The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by boonajkee, 2021-05-27 03:33:36

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

วิทยานิพนธิ์เรื่องมัทนะพาธา

๒๔๐

ในบทประพันธซ ง่ึ เปนบทสนทนาของมายาวินไดเปรียบสีของดอกกุหลาบ
วา เหมือนสีแสงพระอาทิตยยามเชา ซง่ึ งามเหมือนสีแกมของหญงิ สาวยามเขินอาย นอกจากนยี้ งั
อุดมดว ยหนามเหมอื นมเี ขม็ มาประดบั ไว

สวนบทประพันธท ่เี ปนบทสนทนาของโสมะทัตไดก ลาวพรรณนาและมี
การเปรียบใหเ ห็นลักษณะของดอกกุหลาบดงั นี้

ตวั อยา งท่ี ๒ บมเิ ห็นณแหง ใด (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
โสมะทตั . อนั บษุ ฺปะประหลาด ยะวเิ ศษะมาล;ี
ดุจะดอกชบาสี,
งามสรรพะวไิ ล-
สแี ดงก็มิจา ยละเพลนิ เจริญตา.

งามดงั ดรณุ ี รสะลมราํ เพยพา
จะระรื่นพิรมหวล.
กลิ่นหอมก็ระรวย วนดิ าลอองนวล
ถึงไหนฤก็นา วรลักษะณานาง;
แมแตง ศิระเกลา ก็จะทาํ อทุ กพลาง
เห็นแนจะประมวญ
ลอยภาชะนะนํ้า สรุ ะเทวะโอสถ.
หอมรื่นระสะอยาง
พะลิเทวะทรงยศ,
จดั ภาชะนะตงั้ จะประลุณแดนสรวง,
กลนิ่ หอมบละลด (มัทนะพาธา หนา ๓๕-๓๖)

โสมะทัตชมสขี องดอกกุหลาบวา มสี ีแดงพอเหมาะเหมือนสีของดอกชบา
และมคี วามงดงามเหมอื นสาวรนุ แมน นํามาลอยน้าํ ในภาชนะกจ็ ะพาใหนํ้านน้ั มกี ลิน่ หอมเหมือนเปน
โอสถของเทพเจา

การเปรียบท้ังสองบทแสดงภาพของดอกกุหลาบวา เปนดอกไมที่มสี ีสนั
และความงดงามพเิ ศษ อีกทั้งมีกลิน่ หอมไกลและคงทนอยางประหลาด ซ่งึ การเปรยี บดังกลาว
แสดงใหเ ห็นคณุ ลกั ษณะอันนา พิศวงของดอกกหุ ลาบ และเปน บทที่มีความไพเราะสวยงามเปน
อยางย่งิ

ง. กวาง ในพระราชนิพนธต อนชัยเสนประพาสปา และพบกวางงามตัว
หน่ึง ชัยเสนปรารถนาทีจ่ ะไดกวางตวั นั้นจงึ ตดิ ตามไป แตไมส ามารถจับไดจงึ รูสกึ เสียดาย ชัยเสน
ราํ พงึ ถงึ ความงามของกวางซงึ่ มกี ารเปรียบใหเ หน็ ลกั ษณะและกริ ยิ าของกวางดังน้ี

๒๔๑

ชยั เสน. กวางงามอรามทัว่ วรกายะดังเชน (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ดนูละเลิงเลน
ชะเนตรสนธิ นิล จรไลณวันน.้ี
ยามแลชําเลอื งมี
เฃางามประหน่งึ ชอ กะละนิลมะณีศร,ี
และหนงั ระยบั ลาย
ขนองสนทิ ดํา กริ ยิ าประหนึง่ อาย;
งามทรวงสอาดราว
วรวิชชุมาลยฉาย,
ยามเดริ ก็งามย่งิ
จริตกิรยิ า กละเลอ่ื มประดบั วาว;

ดจุ ะเขยี นเขมา ยาว,

หมิ ะตก ณ ยอดผา:

และจะวิ่งก็ยวนตา,

กละสาวสรุ างคสวฺ รรค.

(มัทนะพาธา หนา ๔๐-๔๑)

จากบทประพนั ธมกี ารเปรียบเพอื่ ใหเหน็ ลักษณะและกริ ิยาของกวางดงั นี้

ดวงตาดําสนทิ เหมอื นแกวสนี ลิ แสดงถึงความกลมโตและมสี ีดํางาม

เขา เหมอื นชอสายฟา แสดงถงึ เขาท่ีแตกแขนงออกไปดูงดงาม

หนังมีลายระยับ เหมือนประดับดวยเล่ือม แสดงถึงหนงั ท่ีมีขนสีขาวเปนจดุ กระจาย

อยูท่วั ไป

หลังมสี ีดาํ เหมือนเขียนดวยเขมาเปนรอยยาว แสดงถึงรอยขีดยาวสีดําที่อยู

บนหลังของกวาง

หนา อกมีสีขาว เหมอื นหิมะตก แสดงถึงบรเิ วณหนา อกมีขนสีขาว

สะอาด

นอกจากนีไ้ ดพ รรณนากิริยาของกวางยามชาํ เลอื งตาวา เหมือนกาํ ลงั อาย

อกี ทั้งเปรียบวา กวางมจี รติ กิริยาเหมอื นนางสวรรค

การเปรียบเพ่ือแสดงรปู รางลักษณะของเทพเจา สตรี พืช และสัตว
ตลอดจนกิริยาอาการ ชว ยใหผอู านผฟู งสามารถจนิ ตนาการถงึ ลักษณะและกิรยิ าของบคุ คลหรอื ส่งิ ท่ี
ถูกกลาวถงึ ไดง ายข้ึน เพราะส่งิ ท่นี าํ มาเปรียบมคี วามหมายชว ยอธิบายลักษณะและทา ทางของผูท ี่
ถกู กลา วถึงไดอ ยา งกวา งขวางลึกซ้งึ เกดิ เปน ภาพของบุคคล พืช และสัตว ในจนิ ตนาการท่งี ดงาม
จบั ใจ มอี ากัปกิริยาทนี่ า ชม นอกจากน้ีการเปรียบทเี่ หมาะเจาะลงตัวก็ทาํ ใหเ กดิ ความไพเราะ
ซาบซึง้ ขน้ึ ในบทประพันธดวย

๒๔๒

๒.๒.๒.๒ การเปรียบเพือ่ แสดงความรสู ึกของตัวละคร ในพระราชนพิ นธเรื่อง
มทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงใชก ารเปรยี บในการพรรณนาอาการและ
ความรูสึกของตวั ละครในขณะทตี่ ัวละครตกอยใู นอารมณล ักษณะตาง ๆ ซึ่งชวยใหผูอานผฟู งเขาใจ
ความรูส กึ ของตัวละครซง่ึ เปนนามธรรม การเปรียบดงั กลา วจําแนกไดดงั ตอไปนี้

ก. ความรสู กึ รัก ในพระราชนิพนธม กี ารพรรณนาถึงอาการความรสู ึกท่ีเกิด
ขนึ้ กับตวั ละครขณะท่ีตัวละครพบเหน็ ผทู ีต่ นพึงใจ ตัวละครตกอยูใ นหว งของความรกั หรือตวั ละคร
รสู ึกพลาดหวงั ในความรัก การพรรณนามีการเปรยี บเพ่ือใหเ ขา ถึงจติ ใจของตัวละครดงั ตอไปน้ี

ชยั เสนเกิดอาการรอนวูบวาบเมื่อแรกพบเหน็ มัทนา เปรียบวา เหมือนมีไฟรมุ
อยใู นอก แสดงถงึ ความรูสกึ ต่ืนเตนที่ไดพ บหญิงสาวที่ตนพงึ ใจ โดยเฉพาะอยางยงิ่ หญงิ สาวมคี วาม
งามจับจติ จับใจ ทําใหจ ติ ใจของชยั เสนไมอยใู นภาวะสงบ ดังตัวอยา ง

ชยั เสน. ตวั อยา งที่ ๑ บมเิ คยณกอนกาล! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
โอโ อก ระไรเลย ฤดิรกั บหกั หาย.
พอเห็นก็ทราบสา น ละก็ย่ิงจะรอนคลาย
ย่งิ ยลวะนดิ า
ณอุราบลาลด.
เพลงิ รมุ ประชุมภาย (มัทนะพาธา หนา ๕๔)

อีกตอนหนึง่ ชัยเสนกลาวถงึ อาการความรสู กึ ของตนตอนไดพบกับมัทนาคร้งั

แรกวา ตัวอยา งท่ี ๒
ชัยเสน.
พอฃาประสพวิมละพกั ตร มะทะนานะรีขวัญ, (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)

อ้ันอง้ึ ประหน่ึงสุมิคะอัน ศะระเสยี บณกลางใจ;

พษิ กามะศรประดุจะพิษ ระอุอัคคิเผาใน

อกผลาญและราญกะมละไหม บมิอาจจะดับลง.

(มทั นะพาธา หนา ๗๔)

จากบทประพันธ พอชัยเสนไดพ บมัทนาก็นงิ่ อึง้ มีอาการเปรียบเหมือนกวาง
ท่ถี ูกศรเสียบเขา ท่ีกลางใจ แสดงถงึ ชยั เสนมีอาการนงิ่ ตะลงึ เพราะรสู ึกประหลาดใจในความงาม
ของมทั นาจนกลายเปนความรัก

๒๔๓

และมกี ารเปรียบอีกวา พษิ แหง ศรรกั เหมือนพิษแหงไฟท่ีเผาระออุ ยใู นอกสุด
ท่จี ะดับได หมายถงึ ความรกั มีฤทธ์ิอํานาจมาก ทาํ ใหช ัยเสนรูสึกรอ นรุมและไมอาจบรรเทา
ความรูสกึ นนั้ ลงได

อีกตอนหนง่ึ ชัยเสนเลาความรูส กึ ของตนใหม ัทนาฟงเกย่ี วกบั ความรักที่
เกิดขึน้ ทันทที ่ีไดพ บมัทนา มคี วามวา

ชยั เสน. ตวั อยางที่ ๓ วนิดาวะรางค,ี (อปุ ฏฐิตา, ๑๑.)
พอเห็นวรพักตร
บัดน้นั ฤกม็ ี ฤดิทวมสเิ นหา;

เหมอื นโฉมดะรณุ ี นะแหละย่นื สุหตั ถมา

ลว งใจดนุครา ห และกระลึงหทัยไว;

แตน ั้นก็อนงค นะสิยงั บคืนให;
กาํ ดวงฤดิใน
หากนางบมชิ อบ วรหดั ถะแนนครนั !
ฃา น้ีกจ็ ะศลั -
และจะคืนหะทัยนนั้ ,

ยะพลิ าปพิไรวอน

(มทั นะพาธา หนา ๕๙)

บทประพนั ธม กี ารเปรียบวา พอชัยเสนไดพบมทั นากเ็ กดิ เสนหาขึ้นในใจ
เหมือนมัทนาไดนําเอาหัวใจของชยั เสนไปครอบครองไว สวนชัยเสนก็ไมปรารถนาทจี่ ะใหม ทั นาคนื
หวั ใจนั้น หมายถึงชัยเสนไดเกดิ ความรสู กึ รกั มัทนาทนั ทีท่ไี ดพบกันครัง้ แรก หากมทั นาไมยินดที ี่จะ
สานความรักนนั้ ใหดําเนนิ ตอไป ชยั เสนก็ยอมเสียใจ

นอกจากนมี้ ีการเปรียบเพ่ือแสดงความรูสึกพลาดหวงั จากความรกั ดวย เชน
ตอนชัยเสนขอความรักจากมทั นา มีการเปรียบวา หากมัทนาไมรบั รกั ชัยเสนก็จะรูสึกเหมือนตก
นรกอเวจี แสดงถึงความรสู กึ ทกุ ขทรมานใจ ดังตวั อยา ง

ชยั เสน. ตวั อยางท่ี ๕ ผิวะหลอนจะยอมตาม (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)
อา โฉมมะทะนา สุขะพ่จี ะพนู พี;
ใจพ่ีละก็ความ บมริ กั กพ็ ี่น้ี
แตห ากมะทะนา
ทขุ ะทวมบรูวาย.
เหมอื นตกอะวิจี (มัทนะพาธา หนา ๕๙-๖๐)

๒๔๔

สวนสุเทษณเ ปรียบความพลาดหวังของตนทจี่ ะเกดิ ขนึ้ หากมทั นาปฏิเสธความ
รักวา เหมอื นตนเองไมมีชวี ิตจติ ใจ หมายถึงหากสเุ ทษณตอ งผิดหวงั จากมทั นา สุเทษณจะรสู ึก
ทกุ ขทรมานจนไมร สู กึ ยินดีในส่งิ ใดอกี ตอไป ดงั ตัวอยาง

สุเทษณ . ตัวอยางท่ี ๖ ทุขะพี่ระคายระคาง; (อินทวงส, ๑๒)
อา ชว ยระงับดับ ผมิ สิ มฤดถี วิล,
พี่รักอนงคนาง วรชีวะชีวติ ิน-
เหมือนพ่มี ไิ ดค ง ตะนะหว งและหอ นนิยม.
ทรยี ไซรบ ใ ฝจ ิน- เพราะมวิ ายระทวยระทม
ชพี อยกู ็เหมอื นตาย, อุระช้ําระกาํ ทว.ี
ทกุ ขยากและกรากกรม (มัทนะพาธา หนา ๒๒)

การเปรียบเพื่อแสดงอาการและความรสู กึ ของตวั ละครทีเ่ นือ่ งมาจากความรัก
ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา ปรากฏวา มีการพรรณนาใหเ ห็นอาการและความรสู ึกของตวั
ละครในขณะท่ีตวั ละครพบเหน็ ผูท่ีตนพึงใจ หรือตกอยูในหว งของความรกั ตลอดจนพลาดหวังใน
รัก ซึ่งการเปรียบดงั กลา วชว ยสอื่ ความหมายใหผ ูอานผูฟงนกึ ถงึ อาการทตี่ ัวละครแสดงออกมาและ
นกึ ถงึ ความรสู ึกท่ีอยูใ นใจของตวั ละครไดเ ปน อยางดี

ข. ความรสู กึ สุข ในพระราชนิพนธม กี ารเปรียบเพ่อื ใหเ ขาใจความรูส กึ ของ
ตวั ละครซ่ึงเนือ่ งมาจากมีความสุขเกดิ ขนึ้ ในใจ ซงึ่ มลี กั ษณะและสาเหตุตา ง ๆ กันดงั ตอ ไปน้ี

ชัยเสนรูสึกมีความสขุ เปรียบเหมือนไดอ ยบู นสรวงสวรรค หมายถงึ ชัยเสนมี
ความรนื่ รมยจ ากการไดอยูรวมชวี ิตกบั มทั นาดวยความรัก และมัทนาไดดูแลปรนนบิ ัตติ ามหนาท่ี
ของภรรยาอยา งดี ทําใหชัยเสนสุขกายสบายใจกวา ทเ่ี คยเปนมากอน ดงั ตวั อยา ง

ตวั อยา งที่ ๑

ชัยเสน. ตง้ั แตภิเษกและอภริ มย ระติแนบณโฉมตรู (วสันตะดิลก, ๑๔.)

พี่น้ีประหนง่ึ รมะณิยอ ยู ณพิภพสรุ าลยั ;

แตไหนมเิ คยจะฤดิรื่น นิระโศกนริ ามัย

เหมอื นปจจบุ นั เพราะอรไทย นะสปิ ลูกประมวญปรีย.

(มทั นะพาธา หนา ๙๐)

๒๔๕

ความรูสึกสุขใจของตวั ละคร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ไดทรง
เปรียบเหมือนการนาํ น้ํามารดหรือชโลม ซ่ึงปรากฏในบทประพนั ธหลายบทดังตอ ไปน้ี

ชัยเสนไดรคู วามจริงจากนนั ทวิ รรธนะวา มทั นาไมไ ดถ กู ประหารชีวติ ตามคาํ ส่ัง

ของตน แตไ ดตามคณะพราหมณกลบั ไปยังอาศรมในปา ชัยเสนจึงมีโอกาสทจี่ ะกลา วขอโทษนาง

และตามนางกลบั มา ชัยเสนรูสึกสุขใจอยา งยิง่ และเปรียบวา เหมอื นนันทิวรรธนะชว ยนาํ นาํ้ มาชโลม

ดงั ความวา

ตัวอยา งที่ ๒

ชยั เสน. ขอบใจ, เจาน่ีเปน วรเสวิยอดดี, (สาลินี, ๑๑.)

เหมือนนาํ ซง่ึ วารี สิตะชวยโชลมต!ู

ดใี จท่ีรวู า มะทะนานะยังอย,ู

พอมโี อกาสกู และจะขอวราภัย.

(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐)

ตอนวิทรู สาํ นึกผิดทร่ี ว มแผนการของจณั ฑแี ละไดส ารภาพตอชัยเสน ซ่ึง
ชยั เสนไดอภัยโทษให มีการเปรียบความรูสกึ ของวทิ ูรในขณะนน้ั วา เหมอื นไดร ดศรี ษะดว ยนาํ้ ทิพย
หมายถึงวิทรู รสู ึกดใี จมากทไี่ ดรบั ความเมตตากรุณาและเปนส่ิงท่ีวิทูรคาดไมถึง ดังความวา

ตวั อยา งท่ี ๓

วิทรู . อาเทวะสธุ รร- มิกะปรฺ ียะราชา, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)

อนั ทรงกรณุ า ดนุผูประพฤติผิด,

น่คี ือพระแสดง สรุ ะธรรมะโสภิต,

มแี ตส ุระฤท- ธิจะเทียบพระภูบาล;

นึกวา บมิรอด ครุ ุทณั ฑแรงราญ,

บัดนพี้ ระประทาน พระอภัยกะฃาน,ี้

เหมือนรดศิระดว ย สุระทพิ ฺยะวารี

ชมุ ชนื่ ณฤด.ี ดนุขอปฏญิ ญา:

(มัทนะพาธา หนา ๑๒๓)

อีกตอนหน่งึ กลาวถงึ ความรสู ึกสุขใจของกาละทรรศนิ โดยเปรียบวา เหมือนมี
นา้ํ มาปะพรมใจ หมายถึงกาละทรรศินรูส ึกสุขกายสบายใจ เพราะมมี ัทนาคอยดูแลปรนนบิ ัติอยู
ใกล ๆ และทาํ ไดถูกใจ ดังความวา

๒๔๖

ตวั อยา งท่ี ๔

กาละทรรศนิ . อาโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, (มันทกั กันตา, ๑๗.)

พอ สิเพลินตา เพราะลูกขวัญ!

ลกู อยใู กลพอ ละกก็ ะมละฉัน

เฉกอุทกอนั ปะพรมใจ.

(มทั นะพาธา หนา ๔๔)

ตอนชัยเสนแอบฟงมทั นาราํ พึงราํ พนั ทาํ ใหท ราบความรสู ึกในใจของมทั นาท่ี
ตรงกบั ความปรารถนาของตน ชยั เสนรูสกึ ดใี จและเปรียบวา คําพูดของมทั นาทําใหชัยเสนชื่นใจ
เหมอื นไดดม่ื นํา้ ทิพย หมายถึงชยั เสนรสู ึกยนิ ดีย่งิ ทีไ่ ดร ูวา มัทนากร็ กั ตนเชนเดียวกนั ดังตัวอยาง

มัทนา. ตวั อยา งที่ ๕ ก็กระไรพระมาบัง (สาลนิ ี, ๑๑.)
ชัยเสน. อา จอมมงกุฎเกลา ! วะจะของกระหมอมฉัน,
พมุ ไมแลทรงฟง และมะเมอประหนง่ึ ฝน ,
ผบู นดังคนเพอ มิกะราชจะทรงยิน.
ไมค วรสมเดจ็ ธรร- ดจุ ะหลอ นและใหก ิน
ยินแลว ฃาช่ืนจิต
ตะนะแทนะนงคราญ.
น้ําทพิ ยทคี่ วรจนิ -
(มัทนะพาธา หนา ๕๘)

นอกจากนี้มีการเปรียบเพ่ือใหเ ห็นถึงความรสู ึกยนิ ดเี ม่ือกาละทรรศินไดมทั นา
มาเล้ียงดูในฐานะลูกสาว โดยเปรียบวา เหมือนไดโชคอยา งหนึง่ และเปรียบเหมือนมทั นาเปน ผนู าํ
โศลกมายงั อาศรมอยา งหน่งึ ซงึ่ โศลก หมายถงึ คาํ ขบั รองสรรเสริญ หรือเกียรติยศชื่อเสียง ดงั
ตัวอยาง

ตัวอยา งท่ี ๖ ผิเจายอดสุดาน้ัน (ภชุ งคัปปะยาตร, ๑๒.)
กาละทรรศนิ . อนิจจาจะเศราจิต, ก็รปู นจี้ ะพลอยโศก;
ประดจุ ไดป ระสพโชค,
เคราะหเจารายทําลายขวัญ, ประเวศแนว ณ อาศรม,
เพราะรปู ไดส ุดามา
จะแสนเศรา ณ อารมณ,
ประหนึง่ เจาและนําโศฺลก บเวนวาง ณ วันเพญ็ :
(มัทนะพาธา หนา ๔๒)
และหากตองวโิ ยคเจา
เพราะเคยเห็นและเคยชม

๒๔๗

ดงั นั้นจะเห็นวา กาละทรรศนิ มคี วามยินดีและเปนสุขยิ่งท่ีไดม ทั นามาเล้ียงไว
หากตองสูญเสยี นางไป กาละทรรศินก็จะรสู กึ เศราใจ

การเปรียบเพ่ือใหเ ขา ใจถงึ ความรูสกึ ยินดมี คี วามสุขในพระราชนิพนธเรื่อง
มัทนะพาธา ปรากฏวา สวนใหญจะนาํ น้าํ มาเปรยี บ โดยเปรยี บวา เหมือนไดดื่มกินนา้ํ ทิพย ได
ชโลมหรือปะพรม ซึง่ น้ํามีความเย็นจงึ ชวยสื่อไดดถี งึ ความรสู ึกเยน็ กายเยน็ ใจ หมายถึงความรสู กึ
สขุ กายสุขใจ นอกจากนี้ก็เปรียบเหมือนการไดอ ยบู นสรวงสวรรค การไดโ ชคลาภหรือสง่ิ มคี า อื่น ๆ
ดว ย

ค. ความรูสกึ ทุกข ในพระราชนพิ นธ เวลาที่ตัวละครเกดิ ความทุกขใจดวย
สาเหตุตา ง ๆ ก็จะมกี ารเปรียบเพ่ือใหเ ขา ถึงความรูสกึ ทุกขที่ตวั ละครตองแบกรับไวในใจ ซ่งึ มี
ดังตอไปนี้

ความทุกขของวทิ ูรซึง่ เกิดข้ึนเพราะกระทาํ ความทุจริต สงผลใหต นไม
สามารถดํารงชีวิตตามปกติสุขได ไมวาจะอยทู ใ่ี ดก็รสู กึ ทุกขทรมานใจ เปรียบเหมอื นมไี ฟรอ นรมุ
อยใู นทรวง ดังความวา

ตวั อยา งท่ี ๑

วิทรู . คร้นั ราชะบรุ ษุ นริ ะเทศะตฃู า (อุปฏ ฐติ า, ๑๑.)

ออกจากวรธา- นิดะนคู เณจร,

ไปไหนฤก็ฃา บมิอาจจะหลบั นอน,

เหมอื นเพลงิ พิษะรอน ระอรุ ุมณกลางทรวง.

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)

ความทกุ ขของชัยเสนซึ่งเกิดจากการไดยนิ ความจริงท้ังหมดจากวิทรู ทาํ ให
ทราบวาตนหลงกลอบุ ายของจัณฑที าํ ใหตอ งสูญเสียมัทนาไป มกี ารเปรียบความรูสึกของชัยเสนวา
เหมือนถกู แทงทหี่ นาอกถงึ หัวใจ ซึง่ สือ่ ความหมายถึงความรูส กึ ทกุ ขหนกั ที่เกิดข้นึ อยา งเฉียบพลัน
ทันทที ่ีไดยนิ ถอยคาํ สารภาพของวทิ รู ดงั ความวา

ชัยเสน. ตวั อยา งท่ี ๒ วะจะนะประดุจะแทง (สทั ธรา, ๒๑.)
ฟง คําหมอเฒา วทิ รู แจง กระท่งั ใจ!
ทีอ่ ุราแยง ทุษะประทะณหะทยั
คะนงึ วา
โอแ พร ูนารจิ ัญไร,
โดยมิทนั ได

๒๔๘

จัณฑผี ูเปนธดิ ารา- ชะมะคะธะแหละจะกลา
ออกอบุ ายพา- ละเชน นนั้ ;
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๖)

การนาํ ส่ิงตา ง ๆ มาเปรียบ ไดแก ไฟ และการถูกทํารายดว ยของแหลม ชวย
ทําใหผูอา นผฟู ง เขาใจถึงความรูสกึ ทกุ ขของตวั ละครซึ่งมีมากจนตวั ละครไมอาจรบั ไวไ ด การ
เปรียบเทียบจงึ ชว ยส่ือความรสู กึ ทุกขใ จของตวั ละครไดช ัดเจน

ง. ความรูสึกโกรธ บทสนทนาตอนหน่งึ ของชัยเสนไดกลาวถงึ สาเหตขุ องการ
หลงกลอุบายของจัณฑีวามาจากความหึงหวงซึ่งทําใหเ กิดความโกรธ ซึง่ มกี ารเปรียบ ดงั ความวา

ชัยเสน. โดยความหงึ สห นักเพราะรกั คร้ันคะดิประทะทษุ ะพลนั (สัทธรา ,๒๑.)

พลุงประหนึ่งควัน กระทบตา,

(มัทนะพาธา หนา ๑๑๖)

จากบทประพันธ ความหงึ หวงนํามาซึ่งความโกรธอยางรุนแรงและทันที
เปรยี บเหมือนควนั ทพ่ี วยพงุ ขึ้นมาจนทําใหมองไมเ หน็ ส่ิงใดเลย หมายถงึ เม่อื มีความโกรธเกิดขึ้นก็
จะไมส ามารถใชปญ ญาพจิ ารณาไตรต รองเหตผุ ลได

จ. ความรสู ึกหวงแหน บทสนทนาของกาละทรรศินตอนเชญิ ชวนดอกกุหลาบ

ไปยงั อาศรม กาละทรรศนิ ใหสญั ญากบั ดอกกุหลาบวา จะดูแลนางอยา งดีซงึ่ มีการเปรียบ ดังความ

วา

กาละทรรศนิ . อา มาลเี ลิดฤดีเพลิน, สุวิมะละและเจริญ, (สทั ธรา, ๒๑.)

ฃาจะขอเชอญ ผะกาไป

สูสวนงามฃางกฎุ ใี ห ระมะณิยะจะบํารงุ ไว

เพือ่ บมีภยั พบิ ตั ปิ วง;

ฃา รบั คาํ วา จะแหนหวง ประดุจะวรธดิ าดวง

ใจจะใฝหวง สดุ าภา.

(มทั นะพาธา หนา ๓๘)

กาละทรรศนิ สัญญาตอ ดอกกหุ ลาบวา จะดูแลไมใ หน างไดรบั อันตราย และจะ
หวงแหนไว เปรียบเหมือนนางเปนลกู สาวของตน แสดงใหเห็นถึงความรูสกึ หวงแหนหวงใยท่ี

๒๔๙

กาละทรรศินจะมีใหตอ มทั นา และการพาไปยังอาศรมนั้น กาละทรรศนิ ก็จะเล้ยี งดนู างในฐานะ
ลกู บญุ ธรรม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหวั ทรงใชก ารเปรียบกับการพรรณนา
ความรสู กึ ของตัวละคร ไดแ ก ความรูสึกรกั สุข ทกุ ข โกรธ และหวงแหน ซง่ึ เปนนามธรรม แตการ
เปรยี บไดชว ยใหผอู านผูฟ ง เขา ใจความรสู กึ ของตัวละครและอาการที่ตวั ละครแสดงออกมาไดด ขี ้ึน
อกี ท้ังทําใหเ กดิ ความไพเราะในบทประพนั ธดว ย

๒.๒.๒.๓ การเปรียบเพื่อแสดงสภาพของตัวละคร ในพระราชนพิ นธ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใชการเปรียบเพ่ือแสดงใหเหน็ วา ตัวละครตกอยูใน
สภาพตา ง ๆ ที่ตนเองไมใชผ กู ระทําขึน้ การเปรียบดังกลา วมดี ังตอ ไปนี้

มัทนาถูกสุเทษณสาปใหกลายเปนดอกกหุ ลาบ ในหนึง่ เดือนจะสามารถคืนสภาพ
เปนหญงิ สาวไดเพยี งหนงึ่ วันหนึง่ คนื เทา น้ัน บทสนทนาของมัทนาแสดงสภาพของตนเองดงั น้ี

ตวั อยา งที่ ๑

มทั นา. ถงึ หากนารเี ลดิ งาม, แมไดช มทราม (ฉบงง, ๑๖.)

สิเนหะไดเ พียงแต

หน่งึ วนั หนงึ่ คนื แลว แล มิไดช มแม

สกั นิดตลอดอีกเดอื น,

ชายใดจะยอมอยเู พ่อื น? ขนื รกั กเ็ หมือน

รักรูปนิมติ รมายา.

(มัทนะพาธา หนา ๔๖)

ดวยสภาพทีต่ องกลายเปน ดอกกหุ ลาบมากกวา การเปน มนษุ ย มัทนาจึงกลา วถงึ
ตนเองวา คงไมม ีชายคนใดทจ่ี ะรกั นาง เพราะนางมสี ภาพเปรียบเหมือนรปู นมิ ิตซึ่งไมม ีตัวตน
หมายถงึ ไมม ีชายคนใดทจี่ ะอดทนรักนางได เพราะนางเปน มนุษยไ ดเพียงหน่ึงวนั หนึ่งคนื

อีกตวั อยางหนง่ึ มัทนาถกู มนตราสะกดของมายาวนิ จึงมีอาการเลอื่ นลอย พูดและ
ทาํ สิง่ ตาง ๆ โดยไมร ูตัว สเุ ทษณเปรียบวา นางเหมอื นคนละเมอ และเหมือนไมมชี วี ิตจิตใจ ไมว า
สุเทษณจ ะถามนางอยางไร นางกต็ อบยอนความกลบั ไป สเุ ทษณจงึ เปรยี บอีกวา การพูดคุยกบั นาง
เหมอื นพูดกบั หนุ ยนต ดังตวั อยาง

๒๕๐

ตวั อยางท่ี ๒

สเุ ทษณ. แนะมายาวิน เหตุใดยพุ ิน จงึ่ เปนเชนน?้ี (สุรางคณา, ๒๘)

ดรู าวมะเมอ เผลอ ๆ ฤดี ประดจุ ไมมี ชีวติ จิตใจ.

คราใดเราถาม หลอนก็ยอนความ เหมือนเชนถามไป,

ดังนจ้ี ะยวน ชวนเชยฉนั ใด ก็เปรยี บเหมือนไป พูดกับหุนยนตร.

(มทั นะพาธา หนา ๑๙)

การเปรียบในบทประพนั ธท งั้ สองบทแสดงใหเ หน็ สภาพตาง ๆ ของมัทนา ท้งั การ
กลายเปนดอกกุหลาบสลับกับการเปน มนษุ ย และอาการทีเ่ ล่อื นลอย ไมร ูตวั เหมือนกึง่ หลับกึง่ ฝน
การเปรียบชวยส่ือความหมายทชี่ ัดเจนแจมแจงใหแกผูอานผูฟง แสดงใหเห็นสภาพของมทั นาได
เปน อยา งดี ซ่ึงมทั นาเองก็ไมพ ึงใจ

๒.๒.๒.๔ การเปรยี บเพื่อแสดงลักษณะนสิ ยั ของตัวละคร ในพระราชนพิ นธม ีตัว
ละครฝายรายท่มี บี ทบาทสาํ คัญอยู ๒ ตวั คอื จณั ฑี และ อราลี ทัง้ สองมีนิสัยหยาบชา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ไดทรงเปรียบเพื่อใหเห็นลักษณะนสิ ัยของตวั ละครทั้งสอง
ตัวดงั ตอไปน้ี

จณั ฑี มนี ิสยั เปน คนโทสะรา ย ไมรูจักควบคุมอารมณ ยามหงึ กพ็ ูดจากราด
เกร้ยี ว ประชดประชัน ฟงดูหยาบคายไมส มกับการเปน ผูอยใู นตระกูลสงู ทําให
ชยั เสนเอือมระอาและตําหนินางดังน้ี

ตวั อยางท่ี ๑

ชยั เสน. เหมนางจณั ฑี พูดจาคราน้ี แสนจะหยาบคาย: (สรุ างคณา, ๒๘.)

เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากรา ย ราวแมคาปลา?

(มทั นะพาธา หนา ๙๕)

ชัยเสนเปรียบจณั ฑเี หมือนแมค า ขายปลา เพราะตองการตาํ หนจิ ณั ฑวี า นางมี
ฐานะสงู สง เปนถงึ ธิดากษัตริย แตประพฤตติ วั เชนคนชั้นต่าํ ยามโกรธก็ใชว าจากาวรา วหยาบคาย
แทนการพยายามสาํ รวมกิริยาวาจา

สวนอราลีซ่ึงเปนขา หลวงของจัณฑกี ม็ คี วามเยอ หยง่ิ ไมเ คารพหรอื เกรงกลัวใคร
เพราะถือวามเี จานายคอยคุม ครอง ดงั ทศ่ี ภุ างคตําหนคิ วามประพฤติของอราลีวา

๒๕๑

ตวั อยางที่ ๒

ศุภางค. นางอราลนี ี่เออ อวดดีเผยอ (ฉบงง, ๑๖.)

หยิ่งเยอเหมอื นอยา งคางคก,

ชาต์นิ างยางหวั ไมตก กค็ งผงก

ผงาดบังอาจเอบิ ใจ.

(มทั นะพาธา หนา ๘๗)

ศุภางคเปรียบอราลีเหมือนคางคก แสดงใหเห็นความตํ่าชา ของอราลีซ่ึงมีทา ทาง
อวดดี หยิ่งยโส ไมรูจักทตี่ ํา่ ทีส่ งู ซึ่งเปนนิสยั ทีน่ า รงั เกียจ

การเปรียบท้ังสองตัวอยางขา งตน ส่งิ ที่นาํ มาเปรียบส่ือความหมายถึง คนชน้ั ตา่ํ มี
จติ ใจและกริ ิยาทราม จงึ ชวยทําใหเ หน็ ลกั ษณะนสิ ยั ท่ีนา ตาํ หนิของตวั ละครทัง้ สองชัดเจน

๒.๒.๑.๕ การเปรียบเพื่อแสดงคณุ คา และความสาํ คญั ของตวั ละคร ในพระราช
นพิ นธไ ดก ลาวถงึ ตัวละคร ๒ ตวั ท่มี คี วามสาํ คัญตอชัยเสนกษัตริยผ ูยิ่งใหญซ ่ึงเปน พระเอกของเรอ่ื ง
คนหนึง่ คือ มทั นา นางอันเปนทีร่ ัก สว นอีกคนหนึ่งคือ ศุภางค ผูเปน ทงั้ เพอ่ื นและองครกั ษท ่ีซ่ือสัตย
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัวไดท รงเปรียบเพอ่ื แสดงถงึ คุณคา และความสาํ คัญของตวั
ละครทง้ั สองทม่ี ีตอพระเอกดงั น้ี

มทั นา ชายาของชัยเสน การอภิเษกสมรสระหวางชัยเสนและมทั นาเปนผลท่ี
เนื่องมาจากความรัก มทั นาไดป ฏบิ ัติหนา ท่ดี ูแลพระสวามีอยางเต็มความสามารถ ทําใหชัยเสนมี
ชีวติ ที่สุขสมบูรณ ความรกั ท่ีมีตอมทั นาก็ทวมี ากข้นึ อีก แตเ พราะความรกั น้ีเองที่ทาํ ใหชัยเสนหลง
กลอบุ ายของจัณฑีโดยงาย หลังจากที่รคู วามจรงิ แลวชัยเสนก็ไดพ รรณนาถงึ ความสาํ คญั ของมทั นา
ทม่ี ตี อชวี ิตตน ซึง่ บทประพันธมกี ารเปรียบดงั นี้

ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๑ มะทะนาสิเปรยี บช-ี (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.)
อนงคส ุปรฺ ียา ฤก็สนิ้ ชวิ าลัย;
วะแหงดนูน้ี ดจุ ะเรอี นและนางไซร
มะโนดนูเปรียบ
ชวลิตณเคหา,
ประดุจประทปี ใช
ละกซ็ ดั ชวาลา,
และกูสติ กลอ ง บมทิ นั จะใครครวญ,
พโิ รธและจับปา คะหะมดื สจิ งึ่ หวล
ตะเกยี งวนิ าศแลว

๒๕๒

คะนงึ วะไมควร จะทลายประทีปนั้น.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั เปรยี บดวงใจของชัยเสนเหมือนเรือน
และเปรียบมัทนาเหมือนตะเกยี งท่ีคอยสองสวาง แตชัยเสนกลับเปน ผูทาํ ลายตะเกียงนนั้ เสยี เอง
ชีวติ ของชยั เสนจึงตอ งประสบกับความมดื มน

การเปรียบแสดงใหเ ห็นความสาํ คัญของมทั นาทม่ี ีตอชัยเสนในฐานะเปนผทู ่ีทําให
ชีวติ มคี วามสุขสมบรู ณ เมื่อไมม ีมัทนา ความสุขท้งั หลายก็หมดไป

สวนความสําคัญของศุภางค พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวไดทรง

เปรียบไวด งั นี้

ตัวอยา งที่ ๒

ชยั เสน. ศภุ างคะเสนี ฤก็เคยสนิธกนั , (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)

ดนกู ็ควรมั่น ฤดวิ า สุภกั ด;ี

เพราะโกรธะครองใจ ดนุใหประหารช-ี

วะเพื่อนกบ็ ัดนี้ นะสิรวู ะ ไรผ ดิ .

ศุภางคะเหมือนพา- หะวิเศษะแรงฤทธ,ิ์

ดนูสิปลดปลิด วรพาหะแหง ตน.

(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)

ศุภางคเ ปรียบเหมือนพาหะวเิ ศษ ซ่งึ คําวา พาหะ มคี วามหมายวา ผูแบก, ผูถอื ,
ผูทรงไว; มา . (ป.) (ราชบณั ฑิตยสถาน. ๒๕๔๒: ๗๘๕)

การเปรียบวา ศภุ างคเหมือนพาหะวเิ ศษ จงึ หมายถงึ การทีศ่ ภุ างคเปน ผูรับใชท ี่
สามารถดูแลรับใชเจานายตามท่ีเจา นายประสงคอ ยางนาพอใจ ตลอดจนมคี วามจงรักภักดีตอ
เจานายของตนอยา งยิ่ง

ความดงี ามดงั กลาวควรทาํ ใหชยั เสนมคี วามเช่ือมน่ั วา ศุภางคไ มไ ดป ระพฤติผิด
แตเ พราะความโกรธเขา มาครอบงําทําใหข าดสติ จึงสง่ั ประหารชีวติ ศุภางค แมภายหลังสํานึกไดแต
ก็ไมอ าจแกไขความผิดพลาด เพราะชัยเสนไดท ําลายพาหะวิเศษนน้ั ไปเสียแลว

การเปรียบทาํ ใหเห็นความสาํ คัญของบคุ คลทง้ั สอง คนหนึง่ เหมือนแสงสวา งทําให
ชวี ติ ผองใส อีกคนหนึ่งเปนผทู ําใหช วี ิตสมความปรารถนาในทุกเรือ่ ง เมื่อสญู เสียไปจงึ ตองประสบ
กบั ความเสียดายเสียใจ การเปรียบดังกลา วทําใหบทประพันธส ่ือความหมายไดลึกซง้ึ ชวยใหผอู า น
ผฟู ง เขาใจอารมณค วามรูสึกของตวั ละครไดก ระจา งยงิ่ ขึ้น

๒๕๓

๒.๒.๒.๖ การเปรียบเพ่ือสรรเสริญคุณธรรมของตัวละคร ในพระราชนพิ นธตอน
เหลา นางอปั สรออกมารา ยรําและขับรอ งเพื่อสรา งความสําราญแกสุเทษณ เน้ือหาของบทรอง
ประกอบรํามีการเปรียบเพื่อสรรเสรญิ คณุ ธรรมของสเุ ทษณผเู ปนนายของตน มีตวั อยางดงั ตอไปน้ี

๏ เหลาฃาคณาอบั สร กม เกศยอกร (ฉบงง, ๑๖.)

บังคมพระเทพรังสรรค

๏ พาํ นักเนาสุขทกุ วนั พระคุณอนนั ต

อเนกประดุจโพธ์ทิ อง

๏ อนั พระเมตตาเนืองนอง ประดจุ ลออง

วะรุณระรืน่ รวยเยน็

๏ พระกรณุ าแนเ ห็น ดิประดุจเปน

วายรุ ําเพยชื่นใจ

(มัทนะพาธา หนา ๕)

บทรองของนางอปั สรมีเนอื้ หาสรรเสรญิ สุเทษณผ เู ปนนายของตนดงั นี้
พระคุณของสเุ ทษณท ม่ี ีตอนางอัปสร เปรียบเหมอื นโพธ์ิทอง หมายความวา
สุเทษณเปน ท่ีพึ่งของนางอัปสรผเู ปนบรวิ าร และบริวารท้งั หลายอยูกันอยา งมีความสุข
ความเมตตาของสุเทษณ เปรียบเหมือนละอองฝน หมายความวา สเุ ทษณมี
ความเมตตาตอบรวิ ารมาก ทําใหบริวารมีความสุขใจ
ความกรุณาของสเุ ทษณ เปรียบเหมือนสายฝนพัดชน่ื ใจ หมายความวา สเุ ทษณ
มคี วามกรณุ าตอบรวิ ารอีกอยา งหน่ึง ทาํ ใหบรวิ ารมีความสดชน่ื เบกิ บาน

๒.๒.๒.๗ การเปรียบเพ่ือแสดงแนวคิด ในพระราชนพิ นธพ ระบาทสมเด็จพระ
มงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงแสดงแนวคิดไวหลายประการ ซ่งึ บางแนวคิดทรงใชก ลวธิ กี ารเปรยี บ
เพ่ือใหเกิดความเขา ใจอยางลึกซ้งึ ดังนี้

แนวคิดเกี่ยวกับความรกั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยหู ัวทรงแสดง
แนวคิดเกี่ยวกบั ความรักโดยมีการเปรยี บอยางลกึ ซง้ึ ดงั ความวา

กาละทรรศิน. ความรกั เหมือนโรคา บนั ดาลตาใหม ืดมล, (ยานี, ๑๑.)
ไมยินและไมยล อปุ ะสัคคะใด ๆ.
ความรกั เหมือนโคถึก กาํ ลังคกึ ผิขังไว,
บยอมอยู ณ ที่ขัง;
กโ็ ลดจากคอกไป

๒๕๔

ถึงหากจะผูกไว กด็ งึ ไปดวยกําลัง,
ยิ่งหามก็ยงิ่ คลง่ั บหวลคิดถึงเจบ็ กาย,
(มัทนะพาธา หนา ๗๔)

จากบทประพันธ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงเปรียบฤทธิ์
อาํ นาจของความรักไวดังน้ี

ความรกั เหมือนโรคท่ีทําใหผนู ั้นมองไมเห็นสง่ิ ใด ๆ หมายถงึ ผูท่ตี กอยูใน
อารมณรกั จะไมอ าจแยกแยะไดว า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก รวมถงึ ไมห วาดหวนั่ แมจ ะมอี ุปสรรค

ความรกั เหมือนโคหนมุ ทมี่ กี าํ ลงั และคกึ คะนอง ไมอ าจขงั ไวไ ด หมายถงึ ผู
ทมี่ ีความรกั แมน ใครหา มปรามวา ไมค วร ผนู ้นั กจ็ ะไมเชอื่ ฟง

ดงั นน้ั ความรกั ที่ไมไ ดต งั้ ม่นั อยใู นสติจงึ เปนสิง่ อันตราย อาจนาํ ความเสียใจมา
สผู ูมีความรกั ได

การเปรียบดงั กลา วทําใหบทประพนั ธมคี วามไพเราะและสือ่ ความหมายได
อยา งลกึ ซ้งึ กนิ ใจ นับเปนบทประพนั ธท ่ีแสดงแนวคิดอันมคี ณุ คายงิ่

๒.๒.๒.๘ การเปรียบอื่น ๆ นอกจากการเปรียบท่ีไดจําแนกไวเ ปนลกั ษณะ
ตา ง ๆ ตามจุดประสงคข องการเปรียบแลว ยงั มีการเปรียบยอย ๆ ท่ไี มอาจอธิบายจาํ แนกไวด ัง
ขางตนได เน่ืองจากมีจํานวนบทประพนั ธนอ ย จงึ ไดร วบรวมไวในที่เดียวกัน มีดงั ตอ ไปน้ี

ก. การเปรียบเพ่ือแสดงถึงหญิงไมดี ในตอนทีม่ ทั นาราํ พึงรําพนั ถึงชัยเสน
และทราบภายหลังวา ชัยเสนมายนื แอบฟงคาํ พูดของตน มทั นารูสกึ ละอายเพราะตนเปนหญิงแต
กลับมาครํา่ ครวญถึงชาย จงึ ตําหนิตนเองวา เปนหญงิ ไมดี ไมม คี วามอาย มกี ารเปรียบวา เหมอื น
โสเภณี ดงั ตัวอยา ง

มัทนา. ครานพ้ี นั เอินองค อธริ าชนะโรดม (สาลินี, ๑๑.)
ทรงยนิ คาํ ปรารม- ภะและบน ณราตร,ี
คงทรงนึกอยวู า ดนทุ รามและส้นิ ดี,
ราวนางโสเภณี บมเิ ขินมขิ วยใจ,

(มัทนะพาธา หนา ๕๘)

ข. การเปรียบเพื่อแสดงถึงความรอ น ขณะทีม่ ัทนาถกู เวทมนตรของมายาวิน
สะกดเรียกใหม าหาสุเทษณ มัทนาเกิดความรูสึกรอนในอกมากจนทนไมไ หวจึงสลบไป มีการ
เปรยี บเพ่ือแสดงความรูสึกวา รอ นมาก เหมือนมีไฟมาเผาผลาญอยูขางใน ดงั ตัวอยาง

๒๕๕

มทั นา. จําไดว า ฃาสถิต ในสวนมาลิต (ฉบงง, ๑๖.)

และลมราํ เพยเชยใจ,

แตอ ยูดี ๆ ทนั ใด บังเกิดรอ นใน

อุระประหน่งึ ไฟผลาญ,

รอนจนสุดที่ทนทาน แรงไฟในราน

กล็ ม ลงสน้ิ สมฤดี.

(มัทนะพาธา หนา ๒๑)

ค. การเปรียบเพื่อแสดงถงึ การลว งไปอยางรวดเร็วของเวลา บทสนทนาตอน
หนง่ึ ของมัทนาไดก ลาวถงึ การลว งไปของเวลาวา ขณะที่นางมีสภาพเปนดอกกุหลาบ นางรสู ึกวา
เวลาชางผา นไปอยา งเชื่องชา แตเมื่อนางไดคนื รา งเปน มนุษย ยามกลางวนั กลบั ผานไปเรว็ มีการ
เปรยี บวา เหมือนเวลากลางวนั เผน ไปอยางไมย ้ัง ดังตวั อยา ง

มทั นา. เพราะมโนสนิ กึ เรง ศศธิ รและนับวาร, (กมล, ๑๒.)
ตละเดือนก็ดูกาล จริ ะกวาจะวนั เพ็ญ,
และ ณ ปณณะรัสวฺ า- ระก็ยอ มจะกลับเห็น.
ทวิ ะลว งประดุจเผน จรจูบ อยูยง้ั ?

(มทั นะพาธา หนา ๔๓)

ง. การเปรยี บเพื่อแสดงถึงการไดโชคลาภ ตอนวิทรู ถวายพรชัยเสน วทิ ูร
กลาววา ขอใหช ัยเสนไดรับโชคลาภ มกี ารเปรียบวา ขอใหไ ดโชคลาภมากมาย เหมอื นสายนํ้าที่
หลั่งไหลมา ดงั ตัวอยา ง

วิทูร. กิจใดพระประสง- คะกจ็ งประสิทธิ์ทา น, (อปุ ฏฐติ า, ๑๑.)
การปวงประลปุ าน วรราชประสงคส รรพ,
ลาภหลง่ั บมิหยดุ เถอะประดจุ อุทกถ่นั ,

ทรงชัยชะนะสรร- พะศะตรูบรแู พ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๓)

จ. การเปรยี บเพื่อแสดงถงึ ความดงั ของเสยี ง ในบทประพันธตอนปริยมั วะทา
เลาเหตกุ ารณท ม่ี ัทนากลายเปนดอกกุหลาบ ปริยัมวะทาไดพ รรณนาถึงปรากฏการณใ นขณะน้ันวา
มเี สียงดงั เกดิ ขน้ึ โดยมกี ารเปรียบ ๒ ครั้งวา เสียงน้ันดังเหมอื นเสยี งของพายุพัดอยางหน่งึ และ
เสยี งนั้นดังมากเหมือนเสยี งแผน ดินไหวอกี อยา งหนึง่ ดังตวั อยา ง

๒๕๖

ปริยัมวะทา.อีกหนอยกส็ ังเกต ทรุ เหตพุ ิกลอย,ู (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
โดยพักตระโฉมตรู นะสิซีดบสดแดง;
แลวมสี าํ เนยี งมา ดจุ ะพายพุ ัดแรง,
กละเมทนิ ไี หว.
อึงอลณหนแหง ยคุ ะนองสิมองไป
ธระทมและลมนอน,
คร้นั เม่ือสงบพา- (มทั นะพาธา หนา ๑๓๗)
เหน็ องคพระแมไ ซร

การเปรียบตา ง ๆ ทไ่ี ดกลาวไวขางตน ประกอบดว ยการเปรียบเพือ่ แสดงความ
หมายถงึ ความไมด ีของหญิง ความรูสึกรอน ความเรว็ ของเวลา การไดโ ชคลาภ และความดงั ของ
เสียง ซึ่งการเปรียบชว ยสื่อความหมายใหเขา ใจไดอยา งดี และชว ยเพ่ิมความไพเราะดว ยอีก
ประการหน่งึ

โวหารอุปมาซงึ่ ปรากฏในพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธาสามารถจาํ แนกเปน
ประเภทตา ง ๆ ตามจดุ ประสงคของการเปรียบ ไดแ ก การเปรียบเพื่อแสดงรูปรางลักษณะของ
เทพเจา สตรี พืช และสัตว ตลอดจนกิริยาอาการ การเปรียบเพอ่ื แสดงความรูสกึ ของตวั ละคร การ
เปรยี บเพอื่ แสดงสภาพของตวั ละคร การเปรียบเพ่อื แสดงลกั ษณะนิสยั ของตวั ละคร การเปรียบเพื่อ
แสดงคุณคา และความสาํ คญั ของตัวละคร การเปรียบเพ่ือสรรเสรญิ คณุ ธรรมของตัวละคร และการ
เปรียบเพือ่ แสดงแนวคิด นอกจากนี้ยงั มีการเปรียบท่เี ปนบทยอย ๆ อกี สว นหนงึ่ จะเห็นไดวา
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงใชโ วหารอุปมาในการถา ยทอดอารมณ ความรูสึก
ความคิด จินตนาการไดอยางลึกซึ้งกวา งขวาง ชว ยทาํ ใหเกดิ มโนทัศนหรือจนิ ตภาพไดช ัดเจนลึกซง้ึ
กอใหเ กิดความสะเทือนอารมณแกผ ูอา นผฟู ง ไดอยา งดี

๒.๒.๓ อุทาหรณ (Analogy) หมายถงึ วธิ กี ารเปรียบเทียบเรื่องราว เหตกุ ารณ หรอื
ความคิดสองอยา งท่ีมีความหมายตางกนั วา คลา ยกัน โดยการยกขอความที่เช่อื วางา ยแกการเขาใจ
เปรียบเทียบกับส่งิ ท่ีผเู ขียนหรือผพู ูดตองการจะอธิบาย ดูคลายวิธีใชsimile ความแตกตา งอยูท่ี
simile เปนการเปรียบเทียบถอ ยคํา ในขณะทอ่ี ทุ าหรณเ ปน การเปรียบเทียบขอความ
(วิภา กงกะนันท. ๒๕๒๒: ๕๐)

ในพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใช
โวหารอุทาหรณใ นการเปรียบขอความดังตอไปนี้

การเปรียบแนวคิดเก่ียวกับความรบั ผิดชอบตอหนาที่ของกษัตริย ในบทสนทนาของ
นนั ทวิ รรธนะตอนหนงึ่ นนั ทิวรรธนะไดเตือนสตชิ ัยเสนไมใ หฆ าตัวตาย โดยเตือนใหน กึ ถึงหนา ท่ี
ของกษตั ริยทเี่ ปนท่ีพ่ึงของราษฎร ดังความวา

๒๕๗

ตัวอยางท่ี ๑ ก็เพราะแสงตวันสอง, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
นันทิวรรธนะ. โลกเราสงา งาม มละทวั่ นะฉนั ใด;
ฤดพิ ่ึงพระเดชไท,
ส้นิ แสงระวตี อง ฤดิหมนละแนนอน.
อันปวงประชาเปรม กเ็ พราะแสงนศิ ากร,
เดชดับก็มืดใน ก็บเทาพระจันทรเดียว;
ราตรสี วางแจง วรโสมะน่นั เทียว,
โกฏิ์ดาวณอัมพร จะประสพพระเจา ไหน?
อันวาพระคณุ เปรียบ (มทั นะพาธา หนา ๑๑๗)
ไรน าถะฃา เหลยี ว

บทประพนั ธแสดงแนวคิดเก่ียวกบั ความรบั ผิดชอบตอหนาที่ของกษัตริย โดยเปรียบ
ดังน้ี

โลกมคี วามสงางามเพราะไดร บั แสงสวางจากดวงอาทติ ย หากสน้ิ แสงอาทิตย โลกก็
จะมีแตค วามมดื เชนเดียวกับประชาชนมีความสขุ ไดเพราะมกี ษัตริยค อยปกครองดูแล หากสิ้น
กษัตรยิ  ประชาชนก็จะพากันเดอื ดรอนเพราะขาดที่พง่ึ

พระจนั ทรใ หแสงสวา งแกทองฟา ยามกลางคนื แมมีดวงดาวมากมายก็สวา งไมเทา
พระจนั ทรด วงเดยี ว เชน เดียวกบั กษัตริยม ีหนา ทดี่ ูแลคมุ ครองประชาชนใหมคี วามสุข แมนไมม ี
กษัตริยประชาชนกเ็ ควงควา งไรท ่ีพ่ึง

นอกจากนมี้ กี ารเปรียบเพ่ือแสดงความรักระหวางชายหญิง ซ่งึ ปรากฏในตอนชัยเสน
และมทั นาตกลงปลงใจท่ีจะรวมชีวิตกัน ทัง้ สองกลาวถงึ ความรสู กึ อม่ิ เอิบท่เี กิดขน้ึ ในใจ ดังความวา

ตัวอยา งที่ ๒ (อที สิ ะ, ๒๐.)
ชัยเสน. อาอะรณุ แอรมระเรื่อรจุ ี

ประดจุ มะโนภิรมระตี ณ แรกรัก!
แสงอะรณุ วิโรจนน ะภาประจกั ษ

แฉลมเฉลาและโศภินัก นะฉนั ใด,
หญิงและชายณะยามระตีอุทยั

สวา ง ณ กลางกะมลละไม ก็ฉนั นนั้ ;
…………………………………………………
มทั นา. สูระยะสองสวาง ณ กลางนะภา

กพ็ ลอยสวาง ณ ภูมิหลา แหละฉันใด,

๒๕๘

อนั พระโปรดก็จติ ตะฃา ก็ได
สวา งกระจา งและสดและใส ณ บัดน!้ี
(มทั นะพาธา หนา ๖๓-๖๔)

บทสนทนาของชยั เสนใชโวหารอุทาหรณเ ปรียบวา แสงของพระอาทติ ยใ นเวลาเชา มี
ความสวางงามฉันใด กเ็ ปรียบไดก ับความรสู ึกเบกิ บานในใจของหญงิ ชายยามทมี่ ีความรกั ตอกนั ฉนั
น้นั การเปรียบส่ือความหมายถึงความรสู กึ ท่เี ปยมดว ยความสุขของหนุมสาวยามท่คี วามรักสมหวงั

สว นบทสนทนาของมทั นาใชโวหารอุทาหรณเ ปรียบวา พระอาทิตยส องแสงสวางของ
ตน โลกกพ็ ลอยไดรบั แสงสวางน้นั ดว ย เชน เดียวกบั ชัยเสนมีความสุขเพราะไดเมตตามอบความรกั
แกม ทั นา ซ่ึงทาํ ใหมัทนาไดร ับความรกั นั้นและพลอยมคี วามสุขตามไปดว ย

การใชโวหารอทุ าหรณซึ่งเปน การเปรียบขอความตามที่ปรากฏในพระราชนพิ นธ เห็น
ไดอยา งชดั เจนวา ชว ยทําใหเกดิ ความไพเราะสละสลวยและความซาบซ้งึ กนิ ใจข้นึ ในบทประพนั ธ
ดังน้นั สุนทรียภาพทเ่ี กิดขน้ึ ในความของพระราชนิพนธ สวนหนง่ึ จงึ มาจากการใชโ วหารอุทาหรณน ี้

๒.๒.๔ อติพจน (Hyperbole) หมายถึงการใชค ําเกินจรงิ เพ่อื เนน ความรูสกึ ทาํ ให
ขอความนั้นมีน้ําหนักหรือเกิดความซาบซง้ึ ซึ่งผูอา นผฟู งทราบดีวาถอ ยคาํ หรือขอความนน้ั ไมเ ปน
จรงิ เห็นภาพพจนไ ดง า ย (ดวงใจ ไทยอบุ ุญ. ๒๕๔๙: ๘๐)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงใชโ วหารอติพจนเ พ่อื ใหค ําพดู ของตวั
ละครมนี าํ้ หนกั และตวั ละครสามารถแสดงความรสู กึ ของตนไดอยา งซาบซ้ึง มีตัวอยา งดงั ตอไปน้ี

ชยั เสนแสดงความรูสึกประทับใจในความงามของมทั นาและไดร าํ พงึ ราํ พันกับตนเองวา

มัทนางามจนไมอาจหาถอ ยคําใดมาสรรเสริญใหเ หมาะสมได ทเี่ ปนดงั นีเ้ พราะนางถูกสรางโดยพระ

วิศวกรรมหรือพระวศิ นุกรรมเทพเจาแหง การชา ง แมพ ระวศิ นุกรรมเองก็ยังหลงใหลในความงามของ

นางและไมอาจสรา งผูใ ดใหงามเชนน้ีไดอีก มัทนาจงึ เปนหญิงงามที่สุดในสามโลก ดงั ปรากฏในบท

ประพันธว า

ตัวอยา งที่ ๑

ชยั เสน. พิศไหนบมีทราม, วะธุงามสงาหมด, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)

จนสดุ จะหาพจน สรเสริญเสมอใจ.

องควศิ ฺวะกรรมนั นะสปิ น วะธไู ซร

พอเสร็จกเ็ ทพไท พศิ ะรูปสรุ างคเ พลนิ ;

ยืนเพง และน่ังพศิ วรพักตรบ หมางเมนิ ,

งามใดบงามเกนิ มะทะนาณโลกสาม:

๒๕๙

แลวศิ ฺวะกรรมัน ผจิ ะปน วะธูตาม
แบบอกี กไ็ มง าม ดุจะโฉมอนงคน:้ี
เหตนุ ี้สินงคราญ ณสถานพภิ พตรี
จึ่งไมป ระสพที่ สิรริ ูปะเทยี มทัน.
(มัทนะพาธา หนา ๕๔-๕๕)

ชยั เสนราํ พนั อกี วา ความงามของมัทนาทาํ ใหชยั เสนเคลิบเคล้ิมคดิ วา ตนกาํ ลงั ฝน ไป
และมัทนาก็ไมไดม ีตัวตนจรงิ แตเปนหญงิ ในความฝน ครน้ั จะปลกุ ตนเองใหตื่นจากความฝน ก็เกรงวา
จะไมไดพ บมัทนาอกี ดังที่ชัยเสนกลาวไวในบทประพนั ธว า

ชัยเสน. ตัวอยางท่ี ๒ กละหญงิ นิมิตรฝ น , (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
งามเกินมนุษจริง ดนจุ วนจะปลุกตัว,
จนแรกประสพนนั้ นยนาก็แนวนัว,
นึกวาสินิธนิทร จะผวาและไมเห็น.
แตนกึ ก็ออกกลวั (มทั นะพาธา หนา ๕๕)

สวนสุเทษณก ห็ ลงใหลความงามของมทั นาและกลา วคาํ ช่นื ชมไวอยางมากมาย ตอน
หนึ่งมีลักษณะเปนโวหารอตพิ จนว า

ตัวอยา งที่ ๓ วรถันสุมนสุมา-
สเุ ทษณ. งามทรวงสลางสอง วรุบลสะโรชะมาศ;
(มัทนะพาธา หนา ๖-๗)
ลเี ลดิ ประเสรฐิ กวา

สุเทษณก ลา วอยางนยิ มยกยองวา มทั นามีสรีระอันงดงาม อกของนางงามย่งิ กวา
ดอกบวั ซึง่ หมายถงึ งามอยางไดรูปทรงเหมาะสม

และชยั เสนกก็ ลาวถึงเสียงของนางวา ไพเราะย่ิงกวาเสยี งดนตรีสวรรค ดงั ความวา

ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๔ ดรุ ิยางคะดดี ใน (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
เสียงเจา สเิ พรากวา สุรศพั ทะเรงิ รมย.
ฟากฟาสรุ าลยั (มัทนะพาธา หนา ๕๕)

๒๖๐

ทั้งความงามดา นสรีระและความไพเราะของนํ้าเสียงของมทั นา ทําใหช ัยเสนไมอาจ
หลบั ลงไดเ พราะคอยแตคิดคํานึงถงึ นาง หากฝนนอนลงอาจทําใหอ กพังเพราะความรอนเรา ดงั ท่ี
ชัยเสนกลา ววา

ชัยเสน. ตวั อยางท่ี ๕ ละกเ็ พียงจะฃาดใจ, (อนิ ทะวิเชยี ร, ๑๑.)
พศิ โฉมและฟงเสียง ฤฉะนน้ี ะอกเอย!
โอน อนจะหลับใหล ฤดเิ ฝา คะนงึ เชย,
ขนื นอนก็รอ นเรา อรุ ะอาจจะพังภนิ .
หากขนื จะนอนเฉย (มัทนะพาธา หนา ๕๕)

และยามที่ชัยเสนสารภาพรักตอมัทนากไ็ ดใชโวหารอตพิ จนว า หากชยั เสนมีหลายล้นิ

ทุกลน้ิ จะพราํ่ พูดวา รักมทั นา รวมทัง้ จะปฏิญานพรอมกันวา จะรักมทั นาอยางไมมีวนั เส่อื มคลาย ดงั

ความวา

ตัวอยางท่ี ๖

ชยั เสน. ผิล้ินพ่จี ะมีหลาย, (ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)

กท็ กุ ล้ินจะรมุ กลาว แสดงรัก ณ โฉมฉาย,

และทุกล้ินจะเปรยปราย ประกาศถอยปะฏิญญา

พะจวี า จะรกั ยดื บจางจืดสิเนหา;

สบถใหละตอหนา พระจนั ทรแจม ณ เวหน.

(มทั นะพาธา หนา ๖๑)

สวนถอยคําปฏญิ านทชี่ ัยเสนกลาวตอมทั นากเ็ ปน โวหารอตพิ จน ดงั ความวา

ชัยเสน. ตัวอยางที่ ๗ วรยอดยุพะดี, (โตฎก, ๑๒.)
มะทะนาดนรุ ัก ฤดิหนายฤระอา;
และจะรกั บมิมี ศะตะพรรษะฤกวา
ผวิ ะอายุจะยืน บมหิ ยอนฤดิหรรษ;
ก็จะรกั มะทะนา วธตุ า งมะณพิ รรณ,
นยะนาก็จะชม ระสะตางสผุ ะกา;
และจะสูดสุวะคันธ ยวุ ะดีสิรมิ า,
ผิวะตน่ื ก็จะดู จะสบุ นิ ฤดิเพลนิ :
ผวิ ะหลับฤก็ฃา ฤจะนัง่ ฤจะเดริ .
ทวิ ะราตริจะนอน,

๒๖๑

บมมิ ีละจะเหิน ฤจะหา งมะทะนา;
บมิเหน็ วรพกั ตร ก็จะหนักอุระวา ,
ขณะเคยี งพะนดิ า ก็จะร่นื ฤดิศานต.
(มทั นะพาธา หนา ๖๒)

ชัยเสนปฏิญานวา ตนจะรกั มทั นาตลอดไปแมอายุจะยนื ถึงรอยปห รือมากกวานัน้
ชัยเสนจะชนื่ ชมมทั นาแทนแกว มณอี ันล้าํ คา จะสูดความหอมจากมัทนาแทนกลน่ิ หอมของดอกไม
ยามต่ืนจะเฝา มองแตมัทนา ยามนอนจะฝนถึง ไมว า ยามกลางวนั หรอื ยามกลางคนื หรือทาํ อะไรอยู
ก็ตาม ชัยเสนจะไมหางเหินจากมัทนา

โวหารอติพจนที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลาเจา อยูหัวจะทรงใชช มความงามของนางเอกซง่ึ เปนเหตใุ หชายตา งลมุ หลง และเมอ่ื ชายตางลุม
หลงแลวก็จะพรํา่ พดู ถงึ ความรสู ึกรกั ของตน การใชโวหารอตพิ จนจ ึงชว ยเนน ความหมายทาํ ใหการ
ชมความงามและการแสดงความรูสึกรกั มคี วามชัดเจนหนกั แนนและซาบซ้งึ กนิ ใจ เหลานีล้ วนเปน
ความงดงามหรือสุนทรียภาพในความทั้งสนิ้

๒.๒.๕ ปฏิปุจฉา (Rhetorical - question) หมายถึงการถามที่ไมตองการคําตอบโดย
ใชศ ิลปะในการใชภาษาเพื่อมุง ใหผูอา นเกิดแนวคดิ หรือเพอ่ื ใหเ กิดความสนใจมากกวา จะไดร บั
คาํ ตอบจากผอู านหรือผูฟ ง แมจะไดรบั คาํ ตอบกจ็ ะเปนคําตอบปฏเิ สธ หรืออาจเปน คาํ ถามท่ใี ห
ผูอา น ผฟู ง คิดหาคําตอบเอาเอง (ดวงใจ ไทยอุบุญ. ๒๕๕๐: ๘๓)

ในพระราชนิพนธพ ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงใชโ วหารปฏิปุจฉาในบท
สนทนาของตัวละครตา ง ๆ ซึง่ มคี ารมคมคายอันกระตนุ ใหเ กิดความรูสกึ นึกคิดบางประการ หรือ
บางคร้ังทําใหเ กดิ ความซาบซง้ึ กนิ ใจ ดังตวั อยา งตอไปนี้

บทสนทนาของชยั เสนซงึ่ ราํ พงึ ราํ พนั อยคู นเดียว แสดงความรูส กึ สบั สนวุนวายใจ
เพราะมีสาเหตมุ าจากความรกั และยงั ไมท ราบวา ความรกั นนั้ จะมผี ลอยา งไร โวหารปฏิปจุ ฉาท่ี
ปรากฏจึงเปนประโยคคาํ ถามท่กี ลา วอยูก บั ตนเอง แสดงถงึ ความกระวนกระวายปรารถนาท่ีจะไดพ บ
นางผเู ปนที่รัก ขณะเดยี วกนั ก็ไมม ั่นใจวา จะสมหวังหรอื ไม ดงั ความวา

ชยั เสน. ตัวอยางท่ี ๑ ละกเ็ พียงจะฃาดใจ, (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
พิศโฉมและฟง เสียง ฤฉนีน้ ะอกเอย !
โอน อนจะหลับใหล
ฤดิเฝา คะนงึ เชย,
ขืนนอนก็รอ นเรา

๒๖๒

หากขนื จะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพังภิน.
จํามาณทีน่ ี้ เพราะวะใกลส นุ ารนิ ;
โอเ ราบสมจิน- ตะนะไดฤฉนั ใด?

(มัทนะพาธา หนา ๕๕)

บทสนทนาของชยั เสนอกี ตอนหน่ึงมีโวหารปฏิปุจฉา ซึง่ แสดงแนวคิดเร่ือง
ความสําคญั ของเพ่ือนและภรรยา สืบเนื่องมาจากชัยเสนส่งั ประหารศุภางคแ ละมัทนาทง้ั ท่ีไมม ี
ความผิด ภายหลังทราบความจริงกเ็ สียใจมากจนจะทํารายตนเอง แตนันทิวรรธนะไดพูดเตือนสติ
เสียกอน ชัยเสนจึงกลา วถงึ ความเสยี ใจของตน ตอนหนงึ่ กลาวถึงความสําคัญของเพอื่ นและภรรยา
เปนโวหารปฏิปุจฉา ความวา

ชยั เสน. ตัวอยา งที่ ๒ หะวเิ ศษะแรงฤทธ,์ิ (อุเปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
ศุภางคะเหมือนพา- วรพาหะแหง ตน.
ดนูสิปลดปลิด ฤสุมติ ระอีกหน
อะโหจะหาเมีย
ฤจะไดณโลกา?
จะเหมอื นณสองคน
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๘)

จากคําพดู ของชัยเสนขางตน มคี วามหมายเตือนใจใหค ดิ วา เพ่ือนและภรรยาท่ีดีเปน
สมบัติล้ําคา และหาไดยากที่สุด หากมีแลวแตไ มเกบ็ รักษาเอาไวใ หดีก็ยากทีจ่ ะหาใหมได ซงึ่
ประโยคดังกลา วเปนโวหารปฏปิ ุจฉาซึ่งไมตองการคําตอบ แตก ลาวเพื่อกระตุนใหคิดตาม

สวนบทสนทนาของมัทนาก็ปรากฏโวหารปฏิปจุ ฉาดวย คอื ตอนมัทนากลา วตอบ
ชัยเสน เมื่อชยั เสนขอความรกั จากนาง นางกลาววา

ตัวอยางท่ี ๓

มทั นา. กระหมอ มฉนั สดบั คาํ ดํารัสแหงพระฦๅสาย, (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)

ประณตนอบระยอบกาย และกราบแทบพระบาทา.

กร็ สใดจะหวานแมน สุรสแหง พระวาจา,

กระแสรทราบ ณ ทรวงฃา พระบาทปลืม้ บลมื รส;

(มทั นะพาธา หนา ๖๐)

๒๖๓

ประโยคคําถามของมัทนาเปนประโยคท่ีไมตองการคําตอบใด ๆ จากชัยเสน แตม ี
ความหมายแสดงความพึงพอใจและซาบซึ้งในคําพูดของชัยเสนที่ไดส ารภาพความรกั ตอนาง
นอกจากนป้ี ระโยคคาํ ถามยงั บอกอยา งเปนนัยวา นางไมอ าจปฏิเสธความเมตตาของชัยเสนได
เพราะคาํ พดู นน้ั ชางมคี วามออ นหวานไพเราะและตรงกบั ความรูสกึ ของนาง ประโยคคําถามดงั กลาว
จงึ มลี กั ษณะเปน โวหารปฏปิ ุจฉา ท่นี อกจากจะไพเราะแลว ยงั มีความหมายใหอกี ฝา ยหน่งึ ไดเขา ใจ
ความรูสึกของผูพ ูดโดยไมตองกลาวออกมาตรง ๆ

และบทสนทนาระหวา งมทั นากับชยั เสนตอนหนึง่ เปนโวหารปฏิปจุ ฉา ซง่ึ ชว ยเนนยํ้า
ใหเห็นถึงความสุขของมนุษยในยามท่คี วามรักเบง บาน ท้ังสองตางเขาอกเขาใจกันเปน อยางดี และ
ในเวลาเชน นีไ้ มม ีใครสาํ คญั ไปกวา ผทู ต่ี นรัก ดังความวา

มทั นา. ตวั อยางที่ ๔
ชยั เสน. สุขใดจะเปรียบปะระมะสุข ปรยิ ะนี้บมเี หมือน.
เพอ่ื นใดจะมปี ระดุจะเพ่อื น ฤดิรว มสเิ นหา

(มทั นะพาธา หนา ๙๑)

จากคาํ ประพันธ ตวั ละครท้งั สองตา งกไ็ มต อ งการคาํ ตอบใด ๆ เพราะคาํ ตอบนนั้
ประจกั ษอ ยใู นความรสู กึ ของตนอยูแลว สว นผูอา นผฟู งกจ็ ะเขาใจไดอ ยา งลึกซ้งึ วา ในยามทีห่ นุม
สาวมีความรักและความรกั น้นั สมหวงั ดังใจ กจ็ ะนําพาใหทง้ั สองพบความรสู ึกเบิกบานอยาง
ประหลาด โดยทไ่ี มม คี วามสุขใดจะมาเปรยี บได

และการโตตอบกันระหวางสเุ ทษณก ับมทั นาตอนหนง่ึ ปรากฏโวหารปฏิปจุ ฉาในคาํ พดู
ของมัทนาอีก ความวา

ตัวอยา งท่ี ๕

สุเทษณ. น่เี จา มยิ อมรับ รสะรกั ฉนัน้ ฤจา? (อนิ ทวงส, ๑๒.)
มัทนา.
ตวั ฉันจะเลวสา หะสะดวยประการไฉน?

อาองคพระผสู ุระวิศิษฎ, พระจะผิดสะฐานใด? (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)

หมอมฉันสิทรามเพราะบม ิได อนุวตั นพระบัณฑูร.

(มทั นะพาธา หนา ๒๔)

๒๖๔

จากคําประพนั ธ สุเทษณถ ามมัทนาวา ตนมีความผิดใดมัทนาจึงไมย นิ ดรี ัก มัทนาตอบ
โดยใชว ิธยี อนถามกลับไปเพื่อใหสุเทษณค ดิ เองวา การไมร ักนน้ั มทั นาไมบ ังอาจยกใหเปน ความผิด
ของสุเทษณ แตรับเปนความผิดของตน เพราะไมสามารถรับใชใ นฐานะบาทบริจาริกาได

และมทั นาไดอธิบายเหตุผลทน่ี างไมย ินดรี กั สเุ ทษณโดยใชโวหารปฏิปจุ ฉาอกี ความวา

ตวั อยางที่ ๖

มทั นา. พระองคทรงเปนเทวา ธบิ ดีปรา- (ฉบงง, ๑๖.)

กฏเกียรตยิ ศเกรียงไกร,

มสี าวสุรางคนางใน มากมวลแลว ไซร

ในพระพิมานมณ,ี

จะโปรดปรานฃาบาทน้ี สกั กีร่ าตร?ี

และเม่ือพระเบ่อื ฃานอย,

จะมติ องน่ังละหอย นอนโศกเศราสรอ ย

ชะเงอ ชะแงแลหรอื ?

(มทั นะพาธา หนา ๒๕)

มทั นาไดอธบิ ายวา การที่สเุ ทษณเปนถึงเทพย่ิงใหญ ทําใหมีนางในอยูแลวมากมาย
มัทนาจงึ เกรงวาจะเปน ท่ีโปรดปรานไดไมน าน สุดทา ยกต็ องอยูอยา งโดดเดี่ยว ซ่ึงคําพูดของมทั นา
เปน ประโยคคาํ ถามท่มี ัทนาเองกไ็ มไ ดต องการคําตอบ เพราะไดกาํ หนดคาํ ตอบเอาไวใ นใจของตน
เรยี บรอยแลว แตจ ุดประสงคท่ีกลา วออกไปกเ็ พอื่ ใหสุเทษณเ ปน ฝายคิดเทา นนั้

ตอนทายเรอ่ื งมัทนาไดพบสเุ ทษณอกี ครั้ง และสุเทษณยังยืนยันทจ่ี ะรับมัทนาไปอยู
ดวยกันบนสวรรค มทั นาปฏเิ สธโดยกลา วเปนประโยคคําถาม ความวา

ตัวอยางที่ ๗ บฃดั หะทัย, (รโธทธตา, ๑๑.)
มทั นา. หากจะมีวถิ ิถนัด บมรี ะอา,
คระไลนะภา
ทั้งจะใชณธุระใด รกิ าฉน,้ี
แตจะโปรดดะนแุ ละให มะอนั นะรี
เปนพระบาทะบรจิ า- ฤใครจะชม?
เกรงจะผิดพระนติ ิธรร-
เสพยกะสองบุรุษะมี ฐะเดชอุดม

อนั พระองคอะมระเศรษ-

๒๖๕

จ่ึงมิควรจะอภิรม- ยะนาริทราม;
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐)

มทั นาใชว ธิ ีตงั้ คาํ ถามกับสเุ ทษณว า “หญิงท่ีเปน ภรรยาของชายสองคนจะเปน หญงิ ที่ดี
ไดอ ยางไร?” ซงึ่ หมายถงึ หากมัทนายอมไปกบั สุเทษณ คนอนื่ กจ็ ะครหาวา มทั นาเปนหญิงไมดี
และจะทําใหสุเทษณพลอยเสื่อมเสียไปดว ย ดังนน้ั สุเทษณจึงไมค วรยนิ ดกี ับหญิงทม่ี ีสามีแลว เชน
มทั นา ซ่งึ คําตอบเหลา นีม้ ัทนาไมจ ําเปนตองอธิบายอยางละเอียด แตใ ชคําถามกระตนุ เตือนใหค ิด
เทา นนั้

โวหารปฏปิ ุจฉาปรากฏอยใู นบทสนทนาของสเุ ทษณด วย ตอนกลาวกับจติ ระรถ
ตอนจติ ระรถถวายรูป ความวา

สเุ ทษณ. ตวั อยางท่ี ๘ เปนรูปนารี (ฉบงง, ๑๖.)
ปวงรูปเจาวาดมาน้ี ก็ยงั เห็นทราม
ทล่ี ว นประเสรฐิ เลิดงาม; เทียมเทามัทนา
แตก ูดูทกุ นงราม จาํ ตอ งชวดเชย
กวา นารีรตั นม ทั นา. (มัทนะพาธา หนา ๑๐)
ฉะน้ันแมไ มอ าจหา

ฤๅกูจะกลา วชมเชย?

เปนกรรมกูแลวเจาเอย,
ทร่ี กั สมัคจรงิ ใจ.

สเุ ทษณถามจิตระรถโดยมีจุดประสงคใหจ ิตระรถไดเขา ใจวา การทต่ี นไมกลาวชมหญิง
ในภาพวาดคนใดเลยทงั้ ที่ก็ลว นงามนั้น เพราะในสายตาของสุเทษณเห็นวา นางทงั้ หลายตา งงามเปน
รองมัทนา ซึ่งสุเทษณใชวิธียอ นถามจติ ระรถแตจิตระรถไมจาํ เปนตองตอบคาํ ถาม เพราะผูพดู
ตอ งการกระตุนใหอกี ฝา ยหน่ึงคิด

และในบทครํ่าครวญของปริยมั วะทาก็ปรากฏโวหารปฏิปุจฉาดวย ตอนปริยมั วะทา
ครวญถงึ มทั นา เพราะมทั นาสูญหายกลายเปนดอกกุหลาบไป ปริยัมวะทาเกดิ ความทกุ ขจ นแทบไม
อาจมชี วี ติ อยูตอ ไปได นางกลา ววา

ตวั อยางท่ี ๙ จะตามพระไป (ปยํวทา, ๑๒.)
ปริยมั วะทา.ผดิ นุรูร ะหสะความ

๒๖๖

และประติบัต์พิ ระอรไทย บคิดระอา,

เพราะดนรุ กั ปย ะนะรี ฉนี้และถา

ชิวะดนูจะมระณา บหวงบแหน.

พระปยะมาตุพระเสด็จ ประเวศณแมน

ดนจุ ะมสี ขุ ะณแดน มะนุษไฉน?

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)

จากคําประพนั ธ ปริยัมวะทาปรารถนาทีจ่ ะตามไปปรนนิบตั ิมทั นาเหมือนอยา งที่เคยอยู
ดว ยกัน แตเ ม่ือตองอยูเพียงลาํ พัง ปริยัมวะทาจงึ โศกเศรา และคราํ่ ครวญอยา งหนกั คําพูดของ
ปริยัมวะทามโี วหารปฏิปุจฉาทีไ่ มต องการคาํ ตอบ แตใ ชแสดงอารมณค วามรสู กึ ทุกข เรียกรอ ง
ความเหน็ อกเห็นใจวา ตอนีไ้ ปตนจะอยูอยา งไรเพียงผูเดียว

นอกจากนโี้ วหารปฏิปจุ ฉายงั ใชใ นบทสนทนาทเี่ ชอื ดเฉือนกันระหวางตวั ละครสองฝา ย
ดว ย เชนบทสนทนาระหวา งจัณฑกี บั ชัยเสน ซึง่ ชยั เสนแกตัวกับจัณฑีวา การที่ชัยเสนยังไมเขาไป
หาจัณฑใี นวังหลงั จากกลบั จากปาก็เพราะรูสึกอึดอัด และตองการอยูทบี่ ริเวณสวนหลวงกอน
จัณฑีจึงถามยอนกลับไปวา ชัยเสนรูสึกอึดอัดจริงหรือรูสกึ เปนหว งมัทนากนั แน ซ่งึ คําถามของจัณฑี
เปน โวหารปฏิปุจฉาที่ไมต องการคาํ ตอบ แตตอ งการเชือดเฉือนอกี ฝายหนึ่ง ดงั ความวา

จัณฑี. ตวั อยางที่ ๑๐ ละสจิ ง่ึ กระหมอมฉนั (อุปชาติ, ๑๑)
ชยั เสน. มิเริดมิรา งจรงิ บมเิ หน็ เสดจ็ ไป.
จณั ฑี. น่งั แกรว ณวังจนั ทร วนะเฃตตะใหม ๆ
ฉันพ่ึงจะกลบั จาก กจ็ ะอดั อรุ าแท.
จะเฃาณวังใน ละเพราะจาํ จะทิง้ แม
จะอัดอรุ าจริง
เพราะวิโยคกเ็ หลือทน!
รูปทองจะหมองแด
(มัทนะพาธา หนา ๙๒-๙๓)

โวหารปฏิปจุ ฉาในพระราชนพิ นธเ รอ่ื งมัทนะพาธา ปรากฏอยูในบทสนทนาของตวั
ละครตาง ๆ ซ่งึ โวหารปฏิปุจฉามีลกั ษณะเปน ประโยคคําถามที่ไมตองการคาํ ตอบ แตชว ยมงุ เนน ให
ตวั ละครในเร่ืองและผูอา นผฟู งเกิดแนวคิด หรือกระตนุ ใหคดิ เพอื่ หาคาํ ตอบเอาเอง หรือชว ยแสดง
ความรูสึกตาง ๆ ของตวั ละคร ซึ่งเปนองคประกอบหนง่ึ ทที่ ําใหเกิดสุนทรียภาพในคําประพนั ธ

๒๖๗

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงใชโ วหารในการทรงพระราชนิพนธเร่อื ง
มัทนะพาธาทงั้ สิน้ ๕ ประเภท ไดแก อุปลกั ษณ อุปมา อุทาหรณ อตพิ จน และปฏปิ จุ ฉา ซงึ่
โวหารดงั กลาวเปน โวหารท่ีเขาใจงา ยแตสามารถสื่อความหมายไดล กึ ซ้ึง จงึ เหมาะสมที่จะใชใ นบท
ละครพดู ที่เปน คําฉนั ทซ ่ึงไมค วรตองใหผูรับสารรูสึกลาํ บากในการตคี วาม แตขณะเดยี วกันก็เปน
โวหารที่ชวยใหเกิดความซาบซ้ึงตรงึ ใจ จงึ นบั วา เปน พระปรชี าสามารถในการทรงพระราชนพิ นธใ น
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู ัวทท่ี รงใชส ง่ิ งา ย ๆ นํามาทําใหเกิดความไพเราะนาประทบั ใจ
ได

๒.๓ สญั ลักษณ (Symbol) สัญลกั ษณเ ปน ศพั ททีไ่ ทยบญั ญัตขิ ้นึ แทนคาํ วา symbol ใน
ภาษาอังกฤษ คําวา symbol มีความหมายวา เคร่ืองหมายเล็ก ๆ ท่ีเปนสัญญาณบอกกลาวไปถึงส่งิ
หรอื เรอ่ื งทกี่ วา งขวาง เปนตน วา ธงชาติ คือ สญั ลกั ษณแหง ชาติ มงกุฎ คือ สัญลกั ษณแหง
ราชาธิปไตย กงลอพระธรรม คือ สญั ลักษณแ หงพระพุทธศาสนา (บญุ เหลือ เทพยสวุ รรณ. ๒๕๑๗:
๑๕)

สัญลกั ษณในวรรณกรรมสว นใหญเ ปนการแนะใหคิด ไมก ลา วตรง ๆ ใหเ ห็นไดชดั เชน
การเดินทาง = วิถชี ีวิต (ไมบอกดา นดีดานรา ย) และสัญลักษณอาจเปน สง่ิ แทนทเี่ อาเคามาจากเร่อื ง
ในเทพนยิ าย ศาสนา และประวตั ิศาสตร มักเปนสิ่งแทนที่ซับซอ นแทนลกั ษณะหลายอยา ง เชน
นกอินทรี เปนสัญลกั ษณแทนอํานาจเขม แขง็ สายตาเฉียบแหลมมองการณไ กล หรือพลงั อัน
แข็งแกรง พรอ มกันอยใู นตัวนกอนิ ทรีนั้น ซง่ึ สญั ลักษณมกั เปนสงิ่ แทนทซี่ ับซอ นหรือตอ งใช
ความคิดตคี วาม (กุหลาบ มลั ลิกะมาส. ม.ป.ป: ๓๖)

ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงใชร ปู ธรรม
แทนสิง่ ท่ีเปนนามธรรม ซึง่ เปน กลวิธีการใชสญั ลกั ษณท ่ีทาํ ใหการส่ือความหมายเขา ใจไดง ายขึน้
และเปน สว นหนงึ่ ทท่ี าํ ใหเ กิดสนุ ทรียภาพในความ โดยสัญลกั ษณในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธา
จะปรากฏอยใู นสวนของเน้ือเร่ืองและตวั ละครดังนี้

๒.๓.๑ เน้ือเรื่อง พระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธามีเหตุการณในเร่ืองทีด่ าํ เนินไปเพือ่
แสดงใหเ ห็นวา “ความรักทําใหเกิดทุกข” หรือความทุกขทมี่ ีรกั เปน สาเหตุ ซึง่ สอดคลองกับชื่อ
เรื่องวา “มัทนะพาธา” อนั มีความหมายตามที่โมเนียร วิลเล่ยี มส เปนผูแปลวา “ความเจ็บหรอื
ความเดอื ดรอนอันเกดิ จากความรกั ” นอกจากนีก้ ส็ อดคลองกบั พระพทุ ธภาษิตดว ยวา “ทใี่ ดมี
รัก ที่น่ันมที ุกข”

“ความรกั ” ในทางพระพทุ ธศาสนามคี วามหมายเกี่ยวของกบั ขอธรรม ๒ ประการ คอื
๑. เมตตา คําแปลสามญั ของเมตตา คือ ความรัก ความมไี มตรี ความปรารถนาดี
ความอยากใหผูอื่นมคี วามสุขและประสบแตสง่ิ ทีเ่ ปน คณุ ประโยชน ... เมตตาเปน ความรักที่บริสุทธ์ิ
มตี อเพอื่ นมนุษยและสตั วท ง้ั หลายในฐานะทเี่ ปน เพือ่ นรวมโลก หรอื เพื่อนรว มทุกข รวมสงั สารวฏั
เปน ความรกั อยา งเปน กลาง ๆ อยา งเผอ่ื แผ ทาํ ใหใ จเปดกวา งออกไปและผอ งใสเบิกบาน
(พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๗)

๒๖๘

ตัวอยาง เม่ือมองเห็นคนอ่ืนมีสุขภาพดี แขง็ แรง อยูเปน ปกติสุขแลว ถา เรามีจิตใจ
สบายยนิ ดใี นความมีชวี ติ ที่ดาํ รงอยูดวยดีของเขา อยากใหเ ขาเปนอยดู ี แขง็ แรง ปราศจากโรค มี
ความสุข อยางน้ีเรียกวา ความรกั ที่เกิดจากเมตตา (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๘)

๒. ตณั หา ... เปนความรกั ฝา ยอกศุ ลที่ตรงขา มกบั เมตตา คือความรักท่เี กิดจาก
ตณั หาหรือความรกั เจือตัณหา เปน ความรักที่ตองการความเปนอยูดีแหงชวี ติ ของผูอนื่ เพียงเพื่อเปน
เงอ่ื นไขสําหรบั ตนจะไดใชเ สพเสวยเวทนา หรือเปน เงอื่ นไขสาํ หรบั รองรบั เสรมิ หรอื คํ้าประกนั
ความมัน่ คงถาวรของตน (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๗)

ตวั อยา ง เมอื่ เหน็ คนแข็งแรงสมบูรณ รูปรา งสวยงาม ถา เปน คนตา งเพศ แทนที่จะ
อนุโมทนา ตัณหากลบั เขา ชักพาใหมองเหน็ เปนแหลงท่ีพึงเสพสขุ เวทนา ถาเปน เพศเดยี วกัน ก็มัก
ใหรูส กึ เปนเคร่ืองบีบคน้ั กดดัน ทาํ ใหตนดอยหรือลดความสําคัญลง ใจคบั แคบมัวหมองลงดว ย
ตัณหา กลายเปน สเิ นหะ หรือราคะบา ง ความรษิ ยาและหึงหวงบาง ซึ่งลวนเปน อกุศล ไมเก้ือกูล
ทง้ั แกต นเองและผูอ่ืน (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๕๐๘) อยางนเี้ รยี กวา ความรักทเ่ี กิดจากตัณหา

นอกจากนี้ความรกั ในพระพทุ ธศาสนายังหมายรวมไปถงึ ความรูส กึ ติดตาตองใจในวัตถุ
และสิง่ มีชวี ติ อน่ื ๆ ดว ย ซ่งึ เกิดจากการยดึ ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สมั ผสั และธรรมารมณ อัน
นาํ มาซง่ึ การดน้ิ รนขวนขวายไมจบสิ้น

ดังนัน้ ความรกั ทเี่ ปน ความผกู พันระหวางบคุ คลทเ่ี กดิ จากตณั หา รวมท้งั ความติดตา
ตอ งใจในวตั ถแุ ละส่งิ มีชีวิตอื่น จึงเปนความรกั ทช่ี ักนําความทกุ ขม าให

“ทุกข” ในพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ ความทกุ ขทางใจ อันเกิดจากตัณหาซึง่ นําไปสู
การยึดมัน่ ถอื มั่น มีความหมายแบงเปน ๓ ประการ ดังนี้

๑. ทุกขทุกขตา ทกุ ขท ่ีเปน ความรสู ึกทุกข คือความทุกขก ายทกุ ขใจ เรยี กกนั วา
ทกุ ขเวทนา เปนความทุกขท เ่ี กิดขน้ึ เมื่อประสบสิง่ กระทบกระท่งั บีบคั้น

๒. วิปรณิ ามทุกขตา ทุกขเ น่ืองดว ยความผันแปรของสุข คือความสุขทกี่ ลายเปน
ความทกุ ขห รอื ทําใหเ กดิ ทุกข เชน เคยมีความสุข แลวความสุขนนั้ หมดไป เปนตน

๓. สงั ขารทุกขตา ทุกขต ามสภาพสังขาร คอื สงิ่ ทงั้ หลายมีการเกิดขึ้น และการสลาย
หรอื ดับไป ไมม ีความสมบรู ณใ นตวั เอง จงึ เปนสภาพซึ่งพรอ มที่จะกอใหเ กิดความรสู ึกทกุ ขแกผทู ี่
เขา ไปยึดมั่นถอื มั่น (พระเทพเวท.ี ๒๕๓๑: ๑๓)

ตามทีไ่ ดก ลาวมาแลว วา พระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธามเี นือ้ เรื่องทีน่ าํ ไปสกู ารแสดง
ใหเ หน็ วา “ความรักทาํ ใหเกดิ ทกุ ข” หรือความทกุ ขท ่ีเกดิ จากความรัก ในการทรงพระราชนพิ นธ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยูห ัวจงึ ทรงใหต วั ละครแสดงความคดิ และการกระทําทต่ี ิดของอยู
ในความรักความลมุ หลงอนั เปน กามกิเลส สง ผลใหต นและผูเกย่ี วของตองไดร ับความทกุ ข กลา วคือ

มัทนาผมู ีรูปโฉมงดงามและเสียงไพเราะ ผูพบเห็นเกิดติดตาตองใจ ความงามของ
มทั นาประจักษอยูใ นถอ ยคําของสุเทษณยามทส่ี เุ ทษณกลา วดวยความถวลิ หาวา

๒๖๙

สเุ ทษณ. งามผิวประไพผอ ง กลทาบศุภาสุพรรณ, (อินทวงส, ๑๒.)
งามแกม แฉลมฉนั พระอรณุ แอรม ละลาน.
งามเกศะดําฃาํ กลนํา้ ณทอ งละหาน,
งามเนตรพ นิ ศิ ปาน สมุ ณีมะโนหะรา;
งามทรวงสลา งสอง วรถันสมุ นสุมา-
ลเี ลดิ ประเสริฐกวา วรุบลสะโรชะมาศ;
งามเอวอนงคราว สุระศลิ ปชาญฉลาด
เกลากลงึ ประหนึ่งวาด สุระคชสเุ รนทะทรง,
นวยนาฏวลิ าศวง ดุจะราํ ระบาํ ระเบง;
ซํ้าไพเราะน้าํ เสียง อรเพียงพริ มประเลง,
ไดฟ ง ก็วังเวง บมิวางมิวายถวลิ .
นางใดจะมเี ทียบ มะทะนาณฟาณดิน,
เปนยอดและจอดจนิ - ตะนะแนว ณอกณใจ
(มทั นะพาธา หนา ๖-๗)

รูปกายที่งามเลศิ และนา้ํ เสยี งทีไ่ พเราะ รวมถึงคณุ สมบัติอ่ืน ๆ ของมทั นา ไดเ ปน
เครอ่ื งดึงดูดใครตอใครใหเ ขามาผูกพนั ดวยในลักษณะตา ง ๆ ซงึ่ คนเหลานั้นก็ลวนไดรบั ความทุกข
เนื่องดวยมีกิเลสแหงความรักเหนี่ยวร้งั จติ ใจของตนไว

คนแรกคือ สเุ ทษณ ซง่ึ เริม่ รูสึกทกุ ขตงั้ แตเ ร่ิมรัก เพราะไมทราบวาจะตองทาํ อยางไร
จงึ จะชนะใจมทั นาได แมจติ ระเสนผเู ปนบรวิ ารก็ยังทราบความรสู กึ ของเจา นายถึงกบั กลา ววา “ฃา
ทราบและพลอยโศก, อนั โรครักน้หี นักใจ;” สเุ ทษณพยายามขอความรกั จากมัทนาแตถกู ปฏิเสธ

สุเทษณท กุ ขใ จจนตอ งราํ พันออกมาวา

สเุ ทษณ. ย่งิ ฟง พะจศี รี กร็ ะตปี ระมวญประมลู , (อินทวงส, ๑๒.)
ยิ่งขัดก็ยิง่ พนู ทุขะทวมระทมหะทัย !
อา เจาลําเภาพกั ตร สริ ิลักษะณาวิไลย,
พ่ีจวนจะคลง่ั ไคล สติเพือ่ พะวงอนงค.
(มัทนะพาธา หนา ๒๔)

แมส ุเทษณจะสาปมัทนาเปนดอกกุหลาบแลวและหวังวา วันใดที่มัทนาไมอาจทนทุกข
อยูบ นโลกมนุษยไ ดก็จะวอนขอใหตนชวยเหลือ เม่อื นน้ั มัทนาอาจยอมเปน บาทบรจิ ารกิ าของตน
แตแลว สุเทษณกต็ องผิดหวงั อีก จงึ เห็นไดวา ความรกั เพียงฝา ยเดียวยอ มทาํ ใหผูท่ีหลงเขา ไปพวั พัน

๒๗๐

ตอ งไดรบั ความทุกขอยา งย่งิ และอาจนําพาใหอกี ฝา ยไดรบั ทกุ ขไปดวย ดงั เชนมทั นาตอ งถกู สาป
ไปช่ัวชวี ติ

คนทีส่ องคือ ชัยเสน ซึ่งเริ่มรสู กึ ทกุ ขตัง้ แตเ ร่ิมรูสกึ รักเชนเดียวกนั เปน ความรูสึกรอน
รุม กระวนกระวาย จะนั่งจะนอนอยา งไรกไ็ มอาจมีความสุข เพราะจติ ใจวนเวียนคดิ ถงึ แตมัทนา ดงั
ความวา

ชยั เสน. พิศโฉมและฟง เสยี ง ละกเ็ พยี งจะฃาดใจ, (อนิ ทะวิเชียร, ๑๑.)
โอนอนจะหลับใหล ฤฉนี้นะอกเอย!
ขืนนอนก็รอนเรา ฤดีเฝา คะนงึ เชย,
หากขนื จะนอนเฉย อรุ ะอาจจะพงั ภนิ .
(มทั นะพาธา หนา ๕๕)

เมื่อชัยเสนและมัทนาไดเขาพิธีอภเิ ษกสมรส ระยะแรกก็มีความสขุ แตทงั้ สองก็ตอง
พบวา ความสขุ ทีเ่ กิดจากความรักน้ันไมถ าวร แตก ลับนําความทกุ ขม าใหอ ยางมากมาย เน่ืองดวย
ชัยเสนมีมเหสีอยูแลว คือ จัณฑี จัณฑีไดว างแผนใสรา ยวามทั นาคบชกู ับศุภางค ความรักชักนํา
ความหงึ หวงมาสูจิตใจของชัยเสนทําใหข าดสติและสั่งประหารชีวติ มทั นาและศภุ างค อันเปน เหตุ
นาํ พาใหช ัยเสนสญู เสียภรรยาและเพ่อื นท่ีดี ชยั เสนจึงตอ งไดรับความทุกขเ พราะความรัก สวน
มัทนากเ็ ชน เดียวกนั จงึ เหน็ วา แมคนสองคนจะมใี จตรงกันและสมหวังในความรัก แตก ็ไมม ีสิ่งใด
มน่ั คงถาวร อาจมีอุปสรรคมาทาํ ลายภายหลังเหมอื นความรกั ของชยั เสนกับมัทนา

แมศุภางคเ องกย็ งั ตองไดรับความทกุ ขเพราะความรัก เพราะศุภางคมคี วามจงรักภักดี
ตอ ชัยเสนและมีความนิยมยกยองมัทนา ซ่งึ ความรูสกึ เชนนเ้ี ปนความรกั อกี อยา งหนึ่ง เมือ่ ศภุ างคม ี
โอกาสท่ีจะรอดพน จากการถูกประหารชวี ิต แตศุภางคก็ไมย อมหนไี ป เพราะจติ ใจผกู พนั อยูกับ
เจา นายเหนือหวั ศุภางคจ ึงซอ นอยใู นกองทัพเพอื่ ใหไดอยใู กลชิดและไดท าํ งานถวายเจานายตน
สุดทายศุภางคก ็ตองตายในสงคราม ดังที่นันทิวรรธนะเลา ใหชัยเสนฟง วา

นันทิวรรธนะ. ฃา บอกแกเสนี จะบปลงละชีวนั , (สาลินี, ๑๑.)
เปนแตใหเฃาน้ัน มละเฃตประเทศน;้ี
เฃาตอบวา เฃานั่น ฤดิม่นั ณภักดี,
ตองหา งจากทรงศรี  ชวิ ะเฃาบอยากครอง,
ฃอลาแลวามงุ จระตรงณทก่ี อง
ทพั หลวงดวยใจปอง ฤดิแฝงรหัสอยู
จนถงึ เวลาที่ จะประยุทธะตอ สู
ศกึ แลวเฃาเตรียมจู จระรบศตั รพู าล,
เพ่อื ตายในท่รี บ อริอยางทหารหาญ;

๒๗๑

ฃาฟง นึกสงสาร ก็ประสาทะตามใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๐-๑๒๑)

นอกจากนป้ี ริยมั วะทานางกาํ นัลกม็ ีความจงรกั ภักดีตอมัทนาอยางยิง่ ซึง่ เปนความรกั
อกี เชน เดียวกนั แตท กุ สง่ิ ในโลกยอมเปล่ียนแปลงไปในลกั ษณะตาง ๆ และดวยเหตุตา ง ๆ กัน ทาํ
ใหผูที่เขาไปยึดมนั่ ถอื มั่นตองรสู ึกทุกข ปริยัมวะทามคี วามยึดมน่ั ถือม่นั ในตวั มัทนา นางมีความ
จงรักภกั ดีตอมทั นาและยนิ ดีจะตดิ ตามไปทุกหนทุกแหง เมือ่ มัทนากลายสภาพเปน ดอกกุหลาบ
ปริยมั วะทากไ็ มอ าจปลงใจยอมรับความเปนไปตาง ๆ ได นางจึงประสบกบั ความทกุ ขอ ยา งหนกั
เฝาแตท มุ ทอดกายรองไหแ ละครํ่าครวญวา

ปริยัมวะทา. ทุขะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร, (ปยวํ ทา, ๑๒)

พระจะมะลายพระชิวะจร พระแมไ ฉน

บมดิ าํ รัสวะจะนะชวน พระดว นคระไล,

พระมละทิ้งดะนพุ ิไร พิลาปอะนนั ต;

พระวรคณุ อดลุ ะครอง และปองและกนั ,

ดนฉุ น้ฤี จะมิศัล- ยะเศราอรุ า.

กผ็ วิ ะรูณคตฃิ ํา ปริยมั วะทา

ฤจะมิตามพระวรมา- ตุวายชวิ าตม?

พระปยะเทวิจระไป กใ็ จจะฃาด;

ผิวะจะตามยคุ ะละบาท มิขัดและขวาง,

จะติระตามบะทะดาํ เนิร บเหนิ บหาง

และประติบัต์ิประดุจะอยาง อดีตะกาล.

ชะชะพระมัจจุฤกระไร หทัยธพาล,

กด็ นุนี้สมิ ิประหาร, ประหารพระแม.

ทุขะระทมกะมละเปล่ยี ว จะเหลยี วจะแล

ก็บประสพสุขะณแด, จะพ่ึงณใคร?

พระปยะมาตุจระดน้ั ณ สรรคะใด

ดนุจะขอจะริกะไป ณกาละน้ี !

(มัทนะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)

อกี ผูหนง่ึ ทไี่ ดรับความทุกขเพราะความรัก คอื กาละทรรศนิ พระฤๅษผี ูชว ยเหลอื
มัทนาและมคี วามรกั เอ็นดูมัทนาในฐานะลูก เม่ือกาละทรรศินทราบดว ยญาณวา มัทนาจะตอ งพลัด
พรากจากไปและจะมเี คราะหราย กาละทรรศนิ ก็รูสกึ ทกุ ข เพราะกาละทรรศนิ หวงใยมัทนา
ขณะเดยี วกันกเ็ สียดายความสะดวกสบายท่มี ทั นาเคยปรนนบิ ัติ กาละทรรศนิ ไดรําพึงวา

๒๗๒

กาละทรรศนิ . อนิจจาจะเศรา จติ , ผเิ จา ยอดสุดานั้น (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)

เคราะหเจา รายทาํ ลายขวญั , ก็รปู นี้จะพลอยโศก;

เพราะรูปไดสุดามา ประดจุ ไดประสพโชค,

ประหนึ่งเจา และนําโศฺลก ประเวศแนว ณ อาศรม,

และหากตองวิโยคเจา จะแสนเศรา ณ อารมณ,

เพราะเคยเห็นและเคยชม บเวน วา ง ณ วนั เพ็ญ:

ธิดาชา งบําเรอจิต บิดาใหฤ ดเี ย็น;

ประดิษฐโภชะนาเชน บเคยลิม้ ณ กอนกาล,

จะกินเคม็ ฤกนิ มนั ก็พลนั สมมะโนมาลย,

จะชอบเปร้ียวฤชอบหวาน กป็ รุงรสบผิดใจ.

มหาเทวะทรงศกั ด!์ิ ดนูภักดิตอ ไท,

พระจงโปรดดนไู ซร และคุม ครองสุดาภา.

(มทั นะพาธา หนา ๔๒-๔๓)

คนสุดทายคอื จณั ฑี มเหสีของชยั เสน จณั ฑรี กั ชยั เสน แตชัยเสนรักมัทนาซึง่ เปน
ชายาใหม จณั ฑีตองทุกขทรมานเพราะความหึงหวง ยง่ิ ไดพ บเหน็ มทั นาก็ยงิ่ รษิ ยา เพราะมัทนามี
รปู โฉมงดงามและไดร บั การเอาใจใสจ ากชัยเสนมากกวา ตน แมจัณฑจี ะวางแผนทําลายมัทนา แต
สดุ ทายกลับไดร ับความทุกขทรมานเสียเอง เพราะบิดาถูกประหารและจณั ฑถี กู ขับไลออกจากเมือง
และการที่บิดาถกู ประหารกม็ าจากความรักลกู จนยอมยกกองทัพมานั่นเอง ความทุกขของจณั ฑเี กิด
จากความรกั แบบอกศุ ลทน่ี ําพาใหเกิดความอิจฉาริษยาจนปองรา ยผูอน่ื สดุ ทา ยก็นาํ ความวิบัตมิ าสู
ตนเอง ดงั คําพดู ของชัยเสนตอนสง่ั ลงโทษจณั ฑี ความวา

ชยั เสน. เอาเศยี รอะรีใส ณชลอมและใหเจา (อุปชาติ, ๑๑.)
ธดิ าและรับเอา ศริ ะแหง บิดาไซร,
และทูลกะบาลจาก วรธานิกไู ป
สูแดนมคธให นระเหน็ และเปนตวั
อยางวานรคี ด และขบถประทุษผวั
กแ็ พณภัยตัว บมิไดเ จรญิ นาน.
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๒)

รปู สมบัติและคุณสมบัติของมัทนาเปน สง่ิ ดึงดูดผอู ื่นใหเ ขามาเกยี่ วของผูกพันดวยใน
ลักษณะตาง ๆ ขณะเดียวกนั มทั นาก็มคี วามรักผูอ่ืน คือ ชยั เสน พอมัทนาเริม่ รูสึกมีความรกั ก็เร่ิม
รสู กึ มคี วามทกุ ขอ กี เหมือนกัน ทุกขเ พราะยังไมท ราบวา จะทาํ เชนใดใหส มหวงั เห็นไดจากคาํ พูด
ของมทั นาทีก่ ลา วดงั คนเพอวา

๒๗๓

มัทนา. ครานสี้ ิพบชาย วรรปู วเิ ศษวิศาล, (อนิ ทวงส, ๑๒.)
ใจวาบและหวามปาน ฤดนิ น้ั จะโลดจะลอย!
เธอนั้นฤเจียมตวั กิริยากเ็ รียบกร็ อย,
ไมมีละสักนอ ย จะแสดงณทว งณที
วาเธอประสงคจะ อภิรมยฤดรี ะต,ี
เปนแตช ําเลืองที่ ดนุบางณครั้งณคราว;
คราใดประสพเนตร ฤก็เราละรอ นและหนาว,
เธอไกลก็ดูราว นภะไรต ะวนั และเดือน.
โอว า ณครานี้ แหละฤดจี ะฟน จะเฟอ น,
ดวยรักกระทาํ เชอื น ละฉน้ีจะทําไฉน?
(มทั นะพาธา หนา ๕๖-๕๗)

เมื่อไดอภเิ ษกสมรส มัทนามีความสุขอยเู พียงชัว่ ขณะ ตอ มามทั นาถูกชัยเสนสง่ั
ประหารชีวติ ดว ยเหตุทคี่ วามรกั ทําใหชัยเสนเกิดความหึงหวงและโงเ ขลา แมจ ะรอดพน จากความ
ตายแตมทั นากร็ สู กึ ทกุ ขจ นไมส ามารถทนอยบู นโลกมนุษยต อไปได เฝาวอนขอใหสเุ ทษณชว ยเหลือ
พากลบั ไปสวรรค แตม ัทนากลบั ทําใหสุเทษณไ มพอใจอีก เพราะมทั นาแสดงใหเหน็ วา ตนรกั
ชยั เสนเพียงผูเ ดียว และไมร กั สเุ ทษณแ มแตน อย สุดทายจงึ ถกู สเุ ทษณสาปเปน ดอกกุหลาบ
ตลอดไป

ดอกกหุ ลาบจงึ เปนสัญลกั ษณแทนความรักของทุกคนในโลก ซ่งึ ในทางพุทธศาสนา
ความรักเปน ส่งิ ไมมีความมน่ั คงถาวรและเปน ชองทางนาํ ความทุกขมาให แมก ระนนั้ มนุษยปุถชุ นก็
ยากท่ีจะหลีกเล่ยี งความรกั ได ดอกกุหลาบมคี วามงดงามเพยี งใด ความรกั กเ็ ยายวนชวนหลงใหล
เพียงนั้น อยางไรก็ดดี อกกุหลาบหากรจู กั ใชก อ็ าจใหป ระโยชนไดเหมือนกัน เห็นไดใ นบทพรรณนา
ท่ีกลาวถงึ ความงามอนั นาหลงใหล ขณะเดียวกนั ก็แอบแฝงดว ยคณุ ประโยชนอ ยางนาประหลาดวา

มายาวนิ . ไมเรียกผะกากุพ-ฺ ชะกะสอี รณุ แสง (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ปานแกม แฉลมแดง ดรณุ ณี ยามอาย;
ดอกใหญและเกสร สวุ คนธะมากมาย,
อยูทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
อีกท้งั สะพรง่ั หนาม ดุจะเขม็ ประดับไว,
ผ้งึ เขียวสิบนิ ไขว บม ิใครจ ะหา งเหนิ .
อนั กพุ ฺชะกาหอม บริโภคอรอ ยเพลนิ ,

รสหวานสหิ วานเชอญ นรล้ิมเพราะเลิดรส;

กินแลว ระงบั ตรี พิธะโทษะหายหมด,

๒๗๔

คือลมและดีลด ทุษะเสมหะเส่อื มสรรพ;
อีกท้ังเจรญิ กา- มะคณุ าภริ มยนนั ท,
เยน็ ในอรุ าพลัน, และระงับพยาธี.
(มทั นะพาธา หนา ๒๘)

ดงั นนั้ การที่มนษุ ยปุถุชนยงั ไมส ามารถหลกี เล่ียงจากความรักได กจ็ ําเปนตองรักอยา ง
รูเทาทันความรัก คือใชปญ ญากํากบั ไวท กุ เม่ือ มนุษยก พ็ อจะใชค วามรกั ใหเกิดประโยชนในทางโลก
ได แตหากตกเปน ทาสของความรกั ปลอยใหความรกั ชักจูงไปตามอารมณด งั ตวั ละครและ
เหตกุ ารณใ นเร่อื ง ก็ตองประสบกับความทุกขไ มจบส้นิ ซึง่ ทั้งหมดท่ีกลาวมานีล้ ว นเปนเหตกุ ารณ
ในเรอ่ื งท่เี ปนสัญลักษณอธิบายสิ่งท่เี ปนนามธรรมวา “ความรักกอใหเ กดิ ทุกข”

นอกจากเหตุการณในเรื่องทีเ่ ปน สัญลกั ษณของความรักทาํ ใหเกดิ ทุกขแ ลว ยังมี
เหตกุ ารณบางตอนทน่ี าํ มากลา วถึงในแงข องสญั ลักษณด ังตอ ไปน้ี

๑ การกลบั ชาตเิ กิด การกลบั ชาติมาเกิดใหมเปน เหตกุ ารณห นงึ่ ท่ปี รากฏในพระ
ราชนิพนธเ รื่องมัทนะพาธา เปนตอนท่ีกลาวถงึ การกลบั ชาตมิ าเกิดของสุเทษณและมัทนา มี๒
ตอน ตอนแรกอยูในบทรอ งของนางอัปสร กลา วถงึ สเุ ทษณเดิมเกิดเปนกษัตริยแควนปญจาล และ
บําเพ็ญภาวนาจนไดม าเกิดบนสวรรค มีถอยคาํ ตามบทรองของนางอปั สรวา

ชาตกิ อนเปนสกุ ษัตร เถลงิ รัฐราไชสรู ย (ยาน,ี ๑๑.)

ในวงศะประยูร สุระแมนแควน ปญ จาล

ทรงธรรมลํา้ มะนุษ ฤทธิรุทมหาศาล

บําเพญ็ พะลกี าร ทกุ อยา งงามตามวิสยั

ครน้ั ถงึ เวลาควร ภมู ศิ วรจากไผท

เสดจ็ สุราลยั เสวยสขุ ในแดนสรวง

(มัทนะพาธา หนา ๓-๔)

และอกี ตอนหนง่ึ อยใู นบทพูดของมายาวนิ มใี จความวา มัทนาเดิมเกิดเปน ธิดา
ทาวสรุ าษฎร สุเทษณซึ่งเกิดเปนกษัตริยแควน ปญ จาลไดสง สาสน ไปสูขอ แตถูกทา วสุราษฎร
ปฏิเสธ สุเทษณจึงยกทพั มารุกรานและจบั ตวั ทาวสรุ าษฎรไ ด หากมทั นายอมถวายตัว พระบดิ าก็
จะรอดชีวิต มัทนาจึงยอมเขา เฝา แตพอพระบิดาปลอดภัยแลว นางกใ็ ชพ ระขรรคแทงตวั ตาย
แลว ไดไ ปเกิดบนสวรรค เหตุการณด ังกลาวอยูในบทพูดของมายาวนิ ดงั ความวา

๒๗๕

มายาวิน. เม่ือคร้งั พระองคเ ปน วรราชะราชนั (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
ครองเฃตประเทศขัณ-
ตรัสใชอมาตยเ ปน ฑะวิสทุ ธิปญจาล,
ถึงราชะผูผา น
ขอองคธดิ าช่ือ วรทูตะทูลสาร
เปนราชินีตาม
แตทาวสุราษฎรไ ซร นรชาติ์สุราษฎรง าม,
ใหซ ่ึงพระบุตร,ี
ตรสั เกณฑพหลกอง มะทะนาวิไลยราม
ยกไปประชติ รา-
โจมตีบรุ ีปน วรราชประเพณ;ี
จบั ไดน โรดม
จึ่งมีพระโองการ บมิยอมและยินดี
แตห ากธิดามา
ยอมเปนวะธูบาท พระก็ทรงพระโกรธา.
ไถโทษะชีวัน
ฝา ยนางกย็ อมตาม จตรุ งคะเสนา
พอ รอดพระชนมา
ครน้ั นางเสด็จถงึ ชะบุรีวโรดม.
กมเกศและกราบท่ี
แลวทูลแถลงโดย บมิทนทลายลม ,
วาองคพระนงคราญ
แตไดปะฏิญญา นรนาถสรุ าษฎรมา;
วา จักมิยอมให
คร้ังนแ้ี หละสดุ แสน จะประหารพระชวี า,
เพราะวา บดิ ารัก
จ่ึงยอมถวายตัว และประนอมมโนฉันท,
ขององคชนกนา-
เสร็จกิจจะการดี บริจารกิ านันท,
กราบบาทยคุ ลตน
วา พลางยพุ าชกั ก็จะงดพระอาญา.
แทงตรงพระทรวงตาย
ตายแลวกําเนิดใน วรราชะบัญชา,
ฝายองคพ ระภูมี
ก็เพราะลูกสิภกั ด.ี

วรมาละกาศรี

ทวิบาทพระภูบาล,

สริ สิ ัจจะวาทหวาน

บมิอยากจะขัดไท,

วรสจั จะมัน่ ไว

นรฝน ฤดีรัก.

จะประดักประเดิดนกั ,

จะบรอดพระชนมา,

และกไ็ ถพระโทษา

ถะบตองมลายชนม.

กรณียะเปนผล,

มะทะนาจะลาตาย.

วรขคั คะแพรวพราย

เฉพาะพักตรพ ระภูม.ี

สุรภพพศิ ษิ ฎน ;ี้

ก็บําเพญ็ พะลีกรรม,

๒๗๖

จนไดสาํ เร็จผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรักกนั เพราะวะเคยสเิ นหา.
แตก รรมพระทาํ ไว ณ พระชาต์อิ ดตี มา
ของขัดและขวางหนา บม ิใหพระสมจินต
(มทั นะพาธา หนา ๑๔-๑๖)

การกลบั ชาติมาเกิดใหมเ ปน เหตกุ ารณทเ่ี ชื่อมโยงกบั เรอ่ื ง “ทกุ ข” และอาจกลา ว
ไดวา มีความสัมพนั ธกบั ความเช่ือทั้งในศาสนาพทุ ธและศาสนาพราหมณ ดงั จะอธบิ ายตอ ไปนี้

ก. การกลับชาติเกิดในศาสนาพราหมณ ศาสนาพราหมณมีความเชอ่ื เรื่องการ
กลับชาติเกิดวา เม่อื คนตายจะมีวญิ ญาณ (Soul) ลองลอยออกจากรางกาย ไปเกิดในสวรรค ใน
นรก หรอื ไปเกิดใหมเปน คน เปนสตั ว เปนเปรต เปนอสุรกาย ฯลฯ น้เี ปน ความเชื่อใน
ลทั ธิสัสสตทิฏฐิในศาสนาพราหมณ และอรรถกถาจารยไดน ําเขา มาปนไวในคาํ สอนของพุทธศาสนา
(พระธรรมโกศาจารย. ม.ป.ป.: ๑๗๒) ซ่ึงความเชื่อดังกลาวมีอทิ ธิพลตอ ความคิดของคนไทยอยา ง
มาก

และจากคําประพนั ธขา งตน จะเห็นวา ทง้ั สุเทษณและมัทนาลวนกลับชาตมิ าเกิด
ใหมเ ปน เทพบตุ รและเทพธิดา ซึ่งเดิมทง้ั สองเคยเกิดเปนมนษุ ย สเุ ทษณน ั้นเกิดเปนกษัตริยและได
ทําผิดตอมัทนา คอื เปน เหตุใหม ทั นาฆาตวั ตาย เม่ือสํานึกในความผดิ ก็ใชวิธบี าํ เพญ็ พลีกรรมจนได
เกดิ บนสวรรคและพบกบั มทั นา แตเพราะกรรมเกาหรือความผิดในอดตี ชาตไิ ดสงผลใหม ัทนาไมม ใี จ
รักสเุ ทษณ ดงั ความวา

มายาวนิ . ตายแลว กาํ เนิดใน สรุ ภพพิศิษฎน ;ี้ (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ฝา ยองคพระภูมี กบ็ าํ เพ็ญพะลกี รรม,
จนไดสาํ เรจ็ ผล จรดลณแดนสวรรค
มาพบและรกั กนั เพราะวะเคยสิเนหา.
แตกรรมพระทําไว ณ พระชาติ์อดตี มา
บมใิ หพ ระสมจินต
ขอ งขดั และขวางหนา
(มทั นะพาธา หนา ๑๖)

การกลับชาตเิ กิดของตวั ละครรวมทัง้ ผลของกรรมเกาซงึ่ หมายถึงผลของการทาํ
ความผิดไวใ นชาติปางกอ น จงึ เปนสญั ลักษณข องความเช่ือเรอ่ื งการกลับชาติเกิดในลัทธิ
สัสสตทฏิ ฐิในศาสนาพราหมณ ซ่ึงไดม ผี นู ําเขามาปนไวในคาํ สอนของพทุ ธศาสนาและมอี ทิ ธิพลตอ
ความคดิ ความเชอื่ ของคนไทย

๒๗๗

ข. การกลบั ชาติเกิดในศาสนาพุทธ สว นการเกิด-การตายในพระพทุ ธศาสนา
หมายถงึ การเกิด-การดบั แหง ความทกุ ข ซ่ึงความทุกขม ีตณั หา (ความอยาก) และอุปาทาน (ความ
ยึดมั่นถือมั่น) เปนตนเหตุโดยตรง การทีพ่ ระพุทธเจา ตรัสวา พระอรหนั ตเปน ผูต ายแลว ไมเกดิ น้นั
หมายถงึ ตณั หาอุปาทานของพระอรหนั ตท ่ีหมดไปแลว จะไมเ กดิ ขนึ้ มาอีก ไมไดหมายถึงการตาย
อยา งเนา เขา โลงและการเกิดใหมใ นทองแม อยา งที่ภาษาชาวบานเขา ใจกัน ... ตายแลว เกิดใหม
หมายถงึ จติ ใจท่ยี ังไมหมดตณั หาอุปาทาน เมื่อตัณหาอุปาทานหมดไปเรื่องหน่ึง ๆ (ตาย) ตัณหา
อุปาทานเรื่องอ่นื กจ็ ะตอ งเกิดข้ึนอกี เปน อยา งนี้อยูเ ร่ือยไปจนกวา จะขดุ รากเหงา ของกิเลส ๒ ตวั นี้
ใหส นิ้ เชื้อสิ้นซาก... (พระธรรมโกศาจารย. ม.ป.ป.: ๑๗๐-๑๗๑)

การกลบั ชาติมาเกิดใหม หรือการเวียนวายตายเกิดของสุเทษณและมัทนาในพระ
ราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธา ซึง่ เดิมเกิดเปนมนุษยบนโลก ตอมาเกิดเปน เทพบนสวรรค เปน
สัญลักษณข องวงจรของปฏจิ จสมปุ บาท วงหน่งึ กห็ มายถึงชาตหิ นึง่ เมื่อวงเกาดบั ไปก็เกิดวงใหม
หรอื ชาติใหมขึน้ มา เปนอยอู ยางนีจ้ นกวา จะดับตณั หาและอุปาทานอนั เปนตนเหตุโดยตรงได
ทัง้ หมด หากดับไดกจ็ ะไมเกดิ วงใหมห รือชาติใหมข ึ้นอกี ซึ่งหมายถงึ การพน “ทุกข” โดยสน้ิ เชิง

การกลับชาติเกิดในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาสามารถวิเคราะหใหส ัมพันธ
กับความเชื่อเร่อื งการเกิดท้งั ของศาสนาพราหมณแ ละศาสนาพทุ ธ ซ่ึงไมว าจะเปนศาสนาใดก็จะเหน็
วา ตวั ละครกย็ งั เวียนวายอยใู นวงั วนของความทกุ ข ดังนั้นจงึ เปนสว นท่สี นับสนนุ เร่ือง “ทุกข” ดังท่ี
ไดกลา วมาแลว

๒. เวทมนตร การใชเ วทมนตรเ ปนสญั ลักษณของความลวง การมเี จตนาไม
บริสทุ ธิ์ ซึ่งเปนเหตกุ ารณทอ่ี ยูในพระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธา ตอนมายาวินใชเวทมนตร
สะกดมัทนามาพบสเุ ทษณ ตามทองเรื่องเวทมนตรของมายาวินเปนวชิ าอาถรรพ มอี ํานาจวิเศษ
สามารถสะกดเรยี กผูท ่ีอยูหา งไกลใหมาหาได ดงั ท่ีมายาวินไดบ รรยายถงึ อาํ นาจเวทมนตรของตนวา

มายาวนิ . อถรรพเ วทะเจนอยู, และมนตรค รกู ไ็ ดสน (ภุชงคัปปะยาตร, ๑๒.)
มโนจาํ และซา้ํ คน คดีเพมิ่ บเคล้ิมหลง.
ฉนนั้ อาจจะผกู จิต- ตะใครไดป ระดจุ จง,
และใชโ ยคะแลว คง จะเรียกใหต ระบึงมา
บนานแมจ ะอยูถึง ณเฃาจักกะวาฬา,
ฤอยูสรวงฤอยูนา- คะโลกตาํ่ ณบาดาล.
จะเปนหญิงฤเปนชาย ก็เรียกดายมิยากนาน,
เพราะใครเลยจะทนทาน พระอาถัพพะมนตรไ หว
ฉน้นั แมพ ระองคม ี ประสงคใหดนูไซร

๒๗๘

ประชมุ มนตระเรียกใคร ก็โปรดมีพระบัญชา

(มัทนะพาธา หนา ๑๓-๑๔)

นอกจากนเี้ วทมนตรข องมายาวินมีอาํ นาจท่ไี มมผี ูใ ดสามารถขัดขนื ได หาก
พยายามขัดขนื กจ็ ะเกดิ ความรอ นเราในใจ ดังท่ีปรากฏในถอยคําของมายาวินขณะใชเวทมนตร
สะกดเรียกมทั นาวา

มายาวิน. แมค ิดขัดขนื ฝนมนตรค าถา (วิชฺชุมมฺ าลา, ๘.)
ขอใหนทิ รา เฃา สึงถงึ ใจ
มาเถิดนางมา อยา ชาเชื่องชอย
ตฃู า นีค้ อย ตอ นรับทรามวัย,
อา นางโศภา อยาชามาไว
ตฃู าสั่งให โฉมตรูรีบจร.
โฉมยงอยา ขัด รบี รัดมาเถิด
ขนื ขัดคงเกิด ในทรวงเรา รอ น,
มาเรว็ บดั นี้ รบี ลีลาจร
มาเรว็ บงั อร ฃา เรยี กนางมา.
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)

แมเ วทมนตรของมายาวนิ จะมีอาํ นาจสะกดเรยี กผคู น แตสามารถบังคบั ไดเพียง
รางกาย ไมส ามารถบังคับจิตใจใหรสู ึกชอบหรอื ชังส่ิงใดได ดงั นนั้ เวลามทั นามาหาสเุ ทษณ มทั นา
จงึ มสี ภาพไมร สู กึ ตัว เหมอลอย แตจะพดู จาไปตามความคดิ ความรูสกึ ของตน สุเทษณส งสยั ใน
อาการของมทั นาจึงถามมายาวนิ มายาวนิ ไดต อบใหส ุเทษณเ ขาใจถึงขอบเขตอํานาจของเวทมนตร
ทั้งสองสนทนากนั วา

สุเทษณ. แนะ มายาวนิ เหตใุ ดยพุ ิน จง่ึ เปนเชน น?้ี (สรุ างคณา, ๒๘.)
มายาวิน. ดรู าวมะเมอ
คราใดเราถาม เผลอ ๆ ฤดี ประดุจไมม ี ชวี ติ จิตใจ.
ดงั น้ีจะยวน
เทวะ, ท่นี าง หลอ นกย็ อนความ เหมือนเชน ถามไป,
โยคะอันขลัง
แตจ ะบังคบั ชวนเชยฉันใด ก็เปรียบเหมอื นไป พดู กบั หุนยนตร.
ใหช อบใหชัง
อาการเปนอยาง นเ้ี พราะฤทธ์ิมนตร;

บังคบั ไดจ น ใหต อบยุบล ไดตามตองการ.

ใคร ๆ ใหกลับ มโนวิญญาณ,

ยืนยงั อยูนาน ยอ มจะเปนการ สดุ พนวิสัย.

(มัทนะพาธา หนา ๑๙)

๒๗๙

สรุปวา เวทมนตรข องมายาวินเปนอาถรรพวิทยาทใี่ ชบ ังคบั เรยี กผคู นท่ีอยู
หา งไกลใหม าหาไดในทันที ไมวา ผทู ่ีถูกเรียกจะเต็มใจหรือไมก ต็ าม และอาจถกู เรียกในขณะที่ไม
รูตวั มากอ น แตก็มีขอจาํ กดั ตรงที่ไมสามารถเปลีย่ นแปลงความคิดความรูส ึกของใครได

เมอ่ื เวทมนตรมอี าํ นาจบงั คับไดเ พียงรา งกายแตไ มอ าจเปลีย่ นจิตใจ จงึ บังคับ
มัทนาใหมาพบได แตเ ปล่ียนความรูส ึกไมไ ด ทําใหม ัทนารูสกึ ไมยินดีและอับอายที่ตนเปนหญิงแต
ถกู เรียกใหมายังที่อยูของชาย ทงั้ ทสี่ ุเทษณรูดวี า มัทนาไมมีทางยินยอมพรอมใจที่จะรักใครดวย

การใชเ วทมนตรด งั กลา วจงึ เปน สัญลักษณของความลวง ความไมซ่ือตรง เปน
อุบายทจุ ริตทีล่ ว งลาํ้ สิทธขิ์ องผูอ่ืนซ่ึงไมเ ตม็ ใจและไมร ตู ัวมากอ น สุเทษณใ หมายาวินสะกดเรียก
มทั นามา ทําใหม ัทนาไดรับความอบั อาย ทั้งทสี่ ุเทษณร วู า มัทนาไมไดร กั ตน เวทมนตรของ
มายาวินจึงเปนสัญลกั ษณของความลวง การมีเจตนาไมบ ริสุทธด์ิ งั กลา ว

๓. การสาป การสาปเปน เหตุการณท ปี่ รากฏในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา
ตอนสุเทษณสาปมทั นาเปนดอกกุหลาบ ซึง่ อยตู อนตน เรอื่ งครงั้ หนึ่งและทา ยเรื่องอีกครัง้ หนง่ึ การ
สาปเปน สัญลักษณข องความโกรธ ความตอ งการลงโทษใหรูสาํ นึก และความมจี ติ ใจคับแคบ

การสาปคร้ังแรก สเุ ทษณโ กรธที่มทั นาไมย อมรักตนทําใหต นตองทุกขทรมานใจ
จึงสาปมัทนาเปนดอกกหุ ลาบอยูบนโลกมนษุ ย เม่ือถงึ วันเพ็ญก็จะคนื รางเปนหญงิ สาวได ๑ วัน ๑
คนื หากมคี วามรกั ก็ไมต องกลายเปน ดอกกุหลาบอกี แตจ ะตอ งไดร บั ความทกุ ขเ พราะรกั การสาป
ครง้ั แรกจึงมีจดุ ประสงคเพอ่ื ลงโทษและตองการสงั่ สอนใหรรู สชาตวิ า การเจ็บปวดเพราะความรักนน้ั
ทกุ ขทรมานเชนใด ดงั ความวา

สเุ ทษณ. ดวยอาํ นาจอิทธ์ิฤทธี อันประมวญมี (ฉบงง, ๑๖.)
ณ ตวั กูผแู รงหาญ, ใหจ ตุ ิผาน
เปนมาลเี ลิด
กูสาปมัทนานงคราญ รูสกึ อุระ
ไปจากสุราลยั เลิด, ใหนางน้เี ปน
แตห ากนางมี
สูแดนมนุษและเกดิ คงรปู อยูไซร
อันเรียกวากพุ ชฺ ะกะ,

ใหเ ปนเชนนัน้ กวา จะ
ระอุเพราะรักรงึ เขญ็ .

ทกุ เดือนเมอ่ื ถึงวนั เพญ็
มนุษอยูกําหนดมี

เพียงหนง่ึ ทวิ าราตร;ี
ความรกั บุรษุ เม่ือใด,

เมอื่ นัน้ แหละใหทรามวยั
บคนื กลบั เปนบุปผา.

๒๘๐

หากรักชายแลวมัทนา บมีสุฃา-
ภริ มยเ พราะเริดรา งรกั , จนเหลือทจ่ี กั
กลา ววอนเราไซร
และนางเปนทุกขยิง่ หนัก
อดทนอยูอกี ตอไป,

เมอ่ื น้นั ผิวา อรไทย
เราจง่ึ จะงดโทษทณั ฑ.

นางมะทะนา จุตอิ ยา นาน (จติ ระปทา, ๘.)
จงมะละฐาน สุระแมนสวรรค,
ณ หมิ าวัน
ไปเถอะกาํ เนดิ วจสิ าปไว !
ดังดนลุ นั่ (มทั นะพาธา หนา ๒๙-๓๐)

สวนการสาปครงั้ ท่ีสองตอนทายเร่ืองมีผลใหมัทนากลายเปนดอกกหุ ลาบตลอด
กาล เพราะมทั นายังยนื ยนั ท่จี ะไมย อมเปนบาทบรจิ ารกิ าของสุเทษณ ทาํ ใหสเุ ทษณต องผิดหวงั ซ้ํา
สอง สเุ ทษณโกรธและสาปมัทนาวา

สุเทษณ. ผัวกท็ ้ิงและบมิหวง วธุหว งได, (สวาคตา, ๑๑.)
ทีดะนวู ะธไุ ฉน บมยิ อมรัก?
ฃา จะวอนสุปยะรัตน ก็สบัดพักตร,
ราวกะทรามและทุระลกั ษณ บมมิ ดี .ี
ฃาจะกลาววะจะนะจัง ละนะครัง้ นี้;
คือผินางจะบมมิ ี มะนะรกั ไซร,
ฃา จะมฤี ดปิ ระนอม ฤจะยอมให
หลอ นนะรักบรุ ุษใด นะฤอยาคดิ .
เมื่อดนจู ะบมสิ ม อภิรมจิต,
จกั มิยอมบุรุษะชิด มะทะนาแลว.
จําจะลาละปยะนาฎ เพราะจะคลาดแคลว,
คงมิเหน็ สุวะธุแกว มณิกลอยตา.
แตณ กาละทวิ ะนี้ วนดิ าภา
เปนสุกุพฺชะกะผะกา บมิเปล่ียนเลย,
เพื่อประกันบรุ ุษะอ่นื บมิชน่ื เชย.
โฉมอนงคด รณุ เิ อย, วจะฃา ขลงั ,
สาปก็จักอะจริ ะสทิ - ธิสะมทิ ธ์ิดงั

๒๘๑

ฃา ประกาศวะจะนะส่ัง นะสดับด:ี
กลายเถอะรางสมุ ะทะนา ดจุ ะมาล,ี
เปนสกุ พุ ฺชะกะฉนี้ เถอะนิรนั ดร !
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๒)

สเุ ทษณโ กรธมัทนา เพราะไมส ามารถจะทําใหม ัทนารกั ได เมือ่ เหน็ วาไมม ที าง
สมความปรารถนาอยางแนน อน ขณะเดียวกนั ก็ทนไมไ ดถาจะเหน็ มัทนาไปเปนคูครองของชายอ่ืน
สเุ ทษณจ ึงสาปมัทนาใหเปน ดอกกุหลาบตลอดไป การสาปจงึ เปนผลของความโกรธ ความมีจิตใจ
คบั แคบเห็นแกตวั ตองการลงโทษผูอ ่ืนใหส าแกใจ การสาปจงึ เปนสญั ลักษณของความโกรธ และ
การลงโทษ

๔. การติดตามสัตว การตดิ ตามสตั วท่ีมลี กั ษณะสวยงามเปน เหตกุ ารณท ่ีเปน
สญั ลักษณข องความรักความหลงของมนุษย ซง่ึ ปรากฏในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา ตอน
ชัยเสนติดตามกวางงามตวั หน่งึ จนหลงทางในปา ซง่ึ กวางมีลักษณะงามมากจนทําใหช ยั เสนหลง
เพลินชมความงามของกวางและลมื แผลงธนูศร ไดแตเ หนี่ยวคางไวแ ละกวางกว็ ่งิ หนไี ป ชยั เสนได
พดู พรรณนาความงามของกวางดว ยความเสียดายวา

ชยั เสน. อโหระลึกขึน้ ละกส็ ุดจะเสยี ดาย! (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ไดเ คยประสพหลาย
กวางงามอรามท่ัว มคิ ะแลว บเ คยเห็น
ดนูละเลงิ เลน
ชะเนตรส นิธนลิ วรกายะดังเชน
ยามแลชําเลืองมี
เฃางามประหนง่ึ ชอ จรไล ณ วันน.ี้
และหนงั ระยับลาย
ขนองสนทิ ดํา กะละนิลมะณศี ร,ี
งามทรวงสอาดราว
ยามเดิรก็งามย่งิ กริ ิยาประหน่ึงอาย;
จริตกิรยิ า
และเม่อื ดนตู าม วรวิชชมุ าลยฉาย,
โนมนาวธนมู นั่
มัวเพลนิ ตลึงนง่ิ กละเลอ่ื มประดบั วาว;
และกวางกว็ องไว
ดจุ ะเขียนเขมายาว,

หมิ ะตก ณ ยอดผา:

และจะวิ่งกย็ วนตา,

กละสาวสรุ างคส วฺ รรค.

มคิ ะใกลจ ะตามทัน,

เหมาะและเตรียมจะยงิ ไป.

บมยิ งิ ณ บัดใจ

จรแผลว ณ แนวพง.

(มทั นะพาธา หนา ๔๐-๔๑)

๒๘๒

ชัยเสนหลงความงามของกวางและติดตามไปอยา งรวดเร็ว จงึ ทําใหพลัดกบั
กองทพั และหลงทางอยูกลางปา ดงั ที่ชัยเสนไดกลาวกับศภุ างควา

ชัยเสน. เรามัวละเลงิ ไล มิคะงามตะบึงบา (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จนลกึ ณ กลางปา และระอิดระอาใจ;
บัดน้ีมิรูวา ดละแทบ ณ หนใด,
อกี ทั้งจะเดิรไป บริวารบตามทัน.
(มทั นะพาธา หนา ๓๙)

การหลงใหลในรูปของกวาง คือความรสู กึ ติดตาตองใจในส่ิงมีชีวติ ประเภทอ่ืนท่ี
ไมใชมนุษย ในทางพทุ ธศาสนาจดั เปนความรักดว ย ซง่ึ เกิดจากตัณหาอุปาทานทท่ี ําใหเ กิดความ
อยาก ความยึด จิตใจทีม่ คี วามยึดติดกับสงิ่ ทเ่ี ห็นอยูขางหนา นาํ พารา งกายใหเ ตลิดตามไปอยา ง
รวดเรว็ ดังนั้นการหลงใหลในกวางลักษณะงามและติดตามไปตามอาํ นาจของจติ ใจท่ีมกี ิเลสปกคลุม
จงึ เปนสัญลกั ษณข องความรักความหลง

๕. การออนวอนเทพเจา ในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธามกี ารกลาวถึงเทพ
เจา อยูห ลายองคและหลายตอน สว นใหญต ัวละครจะบชู าออนวอนเทพเจาเพอ่ื ใหเ ทพเจา ชวยเหลอื
ตนใหพ นจากทกุ ขภ ัย รวมทั้งประสบความสําเร็จในส่ิงทต่ี นมุงหวัง เทพเจา จงึ เปน สัญลักษณของท่ี
พ่ึงและความปรารถนา มีตัวอยางตอไปนี้

ตอนมายาวินบูชาพระพิฆเนศวรและพระนารายณใ นการประกอบพิธีทาง

อาถรรพวทิ ยาเพ่ือสะกดเรียกมทั นาซ่ึงอยูหา งไกลใหม าพบสุเทษณ มายาวนิ ไดกลาวคําบูชาและ

วอนขอใหพ ิธีของตนประสบความสําเร็จ มายาวนิ กลา ววา

มายาวนิ . โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (สัททฺ ุลฺลวกิ ฺกฬิ ิต, ๑๙)

ฆา พฆิ ฺนะสิ้นสุด ประลยั ;

อา งามกายะพระพรายประหนึ่งระวิอุทัย,

กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;

เปนเจาสบิ ปะประสิทธิ์วิวิธะวรรณ

วทิ ฺยาวเิ ศษสรร- พะสอน;

ยามฃา กอบกรณียพิธมี ะยะบวร,

จงโปรดประทานพร ประสาท,

โอมนารายะณะเทพเถลิงอรุ ะคะอาสน,

ขี่ขุนสุบรรณราช จรลั ;

ถอื ศงั ขจ ักระคะทาธรณผิ ัน

๒๘๓

ปราบยักษะกุมภณั ฑ มะลาย;

เชย่ี วชาญโยคะวธิ ีพระพีระอภิปราย

ดลกิจจะทั้งหลาย สมทิ ธ์ิ.

ยามฃา กอบกรณียพิธมี ะยะวิจติ ร

จงสมมะโนสทิ - ธเิ ทอญ.

(มัทนะพาธา หนา ๑๗)

ในการประกอบพิธีอภิเษกสมรสระหวางชัยเสนและมัทนา กาละทรรศนิ ไดบ ูชา
พระอัคคี เพื่อขอใหพ ระอคั คไี ดโปรดนําคําทลู เชญิ ไปแจง แกเทพเจา ทงั้ หลาย ขอใหบ รรดา
เทพเจา โปรดลงมาเปนสักขีพยานในการประกอบพธิ ีและประทานพรแกคูสมรส เทพเจา ท้ังหลาย
ไดแก พระนารายณ พระลกั ษมี พระอศิ วร พระอมุ า พระพรหม พระสรุ ัสวดี พระอินทร พระศจี
พระอาทติ ย พระจันทร ตลอดจนเทพเจา ท่สี ถติ บนฟากฟาและพืน้ ดิน คาํ เชิญเทพเจา ของ
กาละทรรศินมีตวั อยา งดงั นี้

กาละทรรศิน. ฃาขอไหวอ ัคคีอธิปะตสิ ุพรร- (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)

ณาทิทูตสวฺ รร- คะเรืองเดช,

จงโปรดนําคําทลู ปะระมะสรุ ะเศรษฐ

วิศฺวะเทเวศร มหาศาล:

โอมอญั เชอญนารายะณะพระหรชิ าญ

ชัยบาํ ราบมาร ปะราชัย,

พรอมดว ยเทวีศรีภะคะวะตวิ ไิ ลย

วรรณะผองใส วิมลเนตร;

โอมอัญเชอญองคต รีศลุ ิศิวะมเหศร

นั่งณะยอดเฃต- ตะจอมผา,

อกี แมเจา สวฺ รรคบรรพะตวิ ะระอมุ า

ผูพ ระชายา อุดมศักด;์ิ

โอมอญั เชอญธาดาปะติจะตรุ ะพกั ตร

เพงพนิ ิศรัก- ษะสที่ ิศ,

ทง้ั โฉมชายายอดสุธิระศุภะวทิ ย

ศิลปฺ ะสอนจิต จรุงใจ:

อกี ขอเชอญทาวศกั ฺระอมะระวิชัย

จอมสุราลัย มหิทธี,

พรอ มองคเ ทวินปนอมะระยุวะดี

อินทฺระศักด์ศิ รี ศะจีอร;

๒๘๔

อกี ขอเชอญองคเทพระวแิ ละศะศิธร

สองอะมรยอด พยานกรรม;

อีกขอเชอญเทวานิกะระฐิติธรรม

สงิ สถิตอัม- พระรากาศ,

ทัง้ ทวยเทพที่สงิ ณปะฐะวิอาจ

รักษะทวยราษฎร ณแดนคน;

เชอญทกุ เทพเจาผสู ิรวิ รวิมล

มาณมณฑล พิธีเทอญ.

(มทั นะพาธา หนา ๗๘-๗๙)

นอกจากนตี้ อนทีก่ าละทรรศนิ เกิดความทกุ ขใจ เพราะทราบเหตกุ ารณลว งหนา
วามทั นาจะตอ งจากไปเพือ่ มคี ูค รองและจะมเี คราะหห นักดวย กาละทรรศินไดว อนขอใหพระอนิ ทร
ชวยเหลือไมไ หต นตองสญู เสยี มัทนาไป และชวยเหลือไมไหม ทั นาตองประสบเคราะหราย
กาละทรรศินไดวอนขอตอ พระอินทรดวยความโศกเศรา วา

กาละทรรศิน. ฃาขอใหสุระเทวะฤทธิอะนกุ ูล, (สัทฺทุลลฺ วิกกฺ ฬิ ติ , ๑๙)

ฟงฃาพเจา ทูล เถอะไท,

หากฃาเสียมะทะนาธิดาอระวไิ ลย

ฃาบาทจะไดใ คร ละ แทน?

อา เทวนิ ทะมะหนิ ทาธิปะติแมน

ทรงวัชระแกลว แกวน อะมร,

โปรดอยาใหมะทะนาสดุ าดะรุณิอร

ตอ งไปอะนาทร ฤเขญ็ !

(มัทนะพาธา หนา ๔๔)

จากตัวอยา งขางตน จะเหน็ วา เวลาทต่ี วั ละครตอ งการที่จะประสบความสาํ เรจ็ ในสิง่
ทตี่ นกระทาํ หรอื มคี วามปรารถนาในเรอ่ื งใดก็ตาม ตัวละครจะกลาวคาํ บูชาเทพเจาเพ่อื ขอใหเ ทพเจา
ชว ยเหลือใหตนประสบความสาํ เรจ็ ในสง่ิ ท่มี ุงหวงั รวมถึงเวลาที่ตัวละครมคี วามทุกขโศกเพราะเกิด
เคราะหกรรมตา ง ๆ ตัวละครก็จะขอใหเทพเจา โปรดเปนทพ่ี ง่ึ ของตน ชว ยเหลือตนใหพนจากทุกข
ภัยตาง ๆ ดังนัน้ จงึ กลาวไดว า การทตี่ วั ละครออ นวอนเทพเจา เปนเหตุการณท เ่ี ปนสัญลักษณข อง
ความปรารถนาภายในจติ ใจ และเปน สญั ลกั ษณข องที่พ่ึงพิงในยามท่มี คี วามทุกข

๒๘๕

๒.๓.๒ ตวั ละคร ในพระราชนิพนธเ รื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวไดทรงกําหนดใหต วั ละครเปน สัญลักษณแทนสิ่งตาง ๆ ซ่ึงจะสอดคลองกับการอธิบายเรื่อง
ความรักทาํ ใหเกิดทกุ ข โดยตวั ละครที่เปน สัญลกั ษณมีดังตอไปน้ี

๒.๓.๒.๑ สเุ ทษณ สเุ ทษณเปนสัญลักษณแ ทนผทู ่ถี ือวาตนมอี ํานาจ มีจติ ใจ
คบั แคบ เมอื่ ถูกขัดความประสงคกล็ ุแกโทสะโดยงา ยและลงโทษผูอ่นื อยางไมย บั ย้งั ชัง่ ใจ ทําใหผอู นื่
ตองไดรบั ความเดือดรอน ดงั จะเหน็ ไดจากตอนสุเทษณโกรธมทั นาท่มี ทั นาไมยอมรับรกั มัทนา
อธบิ ายวา การทนี่ างปฏิเสธเปนเพราะนางไมต อ งการหลอกลวงสเุ ทษณ ซึง่ เปนเหตุผลที่
สเุ ทษณค วรจะยกยองความซอ่ื สัตยของนาง แตสุเทษณก ลับไมส นใจและใชอ าํ นาจของตนสาป
มทั นา เพียงเพราะตอ งการสง่ั สอนใหมทั นาไดรรู สความทกุ ขจากความรัก อกี ทง้ั ไมต องการเหน็
มัทนาตกเปน ของเทพบตุ รองคอ่ืน จึงสาปใหพนไปจากสวรรคเ สีย ดังคําประพนั ธ

สเุ ทษณ. กูสาปมัทนานงคราญ ใหจุติผาน (ฉบงง,๑๖.)

ไปจากสรุ าลัยเลิด,

สูแดนมนุษและเกิด เปนมาลเี ลิด

อันเรียกวากพุ ฺชะกะ,

ใหเปนเชน น้นั กวาจะ รูส ึกอรุ ะ

ระอเุ พราะรกั รึงเขญ็ .

(มทั นะพาธา หนา ๒๙)

สุเทษณเปน สญั ลกั ษณข องผูท่ีมตี ณั หา มีแตความลมุ หลง ทาํ ทุกอยา งตามความ

พอใจของตนโดยไมค าํ นึงถงึ ความรูสึกของผอู ื่น เหน็ ไดจากการทส่ี เุ ทษณตองการพบมทั นาแลวใช

มายาวนิ เรียกมัทนามาดวยเวทมนตร ทําใหมัทนาไดรับความเสอ่ื มเสียและรูสึกอบั อาย ดงั คาํ

ประพนั ธ

สุเทษณ. พ่เี องใชม ายาวนิ ใหเชอญยุพิน (ฉบงง, ๑๖.)

มาทน่ี ดี่ ว ยอาถรรพ.

มทั นา. เหตุใดพระองคท รงธรรม จึง่ ทาํ เชน นน้ั

ใหฃ าพระบาทตองอาย

แกห มชู าวฟา ทั้งหลาย? โอพระฦๅสาย

พระองคบ ทรงปราณ.ี

(มทั นะพาธา หนา ๒๑)

๒.๓.๒.๒ ชัยเสน ชัยเสนเปน สญั ลักษณแทนผูมีอาํ นาจ แตก็มีความบกพรอง
หากขาดสติเพราะความลุมหลง

๒๘๖

ชยั เสนมมี เหสี ๑ คนและนางสนมอีกหลายคน แตเมื่อมาพบมัทนาซ่งึ งามมากก็
เกดิ ความหลงใหลตัง้ แตแรกเห็น จนลืมมเหสีและนางสนมทง้ั หลาย คิดเพียงวาหากไดม ทั นามา
เปน ภรรยาก็จะรกั ใครและมีความสขุ คําพูดของชัยเสนตอนหนง่ึ แสดงใหเหน็ วา ความรกั ของชยั เสน
ก็ไมไดแตกตางจากสเุ ทษณม ากนัก เพราะเปน ความรักของผูมอี าํ นาจทห่ี มายจะครอบครองสิ่งน้ัน
ไวเ พ่ือความสุขของตน ดงั ทีค่ ํานึงกับตนเองวา

ชยั เสน. พธูประดามี ณบรุ ีฤไพรสาณฑ, (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑)
จะหาวไิ ลยปาน ฤก็กูบเคยเห็น
และหากวะ กไู ด ก็จะรน่ื ฤดเี ย็น
จะรกั และยกเปน ภรยิ าภริ มยสม;
ทวิ าและราตรี บมิหนายมแิ หนงชม,
จะเราระตรี ม- ยะระร่นื ระรวยใจ.
(มทั นะพาธา หนา ๕๑)

แตเพราะจัณฑไี ดคบคดิ กบั นางขาหลวงวางแผนใสรา ยวา มัทนาเปนชกู ับศภุ างค
ความรกั ของชัยเสนจงึ แปรเปลีย่ นเปนความหงึ และบันดาลโทสะ ความโงเ ขลาเขาครอบงาํ และดวย
ความเปนผมู ีอํานาจจงึ ส่งั ประหารชีวติ มทั นาและศุภางคร วมทง้ั ลงโทษผเู ก่ียวขอ ง

ชัยเสนจึงเปนสญั ลกั ษณแ ทนผมู ีอาํ นาจมากซ่ึงปกติมสี ติปญ ญาเฉลียวฉลาด แต
ไดเผลอปลอยตนตกอยใู นอารมณโ ทสะซึง่ มาจากความรักความหึงหวงจงึ ขาดการไตรต รอง ทาํ ให
สามารถทําลายผูอ่นื ไดถ งึ ชีวติ

๒.๓.๒.๓ มทั นา มทั นาเปนสัญลักษณแทนผูมคี วามยึดมน่ั ถอื มั่นในความรกั แต
ไดร ับความทุกขเพราะความรักนั้น ซงึ่ สอดคลอ งกบั ช่ือตัวละครวา มัทนา ท่ีแปลวา ความลมุ หลง
หรอื ความรัก

มัทนาเปนผยู ึดมน่ั ถือม่นั ในความรักและมสี จั จะเกย่ี วกับความรักประการหนึง่ วา
จะยอมเปนคูค รองของชายที่ตนรูสึกรกั เทานั้น หากไมใชก จ็ ะไมย ินยอมพรอมใจดว ย ดังน้นั เมื่อ
มัทนามาพบสเุ ทษณจ งึ ปฏเิ สธความรกั ของสุเทษณ โดยใหเ หตุผลวา สเุ ทษณมีนางในอยูแลว
มากมาย สําคัญคือมัทนาไมไ ดร กั สเุ ทษณ ดงั ท่มี ทั นากลาวกับสุเทษณว า

มทั นา. พระองคท รงเปนเทวา ธิบดีปรา- (ฉบงง, ๑๖.)
กฎเกียรติยศเกรียงไกร, มากมวลแลวไซร
มสี าวสรุ างคนางใน สักก่รี าตรี?
ในพระพิมานมณ,ี
จะโปรดปรานฃาบาทน้ี

๒๘๗

และเม่อื พระเบอ่ื ฃานอย,

จะมิตอ งนั่งละหอ ย นอนโศกเศรา สรอย

ชะเงอชะแงแลหรือ?

หมอ มฉนั น้เี ปนผูถ ือ สจั จาหนง่ึ คือ

วาแมม ริ กั จริงใจ,

ถึงแมจะเปนชายใด ขอสมพาศไซร

ก็จะมยิ อมพรอ มจติ .

ดงั น้ีขอเทพเรืองฤทธ์ิ โปรดฃา นอยนิด,

ฃาบาทขอบังคมลา.

(มทั นะพาธา หนา ๒๕-๒๖)

จะเหน็ วา มทั นาปฏิเสธสุเทษณ เพราะสุเทษณม นี างในอยูแลว ตนจงึ ไมรัก ตรง
ขามกบั ตอนท่ีชัยเสนขอความรกั ซง่ึ ชยั เสนกม็ ีสนมกาํ นัลอยูแลวจาํ นวนมากเชน เดียวกบั สเุ ทษณ
และยังมมี เหสีอกี ดว ย มทั นากไ็ มปฏิเสธ แมจะมอี าการกร่ิงเกรงเปน เชิงไวทอี ยบู า ง แตสุดทา ย
มัทนากต็ กลงปลงใจเปนชายาของชัยเสนดว ยความยินดี เพียงเหตผุ ลเพราะมัทนามใี จรัก บท
สนทนาระหวางมัทนากบั ชัยเสนตอนหน่งึ แสดงใหเ หน็ วา ชยั เสนมีสนมกํานลั จาํ นวนมาก แมมัทนา
จะแสดงความรูสกึ หว่นั เกรง แตช ัยเสนก็สญั ญาวาจะรักนางเพยี งคนเดียว ดงั ความวา

มทั นา. ก็แตว า กระหมอ มฉัน ฤเปนชาวพะนาดร,(ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
ชยั เสน. จะเทยี บชาวนครคอน จะเสียเปรียบบค วรหวัง;
สนมนางกาํ นัลใน สถิตแทบ ณ เวียงวงั ,
ฉวีนวลสะกาวปล่งั ประดบั แกว วราภา,
และรจู กั บําเรอครบ ประจบองคพ ระราชา,
กระหมอ มฉนั สชิ าวปา จะสูเ ฃาบไดแ ท.
อะ ! จรงิ ๆ นะแกวตา ดนนู ี้บอยากแล
ฤเชยนาริอน่ื แม กนษิ ฐาประนอมรกั ;
เพราะนารี ณ วังใน บมีใครจะงามพกั ตร
ฤงามรปู วิไลยลักษณ เสมอเจาบพงึ ม.ี
คณานางสนมเปรียบ ประหนึ่งกาและถอยท,ี
วธูยอดฤดพี ่ี ประหน่ึงหงสสพุ รรณพรรณ:
กพ็ ีน่ ีส้ เิ คยชม วหิ คหงสะเลอสรร,
จะกลบั ชมอิกานน้ั บไดแ ลวนะแกวตา!
(มทั นะพาธา หนา ๖๐-๖๑)

๒๘๘

เม่ือมัทนาเปนชายาของชัยเสนแลว กไ็ ดปฏบิ ัตหิ นา ทภ่ี รรยาอยา งดี เพราะ
ปรารถนาทจ่ี ะใหช ัยเสนมีความสุขสําราญ ดังท่มี ัทนากลาวกับชัยเสนความวา

มัทนา. อาทูลกระหมอมปยะมหา สุระราชะสาม,ี (วสันตดลิ ก, ๑๔.)

ฃา บาทบําเรอพระบทะศรี ละกย็ งั มิเพียงพอ;

อยากมีกาํ ลังพริ ิยะอีก พละไซรจะไดกอ

การอื่นบาํ เรอพระบทะตอ บมิใหระคายเคอื ง!

(มัทนะพาธา หนา ๙๐-๙๑)

มทั นาจงึ เปนหญงิ ที่มคี วามรกั อยางจรงิ ใจ มคี วามปรารถนาดตี อชายท่ีตนรัก แม
ชายผูนนั้ จะมคี คู รองอยูแลว แตก ็ยังรัก ยังยึดมั่นถือม่นั ไวกับตน เพียงเพราะเปน ไปตามสจั จะที่ตน
ไดป ฏิญาณไว อกี ทง้ั ไมไ ดพจิ ารณาเหตุผลอน่ื ใดประกอบ ซ่ึงมทั นาควรพยายามหักหามใจตน
เพราะควรคิดวาชัยเสนมีภรรยาอยูแลว แตม ัทนากไ็ มไ ดคิดอยางนนั้ ยังคงบูชาความรกั และปฏบิ ัติ
ตามสจั จะทต่ี ้งั ไว

๒.๓.๒.๔ จัณฑี จณั ฑเี ปนสญั ลักษณแทนความลมุ หลง ตัณหา และไดร บั ความ
ทุกขเพราะความริษยาของตนเอง ดังจะเห็นไดจาก เม่อื จัณฑที ราบขาววา ชัยเสนพามัทนามาจาก
ปาและแตงตั้งเปนชายา กเ็ กิดความหึงหวง ยง่ิ ไดพ บเห็นมัทนาก็ยิ่งริษยา จึงวางแผนทาํ ลาย
มัทนา แตสุดทายกลบั ไดรบั ความทุกขทรมานเสียเอง เพราะบิดาถกู ประหารและจณั ฑีถกู ขบั ไล
ออกจากเมือง ความอจิ ฉารษิ ยาปรากฏอยูในคําพดู ของจณั ฑีตอนหน่งึ วา

จณั ฑี. อิโสภณิ ีดี ตะประจบสาํ ออยผวั ,(อุเปนทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
แนะ มงึ นะเงาหัว บมมิ ลี ะรไู หม
พระผัวกม็ ัวหลง และพะวงอชิ าวไพร,
บนกึ วะ กไู ซร สสิ ุดามคธราช.
ผิกูจะใชค น จรยังชะนกนาถ
และทลู คดกี าจ ฤวะไทจะดดู าย?
(มัทนะพาธา หนา ๙๖)

๒.๓.๒.๕ ศุภางค ศภุ างคเ ปนสญั ลกั ษณแทนผมู คี วามยึดม่ันถอื ม่นั ตอ บุคคลท่ี
รัก เนื่องดวยศภุ างคม คี วามจงรกั ภักดีตอ กษัตริยซ ่ึงเปนเจา นายของตน สามารถเสียสละความสุข
และชวี ิตของตนเพ่ือเจา นายไดทกุ เมื่อและอยางไมมขี อแมใ ด ๆ ความจงรกั ภักดีของศุภางคปรากฏ
อยใู นถอยคําของศภุ างคตอนกลาวกับชัยเสนอยา งตรงไปตรงมาวา

๒๘๙

ศภุ างค. ฃาเคยสนองบาท ธุลิองคพ ระทรงชัย, (อินทะวเิ ชียร, ๑๑.)
แตเ ล็กประจวบใหญ บมเิ คยจะขดั คํา;
เมื่อมีพระบญั ชา ละกร็ ับและรบี ทํา,
ถึงหากจะชอกช้ํา ฤจะเจ็บวรินทรยี 
แทบตายบวายเพียร, และผิยงั บเสร็จดี
เพยี รจนประจวบท่ี นรนาถะบัญชา.
อังคาพะยพของ ดนุเปนพยานวา
เคยทนและเคยฝา พหุอนั ตะรายแท,
ทว่ั กายะฃา นี้ ฤก็มีนะบาดแผล
เพือ่ ไดแสดงแก นระชนผิอยากด;ู
ทุกแผลก็สกั ขี จะแสดงกะตญั ,ู
บาดเจบ็ ก็โดยภ-ู ธระใชป ระจนศกึ .
ในงานพระผานเผา บมเิ คยจะหยุดนึก,
ใชไหนก็ใจฮกึ บมเิ คยจะกลัวใคร.
(มัทนะพาธา หนา ๑๐๙-๑๑๐)

นอกจากคําพูดของศุภางคแลว การกระทําของศุภางคก ็ยงั เปน ทป่ี รากฏถึงความ
ซอื่ สัตยจ งรกั ภักดี ดังจะเหน็ จาก แมศุภางคจะถกู ใสรา ยจนถกู ชยั เสนสง่ั ประหารชวี ิต แตเผอิญรอด
ชีวิตมาได ศภุ างคก ็ไมม คี วามโกรธแคน ชยั เสนแตอยา งใด กลบั แอบเขารวมรบในสงครามเพ่ือ
ปกปองกษัตริยจ นตนเองตองตาย

ความจงรกั ภกั ดีดังกลา วเปน ความยึดมน่ั ถอื ม่ันหรือความรกั อยางหนึ่ง ดงั น้นั
ศภุ างคจึงเปนสัญลกั ษณแ ทนผูมีความยึดม่นั ถือมัน่ หรือมีความรกั ตอ เจา นายของตน สามารถสละ
ชีพของตนเพอ่ื เจานายได

สัญลกั ษณท ี่ปรากฏในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธาเปนการใชร ูปธรรมแทนสิง่ ท่ี
เปน นามธรรมซงึ่ จะอยูในสว นเนื้อเรื่องและตวั ละคร อันเปนกลวธิ ีท่ีมีความสอดคลองกลมกลืนกันทํา
ใหก ารส่ือความหมายเร่ือง “ความรกั ทําใหเกิดทุกข” กลายเปนสง่ิ ท่ีเขา ใจไดงาย

พระราชนพิ นธเ ร่ืองมัทนะพาธาประกอบดวยคุณลักษณะหลายประการซงึ่ ทาํ ใหเ กดิ
สุนทรียภาพในความขึ้น ไดแก รสวรรณคดตี ามหลักทฤษฎีสันสกฤตครบทุกรส การใชโวหาร
ประเภทอุปลกั ษณ อุปมา อุทาหรณ อติพจน และปฏิปุจฉา ตลอดจนใชสัญลกั ษณอ ธิบายสง่ิ ที่เปน
นามธรรม ซึง่ ทง้ั หมดแสดงถึงพระปรีชาสามารถดา นการประพนั ธในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา
เจา อยูหัวยง่ิ


Click to View FlipBook Version