๑๙๐
การใชคําวา องคอุมาศรี ซง่ึ บทประพนั ธห มายถึง พระอุมาชายาแหง พระศวิ ะ
และสถติ อยูยงั เขาไกรลาศ ดังตัวอยา ง
จิตระรถ. ตวั อยา งท่ี ๑ วระเทพะนารี (อปุ ชาติ, ๑๑.)
วธวู เิ ศษเปน สุระอัคคะเทวิน,
ฃาองคอุมาศรี
เนาครี ิไกลาศ. (มัทนะพาธา หนา ๘)
การใชคําวา แมเจา สวฺ รรคบ รรพะติวะระอมุ า ในบทประพนั ธห มายถงึ พระอุมาผู
เปนชายาแหงพระศวิ ะ ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยางท่ี ๒
กาละทรรศนิ . โอมอญั เชอญองคตรีศุลิศวิ ะมเหศร (กุสมุ ติ ลดา, ๑๘.)
น่งั ณะยอดเฃต- ตะจอมผา,
อีกแมเจาสฺวรรคบรรพะติวะระอมุ า
ผูพระชายา อุดมศกั ด;ิ์
(มัทนะพาธา หนา ๗๘-๗๙)
๑.๑๑.๒.๑๑ พระลกั ษมี พระลกั ษมีเปน ชายาของพระนารายณซ ึ่งเปนเทพเจา
ฝายหญงิ อกี องคหนงึ่ ทพี่ ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ทรงกลา วถงึ ไวในตอนจิตระรถถวาย
รปู และตอนอภิเษกสมรส คําเรียกพระลักษมมี จี าํ นวน ๒ คํา ไดแก พระเทวี เทวศี รีภะคะวะติวไิ ลย
ดังตวั อยางตอไปนี้
การใชคําวา พระเทวี ในทน่ี ี้หมายถงึ พระลกั ษมี ซึง่ ในคําประพนั ธมีความหมายวา
พระลักษมผี เู ปนชายาแหงเทพผยู ิง่ ใหญคอื พระนารายณ ดังตัวอยา ง
ตัวอยา งท่ี ๑ มหษิ บี ดีสรู (อุปชาติ, ๑๑.)
จติ ระรถ. สะขีพระเทวี (มทั นะพาธา หนา ๘)
ผสู งิ ณไวกณู ฐ.
๑๙๑
การใชคาํ วา เทวีศรีภะคะวะตวิ ิไลย ในทน่ี ี้หมายถึงพระลักษมี ซึ่งในบทประพนั ธ
กลา วถึงวา พระลกั ษมีเปนเทวผี ูมคี วามงามเลิศ ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยางท่ี ๒
กาละทรรศนิ . โอมอญั เชอญนารายะณะพระหรชิ าญ (กุสุมิตลดา, ๑๘.)
ชัยบาํ ราบมาร ปะราชยั ,
พรอ มดวยเทวีศรภี ะคะวะติวิไลย
วรรณะผอ งใส วมิ ลเนตร;
(มทั นะพาธา หนา ๗๘)
๑.๑๑.๒.๑๒ พระสรุ ัสวดี พระสรุ ัสวดีเปนชายาของพระพรหมซงึ่ กลา วถึงไวใ น
ตอนอภเิ ษกสมรส และคาํ ทใ่ี ชเ รียกพระสุรัสวดมี จี าํ นวน ๑ คํา คือ โฉมชายายอดสุธิระศภุ ะวทิ ย
ดงั ตวั อยา งตอไปนี้
การใชคําวา โฉมชายายอดสุธิระศุภะวทิ ย แปลวา พระชายาแหงพระพรหมซงึ่ ทรง
เปนยอดแหง ปราชญและสรรพวิชาทงั้ ปวง หมายถงึ พระสรุ สั วดี ดังตวั อยาง
กาละทรรศิน. โอมอัญเชอญธาดาปะติจะตุระพกั ตร (กุสมุ ิตลดา, ๑๘.)
เพงพินิศรัก- ษะสี่ทศิ ,
ทั้งโฉมชายายอดสุธริ ะศุภะวิทย
ศลิ ปฺ ะสอนจติ จรุงใจ:
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๒.๑๓ พระศจี พระศจเี ปน ชายาของพระอนิ ทร ซ่งึ การหลากคาํ เรียกพระ
ศจปี รากฏในตอนมายาวินทูลเร่อื งดอกกุหลาบแกสุเทษณแ ละตอนอภเิ ษกสมรส คาํ ทีใ่ ชเ รียกพระศจี
มีจาํ นวน ๓ คาํ ไดแก องคพ ระศจี องคเทวินปน อมะระยวุ ดี และอินทฺระศักดิศ์ รี - ศะจอี ร ดังมี
ตวั อยา งตอไปนี้
การใชค ําวา องคพ ระศจี หมายถึงพระศจีชายาของพระอินทร ซง่ึ ในบทประพันธ
กลา วถึงวา พระศจีโปรดดอกกหุ ลาบมาก ดังตวั อยา ง
ตัวอยางท่ี ๑ มลี กั ษณตองกับ (ฉบงง, ๑๖.)
มายาวนิ . เทวะ! อนั ไมงามสรรพ
๑๙๒
พระองคดาํ รสั นนั้ มี
ในนนั ทะโนทยานศร,ี องคพ ระศจี
ธโปรดเปนยอดมาลา.
(มทั นะพาธา หนา ๒๘)
การใชคําวา องคเทวนิ ปน อมะระยวุ ดี และคําวา อนิ ทฺระศกั ดิ์ศรี - ศะจีอร โดยอยู
ในบทประพนั ธบทเดียวกนั แตตา งวรรคกนั ซ่งึ ทัง้ หมดหมายถึง พระศจีชายาของพระอินทร ดัง
ตวั อยาง
ตัวอยางท่ี ๒
กาละทรรศิน. อีกขอเชอญทาวศักฺระอมะระวิชยั (กุสุมติ ลดา, ๑๘)
จอมสรุ าลัย มหทิ ธี,
พรอ มองคเทวินปน อมะระยวุ ะดี
อินทรฺ ะศกั ดิศ์ รี ศะจอี ร;
(มัทนะพาธา หนา ๗๙)
๑.๑๑.๓ การหลากคาํ ท่ัวไป นอกจากการหลากคําเรียกตัวละครและเทพเจาเพอื่ ให
เกิดความไพเราะและความสงา งามในการใชถอ ยคํา ตลอดจนมีความหลากหลายของคาํ ศัพทแลว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูห วั ยังทรงหลากคาํ เกย่ี วกบั สัตว ดอกไม สิง่ ของ การฟอนราํ
และสถานท่ีท่ีปรากฏอยใู นเรื่องดวย คาํ ท่ัวไปมดี ังตอไปนี้
๑.๑๑.๓.๑ กวาง ในพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา ชัยเสนไดป ระพาสปา ลา
สตั วและตามกวางงามตวั หนง่ึ เปนเหตุใหพ ลัดกับกองทหารจนไดมาพบกบั มทั นา ในตอนน้ีมี
คาํ ศพั ทท แ่ี ปลวา กวาง จาํ นวน ๓ คาํ ไดแก กวาง มิคะ มฤคี และอีกตอนหนึง่ ชยั เสนกลา ว
เปรยี บเทียบความรสู ึกของตนเม่ือพบมทั นา มกี ารใชคําวา สมุ คิ ะ ในบทเปรียบเทียบ ซง่ึ คําเรียก
กวางมตี ัวอยางดงั ตอไปน้ี
การใชค าํ วา กวาง ในตอนชัยเสนรําพงึ เพราะเสียดายทไ่ี มสามารถลา กวางงามท่ี
พบได ดงั ตวั อยาง
ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๑ บมยิ ิง ณ บัดใจ (อุปชาต,ิ ๑๑.)
มัวเพลินตลงึ นิง่ จรแผลว ณ แนวพง.
และกวางกว็ องไว (มัทนะพาธา หนา ๔๑)
๑๙๓
การใชค าํ วา มิคะ แปลวา กวาง ในบทพรรณนาความงามของกวาง ดงั ตวั อยา ง
ชยั เสน. ตวั อยางที่ ๒ ละกส็ ดุ จะเสียดาย (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
อโหระลึกขน้ึ มิคะแลว บเคยเหน็
ไดเคยประสพหลาย
วรกายะดงั เชน
กวางงามอรา มท่ัว จรไล ณ วนั น.้ี
ดนลู ะเลงิ เลน (มทั นะพาธา หนา ๔๐-๔๑)
การใชคาํ วา สมุ ิคะ แปลวา กวาง ในบทเปรียบเทียบความรสู ึกของชัยเสนเมื่อ
เหน็ มทั นา ดังตัวอยา ง
ตัวอยางที่ ๓
ชยั เสน. พอฃา ประสพวิมละพักตร มะทะนานะรีขวญั , (วสันตะดิลก, ๑๔.)
อัน้ อึง้ ประหนึง่ สุมคิ ะอัน ศะระเสยี บณกลางใจ;
(มทั นะพาธา หนา ๗๕)
การใชค าํ วา มฤคี แปลวา กวาง ในตอนชัยเสนพลัดกบั กองทหาร ดงั ตัวอยาง
ตัวอยา งที่ ๔
ศภุ างค. ฃาไดจ ดั พรานดั้นดง ไปตรวจตราตรง (ฉบงง, ๑๖.)
ที่อยูแหง คณาจารย,
อกี จัดแบงพวกทหาร ยอ นทางท่ผี าน
มาแลว เม่ือไลม ฤค;ี
(มทั นะพาธา หนา ๔๑)
๑.๑๑.๓.๒ ดอกกุหลาบ ในพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระ
มงกฎุ เกลา เจา อยหู วั ทรงกาํ หนดใหด อกกหุ ลาบเปนดอกไมท ีม่ เี ฉพาะบนสวรรค เมื่อมัทนาถูกสาป
เปนดอกกุหลาบจึงไดป รากฏอยบู นโลก พระองคทรงหลากคาํ เรยี กดอกกุหลาบเพอื่ ใหไ ดค ําทม่ี เี สียง
ไพเราะและมีความหมายเหมาะสมกบั เนื้อเรื่อง ซ่งึ คาํ เรยี กดอกกุหลาบมจี าํ นวนทง้ั สิ้น ๓๔ คํา
จําแนกไดด ังน้ี
ก. คาํ เรยี กดอกกุหลาบโดยใชค าํ วา กหุ ลาบ และ กุพชฺ ะกะ ซ่งึ แปลวา กหุ ลาบ
ประกอบกบั คาํ ศัพทอ่ืนบางและใชต ามลําพงั บา ง มีจาํ นวนรวม ๑๓ คํา ไดแก
๑๙๔
๑. กุพฺชะกะ ๒. กุพชฺ ะกา ๓. ดอกกุพฺชะกะ
๔. กพุ ฺชะกะสรุ ะผกา ๕. กพุ ฺชะกะพฤกษา ๖. กุพชฺ ะโกดม
๗. สกุ พุ ฺชะกะ ๘. สกุ ุพฺชะกะผะกา ๙. ผะกากุพชฺ ะกะ
๑๐. ดวงมาลกี ุพชฺ ะกะ ๑๑. สุกพุ ฺชะกาวไิ ลย
๑๒.มาลีศรกี ุพฺชะกะสิริสคุ นั ธ ๑๓. ดอกกุหลาบ
ข. คาํ เรยี กดอกกุหลาบโดยใชคําศัพทท่ีแปลวา ตน ไม และ ดอกไม ซึ่งในพระ
ราชนพิ นธห มายถึงดอกกุหลาบ มจี ํานวน ๒๑ คํา ไดแก
๑. บุษฺปะประหลาด ๒. บุษฺปะประเสริฐ ๓. วเิ ศษะมาลี
๔. ดอกอศั จรรย ๕. ดอกไม ๖. บบุ ผา
๗. มาลี ๘. มิ่งสมุ าลี ๙. ผะกาพเิ ศษ
๑๐. ผะกา ๑๑. ไม, ตนไม ๑๒. ตนพฤกษะ
๑๓. ตนไมวิเศษ ๑๔. พฤกษาสาํ อาง ๑๕. สมุ าลา
๑๖. มิง่ ไม ๑๗. รกุ ขะมาลย ๑๘. สุมาลี
๑๙. พฤกษา ๒๐. วรบุบผะงามงอน ๒๑. ดวงมาลย
คําเรยี กดอกกหุ ลาบท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธา มตี ัวอยางดังนี้
การใชค าํ วา กุพฺชะกะ แปลวา ดอกกหุ ลาบ ดงั ตัวอยาง
ตวั อยา งที่ ๑
กาละทรรศิน. แลยามดมดอกกุพฺชะกะนะก็จะแก (มันทักกนั ตา, ๑๗.)
เดือดณดวงแด และสุขพลนั .
ขอมาลีศรีกุพฺชะกะสิรสิ คุ นั ธ
จงประดิษฐพรรณ นิรันดร !
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๒)
การใชคาํ วา พฤกษา แปลวา ตนไม ในที่นหี้ มายถงึ ดอกกุหลาบ ดังตวั อยา ง
โสมะทัต. ตวั อยางที่ ๒ กุพชฺ ะโกดม, (ฉบงง, ๑๖.)
ตั้งจติ ตรงไปใฝชม พฤกษาสําอาง
แตเ ดิรไปถึงยานกลาง
สวนน้ันกเ็ ห็นหลุมวาง,
๑๙๕
มิอยู ณ ทเี่ คยอยู
(มัทนะพาธา หนา ๗๐)
การใชคาํ วา มาลี และ ผกา แปลวา ดอกไม ในที่น้หี มายถึง ดอกกุหลาบ ดัง
ตัวอยา ง
ตวั อยา งท่ี ๓
กาละทรรศนิ . อะ ! อยานะอยา เพอ; ผวิ ะม่งิ สมุ าลี (อุเปนทะวิเชียร, ๑๑)
จะไปกะเราน้ี ละก็จึ่งจะพาไป:
เพราะเราสิเลง็ ญา- ณะและทราบฉนี้ได;
ผะกาพิเศษไซร บมใิ ชผ ะกาจรงิ ,
(มทั นะพาธา หนา ๓๗)
๑.๑๑.๓.๓ อาวุธ อาวธุ ที่ปรากฏอยใู นพระราชนพิ นธเรือ่ งมทั นะพาธา ไดแก
พระขรรค ซึ่งอยใู นตอนธิดาทา วสรุ าษฎรใชพ ระขรรคแทงพระองคเ พือ่ หนจี ากการถูกบงั คับใหเ ปน
บาทบริจารกิ า พระขรรคเ ปนอาวุธมคี ม ๒ ขา ง รูปคลายหอก พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา
เจา อยหู วั ทรงใชคําวา วรขัคคะ แทนคําวา พระขรรค ดงั ตวั อยาง
มายาวนิ . เสร็จกิจจะการดี กรณยี ะเปนผล, (อินทะวิเชียร, ๑๑)
กราบบาทยุคลตน มะทะนาจะลาตาย.
วา พลางยพุ าชกั วรขัคคะแพรวพราย
แทงตรงพระทรวงตาย เฉพาะพักตรพระภูม.ี
(มทั นะพาธา หนา ๑๖)
คําวา วรขคั คะ หมายถึง พระขรรคซ ่งึ เปน คาํ ทใ่ี ชกนั โดยท่ัวไป แตก ารใชคําวา วร
ขัคคะ ชวยใหไดเสียงของคําทไ่ี พเราะและสามารถลงจังหวะครุ ลหุไดอ ยา งถูกตองเหมาะสม
๑.๑๑.๓.๔ การฟอนราํ โดยท่ัวไปคําศพั ทท ่ีมคี วามหมายวา การฟอนราํ จะใช
คําวา นาฏยะ แตในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา ตอนชยั เสนกลา วชมกิริยาของมทั นา
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู ัวทรงใชคาํ วา นัจจะ แปลวา การฟอนรํา แทนคาํ วา นาฏยะ
ดังตวั อยา ง
ชัยเสน. ยามเดิรบเขินขัด กละนจั จะนาชม; (อนิ ทะวเิ ชียร, ๑๑)
กรายกรกเ็ รา รม- ยะประหนึ่งระบําสรวย;
๑๙๖
ยามนั่งก็นง่ั เรียบ และระเบยี บบเขินขวย,
แขนออนฤเปรยี บดวย ธนุกง กระชับไว.
(มัทนะพาธา หนา ๕๕)
ในท่ีน้กี ารใชค ําวา นัจจะ มีความเหมาะสมมากกวา คําวา นาฏยะ เพราะนอกจาก
จะไดเสยี งของคําท่ไี พเราะแปลกออกไปแลว ตาํ แหนงของคําครุ ลหกุ ็ถกู ตองดว ย
๑.๑๑.๓.๕ ที่ประทับ ในพระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระ
มงกฎุ เกลาเจา อยหู ัวทรงเรียกสถานทท่ี ่ีมคี วามหมายเปนท่ีประทับของกษัตริย มีจาํ นวน ๖ คํา
ไดแ ก พลับพลา มาลก มาละกะ พระมาละกาคาร วรมาละกาศรี และพระตาํ หนกั มีตัวอยา ง
ดงั ตอไปน้ี
การใชคาํ วา พลบั พลา แปลวา ท่ีประทับชวั่ คราว และการใชคําวา มาลก แปลวา
โรง หรือสถานที่ที่มรี ูปกลม ซึง่ ในทนี่ ี้ทัง้ สองคาํ หมายถึง ท่ปี ระทับซ่งึ ปลูกขึน้ ชัว่ คราวสําหรบั รบั รอง
พระเจา แผนดิน ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยา งท่ี ๑
ศภุ างค. ฃา พระบาทเฃา ใจด,ี และไดเ ลือกที่ (ฉบงง, ๑๖)
ไวแตเ มื่อลวงหนา มา;
ไดส ง่ั เฃาปลกู พลบั พลา, ซึ่งในไมชา
ก็คงสาํ เร็จเสร็จได.
เมอื่ มาลกแลวเมื่อใด ฃา บาทจะได
นาํ ความขึน้ กราบทลู พลนั .
(มทั นะพาธา หนา ๕๒)
ศภุ างค. ตวั อยางที่ ๒ เมอ่ื ย่าํ สามแลว ไมชา , (ยาน,ี ๑๑)
เม่ือดกึ ฃา ตรวจยาม เหน็ คนลงจากมาลก;
เดิรผา นหนา พลบั พลา
วา ตั้งใจจะปดปก,
ทาทางนั้นเหน็ ได และรีบเดริ ดมุ ๆ พลัน.
แฝงกายกาํ บังรก (มทั นะพาธา หนา ๗๐)
คาํ วา พลบั พลา และ มาลก ในคําประพันธขางตน หมายถงึ ทปี่ ระทบั ช่วั คราวซึง่
ทหารปลูกขน้ึ กลางปาเพื่อรับรองชัยเสนในคราวประพาสปาลาสัตว
๑๙๗
การใชคําวา มาละกะ หมายถึง ท่ีประทับชัว่ คราวเชน เดียวกนั ดงั ตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๓
ชยั เสน. พษิ กามะศรประดุจะพิษ ระออุ คั คเิ ผาใน (วสนั ตะดลิ ก, ๑๔.)
อกผลาญและราญกะมละไหม บมอิ าจจะดบั ลง.
ยามกลบั ณมาละกะก็จติ บมวิ ายพะวงหลง,
เหลือทีจ่ ะหกั ระตกิ ต็ รง ตริ ะสูพ ระอาศรม,
(มัทนะพาธา หนา ๗๕)
คําวา มาละกะ หมายถึง ที่ประทับชว่ั คราวของชัยเสนซง่ึ ปลกู ไวก ลางปาใกลก บั
สาํ นักของกาละทรรศิน
สว นการใชค ําวา พระมาละกาคาร จะหมายถึง ตาํ หนักของชัยเสน ดงั ตัวอยา ง
ตวั อยางท่ี ๕ นรนาถะราชา. (อุปชาติ, ๑๑)
จณั ฑี. ประณตยคุ ลบาท ทะระบือสนั่นไป
พระนรนิ ทะราชไซร
หมอมฉนั สดับวา- พระสนกุ สนานนกั ;
ถึงในนิเวศนวา วรภูมิทรงศักด.์ิ
เสด็จ ณ ถน่ิ ไพร ณพระมาละกาคาร;
ก็คอยจะเฝาองค
(มทั นะพาธา หนา ๙๒)
หลายวันพระยังพัก
คาํ วา พระมาละกาคาร หมายถึง ตําหนกั ของชัยเสนซง่ึ อยู ณ บรเิ วณสวนหลวงใน
นครหัสตินาปรุ ะ
๑.๑๑.๓.๖ ปา ในพระราชนิพนธเร่ืองมัทนะพาธา นางฟา มัทนาถกู สาปให
กลายเปน ดอกกุหลาบอยูใ นปา เหตกุ ารณสว นหนงึ่ จึงเกิดข้ึนโดยมีปา เปน ฉากหลงั ซึง่
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงใชค ําท่มี ีความหมายวา ปา มีจํานวนท้งั สนิ้ ๒๓ คาํ
ดงั ตอไปน้ี
๑. ปา ๒. อรญั ๓. อารัณยะกะ
๔. อรัญพงพี ๕. อรญั ไพรสณฑ ๖. เฃตอะรัณยะ
๗. ประเทศะอารญั ๘. อะรัณยะ ๙. พง
๑๐. พะนารนั ยะ ๑๑. ไพรสณั ฑ ๑๒. ไพรสาณฑ
๑๙๘
๑๓. พนาลัย ๑๔. พะนาดร ๑๕. พนาดร
๑๖. พระนาดร ๑๗. พนารณั ยะกะ ๑๘. พะนา
๑๙. ไพร ๒๐. ถิน่ ไพร ๒๑. ดง
๒๒. แดนดง ๒๓. วนะเฃตตะ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงหลากคําทม่ี คี วามหมายวา ปา มี
ตัวอยางดงั ตอไปน้ี
การใชคาํ วา พนารณั ยะกะ แปลวา ปา ดงั ตวั อยาง
ตวั อยา งที่ ๑
จณั ฑี. และหวงั จะมาพบ อรเอกะอําไพ, (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
ซ่ึงองคพระทรงชยั กรุณาและพากลับ
จากในพนารณั - ยะกะฃาก็มารับ
และเปลง กระแสรศพั ท ประจคุ มอดุ มด.ี
(มัทนะพาธา หนา ๙๒)
คําวา พนารณั ยะกะ ในบทสนทนาของจัณฑี หมายถึง ปา ท่ีชัยเสนไปพบ
มัทนาและพานางกลับมายงั นครหสั ตินาปุระ
การใชคําวา วนะเฃตตะ แปลวา เขตปา ดงั ตวั อยา ง
จัณฑี. ตัวอยา งท่ี ๒ ละสจิ งึ่ กระหมอ มฉนั (อปุ ชาติ, ๑๑.)
ชยั เสน. มิเรดิ มริ า งจรงิ บมิเหน็ เสดจ็ ไป.
นัง่ แกรว ณวงั จันทร วนะเฃตตะใหม ๆ
ฉนั พึ่งจะกลบั จาก
กจ็ ะอดั อรุ าแท.
จะเฃาณวังใน (มทั นะพาธา หนา ๙๒-๙๓)
คําวา วนะเฃตตะ ในบทสนทนาของชยั เสน หมายถึง ปาที่ชยั เสนประพาสลาสัตว
และเปนเหตุใหไดพบกบั มัทนาในเวลาตอมา
นอกจากนี้พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวยังทรงเลือกใชค ํางายทม่ี ี
ความหมายวา ปา ดวย เชน คําวา ไพร และคําวา แดนดง ดงั ตวั อยาง
๑๙๙
ตวั อยา งที่ ๓ ทกุ สบั ดาหไ ด (ฉบงง, ๑๖.)
กาละทรรศนิ . เทวีตง้ั แตม าไพร, นีก่ องอัคคี
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๓)
เสด็จณแดนดงน,ี้
เพือ่ ทรงทํากจิ พล;ี
ยงั อยูเพื่อเปนพยาน.
คาํ วา ไพร และ แดนดง เปน คําทมี่ ีความหมายเขาใจงา ย ซึ่งหมายถึง ปา อันเปน
สถานที่ท่ีสํานักของกาละทรรศินตงั้ อยู ตอมาภายหลังมัทนาไดกลับมายังที่แหงน้เี พือ่ กระทําพิธีพลี
ไฟบชู าสุเทษณ
๑.๑๑.๓.๗ สวรรค ในพระราชนพิ นธเรอ่ื งมัทนะพาธามสี วรรคเปน ฉากสาํ คญั
ของเรื่องอีกฉากหนง่ึ ซึง่ ปรากฏอยูตอนตน สว นคาํ ที่มีความหมายวา สวรรค จะปรากฏอยทู ่วั ไปใน
เนอื้ เร่ือง ซง่ึ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยูหัวทรงใชค าํ ทีม่ คี วามหมายวา สวรรค มีจาํ นวน
ท้ังสิ้น ๒๓ คํา ดงั ตอไปน้ี
๑. สวฺ รรค ๒. แดนสวรรค ๓. สรรคะ
๔. สรวง ๕. แดนสรวง ๖. สุราลัย
๗. ฟาสรุ าลยั ๘. พิภพสุราลัย ๙. ฟากฟาสรุ าลัย
๑๐. ประเทศสุราลัย ๑๑. พิภพสวรรค ๑๒. พิภพอะมระสรรค
๑๓. พภิ พภูมิสวรรค ๑๔. ภมู สิ รรค ๑๕. ภูมิสวฺ รรค
๑๖. สุระแมนสวรรค ๑๗. สรุ ะภมู ิภาคบน ๑๘. เบื้องบน
๑๙. ฟากฟา ๒๐. นะภา ๒๑. แดนสรุ ะวดี
๒๒. แมน ๒๓. สุรภพ
การหลากคําท่ีมีความหมายวา สวรรค ที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเ รื่อง
มัทนะพาธา มีตัวอยา งดงั ตอไปนี้
การใชค ําวา แมน แปลวา เทวดา ในท่ีนห้ี มายถงึ ถิ่นที่อยูของเทวดา คอื สวรรค
ดงั ตัวอยาง
ตวั อยางท่ี ๑
ปริยัมวะทา. เพราะดนรุ กั ปย ะนะรี ฉะน้แี ละถา (ปยํงวทา, ๑๒.)
ชิวะดนจู ะมระณา บหวงบแหน.
พระปย มาตพุ ระเสดจ็ ประเวศณแมน
๒๐๐
ดนุจะมสี ุขะณแดน มะนุษไฉน?
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๗)
คาํ วา แมน ในบทสนทนาของปริยมั วะทาหมายถงึ สวรรค ซึ่งปริยมั วะทาคราํ่
ครวญถึงมัทนา เพราะเขาใจวามัทนากลับไปยังสรวงสวรรคแ ลว ทําใหปริยมั วะทารสู กึ อาลัย
อาวรณอ ยางยิง่
การใชคําวา พิภพอะมระสรรค แปลวา โลกของเทวดา หมายถงึ สวรรค ดงั
ตวั อยา ง
สเุ ทษณ. ตัวอยางท่ี ๒ มณิยิ่งแกว (สวาคตา, ๑๑)
เชอญนะรีระตะนะมงิ่ ภยะดวยพลัน.
ไปกะฃาละก็จะแคลว จระดวยกนั ,
เชอญนะรสี ริ ิสํารวย เถอะจะวาไร ?
สูพิภพอะมระสรรค
(มทั นะพาธา หนา ๑๒๙)
คาํ วา พิภพอะมระสรรค หมายถงึ สวรรค ปรากฏอยูใ นบทสนทนาของสุเทษณ
ตอนสุเทษณเ ชญิ มัทนากลับไปสวรรคเ พื่อเปนบาทบริจารกิ าของตน
การใชค าํ งาย เชน คําวา ฟากฟา โดยใหมีความหมายถึง สวรรค ดงั ตัวอยา ง
ตัวอยางท่ี ๓
กาละทรรศิน. อันองคพระปน นิกร กบั องคบงั อร (ฉบงง, ๑๖.)
ท่ีแทก ็คคู วรกัน,
เพราะนางมิใชสามัญ, เปนธิดาสฺวรรค
จตุ ิมาจากฟากฟา ,
(มัทนะพาธา หนา ๗๕)
คาํ วา ฟากฟา ในบทสนทนาของกาละทรรศนิ หมายถงึ สวรรคซ ง่ึ เปนสถานที่
ที่มทั นาถือกาํ เนิดข้ึนเปนนางฟา แตตองจุติลงมาเปน ดอกกหุ ลาบภายหลงั
๒๐๑
๑.๑๑.๓.๘ โลกมนษุ ย ในพระราชนิพนธเ ร่ืองมทั นะพาธา นางฟา มัทนาตอ งละ
จากสวรรคเพอื่ จุติเปน ดอกกุหลาบอยูบนโลกมนุษย ดังนั้นดินแดนของมนุษยจ งึ เปน สถานท่ีอกี แหง
หนึง่ ทถ่ี กู กลา วถงึ ในเรื่อง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวทรงใชคาํ ทม่ี ีความหมายวา โลก
มนุษย หรอื ดินแดนที่มนษุ ยอาศยั อยู มีจาํ นวนทั้งสิ้น ๒๑ คาํ ดังตอไปน้ี
๑. โลก ๒. โลกา ๓. ดินดอน
๔. ดินแดน ๕. แดนคน ๖. แดนมนุษ
๗. แดนมะนุษ ๘. แดนดิน ๙. ดนิ
๑๐. สกล ๑๑. สากล ๑๒. สกลพิภพ
๑๓. โลกมนุษ ๑๔. มะนุสสะโลก ๑๕. ประเทศะมนษุ
๑๖. ประเทศะเมทนิ ี ๑๗. พระสุธา ๑๘. หลา
๑๙. ภูมิหลา ๒๐. ดิลกหลา ๒๑. ไผท
การหลากคําที่มคี วามหมายวา โลกมนุษย ที่ปรากฏในพระราชนพิ นธเรื่อง
มทั นะพาธา มีตัวอยา งดังตอไปนี้
การใชคําวา มะนุสสะโลก แปลวา โลกมนุษย ดังตวั อยาง
ศุภางค. ตัวอยางที่ ๑ นะก็แปลกละเจาฃา ; (สาลนิ ี, ๑๑.)
ทีท่ า นไดเลา น้ี ฤดิเห็นจะเปนจริง,
แตค รั้นเมอื่ พิศพา ทะระลกั ษะณายง่ิ
ดว ยนางนมี้ สี ุน- ณมะนุสสะโลกแท.
ยวดกวาบรรดาหญิง
กละนวลสะกาวแข,
ผิวนางนัน้ ผุดผอง กละฟา ณ ราตร;ี
เกศาดําแมน แท (มัทนะพาธา หนา ๔๗)
คาํ วา มะนสุ สะโลก แปลวา โลกมนุษย ซึ่งศุภางคแสดงความเห็นวา มทั นาคง
เปน นางฟาลงมาจุติ เพราะนางมคี วามงามกวาหญิงงามทั้งหลายบนโลกมนุษย
การใชคํางา ย คําวา ดินดอน ซึ่งในท่นี ้หี มายถงึ โลกมนุษย ดงั ตวั อยา ง
๒๐๒
ตวั อยางท่ี ๒ อระเนา ณ ดนิ ดอน, (อุปชาต,ิ ๑๑.)
สเุ ทษณ. จะมัวสาํ แดงรปู ฤจะเปรียบธิดาสรวง.
(มทั นะพาธา หนา ๑๐)
หวงั หาสงางอน
คําวา ดนิ ดอน ในบทสนทนาของสุเทษณหมายถึง โลกมนษุ ย ซงึ่ สุเทษณมี
ความเหน็ วา ไมมหี ญงิ งามคนใดในดนิ แดนมนุษยท จี่ ะงามเทียบเทานางในสวรรคไ ด
การใชคาํ งาย คําวา แดนคน หมายถึง แดนที่มนุษยอ าศัยอยู ดังตวั อยา ง
ตวั อยา งที่ ๓
มายาวนิ . เทวะ ! อันไมง ามสรรพ มลี กั ษณต องกบั (ฉบงง, ๑๖.)
พระองคดํารสั น้ันมี
ในนนั ทะโนยานศร,ี องคพระศจี
ธโปรดเปนยอดมาลา.
เห็นมีแตใ นฟากฟา, ในแดนคนหา
ไมนม้ี ิไดแหง ไหน.
(มัทนะพาธา หนา ๒๘)
คําวา แดนคน ในบทสนทนาของมายาวนิ หมายถงึ โลกมนษุ ย ซึง่ มายาวินกลาว
วา มีดอกไมชนิดหนง่ึ ทม่ี ีเฉพาะในสรวงสวรรค ในโลกมนษุ ยน ้นั ไมเคยมีดอกไมช นิดน้ี
การหลากคาํ ในพระราชนพิ นธเรื่องมัทนะพาธามีจุดประสงคเ พื่อใหเ กิดความหลากหลาย
ในทางภาษา คําทีเ่ ลือกสรรมาใชม เี สียงและความหมายเหมาะสมกบั ตัวละครรวมทง้ั คน สตั ว สิ่งของ
ตา ง ๆ ทก่ี ลาวถงึ ในเร่ือง ซ่ึงคําท่ีใชสว นใหญเปนคาํ ที่เขาใจความหมายไดงา ย
๑.๑๒ การลอ ความ การลอความเปนวธิ ีหน่งึ ในการสรางสรรคบ ทสนทนาของตวั ละคร
ใหมีลกั ษณะโดดเดน นาสนใจกวาบทสนทนาธรรมดาท่ัวไป ซงึ่ การลอ ความจะใชในบทสนทนารอย
กรองท่ีมีตัวละคร ๒ ตัวสนทนากัน โดยตวั ละครที่สองจะยกเอาคําพดู สว นหน่งึ ทต่ี วั ละครตวั แรกพ่ึง
กลา วจบไปมาใชใ นการตอบคาํ ถามของตนหรืออาจมีจดุ ประสงคเพื่อตองการโตค ารมกลับไป การ
ทาํ เชนนี้จะทาํ ใหไดบทสนทนาท่มี ีใจความรับลอ กนั ไปเปนชวง ๆ ถอยคาํ บางสวนของคสู นทนาจะ
ซํ้ากนั ในลักษณะยอกยอน จงึ ทําใหเ กิดเสยี งอนั ไพเราะและมีความหมายสะเทอื นอารมณไ ดเปน
อยา งดี ซึง่ การลอความที่ปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธามีดังตอ ไปนี้
๒๐๓
๑.๑๒.๑ การลอความในบทสนทนาระหวา งสุเทษณและมัทนา เปนบทสนทนา
ทีต่ ัวละครท้ังสองใชถอยคาํ รบั ลอกันไป โดยสเุ ทษณเ ปน ฝา ยถาม มัทนาเปนฝา ยตอบ ซง่ึ สุเทษณ
เพียรสารภาพรักและปรารถนาทจี่ ะไดย ินคาํ ตอบรับของมทั นา แตไมวาสเุ ทษณจะถามมัทนาสกั
เทาใดกไ็ มอาจไดร บั คาํ ตอบที่กระจา งชัดจากนาง เพราะมัทนาเอาแตกลา วยอนในลักษณะให
สุเทษณเปนฝา ยคิดหาคําตอบเอง การสนทนาของตัวละครทง้ั สองมคี วามวา
สเุ ทษณ. รกั จรงิ มจิ ริงฤกไ็ ฉน อรไทยบแจงการ ? (วสนั ตะดิลก, ๑๔.)
มทั นา.
สุเทษณ รกั จริงมจิ ริงก็สุระชาญ ชยะโปรดสถานใด ?
มทั นา
สเุ ทษณ พ่ีรักและหวงั วธุจะรกั และบทอดบทิง้ ไป.
มัทนา
สุเทษณ พระรกั สมคั ณพระหทยั ฤจะทอดจะทิ้งเสยี ?
มทั นา
สเุ ทษณ ความรักละเห่ียอุระระทด เพราะมิอาจจะคลอเคลยี .
มทั นา
สุเทษณ ความรกั ระทดอุระละเหย่ี ฤจะหายเพราะเคลียคลอ ?
มัทนา
โอโอก ระไรนะมะทะนา บมติ อบพะจีพอ ?
โอโอกระไรอะมระงอ มะทะนามพิ อดี !
เสียแรงสเุ ทษณนะประดิพทั ธ มะทะนาบเปรมปรีย.
แมฃาบเปรมปฺรยิ ะฉน้ี ผจิ ะโปรดกเ็ สียแรง.
โอร ูปวิไลยะศุภะเลิด บมิควรจะใจแขง.
โอร ูปวไิ ลยะมละแรง ละก็จําจะแขงใจ.
(มัทนะพาธา หนา ๑๘-๑๙)
จะเหน็ วาบทสนทนาน้ีถา ยทอดดวยคาํ ประพนั ธประเภทวสนั ตดิลกฉนั ทซงึ่ มี
ทวงทาํ นองไพเราะ เม่ือประกอบกบั การใชถอยคาํ ท่ีรบั ลอกนั ของตัวละครกย็ ิ่งเพม่ิ ความนา
ประทบั ใจใหแ กบทประพันธ คําตอบที่ยอนยอกและไมช ัดแจงของมทั นายิ่งทําใหส เุ ทษณท ุรนทุราย
ใจ จึงเปน บทประพันธท่ีประกอบดว ยเสียงและความหมายทไ่ี พเราะสมบรู ณท กุ ประการ
๑.๑๒.๒ การลอความในบทสนทนาระหวา งชัยเสนและจัณฑี เปน บทสนทนา
ทจ่ี ัณฑีมีจุดประสงคเพ่อื ตอบโตค ําพดู ของชัยเสนใหส าสมใจตน โดยยกเอาคําพูดของชัยเสนมาเปน
ประเด็นสาํ คญั ในการตอบโตก ลับไปอยางเผ็ดรอน บทสนทนาดังกลาวมีความวา
ชยั เสน. แลว ฉนั ก็ตงั้ ใจ ทนุนางและยกยอง, (อปุ ชาติ, ๑๑)
จัณฑี. ก็คงจะคูครอง บมิเรดิ มิรางกัน.
มิเริดมิรางจริง
นัง่ แกรว ณวังจนั ทร ละสจิ ่งึ กระหมอมฉนั
บมเิ หน็ เสดจ็ ไป.
๒๐๔
ชยั เสน. ฉันพึ่งจะกลบั จาก วนะเฃตตะใหม ๆ
จัณฑี. จะเฃาณวังใน กจ็ ะอดั อุราแท.
จะอดั อรุ าจริง
รูปทองจะหมองแด ละเพราะจําจะทิง้ แม
เพราะวโิ ยคกเ็ หลือทน !
(มัทนะพาธา หนา ๙๒-๙๓)
จะเห็นวา จัณฑนี ําเอาขอความวา “มิเริดมิราง” และ “จะอัดอุรา” ซง่ึ เปนคําพูดของ
ชัยเสนมาพูดยอนชัยเสนและกระทบกระเทียบไปถึงมัทนา ซ่งึ เปนลกั ษณะของการลอความท่ีแสดง
อารมณโกรธของตัวละคร
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัวทรงใชก ารลอความในบทสนทนาคาํ ฉนั ท
ระหวา งสุเทษณก บั มัทนา และชยั เสนกบั จณั ฑี ซ่ึงบทสนทนาท้ังสองมีอารมณที่ตรงขามกนั โดย
บทสนทนาแรกมคี วามออนหวานซาบซงึ้ สว นบทสนทนาที่สองมคี วามเผ็ดรอน บทสนทนาทงั้ สอง
ตางถกู ถายทอดดวยกลวิธีการลอความ ซึ่งเมือ่ ประกอบกับการสรรคํา การเรียบเรียงคํา และการ
เลือกใชค าํ ประพันธทเี่ หมาะสมแลว ทําใหบ ทสนทนาเหลา น้ีสามารถถา ยทอดอารมณค วาม
ปรารถนาของตวั ละครในเร่ืองไดอยางกระทบใจ
สุนทรียภาพในคําในพระราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธาประกอบดว ยลักษณะสําคญั หลาย
ประการ ไดแก การใชค าํ งาย การใชศพั ทส งู การใชค ําอพั ภาส การใชค าํ ผรสุ วาท การสรรคาํ
สรรพนาม การซ้ําพยางค การซาํ้ คาํ การซ้ํากลมุ คาํ การซาํ้ ประโยค การซอนคาํ การหลากคํา
และการลอ ความ ลว นเปนกลวิธีทีพ่ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยูหวั ทรงใชใ นการถายทอด
จนิ ตนาการ ซ่ึงพระองคท รงเลือกสรรคาํ และนาํ มารอยเรียงอยางประณตี และงดงาม
๒๐๕
๒. สุนทรยี ภาพในความ
สุนทรียภาพในความ หมายถึงความงามของบทประพันธอันเกิดจากการเลือกสรรคาํ แลว
นาํ มาเรยี บเรียงเปนวลหี รือประโยคอยา งประณตี กลมกลืน สามารถส่ือความหมายไดอยา งแจมแจง
และกระทบอารมณความรูส กึ ของผูรบั อา น การศึกษากลวิธกี ารเรียบเรียงอนั ทาํ ใหเ กิดสนุ ทรียภาพ
ในความในพระราชนิพนธเรอื่ งมัทนะพาธาจะศกึ ษาโดยใชหลกั ทฤษฎตี อไปนี้
๒.๑ รสวรรณคดตี ามหลักทฤษฎสี ันสกฤต
๒.๒ โวหาร
๒.๓ สญั ลักษณ
๒.๑ รสวรรณคดีตามหลกั ทฤษฎสี ันสกฤต รสวรรณคดี หมายถงึ ความรสู ึกทเี่ กดิ ขึ้นใน
ใจของตัวละครและผรู ับสาร ซึง่ กวไี ดถ า ยทอดอารมณสะเทอื นใจของตนไวใ นบทประพนั ธโ ดยอาศัย
ภาษาเปนเคร่ืองมอื ในการสื่อสาร และการศึกษารสวรรณคดีท่ีปรากฏในพระราชนพิ นธเร่ือง
มทั นะพาธาน้ีจะพจิ ารณาตามทฤษฎีรสวรรณคดีของสันสกฤตซึง่ มที ัง้ หมด ๙ รส ดังตอไปนี้
๒.๑.๑ ศฤงคารรส คอื รสแหง ความรกั อนั เกิดจากบทประพนั ธท่ีตวั ละครมคี วามรกั เกดิ ขนึ้
ในใจและนาํ พาใหแสดงกิริยาอาการตา ง ๆ ออกมา จําแนกเปน ๓ ประเภท คือ อโยคสิงคาร
วปิ ปโยคสิงคาร และสมั โภคสงิ คาร ซึง่ แยม ประพัฒนท อง (๒๕๐๒: ๔๓-๔๔) ไดอธิบายตาม
ความหมายในคัมภีรส ุโพธาลงั การวา
บทกลอนท่ีแสดงกิรยิ าอาการของชายหญิงท่ยี ังมิไดมีความประสมประสานกัน
เพียงแตเกิดความกระตอื รือรนข้ึนในใจแลว กใ็ ฝฝน เพอรําพันรําพงึ ไปตามความคิด หรือ
แสดงถึงชายหญงิ ทมี่ ีใจจดจอตอกนั อยู แตยังมไิ ดเปน คูครองกนั และมกี ารนัดพบกัน
ในขณะทยี่ ังมิไดพ บกนั นน้ั ตา งฝา ยตางมอี าการหวน่ั ไหวระแวง เปน ตน หรือที่แสดงถงึ
หญงิ ชายทค่ี วามรักยังไมท ราบผลสนองใหร ูแน กําลังรอคอยอยู เหลานร้ี วมอยใู นสิงคารรส
สว นท่ีเปน อโยคสงิ คาร
บทกลอนที่แสดงถงึ กิรยิ าอาการของหญิงชาย ที่มีความรักใครต อกัน รว มคูอยเู คยี ง
กนั บังเอิญมีเหตุอันจาํ เปนตองใหพ ลัดพรากจากกันไปทั้งรัก อาการตา ง ๆ ที่ปรากฏในตอน
นี้ มีความหวงใย ความเสียดาย ความละหอยละเห่ีย หรอื อาการตา ง ๆ ท่ีแสดงถงึ ความรัก
ในยามน้ี รวมลงถงึ ในสงิ คารรสเหมือนกนั เปนสวนของวิปปโยคสิงคาร
บทกลอนท่ีแสดงกริ ิยาอาการของคหู ญิงชายที่กาํ ลังด่ืมดํ่าในเลหแหงความรัก
นานาประการ ความออนหวานกระชดกระชอ ย ความนุมนวลชวนฤดี ความยียวนยั่วเยา
ซง่ึ ลวนแตก ออาการของผตู องอยูใ นหว งรกั อยา งดืม่ ด่ําฉ่าํ ชนื้ จรงิ ๆ รวมอยูในสงิ คารรส
เหมือนกัน เปน สวนของสมั โภคสงิ คาร
๒๐๖
ในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา ปรากฏการแสดงออกของตัวละคร ๓ ตัวท่ีเขา
ลกั ษณะของอโยคสงิ คาร ไดแก สเุ ทษณ ชัยเสน และมัทนา ดังตอ ไปนี้
อโยคสิงคารในบทสุเทษณแสดงความรักตอ มทั นา ความรักของสุเทษณท่ีมีตอ
มทั นาเกิดข้ึนเพราะกรรมทเี่ คยผูกพนั กนั มาแตช าตกิ อน ทําใหชาตินส้ี ุเทษณป ระทบั ใจความงาม
ของมัทนาจนกลายเปนความรัก คําพูดของสเุ ทษณแ สดงถึงความกระตือรือรนปรารถนาจะใหม ัทนา
ปลงใจรักตน เขาลกั ษณะอโยคสงิ คาร ดงั ความวา
สุเทษณ. ตัวอยา งท่ี ๑ มะทะนาวสิ ทุ ธศิ ร,ี (อินทวงส, ๑๒.)
อายอดสิเนหา
อยาทรงพระโศกี วรพกั ตรจ ะหมนจะหมอง.
พี่น้นี ะรกั เจา
คูช ดิ สนิธนอ ง และจะเฝาประคับประคอง
พร่ี กั วะธนู วล
อันนารกิ บั ชาย บม ใิ หระคางระคาย.
รูปเจา วไิ ลยราว
มิควรจะรางรกั บม คิ วรระอาละอาย,
ธาดาธสรางองค
ไวเ พือ่ จะผกู พัน- ฤกค็ วรจะรว มจะรัก.
อันพ่สี ิบญุ แลว
แลรักสมคั มี สรุ ะแสรง ประจิตประจกั ษ,
ขอโฉมเฉลาปลง
รับรกั และยินยอม เพราะพะธูพิถีพิถนั ;
หากนางมิขอ งขัด
ทงั้ สองจะสุขนาน อรเพราพิสทุ ธิสรรพ
อา ชวยระงบั ดับ
พ่รี กั อนงคนาง ธนะจติ ตะจองฤดี.
เหมือนพมี่ ิไดคง
ทรยี ไ ซรบใฝจิน- กพ็ ะเอนิ ประสพสรุ ี
ชีพอยูก ็เหมอื นตาย,
ทุกขยากและกรากกรม มนะมงุ ทนุถนอม.
อาฟงดนเู ถิด
พอใหดนูนี้ พระฤดีประนปี ระนอม
ดนรุ กั สมัคสมาน.
ประดิพัทธประสมประสาน,
มนะจอ บจืดบจาง.
ทขุ ะพีร่ ะคายระคาง;
ผิมสิ มฤดีถวิล,
วรชีวะชวี ติ นิ -
ตะนะหวงและหอ นนิยม.
เพราะมวิ ายระทวยระทม
อุระชาํ้ ระกาํ ทว.ี
มะทะนาและตอบวจี
สขุ ะรืน่ ระเริงระรวย.
(มทั นะพาธา หนา ๒๒)
๒๐๗
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงถา ยทอดความรูสึกรกั ของสเุ ทษณไวอ ยา ง
ซาบซึ้ง ขณะเดยี วกนั กน็ า เหน็ ใจอยา งย่งิ เพราะเปนความรักฝายเดียว นอกจากผรู บั สารจะไดรบั
รสจากความรักแลวยังรูสึกสงสารสเุ ทษณอ ีกอยางหน่งึ จงึ เปนรสแหง ความรักท่ีเจอื ความรสู ึกนาเห็น
อกเห็นใจเอาไวดว ย
อโยคสงิ คารอกี บทหน่ึงปรากฏในตอนชัยเสนรําพงึ รําพันถงึ มัทนา ความรกั ของ
ชยั เสนท่ีมีตอมทั นาเกิดขึ้นอยางรวดเรว็ ในคราวท่เี สด็จประพาสปา ลา สัตวแ ละหลงทางไปพบ
มัทนาท่ีอาศรมกลางปา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยหู ัวทรงถายทอดอารมณของชายหนมุ
ท่ีไดพบหญงิ งามและเกิดความประทับใจจนกลายเปนความรกั วา
ชัยเสน. ตวั อยางท่ี ๒ บมเิ คยณกอ นกาล! (อินทะวิเชยี ร, ๑๑.)
โอโอก ระไรเลย ฤดิรักบหกั หาย.
พอเหน็ ก็ทราบสาน ละก็ย่ิงจะรอ นคลาย
ยงิ่ ยลวะนิดา ณอรุ าบลาลด.
เพลงิ รุมประชุมภาย วะธงุ ามสงา หมด,
พศิ ไหนบมีทราม, สรเสรญิ เสมอใจ.
จนสุดจะหาพจน นะสปิ นวะธูไซร
องคว ิศวฺ ะกรรมนั พิศะรปู สรุ างคเพลิน;
พอเสรจ็ กเ็ ทพไท วรพักตรบ หมางเมนิ ,
ยืนเพงและนงั่ พศิ มะทะนาณโลกสาม:
งามใดบงามเกิน ผิจะปนวะธตู าม
แลวศิ ฺวะกรรมัน ดุจะโฉมอนงคน :ี้
แบบอีกกไ็ มงาม ณสถานพภิ พตรี
เหตนุ ้ีสนิ งคราญ สิริรูปะเทียมทนั .
จงึ่ ไมป ระสพที่ ........................
....................... ละก็เพยี งจะฃาดใจ,
พิศโฉมและฟงเสยี ง ฤฉน้ีนะอกเอย!
โอนอนจะหลับใหล ฤดิเฝา คะนึงเชย,
ขนื นอนก็รอ นเรา อรุ ะอาจจะพงั ภิน.
หากขืนจะนอนเฉย เพราะวะใกลส นุ ารนิ ;
จาํ มาณทน่ี ี้ ตะนะไดฤ ฉันใด?
โอเราบสมจนิ - (มทั นะพาธา หนา๕๔-๕๕)
๒๐๘
ความรกั ของชัยเสนเปน ความรกั แรกของชายหนมุ แมจะมมี เหสแี ลว แตกไ็ มใ ช
เพราะความรกั สว นคร้งั นี้เปน ความรูสึกรักแท ๆ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรง
พรรณนากริ ยิ าอาการกระวนกระวายใจ รอ นรุม ตามประสาอารมณห นุมทพ่ี งึ่ รูจักความรัก ซง่ึ พิษรกั
ทาํ ใหชัยเสนไมอาจทนนง่ิ เฉยอยูได
อโยคสงิ คารในบทมทั นารําพงึ ราํ พันถงึ ชัยเสน ความรักของมทั นาเกิดข้ึนทนั ทที ีไ่ ดพ บ
ชยั เสน เปน ความรูสึกที่ทําใหทัศนคตเิ ก่ียวกับความรักของมัทนาตองเปล่ียนไป ซึง่ เดมิ มัทนาไม
ปรารถนาท่จี ะรักชายใด แตเม่ือมาพบชัยเสน ความงามสงา ของชัยเสนก็ทําใหม ัทนารูส ึกหวน่ั ไหว
และราํ พึงรําพนั ถึงชัยเสนวา
ตัวอยางท่ี ๓ ละไฉนนะเปนฉน?ี้ (อนิ ทวงส, ๑๒.)
มัทนา. โอว า อนาถใจ มะนะนึกระเหระหน;
รตินนั้ จะสปั ระดน
แตไ รก็ไมมี และจะตองระทมระทวย.
ไมเ คยจะเชอ่ื วา ก็มพิ กั จะเออจะอวย,
มาสู ณ ใจตน บมิเคยจะลุมจะหลง;
เม่ือกอนสิชายรัก นระผพู ะวาพะวง,
อวดดีและอวดดวย จะบพน ระอิดระอา.
ทั้งเคยเยาะเยย หยัน วจะลวงยพุ าและพา
วา เฃานะเขลาคง บมชิ ากท็ อดก็ทง้ิ ,
เคยวา บรุ ษุ กลา ว อภิปรายและออยและอ่งิ
ไปรวมสเิ นหา และบรักสมคั สมาน.
ดังนนั้ สิแมช าย วรรูปวิเศษวศิ าล,
เราจึ่งมิสงุ สิง ฤดนิ ้ันจะโลดจะลอย!
คราน้ีสิพบชาย กริ ยิ ากเ็ รียบก็รอย,
ใจวาบและหวามปาน จะแสดงณทวงณที
เธอน้นั ฤเจียมตวั อภิรมยฤดีระต,ี
ไมมีละสักนอย ดนุบา งณคร้ังณคราว;
วาเธอประสงคจ ะ ฤก็เราละรอ นและหนาว,
เปนแตชาํ เลืองท่ี นภะไรต วันและเดือน.
คราใดประสพเนตร แหละฤดจี ะฟน จะเฟอน,
เธอไกลกด็ ูราว ละฉน้จี ะทําไฉน?
โอว า ณครานี้ (มทั นะพาธา หนา ๕๖-๕๗)
ดว ยรักกระทําเชือน
๒๐๙
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงถา ยทอดความรสู ึกรกั ของมทั นาใน
ลกั ษณะของหญงิ สาวท่พี งึ่ ประสบกบั ความรกั มคี วามหว่นั ไหวกระสบั กระสายอยภู ายในใจ และคับ
ของใจทไ่ี มอ าจแสดงความรูส กึ ของตนใหอกี ฝายหน่งึ รูไดเพราะเปน หญงิ ทาํ ไดเ พียงการราํ พงึ รําพัน
อยูคนเดียว
นอกจากนใ้ี นพระราชนพิ นธเ ร่ืองมทั นะพาธาไดปรากฏสัมโภคสิงคารดวย คือ ตอน
ชยั เสนและมัทนาตา งลวงรูความในใจของกันและกัน ตอมาจึงตกลงปลงใจทจ่ี ะครองรักกัน การสม
ปรารถนาในรกั ทําใหทั้งสองมใี จเบกิ บานอ่ิมเอบิ ดงั ทพ่ี ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยหู วั ทรงพระ
ราชนิพนธค าํ พูดของตวั ละครทั้งสองอยางไพเราะวา
ชัยเสน. ตวั อยา งท่ี ๔ (อที สิ ะ, ๒๐.)
มัทนา. อา อะรุณแอรมระเร่ือรจุ ี
ณ แรกรกั !
ประดุจมะโนภิรมระตี นะฉนั ใด,
แสงอะรุณวิโรจนนะภาประจกั ษ ก็ฉันนั้น;
สวา งจติ !
แฉลมเฉลาและโศภินัก มโนมาน,
หญงิ และชายณะยามระตอี ทุ ัย ประกาศหมน้ั ,
ยะนี่ไซร,
สวาง ณ กลางกะมลละไม บคลาดคลา!
แสงอษุ าสกาวพะพราวณสรรค แหละฉันใด,
ณ บดั น!ี้
ก็เหมอื นระตีวสิ ทุ ธิอนั ธ ปกเกลา:
อา อนงคะเชอญดาํ เนิรสนิธ
ณ ฃางดะนูประดุจสมุ ิตร
ไปกระท่งั ณฝง อุทกอะจรี ธาร
และเปลง พะจณี สัจจะการ
ตอ พระพกั ตรส ุราภริ ักษะอนั
เสด็จสถิต ณ เขตอะรัณ-
วา ดะนแู ละนอ งจะเคียงคระไล
และครองตลอด ณ อายุขัย
สูระยะสองสวาง ณ กลางนะภา
ก็พลอยสวา ง ณ ภูมิหลา
อันพระโปรดก็จิตตะฃา ก็ได
สวา งกระจา งและสดและใส
ฃา พระบาทจะสุขสราญฤดี
กย็ อ มจะโดยพระบาระมี
พงึ่ พระคุณกะรุณยะคํ่าและเชา
๒๑๐
จะปราศะโศกบมเิ ศรา ฤทุกข:ํ
ใจจะอิม่ จะเอมเพราะเปรมปฺริย,ํ
และร่นื ณ รสระตจี ริ ํ ระรวยใจ.
ทลู กระหมอมเสดจ็ ณ เทศะใด
ก็ฃา พระบาทจะตามธไป พระเจา ฃา!
(มทั นะพาธา หนา ๖๓-๖๔)
ชยั เสนเชิญชวนมัทนาเปลง วาจาตอ เทวดาใหไดรับรวู าทั้งสองปรารถนาที่จะครองคกู ัน
สว นมทั นาก็รูสึกสาํ นึกในความกรณุ าจึงสญั ญาวา จะขอพ่ึงพระบารมแี ละตดิ ตามชัยเสนตลอดไป จึง
เปน โภคสงิ คารทแ่ี สดงใหเ ห็นความสุขสดชน่ื ของหนุม สาวในยามท่ีความรกั กาํ ลงั เบง บาน
แตเมื่อทั้งสองถกู อบุ ายของจณั ฑีทาํ ใหเขาใจผดิ และพลดั พรากจากกัน กวา
ชยั เสนจะรคู วามจริง มทั นาก็ถูกสาปเปนดอกกหุ ลาบตลอดไปเสียแลว ตอนน้ีจงึ ปรากฏวิปปโยค
สงิ คารในบทชยั เสนครวญถงึ มัทนาดวยความรูส ึกเสียดายและเสียใจทม่ี าชาเกินไป จงึ ไมอ าจ
ชวยมทั นาได แสดงถงึ ความรักทชี่ ัยเสนมีตอมทั นาแตตองมาพรากจากกนั เพราะคําสาป เขา
ลักษณะวปิ ปโยคสงิ คาร ดงั ความวา
ชยั เสน. ฟง นางแถลงเหตุ ภยะเภทะจบั หทยั , (อินทวงส, ๑๒.)
เหน็ เปนพยานไซร มะทะนาวเิ ศษะแท;
ดว ยหลอนสจิ งรกั มนะภกั ดิสุดละแม
เทวันธชวนแม บมิยอมประนอมฤด.ี
หานารริ ตั นไหน ณประเทศะเมทินี
เปรียบม่ิงมะเหษี ดนไุ ดน ะสุดจะหา!
แมร อประเด๋ยี วเดียว ฤกผ็ วั กค็ งจะมา
ทันพบและแกว ตา นะกค็ งบรอ นกะมล.
เปนกรรมกระทําไว ณอดีตประสิทธิผล,
ผวั จ่ึงมิทนั ยล วระพักตรส ุลกั ษะณา
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๗-๑๓๘)
ศฤงคารรสท่ีปรากฏอยูในพระราชนิพนธเร่ืองมทั นะพาธาเกดิ จากการพรรณนาอารมณ
ความรูสึกรักของตัวละคร ๓ ตวั คือ สเุ ทษณ ชัยเสน และมทั นา ลวนแตกตา งกนั ไปตามสภาพของตัว
ละคร ซง่ึ รสรักมคี รบทั้ง ๓ ลักษณะ คอื อโยคสิงคาร สัมโภคสิงคาร และวิปปโยคสงิ คาร จึงเปน
๒๑๑
ความหลากหลายของอารมณร กั ท่พี ระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจาอยูหวั ไดทรงถา ยทอดไวอ ยา ง
ซาบซง้ึ กินใจและเขาถึงอารมณค วามรสู กึ ของตวั ละคร
๒.๑.๒ เราทรรส คือรสแหงความโกรธเคือง แยม ประพัฒนท อง (๒๕๐๒: ๑๓๒) ได
อธิบายความหมายของเราทรรสตามความหมายในคัมภีรส ุโพธาลงั การวา
รุทธรสน้ี เปนรสท่ีสําแดงความเคียดแคนออกมา เปนรสที่ดเุ ดือด รอนแรง ถา
เปนบทกลอนมกั เรียกกนั วา บทแคน ผูส ดบั บทกลอนทํานองนี้ เกิดความเคียดแคน
พลุง พล่งั หมายความวา เปน เดือดเปนแคนแทน เสียดายทต่ี นไมประสบอยา งนนั้ บา ง หรือ
บางคราวก็ออกปากคํารามขบกราม เยยหยันสมนํา้ หนา ท้ังนเ้ี น่ืองจากบทกลอนในตอน
น้นั ๆ ไดแสดงความขมขูผทู ่ีออนแอ ประกาศความโหดเห้ียมออกมาอยางสุดแสนทจ่ี ะทนฟง
ได จิตใจก็พลอยเคลิบเคลมิ้ ไปกบั บทพรรณนาถงึ กบั แสดงออกมาเปนอาการตาลกุ ชนั
ขมวดคว้ิ น่วิ หนา เมมริมฝปาก นั่นคือ บทกลอนท่ีใหโ อชาในดา นแคน ซงึ่ เรียก
วา รทุ ธรส
เราทรรส จึงหมายถึงรสแหงความโกรธเคืองท่เี กิดจากบทประพันธทแ่ี สดงความโกรธ
ของตวั ละคร รวมท้งั บทประพนั ธท ่ีทําใหผอู า นผูฟงเกิดความรูสึกขัดใจ ฉนุ เฉียว ขนุ เคืองตัวละคร
บางตวั ในเรอ่ื ง ซ่งึ ในพระราชนพิ นธเรอื่ งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู ัวทรง
ถา ยทอดคาํ พูดและการกระทําของตวั ละครที่กอ ใหเ กิดเราทรรสดงั ตอไปน้ี
ตอนชัยเสนโกรธเพราะเขา ใจผดิ คิดวา มทั นาทาํ เสนห อาถรรพเ พ่ือคบชูก บั ศุภางค ซ่งึ
เปน ความโกรธท่ีรุนแรงจนขาดสตใิ นการพจิ ารณาเหตุผล ชัยเสนไดส ัง่ ประหารชีวิตศุภางคและมัทนา
ตลอดจนลงโทษผเู กี่ยวขอ ง ดังตวั อยาง
ตวั อยา งท่ี ๑
ชัยเสน. อุเหมศภุ างค ตัวมงึ นีช่ า ง เจรจาสาไถย, (สุรางคณา, ๒๘.)
ยิ่งพูดย่ิงนวั เฃาตวั ราํ่ ไป มงึ จะอยูใย หนกั ปฐ พี.
เหวยนนั ทิวรรธน จับศภุ างคมดั เอาไปทันท,ี
แลว ฆามนั ให บรรลยั คืนนี้ คนคดอัปรยี มคิ วรอยูนาน.
สวนมะทะนา ก็อหังการ ริเรมิ่ เหมิ หาญ,
ขืนจะเอาไว ตอ ไปไมน าน กค็ งคิดการ ประหารกูตาย.
จงเอาโฉมตรู ไปพรอมกบั ชู ของนางโฉมฉาย,
ฆา เสียดวยไซร จะไดส มหมาย พรอม ๆ กันตาย ไปคูเ คียงกัน.
ปรฺ ิยมั วะทา กช็ ว่ั หนกั หนา ไมค วรเล้ียงมนั ,
๒๑๒
จงขับนางออก นอกเมืองกพู ลัน และอยา ใหม ัน นั้นกลบั คนื มา.
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๐-๑๑๑)
คาํ พดู ของชัยเสนทส่ี ั่งประหารชีวิตและลงโทษคนท้งั หมดมีความดุดนั แสดงถงึ ความ
โกรธอยา งรนุ แรง ขณะเดียวกนั กท็ าํ ใหผ อู า นผูฟง รูสึกเปนเดือดเปน แคนแทนมัทนา ศภุ างค และ
ปริยัมวะทา ทถ่ี กู ลงโทษโดยไมม คี วามผิด รวมทงั้ รสู กึ โกรธแคนจัณฑที บี่ งั อาจใสรายผูอน่ื ทาํ ใหต อง
ไดรบั ความเดือดรอน
ตอนสุเทษณโ กรธมัทนาเพราะถูกมัทนาปฏเิ สธความรัก สเุ ทษณเ ปนเทพยิ่งใหญซง่ึ
ตามธรรมดาก็ไมม ีใครกลาขัดความประสงค แตส ุเทษณกย็ ังพยายามวิงวอนขอใหม ัทนาสมัครใจรกั
ตน เม่อื มัทนาไมยินยอมจงึ ถือเปนการเส่อื มเกียรตขิ องสุเทษณ การถูกขัดใจแปรความรักเปนความ
โกรธจนสาปมท นาเปนดอกกหุ ลาบในท่ีสุด ดงั ตัวอยา ง
สเุ ทษณ. ตวั อยา งท่ี ๒ (กมล, ๑๒.)
(ตวาด) อเุ หม !
มะทะนาชะเจา เลห ชิชิชางจํานรรจา,
ตะละคําอวุ าทา ฤกระบิดกระบวนความ.
ดนุถามก็เจา ไซร บมิตอบณคาํ ถาม,
วนดิ าพยายาม กะละเลนสาํ นวนหวล.
ก็และเจามเิ ตม็ จติ จะสดบั ดนชู วน,
ผิวะใหอ นงคนวล ชนะหลอนทะนงใจ.
บมิยอมจะรวมรกั และสมคั สมรไซร,
กด็ ะนูจะยอมให วนิดานวิ าศสวฺ รรค,
ผิวะนางพะเอนิ ชอบ มรอุ ื่นก็ฃาพลัน
จะทุรนทุรายศลั - ยะบอ ยากจะยนิ ยล;
เพราะฉน้นั จะใหน าง จตุ ิสณู แดนคน,
มะทะนาประสงคตน จะกําเนดิ ณรูปใด ?
ทวิบทจะตูรบ าท ฤจะเปนอะไรไซร,
วธุเลือกจะตามใจ และจะสาปประดจุ สรร;
จะสถติ ฉนน้ั กวา จะสาํ นึกณโทษทณั ฑ,
และผิวอนดนพู ลัน จะประสาทพระพรให
วนิดาจรลั กลับ ณประเทศสรุ าลัย;
กจ็ ะชอบสะฐานใด วธตุ อบดนูมา.
(มทั นะพาธา หนา ๒๖)
๒๑๓
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั ทรงถายทอดความโกรธของเทพผทู รง
อิทธิฤทธิ์ โดยใหต วั ละครใชค ําพูดและแสดงการกระทําทีถ่ ือวา ตนมอี ํานาจเหนือผใู ด สามารถท่ีจะใช
อทิ ธิฤทธล์ิ งโทษใคร อยา งไรกไ็ ด ซ่ึงการกระทาํ ของสเุ ทษณสงผลใหผ ูอา นผฟู ง รสู ึกสงสาร
มัทนาที่ตอ งถูกสาป ขณะเดียวกันก็แคน เคืองสเุ ทษณทใ่ี ชอ ํานาจขมเหงผอู นื่
ความโกรธของจัณฑซี ึ่งแสดงออกมาโดยการใชน าํ้ เสียงเกรี้ยวกราด หว น กระชาก
ตง้ั ใจจะทําลายอกี ฝายหน่งึ คําพูดแสดงถงึ จติ ใจทเี่ คียดแคน ซึง่ มสี าเหตุมาจากความหงึ และโกรธจัด
ทีถ่ กู ชัยเสนตอวา อยา งไมไ ยดี ดงั ตัวอยา ง
ตวั อยางท่ี ๓ ออิ ะปรยี อิตวั การ. (อเุ ปนทะวเิ ชียร, ๑๑.)
จัณฑี. ชะฉาอะราลี บมิรสู ํานึกตวั ;
ตะประจบสาํ ออยผวั ,
กระไรละเหิมหาญ บมมิ ีละรไู หม?
อิโสภณิ ีดี และพะวงอิชาวไพร,
แนะมงึ นะเงาหวั สิสุดามคธราช.
พระผัวก็มัวหลง จรยงั ชะนกนาถ
บนกึ วะกูไซร ฤวะไทจะดูดาย?
ผิกจู ะใชคน (มัทนะพาธา หนา ๙๖)
และทูลคดกี าจ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงสรา งสรรคเราทรรสใหเกดิ ขึ้นในบทพูด
ของจัณฑี เพือ่ แสดงใหเ หน็ ความเคยี ดแคนของจณั ฑีที่มากจนกระทงั่ คิดทํารา ยผูอื่น ซ่ึงบท
ประพันธส ง ผลใหผูอานผฟู งรูส ึกขุนเคอื งจัณฑีมากข้นึ ดวย
ความโกรธของศุภางคป รากฏในบทพูดของศภุ างคท ่พี ยายามขับไลอ ราลีออกไปจาก
สวน เพราะอราลีพูดลวงเกนิ ถึงมัทนาและแสดงความอยากรูอ ยากเหน็ เร่ืองชัยเสนพามัทนามาอยทู ี่
ตาํ หนกั ดงั ตัวอยา ง
ศภุ างค. ตวั อยางที่ ๔ ไปเสียดี ๆ (ฉบงง, ๑๖.)
ฃา บอกวา ไปเดี๋ยวน้ี ! ไมไป !
อราลี. หาไมจ ะเกิดเคืองกนั
ศภุ างค. ไมไ ป !
อราลี.
ตองไปโดยพลัน !
๒๑๔
ศภุ างค. อยาดัน !
อราลี. ไมไป !
ศุภางค. เมือ่ อยากอยนู ี่
ก็จะใหอยูก บั ที่. เฮย. ออกมานี่
ไว ๆ เฃา หวาอยา ชา !
(ชาวสวนออกทางหลืบขวา.)
น่ีแนะ , นางน้เี ฃาวา ชอบอยูสวนนา,
และฃา ก็ยอมตามใจ.
เจา จงนั่งอยูดว ยไซร, ระวงั อยาให
นางลกุ ไปพนท่ีน,้ี
แมหา มมิฟง วาที ก็เจา จงตี
ใหแรงดว ยดามไมก วาด !
ขึน้ เสยี งเถียงคําหนง่ึ ฟาด, สองคาํ สองฉาด,
จรงิ ๆ มิตองเกรงใจ.
(ศุภางคเ ดิรจะไปทางขวา ก็พอปรยิ ัมวะทาออกมาทางน้ัน.)
ปริยัมวะทา.ศุภางค, ทา นเกรี้ยวโกรธใคร ?
ศภุ างค. โกรธคนจญั ไร
ทกี่ วนโทโษสุดทน !
(มัทนะพาธา หนา ๘๘)
คาํ พดู ของศุภางคแ สดงถงึ ความเหลืออดกับพฤติกรรมของอราลี เพราะไมว า ศุภางคจะ
ไลอยางไร อราลีก็ไมยอมไป ทาํ ใหศ ภุ างคโกรธจนใชว าจากาวรา วและวิธีรนุ แรง ซ่ึงผอู า นผฟู งเอง
ก็รูส กึ หมั่นไสอราลีทชี่ า งด้อื ดานและรสู ึกสมนาํ้ หนา ทอี่ ราลถี กู ลงโทษเสียได จึงเขาลกั ษณะ
เราทรรสดงั กลาว
เราทรรสในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธาแสดงถึงอารมณโกรธของชายหญงิ ซึง่ มี
ฐานะและสาเหตุตา ง ๆ กัน พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยหู ัวทรงตกแตง คําพูดของตัวละคร
ใหเหมาะสมกับการถา ยทอดอารมณโกรธของตัวละครแตล ะตวั ซ่ึงสง ผลตออารมณของผูอา นผฟู งใน
ที่สุด จงึ เปน เราทรรสทสี่ งเสริมใหเ นื้อหาของพระราชนิพนธมีความเขม ขน
๒.๑.๓ วรี รส คือรสแหงความกลา หาญอนั เปนบทแสดงความกลาหาญในลักษณะ
ตา ง ๆ ซ่งึ เราใจใหบงั เกิดความอุตสาหะ องอาจเขมแขง็ หรอื ต่ืนเตนคึกคกั ตามไปดว ย แบงเปน ๓
ประเภท ไดแก รณวรี ะ คือความกลา หาญในการรบ ทานวรี ะ คอื ความกลา หาญในการให และ
ทยาวรี ะ คอื ความกลา หาญในการชว ยเหลือ เกี่ยวกบั วีรรสน้ี แยม ประพัฒนทอง (๒๕๐๒: ๑๕๕-
๑๕๖) ไดอ ธบิ ายเพ่มิ เตมิ ไวว า
๒๑๕
บทกลอนทอี่ ํานวยโอชาคือความเขมแขง็ คกึ คกั ขึงขงั แกใจ ตามท่ีปรากฏโดย
มากน้นั เปน บทเรา ใจอยา งแรง แสดงถึงความกลา หาญ ความเด็ดขาด ความผยอง ของ
ทา นผูกลาหาญในการรบ ในการให และในการชวยเหลอื บทกลอนในรสนี้ ทีจ่ ริงก็
ตรงกันกบั ทเี่ รียกกนั ทั่ว ๆ ไปวา บทปลกุ ใจ น่ันเอง ...
วรี รส จงึ หมายถึงบทประพนั ธท ่ีแสดงความกลา หาญของตัวละครทสี่ งผลใหผอู านผูฟง
เกดิ ความกลา หาญตามตัวละครไปดวย หรือเปนบทประพันธท มี่ ีเนื้อหาปลุกใจใหเ ขม แขง็ ซ่ึงในพระ
ราชนิพนธเ ร่ืองมัทนะพาธา มบี ทประพันธท ่ชี วยสรา งความรูสกึ ดังกลา วตอ ไปน้ี
คําพดู ของนนั ทวิ รรธนะท่ีพูดเตือนสตชิ ัยเสนใหเ ลกิ คิดสั้น เพราะเสียใจทต่ี นเปนสาเหตุ
ทําใหผ ูอนื่ ตองไดร ับโทษโดยไมม คี วามผิด นันทิวรรธนะกระตุน เตือนใหช ัยเสนนกึ ถงึ ราษฎรวา ใน
ยามนร้ี าษฎรตา งตระหนกตกใจเพราะภัยสงคราม หากรูวาไดส ญู เสยี กษัตริยผเู ปน ท่พี ึง่ กจ็ ะย่งิ พากัน
เสยี ขวัญ อาจพลอยเสียบา นเมืองไปดว ย เมื่อชัยเสนไดฟงก็เกดิ ขัตติยะมานะ พยายามขม
ความรสู กึ ของตนและคิดปกปองบา นเมอื งตอไป คําพูดของนันทวิ รรธนะจงึ กอ ใหเ กิด
วรี รสข้นึ ในใจของตัวละครและสง ผลถึงผูอา นใหเ ขมแข็งตามไปดวย ดงั ความวา
ตวั อยางที่ ๑ วรฉายะเหนือเศียร (อินทะวเิ ชียร, ๑๑)
นนั ทิวรรธนะ. ตราบใดพระเดชแผ เพราะพระบารมีรม;
บมิหว งณอารมณ,
ยอมศานติจําเนียร วรชนมฺ ะยนื ยัง.
ชีพตนและชพี ญาติ์ ละก็ชาติ์จะภินพงั ,
ขอใหนโรดม อศิ ะรานภุ าพครอง.
ไรป นดลิ กราชย ก็เพราะแสงตวันสอง,
ไหนเลยจะคงต้งั มละท่วั นะฉันใด;
โลกเราสงา งาม ฤดิพงึ่ พระเดชไท,
สนิ้ แสงระวีตอง ฤดหิ มนละแนนอน.
อันปวงประชาเปรม ก็เพราะแสงนศิ ากร,
เดชดบั ก็มืดใน ก็บเทา พระจันทรเ ดียว;
ราตรสี วา งแจง วรโสมะน่ันเทียว,
โกฏิ์ดาวณอัมพร จะประสพพระเจาไหน?
อนั วา พระคุณเปรียบ ...................................
ไรน าถะฃาเหลียว นะสิเราสาํ นึกตน, (อุเปนทะวิเชยี ร, ๑๑.)
ชัยเสน. ............................... ทุขะเพอ่ื ประโยชนราษฎร,
สดับพะจเี จา
และจาํ จะตอ งทน
๒๑๖
เพราะถงึ จะโศกศัลย กะระณยี บ ควรฃาด,
และขัตตโิ ยชาติ์ ทุมะนสั กก็ ัดฟน!
(มทั นะพาธา หนา ๑๑๗-๑๑๙)
จะเหน็ วา คาํ พดู ของนันทิวรรธนะชว ยปลุกใจใหชยั เสนมีความเขม แข็งกลับคนื มา
หลังจากทีโ่ ศกเศราทอแท ชัยเสนไดต ระหนักถึงหนาที่และความสาํ คญั ของกษัตริยท่ีตองรบั ผิดชอบ
ตอ ชาติบา นเมือง ไมค วรนําความรูสึกสว นตนมาพลอยทาํ ใหบ า นเมอื งตองพงั พินาศ ชยั เสนจึงเกดิ
ความวิรยิ ะอตุ สาหะในการทจี่ ะดํารงชีวติ ตอ ไปเพ่อื ปฏิบัติหนาที่ของกษัตริยใ นการปกปอ งชาติเพื่อ
ไมใ หราษฎรตองไดร ับทกุ ขภัย บทประพันธดังกลา วจงึ ควรเปนวีรรสประเภทรณวรี ะ
ความกลา หาญของศภุ างคซ ่งึ ปรากฏในบทสนทนาระหวางนนั ทิวรรธนะและชยั เสน
บทสนทนาของตัวละครท้ังสองสง เสรมิ กนั เพ่ือแสดงใหเห็นความกลา หาญในการรบของศภุ างค โดย
นันทิวรรธนะเลา เหตุการณต อนศุภางคร บกบั ทหารของแควนมคธจนศุภางคเ สยี ชวี ติ และชัยเสนได
กลาวสรรเสริญวีรกรรมของศภุ างคว า เปนการตายทสี่ มเกียรติของชายชาติทหารนบั เปน วีรรส ดงั
ตวั อยา ง
ตวั อยางที่ ๒ ดนุเหน็ ศุภางคไ ซร (สาลนิ ี, ๑๑.)
นันทวิ รรธนะ. ครนั้ ถงึ เวลายทุ ธ และประยทุ ธะหนาทัพ,
ณศุภางคะเหลือนบั ,
ออกนําหนาพลไป และศุภางคะลมตาย.
เหน็ พวกฃาศกึ หอม ชิวะเปนพะลีภาย
ท้งั ฟนทง้ั แทงยบั เพราะวะม่ันกะตญั .ู
สมใจทใ่ี ฝม อบ ทขุ ะทับหทัยอย,ู
ใตบาทแหง ฦๅสาย บมิเสยี ชิวีทราม;
ชยั เสน. เออกคู อยคลายความ สละชพี ณสงคราม
เมือ่ ทราบมติ รของกู ดุจะนายทหารกลา.
เปนเชอื้ ชาตนิ์ ักรบ (มทั นะพาธา หนา ๑๒๑)
นับวา ไดตายงาม
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจาอยหู วั ทรงพระราชนพิ นธใ หเห็นวา การเปนนกั รบ
และไดส ละชพี ในสงครามเปนส่งิ ทน่ี าภาคภมู ใิ จและควรแกการสรรเสริญ บทแสดงความกลา หาญ
ของนกั รบไดช ว ยปลกุ ใจผอู านผูฟงใหเ กิดความรักชาตเิ ชนเดียวกบั ตัวละคร จงึ จดั เปน วรี รสประเภท
รณวรี ะ
๒๑๗
วีรรสประเภททยาวรี ะหรือความกลา หาญในการชวยเหลอื ปรากฏในตอนวทิ ูรกลา
สารภาพผิดเพอ่ื ชวยเหลอื มัทนา ศุภางค และปริยัมวะทา ซง่ึ เดมิ วทิ ูรรวมมอื ตามแผนของจณั ฑีเพ่ือ
กําจดั มทั นา ทาํ ใหม ัทนา ศุภางค และปริยมั วะทาตองไดรบั ความเดือดรอน วทิ รู เกิดความละอาย
และเกรงกลวั ตอบาป ไมสบายใจท่ีผูบรสิ ทุ ธ์ิตองไดรับความเดือดรอนเพราะตน จงึ เขา เฝา ชัยเสน
และทูลความจริงท้งั หมดโดยไมหวาดหวนั่ วาตนจะไดรับโทษ จงึ จดั เปน วรี รสประเภททยาวีระ ดัง
ตัวอยางท่ีวทิ ูรทูลชัยเสนวา
ตัวอยา งที่ ๓
วทิ ูร. ขอเดชะพระสม มติเทวะราชา, (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
โปรดทรงกรณุ า ดนุสาระภาพผิด;
โอตตัปปะกระตนุ ฤดิฃา ก็หวลคิด
ไดวา ผวิ ะปด คติไวจะบาปครนั .
เมอื่ คนื พระเสด็จ จรเฃา ณสวนขวัญ,
ฃา ทูลคติอนั ทจุ ริตมุสาวาท.
ความจริงมะทะนา ศุภะลกั ษะณานาฎ
ไมเ คยริพฆิ าต ฤขบถณภมู ี.
แทจรงิ ณพระนาง วรเทวิจัณฑี
ตรัสใชดนุนี้ และกระทาํ อุบายทราม.
......................... ..................................
ครัน้ เมื่อดนฟุ ง พระดํารสั ประสาธทัณฑ,
ใจฃา ขณะนัน้ หิรเิ ตือนวา ตนโหด,
ฃาเองสิเพาะให นรนาถะกริว้ โกรธ,
คนผนู ริ ะโทษ สิจะถูกประหารชนม;
แตวาขณะนัน้ ดนุกลวั นะเต็มทน,
เกรงผดิ จะพะตน บมิอาจจะพดู จา.
คร้นั ราชะบรุ ุษ นิระเทศะตูฃา
ออกจากวรธา- นิดะนูคเณจร,
ไปไหนฤก็ฃา บมิอาจจะหลบั นอน,
เหมือนเพลิงพษิ ะรอ น ระอรุ มุ ณกลางทรวง.
ดงั นี้แหละทนง จรตรงณคายหลวง,
เพ่ือทลู คดิปวง และประณตณบาทา.
ฃา เปนทุรชน แลละเมิดพระอาญา,
แลวแตนรนา- ถะจะลงเถอะโทษแรง.
(มัทนะพาธา หนา ๑๑๕-๑๑๖)
๒๑๘
การสารภาพผิดเพอื่ ชวยเหลือผอู ื่นเปนการกระทาํ ท่ีตองอาศัยความกลา หาญของจติ ใจ
ทัง้ น้ีวิทรู ไดทาํ ใจยอมรับโทษแตโ ดยดี บทประพันธท ีเ่ ปนบทสนทนาของวทิ ูรจึงใหร สแหงความกลา
หาญในการชว ยเหลือหรือทยาวีระ อันนําพาใหผอู านผฟู งเกิดความรสู กึ วาเปนการกระทําทน่ี า ยก
ยอ งและจรรโลงใจใหเ กดิ ความกลา เชนเดียวกบั ตัวละคร
วีรรสในพระราชนพิ นธเรื่องมทั นะพาธาเกิดจากตัวละครไดแ สดงความกลา หาญของตน
ใหประจักษ ไดแก การสละชพี เพ่ือปกปองชาติและพระมหากษัตริย การสารภาพผิดเพ่ือชว ยเหลือ
ผูอน่ื ใหพนภัย นอกจากน้ีมวี ีรรสทม่ี าจากบทสนทนาทม่ี ีลักษณะปลุกใจใหเขมแขง็ ดวย ซงึ่ วรี รสใน
บทประพันธเ หลานี้ไดนําพาความกลาหาญมาสจู ิตใจของผอู านผูฟง ดว ยอีกประการหน่ึง
๒.๑.๔ พีภัตสรส คอื รสจากบทประพันธทีก่ อใหเ กิดความเกลยี ด ความขยะแขยง
หรอื ความสะอิดสะเอียน เกี่ยวกับพีภตั สรสนี้ แยม ประพัฒนทอง (๒๕๐๒: ๒๐๑) ไดอธิบาย
ความหมายเพิม่ เติมไววา
... กระบวนกลอนตา ง ๆ นั้นสามารถบันดาลใหเ กิดความเกลยี ดไดจ ริง ๆ คือ
เกลียดบุคคลบา ง เกลียดการกระทาํ ของบุคคลบา ง เชน ถา ไดอานไดฟ งเร่ืองขุนชา ง
ขนุ แผน กเ็ กลียดขนุ ชา ง บางทเี ลยพลอยเกลียดคนทเ่ี ปนขนุ ชางไปดวยก็มี หรืออาน
รามเกยี รต์ิ ก็เกลียดทศกณั ฐ เปนตน ทัง้ นีม้ ใิ ชเ ปนดวยเหตุอ่นื เปนเพราะฤทธิ์ของกลอน
อํานวยโอชาในเชงิ น้ันเอง
พภี ตั สรส จงึ หมายถงึ รสจากบทประพันธทพี่ รรณนาความนาเกลียด ความนา
ขยะแขยง หรือความนาสะอิดสะเอียน รวมถึงบทประพันธที่ทําใหผ ูอา นผฟู ง เกดิ ความรูสึกเกลยี ดตัว
ละครบางตวั ซึ่งอาจมาจากจติ ใจหรอื การกระทาํ อันโหดรา ยของตัวละคร ในพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะ
พาธา มีบทประพนั ธท ี่กอใหเกิดพีภตั สรสดังตอ ไปนี้
ตอนจัณฑีลว งเกนิ มทั นาและชัยเสน จัณฑีลว งเขาไปยังพระตําหนักและแสดงกริ ิยา
วาจาไมส มควรตอ มัทนา แมช ัยเสนซ่งึ เปนพระสวามกี ็ถูกจณั ฑปี ระชดประชันอยางไมกลวั เกรง
ความหยาบคายกา วราวทําใหช ัยเสนรูส กึ ชิงชงั และระอาทจี่ ณั ฑไี มย อมรับฟง สงิ่ ที่ชัยเสนกลาว ชัย
เสนจึงเลกิ ใหเ กียรติจณั ฑแี ละพามัทนาเดินจากไป ซง่ึ บทประพันธดังกลาวกอ ใหเ กิดพีภัตสรสขึ้นใน
ใจของผอู า นผฟู ง ดว ย ดังตวั อยา ง
ตัวอยา งท่ี ๑ พระมหากะรูณา, (อุปชาติ, ๑๑.)
จัณฑี. ถงึ ฉนั จะไรซง่ึ
และบห มดนะยางอาย.
ก็ยงั มชิ ่วั ชา
๒๑๙
ชยั เสน. เหมนางจณั ฑี พดู จาคราน้ี แสนจะหยาบคาย : (สุรางคณา, ๒๘.)
จัณฑี.
ชยั เสน. เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากรา ย ราวแมคา ปลา?
จณั ฑี.
หมอมฉนั สามาญ เพราะพระองคทา น หมดพระเมตตา;
ชัยเสน.
หากฃา วระบือ ฦๅจากภารา ถึงพระบดิ า คงเสียหทัย.
จัณฑี.
ชยั เสน. น่จี ะมาโกรธ และมุง กลา วโทษ ฉันผิดอันใด?
พระองคทรงฤทธ์ิ จะผิดอยา งไร? พระองคเปนใหญ เหนือผเู หนอื คน,
ถงึ จะรบั นาง ใด ๆ จากกลาง อรญั ไพรสณฑ
มายกมายอง ก็ตองจําทน เพราะฃาเปนคน อาภพั อัปรีย.
เธอก็มีศักด์ิ ใยพูดหยาบนัก นะนางจัณฑ?ี
ควรยงั ถือม่นั ฉนั เปนสามี, และไมค วรที่ กลา วถอยหยาบชา .
..............................................................................................
ฉนั จงใจรกั , และผินงลกั ษณ มจี ติ ไมตรี
คงจะไมต อง ขนุ หมองครานี้; ขอจงตริดี ก็คงแลเห็น.
หมอมฉนั เฃาใจ วา ทรงเล้ยี งไว ก็เพราะจําเปน!
ตามใจเถดิ นา! ถาเธอนกึ เชน น้ันก็อาจเปน เชนเธอเฃา ใจ!
มา, มะทะนา, เราไปดีกวา , อยูอกี ทาํ ไม?
ขนื อยูฟ งเสียง ก็เถียงกันไป ยืดยาวย่งิ ใหญ ไมเ ปนแกนสาร!
(มทั นะพาธา หนา ๙๓-๙๕)
ชัยเสนเปน กษัตริยยงิ่ ใหญ มีอํานาจมาก แตไมวายตอ งประสบปญ หาทะเลาะเบาะแวง
กบั ภรรยา ซ่งึ จณั ฑแี สดงความหึงอยา งไมส งวนกริ ยิ าวาจาท้ังทเี่ ปนถงึ มเหสี ชัยเสนรูสกึ ชงิ ชังและ
ตําหนจิ ัณฑีอยางไมไวห นา สวนผูอานผฟู งก็เกิดความรูสึกชงิ ชังจัณฑีตามไปดว ยเพราะเกลยี ด
ท่ีจัณฑใี ชวาจากาวราวหยาบคาย
ตอนศภุ างคแสดงความเกลียดอราลี เหตเุ พราะอราลเี ปนหญิงทมี่ ีจิตใจตาํ่ ทราม ไม
ซอ่ื ตรง สอดรูสอดเห็น นางมาทีส่ วนหลวงเพราะไดรบั คาํ สงั่ ใหม าสืบเรือ่ งมัทนา ศุภางคไดพ ูดแสดง
ความเกลียดอยา งตรงไปตรงมานบั เปนพีภัตสรสดงั น้ี
อราลี. ตัวอยางที่ ๒ เม่ือกี้ตฃู า (ฉบงง, ๑๖.)
ศุภางค. นแ่ี นศภุ างคเสนา, เฃาวาทา นได
กําลังจะเก็บดอกไม,
แตชาวสวนกลาวหามไว,
สัง่ เฃาใหห ามเชนน้ัน
ถกู แลว.
๒๒๐
อราลี. เพราะเหตใุ ดกนั ?
ศุภางค.
อราลี. เพราะวา ตวั ฉัน
ศภุ างค.
อราลี. ชอบดูดอกไมง าม ๆ
ศภุ างค.
กใ็ ครสั่งใหท า นหาม?
อราลี.
ศุภางค. ทาํ ไมจ่ึงถาม?
ก็เพราะดิฉนั อยากร.ู
อยากรอู ยากเห็นเกนิ อยู ดังน้กี ็ตู
ฃา ขอกลาวเตือนนางวา
ผูชอบประพฤติเชนจา- ระสัตรีฃา
มิชอบและมักหม่ันไส;
อนั ตฃู าเจานายใช ใหเปนผใู หญ
รักษาพระอุทยานน,ี้
จึ่งหามวาดวงมาลี ของทานดี ๆ
มิใหผูใดเกบ็ ไป.
ก็ดิฉนั นค้ี อื ใคร?
อนั ตัวนางไซร
พกิ ารทง้ั กายและจิต!
หลังคอมคอมคูดูผิด มนุษฃาบิด
แขนเบ้ยี วบเ หมือนธรรมดา,
ตวั คดใจคดอิจฉา แยงยมุ ุสา
ใคร ๆ ยอมรทู ่ังวัง;
(มัทนะพาธา หนา ๘๖-๘๗)
ศุภางคด าวา ปมดอยของอราลี เพราะแมอ ราลีจะมรี า งกายพกิ ารแตน างกไ็ มไ ดส งบ
เสงีย่ มเจียมตวั กลับประพฤตติ นเหิมเกรมิ ถือวา ตนมีเจา นายคอยใหค วามคมุ ครอง ความประพฤติ
ของอราลีเปน สิ่งทนี่ าชงั ศุภางคจ ึงแสดงความเกลยี ดชงั อยางเปดเผยและดา วา อยางไมเ กรงใจ ซึ่ง
คาํ ดา ทอของศุภางคก ท็ าํ ใหผ ูอานผูฟ งรูสึกสมน้าํ หนา อราลเี พราะรสู ึกเกลียดชังตามศุภางคไ ปดว ย
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูหัวทรงถา ยทอดพีภัตสรสหรือรสจากความนา
ชิงชัง โดยใหตวั ละครฝายรา ยแสดงคําพูดและการกระทําทนี่ ารงั เกียจ จนอีกฝายหนงึ่ รสู กึ ระอาหรือ
ถึงขน้ั เกลียดชงั จากนนั้ จงึ ใชถ อ ยคาํ ตาํ หนิหรือดา วาอยางตรงไปตรงมา ซงึ่ ทําใหผรู บั สาร เชน
ผอู า น ผฟู ง สามารถรบั รสแหง ความเกลยี ด นา ชงิ ชงั เหลาน้นั ได
๒๒๑
๒.๑.๕ ศานตรส คือรสแหงความสงบใจอนั เกดิ จากบทประพนั ธท ใ่ี หความสงบเยอื ก
เยน็ แยม ประพัฒนทอง (๒๕๐๒: ๒๔๔) ไดอธิบายเกี่ยวกับศานตรสน้ีวา
สนั ตรสน้ี คอื รสทที่ าํ ใจใหสงบเยือกเย็น ออนโยน ไหวพลิ้ว และบนั เทิงชมุ ฉ่าํ
แตไ มระคนปนเจอื ดว ยรสตา ง ๆ ... ไดแกก ระบวนกลอนท่ีพรรณนาถงึ ธรรมชาติ สิง่ โสภณ
โดยเฉพาะ ไมคลุกเคลา ดวยรสตา ง ๆ มสี ิงคารรส เปน ตน และกระบวนกลอนทเ่ี ปน
สุภาษิตสอนใจ ฟงแลวเกดิ ความคิดออนละมุนข้นึ เกิดความเมตตาและความเอ็นดู มี
ความบนั เทงิ ใจแทรกซึมอยใู นนน้ั ดวย
ศานตรส จึงหมายถงึ รสทเ่ี กิดจากบทประพันธท ี่จรรโลงใหผ ูอานผูฟงเกิดความสงบ
เยือกเย็น ออนโยน เกิดความเมตตาปรานีหรือเอ้ือเฟอเผื่อแผข ้นึ ภายในจติ ใจ ซ่งึ อาจเปนบท
พรรณนาธรรมชาติ สุภาษิตสอนใจ และอื่น ๆ
ในพระราชนิพนธเรอ่ื งมทั นะพาธา ปรากฏศานตรสในตอนทา ยของเร่ือง คือ เม่ือ
ปญหาตา ง ๆ คลคี่ ลายลง ชยั เสนไดเ สด็จออกจากพระราชวงั เพือ่ ไปรบั มทั นา แมจะตองพบความ
โศกเศราท่ีมัทนากลายเปน ดอกกุหลาบ แตบ รรยากาศของเรื่องกไ็ ดกลบั เขา สคู วามสงบอีกครัง้ โดย
ชยั เสนขอรองใหดอกกหุ ลาบยอมกลับไปยังนครหัสตนิ าปุระและสัญญาวา จะดูแลเปนอยา งดี กอนที่
กระบวนทพั จะมุงหนา กลับนคร กาละทรรศนิ ไดก ลา วขอพรจากพระอนิ ทรเ พ่ือประทานแกช ัยเสน
รวมทงั้ ขอใหดอกกุหลาบเปนดอกไมทมี่ ีอยบู นโลกมนุษยตลอดไป เพื่อเปน เคร่ืองหมายแหงความรัก
ระหวางชายหญิง คาํ กลา วของกาละทรรศนิ มลี ักษณะเปนศานตรส ดงั ความวา
กาละทรรศนิ . ฃาขอใหเทพองคอ ะธปิ ะตณิ ไตร- (กุสุมติ ลดา, ๑๘.)
ตรึงษะโปรดให พระพรสทิ ธิ์
แดองคส มเดจ็ ราชะปะระมะบพิตร
เรอื งมหาฤท- ธิเดชา,
มชี ยั ในการยุทธะและบมิปะรา-
ชัยณท่ัวหลา สกลฃาม,
ขอจงทรงสฺวัสดีนิจจะสขุ ะอภิราม
รมยะทกุ ยาม บเสอ่ื มซา.
หนงึ่ อวยพรใหกุพชฺ ะกะสรุ ะผกา
คงดลิ กหลา บสญู พรรณ,
เปนส่งิ ชวนยวนจติ ตะนระสุวะคันธ
ชวยระงับสรร- พะทกุ ขห นัก;
หญงิ ชายยามเริ่มรรู ะสะณฤดริ ัก
๒๒๒
ใชกุหลาบจกั ระเรงิ ใจ,
อันดวงมาลีกุพชฺ ะกะสผิ ิวะให
พึงจะรไู ด วารักแท,
แลยามดมดอกกุพชฺ ะกะนะก็จะแก
เดือดณดวงแด และสุขพลัน.
ขอมาลีศรีกพุ ชฺ ะกะสริ สิ ุคันธ
จงประดษิ ฐพ รรณ นิรันดร!
(มัทนะพาธา หนา ๑๔๑-๑๔๒)
จะเห็นวา บทสนทนาของกาละทรรศนิ ชว ยเปล่ียนบรรยากาศที่ขนุ มัวเศราหมองให
กลายเปน สงบเยือกเยน็ ซึ่งกาละทรรศินไดข อพรใหชัยเสนเปนกษตั ริยทีเ่ รืองอํานาจ ประสบ
ความสขุ สวสั ดี และดอกกหุ ลาบกลายเปน ส่ิงวิเศษท่เี จริญงอกงามขนึ้ บนโลก มนษุ ยไ ดม โี อกาสชนื่
ชมดอกไมส วรรคท น่ี อกจากจะงามเลิศแลว ยงั มีคณุ ประโยชนม ากดวย จึงนับเปน ศานตรสท่ีปรากฏ
อยูอยางเหมาะสมในตอนจบของเรอ่ื ง
๒.๑.๖ หาสยรส คอื รสแหง ความสนุกสนานขบขันอันเปนรสที่สรา งความรนื่ เรงิ บนั เทิง
ใจใหแ กผูอานผฟู ง ชวยใหผูอานผฟู ง ไดม ีจงั หวะผอนคลาย ไดแก บทตลกขบขนั ตาง ๆ ซึง่ เม่ือได
ฟงแลว มีอาการย้มิ แยมหวั รอเฮฮา (แยม ประพฒั นทอง. ๒๕๐๒: ๗๙)
ในพระราชนิพนธเ รอ่ื งมทั นะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา เจา อยูหัวทรงใหตวั
ละคร ๒ ตัว คือ ศนุ กับนาค เปน ผมู ีบทบาทสรา งอารมณข นั ตอนหนึง่ ศนุ กับนาคไดร บั คาํ สั่งใหต าม
หาทม่ี าของกลนิ่ หอมประหลาด ดงั ตัวอยา ง
นาค. มนั อยทู างน้ีแน! แกไมไ ดก ลิน่ หรอื ?
ศนุ . ฮือ!
นาค. จะพดู อะไรก็ไมพูด. มแี ตร องฮือเทา นั้น.
ศุน. ก็จรงิ ๆ นี่, ใหตายส!ิ (ลงน่งั เหยียดตีน และแสดงอาการกิรยิ าเหนื่อย.)
นาค. จรงิ อะไร?
ศุน. อยูดี ๆ ใชใ หตามหากลิ่น, ใครจะไปหาพบ (นอนเหยยี ดลงกับพืน้ .)
นาค. ทาํ ไมจมกู แกไมม หี รือ? (นั่งบนตอไม. )
ศนุ . ก็มีนะ ส!ิ แตเ กิดมายังไมเคยรับใชเ ชนน้เี ลย. ฃา สูดหากล่นิ เสียจนจมกู
เยมิ้ แลว , รูไ หม?
นาค. จมกู เยิม้ ก็ดีอยูแลว; แปลวาแกไมเ จ็บ.
ศุน. เอะ ! อยา งไรกัน?
๒๒๓
นาค. ฃา เคยสงั เกตเห็นอายดา งของฃา . เมอ่ื ไรจมูกมันแหงละกแ็ ปลวามนั ไม
สบาย.
ศุน. อุวะ, แลวกัน! เอาฃา ไปเฃา ประเภทหมาเสียแลว!
นาค. ก็ดนี ่ีนะ; หมามนั จมกู เกง กวา คนเราอกี .
ศุน. (ยกมือขน้ึ ปด) เฮย! อยา เลนนา! จกั๊ กะจ้ี. (ผงกหัวขึน้ มองด)ู
เอะ ! พกิ ลแฮะ, หมายวาแกเลนรงั แกอกี . ท่ีแทแมลงภนู ะเอง. (นอนลงอีก)
นาค. แกวาแมลงภูหรอื ? เอ! ทาทางชอบกล! (ลกุ ขึน้ เดิรมอง.)
ศุน. นนั่ ลกุ ข้ึนเดิรไขวอยทู าํ ไมนะ? ฃา เวียนหวั พลิ ึก.
นาค. ทไ่ี หนมีแมลงภูตองมีของหอม, ฉนัน้ -(เดิรคน ตอ ไป.)
ศุน. (เอกเขนกข้ึน, หันหนาไปทางหลังเวท.ี ) แกน-ี่ (เหน็ ดอกกหุ ลาบ, จง่ึ รอ ง
ขึ้น.) นน่ั แน! ไดต ัวแลว , ใหตกนรกส!ิ
นาค. อะไร?
ศุน. อายของหอมของแก. (ช้ีดอกกุหลาบ.) นนั่ เปนไร.
นาค. (เดิรเฃาไปยังตนกหุ ลาบ.) จริงของแก ; อา ยดอกนี่เอง. เอะ ! เฃาเรียก
ดอกอะไรนะ?
ศนุ . ชบา.
นาค. บดั ซบ! ชบาหอมมหี รือ?
ศนุ . ม.ี หอมเขียว!
นาค. มลิ กั ข!ู หอมเขียวมีหรือ?
ศนุ . ไมม ีก็แลว ไปส.ิ
(มทั นะพาธา หนา ๓๑-๓๒)
ศุนกบั นาคตามหาท่ีมาของกลิน่ และตอ มาก็เปนผคู อยดูแลตนกุหลาบ ทัง้ สองมกั ขัดคอและ
พดู จาทบั ถมกนั เพ่ือใหเกิดความขบขนั สังเกตวา หาสยรสเปน รสที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจา อยหู วั ทรงใหค วามสาํ คญั จะขาดเสียมิได เพราะเปนรสที่ทาํ ใหผอู านผูฟงมคี วามสุขและไดผ อน
คลาย
๒.๑.๗ กรุณารส คือรสแหงความเศราโศก ซึ่ง แยม ประพัฒนทอง (๒๕๐๒: ๑๑๑)
ไดอธบิ ายเก่ียวกับกรุณารสนีว้ า
กรณุ ารส ซึง่ ถา เปนบทกลอน เรยี กกันวา บทโศก ที่ทําใหผ ไู ดยินไดฟ ง เกิด
ความเหย่ี วใจ แหง ใจ คิดสงสารไปตาง ๆ จนถงึ หลง่ั นา้ํ ตาออกมาดว ยความปรานีอันทว ม
ทนลน หัวใจ
บทกลอนที่เก่ียวดว ยรสนี้ มกั ปรากฏในลกั ษณะท่ีตองเสอ่ื มสูญจากสตั วห รือ
๒๒๔
สังขารอันเปน ทร่ี กั ที่ชอบใจ เชน พลัดพรากจากลูก เปนตน หรือไดประสบความทารณุ
โหดรา ยอยา งสุดแสน เชน ถูกฆาอยา งไรความผิด เปนตน
กรุณารสนมี้ ีเคาคลา ย ๆ กบั สิงคารรสเปน บางลักษณะ แตไมเหมือนกันทีเดยี ว
สงิ คารน้นั มคี วามรกั ชนิดกามสันถวะ ความชมเชยดว ยอํานาจความใครเ ขาผสม นิยม
แตใ นเรื่องของชายหญงิ เทานั้น แมจะมีการครํ่าครวญถงึ กนั อยางไร ก็ตกอยูใ นสิงคารรส
ไมนับเขาในกรณุ ารส
ดังนนั้ กรณุ ารส จงึ หมายถงึ รสแหง ความเศรา โศกอันเกิดจากการรบั รูความทุกขโ ศก
ของตัวละครทําใหร สู ึกสงสาร ซง่ึ อาจเปน การพลัดพรากหรือไดร บั ความโหดรา ยตาง ๆ แตจ ะไม
เก่ยี วของกบั บทคร่ําครวญถงึ กันของชายหญงิ
ในพระราชนิพนธเรือ่ งมัทนะพาธา มตี วั ละครที่ไดแสดงความทกุ ขโศกของตนซง่ึ ทาํ ให
เกิดความสงสารขน้ึ ในใจของตัวละครตวั อื่นรวมท้ังผูอานผูฟ ง ดงั ตอไปนี้
กรุณารสทีเ่ กิดจากการไดร ับรคู วามทุกขโศกของมทั นาซึ่งถกู ใสร ายวา เปน ชกู บั ศุภางค
มทั นาไดว อนขอใหสุเทษณโปรดปรากฏกายเพอ่ื รบั ฟงและชว ยขจดั ทุกข โดยนางไดว อนตอ สเุ ทษณ
ดงั ความวา
ตวั อยางที่ ๑ ประชุมนะฃา (รโธทฺธตา, ๑๑.)
มทั นา. ฃาประณมกะระกระพุม มหิทธบิ ูรณ,
ประณตทาํ นูล
ไหวส ุเทษณวระมหา และเมตตะดวย.
เชอญสดับสุวระพจน ธตรัสจะชวย
วอนพระองคะอนกุ ลู พระพรประทาน;
ยามดนสู ิทุขะจดั ฤดจี ะราน,
โดยพระมงุ กรุณะอวย จะสทิ ธผิ ล:
ฃาพระบาทฤทุขะมี และหนุนสกล
เทวะโปรดและอุปะการ ประโลมฤดี.
เมตตะธรรมะนะสิจุน ณวาระน,้ี
ชวยผดงุ นกิ ะระชน ดนูถวาย.
เชอญเสดจ็ อะมะระมา และโชคก็หาย,
รบั เสวยวระพลี บทนละทกุ ข,
โดยดนูทุขะวิโยค บมีสนุก,
อยากจะใครช วิ ะมลาย
อยูก็โศกะจะทวี
๒๒๕
สามิทิ้งฤวะจะสุข ฤมเี จริญ
(ตกั น้าํ มันเนยหยอดทก่ี องไฟ, แลวกลาวตอ ไป.)
อาสเุ ทษณผิกรุณา ก็ฃาสิเชอญ
ลองนะภาพะระและเหริ ระเหจ็ และมา.
โปรดเถอะองคอะมะระรบั สดบั วะทา,
ฃา พระบาทะมะทะนา จะทูลอะมร!
(มัทนะพาธา หนา ๑๒๗-๑๒๘)
คาํ วอนของมทั นาทําใหสเุ ทษณเกดิ ความสงสารและยอมปรากฏกายในท่ีสุด แตก าร
ชว ยเหลือโดยการรับไปเปนบาทบรจิ ารกิ าเปน ส่ิงทมี่ ัทนาไมอ าจทาํ ตามประสงคได นางจึงถูกสาป
เปนดอกกุหลาบตลอดไป
ปริยมั วะทาทกุ ขเพราะพลดั พรากจากมทั นา ซงึ่ ปริยัมวะทามีความจงรกั ภักดแี ละ
ตองการติดตามรับใชม ัทนาตลอดไป แตมัทนาไดจากนางไปกลายเปนดอกกหุ ลาบ นางจงึ โศกเศรา
และครา่ํ ครวญจงึ เปน กรุณารสที่เกดิ จากการรบั รูความทกุ ขโศกของปริยัมวะทา ดังตัวอยา ง
ตัวอยางท่ี ๒ พระมาตวุ ร, (ปยวํ ทา, ๑๒)
ปริยัมวะทา. ทุขะอะโหพระมะทะนา พระแมไ ฉน
พระดวนคระไล,
พระจะมะลายพระชวิ ะจร พลิ าปอะนนั ต;
บมิดํารัสวะจะนะชวน และปองและกนั ,
พระมละทง้ิ ดะนพุ ไิ ร ยะเศรา อรุ า.
พระวรคณุ อดลุ ะครอง ปรยิ มั วะทา
ดนฉุ น้ฤี จะมศิ ลั - ตวุ ายชิวาตม?
ก็ผิวะรณู คติฃาํ ก็ใจจะฃาด;
ฤจะมิตามพระวรมา- มิขัดและขวาง,
พระปยะเทวจิ ระไป บเหินบหาง
ผวิ ะจะตามยุคะละบาท อดีตะกาล.
จะตริ ะตามบะทะดําเนิร หทัยธพาล,
และประติบัต์ิประดจุ ะอยาง ประหารพระแม.
ชะชะพระมัจจุฤกระไร จะเหลยี วจะแล
กด็ นุน้ีสมิ ิประหาร, จะพ่ึงณใคร?
ทขุ ะระทมกะมละเปลีย่ ว ณ สรรคะใด
กบ็ ประสพสุขะณแด,
พระปยะมาตจุ ระดั้น
๒๒๖
ดนจุ ะขอจะรกิ ะไป ณกาละนี้!
(มทั นะพาธา หนา ๑๓๒-๑๓๓)
ปริยมั วะทาสูอุตสา หติดตามมทั นามาอยใู นปาดวยความซือ่ สัตยจ งรักภักดี เพ่ือจะได
เปนเพื่อนและคอยดูแลมัทนา เมื่อมัทนาจากไป ปรยิ มั วะทาก็รสู กึ เหวว า เพราะตองพลัดพรากจาก
บคุ คลที่รกั ซ่ึงเคยเปนทัง้ เพือ่ นและทพี่ ่ึงของตน
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยหู วั ทรงถา ยทอดความทุกขโศกที่มีอยใู นใจของตวั
ละครออกมาเปนคาํ พูดทีค่ รํา่ ครวญยืดยาวกลา วถงึ ความทกุ ขอนั แสนสาหสั ของตน การพรรณนา
ถอยคํามคี วามไพเราะกระทบความรูสกึ ของผูอา นผฟู งทาํ ใหร ับรูถึงความนาเหน็ อกเห็นใจ จงึ เปน
กลวิธที ี่ทําใหเ กดิ กรุณารสขนึ้ ในใจของผูอา นผูฟง
๒.๑.๘ ภยานกรส คือรสที่ทําใหเกิดความกลวั ความสยดสยอง ความหวาดเสยี ว ซง่ึ
อาจเปน บทประพันธท ก่ี ลาวถึงเสียงคาํ รณคํารามอยา งผิดปกติ ศัสตราวุธ ความอา งวาง หรือปา ดง
พงไพร เปนตน ซึง่ ในบางกรณีตองนอ มใจของตนไปตามเรอ่ื งดว ยจงึ จะปรากฏภยานกรสชัดเจน
(แยม ประพัฒนท อง. ๒๕๐๒: ๑๗๕-๑๗๙)
ในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา มบี ทประพันธทใ่ี หรสแบบภยานกรสดังน้ี
ตอนมทั นาถูกสะกดดวยเวทมนตร พอมทั นารูสึกตัวขนึ้ ก็ตกใจหวาดกลัว เพราะได
เขามาอยูยังหนา ท่ีประทับของสเุ ทษณ จึงรอ นรนกลาวคาํ ขอโทษทีไ่ ดล ว งลํา้ เขา มาโดยไมทราบ
สาเหตนุ บั เปนภยานกรส ดังความวา
ตวั อยา งท่ี ๑ มานอ่ี ยางไร (ฉบงง, ๑๖.)
มัทนา. เทวะ, อนั ฃานี้ไซร ในสวนมาลติ
บงั เกดิ รอนใน
บทราบสาํ นกึ สักนิด; แรงไฟในราน
จาํ ไดวา ฃาสถิต หรือวา ไดมี
และลมรําเพยเชยใจ,
แตอยูดี ๆ ทันใด
อรุ ะประหนงึ่ ไฟผลาญ,
รอ นจนสุดที่ทนทาน
กล็ มลงส้นิ สมฤดี.
ฉนั ใดมาไดแ หง น?ี้
ผใู ดไปอมุ ฃามา?
๒๒๗
ขอพระองคจงเมตตา และงดโทษฃา
ผูบกุ รุกถงึ ลานใน.
(มัทนะพาธา หนา ๒๑)
มัทนารสู กึ ตกใจกับการมาปรากฏกายอยูตอหนา สเุ ทษณโ ดยไมรูเนื้อรูตัวและพดู ดว ย
อาการรอนรน เพราะสเุ ทษณเ ปนเทพยิ่งใหญมฤี ทธิ์มาก จึงเกรงวา จะไดร ับโทษท่ีบังอาจลวงลาํ้ เขา
มาถึงที่ประทบั เมื่อผูอ านผูฟ ง นอ มใจใหนกึ ถงึ การอยูตอ หนา เทพเจาผูนา เกรงขามแลว ก็จะเขา ใจ
ถงึ ความกลวั ท่ีเกิดกบั มัทนาไดช ัดเจน
ตอนมายาวนิ กลาวคาํ บชู าพระพิฆเนศวรและพระนารายณ เพ่ือกระทําพิธสี ะกดจติ มัท
นา ซงึ่ คาํ กลา วบชู ากอใหเกิดความรูสกึ นาสะพรึงกลวั ขลังศกั ดิ์สิทธ์ิ เพราะไดพรรณนาลักษณะอนั
นาเกรงขามของเทพเจาทง้ั สองซึ่งทรงไวด วยอาํ นาจอิทธฤิ ทธ์ิและศลิ ปวิทยานับเปนภยานกรส ดัง
ความวา
ตัวอยา งท่ี ๒
มายาวิน. โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศวิ ะบุตร (สัททฺ ลุ ฺลวกิ ฺกิฬติ , ๑๙.)
ฆา พฆิ นฺ ะส้นิ สุด ประลัย;
อางามกายะพระพรายประหน่ึงระวอิ ุทัย,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
เปนเจาสบิ ปะประสทิ ธิว์ วิ ิธะวรรณ
วทิ ฺยาวิเศษสรร- พะสอน;
ยามฃากอบกรณยี พิธีมะยะบวร,
จงโปรดประทานพร ประสาท,
โอมนารายะณะเทพเถลงิ อุระคะอาสน,
ขี่ขุนสบุ รรณร าช จรัล;
ถอื ศังขจ กั ระคะทาธรณผิ นั
ปราบยักษะกมุ ภณั ฑ มะลาย;
เชีย่ วชาญโยคะวิธีพระพรี ะอภิปราย
ดลกิจจะท้งั หลาย สมทิ ธิ์.
ยามฃา กอบกรณยี พิธมี ะยะวิจิตร
จงสมมะโนสิท- ธเิ ทอญ.
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
๒๒๘
คาํ กลา วบชู าใหความรูส ึกนา เกรงขามในความสูงสง และความมีอํานาจซึง่ อาจดล
บันดาลทุกสง่ิ ใหเกิดขน้ึ บทประพนั ธแสดงใหเ ห็นความสําคญั ของเทพเจาผเู ปนทพี่ ่งึ ในการนาํ
ความสําเร็จมาให จึงกลาวคาํ เทิดทูนบูชาอยางสงู สงและเยินยอถึงฤทธอ์ิ ํานาจซ่ึงนําพาใหเ กิด
ภยานกรสข้นึ
๒.๑.๙ อัพภตู รส คือรสแหง ความอศั จรรยใจ ซ่งึ แยม ประพฒั นทอง (๒๕๐๒: ๒๑๔)
ไดอ ธิบายความหมายของอัพภูตรสไวว า
อัพภูตรส คือ รสอัศจรรย แปลกประหลาด ทาํ ใหผสู ดับพิศวงงงงวย ฉงน ดู ๆ
กไ็ มน า จะเปนไปได แตก็เปน ไปได ไดแก บทกลอนที่กลาวถงึ ความมหัศจรรยตา ง ๆ อนั
เปน ไปโดยอํานาจฤทธาศักดานุภาพ เชน กลาวถึงการจาํ แลงแปลงกาย กลา วพรรณนา
ถึงเรือนทพิ ย วมิ านทพิ ย อนั ลวงพน ไปจากโลก
อัพภูตรส จงึ หมายถึงรสแหง ความอัศจรรยใ จซึง่ เปนรสทสี่ รา งความรูสึกอศั จรรยหรอื
ตื่นตะลึงใหแ กผ ูอา นผฟู ง ในพระราชนพิ นธเร่ืองมัทนะพาธามีบทประพนั ธท ่ีกลาวไดว าเปน
อัพภตู รสดังนี้
ตอนสุเทษณแสดงอิทธิฤทธิ์ สเุ ทษณไดลงโทษมทั นาที่บงั อาจขัดความประสงคโ ดย
สาปเปน ดอกกุหลาบ เหตกุ ารณตอนสเุ ทษณแสดงฤทธิ์เดชของตนน้ันนบั เปน อัพภูตรส
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชนิพนธไวดงั น้ี
สเุ ทษณ. ตัวอยางท่ี ๑ อนั ประมวญมี (ฉบงง, ๑๖.)
ดวยอาํ นาจอทิ ธ์ิฤทธี ใหจ ตุ ผิ า น
เปนมาลเี ลิด
ณ ตัวกผู แู รงหาญ, รสู ึกอุระ
กูสาปมทั นานงคราญ ใหนางน้เี ปน
แตหากนางมี
ไปจากสุราลยั เลดิ ,
สูแดนมนุษและเกดิ
อนั เรียกวากพุ ชฺ ะกะ,
ใหเ ปนเชน นนั้ กวาจะ
ระอเุ พราะรกั รึงเข็ญ.
ทกุ เดือนเมอื่ ถงึ วนั เพ็ญ
มนุษอยกู าํ หนดมี
เพียงหนง่ึ ทิวาราตร;ี
๒๒๙
ความรักบรุ ุษเมื่อใด, คงรปู อยูไซร
เมอ่ื นั้นแหละใหท รามวยั บมสี ฃุ า-
จนเหลือที่จัก
บคนื กลบั เปนบบุ ผา. กลาววอนเราไซร
หากรกั ชายแลวมัทนา
ภิรมยเพราะเริดรางรัก,
และนางเปนทุกขยิ่งหนัก
อดทนอยอู ีกตอไป,
เม่ือนน้ั ผวิ า อรไทย
เราจง่ึ จะงดโทษทณั ฑ.
นางมทะนา จุตอิ ยานาน จงมะละฐาน, (จติ ระปทา, ๘.)
สรุ ะแมนสวรรค
ไปเถอะกาํ เนดิ ณ หมิ าวัน ดังดนุลั่น
วจิสาปไว!
(พณิ พาทยทาํ เพลงคกุ พาทย. สุเทษณแ ผลงฤทธ, ฟา แลบแวบวาบตลอดเพลง. พอถึงรวั
ทา ย มัทนารอ งกร๊ีดและลมลงกบั พน้ื .)
(ปดมาน.)
(มทั นะพาธา หนา ๒๙-๓๐)
จะเหน็ วา สเุ ทษณม อี าํ นาจอทิ ธิฤทธิม์ าก สามารถดลบันดาลชวี ติ ของผูอน่ื ใหเปนไป
ตามคาํ สาปของตน จึงสรา งความนาอศั จรรยใ หเกิดข้ึน เพราะนางเอกกลายเปนดอกไมชนิดหนง่ึ ที่
มีความงามเลิศแตก ็จะมชี วี ติ ท่ีผันผวนแปลกประหลาดตอไป สว นคําอธิบายในเครื่องหมายนขลิขิต
ชวยใหผ ูอานสรางจนิ ตนาการถึงความนา อศั จรรยใ จไดงา ยขึ้น
อพั ภูตรสทเ่ี กิดจากบทพรรณนาคุณลกั ษณะของดอกกุหลาบ ตามทองเร่ืองดอก
กุหลาบเปนดอกไมทงี่ ามประหลาดและมเี ฉพาะในสรวงสวรรค ไมเ คยปรากฏอยแู หงใดบนโลก
มนุษย แตเ พราะคาํ สาปของสเุ ทษณ มนุษยถงึ ไดมีโอกาสช่ืนชมดอกไมช นิดน้ี พระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั ทรงพรรณนาความนา อัศจรรยใ จของดอกกุหลาบท่ีประกอบดว ยความงาม
อยางประหลาดลาํ้ กล่ินอันหอมยวน และคุณประโยชนนานาดังน้ี
ตวั อยางท่ี ๒
(โสมะทัตไปพิจารณาดกู ุหลาบดว ยความพิศวงอยูค รูใหญ ๆ, แลวจึง่ กลาวคาํ ชม.)
โสมะทัต. อนั บษุ ฺปะประหลาด บมเิ หน็ ณแหง ใด (อุปฏฐติ า, ๑๑.)
งามสรรพะวไิ ล- ยะวิเศษะมาล;ี
๒๓๐
สีแดงกม็ ิจา ดจุ ะดอกชบาสี,
งามดังดรณุ ี ยละเพลนิ เจรญิ ตา.
กลน่ิ หอมกร็ ะรวย รสะลมรําเพยพา
ถงึ ไหนฤก็นา จะระรนื่ พิรมหวล.
แมแตง ศริ ะเกลา วนิดาลอองนวล
เหน็ แนจะประมวญ วรลกั ษะณานาง;
ลอยภาชะนะน้ํา กจ็ ะทําอทุ กพลาง
หอมรื่นระสะอยา ง สรุ ะเทวะโอสถ.
จดั ภาชะนะตง้ั พะลเิ ทวะทรงยศ,
กลน่ิ หอมบละลด จะประลุณแดนสรวง,
อันบษุ ฺปะประเสริฐ ณสกลพภิ พปวง
งามเลิดและเหมาะดวง ฤดเิ ทาบพึงหา.
(มทั นะพาธา หนา ๓๔-๓๕)
โสมะทตั ชมดอกกุหลาบดว ยความรูสึกพศิ วงเพราะไมเ คยเห็นดอกไมช นดิ น้มี ากอน
สวนผูอา นซ่งึ รจู กั ดอกกุหลาบ เมื่อมาอานพระราชนพิ นธบ ทนกี้ ็ยอมเกิดความรูสึกอัศจรรยใ จ
เน่อื งจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลาเจา อยูหัวทรงพรรณนาคุณลกั ษณะของดอกกหุ ลาบไวอ ยาง
วิเศษ การพรรณนามคี วามประณีตจึงไพเราะสละสลวย สามารถแสดงคณุ คาของดอกกุหลาบให
ประจกั ษอ ยางแจมแจง
สรุปไดว า พระราชนพิ นธเ รื่องมทั นะพาธา ในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั
เปนวรรณคดที ่ีประกอบดวยรสวรรณคดีตามหลักทฤษฎีของสันสกฤตครบทงั้ ๙ รส อันเปน เหตผุ ล
หน่งึ ท่ีทําใหเ กิดสุนทรียภาพขึน้ ในเน้อื ความของพระราชนพิ นธ รสวรรณคดีทัง้ ๙ รสคืออารมณอนั
หลากหลายของมนุษยในยามท่ีตกอยูในภาวะตา ง ๆ ซง่ึ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู วั
ทรงถายทอดอารมณส ะเทือนใจเหลา นนั้ มาสผู อู า นผูฟงไดอยา งมีคุณคา ยิ่ง
๒.๒ โวหาร หมายถงึ การใชถ อยคําในการพูดหรือเขียนอยา งมชี ้ันเชิง ตรงกบั
ภาษาอังกฤษวา Figures of speech ซง่ึ เปนศิลปะการใชภาษาอยางหน่ึงท่ผี พู ดู หรอื ผเู ขียนพูดหรือ
เขียนอยางหนง่ึ แตหมายความเปนอยางอืน่ บา ง ใหม คี วามหมายกํากวม หนกั เบา คลุมเครือ หรอื
เขมขนตา งไปบา ง หรือเพื่อถา ยทอดอารมณ ความรสู ึก ความคิด ความฝน หรือความรใู หล ึกซงึ้
กวางขวางมากข้ึนหรือนอยลงตามภมู ิปญญาของผูอา นหรือผฟู ง โวหารจึงทาํ ใหเกดิ มโนทศั นหรือ
จนิ ตภาพไดชัดเจนหรือกวางขวางกวา ภาษาตรงไปตรงมา ทัง้ นโ้ี วหารไดแสดงถึงความกวางขวาง
และลึกซง้ึ ของภูมิปญ ญาและจินตนาการของผูใชภ าษาดวย (วิภา กงกะนันท. ๒๕๒๒: ๒๒-๒๖)
๒๓๑
ในพระราชนพิ นธเร่อื งมัทนะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจาอยหู ัวทรงแสดงพระ
ปรีชาสามารถในการใชโวหารซึ่งทําใหเกดิ สนุ ทรียภาพในความข้นึ โดยพระองคทรงเลือกใชโวหาร
ดังตอไปน้ี
๒.๒.๑ อุปลกั ษณ (Metaphor) หมายถงึ การเปรียบสงิ่ หนึง่ โดยใชค าํ วา เปน เทา
คอื เปรียบของสองสง่ิ วา เทากัน แทนกนั และกันไดโดยไมจําเปน ตอ งเกย่ี วของกัน (ดวงใจ ไทยอุบญุ .
๒๕๔๙: ๗๖)
ในพระราชนิพนธเรื่องมทั นะพาธา พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา เจา อยูหวั ทรงใช
โวหารอุปลักษณเปรียบสงิ่ ตา ง ๆ ซึ่งทาํ ใหบทประพนั ธม ีความหมายแจม ชัดและสละสลวย การใช
โวหารอุปลกั ษณในพระราชนพิ นธเ รื่องมัทนะพาธามีดังตอไปนี้
การเปรียบ ผูมคี วามรูความสามารถ เปน แกว ดงั ตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๑
จติ ระรถ. ผูนีม้ ีความรูช ิน เชิงชาญโยคนิ (ฉบงง, ๑๖.)
สเุ ทษณ. และเชี่ยวอาถรรพวิทยา,
จติ ระรถ.
สเุ ทษณ. รูจักใชโยคะนิทรา ไปผูกหทยา
จิตระรถ.
แหงผูทอ่ี ยูแมไกล,
อาจรา ยมนตรเ รียกมาได.
อะ ! จรงิ หรือไฉน?
ฃา บาทไดเห็นเองแลว
ถาจรงิ เฃากเ็ ปนแกว !
ฃาบาททราบแลว
จงึ กลา นําตวั เฃามา
(มัทนะพาธา หนา ๑๑)
จากบทประพนั ธ มกี ารเปรียบ มายาวนิ เปน แกว และแกว หมายถงึ ส่งิ มีคาหรืออาจ
หมายถึง แกว สารพัดนกึ ซึง่ ในเรื่อง มายาวนิ เปนผูมคี วามรูดา นอาถรรพวิทยา สามารถใช
เวทมนตรสะกดมัทนาใหม าพบสเุ ทษณ แมสเุ ทษณจ ะมีฤทธิม์ ากแตก ็ไมสามารถทําอยา งมายาวินได
จึงเปรยี บ มายาวนิ เปน แกว เพราะเปนผูม คี วามรคู วามสามารถซ่งึ หาไดยาก นอกจากนย้ี ังมี
ความสําคัญตอสเุ ทษณมากดวย
การเปรียบ สามี เปน เครื่องประดับของภรรยา ดงั ตัวอยาง
ตัวอยา งท่ี ๒
๒๓๒
มัทนา. ใดจะพงึ กะมละกวา พระสามิท่ี (รโธทฺธตา, ๑๑.)
เปนวราภะระณะศรี ณเกศถกล.
(มัทนะพาธา หนา ๑๓๐)
คาํ วา วราภะระนะ แปลวา เคร่ืองประดับงามประเสรฐิ ศรี แปลวา สริ ิมงคล, ความ
งาม, ความเจริญรงุ เรอื ง ในบทประพันธมกี ารเปรียบ สามี เปน เคร่ืองประดับผมของภรรยา ซึ่งทํา
ใหเ กิดความงามแกเ รือนผม หมายถงึ สามีทด่ี ีจะชว ยเชิดหนา ชูตาของภรรยาใหสงางาม
การเปรยี บเพื่อยกยองสามีปรากฏในบทประพนั ธอกี ตอนหนึง่ ดงั น้ี
ตัวอยางท่ี ๓
มทั นา. สามีสิเปนระตะนะเลดิ และจฑุ ามณขี อง
นารีและอาภะระณะผอง บมยิ ่งิ สุภรรดา.
(มัทนะพาธา หนา ๙๑)
จากบทประพนั ธ มกี ารเปรียบ สามี เปน ระตะนะ หรือ รัตนา แปลวา แกว มคี า คาํ วา
จุฑามณี แปลวา ปนปก ผมทําดวยแกวมีคา การเปรียบ สามี เปน ระตะนะ และ จุฑามณี ของ
ภรรยา จึงมีความหมายวา สามีที่ดีจะทําใหเ กยี รติยศศกั ดศิ์ รีของภรรยาปรากฏอยางงดงาม
นอกจากนม้ี ีการเปรียบเพื่อยกยองภรรยาดวยดังน้ี
ตัวอยา งท่ี ๔
ชยั เสน. อันชายจะมสี ุนิธิใด ก็บเปรียบกะภรรยา,
เปนศรีและศักดิระตะนา ทิประดับประดาเรอื น.
(มทั นะพาธา หนา ๙๑)
บทประพนั ธม ีการเปรียบวา ภรรยา เปน แกวประดบั เรือน ซงึ่ แกว แปลวา สิ่งมีคา
การเปรียบวาภรรยาเปน แกวประดบั เรือนจงึ หมายถึง สมบตั ลิ ้าํ คาใด ๆ ท่ีอยใู นเรอื นของชายไมอาจ
เทยี บไดก ับภรรยา เพราะภรรยาท่ีดีจะชวยเชิดชูเกียรติยศศักดิ์ศรีของสามี และนาํ ความสุขความ
เจริญมาสเู รอื นของสามี
นอกจากน้กี ารเปรยี บเพื่อยกยองภรรยาของกษตั รยิ ไ ดเ ปรยี บไวอ ยา งสงู สง ดังน้ี
๒๓๓
ตัวอยางท่ี ๕
ชัยเสน. อานองสเิ ปนสุปริยะหญิง ยวุ ะม่ิงและขวญั เมือง, (วสันตดลิ ก, ๑๔.)
มทั นา.
อันพีก่ ็มียะศะประเทอื ง เพราะวะควู ะธูขวัญ.
ชยั เสน.
อาองคพ ระปน ดิลกะรฐั ธดาํ รัสละยอครัน !
ฃานอยฤเรียกสวุ ะธุขวัญ วระราชะธาน?ี
แทจริงนะหญิงก็สิรวิ ฑั - ฒะนะไดเพราะสาม,ี
หญงิ โสดจะเรืองยะศะและศรี ละก็แสนจะยากเยน็ .
หากพรอ มสคุ ุณก็ศภุ ะลัก- ษะณะนารยิ อ มเปน
ขวัญเมอื งประดจุ ระตะนะเหน็ บมิตอ งประกอบทอง!
(มทั นะพาธา หนา ๙๑)
บทสนทนาของชยั เสนมกี ารเปรยี บชายาของตนวา เปน มิ่ง และ ขวัญของเมอื ง
คําวา ม่งิ หมายถึง สิ่งท่ีเปน สิริมงคล สว น คําวา ขวญั หมายถงึ มง่ิ มงคล, สิร,ิ ความด,ี ส่ิงท่ไี มมี
ตัวตน เชื่อกันวามีอยูประจําชีวติ ของคนต้งั แตเ กิดมา ถาขวญั อยกู บั ตัวก็เปนสิริมงคล เปนสุขสบาย
จิตใจมน่ั คง ... คําวา ขวัญเมือง หมายถึง ยอดกาํ ลังใจของเมอื ง
การเปรียบภรรยาของกษัตริยวา เปน มิ่ง และ ขวญั ของเมอื ง จึงเปนการกลา วยกยอง
หมายถงึ ภรรยาผูมีคุณลักษณะดพี รอมยอมนาํ สิรมิ งคลมาสูก ษัตริยผ เู ปน สามี ทําใหเ กิดความสุข
ความเจรญิ และเปนกําลงั ใจแกบานเมอื ง
โวหารอุปลกั ษณท ่ีปรากฏในพระราชนิพนธเรื่องมัทนะพาธาเปนการเปรียบเพอ่ื ยกยอง
บุคคล ไดแก ผูมคี วามรคู วามสามารถ สามีและภรรยาที่มคี ณุ ลกั ษณะดีพรอม ซึง่ การเปรียบ
ดังกลาวทําใหบ ทประพันธเ กิดความงดงาม เพราะสื่อความหมายไดกวา งขวางลึกซง้ึ และคําท่ี
นาํ มาเปรียบลว นมีเสียงอันไพเราะ จึงนบั วา การใชโ วหารอุปลกั ษณดงั ทปี่ รากฏในพระราชนิพนธ
เปนสว นหน่ึงทท่ี าํ ใหเกิดสุนทรียภาพขน้ึ ในความของบทประพนั ธ
๒.๒.๒ อุปมา (Simile) หมายถงึ การนําของสองสง่ิ มาเปรียบกนั โดยเปรยี บวา ส่งิ
หนึ่งเหมือนกบั อีกส่งิ หนงึ่ และมคี ําแสดงการเปรียบที่มีความหมายวา “เหมอื น” ไดแก คําวา
เหมือน ราวกับ ประหนึ่ง ประดุจ กล คลา ย เฉก เพยี ง ปาน เปน ตน
ในพระราชนพิ นธเร่ืองมทั นะพาธาปรากฏโวหารอุปมาซ่งึ จําแนกตามจุดประสงคข อง
การเปรียบไดดงั นี้
๒.๒.๒.๑ การเปรยี บเพื่อแสดงรูปรา งลักษณะของเทพเจา สตรี พชื และสัตว
รวมถงึ กริ ิยาอาการบางอยาง ซงึ่ ทาํ ใหส ามารถจนิ ตนาการถงึ ลักษณะภายนอกและกิรยิ าของบุคคล
หรอื สิง่ ท่ถี กู กลา วถึงไดง า ยขน้ึ มีดงั ตอไปนี้
๒๓๔
ก. เทพเจา ในพระราชนิพนธม ีการเปรียบเพอื่ แสดงใหเ หน็ ลกั ษณะของเทพ
เจา ตอนมายาวนิ กลา วคาํ บชู าพระพฆิ เนศวร ดังตัวอยาง
ตัวอยางที่ ๑
มายาวิน. โอมบงั คมพระคเณศะเทวะศวิ ะบตุ ร (สัททฺ ลุ ลฺ วกิ กฺ ิฬติ , ๑๙.)
ฆา พฆิ ฺนะสิ้นสุด ประลยั ;
อา งามกายะพระพรายประหนง่ึ ระวอิ ทุ ยั ,
กอ งโกญจะนาทให สะหรรษ;
(มทั นะพาธา หนา ๑๗)
คาํ บูชากลาวชมพระพฆิ เนศวรวา มีกายงามสวางพรางพราย เหมอื นแสงของ
พระอาทติ ยยามเชา แสดงใหเห็นวา กายของพระพิฆเนศวรมีรัศมีเรืองรองดงู ามยิ่ง
ข. สตรี ในพระราชนพิ นธม กี ารเปรียบเพื่อใหเ ห็นรูปรางลกั ษณะและกิริยา
อันงดงามของสตรีดงั ตอไปนี้
การพรรณนาความงามของมทั นามีการเปรยี บสวนของรางกายกบั สิ่งตา ง
ๆ โดยสิ่งทน่ี าํ มาเปรียบชวยเชื่อมโยงใหเกิดจนิ ตนาการถงึ ผวิ พรรณ แกม ผม ตา เอว แขน รวมท้งั
ทวงทา และเสยี ง ดงั ตวั อยา ง
สเุ ทษณ. ตัวอยางที่ ๑ กลทาบศุภาสุพรรณ, (อินทวงส, ๑๒.)
งามผวิ ประไพผอ ง พระอรณุ แอรมละลาน,
งามแกม แฉลมฉนั กลนาํ้ ณทองละหาน,
งามเกศะดําฃํา สุมณมี ะโนหะรา;
งามเนตรพินศิ ปาน …………………
………………….. สุระศิลปชาญฉลาด
งามเอวอนงคราว วรรปู พิไลยพะวง;
เกลากลึงประหน่ึงวาด สุระคชสเุ รนทะทรง,
งามกรประหน่งึ งวง ดจุ ะรําระบาํ ระเบง;
นวยนาฏวลิ าศวง อรเพียงพริ มประเลง,
ซํ้าไพเราะนํา้ เสียง บมิวา งมิวายถวลิ .
ไดฟง ก็วังเวง (มัทนะพาธา หนา ๖-๗)
๒๓๕
บทประพันธขา งตนเปน บทสนทนาของสุเทษณ มีการเปรยี บใหเ หน็
ความงามของสว นตา ง ๆ ทปี่ ระกอบกนั ข้ึนเปน มัทนา รวมทั้งกลาวถงึ อิริยาบถและเสียงของนาง
ดวย ซ่ึงไดน าํ สงิ่ ตา ง ๆ มาเปรียบเพอื่ ชว ยส่ือความหมายดังตอไปน้ี
ผิวพรรณ เหมือนทาดว ยทองคํา แสดงถึงผิวพรรณท่ีเหลืองเปลง ปลัง่
แกม เหมอื นแสงสวา งยามเชา แสดงถึงความผองใสอ่ิมเอบิ แดงระเร่ือ
ผม เหมือนทองนา้ํ แสดงถงึ ความดาํ ขลบั เปน เงา
ตา เหมอื นแกวมณี แสดงถึงความกลมโตแวววาว
เอว มคี วามเปรียบซอนกันสองช้ัน คือ เหมือนเทพศิลปน เปน ผเู กลากลงึ และ
เกลากลึงไดเหมือนวาด แสดงถึงเอวคอดกลมกลึง
แขน เหมือนงวงชา งทรงของเทวดา แสดงถงึ ความเรียวงามออ นหยัด และยาม
เยื้องกรายทอนแขน เหมือนกําลังรายรํา แสดงถึงอิริยาบถอนั งดงาม
เสียง เหมือนเพลงบรรเลง แสดงถึงความไพเราะ
นอกจากนก้ี ารเปรียบเพ่ือใหเหน็ รูปรา งลกั ษณะอนั งดงามของมัทนา
ปรากฏในบทประพันธซ่ึงเปนบทสนทนาของศภุ างคดวย ดงั ตัวอยา ง
ตวั อยางท่ี ๒
ศุภางค. ดว ยนางนี้มีสนุ - ทะระลักษะณายงิ่ (สาลินี, ๑๑.)
ยวดกวา บรรดาหญงิ ณมะนุสสะโลกแท.
ผิวนางนัน้ ผดุ ผอง กละนวลสะกาวแข,
เกศาดาํ แมนแท กละฟา ณ ราตรี;
สองเนตรเหมอื นดารา- กะระในนะภาศรี,
แสงแกม เปรียบรัศมี พระอรุณแอรม ฉาย.
เอออันวาชายใด ผวิ ะไดประสพสาย
ใจคงไมม คี ลาย รสะรกั ณ ดวงแด!
(มทั นะพาธา หนา ๔๗)
บทประพันธขางตน มีการเปรียบใหเ หน็ ลักษณะอันงามทีละสวน ดังนี้
ผวิ พรรณ เหมือนแสงพระจนั ทรน วล แสดงถึงความผดุ ผอง
ผม เหมือนทองฟา ยามกลางคืน แสดงถึงความดําสนทิ
ตา เหมือนดวงดาว แสดงถึงความเปน ประกาย
แกม เหมือนแสงอาทิตยยามเชา แสดงถงึ ความผอ งใสระเรอ่ื
๒๓๖
การพรรณนาเปรียบสว นตา ง ๆ ของรา งกายทลี ะสว นในบทประพันธท ้งั
สองบท สิง่ ทีน่ ํามาเปรียบมคี วามไพเราะและชว ยส่ือความหมายอยางลกึ ซ้งึ เพื่อใหเ หน็ วา มัทนาเปน
สตรีที่ประกอบดว ยคณุ ลกั ษณะตาง ๆ ท้งั ยังมีทวงทา อนั ออ นชอ ยและมีเสียงอนั ชวนฟง ทําให
มัทนาเปนสตรที ่งี ามอยางสมบูรณแบบ
สว นการชมความงามของมทั นาที่ปรากฏในบทสนทนาของชัยเสนไมได
เปรียบทีละสวนดังขา งตน แตใ ชวิธเี ปรียบโดยรวมวา มัทนางามเหมอื นหญิงท่พี บในความฝน
แสดงวา มทั นางามกวาหญงิ ใดจนไมน าเชอื่ วาจะมหี ญิงงามเชน นี้อยูจ ริง หลังจากน้ันจึงเปรียบเพื่อ
ชมเสียงวา การไดฟ งเสียงของมทั นาเหมือนไดด่มื น้าํ อนั ชน่ื ใจ แสดงวามัทนามเี สียงอันไพเราะ
และเปรยี บเพื่อชมอิริยาบถวา ยามเดินก็งามเหมือนรา ยรํา ยามกรายแขนก็เหมือนระบํา ยามนัง่
ทอ นแขนนั้นออนชอยเหมือนคนั ธนู แสดงถงึ ไมวามทั นาจะมอี ิริยาบถอยางไรก็ชา งชวนมองท้งั ส้ิน
ดังตัวอยา ง
ตัวอยา งท่ี ๓
ชัยเสน. งามเกินมนุษจรงิ กละหญิงนิมิตรฝน, (อินทะวเิ ชยี ร, ๑๑.)
จนแรกประสพนั้น ดนจุ วนจะปลกุ ตวั ,
นึกวาสินิธนทิ ร นยนาก็แนวนวั ,
แตน ึกก็ออกกลัว จะผวาและไมเ หน็ .
ครน้ั เม่ือสดบั ศพั - ทะสาํ เนียงก็เยอื กเย็น
ราวดมื่ อทุ กเพญ็ รสะรื่นระรวยใจ;
เสียงเจา สิเพรากวา ดุริยางคะดีดใน
ฟากฟาสุราลัย สุรศัพทะเริงรมย.
ยามเดิรบเขนิ ขัด กละนัจจะนาชม;
กรายกรก็เรารม- ยะประหนง่ึ ระบาํ สรวย;
ยามนัง่ ก็น่ังเรียบ และระเบียบบเขินขวย,
แขนออนฤเปรียบดว ย ธนกุ งกระชบั ไว.
(มทั นะพาธา หนา ๕๕)
การเปรียบเทียบความงามของมัทนาปรากฏในบทสนทนาของสุเทษณอกี
วา งามเหมอื นสายฟา ที่สรา งความสวา งแกทองฟา ซ่งึ นา จะหมายถงึ ความงามอยางมสี งาราศี ดงั
ตวั อยา ง
๒๓๗
สุเทษณ. ตัวอยา งที่ ๔ เฉิดชวงดังสาย (ฉบงง, ๑๖.)
อามทั นาโฉมฉาย มาแลวจะรอน
(มัทนะพาธา หนา ๒๐)
วิชชุประโชตอิ ัมพร,
ไหน ๆ กเ็ จา สายสมร
จะรนและรีบไปไหน?
สวนอกี ตอนหน่ึงสุเทษณเปรียบวา มทั นามีรูปงามเหมือนเทวดาเปนผูทํา
ใหป รากฏขนึ้ แสดงถึงความงามเลิศอีกเชนเดียวกนั ดังความวา
สุเทษณ. ตัวอยางท่ี ๕ สุระแสรง ประจติ ประจกั ษ, (อินทวงส, ๑๒)
รปู เจาวิไลยราว เพราะพะธูพถิ พี ถิ นั ;
อรเพราพิสุทธิสรรพ
มคิ วรจะรา งรกั ธนะจิตตะจองฤดี.
ธาดาธสรางองค
ไวเ พ่อื จะผกู พัน- (มทั นะพาธา หนา ๒๒)
นางฟา ในพระราชนพิ นธต อนจิตระรถวาดรูป กลาวถึงวาจติ ระรถได
ทองเท่ียวไปเพื่อเสาะหาหญงิ งามและวาดรปู ของนางนาํ กลับมาถวายสเุ ทษณใ หไดชม ซงึ่ บางคน
เปน นางฟา เมื่อจิตระรถถวายรูปและพรรณนาความงามของนางกม็ ีการเปรยี บตาง ๆ แมจ ะไมม าก
เทา มทั นาเพราะเปน นางเอก แตก็ถือวาเปน การเปรียบท่ที ําใหเกดิ ความไพเราะข้นึ ในบทประพนั ธ
ดังตวั อยาง
จิตระรถ. ตัวอยางท่ี ๖ วะธดิ าสงา ตร,ู (อุปชาติ, ๑๑.)
ประถมก็รูปเท- วะสุมาลิโสภน.
มีนามะเรยี กย-ู กลดอกกะมลสน-
งามเนตรแ ละเกศแกม
กิริยาสงาศรี
ธสิ งิ่ ประเสรฐิ ปน (มทั นะพาธา หนา ๘)
จากบทประพนั ธขา งตน มกี ารเปรียบนางฟาองคแ รกซึง่ นาจะมนี ามวา
ยุวสมุ าลี โดยเปรียบวา นางมคี วามงามทด่ี วงตา เสน ผม และแกม เหมอื นดอกบัวซงึ่ รวมไวดว ยส่งิ
ประเสรฐิ ตลอดจนมกี ิริยาสงา งาม แสดงวานางฟาองคนี้เปนผูมีความงามมากผูหน่งึ
๒๓๘
สว นนางฟา องคท่ีสองท่ีอยใู นภาพวาด จติ ระรถก็เปรียบไวด ังนี้
จิตระรถ. ตวั อยางท่ี ๗ สิรริ า งสอางซง่ึ (อุปชาต,ิ ๑๑.)
ทุตียะรูปนาง จะประเทยี บบแพใคร.
แสนงามและหากถงึ กละภาพพเิ ศษไซร,
นางช่ือวิเลฃา ยละรา นระตีพูน.
(มัทนะพาธา หนา ๘)
วิโรจนว ไิ ลยใคร
นางฟา องคน ้ีมนี ามชัดเจนวา วิเลฃา จติ ระรถเปรียบวา นางงามเหมอื น
ภาพวาดอันพิเศษ แมนใครไดยลโฉมนางก็ตอ งเกิดความรัก แสดงถึงความงามทีไ่ มย ่งิ หยอนกวา
ใคร
การเปรียบเพ่ือใหเ หน็ ความงามของหญิงสาว นอกจากจะเปรยี บทีละ
สวนอยา งมทั นา หรอื เปรียบสั้น ๆ พอใหเ ห็นวาแตละนางงามไมย่งิ หยอนกวา กันแลว ยงั มีการ
เปรียบทม่ี ีความซบั ซอนมากขน้ึ ดังตวั อยาง
จติ ระรถ. ตวั อยา งท่ี ๗ วิมาลาสนุ าร,ี (อปุ ชาต,ิ ๑๑.)
สเุ ทษณ. ปรากฏพระนามนาง จะตนิ ั้นบพ ึงหา,
วิสุทธว์ิ ศิ ษิ ฏท ี่ สุระเทวะกญั ญา.
พระโฉมบแพโฉม ดจุ ะกากะเปรยี บหงส
แพยอดฤดฃี า
(มทั นะพาธา หนา ๙)
จากบทประพนั ธ จิตระรถไดพ รรณนาภาพธิดากษัตริยนามวา วมิ าลา
โดยกลา ววา นางมคี วามงามไมแ พน างฟาองคใ ด แตสุเทษณก็กลา วเปรียบเทียบวิมาลากบั มัทนาวา
วิมาลางามนอ ยกวา มัทนามาก หากเทียบกันแลวก็เหมือนนาํ “กา” มาเปรียบกับ “หงส” แสดงวา
นอกจากจะงามนอยกวา แลว วิมาลายงั ดตู า่ํ ตอ ยกวามัทนามาก
การเปรียบลกั ษณะนี้ปรากฏอีกครงั้ หนึ่งตอนชัยเสนกลาวถึงสนมในวงั
วา ไมมีสนมคนใดจะงามเสมอมัทนา บรรดาสนมเปรียบเหมือนกา สว นมัทนาเปรียบเหมอื นหงส
ซ่ึงนอกจากจะแสดงถงึ ความสงางามท่แี ตกตา งกนั โดยสิ้นเชิงแลว ยังแสดงถงึ ความตํ่าศักด์ขิ องนาง
สนมทัง้ หลาย และแสดงถึงความสงู สงของมทั นาดว ย ดังความวา
๒๓๙
ชยั เสน. ตัวอยา งท่ี ๘ บมใี ครจะงามพกั ตร( ภชุ งคปั ปะยาตร, ๑๒.)
เพราะนารี ณ วงั ใน เสมอเจาบพึงม.ี
ฤงามรปู วิไลยลกั ษณ ประหนึง่ กาและถอยที,
คณานางสนมเปรียบ ประหน่ึงหงสส ุพรรณพ รรณ:
วธูยอดฤดพี ี่ (มัทนะพาธา หนา ๖๐)
การเปรียบเพื่อใหเ หน็ ความงามของสตรที ่ีปรากฏในพระราชนิพนธเ ร่ือง
มัทนะพาธา มกี ารเปรียบเพื่อแสดงภาพสรรี ะอนั งดงาม นาํ้ เสียงอนั ไพเราะจับใจ ตลอดจนจรติ
กริ ิยาอันชวนมอง และการเปรยี บทีม่ ีความโดดเดนจะอยูทีก่ ารเปรียบเพ่ือแสดงความงามของมัทนา
ทพ่ี ยายามแสดงใหเหน็ วา มัทนามคี วามงามเปนเลศิ กวา ผูใด และเพราะความงามนีเ้ องทนี่ าํ มาซ่ึง
ความเดือดรอนนานา ดงั นน้ั การเปรียบเพือ่ แสดงความงามของมัทนานอกจากจะทําใหเ กิด
สนุ ทรียภาพในความแลว ยงั ถือวามคี วามสําคัญตอ การดําเนนิ เรอ่ื งอกี ดว ย
ค. ดอกกุหลาบ ในพระราชนิพนธม กี ารเปรียบเพ่ือแสดงใหเหน็ ลกั ษณะ
อนั งดงามของดอกกุหลาบซ่งึ มคี วามไพเราะออนหวานอยางยิ่ง ดงั ตัวอยา ง
มายาวนิ . ตวั อยา งที่ ๑ ชะกะสอี รณุ แสง (อินทะวิเชียร, ๑๑.)
ไมเรียกผะกากพุ -ฺ
ดรุณีณยามอาย;
ปานแกมแฉลม แดง
สวุ คนธะมากมาย,
ดอกใหญแ ละเกสร มธุรสขจรไกล;
อยูทนบวางวาย ดุจะเขม็ ประดับไว,
อีกทั้งสะพรง่ั หนาม
บมใิ ครจะหา งเหิน.
ผึง้ เขียวสิบินไขว บรโิ ภคอรอยเพลนิ ,
อนั กุพฺชะกาหอม, นรลมิ้ เพราะเลดิ รส;
รสหวานสิหวานเชอญ พิธะโทษะหายหมด,
กินแลวระงับตรี ทุษะเสมหะเส่อื มสรรพ;
คอื ลมและดีลด มะคุณาภริ มยน นั ท,
อกี ทง้ั เจริญกา- และระงบั พยาธี.
เย็นในอุราพลนั , (มทั นะพาธา หนา ๒๘)