The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

๔๐

จึง่ ทรงสวัสด์แิ สนดี

๏ สิง่ ทรามใด ๆ ไปมี มากลว้ั ณท่ี

พระองคสมเดจ็ ภูบาล

๏ บัดนพ้ี ระหฤทัยทาน เมตตานงคราญ

วิสุทธศิ ักดโ์ิ สภา

๏ อันมีนามะไธยยา วา มะทะนา

วเิ ศษสลุ กั ษะณานวล

๏ ทว่ั ทั้งสรรพางคน างยวล เนตรชมอีกชวน

ใหเพง และเพลนิ เจรญิ ใจ

๏ มรรยาทเรียบรอยและใคร ยลชมอรไทย

วา แสนประเสรฐิ เลิดดี

๏ สมควรเปนองคเทวี คูบาระมี

สมมตเิ ทพรงั สรรค

๏ พระงามนางงามสมกัน ทงั้ คณุ อนนั ต

อเนกะเทา ทงั้ สอง

๏ ฃา ขอทวยเทพทง้ั ผอง พรอมกันปรองดอง

ประทานพระพรเพม่ิ ศรี

๏ แดราชาธิบดี อกี องคเทวี

วิสุทธคิ ูสมรส

๏ บัดน้ีองคพ ระดาบส จะถวายรด

อุทกประกอบคาถา

๏ อกี เฉลมิ พระพกั ตรา เพิม่ มงั คะลา

ธิการณกิจพธิ ี

๏ ขอจงสององคท รงศรี ศุภะสฺวัสดี

ครองคูกันอยจู ีระกาล ฯ

(มัทนะพาธา หนา ๗๙-๘๑)

บทพากยหรอื คาํ พากยน ีเ้ ปน ศลิ ปะโบราณอีกอยา งหนงึ่ ท่ีพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู ัวทรงดัดแปลงมาไวในบทละครพดู เพอ่ื ใชบรรยายระหวางท่กี าละทรรศนิ
กระทําพิธีพลไี ฟ รดนา้ํ สังขและเจิมคบู า วสาว ซ่ึงบทพากยสง เสริมใหการกระทําพิธมี ีบรรยากาศของ
ความศักดิส์ ิทธ์ิและเปนสิรมิ งคล

๔๑

๓.๒.๕ เพลงหนา พาทย หมายถงึ เพลงปพาทยท่มี ีทาํ นองและลักษณะการบรรเลง

ตายตวั เปนเพลงชั้นสูงทางดรุ ิยางคศลิ ป ใชบ รรเลงประกอบกริ ยิ าของมนุษย สัตว ส่ิงของ วตั ถุ

หรือธรรมชาติ (สุรพล วิรฬุ หรักษ. ๒๕๔๓: ๑๔๕) ในการแสดงโขนและละครราํ ผูแสดงตองเตน

ตอ งราํ ไปตามจังหวะและทํานองของเพลงหนาพาทย ซึ่งแตละเพลงมีความหมายและจังหวะทํานอง

เปนแบบอยางตางกนั (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๒-๒๓๓)

ในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาซึ่งเปนบทละครพูด พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา

เจา อยูหัวไดทรงกาํ หนดเพลงหนา พาทยไวใ นบางแหงเพือ่ ชว ยการดาํ เนนิ เรื่อง แตตวั ละครไมต อง

เตน หรือราํ เน่ืองจากเปนบทละครพูด ไมใ ชบทละครรํา เพลงหนาพาทยท ี่กาํ หนดไวในพระราช

นิพนธเรื่องมทั นะพาธามี ๑๖ เพลง ดังน้ี

๑. เพลงโหมโรง ๙. เพลงรวั ฉ่ิง

๒. เพลงเหาะ ๑๐.เพลงพระยาเดิร

๓. เพลงนางนาค ๑๑.เพลงพระยาโศก

๔. เพลงลา ๑๒.เพลงตระเชิญ

๕. เพลงสาธุการ ๑๓.เพลงกลองโยน

๖. เพลงตระสันนิบาต ๑๔.เพลงเร็ว

๗. เพลงรวั ๑๕.เพลงคุกพาทย

๘. เพลงโอด ๑๖.เพลงเชิด

เพลงหนา พาทยท ั้ง ๑๖ เพลงกําหนดไวเพื่อชว ยการดาํ เนินเร่ืองโดยตวั ละครไมตอ งเตน

หรอื ราํ แตย ังคงความหมายของเพลงไวต ามเดมิ เชน

เพลงคุกพาทย เปน เพลงหนาพาทยที่แสดงมหิทธฤิ ทธ์ิ จงั หวะของเพลงมีชามีเรว็

มรี กุ เรา เปนตอน ๆ ทํานองเพลงกระตุน ใหบงั เกิดอารมณรสู ึกเสมือนวา อากาศในขณะน้ันวปิ ริต

ประกอบดวยเสียงฟา คาํ รามรอ งและพงุ แสงแปลบปลาบ มพี ายุปน ปว นผงคลีมืดคลุม โลกธาตุ

แปรปรวนอยางนา สะพรึงกลวั เมือ่ บรรเลงประกอบเขากบั ตัวราํ กย็ งิ่ กระตนุ ความรสู ึกใหแลเหน็

เปนวา ตวั รํานัน้ มฤี ทธม์ิ ีอาํ นาจอยา งมหึมา หนา โขนท่ีสวมก็ดูประหนง่ึ เปล่ียนแปลงใหเห็นเปน นา

คร่นั ครามข้นึ ไดอยางมหัศจรรย (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๕-๒๓๖)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงนาํ เพลงคกุ พาทยม ากาํ หนดไวตอน

สเุ ทษณสาํ แดงอิทธิฤทธ์ิสาปมัทนาเปนดอกกุหลาบ โดยทรงพระราชนิพนธค าํ อธิบายเกี่ยวกับ

วิธีการแสดงไวใ นวงเล็บ ดงั ตวั อยาง

สุเทษณ. ตวั อยางท่ี ๑ จุติอยานาน
นางมทะนา สุระแมนสวรรค,
จงมะละฐาน ณ หิมาวัน
ไปเถอะกําเนดิ

๔๒

ดงั ดนลุ ่นั วจิสาปไว !

(พณิ พาทยทาํ เพลงคุกพาทย. สเุ ทษณแผลงฤทธ,ิ์ ฟาแลบแวบวาบตลอดเพลง. พอถึง

รวั ทาย มทั นารอ งกรี๊ดและลม ลงกับพ้นื .)

(ปดมาน.)

เพลงโอด เปน หนา พาทยสาํ หรบั ประกอบกิริยารอ งไหห รอื ตาย นกั ปราชญทางดนตรี

ไดนําเอาระยะลุม ๆ ดอน ๆ ของกิริยาสะอึกสะอ้ืนเขา มาบรรจุไวในเพลง และแตง ทํานองเขา

ประกอบใหเ หมาะสม ซง่ึ จะฟงไดจากวธิ ีตกี ลองประจําเพลงโอด (ธนิต อยูโพธ.ิ์ ๒๕๐๘: ๒๓๖.)

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั ทรงนาํ เพลงโอดมาประกอบในพระราชนิพนธ

บทละครเร่ืองมทั นะพาธา ตอนปริยัมวะทารองไหส ะอึกสะอื้น หลงั จากทมี่ ทั นาจากไปกลายเปนดอก

กหุ ลาบ ดังตวั อยา ง

ตวั อยา งท่ี ๒

ปริยมั วะทา.ชะชะพระมัจจุฤกระไร หทัยธพาล, (ปยวํ ทา, ๑๒.)

กด็ นุนี้สมิ ิประหาร, ประหารพระแม.

ทขุ ะระทมกะมละเปลี่ยว จะเหลยี วจะแล

ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?

พระปยะมาตจุ ระดั้น ณ สรรคะใด

ดนจุ ะขอจะริกะไป ณกาละนี้ !

(พณิ พาทยทําเพลงโอด: ปรยิ มั วะทารองไหสอกึ สอ้ืน. พอจบหนา พาทยก พ็ อพระ

กาละทรรศนิ เดิรนาํ เสดจ็ ทา วชยั เสนออกมาทางซาย; นันทวิ รรธนะ, โสมะทัต, และนายทหารตาม

ออกมาดวย. ในชัน้ ตนผูท ีม่ าใหมยงั ไมม ใี ครเห็นตนกุหลาบ.)

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)

เพลงตระสนั นิบาต เปน เพลงหนา พาทยใ ชในการชมุ นุมเพ่ือกระทําพิธีสําคญั ๆ
ตา ง ๆ (สรุ พล วริ ฬหรักษ. ๒๕๔๓: ๑๔๘)

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงกาํ หนดเพลงตระสันนบิ าตไวใ นตอน
มายาวนิ บชู าพระพิฆเนศวรและพระนารายณใ นการกระทาํ พิธีสะกดเรียกมัทนา ดงั ตวั อยา ง

ตวั อยา งที่ ๓
มายาวิน. อาสองเทเวศร โปรดเกศฃาบาท ทรงฟงซึ่งวาท ที่กราบทลู เชอญ,

โปรดชวยดลใจ ทรามวัยใหเ พลนิ จนลืมขวยเขิน แลวรบี เร็วมา.
ดว ยเดชเทพไท ทรามวัยรูปงาม จงไดท ราบความ ฃาขอนน้ี า,
แมคิดขัดขืน ฝนมนตรคาถา ขอใหนิทรา เฃา สงึ ถึงใจ

๔๓

มาเถิดนางมา อยาชา เช่ืองชอย ตฃู า นคี้ อย ตอนรบั ทรามวัย,
อานางโศภา อยา ชามาไว ตูฃาสงั่ ให โฉมตรูรีบจร.
โฉมยงอยา ขัด รบี รัดมาเถิด ขืนขดั คงเกิด ในทรวงเรารอน,
มาเรว็ บดั น้ี รีบลลี าจร มาเรว็ บังอร ฃา เรียกนางมา.
(มายาวินประนมมือและนงั่ บริกรรม. พิณพาทยทาํ เพลงตระสนั นิบาต. ทุก ๆ คนต้งั ตา
คอยมองด.ู พอถงึ รัวทายตระ มทั นาเดริ ออกมา, ตาจอ งเปงไมแลดูใครและกริ ิยาอาการเปนอยางคนท่ี
ยังหลับอยู, และพูดหรือแสดงกิริยาอยา งคนที่ฝน . สุเทษณล กุ จากบลั ลงั กลงมาตอ นรบั ดว ยความ
ยินดี, แตครั้นเห็นมัทนาจังงังอยูไมยิม้ แยมก็ชงัก, แลว หันไปพูดกบั มายาวิน.)

(มทั นะพาธา หนา ๑๗)

จากตัวอยา งจะเห็นวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงนําเพลงหนา พาทยซงึ่
ใชในบทละครรําและโขนมาประยกุ ตใชกบั บทละครพูดคําฉันทของพระองค โดยท่ีตัวละครไมตอ ง
เตน หรอื รําอยา งโขนและละครรํา เพยี งแตทํากริ ิยาตามบทบาทของตวั ละคร ซง่ึ การกาํ หนดเพลง
หนา พาทยไวในทีต่ าง ๆ ของบทละครพูดนน้ั ชวยทาํ ใหการดาํ เนินเรอื่ งจากเหตุการณหนงึ่ ไปยงั อีก
เหตกุ ารณหนึ่งมีความตอเนื่องกัน และการกําหนดเพลงกไ็ ดค งความหมายของเพลงตามที่
นกั ปราชญโบราณดา นดนตรีไดสรางสรรคไ ว

พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธาเปนบทละครพูดคาํ ฉันท ๕ องก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงตั้งพระทัยทจ่ี ะทรงสรา งสรรคบ ทละครใหมคี วามแปลกใหม ไมทรงยึดติด
กบั รูปแบบของละครทีม่ ีมากอนน้ัน โดยสวนประกอบของบทละครไดป ระยุกตศ ิลปะแบบตาง ๆ ทง้ั
เกา และใหมเขา ไวด วยกัน ประกอบดว ยบทสนทนา บทรอง บทสวด บทพากย และมกี ารกําหนด
เพลงหนา พาทย ซง่ึ ทําใหพ ระราชนิพนธเ รอ่ื งมัทนะพาธาเปน บทละครที่มีลักษณะไมซ้ํากบั บทละคร
เรอื่ งใด ทําใหการถา ยทอดเร่ืองราว แนวคิด คติธรรมตา ง ๆ เปนไปอยางลึกซ้ึงนา ประทับใจ

๓.๓ ลักษณะของเรื่อง

พระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาเปน วรรณกรรมประเภทบทละครทพี่ ระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจาอยหู วั มไิ ดทรงนาํ เนอื้ หาของบทละครมาจากท่ีใด มีขอความปรากฏในพระราชนิพนธ
คาํ นาํ วา “...ละคอนเร่อื งนี้ไมใชไดเนอื้ เร่อื งหรือตัดตอนมาจากแหง ใด ๆ เลย, จ่งึ ขอบอกไวใหผูอา น
ทราบเพื่อไมตองเสียเวลาไปเที่ยวคนหาเรื่องน้ใี นหนงั สอื โบราณใด ๆ. แกน แหงเรอื่ งน,้ี ไดเคยมีติด
อยูในใจของฃาพเจามาชา นานแลว ,...”๑

๑ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูห ัว. (๒๕๔๘). มัทนะพาธา หรอื ตาํ นานแหง ดอกกุหลาบ.
หนา ๑.

๔๔

พระราชนิพนธมีแกน หรือแนวคิดหลกั วา ความรักเปน เครอ่ื งผูกพนั ท่กี อ ใหเ กิดทกุ ข อัน
เปน แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนา และมีลักษณะของบทละครบางประการคลายคลึงวรรณคดีการ
ละครของสันสกฤตในประเทศอินเดยี ซ่งึ นิยมนับถือเทพเจาในศาสนาพราหมณ เนื้อเร่ืองมคี วามเช่อื
ทางไสยศาสตรปะปนอยูดว ย ลักษณะของเรื่องจึงมบี รรยากาศแบบอนิ เดียแตสะทอ นปรชั ญาใน
ศาสนาพทุ ธ นอกจากน้ีผูท รงพระราชนพิ นธไดทรงสอดแทรกแนวคิดอื่นอนั มสี ารประโยชนเพิ่มเตมิ
ไวดว ย

๓.๓.๑ เนื้อเร่อื ง

มัทนานางฟารปู งาม สุเทษณเ ทพบุตรวงิ วอนขอความรักจากนางแตนางไมยินดี จงึ ถกู
สาปใหจตุ ิเปนดอกกุหลาบยงั โลกมนุษย พอถงึ วันเพ็ญนางจะกลายรางเปนหญงิ นาน ๑ วัน ๑ คืน
หากนางเกิดความรกั ตอชาย นางจะพน คาํ สาปไมต องกลายเปนดอกกุหลาบแตจ ะตอ งประสบกับ
ความทุกขอนั เกิดจากความรกั พระฤๅษกี าละทรรศินมาพบดอกกุหลาบอยใู นปา เกรงวา นางจะ
ไดร บั ความลาํ บาก จึงกลา วชวนดอกกุหลาบไปอยู ณ สวนขา งอาศรม ชัยเสนกษัตริยแหง กรงุ
หัสตินาปุระเสด็จประพาสปา ไดเห็นมทั นาขณะอยูรบั ใชกาละทรรศนิ และเกดิ จติ ปฏพิ ัทธตอ นาง
สว นนางกม็ ีจติ หวน่ั ไหวเนื่องดวยความรกั กาละทรรศนิ กระทําพธิ ีสมรสใหคนทั้งสอง จากน้นั มัทนา
ไดต ิดตามชัยเสนไปอยใู นวัง จัณฑมี เหสขี องชัยเสนหงึ หวงจงึ สง ขาวไปทลู ทาวมคธพระบิดาใหย ก
ทพั มาโจมตี ตอมาวางกลอบุ ายใสร า ยวา มัทนาทําเสนหอาถรรพและเปนชูกับศุภางคทหารคนสนทิ
ของชยั เสน ชัยเสนหลงเชอื่ จงึ สง่ั ใหนาํ ตัวศุภางคแ ละมทั นาไปประหารชีวติ แตอํามาตยสงสารไมไ ด
ฆาฟน ศุภางคแ อบกลับเขา ไปรบในกองทัพและถูกศัตรูฆา ตาย สวนมัทนากลับไปยังอาศรม
ตอ มาพราหมณผ ทู ําเสนหขอเขาเฝาและสารภาพวาเปนแผนของจณั ฑี ชยั เสนเสียใจมากจึงรบี ไป
ตามมัทนา ฝายมัทนาไดท าํ พิธบี ชู าสุเทษณวงิ วอนขอใหชว ยนางพนจากความทุกข
สุเทษณเ สนอจะชวยดว ยการรับนางไปเปนชายาแตนางปฏิเสธ สุเทษณจ งึ สาปมทั นาใหก ลายเปน
ดอกกุหลาบชั่วนิรันดร

๓.๓.๒ การดําเนนิ เรือ่ ง

พระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธาเปน บทละครพูดคาํ ฉันท ๕ องก แบงเปน ๒ ภาค คือ

ภาคสวรรคและภาคบนดิน เหตุการณในเร่ืองไดดําเนนิ ไป ดังน้ี

ภาคสวรรค

องกท ี่ ๑ เร่มิ เรื่องดว ยบทระบําซ่งึ เปน บทขบั รองและราํ ของหมูคนธรรพ มเี น้อื หา

สรรเสรญิ และถวายพระพรสเุ ทษณเทพบุตรตัวละครสาํ คัญ บทขบั รองเลา ความเปนมาของตัวละคร

ในชาตปิ างกอนสเุ ทษณเ กิดเปน กษตั ริยแหงแควน ปญจาลและบาํ เพ็ญตบะจนไดมาอบุ ัติในแดน

สวรรค ดังความวา

พระองคท รงมีคุณ กะตะบญุ บาระมี (ยาน,ี ๑๑.)

บําเพญ็ ในอต-ี ตะกาลดลผลไพบูลย

๔๕

ชาติกอนเปนสกุ ฺษัตร เถลิงรฐั ราไชสรู ย

ในวงศะประยรู สรุ ะแมนแควน ปญ จาล

ทรงธรรมลํา้ มะนษุ ฤทธิรุทมหาศาล

บาํ เพญ็ พะลีการ ทกุ อยางงามตามวิสัย

ครนั้ ถึงเวลาควร ภูมศิ วรจากไผท

เสดจ็ สรุ าลัย เสวยสขุ ในแดนสรวง

(มทั นะพาธา หนา ๓-๔)

จากน้ันจึงดําเนนิ เรือ่ งโดยเผยใหเหน็ ปมปญ หาที่เกิดขึ้นอยูกอ นแลว แตเผยเพียงบางสวน

รายละเอียดถูกเกบ็ งาํ ไวเ พอ่ื ใหติดตาม กลา วคอื สเุ ทษณสนทนากบั จติ ระเสนผูเปน บรวิ าร คําพูด

ของสุเทษณแสดงความคบั ของใจท่ีไมสมหวงั ในบางสง่ิ ดังนี้

สเุ ทษณ เชนนั้นทาํ ไม พวกมงึ มาให พรกบู ัดน,้ี (สุรางคณา, ๒๘.)

วาประสงคใด ใหสมฤด?ี มงึ รูอยูน ี่ วากเู ศรา จติ

เพราะไมไดสม จิตท่ีใฝชม, อกกรมเนอื งนติ ย.

(มัทนะพาธา หนา ๔)

จติ ระเสนรูค วามในใจของผเู ปนนาย จงึ เรยี กเหลานางอัปสรออกมารองและรําเพ่ือสราง
ความบนั เทิงใจ บทขบั รองบอกวาสเุ ทษณเ ปนเทพผูทรงพรหมวิหาร ๔ คอื มีเมตตา กรุณา มทุ ิตา
และอเุ บกขา ซง่ึ กอนน้นั ไดกลา วมาแลวคร้งั หนึ่งวา สุเทษณเดมิ เปนกษัตริยผ ูบ าํ เพญ็ ตบะจนไดม า
อุบัติในแดนสวรรค แสดงวาสุเทษณเปนเทพผูทรงคณุ ธรรมองคห นึ่ง บทรองของอัปสรมวี า

อนั พระเมตตาเนอื งนอง ประดจุ ละออง (ฉบงง, ๑๖.)

วะรณุ ระร่ืนรวยเย็น

พระกรณุ าแนเหน็ ดิประดจุ เปน

วายุราํ เพยเชยใจ

พระมุทิตาแนว ใน ฃา บาทจึ่งได

มานะเปน นิจในงาน

พระอเุ บกขาสมาน จติ ใหเบิกบาน

บเ สอ่ื มบสญู ภักดี

(มัทนะพาธา หนา ๕)

ตอ มาความทกุ ขใ จของสเุ ทษณท ี่ถูกปดบงั ไวไ ดร บั การเปดเผยทัง้ หมด ซง่ึ มีสาเหตมุ าจาก
ความขดั แยงระหวางสเุ ทษณกับนางฟาช่อื มัทนา สเุ ทษณรักมทั นาแตมัทนาไมร กั ตอบ ความ

๔๖

ขัดแยง ดังกลา วยงั ไมถ งึ ขัน้ รุนแรงและพ่ึงเร่มิ เกดิ ข้นึ ไดไมนาน แตเปนจดุ ทกี่ อใหเ กดิ เรื่องราวตา ง ๆ
ตามมาอีกมาก ความขัดแยง นี้ถูกเผยดว ยคําพูดของสเุ ทษณว า

สเุ ทษณ. จรงิ อยนู ะเจาเอย ผจิ ะเชยสมัคสมาน (อินทวงส, ๑๒.)
นางใดณแมนการ ก็จะสิทธสิ มฤด,ี
เวนเดียวก็แตโฉม มะทะนาวสิ ทุ ธิศรี
ผเู ลิดสุรางคมี วรรูปวิเลขวิไลย.
(มทั นะพาธา หนา ๖)

สเุ ทษณพ ยายามแกไ ขปญ หาความไมส มหวังในรกั ของตนโดยการใชจิตระรถบริวารอีกผู
หน่ึงไปวาดรูปหญงิ งามทัว่ จักรวาลมาใหช ม แตไ มมีนางใดท่สี ุเทษณพงึ ใจไปกวามทั นา การแกไ ข
ปญ หาคร้งั ทส่ี องเริ่มขึ้นแตกลับทําใหปญหาทม่ี ีอยูแลวมากยิ่งขน้ึ สุเทษณสั่งใหม ายาวนิ ใช
เวทมนตรสะกดเรียกมัทนามา กอนทม่ี ายาวินจะใชเวทมนตร มายาวินไดเลาความสมั พันธในชาติ
อดตี ระหวา งสุเทษณก ับมัทนา ทาํ ใหทราบสาเหตุท่ีมทั นาไมพ ึงใจสเุ ทษณ และสเุ ทษณไ มมที างทจี่ ะ
สมหวังในรัก แตท งั้ หมดไมอ าจชวยใหสุเทษณห ักหามความรักได ยังยนื ยันทจ่ี ะเรียกนางมา

ความตงึ เครียดเพ่มิ ขึ้นเมื่อมัทนาปฏเิ สธความรักของสเุ ทษณ ทาํ ใหสเุ ทษณโ กรธและ
แกปญหาดวยวิธีรนุ แรงโดยการสาปมัทนาใหจ ุติเปน ดอกกหุ ลาบในโลกมนุษยโดยมีเงือ่ นไขดงั นี้

สเุ ทษณ. ดวยอาํ นาจอทิ ธ์ิฤทธ.ี อันประมวญมี (ฉบงง, ๑๖.)
ณตวั กูผแู รงหาญ ใหจตุ ผิ าน
เปนมาลเี ลิด
กูสาปมัทนานงคราญ รสู กึ อรุ ะ
ไปจากสรุ าลยั เลิด, ใหน างน้เี ปน
แตห ากนางมี
สูแดนมนุษยและเกิด คงรปู อยูไซร
อันเรียกวากพุ ชะกะ, บมีสุฃา-

ใหเปนเชน น้ันกวาจะ
ระอุเพราะรกั รึงเขญ็ .

ทกุ เดือนเมอ่ื ถึงวันเพญ็
มนษุ อยูก ําหนดมี

เพียงหน่ึงทวิ าราตร;ี
ความรกั บุรุษเมื่อใด,

เมอ่ื นนั้ แหละใหท รามวัย
บคนื กลับเปนบุปผา.

หากรกั ชายแลวมัทนา
ภริ มยเ พราะเลิดรางรกั ,

๔๗

และนางเปนทุกขย่ิงหนกั จนเหลอื ที่จกั
อดทนอยูอกี ตอไป,

(มทั นะพาธา หนา ๒๙)

ภาคบนดนิ

องกท ่ี ๒

ตอนท่ี ๑ ในกลางหมิ ะวัน มทั นาจตุ บิ นโลกมนุษยและประสบปญ หาประการแรกคือ
ความยากลาํ บากในการดาํ รงชีวติ อยูทา มกลางปา เขา เพราะตองมสี ภาพเปนดอกไมส ลบั กับการ
เปนมนษุ ย เปนเหตใุ หพระฤๅษีกาละทรรศินผูเล็งญาณทราบความเปน มาของดอกกุหลาบตอ ง
ชว ยเหลือดวยการเชญิ ไปอยู ณ บรเิ วณอาศรม ท้ังนี้ขึน้ อยกู บั ความสมคั รใจของมทั นา ความ
ปรารถนาดีของกาละทรรศินและการตัดสนิ ใจยินยอมของมัทนานาํ พาชีวติ ของมทั นาไปสปู ญหาและ
อปุ สรรคท่ีหนกั ขน้ึ

ตอนท่ี ๒ ทางเดริ ในดง ชยั เสนกษัตริยแหง กรงุ หสั ตินาปุระเสด็จประพาสปา ลา สัตว

ชยั เสนตามกวางมาจนใกลบ รเิ วณอาศรม และกวางเปน ส่อื ใหช ัยเสนไดพบกับมัทนา
ตอนท่ี ๓ ลานหนา อาศรมของพระกาละทรรศิน ชัยเสนเห็นมทั นาและพอใจนาง

คาํ พดู ของศุภางคทหารเอกแสดงความวิตกวา ตอไปมทั นาอาจตอ งประสบปญ หาอันใหญห ลวง แต
ก็มไิ ดบ อกใหใ ครทราบดังน้ี

ศุภางคก ลา วกับโสมะทัต ถงึ ชัยเสนและมทั นาวา

ศภุ างค. ทา นเปนซ่งึ เผาพนั - ธพุ ระจันทะเรอื งศร,ี (สาลินี, ๑๑.)

หากเห็นซง่ึ เทวี ธก็คงจะโปรดปราน;

แตหากนางเปนบาท บรจิ าริกาทาน,

ฃาเกรงคงเกดิ การ ทมุ ะนัสละแนนอน.

(มทั นะพาธา หนา ๔๘)

และศภุ างคร าํ พงึ วา

ศุภางค. นกึ นาอนาถจติ ก็จะคิดประการใด (อินทะวิเชียร, ๑๑.)

นกึ แลววะทรามวัย ฤก็ควรกะทรงศกั ด์ิ

นกึ เลา กส็ งสาร วนดิ ายพุ าพักตร

นกึ ถึงจะตอ งหนัก อุระแนละนงคราญ

(มทั นะพาธา หนา ๕๓)

๔๘

องกท ่ี ๓ ลานหนาอาศรมของพระกาละทรรศนิ ชยั เสนและมัทนาเกิดความรูส กึ รักตอ
กนั มีภาวะจิตที่ปราศจากความสงบ มคี วามกระสบั กระสา ย ทรุ นทรุ ายใจ ปรารถนาท่ีจะไดอ ยู
ใกลช ดิ กับผูที่ตนรัก ตัวอยาง

ชยั เสนรูสึกทุกขเพราะความรักรมุ เรา ในใจ โดยราํ พึงรําพันวา

ชัยเสน. พิศโฉมและฟงเสียง ละก็เพยี งจะขาดใจ, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลบั ไหล ฤฉนน้ี ะอกเอย!
ขืนนอนก็รอนเรา ฤดเิ ฝาคะนึงเชย,
หากขืนจะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพงั ภนิ .
(มทั นะพาธา หนา ๕๕)

มัทนาทรุ นทรุ ายใจเพราะปรารถนาจะไดอยรู ับใชช ัยเสน นางครํ่าครวญวา

มทั นา. โอนึกข้ึนมาแลว ละก็แทบจะรอ งไห, (อินทวงส, ๑๒.)
พอหมดคืนนีไ้ ซร กจ็ ะชวดละโอกาส.
เออทําฉันใดดี นะจะใหพระทรงราชย,
อยูตอไมล ลี าศ จระจากณที่นี้?
หากวาไมไ ดเปน ยุวพรหมะจาร,ี
คงกลาแลพาที พจะทูลพระภธู ร,
ใหค งแรมอยูอ ีก ณประเทศะนี้กอ น;
แลหากวา ทลู วอน พระก็อาจะเดารู
(มทั นะพาธา หนา ๕๗)

ชยั เสนแอบฟง ถอ ยคํารําพันความในใจของมทั นา ทาํ ใหท ราบวา มัทนามคี วามรกั ตอ
พระองคเชน เดียวกับที่พระองคมคี วามรักตอนาง ตอนนี้จึงเปนจดุ เปล่ียนที่สําคัญซ่งึ นําพาชีวิต
ของมทั นาไปเผชิญกับอุปสรรคอนั ยากลาํ บากยง่ิ

มัทนาไมไดพยายามหลีกหนใี หพน จากหวงแหง ความรัก นางยนิ ดที ี่จะถวายการปรนนิบัติ
ชยั เสนดวยความจงรักภักดี ทง้ั ท่ีรวู า การเปนกษัตริยยอมมีหญงิ อื่นอยูแลว มากมาย การดําเนิน
เรื่องตอจากน้ีเปน พิธีอภเิ ษกสมรสระหวา งชยั เสนกับมทั นาซงึ่ กลา วไวอยางเปนข้นั ตอน

๔๙

องกท ี่ ๔

ตอนท่ี ๑ สวนหลวงขางพระราขวัง, ในกรงุ หัสตนิ าปรุ ะ หลงั พิธีอภิเษกสมรส

มัทนาติดตามชัยเสนมาอยูท่สี วนหลวงขางพระราชวงั ชัยเสนยังมไิ ดกลับเขาไปยงั พระราชฐาน
ชัน้ ในตงั้ แตก ลบั จากการประพาส เมอื่ จณั ฑมี เหสขี องชัยเสนใชน างอราลีขา หลวงมาสบื ความ แต
ศุภางคม าพบอราลีเสยี กอนและโตเ ถียงกัน ปริยัมวะทานางกํานัลของชัยเสนเขา มาชว ยแกไข
สถานการณ อราลียอมจากไป การสนทนาระหวางปรยิ ัมวะทากบั ศภุ างคป ูพน้ื ใหเหน็ ลักษณะนิสัย
ที่บกพรอ งของจัณฑี อนั จะนํามาสคู วามขัดแยงระหวางจัณฑีกับมทั นา ดังตัวอยา ง

ปริยัมวะทา.ดิฉนั เหน็ มะเหษี ธคงทราบและหงึ สหวง (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
ศุภางค. พระนางเธอก็โทษา คะตมิ กั จะครอบดวง
ฤทกั มักจะยิง่ ใหญ
หะทยั อยูและใครทว ง
(มทั นะพาธา หนา ๘๙-๙๐)

และอกี ตอนหนง่ึ ศุภางคพูดกบั ปริยมั วะทาเกี่ยวกับเหตุผลของการอภิเษกสมรส

ระหวา งชยั เสนกับจัณฑี แตเนื่องจากไมใชเ รอื่ งท่ีสมควรจะนาํ มาพดู ปริยัมวะทาจงึ ปรามไว จุดนี้

นอกจากจะคอ ย ๆ เผยใหเห็นความสัมพนั ธของทัง้ สองท่ีไมไดมีพื้นฐานมาจากความรกั แลว ยงั ชว ย

ใหเกดิ ความสงสัยใครรวู าเรื่องราวทงั้ หมดเปนอยางไร ดังความวา

(ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)

ศภุ างค. ผเิ ลอื กคูเพราะเพง ทาง ประโยชนเ พียงณการเมือง

มชิ านานกจ็ าํ เคือง ระคายจติ ระคายตา!

ปริยัมวะทา.อะพ่ชี ายขยายเรื่อง ฉนี้เคร่ืองจะเลยพา

พะหโู ทษะพลนั มา กระทบกายมบิ งั ควร

(มัทนะพาธา หนา ๙๐)

ตอมาเกิดความขัดแยงขึ้นระหวา งชยั เสนกบั จณั ฑี ทั้งสองโตเ ถียงกนั อยางรนุ แรง

จณั ฑีไมพ อใจทชี่ ัยเสนไมก ลบั เขา ไปยังพระราชฐานช้นั ใน และยังใหค วามสาํ คัญกับมทั นามากกวา

นาง ฝายชัยเสนก็ไมพ อใจทจี่ ณั ฑีใชถ อ ยคาํ ประชดประชันและยงั ขวู าหากทาวมคธพระบดิ าของนาง

ทรงทราบกอ็ าจไมพอพระทยั ชัยเสนโกรธจงึ กลาวถงึ การอภเิ ษกสมรสระหวางตนกบั จณั ฑีวาไมได

มสี าเหตมุ าจากความรัก หากแตเ ปนเร่ืองของการเมอื งทพ่ี ระบดิ าของทั้งสองไดตกลงกนั ดงั ความ

วา

ชัยเสน. มคธราชา กบั พระบดิ า สิทานชอบกัน, (สรุ างคณา, ๒๘.)

จึ่งไดตกลง สององคก ลาวหมน้ั ตวั เธอกับฉัน ไวแตยงั เยาว;

ใชฉ ันตะกาย ไปรกั โฉมฉาย เองเมือ่ ไรเลา,

สองบดิ าทาน จดั การใหเ รา, ฝายฉนั นเี้ ลา กอบกะตญั ู

๕๐

จึง่ ยอมตามทา น และไปทําการ แตง กับโฉมตร,ู
และแตนั้นไซร กไ็ ดเ ลี้ยงดู สมควรแกผู เปนมหิษ.ี
ฉนั จงใจรกั , และผนิ งลักษณ มีจิตไมตรี
คงจะไมต อ ง ขุนหมองคราน;ี้ ขอจงตริดี ก็คงแลเห็น.

(มัทนะพาธา หนา ๙๕)

เมอื่ ชัยเสนพามัทนาจากไปโดยไมสนใจจณั ฑี นางจงึ พยายามหาวิธเี พ่อื ใหชัยเสนกลบั มา
สนใจนางอีก ซ่งึ ทําใหม ทั นาตองประสบปญ หาในเวลาตอมา

ตอนที่ ๒ รมิ รัว้ คา ยหลวง, ตาํ บลกรุ ุเกษตร. จณั ฑีทําอบุ ายโดยการลอบสงขาว

ใหทา วมคธพระบิดายกทพั มาโจมตีกรงุ หัสตินาปุระ ขณะท่ชี ัยเสนออกบญั ชาการรบกไ็ ดร ับขาว
วามัทนากาํ ลังประชวร จงึ วติ กและรีบกลบั เขา วงั เพือ่ เยี่ยมมัทนา

ตอนที่ ๓ สวนหลวงขางพระราชวัง, ในกรงุ หัสตนิ าปรุ ะ. จัณฑดี ําเนนิ อุบายตอ

เพือ่ แกปญหาของตน โดยรว มมือกบั นางขาหลวงคนสนิทและพราหมณวทิ ูรสรา งสถานการณใหชัย
เสนเขา ใจผิดวา มัทนาใชพราหมณว ทิ รู ทาํ เสนหอาถรรพแ ละเปนชูก ับศุภางค
มัทนาไมมีโอกาสแกไ ขปญหาของตนเอง เมอื่ ชัยเสนสง่ั ประหารชีวิตมทั นากับศุภางคและลงโทษผูท่ี
เกยี่ วของ ชัยเสนส่ังลงโทษวา

ชยั เสน. เหวยนันทวิ รรธน จบั ศุภางคม ดั เอาไปทันท,ี (สุรางคณา, ๒๘.)

แลว ฆามนั ให บรรลัยคืนน้ี คนคดอัปรีย มิควรอยนู าน.

สวนมะทะนา ก็อหังการ ริเร่มิ เหิมหาญ,

ขืนจะเอาไว ตอไปไมนาน ก็คงคิดการ ประหารกูตาย.

จงเอาโฉมตรู ไปพรอ มกบั ชู ของนางโฉมฉาย,

ฆาเสียดว ยไซร จะไดส มหมาย พรอ ม ๆ กนั ตาย ไปคเู คยี งกนั .

ปร ิยัมวะทา กช็ ่วั หนักหนา ไมควรเลย้ี งมนั ,

จงขบั นางออก นอกเมืองกูพลัน และอยาใหมนั น้ันกลบั คืนมา.

ฝายนางทาสี โทษก็ควรมี จงลงอาญา,

สงมนั จําไว ในตรุจนกวา จะครบเวลา รวมไดสามป.

ตาพราหมณห มอเฒา วุนวายนกั เลา ผิดมากคราน,ี้

จงตระเวนรอบ ขอบเขตธานี แลว ขบั ธชี พนเขตภารา!

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๐-๑๑๑)

๕๑

การแกปญหาของจณั ฑสี ามารถกาํ จัดมทั นาออกไปใหพ นทาง แตแ ทนทชี่ ัยเสนจะหนั
มาสนใจนางดงั เดิม ชัยเสนกลับกลายเปนเกลียดชงั นางยงิ่ ขน้ึ นางแสรง ขอออกไปเจรจาหามทัพ
ของพระบิดา ชัยเสนกลาววา

ชัยเสน. ชะเกงละจัณฑี ชะชะมอี บุ ายครบ, (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
เตรียมเพื่อจะตัดรบ รณะดว ยจะหา มทัพ!
การศึกกเ็ ธอกอ ขณะนจี้ ะขอดบั ,
ผฉิ นั จะยอมรบั กจ็ ะอวดวะยอมแพ.
ฉน้ันสิฉันมงุ รณะยุทธะอกี แท,
คอยดูเถิดหนอแน ละจะฝากกาํ นลมา;
ฉนั คิดจะสงเศยี ร มะคะธาธิราชา
แหละใหกะโฉมนา- รขิ บถณสาม!ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๒)

องกที่ ๕

ตอนที่ ๑ พลบั พลาในคา ยหลวงทตี่ าํ บลกรุ ุเกษตร. ชัยเสนคนพบความจรงิ

เนื่องจากพราหมณวิทรู กลับใจมาขอเขาเฝาและกราบทลู เรอื่ งทีจ่ ัณฑวี างแผนใสรา ยมัทนา ชัยเสน
เสียใจถงึ กับจะฆาตัวตาย แตน นั ทิวรรธนะไดเ ปดเผยเสียกอนวาตนเองมไิ ดประหารชีวิตมัทนา มี
พราหมณคณะหนงึ่ รบั มทั นากบั ปริยมั วะทาเดินทางเขาปา ไป สวนศุภางคกไ็ ดสละชีพในสนามรบ
อยางชายชาติทหาร เหตกุ ารณเ ร่มิ คลค่ี ลายเม่ือทา วมคธถกู จบั เปน เชลย ชัยเสนสงั่ ใหต ัดพระเศยี ร
ทาวมคธใสชะลอม แลว ใหจัณฑที ูนพระเศยี รพระบิดาออกจากเมอื งไป

ตอนที่ ๒ กลางปา หิมะวนั . ชัยเสนไปตามมทั นายงั อาศรมแตไมทันการ

มัทนาไดก ระทาํ พธิ พี ลีไฟเพ่อื บูชาสุเทษณ นางวงิ วอนขอใหส เุ ทษณช ว ยเหลือนาง เม่ือสเุ ทษณ
ยนิ ดจี ะชวยโดยการรบั นางกลับสสู วรรคเพ่ือไปเปน ชายาแตมัทนาปฏเิ สธ สเุ ทษณจ ึงถามถงึ ความ
ปรารถนาของนาง มัทนาตอบวา

มัทนา. ใดจะพึงกะมละกวา พระสามทิ ี่ (รโธทธฺ ตา, ๑๑.)
เปนวราภะระณะศรี ณเกศถกล.
ฃา ก็ขออะมระฤทธิ์ ประสิทธิผล,
ชวยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด
แหงพระวีระชยะเสน นเรนทะรัตน,
ใหพระจากนะคะระหัส- ตินาและมา
รบั ดนูจระณขณั ฑ, ฉนนั้ แหละฃา

๕๒

โศกจะสางและมะทะนา จะเปรมหทยั !

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐-๑๓๑)

การขอใหช ัยเสนมารบั นางกลบั กรุงหสั ตินาปุระขัดความจดุ ประสงคของสุเทษณที่
ตอ งการใหม ัทนารสู ึกทุกขทรมาน เพือ่ วานางอาจหวนกลับมานกึ ถงึ สเุ ทษณและยินยอมเปน ชายา
แตท ุกสง่ิ กลบั ไมไ ดเ ปนไปตามท่คี าด สเุ ทษณจ ึงผดิ หวงั และสาปนางใหเ ปน ดอกกุหลาบชั่ว
นิรันดร เพอื่ นางจะไดไมตองพบพานความรกั ของชายคนใดอีกตอไป

สุเทษณ . แตณกาละทวิ ะนี้ วนิดาภา
เปนสกุ ุพชะกะผะกา บมเิ ปล่ียนเลย,
เพอื่ ประกนั บุรษุ ะอน่ื บมชิ น่ื เชย.

โฉมอนงคดรุณิเอย, วจะฃาขลัง,
สาปกจ็ ักอะจิระสทิ - ธิสะมิทด์ิ งั :
ฃาประกาศวะจะนะสั่ง นะสดับด:ี
กลายเถอะรา งสมุ ะทะนา ดจุ ะมาล,ี
เปนสุกพุ ชะกะฉนี้ เถอะนิรันดร!
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๑-๑๓๒)

ชัยเสนมาพบเพียงตน กุหลาบและไดประจกั ษช ัดในความซอื่ สัตยข องมทั นา
ชัยเสนแข็งใจดบั ความทกุ ขโศกกลาวเชิญดอกกหุ ลาบกลับกรุงหัสตินาปรุ ะ จากน้นั ชัยเสนหลง่ั น้ํา
จากสงั ขท่ีโคนตน กหุ ลาบ คนขุดก็ขุดตน กุหลาบสถติ ไวบนวอทองโดยงาย

ตอนจบของเร่ืองบรรยากาศกลบั เขา สคู วามสงบ กาละทรรศนิ ขอพระอินทรป ระทาน
พรแกช ัยเสนใหส ุขสวัสดีมฤี ทธานุภาพเกรยี งไกร ดงั ความวา

กาละทรรศิน. ฃาขอใหเทพองคอะธิปะติณไตร- (กสุ ุมติ ลดา, ๑๘.)

ตรึงษะโปรดให พระพรสิทธ์ิ

แดองคส มเดจ็ ราชะปะระมะบพติ ร

เรืองมหาฤท- ธเิ ดชา,

มีชยั ในการยุทธะและบมิปะรา-

ชยั ณท่วั หลา สกลฃาม,

ฃอจงทรงสวัสดีนจิ จะสุขะอภริ าม

รมยะทุกยาม บเสอื่ มซา.

(มทั นะพาธา หนา ๑๔๑-๑๔๒)

๕๓

และขอพระอินทรโปรดอาํ นวยพรใหดอกกุหลาบจงเปนพรรณไมท ีค่ งอยใู นโลก
ตลอดไป เพ่ือความงดงามจะชวยบาํ รุงจติ ใจของมนษุ ยใหเบิกบาน กล่ินอนั หอมจะชว ยให
ปราศจากทกุ ข และยามท่ีหญงิ ชายเริ่มรูจักความรกั ดอกกุหลาบจะแทนความหมายใหรูว ารักแท
ดงั ความวา

กาละทรรศนิ . หนึ่งอวยพรใหก ุพช ะกะสุระผกา (กุสุมิตลดา, ๑๘.)

คงดลิ กหลา บสูญพรรณ,

เปนสงิ่ ชวนยวนจติ ตะนระสุวะคนั ธ

ชว ยระงับสรร- พะทกุ ขหนกั ;

หญงิ ชายยามเร่ิมรรู ะสะณฤดริ ัก

ใชก ุหลาบจัก ระเริงใจ,

อันดวงมาลีกุพช ะกะสผิ วิ ะให

พึงจะรไู ด วา รักแท,

แลยามดมดอกกุพชะกะนะก็จะแก

เดือดณดวงแด และสุขพลัน.

ขอมาลีศรีกพุ ชะกะสริ สิ คุ นั ธ

จงประดษิ ฐพ รรณ นิรนั ดร!

(มัทนะพาธา ๑๔๒)

ชยั เสนรบั พรจากกาละทรรศนิ จากนั้นกระบวนเสดจ็ ของชยั เสนก็คอย ๆ เคล่ือนกลบั
สกู รงุ หัสตินาปุระ มตี นกหุ ลาบสถติ อยูบ นวอทองและจะดํารงคงอยูคกู รุงหสั ตินาปรุ ะตลอดไป

พระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธามเี หตุการณท ่ีดาํ เนนิ ไปเพอ่ื แสดงตํานานของดอกกุหลาบ
และเพอื่ นําเสนอแนวคิดดานพุทธปรัชญา คือ ความรกั กอใหเ กิดทุกข โดยการเปดเรอ่ื งเร่ิมจากการ
แนะนําตวั ละครช่ือ สุเทษณ เทพบุตรผูทรงพรหมวิหาร ๔ ซงึ่ ในอดีตชาติไดบําเพญ็ ตบะจนมาเกิด
บนสวรรค สเุ ทษณเ ปนผูเริ่มตนสรางปมปญหาอนั มเี หตุมาจากความรกั ใหเกิดขนึ้ ในเร่อื ง เพราะสุ
เทษณหลงรกั มัทนาแตม ัทนาไมรักตอบ ความขดั แยง จงึ เกิดขึน้ ระหวา งมัทนากับสเุ ทษณซ ึ่ง
ระยะแรกยงั ไมรุนแรงแตเปน จดุ ทีท่ ําใหเ กิดปญหาอยา งอื่นตามมาอีกมาก เม่ือมัทนาปฏเิ สธความรัก
ของสเุ ทษณโ ดยส้ินเชิง ความขัดแยง จงึ รนุ แรงขน้ึ จนสุเทษณโกรธและสาปมทั นา สง ผลใหว ถิ ีชีวิต
ของมทั นาตองประสบกบั ปญ หาในเวลาตอมา สวนการแนะนําตวั ละครตอนตนเรื่องวา สเุ ทษณเปนผู
บาํ เพญ็ ตบะและทรงพรหมวหิ าร ๔ นั้นชว ยสนับสนุนแนวคิดของเรื่องวา แมผูทรงคณุ ธรรมก็อาจถูก
ครอบงาํ ดวยความลมุ หลงอันเปนกิเลสได เมอ่ื มัทนาลงมาจุตยิ ังโลกมนษุ ยและไดพ บกับชัยเสน ท้ัง
สองก็ตกอยูในหว งแหง ความรกั ตา งมีอาการกระวนวายดว ยเหตุคิดถึงอีกฝายหนึง่ ซงึ่ ถือเปน
ความรูสึกทกุ ขเ พราะจิตใจขาดความสงบ แมว ามทั นาจะทราบวาชัยเสนมีหญงิ อน่ื อยูแลว มัทนาก็

๕๔

ไมไดหวนั่ เกรง สวนชยั เสนกไ็ มสนใจวา จะเกดิ ปญหาอยางใดตามมา เหตุการณช วยแสดงอิทธพิ ล
ของความรักวา หากตกอยูในอํานาจของความรักแลวก็ยากทจี่ ะมสี ่งิ ใดมาขวางกนั้ ได จากนนั้ เกิด
ความขัดแยงขึ้นระหวางจัณฑีกับชัยเสน จณั ฑกี บั มทั นา เพราะจัณฑีเกดิ ความหึงหวงชยั เสน ตอ
มาจณั ฑีพยายามแกไขปญหาใหช ยั เสนกลับมาสนใจตนดว ยการสง ขา วใหพ ระบดิ ายกทัพมาตี
กรุงหสั ตินาปุระและวางอบุ ายใสรา ยมัทนาวา เปนชูก บั ศุภางค ทาํ ใหเหตกุ ารณพ ลกิ ผนั ไปกลายเปน
ความขดั แยงระหวางชยั เสนกับมัทนา และชยั เสนกับศุภางค ชยั เสนสง่ั ประหารชีวิตมทั นาและ
ศภุ างคเ นอ่ื งจากหึงหวงจนขาดสติ แตอํามาตยผ ูรบั คําส่ังไดปลอยท้ังสองคนไป จณั ฑสี ามารถ
กาํ จดั มทั นาได แตชัยเสนกลบั เกลียดชังนางมากขนึ้ ตอมาสั่งประหารชวี ิตพระบิดาของนาง สวน
นางเองกต็ องถกู เนรเทศออกจากบานเมืองไป เหตกุ ารณแ สดงใหเห็นถึงความรักเปน กิเลสทีน่ าํ พา
กิเลสชนิดอนื่ มาสจู ิตใจ เชน ความโกรธ เปน ตน เปนเหตใุ หท ัง้ ตนเองและผอู ่ืนไดร ับความทกุ ข
ตอมาเหตุการณด ําเนนิ ไปสูการคลี่คลายเมื่อชัยเสนคน พบความจรงิ วา มทั นาและศภุ างคเปน ผู
บริสทุ ธ์ิ ชัยเสนไปตามมทั นา แตเ กิดจดุ หกั เหขึ้น เพราะมทั นาวงิ วอนตอ สุเทษณใหชว ยเหลอื นาง
สุเทษณจะรบั นางกลบั สวรรคไ ปเปนชายาแตมัทนาปฏิเสธอีกครั้ง ชวี ิตของมัทนาจึงพลกิ ผนั ถกู
สเุ ทษณส าปกลายเปน ดอกกหุ ลาบตลอดกาล

การจบเรือ่ งไมมีตัวละครใดเลยที่สมหวังในความรกั ทกุ คนลวนไดร บั ความทกุ ขจากความ
รกั ท้งั สิน้ อยา งไรก็ดหี ลังจากท่มี ัทนาถูกสาปกลายเปนดอกกหุ ลาบแลว บรรยากาศของเรื่องได
บรรเทาความตงึ เครียดลงดว ยคาํ อํานวยพรของกาละทรรศิน ซึ่งชวยใหก ารปดเรื่องมีบรรยากาศ
ผอ นคลายเขาสูความสงบเหมาะทีจ่ ะเปน เรือ่ งสะทอนแนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนา และมีการ
ผสมผสานความนา ประทบั ใจที่ใหด อกกุหลาบกลายเปนสญั ลกั ษณข องความรกั แทตลอดไป

๓.๓.๓ แนวคดิ พระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามีแนวคิดจาํ แนกเปน ๒ ประเด็น ดงั น้ี
๓.๓.๓.๑ แนวคิดหลัก
๓.๓.๓.๒ แนวคิดรอง

๓.๓.๓.๑ แนวคดิ หลัก
“มัทนะพาธา” เปน คําในภาษาสันสกฤตท่ี โมเนียร วิลเลี่ยมส แปลไวว า “the pain or
disquietude of love” หรอื ความเจบ็ หรือเดือดรอนอันเนื่องมาจากความรัก ตัวละครในเรือ่ งลว น
ไดรับความทกุ ขกายและความรอนรมุ กลุมใจเพราะเหตุแหง ความรักความผูกพันทง้ั สน้ิ ตรงกบั
แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาที่วา ความรกั กอใหเกิดทุกข
ทุกข หมายถงึ ภาวะที่ทนไดยากยิง่ มี ๒ ลักษณะคือ ทุกขตามสภาพ ไดแก การเกิด
การแก การเจ็บ และการตาย ทกุ ขจ ร คือทกุ ขท ่ีเกิดจากการเบยี ดเบียนของกิเลสซ่ึงมิไดม ีอยปู ระจาํ
บางครั้งเกิดข้ึนในใจแลว ก็อาจหายหรือเปลย่ี นแปลงไป ไดแก ความโลภ ความโกรธ และความหลง
ซง่ึ ความทกุ ขท ้งั หลายเกิดขึ้นเพราะจติ ผกู พันอยูก บั สิ่งในโลกที่ลว นเปนอนจิ จงั ทุกขัง อนัตตา คือ

๕๕

ไมเ ที่ยง เปน ทกุ ข และไมมตี วั ตนที่แทจ รงิ ทุกสิ่งลวนตองเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามวิสัย หากใคร
หลงผกู พันยึดม่ันกท็ ําใหเ กิดทุกข

การเกิดทุกขเ ริ่มจากมอี ายตนะภายนอก คือ รูป เสยี ง กลิ่น รส สมั ผสั และ
ธรรมารมณ๑ มากระทบกับอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากเกดิ ความรูสึกพอใจใน
ส่งิ นัน้ กเ็ รียกวา สุขเวทนา รูสึกไมพอใจเรียกวา ทุกขเวทนา ไมแนว าสุขหรือทุกขเ รียกวา
อทุกขมสุขเวทนา ความรสู ึกสามประการนมี้ ีอํานาจทาํ ใหเ กดิ ความอยากหรือความตองการอยา งใด
อยางหนึ่งซงึ่ เรยี กวา ตัณหา๒

ตัณหา แปลวา ความอยากหรือความตอ งการ๓ มี ๓ ประเภท คือ
๑. กามตณั หา หมายถึงความอยากในสิง่ นารกั ใครพอใจใน รปู เสียง กล่ิน รส
สมั ผัส และธรรมารมณ
๒. ภวตณั หา หมายถึงความอยากเปนอยา งน้นั อยางนี้
๓. วิภวตณั หา หมายถึงความอยากไมใหมีและอยากไมใหเปนอยา งนั้นอยา งนี้

ตัณหาหรือความอยากทาํ ใหเกิดความหนักใจหรอื ความทกุ ขขึน้ มา เพราะเมอื่ มคี วาม
อยากก็ตองกระทาํ ตามความอยากนนั้ ก็ยอมมที กุ ขต ามสวนของการกระทํา ตราบใดทเ่ี ปนทาสของ
ความอยากกจ็ ะเกดิ ความรอ นใจไมสน้ิ สุด๔ พระพทุ ธภาษิตบทหนึ่งตรัสไวว า “แมน้าํ เสมอดวยตณั หา
(ความอยาก) ไมม ”ี ๕ ตัณหาทําใหเ กิดความยึดม่นั ถือม่นั ทเ่ี รยี กวา อุปาทาน อนั เปน เหตใุ หเกิด
ความรกั

ความรกั ในทางพุทธศาสนาไมไดมคี วามหมายเพียงความรสู ึกผกู พนั ระหวางบุคคล
เทา นั้น แตห มายรวมไปถงึ ความรูส กึ ติดตาตอ งใจในวัตถุและสิ่งมชี วี ติ อ่ืน ๆ ดวย ซ่ึงความรักเกิด
จากอุปาทานประเภททเ่ี รียกวา กามุปาทาน หรือความยึดมน่ั โดยความเปน กามหรือของรกั ใคร
ทั่วไป ตามปกติมนุษยม ีความติดพันในสิ่งทน่ี า รักใครพอใจ ไดแ ก รูป เสียง กลน่ิ รส สัมผสั และ
ธรรมารมณ รวมเรียกวา กามารมณ ๖ อันเปนเหตนุ ํามาซงึ่ ความยงุ ยากวุนวายไมจ บส้ิน เพราะ
มนษุ ยตอ งดนิ้ รนขวนขวายเพ่ือใหไดม าซงึ่ ความสบายใจในทาง รปู เสียง กลนิ่ รส และสัมผัส
ดงั กลา ว แมว า ในทางโลกการติดกามจะเปนประโยชนเ พราะจะทาํ ใหร กั ครอบครวั ขยันขันแข็งใน
การแสวงหาทรพั ยและช่ือเสียง ฯลฯ แตใ นทางธรรมะจะรูสกึ วาเปนทางมาของความทุกขอันเรน ลับ

๑ส่ิงทีผ่ ุดข้ึนในใจ จะเปนอดตี ปจ จุบัน หรอื อนาคตกไ็ ด เก่ยี วกับวัตถภุ ายนอกหรอื ภายในก็ได เปน
เพียงคิดฝน ไปกไ็ ด แตทําใหเกิดความเอร็ดอรอยเพลิดเพลินทางจติ ใจในขณะทร่ี ูส ึก.

๒พุทธทาสภกิ ขุ. (๒๕๔๑). ปรมตั ถธรรมสําหรับดาํ เนนิ ชวี ิต. หนา ๒๔-๒๕.
๓การสมั ผัสทางตา หู จมูก ลนิ้ กาย หากมผี ลเพยี งการรับรแู ตไ มไ ดร สู กึ ยินดยี ินรายหรือสงสยั ใด ๆ ถือ
วาเปน การสมั ผสั เพียงระบบประสาท ไมไ ดส มั ผัสโดยมโนวญิ ญาณทีท่ าํ ใหเกดิ ความหมายเปน ท่ีต้งั ของความยนิ ดี
ยนิ ราย หลงรักหรือไมหลงรัก อยางนีก้ ็จะไมเกิด ตัณหา.
๔พุทธทาสภกิ ขุ. (๒๕๓๘?). คมู ือมนุษย. หนา ๓๕.
๕ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน). (๒๕๓๗). ความเขาใจเรื่องชวี ิต. หนา ๔๘.

๕๖

และการติดกามเปนส่งิ ทต่ี องละกนั ใหห มดจึงจะดับความทกุ ขไ ด๑ ปรากฏพระพุทธวจนะในพระธรรม
บทวา

มา ปเ ยหิ สมาคญฉิ
อปปเ ยหิ กทุ าจน 
ปยาน  อทสสน  ทกุ ข 
อปปยานญจ ทสสน 

อยาติดอยูใ นสิง่ ทเ่ี รารกั หรือไมร ัก
การพลัดพรากจากสงิ่ ที่เรารัก เปนทุกข
การพบเหน็ แตส่ิงทเี่ ราไมร กั กเ็ ปน ทุกข

ตสมา ปย  น กยิราถ
ปยาปาโย หิ ปาปโก
คนถา เตส  น วิชช นต ิ
เยส  นตถิ ปยาปย 

เพราะฉะนัน้ ไมควรรักส่ิงใด
เพราะพลัดพรากจากของรกั เปนทุกข
ผูทีห่ มดความรักและความไมร กั แลว
เครอ่ื งผกู พัน ก็พลอยหมดไปดวย๒

ความทุกขของตวั ละครในเรือ่ งเกิดขึ้นเพราะตัวละครนาํ จิตใจของตนไปผูกไวกับบคุ คล
ผเู ปนทรี่ กั ความรักของตวั ละครอาจจําแนกและอธิบายไดดังนี้

๑. ความรกั ของชายหญงิ
๑.๑ ความรกั ของสเุ ทษณท่มี ตี อมัทนา สุเทษณเ หน็ มทั นาและหลงใหลรูป

กายและนํา้ เสยี งซง่ึ เปน กามารมณ ปรารถนาทจี่ ะไดเ ปนชายาของตน โดยสเุ ทษณไมไ ดพจิ ารณา
คณุ สมบัติดานอื่นเลย แตจะเพอถึงความงามแตละสวน ไดแก ผวิ แกม ผม ตา อก เอว แขน และ
เพอถงึ นาํ้ เสียงท่ีไพเราะของนางดว ย ดงั ตัวอยา ง

๑พทุ ธทาสภิกขุ. (๒๕๓๘?). คมู ือมนุษย. หนา ๔๕-๔๗.
๒ พทุ ธวจนะในธรรมบท. (๒๕๒๓). แปลโดย เสฐียรพงษ วรรณปก. หนา ๒๔๔–๒๔๕.

๕๗

สเุ ทษณ. งามเอวอนงคร าว สรุ ะศิลปชาญฉลาด (อินทวงส, ๑๒.)

เกลากลงึ ประหนงึ่ วาด วรรูปพิไลยพะวง;

งามกรประหนง่ึ งวง สุระคชสุเรนทะทรง,

นวยนาฏวิลาศวง ดุจะรําระบําระเบง;

ซํา้ ไพเราะน้ําเสียง อรเพียงพริ มประเลง,

ไดฟ ง กว็ ังเวง บมวิ างมิวายถวิล.

(มัทนะพาธา หนา ๗)

ความรักของสเุ ทษณม ตี ัณหานาํ ไปสคู วามยึดมนั่ ถือม่ันอยา งเหนยี วแนน

ประกอบดว ยอวิชชาหรือโมหะ คอื ความไมรใู นส่งิ ทง้ั หลายตามท่มี นั เปน โดยสุเทษณไมไดต ระหนกั

วารูปทีง่ ามและเสียงทไ่ี พเราะน้นั เปนส่ิงไมเ ท่ียง ขณะทีย่ ังหาวิธีครอบครองนางไมได สเุ ทษณก ม็ ี

อาการฉนุ เฉียว จิตใจหดหเู ศราหมอง แมวาคนธรรพและอปั สรจะขับรอ งและรา ยรําไดดี ก็ไม

สามารถทาํ ใหส เุ ทษณคลายความทกุ ขใ จได ดังท่สี ุเทษณก ลาวกบั จติ ระเสนวา

สุเทษณ. ดีแลวทง้ั การราํ และลํานาํ ขับรอ งหวาน, (ยานี, ๑๑.)

ทั้งดนตรีประสาน กฟ็ ง เพราะเสนาะด;ี

แตกทู ่ีใจเศรา และงมเหงาอยูเชน น้ี

ตัวเจาก็รดู ี วา เหตนุ ้นั เปน ฉันใด.

(มัทนะพาธา หนา ๖)

สเุ ทษณล ุมหลงมทั นามาก แมวาจิตระรถจะวาดรปู หญงิ งามทีม่ ีรูปโฉมไมย่ิง
หยอนไปกวามทั นามาใหช ม สุเทษณก็ไมส นใจ ความหมกมนุ ในกิเลสผลักดนั ใหสุเทษณใ ช
มายาวินเรียกมัทนามา ทั้งที่จิตระเสนทกั ทว งวาอาจทาํ ใหเสื่อมเกียรติหากนางปฏิเสธ คาํ พูดของ
สุเทษณแสดงถงึ ความทกุ ขใ จจนไมอ าจทนตอไปได จงึ จะลองเส่ยี งดู โดยสุเทษณห วงั วา การไดเ ห็น
เพยี งใบหนาของมทั นาอาจชว ยบรรเทาความทุกขไ ดบ า ง สเุ ทษณกลา ววา

สุเทษณ. เจา พูดถกู ทกุ ส่งิ อัน, แตกูอัดอั้น อรุ ะดวยรักรึงใจ (ฉบงง, ๑๖.)
ฉนัน้ ถงึ อยา งไร ๆ
แหง มทั นานงราม, เพียงแตใ หไ ด เหน็ วรพกั ตรเลดิ งาม

กอ็ าจมีความ ประโมทยมนัสสมถวลิ .

(มทั นะพาธา หนา ๑๒)

การไดเ หน็ มทั นากลับทําใหสุเทษณท ุกขใ จมากข้ึน ทง้ั ท่ีเปน เทพผูมีอาํ นาจ แต
ถอ ยคาํ ท่ีสุเทษณก ลา วขอความรักจากมทั นากลับเปนการวิงวอนอยา งนา สงสาร ไมไ ดคาํ นงึ ถงึ

๕๘

เกยี รติของตน หวงั เพยี งใหม ทั นาเห็นใจยอมรับรักเทานั้น คาํ พูดของสเุ ทษณแสดงถงึ ความทกุ ขใ จ
ทมี่ ีอยูแลวและจะทวีมากข้ึนไปอีกหากไมสมหวังในรัก ดังความวา

สุเทษณ. อาชว ยระงบั ดับ ทขุ ะพีร่ ะคายระคาง; (อินทวงส, ๑๒.)

พ่รี กั อนงคนาง ผิมสิ มฤดีถวิล,

เหมือนพ่มี ไิ ดค ง วรชีวิชวี ติ ิน-

ทรยี ไ ซรบ ใ ฝจนิ - ตะนะหว งและหอ นนิยม.

ชพี อยูก็เหมอื นตาย, เพราะมิวายระทวยระทม

ทุกขย ากและกรากกรม อุระช้ําระกําทว.ี

อา ฟง ดนเู ถิด มะทะนาและตอบวจี

พอใหดนนู ี้ สุขะร่นื ระเรงิ ระรวย.

(มัทนะพาธา หนา ๒๒)

มทั นาปฏิเสธความรักของสุเทษณ ทําใหส เุ ทษณผิดหวงั อยา งรนุ แรง พอความ
อยากไดอยา งเหน็ แกตวั ซงึ่ เรียกวา โลภะ ถูกขัดขวาง ก็เกิดกิเลสอีกประเภทหนึ่งตามมาคือ โทสะ
หรือความโกรธ ทง้ั ความโกรธและความหวงแหนไมตอ งการใหเ ทพองคอ ื่นไดน างไป ทาํ ใหส เุ ทษณ
ตัดสนิ ใจลงโทษมทั นาโดยการสาปใหนางไปอยใู นท่พี น หูพนตา และสาปเปน ดอกกุหลาบตลอดกาล
ในตอนทายเรอื่ ง สุเทษณก ลาวกับมัทนาวา

สุเทษณ. ผัวก็ทงิ้ และบมิหวง วธหุ ว งได, (สวาคตา, ๑๑.)

ทีดะนวู ะธไุ ฉน บมยิ อมรกั ?

ฃา จะวอนสุปยะรัตน กส็ บัดพกั ตร,

ราวกะทรามและทุระลกั ษณ บมมิ ดี .ี

ฃา จะกลาววะจะนะจัง ละนะครงั้ นี้;

คอื ผินางจะบมิมี มะนะรกั ไซร,

ฃา จะมีฤดปิ ระนอม ฤจะยอมให

หลอ นนะรักบรุ ษุ ะใด นะฤอยา คิด.

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๑)

ความรกั ของสุเทษณทีม่ ีตอมัทนามีตณั หานําพาไปสูความยึดม่นั ถือมนั่ ปรารถนา
ใหไดส ง่ิ นัน้ มาเปน ของตน เม่อื ไมไ ดก็เกิดความทกุ ข อยางไรก็ดสี เุ ทษณเปนเทพที่ครองพรหม
วิหาร ๔ ไดแก เมตตา กรุณา มุทิตา และอเุ บกขา ถึงแมจ ะถูกเบยี ดเบียนดวยกิเลสทําใหคุณธรรม
เสอื่ มถอยไปจนสรางความเดือดรอนใหแกม ัทนา แตไ มถ ึงกบั บังคับจติ ใจมัทนาใหย อมเปน ชายา

๕๙

ทัง้ ๆ ท่ีสามารถทาํ ได อยางไรเสียสุเทษณก ็ปรารถนาใหมัทนารบั รักตนดวยความจริงใจ ความรกั
จึงเปน สง่ิ ทบ่ี ังคับใหร กั และไมใ หรักไดยากยิง่

๑.๒ ความรักของชยั เสนทมี่ ีตอมทั นา ความรักของชัยเสนท่ีมีตอมทั นา

เรมิ่ ตนขณะชยั เสนสนทนาอยกู บั กาละทรรศนิ และไดเ ห็นนาง ชัยเสนหลงใหลความงดงามของมทั
นาถงึ กับมกี ลาววา “งามเกนิ มนุษจรงิ กละหญิงนิมิตรฝน ” เมือ่ ไดฟ งเสียงกร็ สู ึกวา “ราวดม่ื อุทก
เพ็ญ รสะร่ืนระรวยใจ” และเม่อื พิจารณากิรยิ ามารยาทของนางกเ็ ห็นวามีความแชม ชอย เชน “ยาม
เดินบเขินขัด กละนจั จะนาชม” รวมความแลว ชยั เสนพึงใจในรูป เสยี งและทว งทกี ิรยิ าของมทั นา
เกดิ เปนความปรารถนาใหไ ดน างมาเปนชายา ดังทก่ี ลา วกบั ศภุ างคว า

ชยั เสน. พธูประดามี ณบรุ ีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)
จะหาวิไลยปาน ฤก็กบู เคยเห็น.
และหากวะ กไู ด กจ็ ะรนื่ ฤดีเย็น,
จะรกั และยกเปน ภรยิ าภิรมยสม;
(มัทนะพาธา หนา ๕๑)

จิตใจของชัยเสนรมุ รอนกระวนกระวายเพราะความปรารถนา ไมอาจบรรทมหลบั
ไดจนตอ งมาทบี่ รเิ วณอาศรมของมัทนาเพียงเพ่ือใหไ ดอ ยใู นที่ท่ีใกลกับนาง จึงเปนความทุกขทเี่ กิด
จากการนําจิตไปผูกพนั ยึดมั่นไวกบั สงิ่ ที่รกั เมือ่ ไมสามารถไดส่ิงน้ันมาไวในครอบครองก็รูสกึ ทกุ ขใจ
ดังความวา

ชัยเสน. โอโอก ระไรเลย บมิเคยณกอนกาล ! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
พอเห็นก็ทราบสาน ฤดิรกั บหกั หาย.
ยิง่ ยลวะนิดา ละก็ยิง่ จะรอ นคลา ย
เพลิงรุมประชมุ ภาย ณอุราบลาลด.
(มัทนะพาธา หนา ๕๔)

ความรักของชยั เสนมีโลภะหรอื ความอยากไดอ ยา งเห็นแกต ัวประกอบอยูดวย
เนอ่ื งจากชัยเสนมมี เหสีแลวและมนี างสนมอีกจาํ นวนหนึ่ง แตก พ็ รอมทจี่ ะทอดทิง้ นางเหลาน้นั เพ่ือ
อยูเชยชมมัทนาเพียงเพราะมทั นามีความงามล้ําเลศิ กวา โดยมิไดกลาวถงึ คณุ สมบัติดา นอื่นเลย
การประจกั ษในคณุ งามความดขี องมัทนาเกดิ ขน้ึ หลังจากอภิเษกสมรสแลว ในตอนแรกชัยเสน
พิจารณาคาของสตรจี ากรูปกายภายนอกเทา นั้น โดยเปรียบเทียบมัทนากบั นางสนมวา

ชยั เสน. เพราะนารณี วังใน บมีใครจะงามพกั ตร( ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)

๖๐

ฤงามรูปวไิ ลยลกั ษณ เสมอเจาบพึงม.ี

คณานางสนมเปรียบ ประหน่ึงกาและถอ ยที,

วธูยอดฤดพี ่ี ประหนึ่งหงสสุพรรณพรรณ:

กพ็ ่นี ้ีสิเคยชม วิหคหงสะเลอสรร,

จะกลับชมอิกานนั้ บไดแ ลวนะแกว ตา!

(มัทนะพาธา หนา ๖๐-๖๑)

ชัยเสนอภิเษกสมรสกบั มทั นาดงั ประสงค แตก ารทมี่ ที ้งั พระมเหสีและพระชายาได
สรา งความทุกขใหช ัยเสนเอง มัทนาถกู จัณฑกี ลน่ั แกลงวา เปน ชกู ับศุภางค ชยั เสนหลงกลอุบาย
อยา งงา ยดายทง้ั ทเ่ี ปน กษัตริยน าจะมสี ติปญ ญารอบคอบ แตเ พราะความผกู พนั ยึดมั่นนําไปสูความ
หงึ หวงทําใหเบาความ จึงขาดสตใิ นการพจิ ารณาเหตุผล สุดทา ยจงึ ตดั สินไปตามอาํ นาจของความ
หงึ หวงและความโกรธ โดยสงั่ ประหารชีวติ มทั นา ดงั นี้

ชยั เสน. สวนมะทะนา ก็อหังการ รเิ ริม่ เหิมหาญ, (สรุ างคณา, ๒๘.)

ขืนจะเอาไว ตอไปไมนาน กค็ งคดิ การ ประหารกตู าย.

จงเอาโฉมตรู ไปพรอมกับชู ของนางโฉมฉาย,

ฆา เสียดว ยไซร จะไดสมหมาย พรอม ๆ กันตาย ไปคเู คียงกนั .

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๐-๑๑๑)

เม่ือความจรงิ ปรากฏ ชัยเสนก็เสียใจจนขาดสติถึงกบั จะฆาตวั ตาย เน่อื งจากตอง
สญู เสยี ชายาผเู ปนทรี่ ักย่งิ ซ่งึ สาเหตุสว นหนง่ึ มาจากการเบาความของตนเอง ดังความวา

ชัยเสน. โดยความหงึ สหนักเพราะรกั ครั้น คะดิประทะทุษะพลนั (สัทธรา, ๒๑.)

พลงุ ประหน่ึงควัน กระทบตา,

สุดแสนคง่ั แคนฤดวี า ปยะวะทุมะทะนา

นอกฤดฃี า ก็ผิดใหญ.

บัดน้ีปรากฏบผิดใด สุปยะชิวะประลัย

ฃา จะอยูใย ณ โลกน้ี !

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)

และเมอ่ื มัทนาถูกสาปเปนดอกกุหลาบอยางถาวรในตอนทายเร่ือง ชัยเสนกไ็ ดรู
ซงึ้ ถงึ ความทุกขอ นั เกิดจากการพลัดพรากจากสง่ิ ที่รัก ชยั เสนพลัดพรากจากมัทนาที่เปนมนุษย
เหลอื เพียงมัทนาท่ีเปนดอกกุหลาบ เหนอื ส่งิ อื่นใดชัยเสนไดต ระหนกั ถึงความรายกาจของกเิ ลสท่ี

๖๑

เขา ครอบงําจิตใจจนหลง แมจะเปน กษตั ริยยิง่ ใหญเพียงใด หากจิตใจไมห นกั แนน กไ็ มอ าจรอดพน
กิเลสอันเน่ืองมาจากความรักใครผูกพันได

๑.๓ ความรกั ของมทั นาท่ีมตี อ ชยั เสน มทั นามหี นาทเ่ี ตรียมโภชนาหาร

และเครื่องสรงแดชัยเสนขณะมายังอาศรม มทั นาจงึ ไดม ีโอกาสเขา เฝา และรสู กึ ประทับใจความสงา
งามของชัยเสน ความรกั ของมทั นาจึงเกดิ จากการไดเ ห็นชัยเสนแลวพอใจรูป เกิดเปนความผูกพัน
รักใครต ามมา จติ ใจหวั่นไหวกระสบั กระสายกลายเปนความทุกขเพราะไมรูว า จะทําอยา งไรใหสม
ปรารถนา เนื่องจากหญิงไมอาจแสดงความรักตอชายไดอยางเปด เผย ดงั ปรากฏในคําประพนั ธว า

มทั นา. ครานีส้ พิ บชาย วรรูปวิเศษวิศาล, (อินทวงส, ๑๒.)

ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ น้ั จะโลดจะลอย !

เธอนน้ั ฤเจยี มตวั กริ ิยากเ็ รียบกร็ อย,

ไมมีละสกั นอย จะแสดงณทว งณที

วาเธอประสงคจ ะ อภิรมยฤ ดีระต,ี

เปนแตชําเลอื งท่ี ดนบุ า งณครงั้ ณคราว;

คราใดประสบเนตร ฤกเ็ ราละรอ นและหนาว,

เธอไกลก็ดรู าว นภะไรตวนั และเดือน.

โอว า ณคราน้ี แหละฤดจี ะฟนจะเฟอน,

ดวยรักกระทาํ เชือน ละฉน้จี ะทาํ ไฉน?

(มัทนะพาธา หนา ๕๖)

ความรกั ของมทั นามีอิทธิพลอยูเหนือความหวัน่ เกรงตออุปสรรค แมว า มัทนาจะรู
วาชยั เสนมีหญิงอน่ื อยูแลว แตมัทนากไ็ มไดหวาดหวนั่ นางยินดีทจ่ี ะติดตามชัยเสนไปทกุ แหงหน
และคดิ วา การไดอยูกับส่ิงท่ีรักจะทาํ ใหมคี วามสขุ แทจริงแลวเปน เพียงความสุขทอี่ าจเปล่ียนเปน
ความทกุ ข หากชัยเสนเลิกเมตตานาง มัทนากลาวกับชัยเสนวา

มทั นา. ฃาพระบาทจะสุขสราญฤดี (อีทสิ ะ, ๒๐.)

กย็ อ มจะโดยพระบาระมี ธปกเกลา:

พึง่ พระคณุ กะรุณย ะคาํ่ และเชา

จะปราศะโศกบมีเศรา ฤทุกข;ํ

ใจจะอิ่มจะเอมเพราะเปรมปรยิ ํ,

และรนื่ ณรสระตีจริ ํ ระรวยใจ.

ทลู กระหมอมเสดจ็ ณเทศะใด

๖๒

ก็ฃา พระบาทจะตามธไป พระเจาฃา !
(มทั นะพาธา หนา ๖๓-๖๔)

เม่อื มทั นาถกู จณั ฑีกลัน่ แกลง ความสุขอนั ไมเท่ียงแทก ็ไดกลายเปนความทกุ ข
มัทนาตองพลดั พรากจากสงิ่ ทรี่ กั คอื ชัยเสน นางไมอ าจสงบใจใหคลายทุกขไ ด จงึ เพยี รทําพิธพี ลไี ฟ
ขอใหสเุ ทษณช วยเหลือ คาํ พูดสุดทา ยทมี่ ทั นากลาวกับสเุ ทษณค อื ขอใหชัยเสนมารับนางกลบั ไป
แสดงถงึ ความรักใครผ กู พันอันเหนียวแนน นางพดู วา

มัทนา. ฃากข็ ออะมระฤทธ์ิ ประสิทธิผล, (รโธทฺธตา, ๑๑.)

ชวยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด

แหงพระวีระชยะเสน นเรนทะรตั น,

ใหพ ระจากนะคะระหัส- ตินาและมา

รับดนูจระขณั ฑ, ฉนน้ั แหละฃา

โศกจะสา งและมะทะนา จะเปรมหทยั !

(มทั นะพาธา หนา ๑๓๑)

คาํ พูดดังกลาวทําใหสุเทษณโกรธและสาปมัทนาเปนดอกกหุ ลาบตลอดกาล แต
การทาํ เชน นีไ้ ดช วยใหมัทนารอดพน จากการถกู หมายปอง เพราะดอกกุหลาบไมมีความงดงามแบบ
หญิงสาวซ่ึงเปนทสี่ ะดุดตาแกช าย อันเปน สิ่งท่ีนาํ ความทกุ ขม าใหม ัทนาตัง้ แตในอดีตชาติ

๑.๔ ความรักของจัณฑที ม่ี ีตอ ชัยเสน จัณฑีเปน มเหสีของชัยเสน ความรกั

ของจณั ฑมี โี ลภะหรอื ความอยากไดอยางเห็นแกตวั ปนอยมู าก และแปรเปน ความอจิ ฉาริษยา ความ
หงึ หวง พาใหจ ติ ใจรอนรมุ เปน ทุกข เมื่อเหน็ ชยั เสนอยูกับมัทนา นางก็ใชวาจากลาวกระทบ
กระเทยี บโดยมจี ุดประสงคเ พ่ือสรา งความเจบ็ ใจใหอีกฝายหนง่ึ ดังทนี่ างกลา วกบั มทั นาวา

จณั ฑี. ดะนกู ็รูว า พระสโิ ปรดนะแนช ดั , (อปุ ชาติ,๑๑.)

เหตวุ านะรรี ัตน บมมิ ีจะขดั ขนื !

หญงิ ใดตระหนี่ตัว ละกผ็ ัวบรกั ยนื ,

ฉนั้นบขัดขนื และประจบสิผัวรัก;

ดะนูสเิ ปน ลกู วระราชะทรงศกั ด,ิ์

ถือยศบรูจัก จะประจบประแจงด,ี

ท่ีไหนจะสเู ยา- วสดุ าพระโยคี !

(มทั นะพาธา หนา ๙๓)

๖๓

ชยั เสนบริภาษจณั ฑีและพามัทนาจากไปอยางไมไ ยดี กระตุนใหจ ณั ฑเี กดิ โทสะ
นางระบายโทสะดว ยการบรภิ าษมัทนากบั อราลีผเู ปนบริวาร ดว ยเหตุท่จี ัณฑมี คี วามถือตวั วา ตนเปน
ถงึ ธิดาทา วมคธผยู ิ่งใหญ ไมค วรที่ชัยเสนจะทําใหนางไมพอใจ นางจึงสง คนไปทลู ทา วมคธใหยก
ทัพมาตกี รุงหัสตินาปรุ ะเพ่ือส่ังสอนชยั เสน ความวา

จณั ฑี. ชะฉาอะราลี ออิ ะปรียอิตวั การ. (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑)

กระไรละเหิมหาญ บมริ ูสํานึกตัว;

อโิ สภณิ ีดี ตะประจบสาํ ออยผวั ,

แนะ มึงนะเงาหัว บมมิ ลี ะรูไหม?

พระผัวกม็ วั หลง และพะวงอชิ าวไพร,

บนกึ วะกไู ซร สิสดุ ามคธราช.

ผกิ จู ะใชค น จรยงั ชะนกนาถ

และทูลคดีกาจ ฤวะไทจ ะดูดาย?

(มัทนะพาธา หนา ๙๕-๙๖)

กิเลสตา ง ๆ นาํ พาใหจ ณั ฑเี กดิ โมหะหรืออวิชชา คือ ความโงเ ขลา จณั ฑวี างแผน
คบคิดกับบรวิ ารซึ่งเปนคนชนั้ ตํา่ เบาปญ ญาเพอื่ กําจดั มทั นา แมวาอุบายจะสําเรจ็ แตการที่นางให
ทา วมคธยกทพั มา ทําใหชัยเสนเกลียดชงั นางมากถงึ ข้ันทีจ่ ะจับตวั ทาวมคธมาประหาร สุดทายเมื่อ
แผนการถกู เปดเผย จัณฑตี อ งถูกชัยเสนลงโทษอยา งรุนแรง โดยถกู ขับไลอ อกจากเมืองและตอง
ทลู ชะลอมที่ใสพระเศยี รของพระบิดาไปดว ย ดังนี้

ชยั เสน. และปลงพระชนมทาว มคะธาธเิ บนทรน้ัน (อุปชาติ, ๑๑.)

รองเลือดชําระสรร- พะอบุ ทั วณบาทเรา;

เอาเศียรอะลใี ส ณชลอมและใหเจา

ธิดาและรับเอา ศริ ะแหงบิดาไซร,

และทูลกะบาลจาก วรธานิกูไป

สูแดนมคธให นระเห็นและเปนตวั

อยา งวา นรีคด และขบถประทษุ ผวั

ก็แพณ ภัยตวั บมิไดเ จรญิ นาน.

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)

ความรกั ของจัณฑที ม่ี ตี อ ชยั เสนเปนความรกั ที่ตองการครอบครองสง่ิ ท่ีรกั ไวเ พยี ง
ผเู ดยี ว เม่ือไมไดก เ็ กิดกเิ ลสชนดิ อ่นื ตามมามากมาย เชน ความอิจฉาริษยา ความหงึ หวง ความ
โกรธ ความไมร ู เปน ตน ทําใหต นเองตองทุกขใ จ เพราะในใจมแี ตก เิ ลสสกปรก สุดทาย

๖๔

จณั ฑีกต็ องประสบกับความทุกขท่เี กิดจากการสญู เสยี คือสูญเสียตาํ แหนง มเหสซี ึง่ เปน
ยศถาบรรดาศักด์ิ และพลดั พรากจากพระสวามีผเู คยใหเกียรติยกยองนาง เหนืออ่นื ใดจัณฑตี อง
สูญเสยี พระบิดาผเู ปน ท่ีรักยงิ่ ของตน เหลา น้ีลวนมเี หตมุ าจากความรกั ใครผูกพนั ทงั้ สน้ิ

๒ ความรกั ของพอและลูก

๒.๑ ความรกั ของกาละทรรศนิ ทีม่ ตี อมทั นา กาละทรรศนิ รกั มัทนาราวกับมทั
นาเปนลกู แท ๆ และรูสกึ วาการไดลูกสาวมาจากปา เปนโชคของตน เพราะมทั นาจะเฝา ปรนนบิ ัตกิ า
ละทรรศินทุกวนั เพญ็ แมว า กาละทรรศินจะเปนนักบวชที่มงุ บาํ เพญ็ ตบะ แตก ็ยังติดอยกู ับความสุข
ทางโลก เชน ติดใจในรสชาติของอาหารที่มัทนาปรงุ ข้ึน ติดอยกู ับความสบายกายสบายใจท่มี ีมทั นา
คอยปรนนิบัติ เปน ตน ดังทกี่ าละทรรศินกลา ววา

กาละทรรศิน. ธิดาชางบําเรอจิต บดิ าใหฤดเี ย็น; (ภุชงคปั ปะยาตร, ๑๒.)

ประดิษฐโ ภชนาเชน บเคยล้ิมณกอ นกาล,

จะกินเคม็ ฤกนิ มนั ก็พลันสมมะโนมาลย,

จะชอบเปร้ยี วฤชอบหวาน ก็ปรงุ รสบผิดใจ.

(มัทนะพาธา หนา ๔๓)

ความสขุ กายสุขใจทาํ ใหค วามผกู พนั ฉนั พอลูกยิ่งแนน แฟน เม่ือกาละทรรศิน
ตรวจฤกษยามรวู า มัทนาจะตองจากไปมีคคู รองและตองประสบเคราะหก รรมรายแรง กาละทรรศนิ ก็
เกิดความทุกขใจ ถงึ กบั คร่ําครวญวา

(มันทักกันตา, ๑๗.)

กาละทรรศิน. อาโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, พอสเิ พลินตา เพราะลูกขวญั !
ลกู อยใู กลพอ ละก็กะมละฉนั เฉกอุทกอัน ประพรมใจ.
ไมเคยมีศิษยดุจะอรวิไลย, ชา งประพฤตใิ ห บิดาสุข,
วนั เพ็ญพอเปนระมะณยิ ะบทกุ ข, ปราศะเขญ็ ขุก และราํ คาญ,
สว นวนั อ่นื พอฤกบ็ มสิ ราญ เหมือนณวนั วาร ธิดาใกล;
ดงั น้ีแมว า สะมะระจะคระไล จากบดิ าไป กพ็ อ นี้
คงตองไรความสุขะเพราะวะฤดี คงบไดมี ละผองแผว .
อา ลูกนอ ยกลอยฤดสิ ุมะณแิ กว, พรากธิดาแลว จะอาดรู !
(มัทนะพาธา หนา ๔๔)

ความรักของกาละทรรศินทม่ี ีตอมทั นาทาํ ใหกาละทรรศินมคี วามทกุ ข เพราะเม่ือ
ลกู ตอ งจากไป พอ กอ็ าลัยอาวรณ รูสกึ หว งใย วิตกกงั วล เปนทุกข เกรงวา ลกู ของตนจะไดร ับภัย
อนั ตราย หรืออาจไมส บายกายใจดว ยเหตุตาง ๆ ความรสู กึ เหลานเ้ี ปนความทกุ ขท ่ีเกิดจากความ

๖๕

รักผกู พนั ของคนในครอบครวั ถึงแมไ มใ ชค วามรักท่ีครอบงาํ ดว ยกเิ ลสหนา แตก็นําความไมสบาย
ใจมาใหอ ยา งมาก

๒.๒ ความรักของทา วมคธท่มี ีตอ จัณฑี ทาวมคธเปนพระบดิ าของจัณฑี

พระองคท ําหนาที่พอ เชนเดียวกบั พอท่วั ไป คือหาคูค รองทีเ่ หมาะสมใหแ กลกู ของตน พระองคหม้ัน
หมายจณั ฑไี วกบั ชยั เสนตั้งแตท งั้ สองยังเยาว แมวา จะมีเหตุผลทางการเมอื งแอบแฝง แตชัยเสนก็
อุดมดว ยทรพั ย อํานาจ และชาติตระกลู ทส่ี ูงสง เม่ืออภิเษกสมรสแลว จัณฑีกม็ ตี ําแหนง เปนถงึ พระ
มเหสี ดังท่ีชัยเสนรบั ส่ังวา

(สุรางคณา, ๒๘.)

ชยั เสน. สองบดิ าทา น จดั การใหเรา, ฝายฉันน้ีเลา กอบกตญั ู
จง่ึ ยอมตามทาน และไปทาํ การ แตง กับโฉมตรู,
และแตน ้ันไซร กไ็ ดเ ลี้ยงดู สมควรแกผู เปนมหษิ .ี
(มัทนะพาธา หนา ๙๕)

ความรักลกู ของทาวมคธมมี ากจนขาดการไตรตรอง พระองคยกทัพมาตี
กรงุ หัสตินาปุระตามที่จัณฑีตอ งการ ทง้ั ทไี่ มใ ชวิธที ่ีถูกตองทภี่ รรยาจะเอาชนะสามี เพราะไมชวยให
เกิดความปรองดองกนั แตจ ะย่ิงสรา งความราวฉานใหม มี ากขนึ้ วิธีนท้ี ําใหช ัยเสนส้ินความเกรง
พระทัยทาวมคธ เมือ่ จบั ทา วมคธไดก็สั่งตัดพระเศียรและนาํ เลือดมาชําระพระบาท สว นจณั ฑกี ็
ไดรับความลาํ บากตองถกู เนรเทศออกจากเมอื งไปและตองทลู ชะลอมใสพระเศียรของทา วมคธไป
ดว ย ดงั ความวา

ชัยเสน. อันทา วมคธยก พลกอกะลบี ร, (อุปชาต,ิ ๑๑.)

เพราะเชือ่ ธิดารอน รณะปราศะธรรมา,

และไดปะราชิต ขณะน้ีก็ตกมา

เปนตวั เชลยขา บมคิ วรจะปราณ.ี

ใหโ หระหาฤกษ ดิถงิ ามและยามด,ี

จะทําพธิ ศี รี วรดุ มประถมกรรม,

และปลงพระชนมทาว มคะธาธิเบนทรน้ัน

รองเลือดชาํ ระสรร- พะอบุ ทั วณบาทเรา;

เอาเศียรอะลใี ส ณชลอมและใหเจา

ธิดาและรับเอา ศิระแหงบิดาไซร,

และทลู กะบาลจาก วรธานิกไู ป

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๑-๑๒๒)

๖๖

หากทาวมคธใหคาํ แนะนําท่ีดีแกลกู เหตุการณร ายแรงก็อาจไมเ กิดขึ้น แตเพราะ
พระองครกั ลูกมากเกนิ ไปจนขาดความย้งั คิด กลายเปน การตามใจลกู อยา งผิด ๆ จงึ นาํ ความทกุ ข
มาใหพระองคจ นถึงแกชีวิต รวมทงั้ ไมอาจปกปองลูกของตนใหพ นจากความทกุ ขกายทกุ ขใ จได

๓. ความรกั ของเพือ่ น
๓.๑ ความรกั ของศุภางคทมี่ ีตอชัยเสน ศุภางคเปนทหารคนสนทิ ของ

ชัยเสน มหี นา ที่รบั ใชใกลช ิดมาต้งั แตศ ุภางคยงั เยาว และไดร บั เกยี รตเิ ปนพระสหายสนทิ ของชัย
เสนอีกอยา งหนงึ่ ชัยเสนกลาวถึงศุภางคอยางชน่ื ชมยกยองวา

ชยั เสน. แสวงเถอะจนสดุ พะสธุ าสุราลยั (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

เมียใดและเพือ่ นใด บมเิ ปรียบละของกู !

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๙)

ศุภางคมีความจงรักภกั ดีตอพระมหากษตั รยิ ของตนอยา งยงิ่ เปนความรักท่ี
ประกอบดวยคณุ ธรรมหลายประการ เชน ความซ่ือตรง ความอดทน ความเพียร ความเสียสละ
ความกตญั ู เปนตน การกระทําท่ีแสดงถงึ ความจงรกั ภักดี คือ การอยูร บั ใชชัยเสนใหไ ดรับความ
สะดวกสบาย การถวายคาํ แนะนาํ ทีเ่ หมาะควร และการเขาสงครามอยา งไมเ สียดายชีวิต ศุภางค
ทลู ชัยเสนถงึ ความจงรักภักดีของตนวา

ศภุ างค. ฃาเคยสนองบาท ธลุ ิองคพ ระทรงชยั , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)

แตเ ล็กประจวบใหญ บมเิ คยจะขัดคํา;

เมื่อมีพระบัญชา ละกร็ บั และรบี ทาํ ,

ถึงหากจะชอกชาํ้ ฤจะเจ็บวรนิ ทรยี 

แทบตายบวายเพียร, และผิยังบเสร็จดี

เพยี รจนประจวบที่ นรนาถะบัญชา.

อังคาพยพของ ดนุเปนพยานวา

เคยทนและเคยฝา พหอุ ันตะรายแท,

ทัว่ กายะฃา น้ี ฤกม็ นี ะบาดแผล

เพือ่ ไดแสดงแก นระชนผิอยากด;ู

ทกุ แผลก็สกั ขี จะแสดงกะตัญ,ู

(มัทนะพาธา หนา ๑๐๙)

การไดร ับผิดชอบตอ หนาที่ของตนอยางสดุ ความสามารถดงั กลา วเปนสิ่งท่ศี ุภางค
พอใจ เมอื่ ไดทาํ ก็รสู ึกสุขใจ แมตนเองอาจไดร บั ความเหน็ดเหน่ือยหรือบาดเจบ็ ก็ตาม นี้มเี หตมุ า

๖๗

จากความยดึ มน่ั ถือม่ันทําใหเกิดความผูกพันตอสงิ่ ทีร่ กั แตเ ปน ความรกั ในดา นสงเสรมิ ใหเกิด
ประโยชนตอสว นรวม อยางไรก็ดีศุภางคจะรสู กึ เปน ทุกข หากตองอยูหางจากชัยเสนและไมไ ด
ปฏิบตั ิหนา ท่ีของตน ดังน้ันเมือ่ มีโอกาสทจ่ี ะหนีไปใหพน จากการถกู ประหารชีวติ ศภุ างคจ ึงไม
กระทาํ แตไดแฝงตนเขา รวมรบในกองทพั และไดพ ลีชีพเพื่อพระมหากษัตริยสมความปรารถนา
ดงั ทน่ี นั ทวิ รรธนะทลู ชัยเสนวา

นันทวิ รรธนะ. ฃาบอกแกเสนี จะบปลงละชีวนั , (สาลินี, ๑๑.)

เปนแตใหเ ฃาน้ัน มละเฃตประเทศน;ี้

เฃาตอบวา เฃานัน่ ฤดิมั่นณภักดี,

ตอ งหางจากทรงศีร ชวิ ะเฃาบอยากครอง,

ขอลาแลวามงุ จระตรงณที่กอง

ทพั หลวงดวยใจปอง ฤดิแฝงระหสั อยู

จนถึงเวลาที่ จะประยุทธะตอ สู

ศกึ แลวเฃาเตรียมจู จระรบศะตรพู าล,

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐-๑๒๑)

ความรกั ทศ่ี ุภางคมีตอชัยเสนเปนความจงรกั ภกั ดีที่พรอมเสียสละเพ่อื
พระมหากษัตริยและชาตบิ านเมือง แตไ มว า จะเปน ความรักในลักษณะใด ก็ยอมสรา งความทุกข
ใหแ กผนู ั้น ดงั ทีศ่ ภุ างคเ ปนทุกขเพราะหวงใยชยั เสน ความรูสึกผูกพนั หว งใย วติ กกงั วลตาง ๆ จึง
เปน ความทุกขท ่เี กิดข้ึนจากความรักทศี่ ุภางคมตี อ พระมหากษัตริยของตน

๓.๒ ความรักของชัยเสนท่ีมีตอ ศุภางค ชยั เสนใหเ กียรติแกศ ุภางคอ ยาง

สูงนอกจากจะมอบหมายหนาทีใ่ หเ ปน นายทหารคนสนิทแลว ชยั เสนยังคบหาศุภางคใ นฐานะพระ

สหายและรกั ใครร าวกบั ศภุ างคเปนนองชาย ดงั ที่ชัยเสนกลาวดวยความรูส กึ อาลัยอาวรณห ลงั จากท่ี

ทราบวาศุภางคไ ดสละชพี ในสงครามวา “สมุ ติ ระคนน้ัน นะกด็ ุจอนชุ เรา,”

ชยั เสนเสยี ใจท่ีตัดสนิ ประหารชวี ิตเพอ่ื นท่ีดี ดว ยเหตุทชี่ ัยเสนปลอยใหโทสะเขา

ครอบงาํ จนกลายเปน โมหะ คอื ความไมรู ทาํ ใหช ยั เสนตอ งประสบกับความทกุ ข ตองสญู เสยี เพ่ือน

คใู จผูเปรียบเสมือนพาหะวเิ ศษที่เคยนําพาชัยเสนไปสสู ิง่ ทม่ี งุ หวงั ดังท่ีชัยเสนกลาววา

ชัยเสน. เพราะโกรธะครองใจ ดนใุ หประหารช-ี (อเุ ปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)

วะเพ่อื นกบ็ ัดนี้ นะสริ ูว ะ ไรผิด.

ศภุ างคะเหมอื นพา- หะวิเศษะแรงฤทธ,ิ์

ดนูสิปลดปลิด วรพาหะแหง ตน.

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)

๖๘

ชัยเสนสาํ นึกถงึ การกระทําที่ขาดการไตรตรอง ถึงกับตเิ ตียนตนเองวา “และนึกก็
ชงั ตู เพราะวะ โงน ะเหลอื ทน.” แตเ มอ่ื ทราบวา ศุภางคม ิไดต ายเพราะถูกประหารชวี ิต แตไดสละ
ชีพในสงครามซึง่ เปน การตายทค่ี นท้งั หลายยกยอง กช็ วยใหช ัยเสนเบาใจลง แสดงใหเห็นวาชยั เสน
หวงใยเกยี รติยศชอ่ื เสียงของเพือ่ นรกั ดังทีก่ ลาววา

ชยั เสน. เออกคู อยคลายความ ทขุ ะทบั หทัยอย,ู (สาลนิ ี, ๑๑.)

เม่ือทราบมติ รของกู บมิเสียชวิ ที ราม;

เปนเชื้อชาต์ินกั รบ สละชีพณสงคราม

นับวาไดตายงาม ดุจะนายทหารกลา .

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๑)

ชัยเสนสั่งใหจดั การศพของศุภางคอยา งสมเกียรติ เพื่อเปนการตอบแทนทศ่ี ุภางค
ไดกระทําความดีไวม าก ดังท่ชี ัยเสนกลาววา

ชยั เสน. อนึ่งศภุ างคผู ศภุ ะมิตระยอดด,ี (อุเปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
กค็ วรจะเผาผี และสนองคุณานนั ต;
ผิศพศุภางคย งั บมิสญู ก็จงพลนั
ประดิษฐะเชิงชนั้ วรจติ ระกาธาร,
และเผาสุมิตรแลว ละกแ็ หว ะรางคาร
ณฝง มหาธาร ยะมนุ านะทศ่ี ร,ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๔)

การจดั งานศพอยา งสมเกียรติชวยลางมลทนิ ใหแกศ ภุ างค ขณะเดียวกันกช็ ว ยให
ชัยเสนเบาบางความทกุ ขใ นใจลง ซึง่ เปนความทกุ ขท่มี ีเหตุมาจากการสูญเสยี เพอ่ื นท่รี ักใครยงิ่ และ
ทเ่ี ศรา ใจมากทีส่ ดุ ก็คือ ชัยเสนทําลายชีวิตของเพอื่ นรักเพราะโทสะและโมหะของตนเอง

๔ ความรักของบาวและนาย

๔.๑ ความรักของปริยัมวะทาท่มี ตี อ มัทนา ปริยมั วะทาเปน นางกาํ นัลของชัย
เสนและมหี นาทค่ี อยดูแลรบั ใชมัทนา นางเห็นมัทนาเปนหญิงทม่ี ีกิรยิ าวาจาเรยี บรอย มคี วาม
เหมาะสมคูค วรกับชัยเสน นางจึงรูส กึ รักใครมัทนาจนกลายเปนความผูกพนั ท่ีแนน แฟน
ปริยัมวะทากลาวถึงมัทนาวา

๖๙

ปริยมั วะทา. ดฉิ นั นึกกส็ งสาร สนุ งคราญพระองคใหม (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)

เพราะเรยี บรอยและดูไม พระโอษฐจัดถนัดเถียง

ดฉิ ันมาและรับใช สนิธแลว กเ็ ห็นเนียง

ประเสริฐแทและควรเคียง พระองคผ ูป ระเสรฐิ ชาย!

(มทั นะพาธา หนา ๙๐)

ความรกั ท่ีปริยัมวะทามีตอมทั นาเปนความผูกพนั ที่เหนียวแนน นางไมปรารถนา
ที่จะอยูหา งจากมทั นาและจะรสู ึกเปนทกุ ขห นักถาตองพลัดพรากจากกนั นางจึงไมต อ งการใหมัทนา
กระทาํ พธิ พี ลไี ฟสาํ เรจ็ เพราะเกรงวา มทั นาจะกลับไปสวรรคและทอดท้ิงใหน างตอ งอยูเพียงลาํ พงั
ดังท่ีนางกลาววา

ปริยมั วะทา. กระหมอ มฉันมิอยากให พะลีนป้ี ระสิทธิ์ผล; (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)

เพราะหากวา พะลีเสร็จ เสด็จกลับณเบื้องบน,

กระหมอมฉันจะตอ งทน ระทมทุกขขะหงอยเหงา.

เพราะทุกวารกบ็ านใจ และรับใชพระแมเ จา,

บาํ เรอบาทะค่ําเชา บเคยคลาดและคลาไกล.

พระแมโปรดกระหมอมฉัน ก็อยาพลันเสด็จไป,

จะทรงทิ้งสะขีให อนาถโอบสงสาร.

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๖)

ปริยมั วะทายินดีติดตามมัทนาไปทกุ หนแหง แมว ามทั นาจะละจากโลกนี้ไป ปริยัม
วะทากย็ ินดที ่จี ะตายตามเพ่ือไปอยรู ับใชมัทนาดว ยความซือ่ สัตยจ งรักภกั ดี แสดงถงึ ความรกั ใคร
ผูกพนั ท่ปี ริยัมวะทามตี อมทั นาอยางลึกซึง้ ดงั ที่ปริยมั วะทาคร่าํ ครวญหลงั จากที่มทั นากลายเปน
ดอกกหุ ลาบแลว วา

ปริยมั วะทา. ชะชะพระมจั จฤุ กระไร หทัยธพาล, (ปย วํ ทา, ๑๒.)

กด็ นนุ ้ีสมิ ิประหาร, ประหารพระแม.

ทุขะระทมกะมละเปลี่ยว จะเหลียวจะแล

ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?

พระปย ะมาตุจระดนั้ ณสรรคะใด

ดนจุ ะขอจะริกะไป ณกาละนี้ !

(มทั นะพาธา หนา ๑๓๒)

๗๐

ความทุกขของปริยมั วะทามเี หตุมาจากความยึดมนั่ ถือม่ันตอเจา นายผูเปน ที่รกั
ทาํ ใหเ กิดความรักใครผูกพนั และปรารถนาทจ่ี ะอยูรบั ใชต ลอดไป แตพอไมเปนไปตามท่ีปรารถนา
เพราะตอ งประสบกับการพลัดพรากจึงรสู ึกทุกขทรมานจิตใจมาก

๓.๓.๓.๒. แนวคิดรอง

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวไดทรงสอดแทรกแนวคิดอนื่ ท่ีมีคณุ คา ไวใน
พระราชนิพนธเ ร่ืองนีด้ ว ย ดังน้ี

ก. แนวคิดเรอ่ื งความรกั ชาติ

พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห วั มีพระราชดาํ ริสงเสรมิ ใหคนไทยรกั ชาติ
และเสียสละเพื่อบา นเมอื ง พระองคท รงใชว รรณคดีเปนเครอื่ งมอื โนมนาํ จติ ใจของประชาชนใหเห็น
แกชาตบิ า นเมืองของตน ดงั ปรากฏในพระราชนิพนธของพระองคห ลายเรอ่ื ง เชน หัวใจนกั รบ
เทศนาเสือปา พระรว ง เปนตน

ในพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธานพ้ี ระองคไดสอดแทรกแนวพระราชดาํ ริ
เกยี่ วกบั การเสียสละชพี เพื่อชาตไิ ว ในตอนกรุงหัสตินาปรุ ะทําสงครามปอ งกันบานเมืองใหพ นจาก
การรุกรานของกองทัพฝายแควนมคธ ศุภางคท หารกรงุ หัสตนิ าปุระไดตอสูขา ศกึ และพลชี วี ิตอยา ง
กลา หาญ ดงั ท่ีนันทวิ รรธนะทลู ชัยเสนวา

นนั ทิวรรธนะ. คร้ันถงึ เวลายุทธ ดนเุ ห็นศุภางคไซร (สาลนิ ี, ๑๑.)
ออกนาํ หนา พลไป และประยทุ ธะหนาทพั ,
เห็นพวกฃาศกึ หอม ณศุภางคะเหลือนับ,
ท้งั ฟนท้ังแทงยบั และศภุ างคะลม ตาย.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๑)

ชัยเสนจงึ ยกยองศภุ างคว า สมกบั ทเี่ ปน นกั รบ เพราะไดสละชพี ในสงครามอยาง
กลาหาญและถอื เปนการตายทมี่ เี กียรติ ดงั ท่กี ลา ววา

ชยั เสน. เปนเชือ้ ชาติน์ กั รบ สละชีพณสงคราม (สาลินี, ๑๑.)
นับวาไดตายงาม ดจุ ะนายทหารกลา .
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๑)

การกระทาํ ของศภุ างคเปนสิ่งควรยกยอง เพราะแสดงถงึ ความรักและความ
เสยี สละเพอ่ื ชาตบิ า นเมืองของตน ซงึ่ เปนแนวพระราชดําริท่ผี ูท รงพระราชนพิ นธไดท รงสอดแทรก
ไวในพระราชนิพนธเรื่องนข้ี องพระองค

๗๑

ข. แนวคดิ เรือ่ งหนาทข่ี องพระมหากษตั ริย

พระราชนิพนธเรื่องน้มี เี นอื้ หาบางสวนสะทอ นแนวคิดวา พระมหากษตั รยิ ทรงมี
หนาทเ่ี ปนทีพ่ ึง่ ของประชาชน พระบารมีของพระมหากษตั ริยกอใหเ กิดความสงบรมเย็น
พระเดชานุภาพเปนที่เกรงขามแกศัตรู หากประเทศชาติไรพระมหากษัตริย ประชาชนกจ็ ะขาดที่
พึง่ และบานเมอื งอาจประสบกบั ความวนุ วายจากศตั รูภายนอกทเ่ี ขามารกุ ราน ดงั น้ัน
พระมหากษตั รยิ จ ึงตอ งรบั ผิดชอบตอหนา ทอี่ ยางดีท่สี ุด เพ่อื ความสุขของประชาชน

แนวคิดนป้ี รากฏอยูในตอนที่นันทิวรรธนะเตือนชัยเสนตอนจะฆา ตัวตาย โดยทูล
วา ประชาชนกําลงั เสียขวัญเพราะขา ศกึ จากแควนมคธ หากรวู าพระมหากษตั ริยส วรรคต
ประชาชนก็จะยิ่งตระหนกตกใจและศตั รูอาจทําลายบา นเมอื งพงั พินาศ คําพดู ตอนหน่ึงของ
นันทิวรรธนะเปรียบเทียบพระบารมขี องพระมหากษัตริยวา

นนั ทิวรรธนะ. โลกเราสงางาม ก็เพราะแสงตวันสอง, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

ส้ินแสงระวตี อ ง มละทว่ั ณฉันใด;

อนั ปวงประชาเปรม ฤดพิ ง่ึ พระเดชไท,

เดชดบั กม็ ืดใน ฤดิหมนละแนนอน.

ราตรสี วา งแจง ก็เพราะแสงนศิ ากร,

โกฏ์ิดาวณอัมพร กบ็ เทา พระจนั ทรเ ดียว;

อันวาพระคณุ เปรยี บ วรโสมะนน่ั เทียว,

ไรน าถะฃา เหลียว จะประสพพระเจา ไหน?

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)

คาํ ทูลเตือนสตขิ องนันทวิ รรธนะชวยใหช ัยเสนไดสติกลบั คืนมา และสาํ นึกถึง
หนาท่ีความรับผิดชอบท่ีตองกระทาํ เพ่อื ประชาชน จึงเกิดขตั ติยะมานะทจี่ ะมชี ีวติ ตอ ไป แมว า
จะตองทรงทุกขทรมานก็ตาม ดงั ที่ชยั เสนกลา ววา

ชยั เสน. สดับพะจีเจา นะสิเราสาํ นกึ ตน, (อเุ ปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

และจาํ จะตอ งทน ทุขะเพือ่ ประโยชนราษฎร,

เพราะถงึ จะโศกศลั ย กะระณยี บควรขาด,

และขัตติโยชาต์ิ ทมุ ะนัสก็กัดฟน !

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗-๑๑๘)

๗๒

ค. แนวคิดเรอื่ งความกรุณา

พระราชนพิ นธม เี นื้อหาสะทอนแนวคดิ วา ความกรุณาเปนคณุ ธรรมอันประเสริฐท่ี
ทําใหผูรับเบิกบานใจ และบคุ คลผูม ีความกรณุ าเปนผูสูงสง

แนวคิดนี้ปรากฏในตอนพราหมณว ิทูรเขา เฝาชัยเสนเพื่อทูลใหท ราบเกี่ยวกบั
อบุ ายของจณั ฑี ซึ่งพราหมณว ิทรู มสี ว นรว มในความผิดดว ยแตไ ดส าํ นกึ ผิด ชัยเสนจึงอภัยโทษและ
ใหโอกาสพราหมณว ิทูรไดก ลับตนเปนผูประพฤติดีทั้งกาย วาจาและใจ พราหมณว ทิ ูรซาบซึง้ ในพระ
มหากรุณาธิคุณและทูลวา

วิทูร. อา เทวะสุธรร- มิกะปร ียะราชา, (อุปฏฐติ า, ๑๑.)

อนั ทรงกรณุ า ดนุผูป ระพฤติผิด,

นค่ี ือพระแสดง สรุ ะธรรมะโสภิต,

มีแตส ุระฤท- ธจิ ะเทยี บพระภูบาล;

นกึ วา บมริ อด ครุ ทุ ณั ฑะแรงราญ,

บดั นพ้ี ระประทาน พระอภัยกะฃาน,้ี

เหมือนรดศิระดว ย สุรทิพยะวารี

ชุมชื่นณฤด,ี ดนุขอปฏญิ ญา:

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)

พระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาประกอบดว ยแนวคิดหลักและแนวคดิ รอง ซงึ่ แนวคิดหลัก
เปนแนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาทว่ี า ดวยเรื่อง ความรักเปน บอเกิดของความทุกข ดังทต่ี วั ละครใน
เรื่องลว นไดรับความทกุ ขเพราะความรักความผูกพนั ทัง้ สิ้น สว นแนวคิดรองเปนแนวคิดที่
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงแทรกไว ไดแก แนวคิดเรอื่ งความรกั ชาติ แนวคิดเรื่อง
หนา ที่ของพระมหากษตั ริย และแนวคิดเรื่องความกรุณา ซ่ึงท้ังหมดสงเสรมิ ใหพระราชนพิ นธเ ร่อื ง
มัทนะพาธามีคุณคา ยงิ่

๓.๓.๔ ลักษณะของเร่อื งท่ีคลา ยบทละครสันสกฤต

ประเทศอินเดียนิยมแตง บทละครมาตัง้ แตส มยั โบราณ และถอื เปนวรรณกรรมประเภท
หนงึ่ ทีไ่ ดร บั การยกยอ งใหเปนวรรณกรรมแบบแผน (Classical Literature) ของสนั สกฤต ตําราการ
ละครสนั สกฤตฉบบั เกาแกของอินเดียคือ คมั ภรี นาฏยศาสตร ของภรตมุนี ฉบับท่ปี รากฏอยใู น

ปจจบุ ันใชภ าษาสนั สกฤตซงึ่ เกา เขาใจยาก ในปลายครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๐ นกั ปราชญผูหน่งึ ชื่อ
ธนัญชยั ไดน าํ ทฤษฎีในคัมภรี นาฏยศาสตรม าเรียบเรียงใหมใหเขาใจงา ยข้ึน จงึ เกดิ เปนคัมภีร
ละครช่ือวา คมั ภรี ท ศรูปะ และในคริสตศ ตวรรษที่ ๑๕ วศิ วนาถกวีราชไดแตงคมั ภรี ละครขนึ้ อีกเลม

๗๓

หนงึ่ ช่ือวา สาหตั ยทรรปณะ โดยดาํ เนินตามแบบของธนญั ชัยและเพิม่ เติมขอ มูลบางสว น วิศวนาถ
กวีราชไดจําแนกละครออกเปน ๒ ประเภทใหญ ๆ คือ รูปกะ และอรูปกะ๑

ละครรปู กะ ไดร บั การขนานนามวาเปนละครชั้นสูง หมายถึงละครท่มี เี น้ือเรื่องเปน
เรื่องราวของบคุ คลชัน้ สูง เชน เทพเจา หรือกษตั ริย แบงออกเปน ๑๐ ประเภท ไดแก นาฏกะ
ประกรณะ ภาณะ วยาโยคะ สมวการะ ฑิมะ อหี ามฤคะ อุตสฤษฏิกางกะ วถี ี (วิถี) และประหัสนะ
ซงึ่ เกอื บทุกประเภทจะมีตัวละครเปนบคุ คลชน้ั สูง ยกเวนเพียงประเภทเดียวคือประเภทประหัสนะ๒

ละครอรปู กะ เปนละครชน้ั ตา่ํ หมายถงึ ละครทมี่ ีเน้อื เร่ืองเกย่ี วกับคนธรรมดา แบง
ออกเปน ๑๘ ประเภท ไดแก นาฏกิ า โตรฏกะ โคษฐี สัฏฏกะ นาฏยราสกะ ประสถานะ อลุ ลาปยะ
กาวยะ เปรงขณะ ราสกะ สันลาปกะ ศรคี ทิตะ ศิลปกะ วสิ าสกิ า(ลาสกิ า) ทุรมัลลกิ า ประกรณกิ า
หลั ลีศะ และภาณกิ า มีเพยี งประเภทนาฏกิ า๓และโตรฏกะเทานนั้ ที่มีเร่ืองราวเกี่ยวกับบคุ คลชั้นสงู

ละครรปู กะนนั้ เปน ละครท่ีรูจ ักกนั แพรหลายมาแตค รั้งโบราณ และนยิ มแสดงกนั ตลอดมา
จนกระทงั่ ราวคริสตศ ตวรรษท่ี ๑๖ จงึ มลี ะครอรูปกะขึน้ แตไมไดร ับความนิยมเทาละครรูปกะ ละคร
รูปกะจึงจดั เปนละครแบบฉบบั ของละครสันสกฤต๔

พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธามีลักษณะบางประการคลายบทละครสนั สกฤตในดา น
ตอ ไปนี้

๓.๓.๔.๑ การต้งั ช่อื เร่อื ง
๓.๓.๔.๒ ตวั ละคร
๓.๓.๔.๓ บทสนทนา
๓.๓.๔.๔ โครงเรอ่ื ง
๓.๓.๔.๕ สถานที่และเวลา

๑ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๔๙–๕๐.
๒ ประหสั นะ คือละครชวนหวั มเี นือ้ เรอ่ื งเก่ียวกับการทําอุบายหรือการทะเลาะวิวาทของคนชนั้ ตํ่า
พระเอกเปนคนไดทุกชน้ั เชน กษตั ริย นกั พรต พราหมณห รือตวั โกง นางเอกมกั เปนคนชั้นต่าํ เชน นางกํานลั
สาวใช ขอทาน หรอื โสเภณี
นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพันธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๖๗.
๓ นาฏกิ า คอื ละครเรื่องขัน สว น นาฏกะ เปนละครเรอ่ื งใหญแ ละมกั มีบททไี่ พเราะและนาสงสารมากกวา
ขบขนั นาฏิกามกั มเี พียง ๔ องก แตน าฏกะมตี งั้ แต ๕ องกขึ้นไป นาฏกิ าตรงกับ “คอเมดี” ของยโุ รป นาฏกะ
ตรงกับ “ดรามะ”

อ.ว.วลิ เลียมส แจ็คกสัน; และชารลส จ. อ็อคเด็น. (๒๕๐๕). ปริยทรรศิกา. แปลโดย
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาวชิราวธุ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั . หนา ๑๙๓.

๔ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสมั พันธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๒๑๐.

๗๔

๓.๓.๔.๑ การต้งั ชื่อเรื่อง
การตัง้ ช่อื เรือ่ งในพระราชนิพนธเรอ่ื งมัทนะพาธามีวธิ ีการเหมอื นการต้ังช่ือเร่ืองในบท
ละครสนั สกฤตดงั น้ี
การตั้งช่อื เร่อื งในบทละครสันสกฤต บทละครของสันสกฤตนิยมตัง้ ชื่อเร่ืองโดย
นํามาจากชอ่ื ของพระเอกหรือนางเอก ดงั ในละครนาฏกะซง่ึ เปน ละครประเภทรูปกะทไ่ี ดร บั ความ
นยิ มสงู สุด และเปน ละครสันสกฤตท่ีสมบูรณแ บบตามกฏเกณฑข องละครทกุ ประการ๑ ละคร
นาฏกะทต่ี ง้ั ช่ือเรื่องตามช่ือของพระเอกหรือนางเอกเชน
- เรื่องศกนุ ตลา กาลิทาสนํามาจากช่ือของนางเอก คอื ศกนุ ตลา
- เรือ่ งสวปั นะวาสวทตั ตา ภาสะนาํ มาจากชอ่ื ของนางเอก คอื วาสวทัตตา
ละครนาฏิกาซงึ่ เปน ละครประเภทอรปู กะทีม่ ลี ักษณะเหมือนละครนาฏกะ ตางกันที่
จาํ นวนองก๒ กม็ บี ทละครบางเรอ่ื งที่ตง้ั ชอ่ื เร่ืองตามช่ือพระเอกหรอื นางเอก เชน
- เร่ืองปรยี ทรรศิกา พระเจา ศรหี รรษะวรรธนะทรงตงั้ ช่ือเรื่องตามช่ือของนางเอก คือ
ปรียทรรศกิ า
- เร่อื งรตั นาวลี เปนบทละครของพระเจาศรีหรรษวรรธนะอีกเชนเดียวกนั พระองค
ทรงนาํ ชอ่ื เร่ืองมาจากช่อื ของนางเอก คือ รัตนาวลี

การตั้งชื่อเรือ่ งพระราชนพิ นธเรอ่ื งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู ัวทรงตงั้ ช่ือเรื่องวา มทั นะพาธา มพี ระราชประสงคใหสอดคลองกบั ชื่อของนางเอก คือ มทั
นา คาํ วา มทั นา แปลวา ความลมุ หลงหรือความรกั สว นคําวา มทั นะพาธา แปลวา ความเจ็บหรือ
ความเดือดรอ นอนั เนื่องมาจากความรัก การตั้งชื่อเรอ่ื งจงึ มีวิธีการเหมือนละครสันสกฤต อีกทั้งชื่อ
ของนางเอกและชื่อเรื่องมีความหมายสอดคลองกบั แนวคิดหลักของเรื่องซง่ึ สะทอนพระพุทธปรชั ญา
ทว่ี า ความรักเปน เครื่องผกู พนั ที่กอ ใหเกิดทกุ ข จงึ นับเปนองคป ระกอบสวนหนงึ่ ทมี่ คี วามกลมกลนื
กนั เปน อยา งดี

๓.๓.๔.๒ ตัวละคร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงสรา งตวั ละครในพระราชนพิ นธเร่ือง
มัทนะพาธาใหเปน ชาวภารตะ เพราะสถานทใ่ี นเรอื่ งอยูใ นดนิ แดนภารตวรรษ ซ่งึ ตวั ละครมลี กั ษณะ
บางประการคลายตวั ละครในบทละครสันสกฤต ตัวละครในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาจาํ แนก
ตามหนาท่ีเปน ๓ ประเภท คือ

๑ นิยะดา เหลาสนุ ทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๓.
๒ แหลงเดิม. หนา ๖๙.

๗๕

ก. ตัวเอก
ข. ตวั ประกอบ
ค. ตวั ตลก

ก. ตัวเอก คือตวั ละครทเ่ี ปนตวั หลกั ในการดาํ เนินเรื่อง อาจแยกไดเปนตัวพระเอก
หรอื นางเอก ปกตพิ ระเอกและนางเอกเปนตวั ดําเนนิ เรอ่ื งหลกั แตใ นบางกรณีอาจเปนตัวเอกตวั
อนื่ ๑

ตวั เอกในบทละครสนั สกฤต บทละครสันสกฤตประเภทรปู กะเกือบทกุ ประเภทมีตวั
ละครเปน บุคคลชั้นสูง โดยเฉพาะอยางย่งิ ประเภทนาฏกะ พระเอกอาจเปนเทพเจา เทพเจา ท่ี
อวตารลงมาเปนมนุษย นกั พรต คนธรรพ ราชรรษี หรอื กษัตริย ธนญั ชัยไดระบุคุณสมบัติของ
พระเอกไวใ นคมั ภรี ทศรูปะวา

(In a play) in which the hero is endowed with attractive qualities, (of the
type known as) self-controlled and exalted, glorious, eager for fame, of great
energy, a preserver of the three Vedas, a ruler of the world, of renowned lineage, a
royal seer or a god…

[ในบทละครซง่ึ พระเอกเปน ผปู ระกอบดว ยคุณธรรมอันนานยิ ม (ตามประเภทท่ไี ด
กําหนดไว เชน ประเภทรจู ักบังคับตน, ประเภทมีเกียรติสูง) เชน มสี งาราศ,ี มุงมนั่ แสวงหา
ชอ่ื เสยี ง, มีอุตสาหะมาก, ผูดาํ รงพระเวทท้งั สาม, พระจกั รพรรดิ, พระฦๅสาย (ผอู ยใู นตระกลู
อนั มีชื่อเล่ืองลือ) ราชรรษี หรอื เทวะ]๒

สว นนางเอกเปน นางฟาหรือนางฟา ท่ีถูกสาปใหม าเกิดในโลกมนุษย หรือนางกษัตริย๓
ตัวอยา งละครนาฏกะทม่ี ตี ัวละครลักษณะดงั กลาว ไดแ ก เรื่องศกุนตลา ของกาลิทาส พระเอกของ
เร่ือง คอื ทุษยันต กษัตริยจ ันทรวงศแ หง กรงุ หัสตนิ าปุระ นางเอก คือ ศกนุ ตลา เปนธิดาฤๅษี
วศิ วามิตรและนางฟา เมนกา เร่อื งน้ีเปนบทละครสันสกฤตที่มีชือ่ เสียง

๑ สรุ พล วริ ฬุ หร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปรทิ รรศน. หนา ๑๖๗.
๒ นิยะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๒.
(อางองิ จาก George C.O. Haas(tr.). (1962). The Dásarupa. p. 89.
๓ นยิ ะดา เหลา สนุ ทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๒.

๗๖

ตวั เอกในพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธามตี วั
เอก ๔ ตวั คือ ชัยเสน มัทนา สเุ ทษณ และจัณฑี ซงึ่ ทัง้ หมดเปนตัวเอกทีม่ ีกาํ เนิดเชอ้ื ชาตเิ ปน บคุ คล
ช้ันสูงดังน้ี

ชัยเสน เปน กษัตริยจ นั ทรวงศผูยิ่งใหญแ ละครองกรุงหสั ตนิ าปุระแบบเดียวกบั
พระเอกหลายคนในบทละครสันสกฤตตลอดจนวรรณคดีสนั สกฤตประเภทอ่ืน เชน ทุษยันต ในบท
ละครเรือ่ งศกนุ ตลา กษัตริยปาณฑพทั้งหา ในมหาภารตยุทธ ซง่ึ ตางกเ็ ปน กษัตริยจนั ทรวงศท ีม่ ี
ชื่อเสียงและครองกรงุ หสั ตินาปรุ ะ จันทรวงศ หมายถงึ วงศข องกษัตริยท ่ีสบื เชื้อสายมาจาก
พระจนั ทร เรอื่ งราวของจนั ทรวงศป รากฏอยใู นคมั ภีรปุราณะหลายเลม มีลกั ษณะเปนตาํ นานของ
วงศกษตั ริยภ ารตะและมีปาฏิหาริยเขา มาเก่ียวของ จันทรวงศม ีตนวงศเ ปน เทพเจาคอื พระจนั ทร
และสบื เชื้อสายมาทางพระพุธซึ่งเปนโอรสของพระจนั ทร ชายาพระพุธคือนางอิลา มีโอรสชื่อ ปรุ รู พ
จากน้ันสบื เชื้อสายกันตอมาจนถึงทา วยยาติผูเปนมหาราชและวีรบรุ ุษมีชื่อเสียงโดง ดังมาก ตอจาก
ทา วยยาติ จนั ทรวงศแบงออกเปน ๒ สาขา คือ ยาทพกับโปรพ ตอมากษตั ริยโปรพจึงแยกออกอกี
เปน ๒ พวก คอื เการพกบั ปาณฑพ ซง่ึ ทําสงครามใหญทเ่ี รียกวา มหาภารตยทุ ธ๑ และชัยเสนเปน
ตวั ละครทถี่ ูกกาํ หนดใหอยูในวงศก ษัตริยทม่ี ีช่ือเสียงโดงดงั นี้

มทั นา อดีตชาตเิ ปนธิดาของทาวสรุ าษฎร เปนผมู ีความกตัญูยอมเสียสละตนเอง
เพอื่ ชว ยเหลือพระบดิ าใหพ น ภยั จากศตั รู และมคี วามยึดมนั่ ในสจั จะของความรกั เมอ่ื ส้ินชีวิตแลว
นางไดไปเกดิ ในสวรรค ดวยเหตุทเ่ี ปนนางฟารูปงาม สุเทษณเ ทพบตุ รจงึ ตอ งการนางมาเปนชายา
พอนางปฏเิ สธ สุเทษณก ส็ าปใหนางลงมาทนทุกขในโลกมนษุ ย

มทั นามลี กั ษณะเหมอื นนางเอกในบทละครนาฏกะของสันสกฤต คอื เปน นางฟา หรอื
นางฟา ที่ถกู สาปใหมาอยใู นโลกมนุษย เชน อุรวศี นางเอกในบทละครสันสกฤตเรื่องวกิ รโมรวศี ของ
กาลิทาส ซึง่ เปน ละครประเภทโตรฏกะแตมลี ักษณะเหมือนนาฏกะ บางตําราจงึ จดั รวมไวใ นพวก
นาฏกะ อุรวศีเปนนางอัปสร นางรกั กับปุรูรวัสพระเอกของเรื่อง ขณะท่นี างรําถวายพระศิวะ นาง
คดิ ถงึ ปรุ ูรวัสจึงรายรําผิดพลาด พระศวิ ะจึงสาปนางใหล งมาอยูในโลกมนุษยชวั่ ระยะเวลาหน่งึ
นางเอกท่ีเปนนางฟา แตถูกสาปใหมาอยใู นโลกมนษุ ยมีอยูในบทละครสันสกฤต และมัทนากม็ ี
ลักษณะเหมือนนางเอกในบทละครสนั สกฤตดงั กลา ว

สเุ ทษณ อดตี ชาตเิ ปน กษตั ริยครองแควนปญ จาล ยกทัพมาจับทาวสรุ าษฎรไดและ
บงั คับมทั นาใหย อมถวายตัวเปนบาทบรจิ าริกา มทั นาจําตอ งยนิ ยอม แตพ อไถตัวพระบดิ าไดนางก็
ฆา ตวั ตาย สุเทษณจ งึ บําเพญ็ พลีกรรมต้ังแตนัน้ มาจนสําเร็จและไดไปเกิดเปน เทพบุตรในสวรรค มี
อํานาจอทิ ธิฤทธิ์มากสามารถสาปผอู ่ืนได ดังทไี่ ดส าปมัทนาใหกลายเปนดอกกุหลาบ

๑ สมเดจ็ พระรามาธิบดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษติ . หนา ๑๑๕-๑๑๗.

๗๗

ลกั ษณะของตัวละครทเี่ ปนบุคคลชั้นสูงมีฤทธิ์มากและลงโทษผูอื่นดวยวิธสี าปแชงโดย
ไมต องรอฟง เหตุผล เพียงรสู กึ วาถูกลบหลเู กียรตหิ รือไมไดรบั การเคารพยาํ เกรง ตวั ละครท่ีมี
ลกั ษณะเชนน้พี บไดใ นบทละครสันสกฤตรวมทั้งวรรณคดสี ันสกฤต เชน ในบทละครเร่ือง
วกิ รโมรวศี พระศิวะพโิ รธและสาปอุรวศีใหล งมาอยูในโลกมนุษย ภายหลังอุรวศถี กู พระฤๅษีมารา
สาปใหเปน เถาวัลยอกี ในวรรณคดเี ร่ืองปรศรุ ามาวตาร พระอุมาพโิ รธปรศรุ ามจงึ สาปปรศุรามให
หมดเร่ียวแรง นอนนง่ิ เปนทอนไม เปน ตน สเุ ทษณจงึ มีลักษณะเหมอื นตัวละครในบทละคร
สนั สกฤต เพราะนอกจากจะเปนตวั เอกท่ีมชี าตกิ ําเนิดสูงสงแลว ยังมอี ุปนิสัยเหมอื นตัวละครบางตัว
ในละครสนั สกฤตดว ย

จัณฑี ในพระราชนิพนธกลา วถงึ ความเปนมาของจัณฑเี พยี งเลก็ นอย โดยกลาววา

เปนธิดาของทาวมคธและไดอภิเษกสมรสเปน มเหสีของทาวชยั เสน จงึ เปนตวั ละครอกี ตวั หนึ่งทมี่ ี
ชาติกาํ เนิดสงู สง เน่ืองจากอยใู นวรรณะกษตั ริย ส่งิ ที่นา สนใจก็คอื ช่ือ จณั ฑี แปลวา ดุราย, หยาบชา
เกรี้ยวกราด เปนพระนามหน่ึงของพระอุมาชายาของพระศวิ ะ ภาคทม่ี ีพระนามวา จณั ฑี นีเ้ ปนภาค
ดรุ า ย มคี นนิยมบชู าดว ยวิธีพิสดารตาง ๆ กนั มากเพราะกลัว ชอ่ื จัณฑี เม่อื นาํ มาใชเปน ช่ือของตัว
เอกฝา ยรา ย จึงใหความหมายทน่ี ากลวั และเหมือนตัวละครในบทละครสันสกฤต

ตัวละครเอกทัง้ ๔ ตัว ลว นมชี าติกําเนิดสูงสง เปน บคุ คลประเภทเทวดา นางฟา นาง
กษัตริย และกษัตริยผ ูย่ิงใหญ ตลอดจนการตัง้ ชอ่ื ตัวละครบางตวั และบทบาทบางประการคลายตวั
ละครในบทละครสันสกฤต จึงเปน องคประกอบหน่ึงทส่ี ง เสริมใหพ ระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา
คลายบทละครของสันสกฤต

ข. ตวั ประกอบ คือตัวละครท่ที ําหนา ทป่ี ระกอบหรือสนับสนุนตวั เอก หรือทําให

เหตกุ ารณในทองเรื่องเขมขน ข้นึ สลับซับซอน ชวนติดตาม หรือทาํ หนาที่รบั ฟง ความรสู กึ ของตวั
เอก แสดงผลดผี ลรา ยของสถานการณใ หเ ปนท่ีประจักษ๑

ตวั ประกอบในบทละครสันสกฤต ถงึ แมใ นบทละครสนั สกฤตจะนยิ มใหตวั เอกเปน

บคุ คลชัน้ สูง แตก จ็ าํ เปนตองมีตัวละครท่เี ปนบคุ คลช้นั กลางหรอื ชัน้ ตํา่ ประกอบอยูดว ย เชน

มหาดเลก็ นายพราน คนรบั ใช เปน ตน ท้ังน้ีเพอื่ ความเหมาะสมของเนื้อเรื่องทคี่ วรมพี ฤติกรรมของ

บุคคลหลายประเภทประกอบกันเขาเปน เรื่องราว พระภรตมุนีไดกลาวถงึ การแสดงละครไวใ นคัมภีร

นาฏยศาสตรว า

อตุ ฺตมาธมมธยฺ านํา นราณาํ กรมฺ สํศฺรยมฺ

หิโตปเทศชนนํ ธฺฤตกิ ฺรีฑาสุขาทกิ ฺฤตฺ

คาํ แปล การแสดงละคร อาศยั การกระทําของคนชนั้ สงู ช้นั กลาง ชั้นตาํ่ ทําใหการ

แนะนําสิ่งที่เปนประโยชนเกิดขึ้น ทาํ ใหเ กิดความมั่นคงหนักแนนสนุกสนานและ
ความสขุ เปน ตน๑

๑ สรุ พล วิรฬุ หร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปริทรรศน. หนา ๑๖๗-๑๖๘.

๗๘

ดงั นนั้ การนาํ เสนอเรื่องราวในบทละครสันสกฤต ถึงแมวาจะนยิ มแสดงเร่ืองราวของ
บุคคลชน้ั สูง ซ่ึงทําใหตวั ละครสว นใหญโดยเฉพาะตัวเอกเปน บุคคลสงู สง แตอยา งไรก็ดกี ็ตอ งมี
บทบาทของบุคคลช้นั ตาํ่ ประกอบอยดู วย

ตัวประกอบในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธา ตัวประกอบในพระราชนิพนธเร่ือง
มัทนะพาธาสามารถแบงออกเปน ๒ ประเภท ไดแ ก ตวั ประกอบทเี่ ปน ชาวฟา และตวั ประกอบที่
เปน ชาวดิน

๑. ตวั ประกอบทเี่ ปนชาวฟา คือตวั ละครที่สถิตอยูบนสวรรค ไดแก จติ ระเสน
จิตระรถ และมายาวนิ

จติ ระเสน มีตาํ แหนง เปนหัวหนา คนธรรพของสเุ ทษณ มบี ทบาทเปนผจู ัดการ
แสดงฟอนราํ ถวายใหสุเทษณช มเพอ่ื ความสาํ ราญ และคอยรบั ฟง ความรสู ึกทกุ ขใ จของ
สเุ ทษณ เมื่อมีโอกาสอันควรก็จะแสดงความคิดเห็นอยางเหมาะสม

จิตระรถ มีตาํ แหนงเปน สารถขี องสุเทษณ มีบทบาทเปนผูขับรถไปทั่วจกั รวาล
เพื่อคน หาหญงิ งามและวาดรปู ของนางมาใหสุเทษณไ ดชม เปนตัวประกอบท่ีสําคญั เพราะเปนผพู า
มายาวนิ มาเขา เฝาสุเทษณ ทําใหเกิดเหตุการณยุง ยากตอมา คือ การใชเ วทมนตรบังคบั เรียกมทั นา

ในวรรณคดสี นั สกฤต จติ ระเสน และ จติ ระรถ คือคนธรรพค นเดียวกัน มีตาํ แหนง
เปนอธบิ ดีแหงคนธรรพ ทางฝายไทยเรียกวา ทาวจติ รราช หรือ ทาวจิตรุ าช๒

คนธรรพเ ปนผมู ีกําเนิดซึ่งเขาพวกเทวดาหรอื มนุษยก ็ได เพราะมที ั้งทอ่ี ยูบน
สวรรคและอยใู นโลกมนษุ ย มีหนา ทรี่ ักษาโสม มคี วามชํานาญในการปรงุ โอสถ เปน ผูอาํ นวยการ
นักษัตร เปน หมอดรู อบรทู กุ สง่ิ ทัง้ ในโลกอดีต ปจจบุ ัน และอนาคต มีความสามารถดานขบั รองและ
ดนตรปี พาทยเ ปน พิเศษ ทําหนาที่เลนดนตรีใหค วามสุขแกเ ทวดา มีนสิ ัยเจา ชู มเี สนหดงึ ดูดใจให
ผหู ญิงรัก ซงึ่ เสนหอ ยูทีก่ ารขับรอ งและดนตร๓ี

จติ ระรถ และ จติ ระเสน คนธรรพใ นพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธามีหนาท่เี ปน
บริวารของเทวดา คอยรบั ใชและปฏบิ ัติตามคาํ สง่ั ของเทวดา เปนตวั ละครท่ีมาจากคนธรรพทีม่ ี
เร่อื งราวปรากฏอยูในวรรณคดสี ันสกฤต

มายาวนิ เปน วิทยาธรทเ่ี ช่ียวชาญอาถรรพวิทยา สามารถใชว ชิ าโยคะนิทรา
เรียกผูที่อยหู า งไกลใหมาหาได เปนผูที่ทาํ ใหเร่ืองราวยุงยากมากข้ึนเพราะใชเ วทมนตรเรียกมัทนา
มาหาสุเทษณ แตไ มสามารถบังคบั จิตใจมทั นาใหรกั สเุ ทษณ ดวยเหตุทีม่ ายาวินมคี วามรมู าก จงึ
สามารถแนะนําชนิดของดอกไมต ามทีส่ ุเทษณต องการสาปมทั นาได ทง้ั หมดเปนเหตใุ หมัทนาตอง

๑ ภรตมุน.ี (๒๕๔๑). นาฏยศาสตร. แปลโดย แสง มนวิทรู . หนา ๓๖-๓๗.
๒ สมเดจ็ พระรามาธิบดศี รีสินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๑๐๙.
๓ แหลง เดมิ . หนา ๑๐๕-๑๐๖.

๗๙

ไปเกิดเปน ดอกกุหลาบ นอกจากน้มี ายาวนิ ยงั เปนผูเลา เร่อื งราวในชาติอดีตของสุเทษณก บั มัทนา
ทําใหทราบความสัมพันธของคนทง้ั สองดว ย

๒. ตัวประกอบเปนชาวดนิ หมายถึงตวั ประกอบทเ่ี ปนมนษุ ย อาจเปน บคุ คลช้ันสงู
ช้ันกลางหรอื ชน้ั ตํ่า มีดงั น้ี

ศุภางค ศุภางคเ ปน ตัวประกอบที่มคี วามสําคัญ มีบทบาทเปนท้ังนายทหารคน
สนทิ และเพอื่ นของชยั เสน เปนผูทราบเรื่องราวความสัมพันธอันไมร าบรื่นระหวา งชยั เสนและจณั ฑี
จงึ เปนตวั ประกอบทเี่ ผยความสมั พนั ธร ะหวางชัยเสนและจณั ฑีใหผูอ า นไดท ราบ รวมทัง้ เผยอปุ นิสัย
ของจัณฑที อี่ าจสรา งปญ หาใหน างเอก ศุภางคถ ูกจณั ฑใี สรา ยวา เปนชกู บั มัทนาและถกู ชัยเสนสง่ั
ประหารชีวติ แตศ ุภางคกไ็ มหวนั่ เกรง แมมีโอกาสกไ็ มหนี กลบั ใชโอกาสน้ันสละชีวิตตนเองเพ่ือ
ชาตแิ ละกษัตริยท ี่ตนรัก

ปรยิ ัมวะทา นางกาํ นัลผูมหี นา ทรี่ ับใชมัทนาและมีจติ ผูกพนั ตอเจานายของตน
ปริยัมวะทามักแสดงความคิดเห็นรวมกบั ศุภางค ท้งั คมู ีความคิดเห็นตรงกันวา มัทนาเปนสตรีงาม
ประเสรฐิ ควรทบี่ ุรษุ จะรักใคร แมชัยเสนจะมีหญงิ อื่นอยูแลว แตชัยเสนกับมัทนาก็ไมผ ิด

สวนจณั ฑขี าดคุณสมบัติจงึ ไมเหมาะสมกับชยั เสน นอกจากนี้ปริยมั วะทายังเปน ตวั ละครทีค่ อยเลา
เรอ่ื งตา ง ๆ ของมัทนาใหชัยเสนฟง หลังจากที่มทั นากลายเปนดอกกุหลาบแลว

กาละทรรศิน กาละทรรศนิ เกดิ ในวรรณะพราหมณ เปนนกั บวชประเภทฤๅษี
หรอื โยคี บําเพญ็ ตบะอยใู นสํานักกลางปาหิมะวนั มีฌานแกกลา สามารถลว งรอู ดีตและอนาคตได
กาละทรรศินมีบทบาทเปนผเู ชญิ ชวนดอกกุหลาบไปอยูขางอาศรม ทําใหม ัทนาและชัยเสนไดมาพบ
กนั และเกดิ ความรกั ที่ตองผจญอปุ สรรคในเวลาตอมา

โสมะทัต โสมะทัตอยใู นวรรณะพราหมณ มีบุคลิกเปนผใู หญจึงไดเปนหัวหนา
ศิษยแ ละมีหนาทค่ี อยรับใชก าละทรรศนิ เปนตวั ประกอบท่ีคอยเลาเร่ืองเก่ียวกบั มทั นา โดยเลา
ความเปน มาและลกั ษณะนิสยั ของมัทนา ตอนทายเร่ืองโสมะทัตเปนผไู ปพามทั นากลับมายงั อาศรม

วิทูร วิทูรเปน พราหมณาจารยชาวเมอื งมคธ มีความรูเกี่ยวกับการทาํ เสนห
อาถรรพซงึ่ เปนวิชาหนึง่ ของพราหมณ มคี วามรกั ชาติบานเมืองของตน ละอายใจหากกระทาํ สงิ่ ท่ี
ไมถ ูกตอง เปนตวั ประกอบสาํ คญั ท่ีทาํ ใหช ีวิตของตัวละครหลายตวั ไดแก มัทนา ศุภางค และ
ปริยัมวะทา ตองเปล่ียนแปลงไป

นันทิวรรธนะ นนั ทิวรรธนะเปน อาํ มาตยของชัยเสน มีบทบาทเปนผูส อบสวน
การทาํ เสนหอาถรรพ และเปน ผูร บั คําส่ังจากชยั เสนใหประหารมัทนากับศุภางค แตน นั ทิวรรธนะได
ปลอยคนทั้งสองไป ภายหลงั จงึ เปดเผยใหทราบถึงความเปน ไปของมัทนาและศุภางค มีบทบาท
เปน ผูเตือนสติชัยเสนไมใหฆ าตัวตาย โดยเตือนใหตระหนักถึงหนา ท่ีของกษัตริยท ่ีตอ งไมทอดทง้ิ
ราษฎร

๘๐

อราลี อราลเี ปน นางขาหลวงของจัณฑี เปน ตัวประกอบฝา ยรา ย มีรางกาย
พิการ จติ ใจหยาบชา สอดรูสอดเหน็ มหี นา ท่คี อยสืบขาวเก่ียวกบั มัทนาเพื่อไปบอกจณั ฑี และเปนผู
ยุยงใหจัณฑีกําจัดมัทนา ตลอดจนเปนผูคิดอบุ าย ภายหลงั ถูกลงโทษหนกั เพราะการทาํ ช่ัวของตน
โดยถูกเฆี่ยน สกั หนา ผาก ตัดจมกู หู แลว เนรเทศออกจากบา นเมอื ง

เกศนิ ี เกศินีเปน นางขาหลวงของจณั ฑี มีบทบาทรวมลงมอื กาํ จัดมัทนา โดย
เปน ผูซ ัดทอดวา การทําเสนหอาถรรพน้ันไดรบั คําส่ังจากปริยมั วะทา เน้ือเร่ืองไมไ ดก ลา วถงึ การ
ลงโทษเกศินี

ชาวสวนหลวง ชาวสวนหลวงมหี นา ที่เฝา ดอกไมในสวน ไมใ หผใู ดมาเก็บไป มี
บทบาทตอนหา มอราลเี ก็บดอกไม ทําใหอราลโี กรธ

ค. ตัวตลก หมายถงึ ตวั ละครท่ีคอยสรางความขบขนั ใหเ กิดขึ้นในเร่ือง ซึง่ ในบท
ละครสันสกฤตและพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธาตา งมีตวั ตลกลักษณะดงั นี้

ตัวตลกในบทละครสนั สกฤต ตัวละครในบทละครสันสกฤตทม่ี บี ทบาทสาํ คญั ขาดไป
ไมได คือ ตวั ตลก เรียกวา วทิ ษู กะ และวติ ะ เพราะพระเอกนางเอกมักมเี รอ่ื งตกทกุ ขไดยากตา ง ๆ
และเพอื่ ไมใ หค นดูเบ่ือหนายหรืออยใู นอารมณเ ศราหมอง จึงตองมตี ัวตลก โดยเฉพาะวิทษู กะคอย
ติดตามพระเอกในฐานะพระสหายหรือคนรับใช คอยสอดแทรกเลน ตลกหรอื พูดจาเยา แหยใหเกิด
ความสนกุ สนาน บางทกี เ็ ปน ที่ปรึกษาเร่ืองความรักของพระเอก บางทีกเ็ ปนพอสอื่ วทิ ูษกะมกั เปน
พราหมณแ ตงกายประหลาด สนใจการกนิ และของกาํ นัล ในเร่ืองศกนุ ตลามวี ิทูษกะชือ่ มาฐพั ย ใน
เรือ่ งปรยี ทรรศกิ าชื่อ วสันตกะ๑ นอกจากนีย้ ังมีตวั ตลกท่เี รียกวา ปฏะ แตม ีบทบาทไมสาํ คญั นกั เมื่อ
เทียบกบั วิทูษกะ ปฏะเปนตวั ตลกทมี่ ีความสามารถทางดนตรีและขับรอ ง เชน เศขรกะ ในบทละคร
นาฏกะเร่อื ง นาคานันทะ ของพระเจา ศรหี รรษวรรธนะ๒

ตัวตลกในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธามีตัว
ละคร ๒ ตวั ทม่ี บี ทบาทสรา งความหรรษา ชว ยใหบ รรยากาศของเรื่องผอนคลายลงดวยความขบขัน
จึงเขา ลักษณะเปนตัวตลก ท้ังน้ไี มไ ดยึดตามแบบแผนของตวั ตลกในละครสันสกฤต แตไดสรา งให
เหมาะสมเพ่อื เปน ประโยชนต อการดาํ เนิเร่ืองอีกประการหนง่ึ ตวั ตลก ๒ ตวั น้ี ไดแก ศุน และ นาค

ศนุ เปน ลกู ศิษยของกาละทรรศนิ มคี วามเฉลยี วฉลาด ไหวพริบดี ชอบพูดใหตน
ไดร ับความดีความชอบและรอดพนความผิด รวมท้งั ใชปญญาในทางเอาเปรียบผทู ี่ดอยปญ ญากวา
เขา ทํานองฉลาดแกมโกง

๑ นยิ ะดา เหลาสุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธร ะหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๔๐.
๒ แหลง เดิม. หนา ๒๐๙.

๘๑

นาค เปน ลูกศษิ ยของกาละทรรศนิ เชน เดียวกัน มหี นา ทเี่ ฝา ดูแลรักษาตน
กหุ ลาบ มีอปุ นิสัยคอนขางซอ่ื เลหเ หล่ียมนอ ยกวา ศุน จึงมกั ถกู ศนุ เอาเปรียบ

ความขบขันเกิดจากความฉลาดแกมโกงของศนุ ทม่ี กั เอาเปรียบนาค สว นนาค
รูท นั ศนุ แตนาคมักไมถือสา

ศนุ และนาคเปนผไู ดรบั คาํ ส่ังใหต ามหาที่มาของกล่ินหอมประหลาด ทง้ั สองเปนผู
พบดอกกุหลาบแลว จงึ นาํ ความไปบอกแกคนอื่น ๆ ในเร่ือง ซ่งึ เน้ือเรือ่ งกําหนดวา ดอกกุหลาบเปน
ดอกไมทไี่ มเ คยมอี ยูบ นโลกมนุษยม ากอน ศนุ กับนาคจงึ เปน ตัวชวยดําเนินเรื่องในชว งน้ี
นอกจากนยี้ งั ชว ยเลาเรอ่ื งรว มกบั ตวั ละครตวั อ่นื เกี่ยวกับเหตุการณท ่ีมัทนาเกิดความรักตอชัยเสน
จงึ ไมตองกลายเปน ดอกกหุ ลาบอกี

พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวทรงสรา งตัวละครใหเ ปนชาวภารตะเพ่อื ให
สอดคลองกบั สถานทที่ ่ีเกิดเหตกุ ารณในเร่ือง ซ่ึงอยใู นดินแดนภารตะหรือประเทศอินเดียสมัย
โบราณ ตัวละครทง้ั หมดเม่ือแบง ตามหนา ที่ของตัวละครแลวจะประกอบดวย ตัวเอก ตวั ประกอบ
และตวั ตลก ตวั เอกมีลักษณะเปน บุคคลช้ันสูงตามแบบอยางของละครสนั สกฤตซึง่ นิยมแสดง
เรอ่ื งราวของชนชัน้ สงู ตวั ประกอบมีทง้ั ผทู เ่ี ปน ชาวฟาและชาวดนิ ชาวดนิ มที ้งั ทอ่ี ยูใ นวรรณะสงู
และต่าํ กวา ทัง้ นีเ้ พื่อความเหมาะสมของเน้ือเรื่องที่จะตองมตี วั ละครประเภทอืน่ ประกอบอยูดวย
เชน พราหมณ ทหาร นางกาํ นลั นางขา หลวง สว นตัวตลกทป่ี รากฏในเรอื่ งนอกจากจะมหี นาที่พูด
และแสดงบทบาทใหเ กิดความขบขันแลว ยงั มหี นาทีช่ ว ยเลา เรื่องราวทีผ่ า นไปแลวและชว ยดําเนนิ
เร่อื งดวย ซ่ึงตัวตลกในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธาไมไดยึดถือตามแบบอยา งของตวั ตลกใน
ละครสนั สกฤตทัง้ หมด ตัวตลกในละครสนั สกฤตสว นใหญจ ะเปนพเี่ ลย้ี งหรือเพือ่ นของพระเอก
สว นตัวตลกในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาเปนลกู ศิษยของพระฤๅษี แตยงั คงทําหนาท่ีหลักของ
ตวั ตลกคือการสรางรสขบขันใหเ กิดขน้ึ ในบทละคร

๓.๓.๔.๓ บทสนทนา
บทสนทนาของตวั ละครมีประเดน็ สําคัญดงั นี้

ก. ภาษาท่ีตวั ละครใชในการสนทนาในละครสนั สกฤต
ข. ลกั ษณะของบทสนทนาของตัวละครเอกบางตวั ในพระราชนิพนธเ ร่ือง
มัทนะพาธา
ก. ภาษาท่ตี ัวละครใชในการสนทนาในละครสันสกฤต
ละครสันสกฤตประเภทรูปกะเกอื บทกุ ประเภทจะแสดงเรื่องราวของบคุ คลชั้นสงู แตก ็
มีบทบาทของตวั ละครทีไ่ มใ ชบคุ คลช้ันสูงประกอบอยูดวยดงั ท่ีไดกลาวมาแลว นอกจากนตี้ ัวละคร
ตอ งพูดภาษาตา ง ๆ กันตามช้ันของบคุ คล ภาษาท่ใี ชในการสนทนาจงึ แตกตางกันไปตามวรรณะ

๘๒

ของตัวละคร มขี อความปรากฏอยูใ นคัมภรี นาฏยศาสตรวา บรรดาเทวดาไดพากนั สอนบุตรของพระ
ภรตมุนใี หพดู ภาษาที่ใชตามฐานะของตวั ละคร ดงั นี้

อํศาํ ไศรฺภาษติ านฺภาวานฺ รสานฺรูป พลํ ตถา
ทตฺตวนตฺ ะ ปรฺ หฤฺ ษฺฏาสฺเต มตฺสเุ ตภฺย ทิเวากสะ

คาํ แปล เทวดาเหลา น้ัน ช่นื ชมยินดีแลวพากนั ใหบุตรของขาพเจาเรยี นคาํ พูดสําหรบั
ใชต ามฐานะของตวั ละคอน, ...๑

ภาษาสันสกฤตเปนภาษากลางหรอื ภาษาหลกั ในการสนทนา และมีภาษาปรากฤตที่
เปน ภาษาทองถิน่ สาํ คญั ของอินเดียแตกแขนงออกไปอกี ๗ ภาษา ไดแก ภาษาเศารเสนี ภาษามหา
ราษฏรี ภาษามคธี ภาษาอวนั ตี ภาษาอภรี ี ภาษาไปศาจี และภาษาอปภรงั ศะ ซ่ึงภาษาสนั สกฤตถือ
กันวาเปน ภาษาท่ีมคี วามไพเราะ เปน ระเบียบแบบแผน ตรงขามกับภาษาปรากฤตทไ่ี มเปน
ระเบียบแบบแผน

ภาษาแตล ะภาษาถูกกําหนดใหใชกับตวั ละครแตกตา งกันไปตามชนชั้นของตวั ละคร
ดงั น้ี

๑. ภาษาสนั สกฤต เปนภาษาของคนชนั้ สงู กําหนดใหใชพูดเฉพาะวีรบุรษุ ผู
เปยมดว ยจติ ใจสูงสง สญั ญาสหี รือผูสละกิเลส นกั พรต ภิกษุในศาสนาพุทธและลทั ธิอนื่ ๆ ใน
บางคร้ังยนิ ยอมใหพระราชนิ ี คณกิ าชน้ั สูง ศลิ ปนหญงิ และนางอัปสรพูดภาษาสันสกฤต๒
นอกจากน้ใี ชกบั การบรรยายสงคราม การเจรจาทาํ สัญญาสงบศกึ และการประกาศชยั ชนะ

๒. ภาษาปรากฤต เปน ภาษาพ้นื เมอื งที่ประชาชนใชพ ูดกนั ตามทอ งถ่นิ ตาง ๆ
บทละครสันสกฤตกาํ หนดใหภาษาปรากฤตเปน ภาษาของตวั ละครตอไปนี้

๒.๑ ภาษาเศารเสนี เปน ภาษาทใี่ ชพ ูดกนั ในศูรเสนชนบท ตั้งอยู ณ
ดินแดนริมฝง แมนํ้ายมนุ า มีเมืองมถุราเปน เมืองหลวง ภาษาเศารเสนีใชเ ปน บทเจรจาของมหา
อาํ มาตย นางเอก เพ่ือนสนิทของนางเอก สตรใี นตระกูลสงู นางกาํ นลั สาวใช และเดก็

๒.๒ ภาษามหาราษฏรี เปน ภาษาทพี่ ูดกันในแควนมหาราษฎร ภาษา
พน้ื เมอื งเรียกวา มหารัฏฐ ี ภาษาองั กฤษเรียกวา มาหแร็ตตา (Mahratta)๓ ภาษามหาราษฏรใี ชเ ปน

๑ ภรตมุน.ี (๒๕๔๑). นาฏยศาสตร. แปลโดย แสง มนวทิ รู . หนา ๒๐-๒๑.
๒ สุรพล วริ ุฬหร ักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศลิ ปปริทรรศน. หนา ๘๒.
๓ สมเด็จพระรามาธบิ ดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกุนตลา

มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๑๔๙.

๘๓

บทรองของมหาอํามาตย นางเอก เพ่ือนสนิทของนางเอก สตรใี นตระกลู สูง นางกาํ นัล สาวใช และ
เด็ก๑

๒.๓ ภาษามาคธี เรียกอีกอยา งหน่งึ วา ภาษาบาลี เปนภาษาที่ใชกนั อยใู น
แควน มคธ ภาษามาคธีใชกบั ตวั ละครทเ่ี ปนเสนาและทาส

๒.๔ ภาษาอวนั ตี เปนภาษาของแควนอวนั ตี มกี รุงอุชชยินีหรืออุชเชนเี ปน
เมอื งหลวง ภาษาอวันตใี ชกบั ตวั ละครประเภทคนจรจดั และนกั เลงพนัน

๒.๕ ภาษาอภีรี ใชกบั ตวั ละครพวกโคบาล
๒.๖ ภาษาไปศาจี เปน ภาษาผี หมายถงึ ภาษาตํ่า ใชกับตัวละครท่เี ปนคน
เผาถา น
๒.๗ ภาษาอปภรังศะ เปนภาษาขข้ี า จดั เปนภาษาตํา่ ทส่ี ดุ ใชกบั ตัวละคร
ประเภทไพร คนปา คนดง๒
นอกจากนภี้ าษาปรากฤตไดถูกกําหนดใหใชเ ฉพาะพระเอกที่ปลอมแปลงตน ตวั
ละครทไ่ี มส ูงสงเทา กลมุ ทใ่ี ชภ าษาสันสกฤต และพระราชินี การที่กําหนดใหมเหสีหรอื พระราชนิ ีพดู
ภาษาปรากฤตน้ันเปนเพราะภาษาปรากฤตมีความนุมนวล และมพี นื้ ของการออกเสียงเหมาะกับ
สตรีเพศมากกวา ภาษาสันสกฤต๓

ข. ลักษณะของบทสนทนาของตัวละครเอกบางตวั ในพระราชนิพนธเ รอื่ ง
มทั นะพาธา

บทสนทนาในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาไมไ ดใชภาษาหลายชนิดเหมือนในบท
ละครสนั สกฤต เพราะเปนภาษาไทยซงึ่ มีธรรมชาติของภาษาแตกตางไปจากภาษาในประเทศ
อนิ เดีย และคนไทยกไ็ มไดถือเร่ืองวรรณะจึงไมไ ดใ ชชนิดของภาษาเปนเครื่องแบงชนชน้ั เชน ใน
ประเทศอินเดีย แตใ นพระราชนิพนธเ รอ่ื งมัทนะพาธามีลักษณะประการหนง่ึ ท่คี วรสังเกต คอื
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูห วั ทรงกาํ หนดใหตัวละครสนทนากันเปนคาํ ฉนั ทและกาพย
ชนิดตาง ๆ รวมทัง้ มรี อยแกว ในบางตอน โดยเฉพาะอยา งยิ่งในองกท่ี ๑ อนั เปนตอนเปด เรอ่ื ง
แสดงใหเหน็ ความขัดแยง ของตัวละครเอก ๒ ตัว คอื สเุ ทษณก บั มัทนา ท้งั สองสนทนาโดยใชฉ ันท
ตางชนิดกัน สุเทษณใ ชอ นิ ทวงศฉันท ๑๒ สว นมัทนาใชวสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ ดงั ตวั อยา ง

๑ นิยะดา เหลา สุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธระหวางละครไทยและละครภารตะ. หนา ๒๐๙.
๒สมเด็จพระรามาธิบดศี รสี นิ ทรมหาวชริ าวธุ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสุภาษิต. หนา ๖๙-๗๐, ๘๒.
๓สรุ พล วริ ุฬหรักษ. (๒๕๔๓). นาฏยศลิ ปปรทิ รรศน. หนา ๘๒.

๘๔

สุเทษณ. ทห่ี ลอนมิยินยอม มะนะรักสมัคสมาน, (อินทวงส, ๑๒)๑
มทั นา.
สเุ ทษณ. มีคสู ะมรมาน อภิรมฤเปนไฉน ?
มัทนา.
สเุ ทษณ. หมอมฉันบมบี รุ ุษะผู ประดพิ ัทธะใดใด, (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔)๒
มัทนา.
สุเทษณ. เปนโสดบมมี ะนะสะใฝ อภิรมฤสมรส.

เชน นน้ั กเ็ ชญิ ฟง ดนุกลา วสเิ นหะพจน, (อนิ ทวงส, ๑๒)

เจา งามประเสริฐหมด ก็มิควรฤดจี ะดํา.

หมอ มฉนั สดบั มะธุระถอย ก็สํานกึ เสนาะคํา, (วสันตะดลิ ก, ๑๔)

แตตองทํานูลวะจะนะซํ้า ดุจะไดทาํ นูลมา.

นเี่ จามยิ อมรบั รสะรกั ฉนน้ั ฤจา ? (อินทวงส, ๑๒)

ตวั ฉันจะเลวสา หะสะดว ยประการไฉน ?

อาองคพระผสู ุระวศิ ิษฎ, พระจะผดิ สะฐานใด ? (วสันตะดิลก, ๑๔)

หมอ มฉนั สิทรามเพราะบมไิ ด อนุวัตนพ ระบัณฑูร.

ย่ิงฟง พะจีศรี ก็ระตปี ระมวญประมลู , (อินทวงส, ๑๒)

ยิง่ ขัดก็ย่ิงพนู ทขุ ะทวมระทมหะทัย !

(มัทนะพาธา หนา ๒๓-๒๔)

การใหส เุ ทษณและมทั นาสนทนากนั โดยใชฉันทตางชนิดกนั คลา ยกับวิธกี ารของ
ละครสนั สกฤต ซงึ่ หากเรื่องนเี้ ปนละครสันสกฤต สุเทษณกค็ วรพดู ดวยภาษาสันสกฤต และมทั นา
ก็จะตอ งพดู ดวยภาษาเศารเสนี แตเ น่ืองจากเปน ละครไทยท่ีแตงดว ยฉันท จึงอาศยั ทว งทํานองของ
ฉนั ทแ สดงความแตกตางของตัวละครแทนการกาํ หนดชนดิ ของภาษา ซงึ่ วสันตดลิ กฉันท ๑๔ มี
ทวงทาํ นองท่ีนุมนวลออนโยนยงิ่ กวาอนิ ทวงศฉ นั ท ๑๒ วสนั ตดิลกฉนั ท ๑๔ จงึ เหมาะกับมทั นาซึ่ง
เปน สตรี และอินทวงศฉันท ๑๒ ก็เหมาะกบั สุเทษณซงึ่ เปนชาย นอกจากน้ยี ังสื่อความหมายใน
ลกั ษณะทกี่ ารสนทนาไมไดดําเนินไปอยางราบรนื่ เพราะท้ังสองมคี วามคิดเห็นท่ีแตกตา งกันและไม
อาจสิน้ สุดลงในแนวทางเดียวกันได อยา งไรกด็ ีลักษณะเชนน้ีปรากฏในบางชวงของบทพระราช
นิพนธ เนื่องจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงคํานงึ ถึงความเหมาะสมของเนื้อหากับ
ฉันทลักษณเ ปน ประการสําคญั

๑อนิ ทวงส สะกดตามทีป่ รากฏในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา สว นการอธบิ ายจะสะกดตามท่ใี ชท ั่วไป
คือ อินทวงศฉันท.

๒วสนั ตะดลิ ก สะกดตามท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเ ร่อื งมทั นะพาธา สวนการอธิบายจะสะกดตามทใี่ ช

ทั่วไป คอื วสนั ตดิลกฉนั ท.

๘๕

๓.๓.๔.๔ โครงเรอ่ื ง
พระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามีลักษณะของโครงเร่ืองบางประการคลายบทละคร
สนั สกฤต โดยจาํ แนกเปนประเด็นตา ง ๆ ดังน้ี

ก. การแสดงเร่ืองราวของบคุ คลชั้นสูง
ข. การกลา วถึงพระนามของเทพเจา ในศาสนาพราหมณ
ค. การตามลาสัตวท่มี ลี ักษณะงดงาม
ง. การบชู าอาถรรพเวท
จ. การอางถงึ ชื่อของนางเอกในวรรณคดีสันสกฤตเรอื่ งอื่น
ฉ. การวางโครงเรอ่ื งยอยไวในโครงเรื่องใหญ

ก. การแสดงเร่อื งราวของบคุ คลช้นั สงู
บทละครสนั สกฤต เน้ือหาของบทละครสนั สฤตสวนใหญจ ะแสดงเรื่องราว

ของบคุ คลชัน้ สูงประเภทเทวดา นางฟา นางกษตั ริย และพระมหากษัตรยิ  ตลอดจนผูอยใู นวรรณะ
สูง ดงั ตวั อยางละครประเภทตอไปนี้

- ละครรปู กะ ประเภทนาฏกะ เนอ้ื เรื่องจะตองเกีย่ วกบั ความ
รกั และความกลาหาญของตวั ละครที่เปนบุคคลชนั้ สูง เชน เรอ่ื งมหาวรี จรติ เปน เรื่องราวท่ีแสดง
ความกลา หาญของพระรามซ่งึ เปน พระนารายณอวตาร

ประเภทภาณะ เนอ้ื เร่ืองเกีย่ วกบั ความรกั หรอื
การทําอบุ ายตา ง ๆ เชน การแสดงเรื่องราวความรักของเจา ชายภูชญั คะเศขรในเรอ่ื งอัยยาภาณะ

ประเภทวยาโยคะ เนื้อเร่ืองนํามาจากเทพประวตั ิ
หรอื ตํานานเก่ียวกับสงคราม เชน เรอ่ื งชามทคั นยชัย หรือชัยชนะของชามทคั นซี ่งึ เปนวรี บุรษุ ของ
พวกพราหมณและเปนนารายณอวตารปางที่ ๖

ประเภทสมวการะ เนอ้ื เร่ืองเกีย่ วกับการเทิดทนู
วีรบรุ ษุ

ประเภทฑมิ ะ เนอื้ เรื่องเกี่ยวกบั สงครามหรือ
การชวงชิงอาํ นาจ เชน พระศิวะเสดจ็ ไปปราบอสูรตรีปรุ ะ ในเรือ่ งตรปี ุระทาหะ

ประเภทอีหามฤค เน้อื เรื่องมกี ารตามหานางเอก
และมีการชวงชงิ พระเอกหรือนางเอก เชน พระกฤษณะแยง ชิงคูห ม้นั ของพระองคคนื ในเรอ่ื ง
รุกมิณีหรณะ

ประเภทอุตสฤษฏิกางกะ เน้ือเรื่องเก่ียวกบั
พระเอกตองตกระกําลาํ บาก เชน พระรามและนางสดี าถูกเนรเทศไปอยูในปา ในเร่อื งอนุ มัตตาฆวะ

๘๖

- ละครอรปู กะ ประเภทนาฏิกา เน้ือเรื่องแสดงใหเ ห็นภาพชวี ิตท่ี
สนุกสนานในราชสาํ นัก เชน เร่ืองปรียทรรศิกา และเร่ืองรตั นาวลี เคา โครงนาํ มาจากชีวประวัติของ
พระเจาอทุ ัยน๑

บทละครสันสกฤตท่ียกมาเปน ตัวอยางขา งตนมีเนอ้ื หาแสดงเรือ่ งราวของบคุ คลใน
วรรณะกษตั รยิ และพราหมณรวมทง้ั เทพเจาในศาสนาฮินดู เนื้อหาของเร่ืองมีความหลากหลาย ทง้ั
ทเี่ ปนเรอ่ื งเกี่ยวกับความรกั ความกลาหาญ การทําอุบาย การเทิดทนู วรี บุรุษ การสงคราม การชว ง
ชิง ประวัติและตาํ นาน เหลา นี้ลว นเปน เรอื่ งราวที่เกี่ยวของกบั บคุ คลช้นั สูงทั้งสน้ิ ซง่ึ การแสดง
เรื่องราวของบุคคลชั้นสูงน้ีไดขยายความนิยมมาสูบ ทละครไทยดว ย โดยบทละครไทยมกั มีโครง
เรอื่ งที่นิยมเรียกกันวา จักร ๆ วงศ ๆ คือเปนเร่ืองราวของบคุ คลในราชสํานกั ซึ่งอาจมนี างฟาเทวดา
เขา มาเกี่ยวของ และพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาก็มีเร่ืองราวท่ีเกีย่ วกับเทพบุตร นางฟา
พระมหากษัตริย เชนเดยี วกบั ที่นยิ มกันในบทละครสันสกฤต

พระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธา พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธามีโครง
เรอ่ื งแสดงเร่อื งราวของนางฟา องคหนง่ึ ช่อื มัทนา นางตั้งสจั จะไวกับตนเองวา จะไมร ับรกั ชายคนใด
ท่ีนางไมรสู กึ นึกรัก เพราะการทาํ เชนนน้ั ไมไ ดมาจากความรสู กึ ท่ีแทจ ริง จงึ ถือเปนความเท็จ นาง
ปฏิเสธความรกั ของสุเทษณเทพบุตรทาํ ใหนางตองลงมาจุตยิ ังโลกมนุษย และไดเรียนรวู าการไดร ับ
ความทุกขจากความรักเปนเชนไร สว นตัวละครสําคัญอ่ืน ๆ ตา งกไ็ ดร ับความทกุ ขจ ากความรกั
เชนเดียวกัน ไดแก สเุ ทษณเทพบุตรผูท่ีเทวดานางฟา ท่ัวไปเคารพยาํ เกรง แตถกู มทั นาปฏเิ สธ
ความรัก ชัยเสนกษัตริยน ครหสั ตินาปรุ ะท่ีย่งิ ใหญเ ปร่ืองปราด แตเ พราะความหึงหวงจึงทาํ ใหเกดิ
เบาปญ ญา จัณฑีธิดาของกษัตริยม คธ ผูมพี ระทัยรอ นรุมดว ยความหึงหวงอจิ ฉารษิ ยา แมแ ต
นักบวชผูใฝห าความสงบเชนกาละทรรศินก็ยังตองไดรับความทุกขจากความรกั เพราะจติ ใจเกดิ
ความหวงใยมทั นาผูเปน เสมือนบุตรีแท ๆ

จงึ เห็นไดวา พระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธามโี ครงเรื่องท่ีเปน เร่ืองราวของ
นางฟา เทวดา กษัตริยท ปี่ กครองแวนแควนตา ง ๆ ในประเทศอนิ เดีย และนักบวชพวกฤๅษหี รือ
โยคีแบบเดียวกบั บทละครสนั สกฤต

ข. การกลา วถงึ พระนามของเทพเจาในศาสนาพราหมณ
บทละครสนั สกฤต ในคมั ภรี นาฏยศาสตรก ลา วถงึ กาํ เนิดละครสันสกฤตวา

พระอนิ ทรผูเ ปน ใหญไดจ ดั การแสดงทเี่ รยี กวา “อสูรปราชยั ” เพอ่ื เฉลิมฉลองอินทรธวชั หรือธงของ
พระอินทร เน้ือเรื่องของการแสดงทําใหอ สูรรสู กึ โกรธแคนและพากนั รา ยเวทมนตรใหก ารแสดง

๑ นยิ ะดา เหลา สุนทร. (๒๕๔๓). ความสัมพนั ธระหวา งละครไทยและละครภารตะ. หนา ๕๑–๗๓

๘๗

ลมเหลว พระอนิ ทรไ ดใชธงทาํ ลายเวทมนตรของอสรู เมื่ออสูรพา ยแพ การแสดงจึงดาํ เนนิ ไป
ตามปกต๑ิ

ตํานานเกิดละครสันสกฤตเกี่ยวขอ งกบั เทพเจาโดยตรง สวนละครเร่ืองแรก ๆ
ท่ีแสดงกันในประเทศอนิ เดียก็เกี่ยวขอ งกับเทพเจาดวย ในหนังสอื มหาภาษย๒ เลา วา เคยมีการแสดง
ละครเรื่องทม่ี าจากตาํ นานของพระกฤษณะ ไดแก เรื่องกํสวธั และเรื่องพลิพนั ธ ตาํ นานท่เี ลาตอ ๆ
กนั มาในประเทศอินเดียกเ็ ลา วา พระภรตไดจ ัดละครรําถวายพระเปนเจา ซง่ึ ละครมเี น้ือเร่อื ง
เกยี่ วกับการสยุมพรของพระลกั ษมีมเหสขี องพระนารายณ นอกจากนี้ยงั เลาอีกวา พระกฤษณะและ
เหลา นางเล้ยี งโคเปน ผรู เิ ร่ิมการสงั คีตขนึ้ ละครเร่ืองหนงึ่ ชื่อคตี โควินทร๓ กเ็ ปน เรื่องที่เก่ียวของกับ
พระกฤษณะน้ี การละครในอนิ เดียจงึ อาจเกดิ ขึ้นจากการบูชาพระกฤษณะ และละครรําท่ไี ดม ีเปน
คร้ังแรกอาจเปนละครท่เี นื่องดวยศาสนา๔

ดว ยเหตุทคี่ วามเชื่อเก่ียวกบั เทพเจาในศาสนาพราหมณม คี วามเขม ขน
บรรดาเทพเจา และมเหสีจงึ มบี ทบาทอยูในละครสันสกฤตหลายเรื่อง สวนจะมบี ทบาทมากหรือนอย
ขน้ึ อยูกับจุดประสงคข องเรื่องวาตอ งการนาํ เสนอสงิ่ ใดเปนสําคัญ บางเรื่องมจี ดุ ประสงคแสดง
ตาํ นานหรือเกียรติของเทพเจา เน้ือหาทั้งเร่ืองก็จะเปนเร่อื งราวของเทพเจา เชน ละครประเภท
อีหามฤค เร่ืองรกุ มณิ ีหรณะ ของวัตสราช กลาวถงึ พระกฤษณะทรงแยงชิงคหู มน้ั ของพระองค คือ
นางรกุ มิณี กลับคืนมาจากอีกฝา ยหนง่ึ บางเรื่องเทพเจา มบี ทบาทเพยี งถูกกลา วถงึ เชน ละคร
ประเภทโตรฏกะ เร่ืองวิกรโมรวศี ของกาลิทาส จะมตี วั ละครพดู ถึงพระศิวะวา พระองคส าป
นางเอกใหไปทนทกุ ขใ นโลกมนุษย เปนตน ดงั นน้ั ละครสนั สกฤตจงึ เปนละครทมี่ เี ทพเจา องคตา ง ๆ
เขาไปเก่ียวของในเรอื่ ง

พระราชนิพนธเ รือ่ งมัทนะพาธา ในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธามีการ
กลาวถงึ พระนามของเทพเจา หลายองค เทพเจา ฝายชาย ไดแก พระพฆิ เนศวร พระอัคนี พระ
นารายณ พระอศิ วร พระพรหม พระอินทร พระอาทติ ยและพระจนั ทร สว นเทพเจา ฝา ยหญงิ ไดแก

๑ สุรพล วริ ฬุ หร กั ษ. (๒๕๔๓). นาฏยศิลปปริทรรศน. หนา ๗๒.
๒ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสนิ ทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั . (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มทั นะพาธา ทา วแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๖๕.
๓ คีตโควินทร เปนเร่อื งราวความรักระหวางพระกฤษณะกับนางราธา มีตวั ละคร ๓ ตวั คือ พระกฤษณะ
นางราธา และโคบาล ผูแตง ชอ่ื ชัยเทพ ชาวองคราษฎร (เบงคอล) ในรัชสมัยของทาวลักษมณเสนผูค รององ
คราษฎร ราว ๘๐๐ ปล ว งมาแลว.
๔ สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีศรสี ินทรมหาวชริ าวธุ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหัว. (๒๕๑๓). ศกนุ ตลา
มัทนะพาธา ทาวแสนปม ประมวลสภุ าษิต. หนา ๖๕.

๘๘

พระลกั ษมี มเหสีของพระนารายณ พระอุมา มเหสีของพระอศิ วร พระสรัสวดี มเหสีของพระพรหม
และพระศจี มเหสีของพระอนิ ทร

บรรดาเทพเจา ที่ไดลําดับนามมานี้ไมไดเ ปนตัวละครในทองเรอ่ื ง เพียงแตใ ห
ตัวละครในเร่อื งกลา วถึงเทา นน้ั ซง่ึ มีหลายตอนดงั น้ี

ตอนจิตระรถถวายรูปหญงิ งามแดส ุเทษณ จติ ระรถไดเ ดินทางไปทว่ั

พภิ พเพื่อวาดรูปหญิงงามมาถวายใหสุเทษณไ ดเลือกชม หญิงงามบางคนเปน นางในปกครองของ
เทพเจา จงึ ตอ งมกี ารกลา วถึงพระนามของเทพเจาผเู ปน นาย เชน

รปู แรกเปนรูปนางกํานัลของพระอุมาก็กลา วถึงพระอมุ าวา

จติ ระรถ. ฃาองคอ มุ าศรี สรุ ะอคั คะเทวนิ , (อุปชาต,ิ ๑๑.)
(มทั นะพาธา หนา ๘)

รูปท่ีสองเปนรปู นางกาํ นลั ของพระลักษมีกก็ ลา วถงึ พระลักษมวี า

จิตระรถ. สะขีพระเทวี มหษิ บี ดีสรู (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ผสู งิ ณไวกณู ฐ. (มัทนะพาธา หนา ๘)

รูปท่ีสามเปน รูปนางละครของพระอนิ ทรกก็ ลา วถงึ พระอนิ ทรว า

จิตระรถ. นางชางประเลงขับ วรศัพทะเริงรมย (อุปชาติ, ๑๑.)
สเุ ทษณ. เปรอองคสโุ รดม.
กม็ ิควรจะมุงมาด.
ทาวศักระทรงฤท- ธมิ หิทธิ์กาํ แหงกาจ,
ผิทรงพโิ รธอาจ จะประหตั ประลัยลาน.
(มัทนะพาธา หนา ๙)

ตอนมายาวินรายมนตร มายาวนิ สะกดเรียกมทั นาใหมาหาสุเทษณ
ตอนเรมิ่ ตนมายาวินกลา วคาํ บูชาเทพเจา ๒ องค คือ พระพิฆเนศวร และ พระนารายณ เพ่อื ขอให
เทพเจา โปรดบันดาลใหการประกอบพิธีประสบผลสําเร็จ ดังตัวอยาง

มายาวิน. พระพิฆเนศวร (สัทฺทุลวฺ กิ ฺกฬี ิต, ๑๙.)
โอมบังคมพระคเณศะเทวะศิวะบตุ ร

๘๙

ฆาพฆิ นะสน้ิ สุด ประลัย

อา งามกายะพระพรายประหน่งึ ระวิอทุ ัย,

กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ:

(มัทนะพาธา หนา ๑๗)

พระนารายณ

มายาวนิ . โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน, (สทั ทฺ ุลวฺ ิกกฺ ีฬติ , ๑๙.)

ขี่ขนุ สุบรรณร าช จรลั ;

ถือศังขจักระคะทาธรณิผนั

ปราบยกั ษะกมุ ภัณฑ มะลาย;

(มัทนะพาธา หนา ๑๗)

ตอนพิธีอภเิ ษกสมรส พระกาละทรรศนิ กระทําพิธีอภิเษกสมรสระหวา ง

ชยั เสนและมัทนา ในพิธีมีนกั สวดสวดทาํ นองสรภัญญะ เนอ้ื หาของบทสวดวิงวอนเทพอัคนีทัง้ ๓

สถานะ คือ แสงสวา ง สายฟา และเปลวไฟ โปรดชว ยเปนทตู สวรรคน ําความไปแจง แกเ หลา เทพยดา

ดงั ความวา

อาองคพระอัคนี วรศรีประภาใส. (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)๑

เปนเอกอุดมใน หุตะกจิ พะลีการ

ฃา ขอประณตองค สุระท้ังณตรีสฺถาน

ทกุ ภาคพิเศษมาน มนะมงุ ณการยญั

หน่งึ คือสุรียแ จม สจุ รสั ณภมู สฺวรรค

สอ งโลกมนษุ นนั - ทะนะอนุ ระอุกาย

ที่สองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย

คอื วิชชฺ โุ ชต์ฉิ าย รจุ ิแลบณเมฆา

ทส่ี ามก็คือไฟ นระกอ ณเคหา

เพื่อกอบสุภักษา และประกอบพะลพี นู

(มัทนะพาธา หนา ๗๗-๗๘)

๑อนิ ทะวิเชียร สะกดตามที่ปรากฏในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา สวนการอธบิ ายจะสะกดตามท่ีใช
ทั่วไป คอื อนิ ทรวิเชียรฉันท.


Click to View FlipBook Version