๑๔๐
และคําวา เพย ๆ หมายถึง การพูดจาลกั ษณะขบั ไล เปนคาํ ที่นางอราลีใชตอวา
ศภุ างคท ํานองวา ศภุ างคช างรจู ักสรรหาคํามาดา วา เพือ่ ขับไลต น
สวนคาํ วา สรวย ๆ หมายถึง ผูหญิงสวย ในทน่ี ้ีหมายถึงมัทนา ซึ่งผพู ูดแสดง
น้าํ เสยี งเชงิ ดหู ม่ิน
ตวั อยา งท่ี ๖ มากลั้วณที่ (ฉบงง, ๑๖.)
๏ สิ่งทรามใด ๆ ไปมี (มัทนะพาธา หนา ๘๐)
พระองคส มเดจ็ ภูบาล
คาํ วา ใด ๆ มีความหมายกวาง ๆ ไมเฉพาะเจาะจงวา เปน ส่ิงใด ใชขยายความใหมี
ความหมายวา สง่ิ ไมด ที ่วั ๆ ไป
การซาํ้ คาํ ในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธามที ัง้ การซาํ้ คําทวี่ รรคหนา และวรรคหลัง
ทง้ั ตนวรรคและขา งในวรรค โดยอาจซาํ้ คําคําเดยี วหรือหลายคํา เพื่อใหเกิดเสยี งและจังหวะที่
ไพเราะสละสลวย ตลอดจนชวยสื่อความหมายในบทประพันธใ หเ ดน ชัดข้ึน
๑.๘ การซ้ํากลมุ คาํ การซํา้ กลมุ คํา คือการใชกลมุ คําพรรณนาซํ้าในคําประพันธบ าง
ตอน เพ่ือใหเห็นการกระทําหรือสภาพอาการของตวั ละครชัดเจนขนึ้ เชน การซํา้ กลมุ คํา ไปทัว่ แดน
เมอื่ กลา วถึงการทํางานของจติ ระรถ ดงั นี้
ตวั อยา งท่ี ๑
จติ ระรถ. ไปทั่วทุกแดนสามหมด; ในฟากฟาจรด (ฉบงง. ๑๖.)
จนถงึ ขอบนะภาลัย
ไปทัว่ แดนมนุษสุดไกล บเ วนแหง ใด,
กระท่ังยงั ขอบจกั กะวาฬ;
ไปทั่วในแดนบาดาล, ท่วั ทุกสถาน
ทกุ ถนิ่ จนจบภพไตร.
ไปถึงซง่ึ แควนแดนใด, ฃา บาทกไ็ ด
วาดรูปอนงคง ามงอน,
(มัทนะพาธา หนา ๗)
๑๔๑
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงซ้าํ กลมุ คํา ไปทว่ั แดน เพือ่ พรรณนาการ
ทาํ งานของจติ ระรถวา การทจ่ี ิตระรถเดนิ ทางไปวาดรูปหญิงงามเพ่ือนํามาถวายสเุ ทษณนน้ั จิตระรถ
ไดท ํางานอยา งเต็มกําลัง คือเดินทางไปจนทว่ั ทกุ หนทุกแหง ในสามโลกท้ังสวรรค มนุษย และบาดาล
เพอ่ื สรางความม่ันใจแกสเุ ทษณว า บรรดาหญงิ งามทจี่ ติ ระรถไปพบเห็นและวาดรูปมาน้นั เปนหญิงท่ี
งามจริง
ตวั อยางที่ ๒
กาละทรรศิน. ชโยฃาขอกลาวคําประจุคะมะนะการ (เมฆวปิ ผฺ ุชชฺ ติ า, ๑๙.)
แดพ ระผูผาน มไหศวฺ รรย;
ชโยขอใหอ งคทา วนะระปติพระชนั -
มายรุ อยพรร- ษะกาลยง;
ชโยขอใหม ชี ัยชาํ นะอริทนง
สมประสงคองค อธรี าช;
ชโยขอใหอ งคข ัตติยะนิกะระนาถ
สิทธิสมมาด ณกจิ การ;
ชโยขอจงทรงเกษฺ มสุขะฤดิสราญ
ทุกทวิ ากาล และราตร;ี
ชโยขอจงองคท า วปยะนะระบดี
คงพะลังมี นิรันดร !
(มทั นะพาธา หนา ๔๘-๔๙)
พระองคท รงซํ้ากลมุ คํา ชโยขอ ชโยขอให ชโยขอจง ทต่ี น วรรคแรกของฉันทแ ตล ะบท
ตอนกาละทรรศนิ กลา วตอนรบั ชัยเสนดว ยการอํานวยพร ในโอกาสที่ทา วชัยเสนเสด็จเยือนอาศรม
ของกาละทรรศิน
คําวา ประจคุ ะมะนะ มาจาก ประจคุ มน (ป. ปจจฺ คุ ฺคมน) แปลวา ลกุ ขึ้นตอ นรบั
คําประจคุ ะมะนะการ จงึ หมายถงึ คาํ กลา วตอ นรบั ซึง่ เริ่มตนดว ยคาํ วา ชโย ทกุ บท
คาํ วา ชโย แปลวา ความชนะ ในทน่ี ้ใี ชเปน คาํ เปลง เสียงอวยชัยใหพร ทรงใชป ระกอบกับ
คาํ อ่นื เปน ชโยขอ ชโยขอให ชโยขอจง เพือ่ อาํ นวยพร ๕ ประการ ดงั นี้
๑ ขอใหมีพระชนมชีพยาวนาน
๒ ขอใหทรงมชี ัยชนะแกขา ศึก
๓ ขอใหสมพระประสงคในกิจตา ง ๆ
๔ ขอใหทรงพระเกษมสาํ ราญ
๕ ขอใหทรงมพี ระพละกําลัง
๑๔๒
ตัวอยา งที่ ๓
กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญนารายะณะพระหรชิ าญ (กสุ มุ ิตลดา, ๑๘.)
ชยั บําราบมาร ปะราชัย,
พรอมดว ยเทวีศรีภะคะวะตวิ ิไลย
วรรณะผองใส วิมลเนตร;
โอมอัญเชอญองคตรศี ุลศิ วิ ะมเหศร
นง่ั ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
อกี แมเ จา สฺวรรคบ รรพะติวะระอุมา
ผูพ ระชายา อุดมศักด;์ิ
โอมอัญเชอญธาดาปะตจิ ะตรุ ะพักตร
เพงพินิศรัก- ษะสีท่ ศิ ,
ทงั้ โฉมชายายอดสธุ ิระศุภะวิทย
ศิลฺปะสอนจิต จรุงใจ;
อีกขอเชอญทา วศักรฺ ะอมะระวชิ ัย
จอมสรุ าลัย มหทิ ธี,
พรอ มองคเ ทวินปนอมะระยุวดี
อินทฺระศักดิศ์ รี ศะจีอร;
อีกขอเชอญองคเทพระวแิ ละศะศิธร
สองอะมรยอด พยานกรรม;
อกี ขอเชอญเทวานิกะระฐติ ธิ รรม
สงิ สถิตอัม- พะรากาศ,
(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)
คําประพนั ธมีการซํา้ กลมุ คาํ ๒ กลุมคํา คอื โอมอญั เชอญ และ อีกขอเชอญ ตอน
กาละทรรศินกลาวอญั เชญิ เทพเจา ใหม าสถติ ยังมณฑลพิธีในพิธีอภิเษกสมรสระหวา งชัยเสนและ
มทั นา
กลุมคาํ โอมอญั เชอญ ทรงใชเ ม่ือกลาวอญั เชิญเทพเจาสงู สุด ๓ องค คือ พระนารายณ
พระศิวะ และพระพรหม พรอ มดว ยพระมเหสี ซึง่ คําวา โอม เปนคาํ สนธิของคํายอ อ. อุ. ม. ฝาย
ฮนิ ดูหมายถึง พระเจา ทัง้ สาม คอื อ = พระศวิ ะ อุ = พระวิษณุ ม = พระพรหม นับถือเปนคํา
ศักด์ิสิทธ์ิหรือเปนคําขึ้นตน ของการกลาวมนตร
สว นกลุมคาํ อกี ขอเชอญ ทรงใชเม่อื กลา วอญั เชิญเทพเจา องคอ น่ื ไดแก พระอนิ ทรและ
พระชายา พระอาทติ ย พระจันทร ตลอดจนเทพผูสถิตยงั ทอ งฟาและแผนดิน
๑๔๓
จะเห็นวา การเลอื กใชกลุมคาํ ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั มคี วาม
เหมาะสมกับบคุ คลทถ่ี กู กลา วถงึ และทําใหเกดิ เสียงของคาํ ทีไ่ พเราะอีกดวย
ตัวอยางท่ี ๔
ศภุ างค. ฃา บอกวาไปเด๋ียวน้ี ! ไปเสียดี ๆ, หาไมจ ะเกิดเคืองกัน. (ฉบงง, ๑๖.)
อราลี.
ศุภางค. ไมไป !
อราลี.
ศุภางค. ตอ งไปโดยพลนั !
อราลี.
ศภุ างค. ไมไป !
อยา ดนั !
ไมไ ป !
เม่ืออยากอยนู ่ี
กจ็ ะใหอ ยูกบั ที่. เฮย, ออกมาน่ี ไว ๆ เฃาหวาอยาชา !
(มทั นะพาธา หนา ๘๘)
บทสนทนาระหวา งศภุ างคแ ละอราลี ตอนอราลีมาสืบความเร่อื งมทั นาที่สวนหลวงและ
ถูกศุภางคข ับไล พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยูหวั ทรงซ้ํากลุมคาํ ไมไ ป ซึ่งเปนคํากลา ว
ปฏิเสธของอราลี เพ่ือใหเ ห็นความด้อื ดา นของอราลี แมศ ภุ างคจ ะพยายามขับไล นางกไ็ มยอมไป
อยา งเด็ดขาด จนศภุ างคโ มโห
ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธาปรากฏการซ้ํากลมุ คาํ ท่มี ีลักษณะเปน ชุด เชน กลมุ คาํ
จะกิน...ฤกิน... ก,็ จะชอบ...ฤชอบ... ก็ ในคาํ ประพนั ธตอนพระกาละทรรศินกลาวถงึ การปรงุ อาหาร
ของมทั นา ดังตวั อยา ง
ตัวอยา งที่ ๕
กาละทรรศิน. จะกนิ เค็ม ฤกนิ มัน ก็พลนั สมมะโนมาลย, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒)
จะชอบ เปรี้ยว ฤชอบ หวาน กป็ รงุ รสบผิดใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๔๓)
การซาํ้ กลุมคําขา งตนชวยเชอ่ื มความที่เปนเหตกุ ารณที่ตอเนื่องกนั ดังน้ี
วรรคหนา กลมุ คํา จะกนิ ..ฤกนิ ..., จะชอบ...ฤชอบ... จะเชือ่ มคําที่มคี วามหมายเกี่ยวกับ
รสตา ง ๆ ของอาหาร ไดแก จะกิน เคม็ ฤกนิ มนั , จะชอบ เปร้ียว ฤชอบ หวาน
สวนวรรคหลัง คาํ วา ก็... จะเช่ือมความท่ีเปน เหตกุ ารณทีต่ อเนื่องจากวรรคหนาวา มทั นา
สามารถทาํ ตามท่ีตอ งการได ไดแก ก็ พลันสมมะโนมาลย, ก็ ปรงุ รสบผิดใจ.
๑๔๔
รวมความวา ตอ งการรสชาตอิ าหารอยางไร มัทนากป็ รงุ ไดท ุกอยา ง
การซ้าํ คาํ ทีม่ ีลักษณะเปน ชุดดังกลาวชว ยเช่ือมความท่ีเปนเหตกุ ารณค ลอ ยตามตอเนอ่ื งกนั
นอกจากจะแสดงใหเ ห็นฝม ือการปรงุ อาหารของมทั นาแลว ยังทําใหเ กิดเสียงและจงั หวะท่ไี พเราะ
ดว ย
ตวั อยางท่ี ๖
มายาวนิ . บนานแมจะอยูถงึ ณเฃาจักกะวาฬา, (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒)
ฤอยสู รวงฤอยูนา- คะโลกต่ําณบาดาล.
จะเปนหญงิ ฤเปนชาย กเ็ รียกดายมิยากนาน,
เพราะใครเลยจะทนทาน พระอาถพั พะมนตรไหว.
(มทั นะพาธา หนา ๑๓-๑๔)
การใชก ลุม คาํ ฤอยู...ฤอยู..., จะเปน...ฤเปน... ตอนมายาวนิ บรรยายความรูของตน
เพอ่ื แสดงใหเห็นเวทมนตรของมายาวนิ วา มคี วามขลงั ศักดสิ์ ิทธิ์ สามารถสะกดเรียกคนใหม าหาได
ไมว าผนู ้นั จะเปนใครหรอื อยูแหง ใด
ตวั อยา งที่ ๗
มทั นา. สุขใดจะเปรียบปะระมะสุข ปรฺ ิยะน้ีบมเี หมือน. (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔.)
ชยั เสน.
เพอ่ื นใดจะมปี ระดุจะเพอื่ น ฤดริ ว มสิเนหา.
(มทั นะพาธา หนา ๙๑)
บทสนทนาระหวา งมัทนาและชยั เสนมกี ารใชก ลมุ คํา ๒ ชุด คือ สุขใดจะ...สขุ ,
เพอ่ื นใดจะ...เพื่อน ซง่ึ นอกจากจะมกี ารใชคาํ ทซี่ ํ้ากนั เพอ่ื ใหไ ดเสียงของคําทไ่ี พเราะแลว ยังทําให
ความหมายของคาํ ประพนั ธม คี วามลกึ ซึ้งกนิ ใจดว ย เพราะสามารถส่ือถึงความรักทีท่ ําใหคนท้งั สอง
เบกิ บานมคี วามสุข
นอกจากการซ้าํ กลุมคาํ ในบทรอ ยกรองแลว ปรากฏการซ้ํากลุมคําในคําประพันธประเภท
รอ ยแกว ดว ย ทําใหเกิดความขบขนั ข้นึ ในคาํ ประพันธอ กี อยางหน่ึง เชน การซ้ํากลุมคํา ไมรู ในบท
สนทนาระหวางชาวสวนกับอราลี ดงั น้ี
อราลี. ตัวอยางที่ ๘
ชาวสวน. จะเอาไวใ หใ ครชม ?
อราลี. ไมร.ู
จะเอาไวใ หใครเก็บ ?
๑๔๕
ชาวสวน. ไมร.ู
อราลี.
ชาวสวน. ใครมอบใหศภุ างคเปนใหญใ นสวนนี้ ?
อราลี. ไมร.ู
ชาวสวน.
อราลี. นีจ่ ะหามเสมอไป หรือหามจําเพาะฤดนู ี้ ?
ชาวสวน. ไมร.ู
อราลี. (ออกเคือง, พูดเสียงแขง.) นี่แกรูไหมวา ฃา คือใคร ?
ชาวสวน. ไมร.ู
อราลี.
ชาวสวน. ฃาชอ่ื อราลี. รหู รือยัง ?
อราลี. ไมร.ู
ชาวสวน.
อราลี. เปนฃา หลวงพระอคั คะมเหส,ี รูไหม ?
ไมร.ู
ชาวสวน.
ฃา เคยออกมาเกบ็ ดอกไมในสวนน้ีไดเ สมอ, รูไหม ?
ไมร.ู
(โกรธ, พูดเสียงดงั .) แกเปนคนทกี่ วนโทโษท่ีสุด. ไมเห็นมอี ะไรพูด
นอกจาก “ไมรู”. ฃา ขอบอกกลาววา ฃาจะเก็บดอกไมไปถวาย
เจานายของฃา . (จะไปเก็บดอกไมอีก.)
(ยืนขวางหนา และหา ม.) ไมได !
(มทั นะพาธา หนา ๘๔-๘๕)
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูห วั ทรงใหช าวสวนซงึ่ ซือ่ ตรงตอ หนา ทต่ี อบ
อราลีวา ไมรู ซ้าํ ๆ จนอราลีโกรธ การทําใหอ ราลีซ่ึงเปนตัวละครฝา ยรายโกรธไดเ ปนความขบขัน
อยางหนึง่ การซํ้ากลุมคาํ ไมร ู ในบทสนทนารอยแกวจึงเปน วิธสี รา งความขบขนั ใหเ กดิ ข้ึนในคาํ
ประพนั ธ
การซํา้ กลุมคาํ ในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจาอยหู วั ทรงซ้ํากลุม คาํ ท้งั ในบทประพันธรอ ยแกวและรอ ยกรอง โดยทรงซ้ํากลมุ คํากลมุ เดียวและ
ซ้ํากลุมคาํ ทเ่ี ปนชุด ซึ่งนอกจากพระองคจ ะทรงพิจารณาใหไ ดกลุมคาํ ท่ีมคี วามไพเราะสละสลวยแลว
ยงั ทรงเลือกกลมุ คาํ ทีเ่ หมาะสมกับผูท่ีถูกกลา วถึงดวย ท้ังนี้เพื่อใหเ กิดความสงา งามขึน้ ในบท
ประพันธ
๑.๙ การซํ้าประโยค การซ้าํ ประโยค คือการใชประโยคที่เปนประโยคเดียวกนั มี
ใจความเหมอื นกนั แลวนํามากลาวซํา้ ในบทประพนั ธ ซ่ึงในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงใชการซา้ํ ประโยคในบทสนทนาของตัวละคร เพื่อแสดง
ใหเห็นการแสดงออกของตัวละคร ดังตวั อยางตอ ไปนี้
๑๔๖
การซ้าํ ประโยควา ดังเพื่อนกระผมจะไดก ราบเรยี น ในคําพดู ของศนุ เม่ือศุนพยายาม
กระตุนใหน าคเลาเร่ืองดอกกหุ ลาบหายใหศุภางคฟ ง เน่ืองจากทัง้ สองสงสัยวา อาจมคี นในกองทหาร
นาํ ดอกกหุ ลาบไป จึงตองการขอความชวยเหลอื จากศภุ างค บทสนทนามีความวา
ศนุ . ตัวอยา งที่ ๑
ศภุ างค. ใตเ ทาขอรบั , กระผมขอความกรณุ าสักหนอ ย.
ศุน. มีธุระอะไรหรือเพื่อน ?
ธุระนะ มอี ยูขอรับ, แตม นั ไมใ ชธุระของกระผม; มันเปนธุระของเพือ่ น
นาค.
กระผม, ดงั ทีเ่ พอ่ื นกระผมจะไดกราบเรียนเอง. (ดันหลงั
ศนุ .
เพื่อนใหออกไป.)
นาค. กระผมมีความทกุ ขรอ นอยมู าก, จง่ึ อยากจะขอความกรณุ าตอใตเ ทา.
ศภุ างค.
คอื วาบดั น้เี กิดเหต-ุ
ศนุ . (แยง พูด.) ขอรับ, เปนเหตุใหญ, ทาํ ใหเ ปนทว่ี ิตกแกพวกกระผมมาก
ศุภางค. ดังเพ่ือนกระผมจะไดกราบเรยี นตอ ไป. (กระตนุ หลงั เพอ่ื น.)
ศุน. นน่ั แหละขอรับ, ตามทใี่ ตเ ทาไดท ราบแลว -เออ-เออ -
ฉนั จะทราบอยา งไรได, เมื่อแกยงั ไมไ ดเลา อะไรใหฉ นั เลยจนอยาง
ศุภางค.
นาค. เดียว !
ศนุ . กระผมตองขอรับประทานอภัยแทนเพอ่ื นของกระผม. เฃาเปนคน
ศภุ างค.
นาค. ขี้ประหมา , และพูดจาไมใครจ ะเปน, เพราะไมใครจะเคยพบเหน็
ศุน. คนสาํ คญั เชนใตเทา .
ฉนั เหน็ แลว วาแกเปนคนทเี่ กง กวาเพ่ือนแกมาก; ฉะน้นั แกเลา เร่ืองให
ฉันฟง ก็แลวกนั .
เรอ่ื งกม็ ีอยสู น้ั นิดเดียว, ซึง่ เม่อื รวบรัดตัดความและสรูปหวั ขอแลวก-็
ก-็ มีขอ สรูป ดงั ท่เี พ่ือนกระผมจะไดกราบเรยี นตอ ไป.
(กระตุน หลงั เพอื่ นอกี .)
ใครจะเลากเ็ ลา เสยี คนเถอะเพอื่ น. มัวเกีย่ งกันอยูเชนนีเ้ สยี เวลานัก.
คือวา พระอาจารยทานมตี นไมว ิเศษอยูตน หนึ่ง-
ซึ่งชอ่ื กพุ ชะกะ, ตามทใี่ ตเทาไดทราบอยูแลว.
เปลา, ฉนั ยังไมไดท ราบเลยวา ช่ืออยางนั้น. แตก ็ชา งเถอะ, เลาตอไป.
ทา นรักตนไมน มี้ าก, และปลกู ไวกลางสวนฃา งอาศรม-
แตบ ดั นไี้ มอ ยูทนี่ ั่นแลว, เพราะวา- เออ- ดังเพือ่ นกระผมจะไดกราบ
เรยี นตอ ไป.
(มทั นะพาธา หนา ๖๗-๖๘)
๑๔๗
การใหศ ุนพดู ซาํ้ ประโยคเดมิ บอย ๆ ชว ยสรางความขบขัน เพราะการกระทําของศุนแสดง
ใหเห็นวา ศุนเปนคนชา งพูดและชอบอวดฉลาด แตการสงสยั วา คนในกองทหารขโมยดอกกกุ ลาบไป
เปนเร่ืองทอ่ี าจทําใหศุภางคไ มพ อใจ จึงเกีย่ งใหนาคเปน ผพู ดู เสียเอง
จะเห็นวา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงซ้ําประโยคในบทสนทนาน้ี เพื่อ
สรา งความขบขันใหเกิดขึ้นในเนือ้ เร่อื งตอนดังกลา ว
การซาํ้ ประโยคในพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธาทมี่ คี วามโดดเดน อีกลกั ษณะหนึ่งคือ การ
ซา้ํ ประโยคในประโยคคาํ ถามและคําตอบของตวั ละคร ดงั ตัวอยา ง
ตวั อยา งท่ี ๒ ศริ ะเกลาและรบั พร, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ชัยเสน. ฃาขอประณตนอม และจะถามพระโยค:ี
พหุการกศุ ลดี,
อกี ขอประณมกร ภยบา งฤอยางไร ?
ทา นอยูณไพรสาณฑ บรบิ ูรณฤฉนั ใด,
แลทานบไดมี บมิกวนฤเจาฃา ?
อันมูลผลาหาร บมิเบยี ฬและบีฑา,
ยงุ ร้นิ และเหลอื บไร สุขะทว่ั ฤนกั ธรรม ?
สตั วส ิงหสมิงไพร
แลศิษยพ ระสิทธา สิรโิ สตถริ าชัน,
ดนุตอบพระดงั น:ี้
กาละทรรศิน. ฃาขอถวายพร พหุการกุศลด,ี
อันวาดาํ รสั น้นั ภยพาลประการใด;
ฃา อยณู ไพรสาณฑ บริบูรณะสมใจ,
แลฃา บไดมี บมิกวนณกายา:
อนั มูลผลาหาร บมิเบยี ฬและบฑี า,
ยุงริ้นและเหลอื บไร สขุ ะโสตถิทวั่ กัน.
สตั วส งิ หสมิงไพร
อกี ศิษยะของฃา (มัทนะพาธา หนา ๔๙-๕๐)
บทสนทนาเพ่อื ไตถามทกุ ขส ุขระหวางชัยเสนและกาละทรรศิน จะเหน็ วา กาละทรรศนิ
ตอบโดยทวนคําถามของชัยเสน เปล่ียนเพียงคําสรรพนามเทาน้ัน จึงเปนการกลา วซา้ํ ประโยคเดมิ
อีกลกั ษณะหนงึ่ ซง่ึ มีความโดดเดนดา นความไพเราะอยางย่งิ เนอื่ งจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎ
เกลาเจา อยูหวั ทรงใหช ัยเสนถามดว ยถอยคาํ สุภาพออนนอ ม และกาละทรรศินตอบกลับโดยใช
๑๔๘
ถอยคาํ เดมิ ของชยั เสนจึงสุภาพเรียบรอยเสมอกนั แสดงใหเห็นอัธยาศัยไมตรแี ละความเคารพนบ
นอบท่ีตัวละครทั้งสองฝา ยมตี อกนั จงึ นบั เปนอีกบทหนงึ่ ทม่ี คี วามงดงามยง่ิ
การซํ้าประโยคในพระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาปรากฏในบทประพันธร อยแกวและรอย
กรอง ซง่ึ ท่ีปรากฏในรอยแกวมจี ุดประสงคเ พื่อใหเ กิดความตลกขบขัน สว นท่ีปรากฏในรอยกรองมี
จุดประสงคเ พอื่ ใหเกิดความงดงามทางภาษา และเหน็ ไดว า พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจาอยูหัวทรงรอยเรียงคาํ เปนประโยคอยา งประณีตย่ิง
๑.๑๐ การซอนคาํ การซอนคํา คอื การนาํ คาํ ท่มี ีความหมายไปในทางเดียวกันหรือ
พยางคท ่มี ลี กั ษณะของเสียงคลายคลงึ กัน มาวางชดิ กันบา ง เวน ระยะใกล ๆ กนั โดยมีคําอนื่ มาค่นั
บาง ทง้ั นเ้ี พ่ือใหเ กดิ ความงามดา นเสียงและความหมายในคําประพันธ ซง่ึ การซอ นคาํ ในพระราช
นพิ นธเร่ืองมทั นะพาธาแบงเปน
๑.๑๐.๑ การซอ นคําเพ่อื เสียง การซอนคําลักษณะน้ีพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ
เกลา เจาอยหู ัวทรงนําคําพยางคเ ดียวหรอื หลายพยางคซ ่ึงมีความหมายเหมือนหรือคลายกัน และมี
เสียงพยัญชนะตน เสยี งเดียวกนั มาวางเรียงชิดกัน เพอ่ื ใหเกิดเสียงของคาํ ทไ่ี พเราะและอธบิ าย
ความหมายในคาํ ประพันธใ หเ ดนชัด ดงั ตวั อยาง
ตัวอยางที่ ๑ วมิ าลาสนุ าร,ี (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
จติ ระรถ. ปรากฏพระนามนาง จะตนิ ้นั บพึงหา,
(มทั นะพาธา หนา ๙)
วิสุทธว ิศษิ ฎท ่ี
คําวา วสิ ุทธ – วศิ ิษฎ มเี สียงของพยญั ชนะตน /ว/ /ซ/ เหมือนกันท้ังสองคํา และมี
เสยี งสระทีพ่ ยางคห นาเสียงเดยี วกนั คือ /อิ/ เม่อื นาํ คาํ ท้งั สองมาซอนกันจึงเกดิ เปนเสียงสัมผสั
พยัญชนะและเสียงซํ้าของพยางคหนา วิสุทธ มีความหมายวา สะอาด หมดจด บริสุทธ์ิ และวิศิษฎ
มีความหมายวา เลิศ ดียิ่ง ประเสริฐ คาํ วา วสิ ุทธว ศิ ิษฎ จึงมคี วามหมายพรรณนาภาพนางวมิ าลาวา
เปน สตรีผูมคี วามงามประเสรฐิ
ตวั อยางที่ ๒
จิตระรถ. ฉะน้นั ถวายรูป อระเทพะกญั ญา, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ช่ือเมนะกาภา สะวิเลขวิไลยวรรณ;
ฃา เห็นณสวนกลาง อมะราวดีสฺวรรค,
วจิ ิตรว ศิ ิษฎส รร- พะสะกนธะชวนชม,
(มทั นะพาธา หนา ๙)
๑๔๙
คาํ วา วเิ ลข – วิไลยวรรณ มีเสียงของพยัญชนะตน /ว/ /ล/ และพยางคหนา มีเสียงสระ
เดียวกันคือ /อิ/ เมอ่ื ซอ นคํากนั จงึ ทําใหเกิดการสมั ผสั เสียงพยัญชนะตนและการซา้ํ เสียงของพยางค
หนา ซง่ึ วเิ ลข แปลวา งาม และวไิ ลยวรรณ แปลวา ผวิ งาม คาํ วา วเิ ลขวไิ ลยวรรณ จึงหมายถงึ มี
ผวิ กายงาม
สวนคําวา วจิ ติ ร – วศิ ษิ ฎ มเี สียงพยญั ชนะตน /ว/ /จ/ และ /ว/ /ซ/ และใชสระเสยี ง
เดียวกนั คือ /อิ/ ทาํ ใหพ ยางคหนามเี สียง /ว/ิ ซํ้ากัน นอกจากนี้พยางคหลงั ยงั สัมผัสสระกันเปน /จิด/
/สิด/ ดว ย ซงึ่ วิจติ ร แปลวา งามประณีต วิศิษฎ แปลวา เลิศ ดียง่ิ ประเสริฐ คาํ วา วจิ ิตรวิศิษฎ จงึ
หมายถงึ มคี วามงามยง่ิ
การซอ นคํา วิเลขวไิ ลยวรรณ และ วจิ ติ รว ิศษิ ฎ เม่ือนาํ มาใชในการพรรณนาภาพนาง
เมนกาจึงชวยแสดงใหเ หน็ เดนชัดวา นางเมนกาเปนสตรที ่ีงามลา้ํ เลิศ
การซอนคําเพื่อเสียงในพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธาท่ีมลี ักษณะโดดเดน เปน พิเศษ
คือ การซอนคาํ ท่ีทา ยวรรคหลังในแตละบาทในอินทรวงศฉ ันท เนื่องจากการซอ นคาํ ลักษณะนีส้ งผล
ใหเ กดิ เสียงสัมผัสพยัญชนะเปนคู ๆ และเกิดเสียงเบา-หนกั สั้น-ยาว หรือครุลหุตามขอบงั คบั ของ
ฉนั ท ดงั ตวั อยา ง
สุเทษณ. ตัวอยา งท่ี ๓ กพ็ ะเอินประสพสุรี (อนิ ทวงส, ๑๒.)
อันพส่ี ิบญุ แลว มนะมุงทนุถนอม.
แลรกั สมคั มี พระฤดปี ระนีประนอม
ขอโฉมเฉลาปลง ดนุรักสมคั สมาน.
รบั รกั และยนิ ยอม ประดิพัทธป ระสมประสาน,
หากนางมขิ อ งขัด มนะจอ บจดื บจาง,
ท้งั สองจะสุขนาน (มทั นะพาธา หนา ๒๒)
การซอนคําเพื่อเสียงท่ีปรากฏตรงทา ยวรรคหลงั ในอนิ ทรวงศฉนั ทบทน้ี ไดแก คําวา
ทนุถนอม ประนีประนอม สมัคสมาน ประสมประสาน และบจืดบจาง ซึ่งมีเสยี งของพยัญชนะตน
สัมผัสกนั เปนคู ๆ ดงั นี้
ทนุถนอม มเี สียงพยัญชนะตน คือ /ท/ /น/ - /ท/ /น/
ประนปี ระนอม มีเสียงพยญั ชนะตน คือ /ปร/ /น/ - /ปร/ /น/
สมคั สมาน มเี สียงพยญั ชนะตนคือ /ซ/ /ม/ - /ซ/ /ม/
ประสมประสาน มเี สียงพยญั ชนะตน คือ /ปร/ /ซ/ - /ปร/ /ซ/
บจดื บจาง มเี สียงพยัญชนะตนคือ /บ/ /จ/ - /บ/ /จ/
๑๕๐
การซอนคําลักษณะนที้ ําใหเ กดิ เสยี งทไ่ี พเราะขึน้ ในคาํ ประพนั ธ เพราะเมอื่ อานออก
เสยี งจะมเี สียงสมั ผสั พยญั ชนะเปนคู ๆ ท่ที า ยบาท และเน่อื งจากเปน คาํ ประพันธประเภท
อินทรวงศฉนั ทท ี่ตาํ แหนงดังกลา วบงั คับวา ตอ งเปน ลหุ ครุ ลหุ ครุ { ุ ั ุ ั } จึงทาํ ใหม เี สียง
จังหวะเบา - หนัก หรือ สนั้ - ยาว กระเพอื่ มตอเนื่องกนั ไป
อกี ประการหนึ่งคําซอนเหลานี้ลว นมีความหมายส่ือถงึ ความรักของสุเทษณท ่ีมตี อ
มทั นาอยา งซาบซึ้ง ซึง่ แตละคํามคี วามหมายดังน้ี
ทนถุ นอม หมายถงึ บาํ รุงรกั ษา สงวนไว
ประนีประนอม หมายถึง ปรองดองกัน
สมคั สมาน หมายถึง ปลงใจ ผกู พนั
ประสมประสาน หมายถงึ รวมกนั ทาํ ใหสนิทกนั
บจืดบจาง หมายถึง ไมเหินหาง ไมส รา งรัก
คําขางตนมคี วามหมายออนโยน แตล ะคาํ แสดงถงึ ความรสู ึกของสุเทษณซ่งึ
ปรารถนาท่จี ะผูกพันรกั ใครม ัทนาอยางแนนแฟนยั่งยืนตลอดไป การซอ นคําจึงสง ผลใหเ กดิ ความ
งามทัง้ ดา นเสียงและความหมายขึน้ ในคําประพันธด ังกลาว
การซอ นคําเพ่ือเสียงที่ทายวรรคหลังในอนิ ทรวงศฉันท นอกจากจะปรากฏในบท
สนทนาของสุเทษณแลว ยงั ปรากฏในบทสนทนาของมทั นาดว ย ดังตวั อยา ง
ตวั อยา งท่ี ๔ ละไฉนนะเปนฉน้ี ? (อนิ ทวงส, ๑๒.)
มทั นา. โอวา อนาถใจ มะนะนกึ ระเหระหน;
รตนิ นั้ จะสปั ระดน
แตไรก็ไมมี และจะตองระทมระทวย.
ไมเคยจะเชอื่ วา กม็ พิ กั จะเออจะอวย,
มาสูณใจตน บมิเคยจะลุม จะหลง;
เมือ่ กอนสิชายรัก นระผพู ะวา พะวง,
อวดดีและอวดดวย จะบพนระอดิ ระอา.
ทั้งเคยเยาะเยยหยัน (มทั นะพาธา หนา ๕๖)
วาเฃานะเขลาคง
คาํ ประพนั ธทเ่ี ปน บทสนทนาของมัทนาและทรงพระราชนิพนธดวยอินทรวงศฉนั ทน ีม้ ี
การซอ นคําเพ่ือเสียงที่ทา ยวรรคหลงั ไดแก คาํ วา ระเหระหน ระทมระทวย จะเออจะอวย จะลมุ จะ
หลง พะวาพะวง และระอดิ ระอา ซึ่งทุกคํามีเสียงพยัญชนะตนสมั ผัสกันเปนคู ดงั นี้
๑๕๑
ระเหระหน มีเสียงพยญั ชนะตน คือ /ร/ /ฮ/ - /ร/ /ฮ/
ระทมระทวย มเี สียงพยัญชนะตน คือ /ร/ /ท/ - /ร/ /ท/
จะเออจะอวย มเี สียงพยญั ชนะตน คือ /จ/ /อ/ - /จ/ /อ/
จะลมุ จะหลง มเี สียงพยญั ชนะตน คือ /จ/ /ล/ - /จ/ /ล/
พะวาพะวง มเี สียงพยญั ชนะตนคือ /พ/ /ว/ - /พ/ /ว/
ระอิดระอา มเี สียงพยญั ชนะตน คือ /ร/ /อ/ - /ร/ /อ/
จะเหน็ วา พยางคทีห่ นึ่งและพยางคท ี่สามของทุกคําจะใชสระเสยี งเดียวกัน คือ /อะ/
ทาํ ใหพยางคท่ีหนง่ึ และพยางคท ี่สามซํ้ากันทั้งเสียงพยญั ชนะและเสียงสระ ไดแก ระเหระหน ระทม
ระทวย จะเออจะอวย จะลมุ จะหลง พะวาพะวง และระอิดระอา สวนพยางคทส่ี องและพยางคทส่ี ี่
ใชสระอ่ืน เมือ่ อานออกเสียงตลอดวรรคจะไดจ ังหวะเบาหนกั หรอื สัน้ ยาวสลบั กันในตาํ แหนง ดังกลาว
ซง่ึ ทําใหเ กิดความไพเราะ นอกจากนค้ี วามหมายของคํายงั ชวยอธบิ ายทัศนคตเิ ก่ียวกับความรัก
ของมทั นาซ่ึงภายหลงั ไดเปลี่ยนไปเมื่อมาพบกบั ชัยเสน
๑.๑๐.๒ การซอนคําเพ่ือความหมาย การซอนคําเพ่ือความหมาย คอื การนําคําทม่ี ี
ความหมายเหมอื นกันหรือไปในทํานองเดยี วกนั แตเ ขียนตา งกนั มาใชด ว ยกัน โดยใหม ีความหมาย
หมายถงึ ส่งิ เดียว การซอ นคําลักษณะนม้ี ีจุดประสงคเ พอื่ เนนยํ้าความหมายใหชัดเจน ซง่ึ ในบางครั้ง
เสียงของคํากม็ ีการสง สัมผัสกันทาํ ใหเกิดความไพเราะอีกประการหน่งึ ดวย การซอนคาํ เพื่อ
ความหมายท่ีปรากฏในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธามีตวั อยางดังนี้
ตวั อยา งท่ี ๑
สเุ ทษณ. พ่รี ักอนงคน าง ผิมิสมฤดีถวลิ , (อินทวงส, ๑๒.)
เหมือนพี่มิไดค ง วรชวี ะชวี ติ ิน-
ทรยี ไ ซรบ ใ ฝจ นิ - ตะนะหวงและหอ นนิยม.
ชีพอยกู ็เหมือนตาย, เพราะมวิ ายระทวยระทม
ทกุ ขยากและกรากกรม อุระชา้ํ ระกําทวี.
(มทั นะพาธา หนา ๒๒)
คําวา ระทวยระทม ทกุ ขยาก กรากกรม ช้ํา ระกาํ มีความหมายแสดงอาการและ
ความรูสึกเศราโศกเสียใจ มีความทกุ ข การใชคาํ ซอนท่ีมคี วามหมายเหมือนกนั น้ีทําใหผ ูอา นเขา ใจ
ความรสู ึกของผทู ีพ่ ลาดหวังจากความรักไดอ ยางลกึ ซ้ึง
ตัวอยา งท่ี ๒
๑๕๒
มัทนา. พระองคท รงเปนเทวา ธบิ ดีปรา- (ฉบงง, ๑๖.)
กฎเกยี รติยศเกรียงไกร,
มสี าวสรุ างคน างใน มากมวลแลวไซร
ในพระพมิ านมณ,ี
จะโปรดปรานฃา บาทน้ี สกั ก่ีราตรี ?
และเมอ่ื พระเบือ่ ฃานอย,
จะมิตองน่ังละหอ ย นอนโศกเศรา สรอย
ชะเงอ ชะแงแ ลหรือ ?
(มทั นะพาธา หนา ๒๕)
คําวา สาว สรุ างค นางใน มคี วามหมายโดยรวมหมายถงึ ผูหญิงท่ีเปนบาทบริจารกิ า
ของผเู ปนใหญ ซง่ึ เม่อื นาํ มาซอนกันทําใหม ีความหมายแสดงจาํ นวน หมายถงึ มีอยมู าก นอกจากนี้
การซอนคาํ ยังใหเสียงสมั ผัสในท่ไี พเราะ คือ เสียงสัมผัสพยญั ชนะ/ซ/ ในคาํ สาว – ส(ุ รางค) และ
เสียง /น/ ในคาํ นาง- ใน และเสยี งสัมผัสสระ /อา (ง)/ ในคํา (ส)ุ รางค – นาง
คําวา ละหอ ย โศก เศราสรอย ชะเงอ ชะแง มีความหมายโดยรวมหมายถงึ ความหงอย
เหงาทเี่ กดิ จากการถกู ทอดท้ิงใหร อคอยอยูอยางเดียวดาย และการซอนคําใหเสยี งสมั ผัสในดวย
ไดแ ก สมั ผัสพยญั ชนะเสียง /ซ/ ในคํา โศก – เศรา – สรอย และเสียง /ช/ /ง/ ในคํา ชะเงอ – ชะแง
และมีเสียงสัมผัสสระ /ออ (ย)/ ในคาํ ละหอ ย – เศรา สรอย ซึ่งเปน สัมผัสระหวางวรรค
ชยั เสน. ตวั อยา งที่ ๓ บริบูรณฤ ฉันใด, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑)
อนั มูลผลาหาร บมิกวนฤเจาฃา ?
ยุงรนิ้ และเหลอื บไร บมเิ บียฬและบฑี า,
สตั วส งิ หสมงิ ไพร สุขะทัว่ ฤนกั ธรรม ?
(มทั นะพาธา หนา ๔๙)
แลศิษยพ ระสทิ ธา
คําวา ยุง ริน้ เหลือบ ไร เปน สตั วท ีม่ ีลกั ษณะรวมกนั คอื สตั วตวั เลก็ กนิ เลือดเปน
อาหาร เมอ่ื นําคํามาซอนกันทําใหม ีความหมายกวา ง หมายถงึ สัตวตัวเลก็ ตา ง ๆ ทก่ี อความราํ คาญ
โดยการกัดหรือดูดกินเลือด และเกิดเสียงสมั ผัสพยญั ชนะ /ร/ ในคํา ร้ิน ไร
คําวา สัตว สงิ ห สมิงไพร มคี วามหมายโดยรวมหมายถงึ สตั วใ หญทม่ี ีความดุราย
การนาํ คาํ มาซอ นกันทําใหเ กิดเสียงสมั ผัสพยัญชนะ /ซ/ ในคาํ สัตว สิงห สมงิ
คําวา เบยี ฬ และบฑี า มีความหมายเหมือนกันหมายถึง ทาํ ใหเดือดรอน เบียดเบียน
[ เบยี ฬ (ป.), บีฑา (ส.) ] การซอนคําทาํ ใหเ กิดเสียงสมั ผสั พยญั ชนะ /บ/ คือ เบียฬ บฑี า
๑๕๓
ตัวอยา งท่ี ๔
มทั นา. ณฃา งข้ึนสิหงายแจม กระจางสดและกลดทรง, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
ณฃางแรมบเหน็ องค พระจนั ทรเ จาณราตรี !
(มทั นะพาธา หนา ๖๑)
คาํ วา หงาย แจม กระจาง สด กลดทรง แตละคาํ มีความหมายดังนี้
หงาย หมายถึง สวางเต็มท่ี
แจม หมายถึง ใส กระจา ง ชดั เจน ไมม วั หมอง
กระจาง หมายถึง สวา ง สุกใส ชัดเจน
สด หมายถึง ไมขุนมวั
กลดทรง หมายถงึ พระจนั ทรทรงกลด คอื มีรศั มลี อมรอบเหมือนรม
คําทั้งหมดมคี วามหมายเหมือนกัน เมือ่ นําคํามาซอนกันจงึ ชว ยยํ้าความหมายแสดงให
เหน็ ภาพของพระจันทรขา งขึน้ ทส่ี วางสุกใส มีรัศมีเรืองรอง นอกจากนีย้ งั มเี สียงสัมผสั พยัญชนะ /จ/
ในคาํ แจม กระจาง และสัมผัสสระ /โอะ(ด)/ ในคํา สด กลด
ตัวอยา งที่ ๕
ชยั เสน. พิษกามะศรประดจุ ะพิษ ระอุอคั คิเผาใน (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
อกผลาญและราญกะมละไหม บมิอาจจะดบั ลง.
(มทั นะพาธา หนา ๗๕)
คําวา ระอุ เผา ผลาญ ราญ ไหม มคี วามหมายในทํานองเดียวกัน คือ
ระอุ หมายถึง รอนรุม
เผา หมายถงึ ทาํ ใหรอน ทําใหไ หม
ผลาญ หมายถึง ทําลาย ลาง
ราญ หมายถึง รบ
ไหม หมายถึง เกรียมดวยความรอน
เมื่อนําคํามาซอนกัน ความหมายของคาํ พรรณนาความรสู กึ ทีเ่ กิดข้นึ ในใจของผทู ต่ี ก
อยูในอาการรักแรกพบวา รอนรุม กระวนกระวายเหมือนมไี ฟรมุ อยใู นอก และยากท่ีจะหักหามได
นอกจากนม้ี ีสัมผสั พยัญชนะเสียง /พ/ ในคาํ เผา ผลาญ และมเี สยี งสัมผัสสระ /อา(น)/ ในคํา ผลาญ
ราญ
๑๕๔
ตวั อยางที่ ๖
ศภุ างค. นางอราลีนเี่ ออ อวดดเี ผยอ (ฉบงง, ๑๖.)
หยิ่งเยอเหมือนอยางคางคก,
ชาตน์ิ างยางหัวไมตก กค็ งผงก
ผงาดบงั อาจเอิบใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๘๗)
คาํ วา อวดดี เผยอ หยงิ่ เยอ ผงก ผงาด บังอาจ เอิบใจ มคี วามหมายโดยรวมแสดง
กริ ิยาของอราลซี ่ึงอวดดื้อ หยงิ่ จองหอง ไมยําเกรงใคร เพราะถือวามีเจา นายคอยใหค วามคุมครอง
และการซอ นคําดงั กลา วทําใหเกิดสมั ผัสพยัญชนะเสียง /ย/ ในคาํ เผยอ หยง่ิ เยอ สัมผัสพยัญชนะ
เสยี ง /พ//ง/ ในคํา ผงก ผงาด สมั ผัสพยญั ชนะ /อ/ ในคาํ (บงั )อาจ เอบิ และมเี สยี งสัมผัสสระ /เออ/
ในคาํ เผยอ เยอ เสียงสัมผัสสระ/อา(ด)/ ในคํา ผงาด (บัง)อาจ
ตัวอยางท่ี ๗ (สุรางคณา, ๒๗)
นนั ทวิ รรธนะ. อกี สองรูปปน เปนคูต ิดกัน เชนคสู มร,
เชิงชูคูใจ.
เพราะตางกอดรัด ตระหวัดเกี่ยวกร, ชายกบั บังอร
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๔)
คาํ วา กอด รัด ตระหวัด เก่ียว มีความหมายโดยรวมหมายถงึ การกอด สวนคําวา ชู
คใู จ มีความหมายเหมอื นกนั หมายถึง คูรกั การนําคํามาซอ นกันจงึ ยํ้าความหมาย หมายถึง การ
กอดรัดกันในทํานองชสู าว และมีเสียงสมั ผสั สระ /อะ(ด)/ ในคํา รัด (ตระ)หวัด สัมผัสสระ /อู/ ในคํา
ชู คู
ตัวอยา งท่ี ๘
มทั นา. ฃาประณมกะระกระพุม ประชุมนะฃา (รโธทฺธตา, ๑๑.)
ไหวสเุ ทษณว ระมหา มหทิ ธิบูรณ,
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๗)
คาํ วา ประณมกะระ กระพมุ ประชุมนะฃา มคี วามหมายโดยรวมหมายถงึ การนอ ม
ไหวหรอื การทาํ ความเคารพ เม่ือพิจารณาความหมายของแตล ะคาํ ประณมกะระ (กร = มอื )
หมายถงึ การประณมมือเพื่อนอมไหว กระพมุ หมายถงึ มอื ท้งั สองทีป่ ระณมข้ึน ประชมุ นะฃา (นขา
= เล็บ) หมายถึง การนาํ นวิ้ ทง้ั สิบมารวมกนั หรือการนาํ มอื มาประณมกัน คําทั้งหมดลว นมี
ความหมายรวมกนั หมายถงึ การพนมมือเพ่ือนอมไหว
๑๕๕
ตัวอยา งท่ี ๙
มทั นา. อาสุเทษณผ ิกรุณา กฃ็ าสิเชอญ (รโธทฺธตา, ๑๑.)
ลองนะภาพะระและเหิร ระเห็จและมา.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๘)
คําวา ลองนะภาพะระ (นภาพร = ทอ งฟา ) เหริ ระเห็จ มีความหมายเหมอื นกนั คือ
เหาะ เมื่อนํามาซอนกันโดยเพิ่มคาํ วา มา อีกคาํ หน่งึ ทัง้ หมดจงึ มคี วามหมายรวมกนั วา การเหาะ
หรือการเดินทางไปในอากาศ และการซอนคําใหเ สียงสัมผัสพยญั ชนะเสยี ง /ฮ/ ในคํา เหิร (ระ)เห็จ
การซอนคาํ ในพระราชนิพนธเร่อื งมัทนะพาธาประกอบดวยการซอ นคาํ เพ่ือเสียงและ
การซอนคาํ เพื่อความหมาย ซงึ่ การซอนคําเพือ่ เสียงที่มีความโดดเดน มาก คือการซอนคําเปนคูท่ี
ทายวรรคหลงั ของแตล ะบาทในอนิ ทรวงศฉ นั ท เพราะทําใหเกิดเสียงสมั ผสั พยัญชนะและสมั ผัสสระ
ตลอดจนไดเ สียงหนักเบา สนั้ ยาว กระเพอื่ มตอเน่ืองกันไปท่ีทายวรรค สว นการซอนคาํ เพ่ือ
ความหมาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยหู วั ทรงเลือกสรรคําทม่ี คี วามหมายเหมือนกนั หรือ
ไปในทางเดยี วกนั มาซอ นกนั เพ่ือเนนยาํ้ ใหค วามหมายของบทประพนั ธช ัดเจนและกนิ ใจมากข้ึน
๑.๑๑ การหลากคํา การหลากคาํ คอื การนาํ คาํ ศัพทท่ีมคี วามหมายหมายถึงสง่ิ เดียวกนั
มาใชแ ทนกันในบทประพันธ เพ่ือใหการใชคาํ ศพั ทม ีความหลากหลายและสละสลวย การศกึ ษาการ
หลากคําในพระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาแบงเปน
๑.๑๑.๑ การหลากคําเรียกตัวละคร
๑.๑๑.๒ การหลากคําเรียกเทพเจา
๑.๑๑.๓ การหลากคําท่ัวไป
๑.๑๑.๑ การหลากคาํ เรยี กตัวละคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรง
หลากคําเรียกตวั ละคร ดงั น้ี
๑.๑๑.๑.๑ การหลากคาํ เรียกชัยเสน ในพระราชนพิ นธม คี ําเรียกชยั เสนเพื่อให
ไดคาํ ศพั ทห ลากหลาย ซึง่ คําท่ใี ชเรียกชัยเสนมเี สียงของคาํ ท่ีไพเราะและมีความหมายสะทอ น
บทบาทและลกั ษณะของตวั ละคร การหลากคําเรียกชัยเสนมจี าํ นวนทง้ั หมด ๑๐๗ คํา จาํ แนกตาม
บทบาทและลกั ษณะของชัยเสนดังตอไปน้ี
ก. คาํ เรียกชยั เสนตามบทบาทกษัตริย มีจํานวน ๙๑ คํา ไดแก
๑. องคสมเดจ็ ปะระมะอดิศร ๒. องคส มเดจ็ พระนรปะติ ๓. องคท า วนะระปติ
๔. พระผผู านมไหศวฺ รรย ๕. องคข ัตติยะนกิ ะระนาถ ๖. องคท า วปยะนะระบดี
๗. องคอ ธริ าชนะโรดม ๘. องคสมเด็จจอมไอศวฺ รรยาธิปตัย
๙. พระองคสมเดจ็ ภูบาล ๑๐. พระภูบาล ๑๑. สุระนาถะราชนั
๑๕๖
๑๒. องคป ยะราชะ ๑๓. ภมู ิศวร ๑๔. ภูมินาถ
๑๕. ราชา
๑๘. ราชาธบิ ดี ๑๖. ราชัน ๑๗. วรราชะราชนั
๒๑. องคพระเจา ชีวิตะ
๒๔. องคอ ธรี าช ๑๙. องคพระราชา ๒๐. ธ
๒๗. ทรงชัย
๓๐. พระทรงราชย ๒๒. ทรงศรี ๒๓. นโรดม
๓๓. องคนเรนทรส ูร
๓๖. สมเดจ็ ภูธระ ๒๕. พระฦๅสาย ๒๖. สมเดจ็ ทาว
๓๙. พระจอมเกศ
๔๒. พระทรงเดช ๒๘. พระทรงชยั ๒๙. องคพระทรงชัย
๔๕. นาถ
๔๘. นรนาถะฦๅชัย ๓๑. จอมขัณฑ ๓๒. ทา วไท
๕๑. สมมติเทพรงั สรรค
๕๔. พระนรนิ ทะราช ๓๔. นะเรนทรสูร ๓๕. ภูธระ
๕๗. จอมขัตติยว งศ
๖๐. ทรงฤทธ์ิ ๓๗. พระภูธร ๓๘. พระทรงยศ
๖๓. องคว รภูมิทรงศักด์ิ
๖๖. พระทรงศรี ๔๐. พระทรงฤทธิ์ ๔๑. พระทรงภพ
๖๙. ทลู กระหมอม
๗๑. พระองคทลู กระหมอมแกว ๔๓. พระภูมี ๔๔. ภมู ี
๗๔. พระบทะศรี
๗๗. ธุลีลอองบาท ๔๖. นาถะ ๔๗. นรนาถะ
๘๐. บาทธุลิองคพระทรงชยั
๘๘. ผูดํารงขัณฑ ๔๙. นรนาถบดศี วร ๕๐. นรนาถะราชา
๙๑. วรวิศามปะติ
๕๒. สมมะติเทพ ๕๓. พระภูมินทร
๕๕. จอมมงกุฎเกลา ๕๖. พระจมุ พล
๕๘. ปน ดลิ กราชย ๕๙. มิง่ มกฎุ
๖๑. ทรงศกั ด์ิ ๖๒. พระทรงศักดิ์
๖๔. องคพระปนดิลกรฐั ๖๕. พระผา นเผา
๖๗. พระสมมตเิ ทวะราชา ๖๘. องคพระปนนิกร
๗๐. พระทลู กระหมอมแกว
๗๒. พระบทะ ๗๓. พระบาทา
๗๕. พระบาทยคุ ลศรี ๗๖. วรบาทพระภูธร
๗๘. พระบาทนรนาถ ๗๙. วระบาทพระภูบดี
๘๑. วิสุทธิราชฦๅชัย ๘๒. เผาองคพ ระจันทร
๘๙. ผจู อมธานี ๙๐. พระม่ิงโมลี
ข. คาํ เรยี กชัยเสนตามบทบาทสามี มีจํานวน ๘ คํา ไดแก
๑. สามิ ๒. พระสามิ ๓. พระผวั
๔. พระองคะนรสามิ ๕. ทลู กระหมอมปยะมหาสรุ ะราชะสามี
๖. ปะระมะธรรมาธริ าชันยะสามี ๗. องคพระภรรดา ๘. สภุ รรดา
ค. คาํ เรยี กชยั เสนตามลกั ษณะของการเปนผมู คี ุณธรรมอันประเสรฐิ มีจาํ นวน ๗
คาํ ไดแก
๑๕๗
๑. สมเดจ็ ธรรมิกะราช ๒. พระทรงธรรม ๓. พระราชะสมภาร
๔. วรธรรมกิ ะราช
๗. สธุ รรมิกะปฺรยี ะราชา ๕. วรบาทพระทรงธรรม ๖. พระองคผูประเสริฐชาย
ง. คําเรียกชยั เสนตามลักษณะของการเปน ผมู ีความสามารถ มจี าํ นวน ๑ คํา
ไดแ ก พระวรี ะชยะเสนนเรนทะรตั น
คาํ ทใี่ ชเ รียกชัยเสนทปี่ รากฏในการหลากคํานนั้ มคี วามหมายหลายประการ ไดแก
คําท่หี มายถึงกษัตริย กษัตริยที่ย่งิ ใหญ กษัตริยผเู ปนที่พึ่ง คาํ ทห่ี มายถงึ ผเู ปน สามี คาํ ทีห่ มายถึงผู
ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ คําทห่ี มายถงึ ผูม ีความสามารถ ตัวอยางการหลากคาํ เรียกชัยเสนมี
ดงั ตอไปน้ี
การใชคําวา นร- นะระ- แปลวา ชาย บุรษุ ในที่น้หี มายถงึ ชัยเสน ดงั ตัวอยาง
ตอ ไปน้ี
ตวั อยา งที่ ๑
กาละทรรศิน. ชโยขอใหองคทาวนะระปตพิ ระชนั - (เมฆวปิ ฺผุชฺชติ า, ๑๙.)
มายุรอยพรร- ษะกาลยง;
(มัทนะพาธา หนา ๔๙)
ตวั อยา งท่ี ๒ (มันทักกันตา, ๑๗.)
กาละทรรศนิ . อา โฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, ฟงบดิ าวา
เถอะทรามวัย.
อนั องคสมเด็จพระนรปะตไิ ซร ทานจะรับไป
ณเฃตขัณฑ;
(มัทนะพาธา หนา ๔๔)
ตวั อยางท่ี ๓
กาละทรรศิน. ชโยขอจงองคทา วปยะนะระบดี (เมฆวิปผฺ ชุ ฺชติ า, ๑๙.)
คงพะลังมี นิรนั ดร !
(มัทนะพาธา หนา ๔๙)
คําวา นะระปติ นรปะติ แปลวา พระราชา คาํ วา ปยะนะระบดี แปลวา พระราชาผู
เปนที่รกั ในที่น้หี มายถึงชัยเสน ซ่งึ คาํ มีความหมายยกยองชัยเสนในทํานองวาเปนกษัตริยยิ่งใหญ
ซ่ึงเปน ทรี่ กั ของคนทัว่ ไป
๑๕๘
การใชค าํ วา นาถ นาถะ แปลวา ผเู ปนทีพ่ ่ึง หมายถงึ ชัยเสน ดงั ตวั อยา ง
ศภุ างค. ตัวอยา งท่ี ๔ ละกร็ ับและรีบทํา, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
เม่อื มพี ระบัญชา ฤจะเจ็บวรนิ ทรีย
ถึงหากจะชอกชํ้า และผิยังบเสร็จดี
แทบตายบวายเพียร, นรนาถะบัญชา.
เพียรจนประจวบที่
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๙)
ตวั อยางท่ี ๕ นรนาถะราชา. (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
จณั ฑี. ประณตยคุ ลบาท ทะระบอื สนน่ั ไป
(มัทนะพาธา หนา ๙๑)
หมอมฉนั สดบั วา-
ตวั อยางท่ี ๖
วทิ ูร. ขอใหดนุแสรง และกระทําพิธีปาน (อปุ ฏฐติ า, ๑๑)
หนงึ่ วา ยุวะมาลย มะทะนาดํารสั ใช
ใหฝ งวรรปู นรนาถะฦๅชยั ,
อกี ทาํ วิธใิ ห ฤดิแหงศภุ างคร ัก.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๕)
ตวั อยางที่ ๗
กาละทรรศนิ . ชโยขอใหองคข ตั ตยิ ะนกิ ะระนาถ (เมฆวิปผฺ ุชชฺ ติ า, ๑๙.)
สิทธิสมมาด ณกิจการ;
(มัทนะพาธา หนา ๔๙)
คาํ วา นรนาถะ นรนาถะราชา. นรนาถะฦๅชัย ขัตติยะนิกะระนาถ มคี วามหมาย
วา กษัตริยผ ูทรงเปนทพี่ ึง่ ในที่นหี้ มายถงึ ชัยเสน จึงมีความหมายยกยอ งชัยเสนวา เปน กษตั ริยท ่ี
เปน ทพ่ี งึ่ ของคนทว่ั ไป
นอกจากน้ีพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงใชค ําวา องคพระเจา ชีวติ ะ
ในความหมายวา พระมหากษัตริย ดว ย ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๘
๑๕๙
นนั ทิวรรธนะ. อา เทวะโปรดเกลา กรณุ ากะฃาท,ี (อนิ ทะวิเชยี ร, ๑๑)
ขอองคพระเจา ช-ี
วติ ะร้ังพระทยั ไว;
ดว ยเหตุอะรียก
เกอื บถงึ พระเวยี งชัย, พละแสนยะเกรียงไกร
และตลอดวถิ มี า
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖-๑๑๗)
การใชค าํ วา ภรรดา สามิ สามี เพ่อื ใหม คี วามหมายถงึ ชายผูเปนสามี คือ
ชยั เสน ดงั ตวั อยาง
ตัวอยา งที่ ๙ เพราะวะองคพระภรรดา (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
วิทรู . ทรงนอยพระหทัย และมิโปรดพระจัณฑ,ี
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๔)
โปรดนางมะทะนา
ตวั อยา งที่ ๑๐
สุเทษณ. ในสุราละยะวิมาน จะสราญจิต, (สวาคตา, ๑๑.)
(ฉบงง, ๑๖.)
แนบดะนูมะนะสนิธ และสเิ นหา;
คงบท ํากะมละหมอง ชละนองตา
เชนพระองคะนรสา- มกิ ระทําแลว !
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๙)
ตัวอยางที่ ๑๑
กาละทรรศนิ . ลูกเคยมงุ ภกั ดณิ ปะระมะธรร- มาธิราชนั -
ยะสามี,
ทา นตามมาจากวระสุระบุรี โดยกะมลที่
สเิ นหา,
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๙)
คําวา องคพระภรรดา พระองคะนรสามิ หมายถงึ กษตั ริยผูทรงเปนสามี สวนคาํ
วา ปะระมะธรรมาธิราชนั ยะสามี แปลวา สามีผูทรงเปนกษัตริยค รองธรรมอันประเสรฐิ ซง่ึ หมายถึง
ชยั เสน
การใชคําวา ธรรมิก- แปลวา ประกอบในธรรม ประพฤติเปน ธรรม ทรงธรรม โดย
ใชประกอบกับคาํ อ่ืนเพ่ือใหมีความหมายถงึ ชัยเสน ดังตัวอยา ง
๑๖๐
ตัวอยา งที่ ๑๒ มกิ ะปฺรยี ะราชา, (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
วิทรู . อาเทวะสธุ รร-
ดนุผูประพฤตผิ ิด,
อันทรงกรุณา สุระธรรมะโสภิต,
นคี่ อื พระแสดง ธจิ ะเทยี บพระภูบาล;
มแี ตสุระฤท- (มทั นะพาธา หนา ๑๒๓)
คาํ วา สธุ รรมกิ ะปรฺ ียะราชา แปลวา กษัตรยิ ผเู ปน ที่รักและประพฤตเิ ปนธรรม
หมายถึง ชยั เสน ซ่งึ คํามคี วามหมายยกยองชยั เสนในทํานองวา เปน กษัตริยทเี่ ปนที่รกั ของบคุ คล
ทว่ั ไปดว ยเหตุทตี่ ง้ั ม่ันอยใู นธรรม
ตวั อยางที่ ๑๔
ปริยมั วะทา.ดิฉนั มาและรับใช สนิธแลวก็เหน็ เนียง(ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
ประเสริฐแทและควรเคยี ง พระองคผ ูประเสรฐิ ชาย !
(มัทนะพาธา หนา ๙๐)
คําวา พระองคผูประเสริฐชาย หมายถึง ชัยเสน ซ่งึ คาํ มีความหมายยกยอง
ชัยเสนวา เปนบรุ ุษท่ีประกอบดวยคณุ ลกั ษณะอันประเสริฐ
การใชคําวา วรี ะ แปลวา กลาหาญ ประกอบชอื่ ชัยเสนเพื่อกลาวยกยอ ง
ความสามารถของชัยเสน ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยา งท่ี ๑๕
มทั นา. ฃากข็ ออะมระฤทธิ์ ประสิทธิผล, (รโธทธฺ ตา, ๑๑)
ชว ยประสาทะสขุ ะดล หทัยถนัด
แหง พระวีระชยะเสน นเรนทะรัตน,
ใหพ ระจากนะคะระหสั -ฺ ตนิ าและมา
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๑)
คําวา พระวีระชยะเสนนเรนทะรัตน หมายถึง ชัยเสนผยู ่ิงใหญและมคี วามกลา
หาญ ซ่ึงคาํ มีความหมายยกยองชัยเสนในทาํ นองวา เปนผูมคี วามสามารถ
๑๖๑
๑.๑๑.๑.๒ การหลากคาํ เรียกมัทนา ในพระราชนิพนธ พระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลา เจา อยูหัวทรงเรียกมทั นาหลากหลาย ตลอดจนมคี วามหมายเหมาะสมกบั บทบาทและ
ลกั ษณะของตวั ละคร คาํ เรียกมทั นามีทั้งสิน้ ๑๖๑ คาํ จําแนกตามบทบาทและลักษณะของตัวละคร
ดงั ตอไปน้ี
ก. คาํ เรยี กมัทนาตามบทบาทนางกษัตริย หญิงสงู ศกั ด์ิ หญงิ ผเู ปนเจานาย มี
จาํ นวน ๑๗ คํา ไดแก
๑. พระแม ๒. พระแมเ จา ๓. พระแมม ัทนา
๔. องคพ ระแม ๕. พระมาตวุ ร ๖. พระมาตา
๗. พระวรมาตุ ๘. องคพระมารดร ๙. พระปยะมาตุ
๑๐. พระมะทะนา ๑๑. พระนงคราญ ๑๒. องคพ ระนงคราญ
๑๓. องคทรามวัย ๑๔. องคนงลักษณ ๑๕. พระอรไทย
๑๖. พระนาง ๑๗. พระนางเจามะทะนาสมุ นมาลย
ข. คําเรยี กมัทนาตามบทบาทลูกสาว มีจํานวน ๑๙ คาํ ไดแก
๑. ลกู ๒. ลูกขวญั ๓. ลกู นอย
๔. ลูกนอยกลอยฤดิ ๕. ลูกนอยกลอยฤดสิ ุมะณแิ กว
๖. ลกู ผูกลอยจติ ยอดฤดีบิดา ๗. ธิดา ๘. พระบตุ รี
๙. ปฺรียะบตุ รี ๑๐. ราชะบตุ รี ๑๑. มะทะนาบตุ รีรัก
๑๒. มะทะนาธิดาอระวไิ ลย ๑๓. สุดา ๑๔. สุดาภา
๑๕. วระสุดา ๑๖. ศรีสุดาอร ๑๗. เจา ยอดสุดา
๑๘. มะทะนาสดุ าดรุณิอร ๑๙. เยาวสุดาพระโยคี
ค. คําเรียกมทั นาตามบทบาทภรรยาของกษัตริย มีจํานวน ๑๓ คํา ไดแก
๑. เมีย ๒. ภรยิ า ๓. พระชายา
๔. มง่ิ มะเหษี ๕. เทวี ๖. องคเ ทวี
๗. วรเทวิ ๘. พระเทวี ๙. พระปย ะเทวิ
๑๐. พระราชเทวี ๑๑. พระเทวีมะทะนา ๑๒. เทวอิ งคอ รวศิ าล
๑๓. เทวีผูม ง่ิ มิตร
ง. คาํ เรยี กมัทนาตามลกั ษณะของผูหญงิ หญิงสาว หญงิ งาม หญงิ
ผูเปนท่รี กั ของชาย มจี าํ นวน ๑๑๒ คํา ไดแก
๑. โฉมมะทะนาวิสทุ ธศิ รี ๒. ยอดฤดี ๓. โฉมเลฃา
๔. นารีรัตนม ทั นา ๕. โฉมยงนงลกั ษณ ๖. มทั นานงราม
๗. นงคราญ ๘. อรเอกองคอุไร ๙. สนุ ารินันทะนาภา
๑๖๒
๑๐. อนงคนาง ๑๑. วนิดา ๑๒. นวลนาริ
๑๓. โฉมฉายสายสะมะระมะทะนา ๑๔. ยุวะดมี ณีมัย ๑๕. วรยอดยพุ ะดี
๑๖. โฉมมะทะนาบรสิ ุทธบิ ังอร ๑๗. โฉมนงพะงา ๑๘. มะทะนานะรขี วัญ
๑๙. สุปยะ ๒๐. โฉมศุภะอนงค ๒๑. วะธูขวญั
๒๒. นะรีระตะนะมิ่งมะณยิ ่งิ แกว ๒๓. นารริ ัตน ๒๔. อะนงค
๒๕. วนิดาภา ๒๖. ดะรุณิ ๒๗. โฉมดะรุณี
๒๘. แกว ตา ๒๙. เจาแกว ตา ๓๐. โฉมมะทะนา
๓๑. ขวัญ ๓๒. นงราม ๓๓. มะทะนาวิไลยราม
๓๔. ทรามวัย ๓๕. ทรามวัยรูปงาม ๓๖. มทั นานงคราญ
๓๗. ยอดสเิ นหา ๓๘. มาระศรี ๓๙. เจาลาํ เภาพกั ตร
๔๐. วะนดิ า ๔๑. อรวไิ ลย ๔๒. วนดิ ายุพาพักตร
๔๓. ยวุ ะมาลย ๔๔. สุปฺรียะ ๔๕. ยุวะดีสริ มิ า
๔๖. นางทรามเชย ๔๗. กะนิษฐะ ๔๘. อนงคสุปรฺ ียา
๕๐. เยาวะมะทะนา ๕๑. นะรีสริ ิสํารวย ๕๒. อระเอกะอาํ ไพ
๕๓. สายสมร ๕๔. พระสายสมร ๕๕. สปุ ยะรตั น
๕๖. วธรู กั ๕๗. สุมะทะนา ๕๘. นางโศภา
๕๙. โฉมตรู ๖๐. โฉมยง ๖๑. บังอร
๖๒. อรไทย ๖๓. ยพุ ิน ๖๔. นงรัตน
๖๕. มะทะนาวสิ ุทธิศรี ๖๖. สุรี ๖๗. อนงค
๖๘. อนงคนวล ๖๙. สะมะระ ๗๐. โฉมอนงค
๗๑. วนิดาวะรางคี ๗๒. วะธูยอดฤดี ๗๓. พะนิดา
๗๔. นางสาว ๗๕. องคบงั อร ๗๖. แจมจนั ทร
๗๗. วระวะธู ๗๘. สุนงคราญ ๗๙. เยาวะมาลย
๘๐. มะทะนาศุภะลักษะณานาฎ ๘๑. ปยะนาฎ ๘๒. วะธนู วล
๘๓. สดุ าสฺวรรค ๘๔. โฉมอนงคด รณุ ิ ๘๕. มะทะนาวไิ ลยศรี
๘๖. โฉมวไิ ลยะสุปรฺ ิยา ๘๗. มะทะนาสุรางคศรี ๘๘. นางมงิ่ มติ ร
๘๙. กัญญา ๙๐. มทั นาโฉมฉาย ๙๑. เจาสายสมร
๙๒. องคอร ๙๓. โฉมเฉลา ๙๔. อนงคะ
๙๕. มารศรี ๙๖. มะทะนาวสิ ุทธี ๙๗. สุนารนิ
๙๘. โฉมศรี ๙๙. โฉมฉาย ๑๐๐. โฉมสรุ ะนะรี
๑๐๑. นงคราญวิสทุ ธ์ศิ รใี ส ๑๐๒. ปยะวะธมุ ะทะนา ๑๐๓. ยวุ ะนารี
๑๐๔. สะมระรตั น ๑๐๕. โฉมตรู ๑๐๖. ปยะนะรี
๑๐๗. สุนารี ๑๐๘. ยพุ า ๑๐๙. ดะรณุ ิเจา
๑๑๐. ดรุณีวเิ ศษ ๑๑๑. สุชาตา ๑๑๒. สวุ ะธุแกวมณิกลอยตา
๑๖๓
คําทพี่ บในการหลากคําเรียกมัทนามีความหมายแสดงลกั ษณะและบทบาทของ
มทั นาหลายประการ ไดแก คาํ ที่หมายถงึ นางกษัตริย หญิงสูงศักดิ์ หรือหญิงผูเปนเจา นาย คําท่ี
หมายถึงลกู สาว คําที่หมายถึงหญิงซ่ึงเปนภรรยาของกษตั รยิ คําที่หมายถงึ หญิงงามหรอื นางผเู ปน
ท่รี ัก ตวั อยา งการหลากคาํ เรยี กมัทนามีดงั ตอไปนี้
การใชคาํ วา พระนาง พระนางเจา เพ่อื ใหมีความหมายถึงนางกษัตรยิ ในทีน่ ้ี
หมายถงึ มัทนาดงั ตัวอยา ง
ตวั อยางที่ ๑ ดนุปลงพระชวี ี (สาลินี, ๑๑.)
นนั ทิวรรธนะ. ฃาเหน็ วา โปรดให จะมเิ ลีย้ งพระนางไซร,
นน้ั คือวา ภูมี ณอะรณั ยะสูญไป
เพราะก็คงบคนื มา,
แมปลอยใหเ ธอเฃา (มัทนะพาธา หนา ๑๒๐)
เหมอื นสิน้ ชวี าลยั
ชัยเสน. ตัวอยา งท่ี ๒ กฎุ ทิ ม่ี ุนีพัก, (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ดนจู ะไปยงั
และรับวธูรกั จระกลบั ณเวียงชัย;
ณฝา ยนครหลวง
เพราะกลับณเม่ือใด กป็ ระดบั ประดาไว,
ภเิ ษกพระนางเจา
ก็จะมพี ิธีการ
วิสุทธินงคราญ
มะทะนาสมุ นมาลย
อรเอกมะเหษี.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๔)
คาํ วา พระนาง พระนางเจา (มะทะนาสมุ นมาลย) หมายถึง มัทนา ซงึ่ ตอนนไี้ มใ ช
หญิงชาวปาธรรมดา แตม ีตาํ แหนงเปน พระชายา จึงไดร ับการยกยอ งใหม ีฐานะเปน นางกษัตริย
การใชคําวา พระ และ องค ประกอบคําอ่ืนเพื่อใหมีความหมายถงึ ผหู ญงิ สงู ศักด์ิ
ในที่นหี้ มายถึง มทั นา ดงั ตวั อยางตอ ไปนี้
ชัยเสน. ตวั อยางท่ี ๓ พละเสนกิ ากร, (อเุ ปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)
แนะ นนั ทิวรรธนเตรียม และจะรับพระนงคราญ;
จะไปพนาดร (มัทนะพาธา หนา ๑๒๔)
๑๖๔
ตัวอยา งท่ี ๔
ปริยมั วะทา.ดนุก็แสนกมละโศก วิโยคและศัลย, (ปยํวทา, ๑๒.)
เพราะบมริ แู ละบมิทนั จะเตรียมหทัย;
ผิดนรุ รู ะหสะความ จะตามพระไป
และประตบิ ัตพิ์ ระอรไทย บคดิ ระอา,
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
ตวั อยา งที่ ๕
ปริยัมวะทา.ทขุ ะอะโหพระมะทะนา พระมาตวุ ร, (ปยํวทา, ๑๒.)
พระจะมะลายพระชิวะจร พระแมไ ฉน
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒)
ตัวอยางที่ ๖ คือองคทรามวยั (ฉบงง, ๑๖.)
เกศนิ .ี อันรูปนารนี น้ั ไซร ผูนายทหาร
(มทั นะพาธา หนา ๑๐๕)
ผูเนาณราชอุทยาน
สวนรูปบุรษุ คือทา น
มนี ามศุภางคเ สน.ี
ตวั อยางที่ ๗ (ฉบงง, ๑๖.)
ปริยมั วะทา.เอะ ! ดูนาสงสัยนกั !
ขององคน งลักษณ,
นางไมเคยอยูตาํ หนัก (มทั นะพาธา หนา ๑๐๗)
และมไิ ดเ คยเปนฃา .
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงใชคาํ วา พระ ประกอบคาํ ศพั ทคําวา
นงคราญ อรไทย มะทะนา เปน คาํ วา พระนงคราญ พระอรไทย พระมะทะนา และทรงใชคําวา องค
ประกอบคําวา ทรามวัย นงลกั ษณ เปนคาํ วา องคท รามวัย องคนงลกั ษณ เพอ่ื แสดงความหมายวา
มทั นาไมใชผ หู ญิงสามญั แตเ ปนผหู ญิงที่มีฐานะสงู สง
การใชค ําวา แม มาตุ มาตา มารดร เพ่อื ใหมคี วามหมายถึงผูหญงิ สูงศกั ดิซ์ ึ่งเปน
เจานาย ในที่นีห้ มายถงึ มัทนา ดังตวั อยางตอไปน้ี
๑๖๕
ตัวอยางที่ ๘ ยุคะนองสิมองไป (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ปริยมั วะทา.คร้นั เมื่อสงบพา- ธระทมและลม นอน,
วระบุบผะงามงอน
เหน็ องคพระแมไ ซร ดจุ ะเหน็ ณแหง นั้น.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
แลว เห็นประหลาทมี
แทนองคพระมารดร
ตวั อยางท่ี ๙ ประเวศณแมน (ปย ํวทา, ๑๒.)
ปริยมั วะทา.พระปยะมาตพุ ระเสด็จ มะนษุ ไฉน ?
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
ดนจุ ะมีสขุ ะณแดน
ตวั อยางท่ี ๑๐ วรเทวินง่ั ตรง, (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ปริยมั วะทา.ตอ นัน้ ก็ไดเ หน็
มนะฟงพระบัญชา
ดูทา ประหนึง่ มง
แหงเทวะผูเผย พะจะจากณฟากฟา,
แลวจง่ึ พระมาตา
ธอวุ าทะดังน้ี :
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๖)
คาํ วา องคพระแม องคพระมารดร พระปยะมาตุ พระมาตา ในทน่ี ้ีหมายถึงมทั นา
ซงึ่ เปน นายของผพู ูด และผพู ดู กลา วถงึ นายของตนดวยความรสู กึ รักใครเ ทิดทูน
การใชคําวา ชายา มะเหษี เทวี เพื่อใหม คี วามหมายถงึ ผูหญิงซึ่งเปนภรรยาของ
กษตั รยิ ดงั ตัวอยา งตอ ไปน้ี
ศภุ างค. ตวั อยา งที่ ๑๑ นรนาถะทรงใช (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
แตว าณคราน้ี และประหารพระชายา
ใหฃา พระบาทไป
ทินะโทษฉนน้ี า,
ผูปราศะจากมล- เพราะมิอาจจะรับใช.
ขอรับพระอาญา (มัทนะพาธา หนา ๑๑๐)
๑๖๖
ชัยเสน. ตัวอยา งท่ี ๑๒ ณประเทศะเมทนิ ี (อินทวงส, ๑๒.)
หานารริ ัตนไ หน ดนไุ ดนะสุดจะหา !
เปรียบมิ่งมะเหษี
ฤกผ็ ัวกค็ งจะมา
แมร อประเดี๋ยวเดียว นะก็คงบรอ นกะมล
ทนั พบและแกว ตา (มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
ตวั อยา งที่ ๑๓ ดนุปลงพระชีวิต (สาลนิ ี, ๑๑.)
นันทวิ รรธนะ. เมอ่ื คนื ท่ตี รัสสงั่ มะทะนากะชูไซร,
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๙)
เทวีผมู ิ่งมิตร
คําวา พระชายา ม่งิ มะเหษี เทวผี ูม ง่ิ มติ ร หมายถงึ มทั นาซงึ่ เปนชายาของชัยเสน
การใชคําวา ลกู นอ ย ธิดา สุดา เพื่อใหมคี วามหมายถึงลูกสาว ดังตวั อยา งตอไปน้ี
ตวั อยางท่ี ๑๔
กาละทรรศิน. แดองคสมเด็จปะระมะอดิศร, แลว จะไดน อน ละตาหลับ.(มันทักกนั ตา, ๑๗.)
อา ลูกนอ ยกลอยฤดิบิตรุ ะรับ เชอญเถอะงามสรรพ สุมาลี !
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๐)
ตัวอยา งที่ ๑๕
กาละทรรศนิ . ฃา ขอใหสุระเทวะฤทธิอะนุกูล, (สทั ทฺ ุลลฺ วิกกฬี ติ , ๑๙.)
ฟงฃา พเจา ทูล เถอะไท,
หากฃาเสียมะทะนาธดิ าอระวไิ ลย
ฃาบาทจะไดใ คร ละแทน ?
อาเทวินทะมะหนิ ทาธิปะติแมน
ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,
โปรดอยาใหม ะทะนาสุดาดะรุณอิ ร
ตองไปอะนาทร ฤเขญ็ !
(มทั นะพาธา หนา ๔๔)
คาํ วา ลูกนอยกลอยฤดิ มะทะนาธิดาอระวิไลย มะทะนาสุดาดะรณุ ิอร หมายถงึ
มทั นาซึง่ เปนลูกเลยี้ งของกาละทรรศิน
๑๖๗
๑.๑๑.๑.๓ การหลากคําเรียกสเุ ทษณ ในพระราชนพิ นธม ีคําเรยี กสเุ ทษณเพือ่
แสดงถงึ การเปนเทวดา เทวดาผูยิ่งใหญ เทวดาผคู รองธรรม และเทวดาผูมฤี ทธิ์มาก คําเรียก
สเุ ทษณมที ั้งสน้ิ ๔๒ ช่อื จาํ แนกตามลกั ษณะและบทบาทดงั ตอไปน้ี
ก. คาํ เรียกสุเทษณต ามบทบาทเทวดา มีจาํ นวน ๑๒ คํา ไดแ ก
๑. เทวนั ๒. เทวา ๓. เทวะ
๔. พระเทพรงั สรรค ๕. องคอมร ๖. สรุ ะ
๗. สรุ ะเทวะ ๘. อะมระ ๙. อะมระเทวะ
๑๐. องคพ ระผสู รุ ะวศิ ิษฎ ๑๑. เทพศักด์ิสิทธิ์ ๑๒. มรุ
ข. คาํ เรยี กสุเทษณตามลักษณะของผูเปน ใหญ และผมู ีอิทธิฤทธ์ิมาก มจี าํ นวน
๒๙ คาํ ไดแก
๑. ทรงฤทธ์ิ ๒. พระผนู ั่งเกศา ๓. เทวะฤทธิ์
๔. มหศิ ร ๕. สุระราช ๖. เทพเรืองฤทธิ์
๗. องคพระผูปนสุรเทวะ ๘. พระบัณฑรู ๙. พระภูมี
๑๐. จอมเทวา ๑๑. จอมสรวง ๑๒. จอมสรุ ะ
๑๓. องคพระจอมเทวนั ๑๔. องคจ อมอมร ๑๕. พระจอมแมน
๑๖. ธ ๑๗. พระปน สรวง ๑๘. สุราดศิ ร
๑๙. อะมระฤทธ์ิ ๒๐. เทวะไท ๒๑. พระทรงเดช
๒๒. ภมู ศิ วร ๒๓. พระภูบาล ๒๔. ไท
๒๕. องคพ ระภูมี ๒๖. พระฦๅสาย ๒๗. เทพไท
๒๘. พระองคอ ะมระเศรษฐะเดชอุดม ๒๙. ทลู เกศ
ค. คําเรยี กสเุ ทษณตามลักษณะของผมู ีคณุ ธรรม มีจํานวน ๒ คาํ ไดแก ทรง
ธรรม พระองคท รงธรรม
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทรงหลากคําเรียกสุเทษณเ พ่ือแสดง
ความหมายหลายประการ ไดแก คาํ ท่ีหมายถงึ เทวดา คาํ ที่หมายถงึ ผเู ปน ใหญ ผมู ีฤทธิ์อาํ นาจมาก
และผมู ีคณุ ธรรม ซ่ึงมตี ัวอยา งตอไปนี้
การใชคาํ วา จอม แปลวา ผูเปนใหญ ประกอบคําอืน่ เพื่อแสดงความหมายใน
ทํานองวา สุเทษณเปน เทวดาท่ีย่ิงใหญ นาเกรงขาม ซ่งึ ผอู ่ืนตองเคารพนบนอบและเช่อื ฟง คาํ สง่ั
ดงั ตวั อยา ง
๑๖๘
ตัวอยา งท่ี ๑
จติ ระเสน. หากเรยี กโฉมยงนงลักษณ มาแลวไมภกั - (ฉบงง, ๑๖.)
ดิอยเู ปนฃาบทมาลย,
ก็จะกลบั กลายเปนการ เสอื่ มเกยี รติวิศาล
ขององคพระจอมเทวัน.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒)
ตวั อยา งท่ี ๒
มัทนา. ไหน ๆ จะเปนดอกไม, หมอ มฉนั พอใจ (ฉบงง, ๑๖.)
เปนดอกท่ีออกนามมา.
ฃา ขอกมเกศวันทา ที่จอมเทวา
การญุ ใหเลือกเชนน.ี้
(มัทนะพาธา หนา ๒๙)
ตวั อยา งท่ี ๓ และก็โชคบพึงม,ี (สาลนิ ี, ๑๑)
มัทนา. หมอ มฉนั น่ีอาภพั วรบาทพระจอมแมน.
จะประจบและตอบแทน
จึง่ ไมไ ดรองศรี คณนาประมวญม.ี
อันทรงเมตตาควร ฤดิฃาณบดั น,้ี
คณุ ทานที่มากแสน รจุ ิเรกวิไลยวรรณ,
อนั โปรดใหเ ลือกตาม จะประสิทธิ์ประสาทพนั ธ,ุ
ขอเปนซ่งึ มาลี
สดุ แทแตจ อมสรวง ธะระรืน่ ระรวยหอม.
กจ็ ะไดประณตนอ ม
ขอเพยี งใหมีคนั - สรุ ะบม บาํ เพ็ญบุญ.
ดวยกล่ินของฃาบาท
ใจนติ ยบูชาจอม (มทั นะพาธา หนา ๒๗)
คาํ วา องคพระจอมเทวัน จอมเทวา พระจอมแมน จอมสรวง จอมสุระ แปลวา
เทวดาผเู ปน ใหญ ในที่น้หี มายถงึ สุเทษณ
การใชคําวา ฤทธ์ิ แปลวา อํานาจศักดิ์สิทธิ์ และการใชคําวา เดช แปลวา
อํานาจ ประกอบคําอน่ื เพอ่ื แสดงใหเหน็ วา สุเทษณเปนเทวดาที่มีอาํ นาจและมีอทิ ธิฤทธใ์ิ นการใช
เวทมนตรศักดสิ์ ิทธิ์ ดังตัวอยาง
๑๖๙
ตัวอยา งท่ี ๔
จิตระเสน. ตฃู า ภักดี กม็ ีแตคดิ เพื่อใหท รงฤทธ์ิ โปรดทกุ ขณะ. (สุรางคณา, ๒๘.)
(มทั นะพาธา หนา ๔)
ตัวอยา งที่ ๕ รํามดิ ีประการใด (ยาน,ี ๑๑.)
จิตระเสน. อนั นางอับสรศรี โปรดตาํ นิตปิ ระทาน.
(มทั นะพาธา หนา ๖)
ขอเทวะฤทธ์ิได
ตัวอยางที่ ๖
มทั นา. ถึงแมจะเปนชายใด ขอสมพาศไซร (ฉบงง, ๑๖.)
ก็จะมิยอมพรอมจติ .
ดงั นี้ขอเทพเรืองฤทธิ์ โปรดฃานอยนิด,
ฃา บาทขอบังคมลา.
(มัทนะพาธา หนา ๒๕-๒๖)
ตวั อยางท่ี ๗ เผ่ือพระทรงเดช (ฉบงง, ๑๖.)
จิตระรถ. ขอโปรดทดลองดูเวท, (มทั นะพาธา หนา ๑๒)
จะไดด งั พระจินตนา.
คําวา ทรงฤทธ์ิ เทวะฤทธิ์ เทพเรืองฤทธ์ิ พระทรงเดช แปลวา ผมู ีอาํ นาจ
ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ในท่ีน้ีหมายถึง สเุ ทษณ
๑.๑๑.๑.๔ การหลากคาํ เรียกจณั ฑี พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว
ทรงเรยี กจณั ฑี เพือ่ ใหค ําศพั ทม ีความเหมาะสมกับบทบาทและลักษณะของตัวละคร การหลากคํา
เรียกจณั ฑจี าํ แนกตามบทบาทและลักษณะของจัณฑดี งั ตอ ไปน้ี
ก. คําเรยี กจณั ฑีตามบทบาทของนางผูเ ปนมเหสีของกษัตริยซ งึ่ มตี ําแหนงสูง มี
จํานวน ๑๒ คาํ ไดแก
๑. มะเหษี ๒. พระนาง ๓. พระนางเธอ
๔. พระนางวรเทวิจณั ฑี ๕. พระจัณฑี ๖. วรจัณฑิ
๗. องควรจณั ฑิ ๘. วรเทวิ ๙. เทวี
๑๐. องคเ ทวี ๑๑. องคเทวีศรี ๑๒. ธ
๑๗๐
ข. คาํ เรยี กจัณฑตี ามลกั ษณะของผหู ญงิ มจี าํ นวน ๖ คํา ไดแก
๑. นงลกั ษณ ๒. นงคราญ ๓. โฉมตรู
๔. โฉมนาริ ๕. โฉมฉาย ๖. นาริ
ค. คาํ เรยี กจัณฑตี ามบทบาทลกู สาว มจี ํานวน ๓ คํา ไดแก
๑. ธิดา ๒. ลูกทา วมคธ ๓. สุดามคธราช
คาํ ท่ใี ชเ รียกจณั ฑีมีความหมายหลากหลายและเหมาะสมกบั ตัวละคร ซง่ึ ตวั ละคร
มบี ทบาทและลักษณะเปน ผหู ญงิ ทมี่ ีฐานะสูงสง เพราะมชี าตกิ าํ เนิดเปนธิดาของกษัตริยยงิ่ ใหญแ ละ
มตี ําแหนง เปนพระมเหสี ตัวอยา งการหลากคําเรยี กจณั ฑีมีดงั ตอ ไปนี้
การใชคําวา พระ พระนาง ในท่ีนหี้ มายถึง จัณฑี ดังตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๑ คะตมิ ักจะครอบดวง (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
ปริยัมวะทา. พระนางเธอก็โทษา ฤทักมักจะย่งิ ใหญ.
(มทั นะพาธา หนา ๘๙-๙๐)
หะทยั อยูและใครทวง
ตัวอยางที่ ๒ วรเทวจิ ัณฑี (อปุ ฏฐิตา, ๑๑)
วิทูร. แทจรงิ ณพระนาง
และกระทําอบุ ายทราม.
ตรัสใชดนุน้ี
นางนามะอะรา- ลวิ ิการะไปตาม,
บอกเคา คตคิ วาม
ทรงนอยพระหทัย พระดําริพระนางวา
โปรดนางมะทะนา
เพราะวะองคพ ระภรรดา
และมโิ ปรดพระจัณฑ,ี
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๔)
คาํ วา พระนาง พระนางเธอ พระจณั ฑี พระนางวรเทวิจัณฑี หมายถึง จณั ฑีผเู ปน
มเหสีของชยั เสน ซง่ึ จณั ฑีเปนผหู ญงิ ทม่ี ฐี านะสูงสงมาก การใชคําดังกลา วจึงชวยแสดงฐานะ
ของจัณฑี
การใชค าํ วา โฉมฉาย โฉมตรู แปลวา ผหู ญิง ในทีน่ ้หี มายถงึ จัณฑี ดังตวั อยา ง
๑๗๑
ชัยเสน. ตัวอยา งท่ี ๓ (สรุ างคณา, ๒๘.)
ใชฉนั ตะกาย ไปรกั โฉมฉาย เองเม่ือไรเลา ,
กอบกะตัญู
สองบิดาทา น จัดการใหเ รา, ฝา ยฉนั นเี้ ลา ,
จงึ่ ยอมตามทา น และไปทําการ แตงกับโฉมตร,ู เปนมหิษี.
และแตน ั้นไซร กไ็ ดเลีย้ งดู สมควรแกผ ู
(มทั นะพาธา หนา ๙๕)
คาํ วา โฉมฉาย โฉมตรู ซ่ึงหมายถงึ จณั ฑี เปนคําท่ใี ชเรยี กจัณฑีตามลักษณะ
ของการเปนผูห ญิง
๑.๑๑.๑.๕. การหลากคาํ เรยี กกาละทรรศนิ ในพระราชนิพนธเ ร่อื งมทั นะพาธามี
คาํ เรียกกาละทรรศนิ ซึง่ คํามีความเหมาะสมกับบทบาทตาง ๆ ของกาละทรรศิน มีทั้งสิ้น ๒๐ คาํ
จําแนกไดดังตอไปนี้
ก. คําเรยี กกาละทรรศินตามบทบาทผทู รงศลี มจี าํ นวน ๑๒ คํา ไดแก
๑. จอมชี ๒. นักธรรม ๓. พระนักธรรม
๔. ฤษี ๕. พระดาบส ๖. พระโยคี
๗. องคมุนีทรงญาณ ๘. มนุ ี ๙. พระมนุ ี
๑๐. พระสิทธา ๑๑. องควรพรหมะโยคี ๑๒.พระผูยอดโยคี
ข. คําเรียกกาละทรรศินตามบทบาทครู มจี ํานวน ๓ คํา ไดแก
๑. ครู ๒. ทานอาจารย ๓. คณาจารย
ค. คาํ เรียกพระกาละทรรศนิ ตามบทบาทบิดา มีจํานวน ๕ คํา ไดแก
๑. พระพอ ๒. บดิ า ๓. พระบดิ า
๔. องคบ ิดา
๕. องคพระบดิ า
คาํ ทใี่ ชเ รยี กกาละทรรศินแสดงบทบาทของกาละทรรศนิ ในลกั ษณะตา ง ๆ ไดแก
คําท่แี สดงบทบาทผทู รงศีล คาํ ท่ีแสดงบทบาทครผู มู หี นาทส่ี ่ังสอนศิษย และคาํ ท่ีแสดงบทบาทบิดา
ดงั ตวั อยางตอไปนี้
การใชคําวา โยคี แปลวา ฤๅษี หรอื นกั บวชผูอยูในปา ในท่นี ้หี มายถึง
กาละทรรศนิ ดังตัวอยาง
๑๗๒
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๑ ศริ ะเกลา และรับพร, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ฃาขอประณตนอ ม และจะถามพระโยค:ี
อีกขอประณมกร (มทั นะพาธา หนา ๔๙)
ชยั เสน. ตัวอยางที่ ๒ พระคณุ ปราณี (ฉบงง, ๑๖.)
อาพระผูยอดโยคี (มทั นะพาธา หนา ๗๖)
แกฃา เปนลนพน ไป.
การใชคําวา มุนี ในทนี่ ้ีแปลวา ฤๅษี หมายถงึ กาละทรรศิน ดงั ตวั อยาง
ชัยเสน. ตัวอยา งที่ ๓ จงชวยดวยมนตร (ฉบงง, ๑๖.)
มุนฃี าขออีกหน, ใหม ะทะนา
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๙)
ใหฃ า ไดส มจนิ ดา;
ชว ยกลาวปยะวาจา
ยอมไปนครหัสดนิ .
ชัยเสน. ตัวอยางท่ี ๔ ฃาขอรับพร (ฉบงง, ๑๖)
กอนทต่ี ูฃา จะจร (มทั นะพาธา หนา ๑๔๑)
จากองคมนุ ีทรงญาณ;
คาํ วา พระโยคี พระผยู อดโยคี มนุ ี องคม ุนีทรงญาณ เปนคําท่ีใชเ รยี ก
กาละทรรศนิ ตามบทบาทนกั บวชผูบาํ เพญ็ ตบะอยูในปาและเปน ผทู ีม่ ีความรมู ากดว ย
การใชคําวา ครู อาจารย แปลวา ผูสัง่ สอนศิษย ผูถ า ยทอดความรใู หแกศ ิษย ซง่ึ
ในที่นห้ี มายถึงกาละทรรศิน ดังตวั อยาง
ตวั อยางที่ ๕ ทั้งมไิ ดคํานึงเลย, (ยาน,ี ๑๑.)
โสมะทตั . ฃอนไี้ มเ คยร,ู ไมเ คยชอบในเชิงช;ู
เพราะเห็นนางทรามเชย
๑๗๓
แตเ มื่อทา นถามมา ฃากเ็ ห็นชอบกลอยู,
จําเปนตอ งเรียนครู ใหท า นทราบซง่ึ กจิ จา.
(มทั นะพาธา หนา ๗๒)
โสมะทตั . ตัวอยา งที่ ๖ ษะประดิษฐะอยูยัง (สาลนิ ี, ๑๑)
นางนีเ้ ปนตนพฤก- วรบรรณะศาลน้ี;
กลางดงใกลที่ต้ัง และสถติ ณสวนศรี,
อาจารยทานเชอญมา
ศศิเพ็ญกเ็ ปนคน.
แลเม่ือถึงวนั ที่ (มัทนะพาธา หนา ๔๗)
คาํ วา ครู อาจารย ในคําประพันธขา งตนเปนคําทใี่ ชเ รียกกาละทรรศนิ ตามบทบาท
ของผูที่มีหนา ท่ีสงั่ สอนและถายทอดความรใู หแ กศิษย
การใชคาํ วา พอ บิดา ซึ่งหมายถงึ กาละทรรศิน ดงั ตัวอยาง
ตวั อยา งที่ ๗ วรมนตรฤเจา ฃา, (กมล, ๑๒.)
มัทนา. เอะ อะไรพระพอบน บมคิ วรฤฉนั ใด?
จะบาํ เพ็ญตะปาไซร
และดฉิ ันละลาบมา บมิอยูและกดี ขวาง.
ผิวะองคบ ิดามงุ มะทะนามิอยากหา ง,
พระบิดาและพอใจ;
กด็ ฉิ ันจะหลีกไป (มัทนะพาธา หนา ๔๓)
พระบิดาก็ยอมรู
ปฏิบัตตอิ ยูฃาง
คําวา พระพอ องคบ ดิ า พระบิดา หมายถงึ กาละทรรศินซึ่งเปนผใู หค วาม
ชวยเหลือมัทนาและเล้ียงดูมัทนาในฐานะลกู สาว การใชคาํ ดงั กลา วจึงเปน การหลากคาํ เรียก
กาละทรรศินตามบทบาทของบิดา
๑.๑๑.๑.๖. การหลากคําเรียกศุภางค บทบาทของศุภางคใ นพระราชนิพนธเ รอื่ ง
มัทนะพาธา คือเปนตวั ละครฝายดี มีตาํ แหนงเปน นายทหารคนสนิทของชัยเสน และเปน เพื่อนกับ
ชยั เสนมาตงั้ แตย ังเยาว คาํ เรยี กศภุ างคจาํ แนกตามบทบาทและลักษณะของศุภางค มจี ํานวนท้งั ส้ิน
๑๓ คํา ดงั ตอ ไปน้ี
๑๗๔
ก. คาํ เรียกศุภางคต ามบทบาททหาร มีจาํ นวน ๗ คาํ ไดแก
๑. นายทหาร ๒. ทา นเสนา ๓. เสนี
๔. ศภุ างคเสนา ๕. ศุภางคะเสนี ๖. ศุภางคเสนี
๗. ขุนทหาร
ข. คําเรียกศุภางคต ามบทบาทเพ่อื น มจี าํ นวน ๔ คํา ไดแก เพอ่ื น
มิตร สมุ ิตร สมุ ิตระ
ค. คําเรียกศภุ างคตามบทบาทของผถู ูกใสร าย มีจาํ นวน ๑ คํา ไดแก ชู
ง. คาํ เรยี กศุภางคต ามลักษณะของผทู ่มี ีอาวโุ สกวาผูพูด มจี ํานวน ๑
คาํ ไดแ ก พช่ี าย
คําท่ใี ชเ รียกศุภางคม ีความหมายแตกตา งกนั ไปตามบทบาทและลักษณะของ
ศุภางค ไดแก คาํ ทีเ่ รียกตามบทบาททหาร คาํ ทีเ่ รยี กตามบทบาทเพื่อน คาํ ทเี่ รียกตามบทบาทผูถูก
ใสรา ย และคําที่เรยี กตามลกั ษณะของผทู ี่มีอาวุโสกวา ผูพูด การหลากคําเรียกศภุ างคม ีตวั อยาง
ดงั ตอไปนี้
การใชค าํ วา เสนา เสนี มคี วามหมายเปนตาํ แหนงนายทหาร ซึ่งใชเ ปนคาํ เรียก
ศุภางคตามบทบาทท่ีมีหนาทเ่ี ปนนายทหารคนสนทิ ของชยั เสน ดังตัวอยาง
ตวั อยางท่ี ๑
โสมะทัต. พวกเจา จงหลีกไปท!ี เรากับเสนี (ฉบงง, ๑๖.)
มกี จิ จะพดู จากนั .
บดั นมี้ ีฃอสําคัญ ใดจงบอกพลัน,
เสนมี ิตองเกรงใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๖๙)
ตัวอยางที่ ๒
อราลี. นแ่ี นศ ุภางคเสนา, เม่ือก้ีตฃู า (ฉบงง, ๑๖.)
กาํ ลงั จะเกบ็ ดอกไม,
แตชาวสวนกลาวหามไว, เฃาวาทา นได
สัง่ เฃาใหห า มเชนน้ัน
(มทั นะพาธา หนา ๘๖)
๑๗๕
การใชค ําวา นายทหาร ในท่ีนีห้ มายถงึ ศุภางค ดังตวั อยาง
ตัวอยางที่ ๓ ไดจ รลี ลว งหนา ราชัน, (สรุ างคณา, ๒๘.)
โสมะทตั . นายทหารน้ี
เผา องคพระจันทร ผดู าํ รงขณั ฑ หัสดนิ บรุ ี,
จอมขัตติยวงศ
(มัทนะพาธา หนา ๔๖)
คําวา เสนี ศุภางคเ สนา นายทหาร เปนคาํ เรียกศุภางค ซ่งึ เปน การหลากคําเพ่ือ
เรยี กศุภางคตามบทบาทนายทหารคนสนทิ
การใชค ําวา เพอื่ น มิตร เพ่ือเรียกศุภางคต ามบทบาทของศภุ างคซงึ่ เปนเพื่อนกับ
ชยั เสนมาตงั้ แตย ังเยาว ดังตัวอยา ง
ชัยเสน. ตัวอยางท่ี ๔ ดนใุ หประหารช-ี (อเุ ปนทะวิเชียร, ๑๑.)
เพราะโกรธะครองใจ นะสิรูว ะไรผ ิด.
วะเพ่ือนก็บดั น้ี
หะวิเศษะแรงฤทธ,์ิ
ศภุ างคะเหมอื นพา- วรพาหะแหง ตน.
ดนูสิปลดปลดิ ฤสุมิตระอีกหน
อะโหจะหาเมยี ฤจะไดณโลกา?
จะเหมือนณสองคน (มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)
คาํ วา เพือ่ น และ สุมิตระ แปลวา เพื่อนดี ในที่น้ีหมายถงึ ศภุ างคซ งึ่ เปน เพื่อนกบั
ชัยเสนและมคี วามจงรกั ภกั ดีตอ ชยั เสนมาก
การใชคําวา ชู หมายถึงศภุ างคซง่ึ ถูกกลา วหาวา เปนชกู ับมัทนา ดังตวั อยา ง
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๕
จงเอาโฉมตรู ไปพรอ มกบั ชู ของนางโฉมฉาย, (สุรางคณา, ๒๘.)
ฆา เสียดว ยไซร จะไดส มหมาย พรอม ๆ กันตาย ไปคเู คยี งกัน.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๑)
๑๗๖
คาํ วา ชู หมายถึง ศุภางค เปนคาํ เรียกศุภางคตามบทบาทของผูถ กู ใสรา ย ซ่งึ ถกู
ใชเปน เครื่องมือเพ่ือกําจดั มัทนา
การใชคาํ วา พชี่ าย หมายถึงศภุ างค ในการสนทนากนั ระหวา งศภุ างคกับ
ปริยัมวะทา ดงั ตัวอยาง
ตวั อยางท่ี ๖ ประโยชนเ พียงณการเมอื ง, (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
ศภุ างค. ผเิ ลอื กคูเพราะเพงทาง ระคายจติ ระคายตา!
ฉนเ้ี ครื่องจะเลยพา
มชิ านานกจ็ ําเคือง
ปริยัมวะทา.อะพช่ี ายขยายเร่ือง กระทบกายมิบังควร.
(มทั นะพาธา หนา ๙๐)
พะหโู ทษะพลนั มา
คําวา พ่ชี าย ในท่นี ี้หมายถึง ศภุ างค ซง่ึ เปนคําเรียกศุภางคตามลกั ษณะทศี่ ภุ างค
เปน ผูท ี่มีอาวุโสกวาปรยิ ัมวะทา
๑.๑๑.๑.๗ การหลากคําเรยี กปริยมั วะทา ปริยมั วะทามบี ทบาทเปน นางกํานลั
ทําหนา ทรี่ บั ใชม ัทนา เปน ผูมีความจงรกั ภกั ดีตอชัยเสนและมทั นา คาํ เรียกปริยมั วะทามที ้งั หมด ๔
คํา จาํ แนกตามบทบาทและลักษณะดังน้ี
ก. คําเรียกตามบทบาทผูรับใช มจี ํานวน ๑ คาํ ไดแก นางกาํ นัล
ข. คาํ เรียกตามลกั ษณะของผูห ญงิ มจี ํานวน ๒ คํา ไดแก บงั อร
น่ิมนวล
ค. คําเรียกตามลักษณะของผมู คี วามประเสรฐิ มีจาํ นวน ๑ คํา ไดแก
วระนาฎปรฺ ิยัมวะทา
คาํ เรียกปริยัมวะทามหี ลายประการ ไดแก การเรียกตามบทบาทของผูร บั ใช ตาม
ลักษณะของผูหญงิ และตามลักษณะของผมู ีความประเสรฐิ ดงั ตัวอยา งตอไปน้ี
การใชคําวา นางกํานลั แปลวา นางพนักงานในพระราชสาํ นัก ในที่นหี้ มายถึง
ปริยมั วะทา ดงั ตวั อยา ง
๑๗๗
ชยั เสน. ตวั อยา งท่ี ๑ เชอญพระชายา (ฉบงง, ๑๖.)
เฮยคนหน่งึ ไปอยา ชา , (มัทนะพาธา หนา ๑๐๕)
กับนางกํานลั มาน.ี่
คาํ วา นางกาํ นัล หมายถงึ ปฺรยิ ัมวะทาซึ่งเปน ผูมีหนา ทีค่ อยรบั ใชม ัทนา จึงเปน
การหลากคําตามบทบาทหนา ท่ีของปริยมั วะทา
การใชคําวา วระนาฎ แปลวา นางผูประเสริฐ ในทนี่ หี้ มายถงึ ปริยัมวะทา ดัง
ตัวอยา ง
ตวั อยางท่ี ๒
ชยั เสน. อีกเราจะรับตัว วระนาฎปรยิ ัมวะทา (อินทวงส, ๑๒.)
กลบั คนื พระภารา และจะเล้ียงประดจุ ณเดิม,
ใหส มกะทซี่ อ่ื สจุ รติ คุณาเฉลิม
ยศศกั ดิสงเสริม, และดนจู ะขออภัย
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๘)
คําวา วระนาฎปรฺ ิยัมวะทา แปลวา ปฺริยัมวะทานางผปู ระเสรฐิ เปนคําเรียก
ปรฺ ิยัมวะทาซง่ึ มีลักษณะเปนผูหญิงดี มีความซ่ือสัตย จงรกั ภกั ดี ยอมสละชีวิตเพื่อเจานายของตน
๑.๑๑.๑.๘ การหลากคาํ เรยี กวิทูร บทบาทของวิทูร คือ พราหมณจากแควน
มคธซง่ึ มารบั ใชจัณฑีในการทําอบุ ายกาํ จดั มัทนา แตภายหลงั สาํ นึกตวั ไดจงึ รอดพน จากการถกู ลง
พระอาญา คาํ เรียกวิทูรมที ั้งหมด ๑๔ คาํ จาํ แนกตามบทบาทของวทิ รู ดงั น้ี
ก. คําเรยี กตามบทบาทครู มีจํานวน ๔ คํา ไดแก อาจารย ทานอาจารย วิปรา
จารย ขรัวครู
ข. คําเรยี กตามบทบาทพราหมณ มีจาํ นวน ๘ คาํ ไดแก ธชี ทานยอด
ชี เฒา ธชี พราหมณ พราหมณห มอเฒา หมอเฒาพราหมณ ตาพราหมณเ ฒา ทิชะ
ค. คําเรยี กตามบทบาทของผูประกอบพิธเี สนหอาถรรพ มจี ํานวน ๒
คํา ไดแก หมอเฒา หมอเฒาวทิ รู
๑๗๘
คําเรียกวทิ ูรจะเรยี กตามบทบาทครู บทบาทพราหมณ และบทบาทของผู
ประกอบพิธีเสนห อาถรรพ ดังตวั อยา งตอไปน้ี
การใชค ําวา ขรวั ครู แปลวา ครูผูม ีอายุมาก ในทนี่ ี้หมายถงึ วทิ รู ดงั ตัวอยาง
ตัวอยางที่ ๑
วิทูร. ตูฃาขอกลาวอกี ไซร วายงั มใี จ (ฉบงง, ๑๖.)
ตะขิดตะขวงมากอย.ู
อราลี. อยา มัวราํ่ ไรขรัวครู, เด๋ียวทา นจะจู
มาถึงมิทนั ลงมอื .
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๑)
คําวา ขรวั ครู หมายถงึ วทิ รู ซ่ึงเปน พราหมณท ม่ี อี ายุมาก และพราหมณมีหนาที่
ทางสังคมอยา งหน่งึ คือ เปนผใู หค วามรูและอบรมส่ังสอนผูอ ่ืน
การใชค าํ วา พราหมณ หมายถึงวิทรู ดังตวั อยาง
ตวั อยางที่ ๒
อราลี. เกศนิ อี ยนู นี่ า, และทาํ เหมือนวา (ฉบงง, ๑๖.)
เปนผูร วมคิดกบั พราหมณ,
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๑)
ชัยเสน. ตัวอยา งที่ ๓
เอะพราหมณหมอเฒา น่อี ยางไรเลา จะคดิ ทาํ ใคร? (สรุ างคณา, ๒๘.)
แกจงแถลง ใหแจงทันใด โดยจริงหาไม จะตอ งเคืองกัน.
(มทั นะพาธา หนา ๑๐๔)
การใชค ําวา ทชิ ะ แปลวา พราหมณ หมายถึงวิทูร ดังตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๔
จัณฑี. อยางไรทานอาจารย? ทชิ ะทา นก็เปนชี (สาลินี, ๑๑.)
ชาวแควน ของฃา น้ี, ก็จะชวยฤฉันใด.
(มทั นะพาธา หนา ๙๙)
๑๗๙
การใชค ําวา ธชี แปลวา พราหมณ หรอื นกั บวช ในที่น้ีหมายถึงวทิ รู ดัง
ตัวอยาง
ตัวอยา งที่ ๕
ชยั เสน. วทิ รู ก็มโี ทษ เพราะวะรแู ละเปนใจ, (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
แตว าธชไี ด สติสาระภาพผิด,
จนเราตระหนกั เรือ่ ง, กฉ็ นี้แหละเราคิด
ธชผี ิมีผิด ฤกช็ อบประกอบม;ี
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)
คําวา พราหมณ พราหมณห มอเฒา ทิชะ ธชี ในตวั อยางขา งตนแปลวา ผู
เนื่องมาจากพรหม ซ่งึ ถือเพศไวผม นงุ ขาวหม ขาว และเปนคนในวรรณะท่ี ๑ แหงสังคมฮนิ ดู ใน
ทน่ี ีห้ มายถงึ พราหมณว ทิ รู
การใชค าํ วา หมอ แปลวา ผรู ู ผชู ํานาญ ในทน่ี ี้หมายถึงวทิ รู ดงั ตัวอยา ง
ชยั เสน. ตวั อยางที่ ๖ วะจะนะประดจุ ะแทง (สัทธรา, ๒๑.)
ฟงคาํ หมอเฒา วทิ รู แจง กระทง่ั ใจ!
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)
ที่อรุ าแยง
คาํ วา หมอเฒา วิทูร หมายถึงวทิ ูรผมู ีความรูดานการประกอบพิธีเสนห อาถรรพ
๑.๑๑.๑.๙ การหลากคาํ เรียกอราลี บทบาทของอราลี คือ นางขาหลวงของจณั ฑี
ซง่ึ มีรา งกายพิการหลงั คอม คําเรียกอราลจี ะเรียกตามลักษณะรางกายของนาง มจี าํ นวน ๓ คํา
ไดแก นางคอ ม นางคอ มอะประลกั ษณ อะราลิวกิ าระ ดังตวั อยางตอไปนี้
การใชค ําวา คอม แปลวา เต้ียและหลังงอ ซ่งึ หมายถงึ อราลี ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยา งที่ ๑
วิทูร. ฃาเหน็ คติทราม และอวุ าทะทวงทัก, (อปุ ฏ ฐิตา, ๑๑.)
นางคอ มอะประลกั ษณ ก็ตะคอกและขูเข็ญ
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๕)
๑๘๐
คําวา นางคอมอะประลกั ษณ ในท่นี ้หี มายถึง นางอราลีซ่ึงมีหลังคอ มดูอัปลักษณ
เปนการเรียกตามลักษณะความพิการของนาง
การใชคาํ วา วิการะ แปลวา พกิ าร ในทนี่ ห้ี มายถึงอราลี ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยางท่ี ๒ วรเทวจิ ัณฑี (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
วทิ ูร. แทจริงณพระนาง
และกระทําอุบายทราม.
ตรัสใชดนนุ ้ี
นางนามะอะรา- ลวิ ิการะไปตาม,
บอกเคาคติความ พระดําริพระนางวา
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๔)
คําวา อะราลิวกิ าระ แปลวา นางอราลีผูมีรา งกายพิการ ซึ่งเปนคําเรียกตาม
ลักษณะของนางซ่ึงพกิ ารหลังคอ ม
๑.๑๑.๑.๑๐ การหลากคาํ เรียกเกศนิ ี บทบาทของเกศินี คือ นางขาหลวง
ของจณั ฑี เปนผรู วมแผนการใสรา ยมัทนา คาํ เรียกเกศินีจะเรียกตามบทบาทหนา ท่ีของเกศินี มี
จาํ นวน ๓ คาํ ไดแก อีทาสี นางทาสี นางฃาหลวง และเรยี กตามลักษณะของผหู ญงิ มจี าํ นวน ๑
คํา ไดแ ก สาวนอ ย คําเรียกเกศนิ มี ีตัวอยา งดังตอไปน้ี
การใชค ําวา ทาสี แปลวา คนรับใชที่เปนผูหญิง ซ่งึ หมายถงึ เกศนิ ี ดังตวั อยา ง
ชัยเสน. ตัวอยา งที่ ๑ โทษก็ควรมี จงลงอาญา, (สุรางคณา, ๒๘.)
ฝายนางทาสี ในตรจุ นกวา จะครบเวลา
สงมันจาํ ไว รวมไดสามป.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๑)
คําวา นางทาสี หมายถงึ นางเกศนิ ซี ง่ึ เปนนางขา หลวงของจัณฑี
การใชค าํ วา ขา หลวง แปลวา คนที่ถวายตัวเปน ขา ในหลวงและเจานาย ซง่ึ
หมายถงึ เกศนิ ี ดงั ตวั อยา ง
๑๘๑
ตวั อยา งท่ี ๒
นันทิวรรธนะ. บดั น้มี ีผกู ลา วหา ตวั คณุ นี้วา (ฉบงง, ๑๖.)
ใชนางฃาหลวงไปตาม
หมอเฒา ชอ่ื วิทูรพราหมณ, ฃาจง่ึ ขอถาม
ขอน้ใี หก ารฉนั ใด?
(มทั นะพาธา หนา ๑๐๗)
คาํ วา นางทาสี นางขา หลวง ในตัวอยางขางตนหมายถึง นางเกศินีซ่งึ เปนผูรบั ใช
ในราชสาํ นัก จึงเปน การหลากคําเรียกเกศินีตามบทบาทหนาท่ีของนาง
๑.๑๑.๑.๑๑ การหลากคาํ เรียกโสมะทตั บทบาทของโสมะทัต คือ พราหมณ
หัวหนาศิษยของพระกาละทรรศนิ เปนผูพามทั นาและปรยิ มั วะทากลับสูปา คําเรียกโสมะทัตจะ
เรยี กตามบทบาทพราหมณ มีจํานวน ๒ ชือ่ ไดแก พราหมณ ทิชะ ดังตัวอยา งตอไปน้ี
การใชคาํ วา พราหมณ ทิชะ เพ่อื หมายถงึ โสมะทัต ดังตัวอยาง
ตัวอยางที่ ๑ ณประตูพระเวียงชยั (สาลินี, ๑๑.)
นนั ทวิ รรธนะ. ฃาพาทงั้ สองถงึ ทิชะถามคดพี ลนั ;
ทิชะทูลกะแจม จันทร
พบพราหมณม าแตไพร ยะกะพรอ มคณาช;ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๙)
ฃาเลา ถถี่ วนจง่ึ
ขอเชอญสอู ารณั -
คําวา พราหมณ และทิชะ ซึ่งแปลวา พราหมณ ในคําประพนั ธห มายถึงโสมะทัต
ซ่งึ อยูในวรรณะพราหมณ
๑.๑๑.๑.๑๒ การหลากคําเรียกมายาวิน บทบาทของมายาวิน คือ วทิ ยาธรผูใช
เวทมนตรสะกดเรียกมัทนามาหาสเุ ทษณ มีลักษณะเปน ผูมีความรูดา นอาถรรพวิทยามาก คําเรียก
มายาวนิ จะเรียกตามบทบาทและลกั ษณะของมายาวิน ไดแก วทิ ยาธร หมอเอก ทา นครู ดงั
ตวั อยา งตอไปนี้
การใชคาํ วา วิทยาธร แปลวา ผูร วู ิชากายสทิ ธ์ิ ในท่นี ี้หมายถงึ มายาวนิ ดงั
ตัวอยา ง
๑๘๒
จติ ระรถ. ตัวอยางท่ี ๑ ขุนโขดคีรี (ฉบงง, ๑๖.)
ยามฃา เท่ียวไปถึงที่ เรอื งวทิ ยากร,
(มัทนะพาธา หนา ๑๑)
ศรีมันทะระงามงอน,
ไดพ บหน่งึ วิทยาธร
มีนามวามายาวนิ ;
คาํ วา วิทยาธร หมายถึง มายาวินซึง่ เปน ผูมีความรเู ช่ียวชาญดา นอาถรรพวทิ ยา
โดยเฉพาะอยา งยง่ิ วชิ าสะกดจิตคนเพ่ือเรียกใหมาหาไดดงั ใจ
การใชค ําวา หมอ แปลวา ผรู ู ผูเ ช่ียวชาญ ในทน่ี ี้หมายถงึ มายาวนิ ดงั ตัวอยาง
ตวั อยางที่ ๒
จติ ระรถ. หมอเอกนั้นมา (ฉบงง, ๑๖.)
คอยอยูฃ างนอกพระลาน.
ขอไดโปรดใหท าํ การ ลองเวทชาํ นาญ
ชํานถิ วายสกั คร้ัง.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑)
คําวา หมอเอก หมายถึง มายาวนิ ซ่งึ เช่ยี วชาญเร่ืองเวทมนตรค าถาอยางลํา้ เลิศ
การใชคาํ วา ครู เพอื่ หมายถงึ มายาวิน ดังตวั อยาง
สุเทษณ. ตัวอยางท่ี ๓
ฉนั้นทานครู คลายเวทมนตรดู อยาชาราํ่ ไร, (สุรางคณา, ๒๘.)
หากเราโชคดี ครัง้ น้คี งได สิทธิ์สมดังใจ; รบี คลายมนตรา.
(มัทนะพาธา หนา ๒๐)
คาํ วา ทา นครู หมายถึงมายาวนิ ซงึ่ มคี วามรูเก่ียวกับการใชม นตรา
๑๘๓
๑.๑๑.๒ การหลากคําเรียกเทพเจา นอกจากการหลากคาํ เรยี กตัวละครเพือ่ ใหมี
ความสละสลวยและความหลากหลายในการใชค าํ แลว พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัวทรง
หลากคําเรียกเทพเจา ซ่ึงกลา วถงึ ในเรื่องดว ย ทั้งน้เี พื่อใหเกดิ ความสงางามในภาษา เหมาะสมกับ
ฐานะการเปน เทพเจา คาํ เรียกเทพเจา ที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธามีดังน้ี
๑.๑๑.๒.๑ พระอิศวร พระอิศวรปรากฏพระนามในเรื่องตอนพิธีอภเิ ษกสมรส
ซง่ึ คําทีใ่ ชเรยี กพระอิศวรมี ๑ คํา ไดแก องคตรีศุลิศวิ ะมเหศร มตี ัวอยางดังน้ี
การใชคําวา องคต รีศุลิศิวะมเหศร แปลวา ผูเ ปนใหญค อื พระศิวะ หมายถงึ พระ
อิศวร ดังตวั อยา ง
กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญองคตรีศุลศิ ิวะมเหศร (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)
นัง่ ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๒.๒ พระนารายณ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวทรงกลาวถงึ
พระนารายณอ ยู ๓ ตอน คือ ตอนจติ ระรถถวายรูป ตอนมายาวินทําพิธสี ะกดเรียกมัทนา และตอน
อภิเษกสมรส คําเรียกพระนารายณม ที ้งั หมด ๕ คํา ไดแก บดีสรู ผูสงิ ณไวกณู ฐ หริราชะนารายณ
นารายะณะเทพ นารายะณะพระหรชิ าญ ดงั ตวั อยา งตอไปนี้
การใชค ําวา บดีสรู แปลวา เทวดาผเู ปนใหญ และคาํ วา ผูสิงณไวกูณฐ ซ่งึ
ไวกูณฐ คอื ทป่ี ระทับของพระนารายณ คําวา บดีสรู และ ผสู ิงณไวกูณฐ จึงหมายถึง พระนารายณ
ดงั ตัวอยาง
ตัวอยางที่ ๑ มหิษีบดสี ูร (อุปชาต,ิ ๑๑.)
จิตระรถ. สะขพี ระเทวี (มัทนะพาธา หนา ๘)
ผสู ิงณไวกูณฐ.
การใชคาํ วา หรริ าชะนารายณ และ นารายะณะพระหริชาญ ซึง่ คําวา หริ เปน
อกี ช่ือหน่งึ ของพระนารายณ ดังตวั อยา ง
๑๘๔
ตัวอยา งท่ี ๒ หริราชะนารายณ, (อุปชาติ, ๑๑.)
สุเทษณ. หลอนเปนกาํ นัลแหง ก็จะทรงพระโกรธา.
(มทั นะพาธา หนา ๙)
จะมุง ณ โฉมฉาย
ตวั อยางท่ี ๓
กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ (กสุ ุมิตลดา, ๑๘.)
ชยั บําราบมาร ปะราชยั ,
(มทั นะพาธา หนา ๗๘)
การใชค ําวา นารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน ซง่ึ หมายถงึ พระนารายณเ ทพผู
ประทับบนบัลลงั กพ ญานาค ดังตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๔
มายาวิน. โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน, (สัททฺ ุลฺลวิกฺกฬิ ิต, ๑๙.)
ขี่ขนุ สุบรรณราช จรัล;
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
๑.๑๑.๒.๓ พระพรหม ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธาปรากฏพระนามพระ
พรหมในตอนอภิเษกสมรส มีจํานวน ๑ คาํ คือ ธาดาปะตจิ ะตรุ ะพกั ตร แปลวา ทาวธาดาหรือพระ
พรหมซึ่งมพี ระพกั ตร ๔ พระพักตร ดงั ตัวอยาง
กาละทรรศิน. โอมอญั เชอญธาดาปะติจะตุระพกั ตร (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)
เพงพินิศรกั - ษะสที่ ศิ ,
(มทั นะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๒.๔ พระอนิ ทร ในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาปรากฏพระนามของ
พระอนิ ทรอยูหลายตอน ไดแ ก ตอนจติ ระรถถวายรูป ตอนกาละทรรศินออนวอนเทพเจา ตอน
อภเิ ษกสมรส ตอนกาละทรรศนิ ขอพร คาํ เรียกพระอินทรมจี าํ นวน ๕ คํา ไดแก องคส โุ รดม
ทาวศักระ ทา วศกั ฺระอมะระวชิ ัย เทพองคอ ะธิปะตณิ ไตรตรึงษะ เทวนิ ทะมะหนิ ทาธิปะติแมน มี
ตัวอยา งดงั ตอไปนี้
๑๘๕
การใชคาํ วา องคสโุ รดม แปลวา เทวดา ในท่ีนี้หมายถงึ พระอนิ ทร ดังตวั อยา ง
ตวั อยางท่ี ๑ วรศพั ทะเรงิ รมย (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
จิตระรถ. นางชา งประเลงขบั (มทั นะพาธา หนา ๙)
เปรอองคส โุ รดม.
การใชคาํ วา ทา วศักระ และ ทา วศกั ฺระอมะระวชิ ยั ซงึ่ คําวา ศักระ เปนอีกพระ
นามหนึง่ ของพระอนิ ทร ดงั ตวั อยา ง
ตัวอยางที่ ๒ ธิมหิทธ์ิกําแหงกาจ, (อุปชาติ, ๑๑.)
สเุ ทษณ. ทา วศักระทรงฤท- จะประหัตประลัยลาน.
(มทั นะพาธา หนา ๙)
ผิทรงพโิ รธอาจ
ตวั อยา งท่ี ๓
กาละทรรศิน. อีกขอเชอญทาวศักฺระอมะระวชิ ยั (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)
จอมสุราลัย มหทิ ธี,
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
การใชค าํ วา เทวินทะมะหนิ ทาธิปะติแมน แปลวา เทวดาผเู ปน ใหญ ซง่ึ ในคํา
ประพันธห มายถึงพระอนิ ทรผเู ปนใหญแ ละทรงมวี ชั ระเปนอาวุธ ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยางท่ี ๔
กาละทรรศนิ . อาเทวินทะมะหนิ ทาธปิ ะตแิ มน (สทั ฺทลุ ลฺ วิกกีฬติ , ๑๙.)
ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,
โปรดอยา ใหมะทะนาสุดาดรณุ ิอร
ตอ งไปอะนาทร ฤเขญ็ !
(มทั นะพาธา หนา ๔๔)
๑๘๖
การใชคาํ วา เทพองคอะธิปะติณไตรตรึงษะ แปลวา เทวดาผูเปน ใหญซ่ึงทรงสถิต
อยู ณ ดาวดงึ สสวรรค ซึง่ หมายถงึ พระอนิ ทร ดังตวั อยาง
ตวั อยางที่ ๕
กาละทรรศนิ . ฃา ขอใหเทพองคอะธปิ ะติณไตร- (กสุ มุ ติ ลดา, ๑๘.)
ตรงึ ษะโปรดให พระพรสทิ ธิ์
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๑)
๑.๑๑.๒.๕ พระพฆิ เนศวร พระพิฆเนศวรปรากฏพระนามในพระราชนพิ นธเร่อื ง
มัทนะพาธาตอนมายาวนิ ทาํ พธิ ีสะกดเรียกมทั นา มีจาํ นวน ๑ คาํ คือ พระคเณศะเทวะศิวะบุตร
แปลวา พระคเนศรเทพผทู รงเปนบตุ รแหง พระศิวะ หมายถงึ พระพฆิ เนศวร ดังตัวอยาง
มายาวนิ . โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศวิ ะบตุ ร (สัทฺทลุ ฺวกิ กฬี ติ , ๑๙.)
ฆาพิฆนฺ ะส้นิ สุด ประลยั ;
อางามกายะพระพรายประหนง่ึ ระวิอุทัย,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
(มัทนะพาธา หนา ๑๗)
๑.๑๑.๒.๖ พระอาทิตย พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวทรงกลาวถงึ
พระอาทิตยใ นตอนอภิเษกสมรส มีจํานวน ๑ คาํ คือ องคเทพระวิ ซ่ึง ระวิ แปลวา พระอาทิตย ดงั
ตัวอยา ง
กาละทรรศนิ . อกี ขอเชอญองคเทพระวแิ ละศะศธิ ร (กสุ มุ ิตลดา, ๑๘)
สองอะมรยอด พยานกรรม;
(มทั นะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๒.๗ พระจันทร พระจันทรเ ปน เทพอกี องคห นึ่งในพระราชนพิ นธเรื่อง
มทั นะพาธาท่ีมกี ารหลากคําเรียกพระนาม ซึ่งปรากฏในตอนทา วชยั เสนกลาวคําปฏญิ ญา และตอน
อภิเษกสมรส คาํ เรียกพระจนั ทรมีจาํ นวน ๔ คาํ ไดแก ศะศธิ ร พระจนั ทร เดือน
องคพ ระจันทรเจา มีตวั อยางดังตอไปนี้
๑๘๗
การใชคําวา พระจันทร เดือน องคพ ระจนั ทรเ จา ในความหมายวา เปนเทพผใู ห
แสงสวางยามกลางคืน ซึง่ ปรากฏในตอนชัยเสนปรารถนาท่ีจะกลา วคาํ ปฏญิ ญาตอ พระจันทรว าตน
จะรกั มทั นาตลอดไป ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๑
มัทนา. พระกลา วอา งพระจนั ทรน้ี ชรอยทีมิชอบกล.
ชัยเสน.
มัทนา. เพราะเหตุใดละหนามล?
ชยั เสน. เพราะเดือนน้นั มมิ นั่ คง.
มัทนา.
ณ ฃา งข้นึ สิหงายแจม กระจา งสดและกลดทรง,
ชัยเสน.
ณ ฃา งแรมบเหน็ องค พระจนั ทรเจา ณ ราตร!ี
ฉนัน้ ขอสบถตอ สุดาราจาํ รัสศรี
วะแวววบั ระยบั ท่ี นะภากาศพะแพรวพราย.
กเ็ ห็นวา มชิ อบกล ละอกี แลว พระฦๅสาย,
เพราะเม่ือใดพระจนั ทรฉ าย กข็ บั ดาวละลายไป.
ฉนัน้ เจา จะใหพ่ี สบถโดยสุเทพใด?
(มทั นะพาธา หนา ๖๑)
การใชคาํ วา ศะศธิ ร แปลวา พระจันทร ในท่นี หี้ มายถึงพระจันทรซ ง่ึ เปน เทพเจา
องคห นึง่ ดงั ตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๒
กาละทรรศิน. อกี ขอเชอญองคเทพระวแิ ละศะศธิ ร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘)
สองอะมรยอด พยานกรรม;
(มทั นะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๒.๘ พระอัคนี พระอัคนี คือ เทพแหง ไฟซ่ึงมีหนาทเ่ี ปนทูตสวรรค คํา
เรียกพระอคั นีในพระราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธามจี าํ นวนท้ังส้นิ ๖ คาํ ไดแ ก พระอคั นี อคั คี ไฟ
สุรีย วชิ ฺชุ องคพ ระทรงเมษ จําแนกตามสถานะและหนาท่ีของพระอคั นีดังน้ี
ก. คาํ เรยี กพระอคั นตี ามหนา ท่ีของการเปนทตู สวรรค หมายถงึ เปน เทพผมู ี
หนา ที่นาํ ความจากมนษุ ยไ ปแจงแกเทพองคอืน่ โดยมนุษยจะตอ งกระทําพธิ บี ชู าไฟ มีจาํ นวน ๒
คาํ ไดแก อัคคี พระอคั นี ดงั ตัวอยาง
๑๘๘
ตวั อยา งที่ ๑
กาละทรรศิน. ฃา ขอไหวอัคคอี ธิปะติสพุ รร- (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)
ณาททิ ูตสฺวรร- คะเรอื งเดช,
(มัทนะพาธา หนา ๗๘)
ตัวอยางท่ี ๒ วรศรีประภาใส (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
๏ อา องคพระอคั นี หุตะกจิ พะลีการ
(มทั นะพาธา หนา ๗๗)
เปนเอกอุดมใน
ข. คําเรียกพระอคั นตี ามสถานะการเปนผใู หแสงสวา งแกโลกมนุษย คอื พระ
อาทติ ย มีจํานวน ๑ คํา ไดแก สุรีย ดังตวั อยา ง
ตัวอยางที่ ๓
๏ ฃาขอประณตองค สรุ ะท้ังณตรีสฺถาน (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ทุกภาคพิเศษมาน มนะมงุ ณการยญั
๏ หน่งึ คอื สุรยี แ จม สุจรสั ณภูมสฺวรรค
สองโลกมนุษนัน- ทะนะอุนระอุกาย
(มัทนะพาธา หนา ๗๗-๗๘)
ค. คําเรยี กพระอัคนีตามสถานะสายฟา ทปี่ รากฏในทองฟา มีจาํ นวน ๑ คาํ ไดแก
วิชชฺ ุ ดงั ตัวอยาง
ตัวอยา งที่ ๔
๏ ที่สองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
คือวิชชฺ โุ ชต์ิฉาย รุจแิ ลบณเมฆา
(มัทนะพาธา หนา ๗๘)
ง. คาํ เรยี กพระอคั นตี ามสถานะไฟซึ่งใหแสงสวางในบา นและมนุษยใ ชใ นการ
ประกอบอาหาร มีจาํ นวน ๑ คาํ ไดแก ไฟ ดังตวั อยาง
ตวั อยางท่ี ๕ นระกอ ณเคหา (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
๏ ที่สามกค็ ือไฟ
๑๘๙
เพื่อกอบสุภักษา และประกอบพะลีพนู
๏ องคน้ีและไดเชญิ พระเสดจ็ ณ แทนกูณฑ
ดวยพรอมมโนมลู จะกระทําหตุ าการ
(มทั นะพาธา หนา ๗๘)
จ. คําเรยี กพระอคั นีตามลกั ษณะของเทพผูทรงแพะเปนพาหนะ มจี าํ นวน ๑ คาํ
ไดแ ก องคพ ระทรงเมษ ดังตวั อยาง
ตวั อยางที่ ๖
๏ อา องคพระทรงเมษ สรุ เดชตระการฉาน (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
โปรดเอื้อและเอาภาร ธรุ ะดวยสไุ มตรี
(มทั นะพาธา หนา ๗๘)
๑.๑๑.๒.๙ พระวศิ นุกรรม พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงกลาวถงึ
พระวิศนุกรรมตามลักษณะท่ที รงเปนเทพเจาแหง การชางไวในตอนชัยเสนรําพึงถงึ มัทนา โดยมี
ความวา การท่ีมัทนามีความงามล้ําเลิศคงเปน เพราะพระวศิ นกุ รรมทรงเปน ผูสรา งนางขึน้ มา คาํ
เรยี กพระวิศนุกรรมที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธามีจํานวน ๒ คํา ไดแก
วิศฺวะกรรมนั องควศิ ฺวะกรรมัน ดังมีตัวอยางตอไปนี้
ชยั เสน. องคว ศิ ฺวะกรรมนั นะสิปน วะธูไซร (อินทะวเิ ชียร, ๑๑)
พอเสรจ็ ก็เทพไท พิศะรูปสรุ างคเพลนิ ;
ยืนเพงและนั่งพิศ วรพกั ตรบ หมางเมิน,
งามใดบงามเกิน มะทะนาณโลกสาม:
แลวศิ ฺวะกรรมนั ผิจะปน วะธตู าม
แบบอกี กไ็ มงาม
ดจุ ะโฉมอนงคน:้ี
(มทั นะพาธา หนา ๕๔)
๑.๑๑.๒.๑๐ พระอุมา พระอมุ าเปนชายาของพระศิวะซึ่งพระบาทสมเดจ็ พระ
มงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงกลาวถงึ ในพระราชนิพนธเ ร่อื งมัทนะพาธาดวย โดยปรากฏอยูในตอน
จติ ระรถถวายรูปและตอนอภิเษกสมรส คําเรียกพระอุมามจี ํานวน ๒ คาํ ไดแก
องคอุมาศรี แมเ จา สฺวรรคบ รรพะตวิ ะระอุมา มตี ัวอยา งดงั ตอไปน้ี