่ ึง่ ของประชาชน พระบารมีของพระมหากษตั ริยกอใหเ กิดความสงบรมเย็น
พระเดชานุภาพเปนที่เกรงขามแกศัตรู หากประเทศชาติไรพระมหากษัตริย ประชาชนกจ็ ะขาดที่
พึง่ และบานเมอื งอาจประสบกบั ความวนุ วายจากศตั รูภายนอกทเ่ี ขามารกุ ราน ดงั น้ัน
พระมหากษตั รยิ จ ึงตอ งรบั ผิดชอบตอหนา ทอี่ ยางดีท่สี ุด เพ่อื ความสุขของประชาชน
แนวคิดนป้ี รากฏอยูในตอนที่นันทิวรรธนะเตือนชัยเสนตอนจะฆา ตัวตาย โดยทูล
วา ประชาชนกําลงั เสียขวัญเพราะขา ศกึ จากแควนมคธ หากรวู าพระมหากษตั ริยส วรรคต
ประชาชนก็จะยิ่งตระหนกตกใจและศตั รูอาจทําลายบา นเมอื งพงั พินาศ คําพดู ตอนหน่ึงของ
นันทิวรรธนะเปรียบเทียบพระบารมขี องพระมหากษัตริยวา
นนั ทิวรรธนะ. โลกเราสงางาม ก็เพราะแสงตวันสอง, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ส้ินแสงระวตี อ ง มละทว่ั ณฉันใด;
อนั ปวงประชาเปรม ฤดพิ ง่ึ พระเดชไท,
เดชดบั กม็ ืดใน ฤดิหมนละแนนอน.
ราตรสี วา งแจง ก็เพราะแสงนศิ ากร,
โกฏ์ิดาวณอัมพร กบ็ เทา พระจนั ทรเ ดียว;
อันวาพระคณุ เปรยี บ วรโสมะนน่ั เทียว,
ไรน าถะฃา เหลียว จะประสพพระเจา ไหน?
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)
คาํ ทูลเตือนสตขิ องนันทวิ รรธนะชวยใหช ัยเสนไดสติกลบั คืนมา และสาํ นึกถึง
หนาท่ีความรับผิดชอบท่ีตองกระทาํ เพ่อื ประชาชน จึงเกิดขตั ติยะมานะทจี่ ะมชี ีวติ ตอ ไป แมว า
จะตองทรงทุกขทรมานก็ตาม ดงั ที่ชยั เสนกลา ววา
ชยั เสน. สดับพะจีเจา นะสิเราสาํ นกึ ตน, (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
และจาํ จะตอ งทน ทุขะเพือ่ ประโยชนราษฎร,
เพราะถงึ จะโศกศลั ย กะระณยี บควรขาด,
และขัตติโยชาต์ิ ทมุ ะนัสก็กัดฟน !
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗-๑๑๘)
๗๒
ค. แนวคิดเรอื่ งความกรุณา
พระราชนพิ นธม เี นื้อหาสะทอนแนวคดิ วา ความกรุณาเปนคณุ ธรรมอันประเสริฐท่ี
ทําใหผูรับเบิกบานใจ และบคุ คลผูม ีความกรณุ าเปนผูสูงสง
แนวคิดนี้ปรากฏในตอนพราหมณว ิทูรเขา เฝาชัยเสนเพื่อทูลใหท ราบเกี่ยวกบั
อบุ ายของจณั ฑี ซึ่งพราหมณว ิทรู มสี ว นรว มในความผิดดว ยแตไ ดส าํ นกึ ผิด ชัยเสนจึงอภัยโทษและ
ใหโอกาสพราหมณว ิทูรไดก ลับตนเปนผูประพฤติดีทั้งกาย วาจาและใจ พราหมณว ทิ ูรซาบซึง้ ในพระ
มหากรุณาธิคุณและทูลวา
วิทูร. อา เทวะสุธรร- มิกะปร ียะราชา, (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
อนั ทรงกรณุ า ดนุผูป ระพฤติผิด,
นค่ี ือพระแสดง สรุ ะธรรมะโสภิต,
มีแตส ุระฤท- ธจิ ะเทยี บพระภูบาล;
นกึ วา บมริ อด ครุ ทุ ณั ฑะแรงราญ,
บดั นพ้ี ระประทาน พระอภัยกะฃาน,้ี
เหมือนรดศิระดว ย สุรทิพยะวารี
ชุมชื่นณฤด,ี ดนุขอปฏญิ ญา:
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)
พระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาประกอบดว ยแนวคิดหลักและแนวคดิ รอง ซงึ่ แนวคิดหลัก
เปนแนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาทว่ี า ดวยเรื่อง ความรักเปน บอเกิดของความทุกข ดังทต่ี วั ละครใน
เรื่องลว นไดรับความทกุ ขเพราะความรักความผูกพนั ทัง้ สิ้น สว นแนวคิดรองเปนแนวคิดที่
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงแทรกไว ไดแก แนวคิดเรอื่ งความรกั ชาติ แนวคิดเรื่อง
หนา ที่ของพระมหากษตั ริย และแนวคิดเรื่องความกรุณา ซ่ึงท้ังหมดสงเสรมิ ใหพระราชนพิ นธเ ร่อื ง
มัทนะพาธามีคุณคา ยงิ่
๓.๓.๔ ลักษณะของเร่อื งท่ีคลา ยบทละครสันสกฤต
ประเทศอินเดียนิยมแตง บทละครมาตัง้ แตส มยั โบราณ และถอื เปนวรรณกรรมประเภท
หนงึ่ ทีไ่ ดร บั การยกยอ งใหเปนวรรณกรรมแบบแผน (Classical Literature) ของสนั สกฤต ตําราการ
ละครสนั สกฤตฉบบั เกาแกของอินเดียคือ คมั ภรี นาฏยศาสตร ของภรตมุนี ฉบับท่ปี รากฏอยใู น
ปจจบุ ันใชภ าษาสนั สกฤตซงึ่ เกา เขาใจยาก ในปลายครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๐ นกั ปราชญผูหน่งึ ชื่อ
ธนัญชยั ไดน าํ ทฤษฎีในคัมภรี นาฏยศาสตรม าเรียบเรียงใหมใหเขาใจงา ยข้ึน จงึ เกดิ เปนคัมภีร
ละครช่ือวา คมั ภรี ท ศรูปะ และในคริสตศ ตวรรษที่ ๑๕ วศิ วนาถกวีราชไดแตงคมั ภรี ละครขนึ้ อีกเลม
๗๓
หนงึ่ ช่ือวา สาหตั ยทรรปณะ โดยดาํ เนินตามแบบของธนญั ชัยและเพิม่ เติมขอ มูลบางสว น วิศวนาถ
กวีราชไดจําแนกละครออกเปน ๒ ประเภทใหญ ๆ คือ รูปกะ และอรูปกะ๑
ละครรปู กะ ไดร บั การขนานนามวาเปนละครชั้นสูง หมายถึงละครท่มี เี น้ือเรื่องเปน
เรื่องราวของบคุ คลชัน้ สูง เชน เทพเจา หรือกษตั ริย แบงออกเปน ๑๐ ประเภท ไดแก นาฏกะ
ประกรณะ ภาณะ วยาโยคะ สมวการะ ฑิมะ อหี ามฤคะ อุตสฤษฏิกางกะ วถี ี (วิถี) และประหัสนะ
ซงึ่ เกอื บทุกประเภทจะมีตัวละครเปนบคุ คลชน้ั สูง ยกเวนเพียงประเภทเดียวคือประเภทประหัสนะ๒
ละครอรปู กะ เปนละครชน้ั ตา่ํ หมายถงึ ละครทมี่ ีเน้อื เร่ืองเกย่ี วกับคนธรรมดา แบง
ออกเปน ๑๘ ประเภท ไดแก นาฏกิ า โตรฏกะ โคษฐี สัฏฏกะ นาฏยราสกะ ประสถานะ อลุ ลาปยะ
กาวยะ เปรงขณะ ราสกะ สันลาปกะ ศรคี ทิตะ ศิลปกะ วสิ าสกิ า(ลาสกิ า) ทุรมัลลกิ า ประกรณกิ า
หลั ลีศะ และภาณกิ า มีเพยี งประเภทนาฏกิ า๓และโตรฏกะเทานนั้ ที่มีเร่ืองราวเกี่ยวกับบคุ คลชั้นสงู
ละครรปู กะนนั้ เปน ละครท่ีรูจ ักกนั แพรหลายมาแตค รั้งโบราณ และนยิ มแสดงกนั ตลอดมา
จนกระทงั่ ราวคริสตศ ตวรรษท่ี ๑๖ จงึ มลี ะครอรูปกะขึน้ แตไมไดร ับความนิยมเทาละครรูปกะ ละคร
รูปกะจึงจดั เปนละครแบบฉบบั ของละครสันสกฤต๔
พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธามีลักษณะบางประการคลายบทละครสนั สกฤตในดา น
ตอ ไปนี้
๓.๓.๔.๑ การต้งั ช่อื เร่อื ง
๓.๓.๔.๒ ตวั ละคร
๓.๓.๔.๓ บทสนทนา
๓.๓.๔.๔ โครงเรอ่ื ง
๓.๓.๔.๕ สถานที่และเวลา
๑ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๔๙–๕๐.
๒ ประหสั นะ คือละครชวนหวั มเี นือ้ เรอ่ื งเก่ียวกับการทําอุบายหรือการทะเลาะวิวาทของคนชนั้ ตํ่า
พระเอกเปนคนไดทุกชน้ั เชน กษตั ริย นกั พรต พราหมณห รือตวั โกง นางเอกมกั เปนคนชั้นต่าํ เชน นางกํานลั
สาวใช ขอทาน หรอื โสเภณี
นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพันธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๖๗.
๓ นาฏกิ า คอื ละครเรื่องขัน สว น นาฏกะ เปนละครเรอ่ื งใหญแ ละมกั มีบททไี่ พเราะและนาสงสารมากกวา
ขบขนั นาฏิกามกั มเี พียง ๔ องก แตน าฏกะมตี งั้ แต ๕ องกขึ้นไป นาฏกิ าตรงกับ “คอเมดี” ของยโุ รป นาฏกะ
ตรงกับ “ดรามะ”
อ.ว.วลิ เลียมส แจ็คกสัน; และชารลส จ. อ็อคเด็น. (๒๕๐๕). ปริยทรรศิกา. แปลโดย
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาวชิราวธุ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั . หนา ๑๙๓.
๔ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสมั พันธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๒๑๐.
๗๔
๓.๓.๔.๑ การต้งั ชื่อเรื่อง
การตัง้ ช่อื เรือ่ งในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธามีวธิ ีการเหมอื นการต้ังช่ือเร่ืองในบท
ละครสนั สกฤตดงั น้ี
การตั้งช่อื เร่อื งในบทละครสันสกฤต บทละครของสันสกฤตนิยมตัง้ ชื่อเร่ืองโดย
นํามาจากชอ่ื ของพระเอกหรือนางเอก ดงั ในละครนาฏกะซง่ึ เปน ละครประเภทรูปกะทไ่ี ดร บั ความ
นยิ มสงู สุด และเปน ละครสันสกฤตท่ีสมบูรณแ บบตามกฏเกณฑข องละครทกุ ประการ๑ ละคร
นาฏกะทต่ี ง้ั ช่ือเรื่องตามช่ือของพระเอกหรือนางเอกเชน
- เรื่องศกนุ ตลา กาลิทาสนํามาจากช่ือของนางเอก คอื ศกนุ ตลา
- เรือ่ งสวปั นะวาสวทตั ตา ภาสะนาํ มาจากชอ่ื ของนางเอก คอื วาสวทัตตา
ละครนาฏิกาซงึ่ เปน ละครประเภทอรปู กะทีม่ ลี ักษณะเหมือนละครนาฏกะ ตางกันที่
จาํ นวนองก๒ กม็ บี ทละครบางเรอ่ื งที่ตง้ั ชอ่ื เร่ืองตามช่ือพระเอกหรอื นางเอก เชน
- เร่ืองปรยี ทรรศิกา พระเจา ศรหี รรษะวรรธนะทรงตงั้ ช่ือเรื่องตามช่ือของนางเอก คือ
ปรียทรรศกิ า
- เร่อื งรตั นาวลี เปนบทละครของพระเจาศรีหรรษวรรธนะอีกเชนเดียวกนั พระองค
ทรงนาํ ชอ่ื เร่ืองมาจากช่อื ของนางเอก คือ รัตนาวลี
การตั้งชื่อเรือ่ งพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู ัวทรงตงั้ ช่ือเรื่องวา มทั นะพาธา มพี ระราชประสงคใหสอดคลองกบั ชื่อของนางเอก คือ มทั
นา คาํ วา มทั นา แปลวา ความลมุ หลงหรือความรกั สว นคําวา มทั นะพาธา แปลวา ความเจ็บหรือ
ความเดือดรอ นอนั เนื่องมาจากความรัก การตั้งชื่อเรอ่ื งจงึ มีวิธีการเหมือนละครสันสกฤต อีกทั้งชื่อ
ของนางเอกและชื่อเรื่องมีความหมายสอดคลองกบั แนวคิดหลักของเรื่องซง่ึ สะทอนพระพุทธปรชั ญา
ทว่ี า ความรักเปน เครื่องผกู พนั ที่กอ ใหเกิดทกุ ข จงึ นับเปนองคป ระกอบสวนหนงึ่ ทมี่ คี วามกลมกลนื
กนั เปน อยา งดี
๓.๓.๔.๒ ตัวละคร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงสรา งตวั ละครในพระราชนพิ นธเร่ือง
มัทนะพาธาใหเปน ชาวภารตะ เพราะสถานทใ่ี นเรอื่ งอยูใ นดนิ แดนภารตวรรษ ซ่งึ ตวั ละครมลี กั ษณะ
บางประการคลายตวั ละครในบทละครสันสกฤต ตัวละครในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาจาํ แนก
ตามหนาท่ีเปน ๓ ประเภท คือ
๑ นิยะดา เหลาสนุ ทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๓.
๒ แหลงเดิม. หนา ๖๙.
๗๕
ก. ตัวเอก
ข. ตวั ประกอบ
ค. ตวั ตลก
ก. ตัวเอก คือตวั ละครทเ่ี ปนตวั หลกั ในการดาํ เนินเรื่อง อาจแยกไดเปนตัวพระเอก
หรอื นางเอก ปกตพิ ระเอกและนางเอกเปนตวั ดําเนนิ เรอ่ื งหลกั แตใ นบางกรณีอาจเปนตัวเอกตวั
อนื่ ๑
ตวั เอกในบทละครสนั สกฤต บทละครสันสกฤตประเภทรปู กะเกือบทกุ ประเภทมีตวั
ละครเปน บุคคลชั้นสูง โดยเฉพาะอยางย่งิ ประเภทนาฏกะ พระเอกอาจเปนเทพเจา เทพเจา ท่ี
อวตารลงมาเปนมนุษย นกั พรต คนธรรพ ราชรรษี หรอื กษัตริย ธนญั ชัยไดระบุคุณสมบัติของ
พระเอกไวใ นคมั ภรี ทศรูปะวา
(In a play) in which the hero is endowed with attractive qualities, (of the
type known as) self-controlled and exalted, glorious, eager for fame, of great
energy, a preserver of the three Vedas, a ruler of the world, of renowned lineage, a
royal seer or a god…
[ในบทละครซง่ึ พระเอกเปน ผปู ระกอบดว ยคุณธรรมอันนานยิ ม (ตามประเภทท่ไี ด
กําหนดไว เชน ประเภทรจู ักบังคับตน, ประเภทมีเกียรติสูง) เชน มสี งาราศ,ี มุงมนั่ แสวงหา
ชอ่ื เสยี ง, มีอุตสาหะมาก, ผูดาํ รงพระเวทท้งั สาม, พระจกั รพรรดิ, พระฦๅสาย (ผอู ยใู นตระกลู
อนั มีชื่อเล่ืองลือ) ราชรรษี หรอื เทวะ]๒
สว นนางเอกเปน นางฟาหรือนางฟา ท่ีถูกสาปใหม าเกิดในโลกมนุษย หรือนางกษัตริย๓
ตัวอยา งละครนาฏกะทม่ี ตี ัวละครลักษณะดงั กลาว ไดแ ก เรื่องศกุนตลา ของกาลิทาส พระเอกของ
เร่ือง คอื ทุษยันต กษัตริยจ ันทรวงศแ หง กรงุ หัสตนิ าปุระ นางเอก คือ ศกนุ ตลา เปนธิดาฤๅษี
วศิ วามิตรและนางฟา เมนกา เร่อื งน้ีเปนบทละครสันสกฤตที่มีชือ่ เสียง
๑ สรุ พล วริ ฬุ หร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปรทิ รรศน. หนา ๑๖๗.
๒ นิยะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๒.
(อางองิ จาก George C.O. Haas(tr.). (1962). The Dásarupa. p. 89.
๓ นยิ ะดา เหลา สนุ ทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๒.
๗๖
ตวั เอกในพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามตี วั
เอก ๔ ตวั คือ ชัยเสน มัทนา สเุ ทษณ และจัณฑี ซงึ่ ทัง้ หมดเปนตัวเอกทีม่ ีกาํ เนิดเชอ้ื ชาตเิ ปน บคุ คล
ช้ันสูงดังน้ี
ชัยเสน เปน กษัตริยจ นั ทรวงศผูยิ่งใหญแ ละครองกรุงหสั ตนิ าปุระแบบเดียวกบั
พระเอกหลายคนในบทละครสันสกฤตตลอดจนวรรณคดีสนั สกฤตประเภทอ่ืน เชน ทุษยันต ในบท
ละครเรือ่ งศกนุ ตลา กษัตริยปาณฑพทั้งหา ในมหาภารตยุทธ ซง่ึ ตางกเ็ ปน กษัตริยจนั ทรวงศท ีม่ ี
ชื่อเสียงและครองกรงุ หสั ตินาปรุ ะ จันทรวงศ หมายถงึ วงศข องกษัตริยท ่ีสบื เชื้อสายมาจาก
พระจนั ทร เรอื่ งราวของจนั ทรวงศป รากฏอยใู นคมั ภีรปุราณะหลายเลม มีลกั ษณะเปนตาํ นานของ
วงศกษตั ริยภ ารตะและมีปาฏิหาริยเขา มาเก่ียวของ จันทรวงศม ีตนวงศเ ปน เทพเจาคอื พระจนั ทร
และสบื เชื้อสายมาทางพระพุธซึ่งเปนโอรสของพระจนั ทร ชายาพระพุธคือนางอิลา มีโอรสชื่อ ปรุ รู พ
จากน้ันสบื เชื้อสายกันตอมาจนถึงทา วยยาติผูเปนมหาราชและวีรบรุ ุษมีชื่อเสียงโดง ดังมาก ตอจาก
ทา วยยาติ จนั ทรวงศแบงออกเปน ๒ สาขา คือ ยาทพกับโปรพ ตอมากษตั ริยโปรพจึงแยกออกอกี
เปน ๒ พวก คอื เการพกบั ปาณฑพ ซง่ึ ทําสงครามใหญทเ่ี รียกวา มหาภารตยทุ ธ๑ และชัยเสนเปน
ตวั ละครทถี่ ูกกาํ หนดใหอยูในวงศก ษัตริยทม่ี ีช่ือเสียงโดงดงั นี้
มทั นา อดีตชาตเิ ปนธิดาของทาวสรุ าษฎร เปนผมู ีความกตัญูยอมเสียสละตนเอง
เพอื่ ชว ยเหลือพระบดิ าใหพ น ภยั จากศตั รู และมคี วามยึดมนั่ ในสจั จะของความรกั เมอ่ื ส้ินชีวิตแลว
นางไดไปเกดิ ในสวรรค ดวยเหตุทเ่ี ปนนางฟารูปงาม สุเทษณเ ทพบตุ รจงึ ตอ งการนางมาเปนชายา
พอนางปฏเิ สธ สุเทษณก ส็ าปใหนางลงมาทนทุกขในโลกมนษุ ย
มทั นามลี กั ษณะเหมอื นนางเอกในบทละครนาฏกะของสันสกฤต คอื เปน นางฟา หรอื
นางฟา ที่ถกู สาปใหมาอยใู นโลกมนุษย เชน อุรวศี นางเอกในบทละครสันสกฤตเรื่องวกิ รโมรวศี ของ
กาลิทาส ซึง่ เปน ละครประเภทโตรฏกะแตมลี ักษณะเหมือนนาฏกะ บางตําราจงึ จดั รวมไวใ นพวก
นาฏกะ อุรวศีเปนนางอัปสร นางรกั กับปุรูรวัสพระเอกของเรื่อง ขณะท่นี างรําถวายพระศิวะ นาง
คดิ ถงึ ปรุ ูรวัสจึงรายรําผิดพลาด พระศวิ ะจึงสาปนางใหล งมาอยูในโลกมนุษยชวั่ ระยะเวลาหน่งึ
นางเอกท่ีเปนนางฟา แตถูกสาปใหมาอยใู นโลกมนษุ ยมีอยูในบทละครสันสกฤต และมัทนากม็ ี
ลักษณะเหมือนนางเอกในบทละครสนั สกฤตดงั กลา ว
สเุ ทษณ อดตี ชาตเิ ปน กษตั ริยครองแควนปญ จาล ยกทัพมาจับทาวสรุ าษฎรไดและ
บงั คับมทั นาใหย อมถวายตัวเปนบาทบรจิ าริกา มทั นาจําตอ งยนิ ยอม แตพ อไถตัวพระบดิ าไดนางก็
ฆา ตวั ตาย สุเทษณจ งึ บําเพญ็ พลีกรรมต้ังแตนัน้ มาจนสําเร็จและไดไปเกิดเปน เทพบุตรในสวรรค มี
อํานาจอทิ ธิฤทธิ์มากสามารถสาปผอู ่ืนได ดังทไี่ ดส าปมัทนาใหกลายเปนดอกกุหลาบ
๑ สมเดจ็ พระรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษติ . หนา ๑๑๕-๑๑๗.
๗๗
ลกั ษณะของตัวละครทเี่ ปนบุคคลชั้นสูงมีฤทธิ์มากและลงโทษผูอื่นดวยวิธสี าปแชงโดย
ไมต องรอฟง เหตุผล เพียงรสู กึ วาถูกลบหลเู กียรตหิ รือไมไดรบั การเคารพยาํ เกรง ตวั ละครท่ีมี
ลกั ษณะเชนน้พี บไดใ นบทละครสันสกฤตรวมทั้งวรรณคดสี ันสกฤต เชน ในบทละครเร่ือง
วกิ รโมรวศี พระศิวะพโิ รธและสาปอุรวศีใหล งมาอยูในโลกมนุษย ภายหลังอุรวศถี กู พระฤๅษีมารา
สาปใหเปน เถาวัลยอกี ในวรรณคดเี ร่ืองปรศรุ ามาวตาร พระอุมาพโิ รธปรศรุ ามจงึ สาปปรศุรามให
หมดเร่ียวแรง นอนนง่ิ เปนทอนไม เปน ตน สเุ ทษณจงึ มีลักษณะเหมอื นตัวละครในบทละคร
สนั สกฤต เพราะนอกจากจะเปนตวั เอกท่ีมชี าตกิ ําเนิดสูงสงแลว ยังมอี ุปนิสัยเหมอื นตัวละครบางตัว
ในละครสนั สกฤตดว ย
จัณฑี ในพระราชนิพนธกลา วถงึ ความเปนมาของจัณฑเี พยี งเลก็ นอย โดยกลาววา
เปนธิดาของทาวมคธและไดอภิเษกสมรสเปน มเหสีของทาวชยั เสน จงึ เปนตวั ละครอกี ตวั หนึ่งทมี่ ี
ชาติกาํ เนิดสงู สง เน่ืองจากอยใู นวรรณะกษตั ริย ส่งิ ที่นา สนใจก็คอื ช่ือ จณั ฑี แปลวา ดุราย, หยาบชา
เกรี้ยวกราด เปนพระนามหน่ึงของพระอุมาชายาของพระศวิ ะ ภาคทม่ี ีพระนามวา จณั ฑี นีเ้ ปนภาค
ดรุ า ย มคี นนิยมบชู าดว ยวิธีพิสดารตาง ๆ กนั มากเพราะกลัว ชอ่ื จัณฑี เม่อื นาํ มาใชเปน ช่ือของตัว
เอกฝา ยรา ย จึงใหความหมายทน่ี ากลวั และเหมือนตัวละครในบทละครสันสกฤต
ตัวละครเอกทัง้ ๔ ตัว ลว นมชี าติกําเนิดสูงสง เปน บคุ คลประเภทเทวดา นางฟา นาง
กษัตริย และกษัตริยผ ูย่ิงใหญ ตลอดจนการตัง้ ชอ่ื ตัวละครบางตวั และบทบาทบางประการคลายตวั
ละครในบทละครสันสกฤต จึงเปน องคประกอบหน่ึงทส่ี ง เสริมใหพ ระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา
คลายบทละครของสันสกฤต
ข. ตวั ประกอบ คือตัวละครท่ที ําหนา ทป่ี ระกอบหรือสนับสนุนตวั เอก หรือทําให
เหตกุ ารณในทองเรื่องเขมขน ข้นึ สลับซับซอน ชวนติดตาม หรือทาํ หนาที่รบั ฟง ความรสู กึ ของตวั
เอก แสดงผลดผี ลรา ยของสถานการณใ หเ ปนท่ีประจักษ๑
ตวั ประกอบในบทละครสันสกฤต ถงึ แมใ นบทละครสนั สกฤตจะนยิ มใหตวั เอกเปน
บคุ คลชัน้ สูง แตก จ็ าํ เปนตองมีตัวละครท่เี ปนบคุ คลช้นั กลางหรอื ชัน้ ตํา่ ประกอบอยูดว ย เชน
มหาดเลก็ นายพราน คนรบั ใช เปน ตน ท้ังน้ีเพอื่ ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องทคี่ วรมพี ฤติกรรมของ
บุคคลหลายประเภทประกอบกันเขาเปน เรื่องราว พระภรตมุนีไดกลาวถงึ การแสดงละครไวใ นคัมภีร
นาฏยศาสตรว า
อตุ ฺตมาธมมธยฺ านํา นราณาํ กรมฺ สํศฺรยมฺ
หิโตปเทศชนนํ ธฺฤตกิ ฺรีฑาสุขาทกิ ฺฤตฺ
คาํ แปล การแสดงละคร อาศยั การกระทําของคนชนั้ สงู ช้นั กลาง ชั้นตาํ่ ทําใหการ
แนะนําสิ่งที่เปนประโยชนเกิดขึ้น ทาํ ใหเ กิดความมั่นคงหนักแนนสนุกสนานและ
ความสขุ เปน ตน๑
๑ สรุ พล วิรฬุ หร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปริทรรศน. หนา ๑๖๗-๑๖๘.
๗๘
ดงั นนั้ การนาํ เสนอเรื่องราวในบทละครสันสกฤต ถึงแมวาจะนยิ มแสดงเร่ืองราวของ
บุคคลชน้ั สูง ซ่ึงทําใหตวั ละครสว นใหญโดยเฉพาะตัวเอกเปน บุคคลสงู สง แตอยา งไรก็ดกี ็ตอ งมี
บทบาทของบุคคลช้นั ตาํ่ ประกอบอยดู วย
ตัวประกอบในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา ตัวประกอบในพระราชนิพนธเร่ือง
มัทนะพาธาสามารถแบงออกเปน ๒ ประเภท ไดแ ก ตวั ประกอบทเี่ ปน ชาวฟา และตวั ประกอบที่
เปน ชาวดิน
๑. ตวั ประกอบทเี่ ปนชาวฟา คือตวั ละครที่สถิตอยูบนสวรรค ไดแก จติ ระเสน
จิตระรถ และมายาวนิ
จติ ระเสน มีตาํ แหนง เปนหัวหนา คนธรรพของสเุ ทษณ มบี ทบาทเปนผจู ัดการ
แสดงฟอนราํ ถวายใหสุเทษณช มเพอ่ื ความสาํ ราญ และคอยรบั ฟง ความรสู ึกทกุ ขใ จของ
สเุ ทษณ เมื่อมีโอกาสอันควรก็จะแสดงความคิดเห็นอยางเหมาะสม
จิตระรถ มีตาํ แหนงเปน สารถขี องสุเทษณ มีบทบาทเปนผูขับรถไปทั่วจกั รวาล
เพื่อคน หาหญงิ งามและวาดรปู ของนางมาใหสุเทษณไ ดชม เปนตัวประกอบท่ีสําคญั เพราะเปนผพู า
มายาวนิ มาเขา เฝาสุเทษณ ทําใหเกิดเหตุการณยุง ยากตอมา คือ การใชเ วทมนตรบังคบั เรียกมทั นา
ในวรรณคดสี นั สกฤต จติ ระเสน และ จติ ระรถ คือคนธรรพค นเดียวกัน มีตาํ แหนง
เปนอธบิ ดีแหงคนธรรพ ทางฝายไทยเรียกวา ทาวจติ รราช หรือ ทาวจิตรุ าช๒
คนธรรพเ ปนผมู ีกําเนิดซึ่งเขาพวกเทวดาหรอื มนุษยก ็ได เพราะมที ั้งทอ่ี ยูบน
สวรรคและอยใู นโลกมนษุ ย มีหนา ทรี่ ักษาโสม มคี วามชํานาญในการปรงุ โอสถ เปน ผูอาํ นวยการ
นักษัตร เปน หมอดรู อบรทู กุ สง่ิ ทัง้ ในโลกอดีต ปจจบุ ัน และอนาคต มีความสามารถดานขบั รองและ
ดนตรปี พาทยเ ปน พิเศษ ทําหนาที่เลนดนตรีใหค วามสุขแกเ ทวดา มีนสิ ัยเจา ชู มเี สนหดงึ ดูดใจให
ผหู ญิงรัก ซงึ่ เสนหอ ยูทีก่ ารขับรอ งและดนตร๓ี
จติ ระรถ และ จติ ระเสน คนธรรพใ นพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธามีหนาท่เี ปน
บริวารของเทวดา คอยรบั ใชและปฏบิ ัติตามคาํ สง่ั ของเทวดา เปนตวั ละครท่ีมาจากคนธรรพทีม่ ี
เร่อื งราวปรากฏอยูในวรรณคดสี ันสกฤต
มายาวนิ เปน วิทยาธรทเ่ี ช่ียวชาญอาถรรพวิทยา สามารถใชว ชิ าโยคะนิทรา
เรียกผูที่อยหู า งไกลใหมาหาได เปนผูที่ทาํ ใหเร่ืองราวยุงยากมากข้ึนเพราะใชเ วทมนตรเรียกมัทนา
มาหาสุเทษณ แตไ มสามารถบังคบั จิตใจมทั นาใหรกั สเุ ทษณ ดวยเหตุทีม่ ายาวินมคี วามรมู าก จงึ
สามารถแนะนําชนิดของดอกไมต ามทีส่ ุเทษณต องการสาปมทั นาได ทง้ั หมดเปนเหตใุ หมัทนาตอง
๑ ภรตมุน.ี (๒๕๔๑). นาฏยศาสตร. แปลโดย แสง มนวิทรู . หนา ๓๖-๓๗.
๒ สมเดจ็ พระรามาธิบดศี รีสินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๐๙.
๓ แหลง เดมิ . หนา ๑๐๕-๑๐๖.
๗๙
ไปเกิดเปน ดอกกุหลาบ นอกจากน้มี ายาวนิ ยงั เปนผูเลา เร่อื งราวในชาติอดีตของสุเทษณก บั มัทนา
ทําใหทราบความสัมพันธของคนทง้ั สองดว ย
๒. ตัวประกอบเปนชาวดนิ หมายถึงตวั ประกอบทเ่ี ปนมนษุ ย อาจเปน บคุ คลช้ันสงู
ช้ันกลางหรอื ชน้ั ตํ่า มีดงั น้ี
ศุภางค ศุภางคเ ปน ตัวประกอบที่มคี วามสําคัญ มีบทบาทเปนท้ังนายทหารคน
สนทิ และเพอื่ นของชยั เสน เปนผูทราบเรื่องราวความสัมพันธอันไมร าบรื่นระหวา งชยั เสนและจณั ฑี
จงึ เปนตวั ประกอบทเี่ ผยความสมั พนั ธร ะหวางชัยเสนและจณั ฑีใหผูอ า นไดท ราบ รวมทัง้ เผยอปุ นิสัย
ของจัณฑที อี่ าจสรา งปญ หาใหน างเอก ศุภางคถ ูกจณั ฑใี สรา ยวา เปนชกู บั มัทนาและถกู ชัยเสนสง่ั
ประหารชีวติ แตศ ุภางคกไ็ มหวนั่ เกรง แมมีโอกาสกไ็ มหนี กลบั ใชโอกาสน้ันสละชีวิตตนเองเพ่ือ
ชาตแิ ละกษัตริยท ี่ตนรัก
ปรยิ ัมวะทา นางกาํ นัลผูมหี นา ทรี่ ับใชมัทนาและมีจติ ผูกพนั ตอเจานายของตน
ปริยัมวะทามักแสดงความคิดเห็นรวมกบั ศุภางค ท้งั คมู ีความคิดเห็นตรงกันวา มัทนาเปนสตรีงาม
ประเสรฐิ ควรทบี่ ุรษุ จะรักใคร แมชัยเสนจะมีหญงิ อื่นอยูแลว แตชัยเสนกับมัทนาก็ไมผ ิด
สวนจณั ฑขี าดคุณสมบัติจงึ ไมเหมาะสมกับชยั เสน นอกจากนี้ปริยมั วะทายังเปน ตวั ละครทีค่ อยเลา
เรอ่ื งตา ง ๆ ของมัทนาใหชัยเสนฟง หลังจากที่มทั นากลายเปนดอกกุหลาบแลว
กาละทรรศิน กาละทรรศนิ เกดิ ในวรรณะพราหมณ เปนนกั บวชประเภทฤๅษี
หรอื โยคี บําเพญ็ ตบะอยใู นสํานักกลางปาหิมะวนั มีฌานแกกลา สามารถลว งรอู ดีตและอนาคตได
กาละทรรศินมีบทบาทเปนผเู ชญิ ชวนดอกกุหลาบไปอยูขางอาศรม ทําใหม ัทนาและชัยเสนไดมาพบ
กนั และเกดิ ความรกั ที่ตองผจญอปุ สรรคในเวลาตอมา
โสมะทัต โสมะทัตอยใู นวรรณะพราหมณ มีบุคลิกเปนผใู หญจึงไดเปนหัวหนา
ศิษยแ ละมีหนาทค่ี อยรับใชก าละทรรศนิ เปนตวั ประกอบท่ีคอยเลาเร่ืองเก่ียวกบั มทั นา โดยเลา
ความเปน มาและลกั ษณะนิสยั ของมัทนา ตอนทายเร่ืองโสมะทัตเปนผไู ปพามทั นากลับมายงั อาศรม
วิทูร วิทูรเปน พราหมณาจารยชาวเมอื งมคธ มีความรูเกี่ยวกับการทาํ เสนห
อาถรรพซงึ่ เปนวิชาหนึง่ ของพราหมณ มคี วามรกั ชาติบานเมืองของตน ละอายใจหากกระทาํ สงิ่ ท่ี
ไมถ ูกตอง เปนตวั ประกอบสาํ คญั ท่ีทาํ ใหช ีวิตของตัวละครหลายตวั ไดแก มัทนา ศุภางค และ
ปริยัมวะทา ตองเปล่ียนแปลงไป
นันทิวรรธนะ นนั ทิวรรธนะเปน อาํ มาตยของชัยเสน มีบทบาทเปนผูส อบสวน
การทาํ เสนหอาถรรพ และเปน ผูร บั คําส่ังจากชยั เสนใหประหารมัทนากับศุภางค แตน นั ทิวรรธนะได
ปลอยคนทั้งสองไป ภายหลงั จงึ เปดเผยใหทราบถึงความเปน ไปของมัทนาและศุภางค มีบทบาท
เปน ผูเตือนสติชัยเสนไมใหฆ าตัวตาย โดยเตือนใหตระหนักถึงหนา ท่ีของกษัตริยท ่ีตอ งไมทอดทง้ิ
ราษฎร
๘๐
อราลี อราลเี ปน นางขาหลวงของจัณฑี เปน ตัวประกอบฝา ยรา ย มีรางกาย
พิการ จติ ใจหยาบชา สอดรูสอดเหน็ มหี นา ท่คี อยสืบขาวเก่ียวกบั มัทนาเพื่อไปบอกจณั ฑี และเปนผู
ยุยงใหจัณฑีกําจัดมัทนา ตลอดจนเปนผูคิดอบุ าย ภายหลงั ถูกลงโทษหนกั เพราะการทาํ ช่ัวของตน
โดยถูกเฆี่ยน สกั หนา ผาก ตัดจมกู หู แลว เนรเทศออกจากบา นเมอื ง
เกศนิ ี เกศินีเปน นางขาหลวงของจณั ฑี มีบทบาทรวมลงมอื กาํ จัดมัทนา โดย
เปน ผูซ ัดทอดวา การทําเสนหอาถรรพน้ันไดรบั คําส่ังจากปริยมั วะทา เน้ือเร่ืองไมไ ดก ลา วถงึ การ
ลงโทษเกศินี
ชาวสวนหลวง ชาวสวนหลวงมหี นา ที่เฝา ดอกไมในสวน ไมใ หผใู ดมาเก็บไป มี
บทบาทตอนหา มอราลเี ก็บดอกไม ทําใหอราลโี กรธ
ค. ตัวตลก หมายถงึ ตวั ละครท่ีคอยสรางความขบขนั ใหเ กิดขึ้นในเร่ือง ซึง่ ในบท
ละครสันสกฤตและพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาตา งมีตวั ตลกลักษณะดงั นี้
ตัวตลกในบทละครสนั สกฤต ตัวละครในบทละครสันสกฤตทม่ี บี ทบาทสาํ คญั ขาดไป
ไมได คือ ตวั ตลก เรียกวา วทิ ษู กะ และวติ ะ เพราะพระเอกนางเอกมักมเี รอ่ื งตกทกุ ขไดยากตา ง ๆ
และเพอื่ ไมใ หค นดูเบ่ือหนายหรืออยใู นอารมณเ ศราหมอง จึงตองมตี ัวตลก โดยเฉพาะวิทษู กะคอย
ติดตามพระเอกในฐานะพระสหายหรือคนรับใช คอยสอดแทรกเลน ตลกหรอื พูดจาเยา แหยใหเกิด
ความสนกุ สนาน บางทกี เ็ ปน ที่ปรึกษาเร่ืองความรักของพระเอก บางทีกเ็ ปนพอสอื่ วทิ ูษกะมกั เปน
พราหมณแ ตงกายประหลาด สนใจการกนิ และของกาํ นัล ในเร่ืองศกนุ ตลามวี ิทูษกะชือ่ มาฐพั ย ใน
เรือ่ งปรยี ทรรศกิ าชื่อ วสันตกะ๑ นอกจากนีย้ ังมีตวั ตลกท่เี รียกวา ปฏะ แตม ีบทบาทไมสาํ คญั นกั เมื่อ
เทียบกบั วิทูษกะ ปฏะเปนตวั ตลกทมี่ ีความสามารถทางดนตรีและขับรอ ง เชน เศขรกะ ในบทละคร
นาฏกะเร่อื ง นาคานันทะ ของพระเจา ศรหี รรษวรรธนะ๒
ตัวตลกในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธามีตัว
ละคร ๒ ตวั ทม่ี บี ทบาทสรา งความหรรษา ชว ยใหบ รรยากาศของเรื่องผอนคลายลงดวยความขบขัน
จึงเขา ลักษณะเปนตัวตลก ท้ังน้ไี มไ ดยึดตามแบบแผนของตวั ตลกในละครสันสกฤต แตไดสรา งให
เหมาะสมเพ่อื เปน ประโยชนต อการดาํ เนิเร่ืองอีกประการหนง่ึ ตวั ตลก ๒ ตวั น้ี ไดแก ศุน และ นาค
ศนุ เปน ลกู ศิษยของกาละทรรศนิ มคี วามเฉลยี วฉลาด ไหวพริบดี ชอบพูดใหตน
ไดร ับความดีความชอบและรอดพนความผิด รวมท้งั ใชปญญาในทางเอาเปรียบผทู ี่ดอยปญ ญากวา
เขา ทํานองฉลาดแกมโกง
๑ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๔๐.
๒ แหลง เดิม. หนา ๒๐๙.
๘๑
นาค เปน ลูกศษิ ยของกาละทรรศนิ เชน เดียวกัน มหี นา ทเี่ ฝา ดูแลรักษาตน
กหุ ลาบ มีอปุ นิสัยคอนขางซอ่ื เลหเ หล่ียมนอ ยกวา ศุน จึงมกั ถกู ศนุ เอาเปรียบ
ความขบขันเกิดจากความฉลาดแกมโกงของศนุ ทม่ี กั เอาเปรียบนาค สว นนาค
รูท นั ศนุ แตนาคมักไมถือสา
ศนุ และนาคเปนผไู ดรบั คาํ ส่ังใหต ามหาที่มาของกล่ินหอมประหลาด ทง้ั สองเปนผู
พบดอกกุหลาบแลว จงึ นาํ ความไปบอกแกคนอื่น ๆ ในเร่ือง ซ่งึ เน้ือเรือ่ งกําหนดวา ดอกกุหลาบเปน
ดอกไมทไี่ มเ คยมอี ยูบ นโลกมนุษยม ากอน ศนุ กับนาคจงึ เปน ตัวชวยดําเนินเรื่องในชว งน้ี
นอกจากนยี้ งั ชว ยเลาเรอ่ื งรว มกบั ตวั ละครตวั อ่นื เกี่ยวกับเหตุการณท ่ีมัทนาเกิดความรักตอชัยเสน
จงึ ไมตองกลายเปน ดอกกหุ ลาบอกี
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวทรงสรา งตัวละครใหเ ปนชาวภารตะเพ่อื ให
สอดคลองกบั สถานทที่ ่ีเกิดเหตกุ ารณในเร่ือง ซ่ึงอยใู นดินแดนภารตะหรือประเทศอินเดียสมัย
โบราณ ตัวละครทง้ั หมดเม่ือแบง ตามหนา ที่ของตัวละครแลวจะประกอบดวย ตัวเอก ตวั ประกอบ
และตวั ตลก ตวั เอกมีลักษณะเปน บุคคลช้ันสูงตามแบบอยางของละครสนั สกฤตซึง่ นิยมแสดง
เรอ่ื งราวของชนชัน้ สงู ตวั ประกอบมีทง้ั ผทู เ่ี ปน ชาวฟาและชาวดนิ ชาวดนิ มที ้งั ทอ่ี ยูใ นวรรณะสงู
และต่าํ กวา ทัง้ นีเ้ พื่อความเหมาะสมของเน้ือเรื่องที่จะตองมตี วั ละครประเภทอืน่ ประกอบอยูดวย
เชน พราหมณ ทหาร นางกาํ นลั นางขา หลวง สว นตัวตลกทป่ี รากฏในเรอื่ งนอกจากจะมหี นาที่พูด
และแสดงบทบาทใหเ กิดความขบขันแลว ยงั มหี นาทีช่ ว ยเลา เรื่องราวทีผ่ า นไปแลวและชว ยดําเนนิ
เร่อื งดวย ซ่ึงตัวตลกในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาไมไดยึดถือตามแบบอยา งของตวั ตลกใน
ละครสนั สกฤตทัง้ หมด ตัวตลกในละครสนั สกฤตสว นใหญจ ะเปนพเี่ ลย้ี งหรือเพือ่ นของพระเอก
สว นตัวตลกในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาเปนลกู ศิษยของพระฤๅษี แตยงั คงทําหนาท่ีหลักของ
ตวั ตลกคือการสรางรสขบขันใหเ กิดขน้ึ ในบทละคร
๓.๓.๔.๓ บทสนทนา
บทสนทนาของตวั ละครมีประเดน็ สําคัญดงั นี้
ก. ภาษาท่ีตวั ละครใชในการสนทนาในละครสนั สกฤต
ข. ลกั ษณะของบทสนทนาของตัวละครเอกบางตวั ในพระราชนิพนธเ ร่ือง
มัทนะพาธา
ก. ภาษาท่ตี ัวละครใชในการสนทนาในละครสันสกฤต
ละครสันสกฤตประเภทรูปกะเกอื บทกุ ประเภทจะแสดงเรื่องราวของบคุ คลชั้นสงู แตก ็
มีบทบาทของตวั ละครทีไ่ มใ ชบคุ คลช้ันสูงประกอบอยูดวยดงั ท่ีไดกลาวมาแลว นอกจากนตี้ ัวละคร
ตอ งพูดภาษาตา ง ๆ กันตามช้ันของบคุ คล ภาษาท่ใี ชในการสนทนาจงึ แตกตางกันไปตามวรรณะ
๘๒
ของตัวละคร มขี อความปรากฏอยูใ นคัมภรี นาฏยศาสตรวา บรรดาเทวดาไดพากนั สอนบุตรของพระ
ภรตมุนใี หพดู ภาษาที่ใชตามฐานะของตวั ละคร ดงั นี้
อํศาํ ไศรฺภาษติ านฺภาวานฺ รสานฺรูป พลํ ตถา
ทตฺตวนตฺ ะ ปรฺ หฤฺ ษฺฏาสฺเต มตฺสเุ ตภฺย ทิเวากสะ
คาํ แปล เทวดาเหลา น้ัน ช่นื ชมยินดีแลวพากนั ใหบุตรของขาพเจาเรยี นคาํ พูดสําหรบั
ใชต ามฐานะของตวั ละคอน, ...๑
ภาษาสันสกฤตเปนภาษากลางหรอื ภาษาหลกั ในการสนทนา และมีภาษาปรากฤตที่
เปน ภาษาทองถิน่ สาํ คญั ของอินเดียแตกแขนงออกไปอกี ๗ ภาษา ไดแก ภาษาเศารเสนี ภาษามหา
ราษฏรี ภาษามคธี ภาษาอวนั ตี ภาษาอภรี ี ภาษาไปศาจี และภาษาอปภรงั ศะ ซ่ึงภาษาสนั สกฤตถือ
กันวาเปน ภาษาท่ีมคี วามไพเราะ เปน ระเบียบแบบแผน ตรงขามกับภาษาปรากฤตทไ่ี มเปน
ระเบียบแบบแผน
ภาษาแตล ะภาษาถูกกําหนดใหใชกับตวั ละครแตกตา งกันไปตามชนชั้นของตวั ละคร
ดงั น้ี
๑. ภาษาสนั สกฤต เปนภาษาของคนชนั้ สงู กําหนดใหใชพูดเฉพาะวีรบุรษุ ผู
เปยมดว ยจติ ใจสูงสง สญั ญาสหี รือผูสละกิเลส นกั พรต ภิกษุในศาสนาพุทธและลทั ธิอนื่ ๆ ใน
บางคร้ังยนิ ยอมใหพระราชนิ ี คณกิ าชน้ั สูง ศลิ ปนหญงิ และนางอัปสรพูดภาษาสันสกฤต๒
นอกจากน้ใี ชกบั การบรรยายสงคราม การเจรจาทาํ สัญญาสงบศกึ และการประกาศชยั ชนะ
๒. ภาษาปรากฤต เปน ภาษาพ้นื เมอื งที่ประชาชนใชพ ูดกนั ตามทอ งถ่นิ ตาง ๆ
บทละครสันสกฤตกาํ หนดใหภาษาปรากฤตเปน ภาษาของตวั ละครตอไปนี้
๒.๑ ภาษาเศารเสนี เปน ภาษาทใี่ ชพ ูดกนั ในศูรเสนชนบท ตั้งอยู ณ
ดินแดนริมฝง แมนํ้ายมนุ า มีเมืองมถุราเปน เมืองหลวง ภาษาเศารเสนีใชเ ปน บทเจรจาของมหา
อาํ มาตย นางเอก เพ่ือนสนิทของนางเอก สตรใี นตระกูลสงู นางกาํ นลั สาวใช และเดก็
๒.๒ ภาษามหาราษฏรี เปน ภาษาทพี่ ูดกันในแควนมหาราษฎร ภาษา
พน้ื เมอื งเรียกวา มหารัฏฐ ี ภาษาองั กฤษเรียกวา มาหแร็ตตา (Mahratta)๓ ภาษามหาราษฏรใี ชเ ปน
๑ ภรตมุน.ี (๒๕๔๑). นาฏยศาสตร. แปลโดย แสง มนวทิ รู . หนา ๒๐-๒๑.
๒ สุรพล วริ ุฬหร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศลิ ปปริทรรศน. หนา ๘๒.
๓ สมเด็จพระรามาธบิ ดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๔๙.
๘๓
บทรองของมหาอํามาตย นางเอก เพ่ือนสนิทของนางเอก สตรใี นตระกลู สูง นางกาํ นัล สาวใช และ
เด็ก๑
๒.๓ ภาษามาคธี เรียกอีกอยา งหน่งึ วา ภาษาบาลี เปนภาษาที่ใชกนั อยใู น
แควน มคธ ภาษามาคธีใชกบั ตวั ละครทเ่ี ปนเสนาและทาส
๒.๔ ภาษาอวนั ตี เปนภาษาของแควนอวนั ตี มกี รุงอุชชยินีหรืออุชเชนเี ปน
เมอื งหลวง ภาษาอวันตใี ชกบั ตวั ละครประเภทคนจรจดั และนกั เลงพนัน
๒.๕ ภาษาอภีรี ใชกบั ตวั ละครพวกโคบาล
๒.๖ ภาษาไปศาจี เปน ภาษาผี หมายถงึ ภาษาตํ่า ใชกับตัวละครท่เี ปนคน
เผาถา น
๒.๗ ภาษาอปภรังศะ เปนภาษาขข้ี า จดั เปนภาษาตํา่ ทส่ี ดุ ใชกบั ตัวละคร
ประเภทไพร คนปา คนดง๒
นอกจากนภี้ าษาปรากฤตไดถูกกําหนดใหใชเ ฉพาะพระเอกที่ปลอมแปลงตน ตวั
ละครทไ่ี มส ูงสงเทา กลมุ ทใ่ี ชภ าษาสันสกฤต และพระราชินี การที่กําหนดใหมเหสีหรอื พระราชนิ ีพดู
ภาษาปรากฤตน้ันเปนเพราะภาษาปรากฤตมีความนุมนวล และมพี นื้ ของการออกเสียงเหมาะกับ
สตรีเพศมากกวา ภาษาสันสกฤต๓
ข. ลักษณะของบทสนทนาของตัวละครเอกบางตวั ในพระราชนิพนธเ รอื่ ง
มทั นะพาธา
บทสนทนาในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาไมไ ดใชภาษาหลายชนิดเหมือนในบท
ละครสนั สกฤต เพราะเปนภาษาไทยซงึ่ มีธรรมชาติของภาษาแตกตางไปจากภาษาในประเทศ
อนิ เดีย และคนไทยกไ็ มไดถือเร่ืองวรรณะจึงไมไ ดใ ชชนิดของภาษาเปนเครื่องแบงชนชน้ั เชน ใน
ประเทศอินเดีย แตใ นพระราชนิพนธเ รอ่ื งมัทนะพาธามีลักษณะประการหนง่ึ ท่คี วรสังเกต คอื
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูห วั ทรงกาํ หนดใหตัวละครสนทนากันเปนคาํ ฉนั ทและกาพย
ชนิดตาง ๆ รวมทัง้ มรี อยแกว ในบางตอน โดยเฉพาะอยา งยิ่งในองกท่ี ๑ อนั เปนตอนเปด เรอ่ื ง
แสดงใหเหน็ ความขัดแยง ของตัวละครเอก ๒ ตัว คอื สเุ ทษณก บั มัทนา ท้งั สองสนทนาโดยใชฉ ันท
ตางชนิดกัน สุเทษณใ ชอ นิ ทวงศฉันท ๑๒ สว นมัทนาใชวสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ ดงั ตวั อยา ง
๑ นิยะดา เหลา สุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธระหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๒๐๙.
๒สมเด็จพระรามาธิบดศี รสี นิ ทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๖๙-๗๐, ๘๒.
๓สรุ พล วริ ุฬหรักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศลิ ปปรทิ รรศน. หนา ๘๒.
๘๔
สุเทษณ. ทห่ี ลอนมิยินยอม มะนะรักสมัคสมาน, (อินทวงส, ๑๒)๑
มทั นา.
สเุ ทษณ. มีคสู ะมรมาน อภิรมฤเปนไฉน ?
มัทนา.
สเุ ทษณ. หมอมฉันบมบี รุ ุษะผู ประดพิ ัทธะใดใด, (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔)๒
มัทนา.
สุเทษณ. เปนโสดบมมี ะนะสะใฝ อภิรมฤสมรส.
เชน นน้ั กเ็ ชญิ ฟง ดนุกลา วสเิ นหะพจน, (อนิ ทวงส, ๑๒)
เจา งามประเสริฐหมด ก็มิควรฤดจี ะดํา.
หมอ มฉนั สดบั มะธุระถอย ก็สํานกึ เสนาะคํา, (วสันตะดลิ ก, ๑๔)
แตตองทํานูลวะจะนะซํ้า ดุจะไดทาํ นูลมา.
นเี่ จามยิ อมรบั รสะรกั ฉนน้ั ฤจา ? (อินทวงส, ๑๒)
ตวั ฉันจะเลวสา หะสะดว ยประการไฉน ?
อาองคพระผสู ุระวศิ ิษฎ, พระจะผดิ สะฐานใด ? (วสันตะดิลก, ๑๔)
หมอ มฉนั สิทรามเพราะบมไิ ด อนุวัตนพ ระบัณฑูร.
ย่ิงฟง พะจีศรี ก็ระตปี ระมวญประมลู , (อินทวงส, ๑๒)
ยิง่ ขัดก็ย่ิงพนู ทขุ ะทวมระทมหะทัย !
(มัทนะพาธา หนา ๒๓-๒๔)
การใหส เุ ทษณและมทั นาสนทนากนั โดยใชฉันทตางชนิดกนั คลา ยกับวิธกี ารของ
ละครสนั สกฤต ซงึ่ หากเรื่องนเี้ ปนละครสันสกฤต สุเทษณกค็ วรพดู ดวยภาษาสันสกฤต และมทั นา
ก็จะตอ งพดู ดวยภาษาเศารเสนี แตเ น่ืองจากเปน ละครไทยท่ีแตงดว ยฉันท จึงอาศยั ทว งทํานองของ
ฉนั ทแ สดงความแตกตางของตัวละครแทนการกาํ หนดชนดิ ของภาษา ซงึ่ วสันตดลิ กฉันท ๑๔ มี
ทวงทาํ นองท่ีนุมนวลออนโยนยงิ่ กวาอนิ ทวงศฉ นั ท ๑๒ วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ จงึ เหมาะกับมทั นาซึ่ง
เปน สตรี และอินทวงศฉันท ๑๒ ก็เหมาะกบั สุเทษณซงึ่ เปนชาย นอกจากน้ยี ังสื่อความหมายใน
ลกั ษณะทกี่ ารสนทนาไมไดดําเนินไปอยางราบรนื่ เพราะท้ังสองมคี วามคิดเห็นท่ีแตกตา งกันและไม
อาจสิน้ สุดลงในแนวทางเดียวกันได อยา งไรกด็ ีลักษณะเชนน้ีปรากฏในบางชวงของบทพระราช
นิพนธ เนื่องจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงคํานงึ ถึงความเหมาะสมของเนื้อหากับ
ฉันทลักษณเ ปน ประการสําคญั
๑อนิ ทวงส สะกดตามทีป่ รากฏในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา สว นการอธบิ ายจะสะกดตามท่ใี ชท ั่วไป
คือ อินทวงศฉันท.
๒วสนั ตะดลิ ก สะกดตามท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมทั นะพาธา สวนการอธิบายจะสะกดตามทใี่ ช
ทั่วไป คอื วสนั ตดิลกฉนั ท.
๘๕
๓.๓.๔.๔ โครงเรอ่ื ง
พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามีลักษณะของโครงเร่ืองบางประการคลายบทละคร
สนั สกฤต โดยจาํ แนกเปนประเด็นตา ง ๆ ดังน้ี
ก. การแสดงเร่ืองราวของบคุ คลชั้นสูง
ข. การกลา วถึงพระนามของเทพเจา ในศาสนาพราหมณ
ค. การตามลาสัตวท่มี ลี ักษณะงดงาม
ง. การบชู าอาถรรพเวท
จ. การอางถงึ ชื่อของนางเอกในวรรณคดีสันสกฤตเรอื่ งอื่น
ฉ. การวางโครงเรอ่ื งยอยไวในโครงเรื่องใหญ
ก. การแสดงเร่อื งราวของบคุ คลช้นั สงู
บทละครสนั สกฤต เน้ือหาของบทละครสนั สฤตสวนใหญจ ะแสดงเรื่องราว
ของบคุ คลชัน้ สูงประเภทเทวดา นางฟา นางกษตั ริย และพระมหากษัตรยิ ตลอดจนผูอยใู นวรรณะ
สูง ดงั ตวั อยางละครประเภทตอไปนี้
- ละครรปู กะ ประเภทนาฏกะ เนอ้ื เรื่องจะตองเกีย่ วกบั ความ
รกั และความกลาหาญของตวั ละครที่เปนบุคคลชนั้ สูง เชน เรอ่ื งมหาวรี จรติ เปน เรื่องราวท่ีแสดง
ความกลา หาญของพระรามซ่งึ เปน พระนารายณอวตาร
ประเภทภาณะ เนอ้ื เร่ืองเกีย่ วกบั ความรกั หรอื
การทําอบุ ายตา ง ๆ เชน การแสดงเรื่องราวความรักของเจา ชายภูชญั คะเศขรในเรอ่ื งอัยยาภาณะ
ประเภทวยาโยคะ เนื้อเร่ืองนํามาจากเทพประวตั ิ
หรอื ตํานานเก่ียวกับสงคราม เชน เรอ่ื งชามทคั นยชัย หรือชัยชนะของชามทคั นซี ่งึ เปนวรี บุรษุ ของ
พวกพราหมณและเปนนารายณอวตารปางที่ ๖
ประเภทสมวการะ เนอ้ื เร่ืองเกีย่ วกับการเทิดทนู
วีรบรุ ษุ
ประเภทฑมิ ะ เนอื้ เรื่องเกี่ยวกบั สงครามหรือ
การชวงชิงอาํ นาจ เชน พระศิวะเสดจ็ ไปปราบอสูรตรีปรุ ะ ในเรือ่ งตรปี ุระทาหะ
ประเภทอีหามฤค เน้อื เรื่องมกี ารตามหานางเอก
และมีการชวงชงิ พระเอกหรือนางเอก เชน พระกฤษณะแยง ชิงคูห ม้นั ของพระองคคนื ในเรอ่ื ง
รุกมิณีหรณะ
ประเภทอุตสฤษฏิกางกะ เน้ือเรื่องเก่ียวกบั
พระเอกตองตกระกําลาํ บาก เชน พระรามและนางสดี าถูกเนรเทศไปอยูในปา ในเร่อื งอนุ มัตตาฆวะ
๘๖
- ละครอรปู กะ ประเภทนาฏิกา เน้ือเรื่องแสดงใหเ ห็นภาพชวี ิตท่ี
สนุกสนานในราชสาํ นัก เชน เร่ืองปรียทรรศิกา และเร่ืองรตั นาวลี เคา โครงนาํ มาจากชีวประวัติของ
พระเจาอทุ ัยน๑
บทละครสันสกฤตท่ียกมาเปน ตัวอยางขา งตนมีเนอ้ื หาแสดงเรือ่ งราวของบคุ คลใน
วรรณะกษตั รยิ และพราหมณรวมทง้ั เทพเจาในศาสนาฮินดู เนื้อหาของเร่ืองมีความหลากหลาย ทง้ั
ทเี่ ปนเรอ่ื งเกี่ยวกับความรกั ความกลาหาญ การทําอุบาย การเทิดทนู วรี บุรุษ การสงคราม การชว ง
ชิง ประวัติและตาํ นาน เหลา นี้ลว นเปน เรอื่ งราวที่เกี่ยวของกบั บคุ คลช้นั สูงทั้งสน้ิ ซง่ึ การแสดง
เรื่องราวของบุคคลชั้นสูงน้ีไดขยายความนิยมมาสูบ ทละครไทยดว ย โดยบทละครไทยมกั มีโครง
เรอื่ งที่นิยมเรียกกันวา จักร ๆ วงศ ๆ คือเปนเร่ืองราวของบคุ คลในราชสํานกั ซึ่งอาจมนี างฟาเทวดา
เขา มาเกี่ยวของ และพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาก็มีเร่ืองราวท่ีเกีย่ วกับเทพบุตร นางฟา
พระมหากษัตริย เชนเดยี วกบั ที่นยิ มกันในบทละครสันสกฤต
พระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธา พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธามีโครง
เรอ่ื งแสดงเร่อื งราวของนางฟา องคหนง่ึ ช่อื มัทนา นางตั้งสจั จะไวกับตนเองวา จะไมร ับรกั ชายคนใด
ท่ีนางไมรสู กึ นึกรัก เพราะการทาํ เชนนน้ั ไมไ ดมาจากความรสู กึ ท่ีแทจ ริง จงึ ถือเปนความเท็จ นาง
ปฏิเสธความรกั ของสุเทษณเทพบุตรทาํ ใหนางตองลงมาจุตยิ ังโลกมนุษย และไดเรียนรวู าการไดร ับ
ความทุกขจากความรักเปนเชนไร สว นตัวละครสําคัญอ่ืน ๆ ตา งกไ็ ดร ับความทกุ ขจ ากความรกั
เชนเดียวกัน ไดแก สเุ ทษณเทพบุตรผูท่ีเทวดานางฟา ท่ัวไปเคารพยาํ เกรง แตถกู มทั นาปฏเิ สธ
ความรัก ชัยเสนกษัตริยน ครหสั ตินาปรุ ะท่ีย่งิ ใหญเ ปร่ืองปราด แตเ พราะความหึงหวงจึงทาํ ใหเกดิ
เบาปญ ญา จัณฑีธิดาของกษัตริยม คธ ผูมพี ระทัยรอ นรุมดว ยความหึงหวงอจิ ฉารษิ ยา แมแ ต
นักบวชผูใฝห าความสงบเชนกาละทรรศินก็ยังตองไดรับความทุกขจากความรกั เพราะจติ ใจเกดิ
ความหวงใยมทั นาผูเปน เสมือนบุตรีแท ๆ
จงึ เห็นไดวา พระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธามโี ครงเรื่องท่ีเปน เร่ืองราวของ
นางฟา เทวดา กษัตริยท ปี่ กครองแวนแควนตา ง ๆ ในประเทศอนิ เดีย และนักบวชพวกฤๅษหี รือ
โยคีแบบเดียวกบั บทละครสนั สกฤต
ข. การกลา วถงึ พระนามของเทพเจาในศาสนาพราหมณ
บทละครสนั สกฤต ในคมั ภรี นาฏยศาสตรก ลา วถงึ กาํ เนิดละครสันสกฤตวา
พระอนิ ทรผูเ ปน ใหญไดจ ดั การแสดงทเี่ รยี กวา “อสูรปราชยั ” เพอ่ื เฉลิมฉลองอินทรธวชั หรือธงของ
พระอินทร เน้ือเรื่องของการแสดงทําใหอ สูรรสู กึ โกรธแคนและพากนั รา ยเวทมนตรใหก ารแสดง
๑ นยิ ะดา เหลา สุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธระหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๑–๗๓
๘๗
ลมเหลว พระอนิ ทรไ ดใชธงทาํ ลายเวทมนตรของอสรู เมื่ออสูรพา ยแพ การแสดงจึงดาํ เนนิ ไป
ตามปกต๑ิ
ตํานานเกิดละครสันสกฤตเกี่ยวขอ งกบั เทพเจาโดยตรง สวนละครเร่ืองแรก ๆ
ท่ีแสดงกันในประเทศอนิ เดียก็เกี่ยวขอ งกับเทพเจาดวย ในหนังสอื มหาภาษย๒ เลา วา เคยมีการแสดง
ละครเรื่องทม่ี าจากตาํ นานของพระกฤษณะ ไดแก เรื่องกํสวธั และเรื่องพลิพนั ธ ตาํ นานท่เี ลาตอ ๆ
กนั มาในประเทศอินเดียกเ็ ลา วา พระภรตไดจ ัดละครรําถวายพระเปนเจา ซง่ึ ละครมเี น้ือเร่อื ง
เกยี่ วกับการสยุมพรของพระลกั ษมีมเหสขี องพระนารายณ นอกจากนี้ยงั เลาอีกวา พระกฤษณะและ
เหลา นางเล้ยี งโคเปน ผรู เิ ร่ิมการสงั คีตขนึ้ ละครเร่ืองหนงึ่ ชื่อคตี โควินทร๓ กเ็ ปน เรื่องที่เก่ียวของกับ
พระกฤษณะน้ี การละครในอนิ เดียจงึ อาจเกดิ ขึ้นจากการบูชาพระกฤษณะ และละครรําท่ไี ดม ีเปน
คร้ังแรกอาจเปนละครท่เี นื่องดวยศาสนา๔
ดว ยเหตุทคี่ วามเชื่อเก่ียวกบั เทพเจาในศาสนาพราหมณม คี วามเขม ขน
บรรดาเทพเจา และมเหสีจงึ มบี ทบาทอยูในละครสันสกฤตหลายเรื่อง สวนจะมบี ทบาทมากหรือนอย
ขน้ึ อยูกับจุดประสงคข องเรื่องวาตอ งการนาํ เสนอสงิ่ ใดเปนสําคัญ บางเรื่องมจี ดุ ประสงคแสดง
ตาํ นานหรือเกียรติของเทพเจา เน้ือหาทั้งเร่ืองก็จะเปนเร่อื งราวของเทพเจา เชน ละครประเภท
อีหามฤค เร่ืองรกุ มณิ ีหรณะ ของวัตสราช กลาวถงึ พระกฤษณะทรงแยงชิงคหู มน้ั ของพระองค คือ
นางรกุ มิณี กลับคืนมาจากอีกฝา ยหนง่ึ บางเรื่องเทพเจา มบี ทบาทเพยี งถูกกลา วถงึ เชน ละคร
ประเภทโตรฏกะ เร่ืองวิกรโมรวศี ของกาลิทาส จะมตี วั ละครพดู ถึงพระศิวะวา พระองคส าป
นางเอกใหไปทนทกุ ขใ นโลกมนุษย เปนตน ดงั นน้ั ละครสนั สกฤตจงึ เปนละครทมี่ เี ทพเจา องคตา ง ๆ
เขาไปเก่ียวของในเรอื่ ง
พระราชนิพนธเ รือ่ งมัทนะพาธา ในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามีการ
กลาวถงึ พระนามของเทพเจา หลายองค เทพเจา ฝายชาย ไดแก พระพฆิ เนศวร พระอัคนี พระ
นารายณ พระอศิ วร พระพรหม พระอินทร พระอาทติ ยและพระจนั ทร สว นเทพเจา ฝา ยหญงิ ไดแก
๑ สุรพล วริ ฬุ หร กั ษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปริทรรศน. หนา ๗๒.
๒ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสนิ ทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๖๕.
๓ คีตโควินทร เปนเร่อื งราวความรักระหวางพระกฤษณะกับนางราธา มีตวั ละคร ๓ ตวั คือ พระกฤษณะ
นางราธา และโคบาล ผูแตง ชอ่ื ชัยเทพ ชาวองคราษฎร (เบงคอล) ในรัชสมัยของทาวลักษมณเสนผูค รององ
คราษฎร ราว ๘๐๐ ปล ว งมาแลว.
๔ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๖๕.
๘๘
พระลกั ษมี มเหสีของพระนารายณ พระอุมา มเหสีของพระอศิ วร พระสรัสวดี มเหสีของพระพรหม
และพระศจี มเหสีของพระอนิ ทร
บรรดาเทพเจา ที่ไดลําดับนามมานี้ไมไดเ ปนตัวละครในทองเรอ่ื ง เพียงแตใ ห
ตัวละครในเร่อื งกลา วถึงเทา นน้ั ซง่ึ มีหลายตอนดงั น้ี
ตอนจิตระรถถวายรูปหญงิ งามแดส ุเทษณ จติ ระรถไดเ ดินทางไปทว่ั
พภิ พเพื่อวาดรูปหญิงงามมาถวายใหสุเทษณไ ดเลือกชม หญิงงามบางคนเปน นางในปกครองของ
เทพเจา จงึ ตอ งมกี ารกลา วถึงพระนามของเทพเจาผเู ปน นาย เชน
รปู แรกเปนรูปนางกํานัลของพระอุมาก็กลา วถึงพระอมุ าวา
จติ ระรถ. ฃาองคอ มุ าศรี สรุ ะอคั คะเทวนิ , (อุปชาต,ิ ๑๑.)
(มทั นะพาธา หนา ๘)
รูปท่ีสองเปนรปู นางกาํ นลั ของพระลักษมีกก็ ลา วถงึ พระลักษมวี า
จิตระรถ. สะขีพระเทวี มหษิ บี ดีสรู (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ผสู งิ ณไวกณู ฐ. (มัทนะพาธา หนา ๘)
รูปท่ีสามเปน รูปนางละครของพระอนิ ทรกก็ ลา วถงึ พระอนิ ทรว า
จิตระรถ. นางชางประเลงขับ วรศัพทะเริงรมย (อุปชาติ, ๑๑.)
สเุ ทษณ. เปรอองคสโุ รดม.
กม็ ิควรจะมุงมาด.
ทาวศักระทรงฤท- ธมิ หิทธิ์กาํ แหงกาจ,
ผิทรงพโิ รธอาจ จะประหตั ประลัยลาน.
(มัทนะพาธา หนา ๙)
ตอนมายาวินรายมนตร มายาวนิ สะกดเรียกมทั นาใหมาหาสุเทษณ
ตอนเรมิ่ ตนมายาวินกลา วคาํ บูชาเทพเจา ๒ องค คือ พระพิฆเนศวร และ พระนารายณ เพ่อื ขอให
เทพเจา โปรดบันดาลใหการประกอบพิธีประสบผลสําเร็จ ดังตัวอยาง
มายาวิน. พระพิฆเนศวร (สัทฺทุลวฺ กิ ฺกฬี ิต, ๑๙.)
โอมบังคมพระคเณศะเทวะศิวะบตุ ร
๘๙
ฆาพฆิ นะสน้ิ สุด ประลัย
อา งามกายะพระพรายประหน่งึ ระวิอทุ ัย,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ:
(มัทนะพาธา หนา ๑๗)
พระนารายณ
มายาวนิ . โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน, (สทั ทฺ ุลวฺ ิกกฺ ีฬติ , ๑๙.)
ขี่ขนุ สุบรรณร าช จรลั ;
ถือศังขจักระคะทาธรณิผนั
ปราบยกั ษะกมุ ภัณฑ มะลาย;
(มัทนะพาธา หนา ๑๗)
ตอนพิธีอภเิ ษกสมรส พระกาละทรรศนิ กระทําพิธีอภิเษกสมรสระหวา ง
ชยั เสนและมัทนา ในพิธีมีนกั สวดสวดทาํ นองสรภัญญะ เนอ้ื หาของบทสวดวิงวอนเทพอัคนีทัง้ ๓
สถานะ คือ แสงสวา ง สายฟา และเปลวไฟ โปรดชว ยเปนทตู สวรรคน ําความไปแจง แกเ หลา เทพยดา
ดงั ความวา
อาองคพระอัคนี วรศรีประภาใส. (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)๑
เปนเอกอุดมใน หุตะกจิ พะลีการ
ฃา ขอประณตองค สุระท้ังณตรีสฺถาน
ทกุ ภาคพิเศษมาน มนะมงุ ณการยญั
หน่งึ คือสุรียแ จม สจุ รสั ณภมู สฺวรรค
สอ งโลกมนษุ นนั - ทะนะอนุ ระอุกาย
ที่สองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย
คอื วิชชฺ โุ ชต์ฉิ าย รจุ ิแลบณเมฆา
ทส่ี ามก็คือไฟ นระกอ ณเคหา
เพื่อกอบสุภักษา และประกอบพะลพี นู
(มัทนะพาธา หนา ๗๗-๗๘)
๑อนิ ทะวิเชียร สะกดตามที่ปรากฏในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา สวนการอธบิ ายจะสะกดตามท่ีใช
ทั่วไป คอื อนิ ทรวิเชียรฉันท.