๒๔๐
ในบทประพันธซ ง่ึ เปนบทสนทนาของมายาวินไดเปรียบสีของดอกกุหลาบ
วา เหมือนสีแสงพระอาทิตยยามเชา ซง่ึ งามเหมือนสีแกมของหญงิ สาวยามเขินอาย นอกจากนยี้ งั
อุดมดว ยหนามเหมอื นมเี ขม็ มาประดบั ไว
สวนบทประพันธท ่เี ปนบทสนทนาของโสมะทัตไดก ลาวพรรณนาและมี
การเปรียบใหเ ห็นลักษณะของดอกกุหลาบดงั นี้
ตวั อยา งท่ี ๒ บมเิ ห็นณแหง ใด (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
โสมะทตั . อนั บษุ ฺปะประหลาด ยะวเิ ศษะมาล;ี
ดุจะดอกชบาสี,
งามสรรพะวไิ ล-
สแี ดงก็มิจา ยละเพลนิ เจริญตา.
งามดงั ดรณุ ี รสะลมราํ เพยพา
จะระรื่นพิรมหวล.
กลิ่นหอมก็ระรวย วนดิ าลอองนวล
ถึงไหนฤก็นา วรลักษะณานาง;
แมแตง ศิระเกลา ก็จะทาํ อทุ กพลาง
เห็นแนจะประมวญ
ลอยภาชะนะนํ้า สรุ ะเทวะโอสถ.
หอมรื่นระสะอยาง
พะลิเทวะทรงยศ,
จดั ภาชะนะตงั้ จะประลุณแดนสรวง,
กลนิ่ หอมบละลด (มัทนะพาธา หนา ๓๕-๓๖)
โสมะทัตชมสขี องดอกกุหลาบวา มสี ีแดงพอเหมาะเหมือนสีของดอกชบา
และมคี วามงดงามเหมอื นสาวรนุ แมน นํามาลอยน้าํ ในภาชนะกจ็ ะพาใหนํ้านน้ั มกี ลิน่ หอมเหมือนเปน
โอสถของเทพเจา
การเปรียบท้ังสองบทแสดงภาพของดอกกุหลาบวา เปนดอกไมที่มสี ีสนั
และความงดงามพเิ ศษ อีกทั้งมีกลิน่ หอมไกลและคงทนอยางประหลาด ซ่งึ การเปรยี บดังกลาว
แสดงใหเ ห็นคณุ ลกั ษณะอันนา พิศวงของดอกกหุ ลาบ และเปน บทที่มีความไพเราะสวยงามเปน
อยางย่งิ
ง. กวาง ในพระราชนิพนธต อนชัยเสนประพาสปา และพบกวางงามตัว
หน่ึง ชัยเสนปรารถนาทีจ่ ะไดกวางตวั นั้นจงึ ตดิ ตามไป แตไมส ามารถจับไดจงึ รูสกึ เสียดาย ชัยเสน
ราํ พงึ ถงึ ความงามของกวางซงึ่ มกี ารเปรียบใหเ หน็ ลกั ษณะและกริ ยิ าของกวางดังน้ี
๒๔๑
ชยั เสน. กวางงามอรามทัว่ วรกายะดังเชน (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ดนูละเลิงเลน
ชะเนตรสนธิ นิล จรไลณวันน.้ี
ยามแลชําเลอื งมี
เฃางามประหน่งึ ชอ กะละนิลมะณีศร,ี
และหนงั ระยบั ลาย
ขนองสนทิ ดํา กริ ยิ าประหนึง่ อาย;
งามทรวงสอาดราว
วรวิชชุมาลยฉาย,
ยามเดริ ก็งามย่งิ
จริตกิรยิ า กละเลอ่ื มประดบั วาว;
ดจุ ะเขยี นเขมา ยาว,
หมิ ะตก ณ ยอดผา:
และจะวิ่งก็ยวนตา,
กละสาวสรุ างคสวฺ รรค.
(มัทนะพาธา หนา ๔๐-๔๑)
จากบทประพนั ธมกี ารเปรียบเพอื่ ใหเหน็ ลักษณะและกริ ิยาของกวางดงั นี้
ดวงตาดําสนทิ เหมอื นแกวสนี ลิ แสดงถึงความกลมโตและมสี ีดํางาม
เขา เหมอื นชอสายฟา แสดงถงึ เขาท่ีแตกแขนงออกไปดูงดงาม
หนังมีลายระยับ เหมือนประดับดวยเล่ือม แสดงถึงหนงั ท่ีมีขนสีขาวเปนจดุ กระจาย
อยูท่วั ไป
หลังมสี ีดาํ เหมือนเขียนดวยเขมาเปนรอยยาว แสดงถึงรอยขีดยาวสีดําที่อยู
บนหลังของกวาง
หนา อกมีสีขาว เหมอื นหิมะตก แสดงถึงบรเิ วณหนา อกมีขนสีขาว
สะอาด
นอกจากนีไ้ ดพ รรณนากิริยาของกวางยามชาํ เลอื งตาวา เหมือนกาํ ลงั อาย
อกี ทั้งเปรียบวา กวางมจี รติ กิริยาเหมอื นนางสวรรค
การเปรียบเพ่ือแสดงรปู รางลักษณะของเทพเจา สตรี พืช และสัตว
ตลอดจนกิริยาอาการ ชว ยใหผอู านผฟู งสามารถจนิ ตนาการถงึ ลักษณะและกิรยิ าของบคุ คลหรอื ส่งิ ท่ี
ถูกกลาวถงึ ไดง ายข้ึน เพราะส่งิ ท่นี าํ มาเปรียบมคี วามหมายชว ยอธิบายลักษณะและทา ทางของผูท ี่
ถกู กลา วถึงไดอ ยา งกวา งขวางลึกซ้งึ เกดิ เปน ภาพของบุคคล พืช และสัตว ในจนิ ตนาการท่งี ดงาม
จบั ใจ มอี ากัปกิริยาทนี่ า ชม นอกจากน้ีการเปรียบทเี่ หมาะเจาะลงตัวก็ทาํ ใหเ กดิ ความไพเราะ
ซาบซึง้ ขน้ึ ในบทประพันธดวย
๒๔๒
๒.๒.๒.๒ การเปรียบเพือ่ แสดงความรสู ึกของตัวละคร ในพระราชนพิ นธเรื่อง
มทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชก ารเปรยี บในการพรรณนาอาการและ
ความรูสึกของตวั ละครในขณะทตี่ ัวละครตกอยใู นอารมณล ักษณะตาง ๆ ซึ่งชวยใหผูอานผฟู งเขาใจ
ความรูส กึ ของตัวละครซง่ึ เปนนามธรรม การเปรียบดงั กลา วจําแนกไดดงั ตอไปนี้
ก. ความรสู กึ รัก ในพระราชนิพนธม กี ารพรรณนาถึงอาการความรสู ึกท่ีเกิด
ขนึ้ กับตวั ละครขณะท่ีตัวละครพบเหน็ ผทู ีต่ นพึงใจ ตัวละครตกอยูใ นหว งของความรกั หรือตวั ละคร
รสู ึกพลาดหวงั ในความรัก การพรรณนามีการเปรยี บเพ่ือใหเ ขา ถึงจติ ใจของตัวละครดงั ตอไปน้ี
ชยั เสนเกิดอาการรอนวูบวาบเมื่อแรกพบเหน็ มัทนา เปรียบวา เหมือนมีไฟรมุ
อยใู นอก แสดงถงึ ความรูสกึ ต่ืนเตนที่ไดพ บหญิงสาวที่ตนพงึ ใจ โดยเฉพาะอยางยงิ่ หญงิ สาวมคี วาม
งามจับจติ จับใจ ทําใหจ ติ ใจของชยั เสนไมอยใู นภาวะสงบ ดังตัวอยา ง
ชยั เสน. ตวั อยา งที่ ๑ บมเิ คยณกอนกาล! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
โอโ อก ระไรเลย ฤดิรกั บหกั หาย.
พอเห็นก็ทราบสา น ละก็ย่ิงจะรอนคลาย
ย่งิ ยลวะนดิ า
ณอุราบลาลด.
เพลงิ รมุ ประชุมภาย (มัทนะพาธา หนา ๕๔)
อีกตอนหนึง่ ชัยเสนกลาวถงึ อาการความรสู กึ ของตนตอนไดพบกับมัทนาคร้งั
แรกวา ตัวอยา งท่ี ๒
ชัยเสน.
พอฃาประสพวิมละพกั ตร มะทะนานะรีขวัญ, (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
อ้ันอง้ึ ประหน่ึงสุมิคะอัน ศะระเสยี บณกลางใจ;
พษิ กามะศรประดุจะพิษ ระอุอัคคิเผาใน
อกผลาญและราญกะมละไหม บมิอาจจะดับลง.
(มทั นะพาธา หนา ๗๔)
จากบทประพันธ พอชัยเสนไดพ บมัทนาก็นงิ่ อึง้ มีอาการเปรียบเหมือนกวาง
ท่ถี ูกศรเสียบเขา ท่ีกลางใจ แสดงถงึ ชยั เสนมีอาการนงิ่ ตะลงึ เพราะรสู ึกประหลาดใจในความงาม
ของมทั นาจนกลายเปนความรัก
๒๔๓
และมกี ารเปรียบอีกวา พษิ แหง ศรรกั เหมือนพิษแหงไฟท่ีเผาระออุ ยใู นอกสุด
ท่จี ะดับได หมายถงึ ความรกั มีฤทธ์ิอํานาจมาก ทาํ ใหช ัยเสนรูสึกรอ นรุมและไมอาจบรรเทา
ความรูสกึ นนั้ ลงได
อีกตอนหนง่ึ ชัยเสนเลาความรูส กึ ของตนใหม ัทนาฟงเกย่ี วกบั ความรักที่
เกิดขึน้ ทันทที ่ีไดพ บมัทนา มคี วามวา
ชยั เสน. ตวั อยางที่ ๓ วนิดาวะรางค,ี (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
พอเห็นวรพักตร
บัดน้นั ฤกม็ ี ฤดิทวมสเิ นหา;
เหมอื นโฉมดะรณุ ี นะแหละย่นื สุหตั ถมา
ลว งใจดนุครา ห และกระลึงหทัยไว;
แตน ั้นก็อนงค นะสิยงั บคืนให;
กาํ ดวงฤดิใน
หากนางบมชิ อบ วรหดั ถะแนนครนั !
ฃา น้ีกจ็ ะศลั -
และจะคืนหะทัยนนั้ ,
ยะพลิ าปพิไรวอน
(มทั นะพาธา หนา ๕๙)
บทประพนั ธม กี ารเปรียบวา พอชัยเสนไดพบมทั นากเ็ กดิ เสนหาขึ้นในใจ
เหมือนมัทนาไดนําเอาหัวใจของชยั เสนไปครอบครองไว สวนชัยเสนก็ไมปรารถนาทจี่ ะใหม ทั นาคนื
หวั ใจนั้น หมายถึงชัยเสนไดเกดิ ความรสู กึ รกั มัทนาทนั ทีท่ไี ดพบกันครัง้ แรก หากมทั นาไมยินดที ี่จะ
สานความรักนนั้ ใหดําเนนิ ตอไป ชยั เสนก็ยอมเสียใจ
นอกจากนมี้ ีการเปรียบเพ่ือแสดงความรูสึกพลาดหวงั จากความรกั ดวย เชน
ตอนชัยเสนขอความรักจากมทั นา มีการเปรียบวา หากมัทนาไมรบั รกั ชัยเสนก็จะรูสึกเหมือนตก
นรกอเวจี แสดงถึงความรสู กึ ทกุ ขทรมานใจ ดังตวั อยา ง
ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๕ ผิวะหลอนจะยอมตาม (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)
อา โฉมมะทะนา สุขะพ่จี ะพนู พี;
ใจพ่ีละก็ความ บมริ กั กพ็ ี่น้ี
แตห ากมะทะนา
ทขุ ะทวมบรูวาย.
เหมอื นตกอะวิจี (มัทนะพาธา หนา ๕๙-๖๐)
๒๔๔
สวนสุเทษณเ ปรียบความพลาดหวังของตนทจี่ ะเกดิ ขนึ้ หากมทั นาปฏิเสธความ
รักวา เหมอื นตนเองไมมีชวี ิตจติ ใจ หมายถึงหากสเุ ทษณตอ งผิดหวงั จากมทั นา สุเทษณจะรสู ึก
ทกุ ขทรมานจนไมร สู กึ ยินดีในส่งิ ใดอกี ตอไป ดงั ตัวอยาง
สุเทษณ . ตัวอยางท่ี ๖ ทุขะพี่ระคายระคาง; (อินทวงส, ๑๒)
อา ชว ยระงับดับ ผมิ สิ มฤดถี วิล,
พี่รักอนงคนาง วรชีวะชีวติ ิน-
เหมือนพ่มี ไิ ดค ง ตะนะหว งและหอ นนิยม.
ทรยี ไซรบ ใ ฝจ ิน- เพราะมวิ ายระทวยระทม
ชพี อยกู ็เหมอื นตาย, อุระช้ําระกาํ ทว.ี
ทกุ ขยากและกรากกรม (มัทนะพาธา หนา ๒๒)
การเปรียบเพื่อแสดงอาการและความรสู กึ ของตวั ละครทีเ่ นือ่ งมาจากความรัก
ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา ปรากฏวา มีการพรรณนาใหเ ห็นอาการและความรสู ึกของตวั
ละครในขณะท่ีตวั ละครพบเหน็ ผูท่ีตนพึงใจ หรือตกอยูในหว งของความรกั ตลอดจนพลาดหวังใน
รัก ซึ่งการเปรียบดงั กลา วชว ยสอื่ ความหมายใหผ ูอานผูฟงนกึ ถงึ อาการทตี่ ัวละครแสดงออกมาและ
นกึ ถงึ ความรสู ึกท่ีอยูใ นใจของตวั ละครไดเ ปน อยางดี
ข. ความรสู กึ สุข ในพระราชนิพนธม กี ารเปรียบเพ่อื ใหเ ขาใจความรูส กึ ของ
ตวั ละครซ่ึงเนือ่ งมาจากมีความสุขเกดิ ขนึ้ ในใจ ซงึ่ มลี กั ษณะและสาเหตุตา ง ๆ กันดงั ตอ ไปน้ี
ชัยเสนรูสึกมีความสขุ เปรียบเหมือนไดอ ยบู นสรวงสวรรค หมายถงึ ชัยเสนมี
ความรนื่ รมยจ ากการไดอยูรวมชวี ิตกบั มทั นาดวยความรัก และมัทนาไดดูแลปรนนบิ ัตติ ามหนาท่ี
ของภรรยาอยา งดี ทําใหชัยเสนสุขกายสบายใจกวา ทเ่ี คยเปนมากอน ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๑
ชัยเสน. ตง้ั แตภิเษกและอภริ มย ระติแนบณโฉมตรู (วสันตะดิลก, ๑๔.)
พี่น้ีประหนง่ึ รมะณิยอ ยู ณพิภพสรุ าลยั ;
แตไหนมเิ คยจะฤดิรื่น นิระโศกนริ ามัย
เหมอื นปจจบุ นั เพราะอรไทย นะสปิ ลูกประมวญปรีย.
(มทั นะพาธา หนา ๙๐)
๒๔๕
ความรูสึกสุขใจของตวั ละคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ไดทรง
เปรียบเหมือนการนาํ น้ํามารดหรือชโลม ซ่ึงปรากฏในบทประพนั ธหลายบทดังตอ ไปน้ี
ชัยเสนไดรคู วามจริงจากนนั ทวิ รรธนะวา มทั นาไมไ ดถ กู ประหารชีวติ ตามคาํ ส่ัง
ของตน แตไ ดตามคณะพราหมณกลบั ไปยังอาศรมในปา ชัยเสนจึงมีโอกาสทจี่ ะกลา วขอโทษนาง
และตามนางกลบั มา ชัยเสนรูสึกสุขใจอยา งยิง่ และเปรียบวา เหมอื นนันทิวรรธนะชว ยนาํ นาํ้ มาชโลม
ดงั ความวา
ตัวอยา งที่ ๒
ชยั เสน. ขอบใจ, เจาน่ีเปน วรเสวิยอดดี, (สาลินี, ๑๑.)
เหมือนนาํ ซง่ึ วารี สิตะชวยโชลมต!ู
ดใี จท่ีรวู า มะทะนานะยังอย,ู
พอมโี อกาสกู และจะขอวราภัย.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐)
ตอนวิทรู สาํ นึกผิดทร่ี ว มแผนการของจณั ฑแี ละไดส ารภาพตอชัยเสน ซ่ึง
ชยั เสนไดอภัยโทษให มีการเปรียบความรูสกึ ของวทิ ูรในขณะนน้ั วา เหมอื นไดร ดศรี ษะดว ยนาํ้ ทิพย
หมายถึงวิทรู รสู ึกดใี จมากทไี่ ดรบั ความเมตตากรุณาและเปนส่ิงท่ีวิทูรคาดไมถึง ดังความวา
ตวั อยา งท่ี ๓
วิทรู . อาเทวะสธุ รร- มิกะปรฺ ียะราชา, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)
อนั ทรงกรณุ า ดนุผูประพฤติผิด,
น่คี ือพระแสดง สรุ ะธรรมะโสภิต,
มแี ตส ุระฤท- ธิจะเทียบพระภูบาล;
นึกวา บมิรอด ครุ ุทณั ฑแรงราญ,
บัดนพี้ ระประทาน พระอภัยกะฃาน,ี้
เหมือนรดศิระดว ย สุระทพิ ฺยะวารี
ชมุ ชนื่ ณฤด.ี ดนุขอปฏญิ ญา:
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)
อีกตอนหน่งึ กลาวถงึ ความรสู ึกสุขใจของกาละทรรศนิ โดยเปรียบวา เหมือนมี
นา้ํ มาปะพรมใจ หมายถึงกาละทรรศินรูส ึกสุขกายสบายใจ เพราะมมี ัทนาคอยดูแลปรนนบิ ัติอยู
ใกล ๆ และทาํ ไดถูกใจ ดังความวา
๒๔๖
ตวั อยา งท่ี ๔
กาละทรรศนิ . อาโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, (มันทกั กันตา, ๑๗.)
พอ สิเพลินตา เพราะลูกขวัญ!
ลกู อยใู กลพอ ละกก็ ะมละฉัน
เฉกอุทกอนั ปะพรมใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๔๔)
ตอนชัยเสนแอบฟงมทั นาราํ พึงราํ พนั ทาํ ใหท ราบความรสู ึกในใจของมทั นาท่ี
ตรงกบั ความปรารถนาของตน ชยั เสนรูสกึ ดใี จและเปรียบวา คําพูดของมทั นาทําใหชัยเสนชื่นใจ
เหมอื นไดดม่ื นํา้ ทิพย หมายถึงชยั เสนรสู ึกยนิ ดีย่งิ ทีไ่ ดร ูวา มัทนากร็ กั ตนเชนเดียวกนั ดังตัวอยาง
มัทนา. ตวั อยา งที่ ๕ ก็กระไรพระมาบัง (สาลนิ ี, ๑๑.)
ชัยเสน. อา จอมมงกุฎเกลา ! วะจะของกระหมอมฉัน,
พมุ ไมแลทรงฟง และมะเมอประหนง่ึ ฝน ,
ผบู นดังคนเพอ มิกะราชจะทรงยิน.
ไมค วรสมเดจ็ ธรร- ดจุ ะหลอ นและใหก ิน
ยินแลว ฃาช่ืนจิต
ตะนะแทนะนงคราญ.
น้ําทพิ ยทคี่ วรจนิ -
(มัทนะพาธา หนา ๕๘)
นอกจากนี้มีการเปรียบเพ่ือใหเ ห็นถึงความรสู ึกยนิ ดเี ม่ือกาละทรรศินไดมทั นา
มาเล้ียงดูในฐานะลูกสาว โดยเปรียบวา เหมือนไดโชคอยา งหนึง่ และเปรียบเหมือนมทั นาเปน ผนู าํ
โศลกมายงั อาศรมอยา งหน่งึ ซงึ่ โศลก หมายถงึ คาํ ขบั รองสรรเสริญ หรือเกียรติยศชื่อเสียง ดงั
ตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๖ ผิเจายอดสุดาน้ัน (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
กาละทรรศนิ . อนิจจาจะเศราจิต, ก็รปู นจี้ ะพลอยโศก;
ประดจุ ไดป ระสพโชค,
เคราะหเจารายทําลายขวัญ, ประเวศแนว ณ อาศรม,
เพราะรปู ไดส ุดามา
จะแสนเศรา ณ อารมณ,
ประหนึง่ เจาและนําโศฺลก บเวนวาง ณ วันเพญ็ :
(มัทนะพาธา หนา ๔๒)
และหากตองวโิ ยคเจา
เพราะเคยเห็นและเคยชม
๒๔๗
ดงั นั้นจะเห็นวา กาละทรรศนิ มคี วามยินดีและเปนสุขยิ่งท่ีไดม ทั นามาเล้ียงไว
หากตองสูญเสยี นางไป กาละทรรศินก็จะรสู กึ เศราใจ
การเปรียบเพ่ือใหเ ขา ใจถงึ ความรูสกึ ยินดมี คี วามสุขในพระราชนิพนธเรื่อง
มัทนะพาธา ปรากฏวา สวนใหญจะนาํ น้าํ มาเปรยี บ โดยเปรยี บวา เหมือนไดดื่มกินนา้ํ ทิพย ได
ชโลมหรือปะพรม ซึง่ น้ํามีความเย็นจงึ ชวยสื่อไดดถี งึ ความรสู ึกเยน็ กายเยน็ ใจ หมายถึงความรสู กึ
สขุ กายสุขใจ นอกจากนี้ก็เปรียบเหมือนการไดอ ยบู นสรวงสวรรค การไดโ ชคลาภหรือสง่ิ มคี า อื่น ๆ
ดว ย
ค. ความรูสกึ ทุกข ในพระราชนพิ นธ เวลาที่ตัวละครเกดิ ความทุกขใจดวย
สาเหตุตา ง ๆ ก็จะมกี ารเปรียบเพ่ือใหเ ขา ถึงความรูสกึ ทุกขที่ตวั ละครตองแบกรับไวในใจ ซ่งึ มี
ดังตอไปนี้
ความทุกขของวทิ ูรซึง่ เกิดข้ึนเพราะกระทาํ ความทุจริต สงผลใหต นไม
สามารถดํารงชีวิตตามปกติสุขได ไมวาจะอยทู ใ่ี ดก็รสู กึ ทุกขทรมานใจ เปรียบเหมอื นมไี ฟรอ นรมุ
อยใู นทรวง ดังความวา
ตวั อยา งท่ี ๑
วิทรู . คร้นั ราชะบรุ ษุ นริ ะเทศะตฃู า (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)
ออกจากวรธา- นิดะนคู เณจร,
ไปไหนฤก็ฃา บมิอาจจะหลบั นอน,
เหมอื นเพลงิ พิษะรอน ระอรุ ุมณกลางทรวง.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)
ความทกุ ขของชัยเสนซึ่งเกิดจากการไดยนิ ความจริงท้ังหมดจากวิทรู ทาํ ให
ทราบวาตนหลงกลอบุ ายของจัณฑที าํ ใหตอ งสูญเสียมัทนาไป มกี ารเปรียบความรูสึกของชัยเสนวา
เหมือนถกู แทงทหี่ นาอกถงึ หัวใจ ซึง่ สือ่ ความหมายถึงความรูส กึ ทกุ ขหนกั ที่เกิดข้นึ อยา งเฉียบพลัน
ทันทที ่ีไดยนิ ถอยคาํ สารภาพของวทิ รู ดงั ความวา
ชัยเสน. ตวั อยา งท่ี ๒ วะจะนะประดุจะแทง (สทั ธรา, ๒๑.)
ฟง คําหมอเฒา วทิ รู แจง กระท่งั ใจ!
ทีอ่ ุราแยง ทุษะประทะณหะทยั
คะนงึ วา
โอแ พร ูนารจิ ัญไร,
โดยมิทนั ได
๒๔๘
จัณฑผี ูเปนธดิ ารา- ชะมะคะธะแหละจะกลา
ออกอบุ ายพา- ละเชน นนั้ ;
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๖)
การนาํ ส่ิงตา ง ๆ มาเปรียบ ไดแก ไฟ และการถูกทํารายดว ยของแหลม ชวย
ทําใหผูอา นผฟู ง เขาใจถึงความรูสกึ ทกุ ขของตวั ละครซึ่งมีมากจนตวั ละครไมอาจรบั ไวไ ด การ
เปรียบเทียบจงึ ชว ยส่ือความรสู กึ ทุกขใ จของตวั ละครไดช ัดเจน
ง. ความรูสึกโกรธ บทสนทนาตอนหน่งึ ของชัยเสนไดกลาวถงึ สาเหตขุ องการ
หลงกลอุบายของจัณฑีวามาจากความหึงหวงซึ่งทําใหเ กิดความโกรธ ซึง่ มกี ารเปรียบ ดงั ความวา
ชัยเสน. โดยความหงึ สห นักเพราะรกั คร้ันคะดิประทะทษุ ะพลนั (สัทธรา ,๒๑.)
พลุงประหนึ่งควัน กระทบตา,
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)
จากบทประพันธ ความหงึ หวงนํามาซึ่งความโกรธอยางรุนแรงและทันที
เปรยี บเหมือนควนั ทพ่ี วยพงุ ขึ้นมาจนทําใหมองไมเ หน็ ส่ิงใดเลย หมายถงึ เม่อื มีความโกรธเกิดขึ้นก็
จะไมส ามารถใชปญ ญาพจิ ารณาไตรต รองเหตผุ ลได
จ. ความรสู ึกหวงแหน บทสนทนาของกาละทรรศินตอนเชญิ ชวนดอกกุหลาบ
ไปยงั อาศรม กาละทรรศนิ ใหสญั ญากบั ดอกกุหลาบวา จะดูแลนางอยา งดีซงึ่ มีการเปรียบ ดังความ
วา
กาละทรรศนิ . อา มาลเี ลิดฤดีเพลิน, สุวิมะละและเจริญ, (สทั ธรา, ๒๑.)
ฃาจะขอเชอญ ผะกาไป
สูสวนงามฃางกฎุ ใี ห ระมะณิยะจะบํารงุ ไว
เพือ่ บมีภยั พบิ ตั ปิ วง;
ฃา รบั คาํ วา จะแหนหวง ประดุจะวรธดิ าดวง
ใจจะใฝหวง สดุ าภา.
(มทั นะพาธา หนา ๓๘)
กาละทรรศนิ สัญญาตอ ดอกกหุ ลาบวา จะดูแลไมใ หน างไดรบั อันตราย และจะ
หวงแหนไว เปรียบเหมือนนางเปนลกู สาวของตน แสดงใหเห็นถึงความรูสกึ หวงแหนหวงใยท่ี
๒๔๙
กาละทรรศินจะมีใหตอ มทั นา และการพาไปยังอาศรมนั้น กาละทรรศนิ ก็จะเล้ยี งดนู างในฐานะ
ลกู บญุ ธรรม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ทรงใชก ารเปรียบกับการพรรณนา
ความรสู กึ ของตัวละคร ไดแ ก ความรูสึกรกั สุข ทกุ ข โกรธ และหวงแหน ซง่ึ เปนนามธรรม แตการ
เปรยี บไดชว ยใหผอู านผูฟ ง เขา ใจความรสู กึ ของตัวละครและอาการที่ตวั ละครแสดงออกมาไดด ขี ้ึน
อกี ท้ังทําใหเ กดิ ความไพเราะในบทประพนั ธดว ย
๒.๒.๒.๓ การเปรียบเพื่อแสดงสภาพของตัวละคร ในพระราชนพิ นธ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใชการเปรียบเพ่ือแสดงใหเหน็ วา ตัวละครตกอยูใน
สภาพตา ง ๆ ที่ตนเองไมใชผ กู ระทําขึน้ การเปรียบดังกลา วมดี ังตอ ไปนี้
มัทนาถูกสุเทษณสาปใหกลายเปนดอกกหุ ลาบ ในหนึง่ เดือนจะสามารถคืนสภาพ
เปนหญงิ สาวไดเพยี งหนงึ่ วันหนึง่ คนื เทา น้ัน บทสนทนาของมัทนาแสดงสภาพของตนเองดงั น้ี
ตวั อยา งที่ ๑
มทั นา. ถงึ หากนารเี ลดิ งาม, แมไดช มทราม (ฉบงง, ๑๖.)
สิเนหะไดเ พียงแต
หน่งึ วนั หนงึ่ คนื แลว แล มิไดช มแม
สกั นิดตลอดอีกเดอื น,
ชายใดจะยอมอยเู พ่อื น? ขนื รกั กเ็ หมือน
รักรูปนิมติ รมายา.
(มัทนะพาธา หนา ๔๖)
ดวยสภาพทีต่ องกลายเปน ดอกกหุ ลาบมากกวา การเปน มนษุ ย มัทนาจึงกลา วถงึ
ตนเองวา คงไมม ีชายคนใดทจ่ี ะรกั นาง เพราะนางมสี ภาพเปรียบเหมือนรปู นมิ ิตซึ่งไมม ีตัวตน
หมายถงึ ไมม ีชายคนใดทจี่ ะอดทนรักนางได เพราะนางเปน มนุษยไ ดเพียงหน่ึงวนั หนึ่งคนื
อีกตวั อยางหนง่ึ มัทนาถกู มนตราสะกดของมายาวนิ จึงมีอาการเลอื่ นลอย พูดและ
ทาํ สิง่ ตาง ๆ โดยไมร ูตัว สเุ ทษณเปรียบวา นางเหมอื นคนละเมอ และเหมือนไมมชี วี ิตจิตใจ ไมว า
สุเทษณจ ะถามนางอยางไร นางกต็ อบยอนความกลบั ไป สเุ ทษณจงึ เปรยี บอีกวา การพูดคุยกบั นาง
เหมอื นพูดกบั หนุ ยนต ดังตวั อยาง
๒๕๐
ตวั อยางท่ี ๒
สเุ ทษณ. แนะมายาวิน เหตุใดยพุ ิน จงึ่ เปนเชนน?้ี (สุรางคณา, ๒๘)
ดรู าวมะเมอ เผลอ ๆ ฤดี ประดจุ ไมมี ชีวติ จิตใจ.
คราใดเราถาม หลอนก็ยอนความ เหมือนเชนถามไป,
ดังนจ้ี ะยวน ชวนเชยฉนั ใด ก็เปรยี บเหมือนไป พูดกับหุนยนตร.
(มทั นะพาธา หนา ๑๙)
การเปรียบในบทประพนั ธท งั้ สองบทแสดงใหเ หน็ สภาพตาง ๆ ของมัทนา ท้งั การ
กลายเปนดอกกุหลาบสลับกับการเปน มนษุ ย และอาการทีเ่ ล่อื นลอย ไมร ูตวั เหมือนกึง่ หลับกึง่ ฝน
การเปรียบชวยส่ือความหมายทชี่ ัดเจนแจมแจงใหแกผูอานผูฟง แสดงใหเห็นสภาพของมทั นาได
เปน อยา งดี ซ่ึงมทั นาเองก็ไมพ ึงใจ
๒.๒.๒.๔ การเปรยี บเพื่อแสดงลักษณะนสิ ยั ของตัวละคร ในพระราชนพิ นธม ีตัว
ละครฝายรายท่มี บี ทบาทสาํ คัญอยู ๒ ตวั คอื จณั ฑี และ อราลี ทัง้ สองมีนิสัยหยาบชา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ไดทรงเปรียบเพื่อใหเห็นลักษณะนสิ ัยของตวั ละครทั้งสอง
ตัวดงั ตอไปน้ี
จณั ฑี มนี ิสยั เปน คนโทสะรา ย ไมรูจักควบคุมอารมณ ยามหงึ กพ็ ูดจากราด
เกร้ยี ว ประชดประชัน ฟงดูหยาบคายไมส มกับการเปน ผูอยใู นตระกูลสงู ทําให
ชยั เสนเอือมระอาและตําหนินางดังน้ี
ตวั อยางท่ี ๑
ชยั เสน. เหมนางจณั ฑี พูดจาคราน้ี แสนจะหยาบคาย: (สรุ างคณา, ๒๘.)
เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากรา ย ราวแมคาปลา?
(มทั นะพาธา หนา ๙๕)
ชัยเสนเปรียบจณั ฑเี หมือนแมค า ขายปลา เพราะตองการตาํ หนจิ ณั ฑวี า นางมี
ฐานะสงู สง เปนถงึ ธิดากษัตริย แตประพฤตติ วั เชนคนชั้นต่าํ ยามโกรธก็ใชว าจากาวรา วหยาบคาย
แทนการพยายามสาํ รวมกิริยาวาจา
สวนอราลีซ่ึงเปนขา หลวงของจัณฑกี ม็ คี วามเยอ หยง่ิ ไมเ คารพหรอื เกรงกลัวใคร
เพราะถือวามเี จานายคอยคุม ครอง ดงั ทศ่ี ภุ างคตําหนคิ วามประพฤติของอราลีวา
๒๕๑
ตวั อยางที่ ๒
ศุภางค. นางอราลนี ี่เออ อวดดีเผยอ (ฉบงง, ๑๖.)
หยิ่งเยอเหมอื นอยา งคางคก,
ชาต์นิ างยางหวั ไมตก กค็ งผงก
ผงาดบังอาจเอบิ ใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๘๗)
ศุภางคเปรียบอราลีเหมือนคางคก แสดงใหเห็นความตํ่าชา ของอราลีซ่ึงมีทา ทาง
อวดดี หยิ่งยโส ไมรูจักทตี่ ํา่ ทีส่ งู ซึ่งเปนนิสยั ทีน่ า รงั เกียจ
การเปรียบท้ังสองตัวอยางขา งตน ส่งิ ที่นาํ มาเปรียบส่ือความหมายถึง คนชน้ั ตา่ํ มี
จติ ใจและกริ ิยาทราม จงึ ชวยทําใหเ หน็ ลกั ษณะนสิ ยั ท่ีนา ตาํ หนิของตวั ละครทัง้ สองชัดเจน
๒.๒.๑.๕ การเปรียบเพื่อแสดงคณุ คา และความสาํ คญั ของตวั ละคร ในพระราช
นพิ นธไ ดก ลาวถงึ ตัวละคร ๒ ตวั ท่มี คี วามสาํ คัญตอชัยเสนกษัตริยผ ูยิ่งใหญซ ่ึงเปน พระเอกของเรอ่ื ง
คนหนึง่ คือ มทั นา นางอันเปนทีร่ ัก สว นอีกคนหนึ่งคือ ศุภางค ผูเปน ทงั้ เพอ่ื นและองครกั ษท ่ีซ่ือสัตย
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวไดท รงเปรียบเพอ่ื แสดงถงึ คุณคา และความสาํ คัญของตวั
ละครทง้ั สองทม่ี ีตอพระเอกดงั น้ี
มทั นา ชายาของชัยเสน การอภิเษกสมรสระหวางชัยเสนและมทั นาเปนผลท่ี
เนื่องมาจากความรัก มทั นาไดป ฏบิ ัติหนา ท่ดี ูแลพระสวามีอยางเต็มความสามารถ ทําใหชัยเสนมี
ชีวติ ที่สุขสมบูรณ ความรกั ท่ีมีตอมทั นาก็ทวมี ากข้นึ อีก แตเ พราะความรกั น้ีเองที่ทาํ ใหชัยเสนหลง
กลอบุ ายของจัณฑีโดยงาย หลังจากที่รคู วามจรงิ แลวชัยเสนก็ไดพ รรณนาถงึ ความสาํ คญั ของมทั นา
ทม่ี ตี อชวี ิตตน ซึง่ บทประพันธมกี ารเปรียบดงั นี้
ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๑ มะทะนาสิเปรยี บช-ี (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.)
อนงคส ุปรฺ ียา ฤก็สนิ้ ชวิ าลัย;
วะแหงดนูน้ี ดจุ ะเรอี นและนางไซร
มะโนดนูเปรียบ
ชวลิตณเคหา,
ประดุจประทปี ใช
ละกซ็ ดั ชวาลา,
และกูสติ กลอ ง บมทิ นั จะใครครวญ,
พโิ รธและจับปา คะหะมดื สจิ งึ่ หวล
ตะเกยี งวนิ าศแลว
๒๕๒
คะนงึ วะไมควร จะทลายประทีปนั้น.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั เปรยี บดวงใจของชัยเสนเหมือนเรือน
และเปรียบมัทนาเหมือนตะเกยี งท่ีคอยสองสวาง แตชัยเสนกลับเปน ผูทาํ ลายตะเกียงนนั้ เสยี เอง
ชีวติ ของชยั เสนจึงตอ งประสบกับความมดื มน
การเปรียบแสดงใหเ ห็นความสาํ คัญของมทั นาทม่ี ีตอชัยเสนในฐานะเปนผทู ่ีทําให
ชีวติ มคี วามสุขสมบรู ณ เมื่อไมม ีมัทนา ความสุขท้งั หลายก็หมดไป
สวนความสําคัญของศุภางค พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวไดทรง
เปรียบไวด งั นี้
ตัวอยา งที่ ๒
ชยั เสน. ศภุ างคะเสนี ฤก็เคยสนิธกนั , (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ดนกู ็ควรมั่น ฤดวิ า สุภกั ด;ี
เพราะโกรธะครองใจ ดนุใหประหารช-ี
วะเพื่อนกบ็ ัดนี้ นะสิรวู ะ ไรผ ดิ .
ศุภางคะเหมือนพา- หะวิเศษะแรงฤทธ,ิ์
ดนูสิปลดปลิด วรพาหะแหง ตน.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)
ศุภางคเ ปรียบเหมือนพาหะวเิ ศษ ซ่งึ คําวา พาหะ มคี วามหมายวา ผูแบก, ผูถอื ,
ผูทรงไว; มา . (ป.) (ราชบณั ฑิตยสถาน. ๒๕๔๒: ๗๘๕)
การเปรียบวา ศภุ างคเหมือนพาหะวเิ ศษ จงึ หมายถงึ การทีศ่ ภุ างคเปน ผูรับใชท ี่
สามารถดูแลรับใชเจานายตามท่ีเจา นายประสงคอ ยางนาพอใจ ตลอดจนมคี วามจงรักภักดีตอ
เจานายของตนอยา งยิ่ง
ความดงี ามดงั กลาวควรทาํ ใหชยั เสนมคี วามเช่ือมน่ั วา ศุภางคไ มไ ดป ระพฤติผิด
แตเ พราะความโกรธเขา มาครอบงําทําใหข าดสติ จึงสง่ั ประหารชีวติ ศุภางค แมภายหลังสํานึกไดแต
ก็ไมอ าจแกไขความผิดพลาด เพราะชัยเสนไดท ําลายพาหะวิเศษนน้ั ไปเสียแลว
การเปรียบทาํ ใหเห็นความสาํ คัญของบคุ คลทง้ั สอง คนหนึง่ เหมือนแสงสวา งทําให
ชวี ติ ผองใส อีกคนหนึ่งเปนผทู ําใหช วี ิตสมความปรารถนาในทุกเรือ่ ง เมื่อสญู เสียไปจงึ ตองประสบ
กบั ความเสียดายเสียใจ การเปรียบดังกลา วทําใหบทประพันธส ่ือความหมายไดลึกซง้ึ ชวยใหผอู า น
ผฟู ง เขาใจอารมณค วามรูสึกของตวั ละครไดก ระจา งยงิ่ ขึ้น
๒๕๓
๒.๒.๒.๖ การเปรียบเพ่ือสรรเสริญคุณธรรมของตัวละคร ในพระราชนพิ นธตอน
เหลา นางอปั สรออกมารา ยรําและขับรอ งเพื่อสรา งความสําราญแกสุเทษณ เน้ือหาของบทรอง
ประกอบรํามีการเปรียบเพื่อสรรเสรญิ คณุ ธรรมของสเุ ทษณผเู ปนนายของตน มีตวั อยางดงั ตอไปน้ี
๏ เหลาฃาคณาอบั สร กม เกศยอกร (ฉบงง, ๑๖.)
บังคมพระเทพรังสรรค
๏ พาํ นักเนาสุขทกุ วนั พระคุณอนนั ต
อเนกประดุจโพธ์ทิ อง
๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดจุ ลออง
วะรุณระรืน่ รวยเยน็
๏ พระกรณุ าแนเ ห็น ดิประดุจเปน
วายรุ ําเพยชื่นใจ
(มัทนะพาธา หนา ๕)
บทรองของนางอปั สรมีเนอื้ หาสรรเสรญิ สุเทษณผ เู ปนนายของตนดงั นี้
พระคุณของสเุ ทษณท ม่ี ีตอนางอัปสร เปรียบเหมอื นโพธ์ิทอง หมายความวา
สุเทษณเปน ท่ีพึ่งของนางอัปสรผเู ปนบรวิ าร และบริวารท้งั หลายอยูกันอยา งมีความสุข
ความเมตตาของสุเทษณ เปรียบเหมือนละอองฝน หมายความวา สเุ ทษณมี
ความเมตตาตอบรวิ ารมาก ทําใหบริวารมีความสุขใจ
ความกรุณาของสเุ ทษณ เปรียบเหมือนสายฝนพัดชน่ื ใจ หมายความวา สเุ ทษณ
มคี วามกรณุ าตอบรวิ ารอีกอยา งหน่ึง ทาํ ใหบรวิ ารมีความสดชน่ื เบกิ บาน
๒.๒.๒.๗ การเปรียบเพ่ือแสดงแนวคิด ในพระราชนพิ นธพ ระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงแสดงแนวคิดไวหลายประการ ซ่งึ บางแนวคิดทรงใชก ลวธิ กี ารเปรยี บ
เพ่ือใหเกิดความเขา ใจอยางลึกซ้งึ ดังนี้
แนวคิดเกี่ยวกับความรกั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงแสดง
แนวคิดเกี่ยวกบั ความรักโดยมีการเปรยี บอยางลกึ ซง้ึ ดงั ความวา
กาละทรรศิน. ความรกั เหมือนโรคา บนั ดาลตาใหม ืดมล, (ยานี, ๑๑.)
ไมยินและไมยล อปุ ะสัคคะใด ๆ.
ความรกั เหมือนโคถึก กาํ ลังคกึ ผิขังไว,
บยอมอยู ณ ที่ขัง;
กโ็ ลดจากคอกไป
๒๕๔
ถึงหากจะผูกไว กด็ งึ ไปดวยกําลัง,
ยิ่งหามก็ยงิ่ คลง่ั บหวลคิดถึงเจบ็ กาย,
(มัทนะพาธา หนา ๗๔)
จากบทประพันธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงเปรียบฤทธิ์
อาํ นาจของความรักไวดังน้ี
ความรกั เหมือนโรคท่ีทําใหผนู ั้นมองไมเห็นสง่ิ ใด ๆ หมายถงึ ผูท่ตี กอยูใน
อารมณรกั จะไมอ าจแยกแยะไดว า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก รวมถงึ ไมห วาดหวนั่ แมจ ะมอี ุปสรรค
ความรกั เหมือนโคหนมุ ทมี่ กี าํ ลงั และคกึ คะนอง ไมอ าจขงั ไวไ ด หมายถงึ ผู
ทมี่ ีความรกั แมน ใครหา มปรามวา ไมค วร ผนู ้นั กจ็ ะไมเชอื่ ฟง
ดงั นน้ั ความรกั ที่ไมไ ดต งั้ ม่นั อยใู นสติจงึ เปนสิง่ อันตราย อาจนาํ ความเสียใจมา
สผู ูมีความรกั ได
การเปรียบดงั กลา วทําใหบทประพนั ธมคี วามไพเราะและสือ่ ความหมายได
อยา งลกึ ซ้งึ กนิ ใจ นับเปนบทประพนั ธท ่ีแสดงแนวคิดอันมคี ณุ คายงิ่
๒.๒.๒.๘ การเปรียบอื่น ๆ นอกจากการเปรียบท่ีไดจําแนกไวเ ปนลกั ษณะ
ตา ง ๆ ตามจุดประสงคข องการเปรียบแลว ยงั มีการเปรียบยอย ๆ ท่ไี มอาจอธิบายจาํ แนกไวด ัง
ขางตนได เน่ืองจากมีจํานวนบทประพนั ธนอ ย จงึ ไดร วบรวมไวในที่เดียวกัน มีดงั ตอ ไปน้ี
ก. การเปรียบเพ่ือแสดงถึงหญิงไมดี ในตอนทีม่ ทั นาราํ พึงรําพนั ถึงชัยเสน
และทราบภายหลังวา ชัยเสนมายนื แอบฟงคาํ พูดของตน มทั นารูสกึ ละอายเพราะตนเปนหญิงแต
กลับมาครํา่ ครวญถึงชาย จงึ ตําหนิตนเองวา เปนหญงิ ไมดี ไมม คี วามอาย มกี ารเปรียบวา เหมอื น
โสเภณี ดงั ตัวอยา ง
มัทนา. ครานพ้ี นั เอินองค อธริ าชนะโรดม (สาลินี, ๑๑.)
ทรงยนิ คาํ ปรารม- ภะและบน ณราตร,ี
คงทรงนึกอยวู า ดนทุ รามและส้นิ ดี,
ราวนางโสเภณี บมเิ ขินมขิ วยใจ,
(มัทนะพาธา หนา ๕๘)
ข. การเปรียบเพื่อแสดงถึงความรอ น ขณะทีม่ ัทนาถกู เวทมนตรของมายาวิน
สะกดเรียกใหม าหาสุเทษณ มัทนาเกิดความรูสึกรอนในอกมากจนทนไมไ หวจึงสลบไป มีการ
เปรยี บเพ่ือแสดงความรูสึกวา รอ นมาก เหมือนมีไฟมาเผาผลาญอยูขางใน ดงั ตัวอยาง
๒๕๕
มทั นา. จําไดว า ฃาสถิต ในสวนมาลิต (ฉบงง, ๑๖.)
และลมราํ เพยเชยใจ,
แตอ ยูดี ๆ ทนั ใด บังเกิดรอ นใน
อุระประหน่งึ ไฟผลาญ,
รอนจนสุดที่ทนทาน แรงไฟในราน
กล็ ม ลงสน้ิ สมฤดี.
(มัทนะพาธา หนา ๒๑)
ค. การเปรียบเพื่อแสดงถงึ การลว งไปอยางรวดเร็วของเวลา บทสนทนาตอน
หนง่ึ ของมัทนาไดก ลาวถงึ การลว งไปของเวลาวา ขณะที่นางมีสภาพเปนดอกกุหลาบ นางรสู ึกวา
เวลาชางผา นไปอยา งเชื่องชา แตเมื่อนางไดคนื รา งเปน มนุษย ยามกลางวนั กลบั ผานไปเรว็ มีการ
เปรยี บวา เหมือนเวลากลางวนั เผน ไปอยางไมย ้ัง ดังตวั อยา ง
มทั นา. เพราะมโนสนิ กึ เรง ศศธิ รและนับวาร, (กมล, ๑๒.)
ตละเดือนก็ดูกาล จริ ะกวาจะวนั เพ็ญ,
และ ณ ปณณะรัสวฺ า- ระก็ยอ มจะกลับเห็น.
ทวิ ะลว งประดุจเผน จรจูบ อยูยง้ั ?
(มทั นะพาธา หนา ๔๓)
ง. การเปรยี บเพื่อแสดงถึงการไดโชคลาภ ตอนวิทรู ถวายพรชัยเสน วทิ ูร
กลาววา ขอใหช ัยเสนไดรับโชคลาภ มกี ารเปรียบวา ขอใหไ ดโชคลาภมากมาย เหมอื นสายนํ้าที่
หลั่งไหลมา ดงั ตัวอยา ง
วิทูร. กิจใดพระประสง- คะกจ็ งประสิทธิ์ทา น, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)
การปวงประลปุ าน วรราชประสงคส รรพ,
ลาภหลง่ั บมิหยดุ เถอะประดจุ อุทกถ่นั ,
ทรงชัยชะนะสรร- พะศะตรูบรแู พ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๓)
จ. การเปรยี บเพื่อแสดงถงึ ความดงั ของเสยี ง ในบทประพันธตอนปริยมั วะทา
เลาเหตกุ ารณท ม่ี ัทนากลายเปนดอกกุหลาบ ปริยัมวะทาไดพ รรณนาถึงปรากฏการณใ นขณะน้ันวา
มเี สียงดงั เกดิ ขน้ึ โดยมกี ารเปรียบ ๒ ครั้งวา เสียงน้ันดังเหมอื นเสยี งของพายุพัดอยางหน่งึ และ
เสยี งนั้นดังมากเหมือนเสยี งแผน ดินไหวอกี อยา งหนึง่ ดังตวั อยา ง
๒๕๖
ปริยัมวะทา.อีกหนอยกส็ ังเกต ทรุ เหตพุ ิกลอย,ู (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โดยพักตระโฉมตรู นะสิซีดบสดแดง;
แลวมสี าํ เนยี งมา ดจุ ะพายพุ ัดแรง,
กละเมทนิ ไี หว.
อึงอลณหนแหง ยคุ ะนองสิมองไป
ธระทมและลมนอน,
คร้นั เม่ือสงบพา- (มทั นะพาธา หนา ๑๓๗)
เหน็ องคพระแมไ ซร
การเปรียบตา ง ๆ ทไ่ี ดกลาวไวขางตน ประกอบดว ยการเปรียบเพือ่ แสดงความ
หมายถงึ ความไมด ีของหญิง ความรูสึกรอน ความเรว็ ของเวลา การไดโ ชคลาภ และความดงั ของ
เสียง ซึ่งการเปรียบชว ยสื่อความหมายใหเขา ใจไดอยา งดี และชว ยเพ่ิมความไพเราะดว ยอีก
ประการหน่งึ
โวหารอุปมาซงึ่ ปรากฏในพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาสามารถจาํ แนกเปน
ประเภทตา ง ๆ ตามจดุ ประสงคของการเปรียบ ไดแ ก การเปรียบเพื่อแสดงรูปรางลักษณะของ
เทพเจา สตรี พืช และสัตว ตลอดจนกิริยาอาการ การเปรียบเพอ่ื แสดงความรูสกึ ของตวั ละคร การ
เปรยี บเพอื่ แสดงสภาพของตวั ละคร การเปรียบเพ่อื แสดงลกั ษณะนิสยั ของตวั ละคร การเปรียบเพื่อ
แสดงคุณคา และความสาํ คญั ของตัวละคร การเปรียบเพ่ือสรรเสรญิ คณุ ธรรมของตัวละคร และการ
เปรียบเพือ่ แสดงแนวคิด นอกจากนี้ยงั มีการเปรียบท่เี ปนบทยอย ๆ อกี สว นหนงึ่ จะเห็นไดวา
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงใชโ วหารอุปมาในการถา ยทอดอารมณ ความรูสึก
ความคิด จินตนาการไดอยางลึกซึ้งกวา งขวาง ชว ยทาํ ใหเกดิ มโนทัศนหรือจนิ ตภาพไดช ัดเจนลึกซง้ึ
กอใหเ กิดความสะเทือนอารมณแกผ ูอา นผฟู ง ไดอยา งดี
๒.๒.๓ อุทาหรณ (Analogy) หมายถงึ วธิ กี ารเปรียบเทียบเรื่องราว เหตกุ ารณ หรอื
ความคิดสองอยา งท่ีมีความหมายตางกนั วา คลา ยกัน โดยการยกขอความที่เช่อื วางา ยแกการเขาใจ
เปรียบเทียบกับส่งิ ท่ีผเู ขียนหรือผพู ูดตองการจะอธิบาย ดูคลายวิธีใชsimile ความแตกตา งอยูท่ี
simile เปนการเปรียบเทียบถอ ยคํา ในขณะทอ่ี ทุ าหรณเ ปน การเปรียบเทียบขอความ
(วิภา กงกะนันท. ๒๕๒๒: ๕๐)
ในพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใช
โวหารอุทาหรณใ นการเปรียบขอความดังตอไปนี้
การเปรียบแนวคิดเก่ียวกับความรบั ผิดชอบตอหนาที่ของกษัตริย ในบทสนทนาของ
นนั ทวิ รรธนะตอนหนงึ่ นนั ทิวรรธนะไดเตือนสตชิ ัยเสนไมใ หฆ าตัวตาย โดยเตือนใหน กึ ถึงหนา ท่ี
ของกษตั ริยทเี่ ปนท่ีพ่ึงของราษฎร ดังความวา
๒๕๗
ตัวอยางท่ี ๑ ก็เพราะแสงตวันสอง, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
นันทิวรรธนะ. โลกเราสงา งาม มละทวั่ นะฉนั ใด;
ฤดพิ ่ึงพระเดชไท,
ส้นิ แสงระวตี อง ฤดิหมนละแนนอน.
อันปวงประชาเปรม กเ็ พราะแสงนศิ ากร,
เดชดับก็มืดใน ก็บเทาพระจันทรเดียว;
ราตรสี วางแจง วรโสมะน่นั เทียว,
โกฏิ์ดาวณอัมพร จะประสพพระเจา ไหน?
อันวาพระคณุ เปรียบ (มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)
ไรน าถะฃา เหลยี ว
บทประพนั ธแสดงแนวคิดเก่ียวกบั ความรบั ผิดชอบตอหนาที่ของกษัตริย โดยเปรียบ
ดังน้ี
โลกมคี วามสงางามเพราะไดร บั แสงสวางจากดวงอาทติ ย หากสน้ิ แสงอาทิตย โลกก็
จะมีแตค วามมดื เชนเดียวกับประชาชนมีความสขุ ไดเพราะมกี ษัตริยค อยปกครองดูแล หากสิ้น
กษัตรยิ ประชาชนก็จะพากันเดอื ดรอนเพราะขาดที่พง่ึ
พระจนั ทรใ หแสงสวา งแกทองฟา ยามกลางคนื แมมีดวงดาวมากมายก็สวา งไมเทา
พระจนั ทรด วงเดยี ว เชน เดียวกบั กษัตริยม ีหนา ทดี่ ูแลคมุ ครองประชาชนใหมคี วามสุข แมนไมม ี
กษัตริยประชาชนกเ็ ควงควา งไรท ่ีพ่ึง
นอกจากนมี้ กี ารเปรียบเพ่ือแสดงความรักระหวางชายหญิง ซ่งึ ปรากฏในตอนชัยเสน
และมทั นาตกลงปลงใจท่ีจะรวมชีวิตกัน ทัง้ สองกลาวถงึ ความรสู กึ อม่ิ เอิบท่เี กิดขน้ึ ในใจ ดังความวา
ตัวอยา งที่ ๒ (อที สิ ะ, ๒๐.)
ชัยเสน. อาอะรณุ แอรมระเรื่อรจุ ี
ประดจุ มะโนภิรมระตี ณ แรกรัก!
แสงอะรณุ วิโรจนน ะภาประจกั ษ
แฉลมเฉลาและโศภินัก นะฉนั ใด,
หญิงและชายณะยามระตีอุทยั
สวา ง ณ กลางกะมลละไม ก็ฉนั นนั้ ;
…………………………………………………
มทั นา. สูระยะสองสวาง ณ กลางนะภา
กพ็ ลอยสวาง ณ ภูมิหลา แหละฉันใด,
๒๕๘
อนั พระโปรดก็จติ ตะฃา ก็ได
สวา งกระจา งและสดและใส ณ บัดน!้ี
(มทั นะพาธา หนา ๖๓-๖๔)
บทสนทนาของชยั เสนใชโวหารอุทาหรณเ ปรียบวา แสงของพระอาทติ ยใ นเวลาเชา มี
ความสวางงามฉันใด กเ็ ปรียบไดก ับความรสู ึกเบกิ บานในใจของหญงิ ชายยามทมี่ ีความรกั ตอกนั ฉนั
น้นั การเปรียบส่ือความหมายถึงความรสู กึ ท่เี ปยมดว ยความสุขของหนุมสาวยามท่คี วามรักสมหวงั
สว นบทสนทนาของมทั นาใชโวหารอุทาหรณเ ปรียบวา พระอาทิตยส องแสงสวางของ
ตน โลกกพ็ ลอยไดรบั แสงสวางน้นั ดว ย เชน เดียวกบั ชัยเสนมีความสุขเพราะไดเมตตามอบความรกั
แกม ทั นา ซ่ึงทาํ ใหมัทนาไดร ับความรกั นั้นและพลอยมคี วามสุขตามไปดว ย
การใชโวหารอทุ าหรณซึ่งเปน การเปรียบขอความตามที่ปรากฏในพระราชนพิ นธ เห็น
ไดอยา งชดั เจนวา ชว ยทําใหเกดิ ความไพเราะสละสลวยและความซาบซ้งึ กนิ ใจข้นึ ในบทประพนั ธ
ดังน้นั สุนทรียภาพทเ่ี กิดขน้ึ ในความของพระราชนิพนธ สวนหนง่ึ จงึ มาจากการใชโ วหารอุทาหรณน ี้
๒.๒.๔ อติพจน (Hyperbole) หมายถึงการใชค ําเกินจรงิ เพ่อื เนน ความรูสกึ ทาํ ให
ขอความนั้นมีน้ําหนักหรือเกิดความซาบซง้ึ ซึ่งผูอา นผฟู งทราบดีวาถอ ยคาํ หรือขอความนน้ั ไมเ ปน
จรงิ เห็นภาพพจนไ ดง า ย (ดวงใจ ไทยอบุ ุญ. ๒๕๔๙: ๘๐)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใชโ วหารอติพจนเ พ่อื ใหค ําพดู ของตวั
ละครมนี าํ้ หนกั และตวั ละครสามารถแสดงความรสู กึ ของตนไดอยา งซาบซ้ึง มีตัวอยา งดงั ตอไปน้ี
ชยั เสนแสดงความรูสึกประทับใจในความงามของมทั นาและไดร าํ พงึ ราํ พันกับตนเองวา
มัทนางามจนไมอาจหาถอ ยคําใดมาสรรเสริญใหเ หมาะสมได ทเี่ ปนดงั นีเ้ พราะนางถูกสรางโดยพระ
วิศวกรรมหรือพระวศิ นุกรรมเทพเจาแหง การชา ง แมพ ระวศิ นุกรรมเองก็ยังหลงใหลในความงามของ
นางและไมอาจสรา งผูใ ดใหงามเชนน้ีไดอีก มัทนาจงึ เปนหญิงงามที่สุดในสามโลก ดงั ปรากฏในบท
ประพันธว า
ตัวอยา งที่ ๑
ชยั เสน. พิศไหนบมีทราม, วะธุงามสงาหมด, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จนสดุ จะหาพจน สรเสริญเสมอใจ.
องควศิ ฺวะกรรมนั นะสปิ น วะธไู ซร
พอเสร็จกเ็ ทพไท พศิ ะรูปสรุ างคเ พลนิ ;
ยืนเพง และน่ังพศิ วรพักตรบ หมางเมนิ ,
งามใดบงามเกนิ มะทะนาณโลกสาม:
๒๕๙
แลวศิ ฺวะกรรมัน ผจิ ะปน วะธูตาม
แบบอกี กไ็ มง าม ดุจะโฉมอนงคน:้ี
เหตนุ ี้สินงคราญ ณสถานพภิ พตรี
จึ่งไมป ระสพที่ สิรริ ูปะเทยี มทัน.
(มัทนะพาธา หนา ๕๔-๕๕)
ชยั เสนราํ พนั อกี วา ความงามของมัทนาทาํ ใหชยั เสนเคลิบเคล้ิมคดิ วา ตนกาํ ลงั ฝน ไป
และมัทนาก็ไมไดม ีตัวตนจรงิ แตเปนหญงิ ในความฝน ครน้ั จะปลกุ ตนเองใหตื่นจากความฝน ก็เกรงวา
จะไมไดพ บมัทนาอกี ดังที่ชัยเสนกลาวไวในบทประพนั ธว า
ชัยเสน. ตัวอยางท่ี ๒ กละหญงิ นิมิตรฝ น , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
งามเกินมนุษจริง ดนจุ วนจะปลุกตัว,
จนแรกประสพนนั้ นยนาก็แนวนัว,
นึกวาสินิธนิทร จะผวาและไมเห็น.
แตนกึ ก็ออกกลวั (มทั นะพาธา หนา ๕๕)
สวนสุเทษณก ห็ ลงใหลความงามของมทั นาและกลา วคาํ ช่นื ชมไวอยางมากมาย ตอน
หนึ่งมีลักษณะเปนโวหารอตพิ จนว า
ตัวอยา งที่ ๓ วรถันสุมนสุมา-
สเุ ทษณ. งามทรวงสลางสอง วรุบลสะโรชะมาศ;
(มัทนะพาธา หนา ๖-๗)
ลเี ลดิ ประเสรฐิ กวา
สุเทษณก ลา วอยางนยิ มยกยองวา มทั นามีสรีระอันงดงาม อกของนางงามย่งิ กวา
ดอกบวั ซึง่ หมายถงึ งามอยางไดรูปทรงเหมาะสม
และชยั เสนกก็ ลาวถึงเสียงของนางวา ไพเราะย่ิงกวาเสยี งดนตรีสวรรค ดงั ความวา
ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๔ ดรุ ิยางคะดดี ใน (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
เสียงเจา สเิ พรากวา สุรศพั ทะเรงิ รมย.
ฟากฟาสรุ าลยั (มัทนะพาธา หนา ๕๕)
๒๖๐
ทั้งความงามดา นสรีระและความไพเราะของนํ้าเสียงของมทั นา ทําใหช ัยเสนไมอาจ
หลบั ลงไดเ พราะคอยแตคิดคํานึงถงึ นาง หากฝนนอนลงอาจทําใหอ กพังเพราะความรอนเรา ดงั ท่ี
ชัยเสนกลา ววา
ชัยเสน. ตวั อยางท่ี ๕ ละกเ็ พียงจะฃาดใจ, (อนิ ทะวิเชยี ร, ๑๑.)
พศิ โฉมและฟงเสียง ฤฉะนน้ี ะอกเอย!
โอน อนจะหลับใหล ฤดเิ ฝา คะนงึ เชย,
ขนื นอนก็รอ นเรา อรุ ะอาจจะพังภนิ .
หากขนื จะนอนเฉย (มัทนะพาธา หนา ๕๕)
และยามที่ชัยเสนสารภาพรักตอมัทนากไ็ ดใชโวหารอตพิ จนว า หากชยั เสนมีหลายล้นิ
ทุกลน้ิ จะพราํ่ พูดวา รักมทั นา รวมทัง้ จะปฏิญานพรอมกันวา จะรักมทั นาอยางไมมีวนั เส่อื มคลาย ดงั
ความวา
ตัวอยางท่ี ๖
ชยั เสน. ผิล้ินพ่จี ะมีหลาย, (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
กท็ กุ ล้ินจะรมุ กลาว แสดงรัก ณ โฉมฉาย,
และทุกล้ินจะเปรยปราย ประกาศถอยปะฏิญญา
พะจวี า จะรกั ยดื บจางจืดสิเนหา;
สบถใหละตอหนา พระจนั ทรแจม ณ เวหน.
(มทั นะพาธา หนา ๖๑)
สวนถอยคําปฏญิ านทชี่ ัยเสนกลาวตอมทั นากเ็ ปน โวหารอตพิ จน ดงั ความวา
ชัยเสน. ตัวอยางที่ ๗ วรยอดยุพะดี, (โตฎก, ๑๒.)
มะทะนาดนรุ ัก ฤดิหนายฤระอา;
และจะรกั บมิมี ศะตะพรรษะฤกวา
ผวิ ะอายุจะยืน บมหิ ยอนฤดิหรรษ;
ก็จะรกั มะทะนา วธตุ า งมะณพิ รรณ,
นยะนาก็จะชม ระสะตางสผุ ะกา;
และจะสูดสุวะคันธ ยวุ ะดีสิรมิ า,
ผิวะตน่ื ก็จะดู จะสบุ นิ ฤดิเพลนิ :
ผวิ ะหลับฤก็ฃา ฤจะนัง่ ฤจะเดริ .
ทวิ ะราตริจะนอน,
๒๖๑
บมมิ ีละจะเหิน ฤจะหา งมะทะนา;
บมิเหน็ วรพกั ตร ก็จะหนักอุระวา ,
ขณะเคยี งพะนดิ า ก็จะร่นื ฤดิศานต.
(มทั นะพาธา หนา ๖๒)
ชัยเสนปฏิญานวา ตนจะรกั มทั นาตลอดไปแมอายุจะยนื ถึงรอยปห รือมากกวานัน้
ชัยเสนจะชนื่ ชมมทั นาแทนแกว มณอี ันล้าํ คา จะสูดความหอมจากมัทนาแทนกลน่ิ หอมของดอกไม
ยามต่ืนจะเฝา มองแตมัทนา ยามนอนจะฝนถึง ไมว า ยามกลางวนั หรอื ยามกลางคนื หรือทาํ อะไรอยู
ก็ตาม ชัยเสนจะไมหางเหินจากมัทนา
โวหารอติพจนที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจา อยูหัวจะทรงใชช มความงามของนางเอกซง่ึ เปนเหตใุ หชายตา งลมุ หลง และเมอ่ื ชายตางลุม
หลงแลวก็จะพรํา่ พดู ถงึ ความรสู ึกรกั ของตน การใชโวหารอตพิ จนจ ึงชว ยเนน ความหมายทาํ ใหการ
ชมความงามและการแสดงความรูสึกรกั มคี วามชัดเจนหนกั แนนและซาบซ้งึ กนิ ใจ เหลานีล้ วนเปน
ความงดงามหรือสุนทรียภาพในความทั้งสนิ้
๒.๒.๕ ปฏิปุจฉา (Rhetorical - question) หมายถึงการถามที่ไมตองการคําตอบโดย
ใชศ ิลปะในการใชภาษาเพื่อมุง ใหผูอา นเกิดแนวคดิ หรือเพอ่ื ใหเ กิดความสนใจมากกวา จะไดร บั
คาํ ตอบจากผอู านหรือผูฟ ง แมจะไดรบั คาํ ตอบกจ็ ะเปนคําตอบปฏเิ สธ หรืออาจเปน คาํ ถามท่ใี ห
ผูอา น ผฟู ง คิดหาคําตอบเอาเอง (ดวงใจ ไทยอุบุญ. ๒๕๕๐: ๘๓)
ในพระราชนิพนธพ ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงใชโ วหารปฏิปุจฉาในบท
สนทนาของตัวละครตา ง ๆ ซึง่ มคี ารมคมคายอันกระตนุ ใหเ กิดความรูสกึ นึกคิดบางประการ หรือ
บางคร้ังทําใหเ กดิ ความซาบซง้ึ กนิ ใจ ดังตวั อยา งตอไปนี้
บทสนทนาของชยั เสนซงึ่ ราํ พงึ ราํ พนั อยคู นเดียว แสดงความรูส กึ สบั สนวุนวายใจ
เพราะมีสาเหตมุ าจากความรกั และยงั ไมท ราบวา ความรกั นนั้ จะมผี ลอยา งไร โวหารปฏิปจุ ฉาท่ี
ปรากฏจึงเปนประโยคคาํ ถามท่กี ลา วอยูก บั ตนเอง แสดงถงึ ความกระวนกระวายปรารถนาท่ีจะไดพ บ
นางผเู ปนที่รัก ขณะเดยี วกนั ก็ไมม ั่นใจวา จะสมหวังหรอื ไม ดงั ความวา
ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๑ ละกเ็ พียงจะฃาดใจ, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
พิศโฉมและฟง เสียง ฤฉนีน้ ะอกเอย !
โอน อนจะหลับใหล
ฤดิเฝา คะนงึ เชย,
ขืนนอนก็รอ นเรา
๒๖๒
หากขนื จะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพังภิน.
จํามาณทีน่ ี้ เพราะวะใกลส นุ ารนิ ;
โอเ ราบสมจิน- ตะนะไดฤฉนั ใด?
(มัทนะพาธา หนา ๕๕)
บทสนทนาของชยั เสนอกี ตอนหน่ึงมีโวหารปฏิปุจฉา ซึง่ แสดงแนวคิดเร่ือง
ความสําคญั ของเพ่ือนและภรรยา สืบเนื่องมาจากชัยเสนส่งั ประหารศุภางคแ ละมัทนาทง้ั ท่ีไมม ี
ความผิด ภายหลังทราบความจริงกเ็ สียใจมากจนจะทํารายตนเอง แตนันทิวรรธนะไดพูดเตือนสติ
เสียกอน ชัยเสนจึงกลา วถงึ ความเสยี ใจของตน ตอนหนงึ่ กลาวถึงความสําคัญของเพอื่ นและภรรยา
เปนโวหารปฏิปุจฉา ความวา
ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๒ หะวเิ ศษะแรงฤทธ,์ิ (อุเปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ศุภางคะเหมือนพา- วรพาหะแหง ตน.
ดนูสิปลดปลิด ฤสุมติ ระอีกหน
อะโหจะหาเมีย
ฤจะไดณโลกา?
จะเหมอื นณสองคน
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)
จากคําพดู ของชัยเสนขางตน มคี วามหมายเตือนใจใหค ดิ วา เพ่ือนและภรรยาท่ีดีเปน
สมบัติล้ําคา และหาไดยากที่สุด หากมีแลวแตไ มเกบ็ รักษาเอาไวใ หดีก็ยากทีจ่ ะหาใหมได ซงึ่
ประโยคดังกลา วเปนโวหารปฏปิ ุจฉาซึ่งไมตองการคําตอบ แตก ลาวเพื่อกระตุนใหคิดตาม
สวนบทสนทนาของมัทนาก็ปรากฏโวหารปฏิปจุ ฉาดวย คอื ตอนมัทนากลา วตอบ
ชัยเสน เมื่อชยั เสนขอความรกั จากนาง นางกลาววา
ตัวอยางท่ี ๓
มทั นา. กระหมอ มฉนั สดบั คาํ ดํารัสแหงพระฦๅสาย, (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
ประณตนอบระยอบกาย และกราบแทบพระบาทา.
กร็ สใดจะหวานแมน สุรสแหง พระวาจา,
กระแสรทราบ ณ ทรวงฃา พระบาทปลืม้ บลมื รส;
(มทั นะพาธา หนา ๖๐)
๒๖๓
ประโยคคําถามของมัทนาเปนประโยคท่ีไมตองการคําตอบใด ๆ จากชัยเสน แตม ี
ความหมายแสดงความพึงพอใจและซาบซึ้งในคําพูดของชัยเสนที่ไดส ารภาพความรกั ตอนาง
นอกจากนป้ี ระโยคคาํ ถามยงั บอกอยา งเปนนัยวา นางไมอ าจปฏิเสธความเมตตาของชัยเสนได
เพราะคาํ พดู นน้ั ชางมคี วามออ นหวานไพเราะและตรงกบั ความรูสกึ ของนาง ประโยคคําถามดงั กลาว
จงึ มลี กั ษณะเปน โวหารปฏปิ ุจฉา ท่นี อกจากจะไพเราะแลว ยงั มีความหมายใหอกี ฝา ยหน่งึ ไดเขา ใจ
ความรูสึกของผูพ ูดโดยไมตองกลาวออกมาตรง ๆ
และบทสนทนาระหวา งมทั นากับชยั เสนตอนหนึง่ เปนโวหารปฏิปจุ ฉา ซง่ึ ชว ยเนนยํ้า
ใหเห็นถึงความสุขของมนุษยในยามท่คี วามรักเบง บาน ท้ังสองตางเขาอกเขาใจกันเปน อยางดี และ
ในเวลาเชน นีไ้ มม ีใครสาํ คญั ไปกวา ผทู ต่ี นรัก ดังความวา
มทั นา. ตวั อยางที่ ๔
ชยั เสน. สุขใดจะเปรียบปะระมะสุข ปรยิ ะนี้บมเี หมือน.
เพอ่ื นใดจะมปี ระดุจะเพ่อื น ฤดิรว มสเิ นหา
(มทั นะพาธา หนา ๙๑)
จากคาํ ประพันธ ตวั ละครท้งั สองตา งกไ็ มต อ งการคาํ ตอบใด ๆ เพราะคาํ ตอบนนั้
ประจกั ษอ ยใู นความรสู กึ ของตนอยูแลว สว นผูอา นผฟู งกจ็ ะเขาใจไดอ ยา งลึกซ้งึ วา ในยามทีห่ นุม
สาวมีความรักและความรกั น้นั สมหวงั ดังใจ กจ็ ะนําพาใหทง้ั สองพบความรสู ึกเบิกบานอยาง
ประหลาด โดยทไ่ี มม คี วามสุขใดจะมาเปรยี บได
และการโตตอบกันระหวางสเุ ทษณก ับมทั นาตอนหนง่ึ ปรากฏโวหารปฏิปจุ ฉาในคาํ พดู
ของมัทนาอีก ความวา
ตัวอยา งท่ี ๕
สุเทษณ. น่เี จา มยิ อมรับ รสะรกั ฉนัน้ ฤจา? (อนิ ทวงส, ๑๒.)
มัทนา.
ตวั ฉันจะเลวสา หะสะดวยประการไฉน?
อาองคพระผสู ุระวิศิษฎ, พระจะผิดสะฐานใด? (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
หมอมฉันสิทรามเพราะบม ิได อนุวตั นพระบัณฑูร.
(มทั นะพาธา หนา ๒๔)
๒๖๔
จากคําประพนั ธ สุเทษณถ ามมัทนาวา ตนมีความผิดใดมัทนาจึงไมย นิ ดรี ัก มัทนาตอบ
โดยใชว ิธยี อนถามกลับไปเพื่อใหสุเทษณค ดิ เองวา การไมร ักนน้ั มทั นาไมบ ังอาจยกใหเปน ความผิด
ของสุเทษณ แตรับเปนความผิดของตน เพราะไมสามารถรับใชใ นฐานะบาทบริจาริกาได
และมทั นาไดอธิบายเหตุผลทน่ี างไมย ินดรี กั สเุ ทษณโดยใชโวหารปฏิปจุ ฉาอกี ความวา
ตวั อยางที่ ๖
มทั นา. พระองคทรงเปนเทวา ธบิ ดีปรา- (ฉบงง, ๑๖.)
กฏเกียรตยิ ศเกรียงไกร,
มสี าวสุรางคนางใน มากมวลแลว ไซร
ในพระพิมานมณ,ี
จะโปรดปรานฃาบาทน้ี สกั กีร่ าตร?ี
และเม่ือพระเบ่อื ฃานอย,
จะมติ องน่ังละหอย นอนโศกเศราสรอ ย
ชะเงอ ชะแงแลหรอื ?
(มทั นะพาธา หนา ๒๕)
มทั นาไดอธบิ ายวา การที่สเุ ทษณเปนถึงเทพย่ิงใหญ ทําใหมีนางในอยูแลวมากมาย
มัทนาจงึ เกรงวาจะเปน ท่ีโปรดปรานไดไมน าน สุดทา ยกต็ องอยูอยา งโดดเดี่ยว ซ่ึงคําพูดของมทั นา
เปน ประโยคคาํ ถามท่มี ัทนาเองกไ็ มไ ดต องการคําตอบ เพราะไดกาํ หนดคาํ ตอบเอาไวใ นใจของตน
เรยี บรอยแลว แตจ ุดประสงคท่ีกลา วออกไปกเ็ พอื่ ใหสุเทษณเ ปน ฝายคิดเทา นนั้
ตอนทายเรอ่ื งมัทนาไดพบสเุ ทษณอกี ครั้ง และสุเทษณยังยืนยันทจ่ี ะรับมัทนาไปอยู
ดวยกันบนสวรรค มทั นาปฏเิ สธโดยกลา วเปนประโยคคําถาม ความวา
ตัวอยางที่ ๗ บฃดั หะทัย, (รโธทธตา, ๑๑.)
มทั นา. หากจะมีวถิ ิถนัด บมรี ะอา,
คระไลนะภา
ทั้งจะใชณธุระใด รกิ าฉน,้ี
แตจะโปรดดะนแุ ละให มะอนั นะรี
เปนพระบาทะบรจิ า- ฤใครจะชม?
เกรงจะผิดพระนติ ิธรร-
เสพยกะสองบุรุษะมี ฐะเดชอุดม
อนั พระองคอะมระเศรษ-
๒๖๕
จ่ึงมิควรจะอภิรม- ยะนาริทราม;
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐)
มทั นาใชว ธิ ีตงั้ คาํ ถามกับสเุ ทษณว า “หญิงท่ีเปน ภรรยาของชายสองคนจะเปน หญงิ ที่ดี
ไดอ ยางไร?” ซงึ่ หมายถงึ หากมัทนายอมไปกบั สุเทษณ คนอนื่ กจ็ ะครหาวา มทั นาเปนหญิงไมดี
และจะทําใหสุเทษณพลอยเสื่อมเสียไปดว ย ดังนน้ั สุเทษณจึงไมค วรยนิ ดกี ับหญิงทม่ี ีสามีแลว เชน
มทั นา ซ่งึ คําตอบเหลา นีม้ ัทนาไมจ ําเปนตองอธิบายอยางละเอียด แตใ ชคําถามกระตนุ เตือนใหค ิด
เทา นนั้
โวหารปฏปิ ุจฉาปรากฏอยใู นบทสนทนาของสเุ ทษณด วย ตอนกลาวกับจติ ระรถ
ตอนจติ ระรถถวายรูป ความวา
สเุ ทษณ. ตวั อยางท่ี ๘ เปนรูปนารี (ฉบงง, ๑๖.)
ปวงรูปเจาวาดมาน้ี ก็ยงั เห็นทราม
ทล่ี ว นประเสรฐิ เลิดงาม; เทียมเทามัทนา
แตก ูดูทกุ นงราม จาํ ตอ งชวดเชย
กวา นารีรตั นม ทั นา. (มัทนะพาธา หนา ๑๐)
ฉะน้ันแมไ มอ าจหา
ฤๅกูจะกลา วชมเชย?
เปนกรรมกูแลวเจาเอย,
ทร่ี กั สมัคจรงิ ใจ.
สเุ ทษณถามจิตระรถโดยมีจุดประสงคใหจ ิตระรถไดเขา ใจวา การทต่ี นไมกลาวชมหญิง
ในภาพวาดคนใดเลยทงั้ ที่ก็ลว นงามนั้น เพราะในสายตาของสุเทษณเห็นวา นางทงั้ หลายตา งงามเปน
รองมัทนา ซึ่งสุเทษณใชวิธียอ นถามจติ ระรถแตจิตระรถไมจาํ เปนตองตอบคาํ ถาม เพราะผูพดู
ตอ งการกระตุนใหอกี ฝา ยหน่ึงคิด
และในบทครํ่าครวญของปริยมั วะทาก็ปรากฏโวหารปฏิปุจฉาดวย ตอนปริยมั วะทา
ครวญถงึ มทั นา เพราะมทั นาสูญหายกลายเปนดอกกุหลาบไป ปริยัมวะทาเกดิ ความทกุ ขจ นแทบไม
อาจมชี วี ติ อยูตอ ไปได นางกลา ววา
ตวั อยางท่ี ๙ จะตามพระไป (ปยํวทา, ๑๒.)
ปริยมั วะทา.ผดิ นุรูร ะหสะความ
๒๖๖
และประติบัต์พิ ระอรไทย บคิดระอา,
เพราะดนรุ กั ปย ะนะรี ฉนี้และถา
ชิวะดนูจะมระณา บหวงบแหน.
พระปยะมาตุพระเสด็จ ประเวศณแมน
ดนจุ ะมสี ขุ ะณแดน มะนุษไฉน?
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
จากคําประพนั ธ ปริยัมวะทาปรารถนาทีจ่ ะตามไปปรนนิบตั ิมทั นาเหมือนอยา งที่เคยอยู
ดว ยกัน แตเ ม่ือตองอยูเพียงลาํ พัง ปริยัมวะทาจงึ โศกเศรา และคราํ่ ครวญอยา งหนกั คําพูดของ
ปริยัมวะทามโี วหารปฏิปุจฉาทีไ่ มต องการคาํ ตอบ แตใ ชแสดงอารมณค วามรสู กึ ทุกข เรียกรอ ง
ความเหน็ อกเห็นใจวา ตอนีไ้ ปตนจะอยูอยา งไรเพียงผูเดียว
นอกจากนโี้ วหารปฏิปจุ ฉายงั ใชใ นบทสนทนาทเี่ ชอื ดเฉือนกันระหวางตวั ละครสองฝา ย
ดว ย เชนบทสนทนาระหวา งจัณฑกี บั ชัยเสน ซึง่ ชยั เสนแกตัวกับจัณฑีวา การที่ชัยเสนยังไมเขาไป
หาจัณฑใี นวังหลงั จากกลบั จากปาก็เพราะรูสึกอึดอัด และตองการอยูทบี่ ริเวณสวนหลวงกอน
จัณฑีจึงถามยอนกลับไปวา ชัยเสนรูสึกอึดอัดจริงหรือรูสกึ เปนหว งมัทนากนั แน ซ่งึ คําถามของจัณฑี
เปน โวหารปฏิปุจฉาที่ไมต องการคาํ ตอบ แตตอ งการเชือดเฉือนอกี ฝายหนึ่ง ดงั ความวา
จัณฑี. ตวั อยางที่ ๑๐ ละสจิ ง่ึ กระหมอมฉนั (อุปชาติ, ๑๑)
ชยั เสน. มิเริดมิรา งจรงิ บมเิ หน็ เสดจ็ ไป.
จณั ฑี. น่งั แกรว ณวังจนั ทร วนะเฃตตะใหม ๆ
ฉันพ่ึงจะกลบั จาก กจ็ ะอดั อรุ าแท.
จะเฃาณวังใน ละเพราะจาํ จะทิง้ แม
จะอัดอรุ าจริง
เพราะวิโยคกเ็ หลือทน!
รูปทองจะหมองแด
(มัทนะพาธา หนา ๙๒-๙๓)
โวหารปฏิปจุ ฉาในพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธา ปรากฏอยูในบทสนทนาของตวั
ละครตาง ๆ ซ่งึ โวหารปฏิปุจฉามีลกั ษณะเปน ประโยคคําถามที่ไมตองการคาํ ตอบ แตชว ยมงุ เนน ให
ตวั ละครในเร่ืองและผูอา นผฟู งเกิดแนวคิด หรือกระตนุ ใหคดิ เพอื่ หาคาํ ตอบเอาเอง หรือชว ยแสดง
ความรูสึกตาง ๆ ของตวั ละคร ซึ่งเปนองคประกอบหนง่ึ ทที่ ําใหเกิดสุนทรียภาพในคําประพนั ธ
๒๖๗
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงใชโ วหารในการทรงพระราชนิพนธเร่อื ง
มัทนะพาธาทงั้ สิน้ ๕ ประเภท ไดแก อุปลกั ษณ อุปมา อุทาหรณ อตพิ จน และปฏปิ จุ ฉา ซงึ่
โวหารดงั กลาวเปน โวหารท่ีเขาใจงา ยแตสามารถสื่อความหมายไดล กึ ซ้ึง จงึ เหมาะสมที่จะใชใ นบท
ละครพดู ที่เปน คําฉนั ทซ ่ึงไมค วรตองใหผูรับสารรูสึกลาํ บากในการตคี วาม แตขณะเดยี วกันก็เปน
โวหารที่ชวยใหเกิดความซาบซ้ึงตรงึ ใจ จงึ นบั วา เปน พระปรชี าสามารถในการทรงพระราชนพิ นธใ น
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทท่ี รงใชส ง่ิ งา ย ๆ นํามาทําใหเกิดความไพเราะนาประทบั ใจ
ได
๒.๓ สญั ลักษณ (Symbol) สัญลกั ษณเ ปน ศพั ททีไ่ ทยบญั ญัตขิ ้นึ แทนคาํ วา symbol ใน
ภาษาอังกฤษ คําวา symbol มีความหมายวา เคร่ืองหมายเล็ก ๆ ท่ีเปนสัญญาณบอกกลาวไปถึงส่งิ
หรอื เรอ่ื งทกี่ วา งขวาง เปนตน วา ธงชาติ คือ สญั ลกั ษณแหง ชาติ มงกุฎ คือ สัญลกั ษณแหง
ราชาธิปไตย กงลอพระธรรม คือ สญั ลักษณแ หงพระพุทธศาสนา (บญุ เหลือ เทพยสวุ รรณ. ๒๕๑๗:
๑๕)
สัญลกั ษณในวรรณกรรมสว นใหญเ ปนการแนะใหคิด ไมก ลา วตรง ๆ ใหเ ห็นไดชดั เชน
การเดินทาง = วิถชี ีวิต (ไมบอกดา นดีดานรา ย) และสัญลักษณอาจเปน สง่ิ แทนทเี่ อาเคามาจากเร่อื ง
ในเทพนยิ าย ศาสนา และประวตั ิศาสตร มักเปนสิ่งแทนที่ซับซอ นแทนลกั ษณะหลายอยา ง เชน
นกอินทรี เปนสัญลกั ษณแทนอํานาจเขม แขง็ สายตาเฉียบแหลมมองการณไ กล หรือพลงั อัน
แข็งแกรง พรอ มกันอยใู นตัวนกอนิ ทรีนั้น ซง่ึ สญั ลักษณมกั เปนสงิ่ แทนทซี่ ับซอ นหรือตอ งใช
ความคิดตคี วาม (กุหลาบ มลั ลิกะมาส. ม.ป.ป: ๓๖)
ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงใชร ปู ธรรม
แทนสิง่ ท่ีเปนนามธรรม ซึง่ เปน กลวิธีการใชสญั ลกั ษณท ่ีทาํ ใหการส่ือความหมายเขา ใจไดง ายขึน้
และเปน สว นหนงึ่ ทท่ี าํ ใหเ กิดสนุ ทรียภาพในความ โดยสัญลกั ษณในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา
จะปรากฏอยใู นสวนของเน้ือเร่ืองและตวั ละครดังนี้
๒.๓.๑ เน้ือเรื่อง พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธามีเหตุการณในเร่ืองทีด่ าํ เนินไปเพือ่
แสดงใหเ ห็นวา “ความรักทําใหเกิดทุกข” หรือความทุกขทมี่ ีรกั เปน สาเหตุ ซึง่ สอดคลองกับชื่อ
เรื่องวา “มัทนะพาธา” อนั มีความหมายตามที่โมเนียร วิลเล่ยี มส เปนผูแปลวา “ความเจ็บหรอื
ความเดอื ดรอนอันเกดิ จากความรกั ” นอกจากนีก้ ส็ อดคลองกบั พระพทุ ธภาษิตดว ยวา “ทใี่ ดมี
รัก ที่น่ันมที ุกข”
“ความรกั ” ในทางพระพทุ ธศาสนามคี วามหมายเกี่ยวของกบั ขอธรรม ๒ ประการ คอื
๑. เมตตา คําแปลสามญั ของเมตตา คือ ความรัก ความมไี มตรี ความปรารถนาดี
ความอยากใหผูอื่นมคี วามสุขและประสบแตสง่ิ ทีเ่ ปน คณุ ประโยชน ... เมตตาเปน ความรักที่บริสุทธ์ิ
มตี อเพอื่ นมนุษยและสตั วท ง้ั หลายในฐานะทเี่ ปน เพือ่ นรวมโลก หรอื เพื่อนรว มทุกข รวมสงั สารวฏั
เปน ความรกั อยา งเปน กลาง ๆ อยา งเผอ่ื แผ ทาํ ใหใ จเปดกวา งออกไปและผอ งใสเบิกบาน
(พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๗)
๒๖๘
ตัวอยาง เม่ือมองเห็นคนอ่ืนมีสุขภาพดี แขง็ แรง อยูเปน ปกติสุขแลว ถา เรามีจิตใจ
สบายยนิ ดใี นความมีชวี ติ ที่ดาํ รงอยูดวยดีของเขา อยากใหเ ขาเปนอยดู ี แขง็ แรง ปราศจากโรค มี
ความสุข อยางน้ีเรียกวา ความรกั ที่เกิดจากเมตตา (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๘)
๒. ตณั หา ... เปนความรกั ฝา ยอกศุ ลที่ตรงขา มกบั เมตตา คือความรักท่เี กิดจาก
ตณั หาหรือความรกั เจือตัณหา เปน ความรักที่ตองการความเปนอยูดีแหงชวี ติ ของผูอนื่ เพียงเพื่อเปน
เงอ่ื นไขสําหรบั ตนจะไดใชเ สพเสวยเวทนา หรือเปน เงอื่ นไขสาํ หรบั รองรบั เสรมิ หรอื คํ้าประกนั
ความมัน่ คงถาวรของตน (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๗)
ตวั อยา ง เมอื่ เหน็ คนแข็งแรงสมบูรณ รูปรา งสวยงาม ถา เปน คนตา งเพศ แทนที่จะ
อนุโมทนา ตัณหากลบั เขา ชักพาใหมองเหน็ เปนแหลงท่ีพึงเสพสขุ เวทนา ถาเปน เพศเดยี วกัน ก็มัก
ใหรูส กึ เปนเคร่ืองบีบคน้ั กดดัน ทาํ ใหตนดอยหรือลดความสําคัญลง ใจคบั แคบมัวหมองลงดว ย
ตัณหา กลายเปน สเิ นหะ หรือราคะบา ง ความรษิ ยาและหึงหวงบาง ซึ่งลวนเปน อกุศล ไมเก้ือกูล
ทง้ั แกต นเองและผูอ่ืน (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๘) อยางนเี้ รยี กวา ความรักทเ่ี กิดจากตัณหา
นอกจากนี้ความรกั ในพระพทุ ธศาสนายังหมายรวมไปถงึ ความรูส กึ ติดตาตองใจในวัตถุ
และสิง่ มีชวี ติ อน่ื ๆ ดว ย ซ่งึ เกิดจากการยดึ ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สมั ผสั และธรรมารมณ อัน
นาํ มาซง่ึ การดน้ิ รนขวนขวายไมจบสิ้น
ดังนัน้ ความรกั ทเี่ ปน ความผกู พันระหวางบคุ คลทเ่ี กดิ จากตณั หา รวมท้งั ความติดตา
ตอ งใจในวตั ถแุ ละส่งิ มีชีวิตอื่น จึงเปนความรกั ทช่ี ักนําความทกุ ขม าให
“ทุกข” ในพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ ความทกุ ขทางใจ อันเกิดจากตัณหาซึง่ นําไปสู
การยึดมัน่ ถอื มั่น มีความหมายแบงเปน ๓ ประการ ดังนี้
๑. ทุกขทุกขตา ทกุ ขท ่ีเปน ความรสู ึกทุกข คือความทุกขก ายทกุ ขใจ เรยี กกนั วา
ทกุ ขเวทนา เปนความทุกขท เ่ี กิดขน้ึ เมื่อประสบสิง่ กระทบกระท่งั บีบคั้น
๒. วิปรณิ ามทุกขตา ทุกขเ น่ืองดว ยความผันแปรของสุข คือความสุขทกี่ ลายเปน
ความทกุ ขห รอื ทําใหเ กดิ ทุกข เชน เคยมีความสุข แลวความสุขนนั้ หมดไป เปนตน
๓. สงั ขารทุกขตา ทุกขต ามสภาพสังขาร คอื สงิ่ ทงั้ หลายมีการเกิดขึ้น และการสลาย
หรอื ดับไป ไมม ีความสมบรู ณใ นตวั เอง จงึ เปนสภาพซึ่งพรอ มที่จะกอใหเ กิดความรสู ึกทกุ ขแกผทู ี่
เขา ไปยึดมั่นถอื มั่น (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๑๓)
ตามทีไ่ ดก ลาวมาแลว วา พระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธามเี นือ้ เรื่องทีน่ าํ ไปสกู ารแสดง
ใหเ หน็ วา “ความรักทาํ ใหเกดิ ทกุ ข” หรือความทกุ ขท ่ีเกดิ จากความรัก ในการทรงพระราชนพิ นธ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวจงึ ทรงใหต วั ละครแสดงความคดิ และการกระทําทต่ี ิดของอยู
ในความรักความลมุ หลงอนั เปน กามกิเลส สง ผลใหต นและผูเกย่ี วของตองไดร ับความทกุ ข กลา วคือ
มัทนาผมู ีรูปโฉมงดงามและเสียงไพเราะ ผูพบเห็นเกิดติดตาตองใจ ความงามของ
มทั นาประจักษอยูใ นถอ ยคําของสุเทษณยามทส่ี เุ ทษณกลา วดวยความถวลิ หาวา
๒๖๙
สเุ ทษณ. งามผิวประไพผอ ง กลทาบศุภาสุพรรณ, (อินทวงส, ๑๒.)
งามแกม แฉลมฉนั พระอรณุ แอรม ละลาน.
งามเกศะดําฃาํ กลนํา้ ณทอ งละหาน,
งามเนตรพ นิ ศิ ปาน สมุ ณีมะโนหะรา;
งามทรวงสลา งสอง วรถันสมุ นสุมา-
ลเี ลดิ ประเสริฐกวา วรุบลสะโรชะมาศ;
งามเอวอนงคราว สุระศลิ ปชาญฉลาด
เกลากลงึ ประหนึ่งวาด สุระคชสเุ รนทะทรง,
นวยนาฏวลิ าศวง ดุจะราํ ระบาํ ระเบง;
ซํ้าไพเราะน้าํ เสียง อรเพียงพริ มประเลง,
ไดฟ ง ก็วังเวง บมิวางมิวายถวลิ .
นางใดจะมเี ทียบ มะทะนาณฟาณดิน,
เปนยอดและจอดจนิ - ตะนะแนว ณอกณใจ
(มทั นะพาธา หนา ๖-๗)
รูปกายที่งามเลศิ และนา้ํ เสยี งทีไ่ พเราะ รวมถึงคณุ สมบัติอ่ืน ๆ ของมทั นา ไดเ ปน
เครอ่ื งดึงดูดใครตอใครใหเ ขามาผูกพนั ดวยในลักษณะตา ง ๆ ซงึ่ คนเหลานั้นก็ลวนไดรบั ความทุกข
เนื่องดวยมีกิเลสแหงความรักเหนี่ยวร้งั จติ ใจของตนไว
คนแรกคือ สเุ ทษณ ซง่ึ เริม่ รูสึกทกุ ขตงั้ แตเ ร่ิมรัก เพราะไมทราบวาจะตองทาํ อยางไร
จงึ จะชนะใจมทั นาได แมจติ ระเสนผเู ปนบรวิ ารก็ยังทราบความรสู กึ ของเจา นายถึงกบั กลา ววา “ฃา
ทราบและพลอยโศก, อนั โรครักน้หี นักใจ;” สเุ ทษณพยายามขอความรกั จากมัทนาแตถกู ปฏิเสธ
สุเทษณท กุ ขใ จจนตอ งราํ พันออกมาวา
สเุ ทษณ. ย่งิ ฟง พะจศี รี กร็ ะตปี ระมวญประมลู , (อินทวงส, ๑๒.)
ยิ่งขัดก็ยิง่ พนู ทุขะทวมระทมหะทัย !
อา เจาลําเภาพกั ตร สริ ิลักษะณาวิไลย,
พ่ีจวนจะคลง่ั ไคล สติเพือ่ พะวงอนงค.
(มัทนะพาธา หนา ๒๔)
แมส ุเทษณจะสาปมัทนาเปนดอกกุหลาบแลวและหวังวา วันใดที่มัทนาไมอาจทนทุกข
อยูบ นโลกมนุษยไ ดก็จะวอนขอใหตนชวยเหลือ เม่อื นน้ั มัทนาอาจยอมเปน บาทบรจิ ารกิ าของตน
แตแลว สุเทษณกต็ องผิดหวงั อีก จงึ เห็นไดวา ความรกั เพียงฝา ยเดียวยอ มทาํ ใหผูท่ีหลงเขา ไปพวั พัน
๒๗๐
ตอ งไดรบั ความทุกขอยา งย่งิ และอาจนําพาใหอกี ฝา ยไดรบั ทกุ ขไปดวย ดงั เชนมทั นาตอ งถกู สาป
ไปช่ัวชวี ติ
คนทีส่ องคือ ชัยเสน ซึ่งเริ่มรสู กึ ทกุ ขตัง้ แตเ ร่ิมรูสกึ รักเชนเดียวกนั เปน ความรูสึกรอน
รุม กระวนกระวาย จะนั่งจะนอนอยา งไรกไ็ มอาจมีความสุข เพราะจติ ใจวนเวียนคดิ ถงึ แตมัทนา ดงั
ความวา
ชยั เสน. พิศโฉมและฟง เสยี ง ละกเ็ พยี งจะฃาดใจ, (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลับใหล ฤฉนี้นะอกเอย!
ขืนนอนก็รอนเรา ฤดีเฝา คะนงึ เชย,
หากขนื จะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพงั ภนิ .
(มทั นะพาธา หนา ๕๕)
เมื่อชัยเสนและมัทนาไดเขาพิธีอภเิ ษกสมรส ระยะแรกก็มีความสขุ แตทงั้ สองก็ตอง
พบวา ความสขุ ทีเ่ กิดจากความรักน้ันไมถ าวร แตก ลับนําความทกุ ขม าใหอ ยางมากมาย เน่ืองดวย
ชัยเสนมีมเหสีอยูแลว คือ จัณฑี จัณฑีไดว างแผนใสรา ยวามทั นาคบชกู ับศุภางค ความรักชักนํา
ความหงึ หวงมาสูจิตใจของชัยเสนทําใหข าดสติและสั่งประหารชีวติ มทั นาและศภุ างค อันเปน เหตุ
นาํ พาใหช ัยเสนสญู เสียภรรยาและเพ่อื นท่ีดี ชยั เสนจึงตอ งไดรับความทุกขเ พราะความรัก สวน
มัทนากเ็ ชน เดียวกนั จงึ เหน็ วา แมคนสองคนจะมใี จตรงกันและสมหวังในความรัก แตก ็ไมม ีสิ่งใด
มน่ั คงถาวร อาจมีอุปสรรคมาทาํ ลายภายหลังเหมอื นความรกั ของชยั เสนกับมัทนา
แมศุภางคเ องกย็ งั ตองไดรับความทกุ ขเพราะความรัก เพราะศุภางคมคี วามจงรักภักดี
ตอ ชัยเสนและมีความนิยมยกยองมัทนา ซ่งึ ความรูสกึ เชนนเ้ี ปนความรกั อกี อยา งหนึ่ง เมือ่ ศภุ างคม ี
โอกาสท่ีจะรอดพน จากการถูกประหารชวี ิต แตศุภางคก็ไมย อมหนไี ป เพราะจติ ใจผกู พนั อยูกับ
เจา นายเหนือหวั ศุภางคจ ึงซอ นอยใู นกองทัพเพอื่ ใหไดอยใู กลชิดและไดท าํ งานถวายเจานายตน
สุดทายศุภางคก ็ตองตายในสงคราม ดังที่นันทิวรรธนะเลา ใหชัยเสนฟง วา
นันทิวรรธนะ. ฃา บอกแกเสนี จะบปลงละชีวนั , (สาลินี, ๑๑.)
เปนแตใหเฃาน้ัน มละเฃตประเทศน;้ี
เฃาตอบวา เฃานั่น ฤดิม่นั ณภักดี,
ตองหา งจากทรงศรี ชวิ ะเฃาบอยากครอง,
ฃอลาแลวามงุ จระตรงณทก่ี อง
ทพั หลวงดวยใจปอง ฤดิแฝงรหัสอยู
จนถงึ เวลาที่ จะประยุทธะตอ สู
ศกึ แลวเฃาเตรียมจู จระรบศตั รพู าล,
เพ่อื ตายในท่รี บ อริอยางทหารหาญ;
๒๗๑
ฃาฟง นึกสงสาร ก็ประสาทะตามใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐-๑๒๑)
นอกจากนป้ี ริยมั วะทานางกาํ นัลกม็ ีความจงรกั ภักดีตอมัทนาอยางยิง่ ซึง่ เปนความรกั
อกี เชน เดียวกนั แตท กุ สง่ิ ในโลกยอมเปล่ียนแปลงไปในลกั ษณะตาง ๆ และดวยเหตุตา ง ๆ กัน ทาํ
ใหผูที่เขาไปยึดมนั่ ถอื มั่นตองรสู ึกทุกข ปริยัมวะทามคี วามยึดมน่ั ถือม่นั ในตวั มัทนา นางมีความ
จงรักภกั ดีตอมทั นาและยนิ ดีจะตดิ ตามไปทุกหนทุกแหง เมือ่ มัทนากลายสภาพเปน ดอกกุหลาบ
ปริยมั วะทากไ็ มอ าจปลงใจยอมรับความเปนไปตาง ๆ ได นางจึงประสบกบั ความทกุ ขอ ยา งหนกั
เฝาแตท มุ ทอดกายรองไหแ ละครํ่าครวญวา
ปริยัมวะทา. ทุขะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร, (ปยวํ ทา, ๑๒)
พระจะมะลายพระชิวะจร พระแมไ ฉน
บมดิ าํ รัสวะจะนะชวน พระดว นคระไล,
พระมละทิ้งดะนพุ ิไร พิลาปอะนนั ต;
พระวรคณุ อดลุ ะครอง และปองและกนั ,
ดนฉุ น้ฤี จะมิศัล- ยะเศราอรุ า.
กผ็ วิ ะรูณคตฃิ ํา ปริยมั วะทา
ฤจะมิตามพระวรมา- ตุวายชวิ าตม?
พระปยะเทวิจระไป กใ็ จจะฃาด;
ผิวะจะตามยคุ ะละบาท มิขัดและขวาง,
จะติระตามบะทะดาํ เนิร บเหนิ บหาง
และประติบัต์ิประดุจะอยาง อดีตะกาล.
ชะชะพระมัจจุฤกระไร หทัยธพาล,
กด็ นุนี้สมิ ิประหาร, ประหารพระแม.
ทุขะระทมกะมละเปล่ยี ว จะเหลยี วจะแล
ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?
พระปยะมาตุจระดน้ั ณ สรรคะใด
ดนุจะขอจะริกะไป ณกาละน้ี !
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)
อกี ผูหนง่ึ ทไี่ ดรับความทุกขเพราะความรัก คอื กาละทรรศนิ พระฤๅษผี ูชว ยเหลอื
มัทนาและมคี วามรกั เอ็นดูมัทนาในฐานะลูก เม่ือกาละทรรศินทราบดว ยญาณวา มัทนาจะตอ งพลัด
พรากจากไปและจะมเี คราะหราย กาละทรรศนิ ก็รูสกึ ทกุ ข เพราะกาละทรรศนิ หวงใยมัทนา
ขณะเดยี วกันกเ็ สียดายความสะดวกสบายท่มี ทั นาเคยปรนนบิ ัติ กาละทรรศนิ ไดรําพึงวา
๒๗๒
กาละทรรศนิ . อนิจจาจะเศรา จติ , ผเิ จา ยอดสุดานั้น (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
เคราะหเจา รายทาํ ลายขวญั , ก็รปู นี้จะพลอยโศก;
เพราะรูปไดสุดามา ประดจุ ไดประสพโชค,
ประหนึ่งเจา และนําโศฺลก ประเวศแนว ณ อาศรม,
และหากตองวิโยคเจา จะแสนเศรา ณ อารมณ,
เพราะเคยเห็นและเคยชม บเวน วา ง ณ วนั เพ็ญ:
ธิดาชา งบําเรอจิต บิดาใหฤ ดเี ย็น;
ประดิษฐโภชะนาเชน บเคยลิม้ ณ กอนกาล,
จะกินเคม็ ฤกนิ มนั ก็พลนั สมมะโนมาลย,
จะชอบเปร้ียวฤชอบหวาน กป็ รุงรสบผิดใจ.
มหาเทวะทรงศกั ด!์ิ ดนูภักดิตอ ไท,
พระจงโปรดดนไู ซร และคุม ครองสุดาภา.
(มทั นะพาธา หนา ๔๒-๔๓)
คนสุดทายคอื จณั ฑี มเหสีของชยั เสน จณั ฑรี กั ชยั เสน แตชัยเสนรักมัทนาซึง่ เปน
ชายาใหม จณั ฑีตองทุกขทรมานเพราะความหึงหวง ยง่ิ ไดพ บเหน็ มทั นาก็ยงิ่ รษิ ยา เพราะมัทนามี
รปู โฉมงดงามและไดร บั การเอาใจใสจ ากชัยเสนมากกวา ตน แมจัณฑจี ะวางแผนทําลายมัทนา แต
สดุ ทายกลับไดร ับความทุกขทรมานเสียเอง เพราะบิดาถูกประหารและจณั ฑถี กู ขับไลออกจากเมือง
และการที่บิดาถกู ประหารกม็ าจากความรักลกู จนยอมยกกองทัพมานั่นเอง ความทุกขของจณั ฑเี กิด
จากความรกั แบบอกศุ ลทน่ี ําพาใหเกิดความอิจฉาริษยาจนปองรา ยผูอน่ื สดุ ทา ยก็นาํ ความวิบัตมิ าสู
ตนเอง ดงั คําพดู ของชัยเสนตอนสง่ั ลงโทษจณั ฑี ความวา
ชยั เสน. เอาเศยี รอะรีใส ณชลอมและใหเจา (อุปชาติ, ๑๑.)
ธดิ าและรับเอา ศริ ะแหง บิดาไซร,
และทูลกะบาลจาก วรธานิกไู ป
สูแดนมคธให นระเหน็ และเปนตวั
อยางวานรคี ด และขบถประทุษผวั
กแ็ พณภัยตัว บมิไดเ จรญิ นาน.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)
รปู สมบัติและคุณสมบัติของมัทนาเปน สง่ิ ดึงดูดผอู ื่นใหเ ขามาเกยี่ วของผูกพันดวยใน
ลักษณะตาง ๆ ขณะเดียวกนั มทั นาก็มคี วามรักผูอ่ืน คือ ชยั เสน พอมัทนาเริม่ รูสึกมีความรกั ก็เร่ิม
รสู กึ มคี วามทกุ ขอ กี เหมือนกัน ทุกขเ พราะยังไมท ราบวา จะทาํ เชนใดใหส มหวงั เห็นไดจากคาํ พูด
ของมทั นาทีก่ ลา วดงั คนเพอวา
๒๗๓
มัทนา. ครานสี้ ิพบชาย วรรปู วเิ ศษวิศาล, (อนิ ทวงส, ๑๒.)
ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ น้ั จะโลดจะลอย!
เธอนั้นฤเจียมตวั กิริยากเ็ รียบกร็ อย,
ไมมีละสักนอ ย จะแสดงณทว งณที
วาเธอประสงคจะ อภิรมยฤดรี ะต,ี
เปนแตช ําเลืองที่ ดนุบางณครั้งณคราว;
คราใดประสพเนตร ฤก็เราละรอ นและหนาว,
เธอไกลก็ดูราว นภะไรต ะวนั และเดือน.
โอว า ณครานี้ แหละฤดจี ะฟน จะเฟอ น,
ดวยรักกระทาํ เชอื น ละฉน้ีจะทําไฉน?
(มทั นะพาธา หนา ๕๖-๕๗)
เมื่อไดอภเิ ษกสมรส มัทนามีความสุขอยเู พียงชัว่ ขณะ ตอ มามทั นาถูกชัยเสนสง่ั
ประหารชีวติ ดว ยเหตุทคี่ วามรกั ทําใหชัยเสนเกิดความหึงหวงและโงเ ขลา แมจ ะรอดพน จากความ
ตายแตมทั นากร็ สู กึ ทกุ ขจ นไมส ามารถทนอยบู นโลกมนุษยต อไปได เฝาวอนขอใหสเุ ทษณชว ยเหลือ
พากลบั ไปสวรรค แตม ัทนากลบั ทําใหสุเทษณไ มพอใจอีก เพราะมทั นาแสดงใหเหน็ วา ตนรกั
ชยั เสนเพียงผูเ ดียว และไมร กั สเุ ทษณแ มแตน อย สุดทายจงึ ถกู สเุ ทษณสาปเปน ดอกกุหลาบ
ตลอดไป
ดอกกหุ ลาบจงึ เปนสัญลกั ษณแทนความรักของทุกคนในโลก ซ่งึ ในทางพุทธศาสนา
ความรักเปน ส่งิ ไมมีความมน่ั คงถาวรและเปน ชองทางนาํ ความทุกขมาให แมก ระนนั้ มนุษยปุถชุ นก็
ยากท่ีจะหลีกเล่ยี งความรกั ได ดอกกุหลาบมคี วามงดงามเพยี งใด ความรกั กเ็ ยายวนชวนหลงใหล
เพียงนั้น อยางไรก็ดดี อกกุหลาบหากรจู กั ใชก อ็ าจใหป ระโยชนไดเหมือนกัน เห็นไดใ นบทพรรณนา
ท่ีกลาวถงึ ความงามอนั นาหลงใหล ขณะเดียวกนั ก็แอบแฝงดว ยคณุ ประโยชนอ ยางนาประหลาดวา
มายาวนิ . ไมเรียกผะกากุพ-ฺ ชะกะสอี รณุ แสง (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ปานแกม แฉลมแดง ดรณุ ณี ยามอาย;
ดอกใหญและเกสร สวุ คนธะมากมาย,
อยูทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
อีกท้งั สะพรง่ั หนาม ดุจะเขม็ ประดับไว,
ผ้งึ เขียวสิบนิ ไขว บม ิใครจ ะหา งเหนิ .
อนั กพุ ฺชะกาหอม บริโภคอรอ ยเพลนิ ,
รสหวานสหิ วานเชอญ นรล้ิมเพราะเลิดรส;
กินแลว ระงบั ตรี พิธะโทษะหายหมด,
๒๗๔
คือลมและดีลด ทุษะเสมหะเส่อื มสรรพ;
อีกท้ังเจรญิ กา- มะคณุ าภริ มยนนั ท,
เยน็ ในอรุ าพลัน, และระงับพยาธี.
(มทั นะพาธา หนา ๒๘)
ดงั นนั้ การที่มนษุ ยปุถุชนยงั ไมส ามารถหลกี เล่ียงจากความรักได กจ็ ําเปนตองรักอยา ง
รูเทาทันความรัก คือใชปญ ญากํากบั ไวท กุ เม่ือ มนุษยก พ็ อจะใชค วามรกั ใหเกิดประโยชนในทางโลก
ได แตหากตกเปน ทาสของความรกั ปลอยใหความรกั ชักจูงไปตามอารมณด งั ตวั ละครและ
เหตกุ ารณใ นเร่อื ง ก็ตองประสบกับความทุกขไ มจบส้นิ ซึง่ ทั้งหมดท่ีกลาวมานีล้ ว นเปนเหตกุ ารณ
ในเรอ่ื งท่เี ปนสัญลักษณอธิบายสิ่งท่เี ปนนามธรรมวา “ความรักกอใหเ กดิ ทุกข”
นอกจากเหตุการณในเรื่องทีเ่ ปน สัญลกั ษณของความรักทาํ ใหเกดิ ทุกขแ ลว ยังมี
เหตกุ ารณบางตอนทน่ี าํ มากลา วถึงในแงข องสญั ลักษณด ังตอ ไปน้ี
๑ การกลบั ชาตเิ กิด การกลบั ชาติมาเกิดใหมเปน เหตกุ ารณห นงึ่ ท่ปี รากฏในพระ
ราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา เปนตอนท่ีกลาวถงึ การกลบั ชาตมิ าเกิดของสุเทษณและมัทนา มี๒
ตอน ตอนแรกอยูในบทรอ งของนางอัปสร กลา วถงึ สเุ ทษณเดิมเกิดเปนกษัตริยแควนปญจาล และ
บําเพ็ญภาวนาจนไดม าเกิดบนสวรรค มีถอยคาํ ตามบทรองของนางอปั สรวา
ชาตกิ อนเปนสกุ ษัตร เถลงิ รัฐราไชสรู ย (ยาน,ี ๑๑.)
ในวงศะประยูร สุระแมนแควน ปญ จาล
ทรงธรรมลํา้ มะนุษ ฤทธิรุทมหาศาล
บําเพญ็ พะลกี าร ทกุ อยา งงามตามวิสยั
ครน้ั ถงึ เวลาควร ภมู ศิ วรจากไผท
เสดจ็ สุราลยั เสวยสขุ ในแดนสรวง
(มัทนะพาธา หนา ๓-๔)
และอกี ตอนหนง่ึ อยใู นบทพูดของมายาวนิ มใี จความวา มัทนาเดิมเกิดเปน ธิดา
ทาวสรุ าษฎร สุเทษณซึ่งเกิดเปนกษัตริยแควน ปญ จาลไดสง สาสน ไปสูขอ แตถูกทา วสุราษฎร
ปฏิเสธ สุเทษณจึงยกทพั มารุกรานและจบั ตวั ทาวสรุ าษฎรไ ด หากมทั นายอมถวายตัว พระบดิ าก็
จะรอดชีวิต มัทนาจึงยอมเขา เฝา แตพอพระบิดาปลอดภัยแลว นางกใ็ ชพ ระขรรคแทงตวั ตาย
แลว ไดไ ปเกิดบนสวรรค เหตุการณด ังกลาวอยูในบทพูดของมายาวนิ ดงั ความวา
๒๗๕
มายาวิน. เม่ือคร้งั พระองคเ ปน วรราชะราชนั (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขัณ-
ตรัสใชอมาตยเ ปน ฑะวิสทุ ธิปญจาล,
ถึงราชะผูผา น
ขอองคธดิ าช่ือ วรทูตะทูลสาร
เปนราชินีตาม
แตทาวสุราษฎรไ ซร นรชาติ์สุราษฎรง าม,
ใหซ ่ึงพระบุตร,ี
ตรสั เกณฑพหลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชติ รา-
โจมตีบรุ ีปน วรราชประเพณ;ี
จบั ไดน โรดม
จึ่งมีพระโองการ บมิยอมและยินดี
แตห ากธิดามา
ยอมเปนวะธูบาท พระก็ทรงพระโกรธา.
ไถโทษะชีวัน
ฝา ยนางกย็ อมตาม จตรุ งคะเสนา
พอ รอดพระชนมา
ครน้ั นางเสด็จถงึ ชะบุรีวโรดม.
กมเกศและกราบท่ี
แลวทูลแถลงโดย บมิทนทลายลม ,
วาองคพระนงคราญ
แตไดปะฏิญญา นรนาถสรุ าษฎรมา;
วา จักมิยอมให
คร้ังนแ้ี หละสดุ แสน จะประหารพระชวี า,
เพราะวา บดิ ารัก
จ่ึงยอมถวายตัว และประนอมมโนฉันท,
ขององคชนกนา-
เสร็จกิจจะการดี บริจารกิ านันท,
กราบบาทยคุ ลตน
วา พลางยพุ าชกั ก็จะงดพระอาญา.
แทงตรงพระทรวงตาย
ตายแลวกําเนิดใน วรราชะบัญชา,
ฝายองคพ ระภูมี
ก็เพราะลูกสิภกั ด.ี
วรมาละกาศรี
ทวิบาทพระภูบาล,
สริ สิ ัจจะวาทหวาน
บมิอยากจะขัดไท,
วรสจั จะมัน่ ไว
นรฝน ฤดีรัก.
จะประดักประเดิดนกั ,
จะบรอดพระชนมา,
และกไ็ ถพระโทษา
ถะบตองมลายชนม.
กรณียะเปนผล,
มะทะนาจะลาตาย.
วรขคั คะแพรวพราย
เฉพาะพักตรพ ระภูม.ี
สุรภพพศิ ษิ ฎน ;ี้
ก็บําเพญ็ พะลีกรรม,
๒๗๖
จนไดสาํ เร็จผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรักกนั เพราะวะเคยสเิ นหา.
แตก รรมพระทาํ ไว ณ พระชาต์อิ ดตี มา
ของขัดและขวางหนา บม ิใหพระสมจินต
(มทั นะพาธา หนา ๑๔-๑๖)
การกลบั ชาติมาเกิดใหมเ ปน เหตกุ ารณทเ่ี ชื่อมโยงกบั เรอ่ื ง “ทกุ ข” และอาจกลา ว
ไดวา มีความสัมพนั ธกบั ความเช่ือทั้งในศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ ดงั จะอธบิ ายตอ ไปนี้
ก. การกลับชาติเกิดในศาสนาพราหมณ ศาสนาพราหมณมีความเชอ่ื เรื่องการ
กลับชาติเกิดวา เม่อื คนตายจะมีวญิ ญาณ (Soul) ลองลอยออกจากรางกาย ไปเกิดในสวรรค ใน
นรก หรอื ไปเกิดใหมเปน คน เปนสตั ว เปนเปรต เปนอสุรกาย ฯลฯ น้เี ปน ความเชื่อใน
ลทั ธิสัสสตทิฏฐิในศาสนาพราหมณ และอรรถกถาจารยไดน ําเขา มาปนไวในคาํ สอนของพุทธศาสนา
(พระธรรมโกศาจารย. ม.ป.ป.: ๑๗๒) ซ่ึงความเชื่อดังกลาวมีอทิ ธิพลตอ ความคิดของคนไทยอยา ง
มาก
และจากคําประพนั ธขา งตน จะเห็นวา ทง้ั สุเทษณและมัทนาลวนกลับชาตมิ าเกิด
ใหมเ ปน เทพบตุ รและเทพธิดา ซึ่งเดิมทง้ั สองเคยเกิดเปนมนษุ ย สเุ ทษณน ั้นเกิดเปนกษัตริยและได
ทําผิดตอมัทนา คอื เปน เหตุใหม ทั นาฆาตวั ตาย เม่ือสํานึกในความผดิ ก็ใชวิธบี าํ เพญ็ พลีกรรมจนได
เกดิ บนสวรรคและพบกบั มทั นา แตเพราะกรรมเกาหรือความผิดในอดตี ชาตไิ ดสงผลใหม ัทนาไมม ใี จ
รักสเุ ทษณ ดงั ความวา
มายาวนิ . ตายแลว กาํ เนิดใน สรุ ภพพิศิษฎน ;ี้ (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ฝา ยองคพระภูมี กบ็ าํ เพ็ญพะลกี รรม,
จนไดสาํ เรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรกั กนั เพราะวะเคยสิเนหา.
แตกรรมพระทําไว ณ พระชาติ์อดตี มา
บมใิ หพ ระสมจินต
ขอ งขดั และขวางหนา
(มทั นะพาธา หนา ๑๖)
การกลับชาตเิ กิดของตวั ละครรวมทัง้ ผลของกรรมเกาซงึ่ หมายถึงผลของการทาํ
ความผิดไวใ นชาติปางกอ น จงึ เปนสญั ลักษณข องความเช่ือเรอ่ื งการกลับชาติเกิดในลัทธิ
สัสสตทฏิ ฐิในศาสนาพราหมณ ซ่ึงไดม ผี นู ําเขามาปนไวในคาํ สอนของพทุ ธศาสนาและมอี ทิ ธิพลตอ
ความคดิ ความเชอื่ ของคนไทย
๒๗๗
ข. การกลบั ชาติเกิดในศาสนาพุทธ สว นการเกิด-การตายในพระพทุ ธศาสนา
หมายถงึ การเกิด-การดบั แหง ความทกุ ข ซ่ึงความทุกขม ีตณั หา (ความอยาก) และอุปาทาน (ความ
ยึดมั่นถือมั่น) เปนตนเหตุโดยตรง การทีพ่ ระพุทธเจา ตรัสวา พระอรหนั ตเปน ผูต ายแลว ไมเกดิ น้นั
หมายถงึ ตณั หาอุปาทานของพระอรหนั ตท ่ีหมดไปแลว จะไมเ กดิ ขนึ้ มาอีก ไมไดหมายถึงการตาย
อยา งเนา เขา โลงและการเกิดใหมใ นทองแม อยา งที่ภาษาชาวบานเขา ใจกัน ... ตายแลว เกิดใหม
หมายถงึ จติ ใจท่ยี ังไมหมดตณั หาอุปาทาน เมื่อตัณหาอุปาทานหมดไปเรื่องหน่ึง ๆ (ตาย) ตัณหา
อุปาทานเรื่องอ่นื กจ็ ะตอ งเกิดข้ึนอกี เปน อยา งนี้อยูเ ร่ือยไปจนกวา จะขดุ รากเหงา ของกิเลส ๒ ตวั นี้
ใหส นิ้ เชื้อสิ้นซาก... (พระธรรมโกศาจารย. ม.ป.ป.: ๑๗๐-๑๗๑)
การกลบั ชาติมาเกิดใหม หรือการเวียนวายตายเกิดของสุเทษณและมัทนาในพระ
ราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา ซึง่ เดิมเกิดเปนมนุษยบนโลก ตอมาเกิดเปน เทพบนสวรรค เปน
สัญลักษณข องวงจรของปฏจิ จสมปุ บาท วงหน่งึ กห็ มายถึงชาตหิ นึง่ เมื่อวงเกาดบั ไปก็เกิดวงใหม
หรอื ชาติใหมขึน้ มา เปนอยอู ยางนีจ้ นกวา จะดับตณั หาและอุปาทานอนั เปนตนเหตุโดยตรงได
ทัง้ หมด หากดับไดกจ็ ะไมเกดิ วงใหมห รือชาติใหมข ึ้นอกี ซึ่งหมายถงึ การพน “ทุกข” โดยสน้ิ เชิง
การกลับชาติเกิดในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาสามารถวิเคราะหใหส ัมพันธ
กับความเชื่อเร่อื งการเกิดท้งั ของศาสนาพราหมณแ ละศาสนาพทุ ธ ซ่ึงไมว าจะเปนศาสนาใดก็จะเหน็
วา ตวั ละครกย็ งั เวียนวายอยใู นวงั วนของความทกุ ข ดังนั้นจงึ เปนสว นท่สี นับสนนุ เร่ือง “ทุกข” ดังท่ี
ไดกลา วมาแลว
๒. เวทมนตร การใชเ วทมนตรเ ปนสญั ลักษณของความลวง การมเี จตนาไม
บริสทุ ธิ์ ซึ่งเปนเหตกุ ารณทอ่ี ยูในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธา ตอนมายาวินใชเวทมนตร
สะกดมัทนามาพบสเุ ทษณ ตามทองเรื่องเวทมนตรของมายาวินเปนวชิ าอาถรรพ มอี ํานาจวิเศษ
สามารถสะกดเรยี กผูท ่ีอยูหา งไกลใหมาหาได ดงั ท่ีมายาวินไดบ รรยายถงึ อาํ นาจเวทมนตรของตนวา
มายาวนิ . อถรรพเ วทะเจนอยู, และมนตรค รกู ไ็ ดสน (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
มโนจาํ และซา้ํ คน คดีเพมิ่ บเคล้ิมหลง.
ฉนนั้ อาจจะผกู จิต- ตะใครไดป ระดจุ จง,
และใชโ ยคะแลว คง จะเรียกใหต ระบึงมา
บนานแมจ ะอยูถึง ณเฃาจักกะวาฬา,
ฤอยูสรวงฤอยูนา- คะโลกตาํ่ ณบาดาล.
จะเปนหญิงฤเปนชาย ก็เรียกดายมิยากนาน,
เพราะใครเลยจะทนทาน พระอาถัพพะมนตรไ หว
ฉน้นั แมพ ระองคม ี ประสงคใหดนูไซร
๒๗๘
ประชมุ มนตระเรียกใคร ก็โปรดมีพระบัญชา
(มัทนะพาธา หนา ๑๓-๑๔)
นอกจากนเี้ วทมนตรข องมายาวินมีอาํ นาจท่ไี มมผี ูใ ดสามารถขัดขนื ได หาก
พยายามขัดขนื กจ็ ะเกดิ ความรอ นเราในใจ ดังท่ีปรากฏในถอยคําของมายาวินขณะใชเวทมนตร
สะกดเรียกมทั นาวา
มายาวิน. แมค ิดขัดขนื ฝนมนตรค าถา (วิชฺชุมมฺ าลา, ๘.)
ขอใหนทิ รา เฃา สึงถงึ ใจ
มาเถิดนางมา อยา ชาเชื่องชอย
ตฃู า นีค้ อย ตอ นรับทรามวัย,
อา นางโศภา อยาชามาไว
ตฃู าสั่งให โฉมตรูรีบจร.
โฉมยงอยา ขัด รบี รัดมาเถิด
ขนื ขัดคงเกิด ในทรวงเรา รอ น,
มาเรว็ บดั นี้ รบี ลีลาจร
มาเรว็ บงั อร ฃา เรยี กนางมา.
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
แมเ วทมนตรของมายาวนิ จะมีอาํ นาจสะกดเรยี กผคู น แตสามารถบังคบั ไดเพียง
รางกาย ไมส ามารถบังคับจิตใจใหรสู ึกชอบหรอื ชังส่ิงใดได ดงั นนั้ เวลามทั นามาหาสเุ ทษณ มทั นา
จงึ มสี ภาพไมร สู กึ ตัว เหมอลอย แตจะพดู จาไปตามความคดิ ความรูสกึ ของตน สุเทษณส งสยั ใน
อาการของมทั นาจึงถามมายาวนิ มายาวนิ ไดต อบใหส ุเทษณเ ขาใจถึงขอบเขตอํานาจของเวทมนตร
ทั้งสองสนทนากนั วา
สุเทษณ. แนะ มายาวนิ เหตใุ ดยพุ ิน จง่ึ เปนเชน น?้ี (สรุ างคณา, ๒๘.)
มายาวิน. ดรู าวมะเมอ
คราใดเราถาม เผลอ ๆ ฤดี ประดุจไมม ี ชวี ติ จิตใจ.
ดงั น้ีจะยวน
เทวะ, ท่นี าง หลอ นกย็ อนความ เหมือนเชน ถามไป,
โยคะอันขลัง
แตจ ะบังคบั ชวนเชยฉันใด ก็เปรียบเหมอื นไป พดู กบั หุนยนตร.
ใหช อบใหชัง
อาการเปนอยาง นเ้ี พราะฤทธ์ิมนตร;
บังคบั ไดจ น ใหต อบยุบล ไดตามตองการ.
ใคร ๆ ใหกลับ มโนวิญญาณ,
ยืนยงั อยูนาน ยอ มจะเปนการ สดุ พนวิสัย.
(มัทนะพาธา หนา ๑๙)
๒๗๙
สรุปวา เวทมนตรข องมายาวินเปนอาถรรพวิทยาทใี่ ชบ ังคบั เรยี กผคู นท่ีอยู
หา งไกลใหม าหาไดในทันที ไมวา ผทู ่ีถูกเรียกจะเต็มใจหรือไมก ต็ าม และอาจถกู เรียกในขณะที่ไม
รูตวั มากอ น แตก็มีขอจาํ กดั ตรงที่ไมสามารถเปลีย่ นแปลงความคิดความรูส ึกของใครได
เมอ่ื เวทมนตรมอี าํ นาจบงั คับไดเ พียงรา งกายแตไ มอ าจเปลีย่ นจิตใจ จงึ บังคับ
มัทนาใหมาพบได แตเ ปล่ียนความรูส ึกไมไ ด ทําใหม ัทนารูสกึ ไมยินดีและอับอายที่ตนเปนหญิงแต
ถกู เรียกใหมายังที่อยูของชาย ทงั้ ทสี่ ุเทษณรูดวี า มัทนาไมมีทางยินยอมพรอมใจที่จะรักใครดวย
การใชเ วทมนตรด งั กลา วจงึ เปน สัญลักษณของความลวง ความไมซ่ือตรง เปน
อุบายทจุ ริตทีล่ ว งลาํ้ สิทธขิ์ องผูอ่ืนซ่ึงไมเ ตม็ ใจและไมร ตู ัวมากอ น สุเทษณใ หมายาวินสะกดเรียก
มทั นามา ทําใหม ัทนาไดรับความอบั อาย ทั้งทสี่ ุเทษณร วู า มัทนาไมไดร กั ตน เวทมนตรของ
มายาวินจึงเปนสัญลกั ษณของความลวง การมีเจตนาไมบ ริสุทธด์ิ งั กลา ว
๓. การสาป การสาปเปน เหตุการณท ปี่ รากฏในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา
ตอนสุเทษณสาปมทั นาเปนดอกกุหลาบ ซึง่ อยตู อนตน เรอื่ งครงั้ หนึ่งและทา ยเรื่องอีกครัง้ หนง่ึ การ
สาปเปน สัญลักษณข องความโกรธ ความตอ งการลงโทษใหรูสาํ นึก และความมจี ติ ใจคับแคบ
การสาปคร้ังแรก สเุ ทษณโ กรธที่มทั นาไมย อมรักตนทําใหต นตองทุกขทรมานใจ
จึงสาปมัทนาเปนดอกกหุ ลาบอยูบนโลกมนษุ ย เม่ือถงึ วันเพ็ญก็จะคนื รางเปนหญงิ สาวได ๑ วัน ๑
คนื หากมคี วามรกั ก็ไมต องกลายเปน ดอกกุหลาบอกี แตจ ะตอ งไดร บั ความทกุ ขเ พราะรกั การสาป
ครง้ั แรกจึงมีจดุ ประสงคเพอ่ื ลงโทษและตองการสงั่ สอนใหรรู สชาตวิ า การเจ็บปวดเพราะความรักนน้ั
ทกุ ขทรมานเชนใด ดงั ความวา
สเุ ทษณ. ดวยอาํ นาจอิทธ์ิฤทธี อันประมวญมี (ฉบงง, ๑๖.)
ณ ตวั กูผแู รงหาญ, ใหจ ตุ ิผาน
เปนมาลเี ลิด
กูสาปมัทนานงคราญ รูสกึ อุระ
ไปจากสุราลยั เลิด, ใหนางน้เี ปน
แตห ากนางมี
สูแดนมนุษและเกดิ คงรปู อยูไซร
อันเรียกวากพุ ชฺ ะกะ,
ใหเ ปนเชนนัน้ กวา จะ
ระอุเพราะรักรงึ เขญ็ .
ทกุ เดือนเมอ่ื ถึงวนั เพญ็
มนุษอยูกําหนดมี
เพียงหนง่ึ ทวิ าราตร;ี
ความรกั บุรษุ เม่ือใด,
เมอื่ นัน้ แหละใหทรามวยั
บคนื กลบั เปนบุปผา.
๒๘๐
หากรักชายแลวมัทนา บมีสุฃา-
ภริ มยเ พราะเริดรา งรกั , จนเหลือทจ่ี กั
กลา ววอนเราไซร
และนางเปนทุกขยิง่ หนัก
อดทนอยูอกี ตอไป,
เมอ่ื น้นั ผิวา อรไทย
เราจง่ึ จะงดโทษทณั ฑ.
นางมะทะนา จุตอิ ยา นาน (จติ ระปทา, ๘.)
จงมะละฐาน สุระแมนสวรรค,
ณ หมิ าวัน
ไปเถอะกาํ เนดิ วจสิ าปไว !
ดังดนลุ นั่ (มทั นะพาธา หนา ๒๙-๓๐)
สวนการสาปครงั้ ท่ีสองตอนทายเร่ืองมีผลใหมัทนากลายเปนดอกกหุ ลาบตลอด
กาล เพราะมทั นายังยนื ยนั ท่จี ะไมย อมเปนบาทบรจิ ารกิ าของสุเทษณ ทาํ ใหสเุ ทษณต องผิดหวงั ซ้ํา
สอง สเุ ทษณโกรธและสาปมัทนาวา
สุเทษณ. ผัวกท็ ้ิงและบมิหวง วธุหว งได, (สวาคตา, ๑๑.)
ทีดะนวู ะธไุ ฉน บมยิ อมรัก?
ฃา จะวอนสุปยะรัตน ก็สบัดพักตร,
ราวกะทรามและทุระลกั ษณ บมมิ ดี .ี
ฃาจะกลาววะจะนะจัง ละนะครัง้ นี้;
คือผินางจะบมมิ ี มะนะรกั ไซร,
ฃา จะมฤี ดปิ ระนอม ฤจะยอมให
หลอ นนะรักบรุ ุษใด นะฤอยาคดิ .
เมื่อดนจู ะบมสิ ม อภิรมจิต,
จกั มิยอมบุรุษะชิด มะทะนาแลว.
จําจะลาละปยะนาฎ เพราะจะคลาดแคลว,
คงมิเหน็ สุวะธุแกว มณิกลอยตา.
แตณ กาละทวิ ะนี้ วนดิ าภา
เปนสุกุพฺชะกะผะกา บมิเปล่ียนเลย,
เพื่อประกันบรุ ุษะอ่นื บมิชน่ื เชย.
โฉมอนงคด รณุ เิ อย, วจะฃา ขลงั ,
สาปก็จักอะจริ ะสทิ - ธิสะมทิ ธ์ิดงั
๒๘๑
ฃา ประกาศวะจะนะส่ัง นะสดับด:ี
กลายเถอะรางสมุ ะทะนา ดจุ ะมาล,ี
เปนสกุ พุ ฺชะกะฉนี้ เถอะนิรนั ดร !
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๒)
สเุ ทษณโ กรธมัทนา เพราะไมส ามารถจะทําใหม ัทนารกั ได เมือ่ เหน็ วาไมม ที าง
สมความปรารถนาอยางแนน อน ขณะเดียวกนั ก็ทนไมไ ดถาจะเหน็ มัทนาไปเปนคูครองของชายอ่ืน
สเุ ทษณจ ึงสาปมัทนาใหเปน ดอกกุหลาบตลอดไป การสาปจงึ เปนผลของความโกรธ ความมีจิตใจ
คบั แคบเห็นแกตวั ตองการลงโทษผูอ ่ืนใหส าแกใจ การสาปจงึ เปนสญั ลักษณของความโกรธ และ
การลงโทษ
๔. การติดตามสัตว การตดิ ตามสตั วท่ีมลี กั ษณะสวยงามเปน เหตกุ ารณท ่ีเปน
สญั ลักษณข องความรักความหลงของมนุษย ซง่ึ ปรากฏในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ตอน
ชัยเสนติดตามกวางงามตวั หน่งึ จนหลงทางในปา ซง่ึ กวางมีลักษณะงามมากจนทําใหช ยั เสนหลง
เพลินชมความงามของกวางและลมื แผลงธนูศร ไดแตเ หนี่ยวคางไวแ ละกวางกว็ ่งิ หนไี ป ชยั เสนได
พดู พรรณนาความงามของกวางดว ยความเสียดายวา
ชยั เสน. อโหระลึกขึน้ ละกส็ ุดจะเสยี ดาย! (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ไดเ คยประสพหลาย
กวางงามอรามท่ัว มคิ ะแลว บเ คยเห็น
ดนูละเลงิ เลน
ชะเนตรส นิธนลิ วรกายะดังเชน
ยามแลชําเลืองมี
เฃางามประหนง่ึ ชอ จรไล ณ วันน.ี้
และหนงั ระยับลาย
ขนองสนทิ ดํา กะละนิลมะณศี ร,ี
งามทรวงสอาดราว
ยามเดิรก็งามย่งิ กริ ิยาประหน่ึงอาย;
จริตกิรยิ า
และเม่อื ดนตู าม วรวิชชมุ าลยฉาย,
โนมนาวธนมู นั่
มัวเพลนิ ตลึงนง่ิ กละเลอ่ื มประดบั วาว;
และกวางกว็ องไว
ดจุ ะเขียนเขมายาว,
หมิ ะตก ณ ยอดผา:
และจะวิ่งกย็ วนตา,
กละสาวสรุ างคส วฺ รรค.
มคิ ะใกลจ ะตามทัน,
เหมาะและเตรียมจะยงิ ไป.
บมยิ งิ ณ บัดใจ
จรแผลว ณ แนวพง.
(มทั นะพาธา หนา ๔๐-๔๑)
๒๘๒
ชัยเสนหลงความงามของกวางและติดตามไปอยา งรวดเร็ว จงึ ทําใหพลัดกบั
กองทพั และหลงทางอยูกลางปา ดงั ที่ชัยเสนไดกลาวกับศภุ างควา
ชัยเสน. เรามัวละเลงิ ไล มิคะงามตะบึงบา (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จนลกึ ณ กลางปา และระอิดระอาใจ;
บัดน้ีมิรูวา ดละแทบ ณ หนใด,
อกี ทั้งจะเดิรไป บริวารบตามทัน.
(มทั นะพาธา หนา ๓๙)
การหลงใหลในรูปของกวาง คือความรสู กึ ติดตาตองใจในส่ิงมีชีวติ ประเภทอ่ืนท่ี
ไมใชมนุษย ในทางพทุ ธศาสนาจดั เปนความรักดว ย ซง่ึ เกิดจากตัณหาอุปาทานทท่ี ําใหเ กิดความ
อยาก ความยึด จิตใจทีม่ คี วามยึดติดกับสงิ่ ทเ่ี ห็นอยูขางหนา นาํ พารา งกายใหเ ตลิดตามไปอยา ง
รวดเรว็ ดังนั้นการหลงใหลในกวางลักษณะงามและติดตามไปตามอาํ นาจของจติ ใจท่ีมกี ิเลสปกคลุม
จงึ เปนสัญลกั ษณข องความรักความหลง
๕. การออนวอนเทพเจา ในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธามกี ารกลาวถึงเทพ
เจา อยูห ลายองคและหลายตอน สว นใหญต ัวละครจะบชู าออนวอนเทพเจาเพอ่ื ใหเ ทพเจา ชวยเหลอื
ตนใหพ นจากทกุ ขภ ัย รวมทั้งประสบความสําเร็จในส่ิงทต่ี นมุงหวัง เทพเจา จงึ เปน สัญลักษณของท่ี
พ่ึงและความปรารถนา มีตัวอยางตอไปนี้
ตอนมายาวินบูชาพระพิฆเนศวรและพระนารายณใ นการประกอบพิธีทาง
อาถรรพวทิ ยาเพ่ือสะกดเรียกมทั นาซ่ึงอยูหา งไกลใหม าพบสุเทษณ มายาวนิ ไดกลาวคําบูชาและ
วอนขอใหพ ิธีของตนประสบความสําเร็จ มายาวนิ กลา ววา
มายาวนิ . โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (สัททฺ ุลฺลวกิ ฺกฬิ ิต, ๑๙)
ฆา พฆิ ฺนะสิ้นสุด ประลยั ;
อา งามกายะพระพรายประหนึ่งระวิอุทัย,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
เปนเจาสบิ ปะประสิทธิ์วิวิธะวรรณ
วทิ ฺยาวเิ ศษสรร- พะสอน;
ยามฃา กอบกรณียพิธมี ะยะบวร,
จงโปรดประทานพร ประสาท,
โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน,
ขี่ขุนสุบรรณราช จรลั ;
ถอื ศงั ขจ ักระคะทาธรณผิ ัน
๒๘๓
ปราบยักษะกุมภณั ฑ มะลาย;
เชย่ี วชาญโยคะวธิ ีพระพีระอภิปราย
ดลกิจจะทั้งหลาย สมทิ ธ์ิ.
ยามฃา กอบกรณียพิธมี ะยะวิจติ ร
จงสมมะโนสทิ - ธเิ ทอญ.
(มัทนะพาธา หนา ๑๗)
ในการประกอบพิธีอภิเษกสมรสระหวางชัยเสนและมัทนา กาละทรรศนิ ไดบ ูชา
พระอัคคี เพื่อขอใหพ ระอคั คไี ดโปรดนําคําทลู เชญิ ไปแจง แกเทพเจา ทงั้ หลาย ขอใหบ รรดา
เทพเจา โปรดลงมาเปนสักขีพยานในการประกอบพธิ ีและประทานพรแกคูสมรส เทพเจา ท้ังหลาย
ไดแก พระนารายณ พระลกั ษมี พระอศิ วร พระอมุ า พระพรหม พระสรุ ัสวดี พระอินทร พระศจี
พระอาทติ ย พระจันทร ตลอดจนเทพเจา ท่สี ถติ บนฟากฟาและพืน้ ดิน คาํ เชิญเทพเจา ของ
กาละทรรศินมีตวั อยา งดงั นี้
กาละทรรศิน. ฃาขอไหวอ ัคคีอธิปะตสิ ุพรร- (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)
ณาทิทูตสวฺ รร- คะเรืองเดช,
จงโปรดนําคําทลู ปะระมะสรุ ะเศรษฐ
วิศฺวะเทเวศร มหาศาล:
โอมอญั เชอญนารายะณะพระหรชิ าญ
ชัยบาํ ราบมาร ปะราชัย,
พรอมดว ยเทวีศรีภะคะวะตวิ ไิ ลย
วรรณะผองใส วิมลเนตร;
โอมอัญเชอญองคต รีศลุ ิศิวะมเหศร
นั่งณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
อกี แมเจา สวฺ รรคบรรพะตวิ ะระอมุ า
ผูพ ระชายา อุดมศักด;์ิ
โอมอญั เชอญธาดาปะติจะตรุ ะพกั ตร
เพงพนิ ิศรัก- ษะสที่ ิศ,
ทง้ั โฉมชายายอดสุธิระศุภะวทิ ย
ศิลปฺ ะสอนจิต จรุงใจ:
อกี ขอเชอญทาวศกั ฺระอมะระวิชัย
จอมสุราลัย มหิทธี,
พรอ มองคเ ทวินปนอมะระยุวะดี
อินทฺระศักด์ศิ รี ศะจีอร;
๒๘๔
อกี ขอเชอญองคเทพระวแิ ละศะศิธร
สองอะมรยอด พยานกรรม;
อีกขอเชอญเทวานิกะระฐิติธรรม
สงิ สถิตอัม- พระรากาศ,
ทัง้ ทวยเทพที่สงิ ณปะฐะวิอาจ
รักษะทวยราษฎร ณแดนคน;
เชอญทกุ เทพเจาผสู ิรวิ รวิมล
มาณมณฑล พิธีเทอญ.
(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)
นอกจากนตี้ อนทีก่ าละทรรศนิ เกิดความทกุ ขใจ เพราะทราบเหตกุ ารณลว งหนา
วามทั นาจะตอ งจากไปเพือ่ มคี ูค รองและจะมเี คราะหห นักดวย กาละทรรศินไดว อนขอใหพระอนิ ทร
ชวยเหลือไมไ หต นตองสญู เสยี มัทนาไป และชวยเหลือไมไหม ทั นาตองประสบเคราะหราย
กาละทรรศินไดวอนขอตอ พระอินทรดวยความโศกเศรา วา
กาละทรรศิน. ฃาขอใหสุระเทวะฤทธิอะนกุ ูล, (สัทฺทุลลฺ วิกกฺ ฬิ ติ , ๑๙)
ฟงฃาพเจา ทูล เถอะไท,
หากฃาเสียมะทะนาธิดาอระวไิ ลย
ฃาบาทจะไดใ คร ละ แทน?
อา เทวนิ ทะมะหนิ ทาธิปะติแมน
ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,
โปรดอยาใหมะทะนาสดุ าดะรุณิอร
ตอ งไปอะนาทร ฤเขญ็ !
(มัทนะพาธา หนา ๔๔)
จากตัวอยา งขางตน จะเหน็ วา เวลาทต่ี วั ละครตอ งการที่จะประสบความสาํ เรจ็ ในสิง่
ทตี่ นกระทาํ หรอื มคี วามปรารถนาในเรอ่ื งใดก็ตาม ตัวละครจะกลาวคาํ บูชาเทพเจาเพ่อื ขอใหเ ทพเจา
ชว ยเหลือใหตนประสบความสาํ เรจ็ ในสง่ิ ท่มี ุงหวงั รวมถึงเวลาที่ตัวละครมคี วามทุกขโศกเพราะเกิด
เคราะหกรรมตา ง ๆ ตัวละครก็จะขอใหเทพเจา โปรดเปนทพ่ี ง่ึ ของตน ชว ยเหลือตนใหพนจากทุกข
ภัยตาง ๆ ดังนัน้ จงึ กลาวไดว า การทตี่ วั ละครออ นวอนเทพเจา เปนเหตุการณท เ่ี ปนสัญลักษณข อง
ความปรารถนาภายในจติ ใจ และเปน สญั ลกั ษณข องที่พ่ึงพิงในยามท่มี คี วามทุกข
๒๘๕
๒.๓.๒ ตวั ละคร ในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวไดทรงกําหนดใหต วั ละครเปน สัญลักษณแทนสิ่งตาง ๆ ซ่ึงจะสอดคลองกับการอธิบายเรื่อง
ความรักทาํ ใหเกิดทกุ ข โดยตวั ละครที่เปน สัญลกั ษณมีดังตอไปน้ี
๒.๓.๒.๑ สเุ ทษณ สเุ ทษณเปนสัญลักษณแ ทนผทู ่ถี ือวาตนมอี ํานาจ มีจติ ใจ
คบั แคบ เมอื่ ถูกขัดความประสงคกล็ ุแกโทสะโดยงา ยและลงโทษผูอ่นื อยางไมย บั ย้งั ชัง่ ใจ ทําใหผอู นื่
ตองไดรบั ความเดือดรอน ดงั จะเหน็ ไดจากตอนสุเทษณโกรธมทั นาท่มี ทั นาไมยอมรับรกั มัทนา
อธบิ ายวา การทนี่ างปฏิเสธเปนเพราะนางไมต อ งการหลอกลวงสเุ ทษณ ซึง่ เปนเหตุผลที่
สเุ ทษณค วรจะยกยองความซอ่ื สัตยของนาง แตสุเทษณก ลับไมส นใจและใชอ าํ นาจของตนสาป
มทั นา เพียงเพราะตอ งการสง่ั สอนใหมทั นาไดรรู สความทกุ ขจากความรัก อกี ทง้ั ไมต องการเหน็
มัทนาตกเปน ของเทพบตุ รองคอ่ืน จึงสาปใหพนไปจากสวรรคเ สีย ดังคําประพนั ธ
สเุ ทษณ. กูสาปมัทนานงคราญ ใหจุติผาน (ฉบงง,๑๖.)
ไปจากสรุ าลัยเลิด,
สูแดนมนุษและเกิด เปนมาลเี ลิด
อันเรียกวากพุ ฺชะกะ,
ใหเปนเชน น้นั กวาจะ รูส ึกอรุ ะ
ระอเุ พราะรกั รึงเขญ็ .
(มทั นะพาธา หนา ๒๙)
สุเทษณเปน สญั ลกั ษณข องผูท่ีมตี ณั หา มีแตความลมุ หลง ทาํ ทุกอยา งตามความ
พอใจของตนโดยไมค าํ นึงถงึ ความรูสึกของผอู ื่น เหน็ ไดจากการทส่ี เุ ทษณตองการพบมทั นาแลวใช
มายาวนิ เรียกมัทนามาดวยเวทมนตร ทําใหมัทนาไดรับความเสอ่ื มเสียและรูสึกอบั อาย ดงั คาํ
ประพนั ธ
สุเทษณ. พ่เี องใชม ายาวนิ ใหเชอญยุพิน (ฉบงง, ๑๖.)
มาทน่ี ดี่ ว ยอาถรรพ.
มทั นา. เหตุใดพระองคท รงธรรม จึง่ ทาํ เชน นน้ั
ใหฃ าพระบาทตองอาย
แกห มชู าวฟา ทั้งหลาย? โอพระฦๅสาย
พระองคบ ทรงปราณ.ี
(มทั นะพาธา หนา ๒๑)
๒.๓.๒.๒ ชัยเสน ชัยเสนเปน สญั ลักษณแทนผูมีอาํ นาจ แตก็มีความบกพรอง
หากขาดสติเพราะความลุมหลง
๒๘๖
ชยั เสนมมี เหสี ๑ คนและนางสนมอีกหลายคน แตเมื่อมาพบมัทนาซ่งึ งามมากก็
เกดิ ความหลงใหลตัง้ แตแรกเห็น จนลืมมเหสีและนางสนมทง้ั หลาย คิดเพียงวาหากไดม ทั นามา
เปน ภรรยาก็จะรกั ใครและมีความสขุ คําพูดของชัยเสนตอนหนง่ึ แสดงใหเหน็ วา ความรกั ของชยั เสน
ก็ไมไดแตกตางจากสเุ ทษณม ากนัก เพราะเปน ความรักของผูมอี าํ นาจทห่ี มายจะครอบครองสิ่งน้ัน
ไวเ พ่ือความสุขของตน ดงั ทีค่ ํานึงกับตนเองวา
ชยั เสน. พธูประดามี ณบรุ ีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑)
จะหาวไิ ลยปาน ฤก็กูบเคยเห็น
และหากวะ กไู ด ก็จะรน่ื ฤดเี ย็น
จะรกั และยกเปน ภรยิ าภริ มยสม;
ทวิ าและราตรี บมิหนายมแิ หนงชม,
จะเราระตรี ม- ยะระร่นื ระรวยใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๕๑)
แตเพราะจัณฑไี ดคบคดิ กบั นางขาหลวงวางแผนใสรา ยวา มัทนาเปนชกู ับศภุ างค
ความรกั ของชัยเสนจงึ แปรเปลีย่ นเปนความหงึ และบันดาลโทสะ ความโงเ ขลาเขาครอบงาํ และดวย
ความเปนผมู ีอํานาจจงึ ส่งั ประหารชีวติ มทั นาและศุภางคร วมทง้ั ลงโทษผเู ก่ียวขอ ง
ชัยเสนจึงเปนสญั ลกั ษณแ ทนผมู ีอาํ นาจมากซ่ึงปกติมสี ติปญ ญาเฉลียวฉลาด แต
ไดเผลอปลอยตนตกอยใู นอารมณโ ทสะซึง่ มาจากความรักความหึงหวงจงึ ขาดการไตรต รอง ทาํ ให
สามารถทําลายผูอ่นื ไดถ งึ ชีวติ
๒.๓.๒.๓ มทั นา มทั นาเปนสัญลักษณแทนผูมคี วามยึดมน่ั ถอื มั่นในความรกั แต
ไดร ับความทุกขเพราะความรักนั้น ซงึ่ สอดคลอ งกบั ช่ือตัวละครวา มัทนา ท่ีแปลวา ความลมุ หลง
หรอื ความรัก
มัทนาเปนผยู ึดมน่ั ถือม่นั ในความรักและมสี จั จะเกย่ี วกับความรักประการหนึง่ วา
จะยอมเปนคูค รองของชายที่ตนรูสึกรกั เทานั้น หากไมใชก จ็ ะไมย ินยอมพรอมใจดว ย ดังน้นั เมื่อ
มัทนามาพบสเุ ทษณจ งึ ปฏเิ สธความรกั ของสุเทษณ โดยใหเ หตุผลวา สเุ ทษณมีนางในอยูแลว
มากมาย สําคัญคือมัทนาไมไ ดร กั สเุ ทษณ ดงั ท่มี ทั นากลาวกับสุเทษณว า
มทั นา. พระองคท รงเปนเทวา ธิบดีปรา- (ฉบงง, ๑๖.)
กฎเกียรติยศเกรียงไกร, มากมวลแลวไซร
มสี าวสรุ างคนางใน สักก่รี าตรี?
ในพระพิมานมณ,ี
จะโปรดปรานฃาบาทน้ี
๒๘๗
และเม่อื พระเบอ่ื ฃานอย,
จะมิตอ งนั่งละหอ ย นอนโศกเศรา สรอย
ชะเงอชะแงแลหรือ?
หมอ มฉนั น้เี ปนผูถ ือ สจั จาหนง่ึ คือ
วาแมม ริ กั จริงใจ,
ถึงแมจะเปนชายใด ขอสมพาศไซร
ก็จะมยิ อมพรอ มจติ .
ดงั น้ีขอเทพเรืองฤทธ์ิ โปรดฃา นอยนิด,
ฃาบาทขอบังคมลา.
(มทั นะพาธา หนา ๒๕-๒๖)
จะเหน็ วา มทั นาปฏิเสธสุเทษณ เพราะสุเทษณม นี างในอยูแลว ตนจงึ ไมรัก ตรง
ขามกบั ตอนท่ีชัยเสนขอความรกั ซง่ึ ชยั เสนกม็ ีสนมกาํ นัลอยูแลวจาํ นวนมากเชน เดียวกบั สเุ ทษณ
และยังมมี เหสีอกี ดว ย มทั นากไ็ มปฏิเสธ แมจะมอี าการกร่ิงเกรงเปน เชิงไวทอี ยบู า ง แตสุดทา ย
มัทนากต็ กลงปลงใจเปนชายาของชัยเสนดว ยความยินดี เพียงเหตผุ ลเพราะมัทนามใี จรัก บท
สนทนาระหวางมัทนากบั ชัยเสนตอนหน่งึ แสดงใหเ หน็ วา ชยั เสนมีสนมกํานลั จาํ นวนมาก แมมัทนา
จะแสดงความรูสกึ หว่นั เกรง แตช ัยเสนก็สญั ญาวาจะรักนางเพยี งคนเดียว ดงั ความวา
มทั นา. ก็แตว า กระหมอ มฉัน ฤเปนชาวพะนาดร,(ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
ชยั เสน. จะเทยี บชาวนครคอน จะเสียเปรียบบค วรหวัง;
สนมนางกาํ นัลใน สถิตแทบ ณ เวียงวงั ,
ฉวีนวลสะกาวปล่งั ประดบั แกว วราภา,
และรจู กั บําเรอครบ ประจบองคพ ระราชา,
กระหมอ มฉนั สชิ าวปา จะสูเ ฃาบไดแ ท.
อะ ! จรงิ ๆ นะแกวตา ดนนู ี้บอยากแล
ฤเชยนาริอน่ื แม กนษิ ฐาประนอมรกั ;
เพราะนารี ณ วังใน บมีใครจะงามพกั ตร
ฤงามรปู วิไลยลักษณ เสมอเจาบพงึ ม.ี
คณานางสนมเปรียบ ประหนึ่งกาและถอยท,ี
วธูยอดฤดพี ่ี ประหน่ึงหงสสพุ รรณพรรณ:
กพ็ ีน่ ีส้ เิ คยชม วหิ คหงสะเลอสรร,
จะกลบั ชมอิกานน้ั บไดแ ลวนะแกวตา!
(มทั นะพาธา หนา ๖๐-๖๑)
๒๘๘
เม่ือมัทนาเปนชายาของชัยเสนแลว กไ็ ดปฏบิ ัตหิ นา ทภ่ี รรยาอยา งดี เพราะ
ปรารถนาทจ่ี ะใหช ัยเสนมีความสุขสําราญ ดังท่มี ัทนากลาวกับชัยเสนความวา
มัทนา. อาทูลกระหมอมปยะมหา สุระราชะสาม,ี (วสันตดลิ ก, ๑๔.)
ฃา บาทบําเรอพระบทะศรี ละกย็ งั มิเพียงพอ;
อยากมีกาํ ลังพริ ิยะอีก พละไซรจะไดกอ
การอื่นบาํ เรอพระบทะตอ บมิใหระคายเคอื ง!
(มัทนะพาธา หนา ๙๐-๙๑)
มทั นาจงึ เปนหญงิ ที่มคี วามรกั อยางจรงิ ใจ มคี วามปรารถนาดตี อชายท่ีตนรัก แม
ชายผูนนั้ จะมคี คู รองอยูแลว แตก ็ยังรัก ยังยึดมั่นถือม่นั ไวกับตน เพียงเพราะเปน ไปตามสจั จะที่ตน
ไดป ฏิญาณไว อกี ทง้ั ไมไ ดพจิ ารณาเหตุผลอน่ื ใดประกอบ ซ่ึงมทั นาควรพยายามหักหามใจตน
เพราะควรคิดวาชัยเสนมีภรรยาอยูแลว แตม ัทนากไ็ มไ ดคิดอยางนนั้ ยังคงบูชาความรกั และปฏบิ ัติ
ตามสจั จะทต่ี ้งั ไว
๒.๓.๒.๔ จัณฑี จณั ฑเี ปนสญั ลักษณแทนความลมุ หลง ตัณหา และไดร บั ความ
ทุกขเพราะความริษยาของตนเอง ดังจะเห็นไดจาก เม่อื จัณฑที ราบขาววา ชัยเสนพามัทนามาจาก
ปาและแตงตั้งเปนชายา กเ็ กิดความหึงหวง ยง่ิ ไดพ บเห็นมัทนาก็ยิ่งริษยา จึงวางแผนทาํ ลาย
มัทนา แตสุดทายกลบั ไดรบั ความทุกขทรมานเสียเอง เพราะบิดาถกู ประหารและจณั ฑีถกู ขบั ไล
ออกจากเมือง ความอจิ ฉารษิ ยาปรากฏอยูในคําพดู ของจณั ฑีตอนหน่งึ วา
จณั ฑี. อิโสภณิ ีดี ตะประจบสาํ ออยผวั ,(อุเปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
แนะ มงึ นะเงาหัว บมมิ ลี ะรไู หม
พระผัวกม็ ัวหลง และพะวงอชิ าวไพร,
บนกึ วะ กไู ซร สสิ ุดามคธราช.
ผิกูจะใชค น จรยังชะนกนาถ
และทลู คดกี าจ ฤวะไทจะดดู าย?
(มัทนะพาธา หนา ๙๖)
๒.๓.๒.๕ ศุภางค ศภุ างคเ ปนสญั ลกั ษณแทนผมู คี วามยึดม่ันถอื ม่นั ตอ บุคคลท่ี
รัก เนื่องดวยศภุ างคม คี วามจงรกั ภักดีตอ กษัตริยซ ่ึงเปนเจา นายของตน สามารถเสียสละความสุข
และชวี ิตของตนเพ่ือเจา นายไดทกุ เมื่อและอยางไมมขี อแมใ ด ๆ ความจงรกั ภักดีของศุภางคปรากฏ
อยใู นถอยคําของศภุ างคตอนกลาวกับชัยเสนอยา งตรงไปตรงมาวา
๒๘๙
ศภุ างค. ฃาเคยสนองบาท ธุลิองคพ ระทรงชัย, (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
แตเ ล็กประจวบใหญ บมเิ คยจะขดั คํา;
เมื่อมีพระบญั ชา ละกร็ ับและรบี ทํา,
ถึงหากจะชอกช้ํา ฤจะเจ็บวรินทรยี
แทบตายบวายเพียร, และผิยงั บเสร็จดี
เพยี รจนประจวบท่ี นรนาถะบัญชา.
อังคาพะยพของ ดนุเปนพยานวา
เคยทนและเคยฝา พหุอนั ตะรายแท,
ทว่ั กายะฃา นี้ ฤก็มีนะบาดแผล
เพือ่ ไดแสดงแก นระชนผิอยากด;ู
ทุกแผลก็สกั ขี จะแสดงกะตญั ,ู
บาดเจบ็ ก็โดยภ-ู ธระใชป ระจนศกึ .
ในงานพระผานเผา บมเิ คยจะหยุดนึก,
ใชไหนก็ใจฮกึ บมเิ คยจะกลัวใคร.
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๙-๑๑๐)
นอกจากคําพูดของศุภางคแลว การกระทําของศุภางคก ็ยงั เปน ทป่ี รากฏถึงความ
ซอื่ สัตยจ งรกั ภักดี ดังจะเหน็ จาก แมศุภางคจะถกู ใสรา ยจนถกู ชยั เสนสง่ั ประหารชวี ิต แตเผอิญรอด
ชีวิตมาได ศภุ างคก ็ไมม คี วามโกรธแคน ชยั เสนแตอยา งใด กลบั แอบเขารวมรบในสงครามเพ่ือ
ปกปองกษัตริยจ นตนเองตองตาย
ความจงรกั ภกั ดีดังกลา วเปน ความยึดมน่ั ถอื ม่ันหรือความรกั อยางหนึ่ง ดงั น้นั
ศภุ างคจึงเปนสัญลกั ษณแ ทนผูมีความยึดม่นั ถือมัน่ หรือมีความรกั ตอ เจา นายของตน สามารถสละ
ชีพของตนเพอ่ื เจานายได
สัญลกั ษณท ี่ปรากฏในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาเปนการใชร ูปธรรมแทนสิง่ ท่ี
เปน นามธรรมซงึ่ จะอยูในสว นเนื้อเรื่องและตวั ละคร อันเปนกลวธิ ีท่ีมีความสอดคลองกลมกลืนกันทํา
ใหก ารส่ือความหมายเร่ือง “ความรกั ทําใหเกิดทุกข” กลายเปนสง่ิ ท่ีเขา ใจไดงาย
พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาประกอบดวยคุณลักษณะหลายประการซงึ่ ทาํ ใหเ กดิ
สุนทรียภาพในความขึ้น ไดแก รสวรรณคดตี ามหลักทฤษฎีสันสกฤตครบทุกรส การใชโวหาร
ประเภทอุปลกั ษณ อุปมา อุทาหรณ อติพจน และปฏิปุจฉา ตลอดจนใชสัญลกั ษณอ ธิบายสง่ิ ที่เปน
นามธรรม ซึง่ ทง้ั หมดแสดงถึงพระปรีชาสามารถดา นการประพนั ธในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวยง่ิ